คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5877/2543
#66230
เปิดฉบับเต็ม

คดีต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา224 วรรคหนึ่ง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองให้จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจมิได้เป็นคณะในคำสั่งนั้น หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต่อไป จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลถึงอธิบดีผู้พิพากษานั้น ภายใน 7 วัน เพื่อให้มีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นตามมาตรา 230 วรรคสาม แต่จำเลยหาได้กระทำไม่ กลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วโดยอ้างเหตุว่าจะได้มีเวลาขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นอีกคนหนึ่งรับรองให้อุทธรณ์ จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยและไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 224 ม. 230
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางล้วนเอก กังสนันท์หรือกังสนนท์
จำเลย — นายคล่อง เสนแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นายเจษฎา ยวงทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5876/2543
#35007
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์แถลงขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับชื่อจำเลยก็เนื่องมาจากจำเลยยื่นคำให้การระบุชื่อจำเลยแทนชื่อบริษัทที่โจทก์ฟ้อง ทั้งจำเลยก็มิได้ให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย คงต่อสู้ว่าจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยผิดตัว เพียงแต่ระบุชื่อจำเลยผิดเท่านั้น

การที่โจทก์แถลงขอแก้ไขชื่อจำเลยให้ตรงกับความเป็นจริงถือว่าเป็นการแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อย โจทก์สามารถแถลงขอให้แก้ไขได้ทันที การที่ศาลแรงงานอนุญาตให้แก้ไขจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

การอ้างและการยื่นบัญชีระบุพยานของคู่ความในคดีแรงงานมีบัญญัติไว้โดยเฉพาะตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522แล้ว จึงนำบทบัญญัติมาตรา 88 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับไม่ได้ นอกจากนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ยังให้อำนาจศาลแรงงานสามารถเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร

แม้โจทก์จะอ้างตนเองและนำ ย. เข้าเบิกความต่อศาลแรงงานโดยมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้ แต่ศาลแรงงานก็อนุญาตให้โจทก์และ ย. เข้าเบิกความเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมให้ได้ความชัดแจ้งในข้อเท็จจริงแห่งคดี ศาลแรงงานจึงชอบที่จะรับฟังพยานของโจทก์ดังกล่าวได้

โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์มิได้กระทำผิด จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโดยอ้างว่าโจทก์ลาออกจากงานเอง การที่ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ มิใช่โจทก์ลาออกเองตามที่จำเลยให้การต่อสู้ แล้ววินิจฉัยต่อไปว่าเมื่อจำเลยมิได้ให้การว่าโจทก์กระทำผิด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84,177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2538 จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่ปรุงอาหารที่ร้านฟลามิงโก้จ่ายค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 28,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 1 ของเดือน ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด และยังค้างจ่ายค่าจ้างเดือนมิถุนายน 2542 เป็นเงิน 11,196 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 11,196 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 168,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 44,784 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ โจทก์ลาออกจากงานเองโดยจำเลยยินยอมและตกลงให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2542 แต่โจทก์ทำงานถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2542 ก็ไม่มาทำงานให้จำเลยอีกต่อไปจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2538จำเลยรับโจทก์เข้าทำงาน ตำแหน่งพ่อครัวทำพิซซ่าได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 28,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 1 ของเดือน เมื่อวันที่ 13มิถุนายน 2542 นายเคล้าส์ วอน อาเมลิน กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยได้โทรศัพท์เรียกโจทก์ไปพบและบอกเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ทำงานกับจำเลยมาได้ 3 ปีเศษ และพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน 11,196 บาทค่าชดเชยเป็นเงิน 168,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 44,784 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์แก้ไขชื่อจำเลยในคำฟ้องตามคำแถลงของโจทก์ชอบด้วยกระบวนพิจารณาหรือไม่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์แถลงขอแก้ไขชื่อจำเลยจากบริษัทฟลามิงโก้ จำกัดตามที่ระบุในคำฟ้องเป็นบริษัท เค.เอ.วี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยโดยมิได้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน การแก้ไขคำฟ้องของโจทก์มิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย อีกทั้งมิใช่เป็นการแก้ไขเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่ศาลแรงงานกลางกลับอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องอันเป็นการเปลี่ยนตัวจำเลย จึงเป็นคำสั่งที่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 เห็นว่า เหตุที่โจทก์แถลงขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับชื่อจำเลยนั้นก็เนื่องมาจากจำเลยยื่นคำให้การระบุชื่อจำเลยแทนชื่อบริษัทฟลามิงโก้ จำกัด ที่โจทก์ฟ้อง ทั้งจำเลยก็มิได้ให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย คงต่อสู้ว่าจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ โจทก์ตรวจสอบแล้วเห็นว่าจำเลยเป็นเจ้าของร้านฟลามิงโก้และชื่อจำเลยตรงกับที่จำเลยให้การ จึงแถลงขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับชื่อจำเลย กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยผิดตัว เพียงแต่ระบุชื่อจำเลยผิดเท่านั้น และจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ในเรื่องนี้ การที่โจทก์แถลงขอแก้ไขชื่อจำเลยให้ตรงกับความเป็นจริงนั้น ถือว่าเป็นการแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อย โจทก์สามารถแถลงขอให้แก้ไขได้ทันที การที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้แก้ไขตามที่โจทก์แถลงจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 180 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการที่สองว่าการที่ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานโจทก์โดยโจทก์มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานชอบหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์และนางยอดขวัญ ไชยงาม ภริยาโจทก์ได้เข้าเบิกความต่อศาลแรงงานกลางโดยมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 88 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 44 ศาลแรงงานกลางต้องไม่รับฟังพยานของโจทก์ดังกล่าวและพิพากษายกฟ้อง เห็นว่า การอ้างและการยื่นบัญชีระบุพยานของคู่ความในคดีแรงงานมีบัญญัติไว้โดยเฉพาะตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 แล้ว จึงนำบทบัญญัติมาตรา 88แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับไม่ได้ นอกจากนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ยังให้อำนาจศาลแรงงานสามารถเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร คดีนี้แม้โจทก์จะอ้างตนเองและนำนางยอดขวัญเข้าเบิกความต่อศาลแรงงานกลางโดยมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้ แต่ศาลแรงงานกลางก็อนุญาตให้โจทก์และนางยอดขวัญเข้าเบิกความ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมให้ได้ความชัดแจ้งในข้อเท็จจริงแห่งคดีตามมาตรา 45 ดังกล่าว ศาลแรงงานกลางชอบที่จะรับฟังพยานของโจทก์ดังกล่าวได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดชอบด้วยกระบวนพิจารณาหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้าจำเลยมิได้ให้การต่อสู้จึงฟังเป็นยุติได้ตามฟ้องโจทก์ อันเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบ เพราะจำเลยได้ยื่นคำให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งระบุถึงเหตุที่โจทก์ประสงค์จะลาออกจากงานเองแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์มิได้กระทำผิด จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโดยอ้างแต่เพียงว่าโจทก์ลาออกจากงานเอง ดังนี้ การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ มิใช่โจทก์ลาออกเองตามที่จำเลยให้การต่อสู้ แล้ววินิจฉัยต่อไปว่าเมื่อจำเลยมิได้ให้การว่าโจทก์กระทำผิดข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดนั้นจึงเป็นการวินิจฉัยที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84, 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 แล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 88 ม. 177 ม. 180
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 44 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มัสซีโม มีลานีซี
จำเลย — บริษัท เค.เอ.วี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5876/2543
#66229
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์แถลงขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับชื่อจำเลยก็เนื่องมาจากจำเลยยื่นคำให้การระบุชื่อจำเลยแทนชื่อบริษัทที่โจทก์ฟ้อง ทั้งจำเลยก็มิได้ให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย คงต่อสู้ว่าจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยผิดตัว เพียงแต่ระบุชื่อจำเลยผิดเท่านั้น

การที่โจทก์แถลงขอแก้ไขชื่อจำเลยให้ตรงกับความเป็นจริงถือว่าเป็นการแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อย โจทก์สามารถแถลงขอให้แก้ไขได้ทันที การที่ศาลแรงงานอนุญาตให้แก้ไขจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.พ.มาตรา 180 ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

การอ้างและการยื่นบัญชีระบุพยานของคู่ความในคดีแรงงานมีบัญญัติไว้โดยเฉพาะตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 แล้ว จึงนำบทบัญญัติมาตรา 88 แห่ง ป.วิ.พ.มาใช้บังคับไม่ได้ นอกจากนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ยังให้อำนาจศาลแรงงานสามารถเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร

แม้โจทก์จะอ้างตนเองและนำ ย.เข้าเบิกความต่อศาลแรงงานโดยมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้ แต่ศาลแรงงานก็อนุญาตให้โจทก์และ ย.เข้าเบิกความเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมให้ได้ความชัดแจ้งในข้อเท็จจริงแห่งคดี ศาลแรงงานจึงชอบที่จะรับฟังพยานของโจทก์ดังกล่าวได้

โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์มิได้กระทำผิด จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโดยอ้างว่าโจทก์ลาออกจากงานเอง การที่ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ มิใช่โจทก์ลาออกเองตามที่จำเลยให้การต่อสู้ แล้ววินิจฉัยต่อไปว่าเมื่อจำเลยมิได้ให้การว่าโจทก์กระทำผิด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยที่ชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา 84,177 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 แล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 88 ม. 177 ม. 180
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมัสซีโม มีลานีซี
จำเลย — บริษัทเค.เอ.วี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5875/2543
#37838
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้โต้แย้งคำชี้ขาดการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิโต้แย้งต่อศาลได้ว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ชอบ ไม่ว่าผู้รับประเมินจะอยู่ในฐานะโจทก์หรือจำเลยอย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมิน ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ประจักษ์ว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพักจำนวน 119 ห้อง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์นำห้องพักรวม 124 ห้องมาคำนวณค่ารายปีและค่าภาษี จึงเกินกว่าจำนวนห้องพักที่มีอยู่จริงการคำนวณในส่วนที่เกินไปจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 18 และมาตรา 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ดังนี้ ทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในปี 2538 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2539เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังจำเลยภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2539 ที่โจทก์ระบุปีภาษี 2539 นำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาคำนวณตามแบบแจ้งรายการจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ไต่สวนตรวจตราทรัพย์สินดังกล่าวและแจ้งรายการประเมินดังกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ คณะเทศมนตรีได้ชี้ขาดแล้วแต่จำเลยไม่นำเงินค่าภาษีดังกล่าวไปชำระแก่โจทก์ โจทก์ได้ทวงถามแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีและค่าเพิ่มจำนวน 166,414.32 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ภาษีที่โจทก์เรียกร้องสูงกว่าความเป็นจริงและขัดต่อกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 160,617.66บาท แก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 และมาตรา 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณภาษี ซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ดังนี้ทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในปี 2538 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2539 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังจำเลย ภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 ที่โจทก์ระบุปีภาษี 2539 โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาคำนวณตามแบบแจ้งรายการจึงชอบด้วยกฎหมายแล้วฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยได้รับแจ้งคำชี้ขาดการประเมินค่ารายปี และค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 หากจำเลยยังไม่พอใจคำชี้ขาดก็อาจนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องได้แต่ต้องทำภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิโต้แย้งต่อศาลได้ว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ชอบ ในการโต้แย้งนั้นไม่ว่าผู้รับประเมินจะอยู่ในฐานะโจทก์หรือจำเลย ผู้รับประเมินก็หมดสิทธิดังกล่าวเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องจำนวนห้องพักที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพักเพียงจำนวน 119 ห้องไม่ใช่จำนวน 124 ห้องดังที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินนั้น เห็นว่า ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 9ระบุว่าโรงแรมของจำเลยมี 119 ห้อง นายทองปนเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ของโจทก์ก็เบิกความว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพักจำนวน 119 ห้อง เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ต้องนำสืบให้ประจักษ์ว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพักจำนวน 119 ห้อง การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์นำห้องพักรวมจำนวน 124 ห้องมาคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีจึงเกินกว่าจำนวนห้องพักที่มีอยู่จริง การคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีในส่วนที่เกินไปจำนวน 5 ห้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 18 ม. 19 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลเมืองหนองคาย
จำเลย — บริษัท ทิพย์โฮเต็ล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สันติ ทักราล
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5875/2543
#39290
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 และมาตรา 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณภาษี ซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ดังนี้ทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในปี 2538 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2539 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังจำเลย ภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 ที่โจทก์ระบุว่าเป็นการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาคำนวณตามแบบแจ้งรายการจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

จำเลยได้รับแจ้งคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540หากจำเลยยังไม่พอใจคำชี้ขาดก็อาจนำคดีไปสู่ศาล เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องได้ แต่ต้องทำภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินพ.ศ. 2475 เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิโต้แย้งต่อศาลว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ชอบในการโต้แย้งนั้นไม่ว่าผู้รับประเมินจะอยู่ในฐานะโจทก์หรือจำเลยผู้รับประเมินก็หมดสิทธิดังกล่าวเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 และค่าเพิ่มจำนวน 166,414.32 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายให้จำเลยเข้าใจ ซึ่งสภาพแห่งข้อหาตลอดทั้งข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ กล่าวคือ โจทก์บรรยายฟ้องว่าเป็นภาษีของปี 2539 แต่เมื่อดูตามเอกสารเห็นได้ชัดว่าเป็นภาษีของปี 2538 จำเลยไม่ทราบว่าจะต่อสู้ว่าเป็นภาษีของปีไหนจึงจะตรงประเด็นตามที่โจทก์ฟ้อง หลังจากโจทก์แจ้งผลการอุทธรณ์และยอดหนี้การเสียภาษีให้ทราบแล้ว จำเลยได้ยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาโจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องและเรียกเก็บภาษีผิดเพราะเป็นภาษีของปี 2538 มิใช่ปี 2539 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องโจทก์คำนวณภาษีสูงกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน160,617.66 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ใช้ที่ดินและอาคารประกอบกิจการโรงแรมตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม 2538 และต่อมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี2539 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์กำหนดค่ารายปีและค่าภาษีที่ต้องชำระตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ไต่สวนตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยแล้ว จึงได้กำหนดประเภทแห่งทรัพย์สินค่าภาษีแห่งทรัพย์สิน ค่าภาษีที่จำเลยจะต้องเสีย โดยมีหลักเกณฑ์ตามคำแนะนำการคำนวณค่ารายปีของกระทรวงมหาดไทย โจทก์ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 และมาตรา 19กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณภาษี ซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ดังนี้ ทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในปี 2538 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2539 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังจำเลย ภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี2539 ที่โจทก์ระบุปีภาษี 2539 โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาคำนวณตามแบบแจ้งรายการจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว

ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยได้รับแจ้งคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 หากจำเลยยังไม่พอใจคำชี้ขาดก็อาจนำคดีไปสู่ศาล เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องได้ แต่ต้องทำภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 31 วรรคหนึ่งจำเลยจึงไม่มีสิทธิโต้แย้งต่อศาลได้ว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ชอบ ในการโต้แย้งนั้นไม่ว่าผู้รับประเมินจะอยู่ในฐานะโจทก์หรือจำเลย ผู้รับประเมินก็หมดสิทธิดังกล่าวเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามในเรื่องจำนวนห้องพักที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพักเพียงจำนวน 119 ห้อง ไม่ใช่จำนวน 124 ห้อง ดังที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินนั้น เห็นว่า ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 ระบุว่าโรงแรมของจำเลยมี 119 ห้องนายทองปนเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ของโจทก์ก็เบิกความว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพักจำนวน 119 ห้อง เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมิน ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ ต้องนำสืบให้ประจักษ์ว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โรงแรมของจำเลยมีห้องพัก จำนวน 119 ห้อง การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์นำห้องพักรวมจำนวน 124 ห้อง มาคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีจึงเกินกว่าจำนวนห้องพักที่มีอยู่จริง การคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีในส่วนที่เกินไปจำนวน 5 ห้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายให้หักจำนวนห้องพักเตียงเดี่ยวและเตียงคู่ซึ่งมีอัตราค่าเช่าวันละ900 บาท ออกเสีย 5 ห้อง เป็นเวลา 5 เดือนครึ่ง คงเหลือค่ารายปี1,668,754.92 บาท คิดเป็นค่าภาษี 208,594.37 บาท และให้ลดลงอีกร้อยละ 30 ตามคำชี้ขาดของเทศมนตรีเป็นค่าภาษี146,016.06 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์จำเลยค้างชำระภาษีจึงต้องรับผิดค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10แห่งค่าภาษีที่ค้างตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินพ.ศ. 2475 มาตรา 42 และ 43(4) จำนวน 14,601.60 บาท รวมเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินและเงินเพิ่มจำนวน160,617.66 บาท

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 18 ม. 19 ม. 31 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลเมืองหนองคาย
จำเลย — บริษัท ทิพย์โฮเต็ล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สันติ ทักราล
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5875/2543
#66228
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18และมาตรา 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณภาษี ซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ดังนี้ ทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในปี 2538 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2539 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังจำเลย ภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 ที่โจทก์ระบุว่าเป็นการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาคำนวณตามแบบแจ้งรายการจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

จำเลยได้รับแจ้งคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 หากจำเลยยังไม่พอใจคำชี้ขาดก็อาจนำคดีไปสู่ศาล เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องได้ แต่ต้องทำภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิโต้แย้งต่อศาลว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ชอบ ในการโต้แย้งนั้นไม่ว่าผู้รับประเมินจะอยู่ในฐานะโจทก์หรือจำเลย ผู้รับประเมินก็หมดสิทธิดังกล่าวเช่นเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 18 ม. 19 ม. 31 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลเมืองหนองคาย
จำเลย — บริษัททิพย์โฮเต็ล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สันติ ทักราล
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5874/2543
#91246
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์โดยในการผลิตชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ดังกล่าว โจทก์ต้องผลิตตามแบบแม่พิมพ์ที่ทางบริษัท ซ. ซึ่งถือหุ้นในบริษัทโจทก์ร้อยละเก้าสิบห้ากำหนดขึ้น เป็นการผลิตตามแบบรูปทรงและขนาดที่บริษัท ซ. ต้องการและกำหนดให้โจทก์ทำขึ้น โจทก์ต้องผลิตให้แล้วเสร็จตามที่บริษัท ซ. ต้องการโดยมิได้ตีตราหรือยี่ห้อของโจทก์ไว้และโจทก์มิได้นำออกจำหน่ายแก่ลูกค้าทั่ว ๆ ไป นอกจากนี้ในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท โจทก์ได้จดทะเบียนการค้าประเภทการรับจ้างหล่อโลหะ (ชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ (ไม่สำเร็จรูป) และเหล็กหล่ออื่น ๆ ) เท่านั้น เมื่อโจทก์ผลิตชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์เสร็จและส่งมอบให้บริษัท ซ. โจทก์จะระบุถึงรายละเอียดในการส่งของไว้ตามเอกสารว่าเป็นใบส่งของ และระบุไว้ด้วยว่าส่งตามใบจ้างทำของของบริษัท ซ. พฤติการณ์ต่าง ๆ เห็นได้ชัดว่าการประกอบกิจการของโจทก์เป็นการรับจ้างทำของ ไม่ใช่เป็นเรื่องการซื้อขายดังที่โจทก์อุทธรณ์

ป. รัษฎากร มาตรา 103 บัญญัติว่า "ตราสาร" หมายความว่าเอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้ และมาตรา 104 บัญญัติว่า ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น ซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 4 ได้บัญญัติลักษณะแห่งตราสาร จ้างทำของ ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 1 บาท ทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างที่กำหนดไว้ด้วย เอกสารที่บริษัท ซ. มีถึงโจทก์จำนวน 467 ฉบับนั้น มีเพียงพนักงานของบริษัท ซ. ลงลายมือชื่อสั่งจ้างโจทก์ให้ผลิตชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ส่งให้แก่บริษัท ซ. เท่านั้น โดยไม่มีการลงลายมือชื่อโจทก์หรือพนักงานของโจทก์เป็นผู้รับจ้างแต่อย่างใด เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานแห่งการว่าจ้างทำของที่ทำเป็นหนังสือ มิใช่เป็นหนังสือสัญญาว่าจ้างทำของระหว่างโจทก์กับบริษัท ซ. อันจะถือเป็นตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามความมุ่งหมายของมาตรา 103 และ 104 แห่ง ป. รัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรที่ 2112/7/100003 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ กค 0845/587

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรที่ 2112/7/100003 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ กค 0845/587 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า? โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีบริษัทซันโย ยูนิเวอร์แซล อีเล็คทริค จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นร้อยละเก้าสิบห้า โจทก์ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ โดยในการผลิตชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ดังกล่าว โจทก์ต้องผลิตตามแบบแม่พิมพ์ที่ทางบริษัทซันโย ยูนิเวอร์แซล อีเล็คทริค จำกัด กำหนดขึ้น เป็นการผลิตตามแบบรูปทรงและขนาดที่บริษัทซันโย ยูนิเวอร์แซล อีเล็คทริค จำกัด ต้องการและกำหนดให้โจทก์ทำขึ้น โจทก์ต้องผลิตให้แล้วเสร็จตามที่บริษัทซันโย ยูนิเวอร์แซล อีเล็คทริค จำกัด ต้องการ เมื่อผลิตชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์เสร็จแล้วโจทก์มิได้ตีตราหรือยี่ห้อของโจทก์ไว้ และโจทก์มิได้นำออกจำหน่ายแก่ลูกค้าทั่ว ๆ ไป ถ้าหากโจทก์ผลิตชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ขึ้นมาเพื่อจำหน่ายดังอ้างก็น่าจะตีตราหรือยี่ห้อแล้วนำออกวางขายทั่วไปเพื่อลูกค้าจะสามารถติดต่อซื้อได้โดยง่าย นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในปี 2534 โจทก์ได้จดทะเบียนการค้าประเภทการรับจ้างหล่อโลหะ (ชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ (ไม่สำเร็จรูป) และเหล็กหล่ออื่น ๆ) เท่านั้น อีกทั้งเมื่อโจทก์ผลิตชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์เสร็จและส่งมอบให้บริษัทซันโย ยูนิเวอร์แซล อีเล็คทริค จำกัด โจทก์จะระบุถึงรายละเอียดในการส่งของไว้ว่าเป็นใบส่งของและระบุไว้ด้วยว่าส่งตามใบจ้างทำของของบริษัทซันโย ยูนิเวอร์แซล อีเล็คทริค จำกัด ถ้าหากเป็นเรื่องซื้อขายดังโจทก์อ้าง โจทก์ก็หามีความจำเป็นที่จะไประบุว่าส่งตามใบจ้างทำของ จากเหตุผลและพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่กล่าวมาจะเห็นได้ชัดว่าเป็นการรับจ้างทำของ หาใช่เป็นเรื่องซื้อขายดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่

ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 103 บัญญัติว่า "ตราสาร" หมายความว่า เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้ และมาตรา 104 บัญญัติว่า ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น ซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 4 ได้บัญญัติลักษณะแห่งตราสาร จ้างทำของต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 1 บาท ทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างที่กำหนดไว้ด้วย ตามเอกสารที่บริษัทซันโย ยูนิเวอร์แซล อีเล็คทริค จำกัด มีถึงโจทก์ จำนวน 467 ฉบับนั้น มีเพียงพนักงานของบริษัทซันโย ยูนิเวอร์แซล อีเล็คทริค จำกัด ลงลายมือชื่อสั่งจ้างโจทก์ให้ผลิตชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ส่งให้แก่บริษัทเท่านั้น โดยไม่มีการลงลายมือชื่อโจทก์หรือพนักงานของโจทก์เป็นผู้รับจ้างแต่อย่างใดเลย เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเพียงหลักฐานแห่งการว่าจ้างทำของที่ทำเป็นหนังสือเท่านั้น มิใช่เป็นหนังสือสัญญาว่าจ้างทำของระหว่างโจทก์กับบริษัทซันโย ยูนิเวอร์แซล อีเล็คทริค จำกัด อันจะถือเป็นตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามความมุ่งหมายของมาตรา 103 และ 104 แห่ง ป. รัษฎากร

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 587
ป.รัษฎากร ม. 103 ม. 104 บัญชีอ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฉะเชิงเทราคัสติ้งเวิค จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สันติ ทักราล
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5873/2543
#37837
เปิดฉบับเต็ม

การเรียกค่าขึ้นศาลต้องดูว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหา แต่ละข้อหาเกี่ยวข้องกันหรือแยกจากกันได้ ในกรณีที่คำฟ้องมีหลายข้อหา ย่อมสามารถคิดค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาไปได้ โดยต้องพิจารณาถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับของโจทก์ในคำฟ้องนั้นเป็นแต่ละข้อหาไป โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินที่ให้โจทก์ชำระภาษีการค้า ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นภาษีคนละประเภทและแต่ละประเภทมีจำนวนเงินแยกต่างหากออกจากกันได้ โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามฟ้องและจำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลตามฟ้องอุทธรณ์ทุกข้อหาแยกต่างหากจากกัน

การโอนหุ้นจะใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้ จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนชื่อและสำนักของผู้รับโอนลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสาม เมื่อโจทก์รับว่าการโอนหุ้นให้แก่ ม. มิได้จดแจ้งการโอนต่อนายทะเบียนผู้ถือหุ้นของ ป. ในทะเบียนผู้ถือหุ้นจึงยังคงปรากฏชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นอยู่โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุว่ามีการโอนหุ้นไปแล้วยันจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ โจทก์ต้องนำเงินปันผลจากหุ้นของ ป. มาคำนวณรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินจากบริษัทสินพรชัย จำกัด เพื่อใช้ก่อสร้างอาคารสำนักงานของโจทก์ และขายคืนให้แก่บริษัทสินพรชัย จำกัด เพราะบริษัทสินพรชัย จำกัด ไม่สามารถโอนที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 1051ซึ่งเป็นส่วนที่คั่นระหว่างที่ดินแปลงอื่นให้แก่โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีเจตนาขายที่ดินเป็นทางการค้าหรือหากำไรจึงไม่เข้าลักษณะการค้าที่ดินและไม่ต้องเสียภาษีการค้า โจทก์ขายที่ดินในราคา 28,200,000 บาท และเจ้าพนักงานที่ดินผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานประเมินใช้วิธีประเมินราคาที่ดินที่ไม่ถูกต้องและเป็นการประเมินเกินกำหนด 5 ปี นับแต่วันจดทะเบียนซื้อขาย จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายสำหรับเงินปันผล โจทก์ได้ขายหุ้นไปแล้วแต่ผู้ซื้อไม่ได้ไปจดแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียน โจทก์จึงได้รับเงินปันผลสำหรับหุ้นจำนวนดังกล่าวในนามของโจทก์ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยให้โจทก์ไม่ต้องเสียเงินได้นิติบุคคลภาษีการค้าและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่าย พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมจำนวน 118,927,173.86 บาท

จำเลยให้การว่า ข้ออ้างของโจทก์เกี่ยวกับการซื้อและขายที่ดินจำนวน67 โฉนด ตามฟ้องไม่เป็นจริง โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของหุ้นในทะเบียนผู้ถือหุ้นและเป็นผู้ได้รับเงินปันผลจากบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด ข้ออ้างของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย โจทก์จ่ายเงินเดือนและโบนัสให้แก่พนักงาน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีการค้าและแก้ไขการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มขึ้นตามข้อหาทุกข้อชอบหรือไม่ และที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มขึ้นเป็นรายข้อหานั้น ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกับอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหานี้ด้วยเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและตารางหนึ่งท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หาได้มีบทบังคับว่าในคำฟ้องฉบับเดียวกันนั้นต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200,000 บาทเท่านั้นไม่แม้ว่ามีข้อหาหลายข้อหาด้วยกัน ดังนั้น ในการพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด จำต้องพิจารณาคำฟ้องเป็นเกณฑ์ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3) บัญญัติว่า คำฟ้องหมายความว่ากระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล ดังนี้ การเรียกค่าขึ้นศาลจึงต้องดูว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหาแต่ละข้อหาเกี่ยวข้องกันหรือแยกจากกันได้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 29 ที่โจทก์อ้างก็แสดงให้เห็นเพียงว่าในการที่โจทก์เสนอข้อหาต่อศาลในคำฟ้องฉบับหนึ่งนั้นอาจมีข้อหาหลายข้อหาด้วยกันและให้อำนาจแก่ศาลในการสั่งแยกคดีได้ ในกรณีที่ศาลเห็นว่าข้อหาใดข้อหาหนึ่งเหล่านั้นมิได้เกี่ยวข้องกับข้อหาอื่น ๆ หรือแม้ข้อหาเหล่านั้นเกี่ยวพันกันแต่ศาลเห็นว่าหากแยกพิจารณาข้อหาทั้งหมดหรือข้อหาใดข้อหาหนึ่งออกจากกันจะเป็นการสะดวก ศาลก็มีอำนาจสั่งแยกข้อหาเหล่านั้นทั้งหมดหรือแต่ข้อหาใดข้อหาหนึ่งออกพิจารณาต่างหากเป็นเรื่อง ๆ ไปได้เท่านั้นมิได้บังคับว่าที่ศาลสั่งแยกข้อหาแล้วจะเรียกค่าขึ้นศาลเพิ่มไม่ได้ และตามมาตรา 150 วรรคสี่ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าในคำฟ้องใดหรือฉบับเดียวกันในกรณีมีหลายข้อหา ย่อมสามารถคิดค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาไปได้ซึ่งต้องพิจารณาถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับของโจทก์ในคำฟ้องนั้นเป็นแต่ละข้อหาไปตามมาตรา 172วรรคสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินที่ให้โจทก์ชำระภาษีการค้า ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้โจทก์ชำระภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งเป็นภาษีคนละประเภทและแต่ละประเภทมีจำนวนเงินแยกต่างหากออกจากกันได้จึงเป็นคำฟ้องและฟ้องอุทธรณ์หลายข้อหาซึ่งแต่ละข้อหาสามารถคิดคำนวณจำนวนเงินที่ขอให้เพิกถอนการประเมินแยกต่างหากออกจากกันได้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีและจำเลยอุทธรณ์ขอให้โจทก์ชำระภาษีดังกล่าวรวมกันมาจำนวนเดียวและเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดครั้งเดียว โดยมิได้แยกทุนทรัพย์แต่ละข้อหาเป็นการหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาล กรณีโจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามฟ้องและจำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลตามฟ้อง อุทธรณ์ทุกข้อหาแยกต่างหากจากกันคำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่สั่งให้โจทก์และจำเลยเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มจึงชอบแล้ว

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ต่อไปมีว่า เงินปันผลจากหุ้นบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด จำนวน 1,330,000 บาท เป็นรายได้ของโจทก์หรือไม่ โจทก์อ้างว่าได้ขายหุ้นบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด แต่ไม่ได้ไปจดแจ้งการโอนต่อนายทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด บริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด จึงจ่ายเงินปันผลให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ก็ได้คืนเงินปันผลจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัดแล้วเห็นว่า การโอนหุ้นจะใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129วรรคสาม เมื่อโจทก์เองก็ยอมรับว่าการขายหุ้นดังกล่าวมิได้จดแจ้งการโอนต่อนายทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด ในทะเบียนผู้ถือหุ้นจึงยังคงปรากฏชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุว่าได้มีการโอนหุ้นไปแล้วเพื่อใช้ยันจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ดังนั้นโจทก์จึงต้องนำเงินปันผลจากหุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัดมาคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 29 ม. 150
ป.รัษฎากร ม. 39 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กาญจพาสน์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5873/2543
#91245
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดสืบพยานจำเลย โจทก์ขอเลื่อนคดีมาแล้วครั้งหนึ่งอ้างว่าทนายความคนก่อนขอถอนตัวยังไม่ได้แต่งตั้งทนายความคนใหม่ จำเลยแถลงคัดค้านว่าได้เตรียมพยานมาพร้อมแล้วไม่ควรให้เลื่อน ศาลภาษีอากรกลางให้เลื่อนสืบพยานจำเลยไปวันที่ 6 พฤศจิกายน 2541 ครั้นถึงวันนัด โจทก์ขอเลื่อนคดีอีก อ้างว่าโจทก์เพิ่งแต่งตั้งทนายความคนใหม่แทนทนายความคนก่อนที่ถอนตัว คดีมีเอกสารมาก ทนายความคนใหม่ไม่สามารถซักค้านพยานจำเลยได้ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์มีเจตนาหน่วงเหนี่ยวให้คดีชักช้าโดยปราศจากเหตุอันสมควร ทั้ง ๆ ที่ศาลภาษีอากรกลางได้ให้โอกาสโจทก์เลื่อนคดีมาครั้งหนึ่งแล้ว แม้โจทก์จะแต่งตั้งทนายความใหม่ก็ชอบที่ทนายความคนใหม่เตรียมคดีให้พร้อมก่อนวันนัด หาใช่นำเอาเหตุแห่งการแต่งตั้งทนายความคนใหม่มาเป็นข้ออ้างเพื่อไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลภาษีอากรกลาง พฤติการณ์ของโจทก์ จึงเป็นการประวิงคดี ทั้งคดีได้ความว่าทนายความคนใหม่ก็ได้ซักค้านพยานจำเลยทุกปากที่สืบไปครบถ้วนแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีต่อไปอีกจึงชอบแล้วตาม ป.วิ.พ.และตารางหนึ่งท้าย ป.วิ.พ.หาได้มีบทบังคับว่าในคำฟ้องฉบับเดียวกันนั้นต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200,000 บาท เท่านั้นไม่ แม้ว่ามีข้อหาหลายข้อหาด้วยกัน ดังนั้น ในการพิจารณาว่าคดีใด จะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด จำต้องพิจารณาคำฟ้องเป็นเกณฑ์

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินที่ให้โจทก์ชำระภาษีการค้า ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้โจทก์ชำระภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งเป็นภาษีคนละประเภทและแต่ละประเภทมีจำนวนเงินแยกต่างหากออกจากกันได้จึงเป็นคำฟ้องและฟ้องอุทธรณ์หลายข้อหาซึ่งแต่ละข้อหาสามารถคิดคำนวณจำนวนเงินที่ขอให้เพิกถอนการประเมินแยกต่างหากออกจากกันได้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษี และจำเลยอุทธรณ์ขอให้โจทก์ชำระภาษีดังกล่าวรวมกันมาจำนวนเดียวและเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดครั้งเดียว โดยมิได้แยกทุนทรัพย์แต่ละข้อหาเป็นการหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาล โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามฟ้องและจำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลตามฟ้อง อุทธรณ์ทุกข้อหาแยกต่างหากจากกัน

โจทก์ซื้อที่ดินจำนวน 66 โฉนด รวมเนื้องที่ 1128 ตารางวาและซื้อที่ดินอีกส่วนหนึ่งของโฉนดเลขที่ 1051 เนื้อที่ 189 ตารางวาจากบริษัท ส.แล้วเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นเวลานานถึง 9 ปี และลงทุนเป็นจำนวนเงินกว่า51,000,000 บาท ก่อสร้างอาคารประกอบกิจการศูนย์อาหาร และต่อมาประสงค์จะขายต่อเอากำไร ส่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินมาแล้วขายไปโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าต้องเสียภาษีการค้าจากการขายที่ดินดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77 และ 78 ประกอบด้วยบัญชีอัตราภาษีการค้า ประเภทการค้า 11 การค้าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เพราะการซื้อที่ดินมาเพื่อจะขายหากำไร แม้จะกระทำเพียงครั้งเดียวก็ถือได้ว่าเป็นการขายโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรแล้ว

โจทก์ขายที่ดินตามฟ้องไปในทางการค้าหรือหากำไร โจทก์จึงมีหน้าที่เสียภาษีการค้าจากรายรับดังกล่าวตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 78 วรรคหนึ่งบัญญัติไว้ แต่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้า โดยมิได้นำรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ไปรวมคำนวณเสียภาษีการค้าด้วย ทั้ง ๆ ที่โจทก์เองก็รู้ดีว่า โจทก์ขายที่ดินไปในทางการค้าหรือหากำไร แสดงให้เห็นว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าเท็จโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีการค้า แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า สาเหตุที่โจทก์ไม่ยื่นชำระภาษีการค้าเนื่องจากไม่เข้าใจข้อกฎหมายดีพอเชื่อได้ว่าไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร และได้ให้ความร่วมมือในชั้นตรวจสอบด้วยดีจึงมีเหตุอันควรผ่อนผันลดเบี้ยปรับภาษีการค้าลงคงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50ของเบี้ยปรับตามกฎหมายก็ดี ก็เป็นความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หามีผลผูกพันให้ศาลต้องถือตามไม่ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีการค้าของโจทก์ได้ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้าตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 88 ทวิ (2)

การประเมินภาษีการค้าเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันโอน เมื่อการโอนนั้นมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 87 ทวิ (6) สำหรับค่าตอบแทนการโอนที่ดินที่โจทก์อ้างว่าเท่ากับราคาตารางวาละ 25,000 บาท นั้นเป็นการคิดคำนวณจากราคาที่ดินที่โจทก์ซื้อจากบริษัท ส.บวกด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ12 ต่อปี นับแต่วันที่บริษัท ส.ได้รับเงินไป ค่าตอบแทนดังกล่าวจึงไม่ใช่ราคาตลาดของที่ดิน และเป็นการขายทรัพย์สินในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรแต่ที่เจ้าพนักงานประเมินได้กำหนดราคาที่ดินตารางวาละ 160,000 บาท โดยเทียบเคียงกับราคาที่ดินซึ่งมีทำเลที่แตกต่างจากที่ดินตามฟ้องเป็นอย่างมาก และนำเอาจำนวนมูลค่าการลงทุนในศูนย์อาหารของโจทก์ ซึ่งต่อมาได้มีการรื้อถอนทิ้งรวมเข้าไปในการคำนวณด้วย ก็เป็นการไม่ถูกต้องเพราะไม่ใช่ราคาตลาด

การโอนหุ้นจะใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้ จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ.มาตรา 1129วรรคสาม เมื่อโจทก์ขายหุ้นแล้วมิได้จดแจ้งการโอนต่อนายทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด ในทะเบียนผู้ถือหุ้นจึงยังคงปรากฏชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นอยู่โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุว่าได้มีการโอนหุ้นไปแล้ว เพื่อใช้ยันจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ โจทก์จึงต้องนำเงินปันผลจากหุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด มาคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยให้โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้า และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมจำนวน ๑๑๘,๙๒๗,๑๗๓.๘๖ บาท

จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจทำการประเมินภาษีอากรรายพิพาท และการประเมินของเจ้าพนักงานชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีการค้าต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด๓๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ศาลภาษีอากรกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาประเด็นนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีการค้าตามหนังสือแจ้งภาษีการค้า ภ.ค.๘๐ เลขที่ ต.๑/๑๐๕๘/๔/๑๐๒๔๒๔ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ๘๘/๒๕๔๑/สภ.๑ (กม.๔) เฉพาะรายรับจากการขายที่ดินโฉนดเลขที่๑๑๒๑๑ ถึง ๑๑๒๔๓, ๑๑๒๔๕ ถึง ๑๑๒๗๗ และที่ดินบางส่วนของโฉนดเลขที่ ๑๐๕๑รวมเนื้อที่ ๑,๓๑๗ ตารางวา จากราคาตารางวาละ ๑๖๐,๐๐๐ บาท เป็นราคาตารางวาละ ๘๐,๐๐๐ บาท และแก้ไขการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ ต.๑/๑๐๕๘/๒/๑๐๐๒๙๑ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่๘๙/๒๕๔๑/สภ.๑ (กม.๔) เฉพาะรายได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๒๑๑ ถึง๑๑๒๔๓, ๑๑๒๔๕ ถึง ๑๑๒๗๗ และที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๕๑ รวมเนื้อที่๑,๓๑๗ ตารางวา จากราคาตารางวาละ ๑๖๐,๐๐๐ บาท เป็นราคาตารางวาละ๘๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ก่อนเป็นเบื้องแรกว่า ศาลภาษีอากรกลางสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอระบุพยานเพิ่มเติมเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์ดังกล่าวเพิ่งยื่นในวันนัดสืบพยานจำเลยภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ซึ่งสิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๘ วรรคสองแล้ว แม้คำร้องดังกล่าวโจทก์จะอ้างว่าได้ตรวจเอกสารและคำเบิกความของพยานโจทก์พบว่ามีพยานเอกสารและพยานบุคคลที่เป็นพยานสำคัญ ทนายความคนก่อนมิได้ระบุเป็นพยานไว้ และมิได้นำพยานบุคคลเข้าสืบเนื่องจากความป่วยเจ็บของทนายความคนก่อนทำให้เกิดความพลั้งเผลอนั้น เห็นว่า เป็นความบกพร่องหรือเป็นความประสงค์ของทนายความโจทก์คนก่อนเองที่จะสืบพยานเพียงเท่านั้น หาได้เกี่ยวกับความเจ็บป่วยของทนายความโจทก์คนก่อนดังที่โจทก์อ้าง ทั้งโจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันให้เห็นว่าทนายความโจทก์คนก่อนมีอาการป่วยเจ็บถึงกับไม่อาจดำเนินคดีได้ โจทก์จะนำเอาเหตุแห่งการแต่งตั้งทนายความคนใหม่มาเป็นข้ออ้างเพื่อขอระบุพยานเพิ่มเติมหาได้ไม่ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะให้รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์ไว้ ศาลภาษีอากรกลางยกคำร้องของโจทก์ชอบแล้ว ส่วนปัญหาที่ว่าศาลภาษีอากรกลางไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีชอบหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์อุทธรณ์ว่า ทนายความโจทก์คนใหม่เพิ่มได้รับแต่งตั้งเข้ามาดำเนินคดีมีเอกสารจำนวนมาก ทนายความโจทก์คนใหม่ไม่สามารถชักค้านพยานจำเลยได้เต็มที่ ทำให้โจทก์เสียเปรียบ เห็นว่า ในวันนัดสืบพยานจำเลย โจทก์ขอเลื่อนคดีมาแล้วครั้งหนึ่งอ้างว่าทนายความคนก่อนขอถอนตัวยังไม่ได้แต่งตั้งทนายความคนใหม่ จำเลยแถลงคัดค้านว่าได้เตรียมพยานมาพร้อมแล้วไม่ควรให้เลื่อน ศาลภาษีอากรกลางให้เลื่อนสืบพยานจำเลยไปวันที่ ๖ พฤศจิกายน๒๕๔๑ ครั้นถึงวันนัด โจทก์ขอเลื่อนคดีอีก อ้างว่าโจทก์เพิ่งแต่งตั้งทนายความคนใหม่แทนทนายความคนก่อนที่ถอนตัว คดีมีเอกสารมาก ทนายความคนใหม่ไม่สามารถซักค้านพยานจำเลยได้ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์มีเจตนาหน่วงเหนี่ยวให้คดีชักช้าโดยปราศจากเหตุอันสมควร ทั้ง ๆ ที่ศาลภาษีอากรกลางได้ให้โอกาสโจทก์เลื่อนคดีมาครั้งหนึ่งแล้ว แม้โจทก์จะแต่งตั้งทนายความใหม่ก็ชอบที่ทนายความคนใหม่เตรียมคดีให้พร้อมก่อนวันนัด หาใช่นำเอาเหตุแห่งการแต่งตั้งทนายความคนใหม่มาเป็นข้ออ้างเพื่อไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลภาษีอากรกลาง พฤติการณ์ของโจทก์ จึงเป็นการประวิงคดี ทั้งคดีได้ความว่าทนายความคนใหม่ก็ได้ซักค้านพยานจำเลยทุกปากที่สืบไปครบถ้วนแล้ว ไม่ทำให้คดีโจทก์เสียเปรียบดังที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีต่อไปอีกจึงชอบแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ข้อต่อไปมีว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มขึ้นตามข้อหาทุกข้อชอบหรือไม่และที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มขึ้นเป็นรายข้อหานั้น ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกับอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหานี้ด้วย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และตารางหนึ่งท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หาได้มีบทบังคับว่าในคำฟ้องฉบับเดียวกันนั้นต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง ๒๐๐,๐๐๐ บาท เท่านั้นไม่ แม้ว่ามีข้อหาหลายข้อหาด้วยกันดังนั้น ในการพิจารณาว่าคดีใด จะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด จำต้องพิจารณาคำฟ้องเป็นเกณฑ์ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๓) บัญญัติว่า คำฟ้องหมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล... ดังนี้การเรียกค่าขึ้นศาลจึงต้องดูว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหาแต่ละข้อหาเกี่ยวข้องกันหรือแยกจากกันได้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙ ที่โจทก์อ้างก็แสดงให้เห็นเพียงว่าในการที่โจทก์เสนอข้อหาต่อศาลในคำฟ้องฉบับหนึ่งนั้นอาจมีข้อหาหลายข้อหาด้วยกั นและให้อำนาจแก่ศาลในการสั่งแยกคดีได้ ในกรณีที่ศาลเห็นว่าข้อหาใดข้อหาหนึ่งเหล่านั้นมิได้เกี่ยวข้องกับข้อหาอื่น ๆ หรือแม้ข้อหาเหล่านั้นเกี่ยวพันกันแต่ศาลเห็นว่าหากแยกพิจารณาข้อหาทั้งหมดหรือข้อหาใดข้อหาหนึ่งออกจากกันจะเป็นการสะดวก ศาลก็มีอำนาจสั่งแยกข้อหาเหล่านั้นทั้งหมดหรือแต่ข้อหาใดข้อหาหนึ่งออกพิจารณาต่างหากเป็นเรื่อง ๆ ไปได้เท่านั้น มิได้บังคับว่าที่ศาลสั่งแยกข้อหาแล้วจะเรียกค่าขึ้นศาลเพิ่มไม่ได้ และตามมาตรา ๑๕๐ วรรคสี่ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าในคำฟ้องใดหรือฉบับเดียวกันในกรณีมีหลายข้อหา ย่อมสามารถคิดค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาไปได้ซึ่งต้องพิจารณาถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับของโจทก์ในคำฟ้องนั้นเป็นแต่ละข้อหาไปตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินที่ให้โจทก์ชำระภาษีการค้า ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้โจทก์ชำระภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งเป็นภาษีคนละประเภทและแต่ละประเภทมีจำนวนเงินแยกต่างหากออกจากกันได้ จึงเป็นคำฟ้องและฟ้องอุทธรณ์หลายข้อหาซึ่งแต่ละข้อหาสามารถคิดคำนวณจำนวนเงินที่ขอให้เพิกถอนการประเมินแยกต่างหากออกจากกันได้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษี และจำเลยอุทธรณ์ขอให้โจทก์ชำระภาษีดังกล่าวรวมกันมาจำนวนเดียว และเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดครั้งเดียว โดยมิได้แยกทุนทรัพย์แต่ละข้อหาเป็นการหลีกเลี่ยงค่าขึ้นศาล กรณีโจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามฟ้องและจำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลตามฟ้อง อุทธรณ์ทุกข้อหาแยกต่างหากจากกัน คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่สั่งให้โจทก์และจำเลยเสียค่าขึ้นศาลเพิ่ม จึงชอบแล้ว

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ต่อไปมีว่า การที่โจทก์ขายที่ดินตามฟ้องไปจำนวน ๖๖ แปลง เป็นการขายที่ดินโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรหรือไม่ โจทก์มีนายกาญจน์ กาญจนวตี ที่ปรึกษาและผู้ควบคุมดูแลการบัญชีของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่าเมื่อปี ๒๕๒๔ โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๒๑๑ ถึง ๑๑๒๔๓และ ๑๑๒๔๕ ถึง ๑๑๒๗๗ จำนวน ๖๖ โฉนด รวมเนื้อที่ ๑๑๒๘ ตารางวา และที่ดินเนื้อที่ ๑๘๙ ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๕๑ จากบริษัทสินพรชัยจำกัด ในราคาตารางวาละ ๑๑,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๔,๔๘๗,๐๐๐ บาท ตามสัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๕ แผ่นที่ ๑ ถึง ๕ เพื่อก่อสร้างอาคารใช้เป็นสำนักงานของโจทก์และให้เช่าตามรายงานการประชุมคณะกรรมการโจทก์เอกสารหมาย ล.๓ แผ่นที่ ๕๙ และ ๖๐ ต่อมาบริษัทสินพรชัย จำกัด ไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินเนื้อที่ ๑๘๙ ตารางวา ออกจากโฉนดเลขที่ ๑๐๕๑ นำมาโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากราชการ ที่ดินเนื้อที่ ๑๘๙ ตารางวา ที่จะแบ่งแยกออกจากโฉนดเลขที่ ๑๐๕๑ เป็นที่ดินคั่นระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๒๑๑ ถึง ๑๑๒๔๓ และ๑๑๒๔๕ ถึง ๑๑๒๗๗ ทำให้ที่ดินดังกล่าวไม่ติดต่อเป็นผืนเดียวกัน โจทก์กับบริษัทสินพรชัยจำกัด จึงตกลงยกเลิกสัญญาซื้อขายดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.๑๕ แผ่นที่ ๑ ถึง ๕โดยโจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๒๑๑ ถึง ๑๑๒๔๓ และ ๑๑๒๔๕ ถึง ๑๑๒๗๗ คืนให้แก่บริษัทสินพรชัย จำกัด และบริษัทสินพรชัย จำกัด คืนเงินค่าที่ดินดังกล่าวจำนวน๑๔,๔๘๗,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์พร้อมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๒ ต่อปี นับแต่วันที่บริษัทสินพรชัย จำกัด ได้รับเงิน รวมเป็นเงิน ๒๘,๒๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.๖ แผ่นที่ ๒๐ และ ๒๑ แต่ในการจดทะเบียนโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินได้ประเมินค่าที่ดินดังกล่าวมีราคารวม๓๔,๕๒๐,๐๐๐ บาท และเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย จากโจทก์ ๓๔๕,๒๐๐บาท ตามเอกสารหมาย จ.๑๔ แผ่นที่ ๕ คงมีแต่นายกาญจน์ปากเดียวเบิกความลอย ๆไม่มีพยานอื่นสนับสนุน ทั้งตามรายงานการประชุมปรากฏว่าคณะกรรมการของโจทก์มีมติให้ซื้อที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๕๑ ไว้ด้วย และไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาจะก่อสร้างอาคารเป็นอาคารหลังเดียวดังที่โจทก์กล่าวอ้างตามพฤติการณ์ดังกล่าวฟังไม่ได้โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อใช้ก่อสร้างเป็นอาคารหลังเดียวและยังได้ความว่าตามสัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๕ แผ่นที่ ๑ ถึง ๕ ที่ดินพิพาทรวม ๖๖ โฉนด เป็นที่ดินที่ถูกแบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อย ส่วนใหญ่มีเนื้อที่แปลงละ๑๗ ตารางวา ติดต่อเป็นที่ดินผืนเดียวกันแต่ถูกคั่นออกเป็นสี่ส่วนโดยที่ดินที่มีสภาพเป็นทางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดเลขที่ ๑๐๕๑ ตามแผนผังเอกสารหมาย จ.๑๕ แผ่นที่ ๕กรณีน่าเชื่อได้ว่าที่โจทก์อ้างว่าซื้อที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๕๑ เพื่อทำให้เป็นผืนเดียวกันเป็นเรื่องกระทำขึ้นภายหลังนอกเหนือจากมติของคณะกรรมการของโจทก์ที่ให้ซื้อที่ดิน ที่โจทก์อ้างว่าไม่มีเจตนาขายที่ดินตามฟ้อง แต่เป็นการตกลงประนีประนอมยอมความกับบริษัทสินพรชัย จำกัด เนื่องจากบริษัทสินพรชัย จำกัดไม่สามารถดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๕๑ โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้จึงตกลงเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินและต่างกลับคืนสู่ฐานะเดิมนั้น ขัดกับรายงานการประชุมคณะกรรมการของบริษัทสินพรชัย จำกัด เอกสารหมาย จ.๖ แผ่นที่ ๑๑ และ ๑๒ซึ่งระบุว่าประสงค์จะซื้อที่ดินจากโจทก์และยังขัดกับรายงานการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นวิสามัญของโจทก์เอกสารหมาย จ.๖ แผ่นที่ ๑๓ และ ๑๔ ที่ระบุว่า การขายที่ดินตามฟ้องเป็นประโยชน์แก่โจทก์มากกว่าการประกอบกิจการศูนย์อาหาร ทั้งในชั้นตรวจสอบ นายกาญจน์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของจำเลย ก็ไม่เคยแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่ามีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับบริษัทสินพรชัย จำกัด เกี่ยวกับเรื่องที่ดินตามฟ้อง นอกจากนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในข้อ ๒ ระบุว่า ให้บริษัทสินพรชัย จำกัดคืนเงินค่าที่ดินแก่โจทก์จำนวน ๑๔,๔๘๗,๐๐๐ บาท ซึ่งแตกต่างจากรายงานการประชุมคณะกรรมการของบริษัทสินพรชัย จำกัด เอกสารหมาย จ.๖ แผ่นที่ ๑๑ และ ๑๒ที่ระบุว่า บริษัทสินพรชัย จำกัด ต้องใช้ราคาให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๒๘,๒๐๐,๐๐๐ บาททั้งตามรายงานการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นวิสามัญของโจทก์เอกสารหมาย จ.๖ แผ่นที่ ๑๓และ ๑๔ ที่ระบุว่าโจทก์ได้รับชำระราคาที่ดินเนื้อที่รวม ๑,๓๑๗ ตารางวา ในราคาตารางวาละ ๒๕,๐๐๐ บาท ซึ่งคำนวณได้เป็นเงิน ๓๒,๙๒๕,๐๐๐ บาท จากข้อเท็จจริงและเหตุผลต่าง ๆ ดังวินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ซื้อที่ดินตามฟ้องและเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นเวลานานถึง ๙ ปี และลงทุนเป็นจำนวนเงินกว่า๕๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก่อสร้างอาคารประกอบกิจการศูนย์อาหาร และต่อมาประสงค์จะขายต่อเอากำไร ส่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินมาแล้วขายไปโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าต้องเสียภาษีการค้าจากการขายที่ดินดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๗ และ ๗๘ ประกอบด้วยบัญชีอัตราภาษีการค้า ประเภทการค้า ๑๑ การค้าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้ประกอบการค้าอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ซื้อที่ดินมาโดยมีความมุ่งหมายเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบการค้า ต่อมาหมดความจำเป็นจึงขายไปย่อมถือไม่ได้ว่ากระทำเป็นทางการค้านั้น เห็นว่า คำว่า ขายโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร หาได้หมายความดังที่โจทก์อ้างไม่ กล่าวคือ หากมีการซื้อที่ดินมาเพื่อจะขายหากำไร ซึ่งเรียกว่าการค้าแล้ว แม้จะกระทำเพียงครั้งเดียวก็ถือได้ว่าเป็นการขายโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ต่อไปมีว่า เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีการค้าภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ขายที่ดินตามฟ้องไปในทางการค้าหรือหากำไรดังได้วินิจฉัยแล้วนั้นเข้าลักษณะเป็นผู้ประกอบการค้าอสังหาริมทรัพย์ตามบัญชีอัตราภาษีการค้า ประเภทการค้า ๑๑ ซึ่งกำหนดให้ผู้ขายอสังริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไรต้องเสียภาษีการค้า โจทก์จึงมีหน้าที่เสียภาษีการค้าจากรายรับดังกล่าวตามที่ประมวลรัษฎากรมาตรา ๗๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ แต่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้า โดยมิได้นำรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ไปรวมคำนวณเสียภาษีการค้าด้วย ทั้ง ๆ ที่โจทก์เองก็รู้ดีว่า โจทก์ขายที่ดินไปในทางการค้าหรือหากำไร แสดงให้เห็นว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการการค้าเท็จโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีการค้าแม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เห็นว่า สาเหตุที่โจทก์ไม่ยื่นชำระภาษีการค้าเนื่องจากไม่เข้าใจข้อกฎหมายดีพอ เชื่อได้ว่าไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร และได้ให้ความร่วมมือในชั้นตรวจสอบด้วยดี จึงมีเหตุอันควรผ่อนผันลดเบี้ยปรับภาษีการค้าลงคงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ ๕๐ ของเบี้ยปรับตามกฎหมายก็ดี ก็เป็นความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หามีผลผูกพันให้ศาลต้องถือตามไม่ ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีการค้าของโจทก์ได้ภายในกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้าตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรมาตรา ๘๘ ทวิ (๒) เมื่อเจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินภาษีการค้าของโจทก์ภายในกำหนด ๑๐ ปี การประเมินจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยต่อไปมีว่าการประเมินราคาที่ดินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายและถูกต้องตามข้อเท็จจริงหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์และจำเลยต่างอุทธรณ์ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าศาลภาษีอากรกลางกำหนดราคาที่ดินตารางวาละ ๘๐,๐๐๐ บาท สูงเกินไป ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางกำหนดราคาที่ดินตารางวาละ ๘๐,๐๐๐ บาทต่ำเกินไป ควรจะมีราคาตารางวาละ ๑๖๐,๐๐๐ บาท ตามที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมิน เพราะเป็นราคาตลาด เห็นว่า ในการประเมินภาษีการค้าเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันโอน เมื่อการโอนนั้นมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรตามประมวลรัษฎากรมาตรา ๘๗ ทวิ (๖) สำหรับค่าตอบแทนการโอนที่ดินตามฟ้องที่นายกาญจน์พยานโจทก์อ้างว่าเท่ากับราคาตารางวาละ ๒๕,๐๐๐ บาทนั้น เป็นการคิดคำนวณจากราคาที่ดินที่โจทก์ซื้อจากบริษัทสินพรชัย จำกัด บวกด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๒ ต่อปี นับแต่วันที่บริษัทสินพรชัย จำกัด ได้รับเงินไป ดังนั้น ค่าตอบแทนดังกล่าวจึงไม่ใช่ราคาตลาดของที่ดิน การที่โจทก์ขายที่ดินตามฟ้องโดยไม่รวมสิ่งปลูกสร้างในราคาตารางวาละ๒๕,๐๐๐ บาท โดยใช้วิธีการคิดราคาที่ดินดังกล่าว จึงเป็นการขายทรัพย์สินในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร แม้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินกำหนดราคาที่ดินที่โจทก์ขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๗ ทวิ (๖) ก็ตาม แต่ที่เจ้าพนักงานประเมินได้กำหนดราคาที่ดินตารางวาละ ๑๖๐,๐๐๐ บาท โดยเทียบเคียงกับราคาที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๑๖๔ และ ๑๑๑๕๓ ซึ่งเป็นตึกแถวสี่ชั้น สองคูหาตั้งอยู่หน้าโรงแรม อันเป็นทำเลที่แตกต่างจากที่ดินตามฟ้องเป็นอย่างมาก การกำหนดราคาดังกล่าว นอกจากจะไม่ได้กำหนดตามราคาตลาดแล้วยังปรากฏว่า เจ้าพนักงานประเมินได้นำเอาจำนวนมูลค่าการลงทุนในศูนย์อาหารของโจทก์ ซึ่งต่อมาได้มีการรื้อถอนศูนย์อาหารทิ้งรวมเข้าไปในการคำนวณด้วย จึงเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะไม่ใช่ราคาตลาด เมื่อพิเคราะห์ราคาตามบัญชีราคาประเมินที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๔แผ่นที่ ๑ ระบุว่าที่ดินบริเวณติดถนนเพชรบุรี ในระยะ ๒๐ เมตร ราคาตารางวาละ๘๐,๐๐๐ บาท ได้ความว่า ที่ดินตามฟ้องถูกแบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๕๑ซึ่งเป็นที่ดินติดถนนเพชรบุรี บริเวณใกล้เคียงมีศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าและธนาคารตั้งอยู่ และตามคำเบิกความของนางสาวอรัญญา กาญจนพิพัฒน์กุล ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ประเมินราคาทรัพย์สินว่า ราคาประเมินของสำนักงานกลางประเมินราคาทรัพย์สินจะมีราคาต่ำกว่าราคาตลาดประมาณร้อยละ ๒๐ ถึง ๓๐ ศาลฎีกาเห็นว่าที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดที่ดินตามฟ้องมีราคาตลาดตารางวาละ ๘๐,๐๐๐ บาทนับว่าเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ต่อไปมีว่า เงินปันผลจากหุ้นบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด จำนวน ๑,๓๓๐,๐๐๐ บาท เป็นรายได้ของโจทก์หรือไม่โจทก์อ้างว่าได้ขายหุ้นบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด แต่ไม่ได้ไปจดแจ้งการโอนต่อนายทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด บริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด จึงจ่ายเงินปันผลให้แก่โจทก์ต่อมาโจทก์ก็ได้คืนเงินปันผลจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์จำกัด แล้ว เห็นว่า การโอนหุ้นจะใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้ จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ วรรคสาม เมื่อโจทก์เองก็ยอมรับว่า การขายหุ้นดังกล่าวมิได้จดแจ้งการโอนต่อนายทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัดในทะเบียนผู้ถือหุ้นจึงยังคงปรากฏชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุว่าได้มีการโอนหุ้นไปแล้ว เพื่อใช้ยันจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ดังนั้น โจทก์จึงต้องนำเงินปันผลจากหุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด มาคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129 วรรคสาม
ป.รัษฎากร ม. 65
บัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายประมวลรัษฎากร ประเภทการค้า 11
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 40
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกาญจพาสน์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5872/2543
#37836
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในการซื้อและขายที่ดิน แต่ในการเสียภาษี จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะต่อเจ้าพนักงานของโจทก์โดยยื่นคำร้องของดเบี้ยปรับและผ่อนชำระภาษี โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญารับสภาพหนี้ และจำเลยที่ 3เป็นผู้ค้ำประกันการชำระนี้ แสดงว่าตลอดระยะเวลาที่จำเลยทั้งสามติดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 มิได้แจ้งให้โจทก์ทราบเลยว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ไม่อยู่ในฐานะที่ได้รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาก่อนจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีตามฟ้องแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินในราคา 50,400,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จากการขายที่ดินดังกล่าวเป็นภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นรวม2,627,856 บาท และยื่นคำร้องของดเบี้ยปรับและขอผ่อนชำระภาษีอากรเป็น 12 งวด ชำระด้วยเช็คลงวันที่ล่วงหน้า 12 ฉบับ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งจ่าย และได้ยื่นหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยที่ 2 เพื่อเป็นการค้ำประกันผูกพันตนว่าจะชำระหนี้ค่าภาษีดังกล่าวให้โจทก์แทนจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานของโจทก์ไม่อนุมัติ อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระภาษีอากรเรื่อยมา ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภาษีอากรที่คงค้างที่เหลือเป็น 6 งวด ชำระด้วยเช็คของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันเจ้าพนักงานของโจทก์อนุมัติ จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระภาษีอากรเรื่อยมาแต่ในการชำระ 2 งวด สุดท้ายโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็ค 2 ฉบับได้รวม 371,655 บาท สำหรับคำร้องของดเบี้ยปรับนั้น โจทก์อนุมัติให้ลดเบี้ยปรับลงคงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับที่ต้องชำระต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำเงินมาชำระให้แก่โจทก์บางส่วน โจทก์ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักชำระเป็นเบี้ยปรับและภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นคงเหลือ 659,135.74 บาท จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ค้างชำระตามมาตรา 91/21 ประกอบกับมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร และต้องชำระภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นอีกร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มคิดถึงวันฟ้องรวม 1,103,637.82 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,103,637.82 บาท พร้อมกับเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระ 235,980 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มที่คำนวณได้ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้จัดการ และเป็นตัวแทนเชิดจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในการซื้อขายที่ดิน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ออกเช็คชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันในฐานะส่วนตัว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า หนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3ทำไว้กับโจทก์ไม่มีผลตามกฎหมาย ไม่อาจนำมาฟ้องร้องได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินค่าภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะต่อเจ้าพนักงานของโจทก์ จึงเป็นการยอมรับต่อเจ้าพนักงานของโจทก์เองว่า จำเลยที่ 1 มีรายรับอันเนื่องมาจากการขายที่ดินและประสงค์จะเสียภาษีต่อเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 1 จะมาปฏิเสธภายหลังให้ขัดแย้งต่อเอกสารไม่ได้ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนที่ทำสัญญาซื้อขาย โดยได้เบิกความว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 2 มีโครงการจัดสรรที่ดินโฉนดเลขที่ 2097, 2098, 2099, 47084 และ 49101 ที่ดินดังกล่าวเป็นของนายธีรศักดิ์ ไพโรจน์สถาพร โดยนายธีรศักดิ์ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 แต่ในวันทำสัญญาจำเลยที่ 3 ได้นำจำเลยที่ 1 ไปสำนักงานที่ดิน แล้วให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารทำนิติกรรม 4 ครั้ง เป็นการไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคาร แล้วนายธีรศักดิ์นำที่ดินขายให้แก่จำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไอ เอฟ ซี ที ไฟแนนซ์ จำกัด จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินซื้อที่ดินจากนายธีรศักดิ์ การขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นจำเลยที่ 1 ก็มิได้รับเงินเนื่องจากเป็นการทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 บอกจำเลยที่ 1 ว่าการที่จำเลยที่ 3 ไม่ไปทำการรับโอนที่ดินจากนายธีรศักดิ์เองก็เพื่อทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 ให้การและนำสืบจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในการซื้อและขายที่ดินดังกล่าว แต่หลังจากทำการซื้อขายที่ดินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะต่อเจ้าพนักงานของโจทก์โดยยื่นคำร้องของดเบี้ยปรับและผ่อนชำระภาษี โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญารับสภาพหนี้ และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ ต่อมาโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คงวดที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายมอบให้แก่โจทก์ในงวดที่ 8 ถึง 12 ไม่ได้ เจ้าพนักงานของโจทก์จึงแจ้งจำเลยทั้งสามให้นำเงินมาชำระแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย แสดงว่าตลอดระยะเวลาที่จำเลยทั้งสามติดต่อโจทก์ ไม่ว่าในขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันก็ดี ในชั้นที่เจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจสอบภาษีของจำเลยที่ 1 ก็ดี จำเลยที่ 1 มิได้แจ้งให้โจทก์ทราบเลยว่าจำเลยที่ 1 กระทำการในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะที่ได้รู้ข้อเท็จจริงมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ซื้อที่ดินแทนจำเลยที่ 3 แล้วขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2อันเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีตามฟ้องแก่โจทก์ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มิใช่ผู้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะเงินเพิ่มเบี้ยปรับและภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 1,103,637.82 บาท แก่โจทก์ แต่ที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์นั้นได้ความตามคำเบิกความของนายฉลอง คำเพ็ง เจ้าพนักงานประเมินพยานโจทก์ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะจำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ระบุยอมรับชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 เต็มจำนวน ส่วนจำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการผ่อนชำระภาษีของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงรับผิดต่อโจทก์ด้วย โดยจำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ แต่สำหรับจำเลยที่ 3 ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 ทำกับโจทก์มิได้ระบุให้จำเลยที่ 3 รับผิดร่วมกันกับจำเลยที่ 1 กรณีจึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยที่ 3 รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินภาษี เงินเพิ่ม เบี้ยปรับ และภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 1,103,637.82 บาท แก่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนในต้นเงินภาษี 235,980 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแต่จำนวนเงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวน 235,980 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ชำระค่าภาษีส่วนท้องถิ่นในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มดังกล่าว หากจำเลยที่ 1และที่ 2 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 821
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นาง สมจิต ใจงามกุลหรือจันวัน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สันติ ทักราล
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5872/2543
#39289
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในการซื้อและขายที่ดินรวม 5 โฉนด หลังจากทำการซื้อขายที่ดินดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยยื่นคำร้องของดเบี้ยปรับและผ่อนชำระภาษี โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญารับสภาพหนี้และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ ต่อมาโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายมอบให้แก่โจทก์ในงวดที่ 8 ถึง 12 ไม่ได้โจทก์จึงแจ้งจำเลยทั้งสามให้นำเงินมาชำระ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยตลอดระยะเวลาที่จำเลยทั้งสามติดต่อโจทก์ ไม่ว่าในขณะที่จำเลยที่ 1ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือในชั้นที่เจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจสอบภาษีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 กระทำการในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2และที่ 3 ดังนั้นแม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ซื้อที่ดินแทนจำเลยที่ 3แล้วขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 อันเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 2และที่ 3 ก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะเงินเพิ่มเบี้ยปรับและภาษีส่วนท้องถิ่นแก่โจทก์

เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะจำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ระบุยอมรับชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 เต็มจำนวน ส่วนจำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการผ่อนชำระภาษีของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงรับผิดต่อโจทก์ด้วยโดยจำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ แต่ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 ทำกับโจทก์มิได้ระบุให้จำเลยที่ 3รับผิดร่วมกันกับจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยที่ 3รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินรวม 5 แปลง ในราคา 50,400,000 บาท ต่อมาวันที่ 15มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินดังกล่าวและยื่นคำร้องของดเบี้ยปรับและคำร้องขอผ่อนชำระภาษีอากร โดยขอผ่อนชำระภาษีอากรเป็น 12 งวด ชำระด้วยเช็คลงวันที่ล่วงหน้า 12 ฉบับ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งจ่ายและได้ยื่นหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยที่ 2 ว่าจะชำระหนี้ค่าภาษีดังกล่าวให้โจทก์แทนจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานของโจทก์ไม่อนุมัติแต่จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระภาษีอากรเรื่อยมา ต่อมาจำเลยที่ 1ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภาษีอากรที่คงค้างชำระเป็น 6 งวด ชำระด้วยเช็คของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน เจ้าพนักงานของโจทก์อนุมัติตามที่ร้องขอ ในการชำระ 2 งวดสุดท้าย โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้รวม 371,655 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 2 นำเงินภาษีอากรดังกล่าวมาชำระและลดเบี้ยปรับลงคงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับที่ต้องชำระ จำเลยที่ 1ได้นำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ 17,622 บาท และโจทก์นำเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่อายัดไว้จำนวน 6,144.26 บาทมาหักชำระเป็นเบี้ยปรับและภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นคงเหลือภาษีที่ค้างชำระ 659,135.74 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย จึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มและภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นคิดถึงวันฟ้องรวม 1,103,637.82 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมกับเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระ 235,980 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและภาษีรายได้ส่วนท้องถิ่นในอัตราร้อยละ 10ของเงินเพิ่มที่คำนวณได้ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้จัดการ และเป็นตัวแทนเชิดจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในการซื้อขายที่ดิน ไม่มีรายได้จากการขายที่ดินผู้มีเงินได้ที่แท้จริงคือจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 1 ถูกเชิดให้เป็นตัวแทนทำสัญญาซื้อขายในวันเดียวกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ออกเช็คชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันในฐานะส่วนตัวขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า หนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 2และที่ 3 ทำไว้กับโจทก์ไม่มีผลตามกฎหมาย ไม่อาจนำมาฟ้องร้องได้ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 ให้การและนำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในการซื้อและขายที่ดินดังกล่าว แต่หลังจากทำการซื้อขายที่ดินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะต่อเจ้าพนักงานของโจทก์ โดยยื่นคำร้องของดเบี้ยปรับและผ่อนชำระภาษี โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญารับสภาพหนี้ และจำเลยที่ 3เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ ต่อมาโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คงวดที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายมอบให้แก่โจทก์ในงวดที่ 8 ถึง 12 ไม่ได้เจ้าพนักงานของโจทก์จึงแจ้งจำเลยทั้งสามให้นำเงินมาชำระแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย แสดงว่าตลอดระยะเวลาที่จำเลยทั้งสามติดต่อโจทก์ ไม่ว่าในขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันหรือในชั้นที่เจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจสอบภาษีของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 166และ 167 กับ 176 ถึง 185 จำเลยที่ 1 มิได้แจ้งให้โจทก์ทราบเลยว่าจำเลยที่ 1 กระทำการในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะที่ได้รู้ข้อเท็จจริงมาก่อนว่าจำเลยที่ 1ทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังนั้นแม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ซื้อที่ดินแทนจำเลยที่ 3 แล้วขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 อันเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ตามจำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีตามฟ้องแก่โจทก์ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะเงินเพิ่มเบี้ยปรับและภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 1,103,637.82 บาท แก่โจทก์แต่ที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์นั้น ได้ความตามคำเบิกความของพยานโจทก์ว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ จำเลยที่ 2ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ระบุยอมรับชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 เต็มจำนวน ส่วนจำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการผ่อนชำระภาษีของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1ยังชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงรับผิดต่อโจทก์ด้วย โดยจำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์แต่สำหรับจำเลยที่ 3 ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 ทำกับโจทก์มิได้ระบุให้จำเลยที่ 3 รับผิดร่วมกันกับจำเลยที่ 1กรณีจึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยที่ 3 รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินภาษีเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ และภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 1,103,637.82บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนในต้นเงินภาษี 235,980 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำนวนเงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวน235,980 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าภาษีส่วนท้องถิ่นในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 และที่ 2ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 688 ม. 691
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6) ม. 91/10 ม. 91/15 ม. 91/21 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นาง สมจิต ใจงามกุลหรือจันวัน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สันติ ทักราล
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5872/2543
#66227
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในการซื้อและขายที่ดินรวม 5 โฉนด หลังจากทำการซื้อขายที่ดินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยยื่นคำร้องของดเบี้ยปรับและผ่อนชำระภาษี โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญารับสภาพหนี้ และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ ต่อมาโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายมอบให้แก่โจทก์ในงวดที่ 8 ถึง 12 ไม่ได้ โจทก์จึงแจ้งจำเลยทั้งสามให้นำเงินมาชำระ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ตลอดระยะเวลาที่จำเลยทั้งสามติดต่อโจทก์ ไม่ว่าในขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือในชั้นที่เจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจสอบภาษีของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1กระทำการในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังนั้นแม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ซื้อที่ดินแทนจำเลยที่ 3 แล้วขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 อันเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่มเบี้ยปรับและภาษีส่วนท้องถิ่นแก่โจทก์

เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ จำเลยที่ 2ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ระบุยอมรับชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 เต็มจำนวนส่วนจำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการผ่อนชำระภาษีของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงรับผิดต่อโจทก์ด้วย โดยจำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ แต่ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 3 ทำกับโจทก์มิได้ระบุให้จำเลยที่ 3 รับผิดร่วมกันกับจำเลยที่ 1จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยที่ 3 รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 688 ม. 691
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6) ม. 91/10 ม. 91/15 ม. 91/21 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นางสมจิต ใจงามกุลหรือจันวัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรถสิทธิ ร่มไทรทอง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สันติ ทักราล
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5871/2543
#39288
เปิดฉบับเต็ม

ผู้นำของเข้าจะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบจนถึงวันที่นำเงินมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ต่อเมื่อกรมศุลกากรโจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยผู้นำเข้านำสินค้าออกไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบสินค้ารถยนต์ให้จำเลยนำออกไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่จำเลยต้องนำมาชำระตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากรและตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โจทก์ที่ 2 มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรและตามกฎหมายอื่นที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของโจทก์ที่ 2 นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ยังมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล(ที่ถูกภาษีส่วนท้องถิ่น) แทนโจทก์ที่ 2 ตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังด้วย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2532 จำเลยได้นำรถยนต์นั่งใช้แล้วยี่ห้อ เฟอรรารี รุ่น 308 จี ที บี บี 1976 ขนาด2926 ซี.ซี. พร้อมอุปกรณ์จำนวน 1 คัน ประเทศกำเนิดอิตาลีนำเข้าจากประเทศอังกฤษโดยทางเรือ เมื่อสินค้าดังกล่าวถูกนำเข้ามาถึงด่านท่าเรือกรุงเทพ จำเลยได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1โดยจำเลยสำแดงราคาสินค้า 39,134 บาท อากรขาเข้า 117,402บาท ภาษีการค้า 110,451 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 11,045 บาทรวมภาษีอากร 238,898 บาท ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1ได้ตรวจพบว่า จำเลยมิได้สำแดงเครื่องปรับอากาศ วิทยุพร้อมลำโพงกระจกมองข้างซ้ายขวาและสปอยเลอร์หน้าหลัง และเป็นรถยนต์รุ่น328 จี ที บี บี 1987 ถึง 1988 เป็นการสำแดงราคาต่ำกว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาด เป็นเหตุให้จำเลยเสียอากรขาเข้าภาษีการค้าและภาษีส่วนท้องถิ่นขาด รวมจำนวน 6,321,664 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงประเมินเรียกเก็บภาษีอากรที่จำเลยจะต้องชำระเพิ่มและแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่นำเงินค่าภาษีอากรไปชำระให้แก่โจทก์ทั้งสอง และมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน จำเลยจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรขาเข้าเงินเพิ่มภาษีการค้า และภาษีส่วนท้องถิ่น รวมภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มจำนวน 16,443,706.02 บาท โจทก์ทั้งสองทวงถามให้จำเลยชำระแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรดังกล่าวและเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากจำนวนอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระเพิ่มจำนวน 3,074,739 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 12,815,514 บาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือน ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา จากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้นำของเข้าจะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบจนถึงวันที่นำเงินมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ต่อเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยผู้นำเข้านำสินค้าออกไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์อ้างว่า ตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1ได้บันทึกการตรวจปล่อยแล้ว จึงถือว่าเป็นไปตามข้อกฎหมายมาตรา 112 จัตวา ศาลฎีกาได้ตรวจพิจารณาใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าในช่องบันทึกการตรวจปล่อย ไม่มีข้อความใดแสดงให้เห็นว่าได้มีการตรวจปล่อยสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยรับไปแล้ว และโจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้นำนายสุวิทย์ ผลสูงเนิน นายตรวจศุลกากรผู้บันทึกใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้ามาเบิกความยืนยันให้ฟังได้เป็นจริงเช่นนั้น กลับปรากฏจากคำเบิกความของเจ้าหน้าที่ประเมินอากรฝ่ายการนำเข้า 6 กองพิธีการของโจทก์ที่ 1 ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ประเมินอากรครั้งแรกตรวจพบว่าสินค้าที่นำเข้าคือรถยนต์มีสภาพใหม่ไม่น่าจะใช่รุ่นที่จำเลยระบุไว้ จึงทำการยึดและจับกุมในวันตรวจปล่อยนั้นเอง ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในหนังสือของกองพิธีการและประเมินอากรกรมศุลกากรที่ กค 0614(ก)/0039ลงวันที่ 3 มกราคม 2533 ที่ระบุว่ารถยนต์ดังกล่าวยังไม่ได้รับการตรวจปล่อยออกไปจากอารักขาของศุลกากร เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับรุ่นและปีผลิตของรถยนต์ว่าจะถูกต้องตรงตามที่จำเลยสำแดงหรือไม่ อย่างไร ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้ารถยนต์ดังกล่าวให้จำเลยนำออกไปจากอารักขาของศุลกากรแล้วดังนั้น โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่จำเลยต้องนำมาชำระตามกฎหมาย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — นาย ชาญรงค์ (ที่ถูกชาญณรงค์) แซ่อึ้ง หรือนาย ชาญชัย ทองอร่าม
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
สันติ ทักราล
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5871/2543
#98576
เปิดฉบับเต็ม

ผู้นำของเข้าจะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบจนถึงวันที่นำเงินมาชำระตามมาตรา 112 จัตวา แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ต่อเมื่อกรมศุลกากรโจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยผู้นำเข้านำสินค้าออกไปจากอารักขาของศุลกากรแล้วเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบสินค้ารถยนต์ให้จำเลยนำออกไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่จำเลยต้องนำมาชำระตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากรและตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โจทก์ที่ ๒ มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรและตามกฎหมายอื่นที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของโจทก์ที่ ๒ นอกจากนี้โจทก์ที่ ๑ ยังมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล (ที่ถูกภาษีส่วนท้องถิ่น) แทนโจทก์ที่ ๒ ตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังด้วย เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๒ จำเลยได้นำรถยนต์นั่งใช้แล้วยี่ห้อ เฟอรรารี รุ่น ๓๐๘ จี ที บี ปี ๑๙๗๖ ขนาด ๒๙๒๖ ซี.ซี. พร้อมอุปกรณ์จำนวน ๑ คัน ประเทศกำเนิดอิตาลีนำเข้าจากประเทศอังกฤษโดยทางเรือ เมื่อสินค้าดังกล่าวถูกนำเข้ามาถึงด่านท่าเรือกรุงเทพ จำเลยได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ โดยจำเลยสำแดงราคาสินค้า ๓๙,๑๓๔ บาท อากรขาเข้า ๑๑๗,๔๐๒ บาท ภาษีการค้า ๑๑๐,๔๕๑ บาทภาษีส่วนท้องถิ่น ๑๑,๐๔๕ บาท รวมภาษีอากร ๒๓๘,๘๙๘ บาท ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ได้ตรวจพบว่า จำเลยมิได้สำแดงเครื่องปรับอากาศ วิทยุพร้อมลำโพงกระจกมองข้างซ้ายขวาและสปอยเลอร์หน้าหลัง และเป็นรถยนต์รุ่น ๓๒๘ จี ที บี ปี๑๙๘๗ ถึง ๑๙๘๘ เป็นการสำแดงราคาต่ำกว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาด เป็นเหตุให้จำเลยเสียอากรขาเข้าภาษีการค้าและภาษีส่วนท้องถิ่นขาด รวมจำนวน ๖,๓๒๑,๖๖๔บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ จึงประเมินเรียกเก็บภาษีอากรที่จำเลยจะต้องชำระเพิ่มและแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่นำเงินค่าภาษีอากรไปชำระให้แก่โจทก์ทั้งสอง และมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน จำเลยจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอากรขาเข้า เงินเพิ่มภาษีการค้า และภาษีส่วนท้องถิ่น รวมภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มจำนวน ๑๖,๔๔๓,๗๐๖.๐๒ บาท โจทก์ทั้งสองทวงถามให้จำเลยชำระแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรดังกล่าวและเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ หนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือน จากจำนวนอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระเพิ่มจำนวน ๓,๐๗๔,๗๓๙ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๑๒,๘๑๕,๕๑๔บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ที่ ๑ มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือน ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ มาตรา ๑๑๒ จัตวา จากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้นำของเข้าจะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระ โดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบจนถึงวันที่นำเงินมาชำระตามมาตรา ๑๑๒ จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ ต่อเมื่อโจทก์ที่ ๑ ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยผู้นำเข้านำสินค้าออกไปจากอารักขาของศุลกากรแล้วโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์อ้างว่า ตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ ได้บันทึกการตรวจปล่อยแล้ว จึงถือว่าเป็นไปตามข้อกฎหมายมาตรา ๑๑๒ จัตวา ศาลฎีกาได้ตรวจพิจารณาใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าในช่องบันทึกการตรวจปล่อย ไม่มีข้อความใดแสดงให้เห็นว่าได้มีการตรวจปล่อยสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าดังกล่าวให้แก่จำเลยรับไปแล้ว และโจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้นำนายสุวิทย์ ผลสูงเนินนายตรวจศุลกากรผู้บันทึกใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้ามาเบิกความยืนยันให้ฟังได้เป็นจริงเช่นนั้น กลับปรากฏจากคำเบิกความของเจ้าหน้าที่ประเมินอากรฝ่ายการนำเข้า ๖ กองพิธีการของโจทก์ที่ ๑ ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ประเมินอากรครั้งแรกตรวจพบว่าสินค้าที่นำเข้าคือรถยนต์มีสภาพใหม่ไม่น่าจะใช่รุ่นที่จำเลยระบุไว้จึงทำการยึดและจับกุมในวันตรวจปล่อยนั้นเอง ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในหนังสือของกองพิธีการและประเมินอากรกรมศุลกากรที่ กค ๐๖๑๔ (ก)/๐๐๓๙ลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๓๓ ที่ระบุว่ารถยนต์ดังกล่าวยังไม่ได้รับการตรวจปล่อยออกไปจากอารักขาของศุลกากร เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับรุ่นและปีผลิตของรถยนต์ว่าจะถูกต้องตรงตามที่จำเลยสำแดงหรือไม่ อย่างไร ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ที่ ๑ได้ส่งมอบสินค้ารถยนต์ดังกล่าวให้จำเลยนำออกไปจากอารักขาของศุลกากรแล้ว ดังนั้นโจทก์ที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่จำเลยต้องนำมาชำระตามกฎหมาย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
แซ่อึ้ง — นายชาญรงค์ (ที่ถูกชาญณรงค์)
จำเลย — ือนายชาญชัย ทองอร่าม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
สันติ ทักราล
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5868/2543
#36408
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับเงินจำนวน 40,000 บาท ไปจากโจทก์และได้ทำบันทึกไว้ให้แก่โจทก์ ระบุไว้ทำนองว่าเงิน 40,000 บาท ที่จำเลยเอาไป ถ้า ป. (หมายถึงพี่สาวจำเลย) ไม่สามารถส่งให้ทันสิ้นเดือนธันวาคม 2537จำเลยจะค้ำประกันรับผิดชอบให้ ลงชื่อจำเลยผู้ยืมและโจทก์ผู้ให้ยืมสำหรับคำว่า จำเลยจะค้ำประกันรับผิดชอบให้ หมายถึงว่า จำเลยรับรองจะคืนเงินให้นั่นเอง หากพิจารณาข้อความในเอกสารดังกล่าวทั้งหมดรวมกันแล้วก็จะได้ความว่าจำเลยเป็นผู้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์และปรากฏข้อความว่าจำเลยได้รับเงิน 40,000 บาท ไปจากโจทก์แล้วหากภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2537 ถ้าพี่สาวจำเลยไม่ใช้ให้จำเลยรับรองและรับผิดชอบจะคืนให้ กรณีจึงมีความหมายเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งแล้ว

หลักฐานการกู้ยืมเงินกำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ในวันสิ้นเดือนธันวาคม 2537 ซึ่งก็คือวันที่ 31 ธันวาคม 2537 เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์จึงถือว่าจำเลยเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2537 จำเลยกู้ยืมเงินและรับเงินไปจากโจทก์จำนวน 40,000 บาท โดยตกลงว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งหมดภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2537 ครั้นครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาจำเลยไม่ชำระซึ่งเป็นหนี้ต้นเงินโจทก์จำนวน 40,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2537 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,064.63 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 43,064.63 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 43,064.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์และไม่เคยทำสัญญากู้ยืมเงินหรือสัญญาใด ๆ ไว้ต่อโจทก์ บันทึกตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 เป็นเอกสารที่โจทก์ได้สมคบกับบุคคลอื่นทำปลอมขึ้น ลายมือชื่อผู้กู้ยืมไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 40,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงเป็นการต้องห้ามมิให้คู่ความหรือจำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248วรรคหนึ่ง ฉะนั้นในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้รับเงินจำนวน 40,000 บาทไปจากโจทก์และได้ทำบันทึกเอกสารหมาย จ.1 ไว้ให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า บันทึกตามเอกสารหมายจ.1 เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.1ระบุไว้ทำนองว่า เงิน 40,000 บาท ที่จำเลยเอาไป ถ้าครูปราณี (หมายถึงพี่สาวจำเลย) ไม่สามารถส่งให้ทันสิ้นเดือนธันวาคม 2537 จำเลยจะค้ำประกันรับผิดชอบให้ลงชื่อจำเลยผู้ยืมและโจทก์ผู้ให้ยืม สำหรับคำว่าจำเลยจะค้ำประกันรับผิดชอบให้นั้นน่าจะหมายถึงว่าจำเลยรับรองจะคืนเงินให้นั่นเอง ดังนั้นหากพิจารณาข้อความในเอกสารดังกล่าวทั้งหมดรวมกันแล้วก็จะได้ความในลักษณะที่ว่าจำเลยเป็นผู้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ดังความในตอนท้ายที่ลงชื่อว่าผู้ยืมและผู้ให้กู้ยืม และปรากฏข้อความว่า จำเลยได้รับเงิน 40,000 บาทไปจากโจทก์แล้วหากภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2537 ถ้าพี่สาวจำเลยไม่ใช้ให้จำเลยรับรองและรับผิดชอบจะคืนให้ กรณีจึงมีความหมายเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งซึ่งจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง

อนึ่ง ตามหลักฐานการกู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 กำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ในวันสิ้นเดือนธันวาคม 2537 ซึ่งก็คือวันที่ 31 ธันวาคม 2537เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จึงถือว่าจำเลยเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2537 จึงไม่ชอบศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 มกราคม2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา1,200 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อำพัน ธุวะคำ
จำเลย — นาง อรุณี อึ้งตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วินัย ตุลยภักดิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5868/2543
#39287
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับเงินจำนวน 40,000 บาท ไปจากโจทก์และได้ทำบันทึกไว้ให้แก่โจทก์ ระบุไว้ทำนองว่า เงิน 40,000 บาท ที่จำเลยเอาไปถ้า ป. (หมายถึงพี่สาวจำเลย) ไม่สามารถส่งให้ทันสิ้นเดือนธันวาคม2537 จำเลยจะค้ำประกันรับผิดชอบให้ ลงชื่อจำเลยผู้ยืมและโจทก์ผู้ให้ยืม สำหรับคำว่า จำเลยจะค้ำประกันรับผิดชอบให้ หมายถึงจำเลยรับรองจะคืนเงินให้นั่นเอง หากพิจารณาข้อความในเอกสารดังกล่าวทั้งหมดแล้ว ก็จะได้ความว่าจำเลยเป็นผู้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ดังความในตอนท้ายที่ลงชื่อว่าผู้ยืมและผู้ให้กู้ยืม และปรากฏข้อความว่าจำเลยได้รับเงิน 40,000 บาท ไปจากโจทก์แล้วหากภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2537 ถ้าพี่สาวจำเลยไม่ใช้ให้จำเลยรับรองและรับผิดชอบจะคืนให้ กรณีจึงมีความหมายเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

หลักฐานการกู้ยืมเงินกำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ในวันสิ้นเดือนธันวาคม 2537 ซึ่งก็คือวันที่ 31 ธันวาคม 2537เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์จึงถือว่าจำเลยเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2537 จำเลยกู้ยืมเงินและรับเงินไปจากโจทก์จำนวน 40,000 บาท โดยตกลงว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งหมดภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2537 ครั้นครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยไม่ชำระซึ่งเป็นหนี้ต้นเงินโจทก์จำนวน40,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 31ธันวาคม 2537 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,064.63 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 43,064.63 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน43,064.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์และไม่เคยทำสัญญากู้ยืมเงินหรือสัญญาใด ๆ ไว้ต่อโจทก์ บันทึกตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 เป็นเอกสารที่โจทก์ได้สมคบกับบุคคลอื่นทำปลอมขึ้น ลายมือชื่อผู้กู้ยืมไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของจำเลยโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 40,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงเป็นการต้องห้ามมิให้คู่ความหรือจำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฉะนั้นในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้รับเงินจำนวน 40,000 บาท ไปจากโจทก์และได้ทำบันทึกเอกสารหมาย จ.1 ไว้ให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า บันทึกตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินหรือไม่ เห็นว่าตามบันทึกเอกสารหมาย จ.1 ระบุไว้ทำนองว่า เงิน 40,000 บาทที่จำเลยเอาไป ถ้าครูปราณี (หมายถึงพี่สาวจำเลย) ไม่สามารถส่งให้ทันสิ้นเดือนธันวาคม 2537 จำเลยจะค้ำประกันรับผิดชอบให้ลงชื่อจำเลยผู้ยืมและโจทก์ผู้ให้ยืม สำหรับคำว่า จำเลยจะค้ำประกันรับผิดชอบให้นั้นน่าจะหมายถึงว่าจำเลยรับรองจะคืนเงินให้นั่นเอง ดังนั้นหากพิจารณาข้อความในเอกสารดังกล่าวทั้งหมดรวมกันแล้ว ก็จะได้ความในลักษณะที่ว่าจำเลยเป็นผู้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ดังความในตอนท้ายที่ลงชื่อว่าผู้ยืมและผู้ให้กู้ยืม และปรากฏข้อความว่าจำเลยได้รับเงิน 40,000 บาท ไปจากโจทก์แล้วหากภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2537 ถ้าพี่สาวจำเลยไม่ใช้ให้จำเลยรับรองและรับผิดชอบจะคืนให้ กรณีจึงมีความหมายเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง

อนึ่ง ตามหลักฐานการกู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 กำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ในวันสิ้นเดือนธันวาคม 2537 ซึ่งก็คือวันที่ 31ธันวาคม 2537 เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จึงถือว่าจำเลยเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2537 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1มกราคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,200 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 238 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อำพัน ธุวะคำ
จำเลย — นาง อรุณี อึ้งตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วินัย ตุลยภักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5868/2543
#66226
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับเงินจำนวน 40,000 บาท ไปจากโจทก์และได้ทำบันทึกไว้ให้แก่โจทก์ ระบุไว้ทำนองว่า เงิน 40,000 บาท ที่จำเลยเอาไป ถ้า ป.(หมายถึงพี่สาวจำเลย) ไม่สามารถส่งให้ทันสิ้นเดือนธันวาคม 2537 จำเลยจะค้ำประกันรับผิดชอบให้ ลงชื่อจำเลยผู้ยืมและโจทก์ผู้ให้ยืม สำหรับคำว่า จำเลยจะค้ำประกันรับผิดชอบให้ หมายถึง จำเลยรับรองจะคืนเงินให้นั่นเอง หากพิจารณาข้อความในเอกสารดังกล่าวทั้งหมดแล้ว ก็จะได้ความว่าจำเลยเป็นผู้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ดังความในตอนท้ายที่ลงชื่อว่าผู้ยืมและผู้ให้กู้ยืม และปรากฏข้อความว่าจำเลยได้รับเงิน 40,000 บาท ไปจากโจทก์แล้วหากภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2537ถ้าพี่สาวจำเลยไม่ใช้ให้จำเลยรับรองและรับผิดชอบจะคืนให้ กรณีจึงมีความหมายเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตาม ป.พ.พ.มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

หลักฐานการกู้ยืมเงินกำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ในวันสิ้นเดือนธันวาคม 2537 ซึ่งก็คือวันที่ 31 ธันวาคม 2537 เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จึงถือว่าจำเลยเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันดังกล่าว ตาม ป.พ.พ.มาตรา 224

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 238 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอำพัน ธุวะคำ
จำเลย — นางอรุณี อึ้งตระกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายปัญญาวุธ วิสุทธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วินัย ตุลยภักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5865/2543
#35006
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายถูกไม้ตีที่ศีรษะจนกระโหลกแตกละเอียดและยุบ และที่เนินดินจอมปลวกเหนือศพผู้ตายมีรอยยุบลักษณะถูกศีรษะคนกระแทก แต่ไม่ได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยได้กระทำการทารุณโหดร้ายผู้ตายอย่างไรบ้าง เพราะโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็น การที่จำเลยจับศีรษะผู้ตายกระแทกกับเนินดินจอมปลวกและใช้ไม้ตีศีรษะผู้ตายจนกระโหลกแตกละเอียด น่าเชื่อว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาจะทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในทันทีเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนเท่านั้น มิใช่เพื่อให้ผู้ตายได้รับความเจ็บปวดทรมานจนกระทั่งขาดใจตาย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฆ่าผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5)

คำรับสารภาพของจำเลยอันจะถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงจะพิจารณาลดโทษที่ลงแก่จำเลยได้ การพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุและพยานพฤติเหตุแวดล้อมแน่นหนามั่นคง โดยเฉพาะเลือดที่ติดอยู่ที่กางเกงชั้นในของจำเลยมี DNAHLADQoc ชนิด 1.2,1.2 ตรงกับผู้ตาย แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ศาลก็ได้อาศัยพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงและพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยอีก ทั้งตามรูปคดีที่โจทก์นำสืบก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน หาใช่รับสารภาพเพราะสำนึกในความผิดไม่ คำรับสารภาพของจำเลยทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาในกรณีเช่นนี้ ไม่ถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาจึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 อันจะพึงลดโทษให้แก่จำเลยได้

เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยแล้ว ก็ไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นของจำเลยมารวมอีกได้ จึงจะนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) มาใช้กับกรณีที่ศาลลงโทษประหารชีวิตจำเลยในความผิดกระทงที่หนักที่สุดหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277,288, 289, 319, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นสืบพยานหลักฐานโจทก์แล้ววินิจฉัยว่า คดีนี้พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพมาตลอดก็ตาม แต่การรับสารภาพนั้นก็เพราะจำนนต่อพยานแวดล้อมกรณีที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ อีกทั้งเจ้าพนักงานตำรวจพบเลือดผู้ตายติดตามร่างกายและเสื้อผ้าของจำเลย ทำให้จำเลยไม่สามารถให้การปฏิเสธให้พ้นความผิดได้ประกอบกับพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยร้ายแรง ไม่สมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5)(7), 277 วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายและเพื่อปกปิดความผิดของตน ให้ประหารชีวิต ฐานกระทำชำเราเด็กหญิง (อายุยังไม่เกินสิบสามปี) ให้จำคุกตลอดชีวิต และฐานพรากผู้เยาว์ (ที่ถูกฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี) ให้จำคุก 20 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว ให้ประหารชีวิตจำเลยเพียงสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ให้ริบของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า วิธีการที่จำเลยฆ่าผู้ตายเป็นการกระทำโดยทารุณโหดร้ายหรือไม่ในปัญหาข้อนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้ ได้ความตามทางพิจารณาว่าหลังเกิดเหตุร้อยตำรวจโทมังกร กวีกรณ์ พนักงานสอบสวนกับนายนิพนธ์ ศุภรัตนชาติพันธ์ เจ้าพนักงานแพทย์โรงพยาบาลละหานทรายได้ร่วมกันชันสูตรพลิกศพผู้ตาย พบว่าผู้ตายถูกไม้ตีที่ศีรษะจนกระโหลกแตกละเอียดและยุบ และที่เนินดินจอมปลวกเหนือศพผู้ตายมีรอยยุบลักษณะถูกศีรษะคนกระแทก แต่ไม่ได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยได้กระทำการทารุณโหดร้ายผู้ตายอย่างไรบ้าง เพราะโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็น การที่จำเลยจับศีรษะผู้ตายกระแทกกับเนินดินจอมปลวกและใช้ไม้ตีศีรษะผู้ตายจนกระโหลกแตกละเอียด น่าเชื่อว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาจะทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในทันทีเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนเท่านั้นมิใช่เพื่อให้ผู้ตายได้รับความเจ็บปวดทรมานจนกระทั่งขาดใจตาย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฆ่าผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตามคดีนี้คงฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(7) ซึ่งมีระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียวเช่นเดิม จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า กรณีมีเหตุสมควรลดโทษประหารชีวิตให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 คงเหลือโทษจำคุกสถานเดียวหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่คำรับสารภาพของจำเลยอันจะถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ได้นั้นจะต้องเป็นกรณีที่ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงจะพิจารณาลดโทษที่ลงแก่จำเลยได้ การพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุและพยานพฤติเหตุแวดล้อมแน่นหนามั่นคงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเลือดซึ่งติดอยู่ที่กางเกงชั้นในตัวที่จำเลยสวมใส่ในขณะที่จำเลยถูกจับกุมในวันเกิดเหตุ แม้ผู้ตายและจำเลยจะมีเลือดหมู่เอบีเช่นเดียวกันแต่ผู้ชำนาญการพิเศษสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานแพทย์ใหญ่ กรมตำรวจได้ตรวจสารพันธุกรรมแล้วพบว่าเลือดที่ติดอยู่ที่กางเกงชั้นในของจำเลยดังกล่าวมี DNA HLA DQ oc ชนิด 1.2, 1.2 ตรงกับผู้ตาย จึงฟังได้ว่าเป็นเลือดของผู้ตาย การที่กางเกงชั้นในของจำเลยมีเลือดของผู้ตายมาติดอยู่ได้เช่นนี้ เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าคนร้ายที่พาผู้ตายไปกระทำชำเราจนช่องคลอดฉีกขาดและฆ่าผู้ตายจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากจำเลยแม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ศาลก็ได้อาศัยพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงและพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยอีก ทั้งตามรูปคดีที่โจทก์นำสืบก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานอันเป็นรอยเลือดของผู้ตายที่ติดอยู่ตามร่างกายและเสื้อผ้าของจำเลยชุดที่จำเลยสวมใส่อยู่ในขณะถูกจับกุมภายหลังเกิดเหตุใหม่ ๆ หาใช่รับสารภาพเพราะสำนึกในความผิดไม่ เพราะได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทมังกรพนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า วันเกิดเหตุหลังจากพยานได้รับแจ้งว่ามีคนร้ายลักพาตัวผู้ตายแล้ว พยานได้แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจทราบ ต่อมาร้อยตำรวจโทผดุงกับพวกได้ควบคุมตัวจำเลยในฐานะผู้ต้องสงสัยมามอบให้พยานสอบสวนซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้ว ตามบันทึกดังกล่าวระบุว่า จำเลยซึ่งอยู่ในอาการมึนเมาได้ให้การว่าจำเลยพาตัวผู้ตายไปจริง แต่จำเลยได้ปล่อยตัวผู้ตายไปแล้วที่ริมหมู่บ้านโดยจำเลยไม่ได้ทำอะไรผู้ตาย และได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทมังกรพนักงานสอบสวนพยานโจทก์ต่อไปอีกว่า ต่อมาพยานได้ตรวจร่างกายจำเลย พบว่าที่อวัยวะเพศจำเลยมีคราบเลือดติดอยู่และที่กางเกงชั้นในของจำเลยก็มีคราบเลือดติดอยู่พยานได้สอบสวนอีกจำเลยจึงยอมให้การรับสารภาพ ทั้งตามรูปคดีที่โจทก์นำสืบก็ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ อันเป็นพยานวัตถุและพยานแวดล้อมโดยอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยแต่อย่างใด ดังนี้ คำรับสารภาพของจำเลยทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาในกรณีเช่นนี้ ไม่ถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 อันจะพึงลดโทษให้แก่จำเลยได้ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 426/2540 ซึ่งจำเลยอ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยโดยไม่ลดโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษารวมโทษจำเลยโดยระบุว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว ให้ประหารชีวิตจำเลยเพียงสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนมานั้น ยังไม่ถูกต้อง เพราะบทบัญญัติดังกล่าวจะนำมาใช้กับกรณีที่ศาลลงโทษประหารชีวิตจำเลยในความผิดกระทงที่หนักที่สุดหาได้ไม่เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดต่อชีวิตจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(7) ส่วนกำหนดโทษให้คงเดิมและเมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยแล้ว ก็ไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นของจำเลยมารวมอีกได้คงให้ประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว ทั้งนี้โดยไม่ปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78 ม. 91 ม. 289 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นาย อำไพ ใสโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5865/2543
#91244
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจับศีรษะผู้ตายกระแทกกับเนินดินจอมปลวกและใช้ไม้ตีจนกะโหลกแตกละเอียด น่าเชื่อว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาจะทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในทันทีเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนเท่านั้น มิใช่เพื่อให้ผู้ตายได้รับความเจ็บปวดทรมานจนกระทั่งขาดใจตาย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฆ่าผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้ายตาม ป.อ. มาตรา 289 (5) แต่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนตาม ป.อ. มาตรา 289 (7)

คำรับสารภาพของจำเลยอันจะถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ได้นั้น ต้องเป็นกรณีให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานของโจทก์ จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ , ๒๘๘ , ๒๘๙ , ๓๑๗ , ๙๑ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๕) (๗) , ๒๗๗ วรรคสอง , ๓๑๗ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ ฐานฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายและเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน ให้ประหารชีวิต ฐานกระทำชำเราเด็กหญิง (อายุยังไม่เกินสิบสามปี) ให้จำคุกตลอดชีวิต และฐานพรากผู้เยาว์ (ที่ถูกฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี) ให้จำคุก ๒๐ ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว ให้ประหารชีวิตจำเลยเพียงสถานเดียวตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ (๓) คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน แต่ให้ริบของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า วิธีการที่จำเลยฆ่าผู้ตายเป็นการกระทำโดยทารุณโหดร้ายหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้ ได้ความตามทางพิจารณาว่า หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนกับเจ้าพนักงานแพทย์โรงพยาบาลละหานทรายได้ร่วมกันชันสูตรพลิกศพผู้ตาย พบว่าผู้ตายถูกไม้ตีที่ศีรษะจนกะโหลกแตกละเอียดและยุบ และที่เนินดินจอมปลวกเหนือศพผู้ตายมีรอยยุบลักษณะถูกศีรษะคนกระแทก แต่ไม่ได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยได้กระทำการทารุณโหดร้ายผู้ตายอย่างไรบ้าง เพราะโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็น การที่จำเลยจับศีรษะผู้ตายกระแทกกับเนินดินจอมปลวกและใช้ไม้ตีศีรษะผู้ตายจนกะโหลกแตกละเอียด น่าเชื่อว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาจะทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในทันที เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนเท่านั้น มิใช่เพื่อให้ผู้ตายได้รับความเจ็บปวดทรมานจนกระทั่งขาดใจตาย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นฆ่าผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้ายตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๕) ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตามคดีนี้คงฟังเป็นที่ยุติได้ว่า จำเลยฆ่าผู้ตายเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนอันเป็นความผิด ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๗) ซึ่งมีระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียวเช่นเดิม

ส่วนกรณีมีเหตุสมควรลดโทษประหารชีวิตให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒ คงเหลือโทษจำคุกสถานเดียวหรือไม่นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีนี้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่คำรับสารภาพของจำเลยอันจะถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงจะพิจารณาลดโทษที่ลงแก่จำเลยได้ การพิจารณาของศาลชั้นต้นในคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานพฤติเหตุแวดล้อมแน่นหนามั่นคง แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ศาลก็ได้อาศัยพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริง และพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยอีก ทั้งตามรูปคดีที่โจทก์นำสืบก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน อันเป็นรอยเลือดของผู้ตายที่ติดอยู่ตามร่างกายและเสื้อผ้าของจำเลยชุดที่จำเลยสวมใส่อยู่ในขณะถูกจับกุมภายหลังเกิดเหตุใหม่ ๆ หาใช่รับสารภาพเพราะสำนึกในความผิดไม่? ทั้งตามรูปคดีที่โจทก์นำสืบก็ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ อันเป็นพยานวัตถุและพยานแวดล้อมโดยอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยแต่อย่างใด ดังนี้ คำรับสารภาพของจำเลยทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาในกรณีเช่นนี้ ไม่ถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ อันจะพึงลดโทษให้แก่จำเลยได้

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดต่อชีวิต จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๙ (๗) ส่วนกำหนดโทษให้คงเดิม และเมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยแล้ว ก็ไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นของจำเลยมารวมอีกได้ คงให้ประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว ทั้งนี้โดยไม่ปรับบทตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ (๓) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78 ม. 289 (7 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายอำไพ ใสโพธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายณรงค์ ไพบูลย์วัฒนกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5857/2543
#35128
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับแข่ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์เป็นและขับเก่ง การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นมารดาไม่ทราบว่าจำเลยขับเก่งแสดงว่าไม่สนใจดูแลเอาใจใส่จำเลยซึ่งเป็นบุตรเท่าที่ควรและไม่ปรากฏว่าผู้ร้องใส่กุญแจลิ้นชักที่วางกุญแจรถจักรยานยนต์ไว้ให้ดีเป็นเหตุให้จำเลยนำรถจักรยานยนต์ไปขับได้โดยง่ายเช่นนี้ ถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลยแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานขับรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันแข่งรถจักรยานยนต์ในทางเดินสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ใช้รถไม่จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยขับรถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะ และนำรถซึ่งมีอุปกรณ์ไม่ครบมาใช้ในทาง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกระทงรวมจำคุก2 เดือน และปรับ 14,750 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปีและริบรถจักรยานยนต์ของกลางหมายเลขทะเบียน ธลฉ 507 กรุงเทพมหานครคดีถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นมารดาของจำเลยและเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดขอให้สั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลาง หากเป็นเจ้าของก็รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วฟังว่า ของกลางเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ผู้ร้องเบิกความว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์เป็นแต่ขับไม่เก่ง ผู้ร้องไม่เคยสั่งห้ามจำเลยไม่ให้ใช้รถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุผู้ร้องกับสามีขับรถยนต์เก๋งออกไปทำธุระ กุญแจรถจักรยานยนต์ซ่อนไว้ในลิ้นชัก ส่วนรถจักรยานยนต์จอดในบ้าน จำเลยถือวิสาสะเอากุญแจรถจักรยานยนต์มาขับรถจักรยานยนต์ไปเห็นว่า การที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับแข่ง แสดงว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์เป็นและขับเก่ง การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นมารดาไม่ทราบว่าจำเลยขับเก่ง แสดงว่าไม่สนใจดูแลเอาใจใส่จำเลยซึ่งเป็นบุตรเท่าที่ควรและไม่ปรากฏว่าผู้ร้องใส่กุญแจลิ้นชักที่วางกุญแจรถจักรยานยนต์ไว้ให้ดีทำให้จำเลยนำไปขับรถจักรยานยนต์ได้โดยง่ายเช่นนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นางสาว สมจิตต์ พิมสวน
จำเลย — นาย กิตติพงษ์ แซ่เฮงหรือแซ่เอ้งหรือแซ่เฮ้ง
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมพล สัตยาอภิธาน
ชวลิต ธรรมฤาชุ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ