คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1814/2560
#610620
เปิดฉบับเต็ม

ป. เป็นผู้จัดการมรดกของ อ. ตามคำสั่งศาลจึงมีฐานะเป็นผู้แทนตามกฎหมายของทายาท ย่อมมีสิทธินำหุ้นอันเป็นทรัพย์มรดกของ อ. เข้าร่วมเป็นองค์ประชุมในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยอันเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1723 โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาท เพราะอำนาจหน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดกต่อทายาทเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ได้มีลักษณะเป็นตัวแทนของทายาท เนื่องจากบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะมรดก ให้นำบทบัญญัติ บรรพ 3 ลักษณะตัวแทนมาใช้โดยอนุโลมเท่านั้น และการกระทำเช่นนี้ไม่ใช่การทำนิติกรรมอันจะต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1722 จึงไม่ตกเป็นโมฆะ

การที่โจทก์ที่ 1 ถูกถอดถอนอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลย แล้วให้ ป. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยเกิดจากการลงมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้น แม้ ป. ในฐานะส่วนตัวจะออกเสียงลงคะแนนเห็นชอบตามมติดังกล่าว แต่ได้งดออกเสียงลงคะแนนในฐานะผู้จัดการมรดกของ อ. การกระทำของ ป. จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นตามมาตรา 5 และมาตรา 421 เมื่อการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีผู้ถือหุ้นเข้าประชุมรวมกันแทนหุ้นไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นทั้งหมดครบองค์ประชุมตามข้อบังคับ การประชุมและมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยชอบแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 150 ม. 421 ม. 1719 ม. 1722 ม. 1723
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประพจน์ อภิปุญญา กับพวก
จำเลย — บริษัทเอ.พี.โฮลดิ้งส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางปรานี เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย กริชชาญชัย
เกษม เกษมปัญญา
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1800/2560
#608710
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 วรรคสองนั้น หากพฤติการณ์ของบุคคลที่ถูกกำหนดตามวรรคหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป สำนักงานโดยความเห็นของคณะกรรมการธุรกรรมมีอำนาจพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดไว้ เมื่อ ม. ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลที่ถูกกำหนดเนื่องจากมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายโดยร่วมอยู่ในขบวนการก่อการร้ายจนศาลออกหมายจับไว้หลายคดี การที่ ม. ถึงแก่ความตาย ย่อมทำให้พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของ ม. หมดสิ้นไป เป็นกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของบุคคลที่ถูกกำหนดเปลี่ยนแปลงไปจึงให้เพิกถอนชื่อ ม. ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายมะรูดิน เป็นบุคคลที่ถูกกำหนดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 ต่อมานายมะรูดินเสียชีวิต ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อนายมะรูดิน ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากนายมะรูดินบุคคลที่ถูกกำหนดถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายย่อมหมดไปโดยสภาพซึ่งถือเป็นกรณีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายเปลี่ยนแปลงไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเดิม (ที่ถูก ต้องสั่งยกคำร้องด้วย)

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุเพิกถอนชื่อนายมะรูดิน ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ใดมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือดำเนินการแทนหรือตามคำสั่งหรือภายใต้การควบคุมของบุคคลนั้น ให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งรายชื่อผู้นั้นให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดและถ้าปรากฏแก่ศาลว่ามีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ดังต่อไปนี้ ให้ศาลมีคำสั่งตามที่ขอ

(1) ผู้นั้นมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือ

(2) ผู้นั้นดำเนินการแทนหรือตามคำสั่งหรือภายใต้การควบคุมของบุคคลที่ถูกกำหนดตาม (1) หรือตามมาตรา 4

ให้สำนักงานทบทวนรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามวรรคหนึ่ง ถ้าเห็นว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด"

ตามบัญญัติวรรคสองดังกล่าว เห็นได้ว่าถ้าพฤติการณ์ของบุคคลที่ถูกกำหนดตามวรรคหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป สำนักงานโดยความเห็นของคณะกรรมการธุรกรรมมีอำนาจพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดไว้ สำหรับคดีนี้ นายมะรูดิน ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลที่ถูกกำหนด เนื่องจากมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายโดยร่วมอยู่ในขบวนการก่อการร้ายจนศาลออกหมายจับไว้หลายคดี การที่นายมะรูดินถึงแก่ความตาย ย่อมทำให้พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของนายมะรูดินหมดสิ้นไป จึงเป็นกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของบุคคลที่ถูกกำหนดเปลี่ยนแปลงไปตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสอง ศาลย่อมมีคำสั่งเพิกถอนชื่อนายมะรูดิน ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนชื่อนายมะรูดิน ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 ม. 5
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพิพัฒน์ ขำขะจิตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายจุมพล กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยงพาณิชย์
ทวีป ตันสวัสดิ์
โสรัตน์ เพียรอนุกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1697/2560
#609578
เปิดฉบับเต็ม

แม้มาตรา 66 และมาตรา67 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จะกำหนดให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมีรายละเอียดตามมาตรา 67 (1) ถึง (4) แต่คดีการไต่สวนข้อกล่าวหาความผิดของจำเลยเข้ามาสู่การไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดย พ. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน แล้วพนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการ การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของ พ. และหนังสือส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ของสถานีตำรวจภูธรเมืองน่าน มีรายละเอียดของข้อกล่าวหาและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาพร้อมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว ส่วนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้แจ้งข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของ ท. จำเลย และผู้เกี่ยวข้องให้กรมสามัญศึกษาทราบก็เพื่อให้พิจารณาว่ากรมสามัญศึกษาได้รับความเสียหายจากจำเลยและประสงค์จะกล่าวหาจำเลยและผู้เกี่ยวข้องว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือไม่ เมื่อกรมสามัญศึกษายืนยันว่าได้รับความเสียหายและขอร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แสดงว่ากรมสามัญศึกษาประสงค์จะกล่าวหาจำเลยและผู้เกี่ยวข้อง แม้หนังสือร้องทุกข์ของกรมสามัญศึกษาดังกล่าวจะระบุเพียงความเสียหายโดยไม่มีรายละเอียดข้อกล่าวหาและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีรายละเอียดข้อกล่าวหาและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่กรมสามัญศึกษาจะต้องระบุซ้ำอีก ถือได้ว่ากรมสามัญศึกษายื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 และมาตรา 67 ระบุไว้แล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีอำนาจไต่สวน เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้วมีมติว่าจำเลยมีความผิดทางอาญาและส่งรายงานเอกสารและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 97 ย่อมถือได้ว่าเป็นการสอบสวนโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 91, 151, 157 และ 162 (1) (4)

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และ 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสนับสนุนให้เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ จำคุก 8 ปี ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำเอกสารกรอกข้อความลงในเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลย 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อปี 2540 ขณะจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้เสนอของบประมาณตามโครงการพัฒนาจังหวัดของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ จัดซื้อรถยนต์ตรวจการณ์ 4 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1 คัน ให้แก่โรงเรียนแม่จริม อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน โรงเรียนแม่จริมดำเนินการจัดซื้อตามระเบียบของราชการและนำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนขนส่งจังหวัดน่านได้หมายเลขทะเบียน นข 71 น่าน หลังจากนั้นนายทวีศักดิ์ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนแม่จริม อนุมัติให้จำเลยยืมรถยนต์ไปใช้ โดยในขณะนั้นยังไม่ได้ติดตราเครื่องหมายประจำส่วนราชการและอักษรชื่อเต็มของโรงเรียนแม่จริมด้านนอกรถทั้งสองข้าง โดยไม่ได้รับอนุมัติให้ยกเว้นจากปลัดกระทรวง ตามที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2523 ข้อ 7 กำหนดไว้ โดยนายทวีศักดิ์จัดทำใบยืมให้จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ยืมรวม 23 ฉบับ ระบุเหตุผลในการยืมว่าใช้ในการออกเยี่ยมประชาชนและประสานงานกิจการโรงเรียน ต่อมานางสาวพูนสุขร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่นายทวีศักดิ์ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ หรือเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยทุจริต ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจให้บุคคลมอบให้ หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น เป็นเจ้าหน้าที่สมาชิกสภานิติบัญญัติ เรียก รับผลประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองโดยมิชอบ และให้ดำเนินคดีแก่นางสุกัญญา ภริยาจำเลยในกรณีใช้รถไม่ตรงกับรายการจดทะเบียน นายทวีศักดิ์จึงทำบันทึกรับรถยนต์คืน ตามบันทึกการส่ง-รับคืนรถยนต์ พนักงานสอบสวนสอบสวนแล้วส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ดำเนินการ ตามหนังสือสถานีตำรวจภูธรเมืองน่าน ที่ นน 0120/3333 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2543 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วรับฟังว่าจำเลยในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่านเป็นผู้เสนอของบประมาณและแปรญัตติงบประมาณเพื่อขอจัดซื้อรถยนต์ให้แก่โรงเรียนแม่จริม โดยน่าเชื่อว่ามีเจตนาที่จะนำรถยนต์ไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตน เนื่องจากเมื่อโรงเรียนแม่จริมได้รับรถยนต์มาแล้วจำเลยได้นำรถยนต์ไปใช้ทันที การกระทำของจำเลยจึงมีเหตุพิจารณาว่าได้ร่วมกระทำความผิดกับนายทวีศักดิ์ในลักษณะตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนหรือไม่ มีมติให้แจ้งข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของนายทวีศักดิ์ จำเลย และผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้โดยสังเขปให้กรมสามัญศึกษาทราบ และพิจารณาว่ากรมสามัญศึกษาได้รับความเสียหายจากจำเลยหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้หากกรมสามัญศึกษาเห็นว่าได้รับความเสียหายและประสงค์จะกล่าวหาจำเลยและผู้เกี่ยวข้องว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่แล้ว ขอให้กรมสามัญศึกษายื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 และมาตรา 67 ต่อไป ตามมติการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แล้วคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหนังสือด่วนที่ ปช.0004/1222 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2546 ให้กรมสามัญศึกษายื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรมสามัญศึกษาพิจารณาแล้วเห็นว่า กรมสามัญศึกษาน่าจะได้รับความเสียหายเนื่องจากโรงเรียนแม่จริมไม่ได้ใช้ประโยชน์รถยนต์ และมีค่าเสื่อมราคาอันเกิดจากการนำรถยนต์ไปใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2543 ขอร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามหนังสือที่ ศธ.0802/2418 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2546 ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางวินัยและมูลความผิดอาญาโดยกล่าวหานายทวีศักดิ์ว่า ทุจริตต่อหน้าที่และไม่ปฏิบัติตามระเบียบของราชการ ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151,157 และ 162 และจำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้นายทวีศักดิ์กระทำความผิดดังกล่าว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้การไต่สวนข้อเท็จจริงที่กล่าวหาจำเลยในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่านและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข มาตรา 66 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ก่อนมีการแก้ไขตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่บังคับใช้ในขณะคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริง จะกำหนดให้ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมีรายละเอียดตามมาตรา 67 (1) ถึง (4) ได้แก่ ชื่อและที่อยู่ของผู้เสียหาย ชื่อและที่อยู่ของผู้ยื่นคำร้องแทน ความเกี่ยวพันกับผู้เสียหาย (ถ้ามี) ชื่อหรือตำแหน่งหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา ข้อกล่าวหาและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ความเสียหายที่ได้รับพร้อมพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้ก็ตาม แต่คดีการไต่สวนข้อกล่าวหาความผิดของจำเลยเข้ามาสู่การไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยนางสาวพูนสุข ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้วพนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการ การร้องทุกข์ของนางสาวพูนสุขและหนังสือส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ของสถานีตำรวจภูธรเมืองน่านมีรายละเอียดของข้อกล่าวหาและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาพร้อมพยานหลักฐานไว้ครบถ้วนแล้ว ส่วนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้แจ้งข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของนายทวีศักดิ์ จำเลยและผู้ที่เกี่ยวข้องให้กรมสามัญศึกษาทราบก็เพื่อให้พิจารณาว่ากรมสามัญศึกษาได้รับความเสียหายจากจำเลยหรือไม่ และประสงค์จะกล่าวหาจำเลยและผู้เกี่ยวข้องว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือไม่ หากกรมสามัญศึกษาไม่ได้รับความเสียหายหรือไม่ประสงค์จะกล่าวหาจำเลย คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมไม่มีอำนาจไต่สวนต่อไป แต่เมื่อกรมสามัญศึกษายืนยันว่าได้รับความเสียหายเนื่องจากโรงเรียนแม่จริมไม่ได้ใช้ประโยชน์รถยนต์และมีค่าเสื่อมราคาอันเกิดจากการนำรถยนต์ไปใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2543 และขอร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แสดงว่ากรมสามัญศึกษาประสงค์จะกล่าวหาจำเลยและผู้เกี่ยวข้องว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ แม้หนังสือร้องทุกข์ของกรมสามัญศึกษาจะระบุเพียงความเสียหายโดยไม่มีรายละเอียดข้อกล่าวหาและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีรายละเอียดข้อกล่าวหาและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอ ที่จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้อยู่แล้ว ทั้งยังเป็นฝ่ายแจ้งข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของนายทวีศักดิ์ จำเลย และผู้ที่เกี่ยวข้องให้กรมสามัญศึกษาทราบเอง ย่อมไม่จำเป็นที่กรมสามัญศึกษาจะต้องระบุรายละเอียดข้อกล่าวหาและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาซ้ำอีก ถือได้ว่ากรมสามัญศึกษายื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 และมาตรา 67 ระบุไว้แล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีอำนาจไต่สวน เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้วมีมติว่าจำเลยมีความผิดทางอาญาและส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 97 ย่อมถือได้ว่าเป็นการสอบสวนโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 66 (เดิม) ม. 67 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นายคำรณ ณ ลำพูน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายชาญคณิต ตันพิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร อยู่ถนอม
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1675/2560
#607994
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เบิกความสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 โทรศัพท์มาหาจำเลยที่ 2 บอกให้ไปรับของที่ตลาดบ้านนาอ้อให้จำเลยที่ 3 เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ให้การชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจไม่ได้เกิดขึ้นจากการบังคับขู่เข็ญ ทั้งคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวมิได้เป็นเรื่องปัดความผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียว คงเป็นการแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าการปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยที่ 3 แม้คำให้การของจำเลยที่ 2 เป็นคำซัดทอด แต่ก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 โดยจะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ได้ต่อเมื่อมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษ หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ร้อยตำรวจโท ว. เบิกความว่า พยานได้ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีการโทรศัพท์ติดต่อกัน โดยวันเกิดเหตุก่อนถูกจับกุม จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 3 รวม 6 ครั้ง และจำเลยที่ 3 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 2 รวม 2 ครั้ง แม้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 โทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องใด และพันตำรวจโท พ. กับพวกไม่ได้ยินคำพูดของจำเลยที่ 2 ขณะพูดโทรศัพท์กับจำเลยที่ 3 ก็ตาม แต่ตามข้อมูลการใช้โทรศัพท์ก็ระบุว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้โทรศัพท์ติดต่อกันซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่พันตำรวจโท พ. กับพวกให้จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 3 เพื่อให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลาง หากจำเลยที่ 3 มิใช่ผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยที่ 2 ให้การไว้ในชั้นสอบสวน ก็ไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะโทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 3 ในช่วงเวลานั้น เชื่อว่าจำเลยที่ 3 ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางจริง จึงทำให้คำซัดทอดของจำเลยที่ 2 ประกอบไปด้วยเหตุผลและรับฟังเป็นความจริงได้ เป็นพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือในการพิสูจน์ความจริง คำซัดทอดของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคำซัดทอดที่มีเหตุผลอันหนักแน่นอันควรแก่การเชื่อถือ และรับฟังได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 วรรคสอง และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 16 ปี และปรับคนละ 900,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี และปรับ 450,000 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 8 เดือน และปรับ 600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี 8 เดือน และปรับ 600,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 เวลา 15.30 นาฬิกา พันตำรวจโทไพโรจน์ ร้อยตำรวจตรีเวศ ร้อยตำรวจโทอำนาจ ร้อยตำรวจโทพงศ์พิพัฒน์ กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโพนทอง จับกุมจำเลยที่ 1 ได้ พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 998 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 91.987 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 15.059 กรัม ตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง เป็นของกลาง โดยจำเลยที่ 1 ให้การว่า จะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งรออยู่ที่ตลาดนาอ้อ พันตำรวจโทไพโรจน์กับพวกจึงให้จำเลยที่ 1 โทรศัพท์หาจำเลยที่ 2 แจ้งว่าจะรออยู่ที่ศาลาที่พักผู้โดยสารข้างตลาดนาอ้อ ต่อมาจำเลยที่ 2 มายังบริเวณดังกล่าว ขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังยื่นเมทแอมเฟตามีนของกลางให้จำเลยที่ 2 พันตำรวจโทไพโรจน์กับพวกจึงเข้าจับกุมจำเลยที่ 2 พร้อมยึดได้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 2314 7765 เป็นของกลาง จำเลยที่ 2 ให้การว่าจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปให้ผู้ว่าจ้าง โดยได้รับค่าจ้าง 20,000 บาท พันตำรวจโทไพโรจน์กับพวกจึงให้จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ให้ผู้ว่าจ้างมารับเมทแอมเฟตามีนที่ไร่มันสำปะหลังบ้านนาแขม ตำบลนาแขม อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย แต่ผู้ว่าจ้างไม่มารับ ต่อมาวันที่ 25 มีนาคม 2557 พันตำรวจโทไพโรจน์กับพวกจับกุมจำเลยที่ 3 ได้พร้อมยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 08 2852 2822 เป็นของกลาง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีน ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานก่อให้ผู้อื่นมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เกิดจากการบังคับขู่เข็ญเป็นพยานหลักฐานที่มิได้เกิดขึ้น โดยสมัครใจและเป็นพยานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ทั้งมีลักษณะเป็นคำซัดทอด ซึ่งศาลจะต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง รายการการใช้โทรศัพท์ของจำเลยที่ 3 และที่ 2 นำมารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 3 ไม่ได้เพราะไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 โทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามฟ้อง และพันตำรวจโทไพโรจน์กับพวกก็ไม่ได้ยินคำพูดของจำเลยที่ 2 ขณะพูดโทรศัพท์ คำเบิกความของพยานโจทก์มีพิรุธผิดวิสัยไม่ให้จำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้ผู้ว่าจ้างที่บ้านหรือวางแผนจับกุมผู้ว่าจ้างที่บ้าน เพื่อเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานที่พิสูจน์ความผิด และจับกุมจำเลยที่ 3 หลังเกิดเหตุกว่า 12 วันนั้น เห็นว่า พันตำรวจโทไพโรจน์กับพวกจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยจำเลยที่ 1 ให้การว่าจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งรออยู่ที่ตลาดนาอ้อ พันตำรวจโทไพโรจน์กับพวกจึงให้จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 2 เพื่อมารับเมทแอมเฟตามีนของกลาง ต่อมาจับกุมจำเลยที่ 2 ซึ่งมารับเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ โดยจำเลยที่ 2 ให้การว่าจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปให้ผู้ว่าจ้าง โดยได้รับค่าจ้าง 20,000 บาท ดังนี้ การที่พันตำรวจโทไพโรจน์กับพวกให้จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ให้ผู้ว่าจ้างมารับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ไร่มันสำปะหลังบ้านนาแขม ถือได้ว่าเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งการแสวงหาพยานหลักฐานดังกล่าวมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม กรณีไม่จำเป็นต้องดำเนินการดังเช่นที่จำเลยที่ 3 ฎีกาก็ได้ ทั้งร้อยตำรวจโทวีระชัย พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้รวบรวมพยานหลักฐานและเสนอศาลชั้นต้นขออนุมัติหมายจับจำเลยที่ 3 ดังนี้ การที่พันตำรวจโทไพโรจน์กับพวกจับกุมจำเลยที่ 3 หลังเกิดเหตุนานถึง 12 วัน จึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติหมายจับจากศาลชั้นต้นของพนักงานสอบสวน คำเบิกความของพยานโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนไม่เป็นการผิดวิสัยจนถึงเป็นพิรุธ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2557 จำเลยที่ 2 ให้การชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 เวลา 15.30 นาฬิกา จำเลยที่ 3 มาหาจำเลยที่ 2 ที่บ้านโดยบอกให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนจากนางจอม คนลาว ที่นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้ที่ศาลาหน้าตลาดนาอ้อ โดยจะให้ค่าจ้างเป็นเงิน 20,000 บาท อันเป็นการให้การหลังจากที่จำเลยที่ 2 ถูกจับกุมเพียง 1 วัน ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น ทั้งการสอบสวนจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็มีนายกิตติพันธุ์ ทนายความเข้าร่วมฟังการสอบสวนจำเลยที่ 2 ด้วย ประกอบร้อยตำรวจโทวีระชัยเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถามค้านว่า พยานสอบปากคำจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ต้องหาและในฐานะพยานตามบันทึกคำให้การ กับได้ให้จำเลยที่ 2 อ่านข้อความในบันทึกคำให้การทั้งสองฉบับก่อนและพยานได้อ่านให้ฟังด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 รับว่าถูกต้องจึงได้ลงชื่อไว้ และจำเลยที่ 2 ก็เบิกความสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนว่า วันเกิดเหตุเวลา 15.30 นาฬิกา จำเลยที่ 3 โทรศัพท์มาหาจำเลยที่ 2 บอกให้จำเลยที่ 2 ไปรับของที่ตลาดบ้านนาอ้อให้จำเลยที่ 3 เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การด้วยความสมัครใจไม่ได้เกิดขึ้นจากการบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด ทั้งคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวมิได้เป็นเรื่องปัดความผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียว คงเป็นการแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลยที่ 3 แม้คำให้การของจำเลยที่ 2 เป็นคำซัดทอด แต่ก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 โดยจะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ได้ต่อเมื่อมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษ หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ร้อยตำรวจโทวีระชัยเบิกความว่า พยานได้ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีการโทรศัพท์ติดต่อกัน โดยในวันที่ 13 มีนาคม 2557 จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 3 รวม 6 ครั้ง และจำเลยที่ 3 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 2 รวม 2 ครั้ง เมื่อเวลา 8.50 นาฬิกา และ 15.42 นาฬิกา ตามข้อมูลการใช้โทรศัพท์ แม้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 โทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องใด และพันตำรวจโทไพโรจน์กับพวกไม่ได้ยินคำพูดของจำเลยที่ 2 ขณะพูดโทรศัพท์กับจำเลยที่ 3 ก็ตาม แต่ตามข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ระบุว่า วันเกิดเหตุในช่วงเวลา 15.41.04 ถึงช่วงเวลา 15.57.48 นาฬิกา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้โทรศัพท์ติดต่อกัน ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลาใกล้เคียงกับที่พันตำรวจโทไพโรจน์กับพวกให้จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 3 เพื่อให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลาง หากจำเลยที่ 3 มิใช่ผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยที่ 2 ให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะโทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 3 ในช่วงเวลานั้น เชื่อว่าจำเลยที่ 3 ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางจริง จึงทำให้คำซัดทอดของจำเลยที่ 2 ประกอบไปด้วยเหตุผลและรับฟังเป็นความจริงได้ เป็นพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือในการพิสูจน์ความจริง คำซัดทอดของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคำซัดทอดที่มีเหตุผลอันหนักแน่นอันควรแก่การเชื่อถือ และรับฟังได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ก่อให้ผู้อื่นมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227/1
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นางจอม วันนะเส็ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางสาวอภิณห์พร เพชรวรวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญเขตร์ พุ่มทิพย์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1664/2560
#610189
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 นิยามคำว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย การผลิตตามความมุ่งหมายในการออกกฎหมายดังกล่าวจึงไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การผลิตตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่มีความหมายครอบคลุมกว้างขวางถึงการผสมและการปรุงด้วย ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันต้มน้ำพืชกระท่อมแล้วนำมาผสมกับยาแก้ไอเพื่อให้เกิดการมึนเมา จึงเข้าลักษณะของการผสมและการปรุงอันเป็นการผลิตตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 75, 76, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบหม้ออะลูมิเนียมของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง, 102 จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันผลิตพืชกระท่อมหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 นิยามคำว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย การผลิตตามความมุ่งหมายในการออกกฎหมายดังกล่าวจึงไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การผลิตตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่มีความหมายครอบคลุมกว้างขวางถึงการผสมและการปรุงด้วย ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันต้มน้ำพืชกระท่อมแล้วนำมาผสมกับยาแก้ไอ เพื่อให้เกิดการมึนเมา จึงเข้าลักษณะของการผสมและการปรุงอันเป็นการผลิตตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันผลิตซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่พืชกระท่อมที่ต้มเสร็จและนำมาผสมกับยาแก้ไอแล้วนั้นมีปริมาตรเพียง 3,000 มิลลิลิตร ซึ่งเท่ากับ 3 ลิตร โดยไม่ปรากฏว่าปริมาตร 3,000 มิลลิลิตรนั้นมีพืชกระท่อมผสมอยู่เท่าไร เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยกระทำความผิดมาก่อน กรณีมีเหตุสมควรรอการกำหนดโทษให้จำเลยทั้งสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ให้รอการกำหนดโทษไว้ 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้ภายในกำหนด 2 ปี ดังกล่าว โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 2 ครั้ง และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 1 ครั้ง ตามที่จำเลยทั้งสองและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 26 วรรคหนึ่ง ม. 75 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายทวีศักดิ์ โพธิ์มณี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายปิยะวุฒิ เครือจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายทัศน์พงษ์ เหล่ารักวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน์ ทองลงยา
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1609/2560
#610622
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่มาศาลและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 200 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยแถลงไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อไป ศาลภาษีอากรกลางต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 กรณีเช่นนี้แม้ ป.วิ.พ. มาตรา 203 จะมิได้บัญญัติห้ามมิให้โจทก์มีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ แต่การที่โจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้จะต้องมีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวเป็นสำคัญ คดีนี้เมื่อโจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว จึงไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ สิทธิของโจทก์มีอยู่ทางเดียว คือ ต้องฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความตามมาตรา 203 เท่านั้น โจทก์ไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีและร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 203 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ 8 พย/4 ถึง 9/2556 และเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในชั้นพิจารณา ศาลภาษีอากรกลางนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 27 มกราคม 2557 เวลา 9 นาฬิกา ถึงวันนัดโจทก์ไม่มาศาล ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีผ่านการส่งโทรสารจากศาลจังหวัดเชียงราย ศาลภาษีอากรกลางไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ทนายจำเลยแถลงขอให้ศาลไม่ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีและขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่สามารถมาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ได้ เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในทางการเมือง มีการปิดถนนจากทางภาคเหนือของกลุ่มชาวนา มีการประกาศปิดกรุงเทพมหานครของกลุ่มมวลชน อันเป็นเหตุสุดวิสัยและเป็นกรณีจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ ประกอบกับมีการปาระเบิดและลอบยิงกันแทบทุกวัน โจทก์และทนายโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร จึงไม่ทราบข้อเท็จจริงของสถานการณ์ ได้แต่ติดตามข่าวสารก็มีความรู้สึกกลัวอันตราย จึงขอให้มีคำสั่งให้ศาลภาษีอากรกลางหยิบยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ทนายโจทก์และทนายจำเลยทราบวันนัดโดยชอบแล้ว การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยแถลงไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อไป ศาลภาษีอากรกลางต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 กรณีเช่นนี้แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 203 จะมิได้บัญญัติห้ามมิให้โจทก์มีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ก็ตาม แต่การที่โจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้จะต้องมีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวเป็นสำคัญ คดีนี้เมื่อโจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว จึงไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ สิทธิของโจทก์มีอยู่ทางเดียว คือ ต้องฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความตามมาตรา 203 เท่านั้น โจทก์ไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีและร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 203 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 แม้ศาลภาษีอากรกลางสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์มา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์โจทก์เสียมาเพียง 200 บาท จึงไม่คืนให้ ค่าทนายความในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 200 วรรคหนึ่ง ม. 202 ม. 203
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิติพล กิจไพบูลย์พงศ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสิริชัย สุวรรณรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1593/2560
#609286
เปิดฉบับเต็ม

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102 (2) บัญญัติให้สมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อผู้นั้นเป็นบุคคลล้มละลาย แต่ตามมาตรา 92 บัญญัติให้การสิ้นสุดสมาชิกภาพดังกล่าวไม่กระทบกระเทือนถึงการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นก่อนที่สมาชิกผู้นั้นออกจากตำแหน่ง หรือก่อนที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงแล้วแต่กรณี คดีนี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลง เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลล้มละลาย เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงหรือไม่ แต่ประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า สมาชิกภาพของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังกล่าว ประกอบกับในระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2553 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 จำเลยทั้งเจ็ดยังคงทำหน้าที่มิได้ออกจากตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้น จำเลยทั้งเจ็ดจึงไม่ต้องคืนเงินที่รับไประหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2553 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ 923,271.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 849,155.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในยอดเงินดังกล่าว 105,922.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 97,419.35 บาท และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในยอดเงินดังกล่าวคนละ 52,961.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 48,709.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งเจ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2550 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2550 โดยกำหนดให้มีการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 หลังการเลือกตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองว่า จำเลยที่ 1 ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดนครปฐม มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น จำเลยที่ 1 รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มจากโจทก์เดือนละ 104,330 บาท ระหว่างการดำรงตำแหน่งจำเลยที่ 1 แจ้งความประสงค์ขอให้โจทก์ตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนจากโจทก์เดือนละ 20,000 บาท และตั้งจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นผู้ช่วยดำเนินงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแต่ละคนมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนเดือนละ 10,000 บาท โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 และจ่ายเงินให้แก่จำเลยทั้งเจ็ดตามสิทธิเรื่อยมา ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2553 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลล้มละลาย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2553 และต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2553 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์ระงับการจ่ายเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มให้แก่จำเลยที่ 1 รวมทั้งระงับการจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญและเงินตอบแทนผู้ดำเนินงานให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ตั้งแต่ระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2553 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มไปจากโจทก์ 508,088.06 บาท จำเลยที่ 2 ได้รับเงินค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญไปจากโจทก์ 97,419.35 บาท และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ได้รับเงินค่าตอบแทนผู้ดำเนินงานไปจากโจทก์คนละ 48,709.69 บาท ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่า สมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลง เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลล้มละลายเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลง เนื่องจากเป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่ ต่อมามีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2554 หลังจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้จำหน่ายคำร้องดังกล่าว โดยวินิจฉัยว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2554 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 มีผลให้สมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 106 (1) การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งเจ็ดต้องคืนเงินที่รับไปและจำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 คืนเงินที่รับไประหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2553 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นโดยอ้างว่า สมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลง เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลล้มละลาย แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 92 บัญญัติว่า "การออกจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ภายหลังวันที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของสมาชิกคนหนึ่งคนใดสิ้นสุดลง ย่อมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่สมาชิกผู้นั้นได้กระทำไปในหน้าที่สมาชิก รวมทั้งการได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นก่อนที่สมาชิกผู้นั้นออกจากตำแหน่ง หรือก่อนที่ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้วแต่กรณี..." ตามบทบัญญัติดังกล่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นก่อนที่สมาชิกผู้นั้นออกจากตำแหน่ง หรือก่อนที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงแล้วแต่กรณี โดยกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องมีคำวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดสิ้นสุดลงหรือไม่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนนั้นยังคงมีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นจนถึงวันที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนนั้นสิ้นสุดลง ดังนั้น แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102 (2) บัญญัติให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อผู้นั้นเป็นบุคคลล้มละลายก็ตาม แต่คดีนี้ปรากฏตามสำนาคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลง เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลล้มละลาย เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพความเป็นสมาชิกภาพสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลง เนื่องจากเป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่ อันเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 91 ดังนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังกล่าวและประธานสภาผู้แทนราษฎรได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า สมาชิกภาพของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 จึงจะไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นอีกต่อไป เมื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า สมาชิกภาพของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังกล่าว ประกอบกับได้ความว่า ระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2553 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 จำเลยทั้งเจ็ดยังคงทำหน้าที่มิได้ออกจากตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้น จำเลยทั้งเจ็ดจึงไม่ต้องคืนเงินที่รับไประหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2553 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 92 ม. 102 (2) ม. 106 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
จำเลย — นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรพล กล่อมจิตต์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1533/2560
#610069
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา ไม่ส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และไม่มีเหตุที่จะงดการอ่านคำสั่งของศาลฎีกา โดยให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป คดีย่อมเป็นที่สุดนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคสาม จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษายืน

จำเลยยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขออนุญาตฎีกา ระหว่างที่ศาลฎีกาพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกา วันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาส่งคำร้องของจำเลยพร้อมสำนวนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ตามฟ้องและคำพิพากษาในคดีนี้ที่อ้างข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ขัดต่อหลักนิติกรรมและขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่ และขอให้รอการพิพากษาไว้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

วันที่ 26 ตุลาคม 2558 ศาลฎีกาส่งสำนวนพร้อมคำสั่งคำร้องไปยังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาในวันที่ 28 ธันวาคม 2558

วันที่ 24 ธันวาคม 2558 จำเลยยื่นคำร้องว่าเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติส่งคำร้องของจำเลยไปศาลรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาในวันนัดดังกล่าว

วันที่ 28 ธันวาคม 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา และให้นัดฟังคำสั่งศาลฎีกาในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยยื่นคำร้องว่าเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้สั่งให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งศาลฎีกาและส่งสำนวนคืนศาลฎีกา เนื่องจากจำเลยได้ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องพร้อมความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งอยู่ระหว่างที่ศาลฎีกาพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว จึงขอให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งศาลฎีกาในวันนัดดังกล่าวไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 ว่าในชั้นนี้คดีมีประเด็นตามคำร้องของจำเลยเพียงว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาได้หรือไม่เท่านั้น ทั้งเหตุที่อ้างตามคำร้องลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 นั้น เป็นเหตุเดียวกับที่จำเลยขอให้ศาลส่งคำร้องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ตามคำร้องลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 กรณีจึงไม่มีเหตุให้งดอ่านคำสั่งศาลฎีกา และได้อ่านคำสั่งคำร้อง ย.818/2557 ย.2039/2557 และ ย.1763/2558 ของศาลฎีกาให้จำเลยฟังแล้ว ซึ่งตามคำสั่งคำร้องที่ ย.818/2557 ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา ให้ยกคำร้อง คำสั่งคำร้องที่ ย.2039/2557 ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องนี้เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 ภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยกเว้นหมวด 2 ได้สิ้นสุดลงแล้ว ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11/2557 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 แม้ต่อมาได้มีการประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยปัญหากฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ก็หมายถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 เท่านั้น มิได้มีบทบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ศาลฎีกาจึงไม่อาจส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ กรณีไม่มีเหตุให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว ให้ยกคำร้อง และคำสั่งคำร้องที่ ย.1763/2558 ศาลฎีกาเห็นว่า ไม่มีเหตุที่จะให้งดอ่านคำสั่งของศาลฎีกา ให้ยกคำร้อง และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งศาลฎีกา ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 และเพิกถอนการอ่านคำสั่งคำร้องที่ ย.818/2557 ย.2039/2557 และ ย.1763/2558 ของศาลฎีกา และให้ส่งคำสั่งคำร้องดังกล่าว และสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไปพร้อมเพิกถอนคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยด้วย

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งเพื่อขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา ซึ่งอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบในชั้นฎีกา การพิจารณาจึงเป็นอำนาจของศาลฎีกา จำเลยจึงต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาโดยตรง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกา ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษา ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของดการอ่านคำสั่งของศาลฎีกา ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 และเพิกถอนการอ่านคำสั่งคำร้องที่ ย.818/2557 ย.2039/2557 และ ย.1763/2558 ของศาลฎีกา แล้วให้ส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไปและขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ออกหมายจับจำเลยด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา ไม่ส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และไม่มีเหตุที่จะให้งดการอ่านคำสั่งของศาลฎีกา โดยให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป คดีย่อมเป็นที่สุดนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคสาม จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้อีก ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 19 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายโสภณวิชญ์ ลออพันธ์พล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวหทยา กุลชัยรัตนา
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรพันธ์ สอนสุภาพ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1522/2560
#608724
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานในระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ผู้ติดยาเสพติดหลบหนีจากการควบคุมหรือหลบหนีออกนอกเขตศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 29 และ ป.อ. มาตรา 190 มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 อันจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ให้ครบถ้วนก่อนที่จะฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 4 และ 29

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ครบถ้วนเพราะจำเลยหลบหนีนั้นถือไม่ได้ว่า เป็นการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เพราะจำเลยยังไม่ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบตามกำหนดระยะเวลา กรณีนี้ต้องมีการจับตัวจำเลยมารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ครบถ้วนเสียก่อน เมื่อยังไม่ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ให้ครบถ้วนก่อน แต่ได้นำตัวจำเลยมาส่งฟ้องศาลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานในระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ผู้ติดยาเสพติดหลบหนีจากการควบคุมหรือหลบหนีออกนอกเขตศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 29 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 อันจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ก่อนที่จะฟ้องดังที่จำเลยฎีกา ดังนี้ ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 190
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 4 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่
จำเลย — นายวีระพันธ์ จอมคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายวิเศษ วิเศษจุมพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกีรติ เชียงปวน
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1517/2560
#608723
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 23 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลจะขยายระยะเวลาให้ตามคำร้องหรือไม่ เป็นดุลพินิจที่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลา แม้จะน้อยกว่าระยะเวลาที่โจทก์ขอ ก็ไม่เป็นเหตุที่โจทก์จะอุทธรณ์ให้ขยายระยะเวลาต่อไปได้อีก หากระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายนั้นไม่เพียงพอ และมีพฤติการณ์พิเศษ ก็ชอบที่โจทก์จะขอขยายระยะเวลาได้ใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงให้งดไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2558

วันที่ 29 กันยายน 2558 โจทก์ยื่นคำร้องว่า คดีมีรายละเอียดและพยานเอกสารที่จะต้องตรวจสอบ อีกทั้งข้อกฎหมายที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติม โจทก์จึงไม่อาจยื่นอุทธรณ์ได้ทัน ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 1 เดือน นับแต่วันครบกำหนดอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้ออ้างตามคำร้องหาใช่พฤติการณ์พิเศษ คดีนี้ศาลงดสืบพยานและวินิจฉัย จึงไม่มีข้อเท็จจริงอื่นตามคำฟ้องและคดีไม่ยุ่งยาก แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงอนุญาตให้ขยายอุทธรณ์ 7 วัน เป็นภายในวันที่ 7 ตุลาคม 2558

ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2558 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้โจทก์ได้รับการขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปสักนัดหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเรื่องที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์น้อยกว่ากำหนดระยะเวลาที่โจทก์ขอขยาย โจทก์ไม่สามารถอุทธรณ์ได้นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่ง มาตรา 23 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลจะขยายระยะเวลาให้ตามคำร้องหรือไม่ เป็นดุลยพินิจที่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลา แม้จะน้อยกว่าระยะเวลาที่โจทก์ขอ ก็ไม่เป็นเหตุที่โจทก์จะอุทธรณ์ให้ขยายระยะเวลาต่อไปได้อีก หากระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายนั้นไม่เพียงพอ และมีพฤติการณ์พิเศษ ก็ชอบที่โจทก์จะขอขยายระยะเวลาได้ใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีรพิชย์ เลาหะพันธุ์
จำเลย — นางสาวธนิดา โกยแก้วพริ้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายบุญลอง นรจิตต์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันต์ เกียรติก้อง
ชื่อองค์คณะ
โอภาส อนันตสมบูรณ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1465/2560
#608714
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหลายที่อยู่ในสำนวน มิใช่พิจารณาจากพยานหลักฐานชิ้นใดชิ้นหนึ่งหรือสองชิ้นเท่านั้น คดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาพยานหลักฐานของคู่พิพาททั้งสองฝ่าย ทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคลแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริง คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการย่อมชอบด้วยกฎหมาย คำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการขัดแย้งต่อพยานหลักฐานในสำนวน จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งไม่มีบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ให้ผู้คัดค้านขอเพิกถอนหรือไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าบริการตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ 4,208,541.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,748,000 บาท นับถัดจากวันที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด (มีคำชี้ขาดวันที่ 23 สิงหาคม 2556) จนถึงวันที่ยื่นคำร้อง (วันที่ 13 มกราคม 2558) เป็นเงิน 391,229.59 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 4,599,771.50 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,748,000 บาท นับถัดจากวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องจนกว่าผู้คัดค้านจะชำระเสร็จสิ้น

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแพ่งพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการหมายเลขดำที่ 92/2551 หมายเลขแดงที่ 68/2556 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคล มีรายชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญบริษัทเพื่อกระทำการแทนตามหนังสือรับรอง ผู้คัดค้านเข้าทำสัญญาจ้างพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารบัญชี การเงิน และงบประมาณกับการเคหะแห่งชาติ ตามสัญญาจ้างพัฒนาระบบสารสนเทศเลขที่ พด.279/47 ผู้คัดค้านจ้างผู้ร้องให้เป็นที่ปรึกษา ให้บริการ และทำงานที่เกี่ยวข้องกับระบบการเงิน บัญชี และสารสนเทศการเงินในโครงการ มีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการตามสัญญาที่ปรึกษาพร้อมคำแปล โดยผู้ร้องรับผิดชอบงานส่วน Back End ส่วนผู้คัดค้านรับผิดชอบงานส่วน Front End เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2551 ผู้คัดค้านเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 92/2551 ตามคำเสนอข้อพิพาท ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งตามคำคัดค้าน/ข้อเรียกร้องแย้ง ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2556 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 4,208,541.91 บาท ให้ยกข้อเรียกร้องของผู้คัดค้านทั้งหมดและข้อเรียกร้องแย้งอื่นๆ ของผู้ร้องตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการพร้อมคำแปล คณะอนุญาโตตุลาการแจ้งคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทราบแล้วตามหนังสือเรื่องส่งสำเนาคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการพร้อมทั้งบัญชีแนบท้ายคำชี้ขาด และใบตอบรับไปรษณีย์ และผู้ร้องมีหนังสือทวงถามไปยังผู้คัดค้านแล้วตามหนังสือทวงถามให้ชำระเงินพร้อมคำแปล และใบตอบรับไปรษณีย์ แต่ผู้คัดค้านเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการขัดแย้งต่อพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนหรือไม่ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านอ้างว่า นายนิพนธ์ เจ้าหน้าที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางน้อย เจ้าหน้าที่ของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งเป็นพยานผู้ไม่มีส่วนได้เสียเบิกความยืนยันว่า ผู้ร้องทำงานไม่แล้วเสร็จ แต่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า ผู้ร้องทำงานแล้วเสร็จครบถ้วนแล้ว เป็นการวินิจฉัยที่ขัดแย้งต่อพยานหลักฐานในสำนวน เห็นว่า การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหลายที่อยู่ในสำนวน มิใช่พิจารณาจากพยาน หลักฐานชิ้นใดชิ้นหนึ่งหรือสองชิ้นเท่านั้น คดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาพยานหลักฐานของคู่พิพาททั้งสองฝ่าย ทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคลแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การเคหะแห่งชาติเปลี่ยนแปลงความต้องการจำนวนมาก ผู้คัดค้านยอมตกลงที่จะพัฒนาระบบเพิ่มเติม แต่อยู่นอกเหนือขอบข่ายงานของผู้ร้องตามสัญญาที่ปรึกษา ผู้ร้องทำงานของตนเสร็จสิ้นและส่งมอบงานแก่ผู้คัดค้าน และยังทำหน้าที่ให้การสนับสนุนเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นระยะเวลา 2 เดือน นับจากวันที่ Go-Live ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาระหว่างวันที่ 8 มิถุนายน 2549 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2549 แล้วผู้ร้องออกจากการเคหะแห่งชาติในช่วงเดือนกันยายน 2549 ภายหลังจากการสิ้นสุดระยะเวลาให้การสนับสนุน ดังนั้น ผู้ร้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ร้องทำงานเสร็จสมบูรณ์และส่งมอบงานเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ในสัญญาที่ปรึกษา ฝ่ายผู้คัดค้านทำงานในส่วนของตนล่าช้า และผิดสัญญาที่ปรึกษาไม่ชำระเงินค่างานงวดสุดท้ายแก่ผู้ร้อง คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นคำวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนย่อมชอบด้วยกฎหมาย คำคัดค้านของผู้คัดค้านจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งไม่มีบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ให้ผู้คัดค้านขอเพิกถอนหรือไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดได้ ที่ศาลแพ่งพิพากษามานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกามีเพียง 4,208,541.91 บาท ซึ่งจะต้องเสียค่าขึ้นศาล 21,042 บาท แต่ผู้คัดค้านเสียมา 21,162 บาท เกินมา 120 บาท จึงต้องคืนส่วนที่เกินให้แก่ผู้คัดค้าน

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาส่วนที่เกิน 120 บาท แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ดีลอยท์ คอนซัลติ้ง จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัท ซีดีจี ซิสเต็มส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวิช พงษ์สุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1415/2560
#607984
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 388/2558 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีช้างซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าช้างเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และศาลชั้นต้นริบช้างของกลางตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 58 และ ป.อ. มาตรา 32 ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนช้างของกลาง จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนช้างของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าศาลสั่งริบช้างของกลางได้หรือไม่นั้นยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจะยกประเด็นโดยอ้างว่าช้างของกลางเป็นช้างบ้านที่มีตั๋วรูปพรรณช้าง (ส.พ. 5) เพื่อให้ฟังว่ามิใช่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองขึ้นมาในคำร้องขอคืนช้างของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

กรณีที่ศาลสั่งริบสัตว์ป่าคุ้มครองของกลางที่บุคคลมีไว้เนื่องจากการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 58 และเป็นทรัพย์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดมีไว้เป็นความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 32 นั้น พระราชบัญญัติดังกล่าวและประมวลกฎหมายอาญา ตลอดจนกฎหมายอื่นไม่มีบทบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ใดยื่นคำร้องขอคืนของกลางที่ศาลชั้นต้นริบในกรณีดังกล่าวได้ ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอคืนช้างของกลางคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีช้างซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง, 47 และริบช้างของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของช้างของกลาง โดยซื้อมาจากนายบุญตา สามีจำเลย ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้คืนช้างของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า เมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 388/2558 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีหลักโจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีช้างซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง, 47 กับริบช้างของกลางตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 58 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยและริบช้างของกลางตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงยุติในคดีหลักว่าช้างของกลางเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และศาลชั้นต้นริบช้างของกลางตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 58 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนช้างของกลาง ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้ตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนช้างของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าศาลสั่งริบช้างของกลางได้หรือไม่นั้นยุติไปตามคำพิพากษาของศาลในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวโดยอ้างว่าช้างของกลางเป็นช้างบ้านที่มีตั๋วรูปพรรณช้าง (ส.พ. 5) เพื่อให้ฟังว่ามิใช่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองขึ้นมาในคำร้องขอคืนช้างของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ในกรณีที่ศาลสั่งริบสัตว์ป่าคุ้มครองของกลางที่บุคคลมีไว้เนื่องจากการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 58 และเป็นทรัพย์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดมีไว้เป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 นั้น พระราชบัญญัติดังกล่าวและประมวลกฎหมายอาญา ตลอดจนกฎหมายอื่นไม่มีบทบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ใดยื่นคำร้องขอคืนของกลางที่ศาลชั้นต้นริบในกรณีดังกล่าวได้ ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอคืนช้างของกลางคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
ผู้ร้อง — นางลัดดา เสนาวงค์ษา
จำเลย — นางสาวอมร หาญคำจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายพิชัย ลิมป์วรพรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายณรงค์ ประจุมาศ
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1393/2560
#610607
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องข้อหาความผิดฐานให้เช่าภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เพียงว่าจำเลยนำแผ่นสามดีและแผ่นวีซีดีภาพยนตร์รวมจำนวน 3 แผ่น ซึ่งไม่ผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกให้เช่าแก่ประชาชนทั่วไปในราชอาณาจักรเท่านั้น โดยไม่บรรยายให้ปรากฏว่าภาพยนตร์ที่จำเลยนำออกให้เช่านั้นเป็นภาพยนตร์ที่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 แต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจาก พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ได้บัญญัติถึงภาพยนตร์ที่ไม่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามมาตรา 27 (1) (3) วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ว่าภาพยนตร์ที่จำเลยนำออกให้เช่านั้นเป็นภาพยนตร์ที่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยเป็นภาพยนตร์ประเภทใดตามมาตรา 26 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง มาตรา 27 (2) (4) และ (6) วรรคสอง ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง มาตรา 27 (5) วรรคสาม ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เช่น เป็นภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไปตามมาตรา 26 (2) วรรคหนึ่ง หรือเป็นภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีดูตามมาตรา 26 (6) วรรคหนึ่ง ซึ่งการกระทำที่จะเป็นความผิดฐานให้เช่าภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นการนำภาพยนตร์ประเภทที่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามมาตรา 26 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง มาตรา 27 (2) (4) และ (6) วรรคสอง ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง มาตรา 27 (5) วรรคสาม ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ออกให้เช่า แต่ฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เกี่ยวกับประเภทของภาพยนตร์ที่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ดังกล่าว ทั้งมิได้บรรยายให้ปรากฏด้วยว่าผู้กระทำความผิดดังกล่าวต้องมีหน้าที่นำภาพยนตร์ที่จะนำออกให้เช่าไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เมื่อฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าภาพยนตร์ที่จำเลยนำออกให้เช่านั้นเป็นภาพยนตร์ที่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และเป็นภาพยนตร์ประเภทใดตามที่ระบุไว้ในบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และจำเลยมีหน้าที่ต้องนำภาพยนตร์ดังกล่าวไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์หรือไม่ จึงเป็นฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) มาตรา 161 วรรคหนึ่ง และมาตรา 185 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 (เดิม) และ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

ภายหลังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาแล้ว ได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 มาตรา 7 ยกเลิกความในมาตรา 56 แห่ง ป.อ. และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งตามมาตรา 56 ที่แก้ไขใหม่ เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 70, 75 และ 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 25, 38, 43, 78 และ 79 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และ 91 สั่งให้แผ่นสามดีที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ 1 แผ่น ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ กับให้จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบแผ่นวีซีดีจำนวน 2 แผ่น ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) กรรมหนึ่ง ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ประกอบมาตรา 38 วรรคหนึ่ง และฐานให้เช่าภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง อีกกรรมหนึ่ง ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 สำหรับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และความผิดฐานให้เช่าภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ประกอบมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 100,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้ยึดทรัพย์ใช้ค่าปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้แผ่นภาพยนตร์ 1 แผ่น ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยเห็นสมควรหยิบยกปัญหาว่า ฟ้องของโจทก์ในข้อหาความผิดฐานให้เช่าภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายโดยบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดดังกล่าวครบถ้วนหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยก่อนเป็นปัญหาแรก เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อหานี้เพียงว่า จำเลยนำแผ่นสามดีและแผ่นวีซีดีภาพยนตร์รวมจำนวน 3 แผ่น ซึ่งไม่ผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกให้เช่าแก่ประชาชนทั่วไปในราชอาณาจักรเท่านั้น โดยไม่บรรยายให้ปรากฏว่าภาพยนตร์ที่จำเลยนำออกให้เช่านั้นเป็นภาพยนตร์ที่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 แต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ได้บัญญัติถึงภาพยนตร์ที่ไม่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ด้วยตามมาตรา 27 (1) (3) วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ว่า ภาพยนตร์ที่จำเลยนำออกให้เช่านั้นเป็นภาพยนตร์ที่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยเป็นภาพยนตร์ประเภทใดตามมาตรา 26 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง มาตรา 27 (2) (4) และ (6) วรรคสอง ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง มาตรา 27 (5) วรรคสาม ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เช่น เป็นภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไปตามมาตรา 26 (2) วรรคหนึ่ง หรือเป็นภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีดูตามมาตรา 26 (6) วรรคหนึ่ง ซึ่งการกระทำที่จะเป็นความผิดฐานให้เช่าภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดีทัศน์ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นการนำภาพยนตร์ประเภทที่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามมาตรา 26 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง มาตรา 27 (2) (4) และ (6) วรรคสอง ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง มาตรา 27 (5) วรรคสาม ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวออกให้เช่า แต่ฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เกี่ยวกับประเภทของภาพยนตร์ที่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ดังกล่าว ทั้งมิได้บรรยายให้ปรากฏด้วยว่า ผู้กระทำความผิดดังกล่าวต้องมีหน้าที่นำภาพยนตร์ที่จะนำออกให้เช่าไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เมื่อฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าภาพยนตร์ที่จำเลยนำออกให้เช่านั้นเป็นภาพยนตร์ที่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และเป็นภาพยนตร์ประเภทใดตามที่ระบุไว้ในบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และจำเลยมีหน้าที่ต้องนำภาพยนตร์ดังกล่าวไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์หรือไม่ จึงเป็นฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) มาตรา 161 วรรคหนึ่ง และมาตรา 185 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดในข้อหาความผิดดังกล่าวมานั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 (เดิม) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

ที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ประกอบมาตรา 38 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า ภายหลังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาแล้ว ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 มาตรา 7 ยกเลิกความในมาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งตามมาตรา 56 ที่แก้ไขใหม่ เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 คดีนี้แผ่นภาพยนตร์ของกลางในการกระทำความผิดฐานนี้มีแผ่นสามดี 1 แผ่น และวีซีดีจำนวน 2 แผ่น นับว่ามีจำนวนเล็กน้อย พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยจึงไม่ร้ายแรง ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรรอการกำหนดโทษปรับจำเลยไว้เพื่อให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษปรับจำเลยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) และพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ประกอบมาตรา 38 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้รอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาความผิดฐานให้เช่าภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ให้แผ่นภาพยนตร์ 1 แผ่น ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ยกคำขอให้จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และคำขอให้ริบแผ่นวีซีดีจำนวน 2 แผ่น ของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 185 ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ม. 7
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45 (เดิม)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 ม. 12 วรรคสอง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 25 ม. 26 ม. 27 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นายสาโรจน์ เชยยิ้ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
ปริญญา ดีผดุง
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1340/2560
#609281
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดฐานให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าวตามฟ้องข้อ 1.4 และ 1.7 เป็นความผิดต่างกรรมกับกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามฟ้องข้อ 1.6 และ 1.9 และชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องข้อ 1.4 ส่วนข้อ 1.7 ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ประกอบกับการกระทำความผิดฐานให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าวย่อมเป็นความผิดสำเร็จนับตั้งแต่ผู้กระทำผิดให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าว ซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำออกจากความผิดฐานค้ามนุษย์ได้ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงมิใช่การกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลจึงชอบที่จะลงโทษในความผิดตามฟ้องข้อ 1.4 และ 1.7 เป็นคนละกรรมกับความผิดฐานค้ามนุษย์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

ข้อ 1.1 เมื่อประมาณปี 2536 ถึงปี 2544 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยรู้อยู่แล้วว่านายศรพงษ์หรือกะลา ไม่มีชื่อสกุล หรือนายสรพงษ์ กับพวกเป็นคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาอยู่ที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง อันถูกต้อง และไม่ได้ผ่านเข้าทางด่านตรวจคนเข้าเมือง อีกทั้งไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย ได้ให้ที่พักพิง ซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ โดยไปรับคนต่างด้าวดังกล่าวมาจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และให้พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักในไร่ของจำเลย เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุม

ข้อ 1.2 เมื่อประมาณปี 2544 ถึงปี 2545 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยรู้อยู่แล้วว่านางผ่อนหรือพรหรือมะเตียมปู ไม่มีชื่อสกุล กับพวกเป็นคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้อง และไม่ได้ผ่านเข้าทางด่านตรวจคนเข้าเมืองอีกทั้งไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย ได้ให้ที่พักพิง ซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ โดยไปรับคนต่างด้าวดังกล่าวมาจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และให้พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักในไร่ของจำเลย เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุม

ข้อ 1.3 เมื่อประมาณปี 2545 ถึงปี 2552 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยรับนางผ่อนซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงาน เข้าทำงานเป็นแม่บ้านที่คลินิกรักษาผู้ป่วยของจำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ข้อ 1.4 เมื่อประมาณปี 2547 จำเลยรู้อยู่แล้วว่านายศรพงษ์ นายโย่งหรือซอแงแล ไม่มีชื่อสกุล กับพวกเป็นคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมา มีภูมิลำเนาอยู่ที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้อง และไม่ได้ผ่านเข้าทางด่านตรวจคนเข้าเมือง อีกทั้งไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย ได้ให้ที่พักพิง ซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ โดยไปรับคนต่างด้าวดังกล่าวมาจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และให้พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักในไร่ของจำเลย เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุม

ข้อ 1.5 ต่อมาเมื่อประมาณปี 2547 ถึงประมาณปลายปี 2551 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยรับคนต่างด้าวดังกล่าวเข้าทำงานเป็นกรรมกรในไร่ของจำเลย โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีใบอนุญาตทำงาน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ข้อ 1.6 เมื่อประมาณปี 2553 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 22 กันยายน 2555 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ได้ข่มขู่ใช้กำลังบังคับ ขู่เข็ญโดยใช้กำลังประทุษร้าย หน่วงเหนี่ยว กักขัง นายศรพงษ์ ผู้เสียหายที่ 1 และนางผ่อน ผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการบังคับใช้แรงงาน ข่มขืนใจให้ทำงาน โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 เด็กหญิงมะเหมี่ยว ไม่มีชื่อสกุล และเด็กชายมะขาม ไม่มีชื่อสกุล บุตรของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย พาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์แล้วบังคับให้ทำงานเป็นกรรมกรภายในไร่ของจำเลยโดยไม่ได้รับค่าจ้าง จนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ต้องอยู่ในภาวะกลัวและจำยอม ทั้งนี้เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานดังกล่าว อันเป็นการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์

ข้อ 1.7 เมื่อประมาณวันที่ 6 หรือ 7 เมษายน 2554 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยรู้อยู่แล้วว่านายตาแง ไม่มีชื่อสกุลกับพวก เป็นคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมามีภูมิลำเนาอยู่ที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้อง และไม่ได้ผ่านเข้าทางด่านตรวจคนเข้าเมือง อีกทั้งไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย ได้ให้ที่พักพิง ซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ โดยไปรับคนต่างด้าวดังกล่าวมาจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และให้พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักในไร่ของจำเลย เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุม

ข้อ 1.8 หลังจากนั้น จำเลยรับคนต่างด้าวดังกล่าวเข้าทำงานเป็นกรรมกรในไร่ของจำเลย โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีใบอนุญาตทำงาน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ข้อ 1.9 เมื่อประมาณกลางปี 2555 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 22 กันยายน 2555 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ได้ข่มขู่ใช้กำลังบังคับ ขู่เข็ญโดยใช้กำลังประทุษร้าย หน่วงเหนี่ยว กักขัง นายตาแง ผู้เสียหายที่ 3 ด้วยการบังคับใช้แรงงานข่มขืนใจให้ทำงาน โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้เสียหายที่ 3 โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย พาผู้เสียหายที่ 3 จากท้องที่อื่นแล้วบังคับให้ทำงานเป็นกรรมกรภายในไร่ของจำเลยโดยไม่ได้รับค่าจ้าง จนผู้เสียหายที่ 3 ต้องอยู่ในภาวะกลัวและจำยอม ทั้งนี้เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานดังกล่าว อันเป็นการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร และตำบลกลัดหลวง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เกี่ยวพันกัน จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4377/2556 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 474/2556 ของศาลชั้นต้น ค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายทั้งสาม จากการได้รับความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ ถูกบังคับใช้แรงงาน ถูกบังคับให้ทำงาน เป็นเงิน 1,200,000 บาท 600,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ ค่าสินไหมทดแทนต่อเสรีภาพ ถูกจำกัดเสรีภาพ โดยข่มขู่ บังคับ ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ ไม่สามารถประกอบอาชีพการงานอื่นได้และบังคับใช้แรงงาน สำหรับผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 ปี 1 เดือน 20 วัน วันละ 200 บาท เป็นเงินคนละ 156,200 บาท และผู้เสียหายที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2555 เป็นเวลา 170 วัน วันละ 200 บาท เป็นเงิน 34,000 บาท รวมค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 1,356,200 บาท ของผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 756,200 บาท และของผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 234,000 บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 64 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 27, 54 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 13, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นับโทษจำคุกจำเลยนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4377/2556 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 474/2556 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 1,356,200 บาท ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 756,200 บาท ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 234,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาให้ที่พักพิง ซ่อนเร้น และช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุมตามคำฟ้องข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และข้อ 1.4 ส่วนข้ออื่นนอกนั้นคงให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมทั้งสามไม่ใช่ผู้เสียหายเพราะต่างยอมรับที่ศาลแรงงานภาค 7 ว่า นายจ้างของโจทก์ร่วมทั้งสามคือ นายสุบิล จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายสูงเกินควร ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายศรพงษ์หรือกะลา ไม่มีชื่อสกุล หรือนายสรพงษ์ ผู้เสียหายที่ 1 นางผ่อนหรือพรหรือมะเตียมปู ไม่มีชื่อสกุล ผู้เสียหายที่ 2 และนายตาแงไม่มีชื่อสกุล ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาค้ามนุษย์ โดยให้เรียกผู้เสียหายทั้งสามว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 13 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานให้ที่พักพิง ซ่อนเร้น และช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน ฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน ฐานค้ามนุษย์ จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 8 ปี 42 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานให้ที่พักพิง ซ่อนเร้น และช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม ตามคำฟ้องข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และข้อ 1.4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 33 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4377/2556 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 474/2556 ของศาลชั้นต้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษา จึงไม่นับโทษต่อให้ ยกคำขอส่วนนี้ ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และเป็นเงิน 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 3

โจทก์ร่วมทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์ข้อ 1.4, 1.6 และ 1.7 โทษแต่ละข้อให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวมจำคุก 8 ปี 9 เดือน ยกฟ้องโจทก์ข้อ 1.1 ถึง 1.3, 1.5 และ 1.8 และยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม (ที่ถูก โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 3) ข้อ 1.9 ยกคำขอโจทก์ในส่วนขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสามและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ร่วมทั้งสามเป็นคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมา ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอาชีพรับราชการเป็นแพทย์ ตำแหน่งรองผู้บังคับการโรงพยาบาลตำรวจและเปิดคลินิกรักษาพยาบาลผู้ป่วยอยู่ที่กรุงเทพมหานครด้วย จำเลยมีที่ดินใช้ทำไร่และเลี้ยงวัวอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี 2 แห่ง คือไร่ที่บ้านสาระเห็ดเรียกว่า ไร่ล่าง กับไร่ที่บ้านวังข้าวสารเรียกว่า ไร่บน ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 20 กิโลเมตร มีนางศศิธรหรืออ้อย เป็นผู้ดูแลคนงาน โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยากันทำงานในไร่ของจำเลย เมื่อปี 2551 โจทก์ร่วมที่ 1 หลบหนีออกจากไร่ของจำเลยไปรับจ้างทำงานที่ร้านค้าวัสดุก่อสร้างและทำอิฐบล็อกของนายสละ ที่ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1 ชักชวนนายตัวเล็ก ไม่มีชื่อสกุล คนต่างด้าว สัญชาติเมียนมา ซึ่งทำงานอยู่ในไร่ของจำเลยออกมาเป็นลูกจ้างนายสละ และขอให้นายสละขับรถยนต์พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปรับโจทก์ร่วมที่ 2 และเด็กหญิงมะเหมี่ยว ไม่มีชื่อสกุล บุตรสาวอายุประมาณ 2 ปี จากไร่สาระเห็ดมาทำงานกับนายสละด้วย ต่อมาปี 2553 มีเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมนายตัวเล็ก โดยกล่าวหาว่าลักอาวุธปืนของจำเลยไป หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมโจทก์ร่วมที่ 1 โดยกล่าวหาว่าลักอาวุธปืนของจำเลย โดยเจ้าพนักงานตำรวจพาโจทก์ร่วมที่ 2 กลับไปที่ไร่สาระเห็ด และนำตัวโจทก์ร่วมที่ 1 ไปดำเนินคดีที่สถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญภายหลังจำเลยแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ใช่คนร้าย โจทก์ร่วมที่ 1 จึงถูกดำเนินคดีเฉพาะความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วมีนายสุเทพ พี่ชายจำเลยไปรับโจทก์ร่วมที่ 1 กลับไปทำงานอยู่ที่ไร่สาระเห็ด ระหว่างทำงานโจทก์ร่วมที่ 1 ประสบอุบัติเหตุตกจากรถกระเช้าขณะปีนขึ้นไปตัดต้นไม้ จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกแขนซ้ายและหลังหัก ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจและประสบอุบัติเหตุถูกเครื่องบดข้าวโพดหนีบมือข้างซ้ายจนพิการ เมื่อปี 2552 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรท่าไม้รวกได้รับแจ้งว่ามีบุคคล 2 คนสูญหายไปพร้อมกับรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า 1 คัน ต่อมาปี 2555 เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดรถยนต์คันดังกล่าวได้จากบ้านพักในจังหวัดนนทบุรีและดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจรโดยสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องและตรวจพบโครงกระดูกมนุษย์ถูกกลบฝังอยู่ในไร่ของจำเลย จึงได้ดำเนินคดีแก่จำเลยในกรณีดังกล่าวและดำเนินคดีนี้แก่จำเลยด้วย สำหรับความผิดฐานให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าวตามฟ้องข้อ 1.4 และข้อ 1.7 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ กับความผิดฐานให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าวตามฟ้องข้อ 1.1, 1.2 และความผิดรับคนต่างด้าวเข้าทำงานตามฟ้องข้อ 1.3, 1.5 และ 1.8 ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงเป็นอันยุติไปแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามฟ้องข้อ 1.6 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความรับว่าเป็นเจ้าของไร่สาระเห็ดและไร่วังข้าวสาร และประกอบกิจการฟาร์มโคนมที่ไร่ดังกล่าวโดยมีโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นคนงานอยู่ด้วย เพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่าเคยร่วมกิจการดังกล่าวกับนางศศิธร แต่ภายหลังได้เลิกกิจการแล้ว แต่ฝ่ายโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามมีโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นเจ้าของกิจการฟาร์มโคนมและไร่ทั้ง 2 แห่ง ส่วนนางศศิธรเป็นเพียงผู้ควบคุมดูแลคนงานในไร่แทนจำเลยเท่านั้น นอกจากนั้นภายหลังจากที่จำเลยกล่าวอ้างว่าเลิกกิจการที่ทำในไร่สาระเห็ดแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำเนาทะเบียนประวัติผู้ป่วย ซึ่งระบุว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ประสบอุบัติเหตุจากการตกรถกระเช้าขณะตัดกิ่งไม้ในไร่ของจำเลย แล้วได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 ต่อมาได้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 โดยมีนางสาวศิวารยา ภริยาคนใหม่ของจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้รับตัวโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากโรงพยาบาล โดยระบุในเอกสารดังกล่าวถึงความเกี่ยวข้องว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ร่วมที่ 1 และใช้พัฒนะคลินิกของจำเลยเป็นสถานที่พักเมื่อออกจากโรงพยาบาลตำรวจ อีกทั้งจำเลยเบิกความรับว่า จำเลยเป็นผู้ออกค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลตำรวจแทนโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งหมด ประกอบกับนายสละพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความสนับสนุนว่าโจทก์ร่วมที่ 1 เล่าให้พยานฟังว่าก่อนหน้าที่โจทก์ร่วมที่ 1 จะมาทำงานกับพยาน โจทก์ร่วมที่ 1 ทำงานกับหมอที่จังหวัดเพชรบุรี หลังจากนั้นได้ขอร้องให้พยานขับรถยนต์ไปรับโจทก์ร่วมที่ 2 และเด็กหญิงมะเหมี่ยวมาอยู่ด้วย ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2553 ช่วงเย็น ภริยาพยานโทรศัพท์แจ้งแก่พยานว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจมาจับโจทก์ร่วมที่ 1 พยานจึงรีบไปหาโจทก์ร่วมที่ 2 และเด็กหญิงมะเหมี่ยว แต่มีเจ้าพนักงานตำรวจขับรถยนต์กระบะมีโจทก์ร่วมที่ 1 นั่งมาด้วย ได้พาโจทก์ร่วมที่ 2 และเด็กหญิงมะเหมี่ยวไปด้วย โดยบอกแก่พยานว่านายจ้างเขาจะตามมาเอาตัวคืน แม้โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ต้องหา แต่พยานก็ไม่กล้าขัดขวางเพราะคิดว่าหมอซึ่งเป็นนายจ้างเก่าน่าจะเป็นผู้มีอิทธิพล ภายหลังพยานเห็นภาพข่าวทางโทรทัศน์ เห็นข่าวจำเลยและภาพโจทก์ร่วมที่ 1 จึงเชื่อว่าจำเลยเป็นนายจ้างเก่าของโจทก์ร่วมที่ 1 ยิ่งไปกว่านั้นได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทประสงค์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2555 โจทก์ร่วมที่ 1 เห็นจำเลยขับรถยนต์เข้าไปที่ไร่วังข้าวสารเพื่อจะรับตัวโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เกรงว่าจะมีอันตรายจึงโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจมารับตัวโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จากไร่ดังกล่าว และขอร้องให้ไปรับตัวเด็กหญิงมะเหมี่ยวและเด็กชายมะขามด้วย วันรุ่งขึ้นเจ้าพนักงานตำรวจอีกชุดหนึ่งจึงไปรับตัวบุตรทั้งสองคนของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จากคลินิกของจำเลยมาอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 และเด็กหญิงมะเหมี่ยว พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามที่ว่า หลังจากโจทก์ร่วมที่ 2 คลอดเด็กชายมะขามได้ประมาณ 3 เดือน จำเลยและนางสาววิลสาได้พาเด็กหญิงมะเหมี่ยวและเด็กชายมะขามไปอยู่ที่กรุงเทพมหานคร โดยโจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความว่าเหตุที่นางสาววิลสานำบุตรของโจทก์ร่วมที่ 2 ไปก็เพื่อกันไม่ให้โจทก์ร่วมที่ 1 หลบหนีและจะทำงานสะดวกขึ้น โจทก์ร่วมที่ 1 จะได้พบบุตรทั้งสองประมาณเดือนละ 1 ถึง 2 ครั้ง เมื่อจำเลยไปที่ไร่ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ โจทก์ร่วมที่ 2 เคยพูดขอจำเลยกลับบ้านแต่จำเลยปฏิเสธและบอกว่าต้องอยู่กับจำเลยตลอดชีวิต และโจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความว่า เคยขอจำเลยกลับประเทศของตน จำเลยบอกว่ากลับก็ได้แต่ให้ผ่าแบ่งลูกคนละครึ่งโจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ขออีก เมื่อได้พิจารณาคำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า แม้คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 บางช่วงบางตอนมีความแตกต่างกัน แต่ก็เป็นเพียงเรื่องรายละเอียดของเหตุการณ์ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นกับโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มากมายและเป็นระยะเวลานาน แต่คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามทุกปากดังกล่าวมีลำดับเหตุการณ์เชื่อมโยงสอดคล้องกันอย่างสมเหตุสมผลในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ยากที่จะเป็นการแต่งเติมเรื่องราวขึ้นเพื่อปรักปรำให้ร้ายจำเลยได้ เชื่อว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่พยานรู้เห็นและจดจำได้ ไม่น่าเชื่อว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมจะร่วมมือกันปรักปรำให้ร้ายแก่จำเลยดังที่จำเลยกล่าวอ้าง จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ภายหลังจากโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 พาเด็กหญิงมะเหมี่ยวหลบหนีออกจากไร่ของจำเลยไปรับจ้างทำงานกับนายสละแล้ว จำเลยได้ร้องทุกข์กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ลักอาวุธปืนของจำเลยแล้วให้เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมโจทก์ร่วมที่ 1 และนำโจทก์ร่วมที่ 2 และเด็กหญิงมะเหมี่ยวกลับไปทำงานในไร่สาระเห็ดโดยโจทก์ร่วมที่ 2 มิได้สมัครใจ ภายหลังจำเลยได้กลับคำให้การในชั้นสอบสวนว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ใช่คนร้ายที่ลักอาวุธปืนของจำเลย เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 จะต้องถูกส่งตัวกลับไปยังสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา นายสุเทพพี่ชายจำเลยรับตัวโจทก์ร่วมที่ 1 กลับไปทำงานในไร่สาระเห็ด แล้วจำเลยและนางสาววิลสานำเด็กหญิงมะเหมี่ยวและเด็กชายมะขามแยกจากโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ไปอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้เพื่อข่มขู่บังคับให้โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ทำงานในไร่ของจำเลยต่อไป โดยทำให้กลัวว่าหากไม่ปฏิบัติตามแล้วบุตรทั้งสองจะได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือเสรีภาพ ประกอบข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งว่า ขณะโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กลับไปทำงานในไร่ของจำเลยระหว่างปี 2553 ถึงปี 2555 นั้น จำเลยมิได้ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการรับตัวโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ไว้ เพื่อบังคับใช้แรงงานอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยการข่มขู่ให้กลัวว่าหากไม่ยินยอมทำงานให้แก่จำเลยแล้ว บุตรทั้งสองของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จะได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือเสรีภาพ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 52 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 13 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยได้เลิกกิจการฟาร์มโคนมและขายโคตัวสุดท้ายไปเมื่อปี 2547 แล้วเลิกอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาววิลสาตั้งแต่ปี 2548 แล้วมิได้เกี่ยวข้องกับกิจการในไร่ของจำเลย โดยโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นลูกจ้างของนางศศิธรนั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ส่วนที่จำเลยอ้างว่านายสุเทพขอร้องให้จำเลยช่วยเหลือโจทก์ร่วมที่ 1 ในคดีลักทรัพย์อาวุธปืนของจำเลยเพราะต้องการให้โจทก์ร่วมที่ 1 ไปทำงานเป็นลูกจ้างนายสุเทพนั้น เห็นว่า หากโจทก์ร่วมที่ 1 ชอบดื่มสุราเป็นประจำ มีนิสัยไม่ดีและลักทรัพย์อาวุธปืนของจำเลยดังคำเบิกความของจำเลย ย่อมไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะคิดช่วยเหลือโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงกับยินยอมกลับคำให้การว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ใช่คนร้ายเพียงเพื่อจะช่วยให้โจทก์ร่วมที่ 1 ไปทำงานกับนายสุเทพ อีกทั้งโจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความยืนยันว่า เมื่อนายสุเทพไปรับตัวโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วได้พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปพบกับจำเลย หลังจากนั้นจำเลยพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปทำงานในไร่สาระเห็ด ข้ออ้างของจำเลยที่ว่ายินยอมช่วยเหลือโจทก์ร่วมที่ 1 เพื่อให้ไปทำงานกับนายสุเทพนั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามได้ ส่วนฎีกาของจำเลยประการอื่นที่อ้างว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นลูกจ้างนางศศิธร โดยจำเลยมิได้เกี่ยวข้องด้วยนั้น ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดซึ่งไม่ทำให้คำวินิจฉัยข้างต้นเปลี่ยนแปลงไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องข้อ 1.6 และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกว่า เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยหรือยกฟ้องในความผิดฐานค้ามนุษย์แล้วจำเลยก็ไม่ควรต้องรับโทษในความผิดฐานให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าวตามฟ้องข้อ 1.4 และ 1.7 เพราะเป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.4 และ 1.7 เป็นความผิดต่างกรรมกับกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามฟ้องข้อ 1.6 และ 1.9 และชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อ 1.4 ส่วนข้อ 1.7 ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ประกอบกับการกระทำความผิดฐานให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าวย่อมเป็นความผิดสำเร็จนับตั้งแต่ผู้กระทำผิดให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าว ซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำออกจากความผิดฐานค้ามนุษย์ได้ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงมิใช่การกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลจึงชอบที่จะลงโทษในความผิดตามฟ้องข้อ 1.4 และ 1.7 เป็นคนละกรรมกับความผิดฐานค้ามนุษย์ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 64
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 6 ม. 13 วรรคหนึ่ง ม. 52 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
นายสรพงษ์หรือกะลา ไม่มีชื่อสกุล
โจทก์ร่วม — หรือนายสรพงษ์ ใจขัน กับพวก
จำเลย — พันตำรวจเอกนายแพทย์สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางสาวดวงพร ภู่เกิด
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1323/2560
#608707
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3 บัญญัตินิยามของความลับทางการค้าว่า "ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป หรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ" โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบว่าข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อ ที่อยู่ และราคาค่าจ้างขนส่งตามฟ้อง ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความลับทางการค้า มีลักษณะครบถ้วนที่จะเป็นความลับทางการค้าตามที่มาตรา 3 ดังกล่าวกำหนดไว้ การที่พนักงานบริษัทโจทก์คนอื่นนอกเหนือจากจำเลยที่ 2 สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อ ที่อยู่ และราคาค่าจ้างขนส่งทั้งที่เป็นเอกสาร และเป็นข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาข้อมูลดังกล่าวไว้เป็นความลับ ข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อ ที่อยู่ และราคาค่าจ้างขนส่งตามฟ้องโจทก์ จึงไม่ใช่ความลับทางการค้า ตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 1,851,300 บาทให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินผลประโยชน์ที่จำเลยทั้งสองได้รับจากการละเมิดสิทธิความลับทางการค้าของโจทก์ในปี 2555 เป็นเงินจำนวน 1,010,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายชะเลงศักดิ์ และนางรัตนาวดี เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โจทก์ประกอบการขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมทั้งรับบริการนำของออกจากท่าเรือตามพิธีศุลกากรและการจัดระวางการขนส่งทุกชนิด ตามหนังสือรับรองเอกสาร และสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จัดตั้งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนายชะเลงศักดิ์ และเคยทำงานเป็นพนักงานบริษัทโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยที่ 2 ลาออกจากการเป็นพนักงานบริษัทโจทก์ จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการประเภทเดียวกับโจทก์ และรับจ้างบริษัทฟูดเบลสซิ่ง (1998) จำกัด บริษัทเอส.เค.ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาขน) บริษัทอุตสาหกรรมพันท้ายนรสิงห์สินค้าพื้นเมือง จำกัด และบริษัทลัคกี้ แคนเนอรี่ จำกัด ซึ่งเคยเป็นลูกค้าบริษัทโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า ข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อ ที่อยู่ และราคาค่าจ้างขนส่งตามฟ้อง เป็นความลับทางการค้าหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3 บัญญัตินิยามของความลับทางการค้าว่า "ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไป หรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ" โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบว่าข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อ ที่อยู่ และราคาค่าจ้างขนส่งตามฟ้อง มีลักษณะครบถ้วนที่จะเป็นความลับทางการค้าตามที่มาตรา 3 ดังกล่าวกำหนดไว้ ซึ่งโจทก์มีนางรัตนาวดี กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า ในการติดต่อกับลูกค้าแต่ละรายเพื่อให้ว่าจ้างโจทก์ โจทก์โดยกรรมการบริษัทต้องใช้ความรู้ความสามารถในการเจรจาเสนอเงื่อนไขจนเป็นที่พอใจของลูกค้าแต่ละรายและว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งตู้บรรจุสินค้าของลูกค้าเป็นประจำ โดยเฉพาะเงื่อนไขเกี่ยวกับเรื่องราคาค่าจ้าง เมื่อโจทก์กับลูกค้าตกลงหรือทำสัญญาว่าจ้างกันแล้ว พยานจะนำข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อลูกค้า ที่อยู่ และราคาขนส่งที่ได้ตกลงกับลูกค้าแต่ละรายส่งให้จำเลยที่ 2 เพื่อบันทึกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 จะต้องนำเอกสารที่ได้บันทีกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์แล้วมาส่งมอบให้พยานนำไปเก็บรักษาในที่ทำงานของพยาน พยานมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมดูแลข้อมูลของลูกค้าที่บันทึกลงในคอมพิวเตอร์แต่เพียงผู้เดียว แม้แต่กรรมการบริษัทโจทก์หรือพนักงานคนอื่นก็ไม่ทราบรหัสผ่านเพื่อเปิดใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อพิจารณาคำเบิกความดังกล่าวแล้วได้ความเพียงว่ามาตรการที่โจทก์ใช้เพื่อรักษาข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อลูกค้า ที่อยู่ และราคาค่าจ้างขนส่งคือมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดเก็บข้อมูลดังกล่าวโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีรหัสผ่านเป็นอุปกรณ์ในการจัดเก็บข้อมูล และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีมาตรการอื่นใดนอกเหนือจากนี้ เช่น ข้อกำหนดภายในบริษัทเกี่ยวกับการจำแนกข้อมูลที่เป็นความลับและวิธีการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าว การทำเครื่องหมายในเอกสารเพื่อแสดงว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารลับ หรือการทำสัญญาว่าจ้างพนักงานที่มีข้อตกลงห้ามพนักงานที่ลาออกใช้ความลับของบริษัท เป็นต้น ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากนางรัตนาวดีตอบคำถามค้านและคำถามติงว่า หลังจากจำเลยที่ 2 บันทึกข้อมูลแล้วจะมีการพิมพ์ใบเสนอราคาซึ่งจะปรากฏราคาค่าขนส่งที่ตกลงไว้กับลูกค้าแต่ละรายมาเป็นเอกสารเพื่อจัดส่งให้แก่ลูกค้า และมีสำเนาเอกสารเก็บไว้ในแฟ้มเอกสารโดยเก็บไว้ที่ฝ่ายบัญชีคือจำเลยที่ 2 โดยปกติใบเสนอราคาย่อมปรากฏชื่อและที่อยู่ของลูกค้า กับจำนวนเงินที่ลูกค้าต้องชำระแก่โจทก์ ดังนั้นใบเสนอราคาจึงแสดงถึงข้อมูลชื่อลูกค้า ที่อยู่ และราคาค่าจ้างขนส่งอันเป็นข้อมูลที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง การที่โจทก์กำหนดให้มีการพิมพ์ใบเสนอราคา และจัดเก็บสำเนาใบเสนอราคาในแฟ้มเอกสารโดยไม่ได้กำหนดมาตรการที่จะป้องกันหรือเก็บรักษาเอกสารดังกล่าวไว้เป็นความลับ ทำให้ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างเดียว อีกทั้งทำให้ข้อมูลนั้นมีลักษณะเปิดเผยและพนักงานอื่นนอกจากจำเลยที่ 2 สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ซึ่งปรากฏจากคำเบิกความของนางสาวสุพรรษา พยานจำเลยทั้งสองซึ่งเคยเป็นพนักงานบริษัทโจทก์ในตำแหน่งผู้ช่วยธุรการบัญชีว่า ใบวางบิลหรือใบเสนอราคาเก็บอยู่ในแฟ้มเอกสารซึ่งเก็บไว้ในตู้ข้างโต๊ะทำงานของนางรัตนาวดี พนักงานทุกคนในบริษัทสามารถดูเอกสารในแฟ้มดังกล่าวได้ โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานหักล้างคำเบิกความของนางสาวสุพรรษาเกี่ยวกับวิธีการเก็บรักษาสำเนาใบเสนอราคาดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงต้องฟังว่าพนักงานบริษัทโจทก์ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ ประกอบกับในส่วนข้อมูลที่จัดเก็บโดยบันทึกลงเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น จำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 2 เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า พยานจดรหัสผ่านไว้บนกระดาษโน้ตสีฟ้าซึ่งมีกาวที่หัวกระดาษขนาดประมาณ 1 นิ้ว คูณ 2 นิ้ว และปิดไว้ที่หน้าคอมพิวเตอร์ มีพยานและนางสาวสุพรรษารู้ หากพยานไม่อยู่ นางสาวสุพรรษาสามารถทำแทนได้ และจำเลยทั้งสองยังมีนางสาวสุพรรษามาเบิกความเป็นพยานทำนองเดียวกันว่า รหัสผ่านในการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 2 อยู่บนกระดาษติดไว้ที่มุมขวาของจอคอมพิวเตอร์ ส่วนนางรัตนาวดีและนายชะเลงศักดิ์ กรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ไม่มีการปิดข้อความว่า "*54321 KING" ซึ่งเป็นรหัสผ่านที่ผนังห้องที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 2 เห็นว่า หน้าที่หลักของนางรัตนาวดีคือโทรศัพท์ติดต่อกับลูกค้า ส่วนนายชะเลงศักดิ์มีหน้าที่ควบคุมรถที่ใช้ในการขนส่ง ทั้งสองคนไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับงานด้านบัญชีและการเงิน ส่วนนางสาวสุพรรษาแม้ทำงานที่บริษัทโจทก์ในระยะเวลาสั้นแต่ทำหน้าที่ด้านบัญชีการเงินเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 และเป็นผู้ช่วยจำเลยที่ 2 จึงมีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องรู้รหัสผ่านเพื่อใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้นางสาวสุพรรษาเป็นพยานคนกลาง ไม่มีสาเหตุขัดแย้งกับโจทก์ อีกทั้งไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายใด คำเบิกความจึงน่าเชื่อถือ เมื่อคำเบิกความของนางสาวสุพรรษาสอดคล้องกับจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่ามีการติดรหัสผ่านที่หน้าจอคอมพิวเตอร์จริง ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้พนักงานอื่นนอกจากจำเลยที่ 2 สามารถเข้าถึงข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้ การที่พนักงานบริษัทโจทก์คนอื่นนอกเหนือจากจำเลยที่ 2 สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อ ที่อยู่ และราคาค่าจ้างขนส่งทั้งที่เป็นเอกสาร และเป็นข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาข้อมูลดังกล่าวไว้เป็นความลับ ข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อ ที่อยู่ และราคาค่าจ้างขนส่งตามฟ้องโจทก์ จึงไม่ใช่ความลับทางการค้า ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิดาร์ เฟรท แอนด์ เทอร์มินัล จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โชคอนันต์ ทรานส์ เซอร์วิส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสุจินต์ เจนพาณิชพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1295/2560
#607963
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอันจะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ส่วนฝ่ายจำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท ก็ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเช่นกัน แต่มาตรา 1367 เป็นเพียงบทบัญญัติทั่วไป เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกซึ่งกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการครอบครอง จึงต้องบังคับตามมาตรา 1373 ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 1309 ตำบลโซ่ อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย (บึงกาฬ) เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 14 ตารางวา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและจำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่รับฟ้องแย้งเป็นไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 นางมะลิวัลย์ และโจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน และมารดาแบ่งที่ดินให้บุตรคนละประมาณ 10 ไร่ เมื่อเดือนตุลาคม 2525 จำเลยที่ 1 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาท ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2541 จำเลยที่ 1 ขอเปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นโฉนดที่ดิน ครั้นวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอันจะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่โจทก์ฎีกา ส่วนฝ่ายจำเลยทั้งสองซึ่งเดิมจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาเมื่อขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทก็ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเช่นกัน แต่มาตรา 1367 เป็นเพียงบทบัญญัติทั่วไป เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกซึ่งกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการครอบครอง จึงต้องบังคับตามมาตรา 1373 ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ โดยโจทก์มีตัวโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ครอบครองทำนาในที่ดินพิพาทตลอดมาตั้งแต่อายุประมาณ 16 ปี จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 30 ปี โดยมีนายทอน นายบุญมี นายหวาน และนายวีระศักดิ์ ซึ่งเป็นเพื่อนของโจทก์ต่างเบิกความทำนองเดียวกันว่า เห็นโจทก์ทำนาในที่ดินพิพาทตลอดมา แต่พยานดังกล่าวเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านไม่ยืนยันว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่ และโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในฐานะใด ส่วนพยานจำเลยทั้งสอง นอกจากตัวจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ที่ดินพิพาทได้มาจากการจับจองรวมทั้งมีนางมะลิวัลย์ จับจองด้วย ส่วนโจทก์ไม่ได้จับจอง มารดาแบ่งที่ดินให้บุตรทุกคน คนละ 10 ไร่ รวมทั้งของโจทก์ซึ่งได้รับที่ดินส่วนที่อยู่ติดกับที่ดินพิพาท แต่โจทก์ขายไปแล้วและมาขออาศัยปลูกเพิงพักในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์ไม่มีที่อยู่และเป็นน้องคนสุดท้อง จึงให้อยู่อาศัย ปี 2525 จำเลยที่ 1 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต่อมาปี 2541 ขอออกเป็นโฉนดที่ดินพิพาทโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน จำเลยที่ 1 ต้องขายที่ดินพิพาทเนื่องจากผิดสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาจนถูกศาลบังคับให้ขาย ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ก่อนซื้อที่ดินพิพาทเคยไปพบโจทก์แจ้งว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 และโจทก์จะออกจากที่ดินพิพาท และนายถาวร อดีตผู้ใหญ่บ้านและกำนันท้องที่เบิกความยืนยันว่า โจทก์อาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เห็นว่า แม้โจทก์อ้างว่าครอบครองทำนาในที่ดินพิพาทตลอดมา แต่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทมาแสดงและพยานอื่นของโจทก์จะเบิกความสนับสนุนโจทก์ว่าเห็นโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทก็ไม่ยืนยันว่าโจทก์ครอบครองโดยฐานะใด ซึ่งตรงกันข้ามกับพยานจำเลยทั้งสองที่มีนางมะลิวัลย์พี่น้องร่วมบิดามารดากับโจทก์และจำเลยที่ 1 เบิกความยืนยันว่า มารดาแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และขอออกโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งมีระยะเวลาห่างกัน 15 ปี ไม่ปรากฏว่าโจทก์ไปคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ นับว่าเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยและไม่สมเหตุสมผลหากโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจริง ประกอบกับเมื่อจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์ทำบันทึกที่สถานีตำรวจยอมย้ายออกจากที่ดินพิพาท โดยจำเลยทั้งสองมีร้อยตำรวจตรี ปริญญา พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่า โจทก์ทำบันทึกดังกล่าวด้วยความสมัครใจ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์ไม่อาจนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท มิใช่โจทก์ที่อยู่อาศัยในที่ดินพิพาทด้วยสิทธิของจำเลยที่ 1 ดังนั้น การขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินที่พิพาทของจำเลยที่ 1 ตลอดจนจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 1309 ตำบลโซ่ อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย (บึงกาฬ) ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1373
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมฤทธิ์ โสบุญ
จำเลย — นางหนูพร นาคเสน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นางสุกัญญา เวียงอินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายฐานันดร กิตติวงศากูล
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1221/2560
#608708
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องแย้งของจำเลยขอห้ามมิให้โจทก์กระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการถือครองที่ดินของจำเลย และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท แก่จำเลย ซึ่งหากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้รับการบังคับตามกฎหมาย คำฟ้องแย้งของจำเลยจึงมีสภาพเป็นเพียงคำให้การ ส่วนเรื่องค่าเสียหาย จำเลยอ้างเหตุมูลละเมิดเนื่องจากถูกโจทก์ฟ้อง เป็นคนละเรื่องกับคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ฟ้องแย้งในส่วนนี้เป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่ความย่อมมีสิทธิที่จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงเป็นคดีเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาประเมินตารางวาละ 300 บาท คิดเป็นทุนทรัพย์พิพาท 21,000 บาท ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยให้จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีก กับให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 24,000 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งห้ามมิให้โจทก์กระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการถือครองที่ดินของจำเลย และให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 300,000 บาท แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์อีก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ห้ามโจทก์กระทำการใดอันเป็นการรบกวนการถือครองที่ดินพิพาทของจำเลย ยกฟ้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติบังคับไว้ว่า ฟ้องแย้งนั้นจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม แต่ตามฟ้องแย้งของจำเลยขอห้ามมิให้โจทก์กระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการถือครองที่ดินของจำเลย และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท แก่จำเลย โดยจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทำให้เสียหายต่อชื่อเสียงและทรัพย์สินได้นั้น เห็นว่า จำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยหากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้รับการบังคับให้ตามกฎหมาย ซึ่งก็คือจำเลยยังมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท ไม่ต้องบังคับอะไรแก่โจทก์ และแม้จำเลยจะไม่ได้ฟ้องแย้งในส่วนนี้ก็มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยอยู่แล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตโฉนดของโจทก์หรือจำเลย คำฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้จึงมีสภาพเป็นเพียงคำให้การหาใช่ฟ้องแย้งไม่ ส่วนประเด็นเรื่องค่าเสียหาย จำเลยอ้างเหตุมูลละเมิดเนื่องจากถูกโจทก์ฟ้อง เป็นคนละเรื่องกับคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ฟ้องแย้งเช่นนี้เป็นเรื่องอื่นซึ่งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จะรับไว้พิจารณารวมกับคำฟ้องเดิมไม่ได้ ดังนั้นฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่ความย่อมมีสิทธิที่จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ดังที่โจทก์ฎีกาเป็นประเด็นขึ้นมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกฟ้องแย้งของจำเลยแต่เฉพาะในส่วนค่าเสียหายมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า คดีตามคำฟ้องของโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท เนื้อที่ 70 ตารางวา จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาประเมินตารางวาละ 300 บาท คิดเป็นทุนทรัพย์พิพาท 21,000 บาท ดังนี้ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท คู่ความจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อคดีฟังได้ว่าคดีตามคำฟ้องของโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในประเด็นข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุณารัตน์ พิบูลภักดี
จำเลย — นางพิศมัย เป้าจันทึก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายณัฐวุฒิ มังกรกิ่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1191/2560
#610056
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะมิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เมื่อตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ มูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ถือว่าได้ทำโดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1)

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ได้รับแจ้งเหตุและเดินทางไปดูป้ายโครงการก่อสร้างที่ระบุชื่อโจทก์เป็นสถาปนิกโครงการ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่สำนักงานเขตบางพลัด จึงทราบว่าจำเลยที่ 2 ยื่นขออนุญาตปลูกสร้างโดยใช้เอกสารที่มีลายมือชื่อปลอมของโจทก์โดยอ้างว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ถือว่าโจทก์รู้ตัวจำเลยที่ 3 และที่ 4 ผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

จำเลยที่ 4 รู้ว่าโจทก์ไม่ได้รับเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบแต่กลับมีเจตนานำชื่อโจทก์มาลงไว้ในป้ายประกาศบริเวณที่ก่อสร้างว่าโจทก์เป็นสถาปนิก การกระทำของจำเลยที่ 4 และในฐานะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำโดยไม่ชอบเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 34,580,136.99 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 30,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,954,400 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,969,600 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นสถาปนิกได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม ประเภทสามัญสถาปนิก จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารซึ่งระบุอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ทำการก่อสร้างอาคาร ที่ซอยวัดภคินีนาถ ถนนราชวิถี แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 116618, 3249 และ 414 เป็นที่ดินของวัดภคินีนาถ และจำเลยที่ 1 โดยมีชื่อโจทก์ จำเลยที่ 4 และนายชาญณรงค์ เป็นผู้ควบคุมงาน มีโจทก์ จำเลยที่ 4 นายสมศักดิ์ และนายชาญณรงค์เป็นผู้ออกแบบและคำนวณออกให้เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 โดยผู้อำนวยการเขตบางพลัด และแผ่นป้ายประกาศโครงการก่อสร้างอาคาร 4 ชั้น 1 ชั้นลอย ที่บริเวณก่อสร้างซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของโครงการ ระบุชื่อโจทก์เป็นสถาปนิก หนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขออนุญาตปลูกสร้างดัดแปลงต่อเติมระบุว่าโจทก์รับรองว่าเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง วางผัง ออกแบบทำรายการก่อสร้าง คำนวณโครงการ และลงลายมือชื่อในช่องสถาปนิก หนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงาน ระบุว่าโจทก์ยินยอมเป็นผู้ควบคุมงานตามคำขอรับใบอนุญาตของจำเลยที่ 2 และลงลายมือชื่อในช่องผู้ควบคุมงาน ภาพถ่ายใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมของโจทก์ ระบุเป็นลายมือชื่อของโจทก์รับรองสำเนาเอกสารดังกล่าว วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโททนงค์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางพลัด ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำละเมิดต่อโจทก์และต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า เมื่อโจทก์ทราบจากนายณัฐ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์เดินทางไปที่บริเวณก่อสร้างอาคารพบแผ่นป้ายประกาศโครงการงานก่อสร้างระบุชื่อโจทก์เป็นสถาปนิก แต่โจทก์ไม่ได้รับเป็นสถาปนิก จากนั้นโจทก์ไปตรวจสอบพบว่า หนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพ หนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงาน และภาพถ่ายใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมของโจทก์ ซึ่งมีลายมือชื่อของโจทก์ในเอกสารดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์จึงไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโททนงค์ ให้ดำเนินคดี และพันตำรวจโททนงค์พนักงานสอบสวนมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานดำเนินการส่งหนังสือและภาพถ่ายใบอนุญาต พร้อมกับตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ไปให้กองพิสูจน์หลักฐานสำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจพิสูจน์ ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2553 พยานได้รับแจ้งผลจากกองพิสูจน์หลักฐานว่า ว่าที่พันตำรวจโทหญิงพรสวรรค์ ประจำกองพิสูจน์หลักฐานกลาง ตรวจพิจารณาลายมือชื่อเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์โดยละเอียดแล้ว มีคุณสมบัติของการเขียน รูปลักษณะของลายมือชื่อแตกต่างกัน จึงลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ จึงเชื่อได้ว่าพันตำรวจโททนงค์ดำเนินการส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์และได้รับผลตามรายงานการตรวจพิสูจน์จริง แม้โจทก์จะมิได้นำว่าที่พันตำรวจโทหญิงพรสวรรค์มาเบิกความและรายงานการตรวจพิสูจน์ จะเป็นเพียงข้อสันนิษฐานจากการตรวจพิสูจน์ก็ตาม แต่เมื่อผลการตรวจพิสูจน์รับฟังได้ตรงกับข้อนำสืบของโจทก์ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีเพียงจำเลยที่ 4 มาเบิกความปฏิเสธลอย ๆ เพียงว่าไม่ใช่ลายมือชื่อโจทก์ปลอม พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าลายมือชื่อในเอกสารที่ระบุว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์นั้นเป็นลายมือชื่อปลอม ส่วนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ทราบว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์ปลอมนั้น เห็นว่า ในประเด็นนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า การขออนุญาตปลูกสร้างอาคารหรือแบบก่อสร้าง พนักงานบริษัทจำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการติดต่อผู้ลงชื่อในแบบทั้งหมดและเป็นผู้ไปดำเนินการขออนุญาตที่สำนักงานเขตบางพลัด โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 4 กลับเบิกความว่า ส่วนงานสถาปัตย์จำเลยที่ 4 ให้นายโต้ง (ไม่ทราบชื่อจริงและชื่อสกุล) รุ่นน้องในสถาบันเดียวกับจำเลยที่ 4 เป็นผู้ไปดำเนินการให้สถาปนิกลงลายมือชื่อในฐานะผู้ออกแบบ จำเลยที่ 4 เสียค่าใช้จ่ายให้แก่นายโต้งจำนวน 100,000 บาท นายโต้งโทรศัพท์แจ้งชื่อและหมายเลขใบอนุญาต จำเลยที่ 4 แจ้งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการระบุรายละเอียดไว้ในแบบแล้วมอบเอกสารให้นายโต้งไปให้สถาปนิกลงลายมือชื่อ และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ระบุว่า สถาปนิกบริษัทจำเลยที่ 3 ลาออกกำลังรับสมัครสถาปนิกใหม่แต่โครงการต้องดำเนินการตามระยะเวลา จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้นายโต้งพนักงานบริษัทจำเลยที่ 3 เป็นผู้หาสถาปนิก จากนั้นนายโต้งแจ้งว่าโจทก์เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบก่อสร้างและควบคุมงาน โจทก์มอบภาพถ่ายใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพแก่นายโต้ง นายโต้งให้ข้อมูลแก่จำเลยที่ 3 ในการกรอกลงในเอกสาร จำเลยที่ 3 และที่ 4 เชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์จริง ดังนี้ เห็นได้ว่าคำเบิกความของจำเลยที่ 4 กับข้ออ้างในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวขัดแย้งกันเองคำเบิกความของจำเลยที่ 4 จึงไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะที่อ้างว่านายโต้งเป็นรุ่นน้องสถาบันเดียวกันกับจำเลยที่ 4 แต่จำเลยที่ 4 กลับไม่ทราบว่าชื่อจริงชื่ออะไร และกล้ามอบเงินให้นายโต้งจำนวน 100,000 บาท เพียงแต่ให้นายโต้งแจ้งชื่อและหมายเลขใบอนุญาต พร้อมเอาเอกสารไปให้สถาปนิกลงลายมือชื่อโดยจำเลยที่ 4 ไม่ได้เบิกความว่า มอบเงินให้สถาปนิกเท่าใด นายโต้งได้เงินค่าดำเนินการเท่าใด อีกทั้งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่นำตัวนายโต้งมาเบิกความยืนยันโดยอ้างว่าติดตามตัวนายโต้งไม่พบ จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่านายโต้งเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงหรือไม่ นอกจากนี้จำเลยที่ 4 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา เป็นผู้ได้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมประเภทภาคีสมาชิก ย่อมต้องใช้ความระมัดระวังในระดับผู้มีวิชาชีพทางการก่อสร้าง จำเลยที่ 4 ย่อมต้องทราบเป็นอย่างดีว่า การออกแบบก่อสร้างอาคารจะต้องมีสถาปนิกลงลายมือชื่อรับรอง ทั้งในการขออนุญาตจะต้องมีหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพ หนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงาน ทั้งในระหว่างก่อสร้างจำเลยที่ 3 และที่ 4 ย่อมต้องทราบดีว่าสถาปนิกที่ลงลายมือชื่อในแบบการก่อสร้างหรือการขออนุญาตก่อสร้างจะต้องมาควบคุมงานการก่อสร้างด้วย แต่จำเลยที่ 4 กลับตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ 4 ไม่เคยพบโจทก์ในสถานที่ก่อสร้าง และไม่ทราบว่าจะต้องมีสถาปนิกมาควบคุมงานด้วยหรือไม่ ดังนั้น จำเลยที่ 4 จึงไม่อาจโยนความผิดไปให้นายโต้งซึ่งจะมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ก็ตามเพื่อปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นการกระทำของนายโต้ง ไม่ทราบว่าโจทก์ไม่ได้รับเป็นสถาปนิกจริง ไม่ทราบว่ามีการลงลายมือชื่อโจทก์ปลอมในเอกสารต่าง ๆ กรณีมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 4 รู้อยู่ว่า มีการปลอมลายมือชื่อโจทก์ในสำเนาใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม ในหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2552 และในหนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงานตามมาตรา 29 (แบบ น.4) แต่จำเลยที่ 4 ยังคงใช้เอกสารปลอมนั้น และจำเลยที่ 4 รู้ว่าโจทก์ไม่ได้รับเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบแต่กลับมีเจตนานำชื่อโจทก์มาลงไว้ว่าโจทก์เป็นสถาปนิกในป้ายประกาศบริเวณที่ก่อสร้าง การกระทำของจำเลยที่ 4 และในฐานะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำโดยไม่ชอบเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่เกี่ยวกับค่าเสียหาย ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่าไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นแก่โจทก์ ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว และไม่ได้นำสืบว่าความเสียหายเป็นจำนวนเท่าใดนั้น เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด" ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้นั้นต่ำเกินไป สมควรกำหนดให้ตามจำนวนที่ศาลชั้นต้นกำหนด ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดสูงเกินไป ขอให้ลดจำนวนค่าสินไหมทดแทนลงนั้น โจทก์นำผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ กรรมการสภาสถาปนิกเบิกความเป็นพยานในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาชีพสถาปนิกว่า การที่สถาปนิกถูกแอบอ้างชื่อไปใช้ในการออกแบบก่อสร้างและควบคุมการก่อสร้างอาคาร ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง มีผลเสียหายร้ายแรงต่ออาคารสิ่งปลูกสร้าง เพราะแสดงว่าอาคารที่ก่อสร้างมิได้รับการออกแบบและรับรองจากสถาปนิกวิชาชีพ อาจเกิดความเสียหายต่ออาคารสิ่งปลูกสร้างและต่อชีวิตของผู้ที่เข้าใช้ประโยชน์ในอาคารสิ่งปลูกสร้างนั้น นอกจากนี้ ยังมีผลเสียหายต่อตัวสถาปนิกที่ถูกแอบอ้างเพราะในเบื้องต้นเมื่อเกิดการเสียหายต่ออาคารหรือต่อชีวิตผู้อื่น สถาปนิกที่มีชื่อเป็นผู้ออกแบบและควบคุมงานก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษทั้งทางอาญาและทางวิชาชีพ กว่าจะพิสูจน์ตัวเองว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอาจต้องใช้เวลา หรือกว่าจะพิสูจน์ความจริงว่าสถาปนิกผู้นั้นมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องอาจไม่สามารถเยียวยาความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นไปก่อนหน้าแล้วได้ สำหรับราคาค่าก่อสร้างอาคารตามรูปแบบอาคารตามแบบแปลนเอกสาร สามารถประเมินราคาค่าก่อสร้างงานสถาปัตย์ได้ โดยจะมีราคาประมาณตารางเมตรละ 15,000 ถึง 20,000 บาท พื้นที่อาคารมีจำนวนประมาณ 2,880 ตารางเมตร ตามใบอนุญาตก่อสร้าง ก็จะมีราคาประมาณ 43,000,000 ถึง 57,000,000 บาท การประเมินราคาดังกล่าวจะมีอัตราของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์กำหนดมาตรฐานอัตราค่าบริการวิชาชีพขั้นพื้นฐานไว้ ตามคู่มือสถาปนิก หากอาคารราคาประมาณ 45,000,000 บาท ก็จะคำนวณค่าจ้างออกแบบของสถาปนิกได้จำนวนประมาณ 2,462,000 บาท และสามารถคิดเป็นส่วนงานออกแบบสถาปัตย์สำหรับสถาปนิกประมาณร้อยละ 60 คิดเป็นค่าจ้างได้จำนวนประมาณ 1,477,200 บาท ส่วนค่าควบคุมงานก็จะมีค่าจ้างต่างหากอีกประมาณ 1 เท่าตัวของค่าออกแบบ เมื่อรวมทั้งค่าออกแบบและควบคุมก็จะมีค่าจ้างจำนวนประมาณ 2,954,400 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นควรกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ควรได้รับ หากมีการจ้างโจทก์เป็นสถาปนิกและควบคุมงาน โดยกำหนดตามอัตราที่ระบุไว้ในคู่มือสถาปนิก ซึ่งจัดทำโดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดราคาค่าก่อสร้างอาคารตามคำเบิกความของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ที่คำนวณราคาไว้ตั้งแต่ 30,000,000 บาท ถึง 45,000,000 บาท จึงเป็นการกำหนดราคาค่าก่อสร้างอาคารที่พอสมควรแล้ว โดยคำนวณค่าออกแบบสถาปัตย์สำหรับสถาปนิกเป็นเงิน 1,477,200 บาท ที่โจทก์จะได้รับในฐานะสถาปนิกผู้ออกแบบอาคารเป็นค่าเสียหายแก่โจทก์ในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คงมีปัญหาเฉพาะค่าเสียหายที่คำนวณจากค่าควบคุมงานก่อสร้างเท่านั้น เมื่อตรวจดูใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ข้อ 3. ระบุว่า มีนายชาญณรงค์ จำเลยที่ 4 และโจทก์เป็นผู้ควบคุมงานแต่สถาปนิกผู้ควบคุมงานมีเพียงคนเดียวคือโจทก์ ส่วนนายชาญณรงค์และจำเลยที่ 4 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานมิใช่สถาปนิกผู้ควบคุมงาน ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ในส่วนนี้ เพียงหนึ่งในสามศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรกำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าเสียหายในส่วนนี้ตามจำนวนที่ศาลชั้นต้นกำหนด ฎีกาส่วนนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในประเด็นเรื่องสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้ทำการชี้สองสถาน และกำหนดประเด็นข้อพิพาทเป็นข้อที่ 2 ว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะมิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เมื่อตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ มูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความถือว่าได้ทำโดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) ถือว่ามีการว่ากล่าวเรื่องอายุความมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยประเด็นเรื่องอายุความจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังขึ้น เมื่อคดีขึ้นมาถึงศาลฎีกาแล้ว เห็นควรวินิจฉัยประเด็นเรื่องอายุความตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงต้องฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง โจทก์เบิกความว่าทราบเหตุแห่งการกระทำละเมิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 โดยนายณัฐโทรศัพท์แจ้งว่ามีป้ายโครงการระบุชื่อโจทก์เป็นสถาปนิกโครงการก่อสร้างโรงแรมริเวอร์ไซด์ โจทก์จึงเดินทางไปดูป้ายดังกล่าว ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่สำนักงานเขตบางพลัด จึงทราบว่าจำเลยที่ 2 ยื่นขออนุญาตปลูกสร้างโดยในเอกสารมีลายมือชื่อปลอมของโจทก์ โดยจ้างจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางพลัดในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิด เมื่อนายณัฐโทรศัพท์แจ้งเรื่องให้ทราบและโจทก์เดินทางมาดูป้ายประกาศดังกล่าว วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 แต่โจทก์เดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่สำนักงานเขตบางพลัด เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์จึงทราบว่าจำเลยที่ 2 ยื่นขออนุญาตก่อสร้างโดยในเอกสารมีลายมือชื่อปลอมของโจทก์โดยจ้างจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ถือว่าโจทก์รู้ตัวจำเลยที่ 3 และที่ 4 ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 ถือว่าโจทก์ฟ้องคดีภายในอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่รู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 59 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิกรม จำนงค์จิตต์
จำเลย — บริษัท วิจิตรการค้า จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประสงค์ กระจ่างวุฒิชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1190/2560
#608712
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับ บ. และ ว. ร่วมกันทำกิจการค้าใช้ชื่อว่า "กิจการร่วมค้า ซ." เข้าทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา - บางพลี - บางประกง กับจำเลย ต่อมาเกิดข้อพิพาทตามสัญญาจ้างตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7277/2549 ระหว่าง บ. กับพวก ผู้ร้อง ก. ผู้คัดค้าน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนเกิดจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย และปฏิเสธไม่รับบังคับให้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เมื่อกิจการร่วมค้า ซ. ไม่ได้รับราคาที่เพิ่มเติมจากจำเลย โจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้า ซ. จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในสัญญาจ้างเหมาดังกล่าวย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกคืนเงินราคาคงที่เพิ่มเติมและดอกผลค่าผ่านทางด่วนจากจำเลยในฐานลาภมิควรได้ โดยไม่จำเป็น ต้องฟ้องร่วมกับ บ. และ ว. และเมื่อคดีนี้ โจทก์และจำเลยต่างเป็นคู่ความในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7277/2549 ซึ่งได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงไว้แล้วว่าโจทก์กับนิติบุคคลต่างประเทศ 2 ราย ดังกล่าว ทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนกับจำเลยโดยไม่สุจริตมาตั้งแต่ต้น โจทก์จึงมีส่วนร่วมในการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นผลให้สัญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลย แม้โจทก์กับพวกจะทำงานตามสัญญาจ้างเหมานั้นเสร็จสิ้นแล้วโดยส่งมอบโครงการทางด่วนให้จำเลยรับไปและมีราคาคงที่เพิ่มเติมภายหลังก็ตาม ก็ถือได้ว่าโจทก์ได้กระทำการเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกราคาคงที่เพิ่มเติมและค่าดอกผลในค่าผ่านทางด่วนจากจำเลยในฐานะลาภมิควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 9,683,686,389.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,039,893,254 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ในฐานะหุ้นส่วนกิจการร่วมค้าบีบีซีดี และในนามของกิจการร่วมค้าบีบีซีดี และให้จำเลยส่งมอบดอกผลอันเกิดจากทางด่วนสายบางนา - บางพลี - บางปะกง คือ ค่าผ่านทางซึ่งจำเลยเรียกเก็บจากผู้ใช้ทางด่วนสายบางนา - บางพลี - บางปะกง นับตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวข้างต้นให้แก่โจทก์ในฐานะหุ้นส่วนกิจการร่วมค้าบีบีซีดี และในนามกิจการร่วมค้าบีบีซีดีเสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,000,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 300,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์กับนิติบุคคลอีก 2 ราย คือ บิลฟิงเกอร์ เบอร์เกอร์ เอจี และวัลเทอร์ เบา เอจี ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้ร่วมเข้ากันเป็นกิจการร่วมค้า มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการรับเหมาและก่อสร้างทางพิเศษ (ทางด่วน) ใช้ชื่อว่า "กิจการร่วมค้า บีบีซีดี" ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ เป็นหน่วยงานทางปกครองที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายฝ่ายมหาชน คือ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2515 มีวัตถุประสงค์ในการสร้างหรือจัดให้มีด้วยวิธีการใด ๆ ตลอดจนบำรุงและรักษาทางพิเศษ ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นผู้แทนมีอำนาจกระทำการแทนจำเลย เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2538 กิจการร่วมค้าบีบีซีดีและจำเลยโดยนายศิวะ ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา - บางพลี - บางปะกง โดยตกลงราคาค่าจ้างเหมาซึ่งรวมถึงค่ากำไร ค่าภาษี ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นเงินทั้งสิ้น 25,192,950,000 บาท นับจากวันที่จำเลยได้มีหนังสือแจ้งบอกกล่าวให้มีการเริ่มงาน แต่จำเลยไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างได้และมีเหตุการณ์อื่นอีกที่จะต้องมีการปรับวันกำหนดแล้วเสร็จ วันที่ 18 มิถุนายน 2541 จำเลยและกิจการร่วมค้าบีบีซีดีได้ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมโดยขยายวันกำหนดแล้วเสร็จของงานออกไปอีก 11 เดือน เมื่อกิจการร่วมค้าบีบีซีดีทำงานตามสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนแล้วเสร็จและส่งมอบโครงการทางด่วนให้แก่จำเลยรับไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2543 จำเลยชำระค่าจ้างให้กิจการร่วมค้าบีบีซีดีจำนวน 25,192,950,000 บาท ส่วนราคาคงที่ที่ปรับเพิ่มขึ้น 6,039,893,254 บาท จำเลยไม่ยอมชำระให้กิจการร่วมค้าบีบีซีดีอ้างว่าจำเลยไม่ได้ตกลงด้วย กิจการร่วมค้าบีบีซีดีได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดตามข้อตกลงโดยอาศัยมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 จำเลยยื่นคำคัดค้าน อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้จำเลยชำระเงินราคาคงที่เพิ่มขึ้นให้แก่กิจการร่วมค้าบีบีซีดีพร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยไม่ยอมชำระ กิจการร่วมค้าบีบีซีดีได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขอให้พิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 จำเลยยื่นคำคัดค้าน ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาบังคับให้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ในที่สุดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนเกิดจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามสัญญาจ้างเหมาดังกล่าวซึ่งเกิดจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โดยปฏิเสธไม่รับบังคับให้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 พิพากษากลับให้ยกคำร้องขอของกิจการร่วมค้าบีบีซีดี ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7277/2549 ระหว่าง บิลฟิงเกอร์ เบอร์เกอร์ เอจี กับพวก ผู้ร้อง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผู้คัดค้าน เมื่อกิจการร่วมค้าบีบีซีดีไม่ได้รับราคาคงที่เพิ่มเติมจากจำเลย โจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนในกิจการร่วมค้าบีบีซีดีจึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าเมื่อสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนไม่มีผลผูกพันจำเลย จึงเป็นผลให้จำเลยได้รับโครงการทางด่วนที่โจทก์ส่งมอบอันเป็นการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้ซึ่งจำเลยได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้อันเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ ถือว่าเป็นลาภมิควรได้ที่จำเลยจะต้องคืนทางด่วนที่ได้รับมาให้แก่โจทก์ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเท่ากับค่าจ้างเหมาและค่าจ้างเพิ่มเติมที่จำเลยต้องชำระ แต่เนื่องจากโครงการทางด่วนมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปแล้ว จำเลยจึงต้องชดใช้เงินค่าโครงการทางด่วนให้แก่โจทก์แทน ซึ่งเมื่อหักกับเงินค่าจ้างที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์ไปแล้ว ยังคงมีเงินค่าโครงการทางด่วนที่จำเลยจะต้องคืนแก่โจทก์อยู่อีกเท่ากับจำนวนค่าจ้างเพิ่มเติมพร้อมดอกเบี้ย นอกจากนี้จำเลยยังต้องส่งมอบดอกผลในค่าผ่านทางซึ่งจำเลยเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการโครงการทางด่วนให้แก่โจทก์อีกด้วยในระหว่างที่จำเลยยังไม่ได้ชดใช้เงินแก่โจทก์

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินราคาคงที่เพิ่มเติมและดอกผลในค่าผ่านทางด่วนจากจำเลยฐานลาภมิควรได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์จะมีสิทธิเรียกเงินราคาคงที่เพิ่มเติมและดอกผลในค่าผ่านทางด่วนจากจำเลยฐานลาภมิควรได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าการกระทำของโจทก์เพื่อชำระหนี้นั้นเป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีหรือไม่ด้วย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 บัญญัติว่า "บุคคลใดได้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ท่านว่าบุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่" ได้ความจากนายนภดล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยต่างเป็นคู่ความในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7277/2549 ซึ่งในคดีดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยโดยสรุปข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายศิวะถือหุ้นอยู่ในบริษัทโจทก์และในบริษัททางด่วนพิเศษ จำกัด (มหาชน) ซึ่งโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยก่อนลงนามในสัญญาจ้างเหมาเอกสารแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนของนายศิวะ โจทก์จดทะเบียนเพิ่มทุนและจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปโดยในการจำหน่ายหุ้นดังกล่าว โจทก์กำหนดสัดส่วนให้แก่ผู้มีอุปการคุณ 10 เปอร์เซ็นต์ สำหรับนายศิวะได้ใช้สิทธิที่ได้รับรับการจัดสรรซื้อหุ้น 1,000 หุ้น เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2538 เมื่อลงนามในสัญญาแล้วนายศิวะขายหุ้นดังกล่าวไปได้กำไรประมาณ 1,000,000 บาท ส่วนหุ้นของบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจัดสรรให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างเหมาดังกล่าวนายศิวะได้ซื้อหุ้นในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 20,000 หุ้น และในฐานะเป็นกรรมการในคณะกรรมการ กทพ. อีก 50,000 หุ้น รวมราคาค่าหุ้นที่นายศิวะใช้สิทธิซื้อทั้งสองฐานะจำนวน 2,870,000 บาท ก่อนนายศิวะลงนามในสัญญาจ้างเหมาดังกล่าว พยานหลักฐานของจำเลยรับฟังได้ว่าในการประชุมคณะกรรมการ กทพ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2538 นายศิวะรายงานให้ที่ประชุมทราบว่าจำเลยได้ดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีทั้งด้านการเงินและด้านวิศวกรรมเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งข้อกฎหมายที่กรมทางหลวงหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ข้อยุติ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าจำเลยสามารถเข้าใช้พื้นที่เกาะกลางถนนทางหลวงแผ่นดินเพื่อก่อสร้างทางด่วนตามโครงการได้ และข้อเท็จจริงหลังการลงนามได้ความว่าในวันที่ 3 และ 11 สิงหาคม 2538 โจทก์กับพวกมีหนังสือถึงจำเลยแจ้งให้ยืนยันเกี่ยวกับการส่งมอบพื้นที่เพื่อก่อสร้างทางด่วนตามโครงการในส่วนย่อย นายศิวะเข้าร่วมประชุมกับโจทก์ แล้วต่อมาในวันที่ 19 สิงหาคม 2538 โจทก์กับพวกแจ้งยืนยันกำหนดเวลาขอรับมอบพื้นที่ก่อสร้างตามสัญญา หลังจากการแจ้งดังกล่าว ในวันที่ 25 สิงหาคม 2538 นายศิวะมีหนังสือถึงโจทก์กับพวกยืนยันว่า จะส่งมอบพื้นที่ในส่วนย่อยได้ ปรากฏว่าปัญหาสำคัญที่นำไปสู่การพิพาทคือ การส่งมอบให้แก่โจทก์กับพวกในครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังวันที่นายศิวะลงนามในสัญญากว่า 1 ปี 7 เดือน เหตุที่ต้องใช้เวลานานจึงจะส่งมอบได้ก็เพราะต้องผ่านกระบวนการประสานงานกับกรมทางหลวงซึ่งเป็นหน่วยงานภายนอก สำหรับกระบวนการประสานงานของจำเลยกรณีนี้ได้ความว่า การเจรจาระหว่างจำเลยกับกรมทางหลวงเริ่มเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2538 โดยในวันดังกล่าวนายศิวะได้มีหนังสือรายงานสภาพปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากการส่งมอบพื้นที่รวมทั้งประสานงานกับกรมทางหลวงให้นางสุดารัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งควบคุมกำกับดูแลการทางพิเศษแห่งประเทศไทยรับทราบและขอให้นางสุดารัตน์ช่วยประสานกับกระทรวงคมนาคมเพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2538 นายชัยภักดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมจึงเรียกนายสนั่น อธิบดีกรมทางหลวงและนายศิวะมาประชุมหารือซึ่งสามารถตกลงกันได้ใน 3 ประเด็น คือ ประการแรกเกี่ยวกับทางขึ้น - ลง ให้ทำการก่อสร้างทางขึ้น - ลง นอกเขตทางหลวงแผ่นดิน เว้นแต่การก่อสร้างดังกล่าวจะมีอุปสรรคต่อโครงการ ก็ให้จำเลยเจรจากับกรมทางหลวงเป็นจุด ๆ ประการที่ 2 เกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาและการโอนกรรมสิทธิ์ กรมทางหลวงอนุญาตให้จำเลยใช้พื้นที่ได้โดยตลอด โดยขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเนื่องจากการเสียประโยชน์ของกรมทางหลวงจำนวน 100,000 บาท และจำเลยยังคงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งอุปกรณ์ในงานทั้งหมด และประการที่ 3 เกี่ยวกับการวางหลักประกันความเสียหาย จำเลยจะเปิดบัญชีกับธนาคารนครหลวง จำกัด (มหาชน) วงเงินจำนวน 50,000,000 บาท เพื่อกรมทางหลวงสามารถดำเนินการเบิกจ่ายเพื่อใช้ในการจัดซ่อมทางหลวงแผ่นดินที่เกิดความเสียหายจากการก่อสร้างของจำเลยทั้งหมด หลังจากนั้นจึงมีการเจรจากันระหว่างกรมทางหลวงและจำเลย จนในที่สุดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2538 กรมทางหลวงและจำเลยจึงได้ข้อยุติที่ชัดเจนซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าในฐานะที่นายศิวะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่นายศิวะจะไม่ทราบถึงขั้นตอนของการประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐ จึงเชื่อว่านายศิวะรู้อยู่แล้วว่าการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้แก่โจทก์กับพวกไม่อาจทำได้ในเวลาอันสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าก่อนลงนามในสัญญาเพียงไม่กี่วัน โจทก์กับพวกมีหนังสือถึงจำเลยขอทราบแนวนโยบายและ/หรือวิธีปฏิบัติของจำเลยในกรณีที่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกระทำหรืองดเว้นกระทำการหรือในกรณีที่จำเลยไม่สามารถจัดให้ได้มาซึ่งสิทธิในเขตทางหรือที่ดินเพิ่มเติมสำหรับงานถาวรจนมีผลทำให้โจทก์กับพวกไม่สามารถดำเนินการตามข้อผูกพันที่กำหนดไว้ในข้อสัญญาได้ จำเลยจะมีแนวนโยบายวิธีปฏิบัติในเรื่องนี้อย่างไร นายศิวะในฐานะผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็มีหนังสือแจ้งแก่โจทก์กับพวกว่ากรณีดังกล่าวจำเลยมีความตั้งใจที่จะสั่งหยุดงานชั่วคราวตามเงื่อนไขของสัญญาและไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไร คู่สัญญาจะพิจารณาหารือร่วมกันเพื่อหาทางแก้ปัญหาเพื่อให้ได้ข้อยุติที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเอกสารนี้ได้นำรวมเข้าเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญา ผนวก 14 ด้วย แสดงว่าแม้แต่ฝ่ายโจทก์กับพวกเองก็เฉลียวใจอยู่แล้วว่าฝ่ายจำเลยจะไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างได้ จึงหาทางผูกพันฝ่ายจำเลยเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนหากมีการปฏิบัติผิดสัญญา จึงเป็นไปไม่ได้ที่นายศิวะจะไม่ทราบถึงปัญหาข้อนี้ การที่นายศิวะแถลงในที่ประชุมคณะกรรมการ กทพ. ว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ในเขตทางหลวงแผ่นดินในลักษณะปิดบังอำพรางข้อเท็จจริงนี้ เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงภายหลังการลงนามในสัญญาแล้ว จะเห็นว่านายศิวะแถลงเพื่อให้คณะกรรมการ กทพ. ให้ความเห็นชอบในการลงนามในสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนให้จงได้ โดยไม่คำนึงว่าจำเลยหรือรัฐจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบสักเพียงใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวคือการมีหนังสือถึงโจทก์กับพวกยืนยันการส่งมอบพื้นที่และให้โจทก์กับพวกเริ่มงาน อันเป็นผลให้โจทก์กับพวกมีสิทธิได้รับเงินงวดแรกจำนวน 1,977,000,000 บาท และเป็นการเริ่มนับของกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการก่อสร้างงานทั้งหมด นายศิวะมีหนังสือยืนยันการส่งมอบพื้นที่ถึงโจทก์กับพวกเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่นายศิวะมีหนังสือถึงนางสุดารัตน์ให้ช่วยประสานกับกระทรวงคมนาคม การกระทำของนายศิวะเพื่อให้มีการลงนามในสัญญาดังกล่าวให้จงได้ นับเป็นการผิดปกติวิสัยของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อที่นายศิวะได้รับประโยชน์จากการซื้อหุ้นจองของบริษัทโจทก์และของบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แล้ว มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่านายศิวะต้องการจะช่วยเหลือโจทก์กับพวกโดยเห็นแก่ประโยชน์ที่โจทก์กับพวกจัดให้ จึงถือได้ว่าการที่นายศิวะใช้อำนาจในฐานะผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยลงนามในสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และขณะเดียวกันการที่โจทก์เพิ่มทุนและจัดสรรหุ้นให้แก่นายศิวะและเจ้าหน้าที่ของรัฐคนอื่นได้ซื้อหุ้นในฐานะผู้มีอุปการะคุณ รวมทั้งการจัดสรรหุ้นของบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ให้นายศิวะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐคนอื่นมีสิทธิซื้อก่อนทำสัญญาจ้างเหมาดังกล่าวก็ถือได้ว่าโจทก์กับพวกได้ให้ผลประโยชน์แก่นายศิวะและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อจูงใจให้นายศิวะและเจ้าหน้าที่ดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วน โดยเอื้อประโยชน์แก่โจทก์กับพวกนั่นเอง กรณีจึงต้องถือว่าในการทำสัญญาดังกล่าวของโจทก์กับพวก โจทก์กับพวกใช้สิทธิโดยไม่สุจริตอีกด้วย สัญญาจ้างเหมาดังกล่าวซึ่งเกิดจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 36/2544 ที่ชี้ขาดให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์กับพวกตามสัญญาที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวนั้น หากศาลบังคับให้ตามคำชี้ขาดนั้นย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ชอบที่ศาลจะปฏิเสธไม่รับบังคับให้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วน โจทก์ได้ให้ผลประโยชน์แก่นายศิวะผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้แทนมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อจูงใจให้นายศิวะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการทำสัญญาจ้างเหมาดังกล่าวเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่โจทก์กับพวกและในขณะที่ทำสัญญาจ้างเหมานั้น นายศิวะและโจทก์กับพวกต่างก็ทราบก็ดีอยู่แล้วว่าจำเลยยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างตามสัญญาให้แก่โจทก์กับพวกได้ พฤติการณ์ของโจทก์กับพวกถือได้ว่าโจทก์กับพวกทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนกับจำเลยโดยไม่สุจริตมาตั้งแต่ต้น จึงมีส่วนร่วมในการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นผลให้สัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนไม่ผูกพันจำเลย แม้โจทก์กับพวกจะทำงานตามสัญญาจ้างเหมาดังกล่าวแล้วเสร็จโดยส่งมอบโครงการทางด่วนให้จำเลยได้รับไปแล้วโดยมีราคาคงที่เพิ่มเติมในภายหลังก็ตาม ราคาคงที่เพิ่มเติมดังกล่าวก็ถือได้ว่าโจทก์กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกราคาคงที่เพิ่มเติมและค่าดอกผลในค่าผ่านทางด่วนจากจำเลยฐานลาภมิควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 411
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรพล กล่อมจิตต์
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1115/2560
#608715
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญารับเหมาช่วงพร้อมคำแปล ข้อ 22.5 ของสัญญาทั้งสองฉบับระบุว่า "หากการวินิจฉัยสุดท้ายของผู้รับเหมาไม่ได้รับการยอมรับจากผู้รับเหมาช่วง ผู้รับเหมาช่วงอาจจะดำเนินการตามกลไกการระงับข้อพิพาทที่ระบุไว้ตามความในข้อย่อย 22.7 ของสัญญารับเหมาช่วงนี้ แต่ไม่ผูกพันว่าต้องทำเช่นนี้เสมอไป" เช่นนี้ตามตอนท้ายของสัญญาข้อ 22.5 ดังกล่าวหาใช่เป็นการบังคับให้โจทก์จำต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนเสมอไปไม่ แต่มีความหมายไปในทางให้โอกาสโจทก์นำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดหรือฟ้องต่อศาลทางใดทางหนึ่งก็ได้ ดังนั้น โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลได้โดยไม่ต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในสาธารณรัฐอินเดีย และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติชำระค่าจ้างช่วงในการเชื่อมท่อและติดตั้งท่อก๊าซธรรมชาติ เส้นทางที่ 4 (ระยอง - แก่งคอย) รวมค่าธรรมเนียมธนาคารในการต่ออายุหนังสือสัญญาค้ำประกันผลงานเป็นเงิน 14,880,256.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,300,642.62 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมธนาคารในการต่ออายุหนังสือสัญญาค้ำประกันผลงานจำนวน 85,600 บาท ทุก 4 เดือน นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะคืนต้นฉบับหนังสือค้ำประกันผลงานให้แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 คืนต้นฉบับหนังสือค้ำประกันผลงานของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) วงเงินค้ำประกันจำนวน 3,930,002.80 บาท ลงวันที่ 25 เมษายน 2556 ให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ส่วนจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 ขอแก้ไขคำให้การในส่วนอำนาจฟ้องของโจทก์และขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งโจทก์ไม่ค้านการขอแก้ไขคำให้การ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาความตกลงรับเหมาช่วงพร้อมคำแปล ให้จำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ 175,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นทางที่ 4 (ระยอง - แก่งคอย) ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 2 โดยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นทางที่ 4 (ระยอง - แก่งคอย) กับจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2555 จำเลยที่ 1 ตกลงว่าจ้างโจทก์รับเหมาช่วงให้ประกอบท่อ เชื่อมท่อในโรงงานของโจทก์ตามสำเนาสัญญารับเหมาช่วงพร้อมคำแปล และวันที่ 26 เมษายน 2556 จำเลยที่ 1 ตกลงว่าจ้างโจทก์รับเหมาช่วงติดตั้งวางท่อ เชื่อมท่อที่ประกอบแล้วตามเส้นทางสำหรับโครงการท่อก๊าซธรรมชาติเส้นทางที่ 4 (ระยอง - แก่งคอย) ตามสำเนาสัญญารับเหมาช่วงพร้อมคำแปล ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะมิได้กล่าวอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) เห็นว่า ตามสัญญารับเหมาช่วงพร้อมคำแปล ข้อ 22.5 ของสัญญาทั้งสองฉบับระบุว่า "หากการวินิจฉัยสุดท้ายของผู้รับเหมาไม่ได้รับการยอมรับจากผู้รับเหมาช่วง ผู้รับเหมาช่วงอาจจะดำเนินการตามกลไกการระงับข้อพิพาทที่ระบุไว้ตามความในข้อย่อย 22.7 ของสัญญารับเหมาช่วงนี้ แต่ไม่ผูกพันว่าต้องทำเช่นนี้เสมอไป" เช่นนี้ตามตอนท้ายของสัญญาข้อ 22.5 ดังกล่าวหาใช่เป็นการบังคับให้โจทก์จำต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนเสมอไปไม่ แต่มีความหมายไปในทางให้โอกาสโจทก์นำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดหรือฟ้องต่อศาลทางใดทางหนึ่งก็ได้ ดังนั้น โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลได้โดยไม่ต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเดอะคอมพาเนี่ยน คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — ปุน ลอย ลิมิเต็ด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางจรสกรณ์ เสงี่ยม ชุมเปีย
ศาลอุทธรณ์ — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา