คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6462/2543
#39296
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาลเนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาเรื่องอื่นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและคดีดังกล่าวศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างพิจารณากรณีเช่นนี้จึงถือได้ว่าจำเลยอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว จึงชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะประทับฟ้องคดีไว้พิจารณาได้

จำเลยเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิด แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540 เวลากลางวันจำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์ของบริษัทดิสนีย์ เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 และบริษัทพาราเมาท์ พิคเจอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เสียหายที่ 2 โดยการนำภาพยนตร์วีดีโอเทปที่บันทึกภาพและเสียงเรื่อง "101 ดัลเมเชี่ยน" ของผู้เสียหายที่ 1 และเรื่อง"ไพรมอล เฟียร์" ของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสองรวม 7 ม้วน ออกให้เช่าเสนอให้เช่าแก่บุคคลทั่วไปที่ร้านทั่วไปและที่ร้านโฮมวิดีโอ ซึ่งพวกของจำเลยที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์จากนายทะเบียน อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าม้วนภาพยนตร์วีดีโอเทปดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสองและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งสอง เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยภาพยนตร์วีดีโอเทปดังกล่าวข้างต้นเป็นของกลางจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1157/2541ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8,15, 28, 31, 61, 70, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83กับสั่งให้วีดีโอเทปของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1157/2541 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

ระหว่างพิจารณา บริษัทดิสนีย์ เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์ จำกัดผู้เสียหายที่ 1 และบริษัทพาราเมาท์ พิคเจอร์ส คอร์ปอเรชั่น จำกัดผู้เสียหายที่ 2 ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 31(1), 70 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 160,000 บาทจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ80,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน มีกำหนด 1 ปีและให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นควรเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 วีดีโอเทปของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 หรือไม่โดยในปัญหาข้อนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์ไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาล ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่มีอำนาจรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาได้ เห็นว่า คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานเจ้าหน้าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2542ว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาล เนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1157/2541ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และคดีดังกล่าวศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างพิจารณา กรณีเช่นนี้จึงถือได้ว่าจำเลยอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้หลบหนีไปในระหว่างการปล่อยชั่วคราวในคดีดังกล่าว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมมีอำนาจที่จะบังคับให้ผู้ประกันส่งตัวจำเลยมารับสำเนาคำฟ้องคดีนี้ได้ จึงชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะประทับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาได้

อนึ่ง คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิดแต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 มาด้วย จึงยังไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย และให้ลงโทษจำเลย จำคุก4 เดือน และปรับ 80,000 บาท ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน และปรับ40,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ตามเดิม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 165
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทดิสนีย์ เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์ จำกัด กับพวก
จำเลย — วิไลวรรณ ชูกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6462/2543
#66236
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาลเนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาเรื่องอื่นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และคดีดังกล่าวศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างพิจารณา กรณีเช่นนี้จึงถือได้ว่าจำเลยอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว จึงชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะประทับฟ้องคดีไว้พิจารณาได้

จำเลยเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิด แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามป.อ.มาตรา 83 มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 165
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทดิสนีย์ เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์ จำกัด กับพวก
จำเลย — วิไลวรรณ ชูกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6456/2543
#98618
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ฉ้อโกง (ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง) ++

การกระทำอันเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 คือการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และการกระทำดังกล่าวผู้กระทำต้องมีเจตนามาตั้งแต่ต้น ตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 3 มีวัตุประสงค์ในการรับจ้างซ่อมแซมรถยนต์ โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่เพียงจัดการซ่อมแซมรถยนต์ที่โจทก์นำไปซ่อมกับจำเลยที่ 3ให้ใช้การได้ดีและปลอดภัยเท่านั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบว่ารถยนต์คันที่โจทก์นำไปซ่อมเจ้าของเดิมไม่ยอมซ่อมเพราะราคาสูง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่แจ้งให้โจทก์ทราบถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อออดี้ โดยซื้อมาจากเต็นท์บริการขายรถใช้แล้ว จำเลยที่ ๑ เป็นที่ปรึกษาด้านบริการ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้จัดการฝ่ายบริการของจำเลยที่ ๓ และเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๓ ส่วนจำเลยที่ ๓มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการซื้อขาย และรับซ่อมรถยนต์โดยเฉพาะรถยนต์ยี่ห้อออดี้ รถยนต์ของโจทก์มีอาการกินน้ำมันและควันดำ เกียร์มีอาการกระตุกขณะเปลี่ยนจากเกียร์ ๒ ไปเกียร์ ๓ และจากเกียร์ ๓ ไปเกียร์ ๔โจทก์จึงขับเข้าอู่ของจำเลยที่ ๓ เพื่อทำการตรวจเช็คและขอให้เสนอราคาค่าซ่อมจำเลยที่ ๑ ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบการตรวจเช็คและเสนอราคาค่าซ่อมรถคันนี้จำเลยที่ ๑ รู้ดีแล้วว่ารถยนต์คันนี้เจ้าของเดิมเคยถูกชนมา และมีประวัติการซ่อมอยู่ที่จำเลยที่ ๓ และเคยแจ้งค่าซ่อมให้แก่เจ้าของเดิมแล้วแต่ไม่ซ่อมเพราะราคาสูงมากซึ่งจำเลยที่ ๑ ควรแจ้งความจริงนั้นให้โจทก์ทราบก่อน แต่ไม่แจ้งกลับปกปิดไว้เพราะรู้ว่าถ้าแจ้งให้โจทก์ทราบก่อน โจทก์อาจไม่ซ่อมเช่นเดียวกับเจ้าของเดิม ต่อมาจำเลยที่ ๑โดยเจตนาทุจริตทำให้โจทก์เชื่อว่าถ้าสั่งซ่อมตามใบเสนอราคาที่จำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๑ ส่งมาให้โจทก์ลงชื่อสั่งซ่อมแล้วรถจะอยู่ในสภาพใช้ได้ดี และจำเลยที่ ๓รับประกันการใช้ให้เป็นเวลา ๑ ปีด้วย โจทก์จึงได้ลงชื่อสั่งซ่อมไปในใบเสนอราคาที่จำเลยที่ ๑ ส่งมาโดยโทรสาร เมื่อหักส่วนลดแล้วคงเหลือจำนวน ๑๐๔,๓๐๔ บาทต่อมาโจทก์ไปขอรับรถ เมื่อโจทก์นำรถไปลองขับร่วมกับจำเลยทื่ ๑ ปรากฏว่ารถยังไม่อยู่ในสภาพใช้ได้ดี จำเลยที่ ๓ จึงไม่สามารถส่งรถได้ในวันนั้น ต่อมาจำเลยที่ ๓โดยจำเลยที่ ๒ ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าทางโทรสารว่า การซ่อมนั้นเป็นเพียงการซ่อมตามใบเสนอราคาฉบับลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เท่านั้น ถ้าจะให้รถอยู่ในสภาพที่ใช้ได้ดี และจำเลยที่ ๓ รับประกันการใช้ให้ด้วย โจทก์จะต้องสั่งซ่อมเพิ่มเติมอีกเป็นเงิน ๑๖๕,๓๗๑ บาท ทั้งนี้เพราะรถคันนี้เคยประสบอุบัติเหตุมาก่อน จำเลยที่ ๓ได้เคยแจ้งให้เจ้าของเดิมซ่อมแล้วไม่ยอมซ่อม จึงแสดงว่าเมื่อตอนที่จำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๑ เสนอราคาให้โจทก์สั่งซ่อมตามใบเสนอราคาลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒กลับปกปิดความจริงเรื่องนี้ไว้โดยมีเจตนาจะให้โจทก์หลงเชื่อว่าถ้าสั่งซ่อมตามนั้นแล้วรถยนต์จะอยู่ในสภาพใช้ได้ดี ครั้นเมื่อโจทก์ไปขอรับรถ ปรากฏว่ารถไม่อยู่ในสภาพดีตามที่จำเลยที่ ๓ รับรองให้ซ่อม และเมื่อโจทก์ไม่ยอมสั่งซ่อมเพิ่มเติมตามที่จำเลยที่ ๒เสนอมา แต่ขอให้จำเลยที่ ๓ ส่งมอบรถคืนในสภาพเดิม จำเลยที่ ๓ ไม่ยอมส่งมอบรถคืน แต่กลับให้จำเลยที่ ๒ แจ้งมาว่า จำเลยที่ ๓ ได้ซ่อมตามใบเสนอราคาลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒ แล้ว ถ้าโจทก์ไม่ยอมจ่ายค่าซ่อมจำนวน ๑๕๓,๒๒๖ บาทจำเลยที่ ๓ จะไม่คืนรถให้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีเจตนาเพื่อจะให้จำเลยที่ ๓ ได้รับประโยชน์โดยทุจริต ทำให้โจทก์หลงเชื่อจึงได้ลงชื่อในใบเสนอราคาสั่งซ่อมรถยนต์ของโจทก์ลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒ อันถือเป็นเอกสารสิทธิให้แก่จำเลยที่ ๓ ไป แล้วจำเลยที่ ๓ ได้อ้างเอกสารสิทธิฉบับนี้มายึดครองรถยนต์ของโจทก์ไว้เพื่อจะบีบบังคับเอาเงินจำนวน ๑๕๓,๒๒๖ บาท จากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะโจทก์ได้ทำเอกสารสิทธินั้นให้จำเลยไว้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๘๓, ๙๑ และให้คืนรถยนต์ยี่ห้อออดี้ หมายเลขทะเบียน ภค - ๘๒๓๑ กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นงดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ หรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ คือการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และการกระทำดังกล่าวผู้กระทำต้องมีเจตนามาตั้งแต่ต้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๕๙ วรรคหนึ่งด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ ๓ มีวัตุประสงค์ในการรับจ้างซ่อมแซมรถยนต์ โดยมีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกจ้างดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๓ ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงมีหน้าที่เพียงจัดการซ่อมแซมรถยนต์ที่โจทก์นำไปซ่อมกับจำเลยที่ ๓ ให้ใช้การได้ดีและปลอดภัย จำเลยที่ ๑และที่ ๒ หามีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบว่ารถยนต์คันที่โจทก์นำไปซ่อมดังกล่าวมีประวัติอยู่ที่จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ เคยแจ้งให้เจ้าของเดิมทราบแล้ว แต่เจ้าของเดิมไม่ยอมซ่อมเพราะราคาสูงแต่ประการใดไม่ การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่แจ้งให้โจทก์ทราบดังกล่าวถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งตามที่โจทก์ฎีกา การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกวิท ตาละโสภณ
จำเลย — นายวิชัย สุทธิวุฒวาณิชย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายชยุตม์ ประภากมล
ศาลอุทธรณ์ — นายธนฤกษ์ นิติเศรณี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6451/2543
#35129
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วนำเครื่องโทรศัพท์ดังกล่าวมาปรับคลื่นความถี่ให้ตรงกับหมายเลขโทรศัพท์มือถือของผู้อื่นและใช้ส่งสัญญาณเสียงไปยังบุคคลภายนอก ก่อให้เกิดความเสียหายและเดือดร้อนต่อผู้อื่นโดยไม่เป็นธรรม แม้จะฟังได้ว่าจำเลยมีเหตุจำเป็นต้องอุปการะครอบครัวก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคมพ.ศ. 2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 และ 26 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลางทั้งหมดเพื่อใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข ยกเว้นโต๊ะและเก้าอี้ของกลางให้คืนเจ้าของและนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2929/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคมพ.ศ. 2498 มาตรา 22, 23 และ 26 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานมีโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมเป็นการรบกวนต่อการวิทยุคมนาคมจำคุก 6 เดือน รวม 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ริบของกลางทั้งหมดเพื่อใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข ส่วนโต๊ะและเก้าอี้ของกลางให้คืนเจ้าของ นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2929/2542 (ที่ถูก 2929/2541) ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาในชั้นนี้ว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยตามที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยมีเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบมือถือไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วนำเครื่องโทรศัพท์ดังกล่าวมาปรับคลื่นความถี่ให้ตรงกับหมายเลขโทรศัพท์มือถือของผู้อื่นและใช้ส่งสัญญาณเสียงไปยังบุคคลภายนอก ก่อให้เกิดความเสียหายและความเดือดร้อนต่อผู้อื่นโดยไม่เป็นธรรม แม้จะฟังได้ตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องอุปการะบิดามารดาและบุตรผู้เยาว์ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้จำเลยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษให้นั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม. 22 ม. 23 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาง นัสนีย์ จันทร์โส๊ะ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6442/2543
#37400
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามคำขอท้ายฟ้อง แต่สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องกำหนดให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดแต่ไม่ได้กำหนดอัตราว่าเท่าใด จึงต้องคิดดอกเบี้ยกันร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความไม่ฎีกาศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 400,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกเดือนและจะชำระต้นเงินคืนภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2541จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าวภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1ผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ย โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องมีมูลหนี้อันเกิดจากการเล่นการพนันจึงเป็นโมฆะ ส่วนสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารที่ปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 หรือมิฉะนั้นเป็นลายมือชื่อที่จำเลยที่ 2ลงชื่อไว้ในแบบฟอร์มสัญญาค้ำประกันโดยยังมิได้กรอกข้อความเพื่อเป็นการชำระหนี้กู้ยืมครั้งก่อนโจทก์เติมข้อความโดยพลการแล้วนำมาฟ้องคดีนี้ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาจำเลยทั้งสองมีว่า หนี้ตามคำฟ้องเกิดจากมูลหนี้อันเกิดจากการเล่นพนันหรือไม่ และจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ตามคำฟ้องบางส่วนหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองไร้น้ำหนักขาดเหตุผลรับฟังไม่ได้

สำหรับเรื่องดอกเบี้ยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น เมื่อพิจารณาสัญญากู้เงินเอกสารหมายจ.1 ข้อ 3 กำหนดให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดแต่ไม่ได้กำหนดอัตราว่าเท่าใด ต้องคิดดอกเบี้ยกันร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกาศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5)"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิทยา มณีวรรณ
จำเลย — นาง ทิพวรรณ จริยเพียรพันธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6442/2543
#39295
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี แต่สัญญากู้ยืมเงินกำหนดให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนด มิได้กำหนดอัตราว่าเท่าใด จึงต้องคิดดอกเบี้ยกันร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 400,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกเดือนและจะชำระต้นเงินคืนภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 2ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าวภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1ผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันทำสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องมีมูลหนี้อันเกิดจากการเล่นการพนันจึงเป็นโมฆะ ส่วนสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารที่ปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 หรือมิฉะนั้นเป็นลายมือชื่อที่จำเลยที่ 2 ลงชื่อไว้ในแบบฟอร์มสัญญาค้ำประกันโดยยังมิได้กรอกข้อความเพื่อเป็นการชำระหนี้กู้ยืมครั้งก่อน โจทก์เดิมข้อความโดยพลการแล้วนำมาฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาจำเลยทั้งสองมีว่า หนี้ตามคำฟ้องเกิดจากมูลหนี้อันเกิดจากการเล่นพนันหรือไม่ และจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ตามคำฟ้องบางส่วนหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองไร้น้ำหนัก ขาดเหตุผลรับฟังไม่ได้ สำหรับปัญหาตามฎีกาจำเลยทั้งสองที่นำสืบว่า มีการชำระหนี้บางส่วนแล้วนั้นจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ คดีจึงไม่มีประเด็นที่ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้

สำหรับเรื่องดอกเบี้ยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น เมื่อพิจารณาสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 กำหนดให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดแต่ไม่ได้กำหนดอัตราว่าเท่าใดต้องคิดดอกเบี้ยกันร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิทยา มณีวรรณ
จำเลย — นาง ทิพวรรณ จริยเพียรพันธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6442/2543
#66235
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี แต่สัญญากู้ยืมเงินกำหนดให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนด มิได้กำหนดอัตราว่าเท่าใด จึงต้องคิดดอกเบี้ยกันร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142(5)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทยา มณีวรรณ
จำเลย — นางทิพวรรณ จริยเพียรพันธุ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6441/2543
#39294
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะมีคำสั่งตามคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยย่อมมีผลทำให้ศาลต้องหยิบยกปัญหาในเรื่องหนี้ของจำเลยขึ้นพิจารณาใหม่ จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์ของจำเลย เมื่อจำเลยเป็นบุคคลล้มละลายอำนาจในการต่อสู้คดีย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวแม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมาแถลงต่อศาลว่าไม่ติดใจคัดค้านคำขอพิจารณาใหม่ ก็ไม่ทำให้อำนาจในการต่อสู้คดีของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป จำเลยไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ด้วยตนเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้กู้ยืมจำนวน 2,703,603.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 2,047,164.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน2,047,164.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 2พฤษภาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 656,438.72 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่และแก้ไขคำร้องว่าจำเลยเป็นบุคคลล้มละลายตามคำพิพากษาศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ ล.152/2533 หนี้กู้ยืมคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังที่จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าถูกโจทก์ฟ้องเพิ่งมาทราบเมื่อมีการส่งคำบังคับแล้ว จึงมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

โจทก์คัดค้านว่า โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยณ ภูมิลำเนาของจำเลย จึงเป็นการส่งโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยดังกล่าวหากศาลมีคำสั่งตามคำร้องย่อมมีผลทำให้ศาลต้องหยิบยกปัญหาในเรื่องหนี้ของจำเลยขึ้นพิจารณาใหม่ จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์ของจำเลย เมื่อจำเลยเป็นบุคคลล้มละลายอำนาจในการต่อสู้คดีย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้(3) ประนีประนอมยอมความหรือฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้" แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมาแถลงต่อศาลว่าไม่ติดใจคัดค้านคำขอพิจารณาใหม่ก็ไม่ทำให้อำนาจในการต่อสู้คดีของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ด้วยตนเอง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 จัตวา
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย
จำเลย — นาย เล็ก ถาวรโชติ หรือ นาย วศิน สุทธิพงศกร
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชวลิต ศรีสง่า
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6440/2543
#91250
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541 บัญญัติว่า นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา 30 ได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้ ซึ่งคำว่า หนี้ตามบทกฎหมายดังกล่าว ย่อมหมายถึงหนี้ทุกประเภทโดยไม่ต้องคำนึงถึงเจ้าหนี้ว่าเป็นผู้ใด และเข้ามาขอรับชำระหนี้ตามพระราชกำหนดนี้ได้โดยวิธีใด ดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างในฐานะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยซึ่งเป็นบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการจึงตกอยู่ในบังคับของบทกฎหมายดังกล่าวด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541

แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องไว้ในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางก็ตาม แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

พ.ร.ก.ปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มีบทบัญญัติห้ามฟ้องไว้แต่เฉพาะในมาตรา 26 โดยห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเท่านั้น เมื่อคดีนี้เป็นคดีแรงงานไม่ใช่คดีล้มละลาย โจทก์จึงไม่ต้องห้ามฟ้องคดีและมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๒๘๘,๗๕๐ บาท ค่าชดเชยจ่ายจำนวน ๘๖๖,๒๕๐ บาท เงินโบนัสจำนวน ๒๐๗,๙๐๐ บาท ค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน ๘๖๖,๒๕๐ บาท และค่าเช่าบ้านกับค่าอำนวยความสะดวกภายในบ้านจำนวน ๑๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน ๘๖๖,๒๕๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๒๘๘,๗๕๐ บาท ค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน ๘๖๖,๒๕๐ บาท เงินโบนัสจำนวน ๒๐๗,๙๐๐ บาท และค่าเช่าบ้านจำนวน ๑๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๑ กำหนดว่า นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา ๓๐ ได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้ ซึ่งคำว่าหนี้ตามบทกฎหมายดังกล่าว ย่อมหมายถึงหนี้ทุกประเภทโดยไม่ต้องคำนึงถึงเจ้าหนี้ว่าเป็นผู้ใด และเข้ามาขอรับชำระหนี้ตามพระราชกำหนดนี้ได้โดยวิธีใด ดังนี้โจทก์ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยจึงตกอยู่ในบังคับของบทกฎหมายดังกล่าวด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๑

แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องไว้ในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางก็ตาม แต่เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานกลางและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑

พ.ร.ก.ปฏิรูปสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๔๐ มีบทบัญญัติห้ามฟ้องไว้แต่เฉพาะในมาตรา ๒๖ โดยห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเท่านั้น เมื่อคดีนี้ไม่ใช่คดีล้มละลาย โจทก์จึงไม่ต้องห้ามฟ้องคดีและมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๑ แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 26 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโจนาธาน แบรดลี่ ทรัสโลว์
จำเลย — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จี เอฟ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6436/2543
#91249
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทโจทก์ที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสเป็นเจ้าของเครื่องหมาย การค้าคำว่า REYNOLDS ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2520 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 39 รายการสินค้า เครื่องเขียน เครื่องมือวาดเขียน ปากกาลูกลื่น ปากกาปากอ่อน ปากกาหมึกซึม ไส้ปากกา หมึกบรรจุ ในหลอด ยาลบหมึก น้ำหมึก และที่เสียบปากกา โจทก์ที่ 1 ตกลงให้บริษัทโจทก์ที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายไทยเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายปากกาลูกลื่นโดยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยโดยไม่มีค่าตอบแทนแต่มีเงื่อนไขว่า โจทก์ที่ 2 จะต้องซื้อปลายปากกาลูกลื่นและหมึกปากกาลูกลื่นจากโจทก์ที่ 1 ตามจำนวนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ การอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ใช้เครื่องหมายการค้าตามสัญญาผู้ใช้ (User Agreement) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2539 ไม่ได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68 วรรคสอง จึงตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 152 โจทก์ที่ 2 จึงมิใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้อง เรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในข้อหาละเมิดเพราะจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายสินค้าปากกาลูกลื่นที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนคำว่า REYNOLDS ดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 ได้ คงมีเฉพาะโจทก์ที่ 1 เท่านั้นที่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายดังกล่าว

ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ที่ 1 มีหน้าที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือโจทก์ที่ 2 ในเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านการตลาดของโจทก์ที่ 2 ในประเทศไทย ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายก็ปรากฏว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ที่ 2 เป็นผู้จ่ายทั้งสิ้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 ตามคำฟ้องก็ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้บรรยายฟ้องอย่างชัดเจนว่าค่าโฆษณานั้น โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย แต่เพียงผู้เดียว ดังนี้ โจทก์ที่ 1 จึงไม่ได้รับความเสียหายในการที่ต้องจ่ายค่าโฆษณาและส่งเสริมการขายอันเนื่องมาจากยอดขายสินค้าปากกา REYNOLDS ลดลงเพราะการละเมิดของจำเลยทั้งสอง

แม้โจทก์ที่ 1 มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า REYNOLDS สำหรับสินค้าปากกาลูกลื่นที่ได้จดทะเบียนไว้และการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายปากกาลูกลื่น REYNOLDS อันเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 จะเป็นการละเมิดต่อสิทธิ แต่ผู้เดียวของโจทก์ที่ 1 ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 44 ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับความเสียหายว่า โจทก์ต้องจัดการทำการโฆษณาเพื่อแก้ไขภาพพจน์ต่อผู้เคยใช้ปากกาลูกลื่นยี่ห้อ REYNOLDS ปลอมที่มีคุณภาพต่ำ ซึ่งโจทก์ที่ 2 ต้องเสียค่าโฆษณาไปในช่วงเดือนกรกฎาคม 2540 ถึงปลายปี 2541 เป็นเงินจำนวน 3,916,881.92 บาท รวมความเสียหายที่โจทก์ประเมินไว้เนื่องจากการที่จำเลยทั้งสองนำ ปากกาลูกลื่นที่มีเครื่องหมายการค้า "REYNOLDS" ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของ โจทก์ที่ 1 ออกจำหน่ายในช่วงเวลาดังกล่าวมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 9,000,000 บาท ทั้งนี้ ยังมิได้รวมถึงค่านิยมที่ผู้เคยใช้ปากกาลูกลื่น REYNOLDS ของโจทก์ที่เสื่อมไปเพราะการใช้ของปลอมที่มีคุณภาพต่ำ แต่โจทก์ทั้งสองขอเรียก ค่าเสียหายสำหรับการจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 เป็นเงินจำนวน 3,300,000 บาท ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่หาได้เรียกค่าเสียหายสำหรับค่านิยมหรือความมีชื่อเสียง ของสินค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ไม่ แสดงว่าโจทก์ที่ 1 มิได้ประสงค์จะเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้ จากจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีค่าเสียหายในส่วนนี้ที่ศาลจะพิพากษาให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓,๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ ๒

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า REYNOLDS ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๒๐ ตามคำขอเลขที่ ๙๖๖๑๙ ทะเบียนเลขที่ ๗๑๗๖๖ สำหรับสินค้าจำพวกที่ ๓๙ รายการสินค้า เครื่องเขียน เครื่องมือวาดเขียน ปากกาลูกลื่น ปากกาปากอ่อน ปากกาหมึกซึม ไส้ปากกา หมึกบรรจุในหลอด ยาลบหมึก น้ำหมึก และที่เสียบปากกา ตามหนังสือรับรองรายการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ. ๕ โจทก์ที่ ๑ ตกลงให้โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายปากกาลูกลื่นโดยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยโดยไม่มีค่าตอบแทนแต่มีเงื่อนไขว่า โจทก์ที่ ๒ จะต้องซื้อปลายปากกาลูกลื่นและหมึกปากกาลูกลื่นจากโจทก์ที่ ๑ ตามจำนวนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ การอนุญาตให้โจทก์ที่ ๒ ใช้เครื่องหมายการค้าตามสัญญาผู้ใช้ (User Agreement) เอกสารหมาย จ. ๘ ไม่ได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียน เครื่องหมายการค้า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๘ วรรคสอง จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๒ โจทก์ที่ ๒ จึงมิใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อประมาณกลางปี ๒๕๔๐ มีสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ ๑ ออกจำหน่าย ต่อมามีการจับกุมจำเลยที่ ๒ และยึดปากกาลูกลื่นที่ใช้เครื่องหมายการค้าปลอมได้จำนวน ๒๔๗,๕๐๐ ด้าม จำเลยทั้งสองถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลดังกล่าวได้พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ๗๔๘/๒๕๔๑ เอกสารหมาย จ. ๖

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ที่ ๑ มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามคำฟ้องหรือไม่เพียงใด โจทก์มีนายสุเมธ จงรักษ์ลิขิต ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ ๑ และนายเกษม บูญเลิศวณิชย์ ลูกจ้าง โจทก์ที่ ๒ มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ ๑ อนุญาตให้โจทก์ที่ ๒ เป็นตัวแทนผลิตและจำหน่ายปากกาลูกลื่นภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า REYNOLDS ในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่มีค่าตอบแทน แต่มีเงื่อนไขกำหนดให้โจทก์ที่ ๒ ซื้อปลายปากกาลูกลื่นและหมึกปากกาลูกลื่นในอัตราขั้นต่ำไว้สำหรับปลายปากกาลูกลื่นจำนวน ๔๕,๐๐๐,๐๐๐ หน่วย และหมึกปากกาลูกลื่น ๑๘,๐๐๐ กิโลกรัม นับตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๙ อันเป็นวันทำสัญญาถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๙ กับให้โจทก์ที่ ๒ ซื้อปลายปากกาลูกลื่นจำนวน ๖๕,๐๐๐,๐๐๐ หน่วย และหมึกปากกาลูกลื่น ๒๖,๐๐๐ กิโลกรัม ในระหว่างปี ๒๕๔๐ ตามสัญญาผู้ใช้ (User Agreement) เอกสารหมาย จ. ๘ ผลประโยชน์ที่โจทก์ที่ ๑ ได้รับจากการให้โจทก์ที่ ๒ เป็นตัวแทนผลิตและจำหน่ายปากกาลูกลื่นภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ ๑ คือการที่โจทก์ที่ ๑ ขายอุปกรณ์ของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า คำว่า REYNOLDS คือปลายปากกาลูกลื่นและหมึกปากกาลูกลื่นจำนวนที่แน่นอน และไม่ปรากฏในทางนำสืบของโจทก์ที่ ๑ เลยว่าการที่จำเลยทั้งสองขายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ ๑ นั้น เป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๒ ไม่สามารถซื้อปลายปากกาลูกลื่นและหมึกปากกาลูกลื่นของโจทก์ที่ ๑ ได้ตามจำนวนที่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาเอกสารหมาย จ. ๘ หรือโจทก์ที่ ๒ ได้ซื้อปลายปากกาลูกลื่นและหมึกปากกาลูกลื่นดังกล่าวลดน้อยลงกว่าจำนวนขั้นต่ำที่โจทก์ที่ ๒ จะต้องซื้อตามข้อตกลงในสัญญาเอกสารหมาย จ. ๘ อันเป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๑ ต้องขาดประโยชน์แต่อย่างใดไม่ และการที่โจทก์ที่ ๒ อ้างในคำฟ้องว่าโจทก์ที่ ๒ จำหน่ายสินค้าปากกาลูกลื่น REYNOLDS ในประเทศไทยได้ลดลงเนื่องจากมีการจำหน่ายปากกาลูกลื่นซึ่งใช้เครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ ๑ เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท นั้น ก็เป็นความเสียหาย ที่โจทก์ที่ ๒ อ้างว่าตนได้รับ หาได้มีผลเกี่ยวข้องถึงโจทก์ที่ ๑ หรือมีผลที่ทำให้รายได้ที่โจทก์ที่ ๑ จะพึงได้จากโจทก์ที่ ๒ ลดลงแต่อย่างใดไม่ เพราะโจทก์ที่ ๑ มิได้เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าปากกา REYNOLDS ในประเทศไทย แต่ได้อนุญาตให้โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าดังกล่าวแต่ผู้เดียวในประเทศไทย ส่วนที่โจทก์ที่ ๑ นำสืบในทำนองว่า โจทก์ที่ ๑ กับโจทก์ที่ ๒ ต้องร่วมกันทุ่มโฆษณาและส่งเสริมการขายมากยิ่งขึ้นเนื่องจากยอดขายลดลงนั้น เห็นว่า ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ. ๘ ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ที่ ๑ มีหน้าที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือโจทก์ที่ ๒ ในเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านการตลาดของโจทก์ที่ ๒ ในประเทศไทยแต่อย่างใด ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายตามเอกสารหมาย จ. ๑๐ และ จ. ๑๑ ก็ปรากฏว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้จ่ายทั้งสิ้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับโจทก์ที่ ๑ ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองก็ปรากฏว่า โจทก์ทั้งสองได้บรรยายฟ้องอย่างชัดเจนว่าค่าโฆษณานั้น โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายแต่เพียงผู้เดียว ดังนี้ โจทก์ที่ ๑ จึงไม่ได้รับความเสียหายในการที่ต้องจ่ายค่าโฆษณาและส่งเสริมการขายอันเนื่องมาจากยอดขายสินค้าปากกา REYNOLDS ลดลงเพราะการละเมิดของจำเลยทั้งสอง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดในค่าเสียหายสำหรับค่านิยมของสินค้า หรือความมีชื่อเสียงของสินค้าและเครื่องหมายการค้า (Goodwill) ของโจทก์ที่ ๑ หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ที่ ๑ จะได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ในราชอาณาจักรสำหรับสินค้าจำพวกที่ ๓๙ รายการสินค้า เครื่องเขียน ปากกาลูกลื่น และเครื่องเขียนอื่น ๆ เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในเครื่องหมายการค้าคำว่า REYNOLDS สำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ และการที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายปากกาลูกลื่น REYNOLDS อันเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ ๑ จะเป็นการละเมิดต่อสิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔๔ ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับความเสียหายว่า โจทก์ต้องจัดการทำการโฆษณาเพื่อแก้ไขภาพพจน์ต่อผู้เคยใช้ปากกาลูกลื่นยี่ห้อ REYNOLDS ปลอมที่มีคุณภาพต่ำ ซึ่งโจทก์ที่ ๒ ต้องเสียค่าโฆษณาไปในช่วงเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๐ ถึงปลายปี ๒๕๔๑ เป็นจำนวนเงิน ๓,๙๑๖,๘๘๑.๙๒ บาท รวมความเสียหายที่โจทก์ประเมินไว้เนื่องจากการที่จำเลยทั้งสองนำปากกาลูกลื่นที่มีเครื่องหมายการค้า "REYNOLDS" ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ ๑ ออกจำหน่ายในช่วงเวลาดังกล่าวมีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ ยังมิได้รวมถึงค่านิยมที่ผู้เคยใช้ปากกาลูกลื่น REYNOLDS ของโจทก์ที่เสื่อมไปเพราะการใช้ของปลอมที่มีคุณภาพต่ำ แต่โจทก์ทั้งสองขอเรียกค่าเสียหายสำหรับการจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ ๑ เป็นเงินจำนวน ๓,๓๐๐,๐๐๐ บาท ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นคำฟ้องที่หาได้เรียกค่าเสียหายสำหรับค่านิยมหรือความมีชื่อเสียงของสินค้าและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ ๑ แต่อย่างใดไม่ แสดงว่าโจทก์ที่ ๑ มิได้ประสงค์จะเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีค่าเสียหายในส่วนนี้ที่ศาลจะพิพากษาให้ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ ๑ ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 152 ม. 438
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44 ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเรโนลด์ส จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทเนทเวอร์ทโปรดักส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6435/2543
#98937
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ มีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มีนาคม 2534 ได้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9 วรรคสี่ คือแก้ไขหลักเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดิน จากเดิมที่ให้กำหนดโดยถือราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่าเป็นเกณฑ์ มาเป็นกำหนดโดยคำนึงถึงมาตรา 21 ทั้งมาตรา คือต้องกำหนดโดยเอาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ฯ สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 21 (1) (4) และ (5) มาพิจารณาประกอบกับหลักเกณฑ์ตามมาตรา 21 (2) และ (3) ด้วย และบทบัญญัติมาตรา 9 ที่แก้ไขนี้ ข้อ 5 ของประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับแก่การเวนคืนซึ่งการกำหนดราคาเบื้องต้น การจัดซื้อ การจ่ายหรือการวางเงินค่าทดแทน การอุทธรณ์หรือการฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ใช้บังคับด้วย ซึ่งเป็นวันเวลาก่อนที่โจทก์อุทธรณ์ราคาของอสังหาริมทรัพย์และเงินค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ต้องเวนคืนในโครงการนี้ไว้เป็นพิเศษใน พ.ร.บ. เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดโดยเฉพาะ ดังนั้น การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 642 จึงต้องกำหนดโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ในมาตรา 21 (1) ถึง (5) ประกอบกัน ซึ่งตามมาตรา 21 (1) ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดนั้นต้องเป็นวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ฯ หาใช่เป็นวันภายหลังใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ฯ ก็ได้ไม่

จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือถึง น. มารดาโจทก์แจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนแล้วก็ได้ส่งหนังสือดังกล่าวไป แต่ส่งให้ไม่ได้เพราะ น. ได้ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว และในขณะนั้นยังไม่มีผู้ใดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก น. จำเลยที่ 1 จึงนำเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 642 ไปฝากไว้ในชื่อของ น. ดังนั้นดอกเบี้ยหรือดอกผลที่เกิดขึ้นจากการฝากเงินนี้จึงตกเป็นสิทธิแก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 642 ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 31

พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินการกำหนดเงินค่าทดแทน การจ่ายหรือการวางเงินค่าทดแทนการอุทธรณ์และการฟ้องคดีของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนไว้ โดยให้คณะกรรมการตามมาตรา 9 เป็นผู้กำหนดราคาของอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินค่าทดแทนก่อน เมื่อคณะกรรมการตามมาตรา 9 กำหนดราคาของอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินค่าทดแทนแล้ว ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนไม่พอใจในราคาของอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการตามมาตรา 9 กำหนด ก็ต้องอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เป็นลำดับต่อมา เพื่อให้รัฐมนตรีพิจารณาวินิจฉัย แล้วจึงจะถึงขั้นตอนการฟ้องคดีตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง คือ ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตามมาตรา 25 หรือในกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง ก็มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีหรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว แล้วแต่กรณี เงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นคนละส่วนคนละกรณีกันกับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลง สิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนไม่ว่าเป็นกรณีที่ดินที่ถูกเวนคืนหรือกรณีที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลง ก็ต้องดำเนินการผ่านขั้นตอนดังกล่าวมาแล้วจึงจะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าราคาเบื้องต้นและเงินค่าทดแทนที่ดินที่จำเลยทั้งสองกำหนดเป็นราคาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 52,868,704.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ในต้นเงิน 30,399,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,597,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2536 ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 40,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยของเงินที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2535 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางนนทปัญญาหรือสงวน ที่ดินโฉนดเลขที่ 642 ของนางนนทปัญญาหรือสงวน ตั้งอยู่ในซอยโรงน้ำแข็งอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตาม พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงยานนาวา แขวงทุ่งวัดดอน และแขวงบางโคล่ เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2531 เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลเชื่อมระหว่างถนนสาทรกับแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พ.ศ. 2531 ถึง พ.ศ. 2534 ตารางวาละ 15,000 บาท กับค่าปรับปรุงพื้นที่ตารางวาละ 400 บาท เนื้อที่ 261 ตารางวา รวมเป็นเงิน 4,019,400 บาท ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือลงวันที่ 23 มิถุนายน 2536 เรื่องแจ้งเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์และให้ไปรับเงินค่าทดแทนไปถึงโจทก์เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2536 และได้ส่งหนังสือลงวันที่ 8 เมษายน 2534 เรื่องแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนถึงนางนนทปัญญาหรือสงวน ไปให้โจทก์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2536 ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2536 โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ มีความเห็นเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นด้วยตามความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ และวันที่ 8 กันยายน 2538 โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวไปแล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 40,000 บาท นั้น เหมาะสมและเป็นธรรมแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ มีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มีนาคม 2534 ได้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9 วรรคสี่ คือ แก้ไขหลักเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินจากเดิมที่ให้กำหนดโดยถือราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่าเป็นเกณฑ์มาเป็นกำหนดโดยคำนึงถึงมาตรา 21 ทั้งมาตรา คือต้องกำหนดโดยเอาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ฯ สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 21 (1) (4) และ (5) มาพิจารณาประกอบกับหลักเกณฑ์ตามมาตรา 21 (2) และ (3) ด้วย และบทบัญญัติมาตรา 9 ที่แก้ไขนี้ ข้อ 5 ของประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับแก่การเวนคืนซึ่งการกำหนดราคาเบื้องต้น การจัดซื้อการจ่ายหรือการวางเงินค่าทดแทน การอุทธรณ์หรือการฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ใช้บังคับด้วย ซึ่งเป็นวันเวลาก่อนที่โจทก์อุทธรณ์ราคาของอสังหาริมทรัพย์และเงินค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ต้องเวนคืนในโครงการนี้ไว้เป็นพิเศษในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดโดยเฉพาะ ดังนั้นการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 642 จึงต้องกำหนดโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ในมาตรา 21 (1) ถึง (5) ประกอบกัน ซึ่งตามมาตรา 21 (1) ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดนั้นต้องเป็นวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ฯ หาใช่เป็นวันภายหลังใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ฯ ก็ได้ไม่

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การดำเนินการเวนคืนและจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินล่าช้า จึงต้องนำราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดใน พ.ศ. 2536 มากำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือแจ้งให้นางนนทปัญญาหรือสงวนมารดาโจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนแล้วก็ได้ส่งหนังสือดังกล่าวไป แต่ส่งให้ไม่ได้เพราะนางนนทปัญญาหรือสงวนได้ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว และในขณะนั้นยังไม่มีผู้ใดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางนนทปัญญาหรือสงวน จำเลยที่ 1 จึงนำเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 642 ไปฝากไว้ในชื่อของนางนนทปัญญาหรือสงวน ดังนั้นดอกเบี้ยหรือดอกผลที่เกิดขึ้นจากการฝากเงินนี้จึงตกเป็นสิทธิแก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่โฉนดเลขที่ 642 ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 31

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่โจทก์อ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 642 ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนราคาลดลงหรือไม่เพียงใด เห็นว่า พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินการกำหนดเงินค่าทดแทน การจ่ายหรือการวางเงินค่าทดแทนการอุทธรณ์และการฟ้องคดีของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนไว้ โดยให้คณะกรรมการตามมาตรา 9 เป็นผู้กำหนดราคาของอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินค่าทดแทนก่อน เมื่อคณะกรรมการตามมาตรา 9 กำหนดราคาของอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินค่าทดแทนแล้ว ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนไม่พอใจในราคาของอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการตามมาตรา 9 กำหนด ก็ต้องอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เป็นลำดับต่อมา เพื่อให้รัฐมนตรีพิจารณาวินิจฉัย แล้วจึงจะถึงขั้นตอนการฟ้องคดีตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง คือ ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตามมาตรา 25 หรือในกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง ก็มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีหรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว แล้วแต่กรณี เงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นคนละส่วนคนละกรณีกันกับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลง สิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนไม่ว่าเป็นกรณีที่ดินที่ถูกเวนคืนหรือกรณีที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงก็ต้องดำเนินการผ่านขั้นตอนดังกล่าวมาแล้วจึงจะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการตามมาตรา 9 คือ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ ไม่ได้กำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนให้แก่โจทก์ หากโจทก์ไม่พอใจการพิจารณาในส่วนนี้ของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ โจทก์ต้องอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้พิจารณาวินิจฉัยกำหนดเงินค่าทดแทนในส่วนนี้ให้แก่โจทก์เสียก่อน จึงจะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลเรียกเงินค่าทดแทนในส่วนนี้ การที่โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพียงว่า เงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 642 ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดให้ไม่ยุติธรรมไม่สมด้วยราคาทรัพย์สินที่ถูกเวนคืนขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยให้รับเงินค่าทดแทนที่ดินแปลงดังกล่าวในราคาตารางวาละ 200,000 บาท ไม่อาจถือได้ว่าได้อุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 642 ที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงด้วย เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 642 ที่เหลือจากการเวนคืนว่าราคาลดลงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนในส่วนนี้จากจำเลยทั้งสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 7,647,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามอัตราและวันที่ศาลอุทธรณ์กำหนด และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขึ้นศาลเฉพาะในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 11 ม. 15 ม. 21 ม. 25 ม. 31
ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคีณอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530
ชื่อคู่ความ
ในฐานะผู้จัดการมรดก — พลตำรวจตรีอัสนี มกรานนท์
โจทก์ — ของนางนนทปัญญาหรือสงวน มกรานนท์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่ง เรืองโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กนก พรรณรักษา
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6433/2543
#35008
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเพียงแต่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า หากข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์กล่าวหา ผู้เสียหายก็คือบริษัท ก. ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นเพียงผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทยังถือไม่ได้ว่าเป็น ผู้เสียหายอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นและกรรมการ บริษัท ก. ย่อมเป็นผู้เสียหายจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้าม ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 22 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ทวิ และมาตรา 194

หากข้อเท็จจริงได้ความว่ามีการกระทำผิดตามฟ้อง ฐานปลอมและใช้เอกสารรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด รายงานจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและหรือมติพิเศษบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัท บริษัทตลอดทั้งบรรดาผู้ถือหุ้นและกรรมการย่อมได้รับความเสียหายเกี่ยวกับการกระทำนั้นจึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

ข้อ 1(ก) วันที่ 12 มิถุนายน 2529 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมเอกสารรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2529 ของบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้ง จำกัด ขึ้นทั้งฉบับ โดยพิมพ์ข้อความรายละเอียดในเอกสารดังกล่าวอันเป็นเท็จว่า "มีผู้ถือหุ้นมาประชุมเจ็ดคนถือหุ้นหกพันหุ้นครบเป็นองค์ประชุมโดยนายเอี่ยมฮวด กาญจนะโภคินเป็นประธานที่ประชุม" นอกจากนี้ยังพิมพ์ข้อความอันเป็นเท็จว่า "และที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ให้นางสาววริยา จงสาครสิน ออกได้โดยแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เข้าเป็นกรรมการแทน" ความจริงโจทก์ไม่เคยเข้าร่วมประชุม และไม่เคยลงมติให้จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการ จากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ลงในช่อง "ประธานที่ประชุม" และช่อง"กรรมการ" ความจริงโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใดการกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเพื่อให้บุคคลทั่วไปเชื่อว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นนางสาววริยาและโจทก์

(ข) วันที่ 7 กรกฎาคม 2529 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ลงในเอกสารคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดในช่องข้อความ ลงลายมือชื่อผู้เริ่มก่อการผู้ขอจดทะเบียน/กรรมการผู้มีอำนาจผูกพันบริษัท โดยมีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อรับรองว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวต่อหน้าจำเลยที่ 3 ความจริง โจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด และนำเอกสารดังกล่าวไปยื่นแสดงต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น นายทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการและโจทก์

(ค) ในวันเดียวกันกับฟ้องในข้อ 1 (ข) จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ลงในเอกสาร รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและหรือมติพิเศษในช่องข้อความลงลายมือชื่อ ผู้เริ่มก่อการ ผู้ขอจดทะเบียนกรรมการ ผู้ขอจดทะเบียน และเอกสารกรรมการเข้าใหม่ ในช่องข้อความ กรรมการ ผู้ขอจดทะเบียน ความจริงโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวแต่ประการใด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการและโจทก์

ข้อ 2 วันที่ 22 มกราคม 2529 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมเอกสารบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้งจำกัด ฉบับลงวันที่ 22 มกราคม 2529 ขึ้นทั้งฉบับ โดยพิมพ์ข้อความรายละเอียดในเอกสารดังกล่าวอันเป็นเท็จว่า "จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท" และปลอมลายมือชื่อโจทก์ในช่องข้อความว่า "ขอรับรองว่าเป็นรายการที่ถูกต้องตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นลงลายมือชื่อ กรรมการ"ความจริงจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นและโจทก์ไม่เคยลงลายมือชื่อรับรองในเอกสารบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับดังกล่าวแต่ประการใด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการและโจทก์

ข้อ 3 วันที่ 19 มีนาคม 2534 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ใช้และอ้างเอกสารปลอมดังกล่าวตามฟ้อง ข้อ 1(ก)(ข)(ค) และข้อ 2 เป็นพยานหลักฐานประกอบคำฟ้องของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงสมุทรปราการ ข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จและใช้เอกสารเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 267 และ 268 ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1919/2535 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังร่วมกันยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9284/2534 ต่อศาลแพ่ง ข้อหากระทำผิดต่อหุ้นส่วนบริษัท ละเมิด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 267, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ประทับฟ้อง จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานโจทก์แล้วเสร็จ เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้มีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามคำฟ้อง ข้อ 1(ก)(ข)(ค) และข้อ 2 ตอนต้น แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการแรกมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามฟ้องข้อ 1(ก)(ข)(ค) และข้อ 2 ตอนต้น กับพิพากษาย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยที่ 2 และที่ 3แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา ในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ และมาตรา 194 หรือไม่ เห็นว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับข้อหาตามฟ้องข้อ 1(ก)(ข)(ค) และข้อ 2 ตอนต้น โดยวินิจฉัยว่าหากรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2529ของบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้ง จำกัด คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด รายงานจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และ/หรือมติพิเศษ กรรมการเข้าใหม่กับบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เอกสารหมาย จ.2 และ จ.4 ถึง จ.7 เป็นเอกสารปลอม ผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเอกสารก็คือบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้งจำกัด มิใช่โจทก์ซึ่งเป็นเพียงผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทเท่านั้น กับหากจำเลยที่ 2 นำเอกสารดังกล่าวไปแจ้งขอจดเปลี่ยนแปลงรายการในทะเบียนของบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้ง จำกัด และนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการรับจดทะเบียนให้โดยเชื่อว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง ผู้เสียหายก็คือบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้ง จำกัด มิใช่โจทก์ซึ่งเป็นเพียงผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทดังกล่าวเช่นกัน ดังนี้ จะเห็นได้ว่าสำหรับข้อหาตามฟ้องข้อ 1(ก)(ข)(ค) และข้อ 2 ตอนต้น ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า มีการกระทำผิดในข้อหาดังกล่าวและจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ร่วมกันกระทำหรือไม่ โดยศาลชั้นต้นเพียงแต่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้นว่า หากข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์กล่าวหา ผู้เสียหายก็คือบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้ง จำกัดส่วนโจทก์ซึ่งเป็นเพียงผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทยังถือไม่ได้ว่าเป็นผู้เสียหายด้วย เช่นนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้ง จำกัด ย่อมเป็นผู้เสียหายจากการกระทำผิดในข้อหาตามฟ้องข้อ 1(ก)(ข)(ค) และข้อ 2 ตอนต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ และมาตรา 194 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยจึงชอบด้วยกฎหมาย

คดีคงเหลือปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดตามฟ้องข้อ 1(ก)(ข)(ค) และข้อ 2 ตอนต้น หรือไม่ เห็นว่า หากข้อเท็จจริงได้ความว่า มีการกระทำผิดตามฟ้องในแต่ละข้อหาดังกล่าวจริง บริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้ง จำกัด ตลอดทั้งบรรดาผู้ถือหุ้นและกรรมการย่อมได้รับความเสียหายเกี่ยวกับการกระทำนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทดังกล่าว จึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4)

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 193 ทวิ ม. 194
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เอี่ยมฮวด กาญจนะโภคิน
จำเลย — นางสาว หทัยภรณ์ กสิกิจนำชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6433/2543
#98572
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเพียงแต่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่าหากข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์กล่าวหา ผู้เสียหายก็คือบริษัท ก. ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นเพียงผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทยังถือไม่ได้ว่าเป็นผู้เสียหาย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท ก.ย่อมเป็นผู้เสียหายจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 และป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ และมาตรา 194

หากข้อเท็จจริงได้ความว่ามีการกระทำผิดตามฟ้อง ฐานปลอมและใช้เอกสารรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดรายงานจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและหรือมติพิเศษ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทบริษัทตลอดทั้งบรรดาผู้ถือหุ้นและกรรมการย่อมได้รับความเสียหายเกี่ยวกับการกระทำนั้นจึงเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

ข้อ ๑ (ก) วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๒๙ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมเอกสารรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ ๑/๒๕๒๙ของบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้ง จำกัด ขึ้นทั้งฉบับ โดยพิมพ์ข้อความรายละเอียดในเอกสารดังกล่าวอันเป็นเท็จว่า "มีผู้ถือหุ้นมาประชุมเจ็ดคน ถือหุ้นหกพันหุ้นครบเป็นองค์ประชุมโดยนายเอี่ยมฮวด กาญจนะโภคิน เป็นประธานที่ประชุม" นอกจากนี้ยังพิมพ์ข้อความอันเป็นเท็จว่า "...และที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ให้นางสาววริยา จงสาครสินออกได้ โดยแต่งตั้งให้จำเลยที่ ๑ เข้าเป็นกรรมการแทน" ความจริงโจทก์ไม่เคยเข้าร่วมประชุม และไม่เคยลงมติให้จำเลยที่ ๑ เป็นกรรมการ จากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ลงในช่อง "ประธานที่ประชุม" และช่อง "กรรมการ"ความจริงโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเพื่อให้บุคคลทั่วไปเชื่อว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น นางสาววริยาและโจทก์

(ข) วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๙ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ลงในเอกสารคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดในช่องข้อความ ลงลายมือชื่อผู้เริ่มก่อการผู้ขอจดทะเบียน/กรรมการผู้มีอำนาจผูกพันบริษัท โดยมีจำเลยที่ ๓ ลงลายมือชื่อรับรองว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวต่อหน้าจำเลยที่ ๓ ความจริง โจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด และนำเอกสารดังกล่าวไปยื่นแสดงต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น นายทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการและโจทก์

(ค) ในวันเดียวกับฟ้องในข้อ ๑ (ข) จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ลงในเอกสาร รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและหรือมติพิเศษในช่องข้อความลงลายมือชื่อ...ผู้เริ่มก่อการ ผู้ขอจดทะเบียน กรรมการผู้ขอจดทะเบียน และเอกสารกรรมการเข้าใหม่ ในช่องข้อความ...กรรมการผู้ขอจดทะเบียน ความจริงโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวแต่ประการใด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการและโจทก์

ข้อ ๒ วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๒๙ เวลากลางวัน จำเลยที่ ๑และที่ ๒ ร่วมกันปลอมเอกสารบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้ง จำกัดฉบับลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๒๙ ขึ้นทั้งฉบับ โดยพิมพ์ข้อความรายละเอียดในเอกสารดังกล่าวอันเป็นเท็จว่า "จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท" และปลอมลายมือชื่อโจทก์ในช่องข้อความว่า "ขอรับรองว่าเป็นรายการที่ถูกต้องตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นลงลายมือชื่อ...กรรมการ" ความจริงจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นและโจทก์ไม่เคยลงลายมือชื่อรับรองในเอกสารบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับดังกล่าวแต่ประการใด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการและโจทก์

ข้อ ๓ วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๓๔ เวลากลางวัน จำเลยที่ ๑ ใช้และอ้างเอกสารปลอมดังกล่าวตามฟ้อง ข้อ ๑ (ก) (ข) (ค) และข้อ ๒ เป็นพยานหลักฐานประกอบคำฟ้องของจำเลยที่ ๑ ที่ยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงสมุทรปราการ ข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จและใช้เอกสารเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ และ ๒๖๘ ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๙๑๙/๒๕๓๕ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยังร่วมกันยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๙๒๘๔/๒๕๓๔ ต่อศาลแพ่ง ข้อหากระทำผิดต่อหุ้นส่วนบริษัท ละเมิดขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๒๖๔, ๒๖๗, ๒๖๘

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ ๒และที่ ๓ ให้ประทับฟ้อง จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานโจทก์แล้วเสร็จ เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้มีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แล้ว พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามคำฟ้องข้อ ๑ (ก) (ข) (ค) และข้อ ๒ ตอนต้น แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒และที่ ๓ ประการแรกมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามฟ้องข้อ ๑ (ก) (ข) (ค)และข้อ ๒ ตอนต้น กับพิพากษาย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๒๒ กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๓ ทวิ และมาตรา ๑๙๔ หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับข้อหาตามฟ้องข้อ ๑ (ก) (ข) (ค) และข้อ ๒ ตอนต้น โดยวินิจฉัยว่าหากรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ ๑/๒๕๒๙ ของบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้งจำกัด คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด รายงานจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และ/หรือมติพิเศษ กรรมการเข้าใหม่กับบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เอกสารหมาย จ.๒ และจ.๔ ถึงจ.๗ เป็นเอกสารปลอม ผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเอกสารก็คือบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้ง จำกัด มิใช่โจทก์ซึ่งเป็นเพียงผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทเท่านั้น กับหากจำเลยที่ ๒ นำเอกสารดังกล่าวไปแจ้งขอจดเปลี่ยนแปลงรายการในทะเบียนของบริษัท-กิจกาญจน์เทรดดิ้ง จำกัด และนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการรับจดทะเบียนให้โดยเชื่อว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง ผู้เสียหายก็คือบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้ง จำกัด มิใช่โจทก์ซึ่งเป็นเพียงผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทดังกล่าวเช่นกัน ดังนี้ จะเห็นได้ว่าสำหรับข้อหาตามฟ้องข้อ ๑ (ก) (ข) (ค)และข้อ ๒ ตอนต้น ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า มีการกระทำผิดในข้อหาดังกล่าวและจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ร่วมกันกระทำหรือไม่ โดยศาลชั้นต้นเพียงแต่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้นว่า หากข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์กล่าวหา ผู้เสียหายก็คือบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้ง จำกัด ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นเพียงผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทยังถือไม่ได้ว่าเป็นผู้เสียหายด้วย เช่นนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้ง จำกัด ย่อมเป็นผู้เสียหายจากการกระทำผิดในข้อหาตามฟ้องข้อ ๑ (ก) (ข) (ค) และข้อ ๒ ตอนต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๒๒ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ทวิ และมาตรา ๑๙๔ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รับวินิจฉัยจึงชอบด้วยกฎหมาย

คดีคงเหลือปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดตามฟ้องข้อ ๑ (ก) (ข) (ค) และข้อ ๒ ตอนต้น หรือไม่ เห็นว่าหากข้อเท็จจริงได้ความว่า มีการกระทำผิดตามฟ้องในแต่ละข้อหาดังกล่าวจริงบริษัทกิจกาญจน์เทรดดิ้ง จำกัด ตลอดทั้งบรรดาผู้ถือหุ้นและกรรมการย่อมได้รับความเสียหายเกี่ยวกับการกระทำนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทดังกล่าวจึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔)

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 193 ทวิ ม. 194
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอี่ยมฮวด กาญจนะโภคิน
จำเลย — นางสาวหทัยภรณ์ กสิกิจนำชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายสมบัติ เจริญรุ่งอุทัย
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายสมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6415/2543
#258531
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาล เนื่องมาจากศาลฎีกามีคำสั่งให้ยก คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเสียนั้น มิใช่คำสั่งในเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ดำเนินคดี อย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา อันจะต้องอุทธรณ์คำสั่งนั้นไปยังศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย แต่เป็นการสั่งไปตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 23 ให้อำนาจไว้ หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว จะต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ ตามมาตรา 223 ที่ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยมายังศาลฎีกาจึงไม่ชอบ

การขอขยายหรือย่นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. หรือตามที่ศาลกำหนดไว้หรือระยะเวลาที่เกี่ยวด้วย วิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในกฎหมายอื่นเพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ก่อนสิ้น ระยะเวลานั้น ให้พึงทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีมีเหตุสุดวิสัย ตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 23

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลเมื่อสิ้นระยะเวลาที่ศาลฎีกาได้กำหนดไว้เพื่อให้จำเลยชำระเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยฎีกาว่า เหตุที่ไม่ได้ชำระภายในกำหนดเพราะหลงผิดไปว่าศาลชั้นต้นจะแจ้งคิดรายการจำนวนเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องเสียเท่าไรให้จำเลยทราบอีกครึ่งหนึ่งนั้น มิได้เป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยที่จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลกำหนดไว้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน ๒๒,๘๑๖,๙๓๑.๘๘ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒,๓๙๔,๖๓๓.๗๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่ง ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งยืนยันตามคำสั่งศาลชั้นต้น หากจำเลยยังติดใจฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ในวันนัดอ่านคำสั่งศาลฎีกา วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ผู้รับมอบฉันทะจากทนายโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยและทนายจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มีผู้ใดมาศาล ศาลชั้นต้นจึงได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้ฝ่ายโจทก์ฟัง และให้ถือว่าได้อ่านคำสั่งนี้ให้จำเลยฟังโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ต่อมาวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๓ ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาล ศาลชั้นต้น มีคำสั่งว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยและทนายจำเลยฟังโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ตามคำร้องของทนายจำเลยเป็นเรื่องที่ทนายจำเลยไม่สนใจที่จะฟังคำสั่งศาลฎีกาและคำร้องขอขยายเวลายื่นเข้ามาเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลฎีกา ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาล เนื่องมาจากศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเสียนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นในกรณีเช่นนี้มิได้เป็นคำสั่งในเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา อันจะต้องอุทธรณ์คำสั่งนั้นไปยังศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคท้าย แต่เป็นการสั่งไปตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ ให้อำนาจไว้ หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง ดังกล่าว จะต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ที่ศาลชั้นต้นส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยมายังศาลฎีกาจึงไม่ชอบ อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาที่ว่า มีเหตุอันควรขยายระยะเวลาชำระเงิน ค่าธรรมเนียมศาลให้จำเลยหรือไม่ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาในปัญหาดังกล่าวนี้ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การขอขยายหรือย่นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. หรือตามที่ศาลกำหนดไว้หรือระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในกฎหมายอื่นเพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ให้พึงทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความ มีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีมีเหตุสุดวิสัยทั้งนี้ตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ คดีนี้จำเลยยื่น คำร้องขอขยายเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลเมื่อสิ้นระยะเวลาที่ศาลฎีกาได้กำหนดไว้เพื่อให้จำเลยชำระเงิน ค่าธรรมเนียมดังกล่าวแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุที่ไม่ได้ชำระภายในกำหนดเพราะหลงผิดไปว่าศาลชั้นต้นจะแจ้งคิด รายการจำนวนเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องเสียเท่าไรให้จำเลยทราบอีกครั้งหนึ่งนั้น มิได้เป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยที่จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลกำหนดไว้ได้ ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเด็มโก้ จำกัด
จำเลย — บริษัทตรีมิตร อินดัสตรี แอนด์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด
223 — ป.วิ.พ มาตรา 23, 156,
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมนึก พานิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6395/2543
#37840
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ จำเลยต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีด้วยแม้ก่อนหน้าในวันที่โจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยนั้น จำเลยจะวางเงินชำระหนี้แก่โจทก์ 1,000,000 บาท ก็เป็นการชำระหนี้เพียงบางส่วนยังมีหนี้ตามคำพิพากษาอยู่อีกถึง 1,965,741.45 บาท ชอบที่โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เหลือได้และแม้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจะมีราคาสูง แต่ก็เป็นทรัพย์สินที่จำเลยวางเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในชั้นทุเลาการบังคับโดยสภาพไม่สมควรแบ่งการยึดระหว่างที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพราะอาจทำให้ทรัพย์สินเสื่อมราคา การกระทำของโจทก์หาใช่ทำให้ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมในกระบวนพิจารณาใด ๆ ที่ได้ดำเนินไปโดยไม่จำเป็นซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระเงิน 1,904,284.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับแล้วแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษา วันที่ 2 พฤษภาคม 2540 จำเลยวางเงินเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนเป็นเงิน 1,000,000 บาท วันที่ 8พฤษภาคม 2540 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16363ตำบลราษฎร์นิยม (ละหาร) อำเภอไทรน้อย (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรีที่จำเลยนำมาวางประกันการชำระหนี้ในการทุเลาการบังคับชั้นฎีกาเพื่อออกขายทอดตลาด วันที่ 3 มิถุนายน 2540 และวันที่ 20 มิถุนายน 2540จำเลยนำเงินมาวางชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีกจนครบจำนวนหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับจ่ายแล้วให้โจทก์รับผิดชอบค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายเป็นเงิน 315,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยวางเงินชำระหนี้ก่อนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลย แต่เงินที่วางไม่ครบจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์จึงย่อมมีสิทธิบังคับคดีจำเลยต่อไป ดังนั้น การที่จำเลยวางเงินภายหลังการยึดทรัพย์จนครบถ้วนจนมีการถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295(1) จำเลยต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมในการยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่เป็นตัวเงินแล้วไม่มีการขาย จึงให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่สั่งให้โจทก์รับผิดค่าธรรมเนียมถอนการยึด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้โจทก์รับผิดชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ตามตาราง 5(3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีหน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5(3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่ เห็นว่า ศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียม ซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ในวันที่โจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยนั้น แม้ก่อนหน้านั้นจำเลยจะวางเงินชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 1,000,000 บาท ก็ตาม แต่ก็เป็นการชำระหนี้เพียงบางส่วน ยังมีหนี้ตามคำพิพากษาที่ปรากฏในบัญชีแสดงรายการรับจ่ายของเจ้าพนักงานบังคับคดีอยู่อีกถึง 1,965,741.45 บาทไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่จำเลยยังค้างชำระ จึงชอบที่โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เหลือได้ และนับว่าเป็นความผิดของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีที่ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้ครบถ้วน จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ตามที่บัญญัติไว้ในตาราง 5(3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดดังกล่าวจะมีราคาสูง แต่ก็เป็นทรัพย์สินที่จำเลยวางเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในชั้นทุเลาการบังคับ และโดยสภาพไม่สมควรแบ่งการยึดระหว่างที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพราะอาจทำให้ทรัพย์สินเสื่อมราคา การกระทำของโจทก์ดังกล่าวรวมตลอดทั้งการที่จำเลยวางเงินชำระหนี้อีกสองครั้งภายหลังโจทก์นำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแล้ว หาใช่เป็นกรณีที่ทำให้ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมในกระบวนพิจารณาใด ๆ ที่ได้ดำเนินไปโดยไม่จำเป็นซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชำระดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 166 แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้โจทก์รับผิดชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5(3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นต่อไป"

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. 166 ม. ตาราง 5 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ประเทือง ชุ่มกมล
จำเลย — นาย วัน กาญจนอุดม
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5923/2543
#37839
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่จำเลยร่วมเพื่อชำระค่าโทรทัศน์สี แต่จำเลยร่วมมิได้ส่งมอบเครื่องรับโทรทัศน์ให้จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 3 ได้ทวงถามเช็คพิพาทคืน แต่จำเลยร่วมไม่คืนให้เพราะนำไปขายลดแก่โจทก์และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยร่วมและผู้สั่งจ่ายเช็ครายอื่นรวม 12 คน ให้ชำระหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คจำนวน 20 ฉบับซึ่งมีเช็คพิพาทรวมอยู่ด้วย ต่อมาโจทก์และจำเลยร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยร่วมยินยอมชำระเงินให้โจทก์ถือว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องตามเช็คพิพาทไปแล้วโดยได้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้ตามเช็คพิพาทระงับสิ้นไป โจทก์ไม่มีสิทธินำเช็คพิพาทมาเรียกร้องให้ผู้สั่งจ่ายชำระเงินอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 167,606.54 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 156,000บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า เช็คพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายให้แก่บริษัทพอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อชำระราคาสินค้ามูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้ระงับไปแล้ว เนื่องจากโจทก์ฟ้องบริษัทพอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวกต่อศาลแพ่งตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 22414/2539 ต่อมาโจทก์และบริษัทพอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวกทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยบริษัทพอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัดกับพวกยอมชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทพอสโซ่(ประเทศไทย) จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม และจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายนางอนงค์ เตียรถ์สุวรรณ ภริยาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 156,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 11,606.54 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และจำเลยร่วม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในคดีที่ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายนั้นการวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่าเช็คพิพาท จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายให้แก่จำเลยร่วมเพื่อชำระค่าโทรทัศน์สีแต่จำเลยร่วมมิได้ส่งมอบเครื่องรับโทรทัศน์ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ได้ทวงถามเช็คพิพาทคืนจากจำเลยร่วม แต่จำเลยร่วมไม่คืนให้เพราะเหตุได้นำไปขายลดแก่โจทก์และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยร่วมและผู้สั่งจ่ายเช็ครายอื่นรวม 12 คน ให้ชำระหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คจำนวน 20 ฉบับ ซึ่งมีเช็คพิพาทรวมอยู่ด้วย ปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 22414/2539เอกสารหมาย จ.2 คดีดังกล่าวโจทก์และจำเลยร่วมได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยร่วมตกลงยินยอมชำระเงินให้โจทก์ตามฟ้องปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.3 แต่โจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยร่วมทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยร่วมในฐานะผู้ทรงเช็คพิพาทคนก่อนซึ่งนำมาสลักหลังขายลดให้แก่โจทก์จำเลยร่วม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมเป็นลูกหนี้ร่วมสำหรับหนี้ตามเช็คพิพาทเมื่อโจทก์และจำเลยร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยร่วมยอมชำระหนี้ที่มีต่อโจทก์รวมทั้งหนี้เงินตามเช็คพิพาทด้วย ถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องตามเช็คพิพาทไปแล้วโดยได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้ตามเช็คพิพาทเป็นอันระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเช็คพิพาทมาเรียกร้องให้ผู้สั่งจ่ายชำระเงินอีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทองสินอาจิว กับพวก
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — บริษัท พอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5904 -ที่ 5911/2543
#39293
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งแปด อ้างว่าผู้คัดค้านทั้งแปดกระทำความผิดที่สมควรจะเลิกจ้างเป็นการเสนอคดีฝ่ายเดียว ผู้ร้องต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่ามีเหตุตามที่กล่าวอ้างจริงและเป็นเหตุที่สมควรจะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งแปดได้ เว้นแต่ผู้คัดค้านทั้งแปดยอมรับในข้อเท็จจริงใด ศาลก็อาจรับฟังข้อเท็จจริงนั้นโดยผู้ร้องไม่ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดง ผู้คัดค้านทั้งแปดจะยื่นคำคัดค้านเข้ามาหรือไม่ก็ได้ และไม่ใช่คำให้การ ไม่อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสองที่จะต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของผู้ร้องรวมทั้งเหตุแห่งการยอมรับหรือปฏิเสธ มิฉะนั้นจะทำให้คดีไม่เกิดประเด็นข้อพิพาทและผู้คัดค้านทั้งแปดไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบเพราะต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำร้อง หลังจากผู้คัดค้านทั้งแปดยื่นคำคัดค้าน ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทโดยให้ผู้ร้องนำพยานเข้าสืบก่อน แล้วให้ผู้คัดค้านทั้งแปดสืบแก้ แสดงว่าศาลแรงงานกลางเห็นว่า ผู้คัดค้านทั้งแปดมิได้ยอมรับว่ามีเหตุตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเกิดขึ้น ผู้คัดค้านทั้งแปดมีสิทธินำพยานเข้าสืบและศาลแรงงานกลางนำพยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งแปดมาใช้ประกอบการวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งแปดสำนวน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณากับคดีหมายเลขดำที่ 6493/2541 ของศาลแรงงานกลาง ซึ่งผู้ร้องขอถอนคำร้องไปแล้ว โดยเรียกผู้คัดค้านทั้งแปดสำนวนนี้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1ถึงที่ 6 และผู้คัดค้านที่ 8 ที่ 9 ตามลำดับ

ผู้ร้องทั้งแปดสำนวนยื่นคำร้องเป็นใจความทำนองเดียวกันว่าผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ผู้คัดค้านทั้งแปดเป็นลูกจ้างและเป็นกรรมการลูกจ้างในสถานประกอบการของผู้ร้อง ทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 กับผู้คัดค้านที่ 8 เป็นกรรมการผู้คัดค้านที่ 9 เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานซี เค แห่งประเทศไทย ในบริษัทผู้ร้องเมื่อวันที่ 4 ถึง 9 กุมภาพันธ์ 2541 ผู้คัดค้านทั้งแปดได้ร่วมกันออกแถลงการณ์และคำชี้แจงในนามสหภาพแรงงาน ซี เค แห่งประเทศไทย แล้วร่วมกันนำไปแจกจ่ายปิดประกาศให้ลูกจ้างอื่นในบริษัทผู้ร้องและบุคคลภายนอกได้รับทราบโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ร้องรวม 3 ฉบับ มีข้อความเป็นการใส่ความผู้ร้องและผู้บังคับบัญชาโดยไม่เป็นความจริง ดูหมิ่นเสียดสี ก้าวร้าว ข่มขู่ เหยียดหยามผู้ร้องผู้เป็นนายจ้างและผู้บังคับบัญชา และกล่าวหาผู้ร้องว่ามีพฤติการณ์ในทางร้าย กลั่นแกล้ง ต้องการให้พนักงานแตกความสามัคคี พยายามทำให้สหภาพแรงงานซึ่งเป็นองค์กรของลูกจ้างเลิกไปตามเอกสารท้ายคำร้อง ทำให้ลูกจ้างและผู้อ่านข้อความรู้สึกว่าผู้ร้องปฏิบัติตนไม่ดี ไม่ถูกต้อง และไม่มีคุณธรรมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง การกระทำของผู้คัดค้านทั้งแปดไม่ได้เป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนเอง หรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามทำนองคลองธรรมแต่ทำให้พนักงานของผู้ร้องขาดความยำเกรง เป็นการยุยงส่งเสริมให้พนักงานกระด้างกระเดื่องต่อผู้ร้องและผู้บังคับบัญชา ก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างผู้ร้องกับพนักงานอันจะส่งผลเสียหายแก่ผู้ร้องและพนักงาน เป็นการกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ร้อง จงใจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย กระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อผู้ร้องและเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องเป็นกรณีร้ายแรง ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งแปด โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันยื่นคำร้อง

ผู้คัดค้านทั้งแปดสำนวนยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมเพราะไม่ได้ระบุว่าข้อความตอนใดเป็นการใส่ความผู้ร้องและความจริงเป็นอย่างไร ทำให้ผู้คัดค้านทั้งแปดไม่อาจเข้าใจข้อหาและยกข้อต่อสู้ได้ทั้งข้อความในคำร้องก็ไม่ได้เป็นการจงใจทำให้ผู้ร้องเสียหาย ไม่เป็นการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อผู้ร้อง และไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องเป็นกรณีร้ายแรงเพราะข้อความตามคำร้องของผู้ร้องไม่ว่าส่วนใด ๆ ไม่เป็นการหมิ่นประมาทหรือใส่ความผู้ร้อง ไม่ทำให้ผู้ร้องถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังข้อความดังกล่าวเป็นเพียงการคาดคะเนหรือเป็นเพียงคำขู่ คำแดกดัน คำไม่สุภาพหรือก้าวร้าวหรือประชดประชัน ความไม่พอใจ อันเนื่องมาจากการเจรจาข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานซี เค แห่งประเทศไทย ซึ่งผู้คัดค้านทั้งแปดเป็นสมาชิกและกรรมการเท่านั้น ไม่มีความหมายอันจะเป็นการดูหมิ่นผู้ร้องไม่เพียงพอที่ทำให้ผู้ร้องได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญแต่อย่างใด และผู้คัดค้านทั้งแปดไม่ได้ทำและนำคำแถลงการณ์และคำชี้แจงตามเอกสารท้ายคำร้องไปแจกจ่ายปิดประกาศให้ลูกจ้างอื่นในบริษัทผู้ร้องทราบ แต่ผู้ร้องเป็นผู้จัดทำขึ้นเองทั้งหมดโดยใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างการสืบพยานผู้ร้อง ผู้คัดค้านทั้งแปดแถลงรับว่า วันที่ 6กุมภาพันธ์ 2541 ตั้งแต่เวลาประมาณ 17 นาฬิกาเป็นต้นไป พนักงานของผู้ร้องได้ชุมนุมประท้วงอยู่ที่ทางเข้าออกโรงงาน โดยผู้คัดค้านทั้งแปดอยู่ในที่ชุมนุมและแจกเอกสารในวันดังกล่าวด้วย กับนายดาบตำรวจวรวุฒิเหลืองสะอาดตา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลสำโรงเหนืออยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวจริง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องไม่เคลือบคลุมผู้คัดค้านทั้งแปดเป็นลูกจ้างของผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้าง ทั้งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานซี เค แห่งประเทศไทย องค์กรลูกจ้างในบริษัทผู้ร้องซึ่งมีผู้คัดค้านที่ 1 เป็นประธานก่อนเกิดเหตุสหภาพแรงงานดังกล่าวได้ยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อผู้ร้อง แต่ยังตกลงกันไม่ได้ นัดเจรจาข้อเรียกร้องในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 ระหว่างวันที่ 4ถึง 6 กุมภาพันธ์ 2541 ลูกจ้างผู้ร้องได้นัดชุมนุมกันที่บริเวณหน้าโรงงานการชุมนุมในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 มีขึ้นตั้งแต่เวลาประมาณ 17 นาฬิกาโดยผู้คัดค้านทั้งแปดอยู่ในที่ชุมนุมและได้แจกเอกสาร ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าผู้คัดค้านทั้งแปดกระทำความผิดโดยจัดทำและแจกคำแถลงการณ์และคำชี้แจงที่มีข้อความดูหมิ่นเสียดสีก้าวร้าว ฯลฯ ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างตามเอกสารหมาย ร.6 ถึง ร.8 ผู้ร้องต้องนำสืบให้ได้ความชัดเจนว่าผู้คัดค้านทั้งแปดเป็นผู้จัดทำและแจกเอกสารดังกล่าวแต่นายเชิดชัยสุขประสาธน์ และนายสมคิด สุขประเสริฐ พยานที่ผู้ร้องนำสืบเพียงแต่เบิกความว่าผู้คัดค้านทั้งแปดแจกคำแถลงการณ์และคำชี้แจงในที่ชุมนุมเท่านั้น ไม่ได้ยืนยันว่าคำแถลงการณ์และคำชี้แจงที่ผู้คัดค้านทั้งแปดแจกเป็นเอกสารหมาย ร.6 ถึง ร.8 ทั้งนายเชิดชัยกับนายสมคิดก็เพียงแต่ได้รับทราบข้อเท็จจริงว่ามีการแจกเอกสารมาจากบุคคลอื่น ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง จึงเป็นพยานบอกเล่ารับฟังไม่ได้สำหรับนายดาบตำรวจวรวุฒิ เหลืองสะอาดตา พยานผู้ร้องอีกปากก็ได้รับเอกสารหมาย ร.6 และ ร.8 มาจากนายดาบตำรวจชัยรัตน์ เซ็งมาซึ่งผู้ร้องไม่ได้นำมาเบิกความยืนยันว่าได้รับแจกมาจากผู้คัดค้านทั้งแปดและนายดาบตำรวจวรวุฒิมิได้เห็นเหตุการณ์ขณะนายดาบตำรวจชัยรัตน์ได้รับแจกเอกสารดังกล่าว ส่วนเอกสารหมาย ร.7 ที่นายดาบตำรวจวรวุฒิอ้างว่าได้รับแจกมาจากพนักงานของผู้ร้อง นายดาบตำรวจวรวุฒิก็มิได้ยืนยันว่าพนักงานดังกล่าวคือผู้คัดค้านทั้งแปด แม้ผู้คัดค้านทั้งแปดจะแถลงรับข้อเท็จจริงว่ามีการแจกเอกสาร แต่ก็โต้แย้งว่ามิได้กระทำความผิด เพราะไม่ได้ร่วมกันจัดทำ แจกคำแถลงการณ์และคำชี้แจงตามเอกสารหมาย ร.6 ถึง ร.8 ไม่อาจนำมารับฟังสนับสนุนพยานผู้ร้องให้มีน้ำหนัก ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านทั้งแปดร่วมกันจัดทำและแจกคำแถลงการณ์และคำชี้แจงเอกสารหมาย ร.6 ถึง ร.8 ตามคำร้องจึงไม่มีเหตุที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งแปด พิพากษายกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งแปดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า คำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งแปดขัดแย้งกัน ไม่ชัดแจ้งว่าปฏิเสธหรือยอมรับว่าเป็นผู้จัดทำคำแถลงการณ์และคำชี้แจงตามเอกสารหมาย ร.6 ถึง ร.8ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท ไม่มีประเด็นที่ผู้คัดค้านทั้งแปดจะนำพยานเข้าสืบ ไม่อาจนำพยานของผู้คัดค้านทั้งแปดมารับฟังได้ข้อเท็จจริงต้องรับฟังตามคำร้องของผู้ร้อง การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีโดยฟังข้อเท็จจริงว่า แม้ผู้คัดค้านทั้งแปดจะแถลงรับว่ามีการแจกเอกสารแต่ก็โต้แย้งว่ามิได้กระทำความผิด เพราะมิได้ร่วมกันจัดทำและแจกคำแถลงการณ์กับคำชี้แจงเอกสารหมาย ร.6 ถึง ร.8 ตามคำร้องจึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยคดีที่ไม่ชอบ นอกจากนี้ผู้คัดค้านทั้งแปดแถลงรับข้อเท็จจริงว่าวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 เวลาประมาณ17 นาฬิกา พนักงานของผู้ร้องได้ชุมนุมประท้วงกันอยู่ที่ทางเข้าออกโรงงาน โดยผู้คัดค้านทั้งแปดอยู่ในที่ชุมนุมและได้แจกเอกสาร และนายดาบตำรวจวรวุฒิอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติว่าผู้คัดค้านทั้งแปดอยู่ในที่ชุมนุมและแจกเอกสาร โดยผู้ร้องไม่ต้องสืบพยานในข้อเท็จจริงนี้ เพราะไม่ใช่คดีอาญา จึงมีปัญหาที่ศาลแรงงานกลางจะต้องวินิจฉัยเฉพาะข้อที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งแปดยังโต้เถียงกันอยู่แต่เพียงว่า เอกสารที่ผู้คัดค้านทั้งแปดแจกนั้นคือเอกสารหมาย ร.6 ถึงร.8 หรือเอกสารหมาย ค.1 ถึง ค.3 เมื่อศาลแรงงานกลางฟังว่านายดาบตำรวจวรวุฒิซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมได้รับเอกสารหมาย ร.7มาจากที่ชุมนุม และเอกสารดังกล่าวระบุว่าเป็นคำแถลงการณ์ของสหภาพแรงงานซี เค แห่งประเทศไทย โดยผู้คัดค้านทั้งแปดเป็นผู้จัดทำและแจกจ่าย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านทั้งแปดร่วมกันจัดทำและแจกคำแถลงการณ์กับคำชี้แจงเอกสารหมาย ร.6 ถึง ร.8 ตามคำร้อง จึงเป็นการวินิจฉัยคดีที่ขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวน ผู้คัดค้านทั้งแปดต้องร่วมกันรับผิดตามเอกสารหมาย ร.7 ซึ่งมีข้อความดูหมิ่น เหยียดหยามและกล่าวหาผู้ร้องว่ามีพฤติการณ์ในทางร้าย กลั่นแกล้ง ต้องการให้พนักงานแตกความสามัคคี พยายามทำให้สหภาพแรงงานเลิกไปอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง จึงเป็นการจงใจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่ผู้ร้องใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งแปดอ้างว่าผู้คัดค้านทั้งแปดกระทำความผิดที่สมควรจะเลิกจ้าง อันเป็นการเสนอคดีฝ่ายเดียวซึ่งผู้ร้องจะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเห็นว่ามีเหตุตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเกิดขึ้นจริงและเหตุนั้นเป็นเหตุที่สมควรจะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งแปดได้ เว้นเสียแต่ว่าผู้คัดค้านทั้งแปดยอมรับในข้อเท็จจริงใด ศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริงนั้น โดยผู้ร้องไม่ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดง แต่ทั้งนี้ผู้คัดค้านทั้งแปดจะยื่นคำคัดค้านเข้ามาหรือไม่ก็ได้และคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งแปดไม่ใช่คำให้การไม่อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177วรรคสอง ที่ว่า จะต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของผู้ร้อง รวมทั้งเหตุแห่งการยอมรับหรือปฏิเสธ มิฉะนั้น จะทำให้คดีไม่เกิดประเด็นข้อพิพาท และผู้คัดค้านทั้งแปดไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบเพราะต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำร้องดังอุทธรณ์ของผู้ร้อง ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าหลังจากผู้คัดค้านทั้งแปดยื่นคำคัดค้านแล้วศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งแปดหรือไม่ เพียงใดไว้ด้วยทั้งยังระบุว่าให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายนำพยานเข้าสืบก่อน แล้วให้ผู้คัดค้านทั้งแปดสืบแก้ แสดงว่าศาลแรงงานกลางเห็นว่าผู้คัดค้านทั้งแปดมิได้ยอมรับว่ามีเหตุตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเกิดขึ้นและกรณีสมควรที่จะฟังพยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งแปดประกอบการพิจารณาวินิจฉัยข้ออ้างของผู้ร้องด้วย ซึ่งศาลแรงงานกลางมีอำนาจที่จะกระทำได้ผู้คัดค้านทั้งแปดจึงมีสิทธินำพยานเข้าสืบและศาลแรงงานกลางสามารถนำพยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งแปดมาใช้ประกอบการวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านทั้งแปดเป็นผู้จัดทำและแจกคำแถลงการณ์และคำชี้แจงตามเอกสารหมาย ร.6 ถึง ร.8 ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดจริงหรือไม่ได้และคดีนี้ปรากฏว่าผู้คัดค้านทั้งแปดแถลงรับข้อเท็จจริงแต่เพียงว่าได้อยู่ในที่ชุมนุมและเป็นผู้แจกเอกสารซึ่งไม่ชัดเจนว่าเป็นเอกสารหมาย ร.6 ถึง ร.8 หรือไม่ ทั้งผู้คัดค้านทั้งแปดมิได้ยอมรับว่าเป็นผู้จัดทำเอกสารดังกล่าวและหลังจากผู้คัดค้านทั้งแปดแถลงรับข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ทนายผู้ร้องได้แถลงว่าเมื่อผู้คัดค้านทั้งแปดแถลงรับข้อเท็จจริงเช่นนี้ ผู้ร้องก็ไม่ติดใจอ้างส่งเทปบันทึกภาพการแจกเอกสารของผู้คัดค้านทั้งแปดในที่ชุมนุมเป็นพยาน จากนั้นทนายผู้ร้องนำพยานเข้าสืบ 2 ปาก เพื่อสนับสนุนข้ออ้างของผู้ร้องว่าเอกสารที่ผู้คัดค้านทั้งแปดแจกในที่ชุมนุมคือเอกสารหมาย ร.6 ถึง ร.8 แสดงให้เห็นได้ชัดว่าการแถลงรับข้อเท็จจริงของผู้คัดค้านทั้งแปดดังกล่าวข้างต้นเป็นการแถลงรับแต่เพียงว่าในวันเกิดเหตุนัดชุมนุมผู้คัดค้านทั้งแปดได้ร่วมชุมนุมและแจกเอกสารในที่ชุมนุมจริงเท่านั้น มิได้ยอมรับไปถึงว่าเอกสารที่แจกเป็นเอกสารหมายร.6 ถึง ร.8 แต่อย่างใด จึงเป็นกรณีที่จะต้องรับฟังจากพยานหลักฐานอื่นต่อไป ซึ่งพยานหลักฐานอื่นที่ศาลแรงงานกลางนำมารับฟังดังกล่าวล้วนเป็นพยานหลักฐานที่เกิดจากการนำสืบของผู้ร้องทั้งสิ้น การรับฟังพยานหลักฐานและการวินิจฉัยคดีของศาลแรงงานกลางจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งแปดสำนวนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซี เค ชูส์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — นาย สมพร กระจ่างจิตต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5904 -ที่ 5911/2543
#91247
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน อ้างว่าผู้คัดค้านกระทำความผิดที่สมควรจะเลิกจ้าง อันเป็นการเสนอคดีฝ่ายเดียว ผู้ร้องจะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเห็นว่ามีเหตุตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเกิดขึ้นจริงและเหตุนั้นเป็นเหตุที่สมควรจะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ เว้นแต่ผู้คัดค้านยอมรับในข้อเท็จจริงใด ศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริงนั้นโดยผู้ร้องไม่ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดง ทั้งนี้ผู้คัดค้านจะยื่นคำคัดค้านเข้ามาหรือไม่ก็ได้ และคำคัดค้านของผู้คัดค้านไม่ใช่คำให้การ ไม่อยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ที่ต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของผู้ร้อง รวมทั้งเหตุแห่งการยอมรับหรือปฏิเสธ คดีนี้หลังจากผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านแล้ว ศาลแรงงานได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านหรือไม่ เพียงใด โดยให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายนำพยานเข้าสืบก่อน แล้วให้ผู้คัดค้านสืบแก้ แสดงว่าศาลแรงงานเห็นว่า ผู้คัดค้านมิได้ยอมรับว่ามีเหตุตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเกิดขึ้น และกรณีสมควรที่จะฟังพยานหลักฐานของผู้คัดค้านประกอบการพิจารณาวินิจฉัยข้ออ้างของผู้ร้องด้วยซึ่งศาลแรงงานมีอำนาจที่จะกระทำได้ ผู้คัดค้านจึงมีสิทธินำพยานเข้าสืบและศาลแรงงานสามารถนำพยานหลักฐานของผู้คัดค้านมาใช้ประกอบการวินิจฉัย อันเป็นกรณีที่จะต้องรับฟังจากพยานหลักฐานอื่นต่อไป ซึ่งพยานหลักฐานอื่นที่ศาลแรงงานนำมารับฟังดังกล่าวล้วนเป็นพยานหลักฐานที่เกิดจากการนำสืบของผู้ร้องทั้งสิ้น การรับฟังพยานหลักฐานและการวินิจฉัยคดีของศาลแรงงานจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งแปดสำนวน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณากับคดีหมายเลขดำที่ 6493/2541 ของศาลแรงงานกลาง ซึ่งผู้ร้องขอถอนคำร้องไปแล้ว โดยเรียกผู้คัดค้านทั้งแปดสำนวนนี้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 และผู้คัดค้านที่ 8 ที่ 9 ตามลำดับ

ผู้ร้องทั้งแปดสำนวนยื่นคำร้องเป็นใจความทำนองเดียวกันว่าขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งแปดโดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ยื่นคำร้อง

ผู้คัดค้านทั้งแปดสำนวนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างการสืบพยานผู้ร้องและผู้คัดค้านแถลงรับว่าพนักงานของผู้ร้องได้ชุมนุมประท้วงอยู่ที่ทางเข้าออกโรงงาน โดยผู้คัดค้านทั้งแปดอยู่ในที่ชุมนุมและแจกเอกสารในวันดังกล่าวด้วย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 ตั้งแต่เวลาประมาณ 17 นาฬิกาเป็นต้นไป

ศาลแรงงานกลางพิพากษาคำร้อง

ผู้ร้องทั้งแปดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีที่ผู้ร้องใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งแปดอ้างว่าผู้คัดค้านทั้งแปดกระทำความผิดที่สมควรจะเลิกจ้าง อันเป็นการเสนอคดีฝ่ายเดียว ซึ่งผู้ร้องจะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเห็นว่ามีเหตุตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเกิดขึ้นจริงและเหตุนั้นเป็นเหตุที่สมควรจะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งแปดได้ เว้นเสียแต่ว่าผู้คัดค้านทั้งแปดยอมรับในข้อเท็จจริงใด ศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริงนั้นโดยผู้ร้องไม่ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดง แต่ทั้งนี้ผู้คัดค้านทั้งแปดจะยื่นคำคัดค้านเข้ามาหรือไม่ก็ได้ และคำคัคค้านของผู้คัดค้านทั้งแปดไม่ใช่คำให้การ ไม่อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ที่ว่า จะต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของผู้ร้อง รวมทั้งเหตุแห่งการยอมรับหรือปฏิเสธ มิฉะนั้นจะทำให้คดีไม่เกิดประเด็นข้อพิพาท และผู้คัดค้านทั้งแปดไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบเพราะต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำร้องดังอุทธรณ์ของผู้ร้อง ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าหลังจากผู้คัดค้านทั้งแปดยื่นคำคัดค้านแล้ว ศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งแปดหรือไม่ เพียงใด ไว้ด้วย ทั้งยังระบุว่าให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายนำพยานเข้าสืบก่อนแล้วให้ผู้คัดค้านทั้งแปดสืบแก้ แสดงว่าศาลแรงงานกลางเห็นว่าผู้คัดค้านทั้งแปดมิได้ยอมรับว่ามีเหตุตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเกิดขึ้น และกรณีสมควรที่จะฟังพยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งแปดประกอบการพิจารณาวินิจฉัยข้ออ้างของผู้ร้องด้วย ซึ่งศาลแรงงานกลางมีอำนาจที่จะกระทำได้ ผู้คัดค้านทั้งแปดจึงมีสิทธินำพยานเข้าสืบและศาลแรงงานกลางสามารถนำพยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งแปดมาใช้ประกอบการวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านทั้งแปดเป็นผู้จัดทำและแจกคำแถลงการณ์และคำชี้แจงที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดจริงหรือไม่ได้และคดีนี้ปรากฏว่าผู้คัดค้านทั้งแปดแถลงรับข้อเท็จจริงแต่เพียงว่าได้อยู่ในที่ชุมนุมและเป็นผู้แจกเอกสาร ซึ่งไม่ชัดเจนว่าเป็นเอกสารที่พิพาทหรือไม่ ทั้งผู้คัดค้านทั้งแปดมิได้ยอมรับว่าเป็นผู้จัดทำเอกสารดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่จะต้องรับฟังจากพยานหลักฐานอื่นต่อไป ซึ่งพยานหลักฐานอื่นที่ศาลแรงงานกลางนำมารับฟังดังกล่าวล้วนเป็นพยานหลักฐานที่เกิดจากการนำสืบของผู้ร้องทั้งสิ้น การรับฟังพยานหลักฐานและการวินิจฉัยคดีของศาลแรงงานกลางจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งแปดสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 87 ม. 177 ม. 188
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 37 ม. 38 ม. 39
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซี เค ชูส์ จำกัด
จำเลย — นายสมพร กระจ่างจิตร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5888/2543
#39292
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามมาตรา 23 และมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคมฯ มีองค์ประกอบความผิดต่างกัน และการกระทำตามฟ้องเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ความผิดตามมาตรา 23นั้นเป็นความผิดเพราะจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจออกใบอนุญาต ส่วนความผิดตามมาตรา 26 เป็นความผิดเพราะจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม แม้จะได้รับหรือไม่ได้รับใบอนุญาตก็ตาม การที่จำเลยปรับจูนเอาคลื่นความถี่หมายเลขโทรศัพท์มือถือของผู้อื่นมาใช้กับเครื่องที่จำเลยมีไว้โดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้

การที่จำเลยมีเครื่องรับและส่งวิทยุคมนาคมโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและปรับจูนคลื่นความถี่แล้วให้บุคคลอื่นเช่าใช้รับส่งสัญญาณติดต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากจะเป็นการจงใจทำให้เกิดการรบกวนการติดต่อวิทยุคมนาคมของผู้อื่นแล้ว ยังทำให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่แท้จริงอีกด้วยจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเครื่องรับและส่งวิทยุคมนาคม โทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต และจำเลยใช้เครื่องวิทยุคมนาคมรับและส่งสัญญาณและเสียงติดต่อกับผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตโดยให้บุคคลทั่วไปเข้าใช้โดยนำเอาคลื่นความถี่ ซึ่งผู้มีชื่อเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้มาปรับเข้าไว้ในเครื่องรับและส่งวิทยุคมนาคมโดยมิชอบแล้วจำเลยให้บุคคลผู้เช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวรับและส่งสัญญาณและเสียงติดต่อกับผู้อื่น โดยใช้คลื่นความถี่ดังกล่าว อันเป็นการจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมของโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้มีชื่อ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 6, 22, 23, 26 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 และริบของกลางทั้งหมดโดยให้ริบเครื่องวิทยุคมนาคมของกลางไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2598 มาตรา 4, 6 (ที่ถูกมาตรา 6วรรคหนึ่ง), 22, 23, 26 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91ให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม จำคุก 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก6 เดือน ริบของกลางทั้งหมดเฉพาะเครื่องวิทยุคมนาคมของกลางให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยอุทธรณ์ให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ลงโทษฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุเพียงบทเดียว จำคุก6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78แล้วคงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคมพ.ศ. 2498 มาตรา 23 และ 26 มีองค์ประกอบความผิดต่างกัน และการกระทำความผิดตามฟ้องเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือความผิดตามมาตรา 23 นั้น เป็นความผิด เพราะจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจออกใบอนุญาต ส่วนความผิดตามมาตรา 26นั้น เป็นความผิดเพราะจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม ความผิดฐานนี้แม้จำเลยจะมีโทรศัพท์มือถือโดยได้รับหรือไม่ได้รับใบอนุญาตก็ตาม หากจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ก็คือการที่จำเลยปรับจูนเอาคลื่นความถี่หมายเลขโทรศัพท์มือถือของผู้อื่นมาใช้กับเครื่องที่จำเลยมีไว้โดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 26 แยกต่างหากอีกกรรมหนึ่ง ถึงแม้ปัญหานี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยเกินกว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2กำหนดไว้

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยมีเครื่องรับและส่งวิทยุคมนาคมโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเซลลูล่าจำนวนถึง 3 เครื่องโดยไม่ได้รับอนุญาต และปรับจูนคลื่นความถี่แล้วให้บุคคลอื่นเช่าใช้รับส่งสัญญาณติดต่อกับผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น นอกจากจะเป็นการจงใจทำให้เกิดรบกวนการติดต่อวิทยุคมนาคมของผู้อื่นแล้วยังทำให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่แท้จริงอีกด้วย จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23, 26 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสองประกอบ
พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม. 6 ม. 23 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย พินิจ จินตนาภักดี
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ชวลิต ธรรมฤาชุ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5877/2543
#39291
เปิดฉบับเต็ม

คดีต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่รับรองให้จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจมิได้เป็นคณะในคำสั่งนั้นหากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต่อไป จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลถึงอธิบดีผู้พิพากษานั้น ภายใน 7 วันเพื่อให้มีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นตามมาตรา 230 วรรคสาม แต่จำเลยหาได้กระทำไม่ กลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วโดยอ้างเหตุว่าจะได้มีเวลาขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นอีกคนหนึ่งรับรองให้อุทธรณ์ จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยและไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนโรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินโจทก์ต่อไปและให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 200 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2541ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดอุทธรณ์และไม่ใช่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1มีว่า มีเหตุสุดวิสัยและมีพฤติการณ์พิเศษที่จะขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องขอให้นายเจษฎา ยวงทองผู้พิพากษาซึ่งได้นั่งพิจารณาคดีนี้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ข้อเท็จจริง นายเจษฎาไม่รับรองให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 มิได้เป็นคณะในคำสั่งนั้น หากจำเลยที่ 1ประสงค์จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต่อไป จำเลยที่ 1ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลถึงอธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 ภายใน 7 วันเพื่อให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 8 มีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 230วรรคสาม ซึ่งจำเลยที่ 1 มีเวลาที่จะกระทำได้ แต่จำเลยที่ 1หาได้ดำเนินการตามที่กฎหมายให้ระยะเวลาไว้ไม่ กลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วโดยอ้างเหตุแต่เพียงว่าจะได้มีเวลาขอให้นายอนันต์ เสนคุ้ม ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้อีกคนหนึ่งรับรองให้อุทธรณ์ กรณีจึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยและไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 224 ม. 230
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ล้วนเอก กังสนันท์หรือกังสนนท์
จำเลย — นาย คล่อง เสนแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา