คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4800/2543
#39262
เปิดฉบับเต็ม

การที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 3 กำหนดเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินแปลงใด ย่อมทำให้สิทธิต่าง ๆที่เกิดจากกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวถูกจำกัดตัดรอน ผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์อยู่ในขณะดำเนินการสำรวจเพื่อดำเนินการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงหรือผู้ที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาภายหลังดำเนินการสำรวจแล้วก็ถูกจำกัดตัดรอนสิทธิเหมือนกัน เมื่อจำเลยที่ 3 ยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทน การใช้ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2ซึ่งเป็นเจ้าของเดิม และโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะเข้าไปใช้ที่ดินพิพาท โจทก์ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจึงเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30(1) และมีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 3

พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511มาตรา 30 มีเจตนารมณ์เหมือนกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ซึ่งต่างมุ่งประสงค์ที่จะให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นเพียงแต่พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511มาตรา 30 ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนอย่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ดังนี้ การที่จะกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2511 มาตรา 30 จึงควรคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 47810มีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ซึ่งได้รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2ด้วยการจดทะเบียนขายฝากที่ดิน มีกำหนด 1 ปี ในราคารับซื้อฝากเป็นเงิน 1,330,000 บาท เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2536 ต่อมาเมื่อครบกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้มาทำการไถ่ถอนการขายฝากที่ดินจากโจทก์ ที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2537 เป็นต้นมา ต่อมาประมาณปี 2539 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 3 ได้ดำเนินการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 500 กิโลโวลต์พาดผ่านที่ดินของโจทก์ โจทก์ได้ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3จึงทราบว่าจำเลยที่ 3 เคยมีหนังสือชี้แจงแก่เจ้าของที่ดินและผู้ครอบครองถึงข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า การกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้า ข้อห้ามกระทำการต่าง ๆ ในเขตเดินสายไฟฟ้า และการกำหนดเงินค่าทดแทน และยังแจ้งให้โจทก์ทราบอีกว่าจำเลยที่ 3ได้เคยออกสำรวจประเมินราคาสภาพแห่งที่ดินของโจทก์ที่ถูกสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่าน เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดเงินค่าทดแทนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2536 จากการสำรวจที่ดินดังกล่าว ที่ดินของโจทก์มีสภาพเป็นที่นา ถูกสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านไม่สามารถทำประโยชน์บนที่ดินได้คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 17.5 ตารางวา และคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ ของจำเลยที่ 3 มีมติให้จ่ายเงินค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 50 ของราคาประเมินที่ดิน ที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมินไร่ละ 400,000 บาท คิดเป็นเงินค่าทดแทนทั้งสิ้น 258,750 บาท โดยจำเลยที่ 3 จะจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะเจ้าของที่ดินเดิมเท่านั้นแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากจำเลยที่ 3ทั้งจำเลยที่ 3 ยังได้ปฏิเสธสิทธิเรียกร้องของโจทก์ ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิในที่ดิน และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินค่าทดแทนแก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียวโดยโจทก์สงวนสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนที่ไม่เป็นธรรมไว้ด้วย จำเลยที่ 3 ได้รับหนังสือแล้ว ได้มีหนังสือตอบปฏิเสธมายังโจทก์ เงินค่าทดแทนจำนวน 258,750 บาทนั้น ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ที่ดินตามฟ้องของโจทก์ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่สามารถก่อสร้างเป็นโรงงานอุตสาหกรรมได้ และโจทก์จะไปลงทุนก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมบนที่ดินแปลงดังกล่าว ทำให้โจทก์เสียหายและขาดประโยชน์จากการถูกรอนสิทธิ โจทก์จึงขอคิดค่าเสียหายเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสามเป็นเงิน 2,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้เงินค่ารอนสิทธิแก่โจทก์ 400,000 บาท และให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินค่าทดแทนให้โจทก์อีก 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละอย่างนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2หรือจำเลยที่ 3 จะชำระเงินเสร็จ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 47810 ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ เดิมเป็นของจำเลยที่ 1และที่ 2 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2536 จำเลยที่ 3 เข้าสำรวจเพื่อดำเนินการก่อสร้างระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงช่วงไทรน้อย-หนองจอก ปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน17.5 ตารางวา วันที่ 7 กันยายน 2536 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 47810 ไว้แก่โจทก์โดยมิได้ไถ่ถอนภายในกำหนด จำเลยที่ 3จะจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทซึ่งถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านให้แก่เจ้าของที่ดินโดยถือราคาที่กำหนดในบัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี พ.ศ. 2535 ถึง พ.ศ. 2538 ในราคาไร่ละ 400,000 บาทเป็นฐานในการคำนวณโดยจะจ่ายให้ร้อยละ 50 ของราคาดังกล่าว คิดเป็นเงิน 258,750 บาท โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 3 อ้างว่าโจทก์มิใช่เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 47810 ในขณะจำเลยที่ 3 เข้าใช้ประโยชน์จึงไม่อาจพิจารณาจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 3 หรือไม่โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์มิใช่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในขณะที่จำเลยที่ 3ดำเนินการเพื่อใช้ที่ดิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 กำหนดเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินแปลงใด ย่อมทำให้สิทธิต่าง ๆ ที่เกิดจากกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวถูกจำกัดตัดรอน ผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์อยู่ในขณะดำเนินการสำรวจเพื่อดำเนินการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงหรือผู้ที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาภายหลังดำเนินการสำรวจแล้วก็ถูกจำกัดตัดรอนสิทธิเหมือนกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 3 ยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของเดิม และโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อนที่จำเลยที่ 3จะเข้าไปใช้ที่ดินพิพาท ดังนี้ โจทก์ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจึงเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511มาตรา 30(1) โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 ฎีกาต่อไปว่า เงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 3 กำหนดจำนวน 258,750 บาท เป็นธรรมแล้ว ในข้อนี้ได้ความในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 3 กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทตามความเห็นของคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนที่ตีราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 47810 ไร่ละ 400,000 บาท และกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทให้ร้อยละ 50 ของราคาดังกล่าว ข้อวินิจฉัยในส่วนนี้จึงอยู่ที่ว่า ราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 47810 ที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ ตีราคาไร่ละ 400,000 บาท ต่ำเกินไปหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511มาตรา 30 มีเจตนารมณ์เหมือนกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ซึ่งต่างมุ่งประสงค์ที่จะให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น โดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30 บัญญัติไว้กว้าง ๆ ว่าให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรม ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนอย่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่าให้กำหนดโดยคำนึงถึง (1) ถึง (5) ดังนี้ การที่จะกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30 ได้นั้น ควรคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นด้วย ได้ความตามทางนำสืบของจำเลยที่ 3 ว่าคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทโดยใช้ราคาประเมินที่ดินของกรมที่ดินตามบัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี พ.ศ. 2535 ถึง พ.ศ. 2538 เป็นฐานในการคำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทเพียงประการเดียวยังไม่เพียงพอให้ฟังได้ว่าเป็นราคาที่แท้จริงของที่ดินพิพาท จึงยังฟังไม่ได้ว่าเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ กำหนดนั้นเป็นธรรมแล้ว ส่วนโจทก์นำสืบโดยมีตัวโจทก์และนางประไพ เกียรติสุดา ซึ่งเป็นภริยาโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1และที่ 2 เสนอขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 47810 เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ไว้แก่โจทก์ ในราคา 1,300,000 บาท กำหนดไถ่ถอน 1 ปี ตกลงไถ่ถอนเป็นเงิน 1,330,000 บาท ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ซึ่งข้อนี้ไม่มีพยานจำเลยที่ 3 ปากใดเบิกความปฏิเสธ จึงฟังได้ดังที่โจทก์และนางประไพเบิกความ และเนื่องจากการขายฝากเป็นการขายภายใต้เงื่อนไขให้ผู้ขายใช้สิทธิไถ่ถอนได้ ผู้ซื้อและผู้ขายจึงน่าจะกำหนดราคาไว้ต่ำกว่าราคาซื้อขายในท้องตลาด เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับโจทก์ตกลงขายฝากกันเป็นจำนวนเงินถึง 1,300,000 บาท เช่นนี้ แสดงว่าราคาซื้อขายในท้องตลาดขณะนั้นน่าจะสูงกว่าไร่ละ 650,000 บาท ที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ โดยตีราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 47810 ไร่ละ 400,000บาท เป็นฐานในการคำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาท จึงต่ำเกินไปเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่กำหนดให้ 400,000 บาท นับว่าใกล้เคียงกับจำนวนร้อยละ 50ของราคาซื้อขายในท้องตลาดขณะนั้นนับว่าเป็นธรรมแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 30
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทรงพล เกียรติสุดา
จำเลย — นาย สุรพล กสิพันธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
กนก พรรณรักษา
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4800/2543
#66175
เปิดฉบับเต็ม

การที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจำเลยที่ 3 กำหนดเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินแปลงใด ย่อมทำให้สิทธิต่าง ๆ ที่เกิดจากกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวถูกจำกัดตัดรอน ผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์อยู่ในขณะดำเนินการสำรวจเพื่อดำเนินการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงหรือผู้ที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาภายหลังดำเนินการสำรวจแล้วก็ถูกจำกัดตัดรอนสิทธิเหมือนกัน เมื่อจำเลยที่ 3 ยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของเดิม และโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะเข้าไปใช้ที่ดินพิพาท โจทก์ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจึงเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2511 มาตรา 30 (1) และมีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 3

พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511มาตรา 30 มีเจตนารมณ์เหมือนกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ซึ่งต่างมุ่งประสงค์ที่จะให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น เพียงแต่พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30 ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนอย่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ดังนี้ การที่จะกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511มาตรา 30 จึงควรคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5)เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นด้วย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 30
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทรงพล เกียรติสุดา
จำเลย — นายสุรพล กสิพันธุ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุจินต์ สรรเพชร์นิยม
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่ง เรืองโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
กนก พรรณรักษา
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4798/2543
#39261
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ซื้อทรัพย์ประมูลซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดได้ในราคา 131,000,000 บาท จากนั้นผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ดำเนินการให้เพราะว่าศาลมีคำสั่งให้งดการขายไว้แล้ว ผู้ซื้อทรัพย์จึงรับเงินค่าซื้อทรัพย์คืน95 เปอร์เซ็นต์เป็นการชั่วคราวและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ถือว่าเป็นการกระทำโดยชอบเพื่อรักษาสิทธิของผู้ซื้อทรัพย์ที่ประสงค์จะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ต่อมาผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินโอนที่ดินให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าการขายทอดตลาดชอบแล้วจึงมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อทรัพย์ตรงตามเจตนาของผู้ซื้อทรัพย์ แต่ผู้ซื้อทรัพย์กลับไม่ยอมนำเงินค่าซื้อทรัพย์ที่รับคืนไปมาวางให้ครบเพื่อดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของตนทั้งยังแถลงต่อศาลชั้นต้นขอให้ส่งอุทธรณ์ไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยทำให้คดียิ่งเนิ่นช้าต่อไป ครั้นศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ หากผู้ซื้อทรัพย์มิได้เจตนาถ่วงเวลาให้ล่าช้าก็ควรนำเงินมาชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมิใช่ยื่นฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ผู้ซื้อทรัพย์ในที่สุดเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ส่อไปในทางประวิงการวางเงินค่าซื้อทรัพย์ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้วาง ผู้ซื้อทรัพย์ก็มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้นำเงินมาวางภายใน 15 วัน แต่ขอขยายเวลาการชำระเงินออกไปอีก3 เดือน แสดงถึงเจตนาประวิงการวางเงินค่าซื้อทรัพย์ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งไม่ให้ขยายเวลาการชำระเงินและสั่งริบเงินมัดจำจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริตและเป็นคำสั่งที่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่แล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยอมชำระหนี้ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ผิดนัด โจทก์นำยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 3เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ โจทก์ขายทรัพย์ของจำเลยที่ 1 พอชำระหนี้จึงขอถอนการบังคับคดีที่จะบังคับจากจำเลยที่ 3 ผู้ร้องซึ่งขอเฉลี่ยทรัพย์ได้รับสิทธิตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้สวมสิทธิบังคับคดีต่อจากโจทก์และได้มีการขายทอดตลาดที่ดินจำนวน 4 แปลง ของจำเลยที่ 3 ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 91537, 92891, 97232 และ 92695 พร้อมสิ่งปลูกสร้างผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ประมูลได้ในราคา 131,000,000 บาท เมื่อวันที่ 28มิถุนายน 2536 ต่อมาวันที่ 14 กรกฎาคม 2536 ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม2536 ไม่ดำเนินการให้ตามที่ผู้ซื้อทรัพย์ร้องขอโดยอ้างว่าศาลมีคำสั่งให้งดการขายไว้แล้ว ผู้ซื้อทรัพย์จึงรับเงินที่วางคืน 95 เปอร์เซ็นต์เป็นการชั่วคราวและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม2536 ศาลชั้นต้นรับเป็นอุทธรณ์ แต่ยังไม่ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินโอนที่ดินให้ผู้ซื้อทรัพย์ตามคำร้องลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2536ศาลชั้นต้นสั่งนัดพร้อม ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2537 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อม ศาลชั้นต้นสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาในวันดังกล่าวว่าการขายทอดตลาดเป็นไปตามคำสั่งศาล ทั้งไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงให้มีหนังสือแจ้งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาประเวศ ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีร้องขอ และนัดพร้อมอีกครั้งหนึ่งเพื่อสอบถามผู้ซื้อทรัพย์เกี่ยวกับอุทธรณ์ที่ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นไว้ ครั้นถึงวันนัดพร้อมศาลชั้นต้นสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19สิงหาคม 2537 ว่าผู้ซื้อทรัพย์ไม่ไปศาลเพื่อให้ศาลสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งถือว่าผู้ซื้อทรัพย์ไม่ประสงค์จะให้ส่งอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ไปยังศาลอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งปฏิเสธการส่งอุทธรณ์ ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์ขอให้ส่งอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จัดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ ขณะเดียวกันในวันที่ 31 สิงหาคม 2537 ศาลชั้นต้นมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาประเวศ ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ แต่ปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์ไม่นำเงินค่าซื้อทรัพย์ที่รับคืนไปมาวาง จึงยังไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ผู้ซื้อทรัพย์ ในวันที่ 1 มิถุนายน 2538 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2538 ครั้นวันที่ 22 มกราคม2539 ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ผู้ซื้อทรัพย์ โดยไม่ปรากฏว่ามีคู่ความคัดค้านหนังสือของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2537 ที่ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ผู้ซื้อทรัพย์ ในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2540 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ผู้ซื้อทรัพย์ฟังเมื่อวันที่ 30พฤษภาคม 2540 ต่อมาในวันที่ 15 กันยายน 2540 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหมายแจ้งให้ผู้ซื้อทรัพย์นำเงินส่วนที่ผู้ซื้อทรัพย์รับคืนไปจำนวน 124,450,000 บาท ไปชำระภายใน 15 วัน โดยวิธีปิดหมายซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 25 ตุลาคม 2540 แต่ผู้ซื้อทรัพย์ขอขยายระยะเวลาชำระเงินออกไปอีก 3 เดือน เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลา และริบเงินมัดจำจำนวน 6,550,000 บาทของผู้ซื้อทรัพย์

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าผู้ซื้อทรัพย์ไม่มีเจตนาประวิงการชำระเงิน แต่เนื่องจากเงินที่ผู้ซื้อทรัพย์รับคืนไปได้ใช้หมุนเวียนในกิจการของผู้ซื้อทรัพย์ ทั้งเงินเป็นจำนวนมากและปัจจุบันการเงินขาดสภาพคล่อง ผู้ซื้อทรัพย์จึงไม่สามารถหาเงินมาชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว และได้ขอขยายเวลาการชำระเงินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีกำหนด 3 เดือนแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้องโดยอ้างว่าผู้ซื้อทรัพย์ประวิงการชำระเงิน การกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการไม่ชอบขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ให้ขยายเวลาการชำระเงิน และริบเงินมัดจำจำนวน 6,550,000 บาท และให้นำทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดใหม่ โดยให้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ต่อไป

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ ในวันนัดไต่สวนศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงของทุกฝ่ายแล้ววินิจฉัยว่า กรณีไม่ปรากฏว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งไม่ให้ขยายเวลาการชำระเงินและริบเงินมัดจำจำนวน 6,550,000 บาท จากผู้ซื้อทรัพย์นั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือมีเจตนาทุจริตมิชอบแต่อย่างใด การที่มีคำสั่งไม่ให้ขยายเวลาการชำระเงินนั้นเป็นดุลพินิจโดยสุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้งดไต่สวน และยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ซื้อทรัพย์ขยายระยะเวลาชำระเงิน และริบเงินมัดจำจำนวน 6,550,000 บาทของผู้ซื้อทรัพย์ เป็นการดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่เห็นว่า ในเบื้องต้นผู้ซื้อทรัพย์ได้วางเงินเต็มจำนวน แต่ศาลชั้นต้นยังจัดการโอนกรรมสิทธิ์ให้ไม่ได้ ทั้งนี้ด้วยเหตุที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการขายไว้ก่อน ต่อมา ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้มีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ผู้ซื้อทรัพย์ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ผู้ซื้อทรัพย์จึงยื่นขอรับเงินที่วางคืนจากเจ้าพนักงานบังคับคดี 95 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่วาง คงเหลือเป็นเงิน6,550,000 บาท และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น อันถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยชอบเพื่อรักษาสิทธิของผู้ซื้อทรัพย์ที่ประสงค์จะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อย่างไรก็ตามขณะนั้นศาลชั้นต้นยังมิได้ดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ แต่ได้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งตรงตามความประสงค์ของผู้ซื้อทรัพย์ที่มีแต่เริ่มแรก ผู้ซื้อทรัพย์กลับไม่ยอมนำเงินค่าซื้อทรัพย์ที่รับคืนไปมาวางให้ครบเพื่อดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมาเป็นของตนให้เป็นที่เรียบร้อย ยิ่งกว่านั้นยังแถลงต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอันมีผลทำให้คดียิ่งเนิ่นช้าต่อไป ครั้นศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ หากผู้ซื้อทรัพย์มิได้มีเจตนาถ่วงเวลาให้ล่าช้าออกไป ผู้ซื้อทรัพย์ก็ควรนำเงินมาชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี มิใช่ยื่นฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ผู้ซื้อทรัพย์ ในที่สุดเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ส่อไปในทางเพื่อประวิงการวางเงินค่าซื้อทรัพย์ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้วาง ผู้ซื้อทรัพย์ก็มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้นำเงินมาวางภายในเวลา 15 วันแต่ได้ขอขยายเวลาการชำระเงินออกไปอีก 3 เดือน ย่อมแสดงถึงเจตนาของผู้ซื้อทรัพย์โดยแจ้งชัดที่จะประวิงการวางเงินค่าซื้อทรัพย์ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด จึงไม่มีประโยชน์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะขยายเวลาให้ เหตุนี้ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งไม่ให้ขยายเวลาการชำระเงินและสั่งริบเงินมัดจำนั้นจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริตและเป็นคำสั่งที่ชอบกอปรด้วยเหตุผลและหลักกฎหมายหาใช่เป็นการสั่งโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดี หรือสั่งโดยไม่สุจริตมีอคติของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังข้ออ้างของผู้ซื้อทรัพย์แต่อย่างใดไม่ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ที่ศาลล่างทั้งสองงดไต่สวนและยกคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — บริษัท สยามพาณิชย์ลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — ผู้ซื้อทรัพย์
ผู้ร้อง — บริษัท ศิวาทิพย์ จำกัด
จำเลย — บริษัท สยามราษฎร์พรอปเปอร์ตี้ส์ จำกัด หรือ
จำเลย — บริษัท สยามเครดิตพรอปเปอร์ตี้ส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4784/2543
#98950
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทระบุว่า ผู้ซื้อจะชำระเงินค่ามัดจำห้องชุดโดยวิธีผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ส่วนที่เหลือผู้ซื้อจะชำระให้แก่ผู้ขายในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และผู้ขายจะทำการก่อสร้างให้เสร็จภายในเวลาประมาณ 18 เดือน นับตั้งแต่ได้รับอนุญาตให้ทำการปลูกสร้างอาคารจากทางราชการ? แสดงว่าสัญญาจะซื้อจะขาย ดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ได้ชำระมัดจำให้แก่จำเลยที่ 1 ครบตามที่กำหนดไว้ในสัญญา จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ก่อสร้างห้องชุดพิพาทให้เสร็จเรียบร้อยตามสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ก่อสร้างไม่เสร็จตามรายการที่ระบุในสัญญาดังกล่าว ซึ่งนับตั้งแต่เวลาที่จำเลยที่ 1 ระบุไว้ในสัญญาว่าจะก่อสร้างเสร็จ จนถึงวันที่โจทก์มีหนังสือแจ้ง บอกเลิกสัญญาเป็นรายเวลานานถึง 3 ปี จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาได้

ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าว ระบุว่า "หากบริษัทฯ ไม่สามารถทำการก่อสร้างหรือไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดอันเนื่องจากขัดต่อข้อบัญญัติแห่งกฎหมายใด ๆ หรือขัดข้องด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม หรือบริษัทฯ เลิกทำการก่อสร้างอาคารชุด บริษัทฯ มีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้และคืนเงินทั้งหมดที่ได้รับชำระจาก "ผู้จะซื้อ" ให้แก่ "ผู้จะซื้อ" พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตรา 14% ต่อปี?" ย่อมหมายถึง สัญญาเลิกกันโดยมิใช่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินที่รับชำระไว้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี มิใช่หมายถึงเฉพาะกรณีที่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายบอกเลิกด้วยเหตุที่ระบุดังกล่าวเท่านั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวได้ตั้งแต่จำเลยที่ 1 รับชำระแต่ละงวดไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรค 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๗๒๐,๒๓๔.๙๘ บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปีจากต้นเงิน ๔๙๔,๒๓๒.๖๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๓๓๐,๖๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ รับไปในแต่ละงวดจนกว่าจะชำระเสร็จดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๐) เป็นเงินจำนวน ๒๒๖,๐๐๒.๒๘ บาท คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทระบุว่าผู้จะซื้อจะชำระเงินค่ามัดจำห้องชุดโดยวิธีการผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ส่วนที่เหลือผู้จะซื้อจะชำระให้แก่ผู้จะขายในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และผู้จะขายจะทำการก่อสร้างให้แล้ว เสร็จภายในเวลาประมาณ ๑๘ เดือนนับตั้งแต่ได้รับอนุญาตให้ทำการปลูกสร้างอาคารจากทางราชการ?ซึ่งแสดงว่าสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระมัดจำให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา จำเลยที่ ๑ จึงมีหน้าที่ก่อสร้างห้องชุดพิพาทให้เสร็จเรียบร้อยตามสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามรายการที่ระบุในสัญญาดังกล่าว ซึ่งนับตั้งแต่เวลาที่จำเลยที่ ๑ ระบุไว้ในสัญญาว่า จะก่อสร้างเสร็จ จนถึงวันที่โจทก์มีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญา เป็นระยะเวลาเนิ่นนานถึงประมาณ ๓ ปี จำเลยที่ ๑ จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเสียได้ ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปี ได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ดังกล่าว ระบุว่า "หากบริษัทฯไม่สามารถทำการก่อสร้างหรือไม่ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดอันเนื่องจากขัดต่อข้อบัญญัติแห่งกฎหมายใด ๆ หรือขัดข้องด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม หรือบริษัทฯ เลิกทำการก่อสร้างอาคารชุด บริษัทฯมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ และคืนเงินทั้งหมดที่ได้รับชำระจาก "ผู้จะซื้อ" ให้แก่ "ผู้จะซื้อ" พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตรา ๑๔% ต่อปี?" ย่อมหมายถึงสัญญาเลิกกันโดยมิใช่โจทก์เป็น ฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ ต้องคืนเงินที่รับชำระไว้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปี มิใช่หมายถึงเฉพาะกรณีที่ จำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาด้วยเหตุที่ระบุไว้ดังกล่าว เท่านั้น โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวได้ ตั้งแต่จำเลยที่ ๑ รับชำระแต่ละงวดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๙๑ วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ ๑ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 391 วรรค2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรูญ ชินาลัย
จำเลย — บริษัทเมืองเอก จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4783/2543
#37381
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยระบุว่า จำเลยที่ 1เป็นผู้ยื่นฎีกา แต่เมื่ออ่านฎีกาทั้งฉบับ รวมทั้งผู้ลงชื่อผู้ร้องซึ่งเป็นทั้งทนายจำเลยที่ 1 และทนายผู้ร้องในขณะเดียวกันก็พออนุโลมได้ว่าเป็นฎีกาของผู้ร้อง

ข้อความตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลชั้นต้นมีใจความว่า "ข้าพเจ้า อ. ผู้ค้ำประกันขอทำหนังสือสัญญาค้ำประกันให้ไว้ต่อศาลนี้ว่า ถ้าจำเลยในคดีนี้แพ้คดีโจทก์ และคดีถึงที่สุด โดยจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินมาชำระให้ตามคำพิพากษาเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นเท่าใด ข้าพเจ้ายอมให้บังคับเอาจากหลักทรัพย์ที่ข้าพเจ้าได้นำมาวางไว้เป็นประกันต่อศาลนี้" ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยฎีกา แต่ศาลฎีกาพิพากษายืน ผู้ร้องยังต้องรับผิดตามข้อความที่ระบุในหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวอยู่ ความรับผิดของผู้ร้องจะสิ้นไปก็ต่อเมื่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ศาลใดศาลหนึ่งพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ หรือในระหว่างฎีกาได้มีการทำหนังสือสัญญาค้ำประกันขึ้นใหม่ และสิทธิของโจทก์ในอันที่จะบังคับคดีแก่จำเลยและผู้ร้องซึ่งต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาล ย่อมเป็นไปตามจำนวนหนี้ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาอันเป็นชั้นที่สุด

ผู้ร้องทำหนังสือสัญญาค้ำประกันจำเลยไว้ต่อศาลซึ่งเป็นองค์กรแห่งรัฐเพื่อทุเลาการบังคับตามคำพิพากษา มิใช่ผู้ร้องทำสัญญาค้ำประกันกับเจ้าหนี้ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างบุคคล จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องค้ำประกันมาปรับใช้แก่กรณีของผู้ร้องโดยอาศัยเทียบบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าซื้อสินค้าจำนวน 9,221,794.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์เป็นเงิน2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์สั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 1หาประกันสำหรับต้นเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นเวลา 4 ปี มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง" ศาลชั้นต้นอนุญาตตามที่จำเลยที่ 1 เสนอหลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 108363 และ 100425 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีนายอมรเนติพิพัฒน์ ผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยผู้ร้องได้ทำสัญญาค้ำประกันตามคำสั่งศาลไว้แล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเพิ่มอีก 256,779 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้วถ้าจำเลยที่ 1 หาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับถึงวันฟังคำสั่งนี้ให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกามิฉะนั้นให้ยกคำร้อง" ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาหลักประกัน จำเลยที่ 1ไม่มาศาลและไม่นำหลักประกันมาวางภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งศาลฎีกา ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 แพ้คดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คดีนี้ผู้ร้องได้เสนอหลักประกันต่อศาลเพื่อขอทุเลาการบังคับของจำเลยที่ 1 ในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิ่มหลักประกัน มิฉะนั้นให้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับชั้นฎีกา ผู้ร้องไม่สามารถหาหลักประกันได้จึงถือว่าศาลชั้นต้นยกคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งศาลฎีกา ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 แพ้คดี เมื่อผู้ร้องไม่สามารถหาหลักประกันมาเพิ่มได้ และศาลได้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับชั้นฎีกาแล้ว อีกทั้งผู้ร้องมิได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ชั้นฎีกา ผู้ร้องจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้หนี้ตามคำพิพากษาแทนจำเลยที่ 1 ขอให้ศาลคืนหลักประกันของผู้ร้อง และขอให้เพิกถอนคำบังคับฉบับลงวันที่ 16 มิถุนายน2541 และให้โจทก์ไปบังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยังคงต้องผูกพันตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2538 ไม่มีเหตุต้องคืนหลักทรัพย์และเพิกถอนการบังคับคดีตามที่ขอ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นฎีกาแต่เมื่ออ่านฎีกาทั้งฉบับ รวมทั้งผู้ลงชื่อผู้ร้องซึ่งเป็นทั้งทนายจำเลยที่ 1 และทนายผู้ร้องในขณะเดียวกัน ก็พออนุโลมได้ว่าเป็นฎีกาของผู้ร้องโดยโต้แย้งว่า หนังสือสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1ที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลชั้นต้นในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ย่อมมีผลบังคับเฉพาะในชั้นอุทธรณ์ เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำหลักประกันมาวางมิฉะนั้นให้ยกคำร้อง แต่จำเลยที่ 1 และผู้ร้องไม่สามารถหาหลักประกันมาวางได้ศาลชั้นต้นจึงสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับ แสดงว่าผู้ร้องมิได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันในชั้นฎีกาแล้ว ความรับผิดของผู้ร้องย่อมหมดไป ผู้ร้องจึงควรหลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ทำสัญญาค้ำประกันกับศาลนั้นเห็นว่า ข้อความตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลชั้นต้นมีใจความว่า "ข้าพเจ้า นายอมร เนติพิพัฒน์ ผู้ค้ำประกันขอทำหนังสือสัญญาค้ำประกันให้ไว้ต่อศาลนี้ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ในคดีนี้แพ้คดีโจทก์ และคดีถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินมาชำระให้ตามคำพิพากษาเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นเท่าใด ข้าพเจ้ายอมให้บังคับเอาจากหลักทรัพย์ที่ข้าพเจ้าได้นำมาวางไว้เป็นประกันต่อศาลนี้" ดังนั้น เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ แม้จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา แต่ศาลฎีกาพิพากษายืน เช่นนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงยังต้องรับผิดตามข้อความที่ระบุในหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวอยู่ ความรับผิดของผู้ร้องในฐานะของผู้ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับนี้จะสิ้นไป ก็ต่อเมื่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาศาลใดศาลหนึ่งพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ หรือในระหว่างฎีกาได้มีการทำหนังสือสัญญาค้ำประกันขึ้นใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว

ที่ผู้ร้องฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า โจทก์ชอบที่จะบังคับเอาแก่จำเลยที่ 1ก่อน เมื่อบังคับคดีไม่ได้หรือไม่เพียงพอแล้ว จึงบังคับเอากับผู้ร้องในฐานะผู้ค้ำประกันนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องทำหนังสือสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1ไว้ต่อศาล ซึ่งเป็นองค์กรแห่งรัฐ เพื่อทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาของศาลมิใช่ทำสัญญาค้ำประกันกับเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างบุคคลจึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในเรื่องค้ำประกันที่ให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยที่ 1 ก่อน แล้วจึงบังคับเอาแก่ผู้ร้องในฐานะผู้ค้ำประกันในภายหลังมาปรับใช้แก่กรณีของผู้ร้องโดยอาศัยเทียบบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ดังที่ผู้ร้องฎีกาโต้แย้ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 2ชำระแก่โจทก์ ตามที่ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับวันที่ 26มิถุนายน 2538 หักออกจากหนี้ตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องจะต้องชำระตามสัญญาค้ำประกัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 67 ม. 231 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฮิตาชิเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ร้อง — นาย อมร เนติพิพัฒน์
จำเลย — บริษัท รูทอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4783/2543
#91217
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นฎีกาแต่เมื่ออ่านฎีกาทั้งฉบับ รวมทั้งผู้ลงชื่อผู้ร้องซึ่งเป็นทั้งทนายจำเลยที่ 1 และทนายผู้ร้องในขณะเดียวกัน ก็พออนุโลมได้ว่าเป็นฎีกาของผู้ร้อง

ข้อความตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลชั้นต้นมีใจความว่า "? ข้าพเจ้า นายอมร เนติพิพัฒน์ ผู้ค้ำประกันขอทำหนังสือสัญญาค้ำประกันให้ไว้ต่อศาลนี้ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ในคดีนี้แพ้คดีโจทก์ และคดีถึงที่สุด โดยจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินมาชำระให้ตามคำพิพากษาเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นเท่าใด ข้าพเจ้ายอมให้บังคับเอาจากหลักทรัพย์ที่ข้าพเจ้าได้นำมาวางไว้เป็นประกันต่อศาลนี้?" ดังนั้น เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ แม้จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา แต่ศาลฎีกาพิพากษายืน เช่นนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงยังต้องรับผิดตามข้อความที่ระบุในหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวอยู่ ความรับผิดของผู้ร้องในฐานะของผู้ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับนี้จะสิ้นไป ก็ต่อเมื่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาศาลใดศาลหนึ่งพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ หรือในระหว่างฎีกาได้มีการทำหนังสือสัญญาค้ำประกันขึ้นใหม่

สิทธิของโจทก์ในอันที่จะบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และผู้ร้องซึ่งต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลย่อมเป็นไปตามจำนวนหนี้ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาอันเป็นชั้นที่สุด เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ให้โจทก์แล้วบางส่วน ดังนั้น การออกคำบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เต็มจำนวนตามคำพิพากษาจึงเป็นการไม่ถูกต้อง

ผู้ร้องทำหนังสือสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้ต่อศาล ซึ่งเป็นองค์กรแห่งรัฐ เพื่อทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาของศาล มิใช่ทำสัญญาค้ำประกันกับเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างบุคคล จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ.ในเรื่องค้ำประกัน ที่ให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยที่ 1 ก่อน แล้วจึงบังคับเอาแก่ผู้ร้องในฐานะผู้ค้ำประกันในภายหลังมาปรับใช้แก่กรณีของผู้ร้อง โดยอาศัยเทียบบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าซื้อสินค้าจำนวน 9,221,794.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์สั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 1 หาประกันสำหรับต้นเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นเวลา 4 ปี มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง" ศาลชั้นต้นอนุญาตตามที่จำเลยที่ 1 เสนอหลักประกันที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีนายอมร เนติพิพัฒน์ ผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยผู้ร้องได้ทำสัญญาค้ำประกันตามคำสั่งศาลไว้แล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเพิ่มอีก 256,779 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 1 หาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับถึงวันฟังคำสั่งนี้ให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง" ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาหลักประกัน จำเลยที่ 1 ไม่มาศาลและไม่นำหลักประกันมาวางภายในกำหนดศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งศาลฎีกา ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 แพ้คดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คดีนี้ผู้ร้องได้เสนอหลักประกันต่อศาลเพื่อขอทุเลาการบังคับของจำเลยที่ 1 ในชั้นฎีกาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิ่มหลักประกัน มิฉะนั้นให้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับชั้นฎีกา ผู้ร้องไม่สามารถหาหลักประกันได้ จึงถือว่าศาลชั้นต้นยกคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งศาลฎีกา ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 แพ้คดี เมื่อผู้ร้องไม่สามารถหาหลักประกันมาเพิ่มได้ และศาลได้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับชั้นฎีกาแล้ว อีกทั้งผู้ร้องมิได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ชั้นฎีกา ผู้ร้องจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้หนี้ตามคำพิพากษาแทนจำเลยที่ 1 ขอให้ศาลคืนหลักประกันของผู้ร้องและขอให้เพิกถอนคำบังคับฉบับลงวันที่ 16 มิถุนายน 2541 และให้โจทก์ไปบังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยังคงต้องผูกพันตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2538 ไม่มีเหตุต้องคืนหลักทรัพย์และเพิกถอนการบังคับคดีตามที่ขอ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์มิได้แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นฎีกา แต่เมื่ออ่านฎีกาทั้งฉบับ รวมทั้งผู้ลงชื่อผู้ร้องซึ่งเป็นทั้งทนายจำเลยที่ 1 และทนายผู้ร้องในขณะเดียวกัน ก็พออนุโลมได้ว่าเป็นฎีกาของผู้ร้องโดยโต้แย้งว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลชั้นต้นในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ย่อมมีผลบังคับเฉพาะในชั้นอุทธรณ์ เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาและคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำหลักประกันมาวาง มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง แต่จำเลยที่ 1 และผู้ร้องไม่สามารถหาหลักประกันมาวางได้ ศาลชั้นต้นจึงสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับ แสดงว่าผู้ร้องมิได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันในชั้นฎีกาแล้ว ความรับผิดของผู้ร้องย่อมหมดไป ผู้ร้องจึงควรหลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ทำสัญญาค้ำประกันกับศาลนั้น เห็นว่า ข้อความตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลชั้นต้นมีใจความว่า "?ข้าพเจ้า นายอมร เนติพิพัฒน์ ผู้ค้ำประกันขอทำหนังสือสัญญาค้ำประกันให้ไว้ต่อศาลนี้ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ในคดีนี้แพ้คดีโจทก์ และคดีถึงที่สุด โดยจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินมาชำระให้ตามคำพิพากษาเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นเท่าใด ข้าพเจ้ายอมให้บังคับเอาจากหลักทรัพย์ที่ข้าพเจ้าได้นำมาวางไว้เป็นประกันต่อศาลนี้?" ดังนั้น เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ แม้จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา แต่ศาลฎีกาพิพากษายืน เช่นนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงยังต้องรับผิดตามข้อความที่ระบุในหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวอยู่ ความรับผิดของผู้ร้องในฐานะของผู้ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับนี้จะสิ้นไปก็ต่อเมื่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาศาลใดศาลหนึ่งพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ หรือในระหว่างฎีกาได้มีการทำหนังสือสัญญาค้ำประกันขึ้นใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ผู้ร้องฎีกาต่อไปว่า คำบังคับฉบับลงวันที่ 16 มิถุนายน 2541 ไม่ชอบ เพราะระบุจำนวนหนี้ไม่ถูกต้องเกินกว่าความเป็นจริงนั้น เห็นว่า สิทธิของโจทก์ในอันที่จะบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และผู้ร้องซึ่งต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลย่อมเป็นไปตามจำนวนหนี้ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาอันเป็นชั้นที่สุด อย่างไรก็ดี เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ให้โจทก์แล้วจำนวน 2,000,000 บาท ดังนั้น การออกคำบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เต็มจำนวนตามคำพิพากษาจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

ที่ผู้ร้องฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า โจทก์ชอบที่จะบังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 ก่อน เมื่อบังคับคดีไม่ได้หรือไม่เพียงพอแล้ว จึงบังคับเอาแก่ผู้ร้องในฐานะผู้ค้ำประกันนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องทำหนังสือสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้ต่อศาล ซึ่งเป็นองค์กรแห่งรัฐ เพื่อทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาของศาล มิใช่ทำสัญญาค้ำประกันกับเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างบุคคล จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ในเรื่องค้ำประกัน ที่ให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยที่ 1 ก่อน แล้วจึงบังคับเอาแก่ผู้ร้องในฐานะผู้ค้ำประกันในภายหลังมาปรับใช้แก่กรณีของผู้ร้อง โดยอาศัยเทียบบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ดังที่ผู้ร้องฎีกาโต้แย้ง ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ชำระแก่โจทก์ ตามที่ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับวันที่ 26 มิถุนายน 2538 หักออกจากหนี้ตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องจะต้องชำระตามสัญญาค้ำประกันค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 67 ม. 231 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮิตาชิเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ร้อง — นายอมร เนติพิพัฒน์
จำเลย — บริษัทรูทอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพันธ์เลิศ บุญเลี้ยง
ศาลอุทธรณ์ — นายอร่าม เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4782/2543
#34987
เปิดฉบับเต็ม

หากเป็นความจริงตามคำร้องของจำเลยที่ว่า จำเลยได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลแรงงานเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว จำเลยก็ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ได้ กรณีถือได้ว่ามีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลแรงงานจะพึงขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย

ศาลแรงงานไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องของจำเลยว่าจำเลยได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลแรงงานเมื่อล่วงเลยกำหนดยื่นอุทธรณ์แล้ว ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าหากข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวกรณีถือได้ว่ามีความจำเป็น และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลแรงงานจะพึงขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ศาลแรงงานจึงชอบจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกา การที่ศาลแรงงานมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยดังกล่าวโดยอ้างว่าจำเลยเข้าใจเรื่องระยะเวลายื่นอุทธรณ์คดีแรงงานผิดพลาด หากขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ แต่เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยเสียเองโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานสั่งใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากวันที่ 8 ตุลาคม 2541 ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 120,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2541 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไป 20 วัน นับแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงขอคัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลางตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2541 แต่เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งเหตุขัดข้องว่ายังพิมพ์คำพิพากษาไม่เสร็จ จำเลยที่ 2 เพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 เป็นเวลาล่วงเลยกำหนดที่จำเลยที่ 2 จะยื่นอุทธรณ์แล้ว ขอให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 2

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 2 ทราบผลของคำพิพากษาแล้วจำเลยที่ 2 ปล่อยให้ระยะเวลายื่นอุทธรณ์ล่วงพ้นไป แล้วมาขอขยายระยะเวลาในภายหลัง เป็นการดำเนินคดีตามอำเภอใจ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า หากข้อความตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์แล้วเป็นความจริง จำเลยที่ 2 ก็ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบคำพิพากษานั้น กรณีถือได้ว่ามีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลแรงงานกลางจะพึงขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 2 พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานกลางลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 ให้ศาลแรงงานกลางไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2541 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลางไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ติดใจนำพยานเข้าสืบคัดค้านแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า ศาลแรงงานกลางอ่านคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 2 มาฟังคำพิพากษาวันรุ่งขึ้นได้ยื่นคำแถลงขอคัดค้านคำพิพากษา แต่คำพิพากษายังพิมพ์ไม่เสร็จจนกระทั่งวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 2 จึงได้รับสำเนาคำพิพากษาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แต่ศาลยกคำร้อง จึงได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่งคือครั้งที่ศาลไต่สวนเป็นเรื่องนี้ แล้ววินิจฉัยว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 นั้น จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ศาลมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2541 ครบกำหนดที่จำเลยที่ 2ต้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาในปัญหาข้อกฎหมายต่อศาลฎีกาในวันที่ 23ตุลาคม 2541 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เข้าใจว่าการยื่นอุทธรณ์ต้องยื่นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด 15 วัน ตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้การอ้างเหตุผลขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หลังจากพ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วโดยอ้างว่ายังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาจึงเป็นเหตุผลเพียงเพื่อให้จำเลยพ้นความรับผิดในการไม่ยื่นอุทธรณ์หรือไม่ยื่นขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเท่านั้น ซึ่งความเข้าใจผิดของจำเลยในข้อกฎหมายดังกล่าว ถ้าศาลให้ขยายระยะเวลาออกไปตามคำร้องแล้วก็จะไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เช่นเดียวกัน จึงให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2541

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2541 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องของจำเลยที่ 2ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2541 ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 อันเป็นเวลาล่วงเลยกำหนดยื่นอุทธรณ์แล้ว ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าหากข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวกรณีถือได้ว่ามีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลแรงงานกลางจะพึงขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางชอบจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลฎีกา การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2ดังกล่าวโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 เข้าใจเรื่องระยะเวลายื่นอุทธรณ์คดีแรงงานผิดพลาด หากขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบแต่เพื่อความสะดวกรวดเร็วศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2541 เสียเองโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางสั่งใหม่

พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 2และเนื่องจากจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ไว้แล้วตามอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 10พฤศจิกายน 2541 จึงให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เพื่อดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 240 (3) ม. 242 ม. 243
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แฮปปี้โฮมส์อิเล็คทริค จำกัด
จำเลย — นาย อาจินต์ ซื่อตรง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สละ เทศรำพรรณ
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4782/2543
#98564
เปิดฉบับเต็ม

หากเป็นความจริงตามคำร้องของจำเลยที่ว่า จำเลยได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลแรงงานเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว จำเลยก็ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ได้ กรณีถือได้ว่ามีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลแรงงานจะพึงขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย

ศาลแรงงานไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องของจำเลยว่าจำเลยได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลแรงงานเมื่อล่วงเลยกำหนดยื่นอุทธรณ์แล้ว ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าหากข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวกรณีถือได้ว่ามีความจำเป็น และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลแรงงานจะพึงขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ศาลแรงงานจึงชอบจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกาการที่ศาลแรงงานมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยดังกล่าวโดยอ้างว่าจำเลยเข้าใจเรื่องระยะเวลายื่นอุทธรณ์คดีแรงงานผิดพลาด หากขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ แต่เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยเสียเองโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานสั่งใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๑ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไป ๒๐ วัน นับแต่วันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันครบกำหนดอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่า จำเลยที่ ๒ ยื่นคำแถลงขอคัดคำพิพากษาศาลแรงงานกลางตั้งแต่วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๑ แต่เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งเหตุขัดข้องว่ายังพิมพ์คำพิพากษาไม่เสร็จ จำเลยที่ ๒ เพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๑เป็นเวลาล่วงเลยกำหนดที่จำเลยที่ ๒ จะยื่นอุทธรณ์แล้ว ขอให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ ๒

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ ๒ ทราบผลของคำพิพากษาแล้วจำเลยที่ ๒ ปล่อยให้ระยะเวลายื่นอุทธรณ์ล่วงพ้นไป แล้วมาขอขยายระยะเวลาในภายหลัง เป็นการดำเนินคดีตามอำเภอใจ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า หากข้อความตามคำร้องของจำเลยที่ ๒ ที่ว่าจำเลยที่ ๒ ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์แล้วเป็นความจริง จำเลยที่ ๒ ก็ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้ทราบคำพิพากษานั้น กรณีถือได้ว่ามีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลแรงงานกลางจะพึงขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ ๒พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานกลางลงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ให้ศาลแรงงานกลางไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ ๒ ฉบับลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลางไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยที่ ๒ โดยโจทก์ไม่ติดใจนำพยานเข้าสืบคัดค้านแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า ศาลแรงงานกลางอ่านคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๒ มาฟังคำพิพากษา วันรุ่งขึ้นได้ยื่นคำแถลงขอคัดคำพิพากษา แต่คำพิพากษายังพิมพ์ไม่เสร็จ จนกระทั่งวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๑จำเลยที่ ๒ จึงได้รับสำเนาคำพิพากษา วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๒ ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ แต่ศาลยกคำร้อง จึงได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่งคือครั้งที่ศาลไต่สวนเป็นเรื่องนี้ แล้ววินิจฉัยว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ นั้น จำเลยที่ ๒ยื่นคำร้องว่า ศาลมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๑ ครบกำหนดที่จำเลยที่ ๒ต้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาในปัญหาข้อกฎหมายต่อศาลฎีกาในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๔๑แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๒ เข้าใจว่าการยื่นอุทธรณ์ต้องยื่นภายในกำหนด ๑ เดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙จึงมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด ๑๕ วัน ตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่งบัญญัติไว้ การอ้างเหตุผลขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หลังจากพ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วโดยอ้างว่ายังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาจึงเป็นเหตุผลเพียงเพื่อให้จำเลยพ้นความรับผิดในการไม่ยื่นอุทธรณ์หรือไม่ยื่นขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเท่านั้น ซึ่งความเข้าใจผิดของจำเลยในข้อกฎหมายดังกล่าว ถ้าศาลให้ขยายระยะเวลาออกไปตามคำร้องแล้วก็จะไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เช่นเดียวกัน จึงให้ยกคำร้องของจำเลยที่ ๒ ฉบับลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๑

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ว่า คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ ๒ ฉบับลงวันที่๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยที่ ๒ แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องของจำเลยที่ ๒ ฉบับลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน๒๕๔๑ ว่าจำเลยที่ ๒ ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน๒๕๔๑ อันเป็นเวลาล่วงเลยกำหนดยื่นอุทธรณ์แล้ว ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าหากข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวกรณีถือได้ว่ามีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลแรงงานกลางจะพึงขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ ๒ ศาลแรงงานกลางชอบจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามคำพิพากษาศาลฎีกา การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวโดยอ้างว่าจำเลยที่ ๒ เข้าใจเรื่องระยะเวลายื่นอุทธรณ์คดีแรงงานผิดพลาด หากขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๒ ย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ แต่เพื่อความสะดวกรวดเร็วศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ฉบับลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๑เสียเองโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางสั่งใหม่

พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ ๒และเนื่องจากจำเลยที่ ๒ ยื่นอุทธรณ์ไว้แล้วตามอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๑จึงให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ เพื่อดำเนินการต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 240 (3) ม. 242 ม. 243
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแฮปปี้โฮมส์อิเล็คทริค จำกัด
จำเลย — นายอาจินต์ ซื่อตรง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพิชัย นาคขาว
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
สละ เทศรำพรรณ
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4781/2543
#91216
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองผู้ประสบภัยซึ่งได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัย เนื่องจากรถที่ใช้หรืออยู่ในทางหรือเนื่องจากสิ่งที่บรรทุกหรือติดตั้งในรถนั้น และยังหมายความรวมถึงทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยซึ่งถึงแก่ความตายด้วย จึงบังคับให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยโดยประกันภัยกับบริษัท เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่บริษัทได้รับประกันภัยไว้ บริษัทจะต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นซึ่งในกรณีความเสียหายต่อชีวิตหมายถึงค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพผู้ประสบภัยซึ่งถึงแก่ความตาย เป็นไปตามรายการและจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ทั้งนี้ตามมาตรา 20 ประกอบด้วยมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว การจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นนี้จะต้องจ่ายทันทีโดยไม่ต้องคำนึงว่าเกิดจากความผิดของผู้ใด เมื่อบริษัทรับประกันภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด ตามมาตรา 31 บัญญัติว่า ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากบุคคลภายนอกหรือจากเจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถ ผู้ซึ่งอยู่ในรถหรือผู้ประสบภัย หากเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของบุคคลดังกล่าว ดังนั้น สิทธิไล่เบี้ยของโจทก์จึงมีเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 6 ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ข้อ 2 (2) กำหนดให้จำนวนค่าเสียหายเบื้องต้นให้เป็นไปดังนี้ จำนวนหนึ่งหมื่นบาทสำหรับความเสียหายต่อชีวิต โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 เพียง 10,000 บาท มิใช่ 50,000 บาท ส่วนบทบัญญัติมาตรา 22 เป็นเรื่องสิทธิของผู้ประสบภัย นอกจากจะได้รับค่าเสียหายในเบื้องต้นแล้ว ไม่ตัดสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตาม ป.พ.พ. อีกด้วย

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 12/2543)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๕๒,๘๑๒ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ แถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ชำระค่าปลงศพเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ให้แก่นางรจนา ปึ่งประกายศรี ทายาทของผู้ตายแล้วจริง โจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ แถลงไม่สืบพยาน และขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท จากจำเลยทั้งสามได้หรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเป็นจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ดังโจทก์ฎีกาหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองผู้ประสบภัยซึ่งได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัย เนื่องจากรถที่ใช้หรืออยู่ในทางหรือเนื่องจากสิ่งที่บรรทุกหรือติดตั้งในรถนั้น และยังหมายความรวมถึงทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยซึ่งถึงแก่ความตายด้วย จึงบังคับให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยโดยประกันภัยกับบริษัท เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่บริษัทได้รับประกันภัยไว้ บริษัทจะต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นซึ่งในกรณีความเสียหายต่อชีวิตหมายถึงค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพผู้ประสบภัยซึ่งถึงแก่ความตาย เป็นไปตามรายการและจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ทั้งนี้ ตามมาตรา ๒๐ ประกอบด้วยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นนี้จะต้องจ่ายทันทีโดยไม่ต้องคำนึงว่าเกิดจากความผิดของผู้ใด เมื่อบริษัทรับประกันภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด ตามมาตรา ๓๑ บัญญัติว่า ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากบุคคลภายนอกหรือจากเจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถผู้ซึ่งอยู่ในรถหรือผู้ประสบภัยหากเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของบุคคลดังกล่าว ดังนั้น สิทธิไล่เบี้ยของโจทก์จึงมีเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ ๖ ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๒ (๒) กำหนดให้จำนวนค่าเสียหายเบื้องต้นให้เป็นไปดังนี้ จำนวนหนึ่งหมื่นบาท สำหรับความเสียหายต่อชีวิต โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ ๑ เพียง ๑๐,๐๐๐ บาท มิใช่ ๕๐,๐๐๐ บาท ดังโจทก์ฎีกา ส่วนมาตรา ๒๒ ที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในฎีกานั้นเห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องสิทธิของผู้ประสบภัย นอกจากจะได้รับค่าเสียหายในเบื้องต้นแล้ว ไม่ตัดสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อีกด้วย ส่วนสิทธิไล่เบี้ยของโจทก์ตามพระราชบัญญัตินี้มีเพียงดังได้กล่าวมาแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเกินมาให้แก่โจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 4 ม. 20 ม. 22 ม. 31
กฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายยุทธนา อุ่นอกพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมยศ ไขประพาย
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช เกาไศยนันท์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4778/2543
#33248
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคำร้องขอถอนฟ้องฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2536 ศาลฎีกาได้วินิจฉัยตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6319/2541 ว่า ส. ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวเป็นผู้ทำปลอมขึ้นเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ การสั่งคำร้องขอศาลชั้นต้นจึงเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวความได้รับความเสียหายซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดและให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2542 ของโจทก์พอแปลเจตนารมณ์ของโจทก์ได้ว่า ประสงค์ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบและยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาต่อไปการยื่นคำร้องขอดังกล่าวมิใช่การยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 มาปรับใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากนางพิมพ์หรือพิมพา คำลือชัย ผู้ร้อง ซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2542 ขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่อ้างว่า คำร้องขอถอนฟ้องฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2536 เป็นเอกสารปลอม ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่านายสุพร สุวรรณมงคล ทนายโจทก์คนก่อนเป็นผู้ทำปลอมขึ้นโดยโจทก์มิได้รู้เห็นและยินยอมให้ถอนฟ้องโจทก์ยังประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองต่อไป ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีเหตุที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6319/2541 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร โจทก์ นายสุพร สุวรรณมงคล จำเลย ว่า คำร้องขอถอนฟ้องโจทก์ฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2536 นายสุพรซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวเป็นผู้ทำปลอมขึ้น เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ การสั่งคำร้องของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวความได้รับความเสียหายซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดและให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2542 ของโจทก์พอแปลเจตนารมณ์ของโจทก์ได้ว่าประสงค์ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบและยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาต่อไป การยื่นคำร้องขอดังกล่าวมิใช่การยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 มาปรับใช้บังคับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป จึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พิมพ์หรือพิมพา คำลือชัย
จำเลย — นาย สุรจิตร ชารัญจ่า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วินัย ตุลยภักดิ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4778/2543
#39260
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอถอนฟ้องโจทก์มีจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวเป็นผู้ทำปลอมขึ้นเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ การสั่งคำร้องของศาลชั้นต้นจึงเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวความได้รับความเสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดและให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

เมื่อการยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของโจทก์พอแปลได้ว่า โจทก์ประสงค์ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบและยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาต่อไป การยื่นคำร้องขอดังกล่าวมิใช่การยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 36 มาปรับใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากนางพิมพ์หรือพิมพา คำลือชัย ผู้ร้อง ซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2542 ขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ อ้างว่า คำร้องขอถอนฟ้องฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม2536 เป็นเอกสารปลอม ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่านายสุพร สุวรรณมงคลทนายโจทก์คนก่อนเป็นผู้ทำปลอมขึ้นโดยโจทก์มิได้รู้เห็นและยินยอมให้ถอนฟ้อง โจทก์ยังประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองต่อไปศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6319/2541 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร โจทก์นายสุพร สุวรรณมงคล จำเลย ว่า คำร้องขอถอนฟ้องโจทก์ฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2536 นายสุพรซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวเป็นผู้ทำปลอมขึ้น เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ การสั่งคำร้องของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวความได้รับความเสียหาย ซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดและให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 การยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 25มีนาคม 2542 ของโจทก์พอแปลเจตนารมณ์ของโจทก์ได้ว่า ประสงค์ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบและยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาต่อไป การยื่นคำร้องขอดังกล่าวมิใช่การยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 36 มาปรับใช้บังคับ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 36
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พิมพ์หรือพิมพา คำลือชัย
จำเลย — นาย สุรจิตร ชารัญจ่า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วินัย ตุลยภักดิ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4778/2543
#98565
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอถอนฟ้องโจทก์มีจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวเป็นผู้ทำปลอมขึ้นเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ การสั่งคำร้องของศาลชั้นต้น จึงเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวความได้รับความเสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดและให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปได้ตามป.วิ.พ.มาตรา 27 ประกอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา 15

เมื่อการยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของโจทก์พอแปลได้ว่าโจทก์ประสงค์ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบและยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาต่อไป การยื่นคำร้องขอดังกล่าวมิใช่การยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ จึงไม่อาจนำป.วิ.อ.มาตรา 36 มาปรับใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากนางพิมพ์หรือพิมพา คำลือชัย ผู้ร้อง ซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๒ ขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ อ้างว่า คำร้องขอถอนฟ้องฉบับลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๓๖ เป็นเอกสารปลอม ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่านายสุพร สุวรรณมงคล ทนายโจทก์คนก่อนเป็นผู้ทำปลอมขึ้นโดยโจทก์มิได้รู้เห็นและยินยอมให้ถอนฟ้อง โจทก์ยังประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองต่อไป ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๑๙/๒๕๔๑ ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร โจทก์ นายสุพรสุวรรณมงคล จำเลย ว่า คำร้องขอถอนฟ้องโจทก์ฉบับลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๓๖นายสุพรซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวเป็นผู้ทำปลอมขึ้น เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ การสั่งคำร้องของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวความได้รับความเสียหาย ซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดและให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ การยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๒ ของโจทก์พอแปลเจตนารมณ์ของโจทก์ได้ว่า ประสงค์ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบและยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาต่อไปการยื่นคำร้องขอดังกล่าวมิใช่การยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๖ มาปรับใช้บังคับ

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 36
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิมพ์หรือพิมพา คำลือชัย
จำเลย — นายสุรจิตร ชารัญจ่า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นางสาวสุทธิมาลย์ วิริยะการุณย์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ — นายวิจิตร วิสุชาติ
ชื่อองค์คณะ
วินัย ตุลยภักดิ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4777/2543
#99103
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัท ส. จำกัด มีข้อความระบุแต่เพียงว่าให้บริษัท ส. จำกัด จำหน่าย ที่ดินของโจทก์ให้แก่บุคคลทั่วไปได้โดยให้ทำการจำหน่ายเป็นแปลงย่อย ไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุว่าโจทก์ว่าจ้างให้ บริษัท ส. จำกัด ก่อสร้างอาคารให้แก่โจทก์ แต่กลับปรากฏข้อความว่าบรรดาค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคภายในบริเวณที่ดินของโจทก์นั้น บริษัท ส. จำกัด เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น อีกทั้งตามปกติแล้วสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารจะต้องมีแบบแปลน รายละเอียดเกี่ยวกับการก่อสร้างรวมทั้งสินจ้างด้วย จึงจะเป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 ถึงแม้ในหนังสือสัญญาจะมีข้อความบางตอนว่าโจทก์ตกลงให้บริษัท ส. จำกัด รับเหมาก่อสร้างและ จัดจำหน่าย แต่ผู้เดียวก็ตามจะฟังว่าหนังสือสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างทำของไม่ได้

โจทก์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาคารที่ปลูกสร้างในที่ดินของโจทก์เลยไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้าง ทำโครงการขาย หรือรับเงินจากผู้ซื้อ โจทก์เพียงแต่มอบอำนาจให้พนักงานของบริษัท ส. จำกัด ไปโอนที่ดินและอาคารที่ปลูกอยู่บน ที่ดินของโจทก์ให้แก่ผู้ซื้อเท่านั้น และบริษัท ส. จำกัด ได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนรายรับจากการขายอาคารต่อ เจ้าพนักงานของจำเลยในนามของบริษัท ส. จำกัด แล้ว เมื่อโจทก์ตกลงให้บริษัท ส. จำกัด เข้ามาลงทุนพัฒนาที่ดินและจำหน่ายที่ดินแทนโจทก์ โดยบริษัท ส. จำกัด ได้รับผลประโยชน์จากการขายอาคารที่ปลูกสร้างบนที่ดินของโจทก์ และผลประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากสัญญาดังกล่าว คือสามารถขายที่ดินได้ในราคาที่โจทก์กำหนดโดยไม่ต้องลงทุนเท่านั้น บริษัท ส. จำกัด จะขายอาคารแล้วมีผลกำไรหรือขาดทุนก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโจทก์ ดังนั้น รายรับจากการขายอาคารบนที่ดินของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นรายรับจากการประกอบกิจการของบริษัท ส. จำกัด มิใช่รายรับของโจทก์ โจทก์คงมีรายรับจากการขายที่ดินเพียงอย่างเดียวเป็นเงิน 9,336,000 บาท โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในปี 2537 จากยอดรายรับดังกล่าว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับซึ่งคำนวณจากราคาที่ดินและอาคารรวมกันจึงไม่ชอบ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587
ป.รัษฎากร ม. 91/2 ม. 91/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิทธิพร พาวงษ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรถสิทธิ์ ร่มไทรทอง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4769/2543
#99104
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยอมรับเงินค่างวดที่จำเลยผิดนัดชำระให้แก่โจทก์เรื่อยมาโดยไม่ได้อิดเอื้อนหรือโต้แย้งสงวนสิทธิของโจทก์ที่จะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยในกรณีดังกล่าวไว้เลย พฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยแสดงออกต่อกันเช่นนี้ต่างมิได้ถือเอากำหนดวันปฏิทินให้จำเลยชำระเงินแต่ละงวดตามสัญญากู้เงินเป็นสาระสำคัญต่อไป และถือได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงระงับข้อสัญญาเกี่ยวกับการชำระเงินแต่ละงวดล่าช้าไปกว่าวันที่กำหนดไว้ตามสัญญากู้เงินเป็นการผิดนัดกันอีกแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงงวดชำระ จำเลยไม่ชำระเงินให้โจทก์ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยผิดนัด อันจะก่อให้โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดคืนได้ทันทีตามสัญญากู้เงิน เว้นแต่โจทก์จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินงวดที่ค้างในกำหนดเวลาพอสมควรก่อน หากจำเลยไม่ชำระจึงจะถือได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดเพราะโจทก์ได้เตือนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 และ 204 วรรคหนึ่ง

โจทก์เรียกให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมดคืนให้แก่โจทก์โดยอ้างเหตุกล่าวหาว่าจำเลยผิดนัด ไม่ชำระเงินให้โจทก์ตามกำหนดเท่านั้น โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสิทธิที่โจทก์พึงมีตามสัญญากู้เงินข้อ 7 แม้จำเลยไม่ผิดนัดก็ตาม แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดนัดชำระเงินให้แก่โจทก์ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินจากจำเลย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดนัดหรือไม่เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ผิดนัดแล้ว ก็ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยถึงสิทธิอื่นใดของโจทก์อีก เพราะไม่มีประเด็นข้อพิพาทในคดี ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยถึงสิทธิของโจทก์ตามสัญญากู้เงิน โดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นการชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,513,582.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,966,881.84 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ยอมรับเงินค่างวดที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระให้แก่โจทก์เรื่อยมาโดยไม่ได้อิดเอื้อนหรือโต้แย้งสงวนสิทธิของโจทก์ที่จะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยในกรณีดังกล่าวไว้เลย พฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยทั้งสองแสดงออกต่อกันเช่นนี้เท่ากับว่าต่างมิได้ถือเอากำหนดวันปฏิทินให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแต่ละงวดตามสัญญากู้เงิน ข้อ 3 นั้น เป็นสาระสำคัญต่อไป และถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงระงับข้อสัญญาเกี่ยวกับการชำระเงินแต่ละงวดล่าช้าไปกว่าวันที่กำหนดไว้นั้น ไม่เป็นการผิดนัดกันอีกแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงงวดชำระวันที่ 19 มีนาคม 2539 จำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินให้โจทก์ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดนัด อันจะก่อให้โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดคืนได้ทันที เว้นแต่โจทก์จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระเงินงวดที่ค้างในกำหนดเวลาพอสมควรก่อน หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงจะถือได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดเพราะโจทก์ได้เตือนแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 และ 204 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงจะใช้สิทธิตามสัญญากู้เงิน ข้อ 8 ทำหนังสือให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์และบอกกล่าวบังคับจำนองได้

ตามคำฟ้องของโจทก์นั้น โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างทั้งหมดคืนให้แก่โจทก์โดยอ้างเหตุกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองผิดนัด ไม่ชำระเงินให้โจทก์ตามกำหนดเท่านั้น โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสิทธิที่โจทก์พึงมีตามสัญญาเงินกู้ ข้อ 7 แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดนัดชำระเงินให้แก่โจทก์ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินจากจำเลยทั้งสอง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดนัดหรือไม่เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ผิดนัดแล้ว ก็ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยถึงสิทธิอื่นใดของโจทก์อีก เพราะไม่มีประเด็นข้อพิพาทในคดี ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยถึงสิทธิของโจทก์ตามสัญญากู้เงิน ข้อ 7 โดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งนั้น เป็นการชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคหนึ่ง ม. 387
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์ จำกัด
จำเลย — นายประเสริฐ ชุมพลไพศาล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4768/2543
#37810
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายระบุผู้รับเงินคือจำเลยที่ 2โดยมิได้ขีดฆ่าคำว่า ผู้ถือ ในเช็คออก จึงเป็นเช็คผู้ถือผู้จ่ายอาจจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 หรือบุคคลใดก็ได้ที่มีเช็คอยู่ในครอบครอง การที่จำเลยที่ 2สลักหลังโอนให้แก่โจทก์ ย่อมเป็นประกัน (อาวัล) ผู้สั่งจ่าย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 921 จำเลยที่ 2 ต้องผูกพันตนเป็นอย่างเดียวกันกับจำเลยที่ 1ผู้สั่งจ่าย ตามมาตรา 940 วรรคหนึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คผู้ถือ โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 904

การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คอ้างว่าโจทก์รับโอนเช็คมาจากจำเลยที่ 2 ได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่นำสืบและจะนำสืบได้ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ได้ยกเรื่องดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับหรือปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ เหตุแห่งการนั้นอีกด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง

จำเลยที่ 1 ให้การแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 กับโจทก์ได้ร่วมกันกระทำการโดยไม่สุจริต กล่าวคือ จำเลยที่ 2 ได้โอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับและฉบับอื่นให้แก่โจทก์ด้วยคบคิดกันฉ้อฉล โดยที่จำเลยที่ 2 มิได้เป็นหนี้โจทก์ โจทก์จึงมิใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายคำให้การดังกล่าวเป็นเพียงคำให้การปฏิเสธที่ไม่มีรายละเอียดแห่งการปฏิเสธว่าคบคิดกันฉ้อฉลอย่างไรจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจนำพยานเข้าสืบตามข้อต่อสู้ได้ แต่ตามคำให้การที่ว่าจำเลยที่ 2 มิได้เป็นหนี้โจทก์โจทก์จึงมิใช่ผู้ทรงโดยชอบ เท่ากับจำเลยที่ 1ต่อสู้ว่าสิทธิของโจทก์ที่ได้เช็คมานั้นไม่สมบูรณ์ ซึ่งทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินตามเช็คที่ฟ้องในฐานะผู้ทรงเนื่องจากไม่มีมูลหนี้นั่นเอง จำเลยที่ 1ย่อมกล่าวอ้างและนำสืบได้เพราะเป็นการยกขึ้นต่อสู้ที่มีต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงคนปัจจุบัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อต้นเดือนเมษายน 2538 จำเลยที่ 2 ได้นำเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน จำนวน 6 ฉบับ รวมทั้งเช็คที่ฟ้องในคดีนี้ 2 ฉบับ ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2538 และวันที่ 1 สิงหาคม 2538สั่งจ่ายเงินฉบับละ 100,000 บาท มาชำระหนี้ค่าเพชรให้โจทก์เช็คดังกล่าวมีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเมื่อถึงกำหนดชำระเงินโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสามยอด และธนาคารมหานคร จำกัด(มหาชน) สาขาวัดตึก แต่ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 2 ฉบับเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2538 และวันที่ 2 สิงหาคม 2538 ว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายและโปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 213,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน200,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คทั้ง2 ฉบับ ดังฟ้อง เพราะโจทก์รับโอนเช็คดังกล่าวด้วยคบคิดกันฉ้อฉลกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน213,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 200,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน จำนวน2 ฉบับ ฉบับละ 100,000 บาท ตามเช็คเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมิได้ขีดฆ่าคำว่า ผู้ถือออก จำเลยที่ 2 สลักหลังโอนเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ ให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด โจทก์ได้นำไปเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสามยอด และที่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) สาขาวัดตึก เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2538และวันที่ 2 สิงหาคม 2538 ตามลำดับ ธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงินตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5

คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์รับโอนเช็คพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยคบคิดกันฉ้อฉลและโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบหรือไม่เห็นว่า เช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายระบุผู้รับเงินคือจำเลยที่ 2โดยมิได้ขีดฆ่าคำว่า ผู้ถือในเช็คออก จึงเป็นเช็คผู้ถือเพราะผู้จ่ายอาจจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 หรือบุคคลใดก็ได้ที่มีเช็คอยู่ในครอบครอง การที่จำเลยที่ 2สลักหลังโอนให้แก่โจทก์ ย่อมเป็นประกัน (อาวัล) ผู้สั่งจ่าย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 921 จำเลยที่ 2 ต้องผูกพันตนเป็นอย่างเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่าย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 940วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คผู้ถือ โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 904 การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์รับโอนเช็คมาจากจำเลยที่ 2ได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉลนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่นำสืบและจะนำสืบได้ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ได้ยกเรื่องดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับหรือปฏิเสธคำฟ้องโจทก์รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นอีกด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 1 กล่าวในคำให้การฉบับลงวันที่ 17 มิถุนายน 2539 แต่เพียงว่า"จำเลยที่ 2 กับโจทก์ได้ร่วมกันกระทำการโดยไม่สุจริต กล่าวคือ จำเลยที่ 2ได้โอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับและฉบับอื่นให้แก่โจทก์ด้วยคบคิดกันฉ้อฉลโดยที่จำเลยที่ 2 มิได้เป็นหนี้โจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงมิใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย" เห็นว่า คำให้การดังกล่าวเป็นเพียงคำให้การปฏิเสธที่ไม่มีรายละเอียดแห่งการปฏิเสธว่า คบคิดกันฉ้อฉลอย่างไร จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจนำพยานเข้าสืบตามข้อต่อสู้ได้ อย่างไรก็ตามคำให้การจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 2มิได้เป็นหนี้โจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงมิใช่ผู้ทรงโดยชอบ เท่ากับจำเลยที่ 1ต่อสู้ว่าสิทธิของโจทก์ที่ได้เช็คมานั้นไม่สมบูรณ์ ซึ่งทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินตามเช็คที่ฟ้องในฐานะผู้ทรงเนื่องจากไม่มีมูลหนี้นั่นเอง จำเลยที่ 1ย่อมกล่าวอ้างและนำสืบได้เพราะเป็นการยกข้อต่อสู้ที่มีต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงคนปัจจุบัน มิใช่ข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อผู้ทรงคนก่อน ๆ อันจะเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และนางสาวจันทิรา สกุลพานิช พี่สาวจำเลยที่ 1 แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ซื้อพลอยรวม 41 รายการจากจำเลยที่ 2เป็นเงิน 1,800,000 บาท ชำระค่าพลอยเป็นเงินสด 100,000 บาท ส่วนที่เหลือสั่งจ่ายเป็นเช็ครวม 17 ฉบับ ฉบับละ 100,000 บาท มีเช็คพิพาทเอกสารหมายจ.2 และ จ.3 รวมอยู่ด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 ทราบว่าพลอยที่จำเลยที่ 2 ขายให้แก่จำเลยที่ 1 มีคุณภาพต่ำ ราคาไม่เกิน 300,000 บาท จำเลยที่ 1 พยายามติดต่อจำเลยที่ 2 หลายครั้ง และมีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ขอให้เปลี่ยนพลอยเป็นชนิดที่มีคุณภาพตามที่ตกลงกัน เมื่อติดต่อไม่ได้จำเลยที่ 1 จึงได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีจำเลยที่ 2 และเบิกความเกี่ยวกับโจทก์ว่า "ข้าเชื่อว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2ไม่มีมูลหนี้ต่อกันเพราะตามเอกสารหมาย จ.1 (เอกสารการซื้อขายเพชรระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2) ทำวันที่ 9 เมษายน 2538 แต่เช็คฉบับแรกตามเอกสารดังกล่าวลงวันที่ 1 มีนาคม 2538 หากมีหนี้จริงไม่น่าจะรับเช็คย้อนหลัง และหนี้จำนวนมากถึง 600,000 บาท แต่บันทึกกันในเศษกระดาษจึงไม่น่าเชื่อถือ" คำเบิกความดังกล่าวไม่ได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2ไม่มีมูลหนี้ต่อกันอย่างไร ทั้งเช็คพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องลงวันที่ 1 พฤษภาคม2538 และวันที่ 1 สิงหาคม 2538 ไม่ใช่เช็คถึงกำหนดก่อนวันซื้อขายดังจำเลยที่ 1 อ้าง และที่อ้างว่าโจทก์ซื้อขายเพชรกับจำเลยที่ 2 มีเพียงหลักฐานเอกสารหมายจ.1 เพียงอย่างเดียว ไม่น่าเชื่อถือ แต่จำเลยที่ 1 กลับซื้อพลอยจากจำเลยที่ 2จำนวน 1,800,000 บาท โดยไม่มีหลักฐานใด ๆ เลย สรุปแล้วไม่ว่าโดยข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงรูปคดีไม่อาจฟังได้ว่าโจทก์คบคิดกันฉ้อฉลกับจำเลยที่ 2 อย่างไรหรือโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่มีมูลหนี้ต่อกันอันจะทำให้โจทก์มิใช่ผู้ทรงเช็คพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ จำเลยที่ 1จึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 900, 914 ประกอบด้วยมาตรา 989 และจะต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา224 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 904 ม. 916 ม. 921 ม. 940 ม. 989
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุขุม แซ่ก๊วย
จำเลย — นางสาว กิ่งแก้ว สกุลพานิช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4768/2543
#91215
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้การแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 กับโจทก์ได้ร่วมกันกระทำการโดยไม่สุจริต กล่าวคือ จำเลยที่ 2 ได้โอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับและฉบับอื่นให้แก่โจทก์ด้วยคบคิดกันฉ้อฉล โดยที่จำเลยที่ 2 มิได้เป็นหนี้โจทก์ โจทก์จึงมิใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย คำให้การดังกล่าวเป็นเพียงคำให้การปฏิเสธที่ไม่มีรายละเอียดแห่งการปฏิเสธว่า คบคิดกันฉ้อฉลอย่างไร จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจนำพยานเข้าสืบตามข้อต่อสู้ได้ อย่างไรก็ตามคำให้การที่ว่า จำเลยที่ 2 มิได้เป็นหนี้โจทก์ โจทก์จึงมิใช่ผู้ทรงโดยชอบ เท่ากับจำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าสิทธิของโจทก์ที่ได้เช็คมานั้นไม่สมบูรณ์ ซึ่งทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินตามเช็คที่ฟ้องในฐานะผู้ทรงเนื่องจากไม่มีมูลหนี้นั่นเอง จำเลยที่ 1 ย่อมกล่าวอ้างและนำสืบได้เพราะเป็นการยกข้อต่อสู้ที่มีต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงคนปัจจุบัน มิใช่ข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อผู้ทรงคนก่อน ๆ อันจะเป็นการขัดต่อมาตรา 916

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ได้เช็คจำนวน ๖ ฉบับ รวมทั้งเช็คที่ฟ้องในคดีนี้ ๒ ฉบับ สั่งจ่ายเงินฉบับละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท มาชำระหนี้ค่าเพชรให้โจทก์ เช็คดังกล่าวมีจำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย และจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อสลักหลัง เมื่อถึงกำหนดชำระเงินโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีของโจทก์ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง ๒ ฉบับ โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน ๒๑๓,๑๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คทั้ง ๒ ฉบับ ดังฟ้อง เพราะโจทก์รับโอนเช็คดังกล่าวด้วยคบคิดกันฉ้อฉลกับจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๑๓,๑๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยมิได้ขีดฆ่าคำว่า ผู้ถือออก จำเลยที่ ๒ สลักหลังโอนเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ ให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด โจทก์ได้นำไปเข้าบัญชีของโจทก์ แล้วธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงิน คดีคงมีปัญหาว่า โจทก์รับโอนเช็คพิพาทจากจำเลยที่ ๒ โดยคบคิดกันฉ้อฉลและโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบหรือไม่ เห็นว่า เช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ จำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายระบุผู้รับเงินคือจำเลยที่ ๒ โดยมิได้ขีดฆ่าคำว่า ผู้ถือในเช็คออก จึงเป็นเช็คผู้ถือ การที่จำเลยที่ ๒ สลักหลังโอนให้แก่โจทก์ ย่อมเป็นประกัน (อาวัล) ผู้สั่งจ่าย ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙๒๑ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คผู้ถือ โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙๐๔ การที่จำเลยที่ ๑ อ้างว่าโจทก์รับโอนเช็คมาจากจำเลยที่ ๒ ได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉลนั้น จำเลยที่ ๑ จึงมีหน้าที่นำสืบและจะนำสืบได้ก็ต่อเมื่อ จำเลยที่ ๑ ได้ยกเรื่องดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ ๑ ยอมรับหรือปฏิเสธคำฟ้องโจทก์รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นอีกด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง สำหรับคดีนี้จำเลยที่ ๑ กล่าวในคำให้การแต่เพียงว่า "จำเลยที่ ๒ กับโจทก์ได้ร่วมกันกระทำการโดยไม่สุจริต กล่าวคือ จำเลยที่ ๒ ได้โอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับและฉบับอื่นให้แก่โจทก์ด้วยคบคิดกันฉ้อฉล โดยที่จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นหนี้โจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงมิใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย" เห็นว่า คำให้การดังกล่าวเป็นเพียงคำให้การปฏิเสธที่ไม่มีรายละเอียดแห่งการปฏิเสธว่า คบคิดกันฉ้อฉลอย่างไร จำเลยที่ ๑ จึงไม่อาจนำพยานเข้าสืบตามข้อต่อสู้ได้ อย่างไรก็ตาม คำให้การจำเลยที่ ๑ ที่ว่า จำเลยที่ ๒ มิได้เป็นหนี้โจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงมิใช่ผู้ทรงโดยชอบ เท่ากับจำเลยที่ ๑ ต่อสู้ว่าสิทธิของโจทก์ที่ได้เช็คมานั้นไม่สมบูรณ์ ซึ่งทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินตามเช็คที่ฟ้องในฐานะผู้ทรงเนื่องจากไม่มีมูลหนี้นั่นเอง จำเลยที่ ๑ ย่อมกล่าวอ้างและนำสืบได้เพราะเป็นการยกข้อต่อสู้ที่มีต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงคนปัจจุบัน มิใช่ข้อต่อสู้ที่จำเลยที่ ๑ มีต่อผู้ทรงคนก่อน ๆ อันจะเป็นการขัด ป.พ.พ. มาตรา ๙๑๖ สรุปแล้วไม่ว่าโดยข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง รูปคดีไม่อาจฟังได้ว่าโจทก์คบคิดกันฉ้อฉลกับจำเลยที่ ๒ อย่างไร หรือโจทก์และจำเลยที่ ๒ ไม่มีมูลหนี้ต่อกันอันจะทำให้โจทก์มิใช่ผู้ทรงเช็คพิพาท เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙๐๐ , ๙๑๔ ประกอบด้วยมาตรา ๙๘๙ และจะต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ รับผิดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 904 ม. 905 ม. 916 ม. 921 ม. 940 วรรคหนึ่ง ม. 989
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุขุม แซ่ก๊วย
จำเลย — นางสาวกิ่งแก้ว สกุลพานิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสากล สมสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายประพันธ์ ทรัพย์แสง
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4765/2543
#37809
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจำหน่ายเฮโรอีน 1 ถุงแก่เจ้าพนักงานตำรวจ และเจ้าพนักงาน ตำรวจค้นพบเฮโรอีนของกลางอีก 6 ถุงกับ 35 หลอดที่หลังบ้านเจ้าพนักงานตำรวจได้สอบถามจำเลยแต่จำเลยปฏิเสธว่าเป็นของ ส. พ่อตาจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจจึงให้แม่ยายจำเลยไปตาม ส. แต่แม่ยายจำเลยกลับมาบอกว่าไม่พบ เจ้าพนักงานตำรวจจึงบอกว่า ถ้าจับ ส. ไม่ได้ก็ต้องจับจำเลย แต่ถ้าตาม ส. มาได้ก็จะปล่อยจำเลย แล้วจึงเขียนบันทึกการจับกุมโดยแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ จำเลยบอกแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่า ถ้า ส. ไม่มารับ จำเลยก็ต้องรับ พยานจึงเขียนบันทึกว่าจำเลยให้การรับสารภาพ ดังนี้ การที่จำเลยยอมรับเป็นเรื่องที่จำเลยตัดสินใจเองข้อความที่ว่าถ้าได้ตัว ส. มาก็จะปล่อยจำเลยนั้น ก็เห็นได้ว่าคงจะปล่อยสำหรับข้อหามีเฮโรอีน 6 ถุงกับ 35 หลอดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น ซึ่งก็เป็นการกระทำเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำผิดไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้ใดกรณียังไม่เข้าลักษณะชักจูงหรือกระทำด้วยวิธีการใด ๆ ที่จะให้จำเลยให้การรับสารภาพ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 7 ถุง น้ำหนัก 2.24 กรัม และจำนวน 35 หลอด น้ำหนัก 2.27 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเฮโรอีนดังกล่าวจำนวน 1 ถุงให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อเป็นเงิน 400 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 6, 7, 8, 15,66, 102 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก 5 ปี ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปีรวมจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี และริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษฐานจำหน่ายเฮโรอีนจำคุก5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ได้ความจากสิบตำรวจโทอิทธิพลเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อค้นได้ของกลางคือเฮโรอีน 6 ถุง และ35 หลอด สอบถามครั้งแรกจำเลยปฏิเสธว่าเป็นของนายสมานพ่อตาจำเลยและบอกว่านายสมานอยู่บ้านเพื่อนซึ่งอยู่ห่างไปเล็กน้อย พยานจึงให้นางสุรินทร์แม่ยายจำเลยไปตามนายสมาน ต่อมาประมาณ 20 นาทีก็กลับมาบอกว่าไม่พบ พยานจึงบอกว่าถ้าจับนายสมานไม่ได้ก็ต้องจับจำเลยแต่ถ้าตามนายสมานมาได้ก็จะปล่อยจำเลย จำเลยบอกให้รอนายสมานก่อนพยานจึงบอกนางสุรินทร์ว่าจะนำจำเลยไปรอที่ป้อมสายตรวจก่อนหากภายในครึ่งชั่วโมงถ้านำตัวนายสมานมาได้ให้นำไปที่ป้อมสายตรวจแล้วจะปล่อยจำเลย แล้วพยานจึงเขียนบันทึกการจับกุมที่บ้านดังกล่าวโดยแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ จำเลยบอกว่านายสมานไม่มารับจำเลยก็ต้องรับ พยานจึงเขียนบันทึกว่าจำเลยให้การรับสารภาพ อย่างไรก็ตามถ้านายสมานมารับสารภาพ พยานก็จับทั้งจำเลยและนายสมานเพราะจำเลยเป็นผู้ขายยาเสพติดให้โทษให้พยาน ส่วนนายดาบตำรวจพงษ์สุทธิ์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจำเลยบอกว่าเฮโรอีนเป็นของนายสมาน แต่เมื่อถามไปถามมาจำเลยก็ยอมรับว่าเฮโรอีนเป็นของจำเลยเห็นว่า หากเฮโรอีนของกลางที่ค้นพบนั้นไม่ใช่ของจำเลยไม่ว่ากรณีใด ๆจำเลยก็ไม่น่าจะรับว่าเป็นของจำเลยโดยเฉพาะกรณีนี้ก็ไม่น่าจะเป็นไปในลักษณะที่จำเลยยอมรับว่าเป็นของจำเลยเพื่อช่วยนายสมานพ่อตาจำเลยเพราะไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดมาชักจูงหรือโน้มน้าวให้จำเลยรับสารภาพเพื่อช่วยนายสมานพ่อตาจำเลย กลับเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องจำเลยตัดสินใจเอง ดังข้อความที่ว่านายสมานไม่มารับ จำเลยก็ต้องรับ และตามที่สิบตำรวจโทอิทธิพลเบิกความต่อไปว่า ถ้าได้ตัวนายสมานก็จะปล่อยจำเลยนั้นก็เห็นได้ชัดว่าคงจะปล่อยสำหรับข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น ซึ่งก็เป็นการกระทำเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำผิดไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้ใดกรณีก็ยังไม่เข้าลักษณะชักจูงหรือกระทำด้วยวิธีการใด ๆ ที่จะให้จำเลยให้การรับสารภาพ อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวคงเป็นเพียงชั้นจับกุมชั้นสอบสวนไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้การปฏิเสธตั้งแต่แรกเช่นเดียวกับชั้นจับกุมที่ว่าเฮโรอีนของกลางที่ค้นพบไม่ใช่ของจำเลยแต่เป็นของนายสมานพ่อตาจำเลยแต่อย่างใด และยังปรากฏชัดว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.8 โดยระบุเรื่องที่อยู่ด้วยว่า ปัจจุบันจำเลยพักอยู่บ้านเลขที่ 97 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองกระโดน อำเภอเมืองนครสวรรค์จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นบ้านที่เกิดเหตุด้วย ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจจึงไม่มีน้ำหนักพอเพียงจะรับฟังได้เช่นนั้นพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงปราศจากข้อสงสัย รับฟังได้ว่าเฮโรอีนที่ค้นพบนั้นเป็นของจำเลย พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเฮโรอีน 6 ถุง และ35 หลอด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 135
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นาย ชัยยะ วัฒนาธร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
ผล อนุวัตรนิติการ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4757/2543
#33247
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเช็คเบิกเงินจากธนาคารเอง เมื่อได้รับเงินแล้วจึงมอบเงินแก่ภริยาโจทก์ เป็นการชำระหนี้เงินกู้ยืมด้วยเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง มิใช่การชำระหนี้ด้วยเช็คตามมาตรา 321 เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมหรือโจทก์มาแสดงจำเลยจะนำสืบถึงการใช้เงินดังกล่าวมิได้

ส่วนที่จำเลยฎีกาถึงการชำระหนี้อีกจำนวนหนึ่งว่า โจทก์กับจำเลยตกลงให้ ส. ทำหลักฐานการชำระเงินและโจทก์จำเลยได้ลงชื่อไว้ ในชั้นสืบพยานจำเลยกลับปรากฏจากการนำสืบว่าจำเลยไปพบกับ ส. และมีการชำระเงินสดและทำหลักฐานการรับเงินเอาไว้ ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ไปร่วมรับชำระหนี้และลงลายมือชื่อไว้ในใบรับเงินด้วยดังเช่นข้อความในฎีกาของจำเลย ดังนั้น ฎีกาจำเลยเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นมาใหม่ในชั้นฎีกา โดยเป็นข้อที่ยังมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์จำนวน 130,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน144,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 130,000บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือน จำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ครบถ้วนตามสัญญากู้ยืมแล้ว แต่โจทก์ไม่คืนสัญญากู้ยืมให้จำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2538 จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมและรับเงินไปจากโจทก์ 130,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หลังจากนั้นจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งที่สองด้วยเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาบุรีรัมย์ ลงวันที่ 2 เมษายน 2539 จำนวน 50,000 บาท จึงเหลือหนี้ต้นเงินที่โจทก์จำเลยพิพาทกันในชั้นฎีกา 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยได้ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์แล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าการชำระเงินกู้ยืมครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2539 นั้น จำเลยได้เป็นผู้ลงชื่อรับเงินตามเช็คจากธนาคารกรุงเทพจำกัด มหาชน สาขาบุรีรัมย์ และครั้นขึ้นเงินได้แล้วก็มอบเงินสดให้แก่นางทองดีภริยาโจทก์ กรณีจึงถือได้ว่าการชำระหนี้เงินกู้ยืมของจำเลยแก่โจทก์เป็นการชำระหนี้ด้วยเงินสด มิใช่การชำระหนี้ด้วยเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 เพราะจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเช็คเบิกเงินจากธนาคารเอง ได้รับเงินแล้วจึงมอบเงินแก่ภริยาโจทก์ ฉะนั้นรูปเรื่องนับว่าต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง เมื่อจำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมหรือโจทก์มาแสดงจำเลยก็จะนำสืบถึงการใช้เงินดังกล่าวมิได้ โดยต้องฟังว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้เงินกู้ยืมเป็นจำนวน 50,000 บาทแก่โจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยได้ชำระหนี้ครั้งที่สามจำนวน 30,000 บาท และดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าการชำระเงินครั้งที่สามในวันจดทะเบียนโอนขายที่ดินจำเลยได้ชำระเงิน 30,000 บาท และดอกเบี้ยอีก 15,000 บาทแก่โจทก์ โดยโจทก์ จำเลย ภริยาโจทก์ ตกลงให้นายสนธยาทำหลักฐานการชำระเงินและโจทก์จำเลยได้ลงชื่อไว้หนังสือดังกล่าวมอบให้นายสนธยาเก็บรักษาไว้ ซึ่งในชั้นสืบพยานจำเลย จำเลยเบิกความว่าในวันดังกล่าว พยาน นางทองดีภริยาโจทก์และบุตรเขยได้ไปพบนายสนธยา ไกรรณภูมิ และได้มีการต่อรองกันเหลือหนี้ที่จะต้องชำระจำนวน 45,000 บาท ครั้นนายสนธยาชำระเงินสดให้แก่นางทองดีแล้วก็ได้ทำหลักฐานการรับเงินไว้ ทั้งให้นางทองดีลงชื่อไว้เป็นหลักฐานและนายสนธยาพยานจำเลยก็เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในวันที่ 10 กันยายน 2539 จำเลย นางทองดีและกำนันสุพจน์มาที่บ้านพยาน พยานได้ชำระเงินสดแก่นางทองดีแทนจำเลยจำนวน 45,000 บาท และได้เก็บหลักฐานการรับเงินไว้ ซึ่งความไม่ปรากฏเลยว่าโจทก์ได้ไปร่วมรับชำระหนี้และลงลายมือชื่อไว้ในใบรับเงินด้วยดังเช่นข้อความในฎีกาของจำเลยอันถือเป็นข้อสำคัญของประเด็นเรื่องนี้ ดังนั้น ฎีกาจำเลยจึงได้ความแตกต่างไปจากข้อนำสืบของจำเลย หรืออีกนัยหนึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นมาใหม่ในชั้นฎีกาโดยเป็นข้อที่ยังมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะได้สั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุคนธ์ เอการัมย์
จำเลย — นาย สิม กริรัมย์
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วินัย ตุลยภักดิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4757/2543
#91213
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาถึงการชำระหนี้อีกจำนวนหนึ่งว่า โจทก์กับจำเลยตกลงให้ ส. ทำหลักฐานการชำระเงินและโจทก์จำเลยได้ลงชื่อแล้วมอบให้ ส. เก็บรักษาไว้ แต่ในชั้นสืบพยานจำเลยกลับปรากฏจากการนำสืบว่าจำเลยไปพบกับ ส. และมีการชำระเงินสดและทำหลักฐานการรับเงินเอาไว้โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ไปร่วมรับชำระหนี้และลงลายมือชื่อไว้ในใบรับเงินด้วย ดังเช่นข้อความในฎีกาของจำเลย ดังนั้น ฎีกาจำเลยจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นมาใหม่ในชั้นฎีกา ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 144,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 130,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยได้ชำระหนี้ครั้งที่สามจำนวน 30,000 บาท และดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าการชำระเงินครั้งที่สามในวันจดทะเบียนโอนขายที่ดินจำเลยได้ชำระเงิน 30,000 บาท และดอกเบี้ยอีก 15,000 บาทแก่โจทก์ โดยโจทก์ จำเลยภริยาโจทก์ ตกลงให้นายสนธยาทำหลักฐานการชำระเงินและโจทก์จำเลยได้ลงชื่อไว้หนังสือดังกล่าวมอบให้นายสนธยาเก็บรักษาไว้ แต่ในชั้นสืบพยานจำเลย จำเลยเบิกความว่า ในวันดังกล่าวจำเลย นางทองดีภริยาโจทก์และบุตรเขยได้ไปพบนายสนธยา ไกรรณภูมิ และได้มีการต่อรองกันเหลือหนี้ที่จะต้องชำระจำนวน 45,000 บาท โดยนายสนธยาได้ชำระเงินสดแก่นางทองดีแทนจำเลยจำนวน 45,000 บาท และได้เก็บหลักฐานการรับเงินไว้ ซึ่งความไม่ปรากฏเลยว่าโจทก์ได้ไปร่วมรับชำระหนี้และลงลายมือชื่อไว้ในใบรับเงินด้วยดังเช่นข้อความในฎีกาของจำเลย อันถือเป็นข้อสำคัญของประเด็นเรื่องนี้ ดังนั้นฎีกาจำเลยจึงได้ความแตกต่างไปจากข้อนำสืบของจำเลย หรืออีกนัยหนึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นมาใหม่ในชั้นฎีกา โดยเป็นข้อที่ยังมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะได้สั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุคนธ์ เอการัมย์
จำเลย — นายสิม กริรัมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายกิตติพงษ์ ฐาปนพันธ์นิติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิบูลย์ สุนทรวิภาต
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วินัย ตุลยภักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4755/2543
#98949
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ค้ำประกัน ++

++ ทดสอบทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++

++

++

++ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 32,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

++ จำเลยทั้งสามฎีกา ++

++ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247

++ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า โจทก์เป็นกรมสังกัดกระทรวงมหาดไทยโรงเรียนนายร้อยตำรวจเป็นหน่วยราชการในสังกัดของโจทก์ นายอนุสรณ์หรือณัฐวัฒน์ โกมลรัตน์ ได้รับการบรรจุเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจและได้ทำสัญญาไว้กับโรงเรียนนายร้อยตำรวจตามเอกสารหมาย จ.3 ความว่าหากนายอนุสรณ์ถูกถอนทะเบียนออกจากการเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจนายอนุสรณ์จะชดใช้เงินแก่กรมตำรวจปีการศึกษาละ 7,500 บาทจำเลยที่ 1 ทำสัญญากับโรงเรียนนายร้อยตำรวจยอมชดใช้เงินแก่โจทก์หากนายอนุสรณ์ไม่ชำระเงินตามสัญญา ตามเอกสารหมาย จ.6 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจตามเอกสารหมายจ.5 ว่า หากนายอนุสรณ์ไม่ชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยที่ 2 ยอมชดใช้ให้ต่อมาโจทก์มีคำสั่งให้ถอนทะเบียนนายอนุสรณ์ออกจากการเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจตามคำสั่งกรมตำรวจ เอกสารหมาย จ.8 ต่อมานายอนุสรณ์ถึงแก่ความตายตามเอกสารหมาย จ.2 และนายอนุสรณ์ไม่ได้ชดใช้เงินตามสัญญาที่ทำไว้กับโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ++

++

++ มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

++ในปัญหาดังกล่าวนี้ สำหรับกรณีของจำเลยที่ 2 เห็นว่า เป็นฎีกาที่จำเลยที่ 3ยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ซึ่งมิได้กล่าวไว้ในคำให้การ จึงเป็นฎีกาที่นอกเหนือไปจากคำให้การ ถือว่าเป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

++ คงมีปัญหาเฉพาะตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น

++ เห็นว่า สัญญาเอกสารหมาย จ.6ที่จำเลยที่ 1 ทำกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจและสัญญาเอกสารหมาย จ.5ที่จำเลยที่ 2 ทำกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจเป็นสัญญาที่มีข้อความระบุถึงการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมผูกพันตนต่อกรมตำรวจเพื่อชำระหนี้ในเมื่อนายอนุสรณ์ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาต่อโจทก์ กรณีจึงเป็นสัญญาค้ำประกันหากนายอนุสรณ์ผิดสัญญาที่ทำไว้กับโรงเรียนนายร้อยตำรวจตามเอกสารหมาย จ.3 ถือว่าสัญญาเอกสารหมาย จ.3 เป็นสัญญาประธาน ส่วนสัญญาเอกสารหมาย จ.6 และ จ.5 เป็นสัญญาอุปกรณ์ โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดตามสัญญาอุปกรณ์และฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 3รับผิดฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของนายอนุสรณ์ด้วย ฉะนั้น คดีโจทก์จะขาดอายุความหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีอยู่กับนายอนุสรณ์ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.3 ขาดอายุความหรือไม่

++ เห็นว่าสัญญาเอกสารหมาย จ.3 กำหนดให้นายอนุสรณ์ชดใช้เงินแก่โจทก์กรณีถูกถอนทะเบียนออกจากการเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วไม่ยอมรับราชการในกรมตำรวจอย่างน้อย 4 ปี เท่านั้นสัญญาเอกสารหมาย จ.3 จึงเป็นสัญญาที่ทำขึ้นเพื่อประกันความเสียหายที่นายอนุสรณ์จะต้องรับผิดตามสัญญาที่นายอนุสรณ์ทำไว้ต่อโรงเรียนนายร้อยตำรวจอันเป็นสัญญาอย่างหนึ่ง และสัญญาตามเอกสารหมาย จ.3 ไม่ใช่สัญญารับคนไว้เพื่อการบำรุงเลี้ยงดูหรือฝึกสอน และโจทก์ไม่ใช่ผู้รับเลี้ยงหรือฝึกสอนฟ้องเรียกเอาค่าการงานที่ทำตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (12) สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะได้รับชดใช้จากนายอนุสรณ์ตามสัญญาดังกล่าวกรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี นายอนุสรณ์ทราบคำสั่งถูกถอดถอนเมื่อวันที่ 7สิงหาคม 2529 ตามบันทึกด้านหลังเอกสารหมาย จ.9 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2539 ไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ++

++ มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3ต่อไปว่า โจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ต้องนำสืบหรือไม่ว่านายอนุสรณ์มีทรัพย์มรดกและจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรม และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3เป็นผู้รับมรดกนายอนุสรณ์เป็นการไม่ชอบเพราะโจทก์มิได้นำสืบ และโจทก์มิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ซึ่งเท่ากับเป็นการฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยข้อเท็จจริงนั้นผิดต่อกฎหมายนั้น

++ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1ให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้รับผิดในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของนายอนุสรณ์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ใช่ทายาทโดยธรรมของนายอนุสรณ์ปัญหาดังกล่าวจึงไม่เป็นประเด็นพิพาท โจทก์ไม่จำต้องนำสืบ

++ ส่วนที่ว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์เรื่องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้รับมรดก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย จึงไม่มีประเด็นที่โจทก์จะอุทธรณ์โต้แย้งในปัญหาดังกล่าว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3ต้องรับผิดหรือไม่ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมาพอแก่การวินิจฉัยและเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเอง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจที่จะหยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3)

++ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเป็นการส่วนตัวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ++

++ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันชดใช้เงินต้นและดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายอนุสรณ์ โกมลรัตน์ รับผิดร่วมด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.++

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมอบอำนาจให้พันตำรวจโทสุรพล พูลน้อย ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ ๑ และที่ ๓เป็นบิดามารดาและทายาทผู้รับมรดกของนายอนุสรณ์หรือณัฐวัฒน์ โกมลรัตน์เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๒๕ นายอนุสรณ์ซึ่งได้รับการบรรจุเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจได้ทำสัญญากับตัวแทนโจทก์ว่า หากนายอนุสรณ์ถูกถอนทะเบียนออกจากการเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ นายอนุสรณ์จะชดใช้เงินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญารับเป็นผู้ปกครองของนายอนุสรณ์และสัญญาว่า ถ้านายอนุสรณ์ไม่ชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยที่ ๑ ยินยอมชดใช้เงินให้แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกัน กรณีที่นายอนุสรณ์ไม่ชำระหนี้ด้วย ต่อมาวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๒๙ นายอนุสรณ์ถูกถอนทะเบียนออกจากการเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจและไล่ออกจากราชการค่าใช้จ่ายที่ทางราชการออกให้ระหว่างที่เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๓๒,๕๐๐ บาท นายอนุสรณ์ต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ไม่ชำระ โจทก์ทวงถามจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แล้วแต่ไม่ชำระต่อมาวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๘ นายอนุสรณ์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๓ในฐานะทายาทผู้รับมรดกของนายอนุสรณ์ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน ๕๕,๔๔๘ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๒,๕๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การและแก้ไขคำให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันตามฟ้องจริง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒รับผิดชำระเงินค่าปรับ ๓๒,๕๐๐ บาท และดอกเบี้ย ๑,๖๔๕.๓๑ บาท รวม๓๔,๑๔๕.๓๑ บาท เท่านั้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกดอกเบี้ยเนื่องจากมิได้ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจ โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง จำเลยที่ ๑ไม่ได้รับมรดกของนายอนุสรณ์เลย คำสั่งของโจทก์ที่ ๔๘๓/๒๕๒๙ ซึ่งไล่นายอนุสรณ์ออกจากราชการไม่ชอบ โจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้ออกทดรองไป แต่มิได้ฟ้องภายในกำหนดอายุความสองปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๑๒) ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า เป็นมารดาของนายอนุสรณ์ แต่นายอนุสรณ์ไม่มีทรัพย์มรดกตกได้แก่จำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน ๓๒,๕๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๘ ประกอบมาตรา ๒๔๗ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ฟังข้อเท็จจริงมาว่า โจทก์เป็นกรมสังกัดกระทรวงมหาดไทยโรงเรียนนายร้อยตำรวจเป็นหน่วยราชการในสังกัดของโจทก์ นายอนุสรณ์หรือณัฐวัฒน์ โกมลรัตน์ ได้รับการบรรจุเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจและได้ทำสัญญาไว้กับโรงเรียนนายร้อยตำรวจตามเอกสารหมาย จ.๓ ความว่าหากนายอนุสรณ์ถูกถอนทะเบียนออกจากการเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจนายอนุสรณ์จะชดใช้เงินแก่กรมตำรวจปีการศึกษาละ ๗,๕๐๐ บาทจำเลยที่ ๑ ทำสัญญากับโรงเรียนนายร้อยตำรวจยอมชดใช้เงินแก่โจทก์หากนายอนุสรณ์ไม่ชำระเงินตามสัญญา ตามเอกสารหมาย จ.๖ จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจตามเอกสารหมายจ.๕ ว่า หากนายอนุสรณ์ไม่ชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยที่ ๒ ยอมชดใช้ให้ต่อมาโจทก์มีคำสั่งให้ถอนทะเบียนนายอนุสรณ์ออกจากการเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจตามคำสั่งกรมตำรวจ เอกสารหมาย จ.๘ ต่อมานายอนุสรณ์ถึงแก่ความตายตามเอกสารหมาย จ.๒ และนายอนุสรณ์ไม่ได้ชดใช้เงินตามสัญญาที่ทำไว้กับโรงเรียนนายร้อยตำรวจ มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวนี้ สำหรับกรณีของจำเลยที่ ๒ เห็นว่า เป็นฎีกาที่จำเลยที่ ๓ยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ซึ่งมิได้กล่าวไว้ในคำให้การ จึงเป็นฎีกาที่นอกเหนือไปจากคำให้การ ถือว่าเป็นฎีกาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาเฉพาะตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เท่านั้น เห็นว่า สัญญาเอกสารหมาย จ.๖ที่จำเลยที่ ๑ ทำกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจและสัญญาเอกสารหมาย จ.๕ที่จำเลยที่ ๒ ทำกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจเป็นสัญญาที่มีข้อความระบุถึงการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยอมผูกพันตนต่อกรมตำรวจเพื่อชำระหนี้ในเมื่อนายอนุสรณ์ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาต่อโจทก์ กรณีจึงเป็นสัญญาค้ำประกันหากนายอนุสรณ์ผิดสัญญาที่ทำไว้กับโรงเรียนนายร้อยตำรวจตามเอกสารหมาย จ.๓ ถือว่าสัญญาเอกสารหมาย จ.๓ เป็นสัญญาประธาน ส่วนสัญญาเอกสารหมาย จ.๖ และ จ.๕ เป็นสัญญาอุปกรณ์ โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับผิดตามสัญญาอุปกรณ์และฟ้องให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓รับผิดฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของนายอนุสรณ์ด้วย ฉะนั้น คดีโจทก์จะขาดอายุความหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีอยู่กับนายอนุสรณ์ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.๓ ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าสัญญาเอกสารหมาย จ.๓ กำหนดให้นายอนุสรณ์ชดใช้เงินแก่โจทก์กรณีถูกถอนทะเบียนออกจากการเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วไม่ยอมรับราชการในกรมตำรวจอย่างน้อย ๔ ปี เท่านั้นสัญญาเอกสารหมาย จ.๓ จึงเป็นสัญญาที่ทำขึ้นเพื่อประกันความเสียหายที่นายอนุสรณ์จะต้องรับผิดตามสัญญาที่นายอนุสรณ์ทำไว้ต่อโรงเรียนนายร้อยตำรวจอันเป็นสัญญาอย่างหนึ่ง และสัญญาตามเอกสารหมาย จ.๓ ไม่ใช่สัญญารับคนไว้เพื่อการบำรุงเลี้ยงดูหรือฝึกสอน และโจทก์ไม่ใช่ผู้รับเลี้ยงหรือฝึกสอนฟ้องเรียกเอาค่าการงานที่ทำตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๑๒) ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะได้รับชดใช้จากนายอนุสรณ์ตามสัญญาดังกล่าวกรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ ๑๐ ปี นายอนุสรณ์ทราบคำสั่งถูกถอดถอนเมื่อวันที่ ๗สิงหาคม ๒๕๒๙ ตามบันทึกด้านหลังเอกสารหมาย จ.๙ โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๓๙ ไม่เกิน ๑๐ ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑และที่ ๒ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ต่อไปว่า โจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ต้องนำสืบหรือไม่ว่านายอนุสรณ์มีทรัพย์มรดกและจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ต้องรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรม และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ รับฟังข้อเท็จจริงยุติว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓เป็นผู้รับมรดกนายอนุสรณ์เป็นการไม่ชอบเพราะโจทก์มิได้นำสืบ และโจทก์มิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ซึ่งเท่ากับเป็นการฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยข้อเท็จจริงนั้นผิดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ให้รับผิดในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของนายอนุสรณ์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มิได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ไม่ใช่ทายาทโดยธรรมของนายอนุสรณ์ปัญหาดังกล่าวจึงไม่เป็นประเด็นพิพาท โจทก์ไม่จำต้องนำสืบ ส่วนที่ว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์เรื่องว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นผู้รับมรดก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ยกขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง ปัญหาว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัย จึงไม่มีประเด็นที่โจทก์จะอุทธรณ์โต้แย้งในปัญหาดังกล่าว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เห็นว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ต้องรับผิดหรือไม่ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมาพอแก่การวินิจฉัยและเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเอง ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ มีอำนาจที่จะหยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๓) คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดเป็นการส่วนตัวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ร่วมกันชดใช้เงินต้นและดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายอนุสรณ์ โกมลรัตน์ รับผิดร่วมด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมตำรวจ
จำเลย — จ่าสิบเอกเกียรติภรณ์ โกมลรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายกีรติ เชียงปวน
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายคมสัน ศรีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ประดิษฐ์ สิงหทัศน์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา