คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7378/2559
#604938
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 6 มีนาคม 2557 จนถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2557 จำเลยทั้งสองกับพวกบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์และกระทำละเมิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทและกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า ระหว่างวันเวลาดังกล่าว จำเลยทั้งสองมิได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาท และมิได้กระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด ทั้งศาลชั้นต้นก็มิได้มีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินพิพาท กรณีย่อมแปลความหมายได้อยู่ในตัวว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้สอดเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิขัดขวางจำเลยทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 แล้วมีคำพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท จึงเป็นการวินิจฉัยและมีคำพิพากษาที่เกินเลยไปจากข้อเท็จจริงซึ่งยุติไปแล้ว เป็นการไม่ชอบ ทั้งหากต่อไปในภายภาคหน้า จำเลยทั้งสองได้สอดเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโดยมิชอบด้วยกฎหมายนอกเหนือจากวันเวลาตามฟ้องคดีนี้ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่อาจพิพากษาล่วงหน้าไว้ในคดีนี้โดยสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

โจทก์มิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์และเป็นสมบัติของโจทก์ แม้จำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ว่าสุสานทุ่งมนเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ส่วนที่ดินพิพาทแปลงอื่นเป็นที่ดินของสุสานทุ่งมนซึ่งไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองมิใช่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง การวินิจฉัยชี้ขาดถึงสิทธิของการเป็นเจ้าของที่ดินสุสานทุ่งมนและที่ดินพิพาทแปลงอื่นซึ่งมิใช่ประเด็นสำคัญแห่งคดีและอาจเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลภายนอกคดี จึงเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำ เนื่องจากหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยตรงมิได้เข้ามาเป็นคู่ความ ทั้งไม่มีโอกาสนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความจริงให้เห็นกระจ่าง เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทและกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง กรณีก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากบริเวณสุสานทุ่งมนปราสาทเพชร และที่ดินทั้งหมดของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองหยุดกระทำละเมิด ระงับการก่อสร้างสิ่งใดๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริเวณสุสานทุ่งมนและที่ดินของโจทก์ ระงับการสร้างวัตถุมงคลและทำพิธีกรรมต่างๆ ในนามของหลวงปู่หงษ์ ระงับการทำสัญญาเช่ากับบุคคลใดซึ่งจะมาใช้พื้นที่ขายของหรืออยู่อาศัย หยุดเก็บเงินที่ได้จากการบริจาคของพุทธศาสนิกชนภายในบริเวณสุสานทุ่งมนและที่ดินของโจทก์ หยุดเก็บเงินหรือให้เช่าวัตถุมงคลในนามของหลวงปู่หงษ์หรือคุ้มครองประโยชน์อื่นใดเพื่อไม่ให้จำเลยทั้งสองนำเงินบริจาคของพุทธศาสนิกชนไปเก็บเป็นส่วนตัว

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นวัดและเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 โดยจัดตั้งเป็นวัดตั้งแต่ปี 2342 จนถึงปัจจุบันตามสำเนาหนังสือรับรอง เดิมมีพระครูประสาทพรหมคุณหรือหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี 2541 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2557 หลวงปู่หงษ์มรณภาพขณะเป็นเจ้าอาวาสตามสำเนาตราตั้งเจ้าอาวาส และแบบรับรองรายการทะเบียนคนตาย เมื่อปี 2519 หลวงปู่หงษ์ได้เข้าไปจัดสร้างสถานที่วิปัสสนากรรมฐานเพื่อใช้ในพิธีศาสนกิจและสร้างที่พำนักของพระสงฆ์ในที่ดินป่าช้าทุ่งมนที่ชาวบ้านเรียกว่าสุสานทุ่งมน เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทอยู่ห่างจากที่ตั้งวัดของโจทก์ประมาณ 1 กิโลเมตร และระหว่างที่หลวงปู่หงษ์เป็นเจ้าอาวาส หลวงปู่หงษ์ได้ซื้อที่ดินข้างเคียงสุสานทุ่งมนจากผู้อื่นรวม 13 แปลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาท แล้วก่อสร้างกำแพงรั้วล้อมแนวเขตสุสานกับถมดิน ปลูกสร้างตึกแถวและล้อมรั้วให้ชาวบ้านเช่า วางแผงบูชาพระเครื่องและวัตถุมงคลตามสำเนาแผนที่พิพาท และสำเนาภาพถ่าย ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2541 ทางราชการได้ขึ้นทะเบียนสุสานทุ่งมนเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตามสำเนาหนังสือสำคัญสำหรับที่ และในปี 2553 ระหว่างที่เป็นเจ้าอาวาส หลวงปู่หงษ์ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 1 ให้ทำหน้าที่ดูแลจัดระเบียบกิจการต่างๆ ภายในสุสานทุ่งมนตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือแต่งตั้งโดยขณะนั้น จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งมน มีหน้าที่ดูแลสาธารณสมบัติของแผ่นดินในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองอยู่ในฐานะที่ต้องห้ามไม่ให้เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกไปจากบริเวณสุสานทุ่งมนและที่ดินทั้งหมดที่โจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองหยุดกระทำละเมิด ระงับการก่อสร้างสิ่งใดๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินของโจทก์ ระงับการสร้างวัตถุมงคลและทำพิธีกรรมต่างๆ ในนามของหลวงปู่หงษ์ ระงับการทำสัญญาเช่ากับบุคคลซึ่งจะมาใช้พื้นที่ขายของหรือที่อยู่อาศัย หยุดเก็บเงินที่ได้จากการบริจาคของพุทธศาสนิกชนภายในบริเวณที่ดินของโจทก์ หยุดเก็บเงินหรือให้เช่าวัตถุมงคลในนามของหลวงปู่หงษ์หรือคุ้มครองประโยชน์อื่นใดเพื่อไม่ให้จำเลยทั้งสองนำเงินบริจาคของพุทธศาสนิกชนไปเก็บเป็นส่วนตัว โดยโจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่า เมื่อประมาณวันที่ 6 มีนาคม 2557 จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 21 สิงหาคม 2557) จำเลยทั้งสองกับพวกบุกรุกเข้าไปจัดการกำกับดูแลกิจการต่างๆ ในสุสานทุ่งมนและปราสาทเพชร อาทิเช่น เก็บเงินบริจาคของพุทธศาสนิกชนที่มาทำบุญ เก็บค่าเช่าบูชาพระเครื่อง เก็บเงินค่าดอกไม้ธูปเทียน ค่าบูชาครู ค่าเช่าวัตถุมงคล เข้าไปจัดงานพิธีทางศาสนาแสวงหาประโยชน์จากสุสานทุ่งมนและที่ดินของโจทก์ ทั้งพยายามกีดกันไม่ให้รักษาการเจ้าอาวาสของโจทก์กับพวกเข้าไปดูแลจัดการตามหน้าที่ โดยการกระทำของจำเลยทั้งสองที่กล่าวมาเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับเงินบริจาคและเป็นการขัดขวางกระทบกระเทือนสิทธิหน้าที่ของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของหลวงปู่หงษ์ตามคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานและพิจารณาพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยมีคำวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทและกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า ระหว่างวันที่ 6 มีนาคม 2557 จนถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2557 จำเลยทั้งสองมิได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์ ทั้งมิได้กระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด เมื่อประเด็นสำคัญแห่งคดีมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดในศาลชั้นต้นว่าจำเลยทั้งสองมิได้บุกรุกและกระทำการใดๆ อันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ตามข้อกล่าวหาในฟ้อง ทั้งศาลชั้นต้นก็มิได้มีคำพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสองให้ออกไปจากที่ดินพิพาทเช่นนี้ กรณีย่อมแปลความหมายได้อยู่ในตัวว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้สอดเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิขัดขวางจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แล้วมีคำพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท จึงเป็นการวินิจฉัยและมีคำพิพากษาที่เกินเลยไปจากข้อเท็จจริงซึ่งยุติไปแล้ว เป็นการไม่ชอบ ทั้งหากต่อไปในภายภาคหน้า จำเลยทั้งสองได้สอดเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโดยมิชอบด้วยกฎหมายนอกเหนือจากวันเวลาตามฟ้องคดีนี้ กรณีก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปดำเนินการฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองเป็นคดีใหม่อีกเรื่องหนึ่ง โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่อาจพิพากษาล่วงหน้าไว้ในคดีนี้ โดยสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

ต่อไปที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยและพิพากษาว่า สุสานทุ่งมนและที่ดินพิพาทอีก 13 แปลง เป็นที่ธรณีสงฆ์อันเป็นสมบัติของโจทก์ และที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยและพิพากษาว่า สุสานทุ่งมนและที่ดินพิพาทอีก 13 แปลง เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันโดยไม่เป็นที่ธรณีสงฆ์และไม่เป็นสมบัติของโจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องและมีคำขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองหยุดการกระทำละเมิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในรูปแบบต่างๆ แม้คำบรรยายฟ้องของโจทก์ในบางช่วงบางตอนจะกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของที่ดินพิพาท แต่โจทก์ก็มิได้มุ่งเน้นให้ศาลมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิของการเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ดังจะเห็นได้จากโจทก์มิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์และเป็นสมบัติของโจทก์ โดยโจทก์มีจุดประสงค์ที่จะขับไล่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา กับห้ามไม่ให้จำเลยทั้งสองเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากกิจการต่างๆ ของโจทก์เป็นสำคัญ แม้จำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้ว่าสุสานทุ่งมนเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยมีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นหลักฐาน ส่วนที่ดินพิพาทแปลงอื่นเป็นที่ดินของสุสานทุ่งมนซึ่งไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองก็มิใช่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และแม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยถึงสิทธิของการเป็นเจ้าของที่ดินสุสานทุ่งมนและที่ดินพิพาทแปลงอื่นไว้ในคำพิพากษา แต่คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับสุสานทุ่งมนก็ขัดแย้งแตกต่างกัน ประกอบกับปัจจุบันทางราชการได้ขึ้นทะเบียนที่ดินสุสานทุ่งมนเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามสำเนาหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในชั้นนี้ การวินิจฉัยชี้ขาดถึงสิทธิของการเป็นเจ้าของที่ดินสุสานทุ่งมนและที่ดินพิพาทแปลงอื่นซึ่งมิใช่ประเด็นสำคัญแห่งคดีและอาจเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลภายนอกคดี จึงเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำ เนื่องจากหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยตรงมิได้เข้ามาเป็นคู่ความ ทั้งไม่มีโอกาสนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความจริงให้เห็นกระจ่าง นอกจากนี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทและกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง กรณีก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 141
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดเพชรบุรี
จำเลย — นายกิตติศักดิ์ คันธกุลดุษฎี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายศักดิ์เทวินทร์ โมราชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนพเรศ พันธุ์นรา
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7362/2559
#605917
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 และมาตรา 22 วรรคสาม ไม่มีข้อความตอนใดอันมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิของนายจ้างว่า เมื่อมีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้แล้ว นายจ้างจะต้องใช้สิทธิปิดงานทั้งหมด นายจ้างย่อมมีสิทธิปิดงานบางส่วนเฉพาะลูกจ้างที่มีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ แต่สำหรับคดีนี้การที่โจทก์ปิดงานเฉพาะลูกจ้าง 5 คน ซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน บ. และผู้แทนการเจรจาฝ่ายลูกจ้าง โดยอ้างว่าโจทก์ไม่สามารถทราบได้ว่าลูกจ้างโจทก์คนใดบ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน บ. หรือเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องหรือข้อพิพาทแรงงานนั้น เมื่อข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน บ. ซึ่งแจ้งข้อเรียกร้อง โดยสหภาพแรงงาน บ. มีสมาชิกประมาณ 125 คน จากลูกจ้างของจำเลยทั้งหมดประมาณ 200 คน ซึ่งเกินกว่าหนึ่งในห้าของลูกจ้างทั้งหมด การที่จะตรวจสอบเพื่อให้ทราบว่าลูกจ้างของจำเลยคนใดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน บ. ที่ถือว่าเป็นผู้ร่วมแจ้งข้อเรียกร้องด้วยนั้น โจทก์สามารถกระทำได้โดยยื่นคำร้องเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานตรวจรับรองลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน บ. ได้ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 15 วรรคสาม โจทก์จึงมีหนทางที่จะทราบว่าลูกจ้างคนใดที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน บ. ได้ แต่โจทก์ก็หาได้ขวนขวายที่จะตรวจสอบไม่ และการที่โจทก์อ้างว่าเหตุที่โจทก์ปิดงานเฉพาะผู้แทนการเจรจาของสหภาพแรงงาน บ. เนื่องจากไม่ทราบว่าลูกจ้างคนใดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานดังกล่าวนั้น ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในการเจรจาสหภาพแรงงาน บ. ส่งผู้แทนการเจรจาฝ่ายลูกจ้างรวม 7 คน แต่โจทก์กลับเลือกปิดงานเฉพาะกับลูกจ้าง 5 คน ซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน บ. แสดงว่าโจทก์มิได้มีเจตนาปิดงาน เนื่องจากข้อพิพาทแรงงานอันถือเป็นการปิดงานตามนิยามคำว่า "การปิดงาน" ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 แต่เป็นการจงใจเลือกปฏิบัติใช้การปิดงานโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ลูกจ้างทั้ง 5 คน ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้เพราะเหตุที่สหภาพแรงงาน บ. ได้ยื่นข้อเรียกร้องและเป็นการขัดขวางการดำเนินการของสหภาพแรงงานตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 (1) และ (4) การกระทำของโจทก์จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ 26-30/2555 กับให้จำเลยทั้งสิบสามชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่มีคำสั่ง พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของต้นเงิน 1,000,000 บาท ทุกระยะเวลาเจ็ดวัน และให้จำเลยทั้งสิบสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในอัตราอย่างสูงแทนโจทก์

จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 26-30/2555 ลงวันที่ 26 มกราคม 2555 คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า สหภาพแรงงานบีเมเยอร์ แอนด์ ที.จี ได้แจ้งข้อเรียกร้องต่อโจทก์ แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ วันที่ 25 สิงหาคม 2554 โจทก์ใช้สิทธิปิดงานบางส่วนเฉพาะกรรมการสหภาพแรงงานและผู้แทนเจรจาที่เป็นลูกจ้างของโจทก์ รวม 5 คน คือ นายชอบ นางสาวกวน นายประโยชน์ นายอำนาจและนายสัญญา จนวันที่ 21 กันยายน 2554 สหภาพแรงงานขอถอนข้อเรียกร้อง โจทก์จึงให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงาน ต่อมาลูกจ้างไปยื่นคำร้องต่อจำเลยทั้งสิบสาม ซึ่งได้มีคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 26-30/2555 แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ปิดงานบางส่วนได้ โดยโจทก์ปิดงานเฉพาะกลุ่มลูกจ้าง 5 คน ที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทแรงงานและไม่ได้ปิดงานโดยจงใจกลั่นแกล้งลูกจ้างทั้ง 5 คน จึงให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสาม แต่จำเลยทั้งสิบสามมิได้ทำให้โจทก์เสียหาย จึงไม่ต้องชำระค่าเสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 26-30/2555 หรือไม่ จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ว่า ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสามเนื่องจากการปิดงาน นายจ้างต้องใช้สิทธิปิดงานต่อลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องทั้งหมดที่ไม่สามารถตกลงกันได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 การที่โจทก์ใช้สิทธิปิดงานเฉพาะเจาะจงกับกรรมการสหภาพแรงงานและผู้แทนลูกจ้างที่เข้าร่วมในการเจรจาเกี่ยวกับข้อเรียกร้องทั้งที่โจทก์ทราบว่าผู้แจ้งข้อเรียกร้องมีมากกว่าจำนวนกรรมการสหภาพแรงงานและผู้แทนลูกจ้างที่เข้าร่วมในการเจรจา จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตเพื่อเป็นการขัดขวางการดำเนินการของสหภาพแรงงาน อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 นั้น เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 และมาตรา 22 วรรคสาม ไม่มีข้อความตอนใดอันมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิของนายจ้างว่า เมื่อมีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้แล้ว นายจ้างจะต้องใช้สิทธิปิดงานทั้งหมด นายจ้างย่อมมีสิทธิปิดงานบางส่วนเฉพาะลูกจ้างที่มีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ แต่สำหรับคดีนี้การที่โจทก์ปิดงานเฉพาะลูกจ้าง 5 คน ซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานบีเมเยอร์ แอนด์ ที.จี และผู้แทนการเจรจาฝ่ายลูกจ้าง โดยอ้างว่าโจทก์ไม่สามารถทราบได้ว่าลูกจ้างโจทก์คนใดบ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานบีเมเยอร์ แอนด์ ที.จี หรือเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องหรือข้อพิพาทแรงงานนั้น เมื่อข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานบีเมเยอร์ แอนด์ ที.จี ซึ่งแจ้งข้อเรียกร้องโดยสหภาพแรงงานมีสมาชิกประมาณ 125 คน จากลูกจ้างของจำเลยทั้งหมดประมาณ 200 คน ซึ่งเกินกว่าหนึ่งในห้าของลูกจ้างทั้งหมด การที่จะตรวจสอบเพื่อให้ทราบว่าลูกจ้างของจำเลยคนใด เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานที่ถือเป็นผู้ร่วมแจ้งข้อเรียกร้องด้วยนั้น โจทก์สามารถกระทำได้โดยยื่นคำร้องเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานตรวจรับรองลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 15 วรรคสาม โจทก์จึงมีหนทางที่จะทราบว่าลูกจ้างคนใดที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน บีเมเยอร์ แอนด์ ที.จี ได้ แต่โจทก์ก็หาได้ขวนขวายที่จะตรวจสอบไม่ และการที่โจทก์อ้างว่าเหตุที่โจทก์ปิดงานเฉพาะผู้แทนการเจรจาของสหภาพแรงงานเนื่องจากไม่ทราบว่าลูกจ้างคนใดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานนั้น ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในการเจรจาสหภาพแรงงานบีเมเยอร์ แอนด์ ที.จี ส่งผู้แทนการเจรจาฝ่ายลูกจ้างรวม 7 คน แต่โจทก์กลับเลือกปิดงานเฉพาะกับลูกจ้าง 5 คน ซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานบีเมเยอร์ แอนด์ ที.จี แสดงว่าโจทก์มิได้มีเจตนาปิดงานเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานอันถือเป็นการปิดงานตามนิยามคำว่า "การปิดงาน" ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 แต่เป็นการจงใจเลือกปฏิบัติใช้การปิดงาน โดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ลูกจ้างทั้ง 5 คน ได้รับความเสียหายไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้เพราะเหตุที่สหภาพแรงงานได้ยื่นข้อเรียกร้องและเป็นการขัดขวางการดำเนินการของสหภาพแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 (1) และ (4) การกระทำของโจทก์จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 26-30/2555 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนขอเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 26-30/2555 ลงวันที่ 26 มกราคม 2555 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 22 วรรคสาม ม. 121 (1) ม. 121 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บี.เมเยอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — นายจิรธร ปุญญฤทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นางสาวมัณฑนา อิสสระโชติ
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ สุวรรณพรหมมา
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7353/2559
#604941
เปิดฉบับเต็ม

ข้อที่โจทก์แก้ฎีกาอ้างมาเป็นเหตุผลบางประการที่ศาลอุทธรณ์นำพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาประกอบคำวินิจฉัยให้เชื่อว่าจำเลยที่ 3 ฉ้อฉลหลอกลวงในประเด็นว่าจำเลยทั้งสามใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ให้ทำกรมธรรม์ประกันชีวิตตามฟ้องหรือไม่ แม้ฎีกาของจำเลยที่ 1 จะไม่ได้โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์นำพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาวินิจฉัยดังกล่าวโดยตรงก็ตาม แต่เมื่ออ่านฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งฉบับแล้ว ก็เห็นได้ว่าเนื้อหาของฎีกาเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องและมีรายละเอียดแสดงเหตุผลว่าที่ถูกควรเป็นเช่นไร ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงชัดแจ้งชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง)

พฤติการณ์ของโจทก์บ่งชี้ให้เห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการยื่นคำขอให้โจทก์ การที่จำเลยที่ 3 ดำเนินการดังกล่าว และการที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 3 และร่วมกับจำเลยที่ 3 เป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับการประกันชีวิตให้โจทก์มาก่อนลงลายมือชื่อเป็นตัวแทนในใบคำขอเอาประกันชีวิตของโจทก์และเอกสารที่เกี่ยวข้องยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฉ้อฉลโจทก์ให้ทำกรมธรรม์ประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประกันชีวิตทั้ง 4 ฉบับ และให้จำเลยทั้งสามชดใช้เงินจำนวน 521,875 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 24,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ จำนวน 521,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กันยายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 35,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจประกันชีวิต จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภริยากันและเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการแนะนำ ชักชวน และให้คำปรึกษาในการประกันชีวิตเพื่อให้มาทำประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 ก่อนเกิดเหตุคดีนี้โจทก์ให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ดูแลในการทำประกันชีวิตและโจทก์ได้ทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับจำเลยที่ 1 รวม 3 ฉบับ ฉบับแรกแบบตลอดชีพมีเงินปันผล วงเงินเอาประกันภัย 300,000 บาท ค่าเบี้ยประกันภัยปีละ 17,004 บาท ครบกำหนดสัญญาวันที่ 12 กรกฎาคม 2605 ฉบับที่ 2 แบบสะสมทรัพย์สตรี 20 ปี ไม่มีเงินปันผล วงเงินเอาประกันภัย 300,000 บาท ค่าเบี้ยประกันภัยปีละ 36,245.50 บาท ครบกำหนดสัญญาวันที่ 24 พฤษภาคม 2558 ฉบับที่ 3 แบบสะสมทรัพย์ 20 ปี ตรีคูณ วงเงินเอาประกันภัย 2,500,000 บาท ค่าเบี้ยประกันภัยรายหกเดือน 145,510 บาท ครบกำหนดสัญญาวันที่ 26 ธันวาคม 2564 โจทก์กู้เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตของโจทก์จากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 432,700 บาท และตกลงเสียดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 8 ต่อปี หรือกว่านั้นเมื่อได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนประกันชีวิต แล้วนำเงินที่กู้ยืมมาดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 3 กู้ยืม ต่อมาจำเลยที่ 3 นำเงินมาใช้คืนให้แก่โจทก์ แล้วจากนั้นโจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คให้จำเลยที่ 1 โดยผ่านจำเลยที่ 2 และที่ 3 เช็คฉบับแรก จำนวนเงิน 315,000 บาท ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 185,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ได้แจ้งให้โจทก์ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล ขณะโจทก์ตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล จำเลยที่ 3 ได้นำเอกสารซึ่งเป็นแบบฟอร์มต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 หลายฉบับมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ จากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันนำเอกสารที่โจทก์ได้ลงชื่อไว้ไปดำเนินการขอทำสัญญาประกันชีวิต โจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงและออกกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่ให้โจทก์ 4 ฉบับ ดังนี้ ฉบับแรกแบบสะสมทรัพย์ 25 ปี วันเริ่มสัญญาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 วงเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท เบี้ยประกันภัยปีละ 89,115 บาท ฉบับที่ 2 แบบสะสมทรัพย์ 20 ปี วันเริ่มสัญญา วันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 วงเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท เบี้ยประกันภัยปีละ 96,300 บาท ฉบับที่ 3 แบบสะสมทรัพย์ 25 ปี วันเริ่มสัญญาวันที่ 31 ตุลาคม 2549 วงเงินเอาประกันภัย 4,000,000 บาท เบี้ยประกันภัยปีละ 301,079 บาท และฉบับที่ 4 แบบตลอดชีพไม่มีเงินปันผล วันเริ่มสัญญาวันที่ 31 ตุลาคม 2549 วงเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัยปีละ 14,596.40 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่ากรมธรรม์ประกันชีวิตเดิมของโจทก์ ซึ่งครบกำหนดรอบปีในวันที่ 26 ธันวาคม 2549 และครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินให้โจทก์ 500,000 บาท หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินเอาประกันภัยตามกรมธรรม์ แต่เนื่องจากโจทก์มีเงินกู้ค้างชำระอยู่ 501,422.48 บาท จำเลยที่ 1 จึงหักหนี้ที่ค้างชำระแล้ว โจทก์คงเป็นหนี้ค้างชำระ 1,422.48 บาท โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 แจ้งว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 แล้วและไม่มีหนี้กับจำเลยที่ 1 แต่ตัวแทนจำเลยที่ 1 ได้นำเงินที่โจทก์ชำระหนี้ไปทำกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่ซึ่งโจทก์ได้เคยปฏิเสธไปก่อนแล้ว โจทก์ต้องการทำประกันภัยเพิ่มเพียง 6,000 บาท เท่านั้น จึงไม่ได้อ่านเอกสารที่นำมาให้ลงลายมือชื่อเพราะไว้ใจ จึงขอยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ออกให้ใหม่ แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธโดยอ้างว่ากรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่มีผลตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงร้องเรียนและขอความเป็นธรรมต่อกรมการประกันภัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ก่อนว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อนี้โจทก์แก้ฎีกาว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฉ้อฉล โดยไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยทำนองว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเอกสารที่จำเลยที่ 3 ให้โจทก์ลงลายมือชื่อ แต่ได้นำเอกสารไปกรอกข้อความและลงลายมือชื่อว่าเป็นตัวแทนในใบคำขอเอาประกันชีวิต ทำให้น่าระแวงสงสัยว่าไม่น่าจะเป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์ดังที่โจทก์นำสืบมา พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบพฤติการณ์แห่งคดีดังวินิจฉัยมามีน้ำหนักเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 3 ฉ้อฉลโจทก์ให้ลงลายมือชื่อในเอกสารแล้วให้จำเลยที่ 2 ไปกรอกข้อความตามลำพังโดยโจทก์ไม่ยินยอม ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไรและที่ถูกเป็นอย่างไรจึงไม่ชัดแจ้ง นั้น เห็นว่า ข้อที่โจทก์แก้ฎีกาอ้างมาดังกล่าวเป็นเหตุผลบางประการที่ศาลอุทธรณ์นำพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาประกอบคำวินิจฉัยให้เชื่อว่าจำเลยที่ 3 ฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ให้ลงลายมือชื่อในเอกสารที่ยังไม่ได้กรอกข้อความในประเด็นว่า จำเลยทั้งสามใช้กลฉ้อฉลให้โจทก์ทำกรมธรรม์ประกันชีวิตตามฟ้องหรือไม่ แม้ฎีกาของจำเลยที่ 1 จะไม่ได้โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์นำพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาวินิจฉัยโดยตรงก็ตาม แต่เมื่ออ่านฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งฉบับแล้ว ก็เห็นได้ว่าเนื้อหาของฎีกาเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ซึ่งรวมถึงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้ทำกรมธรรม์ประกันชีวิต 7 ฉบับ ต้องเสียเบี้ยประกันภัยปีละเกือบ 1,000,000 บาท น่าจะเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของบุคคลทั่วไปว่าไม่ถูกต้องและมีรายละเอียดแสดงเหตุผลว่าที่ถูกควรจะเป็นเช่นไร ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงกล่าวไว้โดยแจ้งชัดแล้ว ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำการฉ้อฉลให้โจทก์ทำกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่รวม 4 ฉบับหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์มีเจตนาทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดำเนินการยื่นคำขอประกันชีวิตตามกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่รวม 4 ฉบับ เป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์นั้น เห็นว่า แม้ขณะที่โจทก์สั่งจ่ายเช็คทั้งสองฉบับ โจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้ที่โจทก์กู้จากกรมธรรม์ประกันชีวิตของโจทก์ เป็นเงิน 432,700 บาท ก็ตาม แต่เช็คที่โจทก์สั่งจ่าย 2 ฉบับ เป็นเงินรวม 500,000 บาท มากกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ ฉบับแรกจำนวนเงิน 315,000 บาท ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 185,000 บาท ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าเหตุใดโจทก์จึงต้องสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวเป็น 2 ฉบับ และที่โจทก์อ้างว่าจำนวนเงินตามเช็ครวมดอกเบี้ยด้วยนั้น โจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละเท่าใด แม้ตามสัญญากู้เงินกำหนดว่าโจทก์จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 8 ต่อปี เมื่อคิดดอกเบี้ยสูงสุดร้อยละ 8 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 อันเป็นวันที่โจทก์ทำสัญญากู้ถึงวันที่โจทก์อ้างว่าสั่งจ่ายเช็ค เพื่อชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 เป็นเวลาประมาณ 1 ปี 11 เดือน คิดดอกเบี้ยได้ประมาณ 66,348 บาท เมื่อรวมกับต้นเงิน 432,700 บาท แล้วเป็นเงิน 499,048 บาท จะใกล้เคียงกับจำนวนเงิน 500,000 บาท แต่เมื่อพิจารณาค่าเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่ 4 ฉบับ รวมแล้วเป็นเงิน 501,090.40 บาท ใกล้เคียงกับจำนวนเงิน 500,000 บาท โดยเฉพาะกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่ซึ่งจำเลยที่ 1 ออกให้ทั้งสองฉบับ ระบุเบี้ยประกันภัยเป็นเงิน 301,079 บาท และ 14,596.40 บาท รวมเป็นเงิน 315,675.40 บาท มีจำนวนใกล้เคียงกับจำนวนเงินตามเช็คที่สั่งจ่ายเป็นเงิน 315,000 บาท เช่นเดียวกับกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่ซึ่งจำเลยที่ 1 ออกให้ทั้งสองฉบับ ระบุเบี้ยประกันภัยเป็นเงิน 89,115 บาท และ 96,300 บาท รวมเป็นเงิน 185,415 บาท มีจำนวนใกล้เคียงกับจำนวนเงินตามเช็คที่สั่งจ่ายเป็นเงิน 185,000 บาท จึงเห็นได้ว่าเช็คแต่ละฉบับวันที่ที่สั่งจ่ายเช็คและจำนวนเงินที่สั่งจ่ายสอดคล้องกับวันที่ที่จำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์ประกันชีวิตและจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ชำระด้วย จึงเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็ค เพื่อชำระค่าเบี้ยประกันภัยไม่ใช่เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมดังที่โจทก์อ้างมาแต่อย่างใด ประกอบกับได้ความตามคำเบิกความของโจทก์อีกว่า จำเลยที่ 3 ได้นำกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่มามอบให้โจทก์ด้วย แต่ในวันดังกล่าวโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านหรือทักท้วงปล่อยให้ล่วงเลยเวลามาหลายวันจึงได้ติดต่อจำเลยที่ 3 เพื่อขอยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่ ที่โจทก์อ้างว่าเอกสารหรือกรมธรรม์ประกันชีวิตที่จำเลยที่ 3 มามอบให้และให้ลงลายมือชื่อรับเอกสารเป็นแฟ้ม เมื่อมาตรวจสอบในภายหลังจึงทราบว่าเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่นั้น ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏถึงเหตุผลที่โจทก์ไม่ได้ตรวจดูหรือสอบถามจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว ทั้งที่เอกสารมีสภาพเป็นแฟ้มและโจทก์ยังต้องลงลายมือชื่อรับเอกสารซึ่งแสดงถึงความสำคัญของเอกสารอีกด้วย จึงเป็นการผิดปกติวิสัยอย่างยิ่ง ข้ออ้างของโจทก์จึงไม่อาจรับฟังได้ ดังนั้นการที่โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 3 นำมามอบให้โดยทราบอยู่แล้วว่า เอกสารดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการขอเอาประกันชีวิตของโจทก์ต่อจำเลยที่ 1 และโจทก์ยินยอมไปตรวจสุขภาพเพื่อประกอบการพิจารณาของจำเลยที่ 1 ตลอดจนได้สั่งจ่ายเช็คให้จำเลยที่ 1 เพื่อชำระค่าเบี้ยประกันภัยอีกด้วย ขณะโจทก์ได้รับกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่ที่จำเลยที่ 3 นำมามอบให้ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด พฤติการณ์ของโจทก์จึงบ่งชี้ให้เห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการยื่นคำขอให้โจทก์ การที่จำเลยที่ 3 ดำเนินการจึงไม่เป็นการฉ้อฉลโจทก์ให้ทำกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่กับจำเลยที่ 1 และการที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 3 และร่วมกับจำเลยที่ 3 เป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับการประกันชีวิตให้โจทก์มาก่อน ได้ลงลายมือชื่อเป็นตัวแทนในคำขอเอาประกันชีวิตของโจทก์และเอกสารที่เกี่ยวข้องยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฉ้อฉลโจทก์ให้ทำกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่กับจำเลยที่ 1 เช่นกัน จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ฉ้อฉลโจทก์และพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ป.พ.พ. ม. 889
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสมคิด ชัยมี
บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนล
จำเลย — แอสชัวรันส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนิเวศน์ นิภานันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
เกษม เกษมปัญญา
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7344/2559
#604321
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างโฆษณามีข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ในลักษณะเป็นแบบพิมพ์ของสัญญา กับข้อความที่เป็นลายมือเขียนในลักษณะการเติมข้อความลงในช่องที่เว้นว่างไว้สำหรับหัวข้อต่าง ๆ ในแบบพิมพ์ ข้อความที่เป็นลายมือเขียนนอกจากจะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับคู่สัญญาและผู้ลงนามในสัญญาซึ่งเป็นตัวแทนของคู่สัญญาแล้ว ยังมีข้อตกลงของคู่สัญญาเขียนเติมไว้ในช่องด้านล่างของเอกสารว่า "เมื่อข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างได้รับการอนุมัติ" ซึ่งไม่ถึงขนาดเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่สัญญาจะเป็นผลต่อเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว นอกจากนี้พฤติการณ์ของคู่สัญญาระหว่างการติดต่อประสานงานกันและในการประชุมที่ไม่มีการกล่าวถึงเงื่อนไขเรื่องข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้าง ซึ่งหากเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่จะทำให้สัญญาเป็นผล เงื่อนไขนั้นย่อมเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงที่คู่สัญญาควรมีการเจรจากันในเรื่องดังกล่าว แต่กลับมีการตกลงกำหนดเวลาลงเผยแพร่ไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะไม่สมเหตุผลหากสัญญายังไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงในการชำระเงินค่าจ้าง สัญญาจ้างโฆษณาจึงมีผลผูกพันคู่สัญญาตามกฎหมายแล้ว โดยถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนอันมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างทำการงานจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้างแล้ว ผู้ว่าจ้างย่อมมีหน้าที่ต้องชำระสินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น อีกทั้งเมื่อคู่สัญญาทราบเป็นอย่างดีว่าการทำสัญญาจ้างโฆษณาของจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวต่างประเทศทราบข้อมูลการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานครในช่วงเวลาที่เหมาะสม การจะลงเผยแพร่บทความโฆษณาใหม่ในช่วงเวลาใด โจทก์ยังจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างก่อน เพื่อให้จำเลยที่ 1 พิจารณาว่าช่วงเวลาใดจึงจะเหมาะสม และจะเกิดประโยชน์สูงสุดจากการโฆษณานั้น การที่โจทก์ลงเผยแพร่บทความโฆษณาในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ไม่เห็นชอบด้วย จึงไม่อาจถือว่าโจทก์ได้ทำการงานจนสำเร็จให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างชำระค่าจ้างเต็มจำนวนตามสัญญา อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ได้ลงเผยแพร่บทความโฆษณาจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์แล้วนั้น เชื่อได้ว่าเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 อยู่บ้าง จำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างตามส่วนที่ได้รับประโยชน์นั้น ศาลมีอำนาจกำหนดค่าจ้างให้ตามสมควร เมื่อเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 แจ้งขอให้โจทก์ลงเผยแพร่บทความโฆษณาในเดือนสิงหาคม 2553 เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการเรียกเก็บเงิน แสดงว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องคาดคะเนว่าข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างควรได้รับการอนุมัติแล้วในช่วงเวลาดังกล่าว จึงพออนุมานได้ว่าจำเลยที่ 1 สมควรชำระค่าจ้างให้โจทก์ได้ภายในเดือนสิงหาคม 2553 ถือว่าหนี้ค่าจ้างดังกล่าวถึงกำหนดชำระภายในเดือนสิงหาคม 2553 นั้น แต่เมื่อกำหนดเวลาชำระหนี้ค่าจ้างนี้เป็นการอนุมานตามพฤติการณ์ ไม่ใช่กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน ย่อมต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ให้คำเตือนแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง

ส่วนจำเลยที่ 2 กระทำการในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการต้องผูกพันต่อบุคคลภายนอกในการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำไปภายในวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 4,410,866.84 บาท ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.8 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 3,501,243.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศสหราชอาณาจักร มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจัดทำและเผยแพร่งานโฆษณา มีนางมาเรีย เป็นผู้รับมอบอำนาจบริษัทโจทก์ในการลงนามในสัญญาจ้างโฆษณาระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว รวมถึงมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ ชี้แจงข่าว และสร้างภาพลักษณ์ของกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวเป็นหน่วยงานภายในของกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เผยแพร่ สร้างความรู้ความเข้าใจในเอกลักษณ์ความเป็นไทย และส่งเสริมการท่องเที่ยว จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจโฆษณาประชาสัมพันธ์ ขายพื้นที่โฆษณาในสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ มีนายพูนอังกูล เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553 จำเลยที่ 2 ลงนามในสัญญาจ้างโฆษณา โดยระบุว่ากระทำการแทนจำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำบทความโฆษณาการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ในรายงานพิเศษเกี่ยวกับประเทศไทย ลงเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์ (The Independent) กำหนดขนาดงานโฆษณาใกล้เคียงกับขนาดหน้านิตยสาร (Junior Page) ตกลงค่าจ้างจำนวน 80,820 ยูโร ขณะทำสัญญาจ้างโฆษณา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวซึ่งมีหน้าที่จัดทำโครงการยังไม่ได้มีการตั้งงบประมาณประจำปีไว้สำหรับการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ในหนังสือพิมพ์ของประเทศสหราชอาณาจักร สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวเริ่มต้นเสนอขออนุมัติโครงการและจัดสรรเงินงบประมาณ สำหรับโครงการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในหนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2553 โดยตามหลักเกณฑ์และแนวทางการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ของจำเลยที่ 1 ต้องมีการนำเสนอโครงการดังกล่าวต่อคณะกรรมการประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานครก่อน เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วจึงจะเสนอขออนุมัติต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครผ่านสำนักงบประมาณกรุงเทพมหานคร โจทก์ดำเนินการติดต่อกับหนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์ลงเผยแพร่บทความโฆษณาประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2553 ตามเอกสารการโฆษณา เมื่อโจทก์ดำเนินการแล้ว โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าจ้างหลายครั้ง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ

สำหรับปัญหาที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาจ้างโฆษณากับโจทก์ และจำเลยที่ 1 ไม่ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 กระทำการแทนนั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยโดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้โฆษณาประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์ ตามสัญญาจ้างโฆษณา ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งหรือโต้แย้งมาในคำแก้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า สัญญาจ้างโฆษณาเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน โดยสัญญาจะมีผลผูกพันคู่สัญญาต่อเมื่อข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างได้รับการอนุมัติแล้วหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาดังกล่าวไม่มีข้อความระบุว่าหากข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างไม่ได้รับการอนุมัติ สัญญาจะไม่มีผลบังคับ ข้อความเรื่องข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างระบุอยู่ในช่องด้านล่างของสัญญาอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการชำระเงิน รายละเอียดเกี่ยวกับข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างจึงเกี่ยวข้องกับการชำระเงินเท่านั้น ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 วรรคหนึ่ง สัญญามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว เห็นว่า สัญญาจ้างโฆษณา มีข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ในลักษณะเป็นแบบพิมพ์ของสัญญา กับข้อความที่เป็นลายมือเขียนในลักษณะการเติมข้อความลงในช่องที่เว้นว่างไว้สำหรับหัวข้อต่าง ๆ ในแบบพิมพ์ ข้อความที่เป็นลายมือเขียนนั้นนอกจากจะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับคู่สัญญาและผู้ลงนามในสัญญาซึ่งเป็นตัวแทนของคู่สัญญาแล้ว มีข้อตกลงของคู่สัญญาเขียนเติมไว้ในช่องด้านล่างของเอกสารว่า "80,520 ยูโร (เมื่อข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างได้รับการอนุมัติ) 30 วัน ชำระจำนวน 30,000 ยูโร 60 วัน ชำระจำนวน 30,000 ยูโร 90 วัน ชำระจำนวน 20,820 ยูโร (EIGHTY - THOUSAND EIGHT HUNDRED AND TWENTY - ------ # 80,820 # EUROS (WHEN TOR APPROVED) 30 DAY PAYMENT - # 30,000 € # 60 DAY PAYMENT - # 30,000 € # 90 DAY PATMENT # 20,820 € #)" ข้อความดังกล่าวเขียนเติมอยู่ในช่องว่างของแบบพิมพ์หัวข้อค่าจ้างเป็นเงินยูโร (Price in EUROS) และหมายเหตุ (Comments) ต่อเนื่องกัน จึงเข้าใจได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการชำระเงินค่าจ้างจำนวน 80,820 ยูโร แต่ข้อความว่า "เมื่อข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างได้รับการอนุมัติ (WHEN TOR APPROVED)" จะถึงขนาดเป็นเงื่อนไขบังคับก่อน ที่สัญญาจะเป็นผลต่อเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 วรรคหนึ่ง หรือไม่นั้น ข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรในสัญญาจ้างโฆษณาดังกล่าวไม่อาจตีความให้เข้าใจเช่นนั้นได้ และจากพฤติการณ์ของคู่สัญญาระหว่างการติดต่อประสานงานกันตามข้อความในอีเมล ซึ่งปรากฏว่าในช่วงเวลาประมาณ 1 เดือน ภายหลังการลงนามในสัญญาจ้างโฆษณาแล้ว เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ส่งบทความและภาพถ่ายให้โจทก์จัดทำบทความโฆษณากรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ส่งร่างบทความโฆษณาที่จัดทำให้รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ทั้งที่ทำงานให้แก่ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และที่ทำงานในสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว รวมทั้งนายพูนอังกูล พิจารณา หลังจากนั้นโจทก์แก้ไขร่างบทความโฆษณาตามความเห็นของเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 แล้วส่งให้พิจารณาใหม่รวมจำนวน 4 ครั้ง ตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างที่โจทก์ส่งร่างบทความโฆษณาให้ตรวจพิจารณานั้น โจทก์แจ้งโดยตลอดมาว่าขอให้รีบพิจารณาและตอบกลับโดยเร็วเพื่อให้ทันเวลาลงเผยแพร่ สอดคล้องกับข้อความในสรุปรายงานการประชุมระหว่างผู้แทนโจทก์กับผู้แทนของจำเลยทั้งสอง ตามอีเมล ที่ระบุวันลงเผยแพร่บทความโฆษณาไว้ในสุดสัปดาห์วันที่ 15 หรือ 22 พฤษภาคม 2553 เมื่อโจทก์ส่งร่างบทความโฆษณาให้ตรวจพิจารณาเป็นครั้งที่ 3 ในวันที่ 19 เมษายน 2553 โจทก์จึงขอให้ตรวจพิจารณาเพื่ออนุมัติบทความภายในวันดังกล่าว หรืออย่างช้าในวันรุ่งขึ้น โดยเร็วที่สุด เพราะโจทก์ต้องเตรียมการสำหรับวันลงเผยแพร่บทความโฆษณาแล้ว และเมื่อโจทก์ส่งร่างบทความโฆษณาฉบับแก้ไขครั้งสุดท้ายให้ตรวจพิจารณาเป็นครั้งที่ 4 ในวันที่ 21 เมษายน 2553 นายรณชัย เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว กองการท่องเที่ยว สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว รีบตอบกลับในวันเดียวกันว่า หัวหน้าจากแผนกการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 และศาลาว่าการได้ให้การอนุมัติบทความแล้ว ตามอีเมล นอกจากอีเมลดังกล่าวแล้ว นายรณชัย มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ด้วยว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2553 พยานทำงานอยู่ที่ กองการท่องเที่ยว มีหน้าที่ทำงานโดยใช้ความรู้ภาษาอังกฤษตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย นายประเมิน ผู้บังคับบัญชาพยานมอบหมายให้พยานเข้าร่วมประชุมกับผู้แทนโจทก์และผู้แทนของจำเลยทั้งสองเรื่องการลงเผยแพร่บทความโฆษณากรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์ ในการประชุมไม่ได้พูดถึงข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้าง แต่พูดเรื่องระยะเวลาว่าจะสามารถลงเผยแพร่บทความโฆษณาได้ทันภายในเดือนพฤษภาคม 2553 หรือไม่ ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้พยานประสานงานกับเลขานุการรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและโจทก์ เพื่อให้ลงเผยแพร่บทความโฆษณาได้ทันภายในเดือนพฤษภาคม 2553 ภายหลังมีการติดต่อประสานงานเพื่อตรวจแก้บทความโฆษณากันหลายครั้ง จนได้รูปแบบซึ่งผ่านการตรวจพิจารณาโดยเลขานุการรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บังคับบัญชาพยาน พยานได้รับคำสั่งให้แจ้งโจทก์ว่าบทความโฆษณาดังกล่าวแก้ไขสมบูรณ์แล้ว สามารถใช้ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ พยานจึงส่งอีเมลแจ้งให้โจทก์ทราบ ขณะที่นายรณชัยมาเบิกความเป็นพยานโจทก์นั้น พยานทำงานที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตำแหน่งนักวิเทศสัมพันธ์ ไม่ได้ทำงานอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของบุคลากรในองค์กรจำเลยที่ 1 แล้ว นายรณชัยจึงเป็นพยานคนกลางที่ถ้อยคำมีน้ำหนักให้รับฟัง ประกอบกับนายประเมินหัวหน้ากลุ่มงานแผนงานการท่องเที่ยว กองการท่องเที่ยว สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว พยานจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่านายรณชัยเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา และในการประชุมที่เกี่ยวกับภาษาต่างประเทศนายรณชัยจะเข้าประชุมร่วมกับข้าราชการอื่นอีก 1 คน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านายรณชัยได้เข้าร่วมประชุมกับผู้แทนโจทก์และผู้แทนของจำเลยทั้งสองตามที่พยานยืนยัน และในการประชุมไม่มีการพูดถึงข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้าง แต่พูดเรื่องกำหนดเวลาลงเผยแพร่บทความโฆษณา จากพฤติการณ์ของคู่สัญญาที่ในการประชุมไม่มีการกล่าวถึงเงื่อนไขเรื่องข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้าง ซึ่งหากเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่จะทำให้สัญญาเป็นผล เงื่อนไขนั้นย่อมเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงที่คู่สัญญาควรมีการเจรจากันในเรื่องดังกล่าว แต่กลับมีการตกลงกำหนดเวลาลงเผยแพร่ไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะไม่สมเหตุผลหากสัญญายังไม่เกิดขึ้น และการที่เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 รีบส่งบทความและภาพถ่ายให้โจทก์จัดทำบทความโฆษณาตามภาระงานของผู้รับจ้าง รีบเร่งพิจารณาตรวจแก้และอนุมัติบทความเพื่อให้ทันเวลาลงตีพิมพ์ภายในเดือนพฤษภาคม 2553 ทั้งที่เพิ่งเริ่มต้นเสนอขออนุมัติโครงการและจัดสรรเงินงบประมาณโครงการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ในหนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2553 จำเลยทั้งสองไม่เคยท้วงติงหรือแจ้งระงับการทำงานของโจทก์ เพราะเหตุสัญญายังไม่เป็นผลเนื่องจากข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างยังไม่ได้รับการอนุมัติ แม้ว่าเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2553 รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะมอบหมายให้ผู้ช่วยเลขานุการแจ้งโจทก์ขอเลื่อนการลงเผยแพร่ ตามอีเมล ก็ให้เหตุผลการขอเลื่อนเนื่องจากความไม่สงบทางการเมือง และหลังจากโจทก์ยอมเลื่อนกำหนดวันลงเผยแพร่บทความโฆษณาให้จำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์และจำเลยทั้งสองติดต่อประสานงานเพื่อกำหนดวันลงเผยแพร่ครั้งใหม่อย่างต่อเนื่อง ระหว่างนั้นแม้โจทก์จะทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจ้าง โดยอ้างว่าถึงกำหนดชำระเงินตามสัญญาแล้ว จำเลยทั้งสองก็ไม่เคยโต้แย้งหรือแจ้งโจทก์ว่าสัญญายังไม่เป็นผล แต่กลับขอให้โจทก์แจ้งกำหนดวันที่จะลงเผยแพร่ครั้งใหม่ให้ทราบก่อน ตามอีเมล สุดท้ายเมื่อโจทก์แจ้งยืนยันจะลงเผยแพร่บทความโฆษณาในวันที่ 7 กรกฎาคม 2553 ตามอีเมล จำเลยที่ 2 ก็แจ้งโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องการเลื่อนวันลงเผยแพร่ไปเป็นช่วงเดือนสิงหาคม 2553 โดยให้เหตุผลเพียงว่าข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างยังไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้ หากมีการเผยแพร่บทความโฆษณาไปก่อน จำเลยที่ 1 จะเกิดปัญหาในการจัดทำเอกสาร และจะมีปัญหาในการเรียกเก็บเงิน ตามอีเมล จำเลยทั้งสองมิได้แจ้งว่าเงื่อนไขบังคับก่อนยังไม่สำเร็จ สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่เกิดขึ้น หากโจทก์ลงเผยแพร่บทความโฆษณาไปก่อนเงื่อนไขสำเร็จ จะไม่สามารถเรียกร้องค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้น ข้อความว่า "เมื่อข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างได้รับการอนุมัติ (WHEN TOR APPROVED)" จึงไม่ใช่เงื่อนไขบังคับก่อน ที่สัญญาจะเป็นผลต่อเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 วรรคหนึ่ง ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงในการชำระเงินค่าจ้าง สัญญาจ้างโฆษณา จึงมีผลผูกพันคู่สัญญาตามกฎหมายแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นเงื่อนไขบังคับก่อน และระหว่างที่รอความสำเร็จของเงื่อนไข สัญญายังไม่เป็นผลนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้ค่าจ้างแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สัญญาจ้างโฆษณา เป็นสัญญาต่างตอบแทนอันมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างทำการงานจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้างแล้ว ผู้ว่าจ้างย่อมมีหน้าที่ต้องชำระสินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น กรณีจึงเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์ได้ทำการงานจนสำเร็จให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างแล้วหรือไม่ ปัญหานี้แม้ข้อเท็จจริงปรากฏจากเอกสารการโฆษณาว่า โจทก์นำบทความโฆษณากรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ลงเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์แล้ว แต่การที่โจทก์ บทความโฆษณาดังกล่าวลงเผยแพร่ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2553 นั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้ความเห็นชอบด้วย แม้ในสัญญาจ้างโฆษณาจะไม่มีกำหนดเวลาลงเผยแพร่ระบุไว้ แต่คู่สัญญาได้ตกลงกำหนดวันลงเผยแพร่บทความโฆษณาเป็นวันที่ 15 หรือ 22 พฤษภาคม 2553 ในการประชุมร่วมกัน ตามสรุปรายงานการประชุมในอีเมล โดยมีเหตุผลที่ตกลงกันกำหนดเวลาไว้เช่นนั้นด้วยว่า "ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนเป็นช่วงวันหยุดพักผ่อน และเดือนมิถุนายนจะมีการประชุมจี - 8 และ จี - 20 ที่ประเทศแคนาดา ตามที่ตกลงไว้กับสำนักงานผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครว่าจะมีการทำสำเนาบทความโฆษณาดังกล่าวไปแจกจ่ายด้วย รวมทั้งช่วงต้นเดือนมิถุนายนนั้นจะมีการจัดนิทรรศการสำหรับการท่องเที่ยว" จากเหตุผลดังกล่าวแสดงว่าคู่สัญญาทราบเป็นอย่างดีว่าการทำสัญญาจ้างโฆษณากรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวต่างประเทศทราบข้อมูลการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานครในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งแม้จำเลยที่ 1 จะขอเลื่อนกำหนดการลงเผยแพร่บทความโฆษณาเนื่องจากความไม่สงบทางการเมืองอันเป็นพฤติการณ์พิเศษ หรือขอเลื่อนเนื่องจากความขัดข้องจากการขออนุมัติโครงการ ซึ่งทำให้ข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างยังไม่ได้รับการอนุมัติอันเป็นปัญหาภายในของจำเลยที่ 1 แต่การจะลงเผยแพร่บทความโฆษณาใหม่ในช่วงเวลาใด โจทก์ยังจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างก่อน เพื่อให้จำเลยที่ 1 พิจารณาว่าช่วงเวลาใดจึงจะเหมาะสม และจะเกิดประโยชน์สูงสุดจากการโฆษณานั้น เพราะหากให้โจทก์เป็นผู้กำหนดวันลงเผยแพร่บทความโฆษณาได้เองโดยพลการ อาจไม่บรรลุวัตถุประสงค์อันแท้จริงของจำเลยที่ 1 ในการเข้าทำสัญญา การที่สัญญาจ้างโฆษณาไม่ได้กำหนดวันลงเผยแพร่บทความโฆษณาไว้อย่างชัดแจ้ง เป็นการเปิดโอกาสให้คู่สัญญาสามารถตกลงกำหนดวันลงเผยแพร่กันภายหลังทำสัญญาแล้วได้ สำหรับข้อตกลงด้านหลังสัญญาดังกล่าว ข้อ 4.1 ที่ว่า "โจทก์ไม่รับรองวันที่จะมีการลงเผยแพร่งานโฆษณา เว้นแต่วันและเวลาของการลงเผยแพร่งานโฆษณาจะได้มีการบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรไปถึงผู้ว่าจ้าง" ก็เพื่อให้โจทก์ไปติดต่อกับหนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์ โดยสามารถปรับเปลี่ยนกำหนดวันลงเผยแพร่ได้ตามสมควร ในขณะที่ผู้ว่าจ้างยังคงต้องมีสิทธิเลือกกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ด้วย ส่วนข้อตกลงด้านหลังสัญญา ข้อ 3.3 ซึ่งกำหนดว่า "กรณีที่ผู้ว่าจ้างโฆษณาผิดนัดในการส่งงานศิลป์ขั้นสุดท้าย หรือไม่จัดหาสัมภาระที่จำเป็น หรือไม่ทำการอนุมัติภายในเวลาที่กำหนด โจทก์มีสิทธิจะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยปราศจากความรับผิด ดังต่อไปนี้ เอ ไม่เผยแพร่งานโฆษณา บี เผยแพร่งานโฆษณา ..." ก็เป็นข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิเลือกที่จะลงบทความโฆษณาหรือไม่ กรณีที่ผู้ว่าจ้างไม่อนุมัติบทความโฆษณาที่โจทก์จัดทำภายในเวลาที่กำหนด ไม่ใช่กรณีที่ผู้ว่าจ้างอนุมัติบทความโฆษณาภายในกำหนดแล้ว โจทก์จะลงเผยแพร่บทความโฆษณานั้นเมื่อใดก็ได้ สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีลูกค้ารายอื่นที่ต้องการให้ลงเผยแพร่บทความโฆษณาโดยเร็ว หากเลื่อนการเผยแพร่ออกไปอีกโจทก์จะผิดสัญญาต่อลูกค้ารายอื่นนั้น แม้โจทก์จะแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบในการประชุมร่วมกันว่าโจทก์มีลูกค้ารายอื่นอยู่ด้วย แต่ก็ไม่ปรากฏข้อตกลงในสัญญาหรือในการประชุมร่วมกันนั้นว่าลูกค้าทุกรายของโจทก์จะต้องลงเผยแพร่บทความโฆษณาในคราวเดียวกัน และเพราะเหตุใดจำเลยที่ 1 จะต้องยินยอมให้ลงเผยแพร่บทความโฆษณากรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ตามกำหนดเวลาที่ลูกค้ารายอื่นของโจทก์ต้องการ การที่โจทก์ลงเผยแพร่บทความโฆษณาในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ไม่เห็นชอบด้วย จึงไม่อาจถือว่าโจทก์ได้ทำการงานจนสำเร็จให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างชำระค่าจ้างเต็มจำนวนตามสัญญา แต่อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ได้ลงเผยแพร่บทความโฆษณาจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์ ดิอินดีเพนเดนต์แล้วนั้น เชื่อได้ว่าเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 อยู่บ้าง จำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างตามส่วนที่ได้รับประโยชน์นั้น เมื่อคู่ความไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่าการลงตีพิมพ์บทความโฆษณากรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 เช่นนั้นเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวของจำเลยที่ 1 มากน้อยเพียงใด ศาลมีอำนาจกำหนดค่าจ้างให้ตามสมควรเป็นจำนวน 1,000,000 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.8 ต่อเดือน นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้งวดแรก โดยโจทก์อุทธรณ์ว่ามีกำหนดชำระเงินระบุไว้ท้ายสัญญาจ้างโฆษณา คือ งวดแรกชำระจำนวน 30,000 ยูโร ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญา หรือภายในวันที่ 25 เมษายน 2553 งวดที่ 2 ชำระจำนวน 30,000 ยูโร ภายใน 60 วัน นับแต่วันทำสัญญา หรือภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 และงวดที่ 3 ชำระจำนวน 20,820 ยูโร ภายใน 90 วัน นับแต่วันทำสัญญา หรือภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2553 นั้น เห็นว่า ข้อความที่โจทก์อ้างว่าเป็นกำหนดชำระเงิน ซึ่งมีวันเดือนปีระบุไว้ดังกล่าวมีเขียนอยู่ในหมายเหตุในใบเรียกเก็บเงิน อันเป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้นเองแต่ฝ่ายเดียวโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ตกลงด้วย โจทก์จะนำมาบังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องผูกพันชำระเงินตามกำหนดเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ ข้อความที่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการชำระเงินของคู่สัญญาจึงมีอยู่เฉพาะในสัญญาจ้างโฆษณา ซึ่งมีข้อความว่า "เมื่อข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างได้รับการอนุมัติ" กำกับไว้ตอนต้น เมื่อพิจารณาข้อความดังกล่าวประกอบกับพฤติการณ์ที่โจทก์เคยทวงถามการชำระเงินค่าจ้าง โดยถามถึงขั้นตอนการอนุมัติข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้าง และเร่งรัดให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการโดยเร็วเพื่อจะได้ชำระค่าจ้างตามอีเมล จึงแสดงว่าโจทก์ทราบและยอมรับว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินค่าจ้างเมื่อข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างได้รับการอนุมัติแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายสมศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2554 พยานจำเลยทั้งสอง ว่าในที่สุดแล้วผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่ได้อนุมัติและจัดสรรงบประมาณโครงการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในหนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์ เป็นผลให้ข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างไม่ได้รับการอนุมัติด้วย จำเลยที่ 1 จึงยังไม่ผิดนัดชำระค่าจ้างแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินเพิ่มจากการผิดนัด แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างก็มีหน้าที่ต้องดำเนินการเพื่อให้ข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างได้รับการอนุมัติภายในเวลาอันสมควร เมื่อเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 และนายพูนอังกูลแจ้งขอให้โจทก์ลงเผยแพร่บทความโฆษณาในเดือนสิงหาคม 2553 เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการเรียกเก็บเงิน ตามอีเมล อันเป็นการแสดงว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องคาดคะเนว่าข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างควรได้รับการอนุมัติแล้วในช่วงเวลาดังกล่าว จึงพออนุมานได้ว่าจำเลยที่ 1 สมควรชำระค่าจ้างให้โจทก์ได้ภายในเดือนสิงหาคม 2553 ถือว่าหนี้ค่าจ้างดังกล่าว ถึงกำหนดชำระภายในเดือนสิงหาคม 2553 นั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อกำหนดเวลาชำระหนี้ค่าจ้างนี้เป็นการอนุมานตามพฤติการณ์ ไม่ใช่กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน ย่อมต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ให้คำเตือนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เพิ่งมีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าจ้างภายใน 20 วัน นับแต่วันที่รับหนังสือ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2554 ตามสำเนาหนังสือทวงถามและใบตอบรับภายในประเทศ ซึ่งเมื่อครบกำหนดตามหนังสือทวงถามดังกล่าวคือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากการผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 แม้ว่าการที่จำเลยทั้งสองทำสัญญาจ้างโฆษณากับโจทก์ก่อนที่สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว จะขออนุมัติโครงการและจัดสรรเงินงบประมาณ จะเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยระเบียบราชการของจำเลยที่ 1 ก็เป็นเรื่องภายในของจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะ จำเลยที่ 1 จะอ้างระเบียบปฏิบัติของส่วนราชการมาเพื่อให้พ้นจากความรับผิดต่อบุคคลภายนอกหาได้ไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 กระทำการในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการต้องผูกพันต่อบุคคลภายนอกในการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำไปภายในวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 820
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเวิร์ล รีพอร์ท อินเทอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7302/2559
#605729
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายกลายเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทินและจำเลยบอกกล่าวให้เวลาแก่โจทก์ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาใหม่โดยชอบ แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาละเลยไม่ชำระหนี้ จำเลยย่อมมีสิทธิริบมัดจำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 (2) และมีสิทธินำที่ดินไปเสนอขายบุคคลอื่นได้ ไม่ถือเป็นการตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์โดยปริยายแต่อย่างใด พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 7 บัญญัติว่า ในสัญญาที่มีการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำหากมีกรณีที่จะต้องริบมัดจำ ถ้ามัดจำนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงก็ได้ ซึ่งโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยในราคา 1,400,000 บาท วางมัดจำไว้ 500,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 35.71 ของราคาที่ดิน เมื่อเทียบมัดจำกับราคาที่ซื้อขายกันแล้ว เห็นได้ว่าเป็นมัดจำที่สูงเกินส่วน เห็นควรลดมัดจำที่จะให้ริบลง โจทก์และจำเลยต่างมิได้นำสืบว่าความเสียหายแท้จริงที่จำเลยได้รับมีเพียงใด แต่เห็นว่าหากจำเลยขายและได้รับเงินค่าที่ดินจากโจทก์ย่อมนำเงินไปหาประโยชน์อย่างอื่นได้ เมื่อโจทก์ผิดสัญญาแล้ว จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับผู้ซื้อรายใหม่ในราคา ที่ลดลง เห็นควรลดมัดจำที่จะให้ริบลงเหลือ 200,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่จำเลยน่าจะเสียหายจริงและจำเลยต้องคืนเงินมัดจำอีก 300,000 บาท แก่โจทก์ ปัญหาดังกล่าวเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้อำนาจศาลในการพิจารณาคดีและเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ สำหรับเงินมัดจำที่จำเลยต้องคืนแก่โจทก์นั้น มิใช่กรณีที่จำเลยผิดนัดอันจะต้องชำระดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ทั้งเป็นเหตุสืบเนื่องมาจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องชำระดอกเบี้ยในเงิน 300,000 บาท ที่ต้องคืนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 600,369 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2557) ต้องไม่เกิน 367 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 157286 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ให้แก่โจทก์ในราคา 1,400,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำในวันทำสัญญา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันที่ 9 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงินมัดจำตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันแล้ว โจทก์ต่อรองขอลดราคาที่ดินลง แต่จำเลยไม่ตกลง โจทก์จึงขอเลิกสัญญาไม่ซื้อที่ดินอีกต่อไป ยอมให้จำเลยริบเงินมัดจำได้ จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ พาจำเลยไปเจรจากับโจทก์เรื่องการโอนที่ดิน โจทก์ยังคงแจ้งว่าหากจำเลยไม่ลดราคาให้ โจทก์ก็ไม่มีเงินชำระ เห็นว่า การที่สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันในวันที่ 9 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นวันหยุดราชการจนไม่อาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันได้ในวันนั้น มิได้อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 ที่บัญญัติให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 การที่โจทก์ไปที่สำนักงานที่ดินและทำบันทึกว่า จำเลยไม่ไปโอนที่ดินแก่โจทก์จึงไม่มีผลว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดนัดหรือผิดสัญญาแต่ประการใด ทั้งไม่ปรากฏด้วยว่า โจทก์ได้เตรียมเงินไปชำระราคาที่ดินส่วนที่ยังเหลืออยู่แก่จำเลยแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างเหตุบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า ก่อนถึงกำหนดนัดในวันที่ 9 พฤษภาคม 2557 โจทก์มาหาจำเลยเพื่อเจรจาขอลดราคาที่ดินลงแต่จำเลยไม่ตกลง เนื่องจากจำเลยจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อต่อเติมโรงกลึงของจำเลย โจทก์จึงบอกแก่จำเลยว่าเมื่อจำเลยไม่ลดราคาให้ โจทก์ก็ยอมสูญเงินมัดจำที่วางไว้ ต่อมาหลังจากครบกำหนดที่นัดไว้ พันโททวีศักดิ์โทรศัพท์มาขอเลื่อนเวลาไปอีก 1 สัปดาห์ เพื่อให้โจทก์หาเงินมาชำระส่วนที่เหลือโดยจำเลยยินยอมแต่โจทก์เงียบหายไป โดยจำเลยมีพันโททวีศักดิ์ ซึ่งลงชื่อเป็นพยานในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและรับราชการอยู่ที่ค่ายเสนาณรงค์เช่นเดียวกับโจทก์ ทั้งโจทก์เบิกความรับว่าเป็นผู้ติดต่อโจทก์ไปดูที่ดินตามฟ้องจนโจทก์ตกลงซื้อที่ดินแปลงนี้เบิกความเป็นพยานสนับสนุนจำเลยว่า ก่อนถึงกำหนดนัดโอนที่ดินคดีนี้ 1 สัปดาห์เศษ โจทก์โทรศัพท์มาหาขอให้พยานช่วยต่อรองราคาที่ดินกับจำเลยอีกครั้งให้ลดลงเหลือ 900,000 บาท ผลการต่อรองจำเลยไม่ยอมลดราคาให้ เมื่อแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์บอกว่าหากจำเลยไม่ลดราคาให้ โจทก์ก็จะไม่ซื้อที่ดินดังกล่าว จะยอมเสียเงินมัดจำตามสัญญา ภายหลังจากครบกำหนดนัดแล้ว พยานพูดคุยกับจำเลยเพื่อขอให้จำเลยให้เวลากับโจทก์อีก 1 สัปดาห์ หลังจากวันครบกำหนดโอน ซึ่งจำเลยยินยอมหากโจทก์นำเงินมาชำระภายหลังวันครบกำหนด จำเลยพร้อมจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แล้วพยานโทรศัพท์ติดต่อแจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยขยายเวลาให้หากโจทก์นำเงินมาชำระ แต่โจทก์บอกพยานว่า ไม่ประสงค์จะซื้อที่ดินแล้ว เนื่องจากราคาแพงไป พยานจึงแจ้งให้จำเลยทราบว่าโจทก์ไม่ซื้อที่ดินตามสัญญาแล้ว จำเลยมีสิทธิขายที่ดินให้บุคคลอื่นต่อไปได้ นอกจากนี้จำเลยยังมีสิบเอกบรรพตเป็นพยานเบิกความด้วยว่า ก่อนถึงกำหนดโอนที่ดินตามฟ้อง พยานกับจำเลยไปพบโจทก์เพื่อแจ้งให้โจทก์มารับโอนที่ดิน แต่โจทก์แจ้งว่าไม่ต้องการซื้อที่ดินแล้ว เพราะราคาแพงกว่าราคาประเมินหลังจากครบกำหนดแล้ว พยานพบกับโจทก์อีกสองครั้ง โจทก์ยืนยันว่าไม่เอาที่ดินตามสัญญาแล้วเพราะไม่มีเงิน เห็นว่า จำเลย พันโททวีศักดิ์และสิบเอกบรรพตเบิกความสอดคล้องต้องกัน แม้พันโททวีศักดิ์และสิบเอกบรรพตจะเป็นนายหน้ามีสิทธิได้เงินบำเหน็จนายหน้าในการซื้อขายที่ดินรายนี้ แต่ได้ความจากพันโททวีศักดิ์ว่ายังไม่ได้รับเงินค่านายหน้าแต่อย่างใด เนื่องจากสัญญายังไม่ได้จดทะเบียนซื้อขายกันและโจทก์กับพันโททวีศักดิ์ต่างรับราชการอยู่ในค่ายทหารเดียวกัน ไม่ปรากฏว่าพันโททวีศักดิ์และสิบเอกบรรพตมีเรื่องโกรธเคืองใด ๆ กับโจทก์มาก่อน คำเบิกความของจำเลยกับพันโททวีศักดิ์และสิบเอกบรรพตจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง พยานจำเลยที่นำสืบมามีน้ำหนักดีกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนถึงกำหนดวันโอนที่ดิน โจทก์ติดต่อจำเลยขอให้ลดราคาที่ดินลงจากเดิมที่เคยตกลงกันในสัญญา แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์แสดงเจตนาว่าไม่ต้องการจะซื้อที่ดินอีก จนวันที่ 9 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นวันนัดโอนที่ดิน แต่เป็นวันหยุดราชการ ไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินกันได้ในวันนั้น โดยไม่ถือเป็นความผิดของฝ่ายใด หลังจากวันที่ 9 พฤษภาคม 2557 แล้ว จำเลยตกลงให้พันโททวีศักดิ์แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยขยายเวลาให้โจทก์อีก 1 สัปดาห์ เพื่อให้โจทก์หาเงินมาชำระแล้วจำเลยจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้ แต่โจทก์แจ้งว่าไม่ประสงค์จะซื้อที่ดินอีก ดังนี้ เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายกลายเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทิน และจำเลยบอกกล่าวให้เวลาแก่โจทก์ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาใหม่โดยชอบ แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาละเลยไม่ชำระหนี้ จำเลยย่อมมีสิทธิริบมัดจำนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (2) และมีสิทธินำที่ดินไปเสนอขายบุคคลอื่นได้ ไม่ถือเป็นการตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์โดยปริยายแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 7 บัญญัติว่า ในสัญญาที่มีการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ หากมีกรณีที่จะต้องริบมัดจำ ถ้ามัดจำนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงก็ได้ ได้พิจารณาแล้วโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยในราคา 1,400,000 บาท วางมัดจำไว้ 500,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 35.71 ของราคาที่ดินเมื่อเทียบมัดจำกับราคาที่ซื้อขายกันแล้ว เห็นได้ว่าเป็นมัดจำที่สูงเกินส่วน เห็นควรลดมัดจำที่จะให้ริบลง โจทก์และจำเลยต่างมิได้นำสืบว่าความเสียหายแท้จริงที่จำเลยได้รับมีเพียงใด แต่เห็นว่าหากจำเลยขายและได้รับเงินค่าที่ดินจากโจทก์ย่อมนำเงินไปหาประโยชน์อย่างอื่นได้ และเมื่อโจทก์ผิดสัญญาแล้ว จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับผู้ซื้อรายใหม่ในราคาที่ลดลง จึงเห็นควรลดมัดจำที่จะให้ริบลงเหลือ 200,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่จำเลยน่าจะเสียหายจริง และจำเลยต้องคืนเงินมัดจำอีก 300,000 บาท แก่โจทก์ ปัญหาดังกล่าวเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้อำนาจศาลในการพิจารณาคดีและเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ สำหรับเงินมัดจำที่จำเลยต้องคืนแก่โจทก์นั้น มิใช่กรณีที่จำเลยผิดนัดอันจะต้องชำระดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ทั้งเป็นเหตุสืบเนื่องมาจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องชำระดอกเบี้ยในเงิน 300,000 บาท ที่ต้องคืนแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 300,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 378 (2)
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันโทอนุรักษ์ เอี่ยวเล็ก
จำเลย — นายก้องเกียรติ เอียดทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายชาตรี ใหม่วิจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสายัณห์ ศรีดวม
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7301/2559
#604334
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยด่าโจทก์ว่า เป็นคนจัญไร ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายไว้ว่า "เลวทราม เป็นเสนียด ไม่เป็นมงคล" อันเป็นถ้อยคำรุนแรงไร้ความเคารพนับถือเป็นการลบหลู่เหยียดหยาม อกตัญญูต่อบิดาผู้มีพระคุณ ถือได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ซึ่งเป็นบิดาและเป็นผู้ให้อย่างร้ายแรง จึงเป็นเหตุให้โจทก์เรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาให้ที่ดินฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2557 ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 23247 ตำบลหนองกรด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 36 ไร่ 2 งาน 16 2/10 ตารางวา คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินและให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 23247 ตำบลหนองกรด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดเป็นค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2557 โจทก์ยกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 23247 ตำบลหนองกรด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 36 ไร่เศษ ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา โดยมีบ้านของโจทก์ตั้งอยู่ มีโจทก์กับนางเสนาะ ภริยาโจทก์ จำเลยกับนายประจวบ สามีจำเลย พักอาศัยอยู่ร่วมกัน ที่ดินดังกล่าวจำนวนเนื้อที่ 12 ไร่ แบ่งให้บุคคลอื่นเช่าทำนาโดยโจทก์เป็นผู้เก็บผลประโยชน์ โจทก์ยังมีที่ดินอีก 1 แปลง เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 28990 ตำบลหนองกรด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 7 ไร่ 19 ตารางวา คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) ได้หรือไม่ ข้อนี้ได้ความจากโจทก์นำสืบว่า หลังจากโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเสน่หาแล้ว 2 เดือน จำเลยด่าโจทก์ว่า แก่แล้วเลอะเทอะ กินข้าวมูมมาม แก่จัญไร โจทก์ทนพฤติกรรมของจำเลยไม่ไหวจึงออกจากบ้านไปพักอาศัยกับนางนันทา ซึ่งเป็นบุตร ส่วนจำเลยนำสืบว่า โจทก์ชักชวนให้จำเลยมาอยู่อาศัยด้วย จำเลยเลี้ยงดูโจทก์และไม่เคยด่าว่าโจทก์ ต่อมาโจทก์ออกไปและล็อกประตูบ้านทำให้จำเลยและสามีเข้าอยู่อาศัยไม่ได้จึงไปปลูกกระต๊อบอาศัยในที่ดินพิพาท เห็นว่า นอกจากโจทก์แล้วยังมีนางเสนาะ ภริยาโจทก์และนางนันทา บุตรโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า จำเลยด่าโจทก์ว่า แก่แล้วเลอะเทอะ กินข้าวมูมมาม ซึ่งนอกจากจะเป็นข้อความที่ไม่สุภาพและไม่สมควรที่บุตรจะว่ากล่าวต่อบิดาของตนแล้ว จำเลยยังใช้ถ้อยคำว่า โจทก์เป็นคนจัญไร อีกด้วย ถ้อยคำดังกล่าว ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายไว้ว่า "เลวทราม เป็นเสนียด ไม่เป็นมงคล" อันเป็นถ้อยคำที่รุนแรงไร้ความเคารพนับถือ เป็นการลบหลู่เหยียดหยาม อกตัญญูต่อบิดา ผู้มีพระคุณ ถือได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ที่จำเลยอ้างว่าเคยบ่นโจทก์ที่เอาชามข้าวไปให้แมวกินร่วมกันเท่านั้น ไม่เคยด่าว่าโจทก์เป็นคนจัญไรนั้น ถ้าเป็นเพียงคำบ่นตามที่จำเลยอ้างน่าจะไม่เป็นเหตุถึงขนาดทำให้โจทก์ต้องมาขอถอนคืนการให้ ดังจะเห็นได้ว่า หลังจากนั้นโจทก์ล็อกประตูบ้านแล้วไปขออาศัยอยู่กับนางนันทาที่กรุงเทพมหานคร ยิ่งกว่านั้นก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ประมาณ 1 เดือน โจทก์ไปร้องขอปรึกษาข้อกฎหมายที่สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิประชาชนนครสวรรค์ (ส.ค.ช.) สำนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ ว่า หลังจากโอนที่ดินแล้วจำเลยมีพฤติการณ์พูดจาเสียดสีจึงต้องการขอคืนการให้ที่ดิน แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทนไม่ได้ต่อพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวแล้ว จึงมาปรึกษาพนักงานอัยการเพื่อขอคืนการให้ ที่จำเลยอ้างมาในฎีกาว่า เหตุที่โจทก์ไปร้องมีเรื่องเดียวคือเรื่องที่จำเลยบ่นว่าโจทก์นำชามข้าวคนมาให้แมวกินร่วมกันนั้น เมื่อพิจารณาตามเอกสารคำขอปรึกษาข้อกฎหมายท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ ปรากฏว่าในช่องข้อเท็จจริงที่ปรึกษา มีลักษณะการสรุปข้อเท็จจริง มิได้มีรายละเอียดของถ้อยคำที่อ้างว่าพูดจาเสียดสีนั้นมีอะไรบ้าง เช่นนี้จะฟังเป็นยุติว่ามีเรื่องเดียวตามที่จำเลยอ้างหาได้ไม่ ข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยมาฟังได้ว่า จำเลยด่าโจทก์ว่าเป็นคนจัญไร อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ซึ่งเป็นบิดาและเป็นผู้ให้อย่างร้ายแรง จึงเป็นเหตุให้โจทก์เรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรัง กลัดปรี
จำเลย — นางสุนีย์ กลัดปลี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายพรชัย แสงชัยสุคนธ์กิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7292/2559
#606700
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่จะเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ ในส่วนของสิทธิบัตรการประดิษฐ์จะต้องพิจารณาจากรายละเอียดขอบเขตการประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิและรูปเขียนทั้งหมดที่ทำให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ตามความมุ่งหมายของการประดิษฐ์นั้น เมื่อผลิตภัณฑ์ของฝ่ายจำเลย มิใช่ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นโดยใช้ข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์อุปกรณ์และวิธีการปล่อยสารกระตุ้นต้นไม้ให้ผลิตน้ำยาง เลขที่ 22925 ของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงไม่เป็นความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 85 ประกอบมาตรา 36 (1)

เมื่อพิจารณารูปร่างของผลิตภัณฑ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ กับผลิตภัณฑ์ของฝ่ายจำเลยแล้ว เห็นได้ว่าแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์แตกต่างจากแบบผลิตภัณฑ์ของฝ่ายจำเลยอย่างชัดเจน จึงฟังไม่ได้ว่าผลิตภัณฑ์ของฝ่ายจำเลยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นโดยใช้แบบผลิตภัณฑ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงไม่เป็นความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 85 ประกอบมาตรา 63 ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าแม้แบบผลิตภัณฑ์ของฝ่ายจำเลยจะแตกต่างจากแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญและยังมีคุณสมบัติในการใช้สอยทำให้เกิดผลในทำนองเดียวกันนั้น เป็นหลักการตีความโดยทฤษฎีความเท่าเทียมกัน (Doctrine of Equivalents) ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 36 ซึ่งเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ซึ่งมาตรา 65 มิได้บัญญัติให้นำมาตรา 36 ทวิ วรรคสอง มาใช้กับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยอนุโลม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 85, 86 และ 88 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91

ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้องจำเลยทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่ไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 22925 ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์อุปกรณ์และวิธีการในการปล่อยสารกระตุ้นต้นไม้ให้ผลิตน้ำยาง ตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เอกสารหมาย จ.3 สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 27446 ชื่อที่แสดงถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ปล่อยสารกระตุ้นต้นไม้ให้ผลิตน้ำยาง ตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เอกสารหมาย จ.4 และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ เลขที่ 27455 ชื่อที่แสดงถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ปล่อยสารกระตุ้นต้นไม้ให้ผลิตน้ำยาง ตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เอกสารหมาย จ.5 ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของโจทก์ปรากฏตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ถึง ว.จ.4 และ ว.จ.11 ส่วนผลิตภัณฑ์หมาย ว.จ.5 เป็นผลิตภัณฑ์ที่จำเลยที่ 1 นำเข้ามาในราชอาณาจักรจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งตามวันและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ให้ผู้มีชื่อไปซื้อผลิตภัณฑ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 มาจากร้านค้าของจำเลยที่ 3 ที่ขายโดยจำเลยที่ 4 ส่วนกระป๋องตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.6 บรรจุฮอร์โมนเอทธิลีนที่เป็นสารกระตุ้นใช้กับผลิตภัณฑ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 ที่จำเลยที่ 1 นำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่ผู้เดียวในจังหวัดพัทลุง จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 85 ประกอบมาตรา 36 และ 63 ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุ 2 ประการ คือ ฟังไม่ได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่จำเลยที่ 1 นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายในร้านของจำเลยที่ 3 เป็นผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์ และฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ผลิตภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 มีสาระสำคัญประกอบด้วยหัวโลหะทรงกลม มีท่อโลหะเล็ก ๆ สองท่อต่ออยู่ใต้หัวโลหะ และมีสายยางสองสายต่อจากท่อโลหะเล็ก ๆ เชื่อมกับถุงยืดหยุ่น อีกท่อหนึ่งต่อลอยไว้สำหรับรับสารเอทธิลีนจากกระป๋อง ส่วนใต้ถุงยืดหยุ่นมีสายยางต่อลอยไว้เพื่อรับสารเอทธิลีนเข้าไปเก็บไว้ในถุงผลิตภัณฑ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 จึงเหมือนคล้ายผลิตภัณฑ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.4 ของโจทก์ โดยมีข้อแตกต่างปลีกย่อย เช่น ท่อโลหะเล็ก ๆ สองท่อที่อยู่ใต้หัวโลหะตามผลิตภัณฑ์วัตถุพยานหมาย ว.จ.5 เรียงกันออกไปทางด้านเปิดของหัวโลหะ และสายยางที่ต่อกับท่อโลหะเล็ก ๆ มีขนาดแตกต่างกัน ทั้งผลิตภัณฑ์วัตถุพยานหมาย ว.จ.5 ยังใช้กับกระป๋องตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.6 คล้ายกับผลิตภัณฑ์ของโจทก์ด้วย นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ตรวจพิจารณาข้อถือสิทธิและรูปเขียนตามสิทธิบัตรเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 ผลิตภัณฑ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ถึง ว.จ.4 ของโจทก์เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 และกระป๋องตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.6 ของจำเลยประกอบคำเบิกความของนางสิริกร นักวิชาการตรวจสอบสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรการประดิษฐ์เอกสารหมาย จ.3 และนายสรายุทธ นักวิชาการตรวจสอบสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์หมาย จ.4 และ จ.5 แล้ว เห็นว่า ในการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสี่จะเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ ในส่วนของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จะต้องพิจารณาจากรายละเอียดขอบเขตการประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิและรูปเขียนทั้งหมดที่ทำให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ตามความมุ่งหมายแห่งการประดิษฐ์นั้น ซึ่งก็คือผลิตภัณฑ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ถึง ว.จ.4 ประกอบเข้าด้วยกันนั่นเองแล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 และกระป๋องตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.6 ของฝ่ายจำเลยแล้วจะเห็นได้ว่า ผลิตภัณฑ์ของโจทก์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ถึง ว.จ.4 ประกอบกับข้อถือสิทธิที่เกี่ยวข้องตามที่โจทก์เบิกความถึงในข้อ 1 ย่อหน้าที่ 2 ว่า "รวมถึงกระป๋องอัดก๊าซสำหรับฉีด ซึ่งได้รับความดันและขั้นตอนการดึงเอาอากาศออกจากส่วนที่ปิดที่ถูกติดเพื่อทำให้เกิดสุญญากาศบางส่วนเป็นอย่างน้อยก่อนที่จะมีการป้อนสารกระตุ้นที่เป็นก๊าซ" มีหลักการคือ ต้องมีการดึงอากาศออกมาก่อนที่จะมีการป้อนสารกระตุ้นกลับเข้าไป ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ของจำเลยทั้งสี่ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 และ ว.จ.6 มีหลักการคือ อัดสารกระตุ้นได้ทางเดียวแต่สารกระตุ้นจะไม่ไหลกลับ ผลิตภัณฑ์ของจำเลยทั้งสี่จึงมีหลักการทำงานที่แตกต่างไปจากหลักการทำงานของผลิตภัณฑ์ของโจทก์ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของจำเลยยังมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดกับผลิตภัณฑ์ของโจทก์ ทั้งในส่วนของหัวอบพ่นสารกระตุ้น สายยาง และลักษณะการติดตั้ง และรูปร่างลักษณะของถุงยืดหยุ่น และโดยเฉพาะในส่วนของอุปกรณ์ประกอบกระป๋องที่มีทั้งที่ยึดกระป๋อง วาล์ว และเข็ม ที่ผลิตภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนประกอบในส่วนนี้ นอกจากกระป๋องตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.6 ก็เป็นเพียงกระป๋องธรรมดา ไม่มีส่วนประกอบเช่นของโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามบันทึกวิเคราะห์ความแตกต่างอุปกรณ์ฮีเวีย 3 กับผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรเอกสารหมาย ล.5 ซึ่งจะเห็นได้ว่าอุปกรณ์ฮีเวีย 3 สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ และมีการทำงานที่มีประสิทธิภาพดีกว่าผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 ของฝ่ายจำเลย จึงมิใช่ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นโดยใช้ข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์อุปกรณ์และวิธีการปล่อยสารกระตุ้นต้นไม้ให้ผลิตน้ำยาง เลขที่ 22925 ของโจทก์ อันจะเป็นความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 85 ประกอบมาตรา 36 (1)

สำหรับในส่วนของสิทธิบัตรออกแบบผลิตภัณฑ์ตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 นั้น เมื่อพิจารณารูปร่างของผลิตภัณฑ์ในข้อถือสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 27446 และเลขที่ 27455 ของโจทก์กับผลิตภัณฑ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 ของฝ่ายจำเลยแล้วจะเห็นได้ว่า แบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของโจทก์แตกต่างจากแบบผลิตภัณฑ์ของจำเลยตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 อย่างชัดเจนทั้งในส่วนของหัวโลหะของโจทก์ที่ไม่มีสิ่งห่อหุ้ม แต่ของจำเลยมีพลาสติกสีดำหุ้ม ทั้งรูปทรงหัวโลหะของโจทก์ก็เป็นทรงสี่เหลี่ยม แต่ของจำเลยเป็นทรงกลม ถุงยืดหยุ่นก็มีรูปร่างลักษณะแตกต่างกัน สายยางที่ใช้ก็มีขนาดและทิศทางการเชื่อมต่อแตกต่างกัน จึงฟังไม่ได้ว่าผลิตภัณฑ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 ของฝ่ายจำเลยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นโดยใช้แบบผลิตภัณฑ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 27446 และเลขที่ 27455 ของโจทก์อันจะเป็นความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 85 ประกอบมาตรา 63 ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า แบบผลิตภัณฑ์ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.5 จะแตกต่างจากแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์เลขที่ 27446 และเลขที่ 27455 เอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 แต่ส่วนแตกต่างดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญและยังมีคุณสมบัติในการใช้สอยทำให้เกิดผลในทำนองเดียวกันนั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นหลักการตีความโดยทฤษฎีความเท่าเทียมกัน (Doctrine of Equivalents) ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36 ทวิ วรรคสองประกอบมาตรา 36 ซึ่งเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นประเด็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งมาตรา 65 มิได้บัญญัติให้นำมาตรา 36 ทวิ วรรคสอง มาใช้กับสิทธิบัตรการออกแบบโดยอนุโลม ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่ใช้ข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 22925 ของโจทก์ในการผลิตผลิตภัณฑ์ของจำเลยทั้งสี่และฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่ใช้ข้อถือสิทธิในแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 27446 และเลขที่ 27455 เอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 85 ประกอบมาตรา 36 และ 63 ดังที่โจทก์ฟ้องได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนากระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 36 (1) ม. 36 ทวิ วรรคสอง ม. 63 ม. 85
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศุกรีย์ กีรติธารากุล
จำเลย — บริษัท ฮีเวีย เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นวลน้อย ผลทวี
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7223/2559
#605159
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ที่จะนำมาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้จะต้องเป็นหนี้เงินที่มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม ทั้งเจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ประกอบมาตรา 94 สำหรับมูลหนี้ในคดีนี้คือมูลหนี้ตามสัญญาประกันที่ลูกหนี้ที่ 2 ได้ทำสัญญาประกันต่อศาลในการขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยในคดีอาญาของศาลแขวงธนบุรี ในวงเงินประกัน 330,000 บาท โดยมีที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นหลักประกัน ต่อมาปรากฏว่าเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 ลูกหนี้ที่ 2 ไม่ส่งตัวจำเลยมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกาตามกำหนดนัดซึ่งถือว่าลูกหนี้ที่ 2 ผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลแขวงธนบุรีมีคำสั่งปรับเงินลูกหนี้ที่ 2 เต็มตามสัญญาประกัน มูลแห่งหนี้เงินจึงเกิดขึ้นในวันดังกล่าวภายหลังจากวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาดแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 และมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แพ้คดีในคดีที่เข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ที่เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้นับจากวันคดีถึงที่สุดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 ประกอบมาตรา 93 ดังนี้ เมื่อเจ้าหนี้นำมูลหนี้ค่าปรับนายประกันในคดีอาญาของศาลแขวงธนบุรีมายื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ทั้งหนี้เงินดังกล่าวเกิดขึ้นหลังวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด ย่อมต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 ประกอบมาตรา 94

แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีการแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคสอง โดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2558 ก็ตาม ก็เป็นบทบัญญัติในส่วนการบังคับหลักประกันที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องว่ากล่าวกันต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสามเด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2550 ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสามล้มละลาย และเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2553 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของลูกหนี้ทั้งสามและยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าปรับนายประกันในคดีอาญาของศาลแขวงธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 3212/2546 เป็นเงินรวม 330,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจคำขอรับชำระหนี้แล้วมีความเห็นว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 จึงมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ (ที่ถูก ไม่รับคำขอรับชำระหนี้)

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอให้กลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และให้รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า มูลหนี้ที่จะนำมาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้จะต้องเป็นหนี้เงินที่มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม ทั้งเจ้าหนี้ดังกล่าวต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 มาตรา 91 ประกอบมาตรา 94 สำหรับมูลหนี้ในคดีนี้ตามสัญญาประกันต่อศาลในการปล่อยตัวชั่วคราวนายพงษ์ชัย จำเลย ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3212/2546 ของศาลแขวงธนบุรี ในวงเงินประกัน 330,000 บาท โดยมีที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 370 และที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2881 เป็นหลักประกันนั้น ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 ลูกหนี้ที่ 2 ไม่ส่งตัวนายพงษ์ชัยมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกาตามนัด ซึ่งถือว่าลูกหนี้ที่ 2 ผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลแขวงธนบุรีมีคำสั่งปรับเงินลูกหนี้ที่ 2 เต็มตามสัญญาประกัน มูลแห่งหนี้เงินจึงเกิดขึ้นในวันดังกล่าวภายหลังจากวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาดแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 และมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แพ้คดีในคดีที่เข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ที่เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้นับจากวันคดีถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 ประกอบมาตรา 93 ดังเหตุผลตามคำวินิจฉัยของศาลล้มละลายกลาง ดังนี้ เมื่อเจ้าหนี้นำมูลหนี้ค่าปรับนายประกันในคดีอาญาของศาลแขวงธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 3212/2546 มายื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ทั้งหนี้เงินดังกล่าวเกิดขึ้นหลังวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด ย่อมต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 ประกอบมาตรา 94

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2558 ซึ่งบัญญัติว่า "เงินสดหรือหลักทรัพย์อื่นที่นำมาวางต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันตามมาตรา 114 ไม่อยู่ในข่ายที่จะถูกยึดหรืออายัดเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อื่นจนกว่าความรับผิดตามสัญญาประกันจะระงับสิ้นไป เว้นแต่ศาลเห็นว่าหนี้ของเจ้าหนี้นั้นมิได้เกิดจากการฉ้อฉลและมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว" นั้น ก็เป็นบทบัญญัติในส่วนการบังคับหลักประกันที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 370 และที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2881 ซึ่งเจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องว่ากล่าวกันต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 ดังกล่าว ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาต่อไป จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของเจ้าหนี้ ให้บังคับไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 25 ม. 91 ม. 93 ม. 94
ป.วิ.อ. ม. 119 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด
เจ้าหนี้ — ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลแขวงธนบุรี
จำเลย — บริษัทแก่งกระจาน วัลเล่ย์รีสอร์ท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวชลทิชา แข็งสาริกิจ
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7120/2559
#604343
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นวิศวกรมีหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ได้จ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. ดำเนินการก่อสร้าง การที่โจทก์รับเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. เนื่องจากห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวจ่ายเงินให้โจทก์เป็นค่าตอบแทนในการจ้างโจทก์ออกแบบงานระบบประปา ไฟฟ้า สุขาภิบาล ทำช็อปดรออิ้งขยายรายละเอียดในการก่อสร้าง และควบคุมงานก่อสร้างบ้านของเรืออากาศ อ. ซึ่งเป็นการรับเงินตามปกติของการว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. และแม้โจทก์มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างอาคารของจำเลยที่จ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. ดำเนินการก่อสร้าง แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์เบียดบังเวลาการทำงานของจำเลยไปใช้ทำงานก่อสร้างบ้านของเรืออากาศ อ. ตามที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. จ้างให้โจทก์ทำงาน ดังนั้น การที่โจทก์ได้รับเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. ด้วยเหตุข้างต้นจึงไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือไม่ได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่

ตามประกาศเรื่องการจ่ายเงินรางวัลพิเศษเพิ่มเติมระบุว่าจำเลยจะจ่ายเงินรางวัลพิเศษประจำปี 2548 ให้แก่ลูกจ้างจำเลย จึงแปลว่า จำเลยมีเจตนาจ่ายเงินรางวัลพิเศษและเงินรางวัลพิเศษเพิ่มเติมแก่ผู้มีสถานะเป็นลูกจ้างของจำเลยเท่านั้น

การที่โจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยไปก่อนจำเลยจ่ายเงินรางวัลพิเศษประจำปี 2548 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัลพิเศษประจำปี 2548

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทยซึ่งจดทะเบียนแล้ว เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 คณะกรรมการกองทุนหรือผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่จ่ายเงินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้าง หากโจทก์มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนตามมาตรา 23 จำเลยไม่มีอำนาจจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อให้จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม อัตราค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิม พร้อมทั้งนับอายุงานต่อเนื่องเสมือนไม่มีการเลิกจ้าง และจ่ายค่าขาดรายได้เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 71,754 บาท นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 31 สิงหาคม 2547) จนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงาน ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่โจทก์จะได้รับหากทำงานกับจำเลยถึงอายุ 60 ปี เป็นเงิน 13,776,768 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 71,754 บาท ค่าชดเชย 717,540 บาท เงินรางวัลพิเศษ 645,786 บาท เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(เงินสมทบพร้อมผลประโยชน์ของเงินสมทบ) 801,433.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงิน เดือนละ 7,175.40 บาท (ในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ ของเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันเลิกจ้างจนกว่าโจทก์มีอายุครบ 60 ปี

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม โดยมีอัตราค่าจ้าง สวัสดิการเท่าเดิม พร้อมทั้งให้นับอายุงานต่อเนื่องเสมือนไม่มีการเลิกจ้างโจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาและตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2534 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการทั่วไป (ที่ถูก เป็นผู้จัดการงานบริหารทั่วไป) ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 68,145 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์โดยนายกฤษณะ หุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างอาคารอำนวยการให้แก่จำเลย โจทก์รับเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวเป็นเงินสดและเช็ครวม 800,000 บาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์โดยนายกฤษณะทำหนังสือร้องเรียนต่อจำเลยว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์เกิดความเกรงกลัวจึงมอบเงินให้แก่โจทก์ จำเลยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงมีความเห็นว่าโจทก์ใช้อำนาจหน้าที่ให้ได้มาซึ่งเงิน 800,000 บาท เพื่อประโยชน์ส่วนตน จำเลยแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาความผิดทางวินัย คณะกรรมการพิจารณาความผิดทางวินัยมีความเห็นว่าโจทก์กระทำความผิดต่อข้อบังคับเกี่ยวกับพนักงาน พ.ศ.2546 ข้อ 11.2.1 ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่บริษัทฯ (จำเลย) อันเป็นการกระทำความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งมีโทษให้ปลดออกทันที จำเลยจึงมีคำสั่งลงโทษปลดโจทก์ออกโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2547 แล้ววินิจฉัยว่า ตามที่เรืออากาศเอกเผด็จ พยานโจทก์ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์และเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลยเบิกความว่า นายกฤษณะเคยบอกพยานว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์ จ้างโจทก์ออกแบบด้านสุขาภิบาล ไฟฟ้า ประปา และการวางหมุดในการก่อสร้างบ้านของพยาน และพยานเคยเห็นโจทก์ควบคุมงานก่อสร้างให้ที่บ้าน เรืออากาศเอกเผด็จเป็นพยานคนกลาง ไม่มีส่วนได้เสียในคดี ไม่มีสาเหตุกับฝ่ายโจทก์ จำเลยและนายกฤษณะ เชื่อว่าเรืออากาศเอกเผด็จเบิกความตามจริง โดยนางมาลาวัลย์ ผู้จัดการบริษัทคิวบิคดีไซน์ จำกัด พยานจำเลยเบิกความสนับสนุนว่าบริษัทคิวบิคดีไซน์ จำกัด ออกแบบบ้านให้แก่เรืออากาศเอกเผด็จด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรโครงสร้างอาคารเอ บี ซี ดี รวมทั้งสระจากูซีและศาลาริมน้ำ แต่บริษัทคิวบิคดีไซน์ จำกัด ไม่ได้ดำเนินการในส่วนระบบงานประปา ไฟฟ้า สุขาภิบาล บำบัดน้ำเสีย และการทำช็อปดรออิ้งขยายแบบรายละเอียดในการก่อสร้าง ซึ่งปกติผู้รับเหมาก่อสร้างจะเป็นผู้ทำช็อปดรออิ้ง คำเบิกความของพยานทั้งสองสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ว่าการทำช็อปดรออิ้งและการออกแบบสุขาภิบาล ประปา ไฟฟ้า เป็นหน้าที่ของห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์ และเรืออากาศเอกเผด็จเบิกความยืนยันว่าเรืออากาศเอกเผด็จไม่ได้จ้างหรือสั่งการให้โจทก์ควบคุมหรือดูแลการก่อสร้างบ้าน ขณะที่พยานจำเลยมีนายสุนันท์ ประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และนางขนิษฐา ประธานคณะกรรมการพิจารณาความผิดทางวินัย ซึ่งไม่ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ และมีเพียงคำให้การของนายกฤษณะที่เคยให้ไว้ต่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง จำเลยไม่ได้นำนายกฤษณะมาเบิกความยืนยันต่อศาลแรงงานกลาง พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คดีจึงรับฟังได้ว่าเมื่อต้นปี 2540 เรืออากาศเอกเผด็จจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์ก่อสร้างบ้านในส่วนอาคาร เอ บี ซี ดี สระจากูซี ศาลาริมน้ำ ระบบประปา ไฟฟ้า และสุขาภิบาล โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์จ้างโจทก์ออกแบบงานระบบประปา ไฟฟ้า สุขาภิบาล ทำช็อปดรออิ้งขยายแบบรายละเอียดในการก่อสร้าง และควบคุมงานก่อสร้างเพราะเมื่อมีการขยายแบบแล้วโจทก์จะเป็นผู้แก้ไขหากไม่สามารถก่อสร้างตามแบบได้ นอกจากนี้การที่โจทก์รับเงินโดยไม่เขียนรายละเอียดในสมุดรับเงินก็ไม่เป็นข้อพิรุธเพราะมีหลายรายการที่ไม่มีการเขียนรายละเอียดการรับเงินลงไว้ โจทก์รับเงินไปตั้งแต่ปี 2540 แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์กลับทิ้งช่วงเวลา 4 ปีเศษแล้วเพิ่งยื่นหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับเงินดังกล่าว โจทก์กับนายกฤษณะมีสาเหตุโกรธเคืองกันในเรื่องที่โจทก์ตรวจรับงานพบว่านายกฤษณะผิดสัญญา โจทก์จึงรายงานต่อจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยปรับนายกฤษณะเป็นเงินจำนวนมาก พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ดังนี้การรับเงินของโจทก์เป็นการรับเงินในทางปกติของการว่าจ้างให้โจทก์ทำงานให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์ ซึ่งต้องทำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน จึงไม่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอาศัยมูลเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เมื่อโจทก์กับจำเลยสามารถทำงานร่วมกันได้ เห็นสมควรให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม โดยอัตราค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิม พร้อมทั้งให้นับอายุงานต่อเนื่องเสมือนไม่มีการเลิกจ้าง เมื่อศาลสั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานแล้ว จึงไม่อาจกำหนดจำนวนเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์อีก

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าการกระทำของโจทก์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นวิศวกรมีหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ได้จ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์ดำเนินการก่อสร้าง การที่โจทก์รับเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของโจทก์ เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า การที่โจทก์รับเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์เนื่องจากห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวจ่ายเงินให้โจทก์เป็นค่าตอบแทนในการจ้างโจทก์ออกแบบงานระบบประปา ไฟฟ้า สุขาภิบาล ทำช็อปดรออิ้งขยายรายละเอียดในการก่อสร้าง และควบคุมงานก่อสร้างบ้านของเรืออากาศเอกเผด็จ ซึ่งเป็นการรับเงินตามปกติของการว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานกับห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์ และแม้โจทก์มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างอาคารของจำเลยที่จ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์ดำเนินการก่อสร้าง แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์เบียดบังเวลาการทำงานของจำเลยไปใช้ทำงานก่อสร้างบ้านของเรืออากาศเอกเผด็จตามที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์จ้างให้โจทก์ทำงาน ดังนั้นการที่โจทก์ได้รับเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์ด้วยเหตุข้างต้นจึงไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือไม่ได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าจำเลยต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือต้องจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์เป็นคู่สัญญาก่อสร้างอาคารอำนวยการของจำเลย การที่โจทก์ซึ่งเป็นวิศวกรโครงการและลูกจ้างของจำเลย มีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมงานก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ได้จ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์ดำเนินการก่อสร้าง ได้เข้าไปทำงานและรับค่าจ้างจากการควบคุมการก่อสร้างบ้านของเรืออากาศเอกเผด็จ ซึ่งเป็นงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดเยนเนอรัลแมคคานิคส์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยเข้าไปทำงานให้แก่คู่สัญญาของจำเลย ซึ่งแม้จะเป็นงานปกติตามทางการที่จ้างแต่เป็นการเข้าไปทำงานโดยมีผลประโยชน์ซึ่งขัดต่อการทำหน้าที่ในฐานะวิศวกรโครงการของโจทก์ จึงมีเหตุสมควรเพียงพอที่จำเลยจะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานอยู่ต่อไป การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และเมื่อโจทก์ไม่ได้กลับเข้าทำงานจึงต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากการถูกเลิกจ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจพ.ศ.2534 (กฎหมายที่ใช้บังคับขณะเลิกจ้าง) ข้อ 45 (3) กำหนดให้พนักงานซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน และโจทก์ถูกเลิกจ้างโดยมิใช่เพราะเหตุทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่รัฐวิสาหกิจตามข้อ 46 (1) โจทก์ซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีขึ้นไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 68,145 บาท จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันเป็นเงิน 408,870 บาท อย่างไรก็ตามการกระทำของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ในส่วนเงินรางวัลพิเศษประจำปี 2548 เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอเรียกเงินรางวัลพิเศษประจำปี 2548 และตามประกาศเรื่องการจ่ายเงินรางวัลพิเศษเพิ่มเติม ระบุว่าจำเลยจะจ่ายเงินรางวัลพิเศษประจำปี 2548 ให้แก่ลูกจ้างจำเลย จึงแปลว่าจำเลยมีเจตนาจ่ายเงินรางวัลพิเศษและเงินรางวัลพิเศษเพิ่มเติมแก่ผู้มีสถานะเป็นลูกจ้างของจำเลยเท่านั้นการที่โจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยไปก่อนจำเลยจ่ายเงินรางวัลพิเศษประจำปี 2548 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัลพิเศษประจำปี 2548 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าก่อนโจทก์ฟ้องคดีมีการจัดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทยซึ่งจดทะเบียนแล้ว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 คณะกรรมการกองทุนหรือผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่จ่ายเงินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้าง หากโจทก์มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนตามมาตรา 23 จำเลยไม่มีอำนาจจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อให้จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 408,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เรืออากาศเอกชรินทร์ ทองเปี่ยม
จำเลย — บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุนทร ทิมจ้อย
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7114/2559
#605166
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1034/2554 ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีนั้น จำเลยได้รับโทษเสร็จสิ้นจนพ้นโทษแล้ว ขณะที่จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดคดีนี้ จำเลยมิได้ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยเคยรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลมาก่อน ก็ไม่มีผลกระทบต่อการเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกำหนด จำเลยมีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแทนการฟ้องเป็นคดีอาญา

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดคือ บุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด ต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามมาตรา 22 จำเลยเป็นผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดชัยนาท แม้จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัย คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีหน้าที่ต้องดำเนินการบังคับให้จำเลยเข้าสู่แผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดติดตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่ปรากฏว่าจำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามแผนจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ การฟ้องคดีของโจทก์จึงไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 33 วรรคสอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 97 เพิ่มโทษตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 9 เดือน โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) ทั้งนี้เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกิน 6 เดือน ปรับเกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้น แต่อย่างไรก็ดี เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดและศาลมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดชัยนาทแจ้งคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดชัยนาทว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดชัยนาทและจำเลยอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่าย ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2554 จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุก 2 ปี 4 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1034/2554 ของศาลจังหวัดอุทัยธานี จำเลยได้รับการปล่อยตัวลดวันต้องโทษเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2556 ภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษจำเลยกลับมากระทำความผิดเป็นคดีนี้อีก เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1034/2554 ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีนั้น จำเลยได้รับโทษเสร็จสิ้นจนพ้นโทษแล้ว ขณะที่จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดคดีนี้ จำเลยมิได้ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยเคยรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลมาก่อน ก็ไม่มีผลกระทบต่อการเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามแผนที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกำหนด จำเลยจึงมีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแทนการฟ้องเป็นคดีอาญาและที่โจทก์ฟ้องว่า คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดชัยนาทมีคำวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดชัยนาทนั้น เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดคือ บุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 จำเลยเป็นผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดชัยนาท แม้จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดชัยนาท คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก็ยังคงมีหน้าที่ต้องดำเนินการบังคับให้จำเลยเข้าสู่แผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามขั้นตอนของกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ การฟ้องคดีของโจทก์จึงไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ขอให้เพิ่มโทษ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 วรรคหนึ่ง ม. 22 ม. 25 ม. 33 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายฉัตรชัย ใสสด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นางสาวกานต์พิชชา บำรุงศักดิ์สันติ
ศาลอุทธรณ์ — นายระบิล จันทรภิรมย์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7113/2559
#603284
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดวิธีการสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กในการจัดสถานที่ให้เหมาะสมและไม่ปะปนกับผู้ต้องหาอื่นหรือมีบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่ในสถานที่นั้นอันมีลักษณะเป็นการประจานเด็กและเยาวชน ในการสอบปากคำจำเลยในคดีนี้พนักงานสอบสวนได้จัดให้มีพนักงานอัยการและนักจิตวิทยาเข้าร่วมฟังการสอบปากคำจำเลยในชั้นสอบสวน นอกจากจะเป็นไปตามความประสงค์ที่จำเลยเป็นผู้ร้องขอให้บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมฟังการสอบสวนแล้ว ยังเป็นไปตามวิธีการสอบสวนผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กหรือเยาวชนที่กำหนดให้มีสหวิชาชีพ ในที่นี้คือพนักงานอัยการและนักจิตวิทยาเข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วยเพื่อเป็นการคุ้มครองเด็กและเยาวชนเอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ และมาตรา 134/2 กรณีไม่อาจถือว่าพนักงานอัยการและนักจิตวิทยาที่เข้าร่วมฟังการสอบสวนดังกล่าวเป็นบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเป็นการประจานจำเลยดังที่จำเลยกล่าวอ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 284, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 284 วรรคแรก,317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุสิบหกปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 4 กระทงจำคุกกระทงละ 3 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย (ที่ถูก ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร (ที่ถูก ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 27 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 จังหวัดเชียงใหม่ มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 1.8 การกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้ว คงจำคุก 3 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามฟ้องข้อนี้เสีย เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 26 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยเป็นเยาวชนอายุ 16 ปี การสอบสวนของพนักงานสอบสวนในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดวิธีการสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กในการจัดสถานที่ให้เหมาะสมและไม่ปะปนกับผู้ต้องหาอื่นหรือมีบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่ในสถานที่นั้น อันมีลักษณะเป็นการประจานเด็กและเยาวชน ในการสอบปากคำจำเลยในคดีนี้พนักงานสอบสวนได้จัดให้มีพนักงานอัยการและนักจิตวิทยาเข้าร่วมฟังการสอบปากคำจำเลยในชั้นสอบสวน นอกจากจะเป็นไปตามความประสงค์ที่จำเลยเป็นผู้ร้องขอให้บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมฟังการสอบสวนแล้ว ยังเป็นไปตามวิธีการสอบสวนผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กและเยาวชนที่กำหนดให้มีสหวิชาชีพในที่นี้คือพนักงานอัยการและนักจิตวิทยาเข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วยเพื่อเป็นการคุ้มครองเด็กและเยาวชนเอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ และมาตรา 134/2 กรณีจึงไม่อาจถือว่าพนักงานอัยการและนักจิตวิทยาที่เข้าร่วมฟังการสอบสวนดังกล่าวเป็นบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเป็นการประจานจำเลยดังที่จำเลยกล่าวอ้าง การสอบสวนในวันดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 133 ทวิ ม. 134/2
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดแพร่
จำเลย — นายราชันย์หรือนอต ม่วงเหลือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดแพร่ — นายป้อมเพชร ไชยญาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พิศล พิรุณ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7111/2559
#604498
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกรวม 5 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันพิพากษา ริบของกลาง และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนโดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมซึ่งมิใช่การลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 18 ต้องถือว่าศาลล่างทั้งสองมิได้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 และมาตรา 183 ซึ่งกรณีนี้จำเลยจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 แต่คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา และผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาซึ่งไม่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ดีปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้จนถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2558 และจำเลยยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 19 สิงหาคม 2558 ซึ่งหากผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องของจำเลยโดยถูกต้องว่าไม่มีอำนาจอนุญาตให้จำเลยฎีกาได้ และศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยแต่แรกแล้ว จำเลยย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดบกพร่องดังกล่าวด้วยการยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาเพื่อขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้จำเลยฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นเสียใหม่ให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 13 (4), 72, 72 ทวิ และริบเครื่องกระสุนปืน (ลูกเหล็กทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 มิลลิเมตร) 1 ลูก ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย จำคุก 3 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 3 เดือน รวมเป็นจำคุก 5 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตฯ จำคุก 3 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันพิพากษา ริบของกลาง และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนโดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมซึ่งมิใช่การลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 ต้องถือว่าศาลล่างทั้งสองมิได้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 และมาตรา 183

ที่จำเลยฎีกาทำนองว่า พยานหลักฐานของจำเลยสามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกรณีนี้จำเลยจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 แต่คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา และผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาซึ่งไม่ถูกต้อง และไม่มีผลทำให้ฎีกาของจำเลยขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่อย่างไรก็ดีปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้จนถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2558 และจำเลยยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 19 สิงหาคม 2558 ซึ่งหากผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องของจำเลยโดยถูกต้องว่าไม่มีอำนาจอนุญาตให้จำเลยฎีกาได้ และศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยแต่แรกแล้ว จำเลยย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดบกพร่องดังกล่าวด้วยการยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาเพื่อขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้จำเลยฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นเสียใหม่ให้ถูกต้อง

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลย ให้จำเลยยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นเสียใหม่ภายใน 10 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาฉบับนี้ แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งคำร้องของจำเลยไปให้ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลย หากมีการอนุญาตหรือไม่อนุญาตประการใด ก็ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221
ป.อ. ม. 18
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 183
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายพิชยะหรือก๊อด โคษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น — นายเกษม ศุภสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิศล พิรุณ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7110/2559
#603322
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้รถบรรทุกลากจูงและรถบรรทุกกึ่งพ่วงของกลางมีน้ำหนักบรรทุกรวมน้ำหนักรถเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ถึง 10,400 กิโลกรัม เพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ทางหลวงแผ่นดิน ทั้งยังมีผลกระทบต่อผู้ร่วมใช้เส้นทางสัญจรไปมาที่ต้องเสี่ยงต่ออันตรายอันเกิดจากสภาพแห่งท้องถนนที่ได้รับความเสียหาย ทำให้ยากต่อการควบคุมให้รถแล่นไปได้อย่างปลอดภัย ซึ่งอาจมีผลก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นได้ ดังนั้น รถบรรทุกลากจูงและรถบรรทุกกึ่งพ่วงของกลางซึ่งใช้ในการกระทำความผิดจึงเป็นทรัพย์ที่สมควรต้องริบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73/2 ริบรถบรรทุกลากจูงและรถบรรทุกกึ่งพ่วงของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 73/2 จำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วันและปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถบรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 80 - 6344 อ่างทอง และรถบรรทุกกึ่งพ่วง หมายเลขทะเบียน 80 - 7300 อ่างทอง ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถบรรทุกลากจูงและรถบรรทุกกึ่งพ่วงของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สมควรริบรถบรรทุกลากจูงและรถบรรทุกกึ่งพ่วงของกลางหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้รถบรรทุกลากจูงและรถบรรทุกกึ่งพ่วงของกลางมีน้ำหนักบรรทุก รวมน้ำหนักรถเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ถึง 10,400 กิโลกรัม เพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ทางหลวงแผ่นดิน ทั้งยังมีผลกระทบต่อผู้ร่วมใช้เส้นทางสัญจรไปมาที่ต้องเสี่ยงต่ออันตรายอันเกิดจากสภาพแห่งท้องถนนที่ได้รับความเสียหาย ทำให้ยากต่อการควบคุมให้รถแล่นไปได้อย่างปลอดภัย ซึ่งอาจมีผลก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นได้ ดังนั้น รถบรรทุกลากจูงและรถบรรทุกกึ่งพ่วงของกลางซึ่งใช้ในการกระทำความผิดจึงเป็นทรัพย์ที่สมควรต้องริบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจไม่ริบรถบรรทุกลากจูงและรถบรรทุกกึ่งพ่วงของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถบรรทุกลากจูงและรถบรรทุกกึ่งพ่วงของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 61 วรรคหนึ่ง ม. 73/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายอมร บุญมั่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นางวิไล อรุณเรืองศิริเลิศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนาถพงษ์ สุขะปุณณพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7086/2559
#605750
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของบริษัท ก. ผู้เสียหายขณะอยู่ในความครอบครองของ ร. แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาได้ความว่า เจ้าพนักงานตำรวจยืมรถตามฟ้องจากผู้อื่นแล้วให้ ร. นำไปส่งมอบแก่พวกจำเลยแลกกับค่าตอบแทนเป็นเงิน 10,000 บาท หาใช่เป็นการลักรถจักรยานยนต์ตามฟ้องไปจาก ร. ไม่ จึงเป็นกรณีข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลยกฟ้อง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ และลงโทษฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงไม่ได้เช่นกัน ถือว่าเกินคำขอหรือมิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และการที่จำเลยทั้งสามชี้ช่องแนะนำให้ ร. ไปทำสัญญาเช่าซื้อและเสนอเงินค่าตอบแทนในการนำรถจักรยานยนต์มาส่งมอบจำนวน 10,000 บาท ดังกล่าว อาจถือว่าเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ ร. ก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ต้องเป็นไปตาม ป.อ. มาตรา 86 ที่บัญญัติว่าเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด หมายถึงต้องมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นด้วย จึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำก่อนหรือขณะกระทำความผิดได้ แตกต่างกับบทบัญญัติแห่งมาตรา 84 วรรคสองตอนท้าย ที่อาจมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ได้แม้ว่าความผิดมิได้กระทำลงก็ตาม เมื่อคดีนี้เกิดจากการวางแผนของเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ก่อน และเป็นการขอยืมรถจักรยานยนต์จากผู้อื่นเพื่อให้ ร. ขับไปทำทีส่งมอบแก่พวกจำเลย หาได้เกิดจาก ร. หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง อันจะถือเป็นการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 เมื่อความผิดตามมาตรา 341 ไม่มีเสียแล้ว ความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดที่ต้องนำความผิดตามมาตรา 341 มาประกอบกับมาตรา 86 ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เช่นกัน จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษตามมาตรา 341 ประกอบมาตรา 86 ได้อีกด้วย และกรณีดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาให้มิต้องถูกรับโทษดุจจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 334, 335, 336 ทวิ ริบรถยนต์เก๋ง โทรศัพท์เคลื่อนที่ และเงิน 10,000 บาท ของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงิน 10,000 บาท ของกลาง คืนรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลต หมายเลขทะเบียน ฎข 8793 (ที่ถูก 8792) กรุงเทพมหานคร ให้แก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 86 จำคุกคนละ 2 ปี คำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้โดยไม่ได้โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2555 เวลาประมาณ 10.30 นาฬิกา นางสาวระพี ไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรพานทอง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ว่าตนได้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์แล้วนำมาใช้ในท้องที่ของสถานีตำรวจภูธรพานทองเกิดหายไป แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจซักถามจนนางสาวระพียอมรับว่ามีความเดือดร้อนทางการเงิน พบใบปลิวติดตามศาลารอรถโดยสารมีข้อความทำนองว่า บริการเงินด่วนทันใจอนุมัติไว ไม่ต้องใช้หลักฐานหรือผู้ค้ำประกัน จึงโทรศัพท์ติดต่อไปยังหมายเลขที่ให้ไว้ ก็ได้รับแจ้งว่าให้ไปทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์แล้วนำรถจักรยานยนต์มาแลกกับเงิน เมื่อชำระค่าเช่าซื้อ 2 ถึง 3 งวด ก็ให้ไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ารถจักรยานยนต์หาย เพื่อให้บริษัทประกันภัยจ่ายเงินชดใช้แก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ ซึ่งนางสาวระพีเคยทำเช่นนี้มาแล้วสองครั้งครั้งแรก ติดต่อกับจำเลยที่ 3 โดยได้รับค่าตอบแทนแลกกับการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์มาให้เป็นเงิน 14,000 บาท ครั้งที่สอง ติดต่อกับชายคนหนึ่งจำชื่อไม่ได้ หมายเลขโทรศัพท์คนละหมายเลขกับหมายเลขครั้งแรก ได้รับค่าตอบแทนแลกกับการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์มาให้เป็นเงิน 12,000 บาท เป็นที่มาของการมาแจ้งความดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ นางสาวระพีจึงไม่ประสงค์แจ้งความต่อไปและยินยอมเป็นสายลับเพื่อจับกุมผู้กระทำการดังกล่าว โดยโทรศัพท์ไปที่หมายเลข 08 1155 xxxx ซึ่งเป็นหมายเลขโทรศัพท์หนึ่งในหลายหมายเลขจากใบปลิวที่ติดประกาศไว้ตามศาลา รอรถโดยสารและค้นได้จากที่บ้านของนางสาวระพี นางสาวระพีได้พูดคุยกับชายคนหนึ่งบอกว่าให้นางสาวระพีไปเช่าซื้อรถจักรยานยนต์มาแลกกับเงินจำนวน 10,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงติดต่อขอยืมรถจักรยานยนต์ของบริษัทกรุ๊ปลิส จำกัด (มหาชน) จากร้านอาคมเจริญยนต์ซึ่งมีนางสาวอริศรา เป็นผู้จัดการร้าน เป็นรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกู๊ปปี้ไอ ป้ายแดง วันรุ่งขึ้นคือวันที่ 16 ตุลาคม 2555 เจ้าหน้าที่ตำรวจให้นางสาวระพีขับไปยังจุดนัดพบที่หน้าพานทองคอนโดมิเนียมเวลาประมาณ 17.15 นาฬิกา โดยวันนั้นจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อเชฟโรเลต หมายเลขทะเบียน ฎข 8792 กรุงเทพมหานคร พร้อมจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ไปส่งจำเลยที่ 1 ที่บริเวณจุดนัดพบ เมื่อนางสาวระพีพบจำเลยที่ 1ซึ่งมารับรถจักรยานยนต์ตามที่ตกลงกันแทนชายคนที่นางสาวระพีติดต่อด้วย ขณะจำเลยที่ 1จะหยิบเงินออกจากกระเป๋าเสื้อเพื่อให้นางสาวระพีก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถูกจับกุมในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 17 ตุลาคม 2555 ขณะไปเยี่ยมจำเลยที่ 1 ที่สถานีตำรวจภูธรพานทอง

คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงว่า นางสาวอริศรา มอบรถจักรยานยนต์ของกลางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยืมไป ไม่ใช่เกิดจากถูกนางสาวระพีหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งรถจักรยานยนต์จากผู้ถูกหลอกลวง เมื่อการกระทำของนางสาวระพีไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนางสาวระพีหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด" สำหรับการก่อให้ผู้อื่นไปกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 และความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง สำเร็จได้โดยมิพักต้องคำนึงถึงผลของการกระทำนั้นว่าผู้นั้นไปดำเนินการตามนั้นอย่างไรหรือไม่ เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 84 วรรคสอง ที่ว่า "ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ดังนั้น การยืมรถจักรยานยนต์จากผู้อื่นให้ขับไปทำทีไปส่งมอบให้เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิด มีผลให้ความผิดฐานฉ้อโกงมิได้กระทำลง ก็มีผลเพียงผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น หามีผลให้ผู้ใช้พ้นความผิดไปด้วยไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า "เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2555 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามได้บังอาจร่วมกันลักทรัพย์เอารถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้ารุ่นสกู๊ปปี้ไอ สีขาว-เทา คันหมายเลขทะเบียน ป้ายแดง 40-4543 สภ.เมืองชลบุรีราคา 45,000 บาท ของบริษัทกรุ๊ปลิส จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายขณะอยู่ในความครอบครองของนางสาวระพี ไปโดยทุจริต..." แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณากลายเป็นการให้นางสาวระพีไปเช่าซื้อรถจักรยานยนต์นำมาแลกกับค่าตอบแทนเป็นเงิน 10,000 บาท หาใช่เป็นการลักรถจักรยานยนต์ตามฟ้องไปจากนางสาวระพีไม่ จึงเป็นกรณีข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลยกฟ้อง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ดังที่กล่าวในฟ้อง และลงโทษฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามที่ปรากฏในการพิจารณาไม่ได้เช่นกัน ถือว่าเกินคำขอหรือมิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ส่วนที่ว่าลงโทษจำเลยทั้งสามฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้หรือไม่ เห็นว่า การชี้ช่องแนะนำให้นางสาวระพีไปทำสัญญาเช่าซื้อและเสนอเงินค่าตอบแทนในการนำรถจักรยานยนต์มาส่งมอบจำนวน 10,000 บาท ดังกล่าว อาจถือว่าเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นางสาวระพีก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ที่บัญญัติว่าเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด หมายถึงต้องมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นด้วย จึงจะพิจารณาได้ว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำก่อนหรือขณะกระทำความผิดได้ แตกต่างกับบทบัญญัติแห่งมาตรา 84 วรรคสองตอนท้าย ที่อาจมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ได้แม้ว่าความผิดมิได้กระทำลงก็ตาม เมื่อคดีนี้เกิดจากการวางแผนของเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ก่อน และเป็นการขอยืมรถจักรยานยนต์จากผู้อื่นเพื่อให้นางสาวระพีขับไปทำทีส่งมอบแก่พวกจำเลย หาได้เกิดจากนางสาวระพีโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง อันจะถือเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ไม่ บริษัทกรุ๊ปลิส จำกัด (มหาชน) ตามที่โจทก์บรรยายไว้ในฟ้องว่าเป็นผู้เสียหายก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย และไม่มีผู้ใดเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ เท่ากับไม่มีการกระทำอันถือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ดังที่กล่าวในฟ้องและการกระทำอันถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแต่อย่างใด จึงไม่มีฐานความผิดที่จะนำมาใช้ลงโทษตามที่โจทก์ฟ้องได้เลย ทั้งความผิดตามมาตรา 341 อันเป็นมูลฐานแห่งความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดไม่มีเสียแล้ว ความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดที่ต้องนำความผิดตามมาตรา 341 มาประกอบกับมาตรา 86 ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เช่นกัน จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษตามมาตรา 341 ประกอบมาตรา 86 ได้อีกด้วย ดังนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น และกรณีดังกล่าวเป็นเหตุในลักษณะคดีที่ให้ใช้แก่ผู้กระทำความผิดในการกระทำความผิดนั้นด้วยกันทุกคนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 89 และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาให้มิต้องถูกรับโทษดุจจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับเป็น ยกฟ้องโจทก์ ของกลางทั้งหมดไม่ริบและให้คืนแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 84 ม. 86 ม. 334 ม. 335
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายวัลลพหรือช้าง ช้างเทศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางนันทวัน เจริญศักดิ์ เกษมสมพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางเศรณี ศิริมังคละ
ชื่อองค์คณะ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ปกิต สุวรรณพรหมา
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7073/2559
#604342
เปิดฉบับเต็ม

การตรวจพิสูจน์ ดี เอ็น เอ เป็นการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่มีผลในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในระดับที่มีความน่าเชื่อถือสูง และได้รับการยอมรับทางกฎหมายในการรับฟังดังปรากฏตาม ป.วิ.พ. มาตรา 128/1 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 การที่คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัย ข. ส่งผลการตรวจ ดี เอ็น เอ มาศาล โดยมิได้มีพยานบุคคลมาสืบประกอบ ซึ่งสามารถกระทำได้และศาลสามารถรับฟังผลการตรวจ ดี เอ็น เอ ประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 130 และเนื่องจากผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นบิดาเสียชีวิตไปแล้ว ไม่อาจอยู่ในวิสัยที่จะทำการตรวจพิสูจน์ ดี เอ็น เอ ได้ การใช้กระบวนการทางเลือกโดยให้ตรวจหาความสัมพันธ์ของบุคคลจาก ข. บิดาของผู้ตาย แล้วนำผลการตรวจพิสูจน์มาพิจารณาประกอบพยานหลักฐานอื่น จึงเป็นเรื่องที่ชอบจะกระทำได้ เมื่อผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยากับ ร. ในปี 2551 เมื่อ ร. คลอดผู้ร้องทั้งสอง ผู้ตายเป็นผู้แจ้งเกิดและยินยอมให้ผู้ร้องทั้งสองใช้นามสกุลผู้ตาย พฤติการณ์ที่ผู้ตายแสดงออกเป็นการยอมรับว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตร เมื่อพิจารณาประกอบผลการตรวจสารพันธุกรรม ดี เอ็น เอ ว่าผู้ร้องทั้งสองมีความสัมพันธ์เป็นหลาน - ปู่ กับ ข. บิดาของผู้ตาย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรของนางสาว ร. กับนาย ท. หรือนาย อ. ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่นาย ท. หรือนาย อ. ได้อุปการะเลี้ยงดูผู้ร้องทั้งสอง ให้ใช้ชื่อสกุล ให้การศึกษาและแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรของตน ต่อมานาย ท. หรือนาย อ. ถึงแก่ความตาย ขณะมีชีวิตอยู่นาย ท. หรือนาย อ. เป็นข้าราชการ เมื่อถึงแก่ความตายจึงมีบำเหน็จตกทอดแก่ทายาท ผู้ร้องทั้งสองติดต่อขอรับเงินบำเหน็จตกทอดจากต้นสังกัดของนาย ท. หรือนาย อ. แต่มีเหตุขัดข้องเนื่องจากผู้ร้องทั้งสองไม่ได้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ท. หรือนาย อ. ขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ท. หรือนาย อ.

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ท. มีบุตรร่วมกัน 1 คน ประมาณต้นปี 2551 นาย ท. ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับเข้าทำการรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อเนื่องตลอดมา ระหว่างการรักษาตัวนาย ท. ไม่อาจร่วมประเวณีได้ ร่างกายนาย ท. ไม่สามารถผลิตเชื้ออสุจิได้ส่งผลให้เป็นหมันไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ จึงมีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าผู้ร้องทั้งสองมิได้เป็นบุตรของนาย ท. ขณะนาย ท. ยังมีชีวิตอยู่ไม่เคยจดทะเบียนสมรสกับนางสาว ร. ไม่เคยจดทะเบียนว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรของนาย ท. และศาลไม่มีคำพิพากษาว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรของนาย ท. กับนางสาว ร. ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เด็กหญิง ศ. ผู้ร้องที่ 1 และเด็กชาย ช. ผู้ร้องที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ท. หรือนาย อ. บิดาผู้วายชนม์ และเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์ เห็นควรตั้งผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดบึงกาฬ กำกับการใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับสิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอดที่ผู้เยาว์มีสิทธิได้รับเพื่ออุปการะเลี้ยงดูและเป็นทุนการศึกษาของผู้เยาว์ต่อไปในอนาคต

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นาย อ. สมรสด้วยการจดทะเบียนกับผู้คัดค้าน ระหว่างสมรสมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือเด็กชาย ย. ต่อมานางสาว ร. คลอดผู้ร้องที่ 1 และคลอดผู้ร้องที่ 2 ต่อมานาย อ. เปลี่ยนชื่อเป็นนาย ท. นาย ท. ถึงแก่ความตายด้วยโรคมะเร็งตับ ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ท. ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2558 ศาลชั้นต้นมีหนังสือถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น ขอให้ตรวจลายพิมพ์ดี เอ็น เอ ระหว่างผู้ร้องทั้งสองกับนาย ข. บิดาของนาย ท. ว่าจะสามารถตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกระหว่างผู้เยาว์ทั้งสองกับนาย ท. ผ่านนาย ข. ได้หรือไม่ ต่อมาภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสารพันธุกรรมว่า ผู้ร้องที่ 1 กับนาย ข. มีผลแสดงความสัมพันธ์แบบปู่ - หลาน ด้วยความเชื่อมั่นร้อยละ 92.23032 และระหว่างผู้ร้องที่ 2 กับนาย ข. มีผลแสดงความสัมพันธ์แบบปู่ - หลาน ด้วยความเชื่อมั่นร้อยละ 92.11276

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ท. หรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาคัดค้านการรับฟังผลการตรวจดีเอ็นเอ โดยอ้างว่าผลการตรวจดี เอ็น เอ ไม่อาจนำมารับฟังได้เพราะเป็นเพียงความเห็นไม่มีพยานบุคคลมาเบิกความประกอบ อีกทั้งมิได้ตรวจพิสูจน์จากตัวนาย ท. กับผู้ร้องทั้งสอง นาย ข. มีบุตร 10 คน ผู้ร้องทั้งสองอาจมิใช่บุตรของนาย ท. นั้น เห็นว่า การตรวจพิสูจน์ดี เอ็น เอ เป็นการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่มีผลในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในระดับที่มีความน่าเชื่อถือสูง และได้รับการยอมรับทางกฎหมายในการรับฟังดังปรากฏตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 128/1 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 การที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ส่งผลการตรวจดี เอ็น เอ มาศาลโดยมิได้มีพยานบุคคลมาสืบประกอบ จึงสามารถกระทำได้และศาลสามารถรับฟังผลการตรวจดี เอ็น เอประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ แม้มิได้มีพยานบุคคลมาสืบประกอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 130 ส่วนข้อที่อ้างว่า การพิสูจน์ความเป็นบิดากับบุตรต้องตรวจสอบจากตัวบิดากับผู้ที่อ้างว่าเป็นบุตร นั้น เนื่องจากในการตรวจพิสูจน์ดี เอ็น เอ ในคดีนี้ ผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นบิดาเสียชีวิตไปแล้วไม่อาจอยู่ในวิสัยจะทำการตรวจได้ การใช้กระบวนการทางเลือก โดยให้ตรวจหาความสัมพันธ์ของบุคคลจากนาย ข. บิดาของผู้ตายแล้วนำผลการตรวจพิสูจน์มาพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่น จึงเป็นเรื่องที่ชอบจะกระทำได้ ข้ออ้างตามฎีกาของผู้คัดค้านในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ผู้คัดค้านอ้างว่าเอกสารสูติบัตรและสำเนาทะเบียนบ้าน ที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างส่งศาลเป็นเอกสารที่ผู้ร้องทำขึ้นฝ่ายเดียวและมิได้นำพยานบุคคลมาเบิกความสนับสนุนว่า มีการจัดทำเอกสารขึ้นอย่างใด นั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องทั้งสองส่งสำเนาเอกสารต่างๆ ให้ผู้คัดค้านล่วงหน้าตามกฎหมายแล้ว หากผู้คัดค้านเห็นว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไรก็ชอบจะคัดค้านเอกสารนั้นได้ ตามวิธีการที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 เมื่อผู้คัดค้านมิได้กระทำจึงไม่อาจหยิบยกเรื่องความไม่ชอบของเอกสารขึ้นอ้างได้ อีกทั้งพฤติการณ์ในการต่อสู้คดีของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านได้อ้างเอกสารในลักษณะเดียวกับที่ผู้ร้องทั้งสองกระทำ ไม่ว่าการอ้างสำเนาสูติบัตรของเด็กชาย ย. หรือการอ้างสำเนาใบทะเบียนสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับนาย อ. หรือนาย ท. ข้ออ้างว่าไม่ควรรับฟังเอกสารดังกล่าว จึงรับฟังไม่ได้ ปัญหาต่อไปมีว่าทางนำสืบของผู้ร้องทั้งสองรับฟังได้หรือไม่ ว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรของนาย ท. เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองมีนางสาว ร. มารดา เบิกความว่า นางสาว ร. คบหากับนาย ท. ตั้งแต่ปี 2548 ในปี 2548 ได้มีสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน และในปี 2551 ได้อยู่กันฉันสามีภริยากัน ช่วงที่นาย ท. ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ผู้ร้องทั้งสองมีนาย ป. เบิกความว่า รู้จักกับนาย ท. เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันเมื่อปี 2547 นาย ท. เล่าให้ฟังว่าคบหาฉันคนรักกับนักเรียนชื่อ ร. ต่อมานาย ท. ไปเช่าบ้านเช่าอยู่กับนางสาว ร. นาย ป. ได้ไปหานาย ท. ได้พบนางสาว ร. ต่อมานางสาว ร. คลอดผู้ร้องที่ 2 นาย ท. ขอให้นาย ป. นำชื่อผู้ร้องที่ 2 เข้าในทะเบียนบ้านของนาย ป. ปรากฏตามสำเนาทะเบียนบ้าน นาย ท. เป็นผู้แจ้งเกิดผู้ร้องทั้งสองเอง ปรากฏตามสำเนาสูติบัตร ผู้ร้องทั้งสองนำสืบว่า นาย ท. พาผู้ร้องทั้งสองไปเที่ยวปรากฏตามภาพถ่าย ช่วงนาย ท. ป่วยต้องรักษาตัว ผู้ร้องทั้งสองก็ไปเฝ้า ปรากฏตามสำเนาภาพถ่าย พฤติการณ์ที่นาย ท. แสดงออก เป็นการยอมรับผู้ร้องทั้งสองว่าเป็นบุตร เมื่อพิจารณาประกอบผลการตรวจสารพันธุกรรม ดี เอ็น เอ ว่าผู้ร้องทั้งสองมีความสัมพันธ์เป็นหลาน - ปู่ กับนาย ข. บิดาของนาย ท. ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามทางนำสืบของผู้ร้องทั้งสองว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นบุตรของนาย ท. ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 128/1 ม. 130
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 160
ชื่อคู่ความ
เด็กหญิง ศ. โดยนางสาว ร.
ผู้ร้อง — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาง ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบึงกาฬ — นางสาวสุธินี อารีเจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พิศล พิรุณ
วีรา ไวยหงส์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7072/2559
#605390
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่าจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง อีกฝ่ายหนึ่งจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง แต่แม้จะได้ความว่าการหย่าเกิดขึ้นเนื่องจากเป็นความผิดของฝ่ายจำเลยก็ตาม แต่ศาลจะกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงว่าอีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงด้วย โจทก์มีอาชีพรับจ้างตัดต่อภาพทางคอมพิวเตอร์ มีรายได้ประมาณเดือนละ 5,000 บาท โจทก์เป็นบุตรคนเดียวของบิดามารดา บิดารับราชการแต่เกษียณอายุแล้ว มารดาเป็นแม่บ้าน เมื่อแยกทางกับจำเลยแล้วโจทก์ต้องกลับไปพักอาศัยกับบิดามารดา ต้องช่วยค่าใช้จ่ายในบ้านด้วย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าการหย่าเป็นเหตุให้โจทก์ยากจนลง แต่เมื่อปรากฏจากรายงานผลการกำกับการทดลองปกครองเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ครั้งที่ 1 ของผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ต ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2557 ว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 โจทก์ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับ อ. ซึ่งเป็นคู่ครองใหม่ของโจทก์แล้ว แม้จะไม่ปรากฏว่าเป็นการอยู่กินฉันสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นพฤติการณ์ที่ศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ได้ ศาลฎีกาสมควรกำหนดให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2557 และเมื่อปรากฏว่าโจทก์อยู่กินกันกับคู่ครองคนใหม่ซึ่งมีบุตรชายที่มีอายุมากกว่าบุตรสาวจำเลย 1 คน เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และพักอาศัยอยู่ร่วมกันโดยโจทก์นำบุตรพักนอนอยู่ห้องเดียวกับสามีใหม่ เป็นการไม่เหมาะสม และอาจเกิดอันตรายแก่บุตรสาวของจำเลยได้ ทั้ง อ. เคยทำร้ายร่างกายจำเลยจนถูกศาลชั้นต้นพิจารณาลงโทษไปแล้ว และโจทก์ก็มีบุตรกับสามีใหม่แล้ว โจทก์ยังไม่ได้ประกอบอาชีพเพราะมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรใหม่ สำหรับผู้เยาว์ โจทก์พาไปฝากบิดามารดาของโจทก์เลี้ยงบ้าง ทั้งโจทก์ยังนำผู้เยาว์ซึ่งอายุ 7 ปีแล้ว ไปนอนรวมห้องเดียวกับสามีใหม่ แสดงว่าบ้านพักอาศัยคับแคบ และสามีใหม่ของโจทก์มีบุตรชายติดมาด้วย 1 คน แสดงว่ารายได้ของโจทก์และสถานที่พักอาศัยของโจทก์ไม่เอื้ออำนวยให้โจทก์อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ให้ได้เหมาะสมตลอดจนปลอดภัยต่ออนาคตและสวัสดิภาพของผู้เยาว์ได้ จำเลยในฐานะบิดาย่อมเล็งเห็นสภาพข้อเท็จจริงที่โจทก์เลี้ยงดูผู้เยาว์รวมทั้งสภาพแวดล้อมและความประพฤติอุปนิสัยของบุคคลรอบข้างผู้เยาว์และหาหนทางป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เยาว์ได้ดี เพื่อสวัสดิภาพและอนาคตของผู้เยาว์ จึงเห็นสมควรให้ผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของจำเลย เมื่อศาลฎีกากำหนดให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวแล้ว จำเลยย่อมต้องเป็นผู้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์แก่โจทก์อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยแบ่งเงิน 450,000 บาท แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 225,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปเป็นเวลา 10 ปี ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ เดือนละ 7,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี กับให้โจทก์แต่ผู้เดียวเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยแต่ผู้เดียวเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ กับให้โจทก์ร่วมรับผิดกึ่งหนึ่งในหนี้เงินกู้ 433,000 บาท เป็นเงิน 216,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้จำเลยแบ่งสินสมรสคือเงิน 450,000 บาท แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้โจทก์ร่วมรับผิดกับจำเลยในหนี้เงินกู้ 433,000 บาท กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ 6,000 บาท ต่อเดือน นับแต่เดือนสิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ ให้โจทก์ทดลองปกครองเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาหกเดือนนับแต่มีคำพิพากษา โดยให้ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ตเป็นผู้กำกับการทดลองปกครองเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แล้วรายงานให้ศาลทราบทุกสามเดือน ระหว่างนี้ให้จำเลยมีสิทธิติดต่อเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามควรแก่พฤติการณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584/1 ยกคำขอค่าเลี้ยงชีพ ยกฟ้องแย้งในเรื่องหย่า ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพ 3,000 บาทต่อเดือน แก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 สิงหาคม 2556) เป็นต้นไปเป็นเวลา 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นภริยาของจำเลย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2551 อยู่กินฉันสามีภริยาที่บ้านพิพาท ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 92987 อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 40.5 ตารางวา ซึ่งมีชื่อบิดาโจทก์และจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โจทก์จำเลยมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ค. ต่อมาบิดาโจทก์และจำเลยขายที่ดินพร้อมบ้านไป เมื่อหักค่านายหน้าและหนี้แล้วเหลือเงิน 900,000 บาท จำเลยมอบเงินให้แก่บิดาโจทก์ 450,000 บาท ในปี 2555 จำเลยเลี้ยงดูอุปการะและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา โจทก์จึงพาบุตรไปพักอาศัยที่อื่น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 บัญญัติว่า "..การหย่านั้นทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง.. จะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้" เห็นว่า แม้จะได้ความว่าการหย่าเกิดขึ้นเนื่องจากเป็นความผิดฝ่ายจำเลยก็ตาม แต่ศาลจะกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ได้ ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงว่าอีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงด้วย โจทก์เบิกความว่า โจทก์มีอาชีพรับจ้างตัดต่อภาพทางคอมพิวเตอร์ มีรายได้ประมาณเดือนละ 5,000 บาท โจทก์เป็นบุตรคนเดียวของบิดามารดา บิดารับราชการแต่เกษียณอายุแล้ว มารดาเป็นแม่บ้าน เมื่อแยกทางกับจำเลยแล้วโจทก์ต้องกลับไปพักอาศัยกับบิดามารดา ต้องช่วยค่าใช้จ่ายในบ้านด้วย จำเลยไม่โต้แย้ง ในชั้นฎีกาจำเลยอ้างว่า โจทก์มีสามีใหม่ และตั้งครรภ์กับสามีใหม่แล้ว ไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบจึงต้องถือว่าการหย่าเป็นเหตุให้โจทก์ยากจนลง อย่างไรก็ตามแม้ข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์มีคู่ครองคนใหม่แล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ยอมรับก็ตาม แต่ได้ความจากรายงานผลการกำกับการทดลองปกครองเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ครั้งที่ 1 ของผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ต ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2557 ว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 โจทก์ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนาย อ. ซึ่งเป็นคู่ครองใหม่ของโจทก์แล้ว แม้ไม่ปรากฏว่าจะเป็นการอยู่กินฉันสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นพฤติการณ์ที่ศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปเป็นเวลา 5 ปี นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ยังไม่เหมาะสม สมควรให้จำเลยชำระถึงเดือนมิถุนายน 2557 ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สมควรให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานผลการกำกับการทดลองปกครองเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ครั้งที่ 1 ของผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ต ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2557 และครั้งที่ 2 ลงวันที่ 16 มกราคม 2558 ว่า โจทก์อยู่กินกับคู่ครองคนใหม่ ซึ่งมีบุตรชายที่มีอายุมากกว่าบุตรสาวจำเลย 1 คน เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และพักอาศัยอยู่ร่วมกัน โดยโจทก์นำบุตรนอนอยู่ห้องเดียวกับสามีใหม่ เป็นการไม่เหมาะสมและอาจเกิดอันตรายแก่บุตรสาวของจำเลยได้ นอกจากนี้ นาย อ. คู่ครองใหม่ของโจทก์มีนิสัยเกเร เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2557 นาย อ. ทำร้ายร่างกายจำเลย ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องนาย อ. นาย อ. ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนาย อ. ไปแล้ว ตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำพิพากษาเอกสารแนบท้ายฎีกา เห็นว่า ในรายงานดังกล่าวมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโจทก์ว่า โจทก์มีสามีใหม่และมีบุตรกับสามีใหม่แล้ว โจทก์ยังไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นเพราะมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรใหม่ สำหรับผู้เยาว์โจทก์พาไปฝากบิดามารดาของโจทก์เลี้ยงบ้าง ประกอบกับได้ความว่า โจทก์นำผู้เยาว์ซึ่งเป็นเด็กหญิงและมีอายุ 7 ปีแล้ว ไปนอนรวมห้องเดียวกับสามีใหม่ แสดงว่าบ้านพักอาศัยคับแคบ และสามีใหม่ของโจทก์มีบุตรชายติดมาด้วย 1 คน แสดงว่ารายได้ของโจทก์และสถานที่พักอาศัยของโจทก์ไม่เอื้ออำนวยให้โจทก์อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ให้เหมาะสมตลอดจนปลอดภัยต่ออนาคตและสวัสดิภาพของผู้เยาว์ได้ จำเลยในฐานะบิดาย่อมเล็งเห็นสภาพข้อเท็จจริงที่โจทก์เลี้ยงดูผู้เยาว์รวมทั้งสภาพแวดล้อมและความประพฤติอุปนิสัยของบุคคลรอบข้างผู้เยาว์และหาหนทางป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เยาว์ได้ดี เพื่อสวัสดิภาพและอนาคตของผู้เยาว์ จึงเห็นสมควรให้ผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่จำเลยฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ที่กำหนดให้จำเลยชำระเดือนละ 6,000 บาท สูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลฎีกากำหนดให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวแล้ว จำเลยย่อมต้องเป็นผู้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์แก่โจทก์อีก

อนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเพียงว่า ให้เป็นพับ โดยไม่ได้ระบุว่า หมายความรวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง จึงไม่ชัดเจน ศาลฎีกาเห็นควรสั่งใหม่ให้ชัดเจน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองและเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ โดยให้ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ตเป็นผู้กำกับการปกครองเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และรายงานให้ศาลทราบทุกสามเดือน ให้โจทก์มีสิทธิติดต่อเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควรแก่พฤติการณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584/1 ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้อง ถึงเดือนมิถุนายน 2557 แก่โจทก์ ยกคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดู นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสามชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1526 วรรคหนึ่ง ม. 1564 ม. 1566 ม. 1584/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต — นายณัฐวัฒน์ ใบบัว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ อุไรวิชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พิศล พิรุณ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7069/2559
#603321
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีมีสิทธิโต้แย้งว่า เด็กมิใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตนได้ แต่ต้องกระทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตาม ป.พ.พ. 1542 แต่บทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้สงวนไว้ใช้เฉพาะชายผู้ถูกอ้างว่าเป็นบิดาเด็กเท่านั้น เมื่อ ด. ผู้ถูกอ้างว่าเป็นบิดาของจำเลยถึงแก่ความตายไปก่อนที่มีการฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร ป.พ.พ. 1545 ได้เปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรได้ อันได้แก่ผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับเด็ก หรือผู้ที่จะเสียสิทธิรับมรดกเพราะการเกิดของเด็ก เมื่อโจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ด. โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร แต่ทั้งนี้ก็มีกำหนดระยะเวลาที่โจทก์จะใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา 1544 (1) คือ ในกรณีที่ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีตายก่อนพ้นระยะเวลาที่ชายผู้เป็นสามีจะพึงฟ้อง ซึ่งมาตรา 1542 กำหนดระยะเวลาไว้ว่า ชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามีต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ถึงการเกิดของเด็ก แต่ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันเกิดของเด็ก ดังนั้นเมื่อ ด. เป็นผู้ไปแจ้งเกิดว่า จำเลยเกิดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2512 เท่ากับอย่างน้อย ด. ต้องฟ้องภายใน 10 ปี นับแต่วันเกิดของจำเลย คืออย่างช้าในวันที่ 30 เมษายน 2522 การที่ ด. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2544 ด. จึงไม่ได้ตายก่อนพ้นระยะเวลาที่จะฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรตามเงื่อนไขแห่งมาตรา 1544 (1) เมื่อ ด. ซึ่งเป็นบิดายังไม่มีอำนาจฟ้องคดีได้แล้ว โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของ ด. แม้เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายก็ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยมิใช่บุตรของ ด. เช่นกัน ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งว่าจำเลยไม่ใช่บุตรของนายดำ ให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนชื่อนายดำจากสูติบัตรและแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์แถลงขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยไปตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อหาสารพันธุกรรมว่าตรงกับของโจทก์หรือไม่ จำเลยปฏิเสธ ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอของโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลมีคำสั่งให้โจทก์จำเลยไปทำการตรวจหาสารพันธุกรรมโดยจำเลยยินยอมไปตรวจและส่งผลการตรวจพิสูจน์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นบุตรของนายดำ กับนางเนี่ยม ต่อมานายดำอยู่กันฉันสามีภริยากับนางลับ วันที่ 17 สิงหาคม 2524 นายดำกับนางลับจดทะเบียนสมรสกัน ตามใบทะเบียนสมรส เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2531 นายดำแจ้งต่อเจ้าพนักงานเพื่อขอออกสูติบัตรว่า วันที่ 30 เมษายน 2521 เวลา 9 นาฬิกา จำเลยคลอดโดยมีนายดำกับนางลับเป็นบิดามารดา ตามสูติบัตร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีมีสิทธิโต้แย้งว่าเด็กมิใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตนได้ แต่ต้องกระทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1542 แต่บทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้สงวนไว้ใช้เฉพาะชายผู้ถูกอ้างว่าเป็นบิดาเด็กเท่านั้น เมื่อนายดำ ผู้ถูกอ้างว่าเป็นบิดาของจำเลยถึงแก่ความตายไปก่อนที่มีการฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1545 ได้เปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรได้ อันได้แก่ผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับเด็ก หรือผู้ที่จะเสียสิทธิรับมรดกเพราะการเกิดของเด็ก เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้ง ข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายดำ การที่นายดำถึงแก่ความตาย หากจำเลยเป็นบุตรของนายดำโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย ก็จะทำให้จำเลยเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายดำอีกคน โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร แต่ทั้งนี้ก็มีกำหนดระยะเวลาที่โจทก์จะใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา 1544 (1) ในกรณีที่ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีตายก่อนพ้นระยะเวลาที่ชายผู้เป็นสามีจะพึงฟ้อง ซึ่งมาตรา 1542 กำหนดระยะเวลาใช้สิทธิทางศาลได้ว่า ชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามีต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ถึงการเกิดของเด็ก แต่ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันเกิดของเด็ก ดังนั้นเมื่อนายดำเป็นผู้ไปแจ้งเกิดว่า จำเลยเกิดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2512 เท่ากับอย่างน้อยนายดำต้องฟ้องภายใน 10 ปี นับแต่วันเกิดของจำเลย คืออย่างช้าในวันที่ 30 เมษายน 2522 การที่นายดำถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2544 นายดำจึงไม่ได้ตายก่อนพ้นระยะเวลาที่จะฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรตามเงื่อนไขแห่งมาตรา 1544 (1) เมื่อนายดำซึ่งเป็นบิดายังไม่มีอำนาจฟ้องคดีได้แล้ว โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของนายดำ แม้เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายก็ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้มีคำสั่งว่าจำเลยมิใช่บุตรของนายดำเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ฎีกาของโจทก์ในประการอื่นที่ว่า จำเลยเป็นบุตรของนายดำหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1542 ม. 1544 (1) ม. 1545
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอรุณ กาลมิตร
จำเลย — นายบรรจบ กาลมิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา — นายสุนทร จันทร์ฉิ้น
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมศักดิ์ เนตรมัย
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พิศล พิรุณ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7068/2559
#604322
เปิดฉบับเต็ม

ตามสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ดังกล่าวเป็นการอ้างว่าโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" แต่ผู้เดียวในประเทศไทย โดยบริษัท ว. เจ้าของเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า "VANS" มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เมื่อปัจจุบันยังไม่มีการจดทะเบียนอนุญาตให้บุคคลใดใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ในประเทศไทย ดังนั้น ทั้งบริษัท อ. และโจทก์จึงมิใช่ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาด (Exclusive Licensee) จากเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จะมีอำนาจฟ้องผู้กระทำละเมิดเครื่องหมายการค้าของตนหรือที่ตนได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาดตามมาตรา 68 วรรคสอง โจทก์เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เมื่อสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยมิใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" สัญญาดังกล่าวจึงเป็นเพียงสัญญาที่ให้สิทธิแก่โจทก์ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ที่ทำขึ้นระหว่างบริษัท อ. กับโจทก์ โดยจำเลยมิได้เป็นคู่สัญญาดังกล่าวด้วย จำเลยจึงหาจำต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าวไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีในนามของตนเองเพื่อให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิดเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44

การขายสินค้าโดยลดราคาของจำเลยเป็นเพียงการขายสินค้าที่ยังเหลือจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น การขายสินค้าโดยลดราคาดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิตามปกติในทางการค้า มิใช่การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ธุรกิจการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ของโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือผิดสัญญาใด ๆ ต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ทำละเมิดจนถึงวันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,517,871 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินค่าขาดรายได้ในอัตราเดือนละ 600,000 บาท จนกว่าจำเลยจะหยุดทำละเมิด ให้ยึดหรืออายัดและมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้าย หรือจำหน่ายสินค้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยทั้งหมดรวมทั้งสินค้าของจำเลยที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" แต่ผู้เดียวในประเทศไทย จึงเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทในประเทศไทย และมีอำนาจฟ้องจำเลยว่ากระทำละเมิดเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า "...บริษัทแวนส์ อิงค์. เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ใช้กับสินค้าประเภทรองเท้าโดยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทย และบริษัทวี เอฟ ฮ่องกง ลิมิเต็ด ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว และทำสัญญาแต่งตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย..." จำเลยให้การว่า "แวนส์ อิงค์." มิได้นำสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน โจทก์มิใช่ผู้มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยถูกต้องตามกฎหมาย สัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายมิชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะ เห็นว่า ตามสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ดังกล่าวเป็นการอ้างว่าโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" แต่ผู้เดียวในประเทศไทย โดยบริษัทแวนส์ อิงค์. เจ้าของเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า "VANS" มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แต่ปรากฏจากคำเบิกความนายสมชาย นักวิชาการ กรมทรัพย์สินทางปัญญาว่า ปัจจุบันยังไม่มีการจดทะเบียนอนุญาตให้บุคคลใดใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ในประเทศไทย ดังนั้น ทั้งบริษัทวี เอฟ ฮ่องกง ลิมิเต็ด และโจทก์จึงมิใช่ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาด (Exclusive Licensee) จากเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จะมีอำนาจฟ้องผู้กระทำละเมิดเครื่องหมายการค้าของตนหรือที่ตนได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาดตามมาตรา 68 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เมื่อสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยมิใช่สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ดังที่วินิจฉัยไปข้างต้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นเพียงสัญญาที่ให้สิทธิแก่โจทก์ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า คำว่า "VANS" ที่ทำขึ้นระหว่างบริษัทวี เอฟ ฮ่องกง ลิมิเต็ด กับโจทก์ โดยจำเลยมิได้เป็นคู่สัญญาดังกล่าวด้วย จำเลยจึงหาจำต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าวไม่ การที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยยังฝ่าฝืนขายสินค้าหลังจากสัญญาตัวแทนระหว่างบริษัทวี เอฟ ฮ่องกง ลิมิเต็ด กับจำเลยสิ้นสุดลง ก็เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาตัวแทนที่ทำไว้กับบริษัทวี เอฟ ฮ่องกง ลิมิเต็ด มิใช่ผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีในนามของตนเองเพื่อให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิดเครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่จำเลยขายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" โดยลดราคาลงร้อยละ 40 ถึง 50 เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 หรือไม่ เห็นว่า ปรากฏจากคำเบิกความของนายสินทวี กรรมการบริษัทจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า สินค้าที่จำเลยจำหน่ายเป็นสินค้าที่จำเลยสั่งซื้อมาจากเจ้าของเครื่องหมายการค้า สินค้าดังกล่าวจึงเป็นสินค้าที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีสิทธิจำหน่ายสินค้าดังกล่าวได้ ส่วนที่จำเลยขายสินค้าโดยลดราคาลงร้อยละ 40 ถึง 50 นั้น นายสินทวีเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ส่วนที่ลดราคาลงประมาณร้อยละ 40 เป็นสินค้าที่มีตำหนิ หรือเป็นสินค้าที่จำเลยต้องการขายให้หมดไป เช่น เหลือ 1 หรือ 2 คู่ จะลดราคาลงถึงร้อยละ 70 ดังนั้น การขายสินค้าโดยลดราคาในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นเพียงการขายสินค้าที่ยังเหลือจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายเท่านั้นการขายสินค้าโดยลดราคาดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิตามปกติในทางการค้า มิใช่การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ธุรกิจการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "VANS" ของโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือผิดสัญญาใด ๆ ต่อโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความ 5,000 บาทแทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44 ม. 68 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็กเซลเลนซ์ สปอร์ต จำกัด
จำเลย — บริษัทอรสาสินทวี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชวาลย์ สุวรรณศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
ปริญญา ดีผดุง
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7053/2559
#605152
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 มาตรา 2 จะบัญญัติว่า ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2549 จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป แต่ตามความในมาตรา 3 (1) วรรคสอง บัญญัติให้เงินได้ที่ได้จ่ายตามวรรคหนึ่ง ต้องจ่ายภายในห้ารอบระยะเวลาบัญชีนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป โดยไม่มีข้อความใดบัญญัติให้เงินได้ที่จ่ายตามมาตรา 3 (1) วรรคหนึ่ง ที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้จะต้องเป็นเงินได้ที่ได้จ่ายหลังวันที่ พ.ร.ฎ ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ทั้งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 156) ฯ ซึ่งออกตาม พ.ร.ฎ ฉบับดังกล่าว ก็กำหนดเงื่อนไขในข้อ 3 ไว้แต่เพียงว่าต้องเป็นโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นเงินได้ที่ได้จ่ายหลัง พ.ร.ฎ ฉบับนี้ใช้บังคับ ดังนั้น เงินได้ที่ได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ตามมาตรา 3 (1) และได้จ่ายนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป แม้ก่อนวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.ฎ ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ค.20 เลขที่ 02015090/02/0089 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 เพิกถอนคำสั่งตามหนังสือแจ้งผลอุทธรณ์คำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรที่ กค 0722/5316 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีอากร 76,257,307.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงิน 50,501,528.22 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งคืนภาษีอากร ค.20 เลขที่ 02015090/02/0089 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นให้คืนเงินค่าภาษีอากรแก่โจทก์จำนวน 385,302,360.55 บาท และแก้ไขหนังสือแจ้งผลอุทธรณ์คำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรที่ กค 0722/5316 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 เป็นว่าโจทก์มีสิทธินำรายจ่ายตามโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน และโครงการปรับปรุงถังน้ำมันP-915 B มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ได้ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 กับให้จำเลยชำระเงิน 50,501,528.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 ตุลาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 150,000 บาทและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 70,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ วันที่ 9 พฤษภาคม 2550 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 โดยแสดงผลขาดทุนสุทธิ 381,391,962.60 บาท จึงไม่มีภาษีต้องชำระ แต่มีภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่ จ่าย 9,053,503.18 บาท และมีภาษีเงินได้ชำระไว้แล้วตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.51) 376,248,857.37 บาท จึงมีภาษีที่ชำระไว้เกิน 385,302,360.55 บาท โจทก์ขอคืนเงินภาษีที่ชำระไว้เกินจำนวนดังกล่าว โดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาเปลี่ยนเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มอบไว้แก่จำเลยเพื่อประกันเงินค่าภาษีตามจำนวนที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนไว้ จนกว่าผลการตรวจสอบภาษีของเจ้าพนักงานของจำเลยจะแล้วเสร็จ เจ้าพนักงานของจำเลยอนุมัติจ่ายคืนเงินภาษีอากรจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค.20) เลขที่ 02009090/02/0075 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 โจทก์ได้รับเงินค่าภาษีจำนวนดังกล่าวคืนแล้วต่อมาเจ้าพนักงานของจำเลยตรวจสอบแล้วปรากฏว่า โจทก์ได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณราคาทุนของสินค้าคงเหลือสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันและน้ำมันดิบ จากวิธีเข้าก่อน-ออกก่อน เป็นวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป และปรับปรุงราคาสินค้าต้นงวดให้เป็นวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก จึงมีผลให้สินค้าคงเหลือในงบการเงินยกมา ณ วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ตามวิธีเข้าก่อน-ออกก่อน (วิธีเดิม) ต่ำกว่าวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (วิธีใหม่) จำนวน 38,851,650.64 บาท โจทก์จึงนำมาถือเป็นรายจ่ายโดยปรับปรุงหักออกในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) เพื่อให้ราคาสินค้าต้นงวดเป็นวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก อันเป็นเหตุให้มีกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีลดลง จึงเป็นการคำนวณที่ไม่ถูกต้องตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้โจทก์ยังนำรายจ่ายตามโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน และโครงการปรับปรุงถัง P-915 B ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 มีผลใช้บังคับ จำนวน 2,038,939,821.38 บาท และ 1,441,991.15 บาท ตามลำดับ มาหักเป็นรายจ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ของเงินที่จ่าย คิดเป็นเงิน 510,095,453.13 บาท ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 โจทก์จึงไม่ได้รับการยกเว้นรัษฎากร เจ้าพนักงานของจำเลยจึงทำการปรับปรุงการคำนวณภาษีให้เป็นไปตามผลการตรวจสอบ ทำให้โจทก์มีกำไรสุทธิ 168,338,427.39 บาท ซึ่งจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 50,501,528.22 บาท เมื่อหักเงินจำนวนดังกล่าวจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย และที่โจทก์ชำระแล้วจำนวน 385,302,360.55 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีจำนวน 334,800,823.33 บาท ทำให้โจทก์ได้รับเงินค่าภาษีอากรคืนเกินไปกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนตามกฎหมายจำนวน 50,501,528.22 บาท เจ้าพนักงานของจำเลยจึงมีหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค.37) ที่ กค 0722/007 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 และหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด (ค.31) เลขที่ 0722/006 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 และออกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรตามจำนวนที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย 334,800,832.33 บาท ตามหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากร (ค.20) เลขที่ 02015090/02/0089 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 แจ้งให้โจทก์ทราบ วันที่ 20 มีนาคม 2552 โจทก์นำเงินจำนวน 50,501,528.22 บาท ไปชำระคืนแก่จำเลยแล้ว โจทก์เห็นว่าหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค.20) ดังกล่าว เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย วันที่ 11 มีนาคม 2552 โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์คัดค้านหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค.20) ดังกล่าว ต่ออธิบดีกรมสรรพากร จำเลยพิจารณาคำอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีหนังสือที่ กค 0722/5316 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 พิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ค.20) เลขที่ 02015090/02/0089 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 ถูกต้องชอบด้วยข้อกฎหมายแล้ว แต่โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วยคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เงินที่โจทก์จ่ายไปในโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง และโครงการปรับปรุงถัง P-915 B จำนวน 510,094,453.13 บาท ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 หรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า การตีความของจำเลยรวมทั้งการออกคำชี้แจงกรมสรรพากร เรื่อง การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุน หรือการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เพื่อการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากรฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2550 เกี่ยวกับมาตรา 3 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 156) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ บริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุน หรือการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออกหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 กันยายน 2549 หาได้เป็นการตีความเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย เนื่องจากนิติบุคคลที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว จะต้องจัดทำโครงการลงทุนตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว มาตรา 2 กำหนดไว้ชัดเจนว่า พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจากนุเบกษา เป็นต้นไป เมื่อพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2549 พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจึงมีผลบังคับใช้ในวันถัดไปคือวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป แต่โครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง และโครงการปรับปรุงถัง P-915 B ของโจทก์ทั้งสองโครงการได้รับอนุมัติและดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2549 และวันที่ 11 เมษายน 2549 ตามลำดับโดยได้มีการชำระเงินตามโครงการดังกล่าวบางส่วนก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 13 กรกฎาคม 2549 แม้โครงการของโจทก์ทั้งสองจะเกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว มาตรา 3 (1) วรรคสอง บัญญัติว่า เงินได้ที่จ่ายตามวรรคหนึ่ง ต้องจ่ายภายในห้ารอบระยะเวลาบัญชีนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป ก็ตาม แต่โครงการที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวต้องตีความโดยเคร่งครัดตามตัวอักษร เนื่องจากเป็นข้อยกเว้นจากหลักทั่วไป ด้วยเหตุนี้จึงต้องเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ การที่อธิบดีของจำเลยในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยยกเลิกคำชี้แจงกรมสรรพากร ฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2549 แล้วมีคำชี้แจงกรมสรรพากรฉบับใหม่ลงวันที่ 25 เมษายน 2550 เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว มาตรา 2 และมาตรา 3 (1) โดยชี้แจงให้ทราบว่า โครงการที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ต้องเป็นโครงการที่จัดทำเป็นโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 5,000,000 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชกฤษฎีกาและประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว การที่โจทก์นำรายจ่ายตามโครงการลงทุนทั้งสองโครงการที่เกิดขึ้นก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 เป็นเงินจำนวน 510,095,453.13 บาท โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ที่เก็บจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยโดยโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งว่า โครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง และโครงการปรับปรุงถัง P-915 B ของโจทก์ เข้าหลักเกณฑ์ในการที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 156) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ บริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุน หรือการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออกหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 กันยายน 2549 คงมีปัญหาโต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์แต่เพียงว่า โจทก์จะนำรายจ่ายจากโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง และโครงการปรับปรุงถัง P-915 B ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 มายกเว้นภาษีเงินได้ที่เก็บจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 มาตรา 3 (1) ได้หรือไม่ โดยพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่ (1) บริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามกฎหมาย ว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุนหรือการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนร้อยละยี่สิบห้าของเงินได้ที่ได้จ่ายไปนั้น โดยการดำเนินการดังกล่าวต้องเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักของกิจการและจัดทำเป็นโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด" และวรรคสอง บัญญัติว่า "เงินได้ที่จ่ายตามวรรคหนึ่ง ต้องจ่ายภายในห้ารอบระยะเวลาบัญชีนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2549 เป็นต้นไป"

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า แม้พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว มาตรา 2 จะบัญญัติว่า "พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม2549 จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป แต่ตามความในมาตรา 3 (1) วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวที่บัญญัติว่า "เงินได้ที่ได้จ่ายตามวรรคหนึ่ง ต้องจ่ายภายในห้ารอบระยะเวลาบัญชีนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2549 เป็นต้นไป" โดยไม่มีข้อความใดในพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวที่บัญญัติว่า เงินได้ที่จ่ายตามมาตรา 3 (1) วรรคหนึ่ง ที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร จะต้องเป็นเงินได้ที่ได้จ่ายหลังวันที่พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ทั้งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 156) ที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุน หรือการต่อเติมเปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 15 กันยายน 2549 ซึ่งออกตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ก็กำหนดเงื่อนไขในข้อ 3 ไว้แต่เพียงว่าต้องเป็นโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป เท่านั้น โดยไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นเงินได้ที่ได้จ่ายหลังพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวใช้บังคับ ดังนั้น เมื่อพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวบัญญัติไว้เป็นที่ชัดเจนว่า เงินได้ที่จ่ายตามมาตรา 3 (1) วรรคหนึ่ง ต้องจ่าย..นับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2549 เป็นต้นไป เงินได้ที่ได้จ่าย ตามหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว มาตรา 3 (1) และได้จ่ายนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป แม้ก่อนวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรด้วย การที่อธิบดีกรมสรรพากรออกคำชี้แจงกรมสรรพากร เรื่อง การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุน หรือการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 25 เมษายน 2550 ข้อ 2. ที่กำหนดว่า ผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว จะต้องมีการจัดทำโครงการการลงทุนของบริษัทในทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินธุรกิจหลักของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทรัพย์สินใหม่ การต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่มิใช่ซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องเป็นโครงการที่จัดทำเป็นโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 มีผลใช้บังคับ จึงเป็นการออกคำชี้แจงที่ขัดแย้งกับพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับโครงการที่จัดทำต้องเป็นโครงการตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธินำรายจ่ายตามโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน และโครงการปรับปรุงถังน้ำมัน P-915 B จำนวน 510,095,453.13 บาท มายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ค.20 เลขที่ 02015090/02/0089 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นให้คืนเงินค่าภาษีอากรแก่โจทก์จำนวน 385,302,360.55 บาท โดยให้จำเลยคืนเงินส่วนต่างที่จำเลยได้รับจากโจทก์จำนวน 50,501,528.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรจำนวน 50,501,528.22 บาท ที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2552 จนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 25,755,779.39 บาท และจนกว่าจำเลยจะชำระแก่โจทก์เสร็จ แต่ดอกเบี้ยที่ให้มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 460) พ.ศ.2549 ม. 2 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7052/2559
#604497
เปิดฉบับเต็ม

รายจ่ายที่จะนำมาคำนวณเพื่อหากำไรสุทธิได้นั้น ต้องเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นโดยเฉพาะ ซึ่งต้องพิเคราะห์ถึงลักษณะของรายจ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจ่าย ตลอดจนเหตุผลจากข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป โจทก์เป็นเพียงผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์แก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ และกองทุนรวมดังกล่าวมีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าแก่โจทก์จนครบเมื่อมีการจดทะเบียนสิทธิการเช่าตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่า การที่โจทก์ประกันค่าเช่าเพื่อให้ผู้ลงทุนเกิดความมั่นใจในการลงทุนกับกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ การประกันค่าเช่าจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่กองทุนรวมดังกล่าว มิใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ ดังนั้น เงินที่โจทก์จ่ายเป็นเงินประกันค่าเช่าให้แก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2550 จึงต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร แบบ ค.20 ฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2554 และใบแนบหนังสือแจ้งการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลชำระไว้เกินรายโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3770 และ 2494 ตำบลปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างอาคารสูงเลขที่ 60 ซอยหลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เดิมโจทก์ใช้ที่ดินและอาคารดังกล่าวประกอบกิจการโรงแรมชื่อโรงแรมเมย์แฟร์ แมริออท ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 โจทก์ทำสัญญาให้เช่าทรัพย์สินที่ดินและอาคารระยะยาวแก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ มีกำหนดเวลาเช่า 30 ปี โดยกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ทำสัญญาให้บริษัทแกรนด์ เมย์แฟร์ จำกัด เช่าช่วงเป็นเวลา 16 ปี และบริษัทแกรนด์ เมย์แฟร์ จำกัด ว่าจ้างกลุ่มบริษัทแมริออทเป็นผู้บริหารโรงแรม ในวันทำสัญญาเช่าโจทก์ได้รับค่าเช่าระยะเวลา 30 ปี เป็นเงิน 1,700,000,000 บาท และโจทก์จดทะเบียนสิทธิการเช่ามีเงื่อนไขให้โจทก์รับประกันค่าเช่าที่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์จะได้รับจากการให้เช่าช่วงเป็นเวลา 4 ปี 8 เดือน โดยในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2550 โจทก์ประกันค่าเช่าแก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์เป็นเงิน 107,250,000 บาท แต่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ได้รับค่าเช่าจริงต่ำกว่าจำนวนเงินประกันดังกล่าว โจทก์จึงจ่ายเงินส่วนต่างนั้นแก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์จำนวน 43,618,020.32 บาท ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2551 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2550 ต่อจำเลยเพื่อขอคืนภาษีเป็นเงิน 85,074,450.98 บาท แต่สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 ของจำเลยมีหนังสือแจ้งว่า โจทก์มีสิทธิได้รับคืนเพียง 83,012,866.19 บาท เนื่องจากในส่วนเงินประกันค่าเช่าสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2550 จำนวน 43,618,020.32 บาท โจทก์มีสิทธินำมาหักเป็นรายจ่ายได้เพียงบางส่วนคือ 1 ใน 3 เท่านั้น คิดเป็นเงิน 14 ล้านบาทเศษ แต่โจทก์นำมาคิดเป็นรายจ่ายทั้งจำนวน จึงต้องหักจำนวนเงิน 29,079,680.22 บาทออก ทั้งการที่โจทก์จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจำนวน 1,100,000,000 บาท ให้แก่ผู้ถือหุ้น ถือเป็นการให้กู้ยืมที่ต้องคิดดอกเบี้ยรับต่อกันตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งการไม่คืนภาษีอากรบางส่วน สรรพากรภาค 1 ของจำเลยมีคำวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีรายได้จากดอกเบี้ยรับ แต่รายจ่ายเงินประกันค่าเช่าเป็นการก่อความผูกพันค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามทั้งจำนวน ตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์มีสิทธิได้รับคืนภาษีเพิ่มขึ้น 479,704.81 บาท แต่โจทก์ยังไม่พอใจคำวินิจฉัยดังกล่าวจึงฟ้องขอคืนเงินภาษีส่วนที่ยังไม่ได้รับคืนเป็นคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินที่โจทก์จ่ายเป็นเงินประกันค่าเช่าให้แก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ จำนวน 43,618,020.32 บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2550 เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี บัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ...(13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ" หมายความว่า รายจ่ายที่จะนำมาคำนวณเพื่อหากำไรสุทธิได้นั้น ต้องเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นโดยเฉพาะเท่านั้น ซึ่งต้องพิเคราะห์ถึงลักษณะของรายจ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจ่าย ตลอดจนเหตุผลจากข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้โจทก์เป็นเพียงผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์แก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ และกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าแก่โจทก์ให้ครบจำนวน 1,700,000,000 บาทเมื่อมีการจดทะเบียนสิทธิการเช่าตามที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 3 อยู่แล้ว การที่โจทก์ประกันค่าเช่าดังกล่าวเพื่อให้ผู้ลงทุนเกิดความมั่นใจในการลงทุนกับกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ การประกันค่าเช่าจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ ซึ่งมิใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ อีกทั้งโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการ ย่อมประเมินสภาพมูลค่าทรัพย์สินของโจทก์ตามสภาวะเศรษฐกิจและการตลาดในขณะนำทรัพย์สินออกให้เช่าว่าจะได้รับค่าเช่าเท่าใดก่อนกำหนดค่าเช่า จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่โจทก์ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ เนื่องจากโจทก์และกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ต่างก็มีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของแต่ละนิติบุคคลแยกออกจากกัน กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์จะได้รับค่าเช่ามากน้อยเพียงใดย่อมเป็นเรื่องกิจการภายในธุรกิจของกองทุนรวมเอง ข้อที่โจทก์อ้างว่า หากโจทก์ไม่รับประกันค่าเช่าดังกล่าว กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์อาจจะไม่สามารถระดมทุนได้เพียงพอที่จะชำระค่าเช่าจำนวน 1,700,000,000 บาท ได้นั้น เป็นการขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากนายเขมชาติ และนางสาวรุ่งทิพย์ พยานโจทก์ต่างเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยืนยันว่า โจทก์ได้รับค่าเช่าจำนวน 1,700,000,000 บาท ไปครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ทำสัญญาเช่า ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญาข้อ 6.6 ยอมรับประกันค่าเช่าว่าค่าเช่าของโครงการเมย์แฟร์แมริออทจะมีจำนวนเท่ากับ 107,250,000 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2550 และจำนวนเท่ากับ 163,500,000 บาท สำหรับแต่ละปีของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 ถึงปี 2554 โดยหากค่าเช่ามีจำนวนน้อยกว่าเงินประกัน โจทก์จะชำระเงินส่วนต่างนั้นให้แก่กองทุนรวม ข้อสัญญานี้จึงมีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อช่วยเหลือกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ในการเสนอขายหน่วยลงทุนแก่ผู้ลงทุนเท่านั้น แต่ไม่มีผลทำให้โจทก์มีรายได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่สามารถจะอ้างได้ว่าเงินประกันค่าเช่าที่ต้องจ่ายจริงจำนวน 43,618,020.32 บาท นั้นได้จ่ายไปเพื่อประโยชน์ทางการค้าของโจทก์ ดังนั้น เงินที่โจทก์จ่ายเป็นเงินประกันค่าเช่าให้แก่กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โกลด์ จำนวน 43,618,020.32 บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2550 จึงต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (13)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกลเด้น แลนด์ (เมย์แฟร์) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา