คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6258/2559
#604514
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย คำร้องขอของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีสินค้าบนรถยนต์ได้รับความเสียหาย ค่าเสียหายของรถยนต์ ค่าลากรถยนต์และค่าเช่ารถคันอื่นมาใช้ทดแทน เป็นค่าสินไหมทดแทนนอกเหนือจากที่สามารถเรียกได้ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกาย จึงไม่ใช่คำขอบังคับให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคสาม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมทั้งสองต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด การพิจารณาสิทธิในการฎีกาต้องถือทุนทรัพย์ในหนี้ค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมแต่ละคนแยกกัน ส่วนค่าขาดประโยชน์และค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเกิดจากการประกอบกิจการร่วมกัน ต้องแยกเป็นจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ตกได้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีจำนวนไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาของจำเลยที่โต้แย้งว่าค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยรับผิดยังสูงเกินไป เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามกฎหมาย

จำเลยให้การว่า โจทก์ร่วมทั้งสองมีสิทธิได้รับชดใช้ค่ารักษาพยาบาลจากบริษัท ก. ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเท่านั้น มิได้หยิบยกเรื่องสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากบริษัท ท. กับมิได้โต้แย้งเรื่องความเป็นเจ้าของรถยนต์ขึ้นต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิด อุทธรณ์ทั้งสองประเด็นจึงอยู่นอกประเด็นตามคำให้การ เป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวชอบแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ทั้งสองต้องสูญเสียรายได้จากกิจการที่ทำอยู่ก่อนเกิดเหตุให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง การที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ จึงเป็นการโต้แย้งค่าเสียหายส่วนที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิด อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชัดแจ้ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

ระหว่างพิจารณานายวัชรินทร์กับนางสาวอมรรัตน์ ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 เรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 44,664 บาท ค่ารักษาพยาบาลโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 2,000 บาท ค่ายกรถหลังเกิดเหตุ 4,000 บาท โจทก์ร่วมทั้งสองเปิดร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด เมื่อประสบเหตุโจทก์ร่วมทั้งสองต้องรักษาตัวไม่อาจเปิดร้านขายของได้ต้องขาดประโยชน์ 100,000 บาท สินค้าในรถของโจทก์ร่วมทั้งสองเสียหาย 21,920 บาท หลังจากนั้นโจทก์ร่วมทั้งสองนำรถคันเกิดเหตุไปประเมินความเสียหายปรากฏว่าต้องเสียค่าซ่อม 200,000 บาท และค่าเช่ารถมาใช้เพื่อค้าขาย 36,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 408,584 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 407,344 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมทั้งสองสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนที่เกินจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เรียกร้องได้จากบริษัทแอลเอ็มจีประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งรับประกันภัยรถยนต์ของจำเลย โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ได้รับบาดเจ็บจริง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดค่ารักษาพยาบาลโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือต้องกายภาพบำบัด ไม่มีอาการบ่งชี้ถึงความทนทุกข์ทรมานจากการเกิดอุบัติเหตุ หากต้องทนทุกข์ทรมานก็เป็นจำนวนรวมไม่เกิน 40,000 บาท ค่าเสื่อมสภาพทางร่างกายเป็นการเรียกค่าเสียหายซ้ำซ้อน ค่าเดินทางไปพบแพทย์และค่าอาหารของบุตรเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุไม่มีเอกสารยืนยัน ค่าขาดประโยชน์จากการขาดรายได้ โจทก์ร่วมทั้งสองกล่าวอ้างลอยๆ หากมีก็ไม่เกินจำนวนรวม 40,000 บาท โจทก์ร่วมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการให้บุตรหยุดงานมาดูแล ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยได้ คำร้องของโจทก์ร่วมทั้งสองเคลือบคลุม ไม่แสดงข้ออ้างที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ชัดเจน ทำให้จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยชำระเงิน 208,014 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มิถุนายน 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กย 4843 ชลบุรี โดยประมาทชนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บฉ 2855 เพชรบุรี ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับมาโดยมีโจทก์ร่วมที่ 2 นั่งมาด้วย ทำให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายและรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บฉ 2855 เพชรบุรี ได้รับความเสียหาย คดีอาญายุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า การใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ของโจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์คันที่ได้รับความเสียหายชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การแต่เพียงว่า โจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้ค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเท่านั้น มิได้หยิบยกเรื่องสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กับมิได้โต้แย้งเรื่องความเป็นเจ้าของรถยนต์ขึ้นต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิด อุทธรณ์ทั้งสองประเด็นจึงอยู่นอกประเด็นตามคำให้การ เป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาประการต่อไปที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อเกี่ยวกับค่าขาดประโยชน์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ร่วมทั้งสองต้องสูญเสียรายได้จากกิจการที่ทำอยู่ก่อนเกิดเหตุ การที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ จึงเป็นการโต้แย้งค่าเสียหายส่วนที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิด อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชัดแจ้ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า ค่าสินค้าที่เสียหาย 8,000 บาท และค่าเสียหายของรถยนต์ 147,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดสูงเกินไปนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าขาดประโยชน์ ตลอดจนค่าเสียหายในทางทรัพย์สินที่เกิดจากการประกอบกิจการร่วมกัน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมทั้งสองต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด แม้โจทก์ร่วมทั้งสองจะร้องขอรวมกันมา แต่การพิจารณาสิทธิในการฎีกาต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์ร่วมแต่ละคนแยกกัน โดยเป็นทุนทรัพย์ชั้นฎีกาค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 44,664 บาท และค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 350 บาท ส่วนค่าขาดประโยชน์และค่าเสียหายในทางทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมทั้งสองประกอบกิจการร่วมกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองรวมเป็นเงิน 210,000 บาท จึงต้องแยกเป็นจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ตกได้แก่ โจทก์ร่วมทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง เป็นเงินคนละ 105,000 บาท รวมเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีการะหว่างโจทก์ร่วมที่ 1 กับจำเลย เป็นเงิน 149,664 บาท และระหว่างโจทก์ร่วมที่ 2 กับจำเลยเป็นเงิน 105,350 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงมีจำนวนไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาของจำเลยที่โต้แย้งว่า ค่าสินไหมทดแทนทั้งสองรายการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยรับผิดยังสูงเกินไปเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย เมื่อคำร้องขอของโจทก์ร่วมทั้งสองในส่วนที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีสินค้าบนรถยนต์ได้รับความเสียหาย ค่าเสียหายของรถยนต์ ค่าลากรถยนต์และค่าเช่ารถคันอื่นมาใช้ทดแทน เป็นค่าสินไหมทดแทนนอกเหนือจากที่สามารถเรียกได้ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกาย จึงไม่ใช่คำขอบังคับให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสาม การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในทางทรัพย์สินทั้งสี่รายการจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ดังนี้ เมื่อหักค่าเสียหายทั้งสี่รายการออกจากค่ารักษาพยาบาลและค่าขาดประโยชน์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว จึงคงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นเงิน 60,014 บาท

มีปัญหาประการสุดท้ายที่จำเลยฎีกาว่า จะต้องหักเงิน 50,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหายออกจากค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับเงินไปจากศาล 20,000 บาท เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2556 และได้รับเงินไปอีก 30,000 บาท เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2557 จึงควรกำหนดไว้ในคำพิพากษาด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อหักเงินที่จำเลยชำระมาแล้วออกจากค่าเสียหาย คงเหลือเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสอง 10,014 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 10,014 บาท แก่โจทก์ร่วมทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,014 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 และของต้นเงิน 40,014 บาท นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2556 จนถึงวันที่ 21 เมษายน 2557 และของต้นเงิน 10,014 บาท นับแต่วันที่ 22 เมษายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย ค่าเสียหายของรถยนต์ ค่าลากรถและค่าเช่ารถ แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหัวหิน
โจทก์ร่วม — นายวัชรินทร์ เพชรนิล กับพวก
จำเลย — นางพิมพ์ลดา พฤกษาอารักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นายกิตติภัฏ โทรชัยยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6256/2559
#604511
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 16 (1) ให้อำนาจอธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีอนุญาตให้โจทก์เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัย ที่ดินดังกล่าวจึงยังไม่เป็นของโจทก์ แม้จำเลยจะเข้ายึดถือครอบครองก็ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการรบกวนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของโจทก์โดยตรง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 362

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มารา 362

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 แต่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยและขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 เมื่อที่ดินที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยจากกรมป่าไม้และเป็นพื้นที่ป่าสงวนที่โจทก์เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยมาก่อนที่จำเลยจะบุกรุกยึดถือครอบครอง การกระทำของจำเลยจึงกระทบต่อสิทธิการทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของโจทก์โดยตรงและได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ดังนี้ จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 16 (1) ซึ่งเห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจอธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีอนุญาตให้โจทก์เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัย ที่ดินดังกล่าวจึงยังไม่เป็นของโจทก์ แม้จำเลยจะเข้ายึดถือครอบครองก็ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการรบกวนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของโจทก์โดยตรง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยวนสาวการเกษตร จำกัด
จำเลย — นายสมปอง สิงห์ชู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นางมาลี สิรินิจศรีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปริญญา อิทธิวิกุล
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6231 -ที่ 6250/2559
#602812
เปิดฉบับเต็ม

การส่งความเห็นเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช 2550) มาตรา 211 จะต้องเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ข้อโต้แย้งของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 21 เป็นกรณีที่เห็นว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสามขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลแรงงานกลางจะต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแต่อย่างใด เมื่อโจทก์แต่ละคนฟ้องว่าจำเลยทั้งสามปฏิบัติต่อโจทก์แต่ละคนโดยนำเอาความแตกต่างในเรื่องรูปร่าง น้ำหนักมาใช้ให้แตกต่างจากพนักงานอื่น ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาว่าคำสั่งและการปฏิบัติของจำเลยทั้งสามเป็นการเลือกปฏิบัติต่อโจทก์ดังกล่าวโดยผิดกฎหมายให้แตกต่างจากพนักงานอื่นหรือไม่ มิได้เป็นการพิพากษาเกินอำนาจแต่อย่างใด

เมื่อศาลแรงงานกลางได้พิจารณาพยานหลักฐานทุกฝ่ายและวินิจฉัยแล้วว่า คำสั่งของจำเลยทั้งสามที่กำหนดให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องมีค่า Body Mass Index และค่าวัดรอบเอวไม่เกินค่าที่กำหนดไว้ กำหนดระยะเวลาให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่มีค่าเกินกำหนดปรับปรุงบุคลิกภาพ และมาตรการที่มอบหมายให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ไม่สามารถปรับปรุงบุคลิกภาพได้ตามเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียวกัน หรือปฏิบัติงานภาคพื้นดินจนกว่าจะมีค่า Body Mass Index และค่าวัดรอบเอวตามเกณฑ์ที่กำหนด เป็นคำสั่งที่ชอบด้วย ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 6 จ้างแรงาน ไม่เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงาน คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงการประกาศปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และมาตรการบางส่วนที่จำเลยเคยใช้บังคับแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ไม่ขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และมาตรการที่กำหนดก็มิได้เป็นโทษแก่โจทก์แต่ละคนเมื่อเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์เดิมหากโจทก์แต่ละคนสามารถปรับปรุงบุคลิกภาพได้ตามเกณฑ์ ทั้งยังเป็นสิทธิในการบริหารจัดการที่จำเลยในฐานะนายจ้างมีอำนาจกระทำได้ตามสัญญาจ้างแรงงานและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน คำสั่งดังกล่าวแม้จะใช้บังคับเฉพาะแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแต่ก็ใช้บังคับเป็นการทั่วไปทุกคน มิใช่ใช้บังคับแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเฉพาะบุคคลหรือเป็นรายๆไป จึงไม่ใช่การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและมิได้ไม่ชอบด้วยกฎหมายอื่น แม้คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจะมิได้กล่าวโดยตรงว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสามเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโจทก์ทั้งหมดหรือไม่ แต่ถือได้ว่าศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยโดยรวมแล้วว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโจทก์ทั้งหมดนั่นเอง คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและแสดงคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้นโดยชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่งแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งยี่สิบสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 23

โจทก์ทั้งยี่สิบสามสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยเพิกถอนคำสั่งของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 101/2553 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 เรื่อง หลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยใช้ค่า Body Mass Index (BMI) และหนังสือของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยฝ่ายบริหารพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ QV/QV-4/pc/027 ลงวันที่ 31 มกราคม 2554 เรื่อง มอบหมายการปฏิบัติงานบิน และมอบหมายหน้าที่ให้ไปพบแพทย์ประจำสำนักงานแพทย์ (IM) หนังสือที่ QV/QV-4/pc/030 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 เรื่อง มอบหมายการปฏิบัติงานบิน และมอบหมายหน้าที่ให้ไปพบแพทย์ประจำสำนักงานแพทย์ (IM) หนังสือที่ QV/QV-4/pc/072 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2554 เรื่อง มอบหมายการปฏิบัติงานบิน และมอบหมายหน้าที่ให้ไปพบแพทย์ประจำสำนักงานแพทย์ (IM) รวมทั้งหนังสือที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามได้รับคำสั่งในลักษณะเดียวกันและเพิกถอนตารางการปฏิบัติงานบิน (Crew Schedule Slip) ที่มีเฉพาะเส้นทางการบินภายในประเทศหรือเฉพาะเส้นทางการบินที่ไปและกลับในวันเดียวของโจทก์ทั้งยี่สิบสามโดยให้จำเลยที่ 1 จัดตารางการปฏิบัติงานบินให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามเหมือนพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทุกคน คือ มีตารางการปฏิบัติงานบินทั้งในส่วนที่เป็นการบินเส้นทางในประเทศเส้นทางบินที่ไปกลับในวันเดียว และเส้นทางบินต่างประเทศระยะไกลที่ต้องมีการพักค้างคืนในต่างประเทศคละกันไป โดยพิจารณาตามตารางการปฏิบัติงานบินย้อนหลังของโจทก์ทั้งยี่สิบสามเป็นหลัก ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ปฏิเสธไม่ให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามแลกเปลี่ยนตารางการปฏิบัติงานบินกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรายอื่น หรือให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามสามารถแลกเปลี่ยนตารางการปฏิบัติงานบินกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรายอื่นได้ดังเดิม

จำเลยทั้งยี่สิบสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบสามสำนวน

ศาลแรงงานกลาง ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์แต่ละคนทำสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจ้างโจทก์แต่ละคนในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบสาม จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เป็นผู้แทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหารพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินประมาณ 6,000 คน จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการขนส่งคน สิ่งของและไปรษณีย์ทางอากาศและกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 101/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยใช้ค่า Body Mass Index (BMI) กำหนดนโยบายการปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยใช้หลักเกณฑ์ค่า Body Mass Index (BMI) พนักงานต้อนรับฯ หญิง BMI ไม่เกิน 25 และวัดรอบเอวไม่เกิน 32 นิ้ว พนักงานต้อนรับฯ ชาย BMI ไม่เกิน 27.5 และวัดรอบเอวไม่เกิน 35 นิ้ว โดยให้ระยะเวลาดำเนินการปรับปรุงภายใน 6 เดือน เริ่มตังแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป หากพนักงานต้อนรับฯ ไม่สามารถปรับปรุงบุคลิกภาพได้ตามข้อกำหนดและภายในระยะเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1ได้กำหนดมาตรการที่จะดำเนินการต่อไป โดยมอบหมายให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินดังกล่าวปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียวเท่านั้น เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการปรับปรุงบุคลิกภาพ การนัดหมายพบแพทย์หรือการเข้ารับการดูแลจากสถาบันและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เป็นต้น จนกว่าจะมี BMI ตามเกณฑ์ หรือไม่เกิน 1 ปีนับจากการเริ่มปฏิบัติงานดังกล่าว และหากเกิน 1 ปีแล้วพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินดังกล่าว ยังไม่สามารถปรับปรุงได้ BMI ตามกำหนดจะถูกมอบหมายให้ปฏิบัติงานภาคพื้นดิน จนกว่า BMI และรอบเอวจะเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ให้สำนักงานแพทย์พิจารณาผลการตรวจสุขภาพประจำปีของพนักงานต้อนรับฯ โดยประสานกับ DQ กำหนดกระบวนพิจารณาปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับฯ ที่มีค่า BMIเกินกำหนดรวมทั้งผู้ที่มีสุขภาพเสี่ยงต่อการขึ้นปฏิบัติงานบนอากาศ ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 มีหนังสือที่ QV/QV-4/pc/027 ลงวันที่ 31 มกราคม 2554 หนังสือที่ QV/QV-4/pc/030 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 หนังสือที่ QV/QV-4/pc/072 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2554 และหนังสือในลักษณะเดียวกันไปยังพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่มีค่า BMI ไม่เป็นไปตามคำสั่งบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 101/2553 รวมโจทก์ทั้งยี่สิบสามด้วย ซึ่งมีสาระทำนองเดียวกันว่า จากรายงานผลการตรวจร่างกายพบว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ได้รับหนังสือดังกล่าวมีค่า BMI เกินกว่าเกณฑ์ที่จำเลยที่ 1 กำหนด ดังนั้น ฝ่ายบริหารพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจึงต้องดำเนินการตามมาตรการโดยมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นที่ไปกลับภายในวันเดียวกันตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 และวันที่ 1 มีนาคม 2554 เป็นต้นไป และขอให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ได้รับหนังสือดังกล่าวไปพบแพทย์ประจำสำนักงานแพทย์ ชั้น 1 อาคาร 6 สำนักงานใหญ่ ระหว่างเวลา 08.30 - 11.30 น. และ 13.00 - 16.30 น. ในวันทำการปกติเพื่อรับการตรวจและคำแนะนำ รวมทั้งไปพบแพทย์ตามนัดหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จนกว่าฝ่าย QV จะได้รับรายงานจากสำนักงานแพทย์ หรือได้รับการแสดงผลการตรวจร่างกายประจำปีว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ได้รับหนังสือดังกล่าวมีค่า BMI และรอบเอวอยู่ในเกณฑ์ที่จำเลยที่ 1 กำหนด จึงจะมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินตามปกติรายละเอียดตามเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้ดำเนินการตามคำสั่งและหนังสือดังกล่าวข้างต้นต่อโจทก์ทั้งยี่สิบสามตลอดมา โดยจัดตารางการปฏิบัติงานบินเฉพาะเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางไปและกลับในวันเดียวกันให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามปฏิบัติงาน ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะมีคำสั่งบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 101/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยใช้ค่า Body Mass Index (BMI) นั้น จำเลยที่ 1 ได้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ตั้งแต่ปี 2534 โดยได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เนื่องจากมีรายงานว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 2 คน รวมทั้งโจทก์ที่ 5 มีน้ำหนักตัวเกินกว่าสัดส่วนที่ควรจะเป็นทำให้มีรูปร่างและบุคลิกภาพไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและได้ดำเนินการเพื่อให้โจทก์ที่ 5 ลดน้ำหนักตัวลงตามความเห็นของแพทย์ โดยมีมาตรการให้โจทก์ที่ 5 หยุดทำการปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลา 30 วันด้วย จำเลยที่ 1 ได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาบุคลิกภาพและความเหมาะสมของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างต่อเนื่องตลอดมา ทั้งได้ดำเนินการตรวจบุคลิกภาพ เรียกพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่มีน้ำหนักร่างกายไม่ได้สัดส่วนกับความสูงเข้าพบเพื่อตักเตือน แนะนำให้ดำเนินการปรับปรุงบุคลิกภาพให้เหมาะสม โจทก์ที่ 5 และที่ 12 ก็มีชื่อเป็นผู้ที่อยู่ในระหว่างการลดน้ำหนัก ในปี 2535 จำเลยที่ 1 ได้ใช้หลักเกณฑ์ในการคำนวณน้ำหนักพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน คือ

ผู้ชาย น้ำหนักมาตรฐาน (ก.ก.) = ส่วนสูง (ซ.ม.) - 100

ผู้หญิง น้ำหนักมาตรฐาน (ก.ก.) = ส่วนสูง (ซ.ม.) - 110 และกำหนดค่าตัวแปรเพิ่มหรือลด 10% จากน้ำหนักมาตรฐาน และต่อมาเปลี่ยนค่าตัวแปรเป็นเพิ่มหรือลด 10 - 15% ตามเอกสาร ในปี 2540 จำเลยที่ 1 ได้ออกประกาศฝ่ายบริหารและทรัพยากรบุคคลที่ 004/2540เรื่อง การปรับปรุงสภาพการจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน กำหนดว่าขณะปฏิบัติหน้าที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะต้องรักษาสุขภาพร่างกายและบุคลิกภาพของตนให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่ต้นสังกัดหรือบริษัทฯ กำหนด หากมีบุคลิกภาพไม่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินได้ต่อไปตามการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาบุคลิกภาพก็จะต้องพ้นจากสภาพการเป็นพนักงานของบริษัทฯ ในปี 2543 คณะกรรมการพิจารณาบุคลิกภาพและความเหมาะสมของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาวิธีการที่จะช่วยให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินฟื้นฟูบุคลิกภาพด้านร่างกาย โดยใช้เกณฑ์วัดที่เรียกว่า Body Mass Index หรือ BMI คือ น้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง ซึ่งจะได้ค่าในระดับ น้ำหนักต่ำ ปกติ อ้วน และอ้วนมาก ยกเลิกหลักเกณฑ์เดิมที่ใช้อยู่ คือส่วนสูง ลบด้วย 100 สำหรับชาย และลบด้วย 110 สำหรับหญิง และได้ดำเนินการให้มีการอบรมพนักงานที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน และมีการกำหนดมาตรการดำเนินการต่อผู้มีค่า BMI สูงกว่าปกติด้วย ในปี 2547 คณะกรรมการพิจารณาบุคลิกภาพและความเหมาะสมของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินได้กำหนดหลักเกณฑ์โดยให้ยึดถือเกณฑ์การวัดน้ำหนักตัวและส่วนสูงที่สัมพันธ์กันที่กำหนดโดยสถาบันเวชศาสตร์การบินและต่อมาในปี 2548 ก็ได้ประกาศปรับหลักเกณฑ์การพิจารณาบุคลิกภาพและความเหมาะสมของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เป็นการวัดด้วยค่า BMI ขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ก็ได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่มีค่า BMI เกินเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีโจทก์ในคดีนี้ 19 รายรวมอยู่ด้วย ครั้นปี 2553จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีนโยบายปรับปรุงการบริการบนเครื่องบิน จึงได้ออกคำสั่งบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 101/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยใช้ค่า Body Mass Index (BMI) เมื่อครบระยะเวลาในการปรับปรุงบุคลิกภาพตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ก็ได้มีหนังสือที่ QV/QV-4/pc/027 ลงวันที่ 31 มกราคม 2554 ที่ QV/QV-4/pc/030 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 และที่ QV/QV-4/pc/072 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2554 ถึงโจทก์แต่ละคนแจ้งว่าโจทก์แต่ละคนมีค่า BMI เกินกว่าเกณฑ์ที่จำเลยที่ 1 กำหนด ฝ่ายบริหารพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องดำเนินการตามมาตรการโดยมอบหมายให้โจทก์ผู้รับหนังสือปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียวกัน และขอให้โจทก์ดังกล่าวไปพบแพทย์ประจำสำนักงานแพทย์เพื่อรับการตรวจและคำแนะนำโจทก์ทั้งยี่สิบสามได้รับหนังสือดังกล่าวและได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียวกันเท่านั้น ซึ่งมีผลทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงการบินในจำนวนต่ำกว่าที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามเคยได้รับก่อนที่จำเลยที่ 1 จะมีคำสั่งและหนังสือ ทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามมีรายได้ลดลง และทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามมีเที่ยวบินมากกว่าที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามต้องปฏิบัติก่อนที่จะมีคำสั่ง ซึ่งตามคำสั่งดังกล่าวมีข้อความส่วนที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามอ้างว่ากระทบสิทธิและประโยชน์ของตนในคดีนี้ คือหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชายมีค่า BMI ไม่เกิน 27.5 และวัดรอบเอวไม่เกิน 35 นิ้ว พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงมีค่า BMI ไม่เกิน 25 และวัดรอบเอวไม่เกิน 32 นิ้ว โดยให้ระยะเวลาดำเนินการปรับปรุงภายใน 6 เดือนและมาตรการกรณีที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ไม่สามารถปรับปรุงบุคลิกภาพได้ตามหลักเกณฑ์และภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินภายในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียวกัน แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งยี่สิบสามกับจำเลยที่ 1 มีข้อความที่เกี่ยวข้องกับข้อวินิจฉัยดังกล่าว 3 ลักษณะ ทั้งนี้ ตามช่วงเวลาที่โจทก์แต่ละคนทำสัญญากับจำเลยที่ 1

ลักษณะที่ 1 ปรากฏอยู่ในข้อ 9 หรือข้อ 10

"ข้อ 9. (หรือข้อ 10.) นอกเหนือจากการปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาว่าจ้างนี้ พนักงานยินดีปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ กฎ แบบธรรมเนียม วิธีปฏิบัติและคำสั่งของบริษัทฯ ทั้งที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน และจะมีใช้ในโอกาสต่อไป และยินดีให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้"

ลักษณะที่ 2 ปรากฏอยู่ในข้อ 1

"1. สภาพและลักษณะของงาน

เนื่องจากสภาพและลักษณะของงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแตกต่างกับหน่วยงานอื่นๆ ดังนั้น ระเบียบว่าด้วยการทำงานฯลฯ จะได้กำหนดขึ้นโดยหน่วยงานต้นสังกัดและพนักงานจะต้องปฏิบัติตาม ซึ่งรวมทั้งระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะประกาศใช้ในโอกาสต่อไป

นอกจากนี้ พนักงานยังจะต้องปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ที่บริษัทได้ประกาศใช้เป็นการทั่วไป ซึ่งมิได้ระบุไว้ในสัญญานี้ และให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้ด้วย"

ลักษณะที่ 3 ปรากฏอยู่ในข้อ 1. หรือข้อ 2.

"ข้อ 1. (หรือข้อ 2.) สภาพการจ้าง

พนักงานเข้าใจและยอมรับว่า การปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินนั้น มีสภาพและลักษณะงานเป็นการเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากพนักงานทั่วไปในสายงานอื่นๆ เพราะพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตัวเกี่ยวกับภาษาที่ใช้ บุคลิกภาพที่ดี และสุขภาพที่สมบูรณ์ สามารถปฏิบัติงานบนเครื่องบินขณะทำการบินได้ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด และ/หรือไม่ถูกจำกัดทางเวชศาสตร์การบิน ซึ่งจะต้องได้รับการศึกษาอบรม การทดสอบ และการตรวจร่างกายตามระยะเวลาที่บริษัทกำหนด

นอกจากที่กำหนดไว้สัญญานี้แล้ว พนักงานยอมรับปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ คำสั่งเกี่ยวกับการทำงาน และระเบียบอื่นๆ ที่กำหนดขึ้นโดยหน่วยงานต้นสังกัดรวมทั้งระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งต่างๆ ที่บริษัทประกาศใช้ในโอกาสต่อไป ทั้งนี้ ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้ด้วย"

ข้อความในสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวข้างต้นย่อมผูกพันโจทก์แต่ละคนและจำเลยที่ 1 ให้ต้องปฏิบัติตาม โดยโจทก์แต่ละคนต้องปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับคำสั่งเกี่ยวกับการทำงานที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในขณะทำสัญญาและที่จำเลยที่ 1 จะได้ประกาศใช้ในภายหลัง ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน มาตรา 575 ถึงมาตรา 586 กำหนดให้ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้าง โดยต้องไม่ขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย และไม่ละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณ คำสั่งของจำเลยที่ 1 (คำสั่งบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) ที่ 101/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยใช้ค่า Body Mass Index (BMI) ลงวันที่ 11 พฤษภาคม2553) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการออกคำสั่งหลักเกณฑ์ค่า BMI ระยะเวลาในการปรับปรุงบุคลิกภาพ มาตรการกรณีที่ไม่สามารถปรับปรุงบุคลิกภาพได้ตามข้อกำหนดและภายในระยะเวลาที่กำหนด และให้มีการกำหนดกระบวนการปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับที่มีค่า BMI เกินกำหนด ส่วนคำสั่งของจำเลยทั้งสาม (คำสั่งที่ QV/QV-4/pc/027 ลงวันที่ 31 มกราคม 2554 ที่ QV/QV-4/pc/030 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ QV/QV-4/pc/072 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2554) รวมทั้งคำสั่งในลักษณะเดียวกัน เป็นการดำเนินการตามมาตรการที่จำเลยที่ 1 กำหนดไว้ในคำสั่งโดยมอบหมายให้โจทก์แต่ละคนปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียวกันและไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและคำแนะนำ ดังนั้น คำสั่งตามเอกสาร แม้จะเป็นเรื่องการกำหนดค่า BMI และการมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินของโจทก์ทั้งยี่สิบสามซึ่งมิได้ระบุอยู่ในสัญญาจ้างแรงงานมาตั้งแต่แรก แต่คำสั่ง ก็เป็นคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่เกี่ยวกับการทำงานในหน้าที่ของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินซึ่งจำเลยที่ 1 ยังคงจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินตามสัญญาจ้างแรงงานอยู่ ทั้งเป็นคำสั่งที่เกี่ยวกับบุคลิกภาพและเกี่ยวกับสุขภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินตามระบุไว้ในสัญญา ซึ่งแม้คำสั่งดังกล่าวจะออกมาภายหลังก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานและผูกพันโจทก์แต่ละคนจำเลยทั้งสามมีอำนาจออกคำสั่งดังกล่าวได้โดยชอบ และโจทก์แต่ละคนต้องปฏิบัติตามคำสั่งทั้งนี้ ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และมาตรา 583 คำสั่งของจำเลยทั้งสาม รวมทั้งคำสั่งในลักษณะเดียวกันที่จำเลยที่ 1 ออกมาสืบ จึงไม่เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน และเมื่อพิจารณาข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยกับจำเลยที่ 1 ฉบับซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552 ตามเอกสารฉบับซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2543 และฉบับซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่18 มีนาคม 2546 ตามเอกสาร ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างทั้งสามฉบับที่โจทก์บางคนกล่าวอ้างมีข้อความหรือข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องอื่น ไม่ปรากฏว่ามีข้อความหรือข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยใช้ค่า BMI และเรื่องการกำหนดมาตรการมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับในวันเดียวกัน ทั้งไม่มีข้อความหรือข้อตกลงที่ห้ามจำเลยที่ 1 กำหนดหลักเกณฑ์หรือกำหนดมาตรการดังกล่าว ดังนั้น คำสั่งของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นเพียงการประกาศปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และมาตรการบางส่วนที่จำเลยที่ 1 เคยใช้บังคับแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเท่านั้น กรณีจึงฟังข้อเท็จจริงและถือไม่ได้ว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสาม และคำสั่งในลักษณะเดียวกันที่จำเลยที่ 1 ออกมาสืบเนื่องจากเอกสาร เป็นการขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับที่โจทก์บางคนกล่าวอ้าง ส่วนที่โจทก์บางคนกล่าวอ้างในคำฟ้องว่าระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ก็ไม่มีหลักเกณฑ์และมาตรการดังคำสั่งของจำเลยทั้งสาม ซึ่งเมื่อพิจารณาระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) คู่มือพนักงานแล้ว ก็ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บางคนกล่าวอ้างในคำฟ้อง ดังนั้น ไม่ว่าระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จะเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ กรณีก็ฟังข้อเท็จจริงและถือไม่ได้ว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสาม เป็นการขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง สำหรับปัญหาว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสาม เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ นั้น แม้จำเลยที่ 1 กับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยจะไม่เคยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยใช้ค่า BMI และเรื่องการกำหนดมาตรการมอบหมายให้ปฏิบัติงานในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับในวันเดียวกันก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจ้างแรงงานกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินไว้เป็นกรณีที่แตกต่างจากพนักงานอื่นของจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีสภาพและลักษณะของงานเป็นการเฉพาะ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตัวเกี่ยวกับภาษาที่ใช้ บุคลิกภาพที่ดี สุขภาพที่สมบูรณ์และจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักตัว สัดส่วน รูปร่าง และบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินตลอดมา ดังที่ได้กล่าวอ้างถึงโจทก์ที่ 5 ในปี 2534 มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินขึ้นโดยเฉพาะ และได้มีการกำหนดมาตรการโดยให้โจทก์ที่ 5 หยุดปฏิบัติหน้าที่บนเครื่องบินเป็นเวลา 30 วัน เพื่อลดน้ำหนักตัวลงให้เหลือ 72 กิโลกรัม ตามความเห็นของแพทย์ประจำบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยังได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาบุคลิกภาพและความเหมาะสมของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและดำเนินการปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต่อเนื่องมา ในปี 2540 จำเลยที่ 1 ได้ออกประกาศฝ่ายบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่ 004/2540 เรื่อง การปรับปรุงสภาพการจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน กำหนดให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทั้งหญิงและชายต้องรักษาสุขภาพ ร่างกายและบุคลิกภาพ ซึ่งในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ ร่างกายและบุคลิกภาพนั้น เดิมจำเลยที่ 1 กำหนดหลักเกณฑ์ในการคำนวณน้ำหนักพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน คือ สำหรับชาย น้ำหนักมาตรฐาน (ก.ก.) = ส่วนสูง (ซ.ม.) ลบด้วย 100 สำหรับหญิง น้ำหนักมาตรฐาน (ก.ก.) = ส่วนสูง (ซ.ม.) ลบด้วย 110 และต่อมาจำเลยที่ 1 ก็ได้กำหนดให้มีการลดหย่อนเกณฑ์ดังกล่าวลงด้วย ในปี 2543 จำเลยที่ 1 ยกเลิกหลักเกณฑ์เดิมและใช้หลักเกณฑ์วัดที่เรียกว่า ดัชนีมวลกายหรือ Body Mass Index หรือ BMI ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 ก็ได้พิจารณาและประกาศปรับปรุงแก้ไขค่า BMI จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่ง ตามลำดับ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพร่างกาย และบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินตลอดมาตั้งแต่ปี 2534 และได้ใช้มาตรการให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่โดยโจทก์ที่ 5 ได้ตกลงด้วยในปี 2534 จำเลยที่ 1 ยังได้ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์เพื่อเป็นการลดหย่อนและกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ให้เหมาะสมตามที่กำหนดโดยสถาบันเวชศาสตร์การบิน กรณีดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้มีประกาศกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเงื่อนไขการจ้างและการทำงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินซึ่งผูกพันพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งยี่สิบสามตามเงื่อนไขในสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เมื่อจำเลยที่ 1 ประกาศใช้หลักเกณฑ์วัดค่า BMI ตั้งแต่ปี 2543 และใช้มาตรการกรณีที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีน้ำหนักเกินกำหนดมาตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งไม่มีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือโจทก์คนใดคัดค้านมาก่อน กรณีต้องถือว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและโจทก์ทุกคนตกลงให้จำเลยที่ 1 ใช้หลักเกณฑ์วัดค่า BMI และใช้มาตรการเพื่อให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีสุขภาพ ร่างกาย บุคลิกภาพตามหลักเกณฑ์ได้ ดังนั้น คำสั่งบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 101/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยใช้ค่า BMI ที่กำหนดค่า BMI สำหรับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิง ไม่เกิน 25 และวัดรอบเอวไม่เกิน 32 นิ้ว พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาย ไม่เกิน 27.5 และวัดรอบเอวไม่เกิน 35 นิ้ว โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการปรับปรุงภายใน 6 เดือน และกำหนดมาตรการที่จะดำเนินการต่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ไม่สามารถปรับปรุงบุคลิกภาพตามหลักเกณฑ์และภายในกำหนดเวลาโดยมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียวกัน ดังที่จำเลยทั้งสามมีคำสั่งตามเอกสาร จึงมิใช่การกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการจ้างและการทำงานขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนเฉพาะค่า BMI และปรับเปลี่ยนมาตรการดำเนินการจากที่ได้กำหนดไว้เดิมเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องใหม่ที่ต้องยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงานและดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในมาตรา 25 ถึงมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และกรณีที่จำเลยที่ 1 ปรับเปลี่ยนค่า BMI และปรับเปลี่ยนมาตรการดำเนินการตามที่ประกาศไว้ในคำสั่ง ก็มิได้เป็นโทษแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสามเมื่อเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์เดิมเรื่องน้ำหนักมาตรฐานและมาตรการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ หากโจทก์แต่ละคนปรับปรุงบุคลิกภาพได้ตามหลักเกณฑ์ในเอกสาร เมื่อใด มาตรการตามเอกสาร ก็ไม่อาจใช้บังคับแก่โจทก์ผู้นั้นได้ การประกาศใช้คำสั่งเอกสาร ยังเป็นสิทธิในการบริหารจัดการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมีอำนาจกระทำได้ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์แต่ละคนซึ่งเป็นลูกจ้างและเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยสัญญาจ้างแรงงานนั้นไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คำสั่งของจำเลยทั้งสามตามเอกสาร และคำสั่งในลักษณะเดียวกันที่จำเลยที่ 1 ออกมาสืบเนื่องจากเอกสาร จึงมิได้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ดังที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามอ้างไว้ในคำฟ้อง ส่วนกรณีที่ปรากฏตามข้อเท็จจริงว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งตามเอกสาร และคำสั่งในลักษณะเดียวกันที่จำเลยที่ 1 ออกมาสืบเนื่องจากเอกสาร แล้ว ทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงการบินต่ำกว่าที่เคยได้รับเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามมีรายได้ลดลง และทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามมีเที่ยวบินมากกว่าเที่ยวบินที่เคยต้องปฏิบัติเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามต้องทำงานหนักขึ้นและโจทก์บางคนมีปัญหาในการดำเนินชีวิตทางครอบครัวนั้น นับว่าโจทก์ทั้งยี่สิบสามมีปัญหาอันเกิดขึ้นเนื่องจากการจ้างและการทำงานซึ่งในทางกฎหมายและการแรงงานสัมพันธ์ถือว่าเป็นข้อร้องทุกข์ประการหนึ่งที่โจทก์แต่ละคนในฐานะลูกจ้างจะดำเนินการร้องทุกข์ต่อจำเลยที่ 1 ได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องจัดให้มีตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 58 (7) หรือจะยื่นคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์เพื่อนำเข้าปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหาตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ก็ได้ หรือโจทก์แต่ละคนในฐานะสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยจะมอบคำร้องทุกข์ดังกล่าวให้สหภาพแรงงานที่ตนเป็นสมาชิกพิจารณาช่วยเหลือตามมาตรา 40 (2) และมาตรา 54 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวก็กระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายและการแรงงานสัมพันธ์เช่นกัน และหากโจทก์ทั้งยี่สิบสามเห็นว่าจำเลยที่ 1 ออกคำสั่งตามเอกสาร มาโดยไม่ถูกต้องเหมาะสม จำเป็นที่ต้องคุ้มครองประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือโจทก์ทั้งยี่สิบสามประสงค์จะให้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพ ร่างกาย และบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่เหมาะสม หรือให้ใช้มาตรการอย่างอื่นแตกต่างไปจากที่จำเลยที่ 1 กำหนดไว้ในคำสั่งเอกสาร โจทก์ทั้งยี่สิบสามก็ชอบที่จะให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยยื่นข้อเรียกร้องและเจรจาตกลงกับจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 25 ถึงมาตรา 28 และมาตรา 54 (1) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ซึ่งโจทก์ทั้งยี่สิบสามก็ได้ใช้กระบวนการตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นไปในบางกรณีแล้ว ดังกรณีที่คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ได้พิจารณาเรื่องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับการจัดตารางการบินพนักงานที่มีค่า BMI เกินมาตรฐาน ซึ่งคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ก็ได้มีมติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ตามเอกสาร กรณีที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามได้รับผลกระทบจากคำสั่งของจำเลยทั้งสาม จึงมีวิธีการแก้ไขเยียวยาตามกฎหมายและการแรงงานสัมพันธ์ได้หลายรูปแบบ ส่วนที่โจทก์บางคนอ้างว่าจำเลยทั้งสามออกคำสั่งโดยขัดต่อหลักของความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช 2550) มาตรา 30 นั้นเห็นว่า แม้คำสั่งของจำเลยที่ 1 ตามเอกสาร จะใช้บังคับเฉพาะพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมิได้ใช้บังคับแก่พนักงานอื่นทั้งหมดของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ก็ใช้บังคับแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นการทั่วไปทุกคน มิใช่ใช้บังคับแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเฉพาะบุคคลหรือเป็นราย ๆ ไป และเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีสภาพและลักษณะงานแตกต่างจากพนักงานอื่นของจำเลยที่ 1 คำสั่งของจำเลยทั้งสามตามเอกสาร และคำสั่งในลักษณะเดียวกันที่จำเลยที่ 1 ออกมาสืบเนื่องจากเอกสาร ในคดีนี้จึงมิใช่การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมอันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช 2550) มาตรา 30 และมิได้ไม่ชอบด้วยกฎหมายอื่นดังที่โจทก์บางคนอ้างในคำฟ้อง เมื่อคำสั่งของจำเลยทั้งสามส่วนที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามอ้างในคำฟ้องไม่เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และมิใช่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีจึงไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสามและไม่มีเหตุที่จะสั่งให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งยี่สิบสามได้ พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบสาม

โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 21 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 21 ข้อ 2.3 ก่อน ซึ่งโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 21 อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสามตามเอกสาร เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโจทก์ทั้งหมดหรือไม่ จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 นั้น เห็นว่าศาลแรงงานกลางได้พิจารณาพยานหลักฐานทุกฝ่ายแล้ววินิจฉัยว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสามตามเอกสาร เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 3 ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน มาตรา 575 ถึง มาตรา 586 ไม่เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงการประกาศปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และมาตรการบางส่วนที่จำเลยที่ 1 เคยใช้บังคับแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเท่านั้น ไม่ขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และมาตรการดำเนินการตามที่ประกาศไว้ในคำสั่งของจำเลยทั้งสามตามเอกสาร ก็มิได้เป็นโทษแก่โจทก์ดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์เดิมเรื่องน้ำหนักมาตรฐานและมาตรการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ หากโจทก์แต่ละคนปรับปรุงบุคลิกภาพได้ตามหลักเกณฑ์ในเอกสาร ทั้งยังเป็นสิทธิในการบริหารจัดการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมีอำนาจกระทำได้ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน คำสั่งดังกล่าวแม้จะใช้เฉพาะแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแต่ก็ใช้บังคับเป็นการทั่วไปทุกคน มิใช่บังคับแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเฉพาะบุคคลหรือเป็นรายๆ ไป จึงมิใช่การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและมิได้ไม่ชอบด้วยกฎหมายอื่นดังที่โจทก์บางคนอ้างในคำฟ้อง คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางดังกล่าวแม้จะมิได้กล่าวโดยตรงว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสามตามเอกสาร เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโจทก์ทั้งหมดหรือไม่ แต่เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสามตามเอกสาร เป็นสิทธิในการบริหารจัดการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมีอำนาจกระทำได้ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน คำสั่งดังกล่าวยังไม่เป็นการขัดต่อสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมิใช่การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและมิได้ไม่ชอบด้วยกฎหมายอื่นด้วย จึงพอถือได้ว่าศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยโดยรวมแล้วว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโจทก์ดังกล่าวนั่นเองคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและแสดงคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้นโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 211
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนาคาร เผ่าจินดา กับพวก
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6228/2559
#616597
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์วันอื่นที่มิใช่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 โดยไม่ได้ส่งหนังสือเลิกจ้างให้โจทก์ เท่ากับเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ได้แจ้งเหตุเลิกจ้างแก่โจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นเป็นอุทธรณ์ที่หยิบยกข้อเท็จจริงใหม่กล่าวขึ้นในชั้นอุทธรณ์ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิตเหมืองและมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบกระบวนการผลิตแร่ที่เหมืองแร่ของจำเลยที่ได้รับสัมปทานจากทางราชการ ได้จัดทำบันทึกในนามของจำเลยว่าจำเลยซื้อที่ดินจากชาวบ้านที่กล่าวหาว่าจำเลยทำเหมืองแร่รุกล้ำที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลย ซึ่งแม้โจทก์จะใช้เงินส่วนตัวซื้อที่ดิน ก็เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิตเหมืองของจำเลยเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินที่จำเลยได้สัมปทานทำเหมืองแร่หลังจากหมดอายุประทานบัตรซึ่งโจทก์รู้ว่าจะหมดอายุในเวลาอีกไม่นาน และต่อมาอีกประมาณ 1 ปี โจทก์ก็เข้าครอบครองที่ดินทันทีที่หมดอายุประทานบัตรของจำเลยและครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมา จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ของโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 73,700 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,768,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าชดเชย 737,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ระหว่างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิตโดยดูแลรับผิดชอบกระบวนการผลิตแร่ที่เหมืองแร่ในพื้นที่ตำบลน้ำรึม อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก ซึ่งจำเลยได้รับสัมปทานจากทางราชการ โจทก์ไม่ได้ใช้เวลาทำงานให้แก่จำเลยไปทำธุรกิจร้านขายกาแฟและขายต้นไม้ ทั้งไม่ได้ลักลอบนำแร่ของจำเลยไปขายหรือไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว โจทก์ไม่ได้ให้บุคคลภายนอกเข้าไปครอบครองบ้านพักของจำเลย และไม่มีผลประโยชน์ได้เสียกับห้างหุ้นส่วนจำกัดเอส.เฟลด์ส.ไมน์ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างขุดและผลิตแร่ให้แก่จำเลย ก่อนวันที่ 25 มีนาคม 2545 ตัวแทนชาวบ้านตำบลน้ำรึม อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก 4 คน คือ นางบัวลอย นางมาลัย นายทิน และนายสมภพ มีหนังสือร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดตากว่าจำเลยทำกิจการเหมืองแร่ในที่ดินประทานบัตร 2 ฉบับ ที่ตำบลน้ำรึม รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของชาวบ้าน ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2545 ผู้ว่าราชการจังหวัดตากจึงมอบหมายให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตากตรวจสอบข้อเท็จจริง วันที่ 9 เมษายน 2545 โจทก์ในฐานะตัวแทนของจำเลยร่วมกับนายวีรวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรธรณี สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตาก และนายยรรยง ปลัดอำเภอฝ่ายปกครองและพัฒนาอำเภอเมืองตาก ได้เจรจากับชาวบ้านผู้ร้องเรียน และได้ทำเป็นบันทึกข้อตกลงระหว่างจำเลยผู้ถือประทานบัตรกับชาวบ้าน การทำบันทึกข้อตกลงของโจทก์ในนามของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากนายสิทธิพันธ์ ซึ่งขณะนั้นตำแหน่งผู้อำนวยการของจำเลย จึงเป็นไปโดยถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย ส่วนการที่ต่อมาโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงซื้อที่ดินของนางบัวลอยรวม 2 แปลง เนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ 2 งาน ราคา 55,000 บาท เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 และซื้อที่ดินของนางมาลัย 1 แปลง เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ 20 ตารางวา ราคา 27,000 บาท เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 กับได้จ่ายเงินให้นายสุเทพ จำนวน 1,500 บาท เป็นค่าเสียหายที่จำเลยได้เคยทำเหมืองในที่ดินของนายสุเทพจนทำให้ที่ดินเป็นหลุมเป็นบ่อเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2548 และจ่ายเงินค่าซื้อที่ดินของนายเฉลียว ด้วยการใช้ใบสำคัญจ่ายของจำเลยมาเขียนบันทึกข้อตกลงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยก่อนเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2549 แม้จะเป็นการใช้เงินส่วนตัวของโจทก์ที่ทำบันทึกข้อตกลงกับชาวบ้านที่ร้องเรียนทั้ง 4 ราย ดังกล่าว แต่ตามบันทึกได้ระบุว่าโจทก์กระทำการแทนจำเลยและอ้างว่าจำเลยซื้อที่ดินเพื่อยุติปัญหาการร้องเรียน ทั้งหลังจากประทานบัตรที่ 20738/13163 และที่ 20754/13164 หมดอายุเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2549 ซึ่งหลังจากจำเลยได้ส่งมอบที่ดินตามประทานบัตรทั้งสองแปลงคืนให้ส่วนราชการแล้ว โจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินที่ซื้อตามบันทึกดังกล่าวตลอดมาแล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์เป็นการปฏิบัติผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเพราะทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเมื่อหมดอายุประทานบัตรแล้ว จำเลยไม่ยอมคืนพื้นที่ทำเหมืองแต่กลับพยายามกว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้าน จะทำให้ชาวบ้านในเขตพื้นที่ประทานบัตรต่อต้านการขออนุญาตประทานบัตรในการทำเหมืองครั้งต่อไปของจำเลย การกระทำของโจทก์ยังเป็นการกระทำโดยทุจริตต่อหน้าที่เพื่อหวังประโยชน์ตอบแทนโดยการเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินหลังจากประทานบัตรหมดอายุ ขณะทำงานโจทก์รับจ้างเป็นที่ปรึกษาด้านธรณีวิทยาและเหมืองแร่แก่บุคคลทั่วไปโดยประกาศทางเว็บไซต์ซึ่งเป็นงานที่ตรงกับตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์คือผู้จัดการฝ่ายเทคนิค จึงถือว่าโจทก์ประกอบธุรกิจที่มีลักษณะแข่งขันกับจำเลยอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรง กรณีเข้าเหตุตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) (2) และ (4) จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ความจริงแล้วจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 มิใช่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 จำเลยไม่ได้ส่งหนังสือเลิกจ้างให้โจทก์ จึงถือว่าจำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงเหตุในการเลิกจ้าง จำเลยจึงไม่มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เป็นอุทธรณ์ที่หยิบยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การทำบันทึกข้อตกลงซื้อที่ดินและจ่ายค่าเสียหายแก่ชาวบ้านรวม 4 ราย ตามบันทึกข้อตกลงเป็นการกระทำโดยทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าไม่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่เพราะโจทก์ใช้เงินส่วนตัวซื้อที่ดินเพื่อให้การทำเหมืองแร่ของจำเลยดำเนินไปได้อันเป็นประโยชน์แก่จำเลยนั้น ได้ความตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่า โจทก์ได้ตกลงซื้อที่ดินจากนางบัวลอย นางมาลัย นายเฉลียว และจ่ายเงินค่าเสียหายแก่นายสุเทพ ตามบันทึกข้อตกลงนั้น ล้วนแล้วแต่ทำในนามของจำเลยทั้งสิ้นโดยการอ้างว่าเพื่อยุติปัญหาการร้องเรียนของชาวบ้านที่ร้องเรียนกล่าวหาจำเลยว่าทำเหมืองรุกล้ำในที่ดิน เห็นว่า การซื้อที่ดินดังกล่าวแม้จะเป็นการซื้อโดยใช้เงินส่วนตัวของโจทก์ แต่เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิตเหมืองของจำเลย เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินที่จำเลยได้ประทานบัตรทำเหมืองหลังจากหมดอายุประทานบัตรซึ่งโจทก์รู้ว่าในเวลาอีกไม่นาน และปรากฏว่าหลังจากนั้นเพียงประมาณ 1 ปี โจทก์ก็ได้ครอบครองที่ดินทันทีที่หมดอายุประทานบัตรของจำเลยและยังได้ครอบครองตลอดมา เห็นได้ชัดว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ของโจทก์นั่นเอง ถือได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) อันเป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย กับทั้งไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเสียแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสาโรช กลิ่นทอง
จำเลย — บริษัทเซอมาส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6219/2559
#604482
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ จ. และ น. ถึงแก่ความตายแล้วทายาทยังไม่ได้แบ่งปันทรัพย์มรดกกัน ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ จ. และ น. ดังนั้น ส. ย่อมมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนทายาททุกคน เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ส. จึงอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนของทายาททุกคนของ จ. และ น. เช่นเดียวกับ ส. จำเลยที่ 1 ยังเป็นผู้จัดการมรดกของ น. ร่วมกับ ธ. และเป็นผู้จัดการมรดกของ จ. ร่วมกับ ก. จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะตัวแทนของทายาททุกคนในการจัดการทรัพย์มรดกของ จ. และ น. มีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก และต้องรับผิดต่อทายาทในฐานะตัวแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และ 1720 โดยทายาทแต่ละคนไม่จำต้องตั้งตัวแทนอีก การที่จำเลยที่ 1 และ ธ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ น. ได้จัดการประชุมทายาทของ น. ถึงเจ็ดครั้ง และเสนอให้ทายาททุกคนประมูลซื้อที่ดินพิพาทก่อน แต่ไม่มีทายาทคนใดเสนอราคา จากนั้นทายาทลงคะแนนด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิได้รับมรดกให้ขายที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินไปชำระหนี้กองมรดกของ น. แล้วนำเงินส่วนที่เหลือมาแบ่งปันระหว่างทายาท จากนั้นจำเลยที่ 1 ให้ ธ. และบริษัท ซ. เป็นผู้ดำเนินการจัดการประมูลที่ดินพิพาท แต่เมื่อได้ราคาต่ำเกินควร ก็ดำเนินการจัดหาผู้เสนอซื้อรายใหม่ ต่อมาจำเลยที่ 2 เสนอซื้อในราคาที่สูงขึ้น และในการประชุมครั้งที่ 7 ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกเกินกว่ากึ่งหนึ่งลงคะแนนเสียงข้างมากให้ขายที่ดินพิพาทในราคาดังกล่าว คงมีแต่เพียงโจทก์ที่ 1 คัดค้าน ซึ่งในวันเดียวกันทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของ จ. ก็ให้ความยินยอมขายที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นมรดกของ จ. ไปพร้อมกับมรดกของ น. ด้วย กรณีดังกล่าวจึงเป็นการที่เจ้าของรวมจัดการอันเป็นสาระสำคัญโดยตกลงกันด้วยคะแนนข้างมากแห่งเจ้าของรวม และคะแนนข้างมากนั้นมีส่วนไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งแห่งค่าทรัพย์มรดกแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1358 วรรคสาม และจำเลยที่ 1 กับ ธ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ น. ได้จัดการตามที่จำเป็นเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกของ น. และทายาททุกคนตามหน้าที่อันควรแล้ว แม้จำเลยที่ 1 และ ธ. จะยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขายที่ดินพิพาทในส่วนมรดกของ น. ตามเงื่อนไขในคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ แต่จำเลยที่ 1 และ ธ. ก็ยื่นคำร้องขออนุญาตขายที่ดินทรัพย์ถึงสามครั้ง และยังยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการห้ามทำนิติกรรมในทรัพย์สินกองมรดกของ น. ซึ่งศาลมีคำสั่งว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจตามกฎหมายในการแบ่งปันทรัพย์มรดก และปรากฏว่ากองมรดกของ จ. และ น. มีหนี้ที่ต้องชำระเป็นจำนวนมากและต้องรับภาระชำระค่าดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าปีละ66,000,000 บาท หากไม่รีบดำเนินการขายที่ดินพิพาทย่อมเกิดความเสียหายแก่กองมรดกที่จะต้องรับภาระหนี้เพิ่มขึ้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลและทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยชอบแล้ว เมื่อที่ดินพิพาทมีชื่อ ส. เป็นผู้มีชื่อในทะเบียน จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. จึงมีสิทธิและหน้าที่ในการจัดการเกี่ยวกับที่ดินพิพาทและมีอำนาจจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 826 ตำบลทุ่งวัดดอน (บ้านทวาย) อำเภอสาทร (บางรัก) กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 2143, 2144, 2145, 2146 และ 2148 ตำบลทุ่งวัดดอน อำเภอสาทร กรุงเทพมหานคร คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้รับผิดในค่าธรรมเนียม อากรแสตมป์ ภาษีเงินได้ และค่าใช้จ่าย ที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุมิตร ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายเจียมส่วนหนึ่งและเป็นทรัพย์มรดกของนางนิภาส่วนหนึ่ง นายสุมิตรมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนางนิภาจำนวนหนึ่งในเจ็ดส่วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของนางนิภาหนึ่งในเจ็ดส่วน โจทก์ที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิได้รับมรดกของนายเจียมและนางนิภา และมีคำขอบังคับให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนนายเจียมและนางนิภากับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์ กรณีจึงเป็นการที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองให้กลับมาเป็นทรัพย์มรดกของนายเจียมและนางนิภา โดยให้มีชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อเป็นประโยชน์แก่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของนายสุมิตร และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทของนายเจียมและนางนิภาด้วย ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ให้การต่อสู้ว่ารับโอนที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต อันเป็นการต่อสู้โจทก์ทั้งสองด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์มีอำนาจขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท เมื่อนายเจียมและนางนิภาถึงแก่ความตายแล้วทายาทยังไม่ได้แบ่งปันทรัพย์มรดกกัน ทั้งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายเจียมและนางนิภา นายสุวิทย์ย่อมมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนทายาททุกคน เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์จึงอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนของทายาททุกคนของนายเจียมและนางนิภาเช่นเดียวกับนายสุวิทย์ และนอกจากจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์แล้ว จำเลยที่ 1 ยังเป็นผู้จัดการมรดกของนางนิภาร่วมกับนายธิติ และเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจียมร่วมกับนางกรแก้ว จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะตัวแทนของทายาททุกคนในการจัดการทรัพย์มรดกของนายเจียมและนางนิภา มีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก และต้องรับผิดต่อทายาทในฐานะตัวแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และ 1720 โดยทายาทแต่ละคนไม่จำต้องตั้งตัวแทนอีกแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 1 และนายธิติในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนิภาได้จัดการประชุมทายาทของนางนิภาถึง 7 ครั้ง และเสนอให้ทายาททุกคนประมูลซื้อที่ดินพิพาทก่อน แต่ไม่มีทายาทคนใดเสนอราคา จากนั้นทายาทลงคะแนนด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิได้รับมรดกให้ขายที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินไปชำระหนี้กองมรดกของนางนิภา แล้วนำเงินส่วนที่เหลือมาแบ่งปันระหว่างทายาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และนายธิติได้ให้บริษัทเซ็นจูรี่ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการจัดการประมูลที่ดินพิพาท แต่เมื่อได้ราคาเพียงตารางวาละ 100,000 บาท ซึ่งต่ำเกินควร ก็ดำเนินการจัดหาผู้เสนอซื้อรายใหม่ ต่อมาจำเลยที่ 2 เสนอซื้อในราคาที่สูงขึ้นเป็นตารางวาละ 170,000 บาท และในการประชุมครั้งที่ 7 ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกเกินกว่ากึ่งหนึ่งลงคะแนนด้วยเสียงข้างมากให้ขายที่ดินพิพาทในราคาดังกล่าว คงมีแต่เพียงโจทก์ที่ 1 คัดค้าน ตามสำเนารายงานการประชุม ซึ่งในวันเดียวกันทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายเจียมก็ให้ความยินยอมขายที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นมรดกของนายเจียมไปพร้อมกับมรดกของนางนิภาด้วยตามสำเนาหนังสือให้ความยินยอมและเห็นชอบในการขายที่ดินทรัพย์มรดก กรณีดังกล่าวจึงเป็นการที่เจ้าของรวมจัดการอันเป็นสาระสำคัญโดยตกลงกันด้วยคะแนนข้างมากแห่งเจ้าของรวม และคะแนนข้างมากนั้นมีส่วนไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งแห่งค่าทรัพย์มรดกแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1358 วรรคสาม และจำเลยที่ 1 กับนายธิติในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนิภาได้จัดการตามที่จำเป็นเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกของนางนิภาและทายาททุกคนตามหน้าที่อันควรแล้ว แม้จำเลยที่ 1 และนายธิติจะยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขายที่ดินพิพาทในส่วนมรดกของนางนิภาตามเงื่อนไขในคำสั่งศาลคดีหมายเลขแดงที่ 4676/2545 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2554 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ แต่จำเลยที่ 1 และนายธิติก็ยื่นคำร้องขออนุญาตขายที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวถึง 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2555 วันที่ 30 มีนาคม 2555 และวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ตามสำเนาคำร้องและยังยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการห้ามทำนิติกรรมในทรัพย์สินกองมรดกของนางนิภาในคดีหมายเลขแดงที่ 10443/2544 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2555 ซึ่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจตามกฎหมายในการแบ่งปันทรัพย์มรดก ตามสำเนาคำร้องและปรากฏว่าศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของนายธิติว่า กองมรดกของนายเจียมและนางนิภามีหนี้ที่ต้องชำระเป็นจำนวนมากถึง 1,800,000,000 บาท ต้องรับภาระชำระค่าดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าปีละ 66,000,000 บาท หากไม่รีบดำเนินการขายที่ดินพิพาทย่อมเกิดความเสียหายแก่กองมรดกที่จะต้องรับภาระหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งโจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ จึงไม่อาจยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ และถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลและทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยชอบแล้ว เมื่อที่ดินพิพาทมีชื่อนายสุวิทย์เป็นผู้มีชื่อในทะเบียน จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์จึงมีสิทธิและหน้าที่ในการจัดการเกี่ยวกับที่ดินพิพาทและมีอำนาจจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์มีอำนาจจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 2 ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

สำหรับฎีกาของโจทก์ทั้งสองในประการสุดท้ายว่า คดีของโจทก์ทั้งสองเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทนายความให้โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดเกินอัตราตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในตอนต้นแล้วว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทนายความที่โจทก์ทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดศาลละ 50,000 บาท จึงไม่เกินกว่าอัตราขั้นสูงในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2557 ในสำนวนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการวม 100,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1358 วรรคสาม ม. 1599 วรรคหนึ่ง ม. 1719 ม. 1720 ม. 1745
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิวัฒน์ คัณธามานนท์ กับพวก
จำเลย — นางสาวอัญชณา คัณธามานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประทีป บุพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย พวงภู่
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6176/2559
#615343
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 90/5 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามหมวดนี้เป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น" คดีนี้ แม้คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย แต่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุมาตรา 90/5 มาด้วย จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 90/5 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 90/5 จึงเป็นการเกินคำขอ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่

พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบมามีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 อาจเป็นกรรมการผู้จัดการแต่เพียงในนาม ไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 กรณีมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 จะได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 36 กระทง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 30,000 บาท รวมเป็นเงินค่าปรับ 1,080,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 ประกอบมาตรา 90/4 (6) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 เดือน รวม 26 กระทง รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 78 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 52 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2548 จนถึงปัจจุบัน ก่อนหน้านี้มีนายพิสุทธิ์ ซึ่งเป็นอาของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน 2543 ถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2548 ในวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นการพิพากษาเกินคำขอและเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่หรือไม่ คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 กับพวกโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน ร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ขอให้ลงโทษตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ซึ่งประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามหมวดนี้เป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น" เห็นว่า คดีนี้ ถึงแม้คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย แต่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุมาตรา 90/5 มาด้วย จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามบทบัญญัติมาตรา 90/5 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 90/5 จึงเป็นการเกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ คดีนี้ ทางนำสืบของโจทก์ปรากฏแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 โดยนายพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการคนเดิมแต่ผู้เดียวเป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2548 ถึงเดือนภาษีมกราคม 2551 อันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2548 ซึ่งพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบก็ไม่มีสิ่งใดที่ส่อแสดงให้เห็นหรือเชื่อมโยงได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนภาษีดังกล่าวที่เป็นเท็จหรือไม่ อย่างไร แม้พยานโจทก์จะเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ให้ถ้อยคำยอมรับว่าเคยไปรับเช็คจากลูกค้า ก็คงแปลความได้เพียงว่าจำเลยที่ 2 เคยไปรับเช็คให้จำเลยที่ 1 เท่านั้น หาได้เกี่ยวข้องกับการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นเท็จดังกล่าว และยังได้ความจากพยานจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นบุคคลที่เคยเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ได้แก่นายบุญยัง เบิกความว่า ทำงานในตำแหน่งหัวหน้ากะงานกับบริษัทจำเลยที่ 1 ในช่วงปี 2545 เท่าที่เห็นผู้มีอำนาจสั่งการงานในนามจำเลยที่ 1 คือนายพิสุทธิ์ ทำงานอยู่จนถึงปี 2550 ช่วงที่ทำงานให้กับจำเลยที่ 1 นั้นไม่เคยเห็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เข้ามาดำเนินการในนามของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด และนางสิริยากร เบิกความว่า ทำหน้าที่เสมียนทั่วไปให้จำเลยที่ 1 มา 10 ปี เท่าที่ทราบนายพิสุทธิ์เป็นเจ้าของบริษัท จำเลยที่ 1 มีอำนาจสั่งการทุกอย่าง เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการยื่นเสียภาษีและรับเงินรายได้ต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ในการจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน นายพิสุทธิ์จะนำเงินใส่ซองมามอบให้พยาน แล้วพยานจะแจกจ่ายให้แก่ลูกจ้างในบริษัทจำเลยที่ 1 พยานได้ลาออกจากบริษัทจำเลยที่ 1 ในช่วงปี 2551 ก็ยังคงเห็นนายพิสุทธิ์เป็นคนสั่งการในนามจำเลยที่ 1 เรื่อยมา เคยเห็นจำเลยที่ 2 เพียงครั้งเดียว แต่นานมาแล้ว ทราบว่าจำเลยที่ 2 เคยมาช่วยงานบริษัทจำเลยที่ 1 ประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้ให้ถ้อยคำยืนยันไว้แต่ต้นว่าเป็นกรรมการผู้จัดการแต่เพียงในนามเท่านั้น พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบมามีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 อาจเป็นกรรมการผู้จัดการแต่เพียงในนาม ไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ก็เป็นได้ กรณีมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 จะได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้ออื่นจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.รัษฎากร ม. 90/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — บริษัทโชคกระต่ายทอง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายมนต์ชัย โพธิ์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจุมพล ชูวงษ์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6170/2559
#602807
เปิดฉบับเต็ม

การจัดเก็บภาษีเพื่อมหาดไทยเป็นการจัดเก็บภาษีสรรพาสามิตเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษี ตาม พ.ร.บ.จัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4 การจัดเก็บภาษีเพื่อมหาดไทยจึงต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 เมื่อมาตรา 3 แห่ง พระราชกฤษฎีกาเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2527 บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตเสียภาษีเพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าหรือบริการตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละสิบของภาษี และมาตรา 139 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 บัญญัติให้เบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินภาษี การคำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยในกรณีนี้จึงต้องคำนวณในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตรวมกับเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตที่ต้องชำระ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 8,478,938.07 บาทแก่โจทก์ทั้งสาม และชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้าที่ค้างชำระจำนวน 1,521,692 บาท นับแต่ถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 8,284,088.07 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม และเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของต้นเงินอากรขาเข้าที่ค้างชำระจำนวน 505,701 บาท ตามแบบแจ้งการประเมินเลขที่ กค 0521 (6)/3 - 3 - 01893 จำนวน 505,701 บาท ตามแบบแจ้งการประเมินเลขที่ กค 0521 (6)/3 - 3 - 01894 และจำนวน 510,290 บาท ตามแบบแจ้งการประเมินเลขที่ กค 0521 (6)/ 3 - 3 - 01895 นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสามมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง โจทก์ทั้งสามมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมาย โจทก์ที่ 1 มีหน้าที่จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแทนโจทก์ที่ 2 และมีหน้าที่จัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยแทนโจทก์ที่ 3 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดถูกขีดชื่อออก จากทะเบียนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2554 ตามสำเนาหนังสือรับรอง และเอกสารท้ายคำแถลงนำหมาย ในวันที่ 31 สิงหาคม 2547 และวันที่ 7 กันยายน 2547 จำเลยนำเข้ารถยนต์นั่งที่ผลิตในต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร และยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษี มูลค่าเพิ่มรวม 3 ฉบับ เพื่อผ่านพิธีการทางศุลกากร เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ได้ตรวจพิจารณาราคาสินค้าตามที่จำเลยสำแดง หลงเชื่อว่าเป็นราคาสินค้าที่แท้จริง จึงให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรตามที่สำแดงและตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไป ตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม และสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2548 เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1ได้เข้าตรวจค้นสำนักงานของจำเลยพบเอกสารการชำระค่าสินค้าที่นำเข้าเชื่อได้ว่าจำเลยสำแดงราคาสินค้าที่นำเข้าต่ำกว่าราคาที่แท้จริง ตามบันทึกการตรวจค้น - จับกุม บันทึกการตรวจและรับรองหรือยึดหรืออายัดเอกสาร เป็นเหตุให้จำเลยชำระภาษีอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามใบขนสินค้าขาเข้าฯ ทั้ง 3 ฉบับ ขาดไป เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งการประเมินเรียกเก็บค่าภาษีอากรที่ขาดพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามใบขนสินค้าขาเข้าฯ ทั้ง 3 ฉบับ คำนวณเป็นค่าอากรขาเข้า เงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันฟ้องภาษีสรรพสามิต เงินเพิ่มภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย เงินเพิ่มภาษีเพื่อมหาดไทย ภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,478,938.07 บาท โดยในส่วนการประเมินภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าฯ เลขที่ 0581 - 00248 - 01598 ประเมินภาษีสรรพสามิต 647,544 บาท เงินเพิ่มภาษีสรรพสามิต 647,544 บาท ภาษีเพื่อมหาดไทย 64,754 บาท และเงินเพิ่มภาษีเพื่อมหาดไทย 64,754 บาท สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าฯ เลขที่ 0581 - 00248 - 01599 ประเมินภาษีสรรพสามิต 647,544 บาท เงินเพิ่มภาษีสรรพสามิต 647,544 บาท ภาษีเพื่อมหาดไทย 64,754 บาท และเงินเพิ่มภาษีเพื่อมหาดไทย 64,754 บาท และสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าฯ เลขที่ 0109 - 00348 - 60626 ประเมินภาษีสรรพสามิต 653,420 บาท เงินเพิ่มภาษีสรรพสามิต 653,420 บาท ภาษีเพื่อมหาดไทย 65,342 บาท และเงินเพิ่มภาษีเพื่อมหาดไทย 65,342 บาท ตามแบบแจ้งการประเมินฯ จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวทางไปรษณีย์เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2556 จำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินตามบันทึกข้อความและใบตอบรับทางไปรษณีย์

กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามเพียงประการเดียวว่าจำเลยต้องชำระภาษีเพื่อมหาดไทยเพียงใด โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า การคำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยในกรณีนี้ต้องคำนวณในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตรวมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิต เมื่อการคำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยตามการประเมินได้คำนวณในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตรวมกับเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตจึงชอบแล้ว นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การจัดเก็บภาษีเพื่อมหาดไทยเป็นการจัดเก็บภาษีสรรพาสามิตเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษี ตามพระราชบัญญัติจัดสรรเงินภาษีสรรพสามิตพ.ศ.2527 มาตรา 4 การจัดเก็บภาษีเพื่อมหาดไทยจึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 เมื่อมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2527 บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต เสียภาษีเพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าหรือบริการตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละสิบของภาษี และมาตรา 139 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 บัญญัติว่า "เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินภาษี" การคำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยในกรณีนี้จึงต้องคำนวณในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตรวมกับเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตที่จำเลยต้องชำระ ดังนั้น แม้การคำนวณภาษีเพื่อมหาดไทยตามหนังสือแบบแจ้งการประเมินสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าฯ เลขที่ 0581 - 00248 - 01598 ระบุว่าเป็นภาษีเพื่อมหาดไทย 64,754 บาท และเงินเพิ่มภาษีเพื่อมหาดไทย 64,754 บาท สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าฯ เลขที่0581 - 00248 - 01599 ระบุว่าเป็นภาษีเพื่อมหาดไทย 64,754 บาทและเงินเพิ่มภาษีเพื่อมหาดไทย 64,754 บาท และสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าฯ เลขที่0109 - 00348 - 60626 ระบุว่าเป็นภาษีเพื่อมหาดไทย 65,342 บาท และเงินเพิ่มภาษีเพื่อมหาดไทย 65,342 บาท แต่เมื่อคำนวณยอดเงินรวมในส่วนที่ระบุว่าเป็นภาษีเพื่อมหาดไทยและเงินเพิ่มภาษีเพื่อมหาดไทยตามหนังสือแบบแจ้งการประเมินแต่ละฉบับดังกล่าวแล้วก็จะเท่ากับอัตราร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิตรวมกับเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตที่จำเลยต้องชำระ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระภาษีเพื่อมหาดไทยตามหนังสือแบบแจ้งการประเมินทั้ง 3 ฉบับ รวมเป็นเงิน 389,700 บาท ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีสรรพสามิตไม่ถือเป็นภาษีสรรพสามิตที่จะนำมาเป็นฐานเรียกเก็บภาษีเพื่อมหาดไทยตามพระราชบัญญัติจัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 8,478,938.07 บาท แก่โจทก์ ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 139
พ.ร.บ.จัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 4
พ.ร.ฎ.เพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดสรรให้แก่กรุงเทพมหานครและราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2527 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทออโต้ เทรด บางกอก จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวกชมน ทิพยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6162/2559
#603317
เปิดฉบับเต็ม

อาคารชุดตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 หมายถึง อาคารที่บุคคลสามารถแยกถือกรรมสิทธิ์ออกได้เป็นส่วน ๆ โดยแต่ละส่วนประกอบด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลและกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลาง เมื่อเจ้าของร่วมในอาคารชุดต้องการเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารชุดดังกล่าว ทั้งอาคารเป็นอาคารเพื่อประกอบกิจการโรงแรม จึงทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ทรัพย์ส่วนบุคคล และการใช้ทรัพย์ส่วนกลางซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมภายในอาคารดังกล่าวจะต้องดำเนินการตามที่ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 48 (4) บัญญัติไว้ กล่าวคือ จะต้องกระทำโดยการแก้ไขข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดของจำเลยที่ 1 ด้วยการลงมติของเจ้าของร่วมและจะต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมด ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมได้ลงมติแต่เพียงอนุมัติให้จำเลยที่ 1 ไปยื่นขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารเท่านั้น และการลงมติดังกล่าวก็ไม่อาจถือได้ว่าที่ประชุมใหญ่ได้อนุมัติให้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารจากอาคารชุดเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นอาคารชุดเพื่อประกอบกิจการโรงแรมไปในตัว เนื่องจากการอนุมัติให้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ทรัพย์ส่วนกลาง ซึ่งจะต้องกระทำด้วยการแก้ไขข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 48 (4) ดังนั้น ก่อนที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมจะลงมติในการประชุมวาระที่ 7 จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีการลงมติอนุมัติให้จำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงการใช้อาคารหรือต้องทำการแก้ไขข้อบังคับของจำเลยที่ 1 เสียก่อน การลงมติเจ้าของร่วมด้วยเสียงข้างมากของเจ้าของร่วมที่เข้าประชุม จึงชอบด้วย พ.ร.บ.อาคารชุดฯ มาตรา 44 แล้ว จึงไม่มีเหตุให้ต้องเพิกถอนการลงมติในวาระนี้

ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมได้ลงมติให้นิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 มีสิทธิสั่งปรับผู้ที่ฝ่าฝืนข้อบังคับได้ครั้งละไม่เกิน 2,000 บาท มีลักษณะเช่นเดียวกับการตกลงว่าจะให้เบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยจึงมีผลใช้บังคับได้

พ.ร.บ.อาคารชุดฯ มาตรา 18/1 วรรคสอง บัญญัติให้มีการออกข้อบังคับแก่ผู้ที่ไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางด้วยการถูกระงับการให้บริการส่วนรวมหรือการใช้ทรัพย์ส่วนกลางได้ แต่ทรัพย์ส่วนกลางตาม พ.ร.บ.อาคารชุดฯ มาตรา 4 หมายถึง ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุดและที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม เมื่อน้ำประปาหรือก๊าซหุงต้มเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ภายในห้องชุดแต่ละห้องเพื่อประโยชน์แก่เจ้าของร่วมแต่ละคนโดยเฉพาะ น้ำประปาและก๊าซหุงต้มจึงมิใช่ทรัพย์ส่วนกลาง การที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมลงมติให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิระงับการให้บริการน้ำประปาและก๊าซหุงต้มภายในห้องชุดของผู้ฝ่าฝืนข้อบังคับจึงเป็นการไม่ชอบ

พ.ร.บ.อาคารชุดฯ มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติว่า นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 6 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 6 จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 6 ได้ว่าจ้างบุคคลหรือนิติบุคคลที่มีความรู้เชี่ยวชาญมารักษาความปลอดภัย รักษาความสะอาดและซ่อมแซมทรัพย์ส่วนกลางที่ชำรุดเสียหายก็อยู่ในความหมายของคำว่าปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเองตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.อาคารชุดฯ มาตรา 36 วรรคสอง แล้ว

1/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนและห้ามมิให้ใช้มติที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2555 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งประชุมกันเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2555 ในวาระที่ 7 เรื่อง การอนุมัติให้จำเลยที่ 1 ยื่นขออนุญาตเปลี่ยนแปลงประเภทการใช้อาคารเลขที่ 9 วาระที่ 8 เรื่อง อนุมัติให้แก้ไขบทกำหนดโทษในระเบียบของจำเลยที่ 1 วาระที่ 9 เรื่อง อนุมัติให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 45 และ ข้อ 48/1 กับให้จำเลยที่ 1 ยุติการว่าจ้างบริษัทควอลิตี้ พรอพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด ให้เป็นผู้จัดการชุมชน และให้ยุติการจ่ายค่าจ้างเดือนละ 197,950 บาท นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 197,950 บาท แก่จำเลยที่ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เดือนละ 197,950 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้แก่บริษัทควอลิตี้ พรอพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของรวมประจำปี 2555 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2555 ในวาระที่ 9 เรื่อง อนุมัติให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 45 และ ข้อ 48/1 ห้ามมิให้จำเลยทั้งหกใช้มติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวในวาระที่ 9 ส่วนคำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมสามัญประจำปี 2555 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งประชุมกันเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2555 ในวาระที่ 8 เฉพาะเรื่องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทกำหนดโทษในระเบียบของจำเลยที่ 1 ที่ให้จำเลยที่ 6 มีสิทธิสั่งระงับการใช้น้ำประปาและก๊าซหุงต้มภายในห้องชุดของเจ้าของร่วม และให้จำเลยที่ 1 ยุติการว่าจ้างและการจ่ายค่าจ้างให้แก่บริษัทควอลิตี้ พรอพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งหกฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมวาระที่ 7 เรื่อง การพิจารณาอนุมัติให้จำเลยที่ 1 ไปยื่นขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารชุดเลขที่ 9 หรือไม่ โจทก์มีนางสาวอนงค์นาถซึ่งรับราชการอยู่ที่สำนักงานส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และมีหน้าที่ให้คำแนะนำทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับอาคารชุดเป็นพยาน เบิกความว่า การเปลี่ยนอาคารชุดเป็นโรงแรมต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายเรื่องโรงแรมและเจ้าพนักงานโยธาของกรุงเทพมหานคร กรณีจึงยังไม่อาจรับฟังได้แน่ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงอาคารชุดเป็นโรงแรมจะสามารถกระทำได้หรือไม่ แต่เนื่องจากในการประชุมใหญ่เจ้าของร่วมวาระที่ 7 ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมคงลงมติแต่เพียงการอนุมัติให้จำเลยที่ 1 ไปยื่นขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารเท่านั้น เห็นว่า คำว่า อาคารชุด ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 หมายถึง อาคารที่บุคคลสามารถแยกการถือกรรมสิทธิ์ออกได้เป็นส่วนๆ โดยแต่ละส่วนประกอบด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนบุคคลและกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลาง เมื่อเจ้าของร่วมในอาคารชุดเลขที่ 9 ต้องการเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารชุดดังกล่าวทั้งอาคารเป็นอาคารเพื่อประกอบกิจการโรงแรม จึงทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ทรัพย์ส่วนบุคคล และการใช้ทรัพย์ส่วนกลาง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมภายในอาคารดังกล่าว การเปลี่ยนแปลงการใช้ทรัพย์ส่วนกลางในอาคารดังกล่าวจะต้องดำเนินการตามที่พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 48 (4) ได้บัญญัติไว้ กล่าวคือจะต้องกระทำโดยการแก้ไขข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 ด้วยการลงมติของเจ้าของร่วมและจะต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมได้ลงมติแต่เพียงอนุมัติให้จำเลยที่ 1 ไปยื่นขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารเท่านั้น และการลงมติดังกล่าวก็ไม่อาจถือได้ว่าที่ประชุมใหญ่ได้อนุมัติให้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารดังกล่าวจากอาคารชุดเพื่อการพักอาศัยเป็นอาคารเพื่อประกอบกิจการโรงแรมไปในตัว เนื่องจากการอนุมัติให้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ทรัพย์ส่วนกลาง ซึ่งจะต้องกระทำด้วยการแก้ไขข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 48 (4) เมื่อการแก้ไขข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ในเรื่องนี้ได้ความจากนางสาวอนงค์นาถ พยานโจทก์และจำเลยทั้งหกให้การและนำสืบว่า เป็นขั้นตอนภายหลังจากที่ได้มีการไปยื่นคำขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารแล้ว ดังนั้น ก่อนที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมจะลงมติในการประชุมวาระที่ 7 จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีการลงมติอนุมัติให้จำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงการใช้อาคารหรือต้องทำการแก้ไขข้อบังคับของจำเลยที่ 1 เสียก่อน เมื่อการลงมติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมในวาระที่ 7 เจ้าของร่วมได้ลงมติด้วยเสียงข้างมากของเจ้าของร่วมที่เข้าประชุม การลงมติดังกล่าวจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 44 แล้ว จึงไม่มีเหตุให้ต้องเพิกถอนการลงมติของที่ประชุมใหญ่ในวาระนี้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า เจ้าของร่วมในอาคารชุดเลขที่ 9 ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในการประชุมวาระที่ 7 ได้ร่วมออกเสียงลงมติด้วยจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ฎีกาในส่วนนี้ของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย จึงเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งหกว่า มีเหตุให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมวาระที่ 8 เรื่อง การแก้ไขบทกำหนดโทษในข้อบังคับของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เจ้าของร่วมทุกคนที่พักอาศัยอยู่ร่วมกันภายในอาคารชุดเอสวี ซิตี้ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 การที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมได้ลงมติให้นิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 มีสิทธิสั่งปรับผู้ที่ฝ่าฝืนข้อบังคับได้ครั้งละไม่เกิน 2,000 บาทขึ้นไป จึงมีลักษณะเช่นเดียวกับการตกลงว่าจะให้เบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เมื่อมติของที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมดังกล่าว ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยจึงมีผลใช้บังคับได้ หากผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ยอมชำระค่าปรับ จำเลยที่ 1 ย่อมต้องไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอให้มีการบังคับชำระเงินค่าปรับอันเป็นการดำเนินคดีในทางแพ่ง มติในเรื่องค่าปรับจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับบทลงโทษที่ให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิสั่งระงับการใช้น้ำประปารวมถึงระงับการใช้ก๊าซหุงต้มภายในห้องชุดของผู้ที่ฝ่าฝืนนั้น เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18/1 วรรคสอง ได้บัญญัติให้มีการออกข้อบังคับแก่ผู้ที่ไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางด้วยการถูกระงับการให้บริการส่วนรวมหรือการใช้ทรัพย์ส่วนกลางได้ แต่ทรัพย์ส่วนกลาง ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 หมายถึง ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม ดังนั้น ทรัพย์ที่ส่วนกลางที่จำเลยที่ 1 อาจสั่งให้ระงับการใช้ได้นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินที่มีไว้ใช้หรือมีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของเจ้าของร่วมเท่านั้น เมื่อน้ำประปาหรือก๊าซหุงต้มเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ภายในห้องชุด แต่ละห้อง และเห็นได้ว่ามีไว้เพื่อให้บริการหรือมีไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของร่วมแต่ละคนโดยเฉพาะ น้ำประปาและก๊าซหุงต้ม จึงมิใช่ทรัพย์ส่วนกลางที่มีไว้เพื่อให้บริการหรือมีไว้ใช้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของเจ้าของร่วม การที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมได้ลงมติให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิระงับการให้บริการน้ำประปาและก๊าซหุงต้มภายในห้องชุดของผู้ที่ฝ่าฝืนข้อบังคับจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยทั้งหกข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า จำเลยที่ 1 ต้องยุติการว่าจ้างและจ่ายค่าจ้างให้แก่บริษัทควอลิตี้ พรอพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติว่า นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใดๆเพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว... เมื่อจำเลยที่ 6 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 6 จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 คือ จัดการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางตามที่พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 ได้บัญญัติไว้ และแม้ว่าพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 36 วรรคสอง จะได้บัญญัติว่า ผู้จัดการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง... แต่ในการปฏิบัติหน้าที่ ก็มิได้หมายความว่าจำเลยที่ 6 จะต้องปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวด้วยตัวของจำเลยที่ 6 เอง การที่จำเลยที่ 6 ได้ว่าจ้างบุคคลหรือนิติบุคคลที่มีความรู้เชี่ยวชาญมารักษาความปลอดภัยรักษาความสะอาด และซ่อมแซมทรัพย์ส่วนกลางที่ชำรุดเสียหายก็อยู่ในความหมายของคำว่าปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเองตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 36 วรรคสองแล้ว ซึ่งในข้อนี้ได้ความจากนายสุชาติ พยานโจทก์ ซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งหกเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยทั้งหกว่า ขอบเขตตามที่บริษัทควอลิตี้ พรอพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด จะต้องทำให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเรื่องของวิศวกรและอาคาร... ผู้จัดการด้านวิศวกรจะควบคุมซ่อมแซมบำรุงรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และผู้จัดการฝ่ายอาคารจะรับผิดชอบด้านรักษาความปลอดภัยและความสะอาด ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 6 ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อทำสัญญาว่าจ้างบริษัทดังกล่าวให้มาทำงานดังกล่าวซึ่งเป็นการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 6 ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเองตามที่พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 36 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้แล้ว การที่จำเลยที่ 6 ทำสัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมีการลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนคะแนนเสียงทั้งหมดของเจ้าของร่วมตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 49 (2) การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นกรรมการของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 ได้ร่วมประชุมกันมีมติให้ว่าจ้างบริษัทควอลิตี้ พรอพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด ทำหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางเป็นการกระทำภายในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 โดยชอบ และเมื่อมีการทำสัญญาว่าจ้างแล้ว บริษัทดังกล่าวก็ได้ปฏิบัติตามสัญญาด้วยการส่งพนักงานมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าได้ทำความเสียหายใดๆ แก่จำเลยที่ 1 หรือเจ้าของร่วมตลอดจนทรัพย์ส่วนกลางภายในอาคารชุดเอสวี ซิตี้ ดังนั้น แม้ต่อมาที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมจะลงมติไม่อนุมัติให้มีการว่าจ้างบริษัทดังกล่าวต่อไป จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ก็ไม่มีหน้าที่ต้องชดใช้เงินค่าจ้างที่ได้จ่ายแก่บริษัทดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว และไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งหก ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ยุติการจ่ายค่าจ้างให้แก่บริษัทควอลิตี้ พรอพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด นับแต่เดือนพฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยุติการจ่ายค่าจ้าง แต่มิได้ระบุว่านับแต่เมื่อใด เห็นควรให้ยุติการจ่ายค่าจ้าง นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นต้นไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์และจำเลยทั้งหกไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยุติการว่าจ้างและจ่ายค่าจ้างให้แก่บริษัทควอลิตี้ พรอพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นต้นไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 18/1 ม. 33 ม. 36 ม. 44 ม. 48 (4) ม. 49 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอันเดอร์ส นอร์แมนน์
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางดาราวรรณ ใจคำป้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญชู ทัศนประพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6160/2559
#602556
เปิดฉบับเต็ม

ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 นั้น ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยเป็นผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ จนนำไปสู่การจับกุม ว. ผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่นที่ไม่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลางในคดีนี้ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 แม้จำเลยมิได้นำ พ.ต.ต. ส. ไปจับกุม ว. ก็ตาม หากจำเลยไม่ให้ข้อมูลแล้วยากที่ พ.ต.ต. ส. จะสืบทราบว่า ว. จำหน่ายยาเสพติดให้โทษหรือไม่ ศาลจึงลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง เห็นควรลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จำคุก 3 ปี 8 เดือน และปรับ 300,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 10 เดือน และปรับ 150,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังมีกำหนด 1 ปี ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจอันเป็นเหตุให้ลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อมูลที่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้ให้แก่พันตำรวจตรีสัณห์พิชญ์จนสามารถจับกุมนายวัฒนา คนร้ายซึ่งจำหน่ายยาเสพติดให้โทษได้ เกิดขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาคดีนี้ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าว แม้จำเลยมิได้เป็นผู้นำพันตำรวจตรีสัณห์พิชญ์ไปจับกุมนายวัฒนาก็ตาม แต่การที่พันตำรวจตรีสัณห์พิชญ์จับกุมนายวัฒนาซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้เป็นผลสืบเนื่องโดยตรงมาจากข้อมูลที่จำเลยแจ้งแก่พันตำรวจตรีสัณห์พิชญ์ก่อนจับกุม ซึ่งหากจำเลยไม่ให้ข้อมูลดังกล่าวแล้วก็ยากที่พันตำรวจตรีสัณห์พิชญ์จะสืบทราบว่านายวัฒนาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษหรือไม่ นอกจากนี้ในชั้นจับกุมนายวัฒนาก็ให้การรับสารภาพในข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่าย และมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครอง นายวัฒนาจึงมิใช่ผู้เสพยาเสพติดให้โทษแต่อย่างใด ดังนี้ ข้อมูลที่จำเลยให้ต่อพันตำรวจตรีสัณห์พิชญ์จึงเป็นข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์ที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่นที่ไม่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลางในคดีนี้ ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นางสุภรณ์หรือภรณ์ วิฬากาล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายพิพัฒน์ เจริญวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6140/2559
#604320
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับขนส่งสินค้าทางทะเลตามสัญญาเช่าเรือ (Charterparty) ที่ทำกับผู้ขาย และจำเลยที่ 1 ได้ออกใบตราส่ง สิทธิและหน้าที่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้รับตราส่งจึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ทั้งนี้ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว และถือว่าสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 เริ่มตั้งแต่เมื่อจำเลยที่ 1 รับสินค้าไว้จากผู้ส่งของจนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 4 ผู้ประกอบการโรงพักสินค้าตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 ประกอบมาตรา 40 (3) ซึ่งเมื่อรับสินค้าที่ท่าเรือต้นทางจำเลยที่ 1 ออกใบตราส่งโดยมิได้บันทึกสภาพแห่งของเท่าที่เห็นได้จากภายนอกไว้ในใบตราส่งจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 รับสินค้าที่มีสภาพภายนอกเรียบร้อยไว้เพื่อการขนส่ง ตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว และเมื่อเรือมาถึงท่าเรือของจำเลยที่ 4 ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 มีการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือตั้งแต่วันที่ 22 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 มีการบันทึกไว้ที่มุมล่างขวาของ "Time Sheet" ว่าสินค้าได้รับการขนถ่ายขึ้นจากเรือตามสภาพที่บรรทุกลงเรือโดยไม่มีการสำรวจความเสียหายของสินค้าหรือมีการบอกกล่าวเป็นหนังสือจากผู้รับตราส่งถึงจำเลยที่ 1 ว่า สินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายภายในเวลาตามที่บัญญัติในมาตรา 49 (1) และ (2) จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าตามสภาพที่ระบุไว้ในใบตราส่งและโจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่าเหตุที่สินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นผู้รับขนส่งสินค้าทางถนนจากท่าเรือของจำเลยที่ 4 ไปยังโรงงานของบริษัท พ. ที่จังหวัดสมุทรปราการ จึงเป็นผู้ขนส่งและผู้ขนส่งหลายคนหลายทอด สิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. ว่าด้วยรับขนของ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้า หากเหตุแห่งความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 616 และ 618 อย่างไรก็ตาม ป.พ.พ. มาตรา 623 บัญญัติว่า "ความรับผิดของผู้ขนส่งย่อมสุดสิ้นลงในเมื่อผู้รับตราส่งได้รับเอาของไว้แล้วโดยไม่อิดเอื้อน และได้ใช้ค่าระวางพาหนะกับทั้งอุปกรณ์เสร็จแล้ว แต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้บังคับในกรณีที่ของสูญหายหรือบุบสลายเห็นไม่ได้แต่สภาพภายนอกแห่งของนั้น หากว่าได้บอกกล่าวความสูญหายหรือบุบสลายแก่ผู้ขนส่งภายในแปดวันนับแต่วันส่งมอบ อนึ่ง บทบัญญัติทั้งหลายนี้ท่านมิให้ใช้บังคับในกรณีที่มีการทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันจะปรับเอาเป็นความผิดของผู้ขนส่งได้" และแม้จำเลยที่ 5 จะให้การถึงเหตุที่ความรับผิดของผู้ขนส่งสิ้นสุดลงดังกล่าวเพียงคนเดียว แต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อาจต้องรับผิดร่วมกันเป็นกรณีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ กระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 5 ให้การไว้ เมื่อมิได้ทำให้เสื่อมเสียสิทธิของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมถือว่าการที่จำเลยที่ 5 ให้การนั้นเป็นกระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 5 ได้ทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และมาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) เมื่อสภาพความเสียหายของสินค้าไม่สามารถเห็นได้จากสภาพภายนอกเช่นนี้ ผู้รับตราส่งจะต้องบอกกล่าวเรื่องความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ภายในแปดวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 แล้วแต่กรณีส่งมอบสินค้า มิฉะนั้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ย่อมสิ้นสุดลง ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 5 ระหว่างวันที่ 28, 29 และ 31 พฤษภาคม 2553 ตามลำดับ และจำเลยที่ 5 ส่งมอบสินค้าแก่ผู้รับตราส่งที่โรงงานของบริษัท พ. เมื่อวันที่ 28, 29 และ 31 พฤษภาคม 2553 ตามลำดับ ระยะเวลา 8 วัน ที่ผู้รับตราส่งจะต้องบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในเรื่องความเสียหายของสินค้าจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 5, 6 และ 8 มิถุนายน 2553 ตามลำดับ เมื่อผู้รับตราส่งไม่ได้บอกกล่าวภายในกำหนดเวลาเช่นว่านั้น จึงต้องถือว่าความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้สิ้นสุดลงแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งคดีไม่มีประเด็นเรื่องการทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ดังนั้นจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่ว่าความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งจะเนื่องจากเหตุที่เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้านั้นอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 751,786.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 722,680.55 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งรับฟังได้เป็นยุติว่า บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ซื้อสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนจำนวน 12 ม้วน น้ำหนักรวม จำนวน 208.210 เมตริกตัน จากบริษัทโพสโค จำกัด ผู้ขายในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ด้วยข้อตกลงการซื้อขายแบบ ซีเอฟอาร์ แหลมฉบัง สินค้าได้รับการหีบห่อมีลักษณะตามภาพถ่าย บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ทำสัญญาประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์ ต่อมาผู้ขายว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าทางทะเลตามสัญญาเช่าเรือ (Charterparty) จำเลยที่ 1 ออกใบตราส่ง สินค้าได้รับการบรรทุกลงเรือซีเบรฟ และเดินทางถึงท่าเรือของจำเลยที่ 4 ที่จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 เวลา 16 นาฬิกา ตามใบแจ้งเรือเทียบท่าสินค้าซึ่งบรรจุมาในระวางเรือหมายเลข 1 ถึง 5 ได้รับการขนถ่ายขึ้นจากเรือซีเบรฟ ตั้งแต่ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 เวลา 18 นาฬิกา ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 เวลา 24 นาฬิกา สินค้าทั้งหมดถูกวางไว้ที่ลานวางสินค้าหนักหน้าโรงพักสินค้าที่ 7 ของจำเลยที่ 4 สินค้าได้รับการดำเนินพิธีการศุลกากรเสร็จได้รับใบขนสินค้าเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2553 บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าทางถนน จำเลยที่ 2 ได้มอบหมายจำเลยที่ 3 ให้ขนส่งและจำเลยที่ 3 ได้มอบหมายจำเลยที่ 5 ให้ขนส่งต่อ โดยจำเลยที่ 5 นำรถบรรทุก 10 ล้อ หมายเลขทะเบียน 70-7222 ระยอง, 70-6634 ระยอง, 70-3142 ระยอง และ 70-7260 ระยอง ไปบรรทุกสินค้าเพื่อขนส่งไปยังโรงงานของบริษัทพิทักษ์โลหะ จำกัด ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีการขนส่งในวันที่ 28, 29 และ 31 พฤษภาคม 2553 สินค้าถูกเก็บไว้ที่โรงงานของบริษัทพิทักษ์โลหะ จำกัด โดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้รับบำเหน็จค่าฝากเก็บ และค่าขนส่งแล้วและใบรับจ้างขนส่งสินค้าตามลำดับ จนกระทั่งวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 บริษัทพิทักษ์โลหะ จำกัด ได้แก้หีบห่อและเปิดม้วนสินค้าออกตัดเพื่อนำไปใช้งานตามที่ได้รับคำสั่งจากบริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด แต่พบว่าสินค้าทั้ง 12 ม้วน เกิดสนิมจนได้รับความเสียหาย เมื่อทดสอบในห้องปฏิบัติการได้ผลว่าสนิมเกิดจากน้ำ (Fresh Water) และ "Test Report"

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า เหตุแห่งความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับขนส่งสินค้าทางทะเลตามสัญญาเช่าเรือ (Charterparty) ที่ทำกับบริษัทโพสโค จำกัด ผู้ขาย และจำเลยที่ 1 ออกใบตราส่ง สิทธิและหน้าที่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้รับตราส่ง จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ทั้งนี้ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นผู้รับขนส่งสินค้าทางถนนจากท่าเรือของจำเลยที่ 4 ไปยังโรงงานของบริษัทพิทักษ์โลหะ จำกัด ที่จังหวัดสมุทรปราการ สิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยรับขนของ ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้ประกอบการโรงพักสินค้าที่รับสินค้าไว้จากผู้ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรสำหรับสินค้าขาเข้าและส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 5 จำเลยที่ 4 จึงเป็นผู้รับเก็บรักษาสินค้าไว้ในความดูแลของตนในระหว่างรอการส่งมอบ ในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น ถือว่าสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 เริ่มตั้งแต่เมื่อจำเลยที่ 1 รับสินค้าไว้จากบริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ส่งของจนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 4 ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 ประกอบมาตรา 40 (3) ซึ่งเมื่อรับสินค้าที่ท่าเรือต้นทางจำเลยที่ 1 ออกใบตราส่ง โดยมิได้บันทึกสภาพแห่งของเท่าที่เห็นได้จากภายนอกไว้ในใบตราส่ง จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 รับสินค้าที่มีสภาพภายนอกเรียบร้อยไว้เพื่อการขนส่งตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และ เมื่อเรือมาถึงท่าเรือของจำเลยที่ 4 ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 มีการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือตั้งแต่วันที่ 22 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 มีการบันทึกไว้ที่มุมล่างขวาของ "Time Sheet" ว่าสินค้าได้รับการขนถ่ายขึ้นจากเรือตามสภาพที่บรรทุกลงเรือ โดยไม่มีการสำรวจความเสียหายของสินค้าหรือมีการบอกกล่าวเป็นหนังสือจากบริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้รับตราส่งถึงจำเลยที่ 1 ว่าสินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายภายในเวลาตามที่บัญญัติในมาตรา 49 (1) และ (2) จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าตามสภาพที่ระบุไว้ในใบตราส่งและโจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่า เหตุที่สินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 แต่พยานหลักฐานของโจทก์ตามคำเบิกความของนายกฤษฎา พนักงานสำรวจและประเมินความเสียหายบริษัทพี แอนด์ เอ แอ็ดจัสเม้นท์ จำกัด ประกอบรายงานการสำรวจความเสียหาย คงได้ความเพียงว่า สินค้าสัมผัสกับน้ำ และเป็นเหตุให้สินค้าได้รับความเสียหาย ไม่มีพยานหลักฐานที่พิสูจน์แสดงให้เห็นว่าสินค้าได้รับความเสียหายเพราะสัมผัสกับน้ำระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 1 มีนายไพจิตร มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า พยานเป็นผู้ตรวจสอบสินค้าที่ขนส่งมาโดยเรือซีเบรฟ (Sea Brave) พบว่าสินค้ามีสภาพเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยการฉีดขาด เปียกน้ำ หรือเป็นสนิม เมื่อพิจารณาประกอบกับ "Time Sheet" ที่ระบุว่า สินค้าที่ได้รับความเสียหายขนส่งโดยบรรทุกไว้ในระวางเรือที่มีฝาปิด (Hatch) รวมจำนวน 5 ระวาง ทั้งเมื่อเกิดฝนตกในระหว่างการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือก็ได้หยุดพักการขนถ่ายไว้ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า เหตุแห่งความเสียหายของสินค้ามิได้เกิดในระหว่างการขนส่งโดยจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้า

สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งและผู้ขนส่งหลายคนหลายทอด สิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยรับขนของ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้า หากเหตุแห่งความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของตนตามมาตรา 616 และ 618 อย่างไรก็ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 623 บัญญัติว่า ความรับผิดของผู้ขนส่งย่อมสุดสิ้นลงในเมื่อผู้รับตราส่งได้รับเอาของไว้แล้วโดยไม่อิดเอื้อนและได้ใช้ค่าระวางพาหนะกับทั้งอุปกรณ์เสร็จแล้ว

แต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้บังคับในกรณีที่ของสูญหายหรือบุบสลายเห็นไม่ได้แต่สภาพภายนอกแห่งของนั้น หากว่าได้บอกกล่าวความสูญหายหรือบุบสลายแก่ผู้ขนส่งภายในแปดวันนับแต่วันส่งมอบ

อนึ่ง บทบัญญัติทั้งหลายนี้ท่านมิให้ใช้บังคับในกรณีที่มีการทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันจะปรับเอาเป็นความผิดของผู้ขนส่งได้" และแม้จำเลยที่ 5 จะให้การถึงเหตุที่ความรับผิดของผู้ขนส่งสิ้นสุดลงดังกล่าวเพียงคนเดียว แต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อาจต้องรับผิดร่วมกันเป็นกรณีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ กระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 5 ให้การไว้ดังกล่าวเมื่อมิได้ทำให้เสื่อมเสียสิทธิของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมถือว่าการที่จำเลยที่ 5 ให้การนั้น เป็นกระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 5 ได้ทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และมาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) เมื่อสภาพความเสียหายของสินค้าไม่สามารถเห็นได้จากสภาพภายนอกเช่นนี้ บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด จะต้องบอกกล่าวเรื่องความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ภายใน 8 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 แล้วแต่กรณีส่งมอบสินค้า มิฉะนั้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ย่อมสิ้นสุดลง ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 5 ระหว่างวันที่ 28, 29 และ 31 พฤษภาคม 2553 ตามลำดับ และจำเลยที่ 5 ส่งมอบสินค้าแก่บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ที่โรงงานของบริษัทพิทักษ์โลหะ จำกัด เมื่อวันที่ 28, 29 และ 31 พฤษภาคม 2553 ตามลำดับ ระยะเวลา 8 วัน ที่บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด จะต้องบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในเรื่องความเสียหายของสินค้าจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 5, 6 และ 8 มิถุนายน 2553 ตามลำดับ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ไม่ได้บอกกล่าวภายในกำหนดเวลาเช่นว่านั้น จึงต้องถือว่าความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้สิ้นสุดลงแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหานี้ว่า ระยะเวลา 8 วัน ต้องนับแต่วันที่พบความเสียหายไม่ใช่นับแต่วันที่ส่งมอบฟังไม่ขึ้น ทั้งคดีไม่มีประเด็นเรื่องการทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ดังนั้นจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่ว่าความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งจะเนื่องจากเหตุที่เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้านั้นอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 หรือไม่ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์เรื่องเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีในส่วนนี้เปลี่ยนแปลงไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า เหตุที่สินค้าที่ขนส่งถูกน้ำจนได้รับความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 หรือไม่ ปัญหานี้โจทก์มีนายกฤษฎา มาเบิกความเป็นพยานประกอบรายงานการสำรวจความเสียหายว่า ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 สินค้าวางอยู่กลางแจ้งที่ท่าเรือของจำเลยที่ 4 เพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรและส่งมอบขั้นสุดท้าย ตัวแทนที่ดำเนินพิธีการศุลกากรแจ้งว่า สินค้าถูกเก็บโดยไม่มีสิ่งป้องกัน ปล่อยให้ตากแดดตากฝน จึงเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าระหว่างที่สินค้าวางกลางแจ้งที่ท่าเรือของจำเลยที่ 4 สินค้าถูกน้ำฝน แต่พยานเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 ถามค้านว่า การวินิจฉัยของพยานตามรายงานการสำรวจความเสียหาย เป็นเพียงข้อสันนิษฐานและตามหนังสือแถลงข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 3 ในฐานะตัวแทนดำเนินพิธีการศุลกากรระบุว่า สินค้าคลุมผ้าใบยางขัดแย้งกับพยานหลักฐานของโจทก์ และกลับเจือสมกับพยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 ซึ่งมีนายบรรพต เจ้าหน้าที่คลังสินค้าบริษัทจำเลยที่ 4 เบิกความว่า ได้นำสินค้าไปเก็บที่ลานหน้าคลังสินค้าหมายเลข 7 โดยใช้ขอนไม้รองใต้สินค้าเพื่อป้องกันการถูกน้ำที่ไหลตามพื้น และใช้ผ้าใบทาร์โปลินปิดคลุมสินค้าเพื่อป้องกันฝนที่อาจตกลงมาไม่ให้ถูกสินค้า ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการที่ถูกต้องสามารถป้องกันสินค้าไม่ให้ถูกน้ำได้แน่นอน ทั้งนายกฤษฎาพยานโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 ถามค้านอีกว่า ระหว่างที่สินค้าวางอยู่ที่ลานวางสินค้าของจำเลยที่ 4 ไม่มีฝนตก พยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าสินค้าที่ขนส่งถูกน้ำระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 ดังนี้ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616 ม. 618 ม. 623
ป.วิ.พ. ม. 59 (1)
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 5 ม. 39 ม. 40 (3) ม. 49 (1) ม. 49 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีอยุธยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทอาซาน เมอร์ชานท์ มารีน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ปริญญา ดีผดุง
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6134/2559
#602541
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดไต่สวนคำร้องเพื่อขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์ ศาลพิเคราะห์คำร้องของโจทก์ คำคัดค้านของผู้ซื้อทรัพย์และรายงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดการไต่สวน แล้วศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยในส่วนคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์ว่า กรณีไม่มีเหตุให้เลื่อนคดี ให้ยกคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์เพราะไม่มีเหตุตามคำร้องหรือไม่เชื่อว่าพยานโจทก์เจ็บป่วยจริง ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องพิจารณาถึงเหตุจำเป็นที่จะให้เลื่อนคดีตามคำร้องของโจทก์ หรือสั่งให้เจ้าพนักงานศาลไปตรวจดูอาการเจ็บป่วยของพยานโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 40 และมาตรา 41 แต่อย่างใด ทั้งโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องของโจทก์ คำคัดค้านของผู้ซื้อทรัพย์และรายงานของเจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีตามคำร้องของโจทก์ในประเด็นใด อย่างไร ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์แล้วมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามคำร้องของโจทก์ต่อไปโดยไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว

กรณีที่จะเป็นการขายทอดตลาดอันฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีได้คัดค้านราคาขายทอดตลาดแล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดไปโดยไม่ขยายระยะเวลาขายทอดตลาด แต่ตามคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์อ้างว่า ขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของโจทก์ ผู้แทนโจทก์ออกไปทำธุระส่วนตัวซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อผู้แทนโจทก์กลับเข้าห้องขายทอดตลาดอีกครั้ง ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปแล้ว ซึ่งเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์คดีนี้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปโดยไม่มีผู้คัดค้าน จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ตามกฎหมายใดที่จะต้องประกาศหรือโทรศัพท์ติดตามโจทก์เพื่อให้โจทก์มาคัดค้านราคาขายทอดตลาดก่อนแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้เป็นการอันฝ่าฝืนต่อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยคำร้องของโจทก์ว่าผู้แทนโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อเอง และข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าทรัพย์ที่ขายทอดตลาดมีราคาซื้อขายสูงถึง 1,000,000 บาท และผู้แทนโจทก์ได้รับมอบหมายให้เข้าสู้ราคาไม่ต่ำกว่า 680,000 บาท ฟังไม่ขึ้น เท่ากับศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยแล้วว่าการขายทอดตลาดทรัพย์คดีนี้ มิได้เป็นการขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควร ทั้งไม่มีการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคา หรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง มิใช่ว่าศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์คดีนี้จึงถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในประเด็นนี้ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการฎีกาแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 912,135.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 826,149.92 บาท นับถัดจากวันที่ 26 เมษายน 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 178190 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดใหม่

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า ในวันนัดไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องของโจทก์ คำคัดค้านของผู้ซื้อทรัพย์และรายงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดการไต่สวน แล้วศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยในส่วนคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์ว่า กรณีไม่มีเหตุให้เลื่อนคดี ให้ยกคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้องขอเลื่อนคดีของโจทก์เพราะไม่มีเหตุตามคำร้องหรือไม่เชื่อว่าพยานโจทก์เจ็บป่วยจริง ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องพิจารณาถึงเหตุจำเป็นที่จะให้เลื่อนคดีตามคำร้องของโจทก์หรือสั่งให้เจ้าพนักงานศาลไปตรวจดูอาการเจ็บป่วยของพยานโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 และมาตรา 41 แต่อย่างใด ทั้งโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องของโจทก์ คำคัดค้านของผู้ซื้อทรัพย์และรายงานของเจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีตามคำร้องของโจทก์ในประเด็นใด อย่างไร ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์แล้วมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามคำร้องของโจทก์ต่อไปโดยไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า การดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดทรัพย์คดีนี้เป็นการดำเนินการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในภาค 4 ลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีอาจคัดค้านว่าราคาดังกล่าวมีจำนวนต่ำเกินสมควร ในกรณีเช่นว่านี้ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลื่อนการขายทอดตลาดทรัพย์สินไป..." ดังนั้น กรณีที่จะเป็นการขายทอดตลาดอันฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตราดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีได้คัดค้านราคาขายทอดตลาดแล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดไปโดยไม่ขยายระยะเวลาขายทอดตลาด แต่ตามคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของโจทก์อ้างว่า ขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของโจทก์ ผู้แทนโจทก์ออกไปทำธุระส่วนตัวซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เมื่อผู้แทนโจทก์กลับเข้าห้องขายทอดตลาดอีกครั้ง ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปแล้ว ซึ่งเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์คดีนี้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ไปโดยไม่มีผู้คัดค้าน จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตราดังกล่าวข้างต้น ทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ตามกฎหมายใดที่จะต้องประกาศหรือโทรศัพท์ติดตามโจทก์เพื่อให้โจทก์มาคัดค้านราคาขายทอดตลาดก่อนแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า การดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้เป็นการอันฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในประเด็นนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดทรัพย์คดีนี้มีลักษณะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นการสมยอมกับผู้ซื้อดำเนินการเร่งเคาะไม้ขาย ทำให้โจทก์ไม่มีโอกาสคัดค้านราคาขายทอดตลาด เป็นเหตุให้ราคาขายทอดตลาดทรัพย์จำนองต่ำกว่าราคาที่แท้จริงเกินสมควรอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยคำร้องของโจทก์ข้อนี้ว่า ผู้แทนโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อเอง และข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าทรัพย์ที่ขายทอดตลาดมีราคาซื้อขายสูงถึง 1,000,000 บาท และผู้แทนโจทก์ได้รับมอบหมายให้เข้าสู้ราคาไม่ต่ำกว่า 680,000 บาท ฟังไม่ขึ้น เท่ากับศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยแล้วว่า การขายทอดตลาดทรัพย์คดีนี้มิได้เป็นการขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควร ทั้งไม่มีการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่าง ผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง มิใช่ว่าศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์คดีนี้จึงถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในประเด็นนี้ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบและไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการฎีกาแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 41 ม. 309 ทวิ ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายอนุพงษ์ ทวีสิทธิกุลลาภ
จำเลย — นางสาวเนตรนภา จันดา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวาทินี ศรีบัวรอด จีรวงศ์สุนทร
ศาลอุทธรณ์ — นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
สุภัทร อยู่ถนอม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6119/2559
#604485
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องในกรณีหนี้เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ย่อมเกิดขึ้นนับแต่ผิดนัด อายุความฟ้องเรียกเงินตามจำนวนที่ค้างจึงต้องบังคับตามมาตรา 193/33 (2) แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปี หาใช่อายุความ 10 ปีไม่ เมื่อเริ่มนับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2548 ถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองต่อศาลในวันที่ 27 สิงหาคม 2556 จึงเกิน 5 ปี หนี้เงินกู้อันเป็นหนี้ประธานจึงขาดอายุความ เมื่อหนี้เงินกู้ขาดอายุความกรณีจึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 745 ที่บัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้รับจำนองสามารถที่จะบังคับเอากับตัวทรัพย์จำนองได้แม้หนี้ประธานจะขาดอายุความแล้ว แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ซึ่งดอกเบี้ยที่เกินกว่าห้าปีที่ผู้จำนองไม่ต้องรับผิดนั้น เป็นบทบังคับไม่ให้ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้จำนองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 66,000 บาท แก่โจทก์ และร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 23265 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวมกับนางอำภา เพื่อบังคับคดีขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีนี้เป็นเงิน 1,112,514.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 425,843.88 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากโจทก์สละสิทธิในการบังคับคดีหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีต่อไปผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิบังคับคดีแทนโจทก์

โจทก์ จำเลยที่ 2 และนางอำภา ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 23265 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี เป็นเงิน 425,843.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2556 ย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี และเรียกดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2556 จนถึงวันขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง โดยให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญ ส่วนจำนวนหนี้นอกนั้นให้ผู้ร้องเฉลี่ยได้อย่างเจ้าหนี้สามัญ หากโจทก์สละสิทธิหรือเพิกเฉยไม่บังคับคดี ให้ผู้ร้องมีสิทธิบังคับคดีแทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองในอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่าเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 2 และนางอำภา ได้กู้ยืมเงินผู้ร้องจำนวน 570,000 บาท ดอกเบี้ยอัตรา MLR ต่อปี (ขณะทำสัญญาร้อยละ 13.25 ต่อปี) กำหนดชำระเงินต้นคืนเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 6,800 บาท ชำระงวดแรกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2539 เป็นต้นไป หากผิดนัดยอมให้ผู้ร้องคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและเรียกหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันที ตามสัญญาเงินกู้ เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ ผู้กู้ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 23265 ตำบลบ้านฉาง (บางหลวงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี จดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้องวงเงิน 570,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามสัญญาจำนอง ผู้กู้ตกลงทำประกันภัยทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันไว้กับบริษัทประกันภัยโดยให้ผู้ร้องเป็นผู้รับประโยชน์ และให้ผู้กู้เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัย ตามหนังสือยินยอมในการทำสัญญาประกันภัย ถ้าผู้กู้ไม่จัดการทำประกันภัยดังกล่าวและผู้ร้องได้ทำประกันภัยแทน ผู้กู้ยอมให้ผู้ร้องทบเบี้ยประกันภัยรวมเข้ากับยอดเงินกู้ที่ค้างชำระและคิดดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันกับต้นเงินกู้ ต่อมาผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ผู้ร้องจึงคิดดอกเบี้ยตามประกาศกระทรวงการคลัง ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของผู้ร้อง คำนวณยอดหนี้ ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2556 ปรากฏยอดหนี้ค้างชำระเป็นต้นเงิน 419,915.06 บาท ดอกเบี้ย 680,257.02 บาท มีเงินต้นค่าเบี้ยประกันภัยค้างชำระ 5,928.82 บาท ดอกเบี้ย 3,683.25 บาท รวมเป็นต้นเงิน 425,843.88 บาท ดอกเบี้ย 683,940.27 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2556 เป็นเงิน 686,670.34 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2556 เป็นเงิน 1,112.514.22 บาท ตามรายการคำนวณยอดหนี้ ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า หนี้เงินกู้ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาบัญชีรายการคำนวณยอดหนี้ แม้จะได้ความตามที่ผู้ร้องยกขึ้นกล่าวอ้างมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้ชำระเงินให้แก่ผู้ร้องครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2548 โดยจำเลยที่ 2 ได้โอนเงินจากบัญชีเลขที่ 1341048004 มาชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระจำนวน 10.05 บาท และถือว่าลูกหนี้ผิดนัดงวดที่เหลือทั้งหมดตลอดมานับแต่วันนั้น แต่สิทธิเรียกร้องในกรณีที่หนี้เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ย่อมเกิดขึ้นนับแต่นั้น อายุความฟ้องเรียกเงินตามจำนวนที่ค้างจึงต้องบังคับตามมาตรา 193/33 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปี หาใช่อายุความ 10 ปีไม่ และเมื่อเริ่มนับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2548 ถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองต่อศาลในวันที่ 27 สิงหาคม 2556 จึงเกิน 5 ปีหนี้เงินกู้อันเป็นหนี้ประธานจึงขาดอายุความ เมื่อหนี้เงินกู้ขาดอายุความกรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 ที่บัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้รับจำนองสามารถที่จะบังคับเอากับตัวทรัพย์จำนองได้แม้หนี้ประธานจะขาดอายุความแล้ว แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ซึ่งดอกเบี้ยเกินกว่าห้าปีที่ผู้จำนองไม่ต้องรับผิดนั้น เป็นบทบังคับไม่ให้ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้จำนองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในส่วนหนี้เงินกู้ที่มีการจำนองเป็นประกันว่าขาดอายุความและให้บังคับเอากับทรัพย์จำนองในส่วนของดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้เพียง 5 ปีนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไฮเวย์ จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — สิบเอกเกษม นามโชติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวอลิสา สุนทรพะลิน
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
จักร อุตตโม
ประเสริฐ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6108/2559
#605157
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา เนื่องจากจำเลยที่ 1 ขายทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายไม่ตรงตามประกาศขายทอดตลาด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิริบมัดจำ ขอให้ศาลมีคำสั่งคืนเงินมัดจำแก่โจทก์นั้น แม้โจทก์นำคดีมาฟ้องที่ศาลล้มละลายกลางอันเป็นศาลที่มีเขตอำนาจแล้วก็ตาม แต่ประเด็นที่โจทก์ฟ้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำสั่งตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายของลูกหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินและไม่คืนเงินมัดจำแก่โจทก์ตามที่โจทก์มีหนังสือแจ้งไปนั้น หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งหรือการกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าว กฎหมายกำหนดให้บุคคลล้มละลาย เจ้าหนี้หรือบุคคลใดที่ได้รับความเสียหายโดยกระทำหรือวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบการกระทำหรือคำวินิจฉัยนั้น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 อันเป็นบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในการคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลในคดีล้มละลายที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งหรือดำเนินการภายในกำหนดเวลา 14 วัน การที่โจทก์ดำเนินคดีนี้โดยทำเป็นคำฟ้องนั้นถือได้ว่าเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติภายในระยะเวลาตามมาตรา 146 ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินมัดจำ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา เนื่องจากจำเลยที่ 1 ขายทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายไม่ตรงตามประกาศขายทอดตลาด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิริบมัดจำ ขอให้ศาลมีคำสั่งคืนเงินมัดจำแก่โจทก์นั้น แม้โจทก์นำคดีมาฟ้องที่ศาลล้มละลายกลางอันเป็นศาลที่มีเขตอำนาจแล้วก็ตาม แต่ประเด็นที่โจทก์ฟ้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำสั่งตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายของลูกหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินและไม่คืนเงินมัดจำแก่โจทก์ตามที่โจทก์มีหนังสือแจ้งไปนั้น หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งหรือการกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าว กฎหมายกำหนดให้บุคคลล้มละลาย เจ้าหนี้หรือบุคคลใดที่ได้รับความเสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบการกระทำหรือคำวินิจฉัยนั้น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 อันเป็นบทบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในการคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลในคดีล้มละลายที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งหรือดำเนินการดังกล่าวภายในกำหนดเวลา 14 วัน การที่โจทก์ดำเนินคดีนี้โดยทำเป็นคำฟ้องนั้นถือได้ว่าเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติภายในระยะเวลาตามมาตรา 146 ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบ การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีวรรัตน์เพลส จำกัด
จำเลย — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6092/2559
#605752
เปิดฉบับเต็ม

การไต่สวนมูลฟ้องเป็นกระบวนไต่สวนของศาลเพื่อวินิจฉัยถึงมูลคดีซึ่งจำเลยต้องหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (12) จึงเป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์เท่านั้น ยังไม่เกี่ยวกับจำเลย คดีนี้เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยตรง ก็ย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาต่อไปว่าคดีโจทก์มีมูลพอที่ศาลจะประทับฟ้องไว้พิจารณาได้หรือไม่ แต่ศาลอุทธรณ์กลับยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ แสดงว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จึงเป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์ ยังไม่เกี่ยวกับจำเลยหรือมีผลผูกพันจำเลยในชั้นพิจารณา ปัญหาว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่จึงยังไม่ยุติ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2226/2556 ของศาลชั้นต้น

ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงงดไต่สวนมูลฟ้องและวินิจฉัยว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายจึงมีอำนาจฟ้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก จำคุก 6 เดือน และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2226/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 12410 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร จากนายดุสิต และนางสาวกันยาศิริ ในราคา 12,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2548 นายดุสิตและนางสาวกันยาศิริจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 12410 ดังกล่าวโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยเบิกความต่อศาลแพ่งในคดีที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นายพีรพงศ์ เป็นจำเลย ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ม.1012/2549 ของศาลแพ่งว่า จำเลยซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 12410 จากนายดุสิตและนางสาวกันยาศิริในราคา 5,700,000 บาท ต่อมาศาลแพ่งพิพากษาขับไล่นายพีรพงศ์พร้อมบริวารออกจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 12410 โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 12410 จากนายดุสิตและนางสาวกันยาศิริ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้นชอบหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นงดไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์มิใช่ผู้เสียหายโดยตรงจึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยตรง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ ปัญหาว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องหรือไม่ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยจะอุทธรณ์โต้แย้งปัญหานี้อีกหาได้ไม่ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้น เห็นว่า การไต่สวนมูลฟ้องเป็นกระบวนไต่สวนของศาลเพื่อวินิจฉัยถึงมูลคดีซึ่งจำเลยต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (12) จึงเป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์เท่านั้น ยังไม่เกี่ยวกับจำเลย คดีนี้เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยตรง ก็ย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาต่อไปว่าคดีโจทก์มีมูลพอที่ศาลจะประทับฟ้องไว้พิจารณาได้หรือไม่ แต่ศาลอุทธรณ์กลับยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ แสดงว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จึงเป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์ ยังไม่เกี่ยวกับจำเลยหรือมีผลผูกพันจำเลยในชั้นพิจารณา ปัญหาว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่จึงยังไม่ยุติ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ปัญหาว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (12) ม. 165
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนาคนางค์ ศรีสิทธินาม
จำเลย — นายบุญยงค์ รัตตดิลก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวอักษราภัค สารธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6088/2559
#603276
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 111 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ขับขี่ จูง ไล่ต้อนหรือปล่อยสัตว์ไปบนทางเท้าในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรและไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของสุนัขจึงเป็นผู้ดูแลสัตว์จะต้องดูแลควบคุมมิให้สัตว์กีดขวางการจราจร การที่สุนัขของจำเลยทั้งสองวิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถจักรยานยนต์ของโจทก์ในระยะกระชั้นชิด ย่อมเป็นผลโดยตรงที่ทำให้รถจักรยานยนต์ของโจทก์ล้ม เมื่อไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงและไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างไร ดังนั้น เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสองที่ไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการควบคุมดูแลสุนัข เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 433 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 244,166 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 144,166 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 สิงหาคม 2557) ที่ถูก (ฟ้องวันที่ 6 สิงหาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สุนัขตัวที่ก่อเหตุครั้งนี้ จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของ โดยมีพยานปากนายสมชาย เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กันเบิกความยืนยันว่า เห็นเหตุการณ์ขณะที่รถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับชนกับสุนัขที่วิ่งออกมาจากข้างถนนตัดหน้า โดยพยานนั่งหันหน้าไปทางถนน และในช่วงวันหยุดเคยเห็นจำเลยที่ 1 ขับรถซาเล้งพาสุนัขตัวดังกล่าวขับเที่ยวด้วยกัน หลังเกิดเหตุ สุนัขก็วิ่งเข้าไปในซอยที่บ้านของจำเลยที่ 1 ตั้งอยู่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์รู้จักบ้านของจำเลยทั้งสอง แม้จะไม่เคยเข้าไปภายใน แต่จากพยานที่เห็นเหตุการณ์ของอุบัติเหตุครั้งนี้ เชื่อว่า สุนัขตัวที่วิ่งออกมาตัดหน้ารถของโจทก์ จำเลยทั้งสองน่าจะมีส่วนรู้เห็นหรือเคยดูแล เนื่องจากจุดเกิดเหตุเกิดบริเวณตรงข้ามซอยที่เข้าบ้านของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่า เป็นสุนัขจรจัดหรือไม่มีเจ้าของ นอกจากนี้ประชาชนที่เข้าไปช่วยโจทก์ปฐมพยาบาลในเบื้องต้นขณะรถล้มก็เป็นคนบอกว่า สุนัขที่โจทก์ขับรถชนเป็นของจำเลยทั้งสอง หลังเกิดเหตุมีการนัดเจรจาเรื่องค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหาย แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ไม่มายอมรับผิด ส่วนที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายความโจทก์ถามค้านปฏิเสธว่า ไม่เคยเห็นนายสมชาย เพื่อนบ้านมาก่อน ทั้ง ๆ ที่มีบ้านอยู่ติดกัน ทำให้เป็นพิรุธน่าสงสัย เพราะนายสมชาย เป็นพยานฝ่ายโจทก์ที่มาเบิกความยืนยันว่า สุนัขตัวที่ก่อเหตุ จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าที่ทราบเรื่องรถจักรยานยนต์ชนสุนัข เนื่องจากน้องสาวของจำเลยที่ 1 ที่มีบ้านอยู่ริมถนนตรงที่เกิดเหตุเป็นผู้โทรศัพท์ไปแจ้ง เพราะหากจำเลยทั้งสองไม่ได้เกี่ยวข้องกับสุนัขแล้ว น้องสาวของจำเลยที่ 1 ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องแจ้งเหตุครั้งนี้ ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า สุนัขที่วิ่งตัดหน้ารถจักรยานยนต์ของโจทก์เป็นสุนัขของจำเลยทั้งสอง

สำหรับปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในเหตุละเมิดหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 111 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดขี่ จูง ไล่ต้อนหรือปล่อยสัตว์ไปบนทางในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรและไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของหรือผู้ดูแลสัตว์ต้องดูแลควบคุมมิให้สัตว์กีดขวางการจราจร การที่สุนัขของจำเลยทั้งสองวิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถจักรยานยนต์ของโจทก์ในระยะกระชั้นชิด จึงเป็นผลโดยตรงที่ทำให้รถจักรยานยนต์ของโจทก์ล้มลง เมื่อไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ขับรถด้วยความเร็วสูงและไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างไร ดังนั้น เหตุละเมิดคดีนี้จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสอง ที่ไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการควบคุมดูแลสุนัข เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 วรรคหนึ่ง ส่วนค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้น เห็นว่า เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว และโจทก์ก็ฎีกาขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 433 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 111
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัตนาภรณ์ วงษ์มะหิงค์
จำเลย — นายธนิต ชนชนะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายณัฐพงศ์ สมประสงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอมรรัตน์ กริยาผล
ชื่อองค์คณะ
วิวัธน ทองลงยา
นิพันธ์ ช่วยสกุล
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6080/2559
#602544
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์ว่า จ. ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่ตนเองโดยแจ้งในบัญชีเครือญาติว่าบุตรผู้ตายอีก 8 คน ถึงแก่ความตาย เหลือ จ. เพียงคนเดียว โดยไม่ระบุบุตรผู้ตาย และในคดีขอจัดการมรดก จ. ระบุว่า ผู้ตายมีทายาทเพียง 2 คน ถือเป็นการปิดบังมรดก แต่ในคำฟ้องของโจทก์อ้างสาเหตุที่เป็นหลักแห่งข้อหาว่าที่ต้องกำจัด จ. เพราะว่า จ. โอนทรัพย์มรดกแก่จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 โดยให้ถือกรรมสิทธิ์รวม แต่ไม่โอนให้แก่โจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงที่มิได้อ้างมาในคำฟ้อง ถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นจึงไม่รับวินิจฉัย เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่โต้แย้งคัดค้านพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในประเด็นดังกล่าวนี้ว่า ไม่ชอบอย่างไร แท้จริงแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ไม่เป็นการยกเอาข้อเท็จจริงนอกคำฟ้องมาอุทธรณ์ แต่โจทก์ยังคงฎีกาว่า ตามคำฟ้องและจากพยานหลักฐานในสำนวนถือว่า จ. มีพฤติกรรมในการปิดบังทรัพย์มรดกต้องถูกกำจัด จึงถือว่าเป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สิทธิในการรับมรดกนั้นเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าเจ้ามรดกมีทายาทชั้นบุตร 9 คน โดยไม่ปรากฏว่ามีทายาทชั้นอื่นที่จะต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้อีก ดังนั้นมรดกของเจ้ามรดกต้องถูกแบ่งออกเป็น 9 ส่วนเท่าๆ กัน โดย ป.พ.พ. มาตรา 1632 และ 1633 บัญญัติว่า หากแบ่งปันหรือมีข้อตกลงให้แบ่งปันเป็นประการอื่น ต้องเป็นข้อตกลงยินยอมของทายาททุกคน จะใช้มติของทายาทเสียงข้างมากบังคับให้มีผลแตกต่างจากส่วนแบ่งที่จะได้รับตามกฎหมายหาได้ไม่ คดีนี้ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 กล่าวอ้างว่า ทายาททุกคนตกลงให้แบ่งปันทรัพย์มรดกออกเป็น 10 ส่วน ส่วนที่เหลืออีก 1 ส่วน ยกให้แก่ จ. ก็มีผลเท่ากับว่า จ. ได้รับส่วนแบ่ง 2 ส่วน เกินส่วนที่ตนเองจะได้รับตามกฎหมาย และมีผลทำให้ทายาทอื่นรวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่บิดาต้องได้รับส่วนแบ่งน้อยลงด้วย ทั้งในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ปรากฏว่าโจทก์เกี่ยวข้องด้วย การแบ่งปันทรัพย์มรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมีผลบังคับเฉพาะที่ทายาทที่ตกลงกันเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันโจทก์และไม่อาจทำให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งที่มีสิทธิจะได้รับตามกฎหมายได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการแบ่งมรดกที่แบ่งโดยมิชอบได้ แต่คงเพิกถอนได้เฉพาะส่วนที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้กำจัดนายเจริญมิให้ได้รับมรดกของเจ้ามรดก ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 39591 ที่ใส่ชื่อนายเจริญเป็นผู้จัดการมรดกและนิติกรรมการจดทะเบียนโอนเป็นของนายเจริญในวันที่ 19 มิถุนายน 2551 นิติกรรมการจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 16 ตุลาคม 2555 ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 39658 ที่ใส่ชื่อนายเจริญเป็นผู้จัดการมรดก และนิติกรรมการจดทะเบียนโอนเป็นของนายเจริญในวันที่ 19 มิถุนายน 2551 นิติกรรมการจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 มีกรรมสิทธิ์รวม 6,000 ส่วนจาก 10,249 ส่วน ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2554 นิติกรรมการจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 มีกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของนายเจริญคนละ 300 ส่วนจาก 4,249 ส่วน นิติกรรมการจดทะเบียนขายเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 7 ให้แก่จำเลยที่ 3 และนิติกรรมการจดทะเบียนขายเฉพาะส่วนของนายเจริญให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 22 สิงหาคม 2555

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 7 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 39591 ตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่างนายเจริญกับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2555 จำนวน 1 ใน 27 ส่วน ของที่ดิน ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 8 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 จำนวน 1 ใน 27 ส่วนของที่ดินดังกล่าว ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 39658 ตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด สำหรับนิติกรรมการจดทะเบียนให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 มีกรรมสิทธิ์รวม 6,000 ส่วนจาก 10,249 ส่วน ระหว่างนายเจริญกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2554 จำนวน 1 ใน 27 ส่วน ของที่ดิน และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 มีกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของนายเจริญคนละ 300 จาก 4,249 ส่วน ระหว่างนายเจริญกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 จำนวน 1 ใน 27 ส่วนของที่ดิน เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้เฉพาะส่วนระหว่างนายเจริญกับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 จำนวน 1 ใน 27 ส่วนของที่ดิน ให้กลับสู่กองมรดกของนางจันทีหรือจันทรี ผู้ตายโดยมีชื่อนายเจริญ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกที่ยังไม่ได้รับมรดกต่อไป ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 25,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า นางจันทีหรือจันทรี เจ้ามรดก อยู่กินฉันสามีภริยากับนายถึง โดยไม่จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกันทั้งหมด 9 คน คือ นายบำเพ็ญ นายชารี นายพุทธา นางสุด นายแจ่มจันทร์ นายเจริญ นายประสิทธิ์ นายสมาน และนางสังวาล โจทก์และจำเลยที่ 3 เป็นบุตรของนายบำเพ็ญ จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายเจริญ จำเลยที่ 4 เป็นภริยาของนายแจ่มจันทร์ จำเลยที่ 5 เป็นบุตรของนายประสิทธิ์ จำเลยที่ 6 เป็นบุตรของนายสมาน จำเลยที่ 7 เป็นบุตรของนายชารี นางสังวาลไม่มีทายาท นายถึงถึงแก่ความตายเมื่อปี 2503 ส่วนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อปี 2506 บุตรของเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปหมดแล้วแต่เป็นการถึงแก่ความตายหลังเจ้ามรดก โดยนายบำเพ็ญถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2543 ส่วนนายเจริญถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2556 เจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินจำนวน 2 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 39591 และ 39658 ตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 9 ตารางวา และ 25 ไร่ 2 งาน 49 ตารางวา ตามลำดับ โดยเจ้ามรดกมิได้ทำพินัยกรรม หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วประมาณ 45 ปี ในวันที่ 21 เมษายน 2551 นายเจริญ ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ตั้งนายเจริญเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก วันที่ 19 มิถุนายน 2551 นายเจริญจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกทั้งสองแปลงเป็นชื่อของนายเจริญในฐานะผู้จัดการมรดก และในวันเดียวกันก็โอนเป็นของนายเจริญในฐานะส่วนตัว แล้วนำที่โฉนดเลขที่ 39591 ไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 8 ต่อมาไถ่ถอนจำนอง และในวันที่ 16 ตุลาคม 2555 ก็โอนที่ดินแปลงดังกล่าวนี้แก่จำเลยที่ 2 และในวันที่ 19 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 2 นำไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 8 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 39658 นายเจริญให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนายเจริญ ต่อมาจำเลยที่ 7 ขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนแก่จำเลยที่ 3 และนายเจริญโอนส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกมีว่า นายเจริญยักย้ายหรือปิดปังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลทำให้เสื่อมเสียแก่ทายาทอื่นอันต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า นายเจริญในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่ตนเองโดยแจ้งในบัญชีเครือญาติว่าบุตรผู้ตายอีก 8 คน ถึงแก่ความตายเหลือนายเจริญเพียงคนเดียว ไม่ระบุบุตรผู้ตาย และในคดีขอจัดการมรดกนายเจริญระบุว่าผู้ตายมีทายาทเพียง 2 คน ถือเป็นการปิดปังมรดก แต่ในคำฟ้องของโจทก์อ้างสาเหตุที่เป็นหลักแห่งข้อหาว่าที่ต้องกำจัดนายเจริญเพราะนายเจริญโอนทรัพย์มรดกแก่จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ถือกรรมสิทธิ์รวม แต่ไม่โอนให้แก่โจทก์ เป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงที่มิได้อ้างมาในคำฟ้อง ถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นจึงไม่รับวินิจฉัย เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่โต้แย้งคัดค้านพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในประเด็นดังกล่าวนี้ว่า ไม่ชอบอย่างไร แท้จริงแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ไม่เป็นการยกเอาข้อเท็จจริงนอกคำฟ้องมาอุทธรณ์ แต่โจทก์ยังคงฎีกาว่า ตามคำฟ้องและจากพยานหลักฐานในสำนวน ถือว่านายเจริญมีพฤติกรรมในการปิดปังทรัพย์มรดกต้องถูกกำจัด จึงถือว่าเป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สิทธิในการรับมรดกนั้นเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย กรณีนี้จากทางนำสืบของทั้งสองฝ่ายปรากฏว่าเจ้ามรดกมีทายาทชั้นบุตร 9 คน โดยไม่ปรากฏว่ามีทายาทอื่นที่จะต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้อีก ดังนั้น มรดกของเจ้ามรดกต้องถูกแบ่งออกเป็น 9 ส่วนเท่า ๆ กัน โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1632 และ 1633 หากแบ่งปันหรือมีข้อตกลงให้แบ่งปันเป็นประการอื่น ต้องเป็นข้อตกลงยินยอมของทายาททุกคน จะใช้มติของทายาทเสียงข้างมากบังคับให้มีผลแตกต่างจากส่วนแบ่งที่จะได้รับตามกฎหมายหาได้ไม่ คดีนี้ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 กล่าวอ้างว่า ทายาททุกคนตกลงให้แบ่งทรัพย์มรดกออกเป็น 10 ส่วน ส่วนที่เหลืออีก 1 ส่วน ยกให้แก่นายเจริญ ก็มีผลเท่ากับว่า นายเจริญได้รับส่วนแบ่ง 2 ส่วน เกินส่วนที่ตนเองจะได้รับตามกฎหมาย และจะมีผลทำให้ทายาทอื่นรวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่บิดาต้องได้รับส่วนแบ่งน้อยลงด้วย จากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 ซึ่งอ้างว่าจำเลยที่ 3 มาตกลงแทนโจทก์ซึ่งก็เป็นการกล่าวอ้างด้วยคำพูดลอย ๆ จำเลยที่ 3 มาเบิกความเป็นพยานว่า ในการฟ้องคดีไม่เคยแจ้งให้โจทก์ทราบเนื่องจากขณะนั้นโจทก์พักอาศัยที่ประเทศเยอรมัน ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ปรากฏว่าโจทก์เกี่ยวข้องด้วย ในการแบ่งปันมรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีผลบังคับเฉพาะที่ทายาทที่ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันโจทก์และไม่อาจทำให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งต่างจากส่วนแบ่งที่มีสิทธิจะได้รับตามกฎหมายได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการแบ่งมรดกที่แบ่งโดยมิชอบได้ แต่คงเพิกถอนได้เฉพาะส่วนที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่งโจทก์ในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่นายเจริญได้กระทำเกี่ยวกับทรัพย์มรดกทั้งหมดเพื่อกลับคืนเข้าสู่กองมรดกซึ่งจะมีผลทำให้ต้องแบ่งปันมรดกกันใหม่กับขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 8 แต่เมื่อได้ความว่าทายาทอื่นส่วนใหญ่มิได้โต้แย้งคัดค้านการแบ่งปันมรดกของนายเจริญ ดังนั้นหากเพิกถอนให้กลับเข้าสู่กองมรดกก็จะเกิดความยุ่งยากไม่สะดวก ทั้งปรากฏว่ามรดกซึ่งเป็นที่ดินทั้งสองแปลงก็ยังไม่ถูกแบ่งแยก ยังคงมีชื่อทายาทของเจ้ามรดกที่เห็นด้วยกับการแบ่งปันมรดกของนายเจริญเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และเป็นทายาทที่ถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้แล้ว ประกอบกับโจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์โดยคิดจากมรดกที่โจทก์ควรจะได้มาแล้วอันแสดงว่าโจทก์ประสงค์ขอส่วนแบ่งเฉพาะส่วนของโจทก์เท่านั้น มิได้ต้องการให้มีการแบ่งปันกันใหม่ทั้งหมด ศาลฎีกาจึงเห็นควรให้จำเลยซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดกดังกล่าวจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ลงในที่ดินมรดกโดยให้โจทก์มีส่วนในมรดกเท่าที่โจทก์จะได้ตามกฎหมาย กรณีดังกล่าวไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เพราะการขอส่วนแบ่งมรดกเป็นวัตถุประสงค์หลักของโจทก์ในการฟ้องคดีนี้

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 39658 ตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 49 ตารางวา ให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าว 1 ใน 27 ส่วนของที่ดินทั้งแปลง และให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 39591 ตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 9 ตารางวา ให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าว 1 ใน 27 ส่วนของที่ดินทั้งแปลง โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 8 ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองที่ดินในส่วนที่เป็นของโจทก์ด้วย หากจำเลยดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1632 ม. 1633
ป.วิ.อ. ม. 193 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางญาดา สุทธิประภาหรือเค็มเค่อร์
นางละมัย สุทธิประภา
ในฐานะทายาทโดยธรรมของ
จำเลย — นายเจริญ สุทธิประภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายนเรศน์ คูจิตรสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2559
#602552
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.อ. มาตรา 74 (3) กำหนดให้ศาลมีอำนาจที่จะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติเด็ก ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 56 โดยมาตรา 56 (5) กำหนดให้ศาลสามารถกำหนดเงื่อนไขอื่นๆ ตามที่ศาลเห็นสมควร แต่เงื่อนไขดังกล่าว ย่อมต้องเป็นไปเพื่อแก้ไข ฟื้นฟู หรือป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดกระทำหรือมีโอกาสกระทำความผิดขึ้นอีก ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นคุ้มครองสังคมและฟื้นฟูตัวผู้กระทำความผิดเป็นสำคัญ ในขณะเดียวกันก็เพื่อให้ผู้กระทำความผิดหลาบจำไม่ก่อเหตุซ้ำอีก โดยเงื่อนไขดังกล่าวย่อมต้องเป็นไปในทำนองที่บัญญัติไว้ใน (1) (2) (3) หรือ (4) คือเป็นบทบังคับเกี่ยวกับตัวเด็กซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด ทั้งมาตรการเยียวยาความเสียหายในทางแพ่งก็มีกฎหมายบัญญัติไว้ต่างหากแล้ว และคดีนี้ศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 520,000 บาท แล้ว การกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติจำเลย โดยกำหนดให้จำเลยและผู้ปกครองเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ร้องเดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 1 ปี จึงเป็นการซ้ำซ้อนกับค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับจากจำเลย และเงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้เป็นไปเพื่อแก้ไข ฟื้นฟู หรือป้องกันไม่ให้กระทำความผิดขึ้นอีก ซึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 56 (5) การที่ศาลชั้นต้นกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติดังกล่าวจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ส. มารดาเด็กหญิง พ. ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมเป็นเงิน 580,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 14 ปีเศษ จึงไม่ต้องรับโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ศาลชั้นต้นว่ากล่าวตักเตือนจำเลยและมอบตัวจำเลยให้ผู้ปกครองรับกลับไปดูแล โดยวางข้อกำหนดว่า หากจำเลยก่อเหตุร้ายขึ้นอีกภายในระยะเวลา 1 ปี ผู้ปกครองต้องชำระค่าปรับต่อศาลเป็นเงินครั้งละ 2,000 บาท คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดย (1) ให้จำเลยมารายงานตัวต่อนักจิตวิทยาของศูนย์ให้คำปรึกษาหรือผู้พิพากษาสมทบเป็นเวลา 4 ครั้ง (2) ให้จำเลยและผู้ปกครองเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ร้องเป็นรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันพิพากษา (3) ให้จำเลยเข้าร่วมกิจกรรมศูนย์ให้คำปรึกษา ตามที่จำเลย นักจิตวิทยาและผู้พิพากษาสมทบเห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 56 กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 520,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2556 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา เด็กหญิง น. ขับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า มีโอ หมายเลขทะเบียน กตท อำนาจเจริญ 82 มาตามถนนทางลัดระหว่างหมู่บ้านซึ่งเป็นถนนลูกรังกว้างประมาณ 4 เมตร ไม่มีเส้นแบ่งช่องทางจราจร จากบ้านหนองแสงมุ่งหน้าไปทางรัตนวารี โดยมีรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ หมายเลขทะเบียน กธล อำนาจเจริญ 703 ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุแล่นตามมาด้านหลัง ขณะนั้นนายสุทิพย์ ขับรถบรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 3321 อำนาจเจริญ สวนทางมา รถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุเฉี่ยวชนด้านท้ายรถจักรยานยนต์ ที่เด็กหญิง น. เป็นคนขับ ทำให้รถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ เสียหลักล้มลง จำเลยและเด็กหญิง พ. ตกจากรถคันดังกล่าว จำเลยได้รับบาดเจ็บ ส่วนเด็กหญิง พ. ถูกรถบรรทุกหกล้อทับที่ศีรษะเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายสุทิพย์ คนขับรถบรรทุกที่ทับผู้ตายเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุมีผู้ตายนั่งซ้อนท้าย เมื่อถึงที่เกิดเหตุเฉี่ยวชนกับท้ายรถจักรยานยนต์คันหน้าเป็นเหตุให้ผู้ตายกระเด็นมาถูกรถบรรทุกที่ตนขับมาทับถึงแก่ความตาย ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน สภาพที่เกิดเหตุเป็นที่โล่ง นายสุทิพย์ขับรถบรรทุกสวนทางมา ย่อมเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า ก่อนวันเกิดเหตุ นายสุทิพย์ได้ดื่มสุรามาแต่เป็นเวลาก่อนเกิดเหตุนานกว่า 10 ชั่วโมง และก่อนเกิดเหตุนายสุทิพย์ได้ขับรถบรรทุกดินไปส่งหลายเที่ยวแล้ว เชื่อว่า นายสุทิพย์ไม่ได้อยู่ในอาการเมาสุรา สามารถขับรถและเห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุได้ชัดเจน ทั้งนายสุทิพย์ และจำเลยได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงกันว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุให้ร้อยตำรวจโทสมพงษ์และดาบตำรวจประยูรฟังขณะไปตรวจที่เกิดเหตุหลังได้รับแจ้งเหตุเพียง 10 นาที ทำให้คำเบิกความของนายสุทิพย์ มีน้ำหนักและเหตุผลหนักแน่นมั่นคง นายสุทิพย์เป็นเพื่อนบ้านกับครอบครัวจำเลยโดยบ้านอยู่ใกล้กันและรู้จักจำเลยมาตั้งแต่เด็กย่อมจดจำจำเลยได้ดี ทั้งไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับครอบครัวจำเลยหรือจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย และโจทก์ยังมีบันทึกตกลงค่าเสียหาย ลงวันที่ 4 มกราคม 2557 ทำหลังเกิดเหตุ 7 วัน ระบุข้อความยืนยันว่า ผู้ตายนั่งซ้อนท้ายรถมีจำเลยเป็นคนขับนอกจากนี้ โจทก์มีบันทึกประจำวัน ที่บันทึกไว้ในวันเกิดเหตุระบุว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์มีผู้ตายนั่งซ้อนท้าย สนับสนุนทำให้คำเบิกความของนายสุทิพย์มีน้ำหนักยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ร่องรอยการเฉี่ยวชน ที่พันตำรวจโททศพล จัดทำ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุโดยประมาทเฉี่ยวชนท้ายรถจักรยานยนต์ที่เด็กหญิง น. เป็นคนขับเป็นเหตุให้ผู้ตายที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับกระเด็นไปถูกรถบรรทุกทับศีรษะเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าว ในความรับผิดส่วนแพ่งจึงฟังได้ว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ตาย จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (1) ถึง (3) โดยวางเงื่อนไขคุมประพฤติจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นชอบด้วย แต่ที่ศาลชั้นต้นกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติของจำเลย ข้อ 2 ว่า ให้จำเลยและผู้ปกครองเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ร้องเป็นรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันพิพากษาและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (3) กำหนดให้ศาลมีอำนาจที่จะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติเด็ก ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โดยมาตรา 56 (5) กำหนดให้ศาลสามารถกำหนดเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่ศาลเห็นสมควร แต่เงื่อนไขดังกล่าว ย่อมต้องเป็นไปเพื่อแก้ไข ฟื้นฟู หรือป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดกระทำหรือมีโอกาสกระทำความผิดขึ้นอีก ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นคุ้มครองสังคมและฟื้นฟูตัวผู้กระทำความผิดเป็นสำคัญ ในขณะเดียวกันก็เพื่อให้ผู้กระทำความผิดหลาบจำไม่ก่อเหตุซ้ำอีก โดยเงื่อนไขดังกล่าวย่อมเป็นไปในทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ใน (1) (2) (3) หรือ (4) คือเป็นบทบังคับเกี่ยวกับตัวเด็ก ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด ทั้งการเยียวยาความเสียหายของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดก็มีการบัญญัติถึงมาตรการในการเยียวยาความเสียหายในทางแพ่งไว้ต่างหากไว้แล้ว โดยผู้เสียหายมีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการถูกกระทำละเมิดเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหากทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 หรือหากเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องคดีอาญา ผู้เสียหายก็มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งจะเห็นว่ากฎหมายมุ่งคุ้มครองเยียวยาความเสียหายของผู้เสียหายไว้แล้ว ทั้งในคดีนี้ ผู้ร้องก็ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยและศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 520,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติจำเลย โดยกำหนดให้จำเลยและผู้ปกครองเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ร้องเดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 1 ปี จึงเป็นการซ้ำซ้อนกับค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับจากจำเลย และเงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้เป็นไปเพื่อแก้ไข หรือฟื้นฟูหรือป้องกันไม่ให้ผู้กระทำความผิดกระทำความผิดขึ้นอีก ซึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (5) การที่ศาลชั้นต้นกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติดังกล่าวจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่กำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติที่ให้จำเลยและผู้ปกครองเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ร้องเป็นรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 (5) ม. 74 (3)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและ
โจทก์ — ครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ
ผู้ร้อง — นางสาว ส.
จำเลย — เด็กหญิง ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอำนาจเจริญ — นางมณีรัตน์ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
พิศล พิรุณ
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6060/2559
#604507
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด มีน้ำหนักรวม 84.56 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 88.723 กรัม น้ำหนักรวมน้อยกว่าปริมาณสารบริสุทธิ์ แต่ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ระบุเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด มีน้ำหนักรวม 84.56 กรัม มีความบริสุทธิ์ร้อยละ 95.45 เมื่อคำนวณแล้วจะได้ผลเป็นสารบริสุทธิ์ 80.712 กรัม ดังนั้น ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ที่ระบุว่า คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 88.723 กรัม นั้น เป็นการคำนวณผิดพลาด ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาเกี่ยวกับการคำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์แตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง แต่ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญที่จะเป็นเหตุให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ทั้งหมด ทั้งการบรรยายฟ้องที่คลาดเคลื่อนดังกล่าวก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน เครื่องชั่งดิจิตอลและบัญชีรายชื่อลูกค้าของกลาง บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 306/2553 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ แต่ให้การปฏิเสธข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 6, 72 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในชั้นจับกุมและให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหนึ่งในสี่ ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน และปรับ 1,500,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 37 ปี 9 เดือน และปรับ 1,500,000 บาท บวกโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 306/2553 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้ คงจำคุก 37 ปี 12 เดือน และปรับ 1,500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังได้เกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีน เครื่องชั่งดิจิตอลและบัญชีรายชื่อลูกค้าของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับ 1,000,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 750,000 บาท รวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 37 ปี 12 เดือน และปรับ 750,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยของกลาง คือ เมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดสีขาวบรรจุในถุงพลาสติก 5 ถุง น้ำหนัก 84.56 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 88.723 กรัม เมทแอมเฟตามีน 4 เม็ด น้ำหนัก 0.37 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.092 กรัม อาวุธปืนพกขนาด 9 มม. หมายเลขทะเบียน กท 5000676 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 14 นัด เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอล 1 เครื่อง และบัญชีรายชื่อลูกค้า 2 แผ่น ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต สำหรับข้อหามีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษถูกต้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมทแอมเฟตามีนตามฟ้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์มากกว่าน้ำหนักรวมจึงแตกต่างในสาระสำคัญ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมนั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 5 ซอง มีน้ำหนักรวม 84.56 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 88.723 กรัม น้ำหนักรวมน้อยกว่าปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการตรวจพิสูจน์ว่า ของกลางรายการที่ 1 หมายถึงเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 5 ซอง มีน้ำหนักรวม 84.56 กรัม มีความบริสุทธิ์ร้อยละ 95.45 ซึ่งจำเลยไม่โต้แย้งข้อเท็จจริง เมื่อคำนวณความบริสุทธิ์ร้อยละ 95.45 จากน้ำหนักรวม 84.56 กรัม แล้ว ผลการคำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์ได้ 80.712 กรัม ดังนั้น ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ที่ระบุว่า คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 88.723 กรัม นั้น เป็นการคำนวณผิดพลาด ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาเกี่ยวกับการคำนวณหาปริมาณสารบริสุทธิ์แตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง แต่ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญที่จะเป็นเหตุให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ทั้งหมด ทั้งการบรรยายฟ้องที่คลาดเคลื่อนก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เมื่อคำนวณสารบริสุทธิ์รวมกับเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก 4 เม็ด ที่คำนวณสารบริสุทธิ์ได้ 0.092 กรัม แล้ว รวมปริมาณเป็นสารบริสุทธิ์ 80.804 กรัม ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษถูกต้องแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายภัยรินทร์ ตู้ดำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นางเจิดจันทร์ แก้วอำไพ
ศาลอุทธรณ์ — นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6048/2559
#604506
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขับรถจักรยานยนต์พา ศ. ไปรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนที่ อ. ค้างชำระ ศ. ที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุและเดินตาม ศ. เข้าไปในร้าน จำเลยรับว่าเป็นคนขับรถจักรยานยนต์พา ศ. นำเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ไปซุกซ่อนไว้ที่โคนเสาป้ายจราจร จำเลยพาไปยังจุดซ่อนและพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง หากจำเลยไม่บอกและไม่พาไปเจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่อาจทราบได้ พฤติการณ์ของจำเลยบ่งชี้ว่ารู้เห็นกับการกระทำของ ศ. จำเลยจึงร่วมกับ ศ. มีเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศ. รับว่า ตกลงขายเมทแอมเฟตามีนแก่ อ. จริง แต่เดินทางมาในวันเกิดเหตุเพื่อรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนที่ อ. ค้างชำระเท่านั้น ไม่ได้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบ โดยซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ที่โคนเสาป้ายจราจรห่างจากร้านที่เกิดเหตุ 1 กิโลเมตร เมทแอมเฟตามีนจึงยังไม่พร้อมส่งมอบแก่ อ. ในทันทีที่ได้รับเงิน พฤติการณ์ยังไม่ถึงขั้นลงมือกระทำผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ไม่เป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 101/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง วรรคสามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท ทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นสมควรลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 37 ปี 6 เดือน และปรับ 750,000 บาท ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 37 ปี 6 เดือนและปรับ 750,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และปรับ 1,500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับ ให้กักขังได้ไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เหตุแห่งการดำเนินคดีแก่จำเลยสืบเนื่องมาจากพันตำรวจตรีถาวรกับพวกจับกุมนายอานนท์ ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 470 เม็ด นายอานนท์ให้การว่าซื้อมาจากนายศรัทธา หลายครั้งแล้ว โดยติดต่อกันทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ อันนำไปสู่การวางแผนจับกุมนายศรัทธาได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 140 เม็ด ส่วนจำเลยไปกับนายศรัทธา จึงถูกควบคุมตัวไปด้วย ในข้อนี้ได้ความจากพันตำรวจตรีถาวรและดาบตำรวจประสิทธิ์ว่าจำเลยเป็นคนขับรถจักรยานยนต์พานายศรัทธาไปยังร้านที่เกิดเหตุ และเดินตามนายศรัทธาเข้าไปในร้าน ย่อมมีเหตุที่จะสงสัยจำเลย จากการตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมายในตัวจำเลย แต่พบอาวุธปืน 1 กระบอก กระสุนปืน 4 นัด ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับมา เมื่อสอบถามนายศรัทธาถึงเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว นายศรัทธารับว่าเป็นของตน แต่ไม่ได้นำมาส่งมอบให้นายอานนท์ เหตุที่มาเพื่อรับเงิน 150,000 บาท จากนายอานนท์ที่ค้างชำระค่าเมทแอมเฟตามีนอยู่ก่อน พันตำรวจตรีถาวรจึงสอบถามจำเลยได้ความว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์พานายศรัทธานำเมทแอมเฟตามีนไปซุกซ่อนไว้ที่โคนเสาป้ายบอกเขตควบคุมวินัยจราจร อยู่ริมถนนห่างจากเทศบาลตำบลอ่าวลึกประมาณ 1 กิโลเมตร จึงให้จำเลยพาไปยังที่ซุกซ่อนและพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของพันตำรวจตรีถาวรและดาบตำรวจประสิทธิ์ แตกต่างกับคำเบิกความในส่วนที่เกี่ยวกับที่นั่งของพันตำรวจตรีถาวรและดาบตำรวจประสิทธิ์ว่าพันตำรวจตรีถาวรหรือดาบตำรวจประสิทธิ์ที่นั่งโต๊ะเดียวกับนายอานนท์และใครเป็นคนให้นายอานนท์โทรศัพท์ติดต่อกับนายศรัทธา รวมทั้งนายศรัทธาและจำเลยหรือจำเลยคนเดียวเป็นคนพาไปยังที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน ข้อแตกต่างดังกล่าวกับไม่ถึงกับทำให้ข้อเท็จจริงในส่วนสาระสำคัญขาดน้ำหนักในการรับฟัง เพราะจำเลยและนายศรัทธารับว่าถูกจับกุมในร้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นไปตามแผนการของพันตำรวจตรีถาวรกับพวก โดยแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบก่อนแล้ว หากนายศรัทธาและจำเลยหรือจำเลยไม่บอกและไม่พาไปยังที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน พันตำรวจตรีถาวรกับพวกก็ไม่อาจทราบได้ การที่พนักงานสอบสวนไม่นำจำเลยไปชี้ที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนและถ่ายรูปไว้ คงเป็นเพราะจำเลยให้การปฏิเสธ พยานโจทก์ต่างไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงว่าจำเลยจะถูกกลั่นแกล้ง ส่วนที่นายศรัทธาให้การในชั้นสอบสวน และเบิกความได้ความว่าก่อนเกิดเหตุตนนำเมทแอมเฟตามีนไปซุกซ่อนไว้แล้วจึงเดินทางไปรอการติดต่อจากนายอานนท์ที่บ้านมารดาของตน แสดงว่านายศรัทธามีพาหนะของตนเอง จึงไม่มีความจำเป็นต้องชวนจำเลยไปดื่มสุราที่ร้านที่เกิดเหตุ โดยให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปรับ อันจะทำให้จำเลยทราบว่าตนทำสิ่งผิดกฎหมายและเสี่ยงต่อการที่จำเลยซึ่งเป็นน้องชายจะต้องถูกจับกุมด้วย และเมื่อไปถึงร้านที่เกิดเหตุแล้วเหตุใดจึงต้องนั่งคนละโต๊ะ ข้ออ้างของจำเลยจึงขัดต่อเหตุผล เชื่อว่าจำเลยเป็นคนขับรถจักรยานยนต์พานายศรัทธานำเมทแอมเฟตามีน ไปซุกซ่อนไว้ พฤติการณ์ของจำเลยบ่งชี้ว่ารู้เห็นกับการกระทำดังกล่าวของนายศรัทธา สำหรับเมทแอมเฟตามีน 140 เม็ด ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงของนายศรัทธา ได้ความจากนายศรัทธาว่าไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของตนกับนายอานนท์ ซึ่งเมทแอมเฟตามีนส่วนนี้จำเลยอาจไม่รู้เห็นด้วย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับนายศรัทธามีเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนจะเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่นั้น ในข้อนี้ได้ความจากพันตำรวจตรีถาวรผู้จับกุมว่า จากการสอบถามนายศรัทธารับว่าตกลงขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายอานนท์จริง แต่ที่เดินทางมาในวันเกิดเหตุนั้น มาเพื่อรับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนที่ค้างชำระ 150,000 บาท เท่านั้น ไม่ได้นำเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด มาส่งมอบให้โดยซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่โคนเสาป้ายเขตควบคุมวินัยการจราจรซึ่งอยู่ห่างจากร้านที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร ดังนั้น เมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวจึงยังไม่พร้อมส่งมอบให้แก่นายอานนท์ในทันทีที่ได้รับเงิน ตามพฤติการณ์ยังไม่ถึงขั้นลงมือกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน อันจะเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท ข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก37 ปี 6 เดือน และปรับ 750,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายสุเชาว์ สุขพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายตรัสภณ ภัทรภรพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรพันธ์ สอนสุภาพ
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
วัฒนา วิทยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6020/2559
#603472
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ร่วมเดินทางไปกับพวกไปที่เกิดเหตุโดยทราบมาก่อนแล้วว่าพวกของจำเลยที่ 1 จะไปทำร้ายผู้เสียหาย และหลังเกิดเหตุก็หลบหนีไปด้วยกัน ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะร่วมทำร้ายผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีการคิดไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาเพียงต้องการทำร้ายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น แต่เมื่อผลการกระทำของพวกจำเลยที่ 1 ไม่ทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ แต่พลาดไปถูกผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผลแห่งการกระทำนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 296 ประกอบมาตรา 80 และฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยพลาด ตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 60 อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาดตามที่โจทก์ฟ้อง และเป็นความผิดได้ในตัว ศาลฎีกาสามารถลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่ได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6494/2557 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ในคดีนี้ว่า โจทก์ที่ 1 เรียกนายชลอ และนางประจวบ โจทก์ในคดีดังกล่าวว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 และเรียกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้และจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว

สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 60, 80, 83, 91, 288, 289, พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

สำนวนที่สอง โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60, 80, 83, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ที่ 2 และที่ 3 รวม 600,000 บาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 1 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 60, มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 4 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยทั้งสอง ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาดแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกจำเลยทั้งสองในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตสถานเดียว กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 รวม 300,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายนพฤทธิ์หรือหรั่ง ผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหาย แต่พลาดไปถูกเด็กหญิงศิริพร ผู้ตายซึ่งอยู่ในบริเวณนั้น เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 แล้ว โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 อยู่ในกลุ่มคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วพลาดไปถูกผู้ตาย แต่เมื่อปรากฏจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ทราบมาก่อนว่านายเสกสรรพกพาอาวุธปืนติดตัวมาด้วย และไม่ปรากฏจากคำให้การในชั้นสอบสวนของนายเสกสรรหรือนายจตุพร มีการระบุว่าจำเลยที่ 1 ทราบเรื่องการพกพาอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้เสียหายแล้วพลาดไปถูกผู้ตายก่อนเกิดเหตุแต่อย่างใด จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ว่าไม่ทราบเรื่องการพกพาอาวุธปืนที่ใช้ยิงผู้เสียหายแล้วพลาดมาถูกผู้ตายมาก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจคาดหมายได้ว่าพวกของจำเลยที่ 1 จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วพลาดไปถูกผู้ตาย ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและมีเจตนามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกับพวกของจำเลยที่ 1 ที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วพลาดไปถูกผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ร่วมเดินทางไปกับพวกไปที่เกิดเหตุโดยทราบมาก่อนแล้วว่าพวกของจำเลยที่ 1 จะไปทำร้ายผู้เสียหาย และหลังเกิดเหตุก็หลบหนีไปด้วยกัน ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะร่วมทำร้ายผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีการคิดไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาเพียงต้องการทำร้ายผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น แต่เมื่อผลการกระทำของพวกจำเลยที่ 1 ไม่ทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ แต่พลาดไปถูกผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผลแห่งการกระทำนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ประกอบมาตรา 80 และฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยพลาด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 60 อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาดตามที่โจทก์ที่ 1 ฟ้อง และเป็นความผิดได้ในตัว ศาลฎีกาสามารถลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่ได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินค่าปลงศพและค่าขาดอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 รวม 300,000 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในสำนวนที่สอง แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันกับสำนวนแรกก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสองสำนวน โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์ คดีสำนวนที่สองสำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ก็เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกที่มีการอุทธรณ์ขึ้นมาเท่านั้น หาได้เกี่ยวข้องกับสำนวนที่สองที่ยุติไปแล้วไม่ จึงไม่อาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่เป็นค่าปลงศพและค่าขาดอุปการะเลี้ยงดูให้จำเลยที่ 1 ชดใช้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 มีคำขอในสำนวนที่สองที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขในส่วนนี้ให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ประกอบมาตรา 80, 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 60, 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยพลาด ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก และให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 รวม 300,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 290 ม. 296
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายภานุพงศ์ ไชยมณี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นางสาวพรรณธวัช มวญนรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา