คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5754/2543
#33260
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินอันเป็นบริเวณหมู่บ้านจัดสรรไปจำนองพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างหรือบ้านพิพาทแก่จำเลยที่ 2 อีก ภายหลังจากที่หมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวได้จัดสรรที่ดินขายแก่โจทก์แล้ว โดยปรากฏข้อความชัดเจนว่าโฉนดที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ภายใต้การจัดสรรแล้วประมาณ 2 ปี จำเลยที่ 2 ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในฐานะผู้สนับสนุนโครงการหากได้กระทำการโดยสุจริตก็ควรจะได้เฉลียวใจหรือควรได้รู้ถึงว่าการมีบ้านพิพาทเกิดขึ้นในภายหลังนั้นก็เนื่องจากจำเลยที่ 1 จัดสรรขายให้แก่ลูกค้าไปแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ก็มิได้กระทำการตรวจสอบหลักฐานการเป็นเจ้าของให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนจึงจะรับจดทะเบียนจำนองไว้ ประกอบกับจำเลยที่ 2 ในฐานะธนาคารผู้สนับสนุนโครงการย่อมต้องทราบหรือถือว่าได้ทราบว่ามีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ห้ามทำนิติกรรมใด ๆอันก่อให้เกิดภาระแก่ที่ดินจัดสรร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการ ทั้งไม่ปรากฏว่าในการทำนิติกรรมจดทะเบียนจำนองครั้งนี้ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการแล้วด้วย พฤติการณ์เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้จงใจหรือแกล้งละเลยต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันมีไว้ด้วยเจตนารมณ์เพื่อป้องกันประชาชนผู้สุจริตโดยมุ่งประสงค์แต่ในทางที่จะได้กำไรเพียงสถานเดียวถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ตกลงซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง (บ้านพิพาท)ในโครงการหมู่บ้านศุภวิช โครงการ 2 จากจำเลยที่ 1 นางศุภ์ดา แก่นกำจรและบริษัท ศุภวิชกำจร จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการร่วมกัน ที่ดินและบ้านพิพาทราคา 4,000,000 บาท กำหนดโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 2 ปี โจทก์ชำระราคาไปแล้ว 2,800,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ครั้นถึงกำหนดจำเลยที่ 1 นางศุภ์ดา และบริษัทศุภวิชกำจรจำกัด ไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ประมาณเดือนเมษายน 2534 หลังจากปลูกสร้างบ้านพิพาทเสร็จ จำเลยที่ 1 กับพวกยอมให้โจทก์และบริวารเข้าอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาท โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 กับพวกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์แต่จำเลยที่ 1 กับพวกไม่ยอม โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 นางศุภ์ดา และบริษัทศุภวิชกำจร จำกัด ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 869/2537 ของศาลชั้นต้น ประมาณเดือนตุลาคม2536 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 เอาที่ดินและบ้านพิพาทไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2534 เป็นเงิน 5,000,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1ไม่ยอมชำระหนี้ จำเลยที่ 2 จึงฟ้องบังคับจำนองตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2537 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองโดยทุจริตร่วมกันจดทะเบียนจำนองที่ดินและบ้านพิพาทที่โจทก์ซื้อและเข้าอยู่อาศัยแล้ว ทั้ง ๆ ที่จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าโจทก์อยู่ในฐานะที่จะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ได้ก่อน เพื่อทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์หรือบังคับเอาแก่ที่ดินและบ้านพิพาทได้ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ 89545 ถึง 89548 และที่ดินโฉนดเลขที่ 89553 ถึง 89556 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมบ้านเลขที่ 170/57 ถนนจักกะพาก ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการจังหวัดสมุทรปราการ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินและบ้านพิพาทไว้โดยสุจริตเสียค่าตอบแทนโดยไม่ได้ล่วงรู้ถึงการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 การรับจำนองของจำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจำนองซึ่งจดทะเบียนในวันที่ 20กันยายน 2534 ระหว่างจำเลยทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ 89545 ถึง 89548 และที่ดินโฉนดเลขที่ 89553 ถึง 89556 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมบ้านเลขที่ 170/57 ถนนจักกะพาก ตำบลปากน้ำอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อปี 2531 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการหมู่บ้านศุภวิช โครงการ 2 จากจำเลยที่ 1 นางศุภ์ดา แก่นกำจร และบริษัทศุภวิชกำจร จำกัดโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนโครงการและโจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทศุภวิชกำจร จำกัด ก่อสร้างบ้านพิพาทด้วยรวมราคาที่ดินและบ้านพิพาทเป็นเงิน 4,000,000 บาท ที่ดินพิพาทเดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 13690ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาได้แบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อยเฉพาะที่ดินพิพาทมี 8 โฉนดตั้งแต่ที่ดินโฉนดเลขที่ 89545 ถึง 89548 และโฉนดเลขที่ 89553 ถึง 89556 รวมเนื้อที่ 208 ตารางวา ตามโฉนดที่ดิน โดยที่ดินทั้ง 8 โฉนด มีชื่อจำเลยที่ 1 และนายหวอง มะหิงสา เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ได้ผ่อนชำระราคาที่ดินและบ้านพิพาทไปแล้ว 2,800,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระหมดในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ต่อมาในเดือนเมษายน 2534 จำเลยที่ 1 และผู้จะขายได้มอบบ้านพิพาทให้โจทก์เข้าอยู่อาศัย โดยผู้จะขายยังไม่ยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแก่โจทก์และในวันที่ 20 กันยายน 2534 จำเลยที่ 1 ได้นำเอาที่ดินและบ้านพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 5,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้จำนองจำเลยที่ 2 จึงได้ฟ้องบังคับจำนองต่อศาลชั้นต้น จำนวน 7,289,879.11 บาท ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1624/2537 ของศาลชั้นต้นและก่อนการจดทะเบียนจำนองดังกล่าว เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2529 และวันที่ 27 มีนาคม 2530 จำเลยที่ 1 และนายหวองซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินทั้ง 8 แปลง ได้นำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 แล้วไถ่ถอนกลับคืนมาในวันที่ 24 พฤษภาคม 2532 แล้วในวันที่ 25 ธันวาคม 2532 นายหวองโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแต่เพียงผู้เดียว คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้นางสาวสมพร ชัยศรีสมุทรผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความว่า โครงการหมู่บ้านศุภวิชมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนโครงการ และได้มีการไถ่ถอนจำนองมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อปี 2532 แล้วนำที่ดินมาแบ่งแยกจัดสรรและโอนให้แก่ผู้ซื้อและเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า ที่ป้ายโฆษณาหน้าโครงการหมู่บ้านพิพาท มีข้อความระบุว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด หรือจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนโครงการ ซึ่งพยานเข้าใจว่าหมายถึงให้เงินกู้แก่โครงการ โดยความข้อนี้จำเลยที่ 2 มิได้สืบพยานคัดค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้นหากบริเวณหน้าโครงการมีป้ายโฆษณาว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนโครงการกรณีย่อมเป็นที่เชื่อมั่นแก่บุคคลทั่วไปและโจทก์ได้ว่า โครงการหมู่บ้านศุภวิชโครงการ 2 ย่อมเป็นโครงการที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย มิฉะนั้น จำเลยที่ 2ก็คงจะไม่ยินยอมให้หมู่บ้านดังกล่าวดำเนินการเช่นนั้นได้ นอกจากนี้ตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังโฉนดทุกฉบับ ต่อจากรายการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองจากจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2532 ก็ปรากฏตราประทับไว้ชัดเจนว่าที่ดินแปลงนี้อยู่ภายใต้การจัดสรร ออกให้ ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2532 อีกทั้งก่อนหน้านี้จำเลยที่ 1 และนายหวองก็เคยนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 มาแล้ว ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน และยังไม่มีข้อความว่าเป็นที่ดินที่อยู่ภายใต้การจัดสรร ฉะนั้น ครั้งนี้การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินอันเป็นบริเวณหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวไปจำนองพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างหรือบ้านพิพาทแก่จำเลยที่ 2 อีกภายหลังจากที่หมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวได้จัดสรรที่ดินขายแก่โจทก์แล้ว โดยปรากฏข้อความชัดเจนว่าโฉนดที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ภายใต้การจัดสรรแล้วประมาณ 2 ปี จำเลยที่ 2 ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในฐานะผู้สนับสนุนโครงการหากได้กระทำการโดยสุจริตก็ควรจะได้เฉลียวใจหรือควรได้รู้ถึงว่าการมีบ้านพิพาทเกิดขึ้นในภายหลังนั้นก็เนื่องจากจำเลยที่ 1 จัดสรรขายให้แก่ลูกค้าไปแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ก็มิได้กระทำการตรวจสอบหลักฐานการเป็นเจ้าของให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนจึงจะรับจดทะเบียนจำนองไว้ดังปรากฏตามคำเบิกความของนายมนตรี นาคภิบาล พยานจำเลยที่ 2 ว่า ในการจดทะเบียนจำนองพยานไม่เคยเห็นที่ดินและบ้านพิพาทตลอดจนการทำแบบสำรวจที่ดินและบ้านตามเอกสารหมาย จ.27 พยานก็ไม่เคยเห็นอีกประการหนึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เรื่องควบคุมการจัดสรรที่ดิน ข้อ 18 ได้บัญญัติไว้ว่าเมื่อได้รับใบอนุญาต (ให้ทำการจัดสรรที่ดิน) จากคณะกรรมการแล้วห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระแก่ที่ดินนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการ และเรื่องนี้จำเลยที่ 2ในฐานะธนาคารผู้สนับสนุนโครงการย่อมต้องทราบหรือถือว่าได้ทราบตัวบทกฎหมายดังกล่าวแล้วเป็นอย่างดี ทั้งไม่ปรากฏว่าในการทำนิติกรรมจดทะเบียนจำนองครั้งนี้ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการแล้วด้วย ดังนี้ พฤติการณ์เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้จงใจหรือแกล้งละเลยต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันมีไว้ด้วยเจตนารมณ์เพื่อป้องกันประชาชนผู้สุจริตโดยมุ่งประสงค์แต่ในทางที่จะได้กำไรเพียงสถานเดียว ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้ออื่น ๆ อีกต่อไป คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 1300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกี แซ่ตั้ง
จำเลย — นายทวีป บูชากรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วินัย ตุลยภักดิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5754/2543
#91239
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทในโครงการบ้านจัดสรรจากจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนโครงการ โจทก์ได้ผ่อนชำระบางส่วนแล้ว ส่วนที่เหลือจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โดยจำเลยที่ 1 ได้มอบบ้านพิพาทให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยแต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินที่อยู่ภายใต้การจัดสรรแล้วไปจำนองพร้อมบ้านพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ภายหลังจากที่หมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวได้จัดสรรที่ดินขายแก่โจทก์แล้วนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะธนาคารผู้สนับสนุนโครงการควรกระทำการตรวจสอบหลักฐานการเป็นเจ้าของให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อนจึงจะรับจดทะเบียนจำนองไว้ ประกอบกับจำเลยที่ 2 ย่อมต้องทราบหรือถือว่าได้ทราบว่ามีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ห้ามทำนิติกรรมใด ๆ อันก่อให้เกิดภาระแก่ที่ดินจัดสรรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการ ทั้งไม่ปรากฏว่าในการทำนิติกรรมจดทะเบียนจำนองครั้งนี้ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการแล้วด้วย พฤติการณ์เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้จงใจหรือแกล้งละเลยต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันมีไว้ด้วยเจตนารมณ์เพื่อป้องกันประชาชนผู้สุจริต โดยมุ่งประสงค์แต่ในทางที่จะได้กำไรเพียงสถานเดียว ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ 89545 ถึง 89548 และที่ดินโฉนดเลขที่ 89553 ถึง 89556 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมบ้านเลขที่ 170/57 ถนนจักกะพาก ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินและบ้านพิพาทไว้โดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจำนองซึ่งจดทะเบียนในวันที่ 20 กันยายน 2534 ระหว่างจำเลยทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ 89545 ถึง 89548 และที่ดินโฉนดเลขที่ 89553 ถึง 89556 พร้อมบ้านเลขที่ 170/57 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อปี 2531 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการหมู่บ้านศุภวิช โครงการ 2 จากจำเลยที่ 1 นางศุภ์ดา และบริษัทศุภวิชกำจร จำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนโครงการและโจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทศุภวิชกำจร จำกัด ก่อสร้างบ้านพิพาทด้วยรวมราคาที่ดินและบ้านพิพาทเป็นเงิน 4,000,000 บาท โจทก์ได้ผ่อนชำระราคาที่ดินและบ้านพิพาทไปแล้ว 2,800,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระหมดในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ต่อมาในเดือนเมษายน 2534 จำเลยที่ 1 และผู้จะขายได้มอบบ้านพิพาทให้โจทก์เข้าอยู่อาศัย โดยผู้จะขายยังไม่ยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ และในวันที่ 20 กันยายน 2534 จำเลยที่ 1 ได้นำเอาที่ดินและบ้านพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 5,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้จำนอง จำเลยที่ 2 จึงได้ฟ้องบังคับจำนองต่อศาลชั้นต้น คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้นางสาวสมพรผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความว่า โครงการหมู่บ้านศุภวิช มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนโครงการ และได้มีการไถ่ถอนจำนองมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2532 แล้วนำที่ดินมาแบ่งแยกจัดสรรและโอนให้แก่ผู้ซื้อ และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า ที่ป้ายโฆษณาหน้าโครงการหมู่บ้านพิพาท มีข้อความระบุว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด หรือจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนโครงการ ซึ่งพยานเข้าใจว่าหมายถึงให้เงินกู้แก่โครงการ โดยความข้อนี้จำเลยที่ 2 มิได้สืบพยานคัดค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้น หากบริเวณหน้าโครงการมีป้ายโฆษณาว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนโครงการ กรณีย่อมเป็นที่เชื่อมั่นแก่บุคคลทั่วไปและโจทก์ได้ว่า โครงการหมู่บ้านศุภวิช โครงการ 2 ย่อมเป็นโครงการที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย มิฉะนั้น จำเลยที่ 2 ก็คงจะไม่ยินยอมให้หมู่บ้านดังกล่าวดำเนินการเช่นนั้นได้ นอกจากนี้ตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังเอกสารต่อจากรายการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองจากจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2532 ก็ปรากฏตราประทับไว้ชัดเจนว่า ที่ดินแปลงนี้อยู่ภายใต้การจัดสรร ออกให้ ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2532 แก่จำเลยที่ 2 อีกภายหลังจากที่หมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวได้จัดสรรที่ดินขายแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในฐานะผู้สนับสนุนโครงการ หากได้กระทำการโดยสุจริตก็ควรจะได้เฉลียวใจหรือควรได้รู้ถึงว่าการมีบ้านพิพาทเกิดขึ้นในภายหลังนั้นก็เนื่องจากจำเลยที่ 1 จัดสรรขายให้แก่ลูกค้าไปแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ก็มิได้กระทำการตรวจสอบหลักฐานการเป็นเจ้าของให้ได้ความแน่ชัดเสียก่อน จึงจะรับจดทะเบียนจำนองไว้ อีกประการหนึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เรื่องควบคุมการจัดสรรที่ดิน ข้อ 18 ได้บัญญัติไว้ว่า เมื่อได้รับใบอนุญาต (ให้ทำการจัดสรรที่ดิน) จากคณะกรรมการแล้ว ห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระแก่ที่ดินนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการ และเรื่องนี้จำเลยที่ 2 ในฐานะธนาคารผู้สนับสนุนโครงการย่อมต้องทราบหรือถือว่าได้ทราบตัวบทกฎหมายดังกล่าวแล้วเป็นอย่างดี ทั้งไม่ปรากฏว่าในการทำนิติกรรมจดทะเบียนจำนองครั้งนี้ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการแล้วด้วย ดังนี้ พฤติการณ์เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้จงใจหรือแกล้งละเลยต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันมีไว้ด้วยเจตนารมณ์เพื่อป้องกันประชาชนผู้สุจริต โดยมุ่งประสงค์แต่ในทางที่จะได้กำไรเพียงสถานเดียว ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้ออื่น ๆ อีกต่อไป คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 1300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกี แซ่ตั้ง
จำเลย — นายทวีป บูชากรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชวลิต ชัยโชดก
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วินัย ตุลยภักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5753/2543
#91238
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง คดีแรงงาน ++

++

++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ

++ ขอชุดตรวจได้ที่งานย่อข้อกฎหมายระบบ CW โถงกลางชั้น 3 ++

++

++

++ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ทะเลาะวิวาทกับนายโชคชัย นุ้ยทองคำ หัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัย เป็นการกระทำผิดต่อระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยกับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่

++

++ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นผู้เริ่มต้นก่อเหตุทะเลาะวิวาทขึ้นโดยกล่าววาจาหยาบคายและต่อว่านายโชคชัย เป็นเหตุให้นายโชคชัยบันดาลโทสะเข้าชกต่อยโจทก์ก็ตาม ก็เป็นเพียงกรณีที่โจทก์ถูกนายโชคชัยทำร้ายร่างกายแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยโจทก์มิได้ทำร้ายตอบโต้ และโจทก์มีตำแหน่งหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยเท่าเทียมกับนายโชคชัย ทั้งห้องเกิดเหตุก็เป็นห้องสำนักงานรักษาความปลอดภัยอันเป็นที่ทำงานเฉพาะส่วนของพนักงานรักษาความปลอดภัย บุคคลภายนอกไม่สามารถที่จะเข้าไปหรือเห็นเหตุการณ์หรือได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทได้

++ จึงถือไม่ได้ว่า การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำผิดระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47 (4)

++ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุนี้จึงต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๙ จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่กำกับดูแลรักษาความปลอดภัยได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๑๐,๗๑๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๒๘ ของเดือน ต่อมาวันที่ ๒๘พฤษภาคม ๒๕๔๑ จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๑ โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า อ้างว่าโจทก์ทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ดื่มสุราหรือของมึนเมาระหว่างปฏิบัติงาน และก่อเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายผู้อื่น ซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจำนวน ๓๒,๑๓๐ บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๑๐,๗๑๐ บาท โจทก์ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงาน ให้จ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน ๗๔,๙๗๐ บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๖ วันเป็นเงิน ๒,๑๔๒ บาท ซึ่งโจทก์ยังไม่ได้ใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าจ้างระหว่างพักงานโดยโจทก์มิได้กระทำผิดจำนวน ๒,๔๙๙ บาท ค่าชดเชยจำนวน ๓๒,๑๓๐ บาทสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๑๐,๗๑๐ บาท และออกหนังสือแสดงการทำงานให้แก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยเข้าทำงานเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๙ ตำแหน่งหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๑๐,๗๑๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๒๘ของเดือน เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๑ เวลา ๕ นาฬิกาเศษ โจทก์ดื่มสุราจากภายนอกบริเวณบริษัทจำเลยแล้วเข้ามาในบริเวณที่ทำงานในขณะที่ยังไม่ถึงเวลาปฏิบัติงานของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีอาการมึนเมาสุรา เพียงแต่มีกลิ่นสุราจากตัวโจทก์เท่านั้น กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์มาทำงานในลักษณะมึนเมา โจทก์จึงมิได้กระทำผิดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลย หมวดที่ ๑๑ ข้อ ๑๑.๑.๑ ในข้อ ๖ แต่การที่โจทก์ทะเลาะวิวาทชกต่อยกับนายโชคชัยโดยโจทก์เป็นผู้เริ่มต้นขึ้นก่อนด้วยการกล่าววาจาหยาบคาย และต่อว่านายโชคชัย เป็นเหตุให้นายโชคชัยบันดาลโทสะไม่สามารถระงับอารมณ์ได้ จึงชกต่อยกับโจทก์ การกระทำของโจทก์เป็นความผิดต่อระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยหมวดที่ ๑๑ ข้อ ๑๑.๑.๑ แต่เป็นกรณีไม่ร้ายแรง หลังเกิดเหตุจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ ๗ วัน โดยโจทก์ไม่ได้รับค่าจ้างเป็นการลงโทษตามระเบียบข้อบังคับการทำงานเอกสารหมาย ล.๒ ข้อ ๑๑.๒ เมื่อโจทก์ถูกลงโทษแล้วเท่ากับความผิดนั้นหมดไป จำเลยจะอ้างความผิดดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์อีกหาได้ไม่ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุเดิมข้างต้นจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดโจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๙๐ วัน โจทก์ทำงานกับจำเลยมาครบ ๑ ปี และยังไม่ได้ใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปี โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามที่โจทก์ขอจำนวน ๖ วัน ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเพราะได้กระทำการไปในประการที่ไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน ๓๒,๑๓๐ บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน ๒,๑๔๒ บาท ค่าเสียหายจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท และออกใบสำคัญการทำงานให้แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ทะเลาะวิวาทกับนายโชคชัย นุ้ยทองคำ หัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัย เป็นการกระทำผิดต่อระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยกับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นผู้เริ่มต้นก่อเหตุทะเลาะวิวาทขึ้นโดยกล่าววาจาหยาบคายและต่อว่านายโชคชัย เป็นเหตุให้นายโชคชัยบันดาลโทสะเข้าชกต่อยโจทก์ก็ตาม ก็เป็นเพียงกรณีที่โจทก์ถูกนายโชคชัยทำร้ายร่างกายแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยโจทก์มิได้ทำร้ายตอบโต้ และโจทก์มีตำแหน่งหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยเท่าเทียมกับนายโชคชัย ทั้งห้องเกิดเหตุก็เป็นห้องสำนักงานรักษาความปลอดภัยอันเป็นที่ทำงานเฉพาะส่วนของพนักงานรักษาความปลอดภัย บุคคลภายนอกไม่สามารถที่จะเข้าไปหรือเห็นเหตุการณ์หรือได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทได้ จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำผิดระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๗ (๔)เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุนี้จึงต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม. 47 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิวัติ วงศ์ทองห่อ
จำเลย — บริษัทคิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุนทร คงศรีชาย
ศาลอุทธรณ์ — ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5752/2543
#39284
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์จำเลยมีข้อความระบุไว้แสดงให้เห็นว่าโจทก์จำเลยประสงค์จะดำเนินการจดทะเบียนสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ตามกฎหมายต่อไปในภายหน้า สัญญาฉบับนี้จึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ที่จัดทำเป็นหนังสือมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง

การซื้อขายบ้านในลักษณะที่คงสภาพเป็นอสังหาริมทรัพย์โดยแยกต่างหากจากที่ดินที่บ้านนั้นปลูกสร้างอยู่สามารถทำได้โดยชอบเมื่อปรากฏว่าการปลูกสร้างบ้านดังกล่าวมิได้ยึดถือแนวเขตที่ดินตามโฉนดเป็นตัวกำหนดที่ตั้ง ซึ่งจำเลยเป็นผู้รู้ข้อเท็จจริงนี้ดีและได้แสดงเจตนาขายบ้านและที่ดินพิพาทแก่โจทก์พร้อมกันไปในคราวเดียวจึงเป็นการยอมรับสภาพในผลของสัญญาซื้อขายที่ทำขึ้นนั้นว่า เมื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและบ้านดังกล่าวแก่โจทก์แล้วบ้านนั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันทีทั้งที่มิได้อยู่บนที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินและบ้านเลขที่ดังกล่าว ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้จำเลยส่งมอบที่ดินและบ้านพร้อมเครื่องเรือนให้โจทก์นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินและบ้านดังกล่าว

จำเลยขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 37251 ตำบลเมืองเล็นอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ และบ้านเลขที่ 103 หมู่ที่ 3ตำบลเมืองเล็น อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ และส่งมอบที่ดินและบ้านดังกล่าวพร้อมเครื่องเรือนภายในบ้านให้โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มิถุนายน 2537) จนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ครบถ้วน คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2536 จำเลยทำสัญญาขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 37251 ตำบลเมืองเล็น อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 63 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 103 หมู่ที่ 3 ตำบลเมืองเล็นอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ แก่โจทก์ในราคา 900,000 บาทตามสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ.4 และในวันเดียวกันนั้นเอง จำเลยทำสัญญาขายที่ดินพิพาทพร้อมบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้นขนาด 12 คูณ 8 เมตร และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามสัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.3 อันเป็นการทำนิติกรรมที่ถูกต้องตรงตามประสงค์ของโจทก์และจำเลยจึงมิใช่นิติกรรมอำพรางสัญญาอื่น บ้านเลขที่ 103 หมู่ที่ 3 ตำบลเมืองเล็นอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 19614และ 19801 ซึ่งติดกับที่ดินพิพาท แต่ห้องน้ำของบ้านหลังดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินพิพาท จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและที่ดินโฉนดเลขที่ 19614 และ 19801 โดยมีพื้นที่อยู่ในบริเวณรั้วเดียวกันตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล.6 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมายจ.4 ตกเป็นโมฆะหรือไม่ ข้อนี้จำเลยฎีกาว่า สัญญาฉบับดังกล่าวมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 ตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3 มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า "ในวันนี้ ผู้ขาย"ได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญานี้ให้แก่ "ผู้ซื้อ" แล้ว ส่วนความในข้อ 4 กล่าวว่า "ค่าภาษีอากร ค่าธรรมเนียม ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่าง ๆในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญานี้ ทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ออกคนละครึ่ง" แสดงว่าโจทก์จำเลยประสงค์จะดำเนินการจดทะเบียนสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ตามกฎหมายต่อไปในภายหน้า สัญญาฉบับนี้จึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ที่จัดทำเป็นหนังสือมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456วรรคสอง และในวันที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ.4 นั้นเอง โจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้สำเร็จลุล่วงตามเอกสารหมาย จ.3 เมื่อที่ดินพิพาทคือที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่จะซื้อขายกันตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 ฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.3 ระบุว่า ขายที่ดินรวมสิ่งปลูกสร้างไม่สามารถตีความให้รวมเลยไปถึงสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้อยู่บนที่ดินดังกล่าว คงหมายความได้เพียงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแปลงที่ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินเท่านั้น จากข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 103 ของจำเลย และจำเลยตกลงขายที่ดินพิพาทรวมทั้งบ้านเลขที่ 103 แก่โจทก์อันเป็นการแสดงเจตนาที่ถูกต้องตรงกันก่อให้เกิดสัญญาจะซื้อจะขายเป็นหนังสือตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งต่อมาได้ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ครบถ้วนบริบูรณ์ตามเอกสารหมาย จ.3 เมื่อทรัพย์ที่ซื้อขายทั้งสองสิ่งมีอยู่จริง ทั้งไม่ปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของสัญญา สัญญานั้นย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายโจทก์ย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 103 แม้ว่าบ้านหลังดังกล่าวจะปลูกสร้างอยู่บนที่ดินแปลงอื่นก็ตามเพราะโจทก์จำเลยได้จดทะเบียนสัญญาซื้อขายบ้านเลขที่ 103 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายแล้ว การซื้อขายบ้านในลักษณะที่คงสภาพเป็นอสังหาริมทรัพย์โดยแยกต่างหากจากที่ดินที่บ้านนั้นปลูกสร้างอยู่ก็สามารถทำได้โดยชอบ ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ.4 และสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและที่ดินโฉนดเลขที่ 19614 และ 19801 ซึ่งอยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกัน ทั้งอยู่ภายในขอบรั้วเดียวกันโดยไม่มีแนวเขตแบ่งแยกที่ดินพิพาทและที่ดินอีก 2 แปลงนั้น ขณะเดียวกันแม้บ้านเลขที่ 103 จะปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 19614 และ 19801 แต่ห้องน้ำของบ้านเลขที่ 103 กลับปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาท จึงแสดงว่าการปลูกสร้างบ้านเลขที่103 มิได้ยึดถือแนวเขตที่ดินตามโฉนดเป็นตัวกำหนดที่ตั้งซึ่งจำเลยเป็นผู้รู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ดี จำเลยแสดงเจตนาขายบ้านเลขที่ 103และที่ดินพิพาทแก่โจทก์พร้อมไปในคราวเดียวกันจึงเป็นการยอมรับสภาพในผลของสัญญาซื้อขายที่ทำขึ้นนั้นว่า เมื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 103 แก่โจทก์แล้ว บ้านเลขที่ 103 ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันที ทั้งที่มิได้อยู่บนที่ดินพิพาท การที่จำเลยปฏิเสธผลของสัญญาซื้อขายพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ.3โดยยกข้อกฎหมายต่าง ๆ ขึ้นกล่าวอ้าง จึงเป็นการใช้สิทธิฎีกาโดยไม่สุจริตในทำนองเดียวกันที่จำเลยฎีกาว่า ถ้าจะทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนเฉพาะสิ่งปลูกสร้างโดยไม่รวมที่ดินที่สิ่งปลูกสร้างนั้นตั้งอยู่ก็ต้องจดทะเบียนการซื้อขายเฉพาะสิ่งปลูกสร้างนั้นแยกต่างหากมิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะนั้นเมื่อจำเลยทราบข้อเท็จจริงรวมตลอดถึงปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวดีแล้วเหตุไฉนจำเลยจึงเลือกทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 103รวมไปในสัญญาฉบับเดียวกันเสมือนจำเลยจงใจจะให้เกิดปัญหาขึ้นเพียงจะได้ยกสิ่งที่ตนปิดบังไว้ขึ้นต่อสู้โจทก์เช่นนี้ก็ถือว่าจำเลยใช้สิทธิฎีกาโดยไม่สุจริตเช่นกันไม่มีเหตุอันควรที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อมามีว่า จำเลยตกลงขายเครื่องเรือนในบ้านเลขที่ 103 แก่โจทก์ด้วยหรือไม่ เครื่องเรือนตามฟ้องเป็นสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์อ้างว่าตกลงซื้อจากจำเลยและชำระราคาแล้ว แม้โจทก์มิได้ระบุเรื่องการซื้อเครื่องเรือนไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ.4 โจทก์ก็สามารถนำพยานบุคคลเข้าสืบแสดงว่ามีการตกลงซื้อขายกันจริงได้ โดยโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยพาโจทก์และพระครูวิจิตรไปดูที่ดินและบ้านที่จำเลยบอกขายทั้งหมดในราคา 900,000 บาทเมื่อดูภายในบ้านมีเครื่องเรือนอาทิโต๊ะรับแขก โต๊ะอาหาร ซึ่งจำเลยประสงค์จะขายบ้านและเครื่องเรือนภายในบ้านทุกอย่างพร้อมที่ดินซึ่งโจทก์ได้ถ่ายภาพตัวบ้านและเครื่องเรือนปรากฏตามภาพถ่ายหมายจ.2 รวม 8 ภาพ พระครูวิจิตร ตันธนานุรักษ์ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า นายสุรศักดิ์ สุภานันท์ ลูกศิษย์พยานพาจำเลยมาพบแจ้งความประสงค์ว่าจะขายที่ดินให้พยานช่วยหานายทุนซื้อให้ด้วย ต่อมาพยานแนะนำโจทก์จำเลยให้รู้จักกัน กระทั่งต้นเดือนมีนาคม 2536 โจทก์จำเลยพาพยานไปดูบ้านและที่ดินพิพาท มีนายสุรศักดิ์และนายธานีสามีจำเลยเดินทางไปด้วย จำเลยนำชี้แนวที่ดินรวมทั้งตัวบ้าน นอกจากนี้จำเลยยังตกลงขายเครื่องเรือนทั้งหมด โดยจำเลยยืนยันว่าจะไม่ขนย้ายสิ่งของอื่นใดออกไป ฝ่ายจำเลยมีพยานบุคคลเพียง 2 ปาก คือตัวจำเลยและนายธานีสามีจำเลย แต่จำเลยและนายธานีมิได้เบิกความโต้แย้งหรือปฏิเสธถึงเครื่องเรือนที่โจทก์ฟ้องถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบ จำเลยจะฎีกาคัดค้านว่าตนมิได้ขายเครื่องเรือนตามฟ้องแก่โจทก์มิได้ ที่จำเลยฎีกาว่า พระครูวิจิตรพยานโจทก์เข้าใกล้ชิดกับข้อเท็จจริงเกินความพอเหมาะพอควรโดยมิคำนึงถึงฐานะของความเป็นสงฆ์ ส่อแสดงว่าพระครูวิจิตรน่าจะมีส่วนได้เสียทางใดทางหนึ่งร่วมกับโจทก์นั้นก็เป็นการกล่าวอ้างตามความรู้สึกของจำเลยโดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน และหากการกระทำของพระครูวิจิตรเกินเลยแก่ฐานะของความเป็นสงฆ์ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง จำเลยเองคือผู้ก่อให้เกิดพฤติการณ์ดังกล่าวด้วยเป็นฝ่ายร้องขอให้พระครูวิจิตรช่วยหานายทุนรับซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อพระครูวิจิตรเบิกความไม่สมประโยชน์แก่จำเลย จำเลยกลับนำเอาความไม่เหมาะสมที่ตนเป็นผู้ก่อมากล่าวหาพระครูวิจิตรเสียเอง จึงไม่มีเหตุอันควรแก่การรับฟัง

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยออกจากบ้านเลขที่ 103 หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยขายบ้านเลขที่ 103 แก่โจทก์ และระยะเวลาที่จำเลยอาจใช้สิทธิซื้อคืนได้ล่วงพ้นไป ทั้งได้ความว่าโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทพร้อมบ้านเลขที่ 103 ภายในกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งจำเลยได้รับแล้วตามไปตอบรับไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากบ้านเลขที่ 103 ของโจทก์ได้ จำเลยฝ่าฝืนการอยู่ในบ้านเลขที่103 ของจำเลยจึงเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีกส่วนหนึ่ง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาขับไล่จำเลยตรงกันมาจึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 456 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ลัดดา กอหลวง
จำเลย — นาง อัมพร ตาชัย
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ระพิณ บุญสิทธิ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5752/2543
#91237
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายบ้านในลักษณะที่คงสภาพอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ โดยแยกต่างหากจากที่ดินที่บ้านนั้นปลูกสร้างอยู่สามารถทำได้โดยชอบ เมื่อการปลูกสร้างบ้านดังกล่าวมิได้ยึดถือแนวเขตที่ดินตามโฉนดเป็นตัวกำหนดที่ตั้ง ซึ่งจำเลยเป็นผู้รู้ข้อเท็จจริงนี้ดีและได้แสดงเจตนาขายบ้านและที่ดินพิพาทแก่โจทก์พร้อมกันได้ในคราวเดียว จึงเป็นการยอมรับสภาพในผลของสัญญาซื้อขายที่ทำขึ้นนั้นว่า เมื่อจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและบ้านหลังดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว บ้านนั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันทีทั้งที่มิได้อยู่บนที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินและบ้าน ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง อีกต่อไป และให้จำเลยส่งมอบที่ดินและบ้านพร้อมเครื่องเรือนให้โจทก์นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราวันละ ๕๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินและบ้านดังกล่าว

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๗๒๕๑ ตำบลเมืองเล็น อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ และบ้านเลขที่ ๑๐๓ หมู่ที่ ๓ ตำบลเมืองเล็น อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ และส่งมอบที่ดินและบ้านดังกล่าวพร้อมเครื่องเรือนภายในบ้านให้โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๗) จนกว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นโมฆะหรือไม่ ข้อนี้จำเลยฎีกาว่า สัญญาฉบับดังกล่าวมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ ตกเป็นโมฆะ เห็นว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ข้อ ๓ มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า "ในวันนี้ ผู้ขาย" ได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญานี้ให้แก่ "ผู้ซื้อ" แล้ว ส่วนความในข้อ ๔ กล่าวว่า "ค่าภาษีอากร ค่าธรรมเนียม ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญานี้ ทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ออกคนละครึ่ง" แสดงว่าโจทก์จำเลยประสงค์จะดำเนินการจดทะเบียนสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ตามกฎหมายต่อไปในภายหน้า สัญญาฉบับนี้จึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ที่จัดทำเป็นหนังสือมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคสอง และในวันที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นเอง โจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้สำเร็จลุล่วง เมื่อที่ดินพิพาทคือที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่จะซื้อขายกันตามสัญญา ฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินระบุว่า ขายที่ดินรวมสิ่งปลูกสร้างไม่สามารถตีความให้รวมเลยไปถึงสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้อยู่บนที่ดินดังกล่าว คงหมายความได้เพียงสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแปลงที่ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินเท่านั้น จากข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ ๑๐๓ ของจำเลย และจำเลยตกลงขายที่ดินพิพาทรวมทั้งบ้านเลขที่ ๑๐๓ แก่โจทก์อันเป็นการแสดงเจตนาที่ถูกต้องตรงกัน ก่อให้เกิดสัญญาจะซื้อจะขายเป็นหนังสือ ซึ่งต่อมาได้ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ครบถ้วนบริบูรณ์ เมื่อทรัพย์ที่ซื้อขายทั้งสองสิ่งมีอยู่จริง ทั้งไม่ปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของสัญญาสัญญานั้นย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ ๑๐๓ แม้ว่าบ้านหลังดังกล่าวจะปลูกสร้างอยู่บนที่ดินแปลงอื่นก็ตาม เพราะโจทก์จำเลยได้จดทะเบียนสัญญาซื้อขายบ้านเลขที่ ๑๐๓ ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายแล้ว การซื้อขายบ้านในลักษณะที่คงสภาพเป็นอสังหาริมทรัพย์โดยแยกต่างหากจากที่ดินที่บ้านนั้นปลูกสร้างอยู่ก็สามารถทำได้โดยชอบ ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และสัญญาซื้อขาย จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๖๑๔ และ ๑๙๘๐๑ ซึ่งอยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกัน ทั้งอยู่ภายในขอบรั้วเดียวกันโดยไม่มีแนวเขตแบ่งแยกที่ดินพิพาทและที่ดินอีก ๒ แปลงนั้น ขณะเดียวกันแม้บ้านเลขที่ ๑๐๓ จะปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๖๑๔ และ ๑๙๘๐๑ แต่ห้องน้ำของบ้านเลขที่ ๑๐๓ กลับปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาท จึงแสดงว่าการปลูกสร้างบ้านเลขที่ ๑๐๓ มิได้ยึดถือแนวเขตที่ดินตามโฉนดเป็นตัวกำหนดที่ตั้งซึ่งจำเลยเป็นผู้รู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ดี จำเลยแสดงเจตนาขายบ้านเลขที่ ๑๐๓ และที่ดินพิพาทแก่โจทก์พร้อมไปในคราวเดียวกัน จึงเป็นการยอมรับสภาพในผลของสัญญาซื้อขาย ที่ทำขึ้นนั้นว่า เมื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ ๑๐๓ แก่โจทก์แล้ว บ้านเลขที่ ๑๐๓ ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันที ทั้งที่มิได้อยู่บนที่ดินพิพาท การที่จำเลยปฏิเสธผลของสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยยกข้อกฎหมายต่าง ๆ ขึ้นกล่าวอ้างจึงเป็นการใช้สิทธิฎีกาโดยไม่สุจริต?

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 420 ม. 456
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลัดดา กอหลวง
จำเลย — นางอัมพร ตาชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวจันทร์เพ็ญ อนันต์พันธุ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุนทร นาเนกรังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ระพิณ บุญสิทธิ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5655 -ที่ 5751/2543
#91236
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2541 จำเลยได้ส่งสำเนาประกาศเลิกจ้างโจทก์ จากสำนักงานกลางกรุงเทพมหานคร ทางโทรสารไปปิดประกาศเพื่อแจ้งให้โจทก์ทราบที่โรงงานน้ำตาลลำปางที่โจทก์สังกัดอยู่ แม้จะมีการปิดประกาศในวันนั้น แต่จะมีผลเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างต่อเมื่อโจทก์ได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้ว โจทก์ทราบการบอกกล่าวเลิกจ้างของจำเลยวันที่ 3 กรกฎาคม 2541 ต้องถือว่าจำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2541 และมีผลเป็นการเลิกจ้างกันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าคือวันที่ 30 สิงหาคม 2541 เมื่อการบอกกล่าวเลิกจ้างของจำเลยที่ประสงค์ให้เป็นผลเลิกจ้างกันในวันที่ 1 สิงหาคม 2541 ไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 582 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในเดือนสิงหาคม 2541 จำนวน 30 วันตามฟ้อง และจำลเยต้องชำระดอกเบี้ยของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 ประกอบด้วยมาตรา 224 นับแต่วันฟ้องซึ่งถือเป็นวันผิดนัดด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดฟ้องใจความทำนองเดียวกันว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดเป็นลูกจ้างทำงานเป็นพนักงานโรงงานน้ำตาลลำปาง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายก่อนจำเลยเลิกจ้างคนละเดือนละระหว่าง ๕,๔๕๐ บาท ถึง ๒๔,๕๒๐ บาท ต่อมาจำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดเป็นหนังสือ ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๑ ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดได้รับทราบการบอกกล่าวเลิกจ้างจากจำเลยวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นการบอกกล่าวที่มิชอบ โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าคนละ ๓๐ วัน และค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน แต่จำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยตามคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ด

จำเลยทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดและจ่ายค่าชดเชยครบถ้วนแล้ว ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดในวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๑ ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ เป็นการบอกเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดอุทธรณ์ว่า การที่จำเลยนำเอกสารการบอกกล่าวเลิกจ้างไปปิดประกาศที่อาคารหกเหลี่ยมใกล้ประตูเข้าออกของโรงงานน้ำตาลลำปางของจำเลยวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๑ เวลา ๑๖.๕๕ นาฬิกา เหลือเวลาอีก ๕ นาที จะถึงเวลา ๑๗ นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาเลิกงาน ซึ่งเวลาดังกล่าวโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดมิได้อยู่ในโรงงานน้ำตาลดังกล่าวครบทุกคน จึงไม่อาจทราบประกาศได้ ส่วนแบบฟอร์มการบอกเลิกจ้างโจทก์เป็นรายบุคคลซึ่งจำเลยดำเนินการพิมพ์ชื่อโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดลงในแบบฟอร์มภายหลังวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๑ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างในวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๑ โดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่จำเลยส่งประกาศการเลิกจ้างโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดจากสำนักงานกลางกรุงเทพมหานคร ไปปิดประกาศเพื่อแจ้งให้โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดทราบที่โรงงานน้ำตาลลำปางที่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสังกัดอยู่นั้นจะมีผลเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดก็ต่อเมื่อโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดได้ทราบประกาศดังกล่าวในวันนั้น กรณีจึงยังไม่อาจถือว่าจำเลยได้บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๑ ทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดฟ้องและจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดได้ทราบการบอกกล่าวเลิกจ้างของจำเลยวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ดังนี้ ต้องถือว่าจำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดในวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๑ และมีผลเป็นการเลิกจ้างกันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๑ การบอกกล่าวเลิกจ้างของจำเลยที่ประสงค์ให้เป็นผลเลิกจ้างกันในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๒ โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดได้รับค่าจ้างเดือนสุดท้ายคือเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๑ คนละเดือนละระหว่าง ๕,๔๕๐ บาท ถึง ๒๔,๕๒๐ บาท โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดจึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในเดือนสิงหาคม ๒๕๔๑ จำนวน ๓๐ วัน ตามฟ้อง และจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๔ นับแต่วันฟ้องซึ่งถือเป็นวันผิดนัดให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดด้วย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๙๗ เท่ากับค่าจ้างคนละหนึ่งเดือนเป็นเงิน? ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๒) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 168 ม. 169 ม. 224 ม. 361 ม. 582
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางธันยธร ฝั้นเต็ม กับพวก
จำเลย — กรมโรงงานอุตสาหกรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5654/2543
#37397
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน จำเลยในคดีนี้ฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนอง โจทก์มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การว่าโจทก์ไม่ได้ รับเงินตามสัญญาเพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท อันเป็นความบกพร่อง ไม่รอบคอบของโจทก์ ดังนี้เมื่อศาลพิพากษาว่าได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงและคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จะกลับมาฟ้องขอให้ห้ามมิให้คำพิพากษาในคดีเดิมมีผลใช้บังคับแก่โจทก์ โดยอ้างเหตุว่าความจริงแล้วโจทก์ ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนองจากจำเลย เท่ากับ เป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ทั้ง ๆ ที่เป็นคู่ความ รายเดียวกันซึ่งต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวนั้นให้ต้อง กลับมาวินิจฉัยซ้ำในเหตุเดียวกันอีกว่าได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงหรือไม่จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า คดีสืบเนื่องจากจำเลยเคยยื่นฟ้องโจทก์ และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้จากการผิดสัญญาจำนองรวม 3,150,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย หากไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดขณะนี้อยู่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองเพื่อขายทอดตลาดความจริงแล้วโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยเพียง 1,500,000 บาท แต่จำเลยให้โจทก์แปลงหนี้ใหม่โดยทำเป็นสัญญาจำนองคิดดอกเบี้ยล่วงหน้าในต้นเงินดังกล่าวร้อยละ 2 ต่อเดือน ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมเป็นต้นเงินจำนอง1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยโจทก์มิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วนำคดีมาฟ้องโจทก์จนศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีและถูกบังคับคดีซึ่งผลของการบังคับคดีทำให้จำเลยได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้หรือได้มาโดยประการอื่นโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายและทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกคืนฐานลาภมิควรได้ ขอให้ห้ามมิให้คำพิพากษาในคดีดังกล่าวมีผลใช้บังคับแก่โจทก์อีกต่อไปและให้จำเลยยื่นคำร้องขอถอนการบังคับยึดทรัพย์จำนองที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 3441 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ออกจากการบังคับคดีคืนให้โจทก์ หากจำเลยไม่ยื่นคำร้องดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยเป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1963/2541 คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความ และเมื่อศาลมีคำพิพากษาในประเด็นที่ได้ฟ้องแล้ว โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยอีก พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีเดิมเมื่อจำเลยในคดีนี้ฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนอง โจทก์มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การเลยว่า โจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญาเพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในคดีนั้นอันเป็นความบกพร่องไม่รอบคอบของโจทก์เองที่มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้เมื่อศาลพิพากษาว่า ได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงและคดีไม่มีการอุทธรณ์จนถึงที่สุดไปแล้วเช่นนี้ โจทก์จะกลับมาฟ้องคดีใหม่อ้างเหตุว่า ความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนองจากจำเลย ขอให้ห้ามมิให้คำพิพากษาในคดีเดิมคือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1963/2541 มีผลใช้บังคับแก่โจทก์ เท่ากับเป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ทั้ง ๆ ที่เป็นคู่ความรายเดียวกันซึ่งต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวนั้นให้ต้องกลับมาวินิจฉัยซ้ำในเหตุเดียวกันอีกว่า ได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ประทวน ติ่งแตง
จำเลย — นาย พงษ์ศิริ กิตยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
ผล อนุวัตรนิติการ
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5654/2543
#39283
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมเมื่อจำเลยในคดีนี้ฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนอง โจทก์มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การเลยว่า โจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญาเพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในคดีนั้นอันเป็นความบกพร่องไม่รอบคอบของโจทก์เอง เมื่อศาลพิพากษาว่าได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงและคดีถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์จะกลับมาฟ้องคดีใหม่อ้างเหตุว่า ความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนองจากจำเลย ขอให้ห้ามมิให้คำพิพากษาในคดีเดิมมีผลใช้บังคับแก่โจทก์ ดังนี้ เท่ากับเป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ทั้ง ๆ ที่เป็นคู่ความรายเดียวกัน ซึ่งต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวนั้นให้ต้องกลับมาวินิจฉัยซ้ำในเหตุเดียวกันอีกว่าได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า คดีสืบเนื่องจากจำเลยเคยยื่นฟ้องโจทก์ และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้จากการผิดสัญญาจำนองรวม 3,150,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย หากไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดขณะนี้อยู่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองเพื่อขายทอดตลาดความจริงแล้วโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยเพียง 1,500,000 บาท แต่จำเลยให้โจทก์แปลงหนี้ใหม่โดยทำเป็นสัญญาจำนองคิดดอกเบี้ยล่วงหน้าในต้นเงินดังกล่าวร้อยละ 2 ต่อเดือน ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมเป็นต้นเงินจำนอง 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยโดยโจทก์มิได้รับเงินจำนวนดังกล่าว แล้วนำคดีมาฟ้องโจทก์จนศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีและถูกบังคับคดี ซึ่งผลของการบังคับคดีทำให้จำเลยได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้หรือได้มาโดยประการอื่นโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายและทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกคืนฐานลาภมิควรได้ ขอให้ห้ามมิให้คำพิพากษาในคดีดังกล่าวมีผลใช้บังคับแก่โจทก์อีกต่อไป และให้จำเลยยื่นคำร้องขอถอนการบังคับยึดทรัพย์จำนองที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 3441 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ออกจากการบังคับคดีคืนให้โจทก์ หากจำเลยไม่ยื่นคำร้องดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยเป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1963/2541 คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความ และเมื่อศาลมีคำพิพากษาในประเด็นที่ได้ฟ้องแล้ว โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยอีก พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีเดิมเมื่อจำเลยในคดีนี้ฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนอง โจทก์มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การเลยว่า โจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญาเพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในคดีนั้น อันเป็นความบกพร่องไม่รอบคอบของโจทก์เองที่มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ เมื่อศาลพิพากษาว่าได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงและคดีไม่มีการอุทธรณ์จนถึงที่สุดไปแล้วเช่นนี้ โจทก์จะกลับมาฟ้องคดีใหม่อ้างเหตุว่า ความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนองจากจำเลย ขอให้ห้ามมิให้คำพิพากษาในคดีเดิมคือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1963/2541 มีผลใช้บังคับแก่โจทก์ เท่ากับเป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ทั้ง ๆ ที่เป็นคู่ความรายเดียวกันซึ่งต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวนั้นให้ต้องกลับมาวินิจฉัยซ้ำในเหตุเดียวกันอีกว่า ได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวประทวน ติ่งแตง
จำเลย — นายพงษ์ศิริ กิตยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
ผล อนุวัตรนิติการ
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5654/2543
#66221
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมเมื่อจำเลยในคดีนี้ฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนอง โจทก์มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การเลยว่า โจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญาเพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในคดีนั้น อันเป็นความบกพร่องไม่รอบคอบของโจทก์เอง เมื่อศาลพิพากษาว่าได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงและคดีถึงที่สุดไปแล้วโจทก์จะกลับมาฟ้องคดีใหม่อ้างเหตุว่า ความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนองจากจำเลย ขอให้ห้ามมิให้คำพิพากษาในคดีเดิมมีผลใช้บังคับแก่โจทก์ดังนี้ เท่ากับเป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ทั้ง ๆ ที่เป็นคู่ความรายเดียวกัน ซึ่งต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวนั้นให้ต้องกลับมาวินิจฉัยซ้ำในเหตุเดียวกันอีกว่าได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 148

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวประทวน ติ่งแตง
จำเลย — นายพงษ์ศิริ กิตยารักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายพีระ จุ่งพิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
ผล อนุวัตรนิติการ
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5647/2543
#37833
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลในลักษณะคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้กับคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเงิน 400 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และให้ศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นทุนทรัพย์ ศาลชั้นต้นตีราคาแล้วเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มขึ้น 95,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่ชำระ แต่ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ตกเป็นคนยากจนลงภายหลังแล้ว ชอบที่จะยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นอุทธรณ์ในภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ไว้แล้วได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 101,479.45 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวเลขที่ 507/2, 507/3, 507/147 และ 507/148 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 14033, 14034, 14088 และ 14089 ตำบลช่องนนทรีย์ (บางโพงพาง) อำเภอยานนาวา (เมือง) จังหวัดพระนคร ของโจทก์และให้จำเลยที่ 2ชำระค่าเสียหาย 20,000 บาท กับค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และบริวารขนย้ายสิ่งของออกไปจากตึกแถวเลขที่ 507/2, 507/3, 507/147 และ 507/148 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 14033, 14034, 14088 และ 14089 ตำบลช่องนนทรีย์(บางโพงพาง) อำเภอยานนาวา (เมือง) จังหวัดพระนคร และให้ชำระค่าเสียหายจำนวน 16,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 16,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 และบริวารจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากตึกแถวและที่ดินดังกล่าว

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ทำคำพิพากษาเสร็จ และได้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาและรายงานกระบวนพิจารณา 1 ฉบับไปยังศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้คู่ความฟังศาลชั้นต้นได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังก่อนโดยศาลอุทธรณ์มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่าคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินและตึกแถวพิพาทรวมกับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้อง แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์แต่เฉพาะทุนทรัพย์สำหรับค่าเสียหายเท่านั้น ฉะนั้น ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตีราคาที่ดินและตึกแถวพิพาท แล้วกำหนดเป็นทุนทรัพย์เพิ่มในชั้นอุทธรณ์ และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรหากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระ ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์เพื่อดำเนินการต่อไป

วันที่ 21 มกราคม 2542 ศาลชั้นต้นดำเนินการตีราคาที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นเงิน 3,800,000 บาท และสั่งให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ครบถ้วนภายใน 1 เดือน นับแต่มีคำสั่งวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา จำเลยที่ 2จะต้องยื่นพร้อมกับอุทธรณ์ จะกลับมายื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาอีกไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 ให้ยกคำร้องค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นคำพิพากษา) ว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์โดยมิได้ยื่นคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาด้วยจนศาลชั้นต้นสั่งรับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2ส่งไปยังศาลอุทธรณ์แล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์ตรวจพบว่า จำเลยที่ 2 ชำระค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ไม่ครบ จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ยังขาดอยู่ตามจำนวนทุนทรัพย์ของราคาที่ดินและตึกแถวพิพาทให้ครบก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์แล้วจะกลับมายื่นคำร้องขอฟ้องคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถาในภายหลังมิได้เพราะคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาต้องยื่นมาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ ทั้งกรณีไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ตกเป็นคนยากจนในภายหลัง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคแรก ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว หากจำเลยที่ 2 ยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ยังขาดมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 10 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคแรก หรือไม่ เห็นว่า แม้คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 จะมิได้ยื่นมาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ แต่ตามมาตรา 156 วรรคแรกตอนท้ายก็ได้บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า ถ้าคู่ความนั้นตกเป็นคนยากจนลงภายหลัง จะยื่นคำขอในเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงมีปัญหาว่าการที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์แล้วเพราะจำเลยที่ 2 ไม่มีเงินชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ยังขาดอยู่ตามที่ศาลอุทธรณ์เรียกให้ชำระเป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ตกเป็นคนยากจนลงภายหลังหรือไม่เห็นว่า หลักเกณฑ์การขอฟ้องหรือต่อสู้คดีอย่างคนอนาถาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 ไม่ใช่เรื่องที่คู่ความอ้างว่าเป็นคนยากจนเพียงอย่างเดียวแล้ว ศาลจะอนุญาตให้ได้ แต่ต้องได้ความว่าคนยากจนนั้นไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมด้วย คดีนี้ตอนยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาในลักษณะคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้กับคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเงิน 400 บาท แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และให้ศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นทุนทรัพย์และเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลส่วนที่ยังขาดอยู่ศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นเงิน 3,800,000 บาท ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วจำเลยที่ 2 จะต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มขึ้นเป็นเงิน 95,000 บาท เงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อยที่คนทั่วไปสามารถหามาได้โดยง่าย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ถูกศาลชั้นต้นเรียกให้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มในจำนวนดังกล่าวแล้วยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินอื่นใดเพียงพอที่จะจำหน่ายจ่ายโอนนำเงินมาชำระเป็นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ได้ ย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ตกเป็นคนยากจนลงภายหลังตามที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 156 วรรคแรก แล้ว จำเลยที่ 2 จึงชอบที่จะยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ในภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ไว้แล้วได้

ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเสียภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 2นำค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ที่ต้องเสียเพิ่มมาชำระ จึงเป็นการล่วงเลยเวลาและประวิงคดีนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ครบภายใน 1 เดือน นับแต่วันนี้ คือวันที่ 21มกราคม 2542 วันครบกำหนดคือวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์อันเป็นวันหยุดทำการงาน การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งยังถือว่าอยู่ภายในเวลาที่จำเลยที่ 2 อาจชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ได้คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2จึงไม่ถือว่ายื่นเกินกำหนดเวลาและยังไม่พอถือว่าเป็นการประวิงคดีแต่อย่างใด

ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ต้องห้ามตามมาตรา 156 วรรคแรกแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิเชียร โสภณอุดมพร
จำเลย — นาย พล สายะเวส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5647/2543
#99378
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลในลักษณะคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้กับคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเงิน 400 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และให้ศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นทุนทรัพย์ ศาลชั้นต้นตีราคาแล้วเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มขึ้น 95,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่ชำระ แต่ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ตกเป็นคนยากจนลงภายหลังแล้ว ชอบที่จะยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นอุทธรณ์ในภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ไว้แล้วได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหาย ๑๐๑,๔๗๙.๔๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวเลขที่ ๕๐๗/๒, ๕๐๗/๓, ๕๐๗/๑๔๗ และ ๕๐๗/๑๔๘ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๐๓๓, ๑๔๐๓๔, ๑๔๐๘๘ และ ๑๔๐๘๙ ของโจทก์ และให้จำเลยที่ ๒ ชำระค่าเสียหาย ๒๐,๐๐๐ บาท กับค่าเสียหายเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๒ ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๑ ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ และบริวารขนย้ายสิ่งของออกไปจากตึกแถวเลขที่ ๕๐๗/๒, ๕๐๗/๓, ๕๐๗/๑๔๗ และ ๕๐๗/๑๔๘ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๔๐๓๓, ๑๔๐๓๔, ๑๔๐๘๘ และ ๑๔๐๘๙ และให้ชำระค่าเสียหายจำนวน ๑๖,๐๐๐ บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ ๑๖,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๒ และบริวารจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากตึกแถวและที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๗,๕๐๐ บาท

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ทำคำพิพากษาเสร็จ และได้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาและรายงานกระบวนพิจารณา ๑ ฉบับ ไปยังศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้คู่ความฟัง ศาลชั้นต้นได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังก่อน โดยศาลอุทธรณ์มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินและตึกแถวพิพาทรวมกับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้อง แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ แต่เฉพาะทุนทรัพย์สำหรับค่าเสียหายเท่านั้น ฉะนั้น ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตีราคาที่ดินและตึกแถวพิพาท แล้วกำหนดเป็นทุนทรัพย์เพิ่มในชั้นอุทธรณ์ และให้จำเลยที่ ๒ ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควร หากจำเลยที่ ๒ ไม่ชำระ ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์เพื่อดำเนินการต่อไป

วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๒ ศาลชั้นต้นดำเนินการตีราคาที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นเงิน ๓,๘๐๐,๐๐๐ บาท และสั่งให้จำเลยที่ ๒ ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ครบถ้วนภายใน ๑ เดือน นับแต่มีคำสั่ง วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา จำเลยที่ ๒ จะต้องยื่นพร้อมกับอุทธรณ์ จะกลับมายื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาอีกไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นคำพิพากษา) ว่า จำเลยที่ ๒ ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์โดยมิได้ยื่นคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาด้วย คำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาต้องยื่นมาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ ทั้งกรณีไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๒ ตกเป็นคนยากจนในภายหลัง จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคแรก ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ ๒ นั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว หากจำเลยที่ ๒ ยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ยังขาดมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน ๑๐ วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๖ วรรคแรก หรือไม่ เห็นว่า แม้คำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ ๒ จะมิได้ยื่นมาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ แต่ตามมาตรา ๑๕๖ วรรคแรก ตอนท้าย ก็ได้บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า ถ้าคู่ความนั้นตกเป็นคนยากจนลงภายหลังจะยื่นคำขอในเวลาใด ๆ ก็ได้ จึงมีปัญหาว่าการที่จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์แล้ว เพราะจำเลยที่ ๒ ไม่มีเงินชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ยังขาดอยู่ตามที่ศาลอุทธรณ์เรียกให้ชำระ เป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ ตกเป็นคนยากจนลงภายหลังหรือไม่ เห็นว่า หลักเกณฑ์การขอฟ้องหรือต่อสู้คดีอย่างคนอนาถาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๕ ไม่ใช่เรื่องที่คู่ความอ้างว่าเป็นคนยากจนเพียงอย่างเดียวแล้ว ศาลจะอนุญาตให้ได้ แต่ต้องได้ความว่าคนยากจนนั้นไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมด้วย คดีนี้ตอนยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ จำเลยที่ ๒ เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาในลักษณะคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้กับคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเงิน ๔๐๐ บาท แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์เห็นว่าดคีนี้เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และให้ศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นทุนทรัพย์และเรียกให้จำเลยที่ ๒ ชำระค่าขึ้นศาลส่วนที่ยังขาดอยู่ ศาลชั้นต้นตีราคาที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นเงิน ๓,๘๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเมื่อคำนวณแล้ว จำเลยที่ ๒ จะต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มขึ้นเป็นเงิน ๙๕,๐๐๐ บาท เงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อยที่คนทั่วไปสามารถหามาได้โดยง่าย ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๒ ถูกศาลชั้นต้นเรียกให้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มในจำนวนดังกล่าว แล้วยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๒ เป็นคนยากจน ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดเพียงพอที่จะจำหน่ายจ่ายโอนนำเงินมาชำระเป็นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ได้ ย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๒ ตกเป็นคนยากจนลงภายหลัง ตามที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๖ วรรคแรก แล้ว จำเลยที่ ๒ จึงชอบที่จะยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ในภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ไว้แล้วได้

พิพากษากลับ ให้รับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชียร โสภณอุดมพร
จำเลย — นายพล สายะเวส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทินกร ก่อเพียรเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 5615/2543
#33259
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหานำเมทแอมเฟตามีนเข้าไปที่หน้าห้องควบคุมตัวผู้ต้องขังของศาลซึ่งอยู่ในบริเวณศาลอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1),33 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 เวลากลางวันผู้ถูกกล่าวหาและนายไพบูลย์หรือขาว แม้นรักษา นำสิ่งของมาเยี่ยมนายมานิตย์ นาคทับ ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องควบคุมผู้ต้องขังของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ผู้กล่าวหาได้ตรวจสิ่งของดังกล่าวพบเมทแอมเฟตามีนยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน1 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในสิ่งของที่นำมาเยี่ยมและจับผู้ถูกกล่าวหาได้ ส่วนนายไพบูลย์หลบหนีไปและต่อมาถูกจับได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษนายไพบูลย์ ฐานละเมิดอำนาจศาลไปแล้ว

ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) (ที่ถูกประกอบด้วยมาตรา 33 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15) ให้จำคุก 2 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวผู้กล่าวหา พลตำรวจสายัณห์ ดาเกตุ และพลตำรวจไพโรจน์ คล้ายคาวินเบิกความยืนยันว่าผู้ถูกกล่าวหาและนายไพบูลย์ได้ไปติดต่อผู้กล่าวหาเพื่อขอเยี่ยมนายมานิตย์ที่ถูกคุมขังอยู่ที่ห้องควบคุมผู้ต้องขังของศาล แต่ผู้กล่าวหาไม่อนุญาตผู้ถูกกล่าวหาจึงส่งขนม 1 ถุง ให้นายไพบูลย์ แล้วนายไพบูลย์ได้ส่งถุงขนมดังกล่าวให้ผู้กล่าวหาเพื่อส่งมอบให้แก่นายมานิตย์ผู้ต้องหาในคดียาเสพติดให้โทษ เมื่อผู้กล่าวหาและพยานตรวจดูสิ่งของในถุงขนมพบเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด อยู่ในถุงขนมดังกล่าว จึงยึดไว้เป็นของกลาง ผู้ถูกกล่าวหาและนายไพบูลย์เห็นดังนั้นจึงวิ่งหนี เห็นว่า พยานทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกระทำการตามหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่บริเวณหน้าห้องควบคุมตัวผู้ต้องขังของศาลไม่มีสาเหตุหรือบาดหมางกับผู้ถูกกล่าวหามาก่อน จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายผู้ถูกกล่าวหาต้องรับโทษในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง เชื่อได้ว่าพยานทั้งสามเบิกความไปตามที่รู้เห็นจริง แม้พยานผู้กล่าวหาจะเบิกความแตกต่างกันบ้าง ศาลฎีกาเห็นว่าข้อแตกต่างที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างนั้นเกี่ยวถึงการพบเมทแอมเฟตามีนมีสีส้มหรือสีน้ำตาล และอยู่ในถุงขนมอะไร ซึ่งพยานทั้งสามก็เบิกความตรงกันว่าพบเมทแอมเฟตามีนในถุงขนม ข้อแตกต่างดังกล่าวหาใช่เป็นข้อสำคัญไม่เป็นแต่เพียงพลความเท่านั้น ไม่ทำให้พยานผู้กล่าวหาเสียไปนอกจากนี้เมื่อผู้กล่าวหาตรวจพบเมทแอมเฟตามีนในถุง ผู้ถูกกล่าวหาก็วิ่งหนีเป็นพิรุธส่อแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องในการกระทำผิดพยานหลักฐานผู้กล่าวหาที่นำสืบมานั้นฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหานำเมทแอมเฟตามีนเข้าไปที่หน้าห้องควบคุมตัวผู้ต้องขังของศาลซึ่งอยู่ในบริเวณศาลอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31(1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15พยานผู้ถูกกล่าวหาไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานผู้กล่าวหาได้ ที่ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจในการลงโทษผู้ถูกกล่าวหาเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1) ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
ผู้ถูกกล่าวหา — นางสาว พัชรีหรือเพชรี นาคทับ
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5614/2543
#99119
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำการขนส่งสินค้าจากผู้ขายที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ได้ให้บริษัท บ. เป็นตัวแทนดำเนินการขนส่งและบริษัท บ. ได้ว่าจ้างบริษัทเรือ อ. ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปจัดการดูแลให้มีการควบคุมอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์ตลอดระยะทางที่ส่งสินค้ามานั้นก็เพราะจำเลยที่ 1 ตระหนักถึงภาระหน้าที่ของผู้ขนส่งที่จะต้องดูแลมิให้สินค้าที่ส่งนั้นต้องเสียหาย สูญหายหรือบุบสลายในระหว่างการขนส่ง และยังดำเนินการทางพิธีศุลกากร การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ในการทำพิธีการทางศุลกากรหรือตัวแทนการออกของ หรือทำในฐานะที่จะต้องส่งมอบของให้แก่ผู้รับตราส่งแต่อย่างใด นอกจากจำเลยที่ 1 ได้รับค่าบริการการดำเนินการทางพิธีศุลกากรจากโจทก์แล้ว ยังได้รับเงินค่าบริการในการขนส่งอีกจำนวนหนึ่งจากโจทก์ การดำเนินงานของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำในฐานะผู้ขนส่งเพื่อบำเหน็จในทางค้าปกติโดยมีข้อตกลงกับโจทก์ในการขนส่งสินค้าพิพาทรายนี้ จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ขนส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งแม้จะต้องรับผิดในกรณีที่ได้รับมอบหมายให้ผู้ขนส่งอื่นทำการขนส่งของที่ตนรับขนตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 43 ก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานว่า การที่ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิเป็นผลอันเกิดจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำหรือละเลยหรือไม่เอาใจใส่ของผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งโดยมีเจตนาที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าพิพาทแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์โดยผลของกฎหมายในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58 โดยจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละ 30 บาท ต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้น

ตามใบตราส่งระบุจำนวนหีบห่อที่บรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ว่ามีจำนวน 521 หีบห่อ (Pieces of banded christmas trees) กรณีจึงต้องถือว่าได้มีการระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งไว้ในใบตราส่งรวมเป็นจำนวน 521 หน่วยการขนส่ง ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58, 59

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหาย 1,632,921.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,520,449.89 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนโจทก์ในการดำเนินพิธีการศุลกากรในการนำสินค้าเข้าประเทศไทย มิได้รับจ้างโจทก์ขนส่งสินค้าต้นคริสต์มาสหรือจัดหาผู้ขนส่งสินค้า และไม่ได้มอบให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่ง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 931,757.87 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 851,469.52 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า โจทก์สั่งซื้อต้นคริสต์มาสจำนวน 521 ต้น จากประเทศสหรัฐอเมริกา ต้นคริสต์มาสดังกล่าวได้ถูกส่งมายังท่าเรือกรุงเทพโดยบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ ปรากฏว่าต้นคริสต์มาสได้รับความเสียหาย มีปัญหาว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทรายนี้หรือไม่ โจทก์ได้ติดต่อว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำการขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าและผู้โดยสารทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ทั้งภายในและต่างประเทศ และจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อกับบริษัทเบสิค ซัพพลาย เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ให้ดำเนินการขนส่งสินค้าจากต้นทางที่ประเทศสหรัฐอเมริกาให้แก่จำเลยที่ 1 การที่บริษัทเบสิค ซัพพลาย เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ดำเนินการขนส่งโดยการว่าจ้างบริษัทเรือเอ็น วาย เค สตาร์ไลท์ โดยใช้ระบบการขนส่งซีวาย/ซีวาย ก็ดี การที่บริษัทเบสิค ซัพพลาย เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด จ่ายเงินค่าระวางเรือ ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และได้ทำประกันภัยสินค้าของโจทก์ก็ดี เป็นการที่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ดำเนินการเพื่อให้การขนส่งสินค้าของจำเลยที่ 1 ได้ส่งไปให้ถึงผู้ว่าจ้างคือโจทก์ทั้งสิ้น และการที่จำเลยที่ 1 ต้องเข้าไปจัดการดูแลให้มีการควบคุมอุณภูมิของตู้คอนเทนเนอร์ตลอดระยะทางที่ส่งสินค้ามานั้นก็เพราะจำเลยที่ 1 ตระหนักถึงภาระหน้าที่ของผู้ขนส่งที่จะต้องดูแลมิให้สินค้าที่ส่งนั้นต้องเสียหาย สูญหายหรือบุบสลายในระหว่างการขนส่ง เมื่อสินค้ามาถึงท่าเรือกรุงเทพแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีชื่อในใบตราส่งก็ได้จัดการดำเนินการออกสินค้า และดำเนินการทางพิธีศุลกากร ตลอดจนหายานพาหนะนำสินค้าส่งให้โจทก์ยังที่ทำการของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ในการทำพิธีการทางศุลกากรหรือตัวแทนการออกของ หรือทำในฐานะที่จะต้องส่งมอบของให้แก่ผู้รับตราส่งแต่อย่างใดไม่ เมื่อปรากฏพยานหลักฐานจากจำเลยที่ 1 เองว่า นอกจากจำเลยที่ 1 ได้รับค่าบริการการดำเนินการทางพิธีศุลกากรจากโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ยังได้รับเงินค่าบริการในการขนส่งอีกจำนวนหนึ่งจากโจทก์ การดำเนินงานของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการดำเนินงานในฐานะผู้ขนส่งเพื่อบำเหน็จในทางค้าปกติของจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงกับโจทก์ในการขนส่งสินค้าพิพาทรายนี้ จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ขนส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประเด็นต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดแค่ไหนเพียงไรนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่ง โดยในช่วงต้นทางนั้นจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อกับบริษัทเบสิค ซัพพลาย เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด เป็นผู้แทนจำเลยที่ 1 ในการเป็นผู้ดำเนินการขนส่งและติดต่อเรือที่ทำการขนส่ง เมื่อปรากฏว่ากราฟแสดงการควบคุมอุณหภูมิตู้คอนเทนเนอร์ในระหว่างเดินทางและจากคำเบิกความของนายสุวัฒน์ผู้ตรวจสอบความเสียหายของบริษัทอินช์เคป เซอร์เวย์ แอนด์ แอดจัสติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด พยานโจทก์ซึ่งเบิกความว่า อุณหภูมิขาดหายไป 2 วัน คือวันที่ 20 และ 21 พฤศจิกายน 2536 ซึ่งพยานเข้าใจว่าเป็นช่วงของการขนถ่ายสินค้าที่ฮ่องกง ซึ่งมีผลกระทบต่อสินค้าพิพาทรายนี้ อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งสินค้าโดยไม่ได้มีการควบคุมอุณหภูมิในตู้คอนเทนเนอร์ไว้ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งแม้จะต้องรับผิดในกรณีที่ได้รับมอบหมายให้ผู้ขนส่งอื่นทำการขนส่งของที่ตนรับขนตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 43 ก็ตาม แต่เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานในคดีนี้เลยว่า การที่ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิในช่วงเวลา 2 วันนั้น เป็นผลอันเกิดจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำหรือละเลยหรือไม่เอาใจใส่ของผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งโดยมีเจตนาที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สินค้าพิพาทแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์โดยผลของกฎหมายในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58 โดยจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละ 30 บาท ต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้น

คดีมีปัญหาว่าหน่วยการขนส่งซึ่งใช้ตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 2 ตู้ จะถือว่าการขนส่งสินค้าพิพาทรายนี้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบเพียง 2 หน่วยการขนส่งตามจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การคำนวณว่าเงินจำนวนใดจะมากกว่าตามมาตรา 58 นั้น พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 59 (1) บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการรวมของหลายหน่วยการขนส่งเป็นหน่วยการขนส่งเดียวกันไม่ว่าจะมีการใช้ภาชนะขนส่งบรรจุหรือรองรับหรือไม่ก็ตาม ถ้าระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ในใบตราส่ง ให้ถือว่าของตามใบตราส่งนั้นมีจำนวนหน่วยการขนส่งตามที่ระบุไว้นั้น แต่ถ้ามิได้ระบุ ให้ถือว่าของทั้งหมดที่รวมเป็นหน่วยการขนส่งเดียวกันนั้นเป็นหนึ่งหน่วยการขนส่ง เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในทางนำสืบของโจทก์และจำเลยตามเอกสารใบตราส่งได้ระบุจำนวนหีบห่อที่บรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ ว่ามีจำนวน 521 หีบห่อ (PIECES OF BANDED CHRISTMAS TREES) กรณีจึงต้องถือว่าได้มีการระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งไว้ในใบตราส่งรวมเป็นจำนวน 521 หน่วยการขนส่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สินค้าพิพาทมีจำนวนหน่วยขนส่ง 2 หน่วย ตามจำนวนตู้คอนเทนเนอร์นั้นจึงฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 18 ม. 39 ม. 43 ม. 58 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนีลไทย จำกัด
จำเลย — บริษัทอีสท์ - เวสท์ แอร์ เซอร์วิส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวุฒิชัย หรูจิตตวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5613/2543
#35004
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลเห็นว่าคดีมีเหตุบรรเทาโทษเพราะจำเลยให้การรับสารภาพอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาในคดีนี้ ก็มีอำนาจที่จะลดโทษให้แก่จำเลยได้กึ่งหนึ่งของโทษที่จะได้รับในคดีนี้ได้ แต่ไม่มีอำนาจที่จะไปลดโทษในคดีอื่นที่ศาลรอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้และโจทก์ขอให้นำโทษมาบวกกับโทษคดีนี้ที่มิได้พิพากษาเพียงแต่สามารถนำโทษในคดีอื่นที่ถึงที่สุดแล้วมาบวกกับโทษที่จำเลยจะได้รับในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91 และ 102 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกจำเลยที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวข้างต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคแรก, 57, 66 วรรคแรก, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก1 ปี รวมจำคุก 11 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 6 เดือน กับให้บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่ศาลรอการลงโทษไว้ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 25/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมเป็นจำคุก 6 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกจำเลยรวม 6 ปี เป็นการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ กล่าวคือ ซึ่งจำเลยเห็นว่าโทษจำคุก 6 เดือน ที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 25/2542 จำเลยควรจะได้รับการลดโทษลงอีกกึ่งหนึ่งในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวมโทษจำคุกจำเลยทั้งสิ้นควรจะเป็น 5 ปี 9 เดือน เห็นว่า การที่ศาลเห็นว่าคดีมีเหตุบรรเทาโทษเพราะจำเลยให้การรับสารภาพอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาในคดีนี้ ก็มีอำนาจที่จะลดโทษให้แก่จำเลยได้กึ่งหนึ่งของโทษที่จะได้รับในคดีนี้ได้ แต่ไม่มีอำนาจที่จะไปลดโทษในคดีอื่นที่มิได้พิพากษาเพียงแต่สามารถนำโทษในคดีอื่นที่ถึงที่สุดแล้วมาบวกกับโทษที่จำเลยจะได้รับในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนำโทษจำคุก 6 เดือน ที่ศาลมีคำพิพากษารอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มาบวกกับโทษในคดีนี้โดยไม่มีการลดโทษให้อีก จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว จินตรัตน์หรือเอ๋ ฤกษ์รูจี
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5613/2543
#66220
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลเห็นว่าคดีมีเหตุบรรเทาโทษเพราะจำเลยให้การรับสารภาพอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาในคดีนี้ ก็มีอำนาจที่จะลดโทษให้แก่จำเลยได้กึ่งหนึ่งของโทษที่จะได้รับในคดีนี้ได้ แต่ไม่มีอำนาจที่จะไปลดโทษในคดีอื่นที่ศาลรอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้และโจทก์ขอให้นำโทษมาบวกกับโทษคดีนี้ที่มิได้พิพากษาเพียงแต่สามารถนำโทษในคดีอื่นที่ถึงที่สุดแล้วมาบวกกับโทษที่จำเลยจะได้รับในคดีนี้ได้ตาม ป.อ.มาตรา 58

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวจินตรัตน์หรือเอ๋ ฤกษ์รูจี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5612/2543
#91235
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง คดีแรงงาน ++

++

++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ

++ ขอชุดตรวจได้ที่งานย่อข้อกฎหมายระบบ CW โถงกลางชั้น 3 ++

++

++ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า บันทึกเอกสารหมาย จ.1 ที่ได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ที่ช่วยบริหารงานและกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท โดยแบ่งจ่ายทุกสิ้นเดือน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือ 30,000 บาท จะจ่ายคืนให้หลังจากครบ 3 ปี แล้ว และได้ระบุวันที่จ่ายเงินในบางเดือนกับยอดคงเหลือไว้นั้นข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างแรงงานที่ตกลงจะจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือให้โจทก์เดือนละ 30,000 บาท หรือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1

++

++ ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 บัญญัติว่า "อันว่าจ้างแรงงานนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้"

++ หมายความว่า นายจ้างจะจ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานของลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างยังทำงานให้แก่นายจ้าง และค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างนั้น คือเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย

++ คดีนี้ ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างรายเดือน และเอกสารหมาย จ.1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ที่ช่วยบริหารงานและกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นเงินเดือนละ 50,000 บาท โดยแบ่งจ่ายทุกสิ้นเดือน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือ30,000 บาท จะจ่ายคืนให้หลังครบ 3 ปีแล้ว เห็นว่า ข้อตกลงตามบันทึกเอกสารหมาย จ.1 ดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างแรงงานเนื่องจากเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้แก่โจทก์ 20,000 บาท ทุกวันสิ้นเดือนนั้น เป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาทำงานปกติเป็นรายเดือน จึงเป็นค่าจ้างประเภทเงินเดือน

++ แต่เงินที่เหลืออีกเดือนละ 30,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ตกลงจะจ่ายให้หลังครบ 3 ปี แล้วนั้น แสดงให้เห็นว่าเงินจำนวนหลังนี้มิใช่เงินที่ตกลงจ่ายให้เพื่อตอบแทนการทำงานปกติของการทำงานเป็นรายเดือน จึงมิใช่ค่าจ้าง

++ แต่เป็นเงินค่าตอบแทนอื่นที่จ่ายตามเงื่อนไขในข้อตกลง เมื่อโจทก์ทำงานยังไม่ครบ3 ปี ตามเงื่อนไขในข้อตกลงนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๑ จำเลยทั้งสามได้จ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ค่าจ้างเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท ตกลงแบ่งจ่ายทุกสิ้นเดือนจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาทส่วนที่เหลืออีก ๓๐,๐๐๐ บาท ตกลงจ่ายให้เสร็จสิ้นหลังครบ ๓ ปี นับแต่วันจ้างวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาและไม่ยอมให้โจทก์เข้าทำงาน โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี กับค่าจ้างค้าง ๑๘๐,๐๐๐ บาทและค่าชดเชย ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ทั้งนี้นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม๒๕๔๑ จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ นางสุกัญญา เวชยันต์วิวัฒน์ ภริยาโจทก์ และนางมาริษา คุณคณาวัฒน์ ได้ร่วมจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๑ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ได้เข้าทำงานกับจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่จำเลยที่ ๑เปิดกิจการ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนเลิกกิจการเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๔๑ผู้เป็นหุ้นส่วนต่างแยกจากกัน แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มาทำงานกับจำเลยที่ ๑ มิใช่ถูกจำเลยทั้งสามเลิกจ้าง ส่วนค่าจ้างค้างอีกเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาทนั้น ตามฟ้องและเอกสารหมาย จ.๑ ระบุว่าเงินจำนวนนี้จะจ่ายหลังจากครบ ๓ ปีแล้วข้อตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๑ เมื่อหุ้นส่วนทั้งหมดได้ตกลงเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๑ หลังจากเปิดกิจการมาได้เพียง๔ เดือนเศษ ข้อตกลงนี้ย่อมตกไปไม่อาจบังคับได้ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า บันทึกเอกสารหมาย จ.๑ ที่ได้ระบุว่า จำเลยที่ ๑ สัญญาว่าจะจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ที่ช่วยบริหารงานและกิจการของจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐บาท โดยแบ่งจ่ายทุกสิ้นเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือ ๓๐,๐๐๐ บาท จะจ่ายคืนให้หลังจากครบ ๓ ปี แล้ว และได้ระบุวันที่จ่ายเงินในบางเดือนกับยอดคงเหลือไว้นั้นข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างแรงงานที่ตกลงจะจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือให้โจทก์เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท หรือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ ๑ในเรื่องนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ บัญญัติว่า "อันว่าจ้างแรงงานนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" หมายความว่านายจ้างจะจ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานของลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างยังทำงานให้แก่นายจ้าง และค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างนั้นคือเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย คดีนี้ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างรายเดือน และเอกสารหมาย จ.๑ ระบุว่า จำเลยที่ ๑ สัญญาว่าจะจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์ที่ช่วยบริหารงานและกิจการของจำเลยที่ ๑ เป็นเงินเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งจ่ายทุกสิ้นเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือ๓๐,๐๐๐ บาท จะจ่ายคืนให้หลังครบ ๓ ปีแล้ว เห็นว่า ข้อตกลงตามบันทึกเอกสารหมาย จ.๑ ดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างแรงงานเนื่องจากเงินที่จำเลยที่ ๑ จ่ายให้แก่โจทก์ ๒๐,๐๐๐ บาท ทุกวันสิ้นเดือนนั้น เป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานสำหรับระยะเวลาทำงานปกติเป็นรายเดือน จึงเป็นค่าจ้างประเภทเงินเดือน แต่เงินที่เหลืออีกเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยที่ ๑ ตกลงจะจ่ายให้หลังครบ ๓ ปี แล้วนั้นแสดงให้เห็นว่าเงินจำนวนหลังนี้มิใช่เงินที่ตกลงจ่ายให้เพื่อตอบแทนการทำงานปกติของการทำงานเป็นรายเดือน จึงมิใช่ค่าจ้างแต่เป็นเงินค่าตอบแทนอื่นที่จ่ายตามเงื่อนไขในข้อตกลง เมื่อโจทก์ทำงานยังไม่ครบ๓ ปี ตามเงื่อนไขในข้อตกลงนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวจากจำเลยที่ ๑

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 369 ม. 575 ม. 1077
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกวี เวชยันต์วิวัฒน์
โดย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางไผ่อะไหล่ยนต์ อยุธยา
จำเลย — นายวิทยา คุณคณาวัฒน์ ผู้ชำระบัญชี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ศาลอุทธรณ์ — ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608/2543
#37832
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนี้ของเจ้าหนี้ทั้งหลายที่มีต่อจำเลยจะเป็นหนี้การค้าของบริษัท อ. จำกัด ที่จำเลยเข้าเป็นผู้ค้ำประกัน แต่จำเลยมีฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทดังกล่าว ย่อมเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการบริหารงาน จำเลยย่อมต้องทราบดีถึงศักยภาพในการประกอบธุรกิจของบริษัท การที่บริษัทประกอบการค้าขายขาดทุนจนไม่สามารถชำระหนี้จำนวนมากแก่เจ้าหนี้ได้ ย่อมเป็นเพราะความผิดพลาดหรือประมาทขาดความรอบคอบของจำเลยเอง หลังจากศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลายแล้วประมาณ 9 ปี จำเลยจึงไปให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำการสอบสวนเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของจำเลยและให้การในชั้นไต่สวนเปิดเผยต่อศาล อันเป็นระยะเวลาก่อนจำเลยยื่นคำร้องขอปลดจากล้มละลายเพียงเล็กน้อยส่อให้เห็นว่าเป็นการกระทำเพื่อหวังประโยชน์ของตนในการขอปลดจากล้มละลายโดยแท้ยิ่งกว่าประโยชน์ในการรวบรวมจัดการทรัพย์สิน นับได้ว่ามีเหตุที่ไม่สมควรปลดจำเลยจากล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2530 และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2531

ต่อมาวันที่ 10 เมษายน 2540 จำเลยยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการทรัพย์สินของจำเลยไปได้พอสมควรแล้ว จำเลยไม่เคยขัดขวางการดำเนินการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ศาลพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายมาเป็นเวลาประมาณ 10 ปีแล้ว จำเลยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาในต่างประเทศหลายแห่ง มีความรู้ความสามารถพอที่จะช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศได้ ขอให้มีคำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลาย

เจ้าหนี้รายที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท เอ.เอ. จำกัด จำเลยออกเช็คแลกเงินสดไปจากเจ้าหนี้หลายรายเป็นเงินกว่า 100,000,000 บาท แต่ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปยังต่างประเทศก่อนแล้ว จากนั้นได้หลบหนีการถูกดำเนินคดีเช็คไปต่างประเทศ แต่อ้างว่าไปศึกษาต่อเพื่อให้พ้นกำหนดอายุความในคดีอาญาจำเลยได้เตรียมการให้โจทก์ซึ่งเป็นบิดาสามีน้องสาวของจำเลยฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้มาตั้งแต่แรก ซึ่งศาลได้ยกคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่สุจริต โดยมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รวม 22 ราย ศาลอนุญาตให้รับชำระหนี้เป็นเงิน 131,038,806.60 บาท แต่รวบรวมทรัพย์สินและแบ่งจ่ายให้เจ้าหนี้ได้เพียง 7,462,738.40 บาท เท่ากับร้อยละ 6 การที่จำเลยถ่ายเททรัพย์สินไปต่างประเทศกับหลบหนีการถูกดำเนินคดีเช็ค และไปศึกษาต่อโดยอาศัยเงินได้จากการทุจริตเจ้าหนี้ทั้งหลาย พฤติการณ์แสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

เจ้าหนี้รายที่ 4 ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าหนี้รายที่ 4 เป็นเจ้าหนี้จำเลยจำนวน 79,047,623.30 บาท แต่ได้รับส่วนเฉลี่ยชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยเพียงร้อยละ 6 เป็นเงิน 4,742,857.40 บาท จำเลยไม่เคยให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการรวบรวมทรัพย์สินออกขายทอดตลาด แต่เจ้าหนี้รายที่ 4 เป็นผู้ดำเนินการเอง จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท เอ.เอ. จำกัด ซึ่งถูกพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายปัจจุบันจำเลยประกอบการค้าเพชรพลอยใช้ชื่อร้านว่า เจ.แอนด์ เอ.จิวเวอรี่ แต่เจ้าหนี้ไม่สามารถรวบรวมทรัพย์สินในกิจการดังกล่าวได้ และได้รับความเสียหายมาก จำเลยไม่เคยยื่นคำขอประนอมหนี้ ไม่เคยส่งงบดุลแสดงบัญชีกำไรขาดทุนของบริษัท เอ.เอ. จำกัด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่ยอมปลดจำเลยจากล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 72

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลาย วินิจฉัยว่า "การปลดจากล้มละลายนอกจากมีผลให้จำเลยพ้นจากสภาพการเป็นบุคคลล้มละลายมีสิทธิเข้าจัดการทรัพย์สินและกิจการของตนได้โดยไม่ต้องถูกจำกัดตัดสิทธิตามกฎหมายล้มละลายต่อไปแล้ว ยังทำให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ในคดีล้มละลายนั้นด้วย การปลดจากล้มละลายจึงเป็นการให้โอกาสจำเลยได้เริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไร้หนี้สินดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่หลักเกณฑ์การที่ศาลจะมีคำสั่งปลดจากล้มละลายหรือไม่อย่างไรนั้นจะต้องพิจารณาว่าปรากฏข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอย่างใดดังบัญญัติไว้ในมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 หรือไม่แล้วจึงมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างตามมาตรา 72(1) ถึง (4)คดีนี้แม้จำเลยจะมีการศึกษาสูงโดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาและตกเป็นบุคคลล้มละลายมาเป็นเวลาประมาณ 11 ปี แล้ว แต่ปรากฏจากรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่ามีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยรวม 22 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 320,732,044.75 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รวบรวมทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดและดำเนินการแบ่งครั้งที่ 1ให้บรรดาเจ้าหนี้แต่ละรายเฉลี่ยได้เพียงร้อยละ 6 คดีอยู่ระหว่างเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมทรัพย์สิน ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินหรือรายได้อื่นใดอีกจากรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าว แม้รับฟังได้ดังที่จำเลยอ้างว่าหนี้เหล่านี้ล้วนแต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการค้าของบริษัท เอ.เอ. จำกัดที่จำเลยได้เข้าเป็นผู้ค้ำประกัน แต่จำเลยมีฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนบริษัทได้เช่นเดียวกับนายยนต์ อัศวะธนกุล และนางอมรา อัศวะธนกุล บิดาและมารดาจำเลย จำเลยจึงเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการบริหารงานของบริษัท เอ.เอ.จำกัด และปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยว่า ระหว่างปี 2526 ถึง ปี 2529จำเลยเป็นผู้ติดต่อหมุนเวียนวงเงินของบริษัท เอ.เอ. จำกัด กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินเอเชีย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 1 และจำเลยได้ทำสัญญาขายลดเช็คในนามของบริษัท เอ.เอ. จำกัด แก่เจ้าหนี้รายที่ 1ตามเอกสารหมายเลข 1 ท้ายคำคัดค้านการขอปลดจากล้มละลายของเจ้าหนี้รายดังกล่าว จึงน่าเชื่อว่าจำเลยได้เข้าเกี่ยวข้องและบริหารงานของบริษัท เอ.เอ.จำกัด ด้วย หาใช่ว่านายยนต์และนางอมราเป็นผู้ดำเนินการบริหารแต่เพียงลำพังโดยจำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลยดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้บริหารงานของบริษัท เอ.เอ. จำกัด ย่อมต้องทราบดีถึงศักยภาพในการประกอบธุรกิจของบริษัทดังกล่าวว่าสามารถนำเงินที่กู้ยืมไปลงทุนแล้วจะได้รับผลตอบแทนเพียงพอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้หรือไม่ เมื่อบริษัทเอ.เอ. จำกัด ค้าขายขาดทุนจนไม่สามารถชำระหนี้จำนวนมากแก่เจ้าหนี้ได้ย่อมเป็นเพราะความผิดพลาดหรือประมาทขาดความรอบคอบของจำเลยเองการที่จำเลยและบริษัท เอ.เอ. จำกัด มีทรัพย์สินเหลือไม่ถึงห้าสิบในร้อยของหนี้ที่ไม่มีประกัน จึงไม่ใช่ผลธรรมดาอันเนื่องมาจากการค้าขาดทุนและไม่ใช่เหตุสุดวิสัย แต่เป็นเพราะความผิดพลาดในการบริหารงานของจำเลยมากกว่า อันควรตำหนิจำเลยทั้งจำเลยไม่อาจแสดงให้เป็นที่พอใจต่อศาลได้ว่าจำเลยมีเหตุผลที่ควรเชื่อได้ว่า หากบริษัท เอ.เอ. จำกัด ไม่ชำระหนี้ จำเลยสามารถชำระหนี้แทนได้ จำเลยจึงได้ยอมก่อหนี้ตามสัญญาค้ำประกันขึ้นเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังปรากฏว่าเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยและของบริษัท เอ.เอ. จำกัด เด็ดขาดแล้ว จำเลยมิได้ไปยื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของจำเลยและบริษัท เอ.เอ. จำกัด ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเมื่อได้มีการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกแล้ว จำเลยก็มิได้ไปให้ศาลไต่สวนจำเลยโดยเปิดเผยเป็นการด่วน เพื่อทราบถึงกิจการและทรัพย์สินของจำเลยและของบริษัท เอ.เอ. จำกัด เหตุผลที่ทำให้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ตลอดจนความประพฤติและการดำเนินกิจการของจำเลยและบริษัท เอ.เอ. จำกัดว่าได้กระทำหรือละเว้นกระทำการใด ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 หรือตามกฎหมายอื่นเกี่ยวกับล้มละลาย หรือเป็นข้อบกพร่องอันจะเป็นเหตุให้ศาลไม่ยอมปลดจากล้มละลายโดยไม่มีเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 30, 42 ทั้งที่ปรากฏภายหลังจากคำเบิกความของจำเลยว่าบริษัท เอ.เอ. จำกัด มีเครือข่ายที่จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในต่างประเทศ เช่น ที่มลรัฐฮาวาย นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาเมืองฮ่องกงและมีการโอนเงินของบริษัท เอ.เอ. จำกัด ไปยังบริษัทเครือข่ายในต่างประเทศด้วย ตลอดทั้งเมื่อบริษัทเครือข่ายดังกล่าวไม่ชำระหนี้แก่บริษัทเอ.เอ. จำกัด จำเลยก็มิได้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกหนี้สินคืน นอกจากนี้จำเลยในฐานะผู้บริหารงานของบริษัท เอ.เอ. จำกัด ก็ไม่เคยส่งงบดุลแสดงบัญชีกำไรขาดทุน ตลอดจนสต็อกสินค้าให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อประโยชน์ในการรวบรวมจัดการทรัพย์สินแต่อย่างใด จนกระทั่งหลังจากศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลายแล้วประมาณ 9 ปี จำเลยจึงไปให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำการสอบสวนเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของจำเลยในวันที่ 14 มิถุนายน2539 และให้การในชั้นไต่สวนเปิดเผยต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์2540 อันเป็นระยะเวลาก่อนจำเลยยื่นคำร้องขอปลดจากล้มละลายเพียงเล็กน้อยส่อให้เห็นว่าเป็นการกระทำเพื่อหวังประโยชน์ของตนในการขอปลดจากล้มละลายโดยแท้ยิ่งกว่าประโยชน์ในการรวบรวมจัดการทรัพย์สินของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และประโยชน์ของเจ้าหนี้ทั้งปวงโดยสุจริต ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยทั้งก่อนและหลังล้มละลายจึงส่อให้เห็นไปในทางไม่สุจริตหลายประการข้อเท็จจริงต้องด้วยข้อกำหนดตามมาตรา 73(1) และ (3) ประกอบกับเจ้าหนี้รายที่ 1 และที่ 4 คัดค้านการขอปลดจากล้มละลายของจำเลย จึงนับว่ามีเหตุที่ไม่สมควรปลดจำเลยจากล้มละลาย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 71 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิบูลย์ บุณยโพธิกุล
ผู้คัดค้าน — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์สินเอเชีย จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — นาย จีรพัฒน์ อัศวะธนกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
จำลอง สุขศิริ
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5606/2543
#99264
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ความผิดต่อชีวิต พยายาม ความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ++

++

++ คำพิพากษาสั่งออก - พิมพ์จากสำเนาชุดพิเศษ ++

++

++

++ พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า

++ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายสัมผัสทองมี ผู้ตาย และนายเฉี้ยง อ่อนนวล ผู้เสียหายหลายนัด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ ส่วนผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส

++

++ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่

++ โจทก์ระบุพยานซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ 2 ปาก คือนายสุภาพ สุวรรณโชติ และผู้เสียหาย สำหรับนายสุภาพมาศาลตามหมายเรียกแล้ว แต่โจทก์ไม่นำเข้าเบิกความ คงอ้างส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายสุภาพตามเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งให้การไว้ว่า คืนเกิดเหตุนายสุภาพซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับไปสูบกัญชากันที่แหลมทวด เมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์กลับมาถึงที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะสีเข้มจอดปิดไฟหันหน้ารถไปทางตลาดดอนสัก มีคนร้าย 3 ถึง 4 คน เข้ามาขวางและผลักรถจักรยานยนต์ล้มลง มีเสียงปืนดัง 3 นัด นายสุภาพเข้าใจว่าจะถูกยิงจึงวิ่งลัดเลาะเข้าป่าข้างทางถึงถนนสายดอนสัก - ขนอม ปรากฏว่ามีโลหิตไหลที่ศีรษะจึงโดยสารรถยนต์ไปโรงพยาบาลกาญจนดิษฐ์ แพทย์แจ้งว่าบาดแผลเกิดจากถูกฟันด้วยของมีคม นายสุภาพรักษาตัวที่โรงพยาบาล 2 วัน จึงกลับบ้าน ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่านายสุภาพเดินทางไปกับผู้ตายจึงสอบปากคำไว้ แต่นายสุภาพอ้างว่าขณะเกิดเหตุกำลังมึนเมาไม่ทันได้สังเกตว่า คนร้ายเป็นใคร ส่วนผู้เสียหายเบิกความว่า คืนเกิดเหตุขับรถจักรยานยนต์จะไปลอยอวนจับปลาที่แหลมทวด ก่อนถึงที่เกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์แซงไป โดยมีชายนั่งซ้อนท้าย 1 คน แล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 3 ถึง 4 นัด เห็นจำเลย นายหมีไม่ทราบชื่อจริงและนามสกุล นายปองไม่ทราบชื่อจริงและนามสกุลกับพวกอีก 2 คน ยืนอยู่ข้างรถยนต์กระบะซึ่งจอดอยู่ริมถนน ผู้ตายถูกยิงฟุบไปที่พื้นพร้อมรถจักรยานยนต์ จำเลยสั่งให้ผู้เสียหายหยุดรถ ผู้เสียหายจึงจอดรถแล้วลงไปยืน ผู้เสียหายบอกว่าไม่รู้เรื่อง จะไปลอยอวน จำเลยพูดว่าฆ่าให้ตาย แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนขนาด 9 มิลลิเมตร ยิงผู้เสียหายในระยะห่างประมาณ 1 เมตร นัดแรกถูกด้านหลังทะลุหน้าท้อง นัดที่สองถูกที่คอทะลุปาก ผู้เสียหายล้มหมดสติแล้วมารู้สึกตัวที่โรงพยาบาล ที่ผู้เสียหายเบิกความว่าผู้ตายขับรถจักรยานยนต์แซงรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับมุ่งหน้าไปทางแหลมทวดนั้น ขัดแย้งกับคำให้การของนายสุภาพที่ว่าผู้ตายขับรถจักรยานยนต์กลับจากสูบกัญชาที่แหลมทวด หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้ตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.13 ก็พบรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับไปล้มอยู่ใกล้ศพผู้ตายเพียงคันเดียว ไม่ปรากฏว่าได้พบรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับและล้มไปพร้อมกับที่ผู้ตายถูกยิงดังที่ผู้เสียหายเบิกความ ผู้เสียหายเบิกความและให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.5 ว่า ไม่เคยรู้จักผู้ตายมาก่อน แต่รายงานการสืบสวนของร้อยตำรวตรีสุนิตย์ ไชยหาญ รองสารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรอำเภอดอนสักเอกสารหมาย จ.15 ระบุว่าจากการสืบสวนหาข่าวทราบว่าเหตุที่ผู้ตายเดินทางผ่านไปที่เกิดเหตุเพราะผู้เสียหายชวนผู้ตายและนายสุภาพไปนอนที่บ้านซึ่งต้องผ่านที่เกิดเหตุ ส่วนเหตุการณ์ขณะคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงในที่เกิดเหตุซึ่งผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่บอกให้ผู้เสียหายหยุดรถ ผู้เสียหายได้พูดตอบโต้กับจำเลยผู้เสียหายเห็นจำเลยในระยะห่างประมาณ 1 เมตร และเห็นเหตุการณ์ชัดแจ้งถึงขนาดระบุว่าจำเลยใช้อาวุธปืนขนาด 9 มิลลิเมตร นั้น ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การไว้เพียงว่า เมื่อขับรถจักรยานยนต์ไปถึงที่เกิดเหตุเห็นว่ามีการชุลมุนกัน จึงจอดรถจักรยานยนต์ริมถนน มีเสียงตะโกนถามว่าจะไปไหนผู้เสียหายบอกว่าจะไปลอยอวน เมื่อสิ้นเสียงก็มีเสียงปืนดังขึ้นในที่ชุลมุนกัน2 นัด มีเสียงพูดว่าต้องเก็บมันด้วย แล้วมีเสียงปืนดังติดกันหลายนัดจนผู้เสียหายถูกกระสุนปืนหมดสติไป ผู้เสียหายมิได้ให้การถึงพฤติการณ์ในการกระทำผิดของจำเลยตลอดจนอาวุธปืนที่จำเลยใช้เหมือนที่เบิกความต่อศาล เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีแต่ผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานปากเดียว การที่ผู้เสียหายเบิกความแตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนและเบิกความขัดแย้งกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ ทำให้น่าสงสัยว่าผู้เสียหายจำคนร้ายที่ร่วมใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายได้แน่นอนว่าเป็นจำเลยหรือไม่ ส่วนที่โจทก์อ้างรายงานการสืบสวนของร้อยตำรวจตรีสุนิตย์เอกสารหมาย จ.15 ระบุว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำผิดคดีนี้ โจทก์ก็มิได้นำร้อยตำรวจตรีสุนิตย์มาเบิกความทำให้จำเลยไม่มีโอกาสซักค้านเพื่อให้ข้อเท็จจริงเป็นที่กระจ่างแก่ศาลว่าร้อยตำรวจตรีสุนิตย์สืบสวนได้ข้อเท็จจริงมาอย่างไร ทั้งรายงานการสืบสวนดังกล่าวระบุว่าคนร้ายมี 8 คน แตกต่างกับที่ผู้เสียหายเบิกความว่าคนร้ายมี 5 คน อีกด้วย พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบทั้งหมดเมื่อประมวลแล้วเห็นว่ายังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยอาจจะไม่ใช่คนร้ายที่ร่วมใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และเมื่อพยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ร่วมใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายในเวลาเกิดเหตุจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตในเวลาเกิดเหตุ และไม่มีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรในเวลาเกิดเหตุด้วย

++ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

++ สำหรับปลอกกระสุนปืนของกลางซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุ เป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำผิด จึงเห็นสมควรให้ริบปลอกกระสุนปืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่คงให้ริบของกลาง.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกอีกหลายคนซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนสั้นขนาด ๙ มิลลิเมตร ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ๑ กระบอก และเครื่องกระสุนปืนขนาด ๙ มิลลิเมตร หลายนัด อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย จำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนสาธารณะ บริเวณหมู่ที่ ๕ ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสักจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยกับพวกโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้จัดหาอาวุธปืนและร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายสัมผัสทองมี ผู้ตายหลายนัด กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะและหน้าอกเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายเฉี้ยง อ่อนนวลผู้เสียหายหลายนัดโดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกบริเวณใบหน้าและช่องท้องเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน จำเลยกับพวกลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เพราะผู้เสียหายได้รับการรักษาจากแพทย์ทันท่วงทีจึงไม่ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เจ้าพนักงานยึดปลอกกระสุนปืนขนาด ๙ มิลลิเมตร ๖ ปลอกเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๓,๙๑, ๒๘๘, ๒๘๙ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒,๗๒ ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ของกลางให้ริบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๒๘๙ (๔), ๘๐, ๘๓, ๙๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๗๒ วรรคสาม, ๗๒ ทวิวรรคสอง ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก ๑๐ ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก ๑ ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ จำคุก ๖ เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้ลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว ริบของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว

++ ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า +++++++++++

++ +++++++++++++++++++++ ++

เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ เวลาประมาณ ๒๒ นาฬิกา นายเฉี้ยงอ่อนนวล ผู้เสียหาย ขับรถจักรยานยนต์จะไปลอยอวนจับปลาที่แหลมทวด ขณะขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนนลูกรังสายดอนสัก - วังหิน หมู่ที่ ๕ ตำบลดอนสักอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านสถานที่ก่อสร้างของการประปาไปประมาณ ๒๐๐ เมตร ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ๓ ถึง ๔ นัด ปรากฏว่านายสัมผัสทองมี ผู้ตาย กับนายสุภาพ สุวรรณโชติ ซึ่งขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์อยู่ข้างหน้า ถูกจำเลย นายหมี ไม่ทราบชื่อจริงและนามสกุล นายปอง ไม่ทราบชื่อจริงและนามสกุล และพวกอีกสองคนยืนอยู่ข้างรถยนต์กระบะที่จอดอยู่ริมถนนใช้อาวุธปืนยิง ผู้ตายตกจากรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย เมื่อผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ผ่านไปจึงถูกจำเลยสั่งให้หยุดรถ แล้วใช้อาวุธปืนสั้นขนาด๙ มิลลิเมตร ยิงผู้เสียหายที่ด้านหลัง กระสุนปืนทะลุหน้าท้อง ๑ นัด และที่คอกระสุนทะลุปากอีก ๑ นัด ผู้เสียหายล้มลงหมดสติ จากนั้นจำเลยกับพวกหลบหนีไป ร้อยตำรวจเอกสุจินต์ จินประสงค์ รองสารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอดอนสักตรวจสถานที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ล้มอยู่ริมถนน๑ คัน และยึดปลอกกระสุนปืนขนาด ๙ มิลลิเมตร ๖ ปลอก เป็นของกลางส่วนผู้เสียหายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ระหว่างผู้เสียหายรักษาตัวที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี พันตำรวจโทประชุม เรืองทอง สารวัตรสอบสวนไปสอบปากคำผู้เสียหาย ทราบว่าคนร้ายมี ๕ คน คือ จำเลย นายประจักษ์หรือหมี เพชรรัตน์ นายสมปองหรือปอง พริกนุ่น ส่วนอีกสองคนผู้เสียหายจำไม่ได้ และได้รับรายงานการสืบสวนจากร้อยตำรวจตรีสุนิตย์ ไชยหาญรองสารวัตรป้องกันและปราบปรามว่า คนร้ายที่ยิงผู้ตายและผู้เสียหายคือจำเลย นายสมปอง นายศึกษาหรือฉลาด พริกนุ่น นายเลิศ คงสุด นายฤทธิ์กุมเรศ นายประจักษ์ และนายเอียด สุวรรณรักษา สาเหตุเนื่องจากจำเลยหึงหวงที่ผู้ตายไปมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนางภิญญาหรือญา เรืองสม ซึ่งเคยเป็นภริยาจำเลย ต่อมาวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ร้อยตำรวจตรีสุนิตย์จับกุมจำเลยได้ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนส่งปลอกกระสุนปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์แล้วปรากฏว่า เป็นปลอกกระสุนปืนที่ใช้ยิงมาจากอาวุธปืนกระบอกเดียวกัน

จำเลยนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่ และว่าระหว่างที่จำเลยถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอดอนสัก เจ้าพนักงานตำรวจพาผู้เสียหายและนายสุภาพไปดูตัวจำเลยก่อนแล้วจัดให้ชี้ตัว ผู้เสียหายชี้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายส่วนนายสุภาพไม่ยอมชี้ตัว จำเลยไม่เคยรู้จักผู้ตาย ผู้เสียหาย และนายสุภาพมาก่อน จำเลยมิได้หึงหวงนางภิญญา เพราะนางภิญญามีอายุมากกว่าจำเลยประมาณ ๑๐ ปี และจำเลยมีภริยาใหม่แล้ว ก่อนเกิดเหตุประมาณ ๘ เดือนจำเลยมีเรื่องกับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอดอนสักประมาณ๗ ถึง ๘ คน ซึ่งเข้าไปรับประทานอาหารที่ร้านของจำเลยแล้วจะไม่ชำระเงินต่อมาจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจชุดดังกล่าวรุมทำร้าย และแจ้งความกล่าวหาว่าจำเลยทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน แต่คดีดังกล่าวเสร็จสิ้นโดยการเปรียบเทียบปรับ

++ พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายสัมผัสทองมี ผู้ตาย และนายเฉี้ยง อ่อนนวล ผู้เสียหายหลายนัด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ ส่วนผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาหรือไม่ โจทก์ระบุพยานซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ ๒ ปาก คือนายสุภาพ สุวรรณโชติ และผู้เสียหาย สำหรับนายสุภาพมาศาลตามหมายเรียกแล้ว แต่โจทก์ไม่นำเข้าเบิกความ คงอ้างส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายสุภาพตามเอกสารหมาย จ.๙ ซึ่งให้การไว้ว่า คืนเกิดเหตุนายสุภาพซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับไปสูบกัญชากันที่แหลมทวด เมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์กลับมาถึงที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะสีเข้มจอดปิดไฟหันหน้ารถไปทางตลาดดอนสัก มีคนร้าย ๓ ถึง ๔ คน เข้ามาขวางและผลักรถจักรยานยนต์ล้มลง มีเสียงปืนดัง ๓ นัด นายสุภาพเข้าใจว่าจะถูกยิงจึงวิ่งลัดเลาะเข้าป่าข้างทางถึงถนนสายดอนสัก - ขนอม ปรากฏว่ามีโลหิตไหลที่ศีรษะจึงโดยสารรถยนต์ไปโรงพยาบาลกาญจนดิษฐ์ แพทย์แจ้งว่าบาดแผลเกิดจากถูกฟันด้วยของมีคม นายสุภาพรักษาตัวที่โรงพยาบาล ๒ วัน จึงกลับบ้าน ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่านายสุภาพเดินทางไปกับผู้ตายจึงสอบปากคำไว้ แต่นายสุภาพอ้างว่าขณะเกิดเหตุกำลังมึนเมาไม่ทันได้สังเกตว่า คนร้ายเป็นใคร ส่วนผู้เสียหายเบิกความว่า คืนเกิดเหตุขับรถจักรยานยนต์จะไปลอยอวนจับปลาที่แหลมทวด ก่อนถึงที่เกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์แซงไป โดยมีชายนั่งซ้อนท้าย ๑ คน แล้วมีเสียงปืนดังขึ้น ๓ ถึง ๔ นัด เห็นจำเลย นายหมีไม่ทราบชื่อจริงและนามสกุล นายปองไม่ทราบชื่อจริงและนามสกุลกับพวกอีก ๒ คน ยืนอยู่ข้างรถยนต์กระบะซึ่งจอดอยู่ริมถนน ผู้ตายถูกยิงฟุบไปที่พื้นพร้อมรถจักรยานยนต์ จำเลยสั่งให้ผู้เสียหายหยุดรถ ผู้เสียหายจึงจอดรถแล้วลงไปยืน ผู้เสียหายบอกว่าไม่รู้เรื่อง จะไปลอยอวน จำเลยพูดว่าฆ่าให้ตาย แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนขนาด ๙ มิลลิเมตร ยิงผู้เสียหายในระยะห่างประมาณ ๑ เมตร นัดแรกถูกด้านหลังทะลุหน้าท้อง นัดที่สองถูกที่คอทะลุปาก ผู้เสียหายล้มหมดสติแล้วมารู้สึกตัวที่โรงพยาบาล ที่ผู้เสียหายเบิกความว่าผู้ตายขับรถจักรยานยนต์แซงรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับมุ่งหน้าไปทางแหลมทวดนั้น ขัดแย้งกับคำให้การของนายสุภาพที่ว่าผู้ตายขับรถจักรยานยนต์กลับจากสูบกัญชาที่แหลมทวด หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้ตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุไว้ตามเอกสารหมาย จ.๒ และ จ.๑๓ ก็พบรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับไปล้มอยู่ใกล้ศพผู้ตายเพียงคันเดียว ไม่ปรากฏว่าได้พบรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับและล้มไปพร้อมกับที่ผู้ตายถูกยิงดังที่ผู้เสียหายเบิกความ ผู้เสียหายเบิกความและให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.๕ ว่า ไม่เคยรู้จักผู้ตายมาก่อน แต่รายงานการสืบสวนของร้อยตำรวตรีสุนิตย์ ไชยหาญ รองสารวัตรป้องกันและปราบปรามสถานีตำรวจภูธรอำเภอดอนสักเอกสารหมาย จ.๑๕ ระบุว่าจากการสืบสวนหาข่าวทราบว่าเหตุที่ผู้ตายเดินทางผ่านไปที่เกิดเหตุเพราะผู้เสียหายชวนผู้ตายและนายสุภาพไปนอนที่บ้านซึ่งต้องผ่านที่เกิดเหตุ ส่วนเหตุการณ์ขณะคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงในที่เกิดเหตุซึ่งผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่บอกให้ผู้เสียหายหยุดรถ ผู้เสียหายได้พูดตอบโต้กับจำเลยผู้เสียหายเห็นจำเลยในระยะห่างประมาณ ๑ เมตร และเห็นเหตุการณ์ชัดแจ้งถึงขนาดระบุว่าจำเลยใช้อาวุธปืนขนาด ๙ มิลลิเมตร นั้น ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การไว้เพียงว่า เมื่อขับรถจักรยานยนต์ไปถึงที่เกิดเหตุเห็นว่ามีการชุลมุนกัน จึงจอดรถจักรยานยนต์ริมถนน มีเสียงตะโกนถามว่าจะไปไหนผู้เสียหายบอกว่าจะไปลอยอวน เมื่อสิ้นเสียงก็มีเสียงปืนดังขึ้นในที่ชุลมุนกัน๒ นัด มีเสียงพูดว่าต้องเก็บมันด้วย แล้วมีเสียงปืนดังติดกันหลายนัดจนผู้เสียหายถูกกระสุนปืนหมดสติไป ผู้เสียหายมิได้ให้การถึงพฤติการณ์ในการกระทำผิดของจำเลยตลอดจนอาวุธปืนที่จำเลยใช้เหมือนที่เบิกความต่อศาล เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีแต่ผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานปากเดียว การที่ผู้เสียหายเบิกความแตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนและเบิกความขัดแย้งกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ ทำให้น่าสงสัยว่าผู้เสียหายจำคนร้ายที่ร่วมใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายได้แน่นอนว่าเป็นจำเลยหรือไม่ ส่วนที่โจทก์อ้างรายงานการสืบสวนของร้อยตำรวจตรีสุนิตย์เอกสารหมาย จ.๑๕ ระบุว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกระทำผิดคดีนี้ โจทก์ก็มิได้นำร้อยตำรวจตรีสุนิตย์มาเบิกความทำให้จำเลยไม่มีโอกาสซักค้านเพื่อให้ข้อเท็จจริงเป็นที่กระจ่างแก่ศาลว่าร้อยตำรวจตรีสุนิตย์สืบสวนได้ข้อเท็จจริงมาอย่างไร ทั้งรายงานการสืบสวนดังกล่าวระบุว่าคนร้ายมี ๘ คน แตกต่างกับที่ผู้เสียหายเบิกความว่าคนร้ายมี ๕ คน อีกด้วย พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบทั้งหมดเมื่อประมวลแล้วเห็นว่ายังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยอาจจะไม่ใช่คนร้ายที่ร่วมใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหาย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง และเมื่อพยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ร่วมใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายในเวลาเกิดเหตุจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตในเวลาเกิดเหตุ และไม่มีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรในเวลาเกิดเหตุด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นสำหรับปลอกกระสุนปืนของกลางซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุ เป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำผิด จึงเห็นสมควรให้ริบปลอกกระสุนปืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่คงให้ริบของกลาง.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายอรัญ เรืองสม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัด — นาย
ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ — นายสมชาย เหล็กกล้า
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
กนก พรรณรักษา
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5605/2543
#35003
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงท้ากันให้ศาลชั้นต้นส่งหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับพิพาทไปให้กองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจตรวจพิสูจน์ว่าลายมือที่ปรากฏในช่องผู้ขายเป็นลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 และลายพิมพ์นิ้วมือที่ปรากฏในช่องผู้ขายเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของโจทก์ที่ 2 หรือไม่ หากผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 และเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองยอมแพ้คดี แต่ถ้าหากไม่ใช่จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ลงความเห็นว่าลายมือชื่อและลายพิมพ์นิ้วมือในหนังสือสัญญาขายที่ดินเป็นของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 จริง ครบเงื่อนไขตามคำท้า ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ การที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โดยอ้างว่าคำท้าดังกล่าวขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนเพราะลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ขายในหนังสือสัญญาขายที่ดินไม่ชัดเจน ไม่สามารถตรวจสอบได้ เป็นลายพิมพ์นิ้วมือที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์โดยอ้างว่าข้ออ้างตามอุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันไร้สาระ จึงไม่รับวินิจฉัย แต่ในส่วนคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับวินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งว่าการท้ากันไม่ขัดต่อกฎหมายจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เช่นเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า หนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับที่ 46/2503ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2503 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนขายที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาโจทก์ทั้งสองขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ออกจากสารบบความ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ตกลงท้ากันว่า ขอให้กองพิสูจน์หลักฐานกรมตำรวจ ตรวจพิสูจน์ว่าลายมือชื่อและลายพิมพ์นิ้วมือในหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับที่ 46/2503 ใช่ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 และใช่ลายพิมพ์นิ้วมือของโจทก์ที่ 2 หรือไม่ ถ้ากองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ลงความเห็นว่าใช่ โจทก์ทั้งสองยอมแพ้ ถ้าลงความเห็นว่าไม่ใช่ จำเลยที่ 1 ยอมแพ้ ผลการตรวจพิสูจน์ ผู้เชี่ยวชาญ กองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ลงความเห็นว่าลายมือชื่อและลายพิมพ์นิ้วมือตามที่ปรากฏในหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับที่ 46/2503 ตามที่คู่ความท้ากันนั้น เป็นลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 และเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของโจทก์ที่ 2 จริง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ตกลงท้ากันให้ศาลชั้นต้นส่งหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับที่ 46/2503 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2503 ไปให้กองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ตรวจพิสูจน์ว่า ลายมือที่ปรากฏในช่องผู้ขายเป็นลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 และลายพิมพ์ นิ้วมือที่ปรากฏในช่องผู้ขายเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของโจทก์ที่ 2 หรือไม่ หากผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 และเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองยอมแพ้คดี แต่ถ้าหากไม่ใช่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายแพ้คดี ต่อมาผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ลงความเห็นว่า ลายมือชื่อและลายพิมพ์นิ้วมือในหนังสือสัญญาขายที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 จริง ครบเงื่อนไขตามคำท้า ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ ดังนี้ การที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โดยอ้างว่าคำท้าดังกล่าวขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนเพราะลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ขายในหนังสือสัญญาขายที่ดินไม่ชัดเจน ไม่สามารถตรวจสอบได้ เป็นลายพิมพ์นิ้วมือที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์โดยอ้างว่าข้ออ้างตามอุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันไร้สาระ จึงไม่รับวินิจฉัย แต่ในส่วนคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับวินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งว่าการท้ากันไม่ขัดต่อกฎหมายลายพิมพ์นิ้วมือนั้น ผู้เชี่ยวชาญสามารถตรวจพิสูจน์ได้ การวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองเช่นนี้จึงเป็นการไม่ชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เช่นเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาโจทก์ทั้งสองคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 225 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย หลุย พรหมสวัสดิ์ กับพวก
จำเลย — นาง เสวียง ขำสร้อยทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5605/2543
#66219
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงท้ากันให้ศาลชั้นต้นส่งหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับพิพาทไปให้กองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ตรวจพิสูจน์ว่าลายมือที่ปรากฏในช่องผู้ขายเป็นลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 และลายพิมพ์นิ้วมือที่ปรากฏในช่องผู้ขายเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของโจทก์ที่ 2 หรือไม่ หากผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 และเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองยอมแพ้คดี แต่ถ้าหากไม่ใช่จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ลงความเห็นว่าลายมือชื่อและลายพิมพ์นิ้วมือในหนังสือสัญญาขายที่ดินเป็นของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2จริง ครบเงื่อนไขตามคำท้า ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ การที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์โดยอ้างว่าคำท้าดังกล่าวขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนเพราะลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ขายในหนังสือสัญญาขายที่ดินไม่ชัดเจน ไม่สามารถตรวจสอบได้ เป็นลายพิมพ์นิ้วมือที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์โดยอ้างว่าข้ออ้างตามอุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันไร้สาระ จึงไม่รับวินิจฉัย แต่ในส่วนคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ภาค 2 กลับวินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งว่าการท้ากันไม่ขัดต่อกฎหมายจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เช่นเดียวกัน ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 225 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหลุย พรหมสวัสดิ์ กับพวก
จำเลย — นางเสวียง ขำสร้อยทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายชูศักดิ์ จำปา
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายสายันต์ สุรสมภพ
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
วิชัย วิวิตเสวี
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา