คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5483/2543
#37392
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าร้านอาหารพิพาทจากจำเลยที่ 1ต่อมาจำเลยที่ 2 กับชายคนหนึ่งซึ่งพกอาวุธปืนติดตัวได้พากันไปที่ ร้านอาหารพิพาท ซึ่งมี จ. ลูกจ้างโจทก์เฝ้าดูแลอยู่ จำเลยที่ 2 สั่ง จ. ให้ออกจากร้าน มิฉะนั้นจะปิดกุญแจขัง จ. กลัวจึงยอมออกจากร้านจำเลยที่ 2 ได้ปิดกุญแจร้านอาหารพิพาททำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถประกอบกิจการร้านอาหารและไม่สามารถนำอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ของโจทก์ซึ่งซื้อมาใช้ในการประกอบกิจการออกจากร้านอาหารพิพาทได้ หลังจากนั้นอีก 3 ถึง 4 วัน จำเลยที่ 1 ได้ให้ บุคคลอื่นเข้าทำกิจการร้านอาหารพิพาทแทน นอกจากนั้นโจทก์ ยังนำสืบว่าไม่เคยค้างชำระค่าเช่าจำเลยที่ 1 คดีจึงยังมีปัญหาข้อเท็จจริง ที่ต้องให้ปรากฏชัดแจ้งก่อนว่า โจทก์ผิดสัญญาเช่าหรือไม่ ข้อเท็จจริง ที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362, 364, 365 ประกอบด้วยมาตรา 83 มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้ พิจารณาได้ การที่ศาลล่างทั้งสองด่วนวินิจฉัยว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจกลับเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าตามสัญญาจึงไม่ชอบ

จำเลยที่ 2 ให้ จ. ออกจากร้านอาหารพิพาทเพื่อปิดร้าน มิใช่การกระทำเพื่อให้ได้รับประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน ไม่เป็นความผิดฐานกรรโชก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสวนอาหารและห้องอาหารชื่อร้านไม้ไทย เลขที่ 663/16อันเป็นเคหสถานที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์ โดยจำเลยที่ 1 จ้างวานให้จำเลยที่ 2 นำลูกกุญแจปิดล็อกประตูทางเข้าออกห้องอาหารและสถานที่เก็บอาหารโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข และจำเลยที่ 2 ได้ข่มขืนใจให้นายจีระศักดิ์กระฉอดนอกเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสถานที่ของโจทก์สละการครอบครองทรัพย์สินของโจทก์และให้ออกจากสถานที่ดังกล่าว มิฉะนั้นจะปิดขังมิให้ออกนอกเคหสถานดังกล่าวนายจีระศักดิ์จึงจำยอมมอบทรัพย์สินต่าง ๆ ของโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ลักเอาทรัพย์สินดังกล่าวไปจากโจทก์ โดยเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินดังกล่าวโดยเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการทำการค้าไม่น้อยกว่าวันละ 10,000 บาทและต้องสูญเสียทรัพย์สินเป็นมูลค่า 821,020 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365, 337, 334 และ 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้ขออนุญาตหรือมีคำรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานลักทรัพย์ได้ ความผิดฐานลักทรัพย์ดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลในความผิดฐานบุกรุกและกรรโชกตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่โจทก์ฟ้องและนำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าร้านอาหารพิพาทจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 ต่อมาวันที่ 22 มกราคม2542 จำเลยที่ 2 กับชายคนหนึ่งซึ่งพกอาวุธปืนติดตัวได้พากันไปที่ร้านอาหารพิพาทซึ่งมีนายจีรศักดิ์ลูกจ้างโจทก์เฝ้าดูแลอยู่ จำเลยที่ 2 สั่งนายจีระศักดิ์ให้ออกจากร้านมิฉะนั้นจะปิดกุญแจขัง นายจีระศักดิ์กลัวจึงยอมออกจากร้านจำเลยที่ 2 ได้ปิดกุญแจร้านอาหารพิพาททำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถประกอบกิจการร้านอาหารและไม่สามารถนำอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ของโจทก์ซึ่งซื้อมาใช้ในการประกอบกิจการออกจากร้านอาหารพิพาทได้ หลังจากนั้นอีก 3 ถึง 4 วัน จำเลยที่ 1 ได้ให้บุคคลอื่นเข้าทำกิจการร้านอาหารพิพาทแทน นอกจากนั้นโจทก์ยังได้นำสืบว่าไม่เคยค้างชำระค่าเช่าจำเลยที่ 1 ดังนี้ ยังมีปัญหาข้อเท็จจริงที่จะต้องให้ปรากฏชัดแจ้งก่อนว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่าหรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองด่วนวินิจฉัยว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจกลับเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าตามสัญญาจึงไม่ชอบ โดยควรฟังข้อเท็จจริงให้ยุติปราศจากข้อโต้แย้งเสียก่อนข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเกี่ยวกับความผิดฐานบุกรุกมีมูลให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาได้ ส่วนความผิดฐานกรรโชกนั้น เห็นว่านอกจากโจทก์จะมิใช่ผู้เสียหายดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้ว การที่จำเลยที่ 2ให้นายจีระศักดิ์ออกจากร้านอาหารพิพาทเพื่อปิดร้าน มิใช่การกระทำเพื่อให้ได้รับประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน ไม่เป็นความผิดฐานกรรโชกอีกด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้ชอบแล้ว"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362, 364, 365 ประกอบด้วยมาตรา 83 ไว้ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 337 ม. 362 ม. 364 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 167 ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุนทร เกตุบุญลือ
จำเลย — นาย อรรคเดช ศุภกุลหรือศุภกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5483/2543
#40465
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาเช่าร้านอาหารพิพาทจากจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 กับชายคนหนึ่งซึ่งพกอาวุธปืนติดตัวได้พากันไปที่ร้านอาหารพิพาทซึ่งมีลูกจ้างโจทก์เฝ้าดูแลอยู่ จำเลยที่ 2สั่งลูกจ้างโจทก์ให้ออกจากร้านมิฉะนั้นจะปิดกุญแจขังลูกจ้างโจทก์กลัวจึงยอมออกจากร้าน จำเลยที่ 2 ได้ปิดกุญแจร้านอาหารพิพาททำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถประกอบกิจการร้านอาหารและไม่สามารถนำอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ของโจทก์ซึ่งซื้อมาใช้ในการประกอบกิจการออกจากร้านอาหารพิพาทได้ หลังจากนั้นอีก 3 ถึง 4 วัน จำเลยที่ 1ได้ให้บุคคลอื่นเข้าทำกิจการร้านอาหารพิพาทแทน โจทก์ยังได้นำสืบอีกว่าไม่เคยค้างชำระค่าเช่าจำเลยที่ 1 ดังนี้ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเกี่ยวกับความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,364 และ365 จึงมีมูล ศาลล่างทั้งสองด่วนวินิจฉัยว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่าจำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจกลับเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าตามสัญญา จึงไม่ชอบ

จำเลยที่ 2 ให้ จ. ออกจากร้านอาหารพิพาทเพื่อปิดร้านมิใช่การกระทำเพื่อให้ได้รับประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินไม่เป็นความผิดฐานกรรโชก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสวนอาหารและห้องอาหารชื่อร้านไม้ไทย เลขที่ 663/16 อันเป็นเคหสถานที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์ โดยจำเลยที่ 1 จ้างวานให้จำเลยที่ 2 นำลูกกุญแจปิดล็อกประตูทางเข้าออกห้องอาหารและสถานที่เก็บอาหารโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข และจำเลยที่ 2 ได้ข่มขืนใจให้นายจีระศักดิ์ กระฉอดนอก เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสถานที่ของโจทก์สละการครอบครองทรัพย์สินของโจทก์และให้ออกจากสถานที่ดังกล่าวมิฉะนั้นจะปิดขังมิให้ออกนอกเคหสถานดังกล่าว นายจีระศักดิ์จึงจำยอมมอบทรัพย์สินต่าง ๆ ของโจทก์ และจำเลยทั้งสองได้ลักเอาทรัพย์สินดังกล่าวไปจากโจทก์ โดยเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินดังกล่าวโดยเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการทำการค้าไม่น้อยกว่าวันละ 10,000 บาท และต้องสูญเสียทรัพย์สินเป็นมูลค่า821,020 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,364, 365, 337, 334 และ 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานลักทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิโจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้ขออนุญาตหรือมีคำรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานลักทรัพย์ได้ ความผิดฐานลักทรัพย์ดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลในความผิดฐานบุกรุกและกรรโชกตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ โจทก์ฟ้องและนำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าร้านอาหารพิพาทจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน2541 ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2542 จำเลยที่ 2 กับชายคนหนึ่งซึ่งพกอาวุธปืนติดตัวได้พากันไปที่ร้านอาหารพิพาทซึ่งมีนายจีระศักดิ์ลูกจ้างโจทก์เฝ้าดูแลอยู่ จำเลยที่ 2 สั่งนายจีระศักดิ์ให้ออกจากร้านมิฉะนั้นจะปิดกุญแจขังนายจีระศักดิ์กลัวจึงยอมออกจากร้าน จำเลยที่ 2 ได้ปิดกุญแจร้านอาหารพิพาททำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถประกอบกิจการร้านอาหารและไม่สามารถนำอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ของโจทก์ซึ่งซื้อมาใช้ในการประกอบกิจการออกจากร้านอาหารพิพาทได้ หลังจากนั้นอีก 3 ถึง 4 วัน จำเลยที่ 1ได้ให้บุคคลอื่นเข้าทำกิจการร้านอาหารพิพาทแทน นอกจากนั้นโจทก์ยังได้นำสืบว่าไม่เคยค้างชำระค่าเช่าจำเลยที่ 1 ดังนี้ ยังมีปัญหาข้อเท็จจริงที่จะต้องให้ปรากฏชัดแจ้งก่อนว่า โจทก์ผิดสัญญาเช่าหรือไม่การที่ศาลล่างทั้งสองด่วนวินิจฉัยว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่า จำเลยที่ 1จึงมีอำนาจกลับเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าตามสัญญาจึงไม่ชอบโดยควรฟังข้อเท็จจริงให้ยุติปราศจากข้อโต้แย้งเสียก่อน ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเกี่ยวกับความผิดฐานบุกรุกมีมูลให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาได้ ส่วนความผิดฐานกรรโชกนั้นเห็นว่านอกจากโจทก์จะมิใช่ผู้เสียหายดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วการที่จำเลยที่ 2 ให้นายจีระศักดิ์ออกจากร้านอาหารพิพาทเพื่อปิดร้านมิใช่การกระทำเพื่อให้ได้รับประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินไม่เป็นความผิดฐานกรรโชกอีกด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องความผิดฐานนี้ชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 364, 365 ประกอบด้วยมาตรา 83 ไว้ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาต่อไปนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 337 ม. 362 ม. 364 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 167 ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุนทร เกตุบุญลือ
จำเลย — นาย อรรคเดช ศุภกุล หรือ ศุภกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5483/2543
#66210
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาเช่าร้านอาหารพิพาทจากจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 กับชายคนหนึ่งซึ่งพกอาวุธปืนติดตัวได้พากันไปที่ร้านอาหารพิพาทซึ่งมีลูกจ้างโจทก์เฝ้าดูแลอยู่ จำเลยที่ 2 สั่งลูกจ้างโจทก์ให้ออกจากร้านมิฉะนั้นจะปิดกุญแจขัง ลูกจ้างโจทก์กลัวจึงยอมออกจากร้าน จำเลยที่ 2 ได้ปิดกุญแจร้านอาหารพิพาททำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถประกอบกิจการร้านอาหารและไม่สามารถนำอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ของโจทก์ซึ่งซื้อมาใช้ในการประกอบกิจการออกจากร้านอาหารพิพาทได้หลังจากนั้นอีก 3 ถึง 4 วัน จำเลยที่ 1 ได้ให้บุคคลอื่นเข้าทำกิจการร้านอาหารพิพาทแทน โจทก์ยังได้นำสืบอีกว่าไม่เคยค้างชำระค่าเช่าจำเลยที่ 1 ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเกี่ยวกับความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ.มาตรา 362,364 และ 365 จึงมีมูล ศาลล่างทั้งสองด่วนวินิจฉัยว่าโจทก์ผิดสัญญาเช่า จำเลยที่ 1จึงมีอำนาจกลับเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าตามสัญญา จึงไม่ชอบ

จำเลยที่ 2 ให้ จ.ออกจากร้านอาหารพิพาทเพื่อปิดร้าน มิใช่การกระทำเพื่อให้ได้รับประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน ไม่เป็นความผิดฐานกรรโชก

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 337 ม. 362 ม. 364 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 167 ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุนทร เกตุบุญลือ
จำเลย — นายอรรคเดช ศุภกุล หรือศุภกูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวอารยา หุณฑนะเสวี
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5479/2543
#34999
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท แปลงหนึ่งมี น.ส.3 อีกแปลงหนึ่งไม่มีหนังสือเอกสารสิทธิ โดยได้มาจากการให้ต่างตอบแทนจาก ป. และจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้เงินยืม โจทก์ครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมา เมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินให้โจทก์เข้าครอบครอง โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ส่วนจำเลยที่ 1 ก็หมดสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวตามมาตรา 1378 การที่จำเลยที่ 1 ยังคงมีชื่อใน น.ส.3 มีผลให้จำเลยที่ 1 ยังได้รับคำรับรองของทางราชการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวิ และจำเลยที่ 1 ยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายในฐานะที่มีชื่อในทะเบียนที่ดินว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373สิทธิของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับตามกฎหมายจึงไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ตามความเป็นจริงโดยตรง โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้อง ขอให้เพิกถอนชื่อของจำเลยที่ 1 ออกจาก น.ส.3 ได้ กรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการโต้แย้งตัวทรัพย์ คือ ที่ดินที่ครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองตาม น.ส.3 ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยกระทำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และจำเลยที่ 2 ได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวตาม น.ส.3 ซึ่งไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิครอบครองของโจทก์โดยตรง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 20 หมู่ที่ 1 เนื้อที่ 12 ไร่ และไม่มีเอกสารสิทธิอีก 32 ไร่เศษ ได้มาโดยการให้ต่างตอบแทนจากนางปาน คำโคกกรวด และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีและเป็นผู้จัดการมรดกของนางปานเพื่อชำระหนี้เงินยืม โจทก์ได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวมาตลอดด้วยเจตนาเป็นเจ้าของและโดยความสงบและโดยเปิดเผยหามีผู้ใดโต้แย้งไม่ เมื่อประมาณปี 2531 จำเลยที่ 1สมคบกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวข้างต้นเป็นของจำเลยที่ 2 โจทก์ทวงถามจำเลยที่ 1 ผัดผ่อนเรื่อยมา ขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายหากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า คำฟ้องปรากฏเพียงว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเข้าไปรบกวนการครอบครองหรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้อง ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม โจทก์ขอให้เรียกจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องระบุว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่ 44 ไร่เศษ มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เลขที่ 20 หมู่ที่ 1 เนื้อที่ 12 ไร่ และไม่มีหนังสือเอกสารสิทธิเนื้อที่ประมาณ 32 ไร่ โดยได้มาจากการให้ต่างตอบแทนจากนางปานและจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้เงินยืม โจทก์ครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมาจะเห็นได้ว่าเป็นการเริ่มต้นของจำเลยที่ 1 โต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์แล้วเพราะเมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์เข้าครอบครอง โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ส่วนจำเลยที่ 1 ก็หมดสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าว ตามมาตรา 1378 แต่การที่จำเลยที่ 1 ยังคงมีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าวก็มีผลให้จำเลยที่ 1ยังได้รับคำรับรองของทางราชการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจำเลยที่ 1เป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวิ ซึ่งก็มีความหมายว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครอง และจำเลยที่ 1 ยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายในฐานะที่มีชื่อในทะเบียนที่ดินว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามมาตรา 1373 ดังนั้น สิทธิของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับตามกฎหมายทั้งสองฉบับดังที่กล่าวมาจึงไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ตามความเป็นจริงโดยตรง โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนชื่อของจำเลยที่ 1 ออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ได้ กรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการโต้แย้งตัวทรัพย์ คือ ที่ดินที่ครอบครอง เพราะไม่มีการเข้าครอบครองที่ดินอันจะเป็นการแย่งการครอบครองตามมาตรา 1375 แต่เป็นการโต้แย้งการแสดงออกซึ่งสิทธิครอบครองตามความเป็นจริง แม้ตามคำฟ้องไม่ระบุชัดเจนว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงที่จะไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่ อันจะมีผลให้โจทก์ไม่สามารถบังคับให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ในเรื่องการบังคับตามสัญญาได้ก็ตามแต่ตามคำฟ้องเป็นเรื่องผลของกฎหมายที่กระทบกระเทือนต่อความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม การโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ปรากฏให้เห็นเด่นชัดยิ่งเมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยกระทำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อันเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติ มาตรา 4 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินที่มีผลตามกฎหมายทั้งสองฉบับตามที่กล่าวมาข้างต้นว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าว โอนสิทธิครอบครองดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยชอบ และจำเลยที่ 2 ได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ซึ่งไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงผลอันนี้ที่เป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิครอบครองของโจทก์โดยตรง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องของโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1373 ม. 1378
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 55 ม. 172
ป.ที่ดิน ม. 4 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เพ็ชร เพียงโคกกรวด
จำเลย — นาย น้อย คำโคกกรวด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5479/2543
#66209
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท แปลงหนึ่งมี น.ส.3 อีกแปลงหนึ่งไม่มีหนังสือเอกสารสิทธิ โดยได้มาจากการให้ต่างตอบแทนจาก ป. และจำเลยที่ 1เพื่อชำระหนี้เงินยืม โจทก์ครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมา เมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินให้โจทก์เข้าครอบครอง โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ.มาตรา 1367ส่วนจำเลยที่ 1 ก็หมดสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวตามมาตรา 1378 การที่จำเลยที่ 1 ยังคงมีชื่อใน น.ส.3 มีผลให้จำเลยที่ 1 ยังได้รับคำรับรองของทางราชการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตาม ป.ที่ดินมาตรา 4 ทวิ และจำเลยที่ 1 ยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายในฐานะที่มีชื่อในทะเบียนที่ดินว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ.มาตรา 1373สิทธิของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับตามกฎหมายจึงไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ตามความเป็นจริงโดยตรง โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนชื่อของจำเลยที่ 1 ออกจาก น.ส.3 ได้ กรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการโต้แย้งตัวทรัพย์ คือ ที่ดินที่ครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองตามน.ส.3 ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยกระทำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และจำเลยที่ 2ได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวตาม น.ส.3 ซึ่งไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิครอบครองของโจทก์โดยตรง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ

(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 14/2543)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1373 ม. 1378
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 55 ม. 172
ป.ที่ดิน ม. 4 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเพ็ชร เพียงโคกกรวด
จำเลย — นายน้อย คำโคกกรวด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสุเมธ กำพลรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5478/2543
#37827
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำหน่ายทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติสองขั้นตอน คือ การจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่าย และการจ่ายเงินตามบัญชีแสดงรายการรับ-จ่าย โดยเมื่อจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเสร็จแล้ว ก็ต้องดำเนินการให้มีการจ่ายเงินตามบัญชีนั้นต่อไป ดังนี้การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายแล้วยังมิได้มีคำสั่งหรือการดำเนินการใดเพื่อให้มีการจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลย เงินส่วนที่เหลือจึงไม่เป็นเงินค้างจ่ายอยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาภายในห้าปีและไม่ตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อจำเลยเรียกเอาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่จ่ายเงินจำนวนนี้ให้แก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาเห็นสมควรย่อมหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์โจทก์จึงบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17944 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ของจำเลยออกขายทอดตลาดได้เงินทั้งสิ้น 360,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีได้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินแก่โจทก์ ให้โจทก์รับรองความถูกต้องของบัญชีและโจทก์ได้รับเงินจากเจ้าพนักงานบังคับคดีไปแล้วเมื่อวันที่ 2 และวันที่ 7 กันยายน 2535ตามลำดับ คงมีเงินเหลือคืนจำเลย 233,468.03 บาท จำเลยยื่นคำแถลงขอรับเงินดังกล่าวจากเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2542เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า เป็นเงินค้างจ่ายเกิน 5 ปี แล้วไม่อาจขอคืนได้ยกคำแถลง

จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาสมควรวินิจฉัยก่อนว่า เงินที่ได้จากการจำหน่ายทรัพย์ของจำเลยที่เหลือจ่ายคืนแก่จำเลยเป็นเงินค้างจ่ายที่จำเลยต้องเรียกเอาภายในห้าปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 323 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การจ่ายเงินที่ได้จากการจำหน่ายทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 316 กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีรายละเอียดแสดงจำนวนเงินทั้งหมดที่ได้มาจากการจำหน่ายทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อจัดสรรหรือแบ่งเฉลี่ยเงินแก่ผู้มีสิทธิและตามมาตรา 318 ในกรณีมีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพียงคนเดียวขอร้องให้บังคับคดีเมื่อได้หักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีไว้แล้วให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินตามจำนวนหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเท่าที่เงินรายได้จำนวนสุทธิจะพอจ่ายให้ได้ และหากมีเงินเหลืออยู่ภายหลังที่ได้หักชำระค่าฤชาธรรมเนียมและจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ทุกคนเป็นที่พอใจแล้ว มาตรา 322 วรรคสอง กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินรายได้ส่วนที่เหลือนั้นให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงเห็นได้ว่าเมื่อมีการจำหน่ายทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว มีขั้นตอนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติสองขั้นตอน คือ การจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายขั้นตอนหนึ่ง และการจ่ายเงินตามบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายอีกขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเสร็จแล้ว ก็ต้องดำเนินการให้มีการจ่ายเงินตามบัญชีนั้นต่อไปแต่คดีนี้หลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายแล้วปรากฏว่ายังมิได้มีคำสั่งหรือการดำเนินการใดเพื่อให้มีการจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยซึ่งเมื่อยังมีขั้นตอนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องปฏิบัติอีกเงินส่วนที่เหลือนี้จึงยังไม่เป็นเงินค้างจ่ายอยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตามมาตรา 323 เงินดังกล่าวจึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน และเมื่อจำเลยได้เรียกเอาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหน้าที่จ่ายเงินจำนวนนี้ให้แก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และเมื่อได้วินิจฉัยในปัญหานี้แล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาว่า ระยะเวลาห้าปีตามมาตรา 323เริ่มนับตั้งแต่วันที่จำเลยมีสิทธิหรือตั้งแต่วันที่จำเลยรู้ว่ามีสิทธิตามที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งต่อไป"

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินจำนวน 233,468.03 บาทแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
จำเลย — นาง มณี กิจนิยม
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5478/2543
#98626
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีการจำหน่ายทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว มีขั้นตอนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติสองขั้นตอน คือ การจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย ขั้นตอนหนึ่ง และการจ่ายเงินตามบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายอีกขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย เสร็จแล้ว ก็ต้องดำเนินการให้มีการจ่ายเงินตามบัญชีนั้นต่อไป ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 316, 318 และ มาตรา 322 วรรคสอง

หลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายแล้ว ปรากฏว่ายังมิได้มีคำสั่งหรือการ ดำเนินการใดเพื่อให้มีการจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลย เมื่อยังมีขั้นตอนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องปฏิบัติอีก เงินส่วนที่เหลือนี้จึงยังไม่เป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 เงินดังกล่าวจึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน ดังนี้ เมื่อจำเลยได้เรียกเอาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหน้าที่จ่ายเงินจำนวนนี้ให้แก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาก็เห็น สมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ โจทก์จึงบังคับยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๙๔๔ ของจำเลยออกขายทอดตลาดได้เงินทั้งสิ้น ๓๖๐,๐๐๐ บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีได้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินแก่โจทก์ ให้โจทก์รับรองความถูกต้องของบัญชีและโจทก์ได้รับเงินจากเจ้าพนักงานบังคับคดีไปแล้วเมื่อวันที่ ๒ และวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๓๕ ตามลำดับ คงมีเงินเหลือคืนจำเลย ๒๓๓,๔๖๘.๐๓ บาท จำเลยยื่นคำแถลงขอรับเงินดังกล่าวจาก เจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า เป็นเงินค้างจ่ายเกิน ๕ ปี แล้ว ไม่อาจขอคืนได้ ยกคำแถลง

จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาสมควรวินิจฉัยก่อนว่า เงินที่ได้จากการจำหน่ายทรัพย์ของจำเลยที่เหลือจ่ายคืนแก่จำเลยเป็นเงินค้างจ่ายที่จำเลยต้องเรียกเอาภายในห้าปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๒ หรือไม่ เห็นว่า การจ่ายเงินที่ได้จากการจำหน่ายทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๓๑๖ กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีรายละเอียดแสดงจำนวนเงินทั้งหมด ที่ได้มาจากการจำหน่ายทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อจัดสรรหรือแบ่งเฉลี่ยเงินแก่ผู้มีสิทธิ และตามมาตรา ๓๑๘ ในกรณีมีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพียงคนเดียวขอร้องให้บังคับคดี เมื่อได้หักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีไว้แล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินตามจำนวนหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเท่าที่เงินรายได้จำนวนสุทธิจะพอจ่ายให้ได้ และหากมีเงินเหลืออยู่ภายหลังที่ได้หักชำระค่าฤชาธรรมเนียมและจ่ายให้แก่ เจ้าหนี้ทุกคนเป็นที่พอใจแล้ว มาตรา ๓๒๒ วรรคสอง กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินรายได้ส่วนที่เหลือนั้น ให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา จึงเห็นได้ว่าเมื่อมีการจำหน่ายทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว มีขั้นตอนที่ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติสองขั้นตอน คือ การจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย ขั้นตอนหนึ่ง และการจ่ายเงินตามบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายอีกขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการ รับ - จ่ายเสร็จแล้ว ก็ต้องดำเนินการให้มีการจ่ายเงินตามบัญชีนั้นต่อไป แต่คดีนี้หลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายแล้ว ปรากฏว่ายังมิได้มีคำสั่งหรือการดำเนินการใดเพื่อให้มีการจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยซึ่งเมื่อยังมีขั้นตอนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องปฏิบัติอีก เงินที่เหลือนี้จึงยังไม่เป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตามมาตรา ๓๒๓ เงินดังกล่าวจึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน และเมื่อจำเลยได้เรียกเอาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหน้าที่จ่ายเงินจำนวนนี้ให้แก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและเมื่อได้วินิจฉัยในปัญหานี้แล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาว่า ระยะเวลาห้าปีตามมาตรา ๓๒๓ เริ่มนับตั้งแต่วันที่จำเลยมีสิทธิหรือตั้งแต่วันที่จำเลยรู้ว่ามีสิทธิตามที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งต่อไป

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินจำนวน ๒๓๓,๔๖๘.๐๓ บาท แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 316 ม. 318 ม. 322 วรรคสอง ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
จำเลย — นางมณี กิจนิยม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวสิรินทร ไพราม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5477/2543
#35126
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นตราสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานมิได้ปิดอากรแสตมป์จึงต้องถือว่าสัญญากู้ยืมเงินต้องห้ามมิให้นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 เสมือนว่าการกู้ยืมเงินระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือผู้เสียหายจะนำสัญญากู้ยืมเงินมาฟ้องบังคับจำเลยให้คืนเงินแก่ตนมิได้หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้เสียหายแต่เมื่อหนี้นั้นไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย การออกเช็คของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(2)

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(2)จำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยและนายสุพลอินทรำพรรณ สามีของจำเลยร่วมกันกู้ยืมเงินนายฉัตรชัย เจริญผล ผู้เสียหายจำนวน 100,000 บาท กำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2539ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งไม่ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ต่อมาจำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามาบตาพุด ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540จำนวนเงิน 100,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2540โดยให้เหตุผลว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย เนื่องจากจำเลยไม่มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝาก ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เกิดขึ้นต่อเมื่อจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย คดีนี้จำเลยและสามีร่วมกันกู้ยืมเงินผู้เสียหายจำนวน 100,000 บาทตามสัญญากู้ยืมเงิน สำหรับการกู้ยืมเงินนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "การกู้ยืมเงินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่" และประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว" ดังนั้น เมื่อสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นตราสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานมิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงต้องถือว่าสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว ต้องห้ามมิให้นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เสมือนว่าการกู้ยืมเงินระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยและสามีไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ผู้เสียหายจะนำสัญญากู้ยืมเงินมาฟ้องบังคับจำเลยและสามีให้คืนเงิน 100,000 บาทแก่ตนมิได้เช่นนี้ หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยจะได้ความว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อหนี้นั้นไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายเสียแล้ว การออกเช็คของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยนำสืบและยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นหนังสือว่าจำเลยกู้ยืมและทำสัญญากู้ยืมเงิน 100,000 บาทจากผู้เสียหายจริงข้อเท็จจริงจึงยุติว่าจำเลยกู้ยืมเงินจริง คดีไม่จำต้องอาศัยสัญญากู้เป็นหลักฐานในคดีแม้สัญญากู้ยืมเงินมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ก็ฟ้องร้องบังคับคดีได้เห็นว่า การปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ยืมเงินให้ครบถ้วนถูกต้องตามประมวลรัษฎากรเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ดังที่วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ให้ถูกต้องความผิดของจำเลยก็ยังไม่เกิด ขณะผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาจำเลยและมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีความผิดต่อส่วนตัวกับจำเลยตลอดจนในขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ สัญญากู้ยืมเงินมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรการกระทำของจำเลยก็ยังไม่ครบองค์ประกอบความผิด ผู้เสียหายมิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) จึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์และมอบคดีแก่พนักงานสอบสวนและโจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่จำเลยนำสืบและยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นหนังสือยอมรับว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้เสียหายก็ไม่อาจทำให้สิทธิการร้องทุกข์ของผู้เสียหายและอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ไม่มีมาแต่เริ่มแรกพลิกฟื้นเกิดขึ้นโดยมีผลย้อนหลังไปได้คำฟ้องที่เสียไปก็ไม่อาจกลับคืนดีขึ้นมาได้อีกข้อที่โจทก์ฎีกาว่าความรับผิดทางอาญามีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 บังคับว่าไม่ว่าพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ ที่น่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ ส่วนการรับฟังพยานหลักฐานได้เพียงใดหรือไม่ ก็มีบทบัญญัติบังคับไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 อันเป็นหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีอาญา การฟังพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลยจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 นั้น เห็นว่า ก่อนศาลจะฟังพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลย ต้องปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอให้ฟังได้ว่ามีการกระทำครบองค์ประกอบเป็นความผิดสำเร็จตามกฎหมายเสียก่อน แล้วจึงจะพิจารณาว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ คดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4มีองค์ประกอบความผิดที่เกี่ยวกับหนี้ที่มีการออกเช็คชำระหนี้ว่า ต้องเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อหนี้ที่จำเลยออกเช็คชำระเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งมีประมวลกฎหมายรัษฎากรบัญญัติถึงการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งของสัญญากู้ยืมเงินกำกับไว้อีกชั้นหนึ่งจึงแตกต่างจากหนี้ทางแพ่งอื่นทั่วไป เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้แจ้งชัดเช่นนี้ย่อมไม่มีหนทางที่จะนำหลักกฎหมายดังที่โจทก์ฎีกาทำให้พลิกผันไปเป็นอย่างอื่นได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟ้องไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.รัษฎากร ม. 118
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นาง ขวัญเรือน มุกประดับทอง
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ระพิณ บุญสิทธิ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5477/2543
#99113
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ++

++

++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ

++ ขอชุดตรวจได้ที่งานย่อข้อกฎหมายระบบ CW โถงกลางชั้น 3 ++

++

++ เมื่อสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นตราสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานมิได้ปิดอากรแสตมป์จึงต้องถือว่าสัญญากู้ยืมเงินต้องห้ามมิให้นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง ตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 118 เสมือนว่าการกู้ยืมเงินระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ผู้เสียหายจะนำสัญญากู้ยืมเงินมาฟ้องบังคับจำเลยให้คืนเงินแก่ตนมิได้ หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อหนี้นั้นไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายการออกเช็คของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

++ ++++++++++++++++++++++

++

++ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยและนายสุพลอินทรำพรรณ สามีของจำเลยร่วมกันกู้ยืมเงินนายฉัตรชัย เจริญผล ผู้เสียหายจำนวน 100,000 บาท กำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2539ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งไม่ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร

ต่อมาจำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามาบตาพุดลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวนเงิน 100,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.3 ให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2540 โดยให้เหตุผลว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย เนื่องจากจำเลยไม่มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝาก

++

++ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่

++

++ ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 เกิดขึ้นต่อเมื่อจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย

++ คดีนี้จำเลยและสามีร่วมกันกู้ยืมเงินผู้เสียหายจำนวน 100,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1สำหรับการกู้ยืมเงินนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การกู้ยืมเงินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่" และประมวลรัษฎากร มาตรา 118บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว..."

++ ดังนั้น เมื่อสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 อันเป็นตราสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานมิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงต้องถือว่าสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมายจ.1 ต้องห้ามมิให้นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เสมือนว่าการกู้ยืมเงินระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยและสามีไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ผู้เสียหายจะนำสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 มาฟ้องบังคับจำเลยและสามีให้คืนเงิน 100,000 บาทแก่ตนมิได้ เช่นนี้หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย

++ แม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยจะได้ความว่า จำเลยออกเช็คตามเอกสารหมาย จ.3 เพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อหนี้นั้นไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายเสียแล้ว การออกเช็คของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง

++

++ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยนำสืบและยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นหนังสือว่าจำเลยกู้ยืมและทำสัญญากู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากผู้เสียหายจริงข้อเท็จจริงจึงยุติว่า จำเลยกู้ยืมเงินจริง คดีไม่จำต้องอาศัยสัญญากู้เป็นหลักฐานในคดี แม้สัญญากู้ยืมเงินมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ก็ฟ้องร้องบังคับคดีได้

++ ศาลฎีกาเห็นว่า การปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ยืมเงินให้ครบถ้วนถูกต้องตามประมวลรัษฎากรเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ดังที่วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น

++ ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ให้ถูกต้องความผิดของจำเลยก็ยังไม่เกิด

++ ขณะผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาจำเลยและมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีความผิดต่อส่วนตัวกับจำเลยตลอดจนในขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ สัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมายจ.1 มิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร การกระทำของจำเลยก็ยังไม่ครบองค์ประกอบความผิด ผู้เสียหายมิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์และมอบคดีแก่พนักงานสอบสวนและโจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้อง

++ ที่จำเลยนำสืบและยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นหนังสือยอมรับว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้เสียหายก็ไม่อาจทำให้สิทธิการร้องทุกข์ของผู้เสียหายและอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ไม่มีมาแต่เริ่มแรกพลิกฟื้นเกิดขึ้นโดยมีผลย้อนหลังไปได้คำฟ้องที่เสียไปก็ไม่อาจกลับคืนดีขึ้นมาได้อีก

++ ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า ความรับผิดทางอาญามีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 บังคับว่าไม่ว่าพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ ที่น่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ ส่วนการรับฟังพยานหลักฐานได้เพียงใด หรือไม่ก็มีบทบัญญัติบังคับไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 อันเป็นหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีอาญา การฟังพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลยจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227นั้น

++ เห็นว่า ก่อนศาลจะฟังพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลย ต้องปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอให้ฟังได้ว่า มีการกระทำครบองค์ประกอบเป็นความผิดสำเร็จตามกฎหมายเสียก่อน แล้วจึงจะพิจารณาว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่

คดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 มีองค์ประกอบความผิดที่เกี่ยวกับหนี้ที่มีการออกเช็คชำระหนี้ว่า ต้องเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อหนี้ที่จำเลยออกเช็คชำระเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งมีประมวลกฎหมายรัษฎากรบัญญัติถึงการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งของสัญญากู้ยืมเงินกำกับไว้อีกชั้นหนึ่ง จึงแตกต่างจากหนี้ทางแพ่งอื่นทั่วไปเมื่อกฎหมายบัญญัติไว้แจ้งชัดเช่นนี้ ย่อมไม่มีหนทางที่จะนำหลักกฎหมายดังที่โจทก์ฎีกาทำให้พลิกผันไปเป็นอย่างอื่นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ เวลากลางวันจำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามาบตาพุด ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์๒๕๔๐ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่นายฉัตรชัย เจริญผล ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้กู้ยืมซึ่งมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาวันที่ ๑๐มิถุนายน ๒๕๔๐ เวลากลางวัน ผู้เสียหายนำเช็คฉบับดังกล่าวเข้าเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คและในขณะออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ เหตุเกิดที่ตำบลบ้านสวนอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยองจังหวัดระยอง เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ (๑) (๒)

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔มาตรา ๔ (๑) (๒) จำคุก ๒ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ จำเลยกับนายสุพล อินทรำพรรณสามีของจำเลย ร่วมกันกู้ยืมเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จากนายฉัตรชัย เจริญผลผู้เสียหาย กำหนดชำระหนี้คืนภายในวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๙ ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๑ เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามาบตาพุด ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์๒๕๔๐ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๓ ให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ เมื่อถึงกำหนดใช้เงินตามเช็คผู้เสียหายนำเช็คเข้าบัญชีที่ธนาคารศรีนคร จำกัด สาขาบ้านบึง เพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๐โดยให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่ย" เนื่องจากจำเลยไม่มีเงินอยู่ในบัญชี

จำเลยนำสืบว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทจากผู้เสียหายจริง และออกเช็คตามเอกสารหมาย จ.๓ ให้แก่ผู้เสียหายเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ สัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๑ ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรจึงใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลไม่ได้ถือว่าการกู้ยืมเงินระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือจึงเป็นหนี้ที่ฟ้องบังคับคดีไม่ได้

พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยและนายสุพลอินทรำพรรณ สามีของจำเลยร่วมกันกู้ยืมเงินนายฉัตรชัย เจริญผล ผู้เสียหายจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท กำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๙ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๑ ซึ่งไม่ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ต่อมาจำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขามาบตาพุดลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๓ ให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ โดยให้เหตุผลว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย เนื่องจากจำเลยไม่มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝากปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ เกิดขึ้นต่อเมื่อจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย คดีนี้จำเลยและสามีร่วมกันกู้ยืมเงินผู้เสียหายจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๑สำหรับการกู้ยืมเงินนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การกู้ยืมเงินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่" และประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว..."ดังนั้นเมื่อสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๑ อันเป็นตราสารที่โจทก์อ้างเป็นพยานมิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงต้องถือว่าสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมายจ.๑ ต้องห้ามมิให้นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ เสมือนว่าการกู้ยืมเงินระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยและสามีไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ผู้เสียหายจะนำสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๑ มาฟ้องบังคับจำเลยและสามีให้คืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทแก่ตนมิได้ เช่นนี้หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายแม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยจะได้ความว่าจำเลยออกเช็คตามเอกสารหมาย จ.๓ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้เสียหายแต่เมื่อหนี้นั้นไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายเสียแล้ว การออกเช็คของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ไม่เป็นความผิดตามฟ้องที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยนำสืบและยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นหนังสือว่าจำเลยกู้ยืมและทำสัญญากู้ยืมเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จากผู้เสียหายจริงข้อเท็จจริงจึงยุติว่า จำเลยกู้ยืมเงินจริง คดีไม่จำต้องอาศัยสัญญากู้เป็นหลักฐานในคดี แม้สัญญากู้ยืมเงินมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ก็ฟ้องร้องบังคับคดีได้ เห็นว่า การปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ยืมเงินให้ครบถ้วนถูกต้องตามประมวลรัษฎากรเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ดังที่วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้นดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้ให้ถูกต้องความผิดของจำเลยก็ยังไม่เกิด ขณะผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาจำเลยและมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีความผิดต่อส่วนตัวกับจำเลยตลอดจนในขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ สัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมายจ.๑ มิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร การกระทำของจำเลยก็ยังไม่ครบองค์ประกอบความผิด ผู้เสียหายมิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) จึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์และมอบคดีแก่พนักงานสอบสวนและโจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่จำเลยนำสืบและยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นหนังสือยอมรับว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้เสียหายก็ไม่อาจทำให้สิทธิการร้องทุกข์ของผู้เสียหายและอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ไม่มีมาแต่เริ่มแรกพลิกฟื้นเกิดขึ้นโดยมีผลย้อนหลังไปได้คำฟ้องที่เสียไปก็ไม่อาจกลับคืนดีขึ้นมาได้อีก ข้อที่โจทก์ฎีกาว่าความรับผิดทางอาญามีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖ บังคับว่าไม่ว่าพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ ที่น่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ ส่วนการรับฟังพยานหลักฐานได้เพียงใด หรือไม่ก็มีบทบัญญัติบังคับไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ อันเป็นหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีอาญา การฟังพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลยจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗นั้น เห็นว่า ก่อนศาลจะฟังพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลย ต้องปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอให้ฟังได้ว่า มีการกระทำครบองค์ประกอบเป็นความผิดสำเร็จตามกฎหมายเสียก่อน แล้วจึงจะพิจารณาว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ คดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ มีองค์ประกอบความผิดที่เกี่ยวกับหนี้ที่มีการออกเช็คชำระหนี้ว่า ต้องเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและสามารถบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อหนี้ที่จำเลยออกเช็คชำระเป็นหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งมีประมวลกฎหมายรัษฎากรบัญญัติถึงการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งของสัญญากู้ยืมเงินกำกับไว้อีกชั้นหนึ่ง จึงแตกต่างจากหนี้ทางแพ่งอื่นทั่วไปเมื่อกฎหมายบัญญัติไว้แจ้งชัดเช่นนี้ ย่อมไม่มีหนทางที่จะนำหลักกฎหมายดังที่โจทก์ฎีกาทำให้พลิกผันไปเป็นอย่างอื่นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑พิพากษายกฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นางขวัญเรือน มุกประดับทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายเกียรติคุณ แม้นเลขา
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ระพิณ บุญสิทธิ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5476/2543
#37391
เปิดฉบับเต็ม

การนัดพร้อมเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินคดีตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 27ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีพิเศษสำหรับคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศต้องใช้เป็นหลักในการพิจารณาคดี กรณีไม่อาจนำหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งใช้กับคดีแพ่งสามัญในส่วนที่ได้กำหนดไว้ในข้อกำหนดดังกล่าวแล้วมาใช้บังคับได้

วันที่ศาลกำหนดที่จะให้มีการกำหนดแนวทางการดำเนินคดีมีความสำคัญอย่างยิ่งที่คู่ความจะต้องให้ความร่วมมือกับศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในการร่วมกันพิจารณากำหนดแนวทางในการดำเนินคดีเพื่อให้สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาไปได้ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม ทนายจำเลยซึ่งรับว่าความคดีการค้าระหว่างประเทศย่อมต้องทราบกฎหมายหรือข้อกำหนดดังกล่าวเป็นอย่างดีและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความสำหรับคดีชำนัญพิเศษนั้นเพื่อรักษาประโยชน์ของจำเลยซึ่งเป็นตัวความ

ทนายจำเลยไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินคดีเป็นความผิดของทนายจำเลยเองที่ไม่ได้สนใจและเอาใจใส่ในการดำเนินคดีนี้ เมื่อเป็นความผิดของทนายจำเลยเองที่ไม่ให้ ความร่วมมือกับศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในการกำหนดแนวทางในการดำเนินคดีและกำหนดวันสืบพยานโจทก์ ในวันที่ทนายจำเลยว่างทนายจำเลยจึงยกเอาเหตุที่ตนไม่อาจมาศาล ในวันนัดสืบพยานโจทก์ได้ โดยอ้างเหตุที่ตนติดว่าความที่ศาลอื่น ซึ่งได้นัดไว้ก่อนแล้วว่าเป็นเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ตามมาตรา 27แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯมาเพื่อขอเลื่อนคดีไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้ทำการขนส่งสินค้าทางทะเลเป็นจำนวน 2 เที่ยว คือ จากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือปลายทางประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปีย และจากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือปลายทางประเทศสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ซึ่งจำเลยตกลงจะชำระค่าระวางที่ต้นทางทั้งสองเที่ยว เมื่อโจทก์ได้ขนส่งสินค้าตามที่จำเลยได้ว่าจ้างแล้ว โจทก์ได้ส่งใบเรียกเก็บเงินค่าระวางเรือ ค่าภาระเรือและค่าธรรมเนียมใบตราส่ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 801,751.50 บาทแก่จำเลย จำเลยขอผ่อนชำระโดยจะชำระให้แก่โจทก์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2542 และยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จนถึงบัดนี้จำเลยชำระให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน เป็นเงินจำนวน 395,000 บาท เมื่อหักดอกเบี้ยและต้นเงินบางส่วนแล้ว จำเลยยังคงค้างชำระอยู่เป็นเงินจำนวน 481,633.45บาท โจทก์ทวงถามหลายครั้งแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินคงค้างชำระจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนจนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน 5,245.18 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 486,878.63 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 486,878.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 481,633.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์ให้ส่งสินค้าไปยังประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปีย และประเทศสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ แต่จำเลยเคยเป็นลูกค้าว่าจ้างโจทก์ขนสินค้าและได้มีการชำระราคาค่าขนส่งครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่เคยเป็นหนี้โจทก์จำนวน 478,193.30 บาท และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลย จำเลยไม่ได้ผิดนัดต่อโจทก์และไม่เคยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ย คดีของโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าขนส่ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 481,633.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่ามีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำให้การจำเลยในสำนวนว่า ทนายจำเลยมายื่นคำให้การจำเลยด้วยตนเองเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2542 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งว่ารับคำให้การจำเลย สำเนาให้โจทก์นัดพร้อมและหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบ ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้นัดพร้อมในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 เวลา 9 นาฬิกาและทนายจำเลยได้ลงลายมือชื่อรับทราบวันนัดพร้อมดังกล่าวในคำให้การจำเลย โดยทนายจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าในวันนัดพร้อมนั้น ทนายจำเลยไม่อาจมาศาลได้ แสดงว่าทนายจำเลยพร้อมที่จะมาศาลในวันนัดพร้อมนั้นได้ซึ่งการนัดพร้อมดังกล่าวเป็นการนัดพร้อมเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินคดีตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540ข้อ 27 ดังปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2542 ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีพิเศษสำหรับคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องใช้เป็นหลักในการพิจารณาคดีดังกล่าวไม่อาจนำหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งใช้กับคดีแพ่งสามัญในส่วนที่ได้กำหนดไว้ในข้อกำหนดดังกล่าวแล้วมาใช้บังคับได้ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวออกตามความในมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 เป็นการกำหนดแนวทางการดำเนินคดีก่อนการสืบพยานหลักฐานของคู่ความ โดยการร่วมกันพิจารณาระหว่างศาลกับคู่ความว่าจะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีให้เป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วและเที่ยงธรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ตามที่มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันไปโดยไม่เลื่อนคดีจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา ข้อกำหนดดังกล่าว ข้อ 27 ได้กำหนดวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไว้ในสาระสำคัญคือภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการชี้สองสถาน ก่อนสืบพยานหลักฐานศาลอาจสั่งให้คู่ความทุกฝ่ายมาศาลเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินคดี ซึ่งรวมถึงการกำหนดระยะเวลาทั้งหมดในการดำเนินคดี กำหนดวัน เวลา วิธีการ และขั้นตอนในการดำเนินคดีที่จำเป็น เช่น จำนวนและรายละเอียดเกี่ยวกับพยานที่จะนำมาเบิกความบันทึกถ้อยคำแทนการสืบพยานบุคคล พยานผู้เชี่ยวชาญพยานเอกสารและพยานหลักฐานที่ต้องการให้ศาลเรียกจากคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกรวมทั้งการเผชิญสืบและการส่งประเด็นไปสืบยังศาลอื่น เป็นต้น กำหนดรายละเอียดและระยะเวลาเกี่ยวกับการทดลองทางเทคนิคหรือวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดี (โดยเฉพาะในคดีทรัพย์สินทางปัญญา) กำหนดตัวผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ตลอดจนไกล่เกลี่ยเพื่อให้เกิดการประนีประนอมยอมความหรือนำวิธีการอนุญาโตตุลาการมาใช้ดังนี้ วันที่ศาลกำหนดที่จะให้มีการกำหนดแนวทางการดำเนินคดีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่คู่ความจะต้องให้ความร่วมมือกับศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในการร่วมกันพิจารณากำหนดแนวทางในการดำเนินคดีเพื่อให้สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาไปได้ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม ทนายจำเลยซึ่งรับว่าความคดีการค้าระหว่างประเทศคดีนี้ย่อมต้องทราบกฎหมายหรือข้อกำหนดดังกล่าว ข้อ 27 เป็นอย่างดี และมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความสำหรับคดีชำนัญพิเศษนั้นเพื่อรักษาประโยชน์ของจำเลยซึ่งเป็นตัวความแต่เมื่อถึงวันนัดพร้อมเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินคดี ทนายจำเลยกลับไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่มาศาลไม่ได้ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทราบก่อนวันนัดหรือมอบฉันทะให้ผู้ใดมาแจ้งในวันนัดพร้อมแต่อย่างใด ดังปรากฏตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลดังกล่าวลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 คงมีแต่ทนายโจทก์มาศาล ซึ่งข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่าทนายโจทก์ไม่ได้มาทราบวันนัดพร้อมด้วยตนเอง แต่ศาลดังกล่าวได้หมายแจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบ โจทก์ก็ยังมาศาลตามที่ศาลนัด โดยให้ความร่วมมือกับศาลเป็นอย่างดี เห็นว่า ที่ทนายจำเลยไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินคดีเป็นความผิดของทนายจำเลยเองที่ไม่ได้สนใจและเอาใจใส่ในการดำเนินคดีนี้ เมื่อเป็นความผิดของทนายจำเลยเองที่ไม่ให้ความร่วมมือกับศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในการกำหนดแนวทางในการดำเนินคดีและกำหนดวันสืบพยานโจทก์ในวันที่ทนายจำเลยว่าง ทนายจำเลยจึงยกเอาเหตุที่ตนไม่อาจมาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ได้โดยอ้างเหตุที่ตนติดว่าความที่ศาลอื่นซึ่งได้นัดไว้ก่อนแล้วว่าเป็นเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาเพื่อขอเลื่อนคดีไม่ได้ ดังนั้นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2542 ว่า คดีนี้ทนายจำเลยทราบวันนัดพร้อมเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินคดีโดยชอบแล้ว แต่ในวันนัดพร้อมทนายจำเลยมิได้มาศาลทั้งมิได้มอบหมายให้เสมียนทนายความมานัดวันพิจารณากับศาลแต่อย่างใดเมื่อศาลกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ไปแล้วรวม 2 นัด ทนายจำเลยกลับมาขอให้ยกเลิกวันนัดโดยอ้างว่าติดว่าความที่ศาลอื่น จึงเป็นความผิดของทนายจำเลยเอง พฤติการณ์เป็นการประวิงคดีจึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและสืบพยานหลักฐานของโจทก์ไปนั้น ย่อมชอบแล้ว

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยเนื่องจากคำให้การจำเลยไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าขนส่งสินค้าที่ค้างชำระแก่โจทก์ผู้ขนส่งจำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์ให้ส่งสินค้าตามคำฟ้องไปยังประเทศสหพันธสาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปีย และประเทศสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ เพียงแต่เคยเป็นลูกค้าว่าจ้างโจทก์ขนสินค้าอื่นและได้มีการชำระค่าขนส่งให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่เคยเป็นหนี้โจทก์จำนวน 478,193.30 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลย จำเลยไม่ได้ผิดนัดและไม่เคยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ย คดีของโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าขนส่ง ดังนี้ ตามคำให้การจำเลยดังกล่าวถือว่าจำเลยได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธแล้วว่าจำเลยไม่ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ส่งสินค้าตามคำฟ้องไปยังประเทศทั้งสองดังกล่าวจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์ตามจำนวนที่โจทก์เรียกร้องและมิได้ผิดนัดโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 2 ปีนับแต่วันที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระค่าขนส่ง คำให้การของจำเลยจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสองแล้ว และเมื่อจำเลยได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งพร้อมด้วยเหตุแห่งการปฏิเสธ จำเลยย่อมมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบถึงข้อเท็จจริงตามที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ดังกล่าวได้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้งดสืบพยานจำเลยเพราะเห็นว่าคำให้การจำเลยเป็นการปฏิเสธลอยโดยปราศจากเหตุแห่งการปฏิเสธนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้เพิกถอนคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 และให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยนัดสืบพยานหลักฐานของจำเลยแล้ว พิพากษาไปตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลีโอ ทรานสปอร์ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด
กรรมการ — โดยนายวิรัช นอบน้อมธรรม และนายทิพย์ ดาลาล
จำเลย — บริษัทเอเพ็ค พลาสติกส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5476/2543
#98355
เปิดฉบับเต็ม

การที่ทนายจำเลยได้ลงลายมือชื่อรับทราบวันนัดพร้อมของศาลซึ่งเป็นการนัดพร้อมเพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินคดีตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 แต่เมื่อถึงกำหนดนัดดังกล่าว ทนายจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่มาศาลไม่ได้ให้ศาลทราบก่อนวันนัด อีกทั้งไม่ได้มอบฉันทะให้ผู้ใดมาแจ้งในวันนัด คงมีแต่ทนายโจทก์มาศาล ย่อมเห็นได้ว่าเป็นความผิดของทนายจำเลยเอง ดังนั้นจำเลยจะยกเอาเหตุที่ตนติดว่าความที่ศาลอื่นซึ่งได้นัดไว้ก่อนแล้วว่าเป็นเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ตาม มาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาเพื่อขอเลื่อนคดีไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 486,878.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 481,633.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 481,633.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 5,245.18 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลย ประการแรกว่า มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ทนายจำเลยมายื่นคำให้การจำเลยเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2542 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งว่า รับคำให้การจำเลย สำเนาให้โจทก์ นัดพร้อม และหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบ ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้นัดพร้อมในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 เวลา 9 นาฬิกา และทนายจำเลยได้ลงลายมือชื่อรับทราบวันนัดพร้อมดังกล่าวในคำให้การจำเลย โดยทนายจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าในวันนัดพร้อมนั้น ทนายจำเลยไม่อาจมาศาลได้ แสดงว่าทนายจำเลยพร้อมที่จะมาศาลในวันนัดพร้อมนั้นได้ แต่เมื่อถึงวันนัดพร้อมดังกล่าว ทนายจำเลยกลับไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่มาศาลไม่ได้ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทราบก่อนวันนัดหรือมอบฉันทะให้ผู้ใดมาแจ้งในวันนัดพร้อมแต่อย่างใด คงมีแต่ทนายโจทก์มาศาล ย่อมเห็นได้ว่าเป็นความผิดของทนายจำเลยเอง ดังนั้นทนายจำเลยจึงยกเอาเหตุที่ตนไม่อาจมาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ได้โดยอ้างเหตุที่ตนติดว่าความที่ศาลอื่นซึ่งได้นัดไว้ก่อนแล้วว่าเป็นเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาเพื่อขอเลื่อนคดีไม่ได้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้เพิกถอนคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยของศาลทรัพยสินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 และให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยนัดสืบพยานหลักฐานของจำเลยแล้วพิพากษาไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลีโอ ทรานสปอร์ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด
กรรมการ — โดยนายวิรัช นอบน้อมธรรม และนายทิพย์ ดาลาล
จำเลย — บริษัทเอเพ็ค พลาสติกส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวุฒิพงศ์ เวชยานนท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5475/2543
#36406
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้วต้องถือว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ การที่จะสั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ต้องเป็นผู้สั่ง

ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน15 วัน เพื่อดำเนินการต่อไป มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ โจทก์เซ็นชื่อรับทราบคำสั่งแล้ว และโจทก์ยอมรับในฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้นำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองด้วยตนเองแต่ส่งให้จำเลยทั้งสองไม่ได้การที่โจทก์ไม่แถลงต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือว่าโจทก์ไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์และสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 59,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 2 มีนาคม 2542ว่า รับอุทธรณ์ของโจทก์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งหากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วันเพื่อดำเนินการต่อไป มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2542เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองไม่ได้ โจทก์ไม่แถลงต่อศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนด

ศาลชั้นต้นสั่งให้รวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่สั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ แต่กลับส่งไปให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้สั่งเป็นการข้ามขั้นตอนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้วต้องถือว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ การที่จะสั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ต้องเป็นผู้สั่ง ที่ศาลชั้นต้นส่งให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้สั่งชอบแล้ว

ปัญหาข้อที่สองมีว่า โจทก์ทิ้งอุทธรณ์หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งหากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน เพื่อดำเนินการต่อไป มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ โจทก์เซ็นชื่อรับทราบคำสั่งในตรายางประทับซึ่งมีข้อความว่า ให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 6มิถุนายน 2542 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว พนักงานเดินหมายรายงานเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2542 ว่านำสำเนาอุทธรณ์เพื่อส่งให้แก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 ไม่พบจำเลยทั้งสองจึงส่งไม่ได้ ต่อมาวันที่ 2มิถุนายน 2542 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าโจทก์มิได้ยื่นคำแถลงภายในเวลาที่ศาลกำหนด เห็นว่าที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้แถลงขอให้ปิดหมายและเสียค่าธรรมเนียมในการปิดหมายให้แก่เจ้าหน้าที่แล้วนั้น โจทก์มีเพียงสำเนารายงานประจำวันสถานีตำรวจนครบาลดอนเมืองลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2542ระบุแต่เพียงว่าเอกสารที่รับแจ้งหาย 3 ใบเสร็จรับเงินของศาลอุทธรณ์ 1 ฉบับ เพียงเท่านี้ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นเอกสารที่โจทก์แถลงต่อศาลขอให้ปิดหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์ยอมรับในฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้นำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองด้วยตนเอง แต่ส่งให้จำเลยทั้งสองไม่ได้ การที่โจทก์ไม่แถลงต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดถือว่าโจทก์ไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จิตรา ยิ่งถาวร
จำเลย — บริษัท เจ.เอ็น.ซิคคิวริตี้ การ์ด เซนเตอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5475/2543
#40464
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่ง เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้วต้องถือว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ การที่จะสั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ต้องเป็นผู้สั่ง

ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน เพื่อดำเนินการต่อไป มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์โจทก์เซ็นชื่อรับทราบคำสั่งในตรายางประทับซึ่งมีข้อความว่าให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 6 มิถุนายน 2542 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว พนักงานเดินหมายรายงานเมื่อวันที่ 29 มีนาคม2542 ว่านำสำเนาอุทธรณ์เพื่อส่งให้แก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 2มีนาคม 2542 ไม่พบจำเลยทั้งสองจึงส่งไม่ได้ ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน2542 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า โจทก์มิได้ยื่นคำแถลงภายในเวลาที่ศาลกำหนด ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้แถลงขอให้ปิดหมายและเสียค่าธรรมเนียมในการปิดหมายให้แก่เจ้าหน้าที่แล้วไม่อาจรับฟังได้เมื่อโจทก์ยอมรับในฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้นำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยด้วยตนเอง แต่ส่งให้จำเลยไม่ได้ การที่โจทก์ไม่แถลงต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดถือว่าโจทก์ไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์และสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 59,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 2มีนาคม 2542 ว่า รับอุทธรณ์ของโจทก์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งหากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน เพื่อดำเนินการต่อไป มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2542 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองไม่ได้ โจทก์ไม่แถลงต่อศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนด

ศาลชั้นต้นสั่งให้รวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่สั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ แต่กลับส่งไปให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้สั่งเป็นการข้ามขั้นตอนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้วต้องถือว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ การที่จะสั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ต้องเป็นผู้สั่ง ที่ศาลชั้นต้นส่งให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้สั่งชอบแล้ว

ปัญหาข้อที่สองมีว่า โจทก์ทิ้งอุทธรณ์หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน เพื่อดำเนินการต่อไป มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ โจทก์เซ็นชื่อรับทราบคำสั่งในตรายางประทับซึ่งมีข้อความว่า ให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 6 มิถุนายน 2542ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว พนักงานเดินหมายรายงานเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2542 ว่านำสำเนาอุทธรณ์เพื่อส่งให้แก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 ไม่พบจำเลยทั้งสองจึงส่งไม่ได้ ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2542 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าโจทก์มิได้ยื่นคำแถลงภายในเวลาที่ศาลกำหนด เห็นว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้แถลงขอให้ปิดหมายและเสียค่าธรรมเนียมในการปิดหมายให้แก่เจ้าหน้าที่แล้วนั้น โจทก์มีเพียงสำเนารายงานประจำวันสถานีตำรวจนครบาลดอนเมืองลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2542ระบุแต่เพียงว่าเอกสารที่รับแจ้งหาย 3. ใบเสร็จรับเงินของศาลอุทธรณ์1 ฉบับ เพียงเท่านี้ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นเอกสารที่โจทก์แถลงต่อศาลขอให้ปิดหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์ยอมรับในฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้นำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองด้วยตนเอง แต่ส่งให้จำเลยทั้งสองไม่ได้ การที่โจทก์ไม่แถลงต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ถือว่าโจทก์ไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์และสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จิตรา ยิ่งถาวร
จำเลย — บริษัท เจ.เอ็น.ซิคคิวริตี้ การ์ด เซนเตอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5475/2543
#66208
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่ง เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้วต้องถือว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ การที่จะสั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ต้องเป็นผู้สั่ง

ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วันเพื่อดำเนินการต่อไป มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ โจทก์เซ็นชื่อรับทราบคำสั่งในตรายางประทับซึ่งมีข้อความว่า ให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 6 มิถุนายน 2542 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว พนักงานเดินหมายรายงานเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2542 ว่านำสำเนาอุทธรณ์เพื่อส่งให้แก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 ไม่พบจำเลยทั้งสองจึงส่งไม่ได้ ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2542 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า โจทก์มิได้ยื่นคำแถลงภายในเวลาที่ศาลกำหนด ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้แถลงขอให้ปิดหมายและเสียค่าธรรมเนียมในการปิดหมายให้แก่เจ้าหน้าที่แล้วไม่อาจรับฟังได้ เมื่อโจทก์ยอมรับในฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้นำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยด้วยตนเองแต่ส่งให้จำเลยไม่ได้ การที่โจทก์ไม่แถลงต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดถือว่าโจทก์ไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยชอบ ตามป.วิ.พ.มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์และสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชอบแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจิตรา ยิ่งถาวร
เซนเตอร์ — บริษัทเจ.เอ็น.ซิคคิวริตี้ การ์ด
จำเลย — ัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย อภิชาตอำมฤต
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5473/2543
#36405
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลยในข้อที่เป็นการสรุปคำให้การที่แสดงโดยชัดแจ้งแล้วเท่านั้น ไม่มีการเพิ่มเติมประเด็นข้อพิพาทระหว่างคู่ความขึ้นใหม่ให้แตกต่างไปจากคำให้การเดิม ส่วนคำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลยในข้อที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับฟ้องแย้งเท่ากับไม่ติดใจบังคับตามฟ้องแย้งตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งแล้วคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ไม่ได้เพิ่มเติมประเด็นข้อพิพาทระหว่างคู่ความขึ้นใหม่แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การได้หรือไม่ก็ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงหรือในที่สุดผลของคดีซึ่งศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยตรงตามประเด็นข้อพิพาทตามที่จำเลยให้การต่อสู้แล้วเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอแก้ไขคำให้การเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นสาระแก่คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ช - 1908 กรุงเทพมหานคร และจดทะเบียนโอนต่อกรมการ-ขนส่งทางบก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ไม่เคยโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ข้อความในแบบคำขอโอนและรับโอนดังกล่าวเป็นเท็จที่โจทก์ทำขึ้นมาเองตามที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวแก่รถยนต์พิพาทกับโจทก์นั้น ไม่เป็นความจริง จำเลยส่งมอบรถยนต์ให้โจทก์ใช้ในฐานะเป็นกรรมการของจำเลยและไม่เคยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้โจทก์ ส่วนที่โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อแทนจำเลยนั้นเพราะขณะโจทก์เป็นกรรมการของจำเลยได้ขอยืมเงินจากจำเลย จำเลยได้ให้บริษัทไทยไฮดรอลิคอินดัสเตรียลจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยทดรองจ่ายเงินยืมให้โจทก์ จำนวนไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท ต่อมาโจทก์ลาออกจากกรรมการของจำเลย จำเลยจึงให้โจทก์ชำระเงินยืมและเงินทดรองคืนให้แก่บริษัทดังกล่าวแต่โจทก์ไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระหนี้เงินยืมและเงินทดรองคืน จำเลยจึงให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อแก่บริษัทฐิติกร จำกัด แทนจำเลยเพื่อหักกลบลบหนี้เงินยืมและเงินทดรองที่โจทก์ต้องชดใช้ให้แก่บริษัทในเครือแล้วโจทก์ขอยืมรถยนต์พิพาทใช้ภายหลังจากที่ชำระเงินค่าเช่าซื้อต่อไปอีกประมาณ 1 เดือน เมื่อโจทก์ไปขอสมุดคู่มือจดทะเบียนจากบริษัทฐิติกรจำกัด แต่บริษัทฐิติกร จำกัด ไม่มอบให้เพราะไม่มีหนังสือมอบอำนาจจากจำเลย จำเลยจึงขอให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืน โจทก์ย้ายหนีไปจากบ้านเลขที่ตามที่ระบุในฟ้องไม่คืนรถยนต์พิพาททำให้จำเลยเสียหายขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์คืนรถยนต์พิพาทพร้อมทั้งค่าเสื่อมราคาเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนถึงวันส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 500,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องแย้งจนถึงวันที่โจทก์ใช้ราคากับให้โจทก์ใช้ค่าขาดประโยชน์วันละ 600 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนถึงวันส่งมอบรถยนต์พิพาทหรือใช้ราคา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งคืนค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องแย้งทั้งหมด

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำให้การศาลชั้นต้นสั่งว่าการขอเพิ่มเติมคำให้การ เป็นการแสวงหาโอกาสและเอาเปรียบในเชิงคดีจึงไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาเห็นว่าคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เพิ่มเติมคำให้การเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งเป็นไม่รับอุทธรณ์คำสั่งให้รวมไว้อุทธรณ์ในคราวเดียวกันกับคำพิพากษาจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งว่า ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นสั่งว่าอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาจึงให้รวมสำนวนไว้เพื่อนำไปพิจารณาคราวเดียวกันกับที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้วและมีอุทธรณ์จึงจะรวมส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ช - 1908 กรุงเทพมหานคร และจดทะเบียนโอนรถยนต์คันดังกล่าวต่อกรมการขนส่งทางบก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรหยิบยกปัญหาที่ว่า ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลยนั้นชอบหรือไม่ก่อน เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 ที่ให้โจทก์หรือจำเลยจะแก้ไขข้อหา ข้อต่อสู้ ข้ออ้าง หรือข้อเถียงอันกล่าวไว้ใน คำฟ้องหรือคำให้การที่เสนอต่อศาลแต่แรกได้นั้น ก็เพื่อให้โอกาสแก่โจทก์หรือจำเลยแก้ไขข้อบกพร่องผิดพลาดที่มีอยู่ในคำฟ้องหรือคำให้การเพื่อให้มีความสมบูรณ์คำให้การของจำเลยคดีนี้ได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การแล้วว่า "จำเลยไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้โจทก์ โจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์พิพาทแทนจำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้เงินยืมและเงินทดรองคืนที่โจทก์ยืมไปจากบริษัทในเครือของจำเลยและเงินทดรองที่ยืม แม้คำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลยคดีนี้จะเป็นคำคู่ความ แต่เมื่อพิจารณาคำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลยในข้อ ก. ที่ว่า "จำเลยไม่ได้โอนรถยนต์ที่พิพาทให้แก่โจทก์ ที่โจทก์ชำระค่างวดรถยนต์ที่พิพาทก็เพื่อชำระหนี้เท่านั้นโจทก์จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย การครอบครองรถยนต์ที่พิพาทของโจทก์โดยไม่ยอมส่งคืนให้จำเลยจนกระทั่งปัจจุบันเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ดังนั้น" ก็เป็นการสรุปคำให้การที่แสดงโดยชัดแจ้งแล้วเท่านั้น ไม่มีการเพิ่มเติมประเด็นข้อพิพาทระหว่างคู่ความขึ้นใหม่ให้แตกต่างไปจากคำให้การเดิมแต่อย่างใด ส่วนคำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลยในข้อ ข. ที่ว่า "คำให้การจำเลยที่กล่าวมาข้างต้นจำเลยขอถือเอาเป็นคำฟ้องแย้ง" กับข้อ ค. ที่ขอตัดในส่วนที่เกี่ยวกับขอให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ที่พิพาทคืนหรือใช้ราคาและให้ใช้ค่าเสียหายออกทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟ้องแย้งเท่ากับไม่ติดใจบังคับตามฟ้องแย้ง ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งแล้ว ดังนั้น คำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ไม่ได้เพิ่มเติมประเด็นข้อพิพาทระหว่างคู่ความขึ้นใหม่ดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การได้หรือไม่ ก็ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงหรือในที่สุดผลของคดีซึ่งศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยตรงตามประเด็นข้อพิพาทตามที่จำเลยให้การต่อสู้แล้วเปลี่ยนแปลงไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและยกคำร้องเสียนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอแก้ไขคำให้การเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นสาระแก่คดี"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย คนุด เล็นนาร์ท อาว์บี
จำเลย — บริษัท สแกน-ไทยเครน 1993 (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5473/2543
#39278
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลยเป็นการสรุปคำให้การที่แสดงโดยชัดแจ้งแล้ว ไม่มีการเพิ่มเติมประเด็นข้อพิพาทระหว่างคู่ความขึ้นใหม่ให้แตกต่างไปจากคำให้การเดิม และไม่ติดใจบังคับตามฟ้องแย้งตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งแล้วแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การได้หรือไม่ ก็ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงหรือในที่สุดผลของคดีซึ่งศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยตรงตามประเด็นข้อพิพาทตามที่จำเลยให้การต่อสู้แล้วเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอแก้ไขคำให้การเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นสาระแก่คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ช - 1908 กรุงเทพมหานคร และจดทะเบียนโอนต่อกรมการขนส่งทางบก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ไม่เคยโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ข้อความในแบบคำขอโอนและรับโอนดังกล่าวเป็นเท็จที่โจทก์ทำขึ้นมาเองตามที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวแก่รถยนต์พิพาทกับโจทก์นั้น ไม่เป็นความจริง จำเลยส่งมอบรถยนต์ให้โจทก์ใช้ในฐานะเป็นกรรมการของจำเลยและไม่เคยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้โจทก์ ส่วนที่โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อแทนจำเลยนั้นเพราะขณะโจทก์เป็นกรรมการของจำเลยได้ขอยืมเงินจากจำเลย จำเลยได้ให้บริษัทไทยไฮดรอลิค อินดัสเตรียลจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยทดรองจ่ายเงินยืมให้โจทก์ จำนวนไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท ต่อมาโจทก์ลาออกจากกรรมการของจำเลยจำเลยจึงให้โจทก์ชำระเงินยืมและเงินทดรองคืนให้แก่บริษัทดังกล่าวแต่โจทก์ไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระหนี้เงินยืมและเงินทดรองคืน จำเลยจึงให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อแก่บริษัทฐิติกร จำกัด แทนจำเลยเพื่อหักกลบลบหนี้เงินยืมและเงินทดรองที่โจทก์ต้องชดใช้ให้แก่บริษัทในเครือ แล้วโจทก์ขอยืมรถยนต์พิพาทใช้ภายหลังจากที่ชำระเงินค่าเช่าซื้อต่อไปอีกประมาณ1 เดือน เมื่อโจทก์ไปขอสมุดคู่มือจดทะเบียนจากบริษัทฐิติกร จำกัด แต่บริษัทฐิติกร จำกัด ไม่มอบให้เพราะไม่มีหนังสือมอบอำนาจจากจำเลย จำเลยจึงขอให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืน โจทก์ย้ายหนีไปจากบ้านเลขที่ตามที่ระบุในฟ้องไม่คืนรถยนต์พิพาททำให้จำเลยเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์คืนรถยนต์พิพาทพร้อมทั้งค่าเสื่อมราคาเดือนละ5,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนถึงวันส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 500,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องแย้งจนถึงวันที่โจทก์ใช้ราคากับให้โจทก์ใช้ค่าขาดประโยชน์วันละ 600 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนถึงวันส่งมอบรถยนต์พิพาทหรือใช้ราคา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องแย้งทั้งหมด

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำให้การ ศาลชั้นต้นสั่งว่า การขอเพิ่มเติมคำให้การ เป็นการแสวงหาโอกาสและเอาเปรียบในเชิงคดี จึงไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ ยกคำร้องจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาเห็นว่าคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เพิ่มเติมคำให้การเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งเป็นไม่รับอุทธรณ์คำสั่งให้รวมไว้อุทธรณ์ในคราวเดียวกันกับคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งว่า ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นสั่งว่าอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาจึงให้รวมสำนวนไว้เพื่อนำไปพิจารณาคราวเดียวกันกับที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว และมีอุทธรณ์จึงจะรวมส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 9 ช - 1908 กรุงเทพมหานครและจดทะเบียนโอนรถยนต์คันดังกล่าวต่อกรมการขนส่งทางบก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 179 ที่ให้โจทก์หรือจำเลยจะแก้ไขข้อหา ข้อต่อสู้ ข้ออ้าง หรือข้อเถียงอันกล่าวไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การที่เสนอต่อศาลแต่แรกได้นั้น ก็เพื่อให้โอกาสแก่โจทก์หรือจำเลยแก้ไขข้อบกพร่องผิดพลาดที่มีอยู่ในคำฟ้องหรือคำให้การเพื่อให้มีความสมบูรณ์ คำให้การของจำเลยคดีนี้ได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การแล้วว่า "จำเลยไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้โจทก์ โจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์พิพาทแทนจำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้เงินยืมและเงินทดรองคืนที่โจทก์ยืมไปจากบริษัทในเครือของจำเลยและเงินทดรองที่ยืม แม้คำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลยคดีนี้จะเป็นคำคู่ความแต่เมื่อพิจารณาคำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลยในข้อ ก. ที่ว่า "จำเลยไม่ได้โอนรถยนต์ที่พิพาทให้แก่โจทก์ที่โจทก์ชำระค่างวดรถยนต์ที่พิพาทก็เพื่อชำระหนี้เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย การครอบครองรถยนต์ที่พิพาทของโจทก์โดยไม่ยอมส่งคืนให้จำเลยจนกระทั่งปัจจุบันเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ดังนั้น" ก็เป็นการสรุปคำให้การที่แสดงโดยชัดแจ้งแล้วเท่านั้น ไม่มีการเพิ่มเติมประเด็นข้อพิพาทระหว่างคู่ความขึ้นใหม่ให้แตกต่างไปจากคำให้การเดิมแต่อย่างใด ส่วนคำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลยในข้อ ข.ที่ว่า "คำให้การจำเลยที่กล่าวมาข้างต้นจำเลยขอถือเอาเป็นคำฟ้องแย้ง"กับข้อ ค. ที่ขอตัดในส่วนที่เกี่ยวกับขอให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ที่พิพาทคืนหรือใช้ราคาและให้ใช้ค่าเสียหายออกทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟ้องแย้งเท่ากับไม่ติดใจบังคับตามฟ้องแย้ง ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งแล้วดังนั้น คำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ไม่ได้เพิ่มเติมประเด็นข้อพิพาทระหว่างคู่ความขึ้นใหม่ดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การได้หรือไม่ก็ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงหรือในที่สุดผลของคดีซึ่งศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยตรงตามประเด็นข้อพิพาทตามที่จำเลยให้การต่อสู้แล้วเปลี่ยนแปลงไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและยกคำร้องเสียนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอแก้ไขคำให้การเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นสาระแก่คดี

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย คนุด เล็นนาร์ท อาว์บี
จำเลย — บริษัท สแกน-ไทยเครน 1993 (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5473/2543
#66207
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอแก้ไขคำให้การจำเลยเป็นการสรุปคำให้การที่แสดงโดยชัดแจ้งแล้ว ไม่มีการเพิ่มเติมประเด็นข้อพิพาทระหว่างคู่ความขึ้นใหม่ให้แตกต่างไปจากคำให้การเดิม และไม่ติดใจบังคับตามฟ้องแย้งตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งแล้วแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การได้หรือไม่ ก็ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงหรือในที่สุดผลของคดีซึ่งศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยตรงตามประเด็นข้อพิพาทตามที่จำเลยให้การต่อสู้แล้วเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอแก้ไขคำให้การเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นสาระแก่คดี

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ยคนุด เล็นนาร์ท อาว์บี
จำเลย — ิษัทสแกน-ไทยเครน ๑๙๙๓ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธนพงษ์ อุชชิน
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศรไชย
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5456/2543
#35125
เปิดฉบับเต็ม

บทเฉพาะกาลแห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดฯกำหนดให้สภาจังหวัดเป็นสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมิได้บัญญัติให้มีการเลือกประธานสภาและรองประธานสภาขึ้นใหม่ คงให้เลือกเฉพาะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเท่านั้นแม้จะมีระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ กำหนดให้มีการเลือกประธานสภาและรองประธานสภาขึ้นใหม่ก็ตามแต่เป็นกรณีมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดแล้วเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1เรียกประชุมสภาเพื่อเลือกประธานและรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและการที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นประธานสภาจังหวัดมิได้ทำหน้าที่ดำเนินการประชุมทั้งที่อยู่ในที่ประชุมจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ยังผลให้ผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในการประชุมครั้งนั้นมิชอบไปด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 2จึงยังคงดำรงตำแหน่งประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอยู่ และสามารถเรียกประชุมให้มีการเลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามกฎหมายได้ การประชุมในครั้งหลังจึงชอบด้วยกฎหมายและหาเป็นโมฆะไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลเลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล จำเลยที่ 1 จึงเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลในวันที่ 16 ธันวาคม 2540 ที่ประชุมได้ลงมติเลือกนายอามีน มันยามีน ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล และเลือกโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ต่อมาจำเลยที่ 1 ยกเลิกการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลและมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการเลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลใหม่ ทั้งที่โจทก์ยังดำรงตำแหน่งดังกล่าวจำเลยที่ 2 เรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลสมัยวิสามัญ สมัยที่ 3ในการประชุมดังกล่าวจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ประธาน และที่ประชุมมีมติเลือกจำเลยที่ 2 เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล คำสั่งของจำเลยที่ 1ที่ให้ยกเลิกการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลไม่ชอบด้วยกฎหมายส่วนจำเลยที่ 2 ได้สิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม2540 เมื่อที่ประชุมเลือกนายอามีนให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล จำเลยที่ 2 จึงออกเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลสมัยวิสามัญมิได้ ดังนั้น การประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลที่มีมติเลือกจำเลยที่ 2 ให้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลในวันดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษายกเลิกคำสั่งเพิกถอนการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 4ธันวาคม 2541 ให้ประกาศสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล และหนังสือเชิญสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลทั้งสองฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม2541 โดยจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะ ให้การประชุมและมติสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลที่ลงมติให้จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลในวันที่ 11 ธันวาคม 2541 เป็นโมฆะและให้โจทก์ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดพ.ศ. 2540 มาตรา 22 ใช้บังคับกับกรณีมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้นจริง ๆ แล้วเท่านั้น แต่โจทก์และจำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกสภาจังหวัดสตูลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัดพ.ศ. 2498 จึงนำบทบัญญัติมาตรา 22 มาใช้บังคับไม่ได้ ทั้งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาตรา 82 วรรคสองบัญญัติให้ประธานสภาจังหวัดเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน2540 เป็นต้นไป และวรรคสามบัญญัติให้สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลือกเฉพาะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มิได้บัญญัติให้เลือกประธานสภาและรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดด้วย การประชุมในวันที่ 16ธันวาคม 2540 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ยังเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลโดยชอบด้วยกฎหมาย มีอำนาจที่จะเรียกประชุมและดำเนินการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลเพื่อเลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ขณะที่พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน2540 จำเลยที่ 2 เป็นประธานสภาจังหวัดสตูลและนายอามีน มันยามีนเป็นรองประธานสภาจังหวัดสตูลตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.1เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 ออกประกาศจังหวัดสตูลและมีหนังสือเรียกประชุมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลในวันที่ 16 ธันวาคม2540 วันดังกล่าวจำเลยที่ 2 และนายอามีนเข้าร่วมประชุมกับโจทก์ และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลทุกคนเริ่มการประชุมนายสาธิตกลิ่นภักดี ในฐานะเลขานุการเชิญนายอุเส็น หลีขาว สมาชิกผู้อาวุโสสูงสุดทำหน้าที่ประธานสภาชั่วคราวเพื่อเลือกประธานสภา และรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ซึ่งที่ประชุมได้เลือกนายอามีนเป็นประธานสภาเลือกนายสุไลมาน อาดำ และนายรมย์ศรี กะด๊ะ เป็นรองประธานสภาคนที่ 1 และคนที่ 2 ตามลำดับ จากนั้นนายอามีนทำหน้าที่เป็นประธานในการเลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล และที่ประชุมมีมติเลือกโจทก์เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล วันที่ 15 มกราคม2541 มีการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลสมัยวิสามัญ สมัยที่ 1ประจำปี 2541 โดยมีนายอามีนทำหน้าที่ประธานสภาวันที่ 4 ธันวาคม 2541จำเลยที่ 1 มีหนังสือยกเลิกการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2540 และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล เพื่อดำเนินการเลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลใหม่ จำเลยที่ 2 จึงออกประกาศสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล และมีหนังสือเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลในวันที่ 11 ธันวาคม2541 การประชุมในวันดังกล่าวจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ประธานสภา โจทก์เข้าร่วมประชุมและได้รับการเสนอชื่อเข้ารับเลือกเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลด้วย ที่ประชุมมีมติเลือกจำเลยที่ 2 เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงงดชี้สองสถาน และพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลในวันที่ 16ธันวาคม 2540 และวันที่ 11 ธันวาคม 2541 เป็นการประชุมโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาตรา 82ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลบัญญัติว่า "ให้สภาจังหวัดที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัตินี้

ให้สมาชิกสภาจังหวัดซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะครบวาระตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498

ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามวรรคหนึ่งดำเนินการเลือกสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดคนหนึ่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในระหว่างที่ยังไม่มีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามวรรคสามให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดไปพลางก่อน"และมาตรา 85 บัญญัติว่า "ให้บรรดาข้อบัญญัติจังหวัด กฎ ระเบียบ ข้อบังคับมติ คำสั่ง และประกาศที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด หรือกฎหมายอื่นที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาคงใช้บังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีการออกข้อบัญญัติ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ มติ คำสั่ง และประกาศตามพระราชบัญญัตินี้" ดังนั้น จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติให้มีการเลือกประธานสภาและรองประธานสภาขึ้นมาใหม่ คงให้เลือกเฉพาะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาความเป็นมาของตำแหน่งประธานสภาจังหวัดและรองประธานสภาจังหวัดแล้ว เห็นว่าประธานสภาจังหวัดและรองประธานสภาจังหวัดถูกเลือกตั้งขึ้นมาจากสภาจังหวัด ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498 มาตรา 13 จึงเป็นมติที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัดที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมติดังกล่าวคงมีผลใช้บังคับต่อไปตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาตรา 85 ทั้งการเลือกประธานและรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาตรา 17 ก็ให้สภานั้นเป็นผู้เลือกสมาชิกขึ้นมาเป็นเช่นเดียวกัน ฉะนั้น จำเลยที่ 2 ประธานสภาจังหวัดสตูลและนายอามีน มันยามีน รองประธานสภาจังหวัดสตูลจึงยังคงเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล และรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540มาตรา 82 ประกอบมาตรา 85 ซึ่งจะหมดวาระเมื่อมีการประชุมสามัญประจำปี2540 แม้จะมีระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 ในบทเฉพาะกาล ข้อ 150 กำหนดให้สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลือกประธานสภา รองประธานสภาขึ้นใหม่ในการประชุมครั้งแรกก็ตาม ระเบียบดังกล่าวจะใช้ในการประชุมครั้งแรกกรณีมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดพ.ศ. 2540 มาตรา 22 แล้วเท่านั้น มิฉะนั้นจะไม่สอดคล้องกับมาตรา 82และมาตรา 85 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันนี้ ด้วยเหตุดังกล่าวการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลประกาศเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลในวันที่ 16 ธันวาคม 2540 โดยมีระเบียบวาระการประชุมเกี่ยวกับการเลือกประธาน และรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และในการประชุมวันที่ 16 ธันวาคม 2540 นั้น จำเลยที่ 2 ประธานสภาจังหวัดสตูลมิได้ทำหน้าที่ประธานดำเนินการประชุมทั้งที่อยู่ในที่ประชุม การประชุมจึงขัดต่อกฎหมายยังผลให้ผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ไม่ว่าตำแหน่งใดเป็นการมิชอบไปด้วย โจทก์จึงมิใช่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล นายอามีน นายสุไลมานและนายรมย์ศรีมิใช่ประธานและรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลการที่นายอามีนเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลสมัยวิสามัญและสมัยสามัญอันเป็นการทำหน้าที่ในฐานะประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ จำเลยที่ 2 ยังคงดำรงตำแหน่งประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล เมื่อจำเลยที่ 2ประกาศเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลสมัยวิสามัญ และดำเนินการให้มีการประชุมตามประกาศในวันที่ 11 ธันวาคม 2541 เพื่อเลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลใหม่ จึงเป็นการทำหน้าที่ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาตรา 25 ซึ่งโจทก์ก็ได้เข้าร่วมประชุมและได้รับการเสนอชื่อเข้ารับเลือกเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลด้วย จำเลยที่ 2 ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลจากมติของที่ประชุมโดยชอบแล้ว การประชุมและมติของที่ประชุมเมื่อวันที่ 11ธันวาคม 2541 หาเป็นโมฆะไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 ม. 17 ม. 22 ม. 82 ม. 85
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วินัย นาทิพเวทย์
จำเลย — นาย สรศักดิ์ สร้อยสนธิ์ ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
กนก พรรณรักษา
กำพล ภู่สุดแสวง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5440/2543
#37826
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่โจทก์และให้โจทก์ชำระค่าที่ดินตอบแทนแก่จำเลยโดยให้โจทก์มีสิทธิหักเงินค่าเสียหายรายเดือนจนกว่าจำเลยจะจดทะเบียนโอนแก่โจทก์ ดังนี้ โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างมีหน้าที่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่กัน ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิขอให้บังคับคดีให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่ต้องนำเงินมาชำระราคาที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ไม่นำเงินมาชำระ จำเลยที่ 1 ย่อมขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาส่วนนี้ได้

จำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินพิพาทมาวางศาลเพื่อให้โจทก์มารับไปจดทะเบียนโอนตามคำพิพากษา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์รับจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมกับชำระเงินค่าที่ดินตอบแทนภายในวันที่ 18 ตุลาคม2541 โดยให้โจทก์มีสิทธินำเงินค่าเสียหายตามคำพิพากษามาหักชำระค่าที่ดินได้ หากโจทก์ไม่ดำเนินการภายในกำหนดถือว่าผิดนัด ไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งนอกเหนือคำบังคับจึงไม่ชอบเพราะนอกเหนือคำพิพากษาและโจทก์มิได้ตกลงด้วย หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาอย่างไร ชอบที่จะขอออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษานั้นได้ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาลงวันที่ 26 ธันวาคม2540 บังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 94ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี แก่โจทก์พร้อมกับให้โจทก์ชำระค่าที่ดิน 6,000,000 บาท ตอบแทนแก่จำเลยที่ 1โดยให้โจทก์มีสิทธิหักเงินค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คดีถึงที่สุดโดยไม่มีอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 ได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องชำระแทนโจทก์จำนวน 80,000 บาท พร้อมโฉนดที่ดินพิพาทมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ และวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1ได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องชำระแทนโจทก์เพิ่มอีก 105,025 บาทมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระแก่โจทก์ ในวันเดียวกันนั้นเองศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับให้โจทก์นำเงินค่าที่ดินที่จะต้องชำระแก่จำเลยที่ 1มาวางศาลภายใน 30 วัน เมื่อนำเงินค่าที่ดินมาวางศาลแล้วให้โจทก์รับโฉนดที่ดินไปจดทะเบียนตามคำพิพากษาต่อไป พร้อมกับให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้นำโฉนดที่ดินและค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลแล้วต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2541 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลาปฏิบัติตามคำบังคับออกไป 6 เดือน เนื่องจากโจทก์หาเงินมาชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 ไม่ทัน โจทก์ไม่ขอรับเงินค่าเสียหายเดือนละ40,000 บาท นับจากวันที่ 22 เมษายน 2541 เป็นต้นไป ต่อมาวันที่ 28พฤษภาคม 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาภายในวันที่ 21 สิงหาคม 2541

ครั้นวันที่ 24 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า โจทก์ผิดนัดไม่ยอมรับโอนที่ดินตามคำพิพากษา จึงถือว่าโจทก์สละสิทธิ์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นสั่งนัดพร้อมวันที่ 14 กันยายน 2541 เมื่อถึงวันนัด โจทก์และทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาศาล โจทก์แถลงขอขยายระยะเวลานำเงินมาชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 ออกไปอีก 2 ปีนับแต่วันที่ 14 กันยายน 2541และยังติดใจที่จะบังคับเอาที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 แถลงว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องนำเงินที่โจทก์นำมาชำระค่าที่ดินพิพาทไปชำระให้แก่จำเลยที่ 2 ตามจำนวนเงินราคาที่ดินที่จำเลยที่ 2 ซื้อจากจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าให้โจทก์รับจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมกับชำระเงินค่าที่ดิน 6,000,000 บาท ตอบแทนจำเลยที่ 1ภายในวันที่ 18 ตุลาคม 2541 โดยให้โจทก์มีสิทธินำค่าเสียหายตามคำพิพากษามาหักชำระค่าที่ดินได้ หากโจทก์ได้ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าโจทก์ตกเป็นฝ่ายผิดนัดไม่มีสิทธิที่จะขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีเท่านั้นมีสิทธิบังคับคดีได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีสิทธิบังคับคดีนั้น เห็นว่า กรณีตามคำพิพากษาในคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างมีหน้าที่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่กัน ดังนั้น ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1ย่อมมีสิทธิที่จะขอให้ดำเนินการบังคับคดีให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่ต้องนำเงินจำนวน 6,000,000 บาท มาชำระราคาที่ดินแก่จำเลยที่ 1ไม่นำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระ จำเลยที่ 1 ย่อมชอบที่จะร้องขอต่อศาลขอให้ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาในส่วนนี้ได้ และเมื่อศาลได้ออกคำบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้วโจทก์ไม่ยอมปฏิบัติตามจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ชอบที่จะยื่นคำขอต่อศาลเพื่อขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 ส่วนโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์นั้น โจทก์ย่อมชอบที่จะร้องขอต่อศาลขอให้ดำเนินการบังคับคดีให้จำเลยที่ 1ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ภายในสิบปีเช่นกัน ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งตามคำร้องของจำเลยที่ 1ฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2541 ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะนำโฉนดที่ดินพิพาทมาวางศาลเพื่อให้โจทก์มารับไปจดทะเบียนโอนตามคำพิพากษาก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์รับจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมกับชำระเงินค่าที่ดิน 6,000,000 บาท ตอบแทนจำเลยที่ 1 ภายในวันที่ 18 ตุลาคม 2541 โดยให้โจทก์มีสิทธินำเงินค่าเสียหายตามคำพิพากษามาหักชำระค่าที่ดินได้ หากโจทก์ไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าโจทก์ตกเป็นฝ่ายผิดนัด ไม่มีสิทธิที่จะขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไปนั้น เป็นคำสั่งนอกเหนือคำบังคับเป็นการไม่ชอบเพราะเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จะถือว่าโจทก์ผิดนัดหรือสละสิทธิในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไม่ได้ เพราะเป็นการนอกเหนือคำพิพากษาและโจทก์มิได้ตกลงด้วย หากจำเลยที่ 1 เห็นว่า โจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาอย่างไร จำเลยที่ 1 ชอบที่จะดำเนินการขอออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษานั้นได้ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม2541
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประหยัด ทองธวัช
จำเลย — นาง หมายเสียะ เหมประพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5440/2543
#91228
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยต่างมีหน้าที่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่กัน ทั้งโจทก์และจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอให้ดำเนินการบังคับคดีให้อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มี คำพิพากษาถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่นำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระ จำเลยย่อมชอบที่จะร้องขอต่อศาลขอให้ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาในส่วนนี้ได้ และเมื่อศาลได้ออกคำบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้วโจทก์ไม่ยอมปฏิบัติตาม จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ชอบที่จะยื่นคำขอ ต่อศาลเพื่อขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 ส่วนโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ที่จะบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ย่อมชอบที่จะร้องขอต่อศาลขอให้ดำเนินการบังคับคดีให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ภายในสิบปีเช่นกัน

แม้จำเลยจะนำโฉนดที่ดินพิพาทมาวางศาลเพื่อให้โจทก์มารับไปจดทะเบียนโอนตามคำพิพากษาก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์รับจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมกับชำระเงินค่าที่ดิน ตอบแทนจำเลยภายในกำหนด โดยให้โจทก์มีสิทธินำเงินค่าเสียหายตามคำพิพากษามาหักชำระค่าที่ดินได้ หากโจทก์ไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าโจทก์ตกเป็นฝ่ายผิดนัด ไม่มีสิทธิที่จะขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไปนั้น เป็นคำสั่งนอกเหนือคำบังคับย่อมเป็นการไม่ชอบ เพราะเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจะถือว่าโจทก์ผิดนัดหรือสละสิทธิในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไม่ได้ เป็นการนอกเหนือคำพิพากษาและโจทก์มิได้ตกลงด้วย หากจำเลยเห็นว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยก็ชอบที่จะดำเนินการขอออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษานั้นได้ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาลงวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๐ บังคับให้จำเลยที่ ๑ จดทะเบียน โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๔ แก่โจทก์พร้อมกับให้โจทก์ชำระค่าที่ดิน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตอบแทนแก่จำเลยที่ ๑ โดยให้โจทก์มีสิทธิหักเงินค่าเสียหายในอัตราเดือนละ ๔๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๓๙ จนกว่าจำเลยที่ ๑ จะจดทะเบียนโอนแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คดีถึงที่สุดโดยไม่มีอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ ได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องชำระแทนโจทก์จำนวน ๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมโฉนด ที่ดินพิพาทมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ และวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ ได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องชำระแทนโจทก์เพิ่มอีก ๑๐๕,๐๒๕ บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระแก่โจทก์ ในวันเดียวกันนั้นเองศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับให้โจทก์นำเงินค่าที่ดินที่จะต้องชำระแก่จำเลยที่ ๑ มาวางศาลภายใน ๓๐ วัน เมื่อนำเงินค่าที่ดินมาวางศาลแล้วให้โจทก์รับโฉนดที่ดินไปจดทะเบียนตามคำพิพากษาต่อไป พร้อมกับให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ ๑ ได้นำโฉนดที่ดินและค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลแล้ว ต่อมาวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๑ โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลาปฏิบัติตามคำบังคับออกไป ๖ เดือน เนื่องจากโจทก์หาเงินมาชำระหนี้ให้จำเลยที่ ๑ ไม่ทัน โจทก์ไม่ขอรับเงินค่าเสียหายเดือนละ ๔๐,๐๐๐ บาท นับจากวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไป ต่อมาวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาภายในวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๑

ครั้นวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องว่า โจทก์ผิดนัดไม่ยอมรับโอนที่ดินตามคำพิพากษา จึงถือว่าโจทก์สละสิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นสั่งนัดพร้อมวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๑ เมื่อถึงวันนัดโจทก์และทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มาศาล โจทก์แถลงขอขยายระยะเวลานำเงินมาชำระหนี้ให้จำเลยที่ ๑ ออกไปอีก ๒ ปี นับแต่วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๑ และยังติดใจ ที่จะบังคับเอาที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์ จำเลยที่ ๑ แถลงว่า จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องนำเงินที่โจทก์นำมาชำระค่าที่ดินพิพาทไปชำระให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามจำนวนเงินราคาที่ดินที่จำเลยที่ ๒ ซื้อจากจำเลยที่ ๑ ต่อมาวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๔๑ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้โจทก์รับจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมกับชำระเงินค่าที่ดิน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตอบแทนจำเลยที่ ๑ ภายในวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๑ โดยให้โจทก์มีสิทธินำค่าเสียหายตามคำพิพากษาหักชำระค่าที่ดินได้ หากโจทก์ไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าโจทก์ตกเป็นฝ่ายผิดนัดไม่มีสิทธิที่จะขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่ จำเลยทั้งสองอีกต่อไป

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีเท่านั้นมีสิทธิบังคับคดีได้ภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ส่วนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีสิทธิบังคับคดีนั้น เห็นว่า กรณีตามคำพิพากษาในคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างมีหน้าที่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่กัน ดังนั้นทั้งโจทก์และจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอให้ดำเนินการบังคับคดีให้ อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่ต้องนำเงินจำนวน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท มาชำระราคาที่ดินแก่จำเลยที่ ๑ ไม่นำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระ จำเลยที่ ๑ ย่อมชอบที่จะร้องขอต่อศาลขอให้ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาในส่วนนี้ได้ และเมื่อศาลได้ออกคำบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้วโจทก์ไม่ยอมปฏิบัติตาม จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ชอบที่จะยื่นคำขอต่อศาลเพื่อขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๕ ส่วนโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะบังคับให้จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์นั้น โจทก์ย่อมชอบที่จะร้องขอต่อศาลขอให้ดำเนินการบังคับคดีให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติตาม คำพิพากษาได้ภายในสิบปีเช่นกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งตามคำร้องของจำเลยที่ ๑ ฉบับลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๑ ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะนำโฉนดที่ดินพิพาทมาวางศาลเพื่อให้โจทก์มารับไปจดทะเบียนโอนตาม คำพิพากษาก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์รับจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมกับชำระเงินค่าที่ดิน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตอบแทนจำเลยที่ ๑ ภายในวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๐ โดยให้โจทก์มีสิทธินำเงินค่าเสียหายตามคำพิพากษามาหักชำระค่าที่ดินได้ หากโจทก์ไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าโจทก์ตกเป็นฝ่ายผิดนัด ไม่มีสิทธิ ที่จะขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไปนั้นเป็นคำสั่งนอกเหนือคำบังคับเป็นการไม่ชอบเพราะเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจะถือว่าโจทก์ผิดนัดหรือสละสิทธิในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไม่ได้ เพราะเป็นการนอกเหนือคำพิพากษาและโจทก์มิได้ตกลงด้วย หากจำเลยที่ ๑ เห็นว่า โจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยที่ ๑ ชอบที่จะดำเนินออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษานั้นได้ต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ ๑ ฉบับลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๑ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 275
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประหยัด ทองธวัช
จำเลย — นางหมายเสียะ เหมประพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายคำแหง เกตุมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา