คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8209/2559
#604348
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของจำเลยที่เพียงแต่แสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและสอบถามว่า เสพยาเสพติดหรือไม่แล้วขอตรวจค้นตัวผู้เสียหายทั้งสองก่อนที่จะล้วงเอากระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายที่ 1 เอาบุหรี่ของผู้เสียหายที่ 2 ไปและบอกว่าจะพาไปตรวจปัสสาวะ หากไม่พบสารเสพติดก็จะปล่อยตัวไปนั้น ไม่ปรากฏว่ามีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายแต่อย่างใด จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 คดีคงฟังได้เพียงว่า จำเลยร่วมกับพวกที่ยังหลบหนีกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (6) (7) วรรคสอง ซึ่งความผิดฐานนี้เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ที่ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษให้ถูกต้องได้เพราะความผิดฐานนี้มีโทษเบากว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย และมาตรา 215 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 339 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 4,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และคืนบุหรี่ ยี่ห้อกรองทิพย์ ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคา 42 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2169/2556 และ 6610/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 12 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 4,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และคืนบุหรี่ ยี่ห้อกรองทิพย์ หรือใช้ราคา 42 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ส่วนคำขอให้นับโทษต่อคดีอาญาที่โจทก์อ้างทั้งสองคดี ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง จึงนับโทษต่อไม่ได้ ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา มีชายคนร้าย 2 คน ร่วมกันลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ด้วยการเรียกให้หยุด ขอตรวจค้นและจะบังคับจับกุมผู้เสียหายทั้งสองในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จากนั้นคนร้ายทั้งสองร่วมกันลักเงิน 5,000 บาท กับกระเป๋าสตางค์ 1 ใบ ราคา 99 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 และบุหรี่ ยี่ห้อกรองทิพย์ 1 ซอง ราคา 42 บาท ของผู้เสียหายที่ 2 ไป แต่ก่อนหลบหนี คนร้ายได้คืนกระเป๋าสตางค์และเงิน 200 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นคนร้ายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีพยานหลักฐานของโจทก์เชื่อมโยงกันเป็นขั้นเป็นตอนอย่างสมเหตุสมผล คดีจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่เพียงแต่แสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและสอบถามว่า เสพยาเสพติดหรือไม่แล้วขอตรวจค้นตัวผู้เสียหายทั้งสองก่อนที่จะล้วงเอากระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายที่ 1 เอาบุหรี่ของผู้เสียหายที่ 2 ไปและบอกว่าจะพาไปตรวจปัสสาวะ โดยหากไม่พบสารเสพติดก็จะปล่อยตัวไปนั้น พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายแต่อย่างใด จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 โดยคดีคงฟังได้เพียงว่าจำเลยร่วมกับพวกที่ยังหลบหนีกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (6) (7) วรรคสอง ซึ่งความผิดฐานนี้เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ที่ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษให้ถูกต้องได้เพราะความผิดฐานนี้มีโทษเบากว่าความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย และมาตรา 215 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (6) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 5 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 4,800 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และคืนบุหรี่ ยี่ห้อกรองทิพย์ หรือใช้ราคา 42 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 ส่วนคำขอให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาที่โจทก์อ้างของทั้งสองคดี ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจึงนับโทษต่อไม่ได้ ยกคำขอในส่วนนี้ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 335 (1) ม. 335 (6) ม. 335 (7) ม. 335 วรรคสอง ม. 339
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายโกสินทร์ โป๊ะสูงเนิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายประยุทธ ประชุมชน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8180/2559
#604332
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 8305/2549 ระบุว่าให้โจทก์รับผิดในมูลหนี้ละเมิดและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดในมูลหนี้สัญญาซื้อขาย แต่ บ. ขอให้โจทก์ร่วมรับผิดในค่าเสียหายจำนวนเดียวกันกับที่ บ. ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อ บ. จึงถือเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 301 ซึ่งบัญญัติให้โจทก์ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย ซึ่งตามคำพิพากษาดังกล่าวระบุไว้ชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ละเมิดแก่ บ. ส่วนจำเลยทั้งสามแต่ละคนต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้สัญญาซื้อขายแก่ บ. เพียงแต่ค่าเสียหายที่ บ. เรียกจากโจทก์และจำเลยทั้งสามนั้นเป็นจำนวนเดียวกันถือเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ จึงมีผลให้ความรับผิดของโจทก์กับจำเลยแต่ละคนต่อ บ. เป็นอย่างลูกหนี้ร่วมในค่าเสียหายจำนวนเดียวกัน แต่ไม่ได้ทำให้ความรับผิดของโจทก์ในมูลหนี้ละเมิดต่อ บ. หมดไป โจทก์ยังคงมีความรับผิดต้องชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ละเมิดแก่ บ. ตามส่วนของตน การที่โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่ บ. เต็มจำนวนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการชำระหนี้มูลละเมิดของโจทก์ที่มีต่อ บ. ครึ่งหนึ่งและชำระหนี้มูลสัญญาซื้อขายของจำเลยทั้งสามที่มีต่อ บ. ครึ่งหนึ่ง โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิของ บ. ที่จะไล่เบี้ยจากจำเลยทั้งสามได้เพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่โจทก์ชำระไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,520,793.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 685,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 77,704.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 35,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 1,110,068.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยโจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยทั้งสามไม่เกินเงินต้น 685,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 436,324.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 15,486.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 221,940 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 7,877.50 บาท และจำเลยที่ 3 ชำระเงิน 112,682.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลยทั้งสามได้ตามจำนวนที่โจทก์ชำระไปหรือไม่ ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 8305/2549 ระบุว่าให้โจทก์รับผิดในมูลหนี้ละเมิดและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดในมูลหนี้สัญญาซื้อขาย แต่นายบุญช่วยขอให้โจทก์ร่วมรับผิดในค่าเสียหายจำนวนเดียวกันกับที่นายบุญช่วยขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อนายบุญช่วย จึงถือเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 301 ซึ่งบัญญัติให้โจทก์ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย โจทก์ฎีกาว่าคำพิพากษาดังกล่าวมิได้ให้โจทก์ร่วมรับผิดในมูลหนี้สัญญาซื้อขาย ดังนั้นการกำหนดให้โจทก์ร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการกำหนดหลักประกันแก่นายบุญช่วยว่าจะสามารถเรียกให้โจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสามได้ เมื่อโจทก์ชำระหนี้ให้นายบุญช่วยแล้วโจทก์จึงรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ฟ้องไล่เบี้ยแก่ลูกหนี้ได้ จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่ต้องชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามส่วนที่ตนต้องมีหน้าที่ชำระแก่นายบุญช่วย นั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาดังกล่าวระบุไว้ชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ละเมิดแก่นายบุญช่วย ส่วนจำเลยทั้งสามแต่ละคนต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้สัญญาซื้อขายแก่นายบุญช่วย เพียงแต่ค่าเสียหายที่นายบุญช่วยเรียกจากโจทก์และจำเลยทั้งสามนั้นเป็นจำนวนเดียวกันถือเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ จึงมีผลให้ความรับผิดของโจทก์กับจำเลยแต่ละคนต่อนายบุญช่วยเป็นอย่างลูกหนี้ร่วมในค่าเสียหายจำนวนเดียวกัน แต่ไม่ได้ทำให้ความรับผิดของโจทก์ในมูลหนี้ละเมิดต่อนายบุญช่วยหมดไป โจทก์ยังคงมีความรับผิดต้องชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ละเมิดแก่นายบุญช่วยตามส่วนของตน การที่โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่นายบุญช่วยเต็มจำนวนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการชำระหนี้มูลละเมิดของโจทก์ที่มีต่อนายบุญช่วยครึ่งหนึ่งและชำระหนี้มูลสัญญาซื้อขายของจำเลยทั้งสามที่มีต่อนายบุญช่วยครึ่งหนึ่ง โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิของนายบุญช่วยที่จะไล่เบี้ยจากจำเลยทั้งสามได้เพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่โจทก์ชำระไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 3 ยื่นคำแก้ฎีกาขอให้แก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น เป็นกรณีที่ต้องทำเป็นฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 ม. 301
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมที่ดิน
จำเลย — นางทองศรีหรือพรพิมล งามเฉลียว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวโสภิดา ศรีถาพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพฤกษ์ อากาศน่วม
ชื่อองค์คณะ
ประมวล สุขสมพร
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ปกิต สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8108/2559
#605738
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างออกหนังสือตักเตือนโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเรื่องบริหารงานล้มเหลว ขาดความเข้าใจในการผลิตงานและขาดความเป็นทีมในฝ่ายโดยไม่เป็นความจริง และไม่ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบและไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณนั้น พอเข้าใจได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างว่าการออกหนังสือตักเตือนของจำเลยเป็นการใช้อำนาจลงโทษโจทก์ซึ่งไม่ได้กระทำความผิดโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าโจทก์มีข้อโต้แย้งสิทธิกับจำเลยแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

การที่จำเลยออกหนังสือตักเตือนโจทก์เรื่องความล้มเหลวในการบริหารงาน ขาดความเข้าใจในการผลิตงานและขาดความเป็นทีมในฝ่าย โดยมีข้อความระบุว่า "...หากมีความผิดลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก ทางบริษัทจะพิจารณาโทษในสถานหนักยิ่งขึ้นไป หนังสือเตือนนี้มีอายุ 1 ปี นับแต่วันที่ออก" จึงมีลักษณะเป็นการออกหนังสือตำหนิโทษหรือคาดโทษโจทก์ว่า หากโจทก์กระทำความผิดลักษณะเดียวกันซ้ำอีกภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันออกหนังสือ จำเลยจะพิจารณาโทษสถานหนักขึ้นบังคับใช้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการลงโทษทางวินัยประเภทภาคทัณฑ์เป็นหนังสือ (ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นับจากการกระทำผิดครั้งแรก) ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 6.2.2

ส่วนปัญหาว่าการออกหนังสือตักเตือนของจำเลยอันเป็นการลงโทษภาคทัณฑ์เป็นหนังสือนั้นชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือไม่ และมีเหตุเพิกถอนหนังสือตักเตือนหรือไม่นั้น ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์กระทำความผิดตามหนังสือตักเตือนหรือไม่ และจำเลยมีขั้นตอนการพิจารณาลงโทษภาคทัณฑ์เป็นหนังสือกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งได้ปฏิบัติครบถ้วนแล้วหรือไม่ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนหนังสือตักเตือน ปิดประกาศขออภัยโจทก์โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการของโจทก์จำเลยและลงประกาศในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเป็นเวลา 30 วัน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยออกหนังสือตักเตือนโจทก์เรื่องบริหารงานล้มเหลว ขาดความเข้าใจในการผลิตงานและขาดความเป็นทีมในฝ่าย โจทก์รับทราบแต่ไม่ยอมรับข้อกล่าวหา แล้ววินิจฉัยว่า เป็นอำนาจของจำเลยในฐานะนายจ้างในการบังคับบัญชาที่สามารถออกหนังสือตักเตือนโจทก์ในฐานะลูกจ้างได้ ทั้งสาระสำคัญในหนังสือตักเตือนเป็นเรื่องงานและการทำงาน ไม่เป็นเรื่องที่ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณ โทษทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ได้แก่ ตักเตือนด้วยวาจา ภาคทัณฑ์เป็นหนังสือ (ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นับจากการกระทำผิดครั้งแรก) งดโบนัส งดขึ้นเงินเดือนประจำปีในปีถัดไป หรือพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ปลดออกจากตำแหน่งและการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ไม่รวมถึงการตักเตือนเป็นหนังสือ จึงถือไม่ได้ว่าการที่จำเลยออกหนังสือตักเตือนโจทก์เป็นการลงโทษทางวินัย หากภายหน้าโจทก์จะต้องเสื่อมเสียสิทธิใดๆ เป็นต้นว่าถูกเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะกระทำการดังถูกตักเตือนเป็นหนังสือมาแล้ว โจทก์ก็อาจยกเป็นข้อต่อสู้ได้ว่าการตักเตือนเป็นหนังสือไม่ถูกต้อง ถือไม่ได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิอันจะเป็นเหตุให้โจทก์นำคดีมาสู่ศาลแรงงานกลางขอให้เพิกถอนหนังสือตักเตือนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยออกหนังสือตักเตือนโจทก์เป็นการลงโทษภาคทัณฑ์เป็นหนังสือตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 6.2.2 เมื่อโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและจำเลยลงโทษโจทก์โดยไม่มีการสอบสวน ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมกระทบต่อสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยออกหนังสือตักเตือนโจทก์เรื่องบริหารงานล้มเหลว ขาดความเข้าใจในการผลิตงานและขาดความเป็นทีมในฝ่ายพร้อมแนบหนังสือตักเตือนมาท้ายคำฟ้องโดยไม่เป็นความจริงและไม่ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบและไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณนั้น พอเข้าใจได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างว่าการออกหนังสือตักเตือนของจำเลยเป็นการใช้อำนาจลงโทษโจทก์ซึ่งไม่ได้กระทำความผิดโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าโจทก์มีข้อโต้แย้งสิทธิกับจำเลยแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 6.2 กำหนดว่า "โทษทางวินัยแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ...6.2.2 ภาคทัณฑ์เป็นหนังสือ (ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นับจากการกระทำผิดครั้งแรก)..." ดังนี้การที่จำเลยออกหนังสือตักเตือนโจทก์เรื่องความล้มเหลวในการบริหารงาน ขาดความเข้าใจในการผลิตงานและขาดความเป็นทีมในฝ่ายโดยมีข้อความระบุว่า "...ถือเป็นการทำผิดระเบียบบริษัทฯ ข้อที่ 13.3.7 ละเลยไม่ปฏิบัติงานตามขั้นตอน หรือไม่จัดทำรายงานการปฏิบัติงานตามระเบียบหรือคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของบริษัทฯ หรือผู้บังคับบัญชาและข้อ 13.3.20 ประพฤติตนในรูปแบบอื่นๆ ที่ควรแก่การพิจารณาโทษ ซึ่งจากฐานความผิดดังกล่าวฝ่ายบุคคลได้รับแจ้งจากผู้จัดการของท่านว่าได้สังเกตขั้นตอนการปฏิบัติงานของท่านจากวันที่ทำผิดจนถึงวันที่ลงในหนังสือฉบับนี้ การจัดการงานของท่านไม่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นจนถึงวันที่ออกหนังสือนี้แต่อย่างใด ฝ่ายบุคคลจึงจำเป็นต้องออกหนังสือฉบับนี้ เพื่อตักเตือนให้ท่านได้ทราบถึงปัญหาของตัวเองและเร่งแก้ไขปรับปรุงตัวในการจัดการงานและทำงานให้เป็นทีมอย่างเป็นระบบต่อไป ทั้งนี้ หากมีความผิดลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก ทางบริษัทจะพิจารณาโทษในสถานหนักยิ่งขึ้นไป หนังสือเตือนนี้มีอายุ 1 ปี นับแต่วันที่ออก" เช่นนี้ จึงมีลักษณะเป็นการออกหนังสือตำหนิโทษหรือคาดโทษโจทก์ว่า หากโจทก์กระทำความผิดลักษณะเดียวกันซ้ำอีกภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันออกหนังสือ จำเลยจะพิจารณาโทษสถานหนักขึ้นบังคับใช้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการลงโทษทางวินัยประเภทภาคทัณฑ์เป็นหนังสือ (ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นับจากการกระทำผิดครั้งแรก) ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 6.2.2 ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาว่าการออกหนังสือตักเตือนของจำเลยอันเป็นการลงโทษภาคทัณฑ์เป็นหนังสือนั้นชอบด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหรือไม่ และมีเหตุเพิกถอนหนังสือตักเตือนหรือไม่นั้น ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์กระทำความผิดตามหนังสือตักเตือนหรือไม่ และจำเลยมีขั้นตอนการพิจารณาลงโทษภาคทัณฑ์เป็นหนังสือกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งได้ปฏิบัติครบถ้วนแล้วหรือไม่ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อน แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า โจทก์กระทำความผิดตามหนังสือตักเตือนหรือไม่ และจำเลยมีขั้นตอนการพิจารณาลงโทษภาคทัณฑ์เป็นหนังสือกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งได้ปฏิบัติครบถ้วนแล้วหรือไม่ แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกฤตนัย ม่วงทิพย์มาลัย
บริษัทเอ็มเอสไอจี เซอร์วิส
จำเลย — แอนด์ แอดจัสติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ บุญแย้ม
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8107/2559
#605154
เปิดฉบับเต็ม

กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 กำหนดในข้อ 5 ว่าในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามข้อ 4 สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่รวมทั้งสิ้นต้องไม่เกินสามแสนบาท โดยให้คณะกรรมการการแพทย์พิจารณาและคณะกรรมการให้ความเห็นชอบ เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยขอให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์เป็นเงิน 474,219 บาท และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 มีคำสั่งจ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์เกินกว่า 45,000 บาท แต่ไม่เกิน 110,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ซึ่งต่อมามีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยมีคำสั่งให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ ไม่เกิน 110,000 บาท จึงถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยโดยคณะกรรมการการแพทย์และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนพิจารณาและไม่ให้ความเห็นชอบในการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 4 (3) และข้อ 5 แล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 4 (3) และข้อ 5 หรือไม่ เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การประสบอันตรายของ ฉ. ลูกจ้างเป็นการประสบอันตรายตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 4 (3) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาล 300,000 บาท ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 5

เมื่อโจทก์ชำระเงินค่ารักษาพยาบาล ฉ. แทนจำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินไป จึงเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่จำต้องทวงถาม จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 อันเป็นวันที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินแก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงกำหนดให้ตามขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 มติพิจารณาค่ารักษาพยาบาลของคณะอนุกรรมการการแพทย์หน่วยที่ 3 (สำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี) ครั้งที่ 1/2553 ลงวันที่ 12 มกราคม 2553 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 240/2554 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2554 กับบังคับให้จำเลยชำระเงิน 559,968.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 474,219 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยตามหนังสือสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 ที่ รง 0619/7857 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งวินิจฉัยตามมติพิจารณาค่ารักษาพยาบาลของคณะอนุกรรมการการแพทย์หน่วยที่ 3 ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2553 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 240/2554 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2554 กับให้จำเลยจ่ายคืนเงินทดแทนที่โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนายจ้างผู้มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบให้แก่กองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 นายเฉลิมชัย เคยเป็นลูกจ้างโจทก์ทำหน้าที่ช่างซ่อมบำรุงอาคารสำนักงานของโจทก์ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2552 นายเฉลิมชัยขึ้นไปตรวจดูรางน้ำที่มีน้ำขังอยู่บนหลังคาอาคารโรงซ่อมของโจทก์ แล้วประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากหลังคากระแทกพื้น นายเฉลิมชัยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลพระรามเก้าซึ่งเป็นโรงพยาบาลใกล้ที่สุด แพทย์พบว่ากะโหลกศีรษะแตกยุบ เลือดออกในโพรงกะโหลกศีรษะ เยื่อหุ้มสมองและเนื้อสมองฉีกขาดและเส้นประสาทหูข้างขวาชอกช้ำรุนแรงรักษาด้วยการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะเพื่อระบายเลือดออก ภายหลังมีเส้นเลือดในสมองแตกซ้ำทำให้ต้องผ่าตัดอีกครั้งในวันที่ 28 สิงหาคม 2552 ซึ่งจำเป็นต้องเอาชิ้นกะโหลกศีรษะที่มีการติดเชื้อที่บาดแผลออก ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2552 นายเฉลิมชัยออกจากโรงพยาบาลพระรามเก้าโดยแพทย์สั่งจ่ายยาแก้ปวดและวิตามิน หลังจากนั้นนายเฉลิมชัยสมัครเข้าศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานของจำเลยและได้รับการผ่าตัดใส่กะโหลกศีรษะเทียมที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในวันที่ 27 สิงหาคม 2553 ปัจจุบันนายเฉลิมชัยสูญเสียการได้ยินของหูข้างขวาโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนนายเฉลิมชัยไปก่อน คำนวณถึงวันที่ 11 กันยายน 2552 เป็นเงิน 474,219 บาท โจทก์ขอเบิกเงินดังกล่าวจากจำเลย เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 หารืออนุกรรมการการแพทย์หน่วยที่ 3 แล้วมีมติพิจารณาค่ารักษาพยาบาลครั้งที่ 1/2553 วันที่ 12 มกราคม 2553 ว่าสมควรจ่ายค่ารักษาพยาบาลของนายเฉลิมชัยได้เกินกว่า 45,000 บาท แต่ไม่เกิน 110,000 บาท ต่อมาวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน วันที่ 26 ตุลาคม 2554 คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยที่ 240/2554 ว่าการประสบอันตรายของนายเฉลิมชัยมีสิทธิได้ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นไม่เกิน 110,000 บาท ให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ทราบคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2555 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่มีการผ่าตัดนายเฉลิมชัย แล้วต่อมามีการผ่าตัดใส่กะโหลกศีรษะเทียมในภายหลังจากการผ่าตัดครั้งแรกเป็นเวลา 6 เดือน นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา จึงเป็นการประสบอันตรายในลักษณะบาดเจ็บอย่างรุนแรงของระบบสมองที่จำเป็นต้องรักษาตั้งแต่ 30 วันติดต่อกัน ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 4 (3)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอรับเงินค่ารักษาพยาบาลเกินกว่า 200,000 บาท ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 5 ได้หรือไม่ เห็นว่า กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 กำหนดในข้อ 5 ว่าในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามข้อ 4 สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่รวมทั้งสิ้นต้องไม่เกินสามแสน โดยให้คณะกรรมการการแพทย์พิจารณาและคณะกรรมการให้ความเห็นชอบ เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยขอให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์เป็นเงิน 474,219 บาท และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 มีคำสั่งจ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์เกินกว่า 45,000 บาท แต่ไม่เกิน 110,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ซึ่งต่อมามีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ เมื่อการพิจารณาออกคำสั่งของจำเลยต้องผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการการแพทย์และตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 40 (2) กำหนดให้คณะกรรมการการแพทย์มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำในทางการแพทย์แก่คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนและจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยมีคำสั่งให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ ไม่เกิน 110,000 บาท จึงถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยโดยคณะกรรมการการแพทย์และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนพิจารณาและไม่ให้ความเห็นชอบในการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 4 (3) และข้อ 5 แล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 4 (3) และข้อ 5 หรือไม่ เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การประสบอันตรายของนายเฉลิมชัยลูกจ้างเป็นการประสบอันตรายตามกฎกระทรวงดังกล่าวข้อ 4 (3) แล้ว เมื่อโจทก์จ่ายค่ารักษาพยาบาลไปเป็นเงิน 474,219 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาล 300,000 บาท ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 5 อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอคิดดอกเบี้ยนับจากวันที่จำเลยมีหนังสือแจ้งปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ชำระเงินค่ารักษาพยาบาลนายเฉลิมชัยแทนจำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินไป จึงเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่จำต้องทวงถาม จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 อันเป็นวันที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินแก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงกำหนดให้ตามขอ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินทดแทนแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 224
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 40 ม. 53
กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเพชรบุรีตัดใหม่ ฮอนด้าคาร์ส (1994) จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชนันท์ชัย ภัทรวิกล
ชื่อองค์คณะ
ธีรยุทธ ทรัพย์นภาพร
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8099/2559
#604347
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอปล่อยตัวอ้างว่า เจ้าพนักงานคุมขัง ธ. ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2558 เวลา 12 นาฬิกา ถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2558 เวลา 13 นาฬิกา โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนคดีก่อนผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2558 จนถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2558 เจ้าพนักงานคุมขัง ธ. ขณะเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อการคุมขัง ธ. คดีนี้และคดีก่อนเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกัน ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นเรื่องเดียวกันว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานคุมขัง ธ. โดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยไม่จำต้องคำนึงว่าการคุมขัง ธ. นั้น เจ้าพนักงานผู้จับจะมีหมายจับ ธ. หรือไม่ เพราะไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องก็อ้างว่าเป็นการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น คำร้องคดีนี้จึงเป็นคำร้องซ้อนกับคำร้องคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไต่สวน แล้วมีคำสั่งปล่อยตัวนายธเนตร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำร้องของผู้ร้องคดีนี้เป็นคำร้องซ้อนกับคำร้องของผู้ร้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 98/2558 ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ข้อเท็จจริงขณะยื่นคำร้องคดีนี้ปรากฏว่าเจ้าพนักงานชุดจับกุมมิได้นำตัวนายธเนตรมอบให้พนักงานสอบสวนทันที และมิได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายธเนตร กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานอ้างว่าจับกุมโดยมีหมายจับ แต่มิได้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มูลเหตุคดีนี้จึงต้องพิจารณาการจับกุมตามหมายจับโดยพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นหลักว่าเป็นการคุมขังชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันถือเป็นอีกเหตุหนึ่งต่างหากจากคดีเดิมและเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่เนื่องจากมีข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงจากเดิม คำร้องคดีนี้จึงมิใช่เรื่องเดียวกับคดีหมายเลขแดงที่ 98/2558 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอปล่อยตัวนายธเนตรอ้างว่า เจ้าพนักงานคุมขังนายธเนตรตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2558 เวลา 12 นาฬิกา ถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2558 เวลา 13 นาฬิกา โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ 98/2558 ของศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2558 จนถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2558 เจ้าพนักงานคุมขังนายธเนตรขณะเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสิรินธรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อการคุมขังนายธเนตรคดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ 98/2558 ของศาลชั้นต้น เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันและต่อเนื่องกัน ประเด็นแห่งคดีตามคำร้องคดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ 98/2558 ของศาลชั้นต้น จึงเป็นเรื่องเดียวกันว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานคุมขังนายธเนตรโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยไม่จำต้องคำนึงว่า การคุมขังนายธเนตรนั้น เจ้าพนักงานผู้จับจะมีหมายจับนายธเนตรหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องก็อ้างว่าเป็นการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องเรื่องเดียวกันต่อศาลเดียวกัน คำร้องของผู้ร้องคดีนี้จึงเป็นคำร้องซ้อนกับคำร้องของผู้ร้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 98/2558 ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 90
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายโกสินทร์ ฤทธิรงค์
ศาลอุทธรณ์ — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8056/2559
#605753
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ร่วมที่ 1 กับ น. บิดาโจทก์ร่วมที่ 2 จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ร่วมที่ 1 โดยระบุให้โจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะอยู่ใต้อำนาจปกครองของ น. ตามที่ตกลงกัน น. จึงเป็นผู้มีอำนาจปกครองโจทก์ร่วมที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1566 (6) โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่มีอำนาจปกครองและไม่มีสิทธิกระทำการแทนโจทก์ร่วมที่ 2 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเรียกค่าเสียหายต่อชื่อเสียง ค่าเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ ค่าเสียหายต่อเสรีภาพและค่าเสียหายที่ได้รับความทุกข์ทรมาน ถือได้ว่าเป็นการกระทำแทนหรือในนามของโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ แม้ขณะยื่นคำร้องดังกล่าวจะมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยความสามารถของบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 แต่เมื่อนับอายุของโจทก์ร่วมที่ 2 ในขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมที่ 2 มีอายุเกิน 20 ปี พ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องมีคำสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์ร่วมที่ 2 อีก โจทก์ร่วมที่ 2 ย่อมสามารถทำการใดๆ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของผู้ปกครองหรือตัวแทนโดยชอบธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 21 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้พาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารและกระทำชำเรา อันเป็นความผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 2 จึงมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ และ 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท ค่าเสียหายที่ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ 100,000 บาท ค่าเสียหายต่อเสรีภาพ 100,000 บาท ค่าเสียหายที่ได้รับความทุกข์ทรมาน 200,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 500,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีกับฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำนวน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 12 ปี รวม 24 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีกับฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำนวน 4 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 32 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำนวน 6 กระทง จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 36 ปี รวมทุกกระทงแล้วจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในคดีส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังว่า เด็กหญิง ป. โจทก์ร่วมที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538 เป็นบุตรของนาง ธ. โจทก์ร่วมที่ 1 กับนาย น. โจทก์ร่วมที่ 1 หย่ากับนาย น. เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 โดยตกลงให้โจทก์ร่วมที่ 2 อยู่ในความปกครองของนาย น. โจทก์ร่วมที่ 2 พักอาศัยอยู่กับนาย น. และมารดาเลี้ยง บ้านที่พักอาศัยดังกล่าวอยู่ใกล้กับบ้านของนาง ส. พี่สาวของนาย น. ซึ่งเป็นภริยาของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองจะมีโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่เบิกความยืนยันว่า จำเลยได้กระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 หลายครั้ง หลายสถานที่ก็ตาม แต่โจทก์ร่วมที่ 2 ได้เบิกความต่อศาลผ่านนักสังคมสงเคราะห์ซึ่งสาบานตนแล้วถึงรายละเอียดพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่กระทำต่อโจทก์ร่วมที่ 2 แต่ละครั้งแต่ละสถานที่เป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับเริ่มตั้งแต่ครั้งแรก จำเลยขับรถเก๋งไปรับโจทก์ร่วมที่ 2 ที่บ้านอ้างว่าจะพาไปส่งโรงเรียนแต่ขับรถเก๋งพาโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าไปที่โรงแรม อ. แล้วกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 หลังจากนั้นจำเลยได้กระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 อีกหลายครั้งในรถเก๋งข้างถนนสายคลองอ้อม ข้างถนนทางเข้าด้านหลังมหาวิทยาลัย ศ. ที่บ้านของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่บ้านของจำเลย ครั้งสุดท้ายจำเลยขับรถเก๋งพาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปที่โรงแรม อ. แล้วกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 สอดคล้องกับคำให้การของโจทก์ร่วมที่ 2 ในชั้นสอบสวน ซึ่งโจทก์ร่วมที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวน ต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีข้อให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งกล่าวหาและเบิกความปรักปรำจำเลยซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของตนเองเพื่อให้ต้องรับโทษโดยปราศจากมูลความจริง เพราะเรื่องดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์ร่วมที่ 2 และครอบครัวได้รับความอับอายและเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง เชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความไปตามความจริง นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยังมีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนาย พ. พนักงานรับรถลูกค้าที่โรงแรม อ. ที่ให้การยืนยันว่า ในวันที่ 22 เมษายน 2553 เวลา 10.40 นาฬิกา ได้มีลูกค้าขับรถเก๋ง หมายเลขทะเบียน สณ - 5140 กรุงเทพมหานคร เข้ามาใช้บริการสนับสนุนให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีแต่เพียงโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นพยานเพียงปากเดียว แต่เบิกความขัดต่อความเป็นจริงว่าจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ที่โรงแรม ที่ข้างถนนสายคลองอ้อมริมถนนทางเข้าด้านหลังมหาวิทยาลัยศรี น. ที่บ้านของโจทก์ร่วมที่ 2 และที่บ้านของจำเลยหลายครั้ง โดยเฉพาะที่โรงแรมโจทก์ร่วมที่ 2 มีโอกาสร้องขอความช่วยเหลือและสามารถหลบหนีออกมาได้แต่กลับไม่กระทำ บริเวณข้างถนนเป็นที่สัญจรไปมามีผู้คนพลุกพล่าน บริเวณทางเข้าด้านหลังมหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ใกล้ที่พักพนักงานรักษาความปลอดภัย ส่วนบริเวณบ้านของโจทก์ร่วมที่ 2 และบ้านของจำเลยก็มีผู้คนมาหาซื้อไม้ดอกและไม้ประดับจำนวนมาก จำเลยจึงไม่สามารถกระทำความผิดได้ก็ดี โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้นำพนักงานรับลูกค้าของโรงแรมมาเบิกความก็ดี ไม่ได้นำแพทย์มาเบิกความว่าโจทก์ร่วมที่ 2 เคยผ่านการร่วมประเวณีมาก่อนหรือไม่ก็ดี หรือหลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ได้แจ้งให้ผู้ใดทราบเป็นพิรุธก็ดี พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบมาจึงรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า ในเรื่องเหล่านี้ จำเลยได้หยิบยกขึ้นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยไว้อย่างละเอียดชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นรายละเอียดปลีกย่อยไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบมาในคดีส่วนอาญามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์ร่วมทั้งสองมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมที่ 1 กับนาย น. บิดาโจทก์ร่วมที่ 2 จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ร่วมที่ 1 โดยระบุให้โจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะอยู่ใต้อำนาจปกครองของนาย น. บิดา ตามที่ตกลงกัน นาย น. จึงเป็นผู้มีอำนาจปกครองโจทก์ร่วมที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1566 วรรคสอง (6) โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่มีอำนาจปกครองและไม่มีสิทธิกระทำการแทนโจทก์ร่วมที่ 2 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนและฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเรียกค่าเสียหายต่อชื่อเสียง ค่าเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ ค่าเสียหายต่อเสรีภาพ ค่าเสียหายที่ได้รับความทุกข์ทรมานของโจทก์ร่วมที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการกระทำแทนหรือในนามของโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ แม้ขณะยื่นคำร้องจะมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 แต่เมื่อนับอายุของโจทก์ร่วมที่ 2 ในขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมที่ 2 มีอายุเกิน 20 ปี พ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องมีคำสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์ร่วมที่ 2 อีก โจทก์ร่วมที่ 2 ย่อมสามารถทำการใดๆ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของผู้ปกครองหรือตัวแทนโดยชอบธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 21 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้พาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราอันเป็นความผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 2 จึงมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยเป็นค่าเสียหายต่อชื่อเสียง ค่าเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ ค่าเสียหายต่อเสรีภาพและค่าเสียหายที่ได้รับความทุกข์ทรมานของโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยยกฟ้องในส่วนนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและเห็นว่าค่าสินไหมทดแทนซึ่งถือว่าโจทก์ร่วมที่ 1 เรียกร้องแทนโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท มานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงที่จำเลยกระทำความผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 2 ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40
ป.วิ.พ. ม. 56
ป.อ. ม. 277 ม. 283 ทวิ ม. 317
ป.พ.พ. ม. 21 ม. 1520 ม. 1566
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
โจทก์ร่วม — นางธนพร พุทธสุวรรณ์ กับพวก
จำเลย — นายวันดี ศรีเฟื่อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายสมบัติ สมจิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ธราธร ศิลปโอสถ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
บุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8054/2559
#604477
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจัดตั้งขึ้นแล้ว ย่อมมีอำนาจหน้าที่จัดการและบำรุงรักษาสาธารณูปโภคได้ และมีอำนาจหน้าที่เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจากสมาชิก จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจัดการและบำรุงรักษาสาธารณูปโภค จึงมีอำนาจหน้าที่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจากสมาชิกของจำเลย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและเป็นสมาชิกของจำเลย มีหน้าที่ต้องออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินที่ตนซื้อแก่จำเลย ตามความในมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ส่วนการที่ผู้จัดสรรที่ดินยังไม่จดทะเบียนโอนที่ดินและทรัพย์สินอื่นอันเป็นสาธารณูปโภคแก่จำเลยนั้น เป็นคนละกรณีที่โจทก์ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 42,180.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทหมู่บ้านจัดสรร ใช้ชื่อว่า นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ลัดดารมย์ วัชรพล เฟส 2 โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 208765 ตำบลท่าแร้ง อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 48/15 หมู่ที่ 2 ถนนสุขาภิบาล 5 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ในโครงการหมู่บ้านจัดสรร ลัดดารมย์ วัชรพล เฟส 2 โดยซื้อมาจากบริษัทควอลิตี้เฮาส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดิน เดิมโจทก์ชำระค่าบริการสาธารณะ (ค่าส่วนกลาง) แก่ผู้จัดสรรที่ดิน ในอัตราตารางวาละ 18 บาท จำเลยจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2554 โจทก์เป็นสมาชิกของจำเลยโดยผลของกฎหมาย มติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกจำเลยกำหนดให้เรียกเก็บค่าส่วนกลางในอัตราตารางวาละ 25 บาท โจทก์ชำระค่าสาธารณูปโภคให้แก่จำเลย 42,180.15 บาท เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน จำเลยยังไม่ได้รับโอนที่ดินและทรัพย์สินอื่นอันเป็นสาธารณูปโภคจากผู้จัดสรรที่ดินเนื่องจากมีข้อขัดแย้งกัน

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 เดิมก่อนมีการแก้ไข มาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติความว่า ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภค ตามมาตรา 43 เมื่อได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ภายหลังครบกำหนดระยะที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้วตามลำดับ ดังต่อไปนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัตินี้ หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการและดูแลบำรุงรักษา ภายในเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้จัดสรรที่ดิน (2) ... มาตรา 48 บัญญัติความว่า เพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (3) เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในส่วนที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีหน้าที่บำรุงรักษาจากสมาชิก และมาตรา 49 วรรคสี่ บัญญัติความว่า ให้เริ่มเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเมื่อเริ่มจัดตั้งนิติบุคคลตามมาตรา 44 (1) ... ตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจัดตั้งขึ้นแล้ว ย่อมมีอำนาจหน้าที่จัดการและบำรุงรักษาสาธารณูปโภคได้ และมีอำนาจหน้าที่เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจากสมาชิก จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจัดการและบำรุงรักษาสาธารณูปโภค จึงมีอำนาจหน้าที่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคจากสมาชิกของจำเลย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและเป็นสมาชิกของจำเลย มีหน้าที่ต้องออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินที่ตนซื้อแก่จำเลย ตามความในมาตรา 49 ส่วนการที่ผู้จัดสรรที่ดินยังไม่จดทะเบียนโอนที่ดินและทรัพย์สินอื่นอันเป็นสาธารณูปโภคแก่จำเลยนั้น เป็นคนละกรณีที่โจทก์ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคแก่จำเลย ดังนี้ เงินค่าสาธารณูปโภคที่จำเลยได้รับจากโจทก์จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยได้รับมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 44 ม. 48 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวีอาร์ไพล์ จำกัด
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ลัดดารมย์ วัชรพล เฟส 2
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายกิตติ บุญธรรม
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมจิตร์ ทองศรี
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7990/2559
#605735
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ระงับการจำหน่ายน้ำนมดิบให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. จึงไม่มีประเด็นแห่งคดีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หรือไม่ ทั้งไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดได้เอง จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว และแม้ศาลแรงงานภาค 1 จะวินิจฉัยให้ ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี ดังนั้น จำเลยอุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 1 ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

โจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์อย่างเดียว แต่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่าขณะจำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานผลิตและจำหน่ายพันธุ์โคนมและรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมกิจการโคนม มีหน้าที่รับผิดชอบบริหารจัดการตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ และควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา จำเลยไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ซึ่งเป็นผู้ซื้อได้ จึงเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดทั้งมูลละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้คือวันที่จำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 และ 193/30

มาตรา 10 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เป็นกฎหมายพิเศษที่บัญญัติเรื่องอายุความไว้เป็นการเฉพาะซึ่งขัดหรือแย้งกับมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไป จึงมีผลยกเว้นมาตรา 448 วรรคหนึ่งเฉพาะในส่วนที่กำหนดให้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดขาดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น แต่ไม่มีผลยกเลิกบทบัญญัติมาตรา 448 วรรคหนึ่งในส่วนที่กำหนดว่าสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายขาดอายุความเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด

จำเลยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของโจทก์ในช่วงเวลานับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2544 และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถือว่ามูลเหตุผิดสัญญาจ้างแรงงานและละเมิดเกิดขึ้นระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งอายุความในมูลหนี้ผิดสัญญาจ้างแรงงานและละเมิดเริ่มนับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2544 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 25 ตุลาคม 2554 จึงเกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 624,194.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ระบุในคำสั่งที่ 74/2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 74/2554

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานภาค 1 จำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง หรือไม่

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 624,194.41 บาท (ที่ถูก คือ 624,194.40 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ตามที่ระบุในคำสั่งที่ 74/2554 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 ที่แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งที่ 053/2553 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า วันที่ 15 พฤษภาคม 2544 โจทก์ทำสัญญาขายน้ำนมดิบให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปร์มิลค์มาร์เก็ตติ้ง โดยกำหนดส่งมอบน้ำนมดิบระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าน้ำนมดิบที่ได้รับไประหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2544 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2544 แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องและศาลจังหวัดสระบุรีพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปร์มิลค์มาร์เก็ตติ้งกับพวกชำระค่าน้ำนมดิบพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด คณะกรรมการดังกล่าวเห็นว่า กรณีไม่เข้าข่ายความรับผิดทางละเมิดจึงเห็นควรยุติเรื่อง โจทก์ส่งสำนวนให้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบ กรมบัญชีกลางมีคำวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 1,783,412.58 บาท ให้จำเลยและนายธวัชชัย รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 70 ของต้นเงินดังกล่าวและดอกเบี้ย โดยให้รับผิดคนละส่วนเท่า ๆ กัน วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ออกคำสั่งที่ 053/2553 ให้จำเลยกับพวกชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ออกคำสั่งที่ 74/2554 แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งที่ 053/2553 แต่ยังคงให้จำเลยกับพวกชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ 74/2554 เกินกำหนด โจทก์จึงไม่รับวินิจฉัย แล้ววินิจฉัยว่า ปัญหาตามคำร้องขอวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง หรือไม่ โดยเห็นว่าฟ้องโจทก์มิใช่เรื่องละเมิดกรณีปกติ แต่เป็นละเมิดกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐฟ้อง จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งอายุความต้องบังคับตามมาตรา 10 วรรคสอง เมื่อโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดทางละเมิด แต่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เห็นว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ แล้วโจทก์มีคำสั่งให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำวินิจฉัยของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตามคำสั่งที่ 74/2554 แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งที่ 053/2553 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 25 ตุลาคม 2554 นับจากวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 อันเป็นวันที่โจทก์มีคำสั่งที่ 74/2554 ถึงวันฟ้องแล้วไม่เกินกว่า 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ แล้ววินิจฉัยต่อไปว่า ขณะจำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานผลิตและจำหน่ายพันธุ์โคนมและรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมกิจการโคนม มีหน้าที่รับผิดชอบบริหารจัดการตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ และควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา จำเลยไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กล่าวคือ หลังจากทำสัญญาขายน้ำนมดิบให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปรมิลค์มาร์เก็ตติ้งในวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 จำเลยไม่ได้จัดส่งสัญญาให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบทำให้ขาดความชัดเจนว่าการชำระค่าน้ำนมดิบจะชำระเมื่อใด ณ สถานที่ใด หรือหน่วยงานใดจะเป็นผู้มีหน้าที่ส่งสัญญาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติ ไม่ได้กำหนดแนวทางให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องถือปฏิบัติเรื่องการชำระหนี้ ขาดการประสานงานในการรับชำระเงินหรือติดตามหนี้ หรือขาดการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ทุกฝ่ายไม่ได้ติดตามว่ามีการชำระหนี้ครบตามสัญญาหรือไม่ และขาดการรายงานให้ผู้บังคับบัญชาเพื่อระงับการขายตามเงื่อนไขของสัญญา เป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปรมิลค์มาร์เก็ตติ้งไม่ชำระค่าน้ำนมดิบที่รับไประหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2544 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2544 แก่โจทก์ โจทก์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ ถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามคำสั่งที่ 74/2554

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ระงับการจำหน่ายน้ำนมดิบให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปร์มิลค์มาร์เก็ตติ้งเท่านั้น จึงไม่มีประเด็นแห่งคดีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หรือไม่ ทั้งไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดได้เอง จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว และแม้ศาลแรงงานภาค 1 จะวินิจฉัยให้ แต่ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี กรณีถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 1 ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอย่างเดียว แต่โจทก์ระบุชัดเจนในคำฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานและละเมิดต่อโจทก์ โดยบรรยายฟ้องว่า ขณะจำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานผลิตและจำหน่ายพันธุ์โคนมและรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมกิจการโคนม มีหน้าที่รับผิดชอบบริหารจัดการตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ และควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา จำเลยไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปรมิลค์มาร์เก็ตติ้งซึ่งเป็นผู้ซื้อได้ จึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยรับผิดทั้งมูลละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้คือวันที่จำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 และ 193/30 ส่วนฟ้องในมูลละเมิดนั้นแม้มาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่เป็นกฎหมายพิเศษจะบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่า "ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือมิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐที่เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่า เจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิดแต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง" อันเป็นการขัดหรือแย้งกับมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เป็นกฎหมายทั่วไป จึงมีผลยกเว้นมาตรา 448 วรรคหนึ่งเฉพาะในส่วนที่กำหนดให้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดขาดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น แต่ไม่มีผลยกเลิกบทบัญญัติมาตรา 448 วรรคหนึ่งในส่วนที่กำหนดว่าสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายขาดอายุความเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด เมื่อปรากฏว่าหลังจากทำสัญญาขายน้ำนมดิบให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปรมิลค์มาร์เก็ตติ้งในวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 จำเลยไม่ได้จัดส่งสัญญาให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบทำให้ขาดความชัดเจนว่าการชำระเงินค่าน้ำนมดิบจะชำระเมื่อใด ณ สถานที่ใด หรือหน่วยงานใดมีหน้าที่ส่งสัญญาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติ ไม่ได้กำหนดแนวทางให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องถือปฏิบัติในเรื่องการชำระหนี้ ขาดการประสานงานในการรับชำระเงินหรือติดตามหนี้และขาดการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำให้ทุกฝ่ายไม่ได้ติดตามว่ามีการชำระหนี้ครบตามสัญญาหรือไม่ รวมทั้งขาดการรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อระงับการขายตามเงื่อนไขของสัญญา เป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปรมิลค์มาร์เก็ตติ้งผิดนัดไม่ชำระค่าน้ำนมดิบที่รับไประหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2544 ถึงวันที่31 สิงหาคม 2544 แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่จำเลยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของโจทก์ในช่วงเวลานับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2554 และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถือว่ามูลเหตุผิดสัญญาจ้างแรงงานและละเมิดเกิดขึ้นระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งอายุความในมูลหนี้ผิดสัญญาจ้างแรงงานและละเมิดเริ่มนับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2544 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 25 ตุลาคม 2554 จึงเกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยประการอื่นเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 10 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย
จำเลย — นายเสริมศักดิ์ ศรีบรรเทา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายฤทธิรงค์ สมอุดร
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7977/2559
#605387
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาหรือคำสั่งขัดกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 นั้น จะต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีแล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์คงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ เพราะเห็นว่าโจทก์ต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้นว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ แม้ต่อมาศาลฎีกาในคดีหมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยว่าทางพิพาทไม่เป็นทางสาธารณะ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเนื้อหาแห่งคดี จึงถือไม่ได้ว่าคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวขัดกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ ผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดในคดีนี้จึงมีว่า ตราบใดที่โจทก์ยังต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้นอยู่ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ โจทก์จะกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นเพื่อนำมาเป็นเหตุฟ้องจำเลยทั้งสองไม่ได้เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ถูกนางทองห่อ กับพวกฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ 5060/2543 หมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ให้โจทก์รื้อถอนสิ่งกีดขวางและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งของออกจากถนนที่พิพาท และมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ไม่ใช่ทางสาธารณะกับให้รื้อถอนป้ายบอกทางลัดของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่า คำพิพากษาในคดีดังกล่าวผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จึงต้องฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด ต่อมาคดีหมายเลขดำที่ 5060/2543 หมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ศาลฎีกาพิพากษากลับ โดยวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลถือเอาคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 5060/2543 หมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้น ซึ่งถึงที่สุดแล้วในชั้นฎีกาเป็นผลคำพิพากษาคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง และมาตรา 146

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งขัดกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 นั้น จะต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีแล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์คงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ เพราะเห็นว่าโจทก์ต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้นว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นในเนื้อหาแห่งคดีว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ แม้ต่อมาศาลฎีกาในคดีหมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยว่าทางพิพาทไม่เป็นทางสาธารณะ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเนื้อหาแห่งคดี จึงถือไม่ได้ว่าคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวขัดกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ ผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดในคดีนี้จึงมีว่า ตราบใดที่โจทก์ยังต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 5745/2546 ของศาลชั้นต้นอยู่ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ โจทก์จะกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นเพื่อนำมาเป็นเหตุฟ้องจำเลยทั้งสองไม่ได้เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศุภาลัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ผู้อำนวยการเขตจตุจักร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายต่อพงศ์ ตั้งสินมั่นคง
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7965/2559
#607986
เปิดฉบับเต็ม

ยาเสพติดให้โทษของกลางที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองในขณะเกิดเหตุ มีอยู่ 2 จำนวน จำนวนแรกเป็นเฮโรอีนจำนวน 82 แท่ง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 18,721.813 กรัม และจำนวนที่ 2 เป็นเฮโรอีนผสมมอร์ฟีน จำนวน 1 แท่ง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของมอร์ฟีนได้ 27.930 กรัม การที่ยาเสพติดให้โทษของกลางจำนวนที่ 2 เป็นเฮโรอีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ผสมมอร์ฟีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 และจำเลยทั้งสองร่วมกันครอบครองรวมกันไป ย่อมไม่อาจแบ่งแยกเจตนาในการครอบครองต่างหากออกจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวนแรกไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 17, 66, 69, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบยาเสพติดให้โทษ กระสอบปุ๋ย กระเป๋าเดินทางและชิ้นส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสาม (3)), 17 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม, 69 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครอง ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) (2) ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครอง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 51 ปี แต่ให้จำคุกทั้งสิ้นเพียง 50 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตได้เพียงสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) สำหรับของกลางให้ริบ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก 50 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยโจทก์กับจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจโทบุญส่ง ร้อยตำรวจโทธีรสิทธิ และสิบตำรวจโทมงคล กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมยึดเฮโรอีนและเฮโรอีนผสมมอร์ฟีนเป็นของกลาง ส่งมอบพันตำรวจโทราชัน พนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน 4 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ดำเนินคดี ซึ่งเฮโรอีนและเฮโรอีนผสมมอร์ฟีนของกลาง ปรากฏผลการตรวจพิสูจน์โดยนางสาวกัญญนันทน์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ (สบ 1) สถาบันวิชาการและตรวจพิสูน์ยาเสพติด สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ว่า เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 82 แท่ง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 18,721.813 กรัม และเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 โดยผสมปนอยู่กับเฮโรอีนจำนวน 1 แท่ง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 27.930 กรัม คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกมีว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 2 ตามคำเบิกความของพันตำรวจโทบุญส่งและร้อยตำรวจโทธีรสิทธิมีสาระสำคัญเชื่อมโยงเหตุการณ์เป็นลำดับขั้นตอนอย่างมีเหตุและผลสอดคล้องต้องตรงกัน ปราศจากพิรุธ อันจะเป็นเหตุให้มีข้อระแวงสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตรวจพิเคราะห์ภาพถ่ายประกอบสำนวนการสอบสวน ยังปรากฏว่า บริเวณที่พันตำรวจโทบุญส่งซุ่มดูเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุบนระเบียงหน้าห้องพักชั้นสองของอพาร์ตเมนต์ ที เอส โฮม บิวดิ้ง เป็นพื้นที่โล่งสามารถมองเห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยที่ 2 เปิดประตูให้จำเลยที่ 1 ลากกระเป๋าเดินทางสีดำของกลางเข้าไปในห้องพักหมายเลข 308 ในขณะเกิดเหตุได้เป็นอย่างดี ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติเชื่อได้ว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 นำกระเป๋าเดินทางสีดำของกลางซึ่งมีเฮโรอีนและเฮโรอีนผสมมอร์ฟีนของกลางซุกซ่อนอยู่ภายในเข้าไปเก็บพักไว้ในห้องพักหมายเลข 308 เมื่อเฮโรอีนของกลางปรากฏผลการตรวจพิสูจน์ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 82 แท่ง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 18,721.813 กรัม ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของกลาง หากถูกจับกุมต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ลักษณะในการกระทำความผิดจึงต้องดำเนินการในทางลับระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เพื่อป้องกันมิให้ล่วงรู้ถึงเจ้าพนักงานอันจะเป็นเหตุให้ถูกจับกุมดำเนินคดีต้องโทษฉกรรจ์ การที่จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ร่วมกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 นำกระเป๋าเดินทางสีดำของกลางซึ่งมีเฮโรอีนและเฮโรอีนผสมมอร์ฟีนของกลางซุกซ่อนอยู่ภายในเข้าไปเก็บพักไว้ในห้องพักหมายเลข 308 ย่อมเป็นพฤติเหตุแวดล้อมอันมีเหตุและผลเพียงพอที่จะบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 เจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเฮโรอีนและเฮโรอีนผสมมอร์ฟีนของกลางไว้ในครอบครอง พยานหลักฐานจากคำเบิกความตามทางนำสืบต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ในชั้นพิจารณาที่อ้างว่า ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เพียงแต่อยู่ภายในห้องพักหมายเลข 328 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิด โดยมีจำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุน แต่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ต้องหาว่าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 อาจเบิกความช่วยเหลือจำเลยที่ 2 มิให้ต้องรับโทษ ย่อมไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์ เมื่อเฮโรอีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 18,721.813 กรัม ต้องตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3) ที่ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีย่อมฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครอง อันเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาในข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครอง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ยาเสพติดให้โทษของกลางที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองในขณะเกิดเหตุ มีอยู่ 2 จำนวน จำนวนแรกเป็นเฮโรอีน จำนวน 82 แท่ง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 18,721.813 กรัม และจำนวนที่ 2 เป็นเฮโรอีนผสมมอร์ฟีน จำนวน 1 แท่ง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของมอร์ฟีนได้ 27.930 กรัม การที่ยาเสพติดให้โทษของกลางจำนวนที่ 2 เป็นเฮโรอีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ผสมมอร์ฟีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 และจำเลยทั้งสองร่วมกันครอบครองรวมกันไป ย่อมไม่อาจแบ่งแยกเจตนาในการครอบครองต่างหากออกจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวนแรกไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เพียงบทเดียว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3), 17 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม, 69 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครอง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายหยาง เจิ้ง หยู กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายตรัสร์ บวรวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรศักดิ์ อำไพสัมพันธกุล
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7893/2559
#604946
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117 นอกจากบัญญัติห้ามการปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำเข้าไปในน้ำอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าท่าแล้ว ยังบัญญัติรวมถึงการนำสิ่งอื่นใดล่วงล้ำเข้าไปในน้ำด้วย การปรับพื้นถมดินล่วงล้ำเข้าไปในลำน้ำตามฟ้องถือว่าเป็นการนำสิ่งอื่นใดล่วงล้ำเข้าไปในน้ำ การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 3, 117, 118

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117 (ที่ถูก 117 วรรคหนึ่ง), 118 ให้ปรับ 752,100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 376,050 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้ก่อสร้างเขื่อนกันน้ำเซาะล่วงล้ำเข้าไปในลำน้ำของแม่น้ำแควน้อย รวมเนื้อที่ 1,504.20 ตารางเมตร ตามฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยก่อสร้างเขื่อนกันน้ำเซาะ โดยการปรับพื้นถมดินและเรียงหินการ์เบี้ยนกันน้ำเซาะล่วงล้ำเข้าไปในลำน้ำของแม่น้ำแควน้อย อันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีลักษณะและขนาดตามภาพถ่ายเขื่อนกันน้ำเซาะและภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุทางอากาศ รวม 3 แผ่น ท้ายฟ้อง คิดเป็นเนื้อที่ที่ล่วงล้ำทั้งหมด 1,504.20 ตารางเมตร โดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยก่อสร้างเขื่อนกันน้ำเซาะล่วงล้ำเข้าไปในลำน้ำของแม่น้ำแควน้อย โดยกระทำการปรับพื้นถมดินประการหนึ่ง และการเรียงหินการ์เบี้ยนอีกประการหนึ่ง รวมเนื้อที่ 1,504.20 ตารางเมตร จำเลยไม่อาจอุทธรณ์โต้แย้งได้ว่า จำเลยกระทำผิดเฉพาะการเรียงหินการ์เบี้ยนล่วงล้ำเข้าไปในลำน้ำเท่านั้น โดยไม่นับรวมพื้นดินหรือเนินดินและแอ่งน้ำที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ขอให้ตรวจสอบพื้นที่ใหม่ ในทำนองว่าจำเลยมิได้กระทำผิดเท่าเนื้อที่ที่โจทก์ฟ้อง เพราะขัดกับที่จำเลยให้การรับสารภาพ อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาข้อนี้จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย ขอให้ลงโทษปรับน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 อันมีผลทำนองเดียวกับการอุทธรณ์ขอให้ลดโทษ จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยตารางเมตรละ 500 บาท ซึ่งเป็นอัตราโทษขั้นต่ำที่สุดตามกฎหมาย ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยปัญหาในอุทธรณ์ของจำเลยในข้อดังกล่าวแล้ว สำหรับฎีกาจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มิได้บัญญัติให้คำนวณตามเนื้อที่ที่ล่วงล้ำเข้าไปในลำน้ำและมิได้บัญญัติให้คำนวณโดยรวมเอาพื้นที่ภายในที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติมาคำนวณให้จำเลยต้องรับโทษเพิ่มขึ้นนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117 นอกจากบัญญัติห้ามการปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำเข้าไปในน้ำอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าท่าแล้ว ยังบัญญัติรวมถึงการนำสิ่งอื่นใดล่วงล้ำเข้าไปในน้ำด้วย การปรับพื้นถมดินล่วงล้ำเข้าไปในลำน้ำตามฟ้องถือว่าเป็นการนำสิ่งอื่นใดล่วงล้ำเข้าไปในน้ำ การกระทำของจำเลยในส่วนนี้จึงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117 แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ม. 117
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นางพะเยาว์ บุญล้อ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายวีระ มหธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7876/2559
#605149
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อบริษัท ช. ได้ส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ทางไปรษณีย์ไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนของบริษัทก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่า 7 วัน โดยชอบแล้ว แม้บริษัท ช. จะลงพิมพ์โฆษณาคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ทางหนังสือพิมพ์ก่อนวันนัดประชุมน้อยกว่า 7 วัน ซึ่งไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1175 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวมุ่งประสงค์ให้มีการแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าว่าบริษัทจะได้จัดให้มีการประชุมใหญ่ในกิจการใด ที่ใด เมื่อใด เพื่อผู้ถือหุ้นจะได้มีโอกาสเตรียมตัวสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. ได้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นตามมาตรา 1174 วรรคสอง โดยได้ส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ทางไปรษณีย์แก่ผู้ถือหุ้นโดยชอบ เป็นที่เห็นได้ว่าผู้ถือหุ้นทุกคนทราบกำหนดวันนัดประชุมใหญ่แล้ว และผู้ร้องได้มอบฉันทะให้ตัวแทนผู้ร้องเดินทางไปร่วมประชุมใหญ่ด้วย ต้องตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดให้แจ้งนัดประชุมใหญ่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1175 แล้ว ย่อมถือได้ว่า การส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ของบริษัท ช. ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการประชุมใหญ่และมติที่ประชุมใหญ่ที่ขัดต่อกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท

ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง (ที่ถูก พิพากษา) เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2554 ของบริษัทเชียร์ ซีสเต็ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ที่ได้มีมติเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 ให้ผู้คัดค้านทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

ผู้คัดค้านทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้คัดค้านทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า บริษัทเชียร์ ซีสเต็ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด มีหุ้นทั้งหมด 200,000 หุ้น มีผู้ถือหุ้น 6 คน คือ ผู้ร้องถือหุ้นจำนวน 62,400 หุ้น นายภวิศ ถือหุ้นจำนวน 20,000 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 1 ถือหุ้นจำนวน 117,570 หุ้น นางสาวอัสรีย์ นางขจีและนางสาวปิยวดี ถือหุ้นคนละ 10 หุ้น เดิมผู้คัดค้านที่ 1 ถือหุ้นอยู่ 20,000 หุ้น วันที่ 29 กันยายน 2553 นายปัญญาโอนหุ้น 97,570 หุ้น ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ส่วนนายภวิศได้รับมรดกหุ้นของนายฮอน ข้อบังคับของบริษัท ข้อ 12. กำหนดว่า คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ทุกคราว ให้ลงพิมพ์โฆษณาอย่างน้อยสองคราวในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ฉบับหนึ่ง หรือส่งหนังสือนัดประชุมไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน วันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 บริษัทจัดส่งหนังสือบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังภูมิลำเนาของผู้ถือหุ้น ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 และนายภวิศได้รับหนังสือแล้ว แต่ส่งหนังสือให้แก่นางสาวอัสรีย์ นางขจีและนางสาวปิยวดีไม่ได้ วันที่ 22 และ 23 พฤศจิกายน 2554 บริษัทลงพิมพ์โฆษณาคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่โดยระบุสถานที่ วัน เวลา และสภาพแห่งกิจการที่จะได้ประชุมปรึกษาในหนังสือพิมพ์รายวันตรงจุด ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 3 ในฐานะผู้รับมอบฉันทะจากนายภวิศเข้าประชุมรวมกันรวมหุ้นได้เกินหนึ่งในสี่แห่งทุนของบริษัทแล้วลงมติแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นกรรมการแทนนายฮอนที่ถึงแก่กรรม แต่งตั้งนางสาวลี เป็นกรรมการแทนนายจักรพงษ์ ที่ลาออกจากกรรมการตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2554 และถอนนายวิลเลี่ยมออกจากการเป็นกรรมการแล้วแต่งตั้งผู้คัดค้านที่ 4 เป็นกรรมการแทน

คดีมีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องที่ต้องวินิจฉัยว่า การประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ของบริษัทเชียร์ ซีสเต็ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นไปโดยชอบหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า การบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1175 วรรคหนึ่ง และข้อบังคับของบริษัท ข้อ 12 เนื่องจากมีการลงโฆษณาคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ก่อนวันนัดประชุมน้อยกว่าเจ็ดวัน ทั้งในวันประชุมใหญ่มีการกีดกันมิให้ตัวแทนของผู้ร้องเข้าร่วมประชุมเพื่อโต้แย้งและคัดค้านการประชุม การประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2554 จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเชียร์ ซีสเต็ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ส่งหนังสือบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังภูมิลำเนาของผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 ก่อนวันนัดประชุมใหญ่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 และบริษัทลงพิมพ์โฆษณาคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ในหนังสือพิมพ์รายวันตรงจุดเมื่อวันที่ 22 และ 23 พฤศจิกายน 2554 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1175 วรรคหนึ่ง และข้อบังคับของบริษัท ข้อ 12 เพียงแต่บังคับให้ส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันเท่านั้น มิได้บังคับว่าต้องให้คำบอกกล่าวถึงผู้ถือหุ้นก่อนวันนัดประชุมใหญ่ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ฉะนั้น เมื่อบริษัทนัดประชุมใหญ่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 แล้วมีการส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ให้ผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 อันเป็นเวลาก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน โดยส่งไปยังที่อยู่ของผู้ถือหุ้นทุกคนตามที่ปรากฏอยู่ในทะเบียนผู้ถือหุ้นทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ถือได้ว่าเป็นอันได้ส่งถึงมือผู้รับในเวลาที่หนังสือบอกกล่าวควรไปถึงได้ตามทางการปกติแห่งไปรษณีย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1245 จึงเป็นการส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ทางไปรษณีย์แก่ผู้ถือหุ้นโดยชอบแล้ว แม้บริษัทจะลงพิมพ์โฆษณาคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ทางหนังสือพิมพ์รายวันตรงจุดเมื่อวันที่ 22 และ23 พฤศจิกายน 2554 ก่อนวันนัดประชุมน้อยกว่าเจ็ดวัน ไม่ชอบด้วยมาตรา 1175 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่บทบัญญัติมุ่งประสงค์ให้มีการแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้า ว่าบริษัทจะได้จัดให้มีการประชุมใหญ่ในกิจการใด ที่ใด เมื่อใด เพื่อผู้ถือหุ้นจะได้มีโอกาสเตรียมตัวสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทได้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นตามมาตรา 1174 วรรคสอง โดยได้ส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ทางไปรษณีย์แก่ผู้ถือหุ้นโดยชอบ เป็นที่เห็นได้ว่าผู้ถือหุ้นทุกคนทราบกำหนดวันนัดประชุมใหญ่แล้ว และนายชนาธิป ทนายความผู้ร้องก็เบิกความตอบคำถามค้านรับว่า ผู้ร้องซึ่งมีนายวิลเลี่ยม เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทได้แต่งตั้งนายจอห์น เป็นตัวแทนผู้ร้องเดินทางไปร่วมประชุมใหญ่ด้วย ต้องตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดให้แจ้งนัดประชุมใหญ่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1175 แล้ว ย่อมถือได้ว่า การส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ของบริษัทเชียร์ ซีสเต็ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทแล้ว ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า ในการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2554 วาระที่ 6 ได้มีการถอดถอนนายวิลเลี่ยม ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท เชื่อว่านายจอห์น ตัวแทนผู้ร้องโดนกีดกันไม่ให้เข้าประชุมนั้น ผู้ร้องมีเพียงนายชนาธิป ทนายความของผู้ร้องเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ เพียงปากเดียว โดยไม่ปรากฏว่าทนายความของผู้ร้องได้รู้เห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์โดยตรงและผู้ร้องก็ไม่ได้นำนายจอห์นมาเบิกความเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ของบริษัทเชียร์ ซีสเต็ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นไปโดยชอบ จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1175 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทซอเมอร์วิลล์ (สยาม) จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายฮอน แมน ลี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางณัฐมน กาญจนเลขา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เกษม เกษมปัญญา
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559
#606131
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีการหย่ากันโดยจดทะเบียนหย่าย่อมมีผลนับแต่จดทะเบียนและให้จัดการแบ่งทรัพย์สินตามที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหย่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1531 และ 1532 (ก) ซึ่งมาตรา 1532 (ก) มีจุดมุ่งหมายให้มีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่คู่หย่าจะแยกจากกัน หากมีการตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินแล้ว ถือว่าเป็นการตกลงแบ่งทรัพย์สินตามมาตราดังกล่าว เป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 ส่วนบทบัญญัติมาตรา 1533 ที่บัญญัติว่า เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน ก็ไม่ใช่บทบัญญัติเด็ดขาดโดยคู่หย่าสามารถตกลงให้แบ่งสินสมรสเป็นอย่างอื่นได้และในส่วนสินส่วนตัวก็ตกลงแบ่งกันอย่างใดก็ได้

เมื่อโจทก์จำเลยตกลงกันในขณะจดทะเบียนหย่าแล้วว่าให้จำเลยอุปการะเลี้ยงดูบุตร ให้บ้านและที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์จำเลย ให้โจทก์ออกจากบ้านดังกล่าว ให้รถยนต์ 2 คัน เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โดยจำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์รวม 3,500,000 บาท โดยโจทก์ไม่ต้องชำระหนี้อีก ก็ต้องเป็นไปตามนั้น และลงลายมือชื่อโดยมีพยาน 2 คน และนายทะเบียนลงลายมือชื่อไว้ด้วย แม้บันทึกข้อตกลงจะไม่มีข้อความ "ทรัพย์สินอื่นนอกจากนี้โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้อง" ก็ตาม แต่โจทก์เบิกความลอย ๆ ว่า ไม่มีการตกลงว่าจะไม่ขอแบ่งอีก โดยไม่มีพยานอื่นสนับสนุนคำเบิกความ จำเลยมีพยานบุคคลซึ่งเป็นคนกลางยืนยันถึงการเจรจาตามบันทึกข้อตกลง ทั้งจำเลยได้ดำเนินการตามข้อตกลงแก่โจทก์แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่หย่ากันแล้วจะไม่เจรจาเกี่ยวกับทรัพย์สินให้เสร็จสิ้น จึงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงแบ่งทรัพย์สินกันชัดเจน โดยโจทก์ตกลงเอาทรัพย์สินตามที่บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าเท่านั้น ส่วนทรัพย์สินอื่นตามฟ้องนอกจากที่ตกลง หากมีชื่อของโจทก์หรือจำเลยก็ให้ตกเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนหนี้สินให้จำเลยรับผิดชอบ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาและเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วย ต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามมาตรา 850 ผลของสัญญาย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งโจทก์และจำเลยได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้โจทก์และจำเลยได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นเป็นของตน ตามมาตรา 852 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินตามฟ้องอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3499 เลขที่ดิน 2823 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 45.1 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4631 เลขที่ดิน 27 ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 34 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุดเลขที่ 1595/150 ชั้น 32 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดเลอรัก คอนโดมิเนียม อาคารบี (สกายวอล์ค) ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2555 เนื้อที่ 51.77 ตารางเมตร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1412 ถึง 1415 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา จังหวัดกรุงเทพมหานคร รถยนต์หมายเลขทะเบียน ธบ 3663 กรุงเทพมหานคร และหมายเลขทะเบียน ฮก 5758 กรุงเทพมหานคร เงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสวนจตุจักร บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 257 - xxxxxx - x จำนวนเงิน 724,704.24 บาท เงินกองทุนรวมกสิกรไทยของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด ชื่อกองทุนเปิดเค ตลาดเงิน เลขที่บัญชี 061 - 5 - xxxxx - x จำนวนเงิน 5,422.64 บาท เงินกองทุนรวมกสิกรไทยของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด ชื่อกองทุนเปิดเค ตลาดเงิน เลขที่บัญชี 061 - 5 - xxxxx - x จำนวนเงิน 24,883,426.11 บาท เงินกองทุนรวมกสิกรไทยของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด ชื่อกองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ 6 เดือน เอเอ็น เลขที่บัญชี 061 - 5 - xxxxx - x จำนวนเงิน 21,328,230 บาท เงินกองทุนรวมกสิกรไทยของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด ชื่อกองทุนเปิดเค ตราสารรัฐระยะสั้น เลขที่บัญชี 769 - 5 - xxxxx - x จำนวนเงิน 5,433.33 บาท เงินกองทุนรวมทิสโก้ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด ชื่อกองทุน/ Fund Name "TISCO SHORT TERM GOVERNMENT BOND FUND" ประเภทกองทุน/Fund Category "MONEY MARKET FUND" จำนวนเงิน 12,070,497.98 บาท เงินกองทุนรวมไทยพาณิชย์ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด ชื่อกองทุน SCBSFF จำนวนเงิน 1,750,093.03 บาท ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งหุ้นที่จำเลยมีชื่อถือหุ้นในบริษัทแอ็ดว้านซ์ แทรคกิ้ง เซอร์วิสซ์ จำกัด จำนวน 90,000 หุ้น ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้จำเลยขายหุ้นนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 4,500,000 บาท ให้จำเลยแบ่งเงินปันผลที่จำเลยได้รับจากการแบ่งกำไรของบริษัทแอ็ดว้านซ์ แทรคกิ้ง เซอร์วิสซ์ จำกัด จำนวนเงิน 13,029,238.73 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยจะต้องแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่งทั้งสิ้น 47,570,808.04 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 47,570,808.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4631 เลขที่ดิน 27 ที่ดินระวาง 54384 - 71 ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 34 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตึกแถวสองชั้น เลขที่ 528/5 หมู่ที่ 5 ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสวนจตุจักร บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 257 - xxxxxx - x ซึ่งมีอยู่ ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2555 จำนวนเงิน 724,704.24 บาท เงินที่จำเลยขายกองทุนเปิดเค ตลาดเงิน ตราสารระยะสั้น เลขที่บัญชี 769 - 5 - xxxxx - x เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 จำนวนเงิน 5,433.33 บาท เงินที่จำเลยขายกองทุนเปิดเค ตลาดเงิน เลขที่บัญชี 061 - 5 - xxxxx - x เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 จำนวนเงิน 5,422.64 บาท และหุ้นของบริษัทแอ็ดว้านซ์ แทรคกิ้ง เซอร์วิสซ์ จำกัด ที่จำเลยถือไว้ จำนวน 90,000 หุ้น ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เคยจดทะเบียนสมรสกับนางสาววิรุณย์ เมื่อปี 2523 มีบุตรด้วยกัน 3 คน ต่อมาจดทะเบียนหย่าและอยู่กินเป็นสามีภริยากันโดยไม่จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน โจทก์เคยถูกศาลพิพากษาจำคุกฐานปลอมแปลงเอกสารและฉ้อโกงก่อนที่จะได้จำเลยเป็นภริยา โจทก์อายุมากกว่าจำเลย 21 ปี รู้จักกันเนื่องจากจำเลยไปพบนายสวัสดิ์ เพื่อให้ช่วยฝากงาน นายสวัสดิ์จึงให้โจทก์ซึ่งเป็นคนขับรถของนายสวัสดิ์พาจำเลยไปสมัครงาน โจทก์และจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากันประมาณปี 2535 หรือ 2536 แต่จดทะเบียนสมรสกันภายหลังเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2537 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือนางสาวนันท์นภัสร์ นางสาวพิมพ์ภัทราและนางสาวพัฒน์นรี เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2536 ก่อนจดทะเบียนสมรสโจทก์ดำเนินการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดชัยชวาลพัฒนา จำเลยช่วยโจทก์ดูแลและบริหารจัดการการเงินรายรับรายจ่ายโดยนางประนอม มารดาของจำเลยได้นำที่ดินจำนองเป็นประกันหนี้ของห้างฯ ที่มีต่อธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ด้วย ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2537 บันทึกขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 1 และที่ 2 กับสำเนาภาพถ่ายโฉนดที่ดินที่จำนอง ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีและเลิกห้างฯ โดยนางประนอมเป็นผู้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง นอกจากนี้โจทก์และจำเลยร่วมกันจดทะเบียนตั้งบริษัทนภาชัยการท่องเที่ยว - เดินทาง จำกัด บริษัทพี.เอ็น.อี.เฟรนด์ลี่ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด บริษัทซี.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด อนึ่ง เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2544 โจทก์ได้จดทะเบียนตั้งบริษัทเอจิลิตี้คอมมูนิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด วันที่ 30 กันยายน 2545 จำเลยจดทะเบียนตั้งบริษัทแอ็ดว้านซ์แทรคกิ้ง เซอร์วิสซ์ จำกัด ปัจจุบันจำเลยถือหุ้น 90,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาท โดยโจทก์ไม่มีหุ้นในบริษัทแอ็ดว้านซ์แทรคกิ้ง เซอร์วิสซ์ จำกัด เลย ประมาณปี 2555 โจทก์และจำเลยมีปัญหาโต้เถียงและทะเลาะกันเป็นประจำจนกระทั่งเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 จำเลยได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์ทำร้ายร่างกาย วันที่ 12 ธันวาคม 2555 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากัน และมีการตกลงท้ายทะเบียนการหย่าเกี่ยวกับทรัพย์สินและอำนาจปกครองบุตรทั้งสามที่เป็นผู้เยาว์ด้วย จำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินท้ายทะเบียนการหย่าเสร็จสิ้นแล้ว ทรัพย์สินตามที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งยกเว้นอาคารชุดเลขที่ 1595/150 และหน่วยลงทุนเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยทรัพย์สินมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ขณะจดทะเบียนหย่า โจทก์และจำเลยตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างสมรสกันทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว อันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการหย่ากันโดยจดทะเบียนหย่าย่อมมีผลนับแต่จดทะเบียนและให้จัดการแบ่งทรัพย์สินตามที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 และ 1532 (ก) ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 1532 (ก) มีจุดมุ่งหมายให้มีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่คู่หย่าจะแยกจากกันซึ่งหากมีการตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินแล้วถือว่าเป็นการตกลงแบ่งทรัพย์สินตามมาตรา 1532 อันเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 อย่างไรก็ตามถ้าไม่มีข้อตกลงในขณะจดทะเบียนหย่า ก็สามารถฟ้องเรียกร้องเอาในภายหลังได้โดยในส่วนสินสมรสนั้นเมื่อไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่นก็ให้ได้รับส่วนแบ่งเท่ากันตามมาตรา 1533 แต่บทบัญญัติมาตรา 1533 ก็ไม่ใช่บทบัญญัติเด็ดขาดโดยคู่หย่าสามารถตกลงให้แบ่งสินสมรสเป็นอย่างอื่นได้และในส่วนสินส่วนตัวก็อาจตกลงแบ่งกันอย่างใดก็ได้เช่นกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์และจำเลยตกลงกันในขณะจดทะเบียนหย่าแล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้น ซึ่งตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าข้อ 4 ระบุให้จำเลยอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม ข้อ 5 ระบุเรื่องทรัพย์สินและหนี้สิน ดังนี้ ข้อ 5.1 บ้านเลขที่ 31/41 หมู่บ้านฟ้าทอฝัน ถนนเลียบคลอง 7 (พันธุ์แฉล้มอุทิศ) ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พร้อมที่ดินประมาณ 88 ตารางวา ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายหญิง โดยฝ่ายหญิงยินยอมจ่ายเงินจำนวน 1,500,000 บาท ให้แก่ฝ่ายชายภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2555 ข้อ 5.2 ฝ่ายหญิงยินยอมจ่ายเงินจำนวน 2,000,000 บาท ให้แก่ฝ่ายชายภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2555 ข้อ 5.3 รถยนต์จำนวน 2 คัน หมายเลขทะเบียน ภข 7444 กรุงเทพมหานคร และหมายเลขทะเบียน ภล 8839 กรุงเทพมหานคร ฝ่ายหญิงยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายชาย ข้อ 5.4 ฝ่ายชายยินยอมออกจากบ้านเลขที่ 55/1 ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2555 โจทก์และจำเลยลงลายมือชื่อโดยมีพยาน 2 คน และนายทะเบียนลงลายมือชื่อไว้ด้วย แม้บันทึกข้อตกลงจะไม่มีข้อความว่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากนี้ (ทรัพย์สินตามฟ้อง) โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องก็ตาม แต่โจทก์คงมีตัวโจทก์เพียงปากเดียวเบิกความลอย ๆ ว่า ไม่มีการตกลงว่าโจทก์จะไม่ขอแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องโดยไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน คำเบิกความของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยมีตัวจำเลย นางสาวนันท์นภัสร์ และดาบตำรวจไพบูลย์ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันและสอดคล้องต้องกันว่า ก่อนไปจดทะเบียนหย่าและตกลงทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า ได้มีการเจรจากันที่สำนักงานที่ตั้งของบริษัทแอ็ดว้านซ์ แทรคกิ้ง เซอร์วิสซ์ จำกัด เรื่องหย่าและมีการเจรจาเกี่ยวกับทรัพย์สิน ครั้งแรกโจทก์จะเอาเงิน 25,000,000 บาท แต่จำเลยไม่มีเงินจ่าย ได้เจรจาต่อรองจนได้ข้อยุติตามข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า จึงพากันไปที่สำนักงานเขตจตุจักร ยกเว้นดาบตำรวจไพบูลย์แยกไปรับเสด็จก่อนแล้วตามไปที่สำนักงานเขตจตุจักรภายหลังและลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงด้วย เห็นว่า นางสาวนันท์นภัสร์เป็นบุตรสาวของโจทก์และจำเลยพักอาศัยอยู่ที่ตั้งสำนักงานบริษัทดังกล่าวแห่งเดียวกับโจทก์และจำเลยซึ่งมีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกันเป็นประจำ นับว่าเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความของนางสาวนันท์นภัสร์มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนดาบตำรวจไพบูลย์ก็ได้ความว่า มาที่สำนักงานบริษัทข้างต้นเนื่องจากมีพนักงานของบริษัทนั้นแจ้งไปให้ระงับเหตุ ดังนั้นการมาที่สำนักงานจึงมีเหตุที่จะมาและเป็นเหตุให้เห็นการเจรจา ดาบตำรวจไพบูลย์ไม่มีส่วนได้เสียนับว่าเป็นพยานคนกลางเช่นกัน คำเบิกความของดาบตำรวจไพบูลย์มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อฟังประกอบข้อเท็จจริงที่ว่า รถยนต์ตามบันทึกข้อตกลงคันหนึ่งเป็นของบริษัทฯ ส่วนอีกคันหนึ่งเป็นสินสมรส แต่จำเลยกลับดำเนินการโอนให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง และจำเลยยังชำระเงินให้แก่โจทก์อีกรวม 3,500,000 บาท โดยโอนเข้าบัญชีเงินฝากโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว กับต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์อีก 3 คน โดยโจทก์ไม่ต้องชำระหนี้สินเลย จึงไม่มีเหตุผลใดที่หย่ากันแล้วจะไม่เจรจาเกี่ยวกับทรัพย์สินให้เสร็จสิ้น พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยตกลงแบ่งสินสมรสกันชัดเจน โดยโจทก์ตกลงเอาทรัพย์สินตามที่บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าเท่านั้น ส่วนทรัพย์สินอื่นตามฟ้องนอกจากที่ตกลงหากมีชื่อของโจทก์หรือจำเลย ก็ให้ตกเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนหนี้สินให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1532 และเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามมาตรา 850 เมื่อโจทก์จำเลยลงลายมือชื่อไว้ย่อมฟ้องร้องให้บังคับกันได้ ตามมาตรา 851 (การฟ้องร้องตามกฎหมายหมายถึงการต่อสู้คดีด้วย) ผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นย่อมทำให้การเรียกร้อง ซึ่งโจทก์และจำเลยได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้โจทก์และจำเลยได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้น (คือบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า) เป็นของตน ตามมาตรา 852 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องเอาทรัพย์สินตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยดั่งนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 851 ม. 852 ม. 1531 ม. 1532 (ก) ม. 1533
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — นาง น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางมาริษษา ผดุงพจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยยศ วรนันท์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
พิศล พิรุณ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7810/2559
#608721
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517 มาตรา 21 บัญญัติว่า "ผู้อำนวยการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย คือ (1) บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือนและค่าจ้าง ตลอดจนลงโทษทางวินัยแก่พนักงานและลูกจ้าง ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดไว้..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจผู้อำนวยการจำเลยเป็นผู้ลงโทษทางวินัยแก่พนักงานและลูกจ้าง และการลงโทษทางวินัยต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดไว้ ซึ่งข้อบังคับของจำเลยเกี่ยวกับการลงโทษทางวินัย คือ ข้อบังคับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ฉบับที่ 1 ว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง ประกาศ ณ วันที่ 16 มีนาคม 2544 ตามข้อบังคับดังกล่าวกำหนดเรื่องการสอบสวนและการลงโทษไว้ในหมวด 9 ตั้งแต่ข้อ 59 ถึงข้อ 70 โดยข้อ 62 กำหนดเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและการเสนอรายงานการสอบสวนและความเห็นพร้อมสำนวนการสอบสวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยเร็วเท่านั้น ส่วนอำนาจในการสั่งลงโทษทางวินัยพนักงานหรือลูกจ้างโดยทั่วไปก็มิได้จำกัดอำนาจผู้อำนวยการจำเลยไว้ คงมีข้อบังคับข้อ 66 กำหนดว่าในกรณีที่ผู้อำนวยการจำเลยจะลงโทษทางวินัยพนักงานตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ที่ปรึกษา ผู้อำนวยการฝ่าย หรือตำแหน่งซึ่งเทียบเท่า ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน ผู้อำนวยการจำเลยจึงสั่งได้เท่านั้น อันแสดงว่าตามข้อบังคับให้อำนาจผู้อำนวยการใช้ดุลพินิจลงโทษทางวินัยพนักงานและลูกจ้างทั่วไปได้โดยลำพัง เว้นแต่กรณีเป็นพนักงานหรือลูกจ้างระดับสูงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อนตามข้อ 66 เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ใช่พนักงานที่ดำรงตำแหน่งตามที่กำหนดในข้อ 66 และข้อบังคับไม่ได้กำหนดถึงกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเสนอรายงานและความเห็นต่อผู้อำนวยการแล้วต่อมาผู้อำนวยการได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพิ่มเติมและมีการเสนอรายงานการสอบสวนโดยมีความเห็นในครั้งแรกกับครั้งหลังไม่ตรงกันดังเช่นกรณีของโจทก์ว่าให้ผู้อำนวยการดำเนินการอย่างไร การที่ อ. รักษาการแทนผู้อำนวยการจำเลยในขณะนั้นพิจารณาสำนวนการสอบสวนทั้งหมดแล้วเห็นว่าโจทก์ทุจริตและฝ่าฝืนระเบียบโดยเจตนาเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ลงโทษไล่ออกและลดโทษเป็นให้ออก โดยไม่ได้เสนอให้คณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรพิจารณาก่อนจึงชอบด้วย พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517 มาตรา 21 และข้อบังคับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ฉบับที่ 1 ว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง ประกาศ ณ วันที่ 16 มีนาคม 2544

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยยกเลิกคำสั่งจำเลยที่ 119/2550 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2550 และออกคำสั่งให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่ง และอัตราเงินเดือนเดิมก่อนถูกเลิกจ้างเลื่อนขั้นเงินเดือนตามปกติในแต่ละปี ให้สิทธิประโยชน์พร้อมสวัสดิการต่าง ๆ ที่พนักงานของจำเลยได้รับแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหาย 280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินเดือนละ 39,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะมีคำสั่งรับโจทก์กลับเข้าทำงานแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496 มีนายอนุชัย ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการจำเลย เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2520 จำเลยว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง โจทก์มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นนักบริหารงานการตลาด 6 ประจำสำนักงานองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 39,250 บาท ในปี 2547 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกลำไยในพื้นที่ภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากราคาลำไยตกต่ำ ด้วยการทำโครงการจัดการตลาดลำไยปี 2547 โดยมอบหมายให้จำเลยดำเนินการแทรกแซงรับซื้อลำไยสดจากเกษตรกรในราคานำตลาด แล้วนำมาแปรรูปเป็นลำไยอบแห้งโดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม 2547 ถึงเดือนกันยายน 2547 ในการดำเนินการตามโครงการจำเลยออก "ระเบียบองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ว่าด้วยการรับซื้อลำไยสด (ร่วง) เพื่อแปรรูปเป็นลำไยอบแห้งตามโครงการจัดการตลาดลำไย ปี 2547" และ "คู่มือวิธีปฏิบัติในการรับซื้อลำไย" กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนปฏิบัติในการรับซื้อลำไยจากเกษตรกรว่าเกษตรกรที่สามารถนำลำไยมาขายต้องมีหลักฐานการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในปี 2547 (แบบใบ ลย.1) ซึ่งออกโดยกรมส่งเสริมการเกษตร โดยต้องแสดงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมทำใบเสนอขายที่มีรายการแสดงจำนวนผลผลิตลำไยที่เกษตรกรประสงค์นำมาขาย เมื่อเกษตรกรส่งมอบลำไยแล้วจำเลยจะออกใบรับมอบและใบสำคัญจ่ายเงินค่าสินค้า (ใบ สพ.01) ที่มีรายละเอียดแสดงขนาด คุณภาพ และปริมาณลำไยที่เกษตรกรนำมาขาย และเป็นหลักฐานการรับมอบลำไยและการจ่ายเงินค่าลำไยให้แก่เกษตรกรจากนั้นหัวหน้าหน่วยรับซื้อลำไยสด (ร่วง) จะจ่ายค่าลำไยแก่เกษตรกรเป็นเช็คสั่งจ่ายขีดคร่อมในนามเกษตรกร เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 จำเลยแต่งตั้งให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วยรับซื้อลำไยสด (ร่วง) ประจำอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ และกำหนดจุดรับซื้อลำไยประจำอำเภอให้โจทก์รับผิดชอบ จำนวน 5 จุด คือ บริษัทแท่นทอง จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงใหม่สินเกษตร สหกรณ์ชาวสวนลำไยภาคเหนือ สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง และบริษัทพาราไดส์ฟรุตส์ อินดัสเตรียล จำกัด โดยกำหนดให้หน่วยรับซื้อบริษัทแท่นทอง จำกัด เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2547 ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2547 ในการรับซื้อลำไย ณ จุดรับซื้อบริษัทแท่นทอง จำกัด นอกจากมีโจทก์เป็นหัวหน้าหน่วยแล้ว ยังมีนางจินดา เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารใบ ลย.1 นางสาวกรรณิการ์ และนางสาวมยุรา ลูกจ้างชั่วคราวที่จำเลยว่าจ้างให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานประจำหน่วย นางสาวน้ำค้าง เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมตรวจสอบคุณภาพลำไยที่เกษตรกรนำมาขาย นอกจากนี้ยังมี นายศิริผู้จัดการ อตก. เขต 5 เป็นผู้ประสานงานในโครงการมีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการดำเนินการของโจทก์ ลำไยสดที่จำเลยรับซื้อจากเกษตรกร ณ จุดรับซื้อบริษัทแท่นทอง จำกัด จะถูกนำมาอบแห้ง โดยจำเลยทำสัญญาว่าจ้างบริษัทปอเฮงอินเตอร์เทรด จำกัด ให้อบแห้งและเก็บรักษาลำไยอบแห้งไว้ให้จำเลย และบริษัทปอเฮงอินเตอร์เทรด จำกัด ตั้งนางศศอร เจ้าของบริษัทแท่นทอง จำกัด ให้เป็นผู้ดำเนินการแทน ภายหลังปิดหน่วยรับซื้อลำไยบริษัทแท่นทอง จำกัด ในวันที่ 20 สิงหาคม 2547 นางศศอรร้องเรียนโจทก์ต่อนายศิริ ผู้จัดการ อตก. เขต 5 ซึ่งเป็นผู้ประสานงานในโครงการรับซื้อลำไยสดจากเกษตรกรว่าภายหลังปิดหน่วยรับซื้อลำไยบริษัทแท่นทอง จำกัด แล้ว โจทก์ไม่ยอมจ่ายเช็คค่าลำไยให้เกษตรกร 7 ราย นายศิริจึงให้โจทก์ชี้แจง โจทก์ชี้แจงว่าได้จ่ายเช็คให้เกษตรกรเรียบร้อยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2547 แล้ว แต่ยังไม่มีการส่งเช็คมาเรียกเก็บเงินจากธนาคาร โจทก์แจ้งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็ค แต่ธนาคารขอให้โจทก์แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจก่อน โจทก์จึงแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอสันป่าตองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2547 ต่อมาในวันที่ 23 กันยายน 2547 เกษตรกรแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอดอยหล่อว่าเช็คค่าลำไยสูญหาย โจทก์ทำบันทึกลงวันที่ 25 กันยายน 2547 ถึงผู้ประสานงานจังหวัดเชียงใหม่ แจ้งเรื่องเกษตรกร 6 ราย ทำเช็คสูญหาย และขออนุมัติออกเช็คฉบับใหม่ จำนวน 22 ฉบับ เป็นเงินรวม 742,225 บาท ผู้ประสานงานจังหวัดส่งเรื่องให้ผู้อำนวยการจำเลยพิจารณา แต่ผู้อำนวยการจำเลยสั่งให้กองตรวจสอบทรัพย์สินตรวจสอบหาข้อเท็จจริง กองตรวจสอบทรัพย์สินเห็นว่าการที่เช็คสูญหายมีความผิดปกติ เห็นควรระงับจ่ายเช็คให้เกษตรกรไว้ก่อนจนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นเช็คค่าลำไยของเกษตรกรที่แท้จริง มีการนำลำไยสดไปขายจริง และหน่วยรับซื้อบริษัทแท่นทอง จำกัด ได้ส่งมอบลำไยอบแห้งให้จำเลยครบถ้วนแล้ว ผู้อำนวยการจำเลยพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้น และให้ระงับการจ่ายเช็คไว้จนกว่าจะได้ผลการตรวจสอบ คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสอบปากคำเกษตรกรที่โจทก์อ้างว่าได้ทำเช็คหายแล้วมีเกษตรกร จำนวน 5 ราย ประกอบด้วยนายปัญจะ นายแก้ว นางศรีจันทร์ นายสมปอง และนางเรือน ให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่าไม่เคยนำลำไยมาขายให้จำเลยที่หน่วยรับซื้อลำไยบริษัทแท่นทอง จำกัด แต่ได้ขายใบ ลย.1 ให้นายหน้าในราคากิโลกรัมละ 50 สตางค์ โดยนายหน้าพาเกษตรกรทั้ง 5 ราย ไปเปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาหางดง และเก็บสมุดเงินฝาก บัตรเอทีเอ็ม ใบถอนเงินที่ให้เกษตรกรลงลายมือชื่อในช่องเจ้าของบัญชีและช่องใบมอบฉันทะไว้ไปและนายหน้าจัดให้เกษตรกรลงลายมือชื่อในเอกสารประกอบการขายอื่น ๆ ที่บ้านของนายหน้า โดยโจทก์เป็นผู้ชี้ให้เกษตรกรลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ จากนั้นได้มีการออกเช็คค่าลำไยและให้เกษตรกรลงลายมือชื่อหลังต้นขั้วเช็คแล้วนายหน้าและโจทก์ เอาเช็คไป ส่วนเกษตรกรรายนางอุไรวรรณ์ ให้ถ้อยคำว่ามอบให้บุตรชายดำเนินการขายลำไยให้กับจำเลยแทน คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสอบสวนแล้วมีความเห็นว่าเกษตรกรมิได้นำลำไยสดมาขายให้จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าลำไย การขอออกเช็คใหม่แก่เกษตรกรโดยอ้างเหตุเช็คสูญหายจึงไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง แต่เป็นเรื่องการไม่ปฏิบัติงานให้ถูกต้องตามระเบียบวิธีปฏิบัติในการรับซื้อลำไยสด (ร่วง) ปี 2547 ของหัวหน้าหน่วยรับซื้อและผู้ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นเสนอรายงานผลการสอบสวนให้ผู้อำนวยการจำเลยพิจารณา ผู้อำนวยการจำเลยพิจารณาแล้ว มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ประกอบด้วย นายสุรัตน์ เป็นประธาน นายสมพร และนายสวัสดิ์ เป็นกรรมการ คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้สอบสวนมาแล้วเห็นว่าการที่โจทก์นำเอกสารประกอบ การขายลำไยไปให้เกษตรกรลงลายมือชื่อที่บ้านของนายหน้าซึ่งอยู่นอกเขตรับซื้อ โดยโจทก์เป็นผู้ชี้ให้เกษตรกรลงลายมือชื่อ เป็นการกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนระเบียบองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ว่าด้วยการรับซื้อลำไยสด (ร่วง) เพื่อแปรรูปเป็นลำไยอบแห้งตามโครงการจัดการตลาดลำไยปี 2547 ข้อ 5 และข้อ 9 และเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรง อันเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงตามข้อบังคับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ฉบับที่ 1 ว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง ประกาศ ณ วันที่ 16 มีนาคม 2544 ข้อ 58 (4) (7) และข้อ 60 (4) (5) เห็นควรลงโทษไล่ออกตามรายงานการสอบสวนทางวินัย นายสมพรกรรมการสอบสวนทางวินัยไม่ยอมลงลายมือชื่อในรายงานการสอบสวน โดยมีความเห็นว่าควรสอบพยานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดใหม่ คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเสนอรายงานผลการสอบสวนให้ผู้อำนวยการจำเลยพิจารณา ภายหลังส่งรายงานการสอบสวนแล้ว คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยทำหนังสือถึงจำเลยเพื่อขอลาออกจากการเป็นกรรมการแต่ไม่ได้รับการอนุมัติ นายอนุชัยผู้อำนวยการจำเลยในขณะนั้นสั่งให้กองกฎหมายพิจารณากลั่นกรอง กองกฎหมายของจำเลยพิจารณาแล้วมีความเห็นว่าควรให้คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องใหม่ และให้พยานลงลายมือชื่อหรือให้พยานยืนยันข้อเท็จจริงความถูกต้องของถ้อยคำที่ให้ไว้ต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ผู้อำนวยการจำเลยจึงมีคำสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยดำเนินการตามที่กองกฎหมายเสนอมา ในระหว่างนั้นนายอนุชัย ผู้อำนวยการจำเลย ครบวาระการดำรงตำแหน่งเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2549 ทำให้ตำแหน่งผู้อำนวยการจำเลยว่างลง จำเลยแต่งตั้งให้นายโอวาท รองผู้อำนวยการจำเลย รักษาการแทนผู้อำนวยการจำเลย ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2549 นายโอวาทมีคำสั่งที่ 124/2549 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2549 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเพิ่มอีก 2 คน คือนางพรจันทร์ และนางจุฑานาถ คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยจึงมีหนังสือสอบถามไปยังพยานที่เคยให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่ายังยืนยันข้อเท็จจริงที่เคยให้ถ้อยคำไว้ต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงหรือไม่ พยานที่เป็นเกษตรกรทั้งห้ารายที่เคยให้ปากคำไว้ตอบกลับว่ายังยืนยันให้ข้อเท็จจริงตามเดิม ส่วนนางศศอรตอบกลับมาว่า ไม่ยืนยันคำให้การเดิมเนื่องจากเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว จึงจำความไม่ได้ คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเห็นว่าจำเลยยังไม่ได้รับความเสียหาย การกระทำของโจทก์จึงเป็นเพียงการทำผิดวินัยธรรมดา ไม่ใช่กรณีร้ายแรง เห็นควรให้ลงโทษลดขั้นเงินเดือนโจทก์ 2 ขั้น นายโอวาทสั่งการให้หัวหน้ากองกฎหมายกลั่นกรอง ซึ่งหัวหน้ากองกฎหมายทำความเห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นดุลพินิจของนายโอวาท ในวันที่ 30 เมษายน 2550 นายโอวาทมีคำสั่งให้นางสาวธัญลักษณ์ หัวหน้ากองทรัพยากรบุคคล ออกคำสั่งลงโทษทางวินัยตามที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเสนอมา ต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2550 นางสาวธัญลักษณ์ มีความเห็นว่าคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้ทำรายงานการสอบสวนไว้ 2 ครั้ง ครั้งแรกเห็นควรให้ลงโทษด้วยการไล่ออก แต่ในครั้งที่ 2 กลับเห็นควรลงโทษด้วยการลดขั้นเงินเดือนสองขั้น จึงเห็นควรให้พิจารณาเชื่อมโยงผลการสอบสวนทั้งสองครั้งเพื่อสรุปผลอีกครั้งหนึ่ง นายโอวาทจึงให้คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยทั้งห้าคนพิจารณาและยืนยันมาเพื่อให้ชัดเจน ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแจ้งยืนยันตามรายงานผลการสอบสวนที่เสนอมาในครั้งที่ 2 ที่ให้ลงโทษด้วยการลดขั้นเงินเดือนสองขั้น แต่นายโอวาทพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำทุจริต ไม่ซื่อสัตย์ต่อองค์กรและกระทำการฝ่าฝืนระเบียบโดยเจตนา จึงเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ให้ลงโทษไล่ออก แต่เนื่องจากโจทก์ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงให้ลดโทษเป็นลงโทษให้ออก ตามคำสั่งจำเลยที่ 119/2550 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2550 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อประธานกรรมการของจำเลย ประธานกรรมการของจำเลยพิจารณาแล้ว ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงต่อไปว่า เกษตรกรทั้งห้ารายไม่เคยนำลำไยมาขาย ณ หน่วยรับซื้อลำไยบริษัทแท่นทอง จำกัด แต่เกษตรกรทั้งห้ารายได้ขายใบ ลย.1 ให้แก่นางกัญญาหรือเล็ก นายหน้า ในราคากิโลกรัมละ 50 สตางค์ โดยนางกัญญาพาเกษตรกรทั้งห้ารายไปเปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาหางดง และเก็บสมุดเงินฝาก บัตรเอทีเอ็ม ใบถอนเงินที่ให้เกษตรกรลงชื่อในช่องเจ้าของบัญชีและช่องใบมอบฉันทะไว้ แล้วนางกัญญาจัดให้เกษตรกรทั้งห้าลงลายมือชื่อในเอกสารประกอบการขายลำไยที่บ้านของนางกัญญา โดยโจทก์เป็นผู้ชี้ให้เกษตรกรลงลายมือชื่อในเอกสาร จากนั้นโจทก์ออกเช็คระบุชื่อเกษตรกร โดยให้เกษตรกรลงลายมือชื่อรับเช็คไว้เป็นหลักฐานที่ด้านหลังต้นขั้วเช็คแล้ว เกษตรกรมอบเช็คและเอกสารประกอบการขายลำไยให้นางกัญญาและโจทก์ไป แล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของตนซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยรับซื้อลำไยสด (ร่วง) ประจำจุดบริษัทแท่นทอง จำกัด จัดให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ผู้ที่มีชื่อเป็นเกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปลูกลำไยปี 2547 ซื้อเอกสารใบ ลย.1 จากเกษตรกรเพื่อที่บุคคลภายนอกจะได้ใช้สิทธิในชื่อของเกษตรกรในการขายลำไยของตนเองให้จำเลย ณ หน่วยรับซื้อลำไยบริษัทแท่นทอง จำกัด อันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก การกระทำของโจทก์ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทุจริตในโครงการ จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ว่าด้วยการรับซื้อลำไยสด (ร่วง) เพื่อแปรรูปเป็นลำไยอบแห้งตามโครงการจัดการตลาดลำไยปี 2547 ข้อ 5 และข้อ 9 อันเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ตามข้อบังคับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ฉบับที่ 1 ว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง ประกาศ ณ วันที่ 16 มีนาคม 2544 ข้อ 58 (4) และข้อ 60 (4) (5)

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ผู้อำนวยการจำเลยมีอำนาจออกคำสั่งจำเลยที่ 119/2550 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2550 ลงโทษโจทก์ให้ออกจากงานได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า กรณีของโจทก์ตามข้อบังคับของจำเลยไม่ได้ให้ผู้อำนวยการจำเลยคนเดียวมีอำนาจเด็ดขาดที่จะพิจารณาสั่งลงโทษโจทก์ได้เองโดยลำพัง ผู้อำนวยการจำเลยต้องเสนอคณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เพื่อพิจารณาก่อน เห็นว่า พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517 มาตรา 21 บัญญัติว่า "ผู้อำนวยการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย คือ (1) บรรจุแต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือน และค่าจ้าง ตลอดจนลงโทษทางวินัยแก่พนักงานและลูกจ้าง ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดไว้..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจผู้อำนวยการจำเลยเป็นผู้ลงโทษทางวินัยแก่พนักงานและลูกจ้าง และการลงโทษทางวินัยต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดไว้ ซึ่งข้อบังคับของจำเลยเกี่ยวกับการลงโทษทางวินัยคือข้อบังคับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ฉบับที่ 1 ว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง ประกาศ ณ วันที่ 16 มีนาคม 2544 ตามข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวกำหนดเรื่องการสอบสวนและการลงโทษไว้ในหมวด 9 ตั้งแต่ข้อ 59 ถึงข้อ 70 โดยข้อ 62 กำหนดเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและการเสนอรายงานการสอบสวนและความเห็นพร้อมสำนวนการสอบสวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยเร็วเท่านั้น ส่วนอำนาจในการสั่งลงโทษทางวินัยพนักงานหรือลูกจ้างโดยทั่วไปก็มิได้จำกัดอำนาจผู้อำนวยการจำเลยไว้ คงมีข้อบังคับข้อ 66 กำหนดว่า ในกรณีที่ผู้อำนวยการจำเลยจะลงโทษทางวินัยพนักงานตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ที่ปรึกษา ผู้อำนวยการฝ่าย หรือตำแหน่งซึ่งเทียบเท่า ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน ผู้อำนวยการจำเลยจึงสั่งได้เท่านั้น อันแสดงว่าตามข้อบังคับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ฉบับที่ 1 ว่าด้วยพนักงานและลูกจ้างให้อำนาจผู้อำนวยการใช้ดุลพินิจลงโทษทางวินัยพนักงานและลูกจ้างทั่วไปได้โดยลำพัง เว้นแต่กรณีเป็นพนักงานหรือลูกจ้างระดับสูงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อนตามข้อ 66 เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ใช่พนักงานที่ดำรงตำแหน่งตามที่กำหนดในข้อ 66 และข้อบังคับของจำเลยไม่ได้กำหนดถึงกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเสนอรายงานและความเห็นต่อผู้อำนวยการแล้วต่อมาผู้อำนวยการได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพิ่มเติมและมีการเสนอรายงานการสอบสวนโดยมีความเห็นในครั้งแรกกับครั้งหลังไม่ตรงกันดังเช่นกรณีของโจทก์ว่าให้ผู้อำนวยการดำเนินการอย่างไร การที่นายโอวาท รักษาการแทนผู้อำนวยการจำเลยในขณะนั้นพิจารณาสำนวนการสอบสวนทั้งหมดแล้วเห็นว่าโจทก์ทุจริต และฝ่าฝืนระเบียบโดยเจตนาเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ลงโทษไล่ออกและลดโทษเป็นให้ออก โดยไม่ได้เสนอให้คณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรพิจารณาก่อนจึงชอบด้วยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517 มาตรา 21 และข้อบังคับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ฉบับที่ 1 ว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง ประกาศ ณ วันที่ 16 มีนาคม 2544 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร พ.ศ.2517 ม. 21
ข้อบังคับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ฉบับที่ 1 ว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง ประกาศ ณ วันที่ 16 มีนาคม 2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนทรี เกิดจำรูญ
จำเลย — องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7807/2559
#604328
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้เสียหายผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 5 (2) และ 44/1 ซึ่งถือเป็นคำฟ้องในคดีส่วนแพ่ง แต่ศาลพิพากษายกคำร้องโดยวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่พนักงานอัยการโจทก์บรรยายฟ้องคดีส่วนอาญาว่า ผู้ตายมีส่วนกระทำความผิดขับรถโดยประมาทด้วย ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์เป็นมารดาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ซึ่งเป็นการวินิจฉัยเรื่องอำนาจในการจัดการแทนผู้ตายของโจทก์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยศาลยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีตามประเด็นที่โจทก์ยกขึ้นอ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีส่วนแพ่ง จำเลยที่ 2 ไม่ได้ถูกฟ้องในคดีก่อน จึงไม่ได้เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ จึงไม่ใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทน 288,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 ธันวาคม 2557) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1384/2557 ของศาลชั้นต้น หรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้เสียหายผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4), 5 (2) และ 44/1 ซึ่ง ถือเป็นคำฟ้องในคดีส่วนแพ่ง แต่ศาลพิพากษายกคำร้องโดยวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงที่พนักงานอัยการโจทก์บรรยายฟ้องคดีส่วนอาญาว่า ผู้ตายมีส่วนกระทำความผิดขับรถโดยประมาทด้วย ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์เป็นมารดาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ซึ่งเป็นการวินิจฉัยเรื่องอำนาจในการจัดการแทนผู้ตายของโจทก์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยศาลยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีตามประเด็นที่โจทก์ยกขึ้นอ้างอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีส่วนแพ่ง สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ถูกฟ้องในคดีก่อน จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้จึงไม่ใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาโดยคำนวณดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นหลังจากวันฟ้องรวมเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาด้วยนั้นไม่ถูกต้อง เพราะทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาต้องถือตามจำนวนทุนทรัพย์ ที่คำนวณถึงวันฟ้องเท่านั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงมีเพียง 190,000 บาท จำเลยทั้งสองต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 3,800 บาท จำเลยทั้งสองเสียเกินมา 689 บาท จึงต้องคืนให้แก่จำเลยทั้งสอง

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 689 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกนั้นให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 44/1
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรพรรณ โคสิงห์
จำเลย — สิบเอกณัฐดนัย บัวโค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายสังกาส เนาวรัตนพันธ์ หาธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7804/2559
#604936
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 193/27 และมาตรา 745 ได้บัญญัติให้ผู้รับจำนองมีสิทธิในการบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง แม้สิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความก็ตาม แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกิน 5 ปี ขึ้นไปไม่ได้ และมาตรา 193/33 บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยค้างชำระมีกำหนดอายุความ 5 ปี ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าดอกเบี้ยจำนวนที่โจทก์นำไปวางพร้อมเงินต้นที่สำนักงานวางทรัพย์ เป็นดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองที่ค้างชำระเป็นระยะเวลา 5 ปี เท่ากับสิทธิเรียกร้องของผู้รับจำนองที่มีอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยผู้รับโอนสิทธิจำนองซึ่งมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้รับจำนอง จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยในส่วนเกินกำหนดเวลาดังกล่าวนี้หาได้ไม่ และโจทก์ในฐานะลูกหนี้ย่อมหลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าวตามมาตรา 331

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 16257, 16258 และ 16259 พร้อมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16257, 16258 และ 16259 ตำบลหมอนนาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2526 นายสันติกู้ยืมเงินจากนางสาววิมลรัตน์ 250,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16257, 16258 และ 16259 ตำบลหมอนนาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 29 สิงหาคม 2536 นายสันติถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นวันที่ 23 มกราคม 2550 นางสาววิมลรัตน์ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นนางสาวชนิดาภาได้จดทะเบียนโอนสิทธิการรับจำนองที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่นายอาภากร และวันที่ 30 ตุลาคม 2555 นายอาภากรจดทะเบียนโอนสิทธิการรับจำนองที่ดินทั้งหมดให้แก่จำเลย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสันติประสงค์จะชำระหนี้กู้ยืม 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี คิดเป็นเงิน 187,500 บาท ให้แก่จำเลยจึงได้มีหนังสือแจ้งจำเลยให้ไปรับชำระหนี้ดังกล่าว และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาพนัสนิคม ในวันที่ 7 มีนาคม 2557 จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ไปตามนัด ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2557 โจทก์จึงนำเงิน 437,500 บาท ไปวางต่อเจ้าพนักงานวางทรัพย์ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี เพื่อชำระหนี้แก่จำเลย โดยโจทก์และเจ้าพนักงานวางทรัพย์ได้มีหนังสือแจ้งการวางทรัพย์ให้จำเลยทราบแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระแก่จำเลยเกินกว่าจำนวนดอกเบี้ยที่โจทก์ได้นำไปวางต่อเจ้าพนักงานวางทรัพย์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระโดยนำไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ให้แก่จำเลยในฐานะผู้รับโอนสิทธิจำนองนั้นเป็นการชำระให้จำเลยเพียง 5 ปี นับแต่วันทำสัญญาจำนอง ส่วนดอกเบี้ยที่ค้างชำระนับจากวันที่โจทก์นำไปวางให้แก่จำเลยที่สำนักงานวางทรัพย์ย้อนหลังขึ้นไป 5 ปี โจทก์ยังมิได้ชำระให้แก่จำเลยแต่อย่างใด และการชำระดอกเบี้ยของโจทก์ในกรณีดังกล่าวเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจในสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความไม่สามารถเรียกคืนได้ โจทก์ยังคงมีภาระหนี้ค่าดอกเบี้ยที่ต้องชำระแก่จำเลยอีกต่อไป เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และมาตรา 745 ได้บัญญัติให้ผู้รับจำนองมีสิทธิในการบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง แม้สิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความก็ตามแต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกิน 5 ปี ขึ้นไปไม่ได้ และมาตรา 193/33 บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยค้างชำระมีกำหนดอายุความ 5 ปี ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าดอกเบี้ยจำนวนที่โจทก์นำไปวางพร้อมเงินต้น เป็นดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองที่ค้างชำระเป็นระยะเวลา 5 ปี เท่ากับสิทธิเรียกร้องของผู้รับจำนองที่มีอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยผู้รับโอนสิทธิจำนองซึ่งมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้รับจำนอง จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยในส่วนเกินกำหนดเวลาดังกล่าวนี้หาได้ไม่ และเมื่อโจทก์ได้วางทรัพย์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยอันเป็นวัตถุแห่งหนี้เพื่อประโยชน์แก่จำเลยครบถ้วนตามสิทธิเรียกร้องของจำเลยแล้ว โจทก์ในฐานะที่เป็นลูกหนี้ย่อมจะเป็นอันหลุดพ้นจากหนี้ดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 331 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ 5,000 บาทค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาอย่างอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 193/33 ม. 331 ม. 745
ชื่อคู่ความ
นางเทียม ผสมทรัพย์ ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายสันติ ผสมทรัพย์
จำเลย — นายอาทิตย์ นัยวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวอลิสา ธีระนนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเกรียงศักดิ์ คงผล
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7767/2559
#605395
เปิดฉบับเต็ม

การประสบอันตรายในคดีนี้เป็นเหตุให้ ส. ได้รับบาดเจ็บกระดูกแขนซ้ายแตกหัก กล้ามเนื้อแขนซ้ายชอกช้ำ กระดูกสันหลังระดับทรวงอกปล้องที่ 12 และระดับเอวปล้องที่ 1 หักยุบ แพทย์ทำการรักษาโดยการผ่าตัดดามกระดูกแขนซ้ายด้วยโลหะและใส่เฝือกพยุงหลัง ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่ระยะหนึ่ง แพทย์รักษาทางยาและทำกายภาพบำบัด ต่อมาแพทย์ทำการผ่าตัดเพื่อนำเอาเหล็กที่ดามไว้ที่แขนซ้ายออก ดังนี้ แม้การประสบอันตรายของ ส. จะได้รับการผ่าตัดเพื่อดามและถอดเหล็กดามที่กระดูกแขนซ้ายเพียงแห่งเดียวก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ ส. ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขซึ่งอยู่ในเกณฑ์จ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มอีกไม่เกินหกหมื่นห้าพันบาทสำหรับการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยที่มีลักษณะตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 3 (2) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 251/2554 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2554 ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน และให้จำเลยชำระค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกินจาก 45,000 บาท อีกจำนวน 33,421 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ที่ 251/2554 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2554 และให้จำเลยชำระเงินค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกินจาก 45,000 บาท อีกจำนวน 33,421 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายเบียร์ สุรา โซดา และน้ำดื่ม ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย สังกัดกระทรวงแรงงานมีอำนาจหน้าที่ชี้ขาดและออกคำสั่งเกี่ยวกับพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2553 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา นายเสรี ลูกจ้างของโจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานขาย ขับรถยนต์นำสินค้าไปส่งให้ลูกค้าของโจทก์ ขณะขับรถกลับข้ามทางรถไฟได้เฉี่ยวชนกับขบวนรถไฟ บริเวณหมู่ที่ 1 ตำบลป่าชิง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเหตุให้นายเสรีได้รับบาดเจ็บถูกส่งตัวไปรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาลจะนะแล้วแพทย์ส่งตัวนายเสรีไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสงขลา ผลการตรวจพบว่ากระดูกแขนซ้ายแตกหัก กล้ามเนื้อแขนซ้ายชอกช้ำ กระดูกสันหลังระดับทรวงอกปล้องที่ 12 และระดับเอวปล้องที่ 1 หักยุบ แพทย์ทำการรักษาโดยการผ่าตัดดามกระดูกแขนซ้ายด้วยโลหะ และใส่เฝือกพยุงหลัง นายเสรีต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสงขลาตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2553ถึงวันที่ 3 กันยายน 2553 รวม 9 วัน แล้วย้ายไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 3 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2553 รวม 7 วัน แพทย์รักษาทางยาและทำกายภาพบำบัด ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2553 นายเสรีเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลหาดใหญ่เพื่อนำเอาเหล็กที่ดามไว้ที่แขนข้างซ้ายออก ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลหาดใหญ่จนถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2553 เสียค่ารักษาพยาบาลรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 78,421 บาทโรงพยาบาลหาดใหญ่แจ้งนายเสรีว่ามีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิประกันสังคมได้เป็นเงินเพียง 45,000 บาท เท่านั้น โจทก์ในฐานะนายจ้างจึงออกเงินค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินเป็นเงิน 33,421 บาท แทนนายเสรีไป ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2553 โจทก์ยื่นคำขอรับเงินค่ารักษาพยาบาลส่วนเกิน 45,000 บาท ต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสงขลาซึ่งแจ้งผลการวินิจฉัยตามมติคณะอนุกรรมการการแพทย์หน่วยที่ 2 ในการประชุมครั้งที่ 8/2554 วันที่ 27 เมษายน 2554 ว่า การประสบอันตรายของนายเสรีมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 45,000 บาท เนื่องจากการบาดเจ็บไม่เข้าข่ายกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 3โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2554 สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสงขลาแจ้งคำวินิจฉัยคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 251/2554 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2554 ให้โจทก์ทราบว่า นายเสรีได้รับบาดเจ็บที่กระดูกมากกว่าหนึ่งแห่งแต่ได้รับการผ่าตัดดามกระดูกแขนซ้ายเพียงแห่งเดียวกรณีไม่ใช่การบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 3 (2) และในกรณีนี้แม้เป็นการบาดเจ็บกระดูกสันหลังหักยุบแต่ยังคงมีความมั่นคง (STABLE) และไม่มีอาการทางระบบประสาท แพทย์จึงใส่เฝือกดามหลัง จึงไม่ใช่กรณีการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกสันหลัง ไขสันหลัง หรือรากประสาทตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 3 (4) การประสบอันตรายของนายเสรีมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 45,000 บาท ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงมาฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ที่ 251/2554 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2554 ศาลแรงงานภาค 9 วินิจฉัยว่า จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่านายเสรีเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงขลาตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2553 เรื่อยมาแล้วเข้ารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ถึงวันที่ 10 กันยายน 2553 แล้วเข้ารักษาตัวต่อเนื่องที่โรงพยาบาลหาดใหญ่อีก 2 ครั้ง คือวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 และวันที่ 6 ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2553 เป็นการเข้ารับการรักษาโดยมีค่ารักษาพยาบาลเป็นค่ายามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 วัน ต้องด้วยประกาศกระทรวงแรงงานเรื่องการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอย่างอื่นซึ่งรุนแรงหรือเรื้อรัง พ.ศ.2553 ข้อ 4 (4) ย่อมถือว่านายเสรีได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกสันหลังตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 3 (4) กับวินิจฉัยว่า ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 3 กำหนดว่า การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของลูกจ้างในลักษณะดังต่อไปนี้ (2) บาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขนั้น ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องเป็นการผ่าตัดแก้ไขของกระดูกที่ได้รับบาดเจ็บทุกแห่งไป กรณีนายเสรีประสบอันตรายบาดเจ็บของกระดูกหลายแห่ง แม้แพทย์จะทำการรักษาโดยการผ่าตัดดามกระดูกแขนซ้ายเพียงอย่างเดียว ส่วนกระดูกสันหลังได้รับการรักษาโดยการใส่เฝือกก็ตาม ก็ต้องถือเป็นการได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและได้รับการผ่าตัดแก้ไข ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 3 (2) แล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประสบอันตรายของนายเสรี ลูกจ้าง เป็นกรณีบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551ข้อ 3 (2) หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานภาค 9 รับฟังมาว่า การประสบอันตรายในคดีนี้เป็นเหตุให้นายเสรีได้รับบาดเจ็บกระดูกแขนซ้ายแตกหัก กล้ามเนื้อแขนซ้ายชอกช้ำกระดูกสันหลังระดับทรวงอกปล้องที่ 12 และระดับเอวปล้องที่ 1 หักยุบ แพทย์ทำการรักษาโดยการผ่าตัดดามกระดูกแขนซ้ายด้วยโลหะและใส่เฝือกพยุงหลัง ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่ระยะหนึ่ง แพทย์รักษาทางยาและทำกายภาพบำบัด ต่อมาแพทย์ทำการผ่าตัดเพื่อนำเอาเหล็กที่ดามไว้ที่แขนซ้ายออก ดังนี้ แม้การประสบอันตรายดังกล่าวของนายเสรีจะได้รับการผ่าตัดเพื่อดามและถอดเหล็กดามที่กระดูกแขนซ้ายเพียงแห่งเดียวก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีที่นายเสรีได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขซึ่งอยู่ในเกณฑ์จ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มอีกไม่เกินหกหมื่นห้าพันบาทสำหรับการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยที่มีลักษณะตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 3 (2) แล้ว ที่ศาลแรงงานภาค 9 วินิจฉัยมาในประเด็นดังกล่าวจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ประการอื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 13 วรรคหนึ่ง
กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำนคร จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 9 — นายพรสักก์ พิทักษ์ธรรม
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7666/2559
#606724
เปิดฉบับเต็ม

การแสดงเจตนาเข้าทำสัญญาประกันชีวิตของโจทก์เกิดจากการสำคัญผิดในจำนวนปีที่ต้องชำระเบี้ยประกันภัย และการสำคัญผิดเกิดจากจำเลยที่ 1 ตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับเงื่อนไขของกรมธรรม์ ซึ่งจำนวนปีที่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาประกันภัย สัญญาประกันชีวิตระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง เมื่อสัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆะ จึงไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา จำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจนำเงื่อนไขทั่วไปแห่งกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ว่าโจทก์จะต้องใช้สิทธิยกเลิกกรมธรรม์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์ มาใช้บังคับได้ กรณีต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 14,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ชักชวนให้ลูกค้าทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 โดยตัวแทนจะได้รับค่าตอบแทนเป็นค่านายหน้าหลังจากที่จำเลยที่ 2 ได้ออกกรมธรรม์แก่ลูกค้าแล้ว โจทก์รู้จักกับจำเลยที่ 1 และโจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 รวม 14 ฉบับ ฉบับแรกวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2547 ฉบับที่ 14 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2550 โดยเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2550 จำเลยที่ 1 เสนอขายประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 แก่โจทก์ โจทก์ตกลงทำสัญญาด้วย โจทก์ลงลายมือชื่อในคำขอเอาประกันชีวิตท้ายกรมธรรม์ พร้อมชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัย 180,000 บาท จำเลยที่ 1 นำส่งคำขอเอาประกันชีวิตและเงินค่าเบี้ยประกันภัยแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้ว อนุมัติกรมธรรม์ประกันชีวิตแก่โจทก์เลขที่ T131226355 ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน 2550 ประเภท สะสมทรัพย์ 20 ปี ตรีคูณ (มีเงินปันผล) จำนวนเงินเอาประกันภัยหรือผลประโยชน์ 1,450,000 บาท เบี้ยประกันภัย 180,003 บาท โดยกรมธรรม์ดังกล่าวระบุว่า ผู้เอาประกันภัยต้องชำระเบี้ยประกันภัย 20 ปี จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยส่วนที่เกิน 180,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ฉบับดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 ตามกรมธรรม์ประกันชีวิต โดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรมเป็นโมฆะหรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ทราบจากจำเลยที่ 1 และตามคำขอเอาประกันชีวิตท้ายกรมธรรม์แล้วว่า สัญญาประกันชีวิตดังกล่าวเป็นแบบสะสมทรัพย์ ประเภท 20 ปี มีเงินปันผล ซึ่งโจทก์ต้องชำระเบี้ยประกันภัยทั้งสิ้น 20 ปี จำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งแก่โจทก์ว่า ชำระเบี้ยประกันภัยเพียง 7 ปี การทำสัญญาประกันชีวิตจึงตรงตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ และมีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ทักท้วงหรือส่งคืนกรมธรรม์ภายใน 15 วัน ตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันชีวิต จึงไม่อาจยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิตได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์นั้น โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ปกติเมื่อจำเลยที่ 1 มาเสนอขายประกัน โจทก์จะถามถึงระยะเวลาที่ต้องส่งเบี้ยประกันภัยทั้งสิ้น และเป็นเงินจำนวนเท่าใด หากโจทก์สนใจ จำเลยที่ 1 จะนำรายละเอียดเอกสารมาอธิบายเพิ่มเติม สำหรับสัญญาประกันชีวิต จำเลยที่ 1 มาเสนอขายประกันชีวิตแก่โจทก์แจ้งว่าเป็นการสะสมทรัพย์ 20 ปี โจทก์เข้าใจว่า หากทำสัญญาประกันชีวิตดังกล่าวจะได้เงินคืนภายหลังจากพ้น 20 ปี จำเลยที่ 1 นำเอกสารมาให้ดู พร้อมกับอธิบายว่าการส่งเงินนั้นส่งเพียง 7 ปี และขีดเส้นใต้ไว้ใต้เลข 7 ส่วนด้านล่างที่เขียนด้วยลายมือ จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนและอธิบายว่าส่งเบี้ยประกันภัยปีละ 176,407 บาท รวม 7 ปี เป็นเงิน 1,234,849 บาท โดยโจทก์จะได้รับเงินคืน 4,260,000 บาท เมื่อหักต้นเงินแล้ว โจทก์จะได้รับผลประโยชน์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,025,151 บาท หลังจากอธิบายเสร็จ จำเลยที่ 1 ก็วงกลมซ้ำที่เลข 7 เพื่อเน้นว่าส่งเบี้ยประกันภัยเพียง 7 ปี เท่านั้น หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 ว่าประสงค์จะซื้อกรมธรรม์ตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ พร้อมกับชำระค่าเบี้ยประกันภัย 180,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 นำกรมธรรม์มาส่งมอบให้โจทก์ โจทก์ตรวจสอบแล้วปรากฏว่ากรมธรรม์มีรายละเอียดไม่ตรงกับเงื่อนไขที่จำเลยที่ 1 เสนอขายโจทก์โดยเฉพาะที่ระบุว่า จะต้องชำระเบี้ยประกันภัย 20 ปี โจทก์ทักท้วงจำเลยที่ 1 ว่าไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 พูดว่าให้รับไปก่อน แล้วจะแก้ไขให้ทีหลังโดยจะทำใบปะหน้าเพิ่มเติมเงื่อนไขในกรมธรรม์ว่าส่ง 7 ปี คุ้มครอง 20 ปี จากนั้นโจทก์ทวงถามจำเลยที่ 1 ให้แก้ไขกรมธรรม์ให้ถูกต้องมาโดยตลอด เพราะจำเลยที่ 1 จะต้องมาเก็บค่าเบี้ยประกันภัยฉบับอื่น ๆ เป็นประจำทุกเดือน ทุกครั้งจำเลยที่ 1 จะแจ้งว่ากำลังให้เสมียนดำเนินการอยู่ และโจทก์เคยทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการแก้ไขกรมธรรม์กับจำเลยที่ 2 ระบุเงื่อนไขไว้ด้วยว่า หากแก้ไขไม่ได้ก็ขอให้ดำเนินการยกเลิกกรมธรรม์ฉบับดังกล่าวเสีย จนกระทั่งถึงกำหนดเวลาส่งเบี้ยประกันภัยปีที่ 2 ในวันที่ 29 มิถุนายน 2551 ซึ่งจำเลยที่ 2 ผ่อนผันให้ชำระได้จนถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 โจทก์เรียกจำเลยที่ 1 มาพบในวันที่ 26 กรกฎาคม 2551 และให้จำเลยที่ 1 เขียนหนังสือรับรองว่าจะดำเนินการแก้ไขให้ตรงตามความต้องการของโจทก์ หากแก้ไขให้ไม่ได้ จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดทุกประการ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ดำเนินการตามที่ตกลงกัน จนวันที่ 16 ธันวาคม 2551 โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากช่อง และร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย นครราชสีมา และขอความเป็นธรรมไปยังจำเลยที่ 2 วันที่ 24 มีนาคม 2552 จำเลยที่ 1 มาพบโจทก์แจ้งว่าจะยอมรับผิด โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไปที่สถานีตำรวจภูธรปากช่องพร้อมลงบันทึกรายงานประจำวันไว้ว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับจะชดใช้เงิน 149,000 บาท แก่โจทก์ โดยจะนำเงินมาชำระในวันที่ 31 มีนาคม 2552 แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำเงินมาชำระ ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่า สัญญาประกันชีวิตตามกรมธรรม์ทำขึ้นตรงตามวัตถุประสงค์ของโจทก์แล้ว โดยจำเลยที่ 1 ยืนยันว่าได้เสนอขายกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 20 ปี มีเงินปันผลตรงตามเงื่อนไขกรมธรรม์ และโจทก์ได้รับกรมธรรม์แล้วไม่ได้ทักท้วงหรือยกเลิกกรมธรรม์ภายใน 15 วัน โจทก์จึงไม่อาจยกเลิกกรมธรรม์ได้ เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า โจทก์แสดงเจตนาทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 ตามกรมธรรม์ ก็เนื่องจากจำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่ากรมธรรม์ดังกล่าวกำหนดให้ชำระเบี้ยประกันภัยเพียง 7 ปี ซึ่งหากโจทก์ชำระเบี้ยประกันภัยปีละ 176,407 บาท รวมเป็นเงิน 1,234,849 บาท โจทก์จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนทั้งสัญญาเป็นเงิน 4,260,000 บาท โจทก์เชื่อในรายละเอียดตามเอกสารที่จำเลยที่ 1 นำเสนอ จึงตกลงทำสัญญาประกันชีวิตฉบับดังกล่าว แต่ความจริงแล้วกรมธรรม์ดังกล่าวกำหนดให้ต้องชำระเบี้ยประกันภัยทั้งสิ้น 20 ปี จึงไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ ในข้อนี้จำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่า เป็นผู้จัดทำเอกสารไปนำเสนอแก่โจทก์ และตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า โจทก์เคยเรียกจำเลยที่ 1 ไปพบและสอบถามเรื่องกรมธรรม์ออกมาไม่ถูกต้องกับที่เสนอขาย จำเลยที่ 1 ยอมรับว่า กรมธรรม์ที่เสนอขายให้ไม่ถูกต้องจริง โจทก์จึงมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปยกเลิกกรมธรรม์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ แม้จำเลยที่ 1 จะเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามติงในข้อนี้ว่า ที่จริงแล้วจำเลยที่ 1 เสนอขายกรมธรรม์ถูกต้อง แต่ได้อธิบายเพิ่มเติมกรณีที่โจทก์สอบถามเรื่องการชำระค่าเบี้ยประกันภัยไม่ครบ 20 ปี จึงอธิบายว่าหากชำระไม่ครบโดยชำระเพียง 7 ปี จะได้รับเงินเท่าใดนั้น นอกจากจะไม่ปรากฏถึงเหตุผลที่จะต้องยกตัวอย่างจำนวนปีที่ผ่อนชำระดังกล่าวให้รับฟังได้แล้ว ยังปรากฏอีกว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยมาตกลงทำความเข้าใจเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันชีวิตหลายครั้งด้วยเหตุผลว่าไม่ตรงตามแบบที่เสนอ แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยที่ 1 จึงทำหนังสือยอมรับผิด ซึ่งตามเอกสารดังกล่าว ระบุถึงแบบกรมธรรม์ที่มาพูดคุยตกลงกันเป็นแบบ 20TE สอดคล้องกับแบบประกันชีวิตที่ระบุไว้ว่า 20TE PAR (B) จึงน่าเชื่อได้ว่า เป็นการตกลงกันในเรื่องแบบของกรมธรรม์ ที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามติงดังกล่าวจึงเป็นการขัดแย้งกับเอกสาร นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านอีกว่า จากกรณีดังกล่าวจำเลยที่ 1 เคยลงบันทึกรายงานประจำวันไว้โดยยอมรับผิดชำระเงิน 149,000 บาท แก่โจทก์ด้วย อันเป็นการสอดคล้องและเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ทำให้คำเบิกความของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ทั้งหากจำเลยที่ 1 นำเสนอเงื่อนไขการชำระเบี้ยประกันภัยถูกต้องดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะต้องยอมรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ตามที่ลงบันทึกรายงานประจำวันไว้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำเอกสารนำไปเสนอแก่โจทก์และแจ้งแก่โจทก์ว่า การทำสัญญาประกันชีวิตดังกล่าวชำระเบี้ยประกันภัยเพียง 7 ปี ก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 นำเสนอ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเอกสารแล้ว จะเห็นว่า จำเลยที่ 1 นำเสนอแก่โจทก์ว่า หากโจทก์ชำระเบี้ยประกันภัยปีละ 176,407 บาท เป็นเวลา 7 ปี รวมเป็นเบี้ยประกันภัย 1,234,849 บาท โจทก์จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในสิ้นปีกรมธรรม์ปีที่ 20 เป็นเงิน 4,260,000 บาท เมื่อหักเบี้ยประกันภัยแล้ว โจทก์จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนทั้งสัญญาเป็นเงินถึง 3,025,151 บาท ทั้งที่ความจริงแล้วโจทก์ต้องชำระเบี้ยประกันภัย 20 ปี เป็นเงิน 3,528,140 บาท โจทก์จึงจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามที่กำหนดไว้ท้ายตารางกรมธรรม์ ไม่ใช่ชำระเบี้ยประกันภัยรวมเป็นเงิน 1,234,849 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 นำเสนอ การแสดงเจตนาเข้าทำสัญญาประกันชีวิตของโจทก์จึงเกิดจากการสำคัญผิดในจำนวนปีที่ต้องชำระเบี้ยประกันภัย และการสำคัญผิดดังกล่าวเกิดจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับเงื่อนไขของกรมธรรม์ เมื่อสัญญาประกันชีวิตตามกรมธรรม์เป็นสัญญาประเภทสะสมทรัพย์ ซึ่งหมายถึงสัญญาประกันภัยประเภทที่เมื่อผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัยไปแล้วจะมีมูลค่าเงินเวนคืนกรมธรรม์ตามจำนวนที่ระบุไว้ในตารางมูลค่ากรมธรรม์ประกันภัย เพราะฉะนั้นการจะคำนวณว่ากรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ฉบับใดจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนทั้งสัญญาเป็นเงินจำนวนเท่าใด จึงจำเป็นต้องมีฐานคำนวณจากเบี้ยประกันภัยคูณด้วยจำนวนปีที่ต้องชำระทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อคำนวณเบี้ยประกันภัยทั้งสัญญาว่าต้องชำระเท่าใด และมีความคุ้มครองหรือมีมูลค่าเวนคืนในแต่ละสิ้นปีกรมธรรม์เป็นเงินเท่าใด โดยเมื่อมีการส่งเบี้ยประกันภัยครบตามสัญญาแล้วจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนทั้งสิ้นเป็นเงินเท่าใด ดังนั้น จำนวนปีที่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยจึงถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาประกันภัย และแม้ในขณะนำเสนอรายละเอียดดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะเสนอเบี้ยประกันภัยเพียง 176,407 บาท แต่ขณะทำสัญญาประกันชีวิต โจทก์ชำระเบี้ยประกันภัย 180,000 บาท ซึ่งต่างจากที่จำเลยที่ 1 นำเสนอไว้ในตอนแรกก็ตาม การยอมชำระเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นก็อาจเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ตอบแทนที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อโจทก์แสดงเจตนาทำสัญญาประกันชีวิตโดยสำคัญผิดในจำนวนปีที่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้ข้อมูลที่ทำให้โจทก์สำคัญผิดอันเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 สัญญาประกันชีวิตระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตามกรมธรรม์ จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เงื่อนไขทั่วไปแห่งกรมธรรม์ประกันชีวิต หมวด 5 สิทธิในการขอยกเลิกกรมธรรม์กำหนดว่า หากผู้เอาประกันภัยประสงค์จะยกเลิกกรมธรรม์ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผู้เอาประกันภัยสามารถส่งคืนกรมธรรม์มายังบริษัทภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์จากบริษัท และบริษัทจะคืนเบี้ยประกันภัยที่เหลือจากการหักค่าตรวจสุขภาพตามที่จ่ายจริงและค่าใช้จ่ายของบริษัทฉบับละ 500 บาท เมื่อโจทก์ได้รับกรมธรรม์แล้ว โจทก์ไม่ได้ทักท้วงหรือใช้สิทธิขอยกเลิกกรมธรรม์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอยกเลิกกรมธรรม์ได้อีกเพราะพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ข้างต้นแล้วว่า กรมธรรม์ประกันชีวิตตกเป็นโมฆะ จึงไม่มีผลผูกพันคู่สัญญาและไม่อาจนำเงื่อนไขทั่วไปแห่งกรมธรรม์ประกันชีวิตดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างมาใช้บังคับได้ กรณีต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจินดาพร แซ่ลี้
จำเลย — นายโกวิน พุ่มมะลิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายวิโรจน์ เกียรติสินทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช คงแสงชู
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
เกษม เกษมปัญญา
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7620/2559
#605156
เปิดฉบับเต็ม

การที่สัญญาเพิ่มเติมแนบท้ายหนังสือสัญญาจ้าง ข้อ 3 ระบุความว่า พนักงานตกลงที่จะทำงานให้กับบริษัทเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี นับตั้งแต่วันเข้าทำงาน หากพนักงานมีความประสงค์จะลาออกก่อนครบกำหนดเวลา พนักงานยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัทไม่น้อยกว่าเงินเดือนในเดือนสุดท้ายที่พนักงานได้รับ ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงกำหนดความเสียหายเพื่อการผิดนัดไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า จึงเป็นข้อตกลงเบี้ยปรับเมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 และ 380 ซึ่งหากกำหนดไว้สูงเกินส่วนศาลแรงงานกลางมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้โดยให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง กล่าวคือศาลแรงงานกลางจะต้องพิเคราะห์ทางได้เสียของจำเลยในฐานะเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เฉพาะความเสียหายที่คำนวณได้เป็นเงินเท่านั้น นอกจากนี้เบี้ยปรับยังเป็นการกำหนดขึ้นเพื่อลงโทษโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นลูกหนี้ผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย จึงชอบที่จะพิจารณามูลเหตุการผิดสัญญาของลูกหนี้ว่าเป็นการจงใจกระทำผิดสัญญาเพื่อแสวงหาประโยชน์ใส่ตนเป็นการได้เปรียบกว่าอีกฝ่ายหนึ่งด้วยหรือไม่ ศาลแรงงานกลางจะใช้ดุลพินิจไม่ให้ค่าเสียหายส่วนนี้เสียเลยหาได้ไม่เพราะไม่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราใดที่ให้อำนาจงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมด ดังนั้นศาลแรงงานกลางจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมถึงทางได้เสียของจำเลยทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่จุดมุ่งหมายของข้อสัญญาที่ให้ทำงานครบ 2 ปี ความจำเป็นที่ต้องทำสัญญาไว้เช่นนี้ ความสำคัญของตำแหน่งหน้าที่การงานของโจทก์ต่อจำเลย ความเสียหายอื่นที่มิใช่ทรัพย์สิน รวมตลอดถึงเหตุผลที่โจทก์ผิดสัญญาจ้างแรงงานว่าเป็นการกระทำไปโดยจงใจเพื่อแสวงหาประโยชน์ใส่ตนเป็นการได้เปรียบกว่าอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่เสียก่อน แล้วใช้ดุลพินิจพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงทางได้เสียของจำเลยทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายกำหนดเบี้ยปรับเป็นจำนวนพอสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 21,000 บาท และเงินประกันการทำงาน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 116,638.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้าง 21,000 บาท และคืนเงินประกัน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ตกลงทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตามสัญญาเพิ่มเติมแนบท้ายหนังสือสัญญาจ้างพนักงานรายเดือน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 21,000 บาท โจทก์ทำงานกับจำเลยไม่ครบ 2 ปี ตามสัญญาและได้ลาออก จำเลยไม่ยอมจ่ายค่าจ้างประจำเดือนสิงหาคม 2554 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายให้แก่โจทก์และไม่ยอมคืนเงินประกันความเสียหายในการทำงานที่เรียกเก็บจากโจทก์ไว้จำนวน 3,000 บาท แล้ววินิจฉัยว่า กรณีวัตถุดิบแผ่นหินสังเคราะห์แตกหักเสียหายตามฟ้องแย้งนั้น ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหาย ส่วนความรับผิดตามสัญญาเพิ่มเติมแนบท้ายหนังสือสัญญาจ้างพนักงานรายเดือน ข้อ 3 ที่โจทก์จะต้องทำงานให้กับจำเลยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี นับตั้งแต่วันเข้าทำงานมีข้อความต่อไปว่า หากพนักงานมีความประสงค์จะลาออกก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาฉบับนี้ พนักงานยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้กับจำเลยไม่น้อยกว่าเงินเดือนในเดือนสุดท้ายที่พนักงานได้รับ จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 ซึ่งบัญญัติว่า ความเสียหายที่ต้องชดใช้แก่กันต้องเป็นค่าเสียหายซึ่งตามปกติย่อมเกิดขึ้น เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นถึงความเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้ทำงานกับจำเลยครบ 2 ปี จึงไม่อาจคำนวณค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ได้ โจทก์ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างประจำเดือนสิงหาคม 2554 และคืนเงินประกันความเสียหายในการทำงานแก่โจทก์

ที่จำเลยอุทธรณ์ทำนองว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาสอดคล้องกับคำเบิกความของนายธนพัฒน์และนายปิยะพยานจำเลย ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า โจทก์จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์จะต้องชดใช้ค่าเสียหายกรณีทำงานไม่ครบกำหนด 2 ปี ตามสัญญาจ้างหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาจ้างแรงงานที่พิพาทเป็นข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับที่ไม่สูงเกินส่วนซึ่งจำเลยไม่จำต้องสืบกำหนดไว้ล่วงหน้าและในค่าเสียหายเมื่อโจทก์ทำงานไม่ครบ 2 ปี เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยมีสิทธิได้รับค่าเสียหายในฐานะที่เป็นเบี้ยปรับ ไม่ใช่เป็นค่าเสียหายซึ่งตามปกติย่อมเกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 ที่จะไม่กำหนดให้ หากมิได้นำสืบให้เห็นว่าได้รับความเสียหายดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย เห็นว่า สัญญาเพิ่มเติมแนบท้ายหนังสือสัญญาจ้างพนักงานรายเดือน ข้อ 3 ความว่า พนักงานตกลงที่จะทำงานให้กับบริษัทเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี นับตั้งแต่วันเข้าทำงาน หากพนักงานมีความประสงค์จะลาออกก่อนครบกำหนดเวลา พนักงานยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัทไม่น้อยกว่าเงินเดือนในเดือนสุดท้ายที่พนักงานได้รับ ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงกำหนดความเสียหายเพื่อการผิดนัดไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า จึงเป็นข้อตกลงเบี้ยปรับเมื่อโจทก์ไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และ 380 ซึ่งไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ถึงความเสียหายที่แท้จริงโดยพยานหลักฐานอันใดอีก แต่หากเบี้ยปรับนั้น กำหนดไว้สูงเกินส่วนศาลแรงงานกลางมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ โดยให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ศาลแรงงานกลางจะต้องพิเคราะห์ทางได้เสียของจำเลยในฐานะเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เฉพาะความเสียหายที่คำนวณได้เป็นเงินเท่านั้น นอกจากนี้เบี้ยปรับยังเป็นการกำหนดขึ้นเพื่อลงโทษโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นลูกหนี้ผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย จึงชอบที่จะพิจารณามูลเหตุการณ์ผิดสัญญาของลูกหนี้ว่าเป็นการจงใจกระทำผิดสัญญาเพื่อแสวงหาประโยชน์ใส่ตนเป็นการได้เปรียบกว่าอีกฝ่ายหนึ่งด้วยหรือไม่ ศาลแรงงานกลางจะใช้ดุลพินิจไม่ให้ค่าเสียหายส่วนนี้เสียเลยหาได้ไม่ เพราะไม่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราใดที่ให้อำนาจงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมด การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยไม่นำสืบให้เห็นถึงความเสียหายที่โจทก์ไม่ไปทำงานกับจำเลยครบ 2 ปี จึงไม่คำนวณค่าเสียหายให้ แล้วพิพากษายกฟ้องแย้ง จึงมีผลเท่ากับศาลแรงงานกลางงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมดไม่ได้ใช้ดุลพินิจกำหนดเบี้ยปรับเป็นจำนวนพอสมควร ดังนั้นจึงให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมถึงทางได้เสียของจำเลยทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่จุดมุ่งหมายของข้อสัญญาที่ให้ทำงานครบ 2 ปี ความจำเป็นที่ต้องทำสัญญาไว้เช่นนี้ ความสำคัญของตำแหน่งหน้าที่การงานของโจทก์ต่อจำเลย ความเสียหายอื่นที่มิใช่ทรัพย์สิน รวมตลอดถึงเหตุผลที่โจทก์ผิดสัญญาจ้างแรงงานว่าเป็นการกระทำไปโดยจงใจเพื่อแสวงหาประโยชน์ใส่ตนเป็นการได้เปรียบกว่าอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่เสียก่อน แล้วใช้ดุลพินิจพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงทางได้เสียของจำเลยทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายกำหนดเบี้ยปรับเป็นจำนวนพอสมควร ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดในเรื่องเบี้ยปรับ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในประเด็นพร้อมกับกำหนดจำนวนเบี้ยปรับ แล้วพิพากษาประเด็นนี้ใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 380 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปิยเมธ มังกรวงษ์
จำเลย — บริษัทอินเทลอินเตอร์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบัณฑิต แก้วทอง
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7574/2559
#606345
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ การกำหนดคุณสมบัติของพนักงานและเหตุที่พนักงานจะต้องพ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจและพนักงานทุกคนตามวันที่บทกฎหมายดังกล่าวกำหนด กฎหมายดังกล่าวมิใช่เป็นบทกฎหมายกำหนดความผิดที่มีโทษในทางอาญาที่จะต้องใช้ขณะกระทำความผิดและต้องห้ามมิให้ใช้บังคับย้อนหลังไปก่อนการกระทำความผิด

เมื่อมาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับในวันที่ 6 กันยายน 2550 โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยจึงต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าว คือ ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือพ้นโทษหรือพ้นระยะเวลาการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษแล้วแต่กรณีเกิน 5 ปี เมื่อโจทก์กระทำความผิดกฎหมายอาญา และคดีถึงที่สุดในวันที่ 26 สิงหาคม 2554 ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี โจทก์จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นพนักงานตามมาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติม อันเป็นเหตุให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งพนักงานตามมาตรา 11 (3) จำเลยยกเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ได้ คำสั่งเลิกจ้างของจำเลยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่ง อัตราค่าจ้างเดิม และนับอายุงานต่อเนื่อง กับจ่ายค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างเดิมเดือนละ 41,692 บาท นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2550 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีคำพิพากษาว่าโจทก์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ประกอบมาตรา 365 (3) ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุก ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี วันที่ 21 เมษายน 2552 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอ่านคำสั่งศาลฎีกา ที่ไม่รับฎีกาของโจทก์ คดีถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2554 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุโจทก์ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (5) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2550 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2550 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2550 แล้ววินิจฉัยว่า มาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของพนักงานรัฐวิสาหกิจว่า ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือพ้นโทษหรือพ้นระยะเวลาการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษแล้วแต่กรณีเกิน 5 ปี พนักงานของรัฐวิสาหกิจจะต้องมีคุณสมบัติหรือไม่มีลักษณะต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวเมื่อกฎหมายนั้นใช้บังคับ คือต้องไม่เป็นผู้เคยต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกไม่ว่าจะได้รับโทษจริงหรือไม่ในช่วงเวลาที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ กรณีมิใช่การบังคับใช้กฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นโทษแก่โจทก์ และมิใช่การกำหนดโทษในทางอาญา ระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 1 ข้อ 40 กำหนดให้พนักงานพ้นสภาพการเป็นพนักงานด้วยสาเหตุต่างๆ ดังนี้ 40.4 เป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 ซึ่งเมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัตินี้ย่อมถือว่าระเบียบดังกล่าวถูกแก้ไขเพิ่มเติมไปในตัว หาจำต้องแก้ไขเพิ่มเติมในข้อระเบียบส่วนนี้อีกไม่ เพราะพระราชบัญญัติใหม่ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมถือเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติเดิมจึงไม่จำต้องแจ้งให้แก่พนักงานของจำเลยทราบ ดังนั้นการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุโจทก์ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 และระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 1 ข้อ 40.4 จึงชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างฉบับลงวันที่ 26 สิงหาคม 2554 จำเลยไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยจะยกเหตุที่โจทก์ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นพนักงานตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2550 มาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ การกำหนดคุณสมบัติของพนักงานและเหตุที่พนักงานจะต้องพ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 ซึ่งมาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดคุณสมบัติพนักงานและเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งพนักงานเพื่อใช้เป็นแนวทางเดียวกันจึงมีผลใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจและพนักงานโดยทั่วถึงกันตามวันที่บทกฎหมายดังกล่าวกำหนด มิใช่เป็นบทกฎหมายกำหนดความผิดที่มีโทษในทางอาญาที่จะต้องใช้ขณะกระทำความผิดและต้องห้ามมิให้ใช้บังคับย้อนหลังไปก่อนการกระทำความผิดดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อมาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมมีผลใช้บังคับในวันที่ 6 กันยายน 2550 อันเป็นวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ย่อมมีผลใช้บังคับแก่จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานด้วย กล่าวคือโจทก์ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม โดยไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือพ้นโทษ หรือพ้นระยะเวลาการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษแล้วแต่กรณีเกิน 5 ปี หากเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 9 (5) จะเป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งพนักงานตามมาตรา 11 (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อได้ความว่าศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิพากษาว่าโจทก์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ประกอบมาตรา 365 (3) ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี วันที่ 21 เมษายน 2552 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2554 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอ่านคำสั่งศาลฎีกาที่ไม่รับฎีกาของโจทก์ คดีถึงที่สุด โจทก์จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นพนักงานตามมาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติม อันเป็นเหตุให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งพนักงานตามมาตรา 11 (3) ดังนั้นจำเลยจึงยกเหตุที่โจทก์ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นพนักงานตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (5) ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2550 มาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ได้ คำสั่งเลิกจ้างชอบแล้วจึงไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 ม. 9 (5) ม. 11 (3) ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญช่วย จันทร์เพ็ญแสง
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมเดช เอี่ยมวิเชียรเจริญ
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา