คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6836/2543
#99217
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อหนี้ตามสัญญาซื้อขายระงับสิ้นไป มูลหนี้ที่ออกเช็คพิพาทจึงสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีเป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 ซึ่งเหตุดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจมีคำสั่งตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ให้รับผลตามคำสั่งด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ ป.อ. มาตรา ๘๓, ๙๑

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ (๕) อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๔ เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป ขอถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว หนี้ตามสัญญาซื้อขายเป็นอันระงับสิ้นไป มูลหนี้ที่จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทจึงสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีเป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ ซึ่งเหตุดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ ๑ ไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจมีคำสั่งตลอดไปถึงจำเลยที่ ๑ ให้รับผลตามคำสั่งด้วย ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท 99 กรุ๊ป เซ็นเตอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเฟซอินเตอร์เนชั่นแนล แม็กกาซีน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายวิธูร คลองมีคุณ
ศาลอุทธรณ์ — นางพัชนี ตั้งเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6834/2543
#35015
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ในส่วนของฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์จึงสั่งจำหน่ายคดีได้เฉพาะฟ้องแย้งของจำเลยเท่านั้น จะสั่งจำหน่ายคดีทั้งหมดรวมทั้งอุทธรณ์ ในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์ด้วยไม่ได้

จำเลยฎีกาขอให้ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาซึ่งจำเลยอุทธรณ์ทั้งคดีคือส่วนฟ้องของโจทก์และคดีส่วนฟ้องแย้งของจำเลยโดยให้จำเลยชำระ ค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่ให้ครบถ้วนก่อนอ่านคำพิพากษา เป็นคำขอให้ ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลฎีกา ในส่วนฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยอย่างละ 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คและดอกเบี้ยจำนวน 526,552 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน146,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงิน 11,730 บาท รวมเป็นเงิน 157,730 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับ นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จากจำเลยให้ครบก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้งดอ่านคำพิพากษาและส่งคำพิพากษาพร้อมสำนวนคือศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นได้หมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งที่ให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ครบให้แก่จำเลยโดยชอบแล้ว ครั้นถึงวันนัดจำเลยไม่ไปศาลและมิได้เสียค่าขึ้นศาลตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นจึงส่งคำพิพากษาและสำนวนคืนศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ขาดจำนวน 3,942.50 บาท ให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว แต่จำเลยมิได้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ขาดจำนวน 3,942.50 บาท มาชำระภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดถือว่าจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจำเลยออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์และส่วนของฟ้องแย้ง จำเลยได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนทุนทรัพย์ที่จำเลยฟ้องแย้งยังมิได้เสีย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนของฟ้องแย้งให้ครบ จำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการภายในเวลาที่ศาลกำหนดถือว่าจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ในส่วนของฟ้องแย้ง ซึ่งศาลอุทธรณ์จะสั่งจำหน่ายคดีได้เฉพาะฟ้องแย้งของจำเลยเท่านั้น จะสั่งจำหน่ายคดีทั้งหมดรวมทั้งอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์ด้วยไม่ได้ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีทั้งหมดจึงไม่ชอบ

อนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาซึ่งจำเลยอุทธรณ์ทั้งคดี คือส่วนฟ้องของโจทก์และคดีส่วนฟ้องแย้งของจำเลยโดยให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่ให้ครบถ้วนก่อนอ่านคำพิพากษา ดังนั้น ฎีกาของจำเลยจึงเป็น คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยอย่างละ 200บาท รวมเป็น 400 บาท แต่จำเลยเสียเกินมาจึงสมควรคืนส่วนที่เกินให้จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 246 ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จินดารัตน์ สุทธิพรกุล
จำเลย — นางสาว ปฏิญญา ดุษฎีวนิช
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6834/2543
#66247
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ในส่วนของฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์จึงสั่งจำหน่ายคดีได้เฉพาะฟ้องแย้งของจำเลยเท่านั้น จะสั่งจำหน่ายคดีทั้งหมดรวมทั้งอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์ด้วยไม่ได้

จำเลยฎีกาขอให้ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาซึ่งจำเลยอุทธรณ์ทั้งคดี คือส่วนฟ้องของโจทก์และคดีส่วนฟ้องแย้งของจำเลยโดยให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่ให้ครบถ้วนก่อนอ่านคำพิพากษา เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยอย่างละ 200 บาท

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 246 ม. ตาราง 2 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจินดารัตน์ สุทธิพรกุล
จำเลย — นางสาวปฏิญญา ดุษฎีวนิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมภพ เดชทวีวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6831/2543
#35014
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างรายวันมีสิทธิได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มาทำงาน แม้ว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยกับโจทก์ยังไม่สิ้นสุด แต่โจทก์ ก็มิได้ทำงานให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสามยังเป็นลูกจ้างของจำเลย โจทก์ที่ 1 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 226 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 750 บาท เบี้ยขยันเดือนละ 750 บาท และเบี้ยเลี้ยงวันละ 15 บาทโจทก์ที่ 2 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 367 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 600บาท เบี้ยขยันเดือนละ 750 บาท และเบี้ยเลี้ยงวันละ 6 บาท โจทก์ที่ 3 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 181 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 750 บาท เบี้ยขยันเดือนละ 750 บาท และเบี้ยเลี้ยงวันละ 15 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5และ 20 ของเดือน โจทก์ทั้งสามเป็นกรรมการลูกจ้างในสถานประกอบการของจำเลย จำเลยจงใจไม่ยอมจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามตั้งแต่วันที่ 18กันยายน 2542 จนถึงวันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน12,246.29 บาท 17,421 บาท และ 10,401 บาท กับค่าจ้างเดือนละ 7,766บาท 10,298 บาท และ 6,569 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสามตามลำดับนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะสิ้นสุดการเป็นลูกจ้าง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของค่าจ้างค้างจ่ายนับแต่วันถึงกำหนดจ่ายทุกคราวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกเวลาเจ็ดวันของค่าจ้างค้างจ่ายนับแต่วันถึงกำหนดจ่ายทุกคราวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างรายวันของจำเลยหากโจทก์ทั้งสามไม่ทำงานให้แก่จำเลยในวันใด จำเลยก็จะไม่จ่ายค่าจ้างให้ เมื่อวันที่ 11กันยายน 2542 จำเลยได้ทำหนังสือส่งโจทก์ทั้งสามไปปฏิบัติงานที่โครงการก่อสร้างเขื่อนและท่าเทียบเรือจังหวัดภูเก็ต โดยให้โจทก์ทั้งสามไปรายงานตัวที่หน่วยงานใหม่ในวันที่ 17 กันยายน 2542 ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยจำเลยมีอำนาจกระทำได้ แต่โจทก์ทั้งสามไม่ไปรายงานตัวและเข้าปฏิบัติงานที่จังหวัดภูเก็ต จึงถือว่าโจทก์ทั้งสามจงใจฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายกรณีร้ายแรง และเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงได้ร้องขอเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามต่อศาลแรงงานกลางซึ่งคดีอยู่ระหว่างพิจารณา เบี้ยเลี้ยงค่าครองชีพและเบี้ยขยันจำเลยจ่ายให้โจทก์ทั้งสามเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้างซึ่งมีวิธีการจ่ายและหลักเกณฑ์การจ่ายแตกต่างจากค่าจ้างหลายประการ เช่นจะได้รับเฉพาะวันที่มาทำงานเท่านั้นวันใดไม่มาทำงานก็จะไม่ได้เบี้ยเลี้ยง หรือถ้าหยุดงานไปเกินกว่าที่กำหนดไว้ในระเบียบหรือข้อตกลงก็จะไม่ได้ค่าครองชีพและเบี้ยขยัน โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธินำเบี้ยเลี้ยงและเบี้ยขยันมาคำนวณเป็นค่าจ้าง เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ได้ทำงานให้จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างและเงินต่าง ๆ ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามเป็นกรรมการลูกจ้างได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย วันละ 226 บาท 367 บาท และ 181 บาท ตามลำดับและยังมีสิทธิได้รับค่าครองชีพเบี้ยขยันและเบี้ยเลี้ยงตามระเบียบของจำเลยเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 โจทก์ทั้งสามทำงานอยู่ที่หน่วยงานท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2542 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสามกับพวกรวม 72 คน ไปทำงานที่โครงการก่อสร้างเขื่อนและท่าเทียบเรือของจำเลยที่จังหวัดภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2542 โจทก์ทั้งสามทราบคำสั่งแล้วไม่ยอมเดินทางไปปฏิบัติงานที่จังหวัดภูเก็ต อ้างว่าครอบครัวของโจทก์ทั้งสามอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสาม ถึงวันที่ 16 กันยายน 2542 หลังจากนั้นไม่ได้จ่ายค่าจ้าง ค่าครองชีพ เบี้ยขยันและเบี้ยเลี้ยงให้โจทก์ทั้งสามอีก แล้ววินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ได้ทำงานให้จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าครองชีพ เบี้ยเลี้ยงและเบี้ยขยันให้โจทก์ทั้งสาม พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสามเป็นกรรมการลูกจ้าง เมื่อจำเลยยังมิได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม ความเป็นนายจ้างลูกจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสามยังคงมีอยู่ จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสามจนกว่าความเป็นนายจ้างลูกจ้างจะสิ้นสุดลงนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า"สัญญาจ้าง หมายความว่า สัญญาไม่ว่าเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาระบุชัดเจนหรือเป็นที่เข้าใจโดยปริยายซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้างและนายจ้างตกลงจะให้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" และ"ค่าจ้าง หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนใน การทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้าง ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานและให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้" ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายความว่า สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทนนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานของลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้าง โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างรายวันมีสิทธิได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มาทำงาน แม้ว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสามยังไม่สิ้นสุดก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสามมิได้ทำงานให้แก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2542 เป็นต้นมา จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสาม

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุญเลิศ พิกุล
จำเลย — บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6831/2543
#66246
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างรายวันมีสิทธิได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มาทำงานแม้ว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยกับโจทก์ยังไม่สิ้นสุด แต่โจทก์ก็มิได้ทำงานให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญเลิศ พิกุล
จำกัด — ๓ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์
จำเลย — (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชาตรี ศิริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6830/2543
#37404
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ครบถ้วนตามประเด็นแห่งคดีอันเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 141(5), 246

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดก็ต่อเมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่า ลักษณะของจำเลยต้องด้วยกฎเกณฑ์ตามกฎหมายที่ศาลจะพิพากษาให้เป็นคนล้มละลายได้แล้ว แต่กฎหมายกำหนดให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเสียก่อน เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย หากไม่มีการประนอมหนี้หรือการประนอมหนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้และศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ศาลชั้นต้นต้องพิพากษาให้จำเลย ล้มละลายตามมาตรา 61 ทันที คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดจึงเป็นคำสั่งชี้ขาดคดีมีผลเป็นคำพิพากษา ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้พิจารณาใหม่ภายหลังเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จึงมิใช่ คำสั่งในระหว่างพิจารณา

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่แล้ว โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอคัดและถ่ายเอกสารรวมทั้งคำเบิกความพยาน เพื่อใช้ประกอบการเขียนอุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้ว แต่จนกระทั่งก่อนครบกำหนดอุทธรณ์ 1 วัน และเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นก็ยังไม่สามารถจัดการให้โจทก์ได้รับสำเนาเอกสารดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือการบังคับของโจทก์ ถือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์

เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ถึงวันตามที่โจทก์ขออุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งได้ยื่นต่อศาลในวันดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดที่ศาลฎีกาขยายระยะเวลาให้ชอบที่จะรับอุทธรณ์ไว้ดำเนินการต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ระหว่างไต่สวนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาลว่า ในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกได้มีมติขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ศาลชั้นต้นจึงกำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาแต่ต่อมาได้มีคำสั่งให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาไปเพื่อรอผลการขอให้พิจารณาใหม่ก่อนในระหว่างไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านที่ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและการที่ศาลสืบพยานจำเลยไปขณะที่ทนายโจทก์ท้องเสียเข้าห้องสุขาอยู่

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยแล้วอนุญาตให้พิจารณาใหม่

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์จะอุทธรณ์ในระหว่างการพิจารณาใหม่ไม่ได้จึงไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาและคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่รวมตลอดทั้งคำสั่งให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย

ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งว่า คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ทั้งศาลไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ไม่รับอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว ให้ยกคำร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเหตุโจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย โดยมิได้วินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องของโจทก์ด้วยหรือไม่ เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์เพื่อให้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นอยู่ในกำหนดระยะเวลาที่ได้ขออนุญาตขยายระยะเวลาไว้ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงมิได้วินิจฉัยปัญหาให้ครบถ้วนตามประเด็นแห่งคดีของโจทก์ อันเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 141(5), 246 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 แต่เมื่อโจทก์ได้ยกปัญหาดังกล่าวเป็นข้อฎีกาขึ้นมาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยตามปัญหาข้อนี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ซึ่งในปัญหาดังกล่าวเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดก็ต่อเมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าลักษณะของจำเลยต้องด้วยกฎเกณฑ์ตามกฎหมายที่ศาลจะพิพากษาให้เป็นคนล้มละลายได้แล้ว แต่กฎหมายกำหนดให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเสียก่อน เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย หากไม่มีการประนอมหนี้หรือการประนอมหนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้และศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ศาลชั้นต้นต้องพิพากษาให้จำเลยล้มละลายตามมาตรา 61 ทันที คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดจึงเป็นคำสั่งชี้ขาดคดีมีผลเป็นคำพิพากษา ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้พิจารณาใหม่ภายหลังเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จึงมิใช่คำสั่งในระหว่างพิจารณาและไม่ต้องห้ามอุทธรณ์อันจะเป็นเหตุให้ไม่อาจขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ความว่าเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่ในวันที่ 4พฤษภาคม 2542 แล้ว โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอคัดและถ่ายเอกสารคำเบิกความพยานโจทก์รายงานกระบวนพิจารณา รายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พร้อมเอกสารประกอบรายงาน คำสั่งให้พิจารณาใหม่ เพื่อใช้ประกอบการเขียนอุทธรณ์เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้ว แต่จนกระทั่งวันที่ 3 มิถุนายน 2542 ซึ่งก่อนครบกำหนดอุทธรณ์ 1 วัน และเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นก็ยังไม่สามารถจัดการให้โจทก์ได้รับสำเนาเอกสารดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือการบังคับของโจทก์ ถือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 ที่ศาลชั้นต้นไม่ขยายระยะเวลาและศาลล่างทั้งสองไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและเห็นสมควรขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ถึงวันที่ 24 มิถุนายน2542 ตามที่โจทก์ขอ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นในวันดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดที่ศาลฎีกาขยายระยะเวลาให้ ชอบที่จะรับไว้ดำเนินการต่อไป เว้นแต่อุทธรณ์ในส่วนที่เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ซึ่งเป็นคำสั่งที่แยกได้ต่างหากจากคำสั่งระหว่างพิจารณา ในการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายและไม่ได้ขอขยายระยะเวลาไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่อาจรับไว้ดำเนินการได้ให้ยกอุทธรณ์ในข้อที่คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย"

พิพากษากลับว่า ให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์จนถึงวันที่ 24มิถุนายน 2542 และให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นไว้แล้วไว้ดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 141 (5)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมศักดิ์ สุภัทธร
จำเลย — นาย ประวิทย์ สายโอภาส
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
จำลอง สุขศิริ
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6830/2543
#40469
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ครบถ้วนตามประเด็นแห่งคดีของโจทก์เป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 141(5),246 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 แต่โจทก์ได้ยกปัญหาดังกล่าวเป็นข้อฎีกาขึ้นมาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยตามปัญหาข้อนี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่

ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดก็ต่อเมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าลักษณะของจำเลยต้องด้วยกฎเกณฑ์ตามกฎหมายที่ศาลจะพิพากษาให้เป็นคนล้มละลายได้แล้ว แต่กฎหมายกำหนดให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเสียก่อน เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายหากไม่มีการประนอมหนี้หรือการประนอมหนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้และศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ศาลต้องพิพากษาให้จำเลยล้มละลายตามมาตรา 61 ทันที คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจึงเป็นคำสั่งชี้ขาดคดีมีผลเป็นคำพิพากษา ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้พิจารณาใหม่ภายหลังเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดจึงมิใช่คำสั่งในระหว่างพิจารณาและไม่ต้องห้ามอุทธรณ์

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่แล้ว โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอคัดและถ่ายเอกสารคำเบิกความพยานโจทก์รายงานกระบวนพิจารณารายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พร้อมเอกสารประกอบรายงาน คำสั่งให้พิจารณาใหม่เพื่อใช้ประกอบการเขียนอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้ว แต่จนกระทั่งก่อนครบกำหนดอุทธรณ์ 1 วัน และเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นก็ยังไม่สามารถจัดการให้โจทก์ได้รับสำเนาเอกสารดังกล่าวซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือการบังคับของโจทก์ ถือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153

เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ถึงวันตามที่โจทก์ขอ อุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นในวันดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดที่ศาลฎีกาขยายระยะเวลาให้ ชอบที่จะรับฎีกาโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป

อุทธรณ์ในส่วนที่เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ซึ่งเป็นคำสั่งที่แยกได้ต่างหากจากคำสั่งระหว่างพิจารณาในการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายและไม่ได้ขอขยายระยะเวลาไว้เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่อาจรับไว้ดำเนินการได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ระหว่างไต่สวน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาลว่าในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกได้มีมติขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ศาลชั้นต้นจึงกำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาแต่ต่อมาได้มีคำสั่งให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาไปเพื่อรอผลการขอให้พิจารณาใหม่ก่อนในระหว่างไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านที่ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและการที่ศาลสืบพยานจำเลยไปขณะที่ทนายโจทก์ท้องเสียเข้าห้องสุขาอยู่

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยแล้วอนุญาตให้พิจารณาใหม่

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์จะอุทธรณ์ในระหว่างการพิจารณาใหม่ไม่ได้ จึงไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาและคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่รวมตลอดทั้งคำสั่งให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย

ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งว่า คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ทั้งศาลไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ไม่รับอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว ให้ยกคำร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเหตุโจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย โดยมิได้วินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องของโจทก์ด้วยหรือไม่ เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์เพื่อให้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นอยู่ในกำหนดระยะเวลาที่ได้ขออนุญาตขยายระยะเวลาไว้แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงมิได้วินิจฉัยปัญหาให้ครบถ้วนตามประเด็นแห่งคดีของโจทก์ อันเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 141(5), 246 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 153 แต่เมื่อโจทก์ได้ยกปัญหาดังกล่าวเป็นข้อฎีกาขึ้นมาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยตามปัญหาข้อนี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ซึ่งในปัญหาดังกล่าวเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 14 ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดก็ต่อเมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าลักษณะของจำเลยต้องด้วยกฎเกณฑ์ตามกฎหมายที่ศาลจะพิพากษาให้เป็นคนล้มละลายได้แล้ว แต่กฎหมายกำหนดให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเสียก่อน เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย หากไม่มีการประนอมหนี้หรือการประนอมหนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้และศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ศาลชั้นต้นต้องพิพากษาให้จำเลยล้มละลายตามมาตรา 61 ทันที คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดจึงเป็นคำสั่งชี้ขาดคดีมีผลเป็นคำพิพากษา ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้พิจารณาใหม่ภายหลังเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดจึงมิใช่คำสั่งในระหว่างพิจารณาและไม่ต้องห้ามอุทธรณ์อันจะเป็นเหตุให้ไม่อาจขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ความว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2542 แล้วโจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอคัดและถ่ายเอกสารคำเบิกความพยานโจทก์รายงานกระบวนพิจารณา รายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พร้อมเอกสารประกอบรายงาน คำสั่งให้พิจารณาใหม่ เพื่อใช้ประกอบการเขียนอุทธรณ์เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้วแต่จนกระทั่งวันที่ 3 มิถุนายน 2542 ซึ่งก่อนครบกำหนดอุทธรณ์ 1 วัน และเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นก็ยังไม่สามารถจัดการให้โจทก์ได้รับสำเนาเอกสารดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือการบังคับของโจทก์ถือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153ที่ศาลชั้นต้นไม่ขยายระยะเวลาและศาลล่างทั้งสองไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นสมควรขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2542 ตามที่โจทก์ขอดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นในวันดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดที่ศาลฎีกาขยายระยะเวลาให้ ชอบที่จะรับไว้ดำเนินการต่อไป เว้นแต่อุทธรณ์ในส่วนที่เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ซึ่งเป็นคำสั่งที่แยกได้ต่างหากจากคำสั่งระหว่างพิจารณาในการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายและไม่ได้ขอขยายระยะเวลาไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่อาจรับไว้ดำเนินการได้ ให้ยกอุทธรณ์ในข้อที่คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย

พิพากษากลับว่า ให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่โจทก์จนถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2542 และให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นไว้แล้วไว้ดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 141 (5) ม. 226 ม. 243 (1) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 14 ม. 153 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ สุภัทธร
จำเลย — นายประวิทย์ สายโอภาส
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
จำลอง สุขศิริ
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6830/2543
#66245
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ครบถ้วนตามประเด็นแห่งคดีของโจทก์เป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา 141 (5), 246 ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483มาตรา 153 แต่โจทก์ได้ยกปัญหาดังกล่าวเป็นข้อฎีกาขึ้นมาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยตามปัญหาข้อนี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่

ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดก็ต่อเมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าลักษณะของจำเลยต้องด้วยกฎเกณฑ์ตามกฎหมายที่ศาลจะพิพากษาให้เป็นคนล้มละลายได้แล้ว แต่กฎหมายกำหนดให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเสียก่อน เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย หากไม่มีการประนอมหนี้หรือการประนอมหนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้และศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ศาลต้องพิพากษาให้จำเลยล้มละลายตามมาตรา 61 ทันทีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจึงเป็นคำสั่งชี้ขาดคดีมีผลเป็นคำพิพากษา ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้พิจารณาใหม่ภายหลังเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จึงมิใช่คำสั่งในระหว่างพิจารณาและไม่ต้องห้ามอุทธรณ์

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่แล้ว โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอคัดและถ่ายเอกสารคำเบิกความพยานโจทก์ รายงานกระบวนพิจารณารายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พร้อมเอกสารประกอบรายงาน คำสั่งให้พิจารณาใหม่เพื่อใช้ประกอบการเขียนอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้ว แต่จนกระทั่งก่อนครบกำหนดอุทธรณ์ 1 วัน และเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นก็ยังไม่สามารถจัดการให้โจทก์ได้รับสำเนาเอกสารดังกล่าวซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือการบังคับของโจทก์ ถือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 23 ประกอบพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153

เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ถึงวันตามที่โจทก์ขอ อุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นในวันดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดที่ศาลฎีกาขยายระยะเวลาให้ ชอบที่จะรับฎีกาโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป

อุทธรณ์ในส่วนที่เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ซึ่งเป็นคำสั่งที่แยกได้ต่างหากจากคำสั่งระหว่างพิจารณาในการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายและไม่ได้ขอขยายระยะเวลาไว้ เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่อาจรับไว้ดำเนินการได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 141 (5) ม. 226 ม. 243 (1) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 14 ม. 153 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ สุภัทธร
จำเลย — นายประวิทย์ สายโอภาส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร
ศาลอุทธรณ์ — นายบรรจง โพธิ์ปลั่ง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
จำลอง สุขศิริ
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6829/2543
#91259
เปิดฉบับเต็ม

แม้นางสาวสุพรรณีกับจำเลย และผู้ค้ำประกันคนอื่น ๆ จะร่วมกันค้ำประกันหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คของบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด ด้วยกัน และโจทก์จะได้รับชำระหนี้จากนางสาวสุพรรณีบางส่วน กระทั่งโจทก์ปลดหนี้ให้โดยได้ถอนฟ้องนางสาวสุพรรณีในคดีแพ่งดังกล่าวด้วย การที่โจทก์ได้นำหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 23817/2532 ที่พิพากษาตามสัญญายอม โดยนางสาวสุพรรณีมิได้ร่วมเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วย มาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายเป็นคดีนี้ นางสาวสุพรรณีจึงมิได้เป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยในหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้อง แม้โจทก์จะปลดหนี้ให้แก่นางสาวสุพรรณีก็ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ร่วมกับจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 และมาตรา 293

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาขายลดเช็ค แล้วไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๓๒ โดยบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด และผู้ค้ำประกัน ได้แก่ นายวิวัฒน์ อรรถประสิทธิ์ นายสมศักดิ์ แซ่ฉั่ว และจำเลย ร่วมกันชำระเงิน ๒,๖๖๕,๕๗๙.๓๖ บาท พร้อมดอกเบี้ย ตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมให้เสร็จสิ้นภายใน ๖ เดือน นับจากวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๘๑๗/๒๕๓๒ บริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด ชำระหนี้ให้โจทก์ จำนวน ๒๗๗,๒๑๑.๙๗ บาท แล้วไม่มีการชำระหนี้อีก จำเลยกับพวกไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ รวมเงินต้นและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง เป็นเงิน ๕,๐๓๓,๖๔๒.๓๖ บาท ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องได้ระงับไปแล้ว จำเลยมีทรัพย์สินมากพอชำระหนี้ให้โจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า บริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาขายลดเช็คโดยมีนายวิวัฒน์ อรรถประสิทธิ์ นางสาวสุพรรณี ลีลาวัณย์ นายสมศักดิ์ แซ่ฉั่ว นายวีรชาติ อรุณสมสิริ และจำเลยเป็นผู้ค้ำประกัน แล้วไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงยื่นฟ้องบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด และบุคคลดังกล่าวให้ร่วมกันชำระหนี้ แต่ได้ถอนฟ้องนางสาวสุพรรณี กับนายวีระชาติ ต่อมาวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๓๒ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๘๑๗/๒๕๓๒ โดยบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด นายวิวัฒน์ นายสมศักดิ์ และจำเลยยอมรับผิดร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒,๖๖๕,๕๗๙.๓๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยจะชำระแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในเวลา ๖ เดือน ตามสำเนาคำพิพากษาและสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ. ๒ และ จ. ๓ จากนั้น เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ บริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด ได้ชำระหนี้บางส่วนเป็นเงิน ๒๗๗,๒๑๑.๙๗ บาท แล้วไม่มีการชำระหนี้อีก โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยกับพวกที่มีชื่อดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าไม่มีทรัพย์สินที่จะพึงยึดมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ จำเลยกับพวกเป็นหนี้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๕,๐๓๓,๖๔๒.๓๖ บาท นอกจากคดีดังกล่าวโจทก์ยังได้ฟ้องบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด กับพวกให้ร่วมกันชำระหนี้อีก ๔ คดี โดยมีนางสาวสุพรรณีเป็นจำเลยร่วมรับผิดด้วย ๒ คดี นางสาวสุพรรณีได้นำเงินไถ่ถอนจำนองที่ดินต่อโจทก์เป็นเงิน ๖,๖๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ได้นำหักชำระหนี้ส่วนตัวของนางสาวสุพรรณี จำนวน ๕,๘๐๐,๐๐๐ บาท ที่เหลือหักชำระหนี้ที่เป็นประกันบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด ในคดีหมายเลขแดงที่ ๑๗๑๖๐/๒๕๓๒ ตามบัญชีการจัดสรรหนี้เอกสารหมาย จ. ๒๓ โจทก์จึงปลดหนี้ให้แก่นางสาวสุพรรณี ทั้งภาระหนี้ส่วนตัวและภาระค้ำประกันหนี้บริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๒ ตามหนังสือแจ้งการชำระหนี้และปลดภาระการค้ำประกันของโจทก์เอกสารหมาย ล. ๓ คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่โจทก์ปลดหนี้ให้แก่นางสาวสุพรรณีผู้ค้ำประกันซึ่งต้องร่วมชำระหนี้กับจำเลยและผู้ค้ำประกันอื่น ทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยหรือไม่ เห็นว่า แม้นางสาวสุพรรณี จำเลย และผู้ค้ำประกันคนอื่น ๆ จะร่วมกันค้ำประกันหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คของบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด ด้วยกัน และโจทก์จะได้รับชำระหนี้จากนางสาวสุพรรณีบางส่วน กระทั่งโจทก์ปลดหนี้ให้โดยได้ถอนฟ้องนางสาวสุพรรณีในคดีแพ่งดังกล่าวด้วย แต่ในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๘๑๗/๒๕๓๒ นี้ ภายหลังศาลได้พิพากษาตามยอมให้นายวิวัฒน์ นายสมศักดิ์ และจำเลยร่วมกับบริษัทถุงกระดาษไทย จำกัด ชำระหนี้ให้โจทก์ โดยนางสาวสุพรรณีมิได้ร่วมเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วย และโจทก์ได้นำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายเป็นคดีนี้ นางสาวสุพรรณีจึงมิได้เป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยในหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้อง แม้โจทก์จะปลดหนี้ให้แก่นางสาวสุพรรณีก็ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ร่วมกับจำเลย ที่จำเลยจะอ้างประโยชน์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๔๐ และมาตรา ๒๙๓ ดังที่จำเลยอุทธรณ์ได้ จำเลยจึงยังคงต้องรับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์นำมาฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์เป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท และจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งกรณีไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 293 ม. 340
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายมนู อัศวนิลศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6828/2543
#91258
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมีระเบียบให้ลูกจ้างของจำเลยเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี บริบูรณ์ แต่จำเลยกับโจทก์ได้ตกลงกันทำสัญญาจ้างกันใหม่ ให้โจทก์ทำงานต่อเนื่องกันไปอีก 5 ฉบับ โดยมิได้ให้โจทก์ออกจากงานและยังจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ ทุกเดือน อีกทั้งยังขึ้นเงินเดือนให้แก่โจทก์เหมือนลูกจ้างของจำเลยที่ยังไม่เกษียณอายุ ดังนั้น ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2537 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ครบเกษียณอายุ แต่จำเลยยังให้โจทก์ทำงานต่อไปและจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ จึงไม่มีการกระทำใดของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างที่ไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้เพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือ เหตุใด ๆ ถือไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันดังกล่าวอันเป็นวันครบเกษียณอายุของโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ดอกเบี้ย และเงินเพิ่มแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 40,817,347.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จ ให้จำเลยจ่ายเงินเพิ่มจากยอดเงิน 936,000 บาท ในอัตราร้อยละ 15 ทุก ๆ 7 วัน คิดเป็นเงินเพิ่มครั้งละ 140,400 บาท ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 จนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จ ให้จำเลยจ่ายเงินเพิ่มของค่าจ้างค้างจ่ายตามฟ้องจากยอดเงิน 525,600 บาท ในอัตราร้อยละ 15 ทุก ๆ 7 วัน เป็นเงินเพิ่มครั้งละ 78,840 บาท นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2542 จนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ข้อแรกว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยตอนโจทก์ครบเกษียณอายุ 60 ปี เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2537 ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโจทก์ โดยคิดจากฐานเงินเดือนเดือนละ 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุก 7 วัน หรือไม่ เรื่องนี้ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 46 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง และวรรคสองบัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามข้อนี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ว่าจะเป็นเพราะสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด?" ปรากฏว่าจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมีระเบียบให้ลูกจ้างเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี และจำเลยได้ทำสัญญาจ้าง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2537 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์มีอายุครบเกษียณอายุ 60 ปี อ้างในสัญญาว่า ผู้ว่าจ้าง (จำเลย) มีกฎระเบียบว่าพนักงานจะครบปลดเกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปี และผู้รับจ้าง (โจทก์) มีอายุครบ 60 ปีแล้ว จะต้องปลดเกษียณตามกฎระเบียบของบริษัท แต่เนื่องจากผู้รับจ้างยังมีความสามารถที่จะทำงานให้แก่ผู้ว่าจ้างได้ และได้ขอเสนอทำงานให้ผู้ว่าจ้างอีกโดยกำหนดอายุสัญญาการว่าจ้างเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2537 และได้ทำสัญญาต่อเนื่องกันรวม 5 ฉบับ แต่ละฉบับมีกำหนดระยะเวลาการจ้าง 1 ปี โดยให้นับอายุงานต่อเนื่องจากวันที่โจทก์ครบเกษียณอายุ แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2541 จำเลยมีหนังสือยกเลิกสัญญาจ้างฉบับที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 ดังนี้ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีระเบียบให้ลูกจ้างของจำเลยเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ แต่จำเลยกับโจทก์ได้ตกลงกันทำสัญญาจ้างกันใหม่ ให้โจทก์ทำงานต่อเนื่องกันไปอีก 5 ฉบับ โดยมิได้ให้โจทก์ออกจากงานและยังจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทุกเดือน อีกทั้งยังขึ้นเงินเดือนให้แก่โจทก์เหมือนลูกจ้างของจำเลยที่ยังไม่เกษียณอายุ ดังนั้น ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2537 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ครบเกษียณอายุ แต่จำเลยยังให้โจทก์ทำงานต่อไปและจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ จึงไม่มีการกระทำใดของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างที่ไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้เพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ถือไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2537 อันเป็นวันครบเกษียณอายุของโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ดอกเบี้ย และเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถนัดกิจ สุนทรรัตนารักษ์
จำเลย — บริษัทเครื่องจักรกลสยาม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต พรายภู่
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6827/2543
#36409
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์แม้จะเป็นธนาคารพาณิชย์ แต่โจทก์ก็ได้ให้บริการประเภทบัตรเครดิตแก่สมาชิกซึ่งทำให้สมาชิกสามารถใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปชำระค่าสินค้าหรือบริการได้โดยไม่ต้องนำเงินสดไปชำระในทันทีมีลักษณะเป็นกิจการงานบริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกโดยโจทก์เรียกเก็บค่าบริการและค่าธรรมเนียมรายปีด้วยถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้รับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2537 แล้วมิได้ชำระหนี้อีกเลยอันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ทำให้ อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2537 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 3 ตุลาคม 2540 พ้นกำหนด 2 ปี แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ

กรณีที่โจทก์ให้จำเลยทำคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฎบัตรเครดิตถือมิได้ว่า เป็นบัญชีเดินสะพัดเนื่องจากโจทก์ได้คิดค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเป็นรายปี และค่าบริการในแต่ละคราว ย่อมมิใช่การกู้เบิกเงินเกินบัญชี

สินเชื่อบัตรเครดิตไม่ใช่การกู้ยืมเงิน แต่เป็นสัญญาที่ไม่มีชื่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 296,508.11 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 166,634.70 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นในเรื่องอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า หนี้ตามฟ้องเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด การให้สินเชื่อบัตรเครดิตเป็นธุรกิจสินเชื่อประเภทหนึ่งของธนาคารโจทก์ ไม่ใช่การที่โจทก์ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของจำเลย จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายเงินอันเนื่องจากจำเลยใช้บัตรเครดิตไปชำระค่าสินค้าค่าบริการ หรือเบิกเงินสดล่วงหน้าโดยจำเลยยอมชำระคืนให้โจทก์ในภายหลัง โจทก์ได้ทดรองจ่ายเงินไปแล้วแต่จำเลยไม่ยอมชำระเงินแก่โจทก์ ดังนี้การที่โจทก์แม้จะเป็นธนาคารพาณิชย์แต่โจทก์ก็ได้ให้บริการประเภทบัตรเครดิตแก่สมาชิกซึ่งทำให้สมาชิกสามารถใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปชำระค่าสินค้าหรือบริการได้โดยไม่ต้องนำเงินสดไปชำระในทันทีมีลักษณะเป็นกิจการงานบริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิก ทั้งนี้ โดยโจทก์เรียกเก็บค่าบริการและค่าธรรมเนียมรายปีด้วย ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้รับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไป สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) มิใช่อายุความ 10 ปีปรากฏตามคำฟ้องโจทก์ว่า จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7กุมภาพันธ์ 2537 แล้วมิได้ชำระหนี้อีกเลย อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์2537 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 3 ตุลาคม 2540 พ้นกำหนด 2 ปีแล้วสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว กรณีที่โจทก์ให้จำเลยทำคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฎบัตรเครดิต ก็ถือมิได้ว่าเป็นบัญชีเดินสะพัดเนื่องจากโจทก์ได้คิดค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเป็นรายปีและค่าบริการในแต่ละคราวย่อมมิใช่การกู้เบิกเงินเกินบัญชีในอันที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามประเพณีการค้าของธนาคารพาณิชย์ ทั้งสินเชื่อบัตรเครดิตไม่ใช่การกู้ยืมเงินแต่เป็นสัญญาธรรมดาที่ไม่มีชื่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม บุคคลอื่นก็ย่อมประกอบกิจการได้เช่นบัตรเครดิตที่ออกโดยเอกชนมิใช่ธนาคารพาณิชย์แต่เมื่อโจทก์รับเอากิจการดังกล่าวมาประกอบธุรกิจเช่นเอกชนโจทก์จะอ้างว่าโจทก์มิได้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการแทนจำเลยได้อย่างไร"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/34 (7) ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ดนัย เย็นชัยสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6827/2543
#40468
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ แต่โจทก์ก็ได้ให้บริการประเภทบัตรเครดิตแก่สมาชิกซึ่งทำให้สมาชิกสามารถใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปชำระค่าสินค้าหรือบริการได้โดยไม่ต้องนำเงินสดไปชำระในทันที มีลักษณะเป็นกิจการงานบริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกโดยโจทก์เรียกเก็บค่าบริการและค่าธรรมเนียมรายปี ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้รับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไป สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) แม้โจทก์จะให้จำเลยทำคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิตก็ถือไม่ได้ว่าเป็นบัญชีเดินสะพัดเนื่องจากโจทก์ได้คิดค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเป็นรายปี และค่าบริการในแต่ละคราวย่อมมิใช่การกู้เบิกเงินเกินบัญชีในอันที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามประเพณีการค้าของธนาคารพาณิชย์

สินเชื่อบัตรเครดิตไม่ใช่การกู้ยืมเงิน แต่เป็นสัญญาธรรมดาที่ไม่มีชื่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลอื่นที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์ย่อมประกอบกิจการได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 296,508.11 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 166,634.70 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นในเรื่องอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตร ตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายเงินอันเนื่องจากจำเลยใช้บัตรเครดิตไปชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือเบิกเงินสดล่วงหน้าโดยจำเลยยอมชำระคืนให้โจทก์ในภายหลัง โจทก์ได้ทดรองจ่ายเงินไปแล้วแต่จำเลยไม่ยอมชำระเงินแก่โจทก์ แม้โจทก์จะเป็นธนาคารพาณิชย์ แต่โจทก์ก็ได้ให้บริการประเภทบัตรเครดิตแก่สมาชิกซึ่งทำให้สมาชิกสามารถใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปชำระค่าสินค้าหรือบริการได้โดยไม่ต้องนำเงินสดไปชำระในทันทีมีลักษณะเป็นกิจการงานบริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิก ทั้งนี้ โดยโจทก์เรียกเก็บค่าบริการและค่าธรรมเนียมรายปีด้วย ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้รับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไป สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) มิใช่อายุความ 10 ปี ส่วนที่โจทก์ให้จำเลยทำคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิตก็ถือมิได้ว่าเป็นบัญชีเดินสะพัดเนื่องจากโจทก์ได้คิดค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเป็นรายปี และค่าบริการในแต่ละคราวย่อมมิใช่การกู้เบิกเงินเกินบัญชีในอันที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามประเพณีการค้าของธนาคารพาณิชย์ทั้งสินเชื่อบัตรเครดิตไม่ใช่การกู้ยืมเงินแต่เป็นสัญญาธรรมดาที่ไม่มีชื่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลอื่นก็ย่อมประกอบกิจการได้เช่นบัตรเครดิตที่ออกโดยเอกชนมิใช่ธนาคารพาณิชย์ แต่เมื่อโจทก์รับเอากิจการดังกล่าวมาประกอบธุรกิจเช่นเอกชน โจทก์จะอ้างว่าโจทก์มิได้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการแทนจำเลยได้อย่างไร

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (7) ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ดนัย เย็นชัยสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6827/2543
#66244
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ แต่โจทก์ก็ได้ให้บริการประเภทบัตรเครดิตแก่สมาชิกซึ่งทำให้สมาชิกสามารถใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปชำระค่าสินค้าหรือบริการได้โดยไม่ต้องนำเงินสดไปชำระในทันที มีลักษณะเป็นกิจการงานบริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิก โดยโจทก์เรียกเก็บค่าบริการและค่าธรรมเนียมรายปี ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้รับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไป สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา193/34 (7) แม้โจทก์จะให้จำเลยทำคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิตก็ถือไม่ได้ว่าเป็นบัญชีเดินสะพัดเนื่องจากโจทก์ได้คิดค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเป็นรายปี และค่าบริการในแต่ละคราวย่อมมิใช่การกู้เบิกเงินเกินบัญชีในอันที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามประเพณีการค้าของธนาคารพาณิชย์

สินเชื่อบัตรเครดิตไม่ใช่การกู้ยืมเงิน แต่เป็นสัญญาธรรมดาที่ไม่มีชื่อตาม ป.พ.พ.บุคคลอื่นที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์ย่อมประกอบกิจการได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (7) ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายดนัย เย็นชัยสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายสมนึก สุขะมงคล
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6815/2543
#35130
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสามซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2542 มาตรา 7 บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลตามวรรคสอง (1) และ (2) ให้เป็นที่สุด" มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 การที่ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจได้รับเนื่องจากเหตุเนิ่นช้าในการบังคับคดีอันเกิดจากการยื่นคำร้องขัดทรัพย์นั้นเป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 288 วรรคสอง (1) แม้ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2542 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวจะยังไม่มีผลใช้บังคับก็ตามแต่ขณะที่ผู้ร้องยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 นั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว ฎีกาของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เล่ม 12 หน้า 9 สารบบเล่ม 48 หน้า 44 เนื้อที่ 434 ไร่ 67 ตารางวา อยู่ที่ตำบลวังด้ง อำเภอเมืองกาญจนบุรีจังหวัดกาญจนบุรี ต่อมาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยยอมชำระหนี้รวม 12,223,724.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมให้โจทก์ภายในกำหนด 6 เดือนนับแต่วันทำสัญญาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้นจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้นั้นเป็นของผู้ร้องโดยจำเลยเอาเงินส่วนแบ่งมรดกที่ผู้ร้องได้รับจากยายเมื่อปี 2518 ไปซื้อที่ดินไว้ให้ผู้ร้องแต่ใส่ชื่อจำเลยไว้แทนเนื่องจากขณะนั้นผู้ร้องอายุเพียง 7 ปี จะคืนให้ผู้ร้องเมื่อผู้ร้องบรรลุนิติภาวะแล้ว จำเลยนำที่ดินไปจำนองโดยผู้ร้องมิได้ยินยอมด้วยขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์รับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ขอให้ยกคำร้องขอ

ก่อนสืบพยาน โจทก์ยื่นคำร้องว่าคำร้องขัดทรัพย์ไม่มีมูล ผู้ร้องยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีให้ล่าช้า จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์คิดถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์เป็นเงิน 15,643,162 บาท สูงกว่าราคาประเมินของที่ดินพิพาท 15,282,696 บาทจำเลยมีภาระดอกเบี้ยที่ต้องชำระให้โจทก์ถึงปีละ 1,395,351.22 บาท ขอให้ศาลสั่งให้ผู้ร้องวางเงินต่อศาลเพื่อเป็นประกันความเสียหายที่โจทก์อาจได้รับเป็นเวลา4 ปี เป็นเงินอย่างต่ำ 5,500,000 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ซึ่งมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอม ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวตามรายงานข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานบังคับคดีปรากฏว่ามีการยึดทรัพย์จำนองเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 มีการประกาศขายทอดตลาดรวม 3 ครั้งแต่โจทก์ของงดการขายอ้างว่าจำเลยติดต่อขอชำระหนี้ ในที่สุดผู้ร้องก็ยื่นคำร้องขัดทรัพย์เป็นคดีนี้ แสดงให้เห็นว่าคำร้องขอไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีให้ชักช้า จึงให้ผู้ร้องวางเงินประกันความเสียหายอันจะเกิดแก่โจทก์ไม่ต่ำกว่า5,500,000 บาท ตามที่โจทก์ขอภายในเวลา 7 วัน

ต่อมาผู้ร้องมิได้วางเงินภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 1,000,000 บาทภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เมื่อผู้ร้องวางเงินภายในกำหนดก็ให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 288 วรรคสาม ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2542 มาตรา 7บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลตามวรรคสอง (1) และ (2) ให้เป็นที่สุด"มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 การที่ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจได้รับเนื่องจากเหตุเนิ่นช้าในการบังคับคดีอันเกิดจากการยื่นคำร้องขัดทรัพย์นั้นเป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 288 วรรคสอง (1) แม้ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2542 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวจะยังไม่มีผลใช้บังคับก็ตามแต่ขณะที่ผู้ร้องยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 นั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วคู่ความจะฎีกาได้หรือไม่จะต้องพิเคราะห์ตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะยื่นฎีกาและเมื่อบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมนี้บัญญัติให้คำสั่งศาลเป็นที่สุด ฎีกาของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — นาย ธนรุ่ง ธนธิติ
จำเลย — นาย ธานี ธนธิติ
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ผล อนุวัตรนิติการ
วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6813/2543
#35013
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจผู้ล่อซื้อได้เจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 เสร็จเรียบร้อยโดยตกลงซื้อจำนวน 1,000 เม็ด และได้รับมอบห่อเมทแอมเฟตามีนมาแล้วโดยตกลงไปจ่ายเงินกันที่ปั๊มน้ำมันที่กำหนดซึ่งจำเลยที่ 1 ให้ ศ. ไปรับเงินแทนถือเป็นการตกลงซื้อขายและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนอันเป็นการขายตามคำนิยามศัพท์ พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ แล้ว หาใช่เป็นการตระเตรียมการหรือกำลังจะซื้อขายเท่านั้น ส่วนการชำระเงินหาใช้ข้อสำคัญไม่

การที่จำเลยที่ 2 มาพร้อมกับจำเลยที่ 1 โดยนำเมทแอมเฟตามีนมาด้วยและร่วมวงเจรจาซื้อขายกัน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนในการติดต่อรวบรวมซื้อขายร่วมกับจำเลยที่ 1 เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม จำเลยที่ 2 ก็ได้วิ่งหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 ก็ให้การรับสารภาพพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในลักษณะเป็นตัวการแบ่งหน้าที่กันทำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนเงินจำนวน 55,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่มีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 20 ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ คืนเงินจำนวน 55,000 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนยังไม่เสร็จสมบูรณ์น่าจะเป็นการตระเตรียมการหรือเป็นการกำลังจะซื้อขายเท่านั้น เพราะจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับการชำระเงินจากสิบตำรวจตรีสมบูรณ์แต่ประการใด ขณะที่เจรจาขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 นั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้พูดอะไร แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีพฤติการณ์ให้เห็นชัดเจนว่าได้ร่วมกระทำการขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ศาลฎีกาเห็นว่า พยานโจทก์คือสิบตำรวจตรีสมบูรณ์ ทองเอก นายศรีวุฒิ หลายแห่ง และนายฉลอง เทพรักษา เบิกความยืนยันว่าในวันที่ 3 ตุลาคม 2539 สิบตำรวจตรีสมบูรณ์ได้เจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกันเสร็จเรียบร้อย โดยสิบตำรวจตรีสมบูรณ์ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,000 เม็ด เท่านั้น ทั้งที่จำเลยที่ 1 เสนอขายให้อีก 200 กว่าเม็ด เนื่องจากเตรียมเงินมาซื้อเพียง 1,000 เม็ด และเมื่อตกลงเสร็จจำเลยที่ 1 ได้ยื่นห่อเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายศรีวุฒิ แล้วนายศรีวุฒิยื่นต่อให้นายฉลอง แล้วนายฉลองได้มอบให้สิบตำรวจตรีสมบูรณ์ขณะที่เดินออกมาจากบ้านนายฉลอง ส่วนเงินนั้นตกลงกันว่าจะไปจ่ายกันที่ปั๊มน้ำมัน พี.ที. ที่ตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยจำเลยที่ 1 ขอให้นายศรีวุฒิไปรับเงินแทน ซึ่งเห็นได้ว่ามีการตกลงซื้อขายและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนอันเป็นการขายเมทแอมเฟตามีนตามความหมายของคำนิยามศัพท์ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทกันแล้ว หาใช่เป็นการตระเตรียมการหรือกำลังจะซื้อขายเท่านั้น ส่วนการจะชำระเงินเมื่อใดนั้นหาใช่ข้อสำคัญไม่ ทั้งการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองก็เป็นความผิดแล้ว และการที่จำเลยที่ 2 มิได้เจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับสิบตำรวจตรีสมบูรณ์ ก็ปรากฏตามคำเบิกความของพยานโจทก์คือนายศรีวุฒิและนายฉลองที่ร่วมรู้เห็นการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนว่าจำเลยที่ 3 มาติดต่อนายศรีวุฒิและนายฉลองเพื่อขายเมทแอมเฟตามีน ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2539 และนัดหมายกัน โดยให้สิบตำรวจตรีสมบูรณ์ปลอมเป็นพ่อค้ามาจากจังหวัดเชียงรายมาเจรจาซื้อเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2539 โดยยังไม่มีการตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 3 และนัดหมายกันใหม่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 ที่บ้านนายฉลอง แต่จำเลยที่ 3 ขอเลื่อนมาเป็นวันที่ 3 ตุลาคม 2539 อ้างว่ามาไม่ได้เพราะเจ้าพนักงานตำรวจตั้งจุดสกัด และในวันดังกล่าวจำเลยที่ 3 ไปบ้านนายฉลองก่อนจำเลยอื่น ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาโดยมีจำเลยที่ 2 มาด้วย ซึ่งสิบตำรวจตรีสมบูรณ์เบิกความยืนยันว่า ในการเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ก็นั่งอยู่ในกลุ่มด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมอยู่ในขณะมีการเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกัน ทั้งนี้นายฉลองเบิกความยืนยันด้วยว่า ในวันที่ 3 ตุลาคม 2539 จำเลยทั้งสามมาบ้านพยานและบอกว่าของพร้อมแล้ว ดังนี้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ตามทางนำสืบของพยานโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นในการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย เพราะแม้ว่าจำเลยที่ 2 จะมิได้เจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับสิบตำรวจตรีสมบูรณ์ แต่การที่จำเลยที่ 2 มาพร้อมจำเลยที่ 1 โดยนำเมทแอมเฟตามีนมาด้วยและร่วมวงเจรจาซื้อขายกัน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนในการติดต่อรวบรวมซื้อขายเมทแอมเฟตามีนร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เพื่อนำมาขายต่อ ส่วนการเจรจาซื้อขายนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 อาจเห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นอดีตเจ้าพนักงานตำรวจจึงปล่อยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการ ทั้งเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุม จำเลยที่ 2 ก็ได้วิ่งหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจต้องติดตามจับกุมจึงได้ตัวมา และในชั้นจับกุมร้อยตำรวจเอกเมฆ ชนะดัง พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยทั้งสามเบิกความยืนยันว่าในชั้นจับกุมเมื่อแจ้งข้อหาให้จำเลยที่ 2ทราบ จำเลยที่ 2 ก็ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งได้กระทำในวันนั้นภายหลังจากการจับกุมจำเลยทั้งสาม ถ้าจำเลยที่ 2 มิได้กระทำความผิดจริงตามข้อกล่าวหาก็ชอบจะให้การปฏิเสธเสียได้ตั้งแต่แรก คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นเพียงพยานบอกเล่าแต่ก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบในชั้นพิจารณาได้พยานหลักฐานของโจทก์นั้นหาได้มุ่งเน้นเฉพาะแต่จำเลยที่ 1 ไม่ หากแต่รวมถึงจำเลยที่ 2 ด้วย พยานโจทก์ที่นำสืบมาต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันตามลำดับ แสดงให้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน นับแต่การที่จำเลยที่ 3 ไปติดต่อกับนายศรีวุฒิและนายฉลองเพื่อหาผู้ซื้อเมทแอมเฟตามีนจนกระทั่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนมาขายให้แก่สิบตำรวจตรีสมบูรณ์ หากจำเลยที่ 2ไม่เกี่ยวข้องแล้วจะติดตามจำเลยที่ 1 มาเพื่อเหตุผลอันใดทั้งในขณะเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 ก็นั่งร่วมวงอยู่ด้วย ทั้งที่จำเลยที่ 2 ทราบดีอยู่แล้วว่า เมทแอมเฟตามีนนั้นเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อผู้เสพ ถ้าไม่ร่วมขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำเลยที่ 2 ก็ชอบจะปลีกตัวออกไปเสียในระหว่างที่มีการเจรจากัน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ลุกขึ้นไปที่ใด คงนั่งอยู่จนมีการเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกันเสร็จ และนัดหมายตรวจนับเมทแอมเฟตามีนพร้อมทั้งมอบเงินที่สถานที่แห่งอื่นภายหลัง จำเลยที่ 2 ก็ยังอยู่ในบ้านนายฉลองกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 จนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในที่สุดและรับสารภาพในชั้นจับกุม พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดพะเยา
จำเลย — สิบตำรวจโท วินัย ฟูคำมี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6801/2543
#38439
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งและคดีถึงที่สุดแล้วย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้สละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน โจทก์คงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้จำเลยจะไม่ชำระหนี้โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินเป็นอันระงับสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเลิกกัน สิทธิของโจทก์ในการนำคดีมาฟ้องย่อมระงับ และแม้ในสัญญาจะระบุเป็นข้อยกเว้นว่าการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการยอมความตามกฎหมายในอันที่จะทำให้สิทธิในการฟ้องคดีอาญาเกี่ยวกับเช็คพิพาทเป็นอันระงับถือว่ามีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายโดยชัดแจ้งตกเป็นโมฆะ และข้อตกลงดังกล่าวสามารถแยกออกต่างหากจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้ออื่นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1) จำคุก4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม2 กระทง จำคุก 2 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่ง คงจำคุกมีกำหนด 1 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษและรอการลงโทษให้จำเลยนั้น เห็นว่า ขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4224/2542 ของศาลแพ่งตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความท้ายฎีกาจำเลยฉบับแรก โดยโจทก์ไม่แก้ฎีกาคัดค้านจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันจริง และคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของการประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้สละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์คงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้จำเลยจะไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก ดังนั้น หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นจึงเป็นอันระงับสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีมาฟ้องย่อมระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 และแม้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวข้อ 2 จะระบุเป็นข้อยกเว้นไว้ว่าการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการยอมความตามกฎหมายในอันที่จะทำให้สิทธิในการฟ้องคดีอาญาเกี่ยวกับเช็คพิพาทเป็นอันระงับก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวถือว่ามีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมาแล้วโดยชัดแจ้งจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และข้อตกลงดังกล่าวสามารถแยกออกต่างหากจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ได้"

เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้ว จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 173 ม. 852
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย พิเชษฐ์หรือพิเชฎฐ์ ชะโลธร
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ระพิณ บุญสิทธิ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6797/2543
#37847
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ป. ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยไม่แบ่งมรดกให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาท สำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก เมื่อทรัพย์มรดกมีเพียงที่ดินสองแปลง จำเลยที่ 1ได้จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ไปแล้วถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว โจทก์มาฟ้องเกินกว่า 5 ปีคดีย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตร ป. เป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกย่อมมีความชอบธรรมที่จะรับไว้และครอบครองทรัพย์มรดกได้ด้วยอำนาจของตนไม่เข้าข่ายการปิดบังยักย้ายทรัพย์มรดกและไม่ถือว่าเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกแทนโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่อรับเอาทรัพย์มรดก จึงเป็นคดีมรดกมีอายุความ1 ปี ตามมาตรา 1754 โจทก์ฟ้องเกินกว่า 1 ปี จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่าโจทก์เป็นบุตรของนายสมบุญ นางอนงค์ กิ่งก้าน ที่อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งนายสมบุญยอมรับว่าโจทก์เป็นบุตรและให้การศึกษาอุปการะเลี้ยงดูกับยอมให้โจทก์ใช้ชื่อสกุล นายสมบุญและจำเลยทั้งสามเป็นบุตรในจำนวน 8 คน ของนายแหยม นางปาน กิ่งก้านสำหรับนายแหยมถึงแก่กรรมนานแล้ว นายสมบุญถึงแก่กรรมเมื่อปี 2517นางปานถึงแก่กรรมเมื่อปี 2518 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2537 โจทก์ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ตรวจหลักฐานทรัพย์มรดกของนางปานทราบว่ามรดกของนางปานมีที่ดินโฉนดเลขที่ 481 และที่ดินบางส่วนโฉนดเลขที่ 1207 ตำบลบึงบอน อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่29 ไร่ 2 งาน 38 ตารางวา และ 90 ไร่ ตามลำดับ รวมราคา 72,000,000บาท ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางปานตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2519 จำเลยที่ 1ยื่นคำขอลงชื่อจำเลยที่ 1 ฐานะผู้จัดการมรดกของนางปานในที่ดินทั้งสองดังกล่าว และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนโฉนดเลขที่ 1207 ให้แก่จำเลยที่ 2และที่ 3 ครั้นวันที่ 18 พฤษภาคม 2519 จำเลยที่ 1 ฐานะผู้จัดการมรดกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 481 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งที่จำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกของนางปานเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการมรดกโดยไม่ได้แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ ผู้รับมรดกแทนที่นายสมบุญ และจำเลยทั้งสามยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกโดยกลฉ้อฉลและรู้อยู่ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวทำให้โจทก์เสื่อมประโยชน์ จำเลยทั้งสามจึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้ที่ดินทั้งสองแปลง การที่จำเลยทั้งสามลงชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นการครอบครองแทนโจทก์ จำเลยทั้งสามต้องโอนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามโอนโฉนดที่ดินเลขที่ 481 และ1207 ตำบลบึงบอน อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี โดยให้จำเลยทั้งสามออกค่าภาษี ค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์หากจำเลยทั้งสามไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 72,000,000 บาท

จำเลยทั้งสามให้การว่า เมื่อนางปานถึงแก่กรรม โจทก์และนางอนงค์ตกลงกับฝ่ายจำเลยว่า ที่ดินมรดกเนื้อที่ 10 ไร่ ที่นางปานว่าจะยกให้โจทก์ขอรับเป็นเงินสดแทนและจะไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกอื่นซึ่งโจทก์รับเงินสดจำนวน 32,500 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 23กุมภาพันธ์ 2519 โจทก์จึงรับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกทั้งหมดแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1ฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งปันที่ดินตามฟ้องโดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามความประสงค์ของนางปาน จำเลยทั้งสามมิได้ยักย้าย ปิดบังทรัพย์มรดกโดยกลฉ้อฉล จึงไม่ถูกกำจัดมิให้ได้ทรัพย์มรดกจำเลยที่ 1 มิได้ครอบครองที่ดินตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ครอบครองที่ดินดังกล่าวเพื่อตนเองมิใช่ครอบครองแทนทายาท จำเลยที่ 1 จัดการมรดกสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2519 นับแต่นั้นจนวันที่โจทก์ฟ้องเกินกว่า 5 ปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ส่วนคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่นางปานถึงแก่กรรม หรือควรรู้ถึงการถึงแก่กรรมของนางปาน ทั้งนี้ภายใน 10 ปี นับแต่นางปานถึงแก่กรรมเมื่อนับถึงวันฟ้องเกินกว่า 18 ปี คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 นอกจากนี้ราคาที่ดินตามฟ้องมิใช่ราคาที่แท้จริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันว่า โจทก์เป็นบุตรนายสมบุญ กิ่งก้านซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลยทั้งสามอันเกิดแต่นายแหยมและนางปาน กิ่งก้าน นายแหลมถึงแก่กรรมก่อน ต่อมาปี 2517 นายสมบุญถึงแก่กรรม และต่อมาในปี 2518 นางปานถึงแก่กรรม มีที่ดินโฉนดเลขที่481 และ 1207 ตำบลบึงบอน อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เป็นทรัพย์มรดกวันที่ 7 พฤษภาคม 2519 ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของนางปานเป็นผู้จัดการมรดก และในวันที่ 17 และ 18 พฤษภาคม 2519จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินทรัพย์มรดกทั้งสองแปลงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยทั้งสามให้โอนที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน2537 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องขาดอายุความหรือไม่โจทก์อ้างว่าโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามว่า ทุจริต เบียดบัง ยักย้าย ปิดบังทรัพย์มรดก โจทก์จึงใช้สิทธิติดตามเอาคืนจึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางปานได้ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการมรดก โดยไม่แบ่งมรดกของนางปานให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาท ดังนี้ เป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ปรากฏว่าทรัพย์มรดกของนางปานมีเพียงที่ดินสองแปลงที่พิพาทกันนี้ จำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้จำเลยที่ 2และจำเลยที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2519 แล้ว ถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 ว่า จัดการมรดกไม่ถูกต้องเกินกว่า 5 ปี นับแต่จำเลยที่ 1 จัดการมรดกเสร็จสิ้น คดีย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรนางปานเจ้ามรดกจึงเป็นทายาทโดยธรรมซึ่งมีสิทธิจะรับมรดก เมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้จำเลยที่ 2 และที่ 3แล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมมีความชอบธรรมที่จะรับไว้ด้วยสิทธิความเป็นทายาทและย่อมจะครอบครองทรัพย์มรดกได้ด้วยอำนาจของตน กรณีไม่เข้าข่ายการปิดบังยักย้ายทรัพย์มรดก และไม่ถือว่าเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกแทนโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่อรับเอาทรัพย์มรดก จึงเป็นคดีมรดกอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754โจทก์ฟ้องเกินกว่า 1 ปีแล้ว จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1733 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนกเอี้ยงหรือกำพล กิ่งก้าน
จำเลย — นายบุญช่วย กิ่งก้าน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6797/2543
#99218
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมีเพียงที่ดินสองแปลงที่พิพาทกันในคดีนี้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 แล้ว ถือได้ว่าการจัดการมรดกได้สิ้นสุดลงแล้วนับแต่วันที่จดทะเบียนโอนให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 ว่าจัดการมรดกไม่ถูกต้องเกินกว่า 5 ปี นับแต่จำเลยที่ 1 จัดการมรดกเสร็จสิ้น คดีย่อมขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง

จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นทายาทโดยธรรมซึ่งมีสิทธิจะรับมรดก เมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 แล้ว จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ย่อมมีความชอบธรรมที่จะรับไว้ด้วยสิทธิความเป็นทายาทและย่อมจะครอบครองทรัพย์มรดกได้ด้วยอำนาจของตน กรณีไม่เข้าข่ายการปิดบังยักย้ายทรัพย์มรดก และไม่ถือว่าเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกแทนโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เพื่อรับเอาทรัพย์มรดก จึงเป็นคดีมรดกมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 โจทก์ฟ้องเกินกว่า 1 ปีแล้ว จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสมบุญกับนางอนงค์ ที่อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งนายสมบุญยอมรับว่าโจทก์เป็นบุตรและให้การศึกษาอุปการะเลี้ยงดูกับยอมให้โจทก์ใช้ชื่อสกุล นายสมบุญและจำเลยทั้งสามเป็นบุตรในจำนวน 8 คน ของนายแหยมกับนางปาน สำหรับนายแหยมถึงแก่กรรมนานแล้ว นายสมบุญถึงแก่กรรมเมื่อปี 2517 นางปานถึงแก่กรรมเมื่อปี 2518 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2537 โจทก์ไปที่สำนักงานที่ดิน ตรวจหลักฐานทรัพย์มรดกของนางปานทราบว่ามรดกของนางปานมีที่ดิน 2 โฉนด ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางปาน ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอลงชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางปานในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว และโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 2 และ ที่ 3 ทั้งที่จำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกของนางปาน เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ผู้จัดการมรดกโดยไม่ได้แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ผู้รับมรดกแทนที่นายสมบุญ และจำเลยทั้งสามยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกโดยกลฉ้อฉล และรู้อยู่ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวทำให้โจทก์เสื่อมประโยชน์ จำเลยทั้งสามจึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้ที่ดินทั้งสองแปลง การที่จำเลยทั้งสามลงชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นการครอบครองแทนโจทก์ จำเลยทั้งสามต้องโอนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามโอนโฉนดที่ดินดังกล่าว โดยให้จำเลยทั้งสามออกค่าภาษี ค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า เมื่อนางปานถึงแก่กรรม โจทก์และนางอนงค์ตกลงกับฝ่ายจำเลยว่า ที่ดินมรดกเนื้อที่ 10 ไร่ ที่นางปานว่าจะยกให้โจทก์ ขอรับเป็นเงินสดแทนและจะไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกอื่น ซึ่งโจทก์รับเงินสดจำนวน 32,500 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2519 โจทก์จึงรับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกทั้งหมดแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งปันที่ดินตามฟ้องโดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามความประสงค์ของนางปาน จำเลยทั้งสามมิได้ยักย้าย ปิดบังทรัพย์มรดกโดยกลฉ้อฉล จึงไม่ถูกกำจัดมิให้ได้ทรัพย์มรดก จำเลยที่ 1 มิได้ครอบครองที่ดินตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ครอบครองที่ดินดังกล่าวเพื่อตนเองมิใช่ครอบครองแทนทายาท จำเลยที่ 1 จัดการมรดกสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2519 นับแต่นั้นจนวันที่โจทก์ฟ้องเกินกว่า 5 ปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ส่วนคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่นางปานถึงแก่กรรม หรือควรรู้ถึงการถึงแก่กรรมของนางปาน ทั้งนี้ ภายใน 10 ปี นับแต่นางปานถึงแก่กรรม เมื่อนับถึงวันฟ้องเกินกว่า 18 ปี คดีขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 นอกจากนี้ราคาที่ดินตามฟ้องมิใช่ราคาที่แท้จริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางปานได้ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการมรดก โดยไม่แบ่งมรดกของนางปานให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาท ดังนี้ เป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ทรัพย์มรดกของนางปานมีเพียงที่ดินสองแปลงที่พิพาทกันนี้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2519 แล้ว ถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 ว่าจัดการมรดกไม่ถูกต้องเกินกว่า 5 ปี นับแต่จำเลยที่ 1 จัดการมรดกเสร็จสิ้น คดีย่อมขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรนางปานเจ้ามรดกจึงเป็นทายาทโดยธรรมซึ่งมีสิทธิจะรับมรดก เมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมมีความชอบธรรมที่จะรับไว้ด้วยสิทธิความเป็นทายาทและย่อมจะครอบครองทรัพย์มรดกได้ด้วยอำนาจของตน กรณีไม่เข้าข่ายการปิดบังยักย้ายทรัพย์มรดก และไม่ถือว่าเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกแทนโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่อรับเอาทรัพย์มรดก จึงเป็นคดีมรดกมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 โจทก์ฟ้องเกินกว่า 1 ปีแล้ว จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1733 วรรคสอง ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนกเอี้ยงหรือกำพล กิ่งก้าน
จำเลย — นายบุญช่วย กิ่งก้าน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวธิติยา เอกกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิโรจน์ สุขวโรตม์วัตร
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6796/2543
#37403
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่พิพาทขอให้ขับไล่จำเลย จำเลย ให้การว่า มารดาของจำเลยได้ครอบครองสร้างบ้านและทำประโยชน์ในที่พิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลาถึง 36 ปีที่พิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมารดาจำเลย ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยนำเงินมาชำระ ตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 แต่จำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ เพื่อพิจารณาสั่งต่อไปศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะสั่งว่า จำเลยทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ที่ไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246 แต่ศาลอุทธรณ์กลับสั่งว่าคดีของจำเลยมีทุนทรัพย์ ให้ศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ แล้วให้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยใหม่ ถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 243 ประกอบมาตรา 247 ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้เห็นสมควรยกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี และยกฎีกา ของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้าน เลขที่ 75พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 11114 และ11571 และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์เสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่าคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง จึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นกรณีอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงมีคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด

จำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2เพื่อพิจารณาสั่งต่อไป

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งใจความว่า คดีโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์410,000 บาท เมื่อจำเลยแพ้คดี จำเลยอุทธรณ์ คดีของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยจะต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อัตราร้อยละ 2.5 จากทุนทรัพย์ 410,000 บาท จำนวน 10,250 บาท จำเลยเสียค่าขึ้นศาลไว้เพียง 300 บาท ยังขาดอีก 9,950 บาท เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นจะต้องเรียกให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนก่อนแล้วจึงสั่งอุทธรณ์ แม้จำเลยไม่วางเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาเป็นรายเดือนหรือหาประกันให้ไว้ในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ก็เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นควรสั่งอุทธรณ์จำเลยเสียใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อน จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ยังขาดจำนวน 9,950 บาท ในเวลาที่กำหนด แล้วมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคแรก

จำเลยฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 เฉพาะประเด็นจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทและค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ใจความว่า จำเลยปลูกบ้านเลขที่ 75 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 11571 และในที่ดินบางส่วนของโฉนดเลขที่ 11114 จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทแท้จริงเพียง 142,800 บาท จำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 3,570 บาท จำเลยเสียค่าขึ้นศาลไว้แล้ว 300 บาทจึงต้องเสียอีก 3,270 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอ้างว่า เป็นเจ้าของที่ดินในโฉนดเลขที่ 11114 และโฉนดเลขที่ 11571 จำเลยให้การว่ามารดาของจำเลยได้ครอบครองสร้างบ้านและทำประโยชน์ในที่พิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาถึง 36 ปี ที่พิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมารดาจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้นชอบแล้ว เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 แต่จำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาสั่งต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจที่จะสั่งว่า จำเลยทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับสั่งว่าคดีของจำเลยมีทุนทรัพย์ให้ศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ แล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยใหม่ถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามมาตรา 243 ประกอบมาตรา 247 คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรยกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดังนั้น ฎีกาของจำเลยเรื่องจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทและค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยต่อไป"

พิพากษายกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2มีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี และยกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 234 ม. 243 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กิมฮวย แสวงไวศยสุข
จำเลย — นาย วัฒนาหรือดาว ทองสืบแสง
ชื่อองค์คณะ
กนก พรรณรักษา
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6796/2543
#40467
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน จำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของมารดาจำเลย ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์

คดีไม่มีทุนทรัพย์และต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้ว เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 แต่จำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจที่จะสั่งว่า จำเลยทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2)ประกอบมาตรา 246 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับสั่งว่าคดีของจำเลยมีทุนทรัพย์ ให้ศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์แล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยใหม่จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 243 ประกอบมาตรา 247ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและให้ยกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี กับให้ยกฎีกาของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 75 พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 11114 และ 11571 และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์เสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสองจึงไม่รับอุทธรณ์คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นกรณีอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงมีคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด

จำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาสั่งต่อไป

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งใจความว่า คดีโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ 410,000 บาท เมื่อจำเลยแพ้คดี จำเลยอุทธรณ์คดีของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยจะต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อัตราร้อยละ 2.5 จากทุนทรัพย์410,000 บาท จำนวน 10,250 บาท จำเลยเสียค่าขึ้นศาลไว้เพียง300 บาท ยังขาดอีก 9,950 บาท เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นจะต้องเรียกให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนก่อนแล้วจึงสั่งอุทธรณ์ แม้จำเลยไม่วางเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาเป็นรายเดือนหรือหาประกันให้ไว้ในการยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 ก็เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นควรสั่งอุทธรณ์จำเลยเสียใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อน จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ยังขาดจำนวน 9,950 บาท ในเวลาที่กำหนดแล้วมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยเสียใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคแรก

จำเลยฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 เฉพาะประเด็นจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทและค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ใจความว่า จำเลยปลูกบ้านเลขที่ 75 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 11571 และในที่ดินบางส่วนของโฉนดเลขที่ 11114 จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทแท้จริงเพียง 142,800 บาท จำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 3,570 บาท จำเลยเสียค่าขึ้นศาลไว้แล้ว 300 บาท จึงต้องเสียอีก 3,270 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอ้างว่า เป็นเจ้าของที่ดินในโฉนดเลขที่ 11114 และโฉนดเลขที่ 11571จำเลยให้การว่ามารดาของจำเลยได้ครอบครองสร้างบ้านและทำประโยชน์ในที่พิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาถึง 36 ปี ที่พิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมารดาจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้นชอบแล้ว เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 234 แต่จำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาสั่งต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค 2มีอำนาจที่จะสั่งว่า จำเลยทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2)ประกอบมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับสั่งว่าคดีของจำเลยมีทุนทรัพย์ให้ศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์แล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยใหม่ ถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 243 ประกอบมาตรา 247 คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2จึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรยกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดังนั้นฎีกาของจำเลยเรื่องจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทและค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยต่อไป

พิพากษายกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2มีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี และยกฎีกาของจำเลยคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 150 ม. 174 ม. 242 ม. 234 ม. 243 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กิมฮวย แสวงไวศยสุข
จำเลย — นาย วัฒนาหรือดาว ทองสืบแสง
ชื่อองค์คณะ
กนก พรรณรักษา
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา