คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9068/2559
#606350
เปิดฉบับเต็ม

มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2554 มาตรา 69 เป็นไปตามวิธีการและขั้นตอนการประชุมโดยปกติทั่วไป กฎหมายดังกล่าวก็มิได้กำหนดรูปแบบและข้อความของมติดังกล่าว มิได้กำหนดขั้นตอนให้ทำเป็นหนังสือแจ้งผู้ร้องเรียน ผู้เสียหาย หรือผู้ถูกกล่าวหา และมิได้กำหนดผลบังคับว่าหากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้มีมติดังกล่าวอย่างชัดแจ้งแล้วผลจะเป็นอย่างไร จึงเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์ที่เคร่งครัดกับรูปแบบและวิธีการของการมีมติดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องจากเป็นกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่รับไว้พิจารณาอยู่ก่อนแล้วตามกฎหมายเดิมคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 19 (3) ดังนั้น แม้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติในภายหลังโดยเห็นชอบกับคณะอนุกรรมการไต่สวนว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาก็มีผลเท่ากับว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้มีการดำเนินการพิจารณาความผิดของจำเลยต่อไปตามมาตรา 69 ดังกล่าวแล้ว ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ส่งเรื่องให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157, 90 และ 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินแก่ตน จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 6 กระทง รวมจำคุก 30 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 301 (3) กำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เพื่อดำเนินการต่อไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ต่อมาวันที่ 24 สิงหาคม 2550 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ถูกยกเลิกและให้นำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาใช้บังคับ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 250 (3) กำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงหรือข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไปร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม รวมทั้งดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการในระดับต่ำกว่าที่ร่วมกระทำความผิดกับผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวหรือกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือที่กระทำความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นสมควรดำเนินการด้วย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีบทเฉพาะกาลตามมาตรา 302 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่งกำหนดให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับได้ต่อไป และมาตรา 302 วรรคสาม กำหนดให้ดำเนินการปรับปรุงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 นางสาวพูนสุข อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน มีหนังสือร้องเรียนไปยังประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าจำเลยขณะนั้นเป็นรองผู้กำกับการกลุ่มงานสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ข่มขู่เรียกเอาทรัพย์สินจากนางสาวรัตนาภรณ์ ผู้เสียหาย และนายเจริญ เพื่อแลกกับการไม่จับกุมผู้เสียหายและนายเจริญสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ จนผู้เสียหายและนายเจริญยินยอมจ่ายเงินให้จำเลย ตำแหน่งรองผู้กำกับการกลุ่มงานสืบสวนของจำเลยเป็นตำแหน่งที่ต่ำกว่าผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่า วันที่ 7 เมษายน 2552 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช) มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีจำเลยถูกกล่าวหาตามคำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. หลังจากนั้นคณะอนุกรรมการไต่สวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและทำการไต่สวนพยานบุคคลเรื่อยมา วันที่ 19 เมษายน 2554 มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ใช้บังคับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว มาตรา 10 ให้ยกเลิกความในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งมาตรา 19 (4) ตามบทบัญญัติใหม่ดังกล่าว กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัยว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่บุคคลตาม (2) หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง หรือข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการกองร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมหรือความผิดที่เกี่ยวข้องกัน รวมทั้งดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการในระดับต่ำกว่าที่ร่วมกระทำความผิดกับผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว หรือกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือที่กระทำความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควรดำเนินการด้วย ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 68 กำหนดว่า บรรดาการดำเนินการใด ๆ ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะอนุกรรมการไต่สวน พนักงานไต่สวน และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้กระทำไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้เป็นอันใช้ได้ และมาตรา 69 กำหนดว่า บรรดาคดีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งดำรงตำแหน่งต่ำกว่าระดับผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับไว้พิจารณาแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ การดำเนินการต่อไปในคดีดังกล่าวให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เดือนสิงหาคม 2555 คณะอนุกรรมการไต่สวนมีความเห็นว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ 157 วันที่ 18 กันยายน 2555 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวนและให้ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยต่อไป โดยคณะกรรมการป.ป.ช. มิได้มีมติโดยชัดแจ้งก่อนว่าให้มีการดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยความผิดของจำเลยต่อไปตามมาตรา 69 หรือไม่

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้มีมติไว้ชัดแจ้งก่อนว่าให้มีการดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยความผิดของจำเลยต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 69 นั้น ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า หากก่อนที่จะดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยความผิดของจำเลยต่อไป คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติตามมาตรา 69 นอกจากมติดังกล่าวจะปรากฏในรายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามวิธีการและขั้นตอนการประชุมโดยปกติทั่วไปแล้ว กฎหมายดังกล่าวก็มิได้กำหนดรูปแบบและข้อความของมติดังกล่าว มิได้กำหนดขั้นตอนให้ทำเป็นหนังสือแจ้งผู้ร้องเรียน ผู้เสียหาย หรือผู้ถูกกล่าวหา และมิได้กำหนดผลบังคับว่า หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้มีมติดังกล่าวอย่างชัดแจ้งแล้วผลจะเป็นอย่างไร จึงเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์ที่เคร่งครัดกับรูปแบบและวิธีการของการมีมติดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องจากเป็นกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่รับไว้พิจารณาอยู่ก่อนแล้วตามกฎหมายเดิม คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 19 (3) ดังนั้น แม้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติในภายหลังโดยเห็นชอบกับคณะอนุกรรมการไต่สวนว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาก็มีผลเท่ากับว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้มีการดำเนินการพิจารณาความผิดของจำเลยต่อไปตามมาตรา 69 ดังกล่าวแล้ว ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบกับความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวนและให้ส่งเรื่องให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยโดยถือเคร่งครัดว่าเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้มีมติดำเนินคดีจำเลยต่อไปเสียก่อน คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่มีอำนาจส่งคดีให้โจทก์ฟ้องนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยวัตถุประสงค์ของกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัยประเด็นนี้ เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปตามลำดับชั้นของศาล เพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาในประเด็นว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ดังคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 19 (3) ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — พันตำรวจเอกสองขวัญ รัชดาธนวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายดำรง เรืองขจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิเศษ นิ่มกุล
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9066/2559
#606948
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานจัดตั้งและประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53 วรรคหนึ่ง ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง รวม 3 คดี เมื่อสถานที่เกิดเหตุทั้งสามคดีเป็นสถานที่เดียวกัน คือโรงแรมของจำเลย โดยที่ฐานความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยในทั้งสามคดีเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53 วรรคหนึ่ง ฐานจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนซึ่งมีสาระสำคัญขององค์ประกอบความผิดอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนอันเดียวกัน ข้อเท็จจริงแห่งการกระทำความผิดตามที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงเป็นเรื่องเดียวกัน ดังนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ขณะที่คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1019/2558 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันอยู่ในระหว่างพิจารณา ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า ต่อมาคดีหมายเลขแดงที่ อ. 4674/2557 และคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1019/2558 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อความผิดของจำเลยในคดีนี้อาศัยข้อเท็จจริงอันเดียวกันกับคดีดังกล่าวซึ่งถึงที่สุดแล้ว กรณีถือว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้อง ศาลไม่อาจมีการพิจารณาพิพากษาความผิดในคดีนี้ของจำเลยซ้ำอีกได้ เพราะสิทธินำคดีอาญาในข้อหาความผิดดังกล่าวของโจทก์ระงับสิ้นไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 69, 76 และ 78 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 53 และ 82 สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหาย ปรับจำเลยรายวันนับแต่วันที่กระทำความผิดถึงวันฟ้องและนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเลิกประกอบกิจการหรือได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการและนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 4054/2556 (ศปก. 12/2556) และ อ. 2253/2557 (ศปก. 8/2557) ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะข้อหาตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ออกจากสารบบความ

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ในความผิดต่อพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 เนื่องจากโจทก์เคยฟ้องจำเลยในข้อหาจัดตั้งหรือประกอบกิจการวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจและได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยมิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ซึ่งเป็นเหตุเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ. 4054/2556 (ศปก. 12/2556) และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2557 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ. 4674/2557

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 4054/2556 (คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 4674/2557) และพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53 วรรคหนึ่ง ลงโทษปรับ 100,000 บาท และให้ปรับจำเลยเป็นรายวัน วันละ 500 บาท นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2556 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2557 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 4054/2556 (ศปก. 12/2556) และคดีหมายเลขดำที่ อ. 2253/2557(ศปก. 8/2557) นั้น ศาลมิได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอให้นับโทษต่อและคำขออื่นนอกจากนี้

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานจัดตั้งและประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53 วรรคหนึ่ง ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง รวมจำนวน 3 คดี กล่าวคือ คดีแรก ฟ้องเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2556 เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ. 4054/2556 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (ศปก. 12/2556) โดยบรรยายฟ้องว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2556 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2557 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ. 4674/2557 คดีที่ 2 ฟ้องเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2557 เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ. 2253/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (ศปก. 8/2557) โดยบรรยายฟ้องว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2556 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2558 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1019/2558 และคดีที่ 3 คือ คดีนี้ โดยบรรยายฟ้องว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2556 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ซึ่งเป็นวันเวลาเดียวกับฟ้องโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ อ. 2253/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง สถานที่เกิดเหตุทั้งสามคดีเป็นสถานที่เดียวกัน คือโรงแรมไพร์เว็ทรีสอร์ทของจำเลย โดยที่ฐานความผิด

ที่โจทก์ฟ้องจำเลยในทั้งสามคดีเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53 วรรคหนึ่ง ฐานจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนซึ่งมีสาระสำคัญขององค์ประกอบความผิดอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนอันเดียวกัน ข้อเท็จจริงแห่งการกระทำความผิดตามที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงเป็นเรื่องเดียวกัน ดังนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ขณะที่คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1019/2558 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันอยู่ในระหว่างพิจารณา ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า ต่อมาคดีหมายเลขแดงที่ อ. 4674/2557 และคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1019/2558 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อความผิดของจำเลยในคดีนี้อาศัยข้อเท็จจริงอันเดียวกันกับคดีดังกล่าวซึ่งถึงที่สุดแล้ว กรณีถือว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้อง ศาลไม่อาจมีการพิจารณาพิพากษาความผิดในคดีนี้ของจำเลยซ้ำอีกได้ เพราะสิทธินำคดีอาญาในข้อหาความผิดดังกล่าวของโจทก์ระงับสิ้นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) แล้ว เมื่อวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่อาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53 วรรคหนึ่ง ได้อีก คดีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 53 วรรคหนึ่ง ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายสากล ประมงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวปริญญา แสงทอง
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
ปริญญา ดีผดุง
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9061/2559
#606124
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องอ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 จำนวน 213,500 หุ้น ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นดังกล่าว จึงเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ ต่อมาโจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก่อนที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 แต่ศาลไม่มีการแจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ทั้ง ๆ ที่นับแต่โจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) จึงไม่อาจถือได้ว่าในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบตามกฎหมายแล้ว หลังจากนั้นโจทก์ยังคงให้ทนายความยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งคำสั่งต่าง ๆ ของศาลชั้นต้นอันสืบเนื่องมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าว แม้ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์จะยื่นคำแถลงขอเข้าว่าคดีแทนก็หาทำให้กลับเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายในภายหลังไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 จำนวน 213,500 หุ้น หมายเลขหุ้น 1 ถึง 213500 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร แก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล ให้จำเลยที่ 1 จดแจ้งชื่อและจำนวนหุ้นของโจทก์ลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น ห้ามจำเลยที่ 2 ใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 และห้ามยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้น

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา ปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.5746/2555 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ขอเข้าว่าคดีแทนโจทก์ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งที่ผิดระเบียบ โดยอ้างว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 หลังจากนั้นการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและฎีกาของโจทก์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 22 และมาตรา 25 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทนโจทก์เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2556 ล่วงพ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกา คำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีในชั้นฎีกาอย่างคนอนาถาและคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ จึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า เป็นอุทธรณ์คำสั่งที่สืบเนื่องจากคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นฎีกาและคำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งว่า ให้รวมไว้วินิจฉัยพร้อมคำพิพากษาศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 จำนวน 213,500 หุ้น ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นดังกล่าว จึงเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ ต่อมาโจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.5746/2555 ระหว่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ นายธนดลหรือสมชาย ลูกหนี้ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 แต่การอ่านคำพิพากษาดังกล่าวศาลไม่มีการแจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ทั้ง ๆ ที่นับแต่โจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 22 (3) โจทก์จึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ได้อีก จึงไม่อาจถือได้ว่าในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบตามกฎหมายแล้ว นอกจากนี้หลังจากนั้นโจทก์ยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาด้วยตนเองต่อมาโดยให้ทนายความยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา และยื่นฎีกาฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2555 พร้อมคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งคำสั่งต่าง ๆ ของศาลชั้นต้นอันสืบเนื่องมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าว แม้ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์จะยื่นคำแถลงขอเข้าว่าคดีแทนโจทก์ ก็หาทำให้กลับเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายในภายหลังได้ไม่

พิพากษายกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา และยกฎีกาของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ฟังแล้วจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย พุทธานนท์
จำเลย — บริษัทโพลีพลาสท์ อินเตอร์เทรด จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายวิศณุ เลื่อมสำราญ
ศาลอุทธรณ์ — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
เกษม เกษมปัญญา
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9050/2559
#607978
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าก่อนสมัครเข้าร่วมโครงการ โจทก์ทราบข้อตกลงหรือเงื่อนไขตามข้อบังคับโครงการที่ระบุห้ามพนักงานเข้าร่วมโครงการมีสิทธิได้รับคืนเงินโบนัสที่เตรียมไว้ชำระค่าจองซื้อหุ้นนั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติว่า ข้อบังคับโครงการเพิ่งจัดทำขึ้นหลังจากโจทก์สมัครเข้าร่วมโครงการในครั้งแรก จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

สัญญาระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างกับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างสมัครใจผูกพันกันตามโครงการจ่ายเงินโบนัสในรูปแบบหุ้นสามัญ ซึ่งจำเลยจัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการส่งเสริมและจูงใจให้ลูกจ้างจงรักภักดีต่อองค์กร แสดงว่าเป็นสัญญาที่อยู่บนพื้นฐานนิติสัมพันธ์จ้างแรงงาน จึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องหรือเกิดขึ้นเนื่องจากการจ้างแรงงานที่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 14/1 เมื่อสัญญาดังกล่าวมีข้อตกลงหรือเงื่อนไขตามข้อบังคับโครงการข้อ 6.3 ระบุว่า "...ในกรณีที่การจ้างแรงงานของพนักงานสิ้นสุดลง พนักงานที่เข้าร่วมโครงการจะไม่มีสิทธิจองซื้อหุ้นที่ยังไม่มีการจัดสรรอีกต่อไป โดยถือเสมือนว่าธนาคาร (จำเลย) ได้ยกเลิกหุ้นที่ยังไม่มีการจัดสรรดังกล่าวแล้ว" ไม่ได้กำหนดถึงกรณีพนักงานหรือลูกจ้างลาออกจากงาน และข้อ 6.5 ที่ระบุว่า "หากมิได้มีการระบุไว้เป็นอย่างอื่นในข้อบังคับฉบับนี้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ซึ่งรวมถึงการไม่ได้มีการจองซื้อหรือการยกเลิกสิทธิในการจองซื้อหุ้นที่ยังไม่มีการจัดสรร ห้ามมิให้พนักงานที่เข้าร่วมโครงการมีสิทธิที่จะได้รับชำระเงินในส่วนที่เป็นค่าตอบแทนตามผลปฏิบัติงาน (เงินโบนัส) หรือค่าตอบแทนกรณีพิเศษสำหรับส่วนที่เตรียมไว้สำหรับชำระค่าจองซื้อหุ้น นอกจากการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ในการชำระค่าจองหุ้นที่ถูกจัดสรร" เป็นการกำหนดเงื่อนไขลอย ๆ ไม่ชัดแจ้งว่าสาเหตุที่ไม่ได้จองซื้อหุ้นหรือยกเลิกสิทธิการจองซื้อหุ้นเกิดจากการกระทำหรือความผิดของฝ่ายใด ทั้งไม่มีข้อกำหนดอัตราค่าปรับหรือริบเงินโบนัสตามพฤติการณ์การกระทำที่เป็นเหตุให้ไม่ได้จองซื้อหุ้น เมื่อพิจารณาสภาพการทำงาน ภาวะค่าครองชีพ ความเดือดร้อนของโจทก์ ระดับค่าจ้างหรือสิทธิประโยชน์อื่นของโจทก์ ฐานะแห่งกิจการของจำเลย สภาพเศรษฐกิจและสังคมทั่วไป และสภาพข้อบังคับโครงการประกอบกันแล้ว ข้อบังคับโครงการที่กำหนดเงื่อนไขตัดสิทธิขอรับคืนเงินโบนัสซึ่งเป็นเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับมาตั้งแต่จำเลยอนุมัติจ่ายให้ในแต่ละปีย่อมทำให้จำเลยในฐานะนายจ้างได้เปรียบโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเกินสมควร ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจสั่งให้ข้อตกลงตามสัญญาจ้างแรงงานอันได้แก่ข้อบังคับโครงการในส่วนนี้มีผลใช้บังคับเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 14/1 โดยให้จำเลยจ่ายคืนเงินโบนัสส่วนที่ยังไม่ได้นำไปซื้อหุ้นพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ได้

คำพิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ลาออกตามฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ลาออกมีผลเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 แต่ในส่วนพิพากษาศาลแรงงานกลางกลับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 อันเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 105,158.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน104,505.50 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 104,505.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 7 สิงหาคม 2555) ต้องไม่เกิน 635 บาท

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาและตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2553 จำเลยจัดทำโครงการ TMB PERFORMANCE SHARE BONUS 2010 เพื่อกระจายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ลูกจ้าง โดยจำเลยนำเงินโบนัสประจำปี 2553 และปี 2554 ของลูกจ้างในอัตราร้อยละ 50 ของแต่ละปี กันไว้ชำระค่าจองซื้อหุ้นร่วมกับเงินที่จำเลยจัดสรรให้เพิ่มเติมอีกร้อยละ 25 ตามค่าความเสี่ยงหารด้วยราคาเสนอขายหุ้นสามัญเฉลี่ยในรอบ 90 วัน ในแต่ละปีของเงินโบนัสที่กันไว้ซื้อหุ้นนั้นหุ้นดังกล่าวจะแบ่งเป็น 3 ส่วนเท่ากัน มีกำหนดเวลาจองซื้อภายในเวลา 3 ปี ถัดจากแต่ละงวดปี เงินโบนัสของปี 2553 ลูกจ้างได้รับเป็นเงินไปแล้วร้อยละ 50 ส่วนอีกร้อยละ 50 ลูกจ้างจะได้รับเป็นหุ้น โดยหุ้นส่วนที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีกำหนด การจองซื้อในช่วงวันที่ 2 ถึงวันที่ 9 เมษายน 2555 ช่วงวันที่ 1 ถึงวันที่ 5 เมษายน 2556 และช่วงวันที่ 1 ถึงวันที่ 8 เมษายน 2557 ตามลำดับ เงินโบนัสของปี 2554 ลูกจ้างได้รับเป็นเงินไปแล้วร้อยละ 50 ส่วนอีกร้อยละ 50 ลูกจ้างจะได้รับเป็นหุ้น โดยหุ้นส่วนที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดการจองซื้อในช่วงวันที่ 1 ถึงวันที่ 5 เมษายน 2556 ช่วงวันที่ 1 ถึงวันที่ 8 เมษายน 2557 และช่วงวันที่ 1 ถึงวันที่ 8 เมษายน 2558 ตามลำดับ จำเลยแจ้งข้อกำหนดและเงื่อนไขของโครงการให้แก่ลูกจ้างทุกคนทราบทางระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ภายในองค์กร(อินทราเน็ต)ตั้งแต่ก่อนโจทก์สมัครเข้าร่วมโครงการครั้งแรกสำหรับเงินโบนัสของปี 2553 แต่เอกสารอื่น ๆ รวมทั้งที่ยื่นประกอบการพิจารณาภายหลังไม่มีข้อความระบุเหมือนกับข้อบังคับโครงการ ที่ระบุว่า "หากมิได้มีการระบุไว้เพื่อเป็นอย่างอื่นในข้อบังคับฉบับนี้ไม่ว่าจะกรณีใด ๆ ซึ่งรวมถึงการที่ไม่ได้มีการจองซื้อหรือการยกเลิกสิทธิในการจองซื้อหุ้นที่ยังไม่มีการจัดสรร ห้ามมิให้พนักงานที่เข้าร่วมโครงการมีสิทธิที่จะได้รับชำระเงินในส่วนที่เป็นค่าตอบแทนผลการปฏิบัติงาน (เงินโบนัส)หรือค่าตอบแทนพิเศษสำหรับส่วนที่เตรียมไว้สำหรับชำระค่าจองซื้อหุ้น นอกจากการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ในการชำระค่าจองซื้อหุ้นที่ถูกจัดสรร" และในการประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยครั้งที่ 1/2553 ไม่ได้แจ้งในที่ประชุมว่าหากผู้เข้าร่วมโครงการทำงานไม่ครบ 3 ปี แต่ยังไม่ได้รับหุ้นจะถูกริบเงินโบนัส โจทก์สมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าวสำหรับเงินโบนัสของปี 2553 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2553 ซึ่งก่อนที่จำเลยจะรวบรวมจัดทำข้อบังคับโครงการ ข้อบังคับโครงการดังกล่าวได้รับอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการของจำเลยครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2554 ต่อมาโจทก์ได้รับการจัดสรรหุ้นส่วนที่ 1 จำนวน 8,700 หุ้น ซึ่งกันเอาเงินโบนัสประจำปี 2553 ของโจทก์ไปชำระ คงเหลือเงินโบนัสประจำปี 2553 ของโจทก์ที่ยังไม่ได้นำไปดำเนินการซื้อหุ้น 27,406.50 บาท เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์สมัครเข้าร่วมโครงการโดยจำเลยกันเอาเงินโบนัสประจำปี 2554 ของโจทก์ร้อยละ 50 จำนวน 77,099 บาท เตรียมไว้สำหรับชำระค่าหุ้นที่จำเลยจะดำเนินการจัดสรรให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ลาออกมีผลเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 โจทก์ขอรับเงินโบนัสของปี 2553 และปี 2554 ส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดสรรหุ้นให้แก่โจทก์ จำเลยปฏิเสธอ้างเหตุว่าโจทก์สละสิทธิที่จะรับเงินโบนัสดังกล่าว โดยศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เงื่อนไขตามข้อบังคับโครงการ ทำให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้เปรียบโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเกินสมควร จึงสั่งให้มีผลใช้บังคับเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 14/1 จำเลยต้องชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันที่โจทก์ลาออกตามฟ้อง

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ทราบข้อตกลงหรือเงื่อนไขตามข้อบังคับโครงการ ที่ระบุห้ามมิให้พนักงานที่เข้าร่วมโครงการมีสิทธิที่จะได้รับชำระเงินโบนัสที่เตรียมไว้ชำระค่าจองซื้อหุ้นคืน ตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะสมัครเข้าร่วมโครงการกับจำเลยแล้วนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในส่วนนี้มาว่า เอกสารต่าง ๆ ที่จำเลยแจ้งข้อกำหนดหรือเงื่อนไขของโครงการให้โจทก์ทราบก่อนที่โจทก์จะสมัครเข้าร่วมโครงการในครั้งแรก ไม่มีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่กำหนดให้ลูกจ้างต้องสละสิทธิในเงินโบนัสที่ยังไม่ได้นำไปชำระค่าจองซื้อหุ้นดังที่ระบุไว้ในข้อบังคับโครงการ ข้อบังคับตามเอกสารดังกล่าวเพิ่งจัดทำขึ้นหลังจากโจทก์สมัครเข้าร่วมโครงการในครั้งแรกแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีเพียงประการเดียว โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ผูกพันกันตามโครงการมิใช่สัญญาจ้างแรงงานจึงไม่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 14/1 และข้อบังคับโครงการที่กำหนดเงื่อนไขว่ากรณีที่ไม่ได้จองซื้อหุ้นให้แก่โจทก์ โจทก์จะขอรับเงินโบนัสคืนไม่ได้นั้น ไม่ได้ทำให้จำเลยในฐานะนายจ้างได้เปรียบโจทก์เกินสมควรจึงมีผลผูกพันและใช้บังคับต่อกันได้ นั้น เห็นว่า แม้สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ผูกพันกันตามโครงการจะเกิดขึ้นจากความสมัครใจของโจทก์เอง มิได้เกิดขึ้นจากการที่โจทก์ในฐานะลูกจ้างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยในฐานะนายจ้างก็ตาม แต่เมื่อจำเลยจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการส่งเสริมและจูงใจให้ลูกจ้างจงรักภักดีต่อองค์กร ทุ่มเทความรู้ความสามารถในการทำงานและอยู่ทำงานให้แก่องค์กรเป็นเวลานาน แสดงว่าสัญญาตามโครงการนั้นเกิดบนพื้นฐานนิติสัมพันธ์จ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องหรือเกิดขึ้นเนื่องจากการจ้างแรงงานซึ่งอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 14/1 สำหรับในส่วนที่ข้อบังคับโครงการระบุว่า "...ในกรณีที่การจ้างแรงงานของพนักงานสิ้นสุดลงพนักงานที่เข้าร่วมโครงการจะไม่มีสิทธิจองซื้อหุ้นที่ยังไม่มีการจัดสรรอีกต่อไป โดยถือเสมือนว่าธนาคาร (จำเลย) ได้ยกเลิกหุ้นที่ยังไม่มีการจัดสรรดังกล่าวแล้ว" ก็กำหนดถึงกรณีการจ้างงานสิ้นสุดลงไว้เพียง 4 กรณี ได้แก่ การเกษียณอายุการทำงาน การเสียชีวิตการโอนย้ายพนักงานไปยังบริษัทอื่น และการสิ้นสุดการจ้างอันเนื่องมาจากการยุบเลิกตำแหน่งหรือการทุพพลภาพถาวร โดยไม่มีการกำหนดถึงกรณีที่พนักงานหรือลูกจ้างลาออกจากงาน ส่วนข้อ 6.5 ที่ระบุว่า "หากมิได้มีการระบุไว้เป็นอย่างอื่นในข้อบังคับฉบับนี้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ซึ่งรวมถึงการไม่ได้มีการจองซื้อ หรือการยกเลิกสิทธิในการจองซื้อหุ้นที่ยังไม่มีการจัดสรร ห้ามมิให้พนักงานที่เข้าร่วมโครงการมีสิทธิที่จะได้รับชำระเงินในส่วนที่เป็นค่าตอบแทนตามผลปฏิบัติงาน (เงินโบนัส) หรือค่าตอบแทนกรณีพิเศษสำหรับส่วนที่เตรียมไว้สำหรับชำระค่าจองซื้อหุ้น นอกจากการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ในการชำระค่าจองหุ้นที่ถูกจัดสรร" ก็เป็นการกำหนดเงื่อนไขลอย ๆ ที่ไม่ชัดแจ้งว่าสาเหตุที่ไม่ได้จองซื้อหุ้นหรือยกเลิกสิทธิในการจองซื้อหุ้นเกิดจากการกระทำหรือความผิดของฝ่ายใดระหว่างโจทก์กับจำเลย ทั้งไม่มีข้อกำหนดอัตราค่าปรับหรือริบเงินโบนัสของโจทก์ตามพฤติการณ์ของการกระทำอันเป็นเหตุให้ไม่ได้จองซื้อหุ้นหรือยกเลิกสิทธิการจองซื้อหุ้น เมื่อพิจารณาสภาพการทำงาน ภาวะค่าครองชีพ ความเดือดร้อนของโจทก์ ระดับค่าจ้างหรือสิทธิประโยชน์อื่นของโจทก์ ฐานะแห่งกิจการของจำเลย สภาพเศรษฐกิจและสังคมทั่วไปและสภาพข้อบังคับโครงการประกอบกันแล้ว ข้อบังคับโครงการที่กำหนดเงื่อนไขตัดสิทธิขอรับคืนเงินโบนัสซึ่งเป็นเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับตั้งแต่จำเลยอนุมัติจ่ายให้ในแต่ละปีดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยในฐานะนายจ้างได้เปรียบโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเกินสมควรที่ศาลแรงงานกลางใช้อำนาจสั่งให้ข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงานอันได้แก่ข้อบังคับโครงการในส่วนดังกล่าวมีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 14/1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันที่โจทก์ลาออกตามฟ้อง ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ลาออกโดยให้มีผลในวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 แต่ในส่วนพิพากษาศาลแรงงานกลางกลับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2554 อันเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม2555 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 14/1
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย
จำเลย — บริษัทธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวัฒนา สุขประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9049/2559
#607374
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องโดยห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างดังกล่าวในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ใน (1) ถึง (5) ดังนั้นในการตีความบทบัญญัติขยายข้อยกเว้นดังกล่าวว่ากรณีใดเป็นเหตุจำเป็นที่นายจ้างจะยกขึ้นเลิกจ้างลูกจ้างนอกเหนือจาก (1) ถึง (5) ได้นั้นต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง ทั้งต้องเป็นกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นที่สำคัญซึ่งต้องพิจารณาแต่ละกรณีไป เมื่อโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 11 อ้างเหตุว่ามีวันลาป่วยและลากิจจำนวนมาก โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 11 ปรับปรุงพฤติกรรมแล้วแต่จำเลยที่ 11 ไม่ปรับปรุงพฤติกรรม แต่ปรากฏว่าในการลาป่วยและลากิจของจำเลยที่ 11 ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาทุกครั้ง ซึ่งตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ก็กำหนดว่า โจทก์อาจไม่อนุญาตให้ลาป่วยโดยถือเป็นการขาดงานได้ หากเป็นการลาป่วยโดยปราศจากพยานหลักฐานและเหตุผลที่น่าเชื่อถือ และในการลากิจให้ยื่นใบลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 วัน โดยโจทก์จะอนุมัติหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหัวหน้างาน การที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่า จำเลยที่ 11 ลาป่วยและลากิจจำนวนมากแต่ก็อนุมัติให้ลาทุกครั้งโดยไม่นำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการลามาใช้บังคับอย่างเคร่งครัดทั้งที่โจทก์เคยมีหนังสือเตือนให้จำเลยที่ 11 ปรับปรุงพฤติกรรมการลาป่วยและลากิจ เหตุที่จำเลยที่ 11 ไม่ปรับปรุงพฤติกรรมการลาส่วนหนึ่งจึงเกิดจากการบริหารจัดการของโจทก์ด้วย โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุการลาของจำเลยที่ 11 ว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นที่อยู่นอกเหนือเหตุเลิกจ้างตามมาตรา 123 (1) ถึง (5) ได้ การที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 11 ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับจึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 123 แห่งพ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (4) ไม่ได้จำกัดอำนาจของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่าจะมีคำสั่งได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นเพราะข้อความตอนท้ายบัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์สั่งให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร ดังนั้นเมื่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เห็นว่าสมควรเยียวยาจำเลยที่ 11 โดยให้โจทก์รับจำเลยที่ 11 กลับเข้าทำงานและใช้ค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างถึงวันรับกลับเข้าทำงานจึงกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 79-83/2555 หรือถ้าไม่สามารถกระทำได้ให้ศาลกำหนดค่าเสียหายที่เป็นธรรมแทนการรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 และที่ 14 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยที่ 12 ถึงที่ 15 ตกลงกันได้ โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 12 ถึงที่ 15 ศาลแรงงานกลางอนุญาต ให้จำหน่ายคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 12 ถึงที่ 15 ออกจากสารบบความ

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงแรงงาน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 เป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ จำเลยที่ 11 เคยเป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งพนักงานปฏิบัติการ มีหน้าที่ควบคุมเครื่องจักรในการรีดลดขนาดท่อทองแดง อายุงาน 5 ปี 9 เดือน 2 วัน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,744 บาท จำเลยที่ 11 เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฟูรูกาวา เม็ททัล (ไทยแลนด์) ซึ่งได้จดทะเบียนต่อนายทะเบียนสำนักทะเบียนประจำจังหวัดสระบุรีเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2536 สหภาพแรงงานฟูรูกาวา เม็ททัล (ไทยแลนด์) ได้ยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อโจทก์เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 และโจทก์ได้แจ้งข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงานฟูรูกาวา เม็ททัล (ไทยแลนด์) เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2553 ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ และทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ต่อกันเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2554 มีผลใช้บังคับ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 เหตุในคดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2554 โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 11 กับพวก เหตุหย่อนสมรรถภาพในการทำงานเนื่องจากมีวันลากิจและลาป่วยเป็นจำนวนมาก อันเป็นการเลิกจ้างผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในขณะที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 11 กับพวกจึงได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ กล่าวหาว่า โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างขณะอยู่ระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ขอให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้โจทก์รับจำเลยที่ 11 กับพวกกลับเข้าทำงาน คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาและมีคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 79-83/2555 ว่า โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 11 กับพวกฝ่าฝืนมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ให้โจทก์รับจำเลยที่ 11 ถึงที่ 14 กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานและให้จ่ายค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 15 เป็นเงิน 40,795 บาท แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ในปี 2554 จำเลยที่ 11 ลาป่วยจำนวน 28 วัน 4 ชั่วโมง คิดเป็นจำนวนครั้ง 21 ครั้ง ลากิจจำนวน 5 วัน คิดเป็นจำนวน 10 ครั้ง โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 9 มีนาคม 2554 และวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 แจ้งให้จำเลยที่ 11 ปรับปรุงพฤติกรรมการทำงาน หนังสือทั้งสองฉบับไม่ใช่หนังสือเตือน การลาป่วยลากิจได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาทุกครั้ง การที่จำเลยที่ 11 ไม่ปรับปรุงพฤติกรรมยังคงลาป่วยและลากิจจำนวนมากไม่ใช่ความผิดร้ายแรง โจทก์ไม่อาจเลิกจ้างโดยไม่เคยตักเตือนเป็นหนังสือมาก่อน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 11 มีร่างกายอ่อนแอ มีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยกว่าลูกจ้างที่มีสถิติลากิจลาป่วยใกล้เคียงกับจำเลยที่ 11 อย่างไรอันถือได้ว่าหย่อนสมรรถภาพในการทำงาน และการที่จำเลยที่ 11 ลาป่วย 28 วัน 4 ชั่วโมง ในปี 2554 ก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ 11 หย่อนสมรรถภาพในการทำงานตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์หมวดที่ 12 ข้อ 5.1 การที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 11 จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 123 อันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม โจทก์สามารถรับจำเลยที่ 11 เข้าทำงานตำแหน่งอื่นได้แม้จะมีลูกจ้างอื่นมาทำงานในตำแหน่งเดิมของจำเลยที่ 11 ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 11 ไม่สามารถทำงานร่วมกับโจทก์ บทบัญญัติมาตรา 41 (4) ไม่ได้จำกัดอำนาจคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ให้สั่งได้แต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 11 เป็นเหตุจำเป็นอื่นที่อยู่นอกเหนือเหตุเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 (1) ถึง (5) จึงทำให้โจทก์สามารถยกขึ้นเป็นเหตุเลิกจ้างได้หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องโดยห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างดังกล่าวในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ใน (1) ถึง (5) ดังนั้นในการตีความบทบัญญัติขยายข้อยกเว้นดังกล่าวว่ากรณีใดเป็นเหตุจำเป็นที่นายจ้างจะยกขึ้นเลิกจ้างลูกจ้างนอกเหนือจาก (1) ถึง (5) ได้นั้นต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง ทั้งต้องเป็นกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นที่สำคัญซึ่งต้องพิจารณาแต่ละกรณีไป มิฉะนั้นแล้วจะเป็นการตีความขยายบทบัญญัติดังกล่าวโดยไม่มีขอบเขตอันอาจส่งผลให้ลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องไม่ได้รับความคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ในกรณีเลิกจ้างจำเลยที่ 11 นั้นโจทก์ใช้ข้อเท็จจริงที่ว่าในปี 2554 จำเลยที่ 11 ลาป่วย 28 วัน 4 ชั่วโมง คิดเป็นจำนวนครั้ง 21 ครั้ง ลากิจ 5 วัน คิดเป็นจำนวน 10 ครั้ง โดยโจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ 9 มีนาคม 2554 และวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 แจ้งให้จำเลยที่ 11 ปรับปรุงพฤติกรรมการทำงานแต่จำเลยที่11 ไม่ปรับปรุงพฤติกรรมยังคงลาป่วยลากิจจำนวนมากมาเป็นเหตุเลิกจ้าง จึงต้องพิจารณาว่าการเลิกจ้างดังกล่าวเป็นกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นที่สำคัญหรือไม่ ปรากฏว่าการลาป่วยและลากิจของจำเลยที่ 11 ดังกล่าว จำเลยที่ 11 ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาทุกครั้ง และตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ หมวดที่ 5 วันลาและหลักเกณฑ์การลาได้กำหนดหลักเกณฑ์การลาป่วยและลากิจไว้ เช่น การลาป่วยโดยปราศจากพยานหลักฐานและเหตุผลที่น่าเชื่อถือ บริษัทอาจไม่อนุญาตให้ลาป่วยโดยถือเป็นการขาดงานก็ได้ หรือในการลากิจกำหนดให้ยื่นใบลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 วัน โดยโจทก์จะอนุมัติหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหัวหน้างาน การที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่า จำเลยที่ 11 ลาป่วยและลากิจจำนวนมากแต่ก็อนุมัติให้ลาทุกครั้งโดยไม่นำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการลามาบังคับใช้อย่างเคร่งครัดทั้งที่โจทก์เคยมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 11 ปรับปรุงพฤติกรรมการลาป่วยและลากิจแล้ว เหตุที่จำเลยที่ 11 ยังคงลาป่วยและลากิจมากโดยไม่ปรับปรุงพฤติกรรมการลาส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารจัดการของโจทก์เองด้วย โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุการลาของจำเลยที่ 11 ว่าเป็นเหตุจำเป็นอื่นที่อยู่นอกเหนือเหตุเลิกจ้างตามมาตรา 123 (1) ถึง (5) ได้ การที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 11 ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับจึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่สั่งให้โจทก์รับจำเลยที่ 11 กลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างถึงวันรับกลับเข้าทำงานชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (4) หรือไม่ และค่าเสียหายดังกล่าวสูงเกินควรหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 41 (4) ไม่ได้จำกัดอำนาจของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่าจะมีคำสั่งได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นเพราะข้อความตอนท้ายบัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการสั่งให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร ดังนั้นเมื่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เห็นว่าสมควรเยียวยาจำเลยที่ 11 โดยให้โจทก์รับจำเลยที่ 11 กลับเข้าทำงานและใช้ค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างถึงวันรับกลับเข้าทำงานจึงกระทำได้ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เป็นการกำหนดค่าเสียหายที่สูงเกินควร เห็นว่า ค่าเสียหายส่วนนี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตัวโจทก์ด้วยเพราะถ้าโจทก์ทราบคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์แล้วโจทก์รับจำเลยที่ 11 กลับเข้าทำงานทันทีค่าเสียหายส่วนนี้ก็ย่อมไม่มาก แต่ในทางตรงกันข้ามหากโจทก์ทอดเวลารับจำเลยที่ 11 กลับเข้าทำงานนานออกไปเท่าใดค่าเสียหายก็ย่อมสูงขึ้นเท่านั้น โจทก์จึงอ้างว่าค่าเสียหายสูงเกินควรไม่ได้ สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์ได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้จำเลยที่ 11 ไปแล้วนับแต่วันเลิกจ้าง จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายซ้ำซ้อน อีกทั้งโจทก์ได้จ่ายค่าชดเชยให้จำเลยที่ 11 อีกส่วนหนึ่งแล้วประกอบกับจำเลยที่ 11 ไม่ได้ทำงานให้โจทก์และยังสามารถประกอบอาชีพอย่างอื่นจนกว่าคดีจะถึงที่สุดจึงยังไม่เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 11 นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 11 ไม่มีงานทำและไม่ได้รับค่าจ้างจากโจทก์ย่อมเกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 11 แล้ว ส่วนที่โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้จำเลยที่ 11 เป็นกรณีที่จำเลยที่ 11 ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 และมาตรา 118 เพราะโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 11 โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและจำเลยที่ 11 ไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 อันเป็นคนละกรณีกับความเสียหายในคดีนี้ ซึ่งจำเลยที่ 11 ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (4) และมาตรา 123 โจทก์จะนำเหตุที่โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยมาอ้างว่าจำเลยที่ 11 ไม่ได้รับความเสียหายไม่ได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 41 (4) ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟูรูกาวา เม็ททัล (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวฐิตินันท์ มงคลพิทักษ์สุข
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9042/2559
#609288
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาว่าการกระทำของลูกจ้างเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ ต้องคำนึงถึงลักษณะของการกระทำ พฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เป็นแต่ละกรณีไปว่าเป็นกรณีร้ายแรงในตัวเองหรือไม่ แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างจะไม่ได้ระบุให้การกระทำของลูกจ้างเป็นความผิดร้ายแรง ศาลแรงงานก็ย่อมมีอำนาจพิจารณาหรือวินิจฉัยได้ว่าการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของลูกจ้างดังกล่าวเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่

จำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการขุดเจาะปิโตรเลียม โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ทำงานตำแหน่งวิศวกรตรวจวัดขณะขุดเจาะ ประจำแท่นขุดเจาะน้ำมัน อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร โจทก์ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ขณะออกปฏิบัติงานภาคสนามเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 เป็นกรณีที่ร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยที่ 2 จึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 64,864,948.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง ค่าชดเชย 1,614,000 บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 242,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ และมีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าศาลแรงงานภาค 6 ตีความขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีการระบุไว้ว่า การมีแอลกอฮอล์ในร่างกายเป็นเหตุร้ายแรง การจัดอาหารให้พนักงานของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่การดูแลรักษาสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะปฏิบัติงานตลอดเวลาดังที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัย เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น การห้ามโจทก์ออกนอกสถานที่ทำงานนอกเวลางานเป็นการขัดต่อกฎหมาย จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตามอำเภอใจขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้...(4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน" ซึ่งคำว่า "กรณีที่ร้ายแรง" นี้ ย่อมหมายถึงลักษณะของการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่ง และพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เป็น แต่ละกรณีไปว่าเป็นกรณีร้ายแรงในตัวเอง ดังนั้น แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ระบุให้เป็นความผิดร้ายแรง ศาลก็ย่อมมีอำนาจพิจารณาหรือวินิจฉัยได้ว่าการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่ง ตามลักษณะที่ทำประกอบพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดจนสภาพแวดล้อมในกรณีนี้นั้นเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ มิใช่เป็นการตีความขัดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ดังที่โจทก์อุทธรณ์อ้างมา ส่วนที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 จัดอาหารไว้ให้แก่พนักงานเพื่อให้พร้อมปฏิบัติงานตลอดเวลานั้น เป็นการนำข้อเท็จจริงซึ่งปรากฏจากการพิจารณาคดีมาหยิบยกเป็นเหตุผลประกอบเพื่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่เข้มงวดต่อพนักงานของจำเลยที่ 2 ซึ่งออกปฏิบัติงานภาคสนามเพื่อให้พนักงานพร้อมที่จะปฏิบัติงานตลอดเวลาและมีความปลอดภัย คำวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค 6 ในส่วนดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด สำหรับที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่ห้ามพนักงานออกนอกสถานที่ทำงานนอกเวลาทำงานนั้น ขัดต่อกฎหมาย ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีข้อห้ามดังกล่าว ทั้งได้ความจากพยานฝ่ายโจทก์เองว่า ไม่มีข้อห้ามมิให้วิศวกรตรวจวัดขณะขุดเจาะออกนอกสถานที่ทำงานเมื่อหมดเวลาทำงานแล้ว ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างมานี้จึงไม่ขัดต่อกฎหมายใด เมื่อโจทก์ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ในขณะที่ออกปฏิบัติงานภาคสนามอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 เป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยที่ 2 จึงเลิกจ้างโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) หาใช่เป็นการเลิกจ้างโจทก์ตามอำเภอใจและไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสงกรานต์ บุญเทพ
นายวชิระ แก่นทรัพย์
ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
หรือพนักงานตรวจแรงงาน
จำเลย — จังหวัดกำแพงเพชร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 6 — นายสมชาย กิจนพศรี
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9035/2559
#606338
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มาตรา 48 (2) ประสงค์ยกเว้นค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน อากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตให้แก่ผู้ประกอบการในขณะนำของเข้ามาในราชอาณาจักรและนำเข้าไปในเขตประกอบการเสรีเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าหรือเพื่อพาณิชยกรรม ส่วนโจทก์เป็นเพียงผู้ประกอบการที่ให้บริการรับฝากสินค้าแก่ผู้ประกอบการที่นำของเข้ามาในราชอาณาจักรและนำเข้าไปในเขตประกอบการเสรีอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นการรับฝากสินค้าภายหลังจากที่ได้มีการนำของเข้ามาในราชอาณาจักรและนำเข้าไปในเขตประกอบการเสรีแล้ว กิจการของโจทก์รับฝากสินค้าในสภาพใดก็จะคืนไปในสภาพนั้น ไม่ได้ทำให้สินค้ามีประสิทธิภาพหรือมูลค่าเพิ่มขึ้น เมื่อลูกค้าต้องการฝากสินค้าโจทก์จะทำสัญญารับฝากสินค้า กำหนดค่ารับฝาก โจทก์จะจัดเตรียมพื้นที่ให้เมื่อลูกค้าต้องการรับคืนสินค้า และจะจัดทำใบเบิกสินค้าพร้อมแจ้งจำนวนสินค้าคงเหลือที่รับฝากไว้เท่านั้น แม้โจทก์จะให้บริการทางพาณิชยกรรม แต่ก็มิใช่ผู้ประกอบการที่นำเข้าของจึงไม่ได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม เบี้ยปรับและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการคลังสินค้า ขนส่ง และขนถ่ายสินค้า สถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมบางปู โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2551 สำแดงภาษีเกิน 34,074.18 บาท และขอคืนภาษีจำนวนดังกล่าว เจ้าพนักงานประเมินออกตรวจสภาพกิจการของโจทก์แล้วเห็นว่า การรับฝากสินค้าจากลูกค้าของโจทก์เข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ได้รับยกเว้นตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มาตรา 48 (2) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2550 จึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ สำหรับเดือนภาษีมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม มิถุนายน กันยายน ตุลาคม ธันวาคม 2551 เดือนภาษีมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2552 เดือนภาษีมกราคม กุมภาพันธ์ เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน 2553 คำนวณถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2554 ให้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับรวม 2,530,204.19 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยยกอุทธรณ์โจทก์ แต่ให้ลดเบี้ยปรับ คิดเป็นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม คำนวณถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 จำนวน 2,235,249.67 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประกอบกิจการของโจทก์ในเขตประกอบการเสรี นิคมอุตสาหกรรมบางปู ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มาตรา 48 (2) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2550 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า มาตรา 48 (2) ของพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2550 บัญญัติว่า "ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรและนำเข้าไปในเขตประกอบการเสรีเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าหรือเพื่อพาณิชยกรรม ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน อากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิต..." และมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติคำนิยามของคำว่า "พาณิชยกรรม" ไว้ว่า "หมายความว่า การค้าหรือการบริการในเขตประกอบการเสรี" โจทก์เป็นผู้ประกอบการพาณิชยกรรมอยู่ในเขตประกอบการเสรี จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม นั้น ปัญหานี้พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มาตรา 48 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2550 บัญญัติว่า "ให้ของที่นำเข้าไปในเขตประกอบการเสรีได้รับสิทธิประโยชน์ทางอากรเช่นเดียวกับของที่นำเข้าไปในเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และให้รวมถึงสิทธิประโยชน์ในกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(1) ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรและนำเข้าไปในเขตประกอบการเสรี ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน อากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิต สำหรับของที่เป็นเครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องใช้ รวมทั้งส่วนประกอบของสิ่งดังกล่าวที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตสินค้าหรือเพื่อพาณิชยกรรม แล้วแต่กรณี และของที่ใช้ในการสร้าง ประกอบ หรือติดตั้งเป็นโรงงานหรืออาคารในเขตประกอบการเสรี ทั้งนี้ เท่าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรและนำเข้าไปในเขตประกอบการเสรีตามที่คณะกรรมการอนุมัติ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

(2) ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรและนำเข้าไปในเขตประกอบการเสรี เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าหรือเพื่อพาณิชยกรรม ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน อากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิต ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ผู้ว่าการกำหนด

(3) ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรและนำเข้าไปในเขตประกอบการเสรีตาม (2) รวมทั้งผลิตภัณฑ์ สิ่งพลอยได้ และสิ่งอื่นที่ได้จากการผลิตในเขตประกอบการเสรี หากส่งออกไปนอกราชอาณาจักรให้ได้รับยกเว้นอากรขาออก ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิต ของที่นำเข้าไปในเขตประกอบการเสรีตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงของที่นำออกจากเขตประกอบการเสรีแห่งหนึ่งไปยังเขตประกอบการเสรีอีกแห่งหนึ่งด้วย"

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า บทบัญญัติมาตรา 48 (2) ประสงค์ยกเว้นค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตให้แก่ผู้ประกอบการในขณะนำของเข้ามาในราชอาณาจักรและนำเข้าไปในเขตประกอบการเสรีเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าหรือเพื่อพาณิชยกรรม ส่วนโจทก์เป็นเพียงผู้ประกอบการที่ให้บริการรับฝากสินค้าแก่ผู้ประกอบการที่นำของเข้ามาในราชอาณาจักรและนำเข้าไปในเขตประกอบการเสรีอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นการรับฝากสินค้าภายหลังจากที่ได้มีการนำของเข้ามาในราชอาณาจักรและนำเข้าไปในเขตประกอบการเสรีแล้ว กิจการของโจทก์รับฝากสินค้าในสภาพใดก็จะคืนไปในสภาพนั้น ไม่ได้ทำให้สินค้ามีประสิทธิภาพหรือมูลค่าเพิ่มขึ้น เมื่อลูกค้าต้องการฝากสินค้าโจทก์จะทำสัญญารับฝากสินค้ากับลูกค้า กำหนดค่ารับฝาก โจทก์จะจัดเตรียมพื้นที่ให้ เมื่อลูกค้าต้องการรับคืนสินค้า โจทก์จะจัดทำใบเบิกสินค้าพร้อมแจ้งจำนวนสินค้าคงเหลือที่รับฝากไว้เท่านั้น แม้โจทก์จะให้บริการทางพาณิชยกรรม แต่ก็มิใช่ผู้ประกอบการที่นำเข้าของจึงไม่ได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มาตรา 48 (2) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2550 การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 48 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟรีเทรดโซน โลจิสติกส์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายพินิจ สุเสารัจ
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9034/2559
#605732
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2550 โดยนำเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัท อ. มารวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่นและใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผล เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าเงินปันผลดังกล่าวเป็นเงินปันผลที่ได้รับจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงไม่สามารถนำมาเครดิตภาษีได้ ทำให้โจทก์ชำระภาษีไว้ขาด จึงประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติม โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินไว้แล้ว แต่ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ได้ขอถอนอุทธรณ์และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้จำหน่ายอุทธรณ์ของโจทก์ การประเมินจึงเป็นยุติ โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามการประเมิน และไม่อาจโต้แย้งว่าการประเมินไม่ถูกต้องได้อีกต่อไป แม้ต่อมาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการฉบับเพิ่มเติมโดยไม่นำเงินปันผลดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น ก็ไม่อาจลบล้างอำนาจประเมินของเจ้าพนักงานประเมินให้ต้องยกเลิกหรือแก้ไขการประเมินใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 11 เลขที่ ภ.ง.ด. 11-03026230-25510822-001-00028 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2551 หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร ที่ กค 0707.05/13646 ลงวันที่ 7 กันยายน 2554 และหนังสือที่ กค 0707 (อธ. 1) 173 ลงวันที่ 9 มกราคม 2555 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีและเงินเพิ่ม 1,571,729.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ถัดจากวันที่จำเลยรับไว้คือวันที่ 30 มกราคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) ประจำปีภาษี 2550 แสดงรายการว่าโจทก์มีเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ประเภทเงินเดือน ค่าจ้าง 471,605.89 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย16,561.27 บาท เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 11,989.62 บาท เงินค่าชดเชยที่ได้รับตามกฎหมายแรงงาน 1,565.32 บาท เงินสมทบกองทุนประกันสังคม 9,000 บาท และมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) เงินปันผลจากบริษัทเอเชีย ซีทรานส์ จำกัดงวดแรก 3,087,700 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 308,770 บาท และงวดที่ 2 จำนวน 3,200,000 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 320,000 บาท รวม 6,287,700 บาท โดยโจทก์นำเงินปันผลที่ได้รับทั้งสองครั้งไปรวมคำนวณภาษีโดยเครดิตภาษีเงินปันผล 2,694,728.57 บาท แล้วขอคืนภาษีไว้ 323,712.42 บาท ต่อมาสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 26 ของจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2551 ให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติม 1,375,077.96 บาท เงินเพิ่ม 103,130.85 บาท รวม 1,478,208 บาท โดยอ้างว่า เงินปันผลที่โจทก์ได้รับจากบริษัทเอเชีย ซีทรานส์ จำกัด เป็นเงินปันผลที่บริษัทดังกล่าวได้รับจากบริษัทคุณนที จำกัด ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจึงเป็นเงินปันผลที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคล ไม่สามารถนำมาเครดิตภาษีได้ ทั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของกรมสรรพากร ที่ ป. 119/2545 (ข้อ 10) โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2551 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนคำอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้จำหน่ายอุทธรณ์ของโจทก์ วันที่ 29 มกราคม 2552 โจทก์ชำระเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มตามการประเมินให้แก่จำเลย 1,581,339.06 บาท ในวันเดียวกันโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 91) ประจำปีภาษี 2550 ฉบับเพิ่มเติม โดยไม่นำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษี ซึ่งมีภาษีต้องชำระ 9,609.93 บาท แต่โจทก์นำภาษีที่ชำระตามการประเมินภาษี 1,375,077.96 บาท มาเครดิต เป็นผลให้มีภาษีชำระเกินและขอคืนได้ 1,365,468.03 บาท วันที่ 7 กันยายน 2554 สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 26 มีหนังสือแจ้งไม่คืนภาษีอากรแก่โจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิเลือกนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่นเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว การยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมโดยไม่นำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีจึงไม่อาจกระทำได้ และโจทก์ไม่มีสิทธินำเงินภาษีที่โจทก์ได้ชำระตามการประเมินมาเครดิตภาษี โจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรดังกล่าว ต่อมาจำเลยแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งโดยไม่คืนภาษีอากรด้วยเหตุผลเช่นเดิม

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฉบับเพิ่มเติม โดยเลือกไม่นำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่นทั้งมีสิทธินำภาษีที่ชำระตามการประเมินของเจ้าพนักงานมาเครดิตในแบบแสดงรายการฉบับเพิ่มเติมนั้นได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า เมื่อผู้ถูกประเมินไม่เห็นชอบด้วยกับการประเมินจะต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน และเมื่อผู้ถูกประเมินยังไม่เห็นชอบด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ก็ให้อุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีนี้โจทก์เป็นผู้มีเงินได้ประเภทเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทเอเชีย ซีทรานส์ จำกัด งวดแรกจำนวน 3,087,700 บาท งวดที่ 2 จำนวน 3,200,000 บาท รวม 6,287,700 บาท ซึ่งโจทก์เห็นว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 ของเงินปันผลดังกล่าวโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่นก็ได้ตามมาตรา 48 (3) แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์เลือกใช้สิทธิยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น แล้วขอคืนภาษีไว้ 323,712.42 บาท ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2551 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติมและเงินเพิ่มรวม 1,478,208 บาท โดยอ้างว่าเงินปันผลที่โจทก์ได้รับเป็นเงินปันผลที่ได้รับจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจึงไม่สามารถนำมาเครดิตภาษีได้ เมื่อปรับปรุงแล้วมีภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม 1,375,077.96 บาท กรณีของโจทก์จึงเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีโจทก์ หากโจทก์ไม่เห็นด้วยก็ต้องอุทธรณ์การประเมินไปตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร ทำนองเดียวกับกรณีผู้มีเงินได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดก็เช่นกัน หากจะยื่นแบบแสดงรายการใหม่ให้ถูกต้องเองโดยการชำระภาษีเพิ่มเติมหรือขอภาษีคืนแล้วแต่กรณี ก็ชอบที่จะกระทำเสียก่อนมีการประเมินภาษี มิฉะนั้นก็จะต้องอุทธรณ์การประเมินจึงจะเปลี่ยนแปลงผลการประเมินภาษีนั้นได้ ลำพังแต่การยื่นแบบแสดงรายการฉบับเพิ่มเติม หาอาจลบล้างอำนาจประเมินของเจ้าพนักงานประเมินให้ต้องยกเลิกหรือแก้ไขการประเมินใหม่ ซึ่งคดีนี้โจทก์ก็ได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 ไปแล้ว แต่ปรากฏว่าในการระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ได้ขอถอนอุทธรณ์และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้จำหน่ายอุทธรณ์ของโจทก์ การประเมินจึงเป็นยุติ โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการประเมินโดยโจทก์ไม่อาจโต้แย้งว่าการประเมินไม่ถูกต้องได้อีกต่อไป แม้โจทก์จะอ้างว่า โจทก์ขอถอนอุทธรณ์เพราะมีเจตนาที่จะยื่นแบบแสดงรายการฉบับเพิ่มเติมก็ตาม แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายใดสนับสนุนให้โจทก์กระทำเช่นนั้นได้ ที่โจทก์อ้างอีกว่า โจทก์ได้รับคำแนะนำจากนางเพ็ญพยอม และนางอรุณี เจ้าพนักงานของจำเลยให้โจทก์ขอถอนอุทธรณ์และยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมโดยไม่นำเงินได้เงินปันผลไปรวมกับเงินได้อื่นนั้น ข้ออ้างดังกล่าวก็ไม่มีผลผูกพันโจทก์ให้จำต้องถือตามแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระภาษีตามการประเมินที่เป็นยุติแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธินำภาษีที่ชำระตามการประเมินมาเครดิตในแบบแสดงรายการฉบับเพิ่มเติมนั้นได้ ฉะนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฉบับเพิ่มเติมโดยเลือกไม่นำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธินำภาษีที่ชำระตามการประเมินของเจ้าพนักงานมาเครดิตในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฉบับเพิ่มเติมได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 48 (3) ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกำพล หรั่งโพธิ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8950/2559
#606122
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยมิใช่บุตรของ จ. และ ส. ซึ่งเป็นบิดามารดาของโจทก์ โดยโจทก์ได้ร้องขอให้นายอำเภอคลองหลวงแก้ไขรายการช่องบิดามารดาในทะเบียนราษฎรของจำเลย คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงไม่อาจแก้ไขรายการช่องบิดามารดาในทะเบียนราษฎรของจำเลยได้ ทำให้โจทก์ในฐานะบุตรของ จ. และ ส. เสียสิทธิในการได้รับสิทธิทำกินในที่ดิน ส.ป.ก. และสิทธิอื่นอีกหลายประการ จึงขอให้บังคับจำเลยแจ้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิกถอนชื่อ จ. และ ส. ในช่องบิดามารดาออกจากรายการทะเบียนราษฎรของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่พึงจะได้รับตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อขอให้บังคับจำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิกถอนชื่อ จ. และ ส. ในช่องบิดามารดาออกจากรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยได้ แล้วพิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาตามรูปคดี จำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน ปัญหาดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 ก่อนแก้ไขเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่โจทก์จำเลยพิพาทกันเป็นคดีนี้บัญญัติว่า ในกรณีที่มีปัญหาว่า คดีใดจะอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด และวรรคสองบัญญัติว่า การขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามวรรคหนึ่ง คู่ความจะต้องร้องขอก่อนวันสืบพยานแต่ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรให้กระทำได้ก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การที่จำเลยยกปัญหาเรื่องฟ้องผิดศาลขึ้นในชั้นฎีกาจึงเป็นการล่วงเลยระยะเวลาตามกฎหมาย ไม่อาจกระทำได้ ทั้งจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาท จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จะยกขึ้นอ้างได้แม้จะมิได้หยิบยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแจ้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิกถอนชื่อนายจวนและนางไสวในช่องบิดามารดาออกจากรายการทะเบียนราษฎรของจำเลย หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า กรณีตามคำฟ้องไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ระหว่างโจทก์และจำเลยตามกฎหมายที่จะฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำขอบังคับได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมิใช่บุตรที่เกิดจากนายจวนและนางไสว ให้จำเลยไปดำเนินการแจ้งต่อนายทะเบียน หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์ นางจำนงค์ นางจำเนียน นางอำนวย นางสาวบุญช่วย นางอนันต์หรือซิ้มและนายเอนก เป็นบุตรของนายจวนและนางไสว เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2519 นายจวนลงลายมือชื่อแจ้งเกิดจำเลย ระบุว่ามารดาชื่อนางไสว บิดาชื่อนายลำจวน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้ไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น เนื่องจากการเพิกถอนชื่อบิดามารดาจากทะเบียนราษฎรที่บอกสถานะของครอบครัวอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นเป็นประเด็นข้อพิพาท ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัย เมื่อโจทก์ฟ้องผิดศาล คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย นอกจากนั้นที่ดิน ส.ป.ก. จำนวน 32 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา ตามสำเนารังวัดฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2526 กลุ่มที่ 104 แปลงที่ 6 ที่โจทก์อ้างสิทธิขอแบ่งมรดกของนายจวน ปัจจุบันมีชื่อนายเอนก เป็นผู้ทำประโยชน์ โจทก์จึงไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จะฟ้องร้องจำเลย เห็นว่า ปัญหาว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่โจทก์จะฟ้องร้องจำเลยได้หรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เคยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่พึงจะได้รับตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อขอให้บังคับจำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิกถอนชื่อนายจวนและนางไสว ในช่องบิดามารดาออกจากรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยได้ พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาตามรูปคดี จำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน ปัญหาดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยไม่อาจหยิบยกขึ้นฎีกาได้อีก ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์ฟ้องผิดศาลหรือไม่นั้น พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 ก่อนแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่โจทก์จำเลยพิพาทกันเป็นคดีนี้บัญญัติว่า ในกรณีที่ปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว หรือศาลยุติธรรมอื่น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด และวรรคสองบัญญัติว่า การขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามวรรคหนึ่ง คู่ความจะต้องร้องขอก่อนวันสืบพยานแต่ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรให้กระทำได้ก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การที่จำเลยยกปัญหาเรื่องฟ้องผิดศาลขึ้นในชั้นฎีกา จึงเป็นการล่วงเลยระยะเวลาตามกฎหมาย ไม่อาจกระทำได้ ทั้งจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาท จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จะยกขึ้นอ้างได้ แม้จะมิได้หยิบยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบรรจง ชื่นคำ
จำเลย — นายอำนาจ ชื่นคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนาถพงษ์ สุขะปุณณพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร อยู่ถนอม
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8946/2559
#607964
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) มี ห. เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยได้รับการยกให้จากบิดาและครอบครองต่อมาอีก 27 ปี เป็นการออกเอกสารสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ห. จึงครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนมี พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2520 ซึ่งผู้ครอบครองที่ดินมาก่อนมีพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และไม่เกิน 50 ไร่ หรือไม่เกิน 100 ไร่ กรณีการเลี้ยงสัตว์จำพวกสัตว์ใหญ่ให้ผู้ครอบครองที่ดินมาก่อนนั้นมีสิทธิในที่ดินต่อไป แต่ต้องไม่เกินหนึ่งพันไร่ ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 29 วรรคสอง ส่วนสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินเฉพาะที่ราชพัสดุที่โอนมาจากกระทรวงการคลังตาม ป.ที่ดิน ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ที่ราชพัสดุที่กระทรวงการคลังได้มาเนื่องจากการจัดซื้อของ ส.ป.ก. หรือมีผู้ยกให้แก่ ส.ป.ก. เพื่อดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่งมีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้กระทรวงการคลังดำเนินการโอนที่ราชพัสดุดังกล่าวให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ การโอนที่ราชพัสดุดังกล่าวมิให้นำความในมาตรา 8 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 มาใช้บังคับ และให้ดำเนินการโอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น ที่ราชพัสดุนอกจากนี้ไม่อาจนำมาปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ เนื่องจากการโอนที่ราชพัสดุให้กระทำโดยพระราชบัญญัติ และให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ ตามมาตรา 5 เมื่อที่ดินพิพาทมีผู้มีสิทธิในที่ดินเป็นผู้ครอบครองมาก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน และไม่ใช่ที่ราชพัสดุที่โอนมาจากกระทรวงการคลังตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ ส.ป.ก. จะใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ ดังนั้น ที่ ส.ป.ก. ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่ อ. อันมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการออกหนังสืออนุญาตดังกล่าวทำให้ที่ดินพิพาทที่ถูกยึดขายทอดตลาดได้เป็นที่ดินที่ไม่อาจถูกบังคับคดีได้ก็ตาม แต่คดีนี้เป็นการพิจารณาเพียงว่าสมควรเพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่เท่านั้น เมื่อที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อออกขายทอดตลาด มีการออกเอกสารสิทธิที่ดินทับซ้อนกัน และยังมิได้มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินฉบับใดฉบับหนึ่ง ย่อมมีเหตุขัดข้องในการบังคับคดีให้ลุล่วงไป กรณีจึงมีเหตุสมควรให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียังมิได้ถอนการบังคับคดี การเพิกถอนการขายทอดตลาดมีผลเพียงเท่ากับยังมิได้ขายทอดตลาด ต่อไปภายหน้าหากเรื่องเอกสารสิทธิในที่ดินยุติลงก็อาจนำออกขายทอดตลาดใหม่ได้ ส่วนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งเป็นทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำออกขายทอดตลาดกับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ข.) ที่ออกให้แก่ อ. นั้น ฉบับใดจะออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอาจต้องว่ากล่าวกันต่อไปต่างหากหลังจากเพิกถอนการขายทอดตลาดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,150,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 มิถุนายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1543 เลขที่ดิน 3 หน้า 43 เล่ม 16 ก ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง ขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ยกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 คืนเงินมัดจำ 70,000 บาท และขอให้พ้นภาระผูกพันตามสัญญาซื้อขายที่ดิน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในครั้งนี้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติโดยที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1543 ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ซึ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ มีนายอุดมเป็นผู้ทำประโยชน์ โดยอาศัยสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก 4-01 ข.) เลขที่ 1178 และผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สมควรให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1543 ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เนื้อที่ 49 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา ออกเอกสารสิทธิในที่ดิน (น.ส. 3 ก) ตามประกาศผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เดินสำรวจเพื่อออกเอกสารสิทธิทั้งตำบล ซึ่งมีนายเหรียญทอง เป็นผู้ครอบครองและทำบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ นายเหรียญทองครอบครองที่ดินพิพาทโดยได้รับให้จากนายเพ็งบิดาและครอบครองต่อมาอีกรวม 27 ปี เป็นการออกเอกสารสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผู้ใดคัดค้าน นายเหรียญทองจึงครอบครองที่ดินมาก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2520 ซึ่งผู้ครอบครองที่ดินมาก่อนมีพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และไม่เกิน 50 ไร่ หรือไม่เกิน 100 ไร่ กรณีการเลี้ยงสัตว์จำพวกสัตว์ใหญ่ให้ผู้ครอบครองมาก่อนนั้นมีสิทธิในที่ดินต่อไป แต่ต้องไม่เกินหนึ่งพันไร่ ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 29 วรรคสอง ส่วนสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินเฉพาะที่ราชพัสดุที่โอนมาจากกระทรวงการคลังตามประมวลกฎหมายที่ดิน ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ที่ราชพัสดุที่กระทรวงการคลังได้มาเนื่องจากการจัดซื้อของ ส.ป.ก. หรือมีผู้ยกให้แก่ ส.ป.ก. เพื่อดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่งมีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้กระทรวงการคลังดำเนินการโอนที่ราชพัสดุให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ การโอนที่ราชพัสดุมิให้นำความในมาตรา 8 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 มาใช้บังคับ และให้ดำเนินการโอนตามประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น ที่ราชพัสดุนอกจากนี้ไม่อาจนำมาปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ เนื่องจากการโอนที่ราชพัสดุให้กระทำโดยพระราชบัญญัติ ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 มาตรา 8 และให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ ตามมาตรา 5 เมื่อที่ดินพิพาทมีผู้มีสิทธิในที่ดินเป็นผู้ครอบครองมาก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตปฏิรูปที่ดินและไม่ใช่ที่ราชพัสดุที่โอนมาจากกระทรวงการคลังตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ ส.ป.ก. จะใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ ดังนั้น ที่ ส.ป.ก. ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่นายอุดม เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2542 โดยคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินในเอกสารระบุว่า ได้ที่ดินมา พ.ศ.2524 ซื้อมาจากนายเผด็จในราคาไร่ละ 1,200 บาท นายอุดมซึ่งครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว ส่วนนายเผด็จก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ ว่ามีสิทธิในที่ดินพิพาท อันมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน อันทำให้ที่ดินพิพาทที่ถูกยึดขายทอดตลาดได้ เป็นที่ดินที่ไม่อาจถูกบังคับคดีได้ก็ตาม แต่คดีนี้เป็นการพิจารณาเพียงว่า สมควรเพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่เท่านั้น เมื่อที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดนั้น มีการออกเอกสารสิทธิที่ดินทับซ้อนกัน และยังมิได้มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินฉบับใดฉบับหนึ่ง ย่อมมีเหตุขัดข้องในการบังคับคดีให้ลุล่วงไป กรณีจึงมีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดียังมิได้ถอนการบังคับคดี การเพิกถอนการขายทอดตลาดมีผลเพียงเท่ากับยังมิได้ขายทอดตลาด ต่อไปภายหน้าหากเรื่องเอกสารสิทธิในที่ดินยุติลงก็อาจนำออกขายทอดตลาดใหม่ได้ ส่วนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1543 ซึ่งเป็นทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำออกขายทอดตลาด กับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ข.) เลขที่ 1178 ที่ออกให้แก่นายอุดมเข้าทำประโยชน์นั้น ฉบับใดจะออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอาจต้องว่ากล่าวกันต่อไปต่างหาก หลังจากเพิกถอนการขายทอดตลาดแล้ว และข้อเท็จจริงได้ความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำการรังวัดชี้ตำแหน่งที่ดินในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ตามบันทึกถ้อยคำเรื่องการขอความอนุเคราะห์ชี้ตำแหน่งที่ดิน ถือได้ว่าผู้ซื้อทรัพย์ได้ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลเหตุแห่งข้ออ้างชัดเจนในวันดังกล่าว การที่ผู้ซื้อทรัพย์มายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในวันที่ 12 มีนาคม 2556 จึงไม่ช้ากว่า 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยให้ เพราะไม่ทำให้คดีมีผลเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิรุธ ปิณฑะรุจิ
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายอนุภาพ ถิรลาภ
จำเลย — บริษัทแสงอนงค์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายชัยพร วัฒนสุทธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชาญวิทย์ ท้วมเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
จักร อุตตโม
ประเสริฐ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8944/2559
#607645
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เด็ดขาด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยขอให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นการสั่งจำหน่ายคดีตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 ตอนท้าย มิได้ประสงค์ให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปจากศาลเสียทีเดียว คำสั่งจำหน่ายคดีเช่นนี้มิใช่คำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 เมื่อต่อมาศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีล้มละลาย โจทก์ก็กลับมาดำเนินคดีนี้ต่อไปได้

แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปโดยไม่ได้ไต่สวน แต่ในวันนัดพร้อม จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป และศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องดังกล่าวแล้ว ถือว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องอ้างว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เด็ดขาดแล้วเท่านั้น ไม่ปรากฏเหตุผลอื่นอีก ศาลชั้นต้นสามารถวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวได้เองตามข้อกฎหมายข้างต้น คดีจึงไม่จำต้องไต่สวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 196,186,244.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ต่อมาระหว่างสืบพยานโจทก์ในวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ปรากฏว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งวันที่ 31 สิงหาคม2544 พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 และออกหมายเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าเป็นคู่ความแทน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงขอเข้าว่าคดีแทนและขอให้จำหน่ายคดีตามคำแถลงลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกจากสารบบความ ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขึ้นพิจารณาต่อ เนื่องจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีล้มละลาย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ยกคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขึ้นพิจารณาต่อ และนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์จำเลย

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อ เพราะว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการจำหน่ายคดีโดยเด็ดขาดแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การจำหน่ายคดีดังกล่าวมิได้เป็นการสั่งจำหน่ายคดีโดยเด็ดขาด ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่ง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกจากสารบบความเป็นการจำหน่ายคดีโดยเด็ดขาด อันมีผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะดำเนินคดีนี้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อีกต่อไปหากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อีก โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 25 บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งให้ศาลมีอำนาจงดการพิจารณาคดีไว้ หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เด็ดขาด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยขอให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ การพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้จึงไม่เป็นประโยชน์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นการสั่งจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 25 ตอนท้าย มิได้ประสงค์ให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปจากศาลเสียทีเดียว คำสั่งจำหน่ายคดีเช่นนี้มิใช่สั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 ดังนั้น เมื่อต่อมาศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีล้มละลาย โจทก์ก็กลับมาดำเนินคดีนี้ต่อไปได้ โจทก์จึงหาต้องไปฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นคดีใหม่ภายในอายุความดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการสุดท้ายว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปโดยไม่ได้ไต่สวนหรือให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คัดค้านก่อนนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป โดยไม่ได้ไต่สวน แต่ในวันนัดพร้อมคู่ความ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป และศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องดังกล่าวแล้ว ถือว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป อ้างว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เด็ดขาดแล้วเท่านั้น โดยไม่ปรากฏเหตุผลอื่นอีก ซึ่งปัญหาดังกล่าวศาลชั้นต้นสามารถวินิจฉัยได้เองตามข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้น คดีจึงไม่จำต้องไต่สวน คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 132
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.สหยนต์กิจเจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8921/2559
#611628
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นคดีความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่คดีความผิดอันยอมความได้ บันทึกข้อตกลงในส่วนที่จะถอนฟ้องจึงเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้จะฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติครบถ้วนตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ก็ไม่อาจบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงด้วยการให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น จำเลยก็จะใช้สิทธิขอให้บังคับในคดีนี้ไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์เป็นพนักงานจ้างของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็ก วันที่ 31 ตุลาคม 2554 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลประดู่ได้บอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ และไม่สามารถดำเนินการออกหนังสือรับรองการปฏิบัติงานให้โจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถสมัครเข้ารับการคัดเลือกโดยไม่ต้องสอบแข่งขันสำหรับพนักงานจ้างเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นพนักงานครูองค์การบริหารส่วนตำบลตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็กได้ อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่ตำบลประดู่ อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 3 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า โจทก์เบิกความยืนยันว่าได้นำหนังสือรับรองการปฏิบัติงานไปเสนอให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน โจทก์เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็กมานานเกิน 3 ปี จนมีคุณสมบัติสมัครเข้ารับคัดเลือกเป็นพนักงานครูองค์การบริหารส่วนตำบลตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็ก และได้ขอรับแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร่วมกับบุคคลอื่นรวม 6 คน เพื่อนำไปประกอบการสมัครเข้ารับคัดเลือก หากโจทก์ได้รับคัดเลือกย่อมทำให้โจทก์มีสถานะและตำแหน่งหน้าที่การงานที่มั่นคงดีกว่าเดิม จึงไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะไม่มาติดตามขอรับหนังสือรับรองการปฏิบัติงานและนำไปสมัครเข้ารับคัดเลือกดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง เชื่อว่าเหตุการณ์ที่โจทก์แจ้งต่อเจ้าพนักงานและเบิกความต่อศาลชั้นต้นเป็นความจริง และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้หยิบยกประเด็นตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งจำเลยที่ 2 ปฏิบัติครบถ้วนแล้ว โจทก์ต้องถอนฟ้องตามที่ตกลงกันไว้ แต่ศาลชั้นต้นมิได้ตรวจสอบโดยให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามคำร้องขอของโจทก์อันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐานนั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาตามคำร้องขอของโจทก์โดยไม่ดำเนินการไต่สวนให้ได้ความว่ามีการปฏิบัติตามข้อตกลงครบถ้วนหรือไม่นั้น แม้จะเป็นการดำเนินการที่ผิดขั้นตอนไปบ้างแต่มิใช่เป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐานดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา การที่ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณามิได้ทำให้กระบวนพิจารณานั้นเสียไป ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้โต้แย้งคัดค้านกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในขณะนั้น แต่เมื่อจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้วินิจฉัยให้นั้นย่อมไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไปโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 แม้จะมีข้อความในทำนองว่าหากจำเลยที่ 2 ดำเนินการครบถ้วนตามข้อตกลงแล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้ก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นคดีความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่คดีความผิดอันยอมความได้ บันทึกข้อตกลงในส่วนที่จะถอนฟ้องดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แม้จะฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติครบถ้วนตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ก็ไม่อาจบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงด้วยการให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น จำเลยก็จะใช้สิทธิขอบังคับในคดีนี้ไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วนับว่าจำเลยที่ 2 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตนตามสมควร ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่า แต่เพื่อป้องปรามมิให้จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก จึงให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิรินทรา ศรีเพชร
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลประดู่ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นายปรีชา โรจนนิมิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายรัฐพลี ตั้งใจตรง
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8914/2559
#606335
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์อาศัยสิทธิความเป็นเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นมาฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการแทนบริษัทซึ่งไม่ยอมฟ้องร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 โดยบทกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่บริษัทยังไม่เลิกและกรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท ถ้าบริษัทไม่ยอมฟ้องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการ ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ แต่ปรากฏว่าในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ บริษัทถูกนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทขีดชื่อออกจากทะเบียนไปแล้วโดยที่ไม่ปรากฏว่าศาลมีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน จึงต้องถือว่าบริษัทเป็นอันเลิกกันแล้วในขณะฟ้องคดีนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1264 (เดิม) แม้ตามบทกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดว่า ความรับผิดของกรรมการ ของผู้จัดการและของผู้ถือหุ้นทุก ๆ คนมีอยู่อย่างไร ก็ให้คงมีอยู่อย่างนั้นและพึงเรียกบังคับได้เสมือนดั่งว่าบริษัทยังมิได้เลิกก็ตาม แต่ก็ได้ความว่า ในขณะฟ้องคดีนี้มีการตั้งจำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระบัญชีแล้ว และจำเลยทั้งสามก็มีหน้าที่ดำเนินการชำระบัญชีใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป บริษัทจึงอยู่ระหว่างการชำระบัญชีแล้ว ผู้มีอำนาจจัดการกิจการของบริษัทย่อมได้แก่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1259 หากจำเลยทั้งสามในฐานะผู้ชำระบัญชีปฏิบัติหน้าที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายอย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อไม่มีกฎหมายให้อำนาจผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดฟ้องคดีแทนบริษัทในระหว่างชำระบัญชีได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนบริษัท ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 28,525,110 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่มีการขายที่ดินดังกล่าวเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัทคิงเดวิด จำกัด กับมีคำสั่งเพิกถอนการชำระบัญชีและการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของบริษัท คิงเดวิด จำกัด โดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากมีเงินเหลือหลังจากการชำระหนี้ให้ชำระคืนแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการชำระบัญชีและการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของบริษัท คิงเดวิด จำกัด และให้จำเลยทั้งสามดำเนินการชำระบัญชีบริษัทคิงเดวิด จำกัด ใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีในส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการชำระบัญชีและการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของบริษัทคิงเดวิด จำกัด และให้จำเลยทั้งสามดำเนินการชำระบัญชีบริษัทคิงเดวิด จำกัด ใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไปนั้น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้ง จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะในส่วนที่โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 28,525,110 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่มีการขายที่ดินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัทคิงเดวิด จำกัด ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยโจทก์บรรยายคำฟ้องในส่วนนี้ว่า ในปี 2542 คณะกรรมการของบริษัทซึ่งประกอบไปด้วย จำเลยทั้งสามมีมติให้ขายที่ดินตามฟ้องซึ่งมีมูลค่า 28,525,110 บาท ตามงบการเงินสำหรับรอบปีบัญชี 2539 และ 2540 ให้แก่บริษัทซี - ซอนท์ จำกัด ไปในราคาซึ่งต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมและเงินที่ได้จากการขายที่ดินก็ไม่เคยโอนหรือนำมาบันทึกในงบการเงินของบริษัทคิงเดวิด จำกัด แต่กลับเบียดบังไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการตามกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท ทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท เจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น จำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการของบริษัทจะต้องร่วมกันคืนเงินค่าที่ดินไม่น้อยกว่า 28,525,110 บาท ให้แก่บริษัทคิงเดวิด จำกัด เมื่อบริษัทคิงเดวิด จำกัด ไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นของบริษัทคิงเดวิด จำกัด จึงมีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามได้ ในปี 2546 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทขีดชื่อบริษัทคิงเดวิด จำกัด ออกจากทะเบียน จนกระทั่งมีการจดทะเบียนตั้งผู้ชำระบัญชีและเสร็จการชำระบัญชีในปี 2549 และโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2550 นั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้เป็นการอาศัยสิทธิความเป็นเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นมาฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการแทนบริษัทซึ่งไม่ยอมฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 โดยบทกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่บริษัทยังไม่เลิกและกรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท ถ้าบริษัทไม่ยอมฟ้องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการ ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ แต่ปรากฏว่าในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ บริษัทคิงเดวิด จำกัด ได้ถูกนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทขีดชื่อออกจากทะเบียนไปแล้ว โดยที่ไม่ปรากฏว่าศาลมีคำสั่งให้จดชื่อบริษัท คิงเดวิด จำกัด กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าบริษัทคิงเดวิด จำกัด เป็นอันเลิกกันแล้วในขณะฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 (5) (เดิม) แม้ตามบทกฎหมายจะกำหนดว่า ความรับผิดของกรรมการ ของผู้จัดการและของผู้ถือหุ้นทุก ๆ คนมีอยู่เท่าไร ก็ให้คงมีอยู่อย่างนั้นและพึงเรียกบังคับได้เสมือนดั่งว่าบริษัทยังมิได้เลิกก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าในขณะฟ้องคดีนี้มีการตั้งจำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระบัญชีแล้ว และจำเลยทั้งสามก็มีหน้าที่ดำเนินการชำระบัญชีใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป บริษัทคิงเดวิด จำกัด จึงอยู่ระหว่างชำระบัญชีแล้ว ผู้มีอำนาจจัดการกิจการของบริษัท คิงเดวิด จำกัด ย่อมได้แก่จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1259 หากจำเลยทั้งสามในฐานะผู้ชำระบัญชีปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เมื่อไม่มีบทกฎหมายให้อำนาจเจ้าหนี้หรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดมีอำนาจฟ้องคดีแทนบริษัทในระหว่างชำระบัญชีได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าที่ดินแทนบริษัทคิงเดวิด จำกัด ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำขอในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1264 (เดิม) ม. 1169 ม. 1259
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแมนเล่ย์ จำกัด
นายยงยุทธ์หรือจิรัฏฐ์
จำเลย — หมื่นชาญทิพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายนพกร กล่ำทวี
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
เกษม เกษมปัญญา
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8904/2559
#606712
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รู้ตั้งแต่ก่อนประมูลซื้อห้องชุดว่า เจ้าของร่วมเดิมมีหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ทั้งตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดให้ผู้ซื้อทรัพย์ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มที่ค้างชำระด้วย การที่โจทก์เข้าร่วมประมูลซื้อห้องชุดรายนี้เท่ากับโจทก์ตกลงยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดดังกล่าวกับเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า หากโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อห้องชุดได้และมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางที่ค้างชำระอยู่โจทก์ยินยอมเป็นผู้รับผิดชำระหนี้รายนี้ เมื่อปรากฏว่าเจ้าของร่วมเดิมมีหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของร่วมเดิม โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มให้แก่จำเลยที่ 1 ที่โจทก์อ้าง ป.วิ.พ. มาตรา 309 จัตวา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 29) พ.ศ.2558 มาตรา 3 ที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคลอาคารชุดแจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเพื่อออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว เมื่อขายทอดตลาดแล้วให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวจนถึงวันขายทอดตลาดแก่นิติบุคคลอาคารชุดก่อนเจ้าหนี้จำนอง และให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ต้องใช้หนังสือรับรองการปลอดหนี้นั้น มาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป แต่การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 309 จัตวา มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ เมื่อโจทก์ไม่ยอมชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มที่เจ้าของร่วมเดิมค้างชำระให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดเลขที่ 22/185 ชั้นที่ 5 อาคารเลขที่ 7 ชื่ออาคารชุดป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม ครูเมืองทอง 7 ตั้งบนที่ดินโฉนดเลขที่ 154607 ตำบลบ้านใหม่ (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ให้จำเลยทั้งสองยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวมการใช้ทรัพย์ส่วนกลางและการออกเสียงในการประชุมใหญ่แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดรายได้เดือนละ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการ โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อห้องชุดเลขที่ 22/185 ชั้นที่ 5 อาคารเลขที่ 7 ชื่ออาคารชุดป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม ครูเมืองทอง 7 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 154607 ตำบลบ้านใหม่ (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาลแพ่งโดยปลอดจำนอง วันที่ 21 ตุลาคม 2556 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2556 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มจากการชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางล่าช้าที่เจ้าของร่วมเดิมค้างชำระรวมเป็นเงิน 121,455.63บาท จึงจะออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้ โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง ตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 หรือตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบังคับซึ่งตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 กำหนดให้เจ้าของร่วมต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่มีในทรัพย์สินส่วนกลาง หากเจ้าของร่วมผิดนัดต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มด้วย ดังนั้น เจ้าของร่วมจึงต้องมีส่วนรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มตามบทกฎหมายและข้อบังคับเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุด มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติว่า พนักงานเจ้าหน้าที่จะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้เมื่อห้องชุดดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดมาแสดง และวรรคสาม ผู้จัดการต้องดำเนินการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามวรรคสองให้แก่เจ้าของร่วมภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอและเจ้าของร่วมได้ร่วมชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ครบถ้วนแล้ว โจทก์มีนายธนพงศ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เป็นพยานเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ก่อนที่จะมีการประมูลขายห้องชุด เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือให้จำเลยที่ 1 แจ้งภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มจากการชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางล่าช้าเพื่อนำมาประเมินราคาทรัพย์สินและประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีมีเงื่อนไขให้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มต่างหากจากราคาที่ประมูลขาย เจือสมกับคำเบิกความของนายบัณฑูร ผู้รับมอบอำนาจจำเลยทั้งสองว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศให้ผู้เข้าร่วมประมูลซื้อทรัพย์ทราบถึงภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มที่เจ้าของร่วมเดิมค้างชำระก่อนทำการประมูลตามที่จำเลยทั้งสองแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้ว จึงรับฟังได้ว่า โจทก์รู้ตั้งแต่ก่อนประมูลซื้อห้องชุดว่าเจ้าของร่วมเดิมมีหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ทั้งตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดให้ผู้ซื้อทรัพย์ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มที่ค้างชำระด้วย การที่โจทก์เข้าร่วมประมูลซื้อห้องชุดรายนี้เท่ากับโจทก์ตกลงยอมรับข้อกำหนดเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดดังกล่าวกับเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า หากโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อห้องชุดได้และมีหนี้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางที่ค้างชำระอยู่ โจทก์ยินยอมเป็นผู้รับผิดชำระหนี้รายนี้ เมื่อปรากฏว่าเจ้าของร่วมเดิมมีหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของร่วมเดิม โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์จะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่จะต้องไปฟ้องร้องบังคับเอาแก่เจ้าของร่วมเดิมเองเพื่อปัดความรับผิดของตนหาได้ไม่ ที่โจทก์ฎีกาอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 จัตวา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 29) พ.ศ.2558 มาตรา 3 ที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคลอาคารชุดแจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเพื่อออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว เมื่อขายทอดตลาดแล้วให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวจนถึงวันขายทอดตลาดแก่นิติบุคคลอาคารชุดก่อนเจ้าหนี้จำนอง และให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ต้องใช้หนังสือรับรองการปลอดหนี้นั้น เห็นว่า มาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป แต่การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 จัตวา มาใช้บังคับแก่กรณีของโจทก์ได้ เมื่อโจทก์ไม่ยอมชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มที่เจ้าของร่วมเดิมค้างชำระให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นละเมิด คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 จัตวา
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 วรรคสอง ม. 29 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
นิติบุคคลอาคารชุด ป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม
จำเลย — ครูเมืองทอง ๗ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวเสมอแข เสนเนียม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชาญ พึ่งประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8902/2559
#605389
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทำการสืบสวนสอบสวนแล้วเชื่อว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 โจทก์จึงมีคำวินิจฉัยสั่งการให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งจำเลยเป็นเวลาหนึ่งปีและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 96 นั้น โจทก์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการที่เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง เมื่อโจทก์พิจารณารายงานการสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด โดยใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยกระทำการเป็นการฝ่าฝืน ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 57 มีผลให้การเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจำเลยมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และโจทก์ได้มีคำวินิจฉัยสั่งการ โดยให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่ไม่เกินค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใหม่ รวมทั้งให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยด้วย คำสั่งดังกล่าวย่อมมีผลบังคับเด็ดขาดเฉพาะกรณีการสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยเป็นเวลาหนึ่งปีและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ อันเกี่ยวกับในส่วนวิธีการและการจัดการเลือกตั้งตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์เท่านั้น แต่การที่โจทก์ขอให้ศาลบังคับจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งนั้น ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 99 วรรคหนึ่ง เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยรับผิดในทางแพ่ง เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้มอบเงิน 20 บาท ให้แก่ ค. เพื่อจงใจให้ลงคะแนนเลือกตั้งจำเลยเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใหม่ ดังนั้น การที่โจทก์จัดให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใหม่ จึงมิได้เกิดจากการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 57 จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งนั้นให้แก่โจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 293,422.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2548 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2547 ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ประกาศให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2547 มีผู้รับสมัครเลือกตั้ง 3 คน คือ นายเฉลียว หมายเลข 1 จำเลย หมายเลข 2 และนายวิชาญ หมายเลข 3 ผลการเลือกตั้งจำเลยได้รับการเลือกตั้ง ต่อมานายเฉลียวร้องเรียนไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมา กล่าวหาว่าจำเลยกระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง โจทก์สอบสวนแล้วมีคำวินิจฉัยสั่งการว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2547 จำเลยได้ให้เงิน 20 บาท แก่นางคำพา ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย มีผลให้การเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจำเลยมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยเป็นเวลาหนึ่งปี โดยให้มีผลนับแต่วันที่โจทก์มีคำสั่งและให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใหม่ โดยให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่ไม่เกินค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใหม่และให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ต่อมาผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว จัดให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใหม่ ในวันที่ 9 ตุลาคม 2548 เสียค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งเป็นเงิน 293,422.50 บาท และพนักงานอัยการจังหวัดบัวใหญ่ ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา ข้อหากระทำการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนให้แก่ตนเอง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใหม่ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมา ได้รับการร้องเรียนจากนายเฉลียวว่าการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว ซึ่งมีขึ้นในวันที่ 18 กรกฎาคม 2547 เป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2547 จำเลยได้มอบเงิน 20 บาท ให้แก่นางคำพา เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย ต่อมาคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน ได้สอบปากคำนางคำพาและนายอนุรักษ์แล้ว นางคำพาให้การยืนยันว่าจำเลยได้มอบเงิน 20 บาท ให้แก่ตน เพื่อให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย ส่วนนายอนุรักษ์ให้การว่า ขณะนายอนุรักษ์อยู่บริเวณข้างบ้านของตน ซึ่งห่างจากบ้านนางคำพาประมาณ 100 เมตร เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยยื่นเงิน 20 บาท ให้แก่นางคำพาและได้ยินจำเลยพูดกับนางคำพาว่า "อย่าลืมเบอร์ 2 เด้อคนดี" แต่ชั้นพิจารณาโจทก์มีนางคำพาเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า วันเกิดเหตุก่อนวันเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ขณะพยานอยู่บ้านคนเดียว จำเลยกับนายธีรพันธุ์หรืออาจารย์บุญส่ง มาหาพยานที่บ้าน จำเลยให้เงินพยาน 20 บาท เพื่อให้ช่วยเลือกจำเลยเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว หลังจากจำเลยกับนายธีรพันธุ์เดินออกจากบ้านไปแล้ว พยานไปที่บ้านนายอนุรักษ์ บุตรพยาน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านพยานประมาณ 50 เมตร แล้วมอบเงินที่รับมาจากจำเลยให้แก่นายอนุรักษ์พร้อมบอกว่า จำเลยกับนายธีรพันธุ์ให้เงินจำนวนดังกล่าวแก่พยาน นายอนุรักษ์บอกพยานว่า รับเงินมาเป็นความผิดตามกฎหมาย หลังจากนั้นนายอนุรักษ์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปมอบให้แก่นายเฉลียว ผู้สมัครรับเลือกตั้งหมายเลข 1 ซึ่งเป็นน้องของนายฉลวย เห็นว่า โจทก์มิได้นำนายอนุรักษ์มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่าเห็นจำเลยให้เงิน 20 บาท แก่นางคำพาแล้วได้ยินจำเลยพูดกับนางคำพาว่า "อย่าลืมเบอร์ 2 เด้อคนดี" อีกทั้งปรากฏข้อเท็จจริงในคดีว่านายอนุรักษ์กับนายฉลวยเคยช่วยหาเสียงให้แก่นายเฉลียวในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว ในคราวเดียวกับจำเลย นายอนุรักษ์จึงมีผลประโยชน์และมีส่วนได้ส่วนเสียในคดีร่วมกันกับนายเฉลียว ถือได้ว่านายอนุรักษ์มีผลประโยชน์ในทางคดีขัดแย้งกับจำเลยด้วย นางคำพาเป็นมารดานายอนุรักษ์ จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ต้องให้ข้อเท็จจริงต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน ไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อนายเฉลียว อีกทั้งเบิกความให้เป็นผลเสียต่อจำเลย จึงต้องฟังคำเบิกความของนางคำพาด้วยความระมัดระวัง ประกอบกับนางคำพาเบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านโดยยอมรับว่านางคำพาเคยเบิกความในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1076/2550 ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดบัวใหญ่ ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา ข้อหากระทำการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนให้แก่ตนเอง โดยตอบทนายความจำเลยถามค้านในคดีดังกล่าวว่า วันที่ 16 กรกฎาคม 2547 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา มีเพียงอาจารย์บุญส่งมาหานางคำพาเพียงคนเดียว จำเลยไม่ได้มาด้วย อาจารย์บุญส่งไม่ได้ให้เงินแก่นางคำพา พยานโจทก์ปากนี้เบิกความเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในเหตุการณ์เดียวกัน แต่เบิกความต่างวาระกัน มีข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งแตกต่างในข้อสาระสำคัญในคดี คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนี้จึงเป็นพิรุธ ไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับจำเลยนำสืบว่า วันเกิดเหตุจำเลยไปหาเสียงที่บ้านโนนปอแดง ไม่ได้ไปหานางคำพาที่บ้านเกิดเหตุ ส่วนนายธีรพันธุ์ไปหานางคำพาที่บ้านเกิดเหตุเพื่อตามหลานชายนางคำพาไปซ้อมมวยแต่ไม่พบ คงพบแต่นางคำพาอยู่บ้านเพียงคนเดียว ก่อนวันเกิดเหตุนางคำพาเคยขอเงินนายธีรพันธุ์ไปซื้อสุราดื่มบ่อยๆ วันเกิดเหตุนางคำพาขอเงินนายธีรพันธุ์ด้วย นายธีรพันธุ์ได้ให้เงินนางคำพาไป 20 บาท พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยมอบเงิน 20 บาท ให้แก่นางคำพาเพื่อให้ช่วยลงคะแนนเลือกจำเลยเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว พยานหลักฐานของจำเลยสามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า อำนาจในการสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ถือว่าเป็นที่สุดและย่อมผูกพันศาลยุติธรรมด้วย ตามนัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 52/2546 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2546 นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ทำการสืบสวนสอบสวนแล้วเชื่อว่าจำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 โจทก์จึงมีคำวินิจฉัยสั่งการให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยเป็นเวลาหนึ่งปี และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 96 นั้น โจทก์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการที่เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง เมื่อโจทก์พิจารณารายงานการสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมาและคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนและปัญหาหรือข้อขัดแย้ง โดยใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 มีผลให้การเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจำเลยมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและโจทก์ได้มีคำวินิจฉัยสั่งการดังกล่าวข้างต้น โดยให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่ไม่เกินค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใหม่ รวมทั้งให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยด้วย คำสั่งดังกล่าวย่อมมีผลบังคับเด็ดขาดเฉพาะกรณีการสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยเป็นเวลาหนึ่งปีและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ อันเกี่ยวกับในส่วนวิธีการและการจัดการเลือกตั้งตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์เท่านั้น แต่การที่โจทก์ขอให้ศาลบังคับจำเลยซึ่งถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใหม่ ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยรับผิดในทางแพ่ง โดยโจทก์อาศัยข้ออ้างว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยมอบเงิน 20 บาท ให้แก่นางคำพาเพื่อให้ช่วยลงคะแนนเลือกตั้งจำเลยเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว อันสืบเนื่องมาจากนายเฉลียวร้องเรียนต่อคณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมา ว่าจำเลยกระทำการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนให้แก่ตนเอง อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ จนเป็นเหตุให้โจทก์มีคำวินิจฉัยสั่งการให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยและให้มีการเลือกตั้งใหม่ จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลยุติธรรมที่ต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ความเสียก่อนว่าจำเลยกระทำการตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้มอบเงิน 20 บาท ให้แก่นางคำพาเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกตั้งจำเลยเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใหม่ ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ดังนั้น การที่โจทก์จัดให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใหม่ จึงมิได้เกิดจากจำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใหม่ ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 96 ม. 99
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายวิวัฒน์ ตากิ่มนอก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายไกรษร ไชยวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8898/2559
#607956
เปิดฉบับเต็ม

การที่คณะกรรมการมอบอำนาจให้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดดำเนินการจัดให้มีการประชุมในบางเรื่องย่อมกระทำได้ ดังนั้น การมอบอำนาจให้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเป็นผู้มีอำนาจออกหนังสือเชิญประชุมใหญ่ย่อมกระทำได้และไม่ถือว่าขัดต่อกฎหมาย ทั้งไม่ทำให้การเรียกประชุมใหญ่เสียไปแต่อย่างใด การจัดให้มีการประชุมใหญ่ แม้พ้นกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีทางบัญชีย่อมเป็นผลดีแก่ผู้เป็นเจ้าของร่วม หากมีการประชุมตามวาระและลงมติโดยถูกต้องแล้ว การประชุมใหญ่ดังกล่าวย่อมชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่างบดุลและรายงานประจำปี 2555 ไม่ถูกต้อง และที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 มีมติรับรองแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ ส่วนการประชุมวาระที่ 6 และวาระที่ 7 ที่ประชุมใหญ่มีมติให้ปรับขึ้นค่าใช้จ่ายส่วนกลางด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมดตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 48 (5) จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 ในวาระดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 วาระที่ 3 รับรองงบดุลประจำปี 2555 วาระที่ 4 รับรองให้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 79/62 วาระที่ 5 รับรองให้ดำเนินการร้องขอให้มีการโอนสำนักงานที่ทำการจำเลย วาระที่ 6 พิจารณาเรื่องก่อสร้างสำนักงานที่ทำการจำเลย และวาระที่ 7 รับรองให้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางเพิ่มเติมจากเดิมอีก 5 บาท ต่อตารางเมตร

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า การจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 จะต้องมีการดำเนินการต่าง ๆ หลายประการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 42/1 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการเพื่อให้การจัดประชุมสามารถดำเนินการได้ การที่คณะกรรมการมอบอำนาจให้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดดำเนินการจัดให้มีการประชุมในบางเรื่องย่อมกระทำได้ และตามบทบัญญัติมาตรา 36 (1) ที่บัญญัติให้ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตามข้อบังคับ หรือตามมติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมหรือคณะกรรมการโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย การมอบอำนาจให้ผู้จัดการเป็นผู้มีอำนาจออกหนังสือเชิญประชุมใหญ่ย่อมกระทำได้และไม่ถือว่าขัดต่อกฎหมาย ทั้งไม่ทำให้การเรียกประชุมใหญ่เสียไปแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงได้ความว่ามีการจัดให้มีการประชุมใหญ่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีทางบัญชีของจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 42/1 แต่บทบัญญัติดังกล่าวมีความมุ่งหมายเพื่อให้มีการประชุมเจ้าของร่วมปีละหนึ่งครั้งเพื่อพิจารณาในเรื่องสาระสำคัญต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 เพื่อให้เจ้าของร่วมได้สอดส่องดูแลการบริหารอาคารชุด การจัดให้มีการประชุมแม้พ้นกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีทางบัญชีย่อมเป็นผลดีแก่ผู้เป็นเจ้าของร่วม หากมีการประชุมตามวาระและลงมติโดยถูกต้องแล้ว การประชุมใหญ่ดังกล่าวย่อมชอบด้วยกฎหมาย ส่วนงบดุลประจำปี 2555 พยานโจทก์ปากนางรัศณีเบิกความว่า งบดุลและงบการเงินไม่ถูกต้อง แต่พยานโจทก์ปากนายเอกชัย ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติราชการเกี่ยวข้องกับอาคารชุดเบิกความว่า งบดุลประจำปี 2555 มีการจัดทำถูกต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย พยานปากนี้เป็นพยานคนกลางเบิกความตามความรู้และหน้าที่ที่ปฏิบัติราชการทำให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือและเจือสมกับพยานจำเลยปากนางสาวปัทมา และนายนคร ซึ่งเบิกความยืนยันว่า งบดุลดังกล่าวถูกต้อง ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่างบดุลและรายงานประจำปี 2555 ไม่ถูกต้อง และที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 มีมติรับรองแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ การรับรองงบดุลและรายงานประจำปี 2555 ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การประชุมวาระที่ 4 ที่ประชุมใหญ่มีมติที่ให้รับโอนห้องชุดเลขที่ 79/62 ให้เป็นทรัพย์ส่วนกลางจึงเป็นไปไม่ได้ เป็นการผิดต่อพระราชบัญญัติอาคารชุดพ.ศ.2522 และอ้างว่ามติให้รับโอนกรรมสิทธิ์เป็นคำสนองที่ไม่มีคำเสนอผิดเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 188 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย ส่วนการประชุมวาระที่ 5 เป็นเรื่องดำเนินการขอให้มีการโอนสำนักงานที่ทำการของจำเลย ซึ่งที่ประชุมใหญ่มีมติรับรองให้ดำเนินการร้องขอให้โอนสำนักงานที่ทำการของจำเลยเท่านั้น มิใช่เป็นกรณีที่จะบังคับให้โอนห้องชุดเลขที่ 79/7 ให้แก่จำเลยแต่อย่างใด สำหรับการประชุมวาระที่ 6 เป็นเรื่องก่อสร้างสำนักงานที่ทำการของจำเลย ซึ่งที่ประชุมใหญ่มีมติกำหนดพื้นที่ส่วนกลางบริเวณที่จอดรถชั้นล่างติดกับห้องชุดเลขที่ 79/7 ให้ก่อสร้างเป็นสำนักงานที่ทำการของจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 48 (6) และการประชุมวาระที่ 7 เป็นเรื่องการปรับขึ้นค่าใช้จ่ายส่วนกลางเพิ่ม โดยอ้างอิงข้อมูลงบดุลประจำปี 2555 ที่ถูกต้องและที่ประชุมใหญ่มีมติให้ปรับขึ้นค่าใช้จ่ายส่วนกลางด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 48 (5) จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 วาระที่ 6 และที่ 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า การเรียกประชุมใหญ่และกำหนดวาระการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 โดยผู้จัดการจำเลย มิใช่คณะกรรมการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การที่คณะกรรมการจำเลยสมคบกับผู้จัดการจำเลยไม่ทำตามกฎหมายที่ต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีละหนึ่งครั้งภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีทางบัญชีของจำเลยตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 42/1 เป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละฝ่ายอันเป็นการผิดกฎหมายเฉพาะ จึงนำมาตรา 36 (1) ซึ่งเป็นบทกฎหมายทั่วไปมาหักล้างไม่ได้ การที่คณะกรรมการจำเลยไม่ทำตามหน้าที่ดังกล่าวแต่ไปสมคบกับจำเลยและผู้จัดการซึ่งกระทำผิดต้องรับโทษตามมาตรา 71 และต้องพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการตามมาตรา 35/3 (5) ไปก่อนแล้ว การเรียกประชุมใหญ่โดยผู้จัดการซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่และฝ่าฝืนต่อเงื่อนเวลาตามที่กฎหมายบังคับไว้ เป็นการเรียกประชุมที่ผิดกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน งบดุลที่จำเลยทำมาเสนอต่อประชุมใหญ่ให้รับรองไม่มีผู้ทำบัญชีลงนามตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 38/1, 36 (4) และไม่เป็นไปตามแบบมาตรฐานบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 มาตรา 20 แม้เจ้าของร่วมส่วนใหญ่จะลงมติรับรองก็ไม่ทำให้งบดุลดังกล่าวที่ทำขึ้นโดยผิดแบบกฎหมายกลับเป็นถูกต้องตามกฎหมายได้ อุทธรณ์ของโจทก์ได้โต้แย้งข้อวินิจฉัยคดีของศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนมติผิดกฎหมายในการประชุมวาระที่ 4 แล้ว เพราะว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้นตามคำคู่ความฝ่ายจำเลย และเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ผิดกฎหมาย ทั้งเป็นปัญหาข้อกฎหมายจากการวินิจฉัยคดีของศาลชั้นต้นไปตามแนวทางที่ผิดกฎหมายของฝ่ายจำเลย จึงเป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมายในคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ส่วนการประชุมวาระที่ 5 ถึงที่ 7 เป็นการลงมติที่มิชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ชอบด้วยเหตุผลและถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 36 (1) ม. 42/1 ม. 48 (5) ม. 48 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทริน เอสเตท จำกัด
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดรินเฮ้าส์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชนันท์ชัย ภัทรสกล
ศาลอุทธรณ์ — นางเรณี อิบราฮิม
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8888/2559
#605736
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างทำการจูงใจให้ลูกจ้างของผู้ร้องให้ไม่ทำงานล่วงเวลาในวันที่ 9 และวันที่ 10 กันยายน 2552 นั้น แม้การทำงานล่วงเวลาจะเป็นไปตามความสมัครใจของลูกจ้างของผู้ร้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ความสมัครใจนั้นต้องมิได้เกิดจากการชักจูงของบุคคลใด การที่ผู้คัดค้านจูงใจลูกจ้างของผู้ร้องไม่ให้ทำงานล่วงเวลาจึงเป็นการแทรกแซงอำนาจในการตัดสินใจของลูกจ้างผู้ร้องเพื่อมิให้ทำงานล่วงเวลาแก่ผู้ร้อง การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการต่อต้านอำนาจบังคับบัญชาของผู้ร้อง อันถือว่าผู้คัดค้านกระทำการอันเป็นปรปักษ์ต่อผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างและเป็นการประพฤติตนอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ผู้ร้องจึงมีเหตุสมควรเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า นายสายยนต์ กรรมการลูกจ้าง ผู้คัดค้านใช้อิทธิพลข่มขู่บังคับลูกจ้างผู้ร้องไม่ให้ทำงานล่วงเวลาในวันที่ 9 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2552 เป็นเหตุให้ผู้ร้องเสียหาย ขอให้ศาลอนุญาตผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จากข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างของผู้ร้องในวันที่ 9 และวันที่ 10 กันยายน 2556 ลูกจ้างในโรงงานของผู้ร้องส่วนใหญ่ไม่ทำงานล่วงเวลาเนื่องจากผู้ร้องย้ายนายสุชาติ ประธานสหภาพแรงงานโออิชิ นวนคร ให้ไปทำงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยผู้คัดค้านมีส่วนในการจูงใจลูกจ้างผู้ร้องไม่ทำงานล่วงเวลา แต่มิได้ข่มขู่ลูกจ้าง แล้ววินิจฉัยว่าการกระทำผู้คัดค้านจึงไม่ร้ายแรงถึงขนาดเป็นเหตุให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีเหตุสมควรเลิกจ้างผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้คัดค้านทำการจูงใจให้ลูกจ้างของผู้ร้องให้ไม่ทำงานล่วงเวลาในวันที่ 9 และวันที่ 10 กันยายน 2552 นั้น แม้การทำงานล่วงเวลาจะเป็นไปตามความสมัครใจของลูกจ้างของผู้ร้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่งก็ตาม แต่ความสมัครใจนั้นต้องมิได้เกิดจากการชักจูงของบุคคลใด การที่ผู้คัดค้านจูงใจลูกจ้างของผู้ร้องไม่ให้ทำงานล่วงเวลา จึงเป็นการแทรกแซงอำนาจในการตัดสินใจของลูกจ้างผู้ร้องเพื่อมิให้ทำงานล่วงเวลาแก่ผู้ร้อง การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการต่อต้านอำนาจบังคับบัญชาของผู้ร้อง อันถือว่าผู้คัดค้านกระทำการอันเป็นปรปักษ์ต่อผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างและเป็นการประพฤติตนอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ผู้ร้องจึงมีเหตุสมควรเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ ที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าการกระทำของผู้คัดค้านไม่ถึงขนาดเป็นเหตุให้เลิกจ้างนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทโออิชิ เทรดดิ้ง จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายสายยนต์ กัณหา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายรัฐพล โลนา
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8882 -ที่ 8883/2559
#606733
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2555 แบ่งการดำเนินการเลือกตั้งออกเป็นสองขั้นตอน คือขั้นตอนก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกับขั้นตอนตั้งแต่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจนประกาศผลการเลือกตั้ง กล่าวคือขั้นตอนก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกำหนดไว้ในหมวดที่ 2 คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง หมวดที่ 3 การยื่นใบสมัครรับการเลือกตั้ง และหมวดที่ 4 หลักฐานการสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนขั้นตอนตั้งแต่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจนประกาศผลการเลือกตั้งกำหนดไว้ในหมวดที่ 5 การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หมวดที่ 6 การนับคะแนนและการเปิดหีบบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และหมวดที่ 7 ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่าขั้นตอนก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคือขั้นตอนการรับสมัครเลือกตั้งนั่นเอง ซึ่งขั้นตอนนี้หากคณะกรรมการการเลือกตั้งของจำเลยไม่รับสมัครบุคคลใดก็ย่อมกระทบสิทธิเฉพาะบุคคลนั้นและผู้ถูกกระทบสิทธิอาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้คณะกรรมการการเลือกตั้งรับสมัครตนได้เพื่อจะได้เข้าสู่กระบวนการลงคะแนนต่อไป แต่การไม่รับสมัครเลือกตั้งหาได้กระทบถึงขั้นตอนกระบวนการตั้งแต่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจนประกาศผลการเลือกตั้งซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น แม้การไม่รับสมัครโจทก์ทั้งสองจะเป็นการไม่ชอบด้วยข้อบังคับและระเบียบของจำเลย แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าขั้นตอนกระบวนการตั้งแต่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจนประกาศผลการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2555 หรือกฎหมาย จึงหามีผลให้การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทยชุดที่ 5 ปี 2555 ถึงปี 2558 ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย ส่วนการที่จำเลยไม่รับสมัครโจทก์ทั้งสองก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองอย่างไร โจทก์ทั้งสองชอบที่จะไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการเลือกตั้งกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ชุดที่ 5 ปี 2555 ถึงปี 2558 และเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2554 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ในส่วนที่รับรองผลการเลือกตั้งกรรมการบริหารของจำเลย

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยเพียงประการเดียวว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบหรือไม่ เห็นว่า ในเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งของโจทก์ทั้งสองนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญของจำเลยเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ให้โจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยและให้ถือว่าโจทก์ทั้งสองไม่เคยพ้นสถานภาพการเป็นสมาชิกของจำเลยจากมติดังกล่าว คำพิพากษาศาลแรงงานกลางย่อมผูกพันจำเลยนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสียแม้จำเลยจะอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวแต่ตราบใดที่ศาลฎีกายังมิได้มีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย โจทก์ทั้งสองก็ยังคงมีสถานภาพเป็นสมาชิกของจำเลยมีคุณสมบัติสมัครรับเลือกตั้งได้ตามระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2555 ข้อ 8.1 ที่กำหนดว่าคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นสมาชิกจำเลยโดยสมบูรณ์ตามข้อบังคับจำเลยไม่น้อยกว่า 1 ปี หาใช่โจทก์ทั้งสองไม่มีสถานภาพเป็นสมาชิกของจำเลยหรือสถานภาพการเป็นสมาชิกของโจทก์ทั้งสองไม่สมบูรณ์ดังที่จำเลยอ้างมาเป็นข้อปฏิเสธไม่รับสมัครโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยปฏิเสธไม่รับสมัครโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยข้อ 12 (2) ที่กำหนดว่า สมาชิกมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการ สำหรับปัญหาว่าการที่จำเลยปฏิเสธไม่รับสมัครโจทก์ทั้งสองโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับและระเบียบของจำเลยดังกล่าวมีผลให้กระบวนการเลือกตั้งไม่สมบูรณ์มาตั้งแต่ต้นหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามระเบียบ ว่าด้วยการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2555 แบ่งการดำเนินการเลือกตั้งออกเป็นสองขั้นตอน คือขั้นตอนก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกับขั้นตอนตั้งแต่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจนประกาศผลการเลือกตั้งกล่าวคือขั้นตอนก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งกำหนดไว้ในหมวดที่ 2 คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง หมวดที่ 3 การยื่นใบสมัครรับการเลือกตั้ง และหมวดที่ 4 หลักฐานการสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนขั้นตอนตั้งแต่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจนประกาศผลการเลือกตั้งกำหนดไว้ในหมวดที่ 5 การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หมวดที่ 6 การนับคะแนนและการเปิดหีบบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและหมวดที่ 7 ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่าขั้นตอนก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคือขั้นตอนการรับสมัครเลือกตั้งนั่นเอง ซึ่งขั้นตอนนี้หากคณะกรรมการการเลือกตั้งของจำเลยไม่รับสมัครบุคคลใดก็ย่อมกระทบสิทธิเฉพาะบุคคลนั้น และผู้ถูกกระทบสิทธิอาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้คณะกรรมการการเลือกตั้งรับสมัครตนได้เพื่อจะได้เข้าสู่กระบวนการลงคะแนนต่อไป แต่การไม่รับสมัครเลือกตั้งหาได้กระทบถึงขั้นตอนกระบวนการตั้งแต่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจนประกาศผลการเลือกตั้งซึ่งเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น แม้การไม่รับสมัครโจทก์ทั้งสองจะเป็นการไม่ชอบด้วยข้อบังคับและระเบียบของจำเลย แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าขั้นตอนกระบวนการตั้งแต่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจนประกาศผลการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทยพ.ศ.2555 หรือกฎหมาย จึงหามีผลให้การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทยชุดที่ 5 ปี 2555 ถึงปี 2558 ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยดังที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ไม่ ส่วนการที่จำเลยไม่รับสมัครโจทก์ทั้งสองก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองอย่างไร โจทก์ทั้งสองชอบที่จะไปว่ากล่าวเป็นอีกคดีหนึ่งโจทก์ทั้งสองไม่อาจขอให้ศาลเพิกถอนการเลือกตั้งกรรมการบริหารสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทยชุดที่ 5 ปี 2555 ถึงปี 2558 และเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ประจำปี 2554 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ในส่วนที่รับรองผลการเลือกตั้งกรรมการบริหารของจำเลยได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ เหมฤดี กับพวก
จำเลย — สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุเจตน์ สถาพรนานนท์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8879/2559
#606730
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่างานของบริษัท ด. ที่จำเลยมอบหมายให้โจทก์ทำนั้นเป็นงานที่มิใช่เกี่ยวกับกิจการของจำเลย เพราะบริษัทดังกล่าวนี้มิใช่เป็นบริษัทในเครือของจำเลยหรือบริษัท ก. ก็ดี ข้อตกลงในการจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยมิได้กำหนดให้โจทก์ต้องทำงานให้แก่บริษัท ด. แม้โจทก์ยอมรับในคำฟ้องว่าจำเลยมอบให้ปฏิบัติงานกับบริษัทดังกล่าวก็ตามก็ไม่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่บังคับให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งการมอบหมายงานให้โจทก์ทำงานนอกเหนือจากงานที่เป็นกิจการของจำเลยเป็นการใช้สิทธิบังคับลูกจ้างนอกจากที่กฎหมายแรงงานบัญญัติไว้ จึงเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะก็ดี จำเลยปรับตำแหน่งและขึ้นค่าจ้างให้แก่โจทก์ภายหลังจากที่งานในส่วนของบริษัท ด. ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว จึงมิใช่เหตุผลที่จำเลยใช้ปรับค่าจ้างและเลื่อนตำแหน่งแก่โจทก์ก็ดี ล้วนแต่เป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่ฟังว่าการรับทำและดูแลงานด้านเอกสารและด้านบุคคลให้บริษัท ด. เป็นงานของจำเลยซึ่งมอบหมายให้โจทก์ดูแลงานดังกล่าวจนเป็นสาเหตุให้จำเลยปรับเลื่อนตำแหน่งและค่าจ้างแก่โจทก์ เพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงดังที่โจทก์อุทธรณ์ให้แตกต่างไปจากที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างโจทก์และบังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิมหรือจ่ายค่าเสียหายเท่ากับรายได้ที่ขาดไปเป็นเงิน 3,840,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมอบหมายให้โจทก์ต้องรับผิดชอบดูแลงานด้านบุคคลและงานด้านเอกสารให้แก่ลูกจ้าง 60 คน ที่โอนย้ายไปเป็นลูกจ้างบริษัทดิจิตอลสเปซ จำกัด อันเป็นเงื่อนไขการทำงานที่โจทก์ตกลงกับจำเลยก่อนที่จะมีการปรับเลื่อนตำแหน่งและปรับขึ้นค่าจ้างแก่โจทก์ การรับทำและดูแลงานด้านเอกสารและด้านบุคคลให้แก่ลูกจ้าง 60 คน ที่โอนย้ายไปทำงานให้แก่บริษัทดิจิตอลสเปซ จำกัด เป็นงานของจำเลย แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยมอบหมายให้โจทก์รับผิดชอบดูแลงานด้านบุคคลให้แก่ลูกจ้าง 60 คน ที่โอนย้ายไป โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลย โจทก์ฝ่าฝืนไม่ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจึงเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน กรณีจึงมีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอที่ทำให้จำเลยไม่ไว้วางใจที่จะให้โจทก์ทำงานต่อไปและเลิกจ้างโจทก์ได้ ไม่ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่างานของบริษัทดิจิตอลสเปซ จำกัด ที่จำเลยมอบหมายให้โจทก์ทำนั้นเป็นงานที่มิใช่เกี่ยวกับกิจการของจำเลย เพราะบริษัทดังกล่าวนี้มิใช่เป็นบริษัทในเครือของจำเลยหรือบริษัทกันตนากรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ก็ดี ข้อตกลงในการจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยก็มิได้กำหนดให้โจทก์ต้องทำงานให้แก่บริษัทดิจิตอลสเปซ จำกัด แม้โจทก์จะยอมรับในคำฟ้องว่าจำเลยมอบให้ปฏิบัติงานให้กับบริษัทดังกล่าวก็ตาม ก็ไม่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่บังคับให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งการมอบหมายงานให้โจทก์ทำงานนอกเหนือจากงานที่เป็นกิจการของจำเลยเป็นการใช้สิทธิบังคับลูกจ้างนอกจากที่กฎหมายแรงงานบัญญัติไว้ จึงเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะก็ดี จำเลยปรับตำแหน่งและขึ้นค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นระยะเวลาภายหลังจากที่งานในส่วนของบริษัทดิจิตอลสเปซ จำกัด เกี่ยวกับการโอนย้ายลูกจ้าง 60 คน ได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว จึงมิใช่เหตุผลที่จำเลยใช้ปรับค่าจ้างและเลื่อนตำแหน่งให้แก่โจทก์ก็ดี ล้วนแต่เป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่ฟังว่า การรับทำและดูแลงานด้านเอกสารและด้านบุคคลให้บริษัทดิจิตอลสเปซ จำกัด เป็นงานของจำเลย ซึ่งจำเลยมอบหมายให้โจทก์ดูแลงานดังกล่าวจนเป็นสาเหตุให้จำเลยปรับเลื่อนตำแหน่งและค่าจ้างแก่โจทก์ เพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงดังที่โจทก์อุทธรณ์ให้แตกต่างไปจากที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปยุต วณิชชาโสภณ
จำเลย — บริษัทกันตนาแอนนิเมชั่นสตูดิโอ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8862/2559
#606347
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุบัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ซึ่งคำว่า "ทั้งนี้" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า ตามที่กล่าวมานี้ ดังนี้ คำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงครอบคลุมถึงเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ซึ่งเป็นข้อความที่กล่าวไว้ก่อนคำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย มิใช่ครอบคลุมเฉพาะกรณีวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทดังที่โจทก์ฎีกาเท่านั้น เมื่ออธิบดีกรมตำรวจออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน ตามข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่อง กำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและประเภทของรถที่ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบผู้ขับขี่ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2537 โดยยังไม่ได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพโคเคอีนและมอร์ฟีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 58, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 และสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 58, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลย 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจการบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 58, 91 ข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ให้ยกคำขอให้พักใช้ใบอนุญาต 6 เดือน (ที่ถูก ข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 และให้พักใช้ใบอนุญาต 6 เดือน ให้ยก) โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง และยกคำขอที่ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เฉพาะวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทเท่านั้นที่ให้อธิบดีกรมตำรวจต้องกำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทซึ่งห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพหรือรับเข้าสู่ร่างกายมิได้หมายความรวมถึงยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษด้วยที่อธิบดีกรมตำรวจจะต้องออกข้อกำหนดนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุบัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ซึ่งคำว่า "ทั้งนี้" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า ตามที่กล่าวมานี้ ดังนี้ คำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงครอบคลุมถึงเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ซึ่งเป็นข้อความที่กล่าวไว้ก่อนคำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย มิใช่ครอบคลุมเฉพาะกรณีวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทดังที่โจทก์ฎีกาเท่านั้น เมื่ออธิบดีกรมตำรวจออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน ตามข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่อง กำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและประเภทของรถที่ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบผู้ขับขี่ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2537 โดยยังไม่ได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพโคเดอีนและมอร์ฟีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 58 ม. 91
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ ม. 157/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฝาง
จำเลย — นายฮั่นเหลย แซ่หลี่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง — นายณัชฐปกรณ์ เจริญรัตนวานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุณิสา สมประสงค์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา