คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5200/2543
#98644
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่ลูกจ้างซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีผลผูกพันให้นายจ้างต้องปฏิบัติตามนับแต่วันที่นายจ้างประกาศใช้เป็นต้นไป แม้ต่อมานายจ้างจะประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานขึ้นใหม่โดยมีบทเฉพาะกาลขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมและมิใช่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เป็นคุณยิ่งกว่า เมื่อลูกจ้างมิได้ตกลงยินยอมด้วย ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องการให้เงินบำเหน็จให้เป็นไปตามบทเฉพาะกาลของข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จึงไม่มีผลผูกพันลูกจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20

ค่าชดเชยเป็นเงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำผิดโดยมีหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ ส่วนเงินบำเหน็จตามประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่ลูกจ้างซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้เป็นกำลังใจในการปฏิบัติงานหรือเป็นสวัสดิการพิเศษแก่ลูกจ้างที่ได้ปฏิบัติงานให้นายจ้างด้วยดีตลอดมาโดยไม่มีความผิดอันมีลักษณะเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนคุณงามความดีของลูกจ้าง วัตถุประสงค์และหลักการของการจ่ายค่าชดเชยกับเงินบำเหน็จจึงแตกต่างกัน เมื่อประกาศการให้เงินบำเหน็จมิได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า เงินบำเหน็จที่โจทก์พึงจะได้รับนั้นให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชยที่ลูกจ้างได้รับจากนายจ้างในกรณีที่ค่าชดเชยมีจำนวนมากกว่าเงินบำเหน็จจึงไม่อาจถือได้ว่าเงินค่าชดเชยที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างนั้นได้รวมเอาเงินบำเหน็จที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับจากจำเลยตามประกาศการให้เงินบำเหน็จแล้วได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จเนื่องจากโจทก์เกษียณอายุราชการเป็นเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 12,513.69 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยจะต้องจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน 300,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทจำเลยเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งมีผลผูกพันให้จำเลยจะต้องปฏิบัติตามนับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2522 อันเป็นวันที่จำเลยประกาศใช้เป็นต้นไป และแม้ต่อมาในปี 2540 จำเลยจะประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โดยมีบทเฉพาะกาลว่าพนักงานที่ครบเกษียณอายุแล้วจะได้รับเงินที่บริษัทฯ จ่ายสมทบให้พร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามระเบียบที่ได้กำหนดไว้ หากคำนวณแล้วยอดเงินที่จะได้รับเมื่อรวมกับค่าชดเชยที่ได้รับตามระเบียบฉบับนี้แล้วได้น้อยกว่าเงินบำเหน็จที่ได้กำหนดไว้ในระเบียบฉบับเดิม ทางบริษัทฯ จะจ่ายเพิ่มให้ในส่วนที่ขาดอยู่เพื่อให้ได้รับอัตราที่กำหนดไว้ในระเบียบเดิมก็ตาม แต่บทเฉพาะกาลดังกล่าวนั้นมีความหมายว่า หากพนักงานที่ครบเกษียณอายุได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรวมกับจำนวนค่าชดเชยแล้วมีจำนวนมากกว่าเงินบำเหน็จที่ได้รับตามประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทของจำเลย จำเลยก็จะไม่จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงานที่ครบเกษียณอายุนั้นอีก บทเฉพาะกาลตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจึงขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำของบริษัท และมิใช่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เป็นคุณยิ่งกว่า เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องการให้เงินบำเหน็จให้เป็นไปตามบทเฉพาะกาลของข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 ค่าชดเชยเป็นเงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำผิด โดยมีหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ ส่วนเงินบำเหน็จตามประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทของจำเลย มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้เป็นกำลังใจในการปฏิบัติงานหรือเป็นสวัสดิการพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ประจำของจำเลยที่ได้ปฏิบัติงานให้จำเลยด้วยดีตลอดมาโดยไม่มีความผิด อันมีลักษณะเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนคุณงามความดีของลูกจ้าง ฉะนั้นวัตถุประสงค์และหลักการของการจ่ายค่าชดเชยกับเงินบำเหน็จตามประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทของจำเลย จึงแตกต่างกัน เมื่อประกาศดังกล่าวมิได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า เงินบำเหน็จที่โจทก์พึงจะได้รับนั้นให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับจากจำเลยในกรณีที่ค่าชดเชยมีจำนวนมากกว่าเงินบำเหน็จ จึงไม่อาจถือเอาได้ว่าเงินค่าชดเชยที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์แล้วนั้นได้รวมเอาเงินบำเหน็จจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยตามประกาศการให้เงินบำเหน็จไว้แล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุกิจ เสาวลักษณ์พรรณ
จำเลย — บริษัทสยามซิตี้ อินชัวร์รันส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สละ เทศรำพรรณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5199/2543
#91221
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 282 บัญญัติว่า "ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งใดกำหนดให้ชำระเงินจำนวนหนึ่งภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจที่จะรวบรวมเงินเพื่อให้พอชำระตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธียึดหรืออายัดและขายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ คือ

(1) โดยวิธียึดและขายทอดตลาดสังหาริมทรัพย์อันมีรูปร่างและอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ"

หมายความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ทุกประเภททั้งสังหาริมทรัพย์ที่มีรูปร่างและอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเจ้ามรดกซึ่งเป็นบิดาของจำเลยได้ถึงแก่กรรมลงโดยไม่ปรากฏว่ามีการทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายอันเป็นกองมรดกย่อมตกทอดแก่ทางทายาทโดยธรรมทันที ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 ดังนั้นจำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแม้จะยังไม่มีชื่อจำเลยเป็นของกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนที่ดินก็ตาม โจทก์จึงมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 73,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินต่าง ๆ ของจำเลยภายในบ้านเลขที่ 52 หมู่ที่ 3 แขวงคู้ฝั่งเหนือ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2542 โจทก์ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยเพิ่มเติม โดยขอให้ยึดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2318 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดกของบิดาจำเลยซึ่งถึงแก่กรรมและตกเป็นมรดกแก่จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า ที่ดินที่จะนำยึดไม่ใช่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อาจดำเนินการให้ได้ ยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์สินดังกล่าวของจำเลยเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ทรัพย์ที่โจทก์ขอยึดเป็นที่ดินมีชื่อของบุคคลอื่นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ตามคำร้องของโจทก์ จำเลยมีสิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม จึงเป็นเพียงสิทธิที่จำเลยจะได้รับเท่านั้น ที่ดินดังกล่าวยังมิได้มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดย่อมไม่สามารถกระทำได้ เพราะการยึดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 282 (1) ทรัพย์นั้นจะต้องเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ยึดที่ดินตามคำร้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ให้ยกคำร้องของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์มิได้ยื่นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ของศาลแรงงานกลางต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำสั่งของศาลแรงงานกลาง แล้วให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลางไต่สวนพยานโจทก์แล้วมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์ได้ยื่นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 282 บัญญัติว่า "ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งใดกำหนดให้ชำระเงินจำนวนหนึ่ง ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจที่จะรวบรวมเงินให้พอชำระตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธียึดหรืออายัดและขายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ คือ

(1) โดยวิธียึดและขายทอดตลาดสังหาริมทรัพย์อันมีรูปร่าง และอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ"

หมายความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ทุกประเภททั้งสังหาริมทรัพย์ที่มีรูปร่างและอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเจ้ามรดกซึ่งเป็นบิดาของจำเลยได้ถึงแก่กรรมลง โดยไม่ปรากฏว่ามีการทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายอันเป็นกองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทันที ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 ดังนั้นจำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายจึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2318 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแม้จะยังไม่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนที่ดินก็ตาม โจทก์จึงมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2318 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1600
ป.วิ.พ. ม. 282
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
จำเลย — นายสอาด ศรีโอภาส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
สละ เทศรำพรรณ
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5198/2543
#36404
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จะถอนฟ้องคดีแพ่งหรือไม่ เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้แต่อยู่ในดุลพินิจของศาลว่าสมควรจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้หรือไม่ โดยให้ศาลคำนึงถึงความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันในเชิงคดีเท่าที่ต่างดำเนินคดีต่อสู้กันมา

คดียังไม่มีการนำพยานของโจทก์และจำเลยเข้าสืบเพื่อเป็นการสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องและข้อเถียงตามคำให้การของฝ่ายตนโดยศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก แต่ทนายจำเลยขอเลื่อนคดีหลังจากนั้นมีการขอเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์อีกถึง 10 นัด จนถึงนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งเป็นนัดที่โจทก์ทั้งห้าขอถอนฟ้องซึ่งตลอดเวลาดังกล่าวทั้งโจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสามได้ขอเลื่อนคดีด้วยเหตุที่ขอเจรจาต่อรองเพื่อตกลงกัน แม้ในที่สุดตกลงกันไม่ได้ ก็หาทำให้ฝ่ายใดต้องเสียเปรียบในเชิงคดีไม่ ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 21313 ทางทิศใต้กว้าง 5 เมตร ตลอดแนวที่ดินเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้ากับพวก ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินดังกล่าว ณ สำนักงานที่ดิน ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันพิพากษาหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันนำดินลูกรังลงทับถนนเดิมในที่ดินของจำเลยทั้งสามตามคำฟ้อง ทางด้านทิศใต้กว้าง 5 เมตร ตลอดแนวที่ดิน ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ทั้งห้ากับพวกเป็นผู้ดำเนินการแทนโดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินของจำเลยทั้งสามไม่ได้ตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างพิจารณาก่อนมีการสืบพยาน โจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยทั้งสามแถลงคัดค้านว่า โจทก์ทั้งห้าถอนฟ้องเพื่อจะตั้งรูปคดีใหม่เป็นเรื่องทางสาธารณะ ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์ทั้งห้าเป็นเพียงบุคคลธรรมดามิได้มีส่วนเสียหายด้วย ผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจฟ้องน่าจะเป็นรัฐการถอนฟ้องเช่นนี้จึงไม่เป็นประโยชน์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งห้าถอนฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่โจทก์จะถอนฟ้องจำเลยหรือไม่นั้นเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้ เป็นแต่ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลว่าสมควรจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้หรือไม่เท่านั้น โดยให้ศาลคำนึงถึงความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันในเชิงคดีว่า เท่าที่ต่างดำเนินคดีต่อสู้กันมานั้นเป็นเช่นไรบ้างเท่านั้น สำหรับคดีเรื่องนี้ยังไม่มีการนำพยานของโจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสามเข้าสืบเพื่อเป็นการสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องและข้อเถียงตามคำให้การของฝ่ายตนเลย โดยศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ทั้งห้านัดแรกเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2540 แต่ทนายจำเลยทั้งสามขอเลื่อนคดี หลังจากนั้นมีการขอเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์ทั้งห้าอีกถึง 10 นัด จนถึงนัดสืบพยานโจทก์ทั้งห้าวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นนัดที่โจทก์ทั้งห้าขอถอนฟ้องซึ่งตลอดเวลาดังกล่าวทั้งโจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสามได้ขอเลื่อนคดีด้วยเหตุที่ขอเจรจาต่อรองเพื่อตกลงกัน แม้ในที่สุดตกลงกันไม่ได้ แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้มีการนำพยานเข้าสืบให้อีกฝ่ายเห็นข้อเท็จจริงที่เป็นการสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องและข้อเถียงตามคำให้การของฝ่ายตนแล้วก็หาทำให้ฝ่ายใดต้องเสียเปรียบในเชิงคดีดังที่จำเลยทั้งสามอ้างตามฎีกาไม่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ทั้งห้าถอนฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 แล้วนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ยิ่ง แก้วศรี กับพวก
จำเลย — นาง ศิริพร พันธุ์วัฒนาชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5198/2543
#39273
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จะถอนฟ้องจำเลยหรือไม่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้แต่อยู่ในดุลพินิจของศาลว่าสมควรจะอนุญาตให้ถอนฟ้องหรือไม่ โดยคำนึงถึงความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันในเชิงคดี

คดียังไม่มีการนำพยานของโจทก์และจำเลยเข้าสืบ โดยศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก แต่ทนายจำเลยขอเลื่อนคดี หลังจากนั้นมีการขอเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์อีกถึง 10 นัด จนถึงนัดที่โจทก์ขอถอนฟ้อง ซึ่งตลอดเวลาดังกล่าว ทั้งโจทก์และจำเลยได้ขอเลื่อนคดีด้วยเหตุที่ขอเจรจาต่อรองเพื่อตกลงกัน แม้ในที่สุดตกลงกันไม่ได้ก็หาทำให้ฝ่ายใดต้องเสียเปรียบในเชิงคดีไม่ ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 21313 ทางทิศใต้กว้าง 5 เมตร ตลอดแนวที่ดินเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้ากับพวก ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินดังกล่าว ณ สำนักงานที่ดิน ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันพิพากษาหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันนำดินลูกรังลงทับถนนเดิมในที่ดินของจำเลยทั้งสามตามคำฟ้อง ทางด้านทิศใต้กว้าง 5 เมตร ตลอดแนวที่ดิน ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ทั้งห้ากับพวกเป็นผู้ดำเนินการแทนโดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินของจำเลยทั้งสามไม่ได้ตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างพิจารณาก่อนมีการสืบพยาน โจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยทั้งสามแถลงคัดค้านว่า โจทก์ทั้งห้าถอนฟ้องเพื่อจะตั้งรูปคดีใหม่เป็นเรื่องทางสาธารณะ ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์ทั้งห้าเป็นเพียงบุคคลธรรมดา มิได้มีส่วนเสียหายด้วย ผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจฟ้องน่าจะเป็นรัฐ การถอนฟ้องเช่นนี้จึงไม่เป็นประโยชน์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งห้าถอนฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์จะถอนฟ้องจำเลยหรือไม่นั้นเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้ เป็นแต่ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลว่าสมควรจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้หรือไม่เท่านั้น โดยให้ศาลคำนึงถึงความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันในเชิงคดีว่า เท่าที่ต่างดำเนินคดีต่อสู้กันมานั้นเป็นเช่นไรบ้างเท่านั้น สำหรับคดีเรื่องนี้ยังไม่มีการนำพยานของโจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสามเข้าสืบเพื่อเป็นการสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องและข้อเถียงตามคำให้การของฝ่ายตนเลย โดยศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ทั้งห้านัดแรกเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2540 แต่ทนายจำเลยทั้งสามขอเลื่อนคดี หลังจากนั้นมีการขอเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์ทั้งห้าอีกถึง10 นัด จนถึงนัดสืบพยานโจทก์ทั้งห้าวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นนัดที่โจทก์ทั้งห้าขอถอนฟ้อง ซึ่งตลอดเวลาดังกล่าวทั้งโจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสามได้ขอเลื่อนคดีด้วยเหตุที่ขอเจรจาต่อรองเพื่อตกลงกันแม้ในที่สุดตกลงกันไม่ได้ แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้มีการนำพยานเข้าสืบให้อีกฝ่ายเห็นข้อเท็จจริงที่เป็นการสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องและข้อเถียงตามคำให้การของฝ่ายตนแล้ว ก็หาทำให้ฝ่ายใดต้องเสียเปรียบในเชิงคดีดังที่จำเลยทั้งสามอ้างตามฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ทั้งห้าถอนฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 แล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ยิ่ง แก้วศรี กับพวก
จำเลย — นาง ศิริพร พันธุ์วัฒนาชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5198/2543
#66200
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จะถอนฟ้องจำเลยหรือไม่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้แต่อยู่ในดุลพินิจของศาลว่าสมควรจะอนุญาตให้ถอนฟ้องหรือไม่ โดยคำนึงถึงความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันในเชิงคดี

คดียังไม่มีการนำพยานของโจทก์และจำเลยเข้าสืบ โดยศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก แต่ทนายจำเลยขอเลื่อนคดี หลังจากนั้นมีการขอเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์อีกถึง 10 นัด จนถึงนัดที่โจทก์ขอถอนฟ้อง ซึ่งตลอดเวลาดังกล่าว ทั้งโจทก์และจำเลยได้ขอเลื่อนคดีด้วยเหตุที่ขอเจรจาต่อรองเพื่อตกลงกัน แม้ในที่สุดตกลงกันไม่ได้ก็หาทำให้ฝ่ายใดต้องเสียเปรียบในเชิงคดีไม่ ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 175 แล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยิ่ง แก้วศรี กับพวก
จำเลย — นางศิริพร พันธุ์วัฒนาชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายเกียรติ แก้วตระกูลพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5175 -ที่ 5176/2543
#33255
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยาน แต่เจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยทั้งสามในบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุวางเพลิงเผาทรัพย์เกือบจะทันทีทันใดภายหลังเกิดเหตุโดยมีอุปกรณ์ซึ่งสามารถใช้ในการกระทำผิด อุปกรณ์บางอย่างเก็บไว้ในที่ซึ่งบุคคลทั่วไปไม่ใช้เป็นที่เก็บ โดยเศษผ้าลายชุบน้ำมัน 2 ผืนอยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลยที่ 2 และตามเนื้อตัวเสื้อผ้าของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีรอยเปื้อนน้ำมัน นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์โดยไม่เปิดไฟหน้าในลักษณะคล้ายกับกระทำผิดมาแล้วจะหลบหนี เมื่อเห็นจุดตรวจจำเลยที่ 2 ได้ขว้างขวดทิ้ง จากการตรวจพบว่าเป็นขวดแก้วมีคราบน้ำมันเป็นพิรุธถือได้ว่าพยานโจทก์เป็นพยานแวดล้อม กรณีบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยโจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องมีข้อความทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2540เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสามร่วมกันวางเพลิงเผาป้ายรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดขององค์การบริหารส่วนตำบลริโก๋ 1 ป้าย และขององค์การบริหารส่วนตำบลกาวะ 1 ป้าย โดยใช้เศษผ้าชุบน้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงและใช้ไฟแช็กแก๊สจุดไฟเผาจนป้ายดังกล่าวเกิดไฟลุกไหม้เสียหาย เหตุเกิดที่ตำบลริโก๋และตำบลกาวะ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217, 83, 33 ริบของกลางและนับโทษจำเลยทั้งสามติดต่อกันทั้งสองสำนวน

จำเลยทั้งสามทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามทั้งสองสำนวนมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามสำนวนละ 2 ปี รวม 2 สำนวน ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปีจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามคงลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ริบของกลาง เมื่อศาลรวมโทษทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันแล้วจึงให้ยกคำขอให้นับโทษต่อเสีย

จำเลยทั้งสามทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนของกลางให้แก่เจ้าของ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมาโดยจำเลยมิได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายลอบวางเพลิงเผาป้ายรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดขององค์การบริหารส่วนตำบลริโก๋ 1 ป้าย และขององค์การบริหารส่วนตำบลกาวะ 1 ป้าย ซึ่งอยู่ริมถนนจารุเสถียรได้รับความเสียหายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสามได้ขณะกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่ที่ถนนดังกล่าว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นตามฟ้องทั้งสองสำนวนหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทเดโช จุลแก้ว นายดาบตำรวจบุญฤทธิ์ชูฟอง และร้อยตำรวจโทสงกรานต์ บูรณศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมและสอบสวนเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพันตำรวจโทเดโชและนายดาบตำรวจบุญฤทธิ์กับพวกกำลังตรวจท้องที่ส่วนร้อยตำรวจโทสงกรานต์ปฏิบัติหน้าที่เป็นร้อยเวรสอบสวนอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอสุไหงปาดี ได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารว่ามีคนร้ายลอบวางเพลิงเผาป้ายต่อต้านยาเสพติดที่ปากทางเข้าบ้านกูวา ตำบลริโก๋จึงได้รีบไปยังที่เกิดเหตุและช่วยกันดับไฟ ต่อมาประมาณ 10 นาทีได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจว่ามีคนร้ายเผาป้ายอีกแห่งหนึ่งที่ตำบลกาวะซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 1 กิโลเมตร พันตำรวจโทเดโชจึงสั่งให้นายดาบตำรวจบุญฤทธิ์กับพวกขับรถจักรยานยนต์ติดตามคนร้ายไป และสั่งให้ตั้งจุดตรวจที่ถนนจารุเสถียรบริเวณหมู่บ้านจะแวบ๊ะระหว่างทางนายดาบตำรวจบุญฤทธิ์กับพวกพบรถจักรยานยนต์ 2 คันไม่เปิดไฟหน้าแล่นสวนทางมา โดยจำเลยที่ 1เป็นผู้ขับมา 1 คัน และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายรถมาอีก1 คัน นายดาบตำรวจบุญฤทธิ์จึงเลี้ยวกลับรถขับตามมา เมื่อมาถึงจุดตรวจเจ้าพนักงานตำรวจได้ใช้ไฟสปอร์ตไลท์ส่องหน้าจำเลยทั้งสามทำท่าจะหลบหนีและจำเลยที่ 2 ขว้างขวดทิ้ง พันตำรวจโทเดโชกับพวกจับกุมจำเลยทั้งสามไว้ได้และตรวจค้นพบแผ่นป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์และกระป๋องน้ำมันเครื่องยี่ห้อมอลล่าขนาด 1 ลิตร ที่ตะแกรงหน้ารถมีน้ำมันโซล่าอยู่ประมาณครึ่งกระป๋องพบไฟแช็ก 1 อัน กับเศษผ้าลายชุบน้ำมัน 2 ผืนในกระเป๋ากางเกงของจำเลยที่ 2ตามเนื้อตัวและเสื้อผ้าของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 มีรอยเปื้อนน้ำมัน และยึดได้ขวดเปล่า 1 ใบที่จำเลยที่ 2 ขว้างทิ้ง จากการสอบถามเบื้องต้น จำเลยทั้งสามรับว่าเป็นผู้เผาป้ายต่อต้านยาเสพติดทั้งสองป้ายโดยจำเลยที่ 1เป็นผู้รับจ้างมาจากนายมะซึ่งเป็นชาวมาเลเชียในราคา 500 ดอลลาร์มาเลเชียแล้วจำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นผู้เผาป้ายเป็นเงินค่าจ้าง3,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ซื้อน้ำมันมาจากปั้มน้ำมันของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่อำเภอสุไหงโก-ลก ฝ่ายจำเลยทั้งสามอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่าขณะถูกจับจำเลยทั้งสามกลับจากไปเที่ยวที่อำเภอสุไหงโก-ลกเจ้าพนักงานตำรวจได้ทำร้ายร่างกายและเอาน้ำมันมาราดใส่จำเลยที่ 2 และที่ 3 บังคับให้รับสารภาพเห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะกระทำผิด แต่พยานโจทก์ดังกล่าวพบจำเลยทั้งสามในบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุเกือบจะทันทีทันใดภายหลังเกิดเหตุ โดยมีอุปกรณ์ซึ่งสามารถใช้ในการกระทำผิด อุปกรณ์บางอย่างเก็บไว้ในที่ซึ่งบุคคลทั่วไปไม่ใช้เป็นที่เก็บโดยเศษผ้าลายชุบน้ำมัน 2 ผืนอยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลยที่ 2 และตามเนื้อตัวเสื้อผ้าของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีรอยเปื้อนน้ำมันนอกจากนี้จำเลยที่ 1และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์โดยไม่เปิดไฟหน้าในลักษณะคล้ายกับกระทำผิดมาแล้วจะหลบหนี เมื่อเห็นจุดตรวจจำเลยที่ 2 ได้ขว้างขวดทิ้งจากการตรวจในภายหลังพบว่าเป็นขวดแก้วแบบสุราแม่โขงมีคราบน้ำมันเป็นพิรุธถือได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสามเป็นพยานแวดล้อม กรณีบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ ที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่าเจ้าพนักงานตำรวจเอาขวดมาจากท้ายรถยนต์กระบะเอาน้ำมันมาราดใส่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และรุมกันทำร้ายร่างกายจนจำเลยที่ 2 สลบไป แล้วยกจำเลยที่ 2 ขึ้นใส่รถนั้นเห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสามมาก่อนไม่มีเหตุที่จะเบิกความและสร้างพยานหลักฐานขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลยทั้งสถานที่เกิดเหตุอยู่ริมถนน จำเลยที่ 1 ก็รับว่าระหว่างนั้นมีรถยนต์กระบะแล่นผ่านมา 1 คันไม่น่าเชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะกล้ากระทำต่อจำเลยทั้งสามในที่สาธารณะซึ่งอาจมีผู้พบเห็นเป็นพยาน ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่ามีบาดแผลฟกช้ำที่หน้าอกและที่แก้ม ได้แจ้งให้ญาติทราบว่าถูกทำร้าย แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการอย่างใดบัญชีของกลางคดีอาญา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้จัดทำขึ้นภายหลังเกิดเหตุและจำเลยทั้งสามลงลายมือชื่อรับรองว่าถูกต้องก็ได้ระบุไว้ชัดว่ามีของกลางอะไรบ้างยึดได้จากใคร ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจเอาขวดมาจากท้ายรถยนต์กระบะจึงเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสามก็ให้การรับสารภาพ และยังได้นำไปชี้ปั้มน้ำมันที่จำเลยที่ 1 ซื้อน้ำมันเพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงด้วย ที่พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความแตกต่างกันเกี่ยวกับเวลาที่ได้รับแจ้งเหตุ สิ่งของที่จำเลยที่ 2 ขว้างทิ้งว่าเป็นขวดเปล่าหรือกระป๋องน้ำมันยี่ห้อมอลล่าเศษผ้าชุบน้ำมัน 2 ผืนอยู่ในกระเป๋ากางเกงหรืออยู่ที่หน้าตักของจำเลยที่ 2 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกขึ้นเป็นข้อตำหนินั้น เห็นว่า เวลาที่ได้รับแจ้งเหตุเป็นเพียงการกะประมาณทั้งพยานอยู่คนละสถานที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน จึงไม่แน่ว่าจะได้รับแจ้งเหตุพร้อมกัน ปรากฏตามบัญชีทรัพย์ของกลางคดีอาญา ว่ามีทั้งขวดแก้วเปล่ามีคราบน้ำมันและกระป๋องน้ำมันเครื่องมอลล่า ร้อยตำรวจโทสงกรานต์อาจจำสับสนว่าจำเลยที่ 2 ขว้างสิ่งใดทิ้ง จึงเบิกความแตกต่างจากพยานอื่น ส่วนเศษผ้าชุบน้ำมัน 2 ผืนอยู่ในกระเป๋ากางเกงหรืออยู่ที่หน้าตักของจำเลยที่ 2 นับว่าอยู่ในที่ใกล้เคียงกันเศษผ้าดังกล่าวกว้างประมาณฝ่ามือยาวประมาณ 1 ช่วงแขน ถ้าจำเลยที่ 2ใส่กระเป๋ากางเกงไม่หมด ส่วนที่เหลือก็จะอยู่บนหน้าตักพยานจึงเห็นแตกต่างกันไป ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อพิรุธไม่น่าเชื่อแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นตามฟ้องทั้งสองสำนวนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสองสำนวนฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 217
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายมะสะอารี บือราเฮง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5156/2543
#37818
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ จำเลยตกลงท้ากันว่าหากโยธาธิการจังหวัดหรือวิศวกรของโยธาธิการจังหวัดชี้ขาดว่าตึกของโจทก์หรือของจำเลยเป็นฝ่ายที่เอนมาจนเป็นเหตุให้เกิดการละเมิด คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะยอมแพ้คดี ส่วนเรื่องค่าเสียหายคู่ความท้ากันขอให้โยธาธิการจังหวัดหรือวิศวกรของโยธาธิการจังหวัดเป็นผู้ตรวจสอบความเสียหายและคิดคำนวณโดยให้ระบุค่าแรงและค่าวัสดุในการซ่อมแซมตึกไว้ด้วยวิศวกรของโยธาธิการจังหวัดไปตรวจสอบตึกพิพาทของโจทก์ จำเลย แล้วมีหนังสือของโยธาธิการจังหวัดตอบว่า อาคารพิพาทเกิดจากการเอียงของตัวอาคารทั้งสองหลังโดยแต่ละหลังต่างก็เอียงเข้าหากันสาเหตุไม่น่าจะเกิดจากการออกแบบหรือการควบคุมงานก่อสร้างที่ผิดพลาดเนื่องจากอาคารทั้งสองหลังมีอายุการใช้งานมานานกว่า 10 ปีแล้วทั้งไม่พบลักษณะการวิบัติของโครงสร้างอาคารที่พอจะชี้ประเด็นว่าเกิดจากความผิดพลาดของการออกแบบและควบคุมงานก่อสร้าง เช่น คาน หรือเสาแตกหักแต่อย่างใด การเอียงตัวของอาคารทั้งสองหลังน่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คือน่าจะเกิดจากความสามารถในการรับน้ำหนักของดินใต้ฐานรากอาคารทั้งสองหลังมีความสามารถในการรับน้ำหนักลดลงน่าจะเกิดจากมีการไหลซึมของน้ำผิวดินลงไปสู่ดินใต้ฐานรากอาคารทำให้ดินใต้ฐานรากอาคารอ่อนตัวลงหรือเกิดจากระดับน้ำใต้ดินที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนเรื่องค่าเสียหายนั้นคู่กรณีแต่ละฝ่ายต่างน่าจะรับผิดชอบค่าเสียหายและซ่อมแซมส่วนที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง ดังนี้หนังสือของโยธาธิการจังหวัดยังไม่เป็นการชี้ขาดประเด็นพิพาทตามคำท้า คู่ความต้องดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของตึกแถวสองชั้นครึ่ง สองคูหา เลขที่ 26ถนนเมืองใหม่ ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหารตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 851 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เมื่อระหว่างวันที่ 20 กันยายน 2539 จนถึงวันฟ้อง ตึกแถวของจำเลยเลขที่ 28 ถนนเมืองใหม่ ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหารจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งปลูกอยู่ติดกับตึกแถวของโจทก์เสียการทรงตัวเนื่องจากอยู่ในสภาพเก่าและปลูกสร้างมานาน ทำให้ด้านบนตึกแถวของจำเลยเอนมาทับชั้นบนตึกแถวของโจทก์ได้รับความเสียหายซึ่งจำเลยสามารถป้องกันหรือแก้ไขได้ แต่จำเลยประมาทขาดความระมัดระวังจึงเป็นการจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากต้องขาดรายได้เดือนละ30,000 บาท จากการที่ต้องปิดกิจการอบสมุนไพรและนวดแผนโบราณของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2539 เป็นต้นมา เป็นเวลา 10 เดือนเป็นค่าเสียหาย 300,000 บาท และตึกแถวได้รับความเสียหายผนังตึกแถวร้าวอยู่ในสภาพไม่ปลอดภัยที่จะอยู่อาศัยซึ่งจะต้องเสียค่าซ่อมแซมเป็นเงิน500,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์จำนวน 800,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ตึกแถวของจำเลยเป็นตึกแถวสองชั้นต่ำกว่าตึกแถวของโจทก์ ทั้งไม่ได้เสียการทรงตัวและไม่ได้เอนไปทับตึกแถวของโจทก์ หากแต่ด้านหลังคาตึกแถวของโจทก์สร้างถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ทำให้ส่วนบนตึกแถวของโจทก์รับน้ำหนักมากจนเสียการทรงตัวเอียงลงมาทับตึกแถวของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ค่าเสียหายในส่วนที่โจทก์ขอคิดเป็นค่าขาดประโยชน์จำเลยไม่ต้องรับผิดเพราะปัจจุบันโจทก์ยังเปิดกิจการสถานเสริมความงามตามปกติ เหตุที่ลูกค้ามาใช้บริการน้อยไม่ใช่เพราะตึกแถวของโจทก์แตกร้าวแต่เป็นเพราะสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำส่วนค่าเสียหายในการซ่อมแซมตึกแถวของโจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิดเช่นกันเนื่องจากความเสียหายมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง และการที่โจทก์ปล่อยให้ตึกแถวของโจทก์เสียการทรงตัวเอนมาทับตึกแถวของจำเลยเป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลยจำเลยจะต้องเสียค่าซ่อมแซมตึกแถวของจำเลยเป็นเงิน 100,000 บาทขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำให้การเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ตึกแถวของโจทก์ก่อสร้างอย่างดีถูกต้องตามแบบทุกประการ ทั้งคานฐานรากก็แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตึกแถวของโจทก์ได้ดี ฟ้องแย้งจำเลยเป็นเท็จ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความท้ากันโดยให้โยธาธิการจังหวัดมุกดาหาร หรือวิศวกรของโยธาธิการจังหวัดไปตรวจสอบตึกแถวของโจทก์หรือของจำเลยและชี้ขาด หากชี้ขาดว่าตึกของฝ่ายโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายที่เอนมาจนเป็นเหตุให้เกิดละเมิดคดีนี้อีกฝ่ายจะยอมแพ้ ส่วนประเด็นค่าเสียหาย โจทก์และจำเลยท้ากันโดยให้โยธาธิการจังหวัดหรือวิศวกรของโยธาธิการจังหวัดเป็นผู้ตรวจสอบความเสียหายและคำนวณค่าแรงและค่าวัสดุในการซ่อมแซมและขอสละประเด็นอื่น ๆ เสียทั้งสิ้น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันโดยให้โยธาธิการจังหวัดมุกดาหารหรือวิศวกรของโยธาธิกาจังหวัดมุกดาหารไปทำการตรวจสอบตึกพิพาทของโจทก์และของจำเลยหากโยธาธิการจังหวัดหรือวิศวกรของโยธาธิการจังหวัด ชี้ขาดว่า ตึกของโจทก์หรือของจำเลยเป็นฝ่ายที่เอนมาจนเป็นเหตุให้เกิดละเมิดคดีนี้อีกฝ่ายจะยอมแพ้คดี ส่วนเรื่องค่าเสียหายโจทก์ จำเลยตกลงท้ากันขอให้โยธาธิการจังหวัดหรือวิศวกรของโยธาธิการจังหวัดเป็นผู้ตรวจสอบความเสียหายตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2541 ศาลชั้นต้น เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าคำวินิจฉัยชี้ขาดของวิศวกรของโยธาธิการจังหวัดมุกดาหารเป็นการชี้ขาดนอกประเด็นคำท้าและไม่สมกับคำท้าหรือไม่ เห็นว่าตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 10 มีนาคม 2541 โจทก์ จำเลยตกลงท้ากันว่าหากโยธาธิการจังหวัดหรือวิศวกรของโยธาธิการจังหวัดชี้ขาดว่า ตึกของโจทก์หรือของจำเลยเป็นฝ่ายที่เอนมาจนเป็นเหตุให้เกิดการละเมิดคดีนี้ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะยอมแพ้คดี ส่วนเรื่องค่าเสียหายคู่ความท้ากันขอให้โยธาธิการจังหวัดหรือวิศวกรของโยธาธิการจังหวัดเป็นผู้ตรวจสอบความเสียหายและคิดคำนวณโดยให้ระบุค่าแรงและค่าวัสดุในการซ่อมแซมตึกไว้ด้วย แต่ปรากฏว่าเมื่อวิศวกรของโยธาธิการจังหวัดได้ไปตรวจสอบตึกพิพาทของโจทก์ จำเลยร่วมกับคู่ความแล้วได้ให้โยธาธิการจังหวัดมุกดาหารเป็นผู้ทำหนังสือตอบฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2541 มีใจความว่าอาคารพิพาทเกิดจากการเอียงของตัวอาคารทั้งสองหลังโดยแต่ละหลังต่างก็เอียงเข้าหากัน สาเหตุที่เกิดการเอียงของตัวอาคารไม่น่าจะเกิดจากการออกแบบ หรือการควบคุมงานก่อสร้างที่ผิดพลาดเนื่องจากอาคารทั้งสองหลังมีอายุการใช้งานมานานกว่า 10 ปีแล้วทั้งไม่พบลักษณะการวิบัติของโครงสร้างอาคารที่พอจะชี้ประเด็นว่าเกิดจากความผิดพลาดของการออกแบบและควบคุมงานก่อสร้าง เช่น คาน หรือเสาแตกหักแต่อย่างใด การเอียงตัวของอาคารทั้งสองหลังน่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ กล่าวคือน่าจะเกิดจากความสามารถในการรับน้ำหนักของดินใต้ฐานรากอาคารทั้งสองหลังมีความสามารถในการรับน้ำหนักลดลง น่าจะเกิดจากมีการไหลซึมของน้ำผิวดินลงไปสู่ดินใต้ฐานรากอาคารทำให้ดินใต้ฐานรากอาคารอ่อนตัวลงเป็นผลให้ความสามารถในการรับน้ำหนักของดินลดลงไปด้วย หรือเกิดจากระดับน้ำใต้ดินที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนในเรื่องค่าเสียหายนั้นเนื่องจากการเอียงตัวของอาคารทั้งสองหลังเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คู่กรณีแต่ละฝ่ายต่างน่าจะรับผิดชอบค่าเสียหายและซ่อมแซมส่วนที่เกิดขึ้นด้วยตนเองเห็นได้ว่าหนังสือชี้แจงของโยธาธิการจังหวัดมุกดาหารยังไม่เป็นการชี้ขาดประเด็นพิพาทตามคำท้าแต่อย่างใด เพราะประเด็นพิพาทตามที่คู่ความท้ากันนั้นระบุว่า ตึกของโจทก์หรือของจำเลยเป็นฝ่ายเอนมาจนเป็นเหตุให้เกิดการละเมิดคดีนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะยอมแพ้คดี เมื่อผลการวินิจฉัยดังกล่าวระบุเพียงว่าตึกของโจทก์และของจำเลยต่างเอียงเข้าหากันโดยไม่ได้ระบุว่าการเอียงเข้าหากันนั้นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายเอียงมากกว่ากัน ทั้งระบุสาเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมิใช่เกิดจากการออกแบบหรือการควบคุมการก่อสร้างที่ผิดพลาด ทั้งยังระบุให้แต่ละฝ่ายต่างรับผิดชอบกันเองมิได้ระบุว่าค่าเสียหายมีเพียงใด และฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะต้องรับผิดต่ออีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่เพียงใด เช่นนี้ คำวินิจฉัยของโยธาธิการจังหวัดมุกดาหารจึงไม่สมกับคำท้าและไม่เป็นไปตามคำท้าคู่ความจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไปที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว รุ่งเรือง แซ่ลี้
จำเลย — นาย สินธร โภคสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5151/2543
#37387
เปิดฉบับเต็ม

ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 171 และในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตามมาตรา 11

หนังสือสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 ค้ำประกันจำเลยที่ 2 ไว้แก่โจทก์มีข้อความว่า เนื่องในการที่ธนาคารโจทก์ได้อนุมัติให้จำเลยซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่าลูกหนี้ทำการกู้เงินหรือเบิกเงินเกินบัญชี ขายลดตั๋วเงินและ/หรือรายการอื่นใดอันก่อให้เกิดหนี้สินพันธะระหว่างจำเลยกับธนาคารทหารไทย จำกัด (โจทก์) ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้หรือจะพึงเกิดขึ้นในภายหน้าภายใน วงเงินไม่เกิน 1,500,000 บาท ซึ่งมีข้อความสอดคล้องกับข้อความตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันที่จำเลยที่ 5 จำนองแก่โจทก์ใจความว่าจำเลยที่ 5 จำนองที่ดินเป็นประกันเงินซึ่งจำเลยเป็นหนี้โจทก์ก่อนเวลานี้หรือในเวลานี้ หรือในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้าเป็นจำนวนเงิน ไม่เกิน1,500,000 บาท ดังนั้น ตามสัญญาดังกล่าวมีข้อความว่า จำเลยที่ 5ยอมรับผิดในหนี้สินระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ที่จะพึงเกิดขึ้นในภายหน้าหมายถึงหนี้สินที่จำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ของโจทก์โดยตรงในฐานะลูกหนี้ชั้นต้น คู่สัญญาไม่น่าจะคาดหมายว่าจะต้องรับผิดในหนี้สินที่จำเลยที่ 2ซึ่งเป็นลูกหนี้ไปค้ำประกันหนี้บุคคลภายนอก คือ จำเลยที่ 1 ต่อโจทก์อีกต่อหนึ่งในภายหน้าด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2530 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ ขอให้โจทก์แจ้งไปยังธนาคารตัวแทนของโจทก์ในประเทศสิงคโปร์ แจ้งให้ผู้ขายสินค้าทราบว่าจำเลยที่ 1 ขอเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตในการสั่งซื้อสินค้าไว้กับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 6เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2530จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ ขอรับเอกสารการออกสินค้ามูลค่า28,406.70 ดอลลาร์สหรัฐและจะนำเงินมาชำระคืนให้โจทก์ภายในวันที่ 22สิงหาคม 2530 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม2528 จำเลยที่ 4 และที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้สินหรือพันธะอื่น ๆของจำเลยที่ 2 ไว้ต่อโจทก์ในวงเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี วันที่ 16 มิถุนายน 2530 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทุกประเภทไว้ต่อโจทก์ในวงเงิน 756,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1ทุกประเภทไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 756,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี นอกจากการค้ำประกันดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2528จำเลยที่ 5 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 6117 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์เป็นประกันหนี้ของตนเองและของจำเลยที่ 2 ในขณะจำนองและในภายหน้าในวงเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีมีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 5 ยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบ หลังจากทำสัญญาทรัสต์รีซีทและรับสินค้าไปแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,554,827.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 734,881.33 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6117 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2ไว้ต่อโจทก์จริง และได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 5 เองและหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ในวงเงิน1,500,000 บาท จริง แต่การค้ำประกันและจำนองดังกล่าวที่ทำต่อโจทก์เป็นการประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 เฉพาะหนี้เงินกู้ หนี้เบิกเงินเกินบัญชีหนี้ขายลดตั๋วเงิน หนี้ตามสัญญาเล็ตเตอร์ออฟเครดิต ทรัสต์รีซีทแพคกิ้งเครดิตหนี้ที่ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันอาวัล หรือรับรองตั๋วเงินหรือหนี้อื่นใดที่จำเลยที่ 2 มีต่อโจทก์โดยตรงเท่านั้น จำเลยที่ 5 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหรือจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ ไม่ว่าจะเป็นโดยตรงหรือในฐานะรับเรือน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน1,554,827.50 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน734,881.33 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดจำนวน 1,288,042.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 734,881.33 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6117 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 5 บังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 5 แต่เพียงว่าจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 แก่โจทก์จะต้องร่วมรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 2 เข้าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน สัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 หรือไม่ จำเลยที่ 5 ฎีกาว่า จำเลยที่ 5 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันหรือจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดในพันธะหนี้สินที่จำเลยที่ 1 ได้ก่อขึ้นแก่โจทก์ และจำเลยที่ 5 ไม่จำต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 แก่โจทก์ พิเคราะห์แล้ว หนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 ที่จำเลยที่ 5 ค้ำประกันจำเลยที่ 2 ไว้แก่โจทก์ข้อ 1 มีข้อความว่า เนื่องในการที่ธนาคารฯ ได้อนุมัติให้บริษัท เอส.ซี. สยามเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (จำเลยที่ 2) ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า ลูกหนี้ ทำการกู้เงินหรือเบิกเงินเกินบัญชี ขายลดตั๋วเงินและ/หรือรายการอื่นใดอันก่อให้เกิดหนี้สินพันธะระหว่างบริษัท เอส.ซี. สยามเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (จำเลยที่ 2) กับธนาคารทหารไทย จำกัด (โจทก์) ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้หรือจะพึงเกิดขึ้นในภายหน้า ภายในวงเงินไม่เกิน 1,500,000 บาท ซึ่งมีข้อความสอดคล้องกับข้อความตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันที่จำเลยที่ 5 จำนองแก่โจทก์ตามเอกสารหมายจ.4 และ จ.5 ข้อ 1 ใจความว่า จำเลยที่ 5 จำนองที่ดินเป็นประกันเงินซึ่งบริษัทเอส.ซี. สยามเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (จำเลยที่ 2) เป็นหนี้ผู้รับจำนอง (โจทก์) ก่อนเวลานี้หรือในเวลานี้ หรือในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้าเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 1,500,000 บาท เห็นว่าในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ดังนั้นตามสัญญาดังกล่าวมีข้อความว่า จำเลยที่ 5 ยอมรับผิดในหนี้สินระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ที่จะพึงเกิดขึ้นในภายหน้าหมายถึงหนี้สินที่จำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ของโจทก์โดยตรงในฐานะลูกหนี้ชั้นต้น คู่สัญญาไม่น่าจะคาดหมายว่าจะต้องรับผิดในหนี้สินที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไปค้ำประกันหนี้บุคคลภายนอกคือ จำเลยที่ 1 ต่อโจทก์อีกต่อหนึ่งในภายหน้า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในหนี้ที่จำเลยที่ 2 เข้าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 171 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท บางกอกซิตี้เทรด จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วินัย ตุลยภักดิ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5151/2543
#66199
เปิดฉบับเต็ม

ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ตาม ป.พ.พ.มาตรา 171 และในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตามมาตรา 11

หนังสือสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 ค้ำประกันจำเลยที่ 2 ไว้แก่โจทก์มีข้อความว่า เนื่องในการที่ธนาคารโจทก์ได้อนุมัติให้จำเลยซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่าลูกหนี้ ทำการกู้เงินหรือเบิกเงินเกินบัญชี ขายลดตั๋วเงิน และ/หรือรายการอื่นใดอันก่อให้เกิดหนี้สินพันธะระหว่างจำเลยกับธนาคารทหารไทย จำกัด (โจทก์)ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้หรือจะพึงเกิดขึ้นในภายหน้า ภายในวงเงินไม่เกิน 1,500,000บาท ซึ่งมีข้อความสอดคล้องกับข้อความตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันที่จำเลยที่ 5 จำนองแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 5 จำนองที่ดินเป็นประกันเงินซึ่งจำเลยเป็นหนี้โจทก์ก่อนเวลานี้หรือในเวลานี้ หรือในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้าเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 1,500,000 บาท ตามสัญญาดังกล่าวนี้มีข้อความว่า จำเลยที่ 5ยอมรับผิดในหนี้สินระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ที่จะพึงเกิดขึ้นในภายหน้า หมายถึงหนี้สินที่จำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ของโจทก์โดยตรงในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นเท่านั้น มิใช่ต้องรับผิดในหนี้สินที่จำเลยที่ 2 ไปค้ำประกันหนี้บุคคลภายนอกต่อโจทก์อีกต่อหนึ่งในภายหน้าด้วย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 171 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบางกอกซิตี้เทรด จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุโชค ทองศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วินัย ตุลยภักดิ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5150/2543
#34994
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางนัดฟังคำพิพากษาและได้ปิดประกาศแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้โจทก์ทราบที่หน้าศาลโดยให้มีผลทันทีแล้วตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 25,26 จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ไปฟังคำพิพากษาในวันนัดและศาลแรงงานกลางได้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังโดยจดแจ้งไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ถือว่าโจทก์ทราบคำพิพากษาตามกฎหมายแล้ว จึงต้องถือว่าได้มีการอ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟังแล้วในวันนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 140 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์จะอ้างว่ายังไม่ทราบคำพิพากษาไม่ได้

โจทก์ไม่ติดตามตรวจสอบว่าศาลแรงงานกลางได้มีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ เมื่อใด เพราะเข้าใจว่าช่วงนั้นศาลแรงงานกลางมีงานเกี่ยวกับการพิพากษาคดีจำนวนมาก ก็ถือว่าเป็นความผิดหรือบกพร่องของโจทก์เองไม่ใช่ความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลจะพึงขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าบำเหน็จจำนวน 32,800 บาท แก่โจทก์คำขออื่นให้ยกโดยศาลแรงงานกลางอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2542

วันที่ 25 มกราคม 2543 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 15 วัน อ้างว่าในวันนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายโจทก์ไม่ได้ไปศาลจึงไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาและไม่ได้ไปฟังคำพิพากษา ทั้งเข้าใจว่าช่วงปลายปีต่อกับช่วงต้นปีงานพิพากษาคดีและงานพิมพ์คำพิพากษาของศาลมีมากจึงเพิ่งไปตรวจดูสำนวนและทราบว่าศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2542 ในวันยื่นคำร้องซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปแล้ว โจทก์มิได้มีเจตนาไม่ยื่นอุทธรณ์ในกำหนด

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า เหตุที่อ้างเป็นความเข้าใจของโจทก์เอง ไม่ใช่เหตุจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมของทั้งสองฝ่ายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 26 จึงไม่สมควรขยายระยะเวลาให้ทั้งยังเป็นการยื่นคำร้องขอขยายภายหลังจากพ้นระยะเวลาแล้วโดยไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัย ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะไม่ได้ไปศาลในวันนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายซึ่งเป็นวันที่ศาลแรงงานกลางได้กำหนดวันนัดฟังคำพิพากษา แต่ก็ปรากฏในสำนวนว่าศาลแรงงานกลางนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 30 ธันวาคม 2542 และได้ปิดประกาศแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้โจทก์ทราบที่หน้าศาลโดยให้มีผลทันทีแล้วเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2542 ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 25,26 จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ไปฟังคำพิพากษาในวันนัดและศาลแรงงานกลางได้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังโดยจดแจ้งไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ถือว่าโจทก์ทราบคำพิพากษาตามกฎหมายแล้ว จึงต้องถือว่าได้มีการอ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟังแล้วในวันนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31โจทก์จะอ้างว่ายังไม่ทราบคำพิพากษาไม่ได้ การที่โจทก์ไม่ติดตามตรวจสอบว่าศาลแรงงานกลางได้มีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ เมื่อใดเพราะเข้าใจว่าช่วงนั้นศาลแรงงานกลางมีงานเกี่ยวกับการพิพากษาคดีจำนวนมาก ก็ถือว่าเป็นความผิดหรือบกพร่องของโจทก์เอง ไม่ใช่ความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลจะพึงขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 140
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 25 ม. 26 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จตุรงค์ คล่องแคล่ว
จำเลย — องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5150/2543
#66198
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางนัดฟังคำพิพากษาและได้ปิดประกาศแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้โจทก์ทราบที่หน้าศาลโดยให้มีผลทันทีแล้วตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 25, 26 จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ไปฟังคำพิพากษาในวันนัดและศาลแรงงานกลางได้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังโดยจดแจ้งไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ถือว่าโจทก์ทราบคำพิพากษาตามกฎหมายแล้ว จึงต้องถือว่าได้มีการอ่านคำพิพากษาให้โจทก์ฟังแล้วในวันนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 140 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 โจทก์จะอ้างว่ายังไม่ทราบคำพิพากษาไม่ได้

โจทก์ไม่ติดตามตรวจสอบว่าศาลแรงงานกลางได้มีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ เมื่อใด เพราะเข้าใจว่าช่วงนั้นศาลแรงงานกลางมีงานเกี่ยวกับการพิพากษาคดีจำนวนมาก ก็ถือว่าเป็นความผิดหรือบกพร่องของโจทก์เอง ไม่ใช่ความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลจะพึงขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 140
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจตุรงค์ คล่องแคล่ว
จำเลย — ส.ค.)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเสรี เพศประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5149/2543
#98911
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ออกสลากรางวัล โดยมีข้อความแสดงคำมั่นจะให้รางวัลแก่ผู้ถูกรางวัล จำเลยจึงต้องผูกพันตาม คำมั่นของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 362 เมื่อโจทก์เป็นผู้ถูกรางวัล ถึงแม้โจทก์จะได้ทำสลากดังกล่าวหายไป โจทก์ก็ยังคงเป็นผู้มีสิทธิได้รับรางวัลตามคำมั่นของจำเลย ส่วนการที่สลากรางวัลดังกล่าว มีข้อความว่า ผู้ถือสลากเท่านั้น จึงจะมีสิทธิรับรางวัลได้ ก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่กำหนดขึ้นเพื่อให้จำเลยมีหลักฐานในการจ่ายรางวัลให้แก่ผู้ถูกรางวัลเท่านั้น เงื่อนไขดังกล่าวจะนำมาจำกัดตัดสิทธิโจทก์ผู้มีสิทธิได้รับรางวัลตามกฎหมายหาได้ไม่ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับรางวัลจากจำเลยตามคำมั่นของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้พิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์บัตร รส. เชิญรับโชคหมายเลข ๓๘๓๐๓ และให้จำเลย ส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น จี. เอ็กซ์.ไอ. ขนาด ๑,๕๐๐ ซีซี จำนวน ๑ คัน แก่โจทก์ หากส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าว ไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน ๔๙๘,๐๐๐ บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมจัดโครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ได้แก่โครงการฝึกตัดเย็บเสื้อผ้า ๓ โครงการและโครงการศิลปประดิษฐ์อีก ๑ โครงการ จำเลยและกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมได้ออกบัตรกาชาดคือบัตร รส. เชิญรับโชคประจำปี ๒๕๓๙ จำหน่ายหารายได้เพื่อจะมอบให้ แก่สภากาชาดไทย บัตร รส. เชิญรับโชค หมายเลข ๓๘๓๐๓ ตามฟ้องเป็นหนึ่งในบัตร รส. เชิญรับโชคที่จำเลยทำขึ้น ดังกล่าว และได้มอบหมายให้นายสุพจน์ซึ่งดำรงตำแหน่งแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดสมุทรปราการช่วยทำการจำหน่ายบัตร รส. เชิญรับโชคให้แก่สมาชิกผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนดังกล่าว ต่อมาได้มีการออกรางวัลบัตร รส. เชิญรับโชครางวัลที่ ๑ ได้แก่บัตรหมายเลข ๓๘๓๐๓ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของบัตร รส. เชิญรับโชค บัตรหมายเลข ๓๘๓๐๓ ที่แท้จริงและมีสิทธิได้รับรางวัลตามบัตรดังกล่าวจากจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของบัตร รส. เชิญรับโชคหมายเลข ๓๘๓๐๓ ดังนั้น เมื่อจำเลยได้ ออกบัตร รส. เชิญรับโชค โดยมีข้อความแสดงคำมั่นจะให้รางวัลแก่ผู้ถูกรางวัล จำเลยจึงต้องผูกพันตามคำมั่นของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๖๒ การที่โจทก์เป็นผู้ถูกรางวัลแม้โจทก์จะได้ทำบัตรที่ถูกรางวัลดังกล่าวหายไปโจทก์ก็ยังคงเป็น ผู้มีสิทธิได้รับรางวัลถึงตามคำมั่นของจำเลย ส่วนการที่บัตร รส. เชิญรับโชคมีข้อความว่า ผู้ถือสลากเท่านั้นจึงจะมีสิทธิรับรางวัลได้ก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่กำหนดขึ้นเพื่อให้จำเลยมีหลักฐานในการจ่ายรางวัลให้แก่ผู้ถูกรางวัลเท่านั้น เงื่อนไขดังกล่าวจะนำมาจำกัดตัดสิทธิโจทก์ผู้มีสิทธิได้รับรางวัลตามกฎหมายหาได้ไม่ โจทก์มีสิทธิได้รับรางวัลจากจำเลยตามคำมั่นของจำเลย

พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบรถยนต์นั่งยี่ห้อโตโยต้ารุ่น อี เอ็กซ์ ไอ ขนาด ๑,๕๐๐ บาท ซีซี จำนวน ๑ คัน อันเป็นรางวัลที่ ๑ แก่โจทก์ หากส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวไม่ได้ ให้จำเลยชดใช้ราคาเป็นเงิน ๔๙๘,๐๐๐ บาท แทน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 362
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศิริวรรณ วาตะยัง โดยนายศักดิ์ชาย วาตะยัง
ผู้แทนโดยชอบธรรม — และนางมยุรีย์ วาตะยัง
จำเลย — สมาคมแม่บ้านแรงงานและสวัสดิการสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพินิจ สุริยะจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย พิริยชนานันท์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
กนก พรรณรักษา
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5141/2543
#37386
เปิดฉบับเต็ม

ผู้จัดการมรดกต้องจัดการโดยตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1723 โจทก์ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก จึงไม่อาจจัดการมรดกได้โดยตนเอง ทั้งเหตุที่ต้องโทษจำคุกก็เนื่องมาจากการเบียดบังทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตนในฐานะผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์ถือได้ว่ามีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 ที่ห้ามผู้ที่ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้วทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์กับกองทรัพย์มรดกที่ตนเองเป็นผู้จัดการมรดกมิใช่หมายความว่า กฎหมายเปิดโอกาสให้ตั้งผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกเป็นผู้จัดการมรดกได้

ผู้ร้องสอดที่ 1 อ้างว่ารู้ถึงทรัพย์มรดกทั้งหมดมากยิ่งกว่าทายาทคนอื่น ๆก็ไม่มีใครเบิกความสนับสนุน และผู้ร้องสอดที่ 2 คัดค้าน การที่ผู้ร้องสอดที่ 1ขอเป็นผู้จัดการมรดก นอกจากนี้ผู้ร้องสอดที่ 1 ถูกดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับเรื่องยักยอกทรัพย์มรดก แม้ศาลพิพากษายกฟ้องก็ตาม แต่ผู้ร้องสอดที่ 1ไม่ได้รับความไว้วางใจจากทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ต่าง ๆตามปกติและเหตุอันควรในปัจจุบันแล้ว ผู้ร้องสอดที่ 1 ยังไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเดิม ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 2621/2534ให้ถอนนางสุรี จารุศร จำเลย ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และมีคำสั่งตั้งนายสิงหวิชัย จารุศร โจทก์ที่ 2 และนางสุวลัย จันทวานิช ผู้ร้องสอดที่ 2เป็นผู้จัดการมรดกของนายสว่าง จารุศร ผู้ตาย

ต่อมาผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องว่า หลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งโจทก์ที่ 2 และผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว โจทก์ที่ 2และผู้ร้องสอดที่ 2 ได้ร่วมกันจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายตลอดมา แต่ยังไม่เสร็จสิ้น ต่อมาโจทก์ที่ 2 ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่กรรม ผู้ร้องสอดที่ 2 จึงไม่อาจจัดการมรดกของผู้ตายต่อไปแต่โดยลำพังได้ จึงมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องสอดที่ 2 ให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อไปแต่ผู้เดียว

โจทก์ที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและนางกริสนาหรือกฤษณา เจริญมาศ และเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ที่ 2 ต่อมาผู้ตายได้หย่าขาดกับนางกฤษณาแล้วจดทะเบียนสมรสกับจำเลย และมีบุตรกับจำเลยอีก 2 คน คือ ผู้ร้องสอดที่ 1 และผู้ร้องสอดที่ 2 ในระหว่างที่ผู้ร้องสอดที่ 2 กับโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทั้งสองคนได้ร่วมกันจัดการทรัพย์มรดกโดยมีพฤติการณ์ส่อไปทางทุจริตมิได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกให้ถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ร้องสอดที่ 2 จึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกต่อไปขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอดที่ 2 และมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อไป

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอดที่ 2 และมีคำสั่งตั้งผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อไป

ผู้ร้องสอดที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ร้องสอดที่ 2 ผู้ร้องสอดที่ 2 ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกต่อไป ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อไป

ในระหว่างไต่สวนคำร้อง จำเลยถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนการคัดค้านของจำเลยออกจากสารบบความ

ส่วนผู้ร้องสอดที่ 2 แถลงไม่ติดใจที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางวรรณา จารุศร (บริสุทธิ์) โจทก์ที่ 1เป็นผู้จัดการมรดกของนายสว่าง จารุศร ผู้ตาย โดยให้มีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอดที่ 1 และผู้ร้องสอดที่ 2

ผู้ร้องสอดที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสว่าง จารุศร ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดและอยู่ในเงื่อนไขที่ว่าถ้าจะจำหน่ายจ่ายโอนหรือก่อภาระติดพันกับทรัพย์มรดกที่มีหลักฐานทางทะเบียนให้แก่บุคคลที่มิใช่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกโดยมิได้รับความยินยอมจากทายาททุกคนแล้ว จะต้องขออนุญาตศาลก่อนเป็นกรณีไปนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องสอดที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดที่ 1เพียงว่า โจทก์ที่ 1 หรือผู้ร้องสอดที่ 1 สมควรเป็นผู้จัดการมรดกของนายสว่างจารุศร ผู้ตาย

ผู้ร้องสอดที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกหลายประการ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องสอดที่ 1 ในข้อ 4 ก่อนโดยผู้ร้องสอดที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 บริหารกิจการบริษัทเครดิตฟองซิเอร์สยามเฟรนซ์ จำกัด จนเกิดความเสียหาย บริษัทดังกล่าวถูกฟ้องให้ล้มละลายเปรียบเสมือนโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นประธานกรรมการของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์สยามเฟรนซ์ จำกัด ดังกล่าวเป็นบุคคลล้มละลายด้วย การจัดการมรดกรายนี้ยากกว่าการดำเนินธุรกิจของโจทก์ที่ 1 ทั้งโจทก์ที่ 1 ถูกฟ้องคดีอาญาด้วย หากเป็นผู้จัดการมรดกความเสียหายย่อมจะเกิดแก่กองมรดก และต่อมาผู้ร้องสอดที่ 1 ยื่นคำแถลงว่าคดีที่โจทก์ที่ 1 ถูกฟ้องนั้น ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้จำคุก 5 ปี ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1875/2543 เห็นว่า การเป็นผู้จัดการมรดกโดยหลักแล้วผู้จัดการมรดกต้องจัดการโดยตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1723เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ที่ 1 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 5 ปี ตามคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้นเช่นนี้จึงไม่อาจจัดการมรดกได้โดยตนเอง ทั้งเหตุที่ต้องโทษจำคุกก็เนื่องมาจากการเบียดบังทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตนในฐานะผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์ ดังนี้ ถือได้ว่ามีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกในประการอื่นตามฎีกาของผู้ร้องสอดที่ 1 อีกต่อไป

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 เหมาะสมจะเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้หรือไม่ ผู้ร้องสอดที่ 1 ฎีกาว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 มีฐานะดีรู้ถึงทรัพย์มรดกทั้งหมดมากยิ่งกว่าทายาทคนอื่น ๆ แม้ผู้ร้องสอดที่ 1 จะเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยซึ่งเป็นมารดา และเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ซึ่งเป็นของบิดาก็ย่อมจะทำได้ เพราะมิได้ปฏิปักษ์ต่อกัน หรือหากฟังว่า ผู้ร้องสอดที่ 1เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก แต่กฎหมายก็มิได้ห้ามโดยเด็ดขาด หากศาลเห็นว่าผู้ร้องสอดที่ 1 เหมาะสมก็ชอบที่ตั้งผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกได้โดยไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 ทั้งศาลไม่เคยตั้งผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกเลย จึงควรตั้งผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียวนั้น เห็นว่า ในการเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ แม้บุคคลนั้น ๆ จะมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ผู้ที่ควรเป็นผู้จัดการมรดกน่าจะเป็นผู้ที่ได้รับการไว้วางใจจากทายาทให้เป็นผู้จัดการมรดกคดีนี้การที่ผู้ร้องสอดที่ 1 มีฐานะดีพอที่จะจัดการมรดกได้ไม่ใช่ข้อที่พึงจะนำมาพิจารณาดังกล่าวมาแล้ว การที่ผู้ร้องสอดที่ 1 อ้างว่ารู้ถึงทรัพย์มรดกทั้งหมดมากยิ่งกว่าทายาทคนอื่น ๆ ก็ไม่มีใครเบิกความสนับสนุนผู้ร้องสอดที่ 2 ซึ่งเป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ร้องสอดที่ 1 เอง และเคยเป็นผู้จัดการมรดกมาก่อนก็คัดค้านผู้ร้องสอดที่ 1 ทั้งเมื่อผู้ร้องสอดที่ 1 อุทธรณ์และฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และฎีกา ได้สั่งให้หมายนัดและส่งสำเนาอุทธรณ์และฎีกาแก่ผู้ร้องสอดที่ 2 ด้วย ซึ่งผู้ร้องสอดที่ 2 ก็ได้แก้อุทธรณ์และฎีกาเข้ามารวบรวมไว้ในสำนวนด้วย โดยผู้ร้องสอดที่ 2 ก็ได้คัดค้าน การที่ผู้ร้องสอดที่ 1 จะขอเป็นผู้จัดการมรดกด้วย นอกจากนี้ยังได้ความว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 ถูกดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับเรื่องยักยอกทรัพย์มรดกแม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องก็ตาม พฤติการณ์โดยรวมจึงน่าเชื่อว่า ผู้ร้องสอดที่ 1ไม่ได้รับความไว้วางใจจากทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 ห้ามผู้ที่ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้วทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์กับกองทรัพย์มรดกที่ตนเองเป็นผู้จัดการมรดก มิใช่หมายความว่า กฎหมายเปิดโอกาสให้ตั้งผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกเป็นผู้จัดการมรดกได้ดังผู้ร้องสอดที่ 1 ฎีกา แม้ผู้ร้องสอดที่ 1จะไม่เคยเป็นผู้จัดการมรดกมาก่อนเลยก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ต่าง ๆในคดีนี้โดยรอบคอบตามปกติและเหตุอันควรในปัจจุบันแล้ว ผู้ร้องสอดที่ 1ยังไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกคดีนี้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอของโจทก์ที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1722 ม. 1723
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วรรณา บริสุทธิ์ กับพวก
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นาง วลี เทพหัสดิน ณ อยุธยา กับพวก
จำเลย — นาง สุรี จารุศร ในฐานะผู้จัดการมรดกนาย สว่าง จารุศร
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5141/2543
#39272
เปิดฉบับเต็ม

ผู้จัดการมรดกต้องจัดการโดยตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1723 เมื่อโจทก์ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกจึงไม่อาจจัดการมรดกได้โดยตนเอง ทั้งเหตุที่ต้องโทษจำคุกก็เนื่องมาจากการเบียดบังทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตนในฐานะผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์ ดังนี้ ถือได้ว่ามีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเดิมศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 2621/2534ให้ถอนนางสุรี จารุศร จำเลย ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และมีคำสั่งตั้งนายสิงหวิชัย จารุศร โจทก์ที่ 2 และนางสุวลัย จันทวานิช ผู้ร้องสอดที่ 2เป็นผู้จัดการมรดกของนายสว่าง จารุศร ผู้ตาย

ต่อมาผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องว่า หลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งโจทก์ที่ 2 และผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว โจทก์ที่ 2 และผู้ร้องสอดที่ 2 ได้ร่วมกันจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายตลอดมาแต่ยังไม่เสร็จสิ้น ต่อมาโจทก์ที่ 2 ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่กรรม ผู้ร้องสอดที่ 2จึงไม่อาจจัดการมรดกของผู้ตายต่อไปแต่โดยลำพังได้ จึงมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องสอดที่ 2 ให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อไปแต่ผู้เดียว

โจทก์ที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายและนางกริสนาหรือกฤษณา เจริญมาศ และเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ที่ 2 ต่อมาผู้ตายได้หย่าขาดกับนางกฤษณาแล้วจดทะเบียนสมรสกับจำเลย และมีบุตรกับจำเลยอีก 2 คน คือผู้ร้องสอดที่ 1 และผู้ร้องสอดที่ 2 ในระหว่างที่ผู้ร้องสอดที่ 2 กับโจทก์ที่ 2เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสองคนได้ร่วมกันจัดการทรัพย์มรดกโดยมีพฤติการณ์ส่อไปทางทุจริตมิได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกให้ถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ร้องสอดที่ 2 จึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกต่อไป ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอดที่ 2 และมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 1เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อไป

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอดที่ 2 และมีคำสั่งตั้งผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อไป

ผู้ร้องสอดที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับจำเลย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ร้องสอดที่ 2 ผู้ร้องสอดที่ 2 ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกต่อไป ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอดที่ 2 และมีคำสั่งตั้งผู้ร้องสอดที่ 1เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อไป

ในระหว่างไต่สวนคำร้อง จำเลยถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนการคัดค้านของจำเลยออกจากสารบบความ

ส่วนผู้ร้องสอดที่ 2 แถลงไม่ติดใจที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางวรรณา จารุศร (บริสุทธิ์) โจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสว่าง จารุศร ผู้ตาย โดยให้มีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอดที่ 1 และผู้ร้องสอดที่ 2

ผู้ร้องสอดที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสว่าง จารุศร ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดและอยู่ในเงื่อนไขที่ว่าถ้าจะจำหน่ายจ่ายโอนหรือก่อภาระติดพันกับทรัพย์มรดกที่มีหลักฐานทางทะเบียนให้แก่บุคคลที่มิใช่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกโดยมิได้รับความยินยอมจากทายาททุกคนแล้ว จะต้องขออนุญาตศาลก่อนเป็นกรณีไปนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องสอดที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเป็นผู้จัดการมรดกโดยหลักแล้วผู้จัดการมรดกต้องจัดการโดยตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1723เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ที่ 1 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 5 ปี ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1875/2543 เช่นนี้จึงไม่อาจจัดการมรดกได้โดยตนเอง ทั้งเหตุที่ต้องโทษจำคุกก็เนื่องมาจากการเบียดบังทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตนในฐานะผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์ ดังนี้ ถือได้ว่ามีพฤติการณ์ที่โจทก์ที่ 1 ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอของโจทก์ที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1723
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วรรณา บริสุทธิ์ กับพวก
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นาง วลี เทพหัสดิน ณ อยุธยา กับพวก
จำเลย — นาง สุรี จารุศร ในฐานะผู้จัดการมรดกนาย สว่าง จารุศร
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5141/2543
#66197
เปิดฉบับเต็ม

ผู้จัดการมรดกต้องจัดการโดยตนเองตาม ป.พ.พ.มาตรา 1723เมื่อโจทก์ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกจึงไม่อาจจัดการมรดกได้โดยตนเอง ทั้งเหตุที่ต้องโทษจำคุกก็เนื่องมาจากการเบียดบังทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตนในฐานะผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์ ดังนี้ ถือได้ว่ามีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1723
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรณา บริสุทธิ์ กับพวก
ผู้ร้องสอด — นางวลี เทพหัสดิน ณ อยุธยา กับพวก
ในฐานะผู้จัดการมรดก — สุรี จารุศร
จำเลย — สว่าง จารุศร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปริญญา เจียรนัยกุลวานิช
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5135/2543
#36403
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่ง ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ แต่จำเลยมิได้กล่าวแก้ให้เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ จึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตาราง 1 ข้อ 2(ก) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2533 จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดข้าวสารของโจทก์ 714 กระสอบ คิดเป็นเงินขณะนำยึด511,500 บาท ที่บ้านเลขที่ 67/1 ถนนวุฒากาศ แขวงตลาดพลู เขตธนบุรีกรุงเทพมหานคร จำเลยยืนยันให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดโดยอ้างว่าข้าวสารเป็นของนางชื่นจิตต์ จิตติมานะสัจจะ จำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 16140/2532 ของศาลแพ่ง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา วันที่ 27 ธันวาคม 2533 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดข้าวสารที่ยึดได้ราคาเพียง 300,000 บาท ต่ำกว่าราคาขณะถูกยึด ทำให้โจทก์ไม่สามารถขายข้าวสารได้ในราคาที่เป็นอยู่ในวันที่มีการยึดทรัพย์ ซึ่งจะขายได้ไม่ต่ำกว่า 511,500 บาท การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 211,500 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยึดจนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 17,064 บาท รวมเป็นเงิน 228,564 บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหาย 228,564 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 211,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดข้าวสารตามฟ้องนั้นเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะจำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ 16140/2532 ระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงรายพูนเจริญ โจทก์ นางชื่นจิตต์ จิตติมานะสัจจะ จำเลย ข้าวสารที่ยึดไว้เป็นของนางชื่นจิตต์ จึงไม่ทำให้โจทก์เสียหายการขายทอดตลาดข้าวสารที่ยึดไว้นั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่คัดค้านราคาจึงไม่มีเหตุทำให้โจทก์เสียหายการที่โจทก์ยื่นคำร้องให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดดังกล่าวแล้วฟ้องจำเลยอีกในประเด็นข้อพิพาทเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้อน การยึดข้าวสารและขายทอดตลาดเป็นการบังคับคดีเอาแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ทำให้โจทก์เสียหายและไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและดอกเบี้ย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่บรรยายว่าจำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำการอันใดที่เป็นการผิดกฎหมายอันเป็นเหตุละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยนำยึดข้าวสารโดยเชื่อว่าข้าวสารดังกล่าวเป็นของนางชื่นจิตต์ จิตติมานะสัจจะลูกหนี้ตามคำพิพากษาการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยนำยึดข้าวสารโดยรู้อยู่ว่าข้าวสารดังกล่าวเป็นของโจทก์ขอให้พิพากษากลับ คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยรับสำเนาอุทธรณ์โดยชอบแล้วมิได้แก้อุทธรณ์ดังนั้นในชั้นอุทธรณ์จึงไม่มีประเด็นพิพาทว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแล้วพิพากษายืนนั้นเห็นว่าปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ แต่จำเลยมิได้กล่าวแก้ให้เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เป็นการไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเห็นสมควรให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2) ประกอบมาตรา 247

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับ (ที่ถูกคือยก) คำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ จึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1ข้อ 2(ก) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 240
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว นงลักษณ์ สีหพันธ์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชียงรายพูนเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5135/2543
#39271
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่ง ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ แต่จำเลยมิได้กล่าวแก้ให้เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นเป็นการไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นสมควรยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(2) ประกอบมาตรา 247

โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่จึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2(ก)แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2533 จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดข้าวสารของโจทก์ 714 กระสอบ คิดเป็นเงินขณะนำยึด511,500 บาท ที่บ้านเลขที่ 67/1 ถนนวุฒากาศ แขวงตลาดพลูเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร จำเลยยืนยันให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดโดยอ้างว่าข้าวสารเป็นของนางชื่นจิตต์ จิตติมานะสัจจะ จำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 16140/2532 ของศาลแพ่ง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาวันที่ 27 ธันวาคม 2533 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดข้าวสารที่ยึดได้ราคาเพียง 300,000 บาท ต่ำกว่าราคาขณะถูกยึดทำให้โจทก์ไม่สามารถขายข้าวสารได้ในราคาที่เป็นอยู่ในวันที่มีการยึดทรัพย์ซึ่งจะขายได้ไม่ต่ำกว่า 511,500 บาท การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน211,500 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยึดจนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย17,064 บาท รวมเป็นเงิน 228,564 บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหาย 228,564 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 211,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดข้าวสารตามฟ้องนั้นเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายเพราะจำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ 16140/2532 ระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงรายพูนเจริญ โจทก์ นางชื่นจิตต์ จิตติมานะสัจจะ จำเลยข้าวสารที่ยึดไว้เป็นของนางชื่นจิตต์ จึงไม่ทำให้โจทก์เสียหายการขายทอดตลาดข้าวสารที่ยึดไว้นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่คัดค้านราคาจึงไม่มีเหตุทำให้โจทก์เสียหาย การที่โจทก์ยื่นคำร้องให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดดังกล่าวแล้วฟ้องจำเลยอีกในประเด็นข้อพิพาทเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้อน การยึดข้าวสารและขายทอดตลาดเป็นการบังคับคดีเอาแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ทำให้โจทก์เสียหายและไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและดอกเบี้ยฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่บรรยายว่าจำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำการอันใดที่เป็นการผิดกฎหมายอันเป็นเหตุละเมิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยนำยึดข้าวสารโดยเชื่อว่าข้าวสารดังกล่าวเป็นของนางชื่นจิตต์จิตติมานะสัจจะ ลูกหนี้ตามคำพิพากษา การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยนำยึดข้าวสารโดยรู้อยู่ว่าข้าวสารดังกล่าวเป็นของโจทก์ ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยรับสำเนาอุทธรณ์โดยชอบแล้วมิได้แก้อุทธรณ์ดังนั้นในชั้นอุทธรณ์จึงไม่มีประเด็นพิพาทว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแล้วพิพากษายืนนั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ แต่จำเลยมิได้กล่าวแก้ให้เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นเป็นการไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเห็นสมควรให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(2) ประกอบมาตรา 247

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับ (ที่ถูกคือยก)คำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ จึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2(ก) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 240 ม. 243 (2) ม. 247 ม. ตาราง 1 ข้อ 2(ก) ค่าขึ้นศาล
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนงลักษณ์ สีหพันธ์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงรายพูนเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5135/2543
#66196
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่ง ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ แต่จำเลยมิได้กล่าวแก้ให้เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เป็นการไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นสมควรยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247

โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ จึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามบัญชีท้าย ป.วิ.พ.ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 240 ม. 243 (2) ม. 247 ม. ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนงลักษณ์ สีหพันธ์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงรายพูนเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางวิไล นภานุเคราะห์
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5133/2543
#39270
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขอแก้ไขคำให้การเป็นครั้งที่สองหลังจากสืบพยานจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งหากอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การได้ตามขอการพิจารณาคดีในส่วนของจำเลยก็ไม่มีที่สิ้นสุด แม้จำเลยจะอ้างว่า คำให้การที่ขอแก้ไขนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็หามีผลลบล้างพยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบไปเสร็จสิ้นแล้วไม่ กรณีไม่มีเหตุอนุญาตให้แก้ไขคำให้การ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2537โจทก์ซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 7789, 7790, 7793 และ 7794พร้อมบ้าน 2 ชั้น 4 หลัง จากจำเลยที่ 1 ในราคา 5,500,000 บาทโดยชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ตกลงจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์ภายใน 4 เดือนนับแต่วันทำสัญญา หากผิดนัดยอมให้ปรับเป็นเงินเดือนละ 200,000บาท และจำเลยที่ 1 ตกลงจะสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก จัดให้มีไฟฟ้า น้ำประปา ท่อระบายน้ำ ตามมาตรฐานการจัดสรรของทางราชการหากผิดนัดไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนดหรือไม่สามารถดำเนินการได้ จำเลยที่ 1 ตกลงคืนเงินที่ได้รับไว้ทั้งหมดให้แก่โจทก์พร้อมเบี้ยปรับอีก 2 เท่า ของราคาที่ซื้อขาย ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2537โจทก์ซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 7788 พร้อมบ้าน 2 ชั้น จากจำเลยที่ 1 อีก ในราคา 1,900,000 บาท โดยชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1ครบถ้วนแล้ว และจำเลยที่ 1 ตกลงจะส่งมอบที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์เช่นเดียวกับการซื้อขายครั้งแรก ในการซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านทั้งสองครั้งดังกล่าวเป็นเงินทั้งสิ้น 7,400,000 บาท นั้น มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญา และทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 7,400,000บาท กับเบี้ยปรับอีก 2 เท่า ของราคาที่ซื้อขายเป็นเงิน 14,800,000บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 7,400,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า หนี้ตามฟ้องเกิดจากมูลหนี้แลกเช็คระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านจัดสรรในราคาเท่าเงินกู้ยืมรวมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ถึง 6และโจทก์กำหนดเบี้ยปรับ 2 เท่า ไว้เพื่อเป็นสภาพบังคับให้จำเลยที่ 1ปฏิบัติตามข้อตกลง นิติกรรมการซื้อขายจึงเป็นนิติกรรมอำพรางโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขาย หากฟังว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขาย แต่โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 และมิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์เสียหายอย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 สัญญาค้ำประกันมีข้อความว่า โจทก์จะไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนอันจะทำให้สัญญาค้ำประกันมีผลให้จำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ร่วมเมื่อโจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2ทำไว้กับโจทก์จึงไม่มีผลบังคับ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทและให้จำเลยทั้งสองนำสืบก่อน

ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ก่อนถึงวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสองนัดแรก จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การโดยขอสละข้อต่อสู้ที่ว่าโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 และมิได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์เสียหายอย่างใดและขอเพิ่มเติมคำให้การว่า สัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาซื้อขาย มิใช่สัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆะโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยทั้งสอง ส่วนเบี้ยปรับในสัญญาดังกล่าวไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์มิได้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนตามสัญญาซื้อขาย แต่เป็นการอำพรางการกู้ยืมเงินที่คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ สัญญาค้ำประกันตามฟ้องไม่สมบูรณ์เนื่องจากเป็นการทำสัญญาค้ำประกันที่เป็นการอำพรางการกู้ยืมเงินที่คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดโจทก์จึงไม่มีสิทธินำสัญญาดังกล่าวมาฟ้อง

โจทก์ไม่คัดค้านคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยทั้งสองศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้ไขคำให้การแล้วสืบพยานจำเลยทั้งสองจนเสร็จ ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 11 มีนาคม 2542

เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การครั้งที่สองโดยเพิ่มเติมคำให้การว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1ทำหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2537 ให้นายศักดิ์สินปุญชลักข์ มีอำนาจขายที่ดินทั้งสี่แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในราคา 5,500,000 บาท และให้มีอำนาจซื้อคืนในราคา6,500,000 บาท ซึ่งนายศักดิ์สินกับโจทก์ต้องไปจดทะเบียนการซื้อขายต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่นายศักดิ์สินกลับไปทำเป็นสัญญาจะซื้อจะขายโดยมีเงื่อนไขจะไปโอนกรรมสิทธิ์กันภายหลัง ซึ่งผิดไปจากการมอบหมายของจำเลยที่ 1 นายศักดิ์สินไม่มีอำนาจทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์ ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2537ทั้งที่ดิน 1 ใน 4 แปลง ที่จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้นายศักดิ์สินขายคือที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 7792 แต่นายศักดิ์สินกลับนำที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 7794 ไปขาย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว สัญญาดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในการกู้ยืมเงินที่มีดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์5,500,000 บาท กำหนดชำระคืนภายใน 4 เดือน รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 6,500,000 บาท ซึ่งคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ72.72 ต่อปี โดยโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ออกเช็คล่วงหน้าเป็นประกันไว้6,500,000 บาท กับให้นายศักดิ์สินทำสัญญาค้ำประกันไว้อีกชั้นหนึ่งแต่นายศักดิ์สินมิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2สัญญาค้ำประกันทั้งสองฉบับที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2537 ก็เป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินที่มีดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเช่นกัน ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์คัดค้านว่า จำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และมิใช่เป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การครั้งที่สองภายหลังวันชี้สองสถานและหลังจากสืบพยานจำเลยทั้งสองซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนเสร็จสิ้นแล้ว

คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำร้องขอแก้ไขคำให้การดังกล่าวเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองขอแก้ไขคำให้การในประเด็นที่ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับพิพาทเป็นนิติกรรมที่ทำโดยผู้มีอำนาจหรือไม่ และหากทำโดยผู้ไม่มีอำนาจ สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะหรือไม่ และหากเป็นโมฆะจำเลยที่ 1 จำต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ นอกจากนี้ยังขอแก้ไขคำให้การในประเด็นที่ว่า สัญญาค้ำประกันเป็นโมฆะหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับเอากับจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ ซึ่งการขอแก้ไขคำให้การดังกล่าวล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า การขอแก้ไขคำให้การดังกล่าวเป็นการขอแก้ไขครั้งที่สองหลังจากสืบพยานจำเลยทั้งสองซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งหากอนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้ไขคำให้การได้ตามขอ การพิจารณาคดีในส่วนของจำเลยทั้งสองก็ไม่สิ้นสุดลงเสียที แม้จำเลยทั้งสองจะอ้างว่า คำให้การที่ขอแก้ไขนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ตาม ก็หามีผลลบล้างพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองที่นำสืบไปเสร็จสิ้นแล้วแต่อย่างใดไม่กรณีไม่มีเหตุอนุญาตให้แก้ไขคำให้การ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180 ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กฤษฏา โภคาชัยพัฒน์
จำเลย — บริษัท ลัดดาวัลย์ ธุรกิจพัฒนา จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5133/2543
#66195
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขอแก้ไขคำให้การเป็นครั้งที่สองหลังจากสืบพยานจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งหากอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การได้ตามขอการพิจารณาคดีในส่วนของจำเลยก็ไม่มีที่สิ้นสุด แม้จำเลยจะอ้างว่า คำให้การที่ขอแก้ไขนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็หามีผลลบล้างพยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบไปเสร็จสิ้นแล้วไม่ กรณีไม่มีเหตุอนุญาตให้แก้ไขคำให้การ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180 ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกฤษฏา โภคาชัยพัฒน์
จำเลย — บริษัทลัดดาวัลย์ ธุรกิจพัฒนา จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายทวีนัส พรรณพงาพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายปัญญารัตน์ วิริยะวานิช
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา