คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6811/2559
#604948
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ยังไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพียงแต่โจทก์อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนผู้อื่นเท่านั้น ความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 จะต้องได้ความในเบื้องต้นเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เมื่อที่ดินพิพาทยังเป็นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อยู่ โจทก์ไม่อาจอ้างได้ว่าโจทก์ถูกผู้อื่นยักยอกทรัพย์ได้และสิทธิดังกล่าวที่โจทก์มีอยู่ ไม่ใช่ทรัพย์ตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 352 ซึ่งหมายถึงทรัพย์ที่มีรูปร่าง จึงไม่อาจถูกยักยอกได้ เมื่อทางนำสืบของโจทก์เองโจทก์มิเคยได้มอบหมายให้จำเลยที่ 5 นำสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไปดำเนินการใดๆ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 5 ไปดำเนินการโดยพลการ เงินที่ได้มาจึงมิใช่เงินที่จำเลยที่ 5 จะต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ โจทก์มีแต่สิทธิที่จะบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 341, 349, 350, 352, 353

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 8 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 8 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7

โจทก์และจำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ฐานยักยอกด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมและเรียกกรรมสิทธิ์ในที่ดินคืนต่อศาลชั้นต้น ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แบ่งแยกโอนที่ดินพิพาท น.ส.3 ก. เลขที่ 2076 ตำบลเกาะยาว อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา จำนวน 6 ไร่ 2 งาน แก่โจทก์ ส่วนที่ดินอีก 11 ไร่ 2 งาน 61 ตารางวา ส่วนที่เหลือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตกลงขายให้โจทก์ โดยโจทก์จะชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ภายในกำหนด 3 เดือน ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การฟ้องเพิกถอนนิติกรรม โจทก์ตั้งจำเลยที่ 5 เป็นทนายความ ต่อมาในระหว่างที่ยังไม่มีการจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินให้โจทก์ตามสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจดทะเบียนให้จำเลยที่ 8 เช่า มีกำหนดระยะเวลา 30 ปี โดยมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้ดำเนินการในการจดทะเบียนเช่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ยังไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพียงแต่โจทก์อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนผู้อื่นเท่านั้น ความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 จะต้องได้ความในเบื้องต้นเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เมื่อที่ดินพิพาทยังเป็นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อยู่ โจทก์จึงไม่อาจอ้างได้ว่าโจทก์ถูกผู้อื่นยักยอกทรัพย์ได้และสิทธิดังกล่าวที่โจทก์มีอยู่ ไม่ใช่ทรัพย์ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งหมายถึงทรัพย์ที่มีรูปร่าง จึงไม่อาจถูกยักยอกได้เช่นกัน เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์เองก็ได้ความว่า โจทก์มิเคยได้มอบหมายให้จำเลยที่ 5 นำสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไปดำเนินการใดๆ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 5 ไปดำเนินการโดยพลการ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยไว้แล้ว เงินที่ได้มาจึงมิใช่เงินที่จำเลยที่ 5 จะต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ โจทก์คงมีแต่สิทธิที่จะบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกบ หาผลกล้า
จำเลย — นางมุหน้า อ่อนทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นางสาวศิรประภา ตันติรัตนโอภาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจรัญ ฉางแก้ว
ชื่อองค์คณะ
หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6808/2559
#604325
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์ได้รับสิทธิมาโดยการเข้าซื้อกิจการของบริษัท ซ. มิใช่อ้างว่าได้สิทธิมาโดยการรับโอนสิทธิเรียกร้อง แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบ ทำนองว่าการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างบริษัท ซ. กับโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีก็ไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับบริษัท ซ. กับโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่า การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหานี้จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 (เดิม) ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 848,242 ดอลลาร์สิงคโปร์ และจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระครบถ้วนแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า บริษัทซีนอส กรุ๊ป อิงค์. ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิในซอฟต์แวร์ชื่อ ดี2อี แพลตฟอร์ม ต่อมาเดือนมิถุนายน 2553 จำเลยเลิกใช้ซอฟต์แวร์และขอซื้อซอฟต์แวร์ใหม่ของบริษัทซีนอส กรุ๊ป อิงค์. ชื่อ ดี2อี วิชั่น (D2E Vision) โดยใช้ข้อสัญญาเดิม แต่มีข้อจำกัดการใช้สิทธิในซอฟต์แวร์ว่า ใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มี "One Windows Server maximum 2 processors Cores" ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2555 ซึ่งอยู่ระหว่างสัญญา โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยว่า โจทก์ได้ควบรวมกิจการกับบริษัทซีนอส กรุ๊ป อิงค์. ทราบว่าจำเลยกำลังใช้งานซอฟต์แวร์ ดี2อี วิชั่น กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยประมวลผลย่อยหรือคอร์จำนวน 12 ซีพียู คอร์ ไม่ใช่ 2 ซีพียู คอร์ ตามที่ตกลงกันไว้ ขอให้จำเลยชำระค่าใช้สิทธิเพิ่มอีกจำนวน 10 ซีพียู คอร์

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับบริษัทซีนอส กรุ๊ป อิงค์. ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์ ดี2อี วิชั่น กับบริษัทซีนอส กรุ๊ป อิงค์. เจ้าของผลิตภัณฑ์ ต่อมาโจทก์เข้าซื้อกิจการของบริษัทซีนอส กรุ๊ป อิงค์. โจทก์จึงได้รับสิทธิต่าง ๆ จากบริษัทมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งรวมถึงสัญญาอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์ในคดีนี้ด้วยและอ้างว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิจำกัดการใช้งานซอฟต์แวร์ของจำเลยไว้เพียง 2 ซีพียู คอร์ แต่จำเลยกลับใช้งานซอฟต์แวร์บน 12 ซีพียู คอร์ อันเป็นการทำผิดสัญญา ทำให้โจทก์ขาดรายได้จากค่าธรรมเนียมการใช้ซอฟต์แวร์ส่วนที่เกิน ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์กับบริษัทสตรีม ไอ.ที. คอนซัลติ้ง จำกัด ตัวแทนของบริษัทซีนอส กรุ๊ป อิงค์. จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเนื่องจากตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ คำว่า 2 โปรเซสเซอร์ คอร์ หมายถึง การอนุญาตให้ใช้ซอฟต์แวร์กับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขนาด 2 ซีพียู โดยไม่กำหนดจำนวนคอร์ หากโจทก์เข้าซื้อหุ้นของบริษัทซีนอส กรุ๊ป อิงค์. การฟ้องคดีต้องกระทำโดยบริษัทซีนอส กรุ๊ป อิงค์. เท่านั้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ด้วยตนเอง เมื่อตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์ได้รับสิทธิมาโดยการเข้าซื้อกิจการของบริษัทซีนอส กรุ๊ป อิงค์. มิใช่อ้างว่าได้สิทธิมาโดยการรับโอนสิทธิเรียกร้อง แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบ ทำนองว่าการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างบริษัทซีนอส กรุ๊ป อิงค์. กับโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีก็ไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับบริษัทซีนอส กรุ๊ป อิงค์. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และได้วินิจฉัยว่า การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหานี้ จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183 ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — แอกทิวเอต อินเตอร์เนชั่นแนล เอส เอ อาร์ แอล
จำเลย — บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุธี ปิ่นนิกร
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6807/2559
#604710
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับค่าตอบแทนการจำหน่ายค่าระวางขนส่งสินค้าระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2536 ถึง 15 กรกฎาคม 2552 ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 10 ปี คำให้การดังกล่าวไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ชัดแจ้งว่า คดีขาดอายุความเรื่องใด คำให้การของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องสำหรับค่าตอบแทนการจำหน่ายค่าระวางขนส่งสินค้าช่วงเวลาดังกล่าว ขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 นั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2550 ถึงเดือนธันวาคม 2551 โจทก์จำหน่ายตั๋วเครื่องบินโดยสารและส่งมอบเงินทั้งหมดแก่จำเลย โจทก์มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยรวมเป็นเงิน 2,381,870.42 บาท และระหว่างเดือนมีนาคม 2536 ถึงเดือนธันวาคม 2551 โจทก์จำหน่ายระวางขนสินค้าและส่งมอบเงินทั้งหมดแก่จำเลยแล้ว โจทก์มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยรวมเป็นเงิน 2,670,664.12 บาท ต่อมาจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 2,587,823.12 บาท คงเหลือหนี้ค้างชำระแก่โจทก์จำนวน 2,464,711.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,563,287.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2552 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความจำนวน 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2536 ถึงเดือนธันวาคม 2551 จำเลยตั้งโจทก์ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบินโดยสารและระวางขนสินค้าสายการบินโรยัลเนปาลแต่ผู้เดียวในประเทศไทย โดยจำเลยตกลงชำระค่าตอบแทนในการจำหน่ายตั๋วเครื่องบินโดยสารและระวางสินค้าแก่โจทก์ หลังจากวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 2,587,823.12 บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในส่วนค่าตอบแทนจากการจำหน่ายระวางขนสินค้าระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2536 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 ขาดอายุความเป็นการไม่ชอบเนื่องจากตามคำให้การถือไม่ได้ว่าจำเลยยกอายุความดังกล่าวขึ้นต่อสู้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับค่าตอบแทนการจำหน่ายค่าระวางขนส่งสินค้าระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2536 ถึง 15 กรกฎาคม 2552 ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 10 ปี คำให้การดังกล่าวไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ชัดแจ้งว่า คดีขาดอายุความเรื่องใด คำให้การของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องสำหรับค่าตอบแทนการจำหน่ายค่าระวางขนส่งสินค้าระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2536 ถึงกรกฎาคม 2552 ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 นั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามอุทธรณ์โจทก์ต่อไปว่า จำเลยสละประโยชน์แห่งอายุความหรือไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,464,711.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2552 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 177 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โอเรียวลี่แทรเวิลแอนด์ทัวร์ จำกัด
จำเลย — สายการบินโรยัลเนปาล หรือเนปาลแอร์ไลน์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6790/2559
#602820
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 มิได้บัญญัติให้เป็นหน้าที่ที่โจทก์ต้องนำสืบในข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษสำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษในคดีที่โจทก์อ้างเพื่อขอเพิ่มโทษตามฟ้องนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การเพิ่มโทษจำเลยอันเป็นผลร้ายแก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่ได้แถลงรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวโดยตรง โจทก์จึงต้องนำสืบให้ปรากฏถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนั้น คำให้การของจำเลยที่ให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา เป็นการรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหาในฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าจำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยรับในเรื่องการเพิ่มโทษ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษในคดีที่โจทก์อ้างเพื่อขอเพิ่มโทษ เช่นนี้แล้วไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 97 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลางและเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อเริ่มสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 100/2 จำคุก 10 ปี และปรับ 1,200,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 15 ปี และปรับ 1,800,000 บาท

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 900,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 12 ปี และปรับ 650,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 ปี และปรับ 325,000 บาท โดยไม่ปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 และให้ยกคำขอให้เพิ่มโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 มิได้บัญญัติให้เป็นหน้าที่ที่โจทก์ต้องนำสืบในข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1197/2553 ของศาลชั้นต้น ตามฟ้องโจทก์นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การเพิ่มโทษจำเลยอันเป็นผลร้ายแก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่ได้แถลงรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวโดยตรง โจทก์จึงต้องนำสืบให้ปรากฏถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนั้น คดีนี้จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธ และขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา ตามคำให้การฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งเป็นการรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหาในฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าจำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยรับในเรื่องการเพิ่มโทษ โจทก์จึงต้องนำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏเช่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเคยต้องโทษและพ้นโทษตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1197/2553 ของศาลชั้นต้น ไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายจิรวัฒน์ หนูเนียม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางอติกา รัตนคามินี
ศาลอุทธรณ์ — นายวิวัฒน์ สุวัณณะสังข์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6788/2559
#604346
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 หมายความว่าจำเลยที่ 1 ผู้ต้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะต้องนำค่าปรับมาชำระ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องถูกยึดทรัพย์สิน ใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นต้องถูกกักขังแทนค่าปรับตาม ป.อ. มาตรา 29 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง วิธีการยึดทรัพย์ใช้ค่าปรับหรือการกักขังแทนค่าปรับดังกล่าว เป็นวิธีที่จะกระทำเพื่อเป็นการชดใช้ค่าปรับซึ่งเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำค่าปรับมาชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว แม้จำเลยที่ 1 ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับและในที่สุดศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีเหตุที่ต้องจ่ายเงินค่าปรับที่จำเลยที่ 1 ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งกรณีไม่อาจนำ ป.พ.พ. มาตรา 4 มาใช้บังคับกับคดีนี้ซึ่งเป็นคดีอาญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 4 ปี 8 เดือน และปรับ 266,666 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ต่อมาศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกและกักขังจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2551 โดยหักวันต้องขังให้จำเลยที่ 1 มีกำหนด 524 วัน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังในวันที่ 30 กันยายน 2556 และในวันเดียวกันศาลชั้นต้นออกหมายปล่อยจำเลยที่ 1

วันที่ 10 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้คืนเงินค่าปรับตามจำนวนที่ถูกกักขังแทนค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายจะอนุญาตให้ได้ตามขอ ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุต้องจ่ายเงินค่าปรับคืนให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า บทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 แปลและอนุมานได้ว่า การที่รัฐโดยศาลสั่งให้ลงโทษปรับบุคคลใดเป็นการที่รัฐลงโทษบุคคลนั้นให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายในทางทรัพย์สินและรัฐได้เงินจากบุคคลนั้น แต่กรณีที่รัฐไม่ได้เงินจากบุคคลที่ลงโทษปรับเพราะบุคคลนั้นถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี เท่ากับได้มีการชำระเงินค่าปรับให้แก่รัฐแล้วโดยใช้อิสรภาพแลกกับการชำระเงินให้รัฐตามจำนวนวันที่ถูกกักขังแทนค่าปรับ จำเลยจึงมีสิทธิได้รับเงินค่าปรับคืนและสามารถนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 มาปรับใช้กับกรณีของจำเลยที่ 1 ได้ด้วยการเทียบเคียงบทกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 หมายความว่าจำเลยที่ 1 ผู้ต้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะต้องนำค่าปรับมาชำระ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นต้องถูกกักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง วิธีการยึดทรัพย์ใช้ค่าปรับหรือการกักขังแทนค่าปรับดังกล่าว เป็นวิธีที่จะกระทำเพื่อเป็นการชดใช้ค่าปรับซึ่งเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำค่าปรับมาชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว แม้จำเลยที่ 1 ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ ก็ไม่มีเหตุที่ต้องจ่ายเงินค่าปรับคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งกรณีก็ไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 มาใช้บังคับกับคดีนี้ซึ่งเป็นคดีอาญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้ออื่นไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30
ป.พ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมนึกหรืออ๊อด เพ็งแจ้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายเลิศชาย จิวะชาติ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6758/2559
#604488
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องขอค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองโดยมีมูลเหตุจากการที่ จ. ขับรถบรรทุกชน ศ. บุตรโจทก์ เป็นเหตุให้บุตรโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการใช้สิทธิในฐานะผู้เอาประกันภัย เรียกให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันเกิดวินาศภัย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 มิใช่นับแต่ศาลในคดีส่วนอาญามีคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 เมษายน 2551 จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 21,937.50 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 86,937.50 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 65,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติในชั้นฎีกาโดยคู่ความมิได้โต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยทุกประเภท ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 2 เป็นบริษัทประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัยจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 10 ทวิ มีวัตถุประสงค์ให้บริการในการรับคำร้องขอและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบภัย ตามที่บริษัทประกันภัยหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยมอบหมาย ดำเนินกิจการตามที่บริษัทประกันภัยวินาศภัยหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจะได้มอบหมายตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ยบฉ 62 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกำหนดจ่ายเงินค่าเสียหายเบื้องต้น กรณีความเสียหายต่อชีวิต 35,000 บาท ต่อหนึ่งคน ทั้งนี้จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 100,000 บาท กำหนดระยะเวลาคุ้มครองเริ่มต้นวันที่ 19 พฤษภาคม 2550 สิ้นสุดวันที่ 19 พฤษภาคม 2551 ตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2551 นายอิ๊กหรือศักย์ศรณ์ บุตรชายโจทก์ขับรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยที่ 1 รับประกันภัยเฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 95 - 4897 กรุงเทพมหานคร ที่มีนายจรูญ เป็นคนขับ เป็นเหตุให้นายศักย์ศรณ์ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดวันที่ 6 เมษายน 2551 พนักงานอัยการและโจทก์กับพวกฟ้องนายจรูญต่อศาลอาญา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 90 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ศาลอาญาพิพากษาว่า นายจรูญมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 6 ปี คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ หลังจากนายศักย์ศรณ์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นแก่โจทก์ 35,000 บาท แต่ไม่ยอมชดใช้อีก 65,000 บาท เนื่องจากพนักงานสอบสวนมีความเห็นว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดของนายศักย์ศรณ์และนายจรูญ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองมีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี โดยไม่ได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันวินาศภัย คำให้การของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองโดยมีมูลเหตุจากนายศักย์ศรณ์บุตรชายโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ชนกับรถยนต์บรรทุกที่นายจรูญเป็นคนขับเป็นเหตุให้บุตรชายโจทก์ถึงแก่ความตายโดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับประกันภัยวินาศภัยรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุที่บุตรชายโจทก์เป็นคนขับ ซึ่งเป็นการรับประกันภัยตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถโดยผลของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินค่าเสียหาย ส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอีก 65,000 บาท มิใช่เป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามมูลละเมิดแต่อย่างใด เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี นับแต่วันเกิดเหตุรถชนกัน แม้คำให้การของจำเลยที่ 1 จะอ้างว่าขาดอายุความเรื่องละเมิด ส่วนคำให้การของจำเลยที่ 2 จะมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี เป็นอายุความของสิทธิเรียกร้องใดก็ตาม แต่เมื่ออ่านคำให้การของจำเลยทั้งสองแต่ละฉบับที่มีการระบุวันที่อายุความเริ่มนับแต่วันใดและถึงวันที่ขาดอายุความแล้ว ก็พอแปลได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้เกี่ยวกับอายุความของสิทธิเรียกร้องที่โจทก์กล่าวในฟ้องนั่นเอง หาใช่สิทธิเรียกร้องในเรื่องอื่นไม่ ทั้งกำหนดอายุความ 2 ปี ที่จำเลยทั้งสองอ้างนั้นก็เป็นกำหนดอายุความของสิทธิเรียกร้องให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนในสัญญาประกันวินาศภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 ด้วย คำให้การของจำเลยทั้งสองที่ให้การเกี่ยวกับอายุความนั้น เป็นคำให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นแล้ว เป็นคำให้การที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คำให้การของจำเลยทั้งสองจึงมีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องอายุความว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่แล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 2 จ่ายเงินค่าเสียหายเบื้องต้น 35,000 บาท แก่โจทก์ ในวันที่ 25 เมษายน 2551 อายุความจึงสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความต่อไปเมื่อศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 นั้น เห็นว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ เป็นการใช้สิทธิในฐานะผู้เอาประกันภัยเรียกให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 หาใช่นับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาดังที่โจทก์ฎีกาไม่ และไม่ว่าจะเริ่มนับอายุความนับแต่วันที่ 6 เมษายน 2551 ซึ่งเป็นวันเกิดวินาศภัย หรือเริ่มนับแต่วันที่ 25 เมษายน 2551 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นก็ตาม ฟ้องโจทก์ก็เกินกว่ากำหนดเวลา 2 ปี ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 882
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เรือเอกหญิงพิจารณา พินิจ
จำเลย — บริษัทมิตรแท้ประกันภัย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายเบญจพล อัศวัฒน์วิไกร
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
เกษม เกษมปัญญา
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6735/2559
#604340
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ เจ้าพนักงานของจำเลยไม่ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติม แต่มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากรไปยังโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามมาตรา 84/3 ประกอบมาตรา 4 ทศ แห่ง ป.รัษฎากร เนื่องจากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ข้อ 1 (2) จึงเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (3) ซึ่งมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติให้ดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ และ ป.รัษฎากร ได้บัญญัติไว้เพียงกำหนดเวลาขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและแบบในการขอคืนเท่านั้น มิได้กำหนดให้ผู้ขอคืนภาษีอากรที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานเกี่ยวกับการขอคืนภาษีดังกล่าวต้องอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานด้วย เมื่อดอกเบี้ยที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นส่วนหนึ่งในการขอคืนค่าภาษีอากร โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องรอฟังผลการพิจารณาอุทธรณ์จากจำเลยก่อน

แม้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเกิดจากมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายหรือมีเครดิตภาษียกมา ต่างก็ถือได้ว่าเป็นกรณีคืนเงินภาษีอากรที่ชำระตามแบบแสดงรายการตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากร ข้อ 1 (2) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากจำเลย

จากบทบัญญัติ มาตรา 84/3 และมาตรา 4 ทศ แห่ง ป.รัษฎากร จำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนหมายถึงจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยอนุมัติให้คืนแก่โจทก์ หาใช่จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มหลังจากได้มีการหักกลบลบหนี้กันแล้ว การคิดดอกเบี้ยให้แก่ผู้ได้คืนเงินภาษีอากรจึงต้องพิจารณาจากจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินอันเป็นวันสุดท้ายที่สามารถคิดดอกเบี้ยได้ หาอาจนำจำนวนเงินที่มีการหักกลบลบหนี้ภายหลังจากการมีคำสั่งแจ้งคืนเงินมาใช้เป็นฐานในการคำนวณดอกเบี้ย

สำหรับดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกมาตามฟ้องโดยอ้างว่า การที่จำเลยไม่สั่งให้ดอกเบี้ยในระหว่างยังไม่ได้คืนเงินภาษีอากรตาม ป.รัษฎากร ในเวลาที่คืนเงินภาษีอากรล่าช้าแก่โจทก์ เป็นกรณีจำเลยไม่ให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์เพื่อบรรเทาความเสียหายในระหว่างได้รับเงินภาษีอากรล่าช้า โจทก์จึงขอเรียกค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนนั้น เป็นกรณีที่ยังมีข้อต่อสู้ให้ศาลต้องวินิจฉัยให้ชัดเจนเสียก่อนว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเนื่องจากเข้าหลักเกณฑ์การให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากรหรือไม่ และเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานของจำเลยใช้ดุลพินิจไปตามอำนาจหน้าที่ จึงยังไม่สมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งตามหนังสือของสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 23 ที่ กค 0707.02/2636 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ 19,423,187.62 บาท ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จนถึงวันฟ้อง 1,656,292.36 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,423,187.62 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งไม่คืนดอกเบี้ยให้โจทก์ตามหนังสือสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 23 ที่ กค 0707.02/2636 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของต้นเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน 91,618,809.58 บาท นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณแล้วไม่เกิน 19,423,187.62 บาท และไม่เกินต้นเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้า ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี และเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85 มีหน้าที่ยื่นแบบและชำระภาษีตามมาตรา 83 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เป็นเครดิตภาษีชำระเกินพันยอดสะสม ยกมาตลอดตั้งแต่เดือนภาษีกันยายน 2543 ถึงเดือนพฤษภาคม 2551 โดยไม่ได้ขอคืนเป็นเงินสด โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ประจำเดือนมิถุนายน 2551 ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 91,618,809.58 บาท โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ประจำเดือนภาษีกรกฎาคม 2551 ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 27,404.76 บาท และโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ประจำเดือนภาษีสิงหาคม 2551 ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 12,314.23 บาท เดือนภาษี เป็นเงิน 91,658,528.57 บาท ต่อสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 23 อันเป็นสาขาของจำเลย สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 23 ส่งเรื่องของโจทก์เข้าสู่กระบวนการตรวจก่อนคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามแนวปฏิบัติกรมสรรพากรที่ มก. 4/2549 เรื่องการพิจารณาคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ โดยให้โจทก์นำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องส่งให้แก่จำเลย รวมทั้งการตรวจสอบยันใบกำกับภาษีซื้อแต่ละรายการ จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ของจำเลยพบประเด็นความผิดด้านยอดขายและยอดซื้อจึงไม่สามารถคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มได้ทันที เจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งผลการตรวจสอบให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 และแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2549 เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2551 ชำระภาษีเพิ่มเติมรวมเป็นเงินภาษีทั้งสิ้น 14,258,235.64 บาท โจทก์ไม่ได้โต้แย้งและยื่นแบบปรับปรุงชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม อีกทั้งยื่นคำร้องขอลดเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร เจ้าหน้าที่ของจำเลยเสนอรายงานผลการตรวจภาษีมูลค่าเพิ่มต่อสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 23 สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 23 อนุมัติให้คืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์สำหรับเดือนภาษีมิถุนายน 2551 จำนวน 91,618,809.58 บาท เดือนภาษีกรกฎาคม 2551 จำนวน 27,404.76 บาท และเดือนภาษีสิงหาคม 2551 จำนวน 12,314.23 บาท สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 23 มีหนังสือแจ้งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.72) สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2551 สำหรับเดือนภาษีมิถุนายน 2551 คืนภาษีอากรให้แก่โจทก์เป็นเงิน 91,618,809.58 บาท โดยไม่พิจารณาให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามไปยังสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 23 เพื่อให้มีคำสั่งให้ดอกเบี้ยในเงินภาษีอากรคืนในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน จากต้นเงินจำนวนภาษีอากรคืน สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 23 มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากรมายังโจทก์ โดยชี้แจงให้เหตุผลว่าโจทก์มีรายจ่ายและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทำให้ยอดซื้อและภาษีซื้อ ซึ่งโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) มีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายเป็นเครดิตภาษีพันยอดสะสมยกมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 และมาขอคืนภาษีเป็นเงินสดในเดือนภาษีมิถุนายน 2551 จำนวน 91,618,809.58 บาท ดังนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอคืนเกิดจากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย จึงไม่ใช่การขอคืนภาษีที่ชำระตามแบบแสดงรายการ เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระพร้อมแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อเท่านั้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 อีกทั้งโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ขอคืนเป็นภาษีสะสมยกมารวมระยะเวลาประมาณ 8 ปี จำนวนภาษีที่ขอคืนสูงมาก เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตรวจพิสูจน์เอกสารหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นจำนวนมากอย่างระมัดระวัง ประกอบกับต้องใช้เวลาในการตรวจสอบยันใบกำกับภาษีซื้อว่าเป็นใบกำกับภาษีซื้อที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ยากแก่การนำสืบ จากเหตุผลดังกล่าวสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 23 จึงพิจารณาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 84/3 ประกอบมาตรา 4 ทศ เนื่องจากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ข้อ 1 (2) ตามสำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณา ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาดังกล่าว เนื่องจากกรณีของโจทก์เป็นการขอคืนภาษีที่มีการชำระไว้ตามแบบแสดงรายการภาษีแล้ว โจทก์ยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่ง ต่อมาสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 23 มีหนังสือแจ้งมายังโจทก์ว่าได้ส่งคำอุทธรณ์ของโจทก์ไปให้สำนักงานสรรพากรภาค 3 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาดำเนินการและขอให้โจทก์รอการพิจารณาจากสำนักงานสรรพากรภาค 3 ต่อไป ปัญหาการคืนดอกเบี้ยของโจทก์ยังอยู่ในระหว่างการหารือของกรมสรรพากร จำเลยนำเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ต้องชำระเพิ่มเติมตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2553 หักกลบลบหนี้กับภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ได้รับคืน คงเหลือเงินที่โจทก์ได้รับคืนสำหรับเดือนภาษีมิถุนายน 2551 เพียง 77,584,628.79 บาท สรรพากรพื้นที่มีอำนาจและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรในเขตท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่นั้นในการสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ และกฎกระทรวงฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 119/2545 เรื่อง มอบอำนาจให้สรรพากรพื้นที่สั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร แต่โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วย

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า การพิจารณาขอคืนดอกเบี้ยของโจทก์อยู่ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย เนื่องจากเจ้าพนักงานของจำเลยเห็นว่า การขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากร ข้อ 1 (2) โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ย โจทก์ยื่นหนังสืออุทธรณ์โต้แย้งคำสั่ง เจ้าพนักงานของจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าได้ส่งคำอุทธรณ์ของโจทก์ไปให้สำนักงานสรรพากรภาค 3 พิจารณา โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่รอฟังผลการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธินั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 บัญญัติให้ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งในเรื่องต่อไปนี้ (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร และมาตรา 9 บัญญัติว่า คดีตามมาตรา 7 (3) ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้ขอคืนค่าภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาเช่นว่านั้น คดีนี้ เจ้าพนักงานของจำเลยไม่ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติม แต่มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากรไปยังโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามมาตรา 84/3 ประกอบมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ข้อ 1 (2) จึงเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (3) ซึ่งมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดไว้และประมวลรัษฎากรได้บัญญัติไว้เพียงกำหนดเวลาขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและแบบในการขอคืนเท่านั้น มิได้กำหนดให้ผู้ขอคืนภาษีอากรที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานเกี่ยวกับการขอคืนภาษีต้องอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานด้วย เมื่อดอกเบี้ยที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นส่วนหนึ่งในการขอคืนค่าภาษีอากร ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยได้ โดยไม่ต้องรอฟังผลการพิจารณาอุทธรณ์จากจำเลยก่อน ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยตามกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่มีการพิจารณาการให้ดอกเบี้ยตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ไม่มีบทบัญญัติใดให้โจทก์ต้องรอผลการพิจารณาตอบข้อหารือจากกรมสรรพากรดังที่จำเลยต่อสู้อีกนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อมาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงิน 91,618,809.58 บาท หรือ 77,584,628.79 บาท หรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ขอคืนในเดือนมิถุนายน 2551 สืบเนื่องมาจากโจทก์มีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย จึงมิใช่การขอคืนภาษีที่ชำระตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระพร้อมแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อเท่านั้น แต่กรณีของโจทก์เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ขอคืนภาษีที่มีเครดิตพันยอดสะสมยกมา ไม่มีการชำระภาษี กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์การให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากรนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี วรรคสอง บัญญัติว่า หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้นและวรรคสาม บัญญัติว่า หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษีและให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายเป็นเครดิตภาษีพันยอดสะสมยกมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2543 แต่มาขอคืนภาษีเป็นเงินสดในเดือนมิถุนายน 2551 จำนวน 91,618,809.58 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ขอคืนจึงเกิดจากยอดภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ซึ่งมาตรา 4 ทศ บัญญัติว่า ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวงซึ่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากร ข้อ 1 บัญญัติว่า ดอกเบี้ยที่จะให้แก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร ให้คิดดังต่อไปนี้ (2) กรณีคืนเงินภาษีอากรที่ชำระตามแบบแสดงรายการไม่ว่าจะชำระพร้อมกับการยื่นหรือไม่ ให้เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร แม้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเกิดจากมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายหรือมีเครดิตภาษียกมา ต่างก็เป็นกรณีคืนเงินภาษีอากรที่ชำระตามแบบแสดงรายการตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ฯ ข้อ 1 (2) หาใช่เป็นดังกรณีที่จำเลยเข้าใจว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระพร้อมแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ เพราะหากเป็นดังที่จำเลยเข้าใจเช่นนั้น โจทก์จะไม่มีจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอคืนแต่กลับต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเท่ากับส่วนต่างของภาษีขายที่มากกว่าภาษีซื้อให้แก่จำเลยตามมาตรา 82/3 วรรคสอง และเป็นการตีความกฎหมายที่เป็นผลร้ายต่อผู้เสียภาษีอากรให้แก่รัฐ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งต่อมาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินภาษีคืนจากส่วนที่คงเหลือภาษีมูลค่าเพิ่มหลังจากที่โจทก์ต้องชำระส่วนที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ไม่ถูกต้อง คงเหลือจำนวนภาษีที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ 77,584,628.79 บาท มิใช่จากจำนวน 91,618,809.58 บาท เป็นเงินดอกเบี้ยเพียง 775,846.29 บาท นั้น เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 84/3 บัญญัติว่า "การคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ผู้ได้รับคืนภาษีได้รับดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 4 ทศ" และมาตรา 4 ทศ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน" จากบัญญัติดังกล่าว จำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน จึงหมายถึงจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยอนุมัติให้คืนแก่โจทก์นั่นเอง หาใช่จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มหลังจากได้มีการหักกลบลบหนี้กันแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การคิดดอกเบี้ยให้แก่ผู้ได้คืนเงินภาษีอากรจึงต้องพิจารณาจากจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินอันเป็นวันสุดท้ายที่สามารถคิดดอกเบี้ยได้ หาอาจนำจำนวนเงินที่มีการหักกลบลบหนี้ภายหลังจากการมีคำสั่งแจ้งคืนเงินมาใช้เป็นฐานในการคำนวณดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,423,187.62 บาท นับแต่วันแจ้งคำสั่งคืนเงินหรือไม่ เพียงใด ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า จำเลยมีคำสั่งคืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์ แล้วอันเป็นผลให้จำเลยมิได้ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ภาษีอากรอีกต่อไป การที่จำเลยไม่สั่งให้ดอกเบี้ยในระหว่างยังไม่ได้คืนเงินภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรในเวลาที่คืนเงินภาษีอากรล่าช้าให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีจำเลยไม่ให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์เพื่อบรรเทาความเสียหายในระหว่างได้รับเงินภาษีอากรล่าช้า ดังนั้น ดอกเบี้ยที่จำเลยไม่ให้แก่โจทก์ภายหลังจากวันที่จำเลยคืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์แล้ว จึงไม่ใช่เป็นดอกเบี้ยในระหว่างการผิดนัดชำระหนี้ของจำเลยต่อโจทก์อีกต่อไป การเรียกร้องค่าเสียหายจากดอกเบี้ยซึ่งจำเลยไม่ให้แก่โจทก์ จึงเป็นการผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยอันเป็นการบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์ ไม่ใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างการผิดนัดชำระเงินต้นของจำเลยอันเป็นข้อห้ามตามกฎหมายนั้น เห็นว่า สำหรับดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกมาตามฟ้องนั้น เป็นกรณีที่ยังมีข้อต่อสู้ให้ศาลต้องวินิจฉัยให้ชัดเจนเสียก่อนว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเนื่องจากเข้าหลักเกณฑ์การให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากรหรือไม่ และเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานของจำเลยใช้ดุลพินิจไปตามอำนาจหน้าที่ จึงยังไม่สมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยโดยคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,423,187.62 บาท ได้อีกนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
กฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากร
ป.รัษฎากร ม. 4 ทศ ม. 82/3
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามกัลฟ์ปิโตรเคมีคัล จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6734/2559
#603320
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 83/5 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการขายทอดตลาด ให้ผู้ทอดตลาดซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องเสีย" และวรรคสองบัญญัติว่า "ให้ผู้มีหน้าที่นำส่งตามวรรคหนึ่ง นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยยื่นรายการตามแบบนำส่งภาษีที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่และกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 52 และให้นำมาตรา 54 และมาตรา 55 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ซึ่งตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 และมาตรา 53 มิได้หักและนำเงินส่งหรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่ง หรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี" และมาตรา 54 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักภาษีไว้ตามมาตรา 50 หรือมาตรา 53 แล้ว ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษีเท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้แล้วนั้น และให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ทอดตลาดมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลย นอกจากนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 308 แสดงให้เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ทำหน้าที่ทอดตลาด จึงมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อข้อเท็จจริงตามที่คู่ความรับกันฟังได้ว่า ราคาหรือเงินได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ที่ผู้ซื้อนำมาชำระแก่กรมบังคับคดีเป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว การที่กรมบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์จนหมด โดยมิได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยตามมาตรา 83/5 จึงเป็นกรณีที่กรมบังคับคดีได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อและหักภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้วแต่มิได้นำส่งแก่จำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินต้องรับผิดชำระเงินภาษีแต่ฝ่ายเดียว มีผลให้โจทก์พ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเท่าจำนวนที่กรมบังคับคดีได้หักไว้แล้วนั้น ตามมาตรา 54 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) สำหรับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีกันยายน 2548 และเดือนภาษีตุลาคม 2548 และขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.6 (นฐ)/6/2553 และ เลขที่ สภ.6 (นฐ)/7/2553 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2553

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมิน เลขที่ ภ.พ.73.1-06737061-25520408-005-00470 ลงวันที่ 8 เมษายน 2552 และเลขที่ ภ.พ.73.1- 06731061-25520408-005-00471 ลงวันที่ 8 เมษายน 2552 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.6 (นฐ)/6/2553 และเลขที่ สภ.6 (นฐ)/7/2553 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2553 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ กค.77/2548 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และศาลมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์โจทก์ออกขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดียึดเครื่องจักรและชิ้นส่วนเครื่องจักรซึ่งเป็นทรัพย์ของโจทก์ออกขายทอดตลาดและมีผู้ซื้อทรัพย์ดังกล่าวได้ในราคา 96,000,000 บาท ผู้ซื้อชำระราคา 3 ครั้ง ครั้งแรกในวันที่ 21 กันยายน 2548 เป็นเงิน 5,000,000 บาท ครั้งที่ 2 ในวันที่ 22 กันยายน 2548 เป็นเงิน 2,000,000 บาท และครั้งที่ 3 ในวันที่ 3 ตุลาคม 2548 เป็นเงิน 89,000,000 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินของกรมบังคับคดี ซึ่งราคาทรัพย์ดังกล่าวเป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ขายทอดตลาดรับชำระเงินจากผู้ซื้อและนำไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เดือนภาษีกันยายน 2548 ภายในกำหนดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2548 ไม่มียอดขาย ไม่มีภาษีขาย มีแต่ยอดซื้อและภาษีซื้อ เป็นภาษีที่ชำระเกินยกไป 167,121.62 บาท และโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ของเดือนภาษีตุลาคม 2548 เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 มียอดขาย 7,911.54 บาท ภาษีขาย 553.81 บาท มียอดซื้อ 14,898,150.23 บาท ภาษีซื้อ 1,042,870.53 บาท เป็นภาษีที่ชำระเกินยกไป 1,043,424.34 บาท โดยโจทก์ไม่ได้นำรายรับจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมารวมคำนวณยื่นภาษีขายของเดือนภาษีดังกล่าว ต่อมาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เดือนภาษีพฤศจิกายน 2550 ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 1,380,407.54 บาท โดยจำนวนเงินที่ขอคืนดังกล่าวมีภาษีที่ชำระเกินยกมาของเดือนภาษีกันยายน 2548 และเดือนภาษีตุลาคม 2548 รวมอยู่ด้วย และโจทก์ได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของทั้งสองเดือนภาษีแล้ว ตามหนังสือแจ้ง ภ.พ.72-06730061-25510530-005-00833 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 จากการตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2549 ตามหนังสือนำตัวที่ กค.07143/555 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2549 ผลการตรวจปฏิบัติการพบว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2548 โจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์สินโดยกรมบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ เป็นเงิน 96,000,000 บาท แต่โจทก์มิได้นำรายการดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีแต่อย่างใด เจ้าพนักงานประเมินจำเลยจึงออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) ของเดือนภาษีกันยายน 2548 เป็นภาษี 6,113,252.21 บาท เบี้ยปรับ 6,280,373.83 บาท เงินเพิ่ม 2,934,361.06 บาท รวมเป็นเงิน 15,327,987.10 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ ภ.พ. 73.1-06730061-25510522-00500214 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามเลขรับอุทธรณ์ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2551 ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยได้ออกหนังสือเเจ้งยกเลิกหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าว และออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) ลงวันที่ 8 เมษายน 2552 ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีกันยายน 2548 และเดือนภาษีตุลาคม 2548 โดยให้เหตุผลว่า โจทก์มิได้ยื่นยอดขายจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินโดยกรมบังคับคดีที่ผู้ซื้อชำระไว้ในเดือนกันยายน 2548 จำนวน 7,000,000 บาท ซึ่งเป็นยอดขายที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้วจำนวน 457,943.93 บาท โจทก์จึงยื่นยอดขายแจ้งไว้ขาดจำนวน 6,542,056.07 บาท ภาษีขาย 457,943.93 บาท และโจทก์มิได้ยื่นยอดขายจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินโดยกรมบังคับคดีที่ผู้ซื้อชำระไว้เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2548 จำนวน 89,000,000 บาท ซึ่งเป็นยอดขายที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้วจำนวน 5,822,429.91 บาท โจทก์จึงยื่นยอดขายแจ้งไว้ขาดจำนวน 83,177,570.09 บาท ภาษีขาย 5,822,429.91 บาท และประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีกันยายน 2548 เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม 457,943.93 บาท เบี้ยปรับ 1 เท่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) เป็นเงิน 457,943.93 บาท เงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 คำนวณถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 เป็นเงิน 295,373.83 บาท รวมภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 1,211,261.69 บาท และประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีตุลาคม 2548 เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม 5,822,429.91 บาท เบี้ยปรับจากการที่โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30) ของเดือนภาษีตุลาคม 2548 ภายในกำหนดเวลาอีก 2 เท่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (2) เป็นเงิน 11,644,859.82 บาท เงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 คำนวณถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 เป็นเงิน 3,668,130.84 บาท รวมภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 21,135,420.57 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ภ.พ. 73.1-06731061-25520408-005-00470-00470 และเลขที่ ภ.พ. 73.1-06731061-25520408-005-00470-00471 โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ในส่วนเบี้ยปรับนั้นเห็นว่า กรมบังคับคดีมิได้เรียกเก็บภาษีจากผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาด จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร แต่เกิดจากความไม่เข้าใจในข้อกฎหมาย ให้งดเบี้ยปรับทั้งหมดแก่โจทก์ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.6 (นฐ)/6/2553 และ เลขที่ สภ.6 (นฐ)/7/2553 โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงมาฟ้องคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83/5 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการขายทอดตลาด ให้ผู้ทอดตลาดซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องเสีย" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ผู้มีหน้าที่นำส่งตามวรรคหนึ่ง นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยยื่นรายการตามแบบนำส่งภาษีที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่และกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 52 และให้นำมาตรา 54 และมาตรา 55 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ซึ่งตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 และมาตรา 53 มิได้หักและนำเงินส่งหรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่ง หรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี" และมาตรา 54 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักเงินภาษีไว้ตามมาตรา 50 หรือมาตรา 53 แล้ว ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษีเท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้แล้วนั้น และให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ทอดตลาดมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลย นอกจากนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 308 แสดงให้เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ทำหน้าที่ทอดตลาด จึงมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อข้อเท็จจริงตามที่คู่ความรับกันฟังได้ว่า ราคาหรือเงินได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์จำนวน 96,000,000 บาท ที่ผู้ซื้อนำมาชำระแก่กรมบังคับคดีนั้นเป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว การที่กรมบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์จนหมด โดยมิได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยตามที่มาตรา 83/5 แห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ จึงเป็นกรณีที่กรมบังคับคดีได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อและหักเงินภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้วแต่มิได้นำส่งแก่จำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินต้องรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว จึงมีผลให้โจทก์พ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเท่าจำนวนที่กรมบังคับคดีได้หักไว้แล้วนั้น ตามมาตรา 54 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 308
ป.รัษฎากร ม. 54 ม. 83/5 ม. 89/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวกชมน ทิพยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6729/2559
#602551
เปิดฉบับเต็ม

ใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหารและสถานบริการชื่อ บ. คาราโอเกะ และ ป. คันทรีคลับ เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับใบอนุญาต เนื่องจากการจะได้รับอนุญาตหรือไม่ ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สถานบริการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 ซึ่งห้ามมิให้ผู้ใดตั้งสถานบริการ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยคุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาตต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 หากผู้ใดฝ่าฝืนตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตต้องรับโทษตามมาตรา 26 ทั้งไม่มีบทบัญญัติอนุญาตให้มีการโอนใบอนุญาตแก่กันได้ แม้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในใบอนุญาตฯ ซึ่งเป็นทรัพย์สินเพราะเป็นสินสมรสของโจทก์จำเลยที่ประกอบธุรกิจขณะเป็นสามีภริยากัน แต่การที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้รับอนุญาต ตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวที่ไม่ประสงค์ให้โอนใบอนุญาตกัน โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับให้ลงชื่อโจทก์ในใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์มีชื่อร่วมในใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการและมีอำนาจในการขอต่อใบอนุญาต บัดดี้ คาราโอเกะและปีกไม้คันทรีคลับเป็นรายปีทุกปีแต่ฝ่ายเดียว

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้น เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน ในระหว่างสมรสโจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบกิจการร้านอาหารและสถานบริการชื่อ บัดดี้ คาราโอเกะ และปีกไม้คันทรีคลับ โดยจำเลยเป็นผู้ขอและได้รับใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ ต่อมาโจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน จำเลยไม่ขอต่อใบอนุญาต โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยไม่ดำเนินการให้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลจะสั่งให้ลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในใบอนุญาตตั้งสถานบริการทั้งสองแห่ง และให้โจทก์มีอำนาจในการจัดการแต่เพียงฝ่ายเดียวในการขอต่อใบอนุญาตได้หรือไม่ เห็นว่า ใบอนุญาตเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับใบอนุญาต เนื่องจากการจะได้รับอนุญาตหรือไม่ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถานบริการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 ซึ่งห้ามมิให้ผู้ใดตั้งสถานบริการ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยคุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาตจะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 หากผู้ใดฝ่าฝืนตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องรับโทษตามมาตรา 26 ทั้งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติอนุญาตให้มีการโอนใบอนุญาตให้แก่กันได้ แม้จะฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการซึ่งเป็นทรัพย์สินเพราะเป็นสินสมรสของโจทก์จำเลยที่ประกอบธุรกิจขณะเป็นสามีภริยากัน แต่การที่จำเลยได้รับใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้รับอนุญาตตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติของกฎหมายที่ไม่ประสงค์ให้โอนใบอนุญาตกัน โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้บังคับให้โจทก์มีชื่อร่วมในใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการบัดดี้ คาราโอเกะ และปีกไม้คันทรีคลับ และให้โจทก์มีอำนาจในการขอต่อใบอนุญาตแต่เพียงฝ่ายเดียวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1475
พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ม. 4 ม. 6 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธรรมจักร เมธีรัตน์
จำเลย — นางสาวเก็จมณี แป้นวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุโขทัย — นางสาวอัญชนีย์ โตวนิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจิตรกร พัฒนาศิริ
ชื่อองค์คณะ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
พิศล พิรุณ
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6708/2559
#604327
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีมาก่อนและศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องไปแล้ว การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เข้ามาใหม่อีก แม้ตามคำร้องฉบับแรกจะอ้างเพื่อไปยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนอง แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้รายเดียวกันเพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการบังคับคดีต่อ จึงเป็นประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีแทนโจทก์หรือไม่เช่นเดียวกันทั้งสองฉบับ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์ของผู้ร้องฉบับแรก อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องการขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในการบังคับคดีต่อของผู้ร้องแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เข้ามาใหม่อีกขอให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องเดียวกัน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามในคดีนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551

วันที่ 11 มิถุนายน 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องและขอแก้ไขคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ใหม่อีกเพื่อไปขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิในทรัพย์จำนองที่ถูกเจ้าหนี้อื่นนำยึดไว้ตามสิทธิของผู้ร้องต่อไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องฎีกาว่า คำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ของผู้ร้องในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 ไม่ได้อ้างสิทธิเดิม จึงไม่เป็นคำร้องซ้ำในประเด็นที่ศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยชี้ขาดยกคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ของผู้ร้องไปก่อนแล้วในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 นั้น เห็นว่า ก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เข้ามาในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีมาก่อนแล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นได้นัดไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องไปแล้วเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ดังนั้น การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เข้ามาใหม่อีก แม้ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 11 มิถุนายน 2557 จะอ้างว่าเพื่อไปยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนอง แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้รายเดียวกันเพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการบังคับคดีต่อ จึงเป็นประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีแทนโจทก์หรือไม่เช่นเดียวกันทั้งสองฉบับ หาใช่ประเด็นแห่งคดีของคำร้องทั้งสองฉบับแตกต่างกันดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างมาในฎีกาไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ของผู้ร้องฉบับแรกในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องการขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในการบังคับคดีต่อของผู้ร้องแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เข้ามาใหม่อีกในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 ขอให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องเดียวกันจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นายสมบุญ ปฏิเวชปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายคนึง คงบริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6693/2559
#602809
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีที่ดินพิพาทเพียงแปลงเดียวขณะที่ถูกเวนคืนโจทก์ใช้เป็นที่ตั้งอาคารสำนักงานของโจทก์และมีไว้ให้ผู้อื่นเช่า อันแสดงให้เห็นว่าที่ดินและอาคารที่พิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้เพื่อประกอบกิจการไม่ได้มีไว้เพื่อขาย ประกอบกับการที่โจทก์ต้องโอนทรัพย์ก็เนื่องจากมี พระราชกฤษฎีกาออกมากำหนดให้ที่ดินที่โอนนั้นอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ซึ่งหากโจทก์ไม่ตกลงกับเจ้าหน้าที่ก็ต้องถูกเวนคืน ดังนั้น การที่โจทก์ยอมตกลงโอนที่ดินภายใต้สภาพบังคับเช่นนี้ย่อมไม่ใช่การโอนโดยเจตนาหรือเพื่อประโยชน์ในกิจการของโจทก์ กรณีของโจทก์จึงไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่ง ป.รัษฎากร

เมื่อโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ การฟ้องขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีส่วนท้องถิ่นในคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 91/11 และมาตรา 27 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรเลขที่ กค.0705.07/ภค./13650 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2552 และให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรจำนวน 1,443,706.53 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่าปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับคืนภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีกันยายน 2547 เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2548 และเดือนภาษีมีนาคม 2548 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่จำเลย โจทก์ไม่ต้องยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีธุรกิจเฉพาะต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/11 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การขายที่ดินและอาคารพิพาทตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ของโจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ให้คำนิยามคำว่า "ขาย" ว่า หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่าย จ่าย โอน ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ ตามบทนิยามดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้ที่ดินของโจทก์อยู่ในเขตที่จะต้องเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายเชื่อมระหว่างถนนพหลโยธินกับถนนวิภาวดีรังสิตและสายเชื่อมระหว่างถนนพหลโยธินกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 51 สายแยกทางของกรุงเทพมหานครควบคุม (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3202 (บึงกุ่ม) พ.ศ.2543 และการที่โจทก์โอนที่ดินให้แก่กรุงเทพมหานครเป็นไปตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ก็ตาม ก็ยังเป็นการโอนจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) ส่วนการขายอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา" และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์เฉพาะที่ต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังต่อไปนี้เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร... (5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเฉพาะของนิติบุคคลตามมาตรา 77/1 แห่งประมวลรัษฎากร..." ในปัญหานี้โจทก์มีนางปนัดดา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความเป็นพยานว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ให้เช่าอาคารพร้อมระบบสาธารณูปโภค ที่ดินพิพาทซึ่งถูกเวนคืนเป็นที่ดินที่มีอาคารใช้เป็นสำนักงานของโจทก์ไม่ได้มีไว้ขาย ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งปรากฏตามรายงานการตรวจสภาพกิจการและหนังสือเรื่องขออนุมัติยุติการตรวจสภาพกิจการรายโจทก์ แผ่นที่ 50 และ 153 ด้วยว่า โจทก์ประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน มีผู้เช่า 2 บริษัท คือ บริษัทวองออโตโมบิล จำกัด และบริษัทวอง ฮอนด้า คาร์ส จำกัด ซึ่งอาคารดังกล่าวอยู่ที่เลขที่ 2629 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานของโจทก์ตั้งอยู่ที่อาคารดังกล่าวด้วย ในปัญหานี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์มีที่ดินพิพาทเพียงแปลงเดียวขณะที่ถูกเวนคืนโจทก์ใช้เป็นที่ตั้งอาคารสำนักงานของโจทก์และมีไว้ให้ผู้อื่นเช่าอันแสดงให้เห็นว่าที่ดินและอาคารที่พิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการมิได้มีไว้เพื่อขาย ประกอบกับการที่โจทก์ต้องโอนทรัพย์ก็เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาออกมากำหนดให้ที่ดินที่โอนนั้นอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ซึ่งหากโจทก์ไม่ตกลงกับเจ้าหน้าที่ก็ต้องถูกเวนคืน ดังนั้น การที่โจทก์ยอมตกลงโอนที่ดินภายใต้สภาพบังคับเช่นนี้ย่อมไม่ใช่การโอนโดยเจตนาหรือเพื่อประโยชน์ในกิจการของโจทก์ กรณีของโจทก์จึงไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีธุรกิจเฉพาะต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/11 และมาตรา 27 ตรี หรือไม่ นั้น เมื่อโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ การฟ้องขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีท้องถิ่นในคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับกำหนดเวลาสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 91/11 และมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงมีสิทธิขอคืนเงินดังกล่าว สำหรับกรณีของโจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้นแต่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร ตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรดังกล่าว จนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืน ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความ ในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากร ข้อ 1 (2) และข้อ 1 วรรคท้าย แต่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป โจทก์จึงมีสิทธิรับดอกเบี้ยจากเงินค่าภาษีอากรที่ได้รับคืนในอัตราดังกล่าวตามที่โจทก์ขอ แต่ไม่เกินจำนวนค่าภาษีอากร ที่ได้รับคืน สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,443,706.53 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่จำเลยลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินค่าภาษีอากรแก่โจทก์ แต่ไม่เกินจำนวนค่าภาษีที่ได้รับคืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 27 ตรี ม. 91/2 (6) ม. 91/11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวอง จตุจักร จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒิยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6691/2559
#604500
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้จัดการสาขาของจำเลย เป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากจำเลยให้เป็นผู้บริหารระดับสูงจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการเงินโดยเคร่งครัดเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาและป้องปรามมิให้เกิดการทุจริต การที่โจทก์เบิกเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 1,400 บาท โดยไม่ได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามระเบียบของจำเลย จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีที่ร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 28,036 บาท คืนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 58,347 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 12,388 บาท ค่าชดเชย 195,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ดอกเบี้ยและเงินเพิ่มทุกจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,400,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 195,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 28,036 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าเสียหาย 200,000 บาท เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 58,347 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2539 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการสาขาเลียบคลองสี่วา เงินเดือนเดือนละ 19,573 บาท โจทก์เบิกเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 1,400 บาท ไปใช้เป็นค่ารถให้พนักงานไปรับเช็คช่วยชาติ โดยไม่ได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจแต่ได้กรอกข้อมูลเข้าระบบคอมพิวเตอร์แล้ว หลังจากหน่วยตรวจสอบการดำเนินการภายในเข้าตรวจสอบโจทก์ฉีกเอกสารกำกับจำนวนเงินที่เก็บเข้าตู้เซฟบางส่วน

ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยว่า การที่โจทก์เบิกเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 1,400 บาท โดยไม่ได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจ เป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินซึ่งจะต้องได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจเสียก่อน โจทก์ในฐานะเป็นผู้จัดการสาขาของจำเลย ได้รับความไว้วางใจจากจำเลยให้เป็นผู้บริหารระดับสูงจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการเงินโดยเคร่งครัดเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นและเป็นการป้องปรามมิให้เกิดการทุจริตในภายหน้า การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์เช่นนี้ ถือว่าเป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างดังกล่าว ทั้งไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) สำหรับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้โดยชัดแจ้งว่าจำเลยไม่ได้หักค่าจ้างส่วนนี้ของโจทก์และไม่ต้องจ่ายคืนแก่โจทก์เพราะเหตุใด ทั้งทางนำสืบของโจทก์และจำเลยก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามนั้นว่า จำเลยหักค่าจ้างโจทก์เพื่อส่งเข้ากองทุนดังกล่าว เงินส่วนนี้จึงเป็นเงินของโจทก์ ดังนั้นเมื่อมีการเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจะต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนพรัตน์ กล่อมประเสริฐ
จำเลย — บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกื้อ วุฒิปวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6688/2559
#604489
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์บรรยายพอเข้าใจได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถแท็กซี่คันที่จำเลยที่ 1 ขับโดยประมาทมาชนรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ชัดแจ้ง ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ให้การยอมรับว่าเป็นผู้รับประกันภัยรถแท็กซี่คันดังกล่าว แต่ปฏิเสธความรับผิดโดยกล่าวอ้างว่าคนขับรถของโจทก์เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาทโดยการเปลี่ยนช่องเดินรถเข้ามาในช่องเดินรถที่จำเลยที่ 1 ขับทำให้เกิดเฉี่ยวชนกัน การที่จำเลยที่ 2 ให้การเช่นนี้ถือว่าจำเลยที่ 2 สามารถเข้าใจคำฟ้องของโจทก์ได้ดี จึงสามารถให้การต่อสู้คดีได้ คำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 270,871 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน สฉ 9519 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ขับรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน ทว 257 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยด้วยความประมาท เฉี่ยวชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ซึ่งขณะเกิดเหตุมีนายอานนท์ เป็นผู้ขับและโจทก์นั่งโดยสารมาเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายและโจทก์ได้รับบาดเจ็บ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์บรรยายคำฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน ทว 257 กรุงเทพมหานคร ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถแท็กซี่ด้วยความเร็วสูงและความประมาทชนท้ายรถยนต์ของโจทก์และรถยนต์ของโจทก์แล่นไถลไปกระแทกกับรถกระบะหมายเลขทะเบียน วล 7025 กรุงเทพมหานคร ซึ่งประสบอุบัติเหตุอยู่ด้านหน้า ทำให้รถยนต์ของโจทก์เสียหายทางด้านท้ายและด้านหน้าและโจทก์ได้รับบาดเจ็บ โดยโจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 300,000 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยประเภท 3 คุ้มครองรถแท็กซี่มีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ก่อนฟ้องโจทก์ได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจังหวัดนนทบุรี จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นผู้รับประกันภัยจริง แต่ไม่ยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างว่าผู้ขับรถยนต์ของโจทก์เป็นฝ่ายประมาท เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์บรรยายพอเข้าใจได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถแท็กซี่คันที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับโดยประมาทมาชนรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายจึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ชัดแจ้ง ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ให้การยอมรับว่าเป็นผู้รับประกันภัยรถแท็กซี่ แต่ปฏิเสธความรับผิดโดยกล่าวอ้างว่าคนขับรถของโจทก์เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาท โดยการเปลี่ยนช่องเดินรถเข้ามาในช่องเดินรถที่จำเลยที่ 1 ขับทำให้เกิดเฉี่ยวชนกัน การที่จำเลยที่ 2 ให้การเช่นนี้ถือว่าจำเลยที่ 2 สามารถเข้าใจคำฟ้องของโจทก์ได้ดีจึงสามารถให้การต่อสู้คดีได้ คำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอิศราภรณ์ แสงดี
จำเลย — นายมาโนชญ์ ธนานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายอัษฎาวุธ สรหงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เกษม เกษมปัญญา
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6686/2559
#603319
เปิดฉบับเต็ม

ผู้รับประกันภัยเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เอาประกันภัย เงื่อนไขที่ยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ถ้ามีข้อสงสัยต้องตีความให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัย ซึ่งตามเงื่อนไขความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ระบุว่า ผู้รับประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อรถยนต์สูญหาย โดยในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ ผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย และมีข้อยกเว้นความรับผิดว่าการประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น เงื่อนไขที่ยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยนี้จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าหมายถึงความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ ที่กระทำโดยบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายหรือครอบครองตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ เท่านั้น เนื่องจากการลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์โดยบุคคลดังกล่าวสามารถกระทำได้โดยง่ายจึงมีความเสี่ยงสูง กรมธรรม์จึงไม่อาจให้ความคุ้มครองได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายเพราะถูก ว. ยักยอกไป ซึ่ง ว. เป็นผู้รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อจากจำเลยที่ 2 ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เพื่อนำไปขาย กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ดังกล่าว จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงไม่พ้นจากความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 487,200 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 70,000 บาท และในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ของต้นเงิน 487,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทมิตรแท้ประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมรับประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้จากจำเลยที่ 1 โดยมีโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ วงเงินค่าเสียหายกรณีรถยนต์สูญหายไม่เกิน 500,000 บาท แต่กรมธรรม์ประกันภัยไม่คุ้มครองกรณีความเสียหายหรือสูญหาย อันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญา จำเลยที่ 1 มอบหมายให้นายวรวิทย์ ครอบครองรถยนต์ ต่อมานายวรวิทย์ยักยอกรถยนต์ไป จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 และโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินค่าใช้ราคาแทนรถยนต์ที่เช่าซื้อจำนวน 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินค่าใช้ราคาแทนรถยนต์เสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดไม่เกินจำนวน 500,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันชำระค่าใช้ราคาแทนรถยนต์ที่เช่าซื้อจำนวน 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีชั้นอุทธรณ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน ภว 5506 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 556,800 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวม 48 งวด งวดละเดือน เดือนละ 11,600 บาท ชำระงวดแรกวันที่ 25 กรกฎาคม 2548 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 25 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปเอาประกันภัยไว้กับจำเลยร่วม วงเงินความรับผิดกรณีรถยนต์สูญหาย 500,000 บาท ระยะเวลาประกันเริ่มต้นวันที่ 20 มิถุนายน 2548 สิ้นสุดวันที่ 20 มิถุนายน 2549 โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์และเงื่อนไขความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันรถยนต์ จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ถึงงวดที่ 6 ประจำวันที่ 25 ธันวาคม 2548 ต่อมาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้มอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่นายวรวิทย์ เพื่อนำไปขาย แต่นายวรวิทย์ยักยอกรถยนต์ที่เช่าซื้อไป จำเลยที่ 1 จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นายวรวิทย์ในความผิดฐานยักยอกและพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ผู้ต้องหาหลบหนี เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายเพราะถูกนายวรวิทย์ยักยอกไป จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับรองสิทธิให้โจทก์เพียงผู้เดียวมีสิทธิรับเงินค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยร่วมโดยจำเลยที่ 1 ขอสละสิทธิตามสำเนาใบรับรองสิทธิและสละสิทธิกรณีรถหาย แต่จำเลยร่วมปฏิเสธการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทน

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย โจทก์ให้จำเลยทั้งสองทำใบรับรองสิทธิและสละสิทธิกรณีรถหาย ซึ่งระบุว่า โจทก์เพียงผู้เดียวมีสิทธิรับเงินค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาท จากจำเลยร่วม จึงเป็นกรณีที่โจทก์เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยโดยเข้าเป็นคู่สัญญากับจำเลยร่วมในการเรียกร้องค่าเสียหายกรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เพียงว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อเป็นอันระงับ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์และจำเลยร่วมต้องร่วมกับจำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยจนกว่าจำเลยร่วมจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น โดยส่วนของดอกเบี้ยไม่รวมอยู่ในวงเงินจำกัดตามสัญญาประกันภัย ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์และไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า จำเลยร่วมต้องร่วมกับจำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยร่วมฎีกาว่า การตีความเงื่อนไขของสัญญาประกันภัยต้องตีความตามเจตนารมณ์ของสัญญาประกันภัยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่สัญญา หาใช่ตีความอย่างตรงไปตรงมาตามที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาอย่างเดียวไม่ มิฉะนั้นอาจทำให้บุคคลภายนอกที่ไม่สุจริตใช้ช่องว่างของกฎหมายยกขึ้นอ้างทำให้บริษัทประกันภัยหรือคู่สัญญาได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยที่ 2 ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ให้นายวรวิทย์จำหน่ายรถยนต์ที่เช่าซื้อ ถือว่านายวรวิทย์ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 ให้มีสิทธิครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งถือเสมือนหนึ่งว่าเป็นผู้เอาประกันภัยหรือผู้เช่าซื้อ เมื่อนายวรวิทย์ยักยอกรถยนต์ที่เช่าซื้อไป จึงเข้าข้อยกเว้นที่กรมธรรม์ประกันภัยไม่คุ้มครอง เห็นว่า ผู้รับประกันภัยเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เอาประกันภัย เงื่อนไขที่ยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ถ้ามีข้อสงสัยต้องตีความให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัย ซึ่งตามเงื่อนไขความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันรถยนต์ หมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ระบุข้อตกลงในการคุ้มครองรถยนต์สูญหายไว้ว่า ผู้รับประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อรถยนต์สูญหาย โดยในกรณีรถยนต์สูญหาย อันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ ผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย และมีข้อยกเว้นความรับผิดไว้ในข้อ 5. และข้อ 5.1 ว่า การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น เงื่อนไขที่ยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยนี้ จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าหมายถึง ความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ ที่กระทำโดยบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ เท่านั้น เนื่องจากการลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์โดยบุคคลดังกล่าวสามารถกระทำได้โดยง่าย จึงมีความเสี่ยงสูง กรมธรรม์จึงไม่อาจให้ความคุ้มครองได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายเพราะถูกนายวรวิทย์ยักยอกไป ซึ่งนายวรวิทย์เป็นผู้รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อจากจำเลยที่ 2 ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เพื่อนำไปขาย กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงไม่พ้นจากความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยร่วมจะต้องรับผิดใช้แก่โจทก์นั้น ต้องพิจารณาจำนวนเงินเอาประกันภัยที่จำเลยร่วมตกลงไว้กรณีรถยนต์ที่เอาประกันภัยสูญหายคือ 500,000 บาท เป็นเกณฑ์ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกในส่วนราคารถยนต์อันเป็นส่วนที่อยู่ในความรับผิดของจำเลยร่วมตามกรมธรรม์ประกันภัยเพียง 487,200 บาท และศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าราคารถยนต์ใช้แทนให้ 420,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์ ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยร่วมรับผิดเพิ่มขึ้นได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองในการชดใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์นั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืนและให้ยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาของจำเลยทั้งสองแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมและนอกจากที่สั่งคืนแก่จำเลยทั้งสองให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 861
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอส.ซี.อาร์.เท็กซ์ไทล์ จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทมิตรแท้ประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางปัทมา ทุมมา จรรยาพูน
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ธร จันทร์อุดม
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
เกษม เกษมปัญญา
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6664/2559
#601873
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 64 บัญญัติว่า "ผู้ใดขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" และ ป.อ. มาตรา 102 ที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดบัญญัติว่า "ความผิดลหุโทษ คือความผิดซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเช่นว่ามานี้ด้วยกัน" ซึ่งแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดที่บัญญัติว่า "ความผิดลหุโทษ คือความผิดซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ทั้ง ป.อ. มาตรา 17 บัญญัติให้นำบทบัญญัติในภาค 1 อันรวมถึง มาตรา 102 ไปใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย เว้นแต่กฎหมายนั้น ๆ จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่ง พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างอื่นจึงต้องนำ ป.อ. มาตรา 102 ที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมาปรับแก่คดีนี้ด้วย ดังนี้ ความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถจึงเป็นความผิดลหุโทษ เมื่อ ป.อ. มาตรา 94 บัญญัติว่า "ความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ และความผิดซึ่งผู้กระทำได้กระทำในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีนั้น ไม่ว่าจะได้กระทำในครั้งก่อนหรือครั้งหลัง ไม่ถือว่าเป็นความผิดเพื่อการเพิ่มโทษตามความในหมวดนี้" ซึ่งหมายความว่า ความผิดลหุโทษไม่ถือว่าเป็นความผิดเพื่อการเพิ่มโทษในการกระทำความผิดอีกตาม ป.อ. มาตรา 92 เมื่อ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องนำ ป.อ. มาตรา 94 มาปรับแก่คดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 17 ด้วยเช่นกัน กรณีจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถตาม ป.อ. มาตรา 92 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 100/1, 102 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 42, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 (ที่ถูก 42 วรรคหนึ่ง), 64 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี และปรับ 700,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ จำคุก 20 วัน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 18 ปี และปรับ 1,050,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ จำคุก 30 วัน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน รวมจำคุกจำเลย 18 ปี 15 วัน และปรับ 1,050,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 26 วัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 18 ปี 13 วัน และปรับ 1,050,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ในความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 64 บัญญัติว่า "ผู้ใดขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 102 ที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิด บัญญัติว่า "ความผิดลหุโทษ คือความผิดซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเช่นว่ามานี้ด้วยกัน" ซึ่งแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดที่บัญญัติว่า "ความผิดลหุโทษ คือความผิดซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 บัญญัติให้นำบทบัญญัติในภาค 1 อันรวมถึงมาตรา 102 ไปใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย เว้นแต่กฎหมายนั้น ๆ จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 102 ที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมาปรับแก่คดีนี้ด้วย ดังนี้ ความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ จึงเป็นความผิดลหุโทษ เมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 94 บัญญัติว่า "ความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ และความผิดซึ่งผู้กระทำได้กระทำในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีนั้น ไม่ว่าจะได้กระทำในครั้งก่อนหรือครั้งหลัง ไม่ถือว่าเป็นความผิดเพื่อการเพิ่มโทษตามความในหมวดนี้" ซึ่งหมายความว่า ความผิดลหุโทษไม่ถือว่าเป็นความผิดเพื่อการเพิ่มโทษในการกระทำความผิดอีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เมื่อพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 94 มาปรับแก่คดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 ด้วยเช่นกัน ดังนี้ กรณีจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามในความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 วัน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว คงจำคุก 18 ปี 10 วัน และปรับ 1,050,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 17 ม. 92 ม. 94 ม. 102
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายคณินหรือเอิร์ด อิ่มเอี่ยมหรืออิ่มเอื่อม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายมนู มนูสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุรุท บุญประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6617 -ที่ 6619/2559
#605727
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2547 คู่ความไม่อุทธรณ์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในชั้นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอให้ส่งคำบังคับแก่จำเลยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 หลังจากระยะเวลาในการบังคับคดีล่วงเลยมานานถึง 9 ปีเศษ ใกล้จะพ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีแล้วจึงนับว่าเป็นความบกพร่องอันเป็นความผิดของโจทก์เองที่ไม่รีบดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยเสียแต่เนิ่น ๆ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีของโจทก์ไม่มีพฤติการณ์พิเศษและไม่มีเหตุสุดวิสัย เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าไม่มีเหตุดังที่โจทก์อ้างมาในคำร้อง อันเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่ามีพฤติการณ์พิเศษและมีเหตุสุดวิสัยที่ศาลควรอนุญาตขยายระยะเวลาบังคับคดีให้โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 หรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีฉบับลงวันที่ 8 กันยายน 2557 มีเหตุที่จะขยายระยะเวลา เนื่องจากรายงานผลการส่งคำบังคับยังไม่เข้าสำนวน โจทก์จึงสามารถยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีได้และตามคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2557 โจทก์สืบทราบว่าจำเลยทำงานที่บริษัท บ. ซึ่งอยู่ภายในระยะเวลาบังคับคดีเช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษหรือมีเหตุสุดวิสัยนั้น เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังข้อเท็จจริง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์แม้จะเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของคดีที่คู่ความพิพาทกัน ก็ย่อมต้องห้ามตามบทบัญญัติเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2547 ให้จำเลยชำระเงิน 29,307 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ 15 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็นวันฟ้องให้ไม่เกิน 7,326 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท และออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาในวันเดียวกัน ต่อมาวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ส่งคำบังคับแก่จำเลย วันที่ 30 สิงหาคม 2557 เจ้าหน้าที่ศาลนำคำบังคับไปส่งให้แก่จำเลยได้โดยวิธีปิดคำบังคับ

วันที่ 8 กันยายน 2557 โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่พบทรัพย์สินของจำเลยที่จะบังคับคดีได้ และยังไม่ทราบผลการส่งคำบังคับ ขอขยายระยะเวลาบังคับคดีเป็นเวลา 6 เดือน และในวันที่ 1 ตุลาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์สืบทราบว่าจำเลยทำงานอยู่ที่บริษัทบิทไว้ส์ (ประเทศไทย) จำกัด แต่การบังคับคดีไม่ทันภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ขอขยายระยะเวลาบังคับคดีเป็นเวลา 6 เดือน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องทั้งสองฉบับว่า ตามคำร้องของโจทก์ไม่มีพฤติการณ์พิเศษและไม่มีเหตุสุดวิสัยให้ยกคำร้อง

วันที่ 1 ตุลาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีและคำร้องขอให้แก้ชื่อสกุลของจำเลยในคำพิพากษาจาก "พนมพิรัตน์" เป็น "พนพพิรัตน์"

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา และคำฟ้องของโจทก์พิมพ์ผิดโดยคำพิพากษาของศาลมิได้ผิดหลง ให้ยกคำร้องทั้งสองฉบับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดี คำร้องขอให้ออกหมายบังคับคดี และคำร้องขอให้แก้ชื่อสกุลของจำเลยในคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่โต้แย้งว่าคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีมีพฤติการณ์พิเศษและมีเหตุสุดวิสัย เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายและเป็นอุทธรณ์ในชั้นบังคับคดี ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2547 คู่ความไม่อุทธรณ์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในชั้นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอให้ส่งคำบังคับแก่จำเลยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 หลังจากระยะเวลาในการบังคับคดีล่วงเลยมานานถึง 9 ปีเศษ ใกล้จะพ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีแล้ว จึงนับว่าเป็นความบกพร่องอันเป็นความผิดของโจทก์เองที่ไม่รีบดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยเสียแต่เนิ่น ๆ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีของโจทก์ไม่มีพฤติการณ์พิเศษและไม่มีเหตุสุดวิสัยเท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าไม่มีเหตุดังที่โจทก์อ้างมาในคำร้อง อันเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่ามีพฤติการณ์พิเศษและมีเหตุสุดวิสัยที่ศาลควรอนุญาตขยายระยะเวลาบังคับคดีให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีฉบับลงวันที่ 8 กันยายน 2557 มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาบังคับคดีให้โจทก์เนื่องจากรายงานผลการส่งคำบังคับยังไม่เข้าสำนวน โจทก์จึงไม่สามารถยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีได้ และตามคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2557 โจทก์สืบทราบว่าจำเลยทำงานที่บริษัทบิทไว้ส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งอยู่ภายในระยะเวลาบังคับคดีเช่นเดียวกัน จึงถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษหรือมีเหตุสุดวิสัยนั้น เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังข้อเท็จจริง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์แม้จะเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของคดีที่คู่ความพิพาทกัน ก็ย่อมต้องห้ามตามบทบัญญัติเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้กลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยให้ออกหมายบังคับคดีและแก้ชื่อสกุลของจำเลยในคำพิพากษานั้น เห็นว่า โจทก์ฎีกาโดยมิได้ยกเหตุผลขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 224 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุทัย เสน่หา
จำเลย — นายวิชัย พนมพิรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางนุชนาถ ชาลีกุล ทับน้อย
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวน เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6615/2559
#603280
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ อันทำให้ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 แต่ปรากฏว่าภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสามเด็ดขาด โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้จึงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 โจทก์จะดำเนินการเพื่อให้ได้รับชำระหนี้โดยการขอบังคับคดีในคดีนี้ไม่ได้ สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้ และต่อมาผู้ร้องก็ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้แทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยแล้ว ดังนั้นโจทก์จะมาขอให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีนี้ไม่ได้ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับการปลดจากล้มละลายย่อมหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 81/1 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 77 ทั้งหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 77 (1) หรือ (2) โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะเรียกร้องหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ในกรณีของจำเลยที่ 2 เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 80,640,599.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 11,000 บาท ทั้งนี้ ระหว่างพิจารณาบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีอื่นตั้งนางสาวกรรณิการ์ เป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1

วันที่ 25 มิถุนายน 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามในคดีนี้ให้แก่ผู้ร้องตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 จึงขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์

ในระหว่างการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอสวมสิทธิเข้าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 1 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โดยมีนางสาวกรรณิการ์เป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องจึงขอให้ศาลส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้แก่นางสาวกรรณิการ์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ต่อมานางสาวกรรณิการ์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ จึงถือได้ว่านางสาวกรรณิการ์ประสงค์จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะ แต่โดยที่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับการเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ผู้มรณะแต่อย่างใด เมื่อคดีนี้มาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่านางสาวกรรณิการ์เป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งอนุญาตให้นางสาวกรรณิการ์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ผู้มรณะ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า คดีนี้ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้ววันที่ 27 สิงหาคม 2547 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1และที่ 3 และวันที่ 6 ธันวาคม 2548 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นบุคคลล้มละลาย ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับการปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายนับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2551 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 2751/2547 ของศาลล้มละลายกลาง ตามสำเนาประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และวันที่ 28 มกราคม 2551 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 2 และวันที่ 2 มีนาคม 2552 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลาย ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้รับการปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายนับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2555 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 242/2551 ของศาลล้มละลายกลาง ตามสำเนาประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามให้แก่ผู้ร้อง ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ตามสำเนาสัญญาโอนสินทรัพย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ อันทำให้ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 และตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 16 ก็ตาม แต่ปรากฏว่าภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสามเด็ดขาด โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้จึงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 โจทก์จะดำเนินการเพื่อให้ได้รับชำระหนี้โดยการขอบังคับคดีในคดีนี้ไม่ได้สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 2751/2547 ของศาลล้มละลายกลาง บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้และต่อมาผู้ร้องก็ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้แทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยแล้ว ดังนั้น โจทก์จะมาขอให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีนี้ไม่ได้ กรณีจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 242/2551 ของศาลล้มละลายกลาง แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 2 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับการปลดจากล้มละลายจำเลยที่ 2 บุคคลล้มละลายย่อมหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 81/1 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 77 ทั้งหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามมาตรา 77 (1) หรือ (2) โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะเรียกร้องหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 2 อีกต่อไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ในกรณีของจำเลยที่ 2 เช่นเดียวกัน ฎีกาของผู้ร้องข้ออื่นไม่ทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 77 ม. 81/1
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) โดยบรรษัทบริหาร
โจทก์ — สินทรัพย์ไทย ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
นายธารกานต์ พรตปกรณ์ โดยนางสาวกรรณิการ์
จำเลย — ปิยะธนวงศ์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนิธิภัทร์ สถาปนสุต
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6613/2559
#605145
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีโดยหากเป็นหนี้เงิน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานำออกขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินมาชำระหนี้ได้ และการบังคับคดีนั้นต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 284 ด้วย ซึ่งมาตรา 284 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เว้นแต่จะได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ หรือศาลจะได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ห้ามไม่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี อนึ่ง ถ้าได้เงินมาพอจำนวนที่จะชำระหนี้แล้ว ห้ามไม่ให้เอาทรัพย์สินที่ยึดออกขายทอดตลาด หรือจำหน่ายด้วยวิธีอื่น" เห็นได้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายมาตรานี้ มีความหมายและเจตนารมณ์เพียงห้ามไม่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์เกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ แต่ไม่ได้มีความหมายหรือเจตนารมณ์ถึงขนาดห้ามยึดทรัพย์ใดๆ ที่มีมูลค่าสูงกว่าจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา การยึดทรัพย์ในการบังคับคดีเป็นการกระทำและการใช้ดุลพินิจร่วมกันระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษากับเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งสำหรับในคดีนี้ เมื่อโจทก์ไม่สามารถสืบค้นและหาหลักฐานความเป็นเจ้าของทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ยกเว้นแต่ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึด คือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเพียงอย่างเดียว จนกระทั่งถึงวันที่โจทก์นำยึดทรัพย์สินดังกล่าว เป็นเวลาเกือบจะครบกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดแห่งการบังคับคดีแล้ว เช่นนี้ ถึงแม้ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดดังกล่าวจะมีมูลค่าสูงกว่าจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาอยู่มาก ก็ไม่ใช่ข้อห้ามถึงขนาดที่จะทำให้โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดเพื่อการบังคับคดี โจทก์ย่อมใช้สิทธิที่มีอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271, 282 (1), 283 วรรคหนึ่ง และ 284 ด้วยการชี้หรือแจ้งยืนยันให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินดังกล่าว และเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ต้องยึดทรัพย์สินดังกล่าวตามที่โจทก์ชี้ให้ยึด

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 12/2558)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 496,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 ธันวาคม 2540) ต้องไม่เกิน 31,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดี นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 44432 แขวงลาดยาว เขตบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมบ้านเลขที่ 8/25 ซอยท่านผู้หญิงพหล ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้ 16,893,440 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ยึดทรัพย์ของจำเลยเกินกว่ามูลหนี้ตามคำพิพากษาถึง 18 เท่า ทั้งๆ ที่โจทก์สามารถนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ การยึดทรัพย์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินดังกล่าว โดยให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินอื่นใดอีก โจทก์ยึดทรัพย์ของจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นให้ชำระหนี้ตามตั๋วเงิน 3 ฉบับ จำนวนเงิน 496,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 31,000 บาท รวมเป็นเงิน 527,200 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง คดีถึงที่สุด ครั้นในชั้นบังคับคดีนายสมศักดิ์ ผู้แทนโจทก์ ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินภายในบ้านพักอาศัยของจำเลย เลขที่ 8/25 ซอยท่านผู้หญิงพหล ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 44432 แขวงลาดยาว เขตบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยเช่นกัน แต่มิได้มีการดำเนินการตามคำขอ จนกระทั่งนายศิริพงศ์ ผู้แทนโจทก์และเป็นพนักงานบริษัทลอว์ แอนด์ ซัคเซส จำกัด ซึ่งโจทก์พึ่งทำสัญญาจ้างให้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยตามสัญญา แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและนางสาววนิดา เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดตามขอโดยประเมินราคาทรัพย์สิน คือ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 16,893,440 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การยึดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าหนี้ตามคำพิพากษาอย่างมาก เป็นการบังคับคดีเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 284 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีโดยหากเป็นหนี้เงิน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานำออกขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินมาชำระหนี้ได้และการบังคับคดีนั้นต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 284 ด้วย ซึ่งมาตรา 284 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เว้นแต่จะได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ หรือศาลจะได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ห้ามไม่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี อนึ่ง ถ้าได้เงินมาพอจำนวนที่จะชำระหนี้แล้ว ห้ามไม่ให้เอาทรัพย์สินที่ยึดออกขายทอดตลาด หรือจำหน่ายด้วยวิธีอื่น" เห็นได้ว่า บทบัญญัติของกฎหมายมาตรานี้ มีความหมายและเจตนารมณ์เพียงห้ามไม่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์เกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ แต่ไม่ได้มีความหมายหรือเจตนารมณ์ถึงขนาดห้ามยึดทรัพย์ใดๆ ที่มีมูลค่าสูงกว่าจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา การยึดทรัพย์ในการบังคับคดีเป็นการกระทำและการใช้ดุลพินิจร่วมกันระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษากับเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งสำหรับในคดีนี้ เมื่อโจทก์ไม่สามารถสืบค้นและหาหลักฐานความเป็นเจ้าของทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ ยกเว้นแต่ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึด คือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเพียงอย่างเดียว จนกระทั่งถึงวันที่โจทก์นำยึดทรัพย์สิน เป็นเวลาเกือบจะครบกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดแห่งการบังคับคดีแล้ว เช่นนี้ ถึงแม้ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดจะมีมูลค่าสูงกว่าจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาอยู่มาก ก็ไม่ใช่ข้อห้ามถึงขนาดที่จะทำให้โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดเพื่อการบังคับคดี โจทก์ย่อมใช้สิทธิที่มีอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271, 282 (1), 283 วรรคหนึ่งและ 284 ด้วยการชี้หรือแจ้งยืนยันให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินและเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ต้องยึดทรัพย์สินตามที่โจทก์ชี้ให้ยึด ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า การบังคับคดีฝ่าฝืนข้อห้ามของมาตรา 284 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 282 ม. 283 ม. 284
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพรีเมียร์ โพรดักส์ จำกัด
จำเลย — นายพิเศษ วนะเกียรติกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ศาลอุทธรณ์ — นางจรรยา จิระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6612/2559
#603278
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้กู้ยืมอันเป็นหนี้ประธานก่อนก็ตาม แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องด้วยว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ และบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองได้จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะบังคับคดีเอาจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนอง จึงเป็นการฟ้องบังคับจำนองด้วย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าสัญญาจำนองไม่มีข้อตกลงกันว่า หากโจทก์ผู้รับจำนองเอาทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้แก่ผู้รับจำนองได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของผู้จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาใช้หนี้แก่ผู้รับจำนองโดยครบถ้วนอันเป็นการตกลงยกเว้น ป.พ.พ. มาตรา 733 ไว้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ โจทก์ไม่อาจขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2559)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน 94,477,083.33 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 65,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16955, 8626 และ 25687 ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์และบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองได้จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 94,477,083.33 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 65,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 ธันวาคม 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 16955, 8626 และ 25687 ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า หากยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แล้ว จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่ขาด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2548 จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินจำนวน 55,000,000 บาท จากโจทก์ ต่อมาวันที่ 25 กันยายน 2549 จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินจำนวน 10,000,000 บาท จากโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันหนี้เงินกู้ยืมทั้งสองจำนวนดังกล่าว ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงให้ถือว่าหนังสือสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินด้วย หลังทำสัญญาแล้วจำเลยทั้งสองไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ในการกู้ยืมเงินและจำนองตามฟ้อง จำเลยทั้งสองตกลงให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้จำเลยทั้งสองฎีกาว่า แม้ตามหนังสือสัญญาจำนองในข้อ 1 จะระบุว่า "ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี" ก็ตาม แต่โจทก์ตกลงกับจำเลยทั้งสอง ว่าให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น หากจำเลยทั้งสองต้องจ่ายดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คิดดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสองต้องจ่ายให้โจทก์สูงมากถึง 29,477,083.33 บาท ซึ่งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมขอให้ศาลฎีกาพิจารณาลดดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลฎีกาได้พิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้คือหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินด้วยแล้ว เห็นว่า เมื่อหนังสือสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวได้ระบุไว้ข้อ 1 โดยชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่จำเลยทั้งสองให้การแก้คดีในข้อนี้โดยอ้างว่า โจทก์ตกลงคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงไม่อาจรับฟังได้ เพราะเป็นข้ออ้างที่ต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองนำสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างดังกล่าวเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) คดีจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองตกลงให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ส่วนที่จำเลยทั้งสองขอให้ศาลฎีกาลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวลงเหลือร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามอัตราที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าว ศาลฎีกาจะใช้ดุลพินิจลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้น้อยลงตามที่จำเลยทั้งสองขอมาในฎีกาหาได้ไม่ เพราะไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยที่ถือว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 หรือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ "เกินกว่า" อัตราดอกเบี้ยที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 บัญญัติไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นข้อสุดท้ายว่า ในกรณีที่ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ โจทก์จะขอยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้กู้ยืมเงิน โดยจำเลยทั้งสองทำสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ และให้ถือหนังสือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินด้วย ตามหนังสือสัญญาจำนอง แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้กู้ยืมอันเป็นหนี้ประธานก่อนก็ตาม แต่โจทก์มีคำขอมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ และบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองได้จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะบังคับคดีเอาจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนอง จึงเป็นการฟ้องบังคับจำนองด้วย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในคดีว่าหนังสือสัญญาจำนองไม่มีข้อความว่า หากบังคับชำระหนี้เอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้หรือลูกหนี้จะต้องรับผิดในส่วนที่ขาด กรณีดังกล่าวนี้จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 คือ ต้องห้ามมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดในส่วนที่ขาดจำนวน ดังนั้นเมื่อโจทก์ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ โจทก์ไม่อาจขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองล้วนฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ขอแก้ไขคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีมีทุนทรัพย์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องฎีกาได้นั้น เห็นว่า ยังไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาที่ศาลชั้นต้นขยายให้โจทก์แล้ว จึงเห็นสมควรให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเสียและมีคำสั่งใหม่เป็นว่าให้ยกคำร้องฉบับดังกล่าวของโจทก์ แต่อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้พิจารณาคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่วินิจฉัยว่า หากยึดทรัพย์จำนอง (ของจำเลยทั้งสอง) ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ (ตามคำพิพากษา) แล้ว จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่ขาด เป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายในชั้นบังคับคดี อันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ข้อ 2 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หาใช่คดีมีทุนทรัพย์และโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ เห็นสมควรให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่โจทก์เสียเกินมาตามคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นเงิน 244,477 บาท แก่โจทก์

พิพากษายืน และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์เสียเกินมา 244,477 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกนั้นให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 733
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจริญชัย วังสถาพร
บริษัทแม่ขะจานฮอทสปริง
จำเลย — สปา แอนด์ รีสอร์ท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายประวีณ จันทรสมบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุรพล เอี่ยมอธิคม
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6599/2559
#604331
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ทั้งสองจัดรายการส่งเสริมการขาย "ผนึกกำลังสนั่นวงการ ช้อปสะใจคืนกำไร 2 ห้าง" โดยแจกคูปองมูลค่า 80 บาท ให้แก่ลูกค้าที่ซื้อสินค้าที่ห้างของโจทก์ทั้งสองขั้นต่ำ 800 บาท นำมาใช้เป็นส่วนลดราคาสินค้าที่ห้างของโจทก์ทั้งสองได้เมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 400 บาท ขึ้นไป จำเลยจัดรายการส่งเสริมการขายและโฆษณาว่า "ยินดีต้อนรับลูกค้าคาร์ฟูร์ด้วยใจ สิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้ถือคูปองคาร์ฟูร์ นำมาเพิ่มมูลค่า 2 เท่า เมื่อใช้คู่กับบัตรคลับการ์ด" โดยโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งยังอยู่ในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ทั้งสองจัดรายการส่งเสริมการขาย ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงถึงยอดขายของโจทก์ทั้งสอง กรณีนี้เห็นได้ว่า โจทก์ทั้งสองต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นลงทุนโฆษณาสื่อถึงลูกค้าเพื่อมาซื้อสินค้าของตน ต้องใช้บุคลากรและเงินจำนวนมาก ส่วนจำเลยเพียงแต่อาศัยการโฆษณาของโจทก์ทั้งสองเป็นพื้นฐานแล้วโฆษณาเพิ่มเติมโดยให้ประโยชน์แก่ลูกค้ามากกว่า ง่ายต่อการจูงใจให้ลูกค้านำคูปองมาใช้ที่ห้างของตน เมื่อลูกค้าของโจทก์ทั้งสองนำคูปองของห้างโจทก์ทั้งสองมาซื้อสินค้าที่ห้างของจำเลยแล้ว จำเลยก็จะเก็บคูปองไว้ ทำให้ลูกค้าของห้างโจทก์ทั้งสองไม่มีคูปองที่จะกลับไปซื้อสินค้าครั้งที่สองที่ห้างของโจทก์ทั้งสองได้อีก อันเป็นการทำให้รายการส่งเสริมการขายของห้างโจทก์ทั้งสองไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง นอกจากนี้ลูกค้าที่นำคูปองมาใช้ที่ห้างของจำเลย ก็มิได้รับสิทธิในการใช้คูปองทุกคน โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิในการใช้คูปองคือ ลูกค้าที่ยังไม่เคยสมัครเป็นสมาชิกคลับการ์ดของจำเลยและจะต้องสมัครเป็นสมาชิกคลับการ์ดของจำเลยก่อนที่จะได้รับสิทธิ แม้ลูกค้าที่สมัครสมาชิกคลับการ์ดของจำเลยแล้ว ยังสามารถเป็นสมาชิกของห้างโจทก์ทั้งสองและกลับไปซื้อสินค้าที่ห้างของโจทก์ทั้งสองได้ แต่ก็ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกว่า ห้างของจำเลยให้ประโยชน์แก่ลูกค้ามากกว่าห้างของโจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นวิสัยทางการค้าปกติ แต่มีเจตนาทำให้โจทก์ทั้งสองต้องเสียหาย เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 421

รายการส่งเสริมการขายมุ่งต่อการขยายฐานลูกค้าบางกลุ่มเป็นหลัก แม้จะมีการอ้างถึงบัตรคาร์ฟูร์ไอวิช แต่โจทก์ทั้งสองก็ได้ประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าได้ทราบถึงการเข้าซื้อกิจการของโจทก์ที่ 2 แล้ว ลูกค้าย่อมรับทราบว่าโจทก์ที่ 1 ซื้อกิจการและมีการเปลี่ยนชื่อโจทก์ที่ 2 เป็นห้าง บ. ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองว่า มีลูกค้าคนใดเกิดความสับสนว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อกิจการของโจทก์ที่ 2 ดังนั้นการจัดรายการส่งเสริมการขายของจำเลยโดยอ้างถึงบัตรไอวิชและชื่อของโจทก์ที่ 2 โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นเพียงการกระทำที่ไม่เหมาะสม แต่ยังไม่ใช่การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ยังไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 339,256,412.88 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 76,408,901.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวทั้งสองจำนวนอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยงดเว้นการใช้หรืออ้างอิงและห้ามเกี่ยวข้องกับชื่อทางการค้าหรือรายการส่งเสริมการขายใดๆ ของโจทก์ทั้งสองในการทำการค้าหรือการตลาดของจำเลยไม่ว่าในรูปแบบใดๆ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 2,456,412.88 บาท และชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,522,908.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 สิงหาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,493,137 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์ทั้งสองจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยต่างประกอบกิจการค้าปลีกค้าส่งประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ต เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 โจทก์ทั้งสองควบรวมกิจการแล้วดำเนินการจัดรายการส่งเสริมการขาย "ผนึกกำลังสนั่นวงการ ช้อปสะใจคืนกำไร 2 ห้าง" โดยแจกคูปองมูลค่า 80 บาท ให้แก่ลูกค้าที่ซื้อสินค้าที่ห้างของโจทก์ทั้งสองขั้นต่ำ 800 บาท นำมาใช้เป็นส่วนลดราคาสินค้าที่ห้างของโจทก์ทั้งสองได้เมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 400 บาท ขึ้นไป ภายในวันที่ 21 ถึง 23 มกราคม 2554 จำเลยจัดรายการส่งเสริมการขายโดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งออกวางจำหน่ายล่วงหน้า 1 วัน ในรายการ "ยินดีต้อนรับลูกค้าคาร์ฟูร์ด้วยใจ สิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้ถือคูปองคาร์ฟูร์ นำมาเพิ่มมูลค่า 2 เท่า เมื่อใช้คู่กับบัตรคลับการ์ด" โดยมีเงื่อนไขให้ลูกค้านำคูปองของห้างโจทก์ที่ 2 มาติดต่อที่จุดแลกคูปองของห้างจำเลยเพื่อเพิ่มมูลค่าคูปองตามที่จำเลยกำหนด โดยคูปองคาร์ฟูร์ต้องใช้คู่กับบัตรคลับการ์ดของจำเลย หากลูกค้ามิได้เป็นสมาชิกก็ต้องสมัครเป็นสมาชิกบัตรคลับการ์ดของจำเลยก่อน แล้วนำไปใช้ซื้อสินค้าที่ห้างของจำเลยที่มียอดซื้อรวม 600 บาท ขึ้นไป จึงได้รับส่วนลด 160 บาท ตั้งแต่วันที่ 23 ถึง 28 มกราคม 2554 มีลูกค้านำคูปองของโจทก์ทั้งสองมาใช้ที่ห้างของจำเลยเพื่อรับส่วนลดเป็น 2 เท่า 65,908 ใบ นอกจากนี้ในการควบรวมกิจการของโจทก์ทั้งสอง ในส่วนของลูกค้าของโจทก์ที่ 2 ซึ่งถือบัตรไอวิช โจทก์ที่ 1 ได้ดำเนินการจัดส่งบัตรบิ๊กการ์ดของโจทก์ที่ 1 พร้อมบัตรของขวัญมูลค่า 100 บาท เพื่อให้นำไปใช้ที่ห้างของโจทก์ทั้งสอง แต่ในเดือนกรกฎาคม 2554 จำเลยออกแผ่นปลิวโฆษณาอ้างอิงบัตรสมาชิกไอวิชของโจทก์ที่ 2 ว่า "บัตรสมาชิกคาร์ฟูร์ไอวิช มีค่าอย่าทิ้ง สมาชิกบัตรคาร์ฟูร์ไอวิช มีโอกาสรับ 200 บาท" โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ถือบัตรสมาชิกไอวิชส่งข้อความสั้นไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยภายในวันที่ 15 ถึง 24 กรกฎาคม 2554 เมื่อจำเลยตรวจสอบแล้วพบว่ายังไม่เป็นสมาชิกคลับการ์ดกับจำเลย จำเลยจะตอบกลับไปยังโทรศัพท์ของลูกค้า เพื่อให้เข้าไปแสดงบัตรไอวิชและสมัครสมาชิกบัตรคลับการ์ดกับจำเลยเพื่อรับบัตรของขวัญมูลค่า 200 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจัดรายการส่งเสริมการขาย "ยินดีต้อนรับลูกค้าคาร์ฟูร์ด้วยใจ สิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้ถือคูปองคาร์ฟูร์ นำมาเพิ่มมูลค่า 2 เท่า เมื่อใช้คู่กับบัตรคลับการ์ด" เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองและจำเลยจะมีเสรีในทางการค้าและการจัดทำกลยุทธ์การตลาดเพื่อแข่งขันทางการค้าโดยเป้าหมายที่จะดึงดูดลูกค้าเพื่อให้มาใช้บริการในห้างของตนเองจะเป็นเรื่องปกติของการประกอบธุรกิจ ซึ่งโจทก์ทั้งสองและจำเลยก็จัดทำรายการส่งเสริมการขายอยู่เป็นระยะ แต่การกระทำของโจทก์ทั้งสองและจำเลยก็จะต้องกระทำไม่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายในการจัดรายการส่งเสริมการขายไม่ว่าของโจทก์ทั้งสองหรือจำเลยต่างก็ต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการคิดหาวิธีที่จะให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจในการมาใช้บริการหรือซื้อสินค้าที่ห้างของตน นอกจากนี้ยังต้องใช้เงินจำนวนหนึ่งในการโฆษณาหรือสื่อให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจโดยผู้ประกอบการย่อมจะต้องคาดหวังว่า เงินที่ใช้จ่ายไปทั้งหมดในการจัดรายการส่งเสริมการขายแต่ละครั้งจะก่อให้เกิดการมาใช้บริการหรือซื้อสินค้าที่ห้างของตนมากขึ้นในจำนวนที่ตนเองตั้งเป้าหมายไว้ การที่โจทก์ทั้งสองจัดรายการส่งเสริมการขาย "ผนึกกำลังสนั่นวงการ ช้อปสะใจคืนกำไร 2 ห้าง" โดยแจกคูปองมูลค่า 80 บาท ให้แก่ลูกค้าที่ซื้อสินค้าที่ห้างของโจทก์ทั้งสองขั้นต่ำ 800 บาท นำมาใช้เป็นส่วนลดราคาสินค้าที่ห้างของโจทก์ทั้งสองได้เมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 400 บาท ขึ้นไป ภายในวันที่ 21 ถึง 23 มกราคม 2554 ซึ่งนอกจากโจทก์ทั้งสองจะคาดหวังให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าที่ห้างของโจทก์ทั้งสองในครั้งแรกขั้นต่ำ 800 บาท เพื่อที่ลูกค้าจะได้รับแจกคูปองมูลค่า 80 บาท แล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมจะต้องคาดหวังว่า เมื่อลูกค้าได้รับคูปองมูลค่า 80 บาท แล้ว จะกลับมาในครั้งที่สองโดยนำคูปองมูลค่า 80 บาท มาซื้อสินค้าตั้งแต่ราคา 400 บาท ขึ้นไป ซึ่งจะทำให้โจทก์ทั้งสองสามารถขายสินค้าได้อีกอย่างน้อย 400 บาท รวมแล้วไม่น้อยกว่า 1,200 บาท ต่อคูปอง 1 ใบ จำเลยจัดรายการส่งเสริมการขายและโฆษณาว่า "ยินดีต้อนรับลูกค้าคาร์ฟูร์ด้วยใจ สิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้ถือคูปองคาร์ฟูร์ นำมาเพิ่มมูลค่า 2 เท่า เมื่อใช้คู่กับบัตรคลับการ์ด" โดยโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2554 ซึ่งยังอยู่ในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ทั้งสองจัดรายการส่งเสริมการขาย ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงถึงยอดขายของโจทก์ทั้งสองเพราะลูกค้าจะไม่นำคูปองของห้างโจทก์ทั้งสองมาซื้อสินค้าของห้างโจทก์ทั้งสอง แต่จะนำคูปองของห้างโจทก์ทั้งสองไปใช้ซื้อสินค้าที่ห้างของจำเลยด้วยเหตุผลที่มีการให้ผลประโยชน์ที่มากขึ้นเป็นมูลค่า 2 เท่า แม้ดูผิวเผินแล้ว ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์มากขึ้นซึ่งตรงกับเจตนารมณ์ของการมีตลาดการค้าเสรีและห้างของโจทก์ทั้งสองน่าจะได้รับประโยชน์โดยอาจจะมีลูกค้ามาซื้อสินค้าในครั้งแรกมากขึ้นในราคาปกติเพื่อต้องการนำคูปองไปใช้ที่ห้างของจำเลยและห้างของโจทก์ทั้งสองไม่ต้องลดราคาสินค้าในครั้งที่สองซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนถึงร้อยละ 20 แต่ห้างของจำเลยกลับต้องลดราคาสินค้าให้แก่ลูกค้าที่ใช้คูปองของห้างของโจทก์ทั้งสองโดยยอดซื้อรวม 600 บาท ขึ้นไป จะได้รับส่วนลด 160 บาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนถึงร้อยละ 26.67 ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ทำให้จำเลยอาจต้องขาดทุนจากการจำหน่ายสินค้าเพียงเพื่อให้เกิดผลเสียหายแก่โจทก์ให้ได้ การที่จำเลยจัดรายการส่งเสริมการขายจึงมิใช่เรื่องปกติธรรมดาทางการค้า กรณีนี้จะเห็นได้ว่า โจทก์ทั้งสองต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นลงทุนโฆษณาสื่อถึงลูกค้าเพื่อมาซื้อสินค้าของตน ซึ่งต้องใช้บุคลากรและเงินจำนวนมาก ส่วนจำเลยเพียงแต่อาศัยการโฆษณาของโจทก์ทั้งสองเป็นพื้นฐานแล้วโฆษณาเพิ่มเติมโดยให้ประโยชน์แก่ลูกค้ามากกว่า ซึ่งง่ายต่อการจูงใจให้ลูกค้านำคูปองมาใช้ที่ห้างของตน ซึ่งเมื่อลูกค้าของโจทก์ทั้งสองนำคูปองของห้างโจทก์ทั้งสองมาซื้อสินค้าที่ห้างของจำเลยแล้ว จำเลยก็จะเก็บคูปองไว้ ทำให้ลูกค้าของห้างโจทก์ทั้งสองไม่มีคูปองที่จะกลับไปซื้อสินค้าครั้งที่สองที่ห้างของโจทก์ทั้งสองได้อีก อันเป็นการทำให้รายการส่งเสริมการขายของห้างโจทก์ทั้งสองไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง นอกจากนี้ลูกค้าที่นำคูปองมาใช้ที่ห้างของจำเลย ก็มิได้รับสิทธิในการใช้คูปองทุกคน โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิในการใช้คูปองคือ ลูกค้าที่ยังไม่เคยสมัครเป็นสมาชิกคลับการ์ดของจำเลยและจะต้องสมัครเป็นสมาชิกคลับการ์ดของจำเลยก่อนที่จะได้รับสิทธิ แม้ลูกค้าที่สมัครสมาชิกคลับการ์ดของจำเลย แล้วยังสามารถเป็นสมาชิกของห้างโจทก์ทั้งสองและกลับไปซื้อสินค้าที่ห้างของโจทก์ทั้งสองได้ แต่ก็ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกว่า ห้างของจำเลยให้ประโยชน์แก่ลูกค้ามากกว่าห้างของโจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นวิสัยทางการค้าปกติ แต่มีเจตนาทำให้โจทก์ทั้งสองต้องเสียหาย จึงเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ว่า การจัดรายการส่งเสริมการขาย "บัตรสมาชิกคาร์ฟูร์ไอวิช มีค่าอย่าทิ้งสมาชิกบัตรคาร์ฟูร์ไอวิช มีโอกาสรับ 200 บาท" ของจำเลย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างที่โจทก์ทั้งสองกำลังถ่ายโอนข้อมูลลูกค้าของโจทก์ที่ 2 ไปยังโจทก์ที่ 1 โจทก์ทั้งสองได้ออกบัตรสมาชิกบิ๊กการ์ดให้แก่ลูกค้าของโจทก์ที่ 2 แทนบัตรไอวิชของห้างโจทก์ที่ 2 พร้อมมอบบัตรของขวัญ 100 บาท จำเลยจึงจัดรายการส่งเสริมการขายโดยเงื่อนไขให้ลูกค้าที่มีบัตรไอวิชของโจทก์ที่ 2 แต่ยังไม่มีบัตรคลับการ์ดของจำเลยส่งข้อความมายังจำเลย หากจำเลยตรวจสอบพบว่ายังไม่เป็นสมาชิกบัตรคลับการ์ดก็จะส่งข้อความสั้นกลับไปยังลูกค้าเพื่อให้ลูกค้ามาที่ห้างของจำเลยและสมัครสมาชิกบัตรคลับการ์ดของจำเลยพร้อมรับบัตรของขวัญมูลค่า 200 บาท ในกรณีนี้แม้จำเลยจะกล่าวอ้างถึงชื่อของโจทก์ที่ 2 และบัตรไอวิชซึ่งลูกค้าผู้ถือบัตรเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 2 ก็สืบเนื่องจากจำเลยเจาะจงต้องการดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้และต้องเป็นลูกค้าที่ยังไม่เคยสมัครเป็นสมาชิกของจำเลยเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกของจำเลย เมื่อลูกค้ากลุ่มนี้สมัครเป็นสมาชิกของห้างจำเลยแล้ว ก็ไม่มีข้อห้ามหรือถูกลดสิทธิประโยชน์ใดๆ หากจะกลับไปใช้บริการหรือซื้อสินค้าที่ห้างของโจทก์ทั้งสองหรือที่ร้านค้าอื่นใด ส่วนที่จำเลยใช้ถ้อยคำว่า "บัตรสมาชิกคาร์ฟูร์ไอวิช มีค่าอย่าทิ้ง" ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีเจตนาจะสื่อไปถึงลูกค้าของโจทก์ที่ 2 ว่า บัตรไอวิชใช้ไม่ได้แล้ว นอกจากนี้ในทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองก็ไม่ปรากฏว่า มีลูกค้าของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรไอวิช เมื่อได้รับทราบเกี่ยวกับรายการส่งเสริมการขายของจำเลย แล้วเข้าใจว่าบัตรไอวิชใช้ไม่ได้แล้วและการที่จำเลยให้บัตรของขวัญมูลค่า 200 บาท ก็ไม่ทำให้ลูกค้าของโจทก์ที่ 2 ซึ่งได้รับบัตรของขวัญมูลค่า 100 บาท จากโจทก์ทั้งสองไม่สามารถนำบัตรของขวัญมูลค่า 100 บาท กลับไปใช้ซื้อสินค้าที่ห้างของโจทก์ทั้งสองได้ อันจะทำให้โจทก์ทั้งสองต้องสูญเสียโอกาสในการขายสินค้าให้แก่ลูกค้าในกลุ่มนี้ และเมื่อลูกค้านำบัตรไอวิชมาแสดง ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะเก็บบัตรไอวิชไว้ ลูกค้าสามารถนำบัตรไอวิชกลับไปได้ ไม่มีผลกระทบต่อการเป็นสมาชิกบัตรของโจทก์ที่ 2 การกระทำดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นการแทรกแซงการค้าของโจทก์ทั้งสอง ส่วนเรื่องที่จะทำให้ประชาชนสับสนและเข้าใจว่าห้างของจำเลยซื้อกิจการของโจทก์ที่ 2 หรือไม่นั้น เห็นว่า รายการส่งเสริมการขายมุ่งต่อการขยายฐานลูกค้าบางกลุ่มเป็นหลัก แม้จะมีการอ้างถึงบัตรคาร์ฟูร์ไอวิช แต่โจทก์ทั้งสองก็ได้ประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าได้ทราบถึงการเข้าซื้อกิจการของโจทก์ที่ 2 แล้ว ลูกค้าย่อมรับทราบว่าโจทก์ที่ 1 ซื้อกิจการและมีการเปลี่ยนชื่อโจทก์ที่ 2 เป็นห้างบิ๊กซี ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองว่า มีลูกค้าคนใดเกิดความสับสนว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อกิจการของโจทก์ที่ 2 ดังนั้นการจัดรายการส่งเสริมการขายของจำเลยโดยอ้างถึงบัตรไอวิชและชื่อของโจทก์ที่ 2 โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นเพียงการกระทำที่ไม่เหมาะสม แต่ยังไม่ใช่การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ยังไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางนพร เพชรคุณ
ศาลอุทธรณ์ — นายนนท์ ชัยปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา