คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,106 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4295/2567
#719881
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับจ้างเขียนแบบพร้อมก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้แก่ ส. ผู้บริโภค แม้จะส่งมอบงานล่าช้าและไม่เสร็จสมบูรณ์ตามที่กำหนดในสัญญาก็เป็นเพียงการปฏิบัติผิดสัญญา ไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดที่ส่อว่ามีการดำเนินกิจการจำเลยไปในทางไม่สุจริต ส่วนการเลิกบริษัทเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะจัดประชุมใหญ่มีมติพิเศษให้เลิกบริษัทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1236 (4) แม้จำเลยจะอยู่ระหว่างถูกโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้แก่ ส. ก็ไม่มีข้อห้ามมิให้เลิกบริษัท เพียงแต่ในการเลิกบริษัทจะต้องจัดให้มีการชำระบัญชี โดยผู้ชำระบัญชีจะต้องจัดการทรัพย์สินของจำเลยเอาใช้หนี้แก่ ส. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ตามมาตรา 1264 จะแบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยให้ผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของจำเลยเท่านั้นตามมาตรา 1269 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชี แบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยโดยไม่ได้มีการใช้หนี้หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ให้แก่ ส. แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงการปฏิบัติฝ่าฝืนหน้าที่ในการชำระบัญชี ทำให้ ส. ได้รับความเสียหายเท่านั้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชีร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยไปแล้ว การที่จำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัทในระหว่างที่จำเลยถูกฟ้องคดีนี้ถือไม่ได้ว่าจำเลยดำเนินการโดยไม่สุจริตตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง จำเลยร่วมที่ 2 ในฐานะบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของจำเลยจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,201,430.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,052,944.05 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวสุรีรัตน์ ผู้บริโภค

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกนาย ว. ในฐานะผู้ชำระบัญชีบริษัทจำเลยและในฐานะส่วนตัวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 อ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นการละเมิดต่อนางสาวสุรีรัตน์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกบริษัท ม. โดยนาย ว. ผู้ชำระบัญชี และนาย ว. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ตามลำดับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ที่ถูก ต้องมีคำสั่งเรียกนาย ว. ในฐานะผู้ชำระบัญชีเข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และนาย ว. ในฐานะส่วนตัวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 2)

จำเลยร่วมทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,609,974.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวสุรีรัตน์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2561) ไม่เกิน 148,486.91 บาท

แต่จำเลยร่วมที่ 2 ร่วมรับผิดไม่เกินทรัพย์สินที่ได้รับจากจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 กับให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นโดยชำระต่อศาลในนามโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์ฟ้องคดีเองจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,024,974.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวสุรีรัตน์ ผู้บริโภค โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้มีผลบังคับ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาให้ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ทั้งนี้ให้จำเลยร่วมที่ 1 ร่วมรับผิดไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยมีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี และให้จำเลยร่วมที่ 2 ร่วมรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินเป็นเงิน 641 บาท แก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ที่ไม่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง มีจำเลยร่วมที่ 2 เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลย เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 จำเลยทำสัญญารับจ้างเขียนแบบพร้อมก่อสร้างบ้านพักอาศัยคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น ให้แก่นางสาวสุรีรัตน์ ผู้บริโภคบนที่ดินเปล่า ค่าจ้างรวมค่าวัสดุสัมภาระและค่าแรง 11,289,000 บาท แบ่งชำระเป็น 24 งวด ตกลงจะสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายใน 14 เดือน นับจากวันที่จำเลยทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มเจาะแล้วเสร็จ สัญญากำหนดให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่ใช้ในการก่อสร้าง หากจำเลยส่งมอบงานล่าช้ายอมให้นางสาวสุรีรัตน์ปรับเป็นรายวัน วันละ 2,000 บาท นับจากวันที่ล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจนถึงวันที่จำเลยส่งมอบงาน ต่อมาเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2558 นางสาวสุรีรัตน์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงที่สถานีตำรวจนครบาลท่าข้ามว่าจำเลยจะส่งมอบงานภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2558 ก่อนฟ้องคดีนี้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีหนังสือขอให้จำเลยชำระค่าปรับ ชดใช้ค่าเสียหาย และค่าใช้จ่ายแก่นางสาวสุรีรัตน์ภายในกำหนด 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 โดยจำเลยยังไม่ได้ใช้หนี้หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้แก่นางสาวสุรีรัตน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยส่งมอบงานล่าช้าและไม่เสร็จสมบูรณ์ตามสัญญา ให้จำเลยชำระค่าปรับวันละ 1,500 บาท เป็นเวลา 1,170 วัน เป็นเงิน 1,755,000 บาท ค่าเสียหายที่นางสาวสุรีรัตน์จ้างบุคคลอื่นมาแก้ไขงาน 548,170 บาท ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาระหว่างก่อสร้าง 180,784.05 บาท รวมเป็นเงิน 2,483,954.05 บาท หักกับเงินค่าก่อสร้างค้างชำระงวดที่ 22 ถึง 24 จำนวน 1,016,010 บาท และค่าก่อสร้างงานเพิ่มเติม 442,970 บาท แล้ว คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยต้องชำระแก่นางสาวสุรีรัตน์ 1,024,974.05 บาท และให้จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชี ร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยแต่ไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยมีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ประเด็นดังกล่าว โจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า จำเลยร่วมที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยดำเนินการโดยไม่สุจริต แล้วพิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 2 ในฐานะบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของจำเลยร่วมรับผิดกับจำเลยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฎีกาว่า จำเลยร่วมที่ 2 เป็นกรรมการของจำเลย และได้ทำไปตามวัตถุประสงค์ที่จำเลยจดทะเบียนไว้ โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีตั้งแต่แรก อีกทั้งหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นหนี้ที่ไม่แน่นอนว่ามีอยู่จริงหรือไม่ และจำเลยโต้แย้งมาตลอด การจดทะเบียนเลิกบริษัทและเสร็จการชำระบัญชีของจำเลยเป็นไปโดยสุจริต จำเลยไม่เคยคืนทรัพย์สินใดให้แก่จำเลยร่วมที่ 2 จำเลยร่วมที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลย เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งถูกฟ้องเป็นนิติบุคคล หากข้อเท็จจริงปรากฏว่านิติบุคคลดังกล่าวถูกจัดตั้งขึ้นหรือดำเนินการโดยไม่สุจริต หรือมีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภค หรือมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของนิติบุคคลไปเป็นประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และทรัพย์สินของนิติบุคคลมีไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ตามฟ้อง เมื่อคู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควร ให้ศาลมีอำนาจเรียกหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้นหรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลหรือผู้รับมอบทรัพย์สินจากนิติบุคคลดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วม และให้มีอำนาจพิพากษาให้บุคคลเช่นว่านั้นร่วมรับผิดชอบในหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคได้ด้วย เว้นแต่ผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำดังกล่าว หรือในกรณีของผู้รับมอบทรัพย์สินนั้นจากนิติบุคคลจะต้องพิสูจน์ได้ว่าตนได้รับทรัพย์สินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน" คดีนี้ จำเลยรับจ้างเขียนแบบพร้อมก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้แก่นางสาวสุรีรัตน์ตามวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการที่จำเลยจดทะเบียนไว้ หลังจากทำสัญญาจำเลยได้ก่อสร้างบ้านพักดังกล่าวและส่งมอบให้นางสาวสุรีรัตน์แล้ว แม้จะส่งมอบงานล่าช้าและไม่เสร็จสมบูรณ์ตามที่กำหนดในสัญญาก็เป็นเพียงการปฏิบัติผิดสัญญา ไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดที่ส่อว่ามีการดำเนินกิจการจำเลยไปในทางไม่สุจริต ส่วนการเลิกบริษัทนั้นเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะจัดประชุมใหญ่มีมติพิเศษให้เลิกบริษัทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 (4) แม้จำเลยจะอยู่ระหว่างถูกโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้เงินแก่นางสาวสุรีรัตน์ก็ไม่มีข้อห้ามมิให้เลิกบริษัท เพียงแต่ในการเลิกบริษัทจะต้องจัดให้มีการชำระบัญชีโดยผู้ชำระบัญชีต้องจัดการทรัพย์สินของจำเลยเอาใช้หนี้ให้แก่นางสาวสุรีรัตน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1250 หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยการวางทรัพย์สินแทนการชำระหนี้ให้แก่นางสาวสุรีรัตน์ตามมาตรา 1264 จะแบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยให้ผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของจำเลยเท่านั้นตามมาตรา 1269 สำหรับการชำระบัญชีในการเลิกบริษัทจำเลยนั้น ปรากฏจากสำเนางบแสดงฐานะการเงินและสำเนาหมายเหตุประกอบงบการเงินว่า ณ วันเลิกบริษัทจำเลยมีสินทรัพย์เป็นเงินสด 928,000 บาท ไม่มีหนี้สินหรือเจ้าหนี้ และปรากฏจากหน้ารายงานการชำระบัญชี (แบบ ลช.3) ว่า มีการแบ่งคืนทรัพย์สิน แสดงว่าจำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชีแบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยโดยไม่ได้มีการใช้หนี้หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ให้แก่นางสาวสุรีรัตน์ แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงการปฏิบัติฝ่าฝืนหน้าที่ในการชำระบัญชีทำให้นางสาวสุรีรัตน์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการละเมิดต่อนางสาวสุรีรัตน์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชี ร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยไปแล้ว การที่จำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีในระหว่างที่จำเลยถูกฟ้องคดีนี้ถือไม่ได้ว่าจำเลยดำเนินการโดยไม่สุจริตตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 2 ในฐานะบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของจำเลยร่วมรับผิดกับจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,024,974.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวสุรีรัตน์ จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาต้องคิดจากต้นเงิน 1,024,974.05 บาท รวมกับดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวที่คิดถึงวันฟ้อง เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,099,109.16 บาท คำนวณเป็นค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 21,982 บาท แต่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 25,907 บาท โดยคำนวณจากทุนทรัพย์ 1,295,398 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมา 3,925 บาท แก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา 3,925 บาท แก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1236 (4) ม. 1250 ม. 1264 ม. 1269
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 44 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัท ม.
จำเลยร่วม — บริษัท ม. โดยนาย ว. ผู้ชำระบัญชี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายพีระศักดิ์ ใจเสงี่ยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธรรมนูญ สิงห์สาย
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567
#711065
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และในกรณีนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ

เมื่อมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาก็ชอบที่จะหยิบยกพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวนขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่จำเลยฎีกาว่า นาง ร. และผู้เสียหายร่วมกันใช้มือทำร้ายนางสาว ฐ. หลายครั้ง จำเลยเข้าไปห้ามและใช้มือผลักผู้เสียหายเพื่อไม่ให้ทำร้ายร่างกายนางสาว ฐ. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นการป้องกันอันตรายที่ใกล้จะถึงตัวนางสาว ฐ. และพอสมควรแก่เหตุ กับที่ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือกักขังจำเลยที่ในที่อยู่อาศัยของจำเลย ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้างและเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และในกรณีนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตามแม้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาว่า จำเลยใช้มือชกต่อยผู้เสียหายที่บริเวณจมูกจนได้รับอันตรายแก่กาย แต่เมื่อพิจารณารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ปรากฏว่า นาง ร. และผู้เสียหายใช้มือของบุคคลทั้งสองทำร้ายใบหน้านางสาว ฐ. ภริยาของจำเลย โดยนางสาว ฐ. ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน แสดงว่าวันเกิดเหตุ นาง ร. และผู้เสียหายได้ร่วมกันรุมทำร้ายใบหน้าของนางสาว ฐ. ด้วยกัน พฤติการณ์ดังกล่าวนับเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายถึงแก่นางสาว ฐ. แล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิเข้าไปป้องกันนางสาว ฐ. ซึ่งเป็นภริยาจำเลยให้พ้นจากภยันตรายดังกล่าวได้ แม้จำเลยชกผู้เสียหายไปโดยแรงแต่ก็เป็นการชกเพียงครั้งเดียว และเมื่อจำเลยชกผู้เสียหายล้มลงจำเลยก็ไม่ได้ชกผู้เสียหายซ้ำอีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุและไม่เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ซึ่งแม้พฤติการณ์ที่ว่านาง ร. และผู้เสียหายได้ร่วมกันรุมทำร้ายนางสาว ฐ. จนเป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันหรือไม่จะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกา แต่เมื่อมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาก็ชอบที่จะหยิบยกพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวนขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 219 ตรี ม. 221 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางสาวภัทริน สิริวิทยาปกรณ์ มีเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
เชด กวีบริบูรณ์
ธีระศักดิ์ วริวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567
#719880
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และในกรณีนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ

แม้พฤติการณ์ที่ ร. และผู้เสียหายได้ร่วมกันทำร้าย ฐ. จนเป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตามกฎหมายจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกา แต่เมื่อมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาก็ชอบที่จะหยิบยกพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวนขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 1 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่จำเลยฎีกาว่า นางรำพรรณและผู้เสียหายร่วมกันใช้มือทำร้ายนางสาวฐานิดา หลายครั้ง จำเลยเข้าไปห้ามและใช้มือผลักผู้เสียหายเพื่อไม่ให้ทำร้ายร่างกายนางสาวฐานิดา เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นการป้องกันอันตรายที่ใกล้จะถึงตัวนางสาวฐานิดา และพอสมควรแก่เหตุ กับที่ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือกักขังจำเลยที่ในที่อยู่อาศัยของจำเลย ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้างและเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และในกรณีนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตามแม้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาว่า จำเลยใช้มือชกต่อยผู้เสียหายที่บริเวณจมูกจนได้รับอันตรายแก่กาย แต่เมื่อพิจารณารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ปรากฏว่า นางรำพรรณและผู้เสียหายใช้มือของบุคคลทั้งสองทำร้ายใบหน้านางสาวฐานิดาภริยาของจำเลย โดยนางสาวฐานิดาไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน แสดงว่าวันเกิดเหตุ นางรำพรรณและผู้เสียหายได้ร่วมกันรุมทำร้ายใบหน้าของนางสาวฐานิดาด้วยกัน พฤติการณ์ดังกล่าวนับเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายถึงแก่นางสาวฐานิดาแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิเข้าไปป้องกันนางสาวฐานิดาซึ่งเป็นภริยาจำเลยให้พ้นจากภยันตรายดังกล่าวได้ แม้จำเลยชกผู้เสียหายไปโดยแรงแต่ก็เป็นการชกเพียงครั้งเดียว และเมื่อจำเลยชกผู้เสียหายล้มลงจำเลยก็ไม่ได้ชกผู้เสียหายซ้ำอีก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุและไม่เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ซึ่งแม้พฤติการณ์ที่ว่านางรำพรรณและผู้เสียหายได้ร่วมกันรุมทำร้ายนางสาวฐานิดา จนเป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันหรือไม่จะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกา แต่เมื่อมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาก็ชอบที่จะหยิบยกพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวนขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 219 ตรี ม. 221 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางสาวภัทริน สิริวิทยาปกรณ์ มีเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
เชด กวีบริบูรณ์
ธีระศักดิ์ วริวงศ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4252/2567
#708623
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง และที่ผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงกันร่วมกันให้ใช้ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำหรับการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ซึ่งตามข้อบังคับดังกล่าวข้อ 23 วรรคหนึ่ง อันถือเป็นกรณีที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านต้องผูกพันกระบวนการคัดค้านอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับดังกล่าวก็ตาม แต่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง ตอนต้น หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่มีการวินิจฉัยคำคัดค้านของอนุญาโตตุลาการโดยวิธีการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการข้างต้น หรือเป็นกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นซึ่งต้องดำเนินการตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง หากการคัดค้านไม่บรรลุผล คู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านย่อมสามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ และข้อบังคับข้อ 23 หมายความเพียงว่า เป็นที่สุดสำหรับกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการเท่านั้น หาใช่การตัดสิทธิคู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านมิให้สิทธิทางศาลตามที่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติไว้แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำวินิจฉัยของผู้ชี้ขาดของสถาบันอนุญาโตตุลาการสำนักงานศาลยุติธรรม ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนศาสตราจารย์ ดร.ศักดา จากการทำหน้าที่อนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 73/2564

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้ร้องฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า แม้ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น คู่พิพาทฝ่ายที่ประสงค์จะคัดค้านอนุญาโตตุลาการจะต้องยื่นหนังสือแสดงเหตุแห่งการคัดค้านต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ... และหากอนุญาโตตุลาการซึ่งถูกคัดค้านไม่ถอนตัวจากการเป็นอนุญาโตตุลาการหรือคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยกับข้อคัดค้านนั้น ให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยคำคัดค้านนั้น" และผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงร่วมกันให้ใช้ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการสำหรับการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ซึ่งตามข้อบังคับดังกล่าวข้อ 23 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ถ้าคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการคัดค้านหรือหากอนุญาโตตุลาการซึ่งถูกคัดค้านมิได้ถอนตัวจากการเป็นอนุญาโตตุลาการ ให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยคำคัดค้านนั้น เว้นแต่สถาบันเห็นสมควรแต่งตั้งผู้ชี้ขาดหรือคณะผู้ชี้ขาดจำนวนไม่เกิน 3 คน ให้ทำหน้าที่พิจารณาและวินิจฉัยการคัดค้านและให้ผู้ชี้ขาดหรือคณะผู้ชี้ขาดวินิจฉัยคำคัดค้านให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน คำวินิจฉัยของผู้ชี้ขาดหรือคณะผู้ชี้ขาดให้เป็นที่สุด" อันถือเป็นกรณีที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านต้องผูกพันกระบวนการคัดค้านอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับดังกล่าวก็ตาม แต่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง ตอนต้น ก็บัญญัติต่อไปว่า "ถ้าการคัดค้านโดยวิธีตามที่คู่พิพาทตกลงกันหรือตามวิธีที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งไม่บรรลุผล หรือในกรณีมีอนุญาโตตุลาการเพียงคนเดียว คู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านอาจยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวย่อมหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่มีการวินิจฉัยคำคัดค้านอนุญาโตตุลาการโดยวิธีการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการข้างต้น หรือกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นซึ่งต้องดำเนินการโดยวิธีการตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง ก็ตาม หากการคัดค้านดังกล่าวไม่บรรลุผลแล้วคู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านย่อมสามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ แม้ตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการข้อ 23 จะกำหนดให้คำวินิจฉัยของผู้ชี้ขาดหรือคณะผู้ชี้ขาดให้เป็นที่สุดก็ตาม ก็หมายความเพียงเป็นที่สุดสำหรับกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการเท่านั้น หาใช่เป็นการตัดสิทธิคู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านมิให้ใช้สิทธิทางศาลตามที่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติไว้แต่อย่างใด เมื่อผู้ชี้ขาดมีคำวินิจฉัยให้ยกคำคัดค้านอนุญาโตตุลาการของผู้ร้องแล้ว ย่อมถือได้ว่าการคัดค้านโดยวิธีตามที่คู่พิพาทตกลงกันไม่บรรลุผล ผู้ร้องจึงสามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลชั้นต้นได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสองที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้านตามบทบัญญัติข้างต้นและมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้ร้องมานั้น จึงฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องในส่วนนี้ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาว่า กรณีสมควรมีคำสั่งยอมรับหรือยกเสียซึ่งคำคัดค้านของผู้ร้องหรือไม่นั้น แม้ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยในปัญหานี้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนคำคัดค้านของผู้ร้องจนเสร็จการพิจารณาและสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าและเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ที่มีวัตถุประสงค์ให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องคัดค้านของผู้ร้องไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาอีก เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง อนุญาโตตุลาการต้องมีความเป็นกลางและเป็นอิสระ โดยบุคคลซึ่งจะถูกตั้งเป็นอนุญาโตตุลาการจะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระของตน คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านอ้างทำนองว่า ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา มิได้เปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระอันเป็นเหตุให้สามารถคัดค้านอนุญาโตตุลาการได้ให้คู่พิพาททราบ โดยไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงว่าตนเคยเป็นกรรมการอิสระที่มิใช่ผู้บริหารในบริษัท ซ. ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินกิจการร่วมค้าร่วมกับบริษัทในเครือของผู้คัดค้านนั้น กรณีจึงต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท ซ. กับผู้คัดค้านก่อน ซึ่งเมื่อพิจารณาข้ออ้างตามคำร้องคัดค้านที่ผู้ร้องยื่นต่อศาลชั้นต้น ประกอบหนังสือคัดค้านอนุญาโตตุลาการที่ผู้ร้องยื่นต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ และบันทึกถ้อยคำอธิบายความเป็นกลางและเป็นอิสระที่ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา ยื่นต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ ซึ่งผู้ร้องมิได้โต้แย้งความถูกต้องในบันทึกดังกล่าวแล้ว ได้ความว่า บริษัท ซ. เป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายดินแดนเบอร์มิวดาและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ทำธุรกิจในด้านอาหารและการเกษตร โดยดำเนินงานในสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ส่วนผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลจัดตั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยผู้ร้องอ้างในคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักร ยี่ห้อ ค. อย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย จากข้อมูลดังกล่าวเห็นได้ว่า บริษัท ซ. และผู้คัดค้านต่างเป็นนิติบุคคลแยกจากกัน จดทะเบียนในคนละประเทศ ประกอบธุรกิจคนละประเภท และดำเนินการในต่างภูมิภาคกัน ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในบริษัท ซ. พร้อมกับนายชัชวาล ในปี 2551 ซึ่งในขณะนั้นนายชัชวาลยังเป็นกรรมการของผู้คัดค้านอยู่ด้วย ในข้อนี้ได้ความข้างต้นสอดคล้องต้องกันว่า ทั้งนายชัชวาลและศาสตราจารย์ ดร.ศักดา ต่างลาออกจากบริษัท ซ. ไปตั้งแต่ปี 2553 และปี 2563 แล้วตามลำดับ ทั้งตามสำเนาหนังสือรับรองบริษัทผู้คัดค้านที่ออก ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2565 ท้ายคำแถลงของผู้ร้องที่ขอให้ปิดหมายและส่งหมายข้ามเขตแก่ผู้คัดค้าน ก็ไม่ปรากฏชื่อนายชัชวาลเป็นกรรมการหรือสามารถลงลายมือชื่อผูกพันผู้คัดค้านได้ ดังนี้ แม้ศาสตราจารย์ ดร.ศักดาและนายชัชวาลจะเคยเป็นกรรมการในบริษัท ซ. ด้วยกันในช่วงปี 2551 ถึง 2553 ก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงอันอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่อนุญาโตตุลาการของศาสตราจารย์ ดร.ศักดา สำหรับข้อพิพาทในคดีนี้ได้ ที่ผู้ร้องอ้างต่อไปทำนองว่า นายชัชวาลมีความสัมพันธ์ทางครอบครัวเกี่ยวข้องกับนายทองไทร หรือตระกูลบูรพชัยศรี ซึ่งเป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของผู้คัดค้าน โดยนายชัชวาลเป็นสามีของนางขวัญใจซึ่งเป็นบุตรสาวของนายทองไทรและนายวีระ บุตรอีกคนของนายทองไทรยังเป็นรองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการของ ผู้คัดค้านด้วยนั้น แม้จะได้ความตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างมาก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงไปถึงศาสตราจารย์ดร.ศักดา สำหรับกิจการร่วมค้าบริษัท อ. ที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นการร่วมลงทุนกันระหว่างบริษัท ซ. กับบริษัทในเครือของผู้คัดค้าน โดยบริษัท ซ. ร่วมลงทุนในกิจการร่วมค้าดังกล่าวผ่านบริษัท ก. ซึ่งเป็นบริษัทลูก กับบริษัท ม. ซึ่งมีนายทองไทรถือหุ้นอยู่ร้อยละ 92.4 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนไม่ปรากฏว่าศาสตราจารย์ ดร.ศักดา เคยเป็นกรรมการหรือมีอำนาจบริหารจัดการทั้งในกิจการร่วมค้าบริษัท ช. บริษัท ม. และผู้คัดค้าน แม้จะได้ความตามที่ผู้ร้องอ้างว่ามีการร่วมลงทุนในกิจการร่วมค้าดังกล่าว ก็ยังไม่ใช่ข้อบ่งชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างศาสตราจารย์ ดร.ศักดา กับผู้คัดค้านจนถึงขนาดให้ควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่อนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทตามคำร้องคัดค้านได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา เคยเป็นกรรมการอิสระที่มิใช่ผู้บริหารในบริษัท ซ. ปี 2551 ถึงปี 2554 จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระ กรณียังรับฟังไม่ได้ว่า ศาสตราจารย์ ดร.ศักดา ขาดความเป็นกลางและเป็นอิสระ หรือมิได้เปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางหรือเป็นอิสระของตน จึงสมควรมีคำสั่งยกเสียซึ่งคำคัดค้านอนุญาโตตุลาการของผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 20
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ก.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกษิดิศ สุพรรณเภสัช
-
ชื่อองค์คณะ
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
วรวุฒิ ทวาทศิน
ธรรมนูญ สิงห์สาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4235/2567
#707431
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงื่อนไขเพื่อควบคุมความประพฤติของจำเลยไว้ เป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติที่ศาลกำหนดตาม ป.อ. มาตรา 56 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการคุมประพฤติและให้ลงโทษจำคุกที่รอการลงโทษแก่จำเลย และจำเลยอุทธรณ์คำสั่งนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมเป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 34 วรรคสอง จำเลยจะฎีกาไม่ได้ การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกามาจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี วรรคท้าย (เดิม) (ที่ถูก วรรคสามด้วย) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคท้าย (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 3 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 36 ชั่วโมง ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมทั้งสามตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 9 ธันวาคม 2564 โดยให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขของการคุมประพฤติด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย สำหรับคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2564 แล้ว เห็นว่า ชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาตามยอมให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งให้เป็นพับ ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ซึ่งครบกำหนดชำระค่าเสียหายงวดแรกตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จำนวน 75,000 บาท ปรากฏว่าจำเลยนำเงินมาชำระเพียง 15,000 บาท อันเป็นการผิดเงื่อนไขในการคุมประพฤติจำเลย จึงขอให้ศาลชั้นต้นเปลี่ยนการรอการลงโทษจำคุกเป็นลงโทษจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เปลี่ยนการรอการลงโทษจำคุกเป็นลงโทษจำคุกจำเลยตามที่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มีคำร้องขอ ทั้งหมายจับจำเลยมาบังคับโทษตามคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงื่อนไขเพื่อควบคุมความประพฤติของจำเลยไว้ เป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติที่ศาลกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการคุมประพฤติและให้ลงโทษจำคุกที่รอการลงโทษแก่จำเลย ดังนี้ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมเป็นที่สุด ตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 34 วรรคสอง จำเลยจะฎีกาไม่ได้ การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้ฎีกามานั้นไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 34 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
โจทก์ร่วม — นาง ร. กับพวก
จำเลย — นางสาว ต.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายกัมปนาถ อาริยกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ณรงค์ ประจุมาศ
สัญญา ภูริภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4231/2567
#724084
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยพูดจาหาเรื่องกับผู้เสียหายและพวกก่อนเกิดเหตุ กรณีมิใช่จำเลยฟันผู้เสียหายเพราะเกิดโทสะเฉพาะหน้า หากแต่เป็นกรณีที่เกิดโทสะและออกจากบ้านที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยจึงเกิดความคิดไปเอาอาวุธมีดดาบเพื่อมาฟันผู้เสียหายภายหลังห่างกันเป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จำเลยต้องคิดไตร่ตรองตัดสินใจอย่างหนักในการตกลงใจกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 289, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอแก้ไขคำให้การเป็นให้การรับสารภาพฐานพยายามฆ่าผู้อื่น แต่ปฏิเสธว่ามิได้กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ และให้การปฏิเสธฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 666.66 บาท รวมจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2563 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยมานั่งพูดคุยกับผู้เสียหาย นายวุฒิ และพวกที่บ้านที่เกิดเหตุของนายวุฒิ จำเลยกับผู้เสียหายพูดจากระทบกระทั่งกัน จำเลยพูดคุยอยู่ประมาณ 10 นาที แล้วกลับออกไป ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2563 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา จึงหวนกลับมาและจำเลยใช้มีดดาบเป็นอาวุธฟันผู้เสียหาย 1 ครั้ง มีบาดแผลขอบเรียบบริเวณใบหน้า ใบหูซ้ายถึงลำคอความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ตามภาพถ่ายที่เกิดเหตุ และผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยโกรธแค้นผู้เสียหายจากการพูดจากระทบกระทั่งกัน ต่อมาจำเลยฟันผู้เสียหายโดยคิดไตร่ตรองก่อนแล้ว จึงเป็นการพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ได้ความจากผู้เสียหายว่า เมื่อผู้เสียหายลุกขึ้นจะเดินเข้าประตูบ้าน จำเลยเดินเข้ามาด้านหลังใช้มีดดาบฟันด้านหลังศีรษะผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหายลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในบ้าน จำเลยวิ่งไล่ติดตามผู้เสียหาย แต่นายวุฒิเข้าขัดขวางไว้ได้ ความข้อนี้มีน้ำหนักรับฟังได้เพราะโจทก์มีคำให้การชั้นสอบสวนของนายวุฒิรับรองตรงกัน โดยพันตำรวจโทสมการณ์พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า นายวุฒิให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจริง แต่โจทก์มิอาจติดตามตัวนายวุฒิมาเบิกความต่อศาลได้เพราะนายวุฒิไปทำงานอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย กรณีมีเหตุจำเป็นและมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังคำให้การดังกล่าวซึ่งเป็นพยานบอกเล่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) และได้ความจากนายแพทย์เนติกรณ์ผู้ตรวจบาดแผลและรักษาผู้เสียหาย ว่าบาดแผลของผู้เสียหายลึกถึงกะโหลกศีรษะ หากทำการรักษาไม่ทันอาจเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายได้ เนื่องจากเสียเลือด ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย และได้ความจากผู้เสียหายอีกว่า มีดดาบที่จำเลยเดินถือเข้ามาฟันผู้เสียหายนั้นไม่ใช่มีดดาบที่อยู่ในที่เกิดเหตุ เจือสมกับที่จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านว่า จำเลยถือมีดอีโต้เดินเข้าไปหาผู้เสียหาย เมื่อไปถึงจำเลยใช้มีดอีโต้ฟันผู้เสียหายและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยว่า ผู้เสียหายมีพฤติการณ์ในทางชู้สาวกับภริยาของจำเลยแล้วพูดเยาะเย้ยจำเลย ทำให้จำเลยโกรธ จึงได้เอามีดดาบมาฟันผู้เสียหาย นอกจากนี้สาเหตุที่จำเลยและผู้เสียหายพูดจากระทบกระทั่งกันก็ได้ความจากผู้เสียหายว่าเกิดจากจำเลยพูดไม่เหมาะสมกับผู้เสียหายว่า กลับบ้านไม่ปลอดภัยนะ มีคนดักทำร้ายอยู่ สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของนายวุฒิว่า จำเลยพูดเอะอะโวยวายชวนหาเรื่องทะเลาะ แต่ผู้เสียหายและพวกไม่ใส่ใจ และจำเลยเดินกลับไปบ้านของจำเลยตามที่นายวุฒิร้องขอ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ส่วนจำเลยอ้างว่า เกิดจากผู้เสียหายพูดหยามจำเลยว่า ผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับภริยาของจำเลยมาแล้ว แต่ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง น่าเชื่อว่าจำเลยพูดจาหาเรื่องกับผู้เสียหายและพวกก่อนเกิดเหตุ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น กรณีมิใช่จำเลยฟันผู้เสียหายเพราะเกิดโทสะเฉพาะหน้า หากแต่เป็นกรณีที่เกิดโทสะและออกจากบ้านที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยจึงเกิดความคิดไปเอาอาวุธมีดดาบเพื่อมาฟันผู้เสียหายภายหลังห่างกันเป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จำเลยต้องคิดไตร่ตรองตัดสินใจอย่างหนักในการตกลงใจกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (4) ม. 371
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล -
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 -
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
รัฐธีย์ ยมจินดา
ชุมพล อรรถเสถียร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567
#707432
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 248 วรรคสาม บัญญัติว่า การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นขององค์กรอัยการให้มีความเป็นอิสระ โดยให้มีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมและการบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับพนักงานอัยการต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการอัยการ และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 38 บัญญัติหลักเกณฑ์ที่จะนำมาพิจารณาแต่งตั้งพนักงานอัยการให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ได้แก่ ความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติการปฏิบัติราชการ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลเทียบกับงานในตำแหน่งข้าราชการอัยการที่จะได้รับแต่งตั้ง โดยมี พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 9 กำหนดตำแหน่งพนักงานอัยการ และข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554 ข้อ 3 และข้อ 4 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 30 (5) มีเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการอัยการพิจารณาในการเลื่อนตำแหน่ง การแต่งตั้งและการโยกย้ายว่า ข้าราชการอัยการลำดับอาวุโสใด ควรไปดำรงตำแหน่ง ณ สำนักงานแห่งใดเป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างยิ่งประกอบด้วย ซึ่งคณะกรรมการอัยการเคยให้ความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติในการแต่งตั้งข้าราชการอัยการ รองอธิบดีอัยการ อัยการพิเศษฝ่ายและอัยการจังหวัดว่า หากข้าราชการอัยการคนใดเคยสละสิทธิในการเลื่อนการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระการโยกย้ายที่ตนมีสิทธิแล้ว ข้าราชการอัยการคนนั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนั้นอีกต่อไป และมีการใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมาพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการอัยการตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2564 ข้าราชการอัยการคนที่สละสิทธิดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการ รองอธิบดีอัยการ หรืออัยการพิเศษฝ่ายจะไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในวาระโยกย้ายในปีที่ขอสละสิทธิและในปีต่อมาทุกราย เหตุที่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้ เนื่องเพราะหากยินยอมให้ข้าราชการอัยการที่สละสิทธิไม่ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระแรกที่ตนมีสิทธิโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่ง สามารถแสดงความจำนงโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งในวาระถัดไป ก็จะมีคนลำดับอาวุโสท้ายที่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นในวาระแรก ซึ่งตามปกติต้องไปดำรงตำแหน่งในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สละสิทธิในวาระที่ตนมีสิทธิเพื่อจะได้เป็นคนมีอาวุโสลำดับต้นในวาระโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งคราวถัดไป ก่อให้เกิดการลักลั่น เลือกปฏิบัติและขัดข้องในการบริหารงานบุคคลขององค์กรอัยการ กับเปิดช่องให้มีคนใช้วิธีการดังกล่าวหลีกเลี่ยงไม่ไปดำรงตำแหน่งในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวาระแรก เพื่อที่จะได้ไปปฏิบัติงานที่สถานที่ที่ตนเองต้องการในวาระถัดไป ส่วนคนอื่นจะถูกส่งไปรับตำแหน่งในสถานที่ห่างไกลหรือลำบากกันดาร หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทน ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างข้าราชการอัยการด้วยกัน อันจะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจข้าราชการอัยการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนทั่วไป กรณีอาการป่วยด้วยโรคไตวายเฉียบพลันอย่างรุนแรงของโจทก์เป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ ทำให้ไม่สามารถไปปฏิบัติหน้าที่ราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เป็นเรื่องน่าเห็นใจ ซึ่งคณะกรรมการอัยการคราวประชุมครั้งที่ 9/2560 มีมติให้โจทก์ดำรงตำแหน่งและรับราชการในสำนักงานเดิม เท่ากับโจทก์ได้สิทธิในการรักษาพยาบาลและได้รับเงินเดือนเต็มเวลา ทั้งไม่ต้องไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่ข้าราชการอัยการคนอื่นต้องเสียสละไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทนโจทก์เป็นการเสียเปรียบในวาระนี้ เมื่อโจทก์หายป่วยในการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งคราวถัดไปครั้งที่ 10/2561 โจทก์ขอใช้สิทธิในการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นขณะที่อาวุโสอยู่ในลำดับต้น ดังเช่นที่โจทก์เรียกร้องและฟ้องคดีต่อศาลปกครองพิษณุโลกขอให้จัดอันดับอาวุโสของโจทก์เข้าสู่ลำดับอาวุโสเดิม ยิ่งทำให้ข้าราชการอัยการคนอื่นที่เสียสละไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทนโจทก์ เสียเปรียบโจทก์ในการเลื่อนตำแหน่งวาระก่อนต้องเสียเปรียบในการเลื่อนตำแหน่งวาระถัดไปซ้ำอีก ข้อนี้วิญญูชนคนธรรมดาทั่วไปพึงเข้าใจได้ว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนคนจ่ายเงินเดือนแก่โจทก์ด้วย ข้าราชการอัยการทั้งองค์กรย่อมตระหนักรู้ได้ว่าไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมดุจกัน นอกจากนี้กรณี ช. และ ป. ซึ่งเคยสละสิทธิในปี 2554 และ 2547 ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนตำแหน่งในปี 2556 และ 2548 ตามลำดับดังที่โจทก์ฎีกานั้น เป็นมติของคณะกรรมการอัยการชุดก่อนมิใช่การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสอง แต่ถือเป็นกรณีศึกษาสำหรับองค์กรอัยการว่า การยอมให้ข้าราชการอัยการอ้างเหตุผลส่วนตัวต่าง ๆนา ๆ เป็นข้อยกเว้นลำดับอาวุโสตามข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554 ข้อ 4 เพื่อประโยชน์ส่วนตน จะส่งผลกระทบต่อการบริหารองค์กรอัยการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอันเป็นประโยชน์ส่วนรวมมากเพียงใด เป็นสิ่งซึ่งจำเลยทั้งยี่สิบสองในฐานะคณะกรรมการอัยการคณะต่อมาต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักระหว่างการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของข้าราชการอัยการ กับภาระหน้าที่ขององค์กรอัยการ ที่ต้องอาศัยบุคลากรผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน แล้วเลือกสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย เหมาะสมกับสถานการณ์ บริบทแวดล้อม และบริหารจัดการความสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลของข้าราชการอัยการ กับสิทธิส่วนรวมของข้าราชการอัยการทุกคนหรือองค์กรอัยการในขณะตัดสินใจลงมติเลือกหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่ง ยิ่งกว่านั้นหลักเกณฑ์ที่ว่าข้าราชการอัยการผู้ใดเคยสละสิทธิในการเลื่อนการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระการโยกย้ายที่ตนมีสิทธิแล้ว ข้าราชการอัยการผู้นั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนั้นอีกต่อไปใช้บังคับมาตลอด 8 ปี ไม่มีข้าราชการอัยการคนใดโต้แย้งคัดค้านหรือฟ้องร้องเป็นคดี อาจเป็นเหตุให้จำเลยทั้งยี่สิบสองเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นแบบธรรมเนียมปฏิบัติหรือวัฒนธรรมขององค์กรอัยการในช่วงเวลานั้น เยี่ยงนี้ แม้ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 จะไม่ได้บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสละสิทธิของข้าราชการอัยการในการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นว่าจะไม่ได้รับการดำรงตำแหน่งดังกล่าวในการเลื่อนตำแหน่งในวาระโยกย้ายครั้งต่อไป และโจทก์มิได้มีเจตนาสละสิทธิตลอดไปตามที่โจทก์ฎีกา แต่เมื่อหลักเกณฑ์นี้ใช้พิจารณาในการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่ง ตั้งแต่ก่อนวาระการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งของโจทก์และแก่ข้าราชการอัยการทั้งองค์กรเป็นการทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง แสดงว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองต่างลงมติไปโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มิได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจจึงสมเหตุสมผล จักเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ก็หามิได้ และแม้ต่อมาคณะกรรมการอัยการจะมีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 4) สำนักงานคดีปกครองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองพิษณุโลก ก็เป็นการใช้ดุลพินิจอิสระของคณะกรรมการอัยการคณะต่อมาในการบริหารงานบุคคลบนหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย สถานการณ์และบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจอนุมานว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองมีมติไม่ให้โจทก์เลื่อนไปดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายในการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 10/2561 และครั้งที่ 11/2562 โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นการเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองจึงขาดองค์ประกอบและไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตาม ป.อ. มาตรา 157 ตามฟ้องดังที่โจทก์ฎีกา ถึงกระนั้นก็ตามหากมีกรณีที่จำเลยคนหนึ่งคนใดหรือจำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันกระทำการใดอันเป็นการทุจริต ผิดกฎหมายหรือระเบียบใดทำให้โจทก์หรือองค์กรอัยการเสียหายนอกจากคำฟ้อง ก็มิได้ตัดสิทธิโจทก์ที่จะว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยทั้งยี่สิบสองต่างหากจากคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157 กับให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 165/2564 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 13 เป็นเจ้าพนักงานและคณะกรรมการอัยการปี 2561 จำเลยที่ 6 ที่ 9 ที่ 12 ถึงที่ 22 เป็นเจ้าพนักงานและเป็นคณะกรรมการอัยการปี 2562 คณะกรรมการอัยการมีอำนาจหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 เมื่อปี 2560 โจทก์เป็นข้าราชการอัยการตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษมีสิทธิเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นอัยการพิเศษฝ่ายในวาระโยกย้ายเดือนตุลาคม 2560 แต่โจทก์ขอสละสิทธิในการเลื่อนไปดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย เนื่องจากโจทก์ป่วยด้วยอาการไตวายในปีดังกล่าว คณะกรรมการอัยการมีมติในการประชุมครั้งที่ 9/2560 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 ให้ความเห็นชอบกับการขอสละสิทธิในการดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายของโจทก์และให้โจทก์ปฏิบัติงานอยู่ที่เดิมคือสำนักงานคดีปกครองพิษณุโลก ต่อมาในการเลื่อนตำแหน่งในวาระโยกย้ายเดือนตุลาคม 2561 และเดือนตุลาคม 2562 โจทก์ยื่นคำขอแสดงความประสงค์ขอเลื่อนไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นอัยการพิเศษฝ่ายคณะกรรมการอัยการมีมติการประชุมครั้งที่ 10/2561 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 และการประชุมครั้งที่ 11/2562 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ว่า โจทก์เป็นผู้ปฏิบัติราชการด้วยความวิริยะอุตสาหะ อุทิศเวลาให้แก่ราชการ มีความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัยและมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเหมาะสมเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 สมควรผ่านการประเมินและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นเป็นอัยการพิเศษฝ่ายได้ แต่โจทก์เคยแสดงความประสงค์ไม่ขอดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย ในการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 9/2560 จึงมีมติไม่เลื่อนโจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย ทำให้ลำดับอาวุโสของโจทก์ลดลงไป 112 ลำดับ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2564 ศาลปกครองพิษณุโลกมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 10/2561 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 เฉพาะส่วนที่ไม่เห็นชอบให้โจทก์เลื่อนตำแหน่งเป็นอัยการพิเศษฝ่ายตั้งแต่วันที่มีมติและมีข้อสังเกตให้ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาดำเนินการแต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายและปรับลำดับอาวุโสให้อยู่ในลำดับอาวุโสที่ถูกต้องต่อไปตามคดีหมายเลขแดงที่ บ.77/2564 ของศาลปกครองพิษณุโลก คดีเป็นที่สุด หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ คณะกรรมการอัยการได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 4) สำนักงานคดีปกครองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า จำเลยทั้งยี่สิบสองกระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 248 วรรคสาม บัญญัติว่า การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นขององค์กรอัยการให้มีความเป็นอิสระ โดยให้มีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมและการบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับพนักงานอัยการต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการอัยการ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 38 บัญญัติหลักเกณฑ์ที่จะนำมาพิจารณาแต่งตั้งพนักงานอัยการให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ได้แก่ ความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติการปฏิบัติราชการ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลเทียบกับงานในตำแหน่งข้าราชการอัยการที่จะได้รับแต่งตั้ง โดยมีพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 9 กำหนดตำแหน่งพนักงานอัยการ และข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554 ข้อ 3 และข้อ 4 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 30 (5) มีเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการอัยการพิจารณาในการเลื่อนตำแหน่ง การแต่งตั้งและการโยกย้ายว่า ข้าราชการอัยการลำดับอาวุโสใด ควรไปดำรงตำแหน่ง ณ สำนักงานแห่งใดเป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างยิ่งประกอบด้วย ซึ่งคณะกรรมการอัยการเคยให้ความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติในการแต่งตั้งข้าราชการอัยการ รองอธิบดีอัยการ อัยการพิเศษฝ่ายและอัยการจังหวัดว่า หากข้าราชการอัยการคนใดเคยสละสิทธิในการเลื่อนการดำรงตำแหน่ง ที่สูงขึ้นในวาระการโยกย้ายที่ตนมีสิทธิแล้ว ข้าราชการอัยการคนนั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนั้นอีกต่อไป และมีการใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมาพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการอัยการตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2564 ข้าราชการอัยการคนที่สละสิทธิดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการ รองอธิบดีอัยการ หรืออัยการพิเศษฝ่ายจะไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในวาระโยกย้ายในปีที่ขอสละสิทธิและในปีต่อมาทุกราย เหตุที่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้ เนื่องเพราะหากยินยอมให้ข้าราชการอัยการที่สละสิทธิไม่ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระแรกที่ตนมีสิทธิโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่ง สามารถแสดงความจำนงโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งในวาระถัดไป ก็จะมีคนลำดับอาวุโสท้ายที่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นในวาระแรก ซึ่งตามปกติต้องไปดำรงตำแหน่งในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สละสิทธิในวาระที่ตนมีสิทธิเพื่อจะได้เป็นคนมีอาวุโสลำดับต้นในวาระโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งคราวถัดไป ก่อให้เกิดการลักลั่น เลือกปฏิบัติและขัดข้องในการบริหารงานบุคคลขององค์กรอัยการ กับเปิดช่องให้มีคนใช้วิธีการดังกล่าวหลีกเลี่ยงไม่ไปดำรงตำแหน่งในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวาระแรก เพื่อที่จะได้ไปปฏิบัติงานที่สถานที่ที่ตนเองต้องการในวาระถัดไป ส่วนคนอื่นจะถูกส่งไปรับตำแหน่งในสถานที่ห่างไกลหรือลำบากกันดาร หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทน ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างข้าราชการอัยการด้วยกัน อันจะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจข้าราชการอัยการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนทั่วไป กรณีอาการป่วยด้วยโรคไตวายเฉียบพลันอย่างรุนแรงของโจทก์เป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ ทำให้ไม่สามารถไปปฏิบัติหน้าที่ราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เป็นเรื่องน่าเห็นใจ ซึ่งคณะกรรมการอัยการคราวประชุมครั้งที่ 9/2560 มีมติให้โจทก์ดำรงตำแหน่งและรับราชการในสำนักงานเดิม เท่ากับโจทก์ได้สิทธิในการรักษาพยาบาลและได้รับเงินเดือนเต็มเวลา ทั้งไม่ต้องไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่ข้าราชการอัยการคนอื่นต้องเสียสละไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทนโจทก์เป็นการเสียเปรียบในวาระนี้ เมื่อโจทก์หายป่วยในการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งคราวถัดไปครั้งที่ 10/2561 โจทก์ขอใช้สิทธิในการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นขณะที่อาวุโสอยู่ในลำดับต้น ดังเช่นที่โจทก์เรียกร้องและฟ้องคดีต่อศาลปกครองพิษณุโลกขอให้จัดอันดับอาวุโสของโจทก์เข้าสู่ลำดับอาวุโสเดิม ยิ่งทำให้ข้าราชการอัยการคนอื่นที่เสียสละไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทนโจทก์ เสียเปรียบโจทก์ในการเลื่อนตำแหน่งวาระก่อนต้องเสียเปรียบในการเลื่อนตำแหน่งวาระถัดไปซ้ำอีก ข้อนี้วิญญูชนคนธรรมดาทั่วไปพึงเข้าใจได้ว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนคนจ่ายเงินเดือนแก่โจทก์ด้วย ข้าราชการอัยการทั้งองค์กรย่อมตระหนักรู้ได้ว่าไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมดุจกัน นอกจากนี้กรณีนายชุมวิทย์และนายปราโมทย์ซึ่งเคยสละสิทธิในปี 2554 และ 2547 ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนตำแหน่งในปี 2556 และ 2548 ตามลำดับดังที่โจทก์ฎีกานั้น เป็นมติของคณะกรรมการอัยการชุดก่อนมิใช่การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสอง แต่ถือเป็นกรณีศึกษาสำหรับองค์กรอัยการว่า การยอมให้ข้าราชการอัยการอ้างเหตุผลส่วนตัวต่าง ๆ นา ๆ เป็นข้อยกเว้นลำดับอาวุโสตามข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554 ข้อ 4 เพื่อประโยชน์ส่วนตน จะส่งผลกระทบต่อการบริหารองค์กรอัยการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอันเป็นประโยชน์ส่วนรวมมากเพียงใด เป็นสิ่งซึ่งจำเลยทั้งยี่สิบสองในฐานะคณะกรรมการอัยการคณะต่อมาต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักระหว่างการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของข้าราชการอัยการ กับภาระหน้าที่ขององค์กรอัยการที่ต้องอาศัยบุคลากรผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน แล้วเลือกสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย เหมาะสมกับสถานการณ์ บริบทแวดล้อม และบริหารจัดการความสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลของข้าราชการอัยการ กับสิทธิส่วนรวมของข้าราชการอัยการทุกคนหรือองค์กรอัยการในขณะตัดสินใจลงมติเลือกหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่ง ยิ่งกว่านั้นหลักเกณฑ์ที่ว่าข้าราชการอัยการผู้ใดเคยสละสิทธิในการเลื่อนการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระการโยกย้ายที่ตนมีสิทธิแล้ว ข้าราชการอัยการผู้นั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนั้นอีกต่อไปใช้บังคับมาตลอด 8 ปี ไม่มีข้าราชการอัยการคนใดโต้แย้งคัดค้านหรือฟ้องร้องเป็นคดี อาจเป็นเหตุให้จำเลยทั้งยี่สิบสองเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นแบบธรรมเนียมปฏิบัติหรือวัฒนธรรมขององค์กรอัยการในช่วงเวลานั้น เยี่ยงนี้ แม้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 จะไม่ได้บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสละสิทธิของข้าราชการอัยการในการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นว่าจะไม่ได้รับการดำรงตำแหน่งดังกล่าวในการเลื่อนตำแหน่งในวาระโยกย้ายครั้งต่อไป และโจทก์มิได้มีเจตนาสละสิทธิตลอดไปตามที่โจทก์ฎีกา แต่เมื่อหลักเกณฑ์นี้ใช้พิจารณาในการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่ง ตั้งแต่ก่อนวาระการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งของโจทก์และแก่ข้าราชการอัยการทั้งองค์กรเป็นการทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง แสดงว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองต่างลงมติไปโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มิได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจจึงสมเหตุสมผล จักเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ก็หามิได้ และแม้ต่อมาคณะกรรมการอัยการจะมีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 4) สำนักงานคดีปกครองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองพิษณุโลก ก็เป็นการใช้ดุลพินิจอิสระของคณะกรรมการอัยการคณะต่อมาในการบริหารงานบุคคลบนหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย สถานการณ์และบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจอนุมานว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองมีมติไม่ให้โจทก์เลื่อนไปดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายในการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 10/2561 และครั้งที่ 11/2562 โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นการเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองจึงขาดองค์ประกอบและไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามฟ้องดังที่โจทก์ฎีกา ถึงกระนั้นก็ตามหากมีกรณีที่จำเลยคนหนึ่งคนใดหรือจำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันกระทำการใดอันเป็นการทุจริต ผิดกฎหมายหรือระเบียบใดทำให้โจทก์หรือองค์กรอัยการเสียหายนอกจากคำฟ้อง ก็มิได้ตัดสิทธิโจทก์ที่จะว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยทั้งยี่สิบสองต่างหากจากคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุรับคดีของโจทก์ไว้ไต่สวนมูลฟ้องและพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบด้วยเหตุปัจจัยและผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ม. 248 วรรคสาม
พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ข. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นางสุรางค์ เจียรณ์มงคล ชนินทรลีลา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุขุม นามวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
นันทิกา จิวัธยากูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2567
#712243
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 248 วรรคสาม บัญญัติว่า การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นขององค์กรอัยการให้มีความเป็นอิสระ โดยให้มีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมและการบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับพนักงานอัยการต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการอัยการ และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 38 บัญญัติหลักเกณฑ์ที่จะนำมาพิจารณาแต่งตั้งพนักงานอัยการให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ได้แก่ ความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติการปฏิบัติราชการ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลเทียบกับงานในตำแหน่งข้าราชการอัยการที่จะได้รับแต่งตั้ง โดยมี พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 9 กำหนดตำแหน่งพนักงานอัยการ และข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554 ข้อ 3 และข้อ 4 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 30 (5) มีเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการอัยการพิจารณาในการเลื่อนตำแหน่ง การแต่งตั้งและการโยกย้ายว่า ข้าราชการอัยการลำดับอาวุโสใด ควรไปดำรงตำแหน่ง ณ สำนักงานแห่งใดเป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างยิ่งประกอบด้วย ซึ่งคณะกรรมการอัยการเคยให้ความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติในการแต่งตั้งข้าราชการอัยการ รองอธิบดีอัยการ อัยการพิเศษฝ่ายและอัยการจังหวัดว่า หากข้าราชการอัยการคนใดเคยสละสิทธิในการเลื่อนการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระการโยกย้ายที่ตนมีสิทธิแล้ว ข้าราชการอัยการคนนั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนั้นอีกต่อไป และมีการใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมาพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการอัยการตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2564 ข้าราชการอัยการคนที่สละสิทธิดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการ รองอธิบดีอัยการ หรืออัยการพิเศษฝ่ายจะไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในวาระโยกย้ายในปีที่ขอสละสิทธิและในปีต่อมาทุกราย เหตุที่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้ ก็เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างข้าราชการอัยการด้วยกัน อันจะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจข้าราชการอัยการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนทั่วไป ยิ่งกว่านั้นหลักเกณฑ์ที่ว่านี้ใช้บังคับมาตลอด 8 ปี ไม่มีข้าราชการอัยการคนใดโต้แย้งคัดค้านหรือฟ้องร้องเป็นคดี อาจเป็นเหตุให้จำเลยทั้งยี่สิบสองเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นแบบธรรมเนียมปฏิบัติหรือวัฒนธรรมขององค์กรอัยการในช่วงเวลานั้น ทั้งหลักเกณฑ์นี้ใช้พิจารณาในการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่ง ตั้งแต่ก่อนวาระการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งของโจทก์และแก่ข้าราชการอัยการทั้งองค์กรเป็นการทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง แสดงว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองต่างลงมติไปโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มิได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจจึงสมเหตุสมผล แม้ต่อมาคณะกรรมการอัยการจะมีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 4) สำนักงานคดีปกครองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองพิษณุโลก ก็เป็นการใช้ดุลพินิจอิสระของคณะกรรมการอัยการคณะต่อมาในการบริหารงานบุคคลบนหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย สถานการณ์และบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจอนุมานว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองมีมติไม่ให้โจทก์เลื่อนไปดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายในการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 10/2561 และครั้งที่ 11/2562 โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นการเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองจึงขาดองค์ประกอบและไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157 กับให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 165/2564 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 13 เป็นเจ้าพนักงานและคณะกรรมการอัยการปี 2561 จำเลยที่ 6 ที่ 9 ที่ 12 ถึงที่ 22 เป็นเจ้าพนักงานและเป็นคณะกรรมการอัยการปี 2562 คณะกรรมการอัยการมีอำนาจหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 เมื่อปี 2560 โจทก์เป็นข้าราชการอัยการตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษมีสิทธิเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นอัยการพิเศษฝ่ายในวาระโยกย้ายเดือนตุลาคม 2560 แต่โจทก์ขอสละสิทธิในการเลื่อนไปดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย เนื่องจากโจทก์ป่วยด้วยอาการไตวายในปีดังกล่าว คณะกรรมการอัยการมีมติในการประชุมครั้งที่ 9/2560 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 ให้ความเห็นชอบกับการขอสละสิทธิในการดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายของโจทก์และให้โจทก์ปฏิบัติงานอยู่ที่เดิมคือสำนักงานคดีปกครองพิษณุโลก ต่อมาในการเลื่อนตำแหน่งในวาระโยกย้ายเดือนตุลาคม 2561 และเดือนตุลาคม 2562 โจทก์ยื่นคำขอแสดงความประสงค์ขอเลื่อนไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นอัยการพิเศษฝ่ายคณะกรรมการอัยการมีมติการประชุมครั้งที่ 10/2561 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 และการประชุมครั้งที่ 11/2562 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ว่า โจทก์เป็นผู้ปฏิบัติราชการด้วยความวิริยะอุตสาหะ อุทิศเวลาให้แก่ราชการ มีความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัยและมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเหมาะสมเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 สมควรผ่านการประเมินและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นเป็นอัยการพิเศษฝ่ายได้ แต่โจทก์เคยแสดงความประสงค์ไม่ขอดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย ในการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 9/2560 จึงมีมติไม่เลื่อนโจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย ทำให้ลำดับอาวุโสของโจทก์ลดลงไป 112 ลำดับ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2564 ศาลปกครองพิษณุโลกมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 10/2561 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 เฉพาะส่วนที่ไม่เห็นชอบให้โจทก์เลื่อนตำแหน่งเป็นอัยการพิเศษฝ่ายตั้งแต่วันที่มีมติและมีข้อสังเกตให้ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาดำเนินการแต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายและปรับลำดับอาวุโสให้อยู่ในลำดับอาวุโสที่ถูกต้องต่อไปตามคดีหมายเลขแดงที่ บ.77/2564 ของศาลปกครองพิษณุโลก คดีเป็นที่สุด หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ คณะกรรมการอัยการได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 4) สำนักงานคดีปกครองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า จำเลยทั้งยี่สิบสองกระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์เจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วนด้วยโรคไตวายเฉียบพลัน ไม่อาจไปปฏิบัติหน้าที่ราชการยังสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ การสละสิทธิ์ของโจทก์ไม่เป็นการเอาเปรียบข้าราชการอัยการคนอื่น และไม่ถือว่าเป็นการสละสิทธิตลอดไป เมื่อโจทก์หายป่วยและยื่นคำขอขึ้นดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายก็ควรได้เลื่อนตำแหน่งเช่นเดียวกับนายชุมวิทย์ และนายปราโมทย์ จำเลยทั้งยี่สิบสองกระทำการโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองพิษณุโลก ศาลพิพากษาให้เพิกถอนมติคณะกรรมการอัยการของจำเลยทั้งยี่สิบสอง ต่อมาคณะกรรมการอัยการจึงมีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 4) สำนักงานคดีปกครองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 นั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 248 วรรคสาม บัญญัติว่า การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นขององค์กรอัยการให้มีความเป็นอิสระ โดยให้มีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมและการบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับพนักงานอัยการต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการอัยการ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 38 บัญญัติหลักเกณฑ์ที่จะนำมาพิจารณาแต่งตั้งพนักงานอัยการให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ได้แก่ ความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติการปฏิบัติราชการ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลเทียบกับงานในตำแหน่งข้าราชการอัยการที่จะได้รับแต่งตั้ง โดยมีพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 9 กำหนดตำแหน่งพนักงานอัยการ และข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ.2554 ข้อ 3 และข้อ 4 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 30 (5) มีเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการอัยการพิจารณาในการเลื่อนตำแหน่ง การแต่งตั้งและการโยกย้ายว่า ข้าราชการอัยการลำดับอาวุโสใด ควรไปดำรงตำแหน่ง ณ สำนักงานแห่งใดเป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างยิ่งประกอบด้วย ซึ่งคณะกรรมการอัยการเคยให้ความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติในการแต่งตั้งข้าราชการอัยการ รองอธิบดีอัยการ อัยการพิเศษฝ่ายและอัยการจังหวัดว่า หากข้าราชการอัยการคนใดเคยสละสิทธิในการเลื่อนการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระการโยกย้ายที่ตนมีสิทธิแล้ว ข้าราชการอัยการคนนั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนั้นอีกต่อไป และมีการใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมาพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการอัยการตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2564 ข้าราชการอัยการคนที่สละสิทธิดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการ รองอธิบดีอัยการ หรืออัยการพิเศษฝ่ายจะไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในวาระโยกย้ายในปีที่ขอสละสิทธิและในปีต่อมาทุกราย เหตุที่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้ เนื่องเพราะหากยินยอมให้ข้าราชการอัยการที่สละสิทธิไม่ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระแรกที่ตนมีสิทธิโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่ง สามารถแสดงความจำนงโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งในวาระถัดไป ก็จะมีคนลำดับอาวุโสท้ายที่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นในวาระแรก ซึ่งตามปกติต้องไปดำรงตำแหน่งในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สละสิทธิในวาระที่ตนมีสิทธิเพื่อจะได้เป็นคนมีอาวุโสลำดับต้นในวาระโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งคราวถัดไป ก่อให้เกิดการลักลั่น เลือกปฏิบัติและขัดข้องในการบริหารงานบุคคลขององค์กรอัยการ กับเปิดช่องให้มีคนใช้วิธีการดังกล่าวหลีกเลี่ยงไม่ไปดำรงตำแหน่งในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวาระแรก เพื่อที่จะได้ไปปฏิบัติงานที่สถานที่ที่ตนเองต้องการในวาระถัดไป ส่วนคนอื่นจะถูกส่งไปรับตำแหน่งในสถานที่ห่างไกลหรือลำบากกันดาร หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทน ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างข้าราชการอัยการด้วยกัน อันจะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจข้าราชการอัยการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนทั่วไป กรณีอาการป่วยด้วยโรคไตวายเฉียบพลันอย่างรุนแรงของโจทก์เป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ ทำให้ไม่สามารถไปปฏิบัติหน้าที่ราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เป็นเรื่องน่าเห็นใจ ซึ่งคณะกรรมการอัยการคราวประชุมครั้งที่ 9/2560 มีมติให้โจทก์ดำรงตำแหน่งและรับราชการในสำนักงานเดิม เท่ากับโจทก์ได้สิทธิในการรักษาพยาบาลและได้รับเงินเดือนเต็มเวลา ทั้งไม่ต้องไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่ข้าราชการอัยการคนอื่นต้องเสียสละไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทนโจทก์เป็นการเสียเปรียบในวาระนี้ เมื่อโจทก์หายป่วยในการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งคราวถัดไปครั้งที่ 10/2561 โจทก์ขอใช้สิทธิในการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นขณะที่อาวุโสอยู่ในลำดับต้น ดังเช่นที่โจทก์เรียกร้องและฟ้องคดีต่อศาลปกครองพิษณุโลกขอให้จัดอันดับอาวุโสของโจทก์เข้าสู่ลำดับอาวุโสเดิม ยิ่งทำให้ข้าราชการอัยการคนอื่นที่เสียสละไปรับราชการในสำนักงานที่ขาดแคลนไม่มีผู้ขอไปปฏิบัติราชการ หรือสำนักงานในท้องที่ภาคใต้ หรือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทนโจทก์ เสียเปรียบโจทก์ในการเลื่อนตำแหน่งวาระก่อนต้องเสียเปรียบในการเลื่อนตำแหน่งวาระถัดไปซ้ำอีก ข้อนี้วิญญูชนคนธรรมดาทั่วไปพึงเข้าใจได้ว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนคนจ่ายเงินเดือนแก่โจทก์ด้วย ข้าราชการอัยการทั้งองค์กรย่อมตระหนักรู้ได้ว่าไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมดุจกัน นอกจากนี้กรณีนายชุมวิทย์และนายปราโมทย์ซึ่งเคยสละสิทธิในปี 2554 และ 2547 ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนตำแหน่งในปี 2556 และ 2548 ตามลำดับดังที่โจทก์ฎีกานั้น เป็นมติของคณะกรรมการอัยการชุดก่อนมิใช่การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสอง แต่ถือเป็นกรณีศึกษาสำหรับองค์กรอัยการว่า การยอมให้ข้าราชการอัยการอ้างเหตุผลส่วนตัวต่าง ๆ นา ๆ เป็นข้อยกเว้นลำดับอาวุโสตามข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554 ข้อ 4 เพื่อประโยชน์ส่วนตน จะส่งผลกระทบต่อการบริหารองค์กรอัยการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอันเป็นประโยชน์ส่วนรวมมากเพียงใด เป็นสิ่งซึ่งจำเลยทั้งยี่สิบสองในฐานะคณะกรรมการอัยการคณะต่อมาต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักระหว่างการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของข้าราชการอัยการ กับภาระหน้าที่ขององค์กรอัยการที่ต้องอาศัยบุคคลกรผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน แล้วเลือกสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย เหมาะสมกับสถานการณ์ บริบทแวดล้อม และบริหารจัดการความสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลของข้าราชการอัยการ กับสิทธิส่วนรวมของข้าราชการอัยการทุกคนหรือองค์กรอัยการในขณะตัดสินใจลงมติเลือกหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่ง ยิ่งกว่านั้นหลักเกณฑ์ที่ว่าข้าราชการอัยการผู้ใดเคยสละสิทธิในการเลื่อนการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นในวาระการโยกย้ายที่ตนมีสิทธิแล้ว ข้าราชการอัยการผู้นั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งนั้นอีกต่อไปใช้บังคับมาตลอด 8 ปี ไม่มีข้าราชการอัยการคนใดโต้แย้งคัดค้านหรือฟ้องร้องเป็นคดี อาจเป็นเหตุให้จำเลยทั้งยี่สิบสองเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นแบบธรรมเนียมปฏิบัติหรือวัฒนธรรมขององค์กรอัยการในช่วงเวลานั้น เยี่ยงนี้ แม้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 จะไม่ได้บัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสละสิทธิของข้าราชการอัยการในการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นว่าจะไม่ได้รับการดำรงตำแหน่งดังกล่าวในการเลื่อนตำแหน่งในวาระโยกย้ายครั้งต่อไป และโจทก์มิได้มีเจตนาสละสิทธิตลอดไปตามที่โจทก์ฎีกา แต่เมื่อหลักเกณฑ์นี้ใช้พิจารณาในการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่ง ตั้งแต่ก่อนวาระการโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งของโจทก์และแก่ข้าราชการอัยการทั้งองค์กรเป็นการทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง แสดงว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองต่างลงมติไปโดยสุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มิได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจจึงสมเหตุสมผล จักเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ก็หามิได้ และแม้ต่อมาคณะกรรมการอัยการจะมีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ให้โจทก์ดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปกครอง 4) สำนักงานคดีปกครองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองพิษณุโลก ก็เป็นการใช้ดุลพินิจอิสระของคณะกรรมการอัยการคณะต่อมาในการบริหารงานบุคคลบนหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย สถานการณ์และบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจอนุมานว่าจำเลยทั้งยี่สิบสองมีมติไม่ให้โจทก์เลื่อนไปดำรงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่ายในการประชุมคณะกรรมการอัยการครั้งที่ 10/2561 และครั้งที่ 11/2562 โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นการเฉพาะ การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองจึงขาดองค์ประกอบและไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามฟ้องดังที่โจทก์ฎีกา ถึงกระนั้นก็ตามหากมีกรณีที่จำเลยคนหนึ่งคนใดหรือจำเลยทั้งยี่สิบสองร่วมกันกระทำการใดอันเป็นการทุจริต ผิดกฎหมายหรือระเบียบใดทำให้โจทก์หรือองค์กรอัยการเสียหายนอกจากคำฟ้อง ก็มิได้ตัดสิทธิโจทก์ที่จะว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยทั้งยี่สิบสองต่างหากจากคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุรับคดีของโจทก์ไว้ไต่สวนมูลฟ้องและพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบด้วยเหตุปัจจัยและผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ม. 248 วรรคสาม
ป.อ. ม. 157
พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย ข. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นางสุรางค์ เจียรณ์มงคล ชนินทรลีลา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุขุม นามวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
นันทิกา จิวัธยากูล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2567
#708246
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินกับ ร. มีกำหนดเวลา 10 ปี และเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ทั้งมีข้อตกลงว่า หากสัญญาสิ้นสุดแล้วให้ต่อสัญญาออกไปอีก 5 ปี แต่ ร. ถึงแก่ความตายแล้ว ขอให้จำเลยซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันและเป็นผู้จัดการมรดกของ ร. จดทะเบียนการเช่าให้โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่า โจทก์ผิดสัญญาเนื่องจากไม่ชำระค่าเช่าและขุดดินโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้โจทก์ชำระค่าเช่า ส่งมอบที่ดินคืน และกลบที่ดินคืนสู่สภาพเดิม โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีและยกฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์ทั้งในส่วนของฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง ประเด็นแห่งคดีจึงมีทั้งในส่วนของฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 คงวินิจฉัยสรุปความว่า สัญญาเช่าที่ดินเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาที่มีผลบังคับ 10 ปี ซึ่งเป็นประเด็นแห่งคดีเฉพาะในส่วนของฟ้องเดิม แม้จะกล่าวในตอนท้ายว่า อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นตามอุทธรณ์ของจำเลยอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง แต่ก็ต้องหมายถึงประเด็นอื่นเฉพาะในส่วนของฟ้องเดิมเท่านั้น ไม่ใช่ประเด็นในส่วนของฟ้องแย้งที่ว่า โจทก์ผิดสัญญาเนื่องจากไม่ชำระค่าเช่าและขุดดินโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นในส่วนของฟ้องแย้งให้ครบถ้วนตามอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ได้กล่าวหรือแสดงคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 141 (5) แม้ศาลฎีกาแผนกคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา แต่เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง และศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ศาลฎีกาย่อมยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้นเสียได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 252 เมื่อวินิจฉัยดั่งนี้ ที่โจทก์ฎีกาจึงไม่ต้องวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3496 แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 3,528.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 3496 คืนแก่จำเลย และกลบที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม หากโจทก์ไม่ดำเนินการ ให้จำเลยกลบที่ดินคืนสู่สภาพเดิมเอง โดยให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยจดทะเบียนการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3496 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนการเช่าที่ดินมีกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาเช่า (วันที่ 7 มกราคม 2563) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินกับนายอรรถพันธ์มีกำหนดเวลา 10 ปี และเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ทั้งมีข้อตกลงว่า หากสัญญาสิ้นสุดแล้วให้ต่อสัญญาออกไปอีก 5 ปี แต่นายอรรถพันธ์ถึงแก่ความตายแล้ว ขอให้จำเลยซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันและเป็นผู้จัดการมรดกของนายอรรถพันธ์จดทะเบียนการเช่าให้โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่า โจทก์ผิดสัญญาเนื่องจากไม่ชำระค่าเช่าและขุดดินโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้โจทก์ชำระค่าเช่า ส่งมอบที่ดินคืน และกลบที่ดินคืนสู่สภาพเดิม โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีและยกฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์ทั้งในส่วนของฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง ประเด็นแห่งคดีจึงมีทั้งในส่วนของฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 คงวินิจฉัยสรุปความว่า สัญญาเช่าที่ดินเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาที่มีผลบังคับ 10 ปี ซึ่งเป็นประเด็นแห่งคดีเฉพาะในส่วนของฟ้องเดิม แม้จะกล่าวในตอนท้ายว่า อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นตามอุทธรณ์ของจำเลยอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง แต่ก็ต้องหมายถึงประเด็นอื่นเฉพาะในส่วนของฟ้องเดิมเท่านั้น ไม่ใช่ประเด็นในส่วนของฟ้องแย้งที่ว่า โจทก์ผิดสัญญาเนื่องจากไม่ชำระค่าเช่าและขุดดินโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นในส่วนของฟ้องแย้งให้ครบถ้วนตามอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ได้กล่าวหรือแสดงคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5) แม้ศาลฎีกาแผนกคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา แต่เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง และศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ศาลฎีกาย่อมยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้นเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 252 เมื่อวินิจฉัยดั่งนี้ ที่โจทก์ฎีกาจึงไม่ต้องวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ส่งสำนวนคืนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้พิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 141 (5) ม. 243 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นาย อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายบุญครอง พรพนาทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมศักดิ์ เอี่ยมพลับใหญ่
ชื่อองค์คณะ
อัจฉรา หวังเกียรติ
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
วิชาญ พึ่งประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4155/2567
#713871
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับโจทก์ และจำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) ในฐานะภริยาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทราบข้อตกลงเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อดีแล้วและตกลงชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวที่มีต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อครบถ้วนสิ้นเชิง พฤติการณ์เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายได้ให้สัตยาบันต่อหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทซึ่งเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 สามีก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว จึงเป็นหนี้ร่วม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) แต่ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 196,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 102,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมา 1,850 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) ให้ไว้กับโจทก์โดยยอมผูกพันตนชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ (เจ้าของ) จนครบถ้วน หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อบางส่วนแล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ หลังโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้วโจทก์ติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้แล้วนำออกขายทอดตลาดได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 ยังค้างชำระอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 102,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คู่ความไม่อุทธรณ์ในส่วนนี้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) และตกลงร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมจึงเป็นกรณีจำเลยที่ 2 ให้สัตยาบันในการก่อหนี้ของจำเลยที่ 1 ในระหว่างสมรสตามสัญญาเช่าซื้อ จึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า ในการทำสัญญาเช่าซื้อของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ได้มาตกลงผูกพันตนที่จะชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาหรือมีความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จึงต้องร่วมรับผิดตามสัญญาและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 ด้วย ทั้งนี้ตามสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) และข้อมูลทะเบียนครอบครัว ซึ่งตามข้อมูลทะเบียนครอบครัวมีรายละเอียดว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนสมรสกัน ณ สำนักงานทะเบียน เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2556 ก่อนวันทำสัญญาเช่าซื้อ เมื่อข้อมูลทะเบียนครอบครัวดังกล่าวออกให้ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 ภายหลังวันทำสัญญาเช่าซื้อ โดยไม่ปรากฏรายการจดทะเบียนการหย่า จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับโจทก์ กรณีไม่ใช่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งมาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 อันเป็นเวลาภายหลังจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ในการทำสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ระบุสถานะของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นภริยาหรือคู่สมรสของจำเลยที่ 1 และไม่ปรากฏว่ามีการมอบสำเนาทะเบียนสมรสให้กับโจทก์ ทั้งเมื่อพิจารณาถึงชื่อและชื่อสกุลของจำเลยที่ 2 ที่ระบุในสัญญาว่าชื่อนางสาวชิษณุชา จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่า ในขณะทำสัญญาโจทก์ไม่ทราบสถานะของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) ในฐานะภริยาของจำเลยที่ 1 อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 2 ย่อมทราบว่าตนเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ในขณะทำสัญญาลูกหนี้ร่วม(เช่าซื้อ) จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญาลูกหนี้ร่วม (เช่าซื้อ) ในฐานะภริยาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทราบข้อตกลงเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อดีแล้วและตกลงชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวที่มีต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อครบถ้วนสิ้นเชิง พฤติการณ์เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายได้ให้สัตยาบันต่อหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทซึ่งเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 สามีก่อขึ้นในระหว่างสมรสเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว จึงเป็นหนี้ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) แต่ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อก่อให้เกิดหนี้ขึ้นในขณะที่จำเลยทั้งสองยังไม่ได้เป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นหนี้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างสมรส นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมในการชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 2,050 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 102,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา 1,850 บาท ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1490 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
จำเลย — นาย ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อดุลย์ อุดมผล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ศตวรรษ ทาแก้ว
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567
#709576
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายแยกรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่กระทำความผิด จำนวนและราคาทรัพย์ที่ถูกลักในแต่ละครั้งตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นความผิดหลายกระทง ซึ่งโจทก์รวมมาในฟ้องเดียวกันได้ เพียงแต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 มีใจความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสองโดยใช้รถบรรทุกเป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงไม่ได้แยกต่างหากจากฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 แต่เป็นการบรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ซึ่งเมื่ออ่านคําฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้วถือว่า ฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดแล้ว จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยมิได้หลงต่อสู้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึง 1.8 จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,300,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ซ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (11), 336 ทวิ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี 48 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี 24 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,300,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 จำเลยทั้งสอง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,240,000 บาท แก่โจทก์ร่วม โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยโดยเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี...(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี..." เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัท ซ. ผู้เสียหาย ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายแยกรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่กระทำความผิด จำนวนและราคาทรัพย์ที่ถูกลักในแต่ละครั้งตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นความผิดหลายกระทง ซึ่งโจทก์รวมมาในฟ้องเดียวกันได้ เพียงแต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 มีใจความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสอง โดยใช้รถบรรทุกเป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมจึงไม่ได้แยกต่างหากจากฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 แต่เป็นการบรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ซึ่งเมื่ออ่านคำฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้วถือว่า ฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดแล้ว ทั้งคดีนี้เดิมจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ โดยมิได้หลงต่อสู้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึง 1.8 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 โดยไม่ปรับบทความผิดตามมาตรา 336 ทวิ ด้วย นั้น จึงเป็นการปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 212 ประกอบมาตรา 225

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 อายุ 36 ปีเศษ และ 26 ปีเศษ ตามลำดับ ควรรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว แต่จำเลยทั้งสองกลับร่วมกันกระทำความผิดคิดมุ่งแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของโจทก์ร่วม เมื่อทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลักไปเป็นถังบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่จำนวนมากถึง 500 ถัง และมีราคาสูงถึง 1,300,000 บาท ทั้งมิใช่ทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองจำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีพ ประกอบกับจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมรวมทั้งหมด 8 ครั้ง ย่อมส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัยโดยอาศัยโอกาสที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสองไว้วางใจ ตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุผลอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ไม่เพียงพอให้รับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษมานั้น เหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยทั้งสอง และอัตราโทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองวางก่อนลด 1 ปี 6 เดือน เป็นอัตราขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วมเพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมตามฟ้องไป ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว โดยหาจำต้องคำนึงว่าคำพิพากษาคดีส่วนอาญาศาลได้วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกาหรือไม่ เพราะคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 อีกทั้งศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึง 1.8 เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,240,000 บาท แก่โจทก์ร่วมนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้จำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ศาลชั้นต้นรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษแทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองมากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกันเพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือนให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปีให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ" ดังนั้น การกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดระยะเวลาเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินในราชการที่อาจมีระยะเวลาถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีปกติสุรทิน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 9 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 72 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21 วรรคสอง ม. 83 ม. 335 (7) ม. 335 (11) ม. 335 วรรคสอง ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัท ซ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวฐิตพร พงษ์ไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธีระเดช ยุวชิต
ชื่อองค์คณะ
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
อภิรดี โพธิ์พร้อม
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567
#717474
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายแยกรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่กระทำความผิด จำนวนและราคาทรัพย์ที่ถูกลักในแต่ละครั้งตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นความผิดหลายกระทง ซึ่งโจทก์รวมมาในฟ้องเดียวกันได้ เพียงแต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 มีใจความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสองโดยใช้รถบรรทุกเป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงไม่ได้แยกต่างหากจากฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 แต่เป็นการบรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ซึ่งเมื่ออ่านคำฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้วถือว่า ฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดแล้ว จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยมิได้หลงต่อสู้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึง 1.8 จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,300,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ซ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (11), 336 ทวิ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี 48 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี 24 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,300,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 จำเลยทั้งสอง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,240,000 บาท แก่โจทก์ร่วม โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยโดยเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี... (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี..." เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัท ซ. ผู้เสียหาย ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายแยกรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่กระทำความผิด จำนวนและราคาทรัพย์ที่ถูกลักในแต่ละครั้งตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นความผิดหลายกระทง ซึ่งโจทก์รวมมาในฟ้องเดียวกันได้ เพียงแต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 มีใจความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสอง โดยใช้รถบรรทุกเป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมจึงไม่ได้แยกต่างหากจากฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 แต่เป็นการบรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ซึ่งเมื่ออ่านคำฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้วถือว่า ฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดแล้ว ทั้งคดีนี้เดิมจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ โดยมิได้หลงต่อสู้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึง 1.8 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 โดยไม่ปรับบทความผิดตามมาตรา 336 ทวิ ด้วย นั้น จึงเป็นการปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 212 ประกอบมาตรา 225

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 อายุ 36 ปีเศษ และ 26 ปีเศษ ตามลำดับ ควรรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว แต่จำเลยทั้งสองกลับร่วมกันกระทำความผิดคิดมุ่งแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของโจทก์ร่วม เมื่อทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลักไปเป็นถังบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่จำนวนมากถึง 500 ถัง และมีราคาสูงถึง 1,300,000 บาท ทั้งมิใช่ทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองจำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีพ ประกอบกับจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมรวมทั้งหมด 8 ครั้ง ย่อมส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัยโดยอาศัยโอกาสที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสองไว้วางใจ ตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุผลอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ไม่เพียงพอให้รับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษมานั้น เหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยทั้งสอง และอัตราโทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองวางก่อนลด 1 ปี 6 เดือน เป็นอัตราขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วมเพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมตามฟ้องไป ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว โดยหาจำต้องคำนึงว่าคำพิพากษาคดีส่วนอาญาศาลได้วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกาหรือไม่ เพราะคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 อีกทั้งศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึง 1.8 เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,240,000 บาท แก่โจทก์ร่วมนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้จำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ศาลชั้นต้นรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษแทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองมากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกันเพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือนให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปีให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ" ดังนั้น การกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดระยะเวลาเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินในราชการที่อาจมีระยะเวลาถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีปกติสุรทิน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 9 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 72 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัท ซ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
อภิรดี โพธิ์พร้อม
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567
#706037
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดให้ผู้ร้องทั้งสองซึ่งยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 มาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นและไม่ได้อ่านคำพิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 182 การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ตาม เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีส่วนอาญาชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเป็นความบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง มิได้มีผลกระทบต่อคดีส่วนอาญา ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสมชาย บิดานายยุวรัตน์ ผู้ตาย ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 100,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของบุตรและภริยาผู้ตาย 500,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของผู้ร้องที่ 1 และมารดาผู้ตาย คนละ 100,000 บาท ค่าขาดรายได้จากการทำงานและค่าเสียเวลาของญาติ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และเด็กชายรัชทานต์ โดยนางสาวโศรดา มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ร้องที่ 2 บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ 500,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 (ที่ถูก มาตรา 371 ด้วย) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายมาตรา 90 คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 12 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยกและยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้นายสมชาย บิดานายยุวรัตน์ ผู้ตาย ผู้ร้องที่ 1 และเด็กชายรัชทานต์ โดยนางสาวโศรดา มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมผู้ร้องที่ 2 บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นเงินค่าขาดไร้อุปการะ ค่าปลงศพ ค่าขาดรายได้และค่าเสียเวลาของญาติ สำหรับผู้ร้องที่ 1 รวมเป็นเงิน 900,000 บาท ส่วนผู้ร้องที่ 2 เป็นเงินค่าขาดไร้อุปการะ 500,000 บาท แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดให้ผู้ร้องทั้งสองมาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น และไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง การที่ผู้ร้องทั้งสองไม่ทราบคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องดังกล่าวย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิในการอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งของผู้ร้องทั้งสอง ปัญหาการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่กำหนดไว้ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ดี สำหรับในคดีส่วนอาญานั้น เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีส่วนอาญานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งเกี่ยวกับผู้ร้องทั้งสองให้ถูกต้องดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นความบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง มิได้มีผลกระทบต่อคดีส่วนอาญา เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยคดีในส่วนอาญาต่อไป

ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า คืนเกิดเหตุตามฟ้อง นายยุวรัตน์ ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มีเด็กชายเจษฎา เพื่อนผู้ตายขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ นั่งซ้อนท้ายมาด้วยไปตามถนนสาธารณะสายปากคู – กอตาก ที่เกิดเหตุ เพื่อไปเที่ยวงานรื่นเริงซึ่งจัดขึ้นที่วัดปากคู เมื่อผู้ตายขับมาถึงบริเวณหน้าวัดปากคู มีคนร้ายซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ซึ่งผู้มีชื่อเป็นคนขับตามหลังรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมา จากนั้นคนร้ายคนดังกล่าวใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด กระสุนปืนถูกลำตัวและรักแร้ซ้าย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า เด็กชายเจษฎาให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนในคืนเกิดเหตุนั้นเองว่าจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลยเนื่องจากเคยเห็นหน้ามาก่อน และนายจักรินทร์หรือคิว เล่าให้ฟังก่อนเกิดเหตุว่าผู้ตายกับจำเลยเคยมีเรื่องทะเลาะท้าทายกัน ซึ่งเป็นการให้ถ้อยคำไว้ทันทีในระยะเวลากระชั้นชิดกับเหตุโดยมีรายละเอียดของเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงยากที่จะเชื่อว่าการให้ถ้อยคำอย่างกะทันหันเช่นนั้นเกิดขึ้นจากถูกบุคคลหนึ่งบุคคลใดเสี้ยมสอน ฉะนั้น หากเด็กชายเจษฎาไม่รู้จักจำเลยมาก่อนตามที่เบิกความไว้ในชั้นพิจารณาจริง แล้วเหตุใดในการให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวน จึงสามารถอ้างชื่อคนร้ายว่าคือนายไอซ์ซึ่งเป็นชื่อเล่นของจำเลยได้ เฉพาะอย่างยิ่งในเวลาต่อมาในชั้นสอบสวนซึ่งประกอบด้วยสหวิชาชีพ นอกจากเด็กชายเจษฎาจะยังคงให้การยืนยันเช่นเดิมว่าเห็นและจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลยแล้ว เด็กชายเจษฎายังให้การในรายละเอียดเพิ่มเติมถึงเหตุที่เคยเห็นหน้าจำเลยมาก่อนไว้ด้วยว่า เพิ่งเคยเห็นจำเลยเมื่อ 2 วันก่อนเกิดเหตุ เนื่องจากนายจักรินทร์ชี้ให้ดูว่าเป็นคนที่มีเรื่องกันมาก่อน ทำให้เชื่อได้ว่าเด็กชายเจษฎาจดจำจำเลยได้จริง ประกอบกับนายจักรินทร์ก็ให้การไว้ในชั้นสอบสวนในคืนเกิดเหตุ อันเป็นการให้การในทันทีเช่นกันว่า หลังเกิดเหตุได้พบกับเด็กชายเจษฎาที่โรงพยาบาล เด็กชายเจษฎาเล่าให้ฟังว่าเห็นจำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย สนับสนุนถ้อยคำและคำให้การของเด็กชายเจษฎาที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนและพนักงานสอบสวนที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายมีน้ำหนักในการรับฟังมากยิ่งขึ้น การที่เด็กชายเจษฎามาเบิกความในภายหลังว่าไม่สามารถจำหน้าคนร้ายได้ว่าเป็นใคร ไม่เคยมีบุคคลใดชี้ให้พยานดูจำเลยหรือเล่าให้ฟังว่าจำเลยมีปัญหากับผู้ตาย โดยไม่ปรากฏเหตุผลสมควรอันใดที่ทำให้พยานเบิกความกลับคำเช่นนั้น บ่งชี้ชัดว่าการเบิกความของพยานดังกล่าวเป็นไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยมิให้ต้องรับโทษ นับเป็นกรณีที่ถือว่ามีเหตุผลอันหนักแน่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะรับฟังบันทึกถ้อยคำและคำให้การในชั้นสอบสวนของเด็กชายเจษฎา ว่าเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาเพื่อลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง สำหรับข้อฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า เหตุคดีนี้เกิดในเวลากลางคืน บริเวณที่เกิดเหตุไม่มีแสงสว่างเพียงพอที่จะทำให้เด็กชายเจษฎาประจักษ์พยานโจทก์เห็นใบหน้าคนร้ายได้นั้น ในข้อนี้เด็กชายเจษฎาเบิกความและให้การในชั้นสอบสวนประกอบกันว่า เมื่อรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายนั่งมาด้วยแล่นแซงรถจักรยานยนต์ของผู้ตายพ้นล้อหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตายไปได้ครึ่งคัน พยานจึงเห็นคนนั่งซ้อนท้ายว่าเป็นจำเลยซึ่งกำลังหันหลังกลับมาใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ตายโดยอาศัยแสงจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายและแสงจากหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าสาธารณะบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งก็มีเหตุผลควรแก่การรับฟังว่ามีแหล่งของแสงสว่างที่ทำให้เด็กชายเจษฎาสามารถเห็นหน้าคนร้ายได้จริง โดยขณะที่เห็นนั้น รถจักรยานยนต์ที่คนร้ายนั่งมาด้วยแล่นแซงขึ้นหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายไปแล้วครึ่งคัน ย่อมอยู่ในรัศมีการส่องสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยายนต์ของผู้ตายได้ หาใช่เรื่องที่เด็กชายเจษฎาเบิกความว่าเห็นคนร้ายในขณะที่รถจักรยานยนต์ที่คนร้ายนั่งมาด้วยกำลังแล่นตามมาข้างหลังทำให้ถูกแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถของคนร้ายย้อนสายตาอันเป็นเหตุให้เด็กชายเจษฎามองเห็นหน้าคนร้ายได้ไม่ชัดเจนดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ ส่วนที่ในวันเกิดเหตุ เด็กชายเจษฎามิได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนเกี่ยวกับแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตาย คงกล่าวถึงแต่แสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าสาธารณะ ครั้นต่อมาในชั้นสอบสวนเพิ่มเติม เด็กชายเจษฎาจึงค่อยกล่าวถึงแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายก็ตาม ก็หาเป็นข้อพิรุธสงสัยดังข้อฎีกาของจำเลยอีกเช่นกัน เพราะในชั้นให้ถ้อยคำเป็นระยะเวลากะทันหันใกล้ชิดกับเหตุ ไม่ทันมีโอกาสที่เด็กชายเจษฎาจะได้ย้อนพิจารณานึกถึงเหตุการณ์อย่างละเอียดรอบคอบว่าแสงสว่างที่ทำให้ตนมองเห็นคนร้ายในที่เกิดเหตุมีที่มาจากแหล่งใด โดยเฉพาะเมื่อเด็กชายเจษฎาได้ให้ถ้อยคำไว้ตั้งแต่แรกโดยชัดเจนแล้วว่าตนเองมองเห็นคนร้ายขณะรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายนั่งมาด้วยแล่นแซงเลยรถจักรยานยนต์ผู้ตายขึ้นไปอยู่ข้างหน้า โดยสภาพจากตำแหน่งรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายนั่งมาด้วยดังกล่าวย่อมต้องอยู่ในรัศมีแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อคนร้ายซึ่งนั่งซ้อนท้ายหันหลังกลับมาใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายย่อมถูกแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตายสาดส่องต้องใบหน้าอันเป็นเหตุให้เด็กชายเจษฎามองเห็นและจดจำได้ว่าเป็นจำเลย จากนั้นค่อยมาให้การเพิ่มเติมถึงเรื่องดังกล่าวในภายหลัง ส่วนแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าสาธารณะซึ่งปรากฏว่า มีเสาไฟฟ้าสาธารณะต้นที่อยู่ฝั่งถนนที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 17 เมตร กับอีกต้นหนึ่งอยู่ฝั่งถนนตรงข้ามอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 15 เมตร แม้ค่อนข้างไกลอยู่บ้างซึ่งอาจทำให้ส่องสว่างมาถึงจุดเกิดเหตุไม่เพียงพอที่จะทำให้มองเห็นกันได้อย่างชัดเจนดังที่ปรากฏจากภาพถ่ายประกอบคดีตามที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ก็เชื่อว่ายังพอมีแสงส่องสว่างที่ทำให้บริเวณถนนที่เกิดเหตุไม่ถึงกับมืดสนิท ยิ่งเมื่อมีแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตายมาประกอบด้วยแล้ว จึงเพียงพอแก่การมองเห็นและจำกันได้ไม่ผิดพลาด สำหรับมูลเหตุการก่อเหตุคดีนี้ของจำเลยนั้น นอกจากเด็กชายเจษฎาจะเบิกความว่าเกิดจากที่ผู้ตายเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทท้าทายกันกับจำเลยมาก่อนซึ่งนายจักรินทร์เป็นผู้เล่าให้พยานฟังแล้ว ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายก็เบิกความสนับสนุนว่าก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 วัน เมื่อผู้ตายไปเยี่ยมพยานที่บ้าน ผู้ตายเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านั้น 1 วัน ผู้ตายมีเรื่องท้าทายกันกับจำเลยตามประสาวัยรุ่น เฉพาะอย่างยิ่ง นายจักรินทร์พี่เขยผู้ตายซึ่งให้การในชั้นสอบสวนในคืนเกิดเหตุนั้นเองก็ยืนยันว่าในขณะที่อยู่กับผู้ตาย ตนเคยถูกจำเลยใช้อาวุธปืนข่มขู่มาแล้ว และจำเลยไม่พอใจท่าทางการเดินที่ผิดปกติโดยธรรมชาติของผู้ตายซึ่งจำเลยเข้าใจว่าเป็นการเดินยั่วโทสะจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยท้าทายตนและผู้ตายให้ไปต่อสู้กัน และแม้แต่นายณัฐกร พยานจำเลยซึ่งจำเลยมักไปนอนค้างที่บ้านของพยานบ่อยครั้งก็เบิกความว่า ในช่วงการจัดงานรื่นเริงที่วัดปากคูก่อนวันเกิดเหตุ ผู้ตายและนายจักรินทร์เคยชกต่อยพยาน ซึ่งพยานโทรศัพท์เรียกจำเลยให้มารับพยาน ทำให้มีน้ำหนักเชื่อได้ว่าจำเลยมีมูลเหตุบาดหมางกับผู้ตายตามประสาวัยรุ่นมาก่อน หาใช่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองใด ๆ กับผู้ตายเสียเลยดังที่จำเลยฎีกาต่อสู้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า ที่จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่ก็มีเพียงจำเลยและเพื่อนของจำเลยมาเป็นพยานเบิกความลอย ๆ จึงมีน้ำหนักในการรับฟังน้อยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ทุกข้อฟังไม่ขึ้น อนึ่ง สำหรับฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ยังไม่ถูกต้อง เนื่องจากยังไม่กำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อน แล้วจึงค่อยลดมาตราส่วนโทษนั้น เห็นว่า การลดโทษเพราะเหตุอ่อนอายุตามบทมาตราดังกล่าวเป็นการลดจากมาตราส่วนโทษสำหรับความผิดที่จำเลยได้กระทำ ซึ่งในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 กำหนดระวางโทษไว้ให้ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกในความผิดฐานนี้หลังจากลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วเป็นจำคุกจำเลย 33 ปี 4 เดือน แสดงชัดอยู่ในตัวว่าศาลชั้นต้นเลือกใช้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตในการวางโทษจำเลย เมื่อจะลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เช่นนี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 บัญญัติให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกห้าสิบปีเสียก่อน แล้วจึงลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามจากโทษจำคุกห้าสิบปีนั้น คงเหลือโทษจำคุกที่จะลงแก่จำเลย 33 ปี 4 เดือน ส่วนโทษในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนฯ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน การลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำเลยถึงจำคุกตลอดชีวิตแล้วค่อยลดโทษให้นั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ในคดีส่วนอาญา ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เมื่อลดมาตราส่วนให้หนึ่งในสามแล้ว ให้จำคุก 13 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมจำคุก 13 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 สำหรับคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง หากผู้ร้องทั้งสองใช้สิทธิอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 44/2 วรรคหนึ่ง ม. 182 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ร้อง — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นางสาวธนาพร ร่มรื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอารมณ์ จำปานิล
ชื่อองค์คณะ
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
วรวุฒิ ทวาทศิน
ธรรมนูญ สิงห์สาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567
#719879
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดให้ผู้ร้องทั้งสองซึ่งยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 มาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นและไม่ได้อ่านคำพิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 182 การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ตาม เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีส่วนอาญาชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเป็นความบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง มิได้มีผลกระทบต่อคดีส่วนอาญา ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสมชาย บิดานายยุวรัตน์ ผู้ตาย ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 100,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของบุตรและภริยาผู้ตาย 500,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของผู้ร้องที่ 1 และมารดาผู้ตาย คนละ 100,000 บาท ค่าขาดรายได้จากการทำงานและค่าเสียเวลาของญาติ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และเด็กชายรัชทานต์ โดยนางสาวโศรดา มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ร้องที่ 2 บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ 500,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 (ที่ถูก มาตรา 371 ด้วย) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 12 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยกและยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้นายสมชาย บิดานายยุวรัตน์ ผู้ตาย ผู้ร้องที่ 1 และเด็กชายรัชทานต์ โดยนางสาวโศรดา มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมผู้ร้องที่ 2 บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นเงินค่าขาดไร้อุปการะ ค่าปลงศพ ค่าขาดรายได้และค่าเสียเวลาของญาติ สำหรับผู้ร้องที่ 1 รวมเป็นเงิน 900,000 บาท ส่วนผู้ร้องที่ 2 เป็นเงินค่าขาดไร้อุปการะ 500,000 บาท แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดให้ผู้ร้องทั้งสองมาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น และไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง การที่ผู้ร้องทั้งสองไม่ทราบคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องดังกล่าวย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิในการอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งของผู้ร้องทั้งสอง ปัญหาการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่กำหนดไว้ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ดี สำหรับในคดีส่วนอาญานั้น เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีส่วนอาญานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งเกี่ยวกับผู้ร้องทั้งสองให้ถูกต้องดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นความบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง มิได้มีผลกระทบต่อคดีส่วนอาญา เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยคดีในส่วนอาญาต่อไป

ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า คืนเกิดเหตุตามฟ้อง นายยุวรัตน์ ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มีเด็กชายเจษฎา เพื่อนผู้ตายขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ นั่งซ้อนท้ายมาด้วยไปตามถนนสาธารณะสายปากคู–กอตาก ที่เกิดเหตุ เพื่อไปเที่ยวงานรื่นเริงซึ่งจัดขึ้นที่วัดปากคู เมื่อผู้ตายขับมาถึงบริเวณหน้าวัดปากคู มีคนร้ายซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ซึ่งผู้มีชื่อเป็นคนขับตามหลังรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมา จากนั้นคนร้ายคนดังกล่าวใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด กระสุนปืนถูกลำตัวและรักแร้ซ้าย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า เด็กชายเจษฎาให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนในคืนเกิดเหตุนั้นเองว่าจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลยเนื่องจากเคยเห็นหน้ามาก่อน และนายจักรินทร์ เล่าให้ฟังก่อนเกิดเหตุว่าผู้ตายกับจำเลยเคยมีเรื่องทะเลาะท้าทายกัน ซึ่งเป็นการให้ถ้อยคำไว้ทันทีในระยะเวลากระชั้นชิดกับเหตุโดยมีรายละเอียดของเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงยากที่จะเชื่อว่าการให้ถ้อยคำอย่างกะทันหันเช่นนั้นเกิดขึ้นจากถูกบุคคลหนึ่งบุคคลใดเสี้ยมสอน ฉะนั้น หากเด็กชายเจษฎาไม่รู้จักจำเลยมาก่อนตามที่เบิกความไว้ในชั้นพิจารณาจริง แล้วเหตุใดในการให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวน จึงสามารถอ้างชื่อคนร้ายว่าคือนายไอซ์ซึ่งเป็นชื่อเล่นของจำเลยได้ เฉพาะอย่างยิ่งในเวลาต่อมาในชั้นสอบสวนซึ่งประกอบด้วยสหวิชาชีพ นอกจากเด็กชายเจษฎาจะยังคงให้การยืนยันเช่นเดิมว่าเห็นและจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลยแล้ว เด็กชายเจษฎายังให้การในรายละเอียดเพิ่มเติมถึงเหตุที่เคยเห็นหน้าจำเลยมาก่อนไว้ด้วยว่า เพิ่งเคยเห็นจำเลยเมื่อ 2 วันก่อนเกิดเหตุ เนื่องจากนายจักรินทร์ชี้ให้ดูว่าเป็นคนที่มีเรื่องกันมาก่อน ทำให้เชื่อได้ว่าเด็กชายเจษฎาจดจำจำเลยได้จริง ประกอบกับนายจักรินทร์ก็ให้การไว้ในชั้นสอบสวนในคืนเกิดเหตุ อันเป็นการให้การในทันทีเช่นกันว่า หลังเกิดเหตุได้พบกับเด็กชายเจษฎาที่โรงพยาบาล เด็กชายเจษฎาเล่าให้ฟังว่าเห็นจำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย สนับสนุนถ้อยคำและคำให้การของเด็กชายเจษฎาที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนและพนักงานสอบสวนที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายมีน้ำหนักในการรับฟังมากยิ่งขึ้น การที่เด็กชายเจษฎามาเบิกความในภายหลังว่าไม่สามารถจำหน้าคนร้ายได้ว่าเป็นใคร ไม่เคยมีบุคคลใดชี้ให้พยานดูจำเลยหรือเล่าให้ฟังว่าจำเลยมีปัญหากับผู้ตาย โดยไม่ปรากฏเหตุผลสมควรอันใดที่ทำให้พยานเบิกความกลับคำเช่นนั้น บ่งชี้ชัดว่าการเบิกความของพยานดังกล่าวเป็นไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยมิให้ต้องรับโทษ นับเป็นกรณีที่ถือว่ามีเหตุผลอันหนักแน่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะรับฟังบันทึกถ้อยคำและคำให้การในชั้นสอบสวนของเด็กชายเจษฎา ว่าเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาเพื่อลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง สำหรับข้อฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า เหตุคดีนี้เกิดในเวลากลางคืน บริเวณที่เกิดเหตุไม่มีแสงสว่างเพียงพอที่จะทำให้เด็กชายเจษฎาประจักษ์พยานโจทก์เห็นใบหน้าคนร้ายได้นั้น ในข้อนี้เด็กชายเจษฎาเบิกความและให้การในชั้นสอบสวนประกอบกันว่า เมื่อรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายนั่งมาด้วยแล่นแซงรถจักรยานยนต์ของผู้ตายพ้นล้อหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตายไปได้ครึ่งคัน พยานจึงเห็นคนนั่งซ้อนท้ายว่าเป็นจำเลยซึ่งกำลังหันหลังกลับมาใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ตายโดยอาศัยแสงจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายและแสงจากหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าสาธารณะบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งก็มีเหตุผลควรแก่การรับฟังว่ามีแหล่งของแสงสว่างที่ทำให้เด็กชายเจษฎาสามารถเห็นหน้าคนร้ายได้จริง โดยขณะที่เห็นนั้น รถจักรยานยนต์ที่คนร้ายนั่งมาด้วยแล่นแซงขึ้นหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายไปแล้วครึ่งคัน ย่อมอยู่ในรัศมีการส่องสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายได้ หาใช่เรื่องที่เด็กชายเจษฎาเบิกความว่าเห็นคนร้ายในขณะที่รถจักรยานยนต์ที่คนร้ายนั่งมาด้วยกำลังแล่นตามมาข้างหลังทำให้ถูกแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถของคนร้ายย้อนสายตาอันเป็นเหตุให้เด็กชายเจษฎามองเห็นหน้าคนร้ายได้ไม่ชัดเจนดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ ส่วนที่ในวันเกิดเหตุ เด็กชายเจษฎามิได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนเกี่ยวกับแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตาย คงกล่าวถึงแต่แสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าสาธารณะ ครั้นต่อมาในชั้นสอบสวนเพิ่มเติม เด็กชายเจษฎาจึงค่อยกล่าวถึงแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายก็ตาม ก็หาเป็นข้อพิรุธสงสัยดังข้อฎีกาของจำเลยอีกเช่นกัน เพราะในชั้นให้ถ้อยคำเป็นระยะเวลากะทันหันใกล้ชิดกับเหตุ ไม่ทันมีโอกาสที่เด็กชายเจษฎาจะได้ย้อนพิจารณานึกถึงเหตุการณ์อย่างละเอียดรอบคอบว่าแสงสว่างที่ทำให้ตนมองเห็นคนร้ายในที่เกิดเหตุมีที่มาจากแหล่งใด โดยเฉพาะเมื่อเด็กชายเจษฎาได้ให้ถ้อยคำไว้ตั้งแต่แรกโดยชัดเจนแล้วว่าตนเองมองเห็นคนร้ายขณะรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายนั่งมาด้วยแล่นแซงเลยรถจักรยานยนต์ผู้ตายขึ้นไปอยู่ข้างหน้า โดยสภาพจากตำแหน่งรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายนั่งมาด้วยดังกล่าวย่อมต้องอยู่ในรัศมีแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อคนร้ายซึ่งนั่งซ้อนท้ายหันหลังกลับมาใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายย่อมถูกแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตายสาดส่องต้องใบหน้าอันเป็นเหตุให้เด็กชายเจษฎามองเห็นและจดจำได้ว่าเป็นจำเลย จากนั้นค่อยมาให้การเพิ่มเติมถึงเรื่องดังกล่าวในภายหลัง ส่วนแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าสาธารณะซึ่งปรากฏว่า มีเสาไฟฟ้าสาธารณะต้นที่อยู่ฝั่งถนนที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 17 เมตร กับอีกต้นหนึ่งอยู่ฝั่งถนนตรงข้ามอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 15 เมตร แม้ค่อนข้างไกลอยู่บ้างซึ่งอาจทำให้ส่องสว่างมาถึงจุดเกิดเหตุไม่เพียงพอที่จะทำให้มองเห็นกันได้อย่างชัดเจนดังที่ปรากฏจากภาพถ่ายประกอบคดีตามที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ก็เชื่อว่ายังพอมีแสงส่องสว่างที่ทำให้บริเวณถนนที่เกิดเหตุไม่ถึงกับมืดสนิท ยิ่งเมื่อมีแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตายมาประกอบด้วยแล้ว จึงเพียงพอแก่การมองเห็นและจำกันได้ไม่ผิดพลาด สำหรับมูลเหตุการก่อเหตุคดีนี้ของจำเลยนั้น นอกจากเด็กชายเจษฎาจะเบิกความว่าเกิดจากที่ผู้ตายเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทท้าทายกันกับจำเลยมาก่อนซึ่งนายจักรินทร์เป็นผู้เล่าให้พยานฟังแล้ว ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายก็เบิกความสนับสนุนว่าก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 วัน เมื่อผู้ตายไปเยี่ยมพยานที่บ้าน ผู้ตายเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านั้น 1 วัน ผู้ตายมีเรื่องท้าทายกันกับจำเลยตามประสาวัยรุ่น เฉพาะอย่างยิ่งนายจักรินทร์พี่เขยผู้ตายซึ่งให้การในชั้นสอบสวนในคืนเกิดเหตุนั้นเองก็ยืนยันว่าในขณะที่อยู่กับผู้ตาย ตนเคยถูกจำเลยใช้อาวุธปืนข่มขู่มาแล้ว และจำเลยไม่พอใจท่าทางการเดินที่ผิดปกติโดยธรรมชาติของผู้ตายซึ่งจำเลยเข้าใจว่าเป็นการเดินยั่วโทสะจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยท้าทายตนและผู้ตายให้ไปต่อสู้กัน และแม้แต่นายณัฐกร พยานจำเลยซึ่งจำเลยมักไปนอนค้างที่บ้านของพยานบ่อยครั้งก็เบิกความว่า ในช่วงการจัดงานรื่นเริงที่วัดปากคูก่อนวันเกิดเหตุ ผู้ตายและนายจักรินทร์เคยชกต่อยพยาน ซึ่งพยานโทรศัพท์เรียกจำเลยให้มารับพยาน ทำให้มีน้ำหนักเชื่อได้ว่าจำเลยมีมูลเหตุบาดหมางกับผู้ตายตามประสาวัยรุ่นมาก่อน หาใช่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองใด ๆ กับผู้ตายเสียเลยดังที่จำเลยฎีกาต่อสู้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า ที่จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่ก็มีเพียงจำเลยและเพื่อนของจำเลยมาเป็นพยานเบิกความลอย ๆ จึงมีน้ำหนักในการรับฟังน้อยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ทุกข้อฟังไม่ขึ้น อนึ่ง สำหรับฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ยังไม่ถูกต้อง เนื่องจากยังไม่กำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อน แล้วจึงค่อยลดมาตราส่วนโทษนั้น เห็นว่า การลดโทษเพราะเหตุอ่อนอายุตามบทมาตราดังกล่าวเป็นการลดจากมาตราส่วนโทษสำหรับความผิดที่จำเลยได้กระทำ ซึ่งในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 กำหนดระวางโทษไว้ให้ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกในความผิดฐานนี้หลังจากลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วเป็นจำคุกจำเลย 33 ปี 4 เดือน แสดงชัดอยู่ในตัวว่าศาลชั้นต้นเลือกใช้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตในการวางโทษจำเลย เมื่อจะลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เช่นนี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 บัญญัติให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกห้าสิบปีเสียก่อน แล้วจึงลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามจากโทษจำคุกห้าสิบปีนั้น คงเหลือโทษจำคุกที่จะลงแก่จำเลย 33 ปี 4 เดือน ส่วนโทษในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนฯ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน การลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำเลยถึงจำคุกตลอดชีวิตแล้วค่อยลดโทษให้นั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ในคดีส่วนอาญา ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เมื่อลดมาตราส่วนให้หนึ่งในสามแล้ว ให้จำคุก 13 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมจำคุก 13 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 สำหรับคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง หากผู้ร้องทั้งสองใช้สิทธิอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 44/2 วรรคหนึ่ง ม. 182 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ร้อง — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นางสาวธนาพร ร่มรื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอารมณ์ จำปานิล
ชื่อองค์คณะ
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
วรวุฒิ ทวาทศิน
ธรรมนูญ สิงห์สาย
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4128/2567
#709577
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนรถยนต์ของกลางเพียงว่า รถยนต์เป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ในการกระทำผิดโดยใช้ลำเลียงขนส่งบุหรี่ของกลาง โดยไม่ได้บรรยายว่าใช้ยานพาหนะในการซ่อนเร้นบุหรี่ของกลางด้วย แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพก็ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองใช้ยานพาหนะของกลางในการซ่อนเร้นบุหรี่ของกลาง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์ให้ศาลริบยานพาหนะที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการขนย้ายของที่โดยสภาพหรือจำนวนไม่สะดวกหรือไม่อาจขนย้ายได้หากปราศจากยานพาหนะในการขนย้าย ดังนั้น แม้คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่เมื่อพิจารณาปริมาณบุหรี่ของกลางที่ไม่ได้เสียภาษีอากรและไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรซึ่งมีจำนวนและน้ำหนักเพียงเล็กน้อย โดยสภาพและจำนวนบุหรี่ของกลางไม่ถึงกับต้องใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะในการขนย้าย ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะใส่หรือวางบุหรี่ของกลางไว้ในรถยนต์ของกลาง แต่เมื่อยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการใช้ยานพาหนะในการซ่อนเร้นจึงยังถือไม่ได้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงและยังถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้ยานพาหนะในการขนย้ายบุหรี่ของกลางตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 จึงไม่อาจริบรถยนต์ของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 165, 166, 167, 242, 246 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 159, 165, 203, 206, 207 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบบุหรี่ซิกาแรตต่างประเทศและรถยนต์ของกลาง จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 242 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 165, 203 (1), 206 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกคือ ให้ลงโทษฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ โดยรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับคนละ 1,728 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน จึงไม่ลดโทษให้ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบบุหรี่ซิกาแรตต่างประเทศของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบรถยนต์ของกลาง ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวซุกซ่อนขนย้ายบุหรี่ของกลางในลักษณะอย่างไร ทั้งรถยนต์โดยสภาพแล้วก็เป็นยานพาหนะที่บุคคลทั่วไปใช้สัญจรตามธรรมดาในชีวิตประจำวัน รถยนต์ของกลางจึงมิได้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ หรือยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง จึงไม่อาจริบรถยนต์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ได้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์ของกลาง ให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบและจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบห้าของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7, 8 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลาง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เรือที่มีระวางบรรทุกไม่เกินสองร้อยห้าสิบตันกรอส ยานพาหนะอื่นใด เว้นแต่อากาศยาน หีบห่อ ภาชนะบรรจุ หรือสิ่งใด ๆ หากได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่มิได้เสียอากร ของต้องห้าม ของต้องกำกัดหรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนรถยนต์ของกลางเพียงว่า รถยนต์เป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ในการกระทำผิดโดยใช้ลำเลียงขนส่งบุหรี่ของกลาง โดยไม่ได้บรรยายว่าใช้ยานพาหนะในการซ่อนเร้นบุหรี่ของกลางด้วย แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพก็ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองใช้ยานพาหนะของกลางในการซ่อนเร้นบุหรี่ของกลาง เมื่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มิได้ให้นิยามคำว่า "ย้าย" "ขน" และ "ลำเลียงขนส่ง" ไว้ แต่ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้นิยามคำว่า "ย้าย" ที่เป็นคำกริยาหมายความว่าทำให้เคลื่อนจากที่หนี่งไปยังอีกที่หนึ่ง คำว่า "ลำเลียง" หมายความว่า ขนถ่ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เช่น ลำเลียงอาหาร ลำเลียงอาวุธ คำว่า "ขนส่ง" เป็นคำนามหมายความว่า ธุรกิจเกี่ยวด้วยการขนและส่ง เช่น ขนส่งสินค้า และคำว่า "ขน" ที่เป็นคำกริยาหมายความว่าเอาสิ่งของ เป็นต้นจำนวนมากจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยบรรทุก หาบ หาม หรือด้วยวิธีอื่น จากคำนิยามดังกล่าว ขน จึงหมายถึง การย้ายสิ่งของจำนวนมากจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง และการลำเลียงขนส่ง หมายถึงการขนถ่ายหรือขนส่งสินค้าหรือสิ่งของจำนวนมาก มิใช่กรณีสินค้าหรือสิ่งของจำนวนเพียงเล็กน้อย อันแสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติในมาตรา 165 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์ให้ศาลริบยานพาหนะที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการขนย้ายของที่โดยสภาพหรือจำนวนไม่สะดวกหรือไม่อาจขนย้ายได้หากปราศจากยานพาหนะในการขนย้าย ดังนั้น แม้คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่เมื่อพิจารณาตามที่บรรยายในคำฟ้องและจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพกับที่ฟังเป็นยุติถึงปริมาณบุหรี่ซิกาแรตของกลางที่ไม่ได้เสียภาษีอากรและไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร มีจำนวนเพียง 90 ซอง น้ำหนัก 1,710 กรัม ซึ่งเป็นจำนวนและน้ำหนักเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยสภาพและจำนวนบุหรี่ของกลางไม่ถึงกับต้องใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะในการขนย้าย ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะใส่หรือวางบุหรี่ซิกาแรตของกลางไว้ในรถยนต์ของกลาง แต่เมื่อยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการใช้ยานพาหนะในการซ่อนเร้นจึงยังถือไม่ได้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงและยังถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้ยานพาหนะในการขนย้ายบุหรี่ของกลางตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 อีกทั้งบุหรี่ของกลางมีราคา 270 บาท มีการหลีกเลี่ยงการเสียอากรขาเข้าเป็นเงิน 162 บาท รวมราคาของและค่าอากรขาเข้าด้วยกันอันเป็นฐานการคำนวณค่าปรับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 แล้วเป็นเงินเพียง 432 บาท และค่าภาษีสรรพสามิตคิดเป็นเงินเพียง 4,533 บาท จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดเพียงเล็กน้อย ประกอบกับการลงโทษจำเลยทั้งสองโดยการริบรถยนต์ของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีราคาสูงไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำความผิดที่ไม่มีการซ่อนเร้นบุหรี่ของกลางดังกล่าว จึงไม่อาจริบรถยนต์ของกลางได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์ของกลาง โดยให้คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 165 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นาง ต. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นางสาวมณีนุช แสงสุวรรณนุกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายคมกริช วรรณไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
อุดม วัตตธรรม
เสถียร ศรีทองชัย
สิทธิชัย พูนเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567
#708244
เปิดฉบับเต็ม

ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่กรณีได้กลับคืนฐานะเดิมทุกกรณี แม้การคืนทรัพย์จะพ้นวิสัยก็ต้องกำหนดค่าเสียหายแทน โดยการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนนั้นอาจเกิดจากการคืนทรัพย์ที่เคยรับไว้ให้แก่คู่กรณีไม่ได้เพราะทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลายหมดสิ้นจึงไม่อาจคืนกันได้ หรือคืนได้แต่ทรัพย์นั้นมีความชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายไปบางส่วน ส่วนที่ชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายไปนั้น ถือเป็นการพ้นวิสัยที่จะกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ฝ่ายมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์จึงต้องใช้ค่าเสียหายแทน ทั้งนี้ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงความสุจริตของฝ่ายที่รับทรัพย์สินนั้นเลยว่าจะได้รับทรัพย์สินนั้นไว้โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถพิพาทให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2553 ซึ่งโจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์ตลอดมา ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษอายัดรถพิพาทเพื่อตรวจสอบ แต่หลังจากนั้นเพียง 1 เดือนเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษคืนรถให้โจทก์กลับไปครอบครองดูแลโดยไม่ห้ามโจทก์นำรถออกใช้ประโยชน์ จึงต้องถือว่าโจทก์ได้รับประโยชน์จากการใช้รถพิพาทตลอดมา เมื่อนับตั้งแต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถพิพาทให้โจทก์จนปัจจุบัน รวมเวลากว่า 13 ปี รถพิพาทย่อมชำรุดบกพร่องเป็นเหตุให้เสื่อมสภาพหรือเสื่อมราคา ทำให้ราคารถพิพาทลดลง กรณีจึงเป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะคืนรถแก่จำเลยที่ 1 ในสภาพเดิมได้ ค่าเสื่อมราคาจากการใช้ประโยชน์รถพิพาทของโจทก์เป็นค่าเสียหายชดใช้แทนที่ศาลมีอำนาจกำหนดให้ได้ แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การหรือนำสืบถึง สมควรกำหนดค่าเสื่อมราคารถพิพาทเป็นเงิน 16,000,000 บาท เมื่อนำไปหักออกจากราคารถพิพาท คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์ 23,000,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 39,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 39,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่จำเลยที่ 1 ทั้งนี้ให้อยู่ภายใต้คำสั่งและหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดีอาญาโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้น โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 15,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 โจทก์สั่งซื้อรถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กีนี รุ่นเมอร์ซีเอลาโก เอสวี จากจำเลยที่ 1 ในราคา 39,000,0000 บาท และชำระราคาครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์และดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์พิพาทเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 โดยใส่ชื่อธนาคาร ธ. ผู้ให้เช่าซื้อ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และโจทก์เป็นผู้ครอบครองโดยใช้หมายเลขทะเบียน ฌพ 2xxx กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตรวจยึดรถยนต์พิพาทและแจ้งอายัดทะเบียนรถยนต์เพื่อตรวจสอบ เนื่องจากมีเหตุสงสัยว่ารถยนต์พิพาทถูกลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงราคา ข้อห้าม ข้อจำกัด และหลีกเลี่ยงอากรขาเข้าหรือที่ยังมิได้ผ่านพิธีการของศุลกากรโดยถูกต้อง วันที่ 16 กรกฎาคม 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษอนุญาตให้โจทก์รับรถยนต์พิพาทกลับไปดูแลรักษา กรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบแล้วพบหลักฐานราคาจากประเทศต้นกำเนิดเป็นบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ที่แท้จริงของรถยนต์พิพาทมีชื่อบริษัท บ. ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศของบริษัท ล. ผู้จำหน่ายรถยนต์พิพาทในสาธารณรัฐอิตาลีเป็นคู่สัญญาแสดงราคาขาย 286,015 ยูโร แต่เอกสารเกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์พิพาทที่ยื่นต่อกรมศุลกากรกลับระบุชื่อบริษัท จ. เป็นคู่สัญญาและเปลี่ยนราคาซื้อขายเป็น 98,520 ดอลลาร์สหรัฐ และใบขนสินค้าที่บริษัท จ. ยื่นต่อกรมศุลกากรแสดงราคาไว้ 3,425,585 บาท กรมศุลกากรคำนวณภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าตามราคาซื้อขายในบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ที่แท้จริง 12,634,998.64 บาท แล้วมียอดภาษีอากรขาด 30,206,877.07 บาท แสดงว่ามีการสำแดงบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) รถยนต์พิพาทเป็นเท็จต่อกรมศุลกากรโดยแสดงราคารถยนต์พิพาทต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี และรถยนต์พิพาทยังเสียภาษีอากรที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าไม่ครบถ้วน เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการค้ารถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ย่อมต้องทราบราคาซื้อขายที่แท้จริงของรถยนต์พิพาทจากผู้ผลิตในต่างประเทศ และสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายและภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าทั้งหมดจากราคาขายในเบื้องต้นออกมาเป็นราคาที่สมควรขายให้แก่ลูกค้าในประเทศ ทั้งตามบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ใบขนสินค้าและใบเสร็จรับเงินค้าขายรถยนต์พิพาทที่บริษัท จ. ออกให้จำเลยที่ 1 พบว่าราคารถยนต์ 3,425,585 บาท ภาษีรวมทั้งสิ้น 11,235,916 บาท รวมเป็นเงิน 14,661,501 บาท แต่บริษัท จ. ขายให้จำเลยที่ 1 ในราคาเพียง 14,950,000 บาท ในขณะที่จำเลยที่ 1 สามารถนำไปขายให้โจทก์ได้ในราคาสูงถึง 39,000,000 บาท ซึ่งการชำระภาษีไม่ครบถ้วนย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 กับพวกเป็นผลกำไรจำนวนมาก แสดงว่าการดำเนินการเกี่ยวกับสำแดงราคาต่ำกว่าความจริงและชำระภาษีเกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์พิพาทโดยเจตนาฉ้อโกงภาษี จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวมาก่อน การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแสดงเจตนาทำนิติกรรมไปโดยสำคัญผิดว่ารถยนต์พิพาทนำเข้ามาโดยชำระค่าภาษีอากรครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว อันเป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 แม้โจทก์จะไม่ได้บอกล้างโมฆียะกรรม แต่การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เท่ากับเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว สัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โจทก์ต้องคืนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ต้องใช้เงินคืนแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมที่ต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เป็นเหตุให้ต้องนำค่าเสื่อมราคาของรถยนต์พิพาทมาหักออกจากเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน" ซึ่งผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าวกำหนดให้คู่กรณีได้กลับคืนฐานะเดิมทุกกรณี แม้การคืนทรัพย์จะพ้นวิสัยก็ต้องให้ค่าเสียหายแทนโดยการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนแทนนั้นอาจเกิดจากการคืนทรัพย์ที่เคยรับไว้ให้แก่คู่กรณีไม่ได้เพราะทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลายหมดสิ้นจึงไม่อาจคืนแก่กันได้ หรือคืนได้แต่ทรัพย์นั้นมีความชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายไปบางส่วน ส่วนที่ชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายนั้นถือเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ฝ่ายมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์จึงต้องใช้ค่าเสียหายแทน ทั้งนี้ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงความสุจริตของฝ่ายที่รับทรัพย์สินนั้นเลยว่าจะได้รับทรัพย์สินนั้นไว้โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2553 ซึ่งโจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์ตลอดมา ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงยึดอายัดรถยนต์พิพาทเพื่อตรวจสอบ แต่หลังจากนั้นเพียง 1 เดือนเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้คืนรถยนต์พิพาทให้โจทก์กลับไปครอบครองดูแลโดยไม่ได้ห้ามโจทก์นำรถยนต์ออกใช้ประโยชน์แต่อย่างใด จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทนับแต่นั้นตลอดมา เมื่อนับตั้งแต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลากว่า 13 ปี รถยนต์พิพาทย่อมชำรุดบกพร่องเป็นเหตุให้เสื่อมสภาพหรือเสื่อมราคา ทำให้ราคารถยนต์พิพาทลดลงกรณีจึงเป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะต้องคืนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในสภาพเดิมได้ ค่าเสื่อมราคาจากการใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทของโจทก์จึงเป็นค่าเสียหายชดใช้แทน ซึ่งค่าเสียหายชดใช้แทนศาลมีอำนาจกำหนดให้ได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ให้การและนำสืบถึงเรื่องค่าเสียหายหรือค่าเสื่อมราคาก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้นำค่าเสื่อมราคามาหักจากเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนให้แก่โจทก์ชอบแล้ว อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสื่อมราคารถยนต์พิพาทเป็นเงิน 24,000,000 บาท นั้น สูงเกินไป เมื่อพิเคราะห์ถึงราคารถยนต์พิพาทที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่ 1 ระยะเวลาที่โจทก์ใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทและรถยนต์ต้องเสื่อมสภาพตามอายุเวลาการใช้งาน ประกอบทางได้เสียอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์แล้ว สมควรกำหนดค่าเสื่อมราคารถยนต์พิพาทเป็นเงิน 16,000,000 บาท เมื่อนำไปหักออกจากราคารถยนต์พิพาทดังกล่าวแล้ว คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์เป็นเงิน 23,000,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 23,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไป ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — บริษัท น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางสาวรสวันต์ ใจพันธุมาศ
ศาลอุทธรณ์ — นายโอภาส อนันตสมบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567
#713870
เปิดฉบับเต็ม

ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่กรณีได้กลับคืนฐานะเดิมทุกกรณี แม้การคืนทรัพย์จะพ้นวิสัยก็ต้องกำหนดค่าเสียหายแทน โดยการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนนั้นอาจเกิดจากการคืนทรัพย์ที่เคยรับไว้ให้แก่คู่กรณีไม่ได้เพราะทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลายหมดสิ้นจึงไม่อาจคืนกันได้ หรือคืนได้แต่ทรัพย์นั้นมีความชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายไปบางส่วน ส่วนที่ชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายไปนั้น ถือเป็นการพ้นวิสัยที่จะกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ฝ่ายมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์จึงต้องใช้ค่าเสียหายแทน ทั้งนี้ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงความสุจริตของฝ่ายที่รับทรัพย์สินนั้นเลยว่าจะได้รับทรัพย์สินนั้นไว้โดยสุจริตหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 39,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 39,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่จำเลยที่ 1 ทั้งนี้ให้อยู่ภายใต้คำสั่งและหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดีอาญาโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้น โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 15,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 โจทก์สั่งซื้อรถยนต์ จากจำเลยที่ 1 ในราคา 39,000,0000 บาท และชำระราคาครบถ้วนตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์และดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์พิพาทเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 โดยใส่ชื่อธนาคาร ธ. ผู้ให้เช่าซื้อ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และโจทก์เป็นผู้ครอบครองโดยใช้หมายเลขทะเบียน ฌพ xxxx กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตรวจยึดรถยนต์พิพาทและแจ้งอายัดทะเบียนรถยนต์เพื่อตรวจสอบ เนื่องจากมีเหตุสงสัยว่ารถยนต์พิพาทถูกลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงราคา ข้อห้าม ข้อจำกัด และหลีกเลี่ยงอากรขาเข้าหรือที่ยังมิได้ผ่านพิธีการของศุลกากรโดยถูกต้อง วันที่ 16 กรกฎาคม 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษอนุญาตให้โจทก์รับรถยนต์พิพาทกลับไปดูแลรักษา กรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบแล้วพบหลักฐานราคาจากประเทศต้นกำเนิดเป็นบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ที่แท้จริงของรถยนต์พิพาทมีชื่อบริษัท บ. ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศของบริษัท ล. ผู้จำหน่ายรถยนต์พิพาทในสาธารณรัฐอิตาลีเป็นคู่สัญญาแสดงราคาขาย 286,015 ยูโร แต่เอกสารเกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์พิพาทที่ยื่นต่อกรมศุลกากรกลับระบุชื่อบริษัท จ. เป็นคู่สัญญาและเปลี่ยนราคาซื้อขายเป็น 98,520 ดอลลาร์สหรัฐ และใบขนสินค้าที่บริษัท จ. ยื่นต่อกรมศุลกากรแสดงราคาไว้ 3,425,585 บาท กรมศุลกากรคำนวณภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าตามราคาซื้อขายในบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ที่แท้จริง 12,634,998.64 บาท แล้วมียอดภาษีอากรขาด 30,206,877.07 บาท แสดงว่ามีการสำแดงบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) รถยนต์พิพาทเป็นเท็จต่อกรมศุลกากรโดยแสดงราคารถยนต์พิพาทต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี และรถยนต์พิพาทยังเสียภาษีอากรที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าไม่ครบถ้วน เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการค้ารถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ย่อมต้องทราบราคาซื้อขายที่แท้จริงของรถยนต์พิพาทจากผู้ผลิตในต่างประเทศ และสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายและภาษีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าทั้งหมดจากราคาขายในเบื้องต้นออกมาเป็นราคาที่สมควรขายให้แก่ลูกค้าในประเทศ ทั้งตามบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ใบขนสินค้าและใบเสร็จรับเงินค้าขายรถยนต์พิพาทที่บริษัท จ. ออกให้จำเลยที่ 1 พบว่าราคารถยนต์ 3,425,585 บาท ภาษีรวมทั้งสิ้น 11,235,916 บาท รวมเป็นเงิน 14,661,501 บาท แต่บริษัท จ. ขายให้จำเลยที่ 1 ในราคาเพียง 14,950,000 บาท ในขณะที่จำเลยที่ 1 สามารถนำไปขายให้โจทก์ได้ในราคาสูงถึง 39,000,000 บาท ซึ่งการชำระภาษีไม่ครบถ้วนย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 กับพวกเป็นผลกำไรจำนวนมาก แสดงว่าการดำเนินการเกี่ยวกับสำแดงราคาต่ำกว่าความจริงและชำระภาษีเกี่ยวกับการนำเข้ารถยนต์พิพาทโดยเจตนาฉ้อโกงภาษี จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวมาก่อน การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแสดงเจตนาทำนิติกรรมไปโดยสำคัญผิดว่ารถยนต์พิพาทนำเข้ามาโดยชำระค่าภาษีอากรครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว อันเป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ สัญญาซื้อขายจึงตกเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 แม้โจทก์จะไม่ได้บอกล้างโมฆียะกรรม แต่การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เท่ากับเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว สัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โจทก์ต้องคืนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ต้องใช้เงินคืนแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมที่ต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เป็นเหตุให้ต้องนำค่าเสื่อมราคาของรถยนต์พิพาทมาหักออกจากเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน" ซึ่งผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าวกำหนดให้คู่กรณีได้กลับคืนฐานะเดิมทุกกรณี แม้การคืนทรัพย์จะพ้นวิสัยก็ต้องให้ค่าเสียหายแทนโดยการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนแทนนั้นอาจเกิดจากการคืนทรัพย์ที่เคยรับไว้ให้แก่คู่กรณีไม่ได้เพราะทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลายหมดสิ้นจึงไม่อาจคืนแก่กันได้ หรือคืนได้แต่ทรัพย์นั้นมีความชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายไปบางส่วน ส่วนที่ชำรุดบกพร่องหรือบุบสลายนั้นถือเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ฝ่ายมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์จึงต้องใช้ค่าเสียหายแทน ทั้งนี้ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงความสุจริตของฝ่ายที่รับทรัพย์สินนั้นเลยว่าจะได้รับทรัพย์สินนั้นไว้โดยสุจริตหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2553 ซึ่งโจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์ตลอดมา ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงยึดอายัดรถยนต์พิพาทเพื่อตรวจสอบ แต่หลังจากนั้นเพียง 1 เดือนเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้คืนรถยนต์พิพาทให้โจทก์กลับไปครอบครองดูแลโดยไม่ได้ห้ามโจทก์นำรถยนต์ออกใช้ประโยชน์แต่อย่างใด จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทนับแต่นั้นตลอดมา เมื่อนับตั้งแต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลากว่า 13 ปี รถยนต์พิพาทย่อมชำรุดบกพร่องเป็นเหตุให้เสื่อมสภาพหรือเสื่อมราคา ทำให้ราคารถยนต์พิพาทลดลง กรณีจึงเป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะต้องคืนรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในสภาพเดิมได้ ค่าเสื่อมราคาจากการใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทของโจทก์จึงเป็นค่าเสียหายชดใช้แทน ซึ่งค่าเสียหายชดใช้แทนศาลมีอำนาจกำหนดให้ได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ให้การและนำสืบถึงเรื่องค่าเสียหายหรือค่าเสื่อมราคาก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้นำค่าเสื่อมราคามาหักจากเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนให้แก่โจทก์ชอบแล้ว อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสื่อมราคารถยนต์พิพาทเป็นเงิน 24,000,000 บาท นั้น สูงเกินไป เมื่อพิเคราะห์ถึงราคารถยนต์พิพาทที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่ 1 ระยะเวลาที่โจทก์ใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทและรถยนต์ต้องเสื่อมสภาพตามอายุเวลาการใช้งาน ประกอบทางได้เสียอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์แล้ว สมควรกำหนดค่าเสื่อมราคารถยนต์พิพาทเป็นเงิน 16,000,000 บาท เมื่อนำไปหักออกจากราคารถยนต์พิพาทดังกล่าวแล้ว คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องคืนแก่โจทก์เป็นเงิน 23,000,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 23,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กันยายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — บริษัท น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567
#713869
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 และโจทก์ทั้งสองต่างไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างเอกสารเป็นพยาน และส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาลกับส่งให้คู่ความอีกฝ่ายซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคหนึ่ง และมาตรา 90 ก็ตาม แต่มาตรา 87 (2) บัญญัติว่า แต่ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ เมื่อเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นพยานหลักฐานสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในคดีที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 2 ได้สงวนไว้เพื่อใช้ประโยชน์แก่งานทางหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองก็มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไม่ถูกต้องแท้จริงอย่างไร เพียงแต่กล่าวอ้างว่าศาลไม่ควรรับฟังเท่านั้น ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ แม้เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงสำเนาเอกสาร แต่มีเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 2 รับรองสำเนาถูกต้องในเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และมีเจ้าพนักงานที่ดินรับรองสำเนาถูกต้องในเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสอง จึงฟังได้ว่าเอกสารที่จำเลยที่ 2 และโจทก์ทั้งสองอ้างเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมบริวาร ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 ตำบลบ้านผึ้ง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ห้ามจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารเกี่ยวข้องในที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่ขนย้ายทรัพย์สินออกไปให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการ โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายออกไปจากที่ดิน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 2 พร้อมบริวาร ให้รื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง กับให้ชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองและกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยไม่กำหนดค่าทนายความให้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 ตำบลบ้านผึ้ง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เนื้อที่ 35 ไร่ 2 งาน 87 ตารางวา โดยซื้อมาจากนายบรรจง เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้สงวนที่ดินนอกเขตทางหลวงไว้เพื่อประโยชน์แก่งานทางตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 22 ตอนควบคุม 0502 ตอนกุรุคุ - นครพนม ระหว่าง กม. 225 + 136 ถึง กม. 225 + 336 ด้านขวาทาง (กม. เดิมที่ กม. 224 + 240 ถึง กม. 224 + 440) เนื้อที่ 12 ไร่ 1 งาน 32.7 ตารางวา ทำให้แนวเขตที่ดินสงวนนอกเขตทางหลวงทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 เป็นจำนวนเนื้อที่ 12 ไร่ 1 งาน 77.8 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท ตามแผนที่พิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ทำแผนที่พิพาทใหม่ โดยวัดจากริมทางหลวงดังกล่าว ระหว่าง กม. 225 + 136 ถึง กม. 225 + 336 ด้านขวาทาง (กม. เดิมที่ กม. 224 + 240 ถึง กม. 224 + 440) จำเลยที่ 2 จัดทำทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง (ด./1) ได้รับอุทิศ หรือซื้อ หรือสงวน หรือขึ้นทะเบียนไว้ใช้ประโยชน์ของจำเลยที่ 2 เพื่อใช้ประโยชน์เป็นบ่อวัสดุงานทาง และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ตามประกาศกระทรวงคมนาคม ทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง และหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 ของโจทก์ทั้งสองออกโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ทับที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 2 สงวนไว้นอกเขตทางหลวงเพื่อประโยชน์แก่งานทาง ส่วนที่ดินที่จำเลยที่ 2 สงวนไว้นอกเขตทางหลวงเพื่อประโยชน์แก่งานทางเป็นที่ดินคนละแปลงและตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 ของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้ออกทับที่ดินของจำเลยที่ 2 เห็นว่า ตามหนังสือของกรมที่ดิน เรื่อง การจัดที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินขึ้นเป็นของทบวงการเมืองเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 1 และแผนที่สภาพที่ดินของกรมทางหลวงท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดิน เรื่อง สงวนที่ดินไว้สำหรับใช้วัตถุสร้างทางเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 ในปี 2502 กระทรวงคมนาคมขอสงวนที่ดินรกร้างว่างเปล่าริมทางหลวงสายนิตตะโย (อุดร - ธาตุนาเวง - นครพนม) ในท้องที่ตำบลกุรุคุ 17 แปลง และตำบลนาทราย 1 แปลง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ไว้เพื่อใช้ประโยชน์แก่วัตถุสร้างทาง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นของกรมทางหลวงแผ่นดินตามความในมาตรา 8 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินที่กรมทางหลวงแผ่นดินจำเลยที่ 2 ได้รับอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนทั้ง 18 แปลงดังกล่าว ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 22 ทั้งสองฝั่งทาง รวมทั้งที่ดินพิพาท ซึ่งตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินพิพาทตามแผนที่สภาพที่ดินของกรมทางหลวงท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 แผ่นที่ 16 ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 22 ตอนควบคุม 0502 ตอนกุรุคุ - นครพนม ระหว่าง กม. 225 + 136 ถึง กม. 225 + 336 ด้านขวาทาง (กม. เดิมที่ กม. 224 + 240 ถึง กม. 224 + 440) ซึ่งตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินพิพาทดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบกับตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินตามแผนที่แสดงสภาพและเขตที่ดินตามทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง แผ่นที่ 1 ทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง และเขตที่ดินตามแผนที่ท้ายประกาศกระทรวงคมนาคม แผ่นที่ 3 ต่างก็ตั้งอยู่ในตำแหน่งเดียวกันริมทางหลวงหมายเลข 22 ตอนควบคุม 0502 ตอนกุรุคุ – นครพนม ระหว่าง กม. 225 + 136 ถึง กม. 225 + 336 ด้านขวาทาง (กม. เดิมที่ กม. 224 + 240 ถึง กม. 224 + 440) ด้านขวาทาง ทั้งรูปที่ดินและขอบเขตของที่ดินต่างมีระยะความยาวทิศเหนือและทิศใต้ด้านละ 200 เมตร และระยะความกว้างทิศตะวันออกและทิศตะวันตกด้านละ 100 เมตร เช่นเดียวกัน จะแตกต่างกันก็เฉพาะที่ดินข้างเคียงที่ดินพิพาท โดยที่ดินพิพาทตามแผนที่สภาพที่ดินของกรมทางหลวงท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 แผ่นที่ 16 ทิศเหนือจดทางหลวงหมายเลข 22 ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกจดป่าว่างเปล่า ส่วนที่ดินตามทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวงแผ่นที่ 1 กับทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง ทิศเหนือจดทางหลวงหมายเลข 22 ทิศใต้จดที่ดินของนางแวง ทิศตะวันออกจดที่ดินของนายเปลื้อง และทิศตะวันตกจดที่ดินของนางทองเหลา และที่ดินตามแผนที่ท้ายประกาศกระทรวงคมนาคม แผ่นที่ 3 ทิศเหนือจดทางหลวงหมายเลข 22 ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกจดที่ดินของนายบัวพันธ์ แม้เจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินพิพาทจะแตกต่างกัน แต่ก็ได้ความตามแผนที่สภาพที่ดินของกรมทางหลวงท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 แผ่นที่ 17 ว่า ในปี 2502 นอกจากจำเลยที่ 2 จะได้สงวนที่ดินพิพาทไว้เพื่อใช้ประโยชน์วัตถุสร้างทางแล้ว จำเลยที่ 2 ยังได้สงวนที่ดินไว้อีก 1 แปลง ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่ดินพิพาทบริเวณริมทางหลวงหมายเลข 22 ระหว่าง กม. 224 + 240 ถึง กม. 224 + 540 ด้านซ้ายทาง และที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมมีแนวเขตที่ดินทิศใต้จดทางหลวงหมายเลข 22 ทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกจดป่าว่างเปล่าเช่นเดียวกับที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อมีการขอออกโฉนดที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินและระวางที่ดินเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสองหมายเลข 1 ถึง 4 และหมายเลข 6 ทำให้ที่ดินข้างเคียงที่ดินแปลงดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป ทิศใต้จดทางหลวงหมายเลข 22 ทิศเหนือจดที่ดินเลขที่ดิน 159 และที่ดินเลขที่ดิน 160 ทิศตะวันออกจดที่ดินเลขที่ดิน 23 ของนายเปลื้อง และทิศตะวันตกจดที่ดินเลขที่ดิน 226 ของร้อยเอกวิเชียร ซึ่งนายเปลื้องเจ้าของที่ดินเลขที่ดิน 23 มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินตามทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวงแผ่นที่ 1 และทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง และมีชื่อนายเปลื้องกับร้อยเอกวิเชียรเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ดินที่จำเลยที่ 2 ได้สงวนไว้เพื่อใช้ประโยชน์วัตถุสร้างทางฝั่งตรงข้ามกับที่ดินพิพาท ซึ่งตามสารบัญระวางติดต่อเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสองหมายเลข 6 ตำแหน่งที่ดินของนายเปลื้องและร้อยเอกวิเชียรมีแนวเขตที่ดินติดต่อกับที่ดินแปลงที่จำเลยที่ 2 ได้สงวนไว้เพื่อประโยชน์วัตถุสร้างทางฝั่งตรงข้ามกับที่ดินพิพาท ส่วนที่ดินข้างเคียงที่ดินพิพาทตามแผนที่สภาพที่ดินของกรมทางหลวงท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 แผ่นที่ 16 และทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง แผ่นที่ 3 เดิมที่ดินพิพาททิศเหนือจดทางหลวงหมายเลข 22 ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกจดป่าว่างเปล่า ต่อมาเมื่อนายพันธ์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2522 จึงมีการระบุว่าที่ดินพิพาททิศเหนือจดทางหลวงหมายเลข 22 ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกจดที่ดินนายพันธ์ และขณะนายพันธ์ ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 นั้น ตามแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) นายพันธ์ผู้ขอออกหนังสือแสดงเอกสารสิทธิไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดินมาก่อน โดยแจ้งเพียงว่าได้ที่ดินมาโดยก่นสร้างและได้ครอบครองทำประโยชน์เท่านั้น แสดงว่าก่อนที่นายพันธ์จะขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 บริเวณที่ดินพิพาทยังคงสภาพเป็นพื้นที่ป่าและไม่ปรากฏหลักฐานทางราชการเคยออกเอกสารสิทธิบริเวณที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใดมาก่อน จนกระทั่งนายพันธ์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 และตามแผนที่สภาพที่ดินของกรมทางหลวงท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 แผ่นที่ 16 ทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง แผ่นที่ 1 ทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง และแผนที่ท้ายประกาศกระทรวงคมนาคมแผ่นที่ 3 ตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินล้วนแต่ตั้งอยู่ในตำแหน่งเดียวกันโดยทิศเหนือจดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 22 ตอนควบคุม 0502 ตอนกุรุคุ - นครพนม ระหว่าง กม. 225 + 136 ถึง กม. 225 + 336 ด้านขวาทาง (กม. เดิมที่ กม. 224 + 240 ถึง กม. 224 + 440) ดังนั้น ที่ดินพิพาทตามแผนที่สภาพที่ดินของกรมทางหลวงท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 แผ่นที่ 16 ที่ดินตามทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง แผ่นที่ 1 กับที่ดินตามทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง และที่ดินตามแผนที่ท้ายประกาศกระทรวงคมนาคม แผ่นที่ 3 จึงเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินที่จำเลยที่ 2 ได้สงวนไว้เพื่อใช้ประโยชน์วัตถุสร้างทาง ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 1 และหมายเลข 2 จำเลยที่ 2 ไม่ได้อ้างส่งหรือนำสืบในศาลชั้นต้น ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน จึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยมีเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ 4 ฉบับ ได้แก่หมายเลข 1 สำเนาหนังสือกรมที่ดิน หมายเลข 2 สำเนาหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 3 สำเนาบันทึกข้อความแขวงการทางสกลนคร และหมายเลข 4 สำเนาบันทึกข้อความแขวงการทางนครพนม ส่วนโจทก์ทั้งสองยื่นฎีกาโดยมีเอกสารแนบท้ายฎีกา 6 ฉบับ ได้แก่หมายเลข 1 ถึงหมายเลข 4 สำเนาโฉนดที่ดิน หมายเลข 5 หนังสือขอความอนุเคราะห์คัดถ่ายสำเนาโฉนดที่ดิน และหมายเลข 6 สำเนาสารบัญระวางติดต่อ ซึ่งจำเลยที่ 2 และโจทก์ทั้งสองต่างไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน และส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาลกับส่งให้คู่ความอีกฝ่ายซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง และมาตรา 90 ก็ตาม แต่มาตรา 87 (2) บัญญัติว่า แต่ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ เมื่อเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นพยานหลักฐานสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในคดีที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 2 ได้สงวนไว้เพื่อใช้ประโยชน์แก่งานทางหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองก็มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไม่ถูกต้องแท้จริงอย่างไร เพียงแต่กล่าวอ้างว่าศาลไม่ควรรับฟังเท่านั้น ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ แม้เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงสำเนาเอกสาร แต่มีเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 2 รับรองสำเนาถูกต้องในเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และมีเจ้าพนักงานที่ดินรับรองสำเนาถูกต้องในเอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสอง จึงฟังได้ว่าเอกสารที่จำเลยที่ 2 และโจทก์ทั้งสองอ้างเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 2 สงวนไว้นอกเขตทางหลวงเพื่อใช้ประโยชน์แก่งานทาง และที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 แก้ไขหลักหมุดแนวเขตที่ดินใหม่ทำให้เลขหลักกิโลเมตรเปลี่ยนแปลงไป และแก้ไขทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง ทำให้ที่ดินพิพาททับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 ของโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า ตามหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2502 ท้ายหนังสือระบุ ขอให้เขตการทางขอนแก่นสั่งเจ้าหน้าที่ปักหลักเขตที่ดินสงวนไว้ให้ชัดเจนและจัดทำทะเบียนส่งกรมทางหลวงแผ่นดิน และในวันทำแผนที่พิพาท เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้นำชี้ระวังแนวเขตที่ดินพิพาทได้รูปที่ดินทั้งระยะความยาว ทิศเหนือและทิศใต้ ด้านละ 200 เมตร และระยะความกว้าง ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ด้านละ 100 เมตร ตรงกับแผนที่สภาพที่ดินของจำเลยที่ 2 ท้ายหนังสือกรมทางหลวงแผ่นดินเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หมายเลข 2 แผ่นที่ 16 ทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง แผ่นที่ 1 ทะเบียนแสดงที่ดินนอกเขตทางหลวง และแผนที่ท้ายประกาศกระทรวงคมนาคม แผ่นที่ 3 แสดงว่าจำเลยที่ 2 ทำการปักหลักเขตที่ดินพิพาทไว้แล้วตั้งแต่ปี 2502 แม้ตัวเลขหลักกิโลเมตรจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่ตำแหน่งที่ดินพิพาทก็ยังคงอยู่ตำแหน่งเดิม ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ในปี 2522 นายพันธ์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ผู้แทนจำเลยที่ 2 มานำชี้ระวังแนวเขต ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 ที่สงวนไว้นอกเขตทางหลวงนั้น เห็นว่า เขตติดต่อของที่ดินที่นายพันธ์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ตามแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ ข้อ 10 ระบุเขตติดต่อปัจจุบันทิศเหนือจด น.ส. 3 – ทางหลวงแผ่นดินสายนครพนม - สกลนคร และทิศตะวันตกจดทางหลวงแผ่นดินสายนครพนม - สกลนคร - ทางสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่นายวิเชียร ผู้แทนจำเลยที่ 2 มานำชี้ระวังแนวเขต จึงเป็นการนำชี้ระวังแนวเขตว่าการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของนายพันธ์ มิได้มีการรุกล้ำทางหลวงแผ่นดินสายนครพนม - สกลนครเท่านั้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 2 ได้สงวนไว้นอกเขตทางหลวงเพื่อใช้ประโยชน์แก่งานทาง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ออกจากที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 88 ม. 90 ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ. กับพวก
จำเลย — แขวงการทางนครพนม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044/2567
#708596
เปิดฉบับเต็ม

แม้เอกสารหมาย ค.4 จะมีข้อความบางตอนเป็นตัวพิมพ์ โดยตอนบนตรงกลางมีหัวข้อพิมพ์ว่า หนังสือพินัยกรรม จากนั้นมีการพิมพ์ตัวหนังสือแล้วเว้นช่องว่างให้ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือกรอกข้อความเกี่ยวกับสถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม ชื่อ ที่อยู่ของผู้ทำพินัยกรรม และความประสงค์ในการจัดการทรัพย์สิน ซึ่งตามเอกสารปรากฏว่าผู้ตายได้เขียนรายละเอียดดังกล่าวด้วยลายมือ จากนั้นตอนท้ายมีข้อความพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์สรุปได้ว่า ผู้ตายได้พิมพ์ข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ โดยได้อ่านเข้าใจข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ทั้งหมดเห็นว่าถูกต้องตามเจตนาทุกประการ โดยไม่มีผู้ใดข่มขู่ จึงได้เขียนข้อความที่เป็นตัวกลางลงในหนังสือพินัยกรรมฉบับนี้ด้วยตนเองขณะที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ ผู้ตายสมัครใจทำหนังสือนี้เอง ปราศจากบุคคลอื่นใดข่มขู่ หรือทำโดยสำคัญผิด หรือถูกฉ้อฉลแต่อย่างใด โดยได้ทำหนังสือพินัยกรรมนี้ขึ้นไว้ 4 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันและเก็บรักษาไว้ที่ผู้คัดค้าน และมีลายมือชื่อผู้ตายลงไว้ในช่องที่พิมพ์ว่า ผู้ทำพินัยกรรม และผู้พิมพ์/ผู้เขียน เอกสารหมาย ค.4 จึงมีลักษณะเป็นคำสั่งสุดท้ายที่ผู้ตายแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตาย ในเรื่องทรัพย์สินของตนไว้โดยต้องการยกให้แก่บุคคลต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ อันจะเกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 และ 1647 จึงเป็นพินัยกรรมและเข้าลักษณะเป็นพินัยกรรม แบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1657

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัย ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า นายวิชัย ผู้ตาย เป็นบิดาของผู้คัดค้าน ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องจัดการทรัพย์มรดกโดยมิได้ทำตามพินัยกรรม ถือว่าจัดการมรดกฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้ามรดกและเป็นที่เสียหายแก่ผู้คัดค้าน ขอให้มีคำสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก รวมทั้งให้ผู้ร้องส่งมอบทรัพย์มรดกเข้ามาในกองมรดกเพื่อผู้คัดค้านจะได้รวบรวมแบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามพินัยกรรม และกำจัดผู้ร้องจากการเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำคัดค้าน (ที่ถูก คำร้อง) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิชัย ผู้ตาย ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2564 วันที่ 25 สิงหาคม 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกโดยอ้างว่าผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ วันที่ 4 ตุลาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จากนั้นผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการรวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท ตามคำแถลงรายงานการจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกต่อศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 เมษายน 2565 ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน กับให้กำจัดมิให้ผู้ร้องมีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกมีว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ค.4 ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมดังกล่าวยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 และ 1647 สาระสำคัญของพินัยกรรมคือคำสั่งครั้งสุดท้ายของผู้ตายเกี่ยวกับกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในเรื่องอื่นที่จะให้เกิดผลบังคับเมื่อตนตาย โดยมาตรา 1657 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้ กล่าวคือผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยลายมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน ซึ่งเมื่อพิจารณาเอกสารหมาย ค.4 แม้จะมีข้อความบางตอนเป็นตัวพิมพ์ โดยตอนบนตรงกลางมีหัวข้อพิมพ์ว่าหนังสือพินัยกรรม จากนั้นมีการพิมพ์ตัวหนังสือแล้วเว้นช่องว่างให้ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือกรอกข้อความเกี่ยวกับสถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม ชื่อ ที่อยู่ของผู้ทำพินัยกรรม และความประสงค์ในการจัดการทรัพย์สิน ซึ่งตามเอกสารปรากฏว่าผู้ตายได้เขียนด้วยลายมือระบุวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรมรายละเอียดเกี่ยวกับรายการทรัพย์สินที่ต้องจัดการเมื่อตนถึงแก่ความตาย ทั้งมีการเขียนด้วยลายมือเดียวกันระบุว่าให้แบ่งปันทรัพย์สินรายการใดหรือสิทธิที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องจากความตายให้แก่ผู้ใด ความยาวประมาณเกือบ 3 หน้ากระดาษ จากนั้นตอนท้ายมีข้อความพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์สรุปได้ว่า ผู้ตายได้พิมพ์ข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ โดยได้อ่านเข้าใจข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ทั้งหมดเห็นว่าถูกต้องตามเจตนาทุกประการ โดยไม่มีผู้ใดข่มขู่ จึงได้เขียนข้อความที่เป็นตัวกลางลงในหนังสือพินัยกรรมฉบับนี้ด้วยตนเองขณะที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ ผู้ตายสมัครใจทำหนังสือนี้เอง ปราศจากบุคคลอื่นใดข่มขู่ หรือทำโดยสำคัญผิด หรือถูกฉ้อฉลแต่อย่างใด โดยได้ทำหนังสือพินัยกรรมนี้ขึ้นไว้ 4 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันและเก็บรักษาไว้ที่ผู้คัดค้าน และมีลายมือชื่อผู้ตายลงไว้ในช่องที่พิมพ์ว่า ผู้ทำพินัยกรรม และผู้พิมพ์/ผู้เขียน เอกสารหมาย ค.4 มีลักษณะเป็นคำสั่งสุดท้ายที่ผู้ตายแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนไว้โดยต้องการยกให้แก่บุคคลต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ อันจะเกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายตามมาตรา 1646 และ 1647 จึงเป็นพินัยกรรมและเข้าลักษณะเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา 1657 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าเอกสารหมาย ค.4 ตกเป็นโมฆะนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

ส่วนปัญหาที่ผู้คัดค้านฎีกาขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและกำจัดผู้ร้องจากการเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบ มาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า ในพินัยกรรมไม่ได้ระบุให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 จึงเห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางมณีพร ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัย ผู้ตาย ร่วมกับนายวิวัฒน์ ผู้ร้อง ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1646 ม. 1647 ม. 1657 ม. 1727
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ว.
ผู้คัดค้าน — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ — นายธีรดนย์ วงษ์จักร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044/2567
#709404
เปิดฉบับเต็ม

แม้เอกสารหมาย ค.4 จะมีข้อความบางตอนเป็นตัวพิมพ์ โดยตอนบนตรงกลางมีหัวข้อพิมพ์ว่าหนังสือพินัยกรรม จากนั้นมีการพิมพ์ตัวหนังสือแล้วเว้นช่องว่างให้ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือกรอกข้อความเกี่ยวกับสถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม ชื่อ ที่อยู่ของผู้ทำพินัยกรรม และความประสงค์ในการจัดการทรัพย์สิน ซึ่งตามเอกสารปรากฏว่าผู้ตายได้เขียนรายละเอียดดังกล่าวด้วยลายมือ จากนั้นตอนท้ายมีข้อความพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์สรุปได้ว่า ผู้ตายได้พิมพ์ข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ โดยได้อ่านเข้าใจข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ทั้งหมดเห็นว่าถูกต้องตามเจตนาทุกประการ โดยไม่มีผู้ใดข่มขู่ จึงได้เขียนข้อความที่เป็นตัวกลางลงในหนังสือพินัยกรรมฉบับนี้ด้วยตนเองขณะที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ ผู้ตายสมัครใจทำหนังสือนี้เอง ปราศจากบุคคลอื่นใดข่มขู่ หรือทำโดยสำคัญผิด หรือถูกฉ้อฉลแต่อย่างใด โดยได้ทำหนังสือพินัยกรรมนี้ขึ้นไว้ 4 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันและเก็บรักษาไว้ที่ผู้คัดค้าน และมีลายมือชื่อผู้ตายลงไว้ในช่องที่พิมพ์ว่า ผู้ทำพินัยกรรม และผู้พิมพ์/ผู้เขียน เอกสารหมาย ค.4 จึงมีลักษณะเป็นคำสั่งสุดท้ายที่ผู้ตายแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนไว้โดยต้องการยกให้แก่บุคคลต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ อันจะเกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 และ 1647 จึงเป็นพินัยกรรมและเข้าลักษณะเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1657

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัย ผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า นายวิชัย ผู้ตาย เป็นบิดาของผู้คัดค้าน ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องจัดการทรัพย์มรดกโดยมิได้ทำตามพินัยกรรม ถือว่าจัดการมรดกฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้ามรดกและเป็นที่เสียหายแก่ผู้คัดค้าน ขอให้มีคำสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก รวมทั้งให้ผู้ร้องส่งมอบทรัพย์มรดกเข้ามาในกองมรดกเพื่อผู้คัดค้านจะได้รวบรวมแบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามพินัยกรรม และกำจัดผู้ร้องจากการเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายผู้ร้องไม่ยื่นคำคัดค้านศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำคัดค้าน (ที่ถูก คำร้อง) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิชัย ผู้ตาย ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2564 วันที่ 25 สิงหาคม 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกโดยอ้างว่าผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ วันที่ 4 ตุลาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จากนั้นผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการรวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท ตามคำแถลงรายงานการจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกต่อศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 เมษายน 2565 ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน กับให้กำจัดมิให้ผู้ร้องมีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกมีว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ค.4 ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมดังกล่าวยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 และ 1647 สาระสำคัญของพินัยกรรมคือคำสั่งครั้งสุดท้ายของผู้ตายเกี่ยวกับกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในเรื่องอื่นที่จะให้เกิดผลบังคับเมื่อตนตาย โดยมาตรา 1657 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้ กล่าวคือผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยลายมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน ซึ่งเมื่อพิจารณาเอกสารหมาย ค.4 แม้จะมีข้อความบางตอนเป็นตัวพิมพ์ โดยตอนบนตรงกลางมีหัวข้อพิมพ์ว่าหนังสือพินัยกรรม จากนั้นมีการพิมพ์ตัวหนังสือแล้วเว้นช่องว่างให้ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือกรอกข้อความเกี่ยวกับสถานที่ วัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม ชื่อ ที่อยู่ของผู้ทำพินัยกรรม และความประสงค์ในการจัดการทรัพย์สิน ซึ่งตามเอกสารปรากฏว่าผู้ตายได้เขียนด้วยลายมือระบุวัน เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรมรายละเอียดเกี่ยวกับรายการทรัพย์สินที่ต้องจัดการเมื่อตนถึงแก่ความตาย ทั้งมีการเขียนด้วยลายมือเดียวกันระบุว่าให้แบ่งปันทรัพย์สินรายการใดหรือสิทธิที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องจากความตายให้แก่ผู้ใด ความยาวประมาณเกือบ 3 หน้ากระดาษ จากนั้นตอนท้ายมีข้อความพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์สรุปได้ว่า ผู้ตายได้พิมพ์ข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ โดยได้อ่านเข้าใจข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ทั้งหมดเห็นว่าถูกต้องตามเจตนาทุกประการ โดยไม่มีผู้ใดข่มขู่ จึงได้เขียนข้อความที่เป็นตัวกลางลงในหนังสือพินัยกรรมฉบับนี้ด้วยตนเองขณะที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ ผู้ตายสมัครใจทำหนังสือนี้เอง ปราศจากบุคคลอื่นใดข่มขู่ หรือทำโดยสำคัญผิด หรือถูกฉ้อฉลแต่อย่างใด โดยได้ทำหนังสือพินัยกรรมนี้ขึ้นไว้ 4 ฉบับ มีข้อความถูกต้องตรงกันและเก็บรักษาไว้ที่ผู้คัดค้าน และมีลายมือชื่อผู้ตายลงไว้ในช่องที่พิมพ์ว่า ผู้ทำพินัยกรรม และผู้พิมพ์/ผู้เขียน เอกสารหมาย ค 4 มีลักษณะเป็นคำสั่งสุดท้ายที่ผู้ตายแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนไว้โดยต้องการยกให้แก่บุคคลต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ อันจะเกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายตามมาตรา 1646 และ 1647 จึงเป็นพินัยกรรมและเข้าลักษณะเป็นพินัยกรรมแบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา 1657 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าเอกสารหมาย ค.4 ตกเป็นโมฆะนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

ส่วนปัญหาที่ผู้คัดค้านฎีกาขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและกำจัดผู้ร้องจากการเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบ มาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า ในพินัยกรรมไม่ได้ระบุให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 จึงเห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางมณีพร ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัย ผู้ตาย ร่วมกับนายวิวัฒน์ ผู้ร้อง ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1646 ม. 1647 ม. 1657 ม. 1727
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ว.
ผู้คัดค้าน — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ — นายธีรดนย์ วงษ์จักร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด