คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561
#621369
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 อันเป็นเวลาระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยความในมาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่แทน โดยมาตรา 14 ที่บัญญัติใหม่ได้ยกเลิกความในมาตรา 14 (1) จากเดิมที่บัญญัติว่า “ (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ” โดยบัญญัติความใน (1) ใหม่เป็นว่า “ (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ” กรณีเป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จว่าต้องไม่เป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาด้วยจึงจะเข้าเกณฑ์เป็นความผิด เมื่อคดีได้ความว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 328 การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ที่บัญญัติในภายหลัง ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 14 (5) ซึ่งเป็นบทความผิดฐานเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14 (1) ด้วย กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 326, 328, 332 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (5), 15 ขอให้บวกโทษ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันลงโฆษณาคำพิพากษาทั้งฉบับในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน เอเอสทีวีผู้จัดการและอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ www.manager.co.th เป็นเวลา 7 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 6 เดือน และปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 ลงโฆษณาคำพิพากษาแต่บางส่วนพอได้ใจความในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หรือเดลินิวส์ หรือมติชน เอเอสทีวีผู้จัดการ และอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ www.manager.co.th เป็นเวลา 3 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด สำหรับข้อหาและคำขออื่นของจำเลยที่ 1 ให้ยก กับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (5) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (5) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 60,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยคู่ความไม่โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ขอจดทะเบียนเว็บไซต์ www.manager.co.th กับบริษัทที.เอช.นิค จำกัด ผู้ให้บริการจดทะเบียนโดเมนเนม เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ทำบันทึกข้อตกลงให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้พัฒนาบริหารและจัดทำเว็บไซต์ www.manager.co.th โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงนามผูกพันจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 เวลากลางคืน จำเลยที่ 1 กล่าวปราศรัยด้วยถ้อยคำหมิ่นประมาทโจทก์ในที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีผู้นำถ้อยคำดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยถอดคำพูดนำไปลงพิมพ์เผยแพร่ในเว็บไซต์ www.manager.co.th

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลง ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับสิทธิในการบริหารและจัดทำเว็บไซต์ www.manager.co.th จากบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ให้สิทธิ โดยจำเลยที่ 2 ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการพัฒนาเว็บไซต์ ทั้งต้องเป็นผู้ลงทุนทุกอย่าง รวมถึงอุปกรณ์ กำลังคนและสถานที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กำหนดไว้ให้เว็บไซต์ดังกล่าวได้รับความนิยมสูงสุด ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ ลงวันที่ 1 มีนาคม 2544 มีข้อตกลงให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิในเว็บไซต์ www.manager.co.th ในการดูแลและบริหารงานด้านบุคลากร จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ พัฒนาระบบงานทุกด้าน ตลอดจนดูแลเนื้อหาของข้อมูลข่าวสารและมีสิทธิในการหารายได้จากเว็บไซต์ ส่วนบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีสิทธินำข้อมูล เนื้อหาและภาพไปใช้ในกิจการของตนได้โดยจำเลยที่ 2 ไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 2 ได้รับสิทธิในเว็บไซต์ www.manager.co.th รวม 30 ปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544 และตามบันทึกข้อตกลง ลงวันที่ 4 มกราคม 2548 เป็นความตกลงระหว่าง บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กับจำเลยที่ 2 โดยบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้สิทธิจำเลยที่ 2 นำเนื้อหาทุกประเภทในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันไปเผยแพร่ในสื่อทุกประเภทที่จำเลยที่ 2 ได้จัดทำขึ้นหรือสื่อใดที่จำเลยที่ 2 เห็นสมควรทั้งในประเทศและต่างประเทศ และในการใช้ชื่อ “ ผู้จัดการ ” หรือ “ MANAGER ” เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2544 ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ชัดว่า นับแต่ได้รับอนุญาตจากบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิเด็ดขาดในการดำเนินงานทุกด้านของเว็บไซต์ www.manager.co.th ซึ่งย่อมรวมถึงการตัดสินใจนำข้อมูลใดไปเผยแพร่หรือไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลใดในเว็บไซต์ด้วย สิทธิดังกล่าวนี้เป็นเรื่องสำคัญต่อผลประโยชน์ของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย เห็นได้จากความตกลงในย่อหน้าสุดท้ายของบันทึกข้อตกลง ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 ว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายที่ตกลงกันในการปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นที่นิยมและเพิ่มโอกาสให้ชื่อบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และเว็บไซต์ www.manager.co.th ได้รับความนิยมสูงสุดแล้ว บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีสิทธิยกเลิกสัญญาได้ทันที และดังเห็นได้จากสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ ลงวันที่ 1 มีนาคม 2544 ข้อ 1 ที่บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) สามารถนำข้อมูล เนื้อหาและรูปภาพในเว็บไซต์ที่จำเลยที่ 2 ดูแลและบริหารงานไปใช้ในกิจการของตนได้โดยจำเลยที่ 2 ไม่อาจคิดมูลค่าได้ และตามข้อ 2 ที่กำหนดการให้ใช้สิทธิโดยจำกัดระยะเวลาที่ 30 ปี หากจำเลยที่ 2 จะต่ออายุสัญญาต้องยื่นขอต่อบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นลายลักษณ์อักษรก่อนสัญญาสิ้นสุด ตามความตกลงนี้เป็นประโยชน์ต่อคู่กรณีทั้งสองฝ่าย มิเช่นนั้นจำเลยที่ 2 ย่อมไม่ลงทุนทรัพยากรในทุกด้านและย่อมไม่ทำข้อตกลงเป็นหนังสือกับบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รับรองการให้สิทธิและใช้สิทธิในเว็บไซต์ไว้เป็นหลักฐานผูกพันกันเช่นนั้น

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า สัญญาที่บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้สิทธิแก่จำเลยที่ 2 ในการบริหารและจัดทำเว็บไซต์ www.manager.co.th สิ้นผลเมื่อบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ตกเป็นบุคคลล้มละลายในวันที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษาคดีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุ นับแต่นั้นจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้บริหารดูแลเว็บไซต์อีกต่อไป จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณานั้น เห็นว่า แม้บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต้องคำพิพากษาให้ตกเป็นบุคคลล้มละลายก็เป็นเพียงทำให้การจัดการทรัพย์สินตกอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และ 62 ผลแห่งการล้มละลายหาได้ทำให้สัญญาที่บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ทำกับจำเลยที่ 2 เป็นอันสิ้นผลหรือระงับไปดังอ้างไม่ ดังเห็นได้จากบทบัญญัติที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้มีอยู่แก่ผู้อื่นตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง หากสิทธิตามสัญญานั้นมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ ข้อสัญญาและบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ได้สิทธิในการบริหารและจัดการเว็บไซต์ www.manager.co.th จึงหาสิ้นผลหรือระงับไปเพราะเหตุบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต้องคำพิพากษาให้ล้มละลายไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ใบเสร็จรับเงินชำระค่าบริการโดเมนเนมที่ผู้ให้บริการออกให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นใบเสร็จรับเงินที่ออกล่าสุดเมื่อปี 2547 ก่อนเกิดเหตุนานหลายปี และหลังจากปี 2547 จำเลยที่ 2 ไม่ได้ชำระค่าบริการอีก คงมีแต่บริษัทเอธนิค เอิร์ธ ด็อทคอม โฮลดิ้ง จำกัด เป็นผู้ชำระค่าบริการแก่บริษัทที.เอช.นิค จำกัด จำเลยที่ 2 จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ www.manager.co.th อีกนั้น เห็นว่า แม้ตามใบเสร็จรับเงินของบริษัทที.เอช.นิค จำกัด ผู้ให้บริการจดทะเบียนโดเมนเนมจะปรากฏความดังจำเลยที่ 2 ฎีกา และบริษัทเอธนิค เอิร์ธ ด็อทคอม โฮลดิ้ง จำกัด เป็นผู้ชำระค่าบริการแก่บริษัทที.เอช.นิค จำกัด เป็นค่าธรรมเนียมให้บริการโดเมนเนมในชื่อ www.manager.co.th ระหว่างวันที่ 17 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 16 มกราคม 2554 ตามใบเสร็จลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 และระหว่างวันที่ 17 เมษายน 2554 ถึงวันที่ 16 เมษายน 2556 ตามใบเสร็จลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ก็ตาม และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การตรวจเครื่องแม่ข่ายควบคุมเว็บไซต์ www.thaiday.com และ www.manager.co.th เป็นเหตุการณ์เมื่อปี 2556 หลังเกิดเหตุเป็นเวลานานนั้น ยิ่งเป็นเหตุผลแสดงให้เห็นชัดเจนถึงความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับเว็บไซต์ www.manager.co.th ว่ายังคงมีสืบเนื่องตั้งแต่จำเลยที่ 2 ได้รับสิทธิต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงเมื่อปี 2556 กรณีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันระหว่างจำเลยที่ 2 กับเว็บไซต์ www.manager.co.th ยังปรากฏตามข้อมูลรับสมัครงานที่ปรากฏในเว็บไซต์ www.manager.co.th ได้ความเช่นนี้ การที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ชำระค่าบริการโดเมนเนม เว็บไซต์ www.manager.co.th ด้วยตนเองจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ www.manager.co.th อีกดังที่ฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นผู้บริหารจัดการและมีสิทธิเด็ดขาดในการดำเนินงานทุกด้านของเว็บไซต์ www.manager.co.th โดยมีอำนาจตัดสินใจนำเสนอข้อมูลใดไปเผยแพร่หรือไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลใดในเว็บไซต์ www.manager.co.th เมื่อเว็บไซต์ดังกล่าวเผยแพร่ข้อมูลถ้อยคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 ที่กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ในที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ให้บริการตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น ปรากฏความว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2560 มีประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 10 ก หน้า 24 ซึ่งความในมาตรา 2 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 อันเป็นเวลาระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยความในมาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่แทน โดยมาตรา 14 ที่บัญญัติใหม่ได้ยกเลิกความในมาตรา 14 (1) จากเดิมที่บัญญัติว่า “ (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ” โดยบัญญัติความใน (1) ใหม่เป็นว่า “ (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ” กรณีเป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จว่าต้องไม่เป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาด้วยจึงจะเข้าเกณฑ์เป็นความผิด เมื่อคดีได้ความว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ดังวินิจฉัย การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ที่บัญญัติในภายหลัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 14 (5) ซึ่งเป็นบทความผิดฐานเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14 (1) ด้วย กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 สถานเดียว ลงโทษปรับ 60,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด
จำเลย — นายประพันธ์หรือประพันธุ์ คูณมี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพิสิษฐ์ เจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ศิริชัย จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2757/2561
#625724
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองฐานพยายามส่งของออกไปนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดอันเกี่ยวกับของนั้นเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 และ พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 20 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 มีระวางโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ โดยความผิดฐานนี้ไม่ว่าจะเป็นพยายามกระทำความผิดหรือกระทำความผิดสำเร็จ กฎหมายกำหนดโทษไว้เท่ากัน และตาม พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับห้าเท่าของสินค้าที่ส่งออกหรือนำเข้า หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยไม่ได้บัญญัติการพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษเช่นเดียวกับความผิดสำเร็จ จึงต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม ป.อ. มาตรา 80 ศาลจึงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าฯ มาตรา 20 วรรคหนึ่ง ได้เพียง 6 ปี 8 เดือน โทษจำคุกตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 จึงเป็นโทษหนักกว่าความผิดฐานนี้ จึงต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 บัญญัติให้การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้องฐานพยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดอันเกี่ยวกับของนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างกับโทษตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งบัญญัติให้ลงโทษสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ โดยความผิดฐานนี้ไม่ว่าจะเป็นพยายามกระทำความผิด หรือกระทำความผิดสำเร็จ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 กำหนดโทษไว้เท่ากัน เมื่อโทษจำคุกตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี เท่ากัน แต่คดีนี้เมื่อคำนวณปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว เป็นเงิน 5,410,932 บาท โทษปรับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 ซึ่งปรับไม่เกิน 500,000 บาท จึงเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากกว่าโทษปรับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด การกำหนดโทษปรับจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ดังกล่าว ต้องกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดค่าปรับในลักษณะรวมกันตามบทบัญญัติ มาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 อันเป็นการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 80 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ม. 7 วรรคหนึ่ง ม. 20 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 244
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทโตเร็ว อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสิงห์พิทักษ์ ละมูลมอญ
ศาลอุทธรณ์ — นายอดุลย์ อุดมผล
ชื่อองค์คณะ
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
นิพนธ์ ใจสำราญ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2673/2561
#624230
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาชาร์เตอร์เรือหรือจ้างเหมามี 3 ประเภท ได้แก่หนึ่งการจ้างแบบรายเที่ยว (Voyage Charter) สองได้แก่การเหมาแบบมีกำหนดระยะเวลา (Time Charter) โดยมีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด และสามสัญญาเช่าเรือเปล่า (Bareboat Charter) ซึ่งไม่มีคนประจำเรือ กรณีสัญญา Voyage Charter และ Time Charter มีผู้เกี่ยวข้องหลักคือเจ้าของเรือหรือ Owner และคู่สัญญาอีกฝ่ายเรียกว่า Charterer เจ้าของเรือเป็นผู้ประกอบกิจการขนส่ง โดย Charterer จะนำสินค้ามามอบให้เจ้าของเรือ แล้วเจ้าของเรือนำสินค้าไปส่งปลายทาง นายเรือและลูกเรือเป็นลูกจ้างของเจ้าของเรือ อำนาจในการสั่งการและสิทธิครอบครองเรือยังอยู่กับเจ้าของเรือ เจ้าของเรือต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการประกอบกิจการขนของทางทะเลด้วยจึงเป็นที่มาของกฎหมายใช้คำว่าจ้างเหมาระวางบรรทุก ผู้ว่าจ้างหรือ Charterer เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินเรือ เหตุผลเป็นเพราะผู้ว่าจ้างสามารถสั่งเรือให้ไปที่ใดก็ได้ เจ้าของเรือไม่อาจคิดค่าน้ำมันไว้ล่วงหน้าได้ ในกรณีที่เรือไปโดนกับเรือลำอื่นหรือไปสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของบุคคลอื่นเจ้าของเรือต้องรับผิดชอบ ส่วนสัญญาเช่าเรือเปล่า (Bareboat Charter) เจ้าของเรือส่งมอบเรือเปล่าให้แก่ผู้เช่า ผู้เช่ามีหน้าที่จัดหานายเรือและลูกเรือเอง และสัญญาชาร์เตอร์ซึ่งเป็นที่มาของข้อพิพาทภาษีคดีนี้ เป็นสัญญาใช้ประโยชน์จากเรืออันเป็นสัญญาขนส่ง มิใช่สัญญาเช่าเรือเดินทะเล

ในส่วน พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 นั้น มีมาตรา 4 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่การขนส่งทางทะเลจากที่แห่งหนึ่งในราชอาณาจักรไปยังที่อีกแห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักรหรือจากที่แห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักรมายังที่อีกแห่งหนึ่งในราชอาณาจักร..." ดังนั้น เมื่อการขนส่งโดยเรือ 3 ลำ ดังกล่าวไม่ได้ขนสินค้าออกจากราชอาณาจักร หรือขนเข้ามาในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ ในการตีความสัญญานั้น ต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 และคดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็อ้างประเพณีในการขนส่งระหว่างประเทศและในการนำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเพณีดังกล่าว ในประเพณีการขนส่งระหว่างประเทศทางทะเล ถือว่าการที่เจ้าของเรือทำสัญญา Time Charter Party กับ Charterer นั้น เจ้าของเรือเป็นผู้ขนส่ง ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญา Time Charter Party 3 ฉบับ ดังกล่าวก็มีเหตุผลแสดงให้เห็นว่าโจทก์และคู่สัญญามีเจตนาทำสัญญาให้เป็นไปตามประเพณีการขนส่งระหว่างประเทศดังกล่าวซึ่งถือว่าโจทก์เจ้าของเรือเป็นผู้ขนส่งตามข้อสัญญา Time Charter Party และตามประเพณีการค้าการขนส่งระหว่างประเทศก็ล้วนถือได้ว่าโจทก์ตกลงทำสัญญา Time Charter Party กับ Charterer โดยโจทก์เป็นผู้ขนส่ง การประกอบการของโจทก์ในส่วนที่มีการทำสัญญา Time Charter Party กับ Charterer 3 ฉบับ สำหรับเรือ 3 ลำ ของโจทก์เป็นการประกอบการขนส่งระหว่างประเทศมิใช่การเช่าทรัพย์

การประกอบการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศของโจทก์ตามสัญญา Time Charter Party 3 ฉบับ นี้ ไม่มีการขนส่งจากในราชอาณาจักรไปยังนอกราชอาณาจักรและไม่มีการขนส่งจากนอกราชอาณาจักรมายังในราชอาณาจักร แม้จะมีการทำสัญญาในราชอาณาจักรหรือมีค่าใช้จ่ายบางส่วนเกิดขึ้นในราชอาณาจักรก็ตาม แต่การทำสัญญาและค่าใช้จ่ายบางส่วนดังกล่าวไม่ใช่ส่วนการกระทำที่เป็นการขนส่ง จึงไม่เป็นการประกอบการในราชอาณาจักร แต่เป็นการประกอบการนอกราชอาณาจักร ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศตามความหมายแห่ง ป.รัษฎากร มาตรา 80/1 (3) ที่จะได้รับประโยชน์ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 เพราะเมื่อการประกอบกิจการของโจทก์มิใช่การประกอบกิจการในราชอาณาจักรก็ย่อมไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 แต่ก็มีผลให้ต้องเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และจำเลยต้องคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ ภ.พ.73.1-01002080-25540616-00061 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2554 เลขที่ ภ.พ.73.1-01002080-25540616-005-00062 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2554 และเลขที่ ภ.พ.73.1-01002080-25540616-00063 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2554 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.2)/434/2557 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 เลขที่ สภ.1 (อธ.2)/435/2557 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 และเลขที่ สภ.1 (อธ.2)/436/2557 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ให้งดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับสำหรับเดือนภาษีตุลาคม เดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม 2553 ทั้งหมด กับให้จำเลยชดใช้เงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับที่โจทก์ได้ชำระไปแล้ว 7,805,836.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวคืนแก่โจทก์โดยดอกเบี้ยคำนวณนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ ภ.พ.73.1-01002080-25540616-005-0061 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2554 เลขที่ ภ.พ.73.1-01002080-25540616-005-0062 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2554 และเลขที่ ภ.พ.73.1-01002080-25540616-005-0063 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2554 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.2)/434/2557 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 เลขที่ สภ.1 (อธ.2)/435/2557 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 และเลขที่ สภ.1 (อธ.2)/436/2557 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับรายได้ของโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างขนส่งสินค้าทางทะเล ให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มและเบี้ยปรับจำนวน 5,539,037.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติได้ว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มขอคืนภาษีเป็นเงินสดสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2553 จำนวน 181,093 บาท เดือนภาษีพฤศจิกายน 2553 เป็นเงิน 178,636.94 บาท และเดือนภาษีธันวาคม 2553 เป็นเงิน 236,324.30 บาท เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยตรวจพบว่า โจทก์เป็นเจ้าของเรือเดินทะเลชื่อ เซนน่า 1 เซนน่า 2 และเซนน่า 3 โจทก์นำเรือเซนน่า 1 และเซนน่า 3 ไปทำสัญญากับบริษัทแดลิม คอร์ปอเรชั่น ซึ่งตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐเกาหลี และนำเรือเซนน่า 2 ไปทำสัญญากับบริษัทนิปปอนแก๊สไลน์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยทำสัญญามีกำหนดระยะเวลา (Time Charter) โจทก์เห็นว่า โจทก์มีรายรับจากการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80/1 (3) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยเห็นว่า สำเนาใบแจ้งหนี้/สำเนาใบกำกับภาษีที่โจทก์ออกเพื่อเรียกเก็บเงินผู้ใช้บริการระบุเพียงว่า ค่า Time Charter โดยไม่มีรายละเอียดของปริมาณหรือน้ำหนักของสินค้าและระยะทางที่ขนส่ง เจ้าพนักงานประเมินจึงถือว่ารายได้ดังกล่าวมิใช่ค่าระวางการขนส่ง แต่เป็นรายได้จากการให้เช่าทรัพย์สินโดยมีการทำสัญญาในราชอาณาจักรเข้าลักษณะเป็นการให้บริการซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 รวมภาษีส่วนท้องถิ่นแล้ว ตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร จากการตรวจสอบภาษีสำหรับเดือนภาษีตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2553 พบว่าโจทก์มีรายจ่ายเกี่ยวกับเรือที่ให้เช่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยโจทก์นำภาษีซื้อดังกล่าวมาใช้เครดิตภาษี เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบแล้วมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้โจทก์ต้องชำระภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีตุลาคม เดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม 2553 เป็นเงิน 2,126,944.84 บาท 4,806,536.57 บาท และ 1,916,868.62 บาท ตามลำดับ โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์แต่กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงลดเบี้ยปรับ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่จำเลยแล้ว โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนการประเมิน และให้คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่ได้ชำระแก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ชำระแก่จำเลย ในระหว่างระยะเวลาตามสัญญา Time Charter Party ไม่มีการขนส่งโดยเรือทั้งสามลำของโจทก์จากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักรหรือขนส่งจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว กรมสรรพากรจำเลยเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องยื่นแบบพร้อมชำระภาษีเป็นรายเดือนทุกเดือนภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป มาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 10 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการ (1) การขายสินค้า (2) การให้บริการ และ (3) การนำเข้า อัตราภาษีดังกล่าวให้ลดลงได้ตามพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องกำหนดอัตราภาษีให้เป็นอัตราเดียวกันสำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทุกกรณี ซึ่งมีการลดอัตราภาษีเหลือร้อยละ 7 รวมภาษีส่วนท้องถิ่นแล้ว สำหรับการประกอบกิจการหลายกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ได้คืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ถูกหักเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มนำส่งกรมสรรพากรแล้ว ให้มีสิทธิได้รับคืนโดยใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดไว้และตาม (3) การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยทางอากาศยานหรือเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการซึ่งเป็นนิติบุคคลก็ได้รับสิทธินี้ สำหรับปัญหาว่าการประกอบกิจการของโจทก์ในส่วนที่ทำสัญญา Time Charter Party เรือ 3 ลำ กับ Charterer โดยได้รับค่าตอบแทนจาก Charterer นั้น ไม่ใช่การประกอบการขนส่งระหว่างประเทศ จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 รวมภาษีท้องถิ่นแล้ว ตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หรือเป็นการขนส่งระหว่างประเทศให้ใช้อัตราร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการโดยโจทก์และจำเลยต่างตีความสัญญา Time CharterParty ที่โจทก์ทำกับ Charterer แตกต่างกันเนื่องจากโจทก์ถือว่าสัญญาดังกล่าวตามประเพณีการขนส่งระหว่างประเทศถือว่าโจทก์ในฐานะเจ้าของเรือเป็นผู้ขนส่ง แต่จำเลยเห็นว่าโจทก์ส่งมอบการครอบครองเรือให้ Charterer Charterer จึงเป็นผู้ขนส่งและโจทก์เป็นเพียงผู้ให้เช่าเท่านั้น ปัญหานี้ในเบื้องต้นเห็นว่า ในส่วนพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 นั้น มีมาตรา 4 บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่การขนส่งทางทะเลจากที่แห่งหนึ่งในราชอาณาจักรไปยังที่อีกแห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักรหรือจากที่แห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักรมายังที่อีกแห่งหนึ่งในราชอาณาจักร..." ดังนั้น เมื่อการขนส่งโดยเรือ 3 ลำ ดังกล่าวไม่ได้ขนสินค้าออกจากราชอาณาจักร หรือขนเข้ามาในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 อย่างไรก็ตามในการตีความสัญญานั้น ต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 และคดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็อ้างประเพณีในการขนส่งระหว่างประเทศและในการนำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเพณีดังกล่าว โจทก์มีนายไมตรี เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการเรือของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า พยานจบการศึกษาด้านการเดินเรือจากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี โดยมีหลักสูตรการเรียน 5 ปี เป็นสถาบันการศึกษาภายใต้การควบคุมของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม เมื่อจบการศึกษาแล้วพยานทำงานในเรือเดินทะเลตั้งแต่ปี 2536 และสอบได้ประกาศนียบัตรอนุญาตเป็นนายเรือชั้นหนึ่ง (Master Mariner) โจทก์เป็นผู้ขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยมีสัญญาจ้างขนส่งแบบรายเที่ยว (Voyage Charter) สัญญาจ้างขนส่งแบบมีกำหนดระยะเวลา (Time Charter Party) ซึ่งไม่ใช่การให้เช่าเรือเดินทะเลไม่ใช่สัญญาเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่มีลักษณะเป็นสัญญาบริการรับขนส่งสินค้าทางทะเลตามกฎหมายว่าด้วยพาณิชย์นาวี เป็นการชาร์เตอร์เรือ ซึ่งมี 3 ประเภท ได้แก่ประเภทที่ 1 การจ้างเหมาแบบรายเที่ยว (Voyage Charter) ซึ่งเป็นสัญญาชาร์เตอร์เรือเดินทะเลประเภทจ้างเหมาระวางบรรทุก โดยเจ้าของเรือจะเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของการเดินเรือ การจัดหานายเรือและลูกเรือ น้ำมันเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ ส่วนคู่สัญญาหรือ Charterer จะเป็นผู้รับผิดชอบบริหารการจัดส่งสินค้าที่จะทำการขนส่งเช่นจัดหาวิธีการขนถ่ายสินค้า ติดต่อประสานงานกับผู้รับสินค้าและผู้รับตราส่ง โดยเจ้าของเรือมีหน้าที่ออกใบตราส่ง ดังนั้น เจ้าของเรือจึงเป็นผู้ขนส่ง (Carrier) ซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของสินค้ากรณีสูญหาย ได้รับความเสียหาย หรือส่งมอบล่าช้ากว่ากำหนด และนายเรือซึ่งเป็นลูกจ้างของเจ้าของเรือจะเป็นผู้ลงนามในใบตราส่ง กรณีเกิดอุบัติเหตุเรือที่ขนส่งไปโดนกับเรือลำอื่น หรือไปก่อความเสียหายแก่บุคคลภายนอก เจ้าของเรือจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากเจ้าของเรือยังเป็นผู้ครอบครองเรือ และควบคุมการเดินเรือ เจ้าของเรือหรือนายเรือมีสิทธิปฏิเสธการขนส่งสินค้าไปท่าที่ผู้ว่าจ้างกำหนดหากเห็นว่าอาจเกิดอันตรายต่อเรือและลูกเรือ เจ้าของเรือจะเรียกเก็บค่าขนส่งจาก Charterer ค่าจ้างดังกล่าวหมายความตลอดถึงค่าตอบแทนนายเรือและลูกเรือ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าบำรุงรักษาและค่าจัดการเรือ เป็นต้น ค่าใช้จ่ายในการขนส่งภายใต้สัญญานี้แบ่งออกเป็นต้นทุนคงที่ เช่นค่าจ้างนายเรือและลูกเรือ ค่าบำรุงรักษาเรือ และต้นทุนผันแปร เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งผันแปรตามระยะทางและปริมาณสินค้าที่ขนส่ง ประเภทที่ 2 สัญญาชาร์เตอร์เรือแบบมีกำหนดระยะเวลา (Time Charter Party) เป็นสัญญาชาร์เตอร์ลักษณะว่าจ้างขนส่งโดยฝ่ายเจ้าของเรือจะเป็นผู้รับผิดชอบด้านการเดินเรือ รวมทั้งค่าจ้างและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของลูกเรือ เจ้าของเรือมีหน้าที่ออกใบตราส่งสำหรับการขนส่งสินค้า และหาก Charterer เป็นผู้ลงนามในใบตราส่งก็ต้องเป็นการลงนามแทนนายเรือ และต้องได้รับความยินยอมจากนายเรือก่อน ทั้งนี้ Charterer จะให้เจ้าของเรือขนส่งสินค้าที่ท่าเรือใดภายในขอบเขตที่กำหนดไว้ตามสัญญากี่เที่ยวก็ได้ตราบเท่าที่อยู่ในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา และ Charterer ต้องรับผิดชอบในต้นทุนผันแปร เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงค่าธรรมเนียมการใช้เรือ และค่าพนักงานนำร่องเป็นต้น กรณีเกิดความสูญหายหรือสินค้าเสียหาย และการส่งมอบสินค้าล่าช้า เจ้าของเรือยังคงเป็นผู้รับผิดชอบเช่นเดียวกับสัญญาชาร์เตอร์เรือรายเที่ยว (Voyage Charter) จึงถือว่าเจ้าของเรือเป็นผู้ขนส่งตามกฎหมาย และประเภทที่ 3 สัญญาชาร์เตอร์แบบเรือเปล่า (Bareboat Charter Party) เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน โดยเจ้าของเรือต้องส่งมอบการครอบครองเรือให้แก่ Charterer การดูแลรับผิดชอบเรื่องการเดินเรือ การจ้างนายเรือและลูกเรือ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับเรืออยู่ในความรับผิดชอบของ Charterer Charterer รับผิดชอบในความสูญหายและความเสียหายของสินค้า ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พยานปากนี้เบิกความตามความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ การศึกษาและการปฏิบัติ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ทนายจำเลยถามค้านให้เห็นเป็นอื่น ซึ่งคำเบิกความสอดคล้องกับแบบสัญญามาตรฐานสำหรับการชาร์เตอร์เรือตามประเพณีทางพาณิชย์นาวีทั่วไป โดยสัญญาชาร์เตอร์แบบรายเที่ยว (Voyage Charter) สัญญาชาร์เตอร์เรือแบบกำหนดระยะเวลา (Time Charter Party) และสัญญาชาร์เตอร์แบบเรือเปล่า (Bareboat Charter Party) โดยพยานเบิกความยืนยันว่าเป็นแบบมาตรฐานตามหลักประเพณีทางปฏิบัติธุรกิจการรับขนส่งสินค้าทางเรือที่ยอมรับกันทั่วไป สอดคล้องกับเอกสารทางวิชาการด้านพาณิชย์นาวีของทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนี้จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และโจทก์ยังมีนายจุฬา ซึ่งจบการศึกษาปริญญาเอกด้านกฎหมายพาณิชย์นาวี จากมหาวิทยาลัยเซาท์เทมตัน สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ เคยเป็นนิติกรสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมพาณิชย์นาวี ทำหน้าที่ยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการขนส่งทางเรือ เคยเป็นอธิบดีกรมเจ้าท่า และขณะเบิกความเป็นอธิบดีกรมท่าอากาศยานเป็นพยานเบิกความว่า สัญญาชาร์เตอร์เรือหรือจ้างเหมามี 3 ประเภท ได้แก่ การจ้างเป็นรายเที่ยว (Voyage Charter), การเหมาแบบมีกำหนดระยะเวลา (Time Charter) โดยมีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด และสัญญาเช่าเรือเปล่า (Bareboat Charter) ซึ่งไม่มีคนประจำเรือ กรณีสัญญา Voyage Charter และ Time Charter มีผู้เกี่ยวข้องหลักคือเจ้าของเรือหรือ Owner และคู่สัญญาอีกฝ่ายเรียกว่า Charterer เจ้าของเรือเป็นผู้ประกอบกิจการขนส่ง โดย Charterer จะนำสินค้ามามอบให้เจ้าของเรือ แล้วเจ้าของเรือนำสินค้าไปส่งปลายทาง นายเรือและลูกเรือเป็นลูกจ้างของเจ้าของเรือ อำนาจในการสั่งการและสิทธิครอบครองเรือยังอยู่กับเจ้าของเรือ เจ้าของเรือต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการประกอบกิจการขนของทางทะเลด้วย จึงเป็นที่มาของกฎหมายใช้คำว่าจ้างเหมาระวางบรรทุก สำหรับสัญญาชาร์เตอร์แบบมีระยะเวลา (Time Charter) นายเรือและลูกเรือเป็นลูกจ้างของเจ้าของเรือ โดยมีอำนาจในการสั่งการและครอบครองเรือ แต่ผู้ว่าจ้างหรือ Charterer เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในการเดินเรือ เหตุผลเป็นเพราะว่า Charterer สามารถสั่งเรือให้ไปที่ใดก็ได้ เจ้าของเรือไม่อาจคิดค่าน้ำมันไว้ล่วงหน้าได้ ส่วนสัญญาเช่าเรือเปล่า (Bareboat Charter) เจ้าของเรือส่งมอบเรือเปล่าให้แก่ผู้เช่า ผู้เช่ามีหน้าที่จัดหานายเรือและลูกเรือเอง ดังนั้นสัญญาจ้างแบบรายเที่ยว (Voyage Charter) กับสัญญาการเหมาแบบมีระยะเวลา (Time Charter) เป็นสัญญาว่าจ้างขนส่งสินค้าทางทะเล ในกรณีที่เรือไปโดนกับเรือลำอื่นหรือไปสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของบุคคลอื่น เจ้าของเรือต้องรับผิดชอบ และพยานเบิกความความยืนยันว่าสัญญาชาร์เตอร์ซึ่งเป็นที่มาของข้อพิพาทภาษีคดีนี้ เป็นสัญญาใช้ประโยชน์จากเรืออันเป็นสัญญาขนส่ง มิใช่สัญญาเช่าเรือเดินทะเล ทั้งประเทศต่าง ๆ ก็ถือว่าสัญญา Time Charter Party เป็นสัญญาขนส่งสินค้าทางเรือ เห็นได้ว่า พยานปากนี้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการพาณิชย์นาวี โดยโจทก์ขอให้ศาลภาษีอากรกลางหมายเรียกมาเป็นพยาน พยานเบิกความให้ความเห็นทางวิชาการประกอบการพิจารณาของศาล โดยไม่มีส่วนได้เสียกับโจทก์หรือจำเลยในคดีนี้ คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพยานปากนี้เป็นข้าราชการ ขณะเบิกความไม่ได้เป็นอธิบดีกรมเจ้าท่าแล้ว โดยมารยาทแล้วการเบิกความเป็นปฏิปักษ์ต่อทางราชการนั้น ข้าราชการไม่พึงทำและเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของพยาน นั้น เห็นว่า ผู้ที่มาเป็นพยานศาลต้องเบิกความต่อศาลตามข้อเท็จจริงที่รู้เห็นหรือให้ความเห็นตามหลักวิชาการโดยต้องคำนึงถึงความถูกต้องเป็นสำคัญ และไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นปฏิปักษ์กับการจัดเก็บภาษีอากรของจำเลยหรือไม่ มิฉะนั้นแล้วการพิพากษาคดีของศาลจะไม่เป็นธรรม และพยานอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยนั้น มีนางแสงเพ็ชร นักตรวจสอบภาษีสำนักสรรพากรพื้นที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า จากการตรวจสำเนาใบแจ้งหนี้/ใบกำกับภาษีที่โจทก์ออกเพื่อเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้บริการ ระบุเพียงว่า ค่า Time Charter โดยไม่มีรายละเอียดของน้ำหนักหรือปริมาณสินค้า และไม่มีระยะทางที่ขนส่ง โดยจำนวนเงินช่องค่าบริการที่เรียกเก็บเท่ากันทุกเดือน ข้อตกลงการลดหนี้ตามจำนวนวันในเดือนนั้น ๆ ไม่คำนึงถึงปริมาณสินค้าที่ขน น้ำหนักและจำนวนเที่ยวที่ขนแต่อย่างใด จึงถือว่าเป็นรายได้จากการให้เช่าเรือเดินทะเล โจทก์จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร อัตราภาษีร้อยละ 7 ของรายรับโดยรวมภาษีท้องถิ่นแล้ว และเป็นการให้เช่าทรัพย์สินในราชอาณาจักรแต่มิได้นำผลของการให้บริการไปใช้ในต่างประเทศ จึงไม่เข้าลักษณะเป็นการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ตามประเภทหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ซึ่งให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (2) แต่อย่างใด เห็นว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามคำเบิกความของนางแสงเพ็ชรเป็นการประเมินจากการตรวจแบบการขอคืนภาษีมากกว่าการพิเคราะห์ตามสัญญาชาร์เตอร์เรือและการดำเนินธุรกิจของโจทก์กับคู่สัญญา ส่วนพยานจำเลยปากนางสาวนุชนาถ นักตรวจสอบภาษีชำนาญการเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์เป็นพยานเบิกความว่า ตามประมวลรัษฎากรมิได้ให้ความหมายหรือคำนิยามของการให้เช่าทรัพย์สิน และการให้บริการขนส่งโดยเรือเดินทะเลไว้ พยานจึงพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 4 เช่าทรัพย์ และลักษณะ 8 รับขน ซึ่งเป็นเอกเทศสัญญา ข้อแตกต่างระหว่างการให้เช่าทรัพย์สินกับการรับขนคือผู้ให้เช่าต้องส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินที่เช่าชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าจ่ายค่าตอบแทนเป็นค่าเช่า ส่วนการขนส่งนั้นการครอบครองทรัพย์สินจะยังคงอยู่ที่เจ้าของทรัพย์สิน โดย Charterer ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นค่าระวางหรือค่าพาหนะ เมื่อพิจารณาตามข้อสัญญาแล้ว โจทก์ได้ส่งมอบการครอบครองและการควบคุมตลอดจนอำนาจสั่งการในเรือแก่ Charterer แล้ว ตามจารีตประเพณีและหลักกฎหมายสากลว่าด้วยการรับขนของทางทะเลถือว่าสัญญาให้บริการดังกล่าว เป็นสัญญาเช่าประเภทหนึ่ง โดยเทียบเคียงกับคำพิพากษาฎีกาที่ 5597/2551 นั้น เห็นว่า คำเบิกความพยานปากนี้เบิกความลอย ๆ ไม่ได้อธิบายถึงสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาชาร์เตอร์ระหว่างโจทก์กับคู่สัญญาแต่อย่างใด เมื่อพิเคราะห์ถึงสัญญาชาร์เตอร์เรือเซนน่า 1 เซนน่า 2 และเซนน่า 3 อันเป็นรูปแบบของสัญญามาตรฐานสากล ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางเรือเดินทะเลระหว่างประเทศ มีรายรับจากค่าจ้างขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และพยานจำเลยปากนี้เป็นผู้ทำบันทึกเสนอเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็วินิจฉัยยกอุทธรณ์โดยมีเหตุผลดังเช่นที่พยานปากนี้เบิกความ แต่พยานก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าสัญญาพิพาทในคดีนี้ตรงกับสัญญาเช่าประเภทเสมือนหนึ่งผู้เช่าเป็นเจ้าของเรือ (Charter Party by Demise) ตามบทความเรื่องจารีตประเพณีและหลักกฎหมายสากลว่าด้วยการรับขนของทางทะเลของนายเกริก ทั้งที่ตามบทความนี้ก็ถือว่าสัญญา Time Chater Party เจ้าของเรือเป็นผู้ขนส่งและสัญญาพิพาทก็เป็นสัญญาจ้างเหมาระวางบรรทุกมีกำหนดระยะเวลา (Time Charter Party) มิใช่สัญญาให้เช่าเรือเปล่า (Bareboat Charter หรือ Charter Party by Demise) โดยตามสัญญาพิพาทนั้น หาก Charterer ไม่ชำระค่าระวางเจ้าของเรือมีสิทธิถอนเรือจากการขนส่งได้ เรือยังอยู่ในความควบคุมและครอบครองของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเรือโดยอำนาจสั่งการเกี่ยวกับเรือยังคงเป็นของโจทก์ตลอดเวลา โดยมีนายเรือและลูกเรือครอบครองแทน หาได้มีลักษณะเป็นการส่งมอบเรือให้คู่สัญญาเบ็ดเสร็จเด็ดขาด นอกจากนี้เพื่อส่งเสริมกิจการพาณิชย์นาวีของเรือไทยให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ มีประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 72) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การยกเว้นภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้จากการขนส่งสินค้าทางทะเล โดยข้อ 2 (1) (ข) กรณีผู้ประกอบการขนส่งประเภทเรือจรที่ไม่มีกำหนดเวลาเดินทางแน่นอน หมายความถึง รายได้ตามสัญญารับขนของทางทะเล ทั้งการรับขนของทางทะเลประเภท Voyage Charter ซึ่งจะต้องมีการออกเอกสาร Charter Party หรือการรับขนของทางทะเลประเภท Time Charter ที่ผู้ประกอบการขนส่งเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายประจำในการบริหารเรือ การดูแลรักษาเรือ การประกันภัย การจัดหากัปตันเรือและลูกเรือ และการตรวจสภาพเรือ ทั้งนี้ไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายผันแปรอันเนื่องมาจากการใช้เรือ เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายในการเทียบท่า ค่านำร่อง ค่าขนถ่ายสินค้า ซึ่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ก็ยอมรับว่ารายได้จากการประกอบกิจการเป็นค่าระวางของเรือเดินทะเล หาใช่ค่าเช่าไม่ ประกอบกับนายอัควิทย์ นิติกรเชี่ยวชาญสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ในแง่ภาษีเงินได้นิติบุคคล Time Charter Party ถือเป็นรายได้จากการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว และประกาศอธิบดีให้สิทธิเฉพาะการทำสัญญาขนส่งทางทะเลแบบ Voyage Charter และ Time Charter เท่านั้น ไม่รวมถึงแบบให้เช่าเรือเปล่า (Bareboat Charter) เจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยและเชื่อได้ว่าในประเพณีการขนส่งระหว่างประเทศทางทะเล ถือว่าการที่เจ้าของเรือทำสัญญา Time Charter กับ Charterer นั้น เจ้าของเรือเป็นผู้ขนส่ง ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญา Time Charter Party 3 ฉบับ ดังกล่าว ก็มีเหตุผลแสดงให้เห็นว่าโจทก์และคู่สัญญามีเจตนาทำสัญญาให้เป็นไปตามประเพณีการขนส่งระหว่างประเทศดังกล่าว ซึ่งถือว่าโจทก์เจ้าของเรือเป็นผู้ขนส่ง ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า กรณีนี้เทียบเคียงกับคำพิพากษาฎีกาที่ 5597/2551 นั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวเป็นกรณีผู้ประกอบการใช้รถจักรยานยนต์ให้บริการส่งเอกสารแตกต่างจากการประกอบการของโจทก์ในคดีนี้ และคดีดังกล่าวเป็นปัญหาว่าได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ณ) หรือไม่ จึงนำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ไม่ได้ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์อีกว่าโจทก์คิดค่าตอบแทนจาก Charterer เป็นรายเดือนเท่ากันทุกเดือนโดยไม่คิดค่าตอบแทนตามระยะทางหรือความยากง่ายของการเดินเรือไปยังที่ต่าง ๆ นั้น เห็นว่า โจทก์สามารถคิดคำนวณรายจ่ายประจำที่ต้องใช้ในเรือแต่ละลำเป็นรายวันและรายเดือน แล้วบวกเพิ่มด้วยส่วนที่โจทก์ต้องการเป็นกำไรจากการประกอบการได้ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องคิดค่าตอบแทนตามระยะทางหรือความยากง่ายแต่อย่างใด เพราะไม่ว่าจะมีการขนส่งระยะทางเท่าใดก็ต้องใช้เวลาในการขนส่งซึ่งโจทก์คิดต้นทุนและกำไรตามระยะเวลาไว้หมดแล้ว ทั้งตามสัญญา Time Charter Party ข้อ 35 ก็ให้สิทธิโจทก์ปฏิเสธการเดินเรือไปยังพื้นที่อันตรายได้ และที่จำเลยอุทธรณ์อีกว่าสัญญา Time Charter Party 3 ฉบับ ไม่เหมือน สัญญา Time Charter Party มาตรฐานตามประเพณีการขนส่งระหว่างประเทศนั้น เมื่อพิจารณาตามสัญญา Time Charter Party ข้อ 13 ที่ให้นายเรือซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์เป็นผู้ออกใบตราส่ง ก็แสดงว่านายเรือออกใบตราส่งในนามโจทก์ตามสัญญา Time Charter Party ไม่มีเหตุผลที่จะถือว่านายเรือของโจทก์ออกใบตราส่งแทน Charterer แต่อย่างใด และตามใบตราส่งก็มีผู้ลงนามในใบตราส่ง โดยระบุว่ากระทำในฐานะและแทนนายเรือของโจทก์ ไม่มีการระบุว่าออกใบตราส่งแทน Charterer ที่จะถือว่า Charterer เป็นผู้ขนส่งที่ออกใบตราส่งแต่อย่างใด นอกจากนี้ในส่วนความรับผิดของโจทก์ตามข้อสัญญาต่อท้ายสัญญา Time Charter Party ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาข้อ 79 ก็ระบุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเรือรับผิดต่อบุคคลที่สามในความสูญหาย เสียหายและการส่งมอบล่าช้า และในสัญญาต่อท้ายข้อ 60 ก็ระบุให้โจทก์รับผิดในกรณีสินค้าขาดไปเกินกว่าร้อยละ 5 ตามราคา FOB บวกค่าขนส่ง ซึ่งข้อสัญญาเกี่ยวกับความรับผิดดังกล่าวก็มีลักษณะเป็นความรับผิดของผู้ขนส่ง จึงเห็นได้ว่าในส่วนหน้าที่และความรับผิดของโจทก์ตามข้อสัญญาดังกล่าวก็แสดงให้เห็นว่า โจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้ขนส่ง ดังนั้น ตามข้อสัญญา Time Charter Party และตามประเพณีการขนส่งระหว่างประเทศก็ล้วนถือได้ว่าโจทก์ตกลงทำสัญญา Time Charter Party กับ Charterer โดยโจทก์เป็นผู้ขนส่ง การประกอบการของโจทก์ในส่วนที่มีการทำสัญญา Time Charter Party กับ Charterer 3 ฉบับ สำหรับเรือ 3 ลำ ของโจทก์เป็นการประกอบ การขนส่งระหว่างประเทศมิใช่การเช่าทรัพย์ การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบ และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า การประกอบการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศของโจทก์ตามสัญญา Time Charter Party 3 ฉบับ นี้ ไม่มีการขนส่งจากในราชอาณาจักรไปยังนอกราชอาณาจักรและไม่มีการขนส่งจากนอกราชอาณาจักรมายังในราชอาณาจักร แม้จะมีการทำสัญญาในราชอาณาจักรหรือมีค่าใช้จ่ายบางส่วนเกิดขึ้นในราชอาณาจักรก็ตาม แต่การทำสัญญาและค่าใช้จ่ายบางส่วนดังกล่าวไม่ใช่ส่วนการกระทำที่เป็นการขนส่ง จึงไม่เป็นการประกอบการในราชอาณาจักร แต่เป็นการประกอบการนอกราชอาณาจักร ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศตามความหมายแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (3) ที่จะได้รับประโยชน์ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 เพราะเมื่อการประกอบกิจการของโจทก์มิใช่การประกอบกิจการในราชอาณาจักรก็ย่อมไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 แต่ก็มีผลให้ต้องเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และจำเลยต้องคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ตามฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล

อนึ่ง เมื่อได้วินิจฉัยตามที่พิจารณาข้างต้นแล้ว จึงเห็นควรสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลภาษีอากรกลางเสียใหม่ด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (10) ม. 80 ม. 80/1 (2) ม. 80/1 (3) ม. 81 (1) ม. 81 (ณ)
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามลัคกี้มารีน จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2661/2561
#621365
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเก็บของป่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานเก็บของป่าแต่ยังคงมีความผิดฐานยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษกึ่งหนึ่งคงปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะได้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกิน 2 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ในข้อนี้มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

เมื่อพิจารณาคำว่า ของป่า ตาม พ.ร.บ.สงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4 ให้ความหมายไว้ว่า ของป่าหมายความว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในป่าเป็นต้นว่า (1) ไม้ฟืน ถ่าน เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ เมล็ด ผลไม้ หน่อไม้ ชันไม้ และยางไม้ แสดงว่าของป่าตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มีความหมายรวมทั้งหมดไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์ปลูกสร้างขึ้น หากเกิดขึ้นและมีอยู่ในป่าแล้ว ล้วนแต่เป็นของป่าทั้งสิ้น ซึ่งจะแตกต่างจากคำนิยามของคำว่า ของป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (7) ซึ่งให้ความหมายว่า ของป่า หมายความว่า บรรดาของที่เกิดขึ้นหรือมีขึ้นในป่าตามธรรมชาติ จึงหมายถึงเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติในป่าแห่งนั้น ส่วนสิ่งที่ปลูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ไม่อาจเป็นของป่าไปได้ ความหมายของคำว่า ของป่า ตามพระราชบัญญัติทั้งสองดังกล่าว จึงแตกต่างกัน ต้นปาล์มน้ำมันที่บริษัท ว. ปลูกขึ้นในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุตั้งแต่ขณะได้รับอนุญาตจากรัฐ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ย่อมไม่อาจเป็นของป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ได้ แต่เนื่องจากต้นปาล์มน้ำมันดังกล่าวต้องถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในป่า ย่อมอยู่ในความหมายของคำว่า ของป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 นั้นเอง การกระทำของจำเลยทั้งสองที่เข้าไปเก็บเอาผลปาล์มน้ำมัน น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม ในป่าสงวนแห่งชาติ ป่ารับร่อ และป่าสลุย ที่เกิดเหตุ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งสอง ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยทั้งสองฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องในความผิดฐานเก็บหาของป่า ไม่ริบผลปาล์มน้ำมันของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ สำหรับความผิดฐานเก็บของป่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานเก็บของป่า แต่ยังคงมีความผิดฐานยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ดังนี้ แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะได้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสอง อันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกิน 2 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ในข้อนี้มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองที่เข้าไปเก็บเอาผลปาล์มน้ำมัน น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่ารับร่อและป่าสลุยที่เกิดเหตุ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 หรือไม่ เมื่อพิจารณาคำนิยามคำว่า ของป่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4 ให้ความหมายไว้ว่า ของป่า หมายความว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรือมีอยู่ในป่า เป็นต้นว่า (1) ไม้ฟืน ถ่าน เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ เมล็ด ผลไม้ หน่อไม้ ชันไม้ และยางไม้ แสดงว่าของป่าตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มีความหมายรวมทั้งหมดไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเป็นสิ่งที่มนุษย์ปลูกสร้างขึ้น หากเกิดขึ้นและมีอยู่ในป่าแล้ว ล้วนแต่เป็นของป่าทั้งสิ้น ซึ่งจะแตกต่างจากคำนิยามของคำว่า ของป่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (7) ซึ่งให้ความหมายไว้ว่า ของป่า หมายความว่า บรรดาของที่เกิดขึ้นหรือมีขึ้นในป่าตามธรรมชาติ ของป่าตามความหมายของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 จึงหมายถึงเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติในป่าเท่านั้น ส่วนสิ่งที่มนุษย์ปลูกสร้างขึ้นแม้จะเป็นการปลูกสร้างขึ้นในป่าก็ไม่อาจกลายเป็นของป่าไปได้ ความหมายของคำว่า ของป่า ตามพระราชบัญญัติทั้งสองดังกล่าว จึงมีความหมายที่แตกต่างกัน ต้นปาล์มน้ำมันที่บริษัทวิจิตรภัณฑ์ สวนปาล์ม จำกัด ปลูกขึ้นในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุตั้งแต่ขณะได้รับอนุญาตจากรัฐ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ย่อมไม่อาจเป็นของป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ได้ แต่เนื่องจากต้นปาล์มน้ำมันดังกล่าวต้องถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในป่า ย่อมอยู่ในความหมายของคำว่า ของป่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 นั่นเอง การกระทำของจำเลยทั้งสองที่เข้าไปเก็บเอาผลปาล์มน้ำมัน น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม ในป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อและป่าสลุย ที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 จึงไม่ชอบ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่งด้วย เป็นการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ริบผลปาล์มน้ำมันของกลาง โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 219
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 4 ม. 14 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายเอกอนุรักษ์หรือเอก โชติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นางสาววราภรณ์ คริศณุ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวพนิดา รัตนะวรรธนะ
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
นิพนธ์ ใจสำราญ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2659/2561
#623444
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 4 นิยามคำว่า "ฉลาก" หมายความว่า รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ซึ่งแสดงไว้ที่วัตถุอันตราย หรือภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อบรรจุ หรือสอดแทรก หรือรวมไว้กับวัตถุอันตราย หรือภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อบรรจุ และหมายความรวมถึงเอกสาร หรือคู่มือประกอบการใช้วัตถุอันตรายด้วย มาตรา 62 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้ขายสินค้าเคมีที่เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 จะต้องระมัดระวังตรวจสอบความเชื่อถือได้ของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าหรือผู้จัดหาวัตถุอันตรายนั้นให้แก่ตน ความถูกต้องของภาชนะบรรจุและฉลาก ความเหมาะสมของการเก็บรักษา และความไว้วางใจได้ของผู้ที่รับมอบวัตถุอันตรายไปจากตนและมาตรา 83 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ที่ขายวัตถุอันตรายโดยไม่มีฉลากหรือมีฉลากแต่ฉลาก หรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องมีความผิด นอกจากนี้ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง ฉลากและระดับความเป็นพิษของวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ พ.ศ.2538 ข้อ 6 (12) กำหนดให้วัตถุอันตรายที่ขายหรือจำหน่าย หรือแสดงไว้เพื่อขายหรือจำหน่ายต้องมีฉลากขนาดที่เหมาะสมกับภาชนะบรรจุ ปิดหรือพิมพ์ไว้ที่ภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายทุกชิ้น ฉลากดังกล่าวต้องมีเดือนปีที่ผลิต หรือหมดอายุการใช้ เช่นนี้ เห็นได้ว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับฉลาก วันเดือนปีที่ผลิตที่ผู้ขายต้องแสดงให้ลูกค้าทราบเพื่อรู้ว่าสินค้าหมดอายุเมื่อใด จึงกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตและผู้ขายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่ต้องติดฉลากแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ของวัตถุอันตรายที่ผลิตหรือขายทั้งภาชนะที่บรรจุคือขวดไม่ว่าชนิดใดและหีบห่อบรรจุคือกล่อง จำเลยทั้งสองเป็นผู้ขายสารกำจัดวัชพืชและสารกำจัดแมลงของกลางอันเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม โดยจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 ซึ่งผ่านการฝึกอบรมจากกรมวิชาการเกษตรและขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฉลากและภาชนะวัตถุอันตรายตามที่กฎกระทรวงกำหนดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของฉลากแสดงวันเดือนปีที่ผลิตสินค้าก่อนส่งให้ลูกค้า... จำเลยทั้งสองไม่ได้เปิดกล่องกระดาษตรวจดูเป็นรายขวดหรือแกลลอนที่บรรจุเนื่องจากเห็นว่าหากกล่องกระดาษมีร่องรอยการแกะก่อนส่งให้ลูกค้าจะมองดูไม่น่าเชื่อถือ ทั้งการตรวจสินค้าดังกล่าวเป็นประเพณีทางการค้าที่ผู้ผลิตสินค้าประเภทนี้และผู้จัดจำหน่ายปฏิบัติต่อกัน จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดจำหน่ายจึงไม่สามารถล่วงรู้ว่าสินค้าเคมีเกษตรแต่ละชนิดที่บริษัท พ. ผลิตออกมา มีรายการวันเดือนปีที่ผลิตติดไว้ครบถ้วนทุกขวดทุกแกลลอนหรือไม่ เป็นหน้าที่ของบริษัท พ. ที่จะต้องติดรายการวันเดือนปีที่ผลิต นั้น จำเลยทั้งสองสามารถส่งพนักงานไปตรวจสอบสินค้าที่บริษัท พ. ผลิตก่อนที่จะบรรจุกล่อง หากพบว่าฉลากไม่ได้ระบุวันเดือนปีที่ผลิตก็สามารถแก้ไขได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบดังกล่าว กรณีต้องถือว่าจำเลยทั้งสองละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้ขายสินค้าเคมีตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 62 แห่ง พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 4, 5, 7, 20, 21, 23, 73, 83, 88 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบวัตถุอันตรายของกลางให้กรมวิชาการเกษตรเพื่อทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควร โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นให้แก่ทางราชการ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 23 (ที่ถูก มาตรา 23 วรรคหนึ่ง), 73, 83 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน ฐานร่วมกันขายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยมีฉลากแต่ฉลากไม่ถูกต้อง ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบวัตถุอันตรายของกลางให้กรมวิชาการเกษตร คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันขายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยมีฉลากแต่ฉลากไม่ถูกต้อง ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ปรับ 40,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนจำเลยที่ 1 คงปรับ 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 ซึ่งผ่านการฝึกอบรมจากกรมวิชาการเกษตรและขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฉลากและภาชนะวัตถุอันตรายตามที่กฎกระทรวงกำหนดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบกิจการค้าขายสินค้าประเภทเคมีเกษตรมาตั้งแต่ปี 2547 โดยซื้อสินค้าเคมีเกษตรจากบริษัทพานาแลบ จำกัด แล้วฝากสินค้าให้บริษัทพานาแลบ จำกัด เป็นผู้เก็บรักษาไว้แทนจำเลยทั้งสอง เมื่อมีผู้สั่งซื้อสินค้า จำเลยทั้งสองจะแจ้งให้บริษัทพานาแลบ จำกัด จัดส่งสินค้าไปให้ลูกค้าโดยตรง ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสารกำจัดแมลง ชื่อทางการค้า เคนโรมิกซ์ ชื่อสามัญ Dimethoate (ไดเมโทเอต) อันเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 2 ขวด โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสองร่วมกันขายสารกำจัดวัชพืช ชื่อทางการค้า พี - ไรซ์ ไดเมทิลแอมโมเนียม ชื่อสามัญ 2, 4 - D dimenthylammonium บรรจุในขวดแก้วสีชา ขนาด 1,000 ซีซี จำนวน 2 ขวด สารกำจัดวัชพืช ชื่อทางการค้า ไกลโฟเซต 48 ชื่อสามัญ Glyphosate isopropylammonium salt บรรจุในขวดพลาสติก ขนาด 1 ลิตร จำนวน 2 ขวด สารกำจัดวัชพืช ชื่อทางการค้า ซีมิกซ์ ชื่อสามัญ Abamectin บรรจุในขวดแก้วสีชา ขนาด 500 ซีซี จำนวน 2 ขวด สารกำจัดวัชพืช ชื่อทางการค้า พาราควอต ชื่อสามัญ Paraquat dichloride บรรจุแกลลอนพลาสติก ขนาด 1 ลิตร จำนวน 2 ขวด สารกำจัดแมลง ชื่อทางการค้า ซีโก้ 35 ชื่อสามัญ Cypermethrin บรรจุในขวดแก้วสีชา ขนาด 1,000 ซีซี จำนวน 2 ขวด สารกำจัดแมลง ชื่อทางการค้า ฟีโก้ 40 ชื่อสามัญ Chlorpyrifos บรรจุในขวดแก้วสีชา ขนาด 500 ซีซี จำนวน 2 ขวด และสารกำจัดแมลง ชื่อทางการค้า ซีโก้ 10 ชื่อสามัญ Cypermethrin บรรจุในขวดแก้วสีชา ขนาด 500 ซีซี จำนวน 2 ขวด อันเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งสารกำจัดวัชพืชและสารกำจัดแมลงดังกล่าวทั้งที่บรรจุขวดและแกลลอนมีฉลากที่ไม่ได้ระบุวันที่ผลิต นายสาโรจน์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมวิชาการเกษตรและคณะยึดสารกำจัดวัชพืชและสารกำจัดแมลงดังกล่าวทั้งหมดไปตรวจสอบและอธิบดีกรม - วิชาการเกษตรมอบอำนาจให้นายโสภณ นิติกรปฏิบัติงานไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานร่วมกันขายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยมีฉลากแต่ฉลากไม่ถูกต้อง สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันขายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยมีฉลากแต่ฉลากไม่ถูกต้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกันขายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยมีฉลากแต่ฉลากไม่มีวันเดือนปีที่ผลิตครบองค์ประกอบของความผิดฐานนี้แล้ว เห็นว่า ความผิดฐานนี้พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 4 นิยามคำว่า "ฉลาก" หมายความว่า รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ซึ่งแสดงไว้ที่วัตถุอันตราย หรือภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อบรรจุ หรือสอดแทรก หรือรวมไว้กับวัตถุอันตราย หรือภาชนะ บรรจุ หรือหีบห่อบรรจุ และหมายความรวมถึงเอกสาร หรือคู่มือประกอบการใช้วัตถุอันตรายด้วย มาตรา 62 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้ขายสินค้าเคมีที่เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 จะต้องระมัดระวังตรวจสอบความเชื่อถือได้ของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าหรือผู้จัดหาวัตถุอันตรายนั้นให้แก่ตน ความถูกต้องของภาชนะบรรจุและฉลาก ความเหมาะสมของการเก็บรักษา และความไว้วางใจได้ของผู้ที่รับมอบวัตถุอันตรายไปจากตน และมาตรา 83 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ที่ขายวัตถุอันตรายโดยไม่มีฉลากหรือมีฉลากแต่ฉลาก หรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้องมีความผิด นอกจากนี้ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง ฉลากและระดับความเป็นพิษของวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ พ.ศ.2538 ข้อ 6 (12) กำหนดให้วัตถุอันตรายที่ขายหรือจำหน่าย หรือแสดงไว้เพื่อขายหรือจำหน่ายต้องมีฉลากขนาดที่เหมาะสมกับภาชนะบรรจุ ปิดหรือพิมพ์ไว้ที่ภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายทุกชิ้น ฉลากดังกล่าวต้องมีเดือนปีที่ผลิต หรือหมดอายุการใช้ เช่นนี้ เห็นได้ว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับฉลากวันเดือนปีที่ผลิตที่ผู้ขายต้องแสดงให้ลูกค้าทราบเพื่อรู้ว่าสินค้าหมดอายุเมื่อใด จึงกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตและผู้ขายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่ต้องติดฉลากแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ของวัตถุอันตรายที่ผลิตหรือขายทั้งภาชนะที่บรรจุคือขวดไม่ว่าชนิดใดและหีบห่อบรรจุคือกล่อง จำเลยทั้งสองเป็นผู้ขายสารกำจัดวัชพืชและสารกำจัดแมลงของกลางอันเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม โดยจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 ซึ่งผ่านการฝึกอบรมจากกรมวิชาการเกษตรและขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฉลากและภาชนะวัตถุอันตรายตามที่กฎกระทรวงกำหนดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของฉลากแสดงวันเดือนปีที่ผลิตสินค้าก่อนส่งให้ลูกค้า ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยทั้งสองติดต่อซื้อสินค้าเคมีเกษตรจากบริษัทพานาแลบ จำกัด ผ่านนายโสภณ ซึ่งจำเลยทั้งสองมอบหมายให้บริษัทพานาแลบ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย ขออนุญาตครอบครองวัตถุอันตราย ผลิตสินค้าเคมีเกษตรและปิดฉลากข้างภาชนะบรรจุ ตลอดจนพิมพ์หรือประทับวันเดือนปีที่ผลิตให้ จำเลยทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมให้แก่บริษัทพานาแลบ จำกัด ตลอดมาและตรวจดูฉลากที่ติดไว้ข้างกล่องกระดาษพบว่ามีรายการวันเดือนปีที่ผลิตติดไว้ครบถ้วน จำเลยทั้งสองไม่ได้เปิดกล่องกระดาษตรวจดูเป็นรายขวดหรือแกลลอนที่บรรจุเนื่องจากเห็นว่าหากกล่องกระดาษมีร่องรอยการแกะก่อนส่งให้ลูกค้าจะมองดูไม่น่าเชื่อถือ ทั้งการตรวจสินค้าดังกล่าวเป็นประเพณีทางการค้าที่ผู้ผลิตสินค้าประเภทนี้และผู้จัดจำหน่ายปฏิบัติต่อกัน จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดจำหน่ายจึงไม่สามารถล่วงรู้ว่าสินค้าเคมีเกษตรแต่ละชนิดที่บริษัทพานาแลบ จำกัด ผลิตออกมา มีรายการวันเดือนปีที่ผลิตติดไว้ครบถ้วนทุกขวดทุกแกลลอนหรือไม่ เป็นหน้าที่ของบริษัทพานาแลบ จำกัด ที่จะต้องติดรายการวันเดือนปีที่ผลิต นั้น จำเลยทั้งสองสามารถส่งพนักงานไปตรวจสอบสินค้าที่บริษัทพานาแลบ จำกัด ผลิตก่อนที่จะบรรจุกล่อง หากพบว่าฉลากไม่ได้ระบุวันเดือนปีที่ผลิตก็สามารถแก้ไขได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบดังกล่าว กรณีต้องถือว่าจำเลยทั้งสองละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้ขายสินค้าเคมีตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบยังมีความน่าสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองทราบหรือไม่ว่าสินค้าเคมีเกษตรซึ่งเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่จำเลยทั้งสองขายมีการติดฉลากแต่ฉลากไม่ถูกต้องครบถ้วน ทำนองว่าจำเลยทั้งสองขาดเจตนาในการกระทำความผิด แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันขายวัตถุอันตรายชนิด ที่ 3 โดยมีฉลากแต่ฉลากไม่ถูกต้องอีกฐานหนึ่งด้วย ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่แล้ว คงปรับจำเลยทั้งสองคนละ 30,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้วคงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ม. 4 ม. 62 ม. 83 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี.วี.พี.เคมีเกษตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายประสิทธิ์ ดีกระโทก
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิชิต วิจิตรสกุลศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2653/2561
#621362
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอหย่าและแบ่งสินสมรส ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ปลอม และใช้เอกสารปลอมต่อศาลอาญาว่า โจทก์จำเลยตกลงหย่ากันและแบ่งทรัพย์สินตามที่เสนอต่อศาลในคดีอาญาโดยระบุว่าจะนำบันทึกข้อตกลงไปเสนอต่อศาลฎีกา แล้วโจทก์ถอนฟ้องคดีอาญา ศาลอาญาอนุญาตและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จากนั้นโจทก์และจำเลยไปจดทะเบียนหย่าพร้อมนำบันทึกที่ทำต่อศาลอาญาไปแสดงว่ามีการตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างกันแล้ว ต่อมาโจทก์และจำเลยต่างยื่นคำแถลงต่อศาลฎีกาว่าได้จดทะเบียนหย่าแล้ว พร้อมยื่นข้อตกลงที่ทำต่อกันที่ศาลอาญาแนบท้ายคำแถลง ดังนี้ถือได้ว่าคู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้ถอนฟ้องในชั้นฎีกาตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคหนึ่ง มาตรา 246 (เดิม) และ 247 (เดิม) ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้แบ่งทรัพย์ตามบันทึกข้อตกลง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 247 (เดิม)
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสาวกาญจนา เกิดโพธิ์ทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
บุญมี ฐิตะศิริ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2628 -ที่ 2637/2561
#623437
เปิดฉบับเต็ม

บรรดาเงินค่าชดเชยและเงินประโยชน์ที่โจทก์จ่ายให้ภายหลังจากการเลิกจ้าง เป็นการจ่ายเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์เลิกจ้างพนักงานรวมทั้งจำเลยทั้งหมดเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 121 (1) แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมและคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้รับพนักงานรวมทั้งจำเลยทั้งหมดกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน จึงต้องถือเสมือนหนึ่งว่าโจทก์ไม่เคยมีการเลิกจ้างจำเลยทั้งหมด ดังนั้น จำเลยทั้งหมดจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว โจทก์ชอบจะเรียกเงินดังกล่าวคืนได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งหมดต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันและโดยมูลหนี้อันมีวัตถุประสงค์เป็นหนี้อย่างเดียวกันและโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งหมดคืนเงินดังกล่าวแล้วแต่เพิกเฉย โจทก์จึงชอบจะใช้สิทธินำเงินที่จำเลยทั้งหมดต้องคืนโจทก์มาหักกลบลบหนี้กับเงินค่าเสียหายที่โจทก์จะต้องจ่ายให้จำเลยทั้งหมดตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อจำเลยปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2

คดีทั้งสิบสี่สำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทุกสำนวนว่าโจทก์ และให้เรียกจำเลยทั้งสิบสี่สำนวนว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 182,993.67 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 165,988 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 156,190.33 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 156,881.67 บาท จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 156,190.33 บาท จำเลยที่ 6 ชำระเงิน 155,975 บาท จำเลยที่ 7 ชำระเงิน 154,983.33 บาท จำเลยที่ 8 ชำระเงิน 154,836 บาท จำเลยที่ 9 ชำระเงิน 153,680 บาท จำเลยที่ 10 ชำระเงิน 151,430.33 บาท จำเลยที่ 11 ชำระเงิน 147,996.33 บาท จำเลยที่ 12 ชำระเงิน 136,770.67 บาท จำเลยที่ 13 ชำระเงิน 135,155.67 บาท และจำเลยที่ 14 ชำระเงิน 107,740.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ก่อนจำเลยทั้งสิบสี่ยื่นคำให้การ โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 11 ศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 11 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 14 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ออกจากสารบบความ

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 182,993.67 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 165,988 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 156,190.33 บาท จำเลยที่ 6 ชำระเงิน 155,975 บาท จำเลยที่ 7 ชำระเงิน 154,983.33 บาท จำเลยที่ 9 ชำระเงิน 153,680 บาท จำเลยที่ 10 ชำระเงิน 151,430.33 บาท จำเลยที่ 12 ชำระเงิน 136,770.67 บาท จำเลยที่ 13 ชำระเงิน 135,155.67 บาท และจำเลยที่ 14 ชำระเงิน 107,740.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 14 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 14 เป็นลูกจ้างโจทก์ วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างพนักงานรวมทั้งจำเลยทั้งหมดรวม 296 คน และได้จ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนให้แก่พนักงานแล้ว ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2556 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดว่า การที่โจทก์เลิกจ้างพนักงานและจำเลยทั้งหมดเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 121 (1) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม จึงมีคำสั่งให้โจทก์รับพนักงานรวมทั้งจำเลยทั้งหมดกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิม และจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตั้งแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 111 - 406/2556 วันที่ 31 ตุลาคม 2556 โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งหมดกลับเข้ารายงานตัวเพื่อกลับเข้าทำงานตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ และวันที่ 7 พฤศจิกายน 2556 โจทก์รับจำเลยทั้งหมดกลับเข้าทำงาน โดยแจ้งจำนวนเงินค่าเสียหายตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และขอหักกลบลบหนี้กับเงินประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์จ่ายให้จากการเลิกจ้างตามหนังสือแจ้งการชำระค่าเสียหายตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ แล้ววินิจฉัยว่า เงินประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยแต่ละคนตามหนังสือเลิกจ้างนั้น เป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้อันเนื่องมาจากสภาพการจ้างสิ้นสุดลงและเป็นเหตุให้จำเลยทั้งหมดต้องพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างโจทก์ เงินดังกล่าวประกอบด้วยเงินตามสิทธิที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเลิกจ้างภายหลังจากสัญญาจ้างสิ้นสุดแล้ว ได้แก่ ค่าชดเชยและเงินชดเชยแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน เมื่อโจทก์ดำเนินการรับจำเลยทั้งหมดกลับเข้าทำงานและนับอายุต่อเนื่องนับจากวันเลิกจ้างตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์แล้ว จึงเสมือนว่าไม่มีกรณีที่โจทก์บอกเลิกจ้างมาก่อน ดังนั้นจำเลยแต่ละคนย่อมไม่มีสิทธิได้รับเงินใด ๆ อันเกิดจากการเลิกจ้างภายหลังสัญญาสิ้นสุดลงแล้ว จึงต้องคืนเงินประโยชน์ตอบแทนจากการเลิกจ้างแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 14 ว่า การที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้รับจำเลยทั้งหมดกลับเข้าทำงาน จะถือว่าจำเลยทั้งหมดเคยถูกเลิกจ้างมาก่อนหรือไม่ และจำเลยทั้งหมดต้องคืนเงินประโยชน์ตอบแทนจากการเลิกจ้างแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า บรรดาเงินค่าชดเชยและเงินประโยชน์ที่โจทก์จ่ายให้ภายหลังจากการเลิกจ้าง เป็นการจ่ายเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์เลิกจ้างพนักงานรวมทั้งจำเลยทั้งหมดเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 121 (1) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมและคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้รับพนักงานรวมทั้งจำเลยทั้งหมดกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน จึงต้องถือเสมือนหนึ่งว่าโจทก์ไม่เคยมีการเลิกจ้างจำเลยทั้งหมด ดังนั้น จำเลยทั้งหมดจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว โจทก์ชอบจะเรียกเงินดังกล่าวคืนได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งหมดต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันและโดยมูลหนี้อันมีวัตถุประสงค์เป็นหนี้อย่างเดียวกันและโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งหมดคืนเงินดังกล่าวแล้วแต่เพิกเฉย โจทก์จึงชอบจะใช้สิทธินำเงินที่จำเลยทั้งหมดต้องคืนโจทก์มาหักกลบลบหนี้กับเงินค่าเสียหายที่โจทก์จะต้องจ่ายให้จำเลยทั้งหมดตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งหมดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายสังวรณ์ สินอำพล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธวัช นกแสง
ชื่อองค์คณะ
บุญชู ทัศนประพันธ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2561
#622065
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่มุ่งคิดค่าใช้จ่ายเป็นราคาต่อหน่วยงานที่ได้ทำจริง โดยมุ่งเพื่อให้การจ่ายเงินใกล้เคียงกับปริมาณงานที่ได้ทำจริงมากที่สุดก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในข้อ 4 ก ปรากฏข้อเท็จจริงว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างตกลงว่าจำนวนปริมาณงานที่กำหนดไว้ในบัญชีรายการก่อสร้างหรือใบแจ้งปริมาณงานและราคาที่เป็นจำนวนโดยประมาณเท่านั้น จำนวนปริมาณงานที่แท้จริงอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ซึ่งผู้ว่าจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างตามราคาต่อหน่วยของงานแต่ละรายการที่ได้ทำสำเร็จจริง ดังนั้น การที่โจทก์กล่าวอ้างว่า การคำนวณปริมาณงานผิดพลาดในขั้นตอนการออกแบบและประมาณราคากับขั้นตอนการกำหนดราคากลาง ทำให้ค่างานก่อสร้างที่คำนวณได้และนำไปใช้ในการกำหนดราคากลางนั้นสูงเกินค่าก่อสร้างจริง โจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิเพียงจ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างตามราคาต่อหน่วยของงานแต่ละรายการที่ได้ทำสำเร็จจริงตามข้อตกลงในสัญญาว่าจ้าง หากโจทก์ไม่ยินยอมจ่ายเงินในส่วนที่เกินราคาต่อหน่วยของงานแต่ละรายการที่ได้ทำสำเร็จจริง ย่อมเป็นข้อโต้แย้งสิทธิอันเกิดจากสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างไปจากโจทก์ซึ่งเกินไปกว่าปริมาณงานตามความเป็นจริงที่กำหนดไว้ในสัญญา ย่อมเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ต่างตอบแทนที่ยังมีข้อโต้แย้งจากการทำงานตามสัญญาให้แก่โจทก์ หาใช่เป็นการได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด เพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์นั้นเสียเปรียบ จำเลยที่ 1 กับพวก หาจำต้องร่วมกันคืนทรัพย์นั้นให้แก่โจทก์ในฐานลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,088,439.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 895,128.95 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เสียเกินมา 10,983 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2555 โจทก์ประกาศจัดจ้างโครงการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณตามแผนงานเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน 12 โครงการ โดยวิธีพิเศษ ซึ่งรวมถึงโครงการเสริมผิวลาดยางแอสฟัลต์ติกคอนกรีตสายแยกทางหลวงหมายเลข 104 - บ้านท่าไม้แดง ขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 1,384 เมตร หนาเฉลี่ย 0.04 เมตร พร้อมป้ายโครงการ 1 ป้าย บ้านท่าไม้แดง หมู่ที่ 3 ตำบลวังหิน อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก ซึ่งโจทก์กำหนดราคากลางค่าก่อสร้างเป็นเงิน 4,485,000 บาท กำหนดให้ยื่นซองเสนอราคาในระหว่างวันที่ 18 ถึง 19 เมษายน 2555 เวลา 8.30 ถึง 16.30 นาฬิกา และวันที่ 20 เมษายน 2555 เวลา 8.30 ถึง 11 นาฬิกา กำหนดเปิดซองเสนอราคาในวันที่ 20 เมษายน 2555 เวลา 11 นาฬิกา มีผู้ยื่นซองเสนอราคารวม 3 ราย ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เกตุไสว คอนสตรัคชั่น เสนอราคาในวงเงิน 4,304,900 บาท บริษัทนำโชคก่อสร้าง จำกัด เสนอราคาในวงเงิน 4,485,000 บาท และจำเลยที่ 1 เสนอราคาในวงเงิน 3,910,000 บาท โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ทำโครงการตามวงเงินค่าจ้างที่เสนอ กำหนดจ่ายค่าจ้างเป็น 2 งวด งวดที่ 1 เมื่อขุดรื้อผิวทางและไหล่ทางเดิมขนทิ้งแล้วบดอัดทับ 8,304 ตารางเมตร งานหินคลุกบดอัดแน่น 2,724 ลูกบาศก์เมตร และป้ายโครงการกับป้ายประชาสัมพันธ์เป็นเงิน 1,491,158 บาท และงวดที่ 2 เมื่อได้ปฏิบัติงานไพร์มโคท 8,304 ตารางเมตร งานแอสฟัลต์ติกคอนกรีตและงานตีเส้นจราจรด้วยสีเทอร์โมพลาสติก 322.8 ตารางเมตร เป็นเงิน 2,418,842 บาท โดยจำเลยที่ 1 ต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 ก่อสร้างแล้วเสร็จตามที่กำหนดไว้ และขอเบิกเงินค่าก่อสร้างทั้ง 2 งวด มีคณะกรรมการตรวจการจ้างที่โจทก์แต่งตั้งตรวจสอบ ซึ่งคณะกรรมการตรวจแล้วถูกต้อง โจทก์อนุมัติให้จ่ายเงินค่าจ้างทั้ง 2 งวด ให้จำเลยที่ 1 ต่อมาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดตากตรวจสอบการทำงานโครงการเสริมผิวลาดยางแอสฟัลต์ติกคอนกรีตสายแยกทางหลวงหมายเลข 104 - บ้านท่าไม้แดง ตามสัญญาจ้างเลขที่ 10/2555 พบว่ามีการคำนวณปริมาณงานผิดพลาดในขั้นตอนการออกแบบและการประมาณราคา

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยทั้งสามในฐานลาภมิควรได้ตามคำฟ้องโจทก์หรือไม่ ประเด็นนี้แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาว่า สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่มุ่งคิดค่าใช้จ่ายเป็นราคาต่อหน่วยงานที่ได้ทำจริง โดยมุ่งเพื่อให้การจ่ายเงินใกล้เคียงกับปริมาณงานที่ได้ทำจริงมากที่สุดก็ตาม แต่เมื่อตรวจพิเคราะห์สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในข้อ 4 ก ปรากฏข้อเท็จจริงว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างตกลงว่าจำนวนปริมาณงานที่กำหนดไว้ในบัญชีรายการก่อสร้างหรือใบแจ้งปริมาณงานและราคาที่เป็นจำนวนโดยประมาณเท่านั้น จำนวนปริมาณงานที่แท้จริงอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ซึ่งผู้ว่าจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างตามราคาต่อหน่วยของงานแต่ละรายการที่ได้ทำสำเร็จจริง คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างตกลงที่จะไม่เปลี่ยนแปลงราคาต่อหน่วยหรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากจำนวนปริมาณในแต่ละหน่วยงานได้แตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในสัญญา ดังนั้น การที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า การคำนวณปริมาณงานผิดพลาดในขั้นตอนการออกแบบและประมาณราคากับขั้นตอนการกำหนดราคากลาง ทำให้ค่างานก่อสร้างที่คำนวณได้และนำไปใช้ในการกำหนดราคากลางนั้นสูงเกินค่าก่อสร้างจริง กล่าวคือ คณะกรรมการกำหนดราคากลางงานก่อสร้างไว้เป็นเงิน 4,485,000 บาท จากการตรวจสอบการคำนวณราคาตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ราคากลางที่ควรจะเป็น 3,449,929.49 บาท การกำหนดราคากลางตามสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สูงเกินไปเป็นเงินจำนวน 1,035,070.41 บาท รวมค่างานที่ผู้รับจ้างไม่ได้ก่อสร้างจริงทำให้ราชการต้องจ่ายเงินสูงกว่าความเป็นจริง 895,128.95 บาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิจ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างตามราคาต่อหน่วยของงานแต่ละรายการที่ได้ทำสำเร็จจริงตามข้อตกลงในสำเนาสัญญาว่าจ้าง ข้อ 4 ก หากโจทก์ไม่ยินยอมจ่ายเงินในส่วนที่เกินราคาต่อหน่วยของงานแต่ละรายการที่ได้ทำสำเร็จจริง ย่อมเป็นข้อโต้แย้งสิทธิอันเกิดจากสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างจำนวน 3,910,000 บาท ไปจากโจทก์ซึ่งเกินไปกว่าปริมาณงานตามความเป็นจริงที่กำหนดไว้ในสัญญา ย่อมเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ต่างตอบแทนที่ยังมีข้อโต้แย้งจากการทำงานตามสัญญาให้แก่โจทก์ หาใช่เป็นการได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใด เพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์นั้นเสียเปรียบไซร้ อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำต้องร่วมกันคืนทรัพย์นั้นให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องและฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลวังหิน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายเอกลักษณ์ ลิ้มศิริลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2588/2561
#621363
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้นั้น ต้องมีข้อเท็จจริงว่า หญิงอื่นแสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามีตนในทำนองชู้สาว “โดยเปิดเผย” หน้าที่นำสืบให้ได้ความเช่นว่านั้นจึงตกแก่โจทก์ การที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับ ช. สามีโจทก์ โดยได้ติดต่อกันทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ ส่งข้อความทางโทรศัพท์ ส่งข้อความ (Chat) ทางระบบเครือข่ายไลน์ มีการนัดหมายกันไปมีเพศสัมพันธ์กันตามสถานที่ต่างๆ และมีคลิปวิดีโอภาพการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับ ช. รวมถึง ช. ได้ส่งดอกไม้ให้จำเลยเป็นประจำ และโอนเงินเข้าบัญชีจำเลย โจทก์ได้มีหนังสือร้องเรียนถึงพฤติกรรมจำเลยไปที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคาร ก. เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมและตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยจำเลย แต่โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความเพียงปากเดียวว่า จำเลยกับ ช. มีพฤติกรรมดังกล่าว แม้จำเลยยอมรับในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยมีเพศสัมพันธ์กับ ช. จริง แต่จำเลยก็ไม่ได้รับว่าตนเองอยู่ในฐานะภริยาอีกคนของ ช. หรือ ช. ได้มีพฤติกรรมยกย่องตนเองฉันภริยาแต่อย่างใด ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอโจทก์ได้มาจาก ช. ทั้งสิ้น โดย ช. เก็บไว้ในโน๊ตบุ๊ก flashdrive และ external harddisk ช. เป็นผู้อธิบายให้โจทก์ฟังว่าสถานที่ต่างๆ คือที่ใดแสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์รู้เห็นถึงความสัมพันธ์ของ ช. กับจำเลยเกิดจากคำบอกเล่าของสามีของโจทก์เองหาใช่การกระทำของทั้ง ช. และจำเลยที่มีการแสดงออกโดยเปิดเผยจนเป็นที่รับรู้และเข้าใจต่อบุคคลอื่นไม่ ไม่ปรากฏพฤติกรรมว่า ช. ได้เลี้ยงดูยกย่องจำเลยเป็นภริยา หรือแยกไปอาศัยอยู่กินด้วยกัน หรือพาจำเลยไปเปิดตัวต่อผู้อื่นในที่ชุมชน หรือพาไปตามสถานที่ต่างๆ แบบเปิดเผย ไม่มีการแสดงออกทั้งภาพถ่าย และการระบุสถานะในสื่อสังคมออนไลน์ปรากฏต่อสาธารณชน ไม่มีพยานบุคคลอื่นที่รู้เห็นความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งสองไม่ว่าพนักงานโรงแรม พนักงานรักษาความปลอดภัย บิดามารดา เพื่อร่วมงานของจำเลยที่ธนาคาร ก. ที่สาขาพัทยา เพื่อนร่วมงานของโจทก์ เพื่อนของ ช. ลำพังเพียงรูปถ่ายของจำเลยกับ ช. ที่ไปมีเพศสัมพันธ์ตามสถานที่ต่างๆ และคลิปวิดีโอที่โจทก์ได้มาจากสามีตนเอง ไม่ใช่สิ่งที่สื่อถึงเจตนาที่แท้จริงของบุคคลทั้งสองว่าต้องการมีความสัมพันธ์แบบเปิดเผย โจทก์กลับนำพยานหลักฐานต่างๆ เหล่านี้มาได้ด้วยความยินยอมของ ช. โจทก์ส่งภาพการมีเพศสัมพันธ์ของจำเลยกับ ช. ไปให้ ส. น้องสาวจำเลยทางเครือข่ายไลน์ ทำให้เป็นที่เผยแพร่ไปในสังคม อันเป็นการกระทำด้วยตัวโจทก์เอง หาใช่จำเลยเป็นคนเผยแพร่ไม่ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสองคนที่ย่อมต้องปกปิด แอบลักลอบกระทำกันในที่ลับ แม้ว่าอาจเป็นการละเมิดสิทธิในครอบครัวของโจทก์กับผู้เป็นภริยา แต่โจทก์ย่อมไม่สามารถเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ เพราะจำเลยไม่ได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามนัยแห่งบทบัญญัติมาตรา 1523 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าทดแทน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับนาย ว. เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจที่บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) และประกอบธุรกิจโดยเป็นเจ้าของร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 2 สาขาร่วมกับนาย ว. จำเลยเป็นพนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตำแหน่งผู้จัดการสาขาพัทยาเหนือ จำเลยรู้จักกับนาย ว. คบหากันในทำนองชู้สาวและเคยมีเพศสัมพันธ์กัน เมื่อโจทก์ทราบเรื่องได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้สอบสวนวินัยจำเลยและได้ส่งภาพถ่ายจำเลยขณะมีเพศสัมพันธ์กับนาย ว. ไปให้นางสาว ส. น้องสาวจำเลยและบุคคลอื่น ๆ โดยผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไลน์แอพลิเคชั่น จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ข้อหาหมิ่นประมาท พนักงานสอบสวนหมายเรียกให้โจทก์ไปรับทราบข้อกล่าวหา โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2558 โจทก์กับจำเลยไปตกลงเจรจากันต่อหน้าพนักงานสอบสวน โดยโจทก์ทำบันทึกยอมรับว่าเหตุที่ร้องเรียนจำเลยเป็นการเข้าใจผิดของโจทก์ โจทก์จะทำหนังสือขอถอนการร้องเรียนและยืนยันว่าจะไม่รื้อฟื้นหรือร้องเรียนจำเลยอีก ส่วนจำเลยได้ถอนคำร้องทุกข์ไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เมื่อพิจารณาบันทึก ที่โจทก์ทำหลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้วเห็นว่า โจทก์เบิกความว่า บันทึกข้อตกลงมิใช่เรื่องที่ตกลงว่าจะไม่ดำเนินคดีนี้กับจำเลย บันทึกดังกล่าวไม่มีข้อความว่าโจทก์จะถอนฟ้องหรือไม่ดำเนินคดีนี้อีกต่อไป เป็นแต่เพียงโจทก์แสดงความประสงค์ว่าจะดำเนินการเรื่องที่ร้องเรียนจำเลยต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ โดยจะทำหนังสือขอถอนการร้องเรียนดังกล่าวต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่และยืนยันว่าจะไม่รื้อฟื้นหรือดำเนินการร้องเรียนต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้บังคับบัญชาของจำเลยอีกต่อไปเท่านั้นเพื่อแลกเปลี่ยนกับโจทก์ไม่ต้องการให้จำเลยดำเนินคดีโจทก์ฐานหมิ่นประมาท กรณีไม่ใช่เรื่องที่โจทก์จะถอนฟ้องหรือไม่ดำเนินคดีนี้ต่อไปแต่อย่างใด ไม่ถือเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกค่าทดแทน การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หรือโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่า จำเลยมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1523 วรรคสอง ในกรณีที่ภริยาไม่ประสงค์จะฟ้องหย่าสามี ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีได้นั้น ต้องมีข้อเท็จจริงว่า หญิงอื่นนั้นต้องแสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามีตนในทำนองชู้สาว “โดยเปิดเผย” หน้าที่นำสืบให้ได้ความเช่นว่านั้นจึงตกแก่โจทก์ การที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนาย ว. สามีโจทก์ ประมาณเดือนกรกฎาคม 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยจำเลยกับนาย ว. ได้ติดต่อกันทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หลายครั้ง ส่งข้อความทางโทรศัพท์ (SMS) หากัน รวมทั้งมีการส่งข้อความ (Chat) ทางระบบเครือข่ายไลน์ โดยมีการนัดหมายกันไปมีเพศสัมพันธ์กันตามสถานที่ต่าง ๆ และคลิปวีดีโอภาพการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับนาย ว. รวมถึงนาย ว. ได้สั่งซื้อดอกไม้และส่งให้จำเลยเป็นประจำ และโอนเงินเข้าบัญชีจำเลยในช่วงเดือนพฤษภาคม 2557 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2557 เดือนมกราคม 2558 โจทก์ทราบเรื่องจึงได้มีหนังสือร้องเรียนถึงพฤติกรรมจำเลยไปที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมและตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยจำเลย จำเลยจึงร้องทุกข์ฐานหมิ่นประมาทแก่โจทก์ แต่ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงกันว่า โจทก์จะไม่รื้อฟื้นและดำเนินการร้องเรียนจำเลยต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) อีกและจำเลยก็ตกลงว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับนาย ว. อีก โดยจะไปถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาท ต่อมาจำเลยผิดข้อตกลงโดยยังติดต่อกับนาย ว. และมีเพศสัมพันธ์กันอีก โจทก์จึงไม่ได้ถอนคำร้องเรียนต่อกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นั้น เห็นได้ว่า โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความเพียงปากเดียวว่า จำเลยกับนาย ว. มีพฤติกรรมดังกล่าว แม้จำเลยยอมรับในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2559 ว่า จำเลยมีเพศสัมพันธ์กับนาย ว. จริง แต่จำเลยก็ไม่ได้รับว่าตนเองอยู่ในฐานะภริยาอีกคนของนาย ว. หรือนาย ว. ได้มีพฤติกรรมยกย่องตนเองฉันภริยาแต่อย่างใด โจทก์เบิกความรับว่า ภาพถ่ายจำเลยตามสถานที่ต่าง ๆ และคลิปวีดีโอนั้น โจทก์ได้มาจากนาย ว. ทั้งสิ้น โดยนาย ว. เก็บไว้ในโน้ตบุ๊ก flashdrive และexternal harddisk นาย ว. เป็นผู้อธิบายให้โจทก์ฟังว่าสถานที่ต่าง ๆ คือที่ใด แสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์รู้เห็นถึงความสัมพันธ์ของนาย ว. กับจำเลยเกิดจากคำบอกเล่าของสามีของโจทก์เอง หาใช่การกระทำของทั้งนาย ว. และจำเลยที่มีการแสดงออกโดยเปิดเผยจนเป็นที่รับรู้และเข้าใจต่อบุคคลอื่นไม่ ทางนำสืบโจทก์ก็ไม่ปรากฎพฤติกรรมว่า นาย ว. ได้เลี้ยงดูยกย่องจำเลยเป็นภริยา หรือแยกไปอาศัยอยู่กินด้วยกัน หรือพาจำเลยไปเปิดตัวต่อผู้อื่นในที่ชุมชน หรือพาไปตามสถานที่ต่าง ๆ แบบเปิดเผย ไม่มีการแสดงออกทั้งภาพถ่าย และการระบุสถานะในสื่อสังคมออนไลน์ปรากฎต่อสาธารณชน ไม่มีพยานบุคคลอื่นที่รู้เห็นความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งสองไม่ว่าจะพนักงานโรงแรม พนักงานรักษาความปลอดภัย บิดามารดา เพื่อนร่วมงานของจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่สาขาพัทยา เพื่อนร่วมงานของโจทก์ เพื่อนของนาย ว. ลำพังเพียงรูปถ่ายของจำเลยกับนาย ว. ที่ไปมีเพศสัมพันธ์ตามสถานที่ต่าง ๆ และคลิปวีดีโอที่โจทก์ได้มาจากสามีตนเอง ไม่ใช่สิ่งที่สื่อถึงเจตนาที่แท้จริงของบุคคลทั้งสองว่าต้องการมีความสัมพันธ์แบบเปิดเผย ทั้งโจทก์ไม่ได้นำนาย ว. มาเบิกความเพื่อให้ฝ่ายจำเลยได้ถามค้านว่า ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น อยู่ในรูปแบบที่ต้องการให้จำเลยเป็นภริยาอีกคนหรือไม่ โจทก์กลับนำพยานหลักฐานต่าง ๆ เหล่านี้มาได้ด้วยความยินยอมของนาย ว. โจทก์ไม่ได้ฟ้องหย่าหรือกล่าวโทษสามีตนเองที่ไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น แต่เป็นฝ่ายโจทก์ที่กล่าวโทษแก่จำเลย โดยทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาจำเลยเพื่อให้ลงโทษทางวินัย ส่งภาพการมีเพศสัมพันธ์ของจำเลยกับนาย ว. ไปให้นางสาว ส. น้องสาวจำเลยทางเครือข่ายไลน์ ทำให้เป็นที่เผยแพร่ไปในสังคม อันเป็นการกระทำด้วยตัวโจทก์เอง หาใช่จำเลยเป็นคนเผยแพร่ไม่ ประกอบกับจำเลยนำสืบว่า นาย ว. มีผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยนับรวมประมาณ 40 คน ตามรายชื่อและภาพผู้หญิงในอิริยาบทต่าง ๆ รวมถึงโป๊เปลือย ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้ถามค้านพยานเอกสารดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริง ดังนั้นน่าเชื่อว่า นาย ว. มีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นเป็นอาจิณรวมทั้งจำเลยด้วย และการกระทำดังกล่าวจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสองคนที่ย่อมต้องปกปิด แอบลักลอบกระทำกันในที่ลับ แม้ว่าอาจเป็นการละเมิดสิทธิในครอบครัวของโจทก์ผู้เป็นภริยา แต่โจทก์ย่อมไม่สามารถเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ เพราะจำเลยไม่ได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามนัยแห่งบทบัญญัติมาตรา 1523 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1523 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นายสมเดช เอี่ยมวิเชียรเจริญ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2581/2561
#636357
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 4 ให้ดำเนินการชั้นบังคับคดียึดทรัพย์สินของโจทก์ออกขายทอดตลาด และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำหนังสือถึงโจทก์ขอให้ชำระหนี้ โดยจำเลยที่ 4 มิได้โต้แย้งคัดค้านหรือนำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงยังปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนวันนัดขายทอดตลาดนัดแรก จำเลยที่ 1 รับแจ้งว่า พ. บุตรของโจทก์ประสงค์จะชำระหนี้ของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 4 และมีการให้โจทก์ทำหนังสือขอให้พิจารณาอนุมัติคำขอประนอมหนี้ ให้โจทก์ลงลายมือชื่อ เพื่อนำเสนอต่อผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 4 พิจารณาเห็นสมควรที่จะอนุมัติตามคำขอของโจทก์หรือไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เชิดจำเลยที่ 1 ออกแสดงเป็นตัวแทนของตนหรือจำเลยที่ 4 รู้แล้วยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 ในการมีนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 821 จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตน

เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 ได้รับหนังสือขอประนอมหนี้ของโจทก์ และให้โจทก์ผ่อนชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้แก่จำเลยที่ 4 เรื่อยมา แต่มิได้มีการส่งคำขอประนอมหนี้ของโจทก์แก่จำเลยที่ 4 เพื่อพิจารณา และไม่ได้ดำเนินการให้มีการงดการขายทอดตลาดตามที่ได้มีการขอประนอมหนี้ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ จนเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ย่อมเป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 ที่ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ทรัพย์สิน อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ในฐานะตัวการต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์ในผลแห่งละเมิด ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ดำเนินการถอนบังคับคดีและคืนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 126834 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 242 แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและค่าเสียหายเป็นเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กันยายน 2557) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางเพชรินทร์ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2551 โจทก์เป็นลูกหนี้จำเลยที่ 4 ซึ่งพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 58,556.56 บาท แก่จำเลยที่ 4 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 57,478.84 บาท นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2553 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจช่วงจากจำเลยที่ 4 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 4 ดำเนินการชั้นบังคับคดียึดทรัพย์สินของโจทก์ออกขายทอดตลาด จากนั้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของโจทก์ และวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของโจทก์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 126834 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 242 โดยประเมินราคารวมเป็นเงิน 779,520 บาท ครั้นวันที่ 2 ธันวาคม 2556 เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ครั้งแรกในวันที่ 22 มกราคม 2557 แต่ก่อนวันนัดขายทอดตลาดครั้งแรกนางเพชรินทร์ บุตรของโจทก์ติดต่อเจรจาขอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 4 และพนักงานของจำเลยที่ 3 ร่างหนังสือฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2557 ขอให้พิจารณาอนุมัติคำขอประนอมหนี้ ให้โจทก์ลงลายมือชื่อ และนางเพชรินทร์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 4 ทางเครื่องฝากถอนอัตโนมัติ ครั้งแรกวันที่ 31 มกราคม 2557 ครั้งที่ 2 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ครั้งที่ 3 วันที่ 31 มีนาคม 2557 ครั้งที่ 4 วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 และครั้งที่ 5 วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ครั้งละ 15,000 บาท เป็นเงิน 75,000 บาท แต่ภายหลังนางเพชรินทร์ทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไปแล้วเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2557 โดยนางสาวรัฐนันท์เป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์จากการขายทอดตลาดในราคา 610,000 บาท คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์มิได้อุทธรณ์

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ในประการแรกมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 4 ให้ดำเนินการชั้นบังคับคดียึดทรัพย์สินของโจทก์ออกขายทอดตลาด และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำหนังสือถึงโจทก์ขอให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4330/2551 ของศาลแขวงพระนครใต้ โดยจำเลยที่ 4 มิได้โต้แย้งคัดค้านหรือนำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงยังปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนวันนัดขายทอดตลาดนัดแรก จำเลยที่ 1 รับแจ้งว่านางเพชรินทร์บุตรของโจทก์ประสงค์จะชำระหนี้ของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 4 และมีการให้โจทก์ทำหนังสือขอให้พิจารณาอนุมัติคำขอประนอมหนี้ ให้โจทก์ลงลายมือชื่อ เพื่อนำเสนอต่อผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 4 พิจารณาเห็นสมควรที่จะอนุมัติตามคำขอของโจทก์หรือไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เชิดจำเลยที่ 1 ออกแสดงเป็นตัวแทนของตนหรือจำเลยที่ 4 รู้แล้วยอมให้จำเลยที่ 1 เชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 ในการมีนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของตน นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกาว่า การติดต่อขอชำระหนี้ของโจทก์มิใช่เป็นกรณีขอชำระหนี้ปิดบัญชี แต่เป็นการขอผ่อนชำระหนี้ และมีการขอลดยอดหนี้ อำนาจในการพิจารณาตัดสินใจอนุมัติจะต้องมีการยืนยันโดยมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรจากจำเลยที่ 4 ก่อน แม้จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือขอประนอมหนี้ของโจทก์ แต่หากจำเลยที่ 4 ยังมิได้ยืนยันและหรือให้การอนุมัติเป็นหนังสือมายังจำเลยที่ 1 การขอประนอมหนี้ของโจทก์ยังหามีผลผูกพันจำเลยที่ 4 แต่ประการใดนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 ได้รับหนังสือขอประนอมหนี้ของโจทก์ และให้โจทก์ผ่อนชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้แก่จำเลยที่ 4 เรื่อยมา แต่มิได้มีการส่งคำขอประนอมหนี้ของโจทก์แก่จำเลยที่ 4 เพื่อพิจารณา และไม่ได้ดำเนินการให้มีการงดการขายทอดตลาดตามที่ได้มีการขอประนอมหนี้ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ จนเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ย่อมเป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 ที่ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ทรัพย์สิน อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ในฐานะตัวการต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดแก่โจทก์ในผลแห่งละเมิด ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใด ประเด็นนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ระยะเวลาตั้งแต่วันที่โจทก์ทราบว่าโจทก์จะต้องถูกดำเนินคดีโดยการถูกฟ้องขอบังคับให้ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 4 ตั้งแต่ปี 2551 จวบจนกระทั่งถึงวันที่โจทก์ได้รับทราบว่าถูกยึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาดเป็นระยะเวลาถึงเกือบเจ็ดปี ถือเป็นระยะเวลาที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ให้โอกาสแก่โจทก์ในการติดต่อขอชำระหนี้พอสมควรแล้ว แต่โจทก์หาได้ขวนขวายที่จะจัดการชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นไปแต่ประการใด กลับปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยไป ซึ่งไม่อาจคาดหมายได้ว่าหากจำเลยที่ 4 พิจารณาอนุมัติตามที่โจทก์มีหนังสือขอประนอมหนี้แล้วนั้น โจทก์จะไม่ผิดนัดชำระหนี้ต่อจำเลยที่ 4 อีก หากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 4 พิจารณาผ่อนผันให้โจทก์ไปโดยลำพัง ก็ไม่มีอะไรมายืนยันได้ว่าโจทก์จะไม่ผิดนัดต่อจำเลยที่ 4 อีก และหากจำเลยที่ 1 นำคำขอประนอมหนี้ของโจทก์ไปเสนอแก่จำเลยที่ 4 แต่ต่อมาจำเลยที่ 4 พิจารณาไม่อนุมัติตามที่โจทก์เสนอ จะทำให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายมากยิ่งกว่า ทั้งเอกสารการขอประนอมหนี้ของโจทก์ที่นำส่งมาจะต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติจากผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 4 อีกหลายขั้นตอน จนกว่าจะทราบผลการพิจารณา อาจพ้นกำหนดระยะเวลาอายุความแห่งการบังคับคดีของจำเลยที่ 4 ไปแล้ว ผลเสียหายย่อมเกิดแก่จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ว่าจ้าง และเกิดแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับจ้างที่ต้องถูกไล่เบี้ยเอาผิดในภายหลังได้อีก การผ่อนชำระหนี้ของโจทก์ที่ผ่อนชำระให้แก่จำเลยที่ 4 ก็ไม่ตรงตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในคำขอประนอมหนี้ของโจทก์ การกระทำของโจทก์เป็นไปโดยพลการมิได้มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 แต่ประการใด ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏโดยชัดแจ้งว่าในการยึดทรัพย์ขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีมีการประเมินราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์เป็นจำนวนถึง 779,520 บาท แต่โจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ 4 ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4330/2551 ของศาลแขวงพระนครใต้ เป็นต้นเงินจำนวนเพียง 57,478.84 บาท เมื่อนำจำนวนหนี้ของโจทก์มาเทียบกับราคาประเมินที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ราคาประเมินที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์เป็นจำนวนเงินที่สูงกว่ายอดหนี้ของโจทก์อย่างมาก โจทก์ต้องใช้ความระมัดระวังในการรักษาผลประโยชน์ให้มากยิ่งกว่าวิญญูชนโดยทั่วไปจะพึงรักษาผลประโยชน์ของตนเอง แต่โจทก์กลับหาได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอแต่ประการใดไม่ในการติดตามสอบถามผลการขอประนอมหนี้และหรือการติดตามเข้าดูแลการขายทอดตลาดทุกนัดเพื่อคัดค้านราคา หรือทำประการใด ๆ เพื่อรักษาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไว้ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของเจ้าพนักงานบังคับคดียังปรากฏว่า ในวันขายทอดตลาด หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาด โดยไม่มีหลักฐานแสดงความยินยอมของลูกหนี้ตามคำพิพากษามาแสดงนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไม่งดการขายทอดตลาดในวันดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องและเจือสมกับบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 (3) ที่ได้บัญญัติถึงวิธีงดการบังคับคดีเอาไว้ว่า ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงจะมีอำนาจในการงดการบังคับคดี หรือชะลอการขายทอดตลาด แต่โจทก์มิได้กล่าวถึงหรือกล่าวอ้างหรือมีหลักฐานใด ๆ มาแสดงต่อศาลให้เห็นได้ว่ามีการตกลงให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ดำเนินการของดการบังคับคดี หรือขอถอนการบังคับคดี พฤติการณ์ของโจทก์ส่อแสดงให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งโจทก์สามารถใช้ความระมัดระวังอย่างเช่นวิญญูชนทั่วไปจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ที่จักต้องระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของตนเองให้เพียงพอ แต่โจทก์หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ แก่โจทก์ทั้งสิ้น แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกา จำเลยที่ 1 มิได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การแต่ประการใด ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นข้อฎีกาที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ต่อมาในวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหมายแจ้งการยึดอสังหาริมทรัพย์ให้โจทก์รับทราบและให้นำส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งโจทก์ย่อมจะทราบเรื่องการยึดทรัพย์หลังจากนั้นไม่กี่วัน จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2556 หลังจากทำการยึดทรัพย์ไว้ประมาณ 3 ปี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ โดยประกาศขายทอดตลาดนัดแรกในวันที่ 22 มกราคม 2557 ซึ่งโจทก์ได้รับประกาศขายทอดตลาดวันที่ 3 ธันวาคม 2556 แต่โจทก์กลับเพิกเฉยไม่ติดต่อขอประนอมหนี้หรือติดต่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 เสียแต่เนิ่น ๆ กลับมาติดต่อขอประนอมหนี้ก่อนวันขายทอดตลาดทรัพย์เพียงแค่ 2 วัน เพื่อให้จำเลยที่ 4 พิจารณาอนุมัติคำขอประนอมหนี้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้รับคำขอประนอมหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 4 ก็ย่อมจะไม่พิจารณาอนุมัติคำขอประนอมหนี้ของโจทก์อย่างแน่นอนเนื่องจากเป็นระยะเวลากระชั้นชิด ทรัพย์ที่นำยึดไว้ก็มิได้ติดภาระจำนองใด ๆ โอกาสที่จำเลยที่ 4 จะได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดเต็มจำนวนมีค่อนข้างแน่นอน อีกทั้งการขอชำระหนี้ในงวดที่ 1 นั้นก็เป็นระยะเวลา หลังจากการขายทอดตลาดทรัพย์นัดแรกไปแล้ว ไม่แน่ว่าโจทก์จะชำระหนี้ตามข้อตกลงหรือไม่ อันจะทำให้เสียเวลาและโอกาสรวมถึงค่าใช้จ่ายในการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ในแต่ละครั้ง และกว่าที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทำการขออนุญาตศาลเพื่อประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ในแต่ละครั้งนั้นค่อนข้างจะใช้เวลาที่ยาวนาน ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 4 จะอนุมัติคำขอประนอมหนี้ของโจทก์ได้ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นติดต่อขอประนอมหนี้ในระยะกระชั้นชิดทั้งที่ได้รับรู้ว่าทรัพย์ถูกยึดมาตั้งแต่ประมาณเดือนกรกฎาคม 2553 ย่อมเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ อีกทั้งการขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์นั้นตามกฎหมายแล้วโจทก์ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องมีหนังสือยินยอมให้งดการบังคับคดีแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับทราบด้วย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงจะงดการบังคับคดีให้ และในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเรื่องขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีข้อความระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้มีส่วนได้เสียทุกคนต้องไปดูแลการขายทอดตลาดตามกำหนดนัดทุกครั้ง หากไม่ไปดูแลการขายจะถือว่าไม่ติดใจคัดค้านราคาที่มีผู้เสนอและไม่มีสิทธิคัดค้านราคาอีกต่อไป ทั้งถือว่าบุคคลนั้นทราบกำหนดนัดและสถานที่ขายในนัดต่อไปด้วยแล้ว กรณีถือได้ว่าโจทก์กระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยที่ 4 ไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ แก่โจทก์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่า การที่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการส่งคำขอประนอมหนี้ของโจทก์แก่จำเลยที่ 4 เพื่อพิจารณา และไม่ไปดำเนินการของดการขายทอดตลาดไว้จนเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นการประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ทรัพย์สิน อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ในฐานะตัวการและจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนต้องร่วมกันรับผิดแก่โจทก์ในผลแห่งละเมิด ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์ ดังนั้น ย่อมไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติดังที่จำเลยที่ 4 กล่าวอ้างในฎีกาว่า ความเสียหายที่โจทก์ได้รับเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียวดังที่จำเลยที่ 4 กล่าวอ้างในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า การที่โจทก์ไม่ไปดูแลการขายทอดตลาดถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทด้วย และกำหนด ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดเป็นราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องร่วมกันชำระแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 350,000 บาท นับว่าสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น.
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวุฒิ พิทักษ์ธานิน
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2560 -ที่ 2568/2561
#636634
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลจะมิได้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องก็ตาม แต่ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ หากผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองหรือทำประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้วย่อมมีความผิด การที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุโดยไม่มีเหตุจะอ้างโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมมีผลต่อการรักษาสภาพป่าไม้ของป่าหรือทรัพยากรธรรมชาติอื่นในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุจึงชอบด้วยเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 แล้ว มิฉะนั้น ผู้ที่ศาลมิได้พิพากษาลงโทษว่ากระทำความผิดเพราะขาดเจตนากระทำความผิดก็จะสามารถอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติหรือป่าได้ทั้งที่ไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่จะอยู่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเก้าสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณารวมกับคดีหมายเลขแดงที่ 294/2559 โดยให้เรียกโจทก์ทุกสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งเก้าสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 6 ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกสำนวนของจำเลยที่ 6 ออกไปพิจารณาและมีคำพิพากษาแล้ว ส่วนคดีทั้งเก้าสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31 กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 กับบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 7 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 พร้อมทั้งบริวารออกจากเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ 3 และที่ 7 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 7 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 โดยเห็นว่าขาดเจตนากระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 พร้อมทั้งบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลจะมิได้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องก็ตาม แต่ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ หากผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองหรือทำประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้วย่อมมีความผิด การที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุโดยไม่มีเหตุจะอ้างโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมมีผลต่อการรักษาสภาพป่าไม้ของป่าหรือทรัพยากรธรรมชาติอื่นในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุจึงชอบด้วยเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 แล้ว มิฉะนั้นผู้ที่ศาลมิได้พิพากษาลงโทษว่ากระทำความผิดเพราะขาดเจตนากระทำความผิดก็จะสามารถอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติหรือป่าได้ทั้งที่ไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่จะอยู่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 พร้อมบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุจึงชอบแล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 72 ตรี วรรคสาม
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 31 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาง อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางดรุณี ชัยศรีอริยกุล คงเขษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวพนิดา รัตนะวรรธนะ
ชื่อองค์คณะ
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
นิพนธ์ ใจสำราญ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2561
#95283
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะฟังได้ว่าข้อกล่าวหาของโจทก์เป็นเหตุหย่าตามกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้ให้อภัยในการกระทำของจำเลยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ย่อมหมดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518

โจทก์นำ จ.มาอยู่ในบ้านโจทก์และอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาจนมีบุตรด้วยกัน 1 คน โดยโจทก์ให้ใช้นามสกุลของโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภรรยา เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้อภัยในการกระทำของโจทก์ จำเลยจึงมีเหตุฟ้องหย่าโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา1516 (1)

เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว ทั้งจำเลยไม่ได้ประกอบอาชีพอะไรโดยโจทก์เคยให้เงินจำเลยเป็นค่าใช้จ่าย การที่โจทก์หย่ากับจำเลยทำให้จำเลยยากจนลง จำเลยจึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (1) ม. 1518 ม. 1526
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ๒๕๓๔ นายประสิทธิ์ จันทราทิพย์
จำเลย — ๕๓๖ นางนพพร จันทราทิพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประเสริฐ ศรีสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายเทพฤทธิ์ ศิลปานนท์
ชื่อองค์คณะ
ประพัฒน์ อุชุภาพ
บุญส่ง วรรณกลาง
สะสม สิริเจริญสุข
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2543/2561
#622082
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังจากที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ ปรากฏว่าในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลย 4 ปี 3 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท และคดีเป็นอันถึงที่สุดไปแล้ว กรณีของจำเลยจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ ตาม ป.อ. มาตรา 56 ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1921/2559 และ 1922/2559 ของศาลจังหวัดลำปาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1921/2559 และ 1922/2559 ของศาลจังหวัดลำปาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท ให้จำเลยไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษ ณ สถานที่และตามระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 ยกคำขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างมาในฎีกา โดยจำเลยไม่ได้ยื่นคำแก้ฎีกาคัดค้าน และข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานการคุมความประพฤติของพนักงานคุมประพฤติฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ว่า ภายหลังจากที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีนี้ ปรากฏว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1921/2559 และ 1922/2559 ของศาลจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา ให้จำคุกจำเลย 4 ปี 3 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท ศาลจังหวัดลำปางได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวให้จำเลยฟังแล้วเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 และคดีเป็นอันถึงที่สุดไปแล้ว ปัจจุบันจำเลยต้องโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำกลางลำปางในคดีดังกล่าว กรณีของจำเลยจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลำปาง
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายนันทวัฒน์ ลิ้มธัญลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ ยมจินดา
ชื่อองค์คณะ
วัฒนา วิทยกุล
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2514/2561
#622063
เปิดฉบับเต็ม

ดอกเบี้ยที่โจทก์ผ่อนชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน เป็นเงิน 2,100 บาท หรือเท่ากับ 25,200 บาท ต่อปี เมื่อนำไปรวมกับต้นเงิน 70,000 บาท เป็นเงิน 95,200 บาท เป็นจำนวนใกล้เคียงกับราคาสินไถ่ 95,000 บาท การที่โจทก์ชำระดอกเบี้ยทุกเดือน จึงเป็นการชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้และแสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินตั้งแต่ต้น ไม่มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝาก การนำโฉนดที่ดินมาวางเป็นเพียงให้จำเลยที่ 1 ยึดถือประกันหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น สัญญาขายฝากที่ทำไว้จึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง

แม้การขายฝากที่ดินจะตกเป็นโมฆะ ต้องเพิกถอนสัญญาขายฝาก เป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ไปก่อนแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่ารับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้ว ประกอบกับโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต และจากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 จะได้รู้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทกันจริง จำเลยที่ 2 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวง ย่อมได้รับคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ในราคา 95,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 71243 ตำบลโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ไว้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายเบิ้มและนำโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นประกันเงินกู้ ต่อมาโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 70,000 บาท เพื่อนำเงินไปชำระหนี้นายเบิ้มโดยมีเงื่อนไขว่า โจทก์ไม่ต้องทำสัญญากู้ แต่ต้องทำสัญญาขายฝากโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 บาท ต่อเดือน และโจทก์ได้ชำระดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 1 เดือนละ 2,100 บาท เป็นเวลา 19 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ก่อนจะไปทำสัญญาขายฝากโจทก์มาขอกู้ยืมเงินเพื่อจะนำเงินไปชำระหนี้นายเบิ้ม 70,000 บาท เพราะนำโฉนดที่ดินวางเป็นประกันไว้ จำเลยที่ 1 จึงให้ยืมและให้โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินโดยกำหนดราคาสินไถ่ 95,000 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนรายละเอียดด้วยดินสอว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 บาท ต่อเดือนเห็นว่า เมื่อคิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 70,000 บาท ในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความเป็นดอกเบี้ยเดือนละ 2,100 บาท สัญญาขายฝากที่ดินกำหนดไถ่ถอน 1 ปี รวมดอกเบี้ย 12 เดือน เป็นเงิน 25,200 บาท เมื่อรวมกับต้นเงิน 70,000 บาท เป็นเงิน 95,200 บาท เป็นจำนวนใกล้เคียงกับราคาสินไถ่ 95,000 บาท จึงน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ได้คิดดอกเบี้ยเงินกู้อัตราร้อยละ 3 จากต้นเงิน 70,000 บาท จริง การที่โจทก์ชำระดอกเบี้ยทุกเดือนจึงเป็นลักษณะของการชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้ พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่นำสืบมาแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินตั้งแต่ต้นมิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝาก การนำโฉนดที่ดินมาวางเป็นเพียงให้จำเลยที่ 1 ยึดถือเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมเท่านั้น เช่นเดียวกับที่โจทก์เคยกู้ยืมเงินนายเบิ้มและนำโฉนดที่ดินวางเป็นประกัน สัญญาขายฝากที่ทำไว้จึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง แม้การขายฝากที่ดินจะตกเป็นโมฆะ ต้องเพิกถอนสัญญาขายฝากเป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ไปก่อนแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่ารับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้ว ประกอบกับโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต และจากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 จะได้รู้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทกันจริง จำเลยที่ 2 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงย่อมได้รับคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแดนชัย เพียรงูเหลือม
จำเลย — นางธิดา นิลโคกสูง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายธนโชติ แย้มยิ่งยง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอิศเรศ ชัยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2489/2561
#621394
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งเรื่องใดจะเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าความผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญาหรือไม่ ถ้าต้องอาศัยก็เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรง เป็นประเด็นเดียวกันว่าที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของ ก. หรือเป็นสินสมรสระหว่าง ก. กับพันเอก ก. ดังนี้ เมื่อคำพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุด ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาโดยคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวได้วินิจฉัยโดยชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของ ก. และคู่ความในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีนี้จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ปัญหาดังกล่าวแม้ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทและศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยทั้ง ๆ ที่โจทก์บรรยายฟ้อง และคู่ความนำสืบกับจำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งเจ็ดย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในฎีกาซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งใช้ขณะยื่นฟ้อง ดังนั้น เมื่อที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของ ก. แม้ต่อมาพันเอก ก. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงก็ไม่มีส่วนใดเป็นทรัพย์มรดกของพันเอก ก. ซึ่งตกทอดแก่โจทก์ การที่ ก. ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่ละแปลงให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน และจำเลยที่ 4 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทบางแปลงที่ตนได้รับให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเช่นกัน จึงเป็นสิทธิโดยชอบของ ก. และจำเลยที่ 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดถูกกำจัดไม่ให้ได้รับมรดกของพันเอกกาจ และบังคับจำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วน จำนวน 1 ใน 7 ส่วน ที่เป็นสินสมรสอันเป็นทรัพย์มรดกของพันเอกกาจ ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1388, 7977, 58080, 58081, 58085, 58086, 58099, 58100, 58113, 58119, 58122, 58124, 58126, 59806, 59808, 59809, 67231, 67233, 67264, 67265, 67442, 67457, 67742, 70875 ถึง 70877, 70966, 72735, 73625, 73631, 73634, 73635 และ 81201 รวม 33 แปลง และส่วนอื่นแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด และหากไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนในที่ดินให้โจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน จำนวน 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนโอนแบ่งที่ดินพิพาทแต่ละแปลงในส่วนที่เป็นสินสมรสของพันเอกกาจ จำนวน 1 ใน 7 ส่วน ให้แก่โจทก์ โดยขั้นตอนปฏิบัติให้ดำเนินการตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันและตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งจำเลยทั้งเจ็ดมิได้ฎีกาโต้แย้งเช่นกันว่า พันเอกกาจกับนางกฐิน เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรร่วมกัน 7 คน เรียงตามลำดับ ดังนี้ โจทก์ นายหาญ จำเลยที่ 3 ที่ 2 ที่ 1 ที่ 4 และนายวรกิจ ตามลำดับ นายวรกิจถึงแก่ความตายแล้ว ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 เป็นบุตรของจำเลยที่ 4 นางกฐินเป็นบุตรของหลวงแจ่มวิชาสอนกับนางผิน นางผินเป็นเจ้าของกิจการผลิตและจำหน่ายยาสีฟันวิเศษนิยม ซึ่งต่อมาจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลใช้ชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลโรงงานวิเศษนิยม โดยนางกฐินร่วมประกอบกิจการดังกล่าวกับมารดา ส่วนพันเอกกาจประกอบอาชีพรับราชการทหาร หลังจากหลวงแจ่มวิชาสอนกับนางผินถึงแก่ความตาย นางกฐินรับมรดกที่ดินหลายแปลงกับดำเนินกิจการผลิตและจำหน่ายยาสีฟันวิเศษนิยม ต่อมานางกฐินขายที่ดินบางส่วนในกรุงเทพมหานครแล้วซื้อที่ดินในต่างจังหวัดหลายจังหวัด รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 1388, 7977, 58080, 58081, 58085, 58086, 58099, 58100, 58113, 58119, 58122, 58124, 58126, 59806, 59808, 59809, 67231, 67233, 67264, 67265, 67442, 67457, 67742, 70875 ถึง 70877, 70966, 72735, 73625, 73631, 73634, 73635 และ 81201 รวม 33 แปลง ซึ่งคือที่ดินพิพาท โดยเป็นการซื้อในระหว่างสมรสกับพันเอกกาจ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2532 พันเอกกาจถึงแก่ความตาย โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล หลังจากนั้นวันที่ 10 ตุลาคม 2550 นางกฐินทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 58086 ให้จำเลยที่ 1 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน และวันที่ 11 ตุลาคม 2550 นางกฐินทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 58080, 58081, 58085, 58099, 58100, 58113, 58119, 58122, 58124, 58126, 59806, 59808 และ 59809 ให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 70875 ถึง 70877, 70966 และ 81201 ให้จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1388, 7977, 72735, 73625, 73631, 73634 และ 73635 ให้จำเลยที่ 3 และทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 67231, 67233, 67264, 67265, 67442, 67457 และ 67742 ให้จำเลยที่ 4 ทั้งนี้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน และในวันเดียวกันจำเลยที่ 4 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 67231 และ 67457 ให้จำเลยที่ 5 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 67442 และ 67742 ให้จำเลยที่ 6 และทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 67233, 67264 และ 67265 ให้จำเลยที่ 7 ทั้งนี้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเช่นกัน ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดด้วยมูลคดีเดียวกันเป็นคดีอาญาฐานร่วมกันยักยอกและร่วมกันรับของโจรต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญา หมายเลขดำที่ 8959/2553 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยทั้งเจ็ดฎีกาว่าคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว โดยโจทก์ไม่แก้ฎีกาโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังต่อไปได้อีกว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10424/2556 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนคดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทอื่น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่เป็นบุคคลผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร และพิพากษายกคำขอส่วนนี้ โจทก์มิได้อุทธรณ์ ประเด็นดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดว่า ที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของนางกฐินหรือเป็นสินสมรสระหว่างนางกฐินกับพันเอกกาจ อันจะเป็นเหตุให้ที่ดินส่วนของพันเอกกาจเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์ 1 ใน 7 ส่วน โดยจำเลยทั้งเจ็ดฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10424/2556 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของนางกฐิน พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ คดีนี้ซึ่งเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา นั้น เห็นว่า คดีแพ่งเรื่องใดจะเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญาหรือไม่ ถ้าต้องอาศัยก็เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องเพื่อบังคับตามตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่งขอให้พิพากษาว่าจำเลยทั้งเจ็ดถูกกำจัดไม่ให้ได้รับมรดกของพันเอกกาจ และบังคับจำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเฉพาะส่วน จำนวน 1 ใน 7 ส่วน ที่เป็นสินสมรสอันเป็นทรัพย์มรดกของพันเอกกาจ และส่วนอื่นที่จำเลยทั้งเจ็ดถูกกำจัดมิให้รับมรดกแก่โจทก์ อันสืบเนื่องมาจากกระทำความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์มรดกและร่วมกันรับของโจรที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีอาญานั่นเอง คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และเมื่อตรวจสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หมายเลขแดงที่ 2462/2557 (คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10424/2556 ของศาลชั้นต้น) แล้ว ปรากฏในคดีอาญาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำวินิจฉัยว่า ''...โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของนางกฐินกับพันเอกกาจ...แต่นางกฐินสามารถเบิกความลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคดี รวมทั้งเบิกความตอบคำซักถามทนายความแต่ละฝ่ายได้อย่างครบถ้วนชัดเจนถึงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินรวมทั้งที่มาที่ไปของทรัพย์สินได้เป็นอย่างดี โดยไม่ปรากฏเหตุให้เคลือบแคลงสงสัยว่าจะถูกครอบงำ...แสดงว่านางกฐินมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์...ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของนางกฐิน การที่นางกฐินจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 4 จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทส่วนของตนแก่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง..." อันเป็นคำชี้ขาดให้ยกฟ้อง โดยมีข้อความชัดเจนในคำวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของนางกฐิน คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงเป็นประเด็นเดียวกันว่าที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของนางกฐินหรือเป็นสินสมรสระหว่างนางกฐินกับพันเอกกาจ ดังนี้ เมื่อคำพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุด ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาโดยคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของนางกฐิน และคู่ความในคดีนี้ก็เป็นคู่ความเดียวกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีนี้จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ปัญหาดังกล่าวแม้ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัย ทั้ง ๆ ที่โจทก์บรรยายฟ้องและคู่ความนำสืบกับจำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งเจ็ดย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในฎีกาซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งใช้ขณะยื่นฟ้อง ดังนั้น เมื่อที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงเป็นสินส่วนตัวของนางกฐิน แม้ต่อมาพันเอกกาจถึงแก่ความตายที่ดินพิพาททั้งสามสิบสามแปลงก็ไม่มีส่วนใดเป็นทรัพย์มรดกของพันเอกกาจซึ่งตกทอดแก่โจทก์ การที่นางกฐินทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่ละแปลงให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน และจำเลยที่ 4 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทบางแปลงที่ตนได้รับให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเช่นกัน จึงเป็นสิทธิโดยชอบของนางกฐินและจำเลยที่ 4 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1892/2559 ที่โจทก์อ้างในคำแก้ฎีกา ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในประเด็นข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งเจ็ดฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดประการอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนโอนแบ่งที่ดินพิพาทแต่ละแปลงในส่วนที่เป็นสินสมรสของพันเอกกาจ จำนวน 1 ใน 7 ส่วน ให้แก่โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเรือนแก้ว กุยยกานนท์
จำเลย — นางพจนีย์ อินทรครรชิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายเอกพงษ์ ช้อนสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายนำ กรุยรุ่งโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ลาชิต ไชยอนงค์
ธราธร ศิลปโอสถ
วุฒินัย วงศ์ฟัก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2483/2561
#638825
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" ตามบทบัญญัติดังกล่าว นอกจากทนายความและข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่แล้ว ข้อความตอนท้ายที่ว่า "ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" หมายถึงเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เท่านั้น ที่จะทำการเป็นทนายความรวมถึงแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่นได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะทำหนังสือมอบอำนาจให้ ส. แต่งฟ้อง ฟ้องอุทธรณ์ ฟ้องฎีกา ได้ แต่ ส. มิใช่คู่ความตามความหมายที่ ป.วิ.อ. มาตรา 2 (15) บัญญัติไว้ และเมื่อไม่ปรากฏว่า ส. จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ หรือเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น ย่อมไม่อาจแต่งฟ้องฎีกาได้ การที่ ส. ลงชื่อเป็นผู้เรียงในฎีกาของโจทก์ ซึ่งมีความหมายว่าเป็นผู้แต่งฟ้องฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 84, 288, 289 (4)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกตลอดชีวิต ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนว่า ฎีกาของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ยื่นฎีกาโดยนายสุขสันติ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ลงชื่อเป็นผู้ฎีกา ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ ศาลชั้นต้นตรวจฎีกาแล้ว มีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว ผู้ยื่นฎีกาและลงชื่อท้ายฎีกามิใช่คู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (15) ไม่มีสิทธิยื่นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 จึงไม่รับฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 223" ผู้รับมอบอำนาจโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งที่ ท.17/2559 ว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์มอบอำนาจให้นายสุขสันติ์ แต่งหรือเรียงคำฎีกาและมีอำนาจลงนามแทนโจทก์ โดยไม่ปรากฏว่านายสุขสันติ์เป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตทนายความ ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 การที่นายสุขสันติ์เรียงฎีกาและลงชื่อในฎีกาตามที่ได้รับมอบอำนาจดังกล่าว ถือว่าเป็นการกระทำที่บกพร่องในเรื่องความสามารถที่ศาลชอบจะสั่งให้แก้ไขเสียก่อน ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นตรวจสั่งฎีกาของโจทก์ไปโดยมิได้สั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์เสียก่อน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จึงให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของโจทก์ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์ได้มีโอกาสแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องความสามารถของโจทก์ แล้วจึงตรวจสั่งฎีกาของโจทก์ใหม่ตามรูปคดี กรณีไม่มีเหตุต้องวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์อีกต่อไป ยกคำร้อง" ศาลชั้นต้น แจ้งวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาให้โจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทราบโดยชอบแล้ว ถึงวันนัดผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาฟังคำสั่ง ส่วนโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ต่อมาผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นฎีกาภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ สำเนาให้จำเลยทั้งสองแก้ จำเลยทั้งสองยื่นคำแก้ฎีกา เห็นว่า พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" ตามบทบัญญัติดังกล่าว นอกจากทนายความและข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่แล้ว ข้อความตอนท้ายที่ว่า "ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" หมายถึงเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เท่านั้น ที่จะทำการเป็นทนายความรวมถึงแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่นได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะทำหนังสือมอบอำนาจให้นายสุขสันติ์ แต่งฟ้อง ฟ้องอุทธรณ์ ฟ้องฎีกา ได้ แต่นายสุขสันติ์มิใช่คู่ความตามความหมายที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (15) บัญญัติไว้ และเมื่อไม่ปรากฏว่านายสุขสันติ์ จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ หรือเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น ย่อมไม่อาจแต่งฟ้องฎีกาได้ การที่นายสุขสันติ์ ลงชื่อเป็นผู้เรียงในฎีกาของโจทก์ ซึ่งมีความหมายว่าเป็นผู้แต่งฟ้องฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ชอบ การที่โจทก์โดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นฎีกาฉบับใหม่ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 โดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยังคงลงชื่อเป็นผู้ฎีกา ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ เช่นเดียวกับฎีกาฉบับแรกโดยมิได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์ตามคำสั่งศาลฎีกาที่ ท.17/2559 ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่มิชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ภ.
จำเลย — นาย ต. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายไตรสิทธิ์ วิสูตรธนาวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสบเกียรติ วัฒนถาวร
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2458 -ที่ 2459/2561
#621367
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 98/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กรณีที่มีการฟ้องคดีผู้ถูกกล่าวหาเป็นคดีอาญาต่อศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดี ให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดียึดรายงานและสำนวนคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหลักในการพิจารณาและอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยใช้ระบบไต่สวน ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" แสดงว่าจะนำบทบัญญัติมาตราดังกล่าวตามวรรคสองมาใช้บังคับได้ต่อเมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ออกระเบียบในเรื่องนี้มาใช้บังคับแล้ว

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกายังไม่ได้ออกระเบียบการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวน ที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไต่สวนมูลฟ้อง และสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองจนเสร็จและพิพากษาคดีแล้ว โดยที่โจทก์ไม่ได้ยกข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นโต้แย้งคัดค้านศาลชั้นต้นว่าดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบ จนศาลชั้นต้นพิพากษาคดี โจทก์เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แม้จะกล่าวอ้างว่าศาลดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะส่งเพิกถอนได้ แต่ก็เป็นดุลยพินิจของศาล เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยมิได้สั่งเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและพิจารณาพิพากษาต่อไป จึงฟังได้ว่าศาลอุทธรณ์ดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 149, 154, 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และ 154 ประกอบมาตรา 83 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คดีขาดอายุความให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรอการพิพากษาในประเด็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และ 154 ไว้ก่อน จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาในประเด็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ศาลฎีกาพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดโดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีจากการขายทอดตลาดตามกฎหมายโดยทุจริต ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 44,850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 55,110,205.48 บาท รวมเป็นเงิน 99,960,205.48 บาท ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า คดีนี้พนักงานอัยการมิได้เป็นโจทก์ ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินการพิจารณาและพิพากษาตามรูปคดีต่อไป จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา และยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้รอฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในปัญหาชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ขาดอายุความหรือไม่ กับพิพากษายกคำร้องคดีส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า คดีส่วนอาญาให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 154 ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และผู้ร้องฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี ส่วนจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมบังคับคดี ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้มีหน้าที่พิจารณาเสนอความเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในสำนวนของกองบังคับคดีแพ่งเฉพาะสำนวนที่มีหมายเลขคดีแดงหรือหมายเลขคดีดำที่เป็นเลขคู่และหน้าที่อื่น เมื่อปี 2534 ศาลแพ่งได้มีหมายบังคับคดีถึงเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ให้ยึดทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาด แบ่งเงินที่ขายได้ให้โจทก์ตามส่วนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 16932/2528 ระหว่าง นายหาญณรงค์ โจทก์ นางละออศรี ที่ 1 กับพวก จำเลย แต่ทรัพย์มรดกบางส่วน คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 418 ตำบลคลองซอยที่ 1 ฝั่งตะวันออก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และที่ดินโฉนดเลขที่ 1734 ตำบลคลองหนึ่ง (คลอง 1 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดธัญบุรี ศาลแพ่งจึงมีหนังสือขอให้ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีศาลจังหวัดธัญบุรีทำการยึดและขายทอดตลาดแทนเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีศาลจังหวัดธัญบุรียึดที่ดินทั้งสองแปลงออกขายทอดตลาด โดยผู้แทนโจทก์และผู้แทนจำเลยที่ 1 คดีดังกล่าวเป็นผู้นำยึด มีนายวรวุฒิเป็นผู้สู้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 897,000,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายและศาลจังหวัดธัญบุรีอนุญาตให้ขาย นายวรวุฒิวางเงินค่ามัดจำค่าซื้อทรัพย์ 70,000,000 บาท แต่ผิดนัดไม่ชำระเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือภายในกำหนด ศาลจังหวัดธัญบุรีจึงมีคำสั่งยกเลิกการขายทอดตลาด ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์พร้อมชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3.5 เป็นเงิน 7,393,383 บาท โดยขอให้ส่งเงิน 70,000,000 บาท แก่กรมบังคับคดีเพื่อผู้มีส่วนได้เสียจะขอรับจากกรมบังคับคดีต่อไป ศาลจังหวัดธัญบุรีอนุญาตให้ถอนการยึดและได้ส่งเงิน 70,000,000 บาท ไปให้กรมบังคับคดีเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2537 โดยไม่หักค่าธรรมเนียมใด ๆ วันเดียวกันนั้น โจทก์และบริษัทบุญภูมิ จำกัด ยื่นคำแถลงขอรับเงินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี กองบังคับคดีแพ่ง 2 กรมบังคับคดี โดยบริษัทบุญภูมิ จำกัด อ้างว่าที่ดินส่วนของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวได้โอนมาเป็นของบริษัทบุญภูมิ จำกัด แล้ว โดยจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวยื่นคำแถลงไม่คัดค้านการที่โจทก์และบริษัทบุญภูมิ จำกัด ขอรับเงิน นายประยุทธ ผู้อำนวยการกองบังคับคดีแพ่ง 2 ทำความเห็นเสนอจำเลยที่ 2 ผ่านจำเลยที่ 1 ว่าค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดที่ดินจะต้องเรียกเก็บจากเงินที่ศาลจังหวัดธัญบุรีส่งมาร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่ขาย ตามที่เคยปฏิบัติมาดังเช่นคดีหมายเลขแดงที่ 12112/2527 ระหว่างบริษัทสยามกลการ จำกัด โจทก์ นายสุรพงศ์ จำเลย วันที่ 24 ตุลาคม 2537 จำเลยที่ 1 ทำความเห็นเสนอจำเลยที่ 2 ว่า ค่าธรรมเนียมในกรณีเช่นนี้เป็นปัญหาโต้เถียงและความเห็นไม่ค่อยลงรอยกันนัก อีกทั้งเพื่อความแน่ชัดในการถือปฏิบัติ เห็นสมควรประชุมเพื่อหาหลักปฏิบัติสำหรับเรื่องนี้ให้ชัดเจนต่อไป จำเลยที่ 2 มีคำสั่งเห็นชอบตามที่จำเลยที่ 1 วันที่ 27 ตุลาคม 2537 จำเลยที่ 2 เรียกประชุมผู้บริหารและนิติกรตั้งแต่ระดับ 8 ขึ้นไปของกรมบังคับคดีเพื่อพิจารณาตามข้อเสนอของจำเลยที่ 1 ที่ประชุมมีมติว่าศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งยกเลิกการขายทอดตลาดมีผลเท่ากับไม่มีการขาย จึงเรียกเก็บค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดร้อยละ 5 ไม่ได้ ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จ่ายเงิน 70,000,000 บาท แก่บริษัทเมืองใหม่เชียงกงรังสิต จำกัด ผู้รับโอนสิทธิในการรับเงินมาจากคู่ความในคดีดังกล่าว นายถนอมเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ระหว่างวันที่ 8 ถึง 11 สิงหาคม 2537 บริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนได้ในราคาหุ้นละ 78 บาท วันที่ 5 ตุลาคม 2537 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดให้หุ้นสามัญของบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 สั่งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน) ที่ตนเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นไว้ ให้ขายหุ้นพิพาทเป็นหุ้นบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 04460100003185 จำนวน 10,000 หุ้น หุ้นดังกล่าวเป็นหุ้นเดิมของนายถนอม แต่ใส่ชื่อนางสาวกัลยาเป็นผู้ถือหุ้นแทน และนายสุรชัยผู้รับมอบอำนาจของบริษัทโมเดอร์นโฮม ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ไปรับใบหุ้นพิพาทมาจากศูนย์รับฝากหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2537 เมื่อขายหุ้นพิพาทได้แล้ว บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน) สั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 865,650 บาท ให้จำเลยที่ 1 วันที่ 7 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 นำเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีของตนที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คจากบัญชีดังกล่าวจำนวนเงิน 432,825 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 วันเดียวกันนั้นจำเลยที่ 2 นำเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของตนที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนจรัลสนิทวงศ์ ต่อมาปี 2543 โจทก์ได้รับการร้องเรียนจากนายชำนาญ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา และได้รับการร้องเรียนเป็นบัตรสนเท่ห์จากผู้ใช้ชื่อว่าข้าราชการกรมบังคับคดี ในเรื่องที่จำเลยทั้งสองไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดร้อยละ 5 โจทก์เห็นว่ามีมูล จึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง โจทก์พิจารณารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการดังกล่าวแล้วมีมติว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองมีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 154 และ 157 ตามที่ถูกกล่าวหา จากนั้นได้ส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสอง แต่อัยการสูงสุดเห็นว่า รายงาน เอกสาร และความเห็นดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีได้ อัยการสูงสุดกับโจทก์จึงตั้งคณะทำงานพิจารณาร่วมกัน แต่ไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการฟ้องคดีได้ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้เองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 97 วรรคสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 98/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กรณีที่มีการฟ้องคดีผู้ถูกกล่าวหาเป็นคดีอาญาต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ในการพิจารณาคดี ให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดียึดรายงานและสำนวนคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหลักในการพิจารณาและอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นควร" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยใช้ระบบไต่สวน ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" แสดงว่าจะนำบทบัญญัติมาตราดังกล่าวตามวรรคสองมาใช้บังคับได้ต่อเมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ออกระเบียบในเรื่องนี้มาใช้บังคับแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกายังไม่ได้ออกระเบียบการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวน และคดีนี้ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไต่สวนมูลฟ้อง และสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองจนเสร็จและพิพากษาคดีแล้ว แม้ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 จะมีผลใช้บังคับ โจทก์ก็ไม่ได้ยกกฎหมายดังกล่าวขึ้นโต้แย้งคัดค้านศาลชั้นต้นว่าดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบ จนศาลชั้นต้นพิพากษาคดี โจทก์เพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แม้ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวจะเป็นการกล่าวอ้างว่าศาลดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนได้ แต่การที่จะสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่นั้น เป็นดุลพินิจของศาลที่จะสั่งได้ตามที่เห็นสมควร เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไต่สวนมูลฟ้องและสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองจนเสร็จสิ้นและพิพากษาคดีแล้ว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยมิได้สั่งเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น และพิจารณาพิพากษาคดีไป ฟังได้ว่าศาลอุทธรณ์ดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีโดยมิได้ยึดถือรายงานและสำนวนคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดว่า ศาลอุทธรณ์ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีไปอย่างไร ที่เป็นการไม่ยึดถือรายงานและสำนวนคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม โดยทุจริตละเว้นไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสีย หรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154 หรือไม่ เห็นว่า การบังคับคดียึดและขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวของศาลจังหวัดธัญบุรี เป็นการบังคับคดีแทนศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 16932/2528 ระหว่างนายหาญณรงค์ โจทก์ นางละออศรี ที่ 1 กับพวก จำเลยซึ่งตามหนังสือของศาลแพ่ง ที่ ยธ. 0208/50057 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2534 ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประจำศาลจังหวัดธัญบุรีช่วยยึดและขายทอดตลาดทรัพย์แทน มีข้อความระบุว่า "เมื่อจัดการเสร็จแล้วขอให้ส่งสำเนาหลักฐานการยึดทรัพย์ พร้อมกับประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ ไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ก่อนวันขายไม่น้อยกว่า 15 วัน เงินค่าขายทอดตลาดทรัพย์ เมื่อหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายชั้นบังคับคดีไว้แล้ว เหลือสุทธิเท่าใด ขอให้ส่งกองยึดอายัดและจำหน่ายทรัพย์สิน กรมบังคับคดี โดยตรง" เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีศาลจังหวัดธัญบุรียึดที่ดินทั้งสองแปลงออกขายทอดตลาด มีนายวรวุฒิเป็นผู้สู้ราคาสูงสุด เป็นเงิน 897,000,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายและศาลจังหวัดธัญบุรีอนุญาตให้ขายโดยนายวรวุฒิวางเงินค่าซื้อทรัพย์บางส่วนเป็นเงิน 70,000,000 บาท แต่ผิดนัดไม่ชำระเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือภายในกำหนด ศาลจังหวัดธัญบุรีจึงมีคำสั่งยกเลิกการขายทอดตลาด ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์ ศาลจังหวัดธัญบุรี คิดค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3.5 เป็นเงิน 7,383,383 บาท และส่งเงินค่าซื้อทรัพย์บางส่วนที่ผู้ซื้อทรัพย์วางไว้จำนวน 70,000,000 บาท ที่ยังค้างอยู่ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี โดยไม่หักค่าธรรมเนียมใด ๆ ให้แก่กรมบังคับคดีเพื่อดำเนินการต่อไป การที่กรมบังคับคดีโดยจำเลยทั้งสองเมื่อได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไว้แล้ว ได้ดำเนินการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับซึ่งมีสิทธิรับเงินไป จึงเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของศาลที่มีการคืนเงินหลังหักค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายที่มีการบังคับคดีไว้แล้ว ที่โจทก์กล่าวอ้างว่า การขายทอดตลาดเสร็จสมบูรณ์แล้วจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่ขายหรือจำหน่ายได้ตามบัญชีค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งด้วย ซึ่งเป็นคนละส่วนกับค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3.5 เห็นว่า ตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ ได้บัญญัติเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีไว้ว่า 1. ค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์ที่ยึดหรืออายัด จำนวนร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่ขายหรือจำหน่ายได้... 3. ค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย จำนวนร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด จะเห็นได้ว่า กฎหมายกำหนด การเก็บค่าธรรมเนียมในการยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินไว้กว้าง ๆ สองกรณี กล่าวคือ กรณียึดทรัพย์แล้วขายหรือจำหน่ายได้สำเร็จ คิดร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่ขายหรือจำหน่ายได้ แต่กรณียึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย คิดร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่การขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดในคดีนี้ แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายและศาลอนุญาตให้ขายทรัพย์แก่ผู้สู้ราคาสูงสุดแล้ว แต่ผู้สู้ราคาสูงสุดชำระเงินค่าซื้อทรัพย์บางส่วนแล้วไม่ชำระส่วนที่เหลือ จนศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งยกเลิกการขายทอดตลาด ต่อมามีการถอนการยึดโดยเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3.5 แล้ว จึงมีปัญหาว่าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดร้อยละ 5 อีกด้วยหรือไม่ ซึ่งกรณีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินเป็นบรรทัดฐานไว้ เมื่อนายประยุทธ ผู้อำนวยการกองบังคับคดีแพ่ง 2 เสนอความเห็นว่าควรเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดในอัตราร้อยละ 5 ของจำนวนที่ขายทอดตลาด ตามแนวทางปฏิบัติในคดีหมายเลขแดงที่ 12112/2527 ของศาลแพ่ง จำเลยทั้งสองก็ได้เรียกประชุมผู้บริหารและนิติกรกรมบังคับคดีเพื่อพิจารณาปัญหาดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมลงมติว่า เนื่องจากศาลมีคำสั่งยกเลิกการขายทอดตลาดซึ่งมีผลเท่ากับไม่มีการขาย จึงเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายร้อยละ 5 ไม่ได้ การประชุมดังกล่าวเป็นอำนาจของจำเลยทั้งสองที่เป็นผู้บริหารหน่วยงานที่จะเรียกประชุมพิจารณาเรื่องที่มีปัญหาในการปฏิบัติงานในการตีความการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย ซึ่งไม่ปรากฏว่า มีการชักจูงโน้มน้าวให้ที่ประชุมมีมติไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาด และไม่มีผู้ใดกล่าวอ้างว่าการประชุมดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำสั่งศาลโดยคืนเงิน 70,000,000 บาท ให้แก่ผู้ซื้อไปโดยไม่หักค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดร้อยละ 5 ตามมติที่ประชุมของกรมบังคับคดี โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองกระทำไปโดยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนหรือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายต่อตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม โดยทุจริตละเว้นไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสีย หรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154 ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย กระทำทุจริตในการปฏิบัติหน้าที่โดยสั่งคืนเงิน 70,000,000 บาท ให้แก่ผู้รับโอนสิทธิจากคู่ความในคดีที่มีการบังคับคดีโดยมิได้หักค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีจากการขายทอดตลาด โดยได้รับหุ้นพิพาทจากนายถนอมเป็นค่าตอบแทน ทำให้กรมบังคับคดีเสียหายไม่ได้รับเงินค่าธรรมเนียมในการขายทอดตลาดดังกล่าว ซึ่งคู่ความได้สืบพยานและศาลล่างทั้งสองได้พิพากษาคดีในประเด็นดังกล่าวแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินดังกล่าวโดยไม่มีอำนาจเพราะโจทก์ยังไม่มีสิทธิรับเงินเนื่องจากการบังคับคดียังไม่แล้วเสร็จ และไม่ได้เสนอศาลแพ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเงินเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้กล่าวในฟ้อง และเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำการโดยทุจริต ไม่เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมขายทอดตลาด และไม่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ร้อง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 149 ม. 154 ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ม. 98/1 วรรคหนึ่ง ม. 98/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
โจทก์ — การทุจริตแห่งชาติ
ผู้ร้อง — กรมบังคับคดี
จำเลย — นายมานิตย์ สุธาพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายชยุตม์ ประภากมล
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2453/2561
#622120
เปิดฉบับเต็ม

ค. ผู้เอาประกันภัยของโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีผู้บริโภค เรียกค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 ทำให้ ค. ได้รับอันตรายสาหัส และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 กระทำละเมิดต่อ ค. โดยจำเลยทั้งเจ็ดต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ค. ซึ่งค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดต่อ ค. นั้นได้รวมค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชำระให้แก่ ค. และรับช่วงสิทธิของ ค. มาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีนี้แล้ว คำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมมีผลผูกพัน ค. กับจำเลยทั้งเจ็ดซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง กรณีจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งเจ็ดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนเดียวกันนี้ให้แก่โจทก์อีกเพราะจะมีผลให้จำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซ้ำซ้อน หากโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้เอาประกันภัยต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 1,316,675.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,212,530.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 7 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 195,173.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 390,347 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 5 และที่ 6 จำนวน 255,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องทั้งหมด (ฟ้องวันที่ 23 มิถุนายน 2554) รวมแล้วต้องไม่เกิน 104,144.74 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 6 รับผิดชำระเงิน 811,444.02 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิด 255,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่สหราชอาณาจักร โจทก์รับประกันภัยและประกันอุบัติเหตุในระหว่างเดินทางของนายเครก ซึ่งเดินทางจากประเทศอังกฤษเข้ามาในประเทศไทย ในวันเกิดเหตุนายเครกโดยสารรถตู้หมายเลขทะเบียน 30 - 0057 แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จากจังหวัดแม่ฮ่องสอนไปจังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถตู้โดยสารหมายเลขทะเบียน 30 - 0057 แม่ฮ่องสอน จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถตู้โดยสารคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 5 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 6 และเป็นผู้ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 3473 เลย และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 81 - 3474 เลย ของจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 7 เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 6 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553 เวลากลางคืน ขณะที่นายเครกเดินทางโดยรถตู้โดยสารที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับถึงจังหวัดอุดรธานีที่เกิดเหตุได้เกิดเหตุรถตู้โดยสารที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 3473 เลย และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 81 - 3474 เลย ที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ขับ หลังเกิดเหตุนายเครกได้รับบาดเจ็บต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาลปัญญาเวชอินเตอร์และโรงพยาบาลกรุงเทพ ต่อมานายเครกเดินทางกลับภูมิลำเนาที่ประเทศอังกฤษโดยมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางตามใบแจ้งหนี้ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าบริการทางวิชาชีพและค่าใช้จ่าย และค่ารถจากสนามบินไปบ้าน โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่นายเครกไปเป็นเงิน 1,212,530.52 บาท จึงรับช่วงสิทธิของนายเครกมาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งเจ็ดและก่อนฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2554 โจทก์และนายเครกกับพวกยื่นฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคำฟ้องคดีผู้บริโภคต่อศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1154/2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 1 เมษายน 2554 ว่า คดีส่วนของโจทก์ไม่เกี่ยวกับคดีผู้บริโภค จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องเฉพาะคดีส่วนของโจทก์ วันที่ 11 พฤษภาคม 2554 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ วันที่ 2 มิถุนายน 2554 โจทก์ยื่นคำร้องขอสละสิทธิที่ขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ และโจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้ในวันที่ 23 มิถุนายน 2554 สำหรับค่าแปลเอกสารที่โจทก์เรียกร้องมาเป็นเงิน 374.50 บาท นั้น ศาลอุทธรณ์ไม่ได้กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ที่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ฎีกาว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ที่ขับรถด้วยความเร็วสูงและขับรถแซงรถบรรทุกพ่วงที่แล่นติดต่อกันถึง 4 คัน จำเลยที่ 5 ใช้ความระมัดระวังในการเปลี่ยนช่องเดินรถอย่างดีแล้ว เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว โดยจำเลยที่ 5 ไม่ได้มีส่วนประมาทด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เหตุละเมิดเกิดจากการขับรถด้วยความประมาทของจำเลยที่ 1 และที่ 5 โดยจำเลยที่ 5 มีส่วนประมาทมากกว่า จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 จึงไม่อาจฎีกาว่า เหตุละเมิดไม่ได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 5 ได้อีกเพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 5 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงด้วยความประมาทโดยจำเลยที่ 5 เปลี่ยนช่องเดินรถไปทางด้านขวาอย่างกระชั้นชิดในขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถตู้โดยสารแซงรถบรรทุกที่แล่นอยู่ด้านหน้าไปช่องเดินรถด้านขวาเช่นกัน เป็นเหตุให้รถบรรทุกและรถพ่วงที่จำเลยที่ 5 ขับเฉี่ยวชนกับรถตู้โดยสารที่จำเลยที่ 1 ขับทำให้นายเครก ผู้เอาประกันภัยของโจทก์ที่นั่งโดยสารมาในรถตู้คันที่จำเลยที่ 1 ขับได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 6 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 7 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 5 ด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีผู้บริโภคต่อศาลที่มีเขตอำนาจตามกฎหมายภายในกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วเป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1154/2554 ของศาลชั้นต้น ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้แล้ว อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่ขาดอายุความ และโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 4 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน อายุความฟ้องร้องให้จำเลยที่ 4 รับผิดจึงมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 จึงไม่ขาดอายุความเช่นกัน นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะนายจ้างซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างกระทำละเมิดในทางการที่จ้าง และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน ความรับผิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับจำเลยที่ 4 จึงแตกต่างกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องรับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิดและในฐานะนายจ้างของผู้กระทำละเมิด ซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัย ซึ่งมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง เมื่อเหตุละเมิดเกิดวันที่ 31 มีนาคม 2553 และข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2554 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดรวมกับนายเครก ผู้เอาประกันภัยของโจทก์ ต่อศาลชั้นต้น ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชำระให้แก่นายเครกไปเป็นเงิน 1,212,530.52 บาท พร้อมดอกเบี้ย เป็นคดีผู้บริโภคตามคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1154/2554 ซึ่งเป็นการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ภายในกำหนดอายุความ ผลของการฟ้องคดีดังกล่าวทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 (2) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดไปแล้วตามมาตรา 193/15 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนของโจทก์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2554 เนื่องจากฟ้องส่วนของโจทก์ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ซึ่งมิใช่กรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกคำฟ้อง หรือคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้องตามมาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง ที่ให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง จึงเป็นกรณีที่อายุความได้สะดุดหยุดลงแล้วตั้งแต่มีการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นคดีผู้บริโภค และเมื่อศาลในคดีผู้บริโภคดังกล่าวมีคำสั่งไม่รับฟ้องในส่วนคดีของโจทก์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2554 ถือว่าเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และต้องเริ่มนับอายุความ 1 ปี และ 2 ปี ใหม่ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2554 เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นคดีนี้ต่อศาลเดียวกันเป็นคดีแพ่งทั่วไปในวันที่ 23 มิถุนายน 2554 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ขาดอายุความ ซึ่งการที่ศาลชั้นต้นในคดีที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคมีคำสั่งไม่รับฟ้องส่วนของโจทก์เนื่องจากฟ้องโจทก์ไม่เป็นคดีผู้บริโภคนั้น เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับประเภทคดี มิใช่กรณีที่ศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล หรือกรณีที่ศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 193/17 วรรคสอง ที่โจทก์จะต้องฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาข้ออื่นตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยมานั้น เพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถโดยสารคันที่จำเลยที่ 4 รับประกันภัยไว้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 5 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงตัดหน้ารถตู้โดยสารคันที่จำเลยที่ 1 ขับในระยะกระชั้นชิด สุดวิสัยที่จำเลยที่ 1 จะหยุดรถหรือหักหลบได้โดยปลอดภัย เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 5 ฝ่ายเดียว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนประมาทด้วย จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดขออ้างส่งบันทึกคำให้การพยานและพยานหลักฐานในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1154/2554 ของศาลชั้นต้น เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงที่ 25 ธันวาคม 2556 ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่า ถนนที่เกิดเหตุมีช่องเดินรถไปและกลับด้านละ 2 ช่องเดินรถ ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถตู้โดยสารหมายเลขทะเบียน 30 - 0057 แม่ฮ่องสอน ในช่องเดินรถด้านซ้ายตามหลังรถบรรทุก 4 คัน โดยนายเครก ได้นั่งโดยสารในรถตู้คันที่จำเลยที่ 1 ขับ จำเลยที่ 5 ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 3473 เลย และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 81 - 3474 เลย ไปในทิศทางเดียวกันในช่องเดินรถด้านซ้ายอยู่หน้ารถตู้โดยสารคันที่จำเลยที่ 1 ขับ จากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถตู้โดยสารเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางด้านขวาเพื่อแซงรถบรรทุกที่แล่นอยู่ด้านหน้า ขณะเดียวกันจำเลยที่ 5 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงโดยเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางด้านขวาเช่นกัน จึงเกิดเหตุรถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ขับรถตามหลังรถคันอื่น จำเลยที่ 1 ย่อมจะต้องระมัดระวังดูรถคันข้างหน้า หากจะขับรถแซงขึ้นหน้าก็ต้องดูให้ดีเสียก่อนว่าสามารถแซงขึ้นไปได้โดยปลอดภัย แต่จำเลยที่ 1 กลับขับรถแซงรถบรรทุกที่แล่นอยู่ด้านหน้าถึง 4 คัน ในคราวเดียว ทั้งที่รถแต่ละคันที่แล่นอยู่ด้านหน้ามีความยาวของส่วนหัวลากและส่วนพ่วงรวมกันประมาณ 17 เมตร ในเวลากลางคืน จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจมองเห็นทางด้านหน้าได้พอแก่ความปลอดภัย และการขับรถแซงรถคันอื่นในลักษณะดังกล่าวย่อมต้องใช้ความเร็วสูง เมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายของรถตู้โดยสาร ปรากฏว่ารถตู้โดยสารบริเวณด้านหน้าได้รับความเสียหายอย่างมาก แสดงถึงการชนที่รุนแรงเนื่องจากรถแล่นมาด้วยความเร็วสูง พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขับรถตู้โดยสารด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถหยุดหรือชะลอความเร็วของรถหรือหลบหลีกได้ทันเมื่อมีเหตุจำเป็น และแซงรถบรรทุกซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่ถึง 4 คัน ในคราวเดียวกันในเวลากลางคืน ทำให้รถตู้โดยสารคันที่จำเลยที่ 1 ขับเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกและรถพ่วงที่จำเลยที่ 5 ขับในขณะเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางด้านขวาเช่นเดียวกันเป็นเหตุให้นายเครกซึ่งนั่งโดยสารในรถตู้คันที่จำเลยที่ 1 ขับได้รับอันตรายสาหัส ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทอยู่ด้วย แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 5 มิได้ระมัดระวังดูรถที่แล่นตามมาทางด้านขวาให้ปลอดภัยโดยขับเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางด้านขวาในระยะกระชั้นชิดกับช่วงที่จำเลยที่ 1 ขับรถแซงไปในช่องเดินรถด้านขวาเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน นับได้ว่าจำเลยที่ 5 ประมาทมากกว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิด 1 ใน 3 ส่วน และจำเลยที่ 5 รับผิด 2 ใน 3 ส่วน จึงชอบแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถตู้โดยสารคันดังกล่าว จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ต่อไปว่า จำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความและจำเลยที่ 1 มีส่วนกระทำละเมิดทำให้นายเครก ผู้เอาประกันภัยของโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชำระให้แก่นายเครกไปแล้ว 1 ใน 3 ส่วน เป็นเงิน 404,055.34 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ฎีกาว่า นายเครกได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดด้วยเหตุละเมิดเดียวกับคดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1154/2554 ของศาลชั้นต้น และคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวนเดียวกับที่โจทก์เรียกร้องในคดีนี้ให้แก่นายเครก การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวนเดียวกันแก่โจทก์ในคดีนี้อีกจึงเป็นการซ้ำซ้อนกับคดีดังกล่าว เป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดรวมกับนายเครกต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีผู้บริโภค เรียกค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 กระทำละเมิดทำให้นายเครกได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นเหตุละเมิดครั้งเดียวกันกับคดีนี้ โดยโจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชำระให้แก่นายเครกไปเป็นเงิน 1,212,530.52 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามคดีหมายเลขดำที่ ผบ.1154/2554 ของศาลชั้นต้น ในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนของโจทก์ โจทก์จึงมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวที่โจทก์ได้ชำระให้แก่นายเครกไปแล้วเป็นคดีนี้ ซึ่งศาลฎีกาได้เรียกสำนวนคดีผู้บริโภคดังกล่าวมาผูกรวมกับสำนวนคดีนี้เพื่อประกอบการพิจารณาแล้ว ปรากฏว่าคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 กระทำละเมิดต่อนายเครกโดยจำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายเครก ซึ่งค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดต่อนายเครกนั้นได้รวมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลปัญญาเวชอินเตอร์ 30,813 บาท ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ 532,707.50 บาท ค่าบริการขนส่งโดยอากาศยานขนย้ายผู้ป่วยจากจังหวัดอุดรธานีไปกรุงเทพมหานคร 275,000 บาท ค่าโดยสารเครื่องบินกลับประเทศอังกฤษ 265,966.95 บาท ค่าบริการแก่พยาบาล 55,332.62 บาท ค่าเดินทางโดยรถพยาบาลจากสนามบินไปยังบ้านพักของนายเครก 50,345.95 บาท และค่าบริการรถพยาบาล 2,000 บาท ที่โจทก์ได้ชำระให้แก่นายเครกและรับช่วงสิทธิของนายเครกมาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีนี้แล้ว คำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันนายเครกกับจำเลยทั้งเจ็ดซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เช่นนี้ กรณีจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งเจ็ดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนเดียวกันนี้ให้แก่โจทก์อีกเพราะจะมีผลให้จำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซ้ำซ้อน อย่างไรก็ตาม สิทธิของโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่นายเครกผู้เอาประกันภัยและรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาแล้วนั้น หากโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้เอาประกันภัยต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยุโรป แอสซิสแตนส์ โฮลดิ้ง จำกัด
จำเลย — นายสุรชัยหรือวีรภัทร ธนะวัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกิตติพงศ์ ว่องเมทินี
ศาลอุทธรณ์ — นายประพันธ์ ทรัพย์แสง
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ทวี ประจวบลาภ
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2438/2561
#621192
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ที่ให้อำนาจศาลลงโทษผู้กระทำความผิดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่ามีการนำสืบกันมาแล้วในศาลชั้นต้นตามประเด็นแห่งคดี เมื่อได้ความว่า โจทก์จำเลยไม่เคยนำสืบถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ไว้แล้วในศาลชั้นต้น แต่เป็นข้อที่จำเลยพึ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงนี้ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบเมทแอมเฟตามีนกับถุงพลาสติกใสของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและถุงพลาสติกใสของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ด้วย จำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ อันจะเป็นเหตุให้สมควรใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยไม่เคยให้ความร่วมมือในการขยายผลเพื่อจับกุมบุคคลผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษทั้งต่อเจ้าหน้าที่ทหารเรือผู้จับกุมหรือพนักงานสอบสวน จำเลยมีภูมิลำเนาในเขตอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี บุคคลที่จำเลยติดต่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่เฉพาะเขตพื้นที่อำเภอสัตหีบและเมืองพัทยาเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยไปติดต่อลูกค้าในเขตจังหวัดระยอง จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะมีข้อมูลถึงการกระทำความผิดของนายอาทิตย์ และนายศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอยู่ที่จังหวัดระยอง ข้อเท็จจริงตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมนายอาทิตย์และนายศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับผู้แจ้งข้อมูลขัดแย้งกับรายงานการสืบสวนก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุทั่ว ๆ ไป ทั้งเอกสารดังกล่าวก็มีพิรุธ ไม่ปรากฏข้อความว่าดาบตำรวจ บัณณทัต รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จึงทำให้มีเหตุสงสัยว่าเป็นบันทึกที่ทำขึ้นหลังจากจับกุมนายอาทิตย์และ นายศักดิ์สิทธิ์แล้ว คำเบิกความของดาบตำรวจ บัณณฑัตจึงไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามสำนวนแล้วว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยยกอ้างในชั้นอุทธรณ์ว่าบิดาจำเลยได้รับข้อมูลจากจำเลยว่า มีการมั่วสุมเสพยาเสพติดเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานติดตามจับกุมและยึดเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ดิน พร้อมยึดอาวุธปืนไม่มีทะเบียน อันเป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษดังกล่าว เป็นข้อความจำเลยไม่เคยแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ทหารผู้จับกุมหรือพนักงานสอบสวนมาก่อน ทำให้ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ไม่เคยเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบกันไว้ แม้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ที่ให้อำนาจศาลลงโทษผู้กระทำความผิดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำ จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่ามีการนำสืบกันมาแล้วในศาลชั้นต้นตามประเด็นแห่งคดี เมื่อได้ความว่า โจทก์จำเลยไม่เคยนำสืบถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ไว้แล้วในศาลชั้นต้น แต่เป็นข้อที่จำเลยพึ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงนี้ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 30 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งมาตรา 30 ที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายจิตรกรหรือทัช เติมประยูร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายนิรันดร์ ควรรักษ์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวขวัญชีวี เสียงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2416/2561
#621395
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 บัญญัติถึงผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจนำฟ้องมายื่นใหม่ได้ แสดงว่าการถอนฟ้องไม่ได้ทำให้หนี้ระงับ จึงไม่ใช่การปลดหนี้ อันเป็นเรื่องความระงับแห่งหนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างคนต่างทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์สามารถแยกออกจากกันได้ซึ่งต่างคนต่างต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดที่ตนกระทำ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความเสียหายตามฟ้องเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 เท่านั้น มิได้เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์

สำหรับจำเลยที่ 3 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 2 ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยตามเงื่อนไขที่กำหนดในกรมธรรม์ประกันภัย ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ที่มีต่อโจทก์ จึงเป็นความรับผิดในหนี้จำนวนเดียวกันอันจะแบ่งกันชำระมิได้ ต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 301 จำเลยที่ 4 ชำระเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามวงเงินในกรมธรรม์ประกันภัยแล้วส่วนหนึ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ ไม่ต้องรับผิด ในค่าเสียหายส่วนที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 4 ไปแล้วอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 4,481,486.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,400,123.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาตจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 2,037,632.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 สิงหาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้น ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาแล้วว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์เรียกร้องค่ารักษาพยาบาลเพียงส่วนต่างจากสิทธิการรักษาของบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองเป็นเงิน 202,448.60 บาท เท่านั้น ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องปรากฏตามหลักฐานเป็นเงิน 25,418.50 บาท ค่ารถแท็กซี่เดินทางไปกลับจากบ้านไปโรงพยาบาลที่ศาลชั้นต้นกำหนดครั้งละ 500 บาท เหมาะสมแล้ว จึงกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 20,500 บาท ค่าจ้างคนเฝ้าไข้ โจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายเดือนละ 18,000 บาท เป็นเวลา 109 วัน เป็นเงิน 65,400 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ 100,000 บาท จึงเกินคำฟ้อง ศาลอุทธรณ์จึงเห็นสมควรกำหนดให้ 65,400 บาท ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องอาการติดเชื้อที่ต้นขาด้านซ้ายที่ศาลชั้นต้นกำหนด 200,000 บาท ค่าใช้จ่ายสำหรับการผ่าตัดและกายภาพบำบัดในอนาคต 250,000 บาท ค่าขาดรายได้ในการประกอบการงานทั้งในเวลาปัจจุบันและอนาคต 358,333.33 บาท และค่าทนทุกข์ทรมานด้วยการผ่าตัด เสียบุคลิกภาพ หมดสิ้นอนาคตในการทำงาน 500,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นเหมาะสมแล้ว และพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทน 1,622,100.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2553 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสาร หมายเลขทะเบียน 31 - 5565 กรุงเทพมหานคร มีโจทก์นั่งโดยสารไปตามถนนสายเอเชียมุ่งหน้ากรุงเทพมหานคร เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความประมาทจนรถเสียหลักพลิกตะแคงชนอัดกับแท่งปูนกันตกถนน ต่อมาประมาณ 30 นาที จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสินค้า หมายเลขทะเบียน 96 - 9054 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 3 แล่นมาในช่องเดินรถขวาสุดมุ่งหน้ากรุงเทพมหานครด้วยความประมาทชนท้ายรถยนต์โดยสารที่โจทก์นั่งโดยสารมา เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายรับอันตรายสาหัส และรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 1,000,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่โจทก์แล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลุดพ้นความรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ให้ความยินยอม เท่ากับโจทก์ยินยอมปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วม ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงหลุดพ้นความรับผิดนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 บัญญัติถึงผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจนำฟ้องมายื่นใหม่ได้ แสดงว่าการถอนฟ้องไม่ได้ทำให้หนี้ระงับ จึงไม่ใช่การปลดหนี้ อันเป็นเรื่องความระงับแห่งหนี้ ดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างมาในฎีกา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างคนต่างทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์สามารถแยกออกจากกันได้ซึ่งต่างคนต่างต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดที่ตนกระทำ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังวินิจฉัยแล้วว่าความเสียหายตามฟ้องเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 เท่านั้นมิได้เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 2 ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยตามเงื่อนไขที่กำหนดในกรมธรรม์ประกันภัย ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ที่มีต่อโจทก์จึงเป็นความรับผิดในหนี้จำนวนเดียวกันอันจะแบ่งกันชำระมิได้ ต้องร่วมกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 301 เมื่อจำเลยที่ 4 ชำระเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามวงเงินในกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว การที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 ในความเสียหายดังกล่าวไปแล้วส่วนหนึ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ ไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายส่วนที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 4 ไปแล้วอีก ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า แม้โจทก์จะมีใบเสร็จรับเงินค่าจ้างคนเฝ้าไข้มาแสดงเพียง 1 เดือน แต่เมื่อโจทก์นำสืบว่าตามระเบียบของโรงพยาบาลต้องมีคนเฝ้าไข้และโจทก์ต้องจ้างคนเฝ้าไข้ขณะนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักฟังได้ว่าโจทก์ต้องเสียค่าจ้างคนเฝ้าไข้รวมค่าอาหารเดือนละ 16,000 บาท ตามที่โจทก์นำสืบไม่ใช่เดือนละ 18,000 บาท ตามฟ้อง เมื่อคิดเฉลี่ยวันละ 533.33 บาท เป็นเวลา 109 วัน ตามฟ้องเป็นเงิน 58,132.97 บาท สำหรับค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องอาการติดเชื้อที่ต้นขาและค่าใช้จ่ายสำหรับการผ่าตัดและกายภาพบำบัดในอนาคต ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องและศาลไม่อาจกำหนดให้ได้นั้น เห็นว่า หลังจากโจทก์รักษาตัวที่โรงพยาบาลถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2553 และรักษาต่อเนื่องถึงวันที่ 25 มีนาคม 2559 โจทก์ไม่นำสืบว่า โจทก์ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากเกิดจากการติดเชื้อแต่อย่างใด จึงเห็นสมควรไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ แต่โจทก์นำสืบว่า เหล็กที่ดามอยู่ด้านหลังยังไม่ได้เอาออก จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่สืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ในอนาคตโจทก์ต้องผ่าตัดเพื่อเอาเหล็กที่ดามอยู่ด้านหลังออก และอาจต้องทำกายภาพบำบัด โจทก์จึงต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดค่าใช้จ่ายสำหรับการผ่าตัดและกายภาพบำบัดในอนาคต 250,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดรายได้ในการประกอบการงานทั้งในเวลาปัจจุบันและอนาคต และค่าทนทุกข์ทรมานด้วยการผ่าตัด เสียบุคลิกภาพ หมดสิ้นอนาคตในการทำงาน ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าโจทก์มีรายได้เดือนละ 50,000 บาท โจทก์เสียบุคลิกภาพตลอดไปและหมดอนาคตในการทำงาน และโจทก์อายุ 63 ปีแล้ว โจทก์จึงไม่มีรายได้และขาดรายได้ดังกล่าวจริงนั้น โจทก์นำสืบว่า โจทก์ประกอบธุรกิจส่วนตัว ขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการรัฐสภา ปัจจุบันด้านหลังมีอาการแสบบริเวณปลายประสาทและเหล็กที่ดามอยู่ด้านหลังยังไม่ได้เอาออก ส่วนบริเวณหัวเข่ามีอาการเจ็บอยู่ตลอดเวลาทำให้โจทก์ไม่สามารถเดินได้ตามปกติ เดินได้อยู่เป็นเวลาไม่นานก็ต้องพัก ขาไม่สามารถงอได้ตามปกติ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่สืบพยานหักล้างรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ยังสามารถทำงานและมีรายได้ แต่หลังเกิดเหตุโจทก์ต้องทนทุกข์ทรมานจากการบาดเจ็บ ไม่สามารถเดินได้เป็นปกติ มีอาการเจ็บหัวเข่าอยู่ตลอดเวลา และเสียบุคลิกภาพ โจทก์จึงเสียความสามารถประกอบการงานบางส่วนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดรายได้ในการประกอบการงานทั้งในเวลาปัจจุบันและอนาคต 358,333.33 บาท และค่าทนทุกข์ทรมานด้วยการผ่าตัด เสียบุคลิกภาพหมดสิ้นอนาคตในการทำงาน 500,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ชำระค่าเสียหายให้โจทก์แล้ว 1,000,000 บาท ซึ่งท่วมความเสียหายที่โจทก์ได้รับแล้ว เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับชำระเงินค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 4 แล้ว 1,000,000 บาท จึงต้องหักเงินดังกล่าวออกจากจำนวนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาโดยมิได้หักเงินจำนวนดังกล่าวออกจากค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องชำระแก่โจทก์นั้น ไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการนี้ฟังขึ้นบางส่วน ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันชำระค่ารักษาพยาบาลในส่วนต่าง 202,448.60 บาท ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อเนื่อง 25,418.50 บาท ค่ารถแท็กซี่เดินทางไปกลับจากบ้านไปโรงพยาบาล 20,500 บาท ค่าจ้างคนเฝ้าไข้ 58,132.97 บาท ค่าใช้จ่ายสำหรับการผ่าตัดและกายภาพบำบัดในอนาคต 250,000 บาท ค่าขาดรายได้ในการประกอบการงานทั้งในเวลาปัจจุบันและอนาคต 358,333.33 บาท และค่าทนทุกข์ทรมานด้วยการผ่าตัด เสียบุคลิกภาพ หมดสิ้นอนาคตในการทำงาน 500,000 บาท หักค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 4 ชำระให้โจทก์แล้ว 1,000,000 บาท คงเหลือเงิน 414,833.40 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 414,833.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 301 ม. 420 ม. 425
ป.วิ.พ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวลัยรัตน์ ฉ่ำเฉลิม
จำเลย — นายรุ่ง ศักดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
ธงชัย เสนามนตรี
เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา