คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6796/2543
#98569
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน จำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของมารดาจำเลย ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์

คดีไม่มีทุนทรัพย์และต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้ว เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดตาม ป.วิ.พ.มาตรา 234 แต่จำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจที่จะสั่งว่า จำเลยทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับสั่งว่าคดีของจำเลยมีทุนทรัพย์ ให้ศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์แล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยใหม่ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ.ว่าด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 243 ประกอบมาตรา 247 ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและให้ยกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2มีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี กับให้ยกฎีกาของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ ๗๕ พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๑๑๔และ ๑๑๕๗๑ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์เสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔วรรคสอง จึงไม่รับอุทธรณ์คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นกรณีอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ จึงมีคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด

จำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เพื่อพิจารณาสั่งต่อไป

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ มีคำสั่งใจความว่า คดีโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์๔๑๐,๐๐๐ บาท เมื่อจำเลยแพ้คดี จำเลยอุทธรณ์ คดีของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยจะต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อัตราร้อยละ ๒.๕ จากทุนทรัพย์ ๔๑๐,๐๐๐ บาท จำนวน ๑๐,๒๕๐ บาท จำเลยเสียค่าขึ้นศาลไว้เพียง๓๐๐ บาท ยังขาดอีก ๙,๙๕๐ บาท เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นจะต้องเรียกให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนก่อนแล้วจึงสั่งอุทธรณ์ แม้จำเลยไม่วางเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาเป็นรายเดือนหรือหาประกันให้ไว้ในการยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ ก็เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นควรสั่งอุทธรณ์จำเลยเสียใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อน จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ยังขาดจำนวน ๙,๙๕๐ บาท ในเวลาที่กำหนด แล้วมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยเสียใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา๒๒๔ วรรคแรก

จำเลยฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เฉพาะประเด็นจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทและค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ใจความว่า จำเลยปลูกบ้านเลขที่ ๗๕ ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๕๗๑ และในที่ดินบางส่วนของโฉนดเลขที่ ๑๑๑๑๔ จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทแท้จริงเพียง ๑๔๒,๘๐๐ บาท จำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน๓,๕๗๐ บาท จำเลยเสียค่าขึ้นศาลไว้แล้ว ๓๐๐ บาท จึงต้องเสียอีก ๓,๒๗๐ บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอ้างว่า เป็นเจ้าของที่ดินในโฉนดเลขที่ ๑๑๑๑๔ และโฉนดเลขที่ ๑๑๕๗๑ จำเลยให้การว่ามารดาของจำเลยได้ครอบครองสร้างบ้านและทำประโยชน์ในที่พิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี ๒๕๐๓ จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาถึง ๓๖ ปี ที่พิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมารดาจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๑๓๘๒ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้น ชอบแล้ว เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๓๔ แต่จำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เพื่อพิจารณาสั่งต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ มีอำนาจที่จะสั่งว่า จำเลยทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๖ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ กลับสั่งว่าคดีของจำเลยมีทุนทรัพย์ ให้ศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์แล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยใหม่ ถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามมาตรา ๒๔๓ประกอบมาตรา ๒๔๗ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรยกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ มีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดังนั้น ฎีกาของจำเลยเรื่องจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทและค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยต่อไป

พิพากษายกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒มีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี และยกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้จำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 150 ม. 174 ม. 242 ม. 234 ม. 243 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกิมฮวย แสวงไวศยสุข
จำเลย — นายวัฒนาหรือดาว ทองสืบแสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายชูศักดิ์ ฉัตรชุติมากร
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายสมบัติ อรรถพิมล
ชื่อองค์คณะ
กนก พรรณรักษา
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6795/2543
#35012
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 34 กำหนดว่าผู้รับใบอนุญาตไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ครูซึ่งเลิกสัญญาการเป็นครูในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้ (1) ทุจริตต่อหน้าที่ ฯลฯ และระเบียบดังกล่าวมิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้ ทั้งมิได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต"ตามที่มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(1) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรมคือ ความประพฤติชั่ว โกงไม่ซื่อตรง

การที่โจทก์อนุญาตให้นักศึกษานำเอกสารที่เป็นธงคำตอบของข้อสอบคัดลอกตอบข้อสอบ โดยเอกสารดังกล่าวมิใช่เป็นตำราทั่วไป ถือได้ว่าโจทก์ประพฤติไม่ซื่อตรง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ข้อ 34(1) ทั้งการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 อีกด้วย จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ทำหน้าที่เป็นครูสอนวิชาการบัญชีโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้จำเลยยังค้างจ่ายค่าจ้าง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 19,080 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,632 บาท ค่าเสียหายเนื่องจากเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 30,000 บาท และค่าจ้าง 14,968 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนอยู่ภายใต้ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ไม่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2542 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์เจตนากระทำความผิดอาญาต่อนายจ้างและจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายโดยจัดทำสำเนาบทความหมิ่นประมาทโรงเรียนจากหนังสือพิมพ์แจกจ่ายนักศึกษาและครู และปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริตโดยให้นักเรียนลอกข้อสอบ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าจ้างค้างจ่าย จำเลยชำระให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีเจตนากระทำผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทต่อจำเลยหรือจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายการกระทำของโจทก์ไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเป็นกรณีร้ายแรง แต่ถือได้ว่ามีเหตุเพียงพอในการเลิกจ้าง ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 19,080 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 7,632 บาท แก่โจทก์ ส่วนคำขออื่นให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่เสียก่อน คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์จัดการสอบวิชาระบบบัญชีภาคฤดูร้อนโดยอนุญาตให้นักศึกษานำเอกสารแผนผังเข้าไปดูและคัดลอกตอบข้อสอบได้ แต่ไม่ปรากฏว่าในการจัดสอบด้วยวิธีดังกล่าวโจทก์ได้เรียกหรือรับหรือได้ผลประโยชน์เป็นเงินทองหรือทรัพย์สินจากนักศึกษาหรือผู้อื่น เห็นว่า ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 34 กำหนดว่า ผู้รับใบอนุญาตไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ครูซึ่งเลิกสัญญาการเป็นครูในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้ (1) ทุจริตต่อหน้าที่ ฯลฯ และระเบียบดังกล่าวมิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้ ทั้งมิได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(1) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรมคือ ความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง การที่โจทก์อนุญาตให้นักศึกษานำเอกสารที่เป็นธงคำตอบของข้อสอบคัดลอกตอบข้อสอบ โดยเอกสารดังกล่าวมิใช่เป็นตำราทั่วไปถือได้ว่า โจทก์ประพฤติไม่ซื่อตรง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ข้อ 34(1) ทั้งการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 อีกด้วยจำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับคำขอค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1)
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ม. 6 ม. 17 ม. 44 ม. 66
ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อรทัย คำแก้ว
จำเลย — บริษัท อินทีวรกรุ๊ป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6795/2543
#98567
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 34 กำหนดว่า ผู้รับใบอนุญาตไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ครูซึ่งเลิกสัญญาการเป็นครูในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้ (1)ทุจริตต่อหน้าที่ ฯลฯ และระเบียบดังกล่าวมิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้ทั้งมิได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่มีบัญญัติไว้ใน ป.อ.มาตรา 1 (1) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรมคือ ความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง

การที่โจทก์อนุญาตให้นักศึกษานำเอกสารที่เป็นธงคำตอบของข้อสอบคัดลอกตอบข้อสอบ โดยเอกสารดังกล่าวมิใช่เป็นตำราทั่วไป ถือได้ว่าโจทก์ประพฤติไม่ซื่อตรง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ข้อ 34 (1) ทั้งการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตาม ป.พ.พ.มาตรา 583 อีกด้วย จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ทำหน้าที่เป็นครูสอนวิชาการบัญชีโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๒ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้จำเลยยังค้างจ่ายค่าจ้างขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ๑๙,๐๘๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า๗,๖๓๒ บาท ค่าเสียหายเนื่องจากเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ๓๐,๐๐๐ บาท และค่าจ้าง๑๔,๙๖๘ บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนอยู่ภายใต้ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนพ.ศ.๒๕๔๒ ไม่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ เมื่อวันที่๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๒ จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์เจตนากระทำความผิดอาญาต่อนายจ้างและจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายโดยจัดทำสำเนาบทความหมิ่นประมาทโรงเรียนจากหนังสือพิมพ์แจกจ่ายนักศึกษาและครู และปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริตโดยให้นักเรียนลอกข้อสอบ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้ค่าสินไหมทดแทน สำหรับค่าจ้างค้างจ่าย จำเลยชำระให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีเจตนากระทำผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทต่อจำเลยหรือจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเป็นกรณีร้ายแรง แต่ถือได้ว่ามีเหตุเพียงพอในการเลิกจ้าง ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน ๑๙,๐๘๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน ๗,๖๓๒ บาทแก่โจทก์ ส่วนคำขออื่นให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่เสียก่อน คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์จัดการสอบวิชาระบบบัญชีภาคฤดูร้อนโดยอนุญาตให้นักศึกษานำเอกสารแผนผังเข้าไปดูและคัดลอกตอบข้อสอบได้ แต่ไม่ปรากฏว่าในการจัดสอบด้วยวิธีดังกล่าวโจทก์ได้เรียกหรือรับหรือได้ผลประโยชน์เป็นเงินทองหรือทรัพย์สินจากนักศึกษาหรือผู้อื่น เห็นว่า ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.๒๕๔๒ ข้อ ๓๔ กำหนดว่า ผู้รับใบอนุญาตไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ครูซึ่งเลิกสัญญาการเป็นครูในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้ (๑) ทุจริตต่อหน้าที่ ฯลฯ และระเบียบดังกล่าวมิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้ ทั้งมิได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรมคือความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง การที่โจทก์อนุญาตให้นักศึกษานำเอกสารที่เป็นธงคำตอบของข้อสอบคัดลอกตอบข้อสอบ โดยเอกสารดังกล่าวมิใช่เป็นตำราทั่วไปถือได้ว่า โจทก์ประพฤติไม่ซื่อตรง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวข้อ ๓๔ (๑) ทั้งการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓อีกด้วย จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับคำขอค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1)
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ม. 6 ม. 17 ม. 44 ม. 66
ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอรทัย คำแก้ว
จำเลย — บริษัทอินทีวรกรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — (ภูเก็ต) นายไสลเกษ วัฒนพันธุ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6794/2543
#37846
เปิดฉบับเต็ม

การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วต้องทำก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถานเว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้นหรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ข้อความที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเป็นเพียงชื่อของประเภทสินค้าเป็นภาษาไทยซึ่งแปลจากข้อความที่ระบุเป็นภาษาอังกฤษไว้ในคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท อันเป็นอุปกรณ์หรือส่วนประกอบของสิ่งของซึ่งไม่มีชื่อเฉพาะของสินค้าดังกล่าว การแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยจึงอาจผิดพลาดไม่ตรงกับชื่อของประเภทสินค้าที่ใช้กันในวงการค้าของสินค้าประเภทนั้น ๆ ได้ เมื่อโจทก์แนบสำเนาคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทมาท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง จำเลยที่ 1ก็ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าโจทก์แปลข้อความจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยยังไม่ถูกต้อง ดังนั้น ชื่อประเภทสินค้าที่แปลไม่ถูกต้องที่โจทก์ได้กล่าวมาในคำฟ้องและระบุไว้ในคำแปลท้ายฟ้อง จึงไม่ใช่สาระสำคัญอันเกี่ยวกับข้อพิพาทในคดีการแก้ไขดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ไขคำฟ้องเดิมที่ผิดพลาดเพราะการแปลเพื่อให้ข้อความถูกต้องตรงกับความเป็นจริงตามข้อความในต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ทั้งไม่ทำให้ผลทางกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปจึงถือได้ว่าเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ซึ่งโจทก์อาจขอแก้ไขในเวลาใด ๆ ก็ได้ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดชดใช้เงินคืนให้แก่โจทก์ในต้นเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 56,791,051 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 32,729,743.48 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำคำขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเมื่อใดจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจำพวกใด จำนวนเท่าใด ราคาต่อหน่วยเท่าใดโจทก์จ่ายเงินแทนจำเลยที่ 1 ไปเมื่อใด จำเลยที่ 1 ตกลงยอมเสียดอกเบี้ยอัตราเท่าใด เริ่มคิดดอกเบี้ยเมื่อใด เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่เข้าใจคำฟ้องจึงไม่สามารถให้การได้ถูกต้อง สำเนาคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตพร้อมคำแปลเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ถึง 11 สำเนาสัญญาทรัสต์รีซีทพร้อมคำแปลเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 12 ถึง 19 ใบเรียกเก็บเงินพร้อมคำแปลเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 27 ถึง 34 นั้น คำแปลเป็นภาษาไทยมีข้อความไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับข้อความภาษาต่างประเทศ จำเลยที่ 1ไม่เคยสั่งซื้อและรับสินค้าชนิดต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต8 ฉบับ ตามฟ้อง คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตท้ายฟ้องมีการแก้ไขข้อความในส่วนสาระสำคัญโดยพลการ และไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1จึงไม่ต้องรับผิด คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับสัญญาทรัสต์รีซีทตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7, 9, 11, 12, 14, 16, 17 และ 18 บุคคลผู้ลงลายมือชื่อไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1หรือผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ภายใน 1 ปี นับแต่วันครบกำหนดการเรียกเก็บเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับจึงขาดอายุความ โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราที่ไม่ถูกต้อง โจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1จดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องเพื่อประกันหนี้รายอื่น ทั้งโจทก์ไม่อาจคิดดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองได้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี การบอกกล่าวทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 1 กระทำโดยไม่ชอบ จำเลยที่ 1ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งว่ามีการทำสัญญาค้ำประกันเมื่อใด ค้ำประกันหนี้อะไรของใครจำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันในวงเงิน 35,000,000 บาท ตามฟ้องจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันในวงเงินไม่เกิน 5,000,000 บาท แต่โจทก์ไม่สุจริตโดยนำแบบพิมพ์สัญญาค้ำประกันที่ยังไม่กรอกข้อความมาให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อแล้วมาฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดเกินกว่าวงเงินที่จำเลยที่ 2ค้ำประกัน ก่อนฟ้องโจทก์มิได้ทวงถามจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 และที่ 7 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะสำนักงานสาขาหัวหมากและทองหล่อไม่ใช่สาขาของโจทก์ คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งว่าโจทก์จ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตไปเมื่อใด จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตามฟ้องกับโจทก์ ไม่เคยรับสินค้าและไม่เคยสั่งซื้อสินค้าจำพวกเหรียญโลหะจำเลยที่ 4 และที่ 7 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามที่โจทก์ฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ เพราะไม่ได้ฟ้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิต จำเลยที่ 4 และที่ 7 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่โจทก์คิดคำนวณมาในฟ้องไม่ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะลายมือชื่อผู้แต่งทนายความของโจทก์ไม่ใช่ลายมือชื่อของนายอมร จันทรสมบูรณ์ จำเลยที่ 6ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามฟ้อง แต่เป็นการค้ำประกันหนี้รายอื่นจำเลยที่ 1 ไม่เคยสั่งซื้อสินค้าและไม่เคยได้รับสินค้าตามฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ เพราะไม่ได้ฟ้องภายใน 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยที่ 1 ตามเลตเตอร์ออฟเครดิต จำเลยที่ 6ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถาม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หลังจากทำการสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้น และสืบพยานจำเลยที่ 1แล้ว 1 ปากโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วโจทก์พบว่า โจทก์ได้แปลคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทผิดพลาดไป ขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้งแปดฉบับเฉพาะส่วนที่เป็นชื่อประเภทของสินค้า คือ คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับที่ 1 ข้อความที่ว่า เหรียญโลหะทาสี เหรียญโลหะกัลวาไนซ์ และเหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็น เหล็กม้วนเคลือบสี สังกะสีชุบและเหล็กม้วนสแตนเลส ฉบับที่ 2 ข้อความที่ว่า เหรียญโลหะทาสี ขอแก้ไขเป็นแผ่นเหล็กม้วนเคลือบสี ฉบับที่ 3 ข้อความที่ว่า อุปกรณ์เหล็กสำหรับป้องกันมิให้แก๊สรั่ว ขอแก้ไขเป็น เหล็กกล้าผสมและปะเก็น ฉบับที่ 4 และที่ 5ข้อความที่ว่า เหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็นสแตนเลสม้วนเป็นขด ฉบับที่ 6ข้อความที่ว่าอุปกรณ์เหล็กสำหรับป้องกันไม่ให้แก๊สรั่ว ขอแก้ไขเป็น เหล็กกล้าไนลอน เหล็กผสม และปะเก็น ฉบับที่ 7 ข้อความที่ว่า เหรียญสแตนเลสขอแก้ไขเป็น เหล็กสแตนเลส และฉบับที่ 8 ข้อความที่ว่า เหรียญโลหะทาสีขอแก้ไขเป็น เหล็กไม่เคลือบสีม้วนเป็นแผ่นยาวเล็กและขอแก้ไขคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาทรัสต์รีซีททั้งแปดฉบับ เฉพาะส่วนที่เป็นประเภทของสินค้าคือสัญญาทรัสต์รีซีท ฉบับที่ 1 ข้อความที่ว่า เหรียญโลหะทาสีขอแก้ไขเป็น เหล็กกล้าไม่เคลือบสีม้วน ฉบับที่ 2 ข้อความที่ว่า เหรียญโลหะทาสีขอแก้ไขเป็นเหล็กกล้าไม่เคลือบสีเป็นม้วน ฉบับที่ 3 ข้อความที่ว่า อุปกรณ์เหล็กกล้าสำหรับป้องกันมิให้แก๊สรั่ว ขอแก้ไขเป็น เหล็กกล้าผสม และปะเก็นฉบับที่ 4 ข้อความที่ว่า เหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็นสแตนเลสม้วนเป็นขดฉบับที่ 5 ข้อความที่ว่า เหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็น เหล็กสแตนเลสเป็นขดฉบับที่ 6 ข้อความที่ว่า อุปกรณ์ป้องกันแก๊สรั่วเป็นเหล็กไนล่อน และโลหะขอแก้ไขเป็น เหล็กกล้า ไนล่อน เหล็กผสม และปะเก็น ฉบับที่ 7 ข้อความที่ว่าเหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็น เหล็กสแตนเลสเป็นม้วน และฉบับที่ 8ข้อความที่ว่า เหรียญโลหะทาสี ขอแก้ไขเป็น เหล็กไม่เคลือบสีม้วนเป็นแผ่นยาวเล็ก และขอแก้ไขคำแปลคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 8 และสัญญาทรัสต์รีซีท ฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 8 เฉพาะข้อความเกี่ยวกับประเภทของสินค้า โดยโจทก์ได้แนบคำแปลที่ถูกต้องมาพร้อมคำร้องดังกล่าวด้วยแล้ว การขอแก้ไขคำฟ้องนี้เป็นการขอแก้ไขข้อเท็จจริงให้ตรงกับความเป็นจริง ไม่ก่อให้เกิดผลตามกฎหมายแตกต่างกัน ไม่ทำให้จำเลยทั้งเจ็ดเสียเปรียบ และสมควรอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องในชั้นสืบพยานจำเลยโดยโจทก์ควรทราบถึงเหตุและพฤติการณ์ที่จะขอแก้ไขคำฟ้องก่อนหน้านั้นแล้วทั้งข้อเท็จจริงที่ขอแก้ไขก็ปรากฏขึ้นจากคำเบิกความของพยานจำเลยด้วยกรณีไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง ให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การแก้ไขคำฟ้องนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 บัญญัติว่าการแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย และบทบัญญัติดังกล่าวให้นำมาใช้ในกระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศด้วยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 26 ปรากฏว่าตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 มาทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์รวม8 ฉบับ และเมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตมาถึงประเทศไทยแล้ว จำเลยที่ 1 มาทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์รวม8 ฉบับ เพื่อขอรับเอกสารจากโจทก์ไปใช้ในการนำสินค้าตามที่สั่งซื้อตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตออกไปจำหน่ายก่อนแล้วจะนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่แล้วจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์โดยโจทก์ได้แนบสำเนาคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต รวม 8 ฉบับ สำเนาสัญญาทรัสต์รีซีท รวม 8 ฉบับ ซึ่งได้ทำไว้เป็นข้อความภาษาอังกฤษพร้อมกับคำแปลเป็นภาษาไทยมาท้ายคำฟ้องซึ่งมีรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญเช่น จำนวนเงินค่าสินค้าที่ขอให้โจทก์ชำระตามเลตเตอร์ออฟเครดิต เงื่อนไขการชำระเงิน ตลอดจนเงื่อนไขความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ แต่ข้อความที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเป็นข้อความภาษาไทยเฉพาะในส่วนชื่อประเภทสินค้าซึ่งโจทก์ได้แปลมาจากข้อความที่เป็นภาษาอังกฤษตามที่ระบุไว้ในคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทและได้บรรยายไว้ในคำฟ้องโดยโจทก์ขอแก้ไขในคำฟ้องและคำแปลเป็นภาษาไทยสำหรับเอกสารที่แนบมาท้ายคำฟ้องทุกฉบับ เฉพาะในส่วนที่เป็นชื่อของประเภทสินค้าดังกล่าวเท่านั้น โดยอ้างว่าโจทก์ได้แปลข้อความจากภาษาอังกฤษในส่วนที่เกี่ยวกับประเภทของสินค้าตามที่ระบุไว้ในคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทผิดพลาดไป จึงไม่ตรงกับความเป็นจริงเห็นได้ว่า ข้อความที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเป็นเพียงชื่อของประเภทสินค้าเป็นภาษาไทยซึ่งแปลจากข้อความที่ระบุเป็นภาษาอังกฤษไว้ในคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท อันเป็นอุปกรณ์หรือส่วนประกอบของสิ่งของซึ่งไม่มีชื่อเฉพาะของสินค้าดังกล่าว การแปลข้อความชื่อประเภทของสินค้าดังกล่าวจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยจึงอาจผิดพลาดไม่ตรงกับชื่อของประเภทสินค้าที่ใช้กันในวงการค้าของสินค้าประเภทนั้น ๆ ได้ เมื่อโจทก์ได้แนบสำเนาคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต 8 ฉบับ และสัญญาทรัสต์รีซีท8 ฉบับ มาท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง จำเลยที่ 1 ก็ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าโจทก์แปลข้อความภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยยังไม่ถูกต้องดังนั้น ชื่อประเภทของสินค้าที่แปลไม่ถูกต้องที่โจทก์ได้กล่าวมาในคำฟ้องและระบุไว้ในคำแปลท้ายฟ้อง จึงไม่ใช่สาระสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทในคดี การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ในส่วนดังกล่าวไม่เป็นการเพิ่มหรือลดจำนวนทุนทรัพย์หรือเพิ่มหรือลดข้อหาในคำฟ้องเพียงแต่เป็นการแก้ไขคำฟ้องเดิมที่ผิดพลาดเพราะการแปลข้อความภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยเพื่อให้ข้อความถูกต้องตรงกับความเป็นจริงตามข้อความในต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ทั้งไม่ทำให้ผลทางกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปจึงถือได้ว่าเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ซึ่งโจทก์อาจขอแก้ไขในเวลาใด ๆ ก็ได้ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงมีเหตุสมควรอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องดังกล่าวที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ตามคำร้องของโจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ไทยโปร์ไฟล์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6794/2543
#91257
เปิดฉบับเต็ม

ชื่อประเภทของสินค้าที่แปลไม่ถูกต้องที่โจทก์ได้กล่าวมาในคำฟ้องและระบุไว้ในคำแปลท้ายฟ้อง จึงไม่ใช่สาระสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทในคดี การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ในส่วนดังกล่าวไม่เป็นการเพิ่มหรือลดจำนวนทุนทรัพย์หรือเพิ่มหรือลดข้อหาในคำฟ้องเพียงแต่เป็นการแก้ไขคำฟ้องเดิมที่ผิดพลาดเพราะการแปลข้อความภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เพื่อให้ข้อความถูกต้องตรงกับความเป็นจริงตามข้อความในต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ทั้งไม่ทำให้ผลทางกฎหมายเปลี่ยนแปลงไป จึงถือได้ว่าเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ซึ่งโจทก์อาจขอแก้ไขในเวลาใด ๆ ก็ได้ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 180 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 56,791,051 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 32,729,743.48 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หลังจากทำการสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้น และสืบพยานจำเลยที่ 1 แล้ว 1 ปาก โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วโจทก์พบว่า โจทก์ได้แปลคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทผิดพลาดไปขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้งแปดฉบับเฉพาะส่วนที่เป็นชื่อประเภทของสินค้าคือ คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับที่ 1 ข้อความที่ว่า เหรียญโลหะทาสีเหรียญโลหะกัลวาไนซ์ และเหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็น เหล็กม้วนเคลือบสีสังกะสีชุบ และเหล็กม้วนสแตนเลส ฉบับที่ 2 ข้อความที่ว่า เหรียญโลหะทาสี ขอแก้ไขเป็น แผ่นเหล็กม้วนเคลือบสี ฉบับที่ 3 ข้อความที่ว่า อุปกรณ์เหล็กสำหรับป้องกันมิให้แก๊สรั่ว ขอแก้ไขเป็น เหล็กกล้าผสมและปะเก็น ฉบับที่ 4 และที่ 5 ข้อความที่ว่าเหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็นสแตนเลสม้วนเป็นขด ฉบับที่ 6 ข้อความที่ว่าอุปกรณ์เหล็กสำหรับป้องกันไม่ให้แก๊สรั่ว ขอแก้ไขเป็น เหล็กกล้า ไนลอน เหล็กผสม และปะเก็น ฉบับที่ 7 ข้อความที่ว่า เหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็น เหล็กสแตนเลสและฉบับที่ 8 ข้อความที่ว่า เหรียญโลหะทาสี ขอแก้ไขเป็น เหล็กไม่เคลือบสีม้วนเป็นแผ่นยาวเล็ก และขอแก้ไขคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาทรัสต์รีซีททั้งแปดฉบับเฉพาะส่วนที่เป็นประเภทของสินค้าคือ สัญญาทรัสต์รีซีท ฉบับที่ 1 ข้อความที่ว่าเหรียญโลหะทาสี ขอแก้ไขเป็น เหล็กกล้าไม่เคลือบสีม้วน ฉบับที่ 2 ข้อความที่ว่าเหรียญโลหะทาสี ขอแก้ไขเป็นเหล็กกล้าไม่เคลือบสีเป็นม้วน ฉบับที่ 3 ข้อความที่ว่าอุปกรณ์เหล็กกล้าสำหรับป้องกันมิให้แก๊สรั่ว ขอแก้ไขเป็น เหล็กกล้าผสม และปะเก็นฉบับที่ 4 ข้อความที่ว่า เหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็นสแตนเลสม้วนเป็นขด ฉบับที่ 5 ข้อความที่ว่า เหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็น เหล็ก สแตนเลสเป็นขด ฉบับที่ 6ข้อความที่ว่า อุปกรณ์ป้องกันแก๊สรั่วเป็นเหล็กไนล่อน และโลหะ ข้อแก้ไขเป็น เหล็กกล้าไนล่อน เหล็กผสม และปะเก็น ฉบับที่ 7 ข้อความที่ว่า เหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็นเหล็ก สแตนเลสเป็นม้วน และฉบับที่ 8 ข้อความที่ว่า เหรียญโลหะทาสี ขอแก้ไขเป็นเหล็กไม่เคลือบสีม้วนเป็นแผ่นยาวเล็ก และขอแก้ไขคำแปลคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 8 และสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 8 เฉพาะข้อความเกี่ยวกับประเภทของสินค้า โดยโจทก์ได้แนบคำแปลที่ถูกต้องมาพร้อมคำร้องดังกล่าวด้วยแล้ว การขอแก้ไขคำฟ้องนี้เป็นการขอแก้ไขข้อเท็จจริงให้ตรงกับความเป็นจริง ไม่ก่อให้เกิดผลตามกฎหมายแตกต่างกัน ไม่ทำให้จำเลยทั้งเจ็ดเสียเปรียบและสมควรอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องในชั้นสืบพยานจำเลย โดยโจทก์ควรทราบถึงเหตุและพฤติการณ์ที่จะขอแก้ไขคำฟ้องก่อนหน้านั้นแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงที่ขอแก้ไขก็ปรากฏขึ้นจากคำเบิกความของพยานจำเลยด้วย กรณีไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า การแก้ไขคำฟ้องนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจรณาความแพ่ง มาตรา 180 บัญญัติว่า การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย และบทบัญญัติดังกล่าวให้นำมาใช้ในกระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศด้วยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ดังนั้น ชื่อประเภทของสินค้าที่แปลไม่ถูกต้องที่โจทก์ได้กล่าวมาในคำฟ้องและระบุไว้ในคำแปลท้ายฟ้อง จึงไม่ใช่สาระสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทในคดี การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ในส่วนดังกล่าวไม่เป็นการเพิ่มหรือลดจำนวนทุนทรัพย์หรือเพิ่มหรือลดข้อหาในคำฟ้อง เพียงแต่เป็นการแก้ไขคำฟ้องเดิมที่ผิดพลาดเพราะการแปลข้อความภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เพื่อให้ข้อความถูกต้องตรงกับความเป็นจริงตามข้อความในต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ทั้งไม่ทำให้ผลทางกฎหมายเปลี่ยนแปลงไป จึงถือได้ว่าเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ซึ่งโจทก์อาจขอแก้ไขในเวลาใด ๆ ก็ได้ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงมีเหตุสมควรอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ตามคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 46 ม. 180
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไทยโปรไฟล์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายโชติช่วง ทัพวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6794/2543
#267710
เปิดฉบับเต็ม

ชื่อประเภทของสินค้าที่แปลไม่ถูกต้องที่โจทก์ได้กล่าวมาในคำฟ้องและระบุไว้ในคำแปลท้ายฟ้อง ไม่ใช่สาระสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทในคดี การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ในส่วนดังกล่าวไม่เป็นการเพิ่มหรือลดจำนวนทุนทรัพย์หรือเพิ่มหรือลดข้อหาในคำฟ้องเพียงแต่เป็นการแก้ไขคำฟ้องเดิมที่ผิดพลาดเพราะการแปลข้อความภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เพื่อให้ข้อความถูกต้องตรงกับความเป็นจริงตามข้อความในต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ทั้งไม่ทำให้ผลทางกฎหมายเปลี่ยนแปลงไป จึงถือได้ว่าเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ซึ่งโจทก์อาจขอแก้ไขในเวลาใด ๆ ก็ได้ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 56,791,051 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 32,729,743.48 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หลังจากทำการสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้น และสืบพยานจำเลยที่ 1 แล้ว 1 ปาก โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วโจทก์พบว่า โจทก์ได้แปลคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทผิดพลาดไป ขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้งแปดฉบับเฉพาะส่วนที่เป็นชื่อประเภทของสินค้าคือ คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับที่ 1 ข้อความที่ว่า เหรียญโลหะทาสี เหรียญโลหะกัลวาไนซ์ และเหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็น เหล็กม้วนเคลือบสี สังกะสีชุบ และเหล็กม้วนสแตนเลส ฉบับที่ 2 ข้อความที่ว่าเหรียญโลหะทาสี ขอแก้ไขเป็น แผ่นเหล็กม้วนเคลือบสี ฉบับที่ 3 ข้อความที่ว่า อุปกรณ์เหล็กสำหรับป้องกันมิให้แก๊สรั่ว ขอแก้ไขเป็น เหล็กกล้าผสมและปะเก็น ฉบับที่ 4 และที่ 5 ข้อความที่ว่า เหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็นสแตนเลสม้วนเป็นขด ฉบับที่ 6 ข้อความที่ว่าอุปกรณ์เหล็กสำหรับป้องกันไม่ให้แก๊สรั่ว ขอแก้ไขเป็น เหล็กกล้า ไนลอน เหล็กผสม และปะเก็น ฉบับที่ 7 ข้อความที่ว่า เหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็น เหล็กสแตนเลส และฉบับที่ 8 ข้อความที่ว่า เหรียญโลหะทาสี ขอแก้ไขเป็น เหล็กไม่เคลือบสีม้วนเป็นแผ่นยาวเล็ก และขอแก้ไขคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาทรัสต์รีซีททั้งแปดฉบับ เฉพาะส่วนที่เป็นประเภทของสินค้าคือ สัญญาทรัสต์รีซีท ฉบับที่ 1 ข้อความที่ว่า เหรียญโลหะทาสี ขอแก้ไขเป็น เหล็กกล้าไม่เคลือบสีม้วน ฉบับที่ 2 ข้อความที่ว่า เหรียญโลหะทาสี ขอแก้ไขเป็นเหล็กกล้าไม่เคลือบสีเป็นม้วน ฉบับที่ 3 ข้อความที่ว่า อุปกรณ์เหล็กกล้าสำหรับป้องกันมิให้แก๊สรั่ว ขอแก้ไขเป็น เหล็กกล้าผสม และปะเก็น ฉบับที่ 4 ข้อความที่ว่า เหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็นสแตนเลสม้วนเป็นขด ฉบับที่ 5 ข้อความที่ว่า เหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็น เหล็กสแตนเลสเป็นขด ฉบับที่ 6 ข้อความที่ว่า อุปกรณ์ป้องกันแก๊สรั่วเป็นเหล็กในล่อน และโลหะ ข้อแก้ไขเป็น เหล็กกล้า ไนล่อน เหล็กผสม และปะเก็น ฉบับที่ 7 ข้อความที่ว่า เหรียญสแตนเลส ขอแก้ไขเป็น เหล็กสแตนเลสเป็นม้วน และฉบับที่ 8 ข้อความที่ว่า เหรียญโลหะทาสี ขอแก้ไขเป็น เหล็กไม่เคลือบสีม้วนเป็นแผ่นยาวเล็ก และขอแก้ไขคำแปลคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 8 และสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 8 เฉพาะข้อความเกี่ยวกับประเภทของสินค้า โดยโจทก์ได้แนบคำแปลที่ถูกต้องมาพร้อมคำร้องดังกล่าวด้วยแล้ว การขอแก้ไขคำฟ้องนี้เป็นการขอแก้ไขข้อเท็จจริงให้ตรงกับความเป็นจริง ไม่ก่อให้เกิดผลตามกฎหมายแตกต่างกัน ไม่ทำให้จำเลยทั้งเจ็ดเสียเปรียบ และสมควรอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องในชั้นสืบพยานจำเลย โดยโจทก์ควรทราบถึงเหตุและพฤติการณ์ที่จะขอแก้ไขคำฟ้องก่อนหน้านั้นแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงที่ขอแก้ไขก็ปรากฏขึ้นจากคำเบิกความของพยานจำเลยด้วย กรณีไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า การแก้ไขคำฟ้องนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 บัญญัติว่า การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย และบทบัญญัติดังกล่าวให้นำมาใช้ในกระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศด้วยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ดังนั้น ชื่อประเภทของสินค้าที่แปลไม่ถูกต้องที่โจทก์ได้กล่าวมาในคำฟ้องและระบุไว้ในคำแปลท้ายฟ้อง จึงไม่ใช่สาระสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทในคดี การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ในส่วนดังกล่าวไม่เป็นการเพิ่มหรือลดจำนวนทุนทรัพย์หรือเพิ่มหรือลดข้อหาในคำฟ้องเพียงแต่เป็นการแก้ไขคำฟ้องเดิมที่ผิดพลาดเพราะการแปลข้อความภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เพื่อให้ข้อความถูกต้องตรงกับความเป็นจริงตามข้อความในต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ทั้งไม่ทำให้ผลทางกฎหมายเปลี่ยนแปลงไป จึงถือได้ว่าเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ซึ่งโจทก์อาจขอแก้ไขในเวลาใด ๆ ก็ได้ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นจึงมีเหตุสมควรอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ตามคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 46 ม. 180
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไทยโปรไฟล์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายโชติช่วง ทัพวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6793/2543
#37845
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารผู้ร้องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 การที่โจทก์ขอให้ธนาคารผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตชนิดเพิกถอนไม่ได้เพื่อการชำระเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 4 ก็เพื่อให้ธนาคารผู้ร้องที่เป็นธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นผู้มีความน่าเชื่อถือในฐานะการเงินเข้ารับภาระในการจ่ายเงินอันมีผลให้ผู้ขายมั่นใจว่าจะได้รับเงินค่าสินค้าอย่างแน่นอนเมื่อได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต โดยนำเอกสารต่าง ๆซึ่งถูกต้องครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตมาเสนอต่อธนาคารเพื่อการรับเงิน ธนาคารผู้ร้องจึงมีหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขก่อนจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเท่านั้น นอกจากนั้นเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับนี้มีเงื่อนไขให้จำเลยที่ 4 สามารถนำเอกสารและตั๋วแลกเงินไปเสนอขอรับเงินจากธนาคารใดธนาคารหนึ่งก่อนได้ ซึ่งมีผลให้ธนาคารที่รับซื้อเอกสารและตั๋วแลกเงินไว้นั้น (NegotiatingBank)เป็นผู้มีสิทธิรับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจากธนาคารผู้ร้องที่กรุงนิวยอร์กได้หากธนาคารผู้ร้องไม่ชำระเงินโดยปราศจากเหตุผลที่เป็นที่ยอมรับได้ในวงการค้าระหว่างประเทศย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อความน่าเชื่อถือในวงการค้าระหว่างประเทศและการประกอบกิจการในการออกเลตเตอร์ออฟเครดิตของธนาคารผู้ร้องและลูกค้าที่ขอให้ธนาคารผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้งยังก่อให้เกิดผลเสียต่อเนื่องถึงธนาคารหรือบุคคลอื่นที่มีความผูกพันเกี่ยวข้องกันในอีกหลายกรณีด้วย การที่ศาลจะออกคำสั่งอายัดห้ามธนาคารผู้ร้องชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจึงต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 4 เป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศสาธารณรัฐเกาหลี เมื่อเดือนมีนาคม 2540 จำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้หลอกลวงว่าจ้างโจทก์ตัดเย็บเสื้อผ้าโดยต้องสั่งวัตถุดิบจากจำเลยที่ 4 โจทก์จึงขอให้ธนาคารกรุงไทยจำกัด เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระค่าวัตถุดิบแก่จำเลยที่ 4 ซึ่งมีราคาสูงเกินจริง และในที่สุดจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่ยอมรับเสื้อผ้าที่โจทก์ตัดเย็บแล้วเสร็จ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 4,357,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จ และโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวกรณีฉุกเฉิน อ้างว่าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่โจทก์ขอให้ธนาคารกรุงไทยจำกัด เปิดเพื่อชำระค่าวัตถุดิบให้จำเลยที่ 4 มีกำหนดชำระเงินใน 120 วันซึ่งจะครบกำหนดชำระวันที่ 25 ตุลาคม 2540 หากจำเลยที่ 4 ได้รับเงินจากธนาคารดังกล่าวก็จะพ้นจากอำนาจศาลไทย เพราะจำเลยที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ขอให้ศาลสั่งอายัดเงินที่ต้องชำระแก่จำเลยที่ 4ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตไปยังธนาคารกรุงไทย จำกัด ไว้ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า กรณีมีเหตุฉุกเฉินและฟ้องโจทก์มีมูลหากธนาคารกรุงไทย จำกัด ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 4 ไปในกำหนดเวลาตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว เงินจำนวนดังกล่าวจะพ้นไปจากอำนาจของศาลไทยซึ่งจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ กรณีมีเหตุเพียงพอและเห็นเป็นการยุติธรรมและสมควรที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ จึงมีคำสั่งให้อายัดการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ JL 705141 ฉบับลงวันที่ 16มิถุนายน 2540 จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไปยังธนาคารกรุงไทย จำกัด โดยให้โจทก์วางเงินประกัน 30,000 บาท ก่อนออกหมายดังกล่าว

ธนาคารกรุงไทย จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งอายัดชั่วคราวดังกล่าว โดยอ้างว่าโจทก์ขอให้ผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระค่าสินค้าที่โจทก์สั่งซื้อให้แก่จำเลยที่ 4 ผู้ร้องจึงออกเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ตามคำขอของโจทก์ ผู้ร้องจึงมีความผูกพันต้องชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 4ตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต โดยผู้ร้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 แต่อย่างใด และการที่ผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวตามความประสงค์ของโจทก์เพื่อให้ผู้ขายสินค้ามั่นใจได้ว่าเมื่อได้ส่งสินค้าและนำเอกสารมาแสดงแล้วก็จะได้รับเงินค่าสินค้าตามที่ผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ไว้อย่างแน่นอน เพราะผู้ร้องต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้น ซึ่งไม่มีกฎหมายให้สิทธิแก่โจทก์ ที่จะขอให้ผู้ร้องระงับการจ่ายเงินได้ ทั้งหากผู้ร้องไม่จ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตก็จะทำให้ผู้ร้องเสียหายขาดความน่าเชื่อถือในการออกเลตเตอร์ออฟเครดิตในวงการค้าระหว่างประเทศ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 เวลา 8.30 นาฬิกา โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ในวันนัดไต่สวนผู้ร้องนำพยานเข้าไต่สวน 1 ปาก จบคำซักถามของทนายความของผู้ร้องแล้วศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนการไต่สวนไปตามที่คู่ความขอ แต่เมื่อถึงวันนัดปรากฏว่าไม่มีคู่ความมาศาล ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้งดการไต่สวน

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ JL 705141 ฉบับลงวันที่16มิถุนายน 2540 แต่อย่างใด จึงให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนคำสั่งอายัดชั่วคราวของศาลชั้นต้นหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่าในการที่โจทก์ขอให้ผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้น ผู้ร้องและโจทก์ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายและประเพณีปฏิบัติเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ โดยเมื่อผู้ขายสินค้าในต่างประเทศได้ส่งสินค้าให้แก่โจทก์ และยื่นเอกสารต่อผู้ร้องครบถ้วนตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว ผู้ร้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต้องจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่ผู้ขาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะร้องขอต่อศาลให้ผู้ร้องระงับการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 4 ได้ เห็นว่า แม้ในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอายัดชั่วคราวตามคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องนำพยานบุคคลมาเบิกความได้ปากเดียวและยังเบิกความไม่จบแล้วมีการเลื่อนคดีออกไป หลังจากนั้นผู้ร้องไม่มาศาลในนัดต่อไปจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานผู้ร้องก็ตามแต่เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแสดงต่อศาลในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้อายัดเงินที่ผู้ร้องต้องจ่ายตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแก่จำเลยที่ 4 ตามคำร้องของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ผู้ร้องออกให้ตามคำขอของโจทก์เอกสารหมาย จ.3 ระบุว่าเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับนี้เป็นเลตเตอร์ออฟเครดิตที่เพิกถอนไม่ได้ และผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตโดยมีเงื่อนไขให้ผู้ขายคือจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตต้องนำเอกสารเกี่ยวกับการส่งสินค้าให้แก่โจทก์มาแสดงในการขอรับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตภายใน 7 วัน โดยมีกำหนดเวลาจ่ายเงินในเวลา 120 วัน นับแต่ธนาคารได้เห็นเอกสารที่มีการนำมาแสดงเพื่อขอรับเงินแต่ผู้รับประโยชน์สามารถนำเอกสารและตั๋วแลกเงินไปเสนอขอรับเงินก่อนจากธนาคารใด ๆ ก็ได้ (Available with/by any bank by negotiation)โดยผู้ร้องระบุในเลตเตอร์ออฟเครดิตว่า ธนาคารที่รับซื้อเอกสารดังกล่าวไว้และจ่ายเงินไป (Negotiating Bank) สามารถจะเรียกร้องเงินนั้นจากธนาคารผู้ร้องที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา (Reimbursment Bank) ได้พยานหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่า กรณีที่มีการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตนี้มีนิติสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดความผูกพันระหว่างบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหลายประการ กล่าวคือ ประการที่ 1 โจทก์กับจำเลยที่ 4 มีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศที่ตกลงกันให้มีการชำระราคาสินค้าโดยผ่านธนาคารด้วยวิธีการที่โจทก์ในฐานะผู้ซื้อต้องขอให้ธนาคารออกเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่ผู้ขายคือจำเลยที่ 4 ในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเป็นผู้รับประโยชน์เพื่อรับเงินค่าสินค้าจากธนาคารนั้นได้ตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต ประการที่ 2 โจทก์กับธนาคารผู้ร้องมีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาที่โจทก์ขอให้ผู้ร้องเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการชำระค่าสินค้าที่โจทก์ซื้อให้แก่จำเลยที่ 4 ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีโดยผู้ร้องต้องตรวจเอกสารต่าง ๆ ตามที่ระบุในเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ถูกต้องตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้วจึงจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์หรือบุคคลอื่นที่มีสิทธิรับเงินได้ และโจทก์ก็ต้องชำระเงินจำนวนที่ผู้ร้องจ่ายไปนั้นให้แก่ผู้ร้อง ประการที่ 3 คือนิติสัมพันธ์ที่ผู้ร้องในฐานะธนาคารผู้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตให้จำเลยที่ 4 ผู้ขายสินค้าให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ซึ่งผู้ร้องย่อมมีความผูกพันกับจำเลยที่ 4 ในอันที่จะต้องชำระเงินตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 4 และประการที่ 4 ในกรณีที่จำเลยที่ 4 ตกลงเสนอเอกสารและตั๋วแลกเงินมอบให้แก่ธนาคารใดธนาคารหนึ่ง (Negotiating Bank) เพื่อรับเงินจากธนาคารนั้นไปก่อน ผลก็คือความผูกพันตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ผู้ร้องตกลงจะชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ธนาคารผู้รับซื้อเอกสารและตั๋วแลกเงินจากจำเลยที่ 4 ดังกล่าว โดยธนาคารผู้รับซื้อเอกสารและตั๋วแลกเงินนั้นสามารถรับเงินได้จากธนาคารผู้ร้องที่กรุงนิวยอร์ก(Reimbursement Bank) ตามที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตนี้ จากนิติสัมพันธ์หรือความผูกพันต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นเห็นได้ว่า ธนาคารผู้ร้องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4แต่การที่โจทก์จำเป็นต้องขอให้ธนาคารผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตชนิดเพิกถอนไม่ได้เพื่อการชำระเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 4 ก็เพื่อให้ผู้ร้องที่เป็นธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นผู้มีความน่าเชื่อถือในฐานะการเงินเข้ารับภาระในการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิต อันมีผลให้ผู้ขายคือจำเลยที่ 4 มั่นใจว่าจะได้รับเงินค่าสินค้าอย่างแน่นอน เมื่อได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตกล่าวคือ สามารถนำเอกสารต่าง ๆ ซึ่งถูกต้องครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตมาเสนอต่อธนาคารเพื่อการรับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิต ธนาคารผู้ร้องจึงมีหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตเท่านั้น โดยเมื่อมีการเสนอเอกสารถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้วผู้ร้องก็มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้น หากผู้ร้องไม่ชำระเงินโดยปราศจากเหตุผลที่มีน้ำหนักเป็นที่ยอมรับได้ในวงการค้าระหว่างประเทศก็ย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อความน่าเชื่อถือในวงการค้าระหว่างประเทศของธนาคารผู้ร้องและมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการในการออกเลตเตอร์ออฟเครดิตของผู้ร้องและลูกค้าที่ขอให้ผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายสินค้าในต่างประเทศในภายหน้าทั้งยังก่อให้เกิดผลเสียต่อเนื่องถึงธนาคารหรือบุคคลอื่นที่มีความผูกพันเกี่ยวข้องกันในกรณีต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นด้วย ด้วยเหตุนี้การที่ศาลจะออกคำสั่งอายัดห้ามผู้ร้องชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเช่นนี้จึงต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งคดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีอยู่แล้วการที่โจทก์ขอให้ธนาคารผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตก็เพื่อการชำระเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 4 ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมาแต่แรก ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 4 ยักย้ายนำทรัพย์สินของตนจากประเทศไทยไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลี และปรากฏว่าโจทก์ได้รับสินค้าที่จำเลยที่ 4 ส่งมาให้ในประเทศไทยแล้ว ดังนี้ เมื่อมีการยื่นเอกสารที่เกี่ยวกับการส่งสินค้าเพื่อการขอรับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต ผู้ร้องก็มีหน้าที่ต้องชำระเงินแก่ผู้มีสิทธิรับเงินหากไม่ชำระย่อมเกิดผลเสียหายต่อผู้ร้องและผู้อื่นดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วตามพฤติการณ์เช่นนี้ย่อมไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะมีคำสั่งอายัดห้ามผู้ร้องชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตนี้ ทั้งตามเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับนี้มีเงื่อนไขให้จำเลยที่ 4 สามารถนำเอกสารและตั๋วแลกเงินไปเสนอขอรับเงินจากธนาคารใดธนาคารหนึ่งก่อนได้ ซึ่งมีผลให้ธนาคารที่รับซื้อเอกสารและตั๋วแลกเงินไว้นั้น (Negotiating Bank) เป็นผู้มีสิทธิรับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจากธนาคารผู้ร้องที่กรุงนิวยอร์กได้ และปรากฏตามคำแก้อุทธรณ์และเอกสารท้ายคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์เองว่า ธนาคารคุกมินในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีได้รับซื้อเอกสารตามเลตเตอร์ออฟเครดิต(Negotiation) ไว้ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2540 ก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องคดีนี้ซึ่งยื่นฟ้องวันที่ 17 ตุลาคม 2540 ดังนี้ ธนาคารคุกมินจึงอยู่ในฐานะธนาคารที่รับซื้อเอกสารและตั๋วแลกเงิน (Negotiating Bank) และผู้มีสิทธิรับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจากธนาคารผู้ร้องที่กรุงนิวยอร์กคือธนาคารคุกมินดังกล่าว ย่อมไม่มีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งอายัดห้ามธนาคารผู้ร้องจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตได้จึงสมควรเพิกถอนคำสั่งอายัดของศาลชั้นต้นเสีย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาไม่เพิกถอนคำสั่งอายัดดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดชั่วคราวของศาลชั้นต้นที่ห้ามผู้ร้องจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ JL 705141 ลงวันที่ 16มิถุนายน 2540
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เฟริส์ท กรุ๊พ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท เจ.พี. ออริจินอล คอร์ป. จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6793/2543
#40466
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารผู้ร้องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 แต่การที่โจทก์จำเป็นต้องขอให้ผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการชำระเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 4ก็เพื่อให้ผู้ร้องที่เป็นธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นผู้มีความน่าเชื่อถือในฐานะการเงินเข้ารับภาระในการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตอันมีผลให้ผู้ขายคือจำเลยที่ 4 มั่นใจว่าจะได้รับเงินค่าสินค้าอย่างแน่นอน เมื่อได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตกล่าวคือ เมื่อมีการเสนอเอกสารถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว ผู้ร้องก็มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้น หากผู้ร้องไม่ชำระเงินโดยปราศจากเหตุผลที่มีน้ำหนักเป็นที่ยอมรับได้ในวงการค้าระหว่างประเทศก็ย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อความน่าเชื่อถือในวงการค้าระหว่างประเทศของผู้ร้อง และมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการในการออกเลตเตอร์ออฟเครดิตของผู้ร้องและลูกค้าที่ขอให้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายสินค้าในต่างประเทศในภายหน้าด้วยเหตุนี้การที่ศาลจะออกคำสั่งอายัดห้ามผู้ร้องชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจึงต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

ตามคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่า จำเลยที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี การที่โจทก์ขอให้ธนาคารผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตก็เพื่อการชำระเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 4ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมาแต่แรกจึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 4ยักย้ายนำทรัพย์สินของตนจากประเทศไทย ไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 4เป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเมื่อเดือนมีนาคม 2540 จำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้หลอกลวงว่าจ้างโจทก์ตัดเย็บเสื้อผ้าโดยต้องสั่งวัตถุดิบจากจำเลยที่ 4 โจทก์จึงขอให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระค่าวัตถุดิบแก่จำเลยที่ 4 ซึ่งมีราคาสูงเกินจริงและในที่สุดจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่ยอมรับเสื้อผ้าที่โจทก์ตัดเย็บแล้วเสร็จ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน4,357,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จ และโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวกรณีฉุกเฉินอ้างว่าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่โจทก์ขอให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด เปิดเพื่อชำระค่าวัตถุดิบให้จำเลยที่ 4มีกำหนดชำระเงินใน 120 วัน ซึ่งจะครบกำหนดชำระวันที่ 25ตุลาคม 2540 หากจำเลยที่ 4 ได้รับเงินจากธนาคารดังกล่าวก็จะพ้นจากอำนาจศาลไทยเพราะจำเลยที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ขอให้ศาลสั่งอายัดเงินที่ต้องชำระแก่จำเลยที่ 4 ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตไปยังธนาคารกรุงไทย จำกัดไว้ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า กรณีมีเหตุฉุกเฉินและฟ้องโจทก์มีมูลหากธนาคารกรุงไทย จำกัด ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 4 ไปในกำหนดเวลาตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว เงินจำนวนดังกล่าวจะพ้นไปจากอำนาจของศาลไทยซึ่งจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ กรณีมีเหตุเพียงพอและเห็นเป็นการยุติธรรม และสมควรที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ จึงมีคำสั่งให้อายัดการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ JL 705141 ฉบับลงวันที่ 16 มิถุนายน2540 จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไปยังธนาคารกรุงไทย จำกัด โดยให้โจทก์วางเงินประกัน 30,000 บาทก่อนออกหมายดังกล่าว

ธนาคารกรุงไทย จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งอายัดชั่วคราวดังกล่าว

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ JL 705141 ฉบับลงวันที่ 16 มิถุนายน 2540 จึงให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนคำสั่งอายัดชั่วคราวของศาลชั้นต้นหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่าในการที่โจทก์ขอให้ผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้น ผู้ร้องและโจทก์ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายและประเพณีปฏิบัติเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ โดยเมื่อผู้ขายสินค้าในต่างประเทศได้ส่งสินค้าให้แก่โจทก์ และยื่นเอกสารต่อผู้ร้องครบถ้วนตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว ผู้ร้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต้องจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่ผู้ขาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะร้องขอต่อศาลให้ผู้ร้องระงับการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 4 ได้ เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแสดงต่อศาลในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้อายัดเงินที่ผู้ร้องต้องจ่ายตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแก่จำเลยที่ 4 ตามคำร้องของโจทก์แล้วปรากฏว่าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ผู้ร้องออกให้ตามคำขอของโจทก์เอกสารหมาย จ.3 ระบุว่าเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับนี้เป็นเลตเตอร์ออฟเครดิตที่เพิกถอนไม่ได้ และผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตโดยมีเงื่อนไขให้ผู้ขายคือจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตต้องนำเอกสารเกี่ยวกับการส่งสินค้าให้แก่โจทก์มาแสดงในการขอรับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตภายใน 7 วันโดยมีกำหนดเวลาจ่ายเงินในเวลา 120 วัน นับแต่ธนาคารได้เห็นเอกสารที่มีการนำมาแสดงเพื่อขอรับเงิน แต่ผู้รับประโยชน์สามารถนำเอกสารและตั๋วแลกเงินไปเสนอขอรับเงินก่อนจากธนาคารใด ๆก็ได้ (Available with/by any bank by negotiation) โดยผู้ร้องระบุในเลตเตอร์ออฟเครดิตว่า ธนาคารที่รับซื้อเอกสารดังกล่าวไว้และจ่ายเงินไป (Negotiating Bank) สามารถจะเรียกร้องเงินนั้นจากธนาคารผู้ร้องที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา(Reimbursement Bank) ได้ พยานหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่า กรณีที่มีการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตนี้มีนิติสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดความผูกพันระหว่างบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหลายประการกล่าวคือ ประการที่ 1 โจทก์กับจำเลยที่ 4 มีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศที่ตกลงกันให้มีการชำระราคาสินค้าโดยผ่านธนาคารด้วยวิธีการที่โจทก์ในฐานะผู้ซื้อต้องขอให้ธนาคารออกเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่ผู้ขายคือจำเลยที่ 4ในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเป็นผู้รับประโยชน์เพื่อรับเงินค่าสินค้าจากธนาคารนั้นได้ตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต ประการที่ 2โจทก์กับธนาคารผู้ร้องมีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาที่โจทก์ขอให้ผู้ร้องเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการชำระค่าสินค้าที่โจทก์ซื้อให้แก่จำเลยที่ 4 ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยผู้ร้องต้องตรวจเอกสารต่าง ๆตามที่ระบุในเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ถูกต้องตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้วจึงจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์หรือบุคคลอื่นที่มีสิทธิรับเงินได้ และโจทก์ก็ต้องชำระเงินจำนวนที่ผู้ร้องจ่ายไปนั้นให้แก่ผู้ร้อง ประการที่ 3 คือนิติสัมพันธ์ที่ผู้ร้องในฐานะธนาคารผู้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตให้จำเลยที่ 4 ผู้ขายสินค้าให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ซึ่งผู้ร้องย่อมมีความผูกพันกับจำเลยที่ 4 ในอันที่จะต้องชำระเงินตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 4และประการที่ 4 ในกรณีที่จำเลยที่ 4 ตกลงเสนอเอกสารและตั๋วแลกเงินมอบให้แก่ธนาคารใดธนาคารหนึ่ง (Negotiating Bank)เพื่อรับเงินจากธนาคารนั้นไปก่อน ผลก็คือความผูกพันตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ผู้ร้องตกลงจะชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้ธนาคารผู้รับซื้อเอกสารและตั๋วแลกเงินจากจำเลยที่ 4 ดังกล่าว โดยธนาคารผู้รับซื้อเอกสารและตั๋วแลกเงินนั้นสามารถรับเงินได้จากธนาคารผู้ร้องที่กรุงนิวยอร์ก (Reimbursement Bank)ตามที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตนี้ จากนิติสัมพันธ์หรือความผูกพันต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น เห็นได้ว่า ธนาคารผู้ร้องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4แต่การที่โจทก์จำเป็นต้องขอให้ธนาคารผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตชนิดเพิกถอนไม่ได้เพื่อการชำระเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 4 ก็เพื่อให้ผู้ร้องที่เป็นธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นผู้มีความน่าเชื่อถือในฐานะการเงินเข้ารับภาระในการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตอันมีผลให้ผู้ขายคือจำเลยที่ 4 มั่นใจว่าจะได้รับเงินค่าสินค้าอย่างแน่นอนเมื่อได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตกล่าวคือ สามารถนำเอกสารต่าง ๆ ซึ่งถูกต้องครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิตมาเสนอต่อธนาคารเพื่อการรับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิต ธนาคารผู้ร้องจึงมีหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตเท่านั้นโดยเมื่อมีการเสนอเอกสารถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว ผู้ร้องก็มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้น หากผู้ร้องไม่ชำระเงินโดยปราศจากเหตุผลที่มีน้ำหนักเป็นที่ยอมรับได้ในวงการค้าระหว่างประเทศก็ย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อความน่าเชื่อถือในวงการค้าระหว่างประเทศของธนาคารผู้ร้อง และมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการในการออกเลตเตอร์ออฟเครดิตของผู้ร้องและลูกค้าที่ขอให้ผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายสินค้าในต่างประเทศในภายหน้า ทั้งยังก่อให้เกิดผลเสียต่อเนื่องถึงธนาคารหรือบุคคลอื่นที่มีความผูกพันเกี่ยวข้องกันในกรณีต่าง ๆดังกล่าวข้างต้นด้วย ด้วยเหตุนี้การที่ศาลจะออกคำสั่งอายัดห้ามผู้ร้องชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเช่นนี้จึงต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีอยู่แล้วการที่โจทก์ขอให้ธนาคารผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตก็เพื่อการชำระเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 4 ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมาแต่แรก ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 4 ยักย้ายนำทรัพย์สินของตนจากประเทศไทยไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลี และปรากฏว่าโจทก์ได้รับสินค้าที่จำเลยที่ 4 ส่งมาให้ในประเทศไทยแล้ว ดังนี้เมื่อมีการยื่นเอกสารที่เกี่ยวกับการส่งสินค้าเพื่อการขอรับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต ผู้ร้องก็มีหน้าที่ต้องชำระเงินแก่ผู้มีสิทธิรับเงินหากไม่ชำระย่อมเกิดผลเสียหายต่อผู้ร้องและผู้อื่นดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ตามพฤติการณ์เช่นนี้ย่อมไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะมีคำสั่งอายัดห้ามผู้ร้องชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตนี้ทั้งตามเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับนี้มีเงื่อนไขให้จำเลยที่ 4 สามารถนำเอกสารและตั๋วแลกเงินไปเสนอขอรับเงินจากธนาคารใดธนาคารหนึ่งก่อนได้ ซึ่งมีผลให้ธนาคารที่รับซื้อเอกสารและตั๋วแลกเงินไว้นั้น (Negotiating Bank) เป็นผู้มีสิทธิรับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจากธนาคารผู้ร้องที่กรุงนิวยอร์กได้ และปรากฏตามคำแก้อุทธรณ์และเอกสารท้ายคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์เองว่า ธนาคารคุกมินในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีได้รับซื้อเอกสารตามเลตเตอร์ออฟเครดิต (Negotiation) ไว้ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน2540 ก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องคดีนี้ซึ่งยื่นฟ้องวันที่ 17 ตุลาคม 2540ดังนี้ ธนาคารคุกมินจึงอยู่ในฐานะธนาคารที่รับซื้อเอกสารและตั๋วแลกเงิน (Negotiating Bank) และผู้มีสิทธิรับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจากธนาคารผู้ร้องที่กรุงนิวยอร์กคือธนาคารคุกมินดังกล่าว ย่อมไม่มีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งอายัดห้ามธนาคารผู้ร้องจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตได้ จึงสมควรเพิกถอนคำสั่งอายัดของศาลชั้นต้นเสีย

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดชั่วคราวของศาลชั้นต้นที่ห้ามผู้ร้องจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ JL 705141 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2540
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 ม. 262 ม. 266 ม. 267
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เฟริส์ท กรุ๊พ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท เจ.พี.ออริจินอล คอร์ป. จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6793/2543
#66243
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารผู้ร้องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 แต่การที่โจทก์จำเป็นต้องขอให้ผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการชำระเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 4 ก็เพื่อให้ผู้ร้องที่เป็นธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นผู้มีความน่าเชื่อถือในฐานะการเงินเข้ารับภาระในการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตอันมีผลให้ผู้ขายคือจำเลยที่ 4 มั่นใจว่าจะได้รับเงินค่าสินค้าอย่างแน่นอนเมื่อได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต กล่าวคือ เมื่อมีการเสนอเอกสารถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว ผู้ร้องก็มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้น หากผู้ร้องไม่ชำระเงินโดยปราศจากเหตุผลที่มีน้ำหนักเป็นที่ยอมรับได้ในวงการค้าระหว่างประเทศก็ย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อความน่าเชื่อถือในวงการค้าระหว่างประเทศของผู้ร้อง และมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการในการออกเลตเตอร์ออฟเครดิตของผู้ร้องและลูกค้าที่ขอให้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายสินค้าในต่างประเทศในภายหน้าด้วยเหตุนี้การที่ศาลจะออกคำสั่งอายัด ห้ามผู้ร้องชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจึงต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

ตามคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่า จำเลยที่ 4 มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี การที่โจทก์ขอให้ธนาคารผู้ร้องออกเลตเตอร์ออฟเครดิตก็เพื่อการชำระเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ 4 ที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมาแต่แรกจึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 4 ยักย้ายนำทรัพย์สินของตนจากประเทศไทยไปยังประเทศสาธารณรัฐเกาหลี

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 ม. 262 ม. 266 ม. 267
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฟริส์ท กรุ๊พ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ษัทเจ.พี.ออริจินอล คอร์ป. จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุจินต์ สรรเพชร์นิยม
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศรไชย
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6792/2543
#99219
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คโดยกล่าวอ้างและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่บริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด กู้ไปจากโจทก์ร่วม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด ยังไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้นสัญญากู้ยืมเงินย่อมไม่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 650 วรรคสอง จึงถือไม่ได้ว่าบริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด เป็นหนี้โจทก์ร่วมตามสัญญากู้ยืมเงิน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงอันจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ป.อ. มาตรา 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายเอี่ยมศักดิ์ เลาหะวิสุทธิ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ลงโทษจำคุก 1 ปี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมตอบคำถามค้านและจากคำเบิกความของนางสว่างศรี พยานโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมได้โอนเงินกู้ตามสัญญากู้เงินของศาลแขวงเชียงใหม่เข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ตามใบเสร็จรับฝากเงินของศาลแขวงเชียงใหม่ และตามเอกสารดังกล่าว ระบุผู้รับเงินเป็นชื่อ และชื่อสกุลย่อของจำเลยที่ 2 กับระบุผู้นำฝากเป็นชื่อสกุลของนางสว่างศรี ซึ่งเป็นเหตุผลให้น่าเชื่อว่าผู้นำฝากเงินคือ นางสว่างศรี และผู้รับเงินจำนวน 5,500,000 บาท คือ จำเลยที่ 2 ความข้อนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า บริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด ซึ่งเป็นผู้กู้ยืมเงินตามสัญญากู้เงินดังกล่าวข้างต้นไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์ร่วม และคดีได้ความจากคำเบิกความของ จำเลยที่ 1 กับนางสาวนาตยา พยานจำเลยที่ 1 น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้บอกหมายเลขบัญชีของบริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด ซึ่งเปิดไว้ที่ธนาคารไทยทนุ จำกัด สาขาลาดหลุมแก้ว ให้นายสว่างศรีทราบ และถือได้ว่าโจทก์ร่วมได้ทราบถึงหมายเลขบัญชีของบริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด ที่เปิดไว้แล้ว ดังนั้น หากโจทก์ร่วมหรือนางสว่างศรีกระทำการอย่างตรงไปตรงมาโดยความซื่อสัตย์ โจทก์ร่วมหรือนางสว่างศรีก็ควรโอนเงินที่ให้กู้ยืมแก่บริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด ที่ธนาคารไทยทนุ จำกัด สาขาลาดหลุมแก้ว แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า มีการโอนเงินที่ให้กู้ยืมกันครั้งนี้เข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวมาแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปจึงมีว่า การที่โจทก์ร่วมหรือนางสว่างศรีโอนเงินกู้ดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 นั้นจะถือได้หรือไม่ว่าบริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด ผู้กู้ได้รับมอบเงินกู้ไว้โดยชอบแล้วโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับไว้แทน เห็นว่า การรับมอบเงินกู้กรณีนี้เป็นการทำนิติกรรมอย่างหนึ่ง หากจะทำให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์เพื่อให้มีผลผูกพันบริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด ผู้กู้ ย่อมจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด โดยกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 รับเงินกู้แทน แต่จากพยานหลักฐานในสำนวนไม่ปรากฏว่าได้มีการมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเงินกู้ดังกล่าวจากโจทก์ร่วมแทนบริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด ผู้กู้แต่อย่างใด นอกจากนี้ยังได้ความจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับเงินกู้จำนวนดังกล่าวจากโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ได้นำเงินกู้นั้นมาใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของบริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด แต่อย่างใด และไม่ปรากฏว่าบริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด ได้ให้สัตยาบันการรับเงินกู้ของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นการรับไว้แทนบริษัท ยิ่งกว่านั้นจากข้อเท็จจริงที่ว่านางสว่างศรีทราบดีอยู่แล้วว่าหมายเลขบัญชีที่บริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด ผู้กู้ประสงค์จะให้โอนเงินเข้าบัญชีนั้นเป็นหมายเลขบัญชีที่เท่าใดของธนาคารไทยทนุ จำกัด สาขาลาดหลุมแก้ว แทนที่นางสว่างศรีจะโอนเงินให้แก่บริษัทฟาร์มอ่างทอง รีสอร์ท จำกัด ผู้กู้โดยตรง แต่กลับโอนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 และไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ได้โอนเงินกู้เข้าบัญชีของบริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด ผู้กู้ หรือนำไปใช้ในกิจการของบริษัทแต่อย่างใดดังกล่าวมาแล้ว ประกอบกับเมื่อมีการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ถอนคำร้องทุกข์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 แล้ว และคดีได้ความจากนางสาวนาตยาอีกว่า ในวันทำสัญญากู้ยืมของศาลแขวงเชียงใหม่ นางสาวนาตยาและนางสาวเนตรนภาได้โทรศัพท์สอบถามไปที่ธนาคารไทยทนุ จำกัด สาขาลาดหลุมแก้ว หลายครั้งก็ไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีของบริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ นางสาวนาตยาได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ จำเลยที่ 2 บอกว่าจะจัดการเอง ต่อมาจำเลยที่ 2 ก็ไม่ยอมเข้าสำนักงาน ทราบว่าจำเลยที่ 2 ได้ซื้อรถยนต์ 1 คัน หลังจากนั้นได้เดินทางไปต่างประเทศ จากพฤติการณ์ดังกล่าวนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีเจตนาจะรับเงินกู้จากโจทก์ร่วมมาเพื่อใช้จ่ายในกิจการของบริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด ผู้กู้ ข้อเท็จจริง จึงฟังได้ต่อไปว่า บริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด ไม่ได้รับมอบเงินกู้จากโจทก์ร่วมแต่ประการใด ดังนั้น สัญญากู้เงินของศาลแขวงเชียงใหม่ จึงไม่บริบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 650 วรรคสอง สัญญากู้เงินดังกล่าวไม่มีผลผูกพันและใช้บังคับแก่บริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด ผู้กู้ไม่ได้ บริษัทฟาร์มอ่างทองรีสอร์ท จำกัด จึงไม่ได้มีหนี้ต่อโจทก์ร่วมอยู่จริง ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทฟาร์อ่างทองรีสอร์ท จำกัด เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท เพื่อชำระหนี้ที่ไม่มีอยู่จริงและบังคับไม่ได้ตามกฎหมายแก่โจทก์ร่วม จึงไม่เป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง เมื่อได้วินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาดังกล่าวนี้แล้ว คดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้ออื่นๆ อีกต่อไปที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ป.พ.พ. ม. 650 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
โจทก์ร่วม — นายเอี่ยมศักดิ์ เลาหะวิสุทธิ์
จำเลย — นายสถิตย์ ทองคำใส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายชัยชนะ อิสสระวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางนวลน้อย ผลทวี
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
กนก พรรณรักษา
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6782/2543
#38438
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ มาตรา 29 การสละสมณเพศเพราะถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญามีได้ 3 กรณี คือ เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุมพนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณเพศได้กรณีหนึ่งหรือเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณเพศได้กรณีหนึ่ง หรือเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่งหรือเป็นพระจรจัด พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณเพศได้อีกกรณีหนึ่ง ในคดีก่อนที่จำเลยถูกจับกุมในข้อหามีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไว้ในครอบครอง พนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว และพาจำเลยไปที่วัด บ. เพื่อให้จำเลยสึกแต่จำเลยไม่ยอมสึก และเจ้าอาวาสวัด บ. ก็ไม่ยอมสึกให้ พนักงานสอบสวนจึงพาจำเลยกลับไปที่สถานีตำรวจและจัดให้จำเลยลาสิกขาบทต่อหน้าพระพุทธรูปที่อยู่บนสถานีตำรวจ ดังนี้ จำเลยย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยยังไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุเนื่องจากจำเลยไม่สมัครใจลาสิกขาบทและการดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศกระทำโดยพลการของเจ้าพนักงานตำรวจ เมื่อจำเลยแต่งกายเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเมื่อพ้นจากการคุมขังโดยได้รับการปล่อยชั่วคราวแล้ว ถือว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 208 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีก่อน

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 208 จำคุก 1 เดือน คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยารอการลงโทษจำเลยไว้ จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา วันที่ 3 พฤษภาคม 2539 จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเสนาจับกุมในข้อหามีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมายในการดำเนินกคดีแก่จำเลยพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและดำเนินการให้จำเลยแต่งกายเป็นฆราวาส ต่อมาจำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวนเมื่อจำเลยพ้นจากการคุมขังแล้วจำเลยได้แต่งกายเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา คดีมีปัญหาในชั้นนี้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าเมื่อพนักงานสอบสวนดำเนินการให้จำเลยเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นฆราวาสก็ถือว่าพนักงานสอบสวนดำเนินการให้จำเลยสละสมณะเพศแล้ว จำเลยย่อมขาดจากการเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา การที่จำเลยแต่งกายเป็นพระภิกษุจำเลยย่อมมีความผิดศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 29การสละสมณเพศเพราะถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญามีได้ใน3 กรณี คือ เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุมพนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณเพศได้กรณีหนึ่งหรือเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณะเพศได้กรณีหนึ่ง หรือเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวันใดวัดหนึ่งหรือเป็นพระจรจัด พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณเพศได้อีกกรณีหนึ่ง สำหรับกรณีของจำเลยคงได้ความจากพยานโจทก์คือนายเริงฤทธิ์ เบ้านุวงศ์ ซึ่งรับราชการอยู่ที่กรมการศาสนาในตำแหน่งหัวหน้างานตรวจการคณะสงฆ์ ฝ่ายสังฆการสำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคมว่า นายเริงฤทธิ์สอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสละสมณเพศของจำเลยกับพันตำรวจตรีชำนาญ โตวงษ์ ได้ความว่าจำเลยสละสมณเพศโดยพนมมือต่อหน้าพระพุทธรูปซึ่งอยู่บนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเสนาและกล่าวคำว่า "ข้าพเจ้าขอลาสึกก่อน" และพันตำรวจตรีชำนาญบอกอีกว่าจำเลยถอดสบงและจีวรเองแล้วเจ้าพนักงานตำรวจได้นำเสื้อยืดคอกลมและกางเกงขาสั้นเอวยางยืดมาให้จำเลยใส่แทน ดังนี้ การดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศของเจ้าพนักงานตำรวจเป็นการดำเนินการโดยมิได้มีพระภิกษุผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชาของจำเลยร่วมรู้เห็นด้วย ส่วนเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจต้องดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศโดยลำพังนั้นได้ความจากพันตำรวจโทปรีชา ยืนยง พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นพยานโจทก์อีกปากหนึ่งว่า หลังจากจับกุมจำเลยในข้อหามีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมายแล้ว ได้พาจำเลยไปที่วัดบ้านแพนเพื่อให้จำเลยสึก แต่จำเลยไม่ยอมสึก และเจ้าอาวาสวัดบ้านแพนก็ไม่ยอมสึกให้จึงพาจำเลยกลับไปที่สถานีตำรวจและจัดให้จำเลยลาสิกขาบทต่อหน้าพระพุทธรูปที่อยู่บนสถานีตำรวจ เห็นได้ว่า จากพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยยังไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุเนื่องจากจำเลยไม่สมัครใจลาสิกขาบทและการดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศกระทำโดยพลการของเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยจึงไม่มีเจตนากระทำความผิดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 208
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย สุดใจ ฉอ้อนโฉม
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6781/2543
#34193
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยฉกฉวยเอาพลอยของผู้เสียหายพาหนีไปซึ่งหน้า อันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงเห็นได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ อันเป็นความผิดที่มีลักษณะพิเศษไปจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ธรรมดาและมิใช่องค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 จึงเป็น การไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาชอบที่จะพิพากษาแก้และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(6)(7) วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่ประกอบเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ให้ถูกต้องได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี, 357, 83 ให้จำเลยที่ 2 คืนพลอยสีน้ำเงินหรือชดใช้ราคา 700,000 บาท แก่นายขวัญชัย จำปาทอง และคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 336 วรรคหนึ่ง, 336 ทวิประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุก 7 ปี 6 เดือน ให้จำเลยที่ 2 คืนพลอยสีน้ำเงินหรือใช้ราคา 700,000 บาท แก่นายขวัญชัย จำปาทอง และคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลต้องพิพากษายกฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ซึ่งเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ฯลฯ แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังยุติตามข้อวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 ได้ลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า อันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 336 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยฉกฉวยเอาพลอยของผู้เสียหายพาหนีไปซึ่งหน้า อันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงเห็นได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์อันเป็นความผิดที่มีลักษณะพิเศษไปจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ธรรมดาและมิใช่องค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็ชอบที่จะพิพากษาแก้และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(6)(7) วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่ประกอบเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) นั้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอที่จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดีแล้วหาทำให้จำเลยที่ 2 หลงต่อสู้หรือเป็นฟ้องเคลือบคลุมดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(6)(7) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อนันต์หรือเต่า สระศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6776 -ที่ 6777/2543
#39301
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารกับให้ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 ก่อนคดีถึงที่สุดโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทำสัญญาระงับข้อพิพาทระหว่างกันทั้งหมดโดยไม่ติดใจบังคับคดีต่อมาโจทก์ที่ 1 นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย เพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยยื่นฟ้องและศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาระงับข้อพิพาทและให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงินแก่จำเลย แสดงว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญา แต่โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่อาจบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ เมื่อการนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์เป็นการกระทำของผู้แทนโจทก์ที่ 1 โดยยืนยันว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยจริงหากเกิดความเสียหายผู้แทนโจทก์ที่ 1 ยินยอมรับผิดชอบเอง เมื่อศาลไม่อนุญาตให้บังคับคดีอีกต่อไป โจทก์ที่ 1 ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1เรียกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับกับให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกและโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลย

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากตึกแถวห้องเลขที่ 411 และ 412 ตามฟ้อง ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 เดือนละ 16,000 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2525 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยกับบริวารจะออกไปจากตึกแถวดังกล่าวให้ยกฟ้องสำนวนหลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1สิงหาคม 2525 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ30,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยกับบริวารจะออกจากตึกแถวพิพาท ถ้าจำเลยผิดนัดก็ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันไปทุกเดือนที่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ก่อนคดีถึงที่สุด โจทก์ที่ 1 กับจำเลยได้ทำสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งหมดโดยไม่ติดใจบังคับคดีที่ทั้งสองฝ่ายฟ้องร้องกันรวมทั้งกรณีพิพาทในคดีนี้ด้วย หลังจากนั้นจำเลยถอนฎีกาที่ได้ยื่นไว้ต่อศาลตามข้อตกลง ส่วนโจทก์ไม่ได้ถอนฎีกาในคดีนี้

วันที่ 1 เมษายน 2534 โจทก์ที่ 1 นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14296 แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย เพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น จำเลยจึงได้ยื่นฟ้องโจทก์ที่ 1ต่อศาลชั้นต้นโดยอ้างว่า โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทและเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราว ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทและให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7051/2540

วันที่ 27 มีนาคม 2541 โจทก์ที่ 1 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่โจทก์ที่ 1 ได้นำยึดไว้ ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2541 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ถอนการบังคับคดีอ้างว่าโจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิบังคับคดีตามสัญญาตกลงระงับข้อพิพาท วันที่ 30 มิถุนายน 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์ ให้โจทก์ที่ 1 เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่ากรณีมีเหตุสมควรที่จะถอนการบังคับคดีตามคำร้องของจำเลยได้หรือไม่จำเลยฎีกาว่า เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า โจทก์ที่ 1 ผิดสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 1 และ 2 แล้ว จำเลยจึงไม่มีหนี้สินหรือภาระความผูกพันอื่นใดต่อโจทก์ที่ 1 อีกต่อไป การที่โจทก์ที่ 1 ไม่ยอมถอนการบังคับคดีและยังดำเนินการบังคับคดีจำเลยในคดีนี้จึงไม่ชอบ ศาลในคดีนี้ย่อมบังคับให้โจทก์ที่ 1 ถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่นำยึดโดยไม่ชอบได้ เห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7051/2540 ตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 2 นั้น สืบเนื่องมาจากสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 1 อันเป็นการทำสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งหมด รวมทั้งข้อพิพาทในคดีนี้ด้วย จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 โดยมีผลทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงว่าเป็นของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 เมื่อจำเลยปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวแล้ว โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาจนถูกจำเลยยื่นฟ้องว่าผิดสัญญาตกลงระงับข้อพิพาท ซึ่งในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7051/2540 ให้โจทก์ที่ 1 แพ้คดีและชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย แสดงว่าจำเลยเป็นฝ่ายที่ปฏิบัติตามสัญญาแล้วแต่โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ข้อตกลงตามสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 1 นั้น หากจำเลยปฏิบัติตามสัญญาแล้วมีผลผูกมัดโจทก์ที่ 1 ว่าไม่ประสงค์จะบังคับคดีจำเลยอีกต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่โจทก์ที่ 1 กลับเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่อาจบังคับคดีตามคำพิพากษาที่โจทก์ที่ 1 สละแล้วได้อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์ที่ 1 ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียม เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยไม่มีการขายหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จึงเป็นการกระทำของโจทก์ที่ 1 ไม่เกี่ยวกับจำเลย อีกทั้งตามรายงานการยึดก็ปรากฏว่าผู้แทนโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ชี้นำยึดโดยยืนยันว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยจริง หากเกิดความเสียหายผู้แทนโจทก์ที่ 1ยินยอมรับผิดชอบเองทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าศาลไม่อนุญาตให้บังคับคดีตามคำพิพากษาได้อีกต่อไป โจทก์ที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 149 และตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 30มิถุนายน 2541
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. ตาราง 5 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีไทยณรงค์ กับพวก
จำเลย — นางหรือนางสาว ปราณี เหลืองตรีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6776 -ที่ 6777/2543
#91256
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารกับให้ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 ก่อนคดีถึงที่สุด โจทก์ที่ 1 กับจำเลยทำสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งหมดโดยไม่ติดใจบังคับคดี ต่อมาโจทก์ที่ 1 นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย เพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินมา ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยยื่นฟ้องและศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าโจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาระงับข้อพิพาทให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย แสดงว่าจำเลยเป็นฝ่ายที่ปฏิบัติตามสัญญาแล้ว แต่โจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนั้นจึงไม่อาจบังคับคดีตามคำพิพากษาที่โจทก์ที่ 1 สละแล้วได้อีกต่อไป

เมื่อการนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์เป็นการกระทำของผู้เแทนโจทก์ที่ 1 โดยยืนยันว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยจริง หากเกิดความเสียหายผู้แทนโจทก์ที่ 1 ยินยอมรับผิดชอบเองทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าศาลไม่อนุญาตให้บังคับคดีตามคำพิพากษาได้อีกต่อไป โจทก์ที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 และตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกและจำเลยที่ ๑ ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ ๑ เรียกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ตามลำดับ กับให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกและโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลย

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากตึกแถวห้องเลขที่ ๔๑๑ และ ๔๑๒ ตามฟ้อง ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ ๑ เดือนละ ๑๖,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๒๕ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยกับบริวารจะออกไปจากตึกแถวดังกล่าว ให้ยกฟ้องสำนวนหลัง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๒๕ จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยกับบริวารจะออกจากตึกแถวพิพาท ถ้าจำเลยผิดนัดก็ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันไปทุกเดือนที่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ก่อนคดีถึงที่สุด โจทก์ที่ ๑ กับจำเลยได้ทำสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยทั้งหมดโดยไม่ติดใจบังคับคดีที่ทั้งสองฝ่ายฟ้องร้องกัน รวมทั้งกรณีพิพาทในคดีนี้ด้วย หลังจากนั้นจำเลยถอนฎีกาที่ได้ยื่นไว้ต่อศาลตามข้อตกลง ส่วนโจทก์ไม่ได้ถอนฎีกาในคดีนี้

วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๔ โจทก์ที่ ๑ นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๒๙๖ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย เพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น จำเลยจึงได้ยื่นฟ้องโจทก์ที่ ๑ ต่อศาลชั้นต้น โดยอ้างว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นฝ่ายผิดสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทและเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราว ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นฝ่ายผิดสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทและให้โจทก์ที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๐๕๑/๒๕๔๐

วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๑ โจทก์ที่ ๑ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่โจทก์ที่ ๑ ได้นำยึดไว้ ต่อมาวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๑ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ถอนการบังคับคดีอ้างว่า โจทก์ที่ ๑ ไม่มีสิทธิบังคับคดีตามสัญญาตกลงระงับข้อพิพาท วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์ ให้โจทก์ที่ ๑ เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย

โจทก์ที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะถอนการบังคับคดีตามคำร้องของจำเลยได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า โจทก์ที่ ๑ ผิดสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทแล้ว จำเลยจึงไม่มีหนี้สินหรือภาระความผูกพันอื่นใดต่อโจทก์ที่ ๑ อีกต่อไป การที่โจทก์ที่ ๑ ไม่ยอมถอนการบังคับคดีและยังดำเนินการบังคับคดีจำเลยในคดีนี้จึงไม่ชอบ ศาลในคดีนี้ย่อมบังคับให้โจทก์ที่ ๑ ถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่นำยึดโดยไม่ชอบได้ เห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๐๕๑/๒๕๔๐ นั้น สืบเนื่องมาจากสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลย อันเป็นการทำสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยทั้งหมด รวมทั้งข้อพิพาทในคดีนี้ด้วย จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ใช้บังคับได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๕๐ โดยมีผลทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงว่าเป็นของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๕๒ เมื่อจำเลยปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวแล้ว โจทก์ที่ ๑ เป็นฝ่ายผิดสัญญา จนถูกจำเลยยื่นฟ้องว่าผิดสัญญาตกลงระงับข้อพิพาท ซึ่งในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๐๕๑/๒๕๔๐ ให้โจทก์ที่ ๑ แพ้คดีและชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย แสดงว่าจำเลยเป็นฝ่ายที่ปฏิบัติตามสัญญาแล้ว แต่โจทก์ที่ ๑ เป็นฝ่ายผิดสัญญา ข้อตกลงตามสัญญาตกลงระงับข้อพิพาท นั้น หากจำเลยปฏิบัติตามสัญญาแล้วมีผลผูกมัดโจทก์ที่ ๑ ว่าไม่ประสงค์จะบังคับคดีจำเลยอีกต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์ที่ ๑ กลับเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่อาจบังคับคดีตามคำพิพากษาที่โจทก์ที่ ๑ สละแล้วได้อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์ที่ ๑ ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียม เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยไม่มีการขายหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ ๑ นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ จึงเป็นการกระทำของโจทก์ที่ ๑ ไม่เกี่ยวกับจำเลย อีกทั้งตามรายงานการยึดก็ปรากฏว่าผู้แทนโจทก์ที่ ๑ เป็นผู้ชี้นำยึด โดยยืนยันว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยจริง หากเกิดความเสียหายผู้แทนโจทก์ที่ ๑ ยินยอมรับผิดชอบเองทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าศาลไม่อนุญาตให้บังคับคดีตามคำพิพากษาได้อีกต่อไป โจทก์ที่ ๑ จึงมีหน้าที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๙ และตาราง ๕ ข้อ ๓ ท้าย ป.วิ.พ.

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 271 ตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีไทยณรงค์ กับพวก
จำเลย — นางหรือนางสาวปราณี เหลืองตรีโรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุทธินันท์ เสียมสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศรไชย
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6535 -ที่ 6775/2543
#37844
เปิดฉบับเต็ม

มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้ยื่นข้อเรียกร้อง แม้จะไม่มีรายละเอียด ต่าง ๆ เกี่ยวกับข้อเรียกร้องนั้น ก็ยังเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมายเพราะพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มิได้บัญญัติบังคับให้มติที่ประชุมใหญ่จะต้องมีรายละเอียดเช่นว่านั้น คำกล่าวของประธานในที่ประชุมสหภาพที่กล่าวในทำนองว่าสหภาพจำเป็นที่จะต้องยื่นข้อเรียกร้องก่อนสิ้นปีนั้นเป็นเพียงคำกล่าวชี้แจงแสดงเหตุผลของประธานต่อที่ประชุมใหญ่เท่านั้นหาได้หมายความว่าให้ที่ประชุมลงมติว่าจะให้ยื่นข้อเรียกร้องภายในกำหนดสิ้นปีด้วย เมื่อที่ประชุมใหญ่มีมติให้ยื่นข้อเรียกร้อง และสหภาพแรงงานได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยภายในระยะเวลาสมควรแล้ว แม้จะล่วงเลยวันสิ้นปีก็ตาม ก็ถือเป็นการยื่นข้อเรียกร้องโดยมติของที่ประชุมใหญ่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองร้อยสี่สิบเอ็ดฟ้องเป็นใจความทำนองเดียวกันว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองร้อยสี่สิบเอ็ดโดยโจทก์แต่ละคนมิได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์แต่ละคนได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหาย เงินโบนัส ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และค่าขาดรายได้ตามจำนวนเงินในฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวนพร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรับโจทก์บางคนกลับเข้าทำงาน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองร้อยสี่สิบเอ็ดได้ร่วมกันผละงานหรือนัดหยุดงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทุกคนเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานซึ่งได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และไม่ชอบด้วยข้อบังคับของสหภาพแรงงานเพราะสหภาพแรงงานไม่มีมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกให้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลย มติที่ประชุมใหญ่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 103 และไม่ชอบด้วยข้อบังคับของสหภาพแรงงานโจทก์ทุกคนจึงไม่มีสิทธิที่จะนัดหยุดงาน จำเลยได้มีหนังสือตักเตือนพร้อมมีคำสั่งให้โจทก์ทุกคนกลับเข้าทำงานตามปกติ แต่โจทก์ทุกคนไม่ปฏิบัติ จึงเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม ซึ่งจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทุกคนได้โดยชอบด้วยกฎหมายจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสองร้อยสี่สิบเอ็ดการที่โจทก์ทั้งสองร้อยสี่สิบเอ็ดนัดหยุดงานเป็นการละทิ้งหน้าที่และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นเงิน12,660,000 บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทุกสำนวนและบังคับโจทก์แต่ละคนจ่ายค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามคำให้การและฟ้องแย้ง

โจทก์ทั้งสองร้อยสี่สิบเอ็ดให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทุกคนมิได้กระทำผิด ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายดังฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหาย ค่าจ้างสำหรับหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ย และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

โจทก์สำนวนที่ 19 ถึงที่ 241 และจำเลยทุกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 และข้อบังคับของสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์มิได้บังคับว่ามติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้ยื่นข้อเรียกร้อง จะต้องมีรายละเอียดว่าให้เรียกร้องสิ่งใดและตั้งใครเป็นผู้แทนในการเจรจาตามที่จำเลยอ้าง มติที่ประชุมใหญ่จึงเป็นมติที่ชอบด้วยตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 103(2) และข้อบังคับของสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ข้อ 34(9)การยื่นข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์จึงเป็นการยื่นข้อเรียกร้องโดยมติของที่ประชุมใหญ่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนข้อความที่ว่า "ประธานกล่าวว่าในปีที่ผ่านมาเราไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องเลย ฉะนั้นในปีนี้เราจำเป็นจะต้องยื่นข้อเรียกร้องก่อนสิ้นปี 2539นี้ จึงอยากให้ที่ประชุมลงมติว่าเราจะยื่นข้อเรียกร้องหรือไม่ยื่น" มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวว่าเป็นเพียงคำกล่าวชี้แจงแสดงเหตุผลของประธานต่อที่ประชุมใหญ่ว่าเพราะเหตุใดจึงขอให้ที่ประชุมลงมติว่าจะให้ยื่นข้อเรียกร้องหรือไม่เท่านั้น หาได้หมายความว่าให้ที่ประชุมลงมติว่าจะให้ยื่นข้อเรียกร้องภายในกำหนดระยะเวลาใดคือภายในสิ้นปี 2539 ด้วยไม่ เมื่อที่ประชุมใหญ่มิได้ลงมติไว้อย่างชัดแจ้งว่าให้ยื่นข้อเรียกร้องภายในปี 2539 และไม่มีกฎหมายบังคับว่าการยื่นข้อเรียกร้องจะต้องกระทำในระยะเวลาใด เพียงแต่ถ้าประสงค์จะให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่มีผลใช้บังคับต่อเนื่องกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับเดิม ก็จะต้องยื่นข้อเรียกร้องเสียก่อนที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับเดิมจะสิ้นระยะเวลาใช้บังคับเท่านั้น สหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์จึงสามารถยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยได้ภายในระยะเวลาอันสมควร นับตั้งแต่ที่ประชุมใหญ่มีมติให้ยื่นข้อเรียกร้องตามเอกสารหมาย จ.12 หรือ ล.8 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2539 จนถึงวันที่ 4กุมภาพันธ์ 2540 ไม่ปรากฏว่าสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยมาก่อน การยื่นข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 จึงเป็นการยื่นข้อเรียกร้องโดยมติของที่ประชุมใหญ่ภายในระยะเวลาอันสมควรแล้ว"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของโจทก์ที่ 35 และโจทก์ที่ 239 ให้จำเลยจ่ายเป็นเงิน 20,958 บาท และ31,291 บาท ตามลำดับ กับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของโจทก์ที่ 239 ให้จำเลยจ่ายเป็นเงิน 112,650 บาท และ7,510 บาท ตามลำดับ และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยที่จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์แต่ละคนนับตั้งแต่วันเลิกจ้างคือโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18นับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2540 โจทก์ที่ 19 ถึงที่ 241 นับตั้งแต่วันที่ 10มีนาคม 2540 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 103 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เหรียญ คำเพ็ง กับพวก
จำเลย — บริษัท ไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6535 -ที่ 6775/2543
#91254
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 98 และ 103 และข้อบังคับของสหภาพแรงงาน ท. มิได้บังคับว่ามติที่ประชุมใหญ่ของสหภาพแรงงานที่ให้ยื่นข้อเรียกร้องจะต้องมีรายละเอียดว่าให้เรียกร้องสิ่งใดเช่น ค่าจ้าง สวัสดิการ เป็นจำนวนเท่าไร และตั้งใครเป็นผู้แทนในการเจรจา ตามที่จำเลยอ้าง ดังนั้น มติที่ประชุมใหญ่ของสหภาพแรงงาน ท. ที่เพียงแต่ระบุให้สหภาพแรงงาน ท. ยื่นข้อเรียกร้องซึ่งเป็นกิจการอันมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของสมาชิกไว้ลอย ๆ โดยไม่มีรายละเอียดดังกล่าว จึงเป็นมติที่ชอบตาม มาตรา 103 (2) และข้อบังคับของสหภาพแรงงาน ท.

ข้อความที่ว่า "ประธานกล่าวว่าในปีที่ผ่านมาเราไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องเลย ฉะนั้นในปีนี้เราจำเป็นจะต้องยื่นข้อเรียกร้องก่อนสิ้นปี 2539 นี้ จึงอยากให้ที่ประชุมลงมติว่าเราจะยื่นข้อเรียกร้องหรือไม่ยื่น" มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวว่าเป็นเพียงคำกล่าวชี้แจงแสดงเหตุผลของประธานต่อที่ประชุมใหญ่ว่าเพราะเหตุใดจึงขอให้ที่ประชุมลงมติว่าจะให้ยื่นข้อเรียกร้องหรือไม่เท่านั้น หาได้หมายความว่าให้ที่ประชุมลงมติว่าให้ยื่นข้อเรียกร้องภายในสิ้นปี 2539 ด้วยไม่ เมื่อที่ประชุมใหญ่มิได้ลงมติไว้อย่างชัดแจ้งว่าให้ยื่นข้อเรียกร้องภายในปี 2539 และไม่มีกฎหมายบังคับว่าจะต้องกระทำในระยะเวลาใด สหภาพแรงงาน ท. จึงสามารถยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยได้ภายในระยะเวลาอันสมควร ที่ประชุมใหญ่ลงมติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2539 จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 ไม่ปรากฏว่าสหภาพแรงงาน ท. ได้ยื่นข้อเรียกร้องมาก่อน การยื่นข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน ท. เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 จึงเป็นการยื่นข้อเรียกร้องโดยมติของที่ประชุมใหญ่ภายในระยะเวลาอันสมควรแล้ว

การที่สหภาพแรงงาน ท. ทำหนังสือแจ้งข้อพิพาทแรงงานให้พนักงานประนอมข้อพิพาททราบตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 21 ในวันอาทิตย์อันเป็นวันหยุดราชการ โดยไปยื่นต่อ ส. ซึ่งทำหน้าที่เป็นเวรประจำที่ทำการของพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน จึงถือได้ว่าสหภาพแรงงาน ท. ได้แจ้งข้อพิพาทแรงงานเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานแล้ว

ค่าชดเชยเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง เมื่อจำเลยไม่ยอมจ่ายย่อมถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันเลิกจ้างโดยมิพักต้องเรียกร้องหรือทวงถาม จำเลยจึงต้องจ่ายดอกเบี้ยให้โจทก์ที่ 19 ถึงที่ 241 ตั้งแต่วันเลิกจ้าง และเพื่อความเป็นธรรมอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 นับแต่วันเลิกจ้างด้วย แม้โจทก์ดังกล่าวจะไม่ได้อุทธรณ์ก็ตาม

สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ไม่มีกฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างทันทีที่เลิกจ้าง และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวหรือไม่ จึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองร้อยสี่สิบเอ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 241

โจทก์ทั้งสองร้อยสี่สิบเอ็ดฟ้องเป็นใจความทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหาย เงินโบนัส ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และค่าขาดรายได้ตามจำนวนเงินในฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยรับโจทก์บางคนกลับเข้าทำงาน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ทุกสำนวนและบังคับโจทก์แต่ละคนจ่ายค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามคำให้การและฟ้องแย้ง

โจทก์ทั้งสองร้อยสี่สิบเอ็ดให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหาย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์แต่ละคนตามรายการท้ายคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโดยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินยอดรวมที่โจทก์แต่ละคนได้รับนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 กรกฎาคม 2540 สำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 17 วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 สำหรับโจทก์ที่ 18 วันที่ 5 สิงหาคม 2540 สำหรับโจทก์ที่ 19 ถึงที่ 240 และวันที่ 25 กันยายน 2540 สำหรับโจทก์ที่ 241) คำขออื่นของโจทก์แต่ละคน (หากมี) นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

โจทก์สำนวนที่ 19 ถึงที่ 241 และจำเลยทุกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.1 และ 2.3 ว่า มติที่ประชุมใหญ่เพียงแต่ระบุให้สหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ยื่นข้อเรียกร้องซึ่งเป็นกิจการอันมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของสมาชิกไว้ลอยๆ ไม่มีรายละเอียดว่าให้เรียกร้องสิ่งใด เช่น ค่าจ้าง สวัสดิการเป็นจำนวนเท่าไร และตั้งใครเป็นผู้แทนในการเจราจา เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 103 (2) และข้อบังคับของสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ ข้อ 34 (9) ถือว่ามิได้มีมติที่ประชุมใหญ่ให้ยื่นข้อเรียกร้อง การยื่นข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 จึงไม่ชอบนั้น จำเลยได้นำสืบเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว แม้ศาลแรงงานกลางจะไม่ได้วินิจฉัยจำเลยก็ยกขึ้นอุทธรณ์ได้ เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 98 บัญญัติว่าเพื่อประโยชน์ของสมาชิกของสหภาพแรงงาน ให้สภาพแรงงานมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน (1) ถึง (6) ซึ่งอำนาจหน้าที่ตาม (1) คือการเรียกร้องเจรจา ทำความตกลงและรับทราบคำชี้ขาด หรือทำข้อตกลงกับนายจ้างหรือสมาคมนายจ้างในกิจการของสมาชิก โดยมีข้อกำหนดควบคุมจำกัดอำนาจของสหภาพแรงงานไว้ในมาตรา 103 ว่าถ้าเป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 103 (1) ถึง (8) สหภาพแรงงานจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีมติของที่ประชุมใหญ่ ซึ่งข้อควบคุมจำกัดอำนาจตามมาตรา 103 (2) ก็คือ การดำเนินกิจการอันอาจกระทบกระเทือนถึงส่วนได้เสียของสมาชิกเป็นส่วนรวม เช่นเดียวกับข้อบังคับของสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ข้อ 34 (9) ทั้งนี้โดยทั้งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และข้อบังคับของสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์มิได้บังคับว่ามติของที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวจะต้องมีรายละเอียดตามที่จำเลยอ้าง มติที่ประชุมใหญ่จึงเป็นมติที่ชอบด้วยตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา103 (2) และข้อบังคับของสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ข้อ 34 (9) การยื่นข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์จึงเป็นการยื่นข้อเรียกร้องโดยมติของที่ประชุมใหญ่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.2 ว่า มติที่ประชุมใหญ่มีข้อความว่า "ประธาน กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาเราไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องเลย ฉะนั้นในปีนี้เราจำเป็นจะต้องยื่นข้อเรียกร้องก่อนสิ้นปี 2539 นี้ จึงอยากให้ที่ประชุมลงมติว่าเราจะยื่นข้อเรียกร้องหรือไม่ยื่น ที่ประชุมลงมติรับรองเป็นเอกฉันท์ให้ยื่นข้อเรียกร้องได้" มีความหมายว่าที่ประชุมมีมติให้ยื่นข้อเรียกร้องก่อนสิ้นปี 2539 เห็นว่า ข้อความที่ว่า "ประธานกล่าวว่าในปีที่ผ่านเราไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องเลย ฉะนั้นในปีนี้เราจำเป็นจะต้องยื่นข้อเรียกร้องก่อนสิ้นปี 2539 นี้ จึงอยากให้ที่ประชุมลงมติว่าเราจะยื่นข้อเรียกร้องหรือไม่ยื่น" มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวว่าเป็นเพียงคำกล่าวชี้แจงแสดงเหตุผลของประธานต่อที่ประชุมใหญ่ว่าเพราะเหตุใดจึงขอให้ที่ประชุมลงมติว่าจะให้ยื่นข้อเรียกร้องหรือไม่เท่านั้น หาได้หมายความว่า ให้ที่ประชุมลงมติว่าจะให้ยื่นข้อเรียกร้องภายในกำหนดระยะเวลาใดคือภายในสิ้นปี 2539 ด้วยไม่ เมื่อที่ประชุมใหญ่มิได้ลงมติไว้อย่างชัดแจ้งว่าให้ยื่นข้อเรียกร้องภายในปี 2539 และไม่มีกฎหมายบังคับว่าการยื่นข้อเรียกร้องจะต้องกระทำในระยะเวลาใดเพียงแต่ถ้าประสงค์จะให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่มีผลใช้บังคับต่อเนื่องกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับเดิม ก็จะต้องยื่นข้อเรียกร้องเสียก่อนที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับเดิมจะสิ้นระยะเวลาใช้บังคับเท่านั้น สหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์จึงสามารถยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยได้ภายในระยะเวลาอันสมควร นับตั้งแต่ที่ประชุมใหญ่มีมติให้ยื่นข้อเรียกร้องเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2539 จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2550 ไม่ปรากฎว่าสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยมาก่อนการยื่นข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 จึงเป็นการยื่นข้อเรียกร้องโดยมติของที่ประชุมใหญ่ภายในระยะเวลาอันสมควรแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น...

ที่จำเลยอุทธรณ์เป็นประการสุดท้ายในข้อ 2.6 ว่า แม้การแจ้งข้อพิพาทแรงงานจะกระทำในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2540 แต่ก็ยื่นต่อนายสราวุธ เจ้าหน้าที่เวรประจำสถานที่ราชการซึ่งมิใช่พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานจึงยังถือไม่ได้ว่าสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ได้มีหนังสือแจ้งข้อพิพาทแรงงานให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบภายใน 24 ชั่วโมงตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 21 เห็นว่า วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2540 ตรงกับวันอาทิตย์เป็นวันหยุดราชการมีนายสราวุธทำหน้าที่เป็นเวรประจำที่ทำการของพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน นายสราวุธย่อมมีอำนาจรับหนังสือแจ้งข้อพิพาทแรงงานในนามของพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ การที่สหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ทำหนังสือแจ้งข้อพิพาทแรงงานไปยื่นต่อนายสราวุธในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2540 จึงถือได้ว่าสหภาพแรงงานไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ได้แจ้งข้อพิพาทแรงงานเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบภายใน 24 ชั่วโมง ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 21 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน...

ที่โจทก์ที่ 19 ถึงที่ 241 อุทธรณ์ในข้อ 2.2 ว่า จำเลยต้องจ่ายดอกเบี้ยของค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์ดังกล่าวตั้งแต่วันเลิกจ้าง ไม่ใช่ตั้งแต่วันฟ้อง เห็นว่า ค่าชดเชยเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 46 เมื่อจำเลยไม่จ่ายย่อมถือว่าจำเลยผิดนัดนับแต่วันเลิกจ้างโดยมิพักต้องเรียกร้องหรือทวงถาม จำเลยจึงต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 19 ถึงที่ 241 ตั้งแต่วันเลิกจ้าง และเพื่อความเป็นธรรมอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 นับแต่วันเลิกจ้างด้วย แม้โจทก์ดังกล่าวจะไม่ได้อุทธรณ์ก็ตาม ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนั้น ไม่มีกฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างทันทีที่เลิกจ้าง และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 19 ถึงที่ 241 ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวหรือไม่ จึงต้องถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจึงถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 19 ถึงที่ 241 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนที่โจทก์ที่ 35 และโจทก์ที่ 239 อุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 35 ควรได้ค่าชดเชย 75,450 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 20,958 บาท โจทก์ที่ 239 ควรได้ค่าชดเชย 112,650 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 31,920 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 6,258 บาท และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 122,523 บาท นั้น เห็นว่า ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 35 ว่า โจทก์ที่ 35 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2537 ได้ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 12,575 บาท เมื่อโจทก์ที่ 35 ถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 จึงมีสิทธิได้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน คิดเป็นเงิน 37,725 บาท และมีสิทธิได้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 50 วัน คิดเป็นเงิน 20,958 บาท ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าชดเชยให้ 37,725 บาท จึงถูกต้องแล้ว แต่สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่กำหนดให้ 20,950 บาท นั้นไม่ถูกต้อง ส่วนโจทก์ที่ 239 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2519 ได้ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 18,775 บาท เมื่อโจทก์ที่ 239 ถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2540 จึงมีสิทธิได้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน คิดเป็นเงิน 112,650 บาท และมีสิทธิได้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 50 วัน คิดเป็นเงิน 31,291 บาทสำหรับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของโจทก์ที่ 239 ปรากฏว่าคู่ความแถลงรับกันตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 ว่าวันหยุดพักผ่อนประจำปีของโจทก์ที่ 239 เหลืออยู่ คือ 12 วัน โจทก์ที่ 239 จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 7,510 บาท ส่วนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น นอกจากโจทก์ที่ 239 จะไม่ได้ฟ้องเรียกร้องมาด้วยแล้วโจทก์ที่ 239 ยังแถลงรับไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 กันยายน 2541 ด้วยว่าโจทก์ 239 ได้รับเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของตนไปครบถ้วนถูกต้องแล้ว โจทก์ที่ 239 จึงไม่มีสิทธิเลี้ยงชีพให้โจทก์ที่ 239 จึงถูกต้องแล้ว แต่ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าชดเชยให้ 66,330 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 18,450 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 5,166 บาท นั้นไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 35 และที่ 239 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของโจทก์ที่ 35 และโจทก์ที่ 239 ให้จำเลยจ่ายเป็นเงิน 20,958 บาท และ 31,291 บาท ตามลำดับ กับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของโจทก์ที่ 239 ให้จำเลยจ่ายเป็นเงิน 112,650 บาท และ 7,510 บาท ตามลำดับ และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยที่จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์แต่ละคนนับตั้งแต่วันเลิกจ้างคือโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 นับตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2540 โจทก์ที่ 19 ถึงที่ 241 นับตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2540 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 67 ม. 118
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 21 ม. 98 ม. 103
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเหรียญ คำเพ็ง กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6516/2543
#35011
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญา เมื่อโจทก์ร่วมแต่งตั้งให้ ท. เป็นทนายความโดยให้มีอำนาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา ท. จึงลงชื่อในคำฟ้องอุทธรณ์แทนโจทก์ร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 62 ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 โดยไม่จำต้องรอให้โจทก์ร่วมเป็นผู้ลงลายมือชื่อด้วยตนเองข้ออ้างของทนายโจทก์ร่วมที่ว่ายังไม่ได้รับแบบพิมพ์ท้ายอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อกลับคืนมาจึงยังไม่สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษอันศาลจะพึงขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้โจทก์ร่วมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 83 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายวิชัย วัฒนกิตานนท์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโดยอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2541 ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2542 ทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน อ้างว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นยังอยู่ในระหว่างการพิมพ์ ไม่สามารถขอถ่ายสำเนาคำเบิกความพยานและคำพิพากษาได้ทัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 ครั้นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 ทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 15 วันเป็นครั้งที่สอง โดยอ้างว่าเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษา คำเบิกความพยานและคดีมีข้อยุ่งยากประกอบกับโจทก์ร่วมซึ่งเดินทางไปประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนถูกคนร้ายควบคุมตัวไว้เพื่อเรียกค่าไถ่ ทนายโจทก์ร่วมจะต้องเดินทางไปยังประเทศดังกล่าวกับภรรยาโจทก์ร่วมเพื่อช่วยเหลือและเพื่อให้โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อในท้ายอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 4 มีนาคม 2542 ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2542ทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่สามโดยอ้างว่าโจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ยังไม่สามารถลงลายมือชื่อในท้ายอุทธรณ์ได้ทนายโจทก์ร่วมได้ฝากแบบพิมพ์ท้ายอุทธรณ์ไว้เพื่อให้โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อและส่งกลับมาให้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับจึงขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์ไปอีก 15 วันนับถัดจากวันที่ 4 มีนาคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่มีเหตุสมควร ไม่อนุญาต ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏตามใบแต่งทนายความลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 ว่า โจทก์ร่วมแต่งตั้งให้นายทนงศักดิ์ จุลภักดิ์ เป็นทนายความในคดีนี้โดยให้มีอำนาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาด้วย นายทนงศักดิ์จึงสามารถลงชื่อในคำฟ้องอุทธรณ์แทนโจทก์ร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 โดยไม่จำต้องรอให้โจทก์ร่วมเป็นผู้ลงลายมือชื่อด้วยตนเอง ข้ออ้างของทนายโจทก์ร่วมตามคำร้องที่ว่ายังไม่ได้รับแบบพิมพ์ท้ายอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อกลับคืนมาจึงยังไม่สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้นั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษอันศาลจะพึงขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้โจทก์ร่วมได้ ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย วิชัย วัฒนกิตานนท์
จำเลย — นาย นพดลหรือติ่ง เพศยนาวิน
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6516/2543
#66241
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญา เมื่อโจทก์ร่วมแต่งตั้งให้ ท.เป็นทนายความโดยให้มีอำนาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา ท.จึงลงชื่อในคำฟ้องอุทธรณ์แทนโจทก์ร่วมได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 62 ประกอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา 15 โดยไม่จำต้องรอให้โจทก์ร่วมเป็นผู้ลงลายมือชื่อด้วยตนเอง ข้ออ้างของทนายโจทก์ร่วมที่ว่ายังไม่ได้รับแบบพิมพ์ท้ายอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อกลับคืนมาจึงยังไม่สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษอันศาลจะพึงขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้โจทก์ร่วมได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายวิชัย วัฒนกิตานนท์
จำเลย — นพดลหรือติ่ง เพศยนาวิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางปดารณี ลัดพลี
ศาลอุทธรณ์ — นายปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6515/2543
#37402
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจัดให้มีพยาบาลประจำเรืออันเป็นการกำหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานก็เป็นการจัดสวัสดิการซึ่งเป็นสภาพการจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ก็ไม่ได้บังคับให้ต้องทำข้อตกลงเป็นหนังสือ แม้จำเลยกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียวและไม่ได้ทำเป็นหนังสือก็ถือได้ว่าเป็นสภาพการจ้างโดยปริยายแล้ว จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามแต่การจัดพยาบาลประจำเรือดังกล่าวเป็นสวัสดิการที่จำเลยจัดให้แก่พนักงานนอกเหนือที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อจำเลยมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในการบริหารกิจการของจำเลยและเกี่ยวกับสวัสดิการและผลประโยชน์อื่น จำเลยย่อมอาศัยระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวเปลี่ยนแปลงปรับปรุงสวัสดิการที่ได้ให้แก่พนักงานนั้นได้ เมื่อการเปลี่ยนแปลงสวัสดิการในการรักษาพยาบาลที่จำเลยจัดให้ใหม่นี้มิได้ทำให้พนักงานของจำเลยได้รับสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลน้อยลงกว่าเดิม จำเลยจึงมีอำนาจกระทำได้ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้างต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหภาพแรงงาน โดยสมาชิกของโจทก์ได้รับการจัดสวัสดิการจากจำเลยให้มีพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณ ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของลูกจ้างตลอด 24 ชั่วโมงมาเป็นเวลาประมาณ 11 ปี ต่อมาวันที่ 24 กันยายน 2541 จำเลยได้ย้ายพยาบาลประจำเรือดังกล่าวไปประจำสถานที่อื่น และจัดพยาบาลไปตรวจเยี่ยมตามกำหนด ทำให้ลูกจ้างได้รับสวัสดิการการรักษาพยาบาลลดลงมากและสูญเสียความพร้อมในการกู้ชีวิตในภาวะฉุกเฉิน อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างไปในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง และไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างมาก่อน ขอให้บังคับจำเลยจัดพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มีสภาพการจ้างด้านสวัสดิการการรักษาพยาบาลดังเดิม

จำเลยให้การว่า ได้จัดสวัสดิการการรักษาพยาบาลให้ลูกจ้างบนเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณตลอดเวลา ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดตามกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่มีลูกจ้างบนเรือ 25 ถึง 30 คน เท่านั้น ไม่ถึง 200 คนตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดสวัสดิการเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยสำหรับลูกจ้าง ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 2 แต่จำเลยก็จัดให้มีห้องรักษาพยาบาล เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ และยารักษาโรค ทั้งได้ฝึกเจ้าหน้าที่ประจำเรือจนมีคุณสมบัติสามารถปฐมพยาบาลและรักษาพยาบาลชั้นต้น โดยได้รับการรับรองจากสภากาชาดไทย จำนวน 11 คน สับเปลี่ยนกันทำหน้าที่ได้ตลอดเวลา สวัสดิการการรักษาพยาบาลประจำเรือจึงถือว่าสูงกว่ามาตรฐานที่กฎหมายไทยกำหนด และมาตรฐานนานาชาติทั่วโลกก็ไม่ได้กำหนดให้ต้องมีพยาบาลหรือแพทย์ประจำบนเรือตลอด 24 ชั่วโมงจำเลยเพิ่งจัดพยาบาลประจำเรือเมื่อเดือนกรกฎาคม 2533 ถึงเดือนกันยายน2541 และในช่วงปี 2539 ถึง 2540 จำเลยส่งเรือไปซ่อมแซม ปรับปรุงสภาพและระบบต่าง ๆ ที่ประเทศสิงคโปร์ให้ทันสมัย เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงมีความมั่นคงปลอดภัย และมีภาวะแวดล้อมในการทำงานดีขึ้น ระหว่างปรับปรุงซ่อมแซมนี้ จำเลยจัดเรือลำอื่นทำการกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวแทนชั่วคราว โดยไม่มีพยาบาลประจำตลอด 24 ชั่วโมง และเมื่อเรือปรับปรุงซ่อมแซมเรียบร้อยแล้วจำเลยได้ปรับปรุงการบริหารพนักงานบนเรือ โดยไม่จำต้องใช้พนักงานมากเหมือนก่อน และได้สับเปลี่ยนบุรุษพยาบาลให้ไปประจำอยู่ที่แท่นขุดเจาะปิโตรเลียมอื่น ๆ แต่การรักษาพยาบาลนั้นจำเลยได้จัดให้มีพยาบาลและแพทย์ประจำแท่นผลิตเอราวัณ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงไปบริการรักษาพยาบาลตามเวลาที่พนักงานต้องการหรือมีความเจ็บป่วยเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ถึง 2 ครั้ง ด้านการปรึกษาหรือรับการรักษาพยาบาลก็สามารถติดต่อกับแพทย์และพยาบาลประจำแท่นผลิตเอราวัณ ทางโทรศัพท์คอมพิวเตอร์ หรือวิทยุ ได้ตลอดเวลา นอกจากนี้จำเลยไม่เคยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับโจทก์ที่จะต้องจัดให้มีพยาบาลทำหน้าที่ประจำเรือตลอด24 ชั่วโมง การเปลี่ยนแปลงโยกย้ายพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณเป็นการใช้สิทธิการบริหารงานของจำเลยให้เหมาะสมกับสภาพการทำงานที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัยที่จำเลยปรับปรุงมาโดยตลอดไม่ได้เป็นการลดประโยชน์ เรื่อง การรักษาพยาบาลและความปลอดภัยขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เดิมไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนี้ไว้ แต่เมื่อประมาณปี 2531 หลังจากเกิดอุบัติเหตุบนเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณเป็นเหตุให้ลูกจ้างเสียชีวิตและบาดเจ็บ จำเลยจึงจัดให้มีพยาบาลประจำเรือดังกล่าวตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีพยาบาล 2 คน สลับกันปฏิบัติหน้าที่คนละ 14 วัน การจัดพยาบาลประจำเรือดังกล่าวจึงถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยาย การที่จำเลยยกเลิกพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณโดยฝึกอบรมปฐมพยาบาลให้แก่ลูกจ้างบนเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณและส่งพยาบาลไปตรวจเยี่ยมสัปดาห์ละ 2 วันถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างด้านสวัสดิการเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับการดูแลรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึงและทันท่วงทีจากพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างทั้งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20พิพากษาให้จำเลยจัดพยาบาลประจำบนเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณตลอด 24 ชั่วโมง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่าจำเลยจัดให้มีพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณเป็นการกำหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานแต่เพียงฝ่ายเดียวจำเลยมิได้ตกลงกับโจทก์ และไม่ได้ทำเป็นหนังสือ การจัดให้มีพยาบาลประจำเรือดังกล่าวจึงมิใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 10 วรรคสอง นั้น เห็นว่า การที่จำเลยจัดให้มีสวัสดิการดังกล่าวเป็นสภาพการจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518ซึ่งไม่ได้บังคับให้ต้องทำข้อตกลงเป็นหนังสือ ดังนั้น เมื่อจำเลยได้จัดให้มีพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณอันเป็นการกำหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการทำงานแม้จำเลยกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียวและไม่ได้ทำเป็นหนังสือก็ตามย่อมถือได้ว่าเป็นสภาพการจ้างโดยปริยายแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสภาพการจ้างนี้

จำเลยอุทธรณ์ประการที่สองว่า การที่จำเลยปรับเปลี่ยนการรักษาพยาบาลบนเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณเป็นเพียงการปรับปรุงวิธีการรักษาพยาบาลพนักงานบนเรือดังกล่าว โดยพนักงานทุกคนบนเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณยังคงได้รับการรักษาพยาบาลเท่าเดิม จึงมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง จำเลยมีสิทธิกระทำได้ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 5.2 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยจัดสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลบนเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณอันเป็นสภาพการจ้างเดิมที่มีพยาบาลประจำเรือจำนวน 2 คน ไว้ตลอด 24 ชั่วโมง ต่อมาจำเลยได้ย้ายพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณไปประจำที่แท่นผลิตเอราวัณ แล้วฝึกเจ้าหน้าที่ประจำเรือซึ่งสามารถปฐมพยาบาลขั้นต้นจำนวน11 คน สับเปลี่ยนกันทำหน้าที่แทนพร้อมทั้งมีแพทย์และพยาบาลซึ่งประจำอยู่ที่แท่นผลิตเอราวัณไปรักษาพยาบาลเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ถึง 2 ครั้งนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างแล้ว แต่จำเลยมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 5.2 เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในการบริหารกิจการของจำเลยและข้อ 29 เกี่ยวกับสวัสดิการและผลประโยชน์อื่น ซึ่งการจัดพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณเป็นสวัสดิการที่จำเลยจัดให้แก่พนักงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดไว้ จำเลยจึงอาศัยระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงสวัสดิการที่ได้ให้แก่พนักงานนั้นได้โดยต้องไม่ให้น้อยไปกว่าเดิม ในปัญหาที่ว่าจำเลยได้เปลี่ยนแปลงสวัสดิการในการรักษาพยาบาลทำให้พนักงานได้รับสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลน้อยกว่าเดิมหรือไม่นั้น ศาลฎีกาได้สั่งให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติม ซึ่งศาลแรงงานกลางสอบคู่ความแล้วแถลงรับข้อเท็จจริงว่า แท่นผลิตเอราวัณเป็นแท่นขุดเจาะก๊าซเหลวในบริเวณอ่าวไทยเป็นหนึ่งในจำนวน 5 แท่นของจำเลย เมื่อผลิตได้แล้วก๊าซส่วนหนึ่งจะส่งไปเก็บที่เรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณอยู่ห่างออกไปประมาณ 3 ไมล์ทะเล(5 กิโลเมตร) แท่นผลิตเอราวัณมีห้องพยาบาลกว้าง 4 เมตร ยาว 8 เมตรจำเลยจัดให้มีแพทย์และพยาบาลประจำตลอด 24 ชั่วโมง อย่างละ 1 นายแต่บางครั้งแพทย์จะต้องไปตรวจเยี่ยมที่แท่นผลิตอื่น ๆ แต่ไปไม่เกิน 1 วันก็กลับมาประจำภายในห้องพยาบาลมีเครื่องมือสื่อสารติดต่อสื่อสารด้านการรักษาพยาบาลกับเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณทางโทรศัพท์วิทยุ และคอมพิวเตอร์สามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา การติดต่อสื่อสารด้านการรักษาพยาบาล แพทย์และพยาบาลจะใช้วิธีฟังอาการของผู้ป่วยจากผู้บังคับบัญชาในเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณซึ่งได้รับการฝึกอบรมพยาบาลมาแล้ว และฟังอาการจากผู้ป่วยเองด้วยแล้วจึงวินิจฉัยโรคโดยสั่งให้ทางเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณจ่ายยาตามอาการของโรคหากมีความจำเป็นแพทย์หรือพยาบาลจะเดินทางไปรักษาด้วยตนเองการเดินทางติดต่อระหว่างแท่นผลิตเอราวัณกับเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณ หากเดินทางด้วยเรือจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที ถ้าใช้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ซึ่งมีไว้ประจำที่แท่นผลิตเอราวัณใช้เวลาประมาณ 15 นาทีโดยเตรียมความพร้อม 12 นาที ใช้เวลาบิน 3 นาที ถ้าเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ไปปฏิบัติภาระกิจในแท่นขุดเจาะอื่นซึ่งไกลที่สุดจะใช้เวลา 40 ถึง 45 นาทีในเวลากลางคืนต้องใช้เวลาเตรียมตัวและในการบินไปถึงเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณรวมประมาณ 40 นาที เรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณเป็นเรือไม่มีเครื่องยนต์ ถูกยึดติดอยู่กับทุ่นมีที่พักพนักงานบนเรือประมาณ 32 คน ภายในเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณมีห้องพยาบาลกว้าง 2.5 เมตร ยาว 3 เมตร มีเครื่องมือสื่อสารดังกล่าวประจำห้องพยาบาลพนักงานประจำเรือระดับผู้บังคับบัญชา 7 คน ซึ่งได้รับการฝึกอบรมด้านพยาบาลเบื้องต้นพอมีความรู้พื้นฐานและด้านพยาบาล ภายหลังจากเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณได้รับการซ่อมแซมแล้วทำให้พนักงานบนเรือทำงานปลอดภัยขึ้นกว่าเดิม เห็นว่า การที่จำเลยย้ายพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณไปประจำที่แท่นผลิตเอราวัณโดยให้เจ้าหน้าที่ประจำระดับผู้บังคับบัญชา 7 คน ที่ได้รับการฝึกอบรมด้านพยาบาลเบื้องต้นมาทำหน้าที่แทนนั้น โดยสภาพแล้วเจ้าหน้าที่ของจำเลยดังกล่าวย่อมมีความรู้ความชำนาญในการพยาบาลคนไข้สู้พยาบาลมืออาชีพไม่ได้ แต่การที่จำเลยจัดให้มีพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณก็ด้วยความประสงค์ให้เป็นสวัสดิการแก่พนักงานของจำเลยที่เกิดเจ็บป่วยในระหว่างที่อยู่บนเรือดังกล่าว ประกอบกับเดิมจำเลยเพียงแต่จัดพยาบาลมาอยู่ประจำบนเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณเท่านั้น มิได้จัดให้มีแพทย์มาอยู่รักษาคนไข้ด้วย แสดงว่าจำเลยจัดให้มีพยาบาลดังกล่าวก็เพื่อให้รักษาพยาบาลพนักงานที่เจ็บป่วยเล็กน้อยอันเป็นการรักษาเบื้องต้นเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยจัดเจ้าหน้าที่ประจำระดับผู้บังคับบัญชา 7 คน ซึ่งได้รับการฝึกอบรมด้านพยาบาลเบื้องต้นและจัดให้มีเครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ เพื่อติดต่อสื่อสารด้านการรักษาพยาบาลกับแพทย์และพยาบาลตลอดเวลาแม้จะไม่มีพยาบาลอยู่ประจำบนเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณเช่นเดิมก็ตาม แต่วิธีการใหม่นี้ก็มิได้ทำให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้นยิ่งหย่อนไปกว่าเดิมเลย หากมีความจำเป็นแพทย์หรือพยาบาลจะเดินทางไปรักษาด้วยตนเองอีกด้วย นอกจากนี้จำเลยได้จัดให้มีเรือและเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์สำหรับใช้เดินทางไปยังเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณ ถ้าเดินทางด้วยเรือใช้เวลาประมาณ 20 นาที ถ้าเดินทางโดยเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ใช้เวลาเพียง15 นาทีเท่านั้น ทั้งปรากฏว่าหลังจากเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณได้รับการซ่อมแซมแล้วทำให้พนักงานบนเรือทำงานปลอดภัยขึ้นกว่าเดิมด้วยจึงเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงสวัสดิการในการรักษาพยาบาลที่จำเลยจัดให้ใหม่นี้มิได้ทำให้ลูกจ้างจำเลยได้รับสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลน้อยลงกว่าเดิมจำเลยจึงมีอำนาจในการบริหารกิจการและการจัดสวัสดิการของจำเลยตามระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน เอกสารหมาย ล.2 ข้อ 5.2 และข้อ 29"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 10 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานยูโนแคลไทยแลนด์
จำเลย — บริษัท ยูโนแคลไทยแลนด์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
สละ เทศรำพรรณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6515/2543
#91253
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจัดให้มีสวัสดิการพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการทำงานถือได้ว่าเป็นสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 แม้จำเลยกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียวและไม่ได้ทำเป็นหนังสือก็มีผลใช้บังคับ เพราะกรณีดังกล่าว พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มิได้บังคับให้ต้องทำข้อตกลงเป็นหนังสือ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสภาพการจ้างนี้

จำเลยย้ายพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวไปประจำแท่นผลิตแล้วจัดเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับบัญชา 7 คน ที่ได้รับการฝึกอบรมด้านการพยาบาลเบื้องต้นมาทำหน้าที่แทน และจัดให้มีเครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ เพื่อติดต่อด้านการรักษากับแพทย์และพยาบาลตลอดเวลา ซึ่งแพทย์และพยาบาลสามารถเดินทางมาถึงเรือในกรณีฉุกเฉินได้ภายใน 15 ถึง 20 นาที ดังนี้แม้จะไม่มีพยาบาลอยู่ประจำบนเรือเช่นเดิม แต่ก็มิได้ทำให้ลูกจ้างได้รับสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลน้อยลงกว่าเดิม จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่จำเลยมีอำนาจกระทำได้ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจัดพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มีสภาพการจ้างด้านสวัสดิการการรักษาพยาบาลดังเดิม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจัดพยาบาลประจำบนเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณตลอด 24 ชั่วโมง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า จำเลยจัดให้มีพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณเป็นการกำหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานแต่เพียงฝ่ายเดียว จำเลยมิได้ตกลงกับโจทก์ และไม่ได้ทำเป็นหนังสือ การจัดให้มีพยาบาลประจำเรือดังกล่าวจึงมิใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 10 วรรคสอง นั้น เห็นว่า การที่จำเลยจัดให้มีสวัสดิการดังกล่าวเป็นสภาพการจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งไม่ได้บังคับให้ต้องทำข้อตกลงเป็นหนังสือ ดังนั้น เมื่อจำเลยได้จัดให้มีพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณ อันเป็นการกำหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน แม้จำเลยกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียวและไม่ได้ทำเป็นหนังสือก็ตาม ย่อมถือได้ว่าเป็นสภาพการจ้างโดยปริยายแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสภาพการจ้างนี้

จำเลยอุทธรณ์ประการที่สองว่า การที่จำเลยปรับเปลี่ยนการรักษาพยาบาลบนเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณเป็นเพียงการปรับปรุงวิธีการรักษาพยาบาลพนักงานบนเรือดังกล่าว โดยพนักงานทุกคนบนเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณยังคงได้รับการรักษาพยาบาลเท่าเดิม จึงมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง จำเลยมีสิทธิกระทำได้ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 5.2 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยจัดสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลบนเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณอันเป็นสภาพการจ้างเดิมที่มีพยาบาลประจำเรือจำนวน 2 คน ไว้ตลอด 24 ชั่วโมง ต่อมาจำเลยได้ย้ายพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณไปประจำที่แท่นผลิตเอราวัณ แล้วฝึกเจ้าหน้าที่ประจำเรือซึ่งสามารถปฐมพยาบาลขั้นต้นจำนวน 11 คน สับเปลี่ยนกันทำหน้าที่แทน พร้อมทั้งมีแพทย์และพยาบาลซึ่งประจำอยู่ที่แท่นผลิตเอราวัณไปรักษาพยาบาลเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ถึง 2 ครั้งนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างแล้ว แต่จำเลยมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 5.2 เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในการบริหารกิจการของจำเลยและข้อ 29 เกี่ยวกับสวัสดิการและผลประโยชน์อื่น ซึ่งการจัดพยาบาลประจำเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณเป็นสวัสดิการที่จำเลยจัดให้แก่พนักงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดไว้ จำเลยจึงอาศัยระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงสวัสดิการที่ได้ให้แก่พนักงานนั้นได้โดยต้องไม่ให้น้อยไปกว่าเดิม ดังนั้น การที่จำเลยจัดเจ้าหน้าที่ประจำระดับผู้บังคับบัญชา 7 คน ซึ่งได้รับการฝึกอบรมด้านพยาบาลเบื้องต้นและจัดให้มีเครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ เพื่อติดต่อสื่อสารด้านการรักษาพยาบาลกับแพทย์และพยาบาลตลอดเวลา แม้จะไม่มีพยาบาลอยู่ประจำบนเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณเช่นเดิมก็ตาม แต่วิธีการใหม่นี้ก็มิได้ทำให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้นยิ่งหย่อนไปกว่าเดิมเลย หากมีความจำเป็นแพทย์หรือพยาบาลจะเดินทางไปรักษาด้วยตนเองอีกด้วย นอกจากนี้จำเลยได้จัดให้มีเรือและเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์สำหรับใช้เดินทางไปยังเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณ ถ้าเดินทางด้วยเรือใช้เวลาประมาณ 20 นาที ถ้าเดินทางโดยเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ทั้งปรากฏว่าหลังจากเรือกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวเอราวัณได้รับการซ่อมแซมแล้วทำให้พนักงานบนเรือทำงานปลอดภัยขึ้นกว่าเดิมด้วยจึงเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงสวัสดิการในการรักษาพยาบาลที่จำเลยจัดให้ใหม่นี้มิได้ทำให้ลูกจ้างจำเลยได้รับสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลน้อยลงกว่าเดิม จำเลยจึงมีอำนาจในการบริหารกิจการและการจัดสวัสดิการของจำเลยตามระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 5.2 และข้อ 29 คำพิพากษาศาลแรงงานกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานยูโนแคลไทยแลนด์
จำเลย — บริษัทยูโนแคลไทยแลนด์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
สละ เทศรำพรรณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา