คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8858/2559
#605742
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคสอง ศาลชั้นต้นมีหน้าที่อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถามว่าจำเลยกระทำความผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักลอบนำพารถยนต์ซึ่งเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดผลิตในต่างประเทศที่ยังมิได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร หรือช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับเอาไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งรถยนต์ของกลางที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรดังกล่าว โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้อื่นนั้นลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร ฐานใดฐานหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ต้องสอบถามจำเลยให้ชัดเจนว่าจะให้การรับสารภาพในข้อหาใด แล้วจึงพิพากษาลงโทษในข้อหาที่จำเลยให้การรับสารภาพดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามคำให้การของจำเลยให้ชัดเจนกลับพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานช่วยเหลือผู้ที่นำของที่ยังมิได้เสียภาษี ของต้องห้ามหรือของที่ต้องจำกัด เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ โดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและมีผลให้กระบวนพิจารณาต่อไป ตลอดจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ชอบไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2, 27, 27 ทวิ, 32 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 กับให้ริบรถยนต์ของกลาง และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3152/2555 และ 1105/2556 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ต่อมาจำเลยขอถอนคำให้การเดิม แล้วให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2, 27 ทวิ ปรับ 689,910.40 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 344,955.20 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี จ่ายเงินรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของราคาของกลางแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุม ในกรณีที่ไม่อาจขายของกลางได้ให้จ่ายจากเงินค่าปรับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7, 8 ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่รอไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 3152/2555 และ 1105/2556 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีนี้ศาลไม่ได้ลงโทษจำคุกจำเลยจึงไม่อาจบวกโทษได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษปรับในสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักลอบนำพารถยนต์ของกลางซึ่งเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดในต่างประเทศที่ยังมิได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร และโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือมิฉะนั้นจำเลยช่วยจำหน่าย ช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับเอาไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งรถยนต์ของกลางที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรดังกล่าว โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้อื่นนั้นลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งเป็นคนละฐานความผิดกัน จำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่ได้ระบุว่ารับสารภาพฐานใด โจทก์ชอบที่จะทักท้วงและขอสืบพยานเพื่อให้ได้ความว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานใดในสองฐานที่โจทก์บรรยายฟ้องมา เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานใด จึงไม่อาจลงโทษจำเลยได้ และเมื่อโจทก์มิได้อ้างบทมาตราขอให้ริบของกลางตามประมวลกฎหมายอาญามาด้วย จึงไม่อาจริบของกลางได้อีกเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยและริบของกลางมานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อโจทก์หรือทนายโจทก์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดำเนินการพิจารณาต่อไป ดังนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถามว่าจำเลยกระทำความผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักลอบนำพารถยนต์ของกลางซึ่งเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดผลิตในต่างประเทศที่ยังมิได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร และโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับเอาไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งรถยนต์ของกลางที่มีผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรดังกล่าว โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้อื่นนั้นลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร ฐานใดฐานหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ต้องสอบถามจำเลยให้ชัดเจนว่าจะให้การรับสารภาพในข้อหาใด แล้วจึงพิพากษาลงโทษในข้อหาที่จำเลยให้การรับสารภาพดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามคำให้การของจำเลยให้ชัดเจนกลับพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานช่วยเหลือผู้ที่นำของที่ยังมิได้เสียภาษี ของต้องห้ามหรือของที่ต้องจำกัด เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ โดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและมีผลให้กระบวนพิจารณาต่อไป ตลอดจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ชอบไปด้วย อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้อ้างบทมาตราขอให้ริบของกลางตามประมวลกฎหมายอาญามาด้วยจึงไม่อาจริบของกลางได้นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้อ้างบทมาตราขอให้ริบของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบของกลางมาแล้ว ศาลก็มีอำนาจสั่งริบได้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่สอบคำให้การจำเลยใหม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายอเนก ชูนุ้ย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นางอังคนา ฉันทจิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุภิญโญ ชยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8851/2559
#606725
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 234 บัญญัติให้เจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้จะต้องขอหมายเรียกลูกหนี้เข้ามาในคดีนี้ด้วย เพราะการที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ขัดขืนหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องของตนเป็นเหตุให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์เป็นสิทธิของเจ้าหนี้ที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย จึงต้องการให้ลูกหนี้ซึ่งทราบรายละเอียดหนี้สินระหว่างตนกับลูกหนี้ของลูกหนี้ยิ่งกว่าเจ้าหนี้ที่มาใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้เข้ามาในคดีเพื่อให้ได้มีโอกาสรักษาสิทธิของตน แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า บริษัท ค. ถูกนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นผลให้บริษัทดังกล่าวสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อตาม ป.พ.พ. มาตรา 1273/3 แต่กฎหมายบัญญัติทางแก้ไขไว้ในมาตรา 1273/4 ว่า หากเจ้าหนี้ของบริษัทรู้สึกว่าต้องเสียหายโดยไม่เป็นธรรมเพราะการที่บริษัทถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน เจ้าหนี้สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน และให้ถือว่าบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย เมื่อบริษัท ค. ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนทำให้สิ้นสภาพนิติบุคคลเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินการให้มีการขอหมายเรียกบริษัทดังกล่าวเข้ามาในคดีอันมีผลกระทบต่อการฟ้องคดีของโจทก์ ย่อมเข้าสู่หลักเกณฑ์ที่โจทก์จะใช้สิทธิดังกล่าว แต่โจทก์กลับมิได้ดำเนินการเพื่อให้มีการจดชื่อบริษัทดังกล่าวกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนทั้งที่ยังสามารถดำเนินการได้ ต้องถือว่าโจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้บริษัท ค. ลูกหนี้เข้ามาในคดี เป็นการไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 234 จำเลยทั้งเจ็ดจึงไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมหรือมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องส่งเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 94,257.18 บาท ตามสัดส่วนมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ

จำเลยทั้งเจ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 77,257.18 บาท ตามสัดส่วนมูลค่าหุ้นบริษัทคอนเซ็ป คอนซัลแทนต์ จำกัด ที่ยังส่งใช้ไม่ครบแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระเงินแก่โจทก์ 94,257.18 บาท ตามสัดส่วนมูลค่าหุ้นของบริษัทคอนเซ็ป คอนซัลแทนต์ จำกัด ที่จำเลยแต่ละคนยังส่งใช้ไม่ครบ นอกจากที่แก้ให้คงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดให้เป็นพับ

จำเลยทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า บริษัทคอนเซ็ป คอนซัลแทนต์ จำกัด มีจำเลยทั้งเจ็ดเป็นผู้ถือหุ้น โดยจำเลยที่ 1 ถือหุ้น 2,000 หุ้น คงค้างชำระ 100,000 บาท จำเลยที่ 2 ถือหุ้น 2,000 หุ้น คงค้างชำระ 100,000 บาท จำเลยที่ 3 ถือหุ้น 2,000 หุ้น คงค้างชำระ 100,000 บาท จำเลยที่ 4 ถือหุ้น 1,500 หุ้น คงค้างชำระ 75,000 บาท จำเลยที่ 5 ถือหุ้น 1,500 หุ้น คงค้างชำระ 75,000 บาท จำเลยที่ 6 ถือหุ้น 500 หุ้น คงค้างชำระ 25,000 บาท และจำเลยที่ 7 ถือหุ้น 500 หุ้น คงค้างชำระ 25,000 บาท ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2545 บริษัทคอนเซ็ป คอนซัลแทนต์ จำกัด ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม 2545 ต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ สาขาห้วยขวาง 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของโจทก์ โดยต้องชำระภาษี 85,628.59 บาท แต่บริษัทชำระค่าภาษีเพียง 30,000 บาท โจทก์จึงแจ้งให้บริษัทชำระค่าภาษีส่วนที่ขาด ต่อมามีการชำระค่าภาษีเพิ่มอีก 6 งวด รวมเป็นเงิน 17,000 บาท แล้วเพิกเฉยไม่ชำระค่าภาษีที่เหลืออีก 38,628.59 บาท ตามสำเนาแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม สำเนาใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากร สำเนาแบบขอชำระภาษีอากรคงค้าง และสำเนาหนังสือเตือนให้นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ ต่อมาบริษัทคอนเซ็ป คอนซัลแทนต์ จำกัด ถูกนายทะเบียนบริษัทขีดชื่อออกจากทะเบียนเนื่องจากเป็นบริษัทร้างเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2551 ตามสำเนาหนังสือรับรองโจทก์สืบหาทรัพย์สินของบริษัทเพื่อนำมาชำระหนี้ แต่ไม่พบ โจทก์แจ้งให้กรรมการบริษัทคอนเซ็ป คอนซัลแทนต์ จำกัด เรียกให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระค่าหุ้นที่ยังค้างชำระ แต่บริษัทไม่ดำเนินการ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งเจ็ดนำเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระมาชำระค่าภาษีของบริษัท ตามสำเนาหนังสือเตือนให้นำเงินไปชำระมูลค่าหุ้นพร้อมสำเนาใบตอบรับไปรษณีย์ แต่จำเลยทั้งเจ็ดเพิกเฉย

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดว่า การฟ้องคดีของโจทก์ชอบหรือไม่ จำเลยทั้งเจ็ดฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 234 เจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้จะต้องขอหมายเรียกลูกหนี้เข้ามาในคดี ถึงแม้บริษัทคอนเซ็ป คอนซัลแทนต์ จำกัด ลูกหนี้จะถูกนายทะเบียนบริษัทขีดฆ่าชื่อ แต่ยังสามารถดำเนินการเพื่อให้มีการเรียกตัวบริษัทคอนเซ็ป คอนซัลแทนต์ จำกัด หรือกรรมการบริษัทหรือผู้ชำระบัญชีของบริษัทเข้ามาในคดีได้ แต่กลับไม่ดำเนินการตามกฎหมาย จึงเป็นการดำเนินคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 234 บัญญัติให้เจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้จะต้องขอหมายเรียกลูกหนี้เข้ามาในคดีนั้นด้วย ทั้งนี้เพราะการที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ขัดขืนหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องของตนเป็นเหตุให้เจ้าหนี้เสียประโยชน์เป็นสิทธิของเจ้าหนี้ที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย จึงต้องการให้ลูกหนี้เข้ามาในคดีเพื่อให้ได้มีโอกาสรักษาสิทธิของตน เนื่องจากลูกหนี้ย่อมทราบรายละเอียดหนี้สินระหว่างตนกับลูกหนี้ของลูกหนี้ยิ่งกว่าเจ้าหนี้ที่มาใช้สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้ แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าบริษัทคอนเซ็ป คอนซัลแทนต์ จำกัด จะถูกนายทะเบียนบริษัทขีดชื่อออกจากทะเบียนตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2551 ตามสำเนาหนังสือรับรอง เป็นผลให้บริษัทดังกล่าวสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/3 แต่กฎหมายยังบัญญัติหนทางแก้ไขไว้ในมาตรา 1273/4 ว่าหากเจ้าหนี้ของบริษัทรู้สึกว่าต้องเสียหายโดยไม่เป็นธรรมเพราะการที่บริษัทถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน เจ้าหนี้สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน และให้ถือว่าบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย ซึ่งกรณีของโจทก์ย่อมเข้าอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะใช้สิทธิดังกล่าว เนื่องจากการที่บริษัทดังกล่าวถูกนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียนทำให้สิ้นสภาพนิติบุคคล เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินการให้มีการขอหมายเรียกบริษัทดังกล่าวเข้ามาในคดีอันมีผลกระทบต่อการฟ้องคดีของโจทก์ แต่โจทก์กลับมิได้ดำเนินการเพื่อให้มีการจดชื่อบริษัทดังกล่าวกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนทั้งที่ยังสามารถดำเนินการได้ ต้องถือว่าโจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้บริษัทคอนเซ็ป คอนซัลแทนต์ จำกัด ลูกหนี้เข้ามาในคดี เป็นการไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามมาตรา 234 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยทั้งเจ็ดจึงไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมหรือมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องส่งเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระแก่โจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 234 ม. 1273/3 ม. 1273/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายไพบูลย์ วิภูษณะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายวชิระ โฆษิตวัฒนะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ วงศ์รัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
เกษม เกษมปัญญา
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8848/2559
#606703
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในอุทธรณ์ดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ได้ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์สืบพยานโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง (2) คดีจึงมีประเด็นเพียงว่าจำเลยต้องรับผิดตามเช็คพิพาทหรือไม่เพียงใด ไม่มีประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องและโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้นที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตโดยอ้างอิงจากคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเพราะเห็นว่าไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คในฐานะโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท มิใช่ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามมูลหนี้อื่น เมื่อจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ มิใช่ลายมือชื่อของจำเลย และมิได้ต่อสู้ว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กรอกจำนวนเงินในเช็คพิพาท แต่โจทก์เป็นผู้กรอกจำนวนเงิน และจำนวนเงินตามเช็คพิพาททั้งหมดมากกว่าที่เป็นหนี้กันอยู่จริง จำเลยจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,833,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2556 จำเลยออกเช็คพิพาทรวม 7 ฉบับ มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืม โดยเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 จำเลยเป็นผู้ลงวันที่ในเช็ค ส่วนเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.8 โจทก์เป็นผู้ลงวันที่สั่งจ่ายแล้วนำเช็คพิพาททั้งหมดไปเรียกเก็บเงินในวันที่ 25 ตุลาคม 2556 แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งหมด เฉพาะเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา ต่อมาจำเลยชำระหนี้ตามเช็คให้แก่โจทก์ในคดีอาญาดังกล่าวแล้วเป็นเงินจำนวน 320,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาอำนาจฟ้องนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในอุทธรณ์ดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ได้ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์สืบพยานโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง (2) คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยต้องรับผิดตามเช็คพิพาทหรือไม่เพียงใด ไม่มีประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องและโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้นที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตโดยอ้างอิงจากคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเพราะเห็นว่า ไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดชำระต้นเงินแก่โจทก์ในจำนวนเท่าใด โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์นำเช็คพิพาทฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา โดยบรรยายฟ้องว่า มีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงินไปจากโจทก์ จำนวน 2,450,000 บาท แต่คดีนี้กลับอ้างว่าเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ซึ่งรวมถึงเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ด้วย มีมูลหนี้จากการกู้ยืมเงินไป จำนวน 2,800,000 บาท แตกต่างกันเป็นพิรุธนั้น เห็นว่า นอกจากโจทก์นำสืบว่า การกู้ยืมทำหลักฐานไว้ 2,450,000 บาท ส่วนอีก 350,000 บาท ไม่ได้ทำหลักฐานกันไว้ และจำเลยเป็นผู้เขียนจำนวนเงินตามที่ระบุในเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คในฐานะโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท มิใช่ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามมูลหนี้อื่น เมื่อจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ มิใช่ลายมือชื่อของจำเลย และมิได้ต่อสู้ว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กรอกจำนวนเงินในเช็คพิพาท แต่โจทก์เป็นผู้กรอกจำนวนเงินและจำนวนเงินตามเช็คพิพาททั้งหมดมากกว่าที่เป็นหนี้กันอยู่จริง จำเลยจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ในต้นเงินจำนวน 2,480,000 บาท นั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ วรรคสอง (2) ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 900
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยูกิฮิโกะ ทาคาฮาชิ
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์ จวบความสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุมิตร ดวงสีดา
ศาลอุทธรณ์ — นางสาววราภรณ์ ปิยะมงคลวงศ์
ชื่อองค์คณะ
โสรัตน์ เพียรอนุกูล
ทวีป ตันสวัสดิ์
ชวลิต ยงพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8845/2559
#605920
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาโดยชอบแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย คงวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของโจทก์ ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. ว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8) เห็นควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ปฏิบัติให้ถูกต้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 289

จำเลยให้การปฏิเสธ ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิม รับว่าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส แต่ปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี คำให้การในชั้นพิจารณาและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสเท่านั้น กับขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาโดยชอบแล้ว ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัสหรือไม่ กับมีเหตุที่จะลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย คงวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของโจทก์ ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8) เห็นควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 186 (6) ม. 186 (8) ม. 195 วรรคสอง ม. 208 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายทศพร แซ่เตียว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายอำนาจ เพ็งมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8832/2559
#606348
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปด่าโจทก์ในบริเวณบ้านของโจทก์ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362 แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านอันเป็นเคหสถานของโจทก์เพื่อด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย เป็นการเข้าไปในเคหสถานของโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 364 แม้โจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา 364 แต่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีข้อความอันเป็นความผิดตามมาตรา 364 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามมาตรา 364 และบทฉกรรจ์ ตามมาตรา 365 (2) ได้ ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,326, 328, 362, 365, 393 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า สำหรับคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 3 คดีมีมูลเฉพาะข้อหาบุกรุกและดูหมิ่นซึ่งหน้า ให้ประทับฟ้อง ส่วนคดีของจำเลยที่ 2 และข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ประกอบมาตรา 83 ปรับคนละ 1,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสี่ คงปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 750 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 393 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านเลขที่ 90/74 หมู่ที่ 4 ตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคายอันเป็นความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ในความผิดฐานนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านของโจทก์ โดยมีเจตนาเข้าไปด่าโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านอันเป็นเคหสถานของโจทก์เพื่อด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ย่อมเป็นการแสดงว่าเข้าไปในเคหสถานของโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 แม้โจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา 364 แต่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีข้อความอันเป็นความผิดตามมาตรา 364 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามมาตรา 364 และบทฉกรรจ์ ตามมาตรา 365 (2) ได้ ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 นั้น ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 364 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 364 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุณรดา กรรณสูต
จำเลย — นางรินทร์ทอง วรรณศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายกิตติพงศ์ ทองปุย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชาญ พึ่งประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8827/2559
#605161
เปิดฉบับเต็ม

ถ้อยคำปราศรัยของ ด. เป็นที่เข้าใจของผู้ที่ได้ยินได้ฟังว่าเป็นการกล่าวปราศรัยหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ การที่จำเลยกล่าวปราศรัยต่อประชาชนที่มาร่วมชุมนุมว่า ด. หมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มิได้เป็นการกล่าวขยายความให้มีความหมายนอกเหนือไปจากคำปราศรัยของ ด. การที่จำเลยกล่าวคำปราศรัยตามฟ้องนั้นก็เพื่อเรียกร้องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีแก่ ด. อันเป็นการกระทำโดยมีเจตนาปกป้องและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ มิให้บุคคลใดก้าวล่วงหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่น ซึ่งเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 70 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 112

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1241/2550 และต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.5068/2550 อ.3356/2552 อ.2765/2553 และ อ.524/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำคุก 3 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1241/2550 และต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.5068/2550 อ.3356/2552 อ.2765/2553 และ อ.524/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 และวันที่ 19 กรกฎาคม 2551 นางสาวดารณี ได้กล่าวปราศรัยบนเวทีเสียงประชาชนที่ท้องสนามหลวง ต่อมาตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยได้กล่าวปราศรัยบนเวทีในที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีเนื้อหาใจความตามฟ้องสรุปได้ว่า นางสาวดารณีได้กล่าวหาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ท้องสนามหลวงว่า การปกครองทุกวันนี้ที่วุ่นวายเพราะในหลวง และกล่าวหาสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ว่าเกี่ยวข้องกับเพชรสีน้ำเงิน ซึ่งรู้กันทั่วไปว่าเป็นเพชรที่ถูกลักมาจากประเทศซาอุดิอาระเบียโดยจำเลยได้เรียกร้องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีแก่นางสาวดารณี วันรุ่งขึ้นกองทัพบกมีคำสั่งให้นายทหารพระธรรมนูญไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่นางสาวดารณีในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยนำคำปราศรัยของนางสาวดารณีอันเป็นถ้อยคำหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มาพูดในที่เกิดเหตุ ย่อมมีผลเท่ากับจำเลยกล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ด้วยตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคแรก บัญญัติว่า "บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา" สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ และพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท และมิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา ดังนั้น จำเลยจะต้องรับผิดทางอาญาในข้อหาความผิดตามฟ้องก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนาเท่านั้น และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวปราศรัยในที่ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นการกล่าวอ้างถึงคำปราศรัยของนางสาวดารณีที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินี และเป็นการสรุปเอาเฉพาะส่วนที่เป็นสาระสำคัญจากถ้อยคำปราศรัยของนางสาวดารณีที่จะชี้ให้เห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินี โดยมิได้กล่าวข้อความอื่นใดที่ส่อให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์หรือพระราชินี แต่จำเลยยังเรียกร้องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีแก่นางสาวดารณี เนื่องจากจำเลยเชื่อว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ไม่ดำเนินคดีแก่นางสาวดารณี เพราะเหตุที่นางสาวดารณีอยู่ในกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาลในขณะนั้น ในข้อนี้ดาบตำรวจลัทธิชัย พยานโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยว่า นางสาวดารณีปราศรัย 2 วัน มีถ้อยคำโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อเนื่องกัน แต่ไม่มีผู้ใดไปห้ามปราม และปรากฏข้อเท็จจริงว่าวันรุ่งขึ้นหลังจากจำเลยกล่าวคำปราศรัยตามฟ้อง กองทัพบกได้มีคำสั่งให้นายทหารพระธรรมนูญไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่นางสาวดารณีทันที และแม้ว่านางสาวดารณีจะมิได้ระบุถึงในหลวงและพระราชินีในคำปราศรัยโดยตรงก็ตาม แต่ได้ความตามคำเบิกความของพยานโจทก์ปากร้อยตำรวจตรีพนม และนายธนชาติ ตอบคำถามค้านทนายจำเลยเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยว่า ถ้อยคำปราศรัยของนางสาวดารณี เป็นที่เข้าใจของผู้ที่ได้ยินได้ฟังว่าเป็นการกล่าวปราศรัยหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ดังนั้น การที่จำเลยกล่าวปราศรัยต่อประชาชนที่มาร่วมชุมนุมว่านางสาวดารณีหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จึงมิได้เป็นการกล่าวขยายความให้มีความหมายนอกเหนือไปจากคำปราศรัยของนางสาวดารณีแต่ประการใด จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า การที่จำเลยกล่าวคำปราศรัยตามฟ้องนั้นก็เพื่อเรียกร้องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีแก่นางสาวดารณี อันเป็นการกระทำโดยมีเจตนาปกป้องและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ มิให้บุคคลใดก้าวล่วงหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่น ซึ่งเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 70 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกล่าวถ้อยคำตามฟ้องโดยมิได้มีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินี แต่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาปกป้องและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น การกระทำของจำเลยย่อมขาดองค์ประกอบของความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคแรก การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 112
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสนธิ ลิ้มทองกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวสุจิตรา โพทะยะ
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
สุภัทร อยู่ถนอม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8823/2559
#607133
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 152 ไม่มีองค์ประกอบของความผิดหรือมูลเหตุชักจูงใจว่า อันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกส้มเขียวหวานปลอดโรค "การจัดทำแปลงสาธิตระบบการให้น้ำเหนือผิวดิน" โดยดำเนินการตามขั้นตอนของทางราชการตั้งแต่เริ่มจนแล้วเสร็จ ไม่ปรากฏว่ามีขั้นตอนใดที่กระทำโดยฝ่าฝืนระเบียบหรือมีระเบียบห้ามไว้ ในขั้นตอนของการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และขั้นตอนการตรวจรับและการติดตั้งก็ไม่ปรากฏว่ามีการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกิดขึ้น แต่พื้นที่แปลงสาธิตเป็นของ ส. ภริยาของจำเลย แม้การจัดหาที่ดินแปลงสาธิตจะเป็นดังที่จำเลยอ้างว่าเกษตรอำเภอแม่วงก์เป็นผู้จัดหาที่ดินและเกษตรกรได้รับประโยชน์จากแปลงสาธิตก็ตาม จำเลยก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบของตนได้ เพราะเกิดมีความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของผู้มีตำแหน่งหน้าที่และมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิด การนำที่ดินของ ส. มาดำเนินการโดยมีการนำวัสดุอุปกรณ์และกิ่งพันธุ์ส้มเขียวหวานปลอดโรคมาลงในที่ดิน ที่ดินของ ส. ย่อมได้รับประโยชน์อยู่ในตัวโดยปริยาย เมื่อจำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่กำกับดูแลกิจการโครงการดังกล่าว ถือว่าจำเลยเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับภริยาตนเนื่องด้วยกิจการนั้น จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 152

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 152, 157 และ 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยรับราชการในตำแหน่งเกษตรจังหวัด สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนได้รับหนังสือร้องเรียนกล่าวหาจำเลยว่าทุจริต ประพฤติมิชอบ ในโครงการส่งเสริมการปลูกส้มเขียวหวานปลอดโรค "การจัดทำแปลงสาธิตระบบการให้น้ำเหนือผิวดิน" โดยจำเลยของบประมาณจำนวน 1,700,000 บาท เพื่อให้ได้มาซึ่งวัสดุอุปกรณ์ระบบน้ำหยดราคา 1,412,000 บาท และกิ่งพันธุ์ส้มเขียวหวานปลอดโรคจำนวน 2,400 ต้น ราคา 258,000 บาท มาลงในที่ดินของนางสายใจ ภริยาจำเลย กรมส่งเสริมการเกษตรแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเรื่องที่จำเลยถูกกล่าวหา คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยมีความเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เห็นสมควรลงโทษไล่ออกจากราชการ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการนครสวรรค์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณาเรียกเงินจำนวน 1,700,000 บาท คืนจากจำเลยให้แก่ทางราชการ คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวมีความเห็นว่า ความเสียหายของทางราชการเกิดจากกระทำโดยจงใจของจำเลย จำเลยต้องรับผิดในผลแห่งความเสียหายของทางราชการเต็มจำนวน 1,700,000 บาท กรมส่งเสริมการเกษตรมีคำสั่งลงโทษไล่จำเลยออกจากราชการตามมติ อ.ก.พ. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อมากรมส่งเสริมการเกษตรมอบอำนาจให้นายบัณฑิตร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนส่วนปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาทุจริตต่อหน้าที่ราชการและปลอมเอกสารราชการ พนักงานสอบสวนมีความเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาจึงส่งสำนวนการสืบสวนสอบสวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงมีความเห็นว่า การกระทำของจำเลยมีมูลความผิดทางอาญาตามมาตรา 151, 152 และ 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมูลความผิดทางวินัยตามมาตรา 82, 83, 85, 95 และ 98 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวน และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในความผิดฐานดังกล่าว อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องจำเลยในความผิดตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 152 และ 157 คำฟ้องข้อ 2.3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 คำฟ้องข้อ 21. ข้อ 2.2 และข้อ 2.4 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยจัดทำเอกสารโครงการส่งเสริมการปลูกส้มเขียวหวานปลอดโรค "การจัดทำแปลงสาธิตระบบการให้น้ำเหนือผิวดิน" อันเป็นเท็จ เพราะนายเกียรติกมล เกษตรอำเภอแม่วงก์ ไม่ได้เป็นผู้เสนอโครงการดังกล่าว ลายมือชื่อในเอกสารเสนอโครงการเป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยจัดทำเอกสารโครงการเท็จขึ้นเพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยโดยตรงและเสนอของบประมาณไปยังกรมส่งเสริมการเกษตรเอง โดยไม่ให้นายสุรเชษฐ์ นักวิชาการเกษตรและนายสุพจน์ หัวหน้าฝ่ายแผนงาน ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องทราบ ทั้งจำเลยใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตจัดทำประกาศการประกวดราคาจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นโครงการเท็จ อันเป็นการเสียหายแก่กรมส่งเสริมการเกษตร เห็นว่า โครงการนี้มีชื่อนายเกียรติกมลเป็นผู้เสนอโครงการและจำเลยเป็นผู้เห็นชอบโครงการ นายเกียรติกมลปฏิเสธว่าลายมือชื่อผู้เสนอโครงการไม่ใช่ลายมือชื่อของตน แต่โจทก์ก็มิได้ส่งลายมือชื่อในเอกสารเสนอโครงการไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ว่าเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ และเมื่อพิจารณาลายมือชื่อของนายเกียรติกมลในเอกสารดังกล่าวกับตัวอย่างลายมือชื่อของนายเกียรติกมลแล้วปรากฏว่ามีลักษณะหรือลีลาการเขียนคล้ายกันและข้อเท็จจริงปรากฏจากทางนำสืบว่านายเกียรติกมลเคยถูกจำเลยทำเรื่องเสนอให้ย้ายออกจากพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยอ้างถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนายเกียรติกมลหลายประการ ทั้งนายเกียรติกมลเคยถูกบุคคลอื่นร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในขณะดำรงตำแหน่งเกษตรอำเภอแม่วงก์ กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่านายเกียรติกมลกับจำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน นอกจากนี้จำเลยนำสืบด้วยว่านายเกียรติกมลทำหนังสือขอรับสารภาพผิดต่อจำเลยซึ่งเอกสารมีข้อความว่านายเกียรติกมลรับว่าเป็นผู้ทำหนังสือร้องเรียนจำเลย ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้คำเบิกความของนายเกียรติกมลมีน้ำหนักน้อยไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อเอง กรณีจึงเป็นที่เคลือบแคลงว่าเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ และหากเป็นลายมือชื่อปลอมแล้วผู้ใดเป็นผู้ปลอมขึ้น เมื่อโจทก์นำสืบไม่ชัดแจ้ง จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยจัดทำเอกสารโครงการเป็นเท็จหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้จัดทำเอกสารโครงการเท็จ การเสนอโครงการดังกล่าวย่อมเป็นไปตามขั้นตอนของทางราชการ โดยได้ความจากนายสุรเชษฐ์ นักวิชาการเกษตร ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า การเสนอโครงการสามารถทำจากระดับบนมาระดับล่างได้ คือจากระดับผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเกษตรจังหวัดเองได้ ถ้าหากผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเกษตรจังหวัดมองเห็นความจำเป็นของเกษตรกรในท้องที่ ก็สามารถเสนอของบประมาณไปที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ ที่นายสุรเชษฐ์เบิกความว่า การจัดแปลงสาธิตถือว่าเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับศูนย์เทคโนโลยีที่พยานรับผิดชอบ และนายสุพจน์เบิกความว่า การทำโครงการโดยปกติแล้วจะเสนอมาเป็นโครงการประจำปี โดยเสนอจากระดับล่างคือเกษตรตำบลขึ้นมาที่เกษตรอำเภอ แล้วจึงขึ้นมาที่เกษตรจังหวัด ในส่วนของเกษตรจังหวัดจะเสนอแผนมาที่ฝ่ายแผนงาน หลังจากนั้นจะเสนอเรื่องให้คณะกรรมการจังหวัด แล้วจึงจะส่งเรื่องไปที่กรม พยานโจทก์ทั้งสองไม่ทราบเรื่องขณะเสนอโครงการดังกล่าว แต่เพิ่งมาทราบเรื่องภายหลังจากที่กรมได้อนุมัติโครงการแล้ว เห็นว่า ขั้นตอนการเสนอโครงการที่นายสุพจน์เบิกความหมายถึงโครงการประจำปีที่การเสนอแผนงานโครงการจากระดับล่างไประดับบน จึงต้องผ่านฝ่ายแผนงานก่อน แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นการทำจากระดับบนลงมาระดับล่าง ซึ่งนายสุรเชษฐ์เบิกความว่าสามารถทำได้เช่นกัน เมื่อกรมอนุมัติโครงการแล้ว นายสุรเชษฐ์เป็นผู้เขียนประทานเสนอไปที่จำเลย แล้วจำเลยเกษียนสั่งออกมา เป็นเอกสารขออนุมัติในหลักการประกวดราคาจากเกษตรจังหวัดไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ มีการลงลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่เสนอไปตามลำดับชั้นจนสุดท้ายเป็นการเกษียนสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ การประกวดราคาก็ดำเนินไปตามขั้นตอน ไม่มีการทุจริต เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่เปิดเผยเป็นไปตามขั้นตอนของทางราชการ มิใช่เป็นการปิดบังข้อเท็จจริงมิให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทราบตามที่โจทก์อ้างในฎีกาแต่อย่างใด ส่วนขั้นตอนในการทำสัญญาจัดซื้อและตรวจรับวัสดุอุปกรณ์ระบบน้ำสำหรับโครงการตามคำฟ้องข้อ 2.3 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้วว่าจำเลยไม่ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ในคำฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ส่วนความผิดตามคำฟ้องข้อ 2.4 นั้น โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 152 และ 157 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 151 ซึ่งโจทก์มีพยานยืนยันการกระทำความผิดของจำเลย คือนายบัณฑิต นายวีระ นายสิรวิศหรือตรัยมารถ และนายเกียรติกมลต่างเบิกความว่า มีการนำวัสดุอุปกรณ์ระบบน้ำหยดและกิ่งพันธุ์ส้มเขียวหวานไปลงในพื้นที่ของนางสายใจ ภริยาจำเลยโดยนายสุชิน ซึ่งเป็นกรรมการตรวจรับพัสดุเป็นผู้นำไปมอบให้นายสนม และนายเลี่ยม ซึ่งเป็นลูกจ้างนางสายใจ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 151 เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 นั้นโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตจัดให้มีการติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ระบบน้ำและกิ่งพันธุ์ส้มเขียวหวานปลอดโรคลงในที่ดินของนางสายใจเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่จังหวัดนครสวรรค์ กรมส่งเสริมเกษตร และประชาชน จำเลยรับว่ามีการติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ระบบน้ำและกิ่งพันธุ์ส้มเขียวหวานปลอดโรคลงในที่ดินของนางสายใจจริง การติดตั้งวัสดุอุปกรณ์เป็นไปตามระเบียบขั้นตอนของทางราชการ โดยเจ้าของที่ดินทำหนังสือยินยอมให้ใช้ประโยชน์ แม้โจทก์มีนายเกษม เจ้าหน้าที่บริหารงานการเกษตร 6 มาเบิกความเป็นพยานว่า หนังสือยินยอมให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของนางสายใจลายมือชื่อที่ปรากฏในช่องพยานไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของตน แต่ก็ไม่ได้มีการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อว่าเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ และขณะทำหนังสือให้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน นายเกษมยังรับราชการอยู่ที่สำนักงานเกษตรอำเภอแม่วงก์ ไม่ได้ย้ายไปรับราชการที่อื่น ที่นายเกษมให้การต่อกรรมการสอบสวนทางวินัยว่าเพิ่งเห็น ในวันนั้นจึงไม่ตรงกับหลักฐานที่ปรากฏในเอกสาร พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีพิรุธ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่ามีการปลอมหนังสือยินยอมให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของนางสายใจ ดังนั้นการติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ระบบการให้น้ำเหนือผิวดินและกิ่งพันธุ์ส้มเขียวหวานปลอดโรคลงในที่ดินของนางสายใจ โดยนางสายใจผู้เป็นเจ้าของที่ดินทำหนังสือยินยอมให้ใช้ประโยชน์ จึงเป็นไปตามระเบียบขั้นตอนของทางราชการการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า วัตถุประสงค์ของโครงการเป็นการสาธิตและให้บริการทางวิชาการแก่เกษตรกรให้เข้ามาศึกษาหาความรู้โดยไม่เรียกเก็บค่าบริการจากเกษตรกรเป็นแบบให้เปล่าตลอดระยะเวลา 7 ปี ของอายุโครงการ จึงไม่อาจถือว่าจำเลยเข้ามีส่วนได้เสียในส่วนนี้เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือนางสายใจภริยาจำเลย หลังครบกำหนด 7 ปี แล้ว ทางราชการคืนที่ดินกลับให้นางสายใจ แต่นางสายใจยินดีให้ความร่วมมือกับทางราชการให้เป็นจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรต่อไป จึงไม่มีข้อความตอนใดที่กำหนดให้ทางราชการต้องยกกรรมสิทธิ์ในวัสดุอุปกรณ์ระบบน้ำและพันธุ์ส้มเขียวหวานปลอดโรคให้แก่นางสายใจ โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยและนางสายใจได้รับประโยชน์หรือมีส่วนได้เสียจากกิจการดังกล่าวอย่างไร ในทางตรงข้ามจำเลยมีพยานหลายปากยืนยันตรงกันว่ากิจการที่จำเลยได้รับมอบหมายให้จัดทำจนแล้วเสร็จนั้นเป็นกิจการที่ตรงตามวัตถุประสงค์และหน้าที่ที่จำเลยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการดูแล เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ไม่มีองค์ประกอบของความผิดหรือมูลเหตุชักจูงใจว่าอันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกส้มเขียวหวานปลอดโรค "การจัดทำแปลงสาธิตระบบการให้น้ำเหนือผิวดิน" โดยดำเนินการตามขั้นตอนของทางราชการตั้งแต่เริ่มจนแล้วเสร็จไม่ปรากฏว่ามีขั้นตอนใดที่กระทำโดยฝ่าฝืนระเบียบหรือมีระเบียบห้ามไว้ ในขั้นตอนของการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และขั้นตอนการตรวจรับและการติดตั้งก็ไม่ปรากฏว่ามีการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกิดขึ้นเช่นกัน เพียงแต่พื้นที่แปลงสาธิตเป็นของนางสายใจภริยาจำเลย ข้อเท็จจริงปรากฏต่อไปอีกว่าในช่วงเวลาดังกล่าวนอกจากมีโครงการในคดีนี้แล้วยังมีอีกโครงหนึ่งที่ตำบลยางตาล อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ ชื่อโครงการศูนย์ส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร "การปรับปรุงระบบการให้น้ำชลประทานเหนือพื้นดิน" ซึ่งได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า พื้นที่แปลงสาธิตในโครงการที่ตำบลยางตาลเป็นของเอกชนรายหนึ่งที่ทำหนังสือให้ความยินยอมให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินเช่นเดียวกับนางสายใจ โครงการที่ตำบลยางตาลอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของจำเลยโดยจำเลยเสนอให้ความเห็นชอบเช่นกันซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์และไม่มีปัญหาการทุจริตแต่อย่างใด แม้การจัดหาที่ดินแปลงสาธิตจะเป็นดังที่จำเลยอ้างว่าเกษตรอำเภอแม่วงก์เป็นผู้จัดหาที่ดินและเกษตรกรได้รับประโยชน์จากแปลงสาธิตก็ตาม จำเลยก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบของตนได้ เพราะเกิดมีความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของผู้มีตำแหน่งหน้าที่และมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิด การนำที่ดินของนางสายใจมาดำเนินการโดยมีการนำวัสดุอุปกรณ์และกิ่งพันธุ์ส้มเขียวหวานปลอดโรคมาลงในที่ดิน ที่ดินของนางสายใจย่อมได้รับประโยชน์อยู่ในตัวโดยปริยาย เมื่อจำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่กำกับดูแลกิจการโครงการดังกล่าว ถือว่าจำเลยเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับภริยาตนเนื่องด้วยกิจการนั้น จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 152
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายถาวรฑ์หรือพลภัทรหรือถาวร ศรีภักดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางนงนุช เปรมปิยะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประสาร กีรานนท์
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8804/2559
#610064
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 175 ระบุว่า หากโจทก์ถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อนเท่านั้น ไม่มีข้อห้ามว่า หากจำเลยคัดค้าน ศาลจะอนุญาตให้ถอนฟ้องไม่ได้ กรณีเป็นดุลพินิจของศาลที่ต้องพิจารณาถึงผลได้ผลเสียของคู่ความทุกฝ่าย ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้มีว่า จำเลยจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายแก่สินสมรสและสมควรอนุญาตให้โจทก์เป็นผู้จัดการสินสมรสเพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นในคดีอื่นมีคำสั่งให้จำเลยเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งโจทก์เป็นผู้อนุบาล ย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย ทำให้โจทก์มีอำนาจจัดการสินสมรสเพียงฝ่ายเดียวภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย จึงถือไม่ได้ว่าการที่โจทก์ฟ้องและถอนฟ้องเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่ประการใด แม้จำเลยคัดค้านคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจึงชอบแล้ว

โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนอำนาจจัดการสินสมรสของจำเลย ย่อมไม่กระทบสิทธิของผู้ร้องสอดในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินที่ผู้ร้องสอดกล่าวอ้าง สิทธิของผู้ร้องสอดจะมีอยู่เพียงใด ก็คงมีอยู่เพียงนั้น ทั้งการที่ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ได้ก็จำต้องมีโจทก์จำเลยเดิมว่าคดีกันต่อไป แต่เมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีจากสารบบความเสียแล้ว จึงไม่มีโจทก์จำเลยเดิมว่าคดีกันอีก เป็นเรื่องที่ผู้ร้องสอดจะดำเนินคดีของตนในทางอื่นต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนอำนาจจัดการสินสมรสของจำเลย กับให้โจทก์เป็นผู้จัดการสินสมรสแต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งโจทก์เป็นผู้อนุบาล ตามคดีหมายเลขแดงที่ 202/2558 ของศาลชั้นต้น สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายธนากร เป็นผู้แทนเฉพาะคดีของจำเลย

นายธนากร ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความอ้างว่า ได้ฝากเงินไว้ที่จำเลยเพื่อการลงทุนโดยมอบให้จำเลยมีอำนาจบริหารจัดการ จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ พันธบัตรรัฐบาล และเงินฝากในธนาคารร่วมกับจำเลย ขอร้องสอดเข้าเป็นคู่ความเพื่อพิสูจน์ว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่สินสมรส ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องสอด

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องอ้างว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งโจทก์เป็นผู้อนุบาลแล้ว โจทก์จึงไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป

จำเลยแถลงคัดค้านว่า ขอให้ศาลพิจารณาคดีต่อไปเพื่อให้ได้ความกระจ่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ค่าขึ้นศาลที่โจทก์วางไว้ 200 บาท ไม่คืน จำหน่ายคดีจากสารบบความ

จำเลยและผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนอำนาจจัดการสินสมรสของจำเลย เนื่องจากจำเลยมีภาวะสมองเสื่อม เพื่อให้โจทก์เป็นผู้จัดการสินสมรสเพียงผู้เดียว ระหว่างพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ 202/2558 ให้จำเลยเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งโจทก์เป็นผู้อนุบาล โจทก์จึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ผู้แทนเฉพาะคดีของจำเลยคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า จำเลยจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายแก่สินสมรสและสมควรอนุญาตให้โจทก์เป็นผู้จัดการสินสมรสเพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคดีหมายเลขแดงที่ 202/2558 ให้จำเลยเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งโจทก์เป็นผู้อนุบาล ย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยทำให้โจทก์มีอำนาจจัดการสินสมรสเพียงฝ่ายเดียวภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย จึงถือไม่ได้ว่าการที่โจทก์ฟ้องและถอนฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่ประการใด แม้จำเลยคัดค้านคำร้องขอถอนฟ้อง แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในเรื่องโจทก์ขอถอนฟ้องระบุว่า หากถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อนเท่านั้น ไม่มีข้อห้ามว่า หากจำเลยคัดค้านไม่ยอมให้ถอนฟ้อง ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องไม่ได้ดังที่จำเลยฎีกา การจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องคดีแพ่งหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาลที่ต้องพิจารณาถึงผลได้ผลเสียของคู่ความทุกฝ่าย สำหรับคดีนี้ แม้โจทก์จะไม่ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง แต่ผลของคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 202/2558 ผูกพันโจทก์จำเลยในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีนี้ต่อจำเลยอีกต่อไป การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอถอนฟ้องจึงชอบด้วยเหตุผลตามกฎหมาย มิใช่กรณีโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจึงชอบแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาของผู้ร้องสอดที่ขอเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนอำนาจจัดการสินสมรสของจำเลยย่อมไม่กระทบสิทธิของผู้ร้องสอดในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินที่ผู้ร้องสอดกล่าวอ้าง สิทธิของผู้ร้องสอดจะมีอยู่เพียงใด ก็คงมีอยู่เพียงนั้น ทั้งการที่ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะเข้ามาเป็นคู่ความได้ก็จำต้องมีโจทก์จำเลยเดิมว่าคดีกันต่อไป แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีจากสารบบความเสียแล้วจึงไม่มีโจทก์จำเลยเดิมว่าคดีกันอีก เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะดำเนินคดีของตนในทางอื่นต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องสอดนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับคำร้องสอดและศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งแก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้คืนค่าคำร้องสอดแก่ผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลอากาศตรีสหัส นาคะสิริ
ผู้ร้องสอด — นายธนากร นาคะสิริ
นางรัมภา นาคะสิริ
โดยนายธนากร นาคะสิริ
จำเลย — ผู้แทนเฉพาะคดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายวิเชียร ศรีฟ้าวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายจุมพล กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พิศล พิรุณ
นพพร โพธิ์รังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8803/2559
#607365
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้ถ้อยคำพูดกับโจทก์ว่า "กูเบื่อผู้ชายแก่ ๆ ควยเล็ก เซ็กส์ห่วย หัวล้าน ตัวเตี้ย ๆ หน้าเหี้ยใจยังเหี้ย หัวขโมยแบบมึงเต็มที" และ "กูมีความพร้อมทุกอย่าง สาวสวยเหมาะสมกับหนุ่ม ๆ แข็งแรงฟิตเปรี๊ยะ พร้อมเริ่มต้นใหม่ ไม่มีอะไรยาก กูแต่งงานกับมึงเพื่อประชด อ. เจ็บ ก็แค่นั้น กูไม่ได้พิศวาสมึงเลย..." และส่งข้อความทางโทรศัพท์ว่า "เดี๋ยวกูจะไปนอนให้คนอื่นเอา" เป็นถ้อยคำหยาบคาย อันมีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทเหยียดหยามโจทก์และถือได้ว่าเป็นการประพฤติตนอันเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) และ (6) ส่วนการที่โจทก์ไม่กลับบ้านนานนับสัปดาห์ ไม่ยอมหลับนอนกับจำเลย ออกจากบ้านไปแล้วไม่กลับมาอยู่ด้วยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 ไม่อุปการะเลี้ยงดู จึงเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. 1516 (6) เช่นกัน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่ากัน โจทก์จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คู่ความจึงไม่มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้อีก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 247

เงินฝากในบัญชีธนาคารและสลากออมสิน นั้น โจทก์นำสืบว่า ระหว่างสมรสจำเลยนำเงินส่วนที่โจทก์มอบให้ไปเปิดบัญชีเงินฝากและซื้อสลากออมสิน ทางนำสืบจำเลยไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินดังกล่าวที่อ้างว่าเป็นสินส่วนตัวของจำเลยได้มาอย่างไร จึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาจากโจทก์ที่ให้เงินมาในระหว่างเป็นสามีภริยา จึงเป็นการได้มาภายหลังจากที่โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่า ทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือไม่ กรณีต้องถือตามข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคท้ายว่า เงินฝากในบัญชีธนาคาร และสลากออมสินเป็นสินสมรส ชายและหญิงพึงได้ส่วนเท่ากัน โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสดังกล่าวกึ่งหนึ่งมีผลย้อนหลังไปจนถึงวันฟ้องหย่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และ 1533

รถยนต์ยี่ห้อเมอร์ซีเดสเบนซ์และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า โจทก์ซื้อมาใส่ชื่อจำเลยในใบคู่มือจดทะเบียน ก่อนจดทะเบียนสมรส จำเลยได้ครอบครองใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ยี่ห้อเมอร์ซีเดสเบนซ์ จำเลยนำสืบประกอบภาพในสื่อสังคมออนไลน์ (facebook) ที่ลงภาพเพื่อขอบคุณโจทก์ มีของใช้ส่วนตัวของจำเลยวางในรถ มีสติ๊กเกอร์ชื่อจำเลยแปะกระจกรถ โจทก์ได้แสดงความเห็นในเชิงหยอกล้อการขับรถของจำเลย และโจทก์เองก็มีรถยนต์ใช้อยู่แล้ว ถือว่าโจทก์ให้จำเลยโดยเสน่หา เป็นสินส่วนตัวจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) โจทก์ต้องคืนรถทั้งสองคันดังกล่าวที่โจทก์เอาไปให้จำเลย

เดิมจำเลยได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์เดือนละ 100,000 บาท โจทก์รับว่าไม่ได้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยก่อนฟ้องเป็นเวลา 4 เดือน เมื่อสามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 และจำเลยไม่มีหลักฐานมายืนยันรายได้ก่อนสมรสกับโจทก์ ที่ศาลล่างกำหนดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท เหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยขอค่าอุปการะเลี้ยงดูภายหลังจากหย่าไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่นั้น เนื่องจากการหย่าเป็นความผิดของทั้งสองฝ่าย ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูส่วนนี้ให้

จำเลยฟ้องแย้งว่า โจทก์บุกรุกเข้าไปในบ้านใช้สเปรย์ฉีดพ่นทรัพย์สินได้รับความเสียหายนั้น เป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งไม่ได้อาศัยเหตุแห่งการหย่าและการเรียกค่าทดแทนตามฟ้องเดิมเป็นมูลหนี้ แต่เป็นการกล่าวอ้างการกระทำอีกตอนหนึ่งของโจทก์อันเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นแตกต่างจากฟ้องเดิม

ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องแย้งในข้อนี้มานั้นชอบแล้ว แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะฟ้องใหม่เพื่อเรียกค่าซ่อมแซมทรัพย์สินดังกล่าวภายในอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้จำเลยแบ่งสินสมรสจากเงินฝากประจำธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และสลากออมสินกึ่งหนึ่งแก่โจทก์เป็นเงิน 2,050,000 บาท พร้อมดอกผลจนถึงวันแบ่งสินสมรส เมื่อหย่าแล้วโจทก์ได้รับค่าทดแทนจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 ให้จำเลยใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ด้วยเงินสินสมรสดังกล่าวในส่วนของจำเลยจำนวน 2,050,000 บาท พร้อมดอกผลถึงวันแบ่ง ส่งมอบและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 214006 พร้อมบ้านเลขที่ 8/56 ซอยลาดปลาเค้า 77 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ราคา 21,900,000 บาท รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน ฎธ 844 กรุงเทพมหานคร ราคา 993,000 บาท รถยนต์ยี่ห้อเมอร์ซีเดสเบนซ์ อี 250 ซีจีไอ หมายเลขทะเบียน ฎฮ 333 กรุงเทพมหานคร ราคา 3,900,000 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากจำเลยทำให้ทรัพย์สินเสื่อมลงจนไม่อาจส่งมอบหรือจดทะเบียนโอนแก่โจทก์ได้ ขอให้กำหนดค่าทดแทนเป็นเงินเท่ากับราคาที่ซื้อทรัพย์นั้นทั้งหมดรวมเป็นเงิน 26,793,000 บาท รวมค่าทดแทนแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 28,843,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย หากโจทก์ไม่ยอมจดทะเบียนหย่าให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 100,000 บาท นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 ถึงเดือนมกราคม 2557 รวมเป็นเงิน 400,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูกรณีโจทก์จำเลยต้องหย่าขาดจากกันอันเนื่องจากความผิดของโจทก์อีกเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ ถึงแก่ความตาย หรือมีเหตุอื่นตามกฎหมาย ให้โจทก์คืนรถยนต์ยี่ห้อเมอร์ซีเดสเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ฎฮ 333 กรุงเทพมหานคร รวมค่าตกแต่งภายในและเปลี่ยนล้อแมกซ์ราคา 4,150,000 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ยี่ห้อไอโฟน (i Phone) 4 S และ Samsung Note 2 ราคาเครื่องละ 20,000 บาท กระเป๋าถือ 2 ใบ ยี่ห้อ Prada และ Balenciaga ราคาใบละ 50,000 บาท นาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์ (Rolex) 1 เรือน ราคา 100,000 บาท และถุงใส่เงินสดจำนวน 100,000 บาท หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคารวม 4,490,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไป ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายกรณีหมิ่นประมาทจำเลยจำนวน 5,000,000 บาท และค่าซ่อมแซมทรัพย์สินภายในบ้านของจำเลยเป็นเงิน 300,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,190,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้จำเลยแบ่งสินสมรสจากเงินฝากประจำในบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และสลากออมสินของธนาคารออมสิน ให้โจทก์กึ่งหนึ่งโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) และมาตรา 1533 ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยนับแต่เดือนตุลาคม 2556 ถึงเดือนมกราคม 2557 รวม 4 เดือน เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษาจนกว่าจะหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายในการซ่อมแซมทรัพย์สินจำนวน 100,000 บาท คืนกระเป๋าถือจำนวน 2 ใบ ราคาใบละ 50,000 บาท นาฬิกา 1 เรือน ราคา 100,000 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ราคา 19,900 บาท แก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน สำหรับรถยนต์ยี่ห้อเมอร์ซีเดสเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ฎฮ 333 กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์จำเลยแบ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 214006 พร้อมบ้านเลขที่ 8/56 ซอยลาดปลาเค้า 77 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ฎธ 844 กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์ด้วยกึ่งหนึ่ง และให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้ คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นในส่วนฟ้องแย้งเฉพาะประเด็นนี้ให้แก่จำเลย และคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เฉพาะประเด็นนี้ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยนอกจากนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยรู้จักกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ประกอบพิธีหมั้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 แล้วจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2554 ก่อนจดทะเบียนสมรสโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 214006 พร้อมบ้านเลขที่ 8/56 ซอยลาดปลาเค้า 77 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ใส่ชื่อจำเลยในโฉนดที่ดิน โจทก์ซื้อรถยนต์ยี่ห้อเมอร์ซีเดสเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ฎฮ 333 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน ฎธ 844 กรุงเทพมหานคร จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 และ 13 กันยายน 2554

สำหรับประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์และจำเลยฎีกาในเรื่องเหตุฟ้องหย่าว่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยโดยอาศัยเหตุหย่าอันเป็นความผิดของทั้งสองฝ่าย เหตุหย่าอันเป็นความผิดของจำเลย ได้แก่การที่จำเลยใช้วาจาหยาบคายไม่เหมาะสมถ้อยคำมีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์ซึ่งเป็นสามีอย่างร้ายแรง โดยการส่งข้อความทางโทรศัพท์ว่า "เดี๋ยวกูจะไปนอนให้คนอื่นเอา" และใช้ถ้อยคำพูดกับโจทก์ว่า "กูเบื่อผู้ชายแก่ ๆ ควยเล็ก เซ็กส์ห่วย หัวล้านตัวเตี้ย ๆ หน้าเหี้ยและใจยังเหี้ย หัวขโมยแบบมึงเต็มที" และยังพูดอีกว่า "กูมีความพร้อมทุกอย่าง สาวสวยเหมาะสมกับหนุ่ม ๆ แข็งแรงฟิตเปรี๊ยะ พร้อมเริ่มต้นใหม่ ไม่มีอะไรยาก กูทำได้ทุกอย่าง เลิกกับอั๋น (ชื่อเล่นของคู่รักเก่าของจำเลย) ถึงรับแต่งงานหลอก ๆ กับมึงเพื่อประชดอั๋นเจ็บ ก็แค่นั้นแหละ กูไม่ได้รักพิศวาสกับมึงเลย รู้ป่ะ มึงไม่มีค่าอะไรสำหรับกูเลยรู้ตัวไว้ด้วย เรื่องราวที่ผ่านมาไม่มีค่าอะไรเลยสักนิด ทุกอย่างไร้ค่า พอเสร็จจากมึงแล้วก็จะได้ไปพบคนดีที่คู่ควรสักที ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่ากูคิดไม่ผิดเลยที่ด่ามึงเหี้ย มึงเลวทรามกว่านั้น" และยังถือได้ว่าประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (6) ในส่วนของโจทก์นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ประพฤติตนอันเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงด้วยการไม่กลับบ้านเป็นเวลานานนับสัปดาห์ ครั้นเมื่อกลับมาก็ไม่ยอมนอนกับจำเลย โดยแยกไปนอนห้องรับแขก แล้วล็อกประตูห้อง โจทก์ออกจากบ้านแล้วไม่กลับมาอยู่กับจำเลยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 รวมทั้งไม่ช่วยเหลือส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูจำเลยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยจำเลยไม่สมัครใจ จึงมีเหตุที่จำเลยฟ้องหย่าโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1516 (6) ด้วยเช่นกัน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่ากันดังกล่าว โจทก์จำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งกันในประเด็นนี้ คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คู่ความจึงไม่มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้อีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 247 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สำหรับประเด็นข้อพิพาทเรื่องที่ดินโฉนดเลขที่ 214006 พร้อมบ้านเลขที่ 8/56 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นทรัพย์ของฝ่ายใด โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นคนซื้อด้วยเงินตัวเองจึงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ จำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ให้เป็นของหมั้น จึงเป็นของจำเลย ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทนายโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ตกลงกับจำเลยได้แล้ว ทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าวต่อกันอีก กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในเรื่องนี้อีกต่อไป

คงมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยตามข้อพิพาทที่ยังเหลืออยู่ประการแรกว่า เงินฝากในธนาคารและสลากออมสินเป็นสินสมรสหรือไม่ ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ระหว่างสมรสจำเลยนำเงินส่วนที่โจทก์มอบให้ฝากเข้าบัญชีเงินฝากประจำของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 2,500,000 บาท และซื้อสลากออมสินจำนวน 1,600,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินดังกล่าวที่อ้างว่าเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลยได้มาอย่างไร ซึ่งจะเป็นพยานหลักฐานให้มีน้ำหนักรับฟังว่าเป็นสินส่วนตัวของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว เงินในบัญชีดังกล่าวและสลากออมสินจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาจากโจทก์ที่ให้เงินมาในระหว่างเป็นสามีภริยารวมอยู่ด้วยกัน อันได้มาภายหลังที่โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ กรณีจึงต้องถือตามข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคท้ายว่า เงินฝากในบัญชีธนาคารดังกล่าวและสลากออมสินเป็นสินสมรสระหว่างสามีภริยา ชายและหญิงพึงได้ส่วนเท่ากัน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสดังกล่าวกึ่งหนึ่งมีผลย้อนหลังไปจนถึงวันฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) และ 1533

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า โจทก์ต้องคืนรถยนต์แก่จำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า รถยนต์ยี่ห้อเมอร์ซีเดสเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ฎฮ 333 กรุงเทพมหานคร โจทก์ซื้อใส่ชื่อจำเลยในคู่มือจดทะเบียน เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2554 ส่วนรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ฎธ 844 กรุงเทพมหานคร โจทก์ซื้อเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2554 ใส่ชื่อจำเลยในใบคู่มือจดทะเบียน เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม และ 13 กันยายน 2554 ตามลำดับ ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนจดทะเบียนสมรส จำเลยได้ครอบครองใช้ประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ยี่ห้อเมอร์ซีเดสเบนซ์ซึ่งจำเลยนำสืบประกอบภาพในสื่อสังคมออนไลน์ (facebook) ที่ลงเพื่อขอบคุณโจทก์ การมีของใช้ส่วนตัวของจำเลยไว้ในรถ มีสติ๊กเกอร์ชื่อจำเลยแปะกระจกรถ รวมทั้งโจทก์ได้แสดงความเห็นในเชิงหยอกล้อการขับรถของจำเลย และโจทก์เองก็มีรถยนต์ใช้อยู่แล้ว ถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์ให้โดยเสน่หา เมื่อโจทก์ให้จำเลยโดยเสน่หาถือว่าเป็นสินส่วนตัวของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (1) โจทก์จึงต้องคืนรถยนต์ยี่ห้อเมอร์ซีเดสเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ฎฮ 333 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน ฎธ 844 กรุงเทพมหานคร ที่เอาไปจากจำเลยให้แก่จำเลย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตามฟ้องแย้งหรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบรับกันว่า จำเลยเคยได้รับเงินค่าอุปการเลี้ยงดูจากโจทก์ภายหลังจากสมรสเดือนละ 100,000 บาท แต่เหตุที่ทำให้โจทก์และจำเลยต้องระหองระแหงไม่อาจอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุขต่อไปได้จนเป็นเหตุหย่านั้น ส่วนหนึ่งก็เกิดมาจากการที่จำเลยทำให้โจทก์ระแวงสงสัยหึงหวงและไม่ไว้ใจเนื่องจากจำเลยเก็บรักษาคลิปที่ร่วมประเวณีกับนายอั๋นไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริงซึ่งเป็นคนรักเก่าของจำเลยไว้ จนกระทั่งโจทก์มาพบ ส่วนโจทก์เองก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ยอมหลับนอนกับจำเลยเช่นแต่ก่อน โดยโจทก์ยอมรับว่า โจทก์ก็มิได้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย 4 เดือน ก่อนฟ้องจริง เมื่อสามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 และจำเลยก็ไม่มีหลักฐานมายืนยันรายได้ก่อนสมรสกับโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 50,000 บาท แก่จำเลยนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 ถึงเดือนมกราคม 2557 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะหย่าขาดจากกันนั้นนับว่าเหมาะสมดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยขอค่าอุปการะเลี้ยงดูภายหลังจากหย่ากันแล้วอีกเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่นั้น เนื่องจากการหย่าอันเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นความผิดของทั้งสองฝ่าย ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูส่วนนี้ให้ ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยให้เหตุผลในเรื่องนี้มาละเอียดดีแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยสำหรับประเด็นฟ้องแย้งที่อ้างว่า โจทก์บุกรุกเข้าไปในบ้านใช้สเปรย์ฉีดพ่นทรัพย์สินเสียหาย โดยเรียกค่าซ่อมแซม 300,000 บาท และศาลชั้นต้นกำหนดให้ 100,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งไม่ได้อาศัยเหตุแห่งการหย่าและการเรียกค่าทดแทนตามฟ้องเดิมเป็นมูลหนี้ แต่เป็นการกล่าวอ้างการกระทำอีกตอนหนึ่งของโจทก์อันเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยในข้อนี้มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เห็นสมควรไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะฟ้องใหม่เพื่อเรียกค่าซ่อมแซมทรัพย์สินดังกล่าวภายในกำหนดอายุความนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประเด็นสำหรับทรัพย์สินเครื่องใช้สอยส่วนตัวที่โจทก์ฎีกามาอันประกอบด้วยกระเป๋าถือ 2 ใบ นาฬิกาข้อมือโรเล็กซ์ 1 เรือน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง นั้น ปรากฏตามฎีกาของโจทก์ว่าไม่ติดใจในทรัพย์สินส่วนตัวดังกล่าวของจำเลย เพียงแต่บ่ายเบี่ยงให้จำเลยไปรับเองที่ศาลชั้นต้นหรือสำนักงานวางทรัพย์สิน ถือได้ว่าโจทก์ยอมรับในประเด็นข้อพิพาทในข้อนี้แล้วว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของจำเลย โจทก์จึงต้องคืนกระเป๋าถือ นาฬิกาข้อมือและโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวแก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนรถยนต์ยี่ห้อเมอร์ซีเดสเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ฎฮ 333 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ไฮลักซ์ หมายเลขทะเบียน ฎธ 844 กรุงเทพมหานคร แก่จำเลย สำหรับประเด็นเรื่องที่ดินโฉนดเลขที่ 8/56 ให้เป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 9 มิถุนายน 2559 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1461 ม. 1471 (1) ม. 1474 ม. 1516 (3) ม. 1516 (6) ม. 1532 (ข) ม. 1533
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 225 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางเมธินี ทิพย์มณเฑียร
ศาลอุทธรณ์ — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
พิศล พิรุณ
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8799 -ที่ 8801/2559
#607974
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ บ. คู่สมรสของจำเลยที่ 1 ย่อมมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรม ทั้งยังเป็นผู้จัดการมรดกของ บ. ตามคำสั่งศาล การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 5 มีผลกระทบต่อสิทธิในครอบครัวและสิทธิในการรับมรดกของโจทก์หรือทายาทโดยธรรมอื่นของ บ. โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะกล่าวอ้างหรือร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 เป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1497 และมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซึ่งเป็นการจัดการสินสมรสที่จำเลยที่ 1 ทำไปโดยปราศจากความยินยอมของ บ. มารดาโจทก์ได้

จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 5 ในขณะที่จำเลยที่ 1 มี บ. เป็นคู่สมรสแล้ว การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 จึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1497 ประกอบมาตรา 1452 ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษาได้ แม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้กล่าวไว้ในประเด็นว่า การสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะหรือไม่ก็ตาม เพราะเมื่อศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1 กับ บ. จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย่อมวินิจฉัยต่อไปได้ว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ในภายหลังเป็นโมฆะ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 เป็นโมฆะนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาท ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

การที่ บ. ยินยอมให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินอันเป็นสินสมรสทุกแปลงย่อมแสดงให้เห็นว่า บ. มอบให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจในการจัดการสินสมรสโดยเฉพาะที่ดินได้โดยลำพัง ไม่จำต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจาก บ. อีก ดังจะเห็นได้จากจำเลยที่ 1 เคยยกที่ดินให้แก่บุตรที่เกิดจาก บ. และ ส. และเคยซื้อบ้านและที่ดินให้แก่โจทก์ก็ไม่ปรากฏว่า บ. โต้แย้งคัดค้านการจัดการสินสมรสของจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับที่ดินพิพาททั้งสามแปลง จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ไปโดยลำพังในระหว่างที่ บ. ยังมีชีวิตอยู่ น่าเชื่อว่า บ. ยินยอมในการจัดการสินสมรสของจำเลยที่ 1 แล้วจึงไม่ได้โต้แย้งคัดค้านจนกระทั่งถึงแก่ความตายไปนานกว่า 13 ปี สำหรับการโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12348 และนานกว่า 4 ปี สำหรับการโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27458 และ 6999 พฤติการณ์ดังกล่าวของ บ. จึงเป็นการให้ความยินยอมในจัดการสินสมรสที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ไว้ล่วงหน้าโดยปริยายแล้ว ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 โดยปราศจากความยินยอมของ บ. โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7

โจทก์ฟ้องทั้งสามสำนวนและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินและขายระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 27458, 224300, 224301, 224302, 224303, 224304, 224808, 224809 และ 224810 ตำบลในเมือง (ปรุใหญ่) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันจดทะเบียนใส่ชื่อนางบุญมีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้ที่ดินทั้ง 9 แปลง กลับมาเป็นสินสมรสโดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนเพิกถอน หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระราคาที่ดินส่วนที่เป็นของนางบุญมี เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน เป็นเงิน 21,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายจากการไม่ได้รับผลประโยชน์ในที่ดินตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2549 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 พร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6999 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กลับมาเป็นสินสมรส ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการใส่ชื่อนางบุญมีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 6999 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนโดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนเพิกถอน หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระราคาที่ดินเฉพาะส่วนของนางบุญมี เป็นเงิน 9,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเสียหายจากการไม่ได้รับผลประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6999 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 หากจำเลยที่ 1 และที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้จำเลยที่ 5 ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 12348 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ กับเพิกถอนการขายที่ดินเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 เพิกถอนการแบ่งแยกที่ดินในนามเดิมเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2544 เพิกถอนการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12348, 271706, 271707 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 7 เพิกถอนการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 271708 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 6 และเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมทั้งหมดในที่ดินโฉนดเลขที่ 271707 และ 271708 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันจดทะเบียนใส่ชื่อนางบุญมีถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ชำระค่าธรรมเนียมในการเพิกถอนการจดทะเบียนทั้งหมด หากจำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ไม่สามารถดำเนินการได้ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันชำระราคาที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางบุญมีกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 7,480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันชำระค่าเสียหายจากการไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในที่ดินเป็นเวลา 7 ปี คิดค่าเสียหายเป็นเงิน 8,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 พร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 1 ให้การทั้งสามสำนวน และจำเลยที่ 2 ให้การสำนวนแรกกับสำนวนที่สองขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การสำนวนแรกขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ให้การสำนวนที่สามขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 27458 ตำบลในเมือง (ปรุใหญ่) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในส่วนของนางบุญมี หนึ่งในสี่ เป็นเงิน 10,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6999 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง สมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549 เฉพาะส่วนของนางบุญมี และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อนางบุญมีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินดังกล่าวหนึ่งในสี่ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับได้ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 6999 ในส่วนของนางบุญมี เป็นเงิน 4,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ประกอบมาตรา 1497 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 5 และนิติกรรมโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12348 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 เฉพาะส่วนของนางบุญมีหนึ่งในสี่ ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 271708 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 6 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2544 เฉพาะส่วนของนางบุญมีหนึ่งในสี่ กับเพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 271707 และ 271708 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เฉพาะส่วนของนางบุญมีหนึ่งในสี่ และให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อนางบุญมีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินเลขที่ 12348, 271706, 271707 และ 271708 หนึ่งในสี่ หากจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนตามส่วนของตน แต่ให้คงนิติกรรมจำนองไว้ หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับได้ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันชำระราคาที่ดินในส่วนของนางบุญมีเป็นเงิน 3,740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องสำนวนที่สามเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในสำนวนแรกและสำนวนที่สอง กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในสำนวนที่สามแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีแต่ละสำนวน คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในสำนวนแรก และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 7 ในสำนวนที่สาม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 27458 ตำบลในเมือง (ปรุใหญ่) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในส่วนของนางบุญมี กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 21,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6999 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549 เฉพาะส่วนของนางบุญมี และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อนางบุญมีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับได้ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 6999 ในส่วนของนางบุญมี เป็นเงิน 9,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 5 และนิติกรรมโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12348 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 เฉพาะส่วนของนางบุญมีกึ่งหนึ่ง และให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อนางบุญมีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 12348, 271706, 271707 และ 271708 กึ่งหนึ่ง หากจำเลยที่ 1 และที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนตามส่วนของตน หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับได้ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันชำระราคาที่ดินในส่วนของนางบุญมีเป็นเงิน 7,480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องสำนวนที่สาม (ฟ้องวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกคำขอที่ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 271708 ระหว่างจำเลยที่ 5 และที่ 6 นิติกรรมจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 271707 และ 271708 และนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12348, 271706 และ 271708 ต่อจำเลยที่ 7 เสีย ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 6 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในสำนวนแรกและสำนวนที่สอง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้แทนโจทก์ สำหรับสำนวนที่สามให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันชำระแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 6 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 กับนางสาวบุญมี อยู่กินฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2489 ระหว่างอยู่กินด้วยกัน มีบุตร 7 คน คือนายศุภชัย นางจันทนา นายจรูญ นางมาลี นางสาวมาลัย ตัวโจทก์ และนายประสิทธิ์ ต่อมาหลังจากนั้นไม่นาน จำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับนางสุวิมล ระหว่างอยู่กินมีบุตรด้วยกัน 5 คน คือ นางวนิดาหรือพัชรพิมล นางสาวกวีอร ร้อยเอกนายแพทย์ปัญญา นางสาวกาญจนา และนางสาวนิตยา ต่อมาในวันที่ 6 มีนาคม 2505 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 5 ระหว่างสมรสมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ แพทย์หญิงสุขมาส ร้อยเอกหญิงดลยา และจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 อยู่กินกับภริยาทั้งสาม ที่ตรอกวัดมหาพฤฒาราม อำเภอบางรัก จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) โดยมีบ้านห่างกัน 50 เมตร ในปี 2506 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ เดิมจำเลยที่ 1 ค้าขายสินค้าผลิตภัณฑ์หนังสัตว์ เช่น หนังงู ก่อนที่จะประกอบกิจการฟาร์มจระเข้ โดยตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไทยมิตรพัฒนาที่บ้านของนางสุวิมล เมื่อกิจการขยายตัว จำเลยที่ 1 ตั้งบริษัทฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ จำกัด บริษัทฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์บางปะกง จำกัด บริษัทจำเลยที่ 6 และบริษัทยูเค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยทุกบริษัทมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการ ส่วนกรรมการจะให้ภริยาทั้งสามและบุตรร่วมเป็นกรรมการ ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551 นางบุญมีถึงแก่ความตาย

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 6 จึงไม่มีคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนที่จำเลยที่ 6 จะฎีกาโต้แย้งได้ แม้จำเลยที่ 6 จะฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ฎีกาในประเด็นนี้ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 เนื่องจากเป็นสิทธิเฉพาะตัวของนางบุญมี คู่สมรสของจำเลยที่ 1 เห็นว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางบุญมี ย่อมมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรม ทั้งยังเป็นผู้จัดการมรดกของนางบุญมีตามคำสั่งศาล การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 5 มีผลกระทบต่อสิทธิในครอบครัวและสิทธิในการรับมรดกของโจทก์หรือทายาทโดยธรรมอื่นของนางบุญมี โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะกล่าวอ้างหรือร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 และมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซึ่งเป็นการจัดการสินสมรสที่จำเลยที่ 1 ทำไปโดยปราศจากความยินยอมของนางบุญมีมารดาโจทก์ได้ หาเป็นสิทธิเฉพาะตัวของนางบุญมีแต่ผู้เดียวดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ฎีกาไม่

ปัญหาตามฎีกาข้อต่อไปมีว่า การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 เป็นการสมรสซ้อนซึ่งตกเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยที่ 1 มีนางบุญมีเป็นคู่สมรสอยู่แล้วหรือไม่ เห็นว่า ในข้อนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 เฉพาะสำนวนที่สาม แต่จำเลยที่ 5 ซึ่งถูกฟ้องในสำนวนดังกล่าวไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ จึงไม่มีสิทธิฎีกาเพราะไม่ใช่ข้อที่จำเลยที่ 5 ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 สำหรับจำเลยที่ 2 ก็ถูกฟ้องเฉพาะสำนวนแรกและสำนวนที่สองซึ่งไม่มีประเด็นเรื่องการสมรสเป็นโมฆะ ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิฎีกาว่าการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 เป็นโมฆะเช่นกัน เพราะเป็นข้อที่จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 5 คงวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานในสำนวนแล้ว เห็นว่า สำเนาทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางบุญมี เป็นเอกสารมหาชนที่มีเจ้าหน้าที่รับรองความถูกต้องซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ในสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร แต่จำเลยที่ 1 มีเพียงจำเลยที่ 2 บุตรของจำเลยที่ 1 ที่เกิดกับจำเลยที่ 5 เบิกความลอย ๆ ว่า สำเนาทะเบียนสมรส ไม่มีอยู่จริง และพยานไม่เคยตรวจสอบสำเนาเอกสารดังกล่าวว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงหรือไม่ ส่วนตัวจำเลยที่ 1 นอกจากไม่ปฏิเสธให้ชัดแจ้งว่าไม่มีทะเบียนสมรสต้นฉบับตามที่ปรากฏเป็นสำเนาทะเบียนสมรสแล้วตามคำคัดค้าน ที่จำเลยที่ 1 คัดค้านในคดีที่โจทก์ขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางบุญมีว่าโจทก์ไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่านางบุญมีเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า สำเนาทะเบียนสมรสดังกล่าวเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริงได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 5 ในขณะที่จำเลยที่ 1 มีนางบุญมีเป็นคู่สมรสแล้ว การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 ประกอบมาตรา 1452 ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษาได้ แม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้กล่าวไว้ในประเด็นว่า การสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะหรือไม่ก็ตาม เพราะเมื่อศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1 กับนางบุญมีจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย่อมวินิจฉัยต่อไปได้ว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ในภายหลังเป็นโมฆะ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 เป็นโมฆะนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาท ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา

ปัญหาข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 มีว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 1 กับนางบุญมีหรือเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 เห็นว่า โฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชนที่รัฐออกให้แก่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ ย่อมสันนิษฐานได้ว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของจำเลยที่ 5 ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ไว้แทน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ต้องมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 มีเพียงจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลง จำเลยที่ 1 และที่ 5 ซื้อมาด้วยทรัพย์สินส่วนตัวของตนเองเท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทโดยตรงกลับไม่มาเบิกความให้เห็นว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นของตน เมื่อการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 เป็นโมฆะแล้ว ก็ต้องฟังว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และได้มาหลังจากจำเลยที่ 1 สมรสกับนางบุญมีแล้ว เป็นสินสมรสของจำเลยที่ 1 กับนางบุญมี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1)

ปัญหาสำคัญมีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงตามฟ้องหรือไม่ โจทก์เบิกความว่า นางบุญมีมารดาตกลงยินยอมให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแทนเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจการค้า และเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 และที่ 4 ถามค้านว่า การโอนที่ดินพิพาทหรือที่ดินแปลงอื่น จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการแต่ผู้เดียวไม่ว่าจะซื้อมาหรือขายไปหรือโอนด้วยวิธีใด ๆ ก็ตาม นางบุญมีไม่เคยให้ความยินยอมแต่อย่างใด นายจรูญ พยานโจทก์ซึ่งเป็นบุตรคนหนึ่งของนางบุญมีกับจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 7 ถามค้านว่า พยานเคยติดตามจำเลยที่ 1 ไปบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยเห็นนางบุญมีได้ให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรในการที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 นำสืบว่า ที่ดินที่จำเลยที่ 1 ซื้อมาจะใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งนางบุญมีก็ทราบดีและไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง จำเลยที่ 1 เคยยกที่ดินให้แก่บุตรเนื่องในโอกาสสำคัญหลายคน เช่น โจทก์แต่งงาน จำเลยที่ 1 ซื้อบ้านและที่ดินให้ นางสาวกวีอร พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า การแบ่งทรัพย์สินหรือโอนที่ดินให้แก่บุตร จำเลยที่ 1 ไม่เคยขออนุญาตจากนางบุญมี เห็นว่า การที่นางบุญมียินยอมให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินอันเป็นสินสมรสทุกแปลงย่อมแสดงให้เห็นว่านางบุญมีมอบให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจในการจัดการสินสมรสโดยเฉพาะที่ดินได้โดยลำพัง ไม่จำต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากนางบุญมีอีก ดังจะเห็นจากสำเนาโฉนดที่ดิน จำเลยที่ 1 เคยยกที่ดินให้แก่นายจรูญ นางสาวกาญจนา นางสาวนิตยา และนางสาวกวีอร บุตรที่เกิดทั้งจากนางบุญมีและนางสุวิมล และเคยซื้อบ้านและที่ดินให้แก่โจทก์ก็ไม่ปรากฏว่านางบุญมีโต้แย้งคัดค้านการจัดการสินสมรสของจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับที่ดินพิพาททั้งสามแปลง จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ไปโดยลำพังในระหว่างที่นางบุญมียังมีชีวิตอยู่ น่าเชื่อว่านางบุญมียินยอมในการจัดการสินสมรสของจำเลยที่ 1 แล้วจึงไม่ได้โต้แย้งคัดค้านจนกระทั่งถึงแก่ความตายไปนานกว่า 13 ปี สำหรับการโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12348 และนานกว่า 4 ปี สำหรับการโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27458 และ 6999 พฤติการณ์ดังกล่าวของนางบุญมีจึงเป็นการให้ความยินยอมในจัดการสินสมรสที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ไว้ล่วงหน้าโดยปริยายแล้ว ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 โดยปราศจากความยินยอมของนางบุญมีดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้อฎีกาอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 27458 ตำบลในเมือง (ปรุใหญ่) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 นิติกรรมการโอนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6999 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549 และนิติกรรมการจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 5 และนิติกรรมการโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12348 ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1452 ม. 1480 ม. 1497
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
ชื่อคู่ความ
พลตรีประเสริฐ ยังประภากร ในฐานะ
โจทก์ — ผู้จัดการมรดก ของนางบุญมี ยังประภากร
จำเลย — นายอุทัย ยังประภากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ — นายอวิรุทธ์ ชาญชัยกิตติกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พิศล พิรุณ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8789/2559
#606123
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถคันอื่นจนทำให้เกิดความเสียหายแก่รถอื่นถึง 3 คัน ย่อมเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะเมาสุรา เมื่อตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ท้ายตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ข้อ 7 ระบุว่า การประกันภัยไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 7.6 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ข้อ 8 วรรคสอง ระบุว่าเงื่อนไขตาม 7.6 บริษัทจะไม่นำมาเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิด เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกไปแล้วตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 8 วรรคสาม โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาคืนจากผู้เอาประกันภัยได้

ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย ผู้เอาประกันภัยที่จะถูกเรียกค่าสินไหมทดแทนคืนจากบริษัทผู้รับประกันภัยนั้น หมายถึง ผู้เอาประกันภัยที่เป็นผู้ทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก แต่ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยมิใช่เป็นผู้ทำละเมิด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 66,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 64,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 64,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,000 บาท กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด โจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทน พิเคราะห์แล้วอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด ผู้ร้อง เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ในชั้นฎีกาตามคำร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ปน 5771 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2546 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2547 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 จำเลยที่1 ขับรถที่โจทก์รับประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ค - 2998 กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้รถคันดังกล่าวพุ่งชนรถแท็กซี่ หมายเลขทะเบียน มค 6436 กรุงเทพมหานคร และรถตู้หมายเลขทะเบียน อย 138 กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ด้านหน้า ทำให้รถที่ถูกชนได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่า ขับรถในขณะเมาสุรา โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกไป 64,000 บาท คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตาม คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากการที่จำเลยที่ 1 เมาสุรา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้นั้น ในข้อนี้โจทก์มีนายวิริทธิพล เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ขับรถที่โจทก์รับประกันภัยด้วยความเร็วสูงในขณะที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดถึง 188 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และจากสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ระบุว่าพนักงานสอบสวนสังเกตว่าจำเลยที่ 1 มีอาการคล้ายเมาสุราจึงทำการทดสอบพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงแจ้งข้อหาว่าเป็นผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุรา ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและในวันสืบพยานก็มิได้มาถามค้านเพื่อให้ฟังเป็นอย่างอื่น ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีมูลฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถคันอื่นจนทำให้เกิดความเสียหายแก่รถอื่นถึง 3 คัน ย่อมเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะเมาสุรา เมื่อตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ท้ายตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ข้อ 7 ระบุว่า การประกันภัยไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 7.6 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ข้อ 8 วรรคสอง ระบุว่าเงื่อนไขตาม 7.6 บริษัทจะไม่นำมาเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิด เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกไปแล้วตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 8 วรรคสาม กำหนดไว้ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาคืนจากผู้เอาประกันภัยได้ พิเคราะห์เงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยข้อดังกล่าวแล้ว เห็นว่า ผู้เอาประกันภัยที่จะถูกเรียกค่าสินไหมทดแทนคืนจากบริษัทผู้รับประกันภัยนั้น หมายถึง ผู้เอาประกันภัยที่เป็นผู้ทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก แต่ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยมิใช่เป็นผู้ทำละเมิด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามเงื่อนไขข้อดังกล่าว แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.พ.พ. ม. 879
ชื่อคู่ความ
บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด
โจทก์ — โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เข้าว่าคดีแทน
จำเลย — นายสมสิทธิ์ ศิริมุขอาคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายชิงชัย ศรประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
เกษม เกษมปัญญา
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8785/2559
#606128
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประสงค์จะฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 2 กระทำการตามที่โจทก์ฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชี เป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี เป็นเงิน 1,927,770.08 บาท และเนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดจะชำระภาษีและเบี้ยปรับมาตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนเลิกบริษัท เมื่อเจ้าพนักงานส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 โดยในหนังสือแจ้งการประเมินระบุให้นำเงินมาชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,927,770.08 บาท นับแต่วันพ้นกำหนดให้ชำระเงินภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินคือนับแต่วันที่ 10 กันยายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 10,350,911.96 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินภาษีที่ต้องเสียรวม 2,719,705.73 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในวงเงินไม่เกิน 1,927,770.08 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงิน 2,200,077.87 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,927,770.08 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าหุ้นที่ยังคงค้างชำระ 749,850 บาท ไปชำระหนี้ค่าภาษีที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 10,350,911.96 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละเดือนภาษีที่ต้องชำระ จำนวน 1,207.50 บาท 6,381.86 บาท 286.30 บาท 105 บาท 24,631.60 บาท 126,666.40 บาท 151,869.20 บาท 119,859.88 บาท 217,965.65 บาท 39,855.34 บาท 41,209 บาท 27,239.66 บาท 29,635.69 บาท 50,045.94 บาท 299,394.20 บาท 657,864.73 บาท 114,470.51 บาท 50,383.20 บาท 224,703.09 บาท 143,613.67 บาท 185,636.85 บาท 81,774.20 บาท 66,487.96 บาท 140 บาท และ 58,278.29 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2556) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ เงินเพิ่มดังกล่าวเมื่อรวมกับเงินเพิ่มเดิมที่คิดจากต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละเดือนภาษีข้างต้น ต้องไม่เกินต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละเดือนภาษีที่ต้องชำระ ให้จำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ในวงเงินไม่เกิน 1,927,770.08 บาท ให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระจำนวน 749,850 บาท ไปชำระหนี้ค่าภาษีที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ และเครื่องมือในการก่อสร้าง และเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีผู้ถือหุ้น 3 คน จำเลยที่ 2 ถือหุ้น 9,998 หุ้น และค้างชำระเงินค่าหุ้นอีกร้อยละ 75 ของมูลค่าหุ้นดังกล่าว คิดเป็นเงินค่าหุ้นค้างชำระ 749,850 บาท ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เจ้าพนักงานโจทก์ได้รับแจ้งให้ทำการสอบยันใบกำกับภาษีซื้อของจำเลยที่ 1 จึงได้ทำการตรวจสอบปฏิบัติการเฉพาะประเด็น ณ สถานประกอบการของจำเลยที่ 1 และเรียกให้กรรมการของจำเลยที่ 1 ไปพบเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐานการตรวจสอบ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553 จำเลยที่ 1 โดยนางนัฎภรณ์ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 มาพบเจ้าพนักงานโจทก์และรับว่าไม่ได้นำยอดขายจากใบกำกับภาษีขาย มูลค่ารวม 622,720 บาท มารวมในการคำนวณยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่สามารถนำใบกำกับภาษีซื้อในปีภาษี 2552 ที่ได้รับจากบริษัท 9 เหรียญ ซิตี้ สตีล จำกัด จำนวน 14,340,345.50 บาท ใบกำกับภาษีซื้อจากบริษัทพี พี เอ็ม ซัพพลาย แอนด์ สตีล จำกัด จำนวน 11,154,350 บาท และใบกำกับภาษีซื้อทั้งหมดของปีภาษี 2553 จำนวน 11,436,878.50 บาท มาแสดงต่อเจ้าพนักงานได้ พร้อมยอมรับผิดจะชำระภาษีและเบี้ยปรับ หากไม่ชำระยอมให้เจ้าพนักงานของโจทก์ประเมินภาษีได้ตามที่กฎหมายกำหนด ตามคำให้การ หนังสือเชิญพบและหนังสือนำตัวแต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นปรับปรุงแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับตามที่ได้ให้ถ้อยคำไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัท เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้ชำระบัญชีจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โดยในการชำระบัญชีของจำเลยที่ 2 ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 มีเงินสดคงเหลือ 1,099,946.75 บาท และมีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้แบ่งอีก จำนวน 827,823.33 บาท รวมเป็นเงิน 1,927,770.08 บาท จำเลยที่ 2 ได้แบ่งเงินที่เหลือและกำไรสะสมดังกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกคนตามสัดส่วนของการถือหุ้น โดยรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้องตามกฎหมายและมีหน้าที่ต้องนำเงินที่เหลือและกำไรสะสมดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่โจทก์ก่อน เจ้าพนักงานของโจทก์จึงได้ขออนุมัติประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามกฎหมายสำหรับเดือนภาษีสิงหาคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2551 เดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2552 และเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีกันยายน 2553 เป็นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 219,705.73 บาท เบี้ยปรับ 6,122,523.58 บาท และเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2554 เป็นเงิน 815,171.74 บาท รวมเป็นเงิน 9,657,387 บาท และส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ ภ.พ.73.1-04120040-25540805-005-00104 ถึง 00129 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2554 พร้อมใบแนบ และหลักฐานการปิดหมาย จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งการประเมินภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย การประเมินจึงเป็นที่สุด หลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งการประเมิน จำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าภาษีอากรตามการประเมินดังกล่าว จึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียแต่ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสีย รวมค่าภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มซึ่งคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 15 มกราคม 2556) เป็นเงิน 10,350,911.96 บาท ตามใบสรุปรายการภาษีอากรค้าง โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ดำเนินการชำระสะสางหนี้ของจำเลยที่ 1 จัดการเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งเงินลงหุ้นที่ยังคงค้างชำระพร้อมนำเงินสดและเงินกำไรสะสมดังกล่าวไปชำระหนี้ภาษีอากรแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียประโยชน์ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จึงขอใช้สิทธิเรียกร้องในนามตนเองแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนและมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 นำส่งเงินลงหุ้นที่ยังคงค้างชำระ แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีในวงเงินไม่เกิน 1,927,770.08 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,927,770.08 บาท นับแต่วันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้องตามกฎหมายแต่กลับรีบจดทะเบียนเลิกบริษัทและรีบจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้วแบ่งเงินที่เหลือและกำไรสะสมให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกคนเฉลี่ยตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้นโดยไม่นำเงินที่เหลือและกำไรสะสมดังกล่าวไปชำระหนี้ภาษีอากรค้างที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ก่อน อันเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1269 ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 จงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินเท่ากับจำนวนเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 ในวงเงินไม่เกินเงินสดที่เหลืออยู่รวมกับกำไรสะสมที่ยังไม่ได้แบ่งพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์จะฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายจากการกระทำของตนที่ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำละเมิดต่อโจทก์ ต้องรับผิดไม่เกินกว่าเงินสดคงเหลือที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 มีหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างชำระแก่โจทก์เป็นเงินภาษี 2,719,705.73 บาท เบี้ยปรับ 6,122,523.58 บาท เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2554 เป็นเงิน 815,171.74 บาท และเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 693,524.96 บาท รวมเป็นเงิน 10,350,911.96 บาท แต่ในวันจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีปรากฏว่า จำเลยที่ 1 มีเงินสดคงเหลือ 1,099,946.75 บาท และมีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้แบ่งอีก จำนวน 827,823.33 บาท รวมเป็นเงิน 1,927,770.08 บาท จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดแก่โจทก์ในหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระจำนวน 1,927,770.08 บาท และเนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดจะชำระภาษีและเบี้ยปรับมาตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนเลิกบริษัท เมื่อเจ้าพนักงานส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มให้จำเลยทราบแล้วโดยชอบเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2554 โดยหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวระบุให้นำเงินภาษีมาชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,927,770.08 บาท นับแต่วันพ้นกำหนดให้ชำระเงินภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินคือนับแต่วันที่ 10 กันยายน 2554 เป็นต้นไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนดอกเบี้ยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,927,770.08 บาท นับแต่วันที่ 10 กันยายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1269
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
บริษัทไซม่อน แมททีเรียล แอนด์ ซัพพลาย จำกัด
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8784/2559
#605393
เปิดฉบับเต็ม

พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความว่า ผู้ตายเป็นฝ่ายเริ่มก่อเหตุ เมื่อเห็นรถจักรยานยนต์ของจำเลยเสียหลักล้มลง ผู้ตายวิ่งเข้าหาจำเลย จำเลยวิ่งหนี ผู้ตายวิ่งไล่ตามไป ครั้นเมื่อวิ่งไปทันผู้ตายวิวาทชกต่อยจำเลย ต่อมาจึงถูกจำเลยกับพวกใช้อาวุธมีดฟันและแทงจนถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายสมัครใจเข้าวิวาทกับจำเลยจึงมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอในคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 288, 371 และบวกโทษของจำเลยที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 26/2557 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา นางพิมไพ มารดาของนายธานินทร์หรืออาร์ม ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 200,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะปีละ 250,000 บาท ระยะเวลา 22 ปี เป็นเงิน 5,500,000 บาท รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทน 5,700,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 (เดิม), ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ (ที่ถูก 16 ปีเศษ) รู้ผิดชอบแล้ว ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 25 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน และปรับ 25 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) กำหนด 6 ปี หากจำเลยมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ก่อนได้รับการฝึกอบรมหรือในระหว่างการฝึกอบรมให้ส่งจำเลยไปจำคุกเท่ากับระยะเวลาฝึกอบรมที่เหลือ ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 26/2557 ของศาลนี้ เมื่อคดีนี้ศาลได้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ซึ่งเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จึงไม่อาจบวกโทษได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนด 1 วัน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นของโจทก์ร่วมนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมเพียงว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายยงยศ นายปฐม นายยุทธพลและนายอรรถกานต์ เบิกความทำนองเดียวกันว่า พยานเป็นเพื่อนกับผู้ตาย วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 1 นาฬิกา หลังจากเล่นเกมเสร็จแล้ว พยานกับผู้ตายพากันไปรับประทานอาหาร จากนั้นพากันกลับบ้าน ผู้ตายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายกีรติ ก่อนถึงที่เกิดเหตุกลุ่มพยานขับรถจักรยานยนต์ผ่านนายเพชรกับนายมนัสชัย ซึ่งจอดรถจักรยานยนต์ยืนอยู่ข้างทาง กลุ่มพยานขับเลี้ยวซ้ายไปทางบ้านผู้ตาย จำเลยขับรถจักรยานยนต์สวนมา แล้วรถเสียหลักล้มลง พวกพยานหยุดรถหันไปดู ผู้ตายกระโดดลงจากรถวิ่งเข้าหาจำเลย จำเลยลุกขึ้นวิ่งหนีไปทางนายเพชรกับนายมนัสชัย ผู้ตายวิ่งตามไป มีการวิวาทชกต่อยและใช้อาวุธมีดแทงกัน โดยนายเพชร นายมนัสชัย และจำเลยใช้อาวุธมีดคนละเล่มฟันและแทงผู้ตาย นายยงยศเบิกความตอบคำถามค้านด้วยว่า เพิ่งทราบภายหลังว่าผู้ตายกับกลุ่มของจำเลยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน นายยุทธพลเบิกความว่า เมื่อผู้ตายวิ่งไปถึงตัวจำเลย ผู้ตายเข้าไปชกต่อยจำเลย จากนั้นนายเพชรกับนายมนัสชัยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย นายปฐมให้การชั้นสอบสวนว่าผู้ตายชกต่อยจำเลย ส่วนจำเลยเบิกความเพียงว่าเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขั้น เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเองได้ความว่า ผู้ตายเป็นฝ่ายเริ่มก่อเหตุ เมื่อเห็นรถจักรยานยนต์ของจำเลยเสียหลักล้มลง ผู้ตายวิ่งเข้าหาจำเลย จำเลยวิ่งหนี ผู้ตายยังวิ่งไล่ไป ครั้นวิ่งไปทันผู้ตายวิวาทชกต่อยจำเลย ต่อมาจึงถูกจำเลยกับพวกใช้อาวุธมีดฟันและแทงจนถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายสมัครใจเข้าวิวาทกับจำเลยจึงมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอในคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 44/1 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดนครปฐม
โจทก์ร่วม — นางพิมไพ ชาวนาฝ้าย
จำเลย — นายตะวันหรือนน เมืองยวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐม — นายชุมพล ชีวินไกรสร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจุมพล ชูวงษ์
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศล พิรุณ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8763/2559
#606737
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟู คือ บุคคลที่ต้องหาว่ากระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดจากนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 ซึ่งคดีที่จำเลยต้องหาว่าเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก่อนหน้าคดีนี้ตามที่ปรากฏในคำสั่งของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร จำเลยต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานครกำหนดแต่จำเลยไม่เข้ารับการฟื้นฟูตามคำสั่งของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และไม่สามารถติดตามตัวได้ กรณีจึงถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับการฟื้นฟูให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่เมื่อได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้แล้วไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวแต่ประการใด ทั้งคดีดังกล่าวจำเลยต้องหาและถูกดำเนินคดีว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน ดังนี้ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 ว่าจำเลยต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด มีคำสั่งว่า ถือว่าจำเลยอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีอื่นต้องดำเนินการตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 และแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้น แม้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ดำเนินการตามคำร้องขอของพนักงานสอบสวนที่ให้ยกเลิกการตรวจพิสูจน์ ก็ไม่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 12247/2555 ของศาลแขวงธนบุรี เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน ให้บวกโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 12247/2555 ของศาลแขวงธนบุรี เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ รวมเป็นจำคุก 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2557 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด แต่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 7 มีคำสั่งที่ 812/2557 เอกสารท้ายคำฟ้องว่า จำเลยเคยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษ ศาลแขวงธนบุรีมีคำสั่งให้ตรวจพิสูจน์ ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด มีคำวินิจฉัยให้จำเลยเข้าฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงมีคำสั่งให้ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ และให้ส่งตัวคืนพนักงานสอบสวนตามคำสั่งที่ 754/2555 ลงวันที่ 24 เมษายน 2555 ซึ่งถือว่าอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีอื่นต้องดำเนินการตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 และแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย โดยคดีก่อนจำเลยเคยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เนื่องจากกระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษ ซึ่งคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 10 มีคำสั่งที่ 754/2555 ให้จำเลยเข้ารับการบำบัดรักษาแบบโปรแกรมสำนักงานคุมประพฤติ เป็นเวลา 6 เดือน และให้ทำงานบริการสังคม ปรากฏว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟู โดยไม่เข้ารับการฟื้นฟู ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการติดตามจำเลยแล้ว แต่ไม่สามารถติดตามได้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 10 จึงมีคำวินิจฉัยว่า ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่พอใจ และให้แจ้งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้สืบเนื่องจากพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 24 ครบถ้วนถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว และศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งให้ดำเนินการตามคำร้องขอของพนักงานสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนโดยชอบแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟู คือ บุคคลที่ต้องหาว่ากระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดจากนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 ซึ่งคดีที่จำเลยต้องหาว่าเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก่อนหน้าคดีนี้ตามที่ปรากฏในคำสั่งของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 10 ที่ 754/2555 จำเลยต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 10 กำหนด แต่จำเลยไม่เข้ารับการฟื้นฟูตามคำสั่งของคณะอนุกรรมการและไม่สามารถติดตามตัวได้ กรณีจึงถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับการฟื้นฟูให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่เมื่อได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้แล้วไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 10 ได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวแต่ประการใด ทั้งคดีดังกล่าวจำเลยก็ต้องหาและถูกดำเนินคดีว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน ดังนี้ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 ว่า จำเลยต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 7 มีคำสั่งว่า ถือว่าจำเลยอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีอื่นต้องดำเนินการตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 และแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้น แม้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ดำเนินการตามคำร้องขอของพนักงานสอบสวนที่ให้ยกเลิกการตรวจพิสูจน์ ก็ไม่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 24 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเอกมงคลหรือตั๋น กาละเมฆ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายเฉลิมชัย พนาโยธากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเผด็จ ชมพานิชย์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8760/2559
#604509
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน โดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น โดยอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้กล่าวถึงความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นอย่างไร หรือศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ชอบอย่างไร ทั้งความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ด้วย เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์ไม่คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะถือว่าการที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนไปโดยปริยายหาได้ไม่ กรณีดังกล่าวเท่ากับโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนด้วย แม้การลงโทษจำคุกในความผิดฐานสนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและการรอการลงโทษจำคุกในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จะเป็นการลงโทษที่ลักลั่นกันก็ตาม แต่การลงโทษที่ลักลั่นกันดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้ดุลพินิจของศาล แต่เกิดจากการที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ในความผิดฐานที่ศาลรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน แม้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานสนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก็ตาม ศาลอุทธรณ์ก็ไม่อาจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่รอการลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 2,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และปรับ 12,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 2 ปี 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท เพียงสถานเดียว ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,500 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 2,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน โดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น โดยอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้กล่าวถึงความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นอย่างไร หรือศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ชอบอย่างไร ทั้งความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ด้วย เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์ไม่คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะถือว่าการที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนไปโดยปริยายหาได้ไม่ กรณีดังกล่าวเท่ากับโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนด้วย แม้การลงโทษจำคุกในความผิดฐานสนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและการรอการลงโทษจำคุกในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจะเป็นการลงโทษที่ลักลั่นกันก็ตาม แต่การลงโทษที่ลักลั่นกันดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้ดุลพินิจของศาล แต่เกิดจากการที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ในความผิดฐานที่ศาลรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน แม้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานสนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก็ตาม ศาลอุทธรณ์ก็ไม่อาจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่รอการลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าว เป็นเงิน 5,000 บาท ก่อนลดโทษจึงเป็นการลงโทษในอัตราโทษปรับที่ต่ำกว่ากฎหมายกำหนด จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 30 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ ม. 212
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายธวัฒชัย สังข์ทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นางสาวเกสสุดา มุสิกะปาน
ศาลอุทธรณ์ — นายกฤตพงศ์ เอี่ยมวรเมธ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8746/2559
#607131
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ให้สินเชื่อแก่บริษัท ม. เพื่อนำไปซื้อหนี้ของบริษัท ธ. จากเจ้าหนี้เดิม อันเนื่องมาจากการฟื้นฟูกิจการ แต่บริษัท ม. ไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ทั้งหมด ต่อมาบริษัท ม. ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไว้แก่โจทก์ โดยตกลงชำระหนี้บางส่วน ส่วนที่เหลือขอตีราคาหลักประกันที่ดินของผู้ค้ำประกันตามราคาประเมินชำระหนี้แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่า บริษัท ม. ขอซื้อที่ดินคืนในราคาที่สูงกว่า โจทก์ชำระภาษีจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามเงื่อนไขข้อยกเว้นของกฎหมายและตามที่ ธปท. กำหนด ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า เงินได้ที่โจทก์ได้รับจากการขายที่ดินคืนให้แก่บริษัท ม. ลูกหนี้ตามข้อตกลงในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ตาม พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 หรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่า บริษัท ม. มิได้ประสบปัญหาในการชำระหนี้อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจ แต่เหตุที่ต้องทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อให้โจทก์ได้รับประโยชน์ในการยกเว้นภาษีตาม พ.ร.ฎ. ฉบับดังกล่าว จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประกาศ ธปท. และไม่ใช่การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ พ.ร.ฎ. ฉบับดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอันเนื่องมาจากวิกฤติทางเศรษฐกิจ โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก พ.ร.ฎ. ฉบับดังกล่าว แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยยกข้ออ้างใหม่ว่า บริษัท ม. เป็นผู้ทำแผนและบริหารแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กลุ่มบริษัท ธ. จึงย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่จะกระทำการใด ๆ ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แทนและผูกพันเพื่อกิจการของลูกหนี้ดุจเสมือนหนึ่งตนเป็นลูกหนี้เอง ไม่ใช่กระทำไปในทางเพื่อกิจการของตนเองนั้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง

ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มนั้น แม้โจทก์จะกล่าวอ้างในคำฟ้องแต่เมื่อ

ศาลภาษีอากรกลางชี้สองสถานโดยไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้และคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้าน จึงถือว่าโจทก์สละประเด็นดังกล่าว ทั้งศาลภาษีอากรกลางมิได้วินิจฉัย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 29

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ลงวันที่ 1 (ที่ถูก ลงวันที่ 12) มกราคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2554 ที่ให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม รวมเป็นเงินจำนวน 324,271,545.76 บาท งดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และคืนเงินภาษีที่โจทก์ชำระไว้จำนวน 112,986,601.31 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไม่กำหนดให้

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจ ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2546 โจทก์ทำสัญญาให้สินเชื่อแก่บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ประเภท สัญญากู้ยืมเงินมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan) วงเงิน 5,600 ล้านบาท เพื่อให้บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด นำไปซื้อหนี้ของบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ซึ่งอยู่ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางจากเจ้าหนี้เดิม โดยมีบริษัทธนบุรีมอเตอร์เซลส์ จำกัด บริษัทธนบุรีพานิช จำกัด นายตุ๊ก นางสุวพร นางสาวสายสวาท นายรอบรู้ และบริษัทเอส.ที.แคปปิตอล (1999) จำกัด เป็นผู้ค้ำประกัน และมีการนำที่ดิน 97 แปลง มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน หลังจากนั้นบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ได้เบิกเงินตามสัญญาไปจากโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,113,405,576.62 บาท วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2547 บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด มีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่าไม่สามารถชำระหนี้ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์และบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด จึงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 2,340,908,787.24 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 2,554,886,403.31 บาท ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงขอโอนที่ดินทรัพย์จำนองของผู้ค้ำประกันตีชำระหนี้ตามราคาประเมินเป็นเงิน 1,509,560,000 บาท และปลดหนี้ส่วนที่เหลือ 1,045,326,403.31 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ตกลงจะซื้อที่ดินทรัพย์จำนองดังกล่าวคืนจากโจทก์ในราคา 3,423,836,403.31 บาท โดยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันเดียวกันภายหลังจากที่โจทก์จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์รับโอนที่ดินทรัพย์จำนองเพื่อตีใช้หนี้ และโอนขายที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ในวันเดียวกัน ทำให้โจทก์มีผลขาดทุนจากการรับโอนที่ดินตีใช้หนี้จำนวน 1,045,326,403.31 (ที่ถูก 1,045,326,402.29) บาท และมีกำไรจากการขายที่ดินจำนวน 1,914,276,403.30 บาท (ราคาขาย 3,423,836,403.31 บาท หักด้วยราคาทุนที่ดิน 1,509,560,000.00 บาท) โจทก์มีผลกำไรจากการให้กู้ยืมเงินจำนวน 868,950,000 บาท ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะของเงินได้ที่ได้รับจากการขายที่ดินคืนให้แก่บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด จำนวน 102,715,092.10 บาท เบี้ยปรับจำนวน 102,715,092.10 บาท เงินเพิ่มจำนวน 89,362,130.13 บาท และภาษีบำรุงท้องถิ่นจำนวน 29,479,231.43 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 324,271,545.76 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ซึ่งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ลงวันที่ 12 มกราคม 2552 เป็นเงิน 324,271,545.76 บาท แต่โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วย

โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า แม้ว่าตัวลูกหนี้รายบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด จะเป็นลูกหนี้ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อการเฉพาะกิจ และไม่ได้เป็นลูกหนี้ที่ประสบภาวะปัญหาทางการเงินโดยตรง อันเนื่องมาจากวิกฤตทางเศรษฐกิจเยี่ยงอย่างลูกหนี้กลุ่มบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงถึงมูลที่มาของลูกหนี้รายบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ว่ามีมูลที่มาตามกฎกระทรวงว่าด้วยการจดทะเบียนและการกำหนดคุณสมบัติผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ พ.ศ.2545 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และมาตรา 90/16 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2541 เมื่อมีประกาศกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวใช้บังคับ และเมื่อลูกหนี้กลุ่มบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ตกเป็นผู้ประสบปัญหาทางการเงิน อันเนื่องมาจากวิกฤตทางเศรษฐกิจ และถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ โดยผลของกฎหมายล้มละลายที่กำหนดให้ผู้ที่ถูกศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจะต้องตั้งและมีผู้ทำแผนและบริหารแผนฟื้นฟูกิจการ เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ตั้งบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนและบริหารแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กลุ่มบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด จึงย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าว ในอันที่จะกระทำการใดๆ ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แทนและผูกพันเพื่อกิจการของลูกหนี้ได้ทุกประการ ดุจเสมือนหนึ่งตนเป็นลูกหนี้เสียเอง การที่บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ทำสัญญากู้ยืมเงิน 5,600 ล้านบาท จากโจทก์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2546 หรือการที่บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ตกลงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 หรือบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด โอนหลักทรัพย์ที่ดิน 97 แปลง ของผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และหรือโจทก์โอนขายหลักทรัพย์ที่ดินทั้ง 97 แปลง กลับคืนให้แก่บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด โดยผลของกฎหมาย ถือว่าการนั้นไม่ใช่การที่ลูกหนี้รายบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ได้กระทำไปในนามเพื่อกิจการของตนเองแต่อย่างใด แต่ถือเป็นการกระทำของเจ้าหนี้และลูกหนี้ที่มีภาระหนี้อยู่จริงตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยในระหว่างโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้กับบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้ที่ตกเป็นลูกหนี้ อันสืบเนื่องมาจากผลตามกฎหมายล้มละลายที่ต้องเข้าบริหารแผนทำการชำระหนี้แทนลูกหนี้กลุ่มบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ที่ประสบปัญหาภาวะทางการเงินอันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจ จึงต้องถือเสมือนหนึ่งว่าบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้บริหารหนี้อยู่ในสถานะเปรียบเสมือนหนึ่งที่ตกเป็นลูกหนี้ด้วย เพราะไม่ใช่เป็นการเข้ากระทำนิติกรรมกับโจทก์เพื่อกิจการแห่งตนแต่ประการใด แต่เป็นการกระทำเพื่อกิจการของลูกหนี้กลุ่มบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ผู้ที่ประสบปัญหาภาวะทางการเงินอันเนื่องมาจากวิกฤติเศรษฐกิจทั้งสิ้น นั้น แต่โจทก์บรรยายไว้ในคำฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ โจทก์ให้สินเชื่อแก่บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ลูกหนี้ เป็นวงเงินกู้สินเชื่อประเภทสัญญากู้มีกำหนดระยะเวลา (Term Loan) โดยบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ได้เบิกถอนวงเงินตามวงเงินกู้ดังกล่าวจากโจทก์เพื่อนำไปซื้อหนี้ของบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด จากเจ้าหนี้เดิม อันเนื่องมาจากการฟื้นฟูกิจการ แต่บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ไม่สามารถชำระหนี้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ได้ทั้งหมด วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด จึงได้มาทำข้อตกลงกับโจทก์ขอทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไว้กับโจทก์ ตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ตกลงจะชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์เป็นเงินบางส่วน ส่วนที่เหลือบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ไม่สามารถชำระคืนได้ บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด จึงขอตีราคาหลักประกันอันได้แก่ที่ดินของผู้ค้ำประกัน คิดเป็นมูลค่าตามราคาประเมินโอนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อลูกหนี้ตีราคาหลักประกันโอนชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ตกลงขอซื้อคืนจากโจทก์ในราคาที่สูงกว่า ซึ่งจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าว ทำให้โจทก์ต้องมีส่วนสูญเสียหรือขาดทุนจากการรับโอนทรัพย์ตีราคาใช้หนี้ และโจทก์มีกำไรจากการโอนหลักทรัพย์ขายคืนให้แก่บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โจทก์ชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2547 อันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตามเงื่อนไขข้อยกเว้นของกฎหมาย และตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้แก่จำเลยไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้ว การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงิน จึงมีได้ทั้งกรณีการมีส่วนสูญเสียและการไม่มีส่วนสูญเสีย กับทั้งอาจมีกำไรหรือไม่มีกำไรก็ได้ ไม่มีข้อห้ามในเรื่องนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด และการที่จำเลยแบ่งสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ออกเป็น 2 ส่วน ให้ส่วนที่โจทก์รับโอนหลักประกันจากลูกหนี้ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ส่วนที่โจทก์ขายหลักประกันคืนให้แก่ลูกหนี้ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น ถือเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยเหตุและผลตามกฎหมาย และถือเป็นการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากเป็นข้อกำหนดที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ฉบับเดียวกันในครั้งเดียวกัน ตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม ซึ่งประเด็นนี้โจทก์บรรยายฟ้องโดยอาศัยข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาแต่เพียงว่า โจทก์ให้สินเชื่อแก่บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ลูกหนี้เป็นวงเงินกู้สินเชื่อประเภทสัญญากู้มีกำหนดระยะเวลา (Term Loan) ต่อมาบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไว้กับโจทก์ โจทก์ชำระภาษีจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามเงื่อนไขข้อยกเว้นของกฎหมายและตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดถูกต้องครบถ้วนแล้ว และศาลภาษีอากรกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า เงินได้ที่โจทก์ได้รับจากการขายที่ดินคืนให้แก่บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ลูกหนี้ตามข้อตกลงในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 หรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่า บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด มิได้ประสบปัญหาในการชำระหนี้อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจแต่เหตุที่ต้องทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อให้โจทก์ได้รับประโยชน์ในการยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 418) พ.ศ.2547 สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและไม่ใช่การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอันเนื่องมาจากวิกฤติทางเศรษฐกิจ โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว แต่โจทก์กลับยื่นอุทธรณ์โดยยกข้ออ้างใหม่ว่า บริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนและบริหารแผนฟื้นฟูของลูกหนี้กลุ่มบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด จึงย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายในอันที่จะกระทำการใด ๆ ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แทนและผูกพันเพื่อกิจการของลูกหนี้ได้ทุกประการดุจเสมือนหนึ่งตนเป็นลูกหนี้เสียเอง ไม่ใช่กระทำไปในทางเพื่อกิจการของตนเองแต่อยู่ในสถานะเปรียบเสมือนหนึ่งเป็นลูกหนี้ด้วย ซึ่งข้ออ้างที่ว่าบริษัทมาสเตอร์เวิร์ค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนและบริหารแผนฟื้นฟูของลูกหนี้จึงเสมือนหนึ่งตนเป็นลูกหนี้เสียเองดังกล่าวตามอุทธรณ์ของโจทก์นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้บรรยายไว้ในคำฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ที่กล่าวมาจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มนั้น แม้โจทก์จะกล่าวอ้างในคำฟ้อง แต่เมื่อศาลภาษีอากรกลางชี้สองสถานโดยไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้และคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้าน จึงถือว่าสละประเด็นดังกล่าว ทั้งศาลภาษีอากรกลางไม่ได้วินิจฉัย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางเช่นกัน อุทธรณ์ของโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ที่ศาลภาษีอากรกลางสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้ตกเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8726/2559
#605745
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ มีผลทำให้คดีเสร็จไปจากศาล การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดี จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์โดยนายโยชิฮารุ และนายเหนือเพชร กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์มอบอำนาจให้นายภิญโญ ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงและความผิดเกี่ยวกับเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 และ 341 โดยจำเลยที่ 1 ยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ในระหว่างพิจารณาโจทก์โดยจำเลยที่ 1 และนางธิฑิณันจ์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง ต่อมาโจทก์โดยนายธนาพงศ์ ทนายความโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏจากทางไต่สวนว่า นายโยชิฮารุ และนายเหนือเพชร กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร่วมลงลายมือชื่อฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ไม่ได้มีความประสงค์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยที่ 1 และนางธิฑิณันจ์ ซึ่งเป็นกรรมการโจทก์ร่วมกันลงลายมือชื่อถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการกระทำอันขัดกับความประสงค์ที่แท้จริงของโจทก์ในคดีนี้ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้เพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และมีคำสั่งใหม่ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป"

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และมีคำสั่งใหม่ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ มีผลทำให้คดีเสร็จไปจากศาล และที่ศาลชั้นต้นกลับมามีคำสั่งใหม่ให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีเช่นนี้เกิดขึ้นภายหลังคำสั่งจำหน่ายคดี จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไม่ต้องห้าม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 196 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไนไก (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายคัทสุอากิ ซาโต้ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางลลิตา อิศโรทัยกุล กลัดวัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8718/2559
#604358
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ใช้มือจับแขนผู้เสียหายอายุ 4 ปีเศษ ไว้ให้จำเลยที่ 1 ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของจำเลยที่ 1 โดยการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหาย อันเป็นการกระทำชำเราตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม และเป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้ โดยผู้ร่วมกระทำผิดไม่จำต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยกันทุกคน เพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเรา ผู้ร่วมกระทำผิดทุกคนก็มีความผิดฐานเป็นตัวการตาม ป.อ. มาตรา 83 ทั้ง ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง บัญญัติแต่เพียงว่า "ผู้ใดกระทำชำเรา..." หาได้บัญญัติให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหญิง แต่เมื่อฟังได้ว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 จับผู้เสียหายขึ้นไปบนบ้าน แล้วจำเลยที่ 2 ใช้มือจับแขนผู้เสียหายไว้ให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายโดยการใช้นิ้วมือกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี อันมีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 7 ปี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายอายุ 4 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับ บ. ผู้เป็นย่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 2 มีบ้านอยู่ข้างบ้านของ บ. เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 บ. พาผู้เสียหายไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า ในวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยมีจำเลยที่ 2 จับมือผู้เสียหายไว้ พนักงานสอบสวนรับแจ้งความและให้นางเบนพาผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายแล้ว พบรอยแดงบริเวณเยื่อพรหมจารี ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ พยานจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุขณะผู้เสียหายไปเล่นที่ใต้ถุนบ้านของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจับผู้เสียหายขึ้นไปบนบ้าน แล้วจำเลยที่ 2 ใช้มือจับแขนผู้เสียหายไว้ให้จำเลยที่ 1 ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายบอกว่าเจ็บ จำเลยที่ 1 จึงหยุดทำ แล้วจำเลยที่ 2 ก็ปล่อยแขนผู้เสียหาย ดังนี้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของจำเลยที่ 1 โดยการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหาย อันเป็นการกระทำชำเรา ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม และความผิดฐานกระทำชำเราเด็กนั้นเป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้ โดยผู้ร่วมกระทำผิดไม่จำต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยกันทุกคน เพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเรา ผู้ร่วมกระทำผิดทุกคนก็มีความผิดฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง บัญญัติแต่เพียงว่า "ผู้ใดกระทำชำเรา..." หาได้บัญญัติให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้นไม่ แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหญิง แต่เมื่อฟังได้ว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 จับผู้เสียหายขึ้นไปบนบ้าน แล้วจำเลยที่ 2 ใช้มือจับแขนผู้เสียหายไว้ให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราผู้เสียหายโดยการใช้นิ้วมือกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี อันมีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาประการอื่นของจำเลยทั้งสองต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคหนึ่ง ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
จำเลย — นายสมพงษ์ วังมนตรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายทรงศักดิ์ สุยะลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8716/2559
#608727
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ 19 สิงหาคม 2552 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวบานเพิ่งมีคำสั่งให้จำเลยที่ 5 ไปช่วยราชการที่องค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้า ในการนี้วันที่ 21 สิงหาคม 2552 องค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้ามีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่จัดทำร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 โดยนัยของคำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ 5 มีหน้าที่ปฏิบัติเฉพาะงานตามที่ระบุไว้ในคำสั่งเท่านั้น จำเลยที่ 5 จึงไม่มีหน้าที่ในการควบคุมโครงการจ้างแรงงานเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาชีพแก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติ จังหวัดอุดรธานี ปีงบประมาณ 2552 แต่อย่างใด หากนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าต้องการแต่งตั้งจำเลยที่ 5 ให้เป็นผู้ควบคุมโครงการดังกล่าว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าต้องขอความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 5 ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2548 ข้อ 32 วรรคหนึ่ง เสียก่อน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ขอความเห็นชอบจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวบานซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 5 ดังนั้นคำสั่งขององค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าในส่วนแต่งตั้งจำเลยที่ 5 เป็นกรรมการผู้ควบคุมงานจึงเป็นคำสั่งที่ออกโดยไม่ชอบด้วยระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว ถือว่าจำเลยที่ 5 ไม่มีหน้าที่เป็นกรรมการผู้ควบคุมงานโครงการตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 และ 83

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี และปรับ 13,500 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละ 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน และปรับ 9,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 6 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 6 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ยกฟ้องโจทก์

สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 กับยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 6 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86 จำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 9,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 เดือน 20 วัน และปรับ 6,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30

ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้า ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี มีจำเลยที่ 1 เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้า จำเลยที่ 2 และนายพลเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้า จำเลยที่ 3 เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้า จำเลยที่ 4 เป็นหัวหน้าส่วนโยธา องค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้า จำเลยที่ 5 เป็นนายช่างโยธาระดับ 3 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวบานซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าขอยืมตัวมาช่วยราชการ จำเลยที่ 6 เป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้า จำเลยที่ 7 เป็นหัวหน้าส่วนการคลังองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้า และจำเลยที่ 8 เป็นเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้า ก่อนเกิดเหตุองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าได้รับงบประมาณโครงการจ้างแรงงานเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาชีพแก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติ จังหวัดอุดรธานี ปีงบประมาณ 2552 จากสำนักงานแรงงานจังหวัดอุดรธานี โดยมีรายละเอียดโครงการเพื่อขุดลอกสระน้ำสาธารณะวัดศรีหมากหญ้า หมู่ที่ 1 ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี จำนวน 2 แห่ง แบ่งเป็นจำนวน 4 โครงการ ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2552 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2552 ใช้แรงงานราษฎรจำนวน 4 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 1 ที่ 2 ที่ 8 และที่ 10 ค่าจ้างจำนวนวันละ 150 บาท ต่อคน ระยะเวลาดำเนินการจำนวน 20 วัน แรงงานจำนวนโครงการละ 165 คน เป็นเงินโครงการละ 495,000 บาท รวมจำนวน 4 โครงการ เป็นเงิน 1,980,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในการจ้างแรงงานให้แก่ราษฎรผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ ในการนี้องค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าได้ขอยืมเงินงบประมาณดังกล่าวจากสำนักงานแรงงานจังหวัดอุดรธานี จากนั้นองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้ามีคำสั่งที่ 233/2552 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ดำเนินการโครงการจ้างแรงงานเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบความเดือดร้อนด้านอาชีพ ประจำปีงบประมาณ 2552 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2552 มีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการตรวจรับงาน จำเลยที่ 2 และนายพลเป็นกรรมการตรวจรับงาน จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นกรรมการผู้ควบคุมงาน จำเลยที่ 6 เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานและเป็นประธานกรรมการเบิกจ่ายเงิน จำเลยที่ 7 และที่ 8 เป็นกรรมการเบิกจ่ายเงิน แต่โครงการดังกล่าวไม่สามารถใช้แรงงานราษฎรอย่างเดียวขุดสระน้ำให้สำเร็จได้ จำเลยที่ 1 มิได้ยกเลิกโครงการ แต่จัดทำประชาคมราษฎร ราษฎรยอมให้ใช้เครื่องจักรได้ จำเลยที่ 4 ทำบันทึกถึงจำเลยที่ 1 ขออนุมัติใช้เครื่องจักรแทนแรงงานราษฎร จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้ดำเนินการตามความเหมาะสม โดยจำเลยที่ 1 มิได้ขออนุมัติเปลี่ยนแปลงการดำเนินการจากการใช้แรงงานราษฎรอย่างเดียวมาเป็นการใช้แรงงานราษฎรร่วมกับการใช้เครื่องจักรต่อสำนักงานแรงงานจังหวัดอุดรธานีอันเป็นการกระทำผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างนางอัจฉราวรรณ ให้ใช้รถแบ็กโฮขุดลอกสระน้ำสาธารณะวัดศรีหมากหญ้าและบรรทุกดินออกไป แล้วให้ราษฎรจำนวน 4 หมู่บ้าน มาร่วมกันตัดหญ้า ดายหญ้า ขุด กลบ ตกแต่งสระ เกลี่ยดิน และทำความสะอาดวัดศรีหมากหญ้าจนแล้วเสร็จภายใน 1 วัน จำเลยที่ 1 ให้เจ้าหน้าที่นำเงินมาจ่ายให้แก่ราษฎรจำนวนคนละ 200 บาท รวมจำนวน 660 คน เป็นเงิน 132,000 บาท แล้วให้ราษฎรลงลายมือชื่อในบัญชีลงเวลาปฏิบัติงานกับหลักฐานการจ่ายเงินค่าแรงงาน ส่วนเงินที่เหลือจำนวน 1,980,000 บาท จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้จ่ายให้แก่นางอัจฉราวรรณเป็นค่าจ้างไปแล้วแต่ไม่มีการทำสัญญาจ้างกันไว้ ต่อมาวันที่ 28 กันยายน 2552 องค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าได้ส่งเอกสารการเบิกจ่ายเงินโครงการดังกล่าวเพื่อชดใช้เงินยืมให้แก่สำนักงานแรงงานจังหวัดอุดรธานี ได้แก่ ใบตรวจรับงานจ้าง บัญชีแนบท้ายใบตรวจรับงานจ้าง บัญชีลงเวลาปฏิบัติงานและหลักฐานการจ่ายเงินรวมจำนวน 4 โครงการ ตามเอกสารหมาย จ.4 จ.5 จ.12 และ จ.13 ซึ่งใบตรวจรับงานจ้างมีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นประธานกรรมการตรวจรับงาน จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นกรรมการตรวจรับงาน บัญชีแนบท้ายใบตรวจรับงานจ้างมีรายชื่อราษฎรจำนวนกลุ่มละ 165 คน ทำงาน 20 วัน เป็นเงินคนละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 495,000 บาท มีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นประธานกรรมการตรวจรับงาน จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นกรรมการตรวจรับงาน บัญชีลงเวลาปฏิบัติงานมีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นเจ้าของโครงการ ส่วนหลักฐานการจ่ายเงินให้แก่ราษฎรจำนวนกลุ่มละ 165 คน ทำงาน 20 วัน เป็นเงินคนละ 3,000 บาท เป็นเงินโครงการละ 495,000 บาท มีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นประธานกรรมการตรวจรับงาน จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นกรรมการตรวจรับงาน กับมีลายมือชื่อจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ควบคุมงาน จำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ลงลายมือชื่อเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อรับรองว่าราษฎรผู้ลงลายมือชื่อรับเงินได้ปฏิบัติงานตามโครงการดังกล่าว ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.4 จ.5 จ.12 และ จ.13 เพื่อรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ ส่วนจำเลยที่ 7 และที่ 8 ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 162 ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์นำสืบในทำนองว่า องค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้า มีคำสั่งที่ 233/2552 แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการตรวจรับงานร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย อีกทั้งจำเลยที่ 2 ยังลงลายมือชื่อเป็นกรรมการตรวจรับงานจ้างในใบตรวจรับงานจ้าง บัญชีแนบท้ายใบตรวจรับงานจ้าง บัญชีลงเวลาปฏิบัติงาน และหลักฐานการจ่ายเงินรวม 4 โครงการ ตามเอกสารหมาย จ.4 จ.5 จ.12 และ จ.13 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เช่นกัน เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวนั้น แต่ได้ความจากจำเลยที่ 1 ว่างบประมาณโครงการจ้างแรงงานเร่งด่วนจากสำนักงานแรงงานจังหวัดอุดรธานีไม่ใช่งบประมาณขององค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้า ดังนั้นฝ่ายบริหารสามารถบริหารจัดการเองได้โดยตรงโดยไม่จำต้องเข้าประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าเพื่อมีมติอนุมัติการใช้เงินอีก จำเลยที่ 1 จึงมอบหมายให้สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าบางคนติดต่อชาวบ้านให้มาทำงานเกลี่ยดิน ตกแต่งขอบสระวัดศรีหมากหญ้า และลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ โดยมีนางมณีรัตน์เป็นเลขานุการส่วนตัวจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ประสานงานทุกอย่าง ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้เบิกความต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีคำสั่งแบ่งงานในหน้าที่ให้รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าคนใดรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร เว้นแต่จะมีงานเกี่ยวกับเรื่องการเมืองหรือแก้ปัญหาให้ชาวบ้านก็จะมอบงานให้ด้วยวาจาเท่านั้น กรณีจึงอาจเป็นไปได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งเรื่องมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการตรวจรับงานตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้า ที่ 233/2552 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2552 ให้จำเลยที่ 2 ทราบมาก่อนเพราะจำเลยที่ 1 มอบหมายให้บุคคลอื่นจัดการแทนแล้ว นอกจากนี้ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เข้าไปเกี่ยวข้องกับการช่วยหารายชื่อชาวบ้านมาร่วมโครงการหรือไปร่วมกับชาวบ้านในการเกลี่ยดินตกแต่งขอบสระน้ำที่บริเวณวัดศรีหมากหญ้าหรือนำเงินค่าจ้างไปมอบให้ชาวบ้านแต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อพิจารณาลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ที่เคยเขียนไว้ในหนังสือเรื่องขอแจ้งรายชื่อผู้สูงอายุที่เสียชีวิต ฉบับลงวันที่ 11 มกราคม 2550 และแบบขอเสนอโครงการ ฉบับลงวันที่ 9 มิถุนายน 2552 เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของนายสำลี ในช่องกรรมการตรวจรับงานตามเอกสารหมาย จ.4 จ.5 จ.12 และ จ.13 ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 แล้วเห็นได้ชัดว่ามีลักษณะลีลาการเขียนและลายเส้นตัวอักษรแตกต่างกัน ไม่จำต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์เพื่อทำความเห็นอีก ประกอบกับนายปริญญา นายเหรียญชัย นางคำเผย กับพวก พยานโจทก์ต่างเบิกความว่า ชาวบ้านที่มาทำงานเกลี่ยดินตกแต่งขอบสระน้ำบริเวณวัดศรีหมากหญ้านั้น บางคนไม่ได้มาทำงานแต่ลงลายมือชื่อรับเงิน บางคนมาทำงานและรับเงินจริงแต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารโดยมีบุคคลอื่นลงลายมือชื่อแทน กรณีน่าเชื่อว่ามีการปลอมลายมือชื่อของชาวบ้านหลายรายในเอกสารหมาย จ.4 จ.5 จ.12 และ จ.13 ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงอาจถูกปลอมลายมือชื่อได้ในทำนองเดียวกัน ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกข้อต่อสู้เรื่องลายมือชื่อของตนว่าปลอมขึ้นอ้างในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดแล้ว จึงตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 (1) ระบุว่าผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมีการปลอมลายมือชื่อของตนให้พนักงานไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบไว้ก่อนก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็สามารถยกขึ้นต่อสู้ในชั้นพิจารณาของศาลได้ตามกฎหมาย เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังมีเหตุสงสัยสมควรว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และหรือจำเลยที่ 4 จริงหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 162 ดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 5 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 162 ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์นำสืบในทำนองว่า จำเลยที่ 5 มีตำแหน่งเป็นนายช่างโยธาระดับ 3 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวบาน แต่ในขณะเกิดเหตุองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าขอยืมตัวมาช่วยราชการและจำเลยที่ 1 มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมงานโครงการจ้างแรงงานเร่งด่วนร่วมกับจำเลยที่ 4 ด้วย ตามสำเนาคำสั่งที่ 233/2552 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2552 อีกทั้งจำเลยที่ 5 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ควบคุมงานในใบตรวจรับงานจ้างรวมจำนวน 4 โครงการ ตามเอกสารหมาย จ.4 จ.5 จ.12 และ จ.13 ร่วมกับจำเลยที่ 4 เช่นกัน เห็นว่า วันที่ 19 สิงหาคม 2552 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวบานเพิ่งมีคำสั่งให้จำเลยที่ 5 ไปช่วยราชการที่องค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้า ในการนี้วันที่ 21 สิงหาคม 2552 องค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่จัดทำร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 โดยนัยของคำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ 5 จึงมีหน้าที่ปฏิบัติเฉพาะงานตามที่ระบุไว้ในคำสั่งเท่านั้น จำเลยที่ 5 จึงไม่มีหน้าที่ในการควบคุมงานโครงการจ้างแรงงานเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาชีพแก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติ จังหวัดอุดรธานี ปีงบประมาณ 2552 แต่อย่างใด หากนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าต้องการแต่งตั้งจำเลยที่ 5 ให้เป็นผู้ควบคุมงานตามโครงการดังกล่าว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าต้องขอความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 5 เสียก่อน ตามสำเนาระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2548 ข้อ 32 วรรคหนึ่ง แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้ขอความเห็นชอบจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวบานซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 5 ก่อน ดังนั้นคำสั่งที่ 233/2552 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2552 ขององค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าในส่วนที่แต่งตั้งจำเลยที่ 5 เป็นกรรมการผู้ควบคุมงานจึงเป็นคำสั่งที่ออกโดยไม่ชอบด้วยระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2548 ข้อ 32 วรรคหนึ่ง ถือว่าจำเลยที่ 5 ไม่มีหน้าที่เป็นกรรมการผู้ควบคุมงานโครงการตามฟ้อง นอกจากนี้ยังได้ความว่าจำเลยที่ 5 ได้ทำงานเกี่ยวกับการประมาณงานก่อสร้างตามโครงการต่าง ๆ ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้าเสร็จสิ้น ตามสรุปผลการประมาณราคางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 งานประมาณงานก่อสร้างตามโครงการต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าวนี้ไม่เกี่ยวข้องกับงานตามโครงการขุดลอกสระน้ำวัดศรีหมากหญ้าแต่อย่างใด ส่วนเหตุที่จำเลยที่ 5 ลงลายมือชื่อเป็นกรรมการผู้ควบคุมงานในเอกสารหมาย จ.4 จ.5 จ.12 และ จ.13 นั้น จำเลยที่ 5 อ้างว่า กลางเดือนกันยายน 2552 นางสาวพิชญา เจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้านำเอกสารเกี่ยวกับการจ้างแรงงานชาวบ้านขุดลอกสระน้ำวัดศรีหมากหญ้ามาให้จำเลยที่ 5 ลงลายมือชื่อโดยอ้างว่าองค์การบริหารส่วนตำบลหมากหญ้ามีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 5 เป็นผู้ควบคุมงาน จำเลยที่ 5 ไม่ยอมลงลายมือชื่อเพราะไม่เคยทราบว่ามีคำสั่งแต่งตั้งเป็นกรรมการควบคุมงาน นางสาวพิชญาจึงโทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 1 ให้พูดกับจำเลยที่ 5 ซึ่งจำเลยที่ 1 บอกว่าได้แต่งตั้งจำเลยที่ 5 ให้เป็นกรรมการควบคุมงานจ้างแรงงานชาวบ้านขุดลอกสระน้ำวัดศรีหมากหญ้าและงานได้ทำเสร็จแล้ว จำเป็นต้องเบิกเงินค่าแรงงานให้ชาวบ้านไม่เช่นนั้นชาวบ้านจะเดือดร้อน ขอให้จำเลยที่ 5 ช่วยลงลายมือชื่อในเอกสารด้วยเนื่องจากกรรมการคนอื่นลงลายมือชื่อกันทุกคนแล้ว จำเลยที่ 5 ขอตรวจเอกสารก็เห็นชาวบ้านกับกรรมการคนอื่นลงลายมือชื่อไว้จริง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 5 หลงเชื่อได้ง่ายจำเลยที่ 5 จึงยอมลงลายมือชื่อเป็นกรรมการควบคุมงานในเอกสารหมาย จ.4 จ.5 จ.12 และ จ.13 โดยจำเลยที่ 5 มีนางสาวพิชญามาเบิกความสนับสนุนจำเลยที่ 5 ได้เบิกความถึงเรื่องราวที่ต้องลงลายมือชื่อเป็นกรรมการควบคุมงานในเอกสารดังกล่าวได้อย่างละเอียดชัดเจนและสมเหตุสมผล เชื่อว่าจำเลยที่ 5 ได้ลงลายมือชื่อเป็นกรรมการควบคุมงานในบัญชีลงเวลาปฏิบัติงานและหลักฐานการจ่ายเงินตามเอกสารหมาย จ.4 จ.5 จ.12 และ จ.13 โดยไม่ทราบว่าเป็นเอกสารที่มีข้อความเท็จ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังว่าจำเลยที่ 5 มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 5 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 162 ดังที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157 ม. 162
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายบุญมา จันทร์แย้ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวณัฏฐณิชา สุวรรณพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิทยา ยิ่งวิริยะ
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8683/2559
#607650
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสี่บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง เป็นเหตุให้ ว. ซึ่งเป็นลูกจ้างถึงแก่ความตาย ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหายเป็นการฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลเหตุที่กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน มิใช่กรณีที่ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดในมูลละเมิดแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ผู้ตายลาออกจากงานวันที่ 1 สิงหาคม 2552 อันเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการจัดสถานที่ทำงานให้เป็นไปตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้วันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอันจำเป็น ค่ารักษาพยาบาลก่อนตาย ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ก่อนตายและค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเงิน 1,256,000 บาท, 1,823,400 บาท และ 360,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,590,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 72,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 464,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ทั้งสี่เสร็จสิ้น คำขออื่นให้ยกและยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นายวีระศักดิ์ ผู้ตาย ถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานให้จำเลยที่ 3 ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 กระทำละเมิดต่อผู้ตายจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่ โจทก์ที่ 1 รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนวันที่ 11 เมษายน 2554 ถือว่าโจทก์ทั้งสี่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้วันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ยังไม่เกินกำหนดหนึ่งปี คดีจึงไม่ขาดอายุความ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งสี่บรรยายว่า จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นนายจ้าง มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามประกาศฉบับดังกล่าวกลับปล่อยให้สถานที่ทำงานของนายวีระศักดิ์ ผู้ตายซึ่งเป็นลูกจ้างอับอากาศเป็นที่สะสมของสารเคมีเป็นพิษและมีก๊าซออกซิเจนไม่เพียงพอ ไม่จัดให้สถานที่ทำงานปลอดภัยจากมลพิษทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและมีสารก่อมะเร็ง ไม่จัดชุดทำงานให้มีประสิทธิภาพที่สามารถป้องกันสารเคมีอันตราย ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนวินิจฉัยว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงาน คำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลเหตุที่จำเลยทั้งสามผู้เป็นนายจ้างไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนในเรื่องความปลอดภัยในการทำงานอันเป็นการกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน จึงมิใช่กรณีที่ขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดเฉพาะในมูลละเมิดแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานกฎหมายมีอายุความที่ยาวกว่าเนื่องจากมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อคดีนี้ผู้ตายลาออกจากงานในวันที่ 1 สิงหาคม 2552 อันเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการจัดสถานที่ทำงานให้เป็นไปตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานจึงไม่ขาดอายุความ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าคดีขาดอายุความละเมิดหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ประการต่อไปว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ตายไม่สามารถทำงานได้จนถึงอายุ 60 ปี เพราะค่าสินไหมทดแทนกรณีดังกล่าวโจทก์ที่ 1 จะเรียกร้องได้เฉพาะกรณีที่ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตายแต่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสอง เห็นว่า โจทก์ที่ 1 มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังต่อไปนี้ ... (4) ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ก่อนตาย (5) ค่าขาดไร้อุปการะ และยังมีคำขอต่อไปอีกว่า หากผู้ตายไม่ถูกจำเลยทั้งสามทำละเมิดจนถึงแก่ความตาย ผู้ตายจะสามารถทำงานได้จนถึงอายุ 60 ปี จำเลยทั้งสามจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ด้วย ซึ่งต่อมาศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยแบ่งเป็น... 4. ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ก่อนตาย และ 5. ค่าขาดไร้อุปการะและค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ตายไม่สามารถทำงานได้จนถึงอายุ 60 ปี ดังนั้น เมื่อค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ก่อนตายเป็นเงินตามมาตรา 443 วรรคสอง แต่ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ตายไม่สามารถทำงานได้จนถึงอายุ 60 ปี ที่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องดังกล่าว หาใช่ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ที่ผู้ตายมีสิทธิเรียกร้องจากผู้ทำละเมิดตามมาตรา 443 วรรคสอง แต่เป็นส่วนหนึ่งของค่าขาดไร้อุปการะตามมาตรา 443 วรรคสาม อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า การกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมิได้กำหนดสัดส่วนความรับผิดระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ตาย ทั้งที่ความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ตายประกอบด้วยนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายสูบบุหรี่แม้มิได้สูบเป็นประจำแต่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ตายป่วยเป็นมะเร็ง ถือว่าความเสียหายหรือความตายที่เกิดขึ้นนั้น ได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ตายประกอบด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลมเกี่ยวกับการกำหนดค่าเสียหาย แล้ววินิจฉัยว่าเมื่อผู้ตายมีส่วนร่วมเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดประกอบด้วย และเรืออรพินท์ 1 ได้ผ่านการตรวจสอบจากทางราชการหลายหน่วยงานประกอบกับโจทก์ได้รับค่าเสียหายจากกองทุนเงินทดแทนแล้ว จึงกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ว่า ศาลแรงงานกลางมิได้กำหนดสัดส่วนความรับผิดระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ตายจึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลแรงงานกลางอันเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนงลักษณ์ มูลเชื้อ กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยออริจินัลแท็งเกอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา