คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6514/2543
#35010
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จะใช้สิทธิขอให้ศาลแรงงานมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยการแถลงให้ศาลทราบถึงความจำเป็นที่โจทก์ไม่อาจมาศาลตามกำหนดนัดได้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 41 จะต้องเป็นกรณีที่ศาลแรงงานมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความตามมาตรา 40 วรรคหนึ่งเนื่องจากโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลในวันนัดพิจารณาคดีตามมาตรา 37 แล้ว แต่โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดโดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานทราบถึงเหตุที่ไม่มาซึ่งถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีที่ฟ้องอีกต่อไป

ในวันที่ศาลแรงงานนัดพิจารณาตามมาตรา 37 โจทก์และจำเลยมาศาลตามกำหนดนัด จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือ ศาลแรงงานได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้ว และได้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 ดังนั้นวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 จึงเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ เมื่อโจทก์ทราบนัดแล้วไม่มาศาลตามกำหนดศาลแรงงานสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ เนื่องจากโจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนดนัดในวันนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งล่วงพ้นวันนัดพิจารณาคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 37 แล้ว และวันดังกล่าวไม่ใช่วันนัดพิจารณาตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง คำสั่งของศาลแรงงานจึงเป็นการสั่งให้จำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พ.ศ. 2522 มาตรา 201 วรรคหนึ่งประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ซึ่งห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวหรือมีคำขอให้พิจารณาคดีนั้นใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างให้แก่นางสุวรรณา พรไพรเพชรลูกจ้างของโจทก์ที่ถูกเลิกจ้าง โจทก์ไม่พอใจจึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ศาลแรงงานกลางนัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 11 สิงหาคม 2542 แต่จำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดี ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ในวันที่ 8 ตุลาคม 2542 ในวันนัดดังกล่าวศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดทนายจำเลยทั้งสองมาศาล ส่วนโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2542 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีโดยอ้างเหตุจำเป็นที่ไม่มาศาลตามกำหนดนัดเนื่องจากทนายโจทก์ได้รับอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2542 ไม่สามารถมาศาลในวันนัดคือวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 ได้ทนายโจทก์จึงมอบฉันทะให้เสมียนทนายโจทก์มายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันนัด แต่เนื่องจากฝนตกหนักการจราจรติดขัดทำให้เสมียนทนายโจทก์นำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาลล่าช้า

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่สั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์จะใช้สิทธิขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยการแถลงให้ศาลแรงงานกลางทราบถึงความจำเป็นที่โจทก์ไม่อาจมาศาลตามกำหนดนัดได้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 41 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง เนื่องจากโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลในวันนัดพิจารณาคดีตามมาตรา 37 แล้ว แต่โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดโดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานกลางทราบถึงเหตุที่ไม่มาซึ่งถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีที่ฟ้องอีกต่อไป แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าในวันที่ศาลแรงงานกลางนัดพิจารณาตามมาตรา 37 คือวันที่ 11 สิงหาคม2542 ซึ่งต่อมาได้เลื่อนเป็นวันที่ 8 ตุลาคม 2542 นั้น โจทก์และจำเลยทั้งสองมาศาลตามกำหนดนัด จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การเป็นหนังสือ จนศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้ว และได้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 ดังนั้นวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 จึงเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์เมื่อโจทก์ทราบนัดแล้วไม่มาศาลตามกำหนดศาลแรงงานกลางสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ เห็นได้ว่าศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนดนัดในวันนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งล่วงพ้นวันนัดพิจารณาคดีตามมาตรา 37 แล้ว และวันดังกล่าวไม่ใช่วันนัดพิจารณาตามมาตรา 40วรรคหนึ่ง คำสั่งของศาลแรงงานกลางจึงเป็นการสั่งให้จำหน่ายคดี เนื่องจากโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 201 วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ซึ่งห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวหรือมีคำขอให้พิจารณาคดีนั้นใหม่ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 201
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 37 ม. 40 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แกลมเมอร์เวย์ จำกัด
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สละ เทศรำพรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6514/2543
#66240
เปิดฉบับเต็ม

เรื่อง พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล

ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนีลไทย จำกัด
จำเลย — บริษัทอีสท์-เวสท์ แอร์ เซอร์วิส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวุฒิชัย หรูจิตตวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6512 -ที่ 6513/2543
#39299
เปิดฉบับเต็ม

สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 173,143 บาท และโจทก์ที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 148,132 บาทส่วนสำนวนหลังจำเลยที่ 3 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์กับจำเลยที่ 4ร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแก่จำเลยที่ 3เป็นเงิน 37,006 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีแรก และคดีหลังพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน37,006 บาท แก่จำเลยที่ 3 สำนวนแรกทุนทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 แต่ละคนไม่เกิน 200,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000 บาท คู่ความจึงถูกห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ส่วนสำนวนหลังทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท คู่ความจึงถูกห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

โจทก์อุทธรณ์และฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ปล่อยปละละเลยหรือไม่สนใจในการดำเนินคดีตามที่ศาลได้วินิจฉัย แต่ติดขัดเพราะการดำเนินการขอคัดถ่ายเอกสารอันเป็นการจัดระเบียบบริหารงานธุรการของศาล เป็นการนอกเหนืออำนาจโจทก์ที่จะดำเนินการก้าวล่วงได้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอให้อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาตามลำดับกำหนดเป็นอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง

แม้อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามาพิจารณาว่าจะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ว่า โจทก์ที่ 1เรียกนายชูศักดิ์ กิจถาวรกุล ว่า โจทก์ที่ 2 เรียกนายชัยธวัช ภู่โต ว่าจำเลยที่ 1 เรียกบริษัทสยามออซีดีน จำกัด ว่า จำเลยที่ 2 เรียกบริษัททิพยประกันภัย จำกัด ว่า จำเลยที่ 3 และเรียกนางศิริรัตน์ กิจถาวรกุลว่า จำเลยที่ 4

คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม2540 ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันชำระค่าเสียหายตามมูลหนี้ละเมิดและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องแก่จำเลยที่ 3เป็นเงิน 37,006 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 36,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่สามโดยอ้างว่า โจทก์ทั้งสองได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 เนื่องจากยังไม่ได้รับคำพิพากษาของศาลและคำพยานที่ได้ขอถ่ายจากศาลศาลอนุญาตให้ขยายได้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 แต่เนื่องจากเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ทั้งสองได้ติดตามคำพิพากษาและคำพยานที่ได้ขอถ่ายไว้ ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่แผนกพิมพ์แจ้งว่าเพิ่งจัดพิมพ์เสร็จและได้นำเสนอผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนตรวจสำนวนไม่สามารถดำเนินการถ่ายให้ได้ทันตามเวลาที่ได้ขอขยาย จึงขอขยายเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม2541 ว่า คำพิพากษาพิมพ์เสร็จและเสนอลงชื่อนานแล้วผู้ร้องไม่ขวนขวายติดต่อขอถ่ายเองจึงไม่อนุญาต

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 173,143 บาท และโจทก์ที่ 2ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 148,132 บาท ส่วนสำนวนหลังจำเลยที่ 3 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์กับจำเลยที่ 4ร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแก่จำเลยที่ 3 เป็นเงิน37,006 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีแรก และคดีหลังพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 37,006 บาท แก่จำเลยที่ 3เห็นว่า สำนวนแรกทุนทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 แต่ละคนไม่เกิน 200,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000บาท คู่ความจึงถูกห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ส่วนสำนวนหลังทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท คู่ความจึงถูกห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาทั้งสองสำนวนในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ปล่อยปละละเลยหรือไม่สนใจในการดำเนินคดีตามที่ศาลได้วินิจฉัย แต่ติดขัดเพราะการดำเนินการขอคัดถ่ายเอกสารอันเป็นการจัดระเบียบบริหารงานธุรการของศาลเป็นการนอกเหนืออำนาจโจทก์ที่จะดำเนินการก้าวล่วงได้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมขอให้อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาตามลำดับกำหนดด้วย อันเป็นอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง แม้อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามาพิจารณาว่าจะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาหรือไม่ เมื่อสำนวนแรกมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสองจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนสำนวนหลังมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่ชอบ ต้องถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในสำนวนหลัง และยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในสำนวนหลังด้วย และยกฎีกาของโจทก์ทั้งสองสำนวนคืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ในสำนวนหลังและคืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด กับพวก
จำเลย — นาย ชัยธวัช ภู่โต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6512 -ที่ 6513/2543
#39300
เปิดฉบับเต็ม

สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เงิน 173,143 บาท และโจทก์ที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ร่วมกันใช้เงิน 148,132 บาท ส่วนสำนวนหลังจำเลยที่ 3 ฟ้องขอให้โจทก์กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 37,006 บาท ศาลชั้นต้นยกฟ้องคดีแรก และคดีหลังพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4ร่วมกันชำระเงิน 37,006 บาท แก่จำเลยที่ 3 สำนวนแรกคู่ความจึงถูกห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ส่วนสำนวนหลังคู่ความจึงถูกห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาทั้งสองสำนวนทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ปล่อยปละละเลยในการดำเนินคดีแต่ติดขัดเพราะการดำเนินการขอคัดถ่ายเอกสาร ขอให้อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาล(ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาตามลำดับ) กำหนดเป็นอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้เป็นอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามาพิจารณาว่าต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาหรือไม่ เมื่อสำนวนแรกมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน200,000 บาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสองจึงต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนสำนวนหลังมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ ถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ว่า โจทก์ที่ 1 เรียกนายชูศักดิ์กิจถาวรกุล ว่า โจทก์ที่ 2 เรียกนายชัยธวัช ภู่โต ว่า จำเลยที่ 1 เรียกบริษัทสยามออซีดีน จำกัด ว่า จำเลยที่ 2 เรียกบริษัททิพยประกันภัยจำกัด ว่า จำเลยที่ 3 และเรียกนางศิริรัตน์ กิจถาวรกุล ว่า จำเลยที่ 4

คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2540ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันชำระค่าเสียหายตามมูลหนี้ละเมิดและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องแก่จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 37,006บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,000 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 4 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูกคือจำเลยที่ 3) โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่สามโดยอ้างว่า โจทก์ทั้งสองได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 เนื่องจากยังไม่ได้รับคำพิพากษาของศาลและคำพยานที่ได้ขอถ่ายจากศาลศาลอนุญาตให้ขยายได้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 แต่เนื่องจากเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ทั้งสองได้ติดตามคำพิพากษาและคำพยานที่ได้ขอถ่ายไว้ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่แผนกพิมพ์แจ้งว่าเพิ่งจัดพิมพ์เสร็จและได้นำเสนอผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนตรวจสำนวน ไม่สามารถดำเนินการถ่ายให้ได้ทันตามเวลาที่ได้ขอขยายจึงขอขยายเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2541 ว่า คำพิพากษาพิมพ์เสร็จและเสนอลงชื่อนานแล้ว ผู้ร้องไม่ขวนขวายติดต่อขอถ่ายเองจึงไม่อนุญาต

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 173,143 บาท และโจทก์ที่ 2ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 148,132 บาทส่วนสำนวนหลังจำเลยที่ 3 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแก่จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 37,006 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีแรก และคดีหลังพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 37,006 บาท แก่จำเลยที่ 3เห็นว่า สำนวนแรกทุนทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 แต่ละคนไม่เกิน 200,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000บาท คู่ความจึงถูกห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ส่วนสำนวนหลังทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท คู่ความจึงถูกห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาทั้งสองสำนวนในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ปล่อยปละละเลยหรือไม่สนใจในการดำเนินคดีตามที่ศาลได้วินิจฉัย แต่ติดขัดเพราะการดำเนินการขอคัดถ่ายเอกสารอันเป็นการจัดระเบียบบริหารงานธุรการของศาลเป็นการนอกเหนืออำนาจโจทก์ที่จะดำเนินการก้าวล่วงได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมขอให้อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาล (ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาตามลำดับ)กำหนดด้วยอันเป็นอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง แม้อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามาพิจารณาว่าจะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาหรือไม่ เมื่อสำนวนแรกมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสองจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนสำนวนหลังมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่ชอบ ต้องถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในสำนวนหลัง และยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในสำนวนหลังด้วย และยกฎีกาของโจทก์ทั้งสองทั้งสองสำนวน"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด กับพวก
จำเลย — นาย ชัยธวัช ภู่โต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6512/2543
#66239
เปิดฉบับเต็ม

สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ร่วมกันใช้เงินจำนวน 173,143 บาท และโจทก์ที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 148,132 บาท ส่วนสำนวนหลังจำเลยที่ 3 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแก่จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 37,006 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีแรก และคดีหลังพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 37,006 บาท แก่จำเลยที่ 3สำนวนแรกทุนทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 แต่ละคนไม่เกิน 200,000บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000 บาท คู่ความจึงถูกห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ส่วนสำนวนหลังทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท คู่ความจึงถูกห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

โจทก์อุทธรณ์และฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ปล่อยปละละเลยหรือไม่สนใจในการดำเนินคดีตามที่ศาลได้วินิจฉัย แต่ติดขัดเพราะการดำเนินการขอคัดถ่ายเอกสารอันเป็นการจัดระเบียบบริหารงานธุรการของศาล เป็นการนอกเหนืออำนาจโจทก์ที่จะดำเนินการก้าวล่วงได้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอให้อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาตามลำดับกำหนด เป็นอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง

แม้อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามาพิจารณาว่าจะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาหรือไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด กับพวก
จำเลย — ๓ นายชัยธวัช ภู่โต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวีป ตันสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6511/2543
#37401
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเสียเปล่าตั้งแต่วันทำสัญญาเพราะเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว อีกทั้งข้อความที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขาย ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าจะไปทำการโอนที่ดินกันเมื่อไร จึงตกเป็นโมฆะตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 9จำเลยได้ยกปัญหานี้ขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์แล้วซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงไม่ชอบ

แม้ที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นที่ดินมือเปล่า ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้วไม่อาจโอนกันได้ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินพ.ศ. 2497 มาตรา 9 ก็ตาม แต่ย่อมโอนไปซึ่งการครอบครองได้ โดยการส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 สัญญาซื้อขายจึงไม่ตกเป็นโมฆะ โจทก์มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อปี 2512 โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินมือเปล่าจากจำเลยในนามของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 50 ไร่เศษ ต่อมาปี 2521 โจทก์ทั้งสองได้ขอออกโฉนดที่ดินทั้งแปลง แต่ทางราชการออกโฉนดที่ดินให้เพียง 41 ไร่เศษคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 6191 ส่วนที่เหลืออีก 19 ไร่เศษ ทางราชการอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านจึงไม่ออกโฉนดให้ ต่อมาปี 2533ทางราชการได้ประกาศว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่ที่สาธารณประโยชน์ โจทก์ทั้งสองจึงได้เข้าครอบครองอีก แต่โจทก์ทั้งสองได้อนุญาตให้จำเลยเข้าทำกินชั่วคราวต่อมาโจทก์ทั้งสองให้จำเลยและบริวารออกไป แต่จำเลยและบริวารเพิกเฉยเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย หากให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไป ห้ามยุ่งเกี่ยวในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาทนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยขายที่ดินให้โจทก์ที่ 2 เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ซึ่งต่อมาเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 6191 แล้วจำเลยได้ย้ายครอบครัวไปทำกินที่อื่น ต่อมาปี 2533 จำเลยได้กลับมาและขออาศัยญาติทำไร่ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของนายสำเภา ชมชื่น 11 ไร่เศษ และเป็นของนางนิ้ม ไกรเทพ7 ไร่เศษ จำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอดไม่เคยขออนุญาตจากโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองถูกแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1 ปี โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องบังคับตามสัญญาซื้อขายภายใน 10 ปี นับตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย โจทก์ทั้งสองไม่ได้บอกกล่าวก่อนฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ให้จำเลยใช้เงินเดือนละ 1,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ตามพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และที่อุทธรณ์ว่าสัญญาซื้อขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีหลักฐานการชำระเงินตามเอกสารหมาย จ.2ขัดต่อความสงบเรียบร้อยเป็นโมฆะ และฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคแรก ศาลอุทธรณ์ภาค 3ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีหลักฐานการชำระเงินตามเอกสารหมาย จ.2 ตกเป็นโมฆะเสียเปล่าตั้งแต่วันทำสัญญา (17 กรกฎาคม 2512) เพราะเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว อีกทั้งข้อความที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าจะไปทำการโอนที่ดินกันเมื่อไร จึงตกเป็นโมฆะตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินพ.ศ. 2497 มาตรา 9 นั้น เห็นว่า จำเลยได้ยกปัญหานี้ขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์แล้ว ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยให้โดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ และเห็นว่าแม้ที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์ที่ 1 และจำเลยเอกสารหมายจ.1 ซึ่งมีหลักฐานการชำระเงินตามเอกสารหมาย จ.2 จะเป็นที่ดินมือเปล่ายังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้วไม่อาจโอนกันได้ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 9 ก็ตามแต่ย่อมโอนไปซึ่งการครอบครองได้โดยการส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีหลักฐานการชำระเงินตามเอกสารหมาย จ.2 จึงไม่ตกเป็นโมฆะ โจทก์มีอำนาจฟ้องตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 325/2519 ระหว่างนายกูสะอาด มณีกามันโจทก์ นายดาโร้ย เบ็ญหมีนหรือเบ็นหมีน กับพวก จำเลย ที่จำเลยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2670/2516 ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 152 ม. 1378
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225 ม. 249
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว วัชรี เลาวกุล กับพวก
จำเลย — นาย สน เปี่ยมทาน
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6511/2543
#39298
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเสียเปล่าตั้งแต่วันทำสัญญาเพราะเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว อีกทั้งข้อความที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขาย ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าจะไปทำการโอนที่ดินกันเมื่อใด จึงตกเป็นโมฆะตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินพ.ศ. 2497 มาตรา 9 จำเลยได้ยกปัญหานี้ขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์แล้ว ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยให้จึงไม่ชอบ

แม้ที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยจะเป็นที่ดินมือเปล่า ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ไม่อาจโอนกันได้ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 9 ก็ตาม แต่ย่อมโอนไปซึ่งการครอบครองได้โดยการส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อปี 2512 โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินมือเปล่าจากจำเลยในนามของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 50 ไร่เศษ ต่อมาปี 2521 โจทก์ทั้งสองได้ขอออกโฉนดที่ดินทั้งแปลง แต่ทางราชการออกโฉนดที่ดินให้เพียง 41 ไร่เศษ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 6191 ส่วนที่เหลืออีก 19 ไร่เศษทางราชการอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านจึงไม่ออกโฉนดให้ ต่อมาปี 2533 ทางราชการได้ประกาศว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่ที่สาธารณประโยชน์ โจทก์ทั้งสองจึงได้เข้าครอบครองอีก แต่โจทก์ทั้งสองได้อนุญาตให้จำเลยเข้าทำกินชั่วคราว ต่อมาโจทก์ทั้งสองให้จำเลยและบริวารออกไป แต่จำเลยและบริวารเพิกเฉยเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย หากให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปห้ามยุ่งเกี่ยวในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยขายที่ดินให้โจทก์ที่ 2 เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ซึ่งต่อมาเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 6191แล้วจำเลยได้ย้ายครอบครัวไปทำกินที่อื่น ต่อมาปี 2533 จำเลยได้กลับมาและขออาศัยญาติทำไร่ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของนายสำเภาชมชื่น 11 ไร่เศษ และเป็นของนางนิ้ม ไกรเทพ 7 ไร่เศษ จำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอด ไม่เคยขออนุญาตจากโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองถูกแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 1 ปีโจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องบังคับตามสัญญาซื้อขายภายใน 10 ปีนับตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขาย โจทก์ทั้งสองไม่ได้บอกกล่าวก่อนฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ให้จำเลยใช้เงินเดือนละ 1,000 บาทนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่าตามพยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคสอง และที่อุทธรณ์ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีหลักฐานการชำระเงินตามเอกสารหมายจ.2 ขัดต่อความสงบเรียบร้อยเป็นโมฆะและฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคแรก ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีหลักฐานการชำระเงินตามเอกสารหมาย จ.2ตกเป็นโมฆะเสียเปล่าตั้งแต่วันทำสัญญา (17 กรกฎาคม 2512)เพราะเป็นที่ดินมือเปล่า ซึ่งไม่มีคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว อีกทั้งข้อความที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าจะไปทำการโอนที่ดินกันเมื่อไร จึงตกเป็นโมฆะตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินพ.ศ. 2497 มาตรา 9 นั้น เห็นว่า จำเลยได้ยกปัญหานี้ขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์แล้ว ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยให้โดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้โดยเห็นว่า แม้ที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์ที่ 1 และจำเลยเอกสารหมาย จ.1ซึ่งมีหลักฐานการชำระเงินตามเอกสารหมาย จ.2 จะเป็นที่ดินมือเปล่ายังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ไม่อาจโอนกันได้ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497มาตรา 9 ก็ตาม แต่ย่อมโอนไปซึ่งการครอบครองได้โดยการส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีหลักฐานการชำระเงินตามเอกสารหมาย จ.2 จึงไม่ตกเป็นโมฆะ โจทก์มีอำนาจฟ้อง ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 325/2519 ระหว่าง นายกูสะอาด มณีกามัน โจทก์ นายดาโร้ยเบ็ญหมีนหรือเบ็นหมีน กับพวก จำเลย ที่จำเลยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2670/2516 ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 152 ม. 1378
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225 ม. 249
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว วัชรี เลาวกุล กับพวก
จำเลย — นาย สน เปี่ยมท่าน
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6511/2543
#66238
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเสียเปล่าตั้งแต่วันทำสัญญาเพราะเป็นที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว อีกทั้งข้อความที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขาย ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าจะไปทำการโอนที่ดินกันเมื่อใด จึงตกเป็นโมฆะตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ ป.ที่ดินพ.ศ.2497 มาตรา 9 จำเลยได้ยกปัญหานี้ขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์แล้ว ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3ไม่วินิจฉัยให้จึงไม่ชอบ

แม้ที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยจะเป็นที่ดินมือเปล่า ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ไม่อาจโอนกันได้ตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ ป.ที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 9 ก็ตาม แต่ย่อมโอนไปซึ่งการครอบครองได้โดยการส่งมอบตาม ป.พ.พ.มาตรา 1378 สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นโมฆะ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 152 ม. 1378
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225 ม. 249
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววัชรี เลาวกุล กับพวก
จำเลย — นายสน เปี่ยมท่าน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายวงการ ช่วยพนัง
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6489/2543
#37843
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บค่าภาษีอากรเนื่องมาจากโจทก์หลงเชื่อว่าบริษัท ส. จำกัด ได้ส่งผลิตภัณฑ์ออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด ตามเอกสารที่จำเลยเป็นผู้ทำปลอมและเท็จขึ้น แม้ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าวปฏิบัติผิดเงื่อนไข เป็นผลให้โจทก์สามารถเรียกเก็บภาษีอากรจากบริษัทดังกล่าวได้หรือสิทธิในการเรียกเก็บภาษีอากรของโจทก์จากบริษัทดังกล่าวยังมิได้หมดสิ้นไป แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์แจ้งให้บริษัทดังกล่าวนำเงินค่าภาษีอากรมาชำระ แต่บริษัทดังกล่าวเพิกเฉยซึ่งจำเลยก็ไม่นำสืบให้เห็นได้ว่าโจทก์สามารถเรียกเก็บภาษีจากบริษัทดังกล่าวหรือจากธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันแทนการชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวได้ การที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีอากรดังกล่าวได้จึงมีผลมาจากการกระทำโดยจงใจของจำเลยโดยตรงที่กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายและทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ทำเอกสารปลอมและเท็จขึ้นซึ่งสำเนาใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าฉบับมุมน้ำเงินของด่านศุลกากรกระบี่จำนวน 3 ฉบับ ให้แก่บริษัทสินร่วม จำกัด นำไปแสดงต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนว่าบริษัทสินร่วม จำกัด ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด นอกจากนี้บริษัทสินร่วม จำกัด ยังนำเอกสารที่จำเลยได้ทำปลอมและเท็จดังกล่าวไปยื่นขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่าบริษัทสินร่วม จำกัด มิได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ผ้าผืนปักลายฉลุตามใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการค้าฉบับมุมน้ำเงินจึงแจ้งให้บริษัทสินร่วม จำกัด นำเงินค่าภาษีอากรขาเข้าภาษีการค้า และภาษีเทศบาลรวม 14,621,237.40 บาท กับเงินชดเชยค่าภาษีอากร 297,839.45 บาท มาชำระแก่โจทก์ แต่บริษัทสินร่วม จำกัดเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 14,919,076.85 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าฉบับมุมน้ำเงินให้แก่บริษัทสินร่วม จำกัด บริษัทสินร่วม จำกัดได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบผ้าผืนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนก่อนที่จะมีการออกใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าฉบับมุมน้ำเงินและสินค้าที่บริษัทสินร่วม จำกัด ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรไม่สามารถส่งออกที่ด่านศุลกากรกระบี่ได้ การที่บริษัทสินร่วมจำกัด ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรจึงมิใช่เป็นผลโดยตรงจากการออกเอกสารดังกล่าว ค่าเสียหายตามฟ้องสูงเกินความเป็นจริง หากจำเลยต้องรับผิดในค่าเสียหายก็รับผิดเฉพาะส่วนที่เป็นเงินชดเชยค่าภาษีอากรเท่านั้นขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 297,839.45 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 พฤษภาคม2535) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับจำเลยรับผิดตามฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520มาตรา 36(1) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติว่าเพื่อส่งเสริมการส่งออกคณะกรรมการอาจให้ผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับสิทธิและประโยชน์โดยได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบและวัตถุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อใช้ผลิต ผสมหรือประกอบผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลเฉพาะที่ใช้ในการส่งออก ซึ่งบริษัทสินร่วม จำกัด ได้รับบัตรส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนโดยได้รับสิทธิและประโยชน์ตามมาตรา 36(1) ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้า สำหรับวัตถุดิบหรือวัตถุจำเป็นที่ต้องนำข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลาหนึ่งปี มีผลนับแต่วันนำเข้าครั้งแรก ซึ่งมีเงื่อนไขว่าจะต้องดำเนินการส่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ออกไปจำหน่ายต่างประเทศทั้งสิ้นตามเอกสารหมาย ปจ.56 (ศาลแพ่ง) ฉะนั้น การที่บริษัทสินร่วม จำกัดจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบที่นำเข้ามาจากต่างประเทศก็ต้องปฏิบัติตามสิทธิและประโยชน์รวมทั้งเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ตนได้รับแต่การที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีส่วนท้องถิ่นเนื่องมาจากโจทก์หลงเชื่อว่าบริษัทดังกล่าวได้ส่งผลิตภัณฑ์ผ้าลายปักฉลุหรือผ้าผืนปักลายฉลุที่ผลิตได้จากผ้าผืนออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนดตามสำเนาใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าฉบับมุมน้ำเงินที่แสดงว่าผ่านพิธีการทางศุลกากรขาออกแล้วอันเป็นเอกสารที่จำเลยเป็นผู้ทำปลอมและเท็จขึ้น ถ้าหากจำเลยไม่กระทำเช่นนั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนย่อมสามารถเรียกเก็บอากรขาเข้าภาษีการค้า และภาษีส่วนท้องถิ่น สำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นที่นำเข้ามาจากต่างประเทศได้เมื่อครบกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีมีผลนับแต่วันนำเข้าครั้งแรก เพราะบริษัทดังกล่าวผิดเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและแม้ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าวปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเป็นผลให้โจทก์สามารถเรียกเก็บภาษีอากรจากบริษัทดังกล่าวได้ หรือสิทธิในการเรียกเก็บภาษีอากรของโจทก์จากบริษัทดังกล่าวยังมิได้หมดสิ้นไปอีกทั้งตามเงื่อนไขในข้อ 15 ของบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนดให้บริษัทดังกล่าวจะต้องดำเนินการยื่นคำขอต่อโจทก์ เพื่อขอใช้การวางค้ำประกันแทนการชำระอากรขาเข้า และภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรต่อไปก็ตาม แต่เมื่อตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า โจทก์แจ้งให้บริษัทดังกล่าวนำเงินค่าภาษีอากรจำนวน14,621,277.40 บาทไปชำระแก่โจทก์ แต่บริษัทดังกล่าวเพิกเฉย ซึ่งจำเลยก็ไม่นำสืบให้เห็นได้ว่าโจทก์สามารถเรียกเก็บอากรขาเข้า ภาษีอากร และภาษีส่วนท้องถิ่นจากบริษัทดังกล่าว หรือจากธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันแทนการชำระหนี้อากรขาเข้า ภาษีการค้าและภาษีส่วนท้องถิ่นดังกล่าวดังนั้น การที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีอากรจากบริษัทและธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าวมีผลมาจากการกระทำโดยจงใจของจำเลยโดยตรงที่กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์เสียหายแก่สิทธิในการจัดเก็บภาษีจากบริษัทและธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันและต้องจ่ายเงินค่าชดเชยค่าภาษีให้แก่บริษัทดังกล่าวอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคือค่าภาษีอากรที่โจทก์ไม่สามารถจะเรียกเก็บได้ดังที่วินิจฉัยมา ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 297,839.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ในส่วนที่โจทก์ไม่สามารถจะเรียกเก็บได้จากบริษัทสินร่วม จำกัด และธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันแทนการชำระอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีส่วนท้องถิ่นของบริษัทสินร่วมจำกัด โดยรับผิดไม่เกินจำนวน 14,919,076.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี นับแต่นับวันฟ้อง (วันที่ 20 พฤษภาคม 2535) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — นาย คำรณหรือปกรณ์ แสงอ่อน
ชื่อองค์คณะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
สันติ ทักราล
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6489/2543
#99223
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำเอกสารปลอมและเท็จขึ้น ซึ่งสำเนาใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าฉบับมุมน้ำเงินทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าบริษัท ส. ได้ส่งผลิตภัณฑ์ผ้าลายปักฉลุหรือผ้าผืนปักลายฉลุที่ผลิตได้จากผ้าผืนออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด ถ้าหากจำเลยไม่กระทำเช่นนั้นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนย่อมสามารถเรียกเก็บอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีส่วนท้องถิ่น สำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นที่นำเข้ามาจากต่างประเทศได้เมื่อครบกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันนำเข้า การที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีอากรจากบริษัทและธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าว มีผลมาจากการกระทำโดยจงใจของจำเลยโดยตรงที่กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์เสียหายแก่สิทธิในการจัดเก็บภาษีจากบริษัทและธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันและต้องจ่ายเงินค่าชดเชยค่าภาษีให้แก่บริษัทดังกล่าว อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคือค่าภาษีอากรที่โจทก์ไม่สามารถจะเรียกเก็บได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 14,919,076.85 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 297,839.45 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อไป นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 พฤษภาคม 2535) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับจำเลยรับผิดตามฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทำสำเนาใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าฉบับมุมน้ำเงินเลขที่ 010 - 4 ถึงเลขที่ 010 - 6 ลงวันที่ 20 มกราคม 2530 ที่แสดงผ่านพิธีการศุลกากรขาออกแล้วอันเป็นการปลอมและเท็จ เพื่อให้บริษัทสินร่วม จำกัด นำไปยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อแสดงว่า บริษัทดังกล่าวส่งผลิตภัณฑ์ผ้าลายปักฉลุหรือผ้าผืนปักลายฉลุที่ผลิตได้จากผ้าผืนออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด แล้วบริษัทดังกล่าวขอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตัดบัญชีวัตถุดิบ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหลงเชื่อตามสำเนาใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าดังกล่าวจึงตัดบัญชีวัตถุดิบผ้าผืนให้บริษัทดังกล่าวจำนวน 471,686 หลา คิดเป็นค่าอากรขาเข้า 11,350,946.86 บาท ภาษีการค้า 2,972,991.40 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 279,299.14 บาท รวมเป็นค่าภาษีอากรทั้งสิ้น 14,621,237.40 บาทนั้น ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 36 (1) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติว่าเพื่อส่งเสริมการส่งออก คณะกรรมการอาจให้ผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับสิทธิและประโยชน์โดยได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถดิบและวัตถุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อใช้ผลิต ผสม หรือประกอบผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลเฉพาะที่ใช้ในการส่งออก ซึ่งบริษัทสินร่วม จำกัด ได้รับบัตรส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนโดยได้รับสิทธิและประโยชน์ ตามมาตรา 36 (1) ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้า สำหรับวัตถุดิบหรือวัตถุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลาหนึ่งปี มีผลนับแต่วันนำเข้าครั้งแรก ซึ่งมีเงื่อนไขว่าจะต้องดำเนินการส่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ออกไปจำหน่ายต่างประเทศทั้งสิ้น ฉะนั้น การที่บริษัทสินร่วม จำกัด จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบที่นำเข้ามาจากต่างประเทศก็ต้องปฏิบัติตามสิทธิและประโยชน์รวมทั้งเงื่อนไข ตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ตนได้รับ แต่การที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีส่วนท้องถิ่นเนื่องมาจากโจทก์หลงเชื่อว่าบริษัทดังกล่าวได้ส่งผลิตภัณฑ์ผ้าลายปักฉลุหรือผ้าผืนปักลายฉลุที่ผลิตได้จากผ้าผืนออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนดตามสำเนาใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าฉบับมุมน้ำเงินที่แสดงว่าผ่านพิธีการทางศุลกากรขาออกแล้ว อันเป็นเอกสารที่จำเลยเป็นผู้ทำปลอมและเท็จขึ้น การที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีอากรจากบริษัทและธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าวมีผลมาจากการกระทำโดยจงใจของจำเลยโดยตรงที่กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์เสียหายแก่สิทธิในการจัดเก็บภาษีจากบริษัทและธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันและต้องจ่ายเงินค่าชดเชยค่าภาษีให้แก่บริษัทดังกล่าวอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคือค่าภาษีอากรที่โจทก์ไม่สามารถจะเรียกเก็บได้ดังที่วินิจฉัยมา ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 297,839.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ในส่วนที่โจทก์ไม่สามารถจะเรียกเก็บได้จากบริษัทสินร่วม จำกัด และธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันแทนการชำระอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีส่วนท้องถิ่นขอบริษัทสินร่วม จำกัด โดยรับผิดไม่เกินจำนวน 14,919,076.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 พฤษภาคม 2535) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ม. 36 (ที (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — นายคำรณหรือปกรณ์ แสงอ่อน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายวราเชน ชูพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
สันติ ทักราล
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6488/2543
#37842
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองเป็นบริษัทจำกัดในเครือเดียวกันโดยประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมประเภทผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ร่วมกัน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นบริษัทมหาชน จำกัด และบริษัทจำกัดทำกิจการร่วมกันประเภทการพัฒนาที่ดิน ปลูกสร้างอาคารและที่อยู่อาศัยจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริหารฝ่ายจัดซื้อของจำเลยที่ 1 และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 3 ธุรกิจของฝ่ายโจทก์และจำเลยมิได้มีความเกี่ยวข้องหรือต้องสัมพันธ์กัน ทั้งเครื่องปรับอากาศก็ไม่ใช่อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีประจำอาคารแต่เป็นเพียงเครื่องใช้อย่างหนึ่งที่ติดตั้งขึ้นเพื่อความสบายในความเป็นอยู่ซึ่งจะมีหรือไม่ก็ได้ การค้าหรืออุตสาหกรรมของโจทก์จึงมิได้ทำขึ้นเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 3สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองในหนี้สินดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโดยเป็นบริษัทในเครือซึ่งทำกิจการค้าขายร่วมกัน มีโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ผลิตส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริหารฝ่ายจัดซื้อของจำเลยที่ 1กับเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 3 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2537ถึงเดือนสิงหาคม 2538 จำเลยทั้งสามโดยจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและฐานะกรรมการจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกันสั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องปรับอากาศคอนเดนซิ่ง แฟนคอล์ย รีโมท พร้อมอุปกรณ์จากโจทก์ทั้งสองรวม 25 ครั้งเป็นราคาทั้งสิ้น 1,690,445.48 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7คิดเป็นเงิน 118,331.18 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงินจำนวน 1,808,776.66 บาทจำเลยทั้งสามได้รับสินค้าครบถ้วนแล้วเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการของจำเลยทั้งสามแต่ไม่ชำระราคาพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองภายใน45 วันนับแต่วันได้รับสินค้าตามที่ตกลงกัน โจทก์ทั้งสองทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสามเพิกเฉยเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย และโจทก์ทั้งสองขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปีของราคาสินค้าแต่ละครั้งนับแต่วันครบกำหนดชำระเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโดยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน400,203.45 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินทั้งสิ้นจำนวน2,208,980.11 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของเงินจำนวน2,208,980.11 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การว่า ปัจจุบันนายสมบูรณ์ศรีบุศกรณ์ และนางศศิธร ศรีบุศกรณ์ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองเป็นคนละนิติบุคคลและไม่ได้ทำกิจการค้าร่วมกันจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นกรรมการจำเลยที่ 1 แต่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 ไม่เคยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ทั้งสองแต่มีนิติบุคคลผู้มีชื่อดำเนินการติดต่อกับโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวไม่เคยได้รับสินค้าตามฟ้องจากโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสามไม่ได้สั่งซื้อและรับสินค้าตามฟ้องข้อ 3 อันดับที่ 7 ถึง 22 จึงไม่ต้องรับผิดชำระราคาสินค้าส่วนนี้ส่วนสินค้าตามฟ้องข้อ 3 อันดับที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 23 ถึง 25 นิติบุคคลผู้มีชื่อสั่งซื้อจากโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ได้รับสินค้าครบถ้วน แต่ชำระราคาให้โจทก์ที่ 1 เฉพาะสินค้าลำดับที่ 23 ถึง 25 ส่วนสินค้าลำดับที่ 1ถึงที่ 6 ชำรุดบกพร่อง โจทก์ที่ 1 ได้รับแจ้งแล้วไม่ซ่อมแซมแก้ไขให้จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องชำระราคาสินค้า ลำดับที่ 1 ถึงที่ 6 ให้โจทก์ที่ 1สิทธิเรียกร้องราคาสินค้าตามฟ้องข้อ 3 อันดับที่ 1 ถึงที่ 16 ขาดอายุความแล้วเพราะโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีเรียกร้องราคาสินค้าส่วนนี้เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) โจทก์ทั้งสองคิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง โจทก์ทั้งสองไม่เคยทวงถามจำเลยทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน1,250,153.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน148,696.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความรับกันและมิได้โต้เถียงกันว่า โจทก์ทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดในเครือเดียวกันโดยทำกิจการผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ร่วมกัน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และบริษัทจำกัด ทำกิจการร่วมกันประเภทการพัฒนาที่ดินปลูกสร้างอาคารและที่อยู่อาศัยจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริหารฝ่ายจัดซื้อของจำเลยที่ 1 และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ทั้งสองมีนายสมบูรณ์ ศรีบุศกรณ์เป็นพยานเบิกความว่าพยานเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์แต่ละคนได้ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารราชการ เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้นำสืบโต้แย้งความถูกต้องแท้จริงย่อมรับฟังได้ หาจำต้องนำเจ้าพนักงานผู้ทำเอกสารมายืนยันไม่ ฎีกาจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการที่สองว่าจำเลยทั้งสามได้สั่งซื้อสินค้าเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์จากโจทก์ทั้งสองแล้วไม่ชำระราคาและภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ สำหรับกรณีของจำเลยที่ 2ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 148,696.83บาท แม้จำเลยที่ 2 จะฎีการวมกันมากับจำเลยอื่น ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาก็ต้องแยกกันตามจำนวนที่แต่ละคนต้องรับผิด เมื่อทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าพยานโจทก์ทั้งสองรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ทั้งสองนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเฉพาะกรณีจำเลยที่ 1และที่ 3 โจทก์มีนายสมบูรณ์ ศรีบุษกรณ์ กรรมการโจทก์ทั้งสองมาเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นลูกค้าโจทก์ทั้งสองมา 4-5 ปีแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้สั่งซื้อสินค้าตามฟ้องไปติดตั้งไว้ที่โครงการของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฝ่ายจำเลยมีนายวรเลิศ เลิศเมตตา ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 และที่ 3 เบิกความว่า สินค้าบางรายไม่พบใบสั่งซื้อ ซึ่งไม่ใช่คำปฏิเสธว่าไม่ได้รับสินค้าของโจทก์ทั้งสองไว้ และยังได้เบิกความว่าสินค้าบางรายการชำรุดบกพร่องซึ่งเท่ากับยอมรับว่าได้รับมอบสินค้าของโจทก์ทั้งสองจริง ข้ออ้างที่ว่าสินค้าชำรุดบกพร่องก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3ได้ส่งคืนหรือโต้แย้งสงวนสิทธิไว้แต่อย่างใด เมื่อชั่งน้ำหนักคำพยานแล้วฝ่ายโจทก์มีน้ำหนักมากกว่า เชื่อได้ว่าโจทก์ทั้งสองส่งมอบสินค้าตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จริง และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังมิได้ชำระราคาแก่โจทก์ทั้งสอง มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่าสินค้ารายการที่ 1 ถึง 16 ตามเอกสารหมาย จ.70 ขาดอายุความตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3ฎีกาหรือไม่ เห็นว่า การประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมของโจทก์ทั้งสองเป็นประเภทผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3ประกอบการค้าประเภทพัฒนาที่ดิน ปลูกสร้างอาคารและที่อยู่อาศัยจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ธุรกิจสองประเภทนี้มิได้มีความเกี่ยวข้องหรือต้องสัมพันธ์กันแต่อย่างใด ทั้งเครื่องปรับอากาศก็ไม่ใช่อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีประจำอาคาร แต่เป็นเพียงเครื่องใช้อย่างหนึ่งที่ติดตั้งขึ้นเพื่อความสบายในความเป็นอยู่ซึ่งจะมีหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น การค้าหรืออุตสาหกรรมของโจทก์จึงมิได้ทำขึ้นเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 3อันจะตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ตอนท้ายที่ว่าเว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองในหนี้สินดังกล่าวจึงมีอายุความ2 ปี เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองส่งมอบสินค้าทั้ง 16 รายการรวมจำนวนเงิน807,926.17 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ครั้งสุดท้ายวันที่ 7 เมษายน2537 และตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.21 ถึง จ.23 จ.26 ถึง จ.29 จ.32จ.33 และ จ.42 กำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระเงินในวันที่ 6 พฤษภาคม2537 โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้ชำระเงินวันที่ 20 พฤษภาคม 2539เกินกว่า 2 ปีแล้ว จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(1) คงเหลือหนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังไม่ได้ชำระคือหนี้ตามรายการที่ 17, 18 และ 22 ของเอกสารหมาย จ.70 เป็นเงิน 442,301.92บาท ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 442,301.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทยโก้ เอ็นจิเนีย จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัท ศรีวรา เรียล เอสเตท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6488/2543
#91252
เปิดฉบับเต็ม

การประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมของโจทก์ทั้งสองเป็นประเภทผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประกอบการค้าประเภทพัฒนาที่ดิน ปลูกสร้างอาคารและที่อยู่อาศัยจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ธุรกิจสองประเภทนี้มิได้มีความเกี่ยวข้องหรือต้องสัมพันธ์กันแต่อย่างใด ทั้งเครื่องปรับอากาศก็ไม่ใช่อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีประจำอาคาร แต่เป็นเพียงเครื่องใช้อย่างหนึ่งที่ติดตั้งขึ้นเพื่อความสบายในความเป็นอยู่ซึ่งจะมีหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น การค้าหรืออุตสาหกรรมของโจทก์ทั้งสองจึงมิได้ทำขึ้นเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 3 อันจะตกอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนท้ายที่ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเองสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองในหนี้สินดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินทั้งสิ้นจำนวน 2,208,980.11 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 2,208,980.11 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,250,153.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 พฤษภาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 148,696.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า สินค้ารายการที่ 1 ถึง 16 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมของโจทก์ทั้งสองเป็นประเภทผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประกอบการค้าประเภทพัฒนาที่ดิน ปลูกสร้างอาคารและที่อยู่อาศัยจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ธุรกิจสองประเภทนี้มิได้มีความเกี่ยวข้องหรือต้องสัมพันธ์กันแต่อย่างใด ทั้งเครื่องปรับอากาศก็ไม่ใช่อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีประจำอาคาร แต่เป็นเพียงเครื่องใช้อย่างหนึ่งที่ติดตั้งขึ้นเพื่อความสบายในความเป็นอยู่ซึ่งจะมีหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น การค้าหรืออุตสาหกรรมของโจทก์จึงมิได้ทำขึ้นเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 3 อันจะตกอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนท้ายที่ว่า เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองในหนี้สินดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองส่งมอบสินค้าทั้ง 16 รายการให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ครั้งสุดท้ายวันที่ 7 เมษายน 2537 และตามใบส่งของกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระเงินในวันที่ 6 พฤษภาคม 2537 โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้ชำระเงินวันที่ 20 พฤษภาคม 2539 เกินกว่า 2 ปีแล้ว จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) คงเหลือหนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังไม่ได้ชำระคือหนี้ตามรายการที่ 17 , 18 และ 22 เป็นเงิน 442,301.92 บาท ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 442,301.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยโก้ เอ็นจิเนีย จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทศรีวรา เรียล เอสเตท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ งามสันติกุล
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6478 -ที่ 6487/2543
#39297
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าและสัญญาเช่าช่วง สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์และสิทธิบอกเลิกการเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยขึ้นอยู่กับความจำเป็นตามนโยบายของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดบอกเลิกสัญญาเช่าบางส่วนแก่โจทก์โดยอ้างมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้ผู้ร้องสอดดำเนินการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานคร มติดังกล่าวเป็นการอนุมัติเพียงหลักและวิธีปฏิบัติเท่านั้นยังไม่อาจระบุรายละเอียดที่แน่ชัดได้ว่าผู้ร้องสอดต้องใช้พื้นที่ตึกแถวที่จำเลยเช่าช่วงจากโจทก์หรือไม่ การที่ผู้ร้องสอดอ้างว่าจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตามสัญญาเช่า จึงหมายความว่าในขณะบอกเลิกสัญญา ผู้ร้องสอดต้องใช้พื้นที่ที่จำเลยเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้างจะขาดพื้นที่ส่วนนี้ไม่ได้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ผู้ร้องสอดจัดทำโครงการดังกล่าวจนถึงวันที่ผู้ร้องสอดบอกเลิกสัญญาเช่าบางส่วนแก่โจทก์ผู้ร้องสอดและผู้ดำเนินโครงการของผู้ร้องสอดไม่ได้จัดทำแบบที่มีรายละเอียดจนระบุได้ว่า ผู้ร้องสอดจำเป็นต้องใช้พื้นที่ที่จำเลยเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้าง จะขาดเสียไม่ได้ ทั้งยังปรากฏว่าเสาของทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมตามโครงการดังกล่าวก็ไม่ได้ใช้พื้นที่ที่จำเลยเช่าช่วงจากโจทก์และจนถึงปัจจุบันทางขึ้น-ลงนั้นสร้างเสร็จจนเปิดใช้แล้ว ก็ไม่ต้องใช้พื้นที่ที่จำเลยเช่าช่วงจากโจทก์ ผู้ร้องสอดจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ที่จำเลยเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้างจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์ในส่วนที่จำเลยเช่าช่วงจากโจทก์และโจทก์ก็ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสำนวนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยเรียกโจทก์ทุกสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 18884/2538 ถึง 18888/2538, 492/2539 ถึง 494/2539, 496/2539 และ 497/2539 ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 (ที่ถูกถึงที่ 11) ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสิบสำนวนฟ้องเป็นทำนองเดียวกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดและบริวารออกจากตึกแถวที่เช่าให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ดังนี้ จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 19,000 บาท จำเลยที่ 2เป็นเงิน 22,000 บาท จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 44,000 บาท จำเลยที่ 4และที่ 5 เป็นเงินคนละ 23,000 บาท จำเลยที่ 6 เป็นเงิน 115,000บาท จำเลยที่ 7 และที่ 9 เป็นเงินคนละ 116,000 บาท จำเลยที่ 8เป็นเงิน 113,000 บาท กับจำเลยที่ 10 และที่ 11 ร่วมกันชำระเป็นเงิน 105,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 9 ชำระค่าเสียหายรายละ 1,000 บาทต่อวัน จำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหายวันละ 2,000 บาท กับจำเลยที่ 10 และที่ 11 ร่วมกันชำระค่าเสียหายวันละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสิบเอ็ดและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกแถวที่เช่า

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

การทางพิเศษแห่งประเทศไทยยื่นคำร้องสอด ขอให้บังคับโจทก์และจำเลยทั้งสิบ (ที่ถูกจำเลยทั้งสิบเอ็ด) ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวที่เช่า ให้โจทก์และจำเลยทั้งสิบ (ที่ถูกจำเลยทั้งสิบเอ็ด)ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในอัตราห้องละ 1,750 บาทต่อเดือน นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2538 จนกว่าจะส่งมอบตึกแถวแก่ผู้ร้องสอด

โจทก์ไม่ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ให้การแก้คำร้องสอดทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้องสอด

จำเลยที่ 10 ไม่ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องและยกคำร้องสอด

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสิบเอ็ดขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 98/35 ถึง 98/39,98/42, 98/44 ถึง 98/47 และ 98/61 แขวงคลองเตย เขตคลองเตยกรุงเทพมหานคร ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ชำระค่าเสียหายคนละ 1,700 บาทต่อเดือน กับจำเลยที่ 10 และที่ 11 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,700 บาท แก่ผู้ร้องสอด นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2538และให้โจทก์ร่วมรับผิดในหนี้จำนวนดังกล่าวจนกว่าโจทก์และจำเลยทั้งสิบเอ็ดจะส่งมอบตึกแถวคืนแก่ผู้ร้องสอด ให้โจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสิบเอ็ดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวมสำนวนละ 3,000 บาท แทนผู้ร้องสอด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสิบเอ็ดฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์ และโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลยทั้งสิบเอ็ดตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย ร.4 ข้อ 38 และสัญญาเช่าช่วงเอกสารหมาย ร.18ถึง ร.28 ข้อ 14 หรือไม่ พิเคราะห์แล้วตามเอกสารหมาย ร.4 ข้อ 38ระบุว่าถ้าผู้ร้องสอดมีความจำเป็นตามนโยบายผู้ร้องสอดมีสิทธิบอกเลิกการเช่าบางส่วนแก่โจทก์ได้ และตามเอกสารหมาย ร.18ถึง ร.28 ข้อ 14 ระบุว่าถ้าโจทก์ต้องการสถานที่ให้เช่าช่วงคืนเพราะมีความจำเป็นตามนโยบายของผู้ร้องสอดแล้วโจทก์มีสิทธิบอกเลิกการเช่าช่วง ดังนั้น สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์และสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบเอ็ดขึ้นอยู่กับความจำเป็นตามนโยบายของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดบอกเลิกสัญญาเช่าบางส่วนแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ร.9 โดยอ้างว่าคณะรัฐมนตรีมีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2537 เห็นชอบให้ผู้ร้องสอดดำเนินโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานคร ผู้ร้องสอดจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตามสัญญาเช่าเป็นที่ก่อสร้าง (รวมถึงพื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ด้วย)ปรากฏตามหนังสือเอกสารหมาย ร.6 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีว่าผู้ร้องสอดจ้างบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาไทย จำกัด ให้ศึกษาและเสนอแนะวิธีการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครโดยแบ่งงานเป็น2 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 งานศึกษาความเหมาะสม (Feasibility Study)

ส่วนที่ 2 งานออกแบบรายละเอียดของทางขึ้น-ลง (Detailed Desigh of the new On-Off Ramps)

บริษัทวิศวกรที่ปรึกษาไทย จำกัด ศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจและการเงินในการกำหนดรูปแบบเบื้องต้นสำหรับทางขึ้น-ลงจำนวน 9 จุดแล้วเสร็จ แต่เมื่อถังการจัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมฉบับสุดท้ายซึ่งเป็นงานลำดับสุดท้ายของงานส่วนที่ 1บริษัทวิศวกรที่ปรึกษาไทย จำกัด ไม่มีเงินและบุคลากรเพียงพอจะดำเนินการผู้ร้องสอดจึงเลิกจ้างในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรียังไม่มีแบบรายละเอียดของทางขึ้น-ลงซึ่งเป็นงานที่ต้องศึกษาตามส่วนที่ 2 เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ผู้ร้องสอดใช้ผลการศึกษาของบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาไทย จำกัด จัดทำข้อกำหนดขอบเขตงานใช้คัดเลือกบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างเพื่อออกแบบรายละเอียดบริษัทอิตาเลียนไทยดีเวล็อปเมนต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้มีข้อเสนอเหมาะสมที่สุดที่จะก่อสร้างงานตามโครงการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติผลการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจและการเงินกับรูปแบบเบื้องต้นสำหรับทางขึ้น-ลงที่บริษัทวิศวกรที่ปรึกษาไทย จำกัด จัดทำ อนุมัติให้ผู้ร้องสอดดำเนินโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติม สำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครในบริเวณถนนเพชรบุรี ถนนสุขุมวิท และทางแยกต่างระดับคลองเตย(ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงอยู่ในบริเวณนี้) อนุมัติให้ผู้ร้องสอดจ้างบริษัทอิตาเลียนไทยดีเวล็อปเมนต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ดำเนินโครงการ และขอให้รัฐบาลสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ร้องสอด ซึ่งต่อมาในการประชุมเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2538 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว ปรากฏตามหนังสือเอกสารหมาย ร.7 เห็นว่า ในขณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอเรื่องเพื่อขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและขณะที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ผู้ร้องสอดจัดทำโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครยังไม่มีการออกแบบรายละเอียดของทางขึ้น-ลง และกำหนดจุดก่อสร้างที่แน่ชัด เป็นเพียงระบุสถานที่ก่อสร้างไว้กว้าง ๆ ว่าเป็นบริเวณถนนเพชรบุรี ถนนสุขุมวิทและทางแยกต่างระดับคลองเตย ซึ่งในส่วนของทางแยกต่างระดับคลองเตยที่โจทก์เช่าจากผู้ร้องสอดก็มีพื้นที่ถึง 8,000 ตารางวา ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงอนุมัติเพียงหลักและวิธีปฏิบัติซึ่งถือเป็นแนวดำเนินการอันตรงกับความหมายของคำว่า "นโยบาย" ตามพจนานุกรมเท่านั้น ยังไม่อาจระบุรายละเอียดที่แน่ชัดได้ว่าผู้ร้องสอดต้องใช้พื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้างหรือไม่ ทางนำสืบของผู้ร้องสอดไม่ปรากฏว่านับจากวันที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้วจนถึงวันที่ผู้ร้องสอดบอกเลิกสัญญาเช่าบางส่วนแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ร.9ผู้ร้องสอดได้จัดทำรายละเอียดของพื้นที่ที่ต้องใช้ในการก่อสร้างของโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครหรือไม่ แต่ปรากฏตามแผนผังเอกสารหมาย ร.15 ของผู้ร้องสอดซึ่งมีข้อความระบุว่าเป็นเอกสารแนบจดหมายเลขที่ 1/ETA-3/018ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2538 (ก่อนที่ผู้ร้องสอดจะบอกเลิกสัญญาเช่าบางส่วนแก่โจทก์ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ตามเอกสารหมาย ร.9)ว่าตำแหน่งเสาของโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครไม่ได้ใช้พื้นที่ตึกแถวเลขที่ 98/35-39, 98/42,98/44-47 และ 98/61 ที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ ถึงแม้ตามแผนผังจะปรากฏตำแหน่งเสาอยู่ในส่วนหนึ่งของตึกแถวเลขที่ 98/47ที่จำเลยที่ 7 เช่าช่วงจากโจทก์แต่ก็ปรากฏตามคำเบิกความของนางกนกพร เย็นสุดใจ พยานผู้ร้องสอดซึ่งเบิกความเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2540และคำแถลงรับของทนายผู้ร้องสอดในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2540 ว่าทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครสร้างเสร็จเปิดใช้มาเป็นเวลา 1 ปีเศษแล้วผู้ร้องสอดไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้าง ผู้ร้องสอดอ้างในหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าบางส่วนแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ร.9 ว่าผู้ร้องสอดจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตามสัญญาเช่า (รวมถึงพื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ด้วย) เป็นพื้นที่ก่อสร้าง คำว่า "จำเป็น" ตามพจนานุกรมหมายความว่าต้องเป็นอย่างนั้น ต้องทำ ขาดไม่ได้ กรณีตามเอกสารหมาย ร.9 จึงหมายความว่าในขณะบอกเลิกสัญญาผู้ร้องสอดต้องใช้พื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้างจะขาดพื้นที่ส่วนนี้เสียไม่ได้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ผู้ร้องสอดจัดทำโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครจนถึงวันที่ผู้ร้องสอดบอกเลิกสัญญาเช่าบางส่วนแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ร.9 ผู้ร้องสอดและบริษัทอิตาเลียนไทยดีเวล็อปเมนต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ดำเนินโครงการของผู้ร้องสอดไม่ได้จัดทำแบบที่มีรายละเอียดจนระบุได้ว่า-ผู้ร้องสอดจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้างจะขาดเสียไม่ได้ ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏตามแผนผังเอกสารหมายร.15 อีกว่าเสาของทางขึ้น-ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครก็ไม่ได้ใช้พื้นที่ตึกแถวดังกล่าว และความจริงที่ปรากฏจนถึงปัจจุบันคือทางขึ้น-ลงนั้นสร้างเสร็จจนเปิดใช้แล้วโดยไม่ต้องใช้พื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ ผู้ร้องสอดไม่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตึกแถวที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์ในการก่อสร้างจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์ในส่วนพื้นที่ตึกแถวเลขที่ 98/35-39,98/42, 98/44-47 และ 98/61 ถนนสุนทรโกษา แขวงคลองเตย เขตคลองเตยกรุงเทพมหานคร ที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเช่าช่วงจากโจทก์โดยอาศัยความในเอกสารหมาย ร.4 ข้อ 38 และโจทก์ก็ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลยทั้งสิบเอ็ดโดยอาศัยความในเอกสารหมาย ร.18 ถึง ร.28 ข้อ 14เช่นกัน ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดว่าเอกสารหมายร.4 ข้อ 38 กับเอกสารหมาย ร.18 ถึง ร.27 ข้อ 14 เป็นนิติกรรมมีเงื่อนไขบังคับหลังหรือไม่และผู้ร้องสอดเสียหายเพียงใดเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยทั้งสิบเอ็ดฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 564
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ทรัพย์ไพศาล จำกัด
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
จำเลย — นาย สงวน แซ่โล้ว
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6477/2543
#91251
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเรื่องความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตึกแถวเลขที่ 98/57 ในการก่อสร้างทางขึ้น-ลง เพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครผิดไปจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน เป็นอุทธรณ์ใน ข้อกฎหมายไม่ใช่เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่เพื่อไม่ให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่

ตามสัญญาจัดหาประโยชน์ในเขตทางพิเศษระบุว่าถ้าผู้ร้องสอดมีความจำเป็นตามนโยบายแล้วผู้ร้องสอด มีสิทธิบอกเลิกการเช่าได้ และตามสัญญาเช่าช่วงระบุว่าถ้ามีความจำเป็นตามนโยบายของผู้ร้องสอดแล้ว โจทก์มีสิทธิบอกเลิกการเช่าได้ การบอกเลิกการเช่าก่อนครบกำหนดตามสัญญาทั้งสองฉบับจึงขึ้นอยู่กับความจำเป็นของผู้ร้องสอด และคำว่า "จำเป็น" ตามพจนานุกรมหมายความว่าต้องเป็นอย่างนั้น ต้องทำ ขาดไม่ได้ กรณีจึงหมายความว่าผู้ร้องสอดต้องใช้พื้นที่ตึกแถวเลขที่ 98/57 ในการก่อสร้าง จะขาดพื้นที่ส่วนนี้เสียมิได้ แต่ในขณะที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2537 เห็นชอบตามโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น - ลง เพิ่มเติมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขออนุมัตินั้น ยังไม่มีการออกแบบรายละเอียดทางขึ้น - ลง และกำหนดจุดก่อสร้างที่แน่ชัด เป็นเพียงระบุสถานที่ ก่อสร้างไว้กว้าง ๆ ว่าเป็นบริเวณถนนเพชรบุรี ถนนสุขุมวิท และทางแยกต่างระดับคลองเตย ซึ่งในส่วนของทางแยกต่างระดับคลองเตยที่โจทก์เช่าจากผู้ร้องสอดก็มีพื้นที่ถึง 8,000 ตารางวา ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงอนุมัติเพียงหลักและ วิธีปฏิบัติซึ่งถือเป็นแนวดำเนินการอันตรงกับความหมายของคำว่า "นโยบาย" ตามพจนานุกรมเท่านั้น ยังไม่อาจระบุรายละเอียดที่แน่ชัดได้ว่าผู้ร้องสอดต้องใช้พื้นที่ตึกแถวเลขที่ 98/57 ในการก่อสร้างหรือไม่ และก่อนที่ผู้ร้องสอดจะบอกเลิกการเช่าบางส่วนแก่โจทก์ก็ยังปรากฏอีกว่าตำแหน่งเสาของโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น - ลง เพิ่มเติม ไม่ได้ใช้พื้นที่ตึกแถวเลขที่ 98/57 อีกทั้งทางขึ้น - ลงเพิ่มเติมนั้นได้ก่อสร้างเสร็จและเปิดใช้มาเป็นเวลาประมาณ 1 ปี แล้วโดยตึกแถวเลขที่ 98/57 ก็ยังคงตั้งอยู่ ดังนั้นแม้จะไม่ใช้พื้นที่ตึกแถวเลขที่ 98/57 ผู้ร้องสอดก็ยังคงก่อสร้างทางขึ้น - ลง เพิ่มเติมได้ เมื่อผู้ร้องสอดไม่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตึกแถวเลขที่ 98/57 ในการก่อสร้าง จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ในส่วนพื้นที่ตึกแถวเลขที่ 98/57 แก่โจทก์ และโจทก์ก็ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ ถนนสุนทรโกษา แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นการทางพิเศษแห่งประเทศไทยยื่นคำร้องสอดและแก้ไขคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวเลขที่ ๙๘/๒ - ๘๔ ซึ่งผู้ร้องสอดทำสัญญาให้โจทก์เช่าและผู้ร้องสอดอนุญาตให้โจทก์นำไปให้เช่าช่วงได้ จำเลยเช่าช่วงตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ จากโจทก์ วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ผู้ร้องสอดมีหนังสือบอกเลิกการเช่า บางส่วนแก่โจทก์ โจทก์ส่งมอบตึกแถวคืนให้ผู้ร้องสอดได้ไม่ครบซึ่งรวมทั้งตึกแถวที่จำเลยเช่าช่วงด้วย ผู้ร้องสอด จำเป็นต้องใช้พื้นที่และตึกแถวเพื่อประโยชน์ของรัฐ การกระทำของโจทก์และจำเลยทำให้ผู้ร้องสอดเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์และจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ ถนนสุนทรโกษา แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

โจทก์ไม่ให้การแก้คำร้องสอด

จำเลยให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดไม่จำเป็นต้องใช้ตึกแถวที่จำเลยเช่าในการก่อสร้างทางขึ้น - ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานคร ทางด่วนดังกล่าวเปิดให้บริการแก่ประชาชนมาหลายเดือนแล้ว ตึกแถวที่จำเลยเช่า ไม่เกี่ยวข้องและไม่เป็นอุปสรรคแก่การก่อสร้าง ขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ ถนนสุนทรโกษา แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์และจำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องสอด โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เช่าที่ดินพร้อมตึกแถวเลขที่ ๙๘/๒ - ๘๒ ถนนสุนทรโกษา แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร (ซึ่งรวมถึงตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ ด้วย) จากผู้ร้องสอดเป็นเวลา ๑๘ ปี นับแต่วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๓๑ ถึงวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๔๙ ผู้ร้องสอดอนุญาตให้โจทก์นำตึกแถวไปให้เช่าช่วงได้ จำเลย เช่าช่วงตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ จากโจทก์เป็นเวลา ๑๕ ปี ๖ เดือน นับแต่วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๔ ถึงวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๔๙ วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๗ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในโครงการแก้ไขทางขึ้น - ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครของผู้ร้องสอด วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ผู้ร้องสอดบอกเลิกการเช่าบางส่วนซึ่งรวมถึงตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ ด้วยแก่โจทก์เพื่อใช้เป็นพื้นที่ก่อสร้างในโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น - ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานคร วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๘ โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าช่วงแก่จำเลย ทางขึ้น - ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครก่อสร้างเสร็จและเปิดใช้มาเป็นเวลาประมาณ ๑ ปีแล้ว โดยไม่ได้ใช้พื้นที่ตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ ในการก่อสร้าง และตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ ก็ยังคงอยู่ ณ ที่เดิม

มีปัญหาวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเรื่องความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ ในการก่อสร้างทางขึ้น - ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครผิดไปจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การอุทธรณ์ว่าศาลฟังข้อเท็จจริงผิดหรือคลาดเคลื่อนต่อหลักฐานในสำนวนเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการอุทธรณ์ว่าผู้ร้องสอดไม่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่

ในปัญหาว่าผู้ร้องสอดมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจัดหาประโยชน์ในเขตทางพิเศษหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสัญญาจัดหาประโยชน์ในเขตทางพิเศษระบุว่า ถ้าผู้ร้องสอดมีความจำเป็นตามนโยบายแล้วผู้ร้องสอดมีสิทธิบอกเลิกการเช่าได้ และตามสัญญาเช่าช่วงระบุว่าถ้ามีความจำเป็นตามนโยบายของ ผู้ร้องสอดแล้วโจทก์มีสิทธิบอกเลิกการเช่าได้ การบอกเลิกการเช่าก่อนครบกำหนดตามสัญญาทั้งสองฉบับจึงขึ้นอยู่กับความจำเป็นของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์โดยระบุว่าผู้ร้องสอดมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ที่โจทก์เช่าเป็นพื้นที่ก่อสร้างโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น - ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานคร โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยโดยระบุว่าผู้ร้องสอดมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ ที่จำเลยเช่าช่วงจากโจทก์คำว่า "จำเป็น" ตามพจนานุกรมหมายความว่าต้องเป็นอย่างนั้น ต้องทำ ขาดไม่ได้ กรณีจึงหมายความว่าผู้ร้องสอดต้องใช้ พื้นที่ตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ ในการก่อสร้าง จะขาดพื้นที่ส่วนนี้เสียมิได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วกลับปรากฏว่าในขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ผู้ร้องสอดดำเนินโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น - ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครในบริเวณถนนเพชรบุรี ถนนสุขุมวิทและทางแยกต่างระดับคลองเตย (ตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ อยู่ในบริเวณนี้) จนถึงขณะที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๗ เห็นชอบตามโครงการ ที่ขออนุมัตินั้น ยังไม่มีการออกแบบรายละเอียดทางขึ้น - ลง และกำหนดจุดก่อสร้างที่แน่ชัด เป็นเพียงระบุสถานที่ ก่อสร้างไว้กว้าง ๆ ว่าเป็นบริเวณถนนเพชรบุรี ถนนสุขุมวิท และทางแยกต่างระดับคลองเตย ซึ่งในส่วนของทางแยกต่างระดับคลองเตยที่โจทก์เช่าจากผู้ร้องสอดก็มีพื้นที่ถึง ๘,๐๐๐ ตารางวา ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงอนุมัติเพียงหลักและ วิธีปฏิบัติซึ่งถือเป็นแนวดำเนินการอันตรงกับความหมายของคำว่า "นโยบาย" ตามพจนานุกรมเท่านั้น ยังไม่อาจระบุรายละเอียดที่แน่ชัดได้ว่าผู้ร้องสอดต้องใช้พื้นที่ตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ ในการก่อสร้างหรือไม่ และยังปรากฏอีกว่าตำแหน่งเสาของโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น - ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครไม่ได้ใช้พื้นที่ตึกแถว เลขที่ ๙๘/๕๗ อีกทั้งทางขึ้น - ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครนั้นได้ก่อสร้างเสร็จและเปิดใช้มาเป็นเวลาประมาณ ๑ ปีแล้วในขณะที่ตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ ก็ยังคงตั้งอยู่ ดังนั้นแม้จะไม่ใช้พื้นที่ตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ ผู้ร้องสอดก็ยังคงก่อสร้างทางขึ้น - ลงเพิ่มเติมสำหรับทางด่วนเฉลิมมหานครได้ ผู้ร้องสอดไม่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ ในการก่อสร้าง จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาในส่วนพื้นที่ตึกแถวเลขที่ ๙๘/๕๗ แก่โจทก์ และโจทก์ก็ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและยกคำร้องสอด ให้โจทก์และผู้ร้องสอดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม ๖,๐๐๐ บาท .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 386
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททรัพย์ไพศาล จำกัด
ผู้ร้องสอด — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
จำเลย — นางสาวกิ่งแก้ว เจริญวรากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายทองเพียร มูลกาย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6473/2543
#34192
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่าจำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะเพราะผู้ตายกล่าววาจาด่าและไล่จำเลย ดังนี้ เมื่อตามฎีกาของจำเลยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ตายด่าว่าจำเลยด้วยถ้อยคำอย่างไร หรือผู้ตายมีพฤติการณ์ในการขับไล่จำเลยอันจะแสดงให้เห็นว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงอย่างไร ทั้งจำเลยก็ไม่สืบพยานลำพังข้อเท็จจริงเพียงที่ได้ความจากฎีกาของจำเลยยังถือไม่ได้ว่าผู้ตายข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม อันจะเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 91, 33 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นให้ลงโทษประหารชีวิต ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2) กึ่งหนึ่ง ฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุกตลอดชีวิตฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี แต่รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3)ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางที่พกติดตัวมายิงผู้ตายเพราะได้รับความกดดันถูกบีบคั้นที่ถูกมารดาผู้ตายและผู้ตายซึ่งเป็นพี่สาวภริยาจำเลยรุมด่าและไล่จำเลยกับกีดกันมิให้จำเลยกับภริยาคืนดีกันและขณะที่จำเลยออกไปจากกระท่อมนาที่เกิดเหตุผู้ตายยังได้ตามจำเลยออกมาแล้วด่าไล่จำเลย ทำให้จำเลยโกรธประกอบกับจำเลยเสียใจที่ได้เจรจาทำความเข้าใจกับภริยาไม่เป็นผล เมื่อถูกผู้ตายขัดขวางและด่าไล่อีกจึงใช้อาวุธปืนของกลางที่นำติดตัวมายิงผู้ตายทันทีนั้น เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ตายด่าว่าจำเลยด้วยถ้อยคำอย่างไรหรือผู้ตายมีพฤติการณ์ในการขับไล่จำเลยอันจะแสดงให้เห็นว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงอย่างไร ทั้งจำเลยก็ไม่สืบพยาน ลำพังข้อเท็จจริงเพียงที่ได้ความจากฎีกาของจำเลยยังถือไม่ได้ว่าผู้ตายข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม อันจะเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกประการหนึ่งขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดโทษจำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
จำเลย — นาย เข็มพร วิบูลอัฐ
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6471/2543
#33263
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมพบซองถ่ายรูปของร้านจำเลยจากการค้นห้องของนาย ย.จำเลยในคดีละเมิดลิขสิทธิ์คดีอื่น แต่โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำสืบว่าในการสืบสวนว่าร้านถ่ายรูปของจำเลยเป็นผู้ปลอมปกเทปนั้นมีข้อเท็จจริงและหลักฐานรายละเอียดแห่งความผิดใดที่เกี่ยวข้องมาถึงจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(10) และมาตรา 17 และจำเลยเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กับนาย ย. อย่างไร ร้านของจำเลยเป็นร้านถ่ายรูปเช่นร้านถ่ายรูปทั่วๆ ไป ตั้งอยู่ในที่เปิดเผยมีชื่อติดอยู่หน้าร้าน และมีตัวอักษรเขียนข้อความการให้บริการว่าล้างอัดภาพสีด่วน จึงเป็นสถานที่ที่ผู้ใดก็สามารถว่าจ้างล้างอัดภาพสีได้ เครื่องล้างและอัดภาพที่ร้านของจำเลยมีคุณภาพสูงย่อมเป็นที่แสวงหาของคนร้ายที่ประสงค์จะทำปกเทปเพลงปลอมให้เหมือนของจริงมากที่สุด ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าค้นร้านของจำเลยจำเลยก็ให้ค้นแต่โดยดี ช่างในร้านกำลังล้างภาพสีอยู่ เครื่องอัดกำลังอัดภาพปกเทปเพลงของผู้เสียหายที่2อยู่มีภาพปกเทปเพลงที่อัดเสร็จแล้ววางอยู่ข้างเครื่องอัดภาพจำนวน 2,520 แผ่น มีแผ่นฟิล์ม 4 ชุด วางอยู่บนเครื่องอัดส่วนประตูกระจกเข้าร้านก็ไม่มีการล็อกไว้ เครื่องอัดภาพวางอยู่ในร้านชั้นล่างอย่างเปิดเผย จำเลยรับงานมาทำในทางการค้าโดยปกติ ได้ค่าจ้างในอัตราปกติและทำงานในเวลาปกติและเปิดเผย ลูกจ้างของจำเลยเป็นผู้รับคำสั่งอัดรูปจากนาย จ. ซึ่งเป็นผู้นำฟิล์มปกเทปเพลงมาเอง จึงมีเหตุผลทำให้จำเลยเข้าใจว่านาย จ. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฟิล์ม ปกเทปเพลงที่นำมาว่าจ้างให้จำเลยอัดรูปหรือได้รับมอบหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์ในปกเทปเพลงให้มาว่าจ้างจำเลยอัดรูป พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบยังไม่พอให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนากระทำผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์แก่งานศิลปกรรมภาพพิมพ์ปกเทปอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม

ขณะที่เจ้าพนักงานกำลังตรวจค้นร้านถ่ายรูปของจำเลยเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพปกเทปเพลงอยู่นั้นนายพ. ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างนำกล่องกระดาษเข้ามาในร้านจำเลยจำนวน 2 กล่อง เพื่อส่งให้จำเลย แต่จำเลยบอกว่าไม่ใช่ของจำเลย ปรากฏว่าในกล่องมีเทปเพลงบรรจุอยู่เต็มทั้งสองกล่อง จำนวน 157 ม้วน เจ้าพนักงานจึงยึดไว้เป็นของกลางและทำบันทึกการตรวจค้นจับกุมไว้ดังนี้ การยึดเทปของกลางและทำบันทึกการตรวจค้นจับกุมว่าเป็นของกลางที่ตรวจค้นได้ในร้านของจำเลยจึงไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงและไม่อาจรับฟังได้ว่าเทปเพลงของกลางเป็นของที่ยึดได้จากการตรวจค้นร้านของจำเลยเทปของกลางที่เจ้าพนักงานยึดมาดังกล่าวไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯมาตรา 26 ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมีเทปเพลงของกลางที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นไว้เพื่อขายโดยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าเทปเพลงดังกล่าวได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรมภาพพิมพ์ ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์ภาพด้วยกรรมวิธีทางการพิมพ์ปรากฏบนปกเทปเพลง และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง) ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์อันประกอบด้วยลำดับของเสียงดนตรีโดยบันทึกลงในวัสดุอันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีกโดยใช้เครื่องบันทึกและเล่นเทป ผู้เสียหายทั้งสี่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง) และได้โฆษณางานต่าง ๆ ดังกล่าวครั้งแรกในประเทศไทยแล้ว เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2541 เวลากลางวัน จำเลยได้บังอาจกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ (ก) ตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยได้บังอาจละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพพิมพ์ปกเทปของผู้เสียหายที่ 1 ด้วยการทำซ้ำและดัดแปลงโดยใช้กล้องถ่ายภาพบันทึกภาพงานศิลปกรรมภาพพิมพ์ปกเทปของผู้เสียหายที่ 1 ลงในฟิล์มแล้วใช้เครื่องอัดรูปหรือเครื่องอัดภาพทำการอัดรูปหรือภาพจากฟิล์มดังกล่าวลงบนกระดาษที่ใช้สำหรับอัดรูปหรือภาพจนปรากฏภาพงานศิลปกรรมภาพพิมพ์ของผู้เสียหายที่ 1 บนกระดาษดังกล่าวเพื่อใช้ทำปกเทปเพลงชื่ออัลบั้มตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 จำนวน 1,720 แผ่น ซึ่งเป็นการทำซ้ำและดัดแปลงในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายที่ 1 เพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และ (ข) ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยได้บังอาจละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง) ของผู้เสียหายทั้งสี่โดยมีไว้ซึ่งสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง) ที่บันทึกเพลงและลำดับของเสียงดนตรีต่าง ๆ ซึ่งมีผู้ทำซ้ำจากสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง)ของผู้เสียหายทั้งสี่ตามบัญชีเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ถึง 5 โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสี่รวมจำนวนทั้งสิ้น 157 ม้วนเพื่อขายแก่บุคคลทั่วไปอันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรทางการค้าโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง) ที่จำเลยมีไว้ดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสี่ และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งสี่อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความแล้ว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 69, 70, 75, และ 76ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 91 และสั่งให้ภาพถ่ายของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 1,720 แผ่นและเทปเพลงของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 157 ม้วน ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์กับให้ริบเครื่องอัดรูปหรือเครื่องอัดภาพ 1 เครื่อง ฟิล์มบันทึกภาพ 4 ชุด และกระดาษบันทึกรายชื่อศิลปินและชื่อชุดงาน 1 แผ่นด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัท อาร์.เอส. โปรโมชั่น 1992 จำกัด ผู้เสียหายที่ 1ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27, 28, 31, 69 วรรคสอง และ 70 วรรคสอง (ที่ถูกเป็นมาตรา 27 และ 69 วรรคสอง กับมาตรา 31 และ 70 วรรคสอง) ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นต้นในงานศิลปกรรมเพื่อการค้า (ที่ถูกเป็นฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์เพื่อการค้า) จำคุก 2 เดือน และปรับ100,000 บาท ส่วนฐานละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นรองในงานสิ่งบันทึกเสียงเพื่อการค้า(ที่ถูกเป็นฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า) ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท รวมจำคุก 1 ปีและปรับ 200,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน และพิเคราะห์ข้อเท็จจริงแห่งคดีแล้วเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ในกรณีกักขังแทนค่าปรับ ให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ให้ภาพถ่ายของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 1,720 แผ่น และเทปเพลงของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน157 ม้วน ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 กับให้ริบเครื่องอัดรูปหรือภาพ 1 เครื่องฟิล์มสีที่ล้างแล้ว 4 ชุด และกระดาษบันทึกรายชื่อศิลปินและชื่อชุดงาน 1 แผ่นด้วย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 โจทก์ร่วมได้นำเจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจไปจับนายยุทธนามีฤทธิ์ ที่ห้องพักของนายยุทธนา ย่านนวนคร จังหวัดปทุมธานี พบเทปเพลงและปกเทปเพลงปลอมจำนวนมาก นอกจากนี้ยังค้นพบซองถ่ายรูปของร้านกีน่าโฟโต้แล็ปจากการสืบสวนทราบว่าร้านกีน่าโฟโต้แล็ปเป็นผู้ปลอมปกเทปให้แก่ผู้ทำเทปปลอมทั้งหลาย โจทก์ร่วมจึงร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ และได้ขอหมายค้น นอกจากนี้เจ้าพนักงานตำรวจยังได้จับนายโกศลหรือหมึก กุศล ดำเนินคดีในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม นายโกศลได้ให้การรับสารภาพในคดีดังกล่าว โจทก์ร่วมได้สอบถามนายโกศลได้ความว่านายโกศลสั่งปกเทปเพลงจากร้านของจำเลย ต่อมาในวันที่ 4 มิถุนายน 2541 เวลาประมาณ11 ถึง 12 นาฬิกา โจทก์ร่วมพร้อมเจ้าพนักงานตำรวจรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ร่วมกันไปตรวจค้นที่ร้านกีน่าโฟโต้แล็ปซึ่งเป็นร้านถ่ายรูป ค้นพบเครื่องอัดภาพสียี่ห้อโคนิก้า จำนวน 1 เครื่อง กำลังทำงานอัดภาพปกเทปเพลงของบริษัทแกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ผู้เสียหายที่ 2อยู่ ตามภาพปกเทปเพลงที่ขับร้องโดยนายปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล (Peter CorpDyrendal) หมาย จ.44 และตรวจค้นพบภาพปกเทปเพลงที่อัดแล้วจำนวน2,520 แผ่น ซึ่งมีปกเทปเพลงของโจทก์ร่วมรวมอยู่ด้วยจำนวน 1,720 แผ่นและเป็นปกเทปเพลงของผู้เสียหายที่ 2 และบริษัทอื่น ๆ อีก เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้ยึดเป็นของกลางและจับจำเลย ตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.45 เจ้าพนักงานตำรวจพบแผ่นฟิล์มจำนวน 4 ชุด ซึ่งวางอยู่บนเครื่องอัดโคนิก้า แผ่นกระดาษพับที่เก็บแผ่นฟิล์มดังกล่าวได้ประทับตราชื่อร้านกีน่าโฟโต้แล็ปไว้ ตามวัตถุพยานหมาย จ.46 ถึง จ.49 และพบเอกสารซึ่งรับคำสั่งในการทำปกเทปเพลง ตามแผ่นกระดาษเอกสารหมาย จ.50 ของกลางปกเทปเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดมาปรากฏตามวัตถุพยานหมาย จ.51 ถึง จ.70 ในขณะที่ตรวจค้นนั้นนายพรวิชัย ชูวิเชียรคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างได้ขับรถจักรยานยนต์นำกล่องกระดาษเข้ามาในร้านที่เกิดเหตุจำนวน 2 กล่อง ว่าที่ร้อยตรีสุทธิศักดิ์ ประศาสน์ครุการ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมสอบถามนายพรวิชัยได้ความว่านายพรวิชัยนำของมาส่งที่ร้านของจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจจึงขอตรวจดู ปรากฏว่าเป็นสิ่งบันทึกเสียงจำพวกเทปคาสเซตที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมรวมอยู่ด้วยจำนวน 74 ม้วน จึงทำบันทึกการตรวจค้นจับกุมไว้ตามเอกสารหมาย จ.45 โจทก์ร่วมได้ชี้ยืนยันให้เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยในข้อหาทำซ้ำดัดแปลง เผยแพร่งานศิลปกรรมปกเทป จำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสิ่งบันทึกเสียงประเภทคาสเซตเทปที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียงเทปเพลง ตามเทปคาสเซตวัตถุพยานหมาย จ.3 ถึง จ.22 และศิลปกรรมปกเทปเพลงวัตถุพยานหมาย จ.23 ถึง จ.42 ส่วนบริษัทแกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัดบริษัทมอร์มิวสิค จำกัด และบริษัทเมกเกอร์เฮด จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4กับโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเทปเพลงตามหนังสือยืนยันลิขสิทธิ์เพลงและภาพถ่ายปกเทปเพลงเอกสารหมาย จ. 92 ถึง จ.110

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยในปัญหาข้อแรกก่อนว่า จำเลยได้กระทำความผิดในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพพิมพ์ปกเทปของโจทก์ร่วมเพื่อการค้าหรือไม่โจทก์และโจทก์ร่วมมีว่าที่ร้อยตรีสุทธิศักดิ์ ประศาสน์ครุการ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมมาเบิกความว่า จากการตรวจค้นห้องพักของนายยุทธนา มีฤทธิ์ ได้ค้นพบซองถ่ายรูปของร้านกีน่าโฟโต้แล็ป และจากการสืบสวนทราบว่า ร้านกีน่าโฟโต้แล็ปเป็นผู้ปลอมปกเทปให้แก่ผู้ทำเทปปลอม หลังจากนั้นโจทก์ร่วมจึงไปร้องทุกข์และเจ้าพนักงานตำรวจได้ขอหมายค้นจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมาค้นร้านของจำเลย โดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำสืบเลยว่าในการสืบสวนนั้นมีข้อเท็จจริงและหลักฐานรายละเอียดแห่งความผิดใดที่เกี่ยวข้องมาถึงจำเลยตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(10) และมาตรา 17 การค้นพบซองรูปถ่ายและหัวกระดาษซึ่งมีชื่อร้านของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.5 และ จ. 124 หรือการที่โจทก์ร่วมได้รับทราบจากนายโกศลว่านายโกศลสั่งปกเทปเพลงจากร้านของจำเลยก็เป็นเพียงเบาะแสที่ทำให้ทราบได้ว่านายยุทธนาและนายโกศลติดต่อทำปกเทปเพลงจากร้านของจำเลยเท่านั้น เมื่อปรากฏในทางนำสืบของโจทก์ว่าร้านของจำเลยเป็นร้านถ่ายรูปเช่นร้านถ่ายรูปทั่ว ๆ ไป สถานที่ตั้งร้านอยู่ในที่เปิดเผย มีชื่อติดอยู่หน้าร้าน และมีตัวอักษรเขียนข้อความการให้บริการว่าล้างอัดภาพสีด่วน สถานที่ตั้งร้านของจำเลยจึงเป็นสถานที่ที่ผู้ใดก็สามารถมาว่าจ้างล้างอัดภาพสีได้ ว่าที่ร้อยตรีสุทธิศักดิ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า เครื่องล้างและอัดภาพที่ร้านของจำเลยเป็นเครื่องที่มีคุณภาพสูง ก็ยิ่งเป็นข้อยืนยันให้เห็นได้ว่าคนร้ายที่ประสงค์จะทำปกเทปเพลงปลอมย่อมต้องแสวงหาเครื่องล้างอัดภาพที่มีคุณภาพสูงเพื่อให้การทำปกเทปเพลงปลอมมีคุณภาพให้เหมือนของจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะที่เข้าตรวจค้นร้านของจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจได้แสดงหมายค้นจำเลยก็ให้ค้นแต่โดยดี ในขณะนั้นช่างผู้ชายในร้านของจำเลยกำลังทำหน้าที่ล้างภาพสีอยู่ พบเครื่องอัดภาพสียี่ห้อโคนิก้าจำนวน 1 เครื่อง อยู่ในสภาพกำลังทำงานโดยอัดภาพปกเทปอยู่ ภาพปกเทปที่กำลังอัดอยู่เป็นปกเทปเพลงของบริษัทแกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ซึ่งมีนายปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล(Peter Corp Dyrendal) เป็นศิลปินตามวัตถุพยานหมาย จ.44 และมีภาพปกเทปเพลงที่อัดเสร็จแล้ววางอยู่ข้างเครื่องอัดภาพจำนวน 2,520 แผ่นพบแผ่นฟิล์ม จำนวน 4 ชุด ตามวัตถุพยานหมาย จ.46 ถึง จ.49 วางอยู่บนเครื่องอัดโคนิก้า ในการเข้าตรวจค้นร้านของจำเลย ว่าที่ร้อยตรีสุทธิศักดิ์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานได้เปิดประตูกระจกเข้าไปโดยขณะนั้นไม่มีการล็อกประตูกระจกไว้ การที่ร้านของจำเลยอัดภาพปกเทปเพลงเป็นจำนวนมาก โดยเครื่องอัดภาพวางอยู่ในร้านชั้นล่างอย่างเปิดเผย ได้ทำงานในเวลากลางวันอันเป็นเวลาทำงานตามปกติ บุคคลทั่วไปสามารถเข้าออกได้โดยการเปิดประตูกระจกเข้าไป และในขณะที่กำลังอัดภาพปกเทปเพลงของกลางก็ไม่ได้มีการล็อกประตูร้านแต่อย่างใด แสดงให้เห็นพฤติการณ์ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยรับจ้างล้างอัดภาพตามปกติของร้านกีน่าโฟโต้แล็ปของจำเลยเท่านั้นนายธานี มานิล พยาน โจทก์ร่วมเบิกความว่า ในการตรวจค้นห้องพักของนายยุทธนา มีฤทธิ์ พบเทปคาสเซตที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนหนึ่งเทปเปล่า ภาพปกเทปที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนหนึ่ง มีวิทยุเทปที่สามารถอัดเทปได้จำนวนหลายเครื่อง มีมาสเตอร์เทปของโจทก์ร่วม และมีใบรับภาพถ่ายที่อัดจากร้านของจำเลย ตามเอกสารหมาย จ.124 และนายยุทธนาได้ให้การรับสารภาพในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง)โดยทำซ้ำภาพปกเทปเพลงและสิ่งบันทึกเสียง ในคดีดังกล่าวมีปกเทปเพลงที่ยึดได้เป็นของกลางจำนวน 1,264 แผ่น และของกลางอื่นอีกจำนวนมากตามสำเนาคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1175/2541 เอกสารหมาย จ.76กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่าปกเทปเพลงของกลางในคดีดังกล่าวเป็นสิ่งที่นายยุทธนาได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ แต่โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำสืบว่าจำเลยเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กับนายยุทธนาอย่างไรมาก่อน ทั้งไม่ปรากฏว่านายยุทธนาได้ให้การซัดทอดว่าจำเลยร่วมกระทำผิดด้วยหรือไม่อย่างไร และเมื่อปรากฏว่าเอกสารหมาย จ.124 ระบุข้อความว่า "อัด 300 รูป มัดจำ 200 บาท ค้าง 850 บาท"แล้ว ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าค่าจ้างอัดรูปมีราคารูปละ 3.50 บาท อันเป็นราคาปกติโดยทั่วไปซึ่งตรงกับราคาในแผ่นกระดาษคิดราคาตามเอกสารหมาย จ.50ซึ่งเป็นของกลางที่ยึดได้จากการตรวจค้นร้านของจำเลยในวันเกิดเหตุ อันเป็นเอกสารรายการสั่งอัดรูป โดยระบุข้อความว่า "2800 ใบ x 3.50" ซึ่งคิดเป็นเงินจำนวน9,800 บาท พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยซึ่งมีตัวจำเลยและนายเสนาะ ใจดีคนงานในร้านของจำเลยเบิกความในทำนองเดียวกันว่า จำเลยประกอบอาชีพรับจ้างถ่ายรูป ล้างและอัดรูป และถ่ายเอกสาร ร้านของจำเลยตั้งอยู่ในชุมชน เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม2541 ได้มีชายคนหนึ่งชื่อนายโจไม่ทราบนามสกุล มาสั่งอัดรูป จำนวน 300 รูป โดยนำฟิล์มที่ล้างแล้วมาให้อัด และสั่งให้อัดรูปขนาด 4x6 นิ้ว จำเลยตกลงรับอัดรูปให้ในราคาใบละ 3.50 บาท รวมเป็นเงิน 1,050 บาท นายโจได้วางมัดจำไว้จำนวน 200 บาท คงค้างชำระจำนวน 850 บาท และนัดจะมารับรูปในวันรุ่งขึ้นตามใบรับเอกสารหมาย จ.124 ในวันรุ่งขึ้นนายโจก็มารับรูปไป และนายโจบอกว่าจะสั่งอัดรูปอีกโดยจะโทรศัพท์มาสั่ง และได้ทิ้งฟิล์มไว้ที่ร้านของจำเลย ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2541 นายโจได้โทรศัพท์มาสั่งอัดรูป จำเลยเป็นคนรับโทรศัพท์เมื่อจำเลยทราบว่านายโจจะสั่งอัดรูปก็ได้ให้นายเสนาะคนงานของจำเลยรับคำสั่งจากนายโจ นายโจได้สั่งอัดรูปจำนวนรวม 2,000 รูป นายเสนาะจดชื่อเพลงที่นายโจสั่งอัด โดยนายโจจะมารับรูปในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นนายเสนาะก็อัดรูปตามคำสั่งของนายโจ โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็อัดรูปเสร็จ ในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 4มิถุนายน 2541 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา นายโจได้โทรศัพท์มาที่ร้านของจำเลยและได้สั่งให้นายเสนาะอัดรูปเพิ่มอีกจำนวน 800 รูป โดยบอกให้นายเสนาะอัดรูปปกเทปเพลงอะไรก็ได้จำนวนรวม 800 รูป นายโจได้สอบถามราคาค่าอัดรูปด้วยและนายโจแจ้งว่ากำลังเดินทางมา ในขณะนั้นนายโจบอกว่าอยู่ที่แบงค์เพื่อเบิกเงินมาจ่ายค่ารูป นายเสนาะได้คำนวณราคาค่ารูปจำนวนทั้งสิ้น 9,800 บาท และได้จดไว้ในแผ่นกระดาษเอกสารหมาย จ.50 หลังจากนั้นประมาณ 20 นาทีเจ้าพนักงานตำรวจก็เข้าตรวจค้นร้านของจำเลย ดังนี้การที่จำเลยซึ่งมีอาชีพรับจ้างและมีร้านค้ารับจ้างถ่ายรูปล้างและอัดรูป และถ่ายเอกสาร ได้รับงานมาทำในทางการค้าโดยปกติได้ค่าจ้างในอัตราปกติ และทำงานในร้านในเวลาปกติและเปิดเผย ทั้งในการรับคำสั่งอัดรูปก็ปรากฏจากคำเบิกความของนายเสนาะว่านายเสนาะเป็นผู้รับคำสั่งอัดรูปจากนายโจเอง ทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมก็มิได้มีพยานหลักฐานมาสืบว่าจำเลยเป็นผู้จัดทำฟิล์มที่นำมาอัดปกเทปเพลงแต่อย่างใด แต่กลับปรากฏในทางนำสืบของจำเลยว่าฟิล์มปกเทปเพลงที่นำมาจ้างจำเลยอัดภาพนั้นนายโจเป็นคนนำมาให้จำเลยเอง จึงมีเหตุผลเป็นไปได้ว่าจำเลยเข้าใจว่านายโจเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฟิล์มปกเทปเพลงที่นำมาว่าจ้างให้จำเลยอัดรูปหรือได้รับมอบหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์ในปกเทปเพลงดังกล่าวให้มาว่าจ้างจำเลยอัดรูป พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบยังไม่พอให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนากระทำผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์แก่งานศิลปกรรมภาพพิมพ์ปกเทปอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยได้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง) ของโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 โดยมีไว้ซึ่งสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง) ซึ่งมีผู้ทำซ้ำจากสิ่งบันทึกเสียง(เทปเพลง) อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 จำนวน 157 ม้วน เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไปอันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรและเพื่อการค้าหรือไม่ปรากฏในทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ขณะที่เจ้าพนักงานกำลังตรวจค้นร้านของจำเลยอยู่นั้น นายพรวิชัย ชูวิเชียร คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างได้นำกล่องกระดาษเข้ามาในร้านของจำเลยจำนวน 2 กล่อง อ้างว่ามีนางน้อยไม่ทราบนามสกุล ซึ่งเป็นคนขายเทปอยู่ที่ลานจอดรถหน้าห้างคาร์ฟูร์ได้ว่าจ้างให้นำกล่องกระดาษจำนวน 2 กล่อง ซึ่งบรรจุเทปเพลงมาส่งที่ร้านของจำเลย โดยได้ค่าจ้างจำนวน 150 บาท นายพรวิชัยเบิกความตอบคำถามติงว่า เมื่อจอดรถจักรยานยนต์ที่หน้าร้านกีน่าโฟโต้แล็ปแล้วก็ใช้มือทั้งสองถือกล่องกระดาษ 2 กล่องดังกล่าวเดินไปที่ประตูหน้าร้านแล้วใช้ไหล่ผลักประตูเข้าไปโดยบอกว่าเป็นเทปมีคนว่าจ้างให้มาส่งที่ร้านนี้ ผู้หญิงที่อยู่ในร้านใส่เสื้อสีเหลืองแขนยาว ตามภาพถ่ายหมาย จ.80 ได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและค้นกล่องกระดาษ 2 กล่อง นั้นทันที ปรากฏตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมตามเอกสารหมาย จ.45 ว่า เจ้าพนักงานได้ระบุเทปที่ยึดได้ไว้เป็นของกลางในลำดับที่ 5 และทำบันทึกไว้ว่าของกลางลำดับที่ 5 พบในขณะตรวจค้นโดยมีคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างชื่อนายพรวิชัย ชูวิเชียร นำของกลางดังกล่าวมาส่งที่ร้าน ว่าที่ร้อยตรีสุทธิศักดิ์ประศาสน์ครุการ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมและนายประสิทธิ์รวมสินเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงชี้ให้ยึดของกลางไว้และจับตัวจำเลยเป็นผู้ต้องหาและกล่าวหาว่า ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าด้วยการมีไว้เพื่อขายและเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง)ที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ จำเลยอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่าหลังจากที่เจ้าหน้าที่เข้ามาในร้านประมาณครึ่งชั่วโมง มีชายซึ่งขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าร้านและท้ายรถจักรยานยนต์มีกล่องกระดาษซึ่งมีข้อความว่า "ออนป้า" จำนวน 2 กล่อง วางอยู่ซึ่งจำเลยไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ชายคนนั้นยืนอยู่หน้าร้านสักครู่ เจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในร้านได้กวักมือไปที่ชายคนนั้น แล้วเปิดประตูไปสอบถามชายคนนั้นว่า เอากล่องมาส่งของที่นี่ใช่หรือไม่ หลังจากนั้นชายคนนั้นก็ถือกล่องกระดาษ 2 กล่องเข้ามาในร้านเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้สอบถามว่า เอาเทปมาส่งใช่หรือไม่ จำเลยจึงพูดว่าไม่ใช่ของที่นี่เจ้าหน้าที่เปิดกล่องกระดาษออกและมีการถ่ายรูปไว้ ปรากฏว่าในกล่องเป็นเทปเพลงบรรจุอยู่เต็มทั้งสองกล่อง จากพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบและจากคำเบิกความของจำเลย เทปเพลงของกลางจำนวน 157 ม้วน เป็นของกลางที่มีข้อโต้แย้ง เพราะในขณะตรวจค้นของกลางนี้ไม่ใช่ของที่อยู่ในร้านของจำเลย หรือมีอยู่แล้วก่อนตรวจค้น แต่เป็นของที่นายพรวิชัยนำมาในร้านของจำเลยในขณะมีการตรวจค้นร้านของจำเลยเมื่อจำเลยอ้างในขณะนั้นว่าของที่นำมาส่งดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลย ดังนี้การยึดเทปของกลางไว้และทำบันทึกการตรวจค้นจับกุมไว้ในลำดับที่ 5ตามเอกสารหมาย จ.45 ว่าเป็นของกลางที่ตรวจค้นได้ในร้านของจำเลยนั้นจึงไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงดังกล่าวและไม่อาจรับฟังได้ว่าเทปเพลงของกลางเป็นของที่ยึดได้จากการตรวจค้นร้านของจำเลย เทปของกลางที่เจ้าพนักงานยึดมาดังกล่าวไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดได้ตามนัยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมีเทปเพลงของกลางที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นไว้เพื่อขายโดยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าเทปเพลงดังกล่าวได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ของกลางให้คืนเจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (10) ม. 17 ม. 226
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 4 วรรคหก ม. 4 วรรคสิบ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — บริษัทอาร์.เอส.โปรโมชั่น จำกัด
จำเลย — นางนงลักษณ์ นาเมือง
ชื่อองค์คณะ
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6469 -ที่ 6470/2543
#33262
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่หนึ่ง แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องอุทธรณ์แล้วมีการจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้จำเลย ณ อีกที่หนึ่ง ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่การส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลย ตลอดจนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลยใหม่ ซึ่งเป็นการสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะสำเนาอุทธรณ์เป็นคำคู่ความจะต้องส่งให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยหากฝ่าฝืนต้องถือว่ามิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลอุทธรณ์ภาค 1จึงมีอำนาจที่จะสั่งได้

หากการส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ให้แก่จำเลยไม่ชอบเสียแล้วการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมไม่ชอบไปด้วยเมื่อเหตุที่ทำให้คำพิพากษาไม่ชอบเป็นเพราะกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ซึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 บัญญัติทางแก้ไว้แล้วจึงไม่ใช่เรื่องที่คู่ความจะต้องแก้ไขโดยใช้สิทธิได้เพียงฎีกาเท่านั้น

จำเลยขับรถยนต์บรรทุกมีน้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 16,846 กิโลกรัม เป็นเรื่องเจตนากระทำผิดโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายหวังแต่ประโยชน์ที่จะได้โดยไม่คำนึง ถึงความเสียหายต่อประเทศชาติและผลประโยชน์ของส่วนรวม จึงสมควร ลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้ และสมควรริบรถยนต์บรรทุกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535มาตรา 61, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 จำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพไม่ลดโทษให้ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดเวลา 1 ปี และให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนดเวลา 48 ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษและริบรถยนต์บรรทุกของกลางโดยอัยการพิเศษประจำเขต 3 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คู่ความฟังแล้วจำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยตามที่อยู่ในคำฟ้องอันมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วส่งคำร้องดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นว่ากระบวนพิจารณาตั้งแต่การส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลย การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ผิดระเบียบ จึงให้เพิกถอน ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยใหม่ ศาลชั้นต้นดำเนินการแล้วส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 1

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 เดือนไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับ และให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ

จำเลยฎีกา ขอให้รอการลงโทษและให้ยกคำขอเรื่องริบของกลาง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่โจทก์ฎีกาขึ้นมานั้น ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนฟังได้ว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 809 หมู่ที่ 1 ถนนคลองส่งน้ำ ซอยสามยอด ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องอุทธรณ์แล้วมีการจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้จำเลยณ บ้านเลขที่ 809 ถนนสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่การส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลย ตลอดจนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลยใหม่ ซึ่งเป็นการสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะสำเนาอุทธรณ์เป็นคำคู่ความจะต้องส่งให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลย หากฝ่าฝืนต้องถือว่ามิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีอำนาจที่จะสั่งได้ที่โจทก์อ้างว่าเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีผลบังคับนับแต่วันอ่าน หากคู่ความไม่พอใจ ต้องฎีกาต่อไปยังศาลฎีกาเมื่อไม่ฎีกาภายในกำหนดระยะเวลา คดีย่อมถึงที่สุด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1หยิบยกคำร้องคดีนี้ขึ้นมาวินิจฉัยอีกเป็นการไม่ชอบนั้นไม่มีกฎหมายสนับสนุนหากแต่เป็นเรื่องที่โจทก์เข้าใจเอาเอง เพราะหากการส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ให้แก่จำเลยไม่ชอบเสียแล้ว การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมไม่ชอบไปด้วย เมื่อเหตุที่ทำให้คำพิพากษาไม่ชอบเป็นเพราะกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27บัญญัติทางแก้ไว้แล้วจึงไม่ใช่เรื่องที่คู่ความจะต้องแก้ไขโดยใช้สิทธิได้เพียงฎีกาเท่านั้นคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษและให้ยกคำขอเรื่องริบของกลางนั้นเห็นว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นเรื่องเจตนากระทำผิดโดยไม่เคารพยำเกรงกฎหมายหวังแต่ประโยชน์ที่จะได้โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อประเทศชาติและผลประโยชน์ของส่วนรวม ไม่มีเหตุอันควรปรานีรอการลงโทษให้ รวมทั้งไม่มีเหตุอันควรที่จะไม่ริบของกลางแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 56
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2482 ม. 61 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา (พิมาย
จำเลย — นายสงวน สาธิตธรรมชาติ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6463/2543
#35009
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบรถยนต์ของกลางไปแล้วก็ชอบที่ผู้ร้องซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยจะต้องยื่นคำเสนอขอคืนต่อศาลภายใน1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางต่อศาลชั้นต้นภายหลังวันคำพิพากษาถึงที่สุดเกิน 1 ปี ย่อมต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลย ทั้งเพิ่งทราบผลคำพิพากษาเมื่อพ้น 1 ปีก็ตาม ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง ขอให้ศาลสั่งคืนรถยนต์ของกลางได้

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าการขอคืนของกลางที่ศาลสั่งให้ริบจะต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด บทกฎหมายดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องถือว่าทุกคนรู้ บุคคลใดรวมทั้งผู้ร้องจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 134, 160, 160 ทวิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 46, 91 ฐานขับรถในขณะเมาสุราโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน จำคุก 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท ฐานขับรถแข่งในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือนปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 4 เดือน ปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี คุมความประพฤติโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง มีกำหนดเวลา1 ปี ห้ามจำเลยดื่มสุราในระหว่างคุมความประพฤติให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ท - 6263 สงขลา ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะของกลางผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้จำเลยนำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้กระทำความผิด เมื่อผู้ร้องทราบเรื่องเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดรถยนต์กระบะของกลาง ผู้ร้องได้ติดต่อขอรับรถยนต์กระบะนั้นคืน เจ้าพนักงานตำรวจมอบรถยนต์กระบะของกลางให้อยู่ในความดูแลของผู้ร้อง ส่วนเรื่องคดีความของจำเลยผู้ร้องไม่ทราบเลย จนกระทั่งวันที่ 22 กันยายน 2542 ผู้ร้องได้รับหนังสือจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2542 ผู้ร้องจึงทราบว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางแล้ว ขอให้มีคำสั่งคืนรถยนต์กระบะของกลางแก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลางเกิน 1 ปี นับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ริบเมื่อเกิน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางหรือไม่ ข้อนี้ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า รถยนต์ของกลางเป็นของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งให้ริบนั้น เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบรถยนต์ของกลางไปแล้ว ก็ชอบที่ผู้ร้องซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยจะต้องยื่นคำเสนอขอคืนต่อศาลภายใน 1 ปี นับแต่ วันคำพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แต่เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางต่อศาลชั้นต้นภายหลังวันคำพิพากษาถึงที่สุดเกิน 1 ปี ย่อมต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น ถึงแม้จะฟังว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลาง และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลย ทั้งเพิ่งทราบผลคำพิพากษา เมื่อพ้น 1 ปี ดังที่ผู้ร้องอ้างก็ตาม ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนรถยนต์ของกลางได้

ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องไม่ทราบว่ามีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติไว้ว่าการขอคืนของกลางที่ศาลสั่งให้ริบจะต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด เนื่องจากเจ้าพนักงานหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ได้แนะนำหรือแจ้งให้ผู้ร้องทราบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 36 ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าการขอคืนของกลางที่ศาลสั่งให้ริบจะต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งบทกฎหมายดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลใช้บังคับแล้วจึงต้องถือว่าทุกคนรู้ บุคคลใดรวมทั้งผู้ร้องจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายหาได้ไม่และเจ้าพนักงานหรือหน่วยงานของรัฐก็ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องแนะนำหรือแจ้งให้ผู้ร้องได้ทราบถึงบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวดังที่ผู้ร้องฎีกาแต่ประการใด

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา
ผู้ร้อง — นาย หวน แย้มสุวรรณ
จำเลย — นาย เกียรติศักดิ์ หนูอุไร
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
วินัย วิมลเศรษฐ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6463/2543
#66237
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบรถยนต์ของกลางไปแล้วก็ชอบที่ผู้ร้องซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของแท้จริงและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยจะต้องยื่นคำเสนอขอคืนต่อศาลภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด ตาม ป.อ.มาตรา 36 ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางต่อศาลชั้นต้นภายหลังวันคำพิพากษาถึงที่สุดเกิน 1 ปี ย่อมต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแม้ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลย ทั้งเพิ่งทราบผลคำพิพากษาเมื่อพ้น 1 ปี ก็ตาม ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนรถยนต์ของกลางได้

ป.อ.มาตรา 36 ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าการขอคืนของกลางที่ศาลสั่งให้ริบจะต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด บทกฎหมายดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลใช้บังคับแล้วจึงต้องถือว่าทุกคนรู้ บุคคลใดรวมทั้งผู้ร้องจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายหาได้ไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา
ผู้ร้อง — นายหวน แย้มสุวรรณ
จำเลย — นายเกียรติศักดิ์ หนูอุไร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นายชูศักดิ์ ติวราภรณ์ศานต์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ — นายดิเรก อิงคนินันท์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
วินัย วิมลเศรษฐ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6462/2543
#37841
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาล เนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาเรื่องอื่น ซึ่งได้ยื่นฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณา จึงถือได้ว่าจำเลยอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้หลบหนีไปในระหว่างการปล่อยชั่วคราว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมมีอำนาจที่จะบังคับให้ผู้ประกันส่งตัวจำเลยมารับสำเนาคำฟ้องคดีนี้ได้ จึงชอบที่จะประทับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์ของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15,28, 31, 61, 70, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 กับสั่งให้วีดีโอเทปของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1157/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 31(1), 70 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 160,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ80,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน มีกำหนด 1 ปีและให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธาณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นควรเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 วีดีโอเทปของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานเจ้าหน้าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาล เนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1157/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และคดีดังกล่าวศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างพิจารณา กรณีเช่นนี้จึงถือได้ว่าจำเลยอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้หลบหนีไปในระหว่างการปล่อยชั่วคราวในคดีดังกล่าว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมมีอำนาจที่จะบังคับให้ผู้ประกันส่งตัวจำเลยมารับสำเนาคำฟ้องคดีนี้ได้ จึงชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะประทับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

อนึ่ง คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิด แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาด้วย จึงยังไม่ถูกต้องเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ด้วย และให้ลงโทษจำเลยจำคุก 4 เดือน และปรับ 80,000 บาทลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก2 เดือน และปรับ 40,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ตามเดิม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 165
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทดิสนีย์ เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์ จำกัด กับพวก
จำเลย — วิไลวรรณ ชูกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ