คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8672/2559
#605730
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกัน ป.พ.พ. มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ห้างหุ้นส่วนต้องมีการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แม้ในสัญญาร่วมหุ้นกันทำงานจะระบุวิธีการดำเนินการของห้าง การแบ่งรายได้หรือผลตอบแทนในการร่วมหุ้นตลอดจนการแบ่งปันผลกำไรหรือการส่งมอบเงินทุนแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวก็เป็นเพียงสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนที่ระบุถึงวิธีร่วมลงทุนและการประกอบกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้เป็นหุ้นส่วนเท่านั้น และแม้ในสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจะระบุถึงการแบ่งปันเฉพาะผลกำไรให้ผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้านทั้งสอง แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อตกลงให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน กรณีจึงมีเหตุต้องมีการตั้งผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วน

ห้างหุ้นส่วนมีหุ้นส่วนเพียง 4 คน คือผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสอง ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทั้งไม่ประสงค์เป็นผู้ชำระบัญชีร่วมกัน ดังนี้ หากตั้งผู้ร้องที่ 1 ให้เป็นผู้ชำระบัญชีก็ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดปัญหาในการชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งสองฝ่าย จึงเห็นสมควรแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องที่ 1 ซึ่งไม่ได้เป็นบุคคลล้มละลาย ถูกพิทักษ์ทรัพย์หรือมีหนี้สินล้นพ้นตัวเป็นผู้ชำระบัญชีของห้าง

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง หากจำเป็นต้องตั้งผู้ชำระบัญชี ขอให้ตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้ชำระบัญชีแทนผู้ร้องที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสอง ตกลงเข้าหุ้นกันเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน เพื่อประกอบกิจการจัดหา ส่งมอบ หรือขายไม้หมอนประแจ จำนวน 41,375 เมตร ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยให้ผู้ร้องที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้ร้องที่ 1 ลงหุ้นด้วยแรงงานโดยเป็นผู้รับเงินลงทุนไปดำเนินการ ผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้านทั้งสองลงหุ้นด้วยเงิน เป็นเงินคนละ 2,000,000 บาท 1,500,000 บาท และ 1,500,000 บาท ตามลำดับ ผู้ร้องที่ 1 ตกลงแบ่งกำไรให้ผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้านทั้งสองเป็นเงิน 40 บาท ต่อไม้ 1 เมตร เป็นเงินรวม 1,669,400 บาท ผู้ร้องที่ 1 จะคืนเงินลงทุนแก่ผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้านทั้งสองภายในระยะเวลา 10 เดือน นับจากรับสัญญาจากการรถไฟแห่งประเทศไทยหรือวันที่ปฏิบัติตามสัญญากับการรถไฟแห่งประเทศไทยเสร็จสิ้น ผู้ร้องที่ 1 ส่งมอบไม้หมอนประแจงวดสุดท้ายให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 ผู้ร้องที่ 1 ไม่เคยแบ่งกำไรหรือคืนเงินลงทุนแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ประการแรกว่า กรณีมีเหตุที่ต้องมีการตั้งผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ห้างหุ้นส่วนต้องมีการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แม้ในหนังสือสัญญาร่วมหุ้นกันทำงานจะระบุวิธีการดำเนินการของห้างในการส่งสินค้าให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย การแบ่งรายได้หรือผลตอบแทนในการร่วมหุ้นตลอดจนการแบ่งปันผลกำไร หรือการส่งมอบเงินทุนแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนภายหลังจากที่มีการทำสัญญากับการรถไฟแห่งประเทศไทยเสร็จสิ้นก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวก็เป็นเพียงสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนที่ระบุถึงวิธีร่วมลงทุนและการประกอบกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้เป็นหุ้นส่วนเท่านั้น เมื่อห้างหุ้นส่วนได้ทำสัญญาขายไม้หมอนประแจให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย อันเป็นการดำเนินการไปตามสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจนเสร็จการแล้ว สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนของผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองย่อมเป็นอันเลิกกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (3) และหลังจากห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้ว ปรากฏว่ามีการเรียกประชุมผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดเพื่อรับทราบการเลิกห้างหุ้นส่วน และแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีในวันที่ 21 สิงหาคม 2552 โดยผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดรับทราบเฉพาะการเลิกห้างหุ้นส่วน แต่ไม่สามารถตั้งผู้ชำระบัญชีได้จึงได้เลื่อนประชุมออกไปในวันที่ 30 กันยายน 2552 แต่ก็ยังไม่สามารถลงมติตั้งผู้ชำระบัญชีได้ โดยฝ่ายผู้ร้องทั้งสองเห็นว่าห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้ว ต้องมีการตั้งผู้ชำระบัญชี ส่วนฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสองเห็นว่าผู้ร้องที่ 1 ต้องจัดการแบ่งส่วนกำไรและคืนทุนตามสัญญาร่วมทุนทันทีที่ห้างหุ้นส่วนเลิกกันโดยไม่ต้องตั้งผู้ชำระบัญชี หลังจากนั้นผู้ร้องทั้งสองก็มาร้องขอให้ตั้งผู้ชำระบัญชีเป็นคดีนี้ เช่นนี้ แสดงว่าระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดด้วยกัน ยังไม่เคยตกลงให้มีการจัดการทรัพย์สินหรือเงินลงทุนของห้างหุ้นส่วนกันไว้หลังจากห้างหุ้นส่วนเลิกกัน กรณีจึงมีความจำเป็นที่จะต้องชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ทราบว่ากิจการมีกำไรหรือขาดทุน และหุ้นส่วนแต่ละคนมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเท่าใด แม้ในสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจะระบุถึงการแบ่งปันเฉพาะผลกำไรให้ผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้านทั้งสองตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อตกลงให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน กรณีจึงมีเหตุต้องมีการตั้งผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วน ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ผู้ร้องที่ 1 สมควรเป็นผู้ชำระบัญชีหรือไม่ เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนมีหุ้นส่วนเพียง 4 คน คือผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสอง โดยมีผู้ร้องที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทั้งไม่ประสงค์เป็นผู้ชำระบัญชีร่วมกัน ดังนี้ หากตั้งผู้ร้องที่ 1 ให้เป็นผู้ชำระบัญชีก็ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดปัญหาในการชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งสองฝ่าย จึงเห็นสมควรแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้เป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1055 ม. 1061
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทบี แอนด์ บี เซาเทิร์น จำกัด กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายปรเมศวร์ เหล่าสินชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวฐิติพร ตังสุรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
เกษม เกษมปัญญา
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8649/2559
#607128
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐแห่งนั้น ก็ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้นคณะหนึ่งโดยไม่ชักช้า ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ข้อ 8 จำเลยเป็นข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสำรวจและออกแบบ แม้เป็นเจ้าหน้าที่ไม่อยู่ในสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลโจทก์ ก็อาจเป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ การที่โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจึงเป็นการเหมาะสมและสอดคล้องตามระเบียบดังกล่าว ส่วนของอายุความในสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่กำหนดขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองประการตามวรรคหนึ่ง ให้มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง ซึ่งตามวรรคหนึ่งรวมประการที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย กรณีจะใช้อายุความตามหลักละเมิดทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 มาบังคับไม่ได้

หนังสือสรุปผลการสอบข้อเท็จจริงลงวันที่ 15 มีนาคม 2544 ที่นายอำเภอบางพลีแจ้งให้ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลโจทก์ทราบแต่เพียงว่าผู้ที่น่าจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายมีบุคคลใดบ้าง และยังมีเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โดยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เพื่อพิจารณาเสนอความเห็นเกี่ยวกับผู้ต้องรับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ผู้นั้นต้องชดใช้ต่อไป หนังสือดังกล่าวจึงยังไม่พอให้รับฟังว่าโจทก์ทราบและรู้ว่าจำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว และเนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งกรมบัญชีกลางประชุมพิจารณาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 แล้วมีมติให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดให้โจทก์ทราบ โดยหนังสือลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 โจทก์ลงรับหนังสือเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2547 แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 จึงอยู่ภายในกำหนดเวลา 1 ปี สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 10,353,220.10 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 7,023,100 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,500,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายรวมจำนวน 5,680,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกาโดยจำเลยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล โดยพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 กำหนดให้สภาตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นองค์การบริหารส่วนตำบลบางโฉลง มีนายชอุ่ม เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางโฉลง จำเลยรับราชการในตำแหน่งวิศวกรโยธาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ เป็นหัวหน้าฝ่ายสำรวจและออกแบบ มีหน้าที่สำรวจ ออกแบบ ประมาณราคางานก่อสร้าง และควบคุมงานก่อสร้าง ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมประเภทสามัญวิศวกร สาขาวิศวกรรมโยธา จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองแบบที่โจทก์นำไปใช้ก่อสร้างเขื่อนกันดินคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยไม่มีการขุดเจาะสำรวจดินในบริเวณที่จะใช้ก่อสร้าง และในแบบระบุให้ใช้เสาเข็มยาว 10 เมตร หลังจากนั้นโจทก์นำแบบดังกล่าวไปใช้ในการก่อสร้าง มีการตรวจรับงานและชำระเงินแก่ผู้รับเหมาก่อสร้างไปแล้ว ต่อมาวันที่ 14 ถึงวันที่ 18 มกราคม 2542 เขื่อนกันดินทรุดตัวก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แต่เดิมมาตรา 60 บัญญัติให้ประธานกรรมการบริหารเป็นผู้แทนขององค์การบริหารส่วนตำบล แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 และตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 60 ที่แก้ไขเมื่อปี 2546 กำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามกฎหมาย ไม่ใช่ประธานกรรมการบริหารตามที่จำเลยอุทธรณ์แล้ว ดังนั้น เมื่อนายชะอุ่มซึ่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโจทก์และฟ้องคดีแทนโจทก์หลังจากที่กฎหมายแก้ไขแล้ว ย่อมมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การมอบอำนาจของกระทรวงการคลังและหนังสือของกรมบัญชีกลางที่ชี้มูลว่าจำเลยต้องรับผิดในทางละเมิดไม่ชอบเนื่องจากขัดต่อพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 38 วรรคสาม การพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงของกรมบัญชีกลางและมติของคณะกรรมการกรมบัญชีกลางว่า จำเลยต้องรับผิดทางละเมิด จึงไม่มีผลใช้บังคับผูกพันหรือก่อให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องในการฟ้องจำเลย เพราะเท่ากับกรมบัญชีกลางยังมิได้พิจารณาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง นั้น ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยโดยให้เหตุผลว่า จำเลยไม่ได้ให้การไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า จำเลยยกขึ้นต่อสู้ปัญหานี้ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การฉบับลงวันที่ 20 เมษายน 2549 แล้ว คำพิพากษาส่วนนี้ของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏอยู่แล้วในสำนวน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียเอง โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอีก ซึ่งปัญหานี้กับปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ยังมิได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ที่ว่าหากหน่วยราชการมีความเห็นไม่ตรงกันต้องส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีชี้ขาด เมื่อไม่ปฏิบัติ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดี เนื่องจากยังมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายที่บังคับไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสามนั้น เห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่โต้เถียงได้ความว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 520/2548 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2548 ว่า กรมบัญชีกลางซึ่งได้รับมอบอำนาจจากกระทรวงการคลังพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยออกแบบสร้างเขื่อนกันดินแก่โจทก์โดยไม่ได้รับคำสั่งจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของจำเลย และออกแบบโดยประมาทเลินเล่อ จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 7,023,100 บาท ต่อมาโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 30 มิถุนายน 2547 แจ้งให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินจากการกระทำละเมิดที่มิได้เกิดจากการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามความเห็นของกระทรวงการคลัง โดยศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า กรณีดังกล่าวจะต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามนัยมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งอยู่ในอำนาจตรวจสอบของศาลยุติธรรม จึงมิใช่คดีปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ที่ศาลปกครองจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งได้ ตามสำเนาคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ท้ายคำแถลงของจำเลยเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2548 เห็นว่า ข้อฎีกาจำเลยข้างต้นล้วนกล่าวอ้างว่าโจทก์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดบกพร่องและไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และสำเนาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวกำหนดแต่ละขั้นตอนในการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเช่นว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ กรณีที่เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐมากกว่าหนึ่งแห่ง การตรวจสอบของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ข้อปฏิบัติกรณีความเห็นตรงกันหรือไม่ตรงกัน การประนีประนอมยอมความ หรือการขอผ่อนชำระค่าสินไหมทดแทนอย่างไร เป็นต้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ยุติและถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกันในการไม่ฟ้องคดีหรือฟ้องคดีต่อกัน ซึ่งเป็นกระบวนการในการปกครองเพื่อแก้ปัญหาในองค์กรและเป็นอำนาจในทางบริหารราชการแผ่นดินโดยเฉพาะ เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยและมีคำสั่งข้างต้นแล้ว ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างของจำเลยข้างต้น ถ้าหากมีก็เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องและเกี่ยวพันกันในทางคดีปกครองนั่นเอง และมิใช่กรณีที่จำเลยจะโต้เถียงเพื่อตั้งประเด็นแห่งคดีตามที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ที่อยู่ในอำนาจตรวจสอบของศาลยุติธรรมได้ คดีจึงไม่เป็นประเด็นตามคำให้การจำเลยที่จะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาในส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่ 2 ว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวให้รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 มิได้ฟ้องให้รับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จึงไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 คดีต้องใช้อายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 โจทก์ทราบและรู้ตัวจำเลยผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทำรายงานถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 30 มกราคม 2544 และอำเภอบางพลีมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งให้ทราบตามหนังสือฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2544 แล้วนั้น เห็นว่า เมื่อเกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐแห่งนั้น ก็ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้นคณะหนึ่งโดยไม่ชักช้า ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ข้อ 8 จำเลยเป็นข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสำรวจและออกแบบ แม้เป็นเจ้าหน้าที่ไม่อยู่ในสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลโจทก์ ก็อาจเป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ การที่โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจึงเป็นการเหมาะสมและสอดคล้องตามระเบียบดังกล่าว ส่วนของอายุความในสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่กำหนดขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองประการตามวรรคหนึ่ง ให้มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง ซึ่งตามวรรคหนึ่งรวมประการที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย กรณีจะใช้อายุความตามหลักละเมิดทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาบังคับไม่ได้ ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า หนังสือสรุปผลการสอบข้อเท็จจริงลงวันที่ 15 มีนาคม 2544 ที่นายอำเภอบางพลีแจ้งให้ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลโจทก์ทราบแต่เพียงว่าผู้ที่น่าจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายมีบุคคลใดบ้าง และยังมีเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โดยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เพื่อพิจารณาเสนอความเห็นเกี่ยวกับผู้ต้องรับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ผู้นั้นต้องชดใช้ต่อไป หนังสือดังกล่าวจึงยังไม่พอให้รับฟังว่าโจทก์ทราบและรู้ว่าจำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว และเนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งกรมบัญชีกลางประชุมพิจารณาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 แล้วมีมติให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดให้โจทก์ทราบ โดยหนังสือลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 โจทก์ลงรับหนังสือเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2547 แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 จึงอยู่ภายในกำหนดเวลา 1 ปี สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง นั้น เห็นว่า ชอบด้วยหลักการและเหตุผลดังที่ศาลฎีกาแสดงไว้ข้างต้นแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 10 วรรค2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลบางโฉลง
จำเลย — นายณรงค์ อินทรพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวรวรรณ อัครวิทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนพดล คชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
จินดา ปัณฑโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8627/2559
#606716
เปิดฉบับเต็ม

อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งมาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้มีกำหนดเวลาดังที่บัญญัติไว้ในเรื่องอายุความฟ้องคดีอาญาตาม ป.อ. มาตรา 95 (1) ถึง (5) แล้วแต่กรณีนั้นเป็นอันสะดุดหยุดลงเมื่อมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาล และได้ตัวผู้ถูกฟ้องมายังศาลด้วยแล้ว ระยะเวลาที่ล้วงพ้นไปก่อนนั้นไม่คิดนับเข้าในอายุความตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดแล้ว จึงให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง โดยอายุความจะเริ่มนับใหม่เมื่อศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาอย่างใดอย่างหนึ่งและคดีเด็ดขาดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 37,473,719.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 27,499,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนวันนัดชี้สองสถานจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่ารอสั่งวันนัด เมื่อถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 ซึ่งเป็นวันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก จึงงดชี้สองสถานและให้นัดสืบพยานหลักฐานของโจทก์ก่อน เสร็จแล้วให้จำเลยทั้งสี่สืบพยานหลักฐานแก้ โดยยังมิได้สั่งคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ครั้นถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2553 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานหลักฐานของโจทก์ ทนายโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1965/2552 ของศาลชั้นต้น ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมแล้ว คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญา จึงขอให้ศาลชั้นต้นเลื่อนการพิจารณาคดีนี้ออกไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา จำเลยทั้งสี่ไม่ค้าน และคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่า หากข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้ปลอมและใช้เอกสารปลอม ก็ไม่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานในประเด็นเรื่องค่าเสียหาย ถ้ารับฟังข้อเท็จจริงได้ในทางกลับกันคู่ความแต่ละฝ่ายก็ใช้เวลาสืบพยานหลักฐานในประเด็นเรื่องค่าเสียหายไม่นาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาและให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1965/2552 ของศาลชั้นต้นที่ถึงที่สุด รายละเอียดปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 12 ตุลาคม 2553 โดยในวันเดียวกันศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้ศาลชั้นต้นชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ว่า "รอไว้วินิจฉัยพร้อมคำพิพากษา" ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า คดีอาญาที่จำเลยที่ 3 ถูกฟ้องในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมนั้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6042/2553 และคดีถึงที่สุดแล้ว จึงขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมในวันที่ 29 สิงหาคม 2554 ซึ่งในวันนัดพร้อมทนายโจทก์แถลงว่า เมื่อคดีอาญาที่จำเลยที่ 3 ถูกฟ้องนั้น ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว ทนายโจทก์ต้องขอเลื่อนคดีเพื่อนำเรื่องไปปรึกษาโจทก์ว่าจะถอนฟ้องหรือให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยไม่ต้องสืบพยาน ฝ่ายจำเลยทั้งสี่ไม่คัดค้านการขอเลื่อนคดีแต่แถลงยืนยันข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 12 ตุลาคม 2553 ว่าทั้งสองฝ่ายเคยตกลงกันแล้วว่าถ้าศาลพิพากษายกฟ้องคดีอาญาที่จำเลยที่ 3 ถูกฟ้อง คดีนี้ก็ไม่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานกันต่อไปและให้ศาลพิพากษาไปตามรูปคดี หลังจากนั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาไปนัดพร้อมเพื่อให้เวลาทนายโจทก์ติดต่อตัวโจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายวันที่ 25 มิถุนายน 2555 ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงว่า ทนายโจทก์ยังไม่ได้รับแจ้งจากโจทก์ว่าจะดำเนินการถอนฟ้องหรือให้ศาลพิพากษาไปได้โดยไม่ต้องสืบพยานแต่อย่างไร ทนายโจทก์จึงขอสืบพยานหลักฐานของโจทก์ต่อไป ทนายจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 2 แถลงคัดค้านขอให้งดสืบพยานและมีคำพิพากษาตามรูปคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องสืบพยาน ให้งดสืบพยานทั้งสองฝ่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานและอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานทั้งสองฝ่ายชอบแล้ว และพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 สังกัดกระทรวงแรงงาน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 4 และบริษัทบี อี เอ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2547 โจทก์ประกาศประกวดราคาจ้างพัฒนาระบบกองทุนเงินทดแทน กำหนดยื่นซองประกวดราคาในวันที่ 26 เมษายน 2547 และเปิดซองใบเสนอราคาในวันที่ 30 เมษายน 2547 ในวันที่ 26 เมษายน 2547 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจช่วงจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ไปยื่นซองใบเสนอราคาพร้อมแนบหนังสือสัญญาผู้ร่วมเสนอราคาลงวันที่ 5 เมษายน 2547 ที่มีข้อความระบุว่าเป็นการร่วมเสนอราคาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 กับบริษัทบี อี เอ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่อโจทก์ ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2547 โจทก์ประกาศแจ้งผลการพิจารณาคัดเลือกให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้างพัฒนาระบบกองทุนเงินทดแทนของโจทก์ในราคาที่คิดรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเป็นจำนวน 16,900,000 บาท จากนั้นวันที่ 30 มิถุนายน 2547 โจทก์กับจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจช่วงจากจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญาจ้างพัฒนาระบบกองทุนเงินทดแทนกัน ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2547 โจทก์ทราบข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ลายมือชื่อของนายประจักษ์ กรรมการบริษัทผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัท บี อี เอ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในหนังสือสัญญาผู้ร่วมเสนอราคาลงวันที่ 5 เมษายน 2547 เป็นลายมือชื่อปลอม โดยไม่ใช่ลายมือชื่อที่เกิดจากการเขียนแต่เป็นการสแกนลายมือชื่อของนายประจักษ์จากเอกสารอื่นมาใส่ในหนังสือสัญญาดังกล่าว ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2548 โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ว่า การที่ลายมือชื่อนายประจักษ์ในหนังสือสัญญาผู้ร่วมเสนอราคาเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์ถือว่าการเสนอราคาในนามกิจการร่วมค้าของจำเลยที่ 1 กับพวกไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทิ้งงาน ต่อจากนั้นวันที่ 20 ตุลาคม 2548 โจทก์มีหนังสือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรีให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสี่ แต่พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรีฟ้องจำเลยที่ 3 ในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1965/2552 โดยไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 โดยวินิจฉัยว่า คดีมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6042/2553 ของศาลชั้นต้น ตามสำเนาคำพิพากษาท้ายคำร้องของทนายจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2554 คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยโจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์ ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 20 มิถุนายน 2551 ทวงถามจำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายกรณีละเมิดในเหตุคดีนี้จำนวน 27,499,500 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 3 ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อ้างในฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องปล่อยจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6042/2553 ของศาลชั้นต้น จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสอง ซึ่งมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 3 ขาดอายุความโดยปรับบทบังคับใช้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสี่ มานั้น ไม่ถูกต้อง ในปัญหาข้อนี้ เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6042/2553 ของศาลชั้นต้น และคดีถึงที่สุดโดยโจทก์ไม่อุทธรณ์ การนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสี่ มาปรับบทบังคับใช้ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากกรณีที่จะปรับบทบังคับใช้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสี่ ได้ต้องเป็นเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องคดีอาญาและคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุดไปก่อนที่จะมีการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การคิดอายุความฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 3 คดีนี้จึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสอง ที่มีบทบัญญัติว่า "ถ้าคดีอาญาใดได้ฟ้องต่อศาลและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลด้วยแล้ว แต่คดียังไม่เด็ดขาดอายุความซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิจะฟ้องคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลงตามมาตรา 95 แห่งประมวลกฎหมายอาญา" อันมีความหมายว่า อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งมาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้มีกำหนดเวลาดังที่บัญญัติไว้ในเรื่องอายุความฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (1) ถึง (5) แล้วแต่กรณีนั้นเป็นอันสะดุดหยุดลงเมื่อมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลและได้ตัวผู้ถูกฟ้องมายังศาลด้วยแล้ว กล่าวคือ ระยะเวลาที่ล้วงพ้นไปก่อนนั้นไม่คิดนับเข้าในอายุความตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดแล้ว จึงให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง โดยอายุความจะเริ่มนับใหม่เมื่อศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาอย่างใดอย่างหนึ่งและคดีเด็ดขาดแล้ว ทั้งนี้ได้ความว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 30 เมษายน 2552 ขณะที่อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญายังสะดุดหยุดลงอยู่ ดังนั้น สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 3 จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ดีแม้ฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ขาดอายุความก็ตาม แต่เมื่อศาลในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.6042/2553 ของศาลชั้นต้น ได้ชี้ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาแล้วว่าพยานหลักฐานของโจทก์ตกอยู่ในความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ฉะนั้นในคดีนี้ ศาลจะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาดังกล่าวหาได้ไม่ กรณีจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้นว่าจำเลยที่ 3 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เฉพาะส่วนที่ยกฟ้องจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 51 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 96
ป.พ.พ. ม. 193/15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานประกันสังคม
จำเลย — บริษัท ล็อกซบิท จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายรณชัย ชุสุวรรณประทีป
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8619/2559
#606125
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยังมิได้มีหนังสือบอกกล่าวใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 10.1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวด ติดต่อกัน ไปยังจำเลยที่ 1 สัญญาเช่าซื้อจึงมิได้สิ้นสุดด้วยเหตุตามสัญญาข้อ 10.1 การที่จำเลยที่ 1 ขอคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อ และโจทก์ได้รับคืนไว้ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าซื้อต่อไป พฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ถือเป็นการตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายนับแต่วันที่โจทก์รับมอบรถยนต์คืน ดังนั้น โจทก์จะอาศัยสัญญาข้อ 13 เป็นข้ออ้างในการเรียกร้องค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอันเป็นความรับผิดตามสัญญาหาได้ไม่ ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 โดยคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น ย่อมทำได้ด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ความรับผิดของจำเลยที่ 1 คงมีเฉพาะการชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์หรือค่าขาดประโยชน์ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ครอบครองใช้สอยรถยนต์โดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ส่วนค่าเสียหายอื่นโจทก์ไม่อาจเรียกร้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทั้งสองรับผิดในค่าเสียหายที่โจทก์ขาดราคาเช่าซื้อ ค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายบุญหนา ศรีวันนา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นายมณฑล ชัยมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายศิริชัย ศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
เกษม เกษมปัญญา
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8596/2559
#605391
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาประเด็นขอให้เพิกถอนข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเรื่องที่โจทก์ตกลงจะให้ค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยจำนวน 200,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นสั่งในฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องในเรื่องค่าเลี้ยงชีพเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมีจำนวนทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 และไม่รับวินิจฉัยนั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เพราะประเด็นค่าเลี้ยงชีพ เป็นการฟ้องตั้งสิทธิ อันเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องในครอบครัวระหว่างโจทก์จำเลยซึ่งเป็นสามีภริยากัน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ซึ่งโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และ 247

ประเด็นขอเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยนั้น โจทก์อ้างว่า หากผู้เยาว์อยู่กับโจทก์ จะได้ประโยชน์และความผาสุกดีกว่าอยู่กับจำเลย เหตุที่อ้างไม่ถือเป็นการใช้อำนาจปกครองโดยมิชอบ หรือประพฤติชั่วร้ายอันเป็นเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองจำเลยได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง แต่การที่ผู้เยาว์พักอาศัย เรียนหนังสือ และอยู่ในความดูแลของโจทก์ และผู้เยาว์ทำคำแถลงต่อศาลว่า ประสงค์จะอยู่กับโจทก์ อยู่กับจำเลยและบิดาเลี้ยงไม่มีความสุข ผู้เยาว์อายุ 10 ปีแล้วถือได้ว่ามีความรู้สึกนึกคิดได้โดยตนเอง สาเหตุที่ไม่อยากอยู่กับจำเลยสามารถบอกเหตุผลได้ มิได้กล่าวอ้างลอยๆ ประกอบกับฟ้องโจทก์ขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยฝ่ายเดียวตามที่ตกลงในบันทึกท้ายทะเบียนหย่า แต่คำบรรยายฟ้องและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์จะเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองตามที่ตกลงกันไว้กับจำเลย ถือว่าโจทก์ประสงค์ที่จะใช้อำนาจปกครอง เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป เพื่อประโยชน์ความผาสุกของผู้เยาว์ อาศัยอำนาจตาม ป.พ.พ. มาตรา 1520,1521 สมควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกับจำเลย โดยให้โจทก์มีอำนาจกำหนดที่อยู่ผู้เยาว์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนข้อตกลงในเรื่องค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท ที่โจทก์ต้องชำระให้จำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์เพียงผู้เดียว และจำเลยควรต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรร่วมกับโจทก์ฝ่ายละครึ่ง ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ขณะที่ผู้เยาว์เรียนในระดับประถมศึกษาเดือนละ 3,000 บาท มัธยมศึกษาเดือนละ 4,500 บาท และอุดมศึกษาเดือนละ 6,000 บาท ให้โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ส่งผู้เยาว์คืนให้จำเลย และห้ามมิให้โจทก์นำผู้เยาว์ไปจากการอุปการะเลี้ยงดูของจำเลย ให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เดือนละ 6,000 บาท นับแต่เดือนมีนาคม 2555 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2572 ตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าให้จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท แก่จำเลย คำฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งข้ออื่นของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนของฟ้องแย้งแก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับราชการทหาร ส่วนจำเลยรับราชการครู โจทก์จำเลยเคยเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2545 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชาย ภ. ผู้เยาว์ เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2546 ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2554 โจทก์จำเลยตกลงหย่ากัน โดยทำข้อตกลงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหย่าในทะเบียนหย่าว่า ให้ผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของจำเลย โจทก์จะชำระค่าเลี้ยงชีพ 200,000 บาท แก่จำเลยภายในวันที่ 30 เมษายน 2555 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์จนกว่าผู้เยาว์มีอายุ 25 ปีบริบูรณ์ ก่อนจดทะเบียนหย่าโจทก์มอบเงินให้จำเลย 300,000 บาท ยกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ทรัพย์สินและเครื่องใช้ให้เป็นของจำเลย หลังจากจดทะเบียนหย่าแล้วประมาณ 2 เดือน โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้หญิงคนใหม่แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ส่วนจำเลยก็มีสามีใหม่แล้ว จดทะเบียนสมรสกับสามีใหม่เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า ประเด็นค่าเลี้ยงชีพต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งในฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องฎีกาของโจทก์ในเรื่องค่าเลี้ยงชีพเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมีจำนวนทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 และไม่รับฎีกาข้อนี้นั้น คำสั่งศาลชั้นต้นส่วนนี้ไม่ชอบ เพราะคดีนี้โจทก์ฟ้องประเด็นค่าเลี้ยงชีพอันเป็นการฟ้องตั้งสิทธิ อันเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องในครอบครัวระหว่างโจทก์จำเลยซึ่งเป็นสามีภริยากัน จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ซึ่งโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และ 248 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และ 247 แต่อย่างไรก็ตามที่โจทก์ฎีกาประเด็นนี้ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์จะต้องชำระค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยตามบันทึกข้อตกลงท้ายการหย่าชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ด้วยนั้น เห็นควรวินิจฉัยเสียทีเดียว เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนค่าเลี้ยงชีพที่ตกลงกับจำเลย โดยกล่าวอ้างเหตุผลมาในฟ้องว่า เป็นเพราะโจทก์มีฐานะและรายได้ลดลง ประกอบจำเลยมีสามีใหม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการชำระหนี้ที่จะต้องพึงชำระในอนาคต และมีการตกลงกันเป็นลักษณะของสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลให้จำเลยมีสิทธิเรียกร้องต่อโจทก์นับแต่วันทำสัญญา ข้ออ้างของโจทก์ไม่มีผลตามกฎหมายจะให้เพิกถอนข้อตกลงเรื่องค่าเลี้ยงชีพตามสัญญาหย่าได้ แต่โจทก์กลับอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหานี้โดยอ้างเหตุผลว่า ก่อนจดทะเบียนหย่าโจทก์มอบเงินให้แก่จำเลย 300,000 บาท เพื่อให้จำเลยไปซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยกับบุตร แต่จำเลยนำเงินไปใช้จ่ายส่วนตัวผิดข้อตกลงขอหักกลบลบหนี้กับค่าเลี้ยงชีพที่ตกลงท้ายทะเบียนหย่า ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยโดยให้เหตุผลว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการยกเอาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง บทบัญญัติมาตรา 225 วรรคหนึ่งดังกล่าวหมายความว่า ศาลจะต้องนำข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องหรือคำให้การและมีการนำสืบมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นเท่านั้น มาวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานเป็นข้อแพ้ชนะแห่งคดี ข้อเท็จจริงดังที่โจทก์หยิบยกมาในชั้นอุทธรณ์ย่อมเป็นข้อเท็จจริงนอกสำนวน ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลต้องไม่รับและไม่นำมาวินิจฉัย ศาลเยาวชนและครอบครัวต้องนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าวมาใช้ในการพิจารณาคดีครอบครัวด้วย ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ จึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า มีเหตุจะเพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่โจทก์อ้างไม่ถือเป็นการใช้อำนาจปกครองโดยมิชอบ หรือประพฤติชั่วร้าย อันเป็นเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า ปัจจุบันผู้เยาว์พักอาศัย เรียนหนังสือ และอยู่ในความดูแลของโจทก์ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในวันที่ 9 เมษายน 2556 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ผู้เยาว์มาแสดงตัวต่อศาลชั้นต้น ยื่นคำแถลงและขอให้ศาลชั้นต้นสอบสวนตามบันทึกท้ายคำแถลงกับคำแถลงของผู้เยาว์ที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ได้ความสรุปว่า ผู้เยาว์ประสงค์จะอยู่กับโจทก์ อยู่กับจำเลยและบิดาเลี้ยงไม่มีความสุข เพราะบิดาเลี้ยงดุโดยไม่มีเหตุผล และมารดากับบิดาเลี้ยงทะเลาะกันบ่อย สภาพที่พักอาศัยไม่สะดวกเพราะต้องนอนห้องเดียวกัน ผู้เยาว์อายุ 10 ปีแล้ว ถือได้ว่ามีความรู้สึกนึกคิดได้โดยตนเองแล้วมีความรับผิดชอบต่อตนเองได้ตามสมควร สาเหตุที่ไม่อยากอยู่กับจำเลย ผู้เยาว์สามารถบอกเหตุผลได้ มิได้กล่าวอ้างลอย ๆ จำเลยมิได้โต้แย้ง ทั้งได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าหากผู้เยาว์ต้องการอยู่กับฝ่ายใดแล้วมีความสุข ก็ยินยอมให้ผู้เยาว์อยู่กับฝ่ายนั้น จำเลยสามารถรับผู้เยาว์กลับมาอยู่ได้ แต่สาเหตุที่ไม่รับกลับมาเพราะเกรงผู้เยาว์จะเสียการเรียนเนื่องจากหนังสือเรียนและเครื่องใช้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการเรียนอยู่กับโจทก์ทั้งหมด และเมื่อนับตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบันผู้เยาว์อยู่ในความดูแลของโจทก์มาประมาณ 4 ปีแล้ว โดยจำเลยมิได้เกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวถือว่าพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับฟ้องโจทก์ขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลยฝ่ายเดียวตามบันทึกข้อตกลงในทะเบียนหย่า แต่คำบรรยายฟ้องและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์ที่จะเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองตามที่ตกลงไว้กับจำเลยถือได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครอง เมื่อคำนึงถึงอนาคต ประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์แล้ว อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 และ 1521 สมควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมกับจำเลยโดยให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ภ. ผู้เยาว์ ร่วมกับจำเลยโดยมีอำนาจในการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1520 ม. 1521 ม. 1582 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคสอง ม. 248 วรรคสอง ม. 243 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบโท อ.
จำเลย — นางสาว ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายประภัทรพงษ์ ฉายสิว
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พิศล พิรุณ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8594/2559
#606951
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสที่โจทก์มีสิทธิอยู่กึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสามให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละแปลงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์และโจทก์ไม่ทราบเรื่อง การที่จำเลยทั้งสามให้การต่อไปว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทเพราะโจทก์ทราบเรื่องและไม่คัดค้านถือว่าโจทก์ให้สัตยาบันแล้ว และนับถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่าสิบปี คดีโจทก์ขาดอายุความ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทด้วยว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงหรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่ หากทางพิจารณาฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ก็วินิจฉัยประเด็นต่อไปว่าโจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว แต่หากฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส ก็มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่ คำให้การของจำเลยทั้งสามจึงเป็นประเด็นต่อเนื่องและไม่ขัดแย้งกัน เป็นคำให้การที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำลงวันที่ 22 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 จึงเป็นการฟ้องหลังจากพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ย่อมขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวกลับคืนมาเป็นสินสมรสใส่ชื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสคือที่ดินดังกล่าวให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากทำไม่ได้ให้เอาที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วเอาเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2522 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2527 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนซื้อที่ดินพิพาท 2 แปลง คือโฉนดที่ดินเลขที่ 23641 และเลขที่ 23642 ต่อมาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละแปลง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้พักอาศัยร่วมกันเป็นไปเพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ ไม่ได้เกิดจากเหตุที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทะเลาะกันจนต้องแยกกันอยู่ และจำเลยที่ 1 คอยให้ความช่วยเหลือโจทก์ตามหน้าที่ของภริยาที่ต้องช่วยเหลืออุปการะสามีตามสมควร โจทก์จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่โจทก์อ้างว่าเป็นสินสมรสในระหว่างที่การสมรสยังมีอยู่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสที่โจทก์มีสิทธิอยู่ด้วยกึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสามให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ โจทก์กล่าวอ้างต่อไปว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละแปลงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์และโจทก์ไม่ทราบเรื่อง จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทเพราะโจทก์ทราบเรื่องและไม่คัดค้านถือว่าโจทก์ให้สัตยาบันแล้ว และนับถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 10 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความจึงมีประเด็นข้อพิพาทด้วยว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงหรือไม่และคดีขาดอายุความแล้วหรือไม่ หากทางพิจารณาฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ก็วินิจฉัยประเด็นต่อไปได้เลยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวแต่หากฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส ก็มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่ ดังนั้นคำให้การของจำเลยทั้งสามจึงเป็นประเด็นต่อเนื่องและไม่ขัดแย้งกันเอง แต่เป็นคำให้การที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการให้หรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำลงเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 จึงเป็นการฟ้องหลังจากพ้นกำหนดสิบปี นับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ย่อมขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ทราบเรื่องการจดทะเบียนให้หรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นสำคัญอีกต่อไปเพราะแม้โจทก์ไม่ทราบเรื่อง แต่โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว หลังจากพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรมได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — นาง ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายจุฑา เที่ยงธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นางอุไรวรรณ กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
พิศล พิรุณ
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8532/2559
#606334
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1066 บัญญัติห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วน ไม่ว่าทำเพื่อประโยชน์ตนหรือเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ซึ่งการฝ่าฝืนค้าขายแข่งกับห้างหุ้นส่วนมีกฎหมายบัญญัติความรับผิดของผู้ฝ่าฝืนไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามมาตรา 1067 วรรคหนึ่งและวรรคสาม โดยวรรคหนึ่งบัญญัติให้ห้างหุ้นส่วนซึ่งจดทะเบียนนั้นชอบที่จะเรียกเอาผลกำไรอันผู้นั้นหาได้ทั้งหมดหรือเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายซึ่งห้างหุ้นส่วนได้รับเพราะเหตุนั้น และวรรคสามบัญญัติไว้ความว่า การที่ห้างหุ้นส่วนเรียกเอาผลกำไรหรือค่าสินไหมทดแทนนั้นไม่ลบล้างสิทธิของผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายในอันจะเรียกให้เลิกห้างหุ้นส่วน ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวบัญญัติกรณีฝ่าฝืนนี้ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจบังคับผู้ฝ่าฝืนให้หยุดประกอบกิจการที่ฝ่าฝืนนั้น ซึ่งอาจเป็นเหตุให้บุคคลภายนอกผู้สุจริตได้รับความเสียหาย จึงต้องยกคำขอของโจทก์ทั้งห้าที่ขอให้จำเลยทั้งสองหยุดประกอบกิจการในบริษัท ท. อันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ และโจทก์ทั้งห้า 72,828,557 บาท และนับถัดจากวันฟ้องปีละ 72,828,557 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสองจะหยุดดำเนินกิจการผลิตปุ๋ยซึ่งมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ กับให้จำเลยทั้งสองหยุดการดำเนินกิจการผลิตปุ๋ยซึ่งมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ เดือนละ 200,000 บาท นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2548 จนกว่าจำเลยทั้งสองจะหยุดดำเนินการอันเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ และให้จำเลยทั้งสองหยุดดำเนินกิจการในบริษัทไทยไบโอเทค เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด อันเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งห้า เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งห้าชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งห้ากับจำเลยทั้งสองและผู้อื่นอีก 2 คน รวมเป็น 9 คน เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2545 ด้วยเงินลงทุน 5,000,000 บาท สำนักงานแห่งใหญ่ของห้างหุ้นส่วนตั้งอยู่ที่เลขที่ 23/1 หมู่ที่ 2 ตำบลท่ามะกา อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี มีจำเลยทั้งสองเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ตามหนังสือรับรองระบุว่า ห้างหุ้นส่วนประกอบกิจการผลิตและจำหน่าย ตัวแทนการค้าปุ๋ยทุกชนิด รวมทั้งสินค้าจำพวกเคมี หรือสินค้าชีวภาพทุกชนิดด้วย ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2547 จำเลยทั้งสองกับผู้อื่นอีก 5 คน รวมเป็น 7 คน เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทไทยไบโอเทค เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2547 กรรมการบริษัทระหว่างวันที่ 13 กรกฎาคม 2547 ถึงวันที่ 17 มกราคม 2548 คือจำเลยทั้งสอง ระหว่างวันที่ 18 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2548 คือนางรัตนา ภริยาจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว และระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2549 คือนางรัตนากับจำเลยที่ 1 ทุนจดทะเบียนระหว่างวันที่ 13 กรกฎาคม 2547 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2548 เป็นจำนวนเงิน 5,000,000 บาท ซึ่ง ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2548 จำเลยทั้งสองและนางรัตนามีหุ้นอยู่คนละ 25,000 หุ้น รวม 75,000 หุ้น จากจำนวน 100,000 หุ้น และทุนจดทะเบียนระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2549 เป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท สำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทระหว่างวันที่ 13 กรกฎาคม 2547 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2547 ตั้งอยู่เลขที่ 65 หมู่ที่ 12 ตำบลห้วยหมอนทอง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2547 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2549 ตั้งอยู่เลขที่ 27/9 หมู่ที่ 12 ตำบลเดียวกัน ตามหนังสือรับรองระบุว่า บริษัทประกอบกิจการโรงงานผลิตปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ยาบำรุงและสัตว์ทุกชนิด เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เป็นตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยทุกชนิด รวมทั้งสินค้าจำพวกเคมี และสินค้าชีวภาพทุกชนิดด้วย ตามคำขอจดทะเบียนบริษัทและสำเนาบัญชีรายชื่อ ผู้ถือหุ้น บริษัทตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยด้วย โดยทางราชการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานให้บริษัทเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2548 เริ่มประกอบกิจการโรงงานวันที่ 5 เมษายน 2548 ตามใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2549

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ ประกอบกิจการอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1066 เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ มีเพียงจำเลยทั้งสองเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ทั้งห้าในฐานะหุ้นส่วน จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ได้ ตามมาตรา 1067 ส่วนค่าสินไหมทดแทนนั้น แม้โจทก์ทั้งห้านำสืบไม่ได้โดยชัดแจ้งว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ ได้รับความเสียหายเป็นเงินเท่าใดก็ตาม ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้ได้ตามควรแก่พฤติการณ์ ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า ทั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์และบริษัทไทยไบโอเทค เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด มีผลประกอบการขาดทุนมาโดยตลอด ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ จึงไม่ได้รับความเสียหายนั้น โจทก์ทั้งห้าฟ้องให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหาย มิได้ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองส่งมอบเงินกำไรที่หาได้ ดังนี้ แม้ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์และบริษัทไทยไบโอเทค เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด จะมีผลประกอบการขาดทุนหรือจำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินปันผลจากกำไรของบริษัทไทยไบโอเทค เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด หาทำให้จำเลยทั้งสองไม่จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการฝ่าฝืนประกอบกิจการอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ ไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองก็ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องหยุดประกอบกิจการในบริษัทไทยไบโอเทค เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด อันเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1066 บัญญัติห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วน ไม่ว่าทำเพื่อประโยชน์ตนหรือเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ซึ่งการฝ่าฝืนค้าขายแข่งกับห้างหุ้นส่วนมีกฎหมายบัญญัติความรับผิดของผู้ฝ่าฝืนไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1067 วรรคหนึ่งและวรรคสาม โดยวรรคหนึ่งบัญญัติให้ห้างหุ้นส่วนซึ่งจดทะเบียนนั้นชอบที่จะเรียกเอาผลกำไรอันผู้นั้นหาได้ทั้งหมดหรือเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายซึ่งห้างหุ้นส่วนได้รับเพราะเหตุนั้น และวรรคสามบัญญัติไว้ความว่า การที่ห้างหุ้นส่วนเรียกเอาผลกำไรหรือค่าสินไหมทดแทนนั้นไม่ลบล้างสิทธิของผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายในอันจะเรียกให้เลิกห้างหุ้นส่วน ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวบัญญัติกรณีฝ่าฝืนนี้ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจบังคับผู้ฝ่าฝืนให้หยุดประกอบกิจการที่ฝ่าฝืนนั้น ซึ่งอาจเป็นเหตุให้บุคคลภายนอกผู้สุจริตได้รับความเสียหาย ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองหยุดดำเนินกิจการในบริษัทไทยไบโอเทค เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด อันเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ ซึ่งก็คือให้หยุดประกอบกิจการอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ขอให้จำเลยทั้งสองหยุดประกอบกิจการในบริษัทไทยไบโอเทค เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด อันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม ไบโอคัลเชอร์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1066 ม. 1067 วรรคหนึ่ง ม. 1067 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมัสณา โพธิพิพิธ กับพวก
จำเลย — นายนพดล ไพรวัลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสุเจตน์ ส่งสัมพันธ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8509/2559
#606343
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 ไม่ได้บัญญัติว่าเหตุสุดวิสัยที่เป็นเหตุให้นายจ้างต้องหยุดกิจการนั้นจะต้องเป็นเหตุรุนแรงถึงขนาดให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการตามปกติได้โดยสิ้นเชิงเท่านั้น เพียงแต่บัญญัติว่าในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นโดยเหตุสำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างจนไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ นายจ้างอาจหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้การที่โจทก์หยุดกิจการชั่วคราวเฉพาะลูกจ้างในแผนกผลิตเครื่องเสียงติดรถยนต์ด้วยเหตุโรงงาน ผลิตชิ้นส่วนที่โจทก์ต้องสั่งซื้อเพื่อนำมาประกอบการผลิตเครื่องเสียงติดรถยนต์ประสบอุทกภัยน้ำท่วมจนไม่สามารถประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนนำส่งแก่โจทก์ได้ ซึ่งเป็นเหตุที่มีผลกระทบโดยตรงต่อวิกฤตทางเศรษฐกิจในกิจการของโจทก์ ถือว่าโจทก์มีความจำเป็นต้องหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 66/2555 ลงวันที่ 12 เมษายน 2555

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 66/2555 ลงวันที่ 12 เมษายน 2555

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2554 โจทก์ได้ประกาศหยุดการผลิตชั่วคราวระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม 2554 ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2554 โดยแจ้งคำสั่งให้พนักงานตรวจแรงงานทราบในวันที่ 21 ตุลาคม 2554 ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 โจทก์ได้ประกาศขยายระยะเวลาหยุดการผลิตชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 7 ถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 โดยแจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานทราบเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ต่อมาในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2554 โจทก์ได้ประกาศขยายการหยุดการผลิตชั่วคราวเพิ่มระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2554 โดยแจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานทราบเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 ระหว่างหยุดการผลิตชั่วคราวโจทก์ได้จ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงานในอัตราร้อยละ 75 ของค่าจ้าง แต่พนักงานโจทก์บางส่วนไม่เห็นด้วย อ้างว่าโจทก์ปฏิบัติไม่ชอบด้วยมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เนื่องจากเป็นการเลือกปฏิบัติให้พนักงานบางคนทำงาน ทั้งแจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานทราบน้อยกว่า 3 วันทำการ ซึ่งจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งที่ 66/2555 ลงวันที่ 12 เมษายน 2555 ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างในส่วนที่ขาดอยู่อีกร้อยละ 25 ให้แก่นางวรรณพากับพวกรวม 32 คน เป็นเงิน 41,392.23 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งของจำเลยที่ 66/2555 ลงวันที่ 12 เมษายน 2555 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มิได้บัญญัติไว้ว่าเหตุสุดวิสัยที่เป็นเหตุให้นายจ้างต้องหยุดกิจการนั้นจักต้องรุนแรงถึงขนาดให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการตามปกติได้โดยสิ้นเชิงเท่านั้นแต่อย่างใด โดยเพียงแต่บัญญัติไว้ว่าหากมีความจำเป็นโดยเหตุสำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างจนไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติเท่านั้น นายจ้างก็อาจหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้ สำหรับคดีนี้เมื่อปรากฏว่าโจทก์ประกาศหยุดกิจการชั่วคราวกับลูกจ้างบางส่วนเฉพาะในแผนกผลิตเครื่องเสียงติดรถยนต์ยี่ห้ออื่น ๆ โดยมูลเหตุสืบเนื่องมาจากโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนที่โจทก์ต้องสั่งซื้อเพื่อนำมาประกอบกิจการผลิตเครื่องเสียงติดรถยนต์ของโจทก์ประสบเหตุอุทกภัยน้ำท่วมไม่สามารถประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนส่งโจทก์ได้ ซึ่งเหตุดังกล่าวนั้นย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อวิกฤตทางเศรษฐกิจในกิจการของโจทก์ การที่โจทก์หยุดกิจการผลิตบางส่วนเป็นการชั่วคราวดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์มีความจำเป็นตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นแล้ว คำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างส่วนที่ขาดอีกร้อยละ 25 ของค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง จึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลแรงงานภาค 2 ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโซนี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางอัญชา ชูเกตุ ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นางสาวศศิธร แสงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8491/2559
#609572
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างในหมวดสวัสดิการกำหนดว่า นายจ้างจะให้เงินช่วยเหลือเป็นค่าอาหารแก่พนักงานทุกคนที่เป็นพนักงานประจำตามสภาพการจ้าง ยกเว้นพนักงานทดลองงานและพนักงานระดับผู้จัดการแผนกขึ้นไปจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือค่าอาหารนั้น เดิมนายจ้างเคยมอบคูปองค่าอาหารให้แก่ลูกจ้างคนละ 1 ใบ ต่อวัน เป็นมูลค่าวันละ 5 บาท และปี 2535 นายจ้างมอบกระดาษทิชชูให้แก่ลูกจ้างคนละ 2 ม้วน ต่อเดือน แสดงให้เห็นว่านายจ้างมีเจตนาแต่แรกที่จะให้ค่าอาหารเป็นสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือพนักงานประจำยกเว้นพนักงานทดลองงานและพนักงานระดับผู้จัดการแผนกขึ้นไป จึงกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในหมวดสวัสดิการ และเห็นเจตนาชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อระยะแรกนายจ้างจ่ายค่าอาหารในรูปคูปองและจ่ายกระดาษทิชชูให้ลูกจ้าง แม้ต่อมานายจ้างเปลี่ยนการจ่ายค่าอาหารในรูปคูปองและการจ่ายกระดาษทิชชูมาเป็นตัวเงิน โดยจ่ายให้พนักงานที่มีสิทธิได้รับทุกคนเป็นประจำทุกเดือนและไม่มีเงื่อนไขว่าพนักงานจะขาดลามาสายหรือไม่ ก็เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติของบริษัทนายจ้างเท่านั้น มิได้แสดงว่าเมื่อนายจ้างเปลี่ยนการให้สวัสดิการจากรูปแบบอื่นมาเป็นตัวเงินแล้วจะทำให้สวัสดิการดังกล่าวกลายเป็นค่าจ้าง สวัสดิการจึงเป็นตัวเงินได้ ไม่จำต้องเป็นแต่สิ่งของหรือบริการที่นายจ้างจัดให้ลูกจ้าง ดังนั้นเงินค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างประจำทุกเดือนจึงเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี ที่ 1/2553 ลงวันที่ 5 มกราคม 2553 และให้ถือว่า เงินค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูเป็นค่าจ้าง และเมื่อนำมารวมกับค่าจ้างปกติที่ลูกจ้างได้รับรวมเป็นฐานคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และดอกเบี้ยตามคำร้องแล้ว โจทก์จะได้รับค่าล่วงเวลา 1.5 เท่า หรือ 150 เปอร์เซ็นต์ ของงวดวันที่ 21/02/2008 ถึง 20/09/2009 เป็นเงิน 857.04 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 1 เท่า หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ ของงวดวันที่ 21/02/2008 ถึง 20/09/2009 เป็นเงิน 439.06 บาท และค่าล่วงเวลาในวันหยุด 3 เท่า หรือ 300 เปอร์เซ็นต์ ของงวดวันที่ 21/02/2008 ถึง 20/09/2009 เป็นเงิน 441.13 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทมิซึกิ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด นายจ้างได้รับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2531 เดิมบริษัทนายจ้างมอบคูปองเป็นค่าอาหารให้ลูกจ้างวันละใบมูลค่า 5 บาท และปี 2535 มอบกระดาษทิชชูให้ลูกจ้างคนละ 2 ม้วนต่อเดือน ปัจจุบันนายจ้างจ่ายค่าอาหารให้ลูกจ้างคนละ 700 บาท และค่ากระดาษทิชชู อีกคนละ 10 บาทต่อเดือน โจทก์เคยนำค่าอาหารรวมกับค่าจ้างเป็นฐานคำนวณเงินประกันสังคมที่นายจ้างเก็บจากลูกจ้างนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานีมีหนังสือแนะนำนายจ้างไม่ต้องนำเงินค่าอาหารมาคำนวณเป็นค่าจ้างเพื่อส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม บริษัทนายจ้างมีระเบียบข้อบังคับการทำงานใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2541 ถึงปัจจุบัน โดยกำหนดให้เงินค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูเป็นสวัสดิการไว้ในหมวด 12 สวัสดิการ ข้อ 12.1 ถึง 12.10 แล้ววินิจฉัยว่าเงินค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูไม่เป็นค่าจ้าง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูที่บริษัทนายจ้างจ่ายให้โจทก์เป็นประจำทุกเดือนเป็นค่าจ้างหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าสวัสดิการหมายถึงสิ่งของไม่ใช่ตัวเงินซึ่งสอดคล้องกับกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ พ.ศ.2548 ที่ล้วนแต่เป็นสิ่งของไม่ใช่ตัวเงิน ทั้งเงินค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูบริษัทนายจ้างให้โจทก์เป็นจำนวนที่แน่นอน ขาดลามาสายไม่หักเงินดังกล่าว ค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูจึงเป็นค่าจ้าง เห็นว่า ตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของบริษัทนายจ้างกำหนดเรื่องการให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างไว้ในหมวดที่ 12 ประกอบด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี การบริการข้าวสวย การบริการรับ - ส่งพนักงาน เงินค่าอาหาร การเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ สถานพยาบาลของบริษัทนายจ้าง การประกันภัยหมู่ เงินช่วยเหลือค่าทำศพ เครื่องแบบพนักงานและอุปกรณ์ในการทำงาน การเบิกค่ารักษาพยาบาลและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำหรับเงินค่าอาหารกำหนดไว้ว่า บริษัทนายจ้างจะให้เงินช่วยเหลือเป็นค่าอาหารแก่พนักงานทุกคนที่เป็นพนักงานประจำของบริษัทตามสภาพการจ้าง ยกเว้นพนักงานทดลองงานและพนักงานระดับผู้จัดการแผนกขึ้นไปจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือค่าอาหาร ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏว่า เดิมบริษัทนายจ้างมอบคูปองค่าอาหารให้ลูกจ้างวันละใบมูลค่า 5 บาท และต่อมาปี 2535 บริษัทนายจ้างมอบกระดาษทิชชูให้ลูกจ้างคนละ 2 ม้วนต่อเดือน ย่อมแสดงให้เห็นว่า บริษัทนายจ้างมีเจตนาแต่แรกที่จะให้ค่าอาหารเป็นสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือพนักงานประจำยกเว้นพนักงานทดลองงานและพนักงานระดับผู้จัดการแผนกขึ้นไป จึงกำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับการทำงานในหมวดสวัสดิการ และเห็นเจตนาชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อระยะแรกบริษัทนายจ้างจ่ายค่าอาหารเป็นคูปองและจ่ายกระดาษทิชชูให้ลูกจ้าง แม้ต่อมาบริษัทนายจ้างจะเปลี่ยนการจ่ายค่าอาหารเป็นคูปองและการจ่ายกระดาษทิชชูมาเป็นตัวเงินโดยจ่ายให้พนักงานที่มีสิทธิได้รับทุกคนเป็นประจำทุกเดือนโดยไม่มีเงื่อนไขว่าพนักงานจะขาดลามาสายหรือไม่ ก็เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติของบริษัทนายจ้างเท่านั้น มิได้แสดงว่าเมื่อบริษัทนายจ้างเปลี่ยนการให้สวัสดิการจากรูปแบบอื่นมาเป็นตัวเงินจะทำให้สวัสดิการดังกล่าวกลายเป็นค่าจ้าง สวัสดิการจึงเป็นตัวเงินได้ ไม่จำต้องเป็นแต่สิ่งของหรือบริการที่นายจ้างจัดให้ลูกจ้าง ดังนั้นเงินค่าอาหารเดือนละ 700 บาท และค่ากระดาษทิชชูเดือนละ 10 บาท ที่บริษัทนายจ้างจ่ายให้โจทก์เป็นประจำทุกเดือนจึงเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้างตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิไลพร ปิ๊บกลาง
จำเลย — นางสุภาภรณ์ นิ่มแย้ม ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุวรรณ์ นามตะ
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8484 -ที่ 8485/2559
#605737
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของจำเลยที่มิได้มีการประกาศโครงการและผลตอบแทนเชิญชวนหาผู้สมัครใจลาออกให้ลูกจ้างทั้งระบบทราบ แต่ใช้วิธีกำหนดตัวบุคคลลูกจ้างเป้าหมาย คือ โจทก์ทั้งสอง ซึ่งมีเงินค่าตอบแทนการจ้างสูงให้ออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยไว้ล่วงหน้า มีการจัดเตรียมเอกสารใบลาออก เงินค่าตอบแทนการลาออกของโจทก์ทั้งสองไว้ก่อนจะเชิญโจทก์ทั้งสองมาเจรจาขอให้ลาออก หลังให้โจทก์ทั้งสองลงชื่อในใบลาออกแล้วยังแจ้งการสิ้นสุดเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ทั้งสองในครั้งแรกว่าเป็นการเลิกจ้าง พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง โดยพยายามหลีกเลี่ยงเบี่ยงเบนจัดทำหลักฐานทางเอกสารให้เป็นเรื่องของการลาออกโดยอาศัยอำนาจต่อรองของนายจ้างที่เหนือกว่า

การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นกรณีนายจ้างแสดงเจตนาเลิกจ้างหรือลูกจ้างแสดงเจตนาลาออก ไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้แสดงเจตนาจะต้องทำตามแบบหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ภายใต้บังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 94 แม้โจทก์ทั้งสองจะรับว่าได้ลงชื่อในใบลาออกแล้วก็ตาม แต่ก็ยังสามารถนำพยานบุคคลมาสืบได้ว่าที่โจทก์ทั้งสองยอมลงชื่อในใบลาออกนั้นเพราะถูกจำเลยบังคับขู่เข็ญ ที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจพิเคราะห์พยานบุคคลประกอบเหตุผลแวดล้อมต่าง ๆ แล้วฟังว่าโจทก์ทั้งสองไม่สมัครใจลงชื่อในใบลาออก เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ชอบแล้ว

แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยประสบภาวะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี มีความจำเป็นต้องลดรายจ่าย จึงมีโครงการปรับโครงสร้างองค์กรลดจำนวนลูกจ้างลง ซึ่งหากเป็นจริงก็เป็นปัญหาทางธุรกิจโดยรวมที่มีเหตุผลความจำเป็นสามารถอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม หากมีการแจ้งเหตุผลความจำเป็น กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการเลิกจ้าง การคัดเลือกลูกจ้างที่จะให้ออกไว้แน่นอนและเป็นธรรม ประกาศให้ลูกจ้างทราบทั่วกัน และดำเนินการตามหลักเกณฑ์วิธีการดังกล่าวโดยไม่เลือกปฏิบัติ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ประกาศแจ้งเหตุผลความจำเป็น หลักเกณฑ์ วิธีการคัดเลือกลูกจ้างให้ทราบโดยทั่วกัน ใช้หลักเกณฑ์ใดในการคัดเลือกโจทก์ทั้งสองเป็นเป้าหมายในการให้ออกจากงาน นอกเหนือไปจากการที่โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างที่ได้รับค่าตอบแทนการจ้างสูง ที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 3,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 246,000 บาท และ 103,500 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 พฤศจิกายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2539 และวันที่ 20 สิงหาคม 2550 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและผู้จัดการโครงการ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 41,291 บาท และ 69,800 บาท ตามลำดับ เมื่อต้นปี 2553 จำเลยมีนโยบายปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อลดค่าใช้จ่ายจึงให้หัวหน้าแผนกที่โจทก์ทั้งสองสังกัดอยู่เรียกให้โจทก์ที่ 1 มาพบในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 และเรียกให้โจทก์ที่ 2 มาพบในวันที่ 2 กันยายน 2553 เพื่อให้โจทก์ทั้งสองลงชื่อในใบลาออกที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าและมอบเงินช่วยเหลือให้ แล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยจัดเตรียมใบลาออก อนุมัติเงินค่าใช้จ่ายและออกเช็คสั่งจ่ายเงินดังกล่าวเอาไว้ก่อนเช่นนี้แสดงว่าจำเลยมีเจตนาที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยประสงค์จะปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการบริหารโดยให้ลูกจ้างลาออกโดยสมัครใจนั้น จำเลยก็ไม่ได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าก่อน ทั้งที่จำเลยมีระเบียบว่าหากลูกจ้างจะลาออกต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าโจทก์ทั้งสองลาออกจึงขัดต่อเหตุผล จำเลยยังเรียกโจทก์ทั้งสองไปพบและแจ้งในลักษณะรวบรัดตัดตอนว่าผู้บริหารจำเลยมีมติให้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองแล้ว หากโจทก์ทั้งสองไม่ยอมลงชื่อในใบลาออกก็จะถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชย หลังจากนั้นจำเลยมีหนังสือแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ทั้งสองว่า เนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองซึ่งในการตีความการแสดงเจตนานั้นจะต้องพิเคราะห์ถึงเจตนาที่แท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 ทั้งการใช้สิทธิของตนก็ต้องกระทำโดยสุจริต เมื่อจำเลยเป็นนายจ้างซึ่งมีอำนาจบังคับเหนือโจทก์ทั้งสองมีเจตนาที่จะให้โจทก์ทั้งสองพ้นจากการเป็นลูกจ้าง พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมแสดงว่าจำเลยมีเจตนาที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองมาก่อนแล้ว โจทก์ทั้งสองหาได้มีเจตนาที่จะลาออกแต่อย่างใด ส่วนการที่จำเลยมีหนังสือแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ทั้งสองอีกครั้งหนึ่งโดยระบุว่าโจทก์ทั้งสองลาออกนั้นก็เป็นพิรุธ ส่วนรายงานแจ้งการสิ้นสุดการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นจำเลยก็จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว แม้ตามรายงานดังกล่าวจะระบุว่าโจทก์ทั้งสองลาออกก็ขัดกับพฤติการณ์ของจำเลย จึงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองมิได้ลาออก แต่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง ที่จำเลยอ้างว่าเลิกจ้างเพราะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี จำต้องปรับโครงสร้างองค์กร โดยการปรับลดลูกจ้างเพื่อลดค่าใช้จ่ายนั้น จำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าขณะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง จำเลยมีฐานะทางการเงินอย่างไรและประสบปัญหาการขาดทุนถึงขนาดหรือไม่ ส่วนเหตุผลในการลดค่าใช้จ่ายก็เป็นข้ออ้างของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเพียงฝ่ายเดียว ไม่ปรากฏว่าดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในการลดลูกจ้าง โดยให้ลูกจ้างได้รับประโยชน์จากนายจ้างในจำนวนเพียงพอที่จะสมัครใจออกจากงานไปด้วยความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการประเมินความสามารถหรือคุณค่าของลูกจ้างที่เลิกจ้างไปโดยให้ลูกจ้างสามารถตรวจสอบและทักท้วงได้ จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม สมควรกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสอง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยให้การว่า จำเลยปรับโครงสร้างองค์กรจึงเสนอให้ลูกจ้างลาออกโดยได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษ แต่พฤติการณ์ของจำเลยในทางปฏิบัติตามที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่ามิได้มีการประกาศโครงการและผลตอบแทนเชิญชวนหาผู้สมัครใจลาออกให้ลูกจ้างทั้งระบบทราบ แต่ใช้วิธีกำหนดตัวบุคคลลูกจ้างเป้าหมาย คือ โจทก์ทั้งสอง ซึ่งมีเงินค่าตอบแทนการจ้างสูงให้ออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยไว้ล่วงหน้า มีการจัดเตรียมเอกสารใบลาออก เงินค่าตอบแทนการลาออกของโจทก์ทั้งสองไว้ก่อนจะเชิญโจทก์ทั้งสองมาเจรจาขอให้ลาออก หลังให้โจทก์ทั้งสองลงชื่อในใบลาออกแล้วจำเลยยังแจ้งการสิ้นสุดเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ทั้งสองในครั้งแรกว่าเป็นการเลิกจ้าง พฤติการณ์เห็นได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง โดยพยายามหลีกเลี่ยงเบี่ยงเบนจัดทำหลักฐานทางเอกสารให้เป็นเรื่องของการลาออกโดยอาศัยอำนาจต่อรองของนายจ้างที่เหนือกว่า ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ทั้งสองรับว่าได้ลงชื่อในใบลาออก แต่กลับนำสืบพยานบุคคลว่าโจทก์ทั้งสองลงชื่อในใบลาออกเพราะถูกจำเลยบังคับขู่เข็ญ เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบหักล้างพยานเอกสาร ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานนั้น เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นกรณีนายจ้างแสดงเจตนาเลิกจ้างหรือลูกจ้างแสดงเจตนาลาออก ไม่มีกฎหมายบังคับว่าผู้แสดงเจตนาจะต้องทำตามแบบหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ไม่อยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 แม้โจทก์ทั้งสองจะรับว่าได้ลงชื่อในใบลาออกแล้วก็ตาม แต่ก็ยังสามารถนำพยานบุคคลมาสืบได้ว่าที่โจทก์ทั้งสองยอมลงชื่อในใบลาออกนั้นเพราะถูกจำเลยบังคับขู่เข็ญ การที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจพิเคราะห์พยานบุคคลประกอบเหตุผลแวดล้อมต่าง ๆ แล้วฟังว่าโจทก์ทั้งสองไม่สมัครใจลงชื่อในใบลาออก จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ชอบ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยประสบภาวะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี มีความจำเป็นต้องลดรายจ่าย จึงมีโครงการปรับโครงสร้างองค์กรลดจำนวนลูกจ้างลง ซึ่งหากเป็นจริงก็เป็นปัญหาทางธุรกิจโดยรวมที่มีเหตุผลความจำเป็นสามารถอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม หากมีการแจ้งเหตุผลความจำเป็น กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการเลิกจ้าง การคัดเลือกลูกจ้างที่จะให้ออกไว้แน่นอนและเป็นธรรม ประกาศให้ลูกจ้างทราบทั่วกัน และดำเนินการตามหลักเกณฑ์วิธีการดังกล่าวโดยไม่เลือกปฏิบัติ แต่จากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ประกาศแจ้งเหตุผลความจำเป็น หลักเกณฑ์ วิธีการคัดเลือกลูกจ้างให้ทราบโดยทั่วกัน ไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้หลักเกณฑ์ใดในการคัดเลือกโจทก์ทั้งสองเป็นเป้าหมายในการให้ออกจากงาน นอกเหนือไปจากการที่โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างที่ได้รับค่าตอบแทนการจ้างสูง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวโปรดปราน เสวกระโทก กับพวก
จำเลย — บริษัทฟูจิตสึ ซีสเต็ม บีสซีเนส (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายองอาจ ชัยเพชรโยธิน
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8482/2559
#608720
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานฟ้องว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลย ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันเป็นสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีต่อกัน กรณีดังกล่าวจึงไม่จำต้องให้สมาชิกของโจทก์มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีแทนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 36 บทบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิแก่ลูกจ้างที่จะมอบอำนาจให้สหภาพแรงงานซึ่งตนเป็นสมาชิกดำเนินคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายแรงงานแทนลูกจ้างผู้นั้นได้เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงเป็นการตัดสิทธิไม่ให้สหภาพแรงงานฟ้องคดีในส่วนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสหภาพแรงงานโดยเฉพาะ โจทก์มีวัตถุที่ประสงค์ตามข้อบังคับ ข้อ 5 (1) ว่า เพื่อการแสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 98 (2) กำหนดให้สหภาพแรงงานมีอำนาจหน้าที่จัดการและดำเนินการเพื่อให้สมาชิกได้รับประโยชน์ตามวัตถุที่ประสงค์ของสหภาพแรงงานและที่ประชุมใหญ่มีมติให้โจทก์ฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลย อันเป็นไปตามมาตรา 103 (2) แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องแทนสมาชิกของโจทก์ได้

บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 100 เป็นเพียงข้อกำหนดให้สหภาพแรงงานซึ่งเป็นนิติบุคคลดำเนินกิจการต่าง ๆ โดยทางผู้แทนทั้งหลายที่เรียกว่าคณะกรรมการเท่านั้น ไม่ได้มีมาตราอื่นใดของพระราชบัญญัติฉบับนี้บังคับว่าสหภาพแรงงานจะดำเนินกิจการใด ๆ ได้ต้องอาศัยความเห็นชอบของคณะกรรมการทุกคน เมื่อข้อบังคับของโจทก์ได้กำหนดเรื่องการเป็นผู้แทนสหภาพแรงงานในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกไว้ใน ข้อ 20 ว่า คณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินกิจการของสหภาพแรงงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ข้อบังคับ และมติของที่ประชุม และเป็นผู้แทนสหภาพแรงงานในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก... และเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการ ในข้อ 27 วรรคสาม ว่า ... การลงมติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก...การที่โจทก์มีกรรมการทั้งหมด 11 คน แม้ขณะฟ้องกรรมการโจทก์จะเหลืออยู่เพียง 8 คน ก็ถือว่าเป็นเสียงข้างมากตามข้อบังคับของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจโดยชอบที่จะมอบอำนาจให้ ส. หรือ ท. หรือ น. ดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจได้ การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเบี้ยขยันและโบนัสให้แก่สมาชิกของโจทก์ตามบัญชีรายชื่อสมาชิกและจำนวนเงินท้ายคำฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์จดทะเบียนกรรมการไว้ 11 คน ตามใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนกรรมการ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2550 โจทก์กับจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จำเลยไม่จ่ายเบี้ยขยันและโบนัสประจำปี 2552 ให้แก่สมาชิกของโจทก์ตามข้อตกลงดังกล่าว วันที่ 27 มกราคม 2553 ที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2553 มีมติให้โจทก์ฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวตามบันทึกรายงานการประชุม โจทก์จึงมอบอำนาจให้นางสาวสำนาง หรือนางสาวทองเพียร หรือนางสาวนิตยา ดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจ แล้ววินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 36 บัญญัติให้นายจ้างหรือลูกจ้างจะมอบอำนาจให้สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานซึ่งตนเป็นสมาชิกหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ดำเนินคดีแทนก็ได้ หมายความว่าหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง สมาชิกของโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวได้ด้วยตนเองหรือจะมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีแทนก็ได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยไม่ปรากฏว่าสมาชิกของโจทก์มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีแทน อีกทั้งข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 23 คณะกรรมการโจทก์ก็ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการฟ้องคดีแทนสมาชิก โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนสมาชิกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานฟ้องว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลย ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอันเป็นสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีต่อกัน กรณีดังกล่าวจึงไม่จำต้องให้สมาชิกของโจทก์มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีแทนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 36 ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย บทบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิแก่ลูกจ้างที่จะมอบอำนาจให้สหภาพแรงงานซึ่งตนเป็นสมาชิกดำเนินคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายแรงงานแทนลูกจ้างผู้นั้นได้เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงเป็นการตัดสิทธิไม่ให้สหภาพแรงงานฟ้องคดีในส่วนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสหภาพแรงงานโดยเฉพาะ โจทก์มีวัตถุที่ประสงค์ตามข้อบังคับ ข้อ 5 (1) ว่า เพื่อการแสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 98 (2) กำหนดให้สหภาพแรงงานมีอำนาจหน้าที่จัดการและดำเนินการเพื่อให้สมาชิกได้รับประโยชน์ตามวัตถุที่ประสงค์ของสหภาพแรงงาน และที่ประชุมใหญ่มีมติให้โจทก์ฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลย อันเป็นไปตามมาตรา 103 (2) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องแทนสมาชิกของโจทก์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 100 เป็นเพียงข้อกำหนดให้สหภาพแรงงานซึ่งเป็นนิติบุคคลดำเนินกิจการต่าง ๆ โดยทางผู้แทนทั้งหลายที่เรียกว่าคณะกรรมการเท่านั้น ไม่ได้มีมาตราอื่นใดของพระราชบัญญัติฉบับนี้บังคับว่าสหภาพแรงงานจะดำเนินกิจการใด ๆ ได้ต้องอาศัยความเห็นชอบของคณะกรรมการทุกคน เมื่อข้อบังคับของโจทก์ได้กำหนดเรื่องการเป็นผู้แทนสหภาพแรงงานในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกไว้ ในข้อ 20 ว่า คณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินกิจการของสหภาพแรงงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ข้อบังคับและมติของที่ประชุมและเป็นผู้แทนสหภาพแรงงาน ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก... และเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการ ในข้อ 27 วรรคสาม ว่า ... การลงมติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก...การที่โจทก์มีกรรมการทั้งหมด 11 คน แม้ขณะฟ้องกรรมการโจทก์จะเหลืออยู่เพียง 8 คน ก็ถือว่าเป็นเสียงข้างมากตามข้อบังคับของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจโดยชอบที่จะมอบอำนาจให้นางสาวสำนาง หรือนางสาวทองเพียร หรือนางสาวนิตยา ดำเนินคดีแทน ตามหนังสือมอบอำนาจได้ การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

เนื่องจากคดียังมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องจ่ายเบี้ยขยันและโบนัส พร้อมดอกเบี้ยตามคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ เพียงใด แต่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นอื่นแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 36
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 98 (2) ม. 100 ม. 103 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานเอเซียการ์เมนต์
จำเลย — บริษัทเอเซียการ์เมนต์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุขุม นามวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8476/2559
#605410
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชยพล ปฏิปทานนท์
จำเลย — บริษัท จามจุรี สแควร์ จำกัด กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ -
ชื่อองค์คณะ
นายประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8471/2559
#606121
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายใต้บังคับบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องอายุความ แม้ ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง บัญญัติว่า การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1476 ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำไปฝ่ายเดียว โดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีเดิมอายุความย่อมสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) ครั้นศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องคดีเดิมโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีใหม่เพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิมให้คู่ความฟังวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาศาลฎีกาคดีเดิมถึงที่สุด จึงต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทเฉพาะมาใช้บังคับแก่อายุความ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่นายจำเนียรนำเงินอันเป็นสินสมรสไปซื้อที่ดินให้จำเลยตามที่ดินสิทธิครอบครอง ภบท. 5 เลขสำรวจที่ 245/45 - 48 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 15921 และ 37163 ตำบลขุนแก้ว(ท้ายคุ้ง) อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับส่งมอบหลักฐานแสดงการครอบครองและโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ กับให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งสามแปลง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย หากไม่สามารถโอนสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์คืนโจทก์ได้ ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,000,000 บาท และ 13,500,000 บาท หรือใช้ราคาตามราคาซื้อขายที่ดินทั้งสามแปลงในวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ชำระค่าเช่าจำนวน 800,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จำนวน 1,331,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชำระค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท ของที่ดินที่มีสิทธิครอบครอง และเดือนละ 100,000 บาท ของที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์จนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมที่นายจำเนียร นำเงินไปซื้อที่ดินให้จำเลยตามที่ดินสิทธิครอบครองตาม ภบท. 5 เลขสำรวจที่ 245/45 - 48 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี กับปลูกสร้างบ้านพักบนที่ดินดังกล่าว ที่ดินโฉนดเลขที่ 15921 และ 37163 ตำบลขุนแก้ว (ท้ายคุ้ง) อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม กับปลูกสร้างโกดังเก็บสินค้า ให้จำเลยโอนสิทธิครอบครองกับหลักฐานการครอบครองที่ดินตาม ภบท. 5 เลขสำรวจที่ 245/45 - 48 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ และขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย หากไม่สามารถโอนสิทธิครอบครองให้ได้ให้ชดใช้เงิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์แทน ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินกับส่งมอบหลักฐานโฉนดเลขที่ 15921 และ 37163 ตำบลขุนแก้ว (ท้ายคุ้ง) อำเภอนครชัยศรี (เมือง) จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ และขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ได้ให้ชดใช้เงิน 13,500,000 บาท แก่โจทก์แทน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่ความตาย นายอุกฤษฎ์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของนายจำเนียร โจทก์เคยฟ้องจำเลยว่าถือสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแทนนายจำเนียร ขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 7283/2556 ว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2541 และวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 นายจำเนียรมอบเงินให้จำเลยไปซื้อที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยเอง จำเลยมิได้ครอบครองหรือถือกรรมสิทธิ์แทนนายจำเนียร ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่หากโจทก์เห็นว่านายจำเนียรนำเงินอันเป็นสินสมรสไปซื้อที่ดินพิพาทให้จำเลยก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ต่อไปว่านายจำเนียรเพียงฝ่ายเดียวนำเงินอันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายจำเนียรให้จำเลยไปซื้อที่ดินพิพาทและปลูกสร้างบ้านพักกับโรงงานบนที่ดินดังกล่าว แล้วมีชื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองและถือกรรมสิทธิ์ โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีเดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายใต้บังคับบทบัญญัติของกฎหมายเรื่องอายุความ แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง บัญญัติว่า การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1476 ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำไปฝ่ายเดียว โดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น จำเลยอ้างว่าโจทก์รู้เหตุอันเป็นมูลแห่งการเพิกถอนวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีเดิม ส่วนคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ อย่างไรก็ดี เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีเดิมอายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) ครั้นศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องคดีเดิมโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีใหม่เพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุดศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีเดิมให้คู่ความฟังวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้วันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาศาลฎีกาคดีเดิมถึงที่สุด กรณีคดีเดิมศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทเฉพาะมาใช้บังคับแก่อายุความ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (2) ม. 193/17 วรรคสอง ม. 1480 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
นางเบญจวรรณ สายสิทธิ์ โดยนายอุกฤษฎ์ สายสิทธิ์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางขนิษฐาหรือนางสาวจิดาภา ขนุนศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายวิริยะ ภูมิจำนงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอรุณ เรืองเพชร
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิสิฏฐ์ สุดลาภา
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8467/2559
#606946
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจำนวน 758,467 บาท เพราะเหตุที่โจทก์ใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท ในการรักษาพยาบาล โดยไม่ได้จ่ายจริง หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง ซึ่งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่ได้ให้การไว้ ก็ย่อมยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาได้ ในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลตามใบแจ้งค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาล อันเนื่องจากการใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งบุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อันเป็นสิทธิของโจทก์ตามที่กฎหมายกำหนดให้ ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทน 1,091,267 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 มิถุนายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2549 จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ขับรถบรรทุกสิบล้อพ่วง หมายเลขทะเบียน 70 - 3245 สระบุรี อันมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถคันนี้ไว้จากจำเลยที่ 2 ไปในทางการที่ว่าจ้างเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่มีโจทก์นั่งซ้อนท้ายมาล้มลงที่บริเวณสะพานน้ำน้อย ถนนกาญจนวนิช ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ระหว่างพิจารณาในคดีอาญาที่จำเลยที่ 1 ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแขวงสงขลา จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 วางเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 250,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวไปแล้ว ในคดีนี้ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าสินไหมทดแทนตรงกันให้โจทก์ได้รับเป็นค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เป็นเงิน 758,467 บาท ค่านวดคลายเส้นและจัดกระดูก ยาหม้อ ค่าพาหนะในการเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อการรักษาต่อเนื่อง เป็นเงิน 250,000 บาท ค่ารักษาแพทย์แผนโบราณเป็นเงิน 32,800 บาท และค่าขาดความสามารถในการประกอบการงานเป็นเงิน 600,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,641,267 บาท โดยให้หักเงินที่โจทก์ได้รับชดใช้ในคดีอาญาออกแล้วคงเหลือ 1,091,267 บาท สำหรับจำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยต้องร่วมรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เป็นเงิน 100,000 บาท และตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก เป็นเงิน 250,000 บาท เมื่อหักเงินที่จำเลยที่ 4 วางชดใช้ในคดีแล้ว คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 4 ต้องรับผิด 50,000 บาท ซึ่งหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 4 ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยมาวางศาลในคดีนี้แล้ว โดยไม่ติดใจอุทธรณ์

มีปัญหาวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาเพียงว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจำนวน 758,467 บาท เพราะเหตุที่โจทก์ใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท ในการรักษาพยาบาล โดยไม่ได้จ่ายเงินจริง ปัญหานี้สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองว่า แม้โจทก์จะไม่ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท ก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับตามโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าของรัฐบาล ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ผู้ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดต้องระงับไป เพราะเป็นสิทธิของโจทก์ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 อันเป็นการวินิจฉัยสิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจำนวนนี้ว่ามีหรือไม่ จึงเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่ได้ให้การไว้ ก็ย่อมยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาได้ ในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลตามใบแจ้งค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์อันเนื่องจากการใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งบุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อันเป็นสิทธิของโจทก์ตามที่กฎหมายกำหนดให้ ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดด้วยโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่า หากรัฐบาลเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในส่วนนี้จากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็จะทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ต้องรับผิดซ้ำซ้อนกันอีก ทำนองว่าเมื่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติใช้สิทธิเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยจากรถใช้สิทธิรับบริการเอาจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 12 ซึ่งจะทำให้สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยมาใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 นั้น ก็เห็นได้ว่า การจ่ายเงินจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยให้แก่ผู้ประสบภัยจากรถนั้นเป็นเพียงการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น ข้อเท็จจริงตามท้องสำนวนไม่ปรากฏว่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติใช้สิทธิเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขที่โจทก์รับบริการเอาจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยตามภาระหน้าที่ที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย และสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยมาใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีข้ออ้างกรณีจะต้องรับผิดซ้ำซ้อนกันมาเป็นข้อแก้ตัวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่ารักษาพยาบาลได้นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ค่ารักษาพยาบาลตามใบแจ้งมีจำนวน 753,467 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองกล่าวมาในคำวินิจฉัยว่ามีจำนวน 758,467 บาทแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระเงินไปตามนั้น จึงไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 เมื่อค่ารักษาพยาบาลมีจำนวนที่ถูกต้อง 753,467 บาท จึงมีจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องร่วมกันรับผิดทั้งหมด 1,086,267 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทน1,086,267 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ความรับผิดของจำเลยที่ 4 และนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอดุลย์ อ่อนแก้ว
จำเลย — นายสายัณห์ จุลเนียม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวฐิตินันท์ มงคลพิทักษ์สุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางพนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8455/2559
#606130
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกัน จำเลยเป็นคนสัญชาติไทย จดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ฟ้องขอหย่ากับจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยในคดีนี้โจทก์นำสืบเพียงว่า เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อติดตามจำเลยมาต่อสู้คดี โดยส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาบัญญัติให้คู่สามีภริยาหย่ากันได้ 2 กรณีคือ 1. กรณีหย่าไม่มีผู้คัดค้าน หมายถึง คู่สมรสยินยอมที่จะหย่ากัน 2. กรณีหย่าโดยมีผู้คัดค้าน ส่วนคำพิพากษาศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียก็ไม่ได้ระบุถึงเหตุแห่งการหย่าไว้ว่าเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราใด หรือเพราะเหตุใดระบุแต่เพียงว่าจำเลยขาดนัดแล้วพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยเท่านั้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างมิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่ากฎหมายบัญญัติเหตุหย่าไว้ว่าอย่างไร นอกจากนี้พฤติการณ์ของโจทก์ที่ได้ยื่นฟ้องหย่าจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นก่อน แต่ยังไม่ทันที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดี โจทก์กลับไปแต่งงานกับหญิงอื่นแล้วอาศัยคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียมาบังคับจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธินำคดีไปฟ้องยังศาลต่างประเทศโดยไม่สุจริตและยังขัดกับหลักเกณฑ์การยอมรับและบังคับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศด้วย กล่าวคือโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมทราบดีว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด แต่โจทก์กลับส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ เป็นเหตุให้ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา มีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของโจทก์จึงไม่ได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรมและโจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าเหตุแห่งการฟ้องหย่าไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของกฎหมายภายในของประเทศสยาม ศาลจึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามมาใช้บังคับแก่คดี ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 หรือไม่ เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้จงใจทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี และฎีกาของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลล่างดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลล่างวินิจฉัยมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) คำพิพากษาศาลล่างชอบแล้ว เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้หย่าขาดจากกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ เพราะการแบ่งสินสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการหย่าแล้วเท่านั้น ทั้งนี้เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 และ 1533 ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ซึ่งต้องบังคับตามกฎหมายสัญชาติของโจทก์ แต่โจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นจนเป็นที่พอใจแก่ศาล จึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามบังคับ ที่ศาลล่างพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยโดยใช้ ป.พ.พ. มาตรา 1461 และ 1598/38 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้จำเลยแบ่งสินสมรสที่ดินโฉนดเลขที่ 36122 เลขที่ดิน 21 อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถแบ่งได้ ให้จำเลยชำระราคาที่ดินครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 100,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2556 ถึงวันฟ้องแย้งเป็นเวลา 7 เดือน เป็นเงิน 700,000 บาท และนับแต่วันฟ้องแย้งไปทุกเดือน เดือนละ 100,000 บาท จนกว่าจำเลยจะถึงแก่ความตายหรือสมรสใหม่

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 30,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะถึงแก่ความตายหรือสมรสใหม่ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2548 โจทก์ซึ่งเป็นคนสัญชาติอเมริกันและจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายที่เมืองมอนเทอเร่ย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2556 ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2557 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์แถลงว่า โจทก์ยื่นฟ้องหย่าจำเลยที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา พิพากษาให้โจทก์หย่ากับจำเลยแล้ว เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2557

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองไม่พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายแห่งท้องถิ่นที่ฟ้องอีกต่อไป เพราะระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันไปตามกฎหมายของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกฎหมายตามสัญชาติของโจทก์และเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน โดยโจทก์ได้นำสืบถึงเหตุผลตามกฎหมายของสัญชาติโจทก์ที่อนุญาตให้คู่สมรสฟ้องหย่าได้ ตามรายละเอียดที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียพร้อมคำแปล จึงต้องถือว่าโจทก์ได้พิสูจน์กฎหมายของสัญชาติโจทก์โดยชัดแจ้งเป็นที่พอใจแก่ศาลแล้ว โจทก์ไม่ต้องนำพยานผู้เชี่ยวชาญของประเทศโจทก์มานำสืบอีกดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย คดีนี้จึงต้องใช้กฎหมายต่างประเทศมาบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 8 ไม่อาจใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามมาใช้บังคับ เมื่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ต้องพิจารณาว่าจะให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยอีกหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความแต่เพียงว่า เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อติดตามจำเลยมาต่อสู้คดี โดยส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาบัญญัติให้คู่สามีภริยาหย่ากันได้ 2 กรณีคือ 1. กรณีไม่มีผู้คัดค้าน หมายถึง คู่สมรสยินยอมที่จะหย่ากัน 2. กรณีหย่าโดยมีผู้คัดค้าน ส่วนคำพิพากษาศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ไม่ได้ระบุถึงแห่งการหย่าไว้ว่าเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราใด หรือเพราะเหตุใดระบุแต่เพียงว่าจำเลยขาดนัดแล้ว พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยเท่านั้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างมิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่ากฎหมายบัญญัติเหตุหย่าไว้ว่าอย่างไร นอกจากนี้พฤติการณ์ของโจทก์ที่ได้ยื่นฟ้องหย่าจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นก่อน แต่ยังไม่ทันที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดี โจทก์กลับไปแต่งงานกับหญิงอื่นแล้วอาศัยคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียมาบังคับจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธินำคดีไปฟ้องยังศาลต่างประเทศโดยไม่สุจริตและยังขัดกับหลักเกณฑ์การยอมรับและบังคับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศด้วย กล่าวคือ โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมทราบดีว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด แต่โจทก์กลับส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ เป็นเหตุให้ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา มีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของโจทก์จึงไม่ได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรมและโจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าเหตุแห่งการฟ้องหย่าไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของกฎหมายภายในของประเทศสยาม ศาลจึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามมาใช้บังคับแก่คดีศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 หรือไม่ เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้จงใจทิ้งร้างโจทก์เกินกว่าหนึ่งปี และฎีกาของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลล่างดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลล่างวินิจฉัยมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) คำพิพากษาศาลล่างชอบแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 36122 อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่งแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยยังมิได้หย่าขาดจากกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ เพราะการแบ่งสินสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการหย่าแล้วเท่านั้น ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 และ 1533

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายแห่งสัญชาติของโจทก์ซึ่งถูกเรียกร้องให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู คำพิพากษาศาลล่างในส่วนนี้ไม่ชอบ เห็นว่า เหตุที่ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย ก็เพราะไม่มีประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องวินิจฉัยเนื่องจากเป็นการพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยจำเลยขาดนัด ส่วนคดีนี้จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ซึ่งต้องบังคับตามกฎหมายสัญชาติของโจทก์ แต่โจทก์มิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นจนเป็นที่พอใจแก่ศาล จึงต้องใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามบังคับ ที่ศาลล่างพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยโดยใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 และ 1598/38 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องและฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1461 ม. 1516 (4) ม. 1532 ม. 1533 ม. 1598/38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ด.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี — นายบุญรัตน์ จูอี้
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจุมพล ชูวงษ์
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฎฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8454/2559
#605731
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. โดยเหตุกิจการของห้างที่จะทำไปก็มีแต่ขาดทุนอย่างเดียวและไม่มีหวังว่าจะกลับฟื้นตัวได้อีก และผู้เป็นหุ้นส่วนดำเนินคดีฟ้องร้องกันหลายเรื่องจนไม่สามารถจะร่วมทำกิจการต่อไปได้ ทั้งผู้ร้องยกเลิกสัมปทานค้าขายน้ำมัน รื้อถอนถังบรรจุน้ำมันและตู้จ่ายน้ำมันคืนแก่บริษัท อ. ไปแล้ว อันเป็นเหตุทำให้ห้างหุ้นส่วนเหลือวิสัยที่จะดำรงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งเป็นเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 1057 (2) และ (3) หาได้อ้างเหตุผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งล่วงละเมิดบทบังคับใด ๆ อันเป็นข้อสาระสำคัญซึ่งสัญญาหุ้นส่วนกำหนดไว้แก่ตนโดยจงใจหรือเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามมาตรา 1057 (1) ไม่ เช่นนี้ ไม่ว่าผู้ร้องจะเป็นผู้ล่วงละเมิดบทบังคับใด ๆ อันเป็นข้อสาระสำคัญซึ่งสัญญาหุ้นส่วนกำหนดไว้แก่ตนโดยจงใจหรือเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามมาตรา 1057 (1) ดังที่ผู้คัดค้านฎีกาหรือไม่ ผู้ร้องก็มีอำนาจยื่นคำร้องขอในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด สามชัยตาคลี และตั้งผู้ชำระบัญชี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด สามชัยตาคลี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (3) ประกอบมาตรา 1080 วรรคหนึ่ง และให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด สามชัยตาคลี ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้อง โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ตั้งแต่ปี 2523 ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามชัยตาคลี ประกอบธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง มีผู้ร้องเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการนายศักดิ์ชัย และผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด ทั้งสามเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จนปี 2548 ผู้คัดค้านกล่าวหาว่าผู้ร้องยักยอกทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด สามชัยตาคลี และกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 ผู้คัดค้านฟ้องผู้ร้องกับพวกทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาประมาณ 20 คดี ในขณะที่ผู้ร้องเลิกประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง โดยยกเลิกสัมปทานค้าขายน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทเอสโซ่ จำกัด รื้อถอนถังบรรจุน้ำมันและตู้จ่ายน้ำมันคืนแก่บริษัทเอสโซ่ จำกัด แล้ว ผู้ร้องกับนายศักดิ์ชัยตกลงกันเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด สามชัยตาคลี แต่ผู้คัดค้านไม่ยินยอม ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เลิกห้างหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องบรรยายคำร้องขออย่างชัดเจนอ้างเหตุขอให้ศาลมีคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด สามชัยตาคลี โดยเหตุกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้นจะทำไปก็มีแต่ขาดทุนอย่างเดียวและไม่มีหวังว่าจะกลับฟื้นตัวได้อีกและผู้เป็นหุ้นส่วนดำเนินคดีฟ้องร้องกันหลายเรื่อง จนไม่สามารถจะร่วมทำกิจการต่อไปได้ ทั้งผู้ร้องยกเลิกสัมปทานค้าขายน้ำมันของบริษัทเอสโซ่ จำกัด รื้อถอนถังบรรจุน้ำมันและตู้จ่ายน้ำมันคืนไปแล้ว อันเป็นเหตุทำให้ห้างหุ้นส่วนนั้นเหลือวิสัยที่จะดำรงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งเป็นเหตุตามมาตรา 1057 (2) และ (3) หาได้อ้างเหตุผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งล่วงละเมิดบทบังคับใด ๆ อันเป็นข้อสาระสำคัญซึ่งสัญญาหุ้นส่วนกำหนดไว้แก่ตน โดยจงใจหรือเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามมาตรา 1057 (1) ไม่ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอในคดีนี้ ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1057
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวชวนชม ปริญญาณัฏฐ์
ผู้คัดค้าน — นายชัยณรงค์ ปริญญาณัฏฐ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายชานนท์ ศรีสาตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจิตรกร พัฒนาศิริ
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
เกษม เกษมปัญญา
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8443/2559
#606336
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2554 โจทก์จ่ายค่ารักษาพยาบาล พ. อันเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โจทก์ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยผู้ก่อให้เกิดความเสียหายได้ตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มิใช่เรื่องการรับช่วงสิทธิ ส่วนค่าเสียหายจำนวน 40,000 บาท ที่จำเลยตกลงจ่ายแก่ พ. ตามบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีนั้นเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว ค่าเสียหายที่จำเลยตกลงจ่ายแก่ พ. จึงเป็นค่าสินไหมทดแทนนอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จ่ายไป ถือเป็นค่าเสียหายเพิ่มเติมในทางแพ่งที่ พ. มีสิทธิเรียกจากจำเลยผู้ทำละเมิดได้อีกส่วนหนึ่งต่างหาก ตามมาตรา 22 ไม่ทำให้ค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์จ่ายแทนไปก่อนระงับไป โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นคืนจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องให้จำเลยชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนได้พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 463 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 15,293 บาท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 15,293 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 14,830 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 14,830 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยถึงวันที่ 8 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 463 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2554 เวลา 15 นาฬิกา จำเลยขับรถโดยประมาทเลินเล่อออกจากข้างทางอย่างกะทันหันโดยไม่ตรวจสอบว่ามีรถคันอื่นแล่นผ่านมาหรือไม่ เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขกข พะเยา 384 ซึ่งนายเพ็ง เป็นผู้ขับขี่ โดยมีโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ ทำให้นายเพ็ง ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลพะเยารามและรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2554 โรงพยาบาลพะเยารามยื่นคำร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่ารักษาพยาบาลของนายเพ็งในฐานะเป็นผู้ประสบภัยจากรถตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 จำนวน 14,830 บาท โจทก์ชำระไปแล้วเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2554 ตามใบคำร้องขอค่าเสียหายพร้อมใบรับรองแพทย์และใบเสร็จรับเงิน โจทก์ถึงทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ แต่หลังเกิดเหตุจำเลยได้ตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายเพ็ง 40,000 บาท ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีลงวันที่ 16 เมษายน 2554 ต่อมาจำเลยผิดนัด นายเพ็งจึงฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นและทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2554 ศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้วเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 655/2554 ของศาลชั้นต้น ตามสำเนาคำฟ้อง สำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอม นอกจากนี้จำเลยถูกพนักงานอัยการจังหวัดพะเยาฟ้องเป็นคดีอาญาในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้วตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญา สำเนาคำแถลงขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและคำพิพากษาคดีอาญา

คดีมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า หลังเกิดเหตุนายเพ็งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพะเยาราม โรงพยาบาลพะเยารามจึงยื่นคำร้องแทนนายเพ็งขอให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อโจทก์จ่ายค่ารักษาพยาบาลซึ่งเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นไปแล้ว จึงมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยผู้ก่อให้เกิดความเสียหายได้ตาม มาตรา 31 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มิใช่เรื่องการรับช่วงสิทธิ ส่วนค่าเสียหายที่จำเลยตกลงจ่ายเงิน 40,000 บาท ให้แก่นายเพ็งตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ปรากฏว่าวันที่ 14 มีนาคม 2554 โรงพยาบาลพะเยารามซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่รักษานายเพ็งยื่นคำร้องขอให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น วันที่ 26 มีนาคม 2554 โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่โรงพยาบาลพะเยาราม ต่อมาวันที่ 16 เมษายน 2554 จำเลยจึงได้ตกลงใช้ค่าเสียหายแก่นายเพ็ง 40,000 บาท ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าว แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเสียหาย นายเพ็งจึงฟ้องจำเลยเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าว และวันที่ 2 สิงหาคม 2554 ศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินแก่นายเพ็ง จึงถือได้ว่าจำเลยทราบว่าโจทก์ได้ชำระค่ารักษาพยาบาลอันเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่โรงพยาบาลพะเยารามแล้ว ก่อนที่จำเลยและนายเพ็งจะตกลงค่าเสียหายกันตามบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าว ค่าเสียหายที่จำเลยตกลงจ่ายให้แก่นายเพ็งจึงเป็นค่าสินไหมทดแทนนอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จ่ายไป ถือเป็นค่าเสียหายเพิ่มเติมในทางแพ่งที่นายเพ็งมีสิทธิเรียกจากจำเลยผู้ทำละเมิดได้อีกส่วนหนึ่งต่างหากตาม มาตรา 22 ไม่ทำให้ค่าเสียหายเบื้องต้นของนายเพ็งที่โจทก์ชำระแทนไปก่อนระงับไป ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นคืนจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลย ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 22 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด
จำเลย — นายนัฎติพงษ์ สืบสาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นางกิ่งดาว ศักดิ์สิทธิศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางมาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
เกษม เกษมปัญญา
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8435/2559
#606136
เปิดฉบับเต็ม

การนั่งพิจารณาคดีไม่ว่าจะนั่งพิจารณาโดยผู้พิพากษาคนเดียวหรือนั่งพิจารณาคดีโดยไม่ครบองค์คณะ หากปฏิบัติไม่ถูกต้องตามที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมบัญญัติไว้แล้ว ถือได้ว่าเป็นการที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาคดี อันเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควรได้ไม่ว่าในเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น จำเลยจึงชอบที่จะยกข้อคัดค้านในเรื่องผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างภายในเวลาไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น เมื่อจำเลยทราบถึงการนั่งพิจารณาคดีที่อ้างว่าผิดระเบียบดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 แต่จำเลยยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 จึงช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้ว จำเลยย่อมหมดสิทธิยกขึ้นอ้างเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาคดีดังกล่าวแล้วพิจารณาคดีใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 วรรคแรก พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 จำเลยยื่นคำร้องว่า คดีนี้มีนางสาวนุชรัตน์ และนายสนธนัชชัย เป็นองค์คณะผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี ต่อมาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 นายชยทัศ นั่งพิจารณาเป็นองค์คณะกับนายสนธนัชชัย โดยไม่มีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 ซึ่งเป็นการขัดต่อพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 นายชยทัศจึงไม่มีอำนาจนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาคดีนี้ ขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การนั่งพิจารณาคดีนี้มีเพียงนายสนธนัชชัยนั่งพิจารณาคดีเพียงคนเดียว การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจึงเป็นการพิจารณาคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการพิจารณาคดีโดยนั่งพิจารณาคดีไม่ครบองค์คณะตามที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาและพิพากษาไม่ เพราะการนั่งพิจารณาไม่ครบองค์คณะอันจะเป็นการผิดระเบียบที่จะต้องยื่นคำร้องภายในกำหนดระยะเวลาแปดวันนั้นต้องเป็นกรณีที่มีผู้พิพากษาซึ่งมีอำนาจในการนั่งพิจารณาคดีครบถ้วนอยู่แล้วตามกฎหมายเพียงแต่เป็นการนั่งพิจารณาไม่ครบองค์คณะเท่านั้น เห็นว่า การนั่งพิจารณาคดีไม่ว่าจะนั่งพิจารณาโดยผู้พิพากษาคนเดียวหรือนั่งพิจารณาคดีโดยไม่ครบองค์คณะ หากปฏิบัติไม่ถูกต้องตามที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมบัญญัติไว้แล้ว ถือได้ว่าเป็นการที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาคดี อันเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควรได้ไม่ว่าในเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น จำเลยจึงชอบที่จะยกข้อคัดค้านในเรื่องผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างภายในเวลาไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น เมื่อจำเลยทราบถึงการนั่งพิจารณาคดีที่อ้างว่าผิดระเบียบดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 แต่จำเลยยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 จึงช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้ว จำเลยย่อมหมดสิทธิยกขึ้นอ้างขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาคดีดังกล่าวแล้วพิจารณาคดีใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.วิ.อ. ม. 15
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายอับดุลกานี ผดุงรักษ์ศาสตร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสมชาย ฝั้นปันวงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายยอดชาย วีระพงศ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8429/2559
#605744
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความที่โจทก์ขอแก้ฟ้องโดยเพิ่มเติมว่า จำเลยเป็นพนักงานขององค์การหรือหน่วยงานของรัฐนั้น โจทก์ได้บรรยายฟ้องเดิมว่า จำเลยดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัย บ. โดยโจทก์ได้บรรยายฟ้องเดิมไว้ในตอนต้นเกี่ยวกับฐานะของโจทก์ซึ่งดำรงตำแหน่งคณบดี คณะพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัย บ. อันเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกับที่จำเลยดำรงตำแหน่งอธิการบดี ว่าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย บ. จึงทำให้เข้าใจได้แล้วว่าจำเลยเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัย บ. อันเป็นพนักงานหรือหน่วยงานของรัฐ และข้อความที่โจทก์ขอแก้ว่า ถือได้ว่ามีเจตนาทุจริต ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตนั้น โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องเดิมแล้วว่า ถือได้ว่ามีเจตนาทุจริต อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การที่โจทก์ขอเพิ่มเติมและแก้ฟ้องดังกล่าวข้างต้นจึงมีผลตรงกันกับฟ้องเดิมในใจความสำคัญอันเป็นการแก้ไขรายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้องเพื่อทำให้ฟ้องชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบแต่อย่างใด รวมทั้งการแก้ไขบทลงโทษก็เป็นการแก้ไขฐานความผิด หาทำให้จำเลยหลงต่อสู้ไม่ จึงไม่อาจถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบเช่นกัน โจทก์ชอบที่จะขอเพิ่มเติมและแก้ฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 164

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 3, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ให้จำเลยลงพิมพ์โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มีกำหนด 3 ครั้ง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลและให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 และยกฟ้องโจทก์ในข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

จำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 การขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง 2 ครั้ง โดยคำฟ้องเดิมโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทและเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อ้างบทบัญญัติว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 157 โดยบรรยายฐานะจำเลยว่า จำเลยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน และจะครบวาระในเดือนพฤษภาคม 2557 อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายซึ่งปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำให้โจทก์เสียหาย อันเป็นมูลที่มาแห่งการฟ้องร้องคดีนี้ แต่ในคำฟ้องฉบับที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมระบุว่า มหาวิทยาลัยบูรพาเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ.2550 ซึ่งทุนทั้งหมดหรือทุนเกินกว่าร้อยละห้าสิบเป็นของรัฐ จำเลยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพาได้รับเงินเดือนหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นจากมหาวิทยาลัย จึงถือเป็นพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ขอแก้ไขฟ้องเดิมในข้อ 2 หน้า 5 บรรทัดที่ 5 "อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502" และแก้ไขคำขอท้ายฟ้องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ในข้อนี้พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี ในฐานะทนายจำเลยได้โต้แย้งคัดค้านคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ แต่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องว่า การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์เป็นการแก้ไขฐานความผิดหรือรายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้อง ไม่ถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ และอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องของโจทก์ได้ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 27 ตุลาคม 2557 ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ฟุ่มเฟือย มีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องของโจทก์ในข้อที่ 1 และข้อที่ 2 ให้ชัดเจนกระชับโดยทำคำฟ้องมาเสนอต่อศาลใหม่ทั้งฉบับภายใน 15 วัน วันที่ 8 ธันวาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ครั้งที่ 2 ต่อศาล อ้างว่าคำฟ้องไม่สมบูรณ์ ขอแก้ใหม่ทั้งฉบับ ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นวันเดียวกันกับคำฟ้องฉบับเดิม ศาลอนุญาตให้แก้ไขได้ อันเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยโจทก์ขอเพิ่มเติมฐานะของจำเลยเข้ามาใหม่จากเดิมฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แก้ไขเป็นฟ้องจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 อันเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบความผิดและฐานะของจำเลย ตลอดจนรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิด บทมาตราและฐานความผิด ทำให้การกระทำเป็นความผิดขึ้นมาใหม่ทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม จึงเป็นข้อสาระสำคัญแห่งคดี เป็นคำฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิดไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมได้ ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้อง เพราะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี และเป็นข้อกฎหมายสำคัญมิอาจแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์และจำเลย จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งซึ่งอนุญาตให้แก้คำฟ้องและคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้วพิจารณาและพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มีตำแหน่งเป็นคณบดี คณะพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี โดยดำรงตำแหน่งครั้งแรกเมื่อปี 2553 ถึงปี 2557 และดำรงตำแหน่งคณบดีครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 และเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ตำแหน่งอาจารย์ สังกัดวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ จำเลยดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน และจะครบวาระในเดือนพฤษภาคม 2557 เมื่อระหว่างวันที่ 12 ตุลาคม 2555 จนถึงวันที่ 2 มกราคม 2557 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยได้รับทราบเอกสารประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง ยกเลิกการล้มละลายของโจทก์และนางจงกล จำเลยในฐานะผู้บังคับบัญชามีหน้าที่สอบถามข้อเท็จจริงและสืบหาความจริงเกี่ยวกับประกาศดังกล่าว แต่จำเลยหาทำเช่นนั้นไม่ อีกทั้งยังเสนอชื่อและแต่งตั้งโจทก์เป็นหัวหน้าส่วนงาน หากโจทก์เคยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายซึ่งเป็นผลสืบเนื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติของการเป็นหัวหน้าส่วนงานและคณบดี การที่จำเลยยังคงเสนอชื่อโจทก์และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งย่อมส่งผลให้การกระทำใด ๆ ของโจทก์ ในขณะที่ยังปฏิบัติหน้าที่ดังที่ได้รับแต่งตั้งเป็นโมฆะ อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่มหาวิทยาลัยและโจทก์ในฐานะพนักงานของมหาวิทยาลัยบูรพา ดังนั้น การที่จำเลยเพิกเฉยไม่สอบถามข้อเท็จจริงหรือสืบหาความจริงเกี่ยวกับการล้มละลาย ถือได้ว่ามีเจตนาทุจริตอันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ขอเพิ่มเติมข้อความในข้อ 1 หน้า 2 ย่อหน้าที่ 2 ว่า มหาวิทยาลัยบูรพาเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ.2550 ซึ่งทุนทั้งหมดหรือเกินกว่าร้อยละห้าสิบเป็นของรัฐ จำเลยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพาซึ่งได้รับเงินเดือนหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นจากมหาวิทยาลัยบูรพา จึงถือว่าเป็นพนักงานขององค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 และขอแก้ไขข้อความในข้อ 2 หน้า 5 บรรทัดที่ 5 เป็น จำเลยเพิกเฉยไม่สอบถามข้อเท็จจริงหรือสืบหาความจริงเกี่ยวกับการล้มละลายของโจทก์ ถือได้ว่ามีเจตนาทุจริต ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 และขอแก้ไขคำขอท้ายฟ้องเป็น พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ดังนี้ ข้อความที่โจทก์ขอเพิ่มเติมว่า จำเลยเป็นพนักงานขององค์การหรือหน่วยงานของรัฐนั้น โจทก์ได้บรรยายฟ้องเดิมว่า จำเลยดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา โดยโจทก์ได้บรรยายฟ้องเดิมไว้ในตอนต้นเกี่ยวกับฐานะของโจทก์ซึ่งดำรงตำแหน่งคณบดี คณะพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา อันเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกับที่จำเลยดำรงตำแหน่งอธิการบดี ว่าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยบูรพา จึงทำให้เข้าใจได้แล้วว่าจำเลยเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยบูรพาอันเป็นพนักงานขององค์การหรือหน่วยงานของรัฐ และข้อความที่โจทก์ขอแก้ว่า ถือได้ว่ามีเจตนาทุจริต ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตนั้น โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องเดิมแล้วว่า ถือได้ว่ามีเจตนาทุจริต อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ดังนี้ การที่โจทก์ขอเพิ่มเติมและแก้ฟ้องดังกล่าวข้างต้น จึงมีผลตรงกันกับฟ้องเดิมในใจความสำคัญอันเป็นการแก้ไขรายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้องเพื่อทำให้ฟ้องชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบแต่อย่างใด รวมทั้งการแก้ไขบทลงโทษก็เป็นการแก้ไขฐานความผิดหาทำให้จำเลยหลงต่อสู้ไม่ จึงไม่อาจถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบเช่นกัน โจทก์ชอบที่จะขอเพิ่มเติมและแก้ฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมคำฟ้องเป็นคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายและมิใช่คำสั่งที่ผิดระเบียบหรือผิดหลง แล้วพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 164
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหรือด็อกเตอร์บรรพต วิรุณราช
จำเลย — นายหรือนายแพทย์สมพล พงศ์ไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางวรัญช์ธิตา สิรเชษฐ์โกศล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพงษ์เทพ อัชวสัจกุล
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8426/2559
#617855
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าในการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นของผู้เสียหายที่ 1 ไม่กระทบต่อจำนวนหุ้นของโจทก์ร่วมที่ยังคงมีอยู่ 1 หุ้น เช่นเดิม แต่การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นดังกล่าวหากกระทำไปโดยไม่ชอบ เป็นความเท็จ และมีการนำสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นอันเป็นเท็จนั้นไปแสดงต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเพื่อให้รับจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงลงไว้ในสารบบรายการจดทะเบียนของบริษัทย่อมมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการของผู้เสียหายที่ 1 ไม่มากก็น้อย เมื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งในบริษัทผู้เสียหายที่ 1 ย่อมได้รับผลกระทบด้วย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายในการกระทำดังกล่าว และมีสิทธิที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 267, 352, 353 กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนทรัพย์ที่ร่วมกันยักยอกหรือใช้ราคาเป็นเงิน 33,622,000 บาท แก่ผู้ถือหุ้นของผู้เสียหายที่ 1 ตามส่วนแห่งจำนวนหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละราย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายมนัส ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 81,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78) คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 54,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และคำขออื่นให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานยักยอกทรัพย์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้เสียหายที่1 แต่เพียงผู้เดียวตามคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดและหนังสือรับรอง จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นไปยังนายทะเบียน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1139 วรรคสอง ปรากฏว่าสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้น โดยมีการโอนหุ้นจากผู้เสียหายที่ 3 มาเป็นของจำเลยที่ 1 จากเดิมผู้เสียหายที่ 3 ถือหุ้น 24,997 หุ้น กลับเป็นว่าผู้เสียหายที่ 3 ถือหุ้นเพียง 1 หุ้น ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น หลังจากนั้นได้มีการส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นไปยังนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยตามเอกสารระบุว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจเป็นผู้รับรองว่ารายการตามที่ปรากฏถูกต้องตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นพยานหลักฐานดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบกันแล้ว แม้ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อและนำส่งงบดุล งบกำไรขาดทุน และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น คดีก็รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการดำเนินการของจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และ มูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ และโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดเหมาะสมเพียงใด สำหรับความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วน จำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษเฉพาะจำเลยที่ 1 ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ด้วย โจทก์ร่วมจึงไม่อาจอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในความผิดฐานดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย ส่วนโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดเหมาะสมเพียงใด เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการมุ่งที่จะเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายของผู้อื่น แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนก็ไม่สมควรรอการลงโทษให้ ที่ศาลชั้นต้นให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้จึงไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี และเมื่อลงโทษจำเลยที่ 1 โดยไม่รอการลงโทษแล้วก็ไม่สมควรลงโทษปรับอีกจึงให้ยกโทษปรับเสีย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 หรือไม่ และจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 นั้น ผู้กระทำความผิดต้องเป็นผู้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยเสียก่อน คดีนี้ปรากฏว่าทรัพย์สินคือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารชุดมีชื่อผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้เสียหายที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน กรณีต้องถือว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์ของตนเอง โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้แทน จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เป็นผู้ครอบครองทรัพย์สิน ส่วนจำเลยที่ 4 ก็เป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์ตามสัญญาซื้อขายจากผู้เสียหายที่ 1 ไม่ปรากฏว่าเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ขึ้นมาได้ ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 นั้น แม้จะได้ความว่าในขณะทำสัญญาซื้อขายให้แก่จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วว่าที่ดินพร้อมอาคารชุดมีราคาประเมิน 42,094,860 บาท แต่ราคาประเมินดังกล่าวก็ไม่ใช่เป็นข้อบ่งชี้ว่าจะขายทรัพย์สินได้ในราคานั้นเสมอไป เพราะผู้ซื้ออาจจะซื้อในราคาตํ่ากว่าราคาประเมินก็ได้ ดังนี้การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพร้อมอาคารชุดให้แก่จำเลยที่ 4 และได้รับชำระหนี้ในนามของผู้เสียหายที่ 1 ภายในกำหนดเวลาตามเงื่อนไข แม้ราคาที่ขายจะต่ำกว่าราคาประเมินก็ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดหน้าที่โดยมีเจตนาทุจริต กรณีมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เช่นนี้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามคำขอส่วนแพ่งอีก อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ได้หรือไม่ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างได้แม้จะมิได้ยกขึ้นในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำนวนหุ้นของโจทก์ร่วมไม่มีการเปลี่ยนแปลง คงมีหุ้นอยู่ 1 หุ้น เช่นเดิม โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบในการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นในครั้งนี้ จึงไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในความผิดนี้เป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าในการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นของผู้เสียหายที่ 1 ในครั้งนี้ ไม่กระทบต่อจำนวนหุ้นของโจทก์ร่วมที่ยังคงมีอยู่ 1 หุ้น เช่นเดิม แต่การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นดังกล่าวหากกระทำไปโดยไม่ชอบ เป็นความเท็จ และมีการนำสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นอันเป็นเท็จนั้นไปแสดงต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเพื่อให้รับจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงลงไว้ในสารบบรายการจดทะเบียนของบริษัทย่อมมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการของผู้เสียหายที่ 1 ไม่มากก็น้อย เมื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งในบริษัทผู้เสียหายที่ 1 ย่อมได้รับผลกระทบด้วย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายในการกระทำดังกล่าว และมีสิทธิที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดนี้ได้ คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 267 ม. 352 ม. 353
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายมนัส แดงสุภา
จำเลย — นายหุ้ย ภู่ภิรมย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิกรม วรการ
ศาลอุทธรณ์ — นายมงคล พันธ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา