คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5843/2543
#35127
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยทำซ้ำโดยถ่ายเอกสารงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไว้หลายชุดแล้วเก็บไว้ที่ร้านค้าของจำเลยซึ่งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ซึ่งมีการเรียนการสอนโดยใช้หนังสือของโจทก์ร่วมและมีโอกาสที่จำเลยจะขายเอกสารที่ทำซ้ำขึ้นแก่นักศึกษาได้สะดวก เป็นการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมโดยการถ่ายสำเนาเอกสารจำนวน 43 ชุดไว้เพื่อขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายอันเป็นการที่จำเลยทำซ้ำขึ้นเองเพื่อการค้าและแสวงหาประโยชน์จากการขายสำเนางานที่จำเลยทำซ้ำขึ้นมา มิใช่การรับจ้างถ่ายเอกสารจากนักศึกษาที่ต้องการได้สำเนางานที่เกิดจากการทำซ้ำไปใช้ในการศึกษาวิจัยอันเป็นเหตุยกเว้นมิให้ถือว่าการทำซ้ำของจำเลยเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 32(1) แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ผู้เสียหายทั้งสามเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมหนังสือรวมห้าเล่ม โดยหนังสือทั้งห้าเล่มดังกล่าวเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม ซึ่งเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ประเทศไทยร่วมเป็นภาคีด้วยตามประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่อง การกำหนดรายชื่อประเทศภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์หรืออนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของนักแสดง จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมของผู้เสียหายทั้งสามดังกล่าวโดยการทำสำเนาด้วยเครื่องถ่ายเอกสารจากต้นฉบับหนังสือทั้งห้าเล่มของผู้เสียหายดังกล่าวบางบท อันเป็นการทำซ้ำเพื่อการค้าในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งสาม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 61, 69, 75, 76, 78ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และให้เอกสารอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 43 ชุด ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบเครื่องถ่ายเอกสารของกลางจำนวน 3 เครื่องกับให้จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่เจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่าโจทก์ร่วมทั้งสามเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมหนังสือ 5 เล่มตามฟ้อง จำเลยประกอบกิจการรับจ้างถ่ายเอกสาร เย็บเล่มและเข้าปกหนังสือมีสถานประกอบการอยู่ติดกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยดังกล่าวใช้หนังสือซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามในการให้การศึกษาแก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัย จำเลยได้ทำซ้ำงานบางส่วนของหนังสือทั้งห้าเล่มโดยจัดทำเป็นเอกสารจำนวน 43 ชุด ปรากฏตามรายการชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อหนังสืออันเป็นงานวรรณกรรม จำนวนบททั้งหมดของหนังสือ จำนวนบทที่จำเลยทำซ้ำและจำนวนชุดที่จำเลยทำซ้ำเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1งานวรรณกรรมอันเป็นวัตถุที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 5 เล่มและบัญชีของกลางคดีอาญา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามว่า การที่จำเลยทำซ้ำงานวรรณกรรมหนังสือ 5 เล่มของโจทก์ร่วมแต่ละคนนั้นเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมเพื่อการค้า โดยไม่มีเหตุอันเป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32 หรือไม่ โจทก์ร่วมทั้งสามอุทธรณ์ว่าการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสาม มิใช่การรับจ้างทำซ้ำโดยถ่ายสำเนาเอกสารจากนักศึกษาที่ว่าจ้างจำเลยให้ทำซ้ำขึ้นเพื่อการศึกษาวิจัยโดยไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์ร่วมทั้งสาม และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร อันถือเป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด ปัญหานี้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามมีนายสุรชัย สิริวัฒนาพาทเบิกความเป็นพยานว่า พยานได้รับมอบอำนาจช่วงจากนางจริยา เปรมปราณีรัชต์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ร่วมทั้งสาม ให้พยานมีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่ผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสาม ก่อนที่จะมีการจับกุมจำเลย พยานสืบทราบการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยจึงแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจจนมีการจับกุมจำเลย โดยพยานได้ร่วมไปกับเจ้าพนักงานตำรวจในการตรวจค้นจับกุมจำเลยด้วย และในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจค้นจับกุมจำเลยนั้น นายสุรชัยกับร้อยตำรวจตรีชวลิต ชวลิตพงศ์พันธุ์ เจ้าพนักงานตำรวจที่ไปตรวจค้นจับกุมจำเลยก็เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ในวันที่ 3 ธันวาคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจได้ขอหมายค้นจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและไปตรวจค้นที่ร้านค้าของจำเลย พบเอกสารที่มีการทำซ้ำโดยการถ่ายสำเนาหนังสือของโจทก์ร่วมทั้งสามรวม 43 ชุดตามเอกสารหมาย จ.23 จำเลยรับว่ามีเอกสารดังกล่าวไว้เพื่อขายแก่นักศึกษาและบุคคลทั่วไป นายสุรชัยจึงยืนยันให้ร้อยตำรวจตรีชวลิตจับกุมจำเลย ร้อยตำรวจตรีชวลิตแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นด้วยการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์เพื่อขาย เสนอขาย หรือมีไว้เพื่อขาย จำเลยให้การรับสารภาพ จึงยึดเอกสารที่ทำซ้ำตามเอกสารหมาย จ.23ทั้ง 43 ชุด พร้อมด้วยเครื่องถ่ายเอกสาร 3 เครื่อง ซึ่งจำเลยรับว่าได้ใช้เครื่องถ่ายเอกสารดังกล่าวในการถ่ายเอกสารที่ทำซ้ำตามเอกสารหมาย จ.23 เป็นของกลางและทำบันทึกการตรวจค้นจับกุมไว้ตามเอกสารหมาย จ.25 และโจทก์กับโจทก์ร่วมทั้งสามยังมีพันตำรวจตรีหญิงสมจิตร สาคร พนักงานสอบสวนเบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่า ชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า โดยการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อขาย เสนอขายหรือมีไว้เพื่อขาย จำเลยให้การรับสารภาพและจำเลยให้การด้วยว่าจำเลยประกอบอาชีพรับจ้างถ่ายเอกสารมา 3 ปี ส่วนการละเมิดลิขสิทธิ์งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมได้ทำมาแล้ว 1 เดือนเศษ รายละเอียดปรากฏตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.29 จากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามดังกล่าว เห็นได้ว่า จำเลยทำซ้ำโดยถ่ายเอกสารงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามไว้หลายชุดแล้วเก็บไว้ที่ร้านค้าของจำเลยซึ่งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งมีการเรียนการสอนโดยใช้หนังสือของโจทก์ร่วมทั้งสาม พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมมีโอกาสที่จำเลยจะขายเอกสารที่จำเลยทำซ้ำขึ้นมาดังกล่าวแก่นักศึกษาได้สะดวกทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลย ซึ่งกระทำในวันเดียวกัน จำเลยก็ให้การรับสารภาพว่าทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อขาย เสนอขาย หรือมีไว้เพื่อขาย พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามสอดคล้องต้องกันและมีเหตุผล มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามตามเอกสารหมาย จ.23 โดยการถ่ายสำเนาเอกสารจำนวน 43 ชุดไว้เพื่อขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขาย อันเป็นการที่จำเลยทำซ้ำขึ้นเองเพื่อการค้าและแสวงหาประโยชน์จากการขายสำเนางานที่จำเลยทำซ้ำขึ้นมา มิใช่การรับจ้างถ่ายเอกสารจากนักศึกษาที่ต้องการได้สำเนางานที่เกิดจากการทำซ้ำไปใช้ในการศึกษาวิจัย อันเป็นเหตุยกเว้นมิให้ถือว่าการทำซ้ำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32(1) แต่อย่างใดที่จำเลยอ้างว่าจำเลยทำซ้ำงานดังกล่าวตามที่ได้รับการว่าจ้างจากนักศึกษาให้ถ่ายเอกสารให้นั้น หากเป็นจริงและจำเลยมีหลักฐานเกี่ยวกับการรับจ้างถ่ายเอกสารจากนักศึกษาตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 จริง ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยย่อมสามารถให้การปฏิเสธโดยอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวพร้อมทั้งแสดงหลักฐานเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 ต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนได้ทันที แต่จำเลยหาได้กระทำไม่ กลับให้การรับสารภาพตลอดมาทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน และเพิ่งจะนำเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 มาอ้างเป็นหลักฐานในภายหลังเมื่อถูกฟ้องคดีนี้แล้วอันเป็นข้อพิรุธ ทั้งข้อความตามเอกสารดังกล่าวก็ไม่ปรากฏชัดว่าเป็นเอกสารเกี่ยวกับการรับจ้างนักศึกษาถ่ายเอกสารที่จำเลยทำซ้ำขึ้นจริงหรือไม่ อย่างไรนอกจากนี้จำเลยยังไม่สามารถนำผู้ที่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยให้ถ่ายเอกสารมาเบิกความเป็นพยานจำเลยได้แม้แต่รายเดียว คงมีแต่คำเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลยเพียงปากเดียว จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจริงที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามฟังขึ้น"

พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 27(1), 69 วรรคสอง ให้ปรับจำเลย 100,500 บาท จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 67,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำเนาหนังสือของกลางที่เกิดจากการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมแต่ละคนให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนเครื่องถ่ายเอกสารของกลาง 3 เครื่องให้ริบ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทเพรนทิซ-ฮอล อิงค์ จำกัด กับพวก
จำเลย — นายกนกชัย เพชรดาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5835/2543
#33261
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 2 ระบุว่าจำเลยเป็นคนร้ายก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความในชั้นพิจารณาของผู้เสียหายที่ 2 ว่า ตอนไปดูตัวคนร้าย เจ้าพนักงานตำรวจพาคนร้ายออกมาคนเดียวและให้ผู้เสียหายที่ 2 ชี้ตัว เจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าคนนี้แหละที่แทงผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นคนร้ายหรือไม่ แต่ก็ได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเป็นคนร้ายและเบิกความต่อไปอีกว่า ผู้เสียหายที่ 2 เห็นจำเลยแล้วคลับคล้ายคลับคลา แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 บอกว่าใช่ผู้เสียหายที่ 2 ก็บอกว่าใช่ด้วยเมื่อคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาแตกต่างกับคำให้การในชั้นสอบสวนเช่นนี้ หากพฤติการณ์แห่งคดียังไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานเบิกความบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลยแล้ว คำเบิกความในชั้นพิจารณาย่อมมีน้ำหนักที่จะรับฟังมากกว่าเพราะคำเบิกความชั้นสอบสวนหาได้ผ่านกระบวนการถามค้านแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80,83, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ โจทก์มีนายประจิมพร ศรีชู ผู้เสียหายที่ 2 เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานกับผู้เสียหายที่ 1 กำลังเดินมาที่จอดรถโดยพยานเดินนำหน้าส่วนผู้เสียหายที่ 1 เดินตามหลัง ขณะนั้นมีเสียงหวีดร้องของผู้หญิงดังมาจากข้างหลัง พยานหันไปดูเห็นผู้เสียหายที่ 1 มีโลหิตไหลที่ด้านหลัง พยานจึงเข้าไปช่วยจับแขนผู้เสียหายที่ 1 ไว้ ทันใดนั้นพยานก็ถูกแทงที่บริเวณสะบักด้านขวา 1 ครั้ง จากนั้นมีกลุ่มวัยรุ่น 4 ถึง 8 คน วิ่งข้ามถนนไป แต่จากคำประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าว พยานยืนยันว่า ตอนเกิดเหตุไม่เห็นคนแทง และไม่แน่ใจว่า จำเลยจะอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นหรือไม่ ทั้งยังเบิกความยืนยันต่อไปอีกว่า พยานเคยไปดูตัวคนร้ายที่สถานีตำรวจ ปรากฏว่าคนร้ายที่เจ้าพนักงานตำรวจจับมาเป็นวัยรุ่นผมยาว แต่พยานไม่แน่ใจว่าคนร้ายคนดังกล่าวจะมีอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นที่วิ่งข้ามถนนไปหรือไม่ และว่าคนร้ายที่ใช้มีดแทงพยานน่าจะไม่ใช่จำเลยนี้ เนื่องจากคนร้ายไว้ผมยาวและมีหนวดจะเห็นได้ว่าประจักษ์พยานโจทก์ไม่ได้ยืนยันว่า จำเลยเป็นคนร้าย แม้โจทก์จะมีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานปากนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.2 มาเป็นพยานเอกสารยืนยันว่า ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 2 ระบุว่าจำเลยเป็นคนร้ายก็ตาม ในข้อนี้ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ว่าตอนไปดูตัวคนร้ายเจ้าพนักงานตำรวจพาคนร้ายออกมาคนเดียวและให้ผู้เสียหายที่ 2 ชี้ตัว เจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าคนนี้แหละที่แทงผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นคนร้ายหรือไม่ แต่ก็ได้ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเป็นคนร้ายและเบิกความต่อไปอีกว่า ผู้เสียหายที่ 2 เห็นจำเลยแล้วคลับคล้ายคลับคลาแต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 บอกว่าใช่ผู้เสียหายที่ 2 ก็บอกว่าใช่ด้วย เห็นว่าเมื่อคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาแตกต่างกับคำให้การในชั้นสอบสวนเช่นนี้ หากพฤติการณ์แห่งคดียังไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานเบิกความบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลยแล้ว คำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาย่อมมีน้ำหนักที่จะรับฟังมากกว่าเพราะคำเบิกความในชั้นสอบสวนหาได้ผ่านกระบวนการถามค้านแต่อย่างใดไม่ โดยเฉพาะโจทก์ก็ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความต่อศาลเพื่อยืนยันในเรื่องนี้สำหรับบันทึกการจับกุมตามเอกสารหมาย จ.1 ที่ระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพนั้นก็มีข้อพิรุธ กล่าวคือจ่าสิบตำรวจสมจิตร์ แก้วสีทอง เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม จำเลยเบิกความว่าพยานเขียนบันทึกการจับกุมในบริเวณที่จับกุม แต่บันทึกการจับกุมกลับระบุว่าเขียนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองตรัง ซึ่งเป็นข้อแตกต่างกัน ส่วนที่ว่าจำเลยให้การรับสารภาพนั้น ก็ไม่มีรายละเอียดว่าจำเลยรับสารภาพว่าอย่างไร สรุปแล้วพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมา ยังไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 95
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นาย สาโรช ชนะนาค
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5829/2543
#99637
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตัวจำเลยหรือทนายจำเลยเพียงคนเดียวลงชื่อทราบวันนัดของศาล ก็ต้องถือว่าตัวจำเลยและทนายจำเลยอีกคนหนึ่งทราบวันนัดของศาลแล้ว การที่ ว. ทนายจำเลยลงชื่อทราบวันนัดของศาล จึงต้องถือว่า พ. ทนายจำเลยอีกคนหนึ่งทราบวันนัดของศาลด้วยทุกครั้ง ที่จำเลยอ้างว่า ว. เจ็บป่วย พ. ทนายจำเลยอีกคนหนึ่งก็สามารถที่จะดำเนินคดีแทนได้ ดังนั้น การที่ทนายจำเลยทั้งสองคนไม่มาศาลในวันสืบพยานโจทก์จึงเป็นการจงใจขาดนัด และไม่มีเหตุสมควรที่จะให้พิจารณาคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินฐานผิดสัญญาซื้อขายจำนวน ๔,๓๐๔,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓,๘๔๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ก่อนทำสัญญาซื้อขายโจทก์ได้ทดสอบสมรรถนะของรถยนต์พิพาทเป็นที่พอใจแล้ว จึงตกลงทำสัญญาซื้อขาย รถยนต์พิพาทมีประกันในการซ่อมบำรุงรักษามีกำหนด ๑ ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง และในระหว่างอายุการประกัน โจทก์ได้นำรถยนต์พิพาทเข้าตรวจสภาพตามอายุการใช้งานหลายครั้งตามที่กำหนดไว้ในคู่มือการใช้รถ การซ่อมดังกล่าวเป็นการซ่อมตามปกติและตามสภาพใช้งาน มิใช่ความบกพร่องอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาซื้อขายซึ่งจำเลยได้แก้ไขให้โจทก์แล้ว สำหรับรายการที่มีปัญหาคือ พวงมาลัยสะบัด เมื่อจำเลยได้ทำการตรวจสอบแล้วมีการสะบัดเพียงเล็กน้อยที่ความเร็วระดับหนึ่งและจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบโจทก์ก็ยอมรับ โจทก์อ้างว่าพวงมาลัยสะบัดและนำรถยนต์พิพาทมาซ่อมและไม่ยอมมารับคืน จำเลยแจ้งให้โจทก์มารับรถยนต์พิพาทคืนแต่โจทก์เพิกเฉยทำให้จำเลยมีภาระในการดูแลรักษา จำเลยจึงขอถือเอาคำให้การของจำเลยเป็นคำฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์รับมอบรถยนต์พิพาทคืนจากจำเลย มิฉะนั้นให้นำรถยนต์พิพาทไปวางต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้รักษา โดยโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายในระหว่างที่รถยนต์พิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลยเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท เป็นเงิน ๑๖,๕๐๐ บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องเป็นฝ่ายรับรถยนต์พิพาทคืนและโจทก์ไม่ต้องชำระค่าเสียหายให้จำเลย หากเสียหายก็ไม่เกิน ๒๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

วันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว เมื่อสืบพยานโจทก์ได้ ๒ ปาก โจทก์แถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลยในส่วนฟ้องแย้งในวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙

วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ทนายจำเลยยื่นคำร้องว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายจำเลยไม่ได้จงใจไม่มาศาล ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและสั่งให้โจทก์นำพยานที่สืบไปแล้วมาศาลเพื่อให้จำเลยถามค้านและให้สืบพยานจำเลยต่อไป ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยนัดสืบพยานจำเลยตามฟ้องแย้ง ครั้งถึงวันนัดศาลชั้นต้นเห็นว่าการที่ให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานจำเลยในส่วนของฟ้องแย้ง เป็นการสั่งโดยผิดหลงจึงให้เพิกถอนคำสั่งนัดสืบพยานจำเลยในส่วนฟ้องแย้งและ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยในส่วนฟ้องแย้งออกจากสารบบความ แล้วนัดฟังคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓,๘๔๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกินจำนวน ๔๖๔,๐๐๐ บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ และอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่มีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ในข้อนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามทางไต่สวนขอพิจารณาคดีใหม่ นายวุฒิกรทนายจำเลยเบิกความเป็นพยานว่า ในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๓๙ ก่อนวันสืบพยานโจทก์ ๑ วัน พยานป่วยเป็นไข้หวัด แพทย์ให้พักผ่อน ๑ วัน พยานตั้งใจจะมาศาลในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๙ จึงไม่ได้เตรียมการขอเลื่อนคดี แต่ในคืนวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๓๙ พยานมีไข้ขึ้นสูงนอนไม่หลับ แต่ด้วยความอ่อนเพลียจึงได้หลับไปตื่นวันรุ่งขึ้นเวลา ๑๒ นาฬิกา จึงรีบมาศาล แต่ศาลได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาแล้ว พยานไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า นายวุฒิกรทนายจำเลยเจ็บป่วยไม่สามารถมาศาลได้ก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยมีทนายความแก้ต่างถึงสองคนคือนายวุฒิกรกับนายพิเชฐกุล การที่จำเลยแต่งตั้งทนายความถึงสองคนแสดงว่าจำเลยต้องการให้ทนายความทั้งสองช่วยเหลือกันในเชิงคดี เมื่อทนายความคนหนึ่งเกิดเจ็บป่วยก็ดี หรือติดธุระไม่สามารถมาว่าความที่ศาลได้ก็ดี ทนายความอีกคนหนึ่งก็พร้อมที่จะว่าความแทนได้ เว้นแต่ทนายความคนที่สองจะเกิดเจ็บป่วยหรือติดธุระจำเป็นไม่สามารถมาศาลได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายพิเชฐกุลทนายจำเลยอีกคนหนึ่งเจ็บป่วยหรือมีความจำเป็นไม่สามารถมาศาลได้ในวันนัด หากเป็นเช่นนั้นจริงนายพิเชฐกุลก็ต้องยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีต่อศาลในวันนัดเช่นกัน แต่นายพิเชฐกุลก็หาทำเช่นนั้นไม่ ที่จำเลยอ้างว่า นายพิเชฐกุลได้เคยลงชื่อทราบวันนัด (ที่ถูกน่าจะเป็นว่า ไม่เคยลงชื่อทราบวันนัด) ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลทุกครั้ง และไม่เคยมาทำหน้าที่ทนายความของจำเลยในคดีนี้ นายพิเชฐกุลจึงไม่อาจทราบวันนัดในคดีนี้ได้นั้น เห็นว่า แม้ตัวโจทก์หรือทนายโจทก์เพียงคนเดียวลงชื่อทราบวันนัดของศาล ก็ต้องถือว่าตัวโจทก์และทนายโจทก์อีกคนหนึ่งทราบวันนัดของศาลแล้ว การที่นายวุฒิกรทนายจำเลยลงชื่อทราบวันนัดของศาล กรณีต้องถือว่านายพิเชฐกุลทราบวันนัดของศาลด้วยทุกครั้ง ที่จำเลยอ้างว่า นายพิเชฐกุลไม่เคยลงชื่อทราบวันนัดจึงไม่อาจทราบวันนัดของศาลได้ จึงไม่มีเหตุที่จะรับฟังเช่นนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าถ้านายวุฒิกรเจ็บป่วย นายพิเชฐกุลทนายความอีกคนหนึ่งก็สามารถที่จะดำเนินคดีแทนได้ การที่ทนายจำเลยไม่มาศาลในวันสืบพยานโจทก์เป็นการจงใจขาดนัด และไม่มีเหตุสมควรที่จะพิจารณาใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 200 ม. 206 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธานินทร์ อู่ทรัพย์
จำเลย — บริษัทไทยอัลติเมทคาร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวน เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5828/2543
#99221
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ความผิดต่อชีวิต ++

++ ทดสอบทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++

++

++ พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้ใช้ไม้ท่อนเหลี่ยมขนาดยาวประมาณ 46 เซนติเมตร กว้างประมาณ 8 เซนติเมตร หนาประมาณ4.5 เซนติเมตร ตีทำร้ายร่างกายนายยศฟ้า แก้วสีสม ผู้ตาย ที่บริเวณศีรษะด้วยเจตนาฆ่า นายยศฟ้าผู้ตายได้รับบาดเจ็บจนกะโหลกศีรษะแตก สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงถึงแก่ความตายสมเจตนาของจำเลยที่ 1

++ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือไม่

++ ได้ความจากคำเบิกความของนายกิติพงษ์ รัตนพจน์ พยานโจทก์ตอบถามค้านทนายจำเลยว่า ก่อนที่ผู้ตายจะถูกทำร้ายถึงแก่ความตายนั้น จำเลยทั้งสองมาที่บ้านพยานผู้ตายก็มาและได้ชกต่อยกับจำเลยที่ 1 พยานช่วยห้ามแล้วต่างก็แยกย้ายกันกลับโดยผู้ตายกับเพื่อนกลับไปก่อน หลังจากนั้นประมาณ 5ถึง 10 นาที จำเลยทั้งสองก็ขับรถจักรยานยนต์ตามไป ต่อมาทราบว่ามีการฆ่ากันตาย นายสุทธิชัย เภาโพธิ์ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ในวันเกิดเหตุขับรถจักรยานยนต์ไปเที่ยวกับผู้ตาย ในตอนกลับได้แวะเยี่ยมเพื่อนที่บ้านที่เกิดเหตุ มีจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ตามมาแล้วตะโกนเข้ามาว่าอย่าเพิ่งไปไหน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองได้ขับรถกลับไปก่อน ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ขับรถจักรยานยนต์มาอีกพร้อมด้วยไม้หน้าสาม ยาวประมาณ 1 ศอก หนาประมาณ 5 เซนติเมตร คนซ้อนท้ายคือจำเลยที่ 1เป็นคนถือไม้ดังกล่าวเข้ามาตีผู้ตาย และได้ความจากคำเบิกความของนายสุทธิชัยและนายถาวร เกตุสีพรม พยานโจทก์ ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุตรงกันว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ตีทำร้ายร่างกายผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 ได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์หลบหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ 2

++ เห็นว่า พยานโจทก์ไม่เคยมีสาเหตุกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความใส่ร้ายจำเลยที่ 2 เชื่อว่าเบิกความตามที่รู้เห็นจริง ดังปรากฏว่ารายละเอียดในข้อเท็จจริงส่วนใหญ่ที่ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ก็เจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์ ทั้งในเรื่องการชกต่อยของจำเลยที่ 1กับผู้ตายก็สอดคล้องตรงกับคำเบิกความของนายกิติพงษ์ดังกล่าวข้างต้นแม้กระทั่งการไปมาของจำเลยทั้งสองในวันเกิดเหตุก็ตรงกัน ว่าจำเลยที่ 2ร่วมไปกับจำเลยที่ 1 โดยตลอด จึงรับรู้รับทราบเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1ได้กระทำลงไปโดยใกล้ชิด พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ถูกผู้ตายชกต่อยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดต่อหน้าจำเลยที่ 2

++ ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปกับจำเลยที่ 1 โดยปรากฏว่าเมื่อตามไปพบผู้ตายอยู่ที่บ้านเกิดเหตุแล้วตะโกนบอกว่าอย่าเพิ่งไปไหน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองมาด้วยกันมีไม้เป็นอาวุธสำหรับใช้ทำร้ายผู้ตายติดตัวมาด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 2 ได้รู้และมีเจตนาร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ที่จะทำร้ายผู้ตาย เท่านั้น

++ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 สมคบคิดกับจำเลยที่ 1 ถึงกับจะมาฆ่าผู้ตาย และจำเลยที่ 2 ไม่อาจคาดคิดหรือเล็งเห็นผลว่า จำเลยที่ 1จะตีผู้ตายอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

++ พฤติการณ์เช่นนี้ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้ตายด้วย

++ เมื่อผลการทำร้ายเป็นเหตุทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ++

++ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 9 ปี คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษามาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ++

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองโดยมีเจตนาฆ่าได้ร่วมกันใช้ท่อนไม้เหลี่ยมขนาดยาวประมาณ ๔๖ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๘ เซนติเมตร หนาประมาณ ๔.๕ เซนติเมตร จำนวน ๑ ท่อน เป็นอาวุธตีประทุษร้ายร่างกายนายยศฟ้า แก้วสีสม ที่บริเวณศีรษะหลายครั้ง จนกะโหลกศีรษะแตก สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยทั้งสอง เจ้าพนักงานได้ควบคุมตัวจำเลยทั้งสองไว้พร้อมยึดไม้ท่อนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ในการกระทำผิดไว้เป็นของกลาง เหตุเกิดที่ตำบลเต่างอย อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๓ ริบไม้ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๓ ลงโทษจำคุก ๑๘ ปีจำเลยทั้งสองเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจและให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๗๘ คงจำคุก ๑๒ ปี ริบไม้ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา นายสุทธิชัยเภาโพธิ์ ขับรถจักรยานยนต์กลับจากไปเที่ยวงานบุญที่หมู่บ้านจันทร์เพ็ญ โดยมีนายยศฟ้า แก้วสีสม ผู้ตาย นั่งซ้อนท้ายแล่นไปตามถนนสายบ้านบึงสา -อำเภอเต่างอย ระหว่างทางพบจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขับรถจักรยานยนต์อยู่ข้างหน้าแล่นไปทางเดียวกัน เมื่อนายสุทธิชัยขับรถจักรยานยนต์แล่นเคียงคู่กับรถของจำเลยทั้งสองมีการพูดคุยกันระหว่างผู้ตายกับจำเลยทั้งสองเมื่อถึงอำเภอเต่างอย นายสุทธิชัยกับผู้ตายได้แวะบ้านนายงอนหรือถาวร เกตสีพรมเพื่อนนายสุทธิชัย จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ตามมาและจำเลยที่ ๑ ร้องตะโกนว่าอย่าเพิ่งไปไหนนะ แล้วจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์กลับไปต่อมาจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับมาที่บ้านนายงอนอีก พร้อมด้วยไม้หน้าสามยาวประมาณ ๑ ศอก หนาประมาณ ๕ เซนติเมตรจำเลยที่ ๑ ซึ่งนั่งซ้อนท้ายถือไม้ดังกล่าวลงจากรถจักรยานยนต์มาพูดคุยกัยผู้ตาย แล้วใช้ไม้ดังกล่าวตีผู้ตายซึ่งนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ถูกบริเวณศีรษะอย่างแรง จนผู้ตายและรถจักรยานยนต์ล้มลงและผู้ตายสลบไป จำเลยที่ ๑ ใช้ไม้ดังกล่าวตีศีรษะผู้ตายอีก ๒ ถึง ๓ ครั้ง ในขณะที่ผู้ตายยังสลบอยู่ แล้วเดินไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ ๒ จอดรออยู่ขับหนีไปด้วยกันพร้อมด้วยไม้ดังกล่าว ผู้ตายถึงแก่ความตายขณะมีผู้นำส่งโรงพยาบาลอำเภอเต่างอยเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเต่างอยได้ไปยังสถานที่เกิดเหตุสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์และออกหมายจับจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ ๙กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ จำเลยทั้งสองเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ ๒ นำสืบว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ ๑๖ นาฬิกาจำเลยที่ ๑ ถูกผู้ตายชกต่อยที่หมู่บ้านจันทร์เพ็ญ ต่อมาขณะที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน ผู้ตายกับเพื่อนขับรถจักรยานยนต์ตามประกบกล่าวคำดูถูกและท้าทายแล้วขับแซงขึ้นหน้าไปเมื่อถึงบ้านเต่างอยผู้ตายโบกมือให้จำเลยทั้งสองหยุดรถ แล้วกวักมือเรียกจำเลยที่ ๑ เข้าไปในบ้านนายงอนจำเลยที่ ๒ นั่งรออยู่บนรถจักรยานยนต์ห่างประมาณ ๓ เมตร เมื่อจำเลยที่ ๑ เดินเข้าไปถูกผู้ตายด่าและท้าทายพร้อมกับจะลุกมาทำร้าย จำเลยที่ ๑จึงวิ่งหันหลังกลับออกมาหยิบไม้ท่อนที่อยู่หน้าบ้านนายงอนเหวี่ยงใส่ผู้ตาย ๑ครั้ง ถูกบริเวณหัวไหล่ ผู้ตายล้มลงพยายามจะลุกขึ้น จำเลยที่ ๑ จึงตีผู้ตายอีก ๒ ครั้ง แล้ววิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ ๒ จากนั้นจำเลยที่ ๒ขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน ขณะเกิดเหตุทำร้ายกันจำเลยที่ ๒ นั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์มิได้มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในการกระทำความผิดดังกล่าว

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ ๑ ได้ใช้ไม้ท่อนเหลี่ยมขนาดยาวประมาณ ๔๖ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๘ เซนติเมตร หนาประมาณ๔.๕ เซนติเมตร ตีทำร้ายร่างกายนายยศฟ้า แก้วสีสม ผู้ตาย ที่บริเวณศีรษะด้วยเจตนาฆ่า นายยศฟ้าผู้ตายได้รับบาดเจ็บจนกะโหลกศีรษะแตก สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงถึงแก่ความตายสมเจตนาของจำเลยที่ ๑คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๒ เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ ๑ ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายกิติพงษ์ รัตนพจน์ พยานโจทก์ตอบถามค้านทนายจำเลยว่า ก่อนที่ผู้ตายจะถูกทำร้ายถึงแก่ความตายนั้น จำเลยทั้งสองมาที่บ้านพยานผู้ตายก็มาและได้ชกต่อยกับจำเลยที่ ๑ พยานช่วยห้ามแล้วต่างก็แยกย้ายกันกลับโดยผู้ตายกับเพื่อนกลับไปก่อน หลังจากนั้นประมาณ ๕ถึง ๑๐ นาที จำเลยทั้งสองก็ขับรถจักรยานยนต์ตามไป ต่อมาทราบว่ามีการฆ่ากันตาย นายสุทธิชัย เภาโพธิ์ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ในวันเกิดเหตุขับรถจักรยานยนต์ไปเที่ยวกับผู้ตาย ในตอนกลับได้แวะเยี่ยมเพื่อนที่บ้านที่เกิดเหตุ มีจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ตามมาแล้วตะโกนเข้ามาว่าอย่าเพิ่งไปไหน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองได้ขับรถกลับไปก่อน ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ขับรถจักรยานยนต์มาอีกพร้อมด้วยไม้หน้าสาม ยาวประมาณ ๑ ศอก หนาประมาณ ๕ เซนติเมตร คนซ้อนท้ายคือจำเลยที่ ๑เป็นคนถือไม้ดังกล่าวเข้ามาตีผู้ตาย และได้ความจากคำเบิกความของนายสุทธิชัยและนายถาวร เกตุสีพรม พยานโจทก์ ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุตรงกันว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ ตีทำร้ายร่างกายผู้ตายแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์หลบหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ ๒ เห็นว่า พยานโจทก์ไม่เคยมีสาเหตุกับจำเลยที่ ๒ มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความใส่ร้ายจำเลยที่ ๒ เชื่อว่าเบิกความตามที่รู้เห็นจริง ดังปรากฏว่ารายละเอียดในข้อเท็จจริงส่วนใหญ่ที่ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ ๒ ก็เจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์ ทั้งในเรื่องการชกต่อยของจำเลยที่ ๑กับผู้ตายก็สอดคล้องตรงกับคำเบิกความของนายกิติพงษ์ดังกล่าวข้างต้นแม้กระทั่งการไปมาของจำเลยทั้งสองในวันเกิดเหตุก็ตรงกันว่าจำเลยที่ ๒ร่วมไปกับจำเลยที่ ๑ โดยตลอด จึงรับรู้รับทราบเหตุการณ์ที่จำเลยที่ ๑ได้กระทำลงไปโดยใกล้ชิด พฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ ถูกผู้ตายชกต่อยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดต่อหน้าจำเลยที่ ๒ ฉะนั้นการที่จำเลยที่ ๒ ขับรถจักรยานยนต์ไปกับจำเลยที่ ๑ โดยปรากฏว่าเมื่อตามไปพบผู้ตายอยู่ที่บ้านเกิดเหตุแล้วตะโกนบอกว่าอย่าเพิ่งไปไหน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองมาด้วยกันมีไม้เป็นอาวุธสำหรับใช้ทำร้ายผู้ตายติดตัวมาด้วย แสดงว่าจำเลยที่ ๒ ได้รู้และมีเจตนาร่วมกันกับจำเลยที่ ๑ ที่จะทำร้ายผู้ตาย เท่านั้นข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ ๒ สมคบคิดกับจำเลยที่ ๑ ถึงกับจะมาฆ่าผู้ตาย และจำเลยที่ ๒ ไม่อาจคาดคิดหรือเล็งเห็นผลว่า จำเลยที่ ๑จะตีผู้ตายอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายพฤติการณ์เช่นนี้ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ มีเจตนาฆ่าผู้ตายด้วย เมื่อผลการทำร้ายเป็นเหตุทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๐ วรรคแรกประกอบมาตรา ๘๓ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ ลงโทษจำคุก ๙ ปี คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ ๒ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษามาศาลอุทธรณ์ภาค ๔.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นายวุฒิยากรณ์หรืออุ๊ด อวนพล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายเกียรติศักดิ์ พุทธกาล
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ — นายอนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
ผล อนุวัตรนิติการ
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5827/2543
#91243
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐโดยมิได้มีคำขอบังคับให้ชำระเป็นเงินไทยด้วย การที่โจทก์บรรยายฟ้องเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยในวันฟ้องก็เพื่อประโยชน์ในการคิดค่าขึ้นศาลเท่านั้น ในกรณีเช่นนี้ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยที่จะชำระหนี้เป็นเงินไทยโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ใช้เงินและเวลาที่ใช้เงิน ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 หากเกิดปัญหาขึ้นก็เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้มีคำขอ กรณีไม่จำต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราไว้ในคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินต้น ๒,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันเบิกเงินกู้ถึงวันฟ้อง ๓๓๐,๗๙๙.๘๙ ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๖๘๘ ต่อปีของเงินต้นรวมดอกเบี้ยทบต้น ณ วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๑ จำนวน ๒,๒๕๓,๔๕๙.๔๙ ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และในกรณีที่จำเลยทั้งสองค้างชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เกินกว่า ๑ ปี ให้นำดอกเบี้ยค้างชำระทบเข้ากับเงินต้นแล้วคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๖๘๘ ต่อปีของจำนวนเงินต้นทบกับดอกเบี้ย จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒,๒๕๓,๔๕๙.๔๙ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยของเงินต้นดังกล่าว อัตราร้อยละ ๘.๕๓๓๗๕ นับแต่วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๑ ถึง ๒๑ กันยายน ๒๕๔๑ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๘.๕๒๖ นับแต่วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๑ ถึง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๑ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๘.๓๕๘๘ นับแต่วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๑ ถึง ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๘.๗๙๑๔๕ นับแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ถึง ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๑ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๘.๓๐๖๖ นับแต่วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๑ ถึง ๑๕ มกราคม ๒๕๔๒ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๖๘๘ ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษานี้เป็นเกณฑ์ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยมิได้มีคำขอบังคับให้ชำระเป็นเงินไทยด้วย การที่โจทก์บรรยายฟ้องเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยในวันฟ้องก็เพื่อประโยชน์ในการคิดค่าขึ้นศาลเท่านั้น ในกรณีเช่นนี้ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะชำระหนี้เป็นเงินไทยโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่ใช้เงินและเวลาที่ใช้เงิน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๖ หากเกิดปัญหาขึ้นก็เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้มีคำขอ กรณีไม่จำต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราไว้ในคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒,๒๕๓,๔๕๙.๔๙ ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยของเงินต้น ๒,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ในอัตราร้อยละ ๘.๕๓๓๗๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๑ อัตราร้อยละ ๘.๕๒๖ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๑ อัตราร้อยละ ๘.๓๕๘๘ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ อัตราร้อยละ ๘.๗๙๑๔๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๑ อัตราร้อยละ ๘.๓๐๖๖ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๒ และอัตราร้อยละ ๗.๖๘๘ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๒ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยไม่ต้องกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซันวา จำกัด
จำเลย — บริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี. กระจกนิรภัย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5826/2543
#39286
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าซื้อกำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาเป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 แต่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยาย ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายตามสัญญาได้

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์เรียกร้องว่าเป็นเบี้ยปรับที่โจทก์พึงได้รับตามข้อกำหนดแห่งสัญญาเช่าซื้อแต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าสูงเกินส่วนและใช้ดุลพินิจลดลงโดยวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเป็นเงิน 60,000 บาท แต่ในคำพิพากษาตอนต่อมาเมื่อนำไปรวมกับค่าขาดราคากลับระบุค่าขาดประโยชน์คือ 45,000 บาท เห็นได้ชัดว่า จำนวนเงินที่ระบุในตอนหลังนี้พิมพ์ผิดพลาดไป กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 เมื่อข้อผิดพลาดเล็กน้อยดังกล่าวปรากฏแก่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจแก้ไขโดยถูกต้องได้ แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์และเพิ่งหยิบยกขึ้นในชั้นฎีกาก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ในราคา 581,046.73 บาท กำหนดชำระเป็นรายงวดทุกเดือนติดต่อกันรวม 48 งวด โดยงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 47ชำระงวดละ 12,105.61 บาท และงวดสุดท้ายชำระ 12,083.06บาท โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 12 โจทก์บอกเลิกสัญญาและได้รับรถยนต์คืนโจทก์ได้รับความเสียหายเพราะรถยนต์อยู่ในสภาพทรุดโทรมมากประมูลขายได้ในราคา 242,990.65 บาทไม่พอกับค่าเช่าซื้อโดยยังขาดอยู่ 204,894.37 บาท และขาดค่าขาดประโยชน์จากการให้เช่ารถยนต์นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันที่โจทก์ยึดรถยนต์คืนเป็นเงิน 81,713 บาท รวมทั้งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนเงิน 7,626.51 บาท แทนจำเลยที่ 1 ไป ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 294,233.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน175,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอโจทก์เฉพาะค่าขาดราคานอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อเพราะเป็นค่าเสียหายที่โจทก์พึงได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 วรรคท้าย หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 13.2เอกสารหมาย จ.6 จะกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาดังกล่าวก็ตาม แต่ข้อสัญญานี้ก็คือการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 นั่นเองฉะนั้น เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยายอันถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1ผิดสัญญาตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งกรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งมาตรา 391 วรรคท้าย ดังกล่าวซึ่งจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายตามสัญญาได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าขาดประโยชน์รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นจำนวนเงิน45,000 บาท หรือ 60,000 บาท เห็นว่า ปรากฏตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์เรียกร้องเป็นเงิน 81,713 บาท ว่า ค่าขาดประโยชน์เป็นเบี้ยปรับที่โจทก์พึงได้รับตามข้อกำหนดแห่งสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 13.1แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าสูงเกินส่วนและใช้ดุลพินิจลดลงโดยวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเป็นเงิน 60,000 บาท แต่ในคำพิพากษาตอนต่อมาเมื่อนำค่าขาดประโยชน์ที่วินิจฉัยไว้แล้วดังกล่าวไปรวมกับค่าขาดราคาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ได้รับกลับระบุค่าขาดประโยชน์คือ45,000 บาท ซึ่งเห็นได้ชัดว่า จำนวนเงินที่ระบุในตอนหลังนี้พิมพ์ผิดพลาดไป กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ฉะนั้นแม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ในเหตุผิดพลาดเล็กน้อยนี้โดยเพิ่งหยิบยกขึ้นมาในชั้นฎีกาก็ตามเมื่อข้อผิดพลาดเล็กน้อยดังกล่าวปรากฏแก่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยโดยถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 60,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 143 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ ซิทก้า จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สมบูรณ์ สถิตย์พนาพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5826/2543
#66225
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าซื้อกำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาเป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379แต่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยาย ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายตามสัญญาได้

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์เรียกร้องว่าเป็นเบี้ยปรับที่โจทก์พึงได้รับตามข้อกำหนดแห่งสัญญาเช่าซื้อ แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าสูงเกินส่วนและใช้ดุลพินิจลดลงโดยวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับเป็นเงิน 60,000 บาทแต่ในคำพิพากษาตอนต่อมาเมื่อนำไปรวมกับค่าขาดราคากลับระบุค่าขาดประโยชน์คือ45,000 บาท เห็นได้ชัดว่า จำนวนเงินที่ระบุในตอนหลังนี้พิมพ์ผิดพลาดไป กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 143 เมื่อข้อผิดพลาดเล็กน้อยดังกล่าวปรากฏแก่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจแก้ไขโดยถูกต้องได้ แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์และเพิ่งหยิบยกขึ้นในชั้นฎีกาก็ตาม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 143 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซิทก้า จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมบูรณ์ สถิตย์พนาพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5825/2543
#35005
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กลัวว่าจำเลยจะไม่ชำระหนี้แก่ธนาคารจึงให้จำเลยทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ยึดถือไว้โดยไม่มีเจตนาที่จะกู้ยืมเงินกันจริง สัญญากู้ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 154 จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินแก่โจทก์

เมื่อจำเลยอ้างถึงสำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาสัญญาจำนอง สำเนาสัญญาค้ำประกัน และสำเนาสัญญากู้เงินถามค้านพยานโจทก์ โจทก์ก็มิได้คัดค้านสำเนาเอกสารนั้น ถือได้ว่าโจทก์ยอมรับว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง ศาลจึงรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าว เป็นพยานหลักฐานของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2539 จำเลยได้ยืมเงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท ตกลงคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืน หลังจากนั้นจำเลยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงินจำนวน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2539 จำเลยได้กู้ยืมเงินจากธนาคารจำนวน 200,000 บาท โดยโจทก์จำนองที่ดินและค้ำประกันหนี้ดังกล่าวเพื่อนำเงินมาร่วมลงทุนกันระหว่างโจทก์กับจำเลย แต่โจทก์เกรงว่าจำเลยจะบิดพลิ้วไม่ผ่อนชำระหนี้คืนแก่ธนาคารเนื่องจากที่ดินจำนองเป็นของโจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท ยึดถือไว้โดยจำเลยไม่ได้รับเงิน ต่อมากิจการประสบการขาดทุน โจทก์และจำเลยไม่สามารถชำระหนี้คืนแก่ธนาคารสัญญากู้ที่ทำกันระหว่างโจทก์และจำเลยไม่มีผลบังคับ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2539 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินเพื่อการเกษตรจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชุมแพ จังหวัดขอนแก่น จำนวน 200,000 บาท โดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ดังกล่าวตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 ในวันเดียวกันจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 หรือไม่ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าโจทก์กลัวว่าจำเลยจะไม่ชำระหนี้แก่ธนาคารจึงให้จำเลยทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ยึดถือไว้โดยไม่มีเจตนาที่จะกู้ยืมเงินกันจริง สัญญากู้ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 154 จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 แก่โจทก์

ที่โจทก์ฎีกาว่า เอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 เป็นสำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาสัญญาจำนอง สำเนาสัญญาค้ำประกัน และสำเนาสัญญากู้เงินรับฟังเป็นพยานหลักฐานจำเลยไม่ได้ เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ให้ยอมรับฟังได้แต่ต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เห็นว่าเมื่อจำเลยอ้างถึงเอกสารดังกล่าวถามค้านพยานโจทก์ โจทก์มิได้คัดค้านสำเนาเอกสารนั้น ข้อเท็จจริงกลับได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 ว่า โจทก์ไม่คัดค้านสำเนาเอกสารถือได้ว่าโจทก์ยอมรับสำเนาเอกสารดังกล่าวว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง ศาลจึงรับฟังสำเนาเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 เป็นพยานหลักฐานของจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(1)

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 154 ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 93 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ทองย่วน หลอดอาษา
จำเลย — จ่าสิบตำรวจ เตียง คงโนนกอก
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
อภิศักดิ์ พรวชิราภา
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5825/2543
#66224
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กลัวว่าจำเลยจะไม่ชำระหนี้แก่ธนาคารจึงให้จำเลยทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ยึดถือไว้โดยไม่มีเจตนาที่จะกู้ยืมเงินกันจริง สัญญากู้ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 154 จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินแก่โจทก์

เมื่อจำเลยอ้างถึงสำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาสัญญาจำนอง สำเนาสัญญาค้ำประกัน และสำเนาสัญญากู้เงินถามค้านพยานโจทก์ โจทก์ก็มิได้คัดค้านสำเนาเอกสารนั้น ถือได้ว่าโจทก์ยอมรับว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง ศาลจึงรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานของจำเลยได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 93 (1)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 154 ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 93 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทองย่วน หลอดอาษา
จำเลย — จ่าสิบตำรวจเตียง คงโนนกอก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายกีรติ กีรติยุติ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ — นายชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
อภิศักดิ์ พรวชิราภา
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5824/2543
#37399
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเริ่มจับกุมโจทก์ ถือว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว ครั้นเมื่อจับกุมโจทก์ได้ก็จะต้องควบคุมตัวโจทก์ไปส่งที่สถานีตำรวจ การควบคุมตัวโจทก์ไปส่งไปที่สถานีตำรวจจึงถือว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน หากเจ้าพนักงานตำรวจได้ ทำร้ายร่างกายโจทก์ขณะควบคุมโจทก์ไปส่งที่สถานีตำรวจต้องถือว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องกรมตำรวจเป็นจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิด ที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหาย อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้"

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 เวลากลางคืน ระหว่างที่ร้อยตำรวจโทปรีชา สมสถาน สิบตำรวจตรีเจริญ โคตรบุดดี และสิบตำรวจตรีโชติศิริ นิรพันธ์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเป็นลูกจ้างและอยู่ในสังกัดของจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ในระหว่างปฏิบัติงานตามหน้าที่ กล่าวคือบุคคลดังกล่าวได้จับกุมตัวโจทก์เพื่อนำไปสถานีตำรวจภูธรอำเภอประจันตคาม เจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามดังกล่าวได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์จนได้รับบาดเจ็บคิดเป็นค่าเสียหายรวม 100,105 บาท จำเลยในฐานะเป็นนายจ้างและเจ้าสังกัดของเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 100,105 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามไม่ได้กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามไม่ได้ทำร้ายร่างกายโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนเริ่มสืบพยาน จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับประเด็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากโจทก์และจำเลยแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า ร้อยตำรวจโทปรีชา สมสถาน สิบตำรวจตรีเจริญ โคตรบุดดี และสิบตำรวจตรีโชติศิริ นิรพันธ์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติหน้าที่ราชการประจำสถานีตำรวจภูธร อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ได้ร่วมกันจับกุมโจทก์ใส่กุญแจมือจากที่เกิดเหตุแล้วนำตัวโจทก์ขึ้นรถยนต์กระบะของทางราชการระหว่างทางไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอประจันตคาม เจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามได้ทำร้ายร่างกายโจทก์อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บ บริเวณศีรษะด้านขวาบวมโน 2 แห่ง ลำตัวมีรอยเขียวช้ำ 5 แห่ง ตรงลิ้นปี่กดเจ็บ ข้อมือข้างขวามีรอยบวม ข้อมือข้างซ้ายมีรอยถลอก ดังนี้เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" คำว่า หน่วยงานของรัฐ คดีนี้ก็คือกรมตำรวจตามมาตรา 4 และคำว่าเจ้าหน้าที่ของตน ก็คือเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสาม มีปัญหาว่า ระหว่างการควบคุมตัวโจทก์ไปส่งที่สถานีตำรวจภูธรประจันตคามนั้น เจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามได้ทำร้ายร่างกายโจทก์เป็นการทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เห็นว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามเริ่มจับกุมโจทก์ ถือว่าเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว ครั้นเมื่อจับกุมโจทก์ได้ก็จะต้องควบคุมตัวโจทก์ไปส่งที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอประจันตคาม ดังนั้น การควบคุมตัวโจทก์ไปส่งที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอประจันตคามจึงถือว่าเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามได้ปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน ดังนั้น หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามได้ทำร้ายร่างกายโจทก์ขณะควบคุมโจทก์ไปส่งที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอประจันตคามต้องถือว่าเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายได้ ที่ศาลล่างทั้งสองงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ฟังข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความเสียก่อนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 4 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมคิด อาทร
จำเลย — กรมตำรวจ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
กนก พรรณรักษา
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5824/2543
#39285
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายโจทก์ขณะควบคุมโจทก์ไปส่งที่สถานีตำรวจ ต้องถือว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกรมตำรวจซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 เวลากลางคืนระหว่างที่ร้อยตำรวจโทปรีชา สมสถาน สิบตำรวจตรีเจริญ โคตรบุดดีและสิบตำรวจตรีโชติศิริ นิรพันธ์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเป็นลูกจ้างและอยู่ในสังกัดของจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ในระหว่างปฏิบัติงานตามหน้าที่ กล่าวคือบุคคลดังกล่าวได้จับกุมตัวโจทก์เพื่อนำไปสถานีตำรวจภูธร อำเภอประจันตคาม เจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามดังกล่าวได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์จนได้รับบาดเจ็บคิดเป็นค่าเสียหายรวม100,105 บาท จำเลย ในฐานะเป็นนายจ้างและเจ้าสังกัดของเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน100,105 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามไม่ได้กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนเริ่มสืบพยาน จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับประเด็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากโจทก์และจำเลยแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า ร้อยตำรวจโทปรีชา สมสถาน สิบตำรวจตรีเจริญ โคตรบุดดี และสิบตำรวจตรีโชติศิริ นิรพันธ์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติหน้าที่ราชการประจำสถานีตำรวจภูธร อำเภอประจันตคามจังหวัดปราจีนบุรี ได้ร่วมกันจับกุมโจทก์ใส่กุญแจมือจากที่เกิดเหตุแล้วนำตัวโจทก์ขึ้นรถยนต์กระบะของทางราชการ ระหว่างทางไปยังสถานีตำรวจภูธร อำเภอประจันตคาม เจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามได้ทำร้ายร่างกายโจทก์อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บ บริเวณศีรษะด้านขวาบวมโน 2 แห่ง ลำตัวมีรอยเขียวช้ำ 5 แห่ง ตรงลิ้นปี่กดเจ็บ ข้อมือข้างขวามีรอยบวมข้อมือข้างซ้ายมีรอยถลอก ดังนี้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" คำว่า หน่วยงานของรัฐ คดีนี้ก็คือกรมตำรวจตามมาตรา 4และคำว่า เจ้าหน้าที่ของตน ก็คือเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสาม มีปัญหาว่าระหว่างการควบคุมตัวโจทก์ไปส่งที่สถานีตำรวจภูธรประจันตคามนั้นเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามได้ทำร้ายร่างกายโจทก์เป็นการทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เห็นว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามเริ่มจับกุมโจทก์ ถือว่าเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามได้ปฏิบัติหน้าที่แล้วครั้นเมื่อจับกุมโจทก์ได้ก็จะต้องควบคุมตัวโจทก์ไปส่งที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอประจันตคาม ดังนั้น การควบคุมตัวโจทก์ไปส่งไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอประจันตคามจึงถือว่าเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามได้ปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน ดังนั้น หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามได้ทำร้ายร่างกายโจทก์ขณะควบคุมโจทก์ไปส่งที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอประจันตคาม ต้องถือว่าเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสามได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายได้ ที่ศาลล่างทั้งสองงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ฟังข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความเสียก่อนนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 4 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมคิด อาทร
จำเลย — กรมตำรวจ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
กนก พรรณรักษา
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5824/2543
#66223
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายโจทก์ขณะควบคุมโจทก์ไปส่งที่สถานีตำรวจ ต้องถือว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกรมตำรวจซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 4 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมคิด อาทร
จำเลย — กรมตำรวจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายมุขมนตรี กลั่นนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่ง เรืองโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
กนก พรรณรักษา
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5823/2543
#91242
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญายินยอมให้ ก. จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามที่โจทก์ฟ้องเป็นของ ก. ได้ กับยอมให้ ก. ดำเนินการผลิตและจำหน่ายหนังสือพิมพ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าดังที่ระบุไว้ในสัญญาได้ทันที โจทก์ยอมให้ ก. โอนสิทธิตามสัญญาให้จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นได้และยินยอมให้ ก. ให้บุคคลอื่นร่วมใช้สิทธิตามสัญญาได้ ส่วน ก. ยอมรับลูกจ้างของโจทก์ 274 คน เข้าทำงานในบริษัทของจำเลยที่ 1 ต่อไปโดยไม่ต้องปลดออก แสดงว่าโจทก์ให้ความยินยอมแก่ ก. ตลอดจนจำเลยที่ 1 ให้ใช้เครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าดังกล่าวเป็นชื่อและหัวหนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ 1 ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นการอาศัยสิทธิตามข้อตกลงในสัญญา จึงไม่อาจถือว่าจำเลยทั้งสิบห้ามีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าตามฟ้องของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 70, 73, 74, 76, และ 78 พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 109, 110, 114, 115, 116 และ 117 ริบของกลางและจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายสันติ เรืองไพศาลบำรุง พยานโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสิบห้าประกอบกับหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล. 7 และสัญญาให้ความยินยอมและยอมรับการใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าเอกสารหมาย ล. 8 ซึ่งทนายจำเลยทั้งสิบห้าส่งประกอบการถามค้านว่านายนิกร พรสาธิต เป็นประธานกรรมการบริษัทโจทก์ และนายนิกรเพียงคนเดียวมีอำนาจลงชื่อและประทับตราสำคัญผูกพันโจทก์ได้ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายประพันธ์ บุญยเกียรติ ทำนิติกรรมหรือสัญญาต่าง ๆ แทนโจทก์ได้ โดยนายนิกรเป็นผู้ลงชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์กระทำการแทนโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจฉบับดังกล่าวตามเอกสารหมาย ล. 7 ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2542 นายประพันธ์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ทำสัญญาให้ความยินยอมและยอมรับการใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้ากับนายเกียรติชัย อุดมธนสาร ตามเอกสารหมาย ล. 8 มีรายละเอียดว่านายเกียรติชัยเป็นผู้เริ่มก่อการจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์จะจัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือพิมพ์ซึ่งใช้ชื่อและหัวหนังสือหลายอย่างรวมทั้งที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ด้วยคือ "วัฏจักรเพรส รถ WEEKLY" "วัฏจักรเพรสรวมงาน WEEKLY" "วัฏจักรเพรส อาคารและที่ดิน WEEKLY" และ "วัฏจักรเพรสรวมแหล่งงาน" คู่สัญญารับกันว่าเครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าของทั้งสองฝ่ายมีลักษณะแตกต่างกัน โจทก์ไม่มีสิทธินำชื่อและหัวหนังสือของนายเกียรติชัยดังที่ระบุไว้ไปใช้ ทั้งโจทก์ยอมให้ นายเกียรติชัยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของนายเกียรติชัยได้ กับยอมให้นายเกียรติชัยดำเนินการผลิตและจำหน่ายหนังสือพิมพ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าดังระบุไว้ในสัญญาได้ทันที โจทก์ยอมให้นายเกียรติชัยโอนสิทธิตามสัญญานี้ให้จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นได้ และยินยอมให้นายเกียรติชัยให้บุคคลอื่นร่วมใช้สิทธิตามสัญญาได้ ส่วนนายเกียรติชัยยอมรับลูกจ้างของโจทก์ 274 คน เข้าทำงานในบริษัทจำเลยที่ 1 ต่อไป โดยไม่ต้องปลดออก ดังนี้ แสดงว่าโจทก์ให้ความยินยอมแก่นายเกียรติชัยตลอดจนจำเลยที่ 1 ให้ใช้เครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าตามที่โจทก์ฟ้องเป็นชื่อและหัวหนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ 1 ได้

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การรับฟังเอกสารหมาย ล.7 และ ล. 8 ควรกระทำในชั้นพิจารณาภายหลังจากประทับฟ้องไว้แล้ว โดยต้องพิจารณาถึงเจตนารมณ์และความสมบูรณ์ของเอกสารซึ่งฝ่ายจำเลยต้องนำสืบพยานบุคคลประกอบด้วยนั้น เห็นว่า นายสันติพยานโจทก์ได้เบิกความยอมรับความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวไว้แล้ว เจตนารมณ์และความสมบูรณ์ของเอกสารหมาย ล. 7 และ ล. 8 สามารถอ่านเข้าใจได้ชัดแจ้ง ไม่จำต้องรับฟังพยานบุคคลของจำเลยแต่อย่างใด และนายประพันธ์จะมีอำนาจทำสัญญากับนายเกียรติชัยตามเอกสารหมาย ล. 8 หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะว่ากล่าวเอาความแก่นายประพันธ์เองไม่อาจกระทบถึงสิทธิของนายเกียรติชัยตลอดจนสิทธิของจำเลยที่ 1 ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าจึงเป็นการอาศัยสิทธิตามข้อตกลงในสัญญาเอกสารหมาย ล. 8 และไม่ว่างานที่โจทก์ฟ้องจะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าว กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสิบห้ามีเจตนากระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 ม. 31 ม. 70
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 109 ม. 110
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวัฏจักร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทวัฏจักร เพรส จำกัด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5790 -ที่ 5822/2543
#37835
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจะกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันสิ้นเดือนของทุกเดือนก็ตาม แต่การที่จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน เป็นประจำตลอดมาย่อมถือได้ว่าจำเลยตกลงกับลูกจ้างให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องกำหนดการจ่ายค่าจ้างโดยปริยาย การที่โจทก์ทั้งสามสิบสามได้รับการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า ณ วันสิ้นเดือนจึงมิใช่เป็นการบอกกล่าวเมื่อถึงหรือก่อนจะกำหนดจ่ายสินจ้าง อันจะมีผลเป็นการเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างในคราวถัดไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามสิบสามสำนวนฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยได้จ้างโจทก์ทั้งสามสิบสามโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง กำหนดจ่ายค่าจ้างก่อนวันสิ้นเดือนของทุกเดือนหนึ่งวัน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน2541 จำเลยได้มีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามสิบสามโดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จึงเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสามเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละหกสิบวัน

จำเลยทั้งสามสิบสามสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งสามสิบสามเป็นลูกจ้างจำเลยมีกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน แต่เพื่อความสะดวกในการจ่ายเงินเดือนเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติงานทางบัญชีและการเงินจึงมีการจ่ายเงินเดือนก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน จำเลยได้ปิดประกาศเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2541 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541จึงเป็นการเลิกจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสามสิบสามโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างคนละ 60 วัน

จำเลยทั้งสามสิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจะกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันสิ้นเดือนของทุกเดือนก็ตามแต่การที่จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน เป็นประจำตลอดมาย่อมถือได้ว่าจำเลยตกลงกับลูกจ้างให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องกำหนดการจ่ายค่าจ้างจากวันสิ้นเดือนเป็นวันก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน โดยปริยาย ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิทำได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกรณีหาอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 ไม่ ฉะนั้นจึงต้องถือว่าวันที่ครบกำหนดจ่ายสินจ้างตามกฎหมายของจำเลยในเดือนมิถุนายน 2541 คือวันที่ 29 มิถุนายน 2541 การที่โจทก์ทั้งสามสิบสามได้รับการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าในวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งมิใช่เป็นการบอกกล่าวเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างในเดือนมิถุนายน 2541 อันจะมีผลเป็นการเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างในคราวถัดไปคือการจ่ายสินจ้างในเดือนกรกฎาคม 2541 แต่จำเลยกำหนดให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จึงเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสามสิบสามโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทุกคนได้เบิกความรับว่า โจทก์ทั้งสามสิบสามได้รับสินจ้างสำหรับเดือนกรกฎาคม 2541 จากจำเลยไปครบถ้วนทุกคนแล้ว ฉะนั้น จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสามเฉพาะสินจ้างของเดือนสิงหาคม 2541 เท่านั้น โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างของเดือนกรกฎาคม2541 ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสามอีก"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์ที่ 5 ถึงที่ 18 โจทก์ที่ 20 ถึงที่ 28 และโจทก์ที่ 30ถึงที่ 36 เท่ากับค่าจ้างคนละ 1 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พัชรนพ รวดเร็ว กับพวก
จำเลย — กรมโรงงานอุตสาหกรรม (สำนักงานกลางโรงงานน้ำตาล)
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สละ เทศรำพรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5790 -ที่ 5822/2543
#91241
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันสิ้นเดือนของทุกเดือนก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติจำเลยได้จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน เป็นประจำตลอดมา ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้ตกลงกับลูกจ้างให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องกำหนดจ่ายค่าจ้างจากวันสิ้นเดือนเป็นวันก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน โดยปริยาย และเป็นกรณีไม่ตกอยู่ในบังคับตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20

โจทก์ได้รับการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าในวันที่ 30 มิถุนายน 2541 โดยจำเลยกำหนดให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จึงมิใช่เป็นการบอกกล่าวเมื่อถึงหรือก่อนถึงกำหนดจ่ายสินจ้างในเดือนมิถุนายน 2541 อันจะมีผลเป็นการเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างในคราวถัดไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 582

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามสิบสามสำนวนฟ้องเป็นทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสามเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละหกสิบวันตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินต้นของโจทก์แต่ละคนนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจำเลยจะจ่ายให้โจทก์แต่ละคนเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามสิบสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 18 ที่ 20 ถึงที่ 28 และที่ 30 ถึงที่ 36 เท่ากับค่าจ้างคนละ 60 วัน... ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินต้นที่โจทก์แต่ละคนได้รับนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 13 มกราคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคนดังกล่าว

จำเลยทั้งสามสิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า... แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจะกำหนดจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันสิ้นเดือนของทุกเดือนก็ตาม แต่การที่จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน เป็นประจำตลอดมาย่อมถือได้ว่าจำเลยตกลงกับลูกจ้างให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องกำหนดการจ่ายค่าจ้างจากวันสิ้นเดือนเป็นวันก่อนวันสิ้นเดือน 1 วัน โดยปริยาย ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิทำได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกรณีหาอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 ไม่ ฉะนั้นจึงต้องถือว่าวันที่ครบกำหนดจ่ายสินจ้างตามกฎหมายของจำเลยในเดือนมิถุนายน 2541 คือวันที่ 29 มิถุนายน 2541 การที่โจทก์ทั้งสามสิบสามได้รับการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าในวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งมิใช่เป็นการบอกกล่าวเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างในเดือนมิถุนายน 2541 อันจะมีผลเป็นการเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างในคราวถัดไปคือการจ่ายสินจ้างในเดือนกรกฎาคม 2541 แต่จำเลยกำหนดให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จึงเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสามสิบสามโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในประเด็นนี้ชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสามสิบสามคนละ 60 วัน ตามฟ้องเกินกว่าจำนวนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์แต่ละคนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทุกคนได้เบิกความรับว่าโจทก์ทั้งสามสิบสามได้รับสินจ้างสำหรับเดือนกรกฎาคม 2541 จากจำเลยไปครบถ้วนทุกคนแล้ว ฉะนั้น จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสามเฉพาะสินจ้างของเดือนสิงหาคม 2541 เท่านั้น โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างของเดือนกรกฎาคม 2541 ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสามอีก อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์ที่ 5 ถึงที่ 18 โจทก์ที่ 20 ถึงที่ 28 และโจทก์ที่ 30 ถึงที่ 36 เท่ากับค่าจ้างคนละ 1 เดือน... ตามลำดับ นอกจาที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พัชรนพ รวดเร็ว กับพวก
จำเลย — กรมโรงงานอุตสาหกรรม (สำนักงานกลางโรงงานน้ำตาล)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชลิต จั่นประดับ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สละ เทศรำพรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5789/2543
#37834
เปิดฉบับเต็ม

แม้นายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ล่วงหน้าก่อนวันสิ้นเดือนอันเป็นกำหนดจ่ายตามปกติของนายจ้างก็ตาม แต่ก็เพื่อความสะดวกที่โจทก์จะนำเงินไปใช้จ่ายในระหว่างคลอดบุตรซึ่งไม่ปรากฏว่ามีเจตนาทุจริตแต่อย่างใด เมื่อมีการจ่ายค่าจ้างนายจ้างก็มีหน้าที่ต้องหักค่าจ้างส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคม และถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้าง เมื่อนับรวมกับเงินสมทบที่ส่งไปก่อนหน้านั้นแล้ว โจทก์ได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมครบเจ็ดเดือนแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทเชาว์อรุณจำกัด กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน โดยบริษัทหักเงินเดือนของโจทก์เข้าเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ต่อมาโจทก์คลอดบุตรและยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรต่อสำนักงานประกันสังคมแต่ได้รับแจ้งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนเนื่องจากจ่ายเงินสมทบไม่ครบเจ็ดเดือนภายในระยะเวลาสิบห้าเดือน จึงยังไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทน โจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ และให้จำเลยจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรตามกฎหมายแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทเชาว์อรุณ จำกัด และได้จ่ายเงินสมทบตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2540 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2540รวมหกเดือน โจทก์คลอดบุตรก่อนที่โจทก์จะจ่ายเงินสมทบเดือนที่เจ็ดเนื่องจากโจทก์ทำงานในเดือนธันวาคม 2540 ไม่ครบเดือน จึงยังไม่ได้ส่งเงินสมทบในเดือนธันวาคม 2540 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนตามคำฟ้องของโจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "การหักเงินสมทบของลูกจ้างส่งสำนักงานประกันสังคมนั้น พระราชบัญญัติประกันสังคม มาตรา 47บัญญัติว่า "ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้นายจ้างหักค่าจ้างของผู้ประกันตนตามจำนวนที่จะต้องนำส่งเป็นเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตามมาตรา 46และเมื่อนายจ้างได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้าง" หมายความว่า ทุกครั้งที่นายจ้างจ่ายค่าจ้างนายจ้างต้องหักค่าจ้างของลูกจ้างส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมโดยบทกฎหมายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นการจ่ายค่าจ้างตามปกติหรือตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้าง การที่บริษัทเชาว์อรุณ จำกัด จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ในวันที่ 25 ธันวาคม 2540 ซึ่งเป็นการจ่ายล่วงหน้าก่อนวันสิ้นเดือนอันเป็นกำหนดจ่ายตามปกติก็เพื่อความสะดวกที่โจทก์จะนำเงินไปใช้จ่ายในระหว่างคลอดบุตรซึ่งไม่ปรากฏว่ามีเจตนาทุจริตแต่อย่างใด เมื่อมีการจ่ายค่าจ้างแล้วบริษัทเชาว์อรุณ จำกัด ผู้เป็นนายจ้างก็มีหน้าที่ต้องหักค่าจ้างที่จ่ายแก่โจทก์ดังกล่าวส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมและเมื่อหักแล้วจะมีผลถือว่าผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้างเท่ากับโจทก์จ่ายเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2540 และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 6 วรรคสามบัญญัติไว้ว่า "เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาการส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนให้ถือว่าเงินสมทบที่หักจากค่าจ้างที่จ่ายให้ลูกจ้างในเดือนใดเป็นการจ่ายเงินสมทบของเดือนนั้น และไม่ว่าเงินสมทบนั้นจะได้หักไว้หรือนำส่งเดือนละกี่ครั้ง ให้ถือว่ามีระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบเท่ากับหนึ่งเดือน"กรณีของโจทก์บริษัทเชาว์อรุณ จำกัด จ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนธันวาคม 2540 ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2540 ถือว่าเป็นการจ่ายเงินสมทบสำหรับเดือนธันวาคม 2540 และถือว่าเป็นการจ่ายเงินสมทบเท่ากับหนึ่งเดือนเมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทเชาว์อรุณจำกัด ได้รับค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนโจทก์เป็นผู้ประกันตนส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในอัตราร้อยละ 1.5 ของเงินเดือน โดยบริษัทเชาว์อรุณ จำกัด ผู้เป็นนายจ้างหักเงินเดือนของโจทก์ส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกวันสิ้นเดือน ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน2540 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2540 รวมหกเดือน ดังนี้เมื่อนับรวมกับเงินสมทบที่ส่งในเดือนธันวาคม 2540 อีกหนึ่งเดือนเท่ากับโจทก์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมรวมเจ็ดเดือนแล้ว โดยพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 ได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้ประกันตนที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรไว้ในมาตรา 65 ว่า "ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรสำหรับตนเองหรือภริยาหรือสำหรับหญิงซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับผู้ประกันตนโดยเปิดเผยตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดถ้าผู้ประกันตนไม่มีภริยา ทั้งนี้ต่อเมื่อภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดเดือน" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวถือเอาจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนได้จ่ายมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดเดือนเป็นสำคัญมิได้บัญญัติว่าผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนต้องทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดเดือน เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ได้ส่งเงินสมทบมารวมเจ็ดเดือนแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรตามมาตรา 65 ดังกล่าวซึ่งจะได้ค่าคลอดบุตรเหมาจ่ายครรภ์ละ 4,000 บาท ตามมาตรา 66 ประกอบประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ลงวันที่ 30 มีนาคม 2538 และยังมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเป็นการเหมาจ่ายร้อยละห้าสิบของค่าจ้างตามมาตรา 57 เป็นเวลาเก้าสิบวันตามมาตรา 67 ซึ่งโจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท จะได้รับเท่ากับ 15,000 บาท คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่รามอินทราที่ 209943/41 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1487(27)/2541 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยทั้งสองดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่รามอินทราที่ 209943/41 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1487(27)/2541 ตามฟ้อง ให้จำเลยจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรจำนวน 4,000 บาท และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจำนวน 15,000 บาท รวม 19,000 บาท ให้แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 6 ม. 47 ม. 65 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ยุพวดี สุขจิตสำราญ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5789/2543
#99621
เปิดฉบับเต็ม

การหักเงินสมทบของลูกจ้างส่งสำนักงานประกันสังคม ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 47 หมายความว่า ทุกครั้งที่นายจ้างจ่ายค่าจ้างนายจ้างต้องหักค่าจ้างของลูกจ้างส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคม โดยไม่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นการจ่ายค่าจ้างตามปกติหรือตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้าง

นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างในวันที่ 25 ธันวาคม 2540 ซึ่งเป็นการจ่ายล่วงหน้าก่อนวันสิ้นเดือนอันเป็นกำหนดจ่ายตามปกติก็เพื่อความสะดวกที่ลูกจ้างจะนำเงินไปใช้จ่ายในระหว่างคลอดบุตรซึ่งไม่ปรากฏว่ามีเจตนาทุจริต เมื่อมีการจ่ายค่าจ้างแล้ว ผู้เป็นนายจ้างก็มีหน้าที่ต้องหักค่าจ้างที่จ่ายแก่ลูกจ้างดังกล่าวส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมและเมื่อหักแล้วจะมีผลถือว่าผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้าง เท่ากับลูกจ้างจ่ายเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2540 และ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 6 วรรคสาม บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาการส่งเงินสมทบของผู้ประกันตน ให้ถือว่าเงินสมทบที่หักจากค่าจ้างที่จ่ายให้ลูกจ้างในเดือนใดเป็นการจ่ายเงินสมทบของเดือนนั้น และไม่ว่าเงิน สมทบนั้นจะได้หักไว้หรือนำส่งเดือนละกี่ครั้ง ให้ถือว่ามีระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบเท่ากับหนึ่งเดือน" จึงถือว่า เป็นการจ่ายเงินสมทบสำหรับเดือนธันวาคม 2540 และถือว่าเป็นการจ่ายเงินสมทบเท่ากับหนึ่งเดือน

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้ประกันตนที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรไว้ในมาตรา 65 ว่า? ได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดเดือนเป็นสำคัญ มิได้บัญญัติว่า ผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนต้องทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดเดือน

คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีเหตุที่ศาลแรงงานจะเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทเชาว์อรุณ จำกัด ตำแหน่งพนักงานทั่วไป ได้รับค่าจ้างเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนโดยบริษัทหักเงินเดือนของโจทก์ร้อยละ ๑.๕ เข้าเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๔๐ จนถึงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ นายจ้างโจทก์จ่ายเงินเดือนประจำเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ และได้หักเงินเดือนโจทก์ส่งเข้าเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ โจทก์คลอดบุตร ที่โรงพยาบาลธนบุรี โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่รามอินทรา สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่รามอินทรา มีคำสั่งที่ ๒๐๙๙๔๓/๔๑ ลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๑ ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนเนื่องจากจ่ายเงินสมทบไม่ครบเจ็ดเดือนภายในระยะเวลาสิบห้าเดือน จึงยังไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว ตามคำวินิจฉัยเลขที่ ๑๔๘๗ (๒๗)/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ เพราะโจทก์ส่งเงินสมทบครบเจ็ดเดือนเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ อันเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะได้รับบริการทางการแพทย์ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่รามอินทราที่ ๒๐๙๙๔๓/๔๑ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ ๑๔๘๗ (๒๗)/๒๕๔๑ และให้จำเลยจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรตามกฎหมายแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ทำงานในเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ ไม่ครบเดือน จึงยังไม่ได้ส่งเงินสมทบในเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นเดือนที่เจ็ด จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทเชาว์อรุณ จำกัด โดยมีนายอรุณ เจริญเรืองวานิชย์ สามีโจทก์เป็นผู้จัดการทั่วไปได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน โจทก์เป็นผู้ประกันตนโดยส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในอัตราร้อยละ ๑.๕ ของเงินเดือนโดยบริษัทเชาว์อรุณ จำกัด หักเงินเดือนของโจทก์ส่งเข้ากองทุนทุกวันสิ้นเดือนนับตั้งแต่วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ต่อมาในเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ โจทก์ลาคลอดบุตรและขอรับเงินเดือนของเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ ก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างบริษัทเชาว์อรุณ จำกัด จึงจ่ายเงินเดือนของเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ และหักเงินเดือนของโจทก์ส่งเข้ากองทุนประกันสังคม ต่อมาโจทก์คลอดบุตรเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ แล้ววินิจฉัยว่า การที่บริษัทเชาว์อรุณ จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างประจำเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ ให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ นั้นเป็นการจ่ายล่วงหน้าเพื่อความสะดวกที่โจทก์จะนำเงินไปใช้จ่ายระหว่างโจทก์ลาคลอดบุตรเท่านั้น มิใช่เป็นการจ่ายเงินเดือนตามระเบียบของนายจ้าง แม้นายจ้างจะหักค่าจ้างล่วงหน้าไว้ อ้างว่าเป็นเงินสมทบเพื่อส่งเข้ากองทุนประกันสังคมก็มิใช่เป็นการหักเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามความหมายของมาตรา ๔๗ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ กรณีของโจทก์ฟังได้ว่าโจทก์ส่งเงินสมทบตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๔๐ ถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๐ รวมหกเดือน และโจทก์คลอดบุตรในวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ เป็นการคลอดบุตรในระหว่างเดือนที่เจ็ดไม่ก่อให้เกิดสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรตามมาตรา ๖๕ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ที่แก้ไขใหม่แล้ว คำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่รามอินทราที่ ๒๐๙๙๔๓/๔๑ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ ๑๔๘๗ (๒๗)/๒๕๔๑ ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนตามคำฟ้องของโจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การหักเงินสมทบของลูกจ้างส่งสำนักงานประกันสังคมนั้น พระราชบัญญัติประกันสังคมมาตรา ๔๗ บัญญัติว่า "ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้นายจ้างหักค่าจ้างของผู้ประกันตนตามจำนวนที่จะต้องนำส่งเป็นเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนตามมาตรา ๔๖ และเมื่อนายจ้างได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้าง" หมายความว่า ทุกครั้งที่นายจ้างจ่ายค่าจ้าง นายจ้างต้องหักค่าจ้างของลูกจ้างส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคม โดยบทกฎหมายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นการจ่ายค่าจ้างตามปกติหรือตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้าง การที่บริษัทเชาว์อรุณ จำกัด จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นการจ่ายล่วงหน้าก่อนวันสิ้นเดือนอันเป็นกำหนดจ่ายตามปกติก็เพื่อความสะดวกที่โจทก์จะนำเงินไปใช้จ่ายในระหว่างคลอดบุตรซึ่งไม่ปรากฏว่ามีเจตนาทุจริตแต่อย่างใด เมื่อมีการจ่ายค่าจ้างแล้วบริษัทเชาว์อรุณ จำกัด ผู้เป็นนายจ้างก็มีหน้าที่ต้องหักค่าจ้างที่จ่ายแก่โจทก์ดังกล่าวส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมและเมื่อหักแล้วจะมีผลถือว่าผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้าง เท่ากับโจทก์จ่ายเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมตั้งแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๖ วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า "เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาการส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนให้ถือว่าเงินสมทบที่หักจากค่าจ้างที่จ่ายให้ลูกจ้างในเดือนใดเป็นการจ่ายเงินสมทบของเดือนนั้น และไม่ว่าเงินสมทบนั้นจะได้หักไว้หรือนำส่งเดือนละกี่ครั้ง ให้ถือว่ามีระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบเท่ากับหนึ่งเดือน" กรณีของโจทก์บริษัทเชาว์อรุณ จำกัด จ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๐ ถือว่าเป็นการจ่ายเงินสมทบสำหรับเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ และถือว่าเป็นการจ่ายเงินสมทบเท่ากับหนึ่งเดือน เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทเชาว์อรุณ จำกัด ได้รับค่าจ้างเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน โจทก์เป็นผู้ประกันตนส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในอัตราร้อยละ ๑.๕ ของเงินเดือน โดยบริษัทเชาว์อรุณ จำกัด ผู้เป็นนายจ้างหักเงินเดือนของโจทก์ส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกวันสิ้นเดือน ตั้งแต่วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ ถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๐ รวมหกเดือน ดังนี้เมื่อนับรวมกับเงินสมทบที่ส่งในเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ อีกหนึ่งเดือนเท่ากับโจทก์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมรวมเจ็ดเดือนแล้ว โดยพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้ประกันตนที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรไว้ในมาตรา ๖๕ ว่า "ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรสำหรับตนเองหรือภริยาหรือสำหรับหญิงซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับผู้ประกันตนโดยเปิดเผยตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดถ้าผู้ประกันตนไม่มีภริยา ทั้งนี้ต่อเมื่อภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดเดือน" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวถือเอาจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนได้จ่ายมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดเดือนเป็นสำคัญ มิได้บัญญัติว่า ผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนต้องทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดเดือน เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ได้ส่งเงินสมทบมารวมเจ็ดเดือนแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรตามมาตรา ๖๕ ดังกล่าว ซึ่งจะได้ค่าคลอดบุตรเหมาจ่ายครรภ์ละ ๔,๐๐๐ บาท ตามมาตรา ๖๖ ประกอบประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๘ และยังมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเป็นการเหมาจ่ายร้อยละห้าสิบของค่าจ้างตามมาตรา ๕๗ เป็นเวลาเก้าสิบวัน ตามมาตรา ๖๗ ซึ่งโจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท จะได้รับเท่ากับ ๑๕,๐๐๐ บาท คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่รามอินทราที่ ๒๐๙๙๔๓/๔๑ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ ๑๔๘๗ (๒๗)/๒๕๔๑ ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยทั้งสองดังกล่าว

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่รามอินทราที่ ๒๐๙๙๔๓/๔๑ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ ๑๔๘๗ (๒๗)/๒๕๔๑ ตามฟ้อง ให้จำเลยจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรจำนวน ๔,๐๐๐ บาท และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท รวม ๑๙,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 6 วรรคสาม ม. 46 ม. 47 ม. 65 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวยุพวดี สุขจิตสำราญ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายโสพัส สุวรรณเนตร์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5787/2543
#37398
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จะต้องได้ความว่า เจ้าพนักงานผู้นั้นได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเฉพาะเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของตนตามกฎหมาย หรือระเบียบหรือที่ได้รับมอบหมายให้กระทำโดยตรงเท่านั้น

จำเลยทั้งเก้าเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จำเลยที่ 1เป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล นายอำเภออนุมัติและมีคำสั่ง ประกาศให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลเปิดสมัยประชุมวิสามัญและ ชอบด้วยพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 55 วรรคหนึ่ง ในการเรียกประชุมพระราชบัญญัติ สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 54 กำหนด ให้เป็นหน้าที่ของประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้เรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลตามสมัยประชุมและเป็นผู้เปิดและ ปิดประชุมเว้นแต่กรณีที่ยังไม่มีประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล หรือประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไม่เรียกประชุมตามกฎหมาย จึงเป็นหน้าที่ของนายอำเภอที่จะต้องเรียกประชุมและเป็นผู้เปิดหรือปิดประชุม เมื่อนายอำเภอได้มีประกาศให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลเปิดสมัยประชุมวิสามัญตามคำร้องขอของจำเลยทั้งเก้ากับพวกได้แล้ว ผู้ที่มีหน้าที่เรียกสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลมาประชุมตามวันที่ กำหนดย่อมต้องเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลคือนายอำเภอ เท่านั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไม่มีหน้าที่ในการเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เว้นแต่ จะได้รับมอบหมายจากนายอำเภอ เมื่อนายอำเภอไม่ได้มอบหมายให้ จำเลยเรียกประชุม จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่จะเรียกประชุมสมัยวิสามัญดังกล่าวได้ แม้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือเรียกประชุม สภาองค์การบริหารส่วนตำบล และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 พร้อมสมาชิก สภาองค์การบริหารส่วนตำบลมาร่วมประชุม โดยมีจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ ประธานที่ประชุมในวันดังกล่าวก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เป็นการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสมัยวิสามัญ โดยชอบตาม พระราชบัญญัติ สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 หมวด 2 ส่วนที่ 1 ว่าด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จำเลยทั้งเก้าจึงไม่มีหน้าที่ ต้อง เข้าร่วมประชุมสมัยวิสามัญซึ่งเรียกประชุมโดยไม่ชอบด้วยบทกฎหมายหากมติที่ประชุมจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งเก้า ก็ไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติโดยมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกำนันตำบลบ้านบัวและเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว จำเลยที่ 1 เป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว มีอำนาจหน้าที่พิจารณางบประมาณ ร่างข้อบังคับ และควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหารจึงเป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยทั้งเก้ากับพวกรวม 34 คนในฐานสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวร่วมกันลงมติปลดโจทก์ออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวในการประชุมสมัยวิสามัญของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว โดยไม่มีระเบียบวาระการประชุมและขัดต่อระเบียบว่าด้วยการขอให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลมีมติให้กรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลพ้นจากตำแหน่งโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ได้ความตามทางไต่สวนของโจทก์ว่า โจทก์เป็นกำนันตำบลบ้านบัว อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์และเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว จำเลยที่ 1เป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวมีอำนาจหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวให้เป็นไปตามนโยบายและแผนพัฒนาตำบลตามกฎหมายระเบียบและข้อบังคับของทางราชการ โดยมีนายสาหัสประโลมรัมย์ เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวเมื่อวันที่ 24กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ในฐานะรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวมีหนังสือถึงนายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ขอให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญ วันที่ 25 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ในฐานะรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวมีหนังสือเรียกประชุมสมัยวิสามัญสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1ทำหน้าที่ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว จำเลยทั้งเก้ากับพวกรวม 34 คน จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 41 คน ซึ่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวลงมติให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว อันเป็นการลงมติในเรื่องที่ไม่มีระเบียบวาระการประชุมและขัดต่อข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2534 ข้อ 16 เพราะมีการแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าสามวันก่อนกำหนดเวลาเปิดสมัยประชุม ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่งให้โจทก์ออกจากตำแหน่งกำนันตำบลบ้านบัวตามมติที่ประชุมดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์คำสั่งในที่สุดกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์จึงยังดำรงตำแหน่งเดิมต่อไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์มีมูลความผิดที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า เนื่องจากโจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยทั้งเก้ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตต้องระวางโทษ" อันหมายความว่าการกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรานี้ จะต้องได้ความว่า เจ้าพนักงานผู้นั้นได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเฉพาะเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของตนตามกฎหมายหรือระเบียบหรือที่ได้รับมอบหมายให้กระทำโดยตรงเท่านั้นหากปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นโดยตรงดังกล่าวแล้ว ก็จะไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตรานี้เลย

สำหรับคดีเรื่องนี้โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว กระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นเหตุมาจากการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 ดังนั้นจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ก่อนว่า การประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวในวันดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้การประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวครั้งนี้เป็นการประชุมสมัยวิสามัญที่นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ได้อนุมัติให้เรียกประชุมได้ด้วยเหตุที่จำเลยทั้งเก้ากับพวกรวม 34 คนที่เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวร่วมกันลงชื่อขอให้นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์เปิดสมัยประชุมวิสามัญและเรียกประชุม ซึ่งนายอำเภอเมืองบุรีรัมย์อนุมัติและมีคำสั่งประกาศให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวเปิดสมัยประชุมวิสามัญได้ชอบด้วย พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 55 วรรคหนึ่ง ดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ในการเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนั้น พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 54 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้เรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลตามสมัยประชุมและเป็นผู้เปิดและปิดประชุมเว้นแต่กรณีที่ยังไม่มีประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหรือประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไม่เรียกประชุมตามกฎหมาย จึงเป็นหน้าที่ของนายอำเภอที่จะต้องเรียกประชุม และเป็นผู้เปิดหรือปิดประชุม ดังนั้นเมื่อนายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ได้มีประกาศให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวเปิดสมัยประชุมวิสามัญตามคำร้องขอของจำเลยทั้งเก้ากับพวกได้แล้วผู้ที่มีหน้าที่เรียกสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวมาประชุมตามวันที่กำหนดย่อมต้องเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวคือนายสาหัส ประโลมรัมย์ เท่านั้น จึงชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวไม่มีหน้าที่ในการเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากนายสาหัส แต่นายสาหัสได้มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้ใดดำเนินการจัดประชุมหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย ล.3 จัดทำขึ้นภายหลังที่มีการประชุมแล้ว เนื่องจากคำขอร้องแกมบังคับของนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง เมื่อนายสาหัสไม่ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวในวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่จะเรียกประชุมสมัยวิสามัญดังกล่าวได้ ดังนั้นแม้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวตามเอกสารหมาย จ.4 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 พร้อมสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวมาร่วมประชุม โดยมีจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมในวันดังกล่าวก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เป็นการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวสมัยวิสามัญ โดยชอบตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 หมวด 2 ส่วนที่ 1 ว่าด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จำเลยทั้งเก้าจึงไม่มีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุมสมัยวิสามัญซึ่งเรียกประชุมโดยไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งเก้าจึงไม่ใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่โดยตรงต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว หากมติที่ประชุมจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ดังที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเก้าก็ไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม. 54 ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เสน่ห์ แป้นทอง
จำเลย — นาย กมล โอภาสเพ็ญทรา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5787/2543
#91240
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 จะต้องได้ความว่า เจ้าพนักงานผู้นั้นได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเฉพาะเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของตนตามกฎหมายหรือระเบียบหรือที่ได้รับมอบหมายให้กระทำโดยตรงเท่านั้น

จำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และจำเลยที่ 1 เป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล นายอำเภออนุมัติและมีคำสั่งประกาศให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลเปิดสมัยประชุมวิสามัญและชอบด้วย พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 55 วรรคหนึ่ง ในการเรียกประชุม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 54 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้เรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลตามสมัยประชุมและเป็นผู้เปิดและปิดประชุม เว้นแต่กรณีที่ยังไม่มีประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหรือประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไม่เรียกประชุมตามกฎหมาย จึงเป็นหน้าที่ของนายอำเภอที่จะต้องเรียกประชุม และเป็นผู้เปิดหรือปิดประชุม เมื่อนายอำเภอได้มีประกาศให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลเปิดสมัยประชุมวิสามัญตามคำร้องขอของจำเลยทั้งเก้ากับพวกได้แล้ว ผู้ที่มีหน้าที่เรียกสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลมาประชุมตามวันที่กำหนดย่อมต้องเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลคือนายอำเภอเท่านั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไม่มีหน้าที่ในการเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากนายอำเภอ เมื่อนายอำเภอไม่ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เรียกประชุม จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่จะเรียกประชุมสมัยวิสามัญดังกล่าวได้ แม้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 พร้อมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลมาร่วมประชุม โดยมีจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมในวันดังกล่าวก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เป็นการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสมัยวิสามัญโดยชอบตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 หมวด 2 ส่วนที่ 1 ว่าด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จำเลยทั้งเก้าจึงไม่มีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุมสมัยวิสามัญซึ่งเรียกประชุมโดยไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งเก้าจึงไม่ใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่โดยตรงต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว หากมติที่ประชุมจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งเก้าก็ไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติโดยมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 157, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็นกำนันตำบลบ้านบัว อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว จำเลยที่ 1 เป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบ้วมีอำนาจหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวให้เป็นไปตามนโยบายและแผนพัฒนาตำบล ตามกฎหมายระเบียบและข้อบังคับของทางราชการ โดยมีนายสาหัสเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ในฐานะรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวมีหนังสือถึงนายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ขอให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ในฐานะรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวมีหนังสือเรียกประชุมสมัยวิสามัญสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว จำเลยทั้งเก้ากับพวกรวม 34 คน จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 41 คน ซึ่งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวลงมติให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว อันเป็นการลงมติในเรื่องที่ไม่มีระเบียบวาระการประชุม และขัดต่อข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2538 ข้อ 16 เพราะมีการแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าสามวันก่อนกำหนดเวลาเปิดสมัยประชุม ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่งให้โจทก์ออกจากตำแหน่งกำนันตำบลบ้านบัวตามมติที่ประชุมดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ในที่สุดกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์จึงยังดำรงตำแหน่งเดิมต่อไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์มีมูลความผิดที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า เนื่องจากโจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยทั้งเก้ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตาม ป.อ. มาตรา 157 อันหมายความว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรานี้ จะต้องได้ความว่า เจ้าพนักงานผู้นั้นได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเฉพาะเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของตนตามกฎหมายหรือระเบียบหรือที่ได้รับมอบหมายให้กระทำโดยตรงเท่านั้น หากปฏิบัติละเว้นปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นโดยตรงดังกล่าวแล้ว ก็จะไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตรานี้เลย

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวในวันดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้การประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวครั้งนี้เป็นการประชุมสมัยวิสามัญที่นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ได้อนุมัติให้เรียกประชุมได้ ด้วยเหตุที่จำเลยทั้งเก้ากับพวกรวม 34 คน ที่เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวร่วมกันลงชื่อขอให้นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์เปิดสมัยประชุมวิสามัญและเรียกประชุม ซึ่งนายอำเภอเมืองบุรีรัมย์อนุมัติและมีคำสั่งประกาศให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวเปิดสมัยประชุมวิสามัญได้ ชอบด้วย พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 55 วรรคหนึ่ง ดังเช่นที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ในการเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนั้น ตามมาตรา 54 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้เรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลตามสมัยประชุมและเป็นผู้เปิดและปิดประชุม เว้นแต่กรณีที่ยังไม่มีประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหรือประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไม่เรียกประชุมตามกฎหมาย จึงเป็นหน้าที่ของนายอำเภอที่จะต้องเรียกประชุม และเป็นผู้เปิดหรือปิดประชุม ดังนั้น เมื่อนายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ได้มีประกาศให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวเปิดสมัยประชุมวิสามัญตามคำร้องขอของจำเลยทั้งเก้ากับพวกได้แล้ว ผู้ที่มีหน้าที่เรียกสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวมาประชุมตามวันที่กำหนดย่อมต้องเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวคือนายสาหัสเท่านั้น จึงชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวไม่มีหน้าที่ในการเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากนายสาหัส แต่นายสาหัสได้มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้ใดดำเนินการจัดประชุม หนังสือมอบอำนาจจัดทำขึ้นภายหลังที่มีการประชุมแล้ว เนื่องจากคำขอร้องแกมบังคับของนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง เมื่อนายสาหัสไม่ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวในวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่จะเรียกประชุมสมัยวิสามัญดังกล่าวได้ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัว และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 พร้อมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวมาร่วมประชุม โดยมีจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมในวันดังกล่าวก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เป็นการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านบัวสมัยวิสามัญ โดยชอบตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 หมวด 2 ส่วนที่ 1 ว่าด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จำเลยทั้งเก้าจึงไม่มีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุมสมัยวิสามัญซึ่งเรียกประชุมโดยไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งเก้าจึงไม่ใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่โดยตรงต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว หากมติที่ประชุมจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งเก้าก็ไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติโดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา 157

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสน่ห์ แป้นทอง
จำเลย — นายกมล โอภาสเพ็ญทรา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวศรัณยา เลิศศาสตร์วัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเรวัตร อิศราภรณ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5755/2543
#99220
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ยืม จำนอง ++

++ ทดสอบทำงานในเครื่อง เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ก่อนพิมพ์จริง++

++

++ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

++ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่โจทก์คิดขณะจำเลยทั้งสองผิดนัดเป็นเบี้ยปรับทั้งหมดและศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดจากอัตราร้อยละ 21ต่อปี ลงเหลือร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่

++ ในปัญหาดังกล่าวตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 2 ได้ระบุดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปีและระบุด้วยว่า จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์ขึ้นหรือปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยตามความเหมาะสมโดยไม่เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตได้ทันที โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบและถือว่าจำเลยทั้งสองได้ยินยอมต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่การที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ15.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 21 ต่อปี นั้น แม้เป็นอัตราตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์เอกสารหมาย จ.7 ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี แต่ก็ปรากฏว่าโจทก์ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ ดังปรากฏตามคำเบิกความของนายณัฐคม สุขสาคร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า จำเลยผิดนัดชำระตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2540 โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยอย่างลูกหนี้ผิดนัดในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงมิใช่ปรับขึ้นหรือปรับปรุงตามความเหมาะสมตามที่ระบุในสัญญา การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของโจทก์จึงเห็นเจตนาได้ว่าประสงค์จะให้เป็นค่าเสียหาย โดยกำหนดไว้ล่วงหน้าในรูปของดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นจากเดิม ดังนั้น เฉพาะดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นจากที่ระบุในสัญญากู้เงินนี้จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ที่ศาลจะลดลงได้ตามมาตรา 383 มิใช่เป็นเบี้ยปรับทั้งหมด ศาลจึงใช้ดุลพินิจลดดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราร้อยละ 15.5ต่อปี ตามที่ระบุในสัญญากู้เงินไม่ได้

++ การที่ศาลชั้นต้นลดอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 15 ต่อปี จึงไม่ชอบ แต่ที่โจทก์ฎีกาขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปีศาลฎีกาเห็นว่ายังสูงเกินส่วน เห็นควรกำหนดลดลงเป็นอัตราร้อยละ18 ต่อปี

++ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 466,580.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 463,909.97 บาท นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2540และดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,671 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการเครดิตฟองซิเอร์ จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญากู้เงินไว้กับโจทก์จำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ ๑๕.๕ ต่อปี และถ้าต่อไปโจทก์จะขึ้นหรือปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามความเหมาะสม โดยไม่เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตให้คิดได้ จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราใหม่ได้ทันที โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ โดยให้ถือว่าจำเลยทั้งสองได้ทราบและยินยอมต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไว้ล่วงหน้าและโดยไม่โต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น จำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละงวด ในอัตรางวดละไม่น้อยกว่า ๑๒,๑๐๐ บาท ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด ๖๐ เดือน จำเลยที่ ๒ ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๗๘๔ ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ)กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกัน แต่จำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้พร้อมทั้งบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน ๖๓๐,๑๓๑.๔๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ๒๑ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๔๖๓,๙๐๙.๙๗ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน ๒,๖๗๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและจำเลยที่ ๒ ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๖๖,๕๘๐.๙๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๔๖๓,๙๐๙.๙๗ บาท นับแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม๒๕๔๐ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงินจำนวน๒,๖๗๑ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๒) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔๗๘๔ ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ)กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๓ ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่โจทก์คิดขณะจำเลยทั้งสองผิดนัดเป็นเบี้ยปรับทั้งหมดและศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดจากอัตราร้อยละ ๒๑ต่อปี ลงเหลือร้อยละ ๑๕ ต่อปี หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๓ ข้อ ๒ ได้ระบุดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ ๑๕.๕ ต่อปีและระบุด้วยว่า จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์ขึ้นหรือปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยตามความเหมาะสมโดยไม่เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตได้ทันที โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบและถือว่าจำเลยทั้งสองได้ยินยอมต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่การที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ๑๕.๕ ต่อปี เป็นร้อยละ ๒๑ ต่อปี นั้น แม้เป็นอัตราตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์เอกสารหมาย จ.๗ ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าในอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี แต่ก็ปรากฏว่าโจทก์ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ ดังปรากฏตามคำเบิกความของนายณัฐคม สุขสาคร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า จำเลยผิดนัดชำระตั้งแต่วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๐ โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยอย่างลูกหนี้ผิดนัดในอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงมิใช่ปรับขึ้นหรือปรับปรุงตามความเหมาะสมตามที่ระบุในสัญญา การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของโจทก์จึงเห็นเจตนาได้ว่าประสงค์จะให้เป็นค่าเสียหาย โดยกำหนดไว้ล่วงหน้าในรูปของดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นจากเดิม ดังนั้น เฉพาะดอกเบี้ยที่คิดเพิ่มขึ้นจากที่ระบุในสัญญากู้เงินนี้จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ ที่ศาลจะลดลงได้ตามมาตรา ๓๘๓ มิใช่เป็นเบี้ยปรับทั้งหมด ศาลจึงใช้ดุลพินิจลดดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราร้อยละ ๑๕.๕ต่อปี ตามที่ระบุในสัญญากู้เงินไม่ได้ การที่ศาลชั้นต้นลดอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ ๑๕ ต่อปี จึงไม่ชอบ แต่ที่โจทก์ฎีกาขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปีศาลฎีกาเห็นว่ายังสูงเกินส่วน เห็นควรกำหนดลดลงเป็นอัตราร้อยละ๑๘ ต่อปี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๖๖,๕๘๐.๙๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๔๖๓,๙๐๙.๙๗ บาท นับแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๐และดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒,๖๗๑ บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเครดิต ฟองซิเอร์ ยูนิโก้ เฮ้าซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายประเสริฐ สิทธิราพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภูมิศักดิ์ สมศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา