คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5369/2543
#98571
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยยื่นคำร้องและคำให้การยกข้อต่อสู้ว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลพลเรือนด้วยเหตุจำเลยรับราชการทหารตรงกับคำฟ้องของโจทก์ที่ยื่นไว้ และข้อเท็จจริงปรากฏแก่ศาลชั้นต้นตั้งแต่บัดนั้นแล้วว่า จำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 16 (1) ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคดีจำเลยก่อนมีคำสั่งประทับฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้เลื่อนการไต่สวนมูลฟ้องไปอีกหลายครั้งและได้ทำการไต่สวนมูลฟ้อง และมีคำสั่งรับประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดหลง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในเวลาต่อมาภายหลัง เป็นการแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดพลาดให้ถูกต้อง มิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งประทับฟ้องไว้ในขณะที่ยังไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลทหารหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔

ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยรับราชการทหาร ขณะนี้ประจำอยู่ที่โรงเรียนทหารพลาธิการ ส่วนจำเลยยื่นคำร้องว่าจำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลทหาร ไม่อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้น แต่อยู่ในอำนาจศาลทหารไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ตามพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๓ จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีอยู่ในระหว่างส่งหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องให้จำเลย โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและให้ส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่โรงเรียนทหารพลาธิการโดยยืนยันว่า เป็นสถานที่จำเลยรับราชการทหารอยู่ และในวันที่ ๑๑กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนมูลฟ้องนั้น จำเลยได้ยื่นคำร้องและคำให้การยกข้อต่อสู้ว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลพลเรือนด้วยเหตุจำเลยรับราชการทหารตรงกับคำฟ้องของโจทก์ที่ยื่นไว้นั้นแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏแก่ศาลชั้นต้นตั้งแต่บัดนั้นแล้วว่าจำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๖ (๑) ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลพลเรือนจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคดีจำเลยก่อนมีคำสั่งประทับฟ้องแล้ว ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้เลื่อนการไต่สวนมูลฟ้องไปอีกหลายครั้งและได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๐ และมีคำสั่งรับประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาในวันเดียวกันนั้น จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดหลง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในเวลาต่อมาภายหลังนั้น เป็นการแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดพลาดให้ถูกต้อง หาใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งประทับฟ้องไว้ในขณะที่ยังไม่ปรากฏชัดแจ้งว่า คดีอยู่ในอำนาจของศาลทหารหรือไม่ ดังที่โจทก์อ้างในฎีกาไม่

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ม. 16 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวรวิทย์ กาญจนพูนผล
จำเลย — พันเอกอัษฎา กรานคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายสมชาย เงารุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายวิโรจน์ สุขวโรตม์วัตร
ชื่อองค์คณะ
วินัย วิมลเศรษฐ
สุรพล เจียมจูไร
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5364 -ที่ 5368/2543
#37390
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยต่างเป็นเอกชน จำเลยตกลงรับโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งครูผู้สอนและจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนให้โจทก์ตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลยมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 มิใช่สัญญาทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 3 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน

โจทก์เป็นครูตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนเพื่อเรียกร้องสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพอถือได้ว่าเป็นการฟ้อง เรียกค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครอง การทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนฯ ข้อ 32 และข้อ 33 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 มาตรา 17 มาตรา 44 และ มาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 และฟ้องเรียก สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 ซึ่งมิใช่ฟ้องเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงานฯ ส่วนที่ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ก็มิใช่ฟ้องที่อ้างสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯโจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลยได้

พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 มีวัตถุประสงค์ที่จะควบคุมการดำเนินงานของโรงเรียนเอกชนให้เป็นระเบียบได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพมิใช่กฎหมายซึ่งให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แม้จะมีการกำหนดให้การคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโดยมีการออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 และมีคณะกรรมการประนีประนอมหรือคณะกรรมการคุ้มครองเพื่อพิจารณาหรือพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดแล้วแต่กรณี เป็นผู้ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามระเบียบดังกล่าวก็ตาม ก็มิใช่ขั้นตอนการระงับข้อพิพาทตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งห้าถูกจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าย่อมมีสิทธินำคดีมาสู่ศาลแรงงานได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 5

โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งครูผู้สอนในโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ โจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 15พฤศจิกายน 2539 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 5,700 บาท โจทก์ที่ 2เข้าทำงานเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ6,360 บาท โจทก์ที่ 3 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2540 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,360 บาท โจทก์ที่ 4 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 28 มีนาคม2539 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,360 บาท โจทก์ที่ 5 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,560 บาทจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2542 เลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2542 โดยโจทก์ทั้งห้าไม่ได้กระทำความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้าอันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ทั้งห้าได้รับความเสียหายนอกจากนี้จำเลยยังค้างค่าจ้างด้วย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 17,100 บาท19,080 บาท 19,080 บาท 38,180 บาท 39,360 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 5,700 บาท 12,720 บาท 12,720 บาท 12,720 บาท 13,120 บาทค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 30,000 บาท 30,000 บาท30,000 บาท 50,000 บาท 50,000 บาท และค่าจ้าง 5,700 บาท 8,520 บาท9,880 บาท 8,080 บาท 10,348 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตามลำดับ

จำเลยทั้งห้าสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างของจำเลยจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน อยู่ภายใต้ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542โดยไม่ได้อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้องหนังสือบอกเลิกจ้างที่โจทก์ทั้งห้าได้รับเกิดจากความผิดพลาดของนางสาวพรพิศณี เกิดควน เจ้าหน้าที่งานบุคลากรของจำเลยซึ่งไม่มีอำนาจทำหนังสือดังกล่าว จำเลยได้ยกเลิกหนังสือเลิกจ้างแล้วและโจทก์ทั้งห้าเป็นครูอยู่ภายใต้ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542การจะเลิกสัญญาว่าจ้างครูได้ต้องผ่านคณะกรรมการประนีประนอมคณะกรรมการคุ้มครอง และได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัดก่อนจึงถือว่าจำเลยยังมิได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า สำหรับค่าจ้างจำเลยจ่ายให้โจทก์ทั้งห้าครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งครูผู้สอนในโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ โจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 5,700 บาทโจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,360 บาท โจทก์ที่ 3 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2540 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,360 บาท โจทก์ที่ 4 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 28มีนาคม 2539 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,360 บาท และโจทก์ที่ 5เข้าทำงานเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2538 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ6,560 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2542 นางสาวพรพิศณี เกิดควน หัวหน้างานบุคคลของจำเลยได้ลงนามในคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2542 และมีคำสั่งพักงานโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 แล้วมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน2542 โจทก์ทั้งห้าไปร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้มอบหมายให้ศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ตเรียกคู่กรณีมาไกล่เกลี่ยวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 นายอิศนุวัฒน์ จารุทัศน์ ซึ่งเป็นผู้จัดการโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ได้ชี้แจงต่อศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ตและคณะว่าคำสั่งที่เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกโดยนางสาวพรพิศณีหัวหน้างานบุคคลของจำเลยซึ่งไม่มีอำนาจเลิกจ้างลูกจ้างของจำเลย และได้ยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า ให้โจทก์ทั้งห้ากลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม แต่โจทก์ทั้งห้าไม่กลับไปทำงานให้จำเลยอีกต่อมาจำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งห้าถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่นางสาวพรพิศณีลงนามในคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นการทำการแทนนายอิศนุวัฒน์และจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 จำเลยในฐานะตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายที่ตัวแทนได้ทำไปในขอบอำนาจตามมาตรา 820 ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษครูกำหนดขั้นตอนไว้ว่า ผู้มีอำนาจลงโทษครูให้พ้นจากหน้าที่ได้ต้องเป็นผู้จัดการหรือผู้รับใบอนุญาตหรือผู้ได้รับมอบหมายเท่านั้น เห็นว่าการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้านางสาวพรพิศณีเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากผู้จัดการและผู้รับใบอนุญาตแล้ว ส่วนขั้นตอนการลงโทษครูที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อให้รัฐจัดการและควบคุมการบริหารงานของโรงเรียนเอกชนให้ได้มาตรฐานมีคุณภาพและคุ้มครองดูแลการทำงานของครู แต่มิใช่บทบัญญัติยกเว้นการบังคับใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องนิติกรรมสัญญา ดังนั้นความผูกพันและความรับผิดตามสัญญาตัวแทนจึงเป็นไปตามหลักทั่วไป แม้นายอิศนุวัฒน์จะได้ทำบันทึกชี้แจงต่อศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ตเมื่อวันที่13 พฤษภาคม 2542 ตามเอกสารหมาย ล.6 ว่า ได้แจ้งยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าแล้วก็ไม่มีผล แต่เป็นเพียงการแสดงเจตนาเสนอขอจ้างโจทก์ทั้งห้าใหม่ ย่อมขึ้นอยู่กับโจทก์ทั้งห้าว่าจะสนองรับหรือไม่ เมื่อโจทก์ทั้งห้าไม่สมัครใจทำงานกับจำเลยใหม่ ย่อมไม่เกิดสัญญาจ้างขึ้นใหม่การบอกยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าของนายอิศนุวัฒน์ไม่มีผล เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้ากระทำผิดใด ๆ อันจะเข้าข้อยกเว้นที่นายจ้างหรือผู้รับใบอนุญาตไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ข้อ 32 และข้อ 33 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 มาตรา 17 มาตรา 44 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 แล้ว จำเลยย่อมต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งห้าตามอายุงาน และจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งห้า โดยหักค่าจ้างที่จำเลยจ่ายถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 ออกก่อน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าเนื่องจากผู้บริหารโรงเรียนต้องการพัฒนาโรงเรียนและบุคลากรครูผู้สอนให้มีคุณภาพและถอดถอนครูที่ไม่มีคุณภาพออกจากระบบ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้ากระทำความผิดหรือถูกประเมินว่า ไม่มีคุณภาพอีกทั้งวิธีการแก้ปัญหาของจำเลยยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัยในความสุจริต ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าที่ไม่เป็นธรรม เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้ตามสัดส่วนของอายุงานโดยกำหนดให้เท่ากับค่าจ้างปีละ 15 วัน พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 17,100 บาท 19,080 บาท 19,080 บาท38,180 บาท และ 39,360 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างเป็นเงิน 3,230 บาท 3,604 บาท 3,604 บาท 3,604 บาท และ 3,717 บาท ค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 5,700 บาท6,360 บาท 6,360 บาท 9,540 บาท และ 9,540 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตามลำดับ

จำเลยทั้งห้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งห้ามีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ในข้อ ก) ว่าสัญญาการเป็นครูเป็นสัญญาทางปกครอง ต้องบังคับตามกฎหมายปกครองและพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงานอันเป็นสัญญาเอกชนที่จะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้อันเป็นการเรียกร้องสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงาน เห็นว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ได้กำหนดคำนิยามคำว่าสัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติแต่สัญญาการเป็นครูคดีนี้โจทก์ทั้งห้าและจำเลยต่างเป็นเอกชน ได้ตกลงกันโดยจำเลยตกลงรับโจทก์ทั้งห้าเข้าทำงานให้จำเลยตำแหน่งครูผู้สอนในโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ และจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนให้โจทก์ทั้งห้าตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลย จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 มิใช่สัญญาทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 3โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 3.1 ข) และ ค) ว่า จำเลยเป็นนายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เฉพาะที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครูตามกฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ฉบับที่ 1 โจทก์ทั้งห้าเป็นครูตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลย เห็นว่า กฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ซึ่งออกตามความในมาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 6แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บัญญัติไว้ใน (1) ว่ามิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บังคับแก่นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ทั้งนี้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู เมื่อปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนได้ว่าจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างตำแหน่งครูผู้สอน โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

แต่อย่างไรก็ดี คำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าคดีนี้พอถือได้อยู่ในตัวว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542ข้อ 32 และข้อ 33 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 มาตรา 17 มาตรา 44และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 ฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 มิใช่ฟ้องเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และฟ้องจำเลยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลแรงงานในการใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าการที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเป็นธรรมต่อลูกจ้างหรือไม่ หากเห็นว่าการเลิกจ้างนั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะเลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนซึ่งมิใช่ฟ้องที่อ้างสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 3.1 ง) และ จ) ว่า โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้โดยมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานได้ เห็นว่า พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 มีวัตถุประสงค์ที่จะควบคุมการดำเนินงานของโรงเรียนเอกชนให้เป็นระเบียบได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพ มิใช่กฎหมายซึ่งให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แม้จะมีการกำหนดให้การคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโดยมีการออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 และมีคณะกรรมการประนีประนอมหรือคณะกรรมการคุ้มครองเพื่อพิจารณาหรือพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด แล้วแต่กรณีเป็นผู้ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามระเบียบดังกล่าวก็ตามก็มิใช่ขั้นตอนการระงับข้อพิพาทตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งห้าถูกจำเลยเลิกจ้าง โจทก์ทั้งห้าย่อมมีสิทธินำคดีมาสู่ศาลแรงงานได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 ก่อน โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการที่ว่า การที่จำเลยมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้ามีผลหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งผู้รับใบอนุญาตหรือผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยออกคำสั่งยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างจึงเป็นการแสดงออกโดยคำสั่งทางปกครองของผู้ว่าราชการจังหวัดต่อโจทก์ทั้งห้าผู้รับคำสั่งทางปกครอง ถือว่ามีผลเป็นการยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยโจทก์ทั้งห้าไม่จำต้องสนองรับดังเช่นการเลิกนิติกรรมสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และถือว่าคำสั่งเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525มาตรา 96 วรรคสอง เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในอุทธรณ์ข้อ 3.1 ก) แล้วว่าสัญญาการเป็นครูระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 มิใช่สัญญาทางปกครองจึงนำหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ตามกฎหมายปกครองมาใช้บังคับไม่ได้ คำสั่งของจำเลยให้ยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าไม่มีผล ถือได้ว่าโจทก์ทั้งห้าถูกจำเลยเลิกจ้างตามคำสั่งเลิกจ้างดังกล่าวแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 797 ม. 820
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 3
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 ม. 6
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ม. 6 ม. 17 ม. 44 ม. 66
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคสอง ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ปิยมาศ อุ้ยเฉ้ง
จำเลย — บริษัท อินทีวรกรุ๊ป จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5364 -ที่ 5368/2543
#91225
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งห้าและจำเลยต่างเป็นเอกชน ได้ตกลงกันโดยจำเลยตกลงรับโจทก์ทั้งห้าเข้าทำงานตำแหน่งครูผู้สอน และจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนให้โจทก์ทั้งห้าตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลย มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 มิใช่สัญญาทางปกครองตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 3 โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน

โจทก์ทั้งห้าเป็นครูตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนเพื่อเรียกร้องสิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าที่ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพอถือได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนฯ ข้อ 32 และข้อ 33 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 มาตรา 17 มาตรา 44 และมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 และฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 ซึ่งมิใช่ฟ้องเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ส่วนที่ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ก็มิใช่ฟ้องที่อ้างสิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลยได้

พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มีวัตถุประสงค์ที่จะควบคุมการดำเนินงานของโรงเรียนเอกชนให้เป็นระเบียบได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพ มิใช่กฎหมายซึ่งให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แม้จะมีการกำหนดให้การคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโดยมีการออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 และมีคณะกรรมการประนีประนอม หรือคณะกรรมการคุ้มครองเพื่อพิจารณาหรือพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดแล้วแต่กรณี เป็นผู้ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามระเบียบดังกล่าวก็ตาม ก็มิใช่ขั้นตอนการระงับข้อพิพาทตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งห้าถูกจำเลยเลิกจ้าง โจทก์ทั้งห้าย่อมมีสิทธินำคดีมาสู่ศาลแรงงานได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนใน พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ก่อน

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า การออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดย พ. เป็นผู้ลงนาม เป็นการทำการแทน อ.ผู้รับใบอนุญาตและจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 จำเลยในฐานะตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการที่ตัวแทนได้ทำไปในขอบอำนาจตามมาตรา 820 ดังนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษครูได้ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนคือผู้รับใบอนุญาตหรือผู้จัดการซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้รับใบอนุญาต การที่ พ. เป็นผู้ลงนามในคำสั่งเลิกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย ถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

จำเลยมิได้อ้างข้อเท็จจริงมาในอุทธรณ์ว่าจำเลยบรรจุโจทก์ทั้งห้าเข้าทำงานวันใด ห่างจากวันที่โจทก์ทั้งห้าเข้าทำงานกี่วัน และศาลแรงงานกลางคิดคำนวณค่าชดเชยผิดพลาดเท่าใด ถือได้ว่าจำเลยไม่ได้กล่าวข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 5

โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 17,100 บาท 19,080 บาท 19,080 บาท 38,180 บาท 39,360 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 5,700 บาท 12,720 บาท 12,720 บาท 12,720 บาท 13,120 บาท ค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 30,000 บาท 30,000 บาท 30,000 บาท 50,000 บาท 50,000 บาท และค่าจ้าง 5,700 บาท 8,520 บาท 9,880 บาท 8,080บาท 10,348 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตามลำดับ

จำเลยทั้งห้าสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งครูผู้สอนในโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2542 นางสาวพรพิศณีหัวหน้างานบุคคลของจำเลยได้ลงนามในคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2542 และมีคำสั่งพักงานโจทก์ที่ 2ถึงที่ 5 แล้วมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 โจทก์ทั้งห้าไปร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้มอบหมายให้ศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ตเรียกคู่กรณีมาไกล่เกลี่ย วันที่ 13 พฤษภาคม 2542 นายอิศนุวัฒน์ซึ่งเป็นผู้จัดการโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ได้ชี้แจงต่อศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ตและคณะว่า คำสั่งที่เลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกโดยนางสาวพรพิศณีหัวหน้างานบุคคลของจำเลยซึ่งไม่มีอำนาจเลิกจ้างลูกจ้างของจำเลย และได้ยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าให้โจทก์ทั้งห้ากลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม แต่โจทก์ทั้งห้าไม่กลับไปทำงานให้จำเลยอีกต่อมาจำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งห้าถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่นางสาวพรพิศณีลงนามในคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นการทำการแทนนายอิศนุวัฒน์และจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 จำเลยในฐานะตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายที่ตัวแทนได้ทำไปในขอบอำนาจตามมาตรา 820 ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษครูกำหนดขั้นตอนไว้ว่า ผู้มีอำนาจลงโทษครูให้พ้นจากหน้าที่ได้ต้องเป็นผู้จัดการหรือผู้รับใบอนุญาต หรือผู้ได้รับมอบหมายเท่านั้น เห็นว่า การเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้านางสาวพรพิศณีเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากผู้จัดการและผู้รับใบอนุญาตแล้ว ส่วนขั้นตอนการลงโทษครูที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อให้รัฐจัดการและควบคุมการบริหารงานของโรงเรียนเอกชนให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและคุ้มครองดูแลการทำงานของครู แต่มิใช่บทบัญญัติยกเว้นการบังคับใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องนิติกรรมสัญญา ดังนั้นความผูกพันและความรับผิดตามสัญญาตัวแทนจึงเป็นไปตามหลักทั่วไป แม้นายอิศนุวัฒน์จะได้ทำบันทึกชี้แจงต่อศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ตเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 ว่า ได้แจ้งยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าแล้วก็ไม่มีผล แต่เป็นเพียงการแสดงเจตนาเสนอขอจ้างโจทก์ทั้งห้าใหม่ ย่อมขึ้นอยู่กับโจทก์ทั้งห้าว่าจะสนองรับหรือไม่เมื่อโจทก์ทั้งห้าไม่สมัครใจทำงานกับจำเลยใหม่ ย่อมไม่เกิดสัญญาจ้างขึ้นใหม่การบอกยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าของนายอิศนุวัฒน์ไม่มีผล เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้ากระทำผิดใด ๆ อันจะเข้าข้อยกเว้นที่นายจ้างหรือผู้รับใบอนุญาตไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 32 และข้อ 33 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 มาตรา 17 มาตรา 44 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 แล้ว จำเลยย่อมต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งห้าตามอายุงาน และจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยมิได้บอกกล่าวล่างหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งห้าโดยหักค่าจ้างที่จำเลยจ่ายถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 ออกก่อน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าเนื่องจากผู้บริหารโรงเรียนต้องการพัฒนาโรงเรียนและบุคลากรครูผู้สอนให้มีคุณภาพและถอดถอนครูที่ไม่มีคุณภาพออกจากระบบ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้ากระทำความผิดหรือถูกประเมินว่าไม่มีคุณภาพ อีกทั้งวิธีการแก้ปัญหาของจำเลยยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัยในความสุจริต ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าที่ไม่เป็นธรรม เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้ตามสัดส่วนของอายุงานโดยกำหนดให้เท่ากับค่าจ้างปีละ 15 วัน พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 17,100 บาท 19,080 บาท 19,080 บาท 38,180 บาท และ 39,360 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างเป็นเงิน 3,230 บาท 3,604 บาท 3,604บาท 3,604 บาท และ 3,717 บาท ค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 5,700 บาท 6,360 บาท 6,360 บาท 9,540 บาท และ 9,540 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตามลำดับ

จำเลยทั้งห้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งห้ามีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 3 ได้กำหนดคำนิยามคำว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่สัญญาการเป็นครูคดีนี้โจทก์ทั้งห้าและจำเลยต่างเป็นเอกชน ได้ตกลงกันโดยจำเลยตกลงรับโจทก์ทั้งห้าเข้าทำงานให้จำเลยตำแหน่งครูผู้สอนในโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ และจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนให้โจทก์ทั้งห้าตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลย จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 มิใช่สัญญาทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 3 โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 3.1 ข) และ ค) ว่า จำเลยเป็นนายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เฉพาะที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู ตามกฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ฉบับที่ 1 โจทก์ทั้งห้าเป็นครูตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลย เห็นว่ากฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ซึ่งออกตามความในมาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บัญญัติไว้ใน (1) ว่า มิให้ใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.2541 บังคับแก่นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ทั้งนี้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู เมื่อปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนได้ว่าจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างตำแหน่งครูผู้สอน โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

แต่อย่างไรก็ดี คำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าคดีนี้พอถือได้อยู่ในตัวว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 ข้อ 32 และข้อ 33 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 มาตรา 17 มาตรา 44 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 มิใช่ฟ้องเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.2541 และฟ้องจำเลยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลแรงงานในการใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าการที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเป็นธรรมต่อลูกจ้างหรือไม่ หากเห็นว่าการเลิกจ้างนั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะเลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน ซึ่งมิใช่ฟ้องที่อ้างสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 3.1 ง) และ จ) ว่า โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้ โดยมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนพ.ศ.2525 จึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานได้ เห็นว่า พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มีวัตถุประสงค์ที่จะควบคุมการดำเนินงานของโรงเรียนเอกชนให้เป็นระเบียบได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพ มิใช่กฎหมายซึ่งให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แม้จะมีการกำหนดให้การคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโดยมีการออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2542 และมีคณะกรรมการประนีประนอม หรือคณะกรรมการคุ้มครองเพื่อพิจารณาหรือพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด แล้วแต่กรณี เป็นผู้ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามระเบียบดังกล่าวก็ตามก็มิใช่ขั้นตอนการระงับข้อพิพาทตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งห้าถูกจำเลยเลิกจ้าง โจทก์ทั้งห้าย่อมมีสิทธินำคดีมาสู่ศาลแรงงานได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ก่อน โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการที่สองว่า คำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าตกเป็นโมฆะหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ข้อ 3.2 ก) ข) และค) ได้ว่า ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษครูได้ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนคือ ผู้รับใบอนุญาต หรือผู้จัดการซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้รับใบอนุญาต นางสาวพรพิศณี ได้รับคำสั่งจากผู้จัดการโรงเรียนซึ่งไม่ใช่ผู้รับใบอนุญาต การที่นางสาวพรพิศณีออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นโมฆะไม่ผูกพันผู้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า เรื่องนี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยพยานหลักฐานต่าง ๆ ในสำนวนแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนที่นางสาวพรพิศณีและนายทวีศักดิ์ซ่อนทรัพย์ จะร่วมกันออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้า ได้มีการปรึกษาหารือและได้รับอนุมัติจากนายอิศนุวัฒน์ผู้รับใบอนุญาตและผู้จัดการโรงเรียนแล้ว การออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าโดยนางสาวพรพิศณีเป็นผู้ลงนามเป็นการทำการแทนนายอิศนุวัฒน์และจำเลยตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 จำเลยในฐานะตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายที่ตัวแทนได้ทำไปในขอบอำนาจตามมาตรา 820 อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย ถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางนับระยะเวลาเพื่อคำนวณจ่ายค่าชดเชยคลาดเคลื่อน เนื่องจากเริ่มนับตั้งแต่โจทก์ทั้งห้าเข้าทำงานกับจำเลย ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะระเบียบดังกล่าวได้กำหนดให้นับระยะเวลาตั้งแต่วันที่โจทก์ทั้งห้าได้รับอนุญาตให้บรรจุเป็นครูจนถึงวันเลิกสัญญาการเป็นครูนั้น จำเลยมิได้อ้างข้อเท็จจริงมาในอุทธรณ์ว่าจำเลยบรรจุโจทก์ทั้งห้าเข้าทำงานวันใด ห่างจากวันที่โจทก์ทั้งห้าเข้าทำงานกี่วัน และศาลแรงงานกลางคิดคำนวณค่าชดเชยผิดพลาดเท่าใด ถือได้ว่าจำเลยไม่ได้กล่าวข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 797 ม. 820
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 3
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 ม. 6
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ม. 6 ม. 17 ม. 44 ม. 66
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคสอง ม. 31 ม. 49 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปิยมาศ อุ้ยเฉ้ง กับพวก
จำเลย — บริษัทอินทีวรกรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5286 -ที่ 5363/2543
#91224
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารออมสิน จำเลย เป็นกิจการของรัฐ จำเลยจึงเป็นรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มาตรา 4 และโจทก์ทั้งหมดมีสถานะเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจด้วย โจทก์ทั้งหมดและจำเลยจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของมติคณะรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน แม้จำเลยใช้หลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลานาน ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และ พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 จะมีบทเฉพาะการในมาตรา 54 วรรคสอง บัญญัติให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวซึ่งมีอยู่ก่อนวันใช้ พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ยังคงใช้บังคับต่อไป ก็มิได้หมายความว่าห้ามไม่ให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ไม่อาจดำเนินการตามขั้นตอนใน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ซึ่งบัญญัติถึงวิธีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้โดยให้นายจ้างหรือลูกจ้างสามารถเรียกร้องให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างด้วยการแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ เพราะกฎหมายดังกล่าวใช้บังคับระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในกิจการของเอกชนเท่านั้น ไม่ได้ใช้บังคับแก่กิจการรัฐวิสาหกิจด้วย ทั้ง พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ก็มิได้มีบทบัญญัติในลักษณะเช่นนั้น ประกอบกับรัฐวิสาหกิจเป็นกิจการของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน เมื่อประเทศชาติตกอยู่ในสภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ การปรับลดเงินโบนัสของรัฐวิสาหกิจจะช่วยให้รัฐวิสาหกิจนำเงินที่ประหยัดได้ไปเพิ่มวงเงินเพื่อใช้ในการลงทุน ซึ่งจะทำให้วงเงินลงทุนที่เบิกจ่ายได้จริงมีจำนวนสูงขึ้นและรัฐวิสาหกิจยังไม่ได้จ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 ให้แก่พนักงาน คณะรัฐมนตรีย่อมมีมติให้ปรับลดเงินโบนัสของพนักงานรัฐวิสาหกิจประจำปี 2541 ลงได้ไม่เป็นการลงมติย้อนหลัง และมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวให้ปรับลดเงินโบนัสกรรมการและพนักงานฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ลงทุกแห่ง ทุกคน ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลใด มติคณะรัฐมนตรีจึงมีผลใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเจ็ดสิบแปดสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 78

โจทก์ทั้งเจ็ดสิบแปดสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า ขอให้ศาลบังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 ให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดสิบแปดตามคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งเจ็ดสิบแปดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งเจ็ดสิบแปดสละข้ออ้างเรื่องการกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ตามคำฟ้องข้อ 6 จำเลยสละข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องตามคำให้การข้อ 7 และโจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าจำเลยใช้หลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสตามมติคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย ล.1 มาตั้งแต่ปี 2525 จนปัจจุบัน ครั้นวันที่ 1 ธันวาคม 2541 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ปรับลดเงินโบนัสของกรรมการและพนักงานฝ่ายบริหารประจำปี 2541 ลงในอัตราร้อยละ 30 ของวงเงินโบนัสที่มีสิทธิได้รับ ตามเอกสารหมาย ล.2 จำเลยได้แจ้งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวให้โจทก์ทุกคนทราบแล้ว โจทก์ทั้งเจ็ดสิบแปดทำหนังสือถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังขอให้ทบทวนการปรับลดเงินโบนัส จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์แต่ละคนครบถ้วนถูกต้องตามมติคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย ล.2 แล้ว หากไม่มีมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจำเลยจะต้องจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์แต่ละคนเพิ่มอีกตามจำนวนที่ฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งเจ็ดสิบแปดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ.2489 เพื่อส่งเสริมสวัสดิภาพในทางทรัพย์สิน โดยได้รับโอนทรัพย์สิน สินทรัพย์ ความรับผิดและธุรกิจของคลังออมสิน กรมไปรษณีย์โทรเลขมาดำเนินการภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยต้องนำรายได้ประจำปีที่เหลือจากหักค่าใช้จ่ายและจัดสรรเป็นเงินสำรองเพื่อขยายกิจการแล้วส่งเป็นรายได้ของรัฐตามอัตราที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด หากปีใดรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายและเมื่อได้นำเงินที่สะสมไว้มาจ่ายแล้วก็ยังไม่พอรายจ่าย รัฐต้องจ่ายเงินให้เท่าที่จำเป็น ตามความในพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ.2489 มาตรา 7, 10, 11 และ 20 ถือได้ว่าจำเลยเป็นกิจการของรัฐ จำเลยจึงเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มาตรา 4 และโจทก์ทั้งเจ็ดสิบแปดมีสถานะเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจด้วย โจทก์ทั้งเจ็ดสิบแปดและจำเลยจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของมติคณะรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน แม้จำเลยใช้หลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสตามเอกสารหมาย ล.1 โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลานาน ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 จะมีบทเฉพาะกาลในมาตรา 54 วรรคสอง บัญญัติให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวซึ่งมีอยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ยังคงใช้บังคับต่อไป ก็มิได้หมายความว่าห้ามไม่ให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ไม่อาจดำเนินการตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ซึ่งบัญญัติถึงวิธีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้โดยให้นายจ้างหรือลูกจ้างสามารถเรียกร้องให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างด้วยการแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ เพราะกฎหมายดังกล่าวใช้บังคับระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในกิจการของเอกชนเท่านั้น ไม่ได้ใช้บังคับแก่กิจการรัฐวิสาหกิจด้วย ทั้งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ก็มิได้มีบทบัญญัติในลักษณะเช่นนั้น ประกอบกับรัฐวิสาหกิจเป็นกิจการของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารหมาย ล.2 ว่า ประเทศชาติตกอยู่ในสภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ การปรับลดเงินโบนัสของรัฐวิสาหกิจจะช่วยให้รัฐวิสาหกิจนำเงินที่ประหยัดได้ไปเพิ่มวงเงินเพื่อใช้ในการลงทุน ซึ่งจะทำให้วงเงินลงทุนที่เบิกจ่ายได้จริงมีจำนวนสูงขึ้น และรัฐวิสาหกิจยังไม่ได้จ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 ให้แก่พนักงาน คณะรัฐมนตรีย่อมมีมติให้ปรับลดเงินโบนัสของพนักงานรัฐวิสาหกิจประจำปี 2541 ลงได้ ไม่เป็นการลงมติย้อนหลัง และมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวให้ปรับลดเงินโบนัสกรรมการและพนักงานฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ลงทุกแห่ง ทุกคน ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลใด มติคณะรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย ล.2 จึงมีผลใช้บังคับ โจทก์ทั้งเจ็ดสิบแปดไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสที่ถูกปรับลดตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวได้ ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดสิบแปดสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 54
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 10 ม. 13
พ.ร.บ.ธนาคารออมสิน พ.ศ.2489 ม. 7 ม. 10 ม. 11 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนัส อู่ทองทรัพย์ กับพวก
จำเลย — ธนาคารออมสิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุทธินันท์ เสียมสกุล
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5285/2543
#34996
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องนัดจำเลยมาให้การแก้คดีและนัดสืบพยานโจทก์ ต่อมาได้มีการเลื่อน นัดสอบคำให้การ จำเลยและสืบพยานโจทก์ไปอีก แต่เจ้าหน้าที่ผู้พิมพ์รายงานกระบวนพิจารณาพิมพ์วันนัดผิดไปจากที่คู่ความตกลงกันไว้โดยผู้พิพากษามิได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณาที่พิมพ์ผิดนั้นให้คู่ความฟังก่อน เมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดตามที่เจ้าหน้าที่พิมพ์ถือไม่ได้ว่าโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่งอันจะเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องได้ โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องและนัดจำเลยทั้งสองมาให้การแก้คดีและนัดสืบพยานโจทก์หลายครั้งจนกระทั่งวันที่ 18 มิถุนายน 2542 ได้มีการเลื่อนนัดสอบคำให้การจำเลยและสืบพยานโจทก์ไปอีกครั้ง ซึ่งตามรายงานกระบวนพิจารณาระบุว่านัดวันที่ 23 สิงหาคม 2542 ครั้นถึงวันนัดไม่มีคู่ความฝ่ายใดมาศาล ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสอบคำให้การจำเลยและสืบพยานโจทก์ใหม่ แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 18มิถุนายน 2542 ซึ่งพิมพ์ข้อความว่า นัดสอบคำให้การจำเลยและนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 23 สิงหาคม 2542 นั้น น่าจะเป็นวันนัดที่เจ้าหน้าที่ผู้พิมพ์รายงานกระบวนพิจารณาพิมพ์ผิดไปจากที่คู่ความตกลงกันไว้โดยผู้พิพากษามิได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณาที่พิมพ์ผิดนั้นให้คู่ความฟังก่อน โดยจะเห็นได้ว่าเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม2542 ไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดมาศาล ทั้งที่คู่ความได้ลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 18 มิถุนายน 2542 ไว้แล้วทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้งสอง แต่คู่ความทั้งสองฝ่ายคือ โจทก์ จำเลยทั้งสองและทนายจำเลยทั้งสองพร้อมทั้งนายประกันจำเลยที่ 2 กลับมาศาลเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2542 ประกอบกับเหตุผลอื่น ๆ ที่ศาลอุทธรณ์ได้ยกขึ้นวินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เชื่อได้ว่าวันนัดสอบคำให้การจำเลยทั้งสองและนัดสืบพยานโจทก์ที่แท้จริงคือวันที่ 23 กันยายน 2542 เมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวันที่ 23 สิงหาคม2542 จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่งอันจะเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องได้ โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ไม่ใช่ไม่มีสิทธิตามที่จำเลยทั้งสองฎีกา

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แสตนด๊อกซ์สยาม จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็น.วี.พี.การาจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5285/2543
#66202
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องนัดจำเลยมาให้การแก้คดีและนัดสืบพยานโจทก์ ต่อมาได้มีการเลื่อนนัดสอบคำให้การจำเลยและสืบพยานโจทก์ไปอีก แต่เจ้าหน้าที่ผู้พิมพ์รายงานกระบวนพิจารณาพิมพ์วันนัดผิดไปจากที่คู่ความตกลงกันไว้ โดยผู้พิพากษามิได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณาที่พิมพ์ผิดนั้นให้คู่ความฟังก่อน เมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดตามที่เจ้าหน้าที่พิมพ์ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดตามความใน ป.วิ.อ.มาตรา 166 วรรคหนึ่ง อันจะเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องได้ โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแสตนด๊อกซ์สยาม จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็น.วี.พี.การาจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตลิ่งชัน — นายคมกริช วรรณไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5284/2543
#37822
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้โดยมิได้ระบุว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เป็นการบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ทั้งสัญญากู้ที่แนบมาท้ายฟ้องได้ถ่ายสำเนาจากต้นฉบับโดยมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย จึงไม่อาจนำมาเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องคดีได้ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณกลางเดือนกรกฎาคม 2540 จำเลยออกเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตลาดหมอชิต ลงวันที่ 21 มกราคม2541 จำนวนเงิน 110,000 บาท โดยจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำเช็คเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบุคคโล เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย โจทก์ได้ติดตามทวงถาม แต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้การใช้เงินตามเช็ค หรือในขณะที่ออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันพึงจะให้ใช้เงินได้หรือออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่อยู่ในบัญชีอันพึงจะให้ใช้เงินได้ หรือถอนเงินทั้งหมดแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คได้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(2)(3)จำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ฯลฯ เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้นผู้ออกเช็คมีความผิด" ตามบทบัญญัติดังกล่าว การออกเช็คที่จะเป็นความผิดนั้นจะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วยหนี้ตามเช็คจะมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิด การที่โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้โดยมิได้ระบุว่าเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วยนั้นเป็นการบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตรานี้ ทั้งปรากฏว่าสัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยที่แนบมาท้ายฟ้องได้ถ่ายสำเนาจากต้นฉบับ โดยมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามกฎหมายนั้น จึงไม่อาจนำมาเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องคดีได้ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ป.รัษฎากร ม. 118
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บัณฑิต เกตุมาลาศิริ
จำเลย — นาง เบญจมาศ วงษ์โกวิท
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
ชวลิต ธรรมฤาชุ
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5282/2543
#37389
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่งกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลจะต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง เว้นแต่ของกลางจะมีจำนวนตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่ให้ถือว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย เมื่อของกลางในคดีนี้คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้หนัก 11.4 กรัม ไม่ถึง 20 กรัม ไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสองโจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความจริงตามหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

จากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอก ว. ได้ความว่า ที่ตั้งข้อหาว่ามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เนื่องจากของกลางมีจำนวนมากเท่านั้น ไม่มีพฤติการณ์อื่นใดอีก เช่น มีการล่อซื้อหรือมีพยานยืนยันว่าเคยซื้อหรือเคยล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม ตามทางนำสืบโจทก์จึงรับฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะมิได้ฎีกาเรื่องนี้ขึ้นมาโดยตรง และจำเลยที่ 3 ฎีกาแต่เฉพาะขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3สถานเบา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้และเมื่อฟังว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ซึ่งศาลฎีกาจะต้องกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่าสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 3 อีกหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 20 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ให้จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปีริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด16 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 บางส่วนในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 12 ปี ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 10 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 กับคำให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 3เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามลดโทษให้จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนนสายอู่ทองกาญจนบุรี และยึดเมทแอมเฟตามีน 3 ถุง จำนวน 585 เม็ด ตามบัญชีของกลางเอกสารหมายจ.3 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 11.4 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลางเอกสารหมาย จ.4 ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 และคำให้การเอกสารหมายจ.7 แต่มาอ้างในชั้นพิจารณาว่าเป็นการรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ ส่วนจำเลยที่ 3ให้การรับสารภาพมาโดยตลอดตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 และคำให้การเอกสารหมาย จ.8

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องและมีเหตุที่จะลดโทษให้จำเลยที่ 3 อีก ดังจำเลยทั้งสามฎีกาหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยที่ 3รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองจริง

อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่งกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะให้การรับสารภาพ ศาลจะต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 3 ผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เว้นแต่ของกลางจะมีจำนวนตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่ให้ถือว่ามีไว้เพื่อจำหน่ายเมื่อของกลางในคดีนี้คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้หนัก 11.4 กรัม ไม่ถึง 20 กรัมไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15 วรรคสอง โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความจริงตามหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แต่จากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกวัชรา ชิโนวรรณ ได้ความว่าที่ตั้งข้อหาว่ามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเนื่องจากของกลางมีจำนวนมากเท่านั้นไม่มีพฤติการณ์อื่นใดอีก เช่น มีการล่อซื้อหรือมีพยานยืนยันว่าเคยซื้อหรือเคยล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสามตามทางนำสืบโจทก์จึงรับฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะมิได้ฎีกาเรื่องนี้ขึ้นมาโดยตรงและจำเลยที่ 3 ฎีกาแต่เฉพาะขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 สถานเบาเท่านั้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อฟังว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองซึ่งศาลฎีกาจะต้องกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่าสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 3 อีกหรือไม่"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 ปีจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปีจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพมาโดยตลอดเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 195
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย ถวัลย์ เข็มทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
อภิศักดิ์ พรวชิราภา
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5282/2543
#39274
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่งกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น แม้จำเลยที่ 3จะให้การรับสารภาพ ศาลจะต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 3 ผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง เว้นแต่ของกลางจะมีจำนวนตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่ให้ถือว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย

ของกลางในคดีนี้คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้หนัก 11.4 กรัมไม่ถึง 20 กรัม ไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความจริง

พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาจำเลยทั้งสามว่ามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเนื่องจากของกลางมีจำนวนมากแต่ไม่มีพฤติการณ์อื่นใดอีก เช่น มีการล่อซื้อ หรือมีพยานยืนยันว่าเคยซื้อหรือเคยล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม และตามทางนำสืบโจทก์รับฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองแม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะมิได้ฎีกาเรื่องนี้ขึ้นมาโดยตรงและจำเลยที่ 3 ฎีกาแต่เฉพาะขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 สถานเบา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

เมื่อศาลฎีกาจะต้องกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่าสมควรลดโทษให้จำเลยอีกหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 20 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ให้จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปีริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 16 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 บางส่วนในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 12 ปี ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 10 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 กับคำให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 3เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2หนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด6 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2ได้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องและมีเหตุที่จะลดโทษให้จำเลยที่ 3 อีกดังจำเลยทั้งสามฎีกาหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์และคำรับสารภาพของจำเลยที่ 3 รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองจริง

อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66วรรคหนึ่ง กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะให้การรับสารภาพ ศาลจะต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 3 ผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง เว้นแต่ของกลางจะมีจำนวนตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่ให้ถือว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย เมื่อของกลางในคดีนี้คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้หนัก 11.4 กรัม ไม่ถึง 20 กรัม ไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสองโจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความจริงตามหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แต่จากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกวัชรา ชิโนวรรณ ได้ความว่า ที่ตั้งข้อหาว่ามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเนื่องจากของกลางมีจำนวนมากเท่านั้น ไม่มีพฤติการณ์อื่นใดอีก เช่นมีการล่อซื้อ หรือมีพยานยืนยันว่าเคยซื้อหรือเคยล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม ตามทางนำสืบโจทก์จึงรับฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเท่านั้น แม้จำเลยที่ 1ที่ 2 จะมิได้ฎีกาเรื่องนี้ขึ้นมาโดยตรงและจำเลยที่ 3 ฎีกาแต่เฉพาะขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 สถานเบาเท่านั้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อฟังว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองซึ่งศาลฎีกาจะต้องกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่าสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 3 อีกหรือไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 ปีจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปีจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพมาโดยตลอดเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 195
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย ถวัลย์ เข็มทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
อภิศักดิ์ พรวชิราภา
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5282/2543
#66201
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะให้การรับสารภาพ ศาลจะต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 3 ผิดจริง ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 176 วรรคหนึ่งเว้นแต่ของกลางจะมีจำนวนตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่ให้ถือว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย

ของกลางในคดีนี้คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้หนัก 11.4 กรัมไม่ถึง 20 กรัม ไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15 วรรคสอง โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความจริง

พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาจำเลยทั้งสามว่ามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเนื่องจากของกลางมีจำนวนมาก แต่ไม่มีพฤติการณ์อื่นใดอีก เช่น มีการล่อซื้อ หรือมีพยานยืนยันว่าเคยซื้อหรือเคยล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม และตามทางนำสืบโจทก์รับฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะมิได้ฎีกาเรื่องนี้ขึ้นมาโดยตรงและจำเลยที่ 3 ฎีกาแต่เฉพาะขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3สถานเบา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

เมื่อศาลฎีกาจะต้องกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่าสมควรลดโทษให้จำเลยอีกหรือไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 195
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายถวัลย์ เข็มทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายจาตุรงค์ สรนุวัตร
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ — นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
อภิศักดิ์ พรวชิราภา
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5263/2543
#37821
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่เหมาะสมจะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองและแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก โดยมิได้มีคำขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องทั้งสองด้วย ปัญหาว่าผู้คัดค้านสมควรเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องทั้งสองหรือไม่ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและแม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางทิพย์ หาญกล้า ผู้ตาย กับนายใจ หาญกล้า มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 10 คน ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13ตุลาคม 2540 ด้วยสาเหตุชราภาพ ในขณะที่ผู้ตายมีชีวิตอยู่นั้น ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินบางรายการให้ทายาทบางคนและบางรายการให้แก่ผู้ร้องที่ 1 หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายผู้ร้องทั้งสองซึ่งได้รับความยินยอมจากทายาทให้เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกได้ไปติดต่อที่สำนักงานที่ดินเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เพื่อจัดการทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามพินัยกรรม และจัดการทรัพย์มรดกที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมให้แก่ทายาท แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องให้ศาลตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก่อน ผู้ร้องทั้งสองไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถหรือคนล้มละลาย ขอให้ตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของนายลำเจียก หาญกล้า ซึ่งเป็นบุตรของเจ้ามรดก บิดาผู้คัดค้านถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้รับมรดกแทนที่ของบิดาเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ผู้ร้องทั้งสองแสดงท่าทีวางอำนาจ และก่อนหน้าที่ผู้ร้องทั้งสองจะยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องทั้งสองได้แสดงท่าทีก้าวร้าวผู้คัดค้าน หากผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกจะเกิดความไม่เป็นธรรมแก่ครอบครัวผู้คัดค้านและยังมีทรัพย์มรดกอีกมากที่ยังไม่ได้แสดงต่อศาลนอกจากนี้เจ้ามรดกเคยบอกว่าไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ พินัยกรรมตามคำร้องจึงเป็นพินัยกรรมปลอม ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถหรือคนล้มละลาย ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวประยูร หาญกล้า ผู้ร้องที่ 1 และนางจวน เผือกม่วงศรี ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางทิพย์ หาญกล้าผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำคัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่เหมาะสมจะเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ซึ่งมีทายาทและทรัพย์มรดกเป็นจำนวนมากและมีปัญหา ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองและแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกรายนี้ ผู้คัดค้านมิได้มีคำขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องทั้งสองมาในคำร้องคัดค้านด้วยดังนั้น ปัญหาว่าผู้คัดค้านสมควรเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องทั้งสองหรือไม่ จึงถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและแม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคแรก ประกอบมาตรา 247 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้คัดค้านไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 247
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาว ประยูร หาญกล้า กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาย วรรณเทพ หาญกล้า
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5246/2543
#91223
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้คำรับรองว่าที่ดินพิพาทที่จะขายให้แก่โจทก์ติดกับทางสาธารณะ แต่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทไม่ติดทางสาธารณะตามที่จำเลยให้คำรับรอง เมื่อโจทก์มีเจตนาซื้อที่ดินของจำเลยเพื่อเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ และได้ซื้อ ที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคาที่แพงกว่าปกติของที่ดินในบริเวณเดียวกับที่ไม่ติดทางสาธารณะ ถือว่าจำเลยขายที่ดินแก่โจทก์โดยทำกลฉ้อฉล เป็นเหตุให้โจทก์ต้องชำระราคาสูงขึ้นกว่าราคาซื้อขายปกติ แต่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพราะติดกับที่ดินแปลงอื่นของโจทก์ด้วย จึงเป็นกลฉ้อฉลแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อกำหนดอันหนักยิ่งกว่าที่เขาจะยอมรับโดยปกติ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 161

โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 161 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้ จึงต้องถือหลักทั่วไปตามมาตรา 193/30 ซึ่งมีกำหนด 10 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินจากจำเลย เพื่อนำที่ดินไปดำเนินการจัดสรร ในการทำสัญญาจำเลยให้คำยืนยันว่าที่ดินของจำเลยอยู่ติดกับถนน ซึ่งเป็นทางสาธารณะ ต่อมาเมื่อโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยแล้วดำเนินการรังวัด ปรากฏว่าที่ดินจำเลยไม่ติดกับถนนสาธารณะตามคำยืนยันของจำเลย จึงเป็นการฉ้อฉลโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องชำระราคาที่ดินเพิ่มขึ้นเกินกว่าราคาปกติที่ซื้อขายกัน ทำให้โจทก์ต้องชำระราคาที่ดินเพิ่มขึ้น จำเลยจึงต้องชำระค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์ประกอบอาชีพจัดสรรที่ดินและปลูกบ้านขายให้แก่ประชาชน มีที่ดินจำนวนมากอยู่ด้านทางหลังที่ดินของจำเลย โจทก์ทราบดีว่า ที่ดินของจำเลยทางด้านทิศใต้ติดกับที่ดิน ซึ่งเจ้าของที่ดินอุทิศเป็นถนนสายบางกำลัง ด้านทิศเหนือบางส่วนติดกับที่ดินซึ่งเจ้าของที่ดินอุทิศให้ทำถนน โจทก์ติดต่อขอซื้อที่ดินจากจำเลย โดยโจทก์ตรวจสอบสภาพที่ดินและตกลงซื้อที่ดินด้วยความสมัครใจและทราบข้อเท็จจริงแล้ว จำเลยไม่ได้ทำกลฉ้อฉลโจทก์ โจทก์ตกลงซื้อที่ดินของจำเลยเพราะที่ดินของจำเลยอยู่ด้านหน้าที่ดินแปลงอื่นของโจทก์ และมีด้านหนึ่งติดกับถนนสายบางกำลังซึ่งเชื่อมต่อถนนสายท่าอิฐ เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินของจำเลยแล้วทำให้ที่ดินแปลงอื่นด้านหลังของโจทก์มีทางออกและทำให้มีราคาสูงขึ้น โดยโจทก์ใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางเข้าออกทำให้โจทก์ขายที่ดินและบ้านจัดสรรซึ่งอยู่ด้านหลังที่ดินของจำเลย โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง โจทก์มิได้บอกล้างนิติกรรมภายในเวลา ๑ ปี นับแต่โจทก์ทราบเหตุคดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๓๖ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทจากจำเลย คือที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๑๓๗ เลขที่ดิน ๑๔๕ ตำบลไทรม้า อำเภอตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี ราคาไร่ละ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือตารางวาละ ๒๕,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๔๘,๖๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๓ หรือเอกสารหมาย ล. ๒ ต่อมาวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ โจทก์จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและชำระค่าที่ดินให้จำเลยครบถ้วนแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยขายที่ดินแก่โจทก์โดยทำกลฉ้อฉล เป็นเหตุให้โจทก์ต้องชำระราคาที่ดินสูงกว่าราคาซื้อขายปกติหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยคำแก้ฎีกาของจำเลยเสียก่อนที่ว่า ในวันทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทนั้นไม่มีการระบุในสัญญาว่าที่ดินพิพาทติดถนนสายท่าอิฐบางส่วน และติดทางสาธารณะถนนสายบางกำลังด้วย เห็นว่าโจทก์ฟ้องว่า ได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินจากจำเลย ในการทำสัญญาจำเลยให้คำยืนยันว่าที่ดินของจำเลยอยู่ติดกับถนนสายท่าอิฐและถนนสายบางกำลังซึ่งเป็นทางสาธารณะตามสำเนาสัญญาจะซื้อขายที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๓ จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ส่วนนี้ จึงฟังได้ว่าจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับโจทก์มีข้อความว่าที่ดินพิพาทติดถนนสายท่าอิฐบางส่วนและติดทางสาธารณะถนนสายบางกำลังด้วย ตามสำเนาสัญญาจะซื้อขายที่ดินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๓ หรือเอกสารหมาย ล. ๒ จำเลยจึงไม่มีประเด็นจะสืบตามข้อต่อสู้ดังกล่าว คำแก้ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ที่ดินพิพาทด้านทิศใต้ติดทางสาธารณะถนนสายบางกำลังหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า ที่ดินพิพาทด้านทิศใต้ไม่ติดถนนสายบางกำลัง จำเลยนำสืบว่า ที่ดินพิพาทด้านทิศใต้ติดถนนสายบางกำลัง ฝ่ายโจทก์นอกจากจะมีตัวโจทก์เบิกความประกอบแผนที่เอกสารหมาย จ. ๓ แล้ว ยังมีนางบุญเย็น สุขารมณ์หรือเจริญกูล เบิกความสนับสนุนว่าถนนสายบางกำลังตัดผ่านที่ดินของพยาน และมีที่ดินเป็นรูปสามเหลี่ยมบริเวณที่ระบายเป็นเส้นทะแยงตามแผนที่เอกสารหมาย จ. ๓ ซึ่งเป็นที่ดินของพยานบังหน้าที่ดินของโจทก์ เห็นว่านางบุญเย็นเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด ไม่มีเหตุระแวงว่าจะเบิกความเข้าข้างฝ่ายโจทก์ คำเบิกความของนางบุญเย็นจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนจำเลยคงมีตัวจำเลยเบิกความประกอบแผนที่เอกสารหมาย ล. ๓ และสำเนาบันทึกแสดงความยินยอมตามเอกสารหมาย ล. ๑๓ ซึ่งตามแผนที่เอกสารหมาย ล. ๓ ก็เป็นแผนที่ซึ่งจำเลยจัดทำขึ้นเองจึงไม่อาจยืนยันได้ว่าถูกต้อง ส่วนบันทึกแสดงความยินยอมตามเอกสารหมาย ล. ๑๓ นั้น ก็ระบุเพียงว่า ทิศเหนือยินยอมให้ตัดถนนพร้อมทั้งตัดต้นไม้ที่มีอยู่ยาวตามถนน กว้าง ๕ เมตร ซึ่งมิได้หมายความว่าถนนจะต้องติดเขตที่ดินด้านทิศเหนือ ทั้งเมื่อพิจารณาตามแผนที่เอกสารหมาย ล. ๓ แล้ว แนวเขตด้านทิศใต้ของที่ดินเลขที่ ๑๖๖ กับแนวเขตที่ดินพิพาทด้านทิศใต้ก็มิได้เป็นแนวเดียวกัน และทิศทางของถนนสายบางกำลังช่วงต่อระหว่างที่ดินเลขที่ ๑๖๖ กับที่ดินพิพาทก็เป็นส่วนโค้งตามสภาพน่าจะมีที่ดินเป็นรูปสามเหลี่ยมซึ่งเป็นที่ดินเลขที่ ๑๘๗ คั่นที่ดินพิพาท พยานหลักฐานโจทก์ในข้อนี้มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย รับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทด้านทิศใต้ไม่ได้ติดถนนสายบางกำลัง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลย โจทก์ทราบหรือไม่ว่าที่ดินพิพาทไม่ได้ติดทางสาธารณะ เห็นว่า แม้นายอภินันท์ บุนนาค พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ด้านถนนท่าอิฐมีที่ดินของผู้อื่นคั่นอยู่ก่อนจะถึงที่ดินพิพาท โดยรู้ก่อนจะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลย แต่ก็ได้ความตามแผนที่เอกสารหมาย จ. ๓ และ ล. ๓ ว่า ระหว่างถนนสายท่าอิฐกับด้านทิศตะวันตกของที่ดินพิพาทมีที่ดินเลขที่ ๒๙๘ คั่นอยู่ ส่วนถนนสายบางกำลังอยู่ด้านทิศใต้ที่ดินพิพาท ดังนั้น คำเบิกความของนายอภินันท์ที่ว่าด้านถนนท่าอิฐมีที่ดินของผู้อื่นคั่นอยู่ก่อนจะถึงที่ดินพิพาทนั้น ย่อมหมายถึงที่ดินเลขที่ ๒๙๘ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของที่ดินพิพาทเท่านั้น มิใช่หมายความถึงที่ดินด้านทิศใต้ของที่ดินพิพาทด้านถนนบางกำลัง จึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทราบมาก่อนจะทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทว่าที่ดินพิพาทด้านทิศใต้ไม่ติดกับถนนสายบางกำลัง โดยมีที่ดินผู้อื่นคั่นอยู่ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัย และแม้ตามบันทึกรายงานการประชุมเอกสารหมาย ล. ๘ อ้างเหตุผลในการซื้อที่ดินพิพาทว่าที่ดินทำเลดีนั้น ก็มิได้หมายความว่าที่ดินพิพาทไม่ติดถนนสาธารณะ เนื่องจากตามคำให้การของจำเลยก็รับว่าโจทก์ติดต่อขอซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยเพื่อใช้ที่ดินเป็นทางออกสู่ถนนสายบางกำลังและปลูกบ้านจัดสรรขายให้แก่ประชาชนอีกด้วย ทั้งทางนำสืบของโจทก์และจำเลยรับฟังได้ว่าวัตถุประสงค์ของโจทก์ในการซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยเพื่อจะใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางออกสู่ถนนสาธารณะเพื่อดำเนินการจัดสรรที่ดิน มิใช่ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยเพราะเป็นที่ดินทำเลดีเพียงอย่างเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เจตนาซื้อที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นทางออกสู่ถนนสาธารณะด้วยโดยเชื่อว่าที่ดินพิพาทติดถนนสาธารณะสายท่าอิฐและถนนสายบางกำลังตามคำรับรองของจำเลยตามเอกสารหมาย ล. ๒ ซึ่งโจทก์ฟ้องและนำสืบว่า ทำให้โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยแพงกว่าราคาปกติที่ซื้อขายกัน กล่าวคือโดยปกติที่ดินในบริเวณที่อยู่ในย่านทำเลเดียวกันนั้น หากไม่ติดถนนสาธารณะจะมีราคาซื้อขายตารางวาละไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือไร่ละ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น การที่จำเลยรับรองว่าที่ดินพิพาทที่จะขายให้แก่โจทก์ติดกับทางสาธารณะถนนสายท่าอิฐและถนนสายบางกำลัง แต่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทไม่ติดถนนตามที่จำเลยให้คำรับรอง เช่นนี้ เมื่อโจทก์มีเจตนาซื้อที่ดินของจำเลยเพื่อเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ และได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยโดยเชื่อว่าที่ดินพิพาทติดถนนสาธารณะตามที่จำเลยรับรองในราคาที่แพงกว่าปกติของที่ดินในบริเวณเดียวกับที่ไม่ติดถนสาธารณะ ถือว่าจำเลยขายที่ดินแก่โจทก์โดยทำกลฉ้อฉล เป็นเหตุให้โจทก์ต้องชำระราคาสูงขึ้นกว่าราคาซื้อขายปกติ แต่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพราะติดกับที่ดินแปลงอื่นของโจทก์ด้วย จึงเป็นกลฉ้อฉล แต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับ ข้อกำหนดอันหนักยิ่งกว่าที่เขาจะยอมรับโดยปกติ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๑

ส่วนปัญหาที่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า อายุความตามที่จำเลยให้การนั้นเป็นการบอกล้างการฉ้อฉล แต่คดีนี้มีปัญหาเฉพาะประเด็นค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา ๑๖๑ แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้ จึงต้องถือหลักทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓๐ ซึ่งมีกำหนด ๑๐ ปี เมื่อนับแต่วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทจากจำเลยจนถึงวันฟ้อง คือวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๓๘ แล้วยังไม่เกิน ๑๐ ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๙๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 161 ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวสุนันทา เชื้อสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายประเสริฐ เลิศพูนวศิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
ชวลิต ธรรมฤาชุ
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5245/2543
#99112
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เงินทั้งสามฉบับและหนี้เบิกเงินเกินบัญชี 1 รายการ จำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามสัญญา จึงเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ เมื่อข้อตกลงในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ทั้งสามฉบับยอมให้โจทก์บอกกล่าวเลิกสัญญาได้ก่อนสัญญาครบกำหนด การที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยก่อนสัญญาครบกำหนดจึงหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ เพราะหากโจทก์จะปล่อยให้จำเลยกู้เงินต่อไปก็ยิ่งจะเป็นภาระหนักแก่จำเลยที่ไม่อาจชำระหนี้คืนแก่โจทก์ได้แน่นอน และการที่โจทก์ยอมให้บริษัท ร. อันเป็นบริษัทในเครือของจำเลยกู้เงินจากโจทก์ มาชำระหนี้แก่โจทก์เพื่อลดหนี้ของจำเลย และยอมให้จำเลยกู้เงินจากโจทก์ นำมาลดหนี้ของจำเลย ตามฎีกาของจำเลยก็ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยเองทั้งสิ้น หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

จำเลยได้รับหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์เพียงบางส่วนเท่านั้น มิได้ชำระทั้งหมดตามจำนวนที่โจทก์ทวงถาม ย่อมไม่ทำให้การทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองสิ้นผลไป เพราะสามารถนำส่วนที่จำเลยชำระนั้นมาหักลดหนี้เดิมได้ แล้วคิดดอกเบี้ยในหนี้ส่วนที่ยังค้างชำระอยู่ต่อไปจนถึงวันฟ้อง แม้ยอดหนี้ตามคำฟ้องจะมีตัวเลขไม่ตรงตามหนังสือทวงถามก่อนที่จำเลยจะชำระหนี้บางส่วน ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ต้องมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองใหม่ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

ปรากฏตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันของโจทก์สำนักเพลินจิต ว่า ภายหลังจากวันครบกำหนดตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีซึ่งเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด อันเป็นวันครบกำหนดตามหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้ชำระหนี้ของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยเบิกเงินไปจากโจทก์ และจำเลยก็มิได้ชำระหนี้แก่โจทก์ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว แสดงว่าเมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด โจทก์กับจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะสะพัดกันทางบัญชีต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวจึงสิ้นสุดลง โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยได้ต่อไป คงคิดดอกเบี้ยได้โดยไม่ทบต้นเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 342,806,080.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 14,536,178.52 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 249,122,523.06 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 49,750,098 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดจำนวน 271,172,976.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 249,122,523.06 บาท และให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดจำนวน 71,633,103.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 14,536,178.52 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 49,750,098 บาท หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองหรือทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้จนครบ

จำเลยทั้งเจ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 ร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 70,254,018.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 14,536,178.52 บาท นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2536 เป็นต้นไป และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 49,750,098 บาท นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2535 เป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 133,491,147.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 124,122,523.06 นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2536 เป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 133,986,952.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 125,000,000 บาท นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินที่จำเลยจำนองไว้แก่โจทก์ หากบังคับจำนองได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2532 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 134,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 31 มีนาคม 2535 มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ไปแล้วจำนวน 130,690,000 บาท เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 125,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 26 มกราคม 2536 มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ไปจนครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 155,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2536 มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ไปแล้วจำนวน 70,000,000 บาท และในวันเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้แก่โจทก์ในวงเงินจำนวน 15,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี มีกำหนดระยะเวลา 12 เดือน มีจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้ทั้งสามฉบับและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินมีโฉนดและที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์พร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 239 แปลง ตำบลแม่เหียะและตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มาทำสัญญาจำนองไว้แก่โจทก์โดยมีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ยอมชำระหนี้ส่วนที่ยังขาดอยู่ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2535 โจทก์บอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองทวงถามให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่โจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ จำเลยทั้งเจ็ดฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติจากโจทก์ให้มีสิทธิกู้เงินในวงเงินจำนวน 429,000,000 บาท โดยมีที่ดินเป็นหลักประกันครบถ้วนตามข้อตกลง แต่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 กู้เงินไม่ครบถ้วนตามวงเงินที่ตกลงกันไว้ ยังขาดอยู่จำนวนประมาณ 88,000,000 บาท ทำให้จำเลยที่ 1 ดำเนินธุรกิจตามโครงการไม่ได้ ต้องขาดทุนและล้มเลิกกิจการไป เนื่องจากขาดเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจที่ดิน และโจทก์ยังให้บริษัทรอยัลฮอทสปริง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 นำที่ดินมาจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อให้บริษัทดังกล่าวกู้เงินจากโจทก์จำนวน 40,000,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ขึ้นเงินจำนองในหลักทรัพย์เดิมเพื่อให้กู้เงินอีกจำนวน 45,000,000 บาท แล้วนำเงินกู้ทั้งสองจำนวนดังกล่าวมาชำระหนี้แก่โจทก์ เพื่อลดยอดหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างอยู่ โดยโจทก์สัญญาว่าจะให้จำเลยที่ 1 กู้เงินส่วนที่ยังขาดอยู่จนครบวงเงินจำนวน 429,000,000 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามที่โจทก์ต้องการแล้ว โจทก์กลับผิดสัญญาไม่ยอมปล่อยสินเชื่อแก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา กลับนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งเจ็ด จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เห็นว่า จำเลยที่ 1 เริ่มกู้เงินจากโจทก์ตั้งแต่ปี 2532 จนโจทก์ฟ้องคดีเมื่อปี 2536 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เงินทั้งสามฉบับและหนี้เบิกเงินเกินบัญชี 1 รายการ รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นถึง 342,806,080 บาท ทั้งได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ขอกู้เงินจากโจทก์โดยจะจำนองที่ดิน 770 ไร่ แต่จำเลยที่ 1 กลับนำที่ดินมาจำนองเพียง 717 ไร่ โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 รับเงินไปไม่ครบตามวงเงินที่อนุมัติ ส่วนเงินเพื่อการพัฒนาที่ดินไม่มีการเบิกเนื่องจากไม่มีการลงทุนพัฒนาที่ดินตามเงื่อนไขข้อตกลงในการขอกู้ โจทก์จึงไม่ให้จำเลยที่ 1 เบิกเงิน ทั้งได้ความจากนางอารีย์พยานโจทก์ว่า หลังจากที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามสัญญา จึงเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ จำเลยทั้งเจ็ดก็มิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อข้อตกลงในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินทั้งสามฉบับยอมให้โจทก์บอกกล่าวเลิกสัญญาได้ก่อนสัญญาครบกำหนด การที่โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ก่อนสัญญาครบกำหนดจึงหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ เพราะหากโจทก์จะปล่อยให้จำเลยที่ 1 กู้เงินต่อไปจนครบวงเงินจำนวน 429,000,000 บาท ก็ยิ่งจะเป็นภาระหนักแก่จำเลยที่ 1 ที่ไม่อาจชำระหนี้คืนแก่โจทก์ได้แน่นอน และการที่โจทก์ยอมให้บริษัทรอยัลฮอทสปริง จำกัด อันเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์จำนวน 40,000,000 บาท มาชำระหนี้แก่โจทก์เพื่อลดยอดหนี้ของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2534 และยอมให้จำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์จำนวน 45,000,000 บาท นำมาลดยอดหนี้ของจำเลยที่ 1 ในปี 2536 ดังปรากฏตามฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดก็ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เองทั้งสิ้น หาใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดประการต่อไปเรื่องอำนาจฟ้องนั้น จำเลยทั้งเจ็ดฎีกาว่า ในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้นำนายถนอมณรงค์ผู้รับมอบอำนาจมาสืบตามหนังสือมอบอำนาจเป็นการไม่ชอบ ในข้อนี้โจทก์มีนางประมวลพรทนายโจทก์ ผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจมาเบิกความยืนยันว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายถนอมฟ้องคดีนี้ โดยจำเลยทั้งเจ็ดมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวย่อมเป็นการเพียงพอที่จะรับฟังว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายถนอมฟ้องคดีนี้จริง การที่นายถนอมมิได้มาเบิกความในชั้นพิจารณาก็ไม่ทำให้ฟังว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนที่จำเลยทั้งเจ็ดฎีกาว่า เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งเจ็ดแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์จำนวน 45,000,000 บาท ย่อมทำให้หนี้ตามหนังสือทวงถามลดลงและเปลี่ยนแปลงไป หนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองจึงสิ้นสภาพไป โจทก์มาฟ้องคดีหลังจากนั้นเป็นเวลาอีก 1 ปี โดยมิได้มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งเจ็ดใหม่ เป็นการไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งเจ็ดได้รับหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยที่ 1 กลับนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์เพียงบางส่วนเท่านั้น มิได้ชำระทั้งหมดตามจำนวนที่โจทก์ทวงถาม ย่อมไม่ทำให้การทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองนั้นสิ้นผลไป เพราะสามารถนำส่วนที่จำเลยที่ 1 ชำระนั้นมาหักลดหนี้เดิมได้ แล้วคิดดอกเบี้ยในหนี้ส่วนที่ยังค้างชำระอยู่ต่อไปจนถึงวันฟ้อง แม้ยอดหนี้ตามคำฟ้องจะมีตัวเลขไม่ตรงตามหนังสือทวงถามก่อนที่จำเลยที่ 1 จะชำระหนี้บางส่วน ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ต้องมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองใหม่ เนื่องจากตัวเลขในหนี้ที่เปลี่ยนแปลงสามารถแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน กรณีจึงไม่จำต้องมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองใหม่ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ส่วนที่จำเลยทั้งเจ็ดฎีกาว่า การบังคับจำนองไม่ชอบเพราะโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายสุรพลโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ปรากฏว่าในข้อนี้จำเลยทั้งเจ็ดไม่ได้ให้การไว้ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาข้อสุดท้ายที่ว่าจำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดนั้น จำเลยทั้งเจ็ดฎีกาว่า สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดเมื่อครบกำหนดตามสัญญาคือวันที่ 14 พฤศจิกายน 2534 นับจากนั้นโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้น ในข้อนี้ "ปรากฏตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สำนักงานเพลินจิต เลขที่ 001-0-09192-2 ว่า ภายหลังจากวันที่ 14 พฤศจิกายน 2534 อันเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีซึ่งเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดจนถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2535 อันเป็นวันครบกำหนดเวลา 30 วัน ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้ชำระหนี้ของโจทก์ ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นวันที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดดังกล่าวเลิกกัน ไม่ปรากฏว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกเงินไปจากโจทก์ และจำเลยที่ 1 ก็มิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวแต่อย่างใด แสดงว่าเมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด โจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาที่จะสะพัดกันทางบัญชีต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2534 หลังจากนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ 1 ได้ต่อไป คงคิดดอกเบี้ยได้โดยไม่ทบต้นเท่านั้น" ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งเจ็ดฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งเจ็ดฎีกาว่า การที่โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยลงเหลืออัตราร้อยละ 13 ต่อปี ย่อมมีผลถึงสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ. 17 ด้วยนั้น เห็นว่า ตามหนังสือแจ้งการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ฉบับสุดท้ายที่โจทก์แจ้งแก่จำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ. 59/27 ระบุไว้ชัดแจ้งเฉพาะสัญญากู้เงินเลขที่ ซี 2532/00039 และ ซี 2533/00019 เพียง 2 ฉบับ เท่านั้น ซึ่งหมายความถึงสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ. 5 และ จ. 11 ที่ให้ลดดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ 13 ต่อปี การลดดอกเบี้ยตามเอกสารฉบับดังกล่าวย่อมไม่มีผลต่อสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. 17 ซึ่งเป็นสัญญาอีกฉบับหนึ่งแยกต่างหากจากกัน ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในส่วนนี้ชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 เอกสารหมาย จ. 19 ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นได้จนถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2534 หลังจากนั้นคงให้ดอกเบี้ยได้โดยไม่ทบต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 728 ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด
จำเลย — บริษัทรีสอร์ท เอสเททส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ศาลอุทธรณ์ — นายสนอง เล่าศรีวรกต
ชื่อองค์คณะ
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ศรีสง่า
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5239/2543
#37820
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546 กรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้เอาประกันภัยไว้ จำเลยที่ 4 ให้การว่ามิได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 แต่รับประกันภัยไว้จากบุคคลอื่น ดังนี้คำให้การของจำเลยที่ 4 เป็นการยอมรับว่าได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องจริง

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกขุดตักดินไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้หลังคาของรถขุดตักดินเกี่ยวสายเคเบิลโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยที่ขึงอยู่กับเสาไฟฟ้าของโจทก์ และดึงรั้งเอาเสาไฟฟ้าของโจทก์หักล้มได้รับความเสียหาย โดยจำเลยที่ 4 รับประกันค้ำจุนรถบรรทุกสิบล้อดังกล่าว เมื่อคดีนี้และคดีที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยฟ้องให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดเป็นเหตุละเมิดครั้งเดียวกันและตามกรมธรรม์ประกันภัยก็ระบุให้จำเลยที่ 4 รับผิดไม่เกิน 250,000 บาทต่ออุบัติเหตุหนึ่งครั้ง การที่คำพิพากษา 2 สำนวนในเหตุละเมิดครั้งเดียวกันจะบังคับให้จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 4 มีสิทธิยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ เมื่อคดีที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นโจทก์มียอดเงินค่าเสียหาย 51,247 บาท รวมกับยอดเงินค่าเสียหายคดีนี้260,017.24 บาท แล้วเป็นเงิน 311,264.24 บาท เกินวงเงินตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายทั้งสองคดีในวงเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยเฉลี่ยตามส่วนความเสียหายแต่ละคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกสิบล้อยี่ห้อฮีโน่หมายเลขทะเบียน87-3546 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยทุกประเภท ขณะเกิดเหตุเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546กรุงเทพมหานคร ไว้จากจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2538 เวลาประมาณ10.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546กรุงเทพมหานคร บรรทุกรถขุดตักดิน (แบ็กโฮ) ไปในทางการที่จ้าง หรือด้วยความยินยอมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปตามถนนสุขาภิบาล 3 จากทางด้านรามคำแหงมุ่งหน้าไปสี่แยกร่มเกล้า จำเลยที่ 1 ได้เลี้ยวเข้าสถานีบริการน้ำมันเพิ่มเติมน้ำมัน ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้บรรทุกรถขุดตักดินมีความสูงกว่าปกติ ขณะขับรถยนต์บรรทุกออกจากสถานีบริการน้ำมันด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้หลังคาของรถขุดตักดินเกี่ยวสายเคเบิลโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยที่ขึงติดอยู่บนเสาไฟฟ้าของโจทก์ทำให้สายเคเบิลโทรศัพท์ดึงรั้งเอาเสาไฟฟ้าของโจทก์หักล้มรวม 4 ต้น อุปกรณ์ไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า และอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆได้รับความเสียหาย รวมเป็นเงิน 260,017.24 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,837.89 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 278,855.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน260,017.24 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการให้เช่าเครื่องมือกลและรับซ่อมเครื่องมือกลตลอดจนพาหนะทุกชนิด จำเลยที่ 1เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมและขับเครื่องมือกลในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 นำรถขุดตักดินขึ้นรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2และให้คนขับรถยนต์บรรทุกนำรถขุดตักดินพร้อมจำเลยที่ 1 ไปส่งให้แก่ผู้เช่า แต่ในวันดังกล่าวไม่มีรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 จอดอยู่ จำเลยที่ 1จึงได้นำรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546 กรุงเทพมหานครของจำเลยที่ 3 ที่นำมาตรวจซ่อมที่อู่ของจำเลยที่ 2 บรรทุกรถขุดตักดินไปส่งให้แก่ผู้เช่า โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด ทั้งเหตุละเมิดเกิดจากการที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยขึงสายเคเบิลโทรศัพท์บนเสาไฟฟ้าของโจทก์ต่ำกว่ามาตรฐานจึงเป็นความประมาทเลินเล่อขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยฝ่ายเดียวหลังจากเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดโดยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้ชดใช้แทน สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดเป็นอันระงับไปจำเลยที่ 2 และที่ 3จึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 3แต่รับประกันภัยจากบุคคลอื่น จำเลยที่ 1 มิได้มีนิติสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยจำเลยที่ 1 บรรทุกรถขุดตักดินสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิด เหตุละเมิดเกิดจากการที่โจทก์ไม่ดูแลสายเคเบิลโทรศัพท์และสายไฟฟ้าขึงไว้นานแล้ว ประกอบกับเสาไฟฟ้าตั้งเอียงเป็นเหตุให้สายเคเบิลโทรศัพท์และสายไฟฟ้าหย่อนกว่าปกติ โจทก์จึงมีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย โจทก์เสียหายไม่เกิน 30,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน261,017.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 8กุมภาพันธ์ 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดไม่เกินจำนวน 250,000 บาท

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้แก้ไขจำนวนค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากจำนวนเงิน 261,017.24 บาท เป็นจำนวน260,017.24 บาท ให้ถูกต้องตามคำวินิจฉัย

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อยี่ห้อฮีโน่หมายเลขตัวถังเอฟเอ็น 274 บี - 10106 ติดป้ายหมายเลขทะเบียน 87-3546 กรุงเทพมหานคร บรรทุกรถขุดตักดินไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยความประมาทของจำเลยที่ 1ทำให้หลังคาของรถขุดตักดินเกี่ยวสายเคเบิลโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยที่ขึงอยู่กับเสาไฟฟ้าของโจทก์ และดึงรั้งเอาเสาไฟฟ้าของโจทก์หักล้มได้รับความเสียหาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ประการแรกว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 4 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546 กรุงเทพมหานครซึ่งมิใช่รถยนต์บรรทุกหมายเลขตัวถังเอฟเอ็น 274 บี - 10106 ซึ่งจำเลยที่ 4รับประกันภัยไว้ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.1 จำเลยที่ 4จึงไม่ต้องรับผิดเพราะรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์ฟ้องมิใช่รถยนต์บรรทุกตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.1 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546กรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 3เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ให้การว่ามิได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546กรุงเทพมหานคร ไว้จากจำเลยที่ 3 หากแต่รับประกันภัยไว้จากบุคคลอื่นเป็นการยอมรับว่าได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องจริงตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.1 จำเลยที่ 4รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขตัวถังเอฟเอ็น 274 บี - 1106 โดยไม่ได้ระบุหมายเลขทะเบียนไว้ นายสมศักดิ์ มีเอี่ยม หัวหน้าส่วนอุบัติเหตุรถยนต์ของจำเลยที่ 4 เบิกความว่า การประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 4ถือเอาหมายเลขตัวถังเป็นหลัก และภายหลังเกิดเหตุละเมิดพนักงานของจำเลยที่ 4 ได้ตรวจสอบรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุก็ปรากฏว่ามีหมายเลขตัวถังตรงกับที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.1 ตามใบแจ้งวินาศภัยเอกสารหมาย ล.3 การที่รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 4รับประกันภัยไว้ติดป้ายหมายเลขทะเบียน 87-3546 กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นหมายเลขทะเบียนของรถยนต์คันอื่น และโจทก์บรรยายฟ้องโดยระบุหมายเลขทะเบียนดังกล่าวไม่มีผลทำให้รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุที่โจทก์ฟ้องไม่ใช่รถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ 4 รับประกันภัยไว้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 4 ฎีกาประการสุดท้ายว่า ในเหตุละเมิดครั้งนี้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกับเอกสารหมาย ล.1ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 309/2539 หมายเลขแดงที่ 4052/2540 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายจำนวน 55,090 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 51,247 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 1 จำเลยที่ 4 ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยแล้วเป็นเงิน 73,399.50 บาท ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 2 จึงเหลือค่าเสียหายที่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่เกิน 176,600.50 บาท นั้น ในปัญหานี้ โจทก์ยื่นคำแก้ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การจึงไม่ควรรับวินิจฉัยให้และหากจะฟังว่าจำเลยที่ 4 ได้ชำระค่าเสียหายแก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยแล้วก็ต้องคิดเฉพาะจำนวนเงินค่าเสียหายที่ศาลพิพากษาให้ดังนั้น จึงต้องฟังตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า คดีนี้และคดีที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยฟ้องให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยเป็นเหตุละเมิดครั้งเดียวกัน และตามกรมธรรม์ประกันภัยก็ระบุให้จำเลยที่ 4รับผิดไม่เกิน 250,000 บาท ต่ออุบัติเหตุหนึ่งครั้ง ปรากฏว่าคดีนี้และคดีที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ทงสองคดีในวันเดียวกัน คือ วันที่ 29 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 4ย่อมไม่อาจให้การถึงความรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในคำให้การคดีนี้ได้ และการที่คำพิพากษา 2 สำนวนในเหตุละเมิดครั้งเดียวกันจะบังคับให้จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 4 มีสิทธิยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ความรับผิดของจำเลยที่ 4 ในคดีที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นโจทก์มียอดเงินค่าเสียหาย 51,247 บาท เมื่อรวมกับยอดเงินค่าเสียหายคดีนี้ 260,017.24 บาท แล้ว เป็นเงิน 311,264.24 บาท เกินวงเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำกัดความรับผิดเพียง 250,000 บาท ฉะนั้น จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายทั้งสองคดีในวงเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยเฉลี่ยตามส่วนความเสียหายแต่ละคดีจะนำเงินทั้งหมดที่จำเลยที่ 4 ชำระให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตามใบเสร็จรับเงินเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 2 มาหักออกจากวงเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยหาได้ไม่ ซึ่งเมื่อคิดเฉลี่ยตามส่วนความเสียหายแต่ละคดีแล้ว จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 208,839.63 บาท ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดไม่เกิน 208,839.63 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 177 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — นาย ไพโรจน์ บุญมา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5236/2543
#34995
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ จำเลยให้การว่าไม่เคยแบ่งขายที่ดินและรับเงินค่าที่ดินจากโจทก์ ทั้งไม่เคยมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริง จำเลยให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ตกโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84

ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบอ้างว่าจำเลยขายที่ดินให้โจทก์ แต่การซื้อขายที่ดินไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ไม่มีหลักฐานการรับเงิน จำวันที่ที่ตกลงซื้อขายไม่ได้ จำนวนเงินที่ตกลงซื้อขาย 50,000 บาท เป็นเงินจำนวนมากพอสมควร เมื่อพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่ของโจทก์และจำเลยตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้วข้ออ้างของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยขายที่ดินพิพาทและมอบการครอบครองตามฟ้องให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแบ่งขายที่ดินบางส่วนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ โจทก์ชำระราคาที่ดินให้จำเลยแล้วบางส่วน ส่วนที่เหลือจะชำระในวันจดทะเบียนโอน จำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินส่วนดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว และโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของกว่า 10 ปี ต่อมาจำเลยทำการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินเสร็จ แต่ไม่จดทะเบียนโอนที่ดินส่วนที่แบ่งขายให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ และรับเงินส่วนที่เหลือ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยแบ่งขายที่ดินและรับเงินค่าที่ดินจากโจทก์ ทั้งไม่เคยส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินเพื่อจะโอนให้แก่บุตร มิได้มีเจตนาแบ่งแยกที่ดินเพื่อโอนให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า แม้ในขณะตกลงซื้อขายที่ดินจะไม่ได้มีการรังวัดจำนวนเนื้อที่ที่แน่นอนก็ตาม แต่ที่ดินส่วนที่โจทก์ซื้อมาจากจำเลยอาศัยแนวคันนาเป็นจุดแบ่งเขตที่ดิน ที่ดินส่วนที่เหลือนายถ่าย เงินสลุง อาของโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ อยู่ นายถ่ายซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากจำเลยเช่นกัน คำเบิกความของโจทก์สามารถรับฟังได้ว่าที่ดินที่โจทก์ได้ซื้อมาจากจำเลยกำหนดแนวเขตที่เป็นส่วนสัดไว้อย่างชัดแจ้งแน่นอนแล้วนั้น สำหรับปัญหาดังกล่าวโจทก์มีตัวโจทก์นายถ่าย เงินสลุง นายโดด หนูสลุง และนายสมบูรณ์ สวัสสลุง มาเบิกความยืนยันว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นของจำเลยเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ประเภท น.ส.3 (ที่ถูกต้องคือ น.ส.3 ก.) ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลโคกสลุง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี มีเนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ ต่อมาในปี 2527 โจทก์ได้ซื้อที่ดินบางส่วนของจำเลยจำนวนเนื้อที่ 9 ไร่เศษ และเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวอย่างเป็นเจ้าของโดยอาศัยคันนาเป็นจุดแบ่งเขตที่ดิน ที่ดินส่วนที่เหลือนายถ่าย เงินสลุง เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์อยู่โดยซื้อมาจากจำเลยเช่นเดียวกัน ในการตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการตกลงด้วยวาจาไม่มีการทำสัญญากันเป็นหนังสือและมิได้จดทะเบียนซื้อขายกันเพราะไม่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่จะนำไปจดทะเบียน แต่จำเลยได้มอบใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 11 ) และใบ ภ.บ.ท. 5 ให้โจทก์ยึดถือไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 หลังจากที่โจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวจากจำเลยแล้ว โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคา 50,000 บาท แต่ชำระให้แก่จำเลยเพียง 45,000 บาท ส่วนอีก 5,000 บาท ตกลงชำระเมื่อจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว ส่วนจำเลยมีตัวจำเลย นายสังวาลย์ เงินสลุง นายสว่าง เงินสลุง เป็นบุตรของจำเลยทั้งสองคนกับนายชวลิต จั่นแสง พนักงานสำนักงานที่ดินอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี มาเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทะเบียนเลขที่ 1632 ตำบลโคกสลุง อำดเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี โจทก์เป็นบุตรของพี่ชายจำเลย ได้มาขออาศัยทำกินในที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ โดยไม่ได้คิดค่าเช่าโดยโจทก์รับจะช่วยออกเงินค่าภาษีบำรุงท้องที่ให้ด้วย นายสังวาลย์บุตรจำเลยจึงมอบหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ให้ไว้แก่โจทก์ จำเลยไม่เคยตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และไม่เคยรับเงินจากโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่าจำเลยไม่เคยแบ่งขายที่ดินและรับเงินค่าที่ดินจากโจทก์ ทั้งไม่เคยมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริง จำเลยให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้ตกโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 จากข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมา การซื้อขายที่ดินตามที่โจทก์อ้างไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือไม่มีหลักฐานการรับเงิน จำวันที่ที่ตกลงซื้อขายก็ไม่ได้ จำนวนเงินที่ตกลงซื้อขายเป็นเงินจำนวนมากพอสมควรเมื่อคิดพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่ของโจทก์และจำเลยตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้ว ข้ออ้างโจทก์ที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนพยานโจทก์ปากอื่น ๆ ก็เพียงแต่นำสืบว่าเห็นโจทก์ทำนาในที่ดินพิพาทไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ส่วนจำเลยสามารถนำสืบแสดงให้เห็นถึงความเป็นมาของที่ดินพิพาท และมีหลักฐานแสดงบ่งบอกว่าจำเลยนำที่ดินทั้งแปลงไปจำนองไว้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด สาขาพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เมื่อปี 2537 จำเลยไม่เคยรับเงินจากโจทก์ ทั้งไม่เคยทำหลักฐานการโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักรับฟังดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ กล่าวโดยสรุปข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยขายที่ดินพิพาทและมอบการครอบครองตามฟ้องให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีทางชนะคดีจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสำรวย เงินสลุง
จำเลย — นายทิม เงินสลุง
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5204/2543
#37388
เปิดฉบับเต็ม

การท้ากันในศาล คือ การแถลงร่วมกันของคู่ความตกลงกันให้ ศาลตัดสินชี้ขาดตามข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างที่คู่ความมีความเห็นตรงกันข้ามในเหตุการณ์ภายหน้าอันไม่แน่นอนและจะแน่นอนได้ต่อเมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งถ้าเหตุการณ์นั้นตรงกับความเห็นของฝ่ายใด ศาลจะต้องตัดสินให้ฝ่ายนั้นชนะ

ศาลชั้นต้นกะประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งห้ามีสิทธิในบริเวณที่ดินพิพาทดีกว่ากัน คู่ความไม่ประสงค์ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานไปตามปกติ แต่จะยอมรับข้อเท็จจริงกันตามที่เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขตมาแล้วหากปรากฏว่าหลักหมุด จ.1078ล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนของจำเลย โจทก์จะเป็นฝ่ายแก้ไขโฉนดให้มา ในแนวตรงที่วัดระหว่างหลักหมุดค.4463กับหลักหมุดคก.5หรือหลักหมุด ค.4483 แต่ถ้าหากหลักหมุด จ.1078 ไม่ได้ล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย จำเลยจะรื้อถอนรั้วที่ล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แล้วคู่ความจะเลิกคดีกัน โดยโจทก์จะถอนฟ้องและจำเลยไม่คัดค้าน ซึ่งตามคำฟ้อง คำให้การและ ฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ปัญหาว่าหลักหมุด จ.1070 อยู่ใน ที่ดินของโจทก์หรือจำเลยเป็นข้อเท็จจริงที่จะทำให้คดีแพ้ชนะกันใน ประเด็นข้อพิพาท ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นคำท้าตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 มีผลใช้บังคับได้ เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการมาตามข้อตกลงแล้ว ศาลชั้นต้นก็ต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนเสารั้วคอนกรีตและลวดหนามที่ฝ่ายจำเลยทั้งห้าปักรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ให้นำไปปักในแนวเขตที่ดินของโจทก์และของจำเลยทั้งห้าระหว่างจุดหลักหมุดที่ 1070 ตรงไปยังหลักหมุดที่ 4483 ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน นับแต่มีคำพิพากษา ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทและเพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ซึ่งออกโดยมิชอบเสีย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้าตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2539 ไม่ใช่คำท้าแต่เป็นข้อตกลงเพื่อนำไปสู่การเจรจาประนีประนอมยอมความเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ตกลงยินยอมศาลจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานหลักฐานจนสิ้นกระแสความเพื่อนำมาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ส่วนประเด็นข้อพิพาทที่ว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งห้ามีสิทธิในบริเวณที่ดินพิพาทดีกว่ากัน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ พิพากษาให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนเสาคอนกรีตและลวดหนามออกจากที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในแนวเขตที่ดินระหว่างหลักหมุดที่ จ.1070 (1078) ตรงไปยังหลักหมุดที่ ค.4483 (คก.5) ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเข้าเกี่ยวข้องที่ดินของโจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ข้อตกลงตามรายงานกระบวนการพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2539 เป็นคำท้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 138 ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิพากษาในเรื่องคำท้าตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4เมษายน 2539 ตามรูปคดีใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่าข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้าตามรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 เมษายน 2539 เป็นคำท้าหรือไม่ รายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวมีข้อความว่า "นัดพร้อมเพื่อไกล่เกลี่ยโจทก์ ทนายโจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 2 ทนายจำเลยทั้งห้ามาศาล คู่ความเจรจาได้ข้อสรุปใหม่ว่าขอให้นำเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพะเยาไปทำการรังวัดที่ดินพิพาทใหม่ส่วนที่จำเป็นเท่านั้น ทั้งนี้เจ้าพนักงานที่ดินดังกล่าว คู่ความจะร่วมกันไปติดต่อให้ไปทำการรังวัดและตกลงว่าจะให้เจ้าพนักงานที่ดินคนใดที่คู่ความเห็นว่าเป็นคนกลางทำการรังวัดเป็นผู้ดำเนินการให้ โดยจะเสียค่าธรรมเนียมกันฝ่ายละครึ่ง โดยขอให้ศาลมีหนังสือประสานงานไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดพะเยาให้คู่ความร่วมกันรับไปส่งเอง โดยให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบหลักหมุดที่ ค.4431 ฟ.4294 ค.4463 คก.5หรือหลักหมุด ค.4483 เป็นหลักโดยให้ใช้หลักหมุดที่ ค.4431 กับ ฟ.4294เป็นพื้นฐานในการรังวัดองศาไปสู่หลักหมุดที่ ค.4463 พุ่งตรงไปสู่หลักหมุดคก.5 หรือหลักหมุด ค.4483 ตามที่ปรากฏในแผนที่พิพาทฉบับรังวัดวันที่ 21 มีนาคม 2538 ทั้งนี้ให้ถือองศาตามโฉนดเลขที่ 2257 เลขที่ดิน 1ของฝ่ายจำเลยทั้งห้าเป็นเกณฑ์ หากลากเส้นตรงจากหลักหมุดที่ ค.4463ตรงไปถึงหลักหมุด คก.5 หรือหลักหมุด ค.4483 ในโฉนดของจำเลยทั้งห้าแล้ว ปรากฏว่าหลักหมุด จ.1078 ล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยทั้งห้าฝ่ายโจทก์จะเป็นฝ่ายแก้ไขโฉนดให้มาอยู่ในแนวตรงที่วัดระหว่างหมุดทั้งสองดังกล่าวแต่หากหลักหมุด จ.1078 ไม่ได้ล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนของจำเลยทั้งห้าคู่ความจะเลิกคดีกันโดยฝ่ายโจทก์จะถอนฟ้องและฝ่ายจำเลยทั้งห้าไม่คัดค้านและจะรื้อถอนรั้วที่ล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนของโจทก์ ขออนุญาตเลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อพิจารณาต่อไป" ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "พิเคราะห์คำแถลงของคู่ความแล้วเห็นว่าคดีมีทางตกลงกันได้ด้วยดี จึงอนุญาตให้เลื่อนไปนัดพร้อมในวันที่ 24เมษายน ศกนี้ เวลา 7 นาฬิกา โดยให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือส่งไปประสานงานกับเจ้าพนักงานที่ดินวันนี้ ส่วนรายละเอียดการดำเนินการให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับนี้ โดยให้ทำสำเนาภาพถ่ายรายงานกระบวนพิจารณาแนบไปท้ายหนังสือดังกล่าว ให้คู่ความรับไปส่งเอง"ซึ่งหลังจากนั้นต่อมาในวันที่ 22 สิงหาคม 2539 ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาไว้ความตอนหนึ่งว่า "เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกไปทำการรังวัดตามคำสั่งศาลแล้วเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2539 ศาลได้ให้โจทก์และทนายจำเลยตรวจดูแผนที่การรังวัดดังกล่าวแล้วปรากฏว่าโจทก์และจำเลยไม่อาจตกลงกันได้ ดังนั้นจึงให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ให้นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 29 ตุลาคม 2539 เวลา 9 นาฬิกา" เห็นว่า การท้ากันในศาลก็คือการแถลงร่วมกันของคู่ความตกลงกันให้ศาลตัดสินชี้ขาดตามข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างที่คู่ความมีความเห็นตรงกันข้ามในเหตุการณ์ภายหน้าอันไม่แน่นอนและจะแน่นอนได้ต่อเมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปแล้วซึ่งถ้าเหตุการณ์นั้นตรงกับความเห็นของฝ่ายใด ศาลจะต้องตัดสินให้ในฝ่ายนั้นชนะ คดีนี้ศาลชั้นต้นกะประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งห้ามีสิทธิในบริเวณที่ดินพิพาทดีกว่ากัน ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 4 เมษายน 2539 เป็นเรื่องที่คู่ความไม่ประสงค์ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานไปตามปกติ แต่จะยอมรับข้อเท็จจริงกันตามที่เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขตมาแล้ว หากปรากฏว่าหลักหมุด จ.1078 ล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนของจำเลยทั้งห้า โจทก์จะเป็นฝ่ายแก้ไขโฉนดให้มาในแนวตรงที่วัดระหว่างหลักหมุด ค.4463 กับหลักหมุดคก.5 หรือหลักหมุด ค.4483 แต่ถ้าหากหลักหมุด จ.1078 ไม่ได้ล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยทั้งห้า จำเลยทั้งห้าจะรื้อถอนรั้วที่ล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แล้วคู่ความจะเลิกคดีกันโดยโจทก์จะถอนฟ้องและจำเลยทั้งห้าไม่คัดค้าน ซึ่งตามคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้ง และคำให้การแก้ฟ้องแย้งปัญหาว่าหลักหมุด จ.1070 อยู่ในที่ดินของโจทก์หรือจำเลยทั้งห้าเป็นข้อเท็จจริงที่จะทำให้คดีแพ้ชนะกันในประเด็นข้อพิพาท ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 เมษายน 2539 จึงมีลักษณะเป็นคำท้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 มีผลใช้บังคับได้มิใช่เป็นข้อตกลงที่จะทำตามหรือไม่ก็ได้ เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการมาตามข้อตกลงแล้ว (ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.17) ศาลชั้นต้นก็ต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามนั้นไม่ชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป ดังนั้นกระบวนพิจารณาใด ๆ ที่ศาลชั้นต้นดำเนินไปหลังจากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามข้อตกลงสำเร็จแล้วจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ปราณี ลิมป์คณาคม
จำเลย — นาย สว่าง เชื้อหิรัญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5204/2543
#98328
เปิดฉบับเต็ม

การท้ากันในศาลก็คือการแถลงร่วมกันของคู่ความตกลงกันให้ศาลตัดสินชี้ขาดตามข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างที่คู่ความมีความเห็นตรงกันข้ามในเหตุการณ์ภายหน้าอันไม่แน่นอนและจะแน่นอนได้ต่อเมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งถ้าเหตุการณ์นั้นตรงกับความเห็นของฝ่ายใด ศาลจะต้องตัดสินให้ในฝ่ายนั้นชนะ

คู่ความมีข้อตกลงกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า ให้นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินพิพาทใหม่ หากปรากฏว่าหลักหมุด จ. 1078 ล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนของจำเลยทั้งห้า โจทก์จะเป็นฝ่ายแก้ไขโฉนดให้มาในแนวตรงที่วัดระหว่างหลักหมุด ค. 4463 กับหลักหมุด คก. 5 หรือหลักหมุด ค. 4483 แต่ถ้าหากหลักหมุด จ. 1078 ไม่ได้ล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยทั้งห้า จำเลยทั้งห้าจะรื้อถอนรั้วที่ล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แล้วคู่ความจะเลิกคดีกันโดยโจทก์จะถอนฟ้อง ปัญหาว่าหลักหมุด จ. 1070 อยู่ในที่ดินของโจทก์หรือจำเลยทั้งห้าเป็นข้อเท็จจริงที่จะทำให้คดีแพ้ชนะกันในประเด็นข้อพิพาทข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว เป็นเรื่องที่คู่ความไม่ประสงค์ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานไปตามปกติแต่จะยอมรับข้อเท็จจริงกันตามที่เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขตมาแล้ว จึงมีลักษณะเป็นคำท้าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 มีผลใช้บังคับได้ เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการมาตามข้อตกลงแล้ว ศาลชั้นต้นก็ต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามนั้น ไม่ชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนเสารั้วคอนกรีตและลวดหนามที่ฝ่ายจำเลยทั้งห้าปักรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ให้นำไปปักในแนวเขตที่ดินของโจทก์และของจำเลยทั้งห้าระหว่างจุดหลักหมุดที่ 1070 ตรงไปยังหลักหมุดที่ 4483 ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน นับแต่มีคำพิพากษา ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทและเพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ซึ่งออกโดยมิชอบเสีย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้าตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2539 ไม่ใช่คำท้าแต่เป็นข้อตกลงเพื่อนำไปสู่การเจรจาประนีประนอมยอมความเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ตกลงยินยอม ศาลจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานหลักฐานจนสิ้นกระแสความเพื่อนำมาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ส่วนประเด็นข้อพิพาทที่ว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งห้ามีสิทธิในบริเวณที่ดินพิพาทดีกว่ากัน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ พิพากษาให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนเสาคอนกรีตและลวดหนามออกจากที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในแนวเขตที่ดินระหว่างหลักหมุดที่ จ. 1070 (1078) ตรงไปยังหลักหมุดที่ ค. 4483 (คก. 5) ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเข้าเกี่ยวข้องที่ดินของโจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ข้อตกลงตามรายงานกระบวนการพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2539 เป็นคำท้าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาในเรื่องคำท้าตามรายงานกระบวนการพิจารณาลงวันที่ 4 เมษายน 2539 ตามรูปคดีใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้าตามรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 เมษายน 2539 เป็นคำท้าหรือไม่ เห็นว่า การท้ากันในศาลก็คือการแถลงร่วมกันของคู่ความตกลงกันให้ศาลตัดสินชี้ขาดตามข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ที่คู่ความมีความเห็นตรงกันข้าม ในเหตุการณ์ภายหน้าอันไม่แน่นอนและจะแน่นอนได้ต่อเมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งถ้าเหตุการณ์นั้นตรงกับความเห็นของฝ่ายใด ศาลจะต้องตัดสินให้ในฝ่ายนั้นชนะ

คดีนี้ศาลชั้นต้นกะประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งห้ามีสิทธิในบริเวณที่ดินพิพาทดีกว่ากัน ตามข้อตกลงรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 4 เมษายน 2539 คู่ความไม่ประสงค์ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานไปตามปกติแต่จะยอมรับข้อเท็จจริงกันตามที่เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขตมาแล้ว หากปรากฏว่าหลักหมุด จ. 1078 ล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนของจำเลยทั้งห้า โจทก์จะเป็นฝ่ายแก้ไขโฉนดให้มาในแนวตรงที่วัดระหว่างหลักหมุด ค. 4463 กับหลักหมุด คก. 5 หรือหลักหมุด ค. 4483 แต่ถ้าหากหลักหมุด จ. 1078 ไม่ได้ล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยทั้งห้า จำเลยทั้งห้าจะรื้อถอนรั้วที่ล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แล้วคู่ความจะเลิกคดีกันโดยโจทก์จะถอนฟ้อง ปัญหาว่าหลักหมุด จ. 1070 อยู่ในที่ดินของโจทก์หรือจำเลยทั้งห้าเป็นข้อเท็จจริงที่จะทำให้คดีแพ้ชนะกันในประเด็นข้อพิพาท ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นคำท้าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 มีผลใช้บังคับได้ เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการมาตามข้อตกลงแล้ว ศาลชั้นต้นก็ต้องวินิจฉัยชี้ขาดไปตามนั้น ไม่ชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณี ลิมป์คณาคม
จำเลย — นายสว่าง เชื้อหิรัญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายเดชา คำสิทธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5203/2543
#99109
เปิดฉบับเต็ม

ตามรายงานการตรวจสอบสินค้าซึ่งจำเลยทำการขนส่งให้กับบริษัท ท. ได้ระบุไว้ว่า เมื่อสินค้ามาถึงและ ก่อนนำเข้าคลังสินค้า กล่องบรรจุสินค้า 1 หีบห่อจากทั้งหมด 5 หีบห่ออยู่ในสภาพเปียกชื้น ส่วนสภาพความเสียหายของสินค้าไม่อาจมองเห็นได้และไม่สามารถวิเคราะห์สภาพของเครื่องจักรที่อยู่ภายในเนื่องจากสินค้าดังกล่าวประกอบด้วยอุปกรณ์ทางไฟฟ้าที่สลับซับซ้อน ดังนั้น การที่บริษัท ท. ได้รับสินค้าไว้โดยมีรายงานความเสียหายของสินค้ามาพร้อมด้วยนั้น จะถือว่าบริษัท ท. รับเอาสินค้าหรือของไว้โดยไม่อิดเอื้อนไม่ได้ จำเลยจึงยังไม่หลุดพ้นความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 623 วรรคแรก ส่วนการอ้างประโยชน์ตามมาตรา 623 วรรคสอง ในกรณีความชำรุดบกพร่องมิได้ปรากฏแต่สภาพภายนอกซึ่งเจ้าของสินค้าต้องบอกกล่าวแก่ผู้ขนส่งภายใน 8 วัน นับแต่วันรับมอบนั้น ต้องปรากฏว่ามีการรับของโดยมิได้อิดเอื้อนและมีการจ่ายค่าระวางแล้ว ตามมาตรา 623 วรรคแรกด้วย ความรับผิดของจำเลยจึงจะสิ้นสุดลง เมื่อข้อเท็จจริงถือไม่ได้ว่า บริษัท ท. ผู้รับตราส่งได้รับของไว้โดยไม่อิดเอื้อน แม้ว่าผู้รับตราส่งจะมิได้แจ้งเกี่ยวกับ ความเสียหายให้จำเลยทราบภายใน 8 วัน ก็ตาม ความรับผิดของจำเลยก็ยังไม่สิ้นสุดลง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 (3) ม. 623 วรรคแรก ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชับบ์ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซเพรส คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสิริกานต์ มีจุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5201 -ที่ 5202/2543
#91222
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องว่าด้วยการสิ้นสุดสภาพการจ้างในเรื่องการเลิกจ้าง กำหนดให้ผู้ร้องเลิกจ้างพนักงานที่ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบวินัยการทำงานกรณีร้ายแรงได้ทันที โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และบทที่ 8 ว่าด้วยวินัยในการทำงานและการดำเนินการทางวินัย ข้อ 8.2.1 ในเรื่องลักษณะความผิดวินัยว่าด้วยการปฏิบัติงานข้อ 3 กำหนดว่า การละทิ้งหน้าที่เป็นการผิดวินัยในการปฏิบัติงาน เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองมีหน้าที่ดูแลเตาอบโฮโมจิไนซ์ซึ่งใช้อบแท่งอะลูมิเนียม ต้องคอยกดปุ่มนำแท่งอะลูมิเนียมที่อบได้ขนาดตามกำหนดเวลาแล้วออกจากเตาอบ เมื่อมีเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นและรู้อยู่แล้วว่า หากเปิดเตาอบทิ้งไว้ในขณะที่มีอะลูมิเนียมอยู่ในเตาอบ โดยไม่มีคนคอยดูแลนำอะลูมิเนียมที่อบได้ขนาดแล้วออกจากเตาอบ อะลูมิเนียมอาจจะละลายและอาจเกิดไฟไหม้ได้ การที่ผู้คัดค้านทั้งสองละทิ้งหน้าที่ไปอยู่ที่โรงอาหาร โดยไม่ปิดวาล์วหรือที่ปิดเปิดแก๊สของเตาอบ จนเป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้บริเวณเตาอบทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าผู้คัดค้านทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบวินัยเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องเป็นกรณีร้ายแรง ผู้ร้องจึงมีสิทธิที่จะเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกผู้คัดค้านตามลำดับสำนวนว่าผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2

ผู้ร้องทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสอง

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านทั้งสองโดยตักเตือนเป็นหนังสือ คำขออื่นให้ยก

ผู้ร้องทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสองโดยอ้างเหตุขอเลิกจ้างไว้ด้วยว่า ผู้คัดค้านทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานและทำผิดวินัยว่าด้วยการปฏิบัติงานขั้นร้ายแรง แม้ศาลแรงงานกลางจะไม่ได้วินิจฉัยไว้ ผู้ร้องก็ยกเหตุดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้และเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าการกระทำของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบวินัยเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องบทที่ 10 ว่าด้วยการสิ้นสุดสภาพการจ้าง ในเรื่องการเลิกจ้าง ข้อ 10.4.2 (3) กำหนดให้ผู้ร้องเลิกจ้างพนักงานที่ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบวินัยการทำงานกรณีร้ายแรงได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และบทที่ 8 ว่าด้วยวินัยในการทำงานและการดำเนินการทางวินัยข้อ 8.2.1 ในเรื่องลักษณะความผิดวินัยว่าด้วยการปฏิบัติงาน ข้อ 3 กำหนดว่าการละทิ้งหน้าที่เป็นการผิดวินัยในการปฏิบัติงาน เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่าผู้คัดค้านทั้งสองมีหน้าที่ดูแลเตาอบโฮโมจิไนซ์ซึ่งใช้อบแท่งอะลูมิเนียม ต้องคอยกดปุ่มนำแท่งอะลูมิเนียมที่อบได้ขนาดตามกำหนดเวลาแล้วออกจากเตาอบเมื่อมีเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นและรู้อยู่แล้วว่าหากเปิดเตาอบทิ้งไว้ในขณะที่มีอะลูมิเนียมอยู่ในเตาอบโดยไม่มีคนคอยดูแลนำอะลูมิเนียมที่อบได้ขนาดแล้วออกจากเตาอบ อะลูมิเนียมอาจจะละลายและอาจเกิดไฟไหม้ได้ การที่ผู้คัดค้านทั้งสองละทิ้งหน้าที่ไปอยู่ที่โรงอาหารโดยไม่ปิดวาล์วหรือที่ปิดเปิดแก๊สของเตาอบ จนเป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้บริเวณเตาอบทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าผู้คัดค้านทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบวินัยเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องเป็นกรณีร้ายแรง ผู้ร้องจึงมีสิทธิที่จะเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสองได้ อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่น

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสองได้ตามคำร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทเมืองทองอุตสาหกรรมอาลูมีเนียม จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายนุกูล วรรณศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5200/2543
#37819
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งมีผลผูกพันให้จำเลยต้องปฏิบัติตามนับแต่วันที่จำเลยประกาศใช้เป็นต้นไป แม้ต่อมาในปี 2540 จำเลยจะประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน โดยมีบทเฉพาะกาลว่าพนักงานที่ครบเกษียณอายุแล้วจะได้รับเงินที่จำเลยจ่ายสมทบให้พร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งหากคำนวณแล้วยอดเงินที่จะได้รับเมื่อรวมกับค่าชดเชยแล้วได้น้อยกว่าเงินบำเหน็จที่ได้กำหนดไว้ในประกาศเดิม จำเลยจะจ่ายเพิ่มให้ในส่วนที่ขาดอยู่เพื่อให้ได้รับเท่ากับอัตราที่กำหนดไว้ในประกาศฉบับเดิมข้อบังคับดังกล่าวจึงขัดแย้งกับประกาศฉบับเดิม และมิใช่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เป็นคุณยิ่งกว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้ตกลงยินยอมให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเรื่องการให้เงินบำเหน็จ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์

ค่าชดเชยเป็นเงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำผิด ส่วนเงินบำเหน็จตามประกาศมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้เป็นกำลังใจในการปฏิบัติงานหรือเป็นสวัสดิการพิเศษ อันมีลักษณะเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนคุณงามความดีของลูกจ้าง จึงมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เมื่อประกาศมิได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่าเงินบำเหน็จที่โจทก์พึงจะได้รับนั้นให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชย จึงไม่อาจถือเอาได้ว่าเงินค่าชดเชยที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์แล้วนั้นได้รวมเอาเงินบำเหน็จไว้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยออกประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำของบริษัทจำเลยเพื่อให้เงินบำเหน็จเป็นค่าตอบแทนการทำงานของพนักงานในลักษณะเป็นเงินสงเคราะห์ซึ่งถือว่าประกาศฉบับดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อโจทก์เกษียณอายุ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามประกาศฉบับดังกล่าว แต่จำเลยไม่จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยได้จ่ายเงินชดเชยรวมเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามสิทธิประโยชน์ที่จำเลยกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแล้ว จำเลยไม่มีหนี้สินใด ๆ ติดค้างโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทจำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 นั้น เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งมีผลผูกพันให้จำเลยจะต้องปฏิบัติตามนับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2522 อันเป็นวันที่จำเลยประกาศใช้เป็นต้นไป และแม้ต่อมาในปี 2540 จำเลยจะประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 โดยมีบทเฉพาะกาลว่าพนักงานที่ครบเกษียณอายุแล้วจะได้รับเงินที่บริษัทฯ จ่ายสมทบให้พร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามระเบียบที่ได้กำหนดไว้ หากคำนวณแล้วยอดเงินที่จะได้รับเมื่อรวมกับค่าชดเชยที่ได้รับตามระเบียบฉบับนี้แล้วได้น้อยกว่าเงินบำเหน็จที่ได้กำหนดไว้ในระเบียบฉบับเดิม ทางบริษัทฯ จะจ่ายเพิ่มให้ในส่วนที่ขาดอยู่เพื่อให้ได้รับเท่ากับอัตราที่กำหนดไว้ในระเบียบฉบับเดิมก็ตาม แต่บทเฉพาะกาลดังกล่าวนั้น มีความหมายว่าหากพนักงานที่ครบเกษียณอายุได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรวมกับจำนวนค่าชดเชยแล้ว มีจำนวนมากกว่าเงินบำเหน็จที่ได้รับตามประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 จำเลยก็จะไม่จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงานที่ครบเกษียณอายุนั้นอีก บทเฉพาะกาลตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.1 จึงขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำของบริษัทตามเอกสารหมาย จ.2 และมิใช่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เป็นคุณยิ่งกว่า เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องการให้เงินบำเหน็จให้เป็นไปตามบทเฉพาะกาลของข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 20 ค่าชดเชยเป็นเงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำผิด โดยมีหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ ส่วนเงินบำเหน็จตามประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทของจำเลยตามเอกสารหมายจ.2 นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้เป็นกำลังใจในการปฏิบัติงานหรือเป็นสวัสดิการพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ประจำของจำเลยที่ได้ปฏิบัติงานให้จำเลยด้วยดีตลอดมาโดยไม่มีความผิด อันมีลักษณะเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนคุณงามความดีของลูกจ้าง ฉะนั้น วัตถุประสงค์และหลักการของการจ่ายค่าชดเชยกับเงินบำเหน็จตามประกาศเอกสารหมาย จ.2 จึงแตกต่างกัน เมื่อประกาศการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทของจำเลยตามเอกสารหมายจ.2 มิได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่าเงินบำเหน็จที่โจทก์พึงจะได้รับนั้นให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับจากจำเลยในกรณีที่ค่าชดเชยมีจำนวนมากกว่าเงินบำเหน็จจึงไม่อาจถือเอาได้ว่าเงินค่าชดเชยที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์แล้วนั้นได้รวมเอาเงินบำเหน็จจำนวน 300,000 บาทที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยตามประกาศการให้เงินบำเหน็จเอกสารหมายจ.2 ไว้แล้ว"

พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 118
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 19 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุกิจ เสาวลักษณ์พรรณ
จำเลย — บริษัท สยามซิตี้ อินชัวร์รันส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สละ เทศรำพรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ