คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6017/2559
#614289
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มี ส. หรือนางฐิตาภา กรรมการคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ แม้ต่อมาจะบรรยายว่า โจทก์โดย นางฐิติภา มอบอำนาจให้ ด. ฟ้องและดำเนินคดีแทนก็ตาม แต่เมื่อ ด. เบิกความเป็นพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ได้อ้างส่งหนังสือมอบอำนาจดำเนินคดีเป็นหลักฐานว่า บริษัทโจทก์โดยนางฐิตาภา กรรมการผู้มีอำนาจ มอบอำนาจให้ ด. ดำเนินคดีแทน ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่านางฐิตาภา กับนางฐิติภา ที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องเป็นบุคคลคนเดียวกันนั่นเอง และเป็นกรณีที่เห็นได้ชัดแจ้งว่า โจทก์พิมพ์ชื่อ "นางฐิตาภา" ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปเป็น "นางฐิติภา" อันเป็นข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อยถือว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ด. ฟ้องและดำเนินคดีแทนโดยชอบแล้ว ไม่ทำให้อำนาจฟ้องคดีของโจทก์เสียไป

ส่วนที่ท้ายฟ้องเดิมทนายโจทก์ลงชื่อไว้ในท้ายฟ้องในฐานะโจทก์ก็เป็นเพียงฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์เท่านั้น อันเป็นฟ้องที่มิชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ซึ่งโจทก์ชอบที่จะแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ไม่ถึงกับทำให้ฟ้องเดิมเสียไป โจทก์ยื่นคำร้องขอส่งคำขอท้ายฟ้องอาญาที่โจทก์โดย ด. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในฐานะโจทก์แทนคำขอท้ายฟ้องเดิม โดยอ้างว่าเป็นความผิดหลงเผอเรอของทนายโจทก์นั้นก็พอแปลได้ว่าเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ฟ้อง และกรณีถือว่ามีเหตุอันควรที่จะแก้ฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 โจทก์ยื่นคำร้องฉบับดังกล่าวเข้ามาในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งจำเลยยังไม่อยู่ในฐานะจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 165 วรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ถือว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 2 กระทง คงจำคุก 2 เดือน และไม่ปรับ จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับมาเพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายสมยศ หรือนางฐิตาภา กรรมการคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ แม้ต่อมาจะบรรยายว่า โจทก์โดยนางฐิติภา มอบอำนาจให้นางสาวดรุณีฟ้องและดำเนินคดีแทนก็ตาม แต่เมื่อนางสาวดรุณีมาเบิกความเป็นพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ได้อ้างส่งหนังสือมอบอำนาจดำเนินคดีเป็นหลักฐานว่า บริษัทโจทก์โดยนางฐิตาภา กรรมการผู้มีอำนาจ ขอมอบอำนาจให้นางสาวดรุณีดำเนินคดีแทน ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่านางฐิตาภา กับนางฐิติภา ที่โจทก์กล่าวในฟ้องเป็นบุคคลคนเดียวกันนั่นเอง และเป็นกรณีที่เห็นได้ชัดแจ้งว่า โจทก์พิมพ์ชื่อ "นางฐิตาภา" ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปเป็น "นางฐิติภา" อันเป็นข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อย ถือว่าโจทก์มอบอำนาจให้นางสาวดรุณีฟ้องและดำเนินคดีแทนโดยชอบแล้ว ไม่ทำให้อำนาจฟ้องคดีของโจทก์เสียไป ส่วนที่ท้ายฟ้องเดิมทนายโจทก์ลงชื่อไว้ในท้ายฟ้องในฐานะโจทก์ก็เป็นเพียงฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์เท่านั้น อันเป็นฟ้องที่มิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ซึ่งโจทก์ชอบที่จะแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ไม่ถึงกับทำให้ฟ้องเดิมเสียไปดังที่จำเลยฎีกา และการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอส่งคำขอท้ายคำฟ้องอาญาที่โจทก์โดยนางสาวดรุณี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในฐานะโจทก์ ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 27 มกราคม 2558 แทนคำขอท้ายฟ้องเดิม โดยอ้างว่าเป็นความผิดหลงเผอเรอของทนายโจทก์นั้น ก็พอแปลได้ว่าเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ฟ้อง และกรณีถือว่ามีเหตุอันควรที่จะแก้ฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ทั้งโจทก์ยื่นคำร้องฉบับดังกล่าวเข้ามาในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งจำเลยยังไม่อยู่ในฐานะจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใด ถือว่าฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เช็คพิพาท 2 ฉบับ มีจำนวนเงินรวมกัน 200,000 บาท ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยนำเงิน 3,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ และระหว่างนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยนำเงิน 197,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์อีก อันเป็นการบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 163 วรรคหนึ่ง ม. 165
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดีโก้ วัสดุภัณฑ์ จำกัด
จำเลย — นางสาวชลิดาหรืออฐิตา เมธิราภูวดล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายองอาจ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ — นายธวัชชัย นิธิพิเชฐ
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุนทร ทรงฤกษ์
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5985/2559
#604484
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 35 (7) กำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความต้องไม่เป็นบุคคลผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย และมาตรา 43 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าเมื่อปรากฏต่อคณะกรรมการสภาทนายความว่า ทนายความผู้ใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 35 ให้ทนายความผู้นั้นพ้นสภาพการเป็นทนายความและให้คณะกรรมการทนายความจำหน่ายชื่อทนายความผู้นั้นออกจากทะเบียนทนายความ อันมีผลให้ทนายความผู้นั้นขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 (4) เมื่อยังไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการสภาทนายความได้จำหน่ายชื่อ ณ. ออกจากทะเบียนทนายความ ณ. จึงยังไม่ขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 ดังนั้นกระบวนพิจารณาของศาลที่ ณ. เป็นทนายความจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ ณ. ทนายความจำเลยที่ 2 ได้โดยชอบจึงถือว่าฝ่ายจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิด จำเลยที่ 2 แต่งนายณัฐสัญญ์ เป็นทนายความเข้าสู้คดี ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ หลังจากอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว ทนายความจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาและขอขยายระยะเวลาฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำร้องโดยขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ถึงวันที่ 25 มกราคม 2556 แต่จำเลยที่ 2 มิได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาที่ขยาย วันที่ 28 มกราคม 2556 ทนายความจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาอีกครั้ง ศาลชั้นต้นยกคำร้องและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 นายพงษ์สรรพ์ ทนายความจำเลยที่ 2 คนใหม่ยื่นคำร้องว่าศาลล้มละลายสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนายณัฐสัญญ์ทนายความจำเลยที่ 2 คนเดิมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 และต่อมามีคำพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2553 นายณัฐสัญญ์จึงขาดคุณสมบัติเป็นทนายความ การที่นายณัฐสัญญ์ยังคงปฏิบัติหน้าที่ทนายความต่อมา จึงไม่ชอบ เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้เปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2555 การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาและการส่งคำบังคับแก่จำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2553 แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 35 (7) กำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความต้องไม่เป็นบุคคลผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย และมาตรา 43 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า เมื่อปรากฏต่อคณะกรรมการสภาทนายความว่า ทนายความผู้ใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 35 ให้ทนายความผู้นั้นพ้นสภาพการเป็นทนายความและให้คณะกรรมการสภาทนายความจำหน่ายชื่อทนายความผู้นั้นออกจากทะเบียนทนายความ อันมีผลให้ทนายความผู้นั้นขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 (4) เมื่อยังไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการสภาทนายความได้จำหน่ายชื่อนายณัฐสัญญ์ ออกจากทะเบียนทนายความ นายณัฐสัญญ์จึงยังไม่ขาดจากการเป็นทนายความตามมาตรา 44 ดังนั้น กระบวนพิจารณาของศาลที่นายณัฐสัญญ์เป็นทนายความจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และเมื่อศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้นายณัฐสัญญ์ ทนายความจำเลยที่ 2 ได้โดยชอบจึงถือว่าฝ่ายจำเลยที่ 2 ทราบนัดแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า เมื่อนายณัฐสัญญ์ ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย ย่อมขาดคุณสมบัติการเป็นทนายความ หากกระทำการใดเกี่ยวกับหน้าที่ทนายความต่อไปย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและเมื่อนายณัฐสัญญ์ไม่สามารถทำหน้าที่ทนายความต่อไปได้แล้ว การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้แก่นายณัฐสัญญ์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ทราบนัดโดยชอบ นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 35 ม. 43 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนวนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมยศ เรืองบุรพ กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายธัญญู ชูดำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางรุ่งรัตน์ วิจิตรจงกล
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5973/2559
#604502
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายแล้วต่อมาศาลได้มีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยไว้พิจารณา ศาลที่รับพิจารณาคดีล้มละลายไว้ก่อน จำต้องงดการพิจารณาไว้จนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนหรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) เพื่อให้โจทก์ที่ฟ้องคดีซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้รายหนึ่งของจำเลยซึ่งมูลแห่งหนี้ได้เกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูไปดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ และเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลย คำสั่งของศาลย่อมมีผลผูกมัดทั้งเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้และเจ้าหนี้ที่ได้ยื่นขอรับชำระหนี้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 90/27 แผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบจึงผูกมัดโจทก์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง

เมื่อคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยดำเนินการจนเป็นผลสำเร็จตามแผนฟื้นฟูกิจการ และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคหนึ่ง ผลของคำสั่งดังกล่าวยังคงผูกมัดโจทก์และมูลหนี้ของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/75 กล่าวคือ มีผลให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวง ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่งเจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว ทำให้จำเลยมาผูกพันชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามที่ระบุไว้ในแผนแทนการชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา วันที่ 14 มกราคม 2551 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ และวันที่ 28 ธันวาคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งจำเลยเป็นผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2554 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีจำเลยเป็นผู้บริหารแผน ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งคำร้องที่ 8536/2555 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ให้จำหน่ายคดีล้มละลายนี้ออกเสียจากสารบบความของศาลฎีกาไปก่อน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนหรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ให้โจทก์แถลงต่อศาลฎีกาขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป

วันที่ 9 มิถุนายน 2557 โจทก์ยื่นคำแถลงว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคม2557 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายแล้วต่อมาศาลได้มีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยไว้พิจารณา ดังนี้ ศาลที่รับพิจารณาคดีล้มละลายไว้ก่อน จำต้องงดการพิจารณาไว้จนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนหรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) เพื่อให้โจทก์ที่ฟ้องคดีซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้รายหนึ่งของจำเลยซึ่งมูลแห่งหนี้ได้เกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูไปดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้และมีส่วนร่วมในการดำเนินกระบวนการฟื้นฟูกิจการของจำเลยในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวและเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลย คำสั่งของศาลย่อมมีผลผูกมัดทั้งเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้และเจ้าหนี้ที่ได้ยื่นขอรับชำระหนี้ทั้งนี้ ตามมาตรา 90/27 แผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบจึงผูกมัดโจทก์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยดำเนินการจนเป็นผลสำเร็จตามแผนฟื้นฟูกิจการ และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคหนึ่ง ผลของคำสั่งดังกล่าวยังคงผูกมัดโจทก์และมูลหนี้ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/75 กล่าวคือ มีผลให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวง ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่งเจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว ทำให้จำเลยมาผูกพันชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามที่ระบุไว้ในแผนแทนการชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิม กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 วรรค(4) ม. 90/27 ม. 90/60 วรรคหนึ่ง ม. 90/70 วรรคหนึ่ง ม. 90/75
ชื่อคู่ความ
กองทุนเปิดอเบอร์ดีนตราสารหนี้ระยะสั้น ๑ โดย
โจทก์ — นายอธิชัย วิจิตรวาณิชย์พงศ์ ผู้ชำระบัญชี
จำเลย — บริษัทปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายบัว แก้วจิตร
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5969/2559
#602554
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีล้มละลายมิใช่เป็นการฟ้องเพื่อบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ดังเช่นคดีแพ่งทั่วไป แต่เป็นการฟ้องเพื่อดำเนินการเข้าจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ทั้งนี้เพื่อที่จะนำเงินที่ได้จากการจัดการทรัพย์สินนั้นมาแบ่งชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ ดังนั้น กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายจึงเป็นกระบวนการที่จะต้องดำเนินการรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ แล้วนำมาจัดสรรแบ่งชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ของลูกหนี้ จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นหน่วยงานราชการของรัฐ ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 จึงเป็นทรัพย์สินที่ตามกฎหมายไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ทั้งจำเลยที่ 1 ยังมีอำนาจหน้าที่ตามที่ พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 กำหนดไว้ และการจะได้รับชำระหนี้ของส่วนราชการนั้น โจทก์ย่อมสามารถกระทำได้โดยวิธีการอื่น เช่น การเบิกจ่ายเงินจากงบประมาณแผ่นดิน เป็นต้น นอกจากการฟ้องขอให้หน่วยงานราชการของรัฐตกเป็นบุคคลล้มละลายซึ่งไม่อาจกระทำได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นองค์การบริหารส่วนตำบล ต่อมาได้ยกฐานะเป็นเทศบาลตำบล จึงมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ส่วนที่ 2 ว่าด้วยเรื่องอำนาจหน้าที่ของสภาตำบล หากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินและประชาชน กรณีจึงเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และรับคำฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2552 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 42 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2546 และพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 7 แต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นเทศบาลตำบล จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานราชการของรัฐและเป็นทบวงการเมืองนับตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไป ตามสำเนาประกาศกระทรวงมหาดไทย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่ศาลล้มละลายกลางพิจารณาฟ้อง แล้วมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ในชั้นตรวจคำฟ้องนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 บัญญัติว่า "นอกจากที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ กระบวนพิจารณาในศาลล้มละลายให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย และข้อกำหนดตามมาตรา 19 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ...ฯลฯ มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ดังนั้น ในการพิจารณาตรวจรับคำฟ้องของศาลล้มละลายกลาง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 จึงกำหนดให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม เช่นนี้ การพิจารณาตรวจรับคำฟ้องของศาลล้มละลายกลางจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้ยกเสีย หรือให้คืนไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18" ซึ่งคำว่า ให้ยกเสีย ตามบทบัญญัติของมาตรา 172 วรรคสามดังกล่าว ก็คือ เป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์นั่นเอง ฉะนั้น จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลล้มละลายกลางย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ตั้งแต่ในชั้นตรวจคำฟ้องได้ โดยหาจำต้องมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ไว้ก่อนไม่ และกรณีเช่นว่านี้ถือได้ว่าศาลล้มละลายกลางได้วินิจฉัยในประเด็นเนื้อหาแห่งคดีแล้ว หาใช่เป็นการสั่งไม่รับคำคู่ความแต่อย่างใดไม่ ดังนี้ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ตั้งแต่ในชั้นตรวจคำฟ้องขัดต่อกฎหมายวิธีพิจารณาความในคดีล้มละลายนั้น จึงฟังไม่ขึ้น และเมื่อพิจารณาว่าการฟ้องคดีล้มละลายมิใช่เป็นการฟ้องเพื่อบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ดังเช่นคดีแพ่งทั่วไป แต่เป็นการฟ้องเพื่อดำเนินการเข้าจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ทั้งนี้เพื่อที่จะนำเงินที่ได้จากการจัดการทรัพย์สินนั้นมาแบ่งชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ ดังนั้น กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายจึงเป็นกระบวนการที่จะต้องดำเนินการรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ แล้วนำมาจัดสรรแบ่งชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ของลูกหนี้ แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นหน่วยงานราชการของรัฐ ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 จึงเป็นทรัพย์สินที่ตามกฎหมายไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ทั้งจำเลยที่ 1 ยังมีอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 กำหนดไว้ และการจะได้รับชำระหนี้ของส่วนราชการนั้น โจทก์ย่อมสามารถกระทำได้โดยวิธีการอื่น เช่น การเบิกจ่ายเงินจากงบประมาณแผ่นดิน เป็นต้น นอกจากการฟ้องขอให้หน่วยงานราชการของรัฐตกเป็นบุคคลล้มละลายซึ่งไม่อาจกระทำได้ คดีฟังได้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ศาลล้มละลายกลางเห็นว่า มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 1 ล้มละลายแล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 โดยมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม นั้น เป็นการไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใด ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1307
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำก่ำ
จำเลย — หรือเทศบาลตำบลน้ำก่ำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายประยุทธ ประชุมชน
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5958/2559
#609574
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 สั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ใช้ชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นทนายความ และให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความเป็นชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แม้จะไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ได้กระทำเช่นนั้นในบริเวณศาลอันจะถือว่าเป็นตัวการ แต่ก็ถือเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 จึงมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1), 33 ประกอบ ป.อ. มาตรา 17 และ 84

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2557 นางสาวชวัลนาถ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้น รายงานต่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยนายธวัชชัย ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ ยื่นฟ้องนายจรัล เป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.2493/2556 ของศาลชั้นต้น ในข้อหาผิดสัญญา (บัตรเครดิต) เรียกให้ชำระหนี้ โจทก์ได้แต่งตั้งให้นางสาวสุวลีผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นทนายความของโจทก์ และให้มีอำนาจดำเนินกระบวนการพิจารณาใดไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความนั้น เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาหรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2556 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 จึงลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ท้ายคำฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.2493/2556 และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ได้แนบสำเนาบัตรประจำตัวสมาชิกสภาทนายความ ประเภทสองปี ใบอนุญาตให้เป็นทนายความเลขที่ 1442/2558 ซึ่งระบุวันออกบัตร 30 กันยายน 2556 บัตรหมดอายุ 29 กันยายน 2558 ซึ่งศาลชั้นต้นตรวจพบว่าหมายเลขปี พ.ศ. วันออกบัตรหมายเลข "6" และเลขปี พ.ศ. วันบัตรหมดอายุหมายเลข "8" มีร่องรอยการแก้ไข ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 ศาลไต่สวนใบอนุญาตทนายความโจทก์มีผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ทนายโจทก์ นางสาวจารุมน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มาศาล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แถลงว่า ได้ลาออกจากบริษัทที่ทำงานให้กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แล้ว และลายมือชื่อในใบแต่ทนายความรวมถึงเอกสารฟ้องทั้งหมดไม่ใช่ลายมือชื่อของตนเอง ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แถลงว่า เอกสารประกอบคำฟ้องทั้งหมดตนเองเป็นผู้ดำเนินการและได้ทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง ศาลออกหมายเรียกนายทิตนาค ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 กรรมการผู้จัดการบริษัทมาเจสติค ลอร์ แอนด์คอลเล็คชั่น จำกัด มาไต่สวน และวันที่ 21 มีนาคม 2557 ศาลไต่สวนโดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แถลงว่า เป็นผู้แก้ไขใบอนุญาตให้เป็นทนายความและลงลายมือชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และมีผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นผู้ใช้ให้กระทำ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 แถลงว่า ไม่เคยใช้ให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ดำเนินการดังกล่าว ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แถลงว่า ได้ลาออกจากบริษัทดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2555 และในคดีดังกล่าวตนเองก็ไม่ได้เป็นทนายความ และไม่ได้อนุญาตให้บริษัทใช้ใบอนุญาตให้เป็นทนายความดังกล่าว และไม่เคยลงลายมือชื่อไว้ในคำฟ้องหรือเอกสารใด ๆ ในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.2493/2556 ของศาลชั้นต้น แต่ประการใด จึงมีเหตุสงสัยว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามซึ่งเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีพฤติการณ์การเข้าข่ายในความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาล จึงแจ้งข้อหาฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาลแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ให้การรับสารภาพ

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 4 เดือน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน ให้ยกข้อกล่าวหาสำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่ยังคงดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายกฎหมายของบริษัทมาเจสติค ลอร์ แอนด์คอนเล็คชั่น จำกัด ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เบิกความรับว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2556 ก่อนเกิดเหตุคดีนี้เพียง 2 วัน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ยังเดินทางไปว่าความที่ศาลต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่า แม้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 จะได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทางภาคเหนือหลายแห่ง แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นทนายความและผู้จัดการฝ่ายกฎหมายรวมทั้งกรรมการผู้จัดการบริษัทดังกล่าวอยู่ด้วย ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นำสืบว่า ในเดือนตุลาคม 2555 เมื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เข้าไปที่บริษัทฯ พบใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 วางอยู่บนโต๊ะทำงาน จึงสอบถามผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ว่านำสำเนาใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มาทำอะไร พร้อมกับสั่งห้ามมิให้บุคคลใดนำสำเนาใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ดังกล่าวไปดำเนินการใด ๆ ก็ขัดกับคำเบิกความของนายธวัชชัย หัวหน้าส่วนติดตามและเร่งรัดหนี้สินธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่เบิกความว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีชื่อเป็นทนายความที่บริษัทฯ ส่งไปยังธนาคารจนถึงปี 2557 การที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นทนายความของบริษัทฯ ลาออกไปแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ในฐานะผู้จัดการฝ่ายกฎหมายและเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ย่อมต้องทราบเรื่องดี ควรที่จะคัดชื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ออกจากการเป็นทนายความที่มีคุณสมบัติเป็นทนายความของธนาคาร แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 กลับเพิกเฉยไม่แจ้งให้ธนาคารทราบจึงเป็นข้อพิรุธ และคำเบิกความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่ว่า ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ลาออกจากบริษัท ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความยังไม่ครบ 2 ปี แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 สั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ใช้ชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นทนายความและให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความเป็นชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้กระทำเช่นนั้นตลอดมาจนกระทั่งใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 หมดอายุ แม้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จะเบิกความต่อไปว่า เป็นผู้แก้ไขปีหมดอายุ ในสำเนาใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ด้วยตนเอง ไม่ได้ปรึกษาผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 แต่การยื่นฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ผบ.2493/2556 ของศาลชั้นต้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ก็ทราบดีว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ใช้ชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นทนายความแต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 มิได้โต้แย้ง นอกจากนี้ ยังได้ความจากสิบเอกหญิงแสงเดือน ซึ่งเคยเป็นทนายความและผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายกฎหมายของบริษัทฯ พยานของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ว่าเมื่อบริษัทฯ รับคดีมาจากธนาคาร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 จะเป็นผู้จ่ายคดีให้แก่ทนายความในบริษัทฯ ทนายความแต่ละคนจะต้องเสนอสำนวนให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ตรวจ แล้วผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 จะรวบรวมสำเนาคำฟ้องแต่ละคดีนำเสนอขอเบิกค่าใช้จ่าย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นำใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไปใช้ก่อนเกิดเหตุประมาณ 200 คดี แม้ช่วงปี 2553 ถึงปี 2556 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 จะไปดูแลกิจการในเครือของบริษัทที่ภาคเหนือ แต่ในปี 2556 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ก็กลับมาดูแลกิจการของบริษัทบ่อยขึ้น แม้สิบเอกหญิงแสงเดือนเป็นพยานของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แต่ก็เป็นพยานคนกลาง ส่วนคำเบิกความของ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แม้จะเป็นคำซัดทอดว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นผู้ใช้ให้ตนกระทำความผิด แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ก็รับว่าตนเองร่วมกระทำความผิดด้วย จึงไม่ใช่คำซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิด เมื่อพิจารณาประกอบกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่นำใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไปใช้เป็นจำนวนมากถึง 200 คดี เชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นเพียงทนายความประจำบริษัทที่เพิ่งได้รับอนุญาตให้เป็นทนายความไม่นานนักย่อมมีประสบการณ์การทำงานน้อย โดยลำพังเพียงคนเดียวย่อมไม่กล้ากระทำไปโดยพลการ พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่แสดงให้เห็นในการปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายกฎหมายของบริษัทดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น ประกอบคำซัดทอดของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และคำเบิกความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 สั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ใช้ใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ฟ้องคดีหลังจากผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ลาออกจากบริษัทไปแล้วตลอดมาจนกระทั่งใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 หมดอายุ จึงมีการแก้ไขปีหมดอายุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งมีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดฐานของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ย่อมต้องรับผิดในการกระทำดังกล่าวด้วย จึงเป็นความผิดร่วมกันละเมิดอำนาจศาล อย่างไรก็ตาม แม้ทางไต่สวนจะได้ความว่า ขณะเกิดเหตุผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เพิ่งได้ใบอนุญาตให้เป็นทนายความไม่นานนัก กระทำความผิดไปตามคำสั่งของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เรียนจบกฎหมาย ก่อนจะได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความต้องผ่านการฝึกอบรมในด้านจริยธรรมมาแล้ว สภาทนายความจึงออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความให้ ย่อมรู้หรือควรรู้ว่าสิ่งที่ตนกระทำไปนั้นไม่สมควรกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทางไต่สวนยังได้ความว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นำใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไปใช้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลมากถึง 200 กว่าคดี แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กระทำความผิดไปโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษให้ พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้รอการลงโทษ และฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ว่า ตนไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ขอให้พิพากษายกข้อกล่าวหานั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข แต่อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดทางละเมิดอำนาจศาลนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า เป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล คือ ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพียงว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 สั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ใช้ชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นทนายความและให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความเป็นชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เท่านั้น ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ได้กระทำเช่นนั้นในบริเวณศาลด้วย อันจะถือว่าเป็นตัวการ แต่การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 และมาตรา 84 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 17 ม. 84
ป.วิ.พ. ม. 31 ม. 33
ชื่อคู่ความ
ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ
ผู้กล่าวหา — ประจำศาลจังหวัดกระบี่
ผู้ถูกกล่าวหา — นางสาวจารุมน พิณธุโสภณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายสมชาย อติกรจุฑาศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายประเสริฐ โกวิทยา
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5954/2559
#602818
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้ผู้ร้องฎีกาและศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์แก้แล้ว โจทก์ไม่ยื่นคำแก้ฎีกา จึงไม่จำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องและส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์แก้อีก

ขณะที่ ธ. และ ส. มอบอำนาจให้ ย. และ ด. ยื่นคำร้องขอคืนของกลางในคดีอาญาและแต่งตั้งให้ทนายความเข้าดำเนินการ ธ. ยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้อง แม้ว่าขณะที่ ย. และ ด. มอบอำนาจช่วงให้ ก. ดำเนินคดี ธ. จะพ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนผู้ร้องไปแล้วก็ตาม ก็หาได้ทำให้ฐานะของผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนผู้ร้องสิ้นสุดไปไม่ เมื่อการมอบอำนาจให้ ย. และ ด. ยังไม่ถูกยกเลิกเพิกถอน หนังสือมอบอำนาจเกี่ยวกับการดำเนินคดีและหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีจึงมีผลสมบูรณ์ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอคืนของกลางดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 57, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบรถกระบะหมายเลขทะเบียน บร 1966 ลำปาง ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องโดยนายธวัชไชย และนายสุรพล กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องมอบอำนาจให้นายยอดยิ่ง และนายเดชา เป็นผู้มีอำนาจยื่นคำร้องขอคืนของกลางและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ ซึ่งผู้รับมอบอำนาจทั้งสองมอบอำนาจช่วงให้นายสมโชค ดำเนินคดีแทน ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถกระบะหมายเลขทะเบียน บร 1966 ลำปาง ของกลาง เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถกระบะของกลางไปจากผู้ร้อง แล้วนำไปใช้กระทำความผิด ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ขอให้คืนรถกระบะของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนรถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ด หมายเลขทะเบียนบร 1966 ลำปาง ของกลาง แก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" เมื่อปรากฏว่าในการยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้น ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สั่งในฎีกา ฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ที่ยื่นมาด้วยพร้อมกันนี้ และสั่งรับฎีกาของผู้ร้องนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงอนุญาตให้ผู้ร้องฎีกา แม้คำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบดังวินิจฉัยข้างต้น แต่เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้ผู้ร้องฎีกาและศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์แก้แล้ว แต่โจทก์ไม่ยื่นคำแก้ฎีกา กรณีจึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องและส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์แก้อีกแต่อย่างใดข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถกระบะหมายเลขทะเบียน บร 1966 ลำปาง ของกลาง และผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า หนังสือมอบอำนาจเกี่ยวกับการดำเนินคดี และหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดี มีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า หนังสือรับรอง ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกให้แก่ผู้ร้อง เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2553 รับรองว่า นายธวัชไชย และนายสุรพล เป็นกรรมการของผู้ร้องและมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของผู้ร้องทำการผูกพันผู้ร้องได้ และเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2555 บุคคลทั้งสองได้มอบอำนาจให้นายยอด และนายเดชา เป็นผู้มีอำนาจยื่นคำร้องขอคืนของกลางในคดีอาญา แต่งตั้งทนายความเข้าดำเนินการ และมีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนให้มีอำนาจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ได้ ตามหนังสือมอบอำนาจเกี่ยวกับการดำเนินคดี จึงมีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องได้โดยชอบ แม้ต่อมาภายหลังเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2557 ในขณะที่นายยอดยิ่งและนายเดชา มอบอำนาจช่วงให้นายสมโชค ดำเนินคดีตามหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดี นายธวัชไชยมิได้เป็นกรรมการผู้ร้องแล้วตามหนังสือรับรอง ก็ตาม นายยอดยิ่งและนายเดชาก็ยังคงมีอำนาจทำการแทนผู้ร้องได้โดยชอบ เพราะขณะที่นายธวัชไชยและนายสุรพลมอบอำนาจให้นายยอดยิ่งและนายเดชาเป็นผู้มีอำนาจยื่นคำร้องขอคืนของกลางในคดีอาญา และแต่งตั้งทนายความเข้าดำเนินการนั้น นายธวัชไชย ยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้อง แม้ภายหลังนายธวัชไชยจะพ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนผู้ร้องก็ตาม แต่หาได้ทำให้ฐานะของผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนผู้ร้องสิ้นสุดไปไม่ และเมื่อการมอบอำนาจให้นายยอดยิ่งและนายเดชายังไม่ได้ถูกยกเลิกเพิกถอน หนังสือมอบอำนาจเกี่ยวกับการดำเนินคดี และหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดี จึงมีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้คืนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บร 1966 ลำปาง ของกลาง แก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 60 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
ผู้ร้อง — บริษัทธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุพจน์หรือฉี แซ่ลี้ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นางสาวอภิศรา ชัยรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธรรมนูญ สิงห์สาย
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5923/2559
#599880
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุรา ซึ่งเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 และจำเลยขับรถยนต์คันเกิดเหตุพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสองอันเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้น เป็นการกระทำความผิดที่มีเจตนาแยกต่างหากจากกัน ถือไม่ได้ว่าการที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการที่จำเลยขับรถยนต์คันเกิดเหตุพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี นั้น โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยขับรถยนต์คันเกิดเหตุในขณะเมาสุรา โดยโจทก์มิได้บรรยายอ้างเหตุว่า การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุรา อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) นั้น เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส คดีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสาม แต่คงลงโทษจำเลยได้ตามมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง เท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา และความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราจะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 (2), 160 ตรี ริบรถยนต์ของกลาง และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายเบียร์ ผู้เสียหายที่ 1 และนายศุภชัย ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่ต้องรับผิด ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานขับรถในขณะเมาสุรา จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 12 ปี ริบรถยนต์ของกลาง ให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 80,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 280,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขนง กาญจนบุรี 693 คันเกิดเหตุ โดยมีโจทก์ร่วมที่ 2 นั่งซ้อนท้ายแล่นไปตามถนนแสงชูโต ถึงบริเวณหน้าสุสานสัมพันธมิตร มีคนร้ายขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีดำ หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 0991 กาญจนบุรี คันเกิดเหตุแล่นตามหลังและกดแตร 2 ครั้ง โจทก์ร่วมที่ 1 กดแตรตอบกลับไป 1 ครั้ง จากนั้นคนร้ายขับรถยนต์มาจอดขวางทาง โจทก์ร่วมที่ 1 เร่งเครื่องรถจักรยานยนต์หลบหนี คนร้ายขับรถยนต์ตามมาเบียดในลักษณะจะชนให้รถจักรยานยนต์ล้ม แต่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับหลบได้ทัน แล้วคนร้ายขับรถยนต์แล่นตามไปชนท้ายรถจักรยานยนต์ ทำให้โจทก์ร่วมทั้งสองล้มกระเด็นออกจากรถจักรยานยนต์ คนร้ายขับรถยนต์ลากเอารถจักรยานยนต์ติดใต้ท้องรถยนต์แล่นหลบหนีไปทางแยกแก่งเสี้ยน และเลี้ยวขวาไปทางแยกวังสารภี แล้วเข้าไปจอดในซอยเนื่องจากยางรถยนต์ด้านหน้าขวาแตกไม่สามารถขับต่อไปได้ คนร้ายวิ่งหลบหนีออกจากรถยนต์เข้าไปในป่า ต่อมาจำเลยถูกควบคุมตัวในสภาพเมาสุราออกมาจากป่า และเจ้าพนักงานตำรวจพบกุญแจรถยนต์คันเกิดเหตุที่ตัวจำเลย ผลการตรวจวัดแอลกอฮอล์ปรากฏว่าจำเลยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 217 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดบริเวณแขนซ้าย บาดแผลฉีกขาดที่เข่าซ้ายลึกถึงข้อร่วมกับมีการขาดของกล้ามเนื้อ และกระดูกแข้งขวาแตกลึกถึงเข่า ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ที่ข้อมือขวาลึกถึงข้อ บาดแผลฉีกขาดที่เข่าขวาลึกถึงข้อเข่า ทำให้โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับอันตรายสาหัส ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ขับรถยนต์คันเกิดเหตุชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสองจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับบาดเจ็บหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจตรีสมเกียรติ์ว่า ขณะที่พยานและดาบตำรวจศุภกรกับพวกไปคอยระวังป้องกันเหตุที่ผับกิซซี่นั้น เป็นช่วงเวลาที่ผับจะปิดบริการ และคนที่ไปเที่ยวผับทยอยเดินออกจากผับ เชื่อได้ว่าขณะนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ และมีผู้คนอยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วยหลายคน พยานทั้งสองอาจให้ความสนใจต่อเหตุการณ์และผู้คนรอบข้างแตกต่างกันไปบ้างเป็นธรรมดา ดังจะเห็นได้จากที่ร้อยตำรวจตรีสมเกียรติ์เบิกความว่า พยานเห็นจำเลยเดินไปที่รถยนต์คันเกิดเหตุโดยพยานไม่ได้มองว่าใครเป็นคนขับและจะมีใครนั่งไปด้วย แต่เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวแล่นผ่านมายังจุดที่พยานยืนอยู่ จำเลยลดกระจกทางด้านฝั่งคนขับ พยานจึงเห็นว่าจำเลยเป็นคนขับรถยนต์คันดังกล่าว ซึ่งดาบตำรวจศุภกรก็เบิกความยืนยันในข้อนี้ซึ่งเป็นสาระสำคัญตรงกันว่า เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวแล่นวนมาทางด้านที่พยานกับพวกยืนอยู่ จำเลยลดกระจกทางด้านฝั่งจำเลยลง ซึ่งจำเลยนั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ ดังนี้ ที่พยานทั้งสองเบิกความขัดแย้งแตกต่างกันในเรื่องที่จำเลยฎีกาดังกล่าวจึงเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ข้อพิรุธถึงขนาดจะรับฟังไม่ได้ว่า ร้อยตำรวจตรีสมเกียรติ์จะเห็นจำเลยนั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับจริงหรือไม่ดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า จำเลยเป็นคนขับรถยนต์คันเกิดเหตุออกไปจากบริเวณหน้าผับกิซซี่ดังกล่าว ซึ่งจำเลยก็ฎีการับอยู่ในข้อนี้ ส่วนที่จำเลยฎีกาทำนองว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีผู้ใดยืนยันว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ขับรถชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสองนั้น ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจตรีสมเกียรติ์ว่า เมื่อจำเลยขับรถยนต์คันเกิดเหตุออกไปจากบริเวณหน้าผับกิซซี่ไม่ถึง 10 นาที พยานได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุสื่อสารว่า เกิดเหตุในคดีนี้และรถยนต์คันเกิดเหตุแล่นเลี้ยวขวาไปทางแยกวังสารภี พยานจึงให้เจ้าพนักงานตำรวจขับรถพาพยานกับพวกติดตามรถยนต์คันเกิดเหตุจากผับกิซซี่ไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุหน้าโรงแรมศรีเมืองกาญจน์ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุที่โจทก์ร่วมทั้งสองถูกชนโดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ถึง 3 นาที เชื่อว่าบริเวณจุดเกิดเหตุอยู่ไม่ไกลจากผับกิซซี่เท่าใดนัก ไม่น่าเชื่อว่าในระยะทางและระยะเวลาเพียงเท่านั้น จำเลยจะต้องเปลี่ยนให้ผู้ใดมาขับรถยนต์คันเกิดเหตุแทนและจะมีการเปลี่ยนให้ผู้อื่นมาขับได้ทัน ทั้งตามทางนำสืบของจำเลยก็อ้างว่า นายเบิ้มลูกน้องของจำเลยเป็นคนขับรถยนต์คันเกิดเหตุ โดยหาได้นำสืบว่าจำเลยขับรถยนต์คันเกิดเหตุออกไปจากผับกิซซี่แล้วต่อมามีการเปลี่ยนให้คนอื่นมาขับดังทำนองที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่ ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงขัดแย้งกันเองและเป็นพิรุธ นอกจากนี้ตามพฤติการณ์ในคดีเห็นได้ว่า เมื่อรถยนต์คันเกิดเหตุแล่นชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง ร้อยตำรวจตรีสมเกียรติ์และดาบตำรวจศุภกรกับพวกก็ไล่ติดตามรถยนต์คันเกิดเหตุไปทันที และเมื่อรถยนต์คันเกิดเหตุแล่นไปถึงบริเวณจุดตรวจแก่งเสี้ยน นายกฤษดาและนายโสภณก็ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะไล่ติดตามรถยนต์คันเกิดเหตุไปทันทีด้วยเช่นกัน โดยนายกฤษฎายืนยันว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับชายที่กลับมาที่รถยนต์คันเกิดเหตุและกดรีโมทคอนโทรลเพื่อล็อกรถ และเมื่อนายกฤษดากับนายโสภณควบคุมตัวจำเลยออกมาจากป่าแล้วมอบตัวจำเลยให้ร้อยตำรวจตรีสมเกียรติ์ ร้อยตำรวจตรีสมเกียรติ์สอบถามถึงกุญแจรถยนต์คันเกิดเหตุ จำเลยล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงด้านขวาและหยิบกุญแจรถยนต์คันดังกล่าวส่งมอบให้ร้อยตำรวจตรีสมเกียรติ์ ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ที่เป็นคนขับรถย่อมต้องเป็นผู้ที่พกกุญแจรถไว้เพื่อความสะดวกในการใช้งาน และโดยปกติแล้วอีกเช่นกันย่อมไม่มีความจำเป็นที่คนขับรถจะต้องพกกุญแจรถติดตัวไปพร้อมกับผู้อื่นในคราวเดียวกันถึง 2 ชุด ที่จำเลยนำสืบอ้างว่า จำเลยและนายเบิ้มเก็บกุญแจรถยนต์คันเกิดเหตุไว้คนละชุดจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมต่อเหตุผล และไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุนับแต่จำเลยขับรถยนต์คันเกิดเหตุออกมาจากผับกิซซี่ แล้วจำเลยหันกลับมากดรีโมทคอนโทรลล็อกรถยนต์คันเกิดเหตุจนกระทั่งจำเลยถูกควบคุมตัวโดยนายกฤษดาและนายโสภณพร้อมกับกุญแจรถยนต์คันเกิดเหตุซึ่งจำเลยได้มอบให้ร้อยตำรวจตรีสมเกียรติ์ล้วนเป็นไปในระยะเวลากระชั้นชิดต่อเนื่องกันเป็นอย่างยิ่งโดยไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะเปลี่ยนให้ผู้ใดมาขับรถแทนหลังออกจากผับกิซซี่ดังที่วินิจฉัยไปแล้วข้างต้น พฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ขับรถยนต์คันเกิดเหตุชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสองจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่อ้างว่าไม่ได้เป็นคนร้ายเป็นปัญหาปลีกย่อย แม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสอง อันเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยขับรถยนต์คันเกิดเหตุชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง ซึ่งเมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายของรถยนต์คันเกิดเหตุ ประกอบบันทึกการตรวจพิสูจน์เครื่องกลและเครื่องอุปกรณ์รถยนต์คันเกิดเหตุ เห็นได้ว่า รถยนต์คันเกิดเหตุได้รับความเสียหายพอสมควรคือ ไฟหน้าด้านซ้ายแตก ฝากระโปรงหน้ายุบ กระจังหน้าด้านซ้ายแตก และบังโคลนหน้าด้านซ้ายบุบ ส่วนโจทก์ร่วมทั้งสองถูกจำเลยขับรถยนต์คันเกิดเหตุชนท้ายรถจักรยานยนต์จนกระเด็นหล่นจากรถจักรยานยนต์ แสดงว่าขณะเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์พุ่งชนอย่างแรง และรถยนต์ของจำเลยยังมีขนาดและแรงปะทะมากกว่ารถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากนี้เมื่อมีการชนแล้วรถยนต์ของจำเลยยังลากรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสองติดไปด้วยเป็นระยะทางไกล ซึ่งหากโจทก์ร่วมทั้งสองติดอยู่ใต้ท้องรถยนต์ของจำเลยด้วยก็อาจได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนี้ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทำของจำเลยอาจทำให้โจทก์ร่วมทั้งสองถึงแก่ความตายได้ และแม้จะรับฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้ขับรถถอยหลังเพื่อจะทับโจทก์ร่วมทั้งสองให้ถึงแก่ความตายทั้ง ๆ ที่มีโอกาสที่จะกระทำได้ดังทำนองที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็ไม่ทำให้ความผิดของจำเลยเปลี่ยนแปลงไป เพราะเจตนาโดยเล็งเห็นผลนั้นมุ่งถึงลักษณะแห่งการกระทำ และผลของการกระทำที่อาจเกิดขึ้นเป็นหลัก มิได้มุ่งถึงเจตนาของผู้กระทำเป็นหลัก ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 217 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยเมาสุราอย่างมากจนไม่อาจครองสติได้นั้น ข้อนี้เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางพิจารณาว่า วันเกิดเหตุจำเลยเข้าไปดื่มสุราในผับกิซซี่ ถือได้ว่าจำเลยสมัครใจเสพสุราโดยรู้ว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้มึนเมา จำเลยย่อมไม่อาจยกเอาความมึนเมานั้นขึ้นเป็นข้อแก้ตัวว่าไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 66 ถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสอง อันเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุรา ซึ่งเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และจำเลยขับรถยนต์คันเกิดเหตุพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง อันเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้น เป็นการกระทำความผิดที่มีเจตนาแยกต่างหากจากกัน ถือไม่ได้ว่าการที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการที่จำเลยขับรถยนต์คันเกิดเหตุพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้นไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน และเมื่อฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันสำหรับความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาในความผิดฐานดังกล่าวว่า จำเลยไม่ได้เป็นคนขับรถยนต์คันเกิดเหตุ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง เป็นยกฟ้องปล่อยจำเลยพ้นข้อหาไป หรือขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก ซึ่งรวมถึงความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราดังกล่าวด้วยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นสถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นมีระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วางโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี ก็เป็นระวางโทษสองในสามส่วนของอัตราโทษขั้นต่ำสุดในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยให้เบากว่านั้นได้ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธ และทางนำสืบของจำเลยก็ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ลดโทษให้จำเลยจึงเหมาะสมแล้ว และแม้หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 มาตรา 7 ยกเลิกความในมาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน และมาตรา 56 ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติให้ศาลรอการลงโทษจำคุกในคดีที่ศาลลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปีได้ แตกต่างจากมาตรา 56 เดิม ที่บัญญัติให้ศาลรอการลงโทษจำคุกในคดีที่ศาลลงโทษจำคุกไม่เกินสามปีเท่านั้น แต่เมื่อคดีนี้ศาลลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นมีกำหนด 10 ปี กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) อยู่นั่นเอง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี นั้น โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพ ขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปตามถนนแสงชูโตซึ่งเป็นทางสาธารณะในขณะเมาสุรา โดยขณะที่จำเลยขับรถยนต์คันดังกล่าวจำเลยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 217 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยโจทก์มิได้บรรยายอ้างเหตุว่า การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุรา อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) นั้น เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส คดีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสาม แต่คงลงโทษจำเลยได้ตามมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง เท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา และความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราจะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังที่วินิจฉัยไปข้างต้นแล้วก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว เป็นจำคุก 11 ปี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 80 ม. 91 ม. 228
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (2) ม. 160 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
โจทก์ร่วม — นายเบียร์ แจ่มเหมือน กับพวก
จำเลย — นายสมหวัง เซี่ยงฉิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางสาวสุรีย์ จงเสรีจิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5898/2559
#602819
เปิดฉบับเต็ม

ข้อมูลที่ผู้กระทำความผิดให้ต่อเจ้าพนักงานตามที่กฎหมายบัญญัตินั้นต้องเป็นข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์ที่จะนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่นหรือนำไปสู่การยึดได้ยาเสพติดให้โทษจำนวนอื่นที่ไม่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลางในคดีนี้และเจ้าพนักงานไม่สามารถค้นพบหรือยึดได้หากไม่ได้รับข้อมูลจากผู้กระทำความผิด แม้หลังจากถูกจับกุมจำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมไปตรวจค้นเฮโรอีนของกลางที่ซุกซ่อนอยู่บริเวณกอกล้วยหลังบ้านจำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นการนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่น ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมไปตรวจยึดเฮโรอีนของกลางได้ จึงมิใช่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3), 66 วรรคสาม, 102 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 7 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เฉพาะจำเลยที่ 2 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 200,000 บาท ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 28 ปี 6 เดือน และปรับ 1,200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับบทความผิดจำเลยที่ 2 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ด้วย ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 35 ปี และปรับ 900,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 38 ปี 6 เดือน และปรับ 1,100,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 19 ปี 3 เดือน และปรับ 550,000 บาท หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโจทก์ไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทความผิดของจำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 2 ไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเฮโรอีนทำให้พยานโจทก์ไม่อาจค้นพบได้เองก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็ต้องถูกดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอย่างแน่นอนอยู่แล้วนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้" ซึ่งข้อมูลที่ผู้กระทำความผิดให้ต่อเจ้าพนักงานตามที่กฎหมายบัญญัตินั้น ต้องเป็นข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์ที่จะนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่นหรือนำไปสู่การยึดได้ยาเสพติดให้โทษจำนวนอื่นที่ไม่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลางในคดีนี้และเจ้าพนักงานไม่สามารถค้นพบหรือยึดได้ หากไม่ได้รับข้อมูลจากผู้กระทำความผิด แม้หลังจากถูกจับกุมจำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมไปตรวจค้นพบเฮโรอีนของกลางที่ซุกซ่อนอยู่บริเวณกอกล้วยหลังบ้านจำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นการนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษรายอื่น ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมไปตรวจยึดเฮโรอีนของกลางได้ จึงมิใช่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ปรับบทความผิดจำเลยที่ 2 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี และปรับ 400,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุก 20 ปี 12 เดือน และปรับ 650,000 บาท หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นางสาวนนธิชา ใจวัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางชลิตา ศรีสง่า เพชรนิล
ศาลอุทธรณ์ — นายคำแหง คมวุฒิการ
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5884/2559
#601868
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลล้มละลายกลางเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลในการสืบพยานโจทก์และการรับฟังพยานหลักฐานโจทก์ เมื่อคำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวมิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ทั้งศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่มีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 10 กันยายน 2552 ซึ่งศาลจังหวัดพระโขนงพิพากษาตามยอม รวม 4 คดี จำเลยตกลงยินยอมชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าทนายความแก่โจทก์และเจ้าหนี้อื่นอีก 3 ราย ภายในวันที่ 10 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยเสนอคำขอประนอมหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่สองคนขึ้นไป กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (8) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าวันนัดพิจารณาคดีในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 มีการเลื่อนคดีซึ่งทนายโจทก์และทนายจำเลยขอกำหนดวันนัดพิจารณาคดีที่เลื่อนไปเป็นวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 มิใช่วันที่ 22 เมษายน 2556 ซึ่งต่อมามีการสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว จำเลยมิได้จงใจขาดนัดพิจารณาและโจทก์มิได้ส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานโจทก์ให้จำเลยก่อนการสืบพยาน เป็นการไม่ชอบและไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้ กรณีต้องย้อนสำนวนแล้วให้โจทก์ส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานโจทก์และให้จำเลยนำพยานเข้าสืบนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลล้มละลายกลางเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลในการสืบพยานโจทก์และการรับฟังพยานหลักฐานโจทก์ เมื่อคำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวมิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ทั้งศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่มีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปมีว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์และเจ้าหนี้อื่นอีก 3 ราย ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดพระโขนง รวม 4 คดี จำนวนหนี้รวมเป็นเงิน 14,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าทนายความตามสำเนาคำพิพากษาตามยอม สำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนารายงานกระบวนพิจารณา เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 10 กันยายน 2552 ซึ่งศาลจังหวัดพระโขนงพิพากษาตามยอม รวม 4 คดี จำเลยตกลงยินยอมชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าทนายความแก่โจทก์และเจ้าหนี้อื่นอีก 3 ราย ภายในวันที่ 10 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยเสนอคำขอประนอมหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่สองคนขึ้นไป กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (8) ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่จำเลยขาดนัดพิจารณา จึงไม่มีพยานหลักฐานมาสืบ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 วรรคสอง (เดิม)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — หม่อมหลวงศักดิ์สิริ กฤดากร
จำเลย — นายอเล็กซิส เวนทูราส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวภารดี เพ็ญเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5861/2559
#602816
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ซึ่งได้ประกาศและให้มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไป ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 และมาตรา 48 ความในวรรคสองของมาตรา 69 และมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และความในลำดับที่ 53 ในช่องประเภท ก. ไม้หวงห้ามธรรมดาของบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2530 และให้ใช้บทบัญญัติตามความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 และมาตรา 48 ความในวรรคสองของมาตรา 69 และมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ที่แก้ไขใหม่ มีผลให้ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับไม้พะยูงตามฟ้อง ฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป นับตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไป ต้องถูกลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ซึ่งความผิดทั้งสองฐานต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองล้านบาท ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเดิม และพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป ให้จำคุกกระทงละ 3 เดือน และปรับกระทงละ 5,000 บาท จึงเป็นโทษที่ต่ำกว่าอัตราโทษตามกฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิด ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยโดยปรับบทลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ที่แก้ไขเพิ่มเติมตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 โดยไม่รอการลงโทษแก่จำเลย อันเป็นการอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ปรับบทกฎหมายและลงโทษจำเลยตามฟ้องเสียใหม่ให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด และมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองล้านบาท สูงกว่าระวางโทษตามบทกฎหมายที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ย่อมถือได้ว่าโจทก์อุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบที่จะพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้

การที่จำเลยมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและการที่จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป ลักษณะความผิดในแต่ละข้อหาอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม้พะยูงของกลางเป็นไม้หวงห้ามที่มีราคาแพงมีความต้องการในตลาดสูง แม้มีจำนวนไม่มากแต่ก็เป็นการทำลายทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ เป็นเหตุให้สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติถูกทำลาย ประกอบกับปัจจุบันปัญหาการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมีมากมีผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 7, 48, 69, 73, 74, 74 จัตวา ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบไม้พะยูงของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท และฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับตามคำพิพากษา

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมเป็นจำคุก 4 ปี ไม่รอการลงโทษ ไม่ปรับ และยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ซึ่งได้ประกาศและให้มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไป ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 และมาตรา 48 ความในวรรคสองของมาตรา 69 และมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และความในลำดับที่ 53 ในช่องประเภท ก. ไม้หวงห้ามธรรมดาของบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2530 และให้ใช้บทบัญญัติตามความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 และมาตรา 48 ความในวรรคสองของมาตรา 69 และมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ที่แก้ไขใหม่ มีผลให้ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับไม้พะยูงตามฟ้อง ฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป นับตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไป ต้องถูกลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ซึ่งความผิดทั้งสองฐานต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองล้านบาท ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเดิม และพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป ให้จำคุกกระทงละ 3 เดือน และปรับกระทงละ 5,000 บาท จึงเป็นโทษที่ต่ำกว่าอัตราโทษตามกฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิด ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยโดยปรับบทลงโทษตามพระราช บัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ที่แก้ไขเพิ่มเติมตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 โดยไม่รอการลงโทษแก่จำเลย อันเป็นการอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ปรับบทกฎหมายและลงโทษจำเลยตามฟ้องเสียใหม่ให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1), 73 วรรคสอง (1) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด และมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองล้านบาท สูงกว่าระวางโทษตามบทกฎหมายที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ย่อมถือได้ว่าโจทก์อุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงชอบที่จะพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยและยึดไม้พะยูงแปรรูปและไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปของกลางได้ตามวันเวลาและสถานที่เดียวกัน จำเลยเจตนาครอบครองเพียงครั้งเดียว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและการที่จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป ลักษณะความผิดในแต่ละข้อหาอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน กรณีมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำนวนไม้พะยูงของกลางมีไม่มากและราคาเพียงเล็กน้อย จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนนั้น เห็นว่า จำเลยมีไม้พะยูงแปรรูปปริมาตร 0.016 ลูกบาศก์เมตร และไม้พะยูงอันยังมิได้แปรรูปปริมาตร 0.159 ลูกบาศก์เมตร เป็นจำนวนไม่มาก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยก่อนลดโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี นั้น หนักเกินไป เห็นควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพความผิด แต่เนื่องจากไม้พะยูงของกลางเป็นไม้หวงห้ามที่มีราคาแพงมีความต้องการในตลาดสูง แม้มีจำนวนไม่มากแต่ก็เป็นการทำลายทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ เป็นเหตุให้สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติถูกทำลาย ประกอบกับปัจจุบันปัญหาการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมีมากมีผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายวิรัตน์ มูลมณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นางญดา นงนุช เจริญพานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสม กุมศัสตรา
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5852/2559
#604357
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การชั้นสอบสวนของ ส. เป็นพยานบอกเล่า แต่โจทก์มีข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีแหล่งที่มาเป็นอิสระถือเสมือนเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสีย จึงเป็นพยานหลักฐานประกอบอื่นที่สนับสนุนให้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองว่ามีความเกี่ยวพันกับการขนส่งกัญชาของ ส. อย่างไร จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อกับ ส. หลายครั้ง ส่วนจำเลยที่ 2 แม้มิได้โทรศัพท์ติดต่อ ส. และ ผ. ผู้ว่าจ้าง แต่ก็ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 โดยตลอดเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ย่อมรู้เรื่องดี ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองขับรถดูต้นทางให้ ส. จริง จำเลยทั้งสองจึงร่วมกระทำความผิดฐานมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 26, 76, 76/1, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92 และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคสอง, 76/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 15 ปี และปรับคนละ 1,500,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี และปรับ 2,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังจำเลยทั้งสองแทนค่าปรับเกินกว่าหนึ่งปีได้ แต่ต้องไม่เกินสองปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองและนายสกล พร้อมยึดกัญชาอัดแท่ง น้ำหนัก 229 กิโลกรัม พร้อมรถกระบะหมายเลขทะเบียน ตย 6864 กรุงเทพมหานคร และโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดร่วมกับนายสกลตามที่โจทก์ฟ้องจริงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสกลตาม โดยให้การไว้ในรายละเอียดว่า ก่อนเกิดเหตุได้พบกับนายโผนหรือจอน บอกกับตนว่ามีงานให้ทำ คือให้ขับรถบรรทุกกัญชาไปส่งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เที่ยวละ 50,000 บาท จึงตอบตกลง ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน 2554 นายโผนให้ขับรถไปที่บ้านรับมอบกัญชาและให้เงินจำนวน 5,000 บาท เป็นค่าเดินทาง พร้อมบอกว่ามีคนคอยดูต้นทางให้ ระหว่างขับรถอยู่ในเขตจังหวัดนครพนม จำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์เข้ามาสอบถาม ขณะที่นายโผนก็โทรศัพท์มาพูดคุยด้วยตลอดทาง เมื่อขับไปก่อนถึงด่านตรวจบ้านพละ จำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์มาบอกว่าจะไปรับญาติที่จังหวัดภูเก็ต ตนจึงบอกให้จำเลยที่ 1 ขับนำหน้าไปและดูด่านให้ด้วย แต่เมื่อขับถึงด่านตรวจบ้านพละก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบกัญชาที่อยู่ในรถ จึงให้การรับสารภาพและรับว่าได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดีแทค แบบเติมหมายเลข 08 3149 1033 พูดคุยกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ที่หมายเลข 08 6154 1647 จริง สอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่รับว่าได้ใช้หมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวพูดคุยกับนายสกลจริง ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ก็นำสืบรับข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่อ้างว่าเป็นการสอบถามเส้นทาง เห็นว่า แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของนายสกลเป็นพยานบอกเล่า แต่โจทก์มีพยานหลักฐานอื่นประกอบคือ บันทึกข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารของบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการ ซึ่งมีข้อมูลการใช้โทรศัพท์ตรงตามที่นายสกลให้การ กล่าวคือ ที่นายสกลให้การว่า วันที่ 8 มิถุนายน 2554 เวลาประมาณ 24 นาฬิกา นายโผนโทรศัพท์บอกให้นายสกลออกเดินทางได้ ก็ปรากฏข้อมูลการใช้โทรศัพท์ว่า วันที่ 9 มิถุนายน 2554 เวลา 00.22 นาฬิกา เวลา 00.31 นาฬิกา เวลา 01.32 นาฬิกา เวลา 02.19 นาฬิกา เวลา 07.43 นาฬิกา เวลา 10.07 นาฬิกา และเวลา 11.20 นาฬิกา มีโทรศัพท์หมายเลข 668 8302 3276 โทรศัพท์ไปยังโทรศัพท์หมายเลข 08 6154 1647 ของจำเลยที่ 1 รวม 7 ครั้ง และหมายเลข 668 8302 3276 ดังกล่าวยังได้โทรศัพท์ไปหมายเลข 08 3149 1033 ของนายสกลรวม 3 ครั้ง ในเวลา 08.22 นาฬิกา เวลา 15.26 นาฬิกา และเวลา 18.46 นาฬิกา ตามพฤติการณ์ที่ผู้ใช้โทรศัพท์หมายเลข 668 8302 3276 โทรศัพท์ติดต่อนายสกลขณะกำลังขนกัญชาและโทรศัพท์หาจำเลยที่ 1 ในช่วงเวลาเดียวกัน จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่า ผู้ใช้โทรศัพท์หมายเลข 668 8302 3276 เป็นคนประสานงานระหว่างนายสกลคนขนกัญชา กับจำเลยที่ 1 คนที่ขับรถนำทางเพื่อให้นายสกลและจำเลยที่ 1 นำกัญชาไปส่งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามที่นายสกลให้การในชั้นสอบสวน นอกจากนี้ยังปรากฏข้อมูลการใช้โทรศัพท์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายสกลด้วยว่า ในวันที่ 9 มิถุนายน 2554 มีการโทรพูดคุยกันถึง 14 ครั้ง ในเวลา 00.48 นาฬิกา เวลา 01.54 นาฬิกา เวลา 02.18 นาฬิกา เวลา 02.40 นาฬิกา เวลา 03.33 นาฬิกา เวลา 04.04 นาฬิกา เวลา 04.14 นาฬิกา เวลา 05.14 นาฬิกา เวลา 05.28 นาฬิกา เวลา 05.58 นาฬิกา เวลา 06.08 นาฬิกา เวลา 06.12 นาฬิกา เวลา 06.56 นาฬิกา และเวลา 07.15 นาฬิกา และปรากฏข้อมูลพื้นที่การใช้โทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 ว่า เป็นการใช้ในพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดขอนแก่น แสดงว่าขณะที่นายสกลกำลังขับรถบรรทุกกัญชาจากจังหวัดนครพนมเพื่อไปส่งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น จำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์ติดต่อกับนายสกลโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อนายสกลถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมกัญชาของกลางที่ด่านตรวจบ้านพละ จังหวัดชุมพร จำเลยที่ 1 ก็ยังคงขับรถนำหน้ารถของนายสกลอยู่ ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ดังกล่าวมีแหล่งที่มาเป็นอิสระ ถือเสมือนเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสีย จึงเป็นพยานหลักฐานประกอบอื่นที่สนับสนุนให้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองว่ามีความเกี่ยวพันกับการขนส่งกัญชาของนายสกลอย่างไร นอกจากพฤติการณ์การใช้โทรศัพท์ดังกล่าวแล้ว ยังปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และนายสกลได้ขับรถไปถึงด่านตรวจบ้านพละ จังหวัดชุมพร ในเวลาไล่เลี่ยกัน จึงไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเพียงเรื่องพูดคุยสอบถามเส้นทางกันตามที่จำเลยนำสืบต่อสู้ เพราะจากจังหวัดนครพนมไปถึงด่านตรวจที่จังหวัดชุมพรเป็นระยะทางห่างไกล พฤติการณ์จึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองขับรถดูต้นทางให้นายสกลจริง ที่จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การ ตนไม่เคยรู้จักนายสกลมาก่อน ขัดกับพฤติการณ์การโทรศัพท์ติดต่อกันดังกล่าว นอกจากนี้ยังปรากฏตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสกล ที่ให้การเพิ่มเติมไว้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2554 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนค้ำประกันการซื้อรถมือสองของนายสกล สอดคล้องกับสัญญาซื้อขายแบบมีเงื่อนไขบังคับ ที่ระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนค้ำประกันนายสกลจริง และจำเลยที่ 1 เบิกความตอบโจทก์ถามค้านยอมรับในเรื่องนี้ นอกจากนี้ นายโผน ผู้ว่าจ้างให้นายสกลขนส่งกัญชาเป็นผู้ค้ำประกันให้แก่นายสกลด้วย จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 กับนายสกลต่างรู้จักกันดี เชื่อมโยงไปถึงนายโผน ผู้ว่าจ้าง ส่วนจำเลยที่ 2 แม้มิได้โทรศัพท์ติดต่อกับนายสกลและนายโผน แต่ก็ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 โดยตลอด การที่จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อกับนายสกลหลายครั้ง เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ย่อมรู้เรื่องดี ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าติดรถจะไปหาญาติของตนนั้น ไม่สมเหตุผลเพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีเสื้อผ้าสิ่งของจำเป็นติดตัวไปแต่อย่างใด ทั้งไม่ได้บอกให้ภริยาและบุตรทราบ ข้ออ้างจึงไม่น่าเชื่อถือ ส่วนจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าไปรับคนที่จังหวัดภูเก็ตนั้น ไม่ปรากฏตัวตนแน่ชัดหรืออ้างมาเป็นพยานรับรอง จึงเป็นข้อกล่าวอ้างอย่างลอยๆ ไม่น่าเชื่อถือเช่นกัน พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองยังไม่มีน้ำหนักฟังหักล้าง พยานหลักฐานของโจทก์มั่นคงปราศจากข้อสงสัย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกระทำความผิดฐานมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227/1
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26 วรรคสอง ม. 76/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายลำไพร ล่อนตรง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายณัฐวัฒน์ วงษ์อนันทกิต
ศาลอุทธรณ์ — นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5851/2559
#601875
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 เป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดโทษให้ผู้กระทำความผิดฐานพยายามต้องระวางโทษเท่ากับความผิดสำเร็จซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสามเนื่องจากต้องรับโทษสูงขึ้นกว่าการกระทำความผิดขั้นพยายามทั่วๆ ไป เมื่อโจทก์มิได้อ้างมาตรา 7 ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง ย่อมไม่อาจนำมาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามโดยต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามบทบัญญัติมาตรานี้ ทั้งยังเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 13 ทวิ, 89, 116 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12, 18, 58, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและคีตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ไนครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ไนครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและฐานขายคีตามีนเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คำให้การชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 450,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 300,000 บาท ส่วนฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกคนละ 3 เดือน และฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 10 ปี 12 เดือน และปรับคนละ 750,000 บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและคีตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 3 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดมีคำสั่งอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2) 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาดรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและร่วมกันพยายามขายคีตามีน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปีและปรับคนละ 266,666.66 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 199,999.99 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 9 ปี 6 เดือน และปรับ 649,999.99 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามเป็นคนต่างด้าวสัญชาติมาเลเซีย เดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และคีตามีน อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ซึ่งผสมรวมกันอยู่ในวัตถุเม็ดกลมแบนจำนวน 674 เม็ด (หน่วยการใช้) น้ำหนักรวม 204.370 กรัม โดยเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 4.021 กรัม คีตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 25.805 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเพื่อขาย นอกจากนี้ จำเลยทั้งสามร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและขายคีตามีนซึ่งผสมรวมกันอยู่ในวัตถุเม็ดกลมแบนนั้นจำนวน 49 เม็ด (หน่วยการใช้) น้ำหนักรวม 14.680 กรัม โดยเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.573 กรัม คีตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.831 กรัม ให้แก่เจ้าพนักงานที่ปลอมตัวเข้าล่อซื้อร่วมกับสายลับ สำหรับข้อหาความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์และจำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์ ข้อหาความผิดทั้งสองฐานเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนข้อหาความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย โจทก์และจำเลยทั้งสามมิได้ฎีกา ข้อหาความผิดทั้งสองฐานเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและร่วมกันพยายามขายคีตามีน ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ผู้ใดพยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ" ซึ่งเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้ลงโทษเฉพาะผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเช่นเดียวกับจำเลยทั้งสามในคดีนี้ กรณีจึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ซึ่งเป็นบททั่วไปมาปรับใช้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และตามฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและขายคีตามีนอันเป็นความผิดสำเร็จ ตามคำขอท้ายคำฟ้อง โจทก์ก็ขอให้ลงโทษอย่างความผิดสำเร็จ อันเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามอย่างผู้กระทำความผิดสำเร็จ นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสาม มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท และศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำเลยทั้งสามเพียงสองในสามส่วน โดยใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ซึ่งเป็นบททั่วไป ปรับจำเลยคนละ 266,666.66 บาท เป็นการกำหนดโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิดสำเร็จ เป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ที่เป็นบทเฉพาะ และไม่เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ที่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามอย่างผู้กระทำความผิดสำเร็จ เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 เป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดโทษให้ผู้กระทำความผิดฐานพยายามต้องระวางโทษเท่ากับความผิดสำเร็จ ซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสามเนื่องจากต้องรับโทษสูงขึ้นกว่าการกระทำความผิดขั้นพยายามทั่วๆ ไป เมื่อโจทก์มิได้อ้างมาตรา 7 ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง ย่อมไม่อาจนำมาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามโดยต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามบทบัญญัติมาตรานี้ ทั้งยังเป็นการพิพากษาเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้องซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและร่วมกันพยายามขายคีตามีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2) 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 โดยไม่ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 7
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายอับดุลปาตะห์หรือปาต๊ะ อับดุลราฮิม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายชัชวาล สวัสดิสาระ
ศาลอุทธรณ์ — นายทัศน์พงษ์ เหล่ารักวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5847/2559
#602547
เปิดฉบับเต็ม

นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร สวนแหลมทอง 2 จำเป็นต้องมีคณะกรรมการนิติบุคคลเพื่อดำเนินการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ ในกิจการเกี่ยวกับบุคคลภายนอก ตามข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ ข้อ 8 ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ดังนั้น แม้คณะกรรมการนิติบุคคลชุดที่ 3 ซึ่งมีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นกรรมการอยู่ด้วยจะครบวาระแล้วก็ตาม แต่เมื่อยังไม่มีคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาบริหารดำเนินกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ และดำเนินกิจการเกี่ยวกับบุคคลภายนอก คณะกรรมการชุดนี้จึงยังคงมีอำนาจดำเนินกิจการต่อไปได้ เพราะหากถือว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีอำนาจบริหารกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ ย่อมทำให้เกิดปัญหาขัดข้องในการดำเนินกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ ได้

ส่วนการที่คณะกรรมการชุดนี้ไม่จัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่นั้น โจทก์ทั้งแปดสามารถรวบรวมสมาชิกที่มีสิทธิลงคะแนนให้ได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าเสนอวาระเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ต่อคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ ซึ่งคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ จะต้องจัดให้มีการประชุมภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสือ ซึ่งอยู่ในวิสัยที่โจทก์ทั้งแปดจะกระทำได้

โจทก์ทั้งแปดเป็นเพียงสมาชิกของหมู่บ้านจัดสรร สวนแหลมทอง 2 ไม่มีอำนาจบริหารกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ ไม่มีอำนาจใดที่จะบังคับให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการตามคำขอของโจทก์ทั้งแปดได้ การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยังคงปฏิบัติหน้าที่กรรมการในคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ ไม่ได้เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งแปดแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่หยุดบริหารจัดการ ดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางอันเป็นสาธารณูปโภคบริการสาธารณะ บัญชีการเงิน ความสงบเรียบร้อยของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหมู่บ้านสวนแหลมทอง 2 เพื่อประโยชน์หรือในการใช้ประโยชน์ของสมาชิกทุกคนในหมู่บ้านไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินค่าสาธารณูปโภค ค่าสมาชิกหมู่บ้าน ค่าส่วนกลาง รวมตลอดถึงค่าเช่าสนามเทนนิส ให้จำเลยทั้งสี่ส่งมอบสมุดบัญชีของธนาคารที่เปิดไว้ และเงินสดค่าสมาชิกหรือเงินส่วนกลาง พร้อมแสดงรายรับรายจ่ายของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ ให้แก่โจทก์ทั้งสิบสี่ ในระหว่างที่จำเลยทั้งสี่เป็นกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ และระหว่างวันที่ 13 มีนาคม 2555 ถึงปัจจุบัน และให้จำเลยทั้งสี่ส่งมอบอาคารสำนักงานหรือสโมสรของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ สนามเทนนิส สาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ และให้ปลดป้ายประกาศต่างๆ ในที่สาธารณะ กับให้ส่งมอบงบดุลของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ ในระหว่างที่จำเลยทั้งสี่บริหารจัดการตั้งแต่ปี 2551 ถึงปี 2555 ให้แก่โจทก์ทั้งสิบสี่

จำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสี่ และบังคับให้โจทก์ทั้งสิบสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยทั้งสี่เป็นเงิน 14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสี่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ แต่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่เพราะฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 14 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 14 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 14 ว่า โจทก์ทั้งแปดดังกล่าวมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ จำเป็นต้องมีคณะกรรมการนิติบุคคลเพื่อดำเนินกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ และทำหน้าที่เป็นผู้แทนของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก ตามข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ ข้อ 8 ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ดังนั้น แม้คณะกรรมการนิติบุคคลชุดที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นกรรมการอยู่ด้วยจะครบวาระแล้วก็ตาม แต่เมื่อยังไม่มีคณะกรรมการชุดใหม่เข้าบริหารดำเนินกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ และดำเนินกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก คณะกรรมการชุดนี้จึงยังคงมีอำนาจดำเนินกิจการต่อไปได้ เพราะหากถือว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีอำนาจบริหารกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ ย่อมจะทำให้เกิดปัญหาขัดข้องในการดำเนินกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ ได้ ส่วนการที่คณะกรรมการชุดนี้ไม่จัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่นั้น โจทก์ทั้งแปดดังกล่าวก็สามารถดำเนินการให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญได้ตามข้อบังคับ ข้อ 40 (2) กล่าวคือ โจทก์ทั้งแปดดังกล่าวสามารถรวบรวมสมาชิกที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงให้ได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าเสนอวาระเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ต่อคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ ซึ่งคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ จะต้องจัดให้มีการประชุมภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสืออันอยู่ในวิสัยที่โจทก์ทั้งแปดดังกล่าวสามารถกระทำได้ แต่ไม่กระทำ ส่วนที่โจทก์ทั้งแปดดังกล่าวขอให้จำเลยทั้งสี่ส่งมอบสมุดบัญชีธนาคาร เงินสด ค่าสมาชิกหรือเงินส่วนกลางรวมทั้งให้ส่งมอบอาคารสำนักงานหรือสโมสรของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ สนามเทนนิสสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ และงบดุลของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ แก่โจทก์ทั้งแปดดังกล่าวนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งแปดดังกล่าวเป็นเพียงสมาชิกของหมู่บ้านจัดสรร สวนแหลมทอง 2 ไม่มีอำนาจบริหารกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ ไม่มีอำนาจใดที่จะบังคับให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการตามคำขอของโจทก์ทั้งแปดดังกล่าวได้ การที่จำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯไม่ได้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งแปดดังกล่าวแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าโจทก์ทั้งแปดดังกล่าวไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งแปดดังกล่าวไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวิทย์ วรวิสุทธิกูล กับพวก
จำเลย — นายสมศักดิ์ ไชยยงค์บุตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายปรเมศร บัณฑราภิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5839/2559
#608717
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองใช้เงินตามเช็คที่สั่งจ่ายให้แก่โจทก์ โดยระบุรายละเอียดของเช็คพิพาท และแนบสำเนาภาพถ่ายเช็คพิพาทมาท้ายฟ้อง พร้อมทั้งคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ย คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ครบถ้วนแล้ว ส่วนมูลหนี้ตามเช็คพิพาทจะเป็นการชำระหนี้อะไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าก่อสร้าง จำเลยทั้งสองให้การรับว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทแก่โจทก์จริง แต่อ้างว่าเป็นการออกเช็คเพื่อให้โจทก์นำไปเป็นหลักประกันค่ายืมวัสดุก่อสร้าง ทั้งจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ค่าก่อสร้างแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองปฏิเสธว่าเช็คพิพาททั้งหกฉบับไม่มีมูลหนี้ จำเลยทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ให้รับฟังได้ตามข้อกล่าวอ้างของตน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คจำนวน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มกราคม 2552) ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ด้วยในจำนวน 500,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติได้ว่า จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร โดยจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแม่สอด 6 ฉบับ เป็นเงินรวม 900,000 บาท โดยเช็คฉบับที่สี่ถึงที่หก มีจำนวนเงินรวม 500,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมอบให้โจทก์ ต่อมาเมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์นำเช็คทั้งหกฉบับไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่าบัญชีปิดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ใช้เงินตามเช็คที่สั่งจ่ายและมอบให้แก่โจทก์หรือชำระค่าจ้างก่อสร้างอาคาร โดยระบุรายละเอียดของเช็คพิพาทและแนบสำเนาภาพถ่ายเช็คพิพาทมาท้ายคำฟ้อง พร้อมทั้งคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ครบถ้วนแล้ว ส่วนมูลหนี้ตามเช็คพิพาทจะเป็นการชำระหนี้อะไรเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อตามฟ้องโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าก่อสร้าง จำเลยทั้งสองให้การรับว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทแก่โจทก์จริง แต่อ้างว่าเป็นการออกเช็คเพื่อให้โจทก์นำไปเป็นหลักประกันค่ายืมวัสดุก่อสร้าง ทั้งจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ค่าก่อสร้างให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองปฏิเสธว่าเช็คพิพาททั้งหกฉบับไม่มีมูลหนี้ จำเลยทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ให้รับฟังได้ตามข้อกล่าวอ้างของตน ในข้อนี้จำเลยทั้งสองนำสืบว่า การที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งหกฉบับ สืบเนื่องจากการขออนุมัติเงินกู้ของธนาคารแต่ละครั้ง ธนาคารจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ แต่ในขณะที่ออกเช็คนั้น ยังไม่มีผลงานที่ธนาคารจะปล่อยเงินกู้ให้แก่จำเลยทั้งสอง เนื่องจากไม่อยากให้งานสะดุด จึงได้ออกเช็คพิพาททั้งหกฉบับให้แก่โจทก์เพื่อนำไปเป็นประกันให้แก่เจ้าของร้านค้าวัสดุก่อสร้าง เมื่อจำเลยทั้งสองนำเงินไปชำระค่าก่อสร้างให้โจทก์ตามบิลเงินสด และขอรับเช็คคืน โจทก์อ้างว่ายังอยู่ที่ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง จึงยังไม่คืนเช็ค เมื่อพิเคราะห์รายการชำระเงินตามบิลเงินสดรวมเป็นเงิน 2,340,000 บาท ซึ่งมียอดเงินสูงกว่าหนังสือสัญญาจ้างเหมา ซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นสัญญาที่เสนอธนาคารเพื่อขออนุมัติเงินกู้เกือบหนึ่งล้านบาท โดยไม่ปรากฏว่ามีหนี้ค่าก่อสร้างจำนวนอื่นยังคงค้างชำระอยู่ ทั้งข้อเท็จจริงตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบยังเจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ที่ว่า โจทก์และภริยาโจทก์เป็นผู้ไปรับเงินค่าก่อสร้างจากจำเลยทั้งสอง โดยส่วนใหญ่จะชำระเป็นเงินสดตามบิลเงินสดจำนวน 13 ฉบับ และขณะที่โจทก์รับชำระเงินค่าก่อสร้างจากจำเลยทั้งสองตามบิลเงินสดรวม 3 ครั้ง โจทก์ยังไม่คืนเช็คพิพาททั้งหกฉบับให้แก่จำเลยทั้งสอง เนื่องจากจำเลยที่ 2 ยังมีหนี้ค้างชำระในส่วนอื่นอีก ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ค่าจ้างก่อสร้างให้แก่โจทก์เป็นเงินสดไปแล้วรวม 2,340,000 บาท จริง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานอื่นว่า จำเลยทั้งสองยังมีหนี้ค้างชำระตามจำนวนเงินตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับ ทั้งโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่า มิได้นำหลักฐานของหนี้ค้างชำระมาแสดงต่อศาลซึ่งเป็นพิรุธอย่างยิ่ง เนื่องจากมูลหนี้ตามเช็คย่อมเป็นหลักฐานสำคัญที่โจทก์ต้องนำสืบเพื่อสนับสนุนคำฟ้องของตน อีกทั้งเช็คทั้งหกฉบับ วันที่เช็คถึงกำหนดจ่ายเงิน ยังอยู่ในระยะเวลาใกล้เคียงกับบิลเงินสดที่จำเลยทั้งสองจ่ายค่าก่อสร้างครั้งที่ 11 ถึงที่ 13 ระหว่างวันที่ 9 มกราคม 2551 ถึง 17 ตุลาคม 2551 อีกด้วย เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่น่าจะชำระเงินค่าก่อสร้างให้โจทก์ซ้ำซ้อนกับส่วนที่จ่ายเป็นเงินสดมากถึงขนาดนั้น นอกจากนี้ เช็คเมื่อถึงกำหนดจ่ายเงินโจทก์มิได้นำเข้าเรียกเก็บเงินทันที โจทก์เพิ่งนำเช็ค เพื่อเรียกเก็บเงินพร้อมกัน เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2551 ล่วงเลยวันที่เช็คถึงกำหนดเป็นเวลาหลายเดือนซึ่งเป็นพิรุธ แม้โจทก์จะอ้างว่าจำเลยทั้งสองขอผัดผ่อน ก็เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ อีกทั้งก่อนฟ้อง ก็หาได้มีการทวงถามจำเลยทั้งสองไม่ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันออกเช็ค เพื่อชำระหนี้ค่าว่าจ้างก่อสร้างอาคารให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองแม้จะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทตามฟ้องก็ไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินให้แก่โจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดำเนิน เกิดป้อม
จำเลย — นางสาวเสงี่ยม นาราษฎร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายพงษ์ศักดิ์ ประสมทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5836/2559
#603281
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์เรียกให้จำเลยชดใช้ 2 กรณี ได้แก่ ฟ้องเรียกค่าขาดราคาเนื่องจากผู้ให้เช่าซื้อขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้ว แต่ยังไม่คุ้มราคา กับฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ในการที่จำเลยใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อตลอดเวลาที่ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อจนถึงวันที่ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมา อันเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับ เมื่อมาตรา 193/12 บัญญัติอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งคดีนี้หมายถึงวันที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า อายุความเริ่มนับแต่วันที่ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาและรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2540 ส่วนจำเลยฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2540 ทั้งยังไม่ได้ความว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถประเภทใด หากผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันในกรณีใดตามข้อ 12 ของหนังสือสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานทำให้ไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอให้วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อใด ฉะนั้น นอกจากเรื่องค่าเสียหายและเรื่องประเด็นแห่งคดีข้ออื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่แล้ว ศาลชั้นต้นต้องสืบพยานและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อใดเพื่อพิจารณาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 10 ปีแล้วหรือไม่ด้วย ศาลฎีกาจึงให้ศาลชั้นต้นสืบพยานคู่ความและวินิจฉัยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 272,064.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 172,064.45 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยชำระค่าเช่าซื้อครั้งสุดท้ายวันที่ 27 มีนาคม 2540 ผู้ให้เช่าซื้อรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนวันที่ 28 สิงหาคม 2540 และนำรถออกประมูลขายในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เรียกให้จำเลยชดใช้ 2 กรณี ได้แก่ ฟ้องเรียกค่าขาดราคาเนื่องจากผู้ให้เช่าซื้อขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้ว แต่ยังไม่คุ้มราคายังขาดอยู่ 142,064.45 บาท กับฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ในการที่จำเลยใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อตลอดเวลาที่ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อจนถึงวันที่ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมาเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 100,000 บาท อันเป็นกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับ ซึ่งกำหนดให้มีอายุความ 10 ปี หาใช่อายุความ 6 เดือน และ 2 ปี ดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อมาตรา 193/12 บัญญัติอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งคดีนี้หมายถึงวันที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า อายุความเริ่มนับแต่วันที่ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาและรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2540 ส่วนจำเลยฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2540 ทั้งยังไม่ได้ความว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถประเภทใด หากผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันในกรณีใดตามข้อ 12 ของหนังสือสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานทำให้ไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอให้วินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อใด ฉะนั้นนอกจากเรื่องค่าเสียหายและเรื่องประเด็นแห่งคดีข้ออื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่แล้ว ศาลชั้นต้นต้องสืบพยานและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อใด เพื่อพิจารณาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 10 ปีแล้วหรือไม่ด้วย

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์และจำเลยฎีกาต่อมาเป็นการอุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท จึงเห็นควรสั่งคืนค่าขึ้นศาลที่จำเลยเสียเกินมาในชั้นฎีกาแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานคู่ความและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อใด ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 10 ปีหรือไม่ เรื่องค่าเสียหายและเรื่องอื่นๆ ที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 243 ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสวอป แคปปิตอล จำกัด
จำเลย — นายสุรจิตร กัณธิจัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายชาญคณิต ตันพิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุรพล เอี่ยมอธิคม
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
เกษม เกษมปัญญา
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5834/2559
#599881
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด มาแบ่งให้ ธ. เสพ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการทำให้ยาเสพติดแพร่กระจายไปยังบุคคลอื่นโดยวิธีการให้อันเป็นการจำหน่ายตามบทนิยามคำว่า "จำหน่าย" ตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกระทงแรกให้กึ่งหนึ่ง ส่วนกระทงที่สองและกระทงที่สามลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 7 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 67, 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานนี้ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 3 ปี 11 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า นายธวัชชัยฝากเงิน 300 บาท ให้จำเลยไปซื้อเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด มาเสพด้วยกัน หลังจากจำเลยซื้อเมทแอมเฟตามีนมาได้แล้วจึงมอบเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ดให้แก่นายธวัชชัยไปนั้น โจทก์มีนายธวัชชัยเป็นพยานเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2555 เวลา 13.30 นาฬิกา จำเลยมาหาพยานที่ห้องพักเพื่อเสพเมทแอมเฟตามีนด้วยกัน จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ให้แก่พยาน พยานจึงเสพเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจค้นห้องพัก และตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนได้จากตัวจำเลย 11 เม็ด พยานแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบว่าได้เมทแอมเฟตามีน 1 เม็ดมาจากจำเลย และพยานให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ให้แก่พยานตามบันทึกคำให้การของพยาน เห็นว่า นายธวัชชัยเบิกความสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของพยาน ซึ่งคำให้การดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุตั้งแต่จำเลยโทรศัพท์มาบอกนายธวัชชัยว่าจะเดินทางมาพบนายธวัชชัยที่ห้องพัก เมื่อจำเลยมาถึงได้แบ่งเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ให้นายธวัชชัยเสพ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนในตัวจำเลยและจับกุมนายธวัชชัยในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ทั้งนายธวัชชัยให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังจากเกิดเหตุเพียง 1 วัน ยังไม่ทันที่นายธวัชชัยมีเวลาคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงให้ผิดเพี้ยนไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เชื่อว่านายธวัชชัยให้การในชั้นสอบสวนไปตามความเป็นจริง แม้นายธวัชชัยเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานฝากเงิน 300 บาท ให้จำเลยไปซื้อเมทแอมเฟตามีนตั้งแต่ก่อนวันเกิดเหตุ เมื่อถึงวันเกิดเหตุจำเลยนำเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด มาให้พยานเสพซึ่งแตกต่างจากที่เคยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนก็ตาม แต่นายธวัชชัยเบิกความต่อศาลหลังจากเกิดเหตุแล้วเป็นเวลานาน ประกอบกับนายธวัชชัยเป็นเพื่อนกับจำเลย เชื่อว่านายธวัชชัยเบิกความดังกล่าวให้สมกับข้ออ้างของจำเลยเพื่อช่วยเหลือให้จำเลยพ้นผิด ส่วนที่นายธวัชชัยเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า พยานให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าพยานฝากเงินจำเลยไปซื้อเมทแอมเฟตามีน ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มีข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่ในบันทึกคำให้การของพยานนั้น ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนอันจะเป็นเหตุจูงใจให้พนักงานสอบสวนต้องบันทึกคำให้การให้แตกต่างไปจากคำให้การของนายธวัชชัยเพื่อปรักปรำจำเลยให้ต้องโทษแต่อย่างใด เชื่อว่านายธวัชชัยเบิกความตอบคำซักถามของโจทก์แต่แรกไปตามความเป็นจริง ที่จำเลยอ้างว่านายธวัชชัยฝากเงินจำเลยไปซื้อเมทแอมเฟตามีนนั้นเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยนำเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด มาแบ่งให้นายธวัชชัยเสพ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการทำให้ยาเสพติดแพร่กระจายไปยังบุคคลอื่นโดยวิธีการให้ อันเป็นการจำหน่ายตามบทนิยามคำว่า "จำหน่าย" ตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และที่จำเลยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13605/2555 มาเทียบเคียงกับคดีนี้ เพื่อสนับสนุนว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานนี้นั้น คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จึงไม่อาจเทียบเคียงกันได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลย นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วยแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรง กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นายวุฒิ สิมมาสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางสาวมงคลทิพย์ อักษรนันทน์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ ยมจินดา
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5752/2559
#601869
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้รายที่ 5 ซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) และศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยจำนวน 1,087,902.64 บาท โดยให้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 128812 และ 137866 ตำบลสำโรงใต้ (สำโรง) อำเภอพระประแดง (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ เฉพาะส่วนของจำเลยก่อน ส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญ หลังจากนั้นผู้ร้องได้นำผู้คัดค้านยึดที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์หลักประกันของจำเลยซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวมกับ ว. และผู้คัดค้านนำออกขายทอดตลาดได้ในราคา 940,000 บาท ซึ่งผู้คัดค้านได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน แล้วจ่ายเงินสุทธิในส่วนของจำเลยเป็นเงิน 438,291 บาท ให้แก่ผู้ร้อง และได้กันเงินในส่วนของ ว. ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมไว้จำนวน 467,650 บาท เมื่อพิจารณาตามคำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อผู้คัดค้านขอให้จ่ายเงินที่กันไว้ดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยและ ว. ได้นำทรัพย์หลักประกันที่ยึดมาจดทะเบียนจำนองเพื่อประกันหนี้เงินกู้ และหนี้เบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยและ ว. เป็นหนี้ร่วมกันต่อผู้ร้องโดย ว. เป็นหนี้ผู้ร้องคิดถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2545 เป็นเงิน 935,291.23 บาท เมื่อทรัพย์หลักประกันเป็นของจำเลยและ ว. ที่ถือกรรมสิทธิ์รวมกันและผู้คัดค้านใช้อำนาจยึดออกขายทอดตลาดรวมกันโดยแบ่งแยกกันมิได้ ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองของผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านขอรับชำระหนี้จำนองในกึ่งหนึ่งของทรัพย์ดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 แม้ ว. จะไม่ได้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดด้วยก็ตามแต่ก็ไม่เป็นเหตุขัดข้องที่ผู้ร้องในฐานะเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองซึ่งมีบุริมสิทธิที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์หลักประกันดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติกฎหมายข้างต้นเพื่อรับชำระหนี้จำนองในกึ่งหนึ่งของทรัพย์หลักประกันที่ผู้คัดค้านยึดไว้ไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องยื่นฟ้องหรือคำร้องต่อศาลก่อน ซึ่งผู้คัดค้านสามารถส่งสำเนาคำร้องของผู้ร้องให้ ว. ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมมีโอกาสคัดค้านแล้วสอบสวนพิจารณามีคำสั่งต่อไปได้ การที่ผู้คัดค้านและศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งให้ผู้ร้องไปยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2528 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2529 ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้รายที่ 5 ยื่นคำขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) โดยมีทรัพย์หลักประกันคือที่ดินโฉนดเลขที่ 128812 และ 137866 ตำบลสำโรงใต้ (สำโรง) อำเภอพระประแดง(พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยและนางวนิดา และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนวน 1,087,902.64 บาท โดยให้ได้รับจากการขายทอดตลาดหลักประกันดังกล่าวเฉพาะส่วนของจำเลยก่อน ส่วนที่ขาดให้ได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญ ต่อมาผู้ร้องนำผู้คัดค้านยึดหลักประกันดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้ในราคา 940,000 บาท ผู้คัดค้านทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน แล้วจ่ายเงินสุทธิให้แก่ผู้ร้องจำนวน 438,291 บาท และได้กันเงินในส่วนของนางวนิดาไว้เป็นเงิน 467,650 บาท หลังจากนั้นวันที่ 5 มิถุนายน2556 ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์หลักประกันของนางวนิดายื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองต่อผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ยกคำร้องของผู้ร้อง และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านดำเนินการพิจารณาคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองของผู้ร้อง และมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับเงินที่ผู้คัดค้านกันไว้ให้ผู้รับจำนอง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า หลังจากขายทอดตลาดหลักประกันแล้ว ผู้คัดค้านได้จัดทำบัญชีรับ - จ่าย และจ่ายเงินส่วนได้จากการขายทอดตลาดหลักประกันในส่วนของจำเลยให้แก่ผู้ร้องไปแล้ว ส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดหลักประกันในส่วนของนางวนิดา ผู้คัดค้านได้กันไว้และได้แจ้งให้ผู้ร้องไปใช้สิทธิยื่นฟ้องนางวนิดาต่อศาลที่มีอำนาจก่อนแล้วนำคำพิพากษามาแสดง จึงจะจ่ายเงินที่กันส่วนไว้แก่ผู้ร้อง แต่ผู้ร้องกลับมายื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองต่อผู้คัดค้าน ผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้จ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนของนางวนิดาแก่ผู้ร้องต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7, 287 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 คำสั่งของผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมายแล้ว และขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องไปดำเนินการใช้สิทธิทางศาลต่อไป

ศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งว่า พระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.2483 มาตรา 22 กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการเฉพาะทรัพย์ของลูกหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น ดังนั้น ที่ผู้คัดค้านไม่ดำเนินการส่งมอบเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในส่วนของนางวนิดา เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมซึ่งไม่ใช่ลูกหนี้ในคดีล้มละลายให้แก่ผู้ร้องจึงชอบแล้ว หากผู้ร้องประสงค์จะใช้สิทธิของตนเหนือทรัพย์จำนองดังกล่าว ต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอใช้สิทธิดังกล่าวตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้อำนาจ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลจังหวัดสมุทรปราการที่ยกคำร้องของผู้ร้องที่คัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กรณีไม่อนุญาตให้รับเงินที่ได้จากการขายทรัพย์จำนองในส่วนของผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมมิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ต้องด้วยข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1)ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ แต่อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด จึงรับพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องกรณีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งของผู้คัดค้านและของศาลจังหวัดสมุทรปราการที่ให้ผู้ร้องไปยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองในส่วนเงินที่ได้จากการขายทรัพย์จำนองของผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมต่อศาลที่มีอำนาจชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้รายที่ 5 ซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) และศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยจำนวน 1,087,902.64 บาท โดยให้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 128812 และ 137866 ตำบลสำโรงใต้ (สำโรง) อำเภอพระประแดง (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ เฉพาะส่วนของจำเลยก่อน ส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญ หลังจากนั้นผู้ร้องได้นำผู้คัดค้านยึดที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์หลักประกันของจำเลยซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวมกับนางวนิดา และผู้คัดค้านนำออกขายทอดตลาดได้ในราคา 940,000 บาท ซึ่งผู้คัดค้านได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน แล้วจ่ายเงินสุทธิในส่วนของจำเลยเป็นเงิน 438,291 บาท ให้แก่ผู้ร้อง และได้กันเงินในส่วนของนางวนิดาผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมไว้จำนวน 467,650 บาท เมื่อพิจารณาตามคำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อผู้คัดค้านขอให้จ่ายเงินที่กันไว้ดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยและนางวนิดาได้นำทรัพย์หลักประกันที่ยึดมาจดทะเบียนจำนองเพื่อประกันหนี้เงินกู้ และหนี้เบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยและนางวนิดาเป็นหนี้ร่วมกันต่อผู้ร้องโดยนางวนิดาเป็นหนี้ผู้ร้องคิดถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2545 เป็นเงิน 935,291.23 บาท เมื่อทรัพย์หลักประกันเป็นของจำเลยและนางวนิดาที่ถือกรรมสิทธิ์รวมกันและผู้คัดค้านใช้อำนาจยึดออกขายทอดตลาดรวมกันโดยแบ่งแยกกันมิได้ ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองของผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านขอรับชำระหนี้จำนองในกึ่งหนึ่งของทรัพย์ดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 แม้นางวนิดาจะไม่ได้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดด้วยก็ตามแต่ก็ไม่เป็นเหตุขัดข้องที่ ผู้ร้องในฐานะเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองซึ่งมีบุริมสิทธิที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์หลักประกันดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติกฎหมายข้างต้นเพื่อรับชำระหนี้จำนองในกึ่งหนึ่งของทรัพย์หลักประกันที่ผู้คัดค้านยึดไว้ไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องยื่นฟ้องหรือคำร้องต่อศาลก่อน ซึ่งผู้คัดค้านสามารถส่งสำเนาคำร้องของผู้ร้องให้นางวนิดาผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมมีโอกาสคัดค้านแล้วสอบสวนพิจารณามีคำสั่งต่อไปได้ การที่ผู้คัดค้านและศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งให้ผู้ร้องไปยื่นคำร้องต่อศาลที่มีอำนาจเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ผู้คัดค้านรับคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองของผู้ร้องไว้พิจารณาและมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 96 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไชยยศ จารุสมบัติ
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายกิติ เตวัฒตานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสืบสาย บริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5748/2559
#602814
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผน เจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง จะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ก็แต่โดยยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง และการที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้นั้นจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ คือ เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นจำนวนเท่าใดจะต้องนำหนี้ดังกล่าวมาปรับกับแผนฟื้นฟูกิจการก่อน เจ้าหนี้ไม่อาจที่จะได้รับชำระหนี้โดยวิธีอื่นนอกจากตามจำนวนและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้หรือผู้ทำแผนซึ่งได้นำเงินมาชำระหนี้หรือนำเงินมาวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์แต่อย่างใด และการที่ลูกหนี้นำเงินไปชำระหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว หรือผู้ทำแผนนำเงินไปวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่สำนักงานวางทรัพย์อันมิใช่วิธีที่กฎหมายกำหนดเพื่อชำระหนี้ซึ่งมูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงเป็นการกระทำที่ไม่อาจกระทำได้เพราะขัดต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 90/12 วรรคท้าย หนี้จึงยังไม่ระงับ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เมื่อกฎหมายล้มละลายในส่วนของการฟื้นฟูกิจการกำหนดวิธีการในการขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ลูกหนี้หรือผู้ทำแผนจะดำเนินการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นการค้าตามปกตินั้นหาได้ไม่ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2551 และมีคำสั่งตั้งบริษัทพี แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าสินค้าเป็นเงิน 18,938,094.33 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งว่าคำขอรับชำระหนี้ไม่ถูกต้องและไม่สุจริต เนื่องจากลูกหนี้ได้ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว และแอฟวะนิว เอเชีย สเปเชี่ยล ซิตุเอชั่นส์ ฟันด์ ทู แอลพี เจ้าหนี้รายที่ 6 แอฟวะนิว เอเชีย สเปเชี่ยล ซิตุเอชั่นส์ ฟันด์ ทรี แอลพี เจ้าหนี้รายที่ 7 แอฟวะนิวเอเชีย อินเตอร์ เนชั่นแนล ลิมิเต็ด เจ้าหนี้รายที่ 8 ธนาคารออมสิน เจ้าหนี้รายที่ 14 เคลียร์วอเตอร์ แคปปิตอล พาร์ทเนอร์ส ฟันด์ III แอลพี เจ้าหนี้รายที่ 15 เครดิตอินดัสเตรียล เอคอมเมอร์เชียล สาขาสิงคโปร์ เจ้าหนี้รายที่ 16 ไดเวอร์ซิไฟด์ เอเชียนสตราทีจีส์ ฟันด์ เจ้าหนี้รายที่ 17 พีเอ็มเอ เครดิต ออฟเพอทูนิที ฟันด์ เจ้าหนี้รายที่ 18 กองทุนรวมไทยดีเวลลอปเมนท์ เจ้าหนี้รายที่ 19 บริษัทแบงค์ ออฟ อเมริกา ซิเคียวริตี้ส์จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 20 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 23 โกลด์แมน เซคส์ (เอเชีย) ไฟแนนซ์ เจ้าหนี้รายที่ 27 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 28 บริษัทเงินทุนกรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 31 ธนาคารสินเอเชีย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 35 ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 41 เครดิตสวิตอินเตอร์เนชั่นแนล เจ้าหนี้รายที่ 44 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 46 โต้แย้งว่า ลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ครบถ้วนแล้ว และเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยไม่สุจริตทำให้เจ้าหนี้อื่นต้องเสียหาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า การที่ลูกหนี้ชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่เจ้าหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการนั้นเป็นการดำเนินการค้าตามปกติ ลูกหนี้สามารถดำเนินการได้โดยชอบตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) มูลหนี้ค่าสินค้าจึงระงับสิ้นไปด้วยการชำระหนี้ เจ้าหนี้และลูกหนี้จึงไม่ได้มีหนี้ต่อกัน จึงมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยดังกล่าว

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคสองเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ในมูลหนี้ค่าสินค้าซึ่งเกิดก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นเงิน 18,938,094.33 บาท วันที่ 7 พฤศิจกายน 2551 ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ หลังจากนั้นลูกหนี้นำเงินจำนวน 18,169,966.44 บาท ไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลล้มละลายกลาง วันที่ 1 มิถุนายน 2552 เจ้าหนี้นำเงินดังกล่าวคืนให้แก่ลูกหนี้ ลูกหนี้ได้รับเงินดังกล่าวไว้แล้ว ต่อมาผู้ทำแผนนำเงินจำนวน 18,169,966.44 บาท ไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง และเจ้าหนี้ได้รับเงินดังกล่าวแล้ว

กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ประการเดียวว่า เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าดอกเบี้ย 768,178.92 บาท หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผน เจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง จะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ก็แต่โดยยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง และการที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้นั้นจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ กล่าวคือเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นจำนวนเท่าใดจะต้องนำหนี้ดังกล่าวมาปรับกับแผนฟื้นฟูกิจการก่อน เจ้าหนี้ไม่อาจที่จะได้รับชำระหนี้โดยวิธีอื่นนอกจากตามจำนวนและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้หรือผู้ทำแผนซึ่งได้นำเงินมาชำระหนี้หรือนำเงินมาวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์แต่อย่างใด และการที่ลูกหนี้นำเงินไปชำระหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว หรือผู้ทำแผนนำเงินไปวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่สำนักงานวางทรัพย์อันมิใช่วิธีที่กฎหมายกำหนด เพื่อชำระหนี้ซึ่งมูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจึงเป็นการกระทำที่ไม่อาจกระทำได้เพราะขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 90/12 วรรคท้าย หนี้จึงยังไม่ระงับ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เมื่อกฎหมายล้มละลายในส่วนของการฟื้นฟูกิจการกำหนดวิธีการในการขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ลูกหนี้หรือผู้ทำแผนจะดำเนินการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นการค้าตามปกตินั้นหาได้ไม่ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 8,938,094.33 บาท แต่เมื่อคดีนี้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของเจ้าหนี้ และเจ้าหนี้อุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เฉพาะดอกเบี้ยจำนวน 68,178.92 บาท ศาลฎีกาจึงพิจารณาให้ได้เฉพาะดอกเบี้ยเท่าที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ขอมา

พิพากษากลับ อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าดอกเบี้ยเป็นเงิน 768,178.92 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (9) ม. 90/12 วรรคท้าย ม. 90/26 วรรคหนึ่ง ม. 90/27 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัททีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — บริษัทฟอร์เวิร์ด เทเลคอม เซอร์วิสเซส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายพิชัย เตโชพิทยากูล
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5741/2559
#604937
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งสองส่วน รวมกันเป็นเงิน 1,750 บาท เมื่อจำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มา 900 บาท ถือว่าเป็นการชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องของโจทก์ครบถ้วนแล้ว ที่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ดำเนินการเสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องอุทธรณ์เฉพาะในส่วนฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องดำเนินคดีในส่วนฟ้องตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไป และผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความได้ เพราะทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของโจทก์ใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 (เดิม) ประกอบมาตรา 243 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากโรงเรือนและที่ดินพิพาทและส่งมอบให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกจากโรงเรือนและที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องกับขอให้บังคับโจทก์ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากโรงเรือนและที่ดินโฉนดเลขที่ 12567 เลขที่ดิน 13 ตำบลท่าประจะ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และส่งมอบโรงเรือนและที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 900 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะส่งมอบโรงเรือนและที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าในชั้นอุทธรณ์จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลขาดไป 850 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ถูกต้องครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เสร็จแล้วจึงให้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไปได้ ศาลชั้นต้นออกหมายนัดให้จำเลยทั้งสองมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในวันที่ 22 ตุลาคม 2556 เวลา 9 นาฬิกา และสั่งให้จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนหรือภายในวันนัดปรากฏว่าในการส่งหมายให้จำเลยทั้งสองโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับมีบุคคลอายุเกินยี่สิบปีเป็นผู้รับหมายนัดไว้แทนเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2556 นอกจากนั้นทนายจำเลยทั้งสองยังรับหมายนัดไว้เองเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2556 เช่นกัน เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยทั้งสองไม่มาและไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ถูกต้องครบถ้วน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 1 ต้องไปทำงานที่จังหวัดชุมพร ส่วนจำเลยที่ 2 ทำงานที่กรุงเทพมหานคร นางสาวกรรณิการ์ บุตรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับหมายไว้แทน แต่นางสาวกรรณิการ์เพิ่งเปิดอ่านหมายนัดก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ประมาณ 2 ถึง 3 วัน จำเลยทั้งสองจึงทราบวันนัดอย่างกะทันหัน ประกอบกับขณะนางสาวกรรณิการ์โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบวันนัดนั้นก็บอกแต่เพียงว่าให้มาศาลไม่ได้บอกรายละเอียดว่าให้มาทำอะไรที่ศาลบ้าง จำเลยทั้งสองจึงไม่ทราบว่าต้องมาเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ครบถ้วนเสียก่อนนั้น เห็นว่า ในการส่งหมายนัดให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น ศาลได้ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จึงถือว่าหมายนัดที่ส่งโดยเจ้าพนักงานไปรษณีย์มีผลเสมือนเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่ง เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานไปรษณีย์นำส่ง ณ ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองและนางสาวกรรณิการ์ ซึ่งมีอายุเกินยี่สิบปีเป็นผู้รับหมายนัดถึงจำเลยทั้งสองไว้ ถือว่าได้มีการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และให้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนหรือภายในวันนัดแก่จำเลยทั้งสองโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 73 ทวิ ประกอบมาตรา 76 วรรคหนึ่ง การที่นางสาวกรรณิการ์รับหมายนัดซึ่งเป็นจดหมายลงทะเบียนตอบรับของศาลที่ส่งถึงมารดาและน้าตามวิญญูชนนางสาวกรรณิการ์ย่อมตระหนักดีว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องรีบแจ้งให้มารดาและน้าทราบโดยเร็ว ตามเอกสารใบตอบรับไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียนปรากฏว่านางสาวกรรณิการ์รับหมายนัดไว้ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2556 ก่อนถึงวันนัดของศาลชั้นต้นกว่า 50 วัน ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่านางสาวกรรณิการ์โทรศัพท์แจ้งว่ามีหมายนัดให้มาศาลก่อนถึงวันนัดประมาณ 2 ถึง 3 วัน จึงเป็นเรื่องผิดปกติทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้ติดต่อให้ทนายจำเลยทั้งสองมาศาลในวันนัดเพื่อให้ทนายจำเลยทั้งสองแถลงถึงเหตุขัดข้องใด ๆ ให้ศาลทราบอีกทั้งทนายจำเลยทั้งสองก็ทราบวันนัดแต่ไม่มาศาลเช่นกัน จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มให้ครบถ้วนก่อนหรือภายในวันที่ 22 ตุลาคม 2556 ตามที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไว้ ถือว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ดี คดีนี้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งสองส่วนรวมกันเป็นเงิน 1,750 บาท เมื่อจำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มา 900 บาท ย่อมถือได้ว่าเป็นการชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องของโจทก์ครบถ้วนแล้ว การที่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยไม่ดำเนินการเสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองทิ้งฟ้องอุทธรณ์เฉพาะในส่วนฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องพิจารณาคดีในส่วนฟ้องตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไป และผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความได้ เพราะคดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีในส่วนฟ้องของโจทก์ใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 (เดิม) ประกอบมาตรา 243 (1)

อนึ่ง ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ 5,000 บาท เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สมควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะต้องแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เฉพาะในส่วนฟ้องของโจทก์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณารวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 243 (1) ม. 246 ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจษฎา ลิมปโนภาส
จำเลย — นางสมศรี สุขเนาวรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นายทัดเทพ จุทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฎิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5695/2559
#602548
เปิดฉบับเต็ม

สถานประกอบการโจทก์ที่เจ้าพนักงานของจำเลยนำหนังสือแจ้งการประเมินไปส่งเป็นภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของโจทก์ ในวันนั้นมีพนักงานของโจทก์อยู่ที่สถานประกอบการแต่ไม่มีผู้ใดยินยอมรับหนังสือแจ้งการประเมิน เพราะหากพนักงานของโจทก์ยินยอมรับหมาย ก็ไม่มีเหตุที่เจ้าพนักงานของจำเลยจะต้องไปเชิญเจ้าพนักงานตำรวจทำการปิดหมาย จึงฟังไม่ได้ว่า การกระทำของเจ้าพนักงานของจำเลยเป็นการกระทำโดยไม่ชอบตาม ป.รัษฎากร มาตรา 8

พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คู่กรณีมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้เพื่อการโต้แย้งหรือชี้แจงหรือป้องกันสิทธิของตนได้..." และวรรคสองบัญญัติว่า "การตรวจดูเอกสาร ค่าใช้จ่ายในการตรวจดูเอกสาร หรือการจัดทำสำเนาเอกสารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง" เมื่อพิจารณามาตรา 31 ดังกล่าวทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองประกอบกัน จะเห็นได้ว่า การตรวจดูเอกสารหาใช่เป็นบทบัญญัติที่รับรองเพียงแต่สิทธิในการตรวจดูเอกสารเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการจัดทำสำเนาเอกสารด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/1.1 - 1.4/2552 จำนวน 4 ฉบับ ทุกฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และกรณีไม่ใช่การขอแก้ไขถ้อยคำที่พิมพ์ผิดพลาด จึงไม่อนุญาต โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลภาษีอากรกลาง ที่ไม่อนุญาตตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ภายหลังศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ กรณีจึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรในการพิจารณาและมีคำสั่งคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ดังกล่าว คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลภาษีอากรกลางดังกล่าว และเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ เมื่อพ้นกำหนดที่ศาลภาษีอากรกลางอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของโจทก์ แต่รับเป็นคำแถลงการณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2546 และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2546 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 โดยโจทก์ขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลชำระไว้เกินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 และปี 2546 เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจวิเคราะห์งบการเงินและแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสองรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว และขออนุมัติออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรเพื่อตรวจสอบภาษี ซึ่งได้รับอนุมัติให้ออกหมายเรียกดังกล่าวและได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2548 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินถึงโจทก์ ประกอบด้วย หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 จำนวน 1 ฉบับ เลขที่ กค 0710.05/3.5/01 ไม่มีภาระภาษี แต่จากการปรับปรุงการคำนวณกำไรสุทธิใหม่ทำให้ผลขาดทุนสุทธิเปลี่ยนแปลงไป มีผลขาดทุนสะสมยกไปลดลง หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 เลขที่ ภ.ง.ด. 73.1 - 02011030 - 25510114 - 002 - 00001 มีภาษีต้องชำระ 52,651.03 บาท เบี้ยปรับ 52,651.03 บาท เงินเพิ่ม 34,749.68 บาท รวมเป็นเงิน 140,051.74 บาท หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายสำหรับปี 2545 และปี 2546 เลขที่ ภ.ง.ด. 73.1 - 02011030 - 25510114 - 002 - 00002 มีภาษีต้องชำระ 9,840.74 บาท เงินเพิ่ม 8,985.05 บาท รวมเป็นเงิน 18,825.79 บาท และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2545 ถึงธันวาคม 2546 เลขที่ ภพ. 73.1 - 02011030 - 25510114 - 005 - 00074 ถึง 00086 จำนวน 13 ฉบับ ทุกฉบับลงวันที่ 14 มกราคม 2551 มีภาษีต้องชำระ 670,081.03 บาท เบี้ยปรับ 1,051,220.11 บาท เงินเพิ่ม 504,841.90 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน พิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทุกประเภทภาษี ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/1.1 - 1.4/2552 จำนวน 4 ฉบับ ทุกฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า การออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า การอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกเป็นการปฏิบัติทางปกครองและต้องมีการแจ้งคำสั่งทางปกครองดังกล่าวให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า การออกหมายเรียกเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 19 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อ้างต่อไปว่า บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นเจ้าพนักงานประเมินไม่ปรากฏว่าเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการออกหมายเรียกนั้น โจทก์ไม่นำสืบว่า บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในการออกหมายเรียกที่โจทก์อ้างไม่มีอำนาจในการออกหมายเรียกเพราะเหตุใด จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุน จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นเจ้าพนักงานประเมินไม่ปรากฏว่าเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการออกหมายเรียกดังที่โจทก์อ้าง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า การส่งหนังสือแจ้งการประเมินและใบแนบหนังสือแจ้งการประเมิน ชอบด้วยมาตรา 8 แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากร หรือหนังสืออื่นซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือให้เจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่ง ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้นในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการของบุคคลนั้น ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว และอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นผู้รับนั้นก็ได้" และมาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "กรณีไม่สามารถส่งตามวิธีในวรรคหนึ่งได้ หรือบุคคลนั้นออกไปนอกราชอาณาจักร ให้ใช้วิธีปิดหมายหนังสือแจ้ง หรือหนังสืออื่นแล้วแต่กรณี ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ ที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น หรือบ้านที่บุคคลนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรครั้งสุดท้าย หรือโฆษณาข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ที่จำหน่ายเป็นปกติในท้องที่นั้นก็ได้" ซึ่งทางพิจารณาได้ความว่า สถานประกอบการโจทก์ที่เจ้าพนักงานของจำเลยนำหนังสือแจ้งการประเมินไปส่งให้แก่โจทก์เป็นภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของโจทก์ และในวันที่ 15 มกราคม 2551 กรรมการโจทก์มิได้อยู่ที่สถานประกอบการโจทก์ สำหรับการส่งหนังสือแจ้งการประเมิน ที่จำเลยมีนางสาวแก้วขวัญเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีและรายงานการปิดหมายที่ดาบตำรวจธนิสรลงลายมือชื่อเป็นพยาน ยืนยันว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 ช่วงเช้า นางสาวแก้วขวัญและเจ้าพนักงานของจำเลยได้นำหนังสือแจ้งการประเมินไปส่งให้แก่โจทก์ ณ สถานประกอบการ ในวันนั้นมีพนักงานของโจทก์อยู่ในสถานประกอบการแต่ไม่มีผู้ใดยินยอมรับหนังสือแจ้งการประเมินนั้น มีน้ำหนักให้รับฟัง เพราะหากพนักงานของโจทก์ยินยอมรับหมายจากเจ้าพนักงานของจำเลย ก็ไม่มีเหตุที่เจ้าพนักงานของจำเลยจะต้องไปเชิญเจ้าพนักงานตำรวจมาทำการปิดหมาย ส่วนที่โจทก์มีนางสุชาณัฐเบิกความว่า ช่วงเช้าเจ้าพนักงานของจำเลยและเจ้าพนักงานตำรวจมาที่สถานประกอบการโจทก์ ปิดหนังสือแจ้งการประเมินที่หน้าประตูที่ทำการโจทก์ทันที ทั้งที่มีพนักงานของโจทก์นั่งทำงานอยู่เป็นจำนวนมากนั้น การเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นการเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เจ้าพนักงานของจำเลยกับเจ้าพนักงานตำรวจไปดำเนินการปิดหมาย มิใช่เหตุการณ์ในเวลาที่เจ้าพนักงานของจำเลยไปส่งหนังสือแจ้งการประเมินในครั้งแรกแล้วไม่มีผู้ใดในสถานประกอบการโจทก์ยินยอมรับหนังสือแจ้งการประเมินอันเป็นเหตุให้ต้องมีการปิดหนังสือแจ้งการประเมินในเวลาต่อมา พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ กรณีจึงฟังไม่ได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 ช่วงเช้า เจ้าพนักงานของจำเลยและเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานประกอบการโจทก์ ปิดหนังสือแจ้งการประเมินที่หน้าประตูที่ทำการโจทก์ทันที ทั้งที่มีพนักงานของโจทก์นั่งอยู่เป็นจำนวนมาก อันเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 8 ดังที่โจทก์อ้าง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ เห็นว่า เนื้อหาตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่า การกระทำของเจ้าพนักงานของจำเลยเป็นการปฏิเสธสิทธิของโจทก์ในการตรวจดูเอกสารเพื่อโต้แย้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 31 โดยมาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คู่กรณีมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้เพื่อการโต้แย้งหรือชี้แจงหรือป้องกันสิทธิของตนได้..." และวรรคสอง บัญญัติว่า "การตรวจดูเอกสาร ค่าใช้จ่ายในการตรวจดูเอกสาร หรือการจัดทำสำเนาเอกสารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง" เมื่อพิจารณามาตรา 31 ดังกล่าวทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองประกอบกัน จะเห็นได้ว่า การตรวจดูเอกสารตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง หาใช่เป็นบทบัญญัติที่รับรองเพียงแต่สิทธิในการตรวจดูเอกสารเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการจัดทำสำเนาเอกสารด้วย ซึ่งทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์ขอตรวจสอบและขอคัดถ่ายเอกสารเพื่อใช้ประกอบการยื่นคำอุทธรณ์การประเมินสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาจำเลยโดยนายนิยม สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 11 พิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยมีความเห็นว่า เจ้าพนักงานของจำเลยได้แจ้งผลการตรวจสอบให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทราบทุกประเด็น และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็ได้ชี้แจงคัดค้านในประเด็นที่ไม่เห็นด้วย ประกอบกับใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินก็ได้แจ้งรายละเอียดประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นผลให้ประเมินภาษีเพิ่มเติมไว้แล้ว ดังนั้น หากโจทก์ประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ก็สามารถดำเนินการได้แล้วโดยไม่จำเป็นต้องขอเอกสารไปประกอบกับคำชี้แจงอีก เพราะทราบรายละเอียดทุกประเด็นอยู่แล้ว ตามบันทึกข้อความลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สำหรับชั้นแจ้งผลการตรวจสอบภาษีให้แก่โจทก์ทราบ แม้จำเลยมีนางสาวแก้วขวัญ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีอากรรายโจทก์ เบิกความว่า เจ้าพนักงานของจำเลยได้ให้โอกาสโจทก์โดยผู้รับมอบอำนาจมาให้ถ้อยคำชี้แจงพร้อมส่งเอกสารประกอบหลายครั้ง วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 วันที่ 2 มีนาคม 2549 แต่ก็ปรากฏว่าภายหลังการแจ้งผลการตรวจสอบภาษี เจ้าพนักงานของจำเลยได้ปรับปรุงผลการตรวจสอบให้โจทก์มีภาษีอากรที่ต้องประเมินเปลี่ยนแปลงไปจากผลการตรวจสอบเดิม โดยมีผลต่างสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นเงิน 20,565.73 บาท และมีผลต่างสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 เป็นเงิน 5,830,320.45 บาท แล้วจำเลยโดยนายนิยม สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 11 มีคำสั่งเห็นชอบให้มีการประเมินเรียกเก็บภาษีอากรตามผลการตรวจสอบที่เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งผลการตรวจสอบที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวแก่โจทก์ ตามบันทึกข้อความลงวันที่ 9 มกราคม 2551 แสดงว่า โจทก์ยังมิได้รับทราบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายหรือเหตุผลในการตรวจสอบภาษีที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลตามการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินตามผลการตรวจสอบภาษี ก็ปรากฏว่า นอกจากเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีจากเอกสารหลักฐานที่ได้รับจากโจทก์ เจ้าพนักงานประเมินยังนำเอกสารหลักฐานอื่นใช้ในการประเมินภาษีด้วย กล่าวคือ สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 ส่วนรายได้ มีข้อมูลสอบยันกับหน่วยราชการอื่น ส่วนรายจ่าย มีข้อมูลการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้รับเหมางานจากโจทก์ หลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่คัดจากระบบเครือข่ายรัษฎากร ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีข้อมูลสอบยันกับส่วนราชการอื่นและเอกสารทางบัญชีที่เกี่ยวข้อง สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ส่วนรายได้ มีข้อมูลสอบยันกับหน่วยราชการอื่น ข้อมูลภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (4117) ของกรมสรรพากรและผลสอบยันข้อมูลกับสำนักชลประทาน ที่ 15 อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนรายจ่าย มีข้อมูลการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้รับเหมางานจากโจทก์ หลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่คัดจากระบบเครือข่ายรัษฎากร ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีข้อมูลสอบยันกับส่วนราชการอื่นและเอกสารทางบัญชีที่เกี่ยวข้อง ตามผลการตรวจสอบ โดยทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าเอกสารทั้งหลายดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์สามารถจัดหาได้ด้วยตนเองโดยวิธีการอื่นใด ทางพิจารณายังได้ความต่อไปตามบันทึกข้อความที่จัดทำโดยเจ้าพนักงานของจำเลย เจ้าพนักงานของจำเลยอนุญาตให้โจทก์ตรวจดูและคัดลอกรายละเอียดเอกสารได้ทุกฉบับ แต่กลับไม่อนุญาตให้โจทก์จัดทำสำเนาเอกสาร ยิ่งเป็นการบ่งชี้ว่า ไม่มีเอกสารฉบับใดที่เจ้าพนักงานของจำเลยเห็นว่า กรณีมีเหตุยกเว้นโดยกฎหมายห้ามมิให้โจทก์ตรวจดูเอกสาร และไม่มีเหตุผลพิเศษอื่นใดอีกที่เจ้าพนักงานของจำเลยนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์จัดทำสำเนาเอกสาร ตามพฤติการณ์ดังกล่าวทั้งหมดไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า โจทก์มีหลักฐานเพียงพอที่จะใช้ประกอบการยื่นคำอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และการที่เจ้าพนักงานของจำเลยไม่อนุญาตให้โจทก์คัดสำเนาเอกสารนั้น เจ้าพนักงานของจำเลยมีคำสั่งโดยไม่ปรากฏเหตุยกเว้นตามกฎหมายหรือเหตุผลพิเศษอื่นใดอีก ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของจำเลยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์จัดทำสำเนาเอกสารจึงเป็นการปฏิเสธสิทธิของโจทก์ในการตรวจดูเอกสารเพื่อการโต้แย้งหรือชี้แจงหรือป้องกันสิทธิของตน อันไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 31 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อการขอตรวจดูและจัดทำสำเนาเอกสารของโจทก์เกิดขึ้นภายหลังที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแต่เกิดก่อนที่โจทก์ยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรให้เพิกถอนเฉพาะคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และให้จำเลยอนุญาตให้โจทก์จัดทำสำเนาเอกสารที่โจทก์มีสิทธิตรวจดูได้ตามกฎหมายเพื่อประกอบการจัดทำคำอุทธรณ์ของโจทก์เพื่อยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดทำสำเนาเอกสารดังกล่าว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า หนังสือแจ้งการประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง รายละเอียด และเหตุผลอย่างชัดแจ้ง ทั้งไม่ใช่กรณีที่ไม่ต้องแสดงเหตุผลอันเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และใบแนบหนังสือแจ้งการประเมิน เป็นเอกสารที่ไม่มีการลงนามของเจ้าพนักงานและการส่งใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินไม่ชอบด้วยมาตรา 8 แห่งประมวลรัษฎากร นั้น ทางพิจารณาได้ความว่า เจ้าพนักงานของจำเลยจัดทำใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินเพื่อให้หนังสือแจ้งการประเมินมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว การส่งใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าว จำเลยจึงยังสามารถดำเนินการได้ก่อนสิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสาม กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนเฉพาะคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และให้จำเลยอนุญาตให้โจทก์จัดทำสำเนาเอกสารที่โจทก์มีสิทธิตรวจดูได้ตามกฎหมายเพื่อประกอบการจัดทำคำอุทธรณ์ของโจทก์เพื่อยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดทำสำเนาเอกสารดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 8
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชัยเจริญไมตรี จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา