คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8422/2559
#605392
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการหักวันควบคุมและการบังคับค่าปรับไว้เป็นการเฉพาะ โดยมาตรา 85 วรรคแรก บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่เด็กหรือเยาวชนอยู่ในความควบคุมของสถานพินิจระหว่างพิจารณาคดี ไม่ให้ถือเป็นการควบคุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ถ้าศาลพิพากษาหรือลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ให้ศาลหักจำนวนวันที่อยู่ในความควบคุมของสถานพินิจ" จากถ้อยคำตามบทบัญญัติมาตรา 85 วรรคแรก เห็นได้ว่า เป็นบทบังคับให้ศาลต้องหักวันที่จำเลยถูกควบคุมในกรณีศาลพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนทุกกรณี ไม่ได้ให้ศาลใช้ดุลพินิจแต่อย่างใด นอกจากนี้ตามมาตรา 145 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับค่าปรับในกรณีจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ดังนั้น ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาจึงต้องนำวันถูกควบคุมดังกล่าวมาหักออกจากระยะเวลาควบคุมเพื่อฝึกอบรมตามคำพิพากษาโดยผลของบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ว่าคำพิพากษาของศาลจะระบุให้หักวันถูกควบคุมดังกล่าวไว้หรือไม่ก็ตามเพราะเป็นการบังคับคดีตามกฎหมาย ดังนั้น แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่จำเป็นต้องระบุเรื่องนี้ไว้ก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นระบุในคำพิพากษาว่า ให้หักจำนวนวันที่จำเลยทั้งสองอยู่ในความควบคุมของสถานพินิจออกจากระยะเวลาฝึกอบรมก็เป็นการระบุการบังคับคดีตามกฎหมาย มิได้เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ส่วนการบังคับโทษปรับในกรณีที่เด็กหรือเยาวชนต้องโทษปรับแล้วไม่ชำระค่าปรับซึ่งตามมาตรา 145 วรรคแรก ให้ศาลส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมในสถานที่ที่ศาลเห็นสมควรตามเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี คำพิพากษาของศาลจึงต้องระบุให้ชัดเจนว่า ให้ส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมซึ่งเป็นคนละกรณีกับกรณีมีการชำระค่าปรับตามวรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีมีการชำระค่าปรับหากเด็กหรือเยาวชนได้ถูกควบคุมตัวมาบ้างแล้ว ให้คิดหักระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัวออกจากค่าปรับที่จะต้องชำระตามอัตราที่กำหนดในประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 25 บาท ก็ต้องระบุในคำพิพากษาให้ชัดเจนว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับค่าปรับโดยให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเท่าใดให้ชัดเจน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371 ริบปลอกมีด 1 ปลอก เศษขวดเบียร์ และอาวุธมีดปลายแหลมไม่มีด้าม 1 เล่ม ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 2 อายุ 17 ปีเศษ เห็นควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 50 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรปรับคนละ 25 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา มีกำหนดขั้นต่ำ 3 เดือน ขั้นสูง 6 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษา โดยให้หักจำนวนวันที่จำเลยทั้งสองถูกควบคุมอยู่ในสถานพินิจออกจากระยะเวลาดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ เหลือระยะเวลาฝึกอบรมเท่าใดให้ส่งจำเลยทั้งสองไปจำคุกในเรือนจำ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา แทนค่าปรับ แต่ไม่เกิน 1 ปี ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่า ให้หักจำนวนวันที่จำเลยทั้งสองถูกควบคุมอยู่ในสถานพินิจออกจากระยะเวลาฝึกอบรมและหากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา แทนค่าปรับ แต่ไม่เกินหนึ่งปี ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนที่เกี่ยวกับการหักวันถูกควบคุมออกจากกำหนดระยะเวลาควบคุมเพื่อฝึกอบรมและการบังคับค่าปรับในกรณีจำเลยไม่ชำระค่าปรับและพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้หักจำนวนวันที่จำเลยทั้งสองถูกควบคุมอยู่ในสถานพินิจออกจากระยะเวลาฝึกอบรม และหากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา แทนค่าปรับ แต่ไม่เกินหนึ่งปีนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการหักวันควบคุมและการบังคับค่าปรับไว้เป็นการเฉพาะ โดยมาตรา 85 วรรคแรก บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่เด็กหรือเยาวชนอยู่ในความควบคุมของสถานพินิจระหว่างการพิจารณาคดี ไม่ให้ถือว่าเป็นการควบคุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ถ้าศาลพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ให้ศาลหักจำนวนวันที่อยู่ในความควบคุมของสถานพินิจ" และมาตรา 145 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับค่าปรับในกรณีจำเลยไม่ชำระค่าปรับบัญญัติว่า "ในกรณีที่เด็กหรือเยาวชนต้องโทษปรับไม่ว่าจะมีโทษจำคุกด้วยหรือไม่ก็ตาม ถ้าเด็กหรือเยาวชนไม่ชำระค่าปรับ ห้ามมิให้ศาลสั่งกักขังเด็กหรือเยาวชนแทนค่าปรับ แต่ให้ศาลส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมในสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมวด 4 หรือสถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายและศาลเห็นสมควรตามเวลาที่ศาลกำหนดแต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี" จากถ้อยคำตามบทบัญญัติมาตรา 85 วรรคแรก เห็นได้ว่าเป็นบทบังคับให้ศาลต้องหักวันที่จำเลยถูกควบคุมในกรณีศาลพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนทุกกรณีไม่ได้ให้ศาลใช้ดุลพินิจแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในระหว่างการพิจารณาจำเลยที่ 1 อยู่ในความควบคุมของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนราธิวาส ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในความควบคุมของสถานพินิจรวม 10 วัน ส่วนจำเลยที่ 2 อยู่ในความควบคุมของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดนราธิวาส ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราววันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 รวม 9 วัน และตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นเวลา 66 วัน รวมจำเลยที่ 2 อยู่ในความควบคุมของสถานพินิจ 75 วัน ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาจึงต้องนำวันถูกควบคุมดังกล่าวมาหักออกจากระยะเวลาควบคุมเพื่อฝึกอบรมตามคำพิพากษาโดยผลของบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ว่าคำพิพากษาของศาลจะระบุให้หักวันถูกควบคุมดังกล่าวไว้หรือไม่ก็ตาม เพราะเป็นการบังคับคดีตามกฎหมายอยู่แล้ว ดังนั้น แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่จำเป็นต้องระบุเรื่องนี้ไว้ก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นระบุในคำพิพากษาว่าให้หักจำนวนวันที่จำเลยทั้งสองอยู่ในความควบคุมของสถานพินิจออกจากระยะเวลาฝึกอบรมก็เป็นการระบุการบังคับคดีตามกฎหมาย มิได้เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ส่วนการบังคับโทษปรับในกรณีที่เด็กหรือเยาวชนต้องโทษปรับแล้วไม่ชำระค่าปรับซึ่งมาตรา 145 วรรคแรก ให้ศาลส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมในสถานที่ที่ศาลเห็นสมควรตามเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี คำพิพากษาของศาลจึงต้องระบุให้ชัดเจนว่า ให้ส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมซึ่งเป็นคนละกรณีกับกรณีมีการชำระค่าปรับตามวรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีมีการชำระค่าปรับหากเด็กหรือเยาวชนได้ถูกควบคุมตัวมาบ้างแล้ว ให้คิดหักระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัวออกจากค่าปรับที่จะต้องชำระตามอัตราที่กำหนดในประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 25 บาท ก็ต้องระบุในคำพิพากษาให้ชัดเจนว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับค่าปรับโดยให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเท่าใดให้ชัดเจน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเวลาให้ชัดเจนโดยกำหนดเพียงระยะเวลาชั้นสูงคือไม่เกิน 1 ปี ไม่ถูกต้องนั้นจึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยต่อไปว่า การบังคับค่าปรับกรณีนี้อยู่ในบังคับของมาตรา 145 วรรคสาม ซึ่งใช้บังคับเฉพาะกรณีมีการชำระค่าปรับ โดยเห็นว่า เมื่อค่าปรับมีเพียง 25 บาท ไม่ถึง 200 บาท ตามอัตราที่กำหนดในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 (เดิม) เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับก็มีเหตุอันควรที่ไม่ต้องส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมแทนค่าปรับนั้นไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงปรากฏจากสำนวนว่า จำเลยทั้งสองชำระค่าปรับแล้ว กรณีจึงถือว่าไม่มีโทษปรับที่จะบังคับแก่จำเลยทั้งสองอีก ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ ให้หักวันถูกควบคุมและที่ระบุว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา แทนค่าปรับ แต่ไม่เกินหนึ่งปีนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ส่วนที่พิพากษาว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้หักจำนวนวันที่จำเลยทั้งสองถูกควบคุมอยู่ในสถานพินิจออกจากระยะเวลาฝึกอบรมและที่ระบุว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา แทนค่าปรับแต่ไม่เกินหนึ่งปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 85 วรรคแรก ม. 145 วรรคแรก ม. 145 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนราธิวาส — นายฐปนรรฆณ์ พยุง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8415/2559
#605734
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง" และวรรคสอง "เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากร... โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง..." แสดงให้เห็นว่า หากโจทก์ไม่เสียภาษีตามการประเมินภายในกำหนด ถือว่าเป็นหนี้ภาษีอากรค้าง จำเลยมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ได้

การยึด ย่อมหมายความรวมถึงการนำเอาเงินที่จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์มาหักหนี้กับหนี้ภาษีอากรที่โจทก์ค้างจำเลยได้ การที่จำเลยนำเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนจากจำเลย ไปหักหนี้ภาษีอากรที่โจทก์ค้างชำระ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงิน 46,888,670.39 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษี 28,938,398.74 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 ตุลาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม จำนวน 28,938,398.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับถัดจากวันครบระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละฉบับเป็นต้นไปจนถึงวันที่อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายมีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน แต่มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีที่ได้รับคืนให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2549 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 จำนวน 18 ฉบับ เป็นเงินภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวม 739,772,467.78 บาท ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภ.ง.ด. 74.1-05110010-25490424-002-0001 ถึง 00010 และหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ภ.ง.ด. 73.1-05110010-25490424-002-00001 ถึง 00008 โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินและขอทุเลาการชำระภาษี ซึ่งต่อมาจำเลยอนุมัติให้โจทก์ทุเลาการชำระภาษีตามการประเมินไว้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามหนังสือ เรื่อง อนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากร ฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2549 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ แต่ให้ปลดภาษีแก่โจทก์ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภ.ง.ด. 74.1-05110010-25490424-002-0001 ถึง 00010 เป็นเงิน 6,112,574.46 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ในขณะเดียวกัน จำเลยมีคำสั่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์วันที่ 7 มีนาคม 2549 สำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม 2548 วันที่ 9 พฤษภาคม 2549 สำหรับเดือนภาษีกันยายน 2548 วันที่ 23 พฤษภาคม 2549 สำหรับเดือนภาษีเมษายน 2549 วันที่ 7 มิถุนายน 2549 สำหรับเดือนภาษีมิถุนายน เดือนกันยายนและเดือนตุลาคม 2548 วันที่ 17 กรกฎาคม 2549 สำหรับเดือนภาษีตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน 2548 วันที่ 21 มิถุนายน 2549 สำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม 2549 และวันที่ 21 กรกฎาคม 2549 สำหรับเดือนภาษีมิถุนายน 2549 รวม 28,938,398.74 บาท ตามหนังสือแจ้งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 72) เจ้าพนักงานประเมินนำเงินภาษีที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนดังกล่าวไปหักหนี้กับหนี้ที่ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 ข้างต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่า การที่จำเลยนำเงินที่จำเลยคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยพร้อมออกหนังสือตามแบบขอชำระภาษีอากรค้าง (ท.ป. 3) แจ้งให้โจทก์ทราบ ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อโจทก์ไม่พอใจก็ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งนั้นก่อนที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาล ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งคดีนี้เป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากรตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (3) แต่ศาลภาษีอากรกลางจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ก็ต่อเมื่อโจทก์ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาเช่นว่านั้น ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 คือ โจทก์ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร แต่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ทำหนังสือโต้แย้งการนำเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ภาษีอากรค้างของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 18 ฉบับ เป็นเงินภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม รวม 739,772,467.78 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ พร้อมยื่นคำร้องให้ทุเลาการชำระภาษี คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ปลดภาษีให้แก่โจทก์บางส่วน โจทก์ยังคงไม่เห็นด้วย จึงยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลภาษีอากรกลางและยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ต้องชำระภาษีอากรตามการประเมิน ในขณะเดียวกันจำเลยมีคำสั่งให้คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ 28,938,398.74 บาท จำเลยไม่ยอมคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ แต่กลับนำไปหักหนี้กับหนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่จำเลยประเมินซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่าการหักหนี้ของจำเลยไม่ชอบและให้คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีสิทธิได้รับพร้อมดอกเบี้ย จากคำฟ้องของโจทก์แสดงให้เห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยมีคำสั่งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ขอคืนแล้ว แต่เจ้าพนักงานประเมินนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักหนี้กับหนี้ค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมออกหนังสือตามแบบขอชำระภาษีอากรค้าง (ท.ป. 3) แล้วแจ้งให้โจทก์ทราบ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของจำเลยในการบังคับชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างจากโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร เมื่อโจทก์โต้แย้งว่าการใช้สิทธิหักหนี้ของจำเลยเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและจำเลยต้องคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยมีคำสั่งคืนให้โจทก์แล้วแก่โจทก์ กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยในเรื่องหนี้ภาษีอากรค้างชำระ หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์ขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระไปแล้ว เนื่องจากเห็นว่าไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกินไป อันจะถือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (3) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยนำไปหักหนี้กับหนี้ภาษีอากรค้างอื่นของโจทก์ได้ โดยไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินหรือทำหนังสือโต้แย้งการหักหนี้ค่าภาษีอากรค้างของโจทก์ก่อนดังที่จำเลยอุทธรณ์ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า การที่จำเลยนำเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ไปหักกลบลบหนี้ภาษีอากรค้างของโจทก์ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลตามฟ้องนั้นเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่า เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้ง 18 ฉบับ แล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างแก่จำเลยทันที หากไม่ชำระ จำเลยก็มีอำนาจยึด อายัดทรัพย์สินของโจทก์เพื่อชำระหนี้ภาษีอากรตามการประเมินได้ ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่อาจยกข้อต่อสู้ใดๆ เพื่อปฏิเสธไม่ชำระหนี้ภาษีอากรแก่จำเลย ทั้งกรณีปรากฏว่าโจทก์และจำเลยต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมีมูลหนี้อันเป็นวัตถุอย่างเดียวกัน หนี้ทั้งสองรายการถึงกำหนดชำระแล้วและสภาพแห่งหนี้เปิดช่องให้หักกลบลบกันได้ ทั้งคู่กรณีมิได้แสดงเจตนากันไว้เป็นอย่างอื่น ลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยการหักกลบลบหนี้ได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่าย เมื่อจำเลยแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้กับโจทก์โดยชอบแล้ว ย่อมมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่หนี้ทั้งสองฝ่ายนั้นอาจหักกลบลบกันได้เป็นครั้งแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340, 341, 344 แม้โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้ง 18 ฉบับ หรือแม้โจทก์จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรให้ทุเลาการเสียภาษีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2549 ก็เป็นเพียงเหตุให้โจทก์ไม่ต้องนำเงินมาชำระภาษีอากรค้างที่มีอยู่หลังวันที่ 17 สิงหาคม 2549 เท่านั้น และคำสั่งทุเลาการเสียภาษีของอธิบดีกรมสรรพากรไม่ห้ามที่จะหักกลบลบหนี้ การที่จำเลยนำเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ภาษีตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลย จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ปัญหานี้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง" และวรรคสอง บัญญัติว่า "เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากร หรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อำนาจดังกล่าวอธิบดีจะมอบให้รองอธิบดีหรือสรรพากรเขตก็ได้" และมาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร ถ้าไม่เสียภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ให้ถือเป็นภาษีอากรค้างตามมาตรา 12 เว้นแต่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาได้ ก็ให้มีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินให้โจทก์เสียภาษีอากรแล้ว โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่เสียภาษีภายในกำหนด ก็ต้องถือว่าเป็นหนี้ภาษีอากรค้าง จำเลยมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ได้ การยึดย่อมหมายความรวมถึงการนำเอาเงินที่จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์มาหักหนี้กับหนี้ภาษีอากรที่โจทก์ค้างจำเลยได้ แม้โจทก์จะอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษี โจทก์จะได้ทุเลาการเสียภาษีอากรก็ต่อเมื่อโจทก์ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาได้แล้วเท่านั้น ดังนี้ การที่จำเลยนำเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ได้รับคืนจากจำเลยไปหักหนี้ภาษีอากรค้างที่โจทก์มีตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลตามฟ้องนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีสิทธินำเงินที่โจทก์ได้รับคืนจากจำเลยไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ภาษีอากรค้างของโจทก์เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 และให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 12
ชื่อคู่ความ
บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8401/2559
#605399
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำวินิจฉัยว่าพบประวัติการกระทำความผิดของจำเลยว่า จำเลยเคยเข้ารับการฟื้นฟูในความผิดฐานเสพและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองแล้วไม่ปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูและผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจ จึงแจ้งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป คดีก่อนที่จำเลยต้องหาว่ากระทำผิดฐานเสพและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำเลยต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด กรณีถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับการฟื้นฟูให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจหน้าที่จับจำเลยเข้าไปไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่เมื่อได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้แล้ว ไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่ามีข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 ว่า จำเลยต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำวินิจฉัยคดีนี้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอื่นและเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ให้โจทก์ส่งตัวจำเลยไปดำเนินการตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต่อไป

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานอัยการคดีศาลสูงภาค 6 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2557 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด แต่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพิษณุโลก มีคำวินิจฉัยที่ 816/2557 ว่า พบประวัติการกระทำความผิดของจำเลย โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพิษณุโลก มีคำวินิจฉัยที่ 996/2553 ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 6 เดือน ในความผิดฐานเสพและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครอง แต่ในระหว่างการฟื้นฟูจำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูและผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพิษณุโลก จึงมีคำสั่งที่ 894/2554 แจ้งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น และเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก ต้องตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งคืนตัวจำเลยไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟู คือ บุคคลที่ต้องหาว่ากระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 ซึ่งคดีที่จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองก่อนหน้าคดีนี้นั้น จำเลยต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพิษณุโลกกำหนด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าว กรณีจึงถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับการฟื้นฟูให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่เมื่อได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้แล้วไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพิษณุโลกได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวแต่ประการใด ดังนี้ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่ามีข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 ว่า จำเลยต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพิษณุโลก มีคำวินิจฉัยว่า เป็นกรณีที่จำเลยอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอื่นและเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ให้แจ้งพนักงานสอบสวนร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งคืนตัวจำเลยไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก
จำเลย — นายสุดสาคร กลัดเนินกุ่มหรือกลัดเนินกลุ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นางสาวศิริรัตน์ สุขภูติ
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ ชลวิทย์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8399/2559
#604947
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือของกองกำกับการสืบสวน 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้แนบท้ายอุทธรณ์ระบุว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษได้หลายคน แต่ตามหนังสือดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในวันเวลาก่อนที่จำเลยจะถูกจับกุมดำเนินคดีนี้ และไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยถูกจับกุมเป็นคดีนี้แล้ว จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 76, 100/1, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 5, 6, 62, 106, 116 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 91, 92 ริบเมทแอมเฟตามีน กัญชาแห้งอัดแท่ง ใบพืชกระท่อมสด และอัลปราโซแลมของกลาง เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 234/2556 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 731/2556 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 428/2556 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 424/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 26 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง, 76 วรรคหนึ่งและวรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก วรรคสอง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ฐานมีกัญชาและพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน ฐานมีอัลปราโซแลมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 3,000 บาท ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 15 ปี 3 เดือน และปรับ 1,004,000 บาท เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 20 ปี 4 เดือน และปรับ 1,338,666.67 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 2 เดือน และปรับ 669,333.34 บาท ให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 234/2556 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 731/2556 ของศาลชั้นต้น หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน กัญชาแห้งอัดแท่ง ใบพืชกระท่อมสดและอัลปราโซแลมของกลาง ส่วนคำขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 428/2556 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 424/2556 ของศาลชั้นต้นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี และปรับ 550,000 บาท ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 30 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับ 3,000 บาท ในความผิดฐานมีอัลปราโซแลมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำคุก 3 เดือน ในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยแล้ว เป็นจำคุก 10 ปี 3 เดือน และปรับ 553,030 บาท เพิ่มโทษหนึ่งในสามเฉพาะความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 13 ปี 8 เดือน และปรับ 736,363.33 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 ปี 10 เดือน และปรับ 368,181.66 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ขอให้ลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เห็นว่า ตามหนังสือของกองกำกับการสืบสวน 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้แนบท้ายอุทธรณ์ระบุว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษได้หลายคน แต่ตามหนังสือดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2555 วันที่ 31 สิงหาคม 2555 และวันที่ 4 กันยายน 2555 ซึ่งเป็นวันเวลาก่อนที่จำเลยจะถูกจับกุมดำเนินคดีนี้ และไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยถูกจับกุมเป็นคดีนี้แล้ว จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเบตง
จำเลย — นายอัมรอน กระโด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเบตง — นายยงยุทธ โสพิลา
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8393/2559
#604349
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของโจทก์ยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีน 1,844 เม็ด ที่ยึดได้จาก ห. กับเมทแอมเฟตามีน 27 เม็ด ที่ยึดได้จากจำเลย มีการแบ่งแยกกันเป็นคนละส่วน คนละจำนวน และจำเลยได้มาคนละคราวกัน ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้จากจำเลยและ ห. มิได้มีลักษณะหรือสีเหมือนกัน ประกอบกับชั้นจับกุมจำเลยให้การทันทีว่าซื้อเมทแอมเฟตามีน 27 เม็ด เพื่อเสพ และชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า รับจ้างจาก ฉ. นำเมทแอมเฟตามีนไม่ทราบจำนวนบรรจุอยู่ในห่อไปส่งที่จังหวัดพังงามี ห. มารับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไป จึงฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีน 27 เม็ดที่ยึดได้จากจำเลย เป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยได้มาคนละคราวกับเมทแอมเฟตามีน 1,844 เม็ด ที่จำเลยจำหน่ายให้แก่ ห. เมทแอมเฟตามีนเป็นคนละจำนวนกัน จำเลยมีเจตนามีเมทแอมเฟตามีน 27 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแยกต่างหากจากการมีเมทแอมเฟตามีน 1,844 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นความผิดซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 13 เมื่อพยานหลักฐานโจทก์นำสืบได้ความเพียงว่า พันตำรวจโท อ. ยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางได้จากจำเลยเท่านั้น โดยไม่มีพยานนำสืบให้เห็นว่าจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางติดต่อซื้อขายและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนในคดีนี้อย่างใด โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยจึงมิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง และไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิด จึงไม่อาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 33 ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางก็ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด อันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตาม ป.อ. มาตรา 32

อนึ่ง เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 30 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกกระทงละ 25 ปี และปรับกระทงละ 500,000 บาท รวมจำคุก 50 ปี และปรับ 1,000,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปีได้ แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้จากจำเลยที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 1,844 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,844 เม็ด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 27 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท และจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 27 ปี 6 เดือน และปรับ 700,000 บาท ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นความผิดซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 13 เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบได้ความเพียงว่า พันตำรวจโทเอกชัยยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางได้จากจำเลยเท่านั้น โดยโจทก์ไม่มีพยานมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางในการติดต่อซื้อขายและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนในคดีนี้อย่างไร โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยจึงมิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง และไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดจึงไม่อาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางก็ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด อันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 30 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 30 ม. 32 ม. 33 ม. 91
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ม. 5
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสอง ม. 66 วรรคสาม ม. 102
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นายสุริยัน จันทร์อนันต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายชินพันธุ์ สุวรรณเนตร
ศาลอุทธรณ์ — นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8384/2559
#612622
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในช่วงเดือนเมษายน 2556 จำเลยมาที่บ้านโจทก์ร่วมและพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลย โดยบอกว่าจะได้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ลงเล่นแชร์ทองคำภายใน 1 ถึง 2 วัน แต่ในวันดังกล่าวโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามยังไม่สนใจ หลังจากนั้นจำเลยพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลยอีกหลายครั้งจนกระทั่งโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามตกลง โดยโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยผ่านทางบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วม ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ได้เงินไปจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสาม โดยจำเลยมีเจตนาให้เกิดผลต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน เป็นความผิดสำเร็จสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคน จึงเป็นความผิดรวม 4 กรรม ส่วนที่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามนำเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยหลายครั้งหลายคราวตามฟ้องนั้น เป็นเพียงผลสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรก โดยมีเจตนาอันเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคน การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำคุก 2 ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212 แม้จำเลยไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 และขอให้บังคับจำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 18,855,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 8,490,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 1,525,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 1,090,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวชวพร ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 84 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 10,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 5,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 1,000,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 900,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยหลอกลวงนางสาวชวพร โจทก์ร่วม นางสาววีรวรรณ ผู้เสียหายที่ 2 นายนพพร ผู้เสียหายที่ 3 และนางมลริสา ผู้เสียหายที่ 4 โดยพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลย โดยบอกว่าได้ผลตอบแทนประมาณร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ลงเล่นแชร์ทองคำภายใน 1 ถึง 2 วัน อันเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อตกลงเล่นแชร์ทองคำกับจำเลยและมอบเงินให้จำเลยไปโดยการโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนนเรศวร ของจำเลย 84 ครั้ง รวม 29,960,000 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามในแต่ละครั้งตามฟ้องก่อนที่โจทก์ร่วมจะโอนเงินของโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามให้จำเลย โดยจำเลยได้รับเงินต่างจำนวนและต่างเวลากันรวม 84 ครั้ง การกระทำของจำเลยในแต่ละครั้งสามารถแยกเจตนาจำเลยในการกระทำความผิดต่างกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 84 กรรม นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ปากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามว่า ในช่วงเดือนเมษายน 2556 จำเลยได้มาที่บ้านโจทก์ร่วมและพูดชักชวนให้โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลย โดยบอกว่าจะได้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ลงเล่นแชร์ทองคำภายใน 1 ถึง 2 วัน แต่ในวันดังกล่าวโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามยังไม่ได้สนใจ หลังจากนั้นจำเลยพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนให้เล่นแชร์ทองคำกับจำเลยอีกหลายครั้งจนกระทั่งโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามตกลงเล่นแชร์ทองคำกับจำเลย โดยโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยผ่านทางบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วม ดังนี้ การที่จำเลยพูดชักชวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนจึงเป็นการกระทำโดยหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและได้เงินหรือทรัพย์สินไปจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสาม โดยจำเลยมีเจตนาให้เกิดผลต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน และเป็นความผิดสำเร็จสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคน แม้ต่อมาโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามจะนำเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยหลายครั้งหลายคราวตามฟ้องก็ตาม ก็เป็นเพียงผลสืบเนื่องจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรก โดยมีเจตนาอันเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคน การกระทำของจำเลยต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน เมื่อจำเลยมีเจตนาหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งสามแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนรวม 4 กรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาเป็นความผิดกรรมเดียวจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกในแต่ละกระทงเกินกว่าโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำคุก 2 ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 แม้จำเลยไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดรวม 4 กรรม ให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — นางสาวชวพร ศักดิ์ดี
จำเลย — นางสาวสุชาดา ดำจ่าง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายวโรดม ศิริมณีธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
อารยา วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8383/2559
#606711
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีนี้กับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขแดงที่ 2691/2556 ของศาลแพ่งขัดกันหรือไม่ เมื่อโจทก์ในคดีดังกล่าว (คือจำเลยที่ 2 ในคดีนี้) ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ดังนั้น เมื่อคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด กรณีจึงไม่ใช่กรณีที่มีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดของสองศาลซึ่งต่างชั้นกันขัดกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146

กรณีจะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 คู่ความทั้งสองคดีต้องเป็นคู่ความเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกจำเลยที่ 2 คดีนี้ฟ้องเป็นจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 2691/2556 ของศาลแพ่ง และคดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายกฟ้องแล้ว แต่โจทก์คดีนี้มิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

เนื่องจากคดีก่อนคือคดีหมายเลขแดงที่ 2691/2556 ของศาลแพ่งและคดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวพันกันโดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวและมีประเด็นแห่งคดีอย่างเดียวกันว่าจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อ ทั้งจำเลยที่ 1 อ้างส่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีก่อนซึ่งมีความเห็นแตกต่างจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีนี้ และคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นสำคัญในคดีเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จึงให้นำสำนวนในคดีก่อนมาประกอบการพิจารณาคดีนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 (เดิม) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 187

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมแซมบ้าน ค่าอุปกรณ์ และค่าแรงงานรวมจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันกระทำละเมิด คือวันที่ 19 ธันวาคม 2554 จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 10,882 บาท รวมเป็นเงิน 160,882 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความทุกฝ่ายรับข้อเท็จจริงว่า สายเคเบิลไม่ใช่สายเคเบิลโทรศัพท์ของจำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2555 อันเป็นวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 10,882 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ จำนวน 6,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วม

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีนี้กับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขแดงที่ 2691/2556 ของศาลแพ่งขัดกันหรือไม่ เห็นว่า ปรากฏตามคำแก้ฎีกาและเอกสารท้ายคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ในคดีดังกล่าว (คือจำเลยที่ 2 คดีนี้) ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ดังนั้น เมื่อคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด กรณีจึงไม่ใช่กรณีที่มีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดของสองศาลซึ่งต่างชั้นกันขัดกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการที่ 2 ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 2691/2556 ของศาลแพ่งหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกจำเลยที่ 2 คดีนี้ฟ้องเป็นจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 2691/2556 ของศาลแพ่ง และคดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายกฟ้องแล้ว คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำนั้น เห็นว่า กรณีจะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คู่ความทั้งสองคดีต้องเป็นคู่ความเดียวกัน แต่โจทก์คดีนี้มิได้เป็นคู่ความในคดีหมายเลขแดงที่ 2691/2556 ของศาลแพ่ง คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 2691/2556 ของศาลแพ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการที่ 3 ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บ้านของโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า รถบรรทุกของจำเลยที่ 1 มีความสูงไม่เกินตามกฎหมายกำหนด จำเลยที่ 2 ปล่อยปละละเลยไม่ดูแลเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า สายเคเบิล เพื่อไม่ให้สายดังกล่าวหย่อนลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 ไปเกี่ยวสายดังกล่าวทำให้เสาไฟฟ้าและสายดังกล่าวล้มทับบ้านและทรัพย์สินของโจทก์จนได้รับความเสียหาย จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ประมาทเลินเล่อนั้น เนื่องจากคดีก่อนคือคดีหมายเลขดำที่ 2538/2555 หมายเลขแดงที่ 2691/2556 ของศาลแพ่งและคดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวพันกันโดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวและมีประเด็นแห่งคดีอย่างเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อ ทั้งจำเลยที่ 1 อ้างส่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีก่อนซึ่งมีความเห็นแตกต่างจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีนี้ และคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ดังนั้นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นสำคัญในคดีเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จึงให้นำสำนวนในคดีก่อนมาประกอบ การพิจารณาคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 187 ในคดีหมายเลขแดงที่ 2691/2556 ของศาลแพ่ง จำเลยที่ 1 เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ขณะรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 จอดติดสัญญาณจราจรไฟสีแดงนั้น ทราบว่ามีสายหล่นลงมาใส่รถเนื่องจากมีการกระแทก และสายดังกล่าวหล่นใส่รถขณะเคลื่อนตัวช้า ๆ แตกต่างจากที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ขับรถเริ่มเคลื่อนตัวออกไปได้ 10 เมตร จึงได้ยินเสียงดังบนหลังคารถบรรทุกของจำเลยที่ 1 คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ไม่อยู่กับร่องกับรอย จึงทำให้ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และในคดีหมายเลขแดงที่ 2691/2556 ของศาลแพ่ง จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านอีกว่า ขณะจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกผ่านจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งหักศอก จำเลยที่ 1 ไม่เห็นสายเคเบิลโทรศัพท์และเห็นไม่ชัดเนื่องจากแดดส่องหน้า จากคำเบิกความดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกผ่านจุดเกิดเหตุเป็นประจำย่อมรู้ว่ามี สายเคเบิลโทรศัพท์พาดผ่านถนนประกอบกับรถบรรทุกของจำเลยที่ 1 เป็นรถขนาดใหญ่ที่นั่งคนขับอยู่ในระดับสูงย่อมมองเห็นทิวทัศน์ตลอดจนวัตถุที่อยู่ด้านหน้าได้อย่างชัดเจน การที่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่ามองไม่เห็นสายเคเบิลโทรศัพท์จึงไม่มีเหตุผลพอให้รับฟังได้ เพราะสายเคเบิลโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นเส้นสีดำขนาดใหญ่ หากเป็นความจริงว่าจำเลยที่ 1 ไม่เห็นสายดังกล่าว ก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงการขาดความระมัดระวังเท่าที่ควร จึงมิได้สังเกตเห็นวัตถุที่ทอดขวางอยู่ข้างหน้า หรืออาจเป็นเพราะความชะล่าใจว่าขับผ่านจุดที่เกิดเหตุไป โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ขับรถเข้าออกเป็นประจำทุกวัน ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อ อย่างไรก็ดี จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเสาไฟฟ้ามีสายไฟฟ้าของจำเลยที่ 2 และสายเคเบิลโทรศัพท์ของผู้อื่นพาดผ่านเสาไฟฟ้าโดยความยินยอมของจำเลยที่ 2 เมื่อสายดังกล่าวพาดข้ามถนน ตรอก ซอยซึ่งมีประชาชนใช้รถยนต์สัญจรไปมาในชีวิตประจำวัน จำเลยที่ 2 ผู้เป็นเจ้าของเสาไฟฟ้าและเป็นผู้ยินยอมให้สายเคเบิลโทรศัพท์ของผู้อื่นพาดเสาไฟฟ้าย่อมมีหน้าที่ตรวจตราดูแลซ่อมแซมให้สายดังกล่าวอยู่ในสภาพปกติ ไม่ให้หย่อนต่ำกว่ามาตรฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน และยังเป็นการป้องกันไม่ให้รถยนต์และสายดังกล่าวมาเกี่ยวกัน อันจะทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย ชีวิต และทรัพย์ของประชาชน แม้จะได้ความจากนายวิเชียรพยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน มีรถบรรทุกปูนซีเมนต์ผสมเสร็จชนเสาไฟฟ้าและเกี่ยวสายเคเบิลโทรศัพท์ทอดผ่านถนนให้หย่อนลงมาตรงถนนที่เกิดเหตุ นายวิเชียรโทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 2 หมายเลขกลาง 1130 แล้ว แต่เป็นการแจ้งปลายสายระบบอัตโนมัติ จะต้องต่อหมายเลขภายในหลายขั้นตอนซึ่งเป็นวันหยุดไม่มีเจ้าหน้าที่รับสาย นายวิเชียรจึงไม่ได้แจ้งเรื่องไว้ ซึ่งถือว่าจำเลยที่ 2 ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าวก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 เจ้าของสายไฟฟ้ายังมีหน้าที่ใช้ความระมัดระวังตรวจตราดูแลรักษาหรือซ่อมแซมให้เสาไฟฟ้าและสายเคเบิลโทรศัพท์อยู่ในสภาพเรียบร้อยปลอดภัยแก่ผู้สัญจรไปมา ตามข้อตกลงการใช้เสาไฟฟ้าสำหรับพาดสายระหว่างจำเลยที่ 2 กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เสาไฟฟ้าที่มีการพาดสายดังกล่าวผ่านถนนที่มีรถสัญจรไปมาต้องมีความสูงอย่างน้อย 4.625 เมตร จากระดับทางเท้าหรือระดับผิวจราจร การที่รถบรรทุกของจำเลยที่ 1 มีความสูง 3.40 เมตร ไปเกี่ยวเอาสายเคเบิลโทรศัพท์ที่หย่อนพาดผ่านถนนที่เกิดเหตุ ทำให้ทรัพย์สินต่าง ๆ ของโจทก์ได้รับความเสียหายย่อมถือว่าเกิดจากการที่จำเลยที่ 2 ปล่อยปละละเลยไม่ตรวจตรา ไม่รีบบำรุงรักษาซ่อมแซมให้เสาไฟฟ้าและสายเคเบิลโทรศัพท์อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยแก่ประชาชนผู้สัญจรไปมา นับว่าเป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ถือว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อด้วย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างประมาทเลินเล่อด้วยกัน แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาให้จำเลยที่ 2 รับผิดด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วม และศาลอุทธรณ์ก็มิได้สั่งแก้ไขในเรื่องนี้ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมในศาลชั้นต้นและระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 146 ม. 148 ม. 187 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแช่ม มากมั่งมี
จำเลย — นายธนะสิทธิ์ เบญจสถิตทรัพย์ กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางอัญชลี อริยะนันทกะ
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8381/2559
#607372
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องว่าจ้างบริษัทรับเหมาภายนอกดำเนินการจัดหาพนักงานขับรถเพื่อทำหน้าที่แทนพนักงานขับรถของผู้ร้องเป็นเรื่องการบริหารจัดการซึ่งผู้ร้องในฐานะผู้ประกอบการย่อมมีอำนาจที่จะกระทำได้เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ร้อง ส่วนการว่าจ้างบริษัทรับเหมาภายนอกดำเนินการจัดหาคนมาทำงานแทนลูกจ้างตำแหน่งใด นายจ้างหาจำต้องประกาศยกเลิกตำแหน่งนั้นเสียก่อนแล้วจึงจะสามารถกระทำได้ไม่

ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านไปแล้ว ต่อมาคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้ผู้ร้องรับผู้คัดค้านกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ไม่ต่ำกว่าเดิม มิได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องรับผู้คัดค้านกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องทำสัญญาจ้างผู้คัดค้านเฉพาะตำแหน่งพนักงานขับรถ ผู้ร้องในฐานะนายจ้างมีอำนาจให้ลูกจ้างทำงานในตำแหน่งอื่นได้ เมื่อผู้ร้องมีนโยบายว่าจ้างบริษัทรับเหมาภายนอกหาคนมาทำงานตำแหน่งพนักงานขับรถแล้ว การให้ผู้คัดค้านทำงานในแผนกโลจิสติคส์หรือฝ่ายผลิตย่อมกระทำได้หากสภาพการจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม หาใช่ว่าหากผู้คัดค้านไม่สมัครใจแล้วผู้ร้องย่อมไม่มีอำนาจสั่งได้ตามที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ มูลเหตุที่ผู้ร้องประกาศยกเลิกตำแหน่งพนักงานขับรถประจำก็เพื่อให้ผู้คัดค้านเห็นว่าต่อไปไม่มีตำแหน่งงานที่ผู้คัดค้านประสงค์จะทำต่อไปแล้วและยินยอมเข้าทำงานในตำแหน่งใหม่เท่านั้น ซึ่งหลังจากผู้ร้องออกคำสั่งดังกล่าวผู้ร้องยังมีหนังสือแจ้งและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านกลับเข้าทำงานอีกหลายครั้ง การออกประกาศยกเลิกตำแหน่งพนักงานขับรถจึงหาใช่เหตุผลที่จะให้สอดคล้องกับคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ผู้คัดค้านอ้างในทำนองว่าผู้ร้องนำเรื่องการไม่มีตำแหน่งพนักงานขับรถมาอ้างเพื่อขออนุญาตศาลเลิกจ้างผู้คัดค้าน ไม่ใช่เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและฉ้อฉลต่อผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านได้รับค่าจ้างก่อนถูกเลิกจ้างเป็นเงินเดือน ค่าล่วงเวลา ค่าอาหารกลางวัน และรายได้อื่น ซึ่งค่าล่วงเวลา ค่าอาหารกลางวัน และรายได้อื่นจะมากน้อยย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของงานแต่ละแผนก เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องลดเงินเดือนผู้คัดค้าน การให้ผู้คัดค้านไปทำงานตำแหน่งใหม่ไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ผู้คัดค้าน

การที่ผู้ร้องมีอำนาจสั่งผู้คัดค้านไปทำงานตำแหน่งใหม่ได้และไม่ใช่การกลั่นแกล้งผู้คัดค้าน แต่ผู้คัดค้านไม่ยอมเข้าทำงานตามคำสั่งของผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างรวมเวลากว่า 10 เดือน และตลอดเวลาดังกล่าวผู้คัดค้านเข้าไปยังสถานประกอบการของผู้ร้องทุกวันแต่ไปนั่งในห้องพักพนักงานขับรถอยู่เฉย ๆ นอกจากจะประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างแล้วยังเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควรอีกด้วย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างนายธนัท ผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทนิสสัน พาวเวอร์เทรน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ร้อง เลิกจ้างนายธนัท ผู้คัดค้านได้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นายธนัท ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างผู้ร้องตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ทำหน้าที่ขับรถให้ผู้บริหารของผู้ร้อง และผู้คัดค้านเป็นกรรมการลูกจ้างด้วย เดิมพนักงานขับรถของผู้ร้องมี 4 ตำแหน่ง รวมทั้งผู้คัดค้าน เมื่อปี 2552 คณะผู้บริหารของผู้ร้องได้ปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่าหากให้บริษัทภายนอกเข้ามาดำเนินการในการจัดหาพนักงานขับรถมาปฏิบัติหน้าที่แทนพนักงานขับรถของผู้ร้องจะสะดวกต่อการบริหารงานเนื่องจากหากพนักงานขับรถคนใดไม่มาปฏิบัติหน้าที่ในวันใด บริษัทภายนอกก็จะดำเนินการจัดหาพนักงานขับรถมาปฏิบัติหน้าที่แทนได้ อีกทั้งเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ร้อง เนื่องจากให้พนักงานขับรถไปทำงานในหน้าที่อื่นจะได้ผลงานมากกว่าที่ให้ไปขับรถประจำตำแหน่งเพื่อรับส่งผู้บริหารชาวญี่ปุ่นเฉพาะช่วงรับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นมาที่ทำการของผู้ร้องและรับกลับเท่านั้น ส่วนในเวลากลางวันส่วนใหญ่พนักงานขับรถประจำตำแหน่งจะไม่ได้ทำงานอะไรเพียงแต่รอเวลากลับของผู้บริหารชาวญี่ปุ่นที่ตนมีหน้าที่ขับรถให้ และหลักการในการปรับเปลี่ยนหน้าที่ของพนักงานขับรถโดยให้บริษัทภายนอกเข้ามาดำเนินการแทนผู้ร้องจะเริ่มดำเนินการเมื่อผู้บริหารชาวญี่ปุ่นที่มีพนักงานขับรถประจำตำแหน่งเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นก็จะให้พนักงานขับรถประจำตำแหน่งของผู้บริหารดังกล่าวไปทำหน้าที่อื่น และหากมีผู้บริหารชาวญี่ปุ่นเดินทางกลับเข้ามาใหม่ก็จะใช้บริษัทภายนอกมาทำหน้าที่แทนทยอยกันไป ขณะยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้าน เหลือเพียงผู้คัดค้านตำแหน่งเดียวเท่านั้นที่เป็นพนักงานขับรถ ส่วนพนักงานขับรถของผู้ร้องอีก 3 คน ผู้ร้องได้ให้ไปทำหน้าที่อื่นแทนโดยได้ย้ายไปอยู่แผนกโลจิสติคส์มีหน้าที่จัดชิ้นส่วนเพื่อผลิตเครื่องยนต์และขับรถยกสินค้า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2553 ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งเปลี่ยนตำแหน่งงานของผู้คัดค้านโดยโอนย้ายไปเป็นพนักงานแผนกโลจิสติคส์ ส่วนโลจิสติคส์ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2553 และมีคำสั่งโอนย้ายผู้คัดค้านไปทำงานในแผนกดังกล่าว วันที่ 16 เมษายน 2553 ผู้คัดค้านทำหนังสือคัดค้านการโอนย้ายอ้างว่าเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้าง งานในแผนกโลจิสติคส์มีหน้าที่จัดชิ้นส่วนส่งเข้าไลน์การผลิตต้องมีความชำนาญ ต้องผ่านการฝึกอบรมความรู้ก่อนเข้าปฏิบัติงาน มีข้อกำหนดคุณสมบัติของพนักงานจะต้องจบการศึกษาในระดับ ปวช. ช่างยนต์ขึ้นไป มีความรู้ภาษาอังกฤษโดยเฉพาะที่ใช้เกี่ยวกับงานซึ่งเป็นมาตรฐานแรงงานและต้องทำงานเป็นกะได้ด้วย ผู้คัดค้านจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทั้งยังไม่มีการยุบแผนกและหน้าที่พนักงานขับรถประจำตำแหน่งและผู้ร้องได้ตกลงจ้างพนักงานใหม่มาทำหน้าที่แทนผู้คัดค้านจึงไม่เป็นธรรมกับผู้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2553 ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งผู้คัดค้านว่าผู้ร้องมีนโยบายจะปรับโครงสร้างสายงานโดยยกเลิกตำแหน่งพนักงานขับรถประจำทั้งหมดโดยจะรับบริการดังกล่าวจากบริษัทให้บริการพนักงานขับรถภายนอกแทนเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในฝ่ายบริหารและควบคุมประสิทธิภาพในการทำงาน ผู้ร้องไม่สามารถให้ผู้คัดค้านทำงานในตำแหน่งเดิมอีกต่อไป และต่อมาในวันที่ 29 เมษายน 2553 ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านอ้างว่าผู้คัดค้านไม่ไปทำงานตามคำสั่งโดยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินบำเหน็จตามระเบียบของผู้ร้อง และเงินอื่น ๆ ให้ผู้คัดค้านรวม 447,266.21 บาท ผู้คัดค้านยื่นคำร้องกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 อ้างว่าถูกเลิกจ้างในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไต่สวนแล้วมีคำสั่งที่ 171/2553 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2553 ให้ผู้ร้องรับผู้คัดค้านกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ไม่ต่ำกว่าเดิมและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานตามคำสั่ง ผู้ร้องจึงมีหนังสือลงวันที่ 27 สิงหาคม 2553 เรียกผู้คัดค้านกลับเข้าทำงานในวันที่ 1 กันยายน 2553 ตำแหน่งพนักงานประจำแผนกโลจิสติคส์ ฝ่ายควบคุมการผลิต/โลจิสติคส์ แต่ผู้คัดค้านไม่พอใจในตำแหน่งงานและไม่พร้อมที่จะทำงาน ผู้ร้องจึงเรียกให้ผู้คัดค้านกลับเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถส่วนกลาง บริษัทนิสสันมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ร้องโดยให้เริ่มทำงานในวันที่ 8 กันยายน 2553 วันที่ 20 กันยายน 2553 ผู้ร้องมีคำสั่งเป็นหนังสือถึงผู้คัดค้านให้เข้าปฏิบัติหน้าที่พนักงานขับรถส่วนกลางบริษัทนิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด แต่ผู้คัดค้านไม่ยอมเข้าทำงาน แจ้งว่าค่าจ้างและสวัสดิการไม่ชัดเจน วันที่ 31 มกราคม 2554 ผู้ร้องออกประกาศยกเลิกตำแหน่งพนักงานขับรถประจำในบริษัทผู้ร้องโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านไปทำงานในตำแหน่งพนักงานฝ่ายโลจิสติคส์หรือฝ่ายโปรดักชั่นในบริษัทผู้ร้อง วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้คัดค้านติดต่อฝ่ายทรัพยากรบุคคลของผู้ร้องภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2554 หากไม่มาติดต่อจะถือว่าผู้คัดค้านไม่ประสงค์ที่จะทำงานกับผู้ร้อง วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งรายงานตัวต่อผู้ร้องโดยยืนยันจะทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 ผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานแผนกโลจิสติคส์ โดยให้รายงานตัวภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ผู้คัดค้านมีหนังสือลงวันที่ 1 มีนาคม 2554 แจ้งผู้ร้องยืนยันที่จะทำงานในตำแหน่งเดิม วันที่ 7 มีนาคม 2554 ผู้ร้องมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านเข้าทำงานในแผนกโลจิสติคส์ภายในวันที่ 10 มีนาคม 2554 และในวันที่ 10 มีนาคม 2554 ผู้คัดค้านเข้ารายงานตัวที่แผนกโลจิสติคส์ นับแต่ผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านกลับเข้าทำงานตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ผู้คัดค้านก็ไม่ได้ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่ผู้คัดค้านเข้าไปในที่ทำงานของผู้ร้องทุกวันโดยไปนั่งที่ห้องของพนักงานขับรถและไม่ได้ทำหน้าที่อื่น ผู้คัดค้านทำงานขับรถประจำตำแหน่งมีรายได้ประมาณเดือนละ 50,000 บาท แต่ถ้าทำงานในแผนกโลจิสติคส์จะมีรายได้ประมาณเดือนละ 30,000 บาท

คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านเพียงประการเดียวว่า คำสั่งศาลแรงงานกลางชอบหรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า การที่ผู้ร้องประกาศยกเลิกตำแหน่งพนักงานขับรถ ภายหลังคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งที่ 171/2553 นานถึง 8 เดือน เป็นการประกาศยกเลิกเพื่อให้สอดคล้องกับเหตุผลตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่วินิจฉัยว่างานขับรถไม่ได้ถูกยุบ ผู้ร้องจัดหาพนักงานรับเหมาไม่ใช่เนื่องจากการยุบงาน จึงเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและฉ้อฉลต่อผู้คัดค้าน การให้ผู้คัดค้านไปทำงานที่ฝ่ายโลจิสติคส์หรือฝ่ายผลิต ผู้คัดค้านแจ้งผู้ร้องทุกครั้งว่าผู้คัดค้านไม่สมัครใจที่จะทำงานดังกล่าวพร้อมแสดงเหตุผลประกอบ เมื่อผู้คัดค้านไม่ยินยอมผู้ร้องจึงไม่อาจกระทำได้ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 และการให้ผู้คัดค้านไปทำงานตำแหน่งใหม่ทำให้ผู้คัดค้านมีรายได้ต่ำกว่าเดิมประมาณเดือนละ 20,000 บาท จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย เห็นว่า การที่ผู้ร้องว่าจ้างบริษัทรับเหมาภายนอกดำเนินการจัดหาพนักงานขับรถเพื่อทำหน้าที่แทนพนักงานขับรถของผู้ร้องเป็นเรื่องการบริหารจัดการซึ่งผู้ร้องในฐานะผู้ประกอบการย่อมมีอำนาจที่จะกระทำได้เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ร้องดังที่คณะผู้บริหารของผู้ร้องได้ปรึกษาหารือกันเมื่อปี 2552 ส่วนการว่าจ้างบริษัทรับเหมาภายนอกดำเนินการจัดหาคนมาทำงานแทนลูกจ้างตำแหน่งใด นายจ้างหาจำต้องประกาศยกเลิกตำแหน่งนั้นเสียก่อนแล้วจึงจะสามารถกระทำได้ไม่ มูลเหตุที่ผู้ร้องประกาศยกเลิกตำแหน่งพนักงานขับรถประจำก็สืบเนื่องมาจากเดิมผู้ร้องมีพนักงานขับรถที่ทำหน้าที่ให้ผู้บริหาร 4 คน เมื่อผู้บริหารชาวญี่ปุ่นเดินทางกลับประเทศผู้ร้องจึงให้พนักงานขับรถประจำ 3 คน ไปทำงานแผนกโลจิสติคส์ คงเหลือตำแหน่งพนักงานขับรถประจำเพียงผู้คัดค้านคนเดียวที่ไม่ยินยอมทำงานตำแหน่งอื่นจนผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านและเมื่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์สั่งให้ผู้ร้องรับผู้คัดค้านกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ไม่ต่ำกว่าเดิม โดยผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านกลับเข้าทำงานในวันที่ 1 กันยายน 2553 แต่ผู้คัดค้านไม่ยินยอมจนผู้ร้องมีหนังสือแจ้งและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านกลับเข้าทำงานหลายครั้งหลายหนแต่ผู้คัดค้านก็ยังไม่ยินยอม การที่ผู้ร้องออกประกาศยกเลิกตำแหน่งพนักงานขับรถประจำ ลงวันที่ 31 มกราคม 2554 โดยให้มีผลในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ในขณะที่มีตำแหน่งพนักงานขับรถประจำซึ่งผู้คัดค้านเคยปฏิบัติก่อนถูกเลิกจ้างเพียงตำแหน่งเดียวก็เพื่อให้ผู้คัดค้านเห็นว่าต่อไปไม่มีตำแหน่งงานที่ผู้คัดค้านประสงค์จะทำต่อไปแล้วและยินยอมเข้าทำงานในตำแหน่งใหม่เท่านั้น ซึ่งจะเห็นว่าหลังจากผู้ร้องออกคำสั่งดังกล่าวผู้ร้องยังมีหนังสือแจ้งและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านกลับเข้าทำงานอีกหลายครั้ง การประกาศยกเลิกตำแหน่งพนักงานขับรถ จึงหาใช่เป็นเหตุผลที่จะให้สอดคล้องกับคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 171/2553 ที่ผู้คัดค้านอ้างในทำนองว่าผู้ร้องนำเรื่องการไม่มีตำแหน่งพนักงานขับรถมาอ้างเพื่อขออนุญาตศาลเลิกจ้างผู้คัดค้าน ดังนั้น การที่ผู้ร้องออกประกาศยกเลิกตำแหน่งงานจึงไม่ใช่เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและฉ้อฉลต่อผู้คัดค้านดังที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่าการให้ผู้คัดค้านไปทำงานที่ฝ่ายโลจิสติคส์หรือฝ่ายผลิตจะกระทำได้ ผู้คัดค้านต้องยินยอมเสียก่อนนั้น เห็นว่า ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านไปแล้ว ต่อมาคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้ผู้ร้องรับผู้คัดค้านกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ไม่ต่ำกว่าเดิมมิได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องรับผู้คัดค้านกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องทำสัญญาจ้างผู้คัดค้านเฉพาะตำแหน่งพนักงานขับรถ ผู้ร้องในฐานะนายจ้างมีอำนาจให้ลูกจ้างทำงานในตำแหน่งอื่นได้ ขณะนั้นผู้ร้องมีนโยบายว่าจ้างบริษัทรับเหมาภายนอกหาคนมาทำงานตำแหน่งพนักงานขับรถประจำซึ่งได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่าผู้ร้องสามารถกระทำได้ ดังนี้ การให้ผู้คัดค้านทำงานในแผนกโลจิสติคส์หรือฝ่ายผลิตย่อมกระทำได้หากสภาพการจ้างไม่ต่ำกว่าเดิมหาใช่ว่าหากผู้คัดค้านไม่สมัครใจแล้วผู้ร้องย่อมไม่มีอำนาจสั่งได้ตามที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ไม่ คดีจึงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปตามที่ผู้คัดค้านอ้างว่า การให้ผู้คัดค้านไปทำงานตำแหน่งใหม่ทำให้สภาพการจ้างต่ำกว่าเดิมหรือไม่ โดยผู้คัดค้านอ้างเรื่องรายได้ว่าขณะที่ผู้คัดค้านทำงานตำแหน่งพนักงานขับรถมีรายได้ประมาณเดือนละ 50,000 บาท แต่ถ้าไปทำงานตำแหน่งใหม่จะมีรายได้เพียงประมาณเดือนละ 30,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าเดิมประมาณเดือนละ 20,000 บาท เห็นว่า ผู้คัดค้านได้รับค่าจ้างก่อนถูกเลิกจ้างเดือนละ 22,226 บาท และปรากฏตามหลักฐานการรับเงินรายเดือนของผู้คัดค้านว่า นอกจากเงินเดือนแล้วผู้คัดค้านยังมีรายได้เป็นค่าล่วงเวลา ค่าอาหารกลางวัน และรายได้อื่นอีก ซึ่งค่าล่วงเวลา ค่าอาหารกลางวัน และรายได้อื่นจะได้มากน้อยย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของงานแต่ละแผนก เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องลดเงินเดือนผู้คัดค้าน การให้ผู้คัดค้านไปทำงานตำแหน่งใหม่ไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างในทางที่ไม่เป็นคุณกับผู้คัดค้าน ข้ออ้างของผู้คัดค้านข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน เมื่อผู้ร้องมีอำนาจสั่งผู้คัดค้านไปทำงานตำแหน่งใหม่ได้ และไม่ใช่กลั่นแกล้งผู้คัดค้าน การที่ผู้คัดค้านดื้อแพ่งไม่ยอมเข้าทำงานตามคำสั่งของผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างนับแต่วันที่ 1 กันยายน 2553 ถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2554 อันเป็นวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้รวมเวลากว่า 10 เดือน และตลอดเวลาดังกล่าวผู้คัดค้านเข้าไปยังสถานประกอบการของผู้ร้องทุกวันแต่ไปนั่งในห้องพักของพนักงานขับรถอยู่เฉย ๆ นอกจากจะประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างแล้ว ยังเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควรอีกด้วย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทนิสสัน พาวเวอร์เทรน (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายธนัท ทาแป้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบัณฑิต แก้วทอง
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8374/2559
#606732
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้าง ที่มีข้อห้ามจำเลยที่ 1 ซึ่งทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานขายอาวุโส โดยเป็นหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินกิจการค้าขายถ่านหินของโจทก์ ไปทำงานกับนายจ้างอื่นใดที่ประกอบธุรกิจการค้าลักษณะอย่างเดียวกันหรือเป็นการแข่งขันกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบ ไม่เป็นการเกินสมควรหรือเอาเปรียบกันในการทำสัญญาอันจะเข้าลักษณะข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จึงมีผลใช้บังคับกับจำเลยที่ 1 ซึ่งลงลายมือชื่อรับทราบข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงาน การที่จำเลยที่ 1 ลาออกแล้วไปทำงานกับบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์ จึงผิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงาน

สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดเพียงฝ่ายเดียว การตีความให้ผู้ค้ำประกันรับผิดจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด จะตีความไปในทางขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกันให้เกินเลยไปกว่าข้อความที่ปรากฏชัดแจ้งในสัญญาค้ำประกันไม่ได้

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ โดยมีข้อความว่า เพื่อเป็นการค้ำประกันความเสียหายหรือความรับผิดที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ได้ก่อให้เกิดขึ้นไม่ว่าโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หรือต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายอันเกิดแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผู้ค้ำประกันขอให้สัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดตามที่เสียหายจริงแทนลูกจ้างจนหมดสิ้นโดยไม่มีข้อโต้แย้งหรือยกข้อกฎหมายใดๆ มากล่าวอ้างเพื่อเป็นเหตุให้พ้นความรับผิดชอบ เช่นนี้ เป็นสัญญาค้ำประกันที่ไม่มีข้อความชัดแจ้งให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดกรณีจำเลยที่ 1 พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์แล้วไปทำงานกับนายจ้างอื่นที่ประกอบกิจการค้าลักษณะอย่างเดียวกันหรือเป็นการแข่งขันกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในกรณีที่จำเลยที่ 1 พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์แล้วไปทำงานกับนายจ้างอื่นที่ประกอบกิจการค้าลักษณะอย่างเดียวกันหรือเป็นการแข่งขันกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลงต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างแรงงานเป็นเงิน 10 เท่าของค่าจ้างรายเดือนเป็นเงิน 195,000 บาท และค่าเสียหายจากกรณีโจทก์ขาดรายได้เป็นเงิน 1,000,000 บาท กับห้ามจำเลยที่ 1 เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจของโจทก์หรือมีธุรกิจร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อมกับบริษัทอื่นที่อยู่ในลักษณะงานหรือประกอบธุรกิจประเภทเดียวกันหรือเป็นการแข่งขันกับบริษัทโจทก์ตลอดไป

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 97,500 บาท และให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ร่วมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินไม่เกิน 39,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประกอบธุรกิจค้าขายถ่านหิน จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2550 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานขายอาวุโส มีการทำสัญญาจ้างกันเป็นหนังสือตามสัญญาจ้างลงวันที่ 22 ตุลาคม 2550 โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันลงวันที่ 22 ตุลาคม 2550 ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2551 มีการทำบันทึกเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาจ้าง และมีการตกลงทำสัญญาจ้างเพิ่มเติมอีกเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 โดยเพิ่มเติมข้อสัญญาเกี่ยวกับการห้ามลูกจ้างประกอบกิจการลักษณะเดียวกันหรือที่มีลักษณะแข่งขันกับนายจ้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างหรือเจ้าของกิจการภายในขอบเขตประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง หากฝ่าฝืนหรือผิดสัญญาตกลงชดใช้เงินเป็นเบี้ยปรับหรือค่าเสียหายแก่นายจ้าง 10 เท่าของค่าจ้างอัตราสุดท้ายหรือเป็นจำนวนเท่ากับค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า นับแต่วันที่ฝ่าฝืนหรือผิดสัญญา พร้อมดอกเบี้ยจากการผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งมีจำเลยที่ 1 ลงชื่อยอมรับข้อตกลงไว้ในสัญญาฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่ได้ลงชื่อไว้ด้วย จำเลยที่ 1 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 19,500 บาท และลาออกจากบริษัทโจทก์เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 1 ไปทำงานกับบริษัทเอ็นเนอร์จี เอิร์ด จำกัด (มหาชน) แล้วไปทำงานกับบริษัทซิง เฮง เส็ง จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งบริษัททั้งสองทำธุรกิจถ่านหินเช่นเดียวกับโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า สัญญาจ้างฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 มีผลใช้บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมายและมีผลผูกพันจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า สัญญาจ้างที่มีข้อห้ามจำเลยที่ 1 ซึ่งทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานขายอาวุโส โดยเป็นหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินกิจการค้าขายถ่านหินของโจทก์ ไปทำงานกับนายจ้างอื่นใดที่ประกอบธุรกิจการค้าลักษณะอย่างเดียวกันหรือมีลักษณะที่เป็นการแข่งขันกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบ ไม่เป็นการเกินสมควรหรือเอาเปรียบกันในการทำสัญญาอันจะเข้าลักษณะข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ย่อมมีผลใช้บังคับกับจำเลยที่ 1 ซึ่งลงชื่อรับทราบข้อตกลงดังกล่าวไว้ในสัญญาด้วยแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ลาออกจากบริษัทโจทก์แล้วไปทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทเอ็นเนอร์จี เอิร์ด จำกัด (มหาชน) และบริษัทซิง เฮง เส็ง จำกัด ตามลำดับ ซึ่งบริษัททั้งสองประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับโจทก์ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี หลังจากพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์ จึงเป็นการทำผิดสัญญาจ้างแรงงานต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญา ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันนั้น เห็นว่า สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดเพียงฝ่ายเดียว การตีความให้ผู้ค้ำประกันรับผิดจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด จะตีความไปในทางขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกันให้เกินเลยไปกว่าข้อความที่ปรากฏชัดแจ้งในสัญญาค้ำประกันไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์ระบุว่า "ข้าพเจ้านางสาวเกษสุนี (จำเลยที่ 2)... ผู้ค้ำประกัน ซึ่งได้ทำสัญญาฉบับนี้ไว้ให้แก่บริษัทเอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (โจทก์) เพื่อเป็นการค้ำประกันในความเสียหายหรือความรับผิดที่นายปริญญา (จำเลยที่ 1) ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทฯ (โจทก์) ได้ก่อให้เกิดขึ้นไม่ว่าโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้บริษัทฯ (โจทก์) ได้รับความเสียหาย หรือต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายอันเกิดแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผู้ค้ำประกันขอให้สัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดตามที่เสียหายจริงแทนลูกจ้างจนหมดสิ้น โดยไม่มีข้อโต้แย้งหรือยกข้อกฎหมายใดๆ มากล่าวอ้างเพื่อเป็นเหตุให้พ้นความรับผิดชอบ" เช่นนี้ เป็นสัญญาค้ำประกันที่ไม่มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดกรณีจำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากความเป็นลูกจ้างของโจทก์แล้วไปทำงานกับนายจ้างอื่นที่ประกอบธุรกิจการค้าลักษณะอย่างเดียวกันหรือที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ลาออกแล้วไปทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจการค้าลักษณะอย่างเดียวกันหรือที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 14/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายปริญญา ศุภนคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชะยิน สุนทรสิงคาล
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8346/2559
#604345
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยร่วมกับพวกรุมเตะผู้ตายเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำที่รวมอยู่ในความผิดฐานฆ่าผู้ตาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายอีกบทหนึ่ง คงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพียงบทเดียวเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288, 290 และริบตั่งไม้ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ประกอบมาตรา 83, 288 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี ริบตั่งไม้ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันในสาระสำคัญ บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟนีออนยาวติดอยู่ น่าเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามที่รู้เห็น พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์แม้นายประดิษฐ์ จะเบิกความว่า มองเห็นหน้าคนร้ายแบบเฉียงๆ ตอนนั้นคนร้ายใช้ผ้าพันหน้าตนเองไว้ แต่บริเวณใกล้ๆ มีแสงสว่างจากไฟนีออนแบบยาวผูกติดไว้กับต้นพิกุลทั้งนายประดิษฐ์รู้จักกับจำเลยมาก่อน และเห็นจำเลยกับพวกออกไปเต้นรำอยู่หน้าเวที จึงเห็นชุดที่จำเลยสวมใส่มาในวันเกิดเหตุ ประกอบกับจำเลยมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนทั่วไปเป็นที่สังเกตได้ง่าย หลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน นายประดิษฐ์ให้การต่อพนักงานสอบสวนยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย เชื่อว่านายประดิษฐ์เห็นและจำจำเลยได้ว่าเป็นคนร้ายที่ใช้ตั่งไม้ตีผู้ตาย แม้คำเบิกความของนายขวัญชัย จะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่มิใช่คำซัดทอดเพื่อให้นายขวัญชัยพ้นผิดเพราะนายขวัญชัยถูกดำเนินคดีด้วย เมื่อนำคำเบิกความของนายขวัญชัยมาพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้ตั่งไม้ตีผู้ตาย พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาจำเลยที่ว่า เหตุคดีนี้มีการชุลมุนต่อสู้ของกลุ่มวัยรุ่น พวกของจำเลยมี 7 คน ส่วนวัยรุ่นบ้านข่อยมี 4 ถึง 5 คน การตายของผู้ตายเกิดจากการชุลมุนต่อสู้ ไม่มีผู้ใดจงใจทำร้ายร่างกายผู้ตาย ตามลักษณะของเหตุการณ์และสถานที่เกิดเหตุมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าใครเป็นผู้ทำร้ายผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายในการชุลมุนต่อสู้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง แม้พฤติการณ์แห่งคดีจะฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกรุมเตะผู้ตายบริเวณร่างกายหลายครั้งก่อนที่จำเลยจะใช้ตั่งไม้ตีศีรษะผู้ตายก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยต่อผู้ตายนั้น เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องในคราวเดียวกัน ไม่สามารถแยกจากกันได้ ทั้งมีผู้ตายเป็นผู้ถูกกระทำเพียงคนเดียว การกระทำของจำเลยจึงมีเพียงเจตนาเดียวคือเจตนาฆ่าผู้ตายเท่านั้นการที่จำเลยร่วมกับพวกรุมเตะผู้ตายจึงเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำที่รวมอยู่ในความผิดฐานฆ่าผู้ตาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ตายอีกบทหนึ่ง คงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพียงบทเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 มาด้วยนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนที่พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 อีกบทหนึ่งนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายวุฒิชัยหรือวุฒ อะภิระติง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายสมบูรณ์ กวีดำรงพัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเฉลิมพล ชอบธรรม
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8335/2559
#605733
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งที่จะเป็นคำสั่งทางปกครองตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคสาม (1) และ (2) นอกจากจะต้องเป็นคำสั่งในเรื่องการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่แล้ว ยังจะต้องมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เมื่อพิจารณาหนังสือสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 24 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2553 แจ้งให้โจทก์นำส่งเอกสาร และหนังสือสำนักงานสรรพากรภาค 3 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2555 ขอเชิญโจทก์พบและให้นำส่งเอกสารหลักฐาน หนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าวยังมิได้มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์อันใดขึ้นระหว่างกรมสรรพากรและโจทก์ผู้ขอคืนภาษีอากร ที่โจทก์อ้างว่า เมื่อเจ้าพนักงานเรียกให้ส่งเอกสารแล้วหากไม่ปฏิบัติตามจะก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร ที่กำหนดให้ระงับการคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันสุดท้ายของเวลาที่เจ้าพนักงานสั่งการ นั้น การระงับการคิดดอกเบี้ยในกรณีดังกล่าว หาใช่เป็นผลมาจากการสั่งให้ส่งเอกสารของเจ้าพนักงานโดยตรง หากแต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุที่ผู้ขอคืนภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน อันทำให้ต้องระงับการคิดดอกเบี้ยโดยผลบังคับของกฎกระทรวงฉบับที่ 161 ถือไม่ได้ว่าคำสั่งเรียกให้ส่งเอกสารของเจ้าพนักงานได้ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ขอคืนภาษีอากร ดังนั้น การออกหนังสือพิพาททั้งสองฉบับของเจ้าพนักงานให้ส่งเอกสารหลักฐานอันควรแก่เรื่องเพื่อประกอบการพิจารณาในการคืนภาษีอากรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 27 จัตวา จึงเป็นเพียงการเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าพนักงานเพื่อจะนำไปสู่การออกคำสั่งทางปกครองต่อไปว่าจะมีคำสั่งคืนเงินค่าภาษีอากรแก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งอยู่ในความหมายของคำว่า "การพิจารณาทางปกครอง" ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ หนังสือพิพาททั้งสองฉบับจึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง ย่อมไม่จำต้องระบุเหตุผลตามมาตรา 37

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยใช้คำสั่งทางปกครองที่ถูกต้องโดยมีข้อความอ้างอิงข้อกฎหมายที่ให้อำนาจกระทำการปรากฏอยู่ในคำสั่ง หากต้องการเรียกเอกสารเพื่อตรวจสอบหลักฐานในการพิจารณาคืนภาษีแก่โจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ซึ่งมีจำนวนเงินภาษีที่ขอคืน 2,820.50 บาท ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสำหรับภาษีที่คืนแก่โจทก์ ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร โดยใช้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีเพียงประการเดียวว่า หนังสือสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 24 เลขที่ กค.0707/.03/ก.08/8232 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2553 แจ้งให้โจทก์นำส่งเอกสาร และหนังสือสำนักงานสรรพากรภาค 3 เลขที่ 0707/(อธ.2)/2958 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2555 ขอเชิญโจทก์พบและให้นำส่งเอกสารหลักฐาน เป็นคำสั่งทางปกครองอันจะต้องระบุเหตุผลตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 5 ให้ความหมายของคำว่า "คำสั่งทางปกครอง" ว่า "(1) การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรองและการรับจดทะเบียน แต่ไม่รวมถึงการออกกฎ (2) การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า คำสั่งที่จะเป็นคำสั่งทางปกครองนอกจากจะต้องเป็นคำสั่งในเรื่องของการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่แล้ว ยังจะต้องมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เมื่อพิจารณาหนังสือฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2553 และลงวันที่ 13 มีนาคม 2555 ที่พิพาทในคดีนี้แล้ว ยังมิได้มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์อันใดขึ้นระหว่างกรมสรรพากรและผู้ขอคืนเงินภาษีอากรในเรื่องภาษีอากรที่โจทก์ขอคืน ที่โจทก์อ้างว่า เมื่อเจ้าพนักงานเรียกให้ส่งเอกสารหลักฐานแล้วไม่ปฎิบัติตามจะก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร ที่กำหนดให้ระงับการคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันสุดท้ายของเวลาที่เจ้าพนักงานสั่งการ นั้น การระงับการคิดดอกเบี้ยในกรณีดังกล่าว หาใช่เป็นผลมาจากการสั่งให้ส่งเอกสารของเจ้าพนักงานโดยตรง หากแต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุที่ผู้ขอคืนภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน อันทำให้ต้องระงับการคิดดอกเบี้ยโดยผลบังคับของกฎกระทรวงฉบับที่ 161 ถือไม่ได้ว่าคำสั่งเรียกให้ส่งเอกสารหลักฐานของเจ้าพนักงานได้ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ขอคืนภาษีอากร ดังนั้น การออกหนังสือพิพาททั้งสองฉบับของเจ้าพนักงานให้ส่งเอกสารหลักฐานอันควรแก่เรื่องเพื่อประกอบการพิจารณาในการคืนภาษีอากรตามมาตรา 27 จัตวา แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นเพียงการเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าพนักงานเพื่อจะนำไปสู่การออกคำสั่งทางปกครองต่อไปว่าจะมีคำสั่งคืนเงินค่าภาษีอากรแก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งอยู่ในความหมายของคำว่า "การพิจารณาทางปกครอง" ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หนังสือที่พิพาททั้งสองฉบับจึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ย่อมไม่จำต้องระบุเหตุผลตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันดังที่โจทก์อ้าง แต่เป็นการแจ้งให้โจทก์ส่งเอกสารหลักฐานเพื่อประโยชน์ของโจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 5 ม. 37
ป.รัษฎากร ม. 27 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกุลเทค เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสิริชัย สุวรรณรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8329/2559
#604329
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากซึ่งกฎหมายให้ศาลดำเนินการพิจารณาโดยไม่ชักช้าแต่ต้องมิให้เป็นการเสียหายแก่การต่อสู้คดีตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 196 จำเลยร่วมเป็นบุคคลภายนอกที่จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การไปแล้ว แต่ให้รอมีคำพิพากษาสำหรับจำเลยร่วมไว้ก่อน เนื่องจากต้องดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยต่อไปโดยกำหนดนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 เวลา 9.30 ถึง 16.30 นาฬิกา แต่มิได้แจ้งวันนัดดังกล่าวให้จำเลยร่วมทราบทั้งการนัดฟังคำพิพากษาก็มิได้มีการแจ้งวันนัดให้จำเลยร่วมทราบอีกเช่นกัน ดังนี้จะถือว่าจำเลยร่วมทราบนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 และวันนัดฟังคำพิพากษาในวันนัดถัดไปโดยชอบแล้วหาได้ไม่ ประกอบกับมูลหนี้ของจำเลยกับจำเลยร่วมเกี่ยวด้วยหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยให้การต่อสู้เป็นปรปักษ์ต่อจำเลยร่วมในมูลหนี้ดังกล่าวตลอดมา การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยรวบรัดข้ามขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด กระทบต่อสิทธิในการดำเนินคดีของคู่ความ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) โดยให้ยกฎีกาจำเลยเสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 625,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนางชฎาพรหรือศิรดา เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กรกฎาคม 2557) ต้องไม่เกิน 125,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรพิจารณาเสียก่อนว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ซึ่งกฎหมายให้ศาลดำเนินการพิจารณาไปโดยไม่ชักช้า แต่ต้องมิให้เป็นการเสียหายแก่การต่อสู้คดีตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่า จำเลยร่วมเป็นบุคคลภายนอกที่จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การไปแล้วตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 26 มกราคม 2558 แต่ให้รอมีคำพิพากษาสำหรับจำเลยร่วมไว้ก่อน เนื่องจากต้องดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยต่อไป โดยกำหนดนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 เวลา 9.30 ถึง 16.30 นาฬิกา แต่มิได้แจ้งวันนัดดังกล่าวให้จำเลยร่วมทราบ ทั้งการนัดฟังคำพิพากษาก็มิได้มีการแจ้งวันนัดให้จำเลยร่วมทราบอีกเช่นกัน ดังนี้จะถือว่าจำเลยร่วมทราบนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยในวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 และวันนัดฟังคำพิพากษาในวันนัดถัดไปโดยชอบแล้วหาได้ไม่ ประกอบกับมูลหนี้ของจำเลยกับจำเลยร่วมเกี่ยวด้วยหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยให้การต่อสู้เป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลยร่วมในมูลหนี้ดังกล่าวตลอดมา การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยรวบรัดข้ามขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด กระทบต่อสิทธิในการดำเนินคดีของคู่ความ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) โดยให้ยกฎีกาจำเลยเสีย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และยกฎีกาจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่วันนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย กับแจ้งวันนัดดังกล่าวและวันนัดถัดไปให้จำเลยร่วมทราบและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จสำนวนแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 196 ม. 243 (2) ม. 246 ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมะลิวรรณ ยุดไธสง
จำเลย — นางฉลวย ปักกาเวสูงหรือฉิ่งสูงเนิน
จำเลยร่วม — นางชฎาพรหรือศิรดา อินนอก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางนรินทร มณีนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายฉัตรชัย ไทรโชต
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธราธร ศิลปโอสถ
ลาชิต ไชยอนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8311/2559
#607981
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 มีเจตนารมณ์เพื่อส่งเสริมและคุ้มครององค์กรของฝ่ายลูกจ้าง มิให้ถูกนายจ้างแทรกแซง ครอบงำ หรือใช้อำนาจบังคับบัญชาที่เหนือกว่าในฐานะนายจ้าง และใช้อำนาจทางเศรษฐกิจในการกดดันบีบคั้นมิให้ลูกจ้างหรือองค์กรของฝ่ายลูกจ้างใช้สิทธิโดยชอบตามกฎหมายในการยื่นข้อเรียกร้อง เจรจาต่อรองเพื่อปรับปรุงสภาพการจ้างให้ดีขึ้น โดยห้ามมิให้นายจ้างใช้วิธีการเลิกจ้างลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงานซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง ดังนั้น การเลิกจ้างที่จะเป็นการฝ่าฝืนตามมาตรานี้ นายจ้างจะต้องมีมูลเหตุจูงใจที่จะขัดขวางการดำเนินกิจกรรมของสหภาพแรงงานหรือขัดขวางมิให้ลูกจ้างได้รับประโยชน์จากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการเจรจาตกลงกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างหรือจากคำชี้ขาด เมื่อโจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเพราะไม่ผ่านการประเมินการทดลองงานเนื่องจากผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดมีผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่น่าพอใจ บางคนได้รับโอกาสให้ทำงานในตำแหน่งใหม่ก็ปฏิเสธไม่ไปทำงาน โจทก์ย่อมมีเหตุผลและความชอบธรรมที่จะเลิกจ้างลูกจ้างได้ตามเงื่อนไขข้อตกลงของสัญญาจ้างแรงงานที่ได้ทำไว้ขณะลูกจ้างเข้าทำงานโดยความสมัครใจของลูกจ้างและตามหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์และการบริหารงานบุคคลที่นายจ้างย่อมมีสิทธิคัดสรรแรงงานที่มีคุณภาพที่สุดแก่กิจการได้ แม้จะมิได้มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่ระบุไว้ให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้ตาม (1) ถึง (5) ของบทบัญญัติดังกล่าวก็ตาม นอกจากนั้น การที่โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างที่ไม่ผ่านการประเมินการทดลองงานและมิได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานในคราวเดียวกันด้วยถึง 6 คน และรับลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่ร่วมนัดหยุดงานจำนวน 2 คน เข้าเป็นพนักงานประจำต่อไป ย่อมแสดงว่าโจทก์มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติต่อผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเพราะเหตุที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรือเพราะไปร่วมนัดหยุดงาน การเลิกจ้างดังกล่าวเป็นเรื่องปกติในการบริหารงานบุคคล มิได้เกิดจากมูลเหตุจูงใจเพื่อขัดขวางการดำเนินกิจกรรมของสหภาพแรงงานหรือเพื่อกลั่นแกล้งลูกจ้าง จึงไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 180 - 186/2555 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2555

จำเลยทั้งสิบสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 180 - 186/2555 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2555

จำเลยทั้งสิบสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนายจ้างของผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดซึ่งร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยทั้งสิบสอง กล่าวหาว่าโจทก์กระทำการอันไม่เป็นธรรมโดยเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดในระหว่างที่มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเพราะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอมาล์เลียน จำเลยทั้งสิบสองพิจารณาแล้วมีคำสั่งที่ 180 - 186/2555 ว่า โจทก์กระทำการอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 ให้โจทก์รับผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าจ้างในระหว่างที่ไม่ได้ทำงาน ในชั้นพิจารณาคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงตามที่สรุปในคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ว่า ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นลูกจ้างของโจทก์อยู่ในระหว่างการทดลองงานตามสัญญาจ้างแรงงานและเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอมาล์เลียนในบริษัทโจทก์ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2554 สหภาพแรงงานอมาล์เลียนยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อโจทก์ การเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้ สหภาพแรงงานนัดหยุดงานระหว่างวันที่ 27 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 โดยผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเข้าร่วมนัดหยุดงานกับสมาชิกสหภาพแรงงานคนอื่น ๆ ด้วย ต่อมาภายหลังจากที่ข้อพิพาทแรงงานยุติลง ลูกจ้างรายงานตัวกลับเข้าทำงาน ต่อมาโจทก์ได้ประเมินผลการปฏิบัติงานของลูกจ้างที่อยู่ในระหว่างการทดลองงานปรากฏว่ามีลูกจ้างผ่านการประเมิน 9 คน เป็นลูกจ้างที่ร่วมนัดหยุดงานด้วย 2 คน และมีลูกจ้างไม่ผ่านการทดลองงาน 13 คน ซึ่งรวมถึงผู้กล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 7 ด้วย แต่โจทก์ให้ผู้กล่าวหาที่ 1 ทดลองงานต่ออีก 30 วัน และมีคำสั่งให้ผู้กล่าวหาที่ 1 ไปทำงานในตำแหน่งอื่น แต่ผู้กล่าวหาที่ 1 ปฏิเสธที่จะทำงานดังกล่าว โจทก์จึงเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเนื่องมาจากมีผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่น่าพอใจ ไม่ผ่านการทดลองงาน มิใช่เลิกจ้างเพราะเหตุที่ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ยื่นข้อเรียกร้องและนัดหยุดงาน

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสองว่า การที่โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 บัญญัติว่า ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน...ฯลฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อส่งเสริมและคุ้มครององค์กรของฝ่ายลูกจ้าง มิให้ถูกนายจ้างแทรกแซง ครอบงำ หรือใช้อำนาจบังคับบัญชาที่เหนือกว่าในฐานะนายจ้าง และใช้อำนาจทางเศรษฐกิจในการกดดันบีบคั้นมิให้ลูกจ้าง องค์กรของฝ่ายลูกจ้างใช้สิทธิโดยชอบตามกฎหมายในการยื่นข้อเรียกร้อง เจรจาต่อรองเพื่อปรับปรุงสภาพการจ้างให้ดีขึ้น โดยห้ามมิให้นายจ้างใช้วิธีการเลิกจ้างลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการหรือสมาชิก สหภาพแรงงานซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง ดังนั้น การเลิกจ้างที่จะเป็นการฝ่าฝืนตามมาตรานี้นายจ้างจะต้องมีมูลเหตุจูงใจที่ขัดขวางการดำเนินกิจกรรมของสหภาพแรงงาน หรือขัดขวางมิให้ลูกจ้างได้รับประโยชน์จากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการเจรจาตกลงกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างหรือจากคำชี้ขาด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเพราะไม่ผ่านการประเมินการทดลองงาน เนื่องจากผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดมีผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่น่าพอใจ บางคนได้รับโอกาสให้ทำงานในตำแหน่งใหม่ก็ปฏิเสธไม่ไปทำงาน โจทก์ย่อมมีเหตุผลและความชอบธรรมที่จะเลิกจ้างลูกจ้างได้ตามเงื่อนไขข้อตกลงของสัญญาจ้างแรงงานที่ได้ทำไว้ขณะลูกจ้างเข้าทำงานโดยความสมัครใจของลูกจ้างและตามหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์และการบริหารงานบุคคลที่นายจ้างย่อมมีสิทธิคัดสรรแรงงานที่มีคุณภาพที่สุดแก่กิจการได้ แม้มิได้มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่ระบุไว้ให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้ตาม (1) ถึง (5) ในมาตรา 123 ของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ก็ตาม นอกจากนั้น การที่โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างที่ไม่ผ่านการประเมินการทดลองงานและมิได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานในคราวเดียวกันด้วยถึง 6 คน และรับลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่ร่วมนัดหยุดงานจำนวน 2 คน เข้าเป็นพนักงานประจำต่อไป ย่อมแสดงว่าโจทก์มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติต่อผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเพราะเหตุที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรือเพราะไปร่วมนัดหยุดงาน การเลิกจ้างดังกล่าวเป็นเรื่องปกติในการบริหารงานบุคคล มิได้เกิดจากมูลเหตุจูงใจเพื่อขัดขวางการดำเนินกิจกรรมของสหภาพแรงงานหรือเพื่อกลั่นแกล้งลูกจ้าง จึงไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 และมีเหตุที่โจทก์จะขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสองที่ 180-186/2555 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอมาล์เลียน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — นายจิรธร ปุญญฤทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายภูมิวุฒิ พุทธสุอัตตา
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8304/2559
#605739
เปิดฉบับเต็ม

แม้การปลดจากการล้มละลายมีผลทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากการล้มละลายและมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนได้ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 มีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนที่ได้มานับตั้งแต่วันที่ได้รับการปลดจากการล้มละลายเท่านั้น ที่ดินตราจองตามคำร้อง จำเลยที่ 2 ได้มาตั้งแต่ปี 2526 ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด ซึ่งถือว่าเป็นเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายและขณะศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวอยู่ ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 (1) ผู้ร้องจึงมีอำนาจจัดการที่ดินดังกล่าวของจำเลยที่ 2 เพื่อแบ่งแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ประกอบกับจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกปลดจากการล้มละลายยังมีหน้าที่ช่วยในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สินของตนซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องหลังจากจำเลยที่ 2 ได้รับการปลดจากการล้มละลายแล้วก็ตาม เมื่อทรัพย์สินดังกล่าวตกอยู่ในอำนาจของผู้ร้องในขณะเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายได้

สำหรับการจดทะเบียนจำนองเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2549 นั้น เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2549 จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากผู้คัดค้านไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามคำร้องต่อธนาคาร ก. และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 นำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองแก่ผู้คัดค้านอันอยู่ในระยะเวลาสามเดือนก่อนมีการขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองกับผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ก็เพื่อนำเงินที่ได้จากการจำนองต่อผู้คัดค้านมาชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร ก. ซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินดังกล่าวอยู่ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับเงินจากผู้คัดค้านแล้ว จำเลยที่ 2 ก็นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร ก. แล้วนำที่ดินที่ไถ่ถอนจำนองนั้นมาจดทะเบียนจำนองต่อผู้คัดค้านในทันที กรณีจึงเป็นเพียงการเปลี่ยนสถาบันการเงินผู้รับจำนอง เช่นนี้ การจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2549 จึงเป็นเพียงสัญญาจำนองที่สืบเนื่องมาจากสัญญาจำนองเดิมเท่านั้น ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 115 จึงไม่อาจเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและจำนองที่ดินตามคำร้องแก่ผู้คัดค้าน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 วันที่ 16 พฤษภาคม 2551 วันที่ 2 มิถุนายน 2552 และวันที่ 16 ธันวาคม 2552 นั้น เป็นการกระทำภายหลังจากวันที่จำเลยที่ 2 ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ซึ่งเมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ห้ามมิให้จำเลยที่ 2 กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 ดังนั้น การจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและจำนองที่ดินที่จำเลยที่ 2 กระทำขึ้นในวันดังกล่าวเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2549 จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากผู้คัดค้านนำไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" เลขที่ 80 ตำบลท่าแซะ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ภายหลังไถ่ถอนจำนองแล้วในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้ก่อนมีการขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายเพียง 5 วัน อันเป็นการกระทำในระหว่างระยะเวลาสามเดือนก่อนมีการขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย โดยมุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น จากนั้นวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินและจดทะเบียนจำนองแก่ผู้คัดค้านใหม่ในวันเดียวกันและเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2551จำเลยที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินและจดทะเบียนจำนองแก่ผู้คัดค้านในวันเดียวกันอีก หลังจากนั้นวันที่ 1 มิถุนายน 2552 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินและจดทะเบียนจำนองแก่ผู้คัดค้านในวันเดียวกันอีก ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม 2552 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินและจดทะเบียนจำนองแก่ผู้คัดค้านในวันเดียวกันอีก อันเป็นการกระทำภายหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจกระทำได้ เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 24 ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2549 การจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและจำนองเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 วันที่ 16 พฤษภาคม 2551 วันที่ ๒ มิถุนายน 2552 และวันที่ 16 ธันวาคม 2552 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านตลอดสายและให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากไม่อาจดำเนินการได้ขอให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ให้ผู้คัดค้านชดใช้ราคาเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า เดิมจำเลยที่ 2 นำที่ดินตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" เลขที่ 80 ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรสาวไว้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ขณะโจทก์ฟ้องล้มละลายจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ประมาณ 500,000 บาท ขณะเดียวกันที่ดินมีราคาประเมิน 215,000 บาท ซึ่งไม่พอชำระหนี้ นายสมพร สามีของจำเลยที่ 2 จึงใช้เครดิตเงินเดือนไปกู้ยืมเงินจากผู้คัดค้านมาชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยที่ 2 ไถ่ถอนจำนองที่ดิน แล้วนำมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้คัดค้าน ตามคำแนะนำของผู้จัดการธนาคารเจ้าหนี้ สาขาท่าแซะ อันเป็นการสมประโยชน์แก่ธนาคารเจ้าหนี้ หาทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบไม่ ส่วนการกู้ยืมเงินภายหลังพิทักษ์ทรัพย์เกิดจากผู้คัดค้านให้นายสมพรกู้ยืมเงินเพิ่มจนกว่าจะเต็มวงเงินเครดิตเงินเดือนตามวิธีปฏิบัติของผู้คัดค้านและการนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองเป็นเพียงเงื่อนไขในการเริ่มต้นกู้เท่านั้นและเป็นแต่เพียงการโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจำนองที่มีมาก่อนล้มละลายให้แก่ผู้คัดค้าน จึงไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง เนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย จำเลยที่ 2 จึงพ้นจากการล้มละลายแล้ว ผู้ร้องไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 อีก จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้นำทรัพย์สินมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของนายสมพรต่อผู้คัดค้าน จำเลยที่ 2 ไม่มีหนี้ต่อผู้คัดค้านโดยตรง หนี้ของนายสมพรยังคงเป็นหนี้ปกติ สิทธิเรียกร้องตามสัญญาจำนองยังไม่เกิด ผู้คัดค้านจึงไม่ได้รับทรัพย์ใด ๆ จากจำเลยที่ 2 อันจะทำให้เจ้าหนี้อื่นเสียเปรียบ ผู้คัดค้านรับจำนองที่ดินไว้โดยสุจริต ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดชดใช้เงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำร้อง เนื่องจากผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้รับจำนองเท่านั้น ไม่เคยเข้าครอบครองหรือใช้ทรัพย์จำนอง ผู้ร้องจึงไม่อาจขอให้ผู้คัดค้านชำระเงินได้และหากนิติกรรมตกเป็นโมฆะ ผู้คัดค้านมีหน้าที่เพียงคืนต้นฉบับตราจองให้เท่านั้น ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" เลขที่ 80 ตำบลท่าแซะ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้าน เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2549 และเพิกถอนการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและจำนอง เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 วันที่ 16 พฤษภาคม 2551 วันที่ 2 มิถุนายน 2552 และวันที่ 16 ธันวาคม 2552 ให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 สำหรับค่าทนายความผู้ร้องว่าคดีเอง จึงไม่กำหนดให้ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินตามตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" เลขที่ 80 ตำบลท่าแซะ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ซึ่งได้มาเมื่อปี 2526 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2549 จำเลยที่ 2 ไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แล้วนำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้คัดค้านในวันเดียวกัน ก่อนวันที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลายเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2549 หลังจากนั้นวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 วันที่ 16 พฤษภาคม 2551 วันที่ 2 มิถุนายน 2552 และวันที่ 16 ธันวาคม 2552 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินและจดทะเบียนจำนองแก่ผู้คัดค้านในวันเดียวกันอีก ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด แล้วเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2549

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านในข้อแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ได้รับการปลดจากการล้มละลายเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 ผู้ร้องยื่นคำร้องหลังจากจำเลยที่ 2 พ้นจากการล้มละลายแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องนั้น เห็นว่า แม้การปลดจากการล้มละลายมีผลทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากการล้มละลายและมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนได้ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 มีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนที่ได้มานับตั้งแต่วันที่ได้รับการปลดจากการล้มละลายเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า ที่ดินตราจองตามคำร้องจำเลยที่ 2 ได้มาตั้งแต่ปี 2526 ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด ซึ่งถือว่าเป็นเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายและขณะศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินอยู่ ที่ดินจึงเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 (1) ผู้ร้องจึงมีอำนาจจัดการที่ดินของจำเลยที่ 2 เพื่อแบ่งแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ประกอบกับจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกปลดจากการล้มละลายยังมีหน้าที่ช่วยในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สินของตนซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องหลังจากจำเลยที่ 2 ได้รับการปลดจากการล้มละลายแล้วก็ตาม เมื่อทรัพย์สินตกอยู่ในอำนาจของผู้ร้องในขณะเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายได้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านในข้อต่อไปว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองและการไถ่ถอนจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านชอบหรือไม่ สำหรับการจดทะเบียนจำนองเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2549 นั้น ถึงแม้ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2549 จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากผู้คัดค้านไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามคำร้องต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 นำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองแก่ผู้คัดค้าน อันอยู่ในระยะเวลาสามเดือนก่อนมีการขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองกับผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ก็เพื่อนำเงินที่ได้จากการจำนองต่อผู้คัดค้านมาชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินอยู่ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับเงินจากผู้คัดค้านแล้ว จำเลยที่ 2 ก็นำเงินไปชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แล้วนำที่ดินที่ไถ่ถอนจำนองนั้นมาจดทะเบียนจำนองต่อผู้คัดค้านในทันที กรณีจึงเป็นเพียงการเปลี่ยนสถาบันการเงินผู้รับจำนอง เช่นนี้ การจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2549 จึงเป็นเพียงสัญญาจำนองที่สืบเนื่องมาจากสัญญาจำนองเดิมเท่านั้น ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 115 จึงไม่อาจเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและจำนองที่ดินตามคำร้องแก่ผู้คัดค้าน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 วันที่ 16 พฤษภาคม 2551 วันที่ 2 มิถุนายน 2552 และวันที่ 16 ธันวาคม 2552 นั้น เป็นการกระทำภายหลังจากวันที่จำเลยที่ 2 ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ซึ่งเมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว มีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ห้ามมิให้จำเลยที่ 2 กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 ดังนั้น การจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและจำนองที่ดินที่จำเลยที่ 2 กระทำขึ้นในวันดังกล่าวเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2549 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 109 (1) ม. 115
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูชุมพร จำกัด
จำเลย — นางนัฐกานต์หรือณัฐภรณ์ โพธิกิจหรือ
นางกมลวรรณ ไกรมาก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวศิริลักษณ์ อรุณประดิษฐ์กุล
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8293/2559
#606717
เปิดฉบับเต็ม

การใช้ถนนสาธารณะเป็นที่จอดรถ หากไม่มีข้อห้ามตามกฎหมายเป็นอย่างอื่น เจ้าของที่ดินที่มีอาคารติดกับถนนสาธารณะ ก็อาจใช้ทางสาธารณะเป็นที่จอดรถของตนได้ แต่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นหลักก่อน โดยต้องเว้นทางสำหรับรถยนต์ให้เข้าออกได้เป็นลำดับแรก แล้วเจ้าของอาคารทั้งสองฝั่งถนนรวมถึงบุคคลทั่วไปจึงจะมีสิทธิใช้ทางส่วนที่เหลือเป็นที่จอดรถบนหลักของความเสมอภาค โดยไม่จำต้องคำนึงว่าใครจะเป็นผู้มาใช้สิทธิจอดรถก่อนหลังกัน ประกอบกับกฎกระทรวงที่กำหนดให้ร่นแนวอาคารห่างจากเขตถนนสาธารณะ มีวัตถุประสงค์เพื่อความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่การจราจรด้วย การที่จำเลยทั้งสี่ใช้พื้นที่ถนนสาธารณะซึ่งมีความกว้างเพียง 4 เมตร จอดรถของตนทั้งคันในลักษณะหวงกันการใช้ประโยชน์ของผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่ควรจะใช้แนวร่นอาคาร 1 เมตร ที่อยู่ติดกับถนนสาธารณะดังกล่าวของตนประกอบการจอดรถด้วย แต่กลับใช้เป็นที่วางกระถางต้นไม้ ซึ่งมิใช่เหตุจำเป็นที่จะใช้แนวร่นอาคารเพื่อการนั้น ย่อมเป็นการกระทำที่เกินสิทธิของตนและคำนึงถึงประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงสิทธิในการใช้ทางสาธารณประโยชน์ของผู้อื่นที่มีอยู่ร่วมกัน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินควร ไม่สามารถใช้พื้นที่ถนนส่วนที่เหลือในการจอดรถของตนได้ จึงรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่ เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นอันมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และมาตรา 421 และถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิขอบังคับให้จำเลยทั้งสี่จอดรถในแนวร่นอาคารอันเป็นแดนกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสี่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และบริวารใช้แดนกรรมสิทธิ์ฝั่งถนนของตนไม่เกินสิทธิของโจทก์ตามกฎหมาย หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามขอให้ร่วมกันชดใช้เงินเป็นค่าปรับวันละ 10,000 บาท แก่โจทก์นับจากวันพิพากษาจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะปฏิบัติตามกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ ประเมินความเสียหายจากการไม่ได้ใช้สถานที่เป็นเงิน 10,209.28 บาท ต่อวัน นับจากวันที่เกิดข้อพิพาทในการใช้ทางร่วมจนถึงวันฟ้อง 801 วัน เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 8,177,633.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่ง

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนจำเลยทั้งสี่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้เช่าอาคารพาณิชย์ เลขที่ 189 ซอยภิรมย์ ถนนทรงวาด แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 เป็นบิดาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6513 ที่มีอาคารพาณิชย์ เลขที่ 130 ตั้งอยู่และอยู่ในซอยเดียวกับโจทก์ อาคารพาณิชย์ของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ มีลักษณะหันหน้าเข้าหากันเป็นห้องหัวมุมอยู่ปากซอยภิรมย์ ซึ่งชุมชนในซอยภิรมย์ใช้ถนนหน้าอาคารโจทก์และจำเลยทั้งสี่เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะด้วย ลักษณะถนนซอยภิรมย์เป็นทางสาธารณะ กว้างประมาณ 4 เมตร เป็นเหตุให้อาคารของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ต้องเว้นระยะร่นแนวอาคารของตนจากกึ่งกลางถนนสาธารณะอย่างน้อย 3 เมตร ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ.2543) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 โดยอาคารโจทก์และจำเลยทั้งสี่มีแนวระยะร่นอาคารจากทางสาธารณะเข้าไป 1 เมตร จำเลยทั้งสี่อยู่อาศัยในอาคารของตนประกอบธุรกิจเครื่องแก้ว ตั้งแต่ปี 2508 ก่อนโจทก์มาเช่าอาคาร แต่สามีโจทก์พักอาศัยอยู่ในซอยภิรมย์มาตั้งแต่เกิด ระหว่างพักอาศัยจำเลยทั้งสี่ได้เทคอนกรีตพื้นในระยะร่นอาคารให้สูงจากพื้นถนน 30 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นที่วางกระถางต้นไม้ ต่อมาทางราชการปรับพื้นถนนหลังจากน้ำท่วมแล้วระยะร่นดังกล่าวเหลือความสูงเพียง 10 เซนติเมตร และจำเลยทั้งสี่ยังคงใช้เป็นที่วางกระถางต้นไม้เช่นเดิม โดยใช้พื้นที่ในถนนซอยภิรมย์หน้าอาคารของตนเป็นที่จอดรถเป็นประจำ เป็นเหตุให้ถนนซอยภิรมย์ไม่มีที่เหลือเพียงพอให้เจ้าของอาคารฝั่งด้านของโจทก์จอดรถหน้าอาคารของตนได้ เพราะจะต้องเว้นทางให้ชุมชนในซอยใช้เป็นทางเข้าออกด้วย แต่เนื่องจากขณะนั้นเจ้าของอาคารของโจทก์แต่เดิมประกอบกิจการร้านขายก๋วยเตี๋ยวไม่จำต้องมีที่จอดรถยนต์ จึงไม่มีข้อพิพาทกับจำเลยทั้งสี่ในเรื่องที่จอดรถ จนเมื่อโจทก์มาขอเช่าอาคารเลขที่ 189 อยู่อาศัยและใช้เป็นสำนักงานทนายความ จำเป็นต้องมีที่จอดรถเป็นของตนเองจึงเจรจากับจำเลยทั้งสี่ขอให้จอดรถชิดระยะร่นอาคารของจำเลยทั้งสี่เพื่อให้ถนนซอยภิรมย์มีที่เหลือเพียงพอแก่โจทก์และบุคคลอื่นที่จะใช้ทางสาธารณะด้วย แต่การเจรจาไม่เป็นผล เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยทั้งสี่นำรถกระบะส่งของมาจอดหน้าอาคารของจำเลยทั้งสี่ใกล้กับรถยนต์ของโจทก์ทำให้โจทก์ต้องขยับรถของโจทก์เพื่อให้รถของคนในซอยผ่านเข้าออกและทำให้สำนักงานของโจทก์ไม่มีที่จอดรถไว้บริการลูกค้า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การใช้สิทธิจอดรถของจำเลยทั้งสี่เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น และเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคาดหมายหรือไม่ เห็นว่า การใช้ถนนสาธารณะเป็นที่จอดรถ หากไม่มีข้อห้ามตามกฎหมายเป็นอย่างอื่น เจ้าของที่ดินที่มีอาคารติดกับถนนสาธารณะ ก็อาจใช้ทางสาธารณะเป็นที่จอดรถของตนได้ แต่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นหลักก่อน โดยต้องเว้นทางสำหรับรถยนต์ในซอยซึ่งมีความกว้างประมาณ 2 เมตร ให้เข้าออกได้เป็นลำดับแรก แล้วเจ้าของอาคารทั้งสองฝั่งถนนรวมถึงบุคคลทั่วไป จึงจะมีสิทธิใช้ทางส่วนที่เหลือเป็นที่จอดรถบนหลักของความเสมอภาค โดยไม่จำต้องคำนึงว่าใครจะเป็นผู้มาใช้สิทธิจอดรถก่อนหลังกัน ประกอบกับกฎกระทรวงที่กำหนดให้ร่นแนวอาคารห่างจากเขตถนนสาธารณะ มีวัตถุประสงค์เพื่อความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่การจราจรด้วย การที่จำเลยทั้งสี่ใช้พื้นที่ถนนสาธารณะซึ่งมีความกว้างเพียง 4 เมตร จอดรถของตนทั้งคันในลักษณะหวงกันการใช้ประโยชน์ของผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่ควรจะใช้แนวร่นอาคาร 1 เมตร ที่อยู่ติดกับถนนสาธารณะดังกล่าวของตนประกอบการจอดรถด้วย แต่กลับใช้เป็นที่วางกระถางต้นไม้ ซึ่งมิใช่เหตุจำเป็นที่จะใช้แนวร่นอาคารเพื่อการนั้น ย่อมเป็นการกระทำที่เกินสิทธิของตนและคำนึงถึงประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงสิทธิในการใช้ทางสาธารณประโยชน์ของผู้อื่นที่มีอยู่ร่วมกัน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินควร ไม่สามารถใช้พื้นที่ถนนส่วนที่เหลือในการจอดรถของตนได้ จึงรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นอันมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 421 และถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิ์ขอบังคับให้จำเลยทั้งสี่จอดรถในแนวร่นอาคารอันเป็นแดนกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสี่ได้ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 เนื่องจากโจทก์มิใช่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในการจอดรถนั้นจำเลยทั้งสี่จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 57 หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นบทบังคับแห่งกฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ ด้วย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ไม่เป็นละเมิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ใช้ระยะร่นของอาคารของตนเป็นที่จอดรถแต่กลับเทคอนกรีตบริเวณระยะร่นเพื่อใช้วางกระถางต้นไม้ และจอดรถบนถนนสาธารณะในซอยภิรมย์ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ก่อนเกิดน้ำท่วมจนกระทั่งปัจจุบัน ทำให้พื้นที่ถนนแคบลง เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถจอดรถหน้าอาคารของโจทก์ได้ ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสี่พยายามเจรจากันแล้วแต่การเจรจาไม่เป็นผล จากคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าว แสดงว่าจำเลยทั้งสี่กระทำการดังกล่าวต่อเนื่องมาเป็นอาจิณจนถึงวันฟ้อง ส่วนที่จำเลยทั้งสี่ให้การและนำสืบว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 2 และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 นับถึงวันฟ้องเกิน 1 ปี คดีขาดอายุความแล้วนั้น ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 สามีโจทก์กับจำเลยที่ 1 เจรจากันเพื่อให้ต่างคนต่างจอดรถในพื้นที่อาคารฝั่งของตน โดยโจทก์ยินดีตัดเหล็กกำหนดหมุดปักหลักแนวเขตออก การเจรจาในวันดังกล่าวเป็นเพียงข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งว่า โจทก์และจำเลยทั้งสี่ได้พยายามให้แต่ละฝ่ายไม่ใช้สิทธิเกินส่วนของตนเพื่อยุติข้อพิพาทเท่านั้นมิใช่วันทำละเมิด ส่วนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่จงใจใส่เบรกมือรถของตนที่จอดอยู่ ทำให้โจทก์ต้องเป็นฝ่ายเคลื่อนขยับรถแต่เพียงฝ่ายเดียวเพื่อให้รถของคนในซอยเข้าออกได้ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสี่ทำละเมิดอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้กระทำดังกล่าว คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ สำหรับเรื่องค่าทนายความใช้แทนในชั้นอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ใช้แทนจำเลยทั้งสี่เป็นเงิน 20,000 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่ติดใจอุทธรณ์เรื่องค่าเสียหายตามฟ้อง โดยอุทธรณ์และฎีกาอย่างเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตลอดมา เมื่อพิเคราะห์ถึงความสุจริตในการดำเนินคดีของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ประกอบกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน จึงเห็นควรให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ตกเป็นพับแก่ทั้งสองฝ่าย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ใช้พื้นที่ระยะร่นอาคารเลขที่ 130 ซอยภิรมย์ ถนนทรงวาด แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เป็นส่วนหนึ่งของที่จอดรถ โดยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 57 หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 421
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีจรัส เศียรงาม
จำเลย — นายแม้น ตั้งยืนยง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวพรรณวดี ม่วงสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
จรูญ ชีวิตโสภณ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8287/2559
#605919
เปิดฉบับเต็ม

เจตนารมณ์ของ ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง เพื่อให้จำเลยมีทนายความช่วยเหลือในการต่อสู้คดีที่มีอัตราโทษจำคุก แม้ปรากฏว่าก่อนศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและสอบคำให้การจำเลย ศาลชั้นต้นไม่ได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ แต่ในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยได้แต่งตั้งทนายความ และทนายจำเลยก็ได้ทำหน้าที่ทนายจำเลยตลอดมาจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี ทั้งจำเลยก็มิได้เปลี่ยนแปลงคำให้การของจำเลยแต่ประการใด ถือได้ว่าจำเลยยังคงให้การรับสารภาพ คดีจึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสอบจำเลยเรื่องทนายความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (2) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุจำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสอบจำเลยเรื่องทนายความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" เจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้จำเลยมีทนายความช่วยเหลือในการต่อสู้คดีที่มีอัตราโทษจำคุก คดีนี้เป็นคดีที่มีระวางโทษปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งจำทั้งปรับ แม้ปรากฏว่า ก่อนศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและสอบคำให้การจำเลย ศาลชั้นต้นไม่ได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ แต่ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยได้แต่งตั้งทนายความ และทนายจำเลยก็ได้ทำหน้าที่ทนายจำเลยตลอดมาจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี ทั้งจำเลยก็มิได้เปลี่ยนแปลงคำให้การของจำเลยแต่ประการใด ถือได้ว่าจำเลยยังคงให้การรับสารภาพ คดีจึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสอบจำเลยเรื่องทนายความอีก ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
บริษัทบีดี อะกริคัลเจอร์
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด
นางฐนิตนันท์ รุ่งโรจน์อำภา
จำเลย — หรือนางวนิดา โกซาสะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นายธีรพล พรแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8286/2559
#604354
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เข้ามาใหม่ โดยให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะจำเลยที่ 2 และจำหน่ายคดีเด็ดขาดเมื่อโจทก์ฟ้องหรือไม่ฟ้องภายในเวลาที่ศาลกำหนด จึงไม่มีคดีของจำเลยที่ 2 ในระหว่างพิจารณาที่จำเลยที่ 2 จะอุทธรณ์คำสั่งขอให้รวมการพิจารณาคดี คำสั่งขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ หรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิให้แก่จำเลยที่ 2 ที่จะฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157, 160 ตรี และพักใช้ใบอนุญาตขับรถของจำเลยที่ 1 มีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถของจำเลยที่ 1

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้รวมการพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 205/2559 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 แถลงว่า ประสงค์จะต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เข้ามาใหม่ภายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 โดยให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะจำเลยที่ 2 และจำหน่ายคดีเด็ดขาดเมื่อโจทก์ฟ้องหรือไม่ฟ้องภายในเวลาที่ศาลกำหนด

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี (ที่ถูก มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง) จำคุก 2 เดือน และปรับ 12,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน จึงไม่ลดโทษให้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 พักใช้ใบอนุญาตขับรถของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน

ระหว่างอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งขอให้รวมการพิจารณาคดีและคำสั่งขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์กับคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยด้วย แต่เมื่อจำเลยที่ 2 แถลงว่าประสงค์จะต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เข้ามาใหม่ โดยให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะจำเลยที่ 2 และจำหน่ายคดีเด็ดขาดเมื่อโจทก์ฟ้องหรือไม่ฟ้องภายในเวลาที่ศาลกำหนด จึงไม่มีคดีของจำเลยที่ 2 ในระหว่างพิจารณาที่จำเลยที่ 2 จะอุทธรณ์คำสั่งขอให้รวมการพิจารณาคดี คำสั่งขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ หรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิให้แก่จำเลยที่ 2 ที่จะฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 กับยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 193 ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดวิเชียรบุรี
จำเลย — นายสุรศักดิ์ จันทร์เกตุ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดวิเชียรบุรี — นายนพรัตน์ เนียมคล้าย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8265/2559
#605147
เปิดฉบับเต็ม

การทำนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 นั้น คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องร่วมรู้หรือมีความมุ่งหมายในการนั้น การทำสัญญาประกันอัคคีภัย ผู้ร้องไม่ทราบว่าสินค้าที่เอาประกันภัยเป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์หรือละเมิดเครื่องหมายการค้าซึ่งถือเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมาย ตัวแทนของผู้ร้องเพียงแต่ถ่ายภาพสินค้าในตู้โชว์สินค้าไว้เพียงภาพเดียว ผู้คัดค้านไม่เคยแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวให้ทราบว่าเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมายหรือไม่และผู้ร้องไม่เคยทราบหรือล่วงรู้ว่าสินค้าที่เอาประกันภัยไว้เป็นสินค้าที่ผิดกฎหมายเช่นนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องรู้รายละเอียดยี่ห้อนาฬิกาข้อมือ ระดับราคาหรือแหล่งที่มาของนาฬิกาที่ผู้คัดค้านนำมาขายย่อมเห็นได้ว่าผู้ร้องคงมีเจตนารับประกันภัยสินค้านาฬิกาข้อมือที่ผู้คัดค้านมีไว้เพื่อขายโดยทั่วไปเท่านั้น สำหรับข้อเท็จจริงที่ว่านาฬิกาข้อมือดังกล่าวอาจจะมีลักษณะเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมายหรือไม่นั้นผู้ร้องมิได้รู้เห็นด้วย สัญญาประกันอัคคีภัยในส่วนสต็อกสินค้านาฬิกาข้อมือจึงทำขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ทรัพย์สินของผู้คัดค้านกรณีเกิดอัคคีภัยหรือภัยเพิ่มเติมที่ตกลงทำประกันภัย ซึ่งเมื่อผู้คัดค้านเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองสินค้านาฬิกาข้อมือที่มีไว้เพื่อขาย หากนาฬิกาข้อมือได้รับความเสียหายจากอัคคีภัยหรือภัยที่ระบุไว้ ย่อมทำให้ผู้คัดค้านสูญเสียตัวทรัพย์หรือผลประโยชน์ที่จะได้จากทรัพย์สินนั้น ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัย สัญญาประกันภัยระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านหาได้มีวัตถุประสงค์ที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ผู้ร้องและผู้คัดค้านจึงมีความผูกพันกันตามเงื่อนไขข้อตกลงและความรับผิดในการรับประกันอัคคีภัยที่มีผลบังคับโดยสมบูรณ์

ผู้ร้องอ้างว่า นาฬิกาข้อมือที่ผู้คัดค้านเอาประกันอัคคีภัยสต็อกสินค้าไว้กับผู้ร้องเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมาย มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่นนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงอีกส่วนหนึ่งที่อาจทำให้ผู้คัดค้านถูกดำเนินคดีอาญาฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่น ซึ่งหากศาลในคดีอาญาลงโทษผู้คัดค้านโดยให้ริบสินค้านาฬิกาข้อมือปลอม ผู้คัดค้านก็จะไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินส่วนนั้นอีกต่อไป แต่ตราบใดที่ผู้คัดค้านยังคงยึดถือและครอบครองสินค้านาฬิกาข้อมือที่มีไว้เพื่อขายในฐานะเจ้าของสินค้าเหล่านั้นโดยผู้คัดค้านไม่ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับสินค้านาฬิกาข้อมือดังกล่าว ต้องถือว่าไม่มีบุคคลใดมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นดีกว่าผู้คัดค้าน หากถือตามที่ผู้ร้องอ้างว่า สัญญาประกันอัคคีภัยกรณีนี้ไม่ให้ความคุ้มครองสินค้านาฬิกาข้อมือที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่น และผู้ร้องไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนสต็อกสินค้านาฬิกาข้อมือที่ผิดกฎหมาย ก็จะเป็นการระงับสิทธิในทางทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งที่ไม่มีการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้คัดค้านในความผิดตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง จึงเสมือนกับผู้ร้องสามารถอ้างเอาว่าการกระทำใดๆ ของผู้คัดค้านเป็นความผิดในทางอาญาก็ได้ ซึ่งไม่น่าจะชอบด้วยเหตุผล การที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนในส่วนสต็อกสินค้านาฬิกาข้อมือให้แก่ผู้คัดค้าน ก็เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประกันอัคคีภัยซึ่งมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ คำชี้ขาดในส่วนนี้เป็นการบังคับตามสัญญาเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเท่านั้น มิได้มีผลกระทบต่อประชาชนโดยส่วนรวมแต่อย่างใด การบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนสต็อกสินค้านาฬิกาข้อมือ 2,012,446.75 บาท จึงหาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 40 (2) (ข) แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545

การชี้ขาดข้อพิพาทของอนุญาโตตุลาการต้องเป็นไปตามหลักกฎหมาย การกำหนดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้ส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น เมื่อตามสัญญาประกันอัคคีภัยมิได้กำหนดให้ผู้ร้องต้องรับผิดในดอกเบี้ยในกรณีที่ผู้ร้องผิดนัดชำระค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อไปได้ ผู้คัดค้านก็ไม่มีเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายที่จะเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ได้ทั้งการที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น เห็นว่า เป็นกรณีที่อนุญาโตตุลาการใช้อำนาจกำหนดให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องหรือวันอื่นหลังจากนั้นโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (6) เมื่อข้อต่อสู้ที่ผู้ร้องยกขึ้นต่อสู้ว่าสินค้าที่นำมาเอาประกันภัยเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมาย สัญญาประกันภัยไม่คุ้มครอง ซึ่งล้วนแต่เป็นประเด็นโดยตรงและเป็นสาระแก่คดี กรณีจึงไม่มีเหตุให้อนุญาโตตุลาการที่จะกำหนดให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดังนี้ การที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและเข้าเกณฑ์เป็นกรณีที่การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในส่วนที่ให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยผิดนัดเกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีได้ตามมาตรา 40 (2) (ข) แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเฉพาะส่วนที่ให้ผู้ร้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในสต็อกสินค้านาฬิกาข้อมือเป็นเงิน 2,012,446.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายของเฟอร์นิเจอร์ 116,800 บาท นับแต่วันยื่นคำเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัคค้านยื่นคำคัดค้านและคำร้องขอให้ยกคำร้องและบังคับให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 116,800 บาท นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนถึงวันที่เช็คเรียกเก็บเงินได้ และให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนในส่วนสต็อกสินค้านาฬิกาข้อมือเป็นเงิน 2,012,446.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 116,800 บาท นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2553 แต่ไม่ให้เกิน 13,431 บาท ตามที่ผู้คัดค้านเรียกร้อง และให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนในส่วนสต็อกสินค้านาฬิกาข้อมือเป็นเงิน 2,012,446.75 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องข้อแรกว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนในส่วนสต็อกสินค้านาฬิกาข้อมือ เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า การทำนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันเป็นตามประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 นั้น คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องร่วมรู้หรือมีความมุ่งหมายในการนั้น การทำสัญญาประกันอัคคีภัยคดีนี้เริ่มจากผู้คัดค้านทำแบบคำขอประกันอัคคีภัยไปยังผู้ร้อง ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวระบุว่า ที่ตั้งทรัพย์สิน ร้านที-เลเตอร์ ช็อป เลขที่ 86 ถนนทวีวงศ์ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เฟอร์นิเจอร์ ทุนประกันภัย 300,000 บาท สต็อกสินค้าทุนประกันภัย 5,700,000 บาท เมื่อผู้ร้องตกลงรับประกันภัยก็ได้ออกกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยให้ ซึ่งมีรายละเอียดตรงกับแบบคำขอประกันอัคคีภัยและผู้ร้องนำสืบอยู่เองว่า ขณะที่ตกลงรับประกันภัย ผู้ร้องไม่ทราบว่าสินค้าที่เอาประกันภัยเป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์หรือละเมิดเครื่องหมายการค้าซึ่งถือเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมาย ตัวแทนของผู้ร้องเพียงแต่ถ่ายภาพสินค้าในตู้โชว์สินค้าไว้เพียงภาพเดียว ผู้คัดค้านไม่เคยแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวให้ทราบว่าเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมายหรือไม่และผู้ร้องไม่เคยทราบหรือล่วงรู้ว่าสินค้าที่เอาประกันภัยไว้เป็นสินค้าที่ผิดกฎหมายเช่นนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องรู้รายละเอียดยี่ห้อนาฬิกาข้อมือ ระดับราคาหรือแหล่งที่มาของนาฬิกาที่ผู้คัดค้านนำมาขายย่อมเห็นได้ว่าผู้ร้องคงมีเจตนารับประกันภัยสินค้านาฬิกาข้อมือที่ผู้คัดค้านมีไว้เพื่อขายโดยทั่วไปเท่านั้น สำหรับข้อเท็จจริงที่ว่านาฬิกาข้อมือดังกล่าวอาจจะมีลักษณะเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมายหรือไม่นั้นผู้ร้องมิได้รู้เห็นด้วย สัญญาประกันอัคคีภัยในส่วนสต็อกสินค้านาฬิกาข้อมือจึงทำขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ทรัพย์สินของผู้คัดค้านกรณีเกิดอัคคีภัยหรือภัยเพิ่มเติมที่ตกลงทำประกันภัย ซึ่งเมื่อผู้คัดค้านเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองสินค้านาฬิกาข้อมือที่มีไว้เพื่อขาย หากนาฬิกาข้อมือได้รับความเสียหายจากอัคคีภัยหรือภัยที่ระบุไว้ ย่อมทำให้ผู้คัดค้านสูญเสียตัวทรัพย์หรือผลประโยชน์ที่จะได้จากทรัพย์สินนั้น ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัย สัญญาประกันภัยระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านหาได้มีวัตถุประสงค์ที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ผู้ร้องและผู้คัดค้านจึงมีความผูกพันกันตามเงื่อนไขข้อตกลงและความรับผิดในการรับประกันอัคคีภัยที่มีผลบังคับโดยสมบูรณ์ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า นาฬิกาข้อมือที่ผู้คัดค้านเอาประกันอัคคีภัยสต็อกสินค้าไว้กับผู้ร้องเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมาย มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่นนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงอีกส่วนหนึ่งที่อาจทำให้ผู้คัดค้านถูกดำเนินคดีอาญาฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่น ซึ่งหากศาลในคดีอาญาลงโทษผู้คัดค้านโดยให้ริบสินค้านาฬิกาข้อมือปลอม ผู้คัดค้านก็จะไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินส่วนนั้นอีกต่อไป แต่ตราบใดที่ผู้คัดค้านยังคงยึดถือและครอบครองสินค้านาฬิกาข้อมือที่มีไว้เพื่อขายในฐานะเจ้าของสินค้าเหล่านั้นโดยผู้คัดค้านไม่ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับสินค้านาฬิกาข้อมือดังกล่าว ต้องถือว่าไม่มีบุคคลใดมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นดีกว่าผู้คัดค้าน หากถือตามที่ผู้ร้องอ้างว่า สัญญาประกันอัคคีภัยกรณีนี้ไม่ให้ความคุ้มครองสินค้านาฬิกาข้อมือที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่น และผู้ร้องไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนสต็อกสินค้านาฬิกาข้อมือที่ผิดกฎหมาย ก็จะเป็นการระงับสิทธิในทางทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งที่ไม่มีการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้คัดค้านในความผิดตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง จึงเสมือนกับผู้ร้องสามารถอ้างเอาว่าการกระทำใดๆ ของผู้คัดค้านเป็นความผิดในทางอาญาก็ได้ ซึ่งไม่น่าจะชอบด้วยเหตุผล การที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนในส่วนสต็อกสินค้านาฬิกาข้อมือให้แก่ผู้คัดค้าน ก็เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประกันอัคคีภัยซึ่งมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ คำชี้ขาดในส่วนนี้เป็นการบังคับตามสัญญาเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเท่านั้น มิได้มีผลกระทบต่อประชาชนโดยส่วนรวมแต่อย่างใด การบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนสต็อกสินค้านาฬิกาข้อมือ 2,012,446.75 บาท จึงหาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 40 (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในข้อนี้มาจึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องในข้อต่อไปว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่าการชี้ขาดข้อพิพาทของอนุญาโตตุลาการต้องเป็นไปตามหลักกฎหมาย การกำหนดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้ส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น เมื่อตามสัญญาประกันอัคคีภัยมิได้กำหนดให้ผู้ร้องต้องรับผิดในดอกเบี้ยในกรณีที่ผู้ร้องผิดนัดชำระค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อไปได้ ผู้คัดค้านก็ไม่มีเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายที่จะเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ได้ทั้งการที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น เห็นว่า เป็นกรณีที่อนุญาโตตุลาการใช้อำนาจกำหนดให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องหรือวันอื่นหลังจากนั้นโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (6) เมื่อข้อต่อสู้ที่ผู้ร้องยกขึ้นต่อสู้ว่าสินค้าที่นำมาเอาประกันภัยเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมาย สัญญาประกันภัยไม่คุ้มครอง ซึ่งล้วนแต่เป็นประเด็นโดยตรงและเป็นสาระแก่คดี กรณีจึงไม่มีเหตุให้อนุญาโตตุลาการที่จะกำหนดให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดังนี้ การที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและเข้าเกณฑ์เป็นกรณีที่การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในส่วนที่ให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยผิดนัดเกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีได้ตามมาตรา 40 (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยในส่วนนี้ของอนุญาโตตุลาการไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยของต้นเงิน 116,800 บาท และ 2,012,446.75 บาท เฉพาะในส่วนดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (6)
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 (2) (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทมิตรแท้ประกันภัย จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายยอดชาย สกุลคุณานันต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุทัศน์ สงวนปรางค์
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
เกษม เกษมปัญญา
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8260 -ที่ 8262/2559
#604945
เปิดฉบับเต็ม

เงินรางวัลจากการขายรถยนต์ จำเลยตกลงจ่ายให้โจทก์ทั้งสามต่อเมื่อลูกค้าผ่อนค่างวดครบสี่งวดแรกตรงตามกำหนด หากชำระไม่ตรงตามกำหนด โจทก์ทั้งสามต้องติดตามให้ลูกค้าชำระให้ครบภายในงวดที่ 5 มิฉะนั้นจำเลยจะหักเงินรางวัลจากเงินรางวัลรวมที่ทำได้ในงวดที่ 4 แต่หากโจทก์ทั้งสามติดตามให้ลูกค้าชำระครบในงวดที่ 5 จำเลยจะคืนให้พร้อมเงินรางวัลที่หักไว้ ส่วนเงินรางวัลสำหรับการขายประกันคุ้มครองภาระหนี้จะจ่ายให้เมื่อลูกค้าชำระตรงตามกำหนดสี่งวดแรกต่อการขายแต่ละครั้ง เช่นนี้เห็นได้ว่าการจ่ายเงินรางวัลดังกล่าวมุ่งหมายเพื่อเป็นการจูงใจให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในการหาลูกค้าและตรวจสอบความสามารถในการผ่อนชำระเงินค่างวดของลูกค้าเพื่อป้องกันความเสียหายในด้านสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจของจำเลยอีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้พนักงานกระตือรือร้นหาลูกค้าและติดตามเร่งรัดการจ่ายเงินค่าเช่าซื้อให้ตรงตามกำหนด ดังนั้น พนักงานจะมีโอกาสได้รับเงินดังกล่าวมากน้อยเพียงใดจึงขึ้นอยู่กับความขยันและประสิทธิภาพในการทำงานของแต่ละคน จึงไม่ใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติหรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานอันจะถือเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5

เมื่อการจ่ายเงินรางวัลดังกล่าวกำหนดเงื่อนไขให้ปฏิบัติงานจนครบก่อนจึงจะมีสิทธิได้รับ ทั้งจำเลยจะจ่ายเงินรางวัลให้กับพนักงานที่ยังคงมีสถานภาพเป็นพนักงานในวันที่จ่ายเท่านั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามลาออกจากการเป็นลูกจ้างเป็นการพ้นสถานภาพการเป็นพนักงานไปก่อนในวันที่จ่าย โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัลตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าคอมมิสชันจำนวน 75,509 บาท และ 112,865 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสามจำนวน 124,104 บาท 92,299 บาท และ 97,942 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาดเช่าซื้อรถใหม่ กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน โจทก์ที่ 1 ลาออกเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2555 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ลาออกเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2555 จำเลยตกลงจ่ายเงินรางวัลการขายรถยนต์คันละ 600 บาท เมื่อลูกค้าผ่อนค่างวดครบ 4 งวดแรก ตรงตามกำหนด แต่หากชำระไม่ตรงตามกำหนด โจทก์ทั้งสามจะต้องติดตามให้ลูกค้าชำระให้ครบภายในงวดที่ 5 ถ้าไม่ครบจำเลยจะหักเงินรางวัลจากเงินรางวัลรวมที่ทำได้ในงวดที่ 4 เป็นเงิน 1,800 บาท หากติดตามให้ลูกค้าชำระครบในงวดที่ 5 จำเลยจะคืนเงิน 1,800 บาท พร้อมจ่ายเงินรางวัล 600 บาท รวม 2,400 บาท ให้โจทก์ทั้งสาม ส่วนเงินรางวัลสำหรับการขายประกันคุ้มครองภาระหนี้มีเงื่อนไขว่าจะจ่ายเมื่อลูกค้าชำระตรงกำหนดสี่งวดแรกเป็นเงิน 500 บาท ต่อการขายแต่ละครั้ง และโจทก์ทั้งสามยังได้รับเงินรางวัลจากบริษัทประกันเพิ่มอีกร้อยละ 5 ของค่าเบี้ยประกันเมื่อลูกค้าชำระค่างวดในงวดแรกแล้ว และวินิจฉัยว่าเงินตามฟ้องถือว่าเป็นเงินส่วนหนึ่งที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานโดยคิดตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้สำหรับระยะเวลาทำงานปกติของการทำงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5

ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ประการแรกของจำเลยว่า เงินรางวัลตามฟ้องเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่าเงินรางวัลจากการขายรถยนต์ จำเลยตกลงจ่ายให้โจทก์ทั้งสามต่อเมื่อลูกค้าผ่อนค่างวดครบสี่งวดแรกตรงตามกำหนด หากชำระไม่ตรงตามกำหนด โจทก์ทั้งสามก็จะต้องติดตามให้ลูกค้าชำระให้ครบภายในงวดที่ 5 มิฉะนั้นจำเลยจะหักเงินรางวัลจากเงินรางวัลรวมที่ทำได้ในงวดที่ 4 แต่หากโจทก์ทั้งสามติดตามให้ลูกค้าชำระครบในงวดที่ 5 แล้ว จำเลยจะคืนให้พร้อมเงินรางวัลที่หักไว้ ส่วนเงินรางวัลสำหรับการขายประกันคุ้มครองภาระหนี้จะจ่ายให้เมื่อลูกค้าชำระตรงตามกำหนดสี่งวดแรกต่อการขายแต่ละครั้ง และเงินรางวัลจากบริษัทประกันเพิ่มอีกร้อยละ 5 ของค่าเบี้ยประกันจะได้รับต่อเมื่อลูกค้าชำระค่างวดในงวดแรกแล้วเช่นนี้เห็นได้ว่าการจ่ายเงินรางวัลจากการขายรถยนต์และเงินรางวัลสำหรับการขายประกันคุ้มครองภาระหนี้นั้น มุ่งหมายเพื่อเป็นการจูงใจให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในการหาลูกค้าและตรวจสอบความสามารถในการผ่อนชำระเงินค่างวดของลูกค้าเพื่อป้องกันความเสียหายในด้านสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจของจำเลยอีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้พนักงานกระตือรือร้นหาลูกค้าและติดตามเร่งรัดการจ่ายเงินค่าเช่าซื้อให้ตรงตามกำหนด ดังนั้น พนักงานจะมีโอกาสได้รับเงินดังกล่าวมากน้อยเพียงใดจึงขึ้นอยู่กับความขยันและประสิทธิภาพในการทำงานของแต่ละคน ส่วนเงินรางวัลเพิ่มอีกร้อยละ 5 ของค่าเบี้ยประกันก็เป็นเงินรางวัลที่โจทก์ทั้งสามได้รับจากบริษัทประกัน มิใช่ได้รับจากจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง ดังนั้น เงินรางวัลตามฟ้องดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติหรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานอันจะถือเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการต่อมาว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับเงินตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การจ่ายเงินตามฟ้องทั้งสามกรณีนั้น จำเลยกำหนดเงื่อนไขไว้โดยการขายรถยนต์จะจ่ายให้ต่อเมื่อลูกค้าผ่อนค่างวดครบสี่งวดแรกตรงตามกำหนด มิฉะนั้นโจทก์ทั้งสามจะต้องติดตามให้ลูกค้าชำระให้ครบภายในงวดที่ 5 แต่ถ้าไม่ครบก็จะไม่ได้รับเงินรางวัล ส่วนการขายประกันคุ้มครองภาระหนี้จะจ่ายให้ต่อเมื่อลูกค้าชำระตรงกำหนดสี่งวดแรก และเงินรางวัลจากบริษัทประกันจำเลยจะจ่ายให้ต่อเมื่อลูกค้าชำระค่างวดในงวดแรกแล้ว การที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขเช่นนี้ได้โจทก์ทั้งสามจะต้องมีสภาพเป็นพนักงานจนกว่าจะได้ปฏิบัติงานครบกำหนดงวดตามเงื่อนไขดังกล่าวเสียก่อนจึงจะมีสิทธิได้รับเงินรางวัล ทั้งจำเลยจะจ่ายเงินรางวัลให้กับพนักงานที่ยังคงมีสถานภาพเป็นพนักงานในวันที่จ่ายเท่านั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามลาออกจากการเป็นลูกจ้างเป็นการพ้นสถานภาพการเป็นพนักงานไปก่อนในวันที่จ่าย โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัลตามฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินรางวัลและคืนเงินที่มีการหักไว้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
ว่าที่ร้อยตรีรวีโรจน์
โจทก์ — หรือรัชย์กฤติ์ สุวรรณหงษ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพิพัฒน์ กิจเสถียรพงษ์
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8259/2559
#607373
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม โดยตกลงกันว่าจำเลยยอมชำระเงินจำนวนหนึ่งน้อยกว่ายอดเงินเต็มตามฟ้องแก่โจทก์ โดยแบ่งชำระ 6 งวด ตามกำหนด และจะชำระโดยวิธีโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ หากจำเลยผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีในยอดเงินเต็มตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ การตีความว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระยอดเงินเต็มตามฟ้องจะต้องเป็นไปตามความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจตนาที่คาดหมายในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 ดังนั้น คำว่า "จำเลยผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง" จึงหมายถึงกรณีจำเลยจงใจหรือเจตนาผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ครบทั้ง 6 งวด ตามสัญญาประนีประนอมความที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม โดยการชำระเงินงวดที่ 1 ถึงที่ 4 ตรงตามกำหนด การชำระเงินงวดที่ 5 ถึงกำหนดวันอาทิตย์ จำเลยจึงชำระเงินแก่โจทก์โดยวิธีโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ในวันจันทร์ และการชำระเงิน งวดสุดท้ายถึงกำหนดสิ้นเดือนเมษายน 2556 วันที่ 1 พฤษภาคม 2556 เป็นวันแรงงานแห่งชาติอันเป็นวันหยุดของสถานประกอบการของจำเลย จำเลยจึงโอนเงินงวดสุดท้ายให้โจทก์ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 อันเป็นโอกาสแรกที่ทำได้ ซึ่งล่วงเลยเวลาที่กำหนดมาเพียง 2 วัน ดังนี้เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์การผ่อนชำระหนี้ของจำเลยโดยตลอดแล้ว ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยจงใจหรือมีเจตนาผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีในยอดเงินเต็มตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเปอร์เซ็นต์การขาย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมรวม 327,300 บาท พร้อมดอกเบี้ย ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยตกลงกันได้ โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว

หลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ ก่อนจำเลยโอนเงินชำระหนี้งวดสุดท้าย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ออกหมายบังคับคดี

ศาลแรงงานกลางออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหมายแจ้งอายัดบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว 71 ประเภทออมทรัพย์ ของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยกำหนดวันชำระหนี้ที่แน่นอนไว้แล้ว เมื่อได้ความว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตรงตามกำหนด โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิบังคับคดีได้ทันที แม้จำเลยจะอ้างว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์แล้วก็เป็นการชำระหนี้หลังผิดสัญญา กรณีจึงไม่มีเหตุเพิกถอนการชำระหนี้ (ที่ถูกน่าจะเป็น เพิกถอนการบังคับคดี)

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ยอมที่จะรับเงินจากจำเลยจำนวน 150,000 บาท ส่วนข้อตกลงที่ว่า หากจำเลยผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีในยอดเงินเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เป็นการลงโทษจำเลยกรณีจำเลยผิดนัดชำระหนี้ กล่าวคือถ้าจำเลยผิดนัดชำระหนี้นอกจากจะต้องชำระเงินจำนวน 150,000 บาทแล้ว จำเลยยังต้องชำระเงินเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 177,300 บาท จึงเป็นยอดเงินเต็มตามฟ้อง ทั้งจำเลยยังต้องชำระหนี้ส่วนที่เป็นดอกเบี้ยอีกด้วย จึงต้องตีความสัญญาส่วนนี้ไปตามความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญาซึ่งเป็นเจตนาที่คาดหมายในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 ดังนั้น คำว่า ผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้จึงหมายถึงกรณีจำเลยจงใจหรือเจตนาผิดนัดนั่นเอง ปรากฏว่าจำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ในงวดที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในวันสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2555 ธันวาคม 2555 มกราคม 2556 และกุมภาพันธ์ 2556 ตามลำดับ ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความทุกงวด ส่วนงวดที่ 5 ถึงกำหนดโอนเงินวันที่ 31 มีนาคม 2556 ตรงกับวันอาทิตย์จำเลยจึงโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ในวันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2556 สำหรับงวดสุดท้ายถึงกำหนดโอนเงินให้โจทก์ในวันที่ 30 เมษายน 2556 แต่จำเลยไม่ได้โอนให้โจทก์ในวันดังกล่าว ประกอบกับวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 เป็นวันแรงงานแห่งชาติอันเป็นวันหยุดงานของสถานประกอบการ จำเลยโอนเงินงวดสุดท้ายให้โจทก์ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 อันเป็นโอกาสแรกที่ทำได้ ซึ่งล่วงเลยเวลาที่กำหนดมาเพียงสองวัน ดังนี้เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์การผ่อนชำระหนี้ของจำเลยมาโดยตลอดยังไม่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยจงใจหรือมีเจตนาผิดนัดชำระหนี้อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีในยอดเงินเต็มตามฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางออกหมายบังคับคดีจำเลยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุปราณี โพธิคำ
จำเลย — บริษัทอีออฟฟิศออนไลน์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางวารุณี ลีละวัฒนพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา