คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3464/2561
#623440
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาค้ำประกันรับรองความเสียหายที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำไว้กับโจทก์เพื่อค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 นั้น มีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้าจึงตกลงยินยอมเข้าเป็นผู้ค้ำประกันรับรองความเสียหาย...และข้าพเจ้าทำสัญญานี้...ด้วยความสมัครใจ มีผลผูกพันข้าพเจ้าตามกฎหมายในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมกับผู้ที่ข้าพเจ้าค้ำประกัน" และในข้อ 1 ระบุว่า "ในระหว่างเวลาที่บุคคลที่ข้าพเจ้าค้ำประกันปฏิบัติงานอยู่กับบริษัท ฯ ผูกพันตามสัญญาว่าจ้างหรือสัญญาแต่งตั้งผู้ขาย...หรือตำแหน่งหน้าที่การงานที่บริษัท รับไว้ในชั้นต้นหรือในตำแหน่งหน้าที่การงานที่เปลี่ยนไปในภายหน้าหากบุคคลที่ข้าพเจ้าค้ำประกันได้กระทำ หรือละเว้นกระทำ...เป็นเหตุให้บริษัท ฯ ได้รับความเสียหาย..." กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมผูกพันตนต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายสำหรับการทำงานในตำแหน่งที่ระบุไว้ในขณะทำสัญญาค้ำประกันและในตำแหน่งงานที่เปลี่ยนไปในอนาคตอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นขณะจำเลยที่ 1 ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการร้าน สาขาบัวขาว เมื่อปี 2549 แม้ตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะสูงขึ้นและมีความรับผิดชอบมากขึ้นก็ตาม แต่มิได้อยู่นอกเหนือความตกลงของสัญญาค้ำประกันประกอบกับจำเลยที่ 1 ยังคงมีหน้าที่ในการขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้านำส่งโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 433,710 บาท โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระไม่เกินคนละ 100,000 บาท จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระไม่เกิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 315,426 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 18,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 4 ชำระแทนไม่เกินวงเงิน 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2541 โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานขายและเก็บเงิน วันที่ 20 มิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการร้าน สาขามุกดาหาร ต่อมาย้ายไปเป็นผู้จัดการร้าน สาขาบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างพนักงานขายและสัญญาค้ำประกันรับรองความเสียหาย จำเลยที่ 1 ทำหนังสือให้ความยินยอมรับผิดในการกระทำของสามี บุตร ญาติ และบุคคลที่ทำหน้าที่แทนหรือช่วยเหลือตามหนังสือให้ความยินยอม เมื่อสัปดาห์วันที่ 19 สิงหาคม 2549 จำเลยที่ 1 จัดทำบัญชีสมุดเงินสดแสดงยอดรายรับหักยอดรายจ่ายส่งสมุดเงินสดประจำสัปดาห์ให้แก่โจทก์ระบุส่งเงินขาด 242,762 บาท โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองในฐานะผู้จัดการร้านสาขาบัวขาว แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาว่าจ้างพนักงานขายเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่จัดทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้าโจทก์ย่อมได้เปรียบจำเลยที่ 1 เกินสมควร เป็นสัญญาที่มีข้อตกลงกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดในการกระทำของพนักงานทุกคนในสาขาและหน่วยอื่นที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสาขาจึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่อาจรับฟังได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 จัดทำบัญชีสมุดเงินสดประจำสัปดาห์รายรับหักยอดรายจ่าย จำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามรายการส่งเงินตามบัญชีสมุดเงินสดประจำสัปดาห์ไม่ครบ แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้นำส่งเงินค่าสินค้าตู้เย็น 13,800 บาท และรับเงินค่าสินค้าจากนางมาลา 2,000 บาท นายเคน 1,700 บาท นางปราณี 1,000 บาท มาแล้วแต่ไม่นำเงินส่งโจทก์จริง ส่วนเงินค่าสินค้าเครื่องปรับอากาศจากนางสาวสุพรรษา 26,000 บาท โจทก์ได้หักเงินประกันของจำเลยที่ 1 ชำระไปแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เก็บเงินค่าเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 ราย เป็นเงิน 12,500 บาท โดยมิได้ออกหลักฐานให้แก่ลูกค้าและไม่ได้นำเงินส่งโจทก์ รวมความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ 18,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2553 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามหนังสือทวงถาม ในส่วนสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งพนักงานขาย สาขามุกดาหาร ความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเกิดขึ้นในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการร้าน สาขาบัวขาว ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องอยู่นอกเหนือความตกลง จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันขณะจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสาขาร้าน โดยจำกัดความรับผิด 50,000 บาท จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำบัญชีสมุดเงินสด สรุปรายรับรายจ่ายส่งให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินค่าขายสินค้าจากพนักงานหรือกรณีเงินคืนค่าคอมมิสชันจากพนักงานขาย จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องทำบัญชีดังกล่าวแต่อย่างใด ที่จำเลยที่ 1 ส่งเงินให้โจทก์เป็นการชำระหนี้รายการอื่น ไม่ใช่หนี้ตามรายการส่งเงินบัญชีสมุดเงินสดประจำสัปดาห์ จำเลยที่ 1 จึงมีหนี้คงค้างต่อโจทก์และต้องรับผิดต่อโจทก์รวมเป็นเงิน 258,426 บาท นั้น ศาลแรงงานภาค 4 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าตามแบบฟอร์มส่งเงิน 562 โจทก์ออกมาเมื่อมีเงินขาดบัญชี การที่เงินขาดบัญชีมีสาเหตุมาจากโจทก์ให้พนักงานขายแต่ละคนออกใบเสร็จรับเงินก่อนแล้วจึงไปเก็บเงินจากลูกค้าในภายหลัง หรือมีสินค้ายึดคืนโจทก์จะเรียกค่าคอมมิสชันการขายจากพนักงานขายคืน ยอดเงินที่พนักงานขายออกใบเสร็จรับเงินไปก่อนหรือค่าคอมมิสชันที่พนักงานขายต้องคืนโจทก์จะต้องปรากฏตามแบบฟอร์ม 526 ซึ่งระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งเงินขาด โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเอกสารและพยานบุคคลมานำสืบให้เห็นความรับผิดของจำเลยที่ 1 ประกอบกับจำเลยที่ 1 นำสืบอ้างส่งหลักฐานการชำระเงินให้แก่โจทก์แล้วจำนวนหลายรายการในช่วงเวลาที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ส่งเงินขาด แสดงว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการร้าน สาขาบัวขาว โดยนำเงินส่งแก่โจทก์ตลอดมา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามรายการส่งเงินตามบัญชีสมุดเงินสดประจำสัปดาห์ไม่ครบถ้วน เช่นนี้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 4 อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าแม้ตำแหน่งของจำเลยที่ 1 จะเปลี่ยนแปลงและความรับผิดชอบจะมากขึ้นกว่าเดิม จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังคงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างจำเลยที่ 1ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการร้านวงเงินไม่เกินคนละ 100,000 บาท นั้น เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกันรับรองความเสียหายมีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้าจึงตกลงยินยอมเข้าเป็นผู้ค้ำประกันรับรองความเสียหาย... และข้าพเจ้าทำสัญญานี้... ด้วยความสมัครใจ มีผลผูกพันข้าพเจ้าตามกฎหมายในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมกับผู้ที่ข้าพเจ้าค้ำประกัน" และในข้อ 1. ระบุว่า "ในระหว่างเวลาที่บุคคลที่ข้าพเจ้าค้ำประกันปฏิบัติงานอยู่กับบริษัทฯ ผูกพันตามสัญญาว่าจ้างหรือสัญญาแต่งตั้งผู้ขาย...หรือตำแหน่งหน้าที่การงานที่บริษัทฯ รับไว้ในชั้นต้นหรือในตำแหน่งหน้าที่การงานที่เปลี่ยนไปในภายหน้าหากบุคคลที่ข้าพเจ้าค้ำประกันได้กระทำ หรือละเว้นกระทำ...เป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย..." กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมผูกพันตนต่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายสำหรับการทำงานในตำแหน่งที่ระบุไว้ในขณะทำสัญญาค้ำประกันและในตำแหน่งงานที่เปลี่ยนไปในอนาคตอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นขณะจำเลยที่ 1 ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการร้าน สาขาบัวขาว เมื่อปี 2549 แม้ตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะสูงขึ้นและมีความรับผิดชอบมากขึ้นก็ตาม แต่มิได้อยู่นอกเหนือความตกลงของสัญญาค้ำประกันประกอบกับจำเลยที่ 1 ยังคงมีหน้าที่ในการขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้านำส่งโจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกัน ที่ศาลแรงงานภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากเป็นเรื่องอยู่นอกเหนือความตกลงของสัญญาค้ำประกัน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น ทั้งนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประการอื่นเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดชำระหนี้กับจำเลยที่ 1 ในต้นเงินไม่เกินวงเงินคนละ 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 682 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง (เดิม)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 3 ม. 4 วรรคสาม (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางวารินทร์ ชวีวัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 4 — นายศิริ ดีวงศ์ษา
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3393 -ที่ 3394/2561
#624560
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจ้างกับจำเลยโดยมีระยะเวลาการทำงาน 10 เดือน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาจำเลยจะจ่ายค่าชดเชยตามระยะเวลาการทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสองและเรียกให้โจทก์ทั้งสองมาทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับใหม่ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาแต่ละคราว การที่ในระหว่างสัญญาจ้างสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยมีมติแต่งตั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการลูกจ้างในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 นั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างย่อมได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ในการห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้กรรมการลูกจ้างไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน แต่การที่จำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างฉบับใหม่กับโจทก์ทั้งสองถือเป็นกรณีระยะเวลาตามสัญญาจ้างสิ้นสุดลงอันส่งผลให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยต้องเลิกกันตามผลของสัญญา ทั้งไม่ปรากฏว่า จำเลยกลั่นแกล้งไม่ต่ออายุสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสอง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับที่จำเลยจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 และไม่จำต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม และบังคับให้จำเลยจ่ายค่าจ้างอัตราสุดท้ายแก่โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 ถึงเดือนมกราคม 2558 เป็นเงิน 51,150 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 ถึงเดือนมกราคม 2558 เป็นเงิน 40,920 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่สิ้นเดือนกันยายน 2557 จนกว่าชำระเสร็จจากต้นเงินค่าจ้างดังกล่าวในแต่ละเดือน เงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมในอัตราเดือนละ 557 บาท ต่อคน แก่โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 ถึงเดือนมกราคม 2558 รวม 2,785 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 ถึงเดือนมกราคม 2558 รวม 2,228 บาท พร้อมเบี้ยปรับการส่งล่าช้า ค่าเช่าบ้านแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 4,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 3,600 บาท เบี้ยขยันประจำเดือนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,500 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 2,000 บาท เบี้ยขยันประจำปี 2557 แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 2,500 บาท เงินโบนัสประจำปี 2557 แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 46,722.50 บาท ค่าสัญญาหรือค่าต่อสัญญาแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวตามลำดับนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความแถลงรับกันและตามที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังมาว่า สถานประกอบการของจำเลยมีพนักงานระดับปฏิบัติการ 2 ลักษณะ คือ พนักงานชั่วคราวที่มีระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน และพนักงานประจำ โดยพนักงานชั่วคราวเมื่อผ่านการปฏิบัติงานอย่างน้อย 2 ปี จำเลยจะคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นพนักงานประจำต่อไป โจทก์ที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2552 โจทก์ที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 สัญญาจ้างโจทก์ทั้งสองแต่ละฉบับมีระยะเวลา 10 เดือน ซึ่งเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างแล้ว เมื่อมีการต่อสัญญาจ้างจำเลยจะจ่ายค่าชดเชยในการทำงานตามสัญญาเดิม และเพิ่มค่าจ้างให้พนักงานในสัญญาใหม่ 300 บาท ต่อเดือน ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โจทก์ทั้งสองต่อสัญญาจ้างกับจำเลยรวม 6 ฉบับ ฉบับสุดท้ายของโจทก์ที่ 1 สิ้นสุดวันที่ 19 กันยายน 2557 โจทก์ที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2557 จากนั้นจำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างโจทก์ทั้งสอง ก่อนสัญญาจ้างโจทก์ทั้งสองฉบับสุดท้ายครบกำหนด สหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยมีมติแต่งตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการลูกจ้างในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยมิได้ขออนุญาตศาลแรงงานจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 แต่เห็นว่าโจทก์ทั้งสองกับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลยตามสัญญาจ้างซึ่งมีกำหนดระยะเวลาการจ้าง และจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเมื่อครบกำหนดระยะเวลาจ้างตามสัญญาจ้างฉบับสุดท้าย สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเลิกกันแล้ว จึงไม่เห็นควรพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานต่อไป ส่วนที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองต้องไปดำเนินการต่างหาก โจทก์ทั้งสองไม่อาจขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามฟ้องได้อีก

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่จำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างโจทก์ทั้งสองทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุดตามกำหนดระยะเวลาจ้างนั้น จำเลยต้องขออนุญาตต่อศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า คดีของโจทก์ทั้งสองเป็นการสิ้นสุดของสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลา ซึ่งเป็นการที่โจทก์ทั้งสองพ้นสภาพการจ้างโดยผลของสัญญา จำเลยจึงไม่จำต้องขออนุญาตต่อศาลแรงงาน นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจ้างกับจำเลยโดยมีระยะเวลาการทำงาน 10 เดือน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาจำเลยจะจ่ายค่าชดเชยตามระยะเวลาการทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสอง และเรียกให้โจทก์ทั้งสองมาทำสัญญาจ้างแรงงานฉบับใหม่ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงมีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาแต่ละคราว การที่ในระหว่างสัญญาจ้างสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยมีมติแต่งตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการลูกจ้างในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 นั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ในการห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้กรรมการลูกจ้างไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน แต่การที่จำเลยไม่ต่อสัญญาจ้างฉบับใหม่กับโจทก์ทั้งสอง อันส่งผลให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยต้องสิ้นสุดไปตามกำหนดระยะเวลาการจ้างที่ตกลงกันไว้ก่อนนั้น ถือเป็นกรณีระยะเวลาตามสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเป็นผลให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยต้องเลิกกันตามผลของสัญญา ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกลั่นแกล้งไม่ต่ออายุสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสอง กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับที่จำเลยจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 และจำเลยไม่จำต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงาน ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง และปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของจำเลย ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรุ่งศิริเรือง ช้อยเครือ กับพวก
จำเลย — บริษัทเอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายสุรพล นิตินัยวินิจ
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3332/2561
#626042
เปิดฉบับเต็ม

การที่ อ. ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลย ไม่ทำให้การเช่านาพิพาทระหว่าง อ. กับโจทก์ระงับไปเพราะเหตุที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่านาตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 28 เมื่อไม่ปรากฏว่า อ. หรือจำเลยได้ดำเนินการตามขั้นตอนใด ๆ ให้การเช่านาสิ้นสุดลงก่อนฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นเพื่อขับไล่โจทก์และสามีโจทก์ออกจากที่ดินพิพาท แม้ต่อมาโจทก์ สามีโจทก์ และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอม แต่สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ปรากฏว่าโจทก์สละสิทธิในการซื้อที่ดินพิพาท และไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามการทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือข้อตกลงเพื่อยกเว้นบทบัญญัติในกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้เช่านาไว้เป็นการเฉพาะซึ่งถือเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมไม่อาจกระทำได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์หรือดำเนินการทางศาลเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลที่ให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทคืนจากจำเลย ทั้งไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ในคดีนี้ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใด คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 56 วรรคสอง ดังนั้นแม้จะมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์สละสิทธิที่จะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย เมื่อ คชก.ตำบลมีมติให้โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคาที่ซื้อขายกับเจ้าของเดิมหรือราคาตลาดแล้วแต่ว่าราคาใดจะสูงกว่ากัน แล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตามมตินั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1320 เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 68 ตารางวา แก่โจทก์ตามราคาและวิธีการชำระเงินที่จำเลยซื้อไว้หรือตามราคาตลาดในขณะนั้น แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่า

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1320 เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 68 ตารางวา แก่โจทก์ในราคา 1,300,000 บาท หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1320 เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 68 ตารางวา จากนางอนงค์ กำหนดเวลาเช่าตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 ถึงวันที่ 2 เมษายน 2556 ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 นางอนงค์จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โจทก์จึงยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน 2556 เพื่อให้คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลวัดไทรย์ (คชก.ตำบลวัดไทรย์) วินิจฉัยการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับนางอนงค์ โดยแจ้งไว้ด้วยว่าโจทก์ประสงค์จะซื้อที่ดินพิพาท จำเลยยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2557 ขอให้ขับไล่โจทก์และสามีโจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์และสามีโจทก์ยื่นคำให้การต่อสู้คดีดังกล่าว ว่าจำเลยไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่โจทก์กับสามีโจทก์ออกจากที่ดินพิพาทเพราะยังไม่ครบกำหนดระยะเวลาเช่าและโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยตามคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลวัดไทรย์ ระหว่างพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 28/2557 ของศาลชั้นต้น คชก.ตำบลวัดไทรย์มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 ให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากผู้รับโอนในราคาที่ซื้อขายกับเจ้าของเดิม ตามสำเนาคำสั่งคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลวัดไทรย์ (คชก.ตำบลวัดไทรย์) ที่ 1/2557 ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2557 จำเลยกับโจทก์และสามีโจทก์ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอม เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1420/2557 ของศาลชั้นต้น โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์และสามีโจทก์ตกลงเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยมีกำหนดเวลาการเช่าตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 ถึงวันที่ 2 เมษายน 2560

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยก่อนว่า ผลจากการที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย หลังจากที่โจทก์ร้องเรียนต่อ คชก.ตำบลวัดไทรย์ และทราบคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลวัดไทรย์ ว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินคืนจากจำเลยถือว่าโจทก์สละสิทธิตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 54 แล้ว ซึ่งเป็นผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์แก้ฎีกาว่า ประเด็นที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยนั้นเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในประเด็นพิพาทที่แตกต่างจากคดีนี้ ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์สละสิทธิที่จะซื้อที่ดินพิพาทคืน เห็นว่า สิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในฐานะผู้เช่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่นาเพื่อทำนา รวมทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่านาต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองผู้เช่านาเป็นพิเศษ แม้จะมีการแก้ไขให้มีการคุ้มครองแก่ฝ่ายเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นผู้ให้เช่าที่นาเพิ่มขึ้นกว่าที่มีในกฎหมายเดิมก็ตาม แต่ตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ยังคงกำหนดหน้าที่ให้ผู้ให้เช่านาจะขายนาที่มีผู้เช่าอยู่นั้นได้ต่อเมื่อได้แจ้งให้ผู้เช่านาทราบโดยทำเป็นหนังสือแสดงความจำนงจะขายนา พร้อมทั้งระบุราคาที่จะขายและวิธีการชำระเงินยื่นต่อประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเพื่อแจ้งให้ผู้เช่านาทราบภายในสิบห้าวัน และถ้าผู้เช่านาแสดงความจำนงจะซื้อนาเป็นหนังสือยื่นต่อประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ผู้ให้เช่านาต้องขายนาแปลงดังกล่าวให้ผู้เช่านาตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ได้แจ้งไว้ และตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าถ้าผู้ให้เช่านาขายนาไปโดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 53 ไม่ว่านานั้นจะถูกโอนต่อไปยังผู้ใด ผู้เช่านามีสิทธิซื้อนาจากผู้รับโอนนั้นตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ผู้รับโอนซื้อไว้หรือตามราคาตลาดในขณะนั้นแล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่ากัน คดีนี้เดิมนางอนงค์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นที่นาและทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 53 โจทก์จึงมีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยผู้รับโอน แม้โจทก์และจำเลยจะตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ว่าจำเลยยอมให้โจทก์เช่าที่ดินพิพาทได้ต่อไปและหลังครบกำหนดการเช่าในวันที่ 2 เมษายน 2560 โจทก์ยินยอมออกไปจากที่ดินพิพาท และศาลมีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1420/2557 ของศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่คดีดังกล่าวมีประเด็นพิพาทเนื่องจากจำเลยฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท แม้ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นที่ดินที่จำเลยได้มาโดยฝ่าฝืนและไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 53 และมาตรา 54 กำหนดไว้ แต่ก็ไม่ใช่ทำให้จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ เพียงแต่โจทก์ยังคงมีสิทธิที่จะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยได้ ดังนั้นในส่วนของการตกลงเช่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นคนละประเด็นกับการใช้สิทธิซื้อตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบปรากฏว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างทราบถึงสิทธิในการซื้อที่ดินพิพาทของโจทก์ตามมติของ คชก.ตำบลวัดไทรย์ การที่จำเลยฟ้องขับไล่โจทก์และสามีโจทก์ให้ออกไปจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับนางอนงค์ ที่กำหนดระยะเวลาการเช่าไว้เพียง 1 ปี สิ้นสุดลงแล้ว โดยได้ระบุในหนังสือสัญญาขายที่ดิน ข้อ 4 ด้วยว่า "ผู้ขายได้ที่ดินมาโดยซื้อเป็นเวลา 14 ปี ไม่ค้างชำระภาษีบำรุงท้องที่ ไม่มีภาระการเช่า" เป็นการอ้างข้อเท็จจริงที่ขัดกับบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 26 (เดิม) ที่บัญญัติว่า การเช่านาให้มีกำหนดคราวละไม่น้อยกว่าหกปี การเช่านารายใดที่ทำไว้โดยไม่มีกำหนดเวลาหรือมีแต่ต่ำกว่าหกปี ให้ถือว่าการเช่านารายนั้นมีกำหนดเวลาหกปี และการที่นางอนงค์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้จำเลยในวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 ก็ไม่ทำให้การเช่านาพิพาทระหว่างนางอนงค์กับโจทก์นั้นระงับไปเพราะเหตุที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้รับโอนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่านาตามมาตรา 28 เหตุที่การเช่านาจะสิ้นสุดลงก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 30 และ 31 และการบอกเลิกการเช่าจะต้องดำเนินการตามมาตรา 34 ถึง 36 และหากผู้เช่านาประสงค์จะบอกเลิกการเช่าก็ต้องดำเนินการตามมาตรา 37 ซึ่งกรณีต่าง ๆ ดังกล่าวต้องทำเป็นหนังสือตามระยะเวลาที่กำหนด แม้การเช่านาสิ้นสุดลงโดยชอบ การที่จะให้ผู้เช่านาออกไปจากที่นายังต้องมีระยะเวลาและขั้นตอนในการดำเนินการ เมื่อไม่ปรากฏว่านางอนงค์หรือจำเลยได้ดำเนินการตามขั้นตอนใด ๆ เพื่อให้การเช่านาสิ้นสุดลงก่อนฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 28/2557 ของศาลชั้นต้น เพื่อขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท ทั้งเมื่อพิจารณาข้อตกลงในเอกสารซึ่งกระทำขึ้นหลังจากที่โจทก์ทราบถึงสิทธิในการที่จะซื้อที่ดินจากจำเลยตามคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลวัดไทรย์ ดังกล่าว โดยจำเลยเบิกความว่า ในการไกล่เกลี่ยในคดีหมายเลขดำที่ 28/2557 ของศาลชั้นต้น โจทก์ขอซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย หลังจากนั้นโจทก์แจ้งว่าไม่สามารถหาเงินมาซื้อได้ ขอเช่าที่ดินพิพาทแทน แต่ก็ไม่มีการกล่าวถึงเรื่องดังกล่าวให้ปรากฏในเอกสารใดรวมทั้งในสัญญาประนีประนอมยอมความ ว่าโจทก์สละสิทธิในการซื้อที่ดินพิพาท แต่ไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามการทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือตกลงเพื่อยกเว้นบทบัญญัติในกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้เช่านาไว้เป็นการเฉพาะซึ่งถือเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมไม่อาจกระทำได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์หรือดำเนินการทางศาลเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลวัดไทรย์ ทั้งไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ในคดีนี้ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใด คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลวัดไทรย์ จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 56 วรรคสอง ดังนั้นแม้จะมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์สละสิทธิที่จะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย เมื่อคชก. ตำบลวัดไทรย์มีมติให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคาที่ซื้อขายกับเจ้าของเดิมหรือราคาตลาดแล้วแต่ว่าราคาใดจะสูงกว่ากัน แล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตามมตินั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามมติของคณะกรรมการดังกล่าวได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคาเท่าใด โดยโจทก์ฎีกาว่า ราคา 950,000 บาท ที่นางอนงค์บอกขายนั้นเป็นราคาที่ยังอยู่ระหว่างต่อรองกัน โจทก์จึงมีสิทธิซื้อจากจำเลยในราคา 400,000 บาท ไม่ใช่ราคา 1,300,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษา จำเลยแก้ฎีกาโจทก์ในส่วนนี้ว่า โจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านไว้ว่าโจทก์เป็นผู้เขียนคำร้อง ยื่นต่อ คชก.ตำบลวัดไทรย์ โดยระบุว่าประสงค์จะซื้อที่ดินพิพาทในราคา 950,000 บาท และโจทก์เคยตกลงในการเจรจากับจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 28/2557 ของศาลชั้นต้น ว่าขอซื้อคืนจากจำเลยในราคา 1,300,000 บาท นั้น เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินและบันทึกถ้อยคำการชำระภาษีอากร เป็นแบบที่ทางราชการกำหนดและจำเลยกับนางอนงค์ทำต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจกระทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานของทางราชการ ทั้งจำเลยและนางอนงค์ลงลายมือชื่อรับรองไว้ที่ด้านหลัง ต่อเจ้าหน้าที่ผู้บันทึกและต่อหน้านางสาวสุนีรัตน์ เจ้าพนักงานที่ดิน ไว้ด้วยว่า "ข้าพเจ้าผู้ขายและผู้ซื้อขอรับรองว่าการซื้อที่ดินรายนี้เป็นราคาขายที่แท้จริง ไม่ได้แจ้งราคาซื้อขายเป็นการหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมหรือค่าอากรรับเงินแต่อย่างใด หากเป็นการเท็จข้าพเจ้าทั้งสองขอให้ถ้อยคำนี้ยืนยันข้าพเจ้าในทางอาญาได้" ซึ่งจำเลยก็เบิกความรับว่า ที่ตามเอกสารระบุราคาเพียง 400,000 บาท นั้นเป็นราคาที่นางอนงค์ตกลงกับนายหน้าให้ระบุเพียงเท่านี้เพื่อหลบเลี่ยงภาษีและบางส่วนเป็นค่านายหน้า ส่วนที่จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยว่าซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางอนงค์ในราคา 1,300,000 บาท ทั้งอ้างในคำแก้ฎีกาว่าโจทก์เคยตกลงไว้ในคดีหมายเลขดำที่ 28/2557 ของศาลชั้นต้น ว่าจะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคา 1,300,000 บาท ก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใด ทั้งเมื่อตรวจสอบคำร้อง ที่จำเลยกล่าวในคำแก้ฎีกาว่าโจทก์เป็นผู้เขียนและระบุว่าประสงค์จะซื้อจากนางอนงค์ในราคา 950,000 บาท ก็ปรากฏข้อความเพียงว่า "นางอนงค์เคยบอกขายที่ดินแปลงนี้ให้กับนางนิศารัตน์ ในราคา 950,000 บาท" โดยมีข้อความต่อไปด้วยว่า "อยู่ระหว่างคุยกัน" เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการเสนอราคาหรือตกลงราคาซื้อขายระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่านาที่ต้องกระทำเป็นหนังสือตามมาตรา 53 ประกอบกับจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นข้อนี้ไว้อย่างชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากนางอนงค์ในราคา 400,000 บาท รวมทั้งไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธไว้ในคำให้การเพื่อก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาททั้งที่โจทก์และจำเลยจะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของฝ่ายตน เมื่อจำเลยให้การเพียงว่าจำเลยขอให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์ทั้งสิ้นดังที่จำเลยจะให้การต่อสู้คดีดังต่อไปนี้ โดยจำเลยให้การต่อไปเพียงในประเด็นที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 28/2557 ของศาลชั้นต้น ถือว่าโจทก์ได้สละสิทธิในการที่จะซื้อที่ดินพิพาทตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง และแม้จำเลยจะให้การไว้ด้วยว่าขอปฏิเสธฟ้องของโจทก์ทั้งสิ้นดังกล่าวแต่ก็ไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธในประเด็นข้ออื่นใดอีก โดยเฉพาะในเรื่องราคาที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวโดยชัดแจ้งในฟ้องว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากนางอนงค์ในราคา 400,000 บาท แต่จำเลยก็มิได้ให้การโต้แย้งไว้แต่อย่างใด ที่จำเลยนำสืบไว้ว่าซื้อมาในราคา 1,300,000 บาท ถือว่าเป็นการนำสืบนอกคำให้การ แต่อย่างไรก็ตามในการที่โจทก์ในฐานะผู้เช่าจะซื้อที่ดินพิพาทจากผู้ให้เช่าซึ่งเป็นเจ้าของเดิมที่ขายไปโดยไม่ดำเนินการตามมาตรา 53 นั้น ตามมาตรา 54 กำหนดให้มีสิทธิซื้อนาจากผู้รับโอนนั้นตามราคาและวิธีการชำระเงินที่ผู้รับโอนซื้อไว้หรือตามราคาตลาดในขณะนั้น แล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่ากัน แม้โจทก์จะมีหลักฐานอันเป็นเอกสารราชการมายืนยัน แต่ต้องคำนึงถึงราคาตลาดตามมาตรา 54 ดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏว่านางอนงค์เคยบอกขายแก่โจทก์ในราคา 950,000 บาท และโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ว่าตกลงจะซื้อในราคา 950,000 บาท ตามที่นางอนงค์เคยบอกขาย ซึ่งเป็นราคาที่โจทก์มีสิทธิจะซื้อได้ตั้งแต่แรก อันพอถือได้ว่าเป็นราคาตลาดในขณะนั้น จึงกำหนดให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคา 950,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาในข้อนี้มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาส่วนหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1320 เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 68 ตารางวา แก่โจทก์ในราคา 950,000 บาท หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามชั้นศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 28 ม. 53 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 56 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวเพ็ญประภา ฤทธิปัญญาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเมธี เมฆประยูร
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
สมเกียรติ ตั้งสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3311/2561
#626063
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ได้ถูกยกเลิกโดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 242 ยังบัญญัติว่า การพยายามนำของซึ่งยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรเป็นความผิดอยู่ ถือไม่ได้ว่า พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ยกเลิกความผิดฐานนี้ และมาตราดังกล่าวกำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของนั้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ แต่ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ดังนั้น จึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณกว่าตาม ป.อ. มาตรา 3

มาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 บัญญัติให้จ่ายสินบนและรางวัลจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลสั่งริบไม่อาจขายได้ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล เมื่อคดีนี้มีการคืนของกลางให้เจ้าของไปแล้วและศาลใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามโดยไม่ปรับ กรณีจึงไม่มีเงินค่าปรับและของกลางที่จะสั่งจ่ายเป็นเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 8 ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2, 27, 99 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 137, 264, 267, 268 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ เอกสารรายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) ใบขนส่งสินค้าพิเศษของกลาง และจ่ายสินบนนำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 264 (ที่ถูก 264 วรรคแรก), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 (ที่ถูก 264 วรรคแรก), 267, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม เนื่องจากจำเลยทั้งสามเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานร่วมกันใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จเนื่องจากจำเลยทั้งสามเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพยายามนำรถออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรให้ถูกต้อง จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี 2 เดือน ริบหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ เอกสารรายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) และใบขนสินค้าพิเศษของกลาง กับให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับร้อยละยี่สิบของราคารถยนต์บรรทุกของกลางตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และ 8 วรรคสอง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี เมื่อรวมโทษจำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพยายามนำรถออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรให้ถูกต้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังยุติได้ว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจเอกอภิชาติ และร้อยตำรวจตรีชาญณรงค์ กับพวก จับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดรถยนต์กระบะบรรทุก ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ เอกสารรายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) ใบขนสินค้าพิเศษ และหนังสือผ่านแดนชั่วคราวของจำเลยที่ 2 เป็นของกลาง ต่อมาจำเลยที่ 3 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนส่งรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางมีแผ่นป้ายทะเบียนที่ปรากฏ บม 6850 สกลนคร หมายเลขประจำเครื่องยนต์ที่ปรากฏ 1 KD - 9987416 หมายเลขตัวรถ (แชสซี) ที่ปรากฏ MROCS 12 C 900029408 ไปตรวจพิสูจน์ ปรากฏว่าพบการแก้ไขที่บริเวณหมายเลขตัวรถ (แชสซี) ของรถยนต์ของกลาง โดยใช้ยางซิลิโคนปิดทับบริเวณหมายเลขตัวรถ (แชสซี) เดิม และตอกเลขหมายที่ปรากฏอยู่ก่อนการตรวจพิสูจน์ (MROCS 12 C 900029408) ทับลงบนยางซิลิโคน เมื่อทำการแกะยางซิลิโคนออกพบหมายเลขตัวรถ (แชสซี) เดิมของรถยนต์ของกลางคือเลขหมาย MROGZ 39 G 206048507 เลขหมายที่ปรากฏอยู่ก่อนการตรวจพิสูจน์ (MROCS 12 C 900029408) ไม่ใช่หมายเลขตัวรถ (แชสซี) เดิมของรถยนต์ของกลาง รถหมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร จดทะเบียนโดยใช้หมายเลขตัวรถ (แชสซี) MROCS 12 G 900029408 หมายเลขเครื่องยนต์ 2 KD-7165798 ส่วนรถที่ใช้หมายเลขตัวรถ (แชสซี) MROCS 12 C 900029408 ไม่พบข้อมูลในระบบทะเบียน และรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางตรวจสอบพบเป็นหมายเลขตัวรถ (แชสซี) MROGZ 39 G 206048507 หมายเลขเครื่องยนต์ 1 KD - 9947816 ซึ่งจดทะเบียนเป็นหมายเลข ผฉ 7587 ชลบุรี มีบริษัทอยุธยา แคปปิตอล ออโตลีส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ มีชื่อนายสายัณห์ เป็นผู้ครอบครอง ส่วนแผ่นป้ายทะเบียนรถหมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร เป็นแผ่นป้ายที่ทางราชการออกให้ รถยนต์กระบะบรรทุกของกลางราคาประเมิน 300,000 บาท

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า จำเลยทั้งสามร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกอภิชาติ ร้อยตำรวจตรีชาญณรงค์ และดาบตำรวจดำรงค์ ผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2557 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะพยานทั้งสามปฏิบัติหน้าที่อยู่ห้องสืบสวนตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคายซึ่งอยู่ห่างจากด่านพรมแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ประมาณ 500 เมตร ร้อยตำรวจเอกอภิชาติได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคายที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ด่านพรมแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ให้ไปร่วมตรวจสอบรถยนต์ต้องสงสัยว่าน่าจะมีการสวมซากเนื่องจากภายในห้องเครื่องของรถไม่มีแผ่นเพลทหรือแผ่นอลูมิเนียมที่ระบุรายละเอียดข้อมูลของรถ ชื่อบริษัทผู้ผลิต ยี่ห้อ รุ่น สี ปีที่ผลิต ขนาดเครื่องยนต์ และหมายเลข (แชสซี) ของรถติดอยู่ ซึ่งรถทุกคันมีแผ่นเพลทติดอยู่ภายในห้องเครื่องด้านซ้ายใกล้หม้อแบตเตอรี่ เมื่อร้อยตำรวจเอกอภิชาติกับพวกเดินทางไปถึงเห็นรถยนต์กระบะบรรทุกยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร จอดอยู่เลยตู้ตรวจคนเข้าเมือง 5D ฝั่งขาออกไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับเด็กหญิง 1 คน ซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ 2 ยืนอยู่ข้างรถคันดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกอภิชาติขอตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับรถจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยื่นหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ใบคู่มือจดทะเบียน หนังสือผ่านแดนชั่วคราวของจำเลยที่ 2 รายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) และใบขนสินค้าพิเศษ และหนังสือผ่านแดนชั่วคราวของจำเลยที่ 1 ให้ดู ร้อยตำรวจเอกอภิชาติตรวจเอกสารแล้วไม่พบพิรุธ ช่วงดังกล่าวจำเลยที่ 1 แสดงท่าทางนิ่งเฉย ส่วนจำเลยที่ 2 มีอาการวิตกกังวล กระสับกระส่ายและหน้าซีด จำเลยที่ 1 บอกว่าจะพาจำเลยที่ 2 และบุตรจำเลยที่ 2 ไปเที่ยวสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และจำเลยที่ 2 ก็บอกว่าจะพาบุตรไปเที่ยวสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หลังจากนั้นพยานทั้งสามขอตรวจสอบตัวรถต่อหน้าจำเลยที่ 1 และที่ 2 พบว่าภายในห้องเครื่องของรถไม่มีแผ่นเพลทติดอยู่ พยานทั้งสามสันนิษฐานว่ารถคันดังกล่าวน่าจะเป็นรถที่ไม่ถูกต้อง ดัดแปลงเอารถที่ได้มาโดยไม่ชอบ เช่นเป็นรถที่มีการขายซากหรือรถที่หลุดจำนำแล้วนำมาสวมทะเบียน การสวมซาก หมายถึงการนำตัวถังรถกับเครื่องยนต์ของอีกคันหนึ่ง และโครงรถยนต์มาประกอบเข้าเป็นตัวรถยนต์แล้วตอกเลขประจำตัวถังของรถให้ตรงกับคู่มือรถที่จะนำรถไปขาย บางครั้งอาจจะเป็นรถสวมทะเบียนคือมีใบคู่มือจดทะเบียนฉบับจริง แล้วไปหารถยี่ห้อรุ่นเดียวกันกับคู่มือจดทะเบียนที่มีอยู่แล้วนำไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่ตรวจไม่ละเอียดก็จะสามารถนำรถออกไปขายที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ แล้วปลดหมายเลขทะเบียนรถออกกลับมาเพื่อนำไปสวมคันอื่นที่มียี่ห้อลักษณะเดียวกันนำออกไปขายได้อีก ครั้นสอบถามจำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของรถเกี่ยวกับแผ่นเพลทที่หายไป จำเลยที่ 1 บอกว่าไม่รู้เรื่อง จำเลยที่ 2 ว่าจ้างให้ขับรถของกลางไปขายที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นเงิน 5,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 มีอาการวิตกกังวล ไม่พูดอะไร จึงทำการตรวจสอบหมายเลขตัวรถ (แชสซี) จากหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ใบคู่มือจดทะเบียน รายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) และใบขนสินค้าพิเศษ ปรากฏว่ามีหมายเลขตัวรถ (แชสซี) ตรงกันคือหมายเลข MROCS 12 G 900029408 เสร็จแล้วตรวจสอบหมายเลขตัวรถ (แชสซี) จากรถที่บริเวณล้อหน้าขวาใช้ไฟฉายส่องดูปรากฏว่าเป็นหมายเลข MROCS 12 C 900029408 ซึ่งไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าวว่าเป็นอักษรตัว G แต่ที่ตัวรถระบุเป็นอักษรตัว C ตัวอักษรและตัวเลขที่ติดอยู่ที่ตัวรถมีลักษณะไม่เป็นระเบียบ สม่ำเสมอ จากนั้นพยานทั้งสามจึงจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดรถยนต์กระบะบรรทุก หนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ หนังสือผ่านแดนชั่วคราวของจำเลยที่ 2 เอกสารรายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) และใบขนสินค้าพิเศษเป็นของกลาง ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ร่วมกันพยายามลักลอบนำรถยนต์ออกนอกราชอาณาจักรโดยสำแดงข้อมูลอันเป็นเท็จ แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานในประการที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ปลอมและใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามลักลอบนำรถยนต์ออกนอกราชอาณาจักรโดยสำแดงข้อมูลอันเป็นเท็จ ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ และแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่าร่วมกันพยายามลักลอบนำรถยนต์ออกนอกราชอาณาจักรโดยสำแดงข้อมูลอันเป็นเท็จ ปลอมและใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยจำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 3 สามีจำเลยที่ 2 มีอู่ซ่อมรถชื่อ จ.เจริญยนต์ ตั้งอยู่อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 3 เป็นคนจัดหารถและเตรียมเอกสารเกี่ยวกับรถของกลาง จำเลยที่ 1 ไม่รู้เรื่องมีชื่อเป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์รถ จำเลยที่ 1 รับจ้างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถเป็นเงิน 5,000 บาท โดยจำเลยที่ 3 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 1 ให้ขับรถของกลางไปส่งให้แก่นายทุนเป็นคนสัญชาติลาวชื่อเฮียหลีที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีจำเลยที่ 2 และบุตรจำเลยที่ 2 นั่งรถไปด้วยกัน จำเลยที่ 2 จะเป็นคนบอกเส้นทางและขั้นตอนการยื่นเอกสารตั้งแต่จุดตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคายกระทั่งข้ามไปฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำเลยที่ 1 จะได้รับค่าจ้างหลังจากส่งมอบรถเรียบร้อยแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ถ้อยคำรับว่า ก่อนเกิดเหตุมีเฮียหลีเป็นคนสัญชาติลาวโทรศัพท์มาหาจำเลยที่ 2 บอกให้ช่วยหารถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า แบบวีโก้ 1 คัน จำเลยที่ 3 จึงจัดหารถและเตรียมเอกสารรถยนต์กระบะบรรทุกของกลาง แล้วนำรถไปแก้ไขหมายเลขตัวรถให้ตรงกับเอกสารรถที่มีอยู่ จากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันดำเนินการให้มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะบรรทุกของกลาง เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้ขับรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางไปส่งให้แก่เฮียหลีที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยจำเลยที่ 2 และบุตรจำเลยที่ 2 เดินทางไปด้วยเพื่อบอกเส้นทางและเป็นผู้นัดหมายสถานที่กับเฮียหลี ซึ่งจำเลยที่ 2 เคยทำลักษณะคดีนี้มาหลายครั้ง ในคืนเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกอภิชาติให้จำเลยที่ 2 โทรศัพท์บอกจำเลยที่ 3 มามอบตัว แต่จำเลยที่ 3 ไม่มาโดยอ้างว่าอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และโจทก์มีดาบตำรวจตรีจักรี เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคายเป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่ตรวจคนขาออกประจำตู้ 5D ด่านถาวรสะพานมิตรภาพไทย-ลาว มีจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และเด็กหญิงศิรประภา บุตรจำเลยที่ 2 พากันเดินมาที่ตู้ 5D แล้วจำเลยที่ 1 นำหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ใบคู่มือจดทะเบียนรถหมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร หนังสือผ่านแดนชั่วคราวของจำเลยที่ 2 พร้อมเด็กหญิงศิรประภา และเอกสารรายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) และหนังสือเดินทางของจำเลยที่ 1 ยื่นต่อพยาน พยานตรวจสอบหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ใบคู่มือจดทะเบียนรถมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จากนั้นพยานตรวจดูรูปถ่ายของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และบุตรจำเลยที่ 2 ในหนังสือเดินทางและหนังสือผ่านแดนชั่วคราวเปรียบเทียบกับตัวจำเลยที่ 1 ที่ 2 และเด็กหญิงศิรประภา เห็นว่ามีใบหน้าตรงกัน ซึ่งมีแสงสว่างจากหลอดไฟนีออนติดอยู่ที่ตู้ 5D เห็นหน้าทั้งสามคนชัดเจน พยานจึงประทับตราอนุญาตให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร และนายวีระศักดิ์ เจ้าพนักงานศุลกากรชำนาญงานประจำด่านศุลกากรหนองคายเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า วันเกิดเหตุขณะพยานปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบรถและทำใบขนสินค้าพิเศษให้แก่บุคคลที่จะนำรถข้ามไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่ตู้ 6A และ 6D พยานตรวจเอกสารใบขนสินค้าพิเศษ ใบคู่มือจดทะเบียนรถคันของกลาง มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ หนังสือผ่านแดนชั่วคราวของจำเลยที่ 1 จากนั้นพยานให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในใบขนสินค้าพิเศษต่อหน้าพยาน เสร็จแล้วพยานจึงประทับตราและลงลายมือชื่ออนุญาตในหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศให้แก่จำเลยที่ 1 นอกจากนี้ โจทก์ยังมีนางนวพร เจ้าพนักงานขนส่งชำนาญงานเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2557 เวลา 14.50 นาฬิกา จำเลยที่ 1 นำสำเนาคู่มือจดทะเบียนรถเป็นหน้ารายการจดทะเบียนหมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร หมายเลขตัวรถ (แชสซี) MROCS 12 G 900029408 หมายเลขเครื่องยนต์ 2 KD-7165798 มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ รายการเสียภาษี บัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 มายื่นขอหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ หลังพยานตรวจดูเอกสารทั้งหมดแล้วให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองเอกสาร เสร็จแล้วพยานให้จำเลยที่ 1 กรอกข้อความในแบบคำขอหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ พยานตรวจสอบเอกสารของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับหมายเลขทะเบียนรถ ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ ยี่ห้อรถ สีรถ หมายเลขตัวรถ (แชสซี) และหมายเลขเครื่องยนต์จากระบบฐานข้อมูลของสำนักงานขนส่งจังหวัดหนองคาย เห็นว่าถูกต้องตรงกันจึงออกหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศให้แก่จำเลยที่ 1 พันตำรวจตรีเจษฎา พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองหนองคายเป็นพยานเบิกความว่า ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนเวร ร้อยตำรวจเอกอภิชาติกับพวกควบคุมตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมของกลางมาส่ง พยานจึงจัดทำบัญชีของกลางคดีอาญาไว้ และตรวจสอบข้อมูลรถของกลางที่สำนักงานขนส่งจังหวัดหนองคายปรากฏว่ารถหมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร จดทะเบียนโดยใช้หมายเลขตัวรถ (แชสซี) MROCS 12 G 900029408 หมายเลขเครื่องยนต์ 2 KD-7165798 สีเทา พยานส่งรถของกลางไปตรวจพิสูจน์หาร่องรอยการขูดลบแก้ไขที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 4 จังหวัดขอนแก่น พบการแก้ไขที่บริเวณหมายเลขตัวรถ (แชสซี) มีการใช้ยางซิลิโคนปิดทับไว้บริเวณหมายเลขตัวรถเดิม และมีการตอกเลขหมายใหม่จากเลขเดิมคือหมายเลข MROGZ 39 G 206048507 เป็นหมายเลข MROCS 12 C 900029408 ซึ่งหมายเลขตัวรถเลขเดิม เป็นรถหมายเลขทะเบียน ผฉ 7587 ชลบุรี มีบริษัทอยุธยา แคปปิตอล ออโตลีส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และมีชื่อนายสายัณห์ เป็นผู้ครอบครอง ส่วนป้ายทะเบียน บม 6850 สกลนคร เป็นป้ายทะเบียนจริงที่ทางราชการออกให้ รถยนต์กระบะบรรทุกของกลางราคาประเมิน 300,000 บาท ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสามว่าร่วมกันพยายามลักลอบนำรถยนต์โดยสำแดงข้อมูลรถยนต์อันเป็นเท็จ ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เป็นน้องชายจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 3 ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 1 บอกว่าจะว่าจ้างจำเลยที่ 1 ขับรถไปเที่ยวสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้จำเลยที่ 1 จัดส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไปให้จำเลยที่ 3 เพื่อทำหนังสือผ่านแดน จำเลยที่ 1 ได้จัดส่งไปให้จำเลยที่ 3 จำนวน 4 ใบ วันที่ 13 มิถุนายน 2557 จำเลยที่ 1 เดินทางมาเยี่ยมนายพนารัตน์ บุตรชาย ซึ่งมาฝึกงานอยู่อู่ซ่อมรถของจำเลยที่ 3 ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 2 และที่ 3 พาจำเลยที่ 1 ไปที่สำนักงานขนส่งจังหวัดหนองคาย ยื่นเรื่องขอหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ โดยจำเลยที่ 3 เป็นคนจัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับรถทั้งหมด จำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่า มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะบรรทุกของกลาง ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เพียงแต่รับจ้างขับรถพาจำเลยที่ 2 และบุตรจำเลยที่ 2 ไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยจะได้รับค่าจ้าง 5,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 ประกอบอาชีพเปิดอู่ซ่อมรถ ชื่อ จ. เจริญยนต์เพื่อการเกษตร ตั้งอยู่อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 3 ทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกิจการอู่ซ่อมรถ ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ซื้อรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางจากนายประเสริฐ โดยไม่รู้ว่ามีการแก้ไขหมายเลขตัวรถ (แชสซี) วันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องชายขับรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางพาจำเลยที่ 2 ไปเยี่ยมบิดาซึ่งป่วยอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและนำรถไปให้ท้าวทองเป็นคนสัญชาติลาวดูก่อนซื้อขายกัน จำเลยที่ 3 ไม่ได้เดินทางไปด้วยเนื่องจากนัดหมายไปดูรถกับลูกค้าที่จังหวัดอุดรธานี ต่อมาเมื่อทราบว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดรถไว้ จำเลยที่ 3 ไม่สามารถเดินทางมาหาทั้งสองคนได้เพราะดูรถกับลูกค้ายังไม่เสร็จ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง สำหรับความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า มีการปลอมหมายเลขตัวรถของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ผฉ 7587 ชลบุรี โดยคนร้ายขูดลบแก้ไขหมายเลขตัวรถของรถยนต์ทะเบียน ผฉ 7587 ชลบุรี แล้วนำหลักฐานใบคู่มือทะเบียนรถของรถยนต์หมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร ที่ทางราชการออกให้มาสวมแทนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ผฉ 7587 ชลบุรี ซึ่งความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสาร ทางนำสืบของโจทก์ไม่มีพยานคนใดเบิกความว่าเห็นจำเลยทั้งสามร่วมกันทำปลอมหมายเลขตัวถังรถดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ร่วมกันใช้เอกสารปลอม ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จและความผิดฐานร่วมกันพยายามนำรถออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรให้ถูกต้องเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร นั้น พยานโจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเอกสารหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ใบคู่มือจดทะเบียน หนังสือผ่านแดนชั่วคราว เอกสารรายการเกี่ยวกับพาหนะ (ตม.2) ใบขนสินค้าพิเศษ ไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเพื่อเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยขออนุญาตนำรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางออกไปนอกราชอาณาจักรแต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคายจับกุมเพราะเจ้าพนักงานตำรวจพบว่ารถของกลางไม่มีแผ่นอลูมิเนียม (แผ่นเพลท) ที่บ่งบอกชื่อบริษัทผู้ผลิต ยี่ห้อและสีรถ ปีที่ผลิต รุ่น ขนาดเครื่องยนต์ หมายเลขตัวถัง ฯลฯ ร้อยตำรวจเอกอภิชาติสอบถามว่าจำเลยที่ 1 จะไปไหน จำเลยที่ 1 บอกว่าจะพาแม่กับลูก (จำเลยที่ 2 และบุตรของจำเลยที่ 2) ไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ส่วนจำเลยที่ 2 บอกว่าจะพาลูกไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในช่วงดังกล่าวจำเลยที่ 2 มีสีหน้าท่าทางกระวนกระวาย ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีพิรุธ ร้อยตำรวจเอกอภิชาติถามจำเลยที่ 1 ว่าแผ่นเพลทหายไปไหน จำเลยที่ 1 บอกว่าไม่ทราบ ไม่รู้เรื่อง จำเลยที่ 2 ให้มาขับรถ ร้อยตำรวจเอกอภิชาติได้แยกสอบปากคำจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่รู้ที่มาของรถคันของกลาง ไม่รู้ว่าซื้อมาเมื่อไหร่ ที่ไหน ราคาเท่าไหร่ จำเลยที่ 1 บอกว่าจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 โทรศัพท์ให้จำเลยที่ 1 มาขับรถคันของกลางเพื่อนำไปส่งมอบให้กับนายทุนชื่อเฮียหลีที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขับรถจะได้รับค่าจ้าง 5,000 บาท เมื่อส่งมอบรถ ส่วนจำเลยที่ 2 มีหน้าที่บอกเส้นทางตั้งแต่ไปถึงจุดตรวจว่าจะต้องทำอะไรยื่นเอกสารตรงไหน ร้อยตำรวจเอกอภิชาติสอบปากคำจำเลยที่ 2 รับว่ารถคันของกลางเป็นรถสวมซาก หมายความว่า เอาข้อมูลรถที่ใช้การไม่ได้เป็นการขายซากรถเอาหมายเลขทะเบียน หมายเลขประจำรถทุกอย่างมาสวมทับรถอีกคันที่ได้มาโดยไม่ชอบ เช่น รถถูกขโมยมา ส่วนที่ไม่มีเพลทเนื่องจากหากนำแผ่นเพลทรถคันอื่นมาติดข้อมูลจะไม่ตรงกัน จำเลยที่ 2 รับว่า จำเลยที่ 3 เป็นคนทำโดยจำเลยที่ 3 มีอู่ซ่อมรถและทำตัวถังรถที่อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย จำเลยที่ 2 บอกว่าก่อนเกิดเหตุเฮียหลีเป็นคนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โทรศัพท์มาหาจำเลยที่ 2 แจ้งว่าให้หารถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้าวีโก้ให้สักหนึ่งคัน จำเลยที่ 3 จึงหารถให้ และไปทำหนังสือผ่านแดนอนุญาตนำรถเข้าสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดยทำเรื่องให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถหมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร โดยจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ทำเอกสารที่มีชื่อจำเลยที่ 1 และจัดเตรียมเอกสารที่ไปยื่นขออนุญาตรถระหว่างประเทศ จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 1 ให้มาขับรถของกลางโดยจะให้ค่าจ้าง 5,000 บาท ไปส่งให้เฮียหลี จำเลยที่ 2 จะเป็นคนประสานกับเฮียหลีทางโทรศัพท์ว่าจะไปพบกันที่ไหน จำเลยที่ 2 บอกว่าทำลักษณะนี้มาหลายครั้ง แต่ไม่เคยถูกจับ สำหรับจำเลยที่ 3 ในชั้นสอบสวนปฏิเสธว่ารถของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 เห็นว่า พยานโจทก์แต่ละปากล้วนเป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสาม คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยในการดำเนินการซื้อขายรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางและไม่รู้เห็นเกี่ยวกับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์เป็นของจำเลยที่ 1 แต่เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ให้นายเกรียงเดช เป็นผู้ดำเนินการ และจำเลยที่ 1 เข้าใจโดยสุจริตว่า ในวันที่มีการทำหนังสืออนุญาตนำรถออกไปนอกประเทศเป็นการทำบัตรผ่านแดนไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเท่านั้น อย่างน้อยที่สุดขณะที่จำเลยที่ 1 นำเอกสารดังกล่าวข้างต้นเพื่อจะผ่านแดนไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำเลยที่ 1 ย่อมจะต้องเห็นเอกสารที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถของกลาง แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ทักท้วงต่อจำเลยที่ 2 และเจ้าพนักงานว่าตนไม่ใช่เจ้าของรถ ทั้งพยานโจทก์ปากนางนวพรเบิกความยืนยันว่า พยานได้ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองเอกสารต่าง ๆ ในการทำหนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ ซึ่งมีหน้าสำเนาคู่มือจดทะเบียนรถหมายเลขทะเบียน บม 6850 สกลนคร ที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ด้วย เจือสมกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่รับว่า จำเลยที่ 3 พาจำเลยที่ 1 ไปที่ทำการขนส่งจังหวัดหนองคายโดยจำเลยที่ 3 ทำเอกสารทั้งหมดแล้วให้จำเลยที่ 1 ยื่นเอกสารและจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อไว้ด้วย ข้อเท็จจริงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ดำเนินการให้จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นเจ้าของรถยนต์คันพิพาทเพื่อสะดวกที่จะนำรถผ่านแดน ที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวกับรถคันพิพาทว่ามีชื่อเป็นของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางมาโดยชอบด้วยกฎหมายจากนายประเสริฐ ก่อนการซื้อขายมีการนำรถไปตรวจสภาพที่สำนักงานขนส่งจังหวัดสกลนครก่อนที่จะโอนรถย้ายเข้าจังหวัดสกลนคร ในช่วงเกิดเหตุมีเจตนาที่จะใช้รถเดินทางไปเยี่ยมบิดาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ป่วยที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไม่มีเจตนากระทำความผิด นั้น จำเลยที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพต่อร้อยตำรวจเอกอภิชาติรับว่า รถของกลางเป็นรถสวมซากของรถคันอื่นโดยไม่ชอบและรับว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนกระทำโดยมีอู่ซ่อมรถและทำตัวถังเพื่อส่งรถของกลางไปขายให้เฮียหลีที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่ในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 กลับอ้างว่ารถของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ให้การชั้นสอบสวนอ้างว่า รถของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 นำมาซ่อมสีบริเวณกันชนหน้าที่อู่ซ่อมรถของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 เป็นคนขอให้พาไปเที่ยวที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งขัดแย้งกับทางนำสืบในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่เบิกความว่า รถของกลางจำเลยที่ 3 ซื้อมาจากนายประเสริฐ โดยถูกต้อง ไม่ทราบมาก่อนว่ามีการสวมทะเบียน พิจารณาแล้วหากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อรถของกลางมาโดยสุจริตก็ไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนและแม้นางรัชนีกร เจ้าพนักงานขนส่งชำนาญการ พยานจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถามค้านว่า ก่อนการซื้อขายมีการตรวจสภาพรถยนต์และเอกสารถูกต้องตรงกันจึงดำเนินการจดทะเบียนโอนรถให้เป็นทะเบียน บม 6850 สกลนคร ก็ไม่สามารถชี้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำโดยสุจริตเพราะเจ้าพนักงานขนส่งอาจตรวจสภาพรถเพียงภายนอกไม่มีการตรวจพิสูจน์หมายเลขตัวถังโดยผู้เชี่ยวชาญ และรถยนต์ที่มีการตรวจสภาพนั้นก็ไม่แน่ว่าจะเป็นรถคันเดียวกันกับรถยนต์กระบะบรรทุกของกลางหรือไม่ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้ว่ารถของกลางเป็นรถที่มีการแก้ไขหมายเลขตัวรถซึ่งเป็นการปลอมเอกสารและจำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนชื่อในทะเบียนรถเป็นของจำเลยที่ 1 พฤติการณ์เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 รู้ว่ารถของกลางมีการปลอมเลขตัวถังรถเพื่อนำไปขายให้กับเฮียหลีที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันใช้หมายเลขตัวถังรถของกลางปลอม ร่วมกันแจ้งให้นางนวพร เจ้าพนักงานขนส่งชำนาญงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเป็นเท็จ ร่วมกันแจ้งความเท็จต่อดาบตำรวจจักรี และความผิดฐานร่วมกันพยายามนำรถออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรให้ถูกต้อง เพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

เนื่องจากระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 242 ยังบัญญัติว่า การพยายามนำของซึ่งยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรเป็นความผิดอยู่ ถือไม่ได้ว่าพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ยกเลิกความผิดฐานนี้ และมาตราดังกล่าวกำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของนั้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ แต่ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ดังนั้นจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณกว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และเห็นว่า โทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดโทษสูงเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมกับรูปคดี

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับร้อยละยี่สิบของราคารถยนต์บรรทุกของกลางตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง นั้น เห็นว่า มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้จ่ายสินบนและรางวัลจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลสั่งริบไม่อาจขายได้ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล เมื่อคดีนี้มีการคืนของกลางให้เจ้าของไปแล้ว และศาลใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามโดยไม่ปรับ กรณีจึงไม่มีเงินค่าปรับและของกลางที่จะสั่งจ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8 วรรคสอง ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีนี้ให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับร้อยละยี่สิบของราคารถยนต์บรรทุกของกลางมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสาร ส่วนความผิดฐานร่วมกันพยายามนำรถออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรให้ถูกต้องเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 ปี เมื่อรวมกับความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จซึ่งจำคุกคนละ 1 ปี เป็นจำคุกจำเลยทั้งสามรวมคนละ 2 ปี ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 242
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ม. 7 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นายพันธ์ศักดิ์ พู่เรืองหงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นางถนอมขวัญ วัชรบุศราคำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางเกดแก้ว หว่างอุ่น
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ชวลิต ลีฬหาวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3292/2561
#623433
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 57 ฉ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง เว้นแต่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) สามีและภริยาจะแบ่งเงินได้พึงประเมินเป็นของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันก็ได้ แต่รวมกันต้องไม่น้อยกว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง" โจทก์กับ จ. ขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นสินสมรส มีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นเงิน 546,000 บาท อันเป็นเงินได้จากการขายสินสมรสนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน ทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสก็ถือว่าต่างฝ่ายมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกันคนละกึ่งหนึ่งเช่นกัน เมื่อโจทก์กับ จ. ไม่ได้มีสัญญาตกลงกันไว้เป็นอื่นในเรื่องการจัดการสินสมรส ก็ถือว่าโจทก์กับ จ. มีเงินได้คนละกึ่งหนึ่ง กรณีไม่ใช่เป็นเงินได้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ชัดแจ้งว่าเป็นของสามีและภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 57 ฉ วรรคสอง โจทก์กับ จ. จะแบ่งเงินได้พึงประเมินของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันตามมาตรา 57 ฉ วรรคสองตอนท้ายไม่ได้ การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาว่าโจทก์มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 414,960 บาท ส่วน จ. มีเงินได้จำนวน 131,040 บาท จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้ส่งคืนเงินภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาด ที่ กค 0705.04 (ภค)/10302 ลงวันที่ 4 กันยายน 2557 หนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ที่ กค 0705.04(ภค)/10303 ลงวันที่ 4 กันยายน 2557 และเพิกถอนหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค.22) ลงวันที่ไม่ปรากฏ กับขอให้สั่งว่าเงินจำนวน 354.87 บาท เป็นของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้ส่งคืนเงินภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาด ที่ กค 0705.04 (ภค)/10302 ลงวันที่ 4 กันยายน 2557 หนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ที่ กค 0705.04 (ภค)/10303 ลงวันที่ 4 กันยายน 2557 และหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค.22) ลงวันที่ไม่ปรากฏของจำเลย คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ จำนวน 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติได้ว่า โจทก์กับนางจตุพรจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2543 โดยไม่ได้ทำสัญญาก่อนสมรสระหว่างกัน ต่อมาโจทก์กับนางจตุพรร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 14075 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 โจทก์กับนางจตุพรขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โดยมีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน จำนวน 546,000 บาท โจทก์กับนางจตุพรตกลงแบ่งเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2556 โดยโจทก์แบ่งเงินได้พึงประเมินเพื่อยื่นแบบแสดงรายการ จำนวน 414,960 บาท ส่วนนางจตุพรแบ่งเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเป็นของตนเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 131,040 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีอากรที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งเป็นจำนวนเกินไปกว่าที่ควรต้องเสียภาษี 10,227.13 บาท ต่อมาจำเลยมีคำสั่งคืนภาษีเงินได้ดังกล่าวแก่โจทก์ หลังจากนั้นจำเลยมีหนังสือแจ้งยกเลิกการคืนภาษีอากรแก่โจทก์ และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งคืนภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาด โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า หนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร หนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งคืนเงินภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาด และหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว มาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า

"ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีภริยานั้น ให้สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตามมาตรา 56

ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง เว้นแต่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) สามีและภริยาจะแบ่งเงินได้พึงประเมินเป็นของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันก็ได้ แต่รวมกันต้องไม่น้อยกว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง

สามีและภริยาจะตกลงยื่นรายการและเสียภาษีรวมกัน โดยให้ถือเอาเงินได้พึงประเมินของตนเป็นเงินได้ของสามีหรือภริยาอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ หรือจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) โดยมิให้ถือเอาเป็นเงินได้ของอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ แต่ถ้ามีภาษีค้างชำระ สามีและภริยาต้องร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้น

เมื่อได้เลือกยื่นรายการตามวรรคสองและวรรคสามในปีภาษีใดแล้ว ให้ถือว่าเป็นวิธีการยื่นรายการสำหรับปีภาษีนั้นตลอดไป เว้นแต่อธิบดีจะอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกยื่นรายการดังกล่าว"

จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแบ่งแยกได้ชัดแจ้งว่าเป็นของโจทก์หรือนางจตุพรแต่ละคนจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้ของโจทก์และนางจตุพรคนละกึ่งหนึ่ง โจทก์กับนางจตุพรขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นสินสมรส มีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นเงิน 546,000 บาท อันเป็นเงินได้จากการขายสินสมรสนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 กฎหมายสันนิษฐานว่าเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน ผลของกฎหมาย ทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสก็ถือว่าต่างฝ่ายมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกันคนละกึ่งหนึ่งเช่นกัน ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า โจทก์กับนางจตุพรไม่ได้มีสัญญาตกลงกันไว้เป็นอื่นในเรื่องการจัดการสินสมรส ก็ถือว่าโจทก์กับนางจตุพรมีเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์นี้คนละกึ่งหนึ่ง กรณีไม่ใช่เป็นเงินได้พึงประเมินที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ชัดแจ้งว่าเป็นของสามีและภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 57 ฉ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์กับนางจตุพรจะแบ่งเงินได้พึงประเมินของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันตามมาตรา 57 ฉ วรรคสอง ตอนท้าย ไม่ได้ ดังนั้นการที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษีพิพาทแสดงรายการว่าโจทก์มีเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นสินสมรสจำนวน 414,960 บาท ส่วนนางจตุพรมีเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นสินสมรสดังกล่าวจำนวน 131,040 บาท เป็นการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ไม่ถูกต้อง เมื่อจำเลยสั่งคืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์โดยผิดพลาด จำเลยย่อมมีสิทธิออกหนังสือยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรดังกล่าว และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งคืนเงินภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาดนั้น รวมทั้งออกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค.22) ด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1357
ป.รัษฎากร ม. 40 (8) ม. 56 ม. 57 ม. 57 ฉ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิรพล หวานมาก
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายพินิจ สุเสารัจ
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
สุนทร ทรงฤกษ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3285/2561
#623448
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาอุทธรณ์ได้สิ้นสุดลง และเมื่อคดีถึงที่สุดย่อมเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 1 แม้ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ก็เป็นการพิพากษาแก้ในกรณีหากต้องกักขังจำเลยที่ 1 แทนค่าปรับ อันเป็นเรื่องการบังคับคดีในส่วนค่าปรับเท่านั้น ส่วนที่ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 100 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ก็เป็นเพียงการแก้การปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้อง ดังนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกาที่แก้ไขเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นการแก้ไขที่หามีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นอันจะทำให้คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษย้อนหลังเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปดำเนินการต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 213 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายเชิด การินตา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายอนิรุทธิ์ วรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3280/2561
#622128
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำรถยนต์ไปรับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพะเยา โดยจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ ส่วนจำเลยที่ 3 น้องชายของจำเลยที่ 1 นั่งโดยสารไปด้วย นับแต่รับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพะเยาแล้วทั้งสองอยู่กับจำเลยที่ 1 ตลอดเวลาจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมที่จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างลำเลียงเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้าโดยได้รับเงินค่าจ้างเป็นผลประโยชน์ตอบแทนแล้วยังร่วมมือช่วยเหลือ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลำเลียงเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งลูกค้าให้สำเร็จ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบของกลาง บวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1636/2552 ของศาลจังหวัดเชียงรายเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2631/2550 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3033/2549 ของศาลจังหวัดสงขลา และนับโทษจำเลยที่ 9 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อย. 1444/2553 ของศาลชั้นต้น เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 9 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 46 ปี และปรับ 1,600,000 บาท ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 ตลอดชีวิต และปรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2,000,000 บาท เมื่อลงโทษจำเลยที่ 3 จำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ได้อีก คงเพิ่มเฉพาะโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 คงปรับ 3,000,000 บาท ปรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 คนละ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 9 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ที่ถูก ไม่ต้องระบุวรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยที่ 9 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 23 ปี และปรับ 800,000 บาท บวกโทษจำคุก 4 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1636/2552 ของศาลจังหวัดเชียงรายเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 23 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2631/2550 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3033/2549 ของศาลจังหวัดสงขลา ส่วนคดีที่ขอให้นับโทษจำเลยที่ 9 ต่อนั้น ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 8 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 53 จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1,333,333.33 บาท ปรับจำเลยที่ 8 เป็นเงิน 666,666.66 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 49 ปี 12 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 4 และที่ 8 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท จำคุกจำเลยที่ 8 มีกำหนด 22 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับ 444,444.44 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 9 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2553 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเล็ต สีดำ หมายเลขทะเบียน ฎก 9240 กรุงเทพมหานคร มีจำเลยที่ 1 และที่ 3 นายอนุศักดิ์ นางสาวอรณี นางอะธิตา ภริยาจำเลยที่ 2 กับเด็ก 2 คน นั่งโดยสารมาด้วย เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามยาเสพติด 3 ประจำด่านตรวจพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนของกลาง 13,200 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 198.460 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าคาดเอววางอยู่ที่คอนโซลระหว่างเบาะหลังกับกระจกด้านหลัง และเมทแอมเฟตามีน 245 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในเสื้อชั้นในของนางสาวอรณี โดยจำเลยที่ 1 รับจ้างลำเลียงเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจากภาคเหนือเพื่อไปส่งให้แก่ลูกค้า เจ้าพนักงานตำรวจทำการจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวข้องนำรถไปรับจำเลยที่ 1 พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นเยาวชนจึงแยกไปดำเนินคดีต่างหาก จำเลยที่ 1 แจ้งรายละเอียดลูกค้าให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบและตกลงนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้จำเลยที่ 4 จำนวน 6,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 91.943 กรัม และส่งให้จำเลยที่ 8 จำนวน 4,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 57.283 กรัม ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าพนักงานตำรวจทำการจับกุมจำเลยที่ 4 ขณะมารับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวพร้อมจำเลยที่ 5 คนขับรถแท็กซี่ให้จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 ภริยาจำเลยที่ 4 กับทำการจับกุมจำเลยที่ 7 และที่ 8 โดยจำเลยที่ 7 เป็นภริยาจำเลยที่ 8 และไปรับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแทนจำเลยที่ 8 คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 13,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 6,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 7 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 8 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 13,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติแล้วว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเล็ต สีดำ หมายเลขทะเบียน ฎก 9240 กรุงเทพมหานคร ไปรับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพะเยาโดยจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ ส่วนจำเลยที่ 3 น้องชายของจำเลยที่ 1 นั่งโดยสารไปด้วย นับแต่รับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพะเยาแล้วทั้งสองอยู่กับจำเลยที่ 1 ตลอดเวลาจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมที่จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้อยู่ว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างลำเลียงเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้าโดยได้รับเงินค่าจ้างเป็นผลประโยชน์ตอบแทนแล้วยังร่วมมือช่วยเหลือ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลำเลียงเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งลูกค้าให้สำเร็จ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 9 ว่า จำเลยที่ 9 ร่วมสมคบกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 13,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจ่าสิบตำรวจ พิชัย เจ้าพนักงานตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด ประจำด่านตรวจพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ พยานโจทก์ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากสายลับในวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ว่ามีกลุ่มของนางอัมพร ยังไม่ทราบชื่อสกุลผู้ค้ายาเสพติดในจังหวัดเชียงรายจะลักลอบขนเมทแอมเฟตามีนจากจังหวัดเชียงรายไปยังภาคใต้ จึงรายงานให้พันตำรวจตรี สมโภช หัวหน้าด่านตรวจพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และร้อยตำรวจโท เทียนชัย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและเป็นพยานโจทก์ทราบ ซึ่งพันตำรวจตรี สมโภชได้ประสานไปยังหน่วยปราบปรามยาเสพติดเชียงใหม่ขอข้อมูล ปรากฏว่านางอัมพรที่ได้รับข้อมูลจากสายลับมีตัวตนจริง คือนางอัมพร จำเลยที่ 9 เมื่อพยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานตามหน้าที่ราชการและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 9 มาก่อน คำเบิกความจึงมีน้ำหนักเชื่อถือได้ ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ยังเขียนบันทึกคำรับสารภาพด้วยลายมือตนเองว่ารับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 9 และรุ่งขึ้นจากวันที่ถูกจับกุมจำเลยที่ 1 ได้รับรองภาพถ่ายจากข้อมูลทะเบียนราษฎรว่าเป็นภาพถ่ายจำเลยที่ 9 ที่จ้างจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้ลูกค้า ประกอบกับโจทก์มีบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเคยรับจ้างจำเลยที่ 9 ขนเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้า 2 ถึง 3 ครั้งแล้ว ระหว่างวันที่ 7 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2553 จำเลยที่ 9 โทรศัพท์บอกให้จำเลยที่ 1 ขนเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้า วันที่ 9 มกราคม 2553 จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกของนายจ้างที่จังหวัดพะเยาไปรับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 9 บริเวณริมถนนสายป่าแดด - อำเภอจุน จำเลยที่ 9 ขับรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้ โดยรถยนต์คันดังกล่าวเป็นยี่ห้อและรุ่นเดียวกับที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดจากจำเลยที่ 9 ในภายหลัง ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2553 จำเลยที่ 1 โทรศัพท์บอกน้องชายคือจำเลยที่ 3 ให้หารถยนต์ไปรับจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดพะเยา จำเลยที่ 1 ยอมรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนว่ารับจ้างจากจำเลยที่ 9 ขนเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้จำเลยที่ 4 และที่ 8 ทั้งอธิบายรูปพรรณสัณฐานของจำเลยที่ 9 ให้พนักงานสอบสวนทราบ โดยให้การไว้ต่อหน้านายนครินทร์ ทนายความที่ร่วมฟังการสอบปากคำด้วย แม้คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจะเป็นคำซัดทอดถึงจำเลยที่ 9 ที่เป็นผู้กระทำความผิดด้วยกันก็ตาม แต่มิใช่เป็นเรื่องจำเลยที่ 1 ปัดความรับผิดให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 9 เพียงลำพัง จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ซัดทอดว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 9 ที่ว่าจ้างจำเลยที่ 1 นำไปส่งให้แก่ลูกค้าประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ตามทางนำสืบของโจทก์ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรี สมโภช ร้อยตำรวจโท เทียนชัย และจ่าสิบตำรวจ พิชัย ทำนองเดียวกันว่า เมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนในรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฎก 9240 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ยอมร่วมมือขยายผลการจับกุมโดยให้รายละเอียดว่า จำเลยที่ 9 ให้นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่จำเลยที่ 4 จำนวน 6,000 เม็ด จำเลยที่ 8 จำนวน 4,000 เม็ด ที่เหลืออีก 3,200 เม็ด ส่งให้แก่นายสมุทร ไม่ทราบชื่อสกุล จำเลยที่ 1 ให้การว่าติดต่อกับจำเลยที่ 9 ที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 5721 xxxx หมายเลขดังกล่าวตรงกับที่สายลับติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 9 ในอีกคดีหนึ่ง ครั้นจำเลยที่ 9 ถูกจับกุมในอีกคดีเจ้าพนักงานตำรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 9 ได้อีก 1 เครื่อง คือหมายเลข 08 5722 xxxx ซึ่งโทรศัพท์ทั้งสองหมายเลขของจำเลยที่ 9 ดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 4 จดบันทึกไว้ในสมุดโน้ตของจำเลยที่ 4 ว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 9 เจ้าพนักงานตำรวจยังทำการตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 หมายเลข 08 9755 xxxx มีรายละเอียดปรากฏว่า วันที่ 9 มกราคม 2553 มีการติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 9 หมายเลข 08 5722 xxxx ตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 4 หมายเลข 08 7994 xxxx มีรายละเอียดปรากฏว่า วันที่ 11 มกราคม 2553 มีการพยายามติดต่อกับหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 9 ทั้งสองหมายเลขดังกล่าว และตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 8 หมายเลข 08 2243 xxxx มีรายละเอียดปรากฏว่า วันที่ 5, 8 และ 10 มกราคม 2553 มีการติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 9 หมายเลข 08 5721 xxxx แสดงว่านอกจากมีการติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 9 ยังมีการติดต่อทางโทรศัพท์เคลื่อนที่กับจำเลยที่ 4 และที่ 8 ด้วย ดังนี้การติดต่อทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างจำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 8 สนับสนุนคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ให้มีน้ำหนักเชื่อถือได้ กอปรกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ให้การไปโดยไม่สมัครใจแต่อย่างใด โดยในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ยังคงให้การรับสารภาพเช่นเดียวกับในชั้นสอบสวน พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 9 จ้างจำเลยที่ 1 ไปส่งเมทแอมเฟตามีน 13,200 เม็ด ให้ลูกค้า คือ จำเลยที่ 4 ที่ 8 และนายสมุทร การกระทำของจำเลยที่ 9 เป็นการร่วมสมคบกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน 13,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ที่จำเลยที่ 9 อ้างว่า จำเลยที่ 9 ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ที่มีอาชีพรับจ้างขับรถบรรทุกไปส่งของทางภาคใต้ จำเลยที่ 9 ได้ฝากจำเลยที่ 1 ซื้อกล้ายางจากทางภาคใต้มาปลูกที่จังหวัดเชียงรายจึงมีการติดต่อกับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 9 ยกขึ้นอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน พยานหลักฐานของจำเลยที่ 9 ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 9 เป็นปัญหาปลีกย่อย แม้วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปฐม ทองนาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล
ศาลอุทธรณ์ — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
สมจิตร์ ทองศรี
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3276/2561
#622124
เปิดฉบับเต็ม

ในวันตรวจพยานหลักฐาน โจทก์ปฏิเสธการตรวจพยานหลักฐาน แล้วศาลมีคำสั่งให้นัดสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไป เท่ากับศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นอันเนื่องจากสภาพและความจำเป็นแห่งพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173/2 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และเป็นการยกเลิกไม่กำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐาน

กรณีที่ศาลไม่กำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐาน จึงอยู่ในบังคับ ป.วิ.อ. มาตรา 240 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้คู่ความที่ประสงค์จะอ้างเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของตน ต้องยื่นพยานเอกสารนั้นต่อศาลก่อนวันนัดสืบพยานไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายตรวจและขอคัดสำเนาได้ก่อนที่จะนำสืบพยานเอกสารนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 101/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 8 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 4 เครื่อง รถจักรยานยนต์ สมุดบันทึกรายชื่อลูกค้าและอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ของกลาง

จำเลยที่ 1 รับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน กับข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนมีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 โดยจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดกับฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 16 ปี ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2), 91 (3) เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) จำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ส่วนรถจักรยานยนต์และสมุดบันทึกรายชื่อลูกค้าของกลางนั้นให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ข้อหาร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดข้อหาอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาและจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน กับฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาสรุปความว่า การที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดวันนัดพร้อมและวันตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 โดยชอบแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งหรือข้อพิจารณาประการใดในวันดังกล่าวก็ไม่ทำให้วันตรวจพยานหลักฐานที่กำหนดไว้เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173/2 ก็หาได้บัญญัติว่าเมื่อไม่มีการตรวจพยานหลักฐานแล้ว วันดังกล่าวก็หาใช่วันตรวจพยานหลักฐานตามที่ศาลอุทธรณ์พิจารณา เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันตรวจพยานหลักฐานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173/1 วรรคสอง และโจทก์หาได้มีการขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 แต่อย่างใด โจทก์จึงหามีสิทธินำพยานตามบัญชีระบุพยานของโจทก์ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 เข้านำสืบไม่ และห้ามมิให้ศาลอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าว ซึ่งแม้ศาลจะรับบัญชีระบุพยานของโจทก์ก็ยังคงต้องห้ามมิให้รับฟัง สำหรับพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งต่อศาลระหว่างวันที่ 28 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2557 แต่โจทก์ไม่ได้ส่งพยานเอกสารก่อนสืบพยานโจทก์จึงไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายได้ การที่จำเลยที่ 2 แถลงในวันที่ 31 มกราคม 2557 ว่าไม่ติดใจให้โจทก์ส่งพยานหลักฐานก่อนวันสืบพยานก็หาได้มีผลย้อนหลังให้พยานหลักฐานที่ได้ยื่นโดยผิดกฎหมายในระหว่างการสืบพยานก่อนหน้านั้นเป็นพยานหลักฐานที่ถูกต้องตามกฎหมายขึ้นได้ และโดยเฉพาะพยานเอกสารที่โจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานจึงต้องห้ามมิให้สืบและรับฟังนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 มิได้หยิบยกอุทธรณ์ปัญหาตามฎีกานี้ทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ แต่เป็นฎีกาว่าศาลอุทธรณ์รับฟังพยานหลักฐานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยานว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้มีการจับกุมจำเลยทั้งสองโดยวิธีการล่อซื้อ พยานหลักฐานโจทก์ทั้งหมดล้วนเป็นพยานที่ได้มาจากการสืบสวนสอบสวนเข้าล่อซื้อจับกุมยาเสพติดจากจำเลยทั้งสอง แม้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะเปิดโอกาสให้คู่ความสามารถตรวจสอบพยานวัตถุและพยานเอกสารก่อนวันสืบพยาน แต่ก็เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้มีการตรวจพยานหลักฐานหรือไม่ เมื่อโจทก์ปฏิเสธในการตรวจพยานหลักฐานก็เห็นควรให้สืบพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยทั้งสอง แล้วมีคำสั่งให้นัดสืบพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยทั้งสองต่อไป ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นอันเนื่องจากสภาพและความจำเป็นแห่งพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173/2 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และเป็นการยกเลิกไม่กำหนด ให้มีวันตรวจพยานหลักฐานในคดีนี้ กรณีจึงตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 240 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลมิได้กำหนดให้มีวันตรวจพยานหลักฐานตามมาตรา 173/1 ซึ่งตามมาตรา 240 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่ความที่ประสงค์จะอ้างเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของตนเป็นพยานหลักฐาน ให้ยื่นพยานเอกสารนั้นต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสตรวจและขอคัดสำเนาเอกสารได้ก่อนที่จะนำสืบพยานเอกสารนั้น เว้นแต่...หรือศาลเห็นสมควรสั่งเป็นอย่างอื่น อันเนื่องจากสภาพและความจำเป็นแห่งเอกสารนั้น ส่วนการที่โจทก์ไม่ยื่นพยานเอกสารต่อศาลก่อนวันสืบพยานในวันที่ 28 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2557 ตามบทบัญญัติดังกล่าว และไม่ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 สำหรับพยานเอกสารที่ไม่อยู่ในสำนวนการสอบสวนนั้น แม้มาตรา 240 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลมีอำนาจไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้น และมาตรา 229/1 วรรคสี่ บัญญัติห้ามมิให้ศาลอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานนั้นก็ตาม แต่ก็เป็นดุลพินิจของศาลในกรณีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หรือเห็นว่าจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ศาลก็มีอำนาจอนุญาตให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ ซึ่งเมื่อคดีนี้มีอัตราโทษสูง ยาเสพติดของกลางมีปริมาณมาก และตามคำฟ้องปรากฏพฤติการณ์สมคบกันกระทำความผิดจึงเป็นคดีสำคัญ ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจให้สืบและรับฟังพยานหลักฐานนั้นได้ การยื่นบัญชีระบุพยานโจทก์และการสืบพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งต่อศาลระหว่างวันที่ 28 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2557 จึงชอบแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุของโจทก์มานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการนี้ฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173/1 ม. 173/2 ม. 240 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน
จำเลย — นายประกิตหรือจอย เกตุทองคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายวันชัย แก้วพรหม
ศาลอุทธรณ์ — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
วาสนา หงส์เจริญ
น้ำเพชร ปานะถึก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3274 -ที่ 3275/2561
#623449
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร คดีนี้โจทก์ฎีกาโดยคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยแต่ละคน โดยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงมานั้นไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 และเรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97, 100/1 และ 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และ 91 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 3 ถุง น้ำหนัก 1.033 กรัม และชนิดเม็ด 3 หน่วยการใช้ น้ำหนัก 0.282 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเอฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 4,000,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสองและวรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 4,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 แต่ให้เพิ่มโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 6,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 9 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 9 ปี และปรับ 600,000 บาท สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสองและวรรคสาม, 91, 100/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 4,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และปรับจำเลยที่ 2 รวม 6,300,000 บาท ปรับจำเลยที่ 3 รวม 4,400,000 บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0750 xxxx, 08 4773 xxxx อุปกรณ์การเสพยาเสพติดของกลาง คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0292 xxxx, 08 8369 xxxx ของกลาง แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง และวรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,666,666.67 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 49 ปี 12 เดือน และปรับ 4,000,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 9 ปี และปรับ 600,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 9 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 3 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีกำหนด 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และปรับ 4,300,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 3 เดือน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง 3 เม็ด และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 596.811 กรัม และ 0.986 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายว่า พยานโจทก์เบิกความถึงพฤติการณ์ในการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่ปรากฏชัดเจนว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 ส่งถุงกระดาษสีม่วงให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ส่งถุงสีฟ้าให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 อยู่บริเวณใด ทั้งตามภาพถ่าย ปรากฏว่า รถกระบะยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ที่พันตำรวจโท ไมตรี ขับมานั้น จอดปิดท้ายรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแจ๊ส ไว้ มิใช่จอดข้าง ๆ ตามที่พยานโจทก์เบิกความและภาพที่เพิ่งจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ ไม่ปรากฏภาพถ่ายของจำเลยที่ 1 อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ส่งมอบถุงเงินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ยึดถือเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองแล้ว น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ในการขนเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จแล้ว จึงเป็นการพยายามมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครอง ส่วนจำเลยที่ 3 นั้นจากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า มีส่วนร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการใด ลำพังแต่เพียงการมาด้วยกันโดยรถยนต์ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์เสพเมทแอมเฟตามีน นั้น กรณียังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหรือไม่ โจทก์ฎีกาโดยคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดในข้อหานี้ สรุปได้ว่า สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น จากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่นำสืบว่า เหตุที่มาจังหวัดมุกดาหารเนื่องจากต้องการมาเที่ยวตลาดอินโดจีนเพื่อหาซื้อสินค้าไปขายและมาที่โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์ในวันเกิดเหตุเนื่องจากจำเลยที่ 2 ต้องการไปล้างแผล เมื่อไปถึงนางปอนไม่ปรากฏชื่อสกุลเพื่อนของจำเลยที่ 2 โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ช่วยชำระหนี้ให้โดยไม่ทราบว่าเป็นหนี้ค่าอะไร ก็ขัดต่อเหตุผลเพราะนางปอนไม่น่าจะทราบว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่บริเวณที่สามารถส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 1 ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าเดินทางมาจังหวัดมุกดาหารเพียงเพราะมาเที่ยวตลาดอินโดจีนนั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่เดินทางมากับจำเลยที่ 2 จากกรุงเทพมหานคร และขณะที่จำเลยที่ 2 มารับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ก็ร่วมเดินทางมาด้วย ทั้งยังพบเมทแอมเฟตามีน อุปกรณ์การเสพยาเสพติดภายในห้องพักของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเมทแอมเฟตามีนไม่ได้อยู่ในลักษณะปกปิดซ่อนเร้นว่าเป็นของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะและยังตรวจพบสารเสพติดภายในร่างกายของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เชื่อว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นเป็นใจร่วมกับจำเลยที่ 2 มารับเมทแอมเฟตามีน ซึ่งฎีกาของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ถูกต้องอย่างไร หรือมีข้อเท็จจริงและเหตุผลใดที่หักล้างคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพียงแต่กล่าวอ้างว่าพยานโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เท่านั้น

ส่วนความผิดของจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 0.049 กรัมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยที่ 3 ข้อหาร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 3 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 0.986 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า แม้จะตรวจค้นห้องพักพบเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ดและชนิดเกล็ดในห้องพักเดียวกันแต่ก็อยู่คนละตำแหน่งกัน จึงน่าจะเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างนำเมทแอมเฟตามีนติดตัวมาโดยไม่เกี่ยวข้องกัน ประกอบกับโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนครึ่งเม็ดโดยวิธีรับประทาน ไม่ใช่เสพเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด และเมื่อตรวจพบเมทแอมเฟตามีนภายในห้องพัก จำเลยที่ 3 ก็รับแต่เพียงว่าเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ดเป็นของตนเอง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด จึงไม่อาจฟังว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 3 ถุง และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด ของจำเลยที่ 3 ด้วย โจทก์ฎีกาโดยคัดลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่วินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหานี้สรุปได้ว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่เดินทางมากับจำเลยที่ 2 จากกรุงเทพมหานครและขณะที่จำเลยที่ 2 มารับเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ก็ร่วมเดินทางมาด้วย ทั้งยังพบเมทแอมเฟตามีน อุปกรณ์การเสพยาเสพติดภายในห้องพักของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเมทแอมเฟตามีนไม่ได้อยู่ในลักษณะปกปิดซ่อนเร้นว่าเป็นของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะและยังตรวจพบสารเสพติดภายในร่างกายของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเชื่อว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นเป็นใจร่วมกับจำเลยที่ 2 ร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางที่พบในห้องพัก พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 3 ถุง และชนิดเม็ด 3 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องโจทก์แล้ว ซึ่งฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ก็ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและเหตุผลขึ้นโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงมานั้นไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยเหตุผลอย่างไร มีข้อเท็จจริงและเหตุผลใดที่หักล้างข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 66 ม. 91 ม. 97
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
จำเลย — สิบตำรวจเอก กาวีวัฒน์ นครกลาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายปริญญา จารวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ชวลิต ลีฬหาวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3206/2561
#633040
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองกับ ศ. ตกลงกันโดย ศ. จัดหาเมทแอมเฟตามีนและให้สายลับนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสองซึ่งรอรับอยู่ที่จุดนัดหมายเพื่อนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายต่อโดยจำเลยทั้งสองโอนเงินค่าลำเลียงขนส่งให้แก่สายลับ แต่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยทั้งสองได้เสียก่อนที่สายลับจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จถือได้ว่าจำเลยทั้งสองลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะถูกจับกุมเสียก่อน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7, 8 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและของกลางอื่นทั้งหมด กับเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหามีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 8 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 1,200 บาท ฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันแล้ว เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท เพิ่มโทษฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นปรับ 1,600 บาท ส่วนฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คงเพิ่มโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นปรับ 1,800,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 8 วรรคสอง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่จำเลยที่ 2 กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 800 บาท ฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 1,200,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 800,000 บาท รวมจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,200,800 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,080,000 บาท ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 450 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คงเพิ่มโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นปรับ 1,620,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,080,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 720,000 บาท ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 225 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,080,225 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยาและเปิดกิจการร้านประดับยนต์และรับติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์ที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชื่อร้านว่า "ปันฝัน CAR AUDIO" จำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกที่เรือนจำกลางนครปฐม และรู้จักนายศิรพงศ์หรือน้องฟักแก้ว และนายสุจินต์หรือโบ้ ซึ่งต้องโทษจำคุกแห่งเดียวกัน จำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 1264 XXXX จำเลยที่ 2 ใช้หมายเลข 08 1368 XXXX นายศิรพงศ์ใช้หมายเลข 08 1484 XXXX ส่วนนายสุจินต์ใช้หมายเลข 08 5293 XXXX ช่วงระหว่างวันที่ 4 ถึง 27 กันยายน 2555 จำเลยทั้งสอง นายศิรพงศ์ และนายสุจินต์ ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวติดต่อกันหลายครั้ง วันที่ 26 กันยายน 2555 มีการโอนเงิน 5,000 บาท จากบัญชีของจำเลยที่ 2 ไปที่บัญชีของนายสุจินต์ วันที่ 27 กันยายน 2555 เวลากลางวัน พันตำรวจโทบุญเลิศ ดาบตำรวจชูเกียรติ สิบตำรวจเอกเลอสรรค์ และนายสุจินต์ร่วมกันเดินทางไปอำเภอทับสะแกพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง 6,000 เม็ด เมื่อไปถึงพันตำรวจโทบุญเลิศกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองในขณะที่จอดรถยนต์หมายเลขทะเบียน ษม 5234 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถยนต์ของนายศิรพงศ์ที่บริเวณหน้าศูนย์รถยนต์อีซูซุโดยกล่าวหาจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีน 6,000 เม็ดของกลาง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยที่ 1 มีกระสุนปืนลูกกรดขนาด .22 จำนวน 15 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าว ต่อมาพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสองเพิ่มเติมว่า สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตในส่วนของจำเลยที่ 1 และความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในส่วนของจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานดังกล่าว คดีคงขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในส่วนของจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อแรกว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2555 เวลากลางวัน นายสุจินต์ได้รับมอบเมทแอมเฟตามีน 6,000 เม็ด จากนายแก้ว พวกของนายศิรพงศ์หรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างเป็นข้อมูลของการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 1484 XXXX ซึ่งเป็นของนายศิรพงศ์ จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นแต่เพียงว่า ในขณะนั้นนายศิรพงศ์อยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครหาใช่นายสุจินต์อยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครไม่ ส่วนที่นายสุจินต์ได้รับมอบสิ่งของจากนายแก้วแล้ว ก็ได้มอบให้พันตำรวจโทบุญเลิศกับพวก จากนั้นมีการนำไปเก็บไว้ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด รุ่งขึ้นจึงนำไปที่อำเภอทับสะแก พันตำรวจโทบุญเลิศกับพวกล้วนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไม่มีเหตุผลที่จะต้องสับเปลี่ยนของกลางจากสิ่งของทั่วไปให้เป็นยาเสพติด ซึ่งนอกจากจะมีจำนวนมากแล้วยังมีราคาสูง ข้อกล่าวอ้างต่างๆ ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวล้วนไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า มีเหตุอันควรให้สงสัยว่านายสุจินต์จะไม่ได้รับเมทแอมเฟตามีน 6,000 เม็ด จากนายแก้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายว่า พยานหลักฐานของโจทก์เกิดจากการล่อลวงหรือชักจูงใจให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด ไม่อาจอ้างเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้นายสุจินต์มิได้ล่อลวงหรือชักจูงใจให้จำเลยที่ 1 รับซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลาง แต่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองตกลงกับนายศิรพงศ์โดยนายศิรพงศ์ทำหน้าที่จัดหาเมทแอมเฟตามีนแล้วจัดหาผู้ลำเลียงขนส่งไปส่งมอบให้จำเลยทั้งสองซึ่งรอรับมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายศิรพงศ์เพื่อนำไปจำหน่ายต่อโดยนายสุจินต์มีหน้าที่เพียงนำส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่จำเลยทั้งสอง ส่วนที่มีการวางแผนให้จำเลยทั้งสองโอนเงิน 5,000 บาท ให้แก่นายสุจินต์ก็เพื่อพิสูจน์การกระทำของจำเลยทั้งสองว่าเป็นความผิดเพื่อที่เจ้าพนักงานตำรวจจะได้จับกุมจำเลยทั้งสอง ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ จึงไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่นายศิรพงศ์หาเมทแอมเฟตามีนของกลางมาไว้ในครอบครองได้แล้วย่อมเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อนายศิรพงศ์ดำเนินการลำเลียงขนส่งให้แก่จำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองโอนเงินค่าจ้างให้แก่ผู้ลำเลียงตามที่ตกลงกัน ถือว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับนายศิรพงศ์สำเร็จแล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกับนายศิรพงศ์ตกลงกันโดยนายศิรพงศ์จัดหาเมทแอมเฟตามีนและให้นายสุจินต์สายลับนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสองซึ่งรอรับอยู่ที่จุดนัดหมายที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมเสียก่อนที่สายลับจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จถือได้ว่าจำเลยทั้งสองลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะถูกจับกุมเสียก่อน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสำเร็จแล้ว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกาขึ้นมา แต่การปรับบทเป็นการวางบทกำหนดโทษให้ถูกต้องถือเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 7 ม. 8 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางอชิรญา พลภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นายเรวัตร สกุลคล้อย
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3188/2561
#623426
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบในชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและลงโทษผู้มีหนี้ที่ชำระแต่ชำระเงินดังกล่าวล่าช้าเฉพาะสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในขณะที่เกิดค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากสาธารณูปโภคดังกล่าวอย่างแท้จริงเท่านั้น โดยไม่ได้บัญญัติให้รวมไปถึงผู้รับโอนที่ดินต่อมาจากเจ้าของเดิมที่เป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรให้รับผิดในค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคอันเกิดก่อนที่จะได้รับโอนหรือเข้าครอบครองที่ดิน และไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่จะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้เมื่อที่ดินดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคโดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมาแสดง เมื่อเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเกิดขึ้นก่อนโจทก์เข้าเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โจทก์ไม่มีหน้าที่ที่ต้องชำระเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคที่เกิดขึ้นก่อนที่โจทก์รับโอนที่ดินมา จำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ย่อมเรียกเอาจากเจ้าของที่ดินคนเดิมในขณะเกิดหนี้ได้โดยตรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้เพิกถอนคำสั่งห้ามทำนิติกรรมใด ๆ ในที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค รวมค่าปรับเป็นเงินจำนวน 3,520 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแจ้งยกเลิกคำสั่งระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 กับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลและชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นฎีกาโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านว่า ประมาณเดือนพฤษภาคม 2551 โจทก์เป็นผู้ซื้อบ้านพร้อมที่ดินในโครงการหมู่บ้านเวิลด์คลับแลนด์มาจากบุคคลอื่นซึ่งเป็นสมาชิกเดิมของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจากผู้จัดสรรเดิม โดยโจทก์เข้าครอบครองและจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2551 จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่จัดการและบำรุงรักษาสาธารณูปโภคและเรียกเก็บเงินค่าบำรุงรักษาและจัดการสาธารณูปโภคจากสมาชิกของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นประธานนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 หลังจากที่โจทก์รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากสมาชิกเดิม จำเลยที่ 1 ตรวจสอบพบว่าที่ดินแปลงที่โจทก์ซื้อค้างชำระค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคก่อนที่โจทก์รับโอนมาเกินกว่าหกเดือนรวมค่าปรับ จำเลยที่ 1 จึงทวงถามสมาชิกเดิมแต่เพิกเฉย จากนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินเพื่อระงับการจดทะเบียนนิติกรรมที่ดินดังกล่าวเนื่องจากค้างชำระค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 50

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงว่า โจทก์ผู้ซื้อที่ดินแปลงพิพาทจากสมาชิกเดิมต้องชำระเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคที่เกิดขึ้นก่อนที่โจทก์รับโอนมาหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ได้บัญญัติกำหนดหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องไว้แล้วโดยมาตรา 43 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาตและให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรร ให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตาม มาตรา 43 เมื่อได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คือ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัตินี้ หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการ และดูแลบำรุงรักษาภายในเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนดฯ (2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคหรือดำเนินการจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ และได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไว้ในมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน โดยเฉพาะ (3) ที่กำหนดให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีอำนาจหน้าที่เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในส่วนที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีหน้าที่บำรุงรักษาจากสมาชิก โดยมาตรา 47 ได้กำหนดให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และในกรณีที่มีที่ดินจัดสรรแปลงย่อยที่ยังไม่มีผู้ใดซื้อหรือได้โอนกลับมาเป็นของผู้จัดสรรที่ดิน ให้ผู้จัดสรรที่ดินเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 49 วรรคสอง ที่กำหนดให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินจัดสรรที่ตนซื้อ และให้ผู้จัดสรรที่ดินออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินแปลงย่อยที่ยังไม่มีผู้ซื้อ และมาตรา 50 ซึ่งเป็นบทลงโทษ โดยบัญญัติว่า ผู้มีหน้าที่ชำระเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคตาม มาตรา 49 วรรคสอง ที่ชำระเงินดังกล่าวช้ากว่าเวลาที่กำหนด จะต้องจ่ายค่าปรับสำหรับการจ่ายเงินล่าช้าตามอัตราที่คณะกรรมการกำหนด ดังนั้นเมื่อพิจารณาประกอบกันแล้วจะเห็นว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบในชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและลงโทษผู้มีหนี้ที่ชำระ แต่ชำระเงินดังกล่าวล่าช้าเฉพาะสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในขณะที่เกิดค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากสาธารณูปโภคดังกล่าวอย่างแท้จริงเท่านั้น โดยไม่ได้บัญญัติให้รวมไปถึงผู้รับโอนที่ดินต่อมาจากเจ้าของเดิมที่เป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรให้รับผิดในค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคอันเกิดก่อนที่จะได้รับโอนหรือเข้าครอบครองที่ดินซึ่งขณะเกิดหนี้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวยังไม่ได้เป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรด้วย แม้มาตรา 50 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ถือว่าหนี้ค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นหนี้บุริมสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์เหนือที่ดินจัดสรรของผู้ค้างชำระ ซึ่งก็หมายความถึงเฉพาะสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรซึ่งต้องเป็นผู้รับผิดชอบในค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาและการจัดสาธารณูปโภคในขณะที่เกิดหนี้ตาม มาตรา 50 วรรคหนึ่ง เท่านั้น และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคที่จำเลยที่ 1 เรียกเอาจากโจทก์ตามฟ้องแย้งเป็นงวดเดือนกันยายน 2550 ถึงเดือนเมษายน 2551 เกิดขึ้นก่อนโจทก์เข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เคยได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ใด ๆ จากการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคของจำเลยที่ 1 ที่รับโอนมาจากผู้จัดสรร ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่าขณะโจทก์ซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินคนเดิม จำเลยที่ 1 ได้เรียกเก็บเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจากโจทก์โดยตรงมาก่อน โจทก์จึงไม่ทราบถึงหน้าที่ที่ตนต้องชำระเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค โดยเฉพาะปรากฏตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บเงินค่าบำรุงรักษาที่ค้างชำระจากโจทก์ เพราะเรียกเก็บจากเจ้าของเดิมซึ่งเป็นสมาชิกเดิม ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 ปิดประกาศเป็นการทั่วไปว่า ผู้จะซื้อที่ดินให้ติดต่อสำนักงานนิติบุคคลเพื่อตรวจสอบค่าส่วนกลางที่ค้างชำระก่อน ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ทราบถึงหน้าที่ต้องตรวจสอบและชำระค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคแล้ว ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย เนื่องจากพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่จะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้เมื่อที่ดินดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคโดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมาแสดง ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีหน้าที่ที่ต้องชำระเงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ที่เกิดขึ้นก่อนที่โจทก์รับโอนที่ดินมา ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในโครงการในคดีนี้ได้รับความเสียหายใด ๆ จากการละเลยไม่ชำระเงินค่าบำรุงและการจัดการสาธารณูปโภคจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเดิมอย่างไร ย่อมเรียกเอาจากเจ้าของที่ดินคนเดิมในขณะเกิดหนี้ได้โดยตรง ไม่เกี่ยวกับโจทก์ที่ต้องรับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ในหนี้เงินค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคที่เจ้าของที่ดินเดิมก่อขึ้นก่อนที่โจทก์จะรับโอนมาแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างในคำฟ้องฎีกามีข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงแตกต่างกับคดีนี้ จึงไม่อาจเทียบเคียงกับคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาตามคำฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 48 ม. 49 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวงเดือน ตัณฑวณิช
นิติบุคคลบ้านจัดสรรหมู่บ้านเวิลด์คลับแลนด์
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายดิษพล รัตน์โสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายยอดชาย วีระพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3057 -ที่ 3061/2561
#621364
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงร่วมระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชากำหนดให้จำเลยมีอำนาจบริหารที่จะแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานทุกระดับชั้นได้ตามเหตุผลและความจำเป็นเพื่อให้การบริหารงานบุคคลของจำเลยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่การแต่งตั้งโยกย้ายนั้นต้องไม่เป็นการลดสภาพการจ้างและค่าจ้างของพนักงานนั้น จำเลยในฐานะนายจ้างจึงมีอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลด้วยการจัดให้ลูกจ้างเข้าทำงานรับผิดชอบตามตำแหน่งหน้าที่ในแต่ระดับชั้นที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของลูกจ้าง ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่กิจการของนายจ้าง

ก่อนย้ายโจทก์ทั้งห้าปฏิบัติงานอยู่ในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษซึ่งมิใช่ระดับชั้นเจ้าหน้าที่บริหาร เมื่อย้ายแล้วโจทก์ทั้งห้าก็ยังคงปฏิบัติงานอยู่ในระดับชั้นพิเศษเช่นเดิม โดยไม่ปรากฏว่ามีตำแหน่งใดในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษที่มีลักษณะงานด้อยกว่ากันอย่างชัดเจนแต่กลับปรากฏว่าแต่ละตำแหน่งมีความสำคัญพอ ๆ กัน ทั้งอัตราค่าจ้างที่โจทก์ทั้งห้าได้รับจากจำเลยก็ไม่ได้ลดลง คำสั่งโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษด้วยกันจึงไม่อาจถือว่าเป็นการเพิ่มหรือลดตำแหน่งที่มีผลให้สภาพการจ้างเดิมด้อยลง ประกอบกับคำสั่งโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งโจทก์ทั้งห้าของจำเลยเป็นการใช้อำนาจบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลภายในองค์กรที่จะแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อให้การบริหารงานบุคคลของจำเลยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพการที่จำเลยย้ายโจทก์ทั้งห้ายังอยู่ในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษเช่นเดิมและอัตราค่าจ้างไม่ได้ลดลง จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญาจ้างหรือผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คำสั่งโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งโจทก์ทั้งห้าของจำเลยจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5

โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องและโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 แก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง ประเภทละเดือน เดือนละ 3,000 บาท เงินค่าเช่าบ้านเดือนละ 6,000 บาท รวมแต่ละประเภทเป็นเวลา 71 เดือน ค่าชดเชย 300 วัน ที่คำนวณจากเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษประจำเดือนดังกล่าวรวม 912,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 5,000 บาท เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งเดือนละ 4,750 บาท แต่ละประเภทเป็นเวลา 120 เดือน ค่าเช่าบ้านเดือนละ 4,000 บาท รวม 7 เดือน (ขณะประจำฝ่ายอำนวยการที่กรุงเทพมหานคร) เงินเดือนที่ต้องปรับจากเดือนละ 24,040 บาท เป็นเดือนละ 30,000 บาท รวม 120 เดือน และโบนัสของเงินเดือนที่ต้องปรับเพิ่มปีละ 3 เท่าของเงินเดือนที่ขาดหายเดือนละ 5,960 บาท รวม 10 ปี รวม 2,102,000 บาท ให้จ่ายเงินเดือนเดือนละ 5,960 บาท เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 5,000 บาท และเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งเดือนละ 4,750 บาท เป็นรายเดือนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2554 เป็นต้นไปจนกว่าเกษียณอายุแก่โจทก์ที่ 2 เงินเดือนที่ต้องปรับจากเดือนละ 2,045 บาท รวม 48 เดือน เดือนละ 2,085 บาท รวม 6 เดือน ค่าเช่าบ้านเดือนละ 8,000 บาท เป็นเวลา 30 เดือน รวม 350,670 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 106 เดือน เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งเดือนละ 1,200 บาท เป็นเวลา 40 เดือน รวม 561,000 บาท และเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งเดือนละ 3,000 บาท ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2554 เป็นต้นไปจนเกษียณอายุแก่โจทก์ที่ 4 และเงินประจำตำแหน่งเดือนละ 7,500 บาท 97 เดือน เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งเดือนละ 5,000 บาท 97 เดือน ค่าเช่าบ้านเดือนละ 8,000 บาท 97 เดือน รวม 1,987,500 บาท เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งเดือนละ 7,500 บาท และเงินค่าเช่าบ้านเดือนละ 7,500 บาท นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะเกษียณอายุงานแก่โจทก์ที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามทางนำสืบของคู่ความที่ไม่โต้เถียงกันได้ความว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างของจำเลยโดยมีตำแหน่งสุดท้ายก่อนถูกย้าย คือ โจทก์ที่ 1 ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ สาขาถนนเศรษฐกิจ 1 จังหวัดสมุทรสาคร โจทก์ที่ 2 ตำแหน่งผู้จัดการสาขาป่าติ้ว จังหวัดยโสธร โจทก์ที่ 3 ตำแหน่งผู้จัดการสาขาบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร โจทก์ที่ 4 ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการด้านธนาคาร จังหวัดฉะเชิงเทรา และโจทก์ที่ 5 ตำแหน่งผู้จัดการสาขาแม่สาย จังหวัดเชียงราย ต่อมาจำเลยย้ายโจทก์ทั้งห้าไปดำรงตำแหน่งอื่นกล่าวคือ ย้ายโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่อำนวยสินเชื่ออาวุโส 2 สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร ย้ายโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 และประจำฝ่ายอำนวยการ สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร ย้ายโจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษ ประจำภาคใต้ 2 (ต่อมาเรียกว่าภาคกลาง 3) ที่กรุงเทพมหานคร ย้ายโจทก์ที่ 4 เป็นพนักงานพิธีการสินเชื่ออาวุโส สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร และย้ายโจทก์ที่ 5 เป็นเจ้าหน้าที่พิธีการสินเชื่ออาวุโส สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร ตามลำดับ แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ในการปรับปรุงโครงสร้างตำแหน่งงานของจำเลยนั้นจำเลยได้แจ้งเปลี่ยนระบบงานและเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ให้สหภาพแรงงานและลูกจ้างของจำเลยทราบแล้วตามข้อตกลงร่วมระหว่าง บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกรุงเทพ ข้อ 8 การที่จำเลยย้ายตำแหน่งโจทก์ทั้งห้าซึ่งอยู่ในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษทั้งหมดไปดำรงตำแหน่งใหม่ ซึ่งอยู่ในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษเช่นเดิมนั้น เป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งงานภายในระดับเดียวกันให้เหมาะสม ได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าเดิม และไม่ได้มีการลดระดับชั้นต่ำกว่าเดิม คำสั่งย้ายโจทก์ทั้งห้าของจำเลยจึงไม่เป็นการลดตำแหน่ง เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ทั้งห้าไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าว่า คำสั่งย้ายโจทก์ทั้งห้าเป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงร่วมระหว่าง บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกรุงเทพ ข้อ 11.15 กำหนดให้จำเลยมีอำนาจบริหารที่จะแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานทุกระดับชั้นได้ตามเหตุผลและความจำเป็นเพื่อให้การบริหารงานบุคคลของจำเลยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ดีการแต่งตั้งโยกย้ายนั้นต้องไม่เป็นการลดสภาพการจ้างและค่าจ้างของพนักงานนั้น จำเลยในฐานะนายจ้างจึงมีอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลด้วยการจัดให้ลูกจ้างเข้าทำงานรับผิดชอบตามตำแหน่งหน้าที่ในแต่ระดับชั้นที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของลูกจ้าง ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่กิจการของนายจ้าง คดีนี้ จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ได้จัดแบ่งระดับชั้นการปฏิบัติงานของลูกจ้างตามคำสั่งระเบียบงานที่ 43/2538 ไว้ 13 ระดับชั้น จากระดับชั้นสูงสุดไปถึงต่ำสุด คือ 1. เจ้าหน้าที่บริหารชั้นผู้จัดการใหญ่ 2. เจ้าหน้าที่บริหารชั้นรองผู้จัดการใหญ่ 3. เจ้าหน้าที่บริหารชั้นผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส 4. เจ้าหน้าที่บริหารชั้นผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ 5. เจ้าหน้าที่บริหารชั้นรองผู้จัดการอาวุโส 6. เจ้าหน้าที่บริหารชั้นรองผู้จัดการ 7. เจ้าหน้าที่บริหารชั้นผู้ช่วยผู้จัดการ 8. เจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษ 9. เจ้าหน้าที่ชั้นเอก 10. เจ้าหน้าที่ชั้นโท 11. เจ้าหน้าที่ชั้นตรี 12. เจ้าหน้าที่อันดับหนึ่ง 13. เจ้าหน้าที่อันดับสอง โจทก์ทั้งห้าได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษ ซึ่งเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษประกอบด้วยตำแหน่งผู้จัดการสาขา ผู้ช่วยผู้จัดการสาขา สมุห์บัญชี ผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่อำนวยสินเชื่ออาวุโส เจ้าหน้าที่อำนวยการบริการอาวุโสและเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษก็มิใช่ระดับชั้นเจ้าหน้าที่บริหาร ดังนี้ เมื่อจำเลยย้ายโจทก์ที่ 1 จากตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ สาขาถนนเศรษฐกิจ 1 จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเจ้าหน้าที่อำนวยสินเชื่ออาวุโส 2 สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร โจทก์ที่ 2 จากตำแหน่งผู้จัดการสาขาป่าติ้ว จังหวัดยโสธร เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 และประจำฝ่ายอำนวยการ สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร โจทก์ที่ 3 จากตำแหน่งผู้จัดการสาขาบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษประจำภาคใต้ (ซึ่งต่อมาเรียกว่า ภาคกลาง 3) ที่กรุงเทพมหานคร โจทก์ที่ 4 จากตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการด้านธนาคาร จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพนักงานพิธีการสินเชื่ออาวุโสประจำฝ่าย เจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร และย้ายโจทก์ที่ 5 จากตำแหน่งผู้จัดการสาขาแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นเจ้าหน้าที่พิธีการสินเชื่ออาวุโสประจำฝ่ายปฏิบัติหน้าที่สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร โดยก่อนย้ายโจทก์ทั้งห้าปฏิบัติงานอยู่ในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษซึ่งมิใช่ระดับชั้นเจ้าหน้าที่บริหาร เมื่อย้ายแล้วโจทก์ทั้งห้าก็ยังคงปฏิบัติงานอยู่ในระดับชั้นพิเศษเช่นเดิม โดยไม่ปรากฏว่ามีตำแหน่งใดในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษที่มีลักษณะงานด้อยกว่ากันอย่างชัดเจน แต่กลับปรากฏว่าแต่ละตำแหน่งมีความสำคัญพอ ๆ กัน ทั้งอัตราค่าจ้างที่โจทก์ทั้งห้าได้รับจากจำเลยก็ไม่ได้ลดลง คำสั่งโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษด้วยกัน จึงไม่อาจถือว่าเป็นการเพิ่มหรือลดตำแหน่งที่มีผลให้สภาพการจ้างเดิมด้อยลง ประกอบกับคำสั่งโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งโจทก์ทั้งห้าของจำเลยเป็นการใช้อำนาจบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลภายในองค์กรเพื่อให้การบริหารงานบุคคลของจำเลยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การที่จำเลยย้ายโจทก์ทั้งห้าโดยโจทก์ทั้งห้ายังอยู่ในระดับชั้นเจ้าหน้าที่ชั้นพิเศษเช่นเดิมและอัตราค่าจ้างไม่ได้ลดลง จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญาจ้างหรือผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คำสั่งโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งโจทก์ทั้งห้าของจำเลยจึงชอบแล้ว

ส่วนที่โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิได้รับประโยชน์ในเงินต่าง ๆ ตามตำแหน่งเดิมตามฟ้อง ได้แก่ ค่าเช่าบ้าน เงินประจำตำแหน่งเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง เงินเดือนเพิ่ม เงินโบนัส และโจทก์ที่ 1 มีสิทธินำเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งมารวมคำนวณเป็นค่าชดเชยกรณีเกษียณอายุนั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องค่าเช่าบ้านนั้น ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางได้ความว่า จำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งเมื่อพิจารณาเอกสารดังกล่าว ข้อ 7.2 กำหนดให้พนักงานที่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านซึ่งเป็นเงินเพิ่มพิเศษในการโยกย้าย จะต้องเป็นพนักงานที่ออกไปปฏิบัติงานประจำยังสาขาต่างจังหวัดหรือท้องถิ่นที่แตกต่างจากที่บรรจุครั้งแรกและอยู่คนละจังหวัด ไม่มีเคหะสถานของตนเองหรือคู่สมรสในเขตที่จะไปประจำ และมิใช่เป็นการไปประจำ ณ สำนักงานใหญ่หรือสาขาในเขตนครหลวง และไม่ได้ขอย้ายด้วยตนเอง แต่กรณีโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จำเลยมีคำสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งใหม่ที่สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้าน ส่วนปัญหาเรื่องเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งนั้น ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางได้ความว่า มีข้อตกลงระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกรุงเทพว่า ให้จำเลยเปลี่ยนเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งของผู้บริหารประจำสาขาเป็นเงินค่ารับรองตามข้อตกลงระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานบังคับบัญชาธนาคารกรุงเทพ ซึ่งภายหลังตกลงให้รวมเงินประจำตำแหน่งและค่ารับรองของผู้บริหารสาขาเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือน ตามข้อตกลงร่วมระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกรุงเทพ ข้อ 1 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง และโจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธินำเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่งมารวมคำนวณเป็นค่าชดเชยกรณีเกษียณอายุ

ส่วนปัญหาว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีสิทธิได้รับการปรับเงินเดือนและโจทก์ที่ 2 มีสิทธิได้รับโบนัสหรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนทุกปีรวมทั้งโจทก์ที่ 2 ได้รับโบนัสทุกปี ดังนั้น โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีสิทธิได้รับการปรับเงินเดือนเพิ่มและไม่ได้โบนัส และโจทก์ที่ 3 ไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนเพิ่ม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรุ่งโรจน์ เรืองฉาย กับพวก
จำเลย — บริษัทธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2992/2561
#624229
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียน 2 รายการ ประกอบด้วยรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและคำว่า "Misty Mynx" ซึ่งเป็นคำอักษรโรมันสองคำประกอบกัน สำหรับคำว่า "Misty" เป็นคำธรรมดาทั่วไป มีความหมายปรากฏตามพจนานุกรมว่า ที่ปกคลุมไปด้วยหมอก คลุมเครือ พร่ามัว เลือนลาง จึงไม่เป็นคำที่สร้างความแตกต่างกับเครื่องหมายการค้าอื่นได้ดี ส่วนคำว่า "Mynx" เป็นคำที่ไม่มีความหมายปรากฏในพจนานุกรม จึงเป็นส่วนที่สร้างความแตกต่างกับเครื่องหมายการค้าอื่นได้ดีกว่าส่วนคำว่า "Misty" ย่อมมีเหตุผลให้เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและอักษรโรมันคำว่า "Mynx" เป็นสาระสำคัญ ส่วนคำว่า "Misty" ไม่ใช่ส่วนสาระสำคัญ ส่วนการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วดังกล่าวคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาคส่วนของเครื่องหมายการค้าโดยรวมทุกภาคส่วนของเครื่องหมายการค้า ดังนั้นจึงต้องนำรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและคำว่า "Mynx" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และคำว่า "Morning" ในเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมารวมพิจารณาเปรียบเทียบความคล้ายของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เพราะทุกภาคส่วนล้วนต้องรวมกันจึงเป็นเครื่องหมายการค้าตามที่ขอจดทะเบียนมิใช่พิจารณาแยกเฉพาะส่วนที่เป็นสาระสำคัญเท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาจากรูปลักษณะเครื่องหมายและการประดิษฐ์ตัวอักษรในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เปรียบเทียบกับรูปลักษณะเครื่องหมายและลักษณะการประดิษฐ์ตัวอักษรในเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้น เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบไปด้วย 2 ภาคส่วน คือ ภาคส่วนบนสุดเป็นรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและภาคส่วนล่างสุดเป็นอักษรโรมันคำว่า "Misty Mynx" นอกจากนี้ เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนอีก 2 รายการ เป็นอักษรโรมันสองคำประกอบกัน คือ คำว่า "Misty" และคำว่า "Mynx" โดยอยู่ในระนาบเดียวกัน ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้น ประกอบด้วยอักษรโรมันสองคำ คือคำว่า "MISTY" และคำว่า "MORNING" โดยคำว่า "MISTY" อยู่ด้านบนและมีขนาดใหญ่กว่าคำว่า "MORNING" ซึ่งเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วดังกล่าวมีความแตกต่างกันเป็นที่เห็นได้ชัดเจนหลายประการ ตั้งแต่รูปร่างโดยรวมของทุกภาคส่วนในแต่ละเครื่องหมาย รูปประดิษฐ์ ตัวอักษรที่ใช้และลักษณะการวางตัวอักษร ล้วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และเมื่อพิจารณาในส่วนเสียงเรียกขานตามคำที่ปรากฏในเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้าของโจทก์อาจเรียกขานได้ว่า "มิส-ตี้-มิ้งซ์" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วอาจเรียกขานได้ว่า "มิส-ตี้-มอร์-นิ่ง" ซึ่งแม้มีคำเรียกขานว่า "มิส-ตี้" คล้ายกันส่วนหนึ่ง แต่เสียงเรียกขานโดยรวมก็แตกต่างกัน มิใช่จะเรียกขานแต่เฉพาะคำว่า "มิส-ตี้" ประกอบกับคำว่า "MISTY" เป็นคำธรรมดาที่ใช้กันทั่วไปซึ่งมีความหมายเข้าใจกันตามธรรมดา มิใช่คำประดิษฐ์ ดังนั้นแม้จะมีบุคคลอื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "MISTY" ประกอบอยู่ด้วยไว้ก่อนแล้ว บุคคลอื่นก็ยังคงมีสิทธิใช้คำดังกล่าวได้ตราบเท่าที่ได้มีการสร้างความแตกต่างเพียงพอจนสามารถทำให้เป็นที่สังเกตได้ถึงความแตกต่างกันนั้น เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรูปประดิษฐ์รูปหัวใจประกอบอยู่ด้วย และมีลักษณะการใช้และการวางตัวอักษรโรมันในเครื่องหมายการค้าที่แตกต่างกัน ถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีความแตกต่างกันเพียงพอที่สาธารณชนผู้บริโภคจะจดจำและสังเกตได้ถึงความแตกต่างกันนั้นแล้ว แม้รายการสินค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า กับรายการสินค้าที่บุคคลอื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว จะเป็นรายการสินค้าเดียวกันและเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคนำมาใช้ในชีวิตประจำวันในครัวเรือนเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจมีผู้บริโภคกลุ่มเดียวกันหรือมีสถานที่วางจำหน่ายแห่งเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำฟ้องทั้งสี่คำขอมีความแตกต่างกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์ย่อมไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าและของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 838337 เลขที่ 838338 เลขที่ 838345 และเลขที่ 838346 เป็นเครื่องหมายการค้าที่พึงรับจดทะเบียนได้ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าในหนังสือ ที่ พณ 0702/454.57 ที่ พณ 0702/453.57 ที่ พณ 0702/455.57 และที่ พณ 0702/452.57 เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 454/2557 ที่ 453/2557 ที่ 455/2557 และที่ 452/2557 และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เลขที่ 838337 เลขที่ 838338 เลขที่ 838345 และเลขที่ 838346 ต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 454/2557 ที่ 453/2557 ที่ 455/2557 และที่ 452/2557 และให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 838337 เลขที่ 838338 เลขที่ 838345 และเลขที่ 838346 ของโจทก์ต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "Misty Mynx" ในรูปแบบและโดยใช้กับสินค้าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ผ้าขนหนู และผ้าเช็ดตัว เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2555 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "MISTY MYNX" ในรูปแบบและต่อจำเลยรวม 4 คำขอ คือ เครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกสากลที่ 24 รายการสินค้า ผ้าขนหนูผ้าเช็ดตัว เป็นคำขอเลขที่ 838337 เครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกสากลที่ 25 รายการสินค้า กางเกง กางเกงกีฬา กระโปรงชั้นในสตรี กางเกงชั้นใน กางเกงอาบน้ำ กางเกงขายาว ชุดสูท ชุดเสื้อ กางเกงชนิดติดกัน ถุงเท้า ถุงมือ เนกไท ข้อมือเสื้อ เข็มขัด ชุดใส่เดินชายหาด ชุดซับในสำเร็จรูป ชุดเด็กอ่อน ชุดว่ายน้ำ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ รองเท้า รองเท้ากีฬา รองเท้าผ้าใบ รองเท้าชายหาด รองเท้าแตะ รองเท้าหุ้มข้อ รองเท้าหุ้มส้น เสื้อ เสื้อยืด เสื้อกระโปรงชนิดติดกัน เสื้อกั๊ก เสื้อคลุม เสื้อคลุมกันหนาวชนิดที่คลุมศีรษะ เสื้อคลุมอาบน้ำ เสื้อแจ็กเกต เสื้อชนิดสวมทางศีรษะ เสื้อชั้นในสตรี เสื้อถักจากไหมพรม ชุดรัดรูป เสื้อยกทรง เสื้อยกทรงชนิดเต็มตัว เสื้อสเวตเตอร์ เสื้อโอเวอร์โค้ท หมวก หมวกแก๊ป หมวกเบเร่ต์ และชุดนอน เป็นคำขอเลขที่ 838338 เครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าสากลจำพวกที่ 24 รายการสินค้า ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดตัว เป็นคำเลขที่ 838345 เครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกสากลที่ 25 รายการสินค้า กางเกง กางเกงกีฬา กระโปรงชั้นในสตรี กางเกงชั้นใน กางเกงอาบน้ำ กางเกงขายาว ชุดสูท ชุดเสื้อกางเกงชนิดติดกัน ถุงเท้า ถุงน่อง ถุงมือ เนกไท ข้อมือเสื้อ เข็มขัด ชุดใส่เดินชายหาด ชุดซับในสำเร็จรูป ชุดเด็กอ่อน ชุดว่ายน้ำ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ รองเท้า รองเท้ากีฬา รองเท้าผ้าใบรองเท้าชายหาด รองเท้าแตะ รองเท้าหุ้มข้อ รองเท้าหุ้มส้น เสื้อ เสื้อยืด เสื้อกระโปรงชนิดติดกัน เสื้อกั๊ก เสื้อคลุม เสื้อคลุมกันหนาวชนิดที่คลุมศีรษะ เสื้อคลุมอาบน้ำ เสื้อแจ็กเกต เสื้อชนิดสวมทางศีรษะ เสื้อชั้นในสตรี เสื้อถักจากไหมพรม ชุดรัดรูป เสื้อยกทรง เสื้อยกทรงชนิดเต็มตัว เสื้อสเวตเตอร์ เสื้อโอเวอร์โค้ท หมวก หมวกแก๊ป หมวกเบเร่ต์ และชุดนอน เป็นคำขอเลขที่ 838346 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีหนังสือแจ้งคำสั่งมายังตัวแทนของโจทก์ให้แก้ไขรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนเครื่องหมายให้ชัดแจ้งและขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้เป็นเครื่องหมายชุด โจทก์ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า เครื่องหมายการค้าและของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ.2534 คือ เครื่องหมายการค้าซึ่งนางสาวชฎาธร จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 25 รายการสินค้า เสื้อ (ยกเว้นเสื้อชั้นใน, เสื้อกีฬา) ตามคำขอเลขที่ 668825 ทะเบียนเลขที่ ค274320 ตามหนังสือแจ้งคำสั่งที่ พณ 0704/3474 ที่ พณ 0704/3475 ที่ พณ 0704/3476 และที่ พณ 0704/3477 กับสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์และมีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและพิจารณาไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสี่คำขอดังกล่าว ด้วยเหตุว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสี่คำขอดังกล่าวเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หลักฐานที่โจทก์นำส่งไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าโจทก์มีการใช้เครื่องหมายการค้าตามที่ขอจดทะเบียนมาเป็นเวลานานหรือมีความแพร่หลายแล้วในประเทศไทย ตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ที่ 452/2557 ที่ 453/2557 ที่ 454/2557 และที่ 455/2557 บริษัทโจทก์จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2490 ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทอ นำเข้าและจัดจำหน่ายผ้าลินิน และประกอบกิจการผลิตและค้าปลีกเสื้อผ้า โจทก์ยังเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปโดยใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยหลายยี่ห้อ เช่น "JASPAL, CPS CC DOUBLE O, LYN, LYN AROUND, MISTY MYNX และ ROYAL IVY REGATTA โดยเปิดร้านจำหน่ายสินค้าครั้งแรกในปี 2519 ปัจจุบันมีร้านค้าปลีกในประเทศไทยกว่า 300 สาขา สำหรับร้าน MISTY NYNX ในประเทศไทยมีทั้งหมด 13 สาขา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้าคำว่าและอ่านว่า มิสตี้ มิ้งซ์ ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 838337 เลขที่ 838338 เลขที่ 838345 และเลขที่ 838346 เป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามคำขอเลขที่ 668825 ทะเบียนเลขที่ ค274320 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า คำว่า "MISTY" เป็นภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายและเป็นคำคำเดียวกับภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วต่างมีคำว่า "MISTY" จัดวางในตำแหน่งแรกของเครื่องหมายเช่นเดียวกัน แตกต่างกันเพียงลักษณะตัวอักษรโรมันที่ใช้ ซึ่งเป็นความแตกต่างที่ไม่เด่นชัดเพียงพอ ถือได้ว่ามีลักษณะที่ปรากฏคล้ายกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานว่า "มิสตี้ มิ้งซ์" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเรียกขานว่า "มิสตี้ มอร์นิ่ง" นับว่ามีเสียงเรียกขานที่ใกล้เคียงกัน เมื่อยื่นขอจดทะเบียนกับสินค้าจำพวกเดียวกันและรายการสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า สำหรับปัญหานี้ในเบื้องต้นเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำว่า "MISTY" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นส่วนซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามประกอบด้วยรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและคำว่า "Misty Mynx" ซึ่งเป็นคำอักษรโรมันสองคำประกอบกัน สำหรับคำว่า "Misty" เป็นคำธรรมดาทั่วไปที่มีความหมายปรากฏตามพจนานุกรมว่า ที่ปกคลุมไปด้วยหมอก คลุมเครือ พร่ามัว เลือนลาง จึงไม่เป็นคำที่สร้างความแตกต่างกับเครื่องหมายการค้าอื่นได้ดี ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบด้วยคำอักษรโรมันสองคำประกอบกัน โดยคำว่า "Misty" เป็นคำธรรมดาทั่วไปที่มีความหมายปรากฏตามพจนานุกรมดังที่อธิบายไว้ข้างต้น ส่วนคำว่า "Mynx" เป็นคำที่ไม่มีความหมายปรากฏในพจนานุกรม จึงเป็นส่วนที่สร้างความแตกต่างกับเครื่องหมายการค้าอื่นได้ดีกว่าส่วนคำว่า "Misty" ย่อมมีเหตุผลให้เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามมีรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและอักษรโรมันคำว่า "Mynx" เป็นสาระสำคัญ ส่วนคำว่า "Misty" ไม่ใช่ส่วนสาระสำคัญเช่นกัน ส่วนการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วดังกล่าวคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้นต้องพิจารณาภาคส่วนของเครื่องหมายการค้าโดยรวมทุกภาคส่วนของเครื่องหมายการค้า ดังนั้นจึงต้องนำรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและคำว่า "Mynx" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และคำว่า "Morning" ในเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมารวมพิจารณาเปรียบเทียบความคล้ายของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เพราะทุกภาคส่วนล้วนต้องรวมกันจึงเป็นเครื่องหมายการค้าตามที่ขอจดทะเบียนมิใช่พิจารณาแยกเฉพาะส่วนที่เป็นสาระสำคัญเท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาจากรูปลักษณะเครื่องหมายและการประดิษฐ์ตัวอักษรในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เปรียบเทียบกับรูปลักษณะเครื่องหมายและลักษณะการประดิษฐ์ตัวอักษรในเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้น เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามประกอบไปด้วย 2 ภาคส่วน คือภาคส่วนบนสุดเป็นรูปประดิษฐ์รูปหัวใจและภาคส่วนล่างสุดเป็นอักษรโรมันคำว่า "Misty Mynx" และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามเป็นอักษรโรมันสองคำประกอบกันคือคำว่า "Misty" และคำว่า "Mynx" โดยอยู่ในระนาบเดียวกัน ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามนั้น ประกอบด้วยอักษรโรมันสองคำ คือคำว่า "MISTY" และคำว่า "MORNING" โดยคำว่า "MISTY" อยู่ด้านบนและมีขนาดใหญ่กว่าคำว่า "MORNING" ซึ่งเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วดังกล่าวมีความแตกต่างกันเป็นที่เห็นได้ชัดเจนหลายประการตั้งแต่รูปร่างโดยรวมของทุกภาคส่วนในแต่ละเครื่องหมาย รูปประดิษฐ์ ตัวอักษรที่ใช้และลักษณะการวางตัวอักษร ล้วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และเมื่อพิจารณาในส่วนเสียงเรียกขานตามคำที่ปรากฏในเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้าของโจทก์อาจเรียกขานได้ว่า "มิส-ตี้-มิ้งซ์" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วอาจเรียกขานได้ว่า "มิส-ตี้-มอร์-นิ่ง" ซึ่งแม้มีคำเรียกขานว่า "มิส-ตี้" คล้ายกันส่วนหนึ่ง แต่เสียงเรียกขานโดยรวมก็แตกต่างกัน มิใช่จะเรียกขานแต่เฉพาะคำว่า "มิส-ตี้" ดังที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด ประกอบกับคำว่า "MISTY" เป็นคำธรรมดาที่ใช้กันทั่วไปซึ่งมีความหมายเข้าใจกันตามธรรมดามิใช่คำประดิษฐ์ ดังนั้นแม้จะมีบุคคลอื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "MISTY" ประกอบอยู่ด้วยไว้ก่อนแล้ว บุคคลอื่นก็ยังคงมีสิทธิใช้คำดังกล่าวได้ตราบเท่าที่ได้มีการสร้างความแตกต่างเพียงพอจนสามารถทำให้เป็นที่สังเกตได้ถึงความแตกต่างกันนั้น เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรูปประดิษฐ์รูปหัวใจประกอบอยู่ด้วย และมีลักษณะการใช้และการวางตัวอักษรโรมันในเครื่องหมายการค้าที่แตกต่างกัน จึงถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีความแตกต่างกันเพียงพอที่สาธารณชนผู้บริโภคจะจดจำและสังเกตได้ถึงความแตกต่างกันนั้นแล้ว นอกจากนี้เมื่อพิจารณาประกอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับการประกอบกิจการเกี่ยวกับสิ่งทอและเสื้อผ้าของโจทก์ที่จำเลยไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นอย่างอื่นก็ฟังได้ว่า กิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าเสื้อผ้าและสิ่งทอของโจทก์เป็นกิจการขนาดใหญ่มีร้านค้าจำหน่ายปลีกทั่วประเทศถึง 13 สาขา สินค้าของโจทก์เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูงมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าทางสื่อต่าง ๆ หลายประเภท ย่อมมีเหตุให้เชื่อได้ว่าโจทก์ต้องการให้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นยิ่งกว่าที่ต้องการให้เครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น แม้รายการสินค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เช่น ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดตัว และเสื้อ กางเกง รองเท้า หมวก เป็นต้น กับรายการสินค้าที่บุคคลอื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว อันได้แก่ ผ้าขนหนู และผ้าเช็ดตัว จะเป็นรายการสินค้าเดียวกันและเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคนำมาใช้ในชีวิตประจำวันในครัวเรือนเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจมีผู้บริโภคกลุ่มเดียวกันหรือมีสถานที่วางจำหน่ายแห่งเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำฟ้องทั้งสี่คำขอมีความแตกต่างกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นจึงเห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 6 ประกอบมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าซึ่งต่างเจ้าของต่างได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเห็นสมควรรับจดทะเบียนหรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสี่คำขอโดยอ้างว่าเป็นเครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรแล้ว และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยเหตุผลเดียวกันกับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นจึงไม่ถูกต้อง ชอบที่ศาลจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวและให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไปเท่านั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 454/2557 ที่ 453/2557 ที่ 455/2557 และที่ 452/2557 มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้สั่งให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ด้วยโดยมิได้ให้เหตุผลแห่งการที่มิได้สั่งเช่นนั้นและมิได้มีคำพิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อาจสั่งให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้ทันที เพราะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะต้องดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อีกหลายขั้นตอนยังไม่อาจรับจดทะเบียนได้เลย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือแจ้งคำสั่งที่ พณ 0704/3474 ที่ พณ 0704/3475 ที่ พณ 0704/3476 และที่ พณ 0704/3477 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 838337 เลขที่ 838338 เลขที่ 838345 และเลขที่ 838346 ของโจทก์ตามกฎหมายต่อไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยัสปาล จำกัด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวัชระ เนติวาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2932/2561
#622127
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะลงมือรัดคอผู้ตายครั้งแรก ผู้ตายด่าว่าจำเลยที่ 1 ว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ หลอกกูมารออีกแล้ว หลอกกูทำเหี้ยอะไร" ซึ่งคำด่าของผู้ตายนี้ เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เองที่หลอกผู้ตายมายังที่เกิดเหตุ และการที่จำเลยที่ 1 รัดคอผู้ตายครั้งที่ 2 แม้ผู้ตายจะด่าจำเลยที่ 1 ด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ พ่อมึงตาย ไอ้เลว ไอ้ชั่ว" ก็มีสาเหตุจากจำเลยที่ 1 รัดคอผู้ตายครั้งที่ 1 และเอาสร้อยคอทองคำ 1 เส้น กับแหวนทองคำ 2 วง ของผู้ตายไป จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนทั้งสิ้น เมื่อผู้ตายด่าตอบโต้การกระทำของจำเลยที่ 1 มาเช่นนี้ จึงไม่อาจถือเป็นเหตุว่าผู้ตายข่มเหงจำเลยที่ 1 อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมได้ กรณีที่ไม่ถือว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288, 339, 340 ตรี ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมวกนิรภัย และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ขคว กาญจนบุรี 732 ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางน้อง ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่าขาดไร้อุปการะ 100,000 บาท และค่าปลงศพ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคท้าย การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากมาตรา 340 วรรคท้าย (ที่ถูก 339 วรรคท้าย) มีโทษถึงประหารชีวิตจึงไม่อาจวางโทษให้หนักขึ้นอีกกึ่งหนึ่งตามมาตรา 340 ตรี ได้ ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 จำคุก 9 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อเลโนโว่สีดำ 1 เครื่อง หมวกนิรภัย ยี่ห้ออินเด็กซ์สีขาว 1 ใบ รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ขคว กาญจนบุรี 732 จำนวน 1 คัน รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง หมายเลขทะเบียน ขคข กาญจนบุรี 604 จำนวน 1 คัน และกระเป๋าสะพายผ้าลายสีน้ำตาล 1 ใบ ของกลางแก่เจ้าของ และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2558 อันเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ยกคำร้องของผู้ร้องสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นและชิงทรัพย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 และความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะ จำคุก 12 ปี กระทงหนึ่ง ฐานลักทรัพย์ผู้อื่น จำคุก 2 ปี อีกกระทงหนึ่ง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี คำให้การจำเลยทั้งสองชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามทุกกระทงความผิดไป เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี และ 1 ปี 4 เดือน ตามลำดับ รวมสองกระทงคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ใช้สายสะพายกระเป๋าของผู้ตายรัดคอผู้ตาย จากนั้นถอดเอาสร้อยคอทองคำและแหวนทองคำ 2 วง ของผู้ตายไป แล้วจำเลยที่ 2 นำสร้อยคอทองคำและแหวนทองคำดังกล่าวไปจำนำที่สถานธนานุบาลเทศบาลตำบลท่าม่วง ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนส่งศพผู้ตายไปตรวจที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ผลการตรวจปรากฏว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากสมองขาดอากาศจากการกดรัดบริเวณลำคอ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถือว่ามีเจตนาฆ่าผู้ตายเพื่อจุดประสงค์ในการชิงทรัพย์ของผู้ตายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและตามคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สาเหตุที่ผู้ตายถูกฆ่า น่าจะเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ล่อลวงผู้ตายไปยังที่เกิดเหตุเพื่อจะขายท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ไม่มี ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วยังหลอกให้ผู้ตายมาพบ ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประสงค์จะได้ทรัพย์สินของผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือว่าเจตนาฆ่าผู้ตายเพื่อจุดประสงค์ในการชิงทรัพย์ โจทก์มีพันตำรวจโทสมิตร พนักงานสอบสวนเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยที่ 1 อยากจะตบสั่งสอนผู้ตายที่เคยด่าว่าจำเลยที่ 1 จึงใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ติดต่อไปหาผู้ตายหลอกว่า มีท่อไอเสียรถจักรยานยนต์จะขายให้ เนื่องจากทราบว่าผู้ตายชอบและอยากได้ท่อไอเสียมาก ผู้ตายบอกว่าจะตามไปดู นัดพบกันที่บริเวณฟาร์มนากหญ้าร้าง (สวนป่า) จำเลยที่ 1 ชวนจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปด้วยกัน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ซ้อนท้าย เมื่อถึงที่นัดหมายรอสักครู่ ผู้ตายก็ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างมาตามนัด และถามจำเลยที่ 1 ว่าท่อไอเสียมาหรือยัง จำเลยที่ 1 ตอบว่า ให้ใจเย็น ๆ ผู้ตายจึงด่าจำเลยที่ 1 ว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ หลอกกูมารออีกแล้ว หลอกกูทำเหี้ยอะไร" จำเลยที่ 1 ได้ยินคำดังกล่าวจึงโมโห คว้าสายสะพายกระเป๋าหนังของผู้ตายรัดคอผู้ตายได้สักพักเมื่อเห็นว่า ผู้ตายอ่อนแรงแล้ว จึงถอดเอาสร้อยคอทองคำ 1 เส้น และแหวนทองคำ 2 วง ของผู้ตายออก แล้วตะโกนเรียกจำเลยที่ 2 ซึ่งขณะนั้นไปถ่ายปัสสาวะในป่าห่างประมาณ 3 ถึง 4 เมตร ให้มาถือสร้อยคอและแหวนดังกล่าวไว้ และจำเลยที่ 1 พูดกับผู้ตายว่า "กูไม่คิดจะทำอะไรมึงหรอก แค่อยากจะตบสั่งสอนมึงเท่านั้น กูก็รักมึง" ผู้ตายพูดว่า "ในกระเป๋ากูมีเงินอยู่อีกสี่ห้าพัน มึงอยากได้มึงก็เอาไป" จำเลยที่ 1 พูดว่า "กูไม่อยากได้ตังค์ของมึงหรอก" แต่แทนที่ผู้ตายจะพูดขอร้องไม่ให้ทำร้าย กลับด่าจำเลยที่ 1 อีกว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ พ่อมึงตาย แม่มึงตาย ไอ้เลว ไอ้ชั่ว" ทำให้จำเลยที่ 1 โมโหขึ้นมาอีก จึงใช้สายสะพายกระเป๋าหนังของผู้ตายรัดคอผู้ตายอีกครั้ง ซึ่งคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว มีรายละเอียดชัดเจน ยากที่จะแต่งเรื่องขึ้นเองโดยไม่มีมูลความจริง ทั้งเมื่อพิจารณาจากรายงานการตรวจศพ ก็ระบุเหตุตายว่า สมองขาดอากาศจากการกดรัดบริเวณลำคอ จึงสอดคล้องเชื่อมโยงกัน ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้สายสะพายกระเป๋าหนังของผู้ตายรัดคอผู้ตาย จนถึงแก่ความตายเป็นการฆ่าผู้ตายโดยเจตนา แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดอีกที่จะแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประสงค์ต่อทรัพย์สินของผู้ตายจึงล่อลวงผู้ตายไปที่เกิดเหตุเพื่อชิงทรัพย์ เมื่อไม่มีพยานหลักฐานให้เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ตระเตรียมมาแต่ต้นเพื่อชิงทรัพย์หรือวางแผนจะชิงทรัพย์ของผู้ตาย ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้ตายเพื่อจุดประสงค์ในการชิงทรัพย์ คงฟังได้เพียงว่า ผู้ตายทำให้จำเลยที่ 1 โมโห จำเลยที่ 1 จึงลงมือฆ่าผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วจำเลยที่ 1 จึงได้เอาทรัพย์ของผู้ตายไปบางส่วน กรณีเป็นการลักทรัพย์ที่มีเจตนาเกิดขึ้นหลังจากจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายแล้ว การกระทำจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายตามมาตรา 288 และความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ต่างกรรมต่างวาระ หาเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ของผู้ตายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและตามคำฟ้องของโจทก์ดังที่โจทก์ฎีกาไม่

ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่นั้น เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือตามคำฟ้องโจทก์นั้น ผลจึงเท่ากับโจทก์ฎีกาทำนองว่า ไม่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะอยู่ในตัว สำหรับปัญหานี้ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ได้ความว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะลงมือรัดคอผู้ตายครั้งแรก ผู้ตายด่าว่าจำเลยที่ 1 ว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ หลอกกูมารออีกแล้ว หลอกกูทำเหี้ยอะไร" ซึ่งคำด่าของผู้ตายเช่นนี้ เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เองที่หลอกผู้ตายมายังที่เกิดเหตุ และการที่จำเลยที่ 1 รัดคอผู้ตายครั้งที่ 2 แม้ผู้ตายจะด่าจำเลยที่ 1 ด้วยถ้อยคำรุนแรงขึ้นว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ พ่อมึงตาย แม่มึงตาย ไอ้เลว ไอ้ชั่ว" ก็มีสาเหตุจากจำเลยที่ 1 รัดคอผู้ตายครั้งที่ 1 และเอาสร้อยคอทองคำ 1 เส้น กับแหวนทองคำ 2 วง ของผู้ตายไป จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนทั้งสิ้น เมื่อผู้ตายด่าตอบโต้การกระทำของจำเลยที่ 1 มาเช่นนี้ จะถือเป็นเหตุว่าผู้ตายข่มเหงจำเลยที่ 1 อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมไม่ได้ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยบันดาลโทสะตามมาตรา 72

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และความผิดฐานลักทรัพย์ ตามมาตรา 334 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานฆ่าผู้ตาย จำคุก 15 ปี ฐานลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามทุกกระทงความผิดไป คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และ 1 ปี 4 เดือน ตามลำดับ รวม 2 กระทง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
ผู้ร้อง — นางน้อง สว่างเมฆ
จำเลย — นายจิรากรหรือกอล์ฟ คงสุวรรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายภาคภูมิ ปิยะตระภูมิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2908/2561
#623431
เปิดฉบับเต็ม

จ. ผู้เอาประกันภัย เช่าซื้อรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้มาจากธนาคาร ธ. หากรถยนต์สูญหายไปโจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ธนาคาร ธ. เจ้าของกรรมสิทธิ์และเป็นผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ส่วนเหตุที่กรมธรรม์ประกันภัยไม่ได้ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายรับประกันภัยของโจทก์หลงลืมระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ และยังคงยืนยันว่าผู้รับผลประโยชน์คือธนาคาร ธ. ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับ จ. มีข้อโต้แย้งกันในเรื่องที่โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ธนาคาร ธ. จึงฟังได้ว่า จ. ยินยอมให้โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ธนาคาร ธ. โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจประเภทศูนย์การค้าโดยแบ่งพื้นที่ภายในศูนย์การค้าให้บุคคลอื่นเช่าเพื่อทำการค้า และจัดให้มีพื้นที่จอดรถเพื่อความสะดวกของผู้เช่าพื้นที่และลูกค้าที่มาใช้บริการ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นผู้จำหน่ายสินค้าหรือให้บริการต่างๆ ให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 โดยตรง แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ประกอบกิจการเช่นว่าย่อมต้องให้ความสำคัญในด้านบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาคารและการใช้สถานที่ศูนย์การค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการในเรื่องของที่จอดรถซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งในการตัดสินใจของลูกค้าว่าจะเข้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการต่างๆภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งปัจจัยข้อนี้มีผลโดยตรงต่อจำนวนลูกค้าที่จะเข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้แจกบัตรจอดรถ ไม่เรียกเก็บค่าบริการจอดรถ บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ก็สามารถนำรถเข้าจอดได้ ไม่ต้องฝากกุญแจรถไว้กับพนักงานของจำเลยที่ 1 หรือพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 แต่เมื่อที่จอดรถเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการประกอบกิจการศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารสถานที่เป็นผู้ประกอบกิจการศูนย์การค้าขนาดใหญ่จึงต้องคำนึงถึงและมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยรถของลูกค้าที่มาซื้อสินค้าหรือใช้บริการตามสมควร มิใช่ปล่อยให้ลูกค้าผู้มาใช้บริการต้องเป็นฝ่ายระมัดระวังหรือเสี่ยงภัยเอาเองในระหว่างที่ซื้อสินค้าหรือใช้บริการต่างๆ ภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ได้ว่าจ้างให้ดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่และลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้า บริเวณทางเข้าและทางออกลานจอดรถไม่มีการมอบและคืนบัตรจอดรถ ไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอยู่ คงมีแต่เพียงกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้เพื่อบันทึกภาพรถเข้าและออก ซึ่งเห็นได้ว่าไม่สามารถป้องกัน ระงับ หรือยับยั้งการโจรกรรมรถยนต์ได้ เช่นนี้จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลย งดเว้น ไม่สอดส่อง ตรวจตรา ดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณลานจอดรถตามหน้าที่ตามสมควร เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ซึ่งจอดอยู่ในลานจอดรถศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 สูญหายไป อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย

สำหรับจำเลยที่ 2 ได้ความตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย ข้อ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ทำการรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ณ อาคารศูนย์การค้า ซ. แต่สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยและเอกสารแนบท้ายหาได้ระบุให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินตลอดจนรถยนต์ของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดไม่ แม้ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 จะทำให้เข้าใจได้ว่ามีการดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินรวมถึงรถยนต์ของลูกค้าด้วย แต่ความเข้าใจของลูกค้าหรือผู้มาใช้บริการเช่นว่าไม่มีผลเป็นการก่อให้เกิดหน้าที่แก่จำเลยที่ 2 เกินไปกว่าที่ระบุไว้ในสัญญา จึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาว่าจ้างดูแลรักษาความปลอดภัยโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายไป จำเลยที่ 2 จึงหาจำต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 860,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 850,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 860,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 850,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 ธันวาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2557 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ชศ 1717 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายจตุพงศ์ ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 สิ้นสุดวันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 ตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยนายจตุพงศ์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวมาจากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ โดยแบ่งพื้นที่ให้บุคคลเช่าประกอบการค้า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการให้บริการรักษาความปลอดภัย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ทำการรักษาความปลอดภัยศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2557 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา นายจตุพงศ์ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเข้าไปจอดที่ลานจอดรถศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 เพื่อใช้บริการภายในศูนย์การค้าดังกล่าว โดยอ้างว่าเมื่อกลับมาที่จอดรถปรากฏว่ารถยนต์คันดังกล่าวสูญหายไปแล้ว โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์สูญหายจำนวน 850,000 บาท ให้แก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์รับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า กรมธรรม์ประกันภัยไม่ได้ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้ จึงต้องถือว่านายจตุพงศ์ ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับผลประโยชน์ โจทก์ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายจตุพงศ์ ไม่ใช่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เจ้าของกรรมสิทธิ์ เว้นแต่ ผู้เอาประกันภัยจะให้ความยินยอม โจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงว่านายจตุพงศ์ยินยอมให้ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับผลประโยชน์แทน นั้น เห็นว่า โจทก์มีนายธงชัย เป็นพยานเบิกความถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจตุพงศ์กับธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ว่า นายจตุพงศ์ ผู้เอาประกันภัย เช่าซื้อรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้มาจากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) หากรถยนต์สูญหายไปโจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เจ้าของกรรมสิทธิ์และเป็นผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย สอดคล้องกับที่ระบุในสำเนารายการจดทะเบียนว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ นายจตุพงศ์เป็นผู้ครอบครอง ตามสัญญาเช่าซื้อลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 กับที่นายจตุพงศ์ให้ถ้อยคำไว้ตามบันทึกถ้อยคำผู้เอาประกันภัย ส่วนเหตุที่กรมธรรม์ประกันภัยไม่ได้ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ นายธงชัยก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านอธิบายว่า เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายรับประกันภัยหลงลืมระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ และยังคงยืนยันว่าผู้รับผลประโยชน์คือธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าว แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานมาแสดงว่านายจตุพงศ์ ผู้เอาประกันภัยยินยอมให้ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับผลประโยชน์แทน แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับนายจตุพงศ์มีข้อโต้แย้งกันในเรื่องที่โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) แต่อย่างใด ทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่นำสืบพยานหลักฐานในเรื่องนี้หักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น เช่นนี้จึงฟังได้ว่านายจตุพงศ์ยินยอมให้โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ของลูกค้าที่จอดในลานจอดรถของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยระบุไว้อย่างชัดเจน และพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้แสดงพฤติการณ์ใดที่จะทำให้ลูกค้าที่นำรถยนต์เข้ามาจอดในลานจอดรถเข้าใจว่าจะดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ให้แต่อย่างใด นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจประเภทศูนย์การค้าโดยแบ่งพื้นที่ภายในศูนย์การค้าให้บุคคลอื่นเช่าเพื่อทำการค้า และจัดให้มีพื้นที่จอดรถเพื่อความสะดวกของผู้เช่าพื้นที่และลูกค้าที่มาใช้บริการ ตามที่นายอรุชา ลูกจ้างจำเลยที่ 1 เบิกความ และนายทวี พยานจำเลยทั้งสองอีกปากหนึ่งก็เบิกความว่า ศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 มีที่จอดรถในอาคารประมาณ 2,900 คัน มีที่จอดรถภายนอกอาคารประมาณ 1,400 คัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ลักษณะทำนองเดียวกับห้างสรรพสินค้า แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นผู้จำหน่ายสินค้าหรือให้บริการต่างๆ ให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 โดยตรง แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ประกอบกิจการเช่นว่าย่อมต้องให้ความสำคัญในด้านบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาคารและการใช้สถานที่ศูนย์การค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการในเรื่องของที่จอดรถซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งในการตัดสินใจของลูกค้าว่าจะเข้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการต่างๆภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 หรือไม่อย่างไร ซึ่งปัจจัยข้อนี้มีผลโดยตรงต่อจำนวนลูกค้าที่จะเข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้แจกบัตรจอดรถ ไม่เรียกเก็บค่าบริการจอดรถ บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ก็สามารถนำรถเข้าจอดได้ ไม่ต้องฝากกุญแจรถไว้กับพนักงานของจำเลยที่ 1 หรือพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 แต่เมื่อที่จอดรถเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการประกอบกิจการศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 ตามที่วินิจฉัยมาข้างต้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารสถานที่เป็นผู้ประกอบกิจการศูนย์การค้าขนาดใหญ่จึงต้องคำนึงถึงและมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยรถของลูกค้าที่มาซื้อสินค้าหรือใช้บริการตามสมควร มิใช่ปล่อยให้ลูกค้าผู้มาใช้บริการต้องเป็นฝ่ายระมัดระวังหรือเสี่ยงภัยเอาเองในระหว่างที่ซื้อสินค้าหรือใช้บริการต่างๆ ภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ได้ว่าจ้างให้ดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของผู้เช่าพื้นที่และลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้า บริเวณทางเข้าและทางออกลานจอดรถไม่มีการมอบและคืนบัตรจอดรถ ไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอยู่ คงมีแต่เพียงกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้เพื่อบันทึกภาพรถเข้าและออก ซึ่งเห็นได้ว่าไม่สามารถป้องกัน ระงับหรือยับยั้งการโจรกรรมรถยนต์ได้ เช่นนี้จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลย งดเว้นไม่สอดส่อง ตรวจตรา ดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณลานจอดรถตามหน้าที่ตามสมควร เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ซึ่งจอดอยู่ในลานจอดรถศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 สูญหายไป อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย สำหรับจำเลยที่ 2 ได้ความตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย ข้อ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ทำการรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ณ อาคารศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับงานจ้างตามเอกสารแนบท้าย ซึ่งเอกสารแนบท้ายระบุถึงหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัยและวิธีป้องกันเมื่อเกิดเหตุร้ายไว้หลายประการ เช่น ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับทรัพย์สินของหน่วยงานภายในเขตรับผิดชอบตามจุดที่กำหนดไว้ ทำหน้าที่ให้บริการลูกค้าในการให้ข้อมูลต่าง ๆ ภายในอาคาร และให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าในด้านอื่น ๆ ตามสมควร และในกรณีที่เกิดมีคนร้ายบุกรุกหรือลอบเข้ามาเพื่อทำการโจรกรรมหรือลักขโมยทรัพย์สินของทางอาคารของจำเลยที่ 1 จะต้องควบคุมตัวไว้แล้วนำส่งเจ้าพนักงานตำรวจ ในกรณีตรวจพบสิ่งผิดปกติหรือข้อบกพร่องเกี่ยวกับเครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ของทางอาคารพนักงานรักษาความปลอดภัยจะต้องแจ้งให้หัวหน้าแผนกหรือผู้รับผิดชอบทราบทันทีเพื่อป้องกันความสูญหาย หรือการเสียหายโดยเฉพาะในยามวิกาลจะต้องตรวจตราเป็นพิเศษตรวจค้นบุคคลหรือพนักงานที่มีพฤติกรรมที่น่าสงสัยช่วยเหลือหรือำนวยความสะดวกแก่เจ้าหนี้ที่ฝ่ายบริหารเกี่ยวกับการป้องกันการรบกวนหรือก่อกวนจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลภายนอก ตลอดจนป้องกันการก่อวินาศภัยทุกชนิดภายในเขตที่รับผิดชอบโดยจะจัดเตรียมกำลังพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาเป็นต้น ส่วนสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย ข้อ 19 ที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 ต้องออกคำสั่งหรือวางระเบียบให้บริวารของจำเลยที่ 1 หรือลูกค้าของจำเลยที่ 1 ที่เข้ามาใช้บริการ หรือทำธุรกิจกับจำเลยที่ 1 ยินยอมให้พนักงานรักษาความปลอดภัยทำการตรวจค้นตัว และยานพาหนะนั้น ก็เป็นเพียงวิธีหรือมาตรการในการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญา แต่สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยและเอกสารแนบท้ายหาได้ระบุให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินตลอดจนรถยนต์ของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดไม่ แม้ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 จะทำให้เข้าใจได้ว่ามีการดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินรวมถึงรถยนต์ของลูกค้าด้วย แต่ความเข้าใจของลูกค้าหรือผู้มาใช้บริการเช่นว่าไม่มีผลเป็นการก่อให้เกิดหน้าที่แก่จำเลยที่ 2 เกินไปกว่าที่ระบุไว้ในสัญญา เช่นนี้จึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาว่าจ้างดูแลรักษาความปลอดภัยโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายไป จำเลยที่ 2 จึงหาจำต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายจารุพจน์ คำคล้าย
ศาลอุทธรณ์ — นายชวิน อยู่เปนสุข
ชื่อองค์คณะ
อุดม วัตตธรรม
ทวี ประจวบลาภ
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2871/2561
#622493
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 ห้ามมิให้จัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนเว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน จำเลยได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ณ สถานที่ตั้งตามใบอนุญาต แต่จำเลยกลับไปประกอบการที่อีกสถานที่หนึ่งยอมเป็นการจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวิดีทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง, 82

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 53, 82

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง, 82 ปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับข้อเท็จจริงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 75,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ประเภทเกม โดยมีชื่อร้านวีดิทัศน์เป็นภาษาไทยว่า ร้าน บีบี.คิว อินเตอร์เน็ต ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 3 ตำบลหินโงม อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย โดยมีเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในการให้บริการจำนวนไม่เกิน 20 ชุด ใบอนุญาตออกวันที่ 10 กันยายน 2557 และสิ้นอายุวันที่ 9 กันยายน 2562 ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องซึ่งอยู่ในระหว่างจำเลยได้รับใบอนุญาต จำเลยจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ด้วยการจัดสถานที่ให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในการฉาย เล่น หรือดูวีดิทัศน์ ณ บ้านเลขที่ 129/13 หมู่ที่ 13 ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ประเภทเกม ที่บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 3 ตำบลหินโงม อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย แต่ไปประกอบกิจการตามที่ได้รับใบอนุญาตที่บ้านเลขที่ 129/13 หมู่ที่ 13 ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย นั้น เป็นการจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ประเภทเกม ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง แล้ว ที่จำเลยไปประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ที่บ้านเลขที่ 129/13 หมู่ที่ 13 ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย จึงเป็นเพียงกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 57 ประกอบมาตรา 42 ซึ่งมีโทษทางปกครองตามมาตรา 69 เท่านั้น การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดอาญาตามฟ้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 57 บัญญัติให้นำความในมาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 42 มาใช้บังคับแก่การประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยอนุโลม โดยมาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ที่จะขออนุญาตประกอบกิจการตามมาตรา 37 หรือมาตรา 38 ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (1) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ (2) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี (3) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (4) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา (5) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตตามมาตรา 37 หรือมาตรา 38 (6) ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา 37 หรือมาตรา 38 เว้นแต่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตและเวลาได้ล่วงพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี" มาตรา 41 บัญญัติว่า "ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา 37 และมาตรา 38 ต้องแสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบกิจการ" มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าใบอนุญาตสูญหาย ถูกทำลาย หรือบกพร่องในสาระสำคัญ ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งต่อนายทะเบียนและยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบถึงกรณีดังกล่าว" และวรรคสองบัญญัติว่า "การขอใบแทนใบอนุญาตและการออกใบแทนใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" จากบทบัญญัติของมาตรา 39 ดังกล่าวแสดงว่ากฎหมายมีจุดประสงค์ในการกำหนดคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นสำคัญด้วย และนอกจากกฎหมายจะกำหนดคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์แล้ว มาตรา 53 วรรคสองและวรรคสาม ของพระราชบัญญัติดังกล่าวยังบัญญัติหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตให้เป็นไปตามกฎกระทรวง และมาตรา 53 วรรคห้า บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน การออกกฎกระทรวงตามวรรคสามจะกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอาคารหรือสถานที่ตั้งของร้านวีดิทัศน์ด้วยก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่ากฎหมายมีวัตถุประสงค์ที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ให้สถานที่ประกอบกิจการเป็นสาระสำคัญในการขอใบอนุญาตเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งกรณีนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตและการประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ พ.ศ.2552 กำหนดหลักเกณฑ์การขอใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต และการประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ โดยกำหนดวิธีการ คุณสมบัติ ขอบเขตการขอใบอนุญาต การออกใบอนุญาต และการต่ออายุใบอนุญาตไว้ในหมวด 1 และหมวดที่ 2 อันเป็นการยืนยันว่าสถานที่ตั้งที่ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ก็เป็นสาระสำคัญของการพิจารณาออกใบอนุญาตด้วยโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่าคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาต ดังนั้นผู้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ที่ได้รับใบอนุญาตแล้วจะต้องประกอบกิจการยังสถานที่ที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น ผู้ได้รับใบอนุญาตหาก่อให้เกิดสิทธิในการนำใบอนุญาตไปใช้ประกอบกิจการยังสถานที่อื่นใดได้ตามอำเภอใจ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เมื่อสถานประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์เป็นสาระสำคัญในการออกใบอนุญาต หากผู้ประกอบการใดประสงค์จะย้ายสถานประกอบการไปยังสถานที่แห่งใหม่ก็ต้องดำเนินขอรับใบอนุญาตฉบับใหม่จากนายทะเบียนเท่านั้น ส่วนบทบัญญัติมาตรา 57 ที่ให้นำความในมาตรา 41 และมาตรา 42 มาใช้บังคับแก่การประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยอนุโลม นั้น มาตรา 41 บัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ต้องแสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบกิจการ ส่วนมาตรา 42 ให้ผู้ประกอบการกรณีใบอนุญาตสูญหาย ถูกทำลาย หรือบกพร่องในสาระสำคัญ เช่น เลขที่ลบเลือน ไม่ปรากฏชื่อผู้ขออนุญาต ชื่อร้านที่ประกอบกิจการ วันที่ได้รับอนุญาต หรือมีการพิมพ์ผิดพลาด ก็ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตแจ้งต่อนายทะเบียนเพื่อยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตภายในสิบห้าวันเท่านั้น ส่วนกรณีของจำเลยก็มิใช่เป็นกรณีใบอนุญาตสูญหาย ถูกทำลาย หรือบกพร่องในสาระสำคัญ ตามความในมาตรา 42 ตามที่มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ให้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามที่จำเลยฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 53 วรรคหนึ่ง ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นางสาวภาลิตา วรินทรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายสมเด็จ จุลราช
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชวลิต ยงพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2869/2561
#620429
เปิดฉบับเต็ม

คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้จะอยู่ในชั้นตรวจคำฟ้อง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดี ถือว่าเป็นการอุทธรณ์ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดย่อมเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า หากโจทก์จะฎีกาต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ ไม่อาจนำบทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับได้ การที่อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองฎีกาของโจทก์ว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย เป็นการรับรองให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 มิใช่การยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา เมื่อโจทก์ยื่นฎีกาโดยมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาของโจทก์ไว้วินิจฉัย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7104/2551 ของศาลจังหวัดพัทยา และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2701/2551 ของศาลจังหวัดชลบุรี

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยอยู่ที่จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรี ยากที่จำเลยจะนำสืบพิสูจน์ต่อสู้คดี ทั้งการดำเนินคดีอาจล่าช้าและไม่สะดวก จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ด้วยการจัดหาและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเป็นการฟ้องคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้จะอยู่ในชั้นตรวจคำฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์โดยมิได้มีการวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำความผิดก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดี ถือว่าเป็นการอุทธรณ์ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดย่อมอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 15 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ และมาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องของโจทก์แล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นย่อมเป็นที่สุด หากโจทก์จะฎีกาต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ ไม่อาจนำบทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับได้ การที่อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองฎีกาของโจทก์ว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย เป็นการรับรองให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 มิใช่การยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา เมื่อโจทก์ยื่นฎีกาโดยมิได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาของโจทก์ไว้วินิจฉัย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายไกรฤกษ์หรือโหน่ง นาคปฐม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายนัฐพงศ์ พิริยะสถิต
ศาลอุทธรณ์ — นายนิรันดร์ อนรรฆมณีกุล
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2854/2561
#623434
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันและแบ่งสินสมรส ประเด็นในคดีก่อนมีว่า มีเหตุหย่าหรือไม่ หากศาลพิพากษาให้หย่า จึงจะมีการแบ่งสินสมรสว่ามีทรัพย์สินใดที่เป็นสินสมรส เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่มีเหตุหย่า จึงไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้แยกสินสมรสและให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า มีเหตุให้แยกสินสมรสหรือไม่ และจำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่ และสินสมรสที่ต้องแยกได้แก่ทรัพย์สินใด ประเด็นแห่งคดีนี้และประเด็นคดีก่อนจึงต่างกัน แม้ทรัพย์สินที่อ้างตามฟ้องคดีนี้จะเป็นทรัพย์สินตามฟ้องกับคดีก่อน แต่เมื่อคดีก่อนศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่ ต้องแบ่ง จึงถือไม่ได้ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เกี่ยวกับสินสมรสเป็นประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน

โจทก์ฟ้องขอให้แยกสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย เดิมโจทก์และจำเลยประกอบกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด น. และต่อมาจดทะเบียนเลิกห้าง และจัดตั้งบริษัท อ. โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์และจำเลยจะไม่ใช้อำนาจบริหารกิจการบริษัท อ. แต่ให้ อ. บุตรชายของโจทก์และจำเลยเป็นผู้บริหารแทน กิจการโรงงานเป็นของบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก หาใช่สินสมรสไม่ ทั้งคดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยและคดีถึงที่สุดโดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัท อ. เนื่องจากโจทก์ติดการพนันและมีปัญหาหนี้สิน โจทก์จะไม่เกี่ยวข้องเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการผู้มีอำนาจ และโจทก์เคยทำลายทรัพย์สินของบริษัทจนถูกห้ามเข้าบริษัท ข้อเท็จจริงในคดีก่อนจึงผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีนี้ ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบกับโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องหลังจากคดีก่อนถึงที่สุดเพียง 4 เดือน บ่งชี้ถึงความไม่สุจริตของโจทก์ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยขัดขวางการจัดการสินสมรสของโจทก์

บริษัท อ. และ บริษัท ซ. มีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบุคคลอื่นและผู้ถือหุ้น มีสิทธิและหน้าที่ต่างๆ เป็นของตนเอง การดำเนินกิจการต่างๆ เป็นอำนาจหน้าที่กรรมการบริษัทภายในขอบอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับจัดตั้ง กิจการบริษัททั้งสองรวมทั้งทรัพย์สินของบริษัทหาใช่สินสมรสไม่ แต่เป็นของบริษัทภายใต้การดำเนินกิจการของบริษัท หากจะเกิดความเสียหายหรือเกิดความหายนะ ก็เป็นเรื่องที่กรรมการบริษัทจะรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 กรณีจึงไม่มีเหตุแยกสินสมรส

โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ แต่ข้อตกลงของโจทก์และจำเลยคือ ให้ อ. บุตรชาย นำรายได้ของบริษัทส่วนหนึ่งมาจ่ายเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และจำเลยคนละ 300,000 บาท ซึ่งค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่โจทก์ฟ้องเป็นของบริษัทที่นำมาจ่ายให้โจทก์และจำเลยเมื่อมีกำไร หาใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่คู่สมรสต้องอุปการะเลี้ยงดูตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง อันจะถือเป็นเหตุให้แยกสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1484 (2) ไม่ ทั้งบริษัท อ. ถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย จึงมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่มีรายได้ที่จะนำมาชำระค่าเลี้ยงดูโจทก์และจำเลยได้ ดังนี้จะถือว่าจำเลยผิดข้อตกลงหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งแยกสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยในส่วนของกิจการโรงงานนำชัย ประพนพจน์หรือนำชัย และกิจการบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด ให้ตกได้แก่โจทก์ ส่วนกิจการบริษัทซิงกูลลาร์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ให้ตกได้แก่จำเลย ให้นำเงินรายได้จากการประกอบกิจการทั้งสามแห่งรวมถึงทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ได้มาก่อนศาลมีคำพิพากษาแยกสินสมรสมาแบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลยคนละกึ่งหนึ่งเท่า ๆ กัน ให้นำทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์มาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถแบ่งแยกได้ ให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จำนวน 303,307,929.50 บาท ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยคงค้างชำระจำนวน 9,600,000 บาท ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยนำรายได้จากกิจการอันเป็นสินสมรสมาชำระเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ในอัตราเดือนละ 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งให้แยกสินสมรส ตลอดจนขอให้ศาลแจ้งคำพิพากษาไปยังนายทะเบียนเพื่อจดแจ้งไว้ในทะเบียนสมรสต่อไป หรือใช้คำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยคงค้างชำระแก่โจทก์จำนวน 9,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 กันยายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความให้ 200,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่าโจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2521 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นายอณาฆินทร์ นายอัครินทร์ และนางดารา เดิมโจทก์ประกอบธุรกิจผลิตเส้นบะหมี่และใบห่อเกี๊ยวซึ่งตกทอดมาจากบิดามารดาโดยโจทก์จดทะเบียนในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัดนำชัยอุตสาหกรรม จำกัด เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2520 ใช้เครื่องหมายการค้า "นำชัย" และ "รูปเป็ดกกไข่" โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงาน โจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจนกระทั่งวันที่ 25 กันยายน 2529 ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการจากโจทก์เป็นจำเลย ต่อมาปี 2543 ห้างหุ้นส่วนจำกัดนำชัยอุตสาหกรรมอาหารมีปัญหาขาดทุน จึงจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด แล้วจดทะเบียนตั้งบริษัท อาหารนำไทยพัฒนา จำกัด เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2543 โดยโจทก์มิได้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นเลย วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยจดทะเบียนตั้งบริษัทซิงกูลลาร์ เวิลด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการติดตั้ง ซื้อขายอุปกรณ์โทรคมนาคมพร้อมทั้งติดตั้งเครือข่ายสายโทรคมนาคม ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม และ 25 กันยายน 2549 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ซิงกูลลาร์ เวิลด์ จำกัด และบริษัทซิงกูลลาร์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ตามลำดับ โดยโจทก์มีชื่อถือหุ้นในบริษัทนี้ด้วย เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าและแบ่งสินสมรส จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาโจทก์ร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 200,000 บาท นับแต่วันฟ้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 หลังจากนั้นศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน รายละเอียดคดีก่อนปรากฏตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1779/2553 หมายเลขแดงที่ 1953/2555 ของศาลชั้นต้นที่ผูกรวมสำนวนคดีนี้ โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวด้วย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์เดือนละ 300,000 บาท นับแต่วันมีคำสั่ง (วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555) เป็นต้นไป จำเลยไม่เคยชำระเงินตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเลยนอกจากนี้ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น กรมสรรพากรยื่นฟ้องบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด เป็นจำเลยต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย ต่อมาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัทอาหารนำไทยพัฒนา เด็ดขาด โดยประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 ตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1553/2558 ของศาลล้มละลายกลาง

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1953/2555 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันและแบ่งสินสมรส ประเด็นในคดีก่อนมีว่ามีเหตุหย่าหรือไม่ หากศาลพิพากษาให้หย่าจึงจะมีการแบ่งสินสมรสกันว่ามีทรัพย์สินใดที่เป็นสินสมรส เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่มีเหตุหย่า จึงไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่ง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้แยกสินสมรสและให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่ามีเหตุให้แยกสินสมรสหรือไม่ และจำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่ และสินสมรสที่ต้องแยกได้แก่ทรัพย์สินใด ประเด็นแห่งคดีนี้และประเด็นแห่งคดีก่อนจึงต่างกัน แม้ทรัพย์สินที่อ้างตามฟ้องคดีนี้จะเป็นทรัพย์สินตามฟ้องกับคดีก่อน แต่เมื่อคดีก่อนศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่ง จึงถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เกี่ยวกับสินสมรสเป็นประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1953/2555 ของศาลชั้นต้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยตามปัญหาประการแรกฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยขัดขวางการจัดการสินสมรสของโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องอันเป็นเหตุขอให้แยกสินสมรส แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ย้อนสำนวน ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า เดิมโจทก์จำเลยประกอบกิจการโรงงานผลิตเส้นบะหมี่และใบห่อเกี๊ยวในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดนำชัยอุตสาหกรรม ต่อมาได้จดทะเบียนเลิกห้างเมื่อปี 2543 เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับหนี้ภาษีอากร แล้วจัดตั้งบริษัทอาหารนำไทยพัฒนาจำกัด ซึ่งมีข้อตกลงว่าโจทก์และจำเลยจะไม่ใช้อำนาจบริหารกิจการแต่ให้นายอัครินทร์ บุตรชายคนที่สองของโจทก์และจำเลยเป็นผู้บริหาร นอกจากนี้กิจการโรงงานผลิตเส้นหมี่และใบห่อเกี๊ยวเป็นของบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก หาใช่สินสมรสไม่ ยิ่งกว่านั้นในคดีก่อน (คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1953/2555) ที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (คดีหมายเลขแดงที่ 22913/2556) ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556 ที่อ่านให้โจทก์และจำเลยฟังเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2557 โดยศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ในการก่อตั้งบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด โจทก์จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเนื่องจากโจทก์ติดการพนันและมีปัญหาหนี้สิน โจทก์จะไม่เกี่ยวข้องเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการผู้มีอำนาจ ภายหลังโจทก์ก่อเรื่องทำลายทรัพย์สินของบริษัท จนกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการต้องมีคำสั่งห้ามโจทก์เข้าบริษัทและมีการร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญากับโจทก์ แต่ภายหลังได้ถอนฟ้อง ข้อเท็จจริงในคดีก่อนจึงผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบกับโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2557 ภายหลังคดีก่อนถึงที่สุดเพียง 4 เดือน บ่งชี้ความไม่สุจริตของโจทก์ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยขัดขวางการจัดการสินสมรสของโจทก์ ฎีกาของโจทก์ตามปัญหาประการที่สองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายถึงขนาดและพฤติการณ์ปรากฏว่าจะทำความหายนะแก่สินสมรสหรือไม่ สำหรับปัญหาข้อนี้ที่โจทก์อ้างว่าเป็นสินสมรสคือกิจการของบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด และบริษัทซิงกูลลาร์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด นั้น เห็นว่า บริษัททั้งสองแห่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบุคคลอื่นและผู้ถือหุ้น มีสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ เป็นของตนเอง การดำเนินกิจการต่าง ๆ เป็นอำนาจหน้าที่กรรมการบริษัทภายในขอบอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับจัดตั้ง ดังนั้น กิจการของบริษัททั้งสองรวมทั้งทรัพย์สินของบริษัทซึ่งมีโรงงานผลิตเส้นหมี่และใบห่อเกี๊ยวรวมอยู่ด้วย หาใช่สินสมรสไม่ แต่เป็นของบริษัททั้งสองภายใต้การดำเนินกิจการของกรรมการบริษัท หากจะเกิดความเสียหายหรือเกิดความหายนะ ก็เป็นเรื่องที่กรรมการบริษัทจะรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 กรณีจึงไม่มีเหตุแยกสินสมรสตามปัญหาประการที่สาม ฎีกาของโจทก์ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ อันเป็นเหตุขอให้แยกสินสมรสหรือไม่ และปัญหาประการที่ห้าตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกันในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูตามปัญหาดังกล่าวเดือนละ 300,000 บาท ที่โจทก์อ้างนี้ เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยกับนายอัครินทร์ บุตรของโจทก์และจำเลย ในการเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดนำชัยอุตสาหกรรม เนื่องจากมีปัญหาหนี้เกี่ยวกับภาษีอากร แล้วจัดตั้งบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด โดยโจทก์จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะก่อปัญหาหนี้สินและติดการพนันดังกล่าวมาแล้วในปัญหาประการที่สอง แต่ให้นายอัครินทร์นำรายได้ของบริษัทดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจ่ายเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และจำเลยคนละ 300,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับตลอดมา จนกระทั่งโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยในคดีก่อน จึงไม่มีการจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่โจทก์ เห็นว่า เงินค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่โจทก์ฟ้องเป็นของบริษัทที่นำมาจ่ายให้แก่โจทก์และจำเลยเมื่อมีกำไร หาใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่คู่สมรสต้องอุปการะเลี้ยงดู ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตา 1461 วรรคสอง อันจะถือเป็นเหตุให้แยกสินสมรสตามมาตรา 1484 (2) ไม่ นอกจากนี้ยังได้ความตามราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2558 และวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 ว่า บริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด ถูกกรมสรรพากรฟ้องต่อศาลล้มละลายกลางให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 และพิพากษาให้ล้มละลาย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 ตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล. 1557/2558 จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่า บริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่มีรายได้ที่จะนำมาชำระค่าเลี้ยงดูโจทก์และจำเลยดังที่ตกลง ทั้งได้ความว่าจำเลยมีหนี้สินจำนวนมาก ดังนี้จะถือว่าจำเลยผิดข้อตกลงหาได้ไม่ ฎีกาของโจทก์ตามปัญหาประการที่สี่ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยตามปัญหาประการที่ห้าฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอบังคับให้แยกสินสมรสและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู จึงเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ สำหรับคำขอให้แยกสินสมรสซึ่งต้องชำระค่าขึ้นศาลในแต่ละชั้นศาลเพียง 200 บาท และเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ในส่วนคำขอให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู แต่คดีนี้เป็นคดีครอบครัวซึ่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติให้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยให้การในส่วนสินสมรสที่โจทก์ขอแยกว่า กิจการของบริษัททั้งสองแห่งไม่ใช่สินสมรสแต่เป็นของบริษัททั้งสองแห่งไม่ถือว่าเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ ส่วนเครื่องประดับเป็นของใช้ส่วนตัวเป็นสินส่วนตัวและมีไม่ถึงตามที่โจทก์อ้าง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เฉพาะส่วนนี้เพียงกึ่งหนึ่ง คิดเป็นทุนทรัพย์ 86,890,000 บาท ซึ่งจะต้องชำระค่าขึ้นศาลเพียง 236,890 บาท โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 453,308 บาท ชั้นอุทธรณ์และฎีกาชั้นละ 453,307 บาท จึงเกินมาจากที่ต้องชำระ จึงเห็นสมควรคืนให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลส่วนที่โจทก์ชำระเกินมาโดยให้คงเหลือไว้ชั้นศาลละ 236,890 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1169 ม. 1461 วรรคสอง ม. 1484 (2)
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น.
จำเลย — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายสุเพียร จึงเกรียงไกร
ศาลอุทธรณ์ — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
บุญมี ฐิตะศิริ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2828/2561
#623425
เปิดฉบับเต็ม

แม้เครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้จะแบ่งออกได้เป็น 2 ภาคส่วน สำหรับภาคส่วนคำว่า "DULUX" นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องการมีลักษณะบ่งเฉพาะในตนเองแล้วของคำดังกล่าว ส่วนภาคส่วนคำว่า "INSPIRE" นั้นแม้จะเป็นคำภาษาต่างประเทศแต่ก็เป็นคำธรรมดาทั่วไปที่ปรากฏความหมายของคำตามพจนานุกรมว่าคำว่า "INSPIRE" มีความหมายหนึ่งว่า กระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม แต่คำภาษาต่างประเทศที่มีความหมายตามพจนานุกรมจะเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเพราะเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าความหมายของคำที่ประกอบเป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวทำให้ผู้ใช้สินค้าสามารถทราบได้ทันทีหรือไม่ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่เกี่ยวข้องกับสินค้าใด หากเป็นเครื่องหมายซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเป็นการบรรยายถึงลักษณะของสินค้าซึ่งทำให้ผู้ใช้สินค้าสามารถทราบได้ทันทีว่าเป็นเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าใด จึงจะถือว่าเป็นเครื่องหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง ในขณะที่เครื่องหมายที่มีความหมายเป็นการบรรยายถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นทางอ้อม ผู้ใช้สินค้าต้องใช้ความคิดและจินตนาการหรือแปลความหมายที่ซ้ำซ้อนกันนั้นอีกชั้นหนึ่งก่อนจึงจะรู้ว่าเป็นเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าใด แม้อาจเป็นเครื่องหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าก็เป็นไปโดยทางอ้อม หาใช่เป็นเครื่องหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรงไม่ เมื่อพิจารณาความหมายของคำว่า "INSPIRE" ที่ปรากฏตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบกล่าวอ้างดังกล่าว คือ กระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม ประกอบกับรายการสินค้าที่โจทก์นำคำว่า "INSPIRE" ไปใช้ คือ สีทา สีทาด้วยลูกกลิ้ง สีพ่น น้ำมันชักเงา แลกเกอร์ สารทำให้แห้ง ทินเนอร์ และสารทำให้เกิดสี ซึ่งทั้งหมดใช้เป็นสารเติมใส่แลกเกอร์ สารกันสนิม สารป้องกันการเสื่อมสภาพของไม้ สารที่เตรียมขึ้นใช้ทารองพื้นในลักษณะของสี สีแต้ม/ย้อมไม้ ยางเรซินธรรมชาติ(ยางมัสติก) สีโป๊ว สี น้ำมันชักเงา หรือแลกเกอร์ในลักษณะแผ่นปะติดที่สามารถย้ายตำแหน่งใหม่ได้ คำว่า "INSPIRE" ดังกล่าวไม่ได้มีความหมายที่บ่งบอกถึงคุณสมบัติของสินค้าของโจทก์โดยตรงว่าเป็นสินค้าที่เมื่อผู้บริโภคใช้แล้วจะเกิดการกระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้แต่อย่างใด ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า คำว่า "INSPIRE" เมื่อนำมาใช้กับรายการสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนดังกล่าวแล้วจะทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้เป็นสินค้าที่ยอดเยี่ยมนั้น เป็นการใช้จินตนาการเกินเลยไปกว่าความหมายที่ปรากฏของคำดังกล่าว และแม้คำดังกล่าวจะเป็นคำที่โน้มน้าวจูงใจให้สาธารณชนทั่วไปเข้าใจ ใช้ความคิดจินตนาการต่อเนื่องกันไปได้ว่า สินค้าที่โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะเป็นสินค้าที่กระตุ้นหรือมีอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ ก็เป็นการใช้จินตนาการตีความหมายถ้อยคำที่ซับซ้อนให้โยงเกี่ยวข้องถึงสินค้าในทางอ้อม มิได้เป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรง คำว่า "INSPIRE" จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะแล้ว เมื่อนำคำว่า "INSPIRE" มาใช้ประกอบกับคำว่า "DULUX" เป็นเครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ในลักษณะที่ไม่มีคำใดเป็นจุดเด่นกว่าคำใด ทั้งสองคำจึงเป็นภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย แม้คำว่า "INSPIRE" จะเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย แต่เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าคำดังกล่าวเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะเครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" จึงมิใช่เครื่องหมายการค้าที่มีเครื่องหมายส่วนหนึ่งส่วนใดอันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียน และเมื่อคำว่า "INSPIRE" เป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าคำว่า "INSPIRE" เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จึงไม่จำต้องให้โจทก์แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "INSPIRE" ของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ตามคำขอจดทะเบียนคำขอนี้ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้หรือไม่อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้า "DULUX INSPIRE" ตามคำขอเลขที่ 796011 มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้โดยโจทก์ไม่ต้องแสดงการปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของโจทก์แต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "INSPIRE" และกรณีไม่อาจปฏิเสธการรับจดทะเบียนคำขอเลขที่ 796011 ทั้งคำขอ กับให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0704/4221 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 780/2557 และให้จำเลยทั้งสองหรือนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 796011 ตามกฎหมายต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0704/4221 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 780/2557 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "DELUX INSPIRE" (ที่ถูก "DULUX INSPIRE") ของโจทก์ ตามคำขอเลขที่ 796011 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายเนเธอร์แลนด์และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX" และ "DULUX" ประกอบกับคำอื่น ๆ โดยโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ในประเทศไทยแล้วตั้งแต่ปี 2491 เป็นต้นมา เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 2 รายการสินค้า สีทา สีทาด้วยลูกกลิ้ง สีพ่น น้ำมันชักเงา แลกเกอร์ สารทำให้แห้ง ทินเนอร์และสารทำให้เกิดสีซึ่งทั้งหมดใช้เป็นสารเติมใส่สี สารทำให้แห้ง ทินเนอร์ และสารทำให้เกิดสีซึ่งทั้งหมดใช้เป็นสารเติมใส่น้ำมันชักเงา สารทำให้แห้ง ทินเนอร์ และสารทำให้เกิดสีซึ่งทั้งหมดใช้เป็นสารเติมใส่แลกเกอร์ สารกันสนิม สารป้องกันการเสื่อมสภาพของไม้ สารที่เตรียมขึ้นใช้ทารองพื้นในลักษณะของสี สีแต้ม/ย้อมไม้ ยางเรซินธรรมชาติ (ยางมัสติก) สีโป๊ว สี น้ำมันชักเงา หรือแลกเกอร์ในลักษณะแผ่นปะติดที่สามารถย้ายตำแหน่งใหม่ได้ เป็นคำขอเลขที่ 796011 โจทก์ขอให้ถือเอาวันที่ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "DULUX INSPIRE" นอกราชอาณาจักรครั้งแรกในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2553 เป็นวันยื่นคำขอในราชอาณาจักรตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ตามสำเนาคำขอถือสิทธิวันที่ยื่นคำขอนอกราชอาณาจักรครั้งแรกหรือวันที่นำสินค้าที่ใช้เครื่องหมายออกแสดงในงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศเป็นวันที่ยื่นคำขอในราชอาณาจักรตามมาตรา 28, 28 ทวิ ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์แสดงการปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำว่า "INSPIRE" ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เพราะเห็นว่าคำว่า "INSPIRE" ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามสำเนาหนังสือที่ พณ 0704/4221 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้า "DULUX INSPIRE" มีคำว่า "INSPIRE" เป็นสาระสำคัญ ซึ่งพจนานุกรม "TWP ENGLISH-THAI DICTIONARY" คำว่า "INSPIRE" แปลว่า กระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม เมื่อนำมาใช้กับสินค้าจำพวกที่ 2 ดังกล่าว ทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้เป็นสินค้าที่ยอดเยี่ยม นับว่าเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนโดยตรง ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ให้โจทก์ยื่นคำชี้แจงหรือส่งหลักฐานในประเด็นดังกล่าวภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง โจทก์ทำคำชี้แจงต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 780/2557 ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 796011 ของโจทก์ เนื่องจากเห็นว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" มีภาคส่วนคำว่า "INSPIRE" เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายซึ่งตามพจนานุกรม "TWP ENGLISH-THAI DICTIONARY" คำว่า "INSPIRE" แปลว่า กระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม เมื่อนำมาใช้กับสินค้าจำพวกที่ 2 ดังกล่าว ทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้เป็นสินค้าที่ยอดเยี่ยม คำดังกล่าวจึงเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนโดยตรง ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ชอบที่จะรับจดทะเบียนตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนการที่โจทก์อ้างว่าเคยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาก่อน ไม่อาจนำมาเป็นเหตุให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่โจทก์ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างถึงไม่อาจนำมากล่าวอ้างเพื่อเป็นเหตุให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 2 ตามคำขอเลขที่ 796011 เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงให้ได้รับการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 16 เพราะคำว่า "INSPIRE" เป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าของโจทก์โดยตรงหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนประกอบด้วย 2 ภาคส่วน ภาคส่วนแรกเป็นอักษรโรมันคำว่า "DULUX" กับภาคส่วนที่สองเป็นอักษรโรมันคำว่า "INSPIRE" โดยภาคส่วนทั้งสองต่างปรากฏเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า เมื่อปรากฏหลักฐานตามพจนานุกรม "TWP ENGLISH-THAI DICTIONARY" คำว่า "INSPIRE" แปลว่า กระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม เมื่อโจทก์นำภาคส่วนอักษรโรมันดังกล่าวมาใช้กับสินค้าประเภทสี ซึ่งเป็นสินค้าที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อผู้บริโภคทั่วไปที่ได้พบเห็นเป็นประจำได้ โดยสีมีคุณสมบัติที่สามารถกระตุ้นหรือส่งอิทธิพลต่อผู้ที่พบเห็นให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ จึงเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงว่า สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้เป็นสินค้าที่ยอดเยี่ยมหาได้เป็นคำที่มีลักษณะโน้มน้าวให้บุคคลทั่วไปที่ประสงค์จะซื้อสีเกิดความสนใจในสินค้านั้นดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไม่ เมื่อภาคส่วนอักษรโรมันคำว่า "INSPIRE" ซึ่งเป็นภาคส่วนหนึ่งอันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แม้ภาคส่วนอักษรโรมันคำว่า "DULUX" เป็นคำประดิษฐ์ที่ไม่มีความหมายซึ่งมีลักษณะบ่งเฉพาะก็ตาม แต่เมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดอันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้านั้น ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แล้ว เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนทั้งเครื่องหมายจึงไม่ชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เห็นว่า แม้เครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้จะแบ่งออกได้เป็น 2 ภาคส่วน สำหรับภาคส่วนคำว่า "DULUX" นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องการมีลักษณะบ่งเฉพาะในตนเองแล้วของคำดังกล่าว ส่วนภาคส่วนคำว่า "INSPIRE" นั้นแม้จะเป็นคำภาษาต่างประเทศแต่ก็เป็นคำธรรมดาทั่วไปที่ปรากฏความหมายของคำตามพจนานุกรม ซึ่งจำเลยทั้งสองมีพจนานุกรม "TWP ENGLISH-THAI DICTIONARY" อ้างส่งประกอบบันทึกถ้อยคำพยานจำเลยทั้งสอง ปากนายธนกร และโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงตามเอกสารที่จำเลยทั้งสองนำส่งนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามเอกสารดังกล่าวว่า คำว่า "INSPIRE" มีความหมายหนึ่งว่า กระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม แต่คำภาษาต่างประเทศที่มีความหมายตามพจนานุกรมจะเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเพราะเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรงหรือไม่นั้นต้องพิจารณาว่าความหมายของคำที่ประกอบเป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวทำให้ผู้ใช้สินค้าสามารถทราบได้ทันทีหรือไม่ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่เกี่ยวข้องกับสินค้าใด หากเป็นเครื่องหมายซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเป็นการบรรยายถึงลักษณะของสินค้าซึ่งทำให้ผู้ใช้สินค้าสามารถทราบได้ทันทีว่าเป็นเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าใด จึงจะถือว่าเป็นเครื่องหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง ในขณะที่เครื่องหมายที่มีความหมายเป็นการบรรยายถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นทางอ้อมผู้ใช้สินค้าต้องใช้ความคิดและจินตนาการหรือแปลความหมายที่ซ้ำซ้อนกันนั้นอีกชั้นหนึ่งก่อนจึงจะรู้ว่าเป็นเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าใด แม้อาจเป็นเครื่องหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าก็เป็นไปโดยทางอ้อม หาใช่เป็นเครื่องหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรงไม่ เมื่อพิจารณาความหมายของคำว่า "INSPIRE" ที่ปรากฏตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบกล่าวอ้างดังกล่าว คือ กระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม ประกอบกับรายการสินค้าที่โจทก์นำคำว่า "INSPIRE" ไปใช้ คือ สีทา สีทาด้วยลูกกลิ้ง สีพ่น น้ำมันชักเงา แลกเกอร์ สารทำให้แห้ง ทินเนอร์ และสารทำให้เกิดสีซึ่งทั้งหมดใช้เป็นสารเติมใส่สี สารทำให้แห้ง ทินเนอร์ และสารทำให้เกิดสีซึ่งทั้งหมดใช้เป็นสารเติมใส่น้ำมันชักเงา สารทำให้แห้ง ทินเนอร์ สารทำให้เกิดสีซึ่งทั้งหมดใช้เป็นสารเติมใส่แลกเกอร์ สารกันสนิม สารป้องกันการเสื่อมสภาพของไม้ สารที่เตรียมขึ้นใช้ทารองพื้นในลักษณะของสี สีแต้ม/ย้อมไม้ ยางเรซินธรรมชาติ (ยางมัสติก) สีโป๊ว สี น้ำมันชักเงา หรือแลกเกอร์ในลักษณะแผ่นปะติดที่สามารถย้ายตำแหน่งใหม่ได้ คำว่า "INSPIRE" ดังกล่าวไม่ได้มีความหมายที่บ่งบอกถึงคุณสมบัติของสินค้าของโจทก์โดยตรงว่าเป็นสินค้าที่เมื่อผู้บริโภคใช้แล้วจะเกิดการกระตุ้นหรือส่งอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้แต่อย่างใด ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า คำว่า "INSPIRE" เมื่อนำมาใช้กับรายการสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนดังกล่าวแล้วจะทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้เป็นสินค้าที่ยอดเยี่ยมนั้น เป็นการใช้จินตนาการเกินเลยไปกว่าความหมายที่ปรากฏของคำดังกล่าวที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาข้างต้น และแม้คำดังกล่าวจะเป็นคำที่โน้มน้าวจูงใจให้สาธารณชนทั่วไปเข้าใจใช้ความคิดจินตนาการต่อเนื่องกันไปได้ว่าสินค้าที่โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะเป็นสินค้าที่กระตุ้นหรือมีอิทธิพลให้สามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ ก็เป็นการใช้จินตนาการตีความหมายถ้อยคำที่ซับซ้อนให้โยงเกี่ยวข้องถึงสินค้าในทางอ้อม มิได้เป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรง คำว่า "INSPIRE" จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) แล้ว เมื่อนำคำว่า "INSPIRE" มาใช้ประกอบกับคำว่า "DULUX" เป็นเครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ในลักษณะที่ไม่มีคำใดเป็นจุดเด่นกว่าคำใด ทั้งสองคำจึงเป็นภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย แม้คำว่า "INSPIRE" จะเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย แต่เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าคำดังกล่าวเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) เครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" จึงมิใช่เครื่องหมายการค้าที่มีเครื่องหมายส่วนหนึ่งส่วนใดอันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และเมื่อวินิจฉัยแล้วว่า คำว่า "INSPIRE" เป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ประกอบกับไม่ปรากฏว่า คำว่า "INSPIRE" เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จึงไม่จำต้องให้โจทก์แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "INSPIRE" ของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ตามมาตรา 17 (1) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "DULUX INSPIRE" ตามคำขอจดทะเบียนคำขอนี้ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม หรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0704/4221 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 780/2557 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "DELUX INSPIRE" (ที่ถูก "DULUX INSPIRE") ของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 ม. 16 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัคโซ โนเบล โคทติ้งส์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอนงค์รัตน์ คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2802/2561
#621358
เปิดฉบับเต็ม

การก่อให้เกิดสัญญาต้องเกิดขึ้นโดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย พยานโจทก์ปาก ธ. และ ณ. ต่างเบิกความว่า พนักงานของจำเลย สาขาปทุมธานี แจ้งแก่พยานโจทก์ทั้งสองว่า หากไม่โอนเล่มทะเบียนต้องมีคนค้ำประกัน และหากจะให้ได้รับอนุมัติอย่างแน่นอนต้องโอนเล่มทะเบียนไปเป็นชื่อของจำเลย และได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปาก ณ. เพิ่มเติมว่า พยานได้ติดต่อสอบถามความคืบหน้าจากพนักงานของจำเลยโดยตลอดว่ามีการอนุมัติสินเชื่อแล้วหรือยัง ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานจำเลยปาก ด. ว่า ฉ. ผู้จัดการกลุ่มดูแลลูกค้า และการจัดสัญญาในเขตปทุมธานีของจำเลยได้มาปรึกษาพยานเรื่องที่โจทก์ติดต่อขอสินเชื่อโดยประสงค์จะทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์สามคัน ฉ. ได้แนะนำโจทก์ว่า ระหว่างที่รอการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ของจำเลยให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ทั้งสามคันเป็นชื่อของจำเลยก่อน ต่อมาสำนักงานใหญ่ตรวจสอบข้อมูลแล้วไม่อนุมัติคำขอสินเชื่อเช่าซื้อให้แก่โจทก์ ฉ. จึงแจ้งให้โจทก์ทราบและคืนเอกสารประกอบคำขอสินเชื่อเช่าซื้อ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถและเงินค่าโอนและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่รับคืนโดยประสงค์จะทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ต่อไป จึงแสดงให้เห็นว่า การอนุมัติสินเชื่อและทำสัญญาเช่าซื้อเป็นหน้าที่ของสำนักงานใหญ่ของจำเลย สำนักงานสาขาปทุมธานีของจำเลยไม่มีอำนาจอนุมัติและทำสัญญาเช่าซื้อแต่มีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าแล้วส่งสัญญาที่ลูกค้าขอสินเชื่อให้สำนักงานใหญ่ของจำเลยพิจารณาอนุมัติสินเชื่อและทำสัญญาเช่าซื้อ โดยไม่ปรากฏว่า ฉ. มีอำนาจตัดสินใจในขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อด้วยแต่อย่างใด ตามพฤติการณ์ของ ฉ. ดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะถือได้ว่า ฉ. เป็นตัวแทนในการอนุมัติสินเชื่อของจำเลย การที่โจทก์ยื่นแบบคำขอสินเชื่อต่อจำเลย และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยไปก่อน ไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้ายในการทำสัญญา เพราะสำนักงานใหญ่ของจำเลยยังไม่ได้พิจารณาอนุมัติคำขอสินเชื่อเช่าซื้อของโจทก์ จึงเป็นเพียงคำเสนอเท่านั้น สัญญาให้สินเชื่อเช่าซื้อให้โจทก์จึงยังไม่เกิด จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญาและกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,045,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 345,860 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 กรกฎาคม 2558) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและมอบอำนาจให้นายจรัญ เป็นผู้ดำเนินคดีแทน และจำเลยก็มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดและมอบอำนาจให้นายเดโช เป็นผู้ดำเนินคดีแทน โจทก์ขอสินเชื่อจากจำเลยโดยนำรถกระบะจำนวน 3 คัน จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อของจำเลย แต่จำเลยไม่ชำระเงินสินเชื่อให้โจทก์ตามที่โจทก์ขอสินเชื่อไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยผิดสัญญาและกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนางธนนา ซึ่งเคยเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ และนางสาวณัฐปภัสร์ พนักงานของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2558 โจทก์ประสงค์จะขอสินเชื่อจากจำเลย สาขาปทุมธานี จำนวน 700,000 บาท โดยนำรถกระบะยี่ห้อโตโยต้าจำนวน 3 คัน มาจำนำทะเบียนไว้แก่จำเลย โดยพยานทั้งสองติดต่อกับพนักงานของจำเลยที่สาขาปทุมธานี พนักงานของจำเลยแจ้งว่าถ้าไม่โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ต้องมีคนค้ำประกัน หากจะให้ได้รับการอนุมัติอย่างแน่นอนต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ทั้งสามคันเป็นชื่อจำเลยก่อน โดยโจทก์ต้องเสียค่าโอนและค่าธรรมเนียมคันละ 1,810 บาท โจทก์จำเป็น ต้องใช้เงินในการลงทุนเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว โจทก์จึงทำสัญญาเช่าซื้อและส่งมอบสมุดคู่มือทะเบียนรถ หนังสือมอบอำนาจ หนังสือโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้จำเลย ต่อมากลางเดือนพฤษภาคม 2558 พนักงานของจำเลยแจ้งพยานทั้งสองว่า จำเลยอนุมัติสินเชื่อแล้ว และจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ทั้งสามคันเป็นของจำเลย หลังจากนั้นจะนัดโจทก์ไปรับเงินที่สำนักงานจำเลย สาขาปทุมธานี ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 โจทก์โอนรถยนต์ทั้งสามคันไปเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ต่อมาในวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 โจทก์ติดต่อซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ในกิจการร้านขายก๋วยเตี๋ยวเป็นโต๊ะ เก้าอี้ไม้ 35 ชุด รวมเป็นเงิน 390,000 บาท วางมัดจำไว้ 200,000 บาท และสั่งทำหม้อก๋วยเตี๋ยว ชั้นวางรถเข็นสแตนเลสเป็นเงิน 311,000 บาท วางมัดจำไว้ 200,000 บาท กำหนดส่งสินค้าภายใน 25 วัน นับแต่วันทำสัญญา โจทก์ทวงถามจำเลยหลายครั้ง พนักงานของจำเลยแจ้งว่ากำลังดำเนินการอยู่ ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน 2558 โจทก์ได้รับหนังสือบอกกล่าวจากทนายความของจำเลยแจ้งว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและคุณสมบัติของโจทก์แล้ว ไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้โจทก์ได้ ให้โจทก์ไปรับสมุดจดทะเบียนรถยนต์พร้อมชุดโอนคืนที่สำนักงานจำเลย สาขาปทุมธานี วันที่ 12 มิถุนายน 2558 โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญา แต่ไม่สามารถส่งได้เนื่องจากไม่มีผู้รับ การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาและละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยมีนายเดโช ที่ปรึกษากฎหมายของจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 22 ถึง 23 พฤษภาคม 2558 นายเฉลิมชัย ผู้จัดการกลุ่มดูแลลูกค้าสาขาปทุมธานี ได้ปรึกษาพยานว่า โจทก์ติดต่อขอสินเชื่อโดยประสงค์จะทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จำนวน 3 คัน โดยโจทก์แจ้งว่ามีความจำเป็น ต้องใช้เงินโดยด่วน นายเฉลิมชัยจึงแนะนำว่าระหว่างรอการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่จำเลย ให้โจทก์โอนรถยนต์เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยก่อน ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 โจทก์ได้โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ทั้งสามคันเป็นของจำเลย วันที่ 22 พฤษภาคม 2558 โจทก์ทำคำขอสินเชื่อกับจำเลย ภายหลังสำนักงานใหญ่ของจำเลยตรวจสอบข้อมูลแล้วไม่อนุมัติคำขอสินเชื่อเช่าซื้อให้โจทก์ โดยนายเฉลิมชัยแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อมารับเอกสารการมอบอำนาจในการโอนรถยนต์ทั้งสามคัน สมุดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งสามคัน เพื่อให้โจทก์นำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนมาเป็นของโจทก์ แต่โจทก์ไม่มารับเอกสารตามที่นายเฉลิมชัยแจ้ง โดยโจทก์ประสงค์จะรับเงิน นายเฉลิมชัยจึงโอนเงินค่าธรรมเนียมการโอนรถยนต์คืนให้โจทก์โดยโอนเข้าบัญชีโจทก์เป็นเงิน 5,900 บาท และนำเอกสารประกอบการโอนไปส่งมอบคืนให้โจทก์ยังที่ทำการของโจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธไม่รับเอกสารคืน เห็นว่า การก่อให้เกิดสัญญาต้องเกิดขึ้นโดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย พยานโจทก์ปากนางธนนา และนางสาวณัฐปภัสร์ ต่างเบิกความว่า พนักงานของจำเลย สาขาปทุมธานีแจ้งแก่พยานโจทก์ทั้งสองว่า หากไม่โอนเล่มทะเบียนต้องมีคนค้ำประกัน และหากจะให้ได้รับอนุมัติอย่างแน่นอนต้องโอนเล่มทะเบียนไปเป็นชื่อของจำเลย และได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนางสาวณัฐปภัสร์เพิ่มเติมว่า พยานได้ติดต่อสอบถามความคืบหน้าจากพนักงานของจำเลยโดยตลอดว่ามีการอนุมัติสินเชื่อแล้วหรือยัง ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานจำเลยปากนายเดชาว่า นายเฉลิมชัย ผู้จัดการกลุ่มดูแลลูกค้า และการจัดสัญญาในเขตปทุมธานีของจำเลยได้มาปรึกษาพยานเรื่องที่โจทก์ติดต่อขอสินเชื่อโดยประสงค์จะทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์สามคัน นายเฉลิมชัยได้แนะนำโจทก์ว่า ระหว่างที่รอการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ของจำเลยให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ทั้งสามคันเป็นชื่อของจำเลยก่อน ต่อมาสำนักงานใหญ่ตรวจสอบข้อมูลแล้วไม่อนุมัติคำขอสินเชื่อเช่าซื้อให้แก่โจทก์ นายเฉลิมชัยจึงแจ้งให้โจทก์ทราบและคืนเอกสารประกอบคำขอสินเชื่อเช่าซื้อ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถและเงินค่าโอนและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่รับคืนโดยประสงค์จะทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ต่อไป จึงแสดงให้เห็นว่า การอนุมัติสินเชื่อและทำสัญญาเช่าซื้อเป็นหน้าที่ของสำนักงานใหญ่ของจำเลย สำนักงานสาขาปทุมธานีของจำเลยไม่มีอำนาจอนุมัติและทำสัญญาเช่าซื้อ แต่มีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าแล้วส่งสัญญาที่ลูกค้าขอสินเชื่อให้สำนักงานใหญ่ของจำเลยพิจารณาอนุมัติสินเชื่อและทำสัญญาเช่าซื้อ โดยไม่ปรากฏว่านายเฉลิมชัยมีอำนาจตัดสินใจในขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อด้วยแต่อย่างใด ตามพฤติการณ์ของนายเฉลิมชัยดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะถือได้ว่านายเฉลิมชัยเป็นตัวแทนในการอนุมัติสินเชื่อของจำเลย การที่โจทก์ยื่นแบบคำขอสินเชื่อต่อจำเลย และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยไปก่อน ไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้ายในการทำสัญญา เพราะสำนักงานใหญ่ของจำเลยยังไม่ได้พิจารณาอนุมัติคำขอสินเชื่อเช่าซื้อของโจทก์ จึงเป็นเพียงคำเสนอเท่านั้น สัญญาให้สินเชื่อเช่าซื้อให้โจทก์จึงยังไม่เกิด จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญาและกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่น แม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 354 ม. 797
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสิบทิศ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นางธิดารัตน์ วัชโรทัย ธรรมวิชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเลิศพงศ์ อินทรหอม
ชื่อองค์คณะ
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา