คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2114/2560
#610060
เปิดฉบับเต็ม

ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปี 2555 และปี 2556 มีการแสดงรายการทรัพย์สินที่มีเครื่องจักรอยู่ในแบบ ประกอบกับโจทก์ร้องขอให้พิจารณาใหม่ในประเด็นลดค่ารายปีตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 พร้อมแนบสัญญาเช่าที่ดินและอาคาร สัญญาซื้อขายเครื่องปรับอากาศ สัญญาซื้อขายอุปกรณ์ เครื่องปรับอากาศและติดตั้งอุปกรณ์ สัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบดับเพลิง ใบเสนอราคางานระบบไฟฟ้าและระบบเตือนภัย และงานติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงสูง โดยจำเลยที่ 2 ได้มีคำชี้ขาดในประเด็นการขอลดค่ารายปีแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามมาตรา 33 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

มาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของโรงเรือนใดติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น โรงสี โรงเลื่อยฯลฯ ขึ้นในโรงเรือนนั้น ๆ ในการประเมินท่านให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้น รวมทั้งส่วนควบดังกล่าวแล้วด้วย" บทบัญญัติของมาตรานี้มิได้กำหนดว่าต้องเป็นเจ้าของโรงเรือนประกอบกิจการอุตสาหกรรมเองจึงได้ลดค่ารายปีลง ดังนั้น กรณีโจทก์นำโรงเรือนให้บริษัท ฟ. เช่า ก็ไม่ทำให้โจทก์เสียสิทธิไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2555 และปี 2556 สำหรับโรงเรือนเลขที่ 116/3 ถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ตามคำชี้แจงประกอบคำชี้ขาดเล่มที่ 21 เลขที่ 6 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2557 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินและเงินเพิ่มของปีภาษี 2555 จำนวน 523,809.52 บาท ปีภาษี 2556 จำนวน 1,571,428.57 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 523,809.52 บาท และจำนวน 1,571,428.57 บาท ดังกล่าวนับแต่วันที่พ้นกำหนด 3 เดือน นับแต่คดีถึงที่สุด

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ฉบับลงวันที่ 4 ธันวาคม 2556 และใบแจ้งคำชี้ขาด ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2557 โดยให้ลดค่ารายปีลง คงเหลือหนึ่งในสามสำหรับโรงเรือนเลขที่ 116/3 ถนนบางขุนเทียน-ชายทะเล แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โจทก์คงรับผิดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2555 จำนวน 238,095.24 บาท ปีภาษี 2556 จำนวน 714,275.71 บาท จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มปีภาษี 2555 จำนวน 523,809.52 บาท ปีภาษี 2556 จำนวน 1,571,428.57 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 2,095,238.09 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 523,809.52 บาท และจำนวน 1,571,428.57 บาท นับแต่เมื่อพ้นกำหนดสามเดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนพิพาท โจทก์ก่อสร้างโรงเรือนพิพาทให้บริษัทฟิลไทย จำกัด เช่าเพื่อผลิตก้นกรองบุหรี่เป็นเวลา 10 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2564 ค่าเช่าปีละ 15,000,000 บาท โจทก์เป็นผู้ติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูง เครื่องทำความเย็น (AIR CHILLER) ระบบท่อทำความเย็น (AHU AIR CHILLER) ระบบปั๊มลม (AIR COMPRESSOR) ระบบดับเพลิงและสัญญาณเตือนภัย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปี โดยคำนวณจากค่าเช่าในสัญญาคูณด้วยแปดหารด้วยเจ็ด ตามบันทึกของกรุงเทพมหานครที่ กท 7000/1710 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2532 สำหรับปีภาษี 2555 โรงเรือนพิพาทควรเข้าอยู่ได้เดือนเมษายน 2554 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปีเพียงเก้าเดือน แต่เก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินสี่เดือนเพราะบริษัทฟิลไทย จำกัด เช่าโรงเรือนพิพาทตั้งแต่ 1 กันยายน 2554 คิดเป็นค่ารายปีจำนวน 12,857,142.87 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 714,285.71 บาท ปีภาษี 2556 ค่ารายปีจำนวน 17,142,857.14 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 2,142,857.14 บาท โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว โดยปีภาษี 2555 ชำระไปจำนวน 785,714.28 บาท ปีภาษี 2556 ชำระไป 2,357,142.71 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่อ้างว่า โจทก์ติดตั้งส่วนควบพิพาทที่สำคัญในโรงเรือนเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ขอลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีตามการประเมิน ตามคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและหนังสืออุทธรณ์การประเมิน จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดยกคำร้องของโจทก์กับยืนตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามใบแจ้งคำชี้ขาดและคำชี้แจงประกอบคำชี้ขาด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติว่า "การขอยกเว้น ขอให้ปลดภาษีหรือขอให้ลดภาษีตามความในภาค 1 และภาค 2 นั้น ผู้รับประเมินต้องเขียนลงในแบบพิมพ์ที่ยื่นต่อกรมการอำเภอทุก ๆ ปี พร้อมด้วยพยานหลักฐานที่จะสนับสนุน เพื่อว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะได้สามารถสอบสวนให้แน่นอนโดยการไต่สวน หรือวิธีอื่นว่าคำร้องขอนั้นมีมูลดีและควรจะให้ยกเว้นหรือปลดหรือลดภาษีเพียงใดหรือไม่" และมาตรา 34 บัญญัติว่า "ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งยกคำขอยกเว้นหรือคำขอให้ปลดภาษีหรือลดค่าภาษีก็ให้แจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้รับประเมิน และผู้รับประเมินมีสิทธิเช่นเดียวกับในเรื่องที่ได้บ่งไว้ในหมวดนี้ว่าด้วยการประเมิน" ดังนั้น กรณีโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2555 และปี 2556 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โดยมิได้ยื่นคำร้องขอให้ลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินและไม่ได้สำแดงค่าของส่วนควบที่สำคัญอันมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เพื่อให้พิจารณาว่าควรจะลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนพิพาทเพียงใดหรือไม่ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ยังมิได้สอบสวนว่าโรงเรือนพิพาทนั้นจะได้รับการลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิยกปัญหาว่าโรงเรือนพิพาทได้รับการลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในปีภาษีพิพาทหรือไม่ รวมทั้งไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องศาลเพื่อโต้แย้งว่าโรงเรือนพิพาทได้รับการลดค่าภาษีลงได้ ทั้งนี้ตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 25 มาตรา 26 และมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อพิจารณาตามแบบแจ้งรายการเพื่อเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปี 2555 และปี 2556 พอจะเห็นได้ว่ามีการแสดงรายการทรัพย์สินที่มีเครื่องจักรอยู่ในแบบ ประกอบกับในชั้นขอพิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์ได้ร้องขอให้พิจารณาใหม่ในประเด็นลดค่ารายปีตาม มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 พร้อมแนบสัญญาเช่าที่ดินและอาคาร สัญญาซื้อขายเครื่องปรับอากาศ สัญญาซื้อขายอุปกรณ์ เครื่องปรับอากาศและติดตั้งอุปกรณ์ สัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบดับเพลิง ใบเสนอราคางานระบบไฟฟ้าและระบบเตือนภัย และงานติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงสูง โดยจำเลยที่ 2 ได้มีคำชี้ขาดในประเด็นการขอลดค่ารายปีแล้ว จึงพอถือได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า กรณีโรงเรือนของโจทก์ต้องด้วยมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ซึ่งจะได้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของทรัพย์สินนั้นรวมทั้งส่วนควบดังกล่าวด้วยหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ระบบต่าง ๆ ได้แก่ หม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูง เครื่องทำความเย็น (AIR CHILLER) ระบบท่อทำความเย็น (AHU AIR CHILLER) ระบบปั๊มลม (AIR COMPRESSER) ระบบดับเพลิง และสัญญาณเตือนภัย แม้จะติดตั้งเป็นส่วนควบของโรงเรือนพิพาท และใช้เพื่อควบคุมการทำงานของเครื่องจักรผลิตก้นกรองบุหรี่ของบริษัทฟิลไทย จำกัด ตามที่โจทก์กล่าวอ้างก็ตาม แต่ก็มิใช่ส่วนควบสำคัญอันมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมการผลิตก้นกรองบุหรี่โดยตรง แต่เป็นเพียงอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวกหรือเพื่อประโยชน์ในการใช้โรงเรือนพิพาทรองรับการดำเนินการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมให้เป็นไปตามคุณสมบัติของสินค้าที่ต้องผลิตในโรงงานลักษณะปิด บริษัทฟิลไทย จำกัด เพียงแต่นำเครื่องผลิตก้นกรองบุหรี่มาวางไว้ในโรงเรือนนั้น ก็เป็นกรณีสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับบริษัทฟิลไทย จำกัด ให้สอดคล้องกับการผลิตที่แท้จริงของเครื่องจักรผลิตก้นกรองบุหรี่เท่านั้น ในปัญหานี้ บทบัญญัติมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มีเจตนารมณ์ส่งเสริมสนับสนุนการติดตั้งส่วนควบที่สำคัญที่มีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมบางอย่าง โดยตัวบทกฎหมายได้ยกตัวอย่าง เช่น โรงสี โรงเลื่อยฯลฯ ขึ้นในโรงเรือนนั้น ๆ ในการประเมินท่านให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้น รวมทั้งส่วนควบดังกล่าวแล้วด้วย โจทก์มีนางสาวดวงใจ กรรมการผู้จัดการโจทก์เบิกความว่า โจทก์ก่อสร้างโรงเรือนพิพาทตามความต้องการของบริษัทฟิลไทย จำกัด โดยโจทก์ต้องติดตั้งอุปกรณ์ทำความเย็นเพื่อควบคุมอุณหภูมิที่ 27 องศาเซลเซียส สร้างระบบท่อสำหรับแอร์คอมเพรสเซอร์ ไอน้ำ และสารเคมีที่ส่งไปในแต่ละเครื่องจักรตามสัญญาก่อสร้างอาคารและภาพถ่ายอุปกรณ์ส่วนควบต่าง ๆ และมีนายสมชาย ผู้จัดการฝ่ายวิศกรรมของบริษัทฟิลไทย จำกัด เบิกความสนับสนุนว่า อุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ในโรงเรือนที่มีความจำเป็นในการผลิตก้นกรองบุหรี่ได้แก่ ระบบเครื่องจักรใช้ในการผลิตจำนวน 40 ตัว ระบบแสงสว่าง ระบบแอร์คอมเพรสเซอร์หรือปั๊มลมมี 3 เครื่อง ทำหน้าที่ผลิตลมที่มีความดันสูงเพื่อส่งให้เครื่องจักรทุกเครื่องที่ใช้ในการผลิต เนื่องจากเครื่องจักรต้องใช้แรงลมที่มีความดันสูงเพื่อควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องทำความเย็นหรือระบบ AIR CHILLER มี 2 เครื่อง ซึ่งมีอุปกรณ์คือ คอมเพรสเซอร์ทำหน้าที่ผลิตน้ำเย็นแล้วส่งไปตามท่อหุ้มฉนวนให้กับตัว AHU (คอยล์เย็น) จำนวน 18 จุด ที่กระจายตามจุดต่าง ๆ ที่เครื่องจักรทำการผลิต โดยเป่าลมเย็นออกมาให้ได้อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส แล้วน้ำก็จะนำอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งกลับไปเข้าเครื่องคอมเพรสเซอร์เพื่อทำความเย็นใหม่อีกครั้งหนึ่ง มีหอทำความเย็นหรือ COOLING TOWER ทำหน้าที่ระบายความร้อนให้กับชุดคอยล์ร้อน หากอุณหภูมิไม่ได้ตามที่กำหนดจะทำให้ความหนาแน่นของก้นกรองบุหรี่เปลี่ยนแปลงไป ไม่สามารถผลิตก้นกรองบุหรี่ได้ นอกจากนี้ยังมีระบบอื่น ๆ เช่น BOILER ที่ผลิตไอน้ำส่งให้กับเครื่องจักรในการผลิตโดยระบบทั้งหมดต้องใช้พลังไฟแรงสูงและหม้อแปลงไฟฟ้าจำนวน 2 ตัว เพื่อจ่ายไฟให้แก่ระบบต่าง ๆ ทั้งนางสาวดวงใจและนายสมชายเบิกความประกอบภาพถ่ายอุปกรณ์ส่วนควบต่าง ๆ ในโรงเรือนให้เห็นได้ว่าติดตั้งส่วนควบที่มีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมผลิตก้นกรองบุหรี่ขึ้นในโรงเรือนนั้น ๆ ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองถามค้านให้เห็นเป็นอื่น กรณีคำเบิกความดังกล่าวเข้าลักษณะให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้นแล้ว ส่วนจำเลยทั้งสองมีนายวิชาและนายธีระเดช พนักงานงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เบิกความทำนองเดียวกันว่า เครื่องจักรกลที่ใช้ผลิตก้นกรองบุหรี่มีลักษณะคล้ายแท่นพิมพ์จัดวางไว้ที่พื้นอาคาร สำหรับหม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูง ชุดควบคุมการจ่ายกระแสไฟฟ้า เครื่องทำความเย็น ระบบทำความเย็น ปั๊มลม ระบบดับเพลิงและสัญญาณเตือนภัย ติดตั้งรอบเครื่องจักรที่วางบนพื้นอาคารกับติดตั้งไว้กับตัวอาคาร ไม่ได้มีลักษณะเป็นส่วนควบที่สำคัญเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรม หากแต่ติดตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกหรือเพื่อประโยชน์ในการใช้อาคาร เห็นว่า พยานจำเลยทั้งสองเบิกความตามความรู้สึกของพยานเอง โดยไม่สามารถอธิบายถึงขั้นตอนการทำงานผลิตเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมและความสำคัญของอุปกรณ์ที่สัมพันธ์ต่อการทำงานเครื่องผลิตก้นกรองบุหรี่ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีเพียงคำเบิกความของนายวิชาและนายธีระเดช ไม่มีหลักการทางวิชาการมาหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โรงเรือนพิพาทติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเพื่อใช้ในการดำเนินอุตสาหกรรมตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แล้ว ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ปีภาษีพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้สำแดงค่าของเครื่องจักรหรือค่าเช่าเครื่องจักรที่ใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมไว้ในแบบแสดงรายการนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงประเมินค่ารายปีเฉพาะตัวอาคารโรงเรือนพิพาทเท่านั้น มิได้ประเมินค่าของเครื่องจักรรวมอยู่ในค่ารายปีด้วย โจทก์ยื่นแบบโดยไม่ได้ระบุว่าโรงเรือนติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรม พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจกำหนดค่ารายปีของเครื่องจักรกลไกด้วยได้ จึงมิใช่กรณีจะลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ทั้งอัตราค่าเช่าโรงเรือนพิพาทมีทั้งการเช่าโรงเรือนและส่วนควบรวมอยู่ด้วยในสัญญา ไม่อาจแบ่งแยกออกมาได้ จึงไม่ชอบด้วยเหตุผลและเจตนารมณ์ของมาตรา 13 นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนและส่วนควบที่สำคัญอันมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก หรือเครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมบางอย่าง ได้ให้บริษัทฟิลไทย จำกัด เช่าโรงเรือนเพื่อใช้ผลิตก้นกรองบุหรี่ โดยโจทก์คิดค่าเช่ารวมทั้งอาคารและส่วนควบ โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ตามจำนวนค่าเช่าที่โจทก์ได้รับว่า ปีภาษี 2555 มีจำนวน 5,000,000 บาท และปีภาษี 2556 มีจำนวน 15,000,000 บาท เป็นการแจ้งจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินของโจทก์สมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ซึ่งนายวิชาพยานจำเลยทั้งสองผู้ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินคดีนี้ก็เบิกความว่าโรงเรือนของโจทก์เป็นกรณีทรัพย์สินให้เช่า และค่าเช่านั้นเป็นจำนวนสมควรที่จะให้เช่าได้โดยเทียบเคียงกับโรงเรือนของนายพงษ์ศักดิ์ จึงให้ถือค่าเช่าเป็นค่ารายปีตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 เห็นว่า โจทก์ได้แสดงค่ารายปีตามค่าเช่าที่ได้รับมาและพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เห็นว่าเป็นจำนวนเงินอันสมควรจะให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ ไม่ปรากฏว่าข้อใดขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ส่วนที่มีข้อตกลงให้บริษัทฟิลไทย จำกัด จ่ายค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็สามารถนับประโยชน์อย่างอื่นที่ผู้เช่าต้องชำระเนื่องในการเช่าโรงเรือนนั้นเป็นค่ารายปีได้ ไม่ทำให้การลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินของโจทก์เสียสิทธิไปแต่อย่างใด และที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า กรณีโจทก์นำโรงเรือนให้บริษัทฟิลไทย จำกัด เช่า โจทก์มิได้ผลิตก้นกรองบุหรี่จึงไม่ได้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สิน นั้น เห็นว่า มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของโรงเรือนใดติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น โรงสี โรงเลื่อยฯลฯ ขึ้นในโรงเรือนนั้น ๆ ในการประเมินท่านให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้น รวมทั้งส่วนควบดังกล่าวแล้วด้วย" บทบัญญัติของมาตรานี้มิได้กำหนดว่าต้องเป็นเจ้าของโรงเรือนประกอบกิจการอุตสาหกรรมเองจึงได้ลดค่ารายปีลง การตีความกฎหมายภาษีอากรตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองทำให้ผู้เสียภาษีอากรต้องเสียภาษีมากไปกว่าจำนวนที่กฎหมายกำหนด อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 วรรคสาม ม. 13 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดี เอส แอล กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจารุนันท์ อุยานันท์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2109/2560
#612240
เปิดฉบับเต็ม

แม้สถานบริการของโจทก์ไม่ได้จัดให้มีเวทีหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำ แต่ลักษณะสถานประกอบกิจการของโจทก์แสดงให้เห็นได้ว่า โจทก์ใช้สถานที่ในการให้บริการจำหน่ายสุรา เครื่องดื่มและจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือใช้เครื่องเสียงหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง โดยมีเจตนาให้มีการดื่มกินและเต้นรำกันเพื่อความสนุกสนานในเวลากลางคืนมากกว่าการไปรับประทานอาหารตามปกติของบุคคลทั่วไป อันมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการในด้านบันเทิงหรือหย่อนใจต่าง ๆ ในสถานบริการเพื่อหารายได้เป็นธุรกิจ และเป็นการให้บริการที่ไม่มีความจำเป็นต่อการครองชีพของประชาชน ทั้ง พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ตอนที่ 9 กำหนดเพียงลักษณะของบริการที่อยู่ในความหมายของกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ โดยกำหนดให้จัดเก็บภาษีจากรายรับของสถานที่สำหรับดื่มกินและเต้นรำจัดให้มีการแสดงดนตรี หรือใช้เครื่องเสียงหรือแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิงเท่านั้น มิได้กำหนดว่ากิจการบันเทิงหรือหย่อนใจนั้นต้องมีพื้นที่สำหรับเต้นรำ และมิได้กำหนดประเภทของสถานบริการและนิยามคำว่า "เต้น" กับ "เต้นรำ" ดังเช่น พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ประกอบกับ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สถานบริการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2525 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 3 (4) มีเจตนารมณ์เพื่อลดความยุ่งยากให้แก่ผู้ประกอบอาชีพสุจริตและรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้เยาวชนตื่นตัวสนใจศิลปะที่ละเอียดอ่อน และเพื่อให้การแสดงดนตรีกระทำได้โดยสะดวก แต่ทางราชการยังสามารถควบคุมได้ ไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายแต่อย่างใด โจทก์จะนำนิยามศัพท์คำว่า "สถานบริการ" ตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สถานบริการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 มาพิจารณาหาได้ไม่ เนื่องจากกฎหมายทั้งสองฉบับเป็นกฎหมายที่ต่างประเภทกัน และมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน สถานประกอบกิจการของโจทก์จึงเข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจต่าง ๆ ในสถานบริการเพื่อหารายได้เป็นธุรกิจ ประเภทที่ 09.01 ลักษณะเช่นเดียวกับไนท์คลับและดิสโกเธค ตาม พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือที่ กค.0606/171 การประเมินภาษีสรรพสามิตจำนวน 3,688,885.47 บาท ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2553 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ 2/2555 ลงวันที่ 30 กันยายน 2555

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังว่า โจทก์ได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานบริการตามมาตรา 3 (4) แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ใช้ชื่อว่า "ตะวันแดงสาดแสงเดือน" ต่อมาโจทก์แจ้งต่อสรรพสามิตพื้นที่อุบลราชธานีว่า ปิดกิจการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 และคาดว่าจะเปิดให้บริการวันที่ 15 เมษายน 2549 พร้อมทั้งขอเปลี่ยนชื่อสถานบริการว่า "ตะวันแดงสาดแสงเดือน (มหาชน) อุบลราชธานี" จำเลยมีหนังสือแจ้งคำสั่งเตือนให้โจทก์ยื่นแบบรายการภาษี ชำระภาษีสรรพสามิตและส่งเอกสารเพิ่ม กรณีขอใบอนุญาตขายสุราและยาสูบประเภทที่ 3 โจทก์มีหนังสือแจ้งยกเลิกหรือไม่ยื่นจดทะเบียนสรรพสามิตต่อจำเลยว่า โจทก์มิได้เป็นสถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3 (1) ที่ต้องชำระภาษีสรรพสามิต จำเลยมีหนังสือที่ กค. 0606.0801/164 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2551 แจ้งเตือนให้ยื่นแบบรายการครั้งที่ 2 โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานของจำเลยจึงประเมินภาษีสรรพสามิตว่า สถานบริการของโจทก์จัดให้มีการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการลูกค้าเพื่อหารายได้เป็นธุรกิจ จัดให้มีการแสดงดนตรีหรือใช้เครื่องเสียงหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง มีเจตนาหรือยินยอมให้มีการดื่มกินและเต้นรำกันเป็นปกติวิสัย มีลักษณะเป็นสถานบริการตามพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ตอนที่ 9 กิจการบันเทิงและหย่อนใจ ประเภท 09.01 ไนท์คลับและดิสโกเธค โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีพร้อมชำระภาษีสรรพสามิตตั้งแต่ปี 2550 ถึงปี 2551 เป็นเงินภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย 3,277,155.52 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ประกอบกิจการสถานบริการโดยมิได้มีเจตนาให้มีการเต้นรำ จัดพื้นที่ให้เต้นรำ หรือพื้นที่ในลักษณะเดียวกัน แต่เป็นการแสดงออกของผู้ใช้บริการเอง โจทก์ประกอบกิจการสถานบริการตามมาตรา 3 (4) แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มิได้เป็นสถานบริการประเภทไนท์คลับและดิสโกเธค มิใช่สถานบริการที่มีสถานที่เต้นรำตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3 (1) ประกอบพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ประเภทที่ 09.01 แต่อย่างใด และตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ได้กำหนดหลักเกณฑ์แยกสถานบริการประเภทไนท์คลับและดิสโกเธคไว้ในมาตรา 3 (1) ต่างหากชัดเจน และการเต้นหรือยินยอมให้เต้นในสถานบริการตามมาตรา 3 (4) มิใช่การเต้นรำตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 (1) นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 กำหนดรายการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ตอนที่ 9 "กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ" หมายความว่า การประกอบกิจการในด้านบันเทิงหรือหย่อนใจต่างๆ ในสถานบริการเพื่อหารายได้เป็นธุรกิจ เช่น สถานมหรสพ สถานที่ฉายภาพยนตร์ ไนท์คลับ คาบาเรต์ ดิสโกเธค เป็นต้น โดยกิจการไนท์คลับและดิสโกเธค จัดอยู่ประเภทที่ 09.01 กำหนดให้เสียภาษีร้อยละ 20 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 68) ลงวันที่ 28 มกราคม 2546 ได้ลดอัตราสำหรับบริการไนท์คลับและดิสโกเธคกำหนดให้จัดเก็บจากรายรับของสถานที่สำหรับดื่มกินและเต้นรำ โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือใช้เครื่องเสียง หรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิงในอัตรามูลค่าร้อยละ 10 แต่ไม่ได้ให้นิยามศัพท์คำว่า "ไนท์คลับ" และ "ดิสโกเธค" ไว้ จึงต้องหาความหมายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ซึ่งให้นิยามคำว่า "ไนต์คลับ" หมายถึง สถานเริงรมย์ที่เปิดเวลากลางคืน มีดนตรี มีการแสดง และขายอาหารกับเครื่องดื่มด้วย แต่พจนานุกรมฉบับดังกล่าวไม่ได้นิยามคำว่า "ดิสโกเธค" ไว้ เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบฟังได้ตามคำฟ้องโจทก์ว่า สถานบริการของโจทก์เป็นอาคารชั้นเดียว ภายในอาคารจัดให้มีเวทีสำหรับการแสดงดนตรี แสง สี เสียงประกอบ ต่อจากหน้าเวทีดนตรีจะเป็นที่สำหรับตั้งโต๊ะอาหารและเก้าอี้สำหรับให้ผู้มาใช้บริการ ไม่มีลานหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำ มีบริการจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่มทั้งที่มีแอลกอฮอล์ และไม่มีแอลกอฮอล์ ผู้มาใช้บริการจะสนุกสนานกับเสียงเพลง หรือมีการเต้นข้างโต๊ะอาหารขึ้นอยู่กับอัธยาศัยของผู้ใช้บริการและจำเลยมีนางสาวอุลัยวัน เจ้าพนักงานผู้พิจารณาคำคัดค้านการประเมินภาษี มาเบิกความว่า สถานบริการของโจทก์เป็นสถานบริการด้านบันเทิงหรือหย่อนใจต่าง ๆ มีการจำหน่ายสุรา อาหารเครื่องดื่ม โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือใช้เครื่องเสียง และมีการเต้นรำหรือเต้นหรือยอมให้มีการเต้นกัน แม้ไม่จัดที่เต้นรำไว้ชัดแจ้ง แต่ก็ปรากฏว่ามีการเต้นรำกันเป็นปกติวิสัยในสถานบริการของโจทก์ โดยจำเลยมีนายอนุวัฒน์กับนายเดชา เบิกความทำนองเดียวกันว่า สถานบริการของโจทก์มีการจำหน่ายสุรา อาหารเครื่องดื่ม และมีการแสดงดนตรี ผู้ใช้บริการออกมาเต้นได้บริเวณโต๊ะที่นั่งและพื้นที่ว่างทั่วไป และมีการเปิดไฟสีต่าง ๆ กระพริบในขณะเดียวกัน บรรยากาศมิใช่ร้านอาหารที่ลูกค้ามุ่งเข้าไปเพื่อรับประทานอาหารและฟังดนตรีอย่างเดียว แต่มีบรรยากาศเช่นเดียวกับสถานบันเทิงดิสโกเธคที่ลูกค้าต้องการเข้ามาดื่มและเต้นตามจังหวะเพลง ดังนี้ แม้สถานบริการของโจทก์ไม่ได้จัดให้มีเวทีหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำ แต่ลักษณะสถานประกอบกิจการของโจทก์แสดงให้เห็นได้ว่า โจทก์ใช้สถานที่ในการให้บริการจำหน่ายสุรา เครื่องดื่ม และจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือใช้เครื่องเสียงหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง โดยมีเจตนาให้มีการดื่มกินและเต้นรำกันเพื่อความสนุกสนานในเวลากลางคืนมากกว่าการไปรับประทานอาหารตามปกติของบุคคลทั่วไป อันมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการในด้านบันเทิงหรือหย่อนใจต่างๆ ในสถานบริการเพื่อหารายได้เป็นธุรกิจ และเป็นการให้บริการที่ไม่มีความจำเป็นต่อการครองชีพของประชาชน อีกทั้งพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ตอนที่ 9 กำหนดเพียงลักษณะของบริการที่อยู่ในความหมายของกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ โดยกำหนด ให้จัดเก็บภาษีจากรายรับของสถานที่สำหรับดื่มกินและเต้นรำจัดให้มีการแสดงดนตรี หรือใช้เครื่องเสียงหรือแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิงเท่านั้น มิได้กำหนดว่ากิจการบันเทิงหรือหย่อนใจนั้นต้องมีพื้นที่สำหรับเต้นรำ และมิได้กำหนดประเภทของสถานบริการและนิยามคำว่า "เต้น" กับ "เต้นรำ" ดังเช่นพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ประกอบกับพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถานบริการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2525 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 3 (4) มีเจตนารมณ์เพื่อลดความยุ่งยากให้แก่ผู้ประกอบอาชีพสุจริต และรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้เยาวชนตื่นตัวสนใจศิลปะที่ละเอียดอ่อน แต่ทางราชการยังสามารถควบคุมได้ ไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายแต่อย่างใด โจทก์จะนำนิยามศัพท์คำว่า "สถานบริการ" ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถานบริการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 มาพิจารณาดังที่โจทก์อุทธรณ์หาได้ไม่ เนื่องจากกฎหมายทั้งสองฉบับเป็นกฎหมายที่ต่างประเภทกัน และมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน สถานประกอบกิจการของโจทก์จึงเข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจต่าง ๆ ในสถานบริการเพื่อหารายได้เป็นธุรกิจประเภทที่ 09.01 ลักษณะเช่นเดียวกับไนท์คลับและดิสโกเธค ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 การที่โจทก์กล่าวอ้างว่า สถานบริการของโจทก์เป็นสถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3 (4) ซึ่งสถานบริการประเภทนี้มีลักษณะการเต้นหรือยอมให้มีการเต้นหรือจัดให้มีการเต้น และไม่มีพื้นที่สำหรับเต้นรำหรือลีลาศแตกต่างจากสถานบริการตามมาตรา 3 (1) โจทก์จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตจึงฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า คดีนี้เทียบเคียงได้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2352/2552 ที่วินิจฉัยนิยามคำว่า "เต้นรำ" และ "ลีลาส" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 เมื่อสถานบริการของโจทก์ไม่มีเวทีหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำหรือลีลาศ โจทก์จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต นั้น คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นคดีอาญามีประเด็นว่าจำเลยมีความผิดข้อหาจัดตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ แตกต่างจากคดีนี้ซึ่งมีประเด็นว่าโจทก์ต้องเสียภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 หรือไม่ อันมีประเด็นพิพาทแตกต่างกันและใช้บังคับกฎหมายคนละฉบับ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527
พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ม. 3 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทตะวันแดงสาดแสงเดือน ณ อุบลราชธานี จำกัด
จำเลย — กรมสรรพสามิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2107/2560
#610058
เปิดฉบับเต็ม

ป. รัษฎากร มาตรา 89/1 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติที่กำหนดจำนวนเงินขั้นสูงสุดที่ผู้เสียภาษีต้องรับผิดในส่วนของเงินเพิ่มสำหรับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยไม่ว่าจะคำนวณเงินเพิ่มอย่างไร เงินเพิ่มที่คำนวณได้ทั้งหมดต้องมีจำนวนไม่เกินไปกว่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ อันเป็นไปเพื่อมิให้ผู้เสียภาษีต้องรับผิดในส่วนนี้มากไปกว่ามูลหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นเหตุให้มีการเสียเงินเพิ่มนั้น จำนวนเงินขั้นสูงสุดดังกล่าวย่อมต้องเป็นจำนวนที่แน่นอนสอดคล้องกับจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้เสียภาษีต้องชำระหรือนำส่ง ส่วนการผ่อนชำระหนี้ภาษีซึ่งอาจทำให้จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้เสียภาษีต้องชำระหรือนำส่งลดลงนั้น ก็เป็นเพียงกรณีที่การคำนวณเงินเพิ่มต้องเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนที่ลดลงของภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้เสียภาษีต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ แต่หาเป็นเหตุให้จำนวนเงินขั้นสูงสุดที่ผู้เสียภาษีต้องรับผิดในส่วนของเงินเพิ่มสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเปลี่ยนแปลงไปจากที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อโจทก์นำสืบว่า เจ้าพนักงานของโจทก์ได้เร่งรัดหนี้ภาษีอากรค้างและนำเงินที่ยึดหรืออายัดไปชำระหนี้ภาษีอากรตามบัญชีแสดงรายละเอียดการผ่อนชำระหนี้ คงมีหนี้ค้างคงเหลือเป็นค่าภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มโดยเมื่อรวมเงินเพิ่มเก่าและเงินเพิ่มใหม่ยังไม่เกินจำนวนภาษีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระตามหนังสือแจ้งการประเมิน และเจ้าพนักงานของโจทก์ได้คำนวณหนี้ภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคงค้างชำระหนี้ทั้งหมดของจำเลยที่ 1 แล้ว การคำนวณเงินเพิ่มของโจทก์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระจำนวน 794,181.27 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระดังกล่าวเฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันจำนวน 501,614.42 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง จำนวน 8,796.54 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 10460010/5/100744 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 (ใหม่เลขที่ 10460010-25480211-005-00006 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548) และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง จำนวน 16,246.92 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 10460010/5/100845 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2549 (ใหม่เลขที่ 10460010-25491229-005-00030 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2549) นับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระเป็นเงินจำนวน 790,259.14 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระกับจำเลยที่ 1 จำนวน 499,723.16 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสีย และเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียแต่มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสีย ประกอบด้วย เดือนภาษีมีนาคม 2547 เป็นเงิน 131,164.85 บาท เดือนภาษีพฤษภาคม 2547 เป็นเงิน 167,058.45 บาท เดือนภาษีมิถุนายน 2547 เป็นเงิน 90,421.69 บาท เดือนภาษีกรกฎาคม 2547 เป็นเงิน 103,677.97 บาท และเดือนภาษีสิงหาคม 2547 เป็นเงิน 144,941.22 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 10460010/005/100739, 100741 ถึง 100744 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 (ใหม่เลขที่ 10460010 - 25480211 - 005 -00001, 00003 ถึง 00006 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548) และใบแนบ เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภาษีอากร (ท.ป.2) โดยขอผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ค้างชำระเป็น 18 งวด ๆ ละเดือน ตามคำร้องขอผ่อนชำระภาษีอากร ในการขอผ่อนชำระภาษีอากรดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันการผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากร สรรพากรพื้นที่กาฬสินธุ์พิจารณาอนุมัติให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระภาษีอากรตามคำร้องขอผ่อนชำระภาษีอากรดังกล่าว จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ภาษีอากรตามคำร้องขอผ่อนชำระภาษีอากรให้แก่โจทก์เพียงหนึ่งงวด จำนวน 40,000 บาท และบัญชีรายละเอียดแสดงการผ่อนชำระหรือการชำระภาษีอากรบางส่วน นอกจากนี้เจ้าพนักงานของโจทก์ยังตรวจสอบพบว่าจำเลยที่ 1 มียอดขายจากการประกอบกิจการ แต่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2548 ไม่ถูกต้องและเกินกำหนดเวลา และมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2548 และเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2549 เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสีย และเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียแต่มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสีย ประกอบด้วย เดือนภาษีตุลาคม 2548 เป็นเงิน 111,746.26 บาท เดือนภาษีธันวาคม 2548 เป็นเงิน 17,641.56 บาท เดือนภาษีมีนาคม 2549 เป็นเงิน 56,052.04 บาท เดือนภาษีเมษายน 2549 เป็นเงิน 20,003.01 บาท และเดือนภาษีพฤษภาคม 2549 เป็นเงิน 47,126.26 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 10460010/5/100843 ถึง 100847 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2549 (ใหม่เลขที่ 10460010 - 25491229 - 005 - 00030 ถึง 00034 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2549) และใบแนบ เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2550 จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน เจ้าพนักงานของโจทก์ดำเนินการเร่งรัดหนี้ภาษีอากรค้างหลายครั้งและนำเงินที่ยึดและอายัดได้มาชำระหนี้ค่าภาษีอากรบางส่วน ตามแบบขอชำระภาษีอากรคงค้าง และบัญชีรายละเอียดการผ่อนชำระหรือการชำระภาษีอากรบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การคำนวณเงินเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 10460010/5/100744 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 (ใหม่เลขที่ 10460010 - 25480211 - 005 - 00006 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548) และตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 10460010/5/100845 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2549 (ใหม่เลขที่ 10460010 - 25491229 - 005 - 00030 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2549) ชอบด้วยประมวลรัษฎากร หรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ" และวรรคสาม บัญญัติว่า "การคำนวณเงินเพิ่มตามวรรคหนึ่ง... ให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี หรือยื่นแบบนำส่งภาษีตามส่วน 7 จนถึงวันชำระภาษีหรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" ซึ่งบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติที่กำหนดจำนวนเงินขั้นสูงสุดที่ผู้เสียภาษีต้องรับผิดในส่วนของเงินเพิ่มสำหรับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยไม่ว่าจะมีการคำนวณเงินเพิ่มอย่างไร จำนวนเงินเพิ่มที่คำนวณได้ทั้งหมดต้องมีจำนวนไม่เกินไปกว่าจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ อันเป็นไปเพื่อมิให้ผู้เสียภาษีต้องรับผิดในส่วนนี้มากไปกว่ามูลหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นเหตุให้มีการเสียเงินเพิ่มนั้น จำนวนเงินขั้นสูงสุดดังกล่าวย่อมต้องเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนสอดคล้องกับจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้เสียภาษีต้องชำระหรือนำส่ง ส่วนการผ่อนชำระหนี้ภาษีซึ่งอาจทำให้จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้เสียภาษีต้องชำระหรือนำส่งลดลงนั้น ก็เป็นเพียงกรณีที่การคำนวณเงินเพิ่มต้องเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนที่ลดลงของภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้เสียภาษีต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ แต่หาเป็นเหตุให้จำนวนเงินขั้นสูงสุดที่ผู้เสียภาษีต้องรับผิดในส่วนของเงินเพิ่มสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเปลี่ยนแปลงไปจากที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อโจทก์นำสืบให้เห็นแล้วว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 10460010/5/100744 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 (ใหม่เลขที่ 10460010 - 25480211 - 005 - 00006 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548) และตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 10460010/5/100845 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2549 (ใหม่เลขที่ 10460010 - 25491229 - 005 - 00030 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2549) เจ้าพนักงานของโจทก์ได้เร่งรัดหนี้ภาษีอากรค้างและนำเงินที่ยึดหรืออายัดไปชำระหนี้ภาษีอากรตามบัญชีแสดงรายละเอียดการผ่อนชำระหนี้ คงมีหนี้ค้างคงเหลือเป็นค่าภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มโดยเมื่อรวมเงินเพิ่มเก่าและเงินเพิ่มใหม่ยังไม่เกินจำนวนภาษีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระตามหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าว และเจ้าพนักงานของโจทก์ได้คำนวณหนี้ภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคงค้างชำระหนี้ทั้งหมดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว การคำนวณเงินเพิ่มของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระจำนวน 794,181.27 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระดังกล่าวเฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันจำนวน 501,614.42 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง จำนวน 8,796.54 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 10460010/5/100744 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 (ใหม่เลขที่ 10460010 - 25480211 - 005 - 00006 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548) และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง จำนวน 16,246.92 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 10460010/5/100845 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2549 (ใหม่เลขที่ 10460010 - 25491229 - 005 - 00030 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2549) นับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีอากรที่ต้องชำระหรือนำส่งตามหนังสือแจ้งการประเมิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 89/1 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรนิภาการโยธา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2103/2560
#610061
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2552 ถึงปีภาษี 2554 ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 48/2545 วินิจฉัยว่า ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 80 ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ จึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การพิจารณาว่า กรณีจะต้องมีการคืนเงินภาษีตามที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2552 ถึงปีภาษี 2554 หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 วินิจฉัยว่า มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ แห่ง ป.รัษฎากร ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 30 แต่เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 เป็นกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ไม่มีผู้ถูกร้อง และตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 55 วรรคสี่ ที่กำหนดว่า ในกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ไม่มีผู้ถูกร้อง ให้ศาลแจ้งคำวินิจฉัยของศาลแก่ผู้ร้องและให้ถือว่าวันที่ศาลลงมติซึ่งเป็นวันที่ปรากฏในคำวินิจฉัยเป็นวันอ่านเท่านั้น ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวคงทำให้ ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่เวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคือวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไป คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 จึงไม่มีผลทำให้ ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่มีผลใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรในปีภาษี 2552 ถึงปีภาษี 2554

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร ตามหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรที่ กค 0706.12/6/325 ลงวันที่ 11 มกราคม 2556 ของจำเลยที่ 3 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ตามหนังสือคำวินิจฉัยที่ กค 0706/ก5/2088 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2556 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระเงินภาษีอากรจำนวน 213,055.02 บาท คืนให้แก่โจทก์ พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ชื่อนางมนธนัช โจทก์เป็นผู้มีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) ส่วนภริยามีเงินได้ตามมาตรา 40 (2) โจทก์ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี โดยนำเงินได้พึงประเมินของภริยาโจทก์มารวมคำนวณเป็นเงินได้ของโจทก์แล้วยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเสียภาษีเงินได้ให้แก่จำเลยที่ 1 ในปีภาษี 2552 จำนวน 228,169.20 บาท ปีภาษี 2553 จำนวน 224,424.90 บาท และปีภาษี 2554 จำนวน 233,768.61 บาท ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 48/2545 ลงวันที่ 12 กันยายน 2545 ว่าประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 80 ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ออกข้อกำหนดว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2550 เป็นต้นมา ต่อมาผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 43 ประกอบมาตรา 29 และมาตรา 30 หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ว่าประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 30 วันที่ 29 ตุลาคม 2555 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้ชำระไว้แล้วในปีภาษี 2552 ถึงปีภาษี 2554 โดยอ้างว่าชำระไว้เกินเป็นจำนวน 66,682.14 บาท จำนวน 57,603.03 บาท และจำนวน 88,769.85 บาท ตามลำดับ จำเลยที่ 3 เห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิขอคืนเงินภาษีจำนวนดังกล่าว จึงมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรไปถึงโจทก์ โจทก์อุทธรณ์การแจ้งไม่คืนเงินภาษีของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 เห็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังกล่าว การแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรของจำเลยที่ 3 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ไปยังโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีเพียงประการเดียวว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 มีผลทำให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57เบญจ ไม่มีผลใช้บังคับ ขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวผูกพันองค์กรอื่นของรัฐ ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 216 วรรคห้า และทำให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่มีผลใช้บังคับมานับแต่วันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีผลใช้บังคับเป็นต้นมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2552 ถึงปีภาษี 2554 ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 48/2545 วินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 80 ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ จึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาว่า กรณีจะต้องมีการคืนเงินภาษีตามที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2552 ถึงปีภาษี 2554 หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 วินิจฉัยว่า มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 30 แต่เมื่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 เป็นกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ไม่มีผู้ถูกร้องและตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 55 วรรคสี่ ที่กำหนดว่า ในกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ไม่มีผู้ถูกร้องให้ศาลแจ้งคำวินิจฉัยของศาลแก่ผู้ร้องและให้ถือว่าวันที่ลงมติซึ่งเป็นวันที่ปรากฏในคำวินิจฉัยเป็นวันอ่านเท่านั้น ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวคงทำให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่เวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคือ วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไป ด้วยเหตุที่วินิจฉัยไว้ดังกล่าวข้างต้น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 จึงไม่มีผลทำให้ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่มีผลใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรในปีภาษี 2552 ถึงปีภาษี 2554 ต่อจำเลยที่ 1 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 30
ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550
ป.รัษฎากร ม. 57 ตรี ม. 57 เบญจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรักเกียรติ วัฒนพงษ์
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2077/2560
#609293
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มอบเงิน 300,000 บาท ให้แก่จำเลย เพราะจำเลยอ้างว่าจะนำไปให้เจ้าพนักงานตำรวจยศระดับพลตำรวจตรี 2 คน เพื่อช่วยเหลือให้บุตรสาวโจทก์สามารถสอบเข้ารับราชการตำรวจได้ ซึ่งโจทก์ย่อมจะต้องทราบดีว่าบุตรสาวโจทก์จะเข้ารับราชการตำรวจได้ต้องผ่านการสอบคัดเลือก โดยการสอบคัดเลือกเป็นระเบียบแบบแผนของทางราชการ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีคุณสมบัติสามารถสมัครสอบได้โดยเสรีและที่สำคัญการจัดการสอบจะต้องยุติธรรมเพื่อที่ทางราชการจะได้คนมีความสามารถ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน หากมีการช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้สามารถสอบผ่านแสดงว่ามีการกระทำอันเป็นการทุจริต เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 143 และ 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ให้ประทับฟ้อง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 จำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติโดยโจทก์กับจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ประมาณเดือนเมษายน 2555 โจทก์ไปให้แพทย์แผนโบราณรักษาโรคโดยการฝังเข็มที่บ้านของจำเลย จำเลยบอกโจทก์ว่ารู้จักตำรวจยศพลตำรวจตรี 2 คน ที่สามารถช่วยเหลือให้นางสาวรัตนาภรณ์ บุตรโจทก์ที่สมัครสอบเข้ารับราชการตำรวจให้สอบเข้ารับราชการได้ โดยจำเลยจะเป็นคนกลางติดต่อกับเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว แต่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 300,000 บาท โจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคันพะลาน ตำบลคันพะลาน อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี จึงหลงเชื่อ ต่อมาในวันที่ 17 เมษายน 2555 โจทก์มอบเงินงวดแรกจำนวน 150,000 บาท ให้แก่จำเลย งวดที่ 2 มอบเงินจำนวน 150,000 บาท ให้แก่นางอ๊อฟน้องจำเลย แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 สำนักงานตำรวจแห่งชาติประกาศผลการสอบปรากฏว่า นางสาวรัตนาภรณ์สอบไม่ผ่าน จำเลยแจ้งโจทก์ว่ากำลังติดต่อกับเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือ จนกระทั่งในเดือนธันวาคม 2556 จำเลยบอกโจทก์ว่าให้นางสาวรัตนาภรณ์ ไปรายงานตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่เมื่อไปถึงไม่มีชื่อนางสาวรัตนาภรณ์อีก โจทก์ทวงถามจำเลยให้คืนเงิน จำเลยบอกว่าจะคืนให้ แต่ไม่คืน โจทก์จึงร้องเรียนต่อนายวัชรพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 2 อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ผู้บังคับบัญชาจำเลย นายวัชรพงศ์สอบถามโจทก์และจำเลยถึงเรื่องราวดังกล่าว จำเลยยอมรับว่ารับเงินจากโจทก์และจะคืนให้ทั้งหมด แต่จำเลยก็ไม่คืน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ทราบว่าจำเลยจะนำเงินจำนวน 300,000 บาท ไปจัดการอย่างไร แต่โจทก์ทราบดีว่าเหตุที่โจทก์มอบเงินจำนวน 300,000 บาท ให้แก่จำเลย ก็เพราะจำเลยอ้างว่าจะนำไปให้เจ้าพนักงานตำรวจยศระดับพลตำรวจตรี 2 คน เพื่อช่วยเหลือให้นางสาวรัตนาภรณ์ สามารถสอบเข้ารับราชการตำรวจได้ ซึ่งโจทก์ย่อมจะต้องทราบดีว่านางสาวรัตนาภรณ์จะเข้ารับราชการตำรวจได้ต้องผ่านการสอบคัดเลือก โดยการสอบคัดเลือกเป็นระเบียบแบบแผนของทางราชการ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีคุณสมบัติสามารถสมัครสอบได้โดยเสรีและที่สำคัญการจัดการสอบจะต้องยุติธรรมเพื่อที่ทางราชการจะได้คนมีความสามารถ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน หากมีการช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้สามารถสอบผ่านแสดงว่ามีการกระทำอันเป็นการทุจริต เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ถือได้ว่า โจทก์เป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.อ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุดมศิลป์ หินแรง
จำเลย — นางบุษยากรณ์ ผาหยาด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายวีระพงษ์ เสวกวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปิ่น ศรีเมือง
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
อารยา วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2043/2560
#611273
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในสัญญาจัดหางานเพื่อให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศ (แบบ จง.33) และใบเสร็จรับเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายสำหรับผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ (แบบ จง.37) โจทก์ได้รับเงินจากคนหางานเพื่อไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล เป็นค่าบริการจัดหางานรายละ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายรายละ 20,000 บาท และประเทศญี่ปุ่นเป็นค่าบริการจัดหางานรายละ 22,400 บาท ค่าใช้จ่ายรายละ 44,800 บาท โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่โจทก์เรียกเก็บจากคนหางานดังกล่าวมิใช่ค่าใช้จ่ายในการจัดหางาน ประกอบกับระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากคนหางาน พ.ศ.2547 ข้อ 9 ก็ระบุว่า ผู้รับอนุญาตจัดหางานจะเรียกหรือรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวของคนหางานจากคนหางานไม่ได้ ดังนี้จึงฟังไม่ได้ว่า ค่าใช้จ่ายตามแบบ จง.33และแบบ จง.37 เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวของคนหางาน ค่าบริการและค่าใช้จ่ายในการจัดหางานตามแบบดังกล่าว จึงเป็นเงินที่โจทก์ได้รับจากคนหางานเพื่อดำเนินการจัดหางานให้แก่คนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศ ไม่ว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนหางานหรือไม่ก็ตาม เงินค่าใช้จ่ายในการจัดหางานทั้งจำนวนจึงเป็นรายได้ที่โจทก์ได้รับจากกิจการจัดหางานของโจทก์ที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 แห่ง ป.รัษฎากร และเงินที่โจทก์ได้รับมาจากคนหางานทั้งจำนวนดังกล่าวย่อมถือเป็นมูลค่าทั้งหมดที่โจทก์ผู้ประกอบการได้รับจากการให้บริการในราชอาณาจักรอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 (1) แห่ง ป.รัษฎากร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 5/109658 ถึง 5/109661, 2/100823 และ 2/100824 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.10 (อด) 003.1.1/2558 (ที่ถูกคือ 2555), สภ.10 (อด) 003.1.2/2555, สภ.10 (อด) 003.2.1/2555, สภ.10 (อด) 003.1.1 (ที่ถูกคือ 003.2.2) /2555, สภ.10 (อด) 003.2.3/2555 และ สภ.10 (อด) 003.2.4/2555 กับให้งดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนด ค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2553 โจทก์ประกอบกิจการให้บริการจัดหาคนงานไปทำงานต่างประเทศ เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี เนื่องจากโจทก์ประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 โดยไม่มีเหตุอันสมควรทำให้จำนวนภาษีที่ต้องชำระขาดไป โจทก์ต้องชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร 5,687 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล หนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ว่า โจทก์นำรายได้มาลงบัญชีไว้ขาดไปและไม่ได้นำรายจ่ายมาบันทึกบัญชีเป็นรายจ่าย เมื่อปรับปรุงการคำนวณกำไรสุทธิใหม่แล้ว โจทก์มีภาษีต้องชำระเพิ่มเติม 10,195.24 บาท เบี้ยปรับ 10,195.24 บาท เงินเพิ่ม 7,187.71 บาท รวม 27,578 บาท หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มว่า โจทก์มีรายรับจากการประกอบกิจการสำหรับค่าบริการและค่าใช้จ่ายจัดส่งคนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศในปี 2549 สำหรับเดือนภาษีกันยายน เป็นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 4,550 บาท เบี้ยปรับ 9,100 บาท เงินเพิ่ม 3,685.50 บาท เดือนภาษีตุลาคม 2549 ภาษีมูลค่าเพิ่ม 87,500 บาท เบี้ยปรับ 175,000 บาท เงินเพิ่ม 69,562.50 บาท เดือนภาษีพฤศจิกายน 2549 ภาษีมูลค่าเพิ่ม 15,750 บาท เบี้ยปรับ 31,500 บาท เงินเพิ่ม 12,285 บาท เดือนภาษีธันวาคม 2549 เป็นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 8,750 บาท เบี้ยปรับ 17,500 บาท เงินเพิ่ม 6,693.75 บาท รวมทั้งสิ้น 441,876.75 บาท รวม 6 ฉบับ หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะว่า โจทก์ให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยเดือนมกราคมถึงเดือนพฤศจิกายน 2549 โจทก์คำนวณดอกเบี้ยรับต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร คิดเป็นเงินภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 26,613.78 บาท หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ว่า โจทก์จ่ายค่าเช่าสำนักงานและค่านายหน้าให้แก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ แต่ไม่ได้ยื่นแบบและนำส่งภาษีตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงินภาษี 8,160 บาท เงินเพิ่ม 6,487.20 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินเฉพาะหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี) หนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามคำอุทธรณ์ ส่วนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย โจทก์ไม่อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ แต่ให้ปรับปรุงการเรียกเก็บเบี้ยปรับลดลง โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี) หนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สำหรับการประเมินภาษีดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์คิดค่าบริการจัดหางานที่ประเทศอิสราเอลรายละ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายรายละ 20,000 บาท จำนวน 139 ราย ค่าบริการจัดหางานที่ประเทศญี่ปุ่นรายละ 22,400 บาท ค่าใช้จ่ายรายละ 48,800 บาท (ที่ถูก 44,800 บาท) จำนวน 2 ราย ตามระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากคนหางาน ค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สามารถนำไปรวมกับค่าบริการเพื่อนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ เพราะมิใช่รายได้ของโจทก์ แต่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของคนหางานนั้น โจทก์มีนายจุฬาวุธ กรรมการผู้จัดการโจทก์มาเบิกความเพียงว่าไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลย ส่วนจำเลยมีนางสาวศิริพร เจ้าพนักงานของจำเลยเบิกความว่า ตามหลักฐานสัญญาจัดหางานเพื่อให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศ (แบบ จง. 33) ที่โจทก์และคนหางานเป็นคู่สัญญาจัดทำขึ้นระหว่างกัน คนหางานต้องจ่ายค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้โจทก์ตามที่ระบุในสัญญาตามหลักฐานใบรับเงินค่าบริการและค่าใช้จ่าย (แบบ จง. 37) และโจทก์จะรับผิดชอบต่อคนหางานตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 เช่น กรณีที่คนงานเดินทางไปถึงแล้วไม่ได้ทำงาน หรือมีงานทำแต่ค่าจ้างต่ำกว่าตำแหน่งงาน หรือกรณีมีการเลิกจ้างก่อนกำหนด โจทก์ต้องจัดให้คนหางานกลับประเทศ โดยออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศ ดังนั้น รายได้ของโจทก์ คือ ค่าบริการและค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนที่ปรากฏตามสัญญา โจทก์มิได้มีรายได้เพียง 5,000 บาท ตามที่โจทก์เข้าใจนั้น เห็นว่า มาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า เงินได้ที่จะต้องนำมาคำนวณเสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือ กำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี เมื่อข้อเท็จจริงตามที่จำเลยนำสืบและโจทก์ไม่โต้แย้งปรากฏว่า ในสัญญาจัดหางานเพื่อให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศ (แบบ จง. 33) และใบเสร็จรับเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายสำหรับผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ (แบบ จง. 37) โจทก์รับเงินจากคนหางานเพื่อไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล 139 ราย ค่าบริการจัดหางานรายละ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายรายละ 20,000 บาท รวมเป็นเงินรายละ 25,000 บาท ประเทศญี่ปุ่น 2 ราย ค่าบริการจัดหางานรายละ 22,400 บาท ค่าใช้จ่ายรายละ 44,800 บาท รวมเป็นเงินรายละ 67,200 บาท รวมทั้งสิ้น 3,609,400 บาท โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่โจทก์เรียกเก็บจากคนหางานตามแบบ จง. 33 และ แบบ จง. 37 มิใช่ค่าใช้จ่ายในการจัดหางาน ประกอบกับระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากคนหางาน พ.ศ.2547 ข้อ 9 ข้างต้นก็ระบุว่า ผู้รับอนุญาตจัดหางานจะเรียกหรือรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวของคนหางานจากคนหางานไม่ได้ ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่า ค่าใช้จ่ายตามแบบ จง. 33 และแบบ จง. 37 เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวของคนหางาน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ค่าบริการและค่าใช้จ่ายในการจัดหางานตามแบบ จง. 33 และแบบ จง. 37 เป็นเงินที่โจทก์ได้รับจากคนหางานเพื่อดำเนินการจัดหางานให้แก่คนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศ ไม่ว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนหางานหรือไม่ก็ตาม เงินค่าใช้จ่ายในการจัดหางานทั้งจำนวนจึงเป็นรายได้ที่โจทก์ได้รับจากกิจการจัดหางานของโจทก์ที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ประเมินรายได้ของโจทก์ 3,465,000 บาท น้อยกว่ารายได้ที่โจทก์ได้รับจริง จึงนับเป็นประโยชน์แก่โจทก์มากแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์รับเงินจากคนหางานเป็นค่าบริการรายละ 5,000 บาท ส่วนที่เหลือเป็นเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ฉะนั้น เงินที่โจทก์ได้รับมาสามารถคิดเป็นเงินได้เพียงรายละ 5,000 บาท การประเมินของเจ้าพนักงานจึงไม่ชอบ นั้น เห็นว่า มาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า การให้บริการในราชอาณาจักรโดยผู้ประกอบการอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (10) บัญญัติว่า "บริการ" หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และมาตรา 79 บัญญัติว่า ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ โดยมาตรา 79 วรรคสอง ยังบัญญัติด้วยว่า มูลค่าของฐานภาษีให้หมายความถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์รับเงินจากคนหางานเพื่อไปทำงานที่ประเทศอิสราเอลเป็นค่าบริการจัดหางานรายละ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายรายละ 20,000 บาท โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบหรือถามค้านพยานจำเลยให้เห็นเป็นอย่างอื่น เงินที่โจทก์ได้รับมาจากคนหางานทั้งจำนวนดังกล่าวย่อมถือเป็นมูลค่าทั้งหมดที่โจทก์ผู้ประกอบการได้รับจากการให้บริการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ได้รับจากการให้บริการจัดหาคนงานตั้งแต่เดือนภาษีกันยายนถึงเดือนภาษีธันวาคม 2549 มาคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม การที่โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับจากโจทก์ได้ การประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี) หนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ม. 77/1 (10) ม. 77/2 ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจัดหางาน เวิลด์ คอนโทรล จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจารุนันท์ อุยานันท์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2027/2560
#610063
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือรับรอง ระบุว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำเอกสารขึ้นวันเดียวกับวันที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก ม. โดยทำต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน มีข้อความว่า โจทก์รับรองว่าเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนี้เป็นสินส่วนตัวหรือทรัพย์ส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ทั้งหนังสือรับรองฉบับนี้มีคำแปลภาษาอังกฤษทุกข้อความ โจทก์ย่อมเข้าใจความหมายทั้งหมด เอกสารฉบับนี้เป็นเอกสารราชการเก็บอยู่ที่สำนักงานที่ดิน บุคคลอื่นสามารถตรวจสอบได้ก่อนทำสัญญาขายฝาก จำเลยที่ 2 ได้ตรวจสอบเอกสารดังกล่าวแล้วทำให้เชื่อว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่ระบุในเอกสารได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นสามี อีกทั้งตามสำเนาโฉนดที่ดิน ระบุว่า ในวันทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับ ม. จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนี้ไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคาร ซึ่งในสัญญาจำนองก็ระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้และผู้จำนองเพียงผู้เดียว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ให้ความยินยอมในการทำสัญญาดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในคดีนี้เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 ไว้ จึงเป็นการกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จึงไม่อาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองไปเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 99869 และโฉนดเลขที่ 99870 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 318/10 หมู่ที่ 10 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและที่สำนักงานทะเบียนอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ตามใบสำคัญการสมรสและทะเบียนฐานะแห่งครอบครัว วันที่ 27 มีนาคม 2551 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 99869 และโฉนดเลขที่ 99870 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โจทก์กับจำเลยที่ 1 และบุตรของจำเลยที่ 1 อาศัยอยู่ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งสองแปลงโดยสุจริตหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวใช้อยู่อาศัยด้วยกันพร้อมกับบุตรของจำเลยที่ 1 อีก 2 คน โจทก์ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 2 ไปตรวจดูที่ดินและบ้านก่อนที่จะรับซื้อฝาก จำเลยที่ 2 ต้องพบโจทก์ซึ่งพักอาศัยอยู่ จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแล้วจึงแจ้งโจทก์ทราบ ซึ่งโจทก์รีบอายัดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเพื่อไม่ให้จำเลยที่ 2 โอนขายให้บุคคลอื่น ฝ่ายจำเลยที่ 2 มีตัวจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 สมรสกับชาวต่างชาติ ก่อนทำสัญญาขายฝากจำเลยที่ 2 ตรวจเอกสารที่สำนักงานที่ดินพบว่ามีหนังสือรับรองตามสำเนาระบุว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และก่อนหน้านั้นจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนี้เป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จากนั้นมีการขายฝากไว้กับนายธนวรรธน์ ซึ่งการจำนองและการขายฝากทั้งสองครั้งไม่มีปัญหา จำเลยที่ 2 จึงเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งสองแปลงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 นางสาวนงครัตน์ ข้าราชการประจำสำนักงานที่ดิน จังหวัดอุบลราชธานีเบิกความว่า หนังสือรับรองเป็นเอกสารราชการที่จัดทำขึ้นโดยเจ้าพนักงานที่ดิน เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือรับรองระบุว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำขึ้นวันที่ 27 มีนาคม 2551 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งสองแปลงจากนางเมตตา โดยทำขึ้นต่อหน้านางชลินี เจ้าพนักงานที่ดิน ข้อความในเอกสารปรากฏว่าโจทก์รับรองว่าเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาซื้อเป็นสินส่วนตัวหรือทรัพย์ส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ทั้งหนังสือรับรองฉบับนี้มีคำแปลภาษาอังกฤษทุกข้อความ โจทก์ย่อมเข้าใจความหมายทั้งหมด เอกสารฉบับนี้เป็นเอกสารราชการเก็บอยู่ที่สำนักงานที่ดิน บุคคลอื่นสามารถตรวจสอบได้ ก่อนทำสัญญาขายฝากจำเลยที่ 2 ได้ตรวจสอบเอกสารดังกล่าวแล้วทำให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่ระบุในเอกสารได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นสามี อีกทั้งตามสำเนาโฉนดที่ดิน 2 ฉบับระบุว่า ในวันทำสัญญาซื้อขายกับนางเมตตา จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนี้จดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน ตามสำเนาสัญญาจำนองที่ดินก็ระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้และผู้จำนองเพียงผู้เดียว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ให้ความยินยอมในการทำสัญญาดังกล่าว พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคดีนี้เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งสองแปลงไว้ จึงเป็นการกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนโจทก์ไม่อาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากดังกล่าวได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามกันให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเคล้าส์ ดีเตอร์ ชปาเนล
จำเลย — นางสว่าง ชปาเนล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวรัชนีย์ ภาระหอม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปริญญา อิทธิวิกุล
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศล พิรุณ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2026/2560
#610062
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องขัดทรัพย์จะมีชื่อเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์พิพาท แต่ทะเบียนรถยนต์ไม่ใช่หลักฐานแห่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย เป็นเพียงหลักฐานที่กำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการควบคุมของเจ้าพนักงานเท่านั้น ผู้ร้องขัดทรัพย์มีภาระในการนำสืบพิสูจน์ให้เห็นว่ารถยนต์พิพาทเป็นของผู้ร้องขัดทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินให้โจทก์ ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 81 - 2630 เลย

ผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยรถยนต์ที่ยึดไว้

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องขัดทรัพย์

ผู้ร้องขัดทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องขัดทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องขัดทรัพย์ว่า โจทก์หรือผู้ร้องขัดทรัพย์มีภาระการพิสูจน์ เห็นว่า การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์พิพาทโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกับจำเลย ซึ่งผู้ร้องขัดทรัพย์อ้างว่ารถยนต์พิพาทเป็นของผู้ร้องขัดทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว จึงขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดอันเป็นคดีร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องขัดทรัพย์จึงมีฐานะเป็นโจทก์ในชั้นร้องขัดทรัพย์ และโจทก์เดิมมีฐานะเป็นผู้คัดค้านแม้ผู้ร้องขัดทรัพย์จะมีชื่อเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์พิพาทแต่ทะเบียนรถยนต์ไม่ใช่หลักฐานแห่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย เป็นเพียงหลักฐานที่กำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการควบคุมของเจ้าพนักงานเท่านั้น แต่โจทก์ให้การว่า รถยนต์พิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกันในขณะที่อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย เพื่อประกอบธุรกิจขนดินและหินขายและรับเหมา เพียงแต่จำเลยได้ใส่ชื่อผู้ร้องขัดทรัพย์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์พิพาทแทนเอาไว้ก่อน เนื่องจากจำเลยอ้างว่ามีหนี้สินเกรงว่าจะมีปัญหาหากถูกฟ้องคดี เมื่อผู้ร้องขัดทรัพย์อ้างว่ารถยนต์พิพาทเป็นของผู้ร้องขัดทรัพย์ ข้อเท็จจริงจึงยังไม่เป็นที่ยุติว่ารถยนต์พิพาทเป็นของผู้ร้องขัดทรัพย์หรือของโจทก์ร่วมกับจำเลย ผู้ร้องขัดทรัพย์จึงต้องมีภาระในการนำสืบพิสูจน์ให้เห็นว่ารถยนต์พิพาทเป็นของผู้ร้องขัดทรัพย์ ฎีกาของผู้ร้องขัดทรัพย์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า รถยนต์พิพาทเป็นทรัพย์สินของผู้ร้องขัดทรัพย์หรือไม่ ซึ่งผู้ร้องขัดทรัพย์คงมีเพียงนายไพบูลย์ ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องขัดทรัพย์เบิกความว่า ผู้ร้องขัดทรัพย์เป็นผู้ซื้อรถยนต์พิพาทโดยใช้เงินที่ได้จากการขายที่นาเพื่อนำไปใช้ในธุรกิจของผู้ร้องขัดทรัพย์ โดยจำเลยมิได้เกี่ยวข้องกับรถยนต์พิพาท ผู้ร้องขัดทรัพย์นำสืบอ้างว่า ผู้ร้องขัดทรัพย์นำรถยนต์พิพาทมาใช้ในทางเกษตรและรับจ้างทั่วไป โดยให้นายวิรัตน์ น้องชายของจำเลยเป็นผู้ดำเนินการแทน โจทก์นำสืบว่า ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยมาตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปี 2554 โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2546 มีบุตรด้วยกัน 1 คน ปัจจุบันอายุ 12 ปี เมื่อปี 2549 จำเลยซื้อรถแบ็คโฮ 1 คัน รถสิบล้อ 2 คัน และรถไถนา 1 คัน โดยจำเลยใช้รถที่ซื้อมารับจ้างถมดินและขุดคลอง โดยโจทก์ดูแลงานบ้านและคนงาน มีนายวิรัตน์ น้องชายของจำเลยมาช่วยงานและปี 2553 นายคำจันทร์ พี่ชายของจำเลยก็มาช่วยงานด้วย จำเลยใช้เงินที่ได้จากการรับจ้างขุดถมดินไปซื้อรถยนต์พิพาทร่วมกับนายวิรัตน์ โดยนำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของผู้ร้องไปจดทะเบียนในการซื้อรถยนต์พิพาทแทน ซึ่งขณะนั้นผู้ร้องขัดทรัพย์อายุ 80 ปี แล้ว ไม่ได้ร่วมไปซื้อรถยนต์พิพาทด้วยโดยอยู่กับโจทก์ที่บ้าน เงินที่นำไปซื้อรถยนต์พิพาทเป็นเงินที่จำเลยทำมาหาได้ร่วมกับโจทก์ เห็นว่า ผู้ร้องขัดทรัพย์นำสืบกล่าวอ้างแบบลอย ๆ ว่าเป็นผู้ซื้อรถยนต์พิพาทในราคาประมาณ 700,000 บาท และนำสืบว่านำมาใช้ทำงาน และนำรถยนต์พิพาทรับจ้างทั่วไป ไม่ระบุให้ชัดเจนว่า ซื้อรถยนต์พิพาทจากผู้ใด ในราคาเท่าใดและนำรถยนต์ไปใช้ทำอะไรบ้าง ผู้ร้องขัดทรัพย์อ้างว่าให้นายวิรัตน์เป็นผู้ดำเนินการแทน แต่ก็ไม่นำนายวิรัตน์ ซึ่งเป็นน้องชายจำเลยและเป็นบุตรของผู้ร้องขัดทรัพย์มาเบิกความ โดยอ้างว่านายวิรัตน์เป็นผู้ควบคุมการทำงานที่หน้างานไม่สามารถนำมาเบิกความเป็นพยานได้ เพราะจะทำให้งานหยุดชะงัก ข้ออ้างดังกล่าวของผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องขัดทรัพย์จึงฟังไม่ขึ้น โจทก์นำสืบว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อรถยนต์พิพาทและจำเลยยังซื้อรถแบ็คโฮ 1 คัน รถบรรทุก 10 ล้อ 2 คัน และรถไถนา 1 คัน จำเลยนำรถที่ซื้อมาไปทำงานรับจ้างถมดิน ขุดคลองมีนายวิรัตน์น้องชายและนายคำจันทร์พี่ชายของจำเลยมาร่วมทำงานกับจำเลย โจทก์เป็นคนเก็บรวมรวมบิลเงินเชื่อค่าน้ำมันรถ ระบุชื่อจำเลยในฐานะเป็นคนชำระเงิน โดยนายคำจันทร์เป็นผู้ขับรถไปเติมน้ำมัน จึงมีลายมือชื่อนายคำจันทร์เป็นผู้รับของ เห็นว่า นายคำจันทร์ นายวิรัตน์ เป็นพี่ชาย น้องชายจำเลยและเป็นบุตรของผู้ร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องขัดทรัพย์สามารถอ้างเป็นพยานผู้ร้องขัดทรัพย์ และสามารถนำตัวมาเบิกความได้สะดวก แต่ผู้ร้องขัดทรัพย์ก็ไม่นำมาเบิกความ พยานหลักฐานของผู้ร้องขัดทรัพย์จึงมีน้ำหนักน้อยไม่น่าเชื่อถือพยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่า เงินที่นำไปซื้อรถยนต์พิพาท เป็นเงินที่จำเลยทำมาหาได้ร่วมกับโจทก์ และนำรถยนต์พิพาทไปใช้ในกิจการของจำเลยตามที่โจทก์เบิกความ พยานหลักฐานของผู้ร้องขัดทรัพย์จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ คดีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันพิพาทที่แท้จริง ผู้ร้องขัดทรัพย์ย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยรถยนต์พิพาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องขอมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องขัดทรัพย์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพานจิต ทิพย์มล
ผู้ร้อง — นางพัฒ ทิพย์มล
จำเลย — นายวุฒิพงษ์ ทิพย์มล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร — นางสาวอุษา พิพัฒน์บรรณกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางสาวรัตนา กิตติพิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พิศล พิรุณ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1979/2560
#609289
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 24 สิทธิเรียกร้องเงินจากกองทุนตามมาตรา 23 และมาตรา 23/3 ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี โดยมาตรา 23/3 บัญญัติให้ลูกจ้างมีสิทธิคงเงินทั้งหมดที่มีสิทธิจะได้รับไว้ในกองทุนและคงการเป็นสมาชิกต่อไป ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่ลูกจ้างเพื่อสร้างความต่อเนื่องของการออมเงินโดยผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คดีนี้เมื่อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ส. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินสะสมด้วยเหตุออกจากงานให้แก่โจทก์ไว้ก่อนศาลมีคำพิพากษา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้ใช้สิทธิขอรับเงินสะสมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามมาตรา 23 วรรคหนึ่ง หาใช่เป็นกรณีที่ลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะออกจากงานแล้วใช้สิทธิคงเงินทั้งหมดที่จะได้รับไว้ในกองทุนและคงการเป็นสมาชิกต่อไปตามมาตรา 23/3 เงินดังกล่าวจึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 24

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างชำระและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์มิได้กระทำความผิดต่อจำเลย จำเลยไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานภาค 3 มีคำสั่งอายัดเงินจำนวน 147,151.57 บาท ซึ่งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินสถาพร ซึ่งจดทะเบียนแล้ว จะจ่ายให้แก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์ออกจากงานและลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินสถาพร ซึ่งจดทะเบียนแล้ว และแจ้งให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจ่ายเงินสะสมให้แก่โจทก์จึงเข้าลักษณะที่โจทก์ตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินของตน จึงขอให้อายัดเงินสะสมดังกล่าวไว้ก่อนศาลจะมีคำพิพากษา

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษาว่า โจทก์ไม่มีเจตนายักย้ายทรัพย์สินตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับเมื่อลาออกหรือถูกเลิกจ้างมีลักษณะเป็นเบี้ยเลี้ยงชีพ จึงเป็นเงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ จึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานภาค 3 ไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 3 รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ลาออกจากงานและลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินสถาพร ซึ่งจดทะเบียนแล้ว จึงมีสิทธิได้รับเงินที่โจทก์สะสมไว้เองจากกองทุนดังกล่าวเป็นเงิน 147,151.57 บาท ตามเช็คและรายงานการสิ้นสุดสมาชิกภาพ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิขออายัดเงินสะสมของโจทก์ไว้ชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์อ้างว่า โจทก์ออกจากงานและลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินสถาพร ซึ่งจดทะเบียนแล้ว แล้วโจทก์แจ้งให้กองทุนดังกล่าวจ่ายเงินสะสมให้แก่โจทก์เองโดยจ่ายเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์มิได้คงเงินทั้งหมดที่มีสิทธิจะได้รับไว้ในกองทุนและคงการเป็นสมาชิกไว้ต่อไป ดังนั้น เงินดังกล่าวจึงไม่อยู่ในความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 23/3 และมาตรา 24 จึงต้องอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีนั้น เห็นว่า มาตรา 23/3 ของบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ลูกจ้างมีสิทธิคงเงินทั้งหมดที่มีสิทธิจะได้รับไว้ในกองทุนและคงการเป็นสมาชิกต่อไป ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่ลูกจ้างเพื่อสร้างความต่อเนื่องของการออมเงินโดยผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คดีนี้เมื่อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินสถาพร ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่โจทก์ ไว้ก่อนศาลมีคำพิพากษา กรณีจึงเป็นการที่โจทก์ได้ใช้สิทธิตามมาตรา 23 วรรคหนึ่ง หาใช่การใช้สิทธิคงเงินตามมาตรา 23/3 ดังที่จำเลยอุทธรณ์อ้างมาไม่ เงินดังกล่าวจึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 24 แล้ว ที่ศาลแรงงานภาค 3 มีคำสั่งว่าจำเลยไม่มีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์และให้ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 23 วรรคหนึ่ง ม. 23/3 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโซ เจ เชน
จำเลย — บริษัทไฮทูล (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 3 — นายปณิธาน วิสุทธากร
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1948/2560
#610617
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งได้มาโดยการบังคับจำนองขายทอดตลาด แต่ไม่มีผู้ใดสนใจซื้อ โจทก์จึงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของโจทก์ ซึ่งการรับโอนดังกล่าวเป็นการจำหน่ายโดยวิธีอื่น ตามมาตรา 76 แห่ง พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ซึ่งตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 218 อันเป็นบทยกเว้นหลักการและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้บังคับแก่กรณีปกติทั่วไป การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะ

ขณะโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาล โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยละเมิดสิทธิของโจทก์ แม้ต่อมาโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่บุคคลอื่นระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์ที่บริบูรณ์อยู่แล้วต้องเสียไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 76
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
จำเลย — นายสมควร สมประดีกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายจิรายุ มกราพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสุรางคนา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1930/2560
#610631
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคืนฟ้องฉบับแรกให้โจทก์ไปทำมาใหม่โดยให้เหตุผลว่า โจทก์เขียนคำฟ้องฟุ่มเฟือย อ่านไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นในการตรวจฟ้องคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 18 เมื่อโจทก์ทำฟ้องมายื่นใหม่ตามคำสั่งศาลแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 165 วรรคสาม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวหาใช่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทำฟ้องมายื่นใหม่ตามคำสั่งศาลเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 175 และ 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2557 โจทก์ยื่นฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และ 177 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์คำฟ้องแล้วโจทก์เขียนฟุ่มเฟือยเกินไป อ่านไม่เข้าใจ ให้คืนคำฟ้องไปทำมาใหม่ภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะไม่รับคำฟ้อง โจทก์จึงนำฟ้องฉบับใหม่ลงวันที่ 9 เมษายน 2557 มายื่นต่อศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้องและเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าฟ้องของโจทก์ในข้อหาเบิกความเท็จไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ส่วนข้อหาฟ้องเท็จชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้วพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาดังกล่าว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ยื่นฟ้อง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนฟ้องโจทก์ไปทำมาใหม่ ส่วนครั้งที่ 2 โจทก์ขอแก้ฟ้องด้วยวิธีการเปลี่ยนฟ้องฉบับใหม่เข้ามาแทนฟ้องฉบับเดิมแล้วศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องฉบับใหม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 ซึ่งทำให้จำเลยเสียเปรียบ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ก่อนโจทก์นำฟ้องฉบับที่ 2 มายื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคืนฟ้องฉบับแรกให้โจทก์ไปทำมาใหม่โดยให้เหตุผลว่า โจทก์เขียนคำฟ้องฟุ่มเฟือย อ่านไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นในการตรวจฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 เมื่อโจทก์ทำฟ้องมายื่นใหม่ตามคำสั่งศาลแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคสาม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวหาใช่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 ดังที่จำเลยฎีกาไม่ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทำฟ้องมายื่นใหม่ตามคำสั่งศาลเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ส่วนที่โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2557 ขออนุญาตแก้ฟ้องเป็นความเข้าใจของโจทก์เอง ประกอบกับศาลหาได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องตามที่โจทก์ขอไม่ คงสั่งแต่เพียงว่าให้นัดไต่สวนมูลฟ้อง คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ ไม่ได้ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดเป็นเหตุให้โจทก์เสียชื่อเสียง เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากมิได้วินิจฉัยความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฟ้องเท็จซึ่งเป็นความผิดตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ระบุถ้อยคำไว้ในพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดเป็นเหตุให้โจทก์เสียชื่อเสียงนั้น เป็นการให้เหตุผลถึงการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยเท่านั้น หาใช่เป็นคำวินิจฉัยอันจะทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 175 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่า โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 163 ม. 165 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนิภาพร หินสม
นางลมหนาวหรือนางสาวลมหนาว
จำเลย — สายคำวงศ์หรือยาบุญนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายกริชชัย เชื้อชมภู
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1894/2560
#610337
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สนธยา โตอุ่น
จำเลย — นาย ธิติพัทธ์หรือนิพนธ์ วารีศรี กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ -
ชื่อองค์คณะ
นายรังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1863/2560
#608725
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งให้การในชั้นสอบสวนเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และพบเห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง มิได้รับฟังมาจากผู้อื่น และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาเบิกความในชั้นพิจารณาของศาลด้วยตนเอง ทั้งคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเหตุผลเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ด้วยความสมัครใจ จึงเป็นปัญหาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน หาใช่กรณีเป็นปัญหาในเรื่องพยานบอกเล่าไม่ แม้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับว่า ได้ร่วมกับ พ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จึงไม่ได้เป็นการปัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 แต่เพียงลำพังเท่านั้น แต่เป็นการให้การถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 ได้ประสบมายิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยที่ 2 จึงรับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ อีกทั้งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสาระสำคัญสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ในฐานะพยาน ยิ่งทำให้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีน้ำหนักให้รับฟังมากขึ้น และจำเลยที่ 2 ยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพโดยทำกริยาท่าทางที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ไปดูบ้านของผู้ตายก่อนเกิดเหตุ ให้พนักงานสอบสวนถ่ายรูป และบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำไปโดยไม่สมัครใจแต่อย่างใด จึงรับฟังการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 371, 32, 33, 83, 84, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลางทั้งหมด นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3217/2550 ของศาลจังหวัดเพชรบุรี

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางอำนวย ภริยาของนายสนิทหรือดุ่ย ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาเป็นผู้ใช้และร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืน ติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร คงจำคุก 4 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษกระทงหลังมารวมเข้ากับโทษกระทงแรกได้อีก คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3217/2550 ของศาลจังหวัดเพชรบุรี ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน ลูกกระสุนปืน ขนาด 9 มิลลิเมตร ซองหนังพกอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน รองลูกกระสุนปืน ลูกกระสุนปืนของกลาง ส่วนรถจักรยานยนต์ รถยนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง ของกลาง ให้คืนแก่เจ้าของ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4

โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดต่อชีวิต จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 84 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายไพรินหรือหรั่ง ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว และจำเลยที่ 1 กับคนร้ายอีกหนึ่งคนร่วมกันใช้อาวุธปืนพก ขนาด 9 มิลลิเมตร ของกลาง ยิงนายสนิทหรือดุ่ย กำนันตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้ตายหลายนัด จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกาอีกต่อไป คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้พิพากษาแก้ถือว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวด้วยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อร้อยตำรวจเอกนภนต์ เจ้าพนักงานตำรวจประจำกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7 พยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้รับแจ้งเหตุคดีนี้ ก็ดำเนินการสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุคือจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก ซึ่งเป็นปกติวิสัยของเจ้าพนักงานตำรวจที่มีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดจะต้องปฏิบัติเช่นนั้น และพยานปากนี้ยังเบิกความถึงขั้นตอนในการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดไปตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปราศจากพิรุธสงสัย นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การว่า เมื่อต้นเดือนเมษายน 2555 จำเลยที่ 2 ใช้โทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 1 ว่า มีงานยิงคนที่จังหวัดสุพรรณบุรี และขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า มาหาจำเลยที่ 1 ที่บ้านโดยบอกว่า รับงานมา 300,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธ ต่อมาประมาณกลางเดือนเมษายน 2555 จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์คันเดิมมาหาจำเลยที่ 1 และบอกว่าได้รับเงินเพิ่มเป็น 400,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชวนนายไพรินหรือหรั่งให้ไปดูเป้าหมายที่จังหวัดสุพรรณบุรีด้วย แต่นายไพรินไปไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงนั่งรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปที่จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างทางจำเลยที่ 4 ขับรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไมตี้เอกซ์ สีนํ้าตาลเทา พาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปดูบ้านของผู้ตาย แล้วพากันกลับ ต่อมาจำเลยที่ 2 นำเงิน 40,000 บาท มามอบให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 แบ่งเงินให้นายไพริน 10,000 บาท วันที่ 28 เมษายน 2555 จำเลยที่ 2 ใช้โทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 1 ว่า จะมารับจำเลยที่ 1 ในวันเกิดเหตุเวลา 16 นาฬิกา เมื่อถึงเวลานัดหมาย จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์คันเดิมมารับจำเลยที่ 1 และนายไพรินแล้วเดินทางไปจังหวัดสุพรรณบุรี จำเลยที่ 4 ใช้โทรศัพท์นัดให้จำเลยที่ 2 ไปพบที่ร้านอาหารครัวกลางนาเมื่อพบกันแล้ว จำเลยที่ 4 พาจำเลยที่ 1 นั่งรถกระบะไปดูรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ ของผู้ตายซึ่งจอดอยู่ในวัดไผ่โรงวัว แล้วพากลับไปหาจำเลยที่ 2 และนายไพริน จากนั้นประมาณ 15 นาที จำเลยที่ 4 ใช้โทรศัพท์นัดหมายจำเลยที่ 2 ว่าจะนำรถจักรยานยนต์มามอบให้บริเวณทางเข้าร้านอาหารครัวกลางนา อีกประมาณ 10 นาที จำเลยที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า สีส้มดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนมามอบให้ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายไพรินนั่งรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปดูรถยนต์ของผู้ตายอีก แล้วพากันกลับไปที่บริเวณจอดรถจักรยานยนต์ จำเลยที่ 1 นัดให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ไปรับบริเวณเลยซุ้มประตูทางออกถนนใหญ่ แล้วจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พานายไพรินไปที่วัดที่เกิดเหตุ โดยจอดรถจักรยานยนต์รอห่างจากรถยนต์ของผู้ตายประมาณ 20 เมตร ต่อมาประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้ตายเดินออกจากงาน จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปจอดรอบริเวณใกล้ประตูทางออก นายไพรินเดินปะปนไปกับคนที่มาร่วมงาน ขณะผู้ตายขับรถยนต์ออกไปบริเวณประตูที่ 2 นายไพรินใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แล้ววิ่งมาขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ติดเครื่องยนต์รออยู่และขับหลบหนีไป นายไพรินใช้โทรศัพท์เรียกให้จำเลยที่ 2 มารับบริเวณเลยซุ้มประตู ส่วนจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปทิ้งในบ่อนํ้าซึ่งอยู่ในซอย แล้วออกไปขึ้นรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ที่ถนนใหญ่และกลับบ้านที่จังหวัดเพชรบุรี โดยจำเลยที่ 2 แวะส่งนายไพรินก่อนและขับรถไปส่งจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 มอบอาวุธปืนของกลางให้จำเลยที่ 1 วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยที่ 1 นำอาวุธปืนของกลางไปฝากไว้กับนายบุญยิ่งหรือแมวที่บ้านของนายบุญยิ่ง ส่วนเงินค่าจ้างอีก 170,000 บาท จำเลยที่ 2 โอนเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวณัฐฐิชา ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระนครคีรี เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้นางสาวณัฐฐิชาเบิกถอนเงินมามอบให้จำเลยที่ 1 ในวันเดียวกัน แล้วนำเงินไปแบ่งให้มารดาของนายไพริน 90,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจเชิญตัวจำเลยที่ 1 ไปสอบถามพื้นที่การใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 โดยในช่วงเช้าของวันเกิดเหตุ มีการใช้งานอยู่ที่อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ครั้นช่วงเย็นมีการใช้งานอยู่ที่บริเวณวัดไผ่โรงวัวที่เกิดเหตุ แต่หลังจากเวลา 21 นาฬิกา พื้นที่ใช้งานกลับไปอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี จำเลยที่ 1 จึงยอมรับสารภาพว่า เป็นคนร้ายที่ร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยรับว่า อาวุธปืนของกลางพร้อมกระสุนปืน 6 นัด เป็นของจำเลยที่ 1 วันเกิดเหตุมอบให้จำเลยที่ 2 เก็บไว้บริเวณประตูรถด้านคนขับ จำเลยที่ 2 เป็นผู้มอบอาวุธปืนของกลางให้นายไพรินนำไปยิงผู้ตายแล้วมอบคืนให้จำเลยที่ 2 และโจทก์กับโจทก์ร่วมมีคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การว่า เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2555 จำเลยที่ 3 ติดต่อให้จำเลยที่ 2 หามือปืนไปฆ่าผู้ตายโดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ใช้โทรศัพท์สอบถามจำเลยที่ 1 ซึ่งบอกว่า ขอดูก่อน หลังจากนั้นประมาณ 5 ถึง 6 วัน จำเลยที่ 1 ตกลง จำเลยที่ 2 จึงขับรถยนต์พาจำเลยที่ 1 ไปที่จังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อดูเส้นทางและบ้านของเป้าหมาย โดยจำเลยที่ 2 ใช้โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 3 ซึ่งประสานงานให้จำเลยที่ 4 พาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปดูบ้านของผู้ตาย และตกลงรับงานฆ่าผู้ตายในราคา 400,000 บาท โดยตกลงให้จำเลยที่ 1 จัดหาอาวุธปืน ส่วนฝ่ายจำเลยที่ 4 จัดหายานพาหนะ แล้วจำเลยที่ 4 มอบเงินให้จำเลยที่ 2 จำนวน 40,000 บาท จำเลยที่ 2 เก็บไว้ 10,000 บาท และมอบให้จำเลยที่ 1 จำนวน 30,000 บาท จากนั้นประมาณ 3 ถึง 4 วัน จำเลยที่ 4 โอนเงินมาให้จำเลยที่ 2 อีก 80,000 บาท จำเลยที่ 2 เก็บไว้ 20,000 บาท อีก 60,000 บาท โอนให้จำเลยที่ 1 เข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเพชรบุรี วันเกิดเหตุ จำเลยที่ 4 ใช้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ไปยิงผู้ตาย จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายไพรินจึงไปพบจำเลยที่ 4 ที่สถานีบริการแก๊ส ทางไปวัดไผ่โรงวัวที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 4 เป็นผู้พาจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับนายไพรินไปดูรถยนต์ของผู้ตายที่วัดไผ่โรงวัว และเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์มาใช้ก่อเหตุ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 รอจำเลยที่ 1 และนายไพรินอยู่ใกล้สถานีบริการแก๊ส หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์แจ้งว่า งานเสร็จแล้วให้ไปรับเลยจากวัดที่เกิดเหตุไปประมาณ 1 กิโลเมตร แล้วพากันเดินทางกลับไปทางกรุงเทพมหานคร วันที่ 30 เมษายน 2555 จำเลยที่ 3 นัดหมายให้จำเลยที่ 2 ไปรับเงินค่าจ้างส่วนที่เหลืออีก 280,000 บาท จากจำเลยที่ 3 ที่ร้านอาหารคนกันเองในวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 โดยจำเลยที่ 3 หักเงินไว้ 70,000 บาท เพื่อใช้หนี้ที่จำเลยที่ 2 ยืมจากจำเลยที่ 3 จำนวน 40,000 บาท และจำเลยที่ 4 หักไว้ 20,000 บาท ที่เหลืออีก 170,000 บาท จำเลยที่ 2 โอนให้จำเลยที่ 1 ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาด่านมะขามเตี้ย ไปยังบัญชีเงินฝากของนางสาวณัฐฐิชาที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระนครคีรี ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ทันทีในวันที่ถูกจับกุม เชื่อว่าคงไม่ทันคิดไตร่ตรองหาข้อแก้ตัวในการต่อสู้คดีได้ทัน และจำเลยที่ 1 คงไม่ทันคิดช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลยที่ 2 นอกจากนี้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังมีรายละเอียดต่าง ๆ ของพฤติการณ์ในคดีมากมาย และมีข้อเท็จจริงบางประการซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ละคนโดยเฉพาะ เป็นการยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งข้อเท็จจริงขึ้นเองหากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การไว้ และคำรับดังกล่าวยังเป็นคำรับที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เอง ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ต่อหน้านายสิรภพหรือไพศาล ทนายความที่ร่วมฟังการสอบปากคำด้วย โดยโจทก์และโจทก์ร่วมมีนายสิรภพมาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ในการสอบปากคำของพนักงานสอบสวนต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น พยานอยู่ด้วย และไม่เห็นมีการบังคับขู่เข็ญให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นพยานบอกเล่า และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ยังเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งให้การในชั้นสอบสวนเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และพบเห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง มิได้รับฟังมาจากผู้อื่น และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาเบิกความในชั้นพิจารณาของศาลด้วยตนเอง ทั้งคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเหตุผลเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ด้วยความสมัครใจดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จึงเป็นปัญหาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานหาใช่กรณีเป็นปัญหาในเรื่องพยานบอกเล่าไม่ และแม้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา แต่จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับว่า ได้ร่วมกับนายไพริน ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จึงไม่ได้เป็นการปัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 แต่เพียงลำพังเท่านั้น แต่เป็นการให้การถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 ได้ประสบมายิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยที่ 2 จึงรับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ อีกทั้งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสาระสำคัญสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ในฐานะพยาน ยิ่งทำให้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีน้ำหนักให้รับฟังมากขึ้น และจำเลยที่ 2 ยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพโดยทำกริยาท่าทาง ที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ไปดูบ้านของผู้ตายก่อนเกิดเหตุ ให้พนักงานสอบสวนถ่ายรูป ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กระทำไปโดยไม่สมัครใจแต่อย่างใด จึงรับฟังการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้เช่นกัน

นอกจากนั้นได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจเอกจิตตพล พนักงานบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่งว่า พยานเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ตามที่พนักงานสอบสวนมีหนังสือขอให้ตรวจสอบ พบว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนผู้ใช้ มีการใช้โทรศัพท์ติดต่อไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง ที่จำเลยที่ 2 นำสืบกล่าวอ้างทำนองว่า ไม่ได้คบหากับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ทราบหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นพิรุธและรับฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีการติดต่อกับจำเลยที่ 1 มาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุจนถึงวันเกิดเหตุและภายหลังเกิดเหตุ อีกทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมมีนางสาววิภารัตน์ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2555 จำเลยที่ 2 ขอร้องให้พยานนำเงิน 170,000 บาท ไปโอนเข้าบัญชีของนางสาวณัฐฐิชา พยานจึงไปที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาด่านมะขามเตี้ย และโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีของนางสาวณัฐฐิชาที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเพชรบุรี (ที่ถูก สาขาพระนครคีรี) สอดคล้องกับที่นางสาวณัฐฐิชา พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่งเบิกความว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 เวลาตอนเย็น จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขอหมายเลขบัญชีของพยานที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระนครคีรี จากพยาน โดยอ้างว่าจะมีเพื่อนของจำเลยที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีของพยาน วันถัดมามีการโอนเงิน 170,000 บาท เข้าบัญชีของพยาน และพยานไปถอนเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ไปในวันเดียวกัน ซึ่งเป็นพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยเฉพาะ สอดรับกับที่ได้ความจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นับเป็นพฤติการณ์ที่สนับสนุนให้พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ยืนยันว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ที่ก่อให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายมีน้ำหนักให้รับฟังมากขึ้น และแม้โจทก์กับโจทก์ร่วมจะไม่มีพยานคนใดมายืนยันว่า เงิน 170,000 บาท ที่มีการโอนเข้าบัญชีของนางสาวณัฐฐิชานั้นจะเป็นเงินค่าอะไร และโอนเพื่ออะไรดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อนำข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานต่าง ๆ ของโจทก์และโจทก์ร่วมตลอดจนพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีมาประมวลเข้าด้วยกันแล้ว เชื่อได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินค่าจ้างฆ่าผู้ตายส่วนที่เหลือที่จำเลยที่ 2 โอนให้จำเลยที่ 1 นั่นเอง ประกอบกับพยานโจทก์และโจทก์ร่วมล้วนไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน โดยเฉพาะร้อยตำรวจเอกนภนต์และพันตำรวจโทสุวิทย์ต่างก็เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้โดยอ้างฐานที่อยู่นั้นเป็นเรื่องที่ง่ายต่อการกล่าวอ้าง และจำเลยที่ 2 ยังกล่าวอ้างเรื่องดังกล่าวขึ้นในภายหลัง ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมานั้นมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 เป็นปัญหาปลีกย่อย แม้วินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 84 ม. 289 (4) ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 226/3 ม. 227/1
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
โจทก์ร่วม — นางอำนวย โสมนัส
จำเลย — นายสำรวยหรือรวยหรือผู้ใหญ่รวย โชคลาภ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายวัชระ เอี่ยมอธิคม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1860/2560
#612238
เปิดฉบับเต็ม

อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนในส่วนของสินค้าที่เสียหายให้แก่จำเลย ยังไม่ได้วินิจฉัยเรื่องซากสินค้าที่เสียหายเพราะไม่มีข้อพิพาท คดีจึงไม่อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 โจทก์จึงไม่ถูกจำกัดสิทธิที่จะเสนอคดีนี้ต่อศาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ส่งมอบซากสินค้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบซากทรัพย์สิน (สต็อกสินค้า) จำนวน 777 ตัน คืนโจทก์ หากไม่สามารถส่งมอบได้ให้จำเลยชำระเงิน 11,480,820.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,445,542.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

วันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การเพียงพอที่จะวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องได้แล้ว จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ พยานจำเลย และนัดฟังคำพิพากษา โดยมีคำสั่งยกคำแถลงของโจทก์และจำเลยที่ขอระบุพยานเพิ่มเติม คำแถลงขอส่งบันทึกถ้อยคำพยานและคำแปลเอกสาร ลงวันที่ 8, 12 และ 19 พฤษภาคม 2558 ด้วย

โจทก์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานและวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 แล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดไว้ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนในส่วนของสต็อกสินค้าที่เสียหายให้แก่จำเลยตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โจทก์ฟ้องให้จำเลยส่งมอบซากสินค้าที่เสียหายแก่โจทก์ หากจำเลยส่งมอบไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเสนอข้อพิพาทเรื่องจำนวนค่าสินไหมทดแทนสินค้าที่เสียหายให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาชี้ขาดในขณะนั้นไม่มีข้อพิพาทเรื่องซากสินค้าที่เสียหาย อนุญาโตตุลาการจึงไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดเรื่องซากสินค้าที่เสียหาย คดีจึงไม่อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 โจทก์จึงไม่ถูกจำกัดสิทธิที่จะเสนอคดีนี้ต่อศาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ส่งมอบซากสินค้าได้ สำหรับราคาใช้แทนในกรณีที่จำเลยส่งมอบซากสินค้าไม่ได้นั้น ตามฟ้องและคำให้การยังรับฟังเป็นยุติไม่ได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด ทั้งคู่ความยังไม่ได้นำพยานเข้าสืบ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แล้วพิจารณาใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 34 วรรคท้าย ม. 37 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสหเวิลด์ สตีล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นางธิดารัตน์ วัชโรทัย ธรรมวิชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประมวล สุขสมพร
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ปกิต สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1858/2560
#662365
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ปี 2538 ผู้ร้องกับบริษัท ท. ร่วมกันจัดตั้งบริษัทกิจการร่วมค้า ตามคำคัดค้านชั้นอนุญาโตตุลาการ ปี 2544 บริษัทกิจการร่วมค้าดังกล่าวทำสัญญากู้ยืมเงินจากผู้คัดค้าน โดยผู้ร้องทำสัญญาพิพาทไว้กับผู้คัดค้านรับรองว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้โครงการของผู้กู้แล้วเสร็จ โดยเอกสารระบุว่าสัญญานี้อยู่ภายใต้บังคับและการตีความตามกฎหมายไทย ซึ่งกฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติว่าจะต้องนำสัญญาดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อหน่วยงานของรัฐก่อนการมีผลใช้บังคับ แม้ผู้ร้องไม่ได้นำสัญญาไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ก็ไม่ทำให้ผู้ร้องบกพร่องความสามารถในการเข้าทำสัญญาตามกฎหมายไทย สัญญาพิพาทจึงสมบูรณ์ เมื่อสัญญาพิพาท ข้อ 2 ระบุว่าผู้ร้องให้คำรับรองว่าจะสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทกิจการร่วมค้า ผู้กู้ เพื่อให้สามารถทำโครงการจนแล้วเสร็จ และข้อ 3 ระบุว่าผู้ร้องจะชำระเงินแก่ผู้คัดค้านในฐานะผู้ให้กู้สำหรับการขาดทุน ต้นทุน ค่าใช้จ่าย และค่าเสียหายต่าง ๆ เนื่องจากผู้ร้องไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ 2 ดังนั้น ข้อตกลงหลักของสัญญาพิพาทคือผู้ร้องมีหน้าที่สนับสนุนทางการเงินแก่ผู้กู้ จะมีความรับผิดต้องชำระเงินแก่ผู้ให้กู้ต่อเมื่อผู้ร้องไม่ปฏิบัติหน้าที่ข้างต้น ไม่ใช่ข้อตกลงที่ผู้ร้องยอมผูกพันตนชำระหนี้แก่ผู้ให้กู้หากผู้กู้ไม่ชำระ สัญญาพิพาท (Funding Agreement) จึงไม่ใช่สัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. แต่เป็นสัญญาทางแพ่งประเภทหนึ่งที่ไม่มีชื่อระบุใน ป.พ.พ. แม้ผู้คัดค้านขยายระยะเวลาการชำระหนี้แก่ลูกหนี้ ผู้ร้องก็ไม่หลุดพ้นจากความรับผิด ดังนั้น คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการคดีนี้ชอบด้วยกฎหมาย การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่มีเหตุที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยให้ผู้ร้องชำระเงิน 13,785,678.05 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราแอลไอบีโออาร์บวกร้อยละ 4 และร้อยละ 2 ของต้นเงิน 9,030,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน กับค่าดำเนินคดี ค่าใช้จ่ายชั้นอนุญาโตตุลาการ และค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ 11,058.78 ดอลลาร์สหรัฐแก่ผู้คัดค้านข้างต้น

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแพ่งพิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย พ.ศ.2536 วันที่ 20 มิถุนายน 2544 บริษัทกิจการร่วมค้าเวียด-ไทย ซิงค์ อินดัสตรีย์ จำกัด ทำสัญญากู้ยืมเงิน (Facility Agreement) กับผู้คัดค้าน มีบริษัทไอ.อาร์.ดี.ซี. เอ็กซ์พลอเรชั่นมายนิ่ง จำกัด และผู้ร้องโดยนายเลอลงลายมือชื่อในสัญญาพิพาท (Funding Agreement) แต่มิได้ประทับตราสำคัญของผู้ร้อง สัญญาพิพาทมีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านโดยอนุญาโตตุลาการคนเดียวซึ่งได้รับแต่งตั้งโดยสถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร บริษัทกิจการร่วมค้าฯ ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินแล้ว ต่อมาผิดนัดไม่ชำระหนี้ ผู้คัดค้านมีหนังสือเรียกร้องให้ผู้ร้องชำระหนี้ดังกล่าว วันที่ 14 สิงหาคม 2555 ผู้คัดค้านเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการในประเทศไทยเพื่อเรียกร้องให้ผู้ร้องรับผิดชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาพิพาท วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดถึงที่สุดให้ผู้ร้องชำระเงิน 13,785,678.05 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราแอลไอบีโออาร์บวกร้อยละ 4 และร้อยละ 2 ของต้นเงิน 9,030,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน กับค่าดำเนินคดี ค่าใช้จ่ายชั้นอนุญาโตตุลาการและค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ 11,058.78 ดอลลาร์สหรัฐ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ผู้ร้องเป็นผู้บกพร่องในเรื่องความสามารถตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คู่สัญญาฝ่ายนั้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ปี 2538 ผู้ร้องกับบริษัท ท. ร่วมกันจัดตั้งบริษัทกิจการร่วมค้าเวียด-ไทย ซิงค์ อินดัสตรีย์ จำกัด ปี 2544 บริษัทกิจการร่วมค้าเวียด-ไทย ซิงค์ อินดัสตรีย์ จำกัด ทำสัญญากู้ยืมเงิน (Facility Agreement) จากผู้คัดค้าน โดยผู้ร้องทำสัญญาพิพาท (Funding Agreement) ไว้กับผู้คัดค้านรับรองว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้โครงการของผู้กู้แล้วเสร็จ ตามเอกสาร ข้อ 15 ระบุว่า สัญญานี้อยู่ภายใต้บังคับและการตีความตามกฎหมายไทย ซึ่งกฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติว่าจะต้องนำสัญญาดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อหน่วยงานของรัฐก่อนการมีผลใช้บังคับ แม้ผู้ร้องไม่ได้นำสัญญาไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ก็ไม่ทำให้ผู้ร้องบกพร่องความสามารถในการเข้าทำสัญญาตามกฎหมายไทย สัญญาพิพาทจึงสมบูรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า นายเลอมีอำนาจทำการแทนผู้ร้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายเลอ ลงนามในสัญญาพิพาท (Funding Agreement) โดยมิได้ประทับตราสำคัญของผู้ร้อง ซึ่งนายเหวียน พยานผู้ร้องเบิกความว่า นายเลอเป็นกรรมการผู้จัดการของผู้ร้องในขณะที่มีการทำสัญญาพิพาท ในพิธีลงนามสัญญากู้ยืมเงิน (Facility Agreement) และสัญญาพิพาท (Funding Agreement) นายเลออยู่ด้วยในฐานะผู้แทนของผู้ร้อง นอกจากนั้นปรากฏชื่อนายเลอเป็นผู้ให้หลักประกันในนามผู้ร้อง ตามสัญญาหลักประกันทุนตามกฎหมาย (Pledge of legal Capital) และแบบการแต่งตั้งตัวแทนของผู้ร้อง ทั้งบริษัทกิจการร่วมค้าเวียด-ไทย ซิงค์ อินดัสตรีย์ จำกัด ได้รับเงินกู้จากผู้คัดค้าน อันเป็นประโยชน์แก่ผู้ร้องแล้ว ดังนั้นอนุญาโตตุลาการจึงวินิจฉัยว่า นายเลอมีอำนาจทำการแทนผู้ร้องในสัญญาพิพาทตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เห็นว่า อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในกรณีดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการสุดท้ายว่า การที่ผู้คัดค้านขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้แก่บริษัทกิจการร่วมค้าเวียด-ไทย ซิงค์ อินดัสตรีย์ จำกัด ทำให้ผู้ร้องหลุดพ้นความรับผิดหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 สัญญาค้ำประกัน คือ สัญญาที่ผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น แต่สัญญาพิพาท (Funding Agreement) ข้อ 2 ระบุว่าผู้ร้องให้คำรับรองว่าจะสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทกิจการร่วมค้าเวียด-ไทย ซิงค์ อินดิสตรีย์ จำกัด ผู้กู้ เพื่อให้สามารถทำโครงการจนแล้วเสร็จ และข้อ 3 ระบุว่าผู้ร้องจะชำระเงินแก่ผู้คัดค้านในฐานะผู้ให้กู้สำหรับการขาดทุน ต้นทุน ค่าใช้จ่าย และค่าเสียหายต่าง ๆ เนื่องจากผู้ร้องไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ 2 ดังนั้น ข้อตกลงหลักของสัญญาพิพาทคือผู้ร้องมีหน้าที่สนับสนุนทางการเงินแก่ผู้กู้ จะมีความรับผิดต้องชำระเงินแก่ผู้ให้กู้ต่อเมื่อผู้ร้องไม่ปฏิบัติหน้าที่ข้างต้น ไม่ใช่ข้อตกลงที่ผู้ร้องยอมผูกพันตนชำระหนี้แก่ผู้ให้กู้หากผู้กู้ไม่ชำระ สัญญาพิพาท (Funding Agreement) จึงไม่ใช่สัญญาค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เป็นสัญญาทางแพ่งประเภทหนึ่งที่ไม่มีชื่อระบุในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้ผู้คัดค้านขยายระยะเวลาการชำระหนี้แก่ลูกหนี้ ผู้ร้องก็ไม่หลุดพ้นจากความรับผิด

ดังนั้น คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการคดีนี้ชอบด้วยกฎหมาย การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่มีเหตุที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ท.
ผู้คัดค้าน — ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชำนาญ อินทะศร
-
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1850/2560
#612244
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่ง 3 คดี โดยแต่ละคดีได้เรียกร้องขอให้ศาลเพิกถอนการโอนหนี้ที่ดินและโรงงานพร้อมเครื่องจักร แม้บางคดีจะได้กล่าวหาจำเลยในมูลละเมิดและให้มีการชดใช้ค่าเสียหายมาด้วย แต่วัตถุประสงค์หลักก็คือ ให้เพิกถอนการโอนสินทรัพย์กลับคืนมาทั้งสิ้น จึงไม่ต่างกับคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของติดตามเอาคืนทรัพย์สินเครื่องจักรบางรายการ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ซื้อมาเก็บไว้ในโรงงานไม่เกี่ยวกับหนี้ใด ๆ ซึ่งโจทก์สามารถนำสืบความจริงและขอให้ส่งมอบคืนในคดีก่อนได้อยู่แล้ว การมาฟ้องเรียกร้องเครื่องจักรคืนในคดีนี้อีกจึงสืบเนื่องมาจากคดีก่อนที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ย่อมถือว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบเครื่องจักรตามฟ้องพร้อมอุปกรณ์ทั้งหมดที่อยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งมอบคืนให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 3,713,684,704.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม พิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการพิพากษาใหม่ต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยส่งมอบเครื่องจักรลำดับที่ 237 และ 238 ตามรายงานการประเมินราคาทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงิน ส่วนโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการโรงงานผลิตเส้นใยสังเคราะห์ โดยมีโรงงานตั้งอยู่บนที่ดิน 3 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 1700 เลขที่ 1702 และเลขที่ 1994 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อันเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้นำไปจำนองเป็นประกันหนี้ไว้กับธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ต่อมาจำเลยได้รับโอนหนี้ทั้งหมดของโจทก์ ในฐานเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารผู้เป็นเจ้าหนี้ จึงได้มีการบังคับจำนองที่ดินทั้งสามแปลงโดยนำออกขายทอดตลาดแต่ไม่มีผู้มาประมูลซื้อ จำเลยจึงรับโอนสินทรัพย์ทั้งหมดไว้ตามสิทธิ โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยส่งมอบเครื่องจักร 3 รายการ อ้างว่าตั้งอยู่ในโรงงานที่จำเลยรับโอน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประเด็นข้อกฎหมายซึ่งเป็นประเด็นสาระสำคัญว่า ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1538/2551 คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2463/2551 และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3331/2551 ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติว่า "นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาและผลแห่งการนี้ (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่น..." ทั้งนี้โดยมุ่งหมายว่า คดีเรื่องเดียวกันควรมีการฟ้องร้องว่ากล่าวกันเสียให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน ส่วนคดีใดจะเป็นคดีเดียวกันหรือไม่อย่างไร ต้องพิจารณาจากคำฟ้องในคดีนั้น ๆ ว่า เป็นคดีที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันหรือไม่ สำหรับคดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกฟ้องเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 ขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิจำนอง การรับโอนกรรมสิทธิ์และเรียกค่าเสียหาย เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1538/2551 ครั้งที่ 2 ฟ้องเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำละเมิดขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิเรียกร้องและเรียกค่าเสียหาย เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2463/2551 และครั้งที่ 3 ฟ้องเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 ขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิเรียกร้องและเรียกค่าเสียหาย เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3331/2551 ซึ่งทั้งสามคดีล้วนมีมูลเหตุจากเรื่องที่จำเลยได้รับโอนหนี้ของโจทก์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากธนาคารเจ้าหนี้เดิมเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ยังผลให้สิทธิเรียกร้องหรือภาระผูกพันที่ธนาคารเจ้าหนี้เดิมมีต่อลูกหนี้คือโจทก์โอนมาเป็นของจำเลยด้วย อันรวมถึงหลักประกันแห่งหนี้ คือที่ดินโฉนดเลขที่ 1700 ตำบลบางหวายใต้ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 1702 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ 1994 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และโรงงานพร้อมเครื่องจักรที่ตั้งอยู่ในโรงงานนั้น ๆ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 แต่โจทก์อ้างว่าเป็นการรับโอนมาโดยมิชอบ จึงได้ฟ้องร้องว่ากล่าวจำเลยต่อศาลถึง 3 คดีดังกล่าวมา โดยแต่ละคดีได้เรียกร้องขอให้ศาลเพิกถอนการโอนหนี้ทั้งหมด แม้บางคดีจะได้กล่าวหาจำเลยในมูลละเมิดและให้มีการชดใช้ค่าเสียหายมาด้วย แต่วัตถุประสงค์หลักก็คือ ให้เพิกถอนการโอนสินทรัพย์กลับคืนมาทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้ในคำขอท้ายฟ้องของคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3331/2551 ให้จำเลยส่งมอบที่ดินพร้อมอาคารสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตทั้งหมดคืนแก่โจทก์ เป็นการอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมดที่ขอให้เพิกถอนคืนมา โดยเหตุผลเดียวก็คือว่าจำเลยไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้โดยชอบ จึงไม่ต่างกับคดีนี้ ที่โจทก์มาฟ้องอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของติดตามเอาคืนทรัพย์สินเครื่องจักรบางรายการตามที่ปรากฏในคำฟ้อง โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ซื้อมาเก็บไว้ในโรงงานไม่เกี่ยวกับหนี้ใด ๆ ซึ่งโจทก์สามารถนำสืบความจริงและขอให้ส่งมอบคืนในคดีก่อนได้อยู่แล้ว เพราะหากศาลพิจารณาได้ความจริงดังที่อ้าง ก็ไม่อาจให้จำเลยบังคับชำระหนี้ในตัวเครื่องจักรที่ไม่มีมูลหนี้เกี่ยวข้องใด ๆ และต้องส่งมอบคืนอยู่ในตัว การมาฟ้องเรียกร้องเครื่องจักรคืนในคดีนี้อีกจึงสืบเนื่องมาจากคดีก่อนที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ย่อมถือว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) รูปคดีไม่มีเหตุจำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยแมล่อนโปลีเอสเตอร์ จำกัด (มหาชน)
บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง
จำเลย — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวปกฉัตร เผือกสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายธนัท วิรบุตร์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1849/2560
#610613
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับของสหกรณ์จำเลยระบุว่า สหกรณ์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกดำเนินกิจการร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันเกี่ยวกับการจัดให้ได้มาซึ่งที่ดินทำกิน ให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรวมทั้งวัตถุประสงค์ครอบครองและจัดสรรที่ดินให้แก่สมาชิกใช้เป็นที่อยู่อาศัยประกอบอาชีพเป็นของตนเอง เห็นได้ว่าผู้มีสิทธิเช่าที่ดินจากจำเลยจะต้องเป็นสมาชิกของสหกรณ์จำเลยเท่านั้น ส่วนข้อบังคับที่ระบุว่า การโอนสิทธิและผลประโยชน์สิทธิและผลประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดของสมาชิกอันมีอยู่เกี่ยวกับที่ดินที่ตนครอบครองจะโอนไปยังผู้ใดมิได้ เว้นแต่จะโอนให้ทายาทหรือโอนโดยทางมรดกนั้น หากสมาชิกของจำเลยผู้เช่าที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพจากจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธิการเช่าของผู้ตายเป็นมรดกตกทอดให้แก่ทายาทได้ แต่ทั้งนี้ทายาทผู้ตายต้องมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกตามข้อบังคับข้อ 46 (1) ถึง (10) ด้วย อีกทั้งต้องผ่านการพิจารณารับสมาชิกจากคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์จำเลยเสียก่อน ตามข้อบังคับ ข้อ 84 (1) เมื่อ ช. ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นบุตรของ ช. ได้ขอเป็นสมาชิกของจำเลยแล้ว แต่คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์จำเลยไม่รับโจทก์ทั้งสามเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของจำเลย โจทก์ทั้งสามชอบที่จะดำเนินการตามข้อบังคับของสหกรณ์จำเลย ข้อ 47 วรรคท้าย ที่กำหนดว่า ถ้าคณะกรรมการดำเนินการไม่ยอมรับสมัครเข้าเป็นสมาชิกด้วยเหตุใด ๆ ผู้สมัครอาจร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินการนำเรื่องเสนอที่ประชุมใหญ่เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด มติแห่งที่ประชุมใหญ่ให้รับเข้าเป็นสมาชิกในกรณีดังว่านี้ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามแห่งจำนวนสมาชิกที่มาประชุม โจทก์ทั้งสามจะต้องร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินการนำเรื่องที่ไม่ยอมรับสมัครเข้าเป็นสมาชิกเสนอที่ประชุมใหญ่เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดต่อไป แต่โจทก์ทั้งสามมิได้ดำเนินการเช่นว่านั้นเสียก่อน การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการข้ามขั้นตอนตามที่ข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวระบุไว้ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนมติที่ประชุมที่ลงมติให้นางสาววันณีได้สิทธิและผลประโยชน์ในการเช่าที่ดินทางทิศใต้ของนายเชื่อม มติที่ให้นางสาววันณีโอนสิทธิการเช่าผลประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวให้นายสันติ และมติที่ให้นายอุทัยและนางสาววันณีได้สิทธิการเช่าที่ดินของนายเชื่อมทางทิศเหนือในที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม กับรับโจทก์ทั้งสามเข้าเป็นสมาชิกของจำเลย และให้โจทก์ทั้งสามได้เช่าที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่ดำเนินการก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชำระเงินค่าขาดประโยชน์เป็นรายปี ปีละ 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะเพิกถอนมติและให้โจทก์ทั้งสามเช่าที่ดินดังกล่าว

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า นายเชื่อมและนางทองหยิบอยู่กินฉันสามีภริยาไม่ได้จดทะเบียนสมรส โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของนายเชื่อมกับนางทองหยิบ เดิมนายเชื่อมเป็นสมาชิกของจำเลยและเป็นผู้มีสิทธิการเช่าที่ดินเพื่อทำเกษตรกรรมในที่ดินโฉนดเลขที่ 9112 ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ จากจำเลย ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2549 นายเชื่อมถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับของจำเลยฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2557 ข้อ 2 ระบุว่า "วัตถุประสงค์สหกรณ์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกดำเนินกิจการร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันเกี่ยวกับการจัดให้ได้มาซึ่งที่ดินทำกิน ให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งรวมทั้งวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (1) ครอบครองและจัดสรรที่ดินให้แก่สมาชิกใช้เป็นที่อยู่อาศัยประกอบอาชีพเป็นของตนเอง..." จะเห็นได้ว่าผู้มีสิทธิเช่าที่ดินจากจำเลยจะต้องเป็นสมาชิกของจำเลยเท่านั้น ส่วนข้อบังคับข้อ 21 วรรคแรก ระบุว่า "การโอนสิทธิและผลประโยชน์สิทธิและผลประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดของสมาชิกอันมีอยู่เกี่ยวกับที่ดินที่ตนครอบครองจะโอนไปยังผู้ใดมิได้ เว้นแต่จะโอนให้ทายาทหรือโอนโดยทางมรดก" นั่นคือ หากสมาชิกของจำเลยผู้เช่าที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพจากจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธิการเช่าของผู้ตายเป็นมรดกตกทอดให้แก่ทายาทได้ แต่ทั้งนี้ทายาทผู้ตายต้องมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกตามข้อบังคับข้อ 46 (1) ถึง (10) ด้วย อีกทั้งต้องผ่านการพิจารณารับสมาชิกจากคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยเสียก่อน ตามข้อบังคับ ข้อ 84 (1) ส่วนกรณีของโจทก์ทั้งสามนั้น เมื่อนายเชื่อมถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามได้ดำเนินการขอเป็นสมาชิกของจำเลยแล้ว แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยพิจารณาคำขอของโจทก์ทั้งสามแล้วไม่รับโจทก์ทั้งสามเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของจำเลย ดังนั้น โจทก์ทั้งสามชอบที่จะดำเนินการตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 47 วรรคท้าย ที่กำหนดว่า "ถ้าคณะกรรมการดำเนินการไม่ยอมรับสมัครเข้าเป็นสมาชิกด้วยเหตุใด ๆ ผู้สมัครอาจร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินการนำเรื่องเสนอที่ประชุมใหญ่เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด มติแห่งที่ประชุมใหญ่ให้รับเข้าเป็นสมาชิกในกรณีดังว่านี้ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามแห่งจำนวนสมาชิกที่มาประชุม" ตามข้อบังคับดังกล่าวนี้โจทก์ทั้งสามจะต้องร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินการนำเรื่องที่ไม่ยอมรับสมัครเข้าเป็นสมาชิกเสนอที่ประชุมใหญ่เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดต่อไป แต่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามมิได้ดำเนินการเช่นว่านั้นเสียก่อน การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการข้ามขั้นตอนตามที่ข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวระบุไว้ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องและไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 43 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเชิง อินทรชิต กับพวก
จำเลย — สหกรณ์บ้านคลองโยง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายสุชาติ ตั้งอภิญญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิเชียร แสงเจริญถาวร
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1847/2560
#610612
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อธนาคาร ท. ซึ่งสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบริษัท ง. โจทก์เดิมได้โอนสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสี่ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยบทบัญญัติของ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 และเป็นการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมาย ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ ส่วนจำเลยที่ 3 จะมีหนี้อยู่กับโจทก์เดิมในเรื่องใด จำนวนเท่าไร และโจทก์เดิมยังมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะว่ากล่าวกับจำเลยที่ 3 ในการดำเนินการบังคับคดีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อีกทั้งการที่ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมก็มิใช่เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น หากแต่ยังเข้าสวมสิทธิเพื่อใช้สิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ซึ่งมิได้โต้แย้งคัดค้านให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาอีกด้วย กรณีจึงมีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 30,603,967.36 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ คดีถึงที่สุด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนบริษัทเงินทุน สินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) โจทก์เดิม

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

จำเลยที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบริษัทเงินทุน สินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) โจทก์เดิมได้โอนสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสี่ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยบทบัญญัติของพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 และเป็นการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมาย ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ ส่วนจำเลยที่ 3 จะมีหนี้อยู่กับโจทก์เดิมในเรื่องใด จำนวนเท่าไร และโจทก์เดิมยังมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะว่ากล่าวกับจำเลยที่ 3 ในการดำเนินการบังคับคดีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อีกทั้งการที่ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมก็มิใช่เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ ตามคำพิพากษาเท่านั้น หากแต่ยังเข้าสวมสิทธิเพื่อใช้สิทธิเรียกร้องแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ซึ่งมิได้โต้แย้งคัดค้านให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาอีกด้วย กรณีจึงมีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมได้แล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมาจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 229
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุน สินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
บริษัทพระราม ๙ เทรดดิ้ง
จำเลย — แอนด์ เซอร์วิส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายจักรวาล ทนกล้า
ศาลอุทธรณ์ — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ธีระพงศ์ จิระภาค
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1845/2560
#609294
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ กำหนดให้มีการปิดประกาศคำสั่งที่ให้ระงับการก่อสร้างและที่ให้รื้อถอนไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารหรือบริเวณที่มีการกระทำดังกล่าว และให้ถือว่าผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งได้ทราบคำสั่งนั้นแล้วเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันที่ได้มีการปิดประกาศดังกล่าว ดังนั้น จึงต้องเริ่มนับวันที่ปิดประกาศคำสั่งเป็นวันแรกของการนับระยะเวลาที่ให้ถือว่าจำเลยทั้งสองทราบคำสั่งและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวภายในกำหนดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 วรรคสอง

ตามบทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 78 เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษให้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้ซึ่งเป็นบทบัญญัติในการใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไป หาใช่บทบัญญัติให้ศาลต้องแสดงเหตุผลเมื่อไม่ลดโทษให้ผู้กระทำความผิด ทั้งการที่ศาลชั้นต้นไม่ระบุเหตุผลอาจเพราะเห็นว่าไม่จำเป็นหรือเห็นว่าไม่สมควรลดโทษในส่วนโทษปรับรายวันให้ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ฉะนั้น การที่ศาลไม่ได้ลดโทษปรับรายวันให้จำเลยทั้งสองโดยไม่ระบุเหตุผล จึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีโดยไม่ชอบด้วย ป.อ. มาตรา 78

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 39 ทวิ, 40, 41, 42, 66 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงดังกล่าวและปรับจำเลยทั้งสองรายวันนับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2556 จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 40,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารที่ดัดแปลง และให้ปรับจำเลยทั้งสองรายวัน วันละ 200 บาท นับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2556 จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง ยกคำขอที่ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารที่ดัดแปลง ส่วนโทษปรับและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2556 เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพบว่าอาคารเลขที่ 1032/233 ซอยพหลโยธิน 18/1 ที่เกิดเหตุมีการดัดแปลงอาคารเพิ่มเติมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งแจ้งให้ระงับการดัดแปลงอาคาร ห้ามใช้หรือเข้าไปในอาคารส่วนที่ดัดแปลงดังกล่าว และมีคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขและให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารหรือดำเนินการแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 39 ทวิ แล้ว จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารดังกล่าวภายใน 30 วัน ซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นส่งคำสั่งดังกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังจำเลยทั้งสองและปิดประกาศคำสั่งไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 จำเลยทั้งสองฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคาร มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในส่วนโทษปรับรายวันนับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปนั้น เกินกว่าที่โจทก์กล่าวในฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้รื้อถอนเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 จำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนอาคารภายในวันที่ 26 ธันวาคม 2556 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยอาจรื้อถอนได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไป จำเลยทั้งสองต้องเสียค่าปรับรายวันตั้งแต่วันดังกล่าว เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ กำหนดให้มีการปิดประกาศคำสั่งที่ให้ระงับการก่อสร้างและที่ให้รื้อถอนไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารหรือบริเวณที่มีการกระทำดังกล่าว และให้ถือว่าผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งได้ทราบคำสั่งนั้นแล้วเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันที่ได้มีการปิดประกาศดังกล่าว ดังนั้น วันที่ปิดประกาศคำสั่งจึงเป็นวันเริ่มการปิดประกาศคำสั่งซึ่งต้องนับวันดังกล่าวเป็นวันแรกของการนับระยะเวลาที่ให้ถือว่าจำเลยทั้งสองทราบคำสั่งและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง คดีนี้เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารดังกล่าวภายใน 30 วัน โดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับและปิดคำสั่งไว้ที่เปิดเผย และเห็นได้ง่าย ณ อาคารที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ทราบคำสั่งนั้นแล้วเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันที่ได้มีการปิดประกาศดังกล่าว เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ปิดประกาศคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 จึงต้องนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งเป็นวันแรกของการปิดประกาศคำสั่งจึงพ้นกำหนดสามวันในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 ตามบทบัญญัติในมาตรา 47 ทวิ ซึ่งถือว่าเป็นวันที่จำเลยผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งได้ทราบคำสั่งแล้ว จำเลยจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง โดยต้องเริ่มนับระยะเวลาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปตามบทบัญญัติมาตรา 193/3 วรรคสอง และจะครบกำหนดสามสิบวันในวันที่ 25 ธันวาคม 2556 เมื่อจำเลยมิได้รื้อถอนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นและต้องชำระค่าปรับรายวันนับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2556 ซึ่งเป็นวันล่วงพ้นระยะเวลา 30 วันเป็นต้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับรายวัน นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงชอบแล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้รื้อถอนอาคารที่ดัดแปลง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องชำระค่าปรับรายวันอันเกิดจากการที่จำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนอาคารอีกนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มีทั้งบทบัญญัติที่เป็นส่วนแพ่งและส่วนอาญา สำหรับคำขอของโจทก์ที่ให้รื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติควบคุมอาคารเป็นคำขอในส่วนแพ่ง ในส่วนที่โจทก์ฟ้องให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42, 62 ทวิ เป็นคำฟ้องในส่วนที่ขอให้ลงโทษทางอาญา ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์จะยกคำขอของโจทก์ในส่วนแพ่งไปแล้ว แต่เมื่อจำเลยทั้งสองฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42, 66 ทวิ ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา จำเลยทั้งสองย่อมต้องรับโทษตามมาตรา 66 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษที่ให้ลงโทษผู้ฝ่าฝืนมาตรา 42 ต้องระวางโทษปรับอีกวันละไม่เกินสามหมื่นบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จำเลยทั้งสองจะอ้างคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกคำขอในส่วนแพ่งมาเป็นเหตุไม่ต้องรับโทษทางอาญาตามบทบัญญัติดังกล่าว หาได้ไม่

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลชั้นต้นไม่ลดโทษปรับรายวันให้แก่จำเลยทั้งสองโดยไม่ให้เหตุผลเป็นการพิพากษาคดีไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษให้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้ ซึ่งเป็นบทบัญญัติในการใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไป หาใช่บทบัญญัติให้ศาลต้องแสดงเหตุผลเมื่อไม่ลดโทษให้ผู้กระทำความผิด ทั้งการที่ศาลชั้นต้นไม่ระบุเหตุผลอาจเพราะเห็นว่าไม่จำเป็นหรือเห็นว่าไม่สมควรลดโทษในส่วนโทษปรับรายวันให้ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ฉะนั้น การที่ศาลไม่ได้ลดโทษปรับรายวันให้จำเลยทั้งสองโดยไม่ระบุเหตุผล จึงไม่ใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่กล่าวมาข้างต้นล้วนฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อไปว่า การกำหนดโทษปรับและโทษปรับรายวันในคดีนี้ควรเป็นไปในทางเดียวกับคดีอื่น โดยอ้างคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีอื่นในความผิดฐานเดียวกับคดีนี้ซึ่งพิพากษาลงโทษปรับ 10,000 บาท และลงโทษปรับรายวัน วันละ 50 บาท หลังลดโทษกึ่งหนึ่งแล้วเป็นแนวทางในการกำหนดโทษปรับและโทษปรับรายวันในคดีนี้นั้น เห็นว่า ฎีกา ของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาโดยขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นลงโทษปรับจำเลยทั้งสองสถานเดียวโดยไม่ลงโทษจำคุก เท่ากับจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ไม่ลงโทษจำคุกเพียงประการเดียว มิได้อุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษปรับและโทษปรับรายวันเบาลงด้วย แม้จำเลยทั้งสองจะอ้างคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีอื่นมาในอุทธรณ์ แต่เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนโทษปรับและโทษปรับรายวัน ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ฟ้องคดีประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้ เพราะกรณีที่จะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ต้องเป็นกรณีที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218 มาตรา 219 และมาตรา 220 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้น และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การบังคับคดีในส่วนค่าปรับรายวันไม่เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เนื่องจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าปรับวันละ 200 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นต้องบังคับคดีให้จำเลยทั้งสองชำระค่าปรับรวมกันวันละ 200 บาท มิใช่คนละ 200 บาท การที่ศาลชั้นต้นบังคับคดีโดยให้จำเลยทั้งสองชำระค่าปรับรายวันคนละ 200 บาท จึงเป็นการบังคับคดีเกินไปกว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น เห็นว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวนี้เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี ซึ่งมิใช่เป็นการฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่าพิพากษาคดีไม่ถูกต้องแต่ประการใดจึงเป็นเรื่องที่จำเลยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 และมาตรา 216 หากจำเลยทั้งสองเห็นว่าศาลชั้นต้นบังคับคดีตามคำพิพากษาไม่ถูกต้องตามคำพิพากษา ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลชั้นต้นโดยขอให้แก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นประการใดแล้ว จำเลยทั้งสองจึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อมาได้เป็นลำดับ การที่จำเลยทั้งสองยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ป.พ.พ. ม. 193/3 วรรคสอง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 47 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพิษณุ สถิตศาสตร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายจรูญ นาคเสน
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย ธารณธรรม
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1820/2560
#607973
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา แต่มี ส. เป็นผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียง/พิมพ์ โดยไม่ปรากฏว่า ส. เป็นทนายความของจำเลย และตามฎีกาก็ระบุชัดเจนว่า ส. ไม่เป็นทนายความโดยในช่องใบอนุญาตทำเครื่องหมายยัติภังค์ไว้ ( - ) ส. จึงเป็นบุคคลที่ไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำคู่ความที่ยื่นต่อศาลอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) กรณีหาใช่ข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถหรือบกพร่องในการเขียนคำคู่ความ ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้แก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องที่ผิดระเบียบได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าเด็กหญิง พ. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นเงิน 1,000,000 บาท ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลยที่มีต่อเด็กหญิง พ. และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง พ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กหญิง พ. เป็นบุตรของจำเลย ให้โจทก์และจำเลยใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ 6,000 บาทต่อเดือน นับแต่วันฟ้อง จนกว่าผู้เยาว์จะมีอายุครบ 20 ปี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง พ. แต่เพียงผู้เดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ตามฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2558 เป็นฎีกาที่จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา แต่ฎีกาฉบับดังกล่าวระบุว่านายสามารถ อยู่บ้านเลขที่ 253/xxx ถนนเคหะร่มเกล้า ซอย xx แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เป็นผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียง/พิมพ์ โดยไม่ปรากฏว่านายสามารถเป็นทนายความของจำเลย และตามฎีกาก็ระบุชัดเจนว่านายสามารถไม่เป็นทนายความโดยในช่องใบอนุญาตที่ทำเครื่องหมายยัติภังค์ไว้ ( - ) นายสามารถจึงเป็นบุคคลที่ไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำคู่ความที่ยื่นต่อศาลอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) กรณีหาใช่เป็นข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถหรือบกพร่องในการเขียนคำคู่ความ ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้แก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องที่ผิดระเบียบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 67 (5)
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
นางสาว ป. ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม
โจทก์ — ของเด็กหญิง พ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวภูรีวรรณ์ ประเสริฐศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
พิศล พิรุณ
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา