คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4956/2543
#33251
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามทางสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนจับกุมทราบเพียงว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกอีกสองคนจะมาส่งมอบเมทแอมเฟตามีน โดยไม่ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ด้วยก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็ร่วมเดินทางมาในรถยนต์คันเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมีห่อเมทแอมเฟตามีนวางอยู่ที่เบาะด้านหลังในชั้นจับกุมจำเลยต่างรับสารภาพว่าได้ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบแก่ลูกค้า ซึ่งเป็นคำรับสารภาพในชั้นต้นทันทีที่ถูกจับ ยังมิได้มีโอกาสคิดปรุงแต่งเรื่องให้ผิดไปจากความจริง คำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 สอดคล้องกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมีรายละเอียดของบุคคลที่เกี่ยวข้องและขั้นตอนของการกระทำผิดตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถูกจับ จึงน่าเชื่อว่าเป็นการรับสารภาพตามความเป็นจริงโดยสมัครใจ รับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ประกอบมาตรา 53 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าเมื่อวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจเอกคมสัน นิมิตร และจ่าสิบตำรวจมนตรี คำปันแปง เจ้าพนักงานตำรวจประจำกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 336 กับพวก ได้ร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสี่พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 9,800 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดงห่อด้วยถุงกระดาษสีน้ำตาลและกระดาษสีขาวคาดด้วยกระดาษกาวสีน้ำตาลที่วางอยู่บนเบาะหลังภายในรถยนต์เก๋งโตโยต้าหมายเลขทะเบียน ก-5680 เชียงราย ที่จำเลยที่ 1 ขับเข้ามาจอดในบริเวณลานจอดรถหน้าห้างแม็คโคร จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งด้านหน้าคู่กับจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั่งอยู่ด้วยกันที่เบาะด้านหลัง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่าแม้ก่อนการจับกุมจำเลยทั้งสี่ ตามทางนำสืบสวนของร้อยตำรวจเอกคมสันพยานโจทก์ที่ทราบจากรายงานของสายลับถึงบุคคลที่จะนำเมทแอมเฟตามีนจากจังหวัดเชียงรายมาส่งมอบแก่ผู้ซื้อที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันเกิดเหตุจะมีแต่เพียงจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกอีกสองคนโดยไม่ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ด้วยก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็ร่วมเดินทางมายังที่เกิดเหตุอันเป็นที่นัดหมายส่งมอบเมทแอมเฟตามีนแก่ผู้ซื้อด้วยรถยนต์เก๋งคันเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งในรถยนต์คันดังกล่าวมีห่อเมทแอมเฟตามีนวางอยู่ทีเบาะด้านหลัง ทั้งในชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต่างให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนของกลางจากประเทศสหภาพพม่าด้านตรงข้ามอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มาส่งมอบแก่ลูกค้าที่จะมารอรับในบริเวณหน้าห้างแม็คโคร จังหวัดเชียงใหม่ ตามบันทึกการตรวจค้นจับกุม ซึ่งเป็นคำรับสารภาพในชั้นต้นทันทีที่จำเลยที่ 2 กับพวกถูกจับกุมยังมิได้มีโอกาสคิดปรุงแต่งเรื่องให้ผิดไปจากความจริง เพื่อประโยชน์แก่การต่อสู้คดีของตนยิ่งกว่านั้นคำรับสารภาพดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ยังสอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่ต่างให้การรับสารภาพว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันรับจ้างนำเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจังหวัดเชียงรายมาส่งแก่นายทุนที่หน้าห้างแม็คโคร จังหวัดเชียงใหม่ ตามบันทึกคำให้การ โดยเฉพาะบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 4 มีรายละเอียดของบุคคลที่เกี่ยวข้องและลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์ในการกระทำความผิดตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถูกจับกุม คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงน่าเชื่อว่าเป็นการรับสารภาพตามความเป็นจริงโดยสมัครใจไม่มีข้อพิรุธหรือน่าสงสัยว่าจะมีการบังคับขู่เข็ญล่อลวง หรือเจ้าพนักงานตำรวจจัดทำขึ้นเองโดยพลการ ดังนั้น แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เบาะด้านหลังรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 นั่งมา มิใช่ได้จากตัวจำเลยที่ 2 แต่ข้อเท็จจริงก็น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง ที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 มาก่อน และเพิ่งพบจำเลยดังกล่าวในวันเกิดเหตุระหว่างทางจะไปหมู่บ้านเอส อาร์ แลนด์ที่บริเวณหน้าตลาดสันทราย โดยจำเลยที่ 1 ได้จอดรถลงไปพูดคุยด้วยแล้ว บอกว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะขอโดยสารไปลงที่ห้างแม็คโคร จำเลยที่ 2 ไม่ได้สังเกตว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้นำสิ่งของเข้ามาในรถยนต์ด้วยหรือไม่ นอกจากจะขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามบันทึกคำให้การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่างอ้างว่า รู้จักกับจำเลยที่ 2 มาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุและได้ร่วมนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจังหวัดเชียงรายแล้ว ยังไม่สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 2 ได้อ้างเป็นพยานซึ่งเบิกความเป็นทำนองว่า หลังจากส่งบุตรและภริยาที่โรงเรียนเทคนิคแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เดินทางไปร้านอาหารริมทางข้างตลาดอำเภอสันทรายที่นัดพบจำเลยที่ 4 ไว้เพื่อเจรจาเรื่องที่ดินและจำเลยที่ 4 ได้พาจำเลยที่ 3 มาพูดคุยด้วย เมื่อเสร็จธุระจำเลยที่ 1 จะกลับไปรับบุตรและภริยาแต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอโดยสารรถยนต์มาด้วยกับจำเลยที่ 1 เพื่อแวะไปหาเพื่อนที่ห้างแม็คโคร ดังนั้น พยานหลักฐานจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย เจริญ วงษ์สอน หรือวงศ์สอบหรือวงค์สอน
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4938/2543
#34992
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องในความผิดพยายามส่งเฮโรอีนของกลางออกนอกราชอาณาจักร โจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวเพื่อจำหน่าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามส่งเฮโรอีนของกลางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จึงไม่ถูกต้องแม้ปัญหาดังกล่าวจำเลยจะไม่ฎีกา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2542 เวลากลางวัน จำเลยมีเฮโรอีนยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 4 ถุง น้ำหนัก 2,888 กรัมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้น้ำหนัก 2,267.08 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยพยายามนำเฮโรอีนดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่เจ้าพนักงานตรวจค้นพบเฮโรอีนดังกล่าวเสียก่อน จำเลยจึงไม่สามารถนำออกจากราชอาณาจักรได้ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65,66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง,66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง ซึ่งมีระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลยไว้ตลอดชีวิตเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำผิดแล้ว

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง,65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามมาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง ซึ่งมีระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 7 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น ไม่ถูกต้องเนื่องจากตามฟ้องในความผิดพยายามส่งเฮโรอีนของกลางออกนอกราชอาณาจักรนั้น โจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวเพื่อจำหน่ายที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามส่งเฮโรอีนของกลางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายมานั้นไม่ถูกต้อง แม้ปัญหาดังกล่าวจำเลยจะไม่ฎีกา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง,65 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสองซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 65 ม. 66
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นาย มามาดี้ คามาร่า
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ระพิณ บุญสิทธิ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4938/2543
#66185
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องในความผิดพยายามส่งเฮโรอีนของกลางออกนอกราชอาณาจักร โจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวเพื่อจำหน่ายที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามส่งเฮโรอีนของกลางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จึงไม่ถูกต้อง แม้ปัญหาดังกล่าวจำเลยจะไม่ฎีกา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 65 ม. 66
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นายมามาดี้ คามาร่า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ — นายชวลิต ชัยโชดก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ระพิณ บุญสิทธิ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4937/2543
#98952
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ล้มละลาย ++

++ ทดสอบทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++

++

++ โจทก์ฎีกา

++

++ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 208/2525 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่7 กรกฎาคม 2529 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 3,353,698.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 75,067.68 บาท และตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน1,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 73,605.47 บาทกับดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ โจทก์ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยออกขายทอดตลาด จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการคำนวณดอกเบี้ยว่าไม่ถูกต้องและขอให้ศาลชั้นต้นงดการบังคับคดีไว้ก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีจนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2532

++ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีต่อไปโดยอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2534 โจทก์บังคับคดีได้เงินชำระหนี้บางส่วนยังค้างชำระอยู่ 2,843,377.25 บาท รวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ19 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน378,909.15 บาท รวมเป็นเงิน 3,222,286.40 บาท

++

++ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามให้ล้มละลายได้หรือไม่

++ โจทก์ฎีกาว่า มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ โจทก์มีสิทธิบังคับคดีจำเลยทั้งสามได้ภายในสิบปีซึ่งจะครบในเดือนเมษายน 2542เนื่องจากจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีเมื่อวันที่ 16 มกราคม2532 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีต่อไปซึ่งได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2534จะเห็นได้ว่าโจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิบังคับคดีนับแต่วันที่ 16 มกราคม2532 จนถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2534 เป็นเวลา 2 ปี 9 เดือนเศษซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือโดยไม่ใช่ความผิดของโจทก์ จึงไม่ควรนำระยะเวลาดังกล่าวมานับรวมในระยะเวลาบังคับคดีของโจทก์ดังนั้น โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ถึงเดือนเมษายน 2542

++

++ศาลฎีกาเห็นว่าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสามให้ล้มละลาย เป็นมูลหนี้ที่ถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลฎีกามีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2529 โจทก์จึงชอบที่จะนำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสามภายในสิบปีนับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2529กล่าวคือ จะต้องฟ้องภายในวันที่ 7 กรกฎาคม 2539 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงและต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม2534 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินการบังคับคดีต่อไปนั้น ถึงแม้จะมีช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2532 ถึงวันที่ 18 ตุลาคม2534 เป็นเวลานาน 2 ปี 9 เดือนเศษ ที่โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิบังคับคดีได้เพราะเหตุจากคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนของศาลชั้นต้นก็ตาม กรณีดังกล่าวก็หาเป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตาม 193/14 ไม่

++

++ อนึ่ง คดีนี้โจทก์ได้ใช้สิทธิในการบังคับคดีแล้ว เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 ซึ่งปรากฏว่าจำเลยทั้งสามยังค้างชำระหนี้โจทก์ตามฟ้อง โจทก์จึงทราบแล้วว่าโจทก์สามารถฟ้องคดีล้มละลายแก่จำเลยทั้งสามนับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 จนถึงวันที่ 7 กรกฎาคม2539 ซึ่งเป็นเวลานานหลายเดือนเพียงพอที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายได้แต่โจทก์กลับไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2539 จึงพ้นกำหนด 10 ปี หนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นมูลที่จะนำมาฟ้องคดีล้มละลายขาดอายุความแล้ว จึงเป็นเหตุที่ไม่สมควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 14 ++

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๐๘/๒๕๒๕ ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน๓,๓๕๓,๖๙๘.๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ๗๕,๐๖๗.๖๘ บาท และตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ๗๓,๖๐๕.๔๗ บาทกับดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเอาเงินที่ได้มาชำระหนี้โจทก์จนครบคดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์ดำเนินการบังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดรวม ๒ ครั้ง ได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ หนี้ถึงวันฟ้องคิดเป็นเงินรวม ๓,๒๒๓,๗๘๖.๔๐ บาทโจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามแล้ว ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้โจทก์ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๒ เนื่องจากมูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องนี้ ศาลฎีกามีคำพิพากษาลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม๒๕๒๙ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม๒๕๒๙ ถือว่าคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๙ โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ จึงเกินกว่า ๑๐ ปี แล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสามมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าว จำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๐๘/๒๕๒๕ ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน๓,๓๕๓,๖๙๘.๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ๗๕,๐๖๗.๖๘ บาท และตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ๗๓,๖๐๕.๔๗ บาทกับดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินที่ได้มาชำระหนี้ หากไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดเอาเงินที่ได้มาชำระหนี้ กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๔๐,๐๐๐ บาทศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองคือที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๐ ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษณ์จังหวัดศรีสะเกษ ออกขายทอดตลาดในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๒๖ เมื่อหักค่าธรรมเนียมการบังคับคดีแล้ว เหลือเงินสุทธิชำระหนี้โจทก์จำนวน๕,๖๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสามคงค้างชำระหนี้โจทก์จำนวน๓,๒๗๔,๙๒๑.๑๘ บาท โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองคือที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑ ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษออกขายทอดตลาดในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เมื่อหักค่าธรรมเนียมการบังคับคดีแล้ว เหลือเงินสุทธิชำระหนี้โจทก์จำนวน ๖,๔๒๓,๗๕๔ บาทจำเลยทั้งสามยังคงค้างชำระหนี้โจทก์จำนวน ๒,๘๔๓,๓๗๗.๒๕ บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ย ๓๗๘,๙๐๙.๑๕ บาท รวมเป็นเงิน ๓,๒๒๒,๒๘๖.๔๐ บาทนอกจากนี้จำเลยทั้งสามต้องใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์อีก๑,๕๐๐ บาท โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามมีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้โจทก์ได้

จำเลยทั้งสามนำสืบว่า ปัจจุบันจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ประกอบอาชีพ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ประกอบอาชีพซื้อขายพืชไร่และปุ๋ยที่อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยังสามารถชำระหนี้โจทก์ได้

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๐๘/๒๕๒๕ ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่๗ กรกฎาคม ๒๕๒๙ ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน ๓,๓๕๓,๖๙๘.๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน ๗๕,๐๖๗.๖๘ บาท และตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน ๗๓,๖๐๕.๔๗ บาทกับดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ โจทก์ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยออกขายทอดตลาด จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการคำนวณดอกเบี้ยว่าไม่ถูกต้องและขอให้ศาลชั้นต้นงดการบังคับคดีไว้ก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีจนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๒ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค ๑มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีต่อไปโดยอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๔ โจทก์บังคับคดีได้เงินชำระหนี้บางส่วนยังค้างชำระอยู่ ๒,๘๔๓,๓๗๗.๒๕ บาท รวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ๑๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ถึงวันฟ้องเป็นเงิน๓๗๘,๙๐๙.๑๕ บาท รวมเป็นเงิน ๓,๒๒๒,๒๘๖.๔๐ บาท มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสามให้ล้มละลายได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ โจทก์มีสิทธิบังคับคดีจำเลยทั้งสามได้ภายในสิบปีซึ่งจะครบในเดือนเมษายน ๒๕๔๒เนื่องจากจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม๒๕๓๒ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีต่อไปซึ่งได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๔จะเห็นได้ว่าโจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิบังคับคดีนับแต่วันที่ ๑๖ มกราคม๒๕๓๒ จนถึงวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๔ เป็นเวลา ๒ ปี ๙ เดือนเศษซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือโดยไม่ใช่ความผิดของโจทก์ จึงไม่ควรนำระยะเวลาดังกล่าวมานับรวมในระยะเวลาบังคับคดีของโจทก์ดังนั้นโจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ถึงเดือนเมษายน ๒๕๔๒ ศาลฎีกาเห็นว่าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสามให้ล้มละลาย เป็นมูลหนี้ที่ถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลฎีกามีอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๒ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๙ โจทก์จึงชอบที่จะนำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสามภายในสิบปีนับแต่วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๒๙กล่าวคือ จะต้องฟ้องภายในวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๓๙ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๒ เป็นต้นไปจนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงและต่อมาวันที่ ๑๘ ตุลาคม๒๕๓๔ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ซึ่งพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินการบังคับคดีต่อไปนั้น ถึงแม้จะมีช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๒ ถึงวันที่ ๑๘ ตุลาคม๒๕๓๔ เป็นเวลานาน ๒ ปี ๙ เดือนเศษ ที่โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิบังคับคดีได้เพราะเหตุจากคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนของศาลชั้นต้นก็ตาม กรณีดังกล่าวก็หาเป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตาม ๑๙๓/๑๔ ไม่ อนึ่ง คดีนี้โจทก์ได้ใช้สิทธิในการบังคับคดีแล้ว เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ซึ่งปรากฏว่าจำเลยทั้งสามยังค้างชำระหนี้โจทก์ตามฟ้อง โจทก์จึงทราบแล้วว่าโจทก์สามารถฟ้องคดีล้มละลายแก่จำเลยทั้งสามนับแต่วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ จนถึงวันที่ ๗ กรกฎาคม๒๕๓๙ ซึ่งเป็นเวลานานหลายเดือนเพียงพอที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายได้แต่โจทก์กลับไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ จึงพ้นกำหนด ๑๐ ปี หนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นมูลที่จะนำมาฟ้องคดีล้มละลายขาดอายุความแล้ว จึงเป็นเหตุที่ไม่สมควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓มาตรา ๑๔ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นอีก เนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชังคุงหรือชั่งคุณ แซ่เตีย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายพิศณุ ตันบัวคลี่
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
จำลอง สุขศิริ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4935/2543
#34991
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและมีคำขอให้ริบของกลาง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 89 จึงต้องริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อทำลายหรือจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควรตามมาตรา 116

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ในประเภท 2 จำนวน 494 เม็ด โดยตรวจพิสูจน์จำนวน 292 เม็ด มีน้ำหนักรวม 22.046 กรัม คำนวณปริมาณเป็นสารบริสุทธิ์ 3.349 กรัม และเป็นการมีไว้ในครอบครองเมื่อคำนวณเป็นปริมาณสารบริสุทธิ์แล้วเกินกว่า 0.500 กรัม ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน4 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองพร้อมยึดธนบัตรฉบับละ 100 บาท2 ฉบับ เมทแอมเฟตามีนดังกล่าว เงินสด 305,241 บาท เครื่องคิดเลข1 เครื่อง ถุงพลาสติกสีขาว 63 ถุง ถุงพลาสติกสีเหลือง 5 ถุง ถุงพลาสติกสีขาวขอบแดง 90 ถุง อุปกรณ์ที่ใช้เสพวัตถุออกฤทธิ์ 4 อัน โทรศัพท์มือถือ1 เครื่อง และถุงย่าม 1 ใบ เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62,89, 106, 106 ทวิ, 116 ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 แต่เนื่องจากโทษทั้งสองบทเท่ากัน จึงลงโทษฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 จำคุก 8 ปี ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น เห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำคุก 8 ปี เหมาะสมแก่สภาพความผิดแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้นำคำให้การชั้นสอบสวนและข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 มารับฟังประกอบการลงโทษจำเลยที่ 2 ด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ลดโทษให้จำเลยที่ 2 นั้นไม่เหมาะสม

อนึ่ง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 89จึงต้องริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อทำลายหรือจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร ตามบทบัญญัติมาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด6 ปี ริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 195 ม. 208
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 89 ม. 116
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นาย ฝาก ตั้งสลุง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
กนก พรรณรักษา
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4935/2543
#66184
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและมีคำขอให้ริบของกลาง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 89จึงต้องริบวัตถุออกฤทธิ์ของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อทำลายหรือจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควรตามมาตรา 116

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 195 ม. 208
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 89 ม. 116
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายฝาก ตั้งสลุง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายสรารักษ์ สุวรรณเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายคมสัน ศรีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
กนก พรรณรักษา
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4934/2543
#34990
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 202 เม็ด คำนวณน้ำหนักเป็นสารบริสุทธิ์ 2.019 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยที่ 1ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้นั่งอยู่กับจำเลยที่ 1 ขณะที่สายลับเข้าไปล่อซื้อและจำเลยที่ 2 เป็นผู้เดินไปหยิบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด จากที่ซุกซ่อนมาส่งให้แก่สายลับตามที่จำเลยที่ 1 ใช้ แสดงว่าจำเลยที่ 2รู้อยู่ก่อนว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดซุกซ่อนอยู่ที่ใด อันเป็นกระบวนการส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 1 ย่อมฟังได้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน202 เม็ด คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ 2.019 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวบางส่วน 2 เม็ด ให้แก่สายลับในราคา 200 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาตเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวทั้งหมด และธนบัตรจำนวน 200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อกับธนบัตรอื่นจำนวน950 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือและธนบัตรจำนวน950 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษจำคุกคนละ 10 ปีและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ลงโทษจำคุกคนละ5 ปี รวมลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และริบธนบัตรจำนวน 950 บาท ของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้โดยพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1ที่มิได้อุทธรณ์เป็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 7 ปีรวมกับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วจำคุกคนละ 12 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 6 ปี คืนธนบัตร 950 บาท ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 202 เม็ดคำนวณน้ำหนักเป็นสารบริสุทธิ์ 2.019 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยที่ 1 ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 200 บาท พันตำรวจตรีมนตรี แป้นเจริญ และสิบตำรวจตรีสุวุฒิ หินแก้ว กับพวก จับกุมจำเลยทั้งสองได้ที่บริเวณใต้ต้นโพธิ์ที่จำเลยทั้งสองนั่งอยู่ขณะเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจค้นตัวจำเลยทั้งสองไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แต่พบธนบัตรจำนวน 200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อรวมอยู่กับธนบัตรอื่นอีกจำนวน 950 บาท ในกระเป๋ากางเกงด้านซ้ายของจำเลยที่ 1 ค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 200 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีฟ้าซุกซ่อนอยู่ด้านหลังต้นโพธิ์ เจ้าพนักงานตำรวจจึงยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 200 เม็ด กับที่ได้จากสายลับอีก 2 เม็ด และเงินจำนวน 200 บาทที่ใช้ล่อซื้อกับเงินอื่นอีก 950 บาท เป็นของกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจตรีสุวุฒิเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองมาเบิกความเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่า พยานได้นั่งซ้อนรถจักรยานยนต์ไปกับสายลับเพื่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน สายลับขับรถจักรยานยนต์ไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุเห็นจำเลยที่ 1 นั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ จำเลยที่ 2 นั่งอยู่ใกล้ ๆ สายลับลงจากรถ ส่วนพยานยังนั่งคร่อมอยู่บนรถจักรยานยนต์ สายลับเดินไปหาจำเลยที่ 1 พูดกับจำเลยที่ 1 แล้วส่งเงินจำนวน 200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เก็บเงินดังกล่าวไว้ที่กระเป๋ากางเกงด้านหน้าซ้ายแล้ว จำเลยที่ 1 ใช้ให้จำเลยที่ 2 ไปหยิบเมทแอมเฟตามีนจำเลยที่ 2 เดินอ้อมไปด้านหลังต้นโพธิ์นำเมทแอมเฟตามีนมามอบให้แก่สายลับ พยานจึงเดินเข้าไปแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสอง และได้วิทยุแจ้งให้พันตำรวจตรีมนตรีกับพวกซึ่งซุ่มรออยู่เข้ามาร่วมจับกุมจำเลยทั้งสอง เห็นว่า แม้โจทก์จะมิได้นำสายลับมาเบิกความแต่สิบตำรวจตรีสุวุฒิเป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติงานไปตามหน้าที่และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีสาเหตุที่สิบตำรวจตรีสุวุฒิจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 และคำเบิกความของสิบตำรวจตรีสุวุฒิก็ตรงกับข้อเท็จจริงที่บันทึกไว้ในบันทึกการจับกุม ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อไว้ และสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจตรีมนตรีซึ่งเป็นผู้วางแผนล่อซื้อและร่วมจับกุมจำเลยทั้งสอง พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลและน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้นั่งอยู่กับจำเลยที่ 1 ขณะที่สายลับเข้าไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เดินไปหยิบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด จากที่ซุกซ่อนมาส่งให้แก่สายลับตามที่จำเลยที่ 1 ใช้แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ย่อมรู้อยู่ก่อนว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดซุกซ่อนอยู่ที่ใด การที่จำเลยที่ 2 เดินไปหยิบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด จากที่ซุกซ่อนมาส่งให้แก่สายลับอันเป็นกระบวนการส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 1 ย่อมฟังได้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นาย สมคิด พลวัฒนจิตรา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4934/2543
#66183
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 202 เม็ด คำนวณน้ำหนักเป็นสารบริสุทธิ์ 2.019 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยที่ 1ได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้นั่งอยู่กับจำเลยที่ 1 ขณะที่สายลับเข้าไปล่อซื้อ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เดินไปหยิบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด จากที่ซุกซ่อนมาส่งให้แก่สายลับตามที่จำเลยที่ 1 ใช้ แสดงว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดซุกซ่อนอยู่ที่ใด อันเป็นกระบวนการส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 1 ย่อมฟังได้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายสมคิด พลวัฒนจิตรา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายพริษฐ์ ปิยะนราธร
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4933/2543
#34989
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์นำสืบพยานหลักฐานได้สมฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาที่ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่ชัดแจ้งพอที่จะรับฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไว้ การที่จำเลยเพิ่งหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 67, 102 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่งจำคุก 35 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 17 ปี6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรหยิบยกปัญหาที่จำเลยฎีกาเป็นทำนองว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่แจ้งชัดพอที่จะรับฟังว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายขึ้นวินิจฉัยก่อน ปัญหานี้เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์นำสืบพยานหลักฐานได้สมฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาดังกล่าว ดังนั้น การที่จำเลยเพิ่งหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยต้องกันโดยลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 17 ปี 6 เดือนนั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจวางโทษจำคุกจำเลยต้องกันดังกล่าวมานั้น เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาง สุพรรณี วงศ์เบี้ย
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4933/2543
#66182
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์นำสืบพยานหลักฐานได้สมฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาที่ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่ชัดแจ้งพอที่จะรับฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไว้ การที่จำเลยเพิ่งหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา 15

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางสุพรรณี วงศ์เบี้ย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายรุ่งโรจน์ จันละ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ — นายชุติมนต์ โพธิเดช
ชื่อองค์คณะ
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4932/2543
#34184
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมและจำเลยค้าขายเพชรด้วยกัน และโจทก์ร่วมเป็นหนี้จำเลย การที่โจทก์ร่วมมอบแหวนเพชรให้จำเลยไปจำหน่าย จำเลยจะต้องนำเงินมาชำระค่าแหวนเพชรตามที่ได้ตกลงกัน กรณีมิใช่จำเลยได้รับมอบหมายให้รับแหวนเพชรไว้ในฐานะตัวแทนโจทก์ร่วม แต่เป็นกรณีที่โจทก์ร่วมให้นำไปจำหน่ายแม้เมื่อถึงกำหนดชำระราคาจำเลยไม่นำเงินไปชำระให้โจทก์ร่วม ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง จึงไม่มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ถึงแม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็สามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 1,700,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายประหยัด บุญสิริโสภาพันธ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคหนึ่ง จำคุก 9 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนเพชรตามฟ้องหรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทรัพย์จำนวน 1,700,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 3,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมและจำเลยได้ทำการค้าขายเพชรด้วยกัน และโจทก์ร่วมยังเป็นหนี้จำเลย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยได้รับมอบเพชรจำนวน 1 เม็ด หนัก 8.15 กะรัต ไปจากโจทก์ร่วม เพื่อให้จำเลยนำไปขาย ถ้าขายไม่ได้ให้นำมาคืนภายใน 3 วัน จำเลยขายเพชรได้แล้วแต่จำเลยไม่ชำระเงินค่าเพชรให้โจทก์ร่วม โดยอ้างว่าเป็นการหักหนี้ของโจทก์ร่วมเห็นว่า การที่โจทก์ร่วมมอบแหวนเพชรให้จำเลยไปจำหน่าย จำเลยจะต้องนำเงินมาชำระค่าแหวนเพชรตามที่ได้ตกลงกันกรณีมิใช่จำเลยได้รับมอบหมายให้รับแหวนเพชรไว้ในฐานะตัวแทนโจทก์ร่วม แต่เป็นกรณีที่โจทก์ร่วมให้นำไปจำหน่าย แม้เมื่อถึงกำหนดชำระราคา จำเลยไม่นำเงินไปชำระให้โจทก์ร่วม ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง จึงไม่มีความผิดฐานยักยอกตามฟ้อง ปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ถึงแม้จำเลยจะไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็สามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ร่วมอีกต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย ประหยัด บุญสิริโสภาพันธ์
จำเลย — นาย วิกรานต์ สมัญญาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4919/2543
#34183
เปิดฉบับเต็ม

บริเวณที่ผู้เสียหายถูกแทงอยู่ที่หน้าอกด้านซ้ายลึกประมาณ 3 ถึง 4เซนติเมตร ถ้าหากถูกแทงแรงกว่านี้ อาจจะทำให้ถึงแก่ความตายเนื่องจาก ทะลุหัวใจ แม้อาวุธมีดของกลางจะเป็นมีดขนาดเล็กที่ใช้ปลอกผลไม้ แต่ก็มีความยาวเฉพาะใบมีดถึง 11 เซนติเมตร กว้าง 1.7 เซนติเมตร และมีความแหลมพอที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ เมื่อจำเลย แทงผู้เสียหายบริเวณอวัยวะสำคัญจนมีดหัก แสดงว่า แทงโดยแรงแล้ว ยังได้ใช้ขวดสุราและขวดน้ำตีที่ศีรษะผู้เสียหายอีกหลายครั้ง ส่องแสดงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายมิใช่เพียงเจตนาทำร้าย เมื่อการกระทำของ จำเลยไม่บรรลุผลจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80, 33 ริบมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษจึงลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 8 ปี ริบมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์มีผู้เสียหาย นางสาวเพชรรัตน์ นราโต และนายนิคม ปานมณี มาเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยใช้อาวุธมีดปลายแหลมที่เตรียมมาแทงที่บริเวณราวนมผู้เสียหาย 1 ครั้ง ผู้เสียหายเซล้มไปที่โต๊ะด้านข้าง จำเลยใช้ขวดเหล้าและขวดน้ำตีที่ศีรษะผู้เสียหายอีกหลายครั้งจนศีรษะผู้เสียหายแตกอาวุธมีดที่จำเลยแทงผู้เสียหายหักตกอยู่บนพื้นที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยหลบหนีไป และนายธำรง ประสพโภคากร พยานแพทย์ผู้ตรวจรักษาผู้เสียหายเบิกความว่า บริเวณที่ผู้เสียหายถูกแทงนี้อยู่ที่หน้าอกด้านซ้ายลึกประมาณ 3 ถึง 4 เซนติเมตร ถ้าหากผู้เสียหายถูกแทงแรงกว่านี้ ก็อาจจะทำให้ถึงแก่ความตายเนื่องจากทะลุหัวใจ ผู้เสียหายเป็นหญิงหากจะทำให้บาดแผลถึงหัวใจแล้วอาวุธที่ใช้แทงต้องมีความยาว10 เซนติเมตรขึ้นไป เห็นว่า แม้อาวุธมีดของกลางจะเป็นมีดขนาดเล็กที่ใช้ปลอกผลไม้ แต่ก็มีความยาวเฉพาะใบมีดถึง 11 เซนติเมตร กว้าง 1.7 เซนติเมตร และมีความแหลมพอที่จะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ เมื่อจำเลยแทงผู้เสียหายบริเวณอวัยวะสำคัญจนมีดหัก แสดงว่า แทงโดยแรงแล้วยังได้ใช้ขวดสุราและขวดน้ำตีที่ศีรษะผู้เสียหายอีกหลายครั้ง ส่องแสดงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายมิใช่เพียงเจตนาทำร้าย เมื่อการกระทำของจำเลยไม่บรรลุผลจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่า ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดเพียงฐานทำร้ายผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 288 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย เกรียงศักดิ์ เนตรโพธิ์แก้วหรือเนตรโพแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4906/2543
#37384
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคแรก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเสียด้วย จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสอง โจทก์จะฎีกาในข้อหานี้หาได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220

ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรกเป็นความผิดอันยอมความได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 281 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121วรรคสอง แต่ปรากฏจากรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานและคำเบิกความของพนักงานสอบสวนว่าผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ไว้ก่อนเพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้น มิได้มอบคดีแต่อย่างใด การรับแจ้งความเช่นนี้แม้จะมีคำว่าร้องทุกข์อยู่ด้วย ก็ไม่ถือว่าเป็นคำร้องทุกข์โดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) เพราะยังมิได้กระทำโดยเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ การสอบสวนความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2539 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยได้กระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยได้มีอาวุธปืนพกสั้นไม่ทราบชนิดและขนาด จำนวน 1 กระบอก ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำเลยได้พาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในบริเวณซอยสองพี่น้องอันเป็นเมืองหมู่บ้านโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยไม่มีเหตุสมควรทั้งไม่มีกรณีจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายและจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเรานางกัลยาณี ช่างย้อม ผู้เสียหายอายุ 30 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยใช้อาวุธปืนจี้บังคับขู่เข็ญไม่ให้ขัดขืนหากขัดขืนจะฆ่าให้ตายและใช้กำลังกายประทุษร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276,371, 91 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคแรก จำคุก 8 ปี ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสองศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเสียด้วยจึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง โจทก์จะฎีกาในข้อหานี้หาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยกระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรกหรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่บ้านพักของจำเลย โดยผู้เสียหายอ้างว่าจำเลยข่มขืนผู้เสียหายโดยใช้กำลังปลุกปล้ำถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายใช้ขากดทับลำตัวช่วงล่าง และใช้มือกดบริเวณไหล่ของผู้เสียหายลงไปกับพื้นแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรกแต่ความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 281 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 121 วรรคสอง แต่ปรากฏจากรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย ล.1 และคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสมคิด พูลสมบัติ ว่าผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ไว้ก่อนเพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้น มิได้มอบคดีแต่อย่างใดซึ่งการรับแจ้งความเช่นนี้แม้จะมีคำว่าร้องทุกข์อยู่ด้วยก็ไม่ถือว่าเป็นคำร้องทุกข์โดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) เพราะยังมิได้กระทำโดยเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ การสอบสวนความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 120 ม. 121 ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ทวีป จิรชีพพัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชวลิต ศรีสง่า
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4906/2543
#39266
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคแรก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเสียด้วย จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสอง โจทก์จะฎีกาในข้อหานี้หาได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220

ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรกเป็นความผิดอันยอมความได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 281 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 121 วรรคสอง แต่ปรากฏจากรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานและคำเบิกความของพนักงานสอบสวนว่าผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ไว้ก่อนเพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้น มิได้มอบคดีแต่อย่างใดการรับแจ้งความแม้จะมีคำว่าร้องทุกข์อยู่ด้วย ก็ไม่ถือว่าเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) เพราะยังมิได้กระทำโดยเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ การสอบสวนความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยได้มีอาวุธปืนพกสั้นไม่ทราบชนิดและขนาด จำนวน1 กระบอก ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยได้พาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในบริเวณซอยสองพี่น้อง อันเป็นเมืองหมู่บ้าน โดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยไม่มีเหตุสมควรทั้งไม่มีกรณีจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย และจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเรานางกัลยาณี ช่างย้อม ผู้เสียหาย อายุ 30 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้อาวุธปืนจี้บังคับขู่เข็ญไม่ให้ขัดขืน หากขัดขืนจะฆ่าให้ตายและใช้กำลังกายประทุษร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้งขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 371, 91และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคแรก จำคุก 8 ปี ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยมีหรือใช้อาวุธปืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสองศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเสียด้วย จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276วรรคสอง โจทก์จะฎีกาในข้อหานี้หาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยกระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคแรก หรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่บ้านพักของจำเลย โดยผู้เสียหายอ้างว่าจำเลยข่มขืนผู้เสียหายโดยใช้กำลังปลุกปล้ำถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายใช้ขากดทับลำตัวช่วงล่างและใช้มือกดบริเวณไหล่ของผู้เสียหายลงไปกับพื้น แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก แต่ความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง แต่ปรากฏจากรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย ล.1 และคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสมคิด พูลสมบัติว่าผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ไว้ก่อนเพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้น มิได้มอบคดีแต่อย่างใด ซึ่งการรับแจ้งความเช่นนี้แม้จะมีคำว่าร้องทุกข์อยู่ด้วยก็ไม่ถือว่าเป็นคำร้องทุกข์โดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7)เพราะยังมิได้กระทำโดยเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ การสอบสวนความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 ม. 281
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 120 ม. 121 ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ทวีป จิรชีพพัฒนา
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชวลิต ศรีสง่า
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4906/2543
#66181
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยมีหรือใช้อาวุธปืน ตามป.อ.มาตรา 276 วรรคสอง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราตาม ป.อ.มาตรา 276 วรรคแรก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเสียด้วย จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตาม ป.อ.มาตรา 276 วรรคสอง โจทก์จะฎีกาในข้อหานี้หาได้ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.มาตรา 220

ความผิดตาม ป.อ.มาตรา 276 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ.มาตรา 281 พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 121 วรรคสอง แต่ปรากฏจากรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน และคำเบิกความของพนักงานสอบสวนว่าผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ไว้ก่อนเพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้น มิได้มอบคดีแต่อย่างใดการรับแจ้งความแม้จะมีคำว่าร้องทุกข์อยู่ด้วย ก็ไม่ถือว่าเป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 2 (7) เพราะยังมิได้กระทำโดยเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ การสอบสวนความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ.มาตรา 120

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 ม. 281
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 120 ม. 121 ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายทวีป จิรชีพพัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายนฤเทพ อภิรักษ์เนติพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ภักดีธนากุล
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ชวลิต ศรีสง่า
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905/2543
#37816
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยซื้อแหวนเรือนทองฝังเพชรมอบให้โจทก์ตลอดจนการจองสถานที่จัดงานพิธีสมรสและพิมพ์บัตรเชิญงานสมรสรวมทั้งการติดต่อผู้ใหญ่ให้มาเป็นเจ้าภาพในงานพิธีสมรส ล้วนส่อแสดงว่าจำเลยประสงค์จะสมรสกับโจทก์ การให้แหวนกันดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการหมั้นและเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะมีการสมรสกันในเวลาต่อมาแม้การหมั้นจะมิได้จัดพิธีตามประเพณีหรือมีผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาร่วมเป็นสักขีพยานก็เป็นการหมั้นโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยไปสมรสกับ น. โดยมิได้สมรสกับโจทก์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น

โจทก์จำเลยกำหนดจัดงานพิธีสมรสกันในวันที่ 11 พฤศจิกายน2537 แต่พอถึงเวลาดังกล่าวไม่มีการจัดงานพิธีสมรส แต่โจทก์และจำเลยก็ยังมีความประสงค์ที่จะสมรสกันอยู่เพียงแต่มีการเลื่อนไป โดยทั้งสองยังมีความสัมพันธ์กันด้วยดีตลอดมา ในช่วงนั้นยังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาหมั้น แต่ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 จำเลยจัดงานพิธีสมรสกับ น. ต้องถือว่าจำเลยผิดสัญญาหมั้นกับโจทก์นับแต่วันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษากำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ 200,000 บาทโจทก์มิได้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องจำนวนค่าเสียหายเป็นอันยุติ การที่ศาลอุทธรณ์ยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยแล้วกำหนดให้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพิ่มขึ้นเกินกว่า200,000 บาท จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อต้นเดือนกันยายน 2536 จำเลยทำสัญญาหมั้นกับโจทก์โดยมอบแหวนเรือนทองฝังเพชร 1 วงแก่โจทก์ เป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับโจทก์ หลังจากโจทก์กับจำเลยหมั้นกันแล้ว โจทก์เชื่อว่าโจทก์และจำเลยจะได้สมรสกัน โจทก์จึงยอมให้จำเลยมีความสัมพันธ์กับโจทก์ถึงขั้นร่วมประเวณีกัน และแสดงออกจนเพื่อนบ้านและบุคคลทั่วไปในบริเวณที่พักเข้าใจว่าโจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน โจทก์และจำเลยกำหนดจะจัดพิธีสมรสในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 แต่กำหนดการดังกล่าวต้องเลื่อนออกไป ต่อมาจำเลยผิดสัญญาหมั้นไปสมรสกับหญิงอื่นเมื่อวันที่ 19พฤศจิกายน 2539 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่กายและชื่อเสียงโดยโจทก์มีญาติพี่น้องและครอบครัวที่มีเกียรติยศ โจทก์จบการศึกษาระดับปริญญาโท รับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 6 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เป็นอาจารย์พิเศษในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อาจารย์พิเศษคณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และมีตำแหน่งหน้าที่พิเศษอีกมากมาย โจทก์คิดค่าเสียหายแก่กายและชื่อเสียงเป็นเงิน 2,000,000 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยหมั้นกับโจทก์ โจทก์ซื้อแหวนเรือนทองฝังเพชรตามฟ้องให้แก่ตนเอง จำเลยไม่เคยสัญญาว่าจะจัดพิธีสมรสกับโจทก์กำหนดการพิธีมงคลสมรส โจทก์กำหนดขึ้นเองและบังคับให้จำเลยทำการสมรส แต่โจทก์ยกเลิกกำหนดการดังกล่าว มิใช่เลื่อนออกไป โจทก์กับจำเลยไม่เคยมีความสัมพันธ์ถึงขั้นร่วมประเวณี โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลย หากจำเลยผิดสัญญาหมั้นทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายค่าเสียหายก็ไม่เกิน 20,000 บาท โจทก์ฟ้องคดีเกิน 6 เดือนนับแต่วันถัดจากวันที่โจทก์กำหนดจะทำการสมรสกับจำเลย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์ไม่บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ทำการหมั้น วันเวลาและสถานที่ที่จะทำการสมรส รวมทั้งรายละเอียดความเสียหายแก่กายและชื่อเสียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจได้ ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุมอีกทั้งโจทก์ไม่บอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเสียหาย จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทดแทนความเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยต่างทำงานอยู่ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ด้วยกัน และรู้จักกันตั้งแต่ปี 2523 เมื่อต้นเดือนกันยายน 2536 จำเลยร่วมไปกับโจทก์เพื่อซื้อแหวนเรือนทองฝังเพชร 1 วง ราคา 4,000 บาท ซึ่งแหวนวงดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ต่อมามีการกำหนดการสมรสกันในวันที่ 11พฤศจิกายน 2537 แต่เมื่อถึงกำหนดโจทก์จำเลยมิได้มีการสมรสกันตามกำหนดดังกล่าว ต่อมาจำเลยจัดงานพิธีสมรสกับพันโททันตแพทย์หญิงนวลรัตน์ จิตตินันทน์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 ปัญหาแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ในปัญหานี้เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อต้นเดือนกันยายน 2536 จำเลยตกลงหมั้นโจทก์โดยมอบแหวนเรือนทองฝังเพชรให้แก่โจทก์ 1 วง เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับโจทก์ต่อไปในอนาคต กำหนดจัดพิธีสมรสในวันที่ 11 พฤศจิกายน2537 แต่มีการเลื่อนไป จนเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 จำเลยกลับเข้าสู่พิธีสมรสกับหญิงอื่นเป็นการผิดสัญญาหมั้น โจทก์เชื่อว่าจำเลยจะทำการสมรสกับโจทก์ในอนาคตจึงยอมให้โจทก์มีความสัมพันธ์ถึงขั้นร่วมประเวณีการที่จำเลยผิดสัญญาหมั้นทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงขอเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 2,000,000 บาท เห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสองแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยหมั้นโจทก์และผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ในปัญหานี้โจทก์เบิกความว่า โจทก์และจำเลยเป็นคนรักกัน จำเลยขอหมั้นโจทก์โดยจำเลยพาโจทก์ไปซื้อแหวนเรือนทองฝังเพชร แล้วมอบให้โจทก์ที่ร้านที่ซื้อ จำเลยพูดว่า "ผมจองคุณแล้วนะ ผมเป็นเจ้าของคุณแล้วนะ"การหมั้นมิได้จัดทำพิธีตามประเพณีเนื่องจากจำเลยอ้างว่ายังตกลงกับมารดาของจำเลยยังไม่ได้ หลังจากนั้นก็มีการกำหนดวันทำพิธีสมรสจำเลยได้มาสู่ขอโจทก์กับมารดาโจทก์ มีการจองสถานที่จัดงานทำพิธีสมรสที่ภัตตาคารบ้านคุณหลวง พิมพ์บัตรเชิญงานสมรสปรากฏตามเอกสารหมายจ.8 จ.9 จ.5 และ จ.6 ในการที่จะจัดทำพิธีสมรสครั้งนี้ จำเลยไปเรียนเชิญศาสตราจารย์ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ขณะนั้นให้เป็นเจ้าภาพและประธานในพิธีมารดาโจทก์นำบัตรเชิญงานสมรสไปแจกให้แก่บรรดาญาติของโจทก์แต่เมื่อถึงกำหนดวันจัดงานทำพิธีสมรส จำเลยขอเลื่อนออกไปโดยบอกกับโจทก์ว่า มารดาจำเลยไม่สบาย แต่ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539จำเลยทำการสมรสกับพันโททันตแพทย์หญิงนวลรัตน์ จิตตินันทน์ ซึ่งโจทก์มีศาสตราจารย์ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ มาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าจำเลยมาพบพยานและแจ้งความประสงค์ว่าจะขอให้พยานเป็นเจ้าภาพในพิธีสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยจำเลยอ้างว่าจะไม่มีปัญหากับทางญาติผู้ใหญ่ของจำเลย ในที่สุดเมื่อพูดคุยกันแล้วพยานก็ไม่ขัดข้องที่จะเป็นเจ้าภาพให้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางสาววิมลรัตน์ เพ็งศาสตร์ซึ่งเป็นน้องสาวโจทก์มาเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากโจทก์และจำเลยหมั้นกันแล้ว จำเลยมาที่บ้านโจทก์ จำเลยบอกให้โจทก์หยิบแหวนหมั้นออกมาให้บุคคลในครอบครัวของโจทก์ดู โดยจำเลยพูดว่าหมั้นกับโจทก์แล้วจากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโจทก์มีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารมานำสืบประกอบกัน อีกทั้งจำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่าจำเลยไปบอกกับบิดามารดาของจำเลยว่าจะจัดงานพิธีมงคลสมรสกับโจทก์ประมาณเดือนกันยายน 2537 และนางอารีย์ ทองประเสริฐ มารดาจำเลยซึ่งเป็นพยานจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าโจทก์จำเลยมาที่บ้านของจำเลยเพื่อขออนุญาตจัดพิธีสมรส แต่พยานไม่อนุญาต ซึ่งคำเบิกความของพยานจำเลยดังกล่าวเป็นการเจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่า เมื่อมีการหมั้นกันแล้ว ทั้งโจทก์และจำเลยก็เตรียมที่จะจัดงานสมรสกัน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักที่จะรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์ที่จำเลยซื้อแหวนเรือนทองฝังเพชรมอบให้โจทก์ก็ดี ตลอดจนการจองสถานที่จัดงานพิธีสมรสและพิมพ์บัตรเชิญงานสมรสก็ดี รวมทั้งการติดต่อผู้ใหญ่ให้มาเป็นเจ้าภาพในงานพิธีสมรสก็ดี ล้วนส่อแสดงว่าจำเลยประสงค์จะสมรสกับโจทก์ การให้แหวนกันดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการหมั้นและเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะมีการสมรสกันในเวลาต่อมาแม้การหมั้นจะมิได้จัดพิธีตามประเพณีหรือมีผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาร่วมเป็นสักขีพยานก็ตาม ก็เป็นการหมั้นโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อมีการหมั้นระหว่างโจทก์และจำเลยแล้ว จำเลยกลับไปสมรสกับพันโททันตแพทย์หญิงนวลรัตน์โดยมิได้สมรสกับโจทก์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ในปัญหานี้เห็นว่า โจทก์จำเลยกำหนดจัดงานพิธีสมรสกันในวันที่ 11พฤศจิกายน 2537 แต่พอถึงเวลาดังกล่าวไม่มีการจัดงานพิธีสมรสในเรื่องนี้ได้ความจากคำเบิกความของศาสตราจารย์ปุระชัยว่าได้สอบถามจำเลยแล้วจำเลยบอกขอเลื่อนเนื่องจากมารดาจำเลยป่วยไม่อยากให้มารดาจำเลยสะเทือนใจ และจำเลยยืนยันว่ายังรักโจทก์อยู่ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า จำเลยเพียงแต่ขอเลื่อนไปเพื่อไปทำความเข้าใจกับมารดาของจำเลย หลังจากนั้นโจทก์จำเลยก็ยังมีความสัมพันธ์กันเหมือนเดิมจึงเห็นได้ว่าแม้จะมิได้มีการสมรสกันในวันที่กำหนด แต่โจทก์และจำเลยก็ยังมีความประสงค์ที่จะสมรสกันอยู่เพียงแต่มีการเลื่อนไปเท่านั้น โดยทั้งสองยังมีความสัมพันธ์กันด้วยดีตลอดมา ในช่วงนั้นยังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาหมั้น แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 จำเลยจัดงานพิธีสมรสกับพันโททันตแพทย์หญิงนวลรัตน์ จึงต้องถือว่าจำเลยผิดสัญญาหมั้นกับโจทก์นับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นมา ซึ่งเมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลาไม่เกิน6 เดือน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1447/1 วรรคหนึ่ง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่าศาลอุทธรณ์มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพิ่มจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษากำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ 200,000 บาทแต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องจำนวนค่าเสียหายสำหรับโจทก์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่เกิน 200,000 บาท การที่ศาลอุทธรณ์ยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยแล้วกำหนดให้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพิ่มขึ้นเกินกว่า200,000 บาท ทั้งที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่าค่าเสียหายโจทก์มีเพียงใดในข้อนี้โจทก์นำสืบว่าหลังจากมีการหมั้นกันแล้ว โจทก์มีความมั่นใจว่าจะได้สมรสกับจำเลยจึงยอมให้จำเลยมีเพศสัมพันธ์มาตลอด โจทก์มีการศึกษาระดับปริญญาโทและเป็นข้าราชการระดับ 6 เป็นอาจารย์พิเศษคณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และเป็นอาจารย์พิเศษโรงเรียนนายร้อยตำรวจ การที่จำเลยทอดทิ้งโจทก์ไปสมรสกับหญิงอื่นเช่นนี้ทำให้บุคคลอื่นมองว่าโจทก์ประพฤติไม่ดี ถูกตั้งข้อรังเกียจหากโจทก์จะทำการสมรสใหม่ และถูกมองว่าโจทก์เป็นเพียงนางบำเรอของจำเลยเท่านั้นเป็นที่เสื่อมเสียเกียรติยศ ชื่อเสียง วงศ์ตระกูล และฐานทางสังคมของโจทก์อีกทั้งเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานของโจทก์อีกด้วยซึ่งจำเลยนำสืบหักล้างในข้อนี้ไม่ได้ เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1437 ม. 1447/1
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ภาวินี เพ็งศาสตร์
จำเลย — นาย ยุทธชัย ทองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
สมพล สัตยาอภิธาน
วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905/2543
#99385
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษากำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ 200,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องจำนวนค่าเสียหายสำหรับโจทก์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่เกิน 200,000 บาท การที่ศาลอุทธรณ์ยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยแล้วกำหนดให้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพิ่มขึ้นเกินกว่า 200,000 บาท ทั้งที่โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้ง จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายแก่กายและชื่อเสียงเนื่องจากการผิดสัญญาหมั้นเป็นเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทดแทนความเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยต่างทำงานอยู่ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ด้วยกัน และรู้จักกันตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ เมื่อต้นเดือนกันยายน ๒๕๓๖ จำเลยร่วมไปกับโจทก์เพื่อซื้อแหวนเรือนทองฝังเพชร ๑ วง ราคา ๔,๐๐๐ บาท ซึ่งแหวนวงดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ต่อมามีการกำหนดการสมรสกันในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ แต่เมื่อถึงกำหนดโจทก์จำเลยมิได้มีการสมรสกันตามกำหนดดังกล่าว ต่อมาจำเลยจัดงานพิธีสมรสกับพันโททันตแพทย์หญิงนวลรัตน์ จิตตินันทน์ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลอุทธรณ์มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพิ่มจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษากำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องจำนวนค่าเสียหายสำหรับโจทก์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท การที่ศาลอุทธรณ์ยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยแล้วกำหนดให้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพิ่มขึ้นเกินกว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า ค่าเสียหายโจทก์มีเพียงใด เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นจำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวภาวินี เพ็งศาสตร์
จำเลย — นายยุทธชัย ทองประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสมบูรณ์ นิละทัต
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
สมพล สัตยาอภิธาน
วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4900/2543
#37815
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ผู้จะซื้อกับจำเลยผู้จะขายระบุให้ผู้ขายเป็นฝ่ายตกลงกับผู้เช่านาเอง หมายถึงว่าให้จำเลยจัดการให้ผู้เช่านาออกจากที่ดินพิพาทให้เรียบร้อยก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์

พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ บัญญัติให้การจัดการให้ผู้เช่านาออกจากที่เช่าต้องปฏิบัติตามขั้นตอนในกฎหมายดังกล่าวให้ถูกต้องก่อน โดยผู้ให้เช่านาต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อผู้เช่านาพร้อมทั้งแสดงเหตุแห่งการบอกเลิกการเช่านาและส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวต่อประธาน คชก. ตำบล และภายในเจ็ดวันนับแต่เมื่อได้รับสำเนาหนังสือตามวรรคหนึ่ง ให้ประธาน คชก. ตำบล หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากคชก. ตำบล แจ้งให้ผู้เช่านาที่ถูกบอกเลิกการเช่านาทราบเพื่อคัดค้านการบอกเลิกการเช่านาต่อ คชก. ตำบล ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง การที่จำเลยและ ช. ไปลงบันทึกประจำวัน ช. เลิกทำนาในที่ดินพิพาทจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาเช่านายังไม่เลิกกันเท่ากับจำเลยยังมิได้จัดการตกลงให้ผู้เช่านาออกจากที่ดินที่พิพาท

การที่เจ้าพนักงานที่ดินไม่จดทะเบียนการซื้อขายให้เนื่องจากมีผู้เช่านาที่ดินพิพาท ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาต่อจำเลย แต่เมื่อจำเลยขอยกเลิกการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทแล้วโจทก์มิได้คัดค้าน และโจทก์มาฟ้องคดีอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาโดยไม่จัดให้ผู้เช่านาออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งในสัญญามิได้ระบุว่าจำเลยต้องดำเนินการให้เสร็จเมื่อใด ทั้งโจทก์มิได้กำหนดระยะเวลาให้จำเลยปฏิบัติในเวลาอันสมควร แต่กลับฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาโดยโอนที่ดินแก่โจทก์ทันทีจนจำเลยไม่อาจปฏิบัติได้จำเลยจึงไม่ผิดสัญญาเช่นกัน

พฤติการณ์ที่จำเลยนัดโจทก์ไปจดทะเบียนโอนที่ดินโดยที่ยังมิได้ดำเนินการให้ผู้เช่านาออกไปจากที่ดินพิพาทและเมื่อโจทก์ไม่รับโอนจึงขอยกเลิกการจดทะเบียนซื้อขายกับการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินโดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังมิได้ให้เวลาจำเลยดำเนินการให้ผู้เช่านาออกไปจากที่ดินพิพาทก่อน โจทก์ย่อมรู้อยู่ว่าไม่สามารถทำได้แต่โจทก์มีคำขอว่าถ้าไม่สามารถโอนที่ดินได้ก็ให้คืนเงินมัดจำ เป็นพฤติการณ์ที่ถือว่าโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายโดยมิได้มีฝ่ายใดผิดสัญญา โจทก์และจำเลยจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ในราคา5,546,250 บาท จำเลยสัญญาว่าจะจัดการตกลงให้ผู้เช่านาออกไปจากที่ดินก่อนโอนกรรมสิทธิ์โดยปลอดภาระผูกพัน โจทก์ได้วางมัดจำแก่จำเลยเป็นเงินทั้งสิ้น 3,500,000 บาท แต่ปรากฏว่าจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาได้ เนื่องจากจำเลยหาได้ดำเนินการให้ผู้เช่านาออกจากที่นาตามที่สัญญาไว้กับโจทก์ให้เรียบร้อยไม่และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเช่านา เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลดังกล่าวให้ได้ ขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้น โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าภาษีค่าธรรมเนียมในการโอน ค่าอากรแสตมป์ และให้จำเลยรับเงินส่วนที่เหลือ2,046,250 บาท หากจำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้กับโจทก์ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวแต่ฝ่ายเดียวและให้หักเงินส่วนที่เหลือ 2,046,250 บาท ใช้เป็นค่าภาษี ค่าธรรมเนียมในการโอนและค่าอากรแสตมป์ หากโจทก์ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้แต่ฝ่ายเดียว ก็ให้จำเลยคืนมัดจำ 3,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ตกลงเป็นผู้ออกค่าภาษี ค่าธรรมเนียมค่าอากรแสตมป์ ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ส่วนจำเลยเป็นฝ่ายออกค่านายหน้าในอัตราร้อยละ 3 จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทั้งชำระเงินส่วนที่เหลือแต่โจทก์ไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทั้งชำระราคาส่วนที่เหลือ โจทก์จึงผิดสัญญา โจทก์ทราบอยู่แล้วว่าไม่มีผู้เช่านาในที่ดินจำเลย แต่ในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์โจทก์นำเงินมาไม่พอที่จะชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือและค่าธรรมเนียมค่าภาษีอากรได้ จำเลยถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงได้บอกเลิกสัญญาและริบมัดจำโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 21733 ตำบลบ้านแป้ง อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง)จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) เนื้อที่ 18 ไร่ 1 งาน 95 ตารางวา เดิมจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2534 ต่อมาได้ทำสัญญากันใหม่เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2534 โดยจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ในราคา 5,546,250 บาท โจทก์ได้วางมัดจำไว้ 3,000,000 บาท ในสัญญาไม่ได้กำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ไว้วันที่ 5 พฤศจิกายน 2534 โจทก์ได้ชำระมัดจำแก่จำเลยอีก 500,000 บาทต่อมาจำเลยได้นัดให้โจทก์ไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2536แต่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันได้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทหรือไม่ ตามฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเพราะมีผู้เช่านาอยู่และจำเลยมิได้ดำเนินการให้ผู้เช่านาออกจากที่ดินและไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเช่านา ส่วนจำเลยอ้างว่าไม่มีผู้เช่านาจึงเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่ามีผู้เช่านาที่ดินพิพาทหรือไม่ซึ่งข้อนี้โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ได้ไปดูที่ดินพิพาทจึงได้ทราบว่ามีผู้เช่านาโดยสังเกตเห็นต้นข้าวได้สอบถามชาวบ้านซึ่งมีบ้านปลูกสร้างอยู่ตรงข้ามกับที่ดินแปลงนี้ว่าใครทำนาทราบว่าคือนายชด นัยอรุณจึงได้ติดต่อจำเลย จำเลยบอกว่าไม่มีปัญหาเรื่องผู้เช่านา จำเลยสามารถจัดการได้แต่ไม่ได้บอกว่าจะจัดการอย่างไร ต่อมาวันที่ 29 กันยายน 2536 โจทก์ไปดูที่ดินพิพาทจึงได้สอบถามนายชดได้ความว่านายชดทำนามาหลายปีแล้วโดยให้ค่าเช่าปีละ 200 บาท ต่อไร่ โจทก์ได้พานายชดไปสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางปะอิน เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้แต่ระหว่างที่รอแพข้ามฟาก นายจรัลไม่ทราบนามสกุลซึ่งรู้จักสนิทสนมกับจำเลยมาพานายชดกลับไป ซึ่งนางตา วงษ์เกลี้ยงเบิกความเป็นพยานโจทก์สนับสนุนว่าที่ดินพิพาทอยู่ห่างจากบ้านของพยานประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เป็นที่ทำนาและทราบว่านายชดทำนาอยู่ในที่ดินพิพาทหลายปีก่อนหน้าที่จำเลยจะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมา นายชดพยานจำเลยก็เบิกความเจือสมพยานโจทก์ยอมรับว่าพยานไม่มีที่นาเป็นของตนเองแต่ได้เช่านาพิพาทของนายณรงค์จำนามสกุลไม่ได้ ต่อมานายณรงค์ได้ขายนาพิพาทให้จำเลย พยานได้พูดขอทำนาแปลงนี้จากจำเลยแต่ไม่ได้ขอเช่าพยานทำนาถึงปี 2534 จึงเลิกทำนาเนื่องจากจำเลยบอกว่าจะขายนาให้ผู้อื่นการหยุดทำนาดังกล่าวได้มีการลงบันทึกไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2534 หลังจากนั้น 2 ปีที่นามีสภาพรก จำเลยได้มาว่าจ้างให้เข้าทำนาในที่ดินแปลงนี้ในราคาปีละ 5,000 บาท ซึ่งจำเลยก็นำสืบตรงตามที่นายชดเบิกความ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่นาและมีนายชดทำนาอยู่ในที่ดินพิพาทและเมื่อสัญญาจะซื้อขาย ข้อ 4 ระบุว่าผู้เช่านา ผู้ขายเป็นฝ่ายตกลงกับผู้เช่านาเอง เช่นนี้ย่อมแสดงว่ามีนายชดเป็นผู้เช่านาที่ดินพิพาทตั้งแต่จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทแต่แรกแล้ว และเมื่อมีข้อตกลงในเรื่องผู้เช่านาว่าจำเลยตกลงกับผู้เช่าเองก็ย่อมผูกพันและบังคับกันได้ ดังนั้น การตีความเจตนาของคู่สัญญาจึงต้องตีตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 ข้อตกลงดังกล่าวหมายถึงว่ามีข้อตกลงให้จำเลยจัดการให้ผู้เช่านาออกจากที่ดินพิพาทให้เรียบร้อยก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 บัญญัติไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากที่ดินทั่วไป เช่นการเช่านาไม่ว่าจะมีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือหรือไม่ก็ตามย่อมฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ (มาตรา 22) และต้องมีกำหนดการเช่าคราวละไม่น้อยกว่า 6 ปี ถ้ามิได้กำหนดเวลาเช่าไว้ให้ถือว่าเช่ากันคราวละ 6 ปี และเมื่อสิ้นสุดการเช่านาแล้วมิได้บอกเลิกการเช่านาให้ถือว่าได้มีการเช่านาต่อไปอีกคราวละ 6 ปี (มาตรา 26) ทั้งคำว่า "การเช่า" ตามมาตรา 5 หมายความว่า "การเช่าหรือการเช่าช่วงโดยได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าซึ่งที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมประเภทที่การเช่าที่ดินเพื่อการนั้นมีการควบคุมตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ไม่ว่าการเช่าหรือการเช่าช่วงนั้นจะมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือไม่ก็ตามและหมายความรวมถึงการยินยอมให้ใช้ที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมดังกล่าวโดยได้รับค่าเช่าและการทำนิติกรรมอื่นใดอันเป็นการอำพรางการเช่านั้น" ส่วนการบอกเลิกการเช่าก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 34 คือผู้ให้เช่านาต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อผู้เช่านาพร้อมทั้งแสดงเหตุแห่งการบอกเลิกการเช่านาและส่งสำเนาหนังสือดังกล่าวต่อประธาน คชก. ตำบล และในวรรคสองบัญญัติว่าภายในเจ็ดวันนับแต่เมื่อได้รับสำเนาหนังสือตามวรรคหนึ่งให้ประธาน คชก. ตำบลหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจาก คชก. ตำบลแจ้งให้ผู้เช่านาที่ถูกบอกเลิกการเช่านาทราบเพื่อคัดค้านการบอกเลิกการเช่านาต่อ คชก. ตำบล ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ดังนี้ เห็นได้ว่าการที่จะจัดการให้ผู้เช่านาออกจากที่ดินพิพาทจึงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 เสียให้ถูกต้องการที่จำเลยและนายชดไปลงบันทึกประจำวันว่านายชดได้เลิกทำนาในที่ดินพิพาทจึงเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายสัญญาเช่านายังไม่เลิกกันเมื่อจำเลยยังมิได้บอกเลิกการเช่านาโดยชอบทั้งยังมิได้บอกขายนาแก่ผู้เช่าตามมาตรา 53 ผู้เช่านาก็ยังมีสิทธิขอซื้อที่ดินพิพาทตามมาตรา 54 พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524ดังนี้ การที่จำเลยตกลงกับนายชดเลิกเช่านาจึงไม่มีผลในกฎหมายเท่ากับจำเลยยังมิได้จัดการตกลงให้ผู้เช่านาออกจากที่ดินที่พิพาท ซึ่งนายกรี ฉัตรจันทร์ เจ้าพนักงานที่ดินผู้สอบสวนผู้มาขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พยานโจทก์เบิกความว่าเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2536 โจทก์และจำเลยได้มาขอให้จดทะเบียนขายที่ดินโดยจำเลยเป็นผู้ขาย โจทก์เป็นผู้ซื้อ จึงได้สอบถามข้อเท็จจริงจากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายและทำบันทึกลงในแบบ ท.ด.1 เมื่อสอบถามผู้ขายว่าที่ดินแปลงนี้มีผู้เช่านาหรือไม่ จำเลยบอกว่าไม่มีผู้เช่า แต่โจทก์บอกว่ามีผู้เช่านาพยานจึงทำบันทึกเสนอเจ้าพนักงานที่ดินเจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งให้มีหนังสือสอบถามไปยัง คชก. ตำบลบ้านแป้ง อำเภอบางปะอิน จึงได้ทำบันทึกไว้ พยานปากนี้ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าในการสอบข้อเท็จจริงจากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายนั้นจะสอบถามในวันที่มาขอจดทะเบียนนั้นเอง ในกรณีที่มีผู้เช่าหรือกรณีเป็นที่สงสัยก็จะไม่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้โดยไม่ต้องให้คู่สัญญาลงลายมือชื่อในเอกสารใด ๆ อีกในวันที่ 1 ตุลาคม 2536 หากไม่มีการโต้แย้งกันเกี่ยวกับเรื่องผู้เช่านาก็จะจดทะเบียนโอนที่ดินกันได้ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้นำเรื่องมีผู้เช่านาที่ดินพิพาทขึ้นกล่าวอ้าง จำเลยเพียงแต่ปฏิเสธลอย ๆ โดยไม่นำนายชดมายืนยันว่าเลิกเช่าหรือมีหลักฐานการเลิกเช่านามายืนยันต่อเจ้าพนักงานที่ดินแต่อย่างใด การที่เจ้าพนักงานที่ดินไม่จดทะเบียนการซื้อขายให้ จึงเนื่องมาจากการมีผู้เช่านาที่ดินพิพาทนั้นเองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อสัญญาจะซื้อขายที่ดิน ดังนี้จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาต่อจำเลยจำเลยไม่มีสิทธิริบมัดจำของโจทก์ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยได้ขอยกเลิกการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทแล้วโจทก์มิได้คัดค้าน และโจทก์มาฟ้องคดีนี้อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาโดยไม่จัดให้ผู้เช่านาออกจากที่ดินพิพาทโดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยยังมิได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 ซึ่งในสัญญามิได้ระบุว่าจำเลยต้องดำเนินการให้เสร็จเมื่อใด ทั้งโจทก์มิได้กำหนดระยะเวลาให้จำเลยปฏิบัติในเวลาอันสมควรแต่โจทก์กลับมาฟ้องร้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาโดยโอนที่ดินแก่โจทก์ทันทีจนจำเลยไม่อาจปฏิบัติได้ จำเลยจึงไม่ผิดสัญญา พฤติการณ์ที่จำเลยนัดโจทก์ไปจดทะเบียนโอนที่ดินโดยที่ยังมิได้ดำเนินการให้ผู้เช่านาออกไปจากที่ดินพิพาทและเมื่อโจทก์ไม่รับโอน จึงได้ขอยกเลิกการจดทะเบียนซื้อขายก็ดี พฤติการณ์ที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินโดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังมิได้ให้เวลาจำเลยดำเนินการให้ผู้เช่านาออกไปจากที่ดินพิพาทก่อนโจทก์ย่อมรู้อยู่ว่าไม่สามารถทำได้ แต่โจทก์มีคำขอว่าถ้าไม่สามารถโอนที่ดินได้ก็ให้คืนเงินมัดจำดังกล่าวเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายโดยมิได้มีฝ่ายใดผิดสัญญาโจทก์และจำเลยจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยรับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391"

พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 3,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 387
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มนตรี ลมดี
จำเลย — นาง ตุ๋ยหรือหญิง ช่อลัดดา
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4896/2543
#37814
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า มูลคดีเกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1) หมายถึงเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ระบุว่า โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์ ณ ที่ทำการของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1เช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามสัญญาขายลดเช็คและสัญญาค้ำประกัน มิได้ฟ้องแต่เพียงให้ผู้สั่งจ่ายรับผิดชำระเงินตามเช็คเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้องจึงเกิดขึ้นในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1) โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังโจทก์มอบอำนาจให้นายวิศิษฏ์ เธียรวงศ์เสถียร ดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 26กรกฎาคม 2537 จำเลยที่ 1 นำเช็คธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)สาขาลาดพร้าว ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2537 จำนวนเงิน 1,000,000 บาทมาขายลดให้แก่โจทก์โดยตกลงว่าหากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คหรือมีกรณีอื่นใดทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระเงินตามเช็ค ยอมชดใช้เงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ลงในเช็ค โดยจำเลยที่ 2ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปจากโจทก์แล้ว เมื่อถึงกำหนดธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 100,684.93 บาท มูลคดีนี้เกิดขึ้นที่สำนักงานแห่งใหญ่ของโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น(ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,100,684.93บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ในต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของกรรมการโจทก์ผู้มีอำนาจ จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์จริงแต่ได้ชำระหนี้หมดแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเช็คตามฟ้องไปขายลดกับโจทก์ พนักงานของโจทก์สมคบกับบุคคลภายนอกปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 จริง แต่พ้นกำหนดระยะเวลาการค้ำประกันแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี เพราะขณะนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้คิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องไม่เกิน 100,684.93 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นฟังได้ยุติว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชน และได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการเงินทุน โจทก์โดยนายคียิน แซ่วู และนายสุรพล กุลศิริกรรมการผู้มีอำนาจได้มอบอำนาจให้นายวิศิษฏ์ เธียรวงศ์เสถียร ดำเนินคดีแทนเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์โดยตกลงว่าจะนำเช็คมาขายลดเป็นคราว ๆ ไป หากเช็คที่นำมาขายถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี หรืออัตราใหม่ที่โจทก์มีสิทธิปรับได้ จำเลยที่ 2ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตลอดไปจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้จนสิ้นเชิง เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2537 จำเลยที่ 1 นำเช็คธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว ลงวันที่ 26ตุลาคม 2537 จำนวนเงิน 1,000,000 บาท มาขายลดให้แก่โจทก์แต่เมื่อเช็คที่นำมาขายลดดังกล่าวถึงกำหนดปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่าโจทก์ไม่มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) เพราะมูลคดีเกิดที่ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว ซึ่งเป็นสถานที่ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค และอยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่งนั้น เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ก็ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสองเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) บัญญัติว่าคำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ คำว่า มูลคดีเกิดขึ้น หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้องคดีนี้ ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้น (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) จำเลยที่ 1ทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์ ณ ที่ทำการของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามสัญญาขายลดเช็คและสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ โดยหาได้ฟ้องแต่เพียงให้ผู้สั่งจ่ายรับผิดชำระเงินตามเช็คเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้องจึงเกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ปรีดา ศรัณย์เกตุ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4887/2543
#99620
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีที่ฟ้องโจทก์มีหลายข้อหา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ต้องถือว่าเป็นการอนุญาตให้ผู้เสียหาย เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะข้อหาความผิดตามฟ้องซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเท่านั้น และการที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมา ต้องถือว่าเป็นการรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเฉพาะข้อหาความผิดตามฟ้องที่โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเช่นเดียวกัน

โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดของจำเลยทั้งสี่ในข้อ (ก) และข้อ (ข) แต่ละข้อหาแยกเป็นข้อย่อยมาให้ชัดเจน เพื่อชี้ให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องแต่ละข้อหาแยกเป็นความผิดหลายกรรม ต่างกัน แม้ในตอนต้นโจทก์จะบรรยายฟ้องรวมกันมาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ด้วยก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันโจทก์ก็บรรยายอ้างว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามมาตรา 90 มาด้วย ฟ้องโจทก์จึงไม่ชัดเจนพอที่จะชี้ให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามฟ้อง ข้อ (ก) ในแต่ละข้อหาแยกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ (ก) เป็นความผิดหลายกรรมหาได้ไม่ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26

แม้ความผิดตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 59 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 100,000 บาท แต่ถ้าศาลเห็นสมควรจะลงแต่โทษจำคุกสถานเดียวโดยไม่ลงโทษปรับด้วยก็ได้ ตาม ป.อ. มาตรา 20 ประกอบมาตรา 17

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔, ๑๐๘, ๑๑๐, ๑๑๕, ๑๑๗ พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๒๕, ๒๗, ๕๙ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๐, ๙๑ และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ เพื่อให้โจทก์ฟ้องเป็นคดีใหม่

ระหว่างพิจารณา นายสถิตย์ กาญจนวิสิษฐผล ผู้เสียหายที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘ และมาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๘ พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๕ (๒), ๒๗ (๔) ๕๙ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๐, ๙๑ ในส่วนที่เป็นการกระทำต่อ ซอสหอยนางรมตราแม่ครัว (ตามฟ้องข้อ (ก)) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๕ (๒), ๒๗ (๔), ๕๙ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๖ เดือน ในส่วนที่เป็นการกระทำต่อน้ำปลาแท้ตราทิพรส (ตามฟ้องข้อ (ข)) เป็นกรรมเดียวเป็น ความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๕ (๒), ๒๗ (๔), ๕๙ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๖ เดือน รวมจำคุกคนละ ๑ ปี จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การ รับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ ๖ เดือน ริบของกลาง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่ ผู้เสียหายที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ ๑ เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้นั้น ต้องถือว่าเป็นการอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ ๑ เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดตามฟ้องข้อ (ก) ซึ่งผู้เสียหายที่ ๑ เป็นผู้เสียหายเท่านั้น และการที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมานั้น ต้องถือว่าเป็นการรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเฉพาะความผิดตามฟ้อง ข้อ (ก) เช่นเดียวกัน

ในชั้นนี้คงเป็นปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมข้อแรกว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ตามฟ้องข้อ (ก) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันซึ่งศาลต้องลงโทษจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดของจำเลยทั้งสี่ ในข้อ (ก) และ ข้อ (ข) แต่ละข้อหาแยกเป็นข้อย่อยมาให้ชัดเจน เพื่อชี้ให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องดังกล่าวแต่ละข้อหาแยกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แม้ในตอนต้นโจทก์จะบรรยายฟ้องรวมกันมาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ด้วยก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันโจทก์ก็บรรยายฟ้องอ้างว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็น ความผิดต่อกฎหมายหลายบทและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ มาด้วย ดังนี้ฟ้องโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ชัดเจนพอที่จะชี้ให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามฟ้อง ข้อ (ก) ในแต่ละข้อหาแยกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ตามฟ้อง ข้อ (ก) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์หาได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมข้อสุดท้ายว่า ศาลจะต้องพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ อีกสถานหนึ่งตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๙ สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ (ก) ด้วยหรือไม่ เห็นว่า แม้ความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๙ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๖ เดือน ถึง ๑๐ ปี และปรับตั้งแต่ ๕,๐๐๐ บาท ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าศาลเห็นสมควรจะลงโทษจำคุกสถานเดียวโดยไม่ลงโทษปรับด้วยก็ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐ ประกอบมาตรา ๑๗ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ สถานเดียวโดยไม่ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งจึงชอบด้วยกฎหมาย ดังกล่าวแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 20 ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 30 ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายสถิตย์ กาญจนวิสิษฐผล
จำเลย — นายปัญนะหรือบัญนะ จัยสำคัญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา