คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5596/2543
#37831
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ที่มีต่อลูกหนี้เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี เจ้าหนี้นำเอาหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายในขณะที่ยังไม่พ้นกำหนด10 ปี เจ้าหนี้จึงมีสิทธิฟ้องได้และมีผลเท่ากับเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้อย่างหนึ่ง อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดไปแล้ว เมื่อเจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในขณะที่อายุความยังสะดุดหยุดลง จึงไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ กรณีมิใช่เป็นการที่เจ้าหนี้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาคดีแพ่ง จึงนำเอาระยะเวลาการบังคับคดี 10 ปี มาปรับใช้แก่กรณีนี้หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย)เด็ดขาด เจ้าหนี้นำหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งมาขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เสนอความเห็นต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2338/2530 ส่วนมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6278/2529 ให้ยกเสียทั้งสิ้นตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2338/2530 เป็นเงิน2,027,907.94 บาท เต็มตามขอ จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 130(8) โดยมีเงื่อนไขว่าหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนายประกอบ ประศาสน์กิจเจริญ ลูกหนี้ร่วมในคดีแพ่งแล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงเพียงนั้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "การที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นการนำเอาสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่มาใช้บังคับแก่ลูกหนี้จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 คดีนี้ศาลแพ่งธนบุรีมีคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6278/2529 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2529 ให้ลูกหนี้กับพวกร่วมกันชำระเงินแก่เจ้าหนี้ สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อลูกหนี้จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดมีกำหนดอายุความ10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 เจ้าหนี้นำเอาหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม2539 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี เจ้าหนี้จึงมีสิทธิฟ้องได้ และมีผลเท่ากับเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้อย่างหนึ่งตามวิธีการที่พระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(2) และทำให้ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้น ไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา 193/15 วรรคหนึ่งต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดไปแล้วตามมาตรา 193/15 วรรคสอง เมื่อเจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในขณะที่อายุความยังสะดุดหยุดลง จึงไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 94(1) กรณีนี้มิใช่เป็นการที่เจ้าหนี้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6278/2529 ของศาลแพ่งธนบุรี จึงนำเอาระยะเวลาการบังคับคดี 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271มาปรับใช้แก่กรณีนี้หาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้สำหรับมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6278/2529 ของศาลแพ่งธนบุรีนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6278/2529 ของศาลแพ่งธนบุรีเป็นเงิน 253,695.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 245,720.30 บาท นับแต่วันที่ 31พฤษภาคม 2529 ถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 แต่ดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 31พฤษภาคม 2529 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2529 ต้องไม่เกิน 15,450.80 บาทอีกจำนวนหนึ่งด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/32
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
โจทก์ — เจ้าหนี้ผู้ร้อง
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง ซุ่นฮวง แซ่เตีย
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
จำลอง สุขศิริ
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5596/2543
#91234
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นการนำเอาสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่มาใช้บังคับแก่ลูกหนี้ จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในเรื่องอายุความตาม ป.พ.พ.บรรพ 1 ลักษณะ 6

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2529 ให้ลูกหนี้กับพวกร่วมกันชำระเงินแก่เจ้าหนี้ สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อลูกหนี้จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามป.พ.พ.มาตรา 193/32 เจ้าหนี้นำเอาหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2539 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี เจ้าหนี้จึงมีสิทธิฟ้องได้ และมีผลเท่ากับเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้อย่างหนึ่งตามวิธีการที่ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามป.พ.พ.มาตรา 193/14 (2) และทำให้ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้น ไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดไปแล้วตามมาตรา 193/15 วรรคสอง เมื่อเจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในขณะที่อายุความยังสะดุดหยุดลงจึงไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94 (1)กรณีนี้มิใช่เป็นการที่เจ้าหนี้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา จึงนำเอาระยะเวลาการบังคับคดี 10 ปี ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 271 มาปรับใช้แก่กรณีนี้ไม่ได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้สำหรับมูลหนี้ตามคำพิพากษาเพียงใด แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะมิได้วินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน

เจ้าหนี้ฎีกาเฉพาะมูลหนี้ตามคำพิพากษา จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลฎีกาเพียง 25 บาท ตามพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 (2) วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้(จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๙

ต่อมาวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๐ เจ้าหนี้นำหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ ของศาลแพ่งธนบุรี จำนวน ๖๔๐,๐๒๙.๒๘ บาทและหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๓๓๘/๒๕๓๐ ของศาลแพ่งธนบุรีจำนวน ๒,๐๒๗,๙๐๗.๙๔ บาท รวมเป็นเงิน ๒,๖๖๗,๙๓๗.๒๒ บาท มาขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐๔ แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเสนอความเห็นต่อศาลชั้นต้นว่า สมควรให้เจ้าหนี้รายที่ ๑ ได้รับชำระหนี้จากมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๓๓๘/๒๕๓๐ ของศาลแพ่งธนบุรี เป็นเงิน ๑,๙๙๖,๕๖๗.๙๘ บาทจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๓๐ (๘)โดยมีเงื่อนไขว่า หากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนายประกอบ ประศาสน์กิจเจริญลูกหนี้ร่วมในคดีแพ่งแล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงเพียงนั้น ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย และให้ยกคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ เสียทั้งสิ้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้เจ้าหนี้รายที่ ๑ ได้รับชำระหนี้จากมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๓๓๘/๒๕๓๐ ส่วนมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ ให้ยกเสียทั้งสิ้นตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๓๓๘/๒๕๓๐ เป็นเงิน๒,๐๒๗,๙๐๗.๙๔ บาท เต็มตามขอ จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓ มาตรา ๑๓๐ (๘) โดยมีเงื่อนไขว่า หากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนายประกอบ ประศาสน์กิจเจริญ ลูกหนี้ร่วมในคดีแพ่งแล้วเพียงใด ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงเพียงนั้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า มูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ ของศาลแพ่งธนบุรี ศาลได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้กับพวกร่วมกันชำระเงินให้เจ้าหนี้ เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๒๙คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ลูกหนี้กับพวกไม่ชำระ เจ้าหนี้จึงนำเอาหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ และ ๒๓๓๘/๒๕๓๐ ของศาลแพ่งธนบุรี มาฟ้องลูกหนี้ขอให้ล้มละลายเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๙ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ เจ้าหนี้จึงนำเอาหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสองฉบับดังกล่าวมาขอรับชำระหนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ว่า หนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ ของศาลแพ่งธนบุรี เป็นหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ ซึ่งต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓มาตรา ๙๔(๑) หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นการนำเอาสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่มาใช้บังคับแก่ลูกหนี้ จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๑ ลักษณะ ๖คดีนี้ศาลแพ่งธนบุรีมีคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ เมื่อวันที่ ๒๙ธันวาคม ๒๕๒๙ ให้ลูกหนี้กับพวกร่วมกันชำระเงินแก่เจ้าหนี้ สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อลูกหนี้จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดมีกำหนดอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๒ เจ้าหนี้นำเอาหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม๒๕๓๙ ยังไม่พ้นกำหนด ๑๐ ปี เจ้าหนี้จึงมีสิทธิฟ้องได้ และมีผลเท่ากับเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้อย่างหนึ่งตามวิธีการที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓ บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๒) และทำให้ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้น ไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา ๑๙๓/๑๕ วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดไปแล้วตามมาตรา ๑๙๓/๑๕ วรรคสอง เมื่อเจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในขณะที่อายุความยังสะดุดหยุดลง จึงไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๔ (๑)กรณีนี้มิใช่เป็นการที่เจ้าหนี้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่๖๒๗๘/๒๕๒๙ ของศาลแพ่งธนบุรี จึงนำเอาระยะเวลาการบังคับคดี ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ มาปรับใช้แก่กรณีนี้หาได้ไม่ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้สำหรับมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ ของศาลแพ่งธนบุรีนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้สำหรับมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ ของศาลแพ่งธนบุรี เพียงใดปัญหาข้อนี้แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ จะมิได้วินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็วสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ วินิจฉัยก่อน ในชั้นสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เจ้าหนี้มีสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.๔๐ มาแสดงว่าลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว และมีสำเนาหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๓๐ มาแสดงว่า มูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวเกิดจากการที่ลูกหนี้ค้ำประกันนายประกอบ ประศาสน์กิจเจริญ ซึ่งนายประกอบเป็นหนี้เจ้าหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติม และคำขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้เอกสารหมาย จ.๓๕ ถึง จ.๓๘ โดยมีนายธีรพงษ์ กาศกาญจน์ ให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยืนยันว่า ลูกหนี้และนายประกอบเป็นหนี้เจ้าหนี้จริง และเจ้าหนี้ได้ฟ้องขอให้ลูกหนี้กับนายประกอบร่วมกันชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แล้ว ซึ่งศาลแพ่งธนบุรีได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้กับนายประกอบร่วมกันชำระเงิน ๒๔๕,๗๒๐.๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๙ จนกว่าชำระเสร็จแก่เจ้าหนี้ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๙) ต้องไม่เกิน๑๕,๔๕๐.๘๐ บาท และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๘๐๐ บาท ซึ่งค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในคดีดังกล่าวรวมเป็นเงิน ๗,๙๗๕ บาท ตามบัญชีค่าฤชาธรรมเนียมเอกสารหมาย จ.๔๑ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙จำนวนดังกล่าวจริง และมูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งหนี้ดังกล่าวยังไม่ขาดอายุความ และไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.๒๔๘๓ มาตรา ๙๔

อนึ่ง เจ้าหนี้ฎีกาเฉพาะมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลฎีกาเพียง ๒๕ บาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.๒๔๘๓ มาตรา ๑๗๙ (๒) วรรคท้าย เจ้าหนี้เสียมา ๒๐๐ บาท จึงเกินมา๑๗๕ บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๒๗๘/๒๕๒๙ของศาลแพ่งธนบุรีเป็นเงิน ๒๕๓,๖๙๕.๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ต่อปี ของต้นเงิน ๒๔๕,๗๒๐.๓๐ บาทนับแต่วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๙ ถึงวันที่ ๒๙พฤศจิกายน ๒๕๓๙ แต่ดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๙ ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม๒๕๒๙ ต้องไม่เกิน ๑๕,๔๕๐.๘๐ บาท อีกจำนวนหนึ่งด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา๑๗๕ บาท แก่เจ้าหนี้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (2) ม. 193/15 ม. 193/32
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 (1) ม. 179 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — างซุ่นฮวง แซ่เตีย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายพีระพันธ์ ปาละคะเชนทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ — นายอภิชัย ประเสริฐสรรพกิจ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
จำลอง สุขศิริ
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5595/2543
#99106
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์ขอถอนฟ้อง โจทก์และฝ่ายจำเลยต่างยังไม่มีฝ่ายใดนำพยานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนคำฟ้องและคำให้การของฝ่ายตน ซึ่งข้อเท็จจริงจะเป็นตามคำฟ้องของโจทก์หรือคำให้การของฝ่ายจำเลย จะรับฟังได้เพียงใดอยู่ที่พยานหลักฐานที่ต่างนำเข้าสืบสนับสนุนคำฟ้องและคำให้การของฝ่ายตน เมื่อยังไม่มีฝ่ายใดนำพยานเข้าสืบ การที่โจทก์ขอถอนฟ้องก็ไม่มีเหตุที่จะทำให้ฝ่ายจำเลยต้องเสียเปรียบโจทก์ในเชิงคดี แม้โจทก์ขอถอนฟ้องเพื่อนำคดีมาฟ้องใหม่ โดยการตั้งรูปคดีใหม่ตามที่ฝ่ายจำเลยคัดค้านก็ตาม ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะถอนฟ้องเมื่อใดก็ได้โดยอยู่ในเงื่อนไขและดุลพินิจของศาลที่จะสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 และเมื่อโจทก์ได้รับอนุญาตให้ถอนฟ้องแล้ว โจทก์มีสิทธิจะนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ตามมาตรา 176 กรณีเช่นนี้ไม่อาจถือว่าโจทก์กระทำการโดยไม่สุจริตทำให้ฝ่ายจำเลยเสียเปรียบ ฉะนั้นศาลชั้นต้นชอบที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ในฐานะกัปตันเรือควบคุมเรือของจำเลยที่ 1 ด้วยความประมาทพุ่งชนท่าเทียบเรือของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินทั้งสิ้น 63,793,141.90 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตายก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีและยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกนายสุชาติซึ่งเป็นกัปตันเรือที่แท้จริงเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การทำนองเดียวกันกับจำเลยที่ 1

ในวันนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ทนายจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยร่วมคัดค้านว่า ทำให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมเสียเปรียบในรูปคดี

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีนี้ยังมิได้สืบพยานโจทก์และอยู่ระหว่างไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ เพื่อความสะดวกแก่การพิจารณาและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ตามขอ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์เป็นกรณีพิเศษ 175,000 บาท

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเป็นการชอบแล้วหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมฎีกาสรุปได้ว่า ที่โจทก์ถอนฟ้องนั้น เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมเสียเปรียบ เพราะโจทก์พิจารณาแล้วเห็นว่าหากสืบพยานดำเนินคดีต่อไป โจทก์ไม่มีทางชนะคดีแน่นอน เห็นว่า เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยแล้ว ในเบื้องต้นก็เป็นสิทธิของโจทก์จะถอนฟ้องเสียเมื่อใดก็ได้ โดยอยู่ในเงื่อนไขและดุลพินิจของศาลที่จะสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 เมื่อมีการถอนฟ้องแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย ดังนั้น เมื่อโจทก์ถอนฟ้องแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิจะนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ การที่โจทก์ฟ้องคดีใหม่ โดยการตั้งรูปคดีใหม่เช่นที่จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมฎีกานั้น ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์กระทำการไม่สุจริตทำให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมเสียเปรียบ ส่วนที่จะถือว่าโจทก์ถอนฟ้องทำให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต้องเสียเปรียบ โจทก์ระทำไม่สุจริตไม่สมควรที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงส่วนได้เสียของโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมในขณะถอนฟ้องว่าทำให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมเสียเปรียบหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนได้ความว่า ขณะที่โจทก์ขอถอนฟ้อง โจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต่างยังไม่มีฝ่ายใดนำพยานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของฝ่ายตนเลย ทั้งคำฟ้องและคำให้การก็เป็นเพียงข้อความเบื้องต้นที่โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมให้ต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไร และจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมบรรยายคำให้การโต้เถียงข้อกล่าวหาของโจทก์ว่าตนไม่ต้องรับผิดเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงจะเป็นตามคำฟ้องหรือคำให้การจะรับฟังได้เพียงใดอยู่ที่พยานหลักฐานที่ต่างนำเข้าสืบสนับสนุนคำฟ้องและคำให้การของฝ่ายตน เมื่อยังไม่มีฝ่ายใดนำพยานเข้าสืบเช่นนี้ การที่โจทก์ขอถอนฟ้องก็ย่อมเห็นได้ว่าไม่มีเหตุที่จะทำให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต้องเสียเปรียบโจทก์ในเชิงคดี ดังนั้นแม้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมจะได้คัดค้านที่โจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้โดยชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 ดังเช่นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามซีพอร์ต เทอร์มิเนิ้ลและคลังสินค้า จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ็น คอน 1991 จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — นายสุชาติ น้ำหมั่นคง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกิจชัย จิตธารารักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย คุ้มพงษ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5592/2543
#36407
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ผู้กระทำต้องให้คนต่างด้าวเข้าพักอาศัยซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม

พ. กับ อ. เป็นคนต่างด้าวสัญชาติพม่า เป็นลูกจ้างส่งน้ำแข็งที่ร้านของจำเลย แม้จำเลยให้บุคคลทั้งสองพักอาศัยที่บ้านของจำเลยแต่จำเลยมีเจตนาให้บุคคลทั้งสองทำงานให้จำเลยเท่านั้น หาได้มีเจตนาเพื่อให้บุคคลทั้งสองพ้นจากการจับกุมไม่ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบให้เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาให้ พ. กับ อ. พ้นจากการจับกุมพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรู้อยู่ว่านายไพ กับนายอาจ่อ ไม่มีนามสกุลเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 จำเลยได้ให้คนต่างด้าวทั้งสองเข้าพักอาศัยซ่อนเร้นไว้ที่บ้านของจำเลย และรับไว้ทำงานเป็นกรรมกรส่งน้ำแข็งอันเป็นการช่วยเหลือคนต่างด้าวทั้งสองนั้นให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64และนับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1605/2539ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1605/2539 ของศาลชั้นต้นนั้นไม่ปรากฏว่าศาลได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้ว จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่นายดาบตำรวจศุภชัย ศรีสอาด กับพวกจับกุมจำเลยข้อหาขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ได้พบนายไพกับนายอาจ่อซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติพม่า และเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 พักอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเปิดเป็นร้านขายน้ำแข็ง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ผู้กระทำจะต้องให้คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆเพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม แต่นายดาบตำรวจศุภชัย ศรีสอาดพยานโจทก์เองเบิกความว่า ขณะพยานกับพวกจับกุมจำเลยข้อหาขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 มีนายไพกับนายอาจ่อ ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาที่ร้านของจำเลย พยานสอบถามบุคคลทั้งสองได้ความว่า บุคคลทั้งสองเป็นลูกจ้างส่งน้ำแข็งให้จำเลย เพิ่งกลับจากไปส่งน้ำแข็งมา ซึ่งตรงกับทางนำสืบของจำเลยที่ว่า นายไพกับนายอาจ่อเป็นลูกจ้างทำงานที่ร้านของจำเลยจึงเชื่อได้ว่านายไพกับนายอาจ่อเป็นลูกจ้างส่งน้ำแข็งที่ร้านของจำเลย ดังนี้แม้จะฟังว่าจำเลยให้บุคคลทั้งสองพักอาศัยที่บ้านของจำเลยก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาให้บุคคลทั้งสองทำงานให้จำเลยเท่านั้น หาได้มีเจตนาเพื่อให้บุคคลทั้งสองพ้นจากการจับกุมไม่ ที่จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.1 และ จ.5 ตามลำดับ น่าจะเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ให้ที่พักแก่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่บันทึกไว้ในเอกสารดังกล่าวโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบให้เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาให้นายไพกับนายอาจ่อพ้นจากการจับกุม พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
จำเลย — นาง วันเพ็ญ วุฒิยานันท์
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5592/2543
#39282
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ผู้กระทำจะต้องให้คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม

พ.กับอ. เป็นคนต่างด้าวสัญชาติพม่าเป็นลูกจ้างส่งน้ำแข็งที่ร้านของจำเลย แม้จำเลยให้บุคคลทั้งสองพักอาศัยที่บ้านของจำเลยแต่จำเลยมีเจตนาให้บุคคลทั้งสองทำงานให้จำเลยเท่านั้น หาได้มีเจตนาเพื่อให้บุคคลทั้งสองพ้นจากการจับกุมไม่ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบให้เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาให้ พ.กับอ. พ้นจากการจับกุมพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรู้อยู่ว่านายไพ กับนายอาจ่อ ไม่มีนามสกุลเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 จำเลยได้ให้คนต่างด้าวทั้งสองเข้าพักอาศัยซ่อนเร้นไว้ที่บ้านของจำเลยและรับไว้ทำงานเป็นกรรมกรส่งน้ำแข็งอันเป็นการช่วยเหลือคนต่างด้าวทั้งสองนั้นให้พ้นจากการจับกุมขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64และนับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1605/2539 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1605/2539 ของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ปรากฏว่าศาลได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้ว จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่นายดาบตำรวจศุภชัย ศรีสอาด กับพวกจับกุมจำเลยข้อหาขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ได้พบนายไพกับนายอาจ่อ ซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติพม่าและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 พักอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเปิดเป็นร้านขายน้ำแข็ง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่งผู้กระทำจะต้องให้คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม แต่นายดาบตำรวจศุภชัย ศรีสอาด พยานโจทก์เองเบิกความว่า ขณะพยานกับพวกจับกุมจำเลยข้อหาขายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 มีนายไพกับนายอาจ่อ ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาที่ร้านของจำเลย พยานสอบถามบุคคลทั้งสองได้ความว่า บุคคลทั้งสองเป็นลูกจ้างส่งน้ำแข็งให้จำเลย เพิ่งกลับจากไปส่งน้ำแข็งมา ซึ่งตรงกับทางนำสืบของจำเลยที่ว่านายไพกับนายอาจ่อเป็นลูกจ้างทำงานที่ร้านของจำเลย จึงเชื่อได้ว่านายไพกับนายอาจ่อเป็นลูกจ้างส่งน้ำแข็งที่ร้านของจำเลย ดังนี้ แม้จะฟังว่าจำเลยให้บุคคลทั้งสองพักอาศัยที่บ้านของจำเลยก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาให้บุคคลทั้งสองทำงานให้จำเลยเท่านั้นหาได้มีเจตนาเพื่อให้บุคคลทั้งสองพ้นจากการจับกุมไม่ ที่จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.1และ จ.5 ตามลำดับ น่าจะเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ให้ที่พักแก่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่บันทึกไว้ในเอกสารดังกล่าวโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบให้เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาให้นายไพกับนายอาจ่อพ้นจากการจับกุม พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
จำเลย — นางวันเพ็ญ วุฒิยานันท์
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5592/2543
#66218
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ 2522มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ผู้กระทำจะต้องให้คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม

พ.กับ อ.เป็นคนต่างด้าวสัญชาติพม่าเป็นลูกจ้างส่งน้ำแข็งที่ร้านของจำเลย แม้จำเลยให้บุคคลทั้งสองพักอาศัยที่บ้านของจำเลยแต่จำเลยมีเจตนาให้บุคคลทั้งสองทำงานให้จำเลยเท่านั้น หาได้มีเจตนาเพื่อให้บุคคลทั้งสองพ้นจากการจับกุมไม่ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบให้เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาให้ พ.กับอ.พ้นจากการจับกุม พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
จำเลย — นางวันเพ็ญ วุฒิยานันท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายธีระนันท์ อ่วมเจิม
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายตามจิต โสตถิธรรม์
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5591/2543
#37830
เปิดฉบับเต็ม

สัญญามีข้อความระบุว่าหนังสือสัญญาขายมีเงื่อนไข โดยตกลงในข้อ 1 ว่า ผู้จะขายตกลงจะขายและผู้จะซื้อตกลงจะซื้อรถยนต์พิพาทในราคา 1,235,680 บาท ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้จะขายแล้ว 70,000 บาท ส่วนที่ยังค้างอยู่อีก 1,165,680 บาทผู้จะซื้อสัญญาว่าจะชำระให้แก่ผู้จะขายเป็นงวดทุก ๆ เดือน งวดละ48,570 บาท ณ สำนักงานของผู้จะขายให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 24 เดือนและข้อ 5 ระบุว่าสัญญาซื้อขายนี้ตามข้อความแห่งสัญญาจะมีผลสมบูรณ์ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้จะซื้อต่อเมื่อผู้จะซื้อปฏิบัติตามข้อความในสัญญานี้ทั้งหมดแล้ว และผู้จะขายมีสิทธิจะบอกเลิกสัญญาและเรียกทรัพย์สินได้เมื่อผู้จะซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดก็ตาม เห็นว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ไม่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อที่เจ้าของทรัพย์เอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินหรือจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ส่วนสัญญาข้อ 9 ที่ระบุว่าหากผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระราคาสินค้าตามงวดหนึ่งงวดใด ฯลฯ ผู้จะซื้อยอมให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันเลิกกันทันทีตั้งแต่วาระนั้นโดยไม่จำต้องบอกกล่าวและมีสิทธิเอารถยนต์ที่จะซื้อคืนโดยไม่ต้องคืนเงินที่ผู้จะซื้อชำระแล้วนั้น เป็นข้อตกลงโดยความสมัครใจของคู่สัญญาและเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ขายมิให้เสียหายเกินกว่าความจำเป็นเมื่อผู้ซื้อผิดสัญญาเท่านั้น หาทำให้สัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขกลับกลายเป็นสัญญาเช่าซื้อไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2533 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ทำสัญญาขายมีเงื่อนไขกับโจทก์โดยตกลงจะซื้อรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน 81-9844 นครราชสีมา ไปจากโจทก์ในราคา 1,235,680บาท ชำระราคาวันทำสัญญา 70,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 1,165,680บาท แบ่งชำระ 24 งวด งวดละ 48,570 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน งวดแรกวันที่ 5 สิงหาคม 2533 เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จ มีจำเลยที่ 3ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2ผิดนัดไม่ชำระราคารถยนต์ตั้งแต่งวดวันที่ 5 เมษายน 2535 เป็นต้นมา สัญญาจึงเป็นอันเลิกกันโดยไม่ต้องบอกกล่าว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 81-9844 นครราชสีมา แก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งมอบได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินจำนวน 218,565 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบรถยนต์หรือใช้เงินแก่โจทก์เสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าข้อความในหนังสือสัญญาตามฟ้องโจทก์ทำขึ้นเองหลังจากที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงชื่อโดยเข้าใจว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่อาจฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยมาแล้วว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2533 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการทำสัญญากับโจทก์และรับรถยนต์ตามฟ้องไปจากโจทก์ในราคา 1,235,680 บาท ชำระราคาในวันทำสัญญา 70,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงให้ผ่อนชำระ 24 งวด ทุกวันที่ 5 ของเดือน งวดแรกชำระในวันที่ 5สิงหาคม 2533 โดยมีข้อตกลงกันว่ากรรมสิทธิ์จะตกเป็นของจำเลยที่ 1ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามสัญญาทั้งหมด หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระราคางวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าสัญญาเลิกกันทันที และโจทก์มีสิทธิริบเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระไปแล้วทั้งสิ้น โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 โจทก์ได้มอบหนังสือแสดงการจดทะเบียนรถเอกสารหมาย จ.8 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ จำเลยที่ 1และที่ 2 ชำระเงินค่างวดไม่ตรงตามสัญญาที่กำหนดไว้ในแต่ละงวด แต่โจทก์ก็รับไว้รวม 21 งวด ตามบันทึกการชำระเงินค่างวดเอกสารหมาย จ.9และหนังสือแจ้งยอดเงินค้างชำระเอกสารหมาย จ.10 และใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.1 โดยชำระงวดสุดท้ายในวันที่ 1 ตุลาคม 2537 ต่อมาวันที่ 21ธันวาคม 2537 โจทก์ได้ติดตามยึดรถยนต์คันดังกล่าวคืนโดยมิได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงแจ้งความดำเนินคดีแก่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์คันดังกล่าวไว้เป็นของกลางในคดีอาญาฐานลักทรัพย์ แต่ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าสัญญาตามเอกสารหมายจ.6 เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขหรือสัญญาเช่าซื้อพิเคราะห์แล้ว ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.6 ก็มีข้อความระบุไว้แล้วว่าหนังสือสัญญาขายมีเงื่อนไขโดยตกลงกันไว้ในข้อ 1 ว่า ผู้จะขายตกลงจะขายและผู้จะซื้อตกลงจะซื้อรถยนต์พิพาทในราคา 1,235,680 บาท ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้จะขายแล้วเป็นเงิน 70,000 บาท ส่วนที่ยังค้างอยู่อีก1,165,680 บาทนั้น ผู้จะซื้อสัญญาว่าจะชำระให้แก่ผู้จะขายเป็นงวดทุก ๆ เดือน งวดละ 48,570 บาท ณ สำนักงานของผู้จะขายให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 24 เดือนและในข้อ 5 ระบุไว้ว่าสัญญาซื้อขายนี้ตามข้อความแห่งสัญญาจะมีผลสมบูรณ์ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้จะซื้อต่อเมื่อผู้จะซื้อได้ปฏิบัติตามข้อความในสัญญานี้ทั้งหมดแล้ว และผู้จะขายมีสิทธิจะบอกเลิกสัญญาและเรียกทรัพย์สินได้ เมื่อผู้จะซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดก็ตาม จากข้อตกลงตามข้อสัญญาดังกล่าว จึงเห็นได้ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันยังเป็นของผู้ขายโดยไม่โอนไปยังผู้ซื้อจนกว่าผู้ขายจะได้รับชำระราคาครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ดังนี้ เห็นว่า สัญญาดังกล่าวตามเอกสารหมายจ.6 เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขคือได้ชำระราคาแก่ผู้ขายครบถ้วนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 สัญญาดังกล่าวไม่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อที่เจ้าของทรัพย์เอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าโดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 อันว่าด้วยลักษณะเช่าซื้อแต่อย่างใด สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาเช่าซื้อ ส่วนที่สัญญาข้อ 9 ระบุว่าหากผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระราคาสินค้าตามงวดหนึ่งงวดใด ฯลฯผู้จะซื้อยอมให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันเลิกกันทันทีตั้งแต่วาระนั้นโดยไม่จำต้องบอกกล่าวและมีสิทธิเอารถยนต์ที่จะซื้อคืนโดยไม่ต้องคืนเงินที่ผู้จะซื้อชำระแล้วนั้น เป็นข้อตกลงโดยความสมัครใจของคู่สัญญาและข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ขายมิให้เสียหายเกินกว่าความจำเป็นเมื่อผู้ซื้อผิดสัญญาข้อตกลงยินยอมกันดังกล่าวไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และหาทำให้อิสระในการแสดงเจตนาทำสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขกลับกลายแปรเปลี่ยนเป็นสัญญาเช่าซื้อดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า สัญญาตามเอกสารหมาย จ.6เป็นสัญญาเช่าซื้อและพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น ค่าเสียหายมีเพียงใด จากพยานหลักฐานโจทก์จำเลยที่นำสืบมา ศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทแก่โจทก์ หากไม่ส่งคืนให้ชำระราคาที่ค้างชำระเป็นเงิน145,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดงวดที่ 22 คือวันที่ 5 พฤษภาคม 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมายจ.7 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันนั้นด้วย ส่วนค่าเสียหายอย่างอื่นนั้นพิเคราะห์ทางได้ทางเสียของคู่กรณีตามสัญญาเอกสารหมาย จ.6 แล้ว เห็นว่า เจตนารมณ์ของคู่สัญญาก็มุ่งที่จะซื้อขายรถยนต์คันพิพาทต่อกันโดยมีข้อตกลงป้องกันการผิดสัญญากันไว้ล่วงหน้า เมื่อเกิดผิดสัญญากันขึ้นก็ต้องบังคับไปตามกฎหมายและข้อสัญญาที่ตกลงกันไว้นั้น ที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายอีกเดือนละ 30,000 บาทแต่ไม่นำสืบแสดงให้ศาลเห็นได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายดังกล่าวหรือไม่จึงเห็นว่าโจทก์คิดค่าเสียหายจากหนี้เงินที่ค้างชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีเป็นจำนวนเพียงพอแก่ค่าเสียหายตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้ว จึงให้ยกคำขอรายเดือนส่วนนี้เสีย"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน81-9844 นครราชสีมา แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับเงินค่างวดที่ค้างชำระอยู่เป็นเงิน 145,710 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 459 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ราชายนต์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ้านเจริญ (2533) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5591/2543
#91233
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาฉบับพิพาทมีข้อความระบุไว้ว่าหนังสือสัญญาขายมีเงื่อนไขโดยตกลงกันไว้ในข้อ 1 ว่า ผู้จะขายตกลงจะขายและผู้จะซื้อตกลงจะซื้อรถยนต์พิพาทในราคา 1,235,680 บาท ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้ชำระเงินค่าสินค้า ให้แก่ผู้จะขายแล้วเป็นเงิน 70,000 บาท ส่วนที่ยังค้างอยู่อีก 1,165,680 บาท นั้น ผู้จะซื้อสัญญาว่าจะชำระให้แก่ผู้จะขายเป็นงวดทุก ๆ เดือน งวดละ 48,570 บาท ณ สำนักงานของผู้จะขายให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 24 เดือน และระบุไว้ในข้อ 5 อีกว่า สัญญาซื้อขายนี้ตามข้อความแห่งสัญญาจะมีผลสมบูรณ์ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้จะซื้อต่อเมื่อผู้จะซื้อได้ปฏิบัติตามข้อความในสัญญานี้ทั้งหมดแล้ว และผู้จะขายมีสิทธิจะบอกเลิกสัญญาและเรียกทรัพย์สินได้ เมื่อผู้จะซื้อ ไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดก็ตาม เห็นได้ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันยังเป็นของผู้ขายโดยไม่โอนไปยังผู้ซื้อจนกว่าผู้ขายจะได้รับชำระราคาครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จึงเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังไม่โอนไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขคือได้ชำระราคาแก่ผู้ขายครบถ้วนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 ส่วนที่สัญญาระบุว่าหากผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระราคาสินค้าตามงวดหนึ่งงวดใด ผู้จะซื้อยอมให้ถือว่า สัญญานี้เป็นอันเลิกกันทันทีตั้งแต่วาระนั้นโดยไม่จำต้องบอกกล่าวและมีสิทธิเอารถยนต์ที่จะซื้อคืนโดยไม่ต้องคืนเงินที่ผู้จะซื้อชำระแล้วนั้น เป็นข้อตกลงโดยความสมัครใจของคู่สัญญาและข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวเป็นการรักษา ผลประโยชน์ของผู้ขายมิให้เสียหายเกินกว่าความจำเป็น เมื่อผู้ซื้อผิดสัญญา ข้อตกลงยินยอมกันดังกล่าวไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และหาทำให้อิสระในการแสดงเจตนาทำสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขกลับกลาย แปรเปลี่ยนเป็นสัญญาเช่าซื้อไม่

เจตนารมณ์ของคู่สัญญามุ่งที่จะซื้อขายรถยนต์คันพิพาทต่อกันโดยมีข้อตกลงป้องกันการผิดสัญญาไว้ล่วงหน้า เมื่อเกิดผิดสัญญากันขึ้นก็ต้องบังคับไปตามกฎหมายและข้อสัญญาที่ตกลงกันไว้นั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๘๑- ๙๘๔๔ นครราชสีมา แก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งมอบได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินจำนวน ๒๑๘,๕๖๕ บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบรถยนต์หรือใช้เงินแก่โจทก์เสร็จ

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยมาแล้วว่า เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๓๓ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการทำสัญญากับโจทก์และรับรถยนต์ตามฟ้องไปจากโจทก์ในราคา ๑,๒๓๕,๖๘๐ บาท ชำระราคาในวันทำสัญญา ๗๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือตกลงให้ผ่อนชำระ ๒๔ งวด ทุกวันที่ ๕ ของเดือน งวดแรกชำระในวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๓๓ โดยมีข้อตกลงกันว่ากรรมสิทธิ์จะตกเป็นของจำเลยที่ ๑ ต่อเมื่อจำเลยที่ ๑ ได้ปฏิบัติตามสัญญาทั้งหมด หากจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระราคางวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าสัญญาเลิกกันทันที และโจทก์มีสิทธิริบเงินที่จำเลยที่ ๑ ได้ชำระไปแล้วทั้งสิ้น โดยมีจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.๖ และ จ.๗ โจทก์ได้มอบหนังสือแสดงการจดทะเบียนรถให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไว้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระเงินค่างวดไม่ตรงตามสัญญาที่กำหนดไว้ในแต่ละงวด แต่โจทก์ก็รับไว้รวม ๒๑ งวด โดยชำระงวดสุดท้ายใน วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๗ ต่อมาวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๓๗ โจทก์ได้ตอตามยึดรถยนต์คันดังกล่าวคืนโดยมิได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ จึงแจ้งความดำเนินคดีแก่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์คันดังกล่าวไว้เป็นของกลางในคดีอาญาฐานลักทรัพย์ แต่ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาตามเอกสารหมาย จ.๖ เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขหรือสัญญาเช่าซื้อ พิเคราะห์แล้ว ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.๖ ก็มีข้อความระบุไว้แล้วว่าหนังสือสัญญาขายมีเงื่อนไข โดยตกลงกันไว้ในข้อ ๑ ว่า ผู้จะขายตกลงจะขายและผู้จะซื้อตกลงจะซื้อรถยนต์พิพาทในราคา ๑,๒๓๕,๖๘๐ บาท ในวันทำสัญญานี้ ผู้จะซื้อได้ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้จะขายแล้วเป็นเงิน ๗๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่ยังค้างอยู่อีก ๑,๑๖๕,๖๘๐ บาท นั้น ผู้จะซื้อสัญญาว่าจะชำระให้แก่ผู้จะขายเป็นงวดทุก ๆ เดือน งวดละ ๔๘,๕๗๐ บาท ณ สำนักงานของผู้จะขายให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด ๒๔ เดือน และในข้อ ๕ ระบุไว้ว่า สัญญาซื้อขายนี้ตามข้อความแห่งสัญญาจะมีผลสมบูรณ์ในกรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้จะซื้อต่อเมื่อผู้จะซื้อได้ปฏิบัติตามข้อความในสัญญานี้ทั้งหมดแล้ว และผู้จะขายมีสิทธิจะบอกเลิกสัญญาและเรียกทรัพย์สินได้ เมื่อผู้จะซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดก็ตาม จากข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าว จึงเห็นได้ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ตกลงซื้อขายกันยังเป็นของผู้ขายไม่โอนไปยังผู้ซื้อจนกว่าผู้ขายจะได้รับชำระราคาครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ดังนี้ เห็นว่า สัญญาดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.๖ เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังไม่โอนไปจนกว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขคือได้ชำระราคาแก่ผู้ขายครบถ้วนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๙ สัญญาดังกล่าวไม่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อที่เจ้าของทรัพย์เอาทรัพย์สินออกใช้และให้ คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวน เท่านั้นเท่านี้คราว ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๒ อันว่าด้วยลักษณะเช่าซื้อแต่อย่างใดสัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาเช่าซื้อ ส่วนที่สัญญาข้อ ๙ ระบุว่าหากผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระราคาสินค้าตามงวดหนึ่ง งวดใด ? ฯลฯ ผู้จะซื้อยอมให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันเลิกกันทันทีตั้งแต่วาระนั้นโดยไม่จำต้องบอกกล่าวและมีสิทธิ เอารถยนต์ที่จะซื้อคืนโดยไม่ต้องคืนเงินที่ผู้จะซื้อชำระแล้วนั้น เป็นข้อตกลงโดยความสมัครใจของคู่สัญญาและข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ขายมิให้เสียหายเกินกว่าความจำเป็นเมื่อผู้ซื้อผิดสัญญา ข้อตกลงยินยอมกันดังกล่าวไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แลหาทำให้อิสระในการแสดงเจตนาทำสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขกลับกลายแปรเปลี่ยนเป็นสัญญาเช่าซื้อดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น ค่าเสียหายมีเพียงใด ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปในคราวเดียวกันโดยเห็นว่า ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.๖ ข้อ ๙ ระบุไว้ความว่าถ้าผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระราคาสินค้าตามงวดหนึ่งงวดใดหรือกระทำผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือเมื่อเวลาได้ผ่านไปแล้ว ๑ เดือน จากวันที่ผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าจะซื้องวดสุดท้าย?ฯลฯ? ผู้จะซื้อยอมให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันเลิกกันทันทีตั้งแต่วาระนั้นโดยไม่จำต้องบอกกล่าว ในกรณีเช่นนี้บรรดาเงินที่ได้ชำระแก่ผู้จะขายแล้วแต่ก่อนให้ริบเป็นของผู้จะขายทั้งสิ้นและผู้จะซื้อมีหน้าที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินที่จะซื้อคืนให้แก่ผู้จะขายในสภาพเรียบร้อยโดยพลันด้วยค่าใช้จ่ายของผู้จะซื้อเอง หรือหากส่งมอบทรัพย์สินคืนไม่ได้ ผู้จะซื้อต้องรับผิดชำระราคาทรัพย์สินที่จะซื้อเท่าราคาค่าจะซื้อที่ยังค้างชำระอยู่ทั้งสิ้นพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วัน บอกเลิกสัญญานี้ให้แก่ผู้จะขายด้วย และตามการ์ดบัญชีชำระหนี้เอกสารหมาย จ.๙ การชำระหนี้ของคู่สัญญาไม่ได้เป็นไปตามกำหนด แต่คงปฏิบัติต่อเนื่องกันมาจนถึงงวดที่ ๒๑ โจทก์มิได้ดำเนินการอย่างใดกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คงปล่อยปละละเลยและถือปฏิบัติต่อกันมาเสมือนไม่ผิดสัญญา จนถึงงวดที่ ๒๒, ๒๓ และ ๒๔ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ชำระค่างวดให้แก่โจทก์โดยค้างชำระคิดเป็นเงิน ๑๔๕,๗๑๐ บาท ดังนี้ จึงเห็นว่าด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขตามเอกสารหมาย จ.๖ ข้อ ๙ เพิกเฉยย่อมได้ชื่อว่าตกเป็นผู้ผิดนัด สำหรับหนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ย ในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยไปตามนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ อนึ่ง จากพยานหลักฐานโจทก์จำเลยที่นำสืบมา ศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทแก่โจทก์ หากไม่ส่งคืนให้ชำระราคาที่ค้างชำระเป็นเงิน ๑๔๕,๗๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัดงวดที่ ๒๒ คือ วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๗ จะต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามสัญญาค้ำประกันด้วย ส่วนค่าเสียหายอย่างอื่นนั้นพิเคราะห์ทางได้ทางเสียของคู่กรณีตามสัญญาเอกสารหมาย จ.๖ แล้ว เห็นว่า เจตนารมณ์ของคู่สัญญาก็มุ่งที่จะซื้อขายรถยนต์คันพิพาทต่อกันโดยมีข้อตกลงป้องกันการผิดสัญญากันไว้ล่วงหน้า เมื่อเกิดผิดสัญญากันขึ้นก็ต้องบังคับไปตามกฎหมายและข้อสัญญาที่ตกลงกันไว้นั้น ที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายอีกเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่นำสืบแสดงให้ศาลเห็นได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายดังกล่าวหรือไม่ จึงเห็นได้ว่าโจทก์คิดค่าเสียหายจากหนี้เงินที่ค้างชำระใน อัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี เป็นจำนวนเพียงพอแก่ค่าเสียหายตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้ว จึงให้ยกคำขอรายเดือนส่วนนี้เสีย

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๘๑ - ๙๘๔๔ นครราชสีมา แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับเงินค่างวดที่ค้างชำระอยู่เป็นเงิน ๑๔๕,๗๑๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 150 ม. 194 ม. 459 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดราชายนต์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบ้านเจริญ (2533) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวิเทพ อริยสัจจากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชัยโรช กฤษณะโลม
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5590/2543
#99107
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อกำหนดไว้ว่าเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันผู้เช่าซื้อยอมส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของ โดยพลันในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้ว และอีกข้อหนึ่งว่า ถ้าเจ้าของได้ขายทรัพย์สินที่เช่าซื้อไปแล้วยังไม่คุ้มราคาค่าเช่าซื้อ ที่ต้องชำระทั้งหมดตามสัญญากับค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น หรือถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อเมื่อเจ้าของได้ประเมินราคาแล้ว มีราคาไม่คุ้มค่าเช่าซื้อที่คงเหลืออยู่กับค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น ผู้เช่าซื้อจะชดใช้เงินให้เจ้าของจนครบถ้วน โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนราคารถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน แม้ราคาขายจะเป็นเพียงความคาดหมายของโจทก์โดยยังมิได้มีการขายจริง แต่โจทก์ก็อาจนำสืบให้เห็นได้ว่ารถยนต์อยู่ในสภาพที่ในท้องตลาดมีการซื้อขายกันในราคาเท่าใดโดยที่ยังมิได้มีการขายจริงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้มีการกำหนดกันไว้ในสัญญาเช่าซื้อ ในส่วนของค่าขาดประโยชน์ศาลกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ โดยพิเคราะห์ถึงยี่ห้อของรถยนต์ และ ราคาเช่าซื้อที่จะชำระแต่ละเดือน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๔๑๔,๙๐๗.๑๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๙๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ยืนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกมีว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนราคารถยนต์ที่ยัง ขาดอยู่โดยที่ยังมิได้มีการขายรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อไปได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ราคาขายดังกล่าวจะเป็นเพียงความคาดหมายของโจทก์โดยที่ยังมิได้มีการขายจริงก็ตาม แต่โจทก์ก็อาจนำสืบพยานหลักฐานอื่นให้เห็นได้ว่ารถยนต์อยู่ใน สภาพชำรุดทรุดโทรมอย่างไร และในสภาพเช่นว่านั้นในท้องตลาดมีการซื้อขายกันในราคาเท่าใด โดยที่ยังมิได้มี การขายจริงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการกำหนดกันไว้ในสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๐ ด้วยว่า ถ้าเจ้าของได้ขายทรัพย์สินที่ เช่าซื้อไปแล้วยังไม่คุ้มราคาค่าเช่าซื้อที่ต้องชำระทั้งหมดตามสัญญากับค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น หรือถ้าทรัพย์สิน ที่เช่าซื้อเมื่อเจ้าของได้ประเมินราคาแล้วมีราคาไม่คุ้มค่าเช่าซื้อที่คงเหลืออยู่กับค่าเสียหายอื่นที่เกิดขึ้น ผู้เช่าซื้อจะ ชดใช้เงินให้เจ้าของจนครบถ้วน โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ได้แม้จะมิได้มีการขายรถยนต์ไปจริง ปัญหาว่า ค่าเสียหาย เห็นว่า สภาพความเสียหายดังกล่าวมีไม่มาก เป็นเพียงรอยขีดข่วน มิได้เกิดจากการชนอย่างรุนแรง เมื่อวิเคราะห์ถึงประเภทของรถยนต์ซึ่งเป็นยี่ห้อเบนซ์ อี ๒๘๐ และราคาตามสัญญาเช่าซื้อสูงถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ และเป็นรถยนต์ใหม่ต้องตกเป็นรถยนต์ที่ใช้งานมาแล้วหรือรถยนต์มือสองตามฎีกาของโจทก์ เพราะการผิดสัญญาของจำเลยที่ ๑ ศาลฎีกาจึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต่อไปตามฎึกาของโจทก์มีว่า โจทก์ควรได้ค่าเสียหายในการขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า รถยนต์รุ่นเดียวกันและยี่ห้อเดียวกันกับรถยนต์ที่ให้จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อ โจทก์ได้นำให้บุคคลภายนอกเช่าในลักษณะการเช่าแบบลีสซิ่ง ค่าเช่าเดือนละ ๖๒,๐๐๐ บาท นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าได้ให้ผู้ใดเช่าไปกี่รายเมื่อใด คงมีแต่นางสาวสร้อยเพชร ชูชัยสุวรรณศรี เบิกความลอย ๆ ว่า โจทก์สามารถนำรถยนต์ออกให้เช่าได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๖๒,๐๖๐ บาท เท่านั้น อย่างไรก็ดีเมื่อพิเคราะห์ถึงยี่ห้อของรถยนต์ และราคาเช่าซื้อที่จะต้องชำระ แต่ละเดือนแล้ว เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท นั้นยังต่ำไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์เดือนละ ๔๐,๐๐๐ บาท รวม ๓ เดือน เป็นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายในส่วนราคารถยนต์ที่ยังขาดอยู่จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และค่าติดตามยึดรถยนต์คืน ๑,๐๐๐ บาท แล้ว รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น ๓๓๐,๐๐๐ บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายเสกสรรค์ ไตรสิกขา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอุทัย ทวีโชติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5587/2543
#35002
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินที่โจทก์ได้รับการยกให้ จาก ล. จำเลยต่อสู้คดีว่าบ้านพิพาทเป็นของจำเลยและบิดาจำเลยคดีมีประเด็นเฉพาะบ้านพิพาท ซึ่งคู่ความตีราคาไว้ 200,000 บาทจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1622 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 นั้น หมายถึงกรณีที่เจ้ามรดกตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ และพระภิกษุเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิในการรับมรดกด้วย ได้ฟ้องทายาทคนอื่น ๆ ขอแบ่งมรดก แต่โจทก์ได้รับการยกให้ซึ่งบ้านและที่ดินจาก ล. ในขณะที่ ล. มีชีวิตอยู่โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินดังกล่าว การฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินของโจทก์จึงมิใช่ฟ้องเรียกร้องเอาส่วนแบ่งทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรม แม้โจทก์จะเป็นพระภิกษุก็ย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 3 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 9014 โดยได้รับการยกให้จากนางหลีก โหมดมณีซึ่งเป็นอาโจทก์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2535 ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม2540 จำเลยได้เข้าไปอยู่ในบ้านดังกล่าวโดยอ้างว่ามีสิทธิอาศัย โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากบ้านดังกล่าวแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 3

จำเลยให้การว่า นางหลีก โหมดมณี เป็นมารดาจำเลย บิดาจำเลยและจำเลยจึงเป็นเจ้าของบ้านดังกล่าว จำเลยและบริวารมีสิทธิอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าว โจทก์มิใช่เจ้าของ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 3 ของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินที่โจทก์ได้รับการยกให้จากนางหลีก โหมดมณี จำเลยต่อสู้คดีว่าบ้านพิพาทเป็นของจำเลยและบิดาจำเลย จึงมีประเด็นเฉพาะราคาบ้านพิพาท ซึ่งคู่ความตีราคาในชั้นอุทธรณ์ไว้ 200,000 บาทเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายข้อ 2.1 เท่านั้น ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์เป็นพระภิกษุฟ้องคดีในฐานะทายาทโดยธรรมจึงไม่มีอำนาจฟ้องซึ่งการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2535นางหลีกได้จดทะเบียนยกบ้านและที่ดินพิพาทแก่โจทก์ โดยโจทก์ให้นางผาดชาติสุข ดูแลบ้านดังกล่าว ครั้นวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 จำเลยได้เข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้น โดยอ้างว่าเป็นของนางหลีก สำหรับปัญหาตามข้อฎีกาของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1622 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า พระภิกษุนั้นจะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 นั้น ต้องหมายถึงกรณีที่เจ้ามรดกตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ และพระภิกษุเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิในการรับมรดกด้วย ได้ฟ้องทายาทคนอื่น ๆ ขอแบ่งมรดก แต่คดีนี้โจทก์ได้รับการยกให้ซึ่งบ้านและที่ดินจากนางหลีกในขณะนางหลีกมีชีวิตอยู่โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินดังกล่าว การฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินของโจทก์จึงมิใช่ฟ้องเรียกร้องเอาส่วนแบ่งทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรม แม้โจทก์เป็นพระภิกษุก็ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1622 วรรคหนึ่ง ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พระภิกษุ ฉลอม โหมดมณี
จำเลย — นาย ณรงค์ โหมดมณี
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5587/2543
#66217
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินที่โจทก์ได้รับการยกให้จาก ล. จำเลยต่อสู้คดีว่าบ้านพิพาทเป็นของจำเลยและบิดาจำเลย คดีมีประเด็นเฉพาะบ้านพิพาท ซึ่งคู่ความตีราคาไว้ 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง

ป.พ.พ.มาตรา 1622 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 นั้น หมายถึงกรณีที่เจ้ามรดกตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ และพระภิกษุเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิในการรับมรดกด้วย ได้ฟ้องทายาทคนอื่น ๆ ขอแบ่งมรดก แต่โจทก์ได้รับการยกให้ซึ่งบ้านและที่ดินจาก ล. ในขณะที่ ล.มีชีวิตอยู่ โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินดังกล่าว การฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินของโจทก์จึงมิใช่ฟ้องเรียกร้องเอาส่วนแบ่งทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรม แม้โจทก์จะเป็นพระภิกษุก็ย่อมมีอำนาจฟ้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1622 วรรคหนึ่ง ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พระภิกษุฉลอม โหมดมณี
จำเลย — นายณรงค์ โหมดมณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายทรงชัย รักษาเกียรติศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5585/2543
#34191
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 26 มกราคมและมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้แก่จำเลยถึงวันที่ 17 มีนาคม จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม โดยไม่ได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตามมาตรา 221 มาพร้อมด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิ่มเติมในฎีกาจำเลยเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้จำเลยแถลงหรือยื่นคำร้องต่อศาลภายในวันที่ 21 มีนาคมว่าประสงค์จะให้ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ หากไม่ยื่นคำร้องภายในวันดังกล่าวก็ให้ถือว่าศาลมีคำสั่งไม่รับฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดวันให้จำเลยยื่นคำแถลงหรือยื่นคำร้องตามมาตรา 221 เท่ากับเป็นการมีคำสั่งขยายระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณา ซึ่งจะกระทำได้ต่อเมื่อพฤติการณ์พิเศษและศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตามมาตรา 221 จนล่วงพ้นกำหนดยื่นฎีกาและไม่มีเหตุสุดวิสัยการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดวันให้จำเลยดำเนินการดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษารับรองตามมาตรา 221 เมื่อพ้นกำหนดยื่นฎีกา แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ดังนั้น คำสั่งของผู้พิพากษาที่รับรองให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาจำเลยในความผิดดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 221

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าพนักงาน

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในชั้นจับกุม เป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ เฉพาะฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน รวมเป็นจำคุก 9 ปี 9 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรล่อซื้อแก่เจ้าพนักงาน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาด้วยนั้นเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลย 3 ปี 9 เดือน ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งหากจำเลยประสงค์จะใช้สิทธิฎีกาโดยขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษารับรองให้ฎีกาตามเงื่อนไขในมาตรา 221 จำเลยก็ต้องดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าวให้ถูกต้องเสียก่อนพ้นระยะเวลายื่นฎีกา แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2543 และมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้แก่จำเลยถึงวันที่ 17 มีนาคม 2543 จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2543 โดยมิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตามมาตรา 221 มาพร้อมด้วย เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิ่มเติมในฎีกาจำเลยเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้จำเลยแถลงหรือยื่นคำร้องต่อศาลภายในวันที่ 21 มีนาคม 2543 ว่าประสงค์จะให้ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ หากไม่ยื่นคำร้องภายในวันดังกล่าวก็ให้ถือว่าศาลมีคำสั่งไม่รับฎีกา ครั้นวันที่ 21 มีนาคม 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่เป็นว่า ให้รับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น คงถือตามคำสั่งลงวันที่ 20 มีนาคม 2543 ในวันเดียวกันจำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ร่วมพิจารณาและตัดสินคดีนี้ลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาก็ได้ลงลายมือชื่อรับรองให้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2543 และต่อมาศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งรับฎีกาจำเลย ดังนี้ เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดวันให้จำเลยยื่นคำแถลงหรือยื่นคำร้องตามมาตรา 221 นั้น เท่ากับเป็นการมีคำสั่งขยายระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณา ซึ่งคำสั่งเช่นนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ในเมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตามมาตรา 221 จนล่วงพ้นกำหนดยื่นฎีกา และกรณีไม่มีเหตุสุดวิสัยด้วยเลยเช่นนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดวันให้จำเลยดำเนินการดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษารับรองตามมาตรา 221 เมื่อพ้นกำหนดยื่นฎีกาปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ดังนั้น คำสั่งของผู้พิพากษาที่รับรองให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาจำเลยในความผิดดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 221 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 เม็ด โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดได้เมทแอมเฟตามีนรวม 92 เม็ด เป็นของกลาง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 90 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์นำสืบได้ความว่า หลังตรวจค้นพบธนบัตรล่อซื้อจำนวน 200 บาท จากกระเป๋าสตางค์ของจำเลยและจำเลยให้การรับสารภาพว่าจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 2 เม็ดให้แก่สายลับแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนลักษณะเดียวกับที่สายลับล่อซื้อได้อีกจำนวน 90 เม็ด บรรจุถุงพลาสติกห่อหุ้มด้วยดินน้ำมันซุกซ่อนอยู่ในยางรถยนต์เก่าบริเวณหน้าห้องน้ำชั้นล่าง จึงยึดเป็นของกลาง ทางนำสืบของโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดบ่งชี้เลยว่า จำเลยเป็นเจ้าของครอบครองเมทแอมเฟตามีน จำนวน 90 เม็ด ของกลาง ลำพังพฤติการณ์ที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ที่บ้านที่เกิดเหตุ ยังไม่อาจถือเป็นข้อสันนิษฐานได้เด็ดขาดว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวนอื่นที่ตรวจพบในบ้านที่เกิดเหตุเป็นเมทแอมเฟตามีนของจำเลยและจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายและเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏอยู่ว่า จำเลยให้การปฏิเสธข้อหาเกี่ยวกับของกลางจำนวนนี้ทันทีที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบและยืนยันปฏิเสธมาตั้งแต่ชั้นจับกุมจนถึงชั้นพิจารณา โดยนำสืบต่อสู้อยู่ว่าห้องน้ำของบ้านที่เกิดเหตุนั้นลูกค้าที่มารับประทานอาหารและผู้แบ่งห้องเช่าหลายรายต่างมาใช้ร่วมกันได้เช่นนี้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่พอให้รับฟังว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 90 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิดที่ศาลอุทธรณ์ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 จึงชอบแล้ว"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย คำไมหรือตี๋ จันทาคีรี
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5585/2543
#39281
เปิดฉบับเต็ม

คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งหากจำเลยประสงค์จะใช้สิทธิฎีกาโดยขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษารับรองให้ฎีกาตามเงื่อนไขในมาตรา 221จำเลยก็ต้องดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าวให้ถูกต้องเสียก่อนพ้นระยะเวลายื่นฎีกา

คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยื่นฎีกาโดยมิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 221 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลย ต่อมาเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิ่มเติมให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและให้จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลภายในเวลาศาลชั้นต้นกำหนดว่าประสงค์จะให้ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ หากไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนดก็ให้ถือว่าศาลมีคำสั่งไม่รับฎีกาเท่ากับเป็นการมีคำสั่งขยายระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณา ซึ่งคำสั่งเช่นนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ในเมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตามมาตรา 221 จนล่วงพ้นกำหนดยื่นฎีกาและกรณีไม่มีเหตุสุดวิสัย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดวันให้จำเลยดำเนินการดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 92 เม็ด น้ำหนักรวม 8.21 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ดน้ำหนัก 0.18 กรัม ให้แก่สายลับในราคา 200 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน92 เม็ด กับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 200 บาท เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าพนักงาน

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในชั้นจับกุม เป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ เฉพาะฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคงจำคุก 3 ปี 9 เดือน รวมเป็นจำคุก 9 ปี 9 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรล่อซื้อแก่เจ้าพนักงาน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาด้วยนั้น เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลย 3 ปี 9 เดือน ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218วรรคหนึ่ง หากจำเลยประสงค์จะใช้สิทธิฎีกาโดยขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษารับรองให้ฎีกาตามเงื่อนไขในมาตรา 221 จำเลยก็ต้องดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าวให้ถูกต้องเสียก่อนพ้นระยะเวลายื่นฎีกา แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2543 และมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้แก่จำเลยถึงวันที่ 17 มีนาคม 2543 จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2543 โดยมิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตามมาตรา 221มาพร้อมด้วย เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเมื่อวันที่ 17 มีนาคม2543 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิ่มเติมในฎีกาจำเลยเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้จำเลยแถลงหรือยื่นคำร้องต่อศาลภายในวันที่ 21 มีนาคม 2543 ว่าประสงค์จะให้ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ หากไม่ยื่นคำร้องภายในวันดังกล่าวก็ให้ถือว่าศาลมีคำสั่งไม่รับฎีกา ครั้นวันที่ 21 มีนาคม 2543ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่เป็นว่า ให้รับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น คงถือตามคำสั่งลงวันที่ 20 มีนาคม2543 ในวันเดียวกันจำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ร่วมพิจารณาและตัดสินคดีนี้ลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาก็ได้ลงลายมือชื่อรับรองให้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2543 และต่อมาศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งรับฎีกาจำเลยดังนี้ เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดวันให้จำเลยยื่นคำแถลงหรือยื่นคำร้องตามมาตรา 221 นั้น เท่ากับเป็นการมีคำสั่งขยายระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณา ซึ่งคำสั่งเช่นนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้นเว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ในเมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตามมาตรา 221 จนล่วงพ้นกำหนดยื่นฎีกา และกรณีไม่มีเหตุสุดวิสัยด้วยเลยเช่นนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดวันให้จำเลยดำเนินการดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษารับรองตามมาตรา 221 เมื่อพ้นกำหนดยื่นฎีกา ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ดังนั้น คำสั่งของผู้พิพากษาที่รับรองให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาจำเลยในความผิดดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 221 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 เม็ด โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

สำหรับปัญหาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 90 เม็ด จากจำนวน 92 เม็ด ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอให้รับฟังว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 90 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32จึงชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 ม. 218 ม. 221 ม. 226 ม. 227
ป.วิ.พ. ม. 23
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายคำไมหรือตี๋ จันทาคีรี
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5585/2543
#66216
เปิดฉบับเต็ม

คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218วรรคหนึ่ง หากจำเลยประสงค์จะใช้สิทธิฎีกาโดยขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษารับรองให้ฎีกาตามเงื่อนไขในมาตรา 221 จำเลยก็ต้องดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าวให้ถูกต้องเสียก่อนพ้นระยะเวลายื่นฎีกา

คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยื่นฎีกาโดยมิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตาม ป.วิ.อ.มาตรา 221 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลย ต่อมาเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิ่มเติมให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและให้จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลภายในเวลาศาลชั้นต้นกำหนด ว่าประสงค์จะให้ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ หากไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนดก็ให้ถือว่าศาลมีคำสั่งไม่รับฎีกา เท่ากับเป็นการมีคำสั่งขยายระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณา ซึ่งคำสั่งเช่นนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ.มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15 ในเมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตามมาตรา 221 จนล่วงพ้นกำหนดยื่นฎีกาและกรณีไม่มีเหตุสุดวิสัยการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดวันให้จำเลยดำเนินการดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 ม. 218 ม. 221 ม. 226 ม. 227
ป.วิ.พ. ม. 23
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายคำไมหรือตี๋ จันทาคีรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสุทัต บินรามัน
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย อภิชาตอำมฤต
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5584/2543
#37396
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่ารถยนต์หาย แล้วนำรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปแสดงต่อบริษัทประกันภัย เป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียว คือ มุ่งหมายเพื่อให้จะได้เงินจากบริษัทประกันภัยเป็นหลักการกระทำต่าง ๆของจำเลยเป็นเพียงวิธีการเพื่อจะให้ได้รับเงินไปเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173, 267, 268 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 173 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 173, 267, 268, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 173, 267 ให้ลงโทษตามมาตรา 173 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดกระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 267 อีกกระทงหนึ่ง แต่จำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 267จำคุก 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลยแล้ว ไม่สมควรรอการลงโทษ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่ามีคนร้ายลักรถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อ ให้พนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี แล้วนำรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวไปใช้เป็นพยานหลักฐานขอรับเงินจากบริษัทประกันภัย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษแต่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาเดียวคือต้องการเบิกเงินจากบริษัทประกันภัยจึงต้องการหลักฐานรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปแสดงเป็นการกระทำกรรมเดียวนั้น เห็นว่า ที่จำเลยอ้างมาดังกล่าวนั้นน่าจะเป็นความจริง เพราะบริษัทประกันภัยคงจะไม่จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์หายเป็นเงินจำนวนมากให้แก่ผู้เอาประกันภัยง่าย ๆ โดยเพียงแต่มาแจ้งว่า รถยนต์หาย ดังนั้นผู้เอาประกันภัยย่อมต้องมีหลักฐานมาแสดงประกอบด้วยเพื่อให้บริษัทประกันภัยเชื่อได้ว่ารถยนต์หายจริงก่อนจึงสมควรจะจ่ายเงินซึ่งในกรณีเช่นนี้ วิธีที่ดีที่สุดสำหรับจำเลยที่มีเจตนาทุจริตมุ่งประสงค์จะได้เงินจากบริษัทประกันภัยโดยมิชอบ ก็คือแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่ารถยนต์หายแล้วนำรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นหลักฐานไปแสดง นอกจากเรื่องนี้แล้วก็มองไม่เห็นว่าจำเลยมีวัตถุประสงค์อื่นอย่างใดในการที่ไปแจ้งความว่ารถยนต์หายเช่นนั้น การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่ารถยนต์หายแล้วนำรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปแสดงต่อบริษัทประกันภัยเป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียว คือ มุ่งหมายเพื่อให้จะได้เงินจากบริษัทประกันภัยเป็นหลัก การกระทำต่าง ๆ ของจำเลยเป็นเพียงวิธีการเพื่อจะให้ได้รับเงินไปเท่านั้น การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 173, 267, 268 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 173 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 173 ม. 267 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นาย บุญสม แพทย์สุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5584/2543
#39280
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่ารถยนต์หาย แล้วนำรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปแสดงต่อบริษัทประกันภัย เป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวคือมุ่งหมายเพื่อให้จะได้เงินจากบริษัทประกันภัยเป็นหลักการกระทำต่าง ๆ ของจำเลยเป็นเพียงวิธีการเพื่อให้ได้รับเงินไปเท่านั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 173,267,268 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 173 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 173, 267, 268, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 173, 267 ให้ลงโทษตามมาตรา 173 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดกระทงหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 267 อีกกระทงหนึ่ง แต่จำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 267 จำคุก 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่ามีคนร้ายลักรถยนต์ที่จำเลยเช่าซื้อให้พนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี แล้วนำรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวไปใช้เป็นพยานหลักฐานขอรับเงินจากบริษัทประกันภัย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษ แต่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาเดียว คือ ต้องการเบิกเงินจากบริษัทประกันภัย จึงต้องการหลักฐานรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปแสดงเป็นการกระทำกรรมเดียวนั้น เห็นว่า ที่จำเลยอ้างมาดังกล่าวนั้นน่าจะเป็นความจริง เพราะบริษัทประกันภัยคงจะไม่จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์หายเป็นเงินจำนวนมากให้แก่ผู้เอาประกันภัยง่าย ๆ โดยเพียงแต่มาแจ้งว่ารถยนต์หาย ดังนั้นผู้เอาประกันภัยย่อมต้องมีหลักฐานมาแสดงประกอบด้วย เพื่อให้บริษัทประกันภัยเชื่อได้ว่ารถยนต์หายจริงก่อนจึงสมควรจะจ่ายเงิน ซึ่งในกรณีเช่นนี้ วิธีที่ดีที่สุดสำหรับจำเลยที่มีเจตนาทุจริตมุ่งประสงค์จะได้เงินจากบริษัทประกันภัยโดยมิชอบก็คือแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่ารถยนต์หายแล้วนำรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นหลักฐานไปแสดง นอกจากเรื่องนี้แล้วก็มองไม่เห็นว่าจำเลยมีวัตถุประสงค์อื่นอย่างใดในการที่ไปแจ้งความว่ารถยนต์หายเช่นนั้น การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่ารถยนต์หาย แล้วนำรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปแสดงต่อบริษัทประกันภัยเป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวคือมุ่งหมายเพื่อให้จะได้เงินจากบริษัทประกันภัยเป็นหลักการกระทำต่าง ๆ ของจำเลยเป็นเพียงวิธีการเพื่อจะให้ได้รับเงินไปเท่านั้นการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 173, 267, 268 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 173 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 173 ม. 267 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นายบุญสม แพทย์สุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5584/2543
#66215
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่ารถยนต์หาย แล้วนำรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปแสดงต่อบริษัทประกันภัย เป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวคือมุ่งหมายเพื่อให้จะได้เงินจากบริษัทประกันภัยเป็นหลัก การกระทำต่าง ๆ ของจำเลยเป็นเพียงวิธีการเพื่อให้ได้รับเงินไปเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 173, 267, 268 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 173 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 173 ม. 267 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นายบุญสม แพทย์สุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นายมานิตย์ สุขอนันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5578/2543
#34190
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันจะถือว่าร่วมกันกระทำนั้น นอกจากร่วมกันในส่วนของการกระทำแล้ว ยังต้องมีเจตนาร่วมกันด้วย แต่จากทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่า คำพูดของผู้ตายทำให้จำเลยกับพวกทุกคนเกิดความไม่พอใจ ซึ่งเป็นความไม่พอใจของแต่ละคน ทำให้ทุกคนโกรธและเจตนาทำร้ายต่อผู้ตายเหมือนกัน กรณีเป็นเรื่องต่างคนต่างทำร้ายผู้ตาย ไม่ใช่เกิดจากเจตนาร่วมกันทำร้ายผู้ตาย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทำร้ายผู้ตาย แต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกฆ่าผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 295

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ให้จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 20 ปี และฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 ปี รวมโทษจำคุก 21 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยใช้ไม้หน้าสามเป็นอาวุธตีผู้เสียหายจนได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนนายแก่นได้ใช้มีดเป็นอาวุธแทงผู้ตาย ผู้ตายวิ่งหนี นายแก่นถืออาวุธมีด ส่วนจำเลยกับพวกถือไม้หน้าสามไล่ตามไป เมื่อทันกันพวกของจำเลยใช้ไม้หน้าสามตีผู้ตายหลายครั้ง และนายแก่นใช้มีดเป็นอาวุธแทงผู้ตายอีกหลายครั้งจนผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยกับพวกก็หลบหนีไป มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตาย ผู้เสียหายและจำเลยกับพวกเป็นช่างก่อสร้างที่หมู่บ้านยูนิคโฮม ทุกคนรู้จักกัน ก่อนจะเกิดเหตุฆ่าและทำร้ายกันจะต้องมีเหตุกระทบกระทั่งไม่พอใจกัน ซึ่งโจทก์มีพันตำรวจเอกสุรพงษ์ กายทวาร พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า ได้ไปยังสถานที่เกิดเหตุสอบถามพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ได้ความว่าผู้ตายได้มาชวนนายชาญซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่กับจำเลยกับพวกให้ไปดื่มสุรากับผู้ตายผู้เสียหายและนายพิชัย โดยพูดกระทบกระเทียบว่าพวกผู้ตายดื่มสุราแดง ส่วนจำเลยกับพวกดื่มสุราธรรมดา ผู้ตายชวนนายชาญเพียงผู้เดียว ทำให้จำเลยกับพวกไม่พอใจเกิดโต้เถียงกัน ต่อมาผู้ตายและผู้เสียหายเดินมาที่จำเลยกับพวกดื่มสุรากันอยู่อีกจึงเกิดการทำร้ายกัน เชื่อว่าเหตุที่เกิดขึ้นจากคำพูดกระทบกระเทียบของผู้ตายคำพูดดังกล่าวไม่ได้พูดเจาะจงผู้ใดเป็นการพูดลอย ๆ ทำให้จำเลยกับพวกทุกคนเกิดความไม่พอใจ และเป็นความไม่พอใจเป็นส่วนตัวของแต่ละคน เห็นว่า การกระทำอันจะถือว่าร่วมกันกระทำนั้นนอกจากร่วมกันในส่วนของการกระทำแล้ว ยังต้องมีเจตนาร่วมกันด้วย แต่จากทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่า คำพูดของผู้ตายทำให้จำเลยกับพวกทุกคนเกิดความไม่พอใจซึ่งเป็นความไม่พอใจของแต่ละคน ทำให้ทุกคนโกรธและเจตนาทำร้ายต่อผู้ตายเหมือนกัน กรณีเป็นเรื่องต่างคนต่างทำร้ายผู้ตายไม่ใช่เกิดจากเจตนาร่วมกันทำร้ายผู้ตาย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทำร้ายผู้ตายแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายนั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้วยังไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุก และโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเหมาะสมดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย เนียดหรืออำนวยหรืออวย ประประโคน
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5578/2543
#111278
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อร่างกาย

++ โปรดดูย่อจากหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา สำนักงานศาลยุติธรรม

++ เล่มที่ 6 หน้า 216 ++

++ ขอดูชุดพิเศษโปรดติดต่อห้องบริการเอกสารสำเนาคำพิพากษา (ห้องสมุด) ชั้น 4, 5 ++

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
เรื่อง ความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อร่างกาย

จำเลย ฎีกาคัดค้าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ ๑๙ เดือน ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒

ศาลฎีกา รับวันที่ ๒๔ เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๓๕ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกร่วมกันใช้มีดปลายแหลมและไม้เป็นอาวุธแทงและตีนายอุไร พรมณีย์หลายครั้งโดยเจตนาฆ่า และใช้ไม้ตีสิบเอกสุนัน จิตรมั่น จนเป็นเหตุให้นายอุไรถึงแก่ความตาย และสิบเอกสุนันได้รับอันตรายแก่กาย เหตุเกิดที่แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๐เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้ นำส่งพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๒๙๕

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ ให้จำคุก ๑ ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ จำคุก ๒๐ ปี และฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ จำคุก ๑ ปีรวมโทษจำคุก ๒๑ ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๓๕ นายอุไร พรมณีย์ ผู้ตาย สิบเอกสุนัน จิตรมั่น ผู้เสียหาย และนายพิชัย พรมณีย์ น้องผู้ตาย ซึ่งทำงานเป็นช่างตกแต่งภายในที่หมู่บ้านนิคโฮม ดื่มสุราอยู่ที่หน้าบ้านเลขที่ ๗๗/๖๖หมู่บ้านยูนิคโฮม แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ส่วนจำเลยนายสันติ ทองตัน นายแก่น รื่นรัมย์ นายคำแสน ลานประโคน นายชาญไม่ทราบนามสกุล ทุกคนทำงานเป็นช่างก่อสร้างอยู่ที่หมู่บ้านยูนิคโฮมดื่มสุราอยู่ที่ร้านค้าอยู่ห่างจากผู้ตายกับพวกดื่มสุราประมาณ ๑๐ เมตรต่อมาผู้ตายและผู้เสียหายเดินไปซื้อบุหรี่ที่ร้านค้าที่จำเลยกับพวกนั่งดื่มสุราอยู่จำเลยใช้ไม้หน้าสามตีที่ศีรษะผู้เสียหาย ๒ ครั้ง จนผู้เสียหายสลบล้มลงส่วนนายแก่นได้ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายที่ท้อง ๒ ครั้ง ผู้ตายวิ่งกลับมาที่บ้านโดยมีจำเลย นายสันติ นายคำแสนถือไม้หน้าสามและนายแก่นถือมีดไล่ตามมาเมื่อทันกันพวกของจำเลยใช้ไม้ตีผู้ตายหลายครั้ง ส่วนนายแก่นใช้มีดแทงผู้ตายอีกหลายครั้งจนถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยกับพวกหลบหนีไป

จำเลยนำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลย นายแก่น นายสันตินายคำเผือ และนายชาญดื่มสุราที่หมู่บ้านยูนิคโฮม ขณะดื่มสุราผู้ตายและผู้เสียหายมาชวนนายชาญให้ไปร่วมดื่มสุรากับผู้ตาย นายชาญ นายแก่นนายสันติ และนายคำเผือจึงไปดื่มสุรากับผู้ตายและผู้เสียหาย จำเลยนั่งดื่มสุราอยู่คนเดียว ต่อมาเวลาประมาณ ๒๐ นาฬิกา มีเรื่องทำร้ายร่างกายกันระหว่างนายชาญกับพวกผู้ตาย จำเลยจึงไปนอนในบ้านวันรุ่งขึ้นจำเลยเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดบุรีรัมย์ จนวันที่ ๑๙ กันยายน๒๕๔๐ จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยใช้ไม้หน้าสามเป็นอาวุธตีผู้เสียหายจนได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนนายแก่นได้ใช้มีดเป็นอาวุธแทงผู้ตาย ผู้ตายวิ่งหนี นายแก่นถืออาวุธมีดส่วนจำเลยกับพวกถือไม้หน้าสามไล่ตามไป เมื่อทันกันพวกของจำเลยใช้ไม้หน้าสามตีผู้ตายหลายครั้ง และนายแก่นใช้มีดเป็นอาวุธแทงผู้ตายอีกหลายครั้งจนผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยกับพวกก็หลบหนีไป มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตาย ผู้เสียหายและจำเลยกับพวกเป็นช่างก่อสร้างที่หมู่บ้านยูนิคโฮมทุกคนรู้จักกัน ก่อนจะเกิดเหตุฆ่าและทำร้ายกันจะต้องมีเหตุกระทบกระทั่งไม่พอใจกัน ซึ่งโจทก์มีพันตำรวจเอกสุรพงษ์ กายทวารพนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า ได้ไปยังสถานที่เกิดเหตุสอบถามพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ได้ความว่า ผู้ตายได้มาชวนนายชาญซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่กับจำเลยกับพวกให้ไปดื่มสุรากับผู้ตาย ผู้เสียหายและนายพิชัยโดยพูดกระทบกระเทียบว่าพวกผู้ตายดื่มสุราแดง ส่วนจำเลยกับพวกดื่มสุราธรรมดา ผู้ตายชวนนายชาญเพียงผู้เดียว ทำให้จำเลยกับพวกไม่พอใจเกิดโต้เถียงกัน ต่อมาผู้ตายและผู้เสียหายเดินมาที่จำเลยกับพวกดื่มสุรากันอยู่อีกจึงเกิดการทำร้ายกัน เชื่อว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากคำพูดกระทบกระเทียบของผู้ตาย คำพูดดังกล่าวไม่ได้พูดเจาะจงผู้ใดเป็นการพูดลอย ๆ ทำให้จำเลยกับพวกทุกคนเกิดความไม่พอใจ และเป็นความไม่พอใจเป็นส่วนตัวของแต่ละคน เห็นว่า การกระทำอันจะถือว่าร่วมกันกระทำนั้นนอกจากร่วมกันในส่วนของการกระทำแล้ว ยังต้องมีเจตนาร่วมกันด้วย แต่จากทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่า คำพูดของผู้ตายทำให้จำเลยกับพวกทุกคนเกิดความไม่พอใจซึ่งเป็นความไม่พอใจของแต่ละคน ทำให้ทุกคนโกรธและเจตนาทำร้ายต่อผู้ตายเหมือนกัน กรณีเป็นเรื่องต่างคนต่างทำร้ายผู้ตาย ไม่ใช่เกิดจากเจตนาร่วมกันทำร้ายผู้ตาย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทำร้ายผู้ตายแต่อย่างใดพยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายนั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้วยังไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุก และโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเหมาะสมดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเนียดหรืออำนวยหรืออวย ประประโคน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5557/2543
#37395
เปิดฉบับเต็ม

สาระสำคัญของหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 วรรคแรก อยู่ที่ว่า มีการแสดงให้เห็นว่ามีการกู้ยืมเงินกันก็เพียงพอแล้วไม่ได้บังคับถึงกับจะต้องระบุชื่อของผู้ให้กู้ไว้

เอกสารฉบับพิพาทมีสาระสำคัญแสดงให้เห็นว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้โดยไม่ได้ระบุชื่อผู้ให้กู้ลงไว้ แต่ระบุจำนวนเงินและจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้กู้ครบถ้วน จึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือจึงมีอำนาจฟ้อง แต่คดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันมีเพียง 32,812 บาท การวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น อาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวจากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 30,000 บาท คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ชำระเงินต้นคืนภายในระยะ 4 เดือน จำเลยได้รับเงินไปครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์ โจทก์บอกกล่าวทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 32,812 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินจำนวน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์ สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญากู้เงินที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้แล้วหายไป ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เอกสารหมาย จ.2 เป็นเพียงแบบพิมพ์สัญญากู้เงินที่มีการลงจำนวนเงินกู้และลายมือชื่อผู้กู้โดยไม่อาจทราบได้ว่าผู้กู้กู้ยืมเงินจากใคร จึงมิใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมอันจะให้รับฟังว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์อุทธรณ์ว่าสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.2 เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมที่แสดงว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคแรกหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก บัญญัติว่า "การกู้ยืมเงินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่" ฉะนั้น สาระสำคัญของหลักฐานเป็นหนังสือตามบทกฎหมายดังกล่าวจึงอยู่ที่ว่า มีการแสดงให้เห็นว่า มีการกู้ยืมเงินกันก็เพียงพอแล้วไม่ได้บังคับถึงกับจะต้องระบุชื่อของผู้ให้กู้ไว้ด้วยหรือหากไม่ระบุลงไว้จะต้องถือว่าไม่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม เมื่อเอกสารหมาย จ.2 มีสาระสำคัญแสดงให้เห็นว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้โดยไม่ได้ระบุชื่อผู้ให้กู้ลงไว้ แต่ระบุจำนวนเงินและจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้กู้ครบถ้วนตามสาระสำคัญของบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว เอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเอกสารหมาย จ.2 ไม่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบก่อนว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ และคดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันมีเพียง 32,812 บาท การวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นอาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวจากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จวง ตันตระบัณฑิตย์
จำเลย — นาย วีระชาติ วรงคชาติ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา