คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4885/2543
#98951
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง คดีปกครอง (เรียกค่าทดแทนที่ดิน) (ชั้นขอแก้ไขคำฟ้อง) ++

++ ทดสอบทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++

++

++

++ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ร่วมกันจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 43 ไร่ 3 งาน79 ตารางวา เพิ่มขึ้นอีกตารางวาละ 3,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์อีกส่วนหนึ่งที่ถูกเวนคืนในคราวเดียวกัน เนื้อที่ดิน 4 ไร่ 2 งาน ซึ่งโจทก์ยังไม่ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินจากจำเลยทั้งสองคิดเป็นเงินตารางวาละ 8,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเพียง 43 ไร่ 3 งาน79 ตารางวา เท่านั้น ซึ่งโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่เหมาะสมไปแล้วในอัตราตารางวาละ 5,000 บาท ส่วนที่ดินอีก 4 ไร่ 2 งาน เป็นที่ดินแนวเขตชลประทานซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนนี้ให้แก่โจทก์ และโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อจำเลยที่ 1 ภายใน 60 วัน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นชี้สองสถานสืบพยานโจทก์เสร็จ และสืบพยานจำเลยทั้งสองได้ 2 ปาก คดีอยู่ในระหว่างสืบพยานจำเลยทั้งสอง โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง โดยขอเพิ่มเติมข้อความเป็นข้อ 2.1 ว่า จำเลยที่ 2 กับเจ้าหน้าที่จงใจหรือประมาทเลินเล่อละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้อง โดยมิได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่มีเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน ให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 421 และตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จำเลยทั้งสองยื่นคำแถลงคัดค้าน

++ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180แล้ว จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้องขอ ค่าคำร้องขอเป็นพับ ++

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

++ โจทก์ฎีกา ++

++

++ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นจากที่ได้รับไปแล้วกับให้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินอีก 4 ไร่ 2 งาน ที่ถูกเวนคืนในคราวเดียวกันซึ่งโจทก์ยังไม่ได้รับเงิน หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ในระหว่างสืบพยานจำเลยทั้งสอง โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 2จงใจหรือประมาทเลินเล่อละเว้นไม่กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินอีกส่วนหนึ่งให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์เพิ่งทราบเนื้อหาสาระในเรื่องที่ขอแก้ไขนี้ไม่อาจยื่นคำร้องขอได้ก่อนวันชี้สองสถาน และเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

++ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องหลังวันชี้สองสถานหรือไม่ ++

++ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์แสดงอยู่ว่า โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วน 4 ไร่ 2 งาน นี้ตั้งแต่ก่อนฟ้องแล้ว จำเลยที่ 2หรือเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ผู้ใดกระทำละเมิดอย่างไร โจทก์ควรจะต้องทราบอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนฟ้อง ไม่ใช่ว่าเพิ่งทราบ ที่อ้างว่าเพิ่งทราบผลการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ดิน เพราะทนายจำเลยทั้งสองเพิ่งส่งสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 ตามสำเนาเอกสารท้ายคำร้อง เห็นได้จากเอกสารดังกล่าวว่าการอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์ในเรื่องเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องละเมิดที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องหลังกำหนดเวลาตามกฎหมายเลย การที่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วน 4 ไร่ 2 งาน ให้แก่โจทก์นั้นจำเลยที่ 2 อ้างเหตุว่า เป็นแนวเขตชลประทานอันเป็นที่สาธารณะที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ มีมติว่า สำหรับส่วนที่ยังไม่ได้รับเงินค่าทดแทนให้กรมทางหลวงตรวจสอบ จึงน่าจะมีความหมายเพียงว่าให้ตรวจสอบเรื่องการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แน่ชัดเท่านั้น มิใช่ตรวจสอบการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 หรือเจ้าหน้าที่ เพราะที่ว่ากล่าวกันมาตั้งแต่แรกไม่มีเรื่องละเมิดนี้อยู่ ที่โจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบเนื้อหาสาระในเรื่องที่ขอแก้ไข ไม่อาจยื่นคำร้องขอได้ก่อนวันชี้สองสถานฟังไม่ขึ้น และที่โจทก์อ้างว่าที่ดินในส่วน 4 ไร่ 2 งาน เป็นของโจทก์นั้นก็เห็นอยู่ว่า เป็นการอ้างสิทธิจะเอาที่ดินดังกล่าวเป็นของตน แม้จะพิพาทกับทางราชการ และมีประเด็นที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็มิใช่ปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนเพราะมิได้กระทบกระเทือนต่อคนส่วนมาก

++ ในเรื่องนี้มิใช่ว่าถ้าสิ่งที่พิพาทกันนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วจะต้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนไปเสียทั้งหมด

++ กรณีของโจทก์ไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 โจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันชี้สองสถานตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายมาตราดังกล่าวไม่อาจยื่นภายหลังได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอของโจทก์ชอบแล้ว ++

++ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.++

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ร่วมกันจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ ๔๓ ไร่ ๓ งาน๗๙ ตารางวา เพิ่มขึ้นอีกตารางวาละ ๓,๐๐๐ บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์อีกส่วนหนึ่งที่ถูกเวนคืนในคราวเดียวกัน เนื้อที่ดิน ๔ ไร่ ๒ งาน ซึ่งโจทก์ยังไม่ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินจากจำเลยทั้งสองคิดเป็นเงินตารางวาละ ๘,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเพียง ๔๓ ไร่ ๓ งาน๗๙ ตารางวา เท่านั้น ซึ่งโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่เหมาะสมไปแล้วในอัตราตารางวาละ ๕,๐๐๐ บาท ส่วนที่ดินอีก ๔ ไร่ ๒ งาน เป็นที่ดินแนวเขตชลประทานซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนนี้ให้แก่โจทก์ และโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อจำเลยที่ ๑ ภายใน ๖๐ วัน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นชี้สองสถานสืบพยานโจทก์เสร็จ และสืบพยานจำเลยทั้งสองได้ ๒ ปาก คดีอยู่ในระหว่างสืบพยานจำเลยทั้งสอง โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง โดยขอเพิ่มเติมข้อความเป็นข้อ ๒.๑ ว่า จำเลยที่ ๒ กับเจ้าหน้าที่จงใจหรือประมาทเลินเล่อละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้อง โดยมิได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่มีเนื้อที่ ๔ ไร่ ๒ งาน ให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐, ๔๒๑ และตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ จำเลยทั้งสองยื่นคำแถลงคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐แล้ว จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้องขอ ค่าคำร้องขอเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นจากที่ได้รับไปแล้วกับให้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินอีก ๔ ไร่ ๒ งาน ที่ถูกเวนคืนในคราวเดียวกันซึ่งโจทก์ยังไม่ได้รับเงิน หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ในระหว่างสืบพยานจำเลยทั้งสอง โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๒จงใจหรือประมาทเลินเล่อละเว้นไม่กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินอีกส่วนหนึ่งให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์เพิ่งทราบเนื้อหาสาระในเรื่องที่ขอแก้ไขนี้ไม่อาจยื่นคำร้องขอได้ก่อนวันชี้สองสถาน และเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องหลังวันชี้สองสถานหรือไม่เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์แสดงอยู่ว่า โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ ๒ ไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วน ๔ ไร่ ๒ งาน นี้ตั้งแต่ก่อนฟ้องแล้ว จำเลยที่ ๒หรือเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ผู้ใดกระทำละเมิดอย่างไร โจทก์ควรจะต้องทราบอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนฟ้อง ไม่ใช่ว่าเพิ่งทราบ ที่อ้างว่าเพิ่งทราบผลการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ดิน เพราะทนายจำเลยทั้งสองเพิ่งส่งสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ตามสำเนาเอกสารท้ายคำร้อง เห็นได้จากเอกสารดังกล่าวว่าการอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์ในเรื่องเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องละเมิดที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องหลังกำหนดเวลาตามกฎหมายเลย การที่จำเลยที่ ๒ ไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วน ๔ ไร่ ๒ งาน ให้แก่โจทก์นั้นจำเลยที่ ๒ อ้างเหตุว่า เป็นแนวเขตชลประทานอันเป็นที่สาธารณะที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ มีมติว่า สำหรับส่วนที่ยังไม่ได้รับเงินค่าทดแทนให้กรมทางหลวงตรวจสอบ จึงน่าจะมีความหมายเพียงว่าให้ตรวจสอบเรื่องการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แน่ชัดเท่านั้น มิใช่ตรวจสอบการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๒ หรือเจ้าหน้าที่ เพราะที่ว่ากล่าวกันมาตั้งแต่แรกไม่มีเรื่องละเมิดนี้อยู่ ที่โจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบเนื้อหาสาระในเรื่องที่ขอแก้ไข ไม่อาจยื่นคำร้องขอได้ก่อนวันชี้สองสถานฟังไม่ขึ้น และที่โจทก์อ้างว่าที่ดินในส่วน ๔ ไร่ ๒ งาน เป็นของโจทก์นั้นก็เห็นอยู่ว่า เป็นการอ้างสิทธิจะเอาที่ดินดังกล่าวเป็นของตน แม้จะพิพาทกับทางราชการ และมีประเด็นที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็มิใช่ปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนเพราะมิได้กระทบกระเทือนต่อคนส่วนมาก ในเรื่องนี้มิใช่ว่าถ้าสิ่งที่พิพาทกันนั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วจะต้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนไปเสียทั้งหมด กรณีของโจทก์ไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ โจทก์จะต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันชี้สองสถานตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายมาตราดังกล่าวไม่อาจยื่นภายหลังได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายื่นตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิสซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพมหานคร
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ภักดีธนากุล
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
กนก พรรณรักษา
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4884/2543
#36402
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดราคารถยนต์ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้เป็นเงิน 320,000 บาท ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 7,000 บาท 9 เดือน เป็นเงิน 63,000 บาท โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะค่าขาดประโยชน์เหลือเดือนละ 4,000 บาท 9 เดือนเป็นเงิน 36,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองชดใช้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดและศาลอุทธรณ์แก้ไขในส่วนนี้ จำเลยทั้งสองยังไม่อาจเห็นพ้องด้วย เพราะเป็นราคาที่กำหนดไว้สูงกว่าความเป็นจริงในปัจจุบันมากโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ระบุว่าราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ในปัจจุบันควรเป็นจำนวนเท่าใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องที่กำหนดให้ศาลรู้ได้เอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ จึงเป็นการไม่ยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์เพิ่งมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อภายหลังวันทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ให้การไว้ ศาลก็ชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยเพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ทรัพย์สินที่ทำการเช่าซื้อกันนั้นผู้ให้เช่าซื้ออาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกให้เช่าซื้อล่วงหน้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 418,435 บาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 90,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 508,435 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญากับโจทก์ตามฟ้องจริงโดยชำระค่าเช่าซื้อทุกงวด จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาจึงไม่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์โจทก์ไม่ขาดประโยชน์จึงคิดค่าขาดประโยชน์จากจำเลยทั้งสองไม่ได้ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 320,000 บาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 63,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 7,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแต่ทั้งนี้ไม่เกิน 18 เดือนคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าขาดประโยชน์จำนวน 36,000 บาท แก่โจทก์และค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคา แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดราคารถยนต์ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้เป็นเงิน 320,000 บาทค่าขาดประโยชน์เดือนละ 7,000 บาท 9 เดือน เป็นเงิน 63,000 บาทโดยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะค่าขาดประโยชน์เหลือเดือนละ 4,000บาท 9 เดือน เป็นเงิน 36,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองชดใช้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดและศาลอุทธรณ์แก้ไขในส่วนนี้ จำเลยทั้งสองยังไม่อาจเห็นพ้องด้วย เพราะเป็นราคาที่กำหนดไว้สูงกว่าความเป็นจริงในปัจจุบันมาก โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ระบุว่าราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ในปัจจุบันควรเป็นจำนวนเท่าใดข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องที่กำหนดให้ศาลรู้ได้เอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงเป็นการไม่ยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้าง โดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยทั้งสองฎีกาต่อมาว่า โจทก์เพิ่งมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อภายหลังวันทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ให้การไว้ศาลก็ชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยเพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เห็นว่า ทรัพย์สินที่ทำการเช่าซื้อกันนั้นผู้ให้เช่าซื้ออาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกให้เช่าซื้อล่วงหน้าได้สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองมีผลบังคับ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 142 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พี.ซี.เอเวอร์กรีน จำกัด
จำเลย — บริษัท ธนสมพร จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4884/2543
#39265
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดราคารถยนต์ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้เป็นเงิน 320,000 บาท ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 7,000 บาท 9 เดือน เป็นเงิน 63,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะค่าขาดประโยชน์เหลือเดือนละ 4,000 บาท 9 เดือนเป็นเงิน 36,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองชดใช้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดและศาลอุทธรณ์แก้ไขในส่วนนี้ จำเลยทั้งสองยังไม่อาจเห็นพ้องด้วยเพราะเป็นราคาที่กำหนดไว้สูงกว่าความเป็นจริงในปัจจุบันมากโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ระบุว่าราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ในปัจจุบันควรเป็นจำนวนเท่าใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องที่กำหนดให้ศาลรู้ได้เอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงเป็นการไม่ยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยฎีกาว่า โจทก์เพิ่งมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อภายหลังวันทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะมิได้ให้การไว้ ศาลก็ชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยเพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ทรัพย์สินที่ทำการเช่าซื้อกันนั้นผู้ให้เช่าซื้ออาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกให้เช่าซื้อล่วงหน้าได้ ผู้ให้เช่าซื้อจึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา418,435 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 90,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน508,435 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญากับโจทก์ตามฟ้องจริง โดยชำระค่าเช่าซื้อทุกงวด จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาจึงไม่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่ขาดประโยชน์จึงคิดค่าขาดประโยชน์จากจำเลยทั้งสองไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา320,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 63,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ7,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 18 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าขาดประโยชน์จำนวน 36,000 บาท แก่โจทก์และค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคา แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 10 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดราคารถยนต์ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้เป็นเงิน 320,000บาท ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 7,000 บาท 9 เดือน เป็นเงิน 63,000บาท โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะค่าขาดประโยชน์เหลือเดือนละ4,000 บาท 9 เดือน เป็นเงิน 36,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองชดใช้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดและศาลอุทธรณ์แก้ไขในส่วนนี้ จำเลยทั้งสองยังไม่อาจเห็นพ้องด้วย เพราะเป็นราคาที่กำหนดไว้สูงกว่าความเป็นจริงในปัจจุบันมากโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ระบุว่าราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ในปัจจุบันควรเป็นจำนวนเท่าใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องที่กำหนดให้ศาลรู้ได้เอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงเป็นการไม่ยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้าง โดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยทั้งสองฎีกาต่อมาว่า โจทก์เพิ่งมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อภายหลังวันทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ให้การไว้ ศาลก็ชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยเพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เห็นว่า ทรัพย์สินที่ทำการเช่าซื้อกันนั้นผู้ให้เช่าซื้ออาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกให้เช่าซื้อล่วงหน้าได้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองมีผลบังคับ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พี.ซี.เอเวอร์กรีน จำกัด
จำเลย — บริษัท ธนสมพร จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4884/2543
#66180
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดราคารถยนต์ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้เป็นเงิน 320,000 บาท ค่าขาดประโยชน์เดือนละ7,000 บาท 9 เดือน เป็นเงิน 63,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะค่าขาดประโยชน์เหลือเดือนละ 4,000 บาท 9 เดือน เป็นเงิน 36,000 บาทให้จำเลยทั้งสองชดใช้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดและศาลอุทธรณ์แก้ไขในส่วนนี้ จำเลยทั้งสองยังไม่อาจเห็นพ้องด้วยเพราะเป็นราคาที่กำหนดไว้สูงกว่าความเป็นจริงในปัจจุบันมาก โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ระบุว่าราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ในปัจจุบันควรเป็นจำนวนเท่าใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องที่กำหนดให้ศาลรู้ได้เอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงเป็นการไม่ยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างโดยชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ทรัพย์สินที่ทำการเช่าซื้อกันนั้นผู้ให้เช่าซื้ออาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกให้เช่าซื้อล่วงหน้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๔๑๘,๔๓๕ บาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน๙๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีของต้นเงิน๕๐๘,๔๓๕ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญากับโจทก์ตามฟ้องจริง โดยชำระค่าเช่าซื้อทุกงวด จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาจึงไม่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่ขาดประโยชน์จึงคิดค่าขาดประโยชน์จากจำเลยทั้งสองไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๓๒๐,๐๐๐ บาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๖๓,๐๐๐บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๗,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา แต่ทั้งนี้ไม่เกิน ๑๘ เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าขาดประโยชน์จำนวน ๓๖,๐๐๐ บาท แก่โจทก์และค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ๔,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคา แต่ทั้งนี้ไม่เกิน ๑๐ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดราคารถยนต์ในกรณีที่จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้เป็นเงิน ๓๒๐,๐๐๐ บาท ค่าขาดประโยชน์เดือนละ ๗,๐๐๐ บาท ๙ เดือน เป็นเงิน ๖๓,๐๐๐ บาท โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะค่าขาดประโยชน์เหลือเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท ๙ เดือน เป็นเงิน๓๖,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสองชดใช้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดและศาลอุทธรณ์แก้ไขในส่วนนี้ จำเลยทั้งสองยังไม่อาจเห็นพ้องด้วย เพราะเป็นราคาที่กำหนดไว้สูงกว่าความเป็นจริงในปัจจุบันมากโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ระบุว่าราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ในปัจจุบันควรเป็นจำนวนเท่าใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องที่กำหนดให้ศาลรู้ได้เอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงเป็นการไม่ยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้าง โดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยทั้งสองฎีกาต่อมาว่า โจทก์เพิ่งมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อภายหลังวันทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ให้การไว้ศาลก็ชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยเพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเห็นว่า ทรัพย์สินที่ทำการเช่าซื้อกันนั้นผู้ให้เช่าซื้ออาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกให้เช่าซื้อล่วงหน้าได้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองมีผลบังคับโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พี.ซี.เอเวอร์กรีน จำกัด
จำเลย — บริษัทธนสมพร จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวเบญจมาศ ปัญญาดิลก
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
ระพินทร บรรจงศิลป
ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4883/2543
#34182
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามนัด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกัน ผู้ประกันได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ขอให้ลดค่าปรับ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยแล้ว พิพากษาให้ลดค่าปรับผู้ประกัน ดังนั้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8จึงถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 ผู้ประกันจึงฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาไว้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 91, 264, 265, 266, 268, 341 ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ประกันประกันตัวจำเลยไปโดยทำสัญญาประกันไว้ต่อศาลว่า ผู้ประกันหรือจำเลยจะปฏิบัติตามนัดของศาลหรือหมายเรียกของศาล มิฉะนั้น ผู้ประกันยอมรับผิดชอบใช้เงินเป็นจำนวน 150,000 บาท ผู้ประกันผิดสัญญาประกันโดยไม่ส่งตัวจำเลยตามนัดไว้ต่อศาล ศาลชั้นต้นจึงสั่งปรับผู้ประกันเป็นเงิน 150,000 บาทผู้ประกันยื่นคำร้องขอลดค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ลดค่าปรับ คงปรับผู้ประกันตามสัญญาเป็นเงิน 150,000 บาท

ผู้ประกันอุทธรณ์ขอให้ลดค่าปรับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดค่าปรับผู้ประกันลงเหลือ 100,000 บาท

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยข้อกฎหมายก่อนว่า ผู้ประกันฎีกาคัดค้านคำพิพากษาอุทธรณ์ภาค 8 ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามนัด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกันเป็นเงิน 150,000 บาท ผู้ประกันได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ขอให้ลดค่าปรับ และศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยแล้วพิพากษาให้ลดค่าปรับผู้ประกันลงเหลือ 100,000 บาท ดังนั้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 119 ผู้ประกันจึงฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของผู้ประกันไว้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของผู้ประกัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
โจทก์ — ผู้ประกัน
โจทก์ — นาย เนื่อง บุตรครุฑ กับพวก
จำเลย — นาย จรัส วรินทร์เวช
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
วินัย ตุลยภักดิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4882/2543
#33250
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานและมิได้ส่งสำเนาของหนังสือรับสภาพหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และ 90 ซึ่งศาลมีอำนาจรับฟังได้ตามมาตรา 87 แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้อ้างส่งในขณะสืบพยานโจทก์ กลับนำมาอ้างส่งในขณะถามค้านพยานจำเลยทั้งสองปากสุดท้ายหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว ทั้ง ๆ ที่เอกสารดังกล่าวอยู่ที่โจทก์ เป็นการเอาเปรียบกันในเชิงคดีไม่ให้จำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว ฉะนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงไม่สมควรรับฟังหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นพยาน

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยตอกเสาเข็มเป็นการละเมิดโจทก์เป็นเวลาเกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ละเมิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความแม้จำเลยจะเบิกความตอบคำถามค้านว่าเคยมีหนังสือรับสภาพหนี้ถึงโจทก์ แต่เมื่อไม่รับฟังเอกสารดังกล่าว จึงเท่ากับไม่มีหนังสือรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 130775 พร้อมกำแพงรั้วคอนกรีตและอาคารเลขที่ 2/52 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ เมื่อประมาณต้นปี 2538 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยทั้งสองได้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 130773 และ 130774 ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินของโจทก์ โดยปลูกสร้างห่างจากแนวเขตที่ดินโจทก์เพียง 10 ถึง 20 เซนติเมตรและในการก่อสร้างจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันสั่งการออกคำสั่งให้พนักงานและลูกจ้างของจำเลยทั้งสองตอกเสาเข็มคอนกรีตขนาดใหญ่ลงในที่ดิน ทำให้เกิดแรงอัดแรงกระแทกและแรงสั่นสะเทือน เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์บางส่วนบริเวณกำแพงรั้วและอาคารของโจทก์ทรุดตัวเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท กำแพงรั้วมีรอยแตกร้าว ความมั่นคงแข็งแรง ความปลอดภัยและอายุการใช้งานลดลงเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท อาคารของโจทก์ทรุดตัว โครงสร้างคานผนังและหลังคาแตกร้าว ความมั่นคงแข็งแรง ความปลอดภัยและอายุการใช้งานลดลงเสียหายเป็นเงิน 1,200,000 บาท และอาคารที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างเป็นอาคารขนาดใหญ่มีน้ำหนักมาก ปลูกสร้างชิดแนวเขตที่ดินของโจทก์เกินไป เป็นการบรรทุกน้ำหนักบนที่ดินเกินควรจนอาจเป็นอันตรายแก่ความอยู่มั่นคงแห่งที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุเสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพหรือความปลอดภัยของโจทก์ทำให้โจทก์หมดโอกาสรับอากาศที่ดี กระแสลมและแสงแดดได้อย่างเต็มที่ คิดเป็นค่าเสียหาย 150,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,500,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนอาคารพาณิชย์ที่ปลูกสร้างให้ออกห่างจากแนวเขตที่ดินของโจทก์ไม่ต่ำกว่า 4 เมตรด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองเอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 130775 และอาคารเลขที่ 2/52 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 1 จ้างผู้อื่นให้ทำการตอกเสาเข็มและผู้รับจ้างทำการตอกเสาเข็มเสร็จเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2538 (ที่ถูกวันที่ 20 พฤษภาคม 2538) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2539 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความและจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ความเสียหายของอาคารและกำแพงรั้วของโจทก์มิได้เกิดจากการตอกเสาเข็มของผู้รับจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองไม่ใช่เจ้าของอาคารที่ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 130773 และ 130774 และมิได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างแต่เป็นเพียงผู้รับจ้างก่อสร้างจากเจ้าของ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารได้ อาคารที่จำเลยทั้งสองรับจ้างก่อสร้างไม่ได้ทำให้อาคารของโจทก์เสียหายหรือเดือดร้อนรำคาญ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายหรือเสียหายไม่เกิน 10,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 กรกฎาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นข้อแรกว่า สมควรรับฟังเอกสารหมาย จ.14 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่โจทก์อ้างส่งต่อศาลเป็นพยานหลักฐานได้เพียงใด ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใดเว้นแต่ (2) คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88 และ 90 แต่ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ เห็นว่า เอกสารหมาย จ.14 นี้โจทก์มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานตามมาตรา 88 กับมิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองตามมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งศาลมีอำนาจรับฟังตามมาตรา 87 ดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่าโจทก์มิได้อ้างส่งเอกสารดังกล่าวในขณะสืบพยานโจทก์กลับนำมาอ้างส่งในขณะถามค้านพยานจำเลยทั้งสองปากสุดท้ายหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว ทั้ง ๆ ที่เอกสารดังกล่าวอยู่ที่โจทก์ ดังนี้ เป็นการเอาเปรียบกันในเชิงคดีไม่ให้จำเลยทั้งสองมีโอกาสต่อสู้คดีเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวฉะนั้นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงไม่สมควรรับฟังเอกสารหมาย จ.14 เป็นพยาน ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานว่าเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาข้อที่สองมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งว่า การตอกเสาเข็มรายพิพาทของจำเลยทั้งสองเสร็จเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2538 โจทก์จึงรู้ถึงการละเมิดและรู้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ที่จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันนั้น ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยทั้งสองตอกเสาเข็มเป็นการละเมิดโจทก์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2539 ซึ่งเป็นเวลาเกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ถึงแม้จำเลยที่ 2 จะเบิกความตอบคำถามค้านว่าเคยมีหนังสือเอกสารหมาย จ.14 ถึงโจทก์ แต่เมื่อไม่รับฟังเอกสารหมาย จ.14 เสียแล้ว จึงเท่ากับไม่มีหนังสือรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามความหมายในมาตรา 193/14(1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14
ป.วิ.พ. ม. 87
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ประภารัตน์ เหลืองศิริธัญญะ
จำเลย — บริษัท ดี.เค.เจ. คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4872/2543
#37813
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการของโจทก์ทำเอกสารเท็จเบิกเงินจากโจทก์ไปโดยมิชอบต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ การที่โจทก์ขอบังคับให้จำเลยคืนเงินเป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์สินติดตามเอาทรัพย์ของตนคืน มิใช่เป็น การละเมิดที่จำเลยจะยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ขึ้นมาบอกปัดการชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30กันยายน 2532 ขณะจำเลยดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ ทำหน้าที่หัวหน้าสวนรุกขชาติถ้ำจอมพล จังหวัดราชบุรี จำเลยได้กระทำทุจริตโดยทำเอกสารหลักฐานการจ่ายเงินค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวรายวันและเอกสารหลักฐานการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพประจำเดือนตุลาคม2529 ถึงเดือนกันยายน 2532 รวม 36 เดือน ด้วยการกรอกข้อความอันเป็นเท็จระบุชื่อคนงานลูกจ้างชั่วคราวเพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่ามีคนงานลูกจ้างชั่วคราวได้มาปฏิบัติหน้าที่ตามวันเวลาดังกล่าวพร้อมกับคนงานอื่นจริง แล้วจำเลยได้ปลอมลายมือชื่อของลูกจ้างดังกล่าวลงในช่องผู้รับเงินในเอกสารหลักฐานการจ่ายเงินค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวรายวันเพื่อนำไปเป็นหลักฐานอ้าง แสดงและรับรองต่อเจ้าหน้าที่การเงินของสำนักงานป่าไม้เขตบ้านโป่งว่าลูกจ้างดังกล่าวได้มาปฏิบัติงานตามวันเวลาดังกล่าวต่อหน้าจำเลย ทั้งที่ความจริงแล้วลูกจ้างดังกล่าวบางคนไม่มีตัวตนและไม่เคยมาปฏิบัติงานตามวันเวลาดังกล่าว เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่การเงินของสำนักงานป่าไม้เขตบ้านโป่งเชื่อว่าเป็นความจริงจึงดำเนินการเบิกจ่ายเงินค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวรายวันและเงินช่วยเหลือค่าครองชีพลูกจ้าง ซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ให้แก่จำเลยไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น463,395.20 บาท จำเลยจึงได้ทรัพย์สินของโจทก์ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ในฐานะเจ้าของเงินดังกล่าวจึงใช้สิทธิติดตามเอาเงินคืนโดยมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2538 แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2538จนถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ย 46,339.52 บาท รวมเป็นยอดเงินทั้งสิ้น509,734.72 บาท ขอให้บังคับจำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 509,734.72 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 463,395.20 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เงินตามฟ้องเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินซึ่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติและจัดสรรเงินส่วนนี้ให้แก่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้กำกับดูแลการใช้เงิน โจทก์ในฐานะกรมมีหน้าที่เพียงเป็นตัวแทนเสนอเรื่องขอเบิกจ่ายเงินส่วนนี้จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อจ่ายเงินให้แก่ผู้มีอำนาจรับเงินอีกทอดหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่เจ้าของเงินตามฟ้อง ไม่มีอำนาจฟ้องในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2532 จำเลยไม่ได้กระทำการทุจริตในการจัดทำเอกสารหลักฐานการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพรวม 36 เดือนและไม่ได้เบียดบังหรือกระทำการโดยทุจริตเอาเงินตามฟ้องไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว แต่ได้จ่ายเป็นค่าสินจ้างให้แก่บุคคลภายนอกที่รับปรับปรุงสวนรุกขชาติถ้ำจอมพลให้มีสภาพสวยงามเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดราชบุรีคำฟ้องคดีนี้ก็เป็นฟ้องซ้ำและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 377/2538 ของศาลชั้นต้นเพราะพนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีเคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาดังกล่าว แต่คดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลพิพากษาว่าจำเลยมิได้กระทำผิดและไม่มีหน้าที่ต้องคืนหรือใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องอีกจึงเป็นการฟ้องซ้ำและการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว เพราะแม้โจทก์จะหลีกเลี่ยงโดยใช้สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าเรียกเงินหรือทรัพย์คืนจากจำเลยแต่การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์อ้างหรือบรรยายในคำฟ้องถือว่าเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย อันมีลักษณะเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์ทราบเหตุแห่งการละเมิดของจำเลยตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2536จากการแจ้งผลของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ แต่โจทก์เพิ่งมาฟ้องคดีเมื่อวันที่ 26 กันยายน2539 จึงเกินกว่า 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบเหตุผลแห่งการละเมิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 463,395.20บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1พฤษภาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน46,339.52 บาท ตามคำขอของโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเลยเป็นข้าราชการดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ขณะเกิดเหตุจำเลยปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าสวนรุกขชาติถ้ำจอมพลเมื่อระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2532 จำเลยได้จัดทำเอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวรายวันและเอกสารหลักฐานการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพประจำเดือนตุลาคม2529 ถึงเดือนกันยายน 2532 แล้ว นำไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่การเงินของสำนักงานป่าไม้เขตบ้านโป่งเพื่อเบิกจ่ายเงินให้แก่จำเลยเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 483,550.20บาท จำเลยถูกดำเนินคดีอาญาโดยพนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 377/2538 ของศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษและให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีเจตนากระทำผิด คดีถึงที่สุดแล้วโจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ มิใช่เป็นการเรียกเงินคืนดังข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เมื่อโจทก์ทราบเรื่องตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2536 จากการแจ้งผลของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการตามเอกสารหมายจ.4 ซึ่งเป็นเวลาก่อนหนึ่งปีถึงวันฟ้องคือวันที่ 26 กันยายน 2539 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการของโจทก์กระทำเอกสารเท็จเบิกเงินจากโจทก์ไปโดยมิชอบ ต้องถือว่าจำเลยได้รับเงินจากโจทก์ไปโดยไม่มีสิทธิ จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์การที่โจทก์ขอบังคับให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าว จึงเป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์สินติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 กรณีมิใช่เป็นการละเมิดที่จำเลยจะยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ขึ้นมาบอกปัดการชำระหนี้ได้คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาชอบแล้วฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมป่าไม้
จำเลย — นาย คงฤทธิ์ เอกะวิภาต
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4862/2543
#37383
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายที่ค้างชำระให้แก่เจ้าพนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2529 มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงในวันดังกล่าวแต่เมื่อนับถึงวันที่ 16 ตุลาคม2540 และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าภาษีอากรโจทก์เป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว คดีของโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ

หนี้ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2524 ซึ่งจำเลยได้รับแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2529 และวันที่ 18 มีนาคม2529 จำเลยไม่ได้ชำระ เมื่อนับถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2540 และวันที่ 11พฤศจิกายน 2540 เป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว คดีของโจทก์ส่วนนี้เป็นอันขาดอายุความ

อายุความจะสะดุดหยุดลงได้ก็เมื่อมีกรณีต้องด้วยมาตรา 193/14แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนการยึดทรัพย์ตามประมวลรัษฎากรหาได้เป็นการกระทำอันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงไม่

จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือยอมรับชำระหนี้ภาษีอากรค้างแก่โจทก์หนังสือดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานที่จำเลยผู้เป็นลูกหนี้รับสภาพความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/28 วรรคสอง ซึ่งมีผลให้สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยรับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าวมีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดตามมาตรา 193/35

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง มีหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายอื่น จำเลยเป็นผู้ถือประทานบัตร ที่ 14751/12590 และจำเลยเป็นผู้มีเงินได้ซึ่งต้องรับผิดเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่าย จากการตรวจสอบไต่สวนของเจ้าหน้าที่โจทก์พบว่า เมื่อปีภาษี พ.ศ. 2524 จำเลยมีเงินได้จากการขายแร่ดีบุกตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงิน 6,432,066.80 บาท แต่จำเลยยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงิน 6,128,473.80 บาท และหักค่าใช้จ่ายไม่ถูกต้องคิดเป็นภาษีที่จำเลยต้องชำระเพิ่ม 167,963.30บาทกับเงินเพิ่ม ตามมาตรา 22 แห่งประมวลรัษฎากรและในปีภาษี พ.ศ. 2522 ถึง 2525 จำเลยจ่ายค่าใช้จ่ายค่าแรงงานต่าง ๆ โดยมิได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่าย นำส่งแก่โจทก์ ซึ่งจำเลยยินยอมให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 3 คิดเป็นค่าภาษีและเงินเพิ่มรวมจำนวน 53,099.28 บาท จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้วไม่ชำระภาษี และไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2529 จำเลยได้ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่าย จำนวน 2,034.50 บาท คงเหลือยอดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่าย ค้างชำระเป็นเงิน 51,116.58 บาท เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินเงินเพิ่มภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี พ.ศ. 2524 คิดเป็นเงินเพิ่มภาษี 16,796 บาท จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2529 แล้วไม่ชำระภาษีและไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านโจทก์ได้เตือนให้จำเลยชำระภาษีดังกล่าวหลายครั้งเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2539จำเลยนำเงินไปชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 200 บาท อันเป็นการรับสภาพหนี้โดยการชำระหนี้บางส่วน ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำเลยคงค้างชำระรวมเป็นเงิน 184,759.63 บาท รวมเป็นเงินภาษีที่ค้างชำระทั้งสิ้นจำนวน 235,709.54 บาท ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2540 และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ โจทก์ได้ติดต่อทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 235,709.54 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพราะเมื่อวันที่ 16มิถุนายน 2535 โจทก์โดยผู้ว่าราชการจังหวัดตรังได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร แต่งตั้งเจ้าพนักงานทำการยึดทรัพย์ที่ดินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระค่าภาษีอากรค้างแล้วหนี้ภาษีอากรที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์เป็นหนี้ที่ขาดอายุความแล้ว เพราะโจทก์นำเงินภาษีอากรค้างปี 2524 มาฟ้องคดีเมื่อพ้น 10 ปีแล้ว จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ลายมือชื่อของจำเลยตามใบรับหนังสือแจ้งการประเมินเป็นลายมือปลอม ในวันที่ 12 มีนาคม 2529 และวันที่ 5มีนาคม 2539 จำเลยไม่เคยชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามที่โจทก์อ้างจำเลยไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ หนังสือรับสภาพหนี้ตามเอกสารท้ายคำฟ้องเป็นเอกสารเท็จ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ได้ความจากนายวรนิตย์ ชำนาญเหมาะ นิติกร 5 สำนักงานสรรพากรจังหวัดตรัง พยานโจทก์ว่า นายวรนิตย์ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เร่งรัดภาษีอากรจำเลย จำเลยถูกโจทก์ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหนังสือแจ้งการประเมินเอกสารหมาย จ.1 จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน นายวรนิตย์สอบถามจำเลย จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าภาษีอากรจริง นายวรนิตย์จึงบันทึกคำให้การของจำเลยไว้ และจำเลยให้การว่า เคยชำระหนี้ไป 2 ครั้ง ครั้งละ 2,000 บาท แต่จำไม่ได้ว่าชำระเมื่อใด ครั้งที่สองนางปริก ศรีหมอก เป็นผู้ชำระแทน กรมสรรพากรได้ยึดที่ดินของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้ภาษีอากรที่ค้าง จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในคำให้การด้วยตามเอกสารหมาย จ.4 วันที่ 11 พฤศจิกายน2540 นายวรนิตย์ไปหาจำเลยอีกครั้งหนึ่งเพื่อขอให้จำเลยผ่อนชำระค่าภาษีที่ค้าง จำเลยแจ้งว่าสามารถชำระให้เดือนละ 200 บาท นอกจากนี้นายวรนิตย์ได้สอบถามจำเลยว่า เคยนำเงินไปชำระค่าภาษีที่สำนักงานกรมสรรพากร จำนวน 200 บาท หรือไม่ เพราะมีหลักฐานปรากฏอยู่ จำเลยให้การว่าไม่เคยไปเพราะเดินไม่ได้เนื่องจากถูกกับระเบิด จำเลยยินดีผ่อนชำระเดือนละ 200 บาท โดยครั้งแรกชำระจำนวน 2,034.54 บาท ครั้งที่สอง จำนวน 200 บาท นายวรนิตย์อ้างว่าจำเลยชำระค่าภาษีอากรที่ค้างตามหลักฐานการชำระหนี้ค่าภาษีของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 46 และ 47 จำนวน 2,034.54 บาท และ 200 บาท ซึ่งก็คือแบบขอชำระภาษีอากรค้าง ทป.3 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2529 และวันที่ 5 มีนาคม 2539 อันเป็นการชำระค่าภาษีค้างตามหนังสือใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากรเลขที่ 9122/1/03897ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2528 จำเลยให้การไว้ต่อนายวรนิตย์ตามเอกสารหมายจ.4 แผ่นที่ 12 ว่า จำเลยเคยนำเงินไปชำระค่าภาษีอากรจำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 2,000 บาท ครั้งที่ 1 ไปชำระปี พ.ศ. เท่าใด จำไม่ได้ แต่ก่อนที่ให้นางปริก ศรีหมอก ไปชำระครั้งที่ 2 ไปชำระภายหลังที่นางปริก ศรีหมอก ไปชำระแทนจำเลย แต่ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่รับชำระเนื่องจากไม่พอดอกเบี้ย ส่วนเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 11 จำเลยให้การไว้ต่อนายวรนิตย์ว่า จำเลยไม่เคยนำเงินจำนวน 200 บาท ไปชำระ ณ สำนักงานกรมสรรพากรอำเภอเมืองตรัง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2539 เนื่องจากจำเลยป่วยและลายมือชื่อในช่องผู้ชำระภาษีไม่ใช่เป็นลายมือชื่อของจำเลยเห็นว่า ลายมือชื่อในช่องผู้ชำระภาษีอากรตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 46 ที่โจทก์อ้างว่า เป็นลายมือชื่อของจำเลยนั้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับลายมือชื่ออื่น ๆ ของจำเลย ปรากฏว่าในการลงลายมือชื่อของจำเลยทุกครั้ง จำเลยจะใช้คำว่า นาย นำหน้าชื่ออันเป็นการลงลายมือชื่อด้วย ดังปรากฏตามลายมือชื่อของจำเลยในใบรับลงทะเบียนเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 9 ด้านหลังและคำให้การตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 11 ถึงที่ 13 การที่โจทก์อ้างว่าลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 46 เป็นลายมือชื่อของจำเลยนั้นจึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ชำระภาษีอากรในเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 46 และฟังไม่ได้ว่าตัวแทนของจำเลยเป็นผู้ชำระภาษีอากรแทนจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยได้ชำระภาษีจำนวน 2,043.5 บาท เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2529 อันมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงในวันดังกล่าว แต่เมื่อนับถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2540และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าภาษีอากรโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 11 ถึง 13 เป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้วคดีของโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ

ส่วนหนี้ค่าภาษีอากรตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้เอกสารหมาย จ.4แผ่นที่ 9 และแผ่นที่ 10 ซึ่งจำเลยได้รับเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2529 และวันที่ 18 มีนาคม 2529 ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ชำระหนี้ค่าภาษีแต่ประการใดเมื่อนับถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2540 และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 เป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว คดีของโจทก์ส่วนนี้เป็นอันขาดอายุความเช่นกัน ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีนี้มีการยึดทรัพย์สินของจำเลยตามประมวลรัษฎากรเพื่อชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้าง อายุความย่อมสะดุดหยุดลงนั้น เห็นว่าอายุความจะสะดุดหยุดลงได้ก็เมื่อมีกรณีต้องด้วยมาตรา 193/14 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งการยึดทรัพย์ตามประมวลรัษฎากรหาได้เป็นการกระทำอันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงไม่

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า การที่จำเลยทำหนังสือยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าภาษีต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 9 ถึง 12อันเป็นเวลาหลังจากคดีขาดอายุความแล้ว โจทก์จะนำคดีมาฟ้องบังคับจำเลยให้รับผิดชำระหนี้ภาษีอากรค้างแก่โจทก์ได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 11ถึง 13 ยอมรับชำระหนี้ภาษีอากรค้างแก่โจทก์แล้ว หนังสือดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานที่จำเลยผู้เป็นลูกหนี้รับสภาพความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/28 วรรคสอง ซึ่งมีผลให้สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยรับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าว มีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดตามมาตรา 193/35 ดังนั้น เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพความรับผิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 12 และ 13 กับวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 ตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 11 นับจากวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันฟ้องวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ยังไม่เกิน2 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ เมื่อโจทก์มีนายวรนิตย์มาเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรค้างแก่โจทก์จำนวน 235,709.54 บาท ตามหนังสือหมาย จ.4 แผ่นที่ 16 และจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งจำนวนหนี้ดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 235,709.54 บาทแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/28 ม. 193/31 ม. 193/35
ป.รัษฎากร ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นาย เปลิ้ม ศรีหมอก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สันติ ทักราล
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4862/2543
#39264
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ค้างชำระให้แก่เจ้าพนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2529 มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงในวันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่ 16 ตุลาคม2540 และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าภาษีอากรโจทก์เป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว คดีของโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ

หนี้ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2524 ซึ่งจำเลยได้รับแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2529 และวันที่ 18มีนาคม 2529 จำเลยไม่ได้ชำระ เมื่อนับถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2540และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 เป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้วคดีของโจทก์ส่วนนี้เป็นอันขาดอายุความ

อายุความจะสะดุดหยุดลงได้ก็เมื่อมีกรณีต้องด้วยมาตรา 193/14แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนการยึดทรัพย์ตามประมวลรัษฎากรหาได้เป็นการกระทำอันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงไม่

จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือยอมรับชำระหนี้ภาษีอากรค้างแก่โจทก์ หนังสือดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานที่จำเลยผู้เป็นลูกหนี้รับสภาพความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/28 วรรคสอง ซึ่งมีผลให้สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยรับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าว มีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดตามมาตรา 193/35 จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพความรับผิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 เมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ยังไม่เกิน 2 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปีภาษี พ.ศ. 2524 จำเลยมีเงินได้จากการขายแร่ดีบุกตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงิน 6,432,066.80บาท แต่จำเลยยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงิน 6,128,473.80 บาท และหักค่าใช้จ่ายไม่ถูกต้อง คิดเป็นภาษีที่จำเลยต้องชำระเพิ่ม 167,963.30 บาท กับเงินเพิ่ม ตามมาตรา 22แห่งประมวลรัษฎากร และในปีภาษี พ.ศ. 2522 ถึง 2525 จำเลยจ่ายค่าใช้จ่ายค่าแรงงานต่าง ๆ โดยมิได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย นำส่งแก่โจทก์ ซึ่งจำเลยยินยอมให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 3 คิดเป็นค่าภาษีและเงินเพิ่มรวมจำนวน 53,099.28 บาท จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้วไม่ชำระภาษี และไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน เมื่อวันที่ 12มีนาคม 2529 จำเลยได้ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายจำนวน 2,034.50 บาท คงเหลือยอดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหักณ ที่จ่าย ค้างชำระเป็นเงิน 51,116.58 บาท เมื่อวันที่ 17 มีนาคม2529 เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินเงินเพิ่มภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี พ.ศ. 2524 คิดเป็นเงินเพิ่มภาษี16,796 บาท จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 18มีนาคม 2529 แล้วไม่ชำระภาษีและไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2539 จำเลยนำเงินไปชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 200 บาท อันเป็นการรับสภาพหนี้โดยการชำระหนี้บางส่วน ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำเลยคงค้างชำระรวมเป็นเงิน 184,759.63 บาทรวมเป็นเงินภาษีที่ค้างชำระทั้งสิ้นจำนวน 235,709.54 บาท ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2540 และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ โจทก์ได้ติดต่อทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 235,709.54บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพราะเมื่อวันที่ 16มิถุนายน 2535 โจทก์โดยผู้ว่าราชการจังหวัดตรังได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร แต่งตั้งเจ้าพนักงานทำการยึดทรัพย์ที่ดินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระค่าภาษีอากรค้างแล้ว หนี้ภาษีอากรที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์เป็นหนี้ที่ขาดอายุความแล้ว เพราะโจทก์นำเงินภาษีอากรค้างปี 2524 มาฟ้องคดีเมื่อพ้น10 ปี แล้ว จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ลายมือชื่อของจำเลยตามใบรับหนังสือแจ้งการประเมินเป็นลายมือปลอมในวันที่ 12 มีนาคม 2529 และวันที่ 5 มีนาคม 2539 จำเลยไม่เคยชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามที่โจทก์อ้างจำเลยไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ หนังสือรับสภาพหนี้ตามเอกสารท้ายคำฟ้องเป็นเอกสารเท็จ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ได้ความจากนายวรนิตย์ ชำนาญเหมาะนิติกร 5 สำนักงานสรรพากรจังหวัดตรัง พยานโจทก์ว่า จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าภาษีอากรจริง นายวรนิตย์จึงบันทึกคำให้การของจำเลยไว้และจำเลยให้การว่า เคยชำระหนี้ไป 2 ครั้ง ครั้งละ 2,000 บาทแต่จำไม่ได้ว่าชำระเมื่อใด ครั้งที่สอง นางปริก ศรีหมอก เป็นผู้ชำระแทนกรมสรรพากรได้ยึดที่ดินของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้ภาษีอากรที่ค้าง จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในคำให้การด้วย วันที่ 11 พฤศจิกายน2540 นายวรนิตย์ไปหาจำเลยอีกครั้งหนึ่งเพื่อขอให้จำเลยผ่อนชำระค่าภาษีที่ค้าง จำเลยแจ้งว่าสามารถชำระให้เดือนละ 200 บาท นอกจากนี้นายวรนิตย์ได้สอบถามจำเลยว่า เคยนำเงินไปชำระค่าภาษีที่สำนักงานกรมสรรพากรจำนวน 200 บาท หรือไม่ เพราะมีหลักฐานปรากฏอยู่จำเลยให้การว่า ไม่เคยไปเพราะเดินไม่ได้เนื่องจากถูกกับระเบิด จำเลยยินดีผ่อนชำระเดือนละ 200 บาท โดยครั้งแรกชำระจำนวน 2,034.54บาท ครั้งที่สอง จำนวน 200 บาท นายวรนิตย์อ้างว่าจำเลยชำระค่าภาษีอากรที่ค้างตามหลักฐานการชำระหนี้ค่าภาษีของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 46 และ 47 จำนวน 2,034.54 บาท และ 200 บาทซึ่งก็คือ แบบขอชำระภาษีอากรค้าง ทป.3 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2529และวันที่ 5 มีนาคม 2539 อันเป็นการชำระค่าภาษีค้างตามหนังสือใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากรเลขที่ 9122/1/03897 ลงวันที่ 30ธันวาคม 2528 จำเลยให้การไว้ต่อนายวรนิตย์ตามเอกสารหมาย จ.4แผ่นที่ 12 ว่า จำเลยเคยนำเงินไปชำระค่าภาษีอากรจำนวน 2 ครั้งครั้งละ 2,000 บาท ครั้งที่ 1 ไปชำระปี พ.ศ. เท่าใดจำไม่ได้ แต่ก่อนที่ให้นางปริก ศรีหมอก ไปชำระครั้งที่ 2 ไปชำระภายหลังที่นางปริกศรีหมอก ไปชำระแทนจำเลย แต่ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่รับชำระเนื่องจากไม่พอดอกเบี้ย จำเลยไม่เคยนำเงินจำนวน 200 บาท ไปชำระ ณสำนักงานสรรพากรอำเภอเมืองตรังเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2539เนื่องจากจำเลยป่วยและลายมือชื่อในช่องผู้ชำระภาษีไม่ใช่เป็นลายมือชื่อของจำเลย เห็นว่า ลายมือชื่อในช่องผู้ชำระภาษีอากรตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 46 ที่โจทก์อ้างว่า เป็นลายมือชื่อของจำเลยนั้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับลายมือชื่ออื่น ๆของจำเลยปรากฏว่าในการลงลายมือชื่อของจำเลยทุกครั้ง จำเลยจะใช้คำว่า นาย นำหน้าชื่ออันเป็นการลงลายมือชื่อด้วย ดังปรากฏตามลายมือชื่อของจำเลยในใบรับลงทะเบียนเอกสารหมาย จ.4แผ่นที่ 9 ด้านหลังและคำให้การตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 11ถึงที่ 13 การที่โจทก์อ้างว่าลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 46เป็นลายมือชื่อของจำเลยนั้น จึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ชำระภาษีอากรในเอกสารหมายจ.2 แผ่นที่ 46 และฟังไม่ได้ว่าตัวแทนของจำเลยเป็นผู้ชำระภาษีอากรแทนจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยได้ชำระภาษีจำนวน2,043.50 บาท เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2529 อันมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงในวันดังกล่าว แต่เมื่อนับถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2540และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าภาษีอากรโจทก์เป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว คดีของโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ

ส่วนหนี้ค่าภาษีอากรตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้ซึ่งจำเลยได้รับเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2529 และวันที่ 18 มีนาคม 2529ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ชำระหนี้ค่าภาษีแต่ประการใด เมื่อนับถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2540 และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 เป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว คดีของโจทก์ส่วนนี้เป็นอันขาดอายุความเช่นกันที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีนี้มีการยึดทรัพย์สินของจำเลยตามประมวลรัษฎากรเพื่อชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้าง อายุความย่อมสะดุดหยุดลงนั้น เห็นว่า อายุความจะสะดุดหยุดลงได้ก็เมื่อมีกรณีต้องด้วยมาตรา 193/14 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งการยึดทรัพย์ตามประมวลรัษฎากรหาได้เป็นการกระทำอันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงไม่

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า การที่จำเลยทำหนังสือยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าภาษีต่อโจทก์ อันเป็นเวลาหลังจากคดีขาดอายุความแล้ว โจทก์จะนำคดีมาฟ้องบังคับจำเลยให้รับผิดชำระหนี้ภาษีอากรค้างแก่โจทก์ได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 11ถึง 13 ยอมรับชำระหนี้ภาษีอากรค้างแก่โจทก์แล้ว หนังสือดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานที่จำเลยผู้เป็นลูกหนี้รับสภาพความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/28 วรรคสองซึ่งมีผลให้สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยรับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าว มีกำหนดอายุความ2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดตามมาตรา 193/35 ดังนั้นเมื่อจำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพความรับผิดดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2540 กับวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 นับจากวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันฟ้องวันที่ 25 พฤษภาคม 2542ยังไม่เกิน 2 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ เมื่อโจทก์มีนายวรนิตย์มาเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรค้างแก่โจทก์จำนวน235,709.54 บาท ตามหนังสือหมาย จ.4 แผ่นที่ 16 และจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งจำนวนหนี้ดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 235,709.54 บาทแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/28 ม. 193/31
ป.รัษฎากร ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นาย เปลิ้ม ศรีหมอก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สันติ ทักราล
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4862/2543
#66179
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ค้างชำระให้แก่เจ้าพนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2529 มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงในวันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2540 และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าภาษีอากรโจทก์เป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้วคดีของโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ

หนี้ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2524 ซึ่งจำเลยได้รับแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2529 และวันที่ 18 มีนาคม 2529จำเลยไม่ได้ชำระ เมื่อนับถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2540 และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540เป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว คดีของโจทก์ส่วนนี้เป็นอันขาดอายุความ

อายุความจะสะดุดหยุดลงได้ก็เมื่อมีกรณีต้องด้วยมาตรา 193/14แห่ง ป.พ.พ. ส่วนการยึดทรัพย์ตาม ป.รัษฎากรหาได้เป็นการกระทำอันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงไม่

จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือยอมรับชำระหนี้ภาษีอากรค้างแก่โจทก์ หนังสือดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานที่จำเลยผู้เป็นลูกหนี้รับสภาพความรับผิดตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/28 วรรคสอง ซึ่งมีผลให้สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยรับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าว มีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดตามมาตรา 193/35 จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพความรับผิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2540 เมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ยังไม่เกิน 2 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/28 ม. 193/31
ป.รัษฎากร ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายเปลิ้ม ศรีหมอก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สันติ ทักราล
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4861/2543
#34988
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเบิกความยอมรับว่า เป็นผู้เขียนข้อความทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งเป็นผู้วาดแผนที่ไว้ในสำเนาแบบแสดงรายการที่ดินแม้เอกสารดังกล่าวจะมิใช่ต้นฉบับที่แท้จริง แต่เป็นภาพถ่ายสำเนามาจากต้นฉบับซึ่งจำเลยยอมรับว่าเป็นผู้เขียนเอง เมื่อโจทก์ก็ยอมรับไม่โต้เถียงความไม่ถูกต้อง จึงต้องถือว่าคู่ความทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว สามารถรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วลวดหนามทางทิศใต้ของที่ดินโจทก์ออกไป และห้ามมิให้จำเลยพร้อมบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้วเสร็จ และเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วลวดหนามด้านทิศใต้ของที่ดินโจทก์ออกไปและห้ามมิให้จำเลยพร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่าที่พิพาทตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.3 เป็นของโจทก์ซึ่งได้มาจากการยกให้ของจำเลย ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง คดีมีประเด็นสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาเฉพาะในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายเพียงประเด็นเดียวคือ สำเนาแบบแสดงรายการที่ดินเอกสารหมาย จ.1 จะรับฟังเป็นพยานตามกฎหมายได้หรือไม่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 93(1) บัญญัติไว้มีใจความสาระสำคัญว่า การอ้างเอกสารเป็นพยานนั้นให้ยอมรับฟังได้แต่ต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว จึงให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเช่นว่านั้นได้ เห็นว่า จำเลยเบิกความยอมรับว่าเป็นผู้เขียนข้อความทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งเป็นผู้วาดแผนที่ไว้ในเอกสารหมาย จ.1 จริง แม้เอกสารหมาย จ.1 จะมิใช่ต้นฉบับที่แท้จริง แต่เป็นภาพถ่ายสำเนามาจากต้นฉบับซึ่งจำเลยยอมรับว่าเป็นผู้เขียนขึ้นเอง เมื่อโจทก์ก็ยอมรับไม่โต้เถียงความไม่ถูกต้องจึงต้องถือว่าคู่ความทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้วเอกสารหมาย จ.1 จึงสามารถรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(1)

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สวงษ์ ดีขะนุ
จำเลย — นาย ประดิษฐ์ ย่อมครบุรี
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4861/2543
#66178
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเบิกความยอมรับว่า เป็นผู้เขียนข้อความทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งเป็นผู้วาดแผนที่ไว้ในสำเนาแบบแสดงรายการที่ดิน แม้เอกสารดังกล่าวจะมิใช่ต้นฉบับที่แท้จริง แต่เป็นภาพถ่ายสำเนามาจากต้นฉบับซึ่งจำเลยยอมรับว่าเป็นผู้เขียนขึ้นเอง เมื่อโจทก์ก็ยอมรับไม่โต้เถียงความไม่ถูกต้อง จึงต้องถือว่าคู่ความทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว สามารถรับฟังเป็นพยานเอกสารได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 93 (1)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสวงษ์ ดีขะนุ
จำเลย — นายประดิษฐ์ ย่อมครบุรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางพยางคศิริ วิทยาผาสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายโชค จงสงวน
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิเทพ ศิริพากย์
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4843/2543
#37812
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 ให้โจทก์ใช้สิทธิถอนฟ้องได้เมื่อไม่ต้องการดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป แต่เมื่อจำเลยยื่นคำให้การแล้วศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยไม่ฟังจำเลยก่อนไม่ได้และไม่ว่าจำเลยจะคัดค้านการขอถอนฟ้องหรือไม่ ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องก็ได้ โดยคำนึงถึงความสุจริตของโจทก์ในการดำเนินคดี ตลอดจนความเป็นธรรมและความเสียหายที่จะเกิดแก่จำเลยประกอบด้วย

โจทก์บรรยายฟ้องถึงตัวบุคคลผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาผิดซึ่งจำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าไม่ถูกต้อง ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเรื่องดังกล่าวแล้ว ข้อบกพร่องในคำฟ้องของโจทก์ย่อมหมดไปไม่ว่าโจทก์จะดำเนินคดีต่อไปหรือยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีเพื่อแก้ไขปรับปรุงคำฟ้องให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้นแล้วยื่นฟ้องเข้ามาเป็นคดีใหม่ ก็ไม่ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบในเชิงคดี เพราะจำเลยทั้งสองยังคงมีสิทธิโดยสมบูรณ์ในการต่อสู้คดีกับโจทก์ได้อย่างเต็มที่ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หากศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นต้องพิพากษายกฟ้อง เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองคาดหมายเอาเอง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ดำเนินคดีโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำคัดค้านของจำเลยทั้งสองแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 611ตำบลสาธร อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 5247ตำบลทุ่งมหาเมฆ (สาธร) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานครที่ดินทั้ง 2 แปลง มีพื้นที่ติดต่อกันมีเนื้อที่รวม 11 ไร่ 3 งาน 98 ตารางวาพร้อมสิ่งปลูกสร้างและไม้ยืนต้นบนที่ดินถูกเวนคืนบางส่วนเพื่อสร้างหรือจัดให้มีการขนส่งโดยรถไฟฟ้าและที่จอดรถสำหรับผู้โดยสาร ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ขององค์การรถไฟฟ้ามหานคร โครงการรถไฟฟ้ามหานครระยะแรก คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดิน สิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ให้โจทก์ไม่ถูกต้องและเป็นธรรมโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน477,304,208.46 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน466,192,229.39 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ยื่นอุทธรณ์เงินค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มิได้อุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การกำหนดเงินค่าทดแทนถูกต้องและเป็นธรรมแล้วที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้น จำเลยทั้งสองได้กำหนดค่ารื้อถอนและขนย้ายรวมอยู่ในค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนในส่วนนี้ ฟ้องโจทก์ในส่วนของเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างและที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงเป็นฟ้องซ้อนขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า รูปคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องอ้างว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีนี้ต่อไป

จำเลยทั้งสองคัดค้านว่า หากศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเกรงว่าโจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีจากสารบบความ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้เป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงให้งดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา แสดงว่าศาลชั้นต้นได้ตรวจคำฟ้องและคำให้การแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง ซึ่งเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโจทก์อย่างแน่นอน การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ทำให้โจทก์สามารถนำคดีมาฟ้องใหม่ได้ โดยหาทางแก้ไขข้อบกพร่องของคำฟ้องหรือแก้ไขกระบวนการเกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์เงินค่าทดแทน เพื่อให้อุทธรณ์ของโจทก์ชอบด้วยกฏหมายแล้วจึงนำคดีมาฟ้องใหม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีจากสารบบความแทนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษายกฟ้องจึงไม่ถูกต้องเพราะเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้โจทก์ถอนคดีของโจทก์ที่มีข้อบกพร่องไปจากศาลแล้วยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่เข้ามาโดยปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านั้นให้หมดไปซึ่งไม่เป็นธรรมแก่จำเลยทั้งสอง เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 175 บัญญัติว่า "ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องได้โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล

ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น เพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่

(1) ห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดถ้าหากมีก่อน

(2) ในกรณีที่โจทก์ถอนคำฟ้องเนื่องจากมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับจำเลย ให้ศาลอนุญาตไปตามคำขอนั้น"

เห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวประสงค์ให้โจทก์ใช้สิทธิถอนคำฟ้องจากศาลได้ในเมื่อโจทก์ไม่ต้องการดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป แต่ในกรณีที่จำเลยยื่นคำให้การแล้วศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยไม่ฟังจำเลยก่อนไม่ได้ อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจำเลยจะคัดค้านการขอถอนฟ้องของโจทก์หรือไม่ก็ตาม ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องก็ได้ โดยคำนึงถึงความสุจริตของโจทก์ในการดำเนินคดีตลอดจนความเป็นธรรมและความเสียหายที่จะเกิดแก่จำเลยประกอบด้วย สำหรับคดีนี้โจทก์เพียงแต่บรรยายฟ้องถึงตัวบุคคลผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาผิดเพี้ยนไปเท่านั้น กล่าวคือ โจทก์กล่าวในฟ้องว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์เรื่องเงินค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน พ.ศ. 2539ซึ่งจำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าไม่ถูกต้องเพราะในมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้แต่แม้กระนั้นก็ตามในเวลาต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 3 พฤษภาคม2542 ต่อศาลชั้นต้นขอแก้ไขคำฟ้องเป็นว่า โจทก์ได้อุทธรณ์เรื่องเงินค่าทดแทนต่อนายกรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องแล้วข้อบกพร่องในคำฟ้องของโจทก์อันเกิดแต่ความผิดพลาดเล็กน้อยดังกล่าวข้างต้นย่อมหมดสิ้นไป ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะดำเนินคดีต่อไปหรือยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีเสียเพื่อแก้ไขปรับปรุงคำฟ้องให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้นแล้วยื่นฟ้องเข้ามาเป็นคดีใหม่ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ก็ไม่ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบในเชิงคดีแต่ประการใด เพราะจำเลยทั้งสองยังคงมีสิทธิโดยสมบูรณ์ในการต่อสู้คดีกับโจทก์ได้อย่างเต็มที่ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หากศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องศาลชั้นต้นต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองคาดหมายเอาเองเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ดำเนินคดีโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ว่าการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำคัดค้านของจำเลยทั้งสองแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุวพร ทองธิว
จำเลย — องค์การรถไฟฟ้ามหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
กนก พรรณรักษา
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4834/2543
#33249
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดจากการที่จำเลยยื่นฟ้องขับไล่โจทก์และบริวารพร้อมกับเรียกค่าเสียหาย โจทก์ยื่นคำให้การว่าที่ดินโจทก์อยู่นอกเขตที่ดินจำเลย มูลละเมิดเกิดจากการที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์เท่านั้นการที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาภายหลังเป็นเพียงผลที่เกิดขึ้นจากการยื่นฟ้องคดีอันเป็นมูลละเมิด มิใช่การกระทำละเมิดต่อเนื่องจนถึงวันที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง เมื่อโจทก์ยื่นคำให้การแก้คดีเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2539 แสดงว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่นั้น โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2540 เกินกำหนด 1 ปี คดีโจทก์ จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2538 จำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินและเรียกค่าเสียหาย โจทก์ให้การว่า ที่ดินของโจทก์อยู่นอกเขตโฉนดที่ดินของจำเลย ต่อมาศาลได้นัดพร้อมเพื่อฟังผลการทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่าที่ดินของโจทก์อยู่นอกเขตโฉนดที่ดินของจำเลย ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2540 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและศาลมีคำสั่งอนุญาต การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินของจำเลยผู้บุกรุกจำนวนมาก จำเลยจึงมอบอำนาจให้ตัวแทนของจำเลยตรวจสอบและทราบว่าโจทก์บุกรุกที่ดินของจำเลย เมื่อทราบว่าที่ดินของโจทก์อยู่นอกเขตที่ดินของจำเลย จำเลยก็ถอนฟ้องทันที โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายมากตามฟ้อง โจทก์ทราบเหตุแห่งการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิดแล้ว แต่มิได้นำคดีมาฟ้องภายใน 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 29,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2538 จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้น ขอให้บังคับโจทก์และบริวารออกจากที่ดินตามโฉนดของจำเลยและเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ โจทก์ทราบคำฟ้องแล้ว ยื่นคำให้การแก้คดีเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2539 ว่า ที่ดินของโจทก์อยู่นอกเขตที่ดินจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่าที่ดินโจทก์อยู่นอกเขตโฉนดที่ดินจำเลย ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2540 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและศาลมีคำสั่งอนุญาต พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดจากการที่จำเลยยื่นฟ้องขับไล่โจทก์และบริวารพร้อมกับเรียกค่าเสียหาย โจทก์ยื่นคำให้การว่าที่ดินโจทก์อยู่นอกเขตที่ดินจำเลย เป็นที่เห็นได้ว่ามูลละเมิดเกิดจากการที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์เท่านั้น การที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาภายหลังเป็นเพียงผลที่เกิดขึ้นจากการยื่นฟ้องคดีอันเป็นมูลละเมิด มิใช่การกระทำละเมิดต่อเนื่องจนถึงวันที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อได้ความว่าโจทก์ยื่นคำให้การแก้คดีเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2539 แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่นั้น โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2540 เกินกำหนด 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ยาโกป มฤคชัยกุล
จำเลย — นาง วรพรรณ วีรชัยมงคล
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4817/2543
#37382
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยโต้เถียงกันในประเด็นที่ว่าจะนำค่าเช่าที่ระบุในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับผู้ให้เช่ามาถือเป็นค่ารายปีได้หรือไม่มิได้โต้เถียงกันเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายของสถานีบริการน้ำมันของโจทก์เอกสารบัญชีรายรับรายจ่ายเกี่ยวกับสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ที่จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นพิพาท

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท พ. และบริษัท ร. มิใช่ค่าเช่าที่ดินอย่างเดียว หากแต่เป็นเงินค่าสิทธิที่โจทก์จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำด้วย ที่จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวมากำหนดเป็นค่ารายปีเป็นการไม่ถูกต้องขอให้แก้ไขใบแจ้งการประเมินคำฟ้องของโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัด ซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาซึ่งจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้องแล้วโจทก์ไม่จำต้องบรรยายคำฟ้องด้วยว่า ค่าเช่าจำนวนเท่าใด ค่าสิทธิ ที่จะซื้อที่ดินในราคาต่ำจำนวนเท่าใด คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ไม่เคลือบคลุม

พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 8 วรรคสามหาได้ให้ถือว่าค่าเช่าเป็นค่ารายปีโดยเด็ดขาดไม่ เพราะค่ารายปีหมายความว่าจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 8 วรรคสอง หากค่าเช่ามิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของ ทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้น ได้รับประโยชน์ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ตามมาตรา 8 วรรคสาม การนำสืบว่า ค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินรวมค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำจึงหาต้องห้ามไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าค่าเช่าในสัญญาเช่าที่ดินรวม ค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำไว้ด้วย การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ กำหนดค่ารายปีโดยใช้ค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวเป็นหลักในการคำนวณ โดยมิได้พิจารณาถึงค่าเช่าที่แท้จริงจึงไม่ชอบ

พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 ให้นำ ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วเป็นหลักสำหรับการคำนวณภาษี ซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมาเท่านั้นมิได้บังคับว่าจะต้องนำมาคำนวณภาษีโดยไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ใช้ค่าเช่าซึ่งรวมค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินไว้ด้วยเป็นหลักในการคำนวณอันเป็นการไม่ชอบจึงไม่อาจนำค่ารายปีดังกล่าวมาเป็นหลักสำหรับการคำนวณภาษีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า พนักงานเก็บภาษีเขตบางกะปิได้แจ้งการประเมินค่ารายปีสำหรับโรงเรือนและที่ดินซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันของโจทก์เลขที่ 41 ถนนสุขาภิบาล 1 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานครประจำปีภาษี 2540 และ 2541 ตามลำดับ เป็นเงินปีละ 14,008,200 บาทพร้อมกับแจ้งให้โจทก์ชำระภาษีปีละ 1,751,025 บาท และพนักงานเก็บภาษีเขตดอนเมืองได้แจ้งการประเมินค่ารายปีสำหรับโรงเรือนและที่ดินซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ เลขที่ 179/123 ถนนพหลโยธินแขวงตลาดบางเขน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ประจำปีภาษี 2540จำนวน 1,762,860 บาท พร้อมกับแจ้งให้โจทก์ชำระภาษีจำนวน220,357.50 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ต่อผู้ว่าราชการของจำเลยวันที่ 24 สิงหาคม 2541 โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดว่าผู้ว่าราชการของจำเลยชี้ขาดยืนตามการแจ้งประเมิน โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของพนักงานเก็บภาษีและคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการของจำเลยเพราะการนำค่าเช่าที่ดินที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทเพซเซตเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรเซสจำกัด และบริษัทร่วมพัฒนาอุตสาหกิจ จำกัด ผู้ให้เช่ามาคำนวณเป็นค่ารายปีเป็นการไม่ชอบและไม่เป็นธรรม เนื่องจากโจทก์มิใช่เป็นผู้รับเงินดังกล่าวทั้งมิใช่เงินที่โจทก์จ่ายเพื่อชำระค่าเช่าที่ดินแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นเงินที่โจทก์จ่ายเพื่อชำระค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำอีกด้วยจึงไม่อาจนำมาคำนวณเป็นค่ารายปีได้ ค่ารายปีของสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 41 ประจำปีภาษี 2540 ควรเป็นเงินปีละ 1,365,000 บาท ส่วนค่ารายปีประจำปีภาษี 2541 ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าค่ารายปีประจำปีภาษี 2537 ถึง 2539 ของสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 41 ปีละ 978,000 บาทค่ารายปีที่เป็นธรรมและสมควรกำหนดสำหรับปีภาษี 2541 คือ จำนวน 978,000 บาท คิดเป็นค่าภาษีจำนวน 122,250 บาท สำหรับค่ารายปีของสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 179/123 ค่ารายปีควรเท่ากับ 600,000 บาทคิดเป็นค่าภาษีจำนวน 75,000 บาท ขอให้พิพากษาแก้ไขใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 20 เลขที่ 30 และ 29 ลงวันที่ 18โดยกำหนดค่ารายปีใหม่ตามคำฟ้องรวมจำนวน 2,943,000 บาท คิดเป็นค่าภาษีจำนวน 367,875 บาท และให้จำเลยคืนเงินภาษีจำนวน 3,354,532.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยให้การว่า ค่าตอบแทนที่โจทก์ชำระให้แก่ผู้ให้เช่าเป็นค่าเช่าไม่ใช่ราคาหรือมูลค่าส่วนหนึ่งของราคาซื้อที่ดินที่เช่าหรือค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในภายหน้า เพราะไม่แน่นอนว่าโจทก์จะซื้อที่ดินที่เช่าหรือไม่ และข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิในการซื้อที่ดินที่เช่าดังกล่าวเป็นการคบคิดหรือสมยอมกันเพื่อเอื้อประโยชน์แก่โจทก์ในการหลีกเลี่ยงค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยทุจริตเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนคำฟ้องที่ว่าเงินที่โจทก์จ่ายไปมิใช่เพื่อชำระค่าเช่าที่ดินเพียงอย่างเดียวแต่เป็นเงินที่โจทก์จ่ายเพื่อชำระค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในภายหน้าได้ในราคาต่ำด้วยเป็นคำฟ้องที่มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา จำเลยไม่อาจเข้าใจว่าเงินที่โจทก์จ่ายไปเป็นจำนวนค่าเช่าเท่าใด ค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินเท่าใด เป็นคำฟ้องเคลือบคลุม พนักงานเก็บภาษีของจำเลยกำหนดค่ารายปีประจำปีภาษี 2540 และ 2541 สำหรับที่ดินและโรงเรือนเลขที่ 41 และเลขที่ 179/123 ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 กับได้เทียบเคียงกับค่ารายปีและซึ่งอยู่ในทำเลใกล้เคียงกันแล้ว ได้ค่ารายปีต่อตารางเมตรใกล้เคียงกัน การกำหนดค่ารายปีและการเรียกเก็บภาษีของพนักงานเก็บภาษีของจำเลยและคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการของจำเลยจึงถูกต้อง โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 21สิงหาคม 2541 แต่มาฟ้องคดีเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2541 ล่วงพ้นกำหนดสามสิบวันจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาล ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 3,213,032.50บาท แก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดสามเดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 148227 และ 11081 แขวงคลองจั่นเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร จากบริษัทเพซเซตเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรเซสจำกัด มีกำหนดเวลา 30 ปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2534 ค่าเช่าปีละ15,083,200 บาท ตามสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 13 ถึง 17กับทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 135659 และ เลขที่ 150496 ตำบลคูคตเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จากบริษัทร่วมพัฒนาอุตสาหกิจ จำกัด มีกำหนดเวลา 30 ปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2533 ค่าเช่าปีละ 1,717,300 บาท ตามสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 18 ถึง 22 โจทก์ปลูกสร้างสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 41 ในที่ดินที่เช่าจากบริษัทเพซเซตเตอร์เอ็นเตอร์ไพรเซส จำกัด และปลูกสร้างสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 179/123ในที่ดินที่เช่าจากบริษัทร่วมพัฒนาอุตสาหกิจ จำกัด แล้วทำสัญญาให้บริษัทพรพันธ์ทวี จำกัด ใช้สิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 41 ตั้งแต่เดือนมกราคม 2539 ถึงเดือนกรกฎาคม 2539 ค่าใช้สิทธิเดือนละ 120,000 บาท ตามสัญญาให้ใช้สิทธิดำเนินการสถานีบริการเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 1 ถึง 11กับทำสัญญาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดทองพันล้านเซอร์วิส ใช้สิทธิดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2539 ถึงเดือนธันวาคม 2539 ค่าใช้สิทธิเดือนละ 105,000 บาทตามสัญญาให้ใช้สิทธิดำเนินการสถานีบริการเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 17ถึง 29 และทำสัญญาให้บริษัทไทย ซี เซ็นเตอร์ จำกัด ใช้สิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 179/123 ตั้งแต่เดือนมกราคม 2539 ถึงเดือนธันวาคม 2539 ค่าใช้สิทธิเดือนละ 50,000 บาท โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540 และ 2541 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีโดยใช้ค่าเช่าที่ดินตามสัญญาเช่าที่ดินเป็นหลักในการคำนวณสำหรับสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 41 คิดค่ารายปี ปีละ14,008,200 บาท ค่าภาษีปีละ 1,751,025 บาท ตามใบแจ้งรายการประเมินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 5 และ 6 ส่วนสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 179/123คิดค่ารายปีของปีภาษี 2540 จำนวน 1,762,860 บาท ค่าภาษีจำนวน220,357.50 บาท ตามใบแจ้งรายการประเมินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 7โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่แต่ผู้ว่าราชการของจำเลยมีคำชี้ขาดยืนตามการประเมิน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกมีว่า สมควรเรียกเอกสารบัญชีรายรับรายจ่ายของโจทก์เกี่ยวกับสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 41และเลขที่ 179/123 ให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์จำเลยโต้เถียงกันในประเด็นที่ว่าจะนำค่าเช่าที่ระบุในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับผู้ให้เช่ามาถือเป็นค่ารายปีได้หรือไม่ มิได้โต้เถียงกันเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายของสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ เอกสารที่จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นพิพาทที่ศาลภาษีอากรกลางไม่ออกคำสั่งเรียกให้ชอบแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทเพซเซตเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรเซส จำกัด และบริษัทร่วมพัฒนาอุตสาหกิจ จำกัด มิใช่ค่าเช่าที่ดินอย่างเดียว หากแต่เป็นเงินค่าสิทธิที่โจทก์จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำอีกด้วย ที่จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวมากำหนดเป็นค่ารายปีเป็นการไม่ถูกต้อง ขอให้แก้ไขใบแจ้งการประเมินคำฟ้องของโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาซึ่งจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้องแล้วโจทก์ไม่จำต้องบรรยายคำฟ้องด้วยว่า ค่าเช่าจำนวนเท่าใด ค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในราคาต่ำจำนวนเท่าใด คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ไม่เคลือบคลุม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยและคำวินิจฉัยชี้ขาดของผู้ว่าราชการของจำเลยชอบหรือไม่ โจทก์มีนายศักดา ศรุตวราพงศ์ เบิกความว่า ค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 13 ถึง 22 รวมค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำไว้ด้วย ซึ่งตามสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวมีข้อสัญญาว่าผู้ให้เช่ายินยอมให้โจทก์หรือผู้ที่โจทก์ระบุนามมีสิทธิซื้อที่ดินที่เช่าในภายหน้าได้และค่าเช่าที่ระบุไว้ในสัญญาสูงกว่าค่าเช่าของสถานีบริการน้ำมันอื่นที่อยู่บริเวณใกล้เคียง จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อตามที่โจทก์นำสืบที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 8 วรรคสาม บัญญัติว่า"ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี" ต้องตีความโดยเคร่งครัดไม่อาจนำสืบเป็นอย่างอื่นได้นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวหาได้ให้ถือว่าค่าเช่าเป็นค่ารายปีโดยเด็ดขาดดังจำเลยอุทธรณ์ไม่ เพราะค่ารายปีหมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆตามที่ระบุไว้ในมาตรา 8 วรรคสอง หากค่าเช่ามิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ ตามมาตรา 8 วรรคสาม การนำสืบว่าค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 13 ถึง 22 รวมค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำ จึงหาต้องห้ามดังจำเลยอุทธรณ์ไม่

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ที่สัญญาเช่าที่ดินมีข้อสัญญาให้สิทธิโจทก์ซื้อที่ดินได้ในภายหน้าในราคาต่ำ เนื่องจากโจทก์กับผู้ให้เช่าคบคิดกันฉ้อฉลเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนั้น เห็นว่า หากโจทก์กับผู้ให้เช่าจะคบคิดกันกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีก็น่าจะใช้วิธีระบุค่าเช่าไว้เป็นจำนวนน้อยกว่าความจริงมากกว่าระบุค่าเช่าไว้จำนวนมากแล้วกำหนดข้อสัญญาให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินเช่นนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าค่าเช่าในสัญญาเช่าที่ดิน เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 13 ถึง 22 รวมค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำไว้ด้วย การที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดค่ารายปีโดยใช้ค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 13 ถึง 22เป็นหลักในการคำนวณ ซึ่งค่าเช่าดังกล่าวมีค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำรวมอยู่ด้วย มิได้พิจารณาถึงค่าเช่าที่แท้จริงจึงไม่ชอบ การที่ผู้ว่าราชการของจำเลยมีคำชี้ขาดยืนตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมไม่ชอบด้วย

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สำหรับสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 179/123พนักงานเจ้าหน้าที่ถือค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วเป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีประจำปี 2540 ชอบด้วยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินพ.ศ. 2475 มาตรา 18 นั้น เห็นว่า ตามบทมาตราดังกล่าวให้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วเป็นหลักสำหรับการคำนวณภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมาเท่านั้นมิได้บังคับว่าจะต้องนำมาคำนวณภาษีโดยไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้ค่าเช่าซึ่งรวมค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินไว้ด้วยเป็นหลักในการคำนวณอันเป็นการไม่ชอบจึงไม่อาจนำค่ารายปีดังกล่าวมาเป็นหลักสำหรับการคำนวณภาษีได้

ส่วนปัญหาที่ว่า ค่ารายปีของสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ควรเป็นจำนวนเท่าใดนั้น สำหรับสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 41 ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่ารายปีประจำปีภาษี 2540 เท่ากับค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากบริษัทพรพันธ์ทวี จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดทองพันล้าน เซอร์วิส ตั้งแต่เดือนมกราคม 2539 ถึงเดือนธันวาคม 2539 รวมจำนวน 1,365,000 บาทซึ่งมีอัตราสูงกว่าค่าเช่าของสถานีบริการน้ำมันอื่นบริเวณใกล้เคียง และกำหนดค่ารายปีประจำปีภาษี 2541 เท่ากับค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากห้างหุ้นส่วนจำกัดทองพันล้านเซอร์วิส ตั้งแต่เดือนมกราคม 2540 ถึงเดือนธันวาคม 2540 จำนวน1,260,000 บาท กับกำหนดค่ารายปีของสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 179/123โดยเทียบเคียงกับค่าเช่าของสถานีบริการน้ำมันอื่นบริเวณใกล้เคียงแล้วกำหนดค่ารายปีประจำปีภาษี 2540 จำนวน 1,450,000 บาท เป็นจำนวนเงินที่สถานีบริการน้ำมันดังกล่าวสมควรให้เช่าในปีนั้นแล้ว ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ได้รับประโยชน์อย่างอื่นรวมแล้วมากกว่าค่าเช่านั้น เห็นว่า โจทก์จะได้รับประโยชน์อื่นตามที่ระบุไว้ในสัญญาให้ใช้สิทธิดำเนินการสถานีบริการเมื่อผู้ใช้สิทธิไม่สามารถจำหน่ายน้ำมันได้ตามเกณฑ์กำหนดเท่านั้น จึงหาใช่ประโยชน์ที่โจทก์จะได้รับแน่นอนตลอดอายุสัญญาไม่ จึงไม่อาจนำผลประโยชน์ดังกล่าวมากำหนดเป็นค่ารายปีได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 87 ม. 88 ม. 172 ม. 183
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สันติ ทักราล
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4817/2543
#91218
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยโต้เถียงกันในประเด็นที่ว่าจะนำค่าเช่าที่ระบุในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับผู้ให้เช่ามาถือเป็นค่ารายปีได้หรือไม่ มิได้โต้เถียงกันเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายของสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ เอกสารบัญชีรายรับรายจ่ายเกี่ยวกับสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ ที่จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นพิพาท

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท พ. และบริษัท ร. มิใช่ค่าเช่าที่ดินอย่างเดียว หากแต่เป็นเงินค่าสิทธิที่โจทก์จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำด้วย ที่จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวมากำหนดเป็นค่ารายปี เป็นการไม่ถูกต้องขอให้แก้ไขใบแจ้งการประเมิน คำฟ้องของโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ซึ่งจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้องแล้ว โจทก์ไม่จำต้องบรรยายคำฟ้องด้วยว่า ค่าเช่าจำนวนเท่าใด ค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในราคาต่ำจำนวนเท่าใด คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ไม่เคลือบคลุม

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 8 วรรคสาม หาได้ให้ถือว่าค่าเช่าเป็นค่ารายปีโดยเด็ดขาดไม่ เพราะค่ารายปีหมายความว่าจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 8 วรรคสอง หากค่าเช่ามิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ ตามมาตรา 8 วรรคสาม การนำสืบว่าค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินรวมค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำจึงหาต้องห้ามไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ค่าเช่าในสัญญาเช่าที่ดินรวมค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำไว้ด้วย การที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดค่ารายปีโดยใช้ค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวเป็นหลักในการคำนวณโดยมิได้พิจารณาถึงค่าเช่าที่แท้จริงจึงไม่ชอบ

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 ให้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วเป็นหลักสำหรับการคำนวณภาษี ซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมาเท่านั้น มิได้บังคับว่าจะต้องนำมาคำนวณภาษีโดยไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ใช้ค่าเช่าซึ่งรวมค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินไว้ด้วยเป็นหลักในการคำนวณ อันเป็นการไม่ชอบ จึงไม่อาจนำค่ารายปีดังกล่าวมาเป็นหลักสำหรับการคำนวณภาษีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาแก้ไขใบแจ้งรายการประเมินเล่มที่ 39, 26, 13 เลขที่ 21, 5, 3 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2540 วันที่ 10 มีนาคม 2541 และวันที่ 11 มีนาคม 2540 ตามลำดับ และใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 20 เลขที่ 30 และ 29 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2541 ตามลำดับ โดยกำหนดค่ารายปีใหม่ตามที่กล่าวในคำฟ้องรวมจำนวน 2,943,000 บาท คิดเป็นค่าภาษีจำนวน 367,875 บาท และให้จำเลยคืนเงินภาษีจำนวน 3,354,532.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 3,213,032.50 บาท แก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดสามเดือนที่นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ประเด็นแรก โจทก์จำเลยโต้เถียงกันในประเด็นที่ว่าจะนำค่าเช่าที่ระบุในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับผู้ให้เช่ามาถือเป็นค่ารายปีได้หรือไม่ มิได้โต้เถียงกันเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายของสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ เอกสารบัญชีรายรับรายจ่ายของโจทก์เกี่ยวกับสถานีบริการน้ำมันที่จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกจึงไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นพิพาท ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่ออกคำสั่งเรียกให้ชอบแล้ว

ประเด็นที่สอง โจทก์บรรยายฟ้องว่าเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทเพซเซตเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรเซส จำกัด และบริษัทร่วมพัฒนาอุตสาหกิจ จำกัด มิใช่ค่าเช่าที่ดินอย่างเดียว หากแต่เป็นเงินค่าสิทธิที่โจทก์จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำอีกด้วย ที่จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวมากำหนดเป็นค่ารายปีเป็นการไม่ถูกต้อง ขอให้แก้ไขใบแจ้งการประเมิน คำฟ้องของโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาซึ่งจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้องแล้ว โจทก์ไม่จำต้องบรรยายคำฟ้องด้วยว่า ค่าเช่าจำนวนเท่าใด ค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในราคาต่ำจำนวนเท่าใด คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ไม่เคลือบคลุม

ประเด็นที่สาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 8 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี?" ตามบทบัญญัติดังกล่าวหาได้ให้ถือว่าค่าเช่าเป็นค่ารายปีโดยเด็ดขาดไม่ เพราะค่ารายปีหมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 8 วรรคสอง หากค่าเช่ามิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ พนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ ตามมาตรา 8 วรรคสาม การนำสืบว่าค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินรวมค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำจึงหาต้องห้ามดังจำเลยอุทธรณ์ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ค่าเช่าในสัญญาเช่าที่ดินรวมค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำไว้ด้วย การที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดค่ารายปีโดยใช้ค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินเป็นหลักในการคำนวณ โดยมิได้พิจารณาถึงค่าเช่าที่แท้จริงจึงไม่ชอบ

ประการสุดท้าย ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 กำหนดให้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วเป็นหลักสำหรับการคำนวณภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมาเท่านั้น มิได้บังคับว่าจะต้องนำมาคำนวณภาษีโดยไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ เมื่อค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้ค่าเช่าซึ่งรวมค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินไว้ด้วยเป็นหลักในการคำนวณอันเป็นการไม่ชอบ จึงไม่อาจนำค่ารายปีดังกล่าวมาเป็นหลักสำหรับการคำนวณภาษีได้

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 87 ม. 88 ม. 172 ม. 183
ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2539 ม. 12
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สันติ ทักราล
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4816/2543
#39263
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพและไม่สืบพยานแต่พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนัก จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยในข้อหาร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายตามฟ้องได้

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยรวม 2 กระทง จำคุก 1 ปีและให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์เห็นไม่สมควรเปลี่ยนโทษจำเลยโดยส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จึงเป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 6

ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสองต้องเป็นกรณีที่มีเครื่องกระสุนปืนเท่านั้น แต่เครื่องกระสุนปืนตามฟ้องคือกระสุนซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามฟ้อง ทั้งโจทก์ก็ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดตามมาตรา 7,72 วรรคหนึ่ง เมื่อฟังว่าเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 7,72 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 1 คน อายุพ้นเกณฑ์เยาวชนร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนพกไม่ทราบชนิดและขนาด จำนวน 1 กระบอก และมีกระสุนปืนไม่ทราบชนิดและขนาดจำนวน 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรแล้วจำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนนั้นยิงนายอิสะมะแอ มามุ จำนวน 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายเป็นเหตุให้นายอิสะมะแอถึงแก่ความตายสมดังเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288,289, 371, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72,72 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง, 72 วรรคสาม และมาตรา 8 ทวิวรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง กับมาตรา 7,72 วรรคสาม ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควรตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสองกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง , 72 ทวิ วรรคสองอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 8 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปีจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534มาตรา 104(2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลามีกำหนด 1 ปี นับแต่วันควบคุม ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289(4) อีกกระทงหนึ่งด้วย จำเลยอายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 75 ประกอบด้วยมาตรา 52(2) คงจำคุก 50 ปี จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 25 ปี รวมกับโทษในข้อหาอื่นตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุก 26 ปี จำเลยกระทำความผิดในข้อหาร้ายแรง ไม่สมควรเปลี่ยนโทษจำเลยโดยส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า จำเลยร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยในข้อหาร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายตามฟ้องของโจทก์ได้

ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อไปขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษรวม 2 กระทง จำคุก 1 ปี และให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา มีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นไม่สมควรเปลี่ยนโทษจำเลยโดยส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา จึงเป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย กรณีไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 6 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุเพียง15 ปีเศษ กำลังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ปัจจุบันศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพวิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส ทั้งไม่เคยกระทำผิดมาก่อน เป็นเหตุอันควรปรานี สมควรรอการลงโทษให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสองและวรรคสาม ให้ลงโทษตามมาตรา 72 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดย่อมไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามมาตรา 72 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่มีเครื่องกระสุนปืนเท่านั้น แต่คดีนี้ได้ความว่าเครื่องกระสุนปืนตามฟ้องคือกระสุนซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามฟ้องทั้งโจทก์ก็ฟ้องว่าจำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังว่าเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคสาม เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม และมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 ทวิ วรรคสอง ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควรตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง กับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสองซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 2 ปี จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปีโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ให้จำเลยแสดงหลักฐานการศึกษาต่อพนักงานคุมประพฤติทุกครั้ง ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและอบายมุขทุกชนิด ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173 ม. 176 ม. 185 ม. 195 ม. 219
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72 วรรคสอง ม. 72 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
จำเลย — นายอัมรีหรือฮัมรี ยายอ
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
สมพล สัตยาอภิธาน
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4816/2543
#98561
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพและไม่สืบพยาน แต่พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนัก จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยในข้อหาร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายตามฟ้องได้

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยรวม 2 กระทง จำคุก 1 ปีและให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์เห็นไม่สมควรเปลี่ยนโทษจำเลยโดยส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จึงเป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 219 ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ.2534 มาตรา 6

ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่มีเครื่องกระสุนปืนเท่านั้น แต่เครื่องกระสุนปืนตามฟ้องคือกระสุนซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามฟ้อง ทั้งโจทก์ก็ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดตาม มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง เมื่อฟังว่าเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก ๑ คน อายุพ้นเกณฑ์เยาวชนร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนพกไม่ทราบชนิดและขนาด จำนวน ๑ กระบอก และมีกระสุนปืนไม่ทราบชนิดและขนาดจำนวน ๑ นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรแล้วจำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนนั้นยิงนายอิสะมะแอ มามุ จำนวน ๑ นัด กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายเป็นเหตุให้นายอิสะมะแอถึงแก่ความตายสมดังเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ ๑๕ ปีเศษ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๒๘๘, ๒๘๙, ๓๗๑, ๙๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.๒๔๙๐มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๗๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสอง, ๗๒ วรรคสาม และมาตรา๘ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๗๒ ทวิ วรรคสอง ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ ๑๕ ปีเศษลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา ๗, ๗๒ วรรคสอง กับมาตรา ๗, ๗๒ วรรคสาม ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๐ ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา ๗, ๗๒ วรรคสอง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก ๑ ปี ๔ เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควร ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๗๒ ทวิ วรรคสองกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา๘ ทวิ วรรคหนึ่ง ๗๒ ทวิ วรรคสอง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก ๘ เดือน รวม๒ กระทง จำคุก ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด ๑ ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๔ (๒) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา มีกำหนด ๑ ปี นับแต่วันควบคุม ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๒๘๙ (๔) อีกกระทงหนึ่งด้วย จำเลยอายุไม่เกิน ๑๗ ปีลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ ประกอบด้วยมาตรา๕๒ (๒) คงจำคุก ๕๐ ปี จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒๕ ปี รวมกับโทษในข้อหาอื่นตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก ๒๖ ปี จำเลยกระทำความผิดในข้อหาร้ายแรง ไม่สมควรเปลี่ยนโทษจำเลยโดยส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า จำเลยร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนัก ไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยในข้อหาร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายตามฟ้องของโจทก์ได้

ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อไปขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษรวม ๒ กระทง จำคุก ๑ ปีและให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา มีกำหนด ๑ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ เห็นไม่สมควรเปลี่ยนโทษจำเลยโดยส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลาจึงเป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย กรณีไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๓๔มาตรา ๖ ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุเพียง ๑๕ ปีเศษ กำลังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนปัจจุบันศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพวิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส ทั้งไม่เคยกระทำผิดมาก่อน เป็นเหตุอันควรปรานี สมควรรอการลงโทษให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสองและวรรคสาม ให้ลงโทษตามมาตรา ๗๒วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดย่อมไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามมาตรา ๗๒วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่มีเครื่องกระสุนปืนเท่านั้น แต่คดีนี้ได้ความว่าเครื่องกระสุนปืนตามฟ้องคือกระสุนซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามฟ้อง ทั้งโจทก์ก็ฟ้องว่าจำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดตาม มาตรา ๗, ๗๒วรรคหนึ่ง เมื่อศาลล่างทั้งสอง ฟังว่าเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสามเท่านั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๗๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสาม และมาตรา ๘ ทวิวรรคหนึ่ง, ๗๒ ทวิ วรรคสอง ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ ๑๕ ปีเศษลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก ๑ ปี ๔ เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควรตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๗๒ ทวิ วรรคสอง กับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๗๒ ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๘ เดือน รวมจำคุก ๒ ปีจำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยมีกำหนด ๑ ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลาดังกล่าวทั้งนี้ให้จำเลยแสดงหลักฐานการศึกษาต่อพนักงานคุมประพฤติทุกครั้ง ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและอบายมุขทุกชนิด ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173 ม. 176 ม. 185 ม. 195 ม. 219
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสแผนกคดีเยาวชน
จำเลย — นายอัมรีหรือฮัมรี ยายอ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาสแผนกคดีเยาวช — นายสมเกียรติ ฑีฆาอุตมากร
ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ — นายเฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
สมพล สัตยาอภิธาน
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4806/2543
#35124
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่น ส่วนจำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นแต่อย่างใดการที่ผู้อำนวยการเขตบางกอกใหญ่มีหนังสือถึงโจทก์ก็เป็นการกระทำในฐานะปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยแยกต่างหากจากการสั่งในฐานะเป็นผู้กระทำแทนจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคล คำสั่งดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งของจำเลย ดังนั้นจำเลยจึงมิได้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์แต่ประการใดโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยโดยสำนักงานเขตบางกอกใหญ่ได้มีหนังสือถึงโจทก์กล่าวหาว่าโจทก์ทำการดัดแปลงอาคารเลขที่ 173/47 โดยมิได้รับอนุญาตให้โจทก์แก้ไขและยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารและแจ้งให้โจทก์ระงับการดัดแปลงอาคารดังกล่าว โจทก์เห็นว่าคำสั่งตามหนังสือทั้งสองฉบับขัดต่อพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535มาตรา 40 ทั้งโจทก์ก็มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อาคารเลขที่ 173/47 ตั้งอยู่โจทก์เป็นเพียงผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 173/47 แต่มิได้อาศัยอยู่ โจทก์มิได้เป็นผู้ดำเนินการแก้ไขดัดแปลงอาคารดังกล่าว ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น(สำนักงานเขตบางกอกใหญ่) ของจำเลยด้วย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ใช่เจ้าพนักงานท้องถิ่นตามความหมายของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์เป็นผู้ครอบครองและเป็นผู้ก่อสร้างดัดแปลงอาคารนี้ คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้โจทก์ดำเนินการแก้ไขและระงับการดัดแปลงอาคารกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2539 ผู้อำนวยการเขตบางกอกใหญ่ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีหนังสือที่ กท 9015/5602และ กท 9015/5603 กล่าวหาว่า โจทก์ดัดแปลงอาคารโดยมิได้รับอนุญาตและสั่งให้โจทก์ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง กับให้โจทก์ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารและให้ระงับการดัดแปลงอาคาร โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วยกอุทธรณ์ของโจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์ฎีกาว่า เจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 รวมทั้งผู้ที่ทำการแทนเจ้าพนักงานท้องถิ่นซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลย จำเลยย่อมมีอำนาจในการออกคำสั่งอันเกี่ยวกับพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ผู้อำนวยการเขตบางกอกใหญ่อยู่ในอำนาจควบคุมดูแลและบังคับบัญชาของจำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ควบคุมดูแลและบังคับบัญชาเจ้าพนักงานท้องถิ่นและผู้ทำการแทนให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้ถูกต้องและเป็นธรรมคำสั่งของผู้อำนวยการเขตบางกอกใหญ่ที่ออกภายใต้อำนาจควบคุมดูแลของจำเลย จำเลยจึงเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์นั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้ใด ก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 4บัญญัติว่า "ในพระราชบัญญัตินี้ "เจ้าพนักงานท้องถิ่น" หมายความว่า(4) ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร" ดังนั้นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจึงเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่น ส่วนจำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่น และที่ผู้อำนวยการเขตบางกอกใหญ่มีหนังสือที่ กท 9015/5602 และที่ กท 9015/5603 ถึงโจทก์ก็เป็นการกระทำในฐานะปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นโดยแยกต่างหากจากการสั่งในฐานะเป็นผู้กระทำแทนจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคล คำสั่งดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งของจำเลย จำเลยมิได้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว วราภรณ์ เกษรกุหลาบ
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
กนก พรรณรักษา
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4800/2543
#36401
เปิดฉบับเต็ม

การที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจำเลยที่ 3 กำหนดเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินแปลงใด ย่อมทำให้สิทธิต่าง ๆ ที่เกิดจากกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวถูกจำกัดตัดรอน ผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่าน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์อยู่ในขณะดำเนินการสำรวจเพื่อดำเนินการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงหรือผู้ที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาภายหลังดำเนินการสำรวจแล้ว ก็ถูกจำกัดตัดรอนสิทธิเหมือนกัน เมื่อจำเลยที่ 3 ยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของเดิม และโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะเข้าไปใช้ที่ดินพิพาท โจทก์ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจึงเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30(1) โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 3

พระราชบัญญัติบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2511 มาตรา 30 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2535 มีเจตนารมณ์เหมือนกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21วรรคหนึ่ง ซึ่งต่างมุ่งประสงค์ที่จะให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30 ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนอย่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ดังนี้ การที่จะกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2511 มาตรา 30 ควรคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นด้วย การที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทโดยใช้ราคาประเมินที่ดินของกรมที่ดินตามบัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของสำนักงานที่ดินเป็นฐานในการคำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทเพียงประการเดียวยังไม่เพียงพอให้ฟังได้ว่าเป็นราคาที่แท้จริงของที่ดินพิพาท จึงยังฟังไม่ได้ว่าเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ กำหนดนั้นเป็นธรรมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 47810มีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ซึ่งได้รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2ด้วยการจดทะเบียนขายฝากที่ดิน มีกำหนด 1 ปี ในราคารับซื้อฝากเป็นเงิน1,330,000 บาท เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2536 ต่อมาเมื่อครบกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้มาทำการไถ่ถอนการขายฝากที่ดินจากโจทก์ ที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2537เป็นต้นมา ต่อมาประมาณปี 2539 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 3 ได้ดำเนินการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ พาดผ่านที่ดินของโจทก์โจทก์ได้ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 จึงทราบว่าจำเลยที่ 3 เคยมีหนังสือชี้แจงแก่เจ้าของที่ดินและผู้ครอบครองถึงข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า การกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้า ข้อห้ามกระทำการต่าง ๆในเขตเดินสายไฟฟ้า และการกำหนดเงินค่าทดแทนและยังแจ้งให้โจทก์ทราบอีกว่าจำเลยที่ 3 ได้เคยออกสำรวจประเมินราคาสภาพแห่งที่ดินของโจทก์ที่ถูกสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านเพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดเงินค่าทดแทนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2536 จากการสำรวจที่ดินดังกล่าว ที่ดินของโจทก์มีสภาพเป็นที่นา ถูกสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านไม่สามารถทำประโยชน์บนที่ดินได้คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 17.5 ตารางวา และคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ ของจำเลยที่ 3 มีมติให้จ่ายเงินค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 50 ของราคาประเมินที่ดิน ที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมินไร่ละ400,000 บาท คิดเป็นเงินค่าทดแทนทั้งสิ้น 258,750 บาท โดยจำเลยที่ 3จะจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะเจ้าของที่ดินเดิมเท่านั้น แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากจำเลยที่ 3ทั้งจำเลยที่ 3 ยังได้ปฏิเสธสิทธิเรียกร้องของโจทก์ ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิในที่ดิน และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินค่าทดแทนแก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียว โดยโจทก์สงวนสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนที่ไม่เป็นธรรมไว้ด้วย จำเลยที่ 3 ได้รับหนังสือแล้ว ได้มีหนังสือตอบปฏิเสธมายังโจทก์เงินค่าทดแทนจำนวน 258,750 บาท นั้น ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ที่ดินตามฟ้องของโจทก์ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่สามารถก่อสร้างเป็นโรงงานอุตสาหกรรมได้และโจทก์จะไปลงทุนก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมบนที่ดินแปลงดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหายและขาดประโยชน์จากการถูกรอนสิทธิ โจทก์จึงขอคิดค่าเสียหายเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสามเป็นเงิน 2,000,000บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ดำเนินการก่อสร้างระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ ช่วงไทรน้อย-หนองจอก โดยจะจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินขณะเข้าสำรวจทำประโยชน์ที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 3 เข้าสำรวจที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2536 ปรากฏว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์คือจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมีสิทธิจะได้รับเงินค่าทดแทนจากจำเลยที่ 3โจทก์ได้ซื้อฝากที่ดินพิพาทโดยจดทะเบียนเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2536 ซึ่งเป็นวันหลังจากที่จำเลยที่ 3 ได้เข้าสำรวจเพื่อจ่ายเงินค่าทดแทน โจทก์จึงไม่มีสิทธิโต้แย้งหรือเรียกร้องเงินค่าทดแทนจากจำเลยที่ 3 ทั้งนี้การกระทำของจำเลยที่ 3เป็นไปตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511และแก้ไขโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2535โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ในการดำเนินการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าดังกล่าวจำเลยที่ 3 ได้ประกาศกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าและกำหนดเขตเดินสายส่งไฟฟ้า เพื่อให้เจ้าของทรัพย์สินที่ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่าน ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องทราบทั่วกันแล้ว โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์หรือเจ้าของรายอื่นก่อนตามมาตรา 28 และ 29 ของพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 และตามมาตรา 30 และ 30 ทวิแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เจ้าของกรรมสิทธิ์รายอื่นรวมทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรม การจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินในท้องที่จังหวัดนนทบุรีที่ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่าน ดำเนินการโดยคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินจังหวัดนนทบุรี ร่วมประชุมกันพิจารณาและมีมติกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินค่าทดแทนทรัพย์สินให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินทุกราย รวมทั้งเจ้าของที่ดินพิพาท ดังนี้สำหรับเงินค่าทดแทนที่ดินนั้นให้ใช้ราคาที่ดินตามบัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี พ.ศ. 2535 ถึง พ.ศ. 2538 เป็นเกณฑ์ในการคำนวณเงินค่าทดแทนที่ดิน เพราะมิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินส่วนที่ถูกเขตส่งไฟฟ้าพาดผ่าน ในทางปฏิบัติจึงไม่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้เต็มราคาประเมิน แต่จะจ่ายให้เป็นอัตราร้อยละของราคาประเมินที่ดินที่กำหนด ได้แก่ ที่ตั้งเสาไฟฟ้า จ่ายให้เต็มร้อยละ 100ของราคาประเมินที่ดิน ที่นาจ่ายให้ร้อยละ 50 ของราคาประเมินที่ดินเป็นต้น สำหรับที่ดินพิพาทที่โจทก์รับซื้อฝากมา และจำเลยที่ 3 ได้เข้าดำเนินการก่อสร้างเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเป็นที่ดินประเภทที่นาเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 17.5 ตารางวานั้น คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินจังหวัดนนทบุรีมีมติให้จ่ายค่าทดแทนการใช้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2จำนวน 258,750 บาท โดยคิดราคาประเมินที่ดินไร่ละ 400,000 บาทการที่จำเลยที่ 3 เดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเหนือที่ดินของโจทก์นั้น มิใช่เป็นการเข้าไปครอบครองโดยแบ่งแยกการครอบครองที่ดินส่วนดังกล่าวไปจากโจทก์กรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของโจทก์อยู่ แต่โจทก์เสียสิทธิเกี่ยวกับการใช้ที่ดินไปบ้างขณะจำเลยที่ 3 เข้าสำรวจกรรมสิทธิ์เพื่อจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทนั้นกรรมสิทธิ์เป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลักษณะที่ดินเป็นที่ทำนาไม่มีโครงการจัดสรร โจทก์ผู้รับซื้อฝากและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขายฝากรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 3 จะก่อสร้างสายส่งดังกล่าว ก็ยังทำการซื้อขายฝากกันอีกเช่นนี้จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และที่ดินพิพาทนี้ไม่อยู่ในเขตจะตั้งโรงงานอุตสาหกรรมได้ ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯได้มีมติให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน258,750 บาท นั้น ได้พิจารณาจากหลักเกณฑ์การคำนวณค่าทดแทนความเสียหายในขณะเวลาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับความเสียหายซึ่งมิใช่โจทก์ ส่วนเงินค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์เรียกร้องจำนวน 2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นนั้นสูงกว่าความจริงมาก เป็นการกำหนดขึ้นมาเองโดยไม่มีหลักเกณฑ์ และความเป็นธรรมตามกฎหมาย จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดหรือร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้เงินจำนวน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 3 ได้ปฏิบัติตามกฎหมายพิเศษ คือพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 ย่อมไม่เป็นละเมิดหรือรอนสิทธิใด ๆ แก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้เงินค่ารอนสิทธิแก่โจทก์ 400,000 บาท และให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินค่าทดแทนให้โจทก์อีก400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละอย่างนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือจำเลยที่ 3 จะชำระเงินเสร็จ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 47810 ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ เดิมเป็นของจำเลยที่ 1และที่ 2 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2536 จำเลยที่ 3 เข้าสำรวจเพื่อดำเนินการก่อสร้างระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงช่วงไทรน้อย-หนองจอก ปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 17.5 ตารางวา วันที่ 7 กันยายน 2536 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 47810 ไว้แก่โจทก์โดยมิได้ไถ่ถอนภายในกำหนด จำเลยที่ 3จะจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทซึ่งถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านให้แก่เจ้าของที่ดินโดยถือราคาที่กำหนดในบัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี พ.ศ. 2535 ถึง พ.ศ. 2538 ในราคาไร่ละ 400,000 บาท เป็นฐานในการคำนวณโดยจะจ่ายให้ร้อยละ 50 ของราคาดังกล่าวคิดเป็นเงิน 258,750 บาท โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 3 อ้างว่าโจทก์มิใช่เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 47810ในขณะจำเลยที่ 3 เข้าใช้ประโยชน์จึงไม่อาจพิจารณาจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 3 หรือไม่โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2511 มาตรา 30 ให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น ในเมื่อโจทก์มิใช่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในขณะที่จำเลยที่ 3 ดำเนินการเพื่อใช้ที่ดิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าว ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 กำหนดเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินแปลงใด ย่อมทำให้สิทธิต่าง ๆที่เกิดจากกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวถูกจำกัดตัดรอน ผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์อยู่ในขณะดำเนินการสำรวจเพื่อดำเนินการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงหรือผู้ที่รับโอนกรรมสิทธิ์มาภายหลังดำเนินการสำรวจแล้วก็ถูกจำกัดตัดรอนสิทธิเหมือนกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 3 ยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของเดิม และโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อนที่จำเลยที่ 3จะเข้าไปใช้ที่ดินพิพาท ดังนี้ โจทก์ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจึงเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30(1) โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 ฎีกาต่อไปว่าเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 3กำหนดจำนวน 258,750 บาท เป็นธรรมแล้ว ในข้อนี้ได้ความในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 3 กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทตามความเห็นของคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนที่ตีราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 47810 ไร่ละ400,000 บาท และกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทให้ร้อยละ 50ของราคาดังกล่าวข้อวินิจฉัยในส่วนนี้จึงอยู่ที่ว่าราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 47810ที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ ตีราคาไร่ละ 400,000 บาท ต่ำเกินไปหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2511 มาตรา 30 มีเจตนารมณ์เหมือนกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ซึ่งต่างมุ่งประสงค์ที่จะให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น โดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 30 บัญญัติไว้กว้าง ๆ ว่าให้จำเลยที่ 3จ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรม ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนอย่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่าให้กำหนดโดยคำนึงถึง (1) ถึง (5) ดังนี้ การที่จะกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2511 มาตรา 30 ได้นั้น ควรคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นด้วย ได้ความตามทางนำสืบของจำเลยที่ 3 ว่า คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทโดยใช้ราคาประเมินที่ดินของกรมที่ดินตามบัญชีกำหนดจำนวนทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี พ.ศ. 2535 ถึง พ.ศ. 2538 เป็นฐานในการคำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทเพียงประการเดียวยังไม่เพียงพอให้ฟังได้ว่าเป็นราคาที่แท้จริงของที่ดินพิพาท จึงยังฟังไม่ได้ว่าเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ กำหนดนั้นเป็นธรรมแล้ว ส่วนโจทก์นำสืบโดยมีตัวโจทก์และนางประไพ เกียรติสุดา ซึ่งเป็นภริยาโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสนอขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 47810 เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ไว้แก่โจทก์ ในราคา 1,300,000 บาทกำหนดไถ่ถอน 1 ปี ตกลงไถ่ถอนเป็นเงิน 1,330,000 บาท ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4ซึ่งข้อนี้ไม่มีพยานจำเลยที่ 3 ปากใดเบิกความปฏิเสธ จึงฟังได้ดังที่โจทก์และนางประไพเบิกความ และเนื่องจากการขายฝากเป็นการขายภายใต้เงื่อนไขให้ผู้ขายใช้สิทธิไถ่ถอนได้ ผู้ซื้อและผู้ขายจึงน่าจะกำหนดราคาไว้ต่ำกว่าราคาซื้อขายในท้องตลาด เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับโจทก์ตกลงขายฝากกันเป็นจำนวนเงินถึง 1,300,000 บาท เช่นนี้ แสดงว่าราคาซื้อขายในท้องตลาดขณะนั้นน่าจะสูงกว่าไร่ละ 650,000 บาทที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ โดยตีราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 47810ไร่ละ 400,000 บาท เป็นฐานในการคำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทจึงต่ำเกินไป เงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่กำหนดให้ 400,000 บาท นับว่าใกล้เคียงกับจำนวนร้อยละ 50 ของราคาซื้อขายในท้องตลาดขณะนั้นนับว่าเป็นธรรมแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 30
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทรงพล เกียรติสุดา
จำเลย — นาย สุรพล กสิพันธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
กนก พรรณรักษา
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา