คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5557/2543
#66214
เปิดฉบับเต็ม

สาระสำคัญของหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ.มาตรา 653วรรคหนึ่งอยู่ที่ว่า มีการแสดงให้เห็นว่ามีการกู้ยืมเงินกันก็เพียงพอแล้ว ไม่ได้บังคับถึงกับจะต้องระบุชื่อของผู้ให้กู้ไว้ด้วย

เอกสารฉบับพิพาทมีสาระสำคัญแสดงให้เห็นว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้โดยไม่ได้ระบุชื่อผู้ให้กู้ลงไว้ แต่ระบุจำนวนเงินและจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้กู้ครบถ้วน จึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามป.วิ.พ.มาตรา 223 ทวิ เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือจึงมีอำนาจฟ้อง แต่คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันมีเพียง 32,812 บาท การวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น อาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงสมควรให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวจากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบก่อนตาม ป.วิ.พ.มาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 247

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ ม. 243 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจวง ตันตระบัณฑิตย์
จำเลย — นายวีระชาติ วรงคชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายสัญชัย ลิ่มไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5556/2543
#37394
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องคดีแพ่งที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่มีลายมือชื่อผู้เรียงและไม่มีลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นเพียงคำฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67(5) ศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้บริบูรณ์ภายในเวลาที่กำหนด หากโจทก์ไม่ปฏิบัติก็ให้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ความจึงปรากฏขึ้นในภายหลังว่าคำฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ลายมือชื่อทนายโจทก์ ผู้เรียงและลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจึงจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับคำฟ้องมาเป็นไม่รับคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องไปเสียทีเดียวเป็นการไม่ชอบ

โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ครบถ้วน แล้วยกคดีของโจทก์ขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2(ก)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน103,370 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยทั้งสี่คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสี่แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าการที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเนื่องจากตามคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียง และลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่มีลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียงและไม่มีลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นเพียงคำฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67(5) ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้บริบูรณ์ภายในเวลาที่กำหนด หากโจทก์ไม่ปฏิบัติก็ให้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 วรรคสอง คดีนี้ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วความจึงปรากฏขึ้นในภายหลังว่าคำฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียง และลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ ดังนั้น จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจึงจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับคำฟ้องมาเป็นไม่รับคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสี่แล้วพิพากษายกฟ้องไปเสียทีเดียวเป็นการไม่ชอบ

อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมาย โดยขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ครบถ้วน แล้วยกคดีของโจทก์ขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตาราง 1 ข้อ 2(ก) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นนี้ตามทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นจัดการให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับลายมือชื่อที่บกพร่องเสียให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 67 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นาย วินัย ฟองดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
วินัย วิมลเศรษฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5556/2543
#39279
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่ง คำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่มีลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียง และไม่มีลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นเพียงคำฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67(5) ศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้บริบูรณ์ภายในเวลาที่กำหนดหากโจทก์ไม่ปฏิบัติก็ให้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ความจึงปรากฏขึ้นในภายหลังว่าคำฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียงและลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจึงจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับคำฟ้องเป็นไม่รับคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องไปเสียทีเดียวเป็นการไม่ชอบ

โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับ คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ครบถ้วนแล้วยกคดีของโจทก์ขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2(ก)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน103,370 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยทั้งสี่ คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสี่แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าการที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเนื่องจากตามคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียง และลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่มีลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียง และไม่มีลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นเพียงคำฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67(5) ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้บริบูรณ์ภายในเวลาที่กำหนด หากโจทก์ไม่ปฏิบัติก็ให้มีคำสั่งไม่รับฟ้องนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง คดีนี้ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ความจึงปรากฏขึ้นในภายหลังว่าคำฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียง และลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ ดังนั้น จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจึงจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับคำฟ้องเป็นไม่รับคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสี่แล้วพิพากษายกฟ้องไปเสียทีเดียวเป็นการไม่ชอบ

อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมาย โดยขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ครบถ้วน แล้วยกคดีของโจทก์ขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นนี้ตามทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นจัดการให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับลายมือชื่อที่บกพร่องเสียให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 67 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายวินัย ฟองดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
วินัย วิมลเศรษฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5556/2543
#66213
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่ง คำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่มีลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียง และไม่มีลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นเพียงคำฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 67 (5) ศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้บริบูรณ์ภายในเวลาที่กำหนด หากโจทก์ไม่ปฏิบัติก็ให้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้นตาม ป.วิ.พ.มาตรา18 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ความจึงปรากฏขึ้นในภายหลังว่าคำฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียงและลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจึงจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับคำฟ้องเป็นไม่รับคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องไปเสียทีเดียวเป็นการไม่ชอบ

โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ.มาตรา 223 ทวิ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ครบถ้วนแล้วยกคดีของโจทก์ขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามบัญชีท้ายป.วิ.พ.ตาราง 1 ข้อ 2 (ก)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 67 (5) ม. ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายวินัย ฟองดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายวิโรจน์ ตั้งสุภากิจ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
วินัย วิมลเศรษฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5555/2543
#37829
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าดำเนินกิจการสถานีบริการและยืมบริภัณฑ์ โจทก์ให้เช่าสถานีบริการน้ำมันตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ ส่วนบริภัณฑ์นั้นโจทก์ให้ผู้เช่ายืมใช้เพื่อประโยชน์ในการจำหน่ายน้ำมันของผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขว่าผู้เช่าต้องซื้อผลิตภัณฑ์จากโจทก์โดยตรงเท่านั้น บริภัณฑ์ที่โจทก์ให้ผู้เช่ายืมจึงเป็นส่วนสำคัญของการให้เช่าสถานีบริการน้ำมัน เมื่อการให้เช่าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเป็นการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อ "บริภัณฑ์" จึงเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องห้ามมิให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เช่าที่ดินและอาคารจากผู้อื่นแล้วให้เช่าช่วงแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับการคัดเลือกจากโจทก์ โดยทำเป็นสัญญาเช่าดำเนินกิจการสถานีบริการและยืมบริภัณฑ์ โดยผู้ประกอบการต้องซื้อน้ำมันจากโจทก์เท่านั้น วัตถุประสงค์หลักของสัญญาจึงเป็นการจำหน่ายน้ำมันภาษีซื้อของ "บริภัณฑ์" จึงเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจำหน่ายน้ำมันซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและใช้เครดิตภาษีหรือขอคืนได้ตามมาตรา 77/1(18) และ 82/3 ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจำเลย และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 3,834,317.85 บาท ที่จำเลยใช้สิทธิเรียกร้องต่อธนาคารเอบีเอ็น แอมโร เอ็น วี สาขากรุงเทพมหานครแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเท่าที่ธนาคารคิดจากโจทก์ตั้งแต่วันที่จำเลยรับเงินไปจากธนาคารจนถึงวันที่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์แล้วเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ให้ผู้ประกอบการเช่าสถานีบริการน้ำมันในอัตราค่าเช่าต่ำและให้ยืม "บริภัณฑ์" โดยไม่คิดมูลค่าเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ประกอบการให้เข้าร่วมประกอบกิจการกับโจทก์ หามีลักษณะสำคัญเป็นสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงดังโจทก์อ้างไม่ กรณีถือได้ว่าโจทก์นำ"บริภัณฑ์" ไปใช้ประกอบกับการให้เช่าสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อของ "บริภัณฑ์" ดังกล่าวจึงเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและต้องห้ามไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/5(3)แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนเงินส่วนนี้พร้อมดอกเบี้ย

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "โจทก์นำ "บริภัณฑ์" ไปติดตั้งในที่ดินและอาคารที่เช่าเพื่อใช้เป็นสถานประกอบการสถานีบริการน้ำมันแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าโจทก์มีเจตนาให้ "บริภัณฑ์" เป็นของใช้ประจำอยู่กับสถานประกอบการนั้นเพื่อประโยชน์แก่การใช้สอยในสถานประกอบการเพื่อประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน ข้อความในสัญญาเช่าดำเนินกิจการสถานีบริการและยืมบริภัณฑ์ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 110 ถึง 124ข้อ 1 ที่ว่า "บริษัทตกลงให้ผู้ดำเนินการเช่าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์ พร้อมทั้งให้ยืมบริภัณฑ์ อนึ่ง เป็นที่เข้าใจกันดีทั้งสองฝ่ายว่าบริภัณฑ์ดังกล่าวข้างต้นเป็นการให้ยืมแก่ผู้ดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมซึ่งซื้อโดยตรงและโดยเฉพาะจากบริษัทเท่านั้น" กับข้อ 2 ที่ว่า "บริภัณฑ์ตามที่ระบุไว้ในข้อ 1. จะเป็นการให้ยืมโดยไม่คิดมูลค่า ส่วนค่าตอบแทนในการใช้สถานีบริการให้คิดในอัตราดังกล่าวต่อไปนี้" แสดงให้เห็นว่าตามสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์ให้เช่าสถานีบริการน้ำมันตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ ส่วนบริภัณฑ์นั้นโจทก์ให้ผู้เช่ายืมใช้เพื่อประโยชน์ในการจำหน่ายน้ำมันของผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขว่าผู้เช่าต้องซื้อผลิตภัณฑ์จากโจทก์โดยตรงเท่านั้น ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า"บริภัณฑ์" ที่โจทก์ให้ผู้เช่ายืมเป็นส่วนสำคัญของการให้เช่าสถานีบริการน้ำมันเมื่อการให้เช่าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเป็นการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81(1)(ต)ภาษีซื้อ "บริภัณฑ์" จึงเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและมีผลทำให้เป็นภาษีซื้อที่ห้ามมิให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5(6) ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่องการกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5(6)แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2(3) ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่ให้นำภาษีซื้อดังกล่าวไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 81 ม. 82/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท คูเวตปิโตรเลี่ยม (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สันติ ทักราล
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5555/2543
#91232
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำ "บริภัณฑ์" ไปติดตั้งในที่ดินและอาคารที่เช่าเพื่อใช้เป็นสถานประกอบการสถานีบริการน้ำมันแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าโจทก์มีเจตนาให้ "บริภัณฑ์" เป็นของใช้ประจำอยู่กับสถานประกอบการนั้น เพื่อประโยชน์แก่การใช้สอยในสถานประกอบการเพี่อประกอบกิจการสถานนีบริการน้ำมัน ข้อความในสัญญาเช่าดำเนินกิจการสถานีบริการและยืมบริภัณฑ์ ข้อ 1 ที่ว่า " บริษัทตกลงให้ผู้ดำเนินการเช่าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์ ? พร้อมทั้งให้ยืมบริภัณฑ์ ? อนึ่งเป็นที่เข้าใจกันดีทั้งสองฝ่ายว่า บริภัณฑ์ ดังกล่าวข้างต้นเป็นการให้ยืมแก่ผู้ดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมซึ่งซื้อโดยตรงและโดยเฉพาะจากบริษัทเท่านั้น ?" กับข้อ 2 ที่ว่า "บริภัณฑ์ตามที่ระบุไว้ในข้อ 1 จะเป็นการให้ยืมโดยไม่คิดมูลค่า ส่วนค่าตอบแทนในการใช้สถานีบริการให้คิดในอัตราดังกล่าวต่อไปนี้ ?" แสดงให้เห็นว่าโจทก์ให้เช่าสถานีบริการน้ำมันตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ส่วนบริภัณฑ์นั้นโจทก์ให้ผู้เช่ายืมใช้เพื่อประโยชน์ในการจำหน่ายน้ำมันของผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขว่าผู้เช่าต้องซื้อผลิตภัณฑ์จากโจทก์โดยตรงเท่านั้น "บริภัณฑ์" ที่โจทก์ให้ผู้เช่ายืมจึงเป็นส่วนสำคัญของการให้เช่าสถานีบริการน้ำมัน เมื่อการให้เช่าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเป็นการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) (ต) ภาษีซื้อ "บริภัณฑ์" จึงเป็นการซื้อที่เกี่ยวข้องกับกิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและมีผลทำให้เป็นภาษีซื้อที่ห้ามมิให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่องการกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่องการกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (6) แห่ง ป. รัษฎากร ข้อ 2 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจำเลยตามแบบ ก.พ. 73.1 เลขที่ 2008330/5/100017 ถึงเลขที่ 2008330/5/100022 และเลขที่ 2008330/5/100023 ถึงเลขที่ 2008330/5/100032 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 3,834,317.85 บาท ที่จำเลยใช้สิทธิเรียกร้องต่อธนาคารเอบีเอ็น แอมโร เอ็น วี สาขากรุงเทพมหานคร แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเท่าที่ธนาคารคิดจากโจทก์ตั้งแต่วันที่จำเลยรับเงินไปจากธนาคารจนถึงวันที่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์แล้วเสร็จ

จำเลยให้การว่า เมื่อโจทก์ไม่ชำระค่าภาษีตามประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ธนาคารเอบีเอ็น แอมโร เอ็น วี สาขากรุงเทพมหานคร ใช้เงินแก่จำเลยตามหนังสือค้ำประกันที่โจทก์นำมาวางเป็นประกันแก่จำเลยในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมดอกเบี้ย

ในวันชี้สองสถานคู่ความรับข้อเท็จจริงกันว่า เดิมโจทก์ใช้ชื่อว่า "บริษัทคูเวตออยล์" (ประเทศไทย) จำกัด" โจทก์ได้จ่ายภาษีซื้อในการซื้อสินค้า "บริภัณฑ์" ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้กับสถานีบริการน้ำมันที่โจทก์ให้ ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเช่าดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมัน โดยทำสัญญาเช่าดำเนินกิจการสถานีบริการและยืมบริภัณฑ์ โจทก์นำภาษีซื้อดังกล่าวไปหักภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยเห็นว่า ภาษีซื้อของโจทก์ดังกล่าวต้องห้ามไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากรและรับข้อเท็จจริงในวันนัดสืบพยานว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการจำหน่ายน้ำมันและให้เช่าทรัพย์สินทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ โจทก์เช่าที่ดินซึ่งมีโครงสร้างอาคารสถานีบริการน้ำมันจากบริษัทในเครือของโจทก์แล้วนำ "บริภัณฑ์" ซึ่งหมายถึง เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องมีในสถานีบริการน้ำมัน เช่น ถังเก็บน้ำมัน ตู้เครื่องจ่ายน้ำมัน หัวจ่ายน้ำมัน ป้ายแจ้งราคาน้ำมัน เป็นต้น ของโจทก์ไปติดตั้งในที่ดินที่เช่านั้นเพื่อให้เป็นสถานบริการน้ำมันที่พร้อมจะประกอบกิจการจำหน่ายน้ำมันและให้บริการเกี่ยวกับการจำหน่ายน้ำมัน หลังจากนั้นโจทก์จะจัดหาผู้ประสงค์จะประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันมาประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวโดยทำสัญญาเช่าดำเนินกิจการสถานีบริการและยืมบริภัณฑ์ โดยระบุว่าโจทก์ให้เช่าสถานีบริการน้ำมัน ส่วน "บริภัณฑ์" โจทก์ให้ยืม หลังจากเกิดพิพาทในคดีนี้ โจทก์มีหนังสือหารือจำเลยแล้ว จำเลยมีหนังสือตอบข้อหารือแล้วคู่ความไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า? คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อสินค้าประเภท "บริภัณฑ์" ของโจทก์ต้องห้ามไม่ให้นำมาหักภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 (3) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำ "บริภัณฑ์" ไปติดตั้งในที่ดินและอาคารที่เช่าเพื่อใช้เป็นสถานประกอบการสถานีบริการน้ำมัน แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าโจทก์มีเจตนาให้ "บริภัณฑ์" เป็นของใช้ประจำอยู่กับสถานประกอบการนั้น เพื่อประโยชน์แก่การใช้สอยในสถานประกอบการเพื่อประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน ข้อความในสัญญาเช่าดำเนิน กิจการสถานีบริการและยืมบริภัณฑ์ที่ว่า "บริษัทตกลงให้ผู้ดำเนินการเช่าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์? พร้อมทั้งให้ยืมบริภัณฑ์? อนึ่ง เป็นที่เข้าใจกันดีทั้งสองฝ่ายว่าบริภัณฑ์ดังกล่าวข้างต้นเป็นการให้ยืมแก่ ผู้ดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมซึ่งซื้อโดยตรงและโดยเฉพาะจากบริษัทเท่านั้น?" กับข้อ 2. ที่ว่า "บริภัณฑ์ตามที่ระบุไว้ในข้อ 1. จะเป็นการให้ยืมโดยไม่คิดมูลค่า ส่วนค่าตอบแทนในการใช้สถานีบริการให้คิดในอัตราดังกล่าวต่อไปนี้?" แสดงให้เห็นว่าตามสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์ให้เช่าสถานีบริการน้ำมันตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ ส่วนบริภัณฑ์นั้นโจทก์ให้ผู้เช่ายืมใช้เพื่อประโยชน์ในการจำหน่ายน้ำมันของผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขว่าผู้เช่าต้องซื้อผลิตภัณฑ์จากโจทก์โดยตรงเท่านั้น ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า "บริภัณฑ์" ที่โจทก์ให้ผู้เช่ายืมเป็นส่วนสำคัญของการให้เช่าสถานีบริการน้ำมัน เมื่อการให้เช่าดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเป็นการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) (3) ภาษีซื้อ "บริภัณฑ์" จึงเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและมีผลทำให้เป็นภาษีซื้อที่ห้ามมิให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 (6) ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่องการกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (6) แห่ง ป.รัษฎากร ข้อ 2 (3) ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่ให้นำภาษีซื้อดังกล่าวไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 81 (1ฉ (ต) ม. 82/5 ( (3)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ม. 2 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคูเวตปิโตรเลี่ยม (ประเทศไทย)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สันติ ทักราล
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5549/2543
#93187
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ โดยในขณะเกิดเหตุจำเลยให้นายนิดยืมเงิน 5,000 บาท โดยให้ น.ขับรถยนต์ของจำเลยคันดังกล่าวไปรับเงินจากภรรยาของจำเลย แล้ว น.ขับรถยนต์ไปเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์คันอื่นโดยละเมิด เป็นเหตุให้ ณ. และ บ.ถึงแก่ความตาย เมื่อการที่ น.นำรถยนต์ที่จำเลยให้ยืมเพื่อไปรับเงินที่จำเลยให้ยืมจากภรรยาของจำเลยนั้น มิใช่เป็นการทำการแทนจำเลย แต่เป็นการทำเพื่อกิจการและประโยชน์ของ น.เอง ดังนี้ น.จึงมิใช่ตัวแทนของจำเลย จำเลยย่อมไม่ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่ง น.ได้กระทำไปดังกล่าว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 426 ม. 427 ม. 437
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญสม สรรพสิทธิ์ กับพวก
จำเลย — นายสำรอง อินทร์จันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายอรรถสิทธิ์ รอดบำรุง
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายสมชาย เหล็กกล้า
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์
สถิตย์ ไพเราะ
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5541/2543
#91231
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ข้อเท็จจริงในคดีจึงต้องรับฟังเป็นยุติถึงการกระทำความผิดของจำเลยได้ตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยไม่อาจที่จะโต้แย้งเป็นอย่างอื่นได้ การที่จำเลยอุทธรณ์ขึ้นมาว่ามิได้มีเจตนากระทำผิด เป็นอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติไปแล้ว อันถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 และ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓, ๖๓, ๗๗ จัตวา, ๘๕, ๘๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๐ ริบของกลาง

ระหว่างพิจารณา บริษัทสยามดัทช์ โมสควิโต้ เน็ตติ้ง จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘๕, ๘๘ ประกอบมาตรา ๖๓ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๐ ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ คนละ ๑ ปี และปรับคนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้ปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ คนละ ๖ เดือน และปรับคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ คงปรับ ๑๐๐,๐๐๐ บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ กลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๓ เพียงผู้เดียวเป็นผู้มีอำนาจดำเนินการแทนจำเลยที่ ๒ ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นเพียงผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ ๒ เท่านั้น ในการที่จำเลยที่ ๒ ผลิตสินค้าของกลางก็มิได้ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ แต่ผลิตตามที่มีลูกค้าจากต่างประเทศว่าจ้างให้ผลิตโดยลูกค้าเป็นผู้กำหนดรูปแบบสินค้าพร้อมส่งตัวอย่างมาให้เป็นแบบด้วย ทั้งจำเลยทั้งสามไม่ทราบมาก่อนว่าโจทก์ร่วมได้ขอรับสิทธิบัตรและได้รับสิทธิบัตรแบบผลิตภัณฑ์สำหรับสินค้าตามฟ้อง จำเลยทั้งสามมิได้มีเจตนากระทำผิดคดีนี้นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสามได้ให้การรับสารภาพว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์แล้ว ดังนั้น ข้อเท็จจริงในคดีจึงต้องรับฟังเป็นยุติถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามได้ตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสามไม่อาจที่จะโต้แย้งเป็นอย่างอื่นได้ การที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขึ้นมาดังกล่าวนั้น เป็นอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติไปแล้วอันถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสามมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔๕ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสามคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงปรับคนละ ๕๐,๐๐๐ บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ และบังคับจำเลยที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทสยามดัทช์ โมสควิโต้ เน็ตติ้ง จำกัด
จำเลย — นางสาวสุภิณ แซ่ยิ้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวราคมน์ เลี้ยวพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5534/2543
#99108
เปิดฉบับเต็ม

พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบรับฟังได้ความชัดว่า ว. ได้พบเห็นจำเลยอยู่ในร้านค้าของ ว. โดย ส. ลูกจ้างของ ว. อยู่นอกร้านค้า และจำเลยเดินหนีออกจากร้านค้าโดยในมือถือสิ่งของไปด้วย ต่อมาหลังจาก ว. คาดคั้นและทราบจาก ส. ว่าถูกจำเลยข่มขู่และเอาทรัพย์สินไปแล้ว ว. ไปสถานีตำรวจพร้อมจำเลย จำเลยรับสารภาพและลงลายมือชื่อในบันทึกชั้นจับกุมว่าเอาทรัพย์สินของ ว. ไปจริง แม้ข้อนี้จำเลยจะนำสืบว่า เหตุที่รับสารภาพในชั้นจับกุมเนื่องจากถูก ว. หลอกว่าจะไม่เอาเรื่อง หากเป็นจริงก็ไม่ได้ทำให้คำรับสารภาพในชั้นจับกุมเสียไปเพราะมิได้เกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงาน แต่เกิดจากการต่อรองและการตัดสินใจของจำเลยโดยสมัครใจ ย่อมรับฟังยันจำเลยได้ พยานหลักฐานโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ข่มขืนใจนางสาวสมถวิลให้ยอมให้จำเลยได้รับประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญว่าจะแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจให้จับกุมนางสาวสมถวิลที่ติดยาเสพติดเมทแอมเฟตามีน อันเป็นการทำอันตรายต่อเสรีภาพและชื่อเสียงของนางสาวสมถวิล จนนางสาวสมถวิลยอมให้จำเลยเอาทรัพย์สินของนายวิฑูร ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนางสาวสมถวิลไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๗ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่นายวิฑูร

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๗ วรรคแรก จำคุก ๒ ปี คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๔ เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่กรรโชกไปเป็นเงิน ๗๒๖ บาท แก่นายวิฑูร

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบรับฟังได้ความชัดว่านายวิฑูรได้พบเห็นจำเลยอยู่ในร้านค้าของนายวิฑูร โดยนางสาวสมถวิลลูกจ้างของนายวิฑูรอยู่นอกร้านค้า และจำเลยเดินหนีออกจากร้านค้าไปโดยในมือถือสิ่งของไปด้วยจริง ต่อมาหลังจากนายวิฑูรคาดคั้นและทราบจากนางสาวสมถวิลว่าถูกจำเลยข่มขู่และเอาทรัพย์สินไปแล้ว นายวิฑูรได้ไปสถานีตำรวจพร้อมจำเลยและจำเลยก็ได้รับสารภาพและลงลายมือชื่อในบันทึกชั้นจับกุมว่าได้เอาทรัพย์สินของนายวิฑูรไปจริง แม้ข้อนี้จำเลยจะนำสืบอ้างว่าเหตุที่รับสารภาพในชั้นจับกุมก็ด้วยเหตุถูกนายวิฑูรหลอกว่าจะไม่เอาเรื่องก็ตาม เหตุดังกล่าวหากเป็นจริงก็ไม่ได้ทำให้คำรับสารภาพในชั้นจับกุมเสียไปเพราะมิได้เกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงาน แต่เกิดจากการต่อรองและการชั่งน้ำหนักตัดสินใจของจำเลยเองโดยสมัครใจย่อมรับฟังยันจำเลยได้ พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่รับฟังได้ความดังกล่าวนี้พอเพียงที่จะลงโทษจำเลยได้แล้วโดยปราศจากข้อสงสัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลย ๑ ปี คำรับของจำเลยชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลย ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวนิตยา บุญชมชื่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวุฒิชัย ไวยภาษ
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
วินัย วิมลเศรษฐ
สุรพล เจียมจูไร
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5529/2543
#35001
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและเรียกค่าเสียหาย โดยโจทก์มิได้ขอให้จำเลยส่งคืนโรงเรือนบนที่ดินแก่โจทก์ จำเลยให้การว่าโจทก์รับซื้อที่ดินพิพาทไว้แล้วผิดสัญญาไม่ยอมให้จำเลยไถ่การขายฝาก ขอให้ยกฟ้อง โดยจำเลยมิได้ฟ้องแย้งขอให้โจทก์รับไถ่การขายฝาก แต่กลับฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นโดยอ้างว่าจำเลยก่อสร้างโรงเรือนบนที่ดินพิพาทโดยสุจริตเพียงประการเดียว คำให้การที่ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้ใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นจึงขัดกันเองอยู่ในตัว ไม่สามารถที่จะพิพากษาให้เป็นไปตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยได้ แต่ต้องพิพากษาไปในทางใดทางหนึ่ง คือหากฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ต้องพิพากษายกฟ้อง โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลย หรือหากฟังว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงอาจจะยกฟ้องแย้งของจำเลยขึ้นพิจารณาต่อไปฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุต่างกันกับฟ้องเดิมเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ไม่อาจรวมพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 56728ซึ่งเป็นที่ดินว่างเปล่าแก่โจทก์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2536 มีกำหนด2 ปี แล้วไม่ไถ่คืน แต่กลับลอบเข้ามาปลูกบ้านอยู่อาศัยบนที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาปลายปี 2538 โจทก์ตรวจพบว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านเลขที่ 63/34 รุกล้ำเข้ามาในที่ดินพิพาทบางส่วน โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริเวณออกไปจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ขาดรายได้จากการนำที่ดินพิพาทออกให้ผู้อื่นเช่าในอัตราเดือนละ 800 บาท นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2536ที่จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 ปี7 เดือน เป็นเงิน 44,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 44,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 800 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งอย่างคนอนาถาว่า จำเลยทั้งสองขายฝากที่ดินพิพาทไว้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2536เป็นเงิน 200,000 บาท มีกำหนดไถ่คืนภายในเวลา 2 ปี ต่อมาจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านราคา 400,000 บาทเศษ เพื่ออยู่อาศัยบนที่ดินพิพาทซึ่งเดิมมีราคาเพียง 500,000 บาท ทำให้ที่ดินมีราคาเพิ่มขึ้นและมีผู้มาขอซื้อในราคา 950,000 บาท ก่อนครบกำหนดสัญญาขายฝากจำเลยที่ 1 ไปขอไถ่ แต่โจทก์ไม่ยอมไปจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 1อ้างว่ามีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นต้องไถ่ถอนคืนในราคา 500,000 บาท ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถไถ่คืนได้ โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาขายฝาก จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากที่ดิน จำเลยที่ 2 เชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทยังเป็นของจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากไว้แก่โจทก์ จนกระทั่งถูกฟ้องเป็นคดีนี้ การปลูกบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ แต่กลับทำให้ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น 400,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 และอีก 50,000 บาทแก่จำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับคำให้การจำเลยทั้งสอง สำเนาให้โจทก์งดชี้สองสถาน นัดสืบพยานโจทก์ แจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบ ไม่มีผู้รับให้ปิดส่วนฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้ง และสั่งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า ศาลไม่รับฟ้องแย้งแล้ว คำขออนาถาจึงตกไป ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เกี่ยวเนื่องกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองให้ขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินและเรียกค่าเสียหายโดยโจทก์มิได้ขอให้จำเลยทั้งสองส่งคืนโรงเรือนบนที่ดินแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่าโจทก์รับซื้อที่ดินพิพาทไว้แล้วผิดสัญญาไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนการขายฝาก ขอให้ยกฟ้อง โดยจำเลยทั้งสองมิได้ฟ้องแย้งขอให้โจทก์รับไถ่ถอนการขายฝาก แต่กลับฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองก่อสร้างโรงเรือนบนที่ดินพิพาทโดยสุจริตเพียงประการเดียว จึงเห็นได้ชัดเจนว่าตามคำให้การที่ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้ใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นขัดกันเองอยู่ในตัว ไม่สามารถที่จะพิพากษาให้เป็นไปตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองได้ แต่ต้องพิพากษาไปในทางใดทางหนึ่งคือหากฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ต้องพิพากษายกฟ้องโดยไม่จำต้องวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง หรือหากฟังว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงอาจจะยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองขึ้นพิจารณาต่อไป ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุต่างกันกับฟ้องเดิม เป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขไม่อาจรวมพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2700/2535 ที่จำเลยทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย แผน โชคลาภ
จำเลย — นางสาว ยิ่งพรรณ ฉ่ำชื่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5529/2543
#66212
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและเรียกค่าเสียหาย โดยโจทก์มิได้ขอให้จำเลยส่งคืนโรงเรือนบนที่ดินแก่โจทก์ จำเลยให้การว่าโจทก์รับซื้อที่ดินพิพาทไว้แล้วผิดสัญญาไม่ยอมให้จำเลยไถ่การขายฝาก ขอให้ยกฟ้อง โดยจำเลยมิได้ฟ้องแย้งขอให้โจทก์รับไถ่การขายฝาก แต่กลับฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นโดยอ้างว่าจำเลยก่อสร้างโรงเรือนบนที่ดินพิพาทโดยสุจริตเพียงประการเดียว คำให้การที่ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้ใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นจึงขัดกันเองอยู่ในตัว ไม่สามารถที่จะพิพากษาให้เป็นไปตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยได้ แต่ต้องพิพากษาไปในทางใดทางหนึ่ง คือหากฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ต้องพิพากษายกฟ้อง โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลย หรือหากฟังว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงอาจจะยกฟ้องแย้งของจำเลยขึ้นพิจารณาต่อไป ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุต่างกันกับฟ้องเดิม เป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ไม่อาจรวมพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 177 วรรคสาม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแผน โชคลาภ
จำเลย — นางสาวยิ่งพรรณ ฉ่ำชื่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวงศ์สถิตย์ แสงสุก
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายสุภิญโญ ชยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5527/2543
#37828
เปิดฉบับเต็ม

ความหมายของข้อความว่า "ได้ส่งไปโดยมีผู้ขนส่งหลายคนหลายทอด"ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 618 ต้องปรากฏว่าแต่ละคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับของหรือสินค้าที่ถูกขนส่งเป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงในการนำสินค้าจากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งด้วยการรับขนส่งกันเป็นช่วง ๆ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ลำพังแต่การเป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งทอดใดทอดหนึ่งเพื่อทำธุรกรรมทางด้านเอกสารเกี่ยวกับสินค้า หรือปฏิบัติพิธีการทางศุลกากรในการนำเรือเข้าเทียบท่า แจ้งกำหนดเรือบรรทุกสินค้าเข้าให้เจ้าของสินค้าทราบเพื่อจะได้มารับสินค้าเท่านั้นโดยไม่ปรากฏว่าได้เข้าไปเกี่ยวข้องขนส่งสินค้าด้วยแล้ว ก็ไม่อาจถือว่าตัวแทนเรือดังกล่าวเป็นผู้ร่วมขนส่งหลายคนหลายทอดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางทะเลอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) จำเลยที่ 2เป็นผู้ร่วมขนส่งสินค้าทอดสุดท้ายในประเทศไทย เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2533 บริษัทคาร์เปท อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ จำกัดผู้ซื้อสั่งซื้อสินค้าเครื่องทอพรมรวม 4 เครื่อง ราคา 5,150,000 เหรียญไต้หวันจากบริษัทชูชิง แมชชีนเนอรี่ จำกัด ผู้ขายในประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)ผู้ขายว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวจากเมืองคีลุง ประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) มายังประเทศไทย โดยเรือเดินทะเลชื่อโคลัมบาผู้ซื้อเอาประกันภัยสินค้าในระหว่างการขนส่งไว้กับโจทก์ในวงเงิน5,262,157.57 บาท ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2533 เรือโคลัมบาเดินทางมาถึงประเทศไทย หลังจากขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือแล้ว ปรากฏว่าสินค้าที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายบางส่วนเนื่องจากการขนส่งต้องส่งเครื่องจักรกลับไปซ่อมที่โรงงานของผู้ผลิต เสียค่าซ่อมและค่าขนส่งรวมเป็นเงิน 2,247,912 บาท หักค่าซากเป็นเงิน 650,000 บาท คงเหลือความเสียหาย 1,597,912 บาท โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาประกันภัยในจำนวนเงินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อไปแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิตามกฎหมายโจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,597,912 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะผู้กระทำการแทนไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจ การแต่งตั้งทนายความจึงไม่ชอบ จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนในการทำพิธีการเรือเท่านั้น ความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย ผู้ซื้อได้รับสินค้าไปโดยไม่อิดเอื้อน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดและโจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง

ในการนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 2 ทราบ ไม่มีผู้รับให้ปิดหมายให้โจทก์นำส่งภายใน 7 วัน ต่อมาพนักงานเดินหมายรายงานว่า ส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดหมายแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มาเสียค่าธรรมเนียมในการส่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องจำเลยที่ 2 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่อไปแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,597,912 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์คำสั่งแล้ว พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้โจทก์จัดการนำส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยที่ 2 ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาเฉพาะคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต่อไป

ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2มิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2533 บริษัทคาร์เปทอินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ จำกัด สั่งซื้อสินค้าพิพาทเครื่องทอพรมรวม4 เครื่อง ราคา 5,150,000 เหรียญไต้หวัน จากบริษัทชูชิง แมชชีนเนอรี่จำกัด ในประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ทั้งนี้ บริษัทชูชิง แมชชีนเนอรี่จำกัด ว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทจากเมืองคีลุง ประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) มายังประเทศไทย โดยจำเลยที่ 1 ใช้เรือเดินทะเลชื่อโคลัมบาเป็นพาหนะบรรทุกขนส่งสินค้าพิพาท และบริษัทคาร์เปทอินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ จำกัด เอาประกันภัยสินค้าพิพาทในระหว่างขนส่งไว้กับโจทก์ในวงเงิน 5,262,157.57 บาท ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน2533 เรือโคลัมบาเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพและได้มีการขนถ่ายสินค้าลงจากเรือโคลัมบานำไปเก็บไว้ในโรงพักสินค้าหมายเลข 9 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้วปรากฏว่ามีสินค้าพิพาทบางส่วนเสียหาย บริษัทคาร์เปทอินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ จำกัด เรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัย โจทก์จ่ายเงินให้บริษัทคาร์เปท อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์จำกัด 1,597,912 บาท จึงเข้ารับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกค่าเสียหาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมขนส่งสินค้าพิพาทกับจำเลยที่ 1 อันเป็นการขนส่งหลายคนหลายทอดหรือไม่เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 618 ที่บัญญัติว่า"ถ้าของนั้นได้ส่งไปโดยมีผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดท่านว่าผู้ขนส่งทั้งนั้นจะต้องรับผิดร่วมกันในการสูญหาย บุบสลาย หรือส่งชักช้า" ซึ่งโดยความหมายของข้อความที่ว่า "ได้ส่งไปโดยมีผู้ขนส่งหลายคนหลายทอด" นั้น ต้องปรากฏว่าแต่ละคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับของหรือสินค้าที่ถูกขนส่งนั้นเป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงในการนำสินค้าจากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งด้วยการรับขนส่งกันเป็นช่วง ๆตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางจึงจะถือว่าเป็นการขนส่งหลายคนหลายทอดลำพังแต่ผู้นั้นเป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งทอดใดทอดหนึ่ง เพื่อทำธุรกรรมทางด้านเอกสารเกี่ยวกับสินค้า หรือปฏิบัติพิธีการทางศุลกากรในการนำเรือเข้าเทียบท่า แจ้งกำหนดเรือบรรทุกสินค้าเข้าให้เจ้าของสินค้าทราบเพื่อจะได้มารับสินค้าเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าได้เข้าไปเกี่ยวข้องขนส่งสินค้าด้วยแล้ว ก็ไม่อาจที่จะถือได้ว่าตัวแทนเรือดังกล่าวเป็นผู้ร่วมขนส่งหลายคนหลายทอดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 618 ดังเช่นที่โจทก์ฎีกา ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์เป็นตัวแทนขออนุญาตทำการบรรทุกและขนถ่ายและขอเครื่องมือทำการขนถ่ายสินค้าพิพาทลงจากเรือโคลัมบา จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการขนถ่ายสินค้าพิพาทแล้วนั้น เห็นว่า เรือโคลัมบาที่จำเลยที่ 1 ใช้บรรทุกขนส่งสินค้าพิพาทได้เดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพซึ่งเป็นท่าเรือปลายทางในการขนส่งสินค้าแล้ว การขนถ่ายสินค้าพิพาทลงจากเรือโคลัมบาเพื่อนำไปเก็บไว้ที่โรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยนั้น จากคำเบิกความของนายนพดล มีสุขเสมอ พยานโจทก์ซึ่งเคยเป็นพนักงานของโจทก์ตำแหน่งหัวหน้าส่วนรับประกันภัยทางทะเลและขนส่งที่ตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ได้ความว่า เมื่อเรือเข้าเทียบท่าที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้วนายเรือดังกล่าวเป็นผู้สั่งให้พนักงานของเรือขนถ่ายสินค้าโดยต้องขนถ่ายสินค้าและมอบสินค้าให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย และที่นายศราวุธ ปริวัติธรรม พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อเรือสินค้าต่างประเทศเข้าเทียบท่าเรือแล้วพนักงานของเรือมีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าเพื่อนำไปเก็บไว้ที่โรงพักสินค้าเองย่อมแสดงว่าการขนถ่ายสินค้าพิพาทลงจากเรือโคลัมบาเพื่อนำไปเก็บที่โรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยนั้นเป็นหน้าที่ของเรือโคลัมบาหรือจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ได้รับจ้างขนถ่ายสินค้าพิพาทลงจากเรือโคลัมบาเพื่อนำไปเก็บไว้ที่โรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด ซึ่งตามคำเบิกความของนายศราวุธและนายพิระ รัตนนันท์ พยานจำเลยที่ 2 ได้ความว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิจะเข้าไปรับขนถ่ายสินค้าในเขตการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้เนื่องจากจำเลยไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้รับขนถ่ายสินค้าไว้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่เรียกกันว่า "สตีวีโด" (STEVEDORE) และปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์เป็นผู้ขนถ่ายสินค้าพิพาทลงจากเรือโคลัมบานำไปเก็บไว้ที่โรงพักสินค้า 9 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตามใบแจ้งขอทำการบรรทุกและขนถ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.22 ข้อ 1 ระบุไว้ว่า "เรือลำนี้ซึ่งบริษัทBANGKOK SHIPPING เป็นตัวแทนของเรือได้ให้บริษัทผู้ประกอบกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์เป็นผู้ทำการบรรทุกหรือขนถ่ายสินค้า" เป็นการแสดงฐานะของจำเลยที่ 2 ไว้ชัดว่าเป็นเพียงตัวแทนเรือโคลัมบาที่ตกลงให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์เข้าทำการขนถ่ายสินค้าพิพาทลงจากเรือโคลัมบานำไปเก็บที่โรงพักสินค้าหมายเลข 9 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยประกอบกับนายเจริญ ทรงเจริญ ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า เป็นผู้ไปดูแลการขนถ่ายสินค้าลงจากเรือโคลัมบา ไม่มีหน้าที่ควบคุม กรรมการผู้ขนถ่ายสินค้าพิพาทเป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เจ้าของเรือโคลัมบาเป็นผู้จ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์โดยสั่งให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จ่ายแทนทั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์เป็นผู้เสียค่าเช่าเครื่องมือและอุปกรณ์การขนถ่ายสินค้า จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่จ่าย ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าเรือโคลัมบาเป็นผู้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์เป็นผู้ขนถ่ายสินค้าพิพาทลงจากเรือโคลัมบานำไปเก็บไว้ที่โรงพักสินค้าหมายเลข 9 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่ใช่จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้างจากเรือโคลัมบา จำเลยที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนของเรือโคลัมบาไปว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์มาขนถ่ายสินค้าลงจากเรือโคลัมบาเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยข้อเท็จจริงต้องกันว่าจำเลยที่ 2เป็นเพียงตัวแทนเรือโคลัมบาดำเนินการแจ้งการมาถึงของเรือให้ผู้รับตราส่งทราบเพื่อที่จะได้นำใบตราส่งมาเปลี่ยนเป็นใบปล่อยสินค้า ติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ คือ การท่าเรือแห่งประเทศไทย กรมเจ้าท่า กองตรวจคนเข้าเมืองกรมศุลกากร อันเป็นงานเกี่ยวกับเอกสารหรือติดต่อกับบุคคลต่าง ๆ แทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิใช่มีลักษณะเป็นการเข้าร่วมขนส่งสินค้าหลายคนหลายทอดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 618 แล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นของโจทก์ต่อไปอีกนั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 618
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สามัคคีประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัท อัลลิมิเต็ด เอ็กซ์เพลส จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5522/2543
#98910
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ นั้น บัญญัติให้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวนี้ใช้บังคับได้มีกำหนด 4 ปี หากแปลวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาเป็นวันใดวันหนึ่งตลอดเวลาที่พระราชกฤษฎีกานั้นมีผลใช้บังคับอยู่ก็จะทำให้วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลให้ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่จะเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนนั้นไม่อาจถือเอาเป็นที่แน่นอนได้ ดังนั้น ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 21 (1) แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 จึงหมายถึงวันเริ่มใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 33,990,066 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ในต้นเงิน 28,724,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,748,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 สายกรุงเทพฯ - ตราด ตอนอำเภอเมืองสมุทรปราการ - บ้านตำหรุ พ.ศ. 2532 บัญญัติให้พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับได้มีกำหนดสี่ปี หากแปลวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาเป็นวันใดวันหนึ่งตลอดเวลาที่พระราชกฤษฎีกานั้นมีผลใช้บังคับอยู่ก็จะทำให้วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์แตกต่างกัน โดยเฉพาะระหว่างวันแรกและวันสุดท้ายของการใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาห่างกันถึงสี่ปี ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่จะเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนย่อมสูงขึ้นหรือต่ำลงตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศตามวันเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป จึงไม่อาจถือเอาเป็นที่แน่นอนได้ ซึ่งมิใช่วัตถุประสงค์ของผู้บัญญัติกฎหมายที่มุ่งหมายจะให้เป็นเช่นนั้น ดังนั้น ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 21 (1) แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 จึงหมายถึงวันเริ่มใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ดังนั้นจึงต้องคำนึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินของโจทก์ในวันที่ 5 ตุลาคม 2532 อันเป็นวันใช้บังคับ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3? พ.ศ. 2532 มาประกอบการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,024,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและวันเวลาที่ศาลอุทธรณ์กำหนดแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุพัตรา วังทองสุขศิริ กับพวก
จำเลย — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่ง เรืองโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
กนก พรรณรักษา
วิชัย ชื่นชมพูนุท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5498/2543
#66351
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายว่าเงิน ค่าอาหารมิใช่ค่าจ้างและการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ถือเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

จำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายค่าอาหารให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเนื่องจากโจทก์ต้องไปทำงานที่โครงการวางท่อส่งก๊าซที่จังหวัดอื่นเป็นประจำทุกเดือน มีจำนวนแน่นอนเช่นเดียวกับค่าจ้างหรือเงินเดือนโดยโจทก์ไม่ต้องนำหลักฐานมาเบิกและไม่ว่าโจทก์จะทำงานเดือนละกี่วัน เงินดังกล่าวจึงเป็นค่าตอบแทนในการที่โจทก์ไปทำงานในโครงการ ถือได้ว่าเป็นค่าจ้างในระหว่างนั้น ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน ๒๒,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๗,๘๘๗ บาท และค่าชดเชย ๙๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๙๐,๐๐๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๒๒,๕๐๐ บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๗,๘๘๗ บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เงินค่าอาหารเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นเงินของกิจการร่วมค้าเจ้าของโครงการวางท่อส่งก๊าซเป็นผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยเป็นแต่เพียงผู้ทดรองจ่ายให้ไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บคืนในภายหลังและจ่ายให้เฉพาะวันที่โจทก์มาทำงานซึ่งไม่แน่นอนจึงได้ตกลงกันให้เหมาจ่ายเป็นเดือน ทั้งเป็นเงินที่ไม่ได้นำไปเสียค่าภาษีเงินได้ จึงไม่ใช่ค่าจ้าง กับที่จำเลยอุทธรณ์ว่า กิจการร่วมค้าขอยืมตัวโจทก์ไปช่วยทำงานเพียงแค่วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๑ เท่านั้น การที่โจทก์ทำงานกับโครงการต่อไปไม่เกี่ยวข้องกับจำเลย จำเลยเลิกจ้างพนักงานตามสัดส่วนของปริมาณงานไม่ใช่เลิกจ้างเฉพาะโจทก์ การจ่ายโบนัสและการก่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่า ผลประกอบการของจำเลยมีกำไร และงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและคดีความของกลุ่มบริษัทในเครือไม่ใช่งานของจำเลยจะนำมาเป็นเหตุวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ เห็นได้ว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว ล้วนเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายตามที่จำเลยต้องการ ถือเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

กรณีจำเลยจ่ายค่าอาหารให้โจทก์เนื่องจากโจทก์ต้องไปทำงานที่โครงการวางท่อส่งก๊าซที่จังหวัดราชบุรี เป็นประจำทุกเดือน มีจำนวนแน่นอนเช่นเดียวกับค่าจ้างหรือเงินเดือนโดยโจทก์ไม่ต้องนำหลักฐานมาเบิกและไม่ว่าโจทก์จะทำงานเดือนละกี่วัน เงินดังกล่าวจึงเป็นค่าตอบแทนในการที่โจทก์ไปทำงานในโครงการถือได้ว่าเป็นค่าจ้าง ในระหว่างนั้น ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๒ จึงไม่ใช่เป็นเงินสวัสดิการ ?

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม. 2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวชิระ นาขวัญ
จำเลย — บริษัทถนอมวงศ์บริการ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5497/2543
#91230
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่ฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด เมื่อข้อความในสัญญากู้ยืมเงินทั้งฉบับไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะใช้หนี้แทนจำเลยที่ 1 ผู้กู้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในสัญญาดังกล่าว จึงไม่ใช่สัญญาค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้เงินจากโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 5 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ค้ำประกันการกู้ หนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารท้ายฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำขึ้นเพื่อเจตนาให้เป็นสัญญาหุ้นส่วนเพื่อค้าขายที่ดินและแบ่งปันผลประโยชน์ต่อกัน โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ช่วยลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวเพื่อรับรองว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้มีการตกลงเพื่อดำเนินกิจการเป็นหุ้นส่วนค้าขายที่ดินแบ่งปันผลประโยชน์กันจริง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้เงินโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจริงแต่มิได้มีเจตนากู้เงิน ความจริงจำเลยที่ 1 ได้ชักชวนให้โจทก์เข้าหุ้นทำการค้าขายที่ดินและทรัพย์สินอื่น ๆ โจทก์ตกลงเข้าหุ้นกับจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท ในวันทำสัญญาไม่มีการมอบเงิน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารท้ายฟ้องจริง แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ 1 โดยก่อนหน้านั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ร่วมกันเป็นนายหน้าจัดหาซื้อที่ดินมาเสนอขายให้จำเลยที่ 1 หากการซื้อขายที่ดินสำเร็จ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะได้ผลประโยชน์กันคนละ 2,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 จะได้ผลประโยชน์ที่เหลือทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวรับรู้ว่าได้มีการเข้าหุ้นกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 จะต้องแบ่งผลประโยชน์เป็นเงิน 450,000 บาท ให้โจทก์ แต่ปรากฏว่าการซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวไม่สำเร็จ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงลายมือชื่อในสัญญาใต้ข้อความว่า "ลงนามรับรอง" ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวเป็นการค้ำประกันการกู้ยืมที่จำเลยที่ 1 กู้ไปจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินในช่องผู้กู้เงินระบุชื่อนางสายชล ชาญณรงค์ (จำเลยที่ 1) ในช่อง ผู้ค้ำประกันระบุชื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียน ในช่องจำนวนเงินกู้ระบุตัวเลข 300,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกัน แต่ได้ลงลายมือชื่อใต้คำว่า "ลงนามรับรอง" ท้ายสัญญากู้ เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 6 มีสาระสำคัญในข้อ 4 ระบุว่า "เพื่อเป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินนี้ ผู้กู้ได้นำเอกสารสำคัญในการรับผลประโยชน์จากการหัก โอน ซื้อ ขาย ที่ดินโฉนดแปลงที่ 11431 ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จจึงจะมอบส่วนที่เป็นผลประโยชน์ส่วนเกินทั้งหมดรวมเงินต้นแล้ว เป็นเงินในจำนวน 450,000 บาทถ้วนแล้ว จึงลงนามรับรองโดยชอบทั้งสิ้นมี 4 บุคคลร่วมลงนามตามเบื้องต้น?" ซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 นำสืบต่อสู้ว่า การลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินฉบับนี้ มิใช่เป็นการค้ำประกันเงินกู้ แต่ลงลายมือชื่อรับรู้การเข้าหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และหากเมื่อจำเลยที่ 1 ได้มีการซื้อขายที่ดินกำไรมาแล้ว จะต้องแบ่งผลประโยชน์ให้โจทก์ด้วย ฉะนั้น ในช่องผู้ค้ำประกันเหนือหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กับข้อความในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินข้อ 4 และที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงลายมือชื่อใต้คำว่า ลงนามรับรอง ดูแล้วไม่อาจเชื่อมโยงแสดงให้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงลายมือชื่อในลักษณะของผู้ค้ำประกันการกู้ยืม แต่หนังสือสัญญากู้ยืมเงินข้อ 4 กลับมีความหมายว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้กู้ได้ซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11431 และมีการหักโอนเงินซื้อขายที่ดินแปลงนี้แล้ว โจทก์ผู้ให้กู้จะได้ต้นเงินและผลประโยชน์ตอบแทนรวมเป็นเงินตามที่ระบุนี้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงได้ลงลายมือชื่อรับรองในข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งนางหนูเทียน จันทร์รักงาม ภริยาโจทก์เบิกความว่า เหตุไม่ให้ผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันไว้ด้านหลังหนังสือกู้ยืมเงิน เพราะคิดว่าทำไว้ด้านหน้าก็เหมือนกัน โจทก์เบิกความว่า การทำสัญญากู้รายอื่น ๆ พยานจะให้ผู้กู้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญากู้ ส่วนผู้ค้ำประกันจะให้ทำสัญญาไว้ต่างหาก ฉะนั้นการที่โจทก์และนางหนูเทียนภริยาโจทก์มีอาชีพปล่อยเงินกู้ย่อมจะรู้ดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินไปจากโจทก์ถึง 300,000 บาท ถือว่าเป็นจำนวนมาก แต่เหตุใดจึงไม่ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันด้านหลังหนังสือสัญญากู้ยืมเงินอย่างกับที่เคยปฏิบัติต่อผู้กู้และผู้ค้ำประกันรายอื่น ๆ นับได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติวิสัย อันสัญญาค้ำประกันนั้นเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกัน มีความรับผิดแต่ฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด เมื่อข้อความในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินทั้งฉบับไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะใช้หนี้แทนจำเลยที่ 1 ผู้กู้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 368 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอกชัย น้อยน้ำเที่ยง
จำเลย — นางสายชล ชาญณรงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายมณฑล เกตุไทย
ชื่อองค์คณะ
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5496/2543
#37393
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลูกสร้างอาคารทาวน์เฮ้าส์ในที่ดินพิพาททั้งก่อนและหลังทำสัญญาขายฝากเฉพาะที่ดินพิพาทแก่โจทก์ โดยโจทก์รับรู้และยินยอมให้ปลูกสร้างและจำเลยเข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะปลูกสร้างได้ต่อไปจนแล้วเสร็จเพราะเชื่อว่าตนมีสิทธิไถ่ที่ดินพิพาทคืนได้ภายในเวลาที่กำหนดในสัญญาการปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาทของจำเลยจึงเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต แต่เมื่อทำสัญญาขายฝากแล้วจำเลยไม่ไถ่คืนภายในกำหนด ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อ ปัญหาว่าจำเลยต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ หรือไม่ กรณีดังกล่าวไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับได้โดยตรง จึงต้อง อาศัย เทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งอันได้แก่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1310 วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้เป็นเจ้าของโรงเรือนนั้นแต่ถ้าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินสามารถแสดงได้ว่ามิได้มีความประมาทเลินเล่อจะบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้นและเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป และทำที่ดินให้เป็นตามเดิมก็ได้ตามมาตรา 1310 วรรคสอง การที่โจทก์ปล่อยให้จำเลยปลูกสร้างอาคารต่อไปทั้งที่ได้ทำสัญญาขายฝากโดยโจทก์มิได้ห้ามปราม หรือขอให้จำเลยยุติการก่อสร้างถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วยในการสร้างโรงเรือนของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้นและเรียกให้จำเลยผู้สร้างรื้อถอนไปตามมาตรา 1310 วรรคสอง และไม่อาจเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลยได้เพราะจำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 83305 แก่โจทก์ มีกำหนด 6 เดือนเป็นเงิน 926,500 บาท เฉพาะที่ดินไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง หากไม่ไถ่คืนภายในกำหนดจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมต่อมาจำเลยไม่ไถ่คืนภายในกำหนด โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้ใช้สอยประโยชน์ในที่ดิน ขอคิดค่าเสียหายระหว่างระยะเวลาบอกกล่าว นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2539 ถึงวันครบกำหนดบอกกล่าววันที่ 26 ตุลาคม 2539 เท่าภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่โจทก์ต้องเสียให้แก่ธนาคารพาณิชย์อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินจำนวน 926,500 บาท เป็นเงินค่าเสียหาย 11,803 บาท และคิดค่าเสียหายตั้งแต่วันครบกำหนดบอกกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปและทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม โจทก์ขาดประโยชน์ใช้สอยวันละ 1,000บาท ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 30,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทและทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมภายใน 30 วัน มิฉะนั้นให้โจทก์มีสิทธิรื้อถอนโดยให้จำเลยทั้งสองรับผิดเสียค่าใช้จ่ายเพียงฝ่ายเดียว และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย41,803 บาท และค่าเสียหายรายวัน วันละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ก่อนจดทะเบียนขายฝาก จำเลยที่ 2 เคยพาโจทก์ไปดูที่ดินพิพาท ขณะนั้นปรากฏสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาทซึ่งสัญญาไม่ได้ระบุไว้ เมื่อครบกำหนดไถ่ทรัพย์คืน จำเลยไม่ได้ไถ่คืนภายในกำหนดที่ดินจึงตกเป็นของโจทก์รวมตลอดทั้งสิ่งปลูกสร้างอันเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีอำนาจใช้สอยประโยชน์ได้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 30 วัน ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์วันละ 100 บาท นับจากวันที่ 27 ตุลาคม 2539 อันเป็นวันครบกำหนดตามคำบอกกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากคู่ความไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทมีกำหนด 6 เดือน แก่โจทก์โดยระบุในสัญญาข้อ 3 ว่า สิ่งปลูกสร้างในที่ดินแปลงนี้ไม่มีตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่คืนภายในกำหนด

มีปัญหาในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท และต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยอมรับว่า ก่อนทำสัญญาขายฝากโจทก์ได้ไปตรวจสอบที่ดินพิพาทพบสิ่งปลูกสร้างเป็นโครงเสามีการมุงหลังคาแล้วบางส่วน ต่อมาได้มีการทำสัญญาขายฝากโดยตกลงชัดเจนว่าขายฝากเฉพาะที่ดินไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ตกลงด้วย โดยแจ้งแก่โจทก์ว่าจะสามารถไถ่คืนภายในกำหนด หากล่วงเลยเวลา จำเลยที่ 1 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปเอง และโจทก์ตอบคำถามค้านว่า เมื่อครบกำหนดไถ่โจทก์ได้ไปตรวจดูที่ดินพิพาท พบว่า มีการสร้างบ้านทาวน์เฮาส์เกือบเสร็จสมบูรณ์จำนวน 2 หลัง ส่วนอีก 3 หลัง ยังสร้างไม่เสร็จ เป็นโครงมีหลังคามีการก่อสร้างผนังบางส่วน พยานหลักฐานของโจทก์จึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ตอบคำถามค้านว่า ก่อนจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทโจทก์ได้ไปดูอาคารซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท ขณะนั้นอาคาร 3 หลัง สร้างเกือบเสร็จแล้ว ส่วนอีก 2 หลัง เริ่มขึ้นโครงหลังคาและด้านหน้าเท่านั้นข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำการปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาททั้งก่อนและหลังทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท โดยโจทก์รับรู้และยินยอมให้ปลูกสร้าง แต่โจทก์ตกลงทำสัญญาขายฝากแก่จำเลยที่ 1 เฉพาะที่ดินพิพาทโดยระบุไว้ในหนังสือสัญญาขายฝากว่า สิ่งปลูกสร้างไม่มีมิใช่ไม่รวมสิ่งปลูกสร้างดังที่โจทก์เบิกความ แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ปลูกสร้างเข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะปลูกสร้างได้ต่อไปจนแล้วเสร็จเพราะเชื่อตามสัญญาขายฝากว่าตนมีสิทธิไถ่ที่ดินพิพาทคืนได้ภายในเวลาที่กำหนดในสัญญาซึ่งตามกฎหมายให้ถือเป็นอันว่ากรรมสิทธิ์ไม่เคยตกไปแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 และมาตรา 492 แต่เมื่อทำสัญญาขายฝากแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่คืนภายในกำหนดที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อ ดังนั้น การปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตกรณีดังกล่าวไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับได้โดยตรงจึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 4 วรรคสอง อันได้แก่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้เป็นเจ้าของโรงเรือนนั้นแต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้สร้าง อย่างไรก็ดี ถ้าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินสามารถแสดงได้ว่า มิได้มีความประมาทเลินเล่อจะบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้นและเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป และทำที่ดินให้เป็นตามเดิมก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 วรรคสอง แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มิได้มีความประมาทเลินเล่อ ตรงข้ามโจทก์กลับปล่อยให้จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารต่อไปในที่ดินของโจทก์ทั้งที่ได้ทำสัญญาขายฝากแล้ว โดยโจทก์มิได้ห้ามปราม หรือขอให้จำเลยที่ 1 ยุติการก่อสร้างเพราะที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้วตามสัญญาขายฝากโดยยังระบุไว้ในหนังสือสัญญาขายฝากอีกว่า สิ่งปลูกสร้างไม่มี อันถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วยในการสร้างโรงเรือนของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่อาจบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้น และเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1310 วรรคสอง ดังกล่าว และไม่อาจเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลยที่ 1 ได้ เพราะจำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ กล่าวโดยสรุปโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกสร้างโดยสุจริตออกไปจากที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์ตามฟ้องแก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 420 ม. 1310
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจุฬาภรณ์ อุดมพันธ์
จำเลย — นายวรศักดิ์ ภักดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5496/2543
#258530
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนทำสัญญาขายฝาก โจทก์ได้ไปตรวจสอบที่ดินพิพาท พบสิ่งปลูกสร้างเป็นโครงเสา มีการมุงหลังคาแล้วบางส่วน ต่อมาได้มีการทำสัญญาขายฝากโดยตกลงชัดเจนว่าขายฝากเฉพาะที่ดินไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยได้ตกลงด้วย โดยแจ้งแก่โจทก์ว่าจะสามารถไถ่คืนภายในกำหนด หากล่วงเลยเวลาจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปเอง เมื่อครบกำหนดไถ่โจทก์ได้ไปตรวจดูที่ดินพิพาทพบว่า มีการสร้างบ้านทาวน์เฮาส์เกือบเสร็จสมบูรณ์จำนวน 2 หลัง ส่วนอีก 3 หลัง ยังสร้างไม่เสร็จ เป็นโครงมีหลังคามีการก่อสร้างผนังบางส่วน ดังนี้ การที่จำเลยได้ทำการปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาท ทั้งก่อนและหลังทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท โดยโจทก์รับรู้และยินยอมให้ปลูกสร้าง แม้โจทก์ตกลงทำสัญญาขายฝากแก่จำเลยเฉพาะที่ดินพิพาทโดยระบุไว้ในหนังสือสัญญาขายฝากว่า สิ่งปลูกสร้างไม่มี จำเลยซึ่งเป็นผู้ปลูกสร้างเข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะปลูกสร้างได้ต่อไปจนแล้วเสร็จเพราะเชื่อตามสัญญาขายฝากว่าตนมีสิทธิไถ่ที่ดินพิพาทคืนได้ภายในเวลาที่กำหนดในสัญญา ซึ่งตามกฎหมายให้ถือเป็นอันว่ากรรมสิทธิ์ไม่เคยตกไปแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 และมาตรา 492 การปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาทของจำเลย จึงเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต แต่เมื่อทำสัญญาขายฝากแล้วจำเลยไม่ไถ่คืนภายในกำหนด ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ซื้อ กรณีดังกล่าวไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับได้โดยตรงจึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง อันได้แก่ ป.พ.พ. มาตรา 1310 วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ได้เป็นเจ้าของโรงเรือนนั้น แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้สร้าง แต่ถ้าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินสามารถแสดงได้ว่ามิได้มีความประมาทเลินเล่อจะบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้น และเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป และทำที่ดินให้เป็นตามเดิมก็ได้ ตามมาตรา 1310 วรรคสอง ก็ตาม แต่การที่โจทก์กลับปล่อยให้จำเลยปลูกสร้างอาคารต่อไปในที่ดินของโจทก์ ทั้งที่ได้ทำสัญญาขายฝากแล้วโดยโจทก์มิได้ห้ามปราม หรือขอให้จำเลยยุติการก่อสร้าง ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วยในการสร้างโรงเรือนของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้น และเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป ตามมาตรา 1310 วรรคสอง ดังกล่าว และไม่อาจเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลยได้เพราะจำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทและทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมภายใน 30 วัน มิฉะนั้นให้โจทก์มีสิทธิรื้อถอนโดยให้จำเลยทั้งสองรับผิดเสียค่าใช้จ่ายเพียงฝ่ายเดียว และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 41,803 บาท และค่าเสียหายรายวัน วันละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และทำ ที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 30 วัน ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์วันละ 100 บาท นับจากวันที่ 27 ตุลาคม 2539 อันเป็นวันครบกำหนดตามคำบอกกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท และต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่าตามทางนำสืบ ของโจทก์ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยอมรับว่าก่อนทำสัญญาขายฝาก โจทก์ได้ไปตรวจสอบที่ดินพิพาท พบสิ่งปลูกสร้างเป็นโครงเสา มีการมุงหลังคาแล้วบางส่วน ต่อมาได้มีการทำสัญญาขายฝากโดยตกลงชัดเจนว่าขายฝากเฉพาะที่ดินไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ตกลงด้วย โดยแจ้งแก่โจทก์ว่าจะสามารถไถ่คืนภายในกำหนด หากล่วงเลยเวลา จำเลยที่ 1 จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปเอง และโจทก์ตอบคำถามค้านว่า เมื่อครบกำหนดไถ่ โจทก์ได้ไปตรวจดูที่ดินพิพาท พบว่ามีการสร้างบ้านทาวน์เฮาส์เกือบเสร็จสมบูรณ์จำนวน 2 หลัง ส่วนอีก 3 หลัง ยังสร้าง ไม่เสร็จ เป็นโครงมีหลังคามีการก่อสร้างผนังบางส่วน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำการปลูกสร้างอาคารใน ที่ดินพิพาททั้งก่อนและหลังทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท โดยโจทก์รับรู้และยินยอมให้ปลูกสร้าง แต่โจทก์ตกลง ทำสัญญาขายฝากแก่จำเลยที่ 1 เฉพาะที่ดินพิพาทโดยระบุไว้ในหนังสือสัญญาขายฝากว่า สิ่งปลูกสร้างไม่มี จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ปลูกสร้างเข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะปลูกสร้างได้ต่อไปจนแล้วเสร็จเพราะเชื่อตามสัญญาขายฝากว่าตนมีสิทธิไถ่ที่ดินพิพาทคืนได้ภายในเวลาที่กำหนดในสัญญา ซึ่งตามกฎหมายให้ถือเป็นอันว่ากรรมสิทธิ์ไม่เคยตกไปแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 และ มาตรา 492 แต่เมื่อทำสัญญาขายฝากแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่คืนภายในกำหนด ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อ ดังนั้นการปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต กรณีดังกล่าวไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับได้โดยตรงจึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง อันได้แก่ ป.พ.พ. มาตรา 1310 วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้เป็นเจ้าของโรงเรือนนั้น แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สร้าง อย่างไรก็ดี ถ้าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินสามารถแสดงไว้ว่า มิได้มีความประมาทเลินเล่อจะบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้นและเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป และทำที่ดินให้เป็นตามเดิมก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 วรรคสอง แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มิได้มีความประมาทเลินเล่อ ตรงข้ามโจทก์กลับปล่อยให้จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารต่อไปในที่ดินของโจทก์ ทั้งที่ได้ทำสัญญาขายฝากแล้วโดยโจทก์มิได้ห้ามปราม หรือขอให้จำเลยที่ 1ยุติการก่อสร้าง เพราะที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้วตามสัญญาขายฝาก โดยยังระบุไว้ในหนังสือสัญญาขายฝากอีกว่า สิ่งปลูกสร้างไม่มี อันถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วยในการสร้างโรงเรือนของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่อาจบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้น และเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1310 วรรคสอง ดังกล่าว และไม่อาจเรียกค่าขาดประโยชน์จากจำเลยที่ 1 ได้เพราะจำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ กล่าวโดยสรุป โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้สร้างโดยสุจริตออกไปจาก ที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์ตามฟ้องแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท พร้อมทั้งชดใช้ค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 420 ม. 491 ม. 492 ม. 1310
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจุฬาภรณ์ อุดมพันธ์
จำเลย — นายวรศักดิ์ ภักดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5495/2543
#35000
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของ ต. โดย ต. ยกให้แก่โจทก์ในขณะที่ ต. ยังมีชีวิตอยู่ แต่ยังไม่ได้โอนทางทะเบียน ต่อมาศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอให้ใส่ชื่อโจทก์ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้โดยการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 77 และกฎกระทรวงฉบับที่ 7(พ.ศ. 2497) ข้อ 9 แต่จะฟ้องจำเลยผู้จัดการมรดกของ ต. ให้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้โจทก์ไม่ได้เพราะจำเลยไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายตุ๋ยแพทย์สิทธิ์ ผู้ตาย ตามคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เฉพาะส่วนของนายตุ๋ย แพทย์สิทธิ์ เนื้อที่ 2 งาน 66 ตารางวา โดยโจทก์ทั้งสองได้ที่ดินดังกล่าวมาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 15/2536 ของศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดแล้ว โจทก์ทั้งสองครอบครองที่ดินดังกล่าวอย่างเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี ขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายตุ๋ย แพทย์สิทธิ์ ไปจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 1 หน้า 87 หมู่ที่ 4 ตำบลหันสัง อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เฉพาะส่วนที่เป็นชื่อของนายตุ๋ยแพทย์สิทธิ์ เนื้อที่ 2 งาน 66 ตารางวา ซึ่งเป็นที่พิพาทคดีนี้ โดยนายตุ๋ยยกที่พิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองในขณะที่นายตุ๋ยยังมีชีวิตอยู่ โจทก์ทั้งสองได้เข้าครอบครองที่พิพาทตลอดมาแต่ยังไม่ได้โอนทางทะเบียน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองคดีถึงที่สุดแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 15/2536 ของศาลชั้นต้น การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยให้ไปจดทะเบียนโอนที่พิพาทให้เป็นชื่อของโจทก์ทั้งสองนั้นเห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใด ๆ รับรองสิทธิของโจทก์ทั้งสองให้ฟ้องร้องบังคับคดีต่อจำเลยได้เพราะจำเลยไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองแก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองตามกฎหมายอยู่แล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอให้ใส่ชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ได้ โดยการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 77 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2497)ข้อ 9 จึงไม่มีผู้ใดกระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองตามกฎหมายอันจะทำให้โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามกฎหมาย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 77
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุชิน ญาณสุภาพ กับพวก
จำเลย — นาย เสงี่ยม แพทย์สิทธิ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ตุ๋ย แพทย์สิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5495/2543
#66211
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของ ต. โดย ต.ยกให้แก่โจทก์ในขณะที่ ต.ยังมีชีวิตอยู่ แต่ยังไม่ได้โอนทางทะเบียน ต่อมาศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอให้ใส่ชื่อโจทก์ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้โดยการปฏิบัติตาม ป.ที่ดินมาตรา 77 และกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2497) ข้อ 9 แต่จะฟ้องจำเลยผู้จัดการมรดกของ ต.ให้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้โจทก์ไม่ได้ เพราะจำเลยไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองแก่โจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 77
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุชิน ญาณสุภาพ กับพวก
ในฐานะผู้จัดการมรดก — นายเสงี่ยม แพทย์สิทธิ์
จำเลย — นายตุ๋ย แพทย์สิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5489/2543
#91229
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง คดีแรงงาน ++

++ คดีแดงที่ 5489-5494/2543

++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ

++ ขอชุดตรวจได้ที่งานย่อข้อกฎหมายระบบ CW โถงกลางชั้น 3 ++

++

++

++ ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งหกต่างเป็นลูกจ้างจำเลย ทำงานติดต่อกันมาคนละครบ 10 ปีขึ้นไป มีอายุครบเกณฑ์เกษียณอายุตามระเบียบของจำเลยในปี 2541 เดิมจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด

++ มีข้อบังคับการทำงานเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเพราะเกษียณอายุ การจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานที่เกษียณอายุและการจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำงานจนถึงเดือนธันวาคมว่า พนักงานที่มีอายุครบเกณฑ์เกษียณอายุในปีใดให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในวันที่ 31 ธันวาคมของปีนั้น โดยจำเลยจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานที่เกษียณอายุตามกฎหมายแรงงานและจะจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำงานจนถึงเดือนธันวาคมตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนดเป็นคราว ๆ

++ ซึ่งปรากฏว่า ในปี 2541 จำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำงานจนถึงเดือนธันวาคม 2541 เท่ากับเงินเดือนคนละ 1 เดือน

++ ประมาณกลางปี 2541 ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้เข้าถือหุ้นของจำเลยเกินร้อยละห้าสิบ มีผลทำให้จำเลยเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์ทั้งหกเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534

++ ซึ่งสรุปได้ว่า พนักงานที่เกษียณอายุในปีใดให้พ้นจากตำแหน่งในวันที่ 30 กันยายน ของปีนั้น และถ้าพนักงานนั้นได้ปฏิบัติงานในช่วงก่อนเกษียณอายุติดต่อกันครบ 5 ปีขึ้นไป ให้ได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย180 วัน ถ้ารัฐวิสาหกิจใดมีระเบียบในการจ่ายเงินค่าชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุ ให้ถือว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดที่จ่ายให้เพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานแล้ว

++ ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2541 จำเลยออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกพ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุในวันที่ 1ตุลาคม 2541 ครั้นเดือนกันยายน 2541 กระทรวงการคลังทำเรื่องหารือคณะรัฐมนตรีขอยกเว้นให้สถาบันการเงินที่ถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทั่วไป ตามเอกสารหมาย จ.ล.2 คณะรัฐมนตรีมีมติให้สถาบันการเงินดังกล่าวได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้น ตามเอกสารหมายจ.ล.3

++

++ มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกและจำเลยว่า มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมีผลทำให้สิทธิเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากการเกษียณอายุ และสิทธิได้รับค่าชดเชยของโจทก์ทั้งหกยังคงมีอยู่ตามข้อบังคับการทำงานของจำเลยเดิมหรือไม่

++

++ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้มติคณะรัฐมนตรีจะไม่ใช่กฎหมาย ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายได้ แต่จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ และโจทก์ทั้งหกเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของมติคณะรัฐมนตรี เว้นเสียแต่ว่ามติคณะรัฐมนตรีนั้นจะฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จ.ล.3 เป็นมติที่เกิดขึ้นและอนุวัตตามการขอยกเว้นให้สถาบันการเงินที่ถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทั่วไปของกระทรวงการคลัง ตามเอกสารหมาย จ.ล.2 ซึ่งมีเจตนาให้ลูกจ้างที่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจโดยผลของการเปลี่ยนแปลงสถานะของจำเลยไม่ต้องเสียสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับอยู่ก่อน ทั้งมติคณะรัฐมนตรีที่กล่าวมานี้มิได้ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย จึงมีผลใช้บังคับ

++ แต่มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับคดีนี้ให้จำเลยได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลยเฉพาะแต่ในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงานตามที่ปรากฏอยู่ในเอกสารหมาย จ.ล.2 ข้อ 2.3.2 เท่านั้น หาได้ยกเว้นให้ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งหกและจำเลยด้วยไม่

++ ดังจะเห็นได้จากข้อความในเอกสารหมาย จ.ล.2 ข้อ 2.4 ที่มติคณะรัฐมนตรี ตามเอกสารหมาย จ.ล.3ระบุถึง

++ ดังนั้น สิทธิเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากการเกษียณอายุและสิทธิที่จะได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานของโจทก์ทั้งหก จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534

++ กล่าวคือ โจทก์ทั้งหกต้องพ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยเนื่องจากเกษียณอายุในวันที่ 30 กันยายน2541 และมีสิทธิได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน

++ จำเลยจึงมีสิทธิให้โจทก์ทั้งหกพ้นจากการเป็นพนักงานในวันที่ 1ตุลาคม 2541 ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่31 ธันวาคม 2541 ให้โจทก์ทั้งหก

++ เมื่อโจทก์ทั้งหกไม่มีสิทธิทำงานจนถึงเดือนธันวาคม2541 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่โจทก์ทั้งหก

++ และการที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งหน้าที่เพราะเหตุเกษียณอายุให้โจทก์ทั้งหกเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ถือได้ว่าเป็นการจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานถูกต้องแล้ว

++ เมื่อจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ ให้โจทก์ทั้งหกอีก จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าภาษีเงินได้สำหรับเงินนั้นให้โจทก์ทั้งหก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๖

โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างของจำเลยวันเข้าทำงาน ตำแหน่งหน้าที่ และค่าจ้างอัตราสุดท้ายของโจทก์แต่ละคนปรากฏตามคำฟ้องแต่ละสำนวน จำเลยมีข้อบังคับในการทำงานกำหนดให้พนักงานพ้นสภาพการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อพนักงานชายอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ พนักงานหญิงอายุครบ ๕๕ ปีบริบูรณ์ โดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ของปีนั้นโจทก์ทั้งหกมีอายุครบเกณฑ์เกษียณอายุปี ๒๕๔๑ จึงต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในวันที่ ๓๑ธันวาคม ๒๕๔๑ แต่เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ จำเลยได้ออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกพ้นสภาพการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ โดยอ้างว่าจำเลยได้เปลี่ยนสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์ทั้งหกจึงต้องพ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากการเกษียณอายุในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ ทำให้โจทก์ทั้งหกเสียสิทธิในการทำงานและรับค่าจ้างตามข้อตกลงเดิมเป็นเวลา ๓ เดือน ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะแม้จำเลยจะเปลี่ยนสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าถือหุ้นใหญ่แทนเอกชนแล้วก็ตาม แต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๑ว่า เห็นสมควรให้สถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าแทรกแซงซึ่งรวมทั้งจำเลยได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้น ๆ จำเลยจึงต้องปฏิบัติต่อโจทก์ทั้งหกตามข้อบังคับในการทำงานของจำเลย โดยให้โจทก์ทั้งหกมีสิทธิทำงานและรับเงินต่อไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม๒๕๔๑ นอกจากนี้ตามระเบียบของจำเลยกำหนดให้ลูกจ้างทุกคนได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษเมื่อทำงานจนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๔๑ เท่ากับเงินเดือนจำนวน ๑ เดือน แต่จำเลยไม่จ่ายเงินจำนวนนี้ให้โจทก์ทั้งหก และจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งหกเพียงเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละ ๑๘๐ วัน ทั้งที่โจทก์ทั้งหกมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละ๓๐๐ วัน จำเลยจึงจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งหกขาดอยู่อีกคนละ ๑๒๐ วัน ซึ่งเท่ากับค่าจ้าง ๔ เดือน และจำเลยต้องจ่ายเงินค่าภาษีอากรสำหรับเงินที่จ่ายให้โจทก์ทั้งหกโดยนำส่งกรมสรรพากรในอัตราร้อยละ ๑๕ เมื่อจำเลยไม่ได้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งหก จำเลยจึงมิได้จ่ายเงินค่าภาษีอากรส่งให้กรมสรรพากรเพื่อประโยชน์ของโจทก์ทั้งหกตามปกติ จำเลยจึงต้องจ่ายเงินส่วนนี้ให้โจทก์ทั้งหกด้วย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเดือนที่ขาดให้แก่โจทก์ทั้งหกคนละ ๓ เดือน เงินช่วยเหลือพิเศษเท่ากับค่าจ้างคนละ ๑ เดือน ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างคนละ ๔ เดือน และเงินค่าภาษีที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งหกตามจำนวนในคำฟ้องแต่ละสำนวน

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การว่า จำเลยเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจเพราะธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าถือหุ้นใหญ่แทนเอกชนแล้ว โจทก์ทั้งหกและจำเลยจึงต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของรัฐวิสาหกิจ และพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๑๘ โจทก์ทั้งหกจึงต้องพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยเพราะเกษียณอายุในวันสิ้นปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ คือสิ้นเดือนกันยายน ๒๕๔๑ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินเดือนจำนวน ๓ เดือนสุดท้ายตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ๒๕๔๑ ให้โจทก์ทั้งหก ส่วนเงินช่วยเหลือพิเศษนั้นพนักงานของจำเลยจะได้รับก็ต่อเมื่อได้ทำงานจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม ๒๕๔๑ แต่โจทก์ทั้งหกพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่สิ้นเดือนกันยายน ๒๕๔๑ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษจำนวน ๑ เดือน ให้โจทก์ทั้งหก โจทก์ทั้งหกทำงานมาเกินกว่า ๓ ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพียง ๑๘๐ วัน จำเลยจึงจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งหกถูกต้องแล้ว ส่วนค่าภาษีจำเลยก็จ่ายให้โจทก์ทั้งหกโดยนำส่งกรมสรรพากรครบถ้วนตามจำนวนเงินที่ต้องจ่ายแล้วเช่นเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ ๑ตุลาคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ ให้โจทก์ทั้งหกคนละ ๓ เดือน และจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษเท่ากับค่าจ้างคนละ ๑ เดือน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามตารางท้ายคำพิพากษา คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งหกต่างเป็นลูกจ้างจำเลย ทำงานติดต่อกันมาคนละครบ ๑๐ ปีขึ้นไป มีอายุครบเกณฑ์เกษียณอายุตามระเบียบของจำเลยในปี ๒๕๔๑ เดิมจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีข้อบังคับการทำงานเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเพราะเกษียณอายุ การจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานที่เกษียณอายุและการจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำงานจนถึงเดือนธันวาคมว่า พนักงานที่มีอายุครบเกณฑ์เกษียณอายุในปีใดให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในวันที่ ๓๑ ธันวาคมของปีนั้น โดยจำเลยจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานที่เกษียณอายุตามกฎหมายแรงงานและจะจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำงานจนถึงเดือนธันวาคมตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนดเป็นคราว ๆ ซึ่งปรากฏว่าในปี ๒๕๔๑ จำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำงานจนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๔๑ เท่ากับเงินเดือนคนละ ๑ เดือน ประมาณกลางปี ๒๕๔๑ ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินได้เข้าถือหุ้นของจำเลยเกินร้อยละห้าสิบมีผลทำให้จำเลยเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์ทั้งหกเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔ พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๑๘ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งสรุปได้ว่าพนักงานที่เกษียณอายุในปีใดให้พ้นจากตำแหน่งในวันที่ ๓๐ กันยายน ของปีนั้น และถ้าพนักงานนั้นได้ปฏิบัติงานในช่วงก่อนเกษียณอายุติดต่อกันครบ ๕ ปีขึ้นไป ให้ได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย๑๘๐ วัน ถ้ารัฐวิสาหกิจใดมีระเบียบในการจ่ายเงินค่าชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุ ให้ถือว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดที่จ่ายให้เพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานแล้ว ต่อมาวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑ จำเลยออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกพ้นจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุในวันที่ ๑ตุลาคม ๒๕๔๑ ครั้นเดือนกันยายน ๒๕๔๑ กระทรวงการคลังทำเรื่องหารือคณะรัฐมนตรีขอยกเว้นให้สถาบันการเงินที่ถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทั่วไป ตามเอกสารหมาย จ.ล.๒ คณะรัฐมนตรีมีมติให้สถาบันการเงินดังกล่าวได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้น ตามเอกสารหมายจ.ล.๓

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกและจำเลยว่า มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมีผลทำให้สิทธิเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากการเกษียณอายุ และสิทธิได้รับค่าชดเชยของโจทก์ทั้งหกยังคงมีอยู่ตามข้อบังคับการทำงานของจำเลยเดิมหรือไม่ เห็นว่า แม้มติคณะรัฐมนตรีจะไม่ใช่กฎหมาย ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายได้ แต่จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ และโจทก์ทั้งหกเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของมติคณะรัฐมนตรี เว้นเสียแต่ว่ามติคณะรัฐมนตรีนั้นจะฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จ.ล.๓ เป็นมติที่เกิดขึ้นและอนุวัตตามการขอยกเว้นให้สถาบันการเงินที่ถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทั่วไปของกระทรวงการคลัง ตามเอกสารหมาย จ.ล.๒ ซึ่งมีเจตนาให้ลูกจ้างที่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจโดยผลของการเปลี่ยนแปลงสถานะของจำเลยไม่ต้องเสียสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับอยู่ก่อน ทั้งมติคณะรัฐมนตรีที่กล่าวมานี้มิได้ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย จึงมีผลใช้บังคับ แต่มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับคดีนี้ให้จำเลยได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลยเฉพาะแต่ในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงานตามที่ปรากฏอยู่ในเอกสารหมาย จ.ล.๒ ข้อ ๒.๓.๒ เท่านั้น หาได้ยกเว้นให้ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งหกและจำเลยด้วยไม่ ดังจะเห็นได้จากข้อความในเอกสารหมาย จ.ล.๒ ข้อ ๒.๔ ที่มติคณะรัฐมนตรี ตามเอกสารหมายจ.ล.๓ ระบุถึงดังนั้น สิทธิเกี่ยวกับการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากการเกษียณอายุและสิทธิที่จะได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานของโจทก์ทั้งหกจึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔ พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๑๘ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๓๔ กล่าวคือ โจทก์ทั้งหกต้องพ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยเนื่องจากเกษียณอายุในวันที่ ๓๐ กันยายน๒๕๔๑ และมีสิทธิได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๑๘๐ วัน จำเลยจึงมีสิทธิให้โจทก์ทั้งหกพ้นจากการเป็นพนักงานในวันที่ ๑ตุลาคม ๒๕๔๑ ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ ถึงวันที่๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ ให้โจทก์ทั้งหก เมื่อโจทก์ทั้งหกไม่มีสิทธิทำงานจนถึงเดือนธันวาคม๒๕๔๑ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่โจทก์ทั้งหก และการที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งหน้าที่เพราะเหตุเกษียณอายุให้โจทก์ทั้งหกเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๑๘๐ วัน ถือได้ว่าเป็นการจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานถูกต้องแล้ว เมื่อจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ ให้โจทก์ทั้งหกอีก จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าภาษีเงินได้สำหรับเงินนั้นให้โจทก์ทั้งหก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกสำนวนที่เกี่ยวกับเงินช่วยเหลือพิเศษและค่าจ้างด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534
พ.ร.ฎ.ควบคุมการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าบางอย่าง (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2494
พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกฤตย์ ยงรัตนา
จำเลย — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ศาลอุทธรณ์ — ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา