คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1691/2561
#621193
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องถึงเนื้อหารายละเอียดทั้งหมดแห่งคำเบิกความของจำเลยที่แตกต่างจากที่จำเลยเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่าคำเบิกความเป็นเท็จ การที่จำเลยไม่ได้เบิกความระบุชื่อคนร้ายเป็นการเบิกความเท็จในข้อสำคัญ เป็นการช่วยเหลือจำเลยในคดีดังกล่าวมิให้ต้องรับโทษอาญา ถือว่าฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าพะยอม กับการเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลจังหวัดพัทลุง ซึ่งอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทลุง ถือว่าเป็นการไม่แน่ว่าการกระทำของจำเลยในความผิดฐานแจ้งความเท็จและเบิกความเท็จได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (1) พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าพะยอมจึงมีอำนาจสอบสวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 181

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181 (2) จำคุก 8 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าพะยอมว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2555 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายทรงพักตร์ เป็นเหตุให้นายทรงพักตร์ถึงแก่ความตาย และนายมานพได้รับอันตรายแก่กาย โดยในวันเกิดเหตุจำเลยเห็นคนร้ายทั้งสองคือ นายภิญโญ ซึ่งเป็นเพื่อนกับจำเลยขับรถยนต์เข้ามาที่งานศพพร้อมกับนายหมาน มีใจความสำคัญสรุปได้ว่า วันเกิดเหตุขณะที่จำเลยอยู่งานศพญาติของจำเลยที่วัดป่าพะยอม ตำบลป่าพะยอม อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง นายภิญโญขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีขาวมาจอดบริเวณโรงกระทะ (โรงเชือด) แล้วนายภิญโญลงจากรถมาพูดกับจำเลยว่า พวกจะยิงนายภิญโญมานั่งอยู่ที่บ้านจำเลย โดยนายหมานเดินลงมาด้วย จากนั้นนายภิญโญและนายหมานเดินขึ้นไปที่โรงเลี้ยงภายในวัด สักพักก็กลับลงมาและขับรถยนต์ออกไปพร้อมกับนายหมาน จากนั้นอีกประมาณ 10 นาที นายภิญโญขับรถยนต์เข้ามาจอดบริเวณเดิม จำเลยเห็นนายหมานลงจากรถเดินไปที่โรงเลี้ยง แล้วจำเลยได้ยินเสียงปืนดังมาจากโรงเลี้ยง 5 นัด สักพักเห็นนายหมานถืออาวุธปืนสั้น แสตนเลสสีขาวด้วยมือข้างขวาวิ่งผ่านไป จำเลยขึ้นไปบนโรงเลี้ยงพบว่านายทรงพักตร์ถูกยิงถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ และนายโด่งถูกลูกหลงเข้าที่หัวเข่าซ้ายได้รับบาดเจ็บ ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องนายชำนาญหรือสมาน และนายภิญโญ ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร โดยวันที่ 28 มีนาคม 2556 จำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมต่อศาลชั้นต้น แต่บ่ายเบี่ยงที่จะยืนยันว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงนายทรงพักตร์ ผู้ตาย คือ นายหมานหรือสมาน และคนร้ายที่ขับรถยนต์พานายหมานหรือสมานมายิงผู้ตายคือ นายภิญโญ แต่กลับเบิกความว่า ได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า นายหมานเป็นคนยิง และรถยนต์เป็นของนายภิญโญ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์บรรยายมาในฟ้องเพียงว่าจำเลยให้การแก่พนักงานสอบสวนอย่างหนึ่ง แล้วมาเบิกความต่อศาลอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ตรงกับที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวน แต่โจทก์มิได้บรรยายว่าอย่างไหนเป็นความเท็จอย่างไหนเป็นความจริง หรือความจริงเป็นอย่างไร เพื่อยืนยันว่าการเบิกความในศาลเป็นความเท็จ ทำให้จำเลยไม่เข้าใจคำฟ้องของโจทก์ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล โดยกล่าวถึงเนื้อหารายละเอียดทั้งหมดแห่งคำเบิกความของจำเลยที่แตกต่างจากคำให้การที่จำเลยเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน ซึ่งคำเบิกความดังกล่าวเป็นเท็จ เป็นการเบิกความเท็จในข้อสำคัญ อันเป็นการยืนยันแล้วว่าข้อความที่จำเลยเบิกความต่อศาลนั้นเป็นความเท็จ และความจริงเป็นดังที่จำเลยเคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน จึงถือว่าโจทก์ได้บรรยายแล้วว่าความจริงเป็นอย่างไร ทั้งโจทก์ยังบรรยายด้วยว่า การที่จำเลยไม่ได้เบิกความยืนยันระบุชื่อคนร้ายที่พาคนไปยิงผู้ตายและหลบหนี เป็นการเบิกความเท็จในข้อสำคัญ และเป็นการช่วยเหลือจำเลยในคดีดังกล่าวมิให้รับโทษอาญา โดยได้ระบุฐานความผิดและระวางโทษตามกฎหมาย ถือว่าฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์อ้างว่าจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลจังหวัดพัทลุง มูลคดีจึงเกิดในท้องที่ของสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทลุง พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทลุงจึงเป็นผู้มีอำนาจสอบสวน แต่คดีนี้ได้ความว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าพะยอมเป็นผู้สอบสวนคดี ซึ่งมิได้เป็นท้องที่ที่มูลคดีเกิด พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าพะยอมไม่มีอำนาจสอบสวน พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า คดีนี้ได้ความว่าร้อยตำรวจโท สมจิตร ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าพะยอม ได้รับมอบหมายให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดพัทลุงได้มีหนังสือแจ้งว่า จำเลยได้ไปเบิกความต่อศาลและกลับคำให้การในชั้นสอบสวนในข้อสาระสำคัญแห่งคดีโดยมีเจตนาช่วยเหลือจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าว ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลยว่าเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาล กรณีจึงเป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (1) พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าพะยอมในตอนแรก กับการเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลจังหวัดพัทลุงซึ่งอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทลุง ซึ่งไม่ตรงกันนั้น ถือว่าเป็นกรณียังไม่แน่ว่าการกระทำของจำเลยในความผิดฐานแจ้งความเท็จและเบิกความเท็จได้กระทำลงในท้องที่ใด พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าพะยอมจึงมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอก ชนันท์ เบิกความว่า ในปี 2555 พยานเป็นพนักงานสอบสวนที่ได้รับแจ้งเหตุว่ามีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงกันตายในวัดป่าพะยอม อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เมื่อเดินทางไปยังที่เกิดเหตุได้พบจำเลยซึ่งรู้เห็นเหตุการณ์ จำเลยให้การว่าเห็นคนร้ายคือ นายหมาน ขณะนั้นยังไม่ทราบชื่อจริง เชื่อว่านายภิญโญขับรถยนต์พานายหมานหลบหนี เพราะก่อนเกิดเหตุนายภิญโญกับนายหมานมาด้วยกัน สาเหตุที่นายหมานกับนายภิญโญมายิงผู้ตายน่าจะมาจากเรื่องชู้สาว ซึ่งพยานได้อ่านให้จำเลยฟังและให้จำเลยอ่านด้วยตนเองแล้วก่อนที่จะให้จำเลยลงลายมือชื่อ ในการสอบปากคำจำเลย พยานได้สอบสวนต่อหน้าพันตำรวจโท พรพิสิฎฐ์ รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรป่าพะยอม และได้นำภาพถ่ายของนายหมานกับนายภิญโญมาให้จำเลยดูแล้ว จำเลยได้เขียนข้อความว่านายภิญโญเป็นคนขับรถยนต์ นายหมานเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย และจำเลยให้การว่ารู้จักกับนายภิญโญซึ่งเป็นเครือญาติกัน ส่วนนายหมานรู้จักกันก่อนเกิดเหตุประมาณ 5 ปี เห็นว่า เรื่องที่ร้อยตำรวจเอก ชนันท์เบิกความถึงคำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอก ชนันท์ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ หากไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องราวที่จำเลยพบเห็นมาด้วยตนเองแล้ว ย่อมเป็นการยากที่พนักงานสอบสวนจะระบุรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนเช่นนั้น พยานโจทก์ปากนี้เป็นเจ้าพนักงานซึ่งได้สอบปากคำจำเลยไปตามหน้าที่ในฐานะพนักงานสอบสวน ย่อมไม่มีเหตุที่จะบิดเบือนความจริง เชื่อว่าเรื่องที่จำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนเป็นความจริง ดังนี้ การที่จำเลยเบิกความเป็นพยานในชั้นพิจารณาต่อศาลในคดีที่นายภิญโญและนายหมานถูกฟ้องเป็นจำเลยในข้อหาฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนว่าจำเลยไม่ทราบชื่อคนร้าย และบ่ายเบี่ยงเกี่ยวกับคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและรถยนต์ของคนร้ายโดยเบิกความเพียงว่า จำเลยได้ยินชาวบ้านพูดว่านายหมานเป็นคนยิงและรถยนต์เป็นของนายภิญโญ ทำนองว่าจำเลยไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์มาด้วยตนเอง ซึ่งแตกต่างจากที่จำเลยเคยให้การไว้ว่านายภิญโญเป็นผู้ขับรถเก๋งพานายหมานมายิงผู้ตายที่งานศพ แม้จำเลยจะไม่เคยให้การว่าเห็นคนร้ายที่ยิงผู้ตายตามที่อ้างในฎีกา แต่คำเบิกความในส่วนของการกระทำที่เกี่ยวกับนายภิญโญและนายหมานในที่เกิดเหตุทั้งก่อนและหลังการเกิดเหตุในคดีอาญาดังกล่าว ถือเป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีที่ใกล้ชิดกับการเกิดเหตุและมีคุณค่าในการรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว การที่จำเลยมาเบิกความต่อศาลบ่ายเบี่ยงไม่ยืนยันว่าคนร้ายเป็นนายภิญโญและนายหมานแตกต่างจากที่จำเลยเคยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวน ย่อมอาจทำให้การรับฟังพยานหลักฐานในคดีดังกล่าวบิดเบือนได้ ถือได้ว่าจำเลยจงใจเบิกความเท็จและความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลในกรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกับนายภิญโญเป็นเครือญาติกัน การที่จำเลยเบิกความบ่ายเบี่ยงต่อศาลไม่ยืนยันว่าคนร้ายในเกิดเหตุเป็นนายภิญโญ ก็น่าจะมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือนายภิญโญซึ่งเป็นญาติมิให้ต้องได้รับโทษในคดีอาญาดังกล่าว ไม่ได้เป็นการเบิกความบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้บุคคลผู้ใดต้องได้รับโทษทางอาญาถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต พฤติการณ์ยังไม่ใช่เรื่องร้ายแรงนัก จำเลยเคยรับตำแหน่งจากทางการเพื่อช่วยเหลือสังคมในชุมชน และไม่ปรากฏว่าเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลย 8 ปี นั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 177 วรรคสอง มาตรา 181 (2) และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 (1) ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายภูเบศหรือบัญญัติ ทองแก้วเกิด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายไพบูลย์ อินทร์รักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางประทานพร ยอดปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2561
#622110
เปิดฉบับเต็ม

สภาพความเป็นรัฐของรัฐใดรัฐหนึ่งนั้นจะต้องประกอบไปด้วยดินแดนที่มีอาณาเขตแน่นอน และมีประชากรอาศัยอยู่ในดินแดนนั้นโดยมีรัฐบาลปกครอง และมีอธิปไตยเป็นของตนเอง ประการสำคัญการตีความกฎหมายต้องตีความในเชิงให้เกิดผลบังคับได้ และต้องเป็นการตีความในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อเจตนารมณ์แห่งความธำรงอยู่ของความเป็นรัฐหรือชาติบ้านเมืองด้วย มิฉะนั้นสถานะความเป็นรัฐหรือความเป็นชาติบ้านเมืองจะถูกกระทบให้เสียหายไปเพราะไม่มีอธิปไตยอยู่ครบถ้วน เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจากรัฐบาลรักษาการได้อย่างเบ็ดเสร็จ และประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทยพุทธศักราช 2550 คณะรัฐมนตรี และวุฒิสภาสิ้นสุดลง ประเทศไทยในขณะนั้นจึงไม่มีหน่วยงานใดที่จะทำหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ แต่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ามาใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์แทน ซึ่งแม้การได้มาซึ่งอำนาจนั้นจะเป็นวิธีการที่ไม่เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย และจะมีความชอบธรรมในการได้มาซึ่งอำนาจหรือไม่ก็เป็นกรณีที่ต้องไปว่ากล่าวกันในด้านอื่น แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ยังมีอำนาจในเชิงข้อเท็จจริงว่าเป็นคณะบุคคลที่ใช้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติโดยควบคุมกลไกและหน่วยงานของรัฐได้ ดังนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ที่บัญญัติโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีสภาพเป็นกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบห้าฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 113, 114

ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสิบห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสิบห้าว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสิบห้านั้นชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสิบห้าฎีกาว่า การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติบัญญัติมาตรา 47 และมาตรา 48 ไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 เพื่อนิรโทษกรรมให้แก่การทำรัฐประหารและการกระทำทั้งหลายในรูปแบบคำสั่งและประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นการออกกฎหมายเพื่อรับรองการใช้อำนาจที่ผิดครรลองระบอบประชาธิปไตยและละเมิดกฎหมายแผ่นดิน บทบัญญัติดังกล่าวมีสภาพเป็นกฎเกณฑ์ที่ขัดต่อเสียงแห่งมโนธรรมและหลักการพื้นฐานแห่งความยุติธรรมของมนุษย์อย่างชัดแจ้ง หาได้มีสภาพเป็นกฎหมายไม่นั้น เห็นว่า สภาพความเป็นรัฐของรัฐใดรัฐหนึ่งนั้นจะต้องประกอบไปด้วยดินแดนที่มีอาณาเขตแน่นอน และมีประชากรอาศัยอยู่ในดินแดนนั้นโดยมีรัฐบาลปกครอง และมีอธิปไตยเป็นของตนเอง ประการสำคัญการตีความกฎหมายต้องตีความในเชิงให้เกิดผลบังคับได้ แม้ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิบห้าที่อ้างว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ไม่ชอบในลักษณะที่เป็นกฎหมายก็ดี แต่การตีความกฎหมายต้องตีความในเชิงให้เกิดผลบังคับได้ตามที่กล่าวไปแล้ว และต้องเป็นการตีความในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อเจตนารมณ์แห่งความธำรงอยู่ของความเป็นรัฐหรือชาติบ้านเมืองด้วย มิฉะนั้นสถานะความเป็นรัฐหรือความเป็นชาติบ้านเมืองจะถูกกระทบให้เสียหายไปเพราะไม่มีอธิปไตยอยู่ครบถ้วน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจากรัฐบาลรักษาการได้อย่างเบ็ดเสร็จ และประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 คณะรัฐมนตรี และวุฒิสภาสิ้นสุดลง ประเทศไทยในขณะนั้นจึงไม่มีหน่วยงานใดที่จะทำหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ แต่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ามาใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์แทน ซึ่งแม้การได้มาซึ่งอำนาจนั้นจะเป็นวิธีการที่ไม่เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยดังที่โจทก์ทั้งสิบห้ากล่าวอ้าง และจะมีความชอบธรรมในการได้มาซึ่งอำนาจหรือไม่ก็เป็นกรณีที่ต้องไปว่ากล่าวกันในด้านอื่น แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ยังมีอำนาจในเชิงข้อเท็จจริงว่าเป็นคณะบุคคลที่ใช้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติโดยควบคุมกลไกและหน่วยงานของรัฐได้ ดังนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ที่บัญญัติโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีสภาพเป็นกฎหมาย ซึ่งตามมาตรา 48 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ดังกล่าวบัญญัติว่า

"บรรดาการกระทำทั้งหลายซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ของหัวหน้าและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าวหรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทำดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางรัฐธรรมนูญ ในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง"

อีกทั้งต่อมาเมื่อมีการตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ณ วันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2560 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 279 ยังบัญญัติรับรองว่า

"บรรดาประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ หรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปตามมาตรา 265 วรรคสอง ไม่ว่าเป็นประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำที่มีผลใช้บังคับในทางรัฐธรรมนูญ ทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร หรือทางตุลาการ ให้ประกาศ คำสั่ง การกระทำ ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำนั้น เป็นประกาศ คำสั่ง การกระทำ หรือการปฏิบัติ ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย และมีผลใช้บังคับโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ต่อไป การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว ให้กระทำเป็นพระราชบัญญัติ เว้นแต่ประกาศหรือคำสั่งที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางบริหาร การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมให้กระทำโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรี หรือมติคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี

บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2558 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2559 ว่าเป็นการชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย"

ดังนั้น การกระทำทั้งหลายของจำเลยทั้งห้าตามฟ้อง จึงพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง ตามมาตรา 48 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557

ส่วนที่โจทก์ทั้งสิบห้าฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยกฟ้องโจทก์ทั้งสิบห้าโดยมิได้มีการไต่สวนมูลฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162 (1) และยังไม่ได้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณาก่อน เป็นการข้ามขั้นตอนกระบวนพิจารณา จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่ศาลรับฟ้องไว้เพื่อไต่สวนมูลฟ้องนั้น ไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องไต่สวนมูลฟ้องหรือต้องวินิจฉัยว่าฟ้องมีมูลและประทับรับฟ้องไว้พิจารณาก่อนเสมอไป หากศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ดี การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี คดีขาดอายุความแล้วก็ดี หรือมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ดังนี้ เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำทั้งหลายของจำเลยทั้งห้าตามฟ้อง พ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิงดังที่วินิจฉัยแล้วข้างต้น ศาลชอบที่จะยกฟ้องได้เลยโดยไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้องและประทับรับฟ้องก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสิบห้านั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสิบห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ม. 48
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ม. 279
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ. กับพวก
จำเลย — พลเอก ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพลีส เทอดไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1654/2561
#624233
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ให้แก่ อ. แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ 1.3 โจทก์จะไม่ได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2 มาแล้วว่า เมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ของกลาง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.376 กรัม อันเป็นการบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง และเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในข้อ 1.3 จึงครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง และตามรายงานการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลาง ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้าน เมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ของกลาง ตรวจพบปริมาณเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.376 กรัม ซึ่งเป็นการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วนมาตรวจพิสูจน์หาปริมาณสารบริสุทธิ์แล้ว เมื่อเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ของกลาง เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง จึงคำนวณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ได้เช่นเดียวกันว่า คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป โดยไม่มีข้อสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวอาจมีส่วนผสมที่แตกต่างกับเมทแอมเฟตามีนส่วนอื่นที่จะทำให้ปริมาณสารบริสุทธิ์คำนวณได้ไม่ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป กรณีจึงลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ได้ ซึ่งตามมาตรา 100/1 บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง โดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 80, 91 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1023/2556 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และมีเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ปฏิเสธว่ามิได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และให้การปฏิเสธข้อหาอื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กับฐานจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท และฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ให้ลงโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 17 ปี และปรับ 400,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 16 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 2 ปี บวกโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1023/2556 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุก 10 ปี 19 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (2), 66 วรรคหนึ่ง สำหรับฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง จำคุก 4 ปี ไม่ลงโทษปรับ ลดโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนกึ่งหนึ่งและลดโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุก 3 เดือน และ 2 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 8 ปี 35 เดือน บวกโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษคดีนี้ เป็นจำคุก 8 ปี 38 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายเอกชัย พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด และชนิดเกล็ดใส 1 ถุง และจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น จำเลยให้การรับสารภาพ ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด, 20 เม็ด, 40 เม็ด และชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น โจทก์มีร้อยตำรวจเอก โกวิท และจ่าสิบตำรวจ กิตติพงษ์ ผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2557 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา พยานทั้งสองกับพวกร่วมกันจับกุมนายเอกชัยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด และชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ซึ่งนายเอกชัยให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากจำเลย โดยติดต่อซื้อขายกันทางโทรศัพท์ ดังนั้น พยานทั้งสองจึงให้นายเอกชัยโทรศัพท์ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยโดยเปิดลำโพงโทรศัพท์ไว้ ปรากฏว่าจำเลยตกลงขายเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ราคาเม็ดละ 300 บาท นัดส่งมอบกันที่บริเวณทุ่งนาด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้านนาโพธิ์ ตำบลโนนสะอาด อำเภอแวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น จากนั้นพยานทั้งสองกับพวกพร้อมด้วยนายเอกชัย เดินทางโดยรถกระบะไปยังจุดนัดหมาย ไปถึงนายเอกชัยได้ชี้พร้อมกับพูดว่าจำเลยรออยู่ใต้ต้นไม้ ซึ่งอยู่ห่างจากรถยนต์ของพยานประมาณ 20 เมตร พยานกับพวกบางส่วนเดินไปหาจำเลยและขอตรวจค้นตัวจำเลย พบเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด บรรจุถุงพลาสติกในกระเป๋าแขนเสื้อด้านซ้ายของจำเลย โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และเงินสด 34,490 บาท จากการสอบถามจำเลยให้การว่า ได้เตรียมเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมามอบให้แก่นายเอกชัย จากนั้นพยานทั้งสองกับพวกจึงพาจำเลยไปยังสถานีตำรวจภูธรแวงใหญ่ทำการตรวจร่างกาย พบสารเสพติดในปัสสาวะของจำเลย และตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ปรากฏว่ามีหมายเลขโทรศัพท์ของนายเอกชัยในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายเอกชัย เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากที่พยานถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง และพบสารเสพติดในร่างกาย เจ้าพนักงานตำรวจได้แจ้งข้อหาแก่พยานว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสพเมทแอมเฟตามีน พยานให้การรับสารภาพ โดยสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทางโทรศัพท์ จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้ให้พยานโทรศัพท์สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย จำนวน 5 เม็ด ราคาเม็ดละ 300 บาท จำเลยตกลงและนัดหมายให้พยานไปรับเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณทุ่งนาทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านนาโพธิ์ พยานจึงพาเจ้าพนักงานตำรวจไปยังจุดนัดหมาย ไปถึงพบจำเลยยืนอยู่ตามลำพัง เจ้าพนักงานตำรวจ 2 คน ลงจากรถเดินไปหาจำเลย ส่วนพยานกับเจ้าพนักงานตำรวจอีกจำนวนหนึ่งรออยู่ภายในรถ ต่อมาประมาณ 20 นาที เจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวจำเลยมาที่รถแล้วพาพยานกับจำเลยไปที่สถานีตำรวจภูธรแวงใหญ่ ทำการสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนพูดกับพยานว่าหากให้ข้อมูลที่สำคัญจะได้รับประโยชน์ด้วยการลดโทษ พยานจึงแจ้งแก่พนักงานสอบสวนว่า พยานรู้จักจำเลยครั้งแรกเมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2557 พยานต้องการซื้อเมทแอมเฟตามีนและได้สอบถามนายอภิชาตหรือเปรียว ซึ่งเป็นญาติภรรยาของพยานว่ามีใครจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนบ้าง นายอภิชาตแนะนำว่าเคยเห็นจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน นายอภิชาตจึงพาพยานไปหาจำเลยที่บริเวณทุ่งนาด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้านนาโพธิ์ และพูดคุยกับจำเลยโดยพยานถามจำเลยว่ามีของแก้ไหม จำเลยตอบว่ามี ราคาเม็ดละ 300 บาท พยานขอซื้อ 2 เม็ด เป็นเงิน 600 บาท จากนั้นจำเลยไปล้วงเอาเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด จากห่อยาเส้นมามอบให้แก่พยาน พยานขอหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่จากจำเลยแล้วพยานกับนายอภิชาตก็เดินทางกลับ ต่อมาประมาณ 10 วัน พยานโทรศัพท์ไปถามจำเลยว่ามีของแก้ไหม จำเลยตอบว่ามี พยานขอซื้อเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ในราคา 4,000 บาท จำเลยได้นัดหมายให้พยานไปรับเมทแอมเฟตามีนที่เดิม ตอนเย็นพยานจึงเดินทางไปหาจำเลย ซึ่งจำเลยก็หยิบเมทแอมเฟตามีนที่บรรจุในซองพลาสติกใสในถุงยาเส้นของจำเลยมามอบให้แก่พยานและพยานก็มอบเงิน 4,000 บาท ให้แก่จำเลยแล้วพยานก็เดินทางกลับ ต่อมาจำวันที่ไม่ได้ พยานโทรศัพท์ไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด จำเลยตอบว่ามีพร้อมกับเสนอเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใสซองละ 3,000 บาท พยานจึงขอซื้อเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง จำเลยตกลง จากนั้นพยานเดินทางไปหาจำเลย ระหว่างทางพบนายอภิชาตจึงบอกให้นายอภิชาตทราบ แล้วนายอภิชาตก็ขอแยกตัวไป เมื่อพยานพบจำเลยที่กระท่อมนา จำเลยได้มอบเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด และชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ให้แก่พยานแล้วพยานก็มอบเงิน 10,000 บาท ให้จำเลยไป ระหว่างทางที่พยานขับรถกลับได้พบนายอภิชาตอีก ซึ่งนายอภิชาตถามพยานว่าเข้าไปหาลูกพี่ได้ไหม พยานตอบว่าได้ พยานนำเมทแอมเฟตามีนไปเสพที่กระท่อมของพยานจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ซึ่งเป็นเมทแอมเฟตามีนที่พยานได้ซื้อจากจำเลยครั้งหลังสุด พยานให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะผู้ต้องหา โดยพนักงานสอบสวนมิได้บังคับ ขู่เข็ญ จูงใจ หรือมีคำมั่นสัญญาใดๆ และยังให้การในฐานะพยาน และโจทก์มีนายอภิชาต เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2557 นายเอกชัยมาถามพยานว่าจะหาเมทแอมเฟตามีนให้ได้หรือไม่ พยานจึงได้แนะนำให้ไปถามจำเลย แต่นายเอกชัยไม่รู้จักกับจำเลยและขอให้พยานพาไปหาจำเลย จากนั้นพยานได้พานายเอกชัยไปหาจำเลยที่ทุ่งนาบ้านนาโพธิ์พร้อมกับแนะนำให้นายเอกชัยรู้จักจำเลย แล้วนายเอกชัยก็ได้ขอซื้อเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด จากจำเลยเป็นเงิน 600 บาท ต่อมาประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2557 เวลากลางคืน ขณะที่พยานออกไปส่องกบบริเวณทุ่งนา พบนายเอกชัย ซึ่งนายเอกชัยบอกว่าจะไปหาจำเลย จึงได้ขับรถจักรยานยนต์ไปทางเดียวกัน จนใกล้จะถึงกระท่อมนาของจำเลย ก็แยกจากกันประมาณ 20 นาที นายเอกชัยได้ขับรถจักรยานยนต์ออกมาจากกระท่อมนาของจำเลยผ่านจุดที่พยานส่องกบอยู่ พยานก็ร้องเรียกนายเอกชัยอีกครั้งหนึ่งแล้วนายเอกชัยได้ขับรถจักรยานยนต์ผ่านไป เห็นว่า การกล่าวหาและจับกุมจำเลยดำเนินคดี แม้มีมูลเหตุสืบเนื่องมาจากคำซัดทอดของนายเอกชัย ที่ถูกจับกุมในคดีอื่น แต่นายเอกชัยให้การต่อพันตำรวจตรี สุพรรณ์ พนักงานสอบสวนในคดีที่นายเอกชัยเป็นผู้ต้องหาทั้งในฐานะผู้ต้องหาและในฐานะพยาน หลังถูกจับเพียง 1 วัน และ 6 วัน ตามลำดับ จึงเป็นการยากที่จะคิดปรุงแต่งเรื่องราวให้ผิดไปจากความจริงและในคดีดังกล่าวนายเอกชัยก็ให้การรับสารภาพ จึงมิใช่เป็นการซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดโดยปัดความผิดไปให้จำเลยเพียงผู้เดียว หากเป็นการบอกเล่าเรื่องราวในการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าการปรักปรำจำเลยเสียอีก กับได้ความจากพันตำรวจตรี สุพรรณ์ พนักงานสอบสวนว่าพยานแจ้งข้อหานายเอกชัยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสพเมทแอมเฟตามีนโดยผิดกฎหมาย นายเอกชัยให้การรับสารภาพกับให้การในรายละเอียดว่าเมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2557 นายเอกชัยได้ซื้อเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด จากจำเลย ราคาเม็ดละ 300 บาท ต่อมาประมาณ 10 วัน นายเอกชัยได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนอีก 20 เม็ด ราคา 4,000 บาท และวันที่ 2 สิงหาคม 2557 นายเอกชัยซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยอีก 40 เม็ด ราคา 8,000 บาท และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ราคา 3,000 บาท ตรงกับที่นายเอกชัยเคยให้การต่อพันตำรวจตรี สุพรรณ์ พนักงานสอบสวน ในชั้นพิจารณานายเอกชัยยังคงเบิกความยืนยันว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยไม่มีเหตุผลใดที่นายเอกชัยจะต้องเบิกความกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลย แม้คำเบิกความของนายเอกชัยที่กล่าวถึงการกระทำของจำเลยจะเป็นพยานซัดทอดระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 หาได้ห้ามมิให้รับฟังพยานซัดทอดเลยเสียทีเดียวไม่ หากแต่ศาลพึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานดังกล่าวโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานอื่นประกอบมาสนับสนุน ได้ความจากนายอภิชาตพยานโจทก์ว่า พยานเป็นคนแนะนำให้นายเอกชัยไปติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย ทั้งพยานได้เห็นนายเอกชัยซื้อเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด จากจำเลย และวันที่ 2 สิงหาคม 2557 พยานยังเห็นนายเอกชัยไปหาจำเลยอีก เมื่อนายอภิชาตไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนและไม่มีเหตุผลอันใดที่นายอภิชาตจะเบิกความกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลย จึงเชื่อว่านายอภิชาตเบิกความตามความเป็นจริง นอกจากนี้ พันตำรวจตรี สุพรรณ์ พนักงานสอบสวนยังได้สอบปากคำนายเอกชัยและนายอภิชาตไว้ด้วย ทั้งได้ให้นายเอกชัยและนายอภิชาตพาไปดูสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งพันตำรวจตรี สุพรรณ์ได้ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ แผนที่สังเขปและถ่ายรูปไว้ด้วย เมื่อนำคำซัดทอดของนายเอกชัยในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาตามที่เบิกความตอบโจทก์ในตอนแรก มาพิจารณารับฟังประกอบคำเบิกความของนายอภิชาตและพันตำรวจตรี สุพรรณ์ พนักงานสอบสวน และการที่นายเอกชัยชี้ยืนยันจำเลยหลังการจับกุมจำเลยแล้ว ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด 20 เม็ด และ 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยผิดกฎหมาย ที่จำเลยเบิกความว่าไม่เคยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายเอกชัยทั้งสามครั้งดังกล่าว เป็นการเบิกความลอยๆ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น จะต้องปรากฏว่ามีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจริง โจทก์จะบรรยายฟ้องและนำสืบลอยๆ ว่าจำเลยเคยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องให้แก่นายเอกชัยหาได้ไม่นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์มีพยานหลักฐานมาสืบเพื่อยืนยันว่าจำเลยกระทำความผิดจริง และพยานหลักฐานดังกล่าวมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ก็ย่อมรับฟังลงโทษจำเลยได้ หาจำต้องได้เมทแอมเฟตามีนของกลางมาทั้งหมดไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต นั้น โจทก์มีนายเอกชัยเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อพยานถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจได้ให้พยานติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย พยานจึงโทรศัพท์ไปขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยจำนวน 5 เม็ด ราคาเม็ดละ 300 บาท โดยจำเลยนัดหมายให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณทุ่งนา จากนั้นพยานได้นำเจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปยังทุ่งนาตามที่นัดหมาย นอกจากนี้ โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอก โกวิทย์ และจ่าสิบตำรวจ กิตติพงษ์ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าเมื่อนายเอกชัยพาพยานทั้งสองไปถึงจุดนัดหมาย นายเอกชัยชี้บอกว่าชายที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้คือจำเลย พยานทั้งสองจึงเดินไปหาจำเลย แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นตัวจำเลยพบเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด เงินสด 34,490 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง จึงยึดเป็นของกลาง เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามต่างเบิกความยืนยันว่า หลังจากจับกุมนายเอกชัยแล้ว นายเอกชัยรับว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย หลังจากนั้นร้อยตำรวจเอก โกวิทย์และจ่าสิบตำรวจ กิตติพงษ์ร่วมกันวางแผนจับกุมจำเลย โดยให้นายเอกชัยโทรศัพท์ติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย ซึ่งร้อยตำรวจเอก โกวิทย์และจ่าสิบตำรวจ กิตติพงษ์เบิกความยืนยันว่าได้ยินนายเอกชัยนัดหมายให้จำเลยนำไปส่งที่บริเวณทุ่งนา โดยขณะที่นายเอกชัยโทรศัพท์หาจำเลย ได้เปิดเสียงโทรศัพท์ออกทางลำโพงทำให้ได้ยินเสียงจำเลย ต่อมาจำเลยก็ได้มายืนอยู่ใต้ต้นไม้บริเวณทุ่งนาตามที่นัดหมาย เมื่อพยานโจทก์ทั้งสองจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด เงินสดและโทรศัพท์เคลื่อนที่ พยานโจทก์ทั้งสองได้ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย ปรากฏว่ามีหมายเลข 08 9205 xxxx ของนายเอกชัยอยู่ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย นอกจากนี้ ในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การรับสารภาพ ที่จำเลยเบิกความว่าวันเกิดเหตุนายเอกชัยโทรศัพท์ไปหาจำเลยเพื่อถามหายาแก้ จำเลยตอบว่ามี 3 ถึง 4 เม็ด เนื่องจากจำเลยกับนายเอกชัยเคยเสพเมทแอมเฟตามีนด้วยกันหลายครั้ง แต่จำเลยไม่เคยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายเอกชัยนั้น เป็นการเบิกความลอยๆ จึงไม่มีน้ำหนักอันควรแก่การรับฟัง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่นายเอกชัยให้ข้อมูลกับเจ้าพนักงานตำรวจก็เพื่อหวังประโยชน์ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 เนื่องจากบันทึกการจับกุมไม่มีข้อเท็จจริงที่ระบุว่านายเอกชัยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ถึงแม้ว่าตามบันทึกการจับกุมจะไม่มีข้อความดังกล่าว แต่ตามคำเบิกความของนายเอกชัยตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เจ้าพนักงานตำรวจได้แจ้งแก่นายเอกชัยว่า หากศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปรามปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำได้ก็เป็นเพียงการแจ้งให้นายเอกชัยทราบถึงโทษที่จะได้รับน้อยลงกว่าอัตราโทษตามกฎหมาย หากนายเอกชัยให้ข้อมูลที่สำคัญต่อเจ้าพนักงานมิใช่เรื่องการจูงใจให้นายเอกชัยให้การใส่ร้ายปรักปรำผู้อื่น ดังนั้น คำซัดทอดของนายเอกชัยที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จึงรับฟังประกอบพยานโจทก์ได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยนอกจากนี้ไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ให้แก่นายเอกชัย แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ 1.3 โจทก์จะไม่ได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2 มาแล้วว่า เมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด และชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ของกลาง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.376 กรัม อันเป็นการบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง และเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในข้อ 1.3 จึงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง และตามรายงานการตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนของกลาง ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้าน เมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ของกลาง ตรวจพบปริมาณเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.376 กรัม ซึ่งเป็นการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วนมาตรวจพิสูจน์หาปริมาณสารบริสุทธิ์แล้ว เมื่อเมทแอมเฟตามีน 9 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ของกลาง เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง จึงคำนวณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง ได้เช่นเดียวกันว่า คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป โดยไม่มีข้อสงสัยว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวอาจมีส่วนผสมที่แตกต่างกับเมทแอมเฟตามีนส่วนอื่นที่จะทำให้ปริมาณสารบริสุทธิ์คำนวณได้ ไม่ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป กรณีจึงลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ได้ ซึ่งตามมาตรา 100/1 บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง โดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 40 เม็ด กับชนิดเกล็ดใส 1 ถุง จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท เมื่อรวมกับโทษอื่น เป็นจำคุก 8 ปี 35 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท บวกโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษคดีนี้ รวมเป็นจำคุก 8 ปี 38 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสอง ม. 100/1
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
จำเลย — นายประสารหรือประสาน ชาวสวน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายสากล บุตรสำราญ
ศาลอุทธรณ์ — นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1638/2561
#622080
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาว่า ไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ให้รับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 336 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 วรรคแรก (เดิม) จำคุก 1 ปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะแก้โทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 จำคุก 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 (เดิม) จำคุก 1 เดือน เป็นการแก้ไขทั้งบทและโทษอันเป็นการแก้ไขมาก แต่มิได้เพิ่มเติมโทษจำเลย ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อนี้ให้จำเลยทราบ แต่เมื่อฎีกาในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ

จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า ผู้เสียหายและจำเลยต่างมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน จำเลยไม่มีเจตนามุ่งเอาทรัพย์ของผู้เสียหายมาตั้งแต่แรก จำเลยไม่ผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ เห็นว่าคดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย จำเลยแย่งการครอบครองสร้อยคอทองคำไปจากผู้เสียหายโดยจำเลยมีเจตนาเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองอันเป็นลักษณะการฉกฉวยเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปซึ่งหน้าโดยทุจริต จำเลยย่อมมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยทำร้าย บ. ผู้เสียหาย โดยใช้มือบีบคอ 1 ครั้ง แล้วใช้ฝ่ามือตบบริเวณใบหน้าและริมฝีปาก 2 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หลังจากกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยลักสร้อยคอทองคำลายเกล็ดมังกรด้านหน้าลายปล้องอ้อย หนัก 1 บาท 1 เส้น พร้อมจี้ทองคำรูปใบไม้ด้านในมีรูปพระนั่งสมาธิ 1 อัน ราคา 27,500 บาท ของผู้เสียหายไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ใช้กำลังกระชากสร้อยคอพร้อมจี้ดังกล่าวไปจากคอผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เหตุเกิดที่ตำบลนาเรือง อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี เห็นได้ชัดว่าคำฟ้องได้บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนเหตุการณ์และรายละเอียดของการทะเลาะวิวาทระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์อาจนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม เมื่อผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลถลอกและบาดแผลฟกช้ำบวม ซึ่งแพทย์เห็นว่าใช้เวลารักษาประมาณ 5 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 391 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 295 ก็ตาม แต่เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้ายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 336 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 27,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 336 (ที่ถูก มาตรา 336 วรรคสอง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานวิ่งราวทรัพย์ จำคุก 2 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 2 เดือน และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 27,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก (เดิม), 391 (ที่ถูก 391 (เดิม)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานวิ่งราวทรัพย์ จำคุก 1 ปี ฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 1 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้รับอนุญาตตามคำร้องลงวันที่ 8 กันยายน 2560 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่าในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่อนุญาตให้ฎีกา จึงไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ให้รับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกา ข้อ 2 ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก (เดิม) จำคุก 1 ปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะแก้โทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 (เดิม) จำคุก 1 เดือน เป็นการแก้ไขทั้งบทและโทษอันเป็นการแก้ไขมาก แต่มิได้เพิ่มเติมโทษจำเลย ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อนี้ให้จำเลยทราบ แต่เมื่อฎีกาในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายและจำเลยต่างมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน จำเลยไม่มีเจตนามุ่งเอาทรัพย์ของผู้เสียหายมาตั้งแต่แรก เห็นว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายพาหลานไปตัดผมที่ร้านนายหนูจร ขณะเดินผ่านร้านขายของชำ พบจำเลยอยู่ที่หน้าร้านแล้วเกิดโต้เถียงกัน ระหว่างผู้เสียหายยืนรอหลานตัดผม จำเลยเข้ามาในร้านตัดผมแล้วต่อสู้ทำร้ายกันจนมีผู้มาห้าม จำเลยจึงออกจากร้าน นายประดิษฐ์ สามีของผู้เสียหายทราบเรื่อง ได้มาที่ร้านตัดผม จากนั้นจำเลยกลับมาที่ร้านตัดผมและต่อสู้ทำร้ายกับผู้เสียหายอีก ขณะที่ผู้เสียหายต่อสู้กับจำเลยครั้งที่สอง มีผู้มาแยกจำเลยกับผู้เสียหายออกจากกัน ผู้เสียหายยืนในลักษณะก้มทำให้สร้อยคอทองคำที่สวมอยู่ที่คอห้อยลง จำเลยดึงสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายจนขาดติดมือแล้ววิ่งไปทางบ้านของจำเลย ระหว่างทางจำเลยทำท่าเหมือนขว้างสร้อยคอทองคำดังกล่าวทิ้ง แต่มิได้แบมือ ทั้งยังพูดว่า สร้อยมึง มึงอยากได้มึงติดตามเอากูขว้างทิ้งแล้ว เห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยเป็นการแย่งการครอบครองสร้อยคอทองคำไปจากผู้เสียหายโดยจำเลยมีเจตนาเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองแล้วอันเป็นลักษณะการฉกฉวยเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปซึ่งหน้าโดยทุจริต จำเลยย่อมมีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ทราบว่า โจทก์ฟ้องถึงการกระทำความผิดของจำเลยว่าเป็นการทะเลาะกันครั้งแรกหรือเป็นการทะเลาะกันครั้งที่สอง โดยจำเลยอ้างว่ามีเหตุการณ์ทำร้ายกัน 2 ครั้ง หากเป็นการทะเลาะกันครั้งที่สอง จำเลยให้การปฏิเสธเพราะการทะเลาะกันครั้งที่สอง จำเลยไม่ได้ทำร้ายผู้เสียหาย อันเป็นฎีกาทำนองว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้นเป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ก็ยกขึ้นฎีกาได้ ซึ่งศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 เวลากลางวัน จำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยทำร้ายนางบุญมี ผู้เสียหาย โดยใช้มือบีบคอ 1 ครั้ง แล้วใช้ฝ่ามือตบบริเวณใบหน้าและริมฝีปาก 2 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หลังจากกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยลักสร้อยคอทองคำลายเกล็ดมังกรด้านหน้าลายปล้องอ้อย หนัก 1 บาท 1 เส้น พร้อมจี้ทองคำรูปใบไม้ด้านในมีรูปพระนั่งสมาธิ 1 อัน ราคา 27,500 บาท ของผู้เสียหายไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ใช้กำลังกระชากสร้อยคอพร้อมจี้ดังกล่าวไปจากคอผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เหตุเกิดที่ ตำบลนาเรือง อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี เห็นได้ชัดว่าคำฟ้องได้บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนเหตุการณ์และรายละเอียดของการทะเลาะวิวาทระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์อาจนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์หาเคลือบคลุมดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ระบุว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลถลอกที่ข้อศอกซ้ายขนาด 3 เซนติเมตร ที่ริมฝีปากล่างมุมซ้ายด้านในขนาด 1 เซนติเมตร ที่แก้มซ้าย ขนาด 1 เซนติเมตร และมีบาดแผลฟกซ้ำบวมที่หน้าผากขวา ขนาด 3 เซนติเมตร ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าใช้เวลารักษาประมาณ 5 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ก็ตาม แต่เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 336 วรรคแรก (เดิม) ม. 391 (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคท้าย ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 219 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
จำเลย — นางสาวรัศมี ทองมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายกุฎาคาร คำจันทร์ลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1620/2561
#623428
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ บ. จดทะเบียนสมรสกับ ช. ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2496 บ. กับ ช. จึงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ในระหว่างนั้นแม้ บ. จะจดทะเบียนสมรสกับจำเลยร่วมที่ 1 ซ้อนอีก ซึ่งตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. บรรพ 5 ที่แก้ไขใหม่ในปี 2533 ทำให้การสมรสระหว่าง บ. กับจำเลยร่วมที่ 1 เป็นโมฆะซึ่งผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ตามมาตรา 1497 ก็ตาม แต่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2533 มาตรา 70 บัญญัติว่า "บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ของการหมั้น การสมรส ..." และตาม พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 5 บัญญัติว่า "บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ของการหมั้น การสมรส ..." ดังนั้น ปัญหาที่ว่าการสมรสของ ช. หรือของจำเลยร่วมที่ 1 ฝ่ายใดสมบูรณ์ จึงต้องวินิจฉัยตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 เดิม ซึ่ง ป.พ.พ. บรรพ 5 เดิม มาตรา 1488 อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่มีการจดทะเบียนสมรสซ้อนนั้น บัญญัติว่า "บุคคลใดจะอ้างว่า การสมรสเป็นโมฆะหรือโมฆียะไม่ได้นอกจากศาลพิพากษาว่าเป็นเช่นนั้น" ฉะนั้นการที่จำเลยร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยถือเอาคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นคำให้การและฟ้องแย้งของตน ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีฝ่ายใดฟ้องร้องให้การสมรสระหว่าง บ. กับจำเลยร่วมที่ 1 เป็นโมฆะ จึงต้องถือว่าการสมรสระหว่าง บ. กับจำเลยร่วมที่ 1 ยังมีความสมบูรณ์อยู่ ดังนี้ เมื่อการสมรสระหว่าง บ. กับจำเลยร่วมที่ 1 ยังสมบูรณ์อยู่ จำเลยร่วมที่ 1 ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ บ. จึงมีสิทธิที่จะเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 263 เนื้อที่ 37 ไร่ 46 ตารางวา ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน และให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอทับสะแกจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการได้มาโดยการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้ง ขอให้พิพากษาว่า นายบุญชู ผู้ตาย ซึ่งเป็นบิดามีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่ง ให้โจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทคืนแก่ทายาทของนายบุญชูทั้งหมด ให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดก ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการโดยบุคคลภายนอก ให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา จำเลยร่วมทั้งห้าในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญชู ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยขอถือตามคำให้การกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย โจทก์และจำเลยไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 263 เป็นของนายบุญชูครึ่งหนึ่ง ให้โจทก์ออกไปจากที่ดินในส่วนของนายบุญชู ห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินในส่วนของนายบุญชูอีกต่อไป กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยและจำเลยร่วมทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งตามคำฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 263 เป็นของโจทก์และนายบุญชูคนละกึ่งหนึ่ง ให้โจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดินกึ่งหนึ่งแก่ทายาทของนายบุญชู ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ยกฟ้องแย้งของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งห้าในส่วนที่ให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งเป็นพับ คดีถึงที่สุด จำเลยและจำเลยร่วมทั้งห้าขอศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาดังกล่าว

วันที่ 27 เมษายน 2559 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาดังกล่าวโดยมีคำสั่งยกคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมและฟ้องแย้งของจำเลยร่วมที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนกระบวนพิจารณา ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์คำสั่งนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า นางชั้น จดทะเบียนสมรสกับนายบุญชู เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2496 และยังมิได้จดทะเบียนหย่า ส่วนจำเลยร่วมที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับนายบุญชู เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2514 ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2514 นางชั้นกับนายบุญชูได้จดทะเบียนหย่ากัน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นโดยมีคำสั่งยกคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมและฟ้องแย้งของจำเลยร่วมที่ 1 ได้หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ จำต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยร่วมที่ 1 เข้าเป็นจำเลยร่วมได้นั้น เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ ในเรื่องนี้โจทก์ฎีกาว่า การจดทะเบียนสมรสของจำเลยร่วมที่ 1 กับนายบุญชู เป็นโมฆะเพราะเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน จำเลยร่วมที่ 1 จึงไม่มีส่วนได้เสียหรือไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนายบุญชู จึงไม่มีสิทธิที่จะเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ นั้น เห็นว่า เมื่อนายบุญชูได้จดทะเบียนสมรสกับนางชั้นตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2496 ดังนั้น นายบุญชูกับนางชั้นจึงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ในระหว่างนั้นแม้นายบุญชูจะได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยร่วมที่ 1 ซ้อนอีก ซึ่งตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่แก้ไขใหม่ในปี 2533 ทำให้การสมรสระหว่างนายบุญชูกับจำเลยร่วมที่ 1 เป็นโมฆะซึ่งผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ตามมาตรา 1497 ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2533 มาตรา 70 บัญญัติว่า "บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ของการหมั้น การสมรส..." และตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 5 บัญญัติว่า "บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ของการหมั้น การสมรส..." ดังนั้น ปัญหาที่ว่าการสมรสของนางชั้นหรือของจำเลยร่วมที่ 1 ฝ่ายใดสมบูรณ์ จึงต้องวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม มาตรา 1488 อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่มีการจดทะเบียนสมรสซ้อนนั้น บัญญัติว่า "บุคคลใดจะอ้างว่า การสมรสเป็นโมฆะหรือโมฆียะไม่ได้นอกจากศาลพิพากษาว่าเป็นเช่นนั้น" ฉะนั้นการที่จำเลยร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยถือเอาคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นคำให้การและฟ้องแย้งของตน ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีฝ่ายใดฟ้องร้องให้การสมรสระหว่างนายบุญชูกับจำเลยร่วมที่ 1 เป็นโมฆะ จึงต้องถือว่าการสมรสระหว่างนายบุญชูกับจำเลยร่วมที่ 1 ยังมีความสมบูรณ์อยู่ ดังนี้ เมื่อการสมรสระหว่างนายบุญชูกับจำเลยร่วมที่ 1 ยังสมบูรณ์อยู่ จำเลยร่วมที่ 1 ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนายบุญชู จึงมีสิทธิที่จะเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์เพิ่งทราบเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ปัญหานี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้อีกเช่นกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1488 (เดิม)
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ สินธุวานิช
จำเลย — นางสาวพรพิมล สินธุวานิช
จำเลยร่วม — นางกาญจนา สินธุวานิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายพลพิพัฒน์ วรชินาคมน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประดิษฐ์ จิตต์จำนงค์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จันทร์สว่าง
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1606/2561
#621175
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายบริการที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนและเครื่องหมายการค้าที่ ว. ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เป็นประเภทเครื่องหมายคำและเป็นคำอักษรโรมันคำว่า "EIKON" เหมือนกัน มีเสียงเรียกขานอย่างเดียวกันว่า "อิ-คอน" ถือได้ว่าคล้ายกันมาก แต่ถึงขนาดทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการหรือไม่นั้น ย่อมต้องพิจารณาจากกลุ่มสาธารณชนผู้บริโภคหรือผู้รับบริการของโจทก์และผู้ใช้สินค้าของ ว. เป็นสำคัญ เมื่อโจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 42 ส่วนเครื่องหมายการค้าของ ว. ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 9 นับได้ว่าเป็นการจดทะเบียนกันคนละประเภทและต่างจำพวกกัน รายการบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียน คือ บริการการใช้เช่าคอมพิวเตอร์ บริการการออกแบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำหรับบุคคลอื่น เป็นต้น ส่วนรายการสินค้าที่ ว. ได้จดทะเบียนไว้แล้วคือ เครื่องควบคุมกระแสไฟฟ้า ฟิวส์ เต้าเสียบ สวิตช์ เป็นต้น อันเป็นกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า ถือได้ว่า รายการบริการและรายการสินค้าสองกลุ่มนี้มีลักษณะแตกต่างกัน กลุ่มผู้ใช้สินค้าและบริการเป็นคนละกลุ่มกัน เนื่องจากรายการบริการของโจทก์เน้นเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มผู้รับบริการของโจทก์จึงเป็นกลุ่มที่มีความรู้ความสนใจความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ และต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือและมีคุณภาพ ส่วนรายการสินค้าของ ว. เป็นกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการใช้สินค้า ชีวิต และทรัพย์สินของผู้บริโภคด้วย ผู้ซื้อสินค้าดังกล่าวย่อมต้องพินิจพิเคราะห์อย่างระมัดระวัง จึงมิใช่เรื่องที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดได้โดยง่าย ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแอบอิงหรือแสวงหาประโยชน์ในชื่อเสียงเกียรติคุณในเครื่องหมายการค้ากรณียังถือไม่ได้ว่าเครื่องหมายบริการที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนและเครื่องหมายการค้าที่ ว. ได้จดทะเบียนไว้แล้วคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือแจ้งคำสั่งที่ พณ 0704/3145 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 825/2556 และพิพากษาว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 728358 เป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการและมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้กับให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าวต่อไป หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือแจ้งคำสั่งที่ พณ 0704/3145 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 825/2556 ซึ่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ ให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 728358 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไอร์แลนด์ ประกอบธุรกิจการให้บริการจัดหาซอฟต์แวร์ ข้อมูล และแอปพลิเคชันสำหรับนักธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน กฎหมาย ภาษีและบัญชี วิทยาศาสตร์ และการดูแลสุขภาพ โจทก์มอบอำนาจให้นายกฤชวัชร์ฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 ทอมสัน รอยเตอร์สไฟแนนซ์ เอส.เอ.,สำนักงานสาขาประเทศสมาพันธรัฐสวิสยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "" ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับใช้กับบริการจำพวกที่ 42 รายการบริการ การให้เช่าคอมพิวเตอร์ การออกแบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำหรับบุคคลอื่น การปรับปรุงคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ให้ทันสมัยสำหรับบุคคลอื่น การให้เช่าคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ ต่อมาทอมสัน รอยเตอร์สไฟแนนซ์ เอส.เอ.,สำนักงานสาขาประเทศสมาพันธรัฐสวิสโอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวให้แก่โจทก์ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า "" ที่ไวมาร์ เอส.พี.เอ. ได้จดทะเบียนไว้แล้วสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 9 รายการสินค้า เครื่องควบคุมกระแสไฟฟ้า ฟิวส์ เต้าเสียบ สวิตช์ สวิตช์กลับทาง ปุ่มกดกระตุ้นวงจรไฟฟ้า สวิตช์ควบคุมจากระยะไกลเต้ารับไฟฟ้า อุปกรณ์ต่อเชื่อมเต้ารับ (ตลับ) โทรศัพท์ เต้ารับสัญญาณ เต้ารับสัญาณโทรทัศน์ อุปกรณ์ส่งสัญญาณแสงและเสียง เครื่องตัดวงจรไฟฟ้าเมื่อเกิดกระแสไฟฟ้ารั่วพร้อมด้วยอุปกรณ์ป้องกันกระแสไฟฟ้า เครื่องตัดวงจรกระแสไฟฟ้า เครื่องตรวจจับแก๊สและแก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์ เครื่องตรวจจับควัน เครื่องตรวจจับการปรากฏตัวอยู่ของบุคคล สวิตช์ (ตัวปรับควบคุม) ความสว่างของดวงไฟฟ้า สวิตช์ไทม์-ดีเลย์ระบบอิเล็กทรอนิกส์สวิตช์ที่ตั้งโปรแกรมได้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องรีซิสเตอร์ไฟฟ้า เครื่องควบคุมอุณหภูมิคอมมิวเทเตอร์ อุปกรณ์ที่ใช้กับระบบเสียงแบบสเตอริโอโฟนิก อุปกรณ์ควบคุมการเข้าออกเพื่อความปลอดภัยระบบอิเล็กทรอนิกส์ กล้องอินฟาเรด ตัวรับแสงอินฟาเรด สวิตช์หรี่ไฟที่มีตัวรับแสงอินฟาเรด อุปกรณ์ป้องกันการโจรกรรมและอุปกรณ์ประกอบของอุปกรณ์ป้องกันการโจรกรรมที่ไม่ใช้กับยานพาหนะ แผ่นครอบกล่องไฟฟ้า จึงมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วเห็นว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นอักษรโรมันคำว่า "EIKON" ซึ่งเป็นคำ ๆ เดียวกันกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว เครื่องหมายของทั้งสองฝ่ายเรียกขานได้ว่า อิ-คอน เช่นเดียวกัน เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายที่คล้ายกันกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนแล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการได้ แม้เครื่องหมายบริการของโจทก์ใช้กับบริการจำพวกที่ 42 ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วใช้กับสินค้าจำพวกที่ 9 ซึ่งเป็นบริการและสินค้าต่างจำพวกกันก็ตาม แต่รายการบริการและรายการสินค้ามีลักษณะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเกี่ยวกับการใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับการป้องกันการโจรกรรม จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ส่วนหลักฐานที่โจทก์นำส่งนั้นยังไม่เพียงพอที่จะแสดงว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายบริการนั้นมาเป็นเวลานานหรือมีความแพร่หลายแล้วในประเทศไทยจึงมีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายบริการคำว่า "" ที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 42 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ที่ไวมาร์ เอส.พี.เอ. ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 9 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าเครื่องหมายทั้งสองเครื่องหมายจะคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการหรือไม่นั้น นอกจากจะพิจารณาจากภาพรวมของลักษณะเครื่องหมายทั้งสองทั้งหมดแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงรายการสินค้าและรายการบริการที่เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการดังกล่าวนำไปใช้ว่าเป็นสินค้าหรือบริการจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการรวมตลอดทั้งกลุ่มผู้รับบริการหรือบริโภคสินค้าที่ใช้เครื่องหมายบริการและเครื่องหมายการค้าดังกล่าว และลักษณะของการให้บริการแก่ผู้รับบริการหรือลักษณะการขายสินค้านั้นให้แก่ผู้บริโภค สำหรับกรณีเครื่องหมายบริการคำว่า "" ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ที่ไวมาร์ เอส.พี.เอ. ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้น เมื่อพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายทั้งสองคำดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นประเภทเครื่องหมายคำอย่างเดียว และเป็นคำอักษรโรมันคำว่า "EIKON" เหมือนกัน อันมีเสียงเรียกขานอย่างเดียวกันว่า อิ-คอน มีลักษณะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยที่รูปแบบการประดิษฐ์ตัวอักษรโรมัน อันถือได้ว่าเครื่องหมายทั้งสองคำนี้มีรูปลักษณะคล้ายกันอย่างมากแต่ความคล้ายกันดังกล่าวจะถึงขนาดทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการหรือไม่นั้น ย่อมต้องพิจารณาจากกลุ่มสาธารณชนผู้บริโภคหรือผู้รับบริการของโจทก์และผู้ใช้สินค้าของไวมาร์ เอส.พี.เอ. เป็นสำคัญ เมื่อพิจารณาถึงเครื่องหมายบริการที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 42 ส่วนเครื่องหมายการค้าที่ไวมาร์ เอส.พี.เอ ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วนั้นใช้กับสินค้าจำพวกที่ 9 อันนับได้ว่าเป็นการจดทะเบียนกันคนละประเภทและต่างจำพวกกัน รายการบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าว คือ บริการการใช้เช่าคอมพิวเตอร์ บริการการออกแบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำหรับบุคคลอื่นบริการการปรับปรุงคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ให้ทันสมัยสำหรับบุคคลอื่น บริการให้เช่าคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ ส่วนรายการสินค้าที่ใช้กับเครื่องหมายการค้าที่มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว คือ เครื่องควบคุมกระแสไฟฟ้า ฟิวส์ เต้าเสียบ สวิตช์ สวิตช์กลับทาง ปุ่มกดกระตุ้นวงจรไฟฟ้า สวิตช์ควบคุมจากระยะไกล เต้ารับไฟฟ้าอุปกรณ์ต่อเชื่อมเต้ารับ (ตลับ) โทรศัพท์ เต้ารับสัญญาณ เต้ารับสัญญาณโทรทัศน์ อุปกรณ์ส่งสัญญาณแสงและเสียงเครื่องตัดวงจรไฟฟ้าเมื่อเกิดกระแสไฟฟ้ารั่วพร้อมด้วยอุปกรณ์ป้องกันกระแสไฟฟ้า เครื่องตัดวงจรกระแสไฟฟ้า เครื่องตรวจจับแก๊สและแก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์ เครื่องตรวจจับควัน เครื่องตรวจจับการปรากฏตัวอยู่ของบุคคลสวิตช์ (ตัวปรับควบคุม) ความสว่างของดวงไฟฟ้า สวิตช์ไทม์ดีเลย์ระบบอิเล็กทรอนิกส์สวิตช์ที่ตั้งโปรแกรมได้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องรีซิสเตอร์ไฟฟ้า เครื่องควบคุมอุณหภูมิคอมมิวเทเตอร์ อุปกรณ์ที่ใช้กับระบบเสียงแบบสเตอริโอโฟนิก อุปกรณ์ควบคุมการเข้าออกเพื่อความปลอดภัยระบบอิเล็กทรอนิกส์ กล้องอินฟาเรด ตัวรับแสงอินฟาเรด สวิตช์หรี่ไฟฟ้าที่มีตัวรับแสงอินฟาเรด อุปกรณ์ป้องกันการโจรกรรมและอุปกรณ์ประกอบของอุปกรณ์ป้องกันการโจรกรรมที่ไม่ใช้กับยานพาหนะ แผ่นครอบกล่องไฟฟ้า อันเป็นกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งถือได้ว่ารายการบริการและรายการสินค้าสองกลุ่มนี้มีลักษณะแตกต่างกัน กลุ่มผู้รับบริการของโจทก์กับกลุ่มผู้ใช้สินค้าของไวมาร์ เอส.พี.เอ เป็นคนละกลุ่มกัน เนื่องจากรายการบริการของโจทก์เป็นรายการบริการที่เน้นเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มผู้รับบริการของโจทก์จึงเป็นกลุ่มที่มีความรู้ความสนใจด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ และต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือและมีคุณภาพของการให้บริการติดตามซ่อมบำรุงด้วย หาใช่พิจารณาเพียงเครื่องหมายบริการประการเดียวไม่ ส่วนรายการสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าที่ไวมาร์ เอส.พี.เอ. ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วนั้นเป็นกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าซึ่งเป็นสินค้าที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการใช้สินค้า ชีวิต และทรัพย์สินของผู้บริโภคด้วย ผู้ที่มีความประสงค์จะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าไว้ใช้สอยในชีวิตประจำวันย่อมต้องพินิจพิเคราะห์อย่างระมัดระวังโดยมิได้พิจารณาแต่เพียงเครื่องหมายการค้าแล้วตัดสินใจเลือกซื้อทันที เพราะต้องพิจารณาจากข้อมูลต่าง ๆ ในเอกสารโฆษณา ตัวสินค้าที่แท้จริง และการทดลองใช้สินค้าก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อ รวมทั้งความน่าเชื่อถือในผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ให้บริการหลังการขายด้วย จึงมิใช่เรื่องที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดได้โดยง่าย โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการนั้นย่อมเกิดขึ้นได้ยาก ทั้งตามพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบมาก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "" ตามคำขอเลขที่ 728358 โดยมุ่งประสงค์จะแอบอิงหรือแสวงหาประโยนช์ในชื่อเสียงเกียรติคุณในเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของไวมาร์ เอส.พี.เอ. ที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว กรณียังไม่อาจถือได้ว่าเครื่องหมายบริการคำว่า "" ที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ ตามคำขอเลขที่ 728358 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของที่ไวมาร์ เอส.พี.เอ. ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วตามทะเบียนเลขที่ ค303678 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการ อันจะเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 6 (3) และมาตรา 13 ดังที่จำเลยอุทธรณ์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยและพิพากษามานั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 80 ม. 6 (3) ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ทอมสัน รอยเตอร์ส โกลบอล รีซอร์เซส
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายรัชชา สุทธิมา
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1577/2561
#621185
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 91/13 (2) บัญญัติว่า ผู้ประกอบกิจการที่ประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีเฉพาะ และวรรคสอง บัญญัติว่า ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะพิจารณาว่าการประกอบกิจการในลักษณะใดเป็นการประกอบกิจการชั่วคราว ซึ่งตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ เรื่อง การกำหนดกิจการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ข้อ 1 (1) กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ประกอบกิจการตามมาตรา 4 (5) แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 โดยการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิใช่การขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 4 (1) (2) (3) และ (4) แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 เป็นการประกอบกิจการชั่วคราว

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 โจทก์ซื้อที่ดินรวม 4 โฉนด พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารร้างที่ยังสร้างไม่เสร็จเพื่อจะนำมาก่อสร้างให้เสร็จเพื่อใช้เป็นอาคารที่ทำการ และที่เก็บสินค้าของโจทก์ ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2553 โจทก์ขายที่ดินพร้อมอาคารในสภาพเดิม ราคาเดิมและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว เมื่อการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการตามมาตรา 4 (5) แห่ง พ.ร.ฎ.ฯ (ฉบับที่ 342) โดยการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิใช่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 4 (1) (2) (3) และ (4) อันเป็นการประกอบกิจการชั่วคราว ตามมาตรา 91/13 โจทก์จึงไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด.73.1-06731060-25550928-002-00001 ถึง 00002 ลงวันที่ 28 กันยายน 2555 และเพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ ภ.ธ.73.1-06731060-25550928-006-00001 ถึง 00012 ลงวันที่ 28 กันยายน 2555 รวมทั้งเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.6 (นฐ)/329 ถึง 331/2556 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 และให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด.73.1-06731060-25550928-002-00001 ลงวันที่ 28 กันยายน 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.6 (นฐ)/329/2556 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 จากที่ประเมินและวินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมเป็นเงินภาษี 994,676.07 เงินเพิ่ม (คำนวณถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2555) 253,642.40 บาท และเบี้ยปรับ 497,339.04 บาท รวมเป็นเงิน 1,745,656.51 บาท เป็นให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมเป็นเงินภาษี 371,536.06 บาท เบี้ยปรับ 185,768.03 บาท และเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียโดยไม่รวมเบี้ยปรับ นับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสีย และให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด. 73.1-06731060-25550928-002-00002 ลงวันที่ 28 กันยายน 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.6 (นฐ)/330/2556 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 จากที่ประเมินและวินิจฉัยให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคล จำนวน 104,865.81 บาท เป็นให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มดังกล่าว 42,542.81 บาท และให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ ภธ.73.1-06731060-25550928-006-00012 ลงวันที่ 28 กันยายน 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.6 (นฐ)/331/2556 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 จากที่ประเมินและวินิจฉัยให้โจทก์ชำระรายได้ส่วนท้องถิ่น 100.23 บาท สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2553 เป็นให้โจทก์ชำระรายได้ส่วนท้องถิ่นดังกล่าว 43.30 บาท และให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ภธ.73.1-06731060-25550928-006-0001 ถึง 00011 ลงวันที่ 28 กันยายน 2555 ทั้งหมด และตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ ภธ.73.1-06731060-25550928-006-00012 ลงวันที่ 28 กันยายน 2555 เฉพาะส่วนเบี้ยปรับจำนวน 432.97 บาท รวมถึงคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.6 (นฐ)/331/2556 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 เฉพาะส่วนเบี้ยปรับ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางได้รับรองว่ามีเหตุอันสมควรอุทธรณ์ได้

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 โจทก์ซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 57673, 57674, 57677 และ 57678 ตำบลคลองใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนายกิติศักดิ์ ในราคา 1,000,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 โจทก์ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 57677 และ 57678 ตำบลคลองใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายเจษฎากับพวกรวม 3 คน ในราคา 500,000 บาท และขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 57673 และ 57674 ตำบลคลองใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายเลิศศักดิ์กับพวกรวม 3 คน ในราคา 500,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 โดยลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้นิติบุคคลคงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับ และประเมินเงินเพิ่มตามกฎหมาย เป็นภาษีที่โจทก์ต้องชำระ 994,676.07 บาท เบี้ยปรับ 497,338.04 บาท รวม 1,745,656.51 บาท และประเมินเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคล ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (ภ.ง.ด.51) รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 สำหรับกรณีที่โจทก์ยื่นแบบ แสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (ภ.ง.ด.51) แต่ไม่แสดงประมาณการกำไรสุทธิ ถือว่าโจทก์ประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเงินเพิ่ม 104,856.81 บาท รวมทั้งประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2553 ถึงเดือนธันวาคม 2553 สำหรับกรณีโจทก์มิได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบกิจการภาษีธุรกิจเฉพาะในเดือนภาษีดังกล่าว และไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะในเดือนภาษีธันวาคม 2553 โดยลดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะคงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย เป็นภาษีที่โจทก์ต้องชำระ 432.97 บาท เบี้ยปรับรวม 10,822.10 บาท เงินเพิ่ม 136.39 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่นรวม 1,139.14 บาท รวมทั้งสิ้น 12,530.60 บาท โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวโดยชอบแล้ว โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยขอให้ยกเลิกการประเมินและขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ต่อมาเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหมด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า โจทก์ซื้ออสังหาริมทรัพย์พิพาทมาและขายไป โจทก์ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มาตรา 91/13 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า

"ผู้ประกอบกิจการดังต่อไปนี้ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ

(1) ผู้ประกอบกิจการขายหลักทรัพย์ตามมาตรา 91/2 (7)

(2) ผู้ประกอบกิจการที่ประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว

(3) ผู้ประกอบกิจการอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนดเมื่อมีเหตุอันสมควร

ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะพิจารณากำหนดว่า การประกอบกิจการในลักษณะใดเป็นการประกอบกิจการชั่วคราวตาม (2)"

ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ เรื่อง การกำหนดกิจการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ มีดังนี้

"ข้อ 1 กำหนดให้กิจการดังต่อไปนี้ เป็นการประกอบกิจการชั่วคราว

(1) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ประกอบกิจการตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 โดยการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิใช่การขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 4 (1) (2) (3) และ (4) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541

(2) การขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541"

ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์เฉพาะ ที่ต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังต่อไปนี้เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร

(1) การขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการจัดสรรที่ดิน

(2) การขายห้องชุดของผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด

(3) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อขาย รวมถึงการขายที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าว

(4) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) หรือ (3) เฉพาะกรณีที่มีการแบ่งขาย หรือมีการแบ่งแยกไว้เพื่อขาย โดยได้จัดทำถนนหรือสิ่งสาธารณูปโภคอื่น หรือให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีสิ่งดังกล่าว

(5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเฉพาะของนิติบุคคลตามมาตรา 77/1 แห่งประมวลรัษฎากร

(6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่ ฯลฯ"

เห็นได้ว่า การประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะที่ถือว่าเป็นการประกอบกิจการเป็นการชั่วคราวไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/13 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวข้างต้น คือการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเฉพาะของนิติบุคคลตามมาตรา 77/1 แห่งประมวลรัษฎากร โดยการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิใช่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้ได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการจัดสรรที่ดิน การขายห้องชุดของผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด การขายอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างขึ้นเพื่อขาย รวมถึงที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าว และการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะดังกล่าวข้างต้น แต่มีการแบ่งขายหรือมีการแบ่งแยกไว้เพื่อขาย โดยได้จัดทำถนนหรือสิ่งสาธารณูปโภคอื่นหรือให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีสิ่งดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวัตถุประสงค์ในการจดทะเบียนบริษัทของโจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าอสังหาริมทรัพย์ด้วย เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 โจทก์ซื้อที่ดินรวม 4 โฉนด พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารร้างที่ยังสร้างไม่เสร็จ รวมราคา 1,000,000 บาท เพื่อจะนำมาก่อสร้างให้เสร็จเพื่อใช้เป็นอาคารที่ทำการ และที่เก็บสินค้าของโจทก์ ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2553 โจทก์ขายที่ดินพร้อมอาคารในสภาพเดิมในราคา 1,000,000 บาท โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว เมื่อการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 โดยการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิใช่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 4 (1) (2) (3) และ (4) โดยเป็นการประกอบกิจการชั่วคราว ตามมาตรา 91/13 แห่งประมวลรัษฎากร การที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินให้โจทก์ต้องชำระเบี้ยปรับ กรณีการประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/21 (6) ประกอบมาตรา 89 (1) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2553 เป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้ก็เป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ข้อนี้ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/13
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ เรื่อง การกำหนดกิจการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็นเคไอ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเฉลิมพล นาคสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1564/2561
#622118
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อมีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นพิจารณาได้เอง หรือคู่ความฝ่ายที่เสียหายมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนได้ ส่วนระยะเวลาในการยื่นคำร้อง มาตรา 27 วรรคสอง กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยื่นไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทุกกรณีไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือหลังจากศาลพิพากษา คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำสั่งศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 14 มิถุนายน 2559 ในวันนัดดังกล่าว ศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาซึ่งมีคำสั่งว่าไม่อนุญาตให้โจทก์นำสืบพยานเพิ่มเติม ให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสามฉบับ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป และศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา หากโจทก์เห็นว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดหลงหรือผิดระเบียบ โจทก์ต้องยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวและต้องไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง แต่โจทก์มิได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีคำสั่งของศาลชั้นต้นที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาของศาลชั้นต้น จึงเป็นการปฏิบัติที่ผิดขั้นตอนไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. ซึ่งศาลอุทธรณ์ไม่อาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วม โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 30 กันยายน 2558 แต่ในวันที่ 29 กันยายน 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้งดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและให้ส่งสำนวนคืนศาลฎีกา ซึ่งก่อนหน้านี้ในวันที่ 25 กันยายน 2558 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาครั้งที่ 1 และคำร้องขอสืบพยานเพิ่มในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและส่งสำนวนคืนศาลฎีกาพิจารณา

ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำสั่งศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 14 มิถุนายน 2559 แต่ในวันที่ 13 มิถุนายน 2559 โจทก์ยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาครั้งที่ 2 และยื่นคำร้องขอสืบพยานเพิ่มในชั้นฎีกาตามที่ขอระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้งดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและให้ส่งสำนวนคืนศาลฎีกามาด้วย

ครั้นถึงวันนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเฉพาะในคำร้องขอสืบพยานเพิ่มในชั้นฎีกาของโจทก์ว่า ศาลฎีกามีซองคำสั่งในเรื่องดังกล่าวมาให้ศาลชั้นต้นอ่านในวันนี้แล้ว ให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งในคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาครั้งที่ 2 ของโจทก์ว่า ศาลยกคำร้องขอสืบพยานเพิ่มแล้ว จึงยกคำแถลงนี้ ในวันดังกล่าวศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกา โดยศาลฎีกามีคำสั่งว่า ไม่อนุญาตให้โจทก์นำสืบพยานเพิ่มเติม ให้ยกคำร้องทั้งสามฉบับ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป และศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 13 มิถุนายน 2559 ขอให้ศาลชั้นต้นงดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและส่งสำนวนคืนศาลฎีกา เนื่องจากโจทก์แถลงขอระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ครั้งที่ 2 และยื่นคำร้องขอสืบพยานเพิ่มในชั้นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นไม่สั่งคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นงดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวของโจทก์ และได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ การที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการก้าวล่วงอำนาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณาว่าสมควรจะให้โจทก์สืบพยานหรือไม่ นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อมีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นพิจารณาได้เอง หรือคู่ความฝ่ายที่เสียหายมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนได้ ส่วนระยะเวลาในการยื่นคำร้อง มาตรา 27 วรรคสอง กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยื่นไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ซึ่งระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวนี้ใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทุกกรณีไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือหลังจากศาลพิพากษา คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำสั่งศาลฎีกาและคำพิพากษาฎีกาในวันที่ 14 มิถุนายน 2559 โดยในวันนัดดังกล่าว ศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งศาลฎีกา ซึ่งมีคำสั่งว่าไม่อนุญาตให้โจทก์นำสืบพยานเพิ่มเติม ให้ยกคำร้องทั้งสามฉบับ (เดิม) และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป และศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดหลงหรือผิดระเบียบโจทก์ต้องยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวและต้องไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง แต่โจทก์มิได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีคำสั่งของศาลชั้นต้นที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาของศาลชั้นต้น จึงเป็นการปฏิบัติผิดขั้นตอนไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งศาลอุทธรณ์ไม่อาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 วรรคหนึ่ง ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอดิทักต์ ธนูวัฒนชัย
จำเลย — นางสุวิตรา ธนูวัฒนชัย กับพวก
จำเลยร่วม — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสวัสดิ์ คงใหม่
ศาลอุทธรณ์ — นายธวัชชัย นิธิพิเชฐ
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
จิรนิติ หะวานนท์
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1555/2561
#630439
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 280 (เดิม) และอาจใช้สิทธิคัดค้านการขายทอดตลาดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ (เดิม) แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ร้องเป็นผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดได้ก่อนหน้าครั้งนี้ถึง 4 ครั้ง แต่กลับอ้างเหมือนกันทุกครั้งว่าไม่สามารถชำระราคาได้แล้วมาคัดค้านในการขายทอดตลาดครั้งต่อไป กลายเป็นว่าบุคคลภายนอกเมื่อเข้ามาประมูลซื้อทรัพย์ได้แล้วแต่ไม่ยอมชำระราคา กลับมีสิทธิที่จะยับยั้งหรือประวิงการบังคับคดีได้เรื่อยไป ทำให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งเป็นคู่ความเดิมเสียหายได้จากการบังคับคดีที่ล่าช้า ทั้งทำให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องขายทอดตลาดใหม่เรื่อยมา เช่นนี้ย่อมเป็นการยืนยันว่าการใช้สิทธิของผู้ร้องมิได้เป็นไปโดยสุจริต ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 4907 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลได้ แต่ไม่ชำระราคา ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวโดยปลอดจำนองให้ นางสาว จ. ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 2,650,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 4907 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ให้ผู้ซื้อทรัพย์ได้มีโอกาสโต้แย้งคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2554 ของผู้ร้องเสียใหม่ โดยกำหนดเวลาให้ผู้ซื้อทรัพย์คัดค้านแล้วพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 4907 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดสิ่งปลูกสร้างและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 4907 ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลายครั้ง ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลได้รวม 4 ครั้ง แต่ไม่ชำระราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องประกาศขายทอดตลาดใหม่ ครั้งหลังสุดผู้ร้องประมูลได้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2553 ในราคา 3,250,000 บาท ผู้ร้องไม่ชำระราคาอีก แต่ขอขยายระยะเวลาชำระเงิน เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งไม่อนุญาต และประกาศขายทอดตลาดใหม่ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 อันเป็นครั้งที่พิพาทกันในคดีนี้ โดยในการขายทอดตลาดครั้งพิพาทนี้ผู้ซื้อทรัพย์ให้ราคา 2,650,000 บาท ผู้ร้องคัดค้านราคา แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีวินิจฉัยว่าผู้ร้องมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี จึงไม่รับฟังคำคัดค้านและเคาะไม้ขายให้ผู้ซื้อทรัพย์ในราคาดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 (เดิม) มีสิทธิคัดค้านการขายทอดตลาดในราคาต่ำ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยต่อไปว่า การขายทอดตลาดครั้งพิพาทชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ (เดิม) แล้ว จึงพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาดครั้งพิพาทนี้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 (เดิม) และกรณีอาจใช้สิทธิคัดค้านการขายทอดตลาดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ (เดิม) แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตด้วย กรณีนี้ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้ในการขายทอดตลาดครั้งก่อน แต่ผู้ร้องก็ไม่ยอมชำระราคาทรัพย์ที่ตนประมูลได้ แล้วมาคัดค้านในการขายทอดตลาดครั้งต่อไป กลายเป็นว่าบุคคลภายนอกเมื่อเข้ามาประมูลซื้อทรัพย์ได้แล้วแต่ไม่ยอมชำระราคา กลับมีสิทธิที่จะยับยั้งหรือประวิงการบังคับคดีได้เรื่อยไป ทำให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งเป็นคู่ความเดิมเสียหายได้จากการบังคับคดีที่ล่าช้า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากผู้ร้องตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ผู้ร้องเป็นผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดได้ก่อนหน้าครั้งนี้ถึง 4 ครั้ง แต่กลับอ้างเหมือนกันทุกครั้งว่าไม่สามารถชำระราคาได้ทำให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องขายทอดตลาดใหม่เรื่อยมา เช่นนี้ย่อมเป็นการยืนยันว่า การใช้สิทธิของผู้ร้องมิได้เป็นไปโดยสุจริต ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 280 (เดิม) ม. 309 ทวิ (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
ผู้ร้อง — นาง น.
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาว จ.
จำเลย — นาย ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายชาตรี ใหม่วิจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายนำ กรุยรุ่งโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
พศวัจณ์ กนกนาก
ภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1518/2561
#621396
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ผู้คัดค้านยอมรับว่าผู้ตายทำพินัยกรรมดังกล่าว แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมโดยถูกหลอก และมีการสมคบกัน ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ผู้ตายไม่ได้แจ้งข้อความที่ตนประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพญาไท พยานในพินัยกรรมมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับ ก. ผู้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม และพินัยกรรมมีพิรุธ ผู้คัดค้านจึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นตามข้อกล่าวอ้างของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ผู้ร้องหามีหน้าที่ต้องนำเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำพินัยกรรมและแพทย์ผู้ออกใบรับรองแพทย์มาเป็นพยาน เมื่อได้ความว่าผู้ตายแจ้งข้อความที่ตนประสงค์ให้เจ้าหน้าที่จดต่อหน้าพยานสองคน เชื่อว่าเจ้าหน้าที่เห็นแล้วว่าผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์จึงทำพินัยกรรมให้ ฟังได้ว่าขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ประกอบกับผู้คัดค้านไม่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นตามข้ออ้าง พยานหลักฐานผู้คัดค้านไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานผู้ร้อง เมื่อพินัยกรรมมีรายการถูกต้องครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1658 จึงสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย ตามพินัยกรรมข้อ 1 ระบุว่า ผู้ตายยกทรัพย์สินให้แก่ ก. และข้อ 3 ระบุว่า ได้ตัดทายาทโดยธรรมคนอื่น ๆ มิให้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านย่อมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคท้าย จึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องคัดค้านและขอตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางวิมลพรรณ ผู้ตาย ตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายสุเทพย์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนางวิมลพรรณ ผู้ตาย ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายกณภัทร และผู้คัดค้านต่างเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางวิมลพรรณ ผู้ตาย เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ที่สำนักงานเขตพญาไท ยกทรัพย์มรดกให้นายกณภัทร ตัดทายาทโดยธรรมคนอื่น ๆ ไม่ให้มีสิทธิรับมรดก และให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อตนถึงแก่ความตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องมีภาระในการตรวจพิสูจน์ความถูกต้องของพินัยกรรม เมื่อผู้ร้องไม่นำเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในการจัดทำพินัยกรรมดังกล่าวมาเป็นพยานยืนยันความถูกต้องของการจัดทำและได้จัดทำขึ้นตามความประสงค์ของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า ผู้คัดค้านมีภาระในการพิสูจน์ จึงไม่ถูกต้อง รับฟังไม่ได้ว่าพินัยกรรม เป็นพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองอย่างแท้จริง เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ซึ่งมีนายวรเศรษฐ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการเขตพญาไท ผู้จัดทำพินัยกรรมบันทึกไว้ตอนท้ายหน้า 2 ว่า ข้าพเจ้าได้จดและอ่านข้อความที่ทำเป็นพินัยกรรมขึ้นนั้นให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง ผู้ทำพินัยกรรมและพยานได้รับรองข้อความว่าถูกต้องและลงลายมือชื่อในพินัยกรรม นับว่าพินัยกรรมฉบับนี้ได้ทำขึ้นถูกต้องตามบทบัญญัติอนุมาตรา 1 ถึง 3 ของมาตรา 1658 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ผู้คัดค้านยอมรับว่า ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมจริง แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมโดยถูกหลอก และมีการสมคบกัน ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ผู้ตายไม่ได้เป็นผู้แจ้งข้อความที่ประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพญาไท พยานในพินัยกรรมมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับนายกณภัทร ผู้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม และพินัยกรรมมีพิรุธ ผู้คัดค้านจึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นตามข้อกล่าวอ้างของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ผู้ร้องหามีหน้าที่ต้องนำเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำพินัยกรรมมาเป็นพยานยืนยันความถูกต้องของพินัยกรรมดังกล่าวดังที่ผู้คัดค้านฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าผู้คัดค้านมีภาระการพิสูจน์ จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า พินัยกรรมเกิดจากการสมรู้ร่วมคิดและแบ่งหน้าที่กันทำของผู้ร้องและนายกณภัทร มิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงของผู้ตาย เห็นว่า เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องไม่นำแพทย์ที่ออกใบรับรองแพทย์ มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงถึงสภาพร่างกายและความมีสติสัมปชัญญะของผู้ตาย จึงมีข้อพิรุธถึงความไม่ถูกต้องของพินัยกรรมนั้น เห็นว่า การทำพินัยกรรมได้กระทำต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นคนกลางมิได้มีส่วนได้เสียใด ๆ โดยผู้ตายได้แจ้งความประสงค์ในการทำพินัยกรรมของตนเพื่อให้เจ้าหน้าที่จดข้อความดังกล่าวต่อหน้าพยาน 2 คน จึงเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำพินัยกรรมได้สอบถามและพูดคุยกับผู้ตายแล้วเห็นว่าผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์สามารถทำพินัยกรรมจึงได้ทำพินัยกรรมขึ้นโดยมิได้พิจารณาเพียงใบรับรองแพทย์ ที่ระบุว่าผู้ตายมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี และมีสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังปรากฏในพินัยกรรม ข้อ 4 ที่ระบุว่า ...ขณะทำพินัยกรรมนี้ ข้าพเจ้า(ผู้ตาย) มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดี สามารถพูดคุยรู้เรื่อง...ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าขณะทำพินัยกรรม ผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ประกอบกับผู้คัดค้านมีภาระในการพิสูจน์ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น แต่ผู้คัดค้านไม่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นตามที่อ้างผู้ร้องจึงไม่จำเป็นต้องนำแพทย์ผู้ออกใบรับรองแพทย์ดังกล่าวมาเบิกความตามที่ผู้คัดค้านฎีกา พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของผู้ร้องได้เมื่อพินัยกรรมมีรายการถูกต้องครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 จึงสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้น เมื่อพินัยกรรม ข้อ 1 ระบุว่า ผู้ตายได้ยกทรัพย์สินให้แก่นายกณภัทร และข้อ 3 ได้ตัดทายาทโดยธรรมคนอื่นๆ มิให้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย เช่นนี้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทจึงเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องคัดค้านและขอตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1608 วรรคท้าย ม. 1658 ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสุเทพย์ ปานบุญ
ผู้คัดค้าน — นายสัมฤทธิ์ ศรีเสริมวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1497/2561
#638498
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 138, 140, 289, 358 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ จำเลยให้การรับสารภาพ และศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดที่จำเลยกระทำในคำพิพากษาไว้ชัดเจนว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนกับร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด นอกจากนี้จำเลยกับพวกยังร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับร่วมกันทำให้เสียทรัพย์เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเป็นกระทงแรก จำเลยกับพวกยังร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด เป็นการกระทำกรรมเดียวให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพียงบทเดียวเป็นกระทงที่สอง และจำเลยกับพวกร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นกระทงที่สาม ซึ่งศาลชั้นต้นระวางโทษตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคสาม, 289 (2) ประกอบมาตรา 80, มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 358 มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 กับมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 60 และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ตามลำดับความผิดข้างต้น เมื่อจำเลยอายุ 17 ปีเศษ กรณีไม่อาจระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตจำเลยได้ ตาม ป.อ. มาตรา 18 วรรคสอง ต้องเปลี่ยนระวางโทษเป็นห้าสิบปี ตาม ป.อ. มาตรา 18 วรรคสาม ดังนั้น เมื่อเป็นการพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษกระทงละ 33 ปี 4 เดือน ซึ่งจะต้องลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยตามมาตรา 75 กึ่งหนึ่ง และเมื่อลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง แล้วคงลงโทษได้กระทงละ 16 ปี 8 เดือน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้วจำคุก 25 ปี จึงเป็นการระวางโทษตามความผิดสำเร็จโดยไม่ได้ระวางโทษฐานพยายาม กรณีถือได้ว่าเป็นการพิพากษาโดยผิดหลง เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษเสียใหม่ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้องเพื่อการบังคับคดีตามคำพิพากษาเมื่อจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำเลยไว้ได้ ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 138, 140, 289, 358 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคสาม, 289 (2), 80, 289 (4), 80 ประกอบมาตรา 60, 358 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม, 52 ให้กึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานร่วมกันต่อสู้ ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธปืน กับฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ เป็นความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 25 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกระทงแรกกับฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์เป็นความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 25 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกระทงที่สอง กับฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด เป็นความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษจำเลยเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 25 ปี และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกระทงที่สาม จำคุก 25 ปี รวมทุกกระทงจำคุก 100 ปี 12 เดือน และปรับ 15,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 50 ปี และปรับ 7,500 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจังหวัดตรัง 3 ครั้งต่อเดือน ให้พนักงานคุมประพฤติส่งจำเลยไปตรวจหาสารเสพติดทุกครั้ง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งมึนเมาทุกชนิด ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ได้ ห้ามเที่ยวเตร่ยามวิกาลและห้ามเล่นการพนัน ให้ทำงานเป็นกิจจะลักษณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 144 หากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา มีกำหนด 37 วัน ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 และจำเลยไม่อุทธรณ์คดีถึงที่สุดแล้ว

ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ อ้างว่าศาลชั้นต้นมิได้ลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยตามประมวลฎหมายอาญา มาตรา 80

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำพิพากษาได้พิมพ์ผิดพลาดจึงมีคำสั่งให้แก้ไขคำพิพากษาโดยให้กำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ เป็นกรรมเดียวกับฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 16 ปี 8 เดือน กระทงแรก ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวกับฐานทำให้เสียทรัพย์ ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 16 ปี 8 เดือน กระทงที่สอง ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กับฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษจำเลยเพียงบทเดียว จำคุก 16 ปี 8 เดือน กระทงที่สาม ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุก 16 ปี 8 เดือน รวมทุกกระทงจำคุก 64 ปี 44 เดือน และปรับ 15,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมาย มาตรา 78 คงจำคุก 32 ปี 22 เดือน และปรับ 7,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาเดิม

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นและยกคำร้องของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ยกคำร้องของจำเลยชอบหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดที่จำเลยกระทำในคำพิพากษาไว้ชัดเจนว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนกับร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด นอกจากนี้จำเลยกับพวกร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับร่วมกันทำให้เสียทรัพย์เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเป็นกระทงแรก จำเลยกับพวกยังร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด เป็นการกระทำกรรมเดียวให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพียงบทเดียว เป็นกระทงที่สอง และจำเลยกับพวกร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นกระทงที่สาม ซึ่งศาลชั้นต้นระวางโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรคสาม, 289 (2) ประกอบมาตรา 80, มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 358, มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 กับมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 60 และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ตามลำดับสำหรับความผิดข้างต้น เนื่องจากจำเลยอายุ 17 ปีเศษ กรณีไม่อาจระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 วรรคสอง ต้องเปลี่ยนระวางโทษเป็นห้าสิบปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 วรรคสาม ดังนั้น เมื่อเป็นการพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษกระทงละ 33 ปี 4 เดือน ซึ่งจะต้องลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยตามมาตรา 75 กึ่งหนึ่ง และเมื่อต้องลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้วคงลงโทษได้กระทงละ 16 ปี 8 เดือน การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยโดยไม่ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้วจำคุกกระทงละ 25 ปี จึงเป็นการระวางโทษตามความผิดสำเร็จโดยไม่ได้ระวางโทษฐานพยายาม กรณีถือได้ว่าเป็นการพิพากษาโดยผิดหลง ชอบที่ศาลชั้นต้นจะแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้องเพื่อการบังคับคดีตามคำพิพากษาเมื่อจำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำเลยไว้ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดสงขลา
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายสุรพันธ์ สุวรรณประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสายัณห์ ศรีดวม
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
พิศล พิรุณ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1476/2561
#619384
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากพระภิกษุ ป. และเข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา แต่ที่ดินพิพาทกลับมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของ และมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับซื้อฝาก เป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท เท่ากับเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองโต้แย้งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ โจทก์จึงเสนอคดีของตนต่อศาลได้ ส่วนที่ดินพิพาทไม่ใช่แปลงเดียวกับที่โจทก์ซื้อมาจากพระภิกษุ ป. หรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความจะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์ซื้อมาจากพระภิกษุ ป. และเข้าครอบครองทำประโยชน์ หาใช่เป็นการครอบครองที่ดินผิดแปลง แม้การให้ที่ดินพิพาทระหว่าง ส. กับพระภิกษุ ป. ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 แต่เมื่อ ส. สละการครอบครองและโอนการครอบครองโดยส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่พระภิกษุ ป. การครอบครองของ ส. ย่อมสิ้นสุดลง พระภิกษุ ป. ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367, 1377 และ 1378 และแม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างพระภิกษุ ป. กับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อพระภิกษุ ป. ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยสละการครอบครองและส่งมอบที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ค. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. จึงไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งไม่ใช่มรดกของ ส. ให้แก่ ป. ป. ย่อมไม่ได้สิทธิครอบครอง ส่วนจำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ไม่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ตามความจริง จึงไม่ใช่เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และไม่มีสิทธิขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แม้การขายฝากระหว่างจำเลยทั้งสองจะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสุจริต และเสียค่าตอบแทน ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท การที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5336 เลขที่ดิน 384 ตำบลโคกทราย อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องรบกวนสิทธิในที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายภูมิบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนและขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5336 เลขที่ดิน 384 ตำบลโคกทราย อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องรบกวนสิทธิในที่ดินพิพาทอีกต่อไป และให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เดิมนางส้มหรือฉ่ำกกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 708 ตำบลโคกทราย อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง เมื่อปี 2510 นางส้มยกที่ดินดังกล่าวให้แก่พระภิกษุเปี่ยม และนางเปื้อมซึ่งเป็นบุตร พระภิกษุเปี่ยมขายที่ดินส่วนของตนให้แก่โจทก์ แต่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เมื่อนางส้มถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางเปื้อมเป็นผู้จัดการมรดก นางเปื้อมยื่นคำขอแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ที่ดินที่แบ่งแยกออกมาเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 5336 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท ต่อมาพระภิกษุเปี่ยมยื่นคำร้องขอให้ถอนนางเปื้อมออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนนางเปื้อมออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ปี 2551 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางเคียงเป็นผู้จัดการมรดกของนางส้ม วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 นางเปื้อมจึงจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 708 และที่ดินพิพาทให้แก่นางเคียงในฐานะผู้จัดการมรดกของนางส้ม ในวันเดียวกัน นางเคียงในฐานะผู้จัดการมรดกของนางส้มจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทให้แก่นางเปื้อม หลังจากนั้นมีการทำนิติกรรมในที่ดินพิพาทอีกหลายทอดต่างวันกัน กล่าวคือ นางเปื้อมจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่นายวิมลโดยเสน่หา นายวิมลจดทะเบียนขายให้แก่นางชัชฎา นางชัชฎาจดทะเบียนขายฝากให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 25 กรกฎาคม 2554 นางเคียงในฐานะผู้จัดการมรดกของนางส้มจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 708 ให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาข้อแรกต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 5336 โดยซื้อมาจากพระภิกษุเปี่ยมและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา แต่ที่ดินพิพาทกลับมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของ และมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับซื้อฝาก เป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง เช่นนี้เท่ากับเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองโต้แย้งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงเสนอคดีของตนต่อศาลได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ส่วนที่ดินพิพาทไม่ใช่แปลงเดียวกับที่โจทก์ซื้อมาจากพระภิกษุเปี่ยมอย่างที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกาหรือไม่นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความจะต้องนำสืบพิสูจน์ในชั้นพิจารณา หาทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และศาลมีอำนาจพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความเกี่ยวกับความเป็นมาของที่ดินพิพาทได้อย่างชัดแจ้งพร้อมมีบันทึกถ้อยคำ ซึ่งมีข้อความที่เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกระบุไว้ชัดเจนว่า ที่ดินแปลงที่ต้องโอนให้โจทก์ คือ ที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ซื้อมาจากพระภิกษุเปี่ยมและทำนามาแล้ว 15 ปี จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้งในเรื่องนี้ให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์ซื้อจากพระภิกษุเปี่ยมและเข้าครอบครองทำประโยชน์ หาใช่เป็นการครอบครองที่ดินผิดแปลงอย่างที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ แม้การให้ที่ดินพิพาทระหว่างนางส้มกับพระภิกษุเปี่ยมไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 ก็ตาม แต่เมื่อนางส้มสละการครอบครองและโอนการครอบครองโดยส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่พระภิกษุเปี่ยม ดังนี้ การครอบครองที่ดินพิพาทของนางส้มย่อมสิ้นสุดลง นางส้มไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท พระภิกษุเปี่ยมย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 มาตรา 1377 และมาตรา 1378 และแม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างพระภิกษุเปี่ยมกับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อพระภิกษุเปี่ยมขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว พระภิกษุเปี่ยมได้สละการครอบครองและโอนการครอบครองโดยส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การครอบครองที่ดินพิพาทของพระภิกษุเปี่ยมย่อมสิ้นสุดลง พระภิกษุเปี่ยมไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 มาตรา 1377 และมาตรา 1378 นางเคียงในฐานะผู้จัดการมรดกของนางส้มจึงไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งไม่ใช่มรดกของนางส้มให้แก่นางเปื้อม นางเปื้อมย่อมไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เมื่อนางเปื้อมไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท บุคคลอื่นซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทต่อมา รวมทั้งจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิครอบครองด้วย แม้จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) และได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด โจทก์สามารถนำสืบข้อเท็จจริงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้ซื้อและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 1 ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาททางทะเบียนโดยรับซื้อฝากมาจากนางชัชฎาซึ่งไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามความเป็นจริง จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธิขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แม้การขายฝากระหว่างจำเลยทั้งสองจะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสุจริตและจำเลยที่ 2 เสียค่าตอบแทนก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและไม่มีสิทธิขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วก็สมควรพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองด้วย ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้ออื่น ๆ นอกจากนี้ไม่เป็นสาระควรแก่การวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคหนึ่ง ม. 525 ม. 1367 ม. 1373 ม. 1377 ม. 1378
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเจื่อน เล็กแก้วเกื้อ
จำเลย — นายอุทัย ใจประเสริฐเลิศ
โดยนายภูมิ ใจประเสริฐเลิศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นางสาวภัทรกมล สถิรวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389/2561
#622083
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงเบื้องต้น (MOU) ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 5 เป็นข้อตกลงระหว่างผู้ค้ำประกันด้วยกันเอง โจทก์ในฐานะผู้รับโอนหนี้จากธนาคาร ด. มิได้ตกลงยินยอมด้วย จึงไม่มีผลให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากการเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีทที่ทำกับธนาคาร ด. ส่วนการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาสินเชื่อกับโจทก์ ปรากฏว่าเนื้อหาของสัญญาดังกล่าวเป็นการที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 2 มาร่วมใช้วงเงินสินเชื่อที่จำเลยที่ 1 เคยได้รับจากธนาคาร ด. พร้อมกันนั้นได้มีการขอเพิ่มวงเงินสินเชื่อและเปลี่ยนแปลงประเภทวงเงินสินเชื่อ โดยไม่ได้ตกลงให้หนี้เดิมระงับและบังคับตามหนี้ใหม่ สิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้เดิมมิได้มีการเปลี่ยนแปลง กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 ไม่ทำให้หนี้ของจำเลยที่ 5 ที่มีต่อโจทก์ระงับสิ้นไป จำเลยที่ 5 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์

ตามสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีทระบุว่า "สัญญาค้ำประกันฉบับนี้ให้ใช้บังคับโดยเอกเทศ ไม่ลบล้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขภาระผูกพันของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันเองที่มีต่อธนาคารอยู่ก่อนหรือหลังวันทำสัญญานี้ และให้มีผลผูกพันตลอดถึงกองมรดก ทายาทผู้รับมรดก ผู้จัดการทรัพย์สิน รวมทั้งผู้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้ค้ำประกัน ก็ให้ใช้สัญญาฉบับนี้บังคับได้ด้วย" เมื่อโจทก์ได้รับโอนหนี้มาจากธนาคาร ด. โดยชอบ จำเลยที่ 6 และที่ 7 ผู้ค้ำประกันจึงต้องผูกพันต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนด้วย การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาเพิ่มวงเงินสินเชื่อเดิมกับโจทก์มิใช่การทำสัญญาที่แยกต่างหากจากสัญญาเดิม จำเลยที่ 6 และที่ 7 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ทรัสต์รีซีทที่เกิดขึ้นภายหลังวันทำสัญญาสินเชื่อด้วย

โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ การคิดอัตราดอกเบี้ยจะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของ พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มาตรา 38 และ 46 ประกอบมาตรา 4 ที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินประกาศข้อมูลในเรื่องอัตราดอกเบี้ย อัตราส่วนลด และค่าบริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น รวมทั้งข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์นั้นไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของธนาคารพาณิชย์ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด คดีนี้ ธนาคารโจทก์มีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเป็นช่วง ๆ ดังนั้น หากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดต่ำตามประกาศธนาคารโจทก์นับถัดจากวันฟ้องต่ำกว่าอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อัตราดังกล่าวก็จะเป็นอัตราที่สูงเกินกว่าสิทธิที่โจทก์จะเรียกได้ตามกฎหมาย จึงเห็นสมควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยแก่โจทก์ให้ถูกต้องตามสิทธิที่โจทก์พึงเรียกได้ และเนื่องจากจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เห็นสมควรแก้ไขการคิดอัตราดอกเบี้ยภายหลังวันฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ด้วย แม้จำเลยดังกล่าวจะมิได้อุทธรณ์คำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 304,846,223.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 258,094,162.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 25,902,632.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 21,856,298.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 36,088,810.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 30,519,545.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 36,088,810.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 30,519,545.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 304,846,223.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี จากต้นเงิน 258,094,162.61 บาท ให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 25,902,632.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 21,856,298.55 บาท ให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 36,088,810.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 30,519,545.29 บาท ให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 36,088,810.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 30,519,545.29 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

จำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ไม่อุทธรณ์โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์รับโอนหนี้ของจำเลยทั้งเจ็ดจากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เดิมจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าและลูกหนี้ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวงศ์ จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทจากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) รวม 20,000,000 บาท จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ได้รับวงเงินซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าจากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3 และที่ 5 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ในหนี้ซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 หลังจากโจทก์รับโอนหนี้และภาระผูกพันของจำเลยที่ 1 จากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับสินเชื่อเลตเตอร์ออฟเครดิต ทรัสต์รีซีท ชิปปิ้งการันตี รับซื้อตั๋วแลกเงินและหรือเอกสารการส่งสินค้าออก สินเชื่อค้ำประกัน/รับรอง/รับอาวัลตั๋วเงิน และสินเชื่อซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าจากโจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อย่างลูกหนี้ร่วม นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยินยอมให้โจทก์หักชำระหนี้จากบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 172-3-01XXX-X ของจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายที่อยู่ในต่างประเทศ โจทก์ชำระเงินให้แก่ผู้ขายสินค้าแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทและออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ เมื่อถึงกำหนดชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีทและตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งออกตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ ไอแอลซี 55110374 ของจำเลยที่ 1 และตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ ไอแอลซี 55110372 ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์นำเงินจากบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 172-3-01XXX-X ของจำเลยที่ 2 เงินฝากของจำเลยที่ 1 และของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 มาหักชำระหนี้ คงเหลือภาระหนี้จำนวน 176,982,912.48 บาท จำเลยที่ 1 ขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าจากโจทก์และขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ทรัสต์รีซีท และตั๋วสัญญาใช้เงิน โจทก์ถือว่าหนี้ซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าถึงกำหนดชำระ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 327,007.70 บาท และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 4,332,694.32 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระหนี้แล้วแต่จำเลยทั้งเจ็ดเพิกเฉย

ที่จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ว่า คำฟ้องโจทก์เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 5 ให้การว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม ไม่ชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างของโจทก์ และเป็นคำฟ้องที่สับสนวกวนไปมาทำให้จำเลยที่ 5 ไม่อาจเข้าใจคำฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยที่ 5 เข้าไปเกี่ยวข้องกับมูลหนี้ของจำเลยที่ 1 และจำเลยคนอื่น ๆ อย่างไรบ้าง ทำให้จำเลยที่ 5 ไม่สามารถให้การต่อสู้คดีได้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า การบรรยายฟ้องของโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนแล้ว คำฟ้องจึงสมบูรณ์ไม่เคลือบคลุม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 ระบุแต่เพียงว่าภาระหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเกิดขึ้นภายหลังจากการบอกเลิกการค้ำประกันของจำเลยที่ 5 ทำให้จำเลยที่ 5 เข้าใจว่าเป็นการฟ้องร้องที่เกี่ยวข้องกับสัญญาค้ำประกันเบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นหนี้อื่นซึ่งไม่เกี่ยวกับภาระหนี้ในคดีนี้ จำเลยที่ 5 จึงรับว่าหากมีภาระหนี้เกิดขึ้น จำเลยที่ 5 ไม่ต้องรับผิดเกินจำนวน 2,568,381.43 บาท อันเป็นการหลงต่อสู้ในประเด็นอื่น ข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 ดังกล่าว มิได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่าวินิจฉัยไม่ชอบอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 (เดิม) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 6 และที่ 7 ข้อแรกว่า คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) และ (5) หรือไม่ เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์นำพยานบุคคลเข้าสืบรวม 5 ปาก และอ้างเอกสารเป็นพยานรวม 183 ฉบับ และมีข้อความว่า "คดีได้ความชัดเจนตามที่ได้แสดงไว้ข้างต้น" ซึ่งหมายถึง ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบตามที่ปรากฏในคำพิพากษาหน้าที่ 7 ถึงหน้าที่ 21 รับฟังได้ และได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยแล้ว โดยปรากฏจากข้อความว่า "ส่วนฝ่ายจำเลยยกข้อต่อสู้และแม้มีการสืบพยานบุคคลประกอบก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ คดีจึงฟังได้ตามคำฟ้องโจทก์" แม้คำวินิจฉัยดังกล่าวจะรวบรัดไปบ้างแต่ประเด็นแห่งคดีของคดีนี้คือ จำเลยทั้งเจ็ดต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำฟ้องหรือไม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวรวมทั้งให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งเจ็ด คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) และ (5) แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 6 และที่ 7 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์มีนางณัฐินี ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์และเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารสัญญาทั้งหมดกับภาระหนี้ของจำเลยทั้งเจ็ดมาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นสรุปได้ว่า จำเลยที่ 5 ผูกพันตนเองเข้าค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในหนี้เลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทตามสัญญาค้ำประกันจำนวน 40,000,000 บาท หักเงินฝากของจำเลยที่ 5 ที่นำมาชำระบางส่วนจำนวน 18,470,709.15 บาท เหลือหนี้ต้นเงินจำนวน 21,529,290.85 บาท โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยตามอัตราที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินจนถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 3,988,704.45 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 25,517,995.30 บาท นอกจากนี้จำเลยที่ 5 ยังต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าเป็นต้นเงินจำนวน 327,007.70 บาท โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี จนถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 57,629.51 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 384,637.21 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 5 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสิ้นจำนวน 25,902,632.51 บาท ฝ่ายจำเลยมีจำเลยที่ 5 มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า จำเลยที่ 5 ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยอื่นเพราะได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับจำเลยที่ 3 เพื่อให้ถอดถอนและให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากการเป็นผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ 1 แล้วตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2549 ในระหว่างเดือนพฤษภาคม 2553 ถึงเดือนตุลาคม 2554 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไปขอสินเชื่อจากโจทก์โดยตรงและมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้เข้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ทั้งปวงไว้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 5 ไม่ได้มีส่วนร่วมหรือรู้เห็นหรือยินยอมด้วยกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และเป็นการก่อหนี้ในภายหลังจากที่จำเลยที่ 5 ตกลงกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 แล้ว การที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เข้าทำสัญญาขออนุมัติสินเชื่อและทำสัญญาค้ำประกันฉบับใหม่ในปี 2553 และปี 2554 เป็นการแปลงหนี้ใหม่ภายหลังจากที่จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากการเป็นผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ 1 โดยสิ้นเชิงแล้ว มีผลทำให้สัญญาค้ำประกันและหนังสือรับรองวงเงินร่วมที่จำเลยที่ 5 เคยทำไว้กับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2534 และปี 2543 ระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เห็นว่า ข้อตกลง (MOU) ระหว่างจำเลยที่ 3 และที่ 5 เป็นข้อตกลงระหว่างกันเองในฝ่ายจำเลย โจทก์ในฐานะผู้รับโอนหนี้จากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) มิได้ตกลงยินยอมด้วยจึงไม่มีผลทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากการเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีทที่ทำกับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2532 และวันที่ 16 ธันวาคม 2534 กับสัญญาค้ำประกันที่ทำกับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2543 ส่วนการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากับโจทก์ตามสัญญาสินเชื่อ ฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 ปรากฏว่าเนื้อหาของสัญญาดังกล่าวเป็นการที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 2 มาร่วมใช้วงเงินสินเชื่อที่จำเลยที่ 1 เคยได้รับจากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) พร้อมกันนั้นได้มีการขอเพิ่มวงเงินสินเชื่อและเปลี่ยนแปลงประเภทวงเงินสินเชื่อ โดยไม่ได้มีการตกลงกันให้หนี้เดิมระงับและบังคับตามหนี้ใหม่ สิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้เดิมมิได้มีการเปลี่ยนแปลง กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 ไม่ทำให้หนี้ของจำเลยที่ 5 ที่มีอยู่ต่อโจทก์ระงับสิ้นไป จำเลยที่ 5 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ในส่วนของยอดหนี้นั้น จำเลยที่ 5 มิได้นำสืบโต้แย้งพยานหลักฐานของโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่นจึงรับฟังได้ตามจำนวนที่ปรากฏในทะเบียนภาระหนี้ ซึ่งเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องจำเลยที่ 5 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 25,902,632.51 บาท อุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 6 และที่ 7 ข้อต่อมาว่า จำเลยที่ 6 และที่ 7 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์มีนางณัฐินี ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นสรุปได้ว่าจำเลยที่ 6 และที่ 7 ผูกพันตนเองเข้าค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีท เอกสารหมาย จ.19 และ 21 จำเลยที่ 6 และที่ 7 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในหนี้เลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทตามสัญญาค้ำประกันจำนวน 40,000,000 บาท หักเงินฝากของจำเลยที่ 6 และที่ 7 ที่นำมาชำระหนี้บางส่วนจำนวนคนละ 9,480,454.71 บาท คงเหลือหนี้ต้นเงินคนละ 30,519,545.29 บาท โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยตามอัตราที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินจนถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 5,569,265.08 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 36,088,810.37 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 6 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสิ้นจำนวน 36,088,810.37 บาท และรวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 7 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสิ้นจำนวน 36,088,810.37 บาท ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยที่ 6 และที่ 7 มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 6 และที่ 7 ไม่มีภาระหนี้ค้ำประกันกับโจทก์ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีท ฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2532 เอกสารหมาย จ.19 เนื่องจากเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2534 จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติเพิ่มวงเงินสินเชื่อเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทอีกจำนวน 20,000,000 บาท รวมเป็นวงเงินสินเชื่อ 40,000,000 บาท ธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) จึงให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีท ฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2534 เอกสารหมาย จ.21 จำนวน 40,000,000 บาท ซึ่งเป็นการค้ำประกันเต็มจำนวนสินเชื่อที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติจากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้นแล้ว หนังสือสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.19 จึงซ้ำซ้อนกับหนังสือสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.21 ดังนี้หนังสือสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.19 จึงสิ้นความผูกพันมาตั้งแต่ปี 2534 โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 6 และที่ 7 ให้ชำระหนี้โดยอาศัยหนังสือสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีท เอกสารหมาย จ.19 อีก สำหรับหนังสือสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.21 จำเลยที่ 6 และที่ 7 ประสงค์จะค้ำประกันทรัสต์รีซีทที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.21 เท่านั้น หนังสือสัญญาค้ำประกันฉบับดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลยที่ 6 และที่ 7 ให้ต้องรับผิดชอบในทรัสต์รีซีทที่จำเลยที่ 1 ทำกับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) หลังวันดังกล่าว มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 รับผิดเป็นมูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นตามสัญญาสินเชื่อที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.26 ถึง จ.29 ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประสงค์จะใช้สินเชื่อจำนวน 600,000,000 บาท เกินกว่าจำนวน 40,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.21 และจำเลยที่ 6 และที่ 7 มิได้ค้ำประกันหนี้ที่ก่อขึ้นตามสัญญาสินเชื่อดังกล่าว จำเลยที่ 6 และที่ 7 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีท เอกสารหมาย จ.19 และ จ.21 ข้อ 12 ระบุว่า "สัญญาค้ำประกันฉบับนี้ให้ใช้บังคับโดยเอกเทศ ไม่ลบล้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ภาระผูกพันของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันเองที่มีต่อธนาคารอยู่ก่อนหรือหลังวันทำสัญญานี้ และให้มีผลผูกพันตลอดถึงกองมรดก ทายาทผู้รับมรดก ผู้จัดการทรัพย์สิน รวมทั้งผู้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้ค้ำประกัน ก็ให้ใช้สัญญาฉบับนี้บังคับได้ด้วย" เมื่อโจทก์ได้รับโอนหนี้มาจากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 6 และที่ 7 จึงต้องผูกพันต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนด้วย การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาสินเชื่อ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 กับโจทก์มิใช่การทำสัญญาที่แยกต่างหากจากสัญญาเดิมที่จำเลยที่ 1 ทำกับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) แต่เป็นการเพิ่มวงเงินสินเชื่อเดิม ดังที่ปรากฏในสัญญาสินเชื่อ ข้อ 7.2 วรรคสองที่ว่า "...ขอเพิ่มวงเงินสินเชื่อและเปลี่ยนแปลงประเภทวงเงินสินเชื่อจากเดิม..." จำเลยที่ 6 และที่ 7 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ทรัสต์รีซีทที่เกิดขึ้นภายหลังวันทำสัญญาสินเชื่อด้วย ข้อเท็จจริงได้ความจากนางอรพินทร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและบริการ ฝ่ายการต่างประเทศของโจทก์ว่า จำเลยที่ 6 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในหนี้เลตเตอร์ออฟเครดิต ทรัสต์รีซีทและตั๋วสัญญาใช้เงินตามสัญญาค้ำประกันจำนวน 40,000,000 บาท หักเงินฝากของจำเลยที่ 6 ที่นำมาชำระหนี้บางส่วนจำนวน 9,480,454.71 บาท คงเหลือภาระหนี้ต้นเงินจำนวน 30,519,545.29 บาท และจำเลยที่ 7 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในหนี้เลตเตอร์ออฟเครดิต ทรัสต์รีซีทและตั๋วสัญญาใช้เงินตามสัญญาค้ำประกันจำนวน 40,000,000 บาท หักเงินฝากของจำเลยที่ 7 ที่นำมาชำระหนี้บางส่วนจำนวน 9,480,454.71 บาท คงเหลือภาระหนี้ต้นเงินจำนวน 30,519,545.29 บาท ตามคำเบิกความดังกล่าวจำเลยที่ 6 และที่ 7 ยังคงรับผิดในต้นเงินไม่เกินกว่าวงเงินที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ค้ำประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันทรัสต์รีซีท เอกสารหมาย จ.21 จึงฟังว่าการคำนวณยอดหนี้ของโจทก์ตามฟ้องในรายของจำเลยที่ 6 และที่ 7 ชอบแล้ว จำเลยที่ 6 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์คำนวณถึงวันฟ้องจำนวน 36,088,810.37 บาท และจำเลยที่ 7 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์คำนวณถึงวันฟ้องจำนวน 36,088,810.37 บาท อุทธรณ์ของจำเลยที่ 6 และที่ 7 ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 25,902,632.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 21,856,298.55 บาท ให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 36,088,810.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 30,519,545.29 บาท ให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 36,088,810.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 30,519,545.29 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ การคิดอัตราดอกเบี้ยจะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มาตรา 38 และ 46 ประกอบมาตรา 4 ที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินประกาศข้อมูลในเรื่องอัตราดอกเบี้ย อัตราส่วนลด และค่าบริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรียกชื่อเป็นอย่างอื่นรวมทั้งข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์นั้นไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้ประชาชนและลูกค้าที่มาติดต่อหรือใช้บริการในสถานที่นั้นทราบข้อมูลดังกล่าว และให้รายงานพร้อมส่งสำเนาประกาศหรือข้อมูลนั้นให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด และกรณีที่มีเหตุอันสมควร ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดที่อาจเรียกได้โดยให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราตามประกาศ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวมีการปรับเปลี่ยนขึ้นลงเป็นช่วง ๆ ตามภาวะเศรษฐกิจและตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ในคดีนี้ธนาคารโจทก์มีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเป็นช่วง ๆ ดังนั้นหากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดต่ำตามประกาศธนาคารโจทก์นับถัดจากวันฟ้องต่ำกว่าอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15.50 ต่อปี ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็จะเป็นอัตราที่สูงเกินกว่าสิทธิที่โจทก์จะเรียกได้ตามกฎหมาย จึงเห็นสมควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยแก่โจทก์ให้ถูกต้องตามสิทธิที่โจทก์พึงเรียกได้ จึงเห็นควรแก้ไขการคิดดอกเบี้ยภายหลังวันฟ้องให้ถูกต้อง และเนื่องจากจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 เป็นผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อย่างลูกหนี้ร่วมจึงเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อได้แก้ไขการคิดอัตราดอกเบี้ยที่ใช้กับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 แล้ว เห็นสมควรแก้ไขการคิดอัตราดอกเบี้ยภายหลังวันฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ด้วยแม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1)

พิพากษาแก้เป็นว่า ดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กันยายน 2556) ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดกรณีผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศของธนาคารโจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349
พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 38 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดลัคกี้ อิมเป็กซ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1376/2561
#621184
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ และกรณีที่ผู้ใช้ความถี่วิทยุไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดเวลาที่กำหนด ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่ม เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงตามหนังสืออนุญาตให้จัดตั้งข่ายสื่อสารในกิจการเพื่อสื่อมวลชน ซึ่งการเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าว เป็นการกำหนดค่าเสียหายในกรณีจำเลยไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรไว้ล่วงหน้าในลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 เมื่อเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เมื่อศาลชั้นต้นยกคำขอในส่วนนี้ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้ง ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,110,647.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,027,584 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อเดือนในอัตราเดือนละ 1,024 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 532,206 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 597,456 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 กรมไปรษณีย์โทรเลขอนุญาตให้จำเลยจัดตั้งสถานีวิทยุคมนาคมควบคุมข่ายสื่อสารในกิจการเพื่อสื่อสารมวลชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ความถี่วิทยุ 161.150 MHz เป็นช่องเรียกขาน ความถี่วิทยุ 161.175, 161.200 และ 161.225 MHz เป็นช่องปฏิบัติงานร่วมกันของสื่อมวลชน และเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2544 จำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้ความถี่วิทยุ 161.150, 161.175, 161.200 และ 161.225 MHz ระบบ VHF/FM ความกว้างแถบความถี่ไม่เกิน 16 KHz ต่อมากรมไปรษณีย์โทรเลขได้โอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิและหน้าที่ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2548 สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้มีหนังสือเตือนให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุในรอบการชำระปี 2548 และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มนับตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2548 จนกว่าจะชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่แล้วเสร็จ ต่อมาในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติมีหนังสือแจ้งจำเลยว่าไม่อาจอนุญาตให้จำเลยใช้เฉพาะความถี่วิทยุ 161.150 MHz ได้ พร้อมทั้งแจ้งให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุในรอบปี 2548 และค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่ม ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2553 โจทก์ได้รับโอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ หนี้ และงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อเดือน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 11 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ประกอบมาตรา 97 แห่งพระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 และมาตรา 161 แห่งพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ และในกรณีที่ผู้ใช้ความถี่วิทยุไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดเวลาที่กำหนด ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อเดือน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จ ตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ และหนังสืออนุญาตให้จัดตั้งข่ายสื่อสารในกิจการเพื่อสื่อมวลชนของกรมไปรษณีย์โทรเลขตามที่จำเลยมีหนังสือขออนุญาตจากกรมไปรษณีย์โทรเลข ข้อ 4 ระบุว่า ให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุตามประกาศกระทรวงคมนาคม เป็นเงินจำนวน 6,400 บาท ต่อปี และข้อ 5 ระบุว่า ขณะนี้ กรมไปรษณีย์โทรเลขกำลังดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ อาจมีผลทำให้ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ได้รับอนุญาตสูงกว่าจำนวนข้างต้น ซึ่งต่อมากรมไปรษณีย์โทรเลขได้โอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิและหน้าที่ หนี้ และงบประมาณให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้โอนมาให้แก่โจทก์ ดังนั้น ประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดังกล่าว จึงเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงตามหนังสืออนุญาตดังกล่าวด้วย และเมื่อจำเลยไม่ชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินเวลากำหนด จึงต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุที่ต้องชำระต่อกัน นับถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จ ซึ่งการเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มดังกล่าว เป็นการกำหนดค่าเสียหายในกรณีจำเลยไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรไว้ล่วงหน้าในลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เมื่อเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มให้แก่โจทก์เป็นจำนวนที่พอสมควรแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ขอค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ของค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ คิดเป็นเดือนละ 1,024 บาท รวม 522 เดือน ศาลชั้นต้นกำหนดให้เดือนละ 75 บาท แม้ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เดือนละ 200 บาท เพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดมา แต่ยังคงน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับอัตราค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มที่ยังไม่ได้ปรับลด และผลประโยชน์ที่โจทก์อาจได้รับตอบแทนจากเงินค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มเป็นเงินเดือนละ 512 บาท รวม 522 เดือน เป็นเงิน 267,264 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เมื่อศาลชั้นต้นยกคำขอในส่วนนี้ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 760,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง
โจทก์ — กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
จำเลย — สมาคมนักข่าวเชียงใหม่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายต่อพงศ์ ตั้งสินมั่นคง
ศาลอุทธรณ์ — นางขนิษฐา อรุณวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1362/2561
#621191
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/2 บัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดครั้งอื่นๆ หรือความประพฤติในทางเสื่อมเสียของจำเลย เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดในคดีที่ถูกฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 ให้การและให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนแตกต่างกันทั้งๆที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ศึกษาวิชากฎหมายระดับนิติศาสตรบัณฑิตจึงนับว่าเป็นข้อพิรุธ พยานหลักฐานดังกล่าวหาใช่พยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดครั้งอื่นๆ หรือความประพฤติในทางเสื่อมเสียของจำเลยที่ 1 อันจะต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/2 ตามที่จำเลยที่ 1 อ้างแต่อย่างใด จึงไม่เป็นกรณีที่ต้องบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/2

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 232 บัญญัติห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน หมายถึง จำเลยในคดีเดียวกันและกฎหมายมิได้ห้ามโจทก์อ้างผู้กระทำความผิดเช่นเดียวกับจำเลยมาเป็นพยานด้วย เมื่อคำเบิกความของจำเลยทั้งสองที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยนั้นเป็นคำเบิกความในคดีอื่น ไม่ใช่คำเบิกความของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์อ้างจำเลยทั้งสองเป็นพยาน อันจะต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 232

เมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4863/2557 ของศาลแขวงพระนครใต้ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2380/2555 ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษารอการลงโทษจำเลยที่ 1 ทั้งสองคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนที่จะนับโทษต่อได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 175, 177, 180, 264, 266, 268 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3262/2550 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2681/2554 ของศาลแขวงพระนครใต้ กับนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2380/2555 ของศาลนี้

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 264, 266, 268 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าวส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยทั้งสองรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อ 2.5 ถึง 2.7 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (2) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3262/2550 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2681/2554 (ที่ถูก คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4863/2557) ของศาลแขวงพระนครใต้ และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2380/2555 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนึ้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ และขอถอนฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3262/2550 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกมีว่า ศาลอุทธรณ์รับฟังพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดครั้งอื่น ๆ หรือความประพฤติในทางเสื่อมเสียของจำเลย เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดในคดีที่ถูกฟ้อง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกคำเบิกความเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 มิได้แจ้งการตายของนายศักดิ์ ให้โจทก์และญาติของนายศักดิ์ทราบ เหตุที่ค้นพบพินัยกรรมไม่สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 การนำคำให้การเพิ่มเติมของจำเลยที่ 1 ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ และการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ศึกษาวิชากฎหมายระดับนิติศาสตรบัณฑิต มารับฟังแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้เอกสารปลอม ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 บัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดครั้งอื่นๆ หรือความประพฤติในทางเสื่อมเสียของจำเลย เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดในคดีที่ถูกฟ้อง แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนายศักดิ์ และใช้พินัยกรรมปลอม ทั้งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 พักอาศัยและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนายศักดิ์ เจ้ามรดกมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งนายศักดิ์ถึงแก่ความตาย ความมีอยู่ของพินัยกรรมย่อมเป็นสาระสำคัญว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดหรือไม่ ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกคำเบิกความเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 มิได้แจ้งการตายของนายศักดิ์ให้โจทก์และญาติของนายศักดิ์ทราบ ทั้งๆ ที่โจทก์เป็นบุตรเพียงคนเดียวของนายศักดิ์ เหตุที่ค้นพบพินัยกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การที่จำเลยที่ 1 ให้การและให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนแตกต่างกัน ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ศึกษาวิชากฎหมายระดับนิติศาสตรบัณฑิตจึงนับว่าเป็นข้อพิรุธ พยานหลักฐานดังกล่าวหาใช่พยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดครั้งอื่น ๆ หรือความประพฤติในทางเสื่อมเสียของจำเลยที่ 1 อันจะต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างแต่อย่างใดไม่ การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวเช่นนี้ แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้เอกสารปลอมจึงไม่เป็นกรณีที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการที่สองมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกคำเบิกความของจำเลยทั้งสองในคดีอื่นแล้ววินิจฉัยว่าพินัยกรรมเป็นของปลอมและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้เอกสารปลอม อันจะถือว่าเป็นการที่โจทก์อ้างจำเลยทั้งสองเป็นพยาน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 บัญญัติว่า ห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานนั้น หมายถึงจำเลยในคดีเดียวกัน และกฎหมายมิได้ห้ามโจทก์อ้างผู้ที่กระทำความผิดเช่นเดียวกับจำเลยมาเป็นพยานด้วย เมื่อคำเบิกความของจำเลยทั้งสองที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยนั้นเป็นคำเบิกความในคดีหมายเลขแดงที่ 2854/2553 ของศาลแพ่ง และคดีหมายเลขดำที่ 4037/2555 ของศาลชั้นต้น ไม่ใช่คำเบิกความของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์อ้างจำเลยทั้งสองเป็นพยานอันจะต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายมีว่า ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4863/2557 ของศาลแขวงพระนครใต้ และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2380/2555 ของศาลชั้นต้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สำหรับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4863/2557 ของศาลแขวงพระนครใต้ นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีนี้แล้ว และคดีอยู่ในระหว่างการนัดฟังคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2380/2555 ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษารอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ทั้งสองคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ตามเอกสารประกอบท้ายฎีกา ดังนั้น จึงไม่มีโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนที่ศาลอุทธรณ์ในคดีนี้จะไปนับโทษต่อได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากคดีทั้งสองดังกล่าวจึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4863/2557 ของศาลแขวงพระนครใต้ และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2380/2555 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/2 ม. 232
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางธันดา นิลภิรมย์
จำเลย — นางสาวเจนนี่ นิลภิรมย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายนพกร กล่ำทวี
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ประมวญ รักศิลธรรม
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1346/2561
#622077
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา 177 นั้น ข้อความเท็จที่ได้เบิกความต่อศาลในการพิจารณาคดีจะต้องเป็นข้อสำคัญในคดี ซึ่งหมายถึงต้องเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างแท้จริงถึงขนาดมีผลทำให้แพ้ชนะคดีกันได้โดยอาศัยคำเบิกความอันเป็นเท็จเท่านั้น ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงโดยวินิจฉัยถึงหน้าที่นำสืบของโจทก์ประกอบคำเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์และคำเบิกความของ พ. จำเลยในคดีดังกล่าวเป็นสำคัญ ส่วนคำเบิกความของจำเลยนั้น ศาลชั้นต้นไม่ได้นำมากล่าวถึง เพียงแต่นำมารับฟังประกอบข้อวินิจฉัยที่ว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบกับคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยของโจทก์เท่านั้น แล้ววินิจฉัยถึงพฤติการณ์ต่างๆ ดังที่หยิบยกขึ้นมากล่าว โดยมิได้นำคำเบิกความของจำเลย มาเป็นข้อวินิจฉัยให้มีผลเป็นการแพ้ชนะกัน ข้อความที่จำเลยเบิกความดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์ชาติ โพธิ์บอน
จำเลย — นายคำหล้า ราชบุตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายสวัสดิ์วงศ์ กุลโมรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1335/2561
#621182
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินกันมาตั้งแต่ต้น มิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายที่ดินกันจริง สัญญาขายที่ดินตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์ โดยให้ที่ดินแก่โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกัน และย่อมถือได้ว่าสัญญาขายที่ดินเป็นนิติกรรมสัญญากู้ยืมเงินที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างโจทก์กับจำเลยและถูกอำพรางไว้ ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพราง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง เมื่อสัญญาขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะจึงต้องเพิกถอนสัญญาดังกล่าว เป็นผลให้ที่ดินยังเป็นของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกจากบ้านเลขที่ 45/3 หมู่ที่ 4 และที่ดินโฉนดเลขที่ 66155 และ 97610 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน และชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากบ้านและที่ดินพิพาท คำนวณถึงวันฟ้องคิดเป็นค่าเสียหาย 50,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 45/3 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน และที่ดินโฉนดเลขที่ 66155 และ 97610 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 18,500 บาท แก่โจทก์พร้อมค่าเสียหายอีกเดือนละ 7,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 ธันวาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีอีก 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแปลงแรกโฉนดเลขที่ 66155 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 45/3 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน โดยซื้อจากนางสาวสิริทัศน์ ผู้จัดการมรดกของนางสาวอรพันธ์ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2552 และแปลงที่ 2 โฉนดเลขที่ 97610 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน โดยซื้อจากจำเลย เดิมที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาขายที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิฟ้องขับจำเลยออกจากบ้านและที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าคู่สัญญาได้แสดงเจตนาลวงทำนิติกรรมขึ้นเพื่อเป็นการอำพรางนิติกรรมอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสองหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีและนิติกรรมที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยเปิดเผยเพื่อแสดงต่อบุคคลทั่วไปเป็นสำคัญ โดยหาจำต้องพิจารณาว่าคู่สัญญามีการทำนิติกรรมที่แสดงเจตนาที่แท้จริงไว้ต่อกันอีกฉบับหนึ่งไม่ เพราะหากมีการทำนิติกรรมที่แสดงเจตนาที่แท้จริงไว้แล้ว ก็จะไม่มีปัญหาให้พิจารณาเรื่องนิติกรรมอำพราง เพราะคู่สัญญาสามารถนำนิติกรรมที่ทำไว้ต่างหากและเป็นการแสดงเจตนาที่แท้จริงมาฟ้องร้องบังคับคดีกันได้โดยตรง ดังนั้น คดีจึงต้องพิจารณาว่า สัญญาขายที่ดินที่โจทก์จำเลยทำกันนั้นแท้จริงแล้วมีเจตนาจะทำนิติกรรมใดไว้ต่อกัน โจทก์เบิกความว่า วันที่ 13 สิงหาคม 2552 จำเลยขายที่ดินพิพาทแปลงแรกโฉนดเลขที่ 66155 ราคา 1,000,000 บาท และโจทก์ให้จำเลยซื้อคืนราคา 1,270,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 แต่สัญญาจะซื้อขายฉบับดังกล่าวสูญหาย ต่อมาเดือนกันยายน 2552 จำเลยต้องการใช้เงิน 100,000 บาท และบอกว่าโจทก์ซื้อบ้านและที่ดินพิพาทแปลงแรกในราคาถูกมากและจำเลยจะซื้อคืนในราคาที่สูงขึ้น โจทก์ให้เงินจำเลย 100,000 บาท และวันที่ 1 ตุลาคม 2552 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาท โดยให้จำเลยซื้อคืนจากเดิมราคา 1,270,000 บาท เป็นราคา 1,400,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยขายที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 โฉนดเลขที่ 97610 ราคา 900,000 บาท และทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทรวม 2 แปลง ราคา 2,420,000 บาท จำเลยมีสิทธิซื้อคืนภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 และยกเลิกสัญญาจะซื้อขายวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ส่วนจำเลยนำสืบได้ความว่า เมื่อปี 2550 จำเลยไม่มีเงินชำระหนี้ให้นางสาวอรพันธ์ นางสาวอรพันธ์จึงให้จำเลยทำนิติกรรมอำพรางขายที่ดินพิพาทแปลงแรกให้นางสาวอรพันธ์ จากนั้นนางสาวอรพันธ์นำที่ดินพิพาทเป็นประกันการกู้ยืมเงินธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยเป็นผู้ชำระ จำเลยผ่อนชำระได้ 19 งวด นางสาวอรพันธ์ถึงแก่ความตายวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 ต่อมาจำเลยฟ้องนางสาวสิริทัศน์ผู้จัดการมรดกนางสาวอรพันธ์เพื่อเอาที่ดินพิพาทคืนต่อศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2493/2551 นางสาวสิริทัศน์โอนที่ดินพิพาทคืนแต่จำเลยต้องจ่ายเงิน 600,000 บาท เป็นค่าตอบแทน จำเลยจึงกู้ยืมเงินโจทก์ 1,000,000 บาท จากการแนะนำของนางสาวแอนซึ่งเป็นนายหน้า โจทก์บอกจำเลยว่า การกู้ยืมเงินจะไม่มีการทำสัญญากู้ยืมเงิน แต่จะทำสัญญาจะซื้อขายคืนให้จำเลยและคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2552 โจทก์จ่ายเงิน 600,000 บาท เป็นแคชเชียร์เช็คให้นางสาวสิริทัศน์ และจ่ายเงินสด 400,000 บาท ให้นางสาวแอน และค่าใช้จ่ายการโอนชื่อจากนางสาวนฤมลหรือนางสาวสิริทัศน์ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวอรพันธ์เป็นชื่อโจทก์โดยตรง โดยไม่ต้องโอนกลับมาเป็นชื่อจำเลยซึ่งจะทำให้เสียค่าธรรมเนียม จากนั้นโจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายให้จำเลยซื้อที่ดินพิพาทคืนราคา 1,270,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 คำนวณจากต้นเงิน 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน เป็นเวลา 11 เดือน นับแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2552 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 เป็นดอกเบี้ยประมาณ 272,000 บาท สัญญาจะซื้อขายดังกล่าวโจทก์และจำเลยทำหาย ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2552 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 100,000 บาท โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทแปลงแรกและขายคืนราคา 1,400,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 คำนวณจากต้นเงิน 1,100,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน เป็นเวลา 11 เดือน นับแต่วันกู้ครั้งแรก วันที่ 13 สิงหาคม 2552 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 เป็นดอกเบี้ยประมาณ 302,000 บาท รวมกับต้นเงิน 1,100,000 บาท เป็นเงิน 1,400,000 บาทเศษ แต่โจทก์คิด 1,400,000 บาท ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 900,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน เป็นเวลา 5 เดือน ให้จำเลยซื้อคืนภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 เป็นดอกเบี้ย 112,500 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 1,012,500 บาท โจทก์ขอคิดเพิ่มให้เป็นจำนวนเต็มเป็นเงิน 1,020,000 บาท โดยใช้ที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 เป็นประกันตามสัญญาขายที่ดินและยกเลิกสัญญาจะซื้อขายฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2552 และทำสัญญาจะซื้อขายฉบับใหม่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 รวมที่ดินพิพาท 2 แปลง จำเลยจะต้องซื้อคืนราคา 2,420,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 เมื่อพิจารณาคำเบิกความจำเลยที่ว่า โจทก์บอกจำเลยว่าการกู้ยืมเงินจะไม่มีการทำสัญญากู้ยืมเงิน แต่จะทำสัญญาจะซื้อขายคืนให้จำเลย ประกอบข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 3 ครั้ง โจทก์ให้จำเลยทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและบ้านเลขที่ 45/3 ให้โจทก์ แล้วทำสัญญาจะซื้อจะขายคืนให้จำเลย โดยมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายคืนหลายฉบับหลังจากจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์ โดยกำหนดราคาซื้อคืนเท่ากับเงินต้นบวกด้วยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ซื้อคืน สำหรับที่ดินแปลงแรกตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เงิน 1,000,000 บาท หากให้จำเลยซื้อที่ดินคืนจะต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน เป็นเงินประมาณ 275,000 บาท เมื่อจำเลยขอเงินอีก 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,100,000 บาท คูณ 11 เดือน รวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 302,500 บาท บวกต้นเงิน 1,100,000 บาท เป็นเงิน 1,425,000 บาท ใกล้เคียงราคาที่โจทก์ขายคืนให้จำเลย 1,400,000 บาท นอกจากนี้เมื่อพิเคราะห์วันที่ในสัญญาจะซื้อจะขายคืนเป็นวันเดียวกับวันที่โอนกรรมสิทธิ์ เป็นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 ในราคารวมที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นเงิน 2,420,000 บาท แล้ว มียอดรวมเท่ากับเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยซึ่งเป็นราคาที่ให้ซื้อคืน จึงเจือสมกับพยานหลักฐานจำเลยที่ว่า การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงเป็นเพียงหลักประกันการกู้ยืมเงินไม่มีการซื้อขายกันจริง ประกอบกับนับตั้งแต่โจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงและบ้าน โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทคงให้จำเลยและบริวารอาศัยและประกอบกิจการร้านค้าอยู่ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตลอดมา พยานหลักฐานของจำเลยมีเหตุผลและน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คดีฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงินกันมาตั้งแต่ต้น มิได้มีเจตนาที่จะทำสัญญาขายที่ดินกันจริง สัญญาขายที่ดินตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยให้ที่ดินแก่โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันและย่อมถือได้ว่าสัญญาขายที่ดินเป็นนิติกรรมสัญญากู้ยืมเงินที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างโจทก์กับจำเลยและถูกอำพรางไว้ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง เมื่อสัญญาขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะ จึงต้องเพิกถอนสัญญาดังกล่าว เป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังเป็นของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่จำเลย

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 66155 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ฉบับวันที่ 13 สิงหาคม 2552 และเพิกถอนหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 97610 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ฉบับวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 แต่ยังคงให้โจทก์ยึดโฉนดที่ดินไว้จนกว่าจำเลยจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 155 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรินทร์ ชัยอริยะกุล
นางสาวบุณิกา พรมสนธิกุลหรือ
จำเลย — นางสาวจินณปภัส พรมสนธิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นางศรินดา เกียรติศิริโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายประวิตร ประคำโทน
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1285/2561
#621366
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่ผู้เสียหายเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา ทั้งการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา ฉะนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเสียและมีคำสั่งใหม่เป็นรับฎีกาในคดีส่วนแพ่งของจำเลยที่ว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไว้พิจารณาและเมื่อสำนวนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้ร้องแก้ฎีกาก่อน โดยเห็นว่าการพิจารณาว่าผู้ใดจะมีสิทธิยื่นคำร้องต้องพิจารณาจากสิทธิในทางแพ่ง ไม่ใช่กรณีที่จะนำความหมายของคำว่า ผู้เสียหายในคดีอาญา เช่น เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมาบังคับใช้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 ใช้ไม้ตีจำเลยบริเวณท้ายทอยแล้วผู้ร้องเข้าไปช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 1 โดยเข้าห้ามมิให้จำเลยใช้มีดฟันแทงผู้เสียหายที่ 1 ขณะผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 2 เข้าแย่งและปัดมีดจากมือจำเลย ทำให้มีดพลาดแทงถูกบริเวณท้องด้านซ้ายของผู้ร้อง มีดปักคาอยู่ พฤติการณ์แห่งคดีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องมีส่วนร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแก่จำเลยด้วยการใช้ไม้ตีจำเลยที่บริเวณท้ายทอย ผู้ร้องจึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้ เมื่อผู้ร้องได้มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วย การกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 33, 80, 91 และริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวจารึกผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 147,661 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 72, 80, 371 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 100 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ สาเหตุที่จำเลยกระทำความผิดในครั้งนี้ เกิดจากผู้เสียหายที่ 1 มีส่วนผิดที่ใช้ไม้ตีศีรษะของจำเลยก่อน จึงเห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี และปรับ 50 บาท ริบอาวุธมีดของกลาง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และให้จำเลยชำระเงินแก่ผู้ร้องจำนวน 147,661 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 72 และมาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 60, 72 มาตรา 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยบันดาลโทสะและฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสโดยพลาดและโดยบันดาลโทสะ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสโดยพลาดและโดยบันดาลโทสะซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควรแล้ว ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาโดยโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นรับฟังได้เป็นยุติว่า เหตุคดีนี้มีมูลเหตุสืบเนื่องมาจากในวันเกิดเหตุ จำเลยถูกนายสรศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 1 ใช้ไม้ตีท้ายทอยก่อน ถือได้ว่าจำเลยถูกผู้เสียหายที่ 1 ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงใช้อาวุธมีดของกลางฟันแทงผู้เสียหายที่ 1 ในขณะนั้น แล้วพลาดไปถูกนางสาวจารึก ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร้อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 72 และทำร้ายร่างกายผู้ร้องจนเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับอันตรายสาหัสป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณีกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน โดยพลาดและโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 60 และมาตรา 72

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรพิพากษาลงโทษจำเลยให้เบาลงและรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามบัญชีของกลางคดีอาญาระบุว่า อาวุธมีดที่จำเลยใช้ฟันและแทงผู้เสียหายที่ 1 กับผู้ร้อง เป็นอาวุธมีดทำกับข้าวทำด้วยสแตนเลส ด้ามพลาสติกดำ ยาวประมาณ 12 นิ้ว (รวมทั้งด้าม) ซึ่งเป็นมีดขนาดใหญ่ ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถูกทำร้าย ใช้มีดปอกผลไม้แทงที่ขาซ้ายตอนบนด้านหลัง บาดแผลผิวหนังฉีกขาดขอบเรียบที่ต้นขาซ้ายด้านหลัง ยาว 13 เซนติเมตร เย็บแผลแล้ว แพทย์ลงความเห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอาการเจ็บบาดแผลเดินไม่สะดวก รักษาตัวตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2557 ถึงวันที่ 13 เดือนเดียวกัน (5 วัน) ตัดไหมวันที่ 18 เดือนเดียวกัน ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร้อง มีบาดแผลถูกแทงบริเวณท้องด้านซ้าย ยาว 4 เซนติเมตร ร่วมกับลำไส้เล็กฉีกขาด ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเปิดช่องท้อง ตัดลำไส้เล็กที่ฉีกขาดออกมา และเย็บต่อลำไส้เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 และรักษาโดยการให้เลือดเมื่อวันที่ 11 เดือนเดียวกัน และแพทย์ลงความเห็นว่าใช้เวลารักษาประมาณ 1 เดือน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน หากมารับการรักษาไม่ทันท่วงที อาจทำให้เสียชีวิตได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยใช้อาวุธมีดขนาดใหญ่ฟันและแทงผู้เสียหายที่ 1 กับผู้ร้องจนมีบาดแผลฉกรรจ์อาจถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาพยาบาลทันท่วงทีเช่นนี้ นับว่าเป็นการกระทำรุนแรงใกล้เคียงว่าจะมีเจตนาฆ่าดังคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายและลงโทษจำเลยในบทหนักฐานทำร้ายร่างกายผู้ร้องเป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับอันตรายสาหัสโดยพลาดและโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 60, 72 และจำคุกจำเลยในข้อหาความผิดนี้เพียง 2 ปี นับว่าเป็นการลงโทษจำเลยในสถานเบาเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะลงโทษจำเลยเบากว่านี้อีกได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ได้ความจากที่จำเลยฎีกากล่าวอ้างว่า จำเลยสำนึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยการวางเงินต่อศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท และผู้เสียหายที่ 2 คือผู้ร้อง เป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 55,000 บาท โดยโจทก์และผู้ร้องมิได้แก้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่น อีกทั้งผู้ร้องก็ได้มาขอรับเงินที่จำเลยวางศาลไว้จำนวน 50,000 บาท ไปจากศาลชั้นต้นแล้วด้วย แม้จำนวนเงิน 50,000 บาท ที่ผู้ร้องรับไปจากศาลชั้นต้นยังไม่คุ้มจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ให้แก่ผู้ร้องจำนวน 147,661 บาท ก็ตาม แต่ก็เกินค่ารักษาพยาบาลที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยรับผิดต่อผู้ร้องเพียง 44,421 บาท นับว่าจำเลยได้สำนึกผิด ลุแก่โทษ และพยายามบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้ร้องและผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นเหตุอันควรปรานี เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องรับโทษจำคุกมาก่อน และในประการสำคัญคือจำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ เพราะถูกผู้เสียหายที่ 1 ใช้ไม้ตีทำร้ายก่อน อันเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมพฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุอันควรปรานี เห็นควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นคนดี โดยรอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยไว้เพื่อให้พนักงานคุมประพฤติได้แก้ไขฟื้นฟูความประพฤติของจำเลยภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในคดีส่วนแพ่งนั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่ผู้เสียหายเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาทั้งการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งดังกล่าวต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา ฉะนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเสียและมีคำสั่งใหม่เป็นรับฎีกาในคดีส่วนแพ่งของจำเลยที่ว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไว้พิจารณาและเมื่อสำนวนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้ร้องแก้ฎีกาก่อน โดยเห็นว่าการพิจารณาว่าผู้ใดจะมีสิทธิยื่นคำร้องต้องพิจารณาจากสิทธิในทางแพ่ง ไม่ใช่กรณีที่จะนำความหมายของคำว่า ผู้เสียหายในคดีอาญา เช่น เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมาบังคับใช้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 ใช้ไม้ตีจำเลยบริเวณท้ายทอยแล้วผู้ร้องเข้าไปช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 1 โดยเข้าห้ามมิให้จำเลยใช้มีดฟันแทงผู้เสียหายที่ 1 ขณะผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 2 เข้าแย่งและปัดมีดจากมือจำเลย ทำให้มีดพลาดแทงถูกบริเวณท้องด้านซ้ายของผู้ร้อง มีดปักคาอยู่ พฤติการณ์แห่งคดีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องมีส่วนร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแก่จำเลยด้วยการใช้ไม้ตีจำเลยที่บริเวณท้ายทอย ผู้ร้องจึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้ และเห็นว่าเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับการกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งเมื่อศาลฎีกาได้พิเคราะห์ถึงการที่ฝ่ายผู้ร้องได้มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วย โดยอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง แล้ว เห็นว่าจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชดใช้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 147,661 บาทเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติจำเลยไว้ ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 6 เดือน ตลอดระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษจำเลยไว้ และให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำผิดในทำนองเดียวกันอีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดจำนวน 30 ชั่วโมง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง ม. 442
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 44/1 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นางสาวจารึก การค้า
จำเลย — นายศุภชัยหรือเต่า แซ่ตั้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายทวีศักดิ์ สายสุวรรณนที
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ศิริชัย จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1188/2561
#620192
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำภาพและวิดีโอลามกส่งเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ส่งให้บุตรสาวโจทก์ดูเพื่อประจานโจทก์ ซึ่งมีเพียงจำเลยและบุตรสาวโจทก์เท่านั้นที่มีรหัสในการเข้าดูประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าดูได้หากไม่ทราบรหัส จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4)

จำเลยส่งข้อความทางผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตถึงโจทก์หลายครั้ง ขู่เข็ญโจทก์ให้จ่ายเงินจำเลย มิเช่นนั้นจะเปิดเผยความลับรูปภาพและวิดีโอที่โจทก์ไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายอื่น ในขณะที่ยังไม่ได้หย่าขาดจากจำเลย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการข่มขืนใจผู้อื่น ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญจะเปิดเผยความลับ ซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหายครบองค์ประกอบความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ เมื่อโจทก์ไม่ยินยอมมอบเงินให้ตามที่จำเลยขู่เข็ญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามรีดเอาทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 326, 338 ประกอบมาตรา 80, 90, 91 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ให้ยึดและทำลายเครื่องคอมพิวเตอร์ไฟล์วิดีโอของจำเลย กับแหล่งข้อมูลที่จำเลยทำสำเนาไว้อันมีข้อความหมิ่นประมาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 338 ประกอบมาตรา 80 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 326, 338 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามรีดเอาทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก, 338 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศเดนมาร์ก มีบุตรชายด้วยกัน 1 คน โจทก์มีลูกติด 1 คน คือ นางสาว ซ. ภายหลังสมรสแล้วโจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาด้านการจำหน่ายเครื่องเฟอร์นิเจอร์ และนำเงินรายได้จากการประกอบธุรกิจเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประมาณเดือนกรกฎาคม 2558 โจทก์และจำเลยแยกกันอยู่ โจทก์มีคนรักใหม่ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2558 จำเลยส่งข้อความผ่านทางอินเตอร์เน็ต โปรแกรมสไกป์ถึงโจทก์ ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2558 และวันที่ 24 กันยายน 2558 จำเลยส่งข้อความถึงโจทก์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต โปรแกรมแอปพลิเคชั่นไลน์ เพื่อให้โจทก์มอบเงินให้จำเลย แต่โจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินให้จำเลย ครั้นวันที่ 26 กันยายน 2558 จำเลยส่งภาพถ่ายโจทก์เปลือยกายอยู่กับผู้ชายบนเตียงนอน และวิดีโอบันทึกภาพดังกล่าวทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงนางสาว ซ. บุตรสาวโจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า คำฟ้องของโจทก์ข้อหาพยายามรีดเอาทรัพย์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ข้อหาพยายามรีดเอาทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยพยายามขู่เข็ญโจทก์โดยการสนทนาผ่านระบบอินเตอร์เน็ตโปรแกรมสไกป์ เป็นภาษาเดนมาร์ก ใจความว่า จำเลยต้องการเงิน 100,000 ดอลล่าร์ฮ่องกง หากโจทก์ไม่โอนเงินให้แก่จำเลย จำเลยจะเปิดเผยความลับ โดยการเผยแพร่รูปโจทก์กับนาย ฟ. และวิดีโอที่โจทก์มีเพศสัมพันธ์กับคนไทย ภายหลังจำเลยไม่ได้เงินตามที่ขู่เข็ญ จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลประเภทภาพเคลื่อนไหว (วิดีโอ) ที่มีลักษณะอันลามกซึ่งปรากฏโจทก์ร่วมหลับนอนกับชายอื่นลงในระบบคอมพิวเตอร์ อันเป็นการบรรยายฟ้องแล้วว่า ภาพโจทก์กับนาย ฟ. และวิดีโอที่โจทก์มีเพศสัมพันธ์กับคนไทยที่จำเลยขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยนั้น เป็นความลับที่จำเลยจะเปิดเผยแล้วทำให้โจทก์เสียหาย ฟ้องของโจทก์ข้อหาพยายามรีดเอาทรัพย์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 245/2524 และ 2898/2545 ที่จำเลยอ้างมาก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงคดีนี้ ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ชัดแจ้งชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยไม่อาจฟังหักล้างเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า คำฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องข้อหานี้ในตอนต้นว่า จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลประเภทภาพเคลื่อนไหว (วิดีโอ) ที่มีลักษณะอันลามกซึ่งปรากฏโจทก์ร่วมหลับนอนกับชายอื่นอยู่ในวิดีโอดังกล่าว โดยที่จำเลยเป็นผู้กำกับและดำเนินการถ่ายทำวิดีโอนั้นลงในระบบคอมพิวเตอร์เว็บไซต์ เวิลด์ไวล์เว็บดอทจีเมลดอทคอม ซึ่งทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ เนื่องจากเว็บไซด์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นสังคมออนไลน์ที่โยงกับเว็บไซต์อื่น เช่น พลัสดิทกูเกิ้ลดอทคอม เป็นต้น ก็ตาม แต่ตอนท้ายโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ใช้ที่อยู่อิเลคทรอนิกส์ ชื่อ Stxxx@gmail.com ซึ่งเป็นที่อยู่อิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย และมีเพียงจำเลยเท่านั้นที่รู้รหัสผ่านเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าวส่งไปยังบุตรสาวของโจทก์เพื่อประจานการกระทำของโจทก์ที่ร่วมหลับนอนกับชายอื่น ซึ่งจากคำบรรยายฟ้องดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าการที่จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกดังกล่าวนั้น ประชาชนทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้หากไม่รู้รหัสผ่านของจำเลยเพื่อเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์นั้น ทั้งการส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกนี้ ก็เป็นการส่งในลักษณะเฉพาะเจาะจงไปยังบุตรสาวของโจทก์เท่านั้น มิได้เป็นการเผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไป ดังนี้ การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ จึงไม่อาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ได้ ฟ้องของโจทก์สำหรับข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) มาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามรีดเอาทรัพย์และความผิดต่อเสรีภาพหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยว่า จำเลยส่งข้อความถึงโจทก์หลายครั้งต่อเนื่องกัน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2558 ครั้งต่อมาเมื่อวันที่ 23 และ 24 กันยายน 2558 ซึ่งจำเลยเบิกความรับว่า จำเลยเป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าวถึงโจทก์ เมื่อข้อความดังกล่าวสรุปได้ว่า จำเลยต้องการเงิน 100,000 ดอลล่าร์ฮ่องกง หากโจทก์ไม่ยินยอมมอบเงินดังกล่าวให้ จำเลยจะเปิดเผยภาพเปลือยและวิดีโอบันทึกภาพโจทก์ที่มีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นให้นางสาว ซ. ทราบ ซึ่งภาพถ่ายและวิดีโอดังกล่าวนั้นเป็นความลับ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการข่มขืนใจผู้อื่น ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญจะเปิดเผยความลับ ซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหายครบองค์ประกอบความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ เมื่อโจทก์ไม่ยินยอมมอบเงินดังกล่าวให้ตามที่จำเลยขู่เข็ญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามรีดเอาทรัพย์ ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยส่งข้อความถึงโจทก์ เพราะจำเลยต้องการเงินในบัญชีธนาคารประเทศฮ่องกง ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์และจำเลยประกอบธุรกิจร่วมกันซึ่งจำเลยมีสิทธิจะได้กึ่งหนึ่งนั้น เห็นว่า หากจำเลยมีสิทธิในเงินดังกล่าว จำเลยก็ชอบที่จะใช้สิทธิตามกฎหมาย โดยการฟ้องขอแบ่งทรัพย์สิน จำเลยหามีสิทธิตามกฎหมายที่จะดำเนินการด้วยตนเองไม่ ทั้งวิธีการที่จำเลยกระทำก็เป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย นอกจากนี้ข้อความที่จำเลยส่งถึงโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่า มีข้อความใดที่อ้างถึงการประกอบธุรกิจร่วมกันของจำเลยและโจทก์ รวมทั้งเงินที่จำเลยให้โจทก์ส่งให้ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการประกอบธุรกิจร่วมกันแต่อย่างใดด้วย ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ชัดแจ้งชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยไม่อาจฟังหักล้างเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของจำเลยนอกจากนี้ไม่เป็นสาระสำคัญอันจะทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามรีดเอาทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 309 วรรคแรก ม. 326 ม. 338
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ม.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายพัชรพงศ์ โรจนะวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวยุวิสส์ชญา ยกซิ่ว
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1185/2561
#619389
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตาม ป.อ. 358, 365 (3) ประกอบมาตรา 362 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ระหว่างกำหนดระยะเวลาฎีกา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเป็นการไม่ชอบ

แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องของศาลชั้นต้น แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โดยอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358 จากสารบบความ สำหรับความผิดฐานบุกรุก เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ และโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในระหว่างกำหนดระยะเวลาฎีกา ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่คัดค้าน ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในส่วนความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 365, 83, 91

ก่อนไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362 ประกอบมาตรา 365 (3) (ที่ถูก มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78) คงจำคุก 8 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าในระหว่างกำหนดระยะเวลาฎีกา ก่อนจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเนื่องจากไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 อีกต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362 ซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดิน โจทก์ต้องถอนฟ้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคหนึ่ง ไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง ยกคำร้องขอ พิเคราะห์แล้ว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนความผิดต่อส่วนตัว ฐานทำให้เสียทรัพย์ที่โจทก์ขอถอนฟ้อง จึงยังไม่ถูกต้อง เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสั่ง จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 จากสารบบความ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับความผิดฐานดังกล่าวเป็นอันระงับไปในตัว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์อ้างตนเอง นางอุสา และนายโชคชัย เป็นพยานเบิกความได้ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2131 และ 6672 ถึง 6674 ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยรับซื้อฝากจากนายอุดม เมื่อวันที่ 28 และ 29 มีนาคม 2537 หลังจากพ้นกำหนดเวลาไถ่แล้วโจทก์เข้าไปตัดหญ้า ใส่ปุ๋ย ปลูกต้นไม้เพิ่มเติมในที่ดินพิพาท ประมาณปี 2552 ถึง 2553 โจทก์บอกให้นางอุสาซึ่งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลป่าคลอกและนายหน้าขายที่ดินช่วยขายที่ดินพิพาท ต่อมาต้นเดือนมิถุนายน 2556 โจทก์ทราบจากนางอุสาว่า จำเลยที่ 1 เข้าไปปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาท โจทก์ขอให้นายโชคชัยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 พาไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับจำเลยที่ 1 แต่ตกลงกันไม่ได้ วันที่ 8 กรกฎาคม 2556 โจทก์จึงไปแจ้งความตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน จำเลยทั้งสองอ้างตนเอง และนายชะเอื้อน อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า เดิมที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นป่ารก เมื่อปี 2533 จำเลยที่ 1 เข้าไปถากถางปลูกบ้านพักอาศัย ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ที่ดินพิพาททางด้านทิศใต้และทิศตะวันออกอยู่ติดกับวัดโสภณวนาราม ขณะนายชะเอื้อนดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ได้จัดทำถนนคอนกรีตคั่นระหว่างที่ดินพิพาทกับวัดโสภณวนาราม โดยนางเฉิดฉิน มารดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งแนวเขตที่ดินพิพาท และพระครูโสภณพลธรรม เจ้าอาวาสวัดโสภณวนารามได้ทำหนังสือรับรองว่า จำเลยที่ 1 อยู่อาศัยในที่ดินพิพาท พิเคราะห์แล้ว นางอุสาพยานโจทก์เป็นตัวแทนของปวงชนในเขตเทศบาลตำบลปากคลอก ส่วนนายโชคชัยพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ที่เกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสองรู้จักจำเลยที่ 1 มานาน และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไปตามจริง ประกอบกับนายชะเอื้อนพยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เห็นจำเลยที่ 1 กับมารดาเข้าไปในทำกินในที่ดินพิพาทโดยปลูกผักสวนครัว สร้างขนำลักษณะมุงจากพักอาศัย สอดคล้องกับข้อความตามเอกสาร พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เพียงแต่เข้าไปเก็บพืชผลในที่ดินพิพาทเท่านั้น จึงไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทของโจทก์เมื่อประมาณต้นเดือนมิถุนายน 2556 อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์โดยปกติสุข แต่โจทก์นำสืบไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 เริ่มบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านในที่ดินพิพาทของโจทก์ในเวลากลางวันหรือกลางคืน ทั้งสภาพบ้านยังปลูกสร้างไม่แล้วเสร็จ จึงต้องฟังให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านในเวลากลางวัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ และโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในระหว่างกำหนดระยะเวลาฎีกา ประกอบกับจำเลยที่ 1 ไม่คัดค้าน ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีในส่วนความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จากสารบบความศาลฎีกา โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป เพราะความผิดฐานดังกล่าวเป็นอันระงับไปในตัว

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 358 ม. 362 ม. 365 (3)
ป.วิ.อ. ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธวัชชัย จงจิรมงคลชัย
จำเลย — นางอารีย์ ประไพพฤกษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายภาคภูมิ สุสานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวนัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วรงค์พร จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา