คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3184/2560
#610616
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องฉบับแรกผู้ร้องมีความประสงค์ขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมทั้งหมด แต่คำร้องฉบับหลังเป็นการยื่นคำร้องเข้ามาโดยมีความประสงค์ขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมเพียงบางส่วนคือขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ข้อ 3 และข้อ 4 ส่วนสิทธิตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ยังเป็นของโจทก์เดิม อันหมายความได้ว่า โจทก์เดิมยังคงเป็นคู่ความในคดีหรือยังคงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับชำระหนี้ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ได้ต่อไป คำร้องฉบับหลังของผู้ร้องดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการขอเข้ามาในลักษณะเป็นโจทก์อีกคนหนึ่งหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคนหนึ่งโดยโจทก์เดิมก็ยังคงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเช่นเดียวกัน มิใช่เป็นการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมซึ่งมีผลทำให้โจทก์เดิมพ้นจากการเป็นคู่ความหรือพ้นจากการเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและทำให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้แทนอันเป็นการเข้าสวมสิทธิตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 แต่อย่างใด ซึ่งไม่มีกฎหมายใดอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาในคดีเพื่อเป็นโจทก์อีกคนหนึ่งหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคนหนึ่งในลักษณะเช่นนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้แก้ไขคำสั่งให้สวมสิทธิเดิมและยังคงคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม

จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 37,830,048.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 18,752,237.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงินวงเงินหนังสือค้ำประกัน 1,209,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 นำต้นฉบับหนังสือค้ำประกันคืนโจทก์หรือโจทก์ได้รับหนังสือยืนยันการหมดภาระผูกพันจากผู้รับประโยชน์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสี่ยังไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้แทนผู้สวมสิทธิโจทก์เดิม

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2558 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้ตรวจสอบคำสั่งดังกล่าวเปรียบเทียบกับสัญญาที่ผู้ร้องซื้อสินทรัพย์จากเจ้าหนี้แล้วพบว่าศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสวมสิทธิเกินกว่าข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องมีสิทธิ กล่าวคือ การซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในคดีนี้ ผู้ร้องซื้อเฉพาะส่วนของมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 เท่านั้น ส่วนมูลหนี้ค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันวงเงินจำนวน 1,209,900 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 นั้น ผู้ร้องไม่ได้สิทธิรับโอนมาจากโจทก์ ดังนั้น ในส่วนของมูลหนี้ตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิสวมสิทธิด้วยความพลั้งเผลอและหลงลืมของผู้ร้องที่ไม่ได้แสดงให้ทราบก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้สวมสิทธิ ขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งให้สวมสิทธิดังกล่าว เป็นว่าให้ผู้ร้องสามารถเข้าสวมสิทธิได้เฉพาะตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ข้อ 3 และข้อ 4 กล่าวคือ ให้มีสิทธิในส่วนของมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 และหากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องจนครบถ้วน รวมถึงให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความอย่างสูงแทนผู้ร้องด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและเป็นไปด้วยความถูกต้องทั้งไม่ทำให้คู่ความฝ่ายใดเสียเปรียบ และเป็นการขอแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คำสั่งศาลจึงถึงที่สุด มิอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องมิได้ระบุว่า ผู้ร้องไม่ได้รับโอนสิทธิในมูลหนี้ค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันวงเงิน 1,209,900 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 มาจากโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ เป็นการวินิจฉัยสั่งตรงตามคำขอในคำร้องของผู้ร้องแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวมิได้มีข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงแต่ประการใด แม้จะเกินกว่าที่ผู้ร้องมีสิทธิ การแก้คำวินิจฉัยในคำสั่งเดิมทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลจึงไม่อาจใช้ดุลพินิจแก้ไขคำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2556 และฉบับลงวันที่ 7 กันยายน 2558 เมื่อพิจารณาประกอบกันทั้งหมดแล้ว เห็นว่า ตามคำร้องฉบับแรกผู้ร้องมีความประสงค์ขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมทั้งหมด แต่คำร้องฉบับหลังเป็นการยื่นคำร้องเข้ามาโดยมีความประสงค์ขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมเพียงบางส่วนคือขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ข้อ 3 และข้อ 4 ส่วนสิทธิตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ยังเป็นของโจทก์เดิม อันหมายความได้ว่า โจทก์เดิมยังคงเป็นคู่ความในคดีหรือยังคงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับชำระหนี้ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ได้ต่อไป คำร้องฉบับหลังของผู้ร้องดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการขอเข้ามาในลักษณะเป็นโจทก์อีกคนหนึ่งหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคนหนึ่งโดยโจทก์เดิมก็ยังคงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเช่นเดียวกัน มิใช่เป็นการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมซึ่งมีผลทำให้โจทก์เดิมพ้นจากการเป็นคู่ความหรือพ้นจากการเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและทำให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้แทนอันเป็นการเข้าสวมสิทธิตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 แต่อย่างใด ซึ่งไม่มีกฎหมายใดอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาในคดีเพื่อเป็นโจทก์อีกคนหนึ่งหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคนหนึ่งในลักษณะเช่นนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้แก้ไขคำสั่งให้สวมสิทธิเดิมและยังคงคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมและศาลอุทธรณ์ยังคงพิพากษายืนมีผลทำให้ผู้ร้องยังสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมนั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — กรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิ
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชัยนาทศรีสุนันท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปาลิต สันทนาคณิต
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
สุนทร ทรงฤกษ์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3149/2560
#611084
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาการบริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์และจำเลย แม้จะมีลักษณะเป็นการจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 ที่มีการตกลงรับทำการงานสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนสำเร็จ เพื่อจะให้ได้สินจ้างจากงานที่ทำนั้นก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่าการรักษาพยาบาลร่างกายนั้น แม้ทั้งฝ่ายโรงพยาบาลหรือแพทย์ผู้ให้การรักษาและผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจะมีเจตนาเดียวกันโดยมุ่งผลสำเร็จของงานคือการหายจากอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ก็ตาม แต่เมื่อร่างกายไม่ใช่ทรัพย์สินหรือสิ่งของที่จะสามารถกำหนดได้ว่าการรับทำงานต้องสัมฤทธิ์ผลในการรักษาได้อย่างแน่นอน เพราะการรักษาต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าบาดแผลที่ได้รับ สภาพและอายุของผู้ป่วย ลักษณะของโรค ความยากง่ายในการรักษา เป็นต้น ดังนั้นการจะนำเอาผลสำเร็จของงานในการรับจ้างทำทรัพย์สินหรือสิ่งของมาใช้เป็นมาตรฐานเดียวกับการรักษาว่าจะต้องหายจากอาการเจ็บป่วยย่อมเปรียบเทียบกันไม่ได้ โดยจะต้องขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ ภาวะและวิสัย ทั้งของผู้ป่วย แพทย์ และลักษณะของโรคขณะที่ทำการรักษาเป็นกรณีไป ดังนั้น สัญญาบริการทางการแพทย์จึงไม่ใช่การจ้างทำของโดยแท้ แต่เป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งคู่สัญญาทำด้วยความสมัครใจ เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,887,121 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,120,164 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินที่จำเลยมอบให้โจทก์ทั้งหมดแก่จำเลยด้วย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,887,121 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,120,164 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กรกฎาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2548 จำเลยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ได้รับบาดเจ็บกระดูกแตกหักบริเวณสะโพก

เชิงกราน สันหลัง และกระดูกบริเวณอื่น ๆ อีกหลายแห่ง จำเลยได้เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล

ไรน์ลานด์ส เรวาลิดซี่ เซนทรัม ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ แต่ยังไม่หายเป็นปกติ ต่อมาจำเลยเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลโจทก์ระหว่างวันที่ 16 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2550 โดยจำเลยชำระค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายตั้งแต่เริ่มรักษาจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2549 ให้แก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 5,943,066 บาท ส่วนค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2549 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2550 เป็นเงิน 5,120,164 บาท ตามใบแจ้งค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จำเลยยังไม่ชำระ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคปรับลดค่ารักษาพยาบาลกับค่าใช้จ่ายค้างชำระที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า สัญญาการบริการทางการแพทย์ระหว่างโจทก์และจำเลย แม้จะมีลักษณะเป็นการจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ที่มีการตกลงรับทำการงานสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนสำเร็จ เพื่อจะให้ได้สินจ้างจากงานที่ทำนั้นก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่าการรักษาพยาบาลร่างกายนั้น แม้ทั้งฝ่ายโรงพยาบาลหรือแพทย์ผู้ให้การรักษาและผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจะมีเจตนาเดียวกันโดยมุ่งผลสำเร็จของงานคือการหายจากอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ก็ตาม แต่เมื่อร่างกายไม่ใช่ทรัพย์สินหรือสิ่งของที่จะสามารถกำหนดได้ว่าการรับทำงานต้องสัมฤทธิ์ผลในการรักษาได้อย่างแน่นอน เพราะการรักษาต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าบาดแผลที่ได้รับ สภาพและอายุของผู้ป่วย ลักษณะของโรค ความยากง่ายในการรักษา เป็นต้น ดังนั้นการจะนำเอาผลสำเร็จของงานในการรับจ้างทำทรัพย์สินหรือสิ่งของมาใช้เป็นมาตรฐานเดียวกับการรักษาว่าจะต้องหายจากอาการเจ็บป่วยย่อมเปรียบเทียบกันไม่ได้ โดยจะต้องขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ ภาวะและวิสัยทั้งของผู้ป่วย แพทย์ และลักษณะของโรคขณะที่ทำการรักษาเป็นกรณีไป ดังนั้น สัญญาบริการทางการแพทย์จึงไม่ใช่การจ้างทำของโดยแท้ แต่เป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งคู่สัญญาทำด้วยความสมัครใจ เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และไม่อาจนำเอาเฉพาะผลสำเร็จของงานมาเป็นตัวกำหนดค่าการงานที่ทำไปแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม ของค่ารักษาพยาบาลหรือค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาดังเช่นที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยมาได้ แต่การกำหนดค่าการงานที่ทำควรต้องพิจารณาถึงความปกติในการรักษาว่า การบาดเจ็บของผู้ป่วยจะต้องใช้แพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือไม่ ระยะเวลาในการรักษา ความจำเป็นหรือความเหมาะสมของการใช้ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์หรือผู้มีวิชาชีพทางพยาบาลในการบริบาลผู้ป่วยว่ามีเพียงใด เป็นต้น ซึ่งในกรณีของจำเลยนั้น ได้ความจากนางกนกนภัส พยานโจทก์ว่า หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุ จำเลยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์เป็นเวลา 4 เดือน แต่จำเลยยังไม่สามารถเดินได้ตามปกติเนื่องจากขาทั้งสองข้างไม่สมส่วนกัน กระดูกเชิงกรานโค้งงอ การเดินระยะใกล้ต้องใช้เครื่องช่วยพยุง การเดินระยะไกลต้องใช้รถเข็น มีการติดเชื้อบริเวณบาดแผลและกระดูกเชิงกรานและกระดูกบริเวณอื่น ๆ การทำงานของแขนขวาไม่ปกติ และในขณะที่จำเลยเข้ารับการรักษากับโจทก์ จำเลยอยู่ในภาวะที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ มีความเจ็บปวดของแผลเมื่อมีการเคลื่อนไหวและตลอดเวลาที่ทำการรักษาจำเลยมีสภาพจิตใจที่หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย ต้องให้การประคับประคองทางด้านจิตใจและให้ความช่วยเหลือเรื่องกิจวัตรประจำวันโดยใกล้ชิด มีการติดเชื้อที่กระดูกเชิงกรานและสะโพก ต้องทำการรักษาโดยการผ่าตัด ให้ยาปฏิชีวนะ ใส่โลหะเพื่อดามกระดูกและผ่าตัดใส่ข้อสะโพกเทียม ซึ่งสอดคล้องกับคำชี้แจงข้อเท็จจริงโดยละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการวินิจฉัยและการรักษาตลอดจนภาวะแทรกซ้อนในการดูแลรักษาจำเลย ที่นายแพทย์สุทร และนายแพทย์สิทธิพร แพทย์ผู้ทำการรักษาจำเลยเป็นผู้จัดทำขึ้น ซึ่งจำเลยไม่นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น แสดงให้เห็นว่า อาการของจำเลยที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกเชิงกรานและกระดูกสะโพกขวามีความรุนแรง ทั้งมีการติดเชื้อและต้องผ่าตัดหลายครั้ง ประกอบกับต้องมีการดูแลสภาพจิตใจของจำเลยที่เกิดจากความเจ็บปวดด้วยนั้น จึงเป็นกรณีที่ยากกว่าการรักษาโดยปกติทั่วไปถึงขนาดต้องมีการรักษาโดยใช้แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อโดยตรง ทั้งยังใช้ระยะเวลาในการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานาน เฉพาะที่รักษากับโจทก์ก็เป็นเวลาปีเศษและหลังจากนั้นจำเลยยังไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลธนบุรี และเมื่อตรวจสอบรายการในใบแจ้งค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นค่าแพทย์ ค่าบริการผู้ป่วย ค่าเวชภัณฑ์ ค่ายา

ค่ากายภาพบำบัด ค่าห้อง ค่าโทรศัพท์ ค่าอุปกรณ์การแพทย์ ค่าห้องผ่าตัด เป็นต้น ก็ล้วนแต่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลตามความจำเป็นและเหมาะสมในสถานการณ์ขณะทำการรักษาจำเลยทั้งสิ้น ประกอบกับจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าตามใบสรุปค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ค้างชำระ จำนวน 5,120,164 บาท ไม่ถูกต้องอย่างไรและการที่จำเลยเข้ารับการรักษากับโจทก์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทราบถึงค่ารักษาพยาบาลที่จะเกิดขึ้นว่ามากกว่าปกติทั่วไป

เมื่อเทียบกับการรักษากับโรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็กหรือโรงพยาบาลของรัฐอยู่ด้วยแล้ว เมื่อพิจารณาถึงการงานที่โจทก์จัดการเกี่ยวกับวิธีการรักษา ความเหมาะสมของการใช้ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือผู้มีวิชาชีพทางพยาบาลในการบริบาลจำเลยแล้ว ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จำนวน 5,120,164 บาท ตามฟ้องจึงเหมาะสมกับค่าการงานที่โจทก์ได้ทำแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาปรับลดค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายค้างชำระที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ลงมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และ

ชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอนงค์ภัทร์ ศัมภูพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายวิศณุ เลื่อมสำราญ
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3145/2560
#615086
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องสรุปว่า จำเลยจงใจอาศัยความมีชื่อเสียงเฉพาะสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อนแล้วไปลวงขายสินค้าหรือบริการให้แก่บุคคลอื่น โดยไม่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์คำว่า "RUSH" ซึ่งโจทก์ได้ใช้มาก่อนจำเลยในคำฟ้องด้วย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

การใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 46 วรรคสอง และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 46 วรรคสอง เป็นกรณีเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ไม่ได้จดทะเบียนสำหรับรายการที่กล่าวอ้างถึงฟ้องบุคคลอื่นซึ่งเอาสินค้าหรือบริการของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าหรือบริการของเจ้าของเครื่องหมายนั้น เมื่อคำฟ้องและทางนำสืบไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือโจทก์ร่วมใช้คำว่า "RUSH" เป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการสำหรับบริการจัดการอาหารและเครื่องดื่มหรือบาร์อาหารและเครื่องดื่มมาก่อนจำเลย โจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการที่ไม่ได้จดทะเบียนสำหรับบริการจัดการอาหารและเครื่องดื่มกับบาร์อาหารและเครื่องดื่ม ย่อมไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่ากิจการร้านอาหาร "รัช บาร์" หรือ "RUSH BAR" ของจำเลยเป็นกิจการบริการร้านอาหารของโจทก์ได้ การที่จำเลยประกอบกิจการร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม สุรา เบียร์ บุหรี่ โดยใช้ชื่อว่า "รัช บาร์" หรือ "RUSH BAR" จึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" ของโจทก์ด้วยการลวงขายโดยอาศัยความมีชื่อเสียงของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่าร้านอาหารของจำเลยเป็นกิจการบริการของโจทก์หรือโจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยหยุดและหรือแก้ไขการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" ร่วมกับชื่อร้าน "RUSH BAR" นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000,000 บาท นับแต่เดือนธันวาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะหยุดและหรือแก้ไขการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" กับร้าน "RUSH BAR" ของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทโมโน เจนเนอเรชั่น จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" สำหรับสินค้าจำพวกที่ 16 รายการสินค้า นิตยสาร ทะเบียนเลขที่ ค329322 คำขอเลขที่ 752861 ตามสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ต่อมาโจทก์จดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม ตามสัญญาซื้อขายทรัพย์สินลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 และสำเนารายการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยประกอบกิจการร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม สุรา เบียร์ บุหรี่ โดยใช้ชื่อว่า "รัช บาร์" และ "RUSH BAR" ตั้งอยู่ที่ถนนนิมมานเหมินทร์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตามสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2555 จำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "RUSH BAR" สำหรับบริการจำพวกที่ 43 รายการบริการ บริการจัดการอาหารและเครื่องดื่ม บาร์อาหารและเครื่องดื่ม ตามหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการทะเบียนเลขที่ บ56926 คำขอเลขที่ 864012

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า จำเลยเจตนาไม่สุจริตในการแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงเกียรติคุณจากเครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" ของโจทก์ ซึ่งโจทก์ในฐานะที่ใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "RUSH" มาก่อน ย่อมมีสิทธิห้ามมิให้จำเลยใช้คำดังกล่าวเป็นชื่อร้านค้าได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความโดยสรุปว่า จำเลยได้จงใจอาศัยความมีชื่อเสียงเฉพาะสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอยู่ก่อนแล้วไปลวงขายสินค้าหรือบริการให้แก่บุคคลอื่น โดยไม่ได้บรรยายฟ้องให้พอเข้าใจได้ซึ่งสภาพแห่งข้อหาเกี่ยวกับสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์คำว่า "RUSH" ซึ่งโจทก์ได้ใช้มาก่อนจำเลยในคำฟ้องด้วย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ข้ออุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 (เดิม) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมแต่เพียงว่า การที่จำเลยประกอบกิจการร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม สุรา เบียร์ บุหรี่ โดยใช้ชื่อว่า "รัช บาร์" และ "RUSH BAR" เป็นการลวงขายสินค้าหรือบริการของจำเลยให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่าเป็นบริการเช่นเดียวกันกับสินค้านิตยสารที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" ของโจทก์และโจทก์ร่วมอันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการที่จำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยการลวงขาย ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 46 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า การใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 46 วรรคสอง และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 46 วรรคสอง เป็นกรณีเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการสำหรับรายการสินค้าหรือรายการบริการที่กล่าวอ้างถึงฟ้องบุคคลอื่นซึ่งเอาสินค้าหรือบริการของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าหรือบริการของเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการนั้น เมื่อคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือโจทก์ร่วมได้ใช้คำว่า "RUSH" เป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการสำหรับบริการจัดการอาหารและเครื่องดื่ม หรือบาร์อาหารและเครื่องดื่มมาก่อนจำเลย โจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการที่ไม่ได้จดทะเบียนสำหรับบริการจัดการอาหารและเครื่องดื่มกับบาร์อาหารและเครื่องดื่ม เมื่อโจทก์หรือโจทก์ร่วมมิได้ประกอบกิจการบริการจัดการอาหารและเครื่องดื่มหรือบาร์อาหารและเครื่องดื่มโดยใช้เครื่องหมายบริการคำว่า "RUSH" ย่อมไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่ากิจการบริการร้านอาหาร "รัช บาร์" หรือ "RUSH BAR" ของจำเลยเป็นกิจการบริการร้านอาหารของโจทก์ได้ และแม้โจทก์จะจัดกิจกรรมทางการตลาด โดยจัดจ้างนางแบบและจัดประกวดหานางแบบประจำนิตยสาร "RUSH IDOL" ซึ่งนางแบบและผู้เข้าประกวด จะมีการสวมใส่เสื้อกล้ามซึ่งมีการพิมพ์เครื่องหมายคำว่า "RUSH" ไว้ที่อกเสื้อ โดยมีลักษณะเหมือนหัวนิตยสารของโจทก์ ตามเสื้อวัตถุพยาน และตัวอย่างเครื่องหมายที่ใช้พิมพ์นิตยสารรวมทั้งมีการจัดประชาสัมพันธ์ตามเทศกาลสำคัญ จัดงานเลี้ยงประจำเดือนสำหรับสมาชิกในวันเทศกาล และจัดคาราวานรถยนต์โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 500,000 บาท ตามภาพถ่ายนางแบบและงานกิจกรรมต่าง ๆ แต่กิจกรรมดังกล่าวได้จัดขึ้นเมื่อโจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและจำหน่ายสินค้านิตยสารโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" แก่สาธารณชนทั่วไปก่อนฟ้องคดีนี้เป็นระยะเวลาเพียง 3 ปีเศษ เท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" มีชื่อเสียงจนทำให้สาธารณชนทั่วไปรู้จักเป็นอย่างดีและเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค นอกจากนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่มีพยานที่เป็นสาธารณชนหรือผู้บริโภคที่เคยใช้บริการร้านจำหน่ายอาหารของจำเลยมาเบิกความยืนยันถึงความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของร้านอาหารของจำเลยกับสินค้านิตยสารของโจทก์และโจทก์ร่วม ดังนั้น การที่จำเลยประกอบกิจการร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม สุรา เบียร์ บุหรี่ โดยใช้ชื่อว่า "รัช บาร์" และ "RUSH BAR" จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "RUSH" ของโจทก์ด้วยการลวงขายโดยอาศัยความมีชื่อเสียงของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่าร้านอาหารของจำเลยเป็นกิจการบริการของโจทก์หรือโจทก์ร่วม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 46 วรรคสอง ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพลัสวันมีเดีย จำกัด
โจทก์ร่วม — บริษัทโมโน เจนเนอเรชั่น จำกัด
จำเลย — นายนุตพงษ์ ทองเลิศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสุจินต์ เจนพาณิชพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3144/2560
#613458
เปิดฉบับเต็ม

การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 จะเป็นสิทธิบัตรที่ได้ออกโดยชอบด้วย พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 หรือไม่ เห็นควรพิจารณาเป็นลำดับไปว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าวเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามมาตรา 5 (1) และมาตรา 6 หรือไม่ และมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นตามมาตรา 5 (2) และมาตรา 7 หรือไม่ ในประเด็นเรื่องการประดิษฐ์ขึ้นใหม่นั้น จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างงานที่ปรากฏอยู่แล้วกับรายละเอียดของการประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่นำสืบถึงงานที่ปรากฏอยู่แล้วนอกเหนือจากมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องปลูกอ้อย มอก. 1480 - 2540 และรายงานการตรวจค้นเพื่อประกอบการพิจารณาตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตร การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 จึงเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (1) และมาตรา 6 แล้ว ส่วนการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7 หรือไม่นั้น พยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในด้านวิศวกรรมการเกษตรและได้อ้างอิงหลักฐานทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ประกอบกับการประดิษฐ์เครื่องปลูกอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 จำเลยที่ 1 ไม่ได้คิดค้นอุปกรณ์ซึ่งเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ ขึ้นเอง แต่นำมาประกอบรวมเข้าด้วยกันไม่ปรากฏว่าระบบการทำงานของฐานใส่อ้อยและกล่องป้อนอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ได้ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพแตกต่างจากที่วางพาดอ้อย และช่องเสียบลำอ้อยทั่วๆ ไปอย่างไร เมื่อปรากฏเพียงว่าจำเลยที่ 1 เพิ่มปริมาณช่องป้อนต้นอ้อยให้มากขึ้น จึงเป็นการประดิษฐ์ที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานเครื่องจักรทางการเกษตร ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างถึงเรื่องการปรับระยะห่างของร่องนั้น เมื่อผู้ออกแบบเครื่องปลูกอ้อยสามารถปรับแต่งให้ได้ระยะตามที่ต้องการได้อยู่แล้ว ชุดโครงผาลชักร่องตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 จึงเป็นเพียงโครงสร้างสำหรับยึดเกาะให้แก่ชิ้นส่วนต่าง ๆ นำไปพ่วงกับรถแทรกเตอร์และมิได้มีลักษณะพิเศษเพิ่มเติม ทั้งเป็นโครงสร้างปกติพบได้ในเครื่องจักรกลการเกษตรชนิดต่าง ๆ ทั่วไป การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7 สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 จึงเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 5 (2) และมาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 ของจำเลยทั้งสองเป็นสิทธิบัตรที่ออกโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 และเพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ดังกล่าว ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 ของจำเลยทั้งสอง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายเครื่องมือการเกษตร ซึ่งรวมทั้งเครื่องปลูกอ้อย เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2546 จำเลยทั้งสองยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เครื่องปลูกอ้อย ต่อมาผู้อำนวยการสำนักสิทธิบัตรมีหนังสือถึงอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเพื่อขอให้ดำเนินการตรวจค้นเอกสารสำหรับใช้ประกอบในการพิจารณารับจดทะเบียนสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามสำเนาหนังสือสำนักสิทธิบัตร ที่พณ 0706/ 1202 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2549 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์แล้วปรากฏว่ามีเอกสารที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสำหรับการพิจารณาการประดิษฐ์ว่ามีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นหรือไม่ ได้แก่ (1) เอกสารจากเว็บไซต์ "agricoop.nic.in" ซึ่งเปิดเผยถึงชุดโครงผาลชักร่องที่ลากด้วยรถแทรกเตอร์ (2) เอกสารจากเว็บไซต์ "thehindu.com" ซึ่งเปิดเผยถึงเครื่องปลูกอ้อยที่ทำงานการลากด้วยรถแทรกเตอร์ที่สามารถตัดอ้อยเป็นท่อนๆ ด้วยขนาดที่เหมาะกับการปลูก ทำการชักร่อง โรยปุ๋ยรองพื้น กลบหน้าดิน สามารถปรับระยะห่างระหว่างร่องอ้อยได้ 83 ถึง 100 เซนติเมตร (3) เอกสารสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา เลขที่ 4,084,465 ซึ่งเปิดเผยถึงเครื่องปลูกอ้อยที่ทำงานด้วยการลากด้วยรถแทรกเตอร์ ที่สามารถบรรทุกต้นอ้อยได้จำนวนหนึ่ง แล้วทำการตัดอ้อยเป็นท่อน ๆ ด้วยขนาดที่เหมาะกับการปลูกแล้ว จึงลำเลียงท่อนอ้อยลงในร่องที่ขุดเตรียมไว้แล้วเพื่อทำการปลูก นายถนอมศักดิ์ พนักงานเจ้าหน้าที่สำนักสิทธิบัตรมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ว่า สาระสำคัญของการประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรตามลักษณะที่ระบุในข้อถือสิทธิมีลักษณะใกล้เคียงกับเอกสารสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,084,465 และเอกสารจากเว็บไซต์ "thehindu.com" จนถือได้ว่าการประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น หากจำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาดังกล่าวให้ชี้แจงเหตุผลเพื่อประกอบการพิจารณา ตามสำเนาหนังสือสำนักสิทธิบัตร ที่ พณ 0706/06 - 011107 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 จำเลยที่ 1 มีหนังสือชี้แจงว่าการประดิษฐ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรเป็นเครื่องมือเอนกประสงค์ต่อยอดจากเครื่องปลูกอ้อย พัฒนาเป็นเครื่องมืออื่น ๆ ได้อีก ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ในข้อถือสิทธิ แตกต่างจากการประดิษฐ์ตามเอกสารอ้างอิงทั้งสองฉบับในหลายประเด็น มีชิ้นส่วนที่แตกต่างกันประกอบด้วยชุดจานใบผาลหมุน (ใหญ่) ชุดจานใบผาลหมุน (เล็ก) ชุดล้อกดหน้าดิน ชุดจานล้อคัดท้ายพร้อมใบปาดดิน และชุดล้อสั่งงาน การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,084,465 เป็นเครื่องปลูกอ้อยแบบลากจูง ใช้ปลูกอ้อยได้เพียงอย่างเดียว และการประดิษฐ์ตามเอกสารจากเว็บไซต์ "thehindu.com" มีลักษณะใบแถกร่องคู่ (ลักษณะแบบใบหัวหมู) ใช้ปลูกอ้อยได้เพียงอย่างเดียว อีกทั้งเอกสารอ้างอิงดังกล่าวไม่ได้เปิดเผยถึงการแก้ปัญหาในลักษณะเช่นเดียวกับที่คำขอรับสิทธิบัตรแสดงไว้ การประดิษฐ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรมีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม ประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น จึงถือว่ามีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตามสำเนาหนังสือชี้แจงเหตุผลประกอบการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตร ลงวันที่ 23 มกราคม 2550 ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2552 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกสิทธิบัตรการประดิษฐ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ตามสำเนาสิทธิบัตรการประดิษฐ์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 เป็นสิทธิบัตรที่ได้ออกโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 หรือไม่ ซึ่งเห็นควรพิจารณาเป็นลำดับไปว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าวเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามมาตรา 5 (1) และมาตรา 6 หรือไม่ และมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นตามมาตรา 5 (2) และมาตรา 7 หรือไม่ ในประเด็นเรื่องการประดิษฐ์ขึ้นใหม่นั้น จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างงานที่ปรากฏอยู่แล้วกับรายละเอียดของการประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของจำเลยทั้งสอง งานที่ปรากฏอยู่แล้วที่โจทก์ทั้งสองอ้างอิง ได้แก่ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องปลูกอ้อย มอก.1480- 2540 ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และโจทก์ทั้งสองมีนางดาเรศร์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และนายกสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย มาเบิกความเป็นพยานว่า กระบวนการยกร่างมาตรฐานอุตสาหกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนปี 2540 ประมาณ 1 ถึง 2 ปี เครื่องปลูกอ้อยดังกล่าวมีส่วนประกอบคือ (1) ชุดพ่วงส่วนที่ติดอุปกรณ์ (2) อุปกรณ์เปิดร่อง ได้แก่ หัวผาล ใบผาล และแผ่นกันดินเพื่อป้องกันไม่ให้ดินตกลงไปในร่อง (3) อุปกรณ์ปลูก ได้แก่ ที่วางพาดลำอ้อย ช่องเสียบลำอ้อย เครื่องตัด ล้อขับเครื่องตัด ช่องปล่อยท่อนอ้อย อุปกรณ์กวาดดินกลบท่อนพันธุ์ และล้ออัดดิน แต่เครื่องปลูกอ้อยตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 ประกอบด้วย ชุดฐานใส่อ้อย (1) ชุดโครงผาลชักร่อง (2) ชุดล้อขับ (3) ชุดจานผาลหมุน (4) ชุดกล่องป้อนอ้อย (7) ชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมี (8) ชุดล้อกดหน้าดิน (9) และชุดถังปุ๋ย (11) เมื่อเปรียบเทียบเครื่องปลูกอ้อยตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.1480 - 2540 และการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 แล้ว มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปลูกอ้อย มอก.1480 - 2540 อุปกรณ์เปิดร่องซึ่งใช้เปิดหน้าดินให้เป็นร่องมีลักษณะแบบหัวหมู ล้อขับเครื่องตัดมีจำนวน 2 ล้อ คล้ายล้อรถไถนาแบบเดินตาม ช่องเสียบลำอ้อยมีช่องเดียว และอุปกรณ์กวาดดินกลบท่อนพันธุ์มีลักษณะเป็นแผ่นเหล็กคล้ายพลั่ว แต่การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 อุปกรณ์เปิดร่องเป็นจานผาลหมุนติดตั้งบนชุดโครงผาล ล้อขับมีล้อเดียว ลักษณะเป็นแกนเพลายึดติดระหว่างกึ่งกลางเหล็กเส้นวงกลม และมีเดือยยื่นออกสลับระหว่างกึ่งกลางและขอบนอกเหล็กเส้นวงกลม ชุดกล่องป้อนอ้อยแบ่งเป็นสองช่อง และอุปกรณ์กวาดดินกลบท่อนพันธุ์มีลักษณะแบบจานผาลหมุน ดังนั้นแม้เครื่องปลูกอ้อยตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.1480 - 2540 และการประดิษฐ์เครื่องปลูกอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 จะมีหลักการทำงานคล้ายคลึงกัน แต่รูปแบบหรือรายละเอียดของการทำงาน รวมทั้งอุปกรณ์มีความแตกต่างกัน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าการประดิษฐ์เครื่องปลูกอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 แตกต่างจากเครื่องปลูกอ้อยตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.1480 - 2540 อันเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบการประดิษฐ์ดังกล่าวกับงานจำนวน 3 รายการ ซึ่งเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว ตามรายงานการตรวจค้นเพื่อประกอบการพิจารณาตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรปรากฏผลดังนี้ (1) งานตามเอกสารของเว็บไซต์ "agricoop.nic.in" เป็นชุดโครงผาลชักร่องที่ถูกลากด้วยรถแทรกเตอร์ (tractor mounted disc harrow) ซึ่งประกอบด้วยจานจำนวน 2 ชุด (two gangs of discs) จานชุดแรกด้านหน้าทำหน้าที่ชักร่องในดิน จานชุดที่ 2 ด้านหลังทำหน้าที่กลบหน้าดิน งานดังกล่าวไม่มีอุปกรณ์อื่นๆ ประกอบในอันที่จะแสดงว่าเป็นเครื่องปลูกอ้อย จึงแตกต่างจากการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงในเรื่องการปลูกอ้อย (2) งานตามเอกสารของเว็บไซต์ "thehindu.com" ซึ่งมีข้อความโดยสรุปว่า งานที่เครื่องปลูกอ้อย (sugarcane planter) ซึ่งลากโดยรถแทรกเตอร์ทำคือ ตัดท่อนพันธุ์ (sett cutting) เปิดร่องดิน (furrow opening) โรยปุ๋ย (fertilizer placement) และกลบท่อนพันธุ์ (covering setts) เครื่องปลูกอ้อยแบบสองแถวประกอบด้วยลูกกลิ้งที่หมุนเข้าหากันสองคู่ (two twin counter rotating rollers) อุปกรณ์ทำร่อง 2 อัน (two ridger bottoms) กล่องปุ๋ย (fertilizer box) และใบพลั่วสำหรับปิดร่องดิน (furrow closing shovels) ท่อนพันธุ์อ้อยทั้งหมดวางตั้งอยู่บนเครื่องปลูกอ้อย ใบมีดติดกับลูกกลิ้งที่หมุนเข้าหากันซึ่งขับเคลื่อนด้วยเพลาของรถแทรกเตอร์ (driven by the tracto power take off shaft) จากข้อความดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าอุปกรณ์ทำร่อง และอุปกรณ์กวาดดินกลบท่อนพันธุ์มีลักษณะเป็นจานผาลหมุน จึงมีลักษณะสำคัญที่ต่างจากการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 (3) งานตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,084,465 ซึ่งเป็นเครื่องปลูกอ้อย (sugar cane planting machine) ที่มีล้อระบบไฮดรอลิก และเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ที่ลากจูง เครื่องปลูกอ้อยดังกล่าวจะบรรทุกและขนท่อนอ้อยขนาดยาว แล้วทำการตัดให้ได้ขนาดที่จะใช้ปลูกได้ (plantable sizes) แล้วส่งลงไปยังร่องดินที่เตรียมไว้ด้านล่าง ( pre-formed furrows in the ground below) เครื่องปลูกอ้อยดังกล่าวจึงเป็นเพียงเครื่องตัดอ้อยให้เป็นท่อนแล้วลำเลียงสู่ร่องดินโดยปราศจากอุปกรณ์เปิดร่อง โรยปุ๋ย กลบท่อนอ้อย กลบปุ๋ย และกดหน้าดิน จึงแตกต่างจากการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่นำสืบถึงงานที่ปรากฏอยู่แล้วนอกเหนือจากมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมเครื่องปลูกอ้อย มอก. 1480 - 2540 และรายงานการตรวจค้นเพื่อประกอบการพิจารณาตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตร จึงรับฟังได้ว่าการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (1) และมาตรา 6 แล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เครื่องปลูกอ้อยของจำเลยทั้งสองเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ส่วนนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7 หรือไม่ ในประเด็นเรื่องขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นนั้น จำเลยที่ 1 เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานสรุปได้ว่า เมื่อปี 2542 เกษตรกรชาวไร่อ้อยประสบปัญหาขาดทุนจากการทำไร่อ้อยเนื่องจากราคาอ้อยตกต่ำ ต้นทุนการปลูกอ้อยสูง ได้รับผลผลิตต่อไร่น้อย ทำให้ปลูกอ้อยน้อยลง บริษัทอุตสาหกรรมอ่างเวียน จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา นำเครื่องปลูกอ้อยที่นายทุนทำการผลิตมาใช้ปลูกอ้อย เครื่องปลูกอ้อยดังกล่าวมีลักษณะ 1 ช่อง ป้อนต้นอ้อย ปลูกอ้อยแบบร่องเดี่ยว ความห่างของร่อง 120 ถึง 130 เซนติเมตร ไม่สามารถปรับความถี่ห่างของแนวร่องปลูกอ้อยได้ อ้อยเกิดเบาบาง ได้รับผลผลิตเพียง 7 ถึง 8 ตัน ต่อไร่เท่านั้น จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยได้ จำเลยที่ 1 นำชุดโครงผาลชักร่อง ลักษณะแบบจานผาลหมุนที่จำเลยที่ 1 ออกแบบประดิษฐ์มาตั้งแต่ปี 2527 ที่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยมีใช้อยู่ก่อนแล้ว มาต่อยอดทำให้เป็นเครื่องปลูกอ้อย เครื่องปลูกอ้อยของจำเลยที่ 1 มีทั้งแบบร่องปลูกอ้อยเดี่ยวที่สามารถปรับความถี่ห่างของร่องได้ตามที่ต้องการ กับแบบร่องปลูกอ้อยคู่แยกส่วนล่างออกจากกัน ระยะความห่างประมาณ 40 เซนติเมตร สามารถเพิ่มผลผลิตได้ถึง 23 ถึง 25 ตัน ต่อไร่ เมื่อพิจารณาภูมิหลังของศิลปะหรือวิทยาการที่เกี่ยวข้องและลักษณะและความมุ่งหมายของการประดิษฐ์ของสิทธิบัตรเลขที่ 25271 แล้วพบว่าจำเลยที่ 1 ต้องการแก้ไขปัญหาดังนี้ (1) ปลายแหลมของใบหัวหมูจะไปสะดุดรากไม้ ตอไม้ใต้ดิน ก้อนหิน หรือเหง้าอ้อยในแปลงปลูกอ้อยเดิม ทำให้ติดขัด พื้นผิวดินในแปลงปลูกอ้อยมีความชื้นสูง ดินเกาะติดส่วนด้านหน้าใบหัวหมูจนไม่สามารถเปิดหน้าดินอย่างต่อเนื่องได้ ทำให้เสียเวลาทำงานเพิ่มขึ้น และสิ้นเปลืองพลังงานเชื้อเพลิงเพราะเครื่องปลูกอ้อยมีน้ำหนักมากในขณะทำการลาก ต่างจากการใช้ชุดจานผาลหมุน และชุดล้อขับที่ช่วยให้เบาแรงของเครื่องยนต์ในขณะทำการลาก (2) กรณีเครื่องปลูกอ้อยแบบเดิมที่ไม่สามารถปรับระยะความถี่ห่างของร่องปลูกอ้อยได้ (3) ชุดใบกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยแต่เดิมใช้เหล็กแผ่นงอโค้งลักษณะใบพลั่วปาดดินเข้าหากัน การกลบท่อนอ้อยและปุ๋ยเคมีทำได้เป็นช่วงๆ ไม่ต่อเนื่อง เพราะดินเกาะติดที่ใบพลั่ว การพลิกดินไม่ดีพอ หรือสะดุดก้อนดิน ก้อนหิน หรือเหง้าอ้อยที่ยังไม่เน่าเปื่อย ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ประดิษฐ์เครื่องปลูกอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ซึ่งประกอบด้วย ชุดฐานใส่อ้อย (1) ชุดโครงผาลชักร่อง (2) ชุดล้อขับ (3) ชุดจานผาลหมุน (4) ชุดกล่องป้อนอ้อย (7) ชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมี (8) ชุดล้อกดหน้าดิน (9) และชุดถังปุ๋ย (11) นางดาเรศร์ พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยาน สรุปได้ว่า ชุดฐานใส่อ้อย (1) มีลักษณะที่พบได้ในเครื่องปลูกอ้อยทั้งในและต่างประเทศ และในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปลูกอ้อย มอก. 1480 - 2540 ชุดโครงผาลชักร่อง (2) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสากล (ISO 730) และมีการกำหนดในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เรื่องมิติพ่วงแบบสามจุดสำหรับแทรกเตอร์แบบล้อยางเพื่อการเกษตร มอก. 983 - 2533 ชุดล้อขับ (3) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันโดยทั่วไปในการควบคุมเพลาที่ต้องการให้หมุนเฉพาะเมื่อรถแทรกเตอร์เคลื่อนที่ มักใช้ในเครื่องจักรกลการเกษตรประเภทเครื่องหยอดเมล็ดพืช เครื่องใส่ปุ๋ย เครื่องใส่สารเคมีกำจัดแมลง ชุดจานผาลหมุน (4) เป็นอุปกรณ์เปิดดินที่พบในตำราทางวิศวกรรมเกษตร ชุดกล่องป้อนอ้อย (7) มีลักษณะรูปทรงพื้นฐานที่ใช้กันมานานและมีกำหนดในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปลูกอ้อย มอก. 1480 - 2540 ชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมี (8) พบในเครื่องปลูกพืชทั่วไปและตำราทางวิศวกรรมเกษตร ชุดล้อกดหน้าดิน (9) พบในตำราทางวิศวกรรมเกษตร และมีกำหนดในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปลูกอ้อย มอก. 1480 - 2540 และชุดถังปุ๋ย (11) เป็นอุปกรณ์ที่มีการใช้กันโดยทั่วไป และพบในตำราทางวิศวกรรมเกษตร ตามรายงานผลการตรวจค้นการประดิษฐ์ "เครื่องปลูกอ้อย" ตามคำขอรับสิทธิบัตร เลขที่คำขอ 086021 ลงวันที่ 23 กันยายน 2546 เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในด้านวิศวกรรมการเกษตร และอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ประกอบกับจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 ออกแบบเครื่องปลูกอ้อย มีเกษตรกรใช้เครื่องปลูกอ้อยอยู่ก่อนแล้ว แต่ได้ผลผลิตอัตราต่อไร่ต่ำ แม้จำเลยที่ 1 เบิกความว่าจำเลยที่ 1 ออกแบบประดิษฐ์ชุดโครงผาลชักร่อง ลักษณะแบบจานผาลหมุนมาตั้งแต่ปี 2527 แต่ก็ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ในการประดิษฐ์เครื่องปลูกอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 จำเลยที่ 1 ไม่ได้คิดค้นอุปกรณ์ซึ่งเป็นส่วนประกอบต่างๆขึ้นเอง แต่นำมาประกอบรวมเข้าด้วยกัน กรณีต้องพิจารณาต่อไปว่าการที่จำเลยที่ 1 นำชุดฐานใส่อ้อย (1) ชุดโครงผาลชักร่อง (2) ชุดล้อขับ (3) ชุดจานผาลหมุน (4) ชุดกล่องป้อนอ้อย (7) ชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมี (8) ชุดล้อกดหน้าดิน (9) และชุดถังปุ๋ย (11) มาใช้กับเครื่องปลูกอ้อย ทำให้การประดิษฐ์ของจำเลยที่ 1 มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นหรือไม่ โดยเห็นควรแยกพิจารณาอุปกรณ์แต่ละส่วนดังนี้ (ก) ชุดฐานใส่อ้อย (1) และชุดกล่องป้อนอ้อย (7) ตามข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ระบุเกี่ยวกับชุดฐานใส่อ้อยว่า มีลักษณะโครงรูปสี่เหลี่ยม ด้านหลังข้างขวาหักมุม 90 องศา ด้านล่างของชุดฐานใส่อ้อยเชื่อมติดขอบฐานโดยเหล็กฉาก ขอบฐานด้านนอกเชื่อมติดโดยรอบด้วยเหล็กแบน พื้นของชุดฐานใส่อ้อยใช้เหล็กแบนเชื่อมติดพร้อมคั่นเป็นช่องๆ ด้วยเหล็กแบน และระบุเกี่ยวกับชุดกล่องป้อนอ้อยว่า มีลักษณะส่วนด้านบนทรงสี่เหลี่ยม ส่วนด้านล่างทรงพีระมิด ประกอบด้วยฝาปิดที่เป็นพื้นที่สี่เหลี่ยม เจาะรูขอบมุมทั้งสี่ด้านยึดด้วยนอตบริเวณกึ่งกลาง ยกฐานสูงขึ้นแบ่งเป็นช่องสองช่อง นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เบิกความทำนองว่า กรณีปลูกแบบร่องเดียว มีช่องป้อนต้นอ้อยจำนวน 2 ช่อง กรณีปลูกแบบร่องคู่ มีช่องป้อนต้นอ้อยจำนวน 4 ช่อง แยกส่วนล่างออกจากกัน ระยะความห่างประมาณ 40 เซนติเมตรซึ่งเรื่องระยะความห่างนี้ จำเลยที่ 1 เบิกความด้วยว่า ได้ศึกษาวิธีการปลูกอ้อยพบว่า ความห่างของร่องประมาณ 41 เซนติเมตร ต้นอ้อยงอกอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน เจริญเติบโตได้ดี ได้รับผลผลิตมากที่สุด เห็นว่า ชุดฐานใส่อ้อยและชุดกล่องป้อนอ้อยมีลักษณะเช่นเดียวกับ ที่วางพาดลำอ้อย และช่องเสียบลำอ้อย ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปลูกอ้อย มอก.1480 - 2540 และตามเอกสารจากเว็บไซต์ thehindu.com แนบท้ายรายงานการตรวจค้นเพื่อประกอบ การพิจารณาตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตร แสดงภาพการป้อนอ้อยในแนวตั้ง และมีข้อความว่า ผู้ปฏิบัติงานสองคนซึ่งนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่บนโครงของเครื่องปลูกอ้อย ป้อนอ้อยทั้งหมดผ่านช่องนำอ้อยสู่ด้านล่าง (chutes) ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าระบบการทำงานของฐานใส่อ้อยและกล่องป้อนอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ได้ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพแตกต่างจากที่วางพาดอ้อย และช่องเสียบลำอ้อยทั่วๆ ไปอย่างไร เมื่อปรากฏเพียงว่าจำเลยที่ 1 เพิ่มปริมาณช่องป้อนต้นอ้อยให้มากขึ้น จึงเป็นการประดิษฐ์ที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานเครื่องจักรทางการเกษตร (agricultural machinery) ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างถึงเรื่องการปรับระยะห่างของร่องนั้น เมื่อผู้ออกแบบเครื่องปลูกอ้อยสามารถปรับแต่งให้ได้ระยะตามที่ต้องการได้อยู่แล้ว ดังเช่นที่ปรากฏตัวอย่างตามเอกสารจากเว็บไซต์ "thehindu.com" แนบท้ายรายงานการตรวจค้นเพื่อประกอบการพิจารณาตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตร ซึ่งระบุว่าเครื่องปลูกอ้อยสามารถปรับระยะห่างระหว่างร่องจาก 830 มิลลิเมตร ถึง 1,000 มิลลิเมตร กรณีจึงเป็นเรื่องปกติ (ข) ชุดโครงผาลชักร่อง (2) และชุดจานผาลหมุน (4) ตามข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ระบุเกี่ยวกับโครงผาลชักร่อง และชุดจานผาลหมุนว่า ชุดจานผาลชักร่องมีลักษณะคานคู่ วางขนาน ส่วนปลายทั้งสองด้านติดตั้งชุดจานผาลหมุนที่ปรับเลื่อนได้ ระหว่างกึ่งกลางส่วนด้านล่างชุดโครงผาลชักร่องมีชุดล้อขับติดตั้งอยู่ด้วยแกนเพลาและฐานยึดลูกปืนตุ๊กตา โดยปลายแกนเพลาด้านหนึ่งหมุนเข้ากับเฟืองขับโซ่ส่งกำลังไปที่ชุดเฟืองรับกำลังหน้าโดยโซ่หมุนไปที่เฟืองซึ่งยึดติดระหว่างแกนเพลาติดตั้งที่ด้านบนส่วนหน้าชุดโครงผาลชักร่อง ดังนั้นชุดโครงผาลชักร่องตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 จึงเป็นเพียงโครงสร้างสำหรับยึดเกาะให้แก่ชิ้นส่วนต่างๆ นำไปพ่วงกับรถแทรกเตอร์และมิได้มีลักษณะพิเศษเพิ่มเติม ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของนางดาเรศร์ พยานโจทก์ทั้งสองว่า ลักษณะของโครงผาลชักร่องตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 เป็นโครงสร้างปกติ พบได้ในเครื่องจักรกลการเกษตรชนิดต่าง ๆ ทั่วไป ที่จำเลยที่ 1 นำชุดโครงผาลชักร่องดังกล่าวมาใช้กับเครื่องปลูกอ้อย จึงเป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานเครื่องจักรทางการเกษตร ส่วนชุดจานผาลหมุนนั้น การที่จำเลยที่ 1 เปลี่ยนอุปกรณ์เปิดดินจากหัวหมูชักร่องเป็นจานผาลหมุนซึ่งเป็นอุปกรณ์เปิดดินอีกชนิดหนึ่ง จึงเป็นเรื่องที่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานเครื่องจักรทางการเกษตรสามารถคาดหมายได้โดยง่าย ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจานผาลหมุนตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 สามารถปรับเลื่อน เพิ่มเติมและปรับองศาได้นั้น ปรากฏว่าการปรับแต่งดังกล่าวสามารถกระทำได้โดยสภาพของจานผาลอยู่แล้ว ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ นอกจากนี้การที่สิทธิบัตรเลขที่ 25271 ระบุถึงปัญหาของการใช้เครื่องปลูกอ้อยว่า ใบหัวหมูทำให้ไม่สามารถทำการปลูกได้อย่างต่อเนื่องเพราะปลายแหลมของใบหัวหมูสะดุดรากไม้ ตอไม้ใต้ดิน ก้อนหิน หรือเหง้าอ้อยในแปลงปลูกอ้อยเดิม ทำให้ติดขัด ดินเกาะติดส่วนหน้าใบหัวหมู ทำให้ไม่สามารถเปิดดินได้อย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถปรับระยะความถี่ห่างของร่องปลูกอ้อยได้ กลับปรากฏความเห็นของนางดาเรศร์ในรายงานโต้แย้งว่า อุปกรณ์เปิดร่องแบบผาลทำให้ผาลสามารถกลิ้งข้ามสิ่งกีดขวางได้จริง แต่จะมีผลเสียมากกว่า เนื่องจากท่อนพันธุ์จะลอยบนพื้นไม่ฝังดินและท่อนพันธุ์จะเสียหายรวมทั้งอ้อยไม่งอก แต่แบบหัวหมูชักร่องสามารถเชื่อมั่นได้ว่าท่อนพันธุ์จะถูกวางลงในดินในระดับความลึกที่ต้องการได้อย่างสม่ำเสมอเท่ากัน กับถูกกลบด้วยความหนาของดินที่เท่ากันและหนาตามความต้องการของผู้ใช้ได้ จึงไม่ควรนับเป็นการออกแบบที่ดีขึ้น เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบแสดงหลักฐานเปรียบเทียบการใช้เครื่องปลูกอ้อยที่ใช้หัวหมูชักร่อง กับการใช้จานผาลหมุนเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ว่าการใช้จานผาลหมุนทำให้ได้ผลผลิตอ้อยดีกว่าแบบหัวหมูชักร่องอย่างไร อีกทั้งแบบหัวหมูชักร่องยังเป็นอุปกรณ์เปิดดินประเภทที่สอดคล้องกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปลูกอ้อย มอก. 1480 - 2540 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ออกมาเพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดแก่ประชาชน ข้อเท็จจริงจึงยังไม่อาจรับฟังตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าการใช้จานผาลหมุนตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 มีประสิทธิภาพดีกว่าอุปกรณ์เปิดดินแบบเดิม (ค) ชุดล้อขับ (3) ตามข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ระบุเกี่ยวกับชุดล้อขับว่ามีลักษณะเป็นแกนเพลา ยึดติดระหว่างกึ่งกลางเหล็กเส้นวงกลม มีเดือยยื่นออกสลับระหว่างกึ่งกลางและขอบนอกเหล็กเส้นวงกลม โดยแกนเพลาสวมเข้าระหว่างกึ่งกลางหน้าแปลนที่มีเหล็กค้ำยันยึดกับเหล็กเส้นวงกลมที่ปลายแกนเพลาด้านหนึ่งเป็นเกลียวนอกเกลียวซ้าย เห็นว่า ชุดล้อขับตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ทำหน้าที่ช่วยรับน้ำหนักของเครื่องปลูกอ้อยและขับเคลื่อนกลไกการตัด (cutter machanism) ชุดล้อขับจะหมุนเฟืองขับโซ่ที่ยึดติดปลายแกนเพลาชุดล้อขับให้หมุนตาม และส่งกำลังขึ้นไปที่เฟืองรับกำลังหน้าโดยใช้โซ่ หลักการทำงานเป็นการควบคุมเพลาให้หมุนเฉพาะเมื่อรถแทรกเตอร์เคลื่อนที่เหมือนกับ "Ground Wheel" ซึ่งนางดาเรศร์พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า "Ground Wheel" ดังกล่าวใช้กับเครื่องจักรกลการเกษตรต่าง ๆ นอกจากนี้ตามภาพถ่ายเอกสารแนบที่ 4 ท้ายรายงาน แสดงภาพล้อเหล็กที่มีเดือย ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 นำล้อเหล็กที่มีเดือยซึ่งมีผู้ใช้กับเครื่องจักรกลการเกษตรชนิดอื่นมาใช้กับเครื่องปลูกอ้อยแทนล้อยาง ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับเครื่องจักรทางการเกษตรคาดหมายได้อยู่แล้ว (ง) ชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมี (8) และชุดล้อกดหน้าดิน (9) ตามข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ระบุเกี่ยวกับชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมีว่า ประกอบด้วยแกนเพลาที่ปลายแกนเพลาด้านหนึ่งเชื่อมติดเข้ากับเหล็กแบน มีรูเจาะระหว่างกึ่งกลางแกนเพลางอประมาณ 30 องศา มีฐานยึดปลายแกนเกลียวและฐานยึดปลายปลอกเกลียวส่วนปลายเชื่อมติดหน้าแปลนยึดเข้ากับหน้าแปลน จานผาลกลบด้วยนอต และระบุเกี่ยวกับชุดล้อกดหน้าดินว่าประกอบด้วยแกนเพลาที่ปลายแกนเพลาด้านหนึ่งเชื่อมติดเหล็กแบน เจาะรูประกบเข้ากับฐานยึดปลายแกนเพลาเชื่อมติดฐานยึดล้อกดหน้าดินที่มีล้อกดหน้าดินลักษณะทรงกระบอก หน้าตัดมีเดือยยื่นออกสลับ ระหว่างขอบนอกแกนเพลาสวมเข้าตรงจุดศูนย์กลางพร้อมลูกปืนและนอตยึดรวมทั้งเหล็กขูดดิน เห็นว่า สำหรับชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมี (8) นั้น การที่จำเลยที่ 1 ใช้จานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมีกับเครื่องปลูกอ้อย และใช้ล้อกดหน้าดินนั้นโดยหลักการทำงานยังคงเป็นการกลบและปิดหน้าดินเช่นเดิม และการเปลี่ยนมีเพียงชนิดของอุปกรณ์ในการกลบหรืออุปกรณ์ปิดหน้าดิน ถือได้ว่าเป็นการประดิษฐ์ที่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานเครื่องจักรทางการเกษตร (จ) ชุดถังปุ๋ย (11) ตามข้อถือสิทธิของสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ระบุเกี่ยวกับชุดถังปุ๋ยว่ามีลักษณะด้านบนทรงสี่เหลี่ยมด้านล่างทรงกรวยด้านบนมีฝาปิดด้านล่างยึดติดกับท่อปลายเปิดซึ่งสวมเข้ากับแกนเพลาเกลียวโรยปุ๋ยที่มีเกลียว โรยปุ๋ยลักษณะเป็นเกลียวซ้าย ขวา เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 นำชุดถังปุ๋ยซึ่งทำงานในหลักการเดียวกันมาใช้กับเครื่องปลูกอ้อย จึงเป็นการประดิษฐ์ที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความรู้เชี่ยวชาญในระดับสามัญสำหรับงานเครื่องจักรทางการเกษตร ดังนั้นเมื่อพิจารณาส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครื่องตัดอ้อยตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ทั้งหมดแล้ว เห็นว่า การประดิษฐ์ชุดฐานใส่อ้อย ชุดโครงผาลชักร่อง ชุดล้อขับ ชุดจานผาลหมุน ชุดกล่องป้อนอ้อย ชุดจานผาลกลบท่อนอ้อยกลบปุ๋ยเคมี ชุดล้อกดหน้าดิน และชุดถังปุ๋ย ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความรู้เชี่ยวชาญในระดับสามัญสำหรับงานเครื่องจักรทางการเกษตร และการที่จำเลยที่ 1 นำอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมารวมเข้าด้วยกัน ไม่ก่อให้เกิดผลทางเทคนิคใหม่ ๆ หรือผลที่พัฒนาขึ้นจากการรวมนั้น นอกเหนือไปจากผลทางเทคนิคของอุปกรณ์นั้น ๆ เอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 25271 ไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7 สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 จึงเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 5 (2) และมาตรา 7 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 25271 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 5 (1) ม. 5 (2) ม. 6 ม. 7 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกมลอินดัสตรี จำกัด กับพวก
จำเลย — นายโมเสสหรือสมพร ขุริลัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นวลน้อย ผลทวี
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3112/2560
#611285
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาท และให้จำเลยทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของ ส. ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. เจ้ามรดกเพื่อนำไปแบ่งปันทายาท สภาพแห่งข้อหาคือ ที่ดิน มรดก และกรรมสิทธิ์รวม คำขอบังคับ คือ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและให้จำเลยทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาท ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือ ที่ดินพิพาทมีชื่อ ส. ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยทั้งสองอันเป็นมรดกของ ส. ที่จะตกแก่ทายาทของ ส. ซึ่งมีโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกจะต้องนำไปแบ่งทายาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและไม่ยอมแบ่งกรรมสิทธิ์รวม คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายฟ้องชัดแจ้งถูกต้องตาม ป.วิ.พ. 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ ส่วนที่โจทก์จะได้ส่วนแบ่งเพียงใดนั้นตามสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง ไม่ได้ระบุเป็นส่วนของบุคคลใดจำนวนเท่าใด ต้องสันนิษฐานว่าแต่ละคนมีส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 โจทก์ไม่ต้องอ้างมาในฟ้องเนื่องจากเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับบทกฎหมาย และถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 3 ส่วน คือ 4 ไร่เศษ ซึ่งในชั้นตีราคาพิพาทเพื่อชำระค่าขึ้นศาล โจทก์ขอคิดเพียง 4 ไร่ จำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจคำฟ้องแล้ว ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

สำหรับปัญหาว่า จำเลยทั้งสองและ ส. แบ่งปันทรัพย์มรดกของ ห. ตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง และต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้วหรือไม่ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีโดยชัดแจ้งว่า มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้วอันเป็นการอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากเป็นจริงดังที่จำเลยทั้งสองให้การ จำเลยทั้งสองก็ไม่ต้องแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ปัญหานี้จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1

สำหรับปัญหาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยนอกประเด็นที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทั้งสองและ ส. ไม่ได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ห. ตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง โดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด และก่อนที่ ส. จะเป็นคนสาบสูญก็ได้ร่วมทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วย จึงถือได้ว่า ส. ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน ส. มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้จะล่วงพ้นกำหนดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง เมื่อ ส. เป็นคนสาบสูญ สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกตามพินัยกรรมที่ยังไม่ได้แบ่งนั้นย่อมเป็นกองมรดกของ ส. ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของ ส. ซึ่งมีโจทก์รวมอยู่ด้วย โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกซึ่งถือเป็นผู้แทนของทายาท ย่อมได้รับประโยชน์ตาม ป.พ.พ. 1748 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และเมื่อจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการจดทะเบียนให้จำเลยทั้งสองและ ส. ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทแล้ว ที่ดินพิพาทจึงสิ้นความเป็นมรดกและตกเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยทั้งสองและ ส. เจ้าของรวมมีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินให้ตามมาตรา 1636 วรรคหนึ่ง เมื่อ ส. เป็นคนสาบสูญถือว่าถึงแก่ความตายตามความในมาตรา 62 โจทก์เป็นทั้งทายาทและผู้จัดการมรดกของ ส. ตามคำสั่งศาล จึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 1736

ทั้งนี้ขณะที่ ห. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจำนองไว้แก่กรมตำรวจ จำเลยทั้งสองและ ส. ซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะต้องรับภาระผูกพัน คือจำนองที่ติดอยู่กับที่ดินพิพาทร่วมกันโดยรับภาระจำนองคนละ 1 ใน 3 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1362, 1365 ประกอบมาตรา 1745 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไถ่ถอนจำนอง ส. ต้องรับผิดในหนี้ส่วนของตนที่ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เมื่อ ส. เป็นคนสาบสูญ หนี้ส่วนนี้อันถือว่าเป็นกองมรดกของ ส. จึงตกแก่ทายาทของ ส. ตามมาตรา 1602 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ ส. จึงต้องชำระเงินค่าไถ่ถอนจำนอง 1 ใน 3 ให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้รับช่วงสิทธิในมูลหนี้จำนองที่ได้ชำระไปแล้วตามมาตรา 226 ประกอบมาตรา 229 (3) ก่อน ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 12722 ตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ แก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท หากจำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจำหน่ายโฉนดที่ดินดังกล่าวออกจากสารบบแล้วให้ออกใบแทนฉบับเดิมแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยินยอมขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 12722 ตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ แก่โจทก์ เนื้อที่หนึ่งในสามของที่ดินแปลงดังกล่าว โดยให้ด้านหน้าของที่ดินทั้งสามส่วนอยู่ติดทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศเหนือเป็นระยะเท่า ๆ กัน ให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ด้านทิศตะวันตกให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ด้านทิศตะวันออก ส่วนจำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ที่เหลือตรงกลางของที่ดินพิพาทอยู่ระหว่างที่ดินส่วนของโจทก์และที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 12722 ตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ แก่โจทก์ และถ้าไม่สามารถดำเนินการแบ่งแยกได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ตามส่วนที่พึงจะได้ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 12722 ตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ แก่โจทก์เนื้อที่ 4 ไร่หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ถ้าตกลงไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้แบ่งให้โจทก์ตามส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า นางเหรียญ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลยทั้งสองในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 8 คน แต่ถึงแก่ความตายไปก่อน 2 คน นางเหรียญเป็นภริยาของด้วยกฎหมายของดาบตำรวจประมวล มีบุตรด้วยกัน คือ นายสงกรานต์ ซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2546 ตามสำเนาต้นขั้วใบสำคัญการสมรและสำเนาใบสำคัญการสมรส จำนวน 2 ฉบับ มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กหญิงอรัญญา ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว และเด็กหญิงกนกลดา ตามบัญชีเครือญาติ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2542 นางเหรียญได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินรวม 4 แปลง ให้แก่จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง ที่ดินตามที่ระบุในพินัยกรรม 4 แปลง มีดังนี้ แปลงที่หนึ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ก ทะเบียนเลขที่ 900 เล่ม 9 ข หน้า 50 เลขที่ดิน 473 หมายเลข 5641I แผ่นที่ 180 เนื้อที่ 14 ไร่ ซึ่งก็คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 12722 ตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่พิพาทกันในคดีนี้ โดยขณะทำพินัยกรรมได้จำนองไว้แก่กรมตำรวจ ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสารบัญจดทะเบียนด้านหลังโฉนด แปลงที่สอง ที่ดินโฉนดเลขที่ 13687 (ต่อมาเปลี่ยนเป็นเลขที่ 8316) ตำบลโคกสะอาด อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสารบัญจดทะเบียนด้านหลังโฉนด แปลงที่สาม ที่ดินโฉนดเลขที่ 11453 ตำบลโคกสะอาด อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ 59 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสารบัญด้านหลังโฉนด แปลงที่สี่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9774 ตำบลโคกสะอาด อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ 30 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสารบัญด้านหลังโฉนด ต่อมานางเหรียญถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางเหรียญตามคำสั่งศาลจึงได้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่สองถึงแปลงที่สี่ รวม 3 แปลง ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ให้แก่จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ ตามข้อกำหนดพินัยกรรม เมื่อวันที่ 14, และ 28 กุมภาพันธ์ 2543 ตามลำดับ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 17มิถุนายน 2546 จำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนยกที่ดินกรรมสิทธิ์รวมในส่วนของตนให้แก่นายสงกรานต์ทั้งสามแปลงดังกล่าว ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนรวมสามโฉนด วันที่ 13 พฤษภาคม 2548 นายสงกรานต์ขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ให้แก่นางลำดวน วันที่ 21 ธันวาคม 2548 นายสงกรานต์ถูกคนร้ายจับตัวไปพร้อมรถยนต์กระบะ ไม่มีผู้ใดพบเห็นเป็นเวลา 3 ปีเศษ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งว่านายสงกรานต์เป็นคนสาบสูญ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้นายสงกรานต์เป็นคนสาบสูญ ตามสำเนาคำสั่งศาลคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 333/2552 หมายเลขแดงที่ 730/2552 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 วันที่ 6 มกราคม 2553 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเหรียญดำเนินการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากกรมตำรวจและจดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในวันเดียวกัน โดยขณะนั้นนายสงกรานต์เป็นคนสาบสูญแล้ว ส่วนโจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์ ตามสำเนาคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 116/2553 หมายเลขแดงที่ 306/2553 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2553 จากนั้นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 หลังจากฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความว่า ดาบตำรวจประมวลเข้าไปในที่ดินพิพาทตามสำเนารายงานประจำวันแจ้งเป็นหลักฐาน ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2557

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและให้จำเลยทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของนายสงกรานต์ ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์เจ้ามรดก เพื่อนำไปแบ่งปันทายาท สภาพแห่งข้อหา คือ ที่ดิน มรดก และกรรมสิทธิ์รวม คำขอบังคับ คือ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและให้จำเลยทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาท ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือ ที่ดินพิพาทมีชื่อนายสงกรานต์ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยทั้งสองอันเป็นมรดกของนายสงกรานต์ที่จะตกแก่ทายาทของนายสงกรานต์ ซึ่งมีโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกจะต้องนำไปแบ่งทายาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและไม่ยอมแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ดังนี้ คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายในข้อที่กล่าวนี้ชัดแจ้งถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ ส่วนที่โจทก์จะได้ส่วนแบ่งเพียงใดนั้น ตามสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง ไม่ได้ระบุว่าเป็นส่วนของบุคคลใดจำนวนเท่าใด ก็ต้องสันนิษฐานว่าแต่ละคนมีส่วนเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 โดยโจทก์หาจำต้องอ้างบทมาตราดังกล่าวมาในฟ้อง เนื่องจากเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับบทกฎหมาย และถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 3 ส่วน คือ 4 เศษ 2 ส่วน 3 ไร่ ซึ่งในชั้นตีราคาพิพาทเพื่อชำระค่าขึ้นศาล โจทก์ขอคิดเพียง 4 ไร่ เป็นเงิน 400,000 บาท จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจคำฟ้องแล้ว ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สองว่า จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางเหรียญ ตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง โดยต่างเข้าครอบครองเป็นสัดส่วนแล้วหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยทั้งสองได้ให้การต่อสู้คดีโดยชัดแจ้งว่า มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางเหรียญตามพินัยกรรมโดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดแล้ว อันเป็นการอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากเป็นจริงดังที่จำเลยทั้งสองให้การ จำเลยทั้งสองก็ไม่ต้องแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามประเด็นพิพาทข้อ 3 ที่ศาลชั้นต้นกำหนด คือ จำเลยทั้งสองต้องแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ซึ่งปัญหาดังกล่าวศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ปัญหานี้จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 จำเลยทั้งสองมีพยาน 3 ปาก คือ จำเลยทั้งสอง และนายสุวรรณ ซึ่งเป็นพี่เขยของจำเลยทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์เป็นผู้รับมรดกตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง ที่ดินพิพาทและที่ดินอีก 3 แปลง จำเลยทั้งสองได้โอนที่ดิน 3 แปลง ให้นายสงกรานต์แล้วนายสงกรานต์บอกกับจำเลยทั้งสองด้วยวาจาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 14 ไร่ จะยกให้จำเลยทั้งสองแบ่งกันคนละ 7 ไร่ เห็นว่า พยานทั้งสามของจำเลยทั้งสองเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน และไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินพิพาทแต่เพียงลำพัง โดยนายสงกรานต์ไม่ได้ร่วมครอบครองที่ดินพิพาทด้วยนายสงกรานต์เพียงแต่บอกด้วยวาจาว่าจะยกให้แก่จำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่ได้มีพฤติการณ์ให้จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทเพียงลำพัง แต่กลับได้ความจากจำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ขณะนายสงกรานต์ยังมีชีวิตอยู่ได้เข้าทำประโยชน์ร่วมกับพยาน ยิ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ยังครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกัน ไม่ได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางเหรียญตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง โดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดดังที่จำเลยทั้งสองให้การ นอกจากนี้ตามข้อกำหนดพินัยกรรมได้แต่งตั้งนางมะลิ เป็นผู้จัดการมรดก แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบได้ความว่า นางมะลิถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 จึงขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมและศาลได้มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนางเหรียญ ดังนั้น หากมีการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมคือ ที่ดิน 4 แปลง ซึ่งรวมที่ดินพิพาทด้วยแล้ว ก็น่าที่จะไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองเพียงลำพังเท่านั้น ส่วนที่ดินอีก 3 แปลง ก็ควรจะเป็นชื่อของนายสงกรานต์แต่เพียงคนเดียว แต่ตามสารบัญการจดทะเบียนที่ดินพิพาทตามสำเนาโฉนดที่ดิน และตามสำเนาโฉนดที่ดินอีก 3 แปลง ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนใส่ชื่อจำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม 3 คน โดยเฉพาะที่ดิน 3 แปลงนั้น กลับได้ความว่า หลังจากโอนใส่ชื่อจำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมแล้ว เป็นเวลา 3 ปีเศษ จำเลยทั้งสองจึงจดทะเบียนโอนให้แก่นายสงกรานต์โดยเสน่หา ยิ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าไม่มีข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนางเหรียญโดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดดังที่จำเลยทั้งสองให้การ พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง โจทก์มีพยานคือ ดาบตำรวจประมวล และนายประสิทธิ์ เบิกความทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางเหรียญ ซึ่งเป็นภริยาของดาบตำรวจประมวล ระหว่างนายสงกรานต์มีชีวิตและภายหลังนางเหรียญถึงแก่ความตาย นายสงกรานต์ได้ร่วมทำกินกับจำเลยทั้งสองก่อนที่จะเป็นคนสาบสูญ เห็นว่า พยานทั้งสองของโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า นายสงกรานต์ทำกินในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยทั้งสอง โดยเฉพาะนายประสิทธิ์อยู่ในหมู่บ้านซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่และไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียในคดี นับว่าเป็นคนกลางจึงมีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งขึ้น จำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นายสงกรานต์ได้ร่วมทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของดาบตำรวจประมวลและนายประสิทธิ์ ทำให้คำเบิกความของดาบตำรวจประมวลและนายประสิทธิ์มีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งขึ้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางเหรียญตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองโดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด ฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉันตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สามว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ตามคำให้การจำเลยทั้งสองกล่าวอ้างว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์ ซึ่งเป็นคนสาบสูญ ฟ้องเรียกร้องเอาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนางเหรียญ เกินหนึ่งปี จึงขาดอายุความมรดกแต่ศาลล่างทั้งสองกลับไปวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่ใช่ทายาทของนายสงกรานต์จึงไม่มีสิทธิยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 อันเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ ย่อมเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สามไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ไม่ได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางเหรียญตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง โดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนที่นายสงกรานต์จะเป็นคนสาบสูญก็ได้ร่วมทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยดังวินิจฉัยในปัญหาประการที่สอง จึงถือได้ว่านายสงกรานต์ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน นายสงกรานต์มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้จะล่วงพ้นกำหนดอายุความ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ยังได้ความว่า จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางเหรียญตามพินัยกรรมและได้มีการโอนที่ดินตามพินัยกรรม 3 แปลงให้นายสงกรานต์ก่อนที่จะเป็นคนสาบสูญ แม้ต่อมานายสงกรานต์จะถูกคนร้ายจับตัวไปก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเป็นคนสาบสูญ ก็ต้องถือว่านายสงกรานต์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยจำเลยทั้งสองครอบครองแทน และหลังจากที่นายสงกรานต์เป็นคนสาบสูญแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ยังจดทะเบียนให้นายสงกรานต์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยทั้งสอง ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนว่า นายสงกรานต์ได้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน เมื่อนายสงกรานต์เป็นคนสาบสูญ สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกตามพินัยกรรมที่ยังไม่ได้แบ่งนั้น ย่อมเป็นกองมรดกของนายสงกรานต์ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของนายสงกรานต์ ซึ่งมีโจทก์รวมอยู่ด้วย โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์ซึ่งถือเป็นผู้แทนของทายาทของนายสงกรานต์ ย่อมได้รับประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการจดทะเบียนให้จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทแล้ว ที่ดินพิพาทจึงสิ้นความเป็นมรดกและตกเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ทรัพย์สิน หมวด 3 กรรมสิทธิ์รวม ซึ่งเจ้าของรวมมีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ตามมาตรา 1636 วรรคหนึ่ง เมื่อนายสงกรานต์เป็นคนสาบสูญ ถือว่าถึงแก่ความตายตามความในมาตรา 62 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มรดกของนายสงกรานต์คือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทย่อมตกแก่ทายาทของนายสงกรานต์ที่มีโจทก์รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ ตามมาตรา 1602 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นทั้งทายาทและผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์ตามคำสั่งศาล จึงเป็นผู้แทนของทายาท มีสิทธิและหน้าที่อันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามมาตรา 1719 รวมทั้งมีอำนาจฟ้องคดีตามมาตรา 1736 เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบโฉนดและไม่ยอมแบ่งกรรมสิทธิ์รวม โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า นางเหรียญ ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ จึงเป็นผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะมีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1651 (2) ปรากฏว่าขณะที่นางเหรียญถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจำนองไว้แก่กรมตำรวจอยู่ จำเลยทั้งสองและนายสงกรานต์ซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะต้องรับ ภาระผูกพันคือ จำนองที่ติดอยู่กับที่ดินพิพาทร่วมกันตามบทกฎหมายข้างต้นโดยรับภาระจำนองคนละ 1 ใน 3 ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1362 และ 1365 ประกอบมาตรา 1745 เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไถ่ถอนจำนองดังปรากฏในสำเนาโฉนดที่ดินที่โจทก์แนบท้ายฟ้องอันถือเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง และตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ก็ดีและนำสืบโดยโจทก์ไม่นำสืบโต้แย้ง ดังนี้ นายสงกรานต์ต้องรับผิดในหนี้ส่วนของตนที่ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เมื่อนายสงกรานต์เป็นคนสาบสูญ หนี้ส่วนนี้อันถือว่าเป็นกองมรดกของนายสงกรานต์จึงตกแก่ทายาทของนายสงกรานต์ ตามมาตรา 1602 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์จึงต้องชำระเงินค่าไถ่ถอนจำนอง 1 ใน 3 ส่วน ให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้รับช่วงสิทธิในมูลหนี้จำนองที่ได้ชำระไปแล้ว ตามมาตรา 226 ประกอบมาตรา 229 (3) ก่อน ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระหนี้ค่าไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 1 ใน 3 ส่วนของจำนวนเงินที่จำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ในการไถ่ถอนจำนองไปก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 62 ม. 175 วรรคหนึ่ง ม. 226 ม. 229 (3) ม. 1357 ม. 1362 ม. 1365 ม. 1602 ม. 1636 วรรคหนึ่ง ม. 1719 ม. 1736 ม. 1745 ม. 1748 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอลิศรา น้อยหลุบเลาหรือนาทันนึก ในฐานะ
ผู้จัดการมรดกของนายสงกรานต์ น้อยหลุบเลา
จำเลย — นางสาวไล สุระภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายสราวุธ ยงใจยุทธ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชัยวัฒน์ วิสานนท์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
อธิป จิตต์สำเริง
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3044/2560
#611287
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการนับระยะเวลาไว้เป็นพิเศษแต่อย่างใด ดังนั้นการนับระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 5 เรื่องระยะเวลาอันเป็นบทบัญญัติทั่วไป โดยมาตรา 193/3 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน เว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำการงานกันตามประเพณี" เมื่อโจทก์ได้รับทราบคำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานในวันเสาร์ที่ 9 เมษายน 2554 โจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว โจทก์จะต้องนำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง โดยต้องเริ่มนับระยะเวลาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2554 เป็นต้นไป ตามนัยบทบัญญัติมาตรา 193/3 วรรคสอง ดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 จึงเป็นการที่โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 12/2554 ลงวันที่ 1 เมษายน 2554

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานในวันที่ 9 เมษายน 2554 ซึ่งเป็นวันหยุดทำการ แล้ววินิจฉัยว่า การนับระยะเวลาจึงต้องนับวันที่เริ่มทำงานใหม่วันที่ 11 เมษายน 2554 เป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในประการแรกเสียก่อนว่า โจทก์นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เป็นกฎหมายที่มีความมุ่งหมายคุ้มครองการใช้แรงงานอย่างเป็นธรรมและมีบทบัญญัติในการคุ้มครองแรงงานไว้โดยเฉพาะก็ตาม แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวก็มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการนับระยะเวลาไว้เป็นพิเศษแต่อย่างใด ดังนั้นการนับระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 5 เรื่องระยะเวลาอันเป็นบทบัญญัติทั่วไป โดยมาตรา 193/3 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน เว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำการงานกันตามประเพณี" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการที่ 12/2554 และโจทก์ได้รับทราบคำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานในวันเสาร์ที่ 9 เมษายน 2554 ถ้าโจทก์ไม่พอใจคำสั่งดังกล่าว โจทก์จะต้องนำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง โดยต้องเริ่มนับระยะเวลาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2554 เป็นต้นไป ตามนัยบทบัญญัติมาตรา 193/3 วรรคสอง ดังกล่าว และจะครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลแรงงานภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 มิใช่วันหยุดราชการ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 จึงเป็นการที่โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า วันที่ 9 เมษายน 2554 เป็นวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดทำการตามประกาศเป็นทางการ ดังนั้นให้นับวันที่เริ่มทำงานใหม่ คือวันจันทร์ที่ 11 เมษายน 2554 เป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลในวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 กรณีจึงเป็นการยื่นคำฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เมื่อได้ความดังนี้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
ป.พ.พ. ม. 193/3
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัศมี รามศิริ
จ่าเอกนพพร กิจรัตนา
จำเลย — ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชาตรี ซุยยังกูร
ชื่อองค์คณะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3042 -ที่ 3043/2560
#610627
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงยุติว่าก่อนเวลานัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย รถยนต์ที่ทนายความจำเลยที่ 1 ขับมาศาลเครื่องยนต์ไม่ทำงานเนื่องจากสายพานระบบไฟฟ้าขาด ไม่สามารถเดินทางมาทันกำหนด ทนายจำเลยที่ 1 โทรศัพท์แจ้งเหตุขัดข้องให้เจ้าหน้าที่ศาล โจทก์และทนายโจทก์ทราบแล้ว แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ตามกำหนด เป็นการสมควรให้เพิกถอนคำสั่งศาลแรงงานภาค 2 ที่สั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัด อันมีผลให้ศาลแรงงานภาค 2 ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาที่ได้กระทำหลังจากที่มีคำสั่งนั้นใหม่เสมือนหนึ่งมิเคยมีกระบวนพิจารณาเช่นว่านั้นตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 41

เมื่อเพิกถอนคำสั่งที่ว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดแล้ว ข้อโต้แย้งตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 2 จึงหมดไป ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่ง ค่าจ้างและสวัสดิการเดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม และให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างระหว่างที่ถูกเลิกจ้างเสมือนหนึ่งไม่มีการเลิกจ้างโจทก์นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันรับกลับเข้าทำงาน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 55,800 บาท ค่าชดเชย 334,710.50 บาท เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 42,916.12 บาท รวมเป็นเงิน 433,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันจ่ายค่าเสียหายที่ได้กระทำละเมิด 5,221,484 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

วันที่ 12 กรกฎาคม 2556 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย เวลา 9.45 นาฬิกา โจทก์ ทนายโจทก์มาศาล จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและให้ดำเนินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 เวลา 9 นาฬิกา ซึ่งต่อมาเลื่อนไปให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 10 กันยายน 2556 วันที่ 18 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ว่า มิได้จงใจขาดนัดพิจารณา อันเป็นเหตุให้มีสิทธิขอให้พิจารณาใหม่ได้

โจทก์ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอพิจารณาใหม่ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 540,510.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชย 334,710.50 บาท และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 55,800 บาท นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 10 สิงหาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ว่าการขาดนัดของจำเลยที่ 1 เป็นไปด้วยความจำเป็นและมีเหตุอันสมควรให้เพิกถอนคำสั่งขาดนัดหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าทนายความของจำเลยที่ 1 มีเหตุขัดข้องเดินทางมาศาลไม่ทันกำหนดเนื่องจากระหว่างเดินทางมาศาลรถยนต์ของทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 สายพานระบบไฟฟ้าขาดเครื่องยนต์ไม่ทำงานซึ่งแจ้งเหตุให้เจ้าหน้าที่ศาลทราบแล้วอันเป็นเหตุสมควรถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 จงใจขาดนัดพิจารณานั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงยุติตามคำเบิกความของจำเลยที่ 5 และทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 โดยโจทก์ไม่นำสืบโต้แย้งว่า ช่วงเช้าก่อนเวลานัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 ระหว่างเดินทางปรากฏว่ารถยนต์ที่ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ขับมาศาลมีเหตุขัดข้องเครื่องยนต์ไม่ทำงานเนื่องจากสายพานระบบไฟฟ้าขาด เป็นเหตุให้ทนายจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ไม่สามารถเดินทางมาศาลทันกำหนดนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงยุติตามคำร้องขอพิจารณาใหม่และคำคัดค้านคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ว่าทนายความจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 โทรศัพท์แจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่อาจเดินทางมาศาลทันกำหนดให้เจ้าหน้าที่ศาล โจทก์และทนายโจทก์ทราบด้วย ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่โจทก์และทนายโจทก์กำลังเตรียมสืบพยานอยู่ในห้องพิจารณา เช่นนี้แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ตามกำหนดเป็นการสมควรให้เพิกถอนคำสั่งศาลแรงงานภาค 2 ที่สั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดอันมีผลให้ศาลแรงงานภาค 2 ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาที่ได้กระทำหลังจากที่มีคำสั่งนั้นใหม่เสมือนหนึ่งมิเคยมีกระบวนพิจารณาเช่นว่านั้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 41 ข้อโต้แย้งตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 2 จึงหมดไป ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป

พิพากษากลับเป็นว่าให้เพิกถอนคำสั่งศาลแรงงานภาค 2 ที่สั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัด ให้ศาลแรงงานภาค 2 ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดีใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีระ ออมสิน
จำเลย — บริษัทโยโรซึ (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธีระนันท์ อ่วมเจิม
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3016 -ที่ 3017/2560
#621455
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ไปดำเนินการเพื่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินนั้นเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่ขออออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แล้วร่วมกับจำเลยที่ 1 พนักงานเจ้าหน้าที่ตำแหน่งนายช่างรังวัดไปรังวัดที่ดิน ทำแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และรู้เห็นเสนอรูปแผนที่ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกรังวัดต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินลงชื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งการกระทำในแต่ละขั้นตอนดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายสุดท้ายคือ การได้มาซึ่งหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ทางราชการกรมที่ดินออกให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินลงชื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 ในวันดังกล่าวการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกอันเป็นการสนับสนุนของจำเลยที่ 2 ยังดำเนินอยู่ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556 คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ 10 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 157 และ 162

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 5 ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 5 เข้ามาใหม่ภายใน 7 วัน และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 คนละ 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี จำคุกจำเลยที่ 4 กระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 6 และที่ 8

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทนายจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 โจทก์รับว่าเป็นความจริง

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ คดีนี้ โจทก์ฟ้องโดยชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 กับพวกร่วมกันปฏิบัติราชการตามหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย รัฐบาล ผู้อื่น และประชาชน อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เมื่อทางพิจารณาข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รังวัดที่ดินโดยทราบเหตุความผิดแล้วละเว้นไม่ระงับการรังวัดที่ดิน แต่ยังคงเสนอรูปแผนที่ที่ดินที่ได้รังวัดและหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ทำไม่ถูกต้องตามระเบียบหลักเกณฑ์และวิธีการของทางราชการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจออกเอกสารสิทธิในที่ดินต่อไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 7 ทราบเหตุความผิดแล้ว กลับลงชื่อและออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินคือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แก่นายพิริยะ โดยงดเว้นไม่ดำเนินการตามระเบียบหลักเกณฑ์และวิธีการของทางราชการโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย รัฐบาล ผู้อื่น และประชาชนดังที่วินิจฉัยแล้ว ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่าจำเลยดังกล่าวมีความผิดและลงโทษจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องและพิจารณาได้ความนั้นได้ แม้ศาลล่างทั้งสองจะวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวนั้นเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาได้ความด้วย แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้องถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง ก็ไม่ถึงขนาดที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่แต่อย่างใด

ส่วนจำเลยที่ 2 ตามฟ้องโจทก์และการไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 2 ได้นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 104 หมู่ที่ 3 ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ไปดำเนินการเพื่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินนั้นเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แล้ว จำเลยที่ 1 พนักงานเจ้าหน้าที่ตำแหน่งนายช่างรังวัดได้สมคบกับจำเลยที่ 2 กับพวกไปทำการรังวัดที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ที่จำเลยที่ 2 ยื่นมาและได้ร่วมกันทำแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ และจำเลยที่ 1 ลงชื่อในแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ทำไม่ถูกต้องในวันที่ 15 สิงหาคม 2546 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมรู้เห็นเสนอรูปแผนที่ที่จำเลยทั้งสองกับพวกรังวัด แบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ที่ไม่ถูกต้องดังกล่าว ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาปะทิว โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 เจ้าพนักงานที่ดินได้ลงชื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1484 และ 1485 ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ให้แก่จำเลยที่ 2 ดังนี้ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการดังได้วินิจฉัยแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นราษฎรย่อมเป็นความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ผู้เป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ดังที่โจทก์ฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ที่ดินแปลงอื่นมาออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นของจำเลยที่ 2 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตั้งแต่จำเลยที่ 2 นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ไปยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกไปรังวัดที่ดิน ร่วมรู้เห็นทำแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ และจำเลยที่ 1 ลงชื่อในแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ที่ทำขึ้นโดยไม่ถูกต้อง แล้วร่วมรู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 ได้เสนอรูปแผนที่ที่รังวัด แบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ที่ทำไม่ถูกต้องดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้พิจารณา ซึ่งการกระทำในแต่ละขั้นตอนดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายสุดท้ายคือ การได้มาซึ่งหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ทางราชการกรมที่ดินออกให้แก่จำเลยที่ 2 และสิทธิตามเอกสารนั้นนั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า การยื่นขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) การรังวัด การสอบสวนสิทธิและการพิสูจน์การทำประโยชน์ทำไม่ถูกต้องและเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะได้เสนอรูปแผนที่ที่จำเลยที่ 1 กับพวกรังวัดกับแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินไปแล้วก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์เจ้าพนักงานที่ดินผู้มีอำนาจในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินก็ยังอาจสอบถามถึงงานบางข้อที่ยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน หรือมีคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขข้อที่ยังมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือให้ดำเนินแก้ไขเพิ่มเติม ในข้อที่ยังมีความบกพร่องก็ได้ ด้วยเหตุนี้ ในห้วงเวลานับแต่จำเลยที่ 2 นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ไปยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกไปรังวัดที่ดิน การกระทำที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบไปตามตำแหน่งหน้าที่ก็ยังคงมีอยู่ตลอดไปจนกว่าเจ้าพนักงานที่ดินจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามที่เสนอเรื่องนั้นไป และการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกของจำเลยที่ 2 นั้น ก็ยังดำเนินไปจนกว่าเจ้าพนักงานที่ดินจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วในทำนองเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินลงชื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 ในวันดังกล่าวการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกอันเป็นการสนับสนุนของจำเลยที่ 2 ยังดำเนินอยู่ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556 คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงยังไม่ขาดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ส่วนนี้ชอบแล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การกระทำไม่เป็นความผิดในประการอื่นไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 หนักเกินไปหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวถือว่าเป็นส่วนในลักษณะคดีหรือเป็นกรณีที่รูปคดีมีความคล้ายคลึงกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยมีผลถึงจำเลยที่ 1 และตลอดไปถึงจำเลยอื่นด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 213 คดีนี้ เมื่อได้พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและสภาพของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 7 เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยดังกล่าวหนักไป เห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสม

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 7 เป็นความผิดและพิพากษาลงโทษมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 คนละ 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 95 (3) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายวิทยา หวังศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายดำรงค์ ยาน้ำทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอดิศักดิ์ ศรธนะรัตน์
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3014/2560
#614655
เปิดฉบับเต็ม

การให้ถ้อยคำของจำเลยต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในตอนแรกสืบเนื่องจากการที่จำเลยมาเป็นพยานในคดีที่ อ. เป็นผู้กล่าวหาในกรณีการหายตัวไปของ ส. อันมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่าจำเลยถูกโจทก์กับพวกทำร้ายเพื่อบังคับให้รับสารภาพในข้อหาปล้นอาวุธปืนของกองพันทหารพัฒนาที่ 4 และในข้อหาจ้างวานฆ่าจ่าสิบตำรวจ ป. ซึ่งมีลักษณะเป็นการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษให้ดำเนินคดีแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม การให้ถ้อยคำของจำเลยต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในตอนหลังในเรื่องเดียวกันอีกครั้ง ก็เนื่องจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษไม่มีอำนาจสอบสวนต่อไปต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 89 และ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 21/1 อันมีลักษณะเป็นการสอบสวนเช่นเดียวกันกับการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แม้การให้ถ้อยคำทั้งสองครั้งจะต่างเวลากัน แต่ก็เป็นการให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนด้วยกันในเรื่องเดียวกันนั่นเอง จึงเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องโดยมีเจตนาเดียวกันเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่เป็นความผิดสองกรรมต่างกันไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 172, 173, 174 และ 181

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 174 วรรคสอง และ 181 (1) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181 (1) ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เดิมเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 เกิดเหตุคนร้ายปล้นอาวุธปืนของกองพันทหารพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส และฆ่าทหารที่เข้าเวรรักษาการณ์ 4 นาย โจทก์ซึ่งขณะนั้นมียศพลตำรวจตรีเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนในเหตุคนร้ายปล้นอาวุธปืนและในคดีที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 จ่าสิบตำรวจ ปัญญา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ซึ่งสืบสวนหาข่าวการปล้นอาวุธปืนถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นในวันที่ 5 มีนาคม 2547 โจทก์กับพวกจับกุมจำเลยซึ่งขณะนั้นเป็นกำนันตำบลโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี ตามหมายจับในคดีฆ่าจ่าสิบตำรวจ ปัญญา โดยถูกโจทก์ดำเนินคดีทั้งในข้อหาฆ่าจ่าสิบตำรวจ ปัญญาและคดีปล้นอาวุธปืน สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งให้โอนคดีไปให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ในวันนั้นเวลา 21.45 นาฬิกา โจทก์กับพวกควบคุมจำเลยกับพวกคือนายกามานิต และนายมะยูโซ๊ะ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีเดียวกัน ขึ้นเครื่องบินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นเครื่องบินใบพัดใช้ในการขนส่งสัมภาระและกระโดดร่ม เดินทางจากจังหวัดนราธิวาสไปกรุงเทพมหานคร นับแต่นั้นมาจำเลยถูกคุมขังโดยตลอด ในคดีฆ่าจ่าสิบตำรวจ ปัญญา จำเลยถูกฟ้องเป็นจำเลยในฐานเป็นผู้ใช้จำเลยอื่นให้ฆ่าจ่าสิบตำรวจ ปัญญา วันที่ 25 พฤษภาคม 2549 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยรวมทั้งจำเลยอื่น ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1479/2549 จำเลยได้รับการปล่อยตัวตั้งแต่วันนั้น ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนในข้อหาปล้นอาวุธปืน จำเลยถูกกันไว้เป็นพยานในคดีที่นายนัจมุดดีน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคไทยรักไทย ในขณะนั้นถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในข้อหาปล้นอาวุธปืนและแบ่งแยกดินแดน ระหว่างถูกคุมขังในวันที่ 27 ถึง 30 ธันวาคม 2547 จำเลยได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีดังกล่าวโดยกลับคำให้การของตนในชั้นสอบสวนเป็นว่านายนัจมุดดีนไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุปล้นอาวุธปืน ก่อนจำเลยให้การรับสารภาพนอกจากจะถูกตำรวจทำร้ายบนเครื่องบินแล้ว พลตำรวจเอก โกวิท ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้นกับโจทก์ตกลงกับจำเลยว่าจะกันจำเลยเป็นพยานในคดีปล้นอาวุธปืนและจะไม่ฟ้องจำเลยในคดีจ้างวานฆ่าจ่าสิบตำรวจ ปัญญา คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว เกี่ยวกับคดีนี้หลังจากได้รับการปล่อยตัวแล้ว เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่โรงแรมโนโวเทล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 จำเลยได้ให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนพิษณุโลก กรุงเทพมหานคร โดยอ้างอิงคำเบิกความของตนในคดีของนายนัจมุดดีนว่า ระหว่างที่จำเลยถูกควบคุมอยู่ในห้องโดยสารของเครื่องบินที่ทำการบินอยู่นั้น โจทก์กับพวกได้ร่วมกันทำร้ายจำเลยจนฟันกรามด้านซ้ายซี่บนและล่างหลุด 2 ซี่ เพื่อบังคับให้รับสารภาพในคดีปล้นอาวุธปืน และให้ยอมบอกที่ซ่อนอาวุธปืน หลังจากนั้นวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 คณะอนุกรรมการไต่สวนแจ้งข้อกล่าวหาโจทก์ วันที่ 5 ตุลาคม 2552 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ และระหว่างที่คดีอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ข้อกล่าวหาตกไป

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และแก่คณะอนุกรรมการไต่สวนซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นความผิดสองกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การให้ถ้อยคำของจำเลยต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในตอนแรกสืบเนื่องจากการที่จำเลยมาเป็นพยานในคดีที่นางอังคณา เป็นผู้กล่าวหาในกรณีการหายตัวไปของนายสมชาย อันมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่าจำเลยถูกโจทก์กับพวกทำร้ายเพื่อบังคับให้รับสารภาพในข้อหาปล้นอาวุธปืนของกองพันทหารพัฒนาที่ 4 และในข้อหาจ้างวานฆ่าจ่าสิบตำรวจ ปัญญา ซึ่งมีลักษณะเป็นการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษให้ดำเนินคดีแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม การให้ถ้อยคำของจำเลยต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในตอนหลังในเรื่องเดียวกันอีกครั้ง ก็เนื่องจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษไม่มีอำนาจสอบสวนต่อไปต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 89 และพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 21/1 อันมีลักษณะเป็นการสอบสวนเช่นเดียวกันกับการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แม้การให้ถ้อยคำทั้งสองครั้งจะต่างเวลากัน แต่ก็เป็นการให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนด้วยกันในเรื่องเดียวกันนั่นเอง จึงเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องโดยมีเจตนาเดียวกันเป็นความผิดกรรมเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา หาใช่เป็นความผิดสองกรรมต่างกันไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่งในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 173, 174 และ 181 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่า โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 137 และ 172 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 89
พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ม. 21/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจโท ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา
จำเลย — นายอนุพงศ์ พันธชยางกูร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายธนฤทธิ์ โทวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2978/2560
#610615
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง จำเลยรับเงินค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้าร้อยละ 30 ของราคาค่ารับเหมาก่อสร้าง แต่ไม่ได้กำหนดวันเดือนใดที่จะปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกัน หากโจทก์ต้องการเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้จำเลยทำการก่อสร้างภายในระยะเวลาพอสมควรก่อน กล่าวคือ โจทก์ไม่ได้กำหนดวันเริ่มต้นก่อสร้างตามสัญญา จำเลยก็ไม่ได้บอกกล่าวกำหนดวันให้โจทก์ส่งมอบพื้นที่ให้จำเลย ทั้งสองฝ่ายต่างเพิกเฉยปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานเกือบ 3 ปี แสดงว่าคู่สัญญาไม่นำพาที่จะปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ดังนั้น การที่โจทก์บอกเลิกสัญญา จำเลยก็ไม่ได้โต้แย้ง เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์จำเลยต่างต้องคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้าให้แก่โจทก์ จำเลยได้จัดทำแบบแปลนการก่อสร้างต่อเติมดัดแปลงรั้ว หลังคา และบริเวณทางเดินภายในโรงงานและส่งมอบให้แก่โจทก์แล้ว เป็นการงานอันจำเลยได้กระทำให้โจทก์แล้ว เมื่อจำเลยมิได้นำสืบว่าค่าแบบแปลนมีราคาเท่าใด จึงกำหนดค่าแบบแปลนให้จำเลย 10,700 บาท

โจทก์เป็นเจ้าของโรงงานผลิตนม มิใช่ผู้ประกอบการค้ารับจ้างก่อสร้าง โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ก่อสร้างต่อเติมดัดแปลงรั้ว หลังคา และทางเดินภายในโรงงานผลิตนมของโจทก์ โจทก์จ่ายค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้าให้แก่จำเลย โจทก์ขอบังคับให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวคืน มิใช่เรื่องที่โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้รับจ้างเรียกเอาเงินที่ตนได้ออกทดรองจ่ายไปในการทำงานให้แก่ผู้ว่าจ้างจากผู้ว่าจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี แต่กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้ว่าจ้างเรียกเอาเงินที่ตนได้จ่ายล่วงหน้าให้แก่ผู้รับจ้างคืน ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 992,737.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 690,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าก่อสร้างล่วงหน้าจำนวน 992,737.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 690,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2552 จำเลยเสนอราคารับเหมาก่อสร้างต่อเติมและดัดแปลงรั้ว หลังคา และบริเวณทางเดินภายในโรงงาน ผลิตนมของโจทก์ โจทก์ต่อรองราคาและจำเลยลดราคาให้เหลือ 2,300,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตามสำเนาใบเสนอราคาพร้อมแบบแปลนการก่อสร้าง ตกลงกันว่าจำเลยจะเรียกเก็บค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้าร้อยละ 30 จากโจทก์เป็นเงิน 690,000 บาท ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 70 จะเรียกเก็บเมื่อทำงานก่อสร้างแล้วเสร็จตามสำเนาใบสั่งซื้อ หลังจากนั้นวันที่ 30 ตุลาคม 2552 จำเลยได้รับเงินค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้า 690,000 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 48,300 บาท รวมเป็นเงิน 738,300 บาท ไปจากโจทก์ตามใบสั่งซื้อ ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2555 โจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล์) ไปถึงจำเลยแจ้งว่า จำเลยไม่ได้ก่อสร้างตามใบสั่งซื้อ ขอให้จำเลยคืนเงิน 690,000 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ วันที่ 18 กันยายน 2555 โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยว่าจำเลยออกแบบไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนด จึงไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำตามหนังสือบอกเลิกสัญญา จำเลยได้รับแล้วตามใบตอบรับ แต่จำเลยไม่คืนเงิน โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง จำเลยรับเงินค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้าร้อยละ 30 ของราคาค่ารับเหมาก่อสร้างพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มไปจากโจทก์เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552 แล้ว จำเลยตกลงกับโจทก์ว่าจะทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 3 ถึง 4 สัปดาห์ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์จำเลยได้กำหนดวันเดือนใดที่จะปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกัน กล่าวคือ โจทก์ไม่ได้กำหนดวันเริ่มต้นก่อสร้างตามสัญญา จำเลยก็ไม่ได้บอกกล่าวกำหนดวันให้โจทก์ส่งมอบพื้นที่ให้แก่จำเลย ทั้งสองฝ่ายต่างเพิกเฉยปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาเป็นเวลานานเกือบ 3 ปี แสดงว่าคู่สัญญาไม่นำพาที่จะปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ดังนั้น การที่โจทก์จะใช้สิทธิเลิกสัญญาจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 หากโจทก์ต้องการเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้จำเลยทำการก่อสร้างภายในระยะเวลาพอสมควรก่อน ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติภายในเวลาที่กำหนด โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งตามหนังสือบอกเลิกสัญญาโจทก์หาได้บอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยก่อสร้างตามสัญญาก่อนไม่ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย แต่การที่โทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย จำเลยก็มิได้โต้แย้ง เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย โจทก์จำเลยต่างต้องคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้าร้อยละ 30 ของราคาค่ารับเหมาก่อสร้างพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้จัดทำแบบแปลนการก่อสร้างต่อเติม ดัดแปลงรั้ว หลังคา และบริเวณทางเดินภายในโรงงานผลิตนมของโจทก์ และส่งมอบให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว จึงถือว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าการงานในส่วนที่จำเลยได้ส่งมอบไปแล้วเป็นเงิน 690,000 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์และจำเลยตกลงค่าดำเนินการและกำไรเป็นเงิน 173,746 บาท แบบแปลนการก่อสร้าง เป็นส่วนหนึ่งของค่าดำเนินการและกำไร และเป็นการงานอันจำเลยได้กระทำให้โจทก์แล้ว ที่จำเลยนำสืบว่าค่าแบบแปลนเป็นเงิน 690,000 บาท จึงเกินกว่าส่วนที่ตกลงกันดังกล่าว เมื่อจำเลยมิได้นำสืบว่าค่าแบบแปลนมีราคาเท่าใดที่แน่นอน จึงกำหนดค่าแบบแปลนให้แก่จำเลยเป็นเงิน 10,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 700 บาท รวมเป็นเงิน 10,700 บาท ซึ่งจำเลยมีสิทธิเรียกคืนในส่วนนี้ เมื่อหักกับเงินที่จำเลยต้องจ่ายคืนให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ 727,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 680,000 บาท นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เงินค่าจ้างล่วงหน้าที่โจทก์ฟ้องเรียกคืน ถือได้ว่าเป็นเงินทดรองจ่ายที่ผู้ว่าจ่างจ่ายไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) จึงมีอายุความสองปี โจทก์จ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552 จนถึงวันที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้ชำระเงินคืนกำหนดระยะเวลาที่เกินกว่าสองปี ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงงานผลิตนม มิใช่ผู้ประกอบการค้ารับจ้างก่อสร้าง โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ก่อสร้างต่อเติมและดัดแปลงรั้ว หลังคา และบริเวณทางเดินภายในโรงงานผลิตนมของโจทก์ โจทก์จ่ายค่ารับเหมาก่อสร้างล่วงหน้าร้อยละ 30 ให้แก่จำเลยเป็นเงิน 690,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 48,300 บาท รวมเป็นเงิน 738,300 บาท หลังจากนั้นวันที่ 18 กันยายน 2555 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญา และเรียกให้จำเลยคืนเงิน แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงขอบังคับให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวคืน มิใช่เรื่องที่โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้รับจ้างเรียกเอาเงินที่ตนได้ออกทดรองจ่ายไปในการทำงานให้แก่ผู้ว่าจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ซึ่งมีอายุความสองปี แต่กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้ว่าจ้างเรียกเอาเงินที่ตนได้จ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่ผู้รับจ้างคืน ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่สัญญาเป็นอันเลิกกัน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 727,600 บาท พร้อมมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 680,000 บาท นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (1) ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัททรงชัย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายฤกษ์ชัย เพชรมุนี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางอัจฉรา วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2970/2560
#614292
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในฐานะผู้ซื้อสิทธิการเช่าจากโจทก์ผู้ได้สิทธิการเช่าจากรัฐจริง ซึ่งการโอนสิทธิการเช่านี้แม้มิได้ทำให้จำเลยมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย แต่ข้อห้ามมิให้เกษตรกรที่ได้รับสิทธิการเช่าโอนสิทธิการเช่าไปยังบุคคลอื่นตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 ซึ่งออกตามความในมาตรา 19 (8) แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ย่อมมีผลให้โจทก์ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้โอนสิทธิการเช่าต้องสิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับมอบจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทันทีที่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นตามข้อ 11 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4361, 13577 ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4361 และเลขที่ 13577 ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และส่งมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาท 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 4361 และเลขที่ 13577 ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่โจทก์เป็นผู้ได้รับสิทธิการเช่าจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าเช่าตามใบเสร็จรับเงิน และนำที่ดินพิพาทไปขอแปลงสินทรัพย์เป็นทุน แต่มีจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง โดยโจทก์อ้างว่า จำเลยเข้าทำประโยชน์โดยได้รับอนุญาตจากนายจันทร์ บิดาโจทก์ ส่วนจำเลยอ้างว่า นายจันทร์เป็นผู้ถือครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในฐานะหัวหน้าครอบครัว เพียงแต่ให้โจทก์มีชื่อเป็นผู้เช่าในสัญญาเช่าจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดฉะเชิงเทราเท่านั้น นายจันทร์ขายสิทธิการเช่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้นางบุญชู มารดาจำเลย โดยการส่งมอบการครอบครองตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งการขายสิทธิดังกล่าวเป็นการขัดต่อระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีผลให้โจทก์สิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททันทีตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการให้ทำเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2540 ข้อ 11

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยเป็นผู้ซื้อสิทธิการเช่าจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาข้อหาบุกรุกแก่จำเลยในศาลชั้นต้น ในขณะเดียวกันจำเลยก็ร้องเรียนต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีที่โจทก์โอนขายสิทธิการเช่าให้มารดาจำเลยด้วย ที่โจทก์อ้างว่านางบุญชู มารดาจำเลย มาขออาศัยสิทธิโจทก์อยู่ในที่ดินพิพาท โจทก์มีนางประทุม นายชัชวาล และนางบรรจบ มาเบิกความเป็นพยานต่อศาลว่าเป็นผู้รู้เห็นขณะนายจันทร์ บิดาโจทก์เจรจาตกลงยินยอมให้นางบุญชู มารดาจำเลยอาศัยสิทธิปลูกบ้านในที่ดินพิพาทเป็นการชั่วคราวนั้น ไม่ปรากฏว่าพยานบุคคลทั้งสามปากเคยให้การในข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนในชั้นสอบสวนคดีอาญา หรือต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทราในชั้นสอบสวนข้อเท็จจริงมาก่อนแต่อย่างใด ทั้งที่พยานบุคคลทั้งสามปากถือเป็นประจักษ์พยานที่มีความสำคัญต่อการพิสูจน์พยานหลักฐานของโจทก์ การที่พยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวเพิ่งมาเบิกความในข้อสาระสำคัญอันเป็นประโยชน์แก่โจทก์ในชั้นศาล ทั้งยังปรากฏว่านางประทุมและนายชัชวาลมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นผู้ร่วมลงทุนเลี้ยงกุ้งกับโจทก์ ส่วนนางบรรจบเป็นพี่สาวของโจทก์ จึงน่าเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวเป็นพยานที่มาเบิกความช่วยเหลือโจทก์ มิได้รู้เห็นข้อเท็จจริงตามที่เบิกความแต่อย่างใด คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากจึงขาดน้ำหนักน่าเชื่อถือ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าจำเลยซื้อสิทธิการเช่าจากโจทก์นั้น แม้จะไม่มีหลักฐานการซื้อขายสิทธิการเช่ามาแสดงเป็นหลักฐาน แต่จำเลยก็มีนายเชื่อม ซึ่งเป็นญาติของทั้งสองฝ่าย ถือเป็นพยานคนกลางและเป็นประจักษ์พยานเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า เป็นผู้รู้เห็นขณะนางบุญชูจ่ายเงิน 100,000 บาท แก่นายจันทร์เป็นค่าซื้อขายสิทธิการเช่า โดยนายจันทร์ บิดาโจทก์บอกขายสิทธิการเช่าให้แก่นายเชื่อมก่อน แต่นายเชื่อมบอกปฏิเสธเพราะไม่มีเงินซื้อ นายจันทร์จึงไปขายให้นางบุญชู มารดาจำเลยสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในบันทึกถ้อยคำของนายเชื่อมที่ได้ให้ไว้ต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดว่านายเชื่อมเป็นผู้ติดต่อให้มีการซื้อขายสิทธิในที่ดินระหว่างนายจันทร์กับนางบุญชู และเป็นผู้รู้เห็นการจ่ายเงินค่าซื้อสิทธิการเช่า 100,000 บาท และในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายเชื่อม ซึ่งได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้ก่อนแล้ว ทั้งที่มาแห่งการขายสิทธิการเช่าที่จำเลยอ้างว่าสืบเนื่องจากนายจันทร์ต้องการเงิน 100,000 บาท ไปคืนให้แก่นายประเทือง ผู้ขอยกเลิกการซื้อสิทธิการเช่ารายแรกเพราะไม่สามารถโอนเปลี่ยนชื่อผู้เช่าสิทธิให้แก่นายประเทืองได้นั้น จำเลยก็มีนายประเทืองมาเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริงส่วนนี้ซึ่งสอดคล้องตรงกับบันทึกถ้อยคำชั้นสอบสวนข้อเท็จจริงที่นายประเทืองให้ไว้ต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทราเช่นกัน ซึ่งนอกจากจะรับฟังเป็นเหตุเป็นผลกันแล้วยังแสดงให้เห็นถึงเจตนาของนายจันทร์ที่ต้องการขายสิทธิการเช่าถึง 2 ครั้ง พร้อมทั้งเหตุจำเป็นที่มีการขายสิทธิการเช่าให้แก่นางบุญชู มารดาจำเลยในที่สุดด้วย เชื่อมโยงสอดรับกับที่นายจันทร์ยื่นคำร้องต่อที่ว่าการอำเภอบางน้ำเปรี้ยวให้ออกหนังสือรับรองว่านายจันทร์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนางช่วง มารดานางบุญชูเพื่อนำไปใช้ในการโอนที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อนำไปประกอบเป็นหลักฐานขอโอนสิทธิการเช่าเป็นชื่อของนางบุญชู มารดาจำเลย อันเป็นข้อสนับสนุนว่านายจันทร์มีเจตนาโอนขายสิทธิการเช่าจริงจึงได้พยายามขวนขวายดำเนินการดังกล่าว เพื่อให้ผู้ซื้อสิทธิได้ไปซึ่งการโอนสิทธิการเช่าโดยชอบ และเมื่อพิจารณารูปถ่ายบ้านที่จำเลยปลูกบนที่ดินพิพาทที่มีลักษณะมั่นคงถาวรประกอบด้วยแล้ว ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยมีเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนอย่างเป็นเจ้าของสิทธิมากกว่าเป็นเพียงผู้อาศัยสิทธิผู้อื่นเป็นการชั่วคราวเท่านั้น การที่จำเลยไปยื่นคำขอหมายเลขทะเบียนบ้านเมื่อใด จึงหาเป็นข้อพิรุธหรือเป็นข้อสำคัญแต่อย่างใด และเมื่อนางบุญชู มารดาจำเลยกับจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยการปลูกบ้านพักอาศัยและทำการเกษตรมาตั้งแต่ปี 2534 โดยมีพยานหลักฐานที่รับฟังได้ว่านายจันทร์ บิดาโจทก์ขายสิทธิการเช่าให้มารดาจำเลย และมีพฤติการณ์ที่รับฟังได้ว่าจำเลยเจตนายึดถือเพื่อตนอย่างเป็นผู้รับโอนสิทธิการเช่าตลอดมา โดยโจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน จึงต้องถือว่าจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในฐานะผู้ซื้อสิทธิการเช่าจากโจทก์ผู้ได้สิทธิการเช่าจากรัฐจริง ซึ่งการโอนสิทธิการเช่านี้ดังที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรามีความเห็น แม้มิได้ทำให้จำเลยมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย แต่ข้อห้ามมิให้เกษตรกรที่ได้รับสิทธิการเช่าโอนสิทธิการเช่าไปยังบุคคลอื่นตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 ซึ่งออกตามความในมาตรา 19 (8) แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ข้อ 11 (2) ย่อมมีผลให้โจทก์ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้โอนสิทธิการเช่าต้องสิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับมอบจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทันทีที่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นตามข้อ 11 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย และเป็นเรื่องที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1337
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 19 (8)
กฎกระทรวง (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำเนียร ไชยม
จำเลย — นางซ่อนกลิ่น สำอางค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางจิราภา เรืองนาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2947/2560
#610057
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของ ก. ตามคำสั่งศาล ผู้ร้องฟ้องร้องดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกหลายคดี ทำให้ผู้ร้องยังไม่ได้รับทรัพย์มรดกจากทายาทผู้ครอบครอง จึงไม่อาจจัดการมรดกและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เสร็จสิ้นได้ เมื่อการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ก. ยังต้องรอผลคดีที่เกี่ยวข้อง ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกก็ต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนของทายาทเพื่อดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับทรัพย์มรดก ที่ทรัพย์มรดกของ ก. รวมทั้งหุ้นมรดกในบริษัทผู้คัดด้านตกทอดแก่ทายาทเมื่อ ก. ถึงแก่ความตาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องการตกทอดของทรัพย์มรดกเท่านั้น ส่วนที่ผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการจัดการมรดกเป็นอีกเรื่องซึ่งต้องพิจารณาแยกจากกัน หาใช่การตกทอดของหุ้นมรดกทำให้ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกไม่อาจดำเนินการเกี่ยวกับหุ้นมรดกแทนทายาทได้ไม่ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีการแบ่งปันหุ้นมรดก ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ ก. ทุกคนเป็นเจ้าของรวมในหุ้นมรดกซึ่งยังคงอยู่ในชื่อของ ก. ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกชอบที่จะใช้สิทธิจัดการหุ้นมรดกแทนทายาท อันเป็นอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของกองมรดก ที่ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกมอบอำนาจให้ ว. เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นและออกเสียงลงคะแนนแทน จึงอยู่ในขอบอำนาจการดำเนินการของผู้ร้อง ผู้คัดค้านจะอ้างว่าผู้ร้องใช้สิทธิในหุ้นมรดกที่ตกทอดแก่ทายาทแล้วเป็นการละเมิดสิทธิของทายาทหาได้ไม่ ที่ ส. ประธานในที่ประชุมมีคำวินิจฉัยให้ ว. ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. เข้าประชุมผู้ถือหุ้นได้ แต่ไม่ให้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเป็นการลดทอนรอนสิทธิของผู้ถือหุ้น ทำให้หุ้นในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของ ก. ปราศจากอำนาจในการออกเสียง ไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1182 ที่กำหนดให้ผู้ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิออกเสียงในการลงคะแนนเมื่อมีการประชุมผู้ถือหุ้น การลงมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นครั้งพิพาทที่ไม่ให้ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุม จึงฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอขอให้มีคำสั่งว่า มติที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านประจำปี 2555 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2555 เป็นโมฆะ และให้เพิกถอนมติดังกล่าว ให้บริษัทผู้คัดค้านเปลี่ยนแปลงสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจากนายกัญจนเป็นนางรัชนี ผู้จัดการมรดกของนายกัญจน โดยให้ผู้คัดค้านนำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นดังกล่าวต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านประจำปี 2555 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2555 อันผิดระเบียบ ให้บริษัทผู้คัดค้านเปลี่ยนแปลงสมุดทะเบียน ผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านจากเดิมชื่อนายกัญจน เป็นชื่อนางรัชนี ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจน กับให้บริษัทผู้คัดค้านนำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นดังกล่าวต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายกัญจน เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2550 นายกัญจน ถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2550 ผู้ร้องได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายกัญจนตามคำสั่งศาล บริษัทผู้คัดค้านมีนายกัญจนและบุคคลในครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้น โดยบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านฉบับวันที่ 24 เมษายน 2553 ระบุว่า นายกัญจนถือหุ้น 600 หุ้น พลตำรวจตรีกำพล นายสิงห์ และนายอนันต์ ถือหุ้นคนละ 256,400 หุ้น ผู้ร้อง (ในฐานะส่วนตัว) ถือหุ้น 10,000 หุ้น นายจิรพล และนางสาวกุลวรา ถือหุ้นคนละ 100 หุ้น รวมจำนวนหุ้น 780,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท บริษัทผู้คัดค้านมีพลตำรวจตรีกำพล นายสิงห์และนายอนันต์เป็นกรรมการ โดยกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญมีอำนาจกระทำการผูกพันบริษัท กรรมการทั้งสามคนเป็นบุตรของนายกัญจน นับแต่ปี 2550 ผู้ร้องฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายกัญจน โดยพลตำรวจตรีกำพลและนายสิงห์ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2553 พลตำรวจตรีกำพลและนายสิงห์ขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก บริษัทผู้คัดค้านจัดการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นประจำปี 2555 ในวันที่ 28 เมษายน 2555 เวลา 11 นาฬิกา ณ ห้องประชุมหมายเลข 502 ชั้น 5 โรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจนมอบอำนาจให้นายวีรศักดิ์เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนในการประชุมผู้ถือหุ้นแทนผู้ร้อง ในวันประชุมดังกล่าวผู้ถือหุ้นมาประชุมครบ 7 คน นายสิงห์ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ก่อนเริ่มประชุม นายวีรศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจนแถลงยืนยันว่า ผู้จัดการมรดกมีสิทธิออกเสียงในการประชุมได้ นายปิยะพงษ์ ผู้รับมอบอำนาจจากนายจิรพล แถลงโต้แย้งว่า ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิออกเสียงลงมติในการประชุม เพราะไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทโดยชัดแจ้ง และมีคดีค้างพิจารณาซึ่งโต้แย้งกันอยู่ว่าผู้ร้องจะได้เป็นผู้จัดการมรดกต่อไปหรือไม่ ประธานในที่ประชุมวินิจฉัยข้อโต้แย้งดังกล่าว โดยให้นายวีรศักดิ์เข้าประชุมได้ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุม การประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นในครั้งนี้มีการพิจารณาและลงมติในวาระการรับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2554 การอนุมัติงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2554 การเลือกกรรมการแทนตำแหน่งกรรมการที่ออกตามวาระ การแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี ในการลงมติทุกวาระ นายวีรศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องในส่วนหุ้นของนายกัญจนไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อแรกว่า การลงมติในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นครั้งพิพาทกระทำโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาสรุปความได้ว่า หุ้นของนายกัญจนตกทอดแก่ทายาทตั้งแต่นายกัญจนถึงแก่ความตาย ที่ผู้ร้องใช้สิทธิในหุ้นซึ่งตกทอดแก่ทายาทแล้วมาเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการละเมิดสิทธิของทายาท การใช้สิทธิในหุ้นของทายาทเป็นสิทธิเฉพาะตัว ผู้จัดการมรดกจะอ้างว่าการแบ่งมรดกไม่แล้วเสร็จและใช้สิทธิครอบคลุมไปถึงสิทธิเฉพาะตัวของทายาทมิได้ นายปิยะพงษ์ได้รับมอบอำนาจจากนายจิรพลผู้ถือหุ้น ย่อมมีอำนาจแสดงความคิดเห็นและคัดค้านเกี่ยวกับกรณีนี้ได้ ทายาทของนายกัญจนต่างเห็นชอบตามที่นายสิงห์วินิจฉัยข้อโต้แย้งเรื่องการใช้สิทธิของผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นประเด็นมาตั้งแต่การประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2551 ซึ่งนายสิงห์วินิจฉัยในลักษณะนี้ตลอดมา ผู้ร้องไม่เคยฟ้องเป็นคดี นับแต่ปี 2550 ผู้ร้องไม่จัดประชุมทายาทเพื่อแก้ปัญหาและไม่ดำเนินการแบ่งหุ้นมรดก ผู้ร้องมีคดีพิพาทกับบุตรและหลานของนายกัญจน จึงไม่โอนหุ้นให้แก่ทายาท แต่กลับนำสิทธิในหุ้นของทายาทมาใช้ในการประชุมผู้ถือหุ้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ประธานในที่ประชุมชี้ขาดเพื่อมิให้ทายาทถูกละเมิดสิทธิ เป็นการกระทำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 จึงมิใช่เหตุฝ่าฝืนกฎหมายหรือเป็นการประชุมผู้ถือหุ้นที่ไม่ชอบอันจะเพิกถอนได้นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังผู้ร้องได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายกัญจนตามคำสั่งศาล ผู้ร้องฟ้องร้องดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกหลายคดี ซึ่งผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาจัดการมรดก โดยอ้างว่าคดีที่ฟ้องร้องยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ทำให้ผู้ร้องยังไม่ได้รับทรัพย์มรดกจากทายาทผู้ครอบครอง จึงไม่อาจจัดการมรดกและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เสร็จสิ้นได้ ซึ่งศาลในคดีขอตั้งผู้จัดการมรดกมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาจัดการมรดกตามคำร้องของผู้ร้อง การเกิดคดีพิพาทระหว่างผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกกับทายาทของนายกัญจน เป็นเรื่องที่บุคคล ในครอบครัวตังทัตสวัสดิ์ต่างรับรู้ และยังรอผลคดีถึงที่สุดที่จะชี้ขาดเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายกัญจนที่ผู้ร้องอ้างว่าทายาทครอบครองโดยไม่ชอบ เมื่อการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายกัญจนยังต้องรอผลคดีที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของผู้ร้องซึ่งยังคงเป็นผู้จัดการมรดกของนายกัญจนตามคำสั่งศาล ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนของทายาทเพื่อดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับทรัพย์มรดก ที่ทรัพย์มรดกของนายกัญจนรวมทั้งหุ้นมรดกในบริษัทผู้คัดค้านตกทอดแก่ทายาทเมื่อนายกัญจนถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องการตกทอดของทรัพย์มรดกเท่านั้น ส่วนที่ผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการจัดการมรดกเป็นอีกเรื่องซึ่งต้องพิจารณาแยกจากกัน หาใช่การตกทอดของหุ้นมรดกทำให้ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกไม่อาจดำเนินการเกี่ยวกับหุ้นมรดกแทนทายาทได้ไม่ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีการแบ่งปันหุ้นมรดก ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายกัญจนทุกคนเป็นเจ้าของรวมในหุ้นมรดกซึ่งยังคงอยู่ในชื่อของเจ้ามรดก ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกชอบที่จะใช้สิทธิจัดการหุ้นมรดกแทนทายาท อันเป็นอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของกองมรดก ที่ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกมอบอำนาจให้นายวีรศักดิ์เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นและออกเสียงลงคะแนนแทน จึงอยู่ในขอบอำนาจการดำเนินการของผู้ร้อง ผู้คัดค้านจะอ้างว่าผู้ร้องใช้สิทธิในหุ้นมรดก ที่ตกทอดแก่ทายาทแล้วเป็นการละเมิดสิทธิของทายาทหาได้ไม่ ที่นายสิงห์ประธานในที่ประชุมมีคำวินิจฉัยให้นายวีรศักดิ์ ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจนเข้าประชุมผู้ถือหุ้นได้ แต่ไม่ให้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน เป็นการลดทอนรอนสิทธิของผู้ถือหุ้น ทำให้หุ้นในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนายกัญจนปราศจากอำนาจในการออกเสียง ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1182 ที่กำหนดให้ผู้ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิออกเสียงในการลงคะแนนเมื่อมีการประชุมผู้ถือหุ้น การลงมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นครั้งพิพาทที่ไม่ให้ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจนมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุม จึงฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ในการประชุมผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านตั้งแต่ปี 2552 ประธานในที่ประชุมก็วินิจฉัยในลักษณะนี้ตลอดมา ก็เป็นแต่การประชุมใหญ่ในครั้งก่อน ๆ ที่ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจนไม่ได้ใช้สิทธิขอเพิกถอนเท่านั้น มิได้ทำให้ผู้ร้องต้องยอมรับการถูกตัดสิทธิตลอดไป และที่การจัดการมรดกยังไม่แล้วเสร็จก็ขึ้นอยู่กับข้อโต้แย้งในระหว่างทายาทซึ่งมีคดีความกัน หาใช่ผู้ร้องกระทำโดยไม่สุจริตเพื่อถือเอาหุ้นมรดกไว้ใช้สิทธิในฐานะผู้จัดการมรดกไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นครั้งพิพาทมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านต่อไปว่า ผู้คัดค้านต้องเปลี่ยนแปลงสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในส่วนหุ้นของนายกัญจนหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจนไม่เคยบอกกล่าวให้ผู้คัดค้านโอนหุ้นของนายกัญจนแก่ผู้จัดการมรดกและการขอบังคับให้ผู้คัดค้านเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยโอนหุ้นมรดกให้แก่ผู้ร้องเพียงผู้เดียวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในข้อนี้ได้ความดังที่วินิจฉัยมาแล้วว่า ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจนชอบที่จะใช้สิทธิจัดการหุ้นมรดกแทนทายาท อันเป็นอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของกองมรดก ประกอบกับการที่ผู้ร้องมีคำขอให้เปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือหุ้นจากนายกัญจนเป็นผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดก มิได้มีผลให้ผู้ร้องได้รับโอนหุ้นเป็นการส่วนตัว แต่เป็นการรับโอนหุ้นไว้แทนทายาททุกคน ทั้งกรณีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการใช้สิทธิในหุ้นมรดก 600 หุ้น ซึ่งอยู่ในชื่อของนายกัญจนและยังไม่ได้มีการแบ่งปันให้แก่ทายาทนี้ ผู้ร้องยืนยันการใช้สิทธิในฐานะผู้จัดการมรดกตลอดมา กรรมการของผู้คัดค้านซึ่งต่างเป็นทายาทของนายกัญจนก็ทราบอยู่ว่า ผู้ร้องประสงค์จะใช้สิทธิในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจน เมื่อนายกัญจน ถึงแก่ความตายตั้งแต่ปี 2550 ผู้คัดค้านไม่มีเหตุที่จะคงชื่อนายกัญจนเป็นผู้ถือหุ้นของผู้คัดค้านต่อไป ผู้คัดค้านจึงต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักฐานที่ผู้ร้องแสดงให้ปรากฏแล้วว่า ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการแทนทายาทในส่วนหุ้นมรดกของนายกัญจน ผู้คัดค้านจะโต้แย้งว่าผู้ร้องไม่ได้บอกกล่าวให้มีการโอนหุ้นมรดกมิได้ ที่ศาลอุทธรณ์ให้ผู้คัดค้านเปลี่ยนแปลงสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจากชื่อนายกัญจนเป็นชื่อผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกัญจน พร้อมทั้งให้ผู้คัดค้านนำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นดังกล่าวต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1182 ม. 1599 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นางรัชนี ตังทัตสวัสดิ์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
ผู้ร้อง — ผู้จัดการมรดกของนายกัญจน ตังทัตสวัสดิ์
ผู้คัดค้าน — บริษัทบูรพา ธารินทร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรวิศ รักษ์มณี
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
เกษม เกษมปัญญา
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2921/2560
#611284
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพเนื่องจากประสงค์จะใช้หนี้เงินกู้ยืมแก่ผู้เสียหาย ความจริงจำเลยกู้ยืมเงินผู้เสียหายแทนบุคคลอื่น ส่วนโฉนดที่ดินที่จำเลยมอบให้ผู้เสียหายมิใช่การให้หลักประกันในการจำนอง จำนำ หรือบุริมสิทธิ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังตามฟ้องว่า จำเลยหลอกลวง ก. ผู้เสียหาย โดยนำโฉนดที่ดินที่ถูกยกเลิกเนื่องจากจำเลยได้ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับใหม่และนำไปจดทะเบียนขายฝากแก่ผู้อื่นแล้ว ส่งมอบให้ผู้เสียหายเพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อส่งมอบเงิน 510,000 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาได้ เพราะไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำเลยคืนเงิน 510,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงิน 510,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ปรากฏว่าผู้เสียหายติดใจเรียกร้องจากจำเลย 450,000 บาท และจำเลยได้ชำระคืนมาให้แล้ว 10,000 บาท จึงให้จำเลยคืนเงิน 440,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี เมื่อลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพเนื่องจากประสงค์จะใช้หนี้เงินกู้ยืมแก่ผู้เสียหายให้เสร็จไป ความจริงจำเลยกู้ยืมเงินผู้เสียหายแทนบุคคลอื่นที่ต้องการนำเงินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลมารดา แต่ผู้เสียหายไม่กล้าให้ยืมโดยให้จำเลยกู้ยืมเงินแทน จำเลยไม่ได้นำเงินนั้นไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ส่วนโฉนดที่ดินที่จำเลยแจ้งหายและนำไปมอบให้ผู้เสียหายยึดถือไว้ก็มิใช่การให้หลักประกันในการจำนอง จำนำ หรือบุริมสิทธิอื่นในทำนองเดียวกัน ผู้เสียหายไม่มีสิทธิบังคับเอากับที่ดินตามโฉนดที่ดินที่จำเลยมอบให้ หากจำเลยผิดนัดผู้เสียหายสามารถบังคับในทางแพ่งเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้อยู่แล้ว ผู้เสียหายจึงไม่ได้รับความเสียหาย ทำนองว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังตามฟ้องว่า จำเลยหลอกลวงนางเกวลิน ผู้เสียหาย โดยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 31696 ตำบลบางยี่โท อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ถูกยกเลิกไปเนื่องจากจำเลยได้ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับใหม่และนำไปจดทะเบียนขายฝากแก่ผู้อื่นแล้ว ส่งมอบให้ผู้เสียหายเพื่อเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ส่งมอบเงิน 510,000 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาได้ เพราะไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 341 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 216
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นางสุภาดา สุขสมสังข์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายกมล ยืนยงวัฒนากูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
จินดา ปัณฑะโชติ
เฉลิมชัย ศรีชัยเลิศพานิช
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2782/2560
#610630
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประกาศข้อ 10 กำหนดว่าวงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับจากประกาศดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นเรื่องกำหนดให้การทำสัญญาค้ำประกันการทำงานต้องกำหนดวงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ ไม่ได้ให้นายจ้างทำสัญญากำหนดวงเงินให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเพียงใดก็ได้ แต่จะเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเกินกว่า 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยไม่ได้ดังที่โจทก์อุทธรณ์ เพราะหากทำเช่นนั้นได้ นายจ้างก็สามารถฉวยโอกาสทวงถามเรียกร้องค้ำประกันให้ชำระค่าเสียหายเป็นจำนวนตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเกินกว่า 60 เท่าดังกล่าว โดยคาดหวังว่าจะได้รับชำระค่าเสียหายเต็มตามสัญญาหรือเกินกว่า 60 เท่า ตามกฎหมายจากผู้ค้ำประกันซึ่งอาจไม่รู้ถึงสิทธิตามกฎหมายดังกล่าว เหมือนที่โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายเต็มจำนวนซึ่งเกินกว่า 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยก่อนที่จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้สนใจที่จะปฏิบัติต่อผู้ค้ำประกันด้วยความเคารพต่อประกาศกระทรวงแรงงานฉบับดังกล่าว ที่ศาลแรงงานภาค 3 วินิจฉัยว่า สัญญาค้ำประกันตามฟ้องตกเป็นโมฆะ และพิพากษายกฟ้องชอบด้วยเหตุและผลแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 40,090.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัด

ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ลูกจ้างทั้งสองซึ่งมีจำเลยค้ำประกันการทำงานทำความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างมียอดเงินคงเหลือค้างชำระ 168,330.36 บาท จำเลยค้ำประกันลูกจ้างทั้งสองในวันที่ 29 มิถุนายน 2554 โดยระบุในสัญญาค้ำประกันว่าจะรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมในความเสียหายที่ลูกจ้างทั้งสองก่อหนี้จนครบจำนวน แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาค้ำประกันการทำงานที่จำเลยทำไว้ต่อโจทก์ดังกล่าวขัดกับประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 จึงตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวต่อโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงแรงงานดังกล่าวออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประกาศข้อ 5 หลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานมี 3 ประเภท ได้แก่ 1) เงินสด 2) ทรัพย์สิน 3) การค้ำประกันด้วยบุคคล สัญญาค้ำประกันด้วยบุคคลที่จำเลยกระทำไว้ต่อโจทก์ย่อมเป็นหลักประกันตามประกาศฉบับนี้ กรณีนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันโดยการค้ำประกันด้วยบุคคล ประกาศข้อ 10 กำหนดว่าวงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ โดยข้อ 10 วรรคสอง กำหนดให้นายจ้างจัดทำหนังสือค้ำประกัน 3 ฉบับ ให้นายจ้าง ลูกจ้างและผู้ค้ำประกันเก็บไว้ฝ่ายละฉบับ เห็นได้ว่าเป็นเรื่องกำหนดให้การทำสัญญาค้ำประกันการทำงานต้องกำหนดวงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ ไม่ได้ให้นายจ้างทำสัญญากำหนดวงเงินให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเพียงใดก็ได้ แต่จะเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเกินกว่า 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยไม่ได้ดังที่โจทก์อุทธรณ์ เพราะหากทำเช่นนั้นได้ นายจ้างก็สามารถฉวยโอกาสทวงถามเรียกร้องผู้ค้ำประกันให้ชำระค่าเสียหายเป็นจำนวนตามสัญญาค้ำประกันซึ่งเกินกว่า 60 เท่าดังกล่าว โดยคาดหวังว่าจะได้รับชำระค่าเสียหายเต็มตามสัญญาหรือเกินกว่า 60 เท่า ตามกฎหมายจากผู้ค้ำประกันซึ่งอาจไม่รู้ถึงสิทธิตามกฎหมายดังกล่าว เหมือนที่โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายเต็มจำนวนซึ่งเกินกว่า 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยก่อนที่จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้สนใจที่จะปฏิบัติต่อผู้ค้ำประกันด้วยความเคารพต่อประกาศกระทรวงแรงงานฉบับดังกล่าว ที่ศาลแรงงานภาค 3 วินิจฉัยว่า สัญญาค้ำประกันตามฟ้องตกเป็นโมฆะ และพิพากษายกฟ้องชอบด้วยเหตุและผลแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10
ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหวิภัณฑ์นานา
จำเลย — นางธิติมา นิลบัวลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 3 — นายธีระพงศ์ ทองมั่นคง
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2560
#612990
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสารเป็นคู่สัญญาและมีข้อกำหนดในข้อ 1 ระบุว่า สมาชิกบัตรหลักและสมาชิกบัตรเสริมตามที่ปรากฏในใบสมัครจะต้องผูกพันร่วมกันในฐานะลูกหนี้ร่วมรับผิดชอบชำระหนี้ค่าสินค้าและหรือบริการอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตรวมทั้งค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวนั้นมิใช่นิติกรรมประเภทสัญญาที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม เพราะสัญญาบัตรเครดิตนั้นสามารถแยกการใช้จ่ายได้ระหว่างบัตรหลักคือบัตรเครดิตของจำเลยที่ 1 กับบัตรเสริมหรือบัตรเครดิตเสริมที่โจทก์ออกให้จำเลยที่ 2 นอกจากนี้เอกสารก็มิใช่สัญญาค้ำประกันที่จะผูกพันจำเลยที่ 2 ในอันที่จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม โดยเห็นได้ชัดว่าการทำบัตรเครดิตหลักและบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทก์มุ่งหมายให้ผู้ใช้บัตรเครดิตหลักซึ่งเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือกว่าผู้ใช้บัตรเครดิตเสริมเป็นลูกหนี้หลัก ทั้งตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ระบุชัดให้ผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมดดังนั้นข้อกำหนดเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักจะต้องมีมากกว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตเสริมโจทก์จะพิจารณาดูจากเครดิตหรือความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการชำระหนี้จากผู้ถือบัตรหลักคือจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์จึงอนุญาตในการออกบัตรเครดิตเสริมให้แก่จำเลยที่ 2 โดยลักษณะของสัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลยทั้งสองเช่นนี้ ย่อมเห็นได้ถึงเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักเป็นผู้รับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 เองและของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเสริมเท่านั้น มิใช่ต้องการให้จำเลยที่ 2 ผู้ถือบัตรเครดิตเสริมต้องมาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แม้ในเอกสารที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในใบสมัครบัตรเสริมจะมีข้อความกำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม แต่ข้อกำหนดในเอกสารคำขอเปิดบัตรเครดิตเสริมนั้นไม่ถือว่าผูกพันจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ข้อสัญญาดังกล่าวยังถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บริโภคด้วยประกอบกับจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตหลักในการก่อหนี้โดยตรงกับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้โดยตรงเพียงคนเดียวที่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ เช่นนี้จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องผูกพันร่วมรับผิดกับหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 264,913.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 227,059.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 230,447.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 227,059.49 บาท นับตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการค้าส่งและค้าปลีกรวมทั้งการให้กู้ยืมเงิน การออกบัตรเครดิตโดยใช้ชื่อว่า "บัตรเครดิต เทสโก้ โลตัส" ให้แก่ลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิก เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2550 จำเลยที่ 1 สมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตกับโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมผูกพันและปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์ และตกลงจะชำระหนี้เงินคืนให้แก่โจทก์ในการซื้อสินค้าหรือบริการ โดยโจทก์ทดรองจ่ายเงินไปก่อนแล้วจำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้ในภายหลังพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม โดยโจทก์ออกบัตรเครดิตให้จำเลยที่ 1 เลขที่ 4093 3801 0648XXXX และจำเลยที่ 1 ได้ซื้อสินค้าและใช้บริการผ่านบัตรเครดิตของโจทก์ ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 จำเลยที่ 1 ได้ร้องขอให้โจทก์ออกบัตรเครดิตเสริมให้แก่จำเลยที่ 2 และโจทก์ได้ออกบัตรเครดิตให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบัตรเสริมเลขที่ 4093 3801 0653XXXX และจำเลยที่ 2 ก็ได้ใช้บัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรเสริมดังกล่าวด้วยและจำเลยทั้งสองค้างชำระหนี้เงินอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2552 เป็นเงินต้น 227,059.49 บาท ค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 6,792.26 บาท โดยหนี้ดังกล่าวเกิดจากการใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าเป็นเพียงผู้ถือบัตรเสริม จึงไม่มีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสาร ซึ่งเป็นเอกสารที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นคู่สัญญาและมีข้อกำหนดในข้อ 1 ระบุว่า สมาชิกบัตรหลักและสมาชิกบัตรเสริมตามที่ปรากฏในใบสมัครจะต้องผูกพันร่วมกันในฐานะลูกหนี้ร่วมรับผิดชอบชำระหนี้ค่าสินค้าและหรือบริการอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตรวมทั้งค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวนั้นมิใช่นิติกรรมประเภทสัญญาที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม เพราะสัญญาบัตรเครดิตนั้นสามารถแยกการใช้จ่ายได้ระหว่างบัตรหลักคือบัตรเครดิตของจำเลยที่ 1 กับบัตรเสริมหรือบัตรเครดิตเสริมที่โจทก์ออกให้จำเลยที่ 2 นอกจากนี้ เอกสารดังกล่าวก็มิใช่สัญญาค้ำประกันที่จะผูกพันจำเลยที่ 2 ในอันที่จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม โดยเห็นได้ชัดว่าการทำบัตรเครดิตหลักและบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทก์มุ่งหมายให้ผู้ใช้บัตรเครดิตหลัก ซึ่งเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือกว่าผู้ใช้บัตรเครดิตเสริมเป็นลูกหนี้หลัก ทั้งตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ระบุชัดให้ผู้ถือบัตรหลักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากบัตรเสริมทั้งหมด ดังนั้นข้อกำหนดเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักจะต้องมีมากกว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตเสริม เพราะการที่โจทก์จะออกบัตรเครดิตให้บุคคลใดนั้น โจทก์มีเงื่อนไขว่า ผู้ขอออกบัตรเครดิตหลักนั้นจะต้องมีรายได้ที่สูงพอสมควร โดยจำเลยที่ 1 จะต้องมีเงินเดือนสูงตั้งแต่ 12,000 บาท เป็นต้นไป และรายได้ดังกล่าวจะต้องเป็นรายได้ประจำ หากเป็นนิติบุคคลก็จะต้องมีหลักฐานทางการค้าที่น่าเชื่อถือเพื่อเป็นหลักประกันที่จะเกิดหนี้เสียได้น้อย ส่วนการอนุมัติออกบัตรเครดิตเสริมนั้น โจทก์จะพิจารณาดูจากเครดิตหรือความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการชำระหนี้จากผู้ถือบัตรหลักคือจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์จึงอนุญาตในการออกบัตรเครดิตเสริมให้แก่จำเลยที่ 2 โดยลักษณะของสัญญาที่โจทก์ทำกับจำเลยทั้งสองเช่นนี้ ย่อมเห็นได้ถึงเจตนาในการทำสัญญาของโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเครดิตหลักเป็นผู้รับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดของจำเลยที่ 1 เองและของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเสริมเท่านั้น มิใช่ต้องการให้จำเลยที่ 2 ผู้ถือบัตรเครดิตเสริมต้องมาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แม้ในเอกสารที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในใบสมัครบัตรเสริมจะมีข้อความกำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม แต่ข้อกำหนดในเอกสารคำขอเปิดบัตรเครดิตเสริมนั้นไม่ถือว่าผูกพันจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ข้อสัญญาดังกล่าวยังถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บริโภคด้วย ประกอบกับจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตหลักในการก่อหนี้โดยตรงกับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้โดยตรงเพียงคนเดียวที่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ เช่นนี้จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องผูกพันร่วมรับผิดกับหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 297
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทสโก้ คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด
จำเลย — นายสมศักดิ์ สกุลเย็น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นางดรุณี สุรีฉัตรไชยยันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายณัฐพงศ์ วงศ์ศิวะวิลาส
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2762/2560
#612621
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยนัดประชุมคณะกรรมการและไม่มีการประชุมคณะกรรมการเพื่อลงมติให้เรียกประชุมใหญ่ จำเลยทั้งสี่มิได้จัดส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่แก่สมาชิกทุกคน จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาพร้อมกับหนังสือเชิญประชุม จำเลยทั้งสี่กำหนดอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ของสมาชิกแตกต่างจากที่ได้จดทะเบียนไว้ในข้อบังคับ และจำเลยทั้งสี่เสนอตารางการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับโดยมิได้เรียงลำดับข้อที่ขอแก้ไขเทียบกับข้อบังคับเดิม เนื้อหาฎีกาของโจทก์ดังกล่าวในส่วนที่เป็นสาระสำคัญล้วนคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น คงมีส่วนเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อยในรายละเอียด ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาเดียวกันไว้แล้ว ฎีกาของโจทก์มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ควรวินิจฉัยอย่างไร และด้วยเหตุผลใด จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประชุมและมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2557 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2557 ของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อบังคับจำเลยที่ 1 ข้อ 33 เพียงแต่บังคับให้ส่งคำบอกกล่าวนัดประชุมก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 15 วัน เท่านั้น มิได้บังคับว่าต้องให้คำบอกกล่าวถึงสมาชิกก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่า 15 วัน นอกจากนี้ ข้อบังคับดังกล่าวมุ่งประสงค์ให้มีการแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าว่าจำเลยจะจัดให้มีการประชุมใหญ่ในกิจการใด ที่ไหน เมื่อใด เพื่อสมาชิกจะได้มีโอกาสเตรียมตัวสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ แต่มิได้บังคับเด็ดขาดว่าถ้าไม่แจ้งไปให้สมาชิกก่อนวันนัดประชุม 15 วัน แล้ว การแจ้งดังกล่าวจะต้องเป็นโมฆะเสียเปล่า ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์หรือสมาชิกอื่นจะได้รับหนังสือบอกกล่าวก่อนวันนัดประชุมใหญ่ครบกำหนด 15 วัน หรือไม่ เมื่อสมาชิกส่วนใหญ่ทราบกำหนดวันนัดประชุมใหญ่แล้ว ก็เป็นคำบอกกล่าวแจ้งประชุมใหญ่สามัญโดยชอบ สำหรับข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าการประชุมใหญ่ครั้งนี้ไม่มีการประชุมคณะกรรมการเพื่อลงมติดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากข้อบังคับของจำเลยที่ 1 มิได้มีข้อใดระบุว่าต้องมีมติคณะกรรมการจำเลยที่ 1 ก่อนจึงจะมีการจัดประชุมได้ ส่วนข้ออ้างของโจทก์ว่า อัตราส่วนกรรมสิทธิ์ของสมาชิกแตกต่างจากที่จดทะเบียนไว้ในข้อบังคับนั้น นอกจากจะเป็นฟ้องเคลือบคลุมแล้ว ยังได้ความจากพยานจำเลยทั้งสี่ว่าในการนับคะแนนการลงมติของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามข้อบังคับของนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ข้อ 35 วรรคท้าย สำหรับเหตุที่ว่า ไม่มีการส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง คือ งบการเงินปี 2556 และงบประมาณปี 2557 กับข้อบังคับที่จะแก้ไข แม้จะไม่มีการส่งให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ก็สามารถขอใช้สิทธิตรวจดูงบการเงินของจำเลยที่ 1 ได้อยู่แล้ว และเหตุที่ว่า จำเลยทั้งสี่เสนอตารางการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับโดยมิได้เรียงลำดับข้อที่ขอแก้ไขเทียบกับข้อบังคับเดิม ข้ออ้างดังกล่าวหามีผลทำให้การประชุมใหญ่ครั้งนี้ชอบหรือไม่แต่อย่างใด พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 32 และข้อ 34 ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าการเรียกประชุมใหญ่จะต้องผ่านการประชุมคณะกรรมการเพื่อลงมติให้มีการเรียกประชุมใหญ่เสียก่อน จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานคณะกรรมการจำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจลงนามเรียกประชุมใหญ่ได้ ทั้งการนัดประชุมครั้งที่สองก็อยู่ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันประชุมครั้งแรกซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มิได้เรียกประชุมคณะกรรมการรวมทั้งโจทก์ เพื่อมีมติให้เรียกประชุมใหญ่ก่อนออกหนังสือเชิญประชุม หาได้ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสี่มิได้จัดส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่แก่สมาชิกทุกคน โดยสมาชิกที่เป็นแปลงที่ดินเปล่า 8 ราย ไม่ได้รับหนังสือเชิญประชุมนั้น ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 33 ระบุไว้โดยมุ่งประสงค์ให้มีการแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าว่าจำเลยที่ 1 จะได้จัดให้มีการประชุมใหญ่เมื่อใด ในกิจการใด และที่ใด เพื่อสมาชิกจะได้มีโอกาสเตรียมตัวสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิก ได้ความจากพยานจำเลยทั้งสี่ว่า ได้จัดส่งหนังสือเชิญประชุมรวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังสมาชิก รวมทั้งปิดประกาศให้ทราบภายในหมู่บ้านและบริเวณหน้าหมู่บ้านแล้ว ซึ่งตามข้อบังคับดังกล่าวก็มิได้ห้ามการแจ้งให้สมาชิกทราบโดยวิธีอื่นนอกจากหนังสือ ดังนั้น อาจแจ้งทางโทรศัพท์หรือส่งทางไลน์หรือทางอีเมล์ก็ได้ ทั้งได้ความว่าผู้รับมอบอำนาจโจทก์เข้าประชุมใหญ่ทั้งสองครั้ง จึงเชื่อว่าสมาชิกส่วนใหญ่ของจำเลยที่ 1 และโจทก์ทราบล่วงหน้าว่าจะมีการประชุมใหญ่ตามวันเวลาที่กำหนดไว้แล้ว จึงถือว่าได้มีการบอกกล่าวนัดประชุมโดยชอบ แม้สมาชิกที่เป็นแปลงที่ดินเปล่า 8 ราย จะไม่ได้รับหนังสือตามที่โจทก์อ้าง แต่อาจทราบโดยวิธีการอื่นก็ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ไม่ได้ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาพร้อมกับหนังสือเชิญประชุมนั้น โจทก์ในฐานะกรรมการและสมาชิกสามารถขอตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงได้อยู่แล้วก่อนวันนัดประชุมใหญ่ ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสี่ใช้อัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่นำมาใช้ในการลงมติมิได้เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 นั้น คำฟ้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น ส่วนเหตุอื่นที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์นั้นเป็นรายละเอียดปลีกย่อยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายืน โจทก์ฎีกา เห็นว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยนัดประชุมคณะกรรมการและไม่มีการประชุมคณะกรรมการเพื่อลงมติให้เรียกประชุมใหญ่ จำเลยทั้งสี่มิได้จัดส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่แก่สมาชิกทุกคน จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาพร้อมกับหนังสือเชิญประชุม จำเลยทั้งสี่กำหนดอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ของสมาชิกแตกต่างจากที่ได้จดทะเบียนไว้ในข้อบังคับ และจำเลยทั้งสี่เสนอตารางการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับโดยมิได้เรียงลำดับข้อที่ขอแก้ไขเทียบกับข้อบังคับเดิม เนื้อหาฎีกาของโจทก์ดังกล่าวในส่วนที่เป็นสาระสำคัญล้วนคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งสิ้น คงมีส่วนเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อยในรายละเอียด ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาเดียวกันไว้แล้ว ฎีกาของโจทก์มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ควรวินิจฉัยอย่างไร และด้วยเหตุผลใด จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอู่เงิน จำกัด
นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ้านศุภวรรณ
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรพล จันทวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2718/2560
#610614
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือรับรองกรรมการบริษัทผู้ร้องมีจำนวน 10 คน ในจำนวนนี้มี บ. กับ ก. เป็นกรรมการร่วมอยู่ด้วย โดยกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทมีผลผูกพันผู้ร้องเมื่อปรากฏว่าผู้ร้องโดย บ. กับ ก. ซึ่งเป็นกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัททำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 25 มีนาคม 2558 มอบอำนาจให้ ฤ. หรือ ศ. หรือ ส. หรือ ม. หรือ ว. หรือ น. มีอำนาจลงนามในสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่างโจทก์ในคดีนี้กับผู้ร้อง โดยมิได้ระบุเงื่อนไขว่า ผู้รับมอบอำนาจจะต้องร่วมลงนามด้วยกันสองคน หรือต้องประทับตราสำคัญของบริษัทผู้ร้องด้วย ดังนั้น โดยหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว เมื่อ ส. ผู้รับมอบอำนาจเป็นผู้ลงนามในสัญญาโอนสินทรัพย์แทนผู้ร้อง สัญญาโอนสินทรัพย์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

สัญญาโอนสินทรัพย์ระบุว่า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ผู้โอน ประสงค์จะโอนสินทรัพย์ให้แก่ผู้รับโอนและผู้รับโอนประสงค์จะรับโอนสินทรัพย์จากผู้โอน โดยมีค่าตอบแทนการโอนสินทรัพย์ และข้อ 1 ของสัญญาดังกล่าว ได้นิยามคำว่า "สินทรัพย์" หมายถึง สิทธิเรียกร้องและผลประโยชน์ทั้งปวงที่ผู้โอนมีต่อลูกหนี้ตามสัญญาสินเชื่อและสัญญาอุปกรณ์ และผู้โอนตกลงโอนให้แก่ผู้รับโอนตามสัญญานี้ กับให้นิยามคำว่า "ลูกหนี้" หมายถึง ลูกหนี้ชั้นต้น ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง ผู้จำนำ ผู้รับสภาพหนี้ และบุคคลอื่นใดซึ่งต้องรับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือแทนลูกหนี้ตามสัญญาสินเชื่อ หรือสัญญาที่บุคคลดังกล่าวข้างต้นทำไว้ หรือมีภาระผูกพันกับผู้โอน ตามนิยามดังกล่าว เมื่อบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินที่โอนระบุจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ จึงย่อมหมายรวมถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันเป็นบุคคลซึ่งต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ด้วย ดังนั้น ตามสัญญาโอนสินทรัพย์ หนี้ในส่วนของจำเลยทั้งสามจึงโอนมายังผู้ร้องแล้ว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 37,614,509.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 37,605,751.95 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2549 เป็นต้นไป โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 จำนวน 556,000 บาท วันที่ 30พฤษภาคม 2549 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 19 มิถุนายน 2549 จำนวน 200,000 บาท วันที่ 11 กันยายน 2549 จำนวน 300,000 บาท วันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 จำนวน 300,000 บาท วันที่ 13 มีนาคม 2549 จำนวน 210,150.99 บาท และวันที่ 18 เมษายน 2549 จำนวน 300,000 บาท รวม 7 ครั้ง หักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเหลือนำไปชำระต้นเงิน หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์สินจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11510 ตำบลคลองมะเดื่อ (คลองกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 8,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาประการแรกว่า สัญญาโอนสินทรัพย์ ผู้ร้องมีนายสมพร เป็นผู้รับมอบอำนาจเพียงคนเดียวลงลายมือชื่อเป็นผู้รับโอนโดยไม่มีผู้รับมอบอำนาจอีกหนึ่งคนลงลายมือชื่อร่วมด้วย ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 25 มีนาคม 2558 และมิได้ประทับตราสำคัญของบริษัท หากจะไม่ประทับตราสำคัญของบริษัทผู้รับมอบอำนาจก็จะต้องลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน สัญญาโอนสินทรัพย์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามหนังสือรับรองกรรมการบริษัทผู้ร้องมีจำนวน 10 คน ในจำนวนนี้มีนายบรรยง กับนางสาวกรประณม เป็นกรรมการร่วมอยู่ด้วย จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทผู้ร้องได้คือกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องโดยนายบรรยง กับนางสาวกรประณม ซึ่งเป็นกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัททำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 25 มีนาคม 2558 มอบอำนาจให้นายกฤษณ์ หรือนายศักดิ์ หรือนายสมพร หรือนายสมมาตร หรือนายวีระ หรือนายสันธิษณ์ มีอำนาจลงนามในสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่างโจทก์ในคดีนี้กับผู้ร้อง โดยมิได้ระบุเงื่อนไขว่า ผู้รับมอบอำนาจจะต้องลงนามด้วยกันสองคน หรือต้องประทับตราสำคัญของบริษัทผู้ร้องด้วย ดังนั้น โดยหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว เมื่อนายสมพร ผู้รับมอบอำนาจ เป็นผู้ลงนามในสัญญาโอนสินทรัพย์แทนผู้ร้อง สัญญาโอนสินทรัพย์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินที่โอนระบุแต่จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ ไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นลูกหนี้ด้วย หนี้ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมิได้โอนมาเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า สัญญาโอนสินทรัพย์ระบุว่า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ผู้โอน ประสงค์จะโอนสินทรัพย์ให้แก่ผู้รับโอนและผู้รับโอนประสงค์จะรับโอนสินทรัพย์จากผู้โอน โดยมีค่าตอบแทนการโอนสินทรัพย์ และข้อ 1 ของสัญญาดังกล่าว ได้นิยามคำว่า "สินทรัพย์" หมายถึง สิทธิเรียกร้องและผลประโยชน์ทั้งปวงที่ผู้โอนมีต่อลูกหนี้ตามสัญญาสินเชื่อและสัญญาอุปกรณ์ และผู้โอนตกลงโอนให้แก่ผู้รับโอนตามสัญญานี้ กับให้นิยามคำว่า "ลูกหนี้" หมายถึง ลูกหนี้ชั้นต้น ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง ผู้จำนำ ผู้รับสภาพหนี้ และบุคคลอื่นใดซึ่งต้องรับผิดร่วมกับลูกหนี้หรือแทนลูกหนี้ตามสัญญาสินเชื่อ หรือสัญญาที่บุคคลดังกล่าวข้างต้นทำไว้ หรือมีภาระผูกพันกับผู้โอน ตามนิยามดังกล่าว เมื่อบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินที่โอนระบุจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ จึงย่อมหมายรวมถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันเป็นบุคคลซึ่งต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ด้วย ดังนั้น ตามสัญญาโอนสินทรัพย์ หนี้ในส่วนของจำเลยทั้งสามจึงโอนมายังผู้ร้องแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง
โจทก์ — และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
บริษัทบริหารสินทรัพย์
ผู้ร้อง — กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอส เอส แพลน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายธรรมนูญ เชาว์พานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประดิษฐ์ จิตต์จำนงค์
ชื่อองค์คณะ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2699/2560
#608726
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ให้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยให้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล และราชการส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่งจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ประกอบด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแลการบริหารของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารราชการ และพนักงานส่วนตำบลเป็นผู้ทำงานประจำ โดยมีปลัดและรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นหัวหน้างานบริหารราชการประจำ เมื่อพิจารณาว่าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นระบบบริหารราชการที่รัฐมอบอำนาจปกครองบางส่วน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจบริหารให้แก่หน่วยงานที่ไม่ใช่ราชการส่วนกลางจัดทำบริการสาธารณะภายในเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จึงเห็นได้ว่าองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยเป็นพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้าง ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยจึงต้องระวางโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100

คำสั่งขององค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้างว่า ให้ไล่จำเลยออกจากราชการ แม้ระบุว่าคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไป ก็เป็นเรื่องการออกคำสั่งให้มีผลย้อนหลัง ไม่ได้หมายความว่า ในวันที่จำเลยกระทำความผิดคือวันที่ 20 สิงหาคม 2556 จำเลยไม่เป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด

ในวันเกิดเหตุ ธ. ว. และ ส. อยู่ในห้องพักเกิดเหตุกับจำเลย จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้เสพ ตามบันทึกคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนของบุคคลทั้งสามดังกล่าวและตามฟ้องโจทก์ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลทั้งสามต่างวาระกัน แต่ฟังได้ว่าจำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลทั้งสามเสพในคราวเดียวกัน โดยมีเจตนาเดียว การกระทำในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าเป็นการกระทำหลายกรรมไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบเมทแอมเฟตามีนและลงโทษจำเลยหนักเป็นสามเท่า

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีน 21 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เสพเมทแอมเฟตามีน พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร แต่ปฏิเสธข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและปฏิเสธว่ามิได้เป็นพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง, 100 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นพนักงานส่วนตำบล อันเป็นหน่วยงานของรัฐให้ระวางโทษสามเท่าในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 12 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 36 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 21 เม็ด และให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 30 ปี 3 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี ลดโทษหนึ่งในสาม เป็นจำคุก 6 ปี 24 เดือน ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร ลงโทษปรับ 1,000 บาท สถานเดียว ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 8 ปี 24 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ซึ่งต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ไม่ได้ให้ความหมาย "หน่วยงานของรัฐ" ไว้ จึงต้องตีความตามความหมายทั่วไป ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า ให้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ดังนี้ (1) ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง (2) ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค (3) ระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 70 บัญญัติว่า ให้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ดังนี้ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (2) เทศบาล (3) สุขาภิบาล (4) ราชการส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด องค์การบริหารส่วนตำบลเป็นราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 องค์การบริหารส่วนตำบลมีโครงสร้างประกอบด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้ควบคุมและกำกับดูแลการบริหารของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบล และมีพนักงานส่วนตำบลเป็นผู้ทำงานประจำ โดยมีปลัดและรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นหัวหน้างานบริหารราชการประจำ เมื่อพิจารณาว่าราชการส่วนท้องถิ่นเป็นระบบบริหารราชการที่รัฐมอบอำนาจปกครองบางส่วนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจบริหารให้แก่หน่วยงานที่ไม่ใช่ราชการส่วนกลางจัดทำบริการสาธารณะภายในเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จึงเห็นได้ว่าองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ จำเลยเป็นนักวิชาการเงินและบัญชี ซึ่งโจทก์มีนางชนานาถ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้างเบิกความว่า จำเลยรับราชการในตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี ระดับ 5 องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้าง จำเลยเองก็เบิกความยอมรับในข้อนี้ รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้าง ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยจึงต้องระวางโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 ที่จำเลยแก้ฎีกาว่าจำเลยพ้นสภาพจากการเป็นข้าราชการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2556 ก่อนจำเลยกระทำความผิดนั้น เห็นว่า ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้างที่ 69/2557 เรื่อง ลงโทษไล่ออกจากราชการ ไล่จำเลยออกจากราชการ โดยสั่ง ณ วันที่ 18 มีนาคม 2557 แม้ระบุว่าคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไป ก็เป็นเรื่องการออกคำสั่งให้มีผลย้อนหลังไม่ได้หมายความว่า ในวันที่จำเลยกระทำความผิดคือวันที่ 20 สิงหาคม 2556 จำเลยจะไม่เป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด คำแก้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 3 กรรม นั้น ศาลอุทธรณ์ฟังพยานหลักฐานคือคำให้การในชั้นสอบสวนของนายธีรยุทธ นายวีระชัย และนางสาวสาลินี ว่าจำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลทั้งสามเสพ เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนของบุคคลทั้งสามดังกล่าว บุคคลทั้งสามให้การตรงกันว่า ในวันเกิดเหตุนายธีรยุทธ นายวีระชัย และนางสาวสาลินี อยู่ในห้องพักเกิดเหตุกับจำเลย จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้เสพ ตามบันทึกคำให้การดังกล่าวและตามฟ้องโจทก์ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลทั้งสามต่างวาระกันแต่ฟังได้ว่าจำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลทั้งสามเสพในคราวเดียวกัน โดยมีเจตนาเดียว การกระทำในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าเป็นการกระทำหลายกรรมไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุก 12 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียว ให้จำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว จำคุกจำเลย 14 ปี และปรับ 500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 70
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม. 44 ม. 46 ม. 59 ม. 60 ม. 60/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน (สาขาปัว)
จำเลย — นายเรวัตร สมจิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) — นายมงคล ภูฆัง
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2560
#610632
เปิดฉบับเต็ม

แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งบัญญัติเรื่องการดำเนินคดีอาญาแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไว้เป็นการเฉพาะไม่มีผลใช้บังคับแล้ว แต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ และมีข้อกำหนดทำนองเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาตามจำนวนที่กำหนดมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอว่า กรรมการ ป.ป.ช. ผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และเมื่อประธานวุฒิสภาได้รับคำร้องให้ส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (3) บัญญัติรับรองให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น จึงเป็นการกำหนดช่องทางและวิธีการนำคดีอาญาดังกล่าวขึ้นสู่การพิจารณาของศาล และกำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีไว้เป็นการเฉพาะ มีผลเป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต่อศาลตาม ป.วิ.อ.

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 16/2559)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฐานเป็นพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น และฐานเป็นประธานกรรมการหรือกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความเที่ยงธรรม กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83, 84, 91 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 125

สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ก่อนไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายเรียกเอกสารจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 แถลงว่าไม่สามารถจัดส่งเอกสารให้ได้ ศาลชั้นต้นไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 231 แล้วมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ยังไม่จำต้องส่งเอกสารตามหมายเรียกเข้าสู่สำนวน

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ไม่รับอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์อ้างว่า ในคดีอาญาราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อน คดีนี้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้องและยังไม่ได้ประทับฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในการส่งเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 231 วรรคท้าย คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา ขอศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ยื่นคำแถลงประกอบการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ว่า คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลแล้วและศาลชั้นต้นรับคำฟ้องไว้พิจารณาในระหว่างไต่สวนมูลฟ้องคำสั่งใดของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ดังนั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ส่งเอกสารให้ตามคำขอของโจทก์ และการที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ และเมื่อจำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 มีตำแหน่งเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงเป็นคดีอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 249 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (3) ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้นหรือยกฟ้องโจทก์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 249 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (3) กำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการไว้คือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว กระบวนพิจารณานับแต่เสนอคำฟ้องจนถึงการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่รับวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ ให้ยกคำร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่า การดำเนินคดีอาญาแก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 249 ซึ่งบังคับใช้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ แม้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11/2557 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีผลให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 249 ไม่มีผลใช้บังคับแล้ว แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 24/2557 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ยังคงมีผลใช้บังคับไป โดยพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 17 มีข้อกำหนดทำนองเดียวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 249 ที่บัญญัติว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และเมื่อประธานวุฒิสภาได้รับคำร้องแล้ว ให้ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อพิจารณาพิพากษาโดยมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (3) บัญญัติรองรับให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งประธานวุฒิสภาส่งคำร้องให้ศาลพิจารณาพิพากษาข้อกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยมีบทบัญญัติในหมวด 4 การดำเนินคดีต่อกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมาตรา 36 ถึงมาตรา 44 กำหนดกระบวนการไต่สวนและการพิจารณาพิพากษาไว้เป็นการเฉพาะ โดยมีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมิให้บุคคลผู้ถูกตรวจสอบและไต่สวนหรือได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกลั่นแกล้งฟ้องร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้โดยง่าย เพื่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียเวลากับการแก้ข้อกล่าวหาในศาลมากเกินสมควร ทั้งนี้ เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต้องเกี่ยวข้องและมีผลกระทบต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมาก ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 4 บัญญัติว่า นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ห้ามมิให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้พิจารณาพิพากษา ดังนั้น บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดช่องทางและวิธีการนำคดีอาญาที่มีการกล่าวหาว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการขึ้นสู่การพิจารณาของศาล รวมทั้งกำหนดศาลที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะ อันมีผลเป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาปกติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ต่อศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องชอบแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 จึงเห็นสมควรพิพากษาคดีไปเลยโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องอีก

พิพากษายกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 157
ป.อ. ม. 157 ม. 200
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 17 ม. 125
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ม. 4 ม. 9 (3)
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรังสรรค์ แสงสุข
สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน
จำเลย — และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางวิรา ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมพงศ์ ขันตี
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2654/2560
#611279
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาจะยื่นเวลาใดก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ได้ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตหรือมิอนุญาตให้ถอนก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรประการใด..." เท่ากับให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้ถอนฟ้องด้วยวิธีใดแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาขอถอนฟ้องไว้เป็นหนังสือแล้ว โดยไม่ได้สั่งให้โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเข้ามาอีก และมีการบันทึกไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงถือเป็นดุลพินิจที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคหนึ่ง แล้ว

โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันในคดีแพ่งของศาลชั้นต้น ว่าหากจำเลยคดีนี้ยอมไปสาบานตนด้วยถ้อยคำที่ตกลงกันถือว่าโจทก์คดีนี้แพ้ โจทก์ยินยอมถอนฎีกาและยินยอมจ่ายเงินจำนวน 175,000 บาท แก่จำเลย และขอแสดงเจตนาถอนฟ้องคดีอาญาที่ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ส่วนจำเลยขอไม่ติดใจบังคับคดีตามคำพิพากษา หากจำเลยคดีนี้ไม่ไปสาบานตน จำเลยขอยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การในคดีแพ่งและขอให้ศาลฎีกาพิพากษาต่อไป ทั้งขอถือเป็นการแสดงเจตนาถอนฟ้องและถอนอุทธรณ์ในคดีอาญาที่ได้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลย แต่โจทก์คดีนี้ต้องนำเงินจำนวน 175,000 บาท มาวางศาลภายในวันที่ 3 เมษายน 2558 เมื่อปรากฏว่าโจทก์มิได้นำเงินจำนวน 175,000 บาท มาวางศาล โจทก์จึงแพ้คดีตามคำท้า อันมีผลเท่ากับโจทก์แสดงเจตนาถอนฟ้องคดีนี้ตามคำท้า การขอถอนฟ้องคดีนี้แม้จะเป็นผลประการหนึ่งอันสืบเนื่องมาจากข้อตกลงหรือการท้ากันในคดีแพ่งก็ตาม ก็หาได้ถือว่าเป็นการท้ากันในคดีอาญานี้ไม่ ดังนั้น เมื่อเป็นการขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยไม่คัดค้านการถอนฟ้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง กับจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2558 โจทก์กับจำเลยแถลงร่วมกันว่ามูลคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2557 ของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยตกลงท้ากันในคดีแพ่งดังกล่าว

ขอเลื่อนคดีเพื่อรอฟังผลการท้ากันดังกล่าว เนื่องจากผลของการท้าอาจทำให้โจทก์ถอนฟ้องคดีนี้

ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เลื่อนคดีนี้ไปนัดพร้อมเพื่อรอฟังผลการท้าในวันที่ 20 เมษายน 2558 เวลา 13.30 นาฬิกา ในวันเดียวกันนั้นโจทก์กับจำเลยตกลงท้ากันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2557 ความว่า หากจำเลยคดีนี้ยอมไปสาบานต่อหน้าพระแก้วมรกตด้วยถ้อยคำตามที่ตกลงกัน ถือว่าโจทก์คดีนี้แพ้ โจทก์ยินยอมถอนฎีกาและยินยอมจ่ายเงินจำนวน 175,000 บาท แก่จำเลย และขอแสดงเจตนาถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1601/2557 ที่ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ส่วนจำเลยคดีนี้ไม่ติดใจบังคับคดีตาม

คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หากจำเลยคดีนี้ไม่ไปสาบานตนตามถ้อยคำดังกล่าวในวันและเวลาที่กำหนด จำเลยขอยอมรับข้อเท็จจริงตามคำให้การในคดีแพ่งดังกล่าวและขอให้ศาลฎีกาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ทั้งจำเลยคดีนี้ขอถือเอาการที่จำเลยไม่ยอมไปสาบานตามวันและเวลาด้วยถ้อยคำที่กำหนดเป็นการแสดงเจตนาขอถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 670/2557 และหมายเลขดำที่ 3292/2557 ที่ได้ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 670/2557 ที่จำเลยคดีนี้ได้ยื่นอุทธรณ์เอาไว้ ขอให้ถือว่าจำเลยถอนอุทธรณ์ดังกล่าวด้วย แต่โจทก์คดีนี้จะต้องนำเงินจำนวน 175,000 บาท มาวางศาลภายใน 12.00 นาฬิกา ของวันที่ 3 เมษายน 2558 หากไม่นำเงินมาวางภายในกำหนด ถือว่าโจทก์คดีนี้แพ้และยินยอมให้บังคับตามข้อตกลงข้อแรก ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2557 เห็นว่า ข้อความที่คู่ความท้ากันไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งยังทำให้คดีดังกล่าวและคดีอื่น ๆ ยุติไปตามคำท้า จึงอนุญาตให้ดำเนินการไปตามความประสงค์ของคู่ความ ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2557 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2558 ซึ่งรวมอยู่ในสำนวนคดีนี้ และนัดพร้อมเพื่อฟังผลการท้าในวันที่ 20 เมษายน 2558 เวลา 13 นาฬิกา

ในวันนัดพร้อมวันที่ 20 เมษายน 2558 โจทก์ยื่นคำร้องอ้างว่า จำเลยผิดเงื่อนไขในการสาบานโดยจำเลยไม่ไปที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามตามกำหนดเวลา 13.00 ถึง 14.00 นาฬิกา จำเลยจึงเป็นฝ่ายแพ้คดีต้องปฏิบัติตามคำท้า ตามคำร้องชี้แจงข้อเท็จจริง ลงวันที่ 20 เมษายน 2558 แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า เนื่องจากคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2557 ของศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวแพ้คดีตามคำท้าข้อที่ 3 เนื่องจากมิได้นำเงินจำนวน 175,000 บาท มาวางศาลภายในเวลา 12 นาฬิกา ของวันที่ 3 เมษายน 2558 ตามที่ตกลงกัน ซึ่งโจทก์คือจำเลยในคดีแพ่งดังกล่าวแถลงว่า หากเป็นฝ่ายแพ้จะยินยอมให้บังคับตามข้อตกลงในข้อ 1 อันมีผลเท่ากับโจทก์แสดงเจตนาถอนฟ้องคดีนี้ตามคำท้าข้อ 1 เมื่อถือว่าโจทก์ถอนฟ้องและจำเลยไม่คัดค้าน จึงให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยวันที่ 30 มีนาคม 2558 โจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันว่า โจทก์กับจำเลยตกลงท้ากันในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ม. 758/2556 หมายเลขแดงที่ 211/2557 ของศาลชั้นต้นเนื่องจากผลการท้าอาจทำให้โจทก์ถอนฟ้องคดีนี้ จึงขอเลื่อนคดีเพื่อรอฟังผลการท้ากันดังกล่าวในวันที่ 20 เมษายน 2558 และตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 20 เมษายน 2558 มีว่า "เนื่องจากคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ม. 758/2556 หมายเลขแดงที่ 211/2557 ของศาลนี้ ศาลวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวแพ้ตามคำท้าข้อที่ 3 เนื่องจากมิได้นำเงิน 175,000 บาท มาวางศาลภายใน 12 นาฬิกา ของวันที่ 3 เมษายน 2558 ตามที่ตกลงกัน ซึ่งโจทก์คือจำเลยในคดีดังกล่าวแถลงว่า หากเป็นฝ่ายแพ้จะยินยอมให้บังคับตามข้อตกลงในข้อ 1 อันมีผลเท่ากับโจทก์แสดงเจตนาถอนฟ้องคดีนี้ตามคำท้าข้อ 1 ในรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2558 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2557 และเมื่อถือว่าโจทก์ถอนฟ้องและจำเลยไม่ค้าน จึงให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ" โดยศาลชั้นต้นถ่ายสำเนารายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2558 และฉบับลงวันที่เดียวกันของคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2557 ของศาลชั้นต้นแนบไว้ด้วย เมื่อโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านเท่ากับยอมรับว่ามีข้อตกลงกันและได้แสดงเจตนาที่จะถอนฟ้องคดีนี้ตามเงื่อนไขในคดีแพ่งดังกล่าว ปัญหาว่าโจทก์จะต้องทำคำร้องขอถอนฟ้องเป็นหนังสือมายื่นต่อศาลหรือไม่ เห็นว่า การถอนฟ้องคดีอาญาหาจำเป็นต้องทำคำร้องขอเป็นหนังสือมายื่นต่อศาลแต่เพียงวิธีเดียวไม่ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาจะยื่นเวลาใดก่อนมีคำพิพากษาของ

ศาลชั้นต้นก็ได้ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตหรือมิอนุญาตให้ถอนก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรประการใด..." เท่ากับให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้ถอนฟ้องด้วยวิธีใดแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาขอถอนฟ้องไว้เป็นหนังสือแล้ว โดยไม่ได้สั่งให้โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเข้ามาอีก และมีการบันทึกไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงถือเป็นดุลพินิจ

ที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคหนึ่ง แล้ว

ส่วนปัญหาว่าคำท้าในคดีแพ่งดังกล่าวชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 หรือโจทก์กับจำเลยได้ปฏิบัติตามคำท้านี้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ชอบจะว่ากันในคดีแพ่งดังกล่าว ทั้งเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้อยู่ในขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้การขอถอนฟ้องคดีนี้แม้จะเป็นผลประการหนึ่งอันสืบเนื่องมาจากข้อตกลงหรือการท้ากันในคดีแพ่งดังกล่าวก็ตาม ก็หาได้ถือว่าเป็นการท้ากันในคดีอาญานี้ไม่ ดังนั้น เมื่อเป็นการขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยไม่คัดค้านการถอนฟ้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง กับจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ป.วิ.อ. ม. 35 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นายกิษฎภัทร์หรือธนัฐณ์
โจทก์ — โชคจีรกุลกิตติ์
จำเลย — นางสาวพัชณี ก้องเกียรติชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายตรัณ ขมะวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา จิญญาญจน์
ชื่อองค์คณะ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ปกิต สุวรรณพรหมา
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา