คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5435/2543
#34189
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีความผิดฐานรับของโจร โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่า จำเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจาก การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ว่าเมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครอง รถจักรยานยนต์ของกลางนั้นจำเลยก็ต้องนำสืบว่าตนไม่รู้ว่าเป็นของ ที่ได้มาจากการกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335(1), 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานรับของโจร

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดฐานรับของโจรหรือไม่ โจทก์มีนายดาบตำรวจชลอ กองแก้ว ผู้เสียหายเบิกความว่าผู้เสียหายสืบหารถจักรยานยนต์ที่ถูกลักไปเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน 2541 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ผู้เสียหายได้ไปราชการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนจอดอยู่ที่ลานจอดรถจักรยานยนต์ ผู้เสียหายได้เฝ้าอยู่จนเวลาประมาณ 12 นาฬิกา จำเลยเดินมาที่รถจักรยานยนต์ ล้วงเอาลูกกุญแจขึ้นมาขึ้นนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์แล้วเสียกุญแจลงในช่องกุญแจ จำเลยเข็นรถจักรยานยนต์ถอยหลังออกจากที่จอดพร้อมทั้งติดเครื่องยนต์ ผู้เสียหายจึงเข้าไปขวางและสอบถามจำเลยว่าได้รถจักรยานยนต์มาอย่างไร จำเลยแจ้งว่าได้นำรถจักรยานยนต์มาจากเพื่อนซึ่งอยู่ดอนเมือง ผู้เสียหายจึงแจ้งว่ารถจักรยานยนต์เป็นของผู้เสียหาย ซึ่งแจ้งหายไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน และชี้ให้จ่าสิบตำรวจบุญยืน บุญศรี ซึ่งไปกับผู้เสียหายจับกุมจำเลย และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หลังจากที่ผู้เสียหายได้สอบถามจำเลยเรื่องการนำรถจักรยานยนต์มา ภายหลังจำเลยแจ้งว่าได้นำรถจักรยานยนต์มาจากสิบตำรวจโทราเมทร์ ผดุงเจริญ ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่าจำเลยรู้จักสิบตำรวจโทราเมทร์ในฐานเพื่อนร่วมงาน สิบตำรวจโทราเมทร์บอกจำเลยว่าจะหารถจักรยานยนต์มาให้จำเลยใช้ เมื่อจำเลยย้ายมาอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามแล้วมีความจำเป็นต้องใช้รถ สิบตำรวจโทราเมทร์จึงให้จำเลยยืมรถจักรยานยนต์ จำเลยไปรับรถจักรยานยนต์ที่ที่พักของสิบตำรวจโทราเมทร์ที่แฟลตของกรมตำรวจ ซอยเฉลิมลาภ เขตพญาไท สิบตำรวจโทราเมทร์บอกว่ารถจักรยานยนต์เป็นของญาติให้ยืมมาใช้ แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว เนื่องจากมีรถอีกคันหนึ่ง จำเลยเห็นรถจักรยานยนต์จอดอยู่ใต้ถุนมีสภาพฝุ่นเกาะเก่าแล้ว แต่ใช้งานได้ตามปกติ ส่วนแผ่นป้ายทะเบียนมิได้ติดอยู่ที่รถจักรยานยนต์ สิบตำรวจโทราเมทร์บอกกับจำเลยว่าได้ถอดเก็บไว้เนื่องจากชำรุด ไม่มีแผ่นป้ายวงกลม เหตุที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์มาใช้เพราะเชื่อในตัวสิบตำรวจโทราเมทร์ซึ่งเป็นตำรวจรุ่นพี่มีความสนิทสนมกันว่ารถจักรยานยนต์มิใช่รถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการกระทำผิดจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักภายในธนาคารแห่งประเทศไทย จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ไปกลับจากที่ทำงานและปฏิบัติหน้าที่ทุกวัน และได้จอดไว้ในบริเวณลานจอดรถที่เปิดเผยของสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม และตอนเลิกงานนำไปจอดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอันเป็นที่พักของจำเลย ในวันที่ผู้เสียหายมายืนขวางหน้ารถและถามจำเลยว่า รถของจำเลยหรือ จำเลยตอบว่าไม่ใช่รถของจำเลย เป็นรถของเพื่อนและถามว่าทำไมเหรอ ผู้เสียหายตอบว่าเป็นรถของผู้เสียหาย ต่อจากนั้นจำเลยได้บอกชื่อเพื่อนคือสิบตำรวจโทราเมทร์ซึ่งรับราชการอยู่กองปราบปราม แต่ผู้เสียหายตอบว่าไม่รู้จักและบอกว่าอยากรู้จักให้จำเลยไปยืนยันว่าได้รับรถมาจริงหรือเปล่า จำเลยบอกว่าทำงานอยู่ที่กองปราบและจะชี้ตัวให้ดูจึงได้ขับรถจักรยานยนต์พร้อมด้วยผู้เสียหายมาที่กองปราบปราม ไปถึงกองปราบปรามปรากฏว่าสิบตำรวจโทราเมทร์ถูกกักขังเพราะทำผิดวินัย จำเลยจึงชี้ให้ดูแล้วผู้เสียหายได้เดินไปคุยกับสิบตำรวจโทราเมทร์ โดยให้จำเลยรออยู่ด้านนอก ดังนี้เห็นว่า เมื่อผู้เสียหายสอบถามเรื่องรถจักรยานยนต์กับจำเลย จำเลยก็ตอบในทันทีว่าได้ยืมรถจักรยานยนต์มาจากสิบตำรวจโทราเมทร์ และจำเลยยังได้พาผู้เสียหายไปพบสิบตำรวจโทราเมทร์ที่กองปราบปรามอีกด้วย การที่จำเลยตอบผู้เสียหายในทันทีที่ผู้เสียหายสอบถาม แสดงว่าจำเลยไม่มีเวลาแต่งเรื่องขึ้นมาน่าเชื่อว่าจำเลยพูดความจริงกับผู้เสียหาย ทั้งจำเลยยังพาผู้เสียหายไปพบสิบตำรวจโทราเมทร์ที่กองปราบปรามอีกด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้ขอยืมรถจักรยานยนต์ของกลางจากสิบตำรวจโทราเมทร์จริง ส่วนที่จำเลยเบิกความว่าเมื่อผู้เสียหายออกมาบอกว่าสิบตำรวจโทราเมทร์บอกว่าไม่รู้จักจำเลยก็ดี และที่ร้อยตำรวจโทยุทธการ จันทร์แก้ว พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยซักค้านว่าได้เรียกตัวสิบตำรวจโทราเมทร์มาสอบสวนในคดีด้วยโดยสิบตำรวจโทราเมทร์ให้การว่า รู้จักจำเลยแต่ไม่ถึงกับสนิทสนมมากนัก และมิใช่เป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลยยืม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์อ้างสิบตำรวจโทราเมทร์มาเบิกความต่อศาล จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พฤติการณ์ที่จำเลยยืมรถจักรยานยนต์ของกลางจากสิบตำรวจโทราเมทร์มาใช้ แม้รถจักรยานยนต์จะไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนอันเป็นการผิดกฎหมาย แต่จำเลยก็ได้ใช้อย่างเปิดเผยระหว่างสถานีตำรวจชนะสงครามซึ่งเป็นที่ทำงานและบ้านพักในธนาคารแห่งประเทศไทยของจำเลย การที่จำเลยครอบครองใช้รถจักรยานยนต์ของกลางที่ขอยืมมาจากสิบตำรวจโทราเมทร์โดยไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยรับรถจักรยานยนต์มาจากสิบตำรวจโทราเมทร์โดยรู้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อพยานโจทก์ไม่ได้ความใด ๆ มากไปกว่านี้ ศาลฎีกาเห็นว่า ในคดีความผิดฐานรับของโจรนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่า จำเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ว่าเมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น จำเลยก็ต้องนำสืบว่าตนไม่รู้ว่าเป็นของที่ได้มาจากการกระทำความผิด กรณีของจำเลยนี้โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางตามฟ้องไว้จากผู้อื่นโดยรู้ว่าเป็นรถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ พยานโจทก์จึงยังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานรับของโจร ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดฐานรับของโจรนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักอัยการสูงสุด
จำเลย — สิบตำรวจตรี กิติพันธ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
วินัย ตุลยภักดิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5434/2543
#37825
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตัวจำเลยในคดีอาญาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นนายประกันยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์อันเป็นหลักประกันโดยอ้างว่าดำเนินการไปโดยไม่ชอบ เป็นกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาร้องว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนการบังคับคดีเสร็จลง เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินในวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองชำระราคาที่ดินครบถ้วนกับได้จดทะเบียนรับโอนสิทธิครอบครองที่ดินแล้วเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2539 ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีก็จัดทำบัญชีส่วนแบ่งเสร็จและรายงานศาลพร้อมบัญชีส่วนแบ่งแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 21ตุลาคม 2539 ว่าส่งเงิน 200,000 บาท ไปยังศาลเพื่อชำระค่าปรับของนายประกัน กับเรียกนายประกันรับเงินส่วนที่เหลือคืน ถือว่าการบังคับคดีเสร็จลงแล้วตั้งแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งดังกล่าว โดยไม่ต้องพิจารณาว่าศาลได้รับเงินจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วหรือไม่ เพราะเป็นกระบวนการภายในของศาลเอง เมื่อผู้ร้องมายื่นคำร้องในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม แล้วคงจำคุก1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ผู้ร้องยื่นคำร้องขอปล่อยจำเลยชั่วคราว โดยมีหลักประกันเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 302 หมู่ที่ 5 ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยตีราคาประกัน 200,000 บาท ถึงวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ผู้ร้องผิดสัญญาประกันไม่สามารถนำจำเลยไปฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ร้องเป็นเงิน 200,000 บาท ตามสัญญาประกันต่อมาศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ในฐานะผู้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11(8) ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินซึ่งเป็นหลักประกันของผู้ร้องออกขายทอดตลาด ได้มีการประกาศขายทอดตลาดรวม 10 ครั้ง แต่มีเหตุต้องเลื่อนการขายทุกครั้ง เนื่องจากไม่มีผู้เสนอราคา ครั้งสุดท้ายเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองเป็นผู้เสนอราคาเป็นเงิน 300,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขายได้

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องไม่ทราบวันขายทอดตลาด และราคาที่ขายต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินมาก เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดโดยไม่สุจริตและฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 513 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296วรรคสอง, 308 ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว

เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำคัดค้านว่า ผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องทราบวันนัดขายทอดตลาดโดยชอบแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดโดยสุจริตเปิดเผย และได้ราคาสูงกว่าราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ขณะยึดทรัพย์ จึงชอบด้วยระเบียบและกฎหมายแล้วขอให้ยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งวันขายทอดตลาดให้ผู้ร้องทราบโดยชอบแล้ว ราคาที่ขายทอดตลาดเป็นราคาที่สูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดโดยชอบ ได้มีการจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์เสร็จสิ้นแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 302 หมู่ที่ 5 ตำบลอ่าวน้อยอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ของผู้ร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นนายประกันผิดสัญญาประกัน ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ร้องเป็นเงิน 200,000 บาท ผู้ร้องไม่ชำระค่าปรับ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 302ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อันเป็นหลักประกันเพื่อขายทอดตลาด โดยตีราคาประเมินเป็นเงิน 253,125 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดมาแล้วรวม 10 ครั้ง แต่ไม่สามารถขายได้เนื่องจากไม่มีผู้เข้าสู้ราคา ครั้งสุดท้ายเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดในวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ซึ่งผู้ร้องได้ทราบกำหนดวันขายทอดตลาดดังกล่าวแล้ว แต่มิได้ไปดูแลการขาย มีผู้เข้าสู้ราคา 3 คน ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองซื้อได้ในราคา 300,000 บาท ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองได้ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีครบถ้วน และได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวมาเป็นของผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2539 ปรากฏว่าในวันที่ 21 กันยายน 2537 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เคยประเมินราคาที่ดินดังกล่าวไว้เป็นเงิน 3,145,000 บาท แต่ในวันจดทะเบียนสิทธิให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสอง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้ประเมินราคาที่ดินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 4,157,500 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองเป็นข้อแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์รายนี้หรือไม่ ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองฎีกาว่าคดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดที่ดินอันเป็นหลักประกันแล้วและมีหนังสือส่งเงินค่าปรับต่อศาลแล้วตามเอกสารหมาย รค.8 พร้อมส่งบัญชีแสดงรายรับรายจ่ายแจ้งให้ผู้ร้องไปรับเงินส่วนที่เหลือแล้ว ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้ว ผู้ร้องมายื่นคำร้องนี้เป็นเวลาภายหลังจากการบังคับคดีได้เสร็จลง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องนี้ เห็นว่า การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตัวจำเลยในคดีอาญา เห็นว่าการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตัวจำเลยในคดีอาญาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้บัญญัติว่าถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลอื่นที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายโดยการฝ่าฝืนนั้น แล้วแต่กรณีอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่ทราบการฝ่าฝืนนั้น ขอให้ศาลมีคำสั่งยกกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะฯลฯการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์อันเป็นหลักประกันโดยอ้างว่าการขายทอดตลาดดำเนินการไปโดยไม่ชอบ จึงเป็นกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาร้องว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินในวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองเป็นผู้ซื้อได้ในราคา 300,000 บาท ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองได้ชำระราคาที่ดินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีครบถ้วนแล้วและได้จดทะเบียนรับโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2539 ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองนำสืบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวชำระค่าปรับให้แก่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์แล้วตามเอกสารหมายรค.8 ทั้งได้แจ้งให้ผู้ร้องมารับเงินส่วนที่เหลือจากการบังคับคดีแล้วตามเอกสารหมายรค.7 ก่อนวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ ผู้ร้องนำสืบแต่เพียงว่าผู้ร้องได้ทราบการขายทอดตลาดที่ดินของผู้ร้องเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2539 ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 ซึ่งยังไม่เกิน 8 วันนับแต่วันทราบการขายทอดตลาด ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนการยึดทรัพย์บังคับคดีในคดีนี้แล้วตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2539 ซึ่งได้รายงานว่ามีการทำบัญชีแสดงรายการรับและจ่ายเงินในคดีนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีคำสั่งในรายงานดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 เดือนเดียวกันว่า ส่งเงินจำนวน 200,000 บาท ไปยังศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรียกนายประกันรับเงินที่เหลือคืนเอกสารในสำนวนการยึดทรัพย์ถัดมาปรากฏเป็นสำเนาหมายแจ้งผู้ร้องให้ไปตรวจรับรองบัญชีแสดงรายการรับและจ่ายเงินและรับเงินส่วนที่เหลือจำนวน 83,231 บาทและมีปรากฏรายงานการส่งหมายของเจ้าหน้าที่ว่าได้จัดการส่งหมายแจ้งดังกล่าวให้ผู้ร้องแล้วเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 โดยวิธีปิดหมาย นอกจากนี้ยังปรากฏสำเนาหนังสือถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไม่ลงวันที่ แต่ลงเดือนพฤศจิกายน 2539 ว่าขอส่งบัญชีแสดงรายการรับและจ่ายเงินจำนวน 1 ฉบับ และเช็คธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 200,000 บาท เป็นเงินค่าปรับนายประกันและลงชื่อนายสำเนา สุวรรณสัมพันธ์ หัวหน้าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งในสำนวนการยึดทรัพย์บังคับคดีดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รับเงินจำนวน 200,000 บาทนั้นแล้วหรือไม่ นายสำเนา สุวรรณสัมพันธ์มาเบิกความเป็นพยานผู้ร้องก็มิได้เบิกความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวแต่อย่างไรก็ตามเจ้าพนักงานบังคับคดีของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ถือเป็นเจ้าพนักงานของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งถือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การยึดหลักประกันการขายทอดตลาดตลอดจนการรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเป็นการดำเนินการตามคำสั่งของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดและรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดจัดทำบัญชีส่วนแบ่งเสร็จสิ้นแล้ว และรายงานศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์พร้อมบัญชีส่วนแบ่ง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2539 ว่าส่งเงิน 200,000 บาท ไปยังศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เรียกนายประกันรับเงินส่วนที่เหลือคืน ถือได้ว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้ว ตั้งแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งดังกล่าว โดยไม่ต้องพิจารณาว่าศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รับเงินจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วหรือไม่ เพราะเป็นกระบวนการภายในของศาลเอง เมื่อผู้ร้องมายื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 อันเป็นเวลาภายหลังการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีนี้ได้คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาต่อไปที่ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่ชอบหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย ไพศาล ลิ้มตระกูล
ผู้ร้อง — นาวาอากาศโท ประคอง เกตุรักษา
ผู้ร้อง — ผู้ซื้อทรัพย์
ผู้ร้อง — นาง สกาวรัตน์ รัศมี กับพวก
จำเลย — นาย ฉลาด ใจเย็น
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5434/2543
#91227
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตัวจำเลยในคดีอาญา ป.วิ.อ. มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ที่ใช้ บังคับอยู่ในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้บัญญัติว่า ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้อง เสียหายโดยการฝ่าฝืนนั้น แล้วแต่กรณีอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่ทราบการฝ่าฝืนนั้น ขอให้ศาลมีคำสั่งยกกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวง หรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะ ฯลฯ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์อันเป็นหลักประกันโดยอ้างว่า การขายทอดตลาดดำเนินการไปโดยไม่ชอบ จึงเป็นกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาร้องว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง

เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินในวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ผู้ซื้อทรัพย์ซื้อได้ในราคา 300,000 บาท ผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระราคาที่ดินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีครบถ้วนแล้ว และได้จดทะเบียนรับโอนสิทธิครอบครอง ที่ดินดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2539 ตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2539 ซึ่งได้รายงานว่ามีการทำบัญชีแสดงรายการรับและจ่ายเงินในคดีนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีคำสั่งในรายงานดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 เดือนเดียวกันว่า ส่งเงินจำนวน 200,000 บาท ไปยังศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เรียกนายประกันรับเงินที่เหลือคืน เอกสารในสำนวนการยึดทรัพย์ถัดมาปรากฏเป็นสำเนาหมายแจ้งผู้ร้องให้ไปตรวจรับรองบัญชีแสดงรายการรับและจ่ายเงินและรับเงินส่วนที่เหลือจำนวน 83,231 บาทและมีปรากฏรายงานการส่งหมายของเจ้าหน้าที่ว่าได้จัดการส่งหมายแจ้ง ดังกล่าวให้ผู้ร้องแล้วเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 โดยวิธีปิดหมาย นอกจากนี้ยังปรากฏสำเนาหนังสือถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไม่ลงวันที่ แต่ลงเดือนพฤศจิกายน 2539 ว่าขอส่งบัญชีแสดงรายการรับและจ่ายเงินจำนวน 1 ฉบับ และเช็คธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 200,000 บาท เป็นเงินค่าปรับนายประกัน และลงชื่อหัวหน้าสำนักงานบังคับคดี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีของ ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ถือเป็นเจ้าพนักงานของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งถือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การยึดหลักประกัน การขายทอดตลาด ตลอดจนการรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเป็นการดำเนินการตามคำสั่งของ ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดและรับเงินที่ได้ จากการขายทอดตลาดจัดทำบัญชีส่วนแบ่งเสร็จสิ้นแล้ว และรายงานศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์พร้อมบัญชีส่วนแบ่ง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2539 ว่าส่งเงิน 200,000 บาท ไปยังศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรียก นายประกันรับเงินส่วนที่เหลือคืน ถือได้ว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้วตั้งแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งดังกล่าว โดยไม่ต้องพิจารณาว่าศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รับเงินจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วหรือไม่ เพราะเป็นกระบวนการภายในของศาลเอง ผู้ร้องมายื่นคำร้องคดีนี้ ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 อันเป็นเวลาภายหลังการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม แล้วคงจำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอปล่อยจำเลยชั่วคราว โดยมีหลักประกันเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 302 หมู่ที่ 5 ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยตีราคาประกัน 200,000 บาท ถึงวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ผู้ร้องผิดสัญญาประกันไม่สามารถนำจำเลยไปฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ร้องเป็นเงิน 200,000 บาท ตามสัญญาประกัน ต่อมาศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ในฐานะผู้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. พนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11 (8) ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินซึ่งเป็นหลักประกันของผู้ร้องออกขายทอดตลาด ได้มีการประกาศขายทอดตลาดรวม 10 ครั้ง แต่มีเหตุต้องเลื่อนการขายทุกครั้ง เนื่องจากไม่มีผู้เสนอราคา ครั้งสุดท้ายเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองเป็นผู้เสนอราคาเป็นเงิน 300,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขายได้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว

เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว

ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นนายประกันผิดสัญญาประกัน ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ร้องเป็นเงิน 200,000 บาท ผู้ร้องไม่ชำระค่าปรับ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 302 อันเป็นหลักประกันเพื่อการขายทอดตลาดโดยตีราคาประเมินเป็นเงิน 253,125 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดมาแล้ว รวม 10 ครั้ง แต่ไม่สามารถขายได้เนื่องจากไม่มีผู้เข้าสู้ราคา ครั้งสุดท้าย เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดในวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ซึ่งผู้ร้องได้ทราบกำหนดวันขายทอดตลาดดังกล่าวแล้ว แต่มิได้ไปดูแลการขาย มีผู้เข้าสู้ราคา 3 คน ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองซื้อได้ในราคา 300,000 บาท ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองได้ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีครบถ้วน และได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวมาเป็นของผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2539 ปรากฏว่าในวันที่ 21 กันยายน 2537 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เคยประเมินราคาที่ดินดังกล่าวไว้เป็นเงิน 3,145,000 บาท แต่ในวันจดทะเบียนสิทธิให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสอง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้ประเมินราคาที่ดินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 4,157,500 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองเป็นข้อแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์รายนี้หรือไม่ เห็นว่า การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตัวจำเลยในคดีอาญา ป.วิ.อ. มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้บัญญัติว่า ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลอื่นที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายโดยการฝ่าฝืนนั้น แล้วแต่กรณี อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่ทราบการฝ่าฝืนนั้น ขอให้ศาลมีคำสั่งยกกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะฯลฯ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์อันเป็นหลักประกันโดยอ้างว่า การขายทอดตลาดดำเนินการไปโดยไม่ชอบ จึงเป็นกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาร้องว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินในวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองเป็นผู้ซื้อได้ในราคา 300,000 บาท ผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองได้ชำระราคาที่ดินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีครบถ้วนแล้ว และได้จดทะเบียนรับโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2539 ตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2539 รายงานว่ามีการทำบัญชีแสดงรายการรับและจ่ายเงินในคดีนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีคำสั่งในรายงานดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 เดือนเดียวกันว่า ส่งเงินจำนวน 200,000 บาท ไปยังศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรียกนายประกันรับเงินที่เหลือคืน เอกสารในสำนวนการยึดทรัพย์ถัดมาปรากฏเป็นสำเนาหมายแจ้งผู้ร้องให้ไปตรวจรับรองบัญชีแสดงรายการรับและจ่ายเงินและรับเงินส่วนที่เหลือจำนวน 83,231 บาท และมีรายงานการส่งหมายของเจ้าหน้าที่ว่า ได้จัดการส่งหมายแจ้งดังกล่าวให้ผู้ร้องแล้วเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 โดยวิธีปิดหมาย นอกจากนี้ยังปรากฏสำเนาหนังสือถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่ลงวันที่ แต่ลงเดือนพฤศจิกายน 2539 ว่าขอส่งบัญชีแสดงรายการรับและจ่ายเงิน จำนวน 1 ฉบับ และเช็คธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 200,000 บาท เป็นเงินค่าปรับนายประกัน และลงชื่อหัวหน้าสำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รับเงินจำนวน 200,000 บาทนั้นแล้วหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ถือเป็นเจ้าพนักงานของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งถือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การยึดหลักประกัน การขายทอดตลาด ตลอดจนการรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเป็นการดำเนินการตามคำสั่งของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดและรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดจัดทำบัญชีส่วนแบ่งเสร็จสิ้นแล้ว และรายงานศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์พร้อมบัญชีส่วนแบ่ง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2539 ว่าส่งเงิน 200,000 บาท ไปยังศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรียกนายประกันรับเงินส่วนที่เหลือคืน ถือได้ว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้วตั้งแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งดังกล่าวโดยไม่ต้องพิจารณาว่าศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รับเงินจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วหรือไม่เพราะเป็นกระบวนการภายในของศาลเอง เมื่อผู้ร้องมายื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 อันเป็นเวลาภายหลังการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีนี้ได้

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 513
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 296 ม. 308
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
โจทก์ร่วม — นายไพศาล ลิ้มตระกูล
ผู้ร้อง — นาวาอากาศโทประคอง เกตุรักษา
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสกาวรัตน์ รัศมี กับพวก
จำเลย — นายฉลาด ใจเย็น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายสุวิทย์ รัตนสุคนธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเสรี ภูริญานสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5433/2543
#33258
เปิดฉบับเต็ม

การแจ้งข้อหาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134นั้น แม้พนักงานสอบสวนจะมิได้แจ้งข้อหาจำเลยทุกข้อหาทุกกระทงความผิดก็ตามแต่เมื่อภายหลังได้ดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานอื่นด้วย จึงถือได้ว่าได้มีการสอบสวนในข้อหาฐานอื่นที่มิได้แจ้งข้อหาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 แล้ว ดังนั้นการเติมคำว่า "จำหน่าย" ในบัญชีของกลางในคดีอาญา คำให้การในชั้นสอบสวนและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ จึงหาทำให้การสอบสวนเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91ให้คืนเงิน 100 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อแก่เจ้าของ และริบเงิน 300 บาท ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 6 ปี รวมจำคุก 12 ปีจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษเห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ให้คืนธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อ 100 บาท และธนบัตรของกลางอีก 300 บาท แก่เจ้าของ ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้คืนเงินของกลางที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 100 บาท กับเงินของกลางจำนวน 300 บาทแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์2540 เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลย และแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายดาบตำรวจสมคิด สมจิต และสิบตำรวจโทสุทัศน์ กลีบทอง ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเบิกความว่า ขณะที่สายลับเข้าไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยนั้น พยานทั้งสองซุ่มอยู่ในดงอ้อยห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 20 เมตร เห็นสายลับเข้าไปคุยกับจำเลย และสายลับส่งธนบัตรให้แก่จำเลย จำเลยส่งมอบสิ่งของให้สายลับ หลังจากสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว เจ้าพนักงานตำรวจได้เข้าจับกุมจำเลยจากการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 14 เม็ด อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านขวาเมทแอมเฟตามีนแต่ละเม็ดอยู่ในหลอดกาแฟปิดหัวท้ายหลอดละ 1 เม็ด รวมกันอยู่ในถุงพลาสติกใส กับพบธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 4 ฉบับ ตรวจสอบแล้วธนบัตรฉบับหนึ่งมีเลขหมายตรงกับธนบัตรที่ถ่ายเอกสารและลงประจำวันไว้ตามภาพถ่ายธนบัตรและรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ตามลำดับ เห็นว่าพยานโจทก์ได้ซุ่มอยู่ห่างประมาณ 20 เมตรขณะที่มีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนย่อมจะเห็นว่าสายลับเข้าไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยและพยานโจทก์ได้เข้าจับกุมจำเลยในทันทีทันใด หลังจากได้รับแจ้งว่าสายลับนำเมทแอมเฟตามีนที่ล่อซื้อมาจำนวน 1 เม็ดมอบให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ และเจ้าพนักงานตำรวจได้ค้นตัวจำเลยพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 14 เม็ด อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านขวาและในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ และได้นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและถ่ายรูปแสดงการนำชี้ประกอบคำรับสารภาพ เมื่อโจทก์มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ดให้แก่สายลับ กับค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีก 14 เม็ดที่ตัวจำเลย ซึ่งเป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยต่อสู้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ค้นพบเมทแอมเฟตามีนที่ตัวจำเลยนั้น เป็นการกล่าวอ้างขึ้นมาลอย ๆ ไม่มีพยานอื่นมาเบิกความสนับสนุนข้ออ้างของจำเลย ไม่อาจรับฟังมาหักล้างพยานโจทก์ได้ และในปัญหาที่มีการตกเติมคำว่า "จำหน่าย" ในบัญชีของกลางในคดีอาญา คำให้การในชั้นสอบสวนและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ โดยไม่มีการลงลายมือชื่อผู้ตกเติมข้อความนั้น และศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตำหนิว่าเป็นเอกสารที่มีพิรุธ ไม่สมเหตุผลและมีน้ำหนักน้อยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 นั้น แม้พนักงานสอบสวนจะมิได้แจ้งข้อหาจำเลยทุกข้อหาทุกกระทงความผิดก็ตาม แต่เมื่อภายหลังได้ดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานอื่นด้วย จึงถือได้ว่าได้มีการสอบสวนในข้อหาฐานอื่นที่มิได้แจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 แล้ว ดังนั้น การเติมคำว่า "จำหน่าย" ในเอกสารดังกล่าวข้างต้นจึงหาทำให้การสอบสวนเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7พิพากษายกฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี เรียงกระทงลงโทษรวมจำคุก10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ให้คืนเงินของกลางที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 100 บาท และเงินของกลางจำนวน 300 บาทแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย ประเสริฐ อ่องศิริ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5429/2543
#37824
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะเพิ่งได้รับโอนที่ดินมาภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายแล้วย่อมเป็นทรัพย์สินที่โจทก์สามารถบังคับชำระหนี้ได้ หามีกฎหมายกำหนดว่าต้องเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนฟ้องคดีล้มละลายไม่ จำเลยจึงไม่ใช่บุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ควรให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาทั้งสิ้น 3,025,657.03 บาท โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการบังคับคดีแล้ว แต่จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะบังคับคดีได้ จำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นหนี้โจทก์อันกำหนดจำนวนได้แน่นอนไม่น้อยกว่า 50,000 บาท ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า ตั้งแต่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา จำเลยไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ที่จะชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยเพิ่งได้รับโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินมาโดยซื้อขายและการให้ตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.6 ในวันที่ 14 ถึง 15พฤษภาคม 2541 ก่อนวันนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 18 พฤษภาคม 2541และจำเลยไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินดังกล่าวมีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและผู้ถือกรรมสิทธิ์และราคาประเมินที่ทางราชการรับรองแล้วรวมเป็นเงิน 3,199,725 บาท แม้จะเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายแล้วก็ตามย่อมเป็นทรัพย์สินที่โจทก์สามารถบังคับชำระหนี้ได้ หามีกฎหมายกำหนดว่าต้องเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนฟ้องคดีล้มละลายไม่ และการที่จำเลยรับโอนทรัพย์สินที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินบางส่วนมาโดยการซื้อขายแทนที่จะนำเงินไปชำระหนี้ให้โจทก์ก่อน จะว่าเป็นเรื่องที่จำเลยสร้างหลักฐานขึ้นมาเพื่อไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ดังที่โจทก์ฎีกานั้นก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้ง น่าจะเป็นการทำเพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้ได้ทั้งหมดมากกว่า เพราะอย่างไรก็ตามโจทก์สามารถบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้อยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้ได้ทั้งหมด จำเลยจึงไม่ใช่บุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่ควรให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สมนึก เต็มธนกิจไพศาล
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
จำลอง สุขศิริ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5418/2543
#91226
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่ดินแปลงพิพาทไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ หากแต่เป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับ ธ. ซึ่งเป็นสามีซื้อมาในระหว่างสมรสแล้วใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้อง ธ. ไว้แทนจึงเป็นสินสมรส เมื่อโจทก์กับ ธ. หย่ากันจึงต้องแบ่งที่ดินแปลงพิพาทให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ถ้าไม่ยอมแบ่งก็ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ซึ่งในการแบ่งทรัพย์สินที่ดินแปลงนี้ก็มีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลในชั้นบังคับคดีและศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า เมื่อโจทก์ขอแบ่งสินสมรสโดยระบุจำนวนราคาสินสมรสมาในคำฟ้องและ ธ. ยอมแบ่งสินสมรสตามจำนวนเงินที่ระบุมาในคำฟ้องแก่โจทก์ ถือได้ว่า ธ. ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ถูกต้องตามคำพิพากษาแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่อาจที่จะร้องขอให้ขายทอดตลาดเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาได้อีกต่อไป ในคดีนี้โจทก์มาฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสในคดีเดิมให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ดังนี้ แม้โจทก์จะชนะคดีนี้ในชั้นฎีกา โจทก์ก็ไม่สามารถบังคับคดีเอาแก่ที่พิพาทได้ คดีของโจทก์จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป แต่การจะจำหน่ายคดีไปโดยให้คงคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทคืนโจทก์กึ่งหนึ่งไว้ก็เป็นการไม่ชอบเพราะเท่ากับให้โจทก์บังคับคดีเอาแก่ที่พิพาทได้อีก จึงเห็นสมควรยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยานายธเนศหรือกิมหลี ณรงค์ฤทธิเดโช จำเลยทั้งสองเป็นน้องนายธเนศ โจทก์และนายธเนศนำเงินสินสมรสไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 29344 ราคา 700,000 บาท โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทน กับที่ดินโฉนดเลขที่ 52186 และ 52187 ราคาแปลงละ 150,000 บาท โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทน เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2529 โจทก์ฟ้องหย่านายธเนศและขอแบ่งสินสมรสรวมทั้งที่ดินสามแปลงนี้ด้วย แต่จำเลยทั้งสองร่วมกับนายธเนศแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 29344 ออกเป็น 5 แปลง คือโฉนดเลขที่ 29344, 157144, 157145, 157146, 157147 และสร้างตึกแถว 5 ห้อง ลงบนที่ดินพร้อมกับโฆษณาขายหรือโอนให้แก่บุคคลอื่นเพื่อจะฉ้อฉลหรือฉ้อโกงโจทก์ โจทก์แจ้งต่อจำเลยทั้งสองให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 29344, 157144, 157145, 157146 และ 157147 คืนแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 52186 และ 52187 จังหวัดนนทบุรี คืนแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่โจทก์ ขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะโอนที่ดินส่วนใดให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาทโฉนดเลขที่ 29344 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาทโฉนดเลขที่ 52186 และ 52187 โดยใช้เงินส่วนตัวของแต่ละคนซื้อมา เงินที่ซื้อไม่ใช่ของโจทก์กับนายเธนศหรือกิมหลี ณรงค์ฤทธิเดโช และใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 29344 ออกเป็น 5 แปลง และก่อสร้างตึกแถวโดยชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายพิชิต นางนฤมล นายบุญลือ และธนาคารเอเซีย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยให้เรียกนายพิชิตว่าจำเลยร่วมที่ 1 เรียกนางนฤมลว่าจำเลยร่วมที่ 2 เรียกนายบรรลือว่าจำเลยร่วมที่ 3 และเรียกธนาคารเอเซีย จำกัด ว่าจำเลยร่วมที่ 4

จำเลยร่วมที่ 1 กับที่ 3 ให้การว่า จำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ซื้อตึกแถวพร้อมที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมที่ 4 ให้การว่า จำเลยร่วมที่ 4 รับจำนองที่พิพาทจากจำเลยที่ 1 ไว้โดยสุจริต โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาท จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยร่วมที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยร่วมที่ 4 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 157144 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 157145 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 157146 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29344, 157144, 157145, 157146 และ157147 ให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 52186 และ 52187 คืนโจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องหรับจำเลยที่ 1 จำเลยร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เฉพาะที่เกี่ยวกับ ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 157144, 157145 และ 157146

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาจำเลยที่ 1 ก่อน ซึ่งจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ในคดีที่โจทก์ฟ้องหย่านายธเนศและขอแบ่งสินสมรส ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาในชั้นบังคับคดีแล้วว่า เมื่อนายธเนศได้นำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ แสดงว่านายธเนศยอมแบ่งสินสมรสแก่โจทก์แล้ว ถือว่า นายธเนศปฏิบัติการชำระหนี้ถูกต้อง ไม่จำต้องขายทอดตลาดสินสมรส ซึ่งหากศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องถือว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ที่พิพาทโฉนดเลขที่ 29344 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสินสมรสดังกล่าวก็ไม่อาจถูกยึดเพื่อขายทอดตลาด และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบที่พิพาทให้โจทก์ ซึ่งศาลต้องจำหน่ายคดี ต่อมาจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ยื่นคำแก้ฎีกาโจทก์ว่า ศาลฎีกาได้พิพากษายืนในคดีดังกล่าวแล้ว และจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำแถลงต่อศาลฎีกาว่า นายธเนศได้วางเงินต่อศาลเพื่อชำระให้โจทก์ครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 29344, 157144, 157145, 157146 และ 157147 ในคดีนี้ เป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับสามีคือนายธเนศเคยพิพาทฟ้องหย่าขอแบ่งสินสมรสกันมาก่อน ต่อมาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4852/2538 วินิจฉัยว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ หากแต่เป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับนายธเนศซื้อมาในระหว่างสมรสแล้วใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องนายธเนศไว้แทนจึงเป็นสินสมรส เมื่อโจทก์กับนายธเนศหย่ากันจึงต้องแบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ถ้าจำเลยในคดีดังกล่าวคือนายธเนศไม่ยอมแบ่งก็ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ในการแบ่งทรัพย์สินที่ดินแปลงนี้ก็มีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลในชั้นบังคับคดีกันอีก ในที่สุดศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า เมื่อโจทก์ขอแบ่งสินสมรสโดยระบุจำนวนราคาสินสมรส มาในคำฟ้องและนายธเนศยอมแบ่งสินสมรสตามจำนวนเงินที่ระบุมาในคำฟ้องแก่โจทก์ ถือได้ว่านายธเนศได้ปฏิบัติการชำระหนี้ถูกต้องตามคำพิพากษาแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่อาจที่จะร้องขอให้ขายทอดตลาดเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาได้อีกต่อไป ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3682/2542 ในคดีนี้โจทก์มาฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 29344, 157144, 157145, 157146 และ 157147 ซึ่งเป็นสินสมรสในคดีเดิมให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ดังนี้ แม้โจทก์จะชนะคดีนี้ในชั้นฎีกาโจทก์ก็ไม่สามารถบังคับคดีเอาแก่ที่พิพาทโฉนดเลขที่ 29344, 157144, 157145, 157146 และ 157147 ได้ คดีของโจทก์จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป แต่หากจะจำหน่ายคดีไปโดยให้คงคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทคืนโจทก์กึ่งหนึ่งไว้ก็เป็นการไม่ชอบ เพราะเท่ากับให้โจทก์บังคับคดีเอาแก่ที่พิพาทได้อีก จึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ข้ออื่นจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ให้จำหน่ายคดีนี้ออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกา .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 131 ม. 132 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิรัชหรือพูลสุข ณรงค์ฤทธิเดโชหรือเพาะทรัพย์หรือวงศ์ชัยชาญ
จำเลย — นายพิสัย ณรงค์ฤทธิเดโชหรือแซ่ลิ้ม กับพวก
จำเลยร่วม — นายพิชิต นิ่มสกุลจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายวิชัย ชำนาญค้า
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชวลิต ชัยโชดก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
ผล อนุวัตรนิติการ
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5417/2543
#34998
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยยังเป็นหุ้นส่วนกัน เมื่อหุ้นส่วนยังไม่เลิกกันโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินที่ร่วมลงทุนในห้างหุ้นส่วนจากคนอื่นๆได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055,1056 และ 1057

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ใส่ชื่อโจทก์เข้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยปลอดจำนอง เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไปกระทบสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งมิได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้กระทบกระเทือนสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีได้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากที่ดินและโอนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองตามหุ้นที่ลงโดยปลอดจำนอง หากจำเลยที่ 1 และที่ 2ไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสองได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน7,830,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 2,610,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1001 และใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จำนวน 3 ส่วน และ 1 ส่วน ใน 10 ส่วนตามลำดับในหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ดังกล่าว โดยปลอดจำนอง หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสองคำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1001 เป็นเจ้าของรวมจำนวน 3 ส่วน และ 1 ส่วน ใน 10 ส่วน ตามลำดับโดยไม่ปลอดจำนอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2539 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ตกลงเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในการซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1001 ตามสัญญาหุ้นส่วนเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จดทะเบียนรับซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วนำไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำนวน 10,000,000บาท ในวันเดียวกันโดยจำเลยที่ 2 เข้ามามีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริต ส่วนจำเลยที่ 3 เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนด้วยในส่วนของจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อของจำเลยที่ 1 แทน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ศาลจะพิพากษาบังคับจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลจะต้องพิพากษาบังคับตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 เพื่อให้สามารถบังคับคดีได้นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองเองว่า โจทก์ทั้งสองยังเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยโจทก์ทั้งสองหาได้อุทธรณ์โต้แย้งข้อวินิจฉัยดังกล่าวไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังเป็นหุ้นส่วนกัน ดังนั้นตามคำขอข้อที่ 2 โจทก์ทั้งสองมีคำขอว่า "2.หากไม่สามารถดำเนินการตาม ข้อ 1. ได้ให้จำเลยทั้งสามคืนเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 7,830,000 บาท และโจทก์ที่ 2 จำนวน 2,610,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น" เมื่อปรากฏว่าเงินที่โจทก์ที่ 1 ขอให้คืนจำนวน 7,830,000 บาท นั้น มีเงินในส่วนที่โจทก์ที่ 1 ลงเป็นหุ้นจำนวน 1,850,000 บาท รวมอยู่ด้วย และเงินที่โจทก์ที่ 2 ขอให้คืนจำนวน 2,610,000 บาท มีเงินในส่วนที่โจทก์ที่ 2 ลงเป็นหุ้นจำนวน 550,000 บาท รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีเงินค่าใช้จ่ายกับค่าพัฒนาที่ดินที่โจทก์ทั้งสองลงไว้ในหุ้นส่วนนี้อีกด้วย เมื่อหุ้นส่วนยังไม่เลิกกันโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินที่ร่วมลงทุนในห้างหุ้นส่วนจากคนอื่น ๆ ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055, 1056 และ 1057

ส่วนข้อที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโดยไม่ปลอดจำนอง โดยคู่ความมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นมาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 นั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเข้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1001 โดยปลอดจำนองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไปกระทบสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งมิได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้กระทบกระเทือนสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีได้ ปัญหาข้อนี้แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1055 ม. 1056 ม. 1057
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 145 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อัมพร ลีศิริชัยกุล กับพวก
จำเลย — นางสาว โนรี ศรีปานเงิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชวลิต ศรีสง่า
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5417/2543
#66206
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยยังเป็นหุ้นส่วนกัน เมื่อหุ้นส่วนยังไม่เลิกกันโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินที่ร่วมลงทุนในห้างหุ้นส่วนจากคนอื่นๆ ได้ ตามป.พ.พ.มาตรา 1055, 1056 และ 1057

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ใส่ชื่อโจทก์เข้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยปลอดจำนอง เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไปกระทบสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งมิได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้กระทบกระเทือนสิทธิของผู้รับจำนองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีได้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 (5)ประกอบมาตรา 246

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1055 ม. 1056 ม. 1057
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 145 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอัมพร ลีศิริชัยกุล กับพวก
จำเลย — นางสาวโนรี ศรีปานเงิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวสุนันท์ วสาคารวะ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ — นายมานัส เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชวลิต ศรีสง่า
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5416/2543
#39277
เปิดฉบับเต็ม

แม้ทรัพย์ที่พิพาทกันทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจะเป็นทรัพย์ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันก็ตาม แต่โจทก์และจำเลยอาศัยมูลเหตุให้ใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อให้ปฏิบัติตามฟ้องและฟ้องแย้งต่างกัน กล่าวคือโจทก์อาศัยเหตุจากการที่เจ้าของที่ดินเดิมปลูกสร้างกันสาดและพื้นคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยโดยสุจริตและจำเลยขัดขวางการใช้ส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ขอให้จำเลยรื้อถอนทรัพย์สินและจดทะเบียนภารจำยอม ส่วนจำเลยอาศัยเหตุจากการที่โจทก์ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญอันเป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลยโดยตรง ขอให้รื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไป ประเด็นในคดีตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งต่างกันฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิมของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนแผ่นเหล็กและหลังคาที่ปิดกั้นออกไป และให้จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 7242 เฉพาะส่วนด้านทิศตะวันตกที่ถูกรุกล้ำแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 16735 โดยโจทก์ยอมเสียค่าใช้ที่ดินตามสมควร

จำเลยให้การและฟ้องแย้งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเครื่องอุปกรณ์ดังกล่าว รวมทั้งรื้อก๊อกน้ำและสิ่งกีดขวางด้านหน้าประตูเข้าออกด้วย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมขอให้ยกฟ้องแย้ง

วันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นคนละส่วนกับฟ้องโจทก์ ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับฟ้องแย้งและมีคำสั่งใหม่ว่า ไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คืนค่าธรรมเนียมศาลในส่วนฟ้องแย้งให้จำเลยทั้งหมด

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ฟ้องว่า เดิมนายพนม งามกาละ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 7242เมื่อประมาณปี 2513 นายพนมปลูกตึกแถว 3 ชั้น จำนวน 5 ห้อง บนที่ดินดังกล่าว แล้วต่อมาปี 2522 ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 6 แปลงทำให้กันสาดและพื้นคอนกรีตด้านข้างด้านทิศตะวันออกของตึกแถวเลขที่ 960/25 ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16735 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตึกแถวและที่ดินที่แบ่งแยกดังกล่าว ยื่นล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 7242 ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม2538 โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวดังกล่าว โดยซื้อจากนายสมพงษ์ ทองสาธิต แล้วโจทก์ก็ได้ใช้ประโยชน์ในส่วนกันสาดและพื้นด้านล่างของตึกมาโดยตลอด ต่อมาประมาณต้นเดือนเมษายน 2541จำเลยและบริวารนำแผ่นเหล็กและทำหลังคาปิดกั้นไว้เป็นการกีดขวางการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ส่วนที่เป็นกันสาดและพื้นด้านล่างของตึกแถวห้องดังกล่าวด้านทิศตะวันออก เป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้ โจทก์ได้ที่ดินและตึกแถวห้องดังกล่าวมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทั้งมิได้เป็นผู้ปลูกสร้างตึกแถวห้องดังกล่าวจึงมีสิทธิใช้ส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยในส่วนกันสาดและพื้นด้านล่างของตึกที่รุกล้ำเข้าไปนั้นได้ ที่ดินของจำเลยที่ถูกรุกล้ำดังกล่าวตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ในส่วนที่รุกล้ำนั้นด้วย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรื้อแผ่นเหล็ก ประตูปิดเปิดทางเข้าออกของจำเลยเพื่อโจทก์จะใช้ประโยชน์กองวัสดุก่อสร้างที่โจทก์ขาย เป็นการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ทั้งโจทก์สร้างท่อระบายน้ำทิ้งที่กันสาดชั้นที่ 1ด้านทิศตะวันออกลงมายังหลังคาโครงเหล็กของจำเลย นำเครื่องปรับอากาศ2 เครื่อง มาวางตั้งบนกันสาดชั้นที่ 1 และที่ 2 ชั้นละ 1 เครื่อง ทำที่ระบายอากาศออกจากผนังตึกจากห้องครัวมาในที่ของจำเลยทำบันไดหนีไฟจากดาดฟ้าลงมาในที่ดินของจำเลย และอื่น ๆ นั้น เห็นว่า แม้ทรัพย์ที่พิพาทกันทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจะเป็นทรัพย์ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันก็ตาม แต่มูลเหตุให้ใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อให้ปฏิบัติตามฟ้องและฟ้องแย้งนั้นโจทก์จำเลยต่างอาศัยมูลเหตุต่างกัน กล่าวคือ โจทก์อาศัยเหตุจากการที่เจ้าของที่ดินเดิมปลูกสร้างกันสาดและพื้นคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยโดยสุจริตและจำเลยขัดขวางการใช้ส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ขอให้จำเลยรื้อถอนทรัพย์สินและจดทะเบียนภารจำยอม ส่วนจำเลยอาศัยเหตุจากการที่โจทก์ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญอันเป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลยโดยตรง ขอให้รื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไป ประเด็นในคดีตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจึงต่างกันทั้งเป็นเรื่องต่างคนต่างทำต่อกันลักษณะของการกระทำไม่เกี่ยวข้องกันข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่รับฟังก็เป็นคนละส่วนกันไม่มีความเกี่ยวพันกันฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิมของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อารีรัตน์ ชัยอุกฤษฎ์
จำเลย — นาย ประพันธ์ งามกาละ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5416/2543
#66205
เปิดฉบับเต็ม

แม้ทรัพย์ที่พิพาทกันทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งจะเป็นทรัพย์ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันก็ตาม แต่โจทก์และจำเลยอาศัยมูลเหตุให้ใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อให้ปฏิบัติตามฟ้องและฟ้องแย้งต่างกัน กล่าวคือโจทก์อาศัยเหตุจากการที่เจ้าของที่ดินเดิมปลูกสร้างกันสาดและพื้นคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยโดยสุจริตและจำเลยขัดขวางการใช้ส่วนแห่งแดนกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ขอให้จำเลยรื้อถอนทรัพย์สินและจดทะเบียนภาระจำยอม ส่วนจำเลยอาศัยเหตุจากการที่โจทก์ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญอันเป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลยโดยตรง ขอให้รื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไป ประเด็นในคดีตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้งต่างกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิมของโจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารีรัตน์ ชัยอุกฤษฎ์
จำเลย — นายประพันธ์ งามกาละ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายประทีป ธนศานติ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5415/2543
#39276
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบต่อเนื่องมาจากกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลย ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้ระบุเหตุผลในการสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะศาลชั้นต้นเห็นว่า เมื่อมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา และจำเลยได้ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นนั้นแล้วจึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่อีกซึ่งจำเลยเข้าใจถึงเหตุที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นแล้ว คำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้น จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา หากผู้ยื่นคำขอไม่พอใจคำสั่งของศาลชั้นต้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้บัญญัติทางแก้เป็นขั้นตอนที่ผู้ยื่นคำขอจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปคือ ยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่ เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หรืออุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่งตามมาตรา 156 วรรคห้า ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลย และจำเลยได้เลือกทางแก้โดยใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นตามมาตรา 156 วรรคห้า แล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพราะยื่นเกินกำหนด จำเลยก็จะกลับมาขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตามมาตรา 156 วรรคสี่ อีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าปรับ 3,000,000 บาท และคืนเงินมัดจำ 30,000 บาทตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าปรับ 150,000 บาท และคืนเงินมัดจำ30,000 บาท รวม 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสามไม่ยากจนมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสาม ต่อมาจำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์คำสั่งขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์เกินกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156วรรคห้า ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง วันที่ 20 สิงหาคม 2542 จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยทั้งสามนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องและนัดไต่สวน โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้าน ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 ศาลชั้นต้นพิจารณาเห็นว่า การที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ไต่สวนคำร้องฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม2542 ของจำเลยทั้งสามที่ขอนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมเป็นไปโดยผิดหลง เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจึงให้เพิกถอนคำสั่งเดิมและสั่งยกคำร้อง และให้จำเลยทั้งสามวางเงินภายใน 15 วัน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามฎีกาข้อแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ของจำเลยทั้งสามไว้ไต่สวน เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเพราะไม่มีคำสั่งให้แจ้งชัดว่า คำร้องดังกล่าวของจำเลยทั้งสามไม่ถูกต้องอย่างไรนั้น เห็นว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบต่อเนื่องมาจากกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสามต่อมาจำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์คำสั่งขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยทั้งสามจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้ระบุเหตุผลในการสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะศาลชั้นต้นเห็นว่าเมื่อมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาและจำเลยทั้งสามได้ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นนั้นแล้ว จึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่อีก ซึ่งจำเลยทั้งสามก็เข้าใจถึงเหตุที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ดังจะเห็นได้จากจำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์โต้แย้งว่า แม้จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ได้คำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นจึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว

จำเลยทั้งสามฎีกาข้อสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์คำสั่งขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพราะยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดจำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ เป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 156 วรรคสี่ เห็นว่า กรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา หากผู้ยื่นคำขอไม่พอใจคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้บัญญัติทางแก้เป็นขั้นตอนที่ผู้ยื่นคำขอจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปคือ ยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่ เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 156 วรรคสี่ หรืออุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 156 วรรคห้า ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสาม และจำเลยทั้งสามได้เลือกทางแก้โดยใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า แล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพราะยื่นเกินกำหนด จำเลยทั้งสามจะกลับมาขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยทั้งสามนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ อีกหาได้ไม่

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ หากจำเลยทั้งสามประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมศักดิ์ สกุลชาตรี
จำเลย — นาย เชย ดอกกลาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
กนก พรรณรักษา
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5415/2543
#66204
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบต่อเนื่องมาจากกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้ระบุเหตุผลในการสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะศาลชั้นต้นเห็นว่า เมื่อมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา และจำเลยได้ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นนั้นแล้วจึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่อีกซึ่งจำเลยเข้าใจถึงเหตุที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นแล้วคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้น จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาหากผู้ยื่นคำขอไม่พอใจคำสั่งของศาลชั้นต้น ป.วิ.พ.ได้บัญญัติทางแก้เป็นขั้นตอนที่ผู้ยื่นคำขอจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปคือ ยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่ เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตาม ป.วิ.พ.มาตรา 156 วรรคสี่ หรืออุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่งตามมาตรา 156 วรรคห้า ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลย และจำเลยได้เลือกทางแก้โดยใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นตามมาตรา 156 วรรคห้า แล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพราะยื่นเกินกำหนด จำเลยก็จะกลับมาขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตาม มาตรา 156 วรรคสี่ อีกไม่ได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ สกุลชาตรี
จำเลย — นายเชย ดอกกลาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายอรรถวัฒน์ หวังดำรงวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ — นายรัตน กองแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
กนก พรรณรักษา
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5408/2543
#33257
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยทำหนังสือสัญญากู้เงินและรับเงินจากโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้ใดไปจดทะเบียนจำนองที่ดิน ลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย แต่เป็นลายมือชื่อปลอม ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่โจทก์ที่มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความตามประเด็นที่กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง แต่ ย. พยานโจทก์กลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าพยานไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการทำสัญญากู้เงิน ไม่ทราบว่าจำเลยลงชื่อสัญญากู้เงินและรับเงินที่กู้หรือไม่ และไม่ทราบว่าลายมือชื่อผู้มอบอำนาจให้จำนองที่ดินพิพาทเป็นลายมือชื่อจำเลยหรือไม่ ส่วน ป. พยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็เบิกความทำนองเดียวกันว่าจำเลยไม่ได้ลงชื่อผู้กู้ต่อหน้าพยานจึงไม่ยืนยันว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยหรือไม่ ส่วน น. ผู้ช่วยผู้จัดการสาขาของโจทก์ซึ่งเป็นประจักษ์พยานโดยตรง โจทก์กลับไม่นำมาเบิกความยืนยันตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์เพียงเท่าที่นำสืบจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินและลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในสำเนาหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ สาขาเชียงใหม่ จำนวน 1,500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17ต่อปี ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ทุกวันสิ้นเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ 36,500 บาท เริ่มผ่อนชำระงวดแรกเดือนกุมภาพันธ์ 2535 ยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยได้ และไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเรียกให้ชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนจำเลยยังจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2797 ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูนพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้กับโจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ จำเลยได้รับเงินที่กู้ไปแล้วแต่ไม่ผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ แต่ส่งให้จำเลยไม่ได้จึงประกาศหนังสือพิมพ์สายกลางแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว นับถึงวันฟ้อง จำเลยยังค้างชำระเงินต้นจำนวน 1,498,415.56 บาท ดอกเบี้ย 841,040.60 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,339,456.16 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ18 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,498,415.56 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 2797 ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า ไม่เคยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ และไม่เคยรับเงินที่กู้จำนวน 1,500,000 บาท ลายมือชื่อจำเลยในสัญญากู้เป็นลายมือชื่อปลอมจำเลยไม่เคยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์และไม่เคยมอบอำนาจให้นายเทพอวยชัย พลขันธ์หรือบุคคลใดไปทำสัญญาจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์ ลายมือชื่อจำเลยในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินและรับเงินจากโจทก์และจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเป็นประกันเงินกู้ดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีพยาน2 ปาก คือนางเยาวนิตย์ ตรงดี ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์และนายปัญญาจักวัฒนาพานิช ซึ่งเป็นพยานในหนังสือสัญญากู้เงินเป็นพยานเบิกความประกอบเอกสารหนังสือสัญญากู้เงิน บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญากู้เงินสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันโดยเบิกความไปตามข้อความที่ระบุในเอกสารดังกล่าวว่า จำเลยได้กู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์และมอบอำนาจให้จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ดังกล่าวแล้วผิดนัดไม่ชำระเงินกู้และดอกเบี้ยรวมเป็นจำนวนเงินตามฟ้องแก่โจทก์เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยไม่เคยทำหนังสือสัญญากู้เงินและรับเงินจากโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้ใดไปจดทะเบียนจำนองที่ดินรวมทั้งทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ตามฟ้อง ลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินและในใบมอบอำนาจดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยแต่เป็นลายมือชื่อปลอมภาระการพิสูจน์ในปัญหานี้ จึงตกอยู่แก่โจทก์ที่มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความตามประเด็นที่กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง แต่นางเยาวนิตย์กลับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการทำสัญญากู้เงิน ไม่ทราบว่า จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินและได้รับเงินที่กู้หรือไม่ และไม่ทราบว่าลายมือชื่อผู้มอบอำนาจให้จำนองที่ดินพิพาทเป็นลายมือชื่อของจำเลยหรือไม่ ส่วนนายปัญญาพยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็เบิกความทำนองเดียวกันว่าจำเลยไม่ได้ลงชื่อผู้กู้ต่อหน้าพยาน จึงไม่ยืนยันว่า ลายมือชื่อผู้กู้ในสัญญากู้เงินเป็นลายมือชื่อของจำเลยหรือไม่และไม่ทราบว่า จำเลยจะได้รับเงินกู้ไปแล้วหรือไม่ และไม่ทราบว่าลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในสำเนาหนังสือมอบอำนาจให้จำนองที่ดิน เป็นลายมือชื่อของจำเลยหรือไม่ส่วนนายนฤเดช ไทยธรรมกุล ผู้ช่วยผู้จัดการสาขาของโจทก์ซึ่งเป็นประจักษ์พยานสำคัญโดยเป็นผู้พิจารณาให้จำเลยกู้เงินและเป็นผู้จัดทำสัญญากู้เงินทั้งหมดโดยตรงโจทก์กลับไม่นำหรือขอให้ศาลออกหมายเรียกให้มาเบิกความยืนยันให้ได้ความตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์เพียงเท่าที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสำเนาหนังสือกู้เงินและลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในสำเนาหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อของจำเลย จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์รวมทั้งได้มอบอำนาจให้นายเทพอวยชัยพลขันธ์ จดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องเป็นประกันเงินกู้ดังกล่าวแก่โจทก์ เห็นว่าเมื่อภาระการพิสูจน์ตกโจทก์แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้โจทก์ย่อมตกเป็นฝ่ายแพ้คดีโดยไม่จำต้องชั่งน้ำหนักคำเบิกความของพยานฝ่ายจำเลยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ดรุณ สร้อยญานะ
ชื่อองค์คณะ
วินัย ตุลยภักดิ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5389/2543
#34188
เปิดฉบับเต็ม

การที่กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษของความผิดฐาน มีลูกระเบิดซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองและความผิดฐานมีกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตไว้คนละมาตราย่อมมีความประสงค์จะแยกความผิดสองฐานนี้ออกจากกัน ทั้งวัตถุของกลางก็เป็นคนละประเภท แม้จำเลยจะมีไว้ในวันเวลาเดียวกันก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 55, 72, 78 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 26, 76, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง, 78 (ที่ถูก 78 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 55) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 36 (ที่ถูก 76 วรรคหนึ่ง) ฐานมีลูกระเบิดซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองและฐานมีกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวกัน ลงโทษฐานมีลูกระเบิดซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุก 8 เดือนรวมจำคุก 4 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองจำคุก 1 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ความผิดฐานมีลูกระเบิดซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง กับฐานมีกระสุนปืนไว้ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง เป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษคนละมาตราย่อมมีความประสงค์จะแยกความผิดสองฐานนี้ออกจากกัน ทั้งวัตถุของกลางก็เป็นคนละประเภท แม้จำเลยจะมีไว้ในวันเวลาเดียวกันก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขปรับบทให้ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานมีกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกกรรมหนึ่งได้เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จำเลยมีความผิดตามมาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง กระทงหนึ่ง และความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง โทษจำคุกแต่ละกระทงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 7 ม. 55 ม. 72 วรรคสอง ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นาย โดรอหะ หะยีมามุ
ชื่อองค์คณะ
วินัย วิมลเศรษฐ
สุรพล เจียมจูไร
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5383/2543
#34187
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดโดยปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมของผู้เสียหาย 4 ราย รวม 4 ฉบับ ระยะเวลาที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอมอยู่ในช่วงก่อนกำหนดที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลใหม่ไม่มากนัก กับไม่น่าเชื่อว่าการที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอมในการย้ายภูมิลำเนาของผู้เสียหายทั้งสี่จะเป็นการกระทำเพื่อให้บุตรหลานของผู้เสียหายทั้งสี่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาล ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยเพียงจำคุก 2 เดือน จึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยอย่างมากแล้ว ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอ้างว่า เหตุที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอมในการย้ายภูมิลำเนาของผู้เสียหายทั้งสี่เข้าไปอยู่ในบ้านเลขที่ตามฟ้องเพราะบ้านดังกล่าวอยู่ในเขตเทศบาล บุตรหลานของผู้เสียหายทั้งสี่จะได้เข้าเรียนหนังสือในเขตเทศบาลได้สะดวก ผู้เสียหายทั้งสี่จึงมอบหมายให้จำเลยดำเนินการย้ายภูมิลำเนาให้นั้นเห็นว่า แม้ผู้เสียหายทั้งสี่จะยื่นคำร้องรับรองว่าเป็นความจริง และไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยก็ตาม แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย ทั้งตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารท้ายคำร้องของผู้เสียหายทั้งสี่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งย้ายภูมิลำเนาบุตรหลานของผู้เสียหายทั้งสี่ไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นบ้านเลขที่ 131/2 ซึ่งนางสาวยุพิน บัวแก้ว มีภูมิลำเนาไม่มีเด็กอาศัยอยู่เลย และตามคำร้องของผู้เสียหายทั้งสี่ยังปรากฏอีกว่า ระยะเวลาที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอมนั้น อยู่ในช่วงก่อนกำหนดที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลใหม่ไม่นานนัก จึงไม่น่าเชื่อว่าการที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอมในการย้ายภูมิลำเนาของผู้เสียหายทั้งสี่จะเป็นการกระทำเพื่อให้บุตรหลานของผู้เสียหายทั้งสี่ได้เข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดโดยปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมของผู้เสียหาย 4 ราย รวม 4 ฉบับ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยเพียงจำคุก 2 เดือน จึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยอย่างมากแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นาย สมศักดิ์ สนิทอินทร์
ชื่อองค์คณะ
อภิศักดิ์ พรวชิราภา
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5377/2543
#33256
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคหนึ่งจะเห็นได้ว่าโทษที่รอไว้ในคดีก่อนอันจะนำมาบวกกับโทษในคดีหลังนั้น ความผิดในคดีหลังจะต้องกระทำภายในระยะเวลาระหว่างรอการลงโทษตามที่คดีก่อนกำหนดไว้

คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2542 ให้จำคุกและปรับจำเลยโดยโทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ช่วงระยะเวลารอการลงโทษคือนับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2542 ซึ่งเป็นวันพิพากษาเป็นต้นไป มีกำหนด 2 ปี แต่คดีนี้จำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2542 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดีก่อน การกระทำความผิดของจำเลยคดีหลังนี้ จึงมิใช่กระทำภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษตามความใน ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58 วรรคหนึ่ง จะนำโทษในคดีก่อนที่รอการลงโทษมาบวกเข้ากับคดีนี้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยมีคีตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 2 ขวด น้ำหนัก1 กรัมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เหตุเกิดที่แขวงห้วยขวางเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดคีตามีนดังกล่าวเป็นของกลางซึ่งใช้หมดไปในการตรวจพิสูจน์แล้ว จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7627/2542ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2542 ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในกำหนดระยะเวลารอการลงโทษดังกล่าวจำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีก อันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 62, 106 วรรคหนึ่งบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7627/2542ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง,106 (ที่ถูกมาตรา 106 วรรคหนึ่ง) จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7627/2542ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษคดีนี้ เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นสั่งรับมาว่า ศาลล่างทั้งสองนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคหนึ่งบัญญัติว่าเมื่อความปรากฏแก่ศาลเองหรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษและศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้นให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังแล้วแต่กรณี ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโทษที่รอไว้ในคดีก่อนอันจะนำมาบวกกับโทษในคดีหลังนั้น ความผิดในคดีหลังจะต้องกระทำภายในระยะเวลาระหว่างรอการลงโทษตามที่คดีก่อนกำหนดไว้คดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7627/2542 ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2542 ให้จำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ช่วงระยะเวลารอการลงโทษคือนับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2542 ซึ่งเป็นวันพิพากษาเป็นต้นไป มีกำหนด 2 ปี แต่คดีนี้จำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2542 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7627/2542 การกระทำความผิดของจำเลยคดีหลังนี้จึงมิใช่กระทำภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จะนำโทษในคดีก่อนที่รอการลงโทษมาบวกเข้ากับคดีนี้ไม่ได้ที่ศาลล่างทั้งสองนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อนึ่ง แม้คดีนี้จะเป็นคดีที่จำเลยฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายก็ตาม แต่ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยหนักเกินไป ก็ย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ จำเลยอายุไม่มากนักกำลังศึกษาอยู่ที่คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยรังสิตและใกล้จะสำเร็จการศึกษาแล้วปรากฏตามหนังสือรับรองและใบรับรองผลการเรียนท้ายฎีกา ทั้งจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของจำเลยแล้ว การให้โอกาสจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกเพื่อให้จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีอีกสักครั้งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้"

พิพากษาแก้เป็นว่าไม่นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7627/2542 ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษคดีนี้คงจำคุก 1 ปีและให้ลงโทษปรับจำเลย 40,000 บาท อีกสถานหนึ่งเมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก6 เดือนและปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปีนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้งตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับวัตถุออกฤทธิ์และยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีกกับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ภูวดล วิวัฒนไพศาล
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5370/2543
#34997
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึดบังคับคดีเพื่อนำรายได้ประจำปีจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมด้วยค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องและการบังคับคดีไปมอบต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ภายในเวลาและกำหนดตามที่ศาลเห็นสมควร แทนการสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 นั้นจะต้องดำเนินกระบวนการในชั้นบังคับคดี โดยผู้ร้องชอบที่จะไปยื่นคำร้องต่อศาลในคดีซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษา ไม่ใช่มา ยื่นคำร้องขอเพื่อดำเนินคดีเป็นคดีใหม่อีกต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท เอ็ม.วี.เฮ้าส์ซิ่ง เอสเตทจำกัด ซึ่งมีผู้คัดค้านเป็นกรรมการมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัทกระทำการแทนบริษัทได้ บริษัทดังกล่าวได้กู้ยืมเงินจากธนาคารทหารไทย จำกัดโดยมีผู้ร้องเป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาบริษัทไม่ชำระหนี้และถูกธนาคารทหารไทยจำกัด ฟ้องที่ศาลจังหวัดภูเก็ต โดยผู้ร้องถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2540 ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1325/2539 ของศาลจังหวัดภูเก็ต ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการยึดทรัพย์สินของบริษัทคือ ที่ดินที่ตั้งโรงแรมกะรนเซาท์เทิร์น ตัวโรงแรมและทรัพย์สินในโรงแรม หากปล่อยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินของบริษัทแล้วผลเสียจะเกิดแก่ผู้ร้องในฐานะหุ้นส่วน (ที่ถูกในฐานะผู้ถือหุ้น) และในฐานะจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกัน ปัจจุบันผู้คัดค้านยังคงเก็บเงินรายได้จากกิจการโรงแรมในฐานะกรรมการบริษัท เงินรายได้จากกิจการโรงแรมนี้สามารถชำระหนี้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด จนครบถ้วนได้ แต่ผู้ร้องไม่อาจเข้าไปดำเนินการในโรงแรมและบังคับให้ผู้คัดค้านนำเงินรายได้ของโรงแรมชำระหนี้ได้ จึงขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งแต่งตั้งนางสาวอารยา ดำใหม่เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของโรงแรมกะรนเซาท์เทิร์นของบริษัท เอ็ม.วี.เฮ้าส์ซิ่งเอสเตท จำกัด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307เพื่อนำเงินรายได้มอบให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องเข้ามาในคดีเดิม มิใช่ยื่นคำร้องเป็นคดีใหม่ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึดบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ 1325/2539 ของศาลชั้นต้น เพื่อนำรายได้ประจำปีจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษา พร้อมด้วยค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องและการบังคับคดีไปมอบต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ภายในเวลาและกำหนดตามที่ศาลเห็นสมควร แทนการสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 นั้น เป็นกรณีที่จะต้องดำเนินกระบวนการในชั้นบังคับคดี ผู้ร้องจึงชอบที่จะไปยื่นคำร้องต่อศาลในคดีหมายเลขแดงที่ 1325/2539 ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษา ไม่ใช่มายื่นคำร้องเพื่อดำเนินคดีเป็นคดีใหม่อีกต่างหาก

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 188 ม. 307
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง มยุรี ดำใหม่
ผู้คัดค้าน — นาง วันทิพย์ ทั่วไตรภพ
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
อภิศักดิ์ พรวชิราภา
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5370/2543
#66203
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึดบังคับคดีเพื่อนำรายได้ประจำปีจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมด้วยค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องและการบังคับคดีไปมอบต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ภายในเวลาและกำหนดตามที่ศาลเห็นสมควร แทนการสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 307 นั้นจะต้องดำเนินกระบวนการในชั้นบังคับคดี โดยผู้ร้องชอบที่จะไปยื่นคำร้องต่อศาลในคดีซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษา ไม่ใช่มายื่นคำร้องขอเพื่อดำเนินคดีเป็นคดีใหม่อีกต่างหาก

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 188 ม. 307
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางมยุรี ดำใหม่
ผู้คัดค้าน — นางวันทิพย์ ทั่วไตรภพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายปรัชญา กำเหนิดฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
อภิศักดิ์ พรวชิราภา
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5369/2543
#37823
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและให้ส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องให้แก่จำเลยที่โรงเรียนพลาธิการโดยยืนยันว่าเป็นสถานที่จำเลยรับราชการทหารอยู่ จำเลยยื่นคำร้องและให้การยกข้อต่อสู้ว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลพลเรือนด้วยเหตุจำเลยรับราชการทหาร ดังนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏแก่ศาลชั้นต้นตั้งแต่บัดนั้นแล้วว่า จำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการจำเลยจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารฯมาตรา 16(1) ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคดีจำเลยก่อนมีคำสั่งประทับฟ้องแล้ว ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อมา จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดหลงที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในเวลาต่อมาภายหลังนั้นเป็นการแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดพลาดให้ถูกต้องหาใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งประทับฟ้องไว้ในขณะที่ยังไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลทหาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยรับราชการทหารขณะนี้ประจำอยู่ที่โรงเรียนทหารพลาธิการ ส่วนจำเลยยื่นคำร้องว่าจำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลทหาร ไม่อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้น แต่อยู่ในอำนาจศาลทหารไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ตามพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13 จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่าขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยเป็นทหาร และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ไว้แล้วคดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลพลเรือนที่จะดำเนินการพิจารณาต่อไปได้นั้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2539 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันให้นัดไต่สวนมูลฟ้องต่อมาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2539 คดีอยู่ในระหว่างส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องให้จำเลย โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและให้ส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่โรงเรียนทหารพลาธิการโดยยืนยันว่าเป็นสถานที่จำเลยรับราชการทหารอยู่ และในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนมูลฟ้องนั้น จำเลยได้ยื่นคำร้องและคำให้การยกข้อต่อสู้ว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลพลเรือนด้วยเหตุจำเลยรับราชการทหารตรงกับคำฟ้องของโจทก์ที่ยื่นไว้นั้นแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏแก่ศาลชั้นต้นตั้งแต่บัดนั้นแล้วว่าจำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498มาตรา 16(1) ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคดีจำเลยก่อนมีคำสั่งประทับฟ้องแล้ว ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้เลื่อนการไต่สวนมูลฟ้องไปอีกหลายครั้งและได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 27 สิงหาคม 2540 และมีคำสั่งรับประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาในวันเดียวกันนั้น จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดหลง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในเวลาต่อมาภายหลังนั้น เป็นการแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดพลาดให้ถูกต้อง หาใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งประทับฟ้องไว้ในขณะที่ยังไม่ปรากฏชัดแจ้งว่า คดีอยู่ในอำนาจของศาลทหารหรือไม่ดังที่โจทก์อ้างในฎีกาไม่ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วรวิทย์ กาญจนพูนผล
จำเลย — พันเอก อัษฎา กรานคำ
ชื่อองค์คณะ
วินัย วิมลเศรษฐ
สุรพล เจียมจูไร
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5369/2543
#39275
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยยื่นคำร้องและคำให้การยกข้อต่อสู้ว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลพลเรือนด้วยเหตุจำเลยรับราชการทหารตรงกับคำฟ้องของโจทก์ที่ยื่นไว้ และข้อเท็จจริงปรากฏแก่ศาลชั้นต้นตั้งแต่บัดนั้นแล้วว่า จำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารพ.ศ. 2498 มาตรา 16(1) ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคดีจำเลยก่อนมีคำสั่งประทับฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้เลื่อนการไต่สวนมูลฟ้องไปอีกหลายครั้งและได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งรับประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดหลง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในเวลาต่อมาภายหลังเป็นการแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดพลาดให้ถูกต้อง มิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งประทับฟ้องไว้ในขณะที่ยังไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลทหารหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยรับราชการทหาร ขณะนี้ประจำอยู่ที่โรงเรียนทหารพลาธิการ ส่วนจำเลยยื่นคำร้องว่าจำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลทหาร ไม่อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้น แต่อยู่ในอำนาจศาลทหารไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ตามพระธรรมนูญศาลทหารพ.ศ. 2498 มาตรา 13 จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีอยู่ในระหว่างส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องให้จำเลย โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและให้ส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่โรงเรียนทหารพลาธิการโดยยืนยันว่า เป็นสถานที่จำเลยรับราชการทหารอยู่ และในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนมูลฟ้องนั้นจำเลยได้ยื่นคำร้องและคำให้การยกข้อต่อสู้ว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลพลเรือนด้วยเหตุจำเลยรับราชการทหารตรงกับคำฟ้องของโจทก์ที่ยื่นไว้นั้นแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏแก่ศาลชั้นต้นตั้งแต่บัดนั้นแล้วว่า จำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 16(1)ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคดีจำเลยก่อนมีคำสั่งประทับฟ้องแล้ว ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้เลื่อนการไต่สวนมูลฟ้องไปอีกหลายครั้งและได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 27 สิงหาคม 2540และมีคำสั่งรับประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาในวันเดียวกันนั้น จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดหลง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในเวลาต่อมาภายหลังนั้น เป็นการแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดพลาดให้ถูกต้อง หาใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งประทับฟ้องไว้ในขณะที่ยังไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลทหารหรือไม่ ดังที่โจทก์อ้างในฎีกาไม่

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ม. 16 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วรวิทย์ กาญจนพูนผล
จำเลย — พันเอก อัษฎา กรานคำ
ชื่อองค์คณะ
วินัย วิมลเศรษฐ
สุรพล เจียมจูไร
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา