คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2559
#605167
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ตาม ป.อ. มาตรา 209 เป็นความผิดสำเร็จทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบ ทั้งยังเป็นความผิดต่อเนื่องติดต่อกันตลอดมา ตราบใดที่ผู้กระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ยังคงเป็นสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าว เมื่อคณะบุคคลที่จำเลยทั้งเจ็ดเข้าร่วมเป็นสมาชิกตามที่โจทก์บรรยายฟ้องในคดีนี้ กับคณะบุคคลที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 เข้าร่วมเป็นสมาชิกตามที่โจทก์บรรยายฟ้องในคดีก่อนเป็นคณะบุคคลเดียวกัน และช่วงระยะเวลาที่จำเลยทั้งเจ็ดสมัครเป็นสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าวอยู่ในช่วงระยะเวลาเดียวกันกับระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 สมัครเป็นสมาชิกของคณะบุคคลในคดีดังกล่าว ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำหรือเป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว หากคดีดังกล่าวถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญาในความผิดฐานเป็นอั้งยี่มาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) หรือหากคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือศาลฎีกา ห้ามมิให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ในความผิดเป็นอั้งยี่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

ความผิดฐานเป็นซ่องโจรตาม ป.อ. มาตรา 210 เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บทบัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานเป็นซ่องโจรจึงเป็นขั้นตอนการกระทำความผิดที่ยกระดับจากความผิดฐานเป็นอั้งยี่ โดยมีการกระทำถึงขั้นคบคิดหรือตกลงกันหรือประชุมหรือตกลงกันเพื่อกระทำความผิด ส่วนความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายตาม ป.อ. มาตรา 135/2 (2) จะเป็นความผิดต่อเมื่อผู้กระทำได้สะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย หรือการกระทำอื่นใดตามที่บทบัญญัติไว้ในมาตรา 135/2 (2) อันเป็นการยกระดับจากความผิดฐานเป็นอั้งยี่เช่นกัน แม้ความผิดฐานเป็นซ่องโจรและความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายอาจเป็นความผิดกรรมเดียวกันได้หากเป็นการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อก่อการร้ายซึ่งเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา แต่วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันก่อการร้ายในคดีนี้ต่างจากวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันก่อการร้ายในคดีก่อน และเจตนาในการกระทำความผิดคดีนี้ต่างกับเจตนาในการกระทำความผิดที่โจทก์ฟ้องในคดีก่อน ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันก่อการร้ายคดีนี้เป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกันกับความผิดฐานเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันก่อการร้ายในคดีก่อน จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำกับฟ้องในความผิดฐานเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันก่อการร้ายในคดีดังกล่าว

เมื่อการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรในคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 สมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำการก่อการร้าย และลงมือกระทำความผิดฐานก่อการร้ายโดยร่วมกันมีวัตถุระเบิด ดังนี้ การกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรและความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายในคดีนี้จึงเป็นกระทำความผิดโดยมีเจตนาเดียวกันในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวอันถือเป็นความผิดกรรมเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 ส่วนการกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ และฐานเป็นซ่องโจรเป็นการกระทำความผิดที่ยกระดับถึงขั้นมีการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดไม่ว่าโดยร่วมกันคบคิดหรือวางแผนเพื่อกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น การกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ และฐานเป็นซ่องโจรจึงเป็นการกระทำความผิดที่ผู้กระทำความผิดมีเจตนาต่างกัน อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 83, 91, 135/1, 135/2, 209 และ 210 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 38, 55, 72, 74 และ 78 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 17, 22 และ 25 ริบของกลาง

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 หลบหนีจากการควบคุมของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 7 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 55 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 6 วรรคหนึ่ง มาตรา 25 ประกอบมาตรา 17 มาตรา 22 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) (2) (3) มาตรา 135/2 (2) มาตรา 209 วรรคแรก และมาตรา 210 วรรคท้าย ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุกคนละ 20 ปี ฐานร่วมกันทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันดักรับไว้ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยโดยมิชอบด้วยกฎหมายซึ่งข่าววิทยุคมนาคมที่มิได้มุ่งหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติหรือประชาชน จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 คนละ 1 ปี ฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 คนละ 7 ปี ฐานร่วมกันตระเตรียมการเพื่อก่อการร้าย จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 คนละ 10 ปี ความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายกับฐานร่วมกันเป็นช่องโจรเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและสภาพความผิดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 อุกอาจร้ายแรง เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศชาติ และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม จึงเห็นสมควรลงโทษสถานหนัก ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 รวมจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 27 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นมารวมได้อีก คงให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 สถานเดียว ริบของกลาง สำหรับวิทยุคมนาคมริบไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ในข้อหาอื่นนอกจากนี้

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) ประกอบมาตรา 83 ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายกับความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจรเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี รวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว เป็นจำคุกคนละ 30 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 20 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึง ที่ 5 และที่ 7 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 มิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 เวลา 6.30 นาฬิกา เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่สวนยางพาราของนายสุข ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเขานาคา หมู่ที่ 5 ตำบลกะลุวอ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส นายสุขจึงไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตันหยงพันตำรวจตรีเฉลิมชัย จึงสั่งการให้สิบตำรวจเอกสมคิด ดาบตำรวจแชน กับพวกไปตรวจสอบพร้อมเจ้าพนักงานชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส และเจ้าหน้าที่วิทยาการจังหวัดนราธิวาส เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุสิบตำรวจเอกสมคิดกับพวกพบหลุมลึกประมาณ 5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 10 เซนติเมตร และพบรอยเลือดเป็นทางยาวห่างจากหลุมระเบิดประมาณ 30 เมตร หายเข้าไปในสวนยางพาราหลังโรงเรียนอิสลามบูรพา พันตำรวจตรีเฉลิมชัยจึงเรียกประชุมเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อตรวจค้นโรงเรียนดังกล่าว โดยได้รับกำลังสนับสนุนจากกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เจ้าหน้าที่ทหารและฝ่ายปกครองรวมทั้งหมดจำนวนประมาณกว่า 100 นาย จากนั้นเจ้าพนักงานได้เข้าตรวจค้นโรงเรียนอิสลามบูรพา เมื่อเวลาประมาณ 15 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุ ขณะเข้าตรวจค้นเจ้าพนักงานพบว่าบริเวณที่บ้านพักภายในโรงเรียนดังกล่าวมีชายกลุ่มหนึ่งวิ่งหนีไป พันตำรวจตรีเฉลิมชัยจึงสั่งการให้เจ้าพนักงานไปตรวจค้นที่บ้านพักดังกล่าวซึ่งมีอยู่จำนวน 4 หลัง แต่ละหลังห่างกันประมาณ 2 ถึง 3 เมตร จากการตรวจค้นบ้านหลังแรกคือบ้านหมายเลข 6 ในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ไม่พบผู้ใดและไม่พบสิ่งผิดกฎหมายและขณะเข้าตรวจค้นสิบตำรวจเอกสมคิดเห็นชายกลุ่มหนึ่งวิ่งหนีออกจากบ้านหลังที่ 3 ซึ่งเป็นบ้านหมายเลข 8 เข้าไปในบ้านหลังที่ 2 ซึ่งเป็นบ้านหมายเลข 7 ในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวด้วย และจากการตรวจค้นบ้านหลังที่ 2 พบจำเลยที่ 6 อยู่ที่ห้องภายในบ้านดังกล่าว จึงทำการตรวจค้นตัวแต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แต่พบวิทยุสื่อสารอยู่ภายในบ้านดังกล่าว และพบจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หลบซ่อนอยู่อีกห้องหนึ่ง ภายในบ้านหลังที่ 2 จึงทำการตรวจค้นตัวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แล้วควบคุมตัวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 6 ไว้ จากการตรวจค้นภายในบ้านหลังที่ 2 เจ้าพนักงานพบอาวุธปืนพกขนาด 9 มม. และขนาด .38 กับปืนลูกซองยาวและมีดรวมทั้งสิ่งของอื่นอีกหลายรายการรวมจำนวน 13 รายการ จึงยึดไว้เป็นของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญาและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 และขณะเข้าตรวจค้นบ้านหลังที่ 3 ซึ่งเป็นบ้านหมายเลข 8 ในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจเห็นนายตอริก กระโดดออกจากหน้าต่าง แต่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมตัวไว้ได้ และเมื่อร้อยตำรวจโทอนุรักษ์ กับพวกปีนหน้าต่างเข้าไปในบ้านหลังที่ 3 จำเลยที่ 4 และที่ 5 หลบอยู่ใต้ผ้านวมที่ราวแขวนผ้า จึงควบคุมตัวไว้ และตรวจค้นภายในบ้านหลังที่ 3 พบซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรท ดินระเบิด และชิ้นส่วนประกอบวัตถุระเบิดสีโป๊รถยนต์และน้ำมันเบนซินบรรจุในแกลลอน ตามบัญชีของกลางคดีอาญา และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และจากการตรวจค้นบ้านหลังที่ 4 ซึ่งเป็นบ้านพักของนายมะเปาซี ครูสอนศาสนาอิสลามหรืออุสตาซของโรงเรียนอิสลาม เจ้าพนักงานพบฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ แผ่นดิสก์ กับสว่านเจาะผิวถนนพร้อมมือบิด เพลาของเครื่องตัดหญ้าที่ใต้ถุนบ้าน จึงยึดไว้เป็นของกลาง ตามบัญชีของกลาง และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ขณะตรวจค้นนายมะเปาซีไม่ได้อยู่ที่บ้านนั้น หลังจากนั้นเจ้าพนักงานได้เชิญตัวจำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นครูสอนศาสนาอิสลามโรงเรียนอิสลามบูรพามาสอบถามและจับกุมตัวไว้ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งเจ็ดและนายตอริกว่า ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร และร่วมกันก่อการร้าย กับร่วมกันทำ มี ใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน และร่วมกันทำ มี ใช้ นำเข้านำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันดักรับไว้ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยโดยมิชอบด้วยกฎหมายซึ่งข่าววิทยุคมนาคมที่มิได้มุ่งหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติหรือประชาชน ชั้นสอบสวนนายตอริกและจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 7 จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 6 วรรคหนึ่ง มาตรา 25 ประกอบมาตรา 17 ส่วนข้ออื่นให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ให้การปฏิเสธทุกข้อหา ต่อมาเจ้าพนักงานได้เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากจำเลยทั้งเจ็ดและจากสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านที่เกิดเหตุรวมทั้งรถยนต์ของจำเลยที่ 7 และส่งอาวุธปืน วัตถุระเบิด เครื่องวิทยุคมนาคม ซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่และของกลางตัวอย่างดีเอ็นเอของจำเลยทั้งเจ็ดและเสื้อผ้าของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 แยกส่งไปตรวจพิสูจน์และได้รับผลการตรวจพิสูจน์ ตามรายงานผลการพิสูจน์ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2552 และรายงานผลการตรวจพิสูจน์พันธุกรรมลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2550

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ความผิดฐานเป็นซ่องโจร และความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 465/2553, 2027/2553, 856/2554 และคดีหมายเลขดำที่ 373/2555 ของศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้โจทก์ฎีกาด้วยว่าการกระทำความผิดฐานอั้งยี่ ความผิดฐานซ่องโจร และความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 มาตรา 210 และมาตรา 135/2 (2) ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวรวมกันไปกับปัญหาเรื่องฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 สำหรับปัญหาที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ความผิดฐานเป็นอั้งยี่และความผิดฐานเป็นซ่องโจรคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 465/2553, 2027/2553, 856/2554 และคดีหมายเลขดำที่ 373/2555 ของศาลอุทธรณ์ภาค 9 นั้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ไม่ได้อ้างส่งสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในคดีดังกล่าว คงอ้างส่งเพียงสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วเห็นว่า ตามสำเนาคำพิพากษา ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถูกฟ้องในข้อหาความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย เป็นอั้งยี่ และเป็นซ่องโจรนั้น โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกรวมจำนวน 14 คน ร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่โดยเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลชื่อ ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีหรือขบวนการบีอาร์เอ็น และร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร และวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกรวมจำนวน 14 คน ร่วมกันกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ส่วนสำเนาคำพิพากษา ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถูกฟ้องในข้อหาความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายเป็นอั้งยี่ และเป็นซ่องโจรนั้น โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า เมื่อประมาณปี 2547 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2548 จำเลยที่ 1 และที่ 4 กับพวกที่หลบหนีไปร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลชื่อ ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีหรือขบวนการบีอาร์เอ็น ร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นก่อการร้าย ตามสำเนาคำพิพากษา ซึ่งจำเลยที่ 5 ถูกฟ้องในความผิดฐานก่อการร้ายเป็นอั้งยี่ และเป็นซ่องโจรนั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อปี 2547 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 5 กับพวกที่หลบหนีไปร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่โดยเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลชื่อ ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีหรือขบวนการบีอาร์เอ็น และร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร และระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2548 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 5 กับพวกที่หลบหนีไปร่วมกันกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าเมื่อประมาณต้นปี 2547 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลชื่อ ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีหรือขบวนการบีอาร์เอ็น และเป็นซ่องโจรและวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันกระทำความผิดฐานก่อการร้ายดังนี้ เมื่อการกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 เป็นความผิดสำเร็จทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบ ทั้งยังเป็นความผิดต่อเนื่องติดต่อกันตลอดมาตราบใดที่ผู้กระทำความผิดฐานนี้ยังคงเป็นสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าว ความผิดฐานนี้จึงไม่อาจเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งได้ หากผู้กระทำความผิดฐานนี้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการไม่ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลอื่นใดที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบอีก เมื่อคณะบุคคลที่โจทก์บรรยายในฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยทั้งเจ็ดสมัครเข้าเป็นสมาชิกกับคณะบุคคลที่โจทก์บรรยายในฟ้องตามสำเนาคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 สมัครเข้าเป็นสมาชิกเป็นคณะบุคคลเดียวกันคือขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีหรือขบวนการบีอาร์เอ็น และระยะเวลาที่จำเลยทั้งเจ็ดกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ในคดีนี้โดยสมัครเข้าสมาชิกของคณะบุคคลดังกล่าวซึ่งอยู่ระหว่างต้นปี 2547 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 อยู่ในช่วงระยะเดียวกับที่โจทก์บรรยายการกระทำผิดฐานเป็นอั้งยี่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 คดีนี้ในคดีตามสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวไว้ข้างต้น ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ในคดีนี้จึงย่อมเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ก็ต้องเป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องในคดีตามสำเนาคำพิพากษา หากในคดีตามคำพิพากษา ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดหรืออยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาแล้วแต่กรณี สิทธินำคดีอาญาในความผิดฐานเป็นอั้งยี่มาฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ย่อมระงับไปเพราะศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือเป็นฟ้องซ้อนซึ่งห้ามมิให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ในความผิดเป็นอั้งยี่อีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนจำเลยที่ 7 นั้นไม่ปรากฏจากสำเนาคำพิพากษาว่าถูกฟ้องในข้อหาความผิดฐานเป็นอั้งยี่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ด้วยแต่อย่างใด ดังนั้น สำหรับจำเลยที่ 7 ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับคดีตามสำเนาคำพิพากษาดังกล่าวด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 7 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ประการต่อมาจึงมีว่าความผิดฐานเป็นซ่องโจรและความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 และ 135/2 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับฟ้องในความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายในคดีตามสำเนาคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บทบัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานเป็นซ่องโจรจึงเป็นขั้นตอนการกระทำความผิดที่ยกระดับจากความผิดฐานเป็นอั้งยี่โดยมีการกระทำถึงขั้นคบคิดหรือตกลงกันหรือประชุมหารือกันเพื่อจะกระทำความผิด ส่วนความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) จะเป็นความผิดต่อเมื่อผู้กระทำได้สะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคมกัน เพื่อก่อการร้าย หรือกระทำความผิดใด ๆ อันเป็นส่วนของแผนการเพื่อก่อการร้าย หรือยุยงประชาชนให้เข้ามีส่วนร่วมในการก่อการร้าย หรือรู้ว่ามีผู้จะก่อการร้ายแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ อันเป็นการยกระดับจากความผิดฐานเป็นอั้งยี่เช่นกัน โดยมีการลงมือกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บทบัญญัติไว้ในมาตรา 135/2(2) แม้ความผิดฐานเป็นซ่องโจรและความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายตามมาตรา 210 และ 135/2 (2) อาจเป็นความผิดกรรมเดียวกันได้หากเป็นการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อก่อการร้ายซึ่งเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญาดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคดีนี้ แต่หากการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันก่อการร้ายในคดีนี้เป็นความผิดต่างกรรมกันกับการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันก่อการร้ายในคดีก่อน ศาลก็สามารถลงโทษผู้กระทำความผิดฐานดังกล่าวในคดีนี้ได้ เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันก่อการร้ายของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ในคดีนี้ต่างจากวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันก่อการร้ายของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ในคดีตามสำเนาคำพิพากษา การกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันก่อการร้ายในคดีนี้เป็นการกระทำความผิดที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 มีเจตนาในการกระทำความผิดต่างกับเจตนาในการกระทำความผิดที่โจทก์ฟ้องในคดีก่อน การกระทำความผิดในคดีนี้จึงเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกันกับความผิดฐานเป็นซ่องโจรและความผิดฐานก่อการร้ายที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีก่อน ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันก่อการร้ายคดีนี้เป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกันกับความผิดฐานเป็นซ่องโจรและความผิดฐานก่อการร้ายจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำกับฟ้องในความผิดฐานเป็นซ่องโจรและความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายในคดีตามสำเนาคำพิพากษา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานเป็นอั้งยี่และความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายในคดีนี้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เมื่อวินิจฉัยไว้แล้วว่าความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายตามมาตรา 210 และ มาตรา 135/2 (2) อาจเป็นความผิดกรรมเดียวกันได้หากเป็นการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อก่อการร้ายซึ่งเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา หรือได้มีการลงมือกระทำผิดฐานก่อการร้ายตามที่สมคบคิดกันอันเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 135/2 (2) ด้วย เช่น ลงมือกระทำความผิดตามที่สมคบคิดกันก่อการร้ายโดยการสะสมกำลังพลหรืออาวุธ หรือจัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ความผิดฐานสมคบกันเป็นซ่องโจรเป็นการกระทำความผิดส่วนหนึ่งของความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย เมื่อการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรในคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 สมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำการก่อการร้ายและลงมือกระทำความผิดฐานก่อการร้ายโดยร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่ทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สิน ดังนั้น การกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรและความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายในคดีนี้จึงเป็นการกระทำความผิดโดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 มีเจตนาเดียวกันในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวอันถือเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาว่าการกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่กับความผิดฐานเป็นซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 และมาตรา 210 จะเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามฎีกาของโจทก์หรือไม่นั้น เมื่อวินิจฉัยไว้แล้วว่าความผิดฐานเป็นอั้งยี่เป็นความผิดสำเร็จเมื่อได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรตามมาตรา 210 แห่งประมวลกฎหมายอาญานั้น เป็นการกระทำความผิดที่ยกระดับถึงขั้นมีการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดไม่ว่าโดยร่วมกันคบคิดหรือวางแผนเพื่อกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น การกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่และการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรจึงเป็นการกระทำความผิดที่ผู้กระทำความผิดมีเจตนาต่างกันอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อวินิจฉัยไว้แล้วว่าความผิดฐานเป็นอั้งยี่ในคดีนี้เฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับฟ้องในคดีตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตาม โดยหากคดีตามสำเนาคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุดแล้วย่อมถือว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง สิทธินำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ในความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) แต่หากคดีตามสำเนาคำพิพากษาดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด แต่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือศาลฎีกา โจทก์คดีนี้ก็ต้องห้ามมิให้นำคดีข้อหาความผิดฐานเป็นอั้งยี่มายื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นคดีนี้อีกเพราะเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) เมื่อโจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ในข้อหาความผิดฐานเป็นอั้งยี่ในคดีนี้ได้อีกด้วยเหตุผลดังกล่าว กรณีจึงไม่มีเหตุให้ต้องวินิจฉัยว่าความผิดฐานเป็นอั้งยี่กับความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ในคดีนี้ว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่อีก ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 จึงต้องพิพากษายกฟ้องสำหรับความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ความผิดฐานเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 210 และมาตรา 135/2 (2) เป็นความผิดกรรมเดียวกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 7 ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ในความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 มีความผิดฐานเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 และมาตรา 135/2 (2) ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกคนละ 5 ปี ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โทษจำคุกคนละ 20 ปี ในความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ โทษจำคุกคนละ 2 ปี ในความผิดฐานร่วมกันทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโทษจำคุกคนละ 1 ปี ในความผิดฐานร่วมกันดักรับไว้ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยโดยมิชอบด้วยกฎหมายซึ่งข่าววิทยุคมนาคมที่มิได้มุ่งหมายเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติหรือประชาชนแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 30 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุกคนละ 20 ปี คงให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 6 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 135/1 ม. 135/2 ม. 209 ม. 210
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายมะนาเซ ยา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายทรงพล พันธุ์วิชาติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิธูร คลองมีคุณ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5661/2559
#602810
เปิดฉบับเต็ม

การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่กฎหมายให้สิทธิแก่บิดาที่มิได้สมรสกับมารดากระทำได้ ไม่ว่าเด็กนั้นจะบรรลุนิติภาวะแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่หากเด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดา หรือไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1548 วรรคสาม และในกรณีที่เด็กยังเป็นผู้เยาว์ เด็กหรือมารดาเด็กอาจแจ้งต่อนายทะเบียนว่าบิดาไม่สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือร้องขอต่อศาลให้พิพากษาว่า ผู้ขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรไม่เป็นผู้สมควรใช้อำนาจปกครองทั้งหมดหรือบางส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1549 วรรคสอง จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะให้การคุ้มครองประโยชน์และความผาสุกของบุตรโดยให้มีสิทธิและหน้าที่ระหว่างบิดากับบุตรตั้งแต่วันที่เด็กเกิด กรณีเช่นนี้แม้กฎหมายจะมิได้กำหนดระยะเวลาในการขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรดังเช่นที่บัญญัติไว้ในกรณีของการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1556 วรรคสามและวรรคสี่ และแม้เด็กหรือบิดาของเด็กถึงแก่ความตายแล้ว ก็ให้สิทธิแก่ผู้สืบสันดานของเด็กหรือเด็กที่จะฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการรับมรดกระหว่างกันอันมีบทกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในมาตรา 1556 วรรคสี่ และมาตรา 1558 สำหรับคดีนี้เป็นการร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ซึ่งไม่มีบทกฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิโดยชัดแจ้งว่าให้ผู้อ้างว่าเป็นบิดาของเด็กนำคดีไปสู่ศาล ขอให้ศาลพิพากษาให้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรในกรณีที่เด็กถึงแก่ความตายแล้วได้ ซึ่งแตกต่างจากกรณีที่เด็กไม่มีมารดาหรือมารดาถึงแก่ความตาย โดยมีการตั้งผู้อื่นเป็นผู้ปกครองก่อนมีการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร บิดาซึ่งจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย่อมมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งถอนความเป็นผู้ปกครองบางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1552 ย่อมเป็นข้อแสดงว่าความมีอยู่ซึ่งสภาพบุคคลของมารดาหรือไม่ มิใช่เป็นข้อสาระสำคัญ ฉะนั้น ความในมาตรา 1548 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่เด็กหรือมารดาเด็ก...ไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล" คำว่า "ไม่อาจให้ความยินยอม" ย่อมหมายถึงกรณีที่เด็กไม่อยู่ในภาวะที่จะให้ความยินยอมได้ เช่น เด็กยังไร้เดียงสา หรือเป็นคนวิกลจริต เป็นต้น หาใช่เป็นกรณีที่เด็กสิ้นสภาพบุคคลแล้วไม่ เพราะการพิสูจน์ความเป็นบิดากับบุตรโดยอาศัยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ย่อมกระทำได้ยาก ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิแก่ผู้ร้องในอันที่จะนำเสนอคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อขอให้ศาลพิพากษาให้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ผู้ร้องย่อมไม่อาจใช้สิทธิทางศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2559)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวสุพัตรา โดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนายบัญชา ผู้ร้องไปขอจดทะเบียนรับนายบัญชาเป็นบุตร แต่นายทะเบียนไม่ดำเนินการให้เนื่องจากนายบัญชาถึงแก่ความตายแล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จดทะเบียนรับนายบัญชา เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นประกาศคำร้องและวันนัดไต่สวนแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

วันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดไต่สวน แล้ววินิจฉัยว่าผู้ร้องประสงค์จะให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จดทะเบียนรับรองนายบัญชา ที่ถึงแก่ความตายไปแล้วเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องในอันที่จะใช้สิทธิทางศาล ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จดทะเบียนรับรองนายบัญชา เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่กฎหมายให้สิทธิแก่บิดาที่มิได้สมรสกับมารดากระทำได้ ไม่ว่าเด็กนั้นจะบรรลุนิติภาวะแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่หากเด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดา หรือไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1548 วรรคสาม และในกรณีที่เด็กยังเป็นผู้เยาว์ เด็กหรือมารดาเด็กอาจแจ้งต่อนายทะเบียนว่าบิดาไม่สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือร้องขอต่อศาลให้พิพากษาว่าผู้ขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรไม่เป็นผู้สมควรใช้อำนาจปกครองทั้งหมดหรือบางส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1549 วรรคสอง จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะให้การคุ้มครองประโยชน์และความผาสุกของบุตรโดยให้มีสิทธิและหน้าที่ระหว่างบิดากับบุตรตั้งแต่วันที่เด็กเกิด กรณีเช่นนี้แม้กฎหมายจะมิได้กำหนดระยะเวลาในการขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรดังเช่นที่บัญญัติไว้ในกรณีของการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1556 วรรคสามและวรรคสี่ และแม้เด็กหรือบิดาของเด็กถึงแก่ความตายแล้วก็ให้สิทธิแก่ผู้สืบสันดานของเด็กหรือเด็กที่จะฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการรับมรดกระหว่างกันอันมีบทกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในมาตรา 1556 วรรคสี่ และมาตรา 1558 สำหรับคดีนี้เป็นการร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ซึ่งไม่มีบทกฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิโดยชัดแจ้งว่าให้ผู้อ้างว่าเป็นบิดาของเด็กนำคดีไปสู่ศาลขอให้ศาลพิพากษาให้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรในกรณีที่เด็กถึงแก่ความตายแล้วได้ ซึ่งแตกต่างจากกรณีที่เด็กไม่มีมารดาหรือมารดาถึงแก่ความตาย โดยมีการตั้งผู้อื่นเป็นผู้ปกครองก่อนมีการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร บิดาซึ่งจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย่อมมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งถอนความเป็นผู้ปกครองบางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1552 ย่อมเป็นข้อแสดงว่าความมีอยู่ซึ่งสภาพบุคคลของมารดาหรือไม่ มิใช่เป็นข้อสาระสำคัญ ฉะนั้น ความในมาตรา 1548 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่เด็กหรือมารดาเด็ก...ไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล" คำว่า "ไม่อาจให้ความยินยอม" ย่อมหมายถึงกรณีที่เด็กไม่อยู่ในภาวะที่จะให้ความยินยอมได้ เช่น เด็กยังไร้เดียงสา หรือเป็นคนวิกลจริต เป็นต้น หาใช่เป็นกรณีที่เด็กสิ้นสภาพบุคคลแล้วไม่ เพราะการพิสูจน์ความเป็นบิดากับบุตรโดยอาศัยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ย่อมกระทำได้ยาก ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิแก่ผู้ร้องในอันที่จะนำเสนอคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อขอให้ศาลพิพากษาให้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ผู้ร้องย่อมไม่อาจใช้สิทธิทางศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องมาชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1548 ม. 1549 ม. 1552 ม. 1556 ม. 1558
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพะเยา — นายวิชา เหล่าเทิดพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
วันทนี กีรติพิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5660/2559
#602811
เปิดฉบับเต็ม

บุตรที่เกิดนอกสมรสจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาในภายหลังได้ 3 ประการ คือ เมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเด็กเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1547 เมื่อปรากฏตามคำร้องขอของผู้ร้องว่า ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบิดาตามกฎหมายของ พ. และมีสิทธิได้รับมรดกของ พ. มิใช่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร ทั้งการที่จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1547 และมาตรา 1555 นั้น เป็นสิทธิของฝ่ายเด็กที่จะฟ้องให้ศาลมีคำพิพากษาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้กล่าวคือ ในกรณีที่เด็กยังมีอายุไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ ให้ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ฟ้องคดีแทน หรือในกรณีที่เด็กไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม หรือมีแต่ผู้แทนโดยชอบธรรมไม่สามารถทำหน้าที่ได้ให้ญาติสนิทของเด็กหรืออัยการร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีเพื่อทำหน้าที่ฟ้องคดีแทนเด็ก มิใช่กรณีที่ให้สิทธิแก่บุคคลที่อ้างว่าเป็นบิดาของเด็กมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร ทั้งผู้ร้องมิได้ร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ร้องจดทะเบียนว่าเด็กเป็นบุตรเพื่อนำคำพิพากษาไปขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1548 แต่กลับขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้ร้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของ พ. ซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะคำพิพากษาของศาลในกรณีเช่นนี้ไม่มีผลทำให้ผู้ร้องมีสถานะเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของ พ. กรณีของผู้ร้องจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 1547 จึงไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิแก่ผู้ร้องในอันที่จะนำเสนอคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของ พ. ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2559)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องแต่งงานกับนางมะลิ (จำชื่อสกุลเดิมไม่ได้) ตามประเพณี และอยู่กินกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2493 มีบุตร 12 คน โดย นางพิกุล เป็นบุตรลำดับที่ 4 ของผู้ร้องกับนางมะลิ และนางพิกุลถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2547 ด้วยโรคมะเร็งเต้านม ระหว่างนางพิกุลยังมีชีวิตและอยู่ในวัยเยาว์ ผู้ร้องเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษาและให้ใช้ชื่อสกุลของผู้ร้อง เมื่อนางพิกุลบรรลุนิติภาวะได้สมรสกับนายจิตติ มีบุตร 3 คน ต่อมาปี 2531 นางพิกุลจดทะเบียนหย่ากับนายจิตติ นางพิกุลมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 3 แปลง เมื่อนางพิกุลถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งนายวีรสรรค์ บุตรของนางพิกุลเป็นผู้จัดการมรดกของนางพิกุล นายวีรสรรค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพิกุลพยายามขับไล่ผู้ร้องออกจากบ้านของนางพิกุลที่ผู้ร้องอยู่อาศัยด้วย ผู้ร้องเป็นบิดามีส่วนได้รับมรดกของนางพิกุล แต่นายวีรสรรค์ไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้องโดยอ้างว่าผู้ร้องมิใช่บิดาตามกฎหมายของนางพิกุล ขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบิดาตามกฎหมายของนางพิกุลและมีสิทธิได้รับมรดกของนางพิกุล

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่สามีของนางมะลิ และนางพิกุลมิใช่บุตรของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูนางพิกุล ระหว่างแบ่งมรดกของนางพิกุล ผู้ร้องไม่เคยเข้าเกี่ยวข้อง ผู้คัดค้านแบ่งมรดกของนางพิกุลเสร็จตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งเกิน 1 ปี แล้ว นอกจากนี้ไม่มีกฎหมายให้สิทธิผู้ร้องในการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นทายาทของนางพิกุลและเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนางพิกุล ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ร้องเป็นบิดาของนางพิกุล คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า นางพิกุลเป็นบุตรของนางมะลิ นางพิกุลสมรสกับนายจิตติ และมีบุตรด้วยกัน 3 คน โดยนายวีรสรรค์ ผู้คัดค้าน เป็นบุตรคนหนึ่ง ต่อมานางพิกุลจดทะเบียนหย่ากับนายจิตติในปี 2531 ครั้นปี 2547 นางพิกุลถึงแก่ความตาย โดยศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางพิกุล ส่วนนางมะลิถึงแก่ความตายก่อนนางพิกุล

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของนางพิกุล ผู้ตายได้หรือไม่ เห็นว่า บุตรที่เกิดนอกสมรสจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาในภายหลังได้ 3 ประการ คือ เมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเด็กเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 เมื่อปรากฏตามคำร้องขอของผู้ร้องว่า ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบิดาตามกฎหมายของนางพิกุลและมีสิทธิได้รับมรดกของนางพิกุล มิใช่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร ทั้งการที่จะฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 และ มาตรา 1555 นั้น เป็นสิทธิของฝ่ายเด็กที่จะฟ้องให้ศาลมีคำพิพากษาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ กล่าวคือ ในกรณีที่เด็กยังมีอายุไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ ให้ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ฟ้องคดีแทน หรือในกรณีที่เด็กไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือมีแต่ผู้แทนโดยชอบธรรมไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ให้ญาติสนิทของเด็กหรืออัยการร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีเพื่อทำหน้าที่ฟ้องคดีแทนเด็ก มิใช่กรณีที่ให้สิทธิแก่บุคคลที่อ้างว่าเป็นบิดาของเด็กมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตร ทั้งผู้ร้องมิได้ร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ร้องจดทะเบียนว่าเด็กเป็นบุตรเพื่อนำคำพิพากษาไปขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 แต่กลับขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้ร้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของนางพิกุล ซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะคำพิพากษาของศาลในกรณีเช่นนี้ไม่มีผลทำให้ผู้ร้องมีสถานะเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของนางพิกุล กรณีของผู้ร้องจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 ทั้งศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิแก่ผู้ร้องในอันที่จะนำเสนอคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของนางพิกุลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกคำร้องขอโดยอาศัยเหตุดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1547 ม. 1548 ม. 1555
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายบุญ สิงหน
ผู้คัดค้าน — นายวีรสรรค์ คุณผลิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงรายแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายอัธยา ดิษยบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
พฤษภา พนมยันตร์
วันทนี กีรติพิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5654/2559
#604501
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันของจำเลยในฐานะผู้รับจำนอง ทางนำสืบของโจทก์ โจทก์มี จ. ทนายความโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า ทรัพย์จำนองอันเป็นหลักประกัน ได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 57826 และ 57827 ตำบลทุ่งครุ อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งได้ถูกห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล พี.เอ็น.เทพเจริญ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 4009/2546 ของศาลแพ่งธนบุรีนำยึดไว้แล้ว และกรมบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมนำส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนอง เมื่อโจทก์นำสืบเพียงนี้ แสดงว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียังมิได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง เช่นนี้ การจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 57826 และ 57827 จึงไม่ระงับสิ้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 (เดิม) ดังนั้น ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของจำเลยในทางจำนอง โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันของจำเลยตามความใน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 การฟ้องคดีของโจทก์ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) กล่าวคือ โจทก์ต้องกล่าวมาในฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดอยู่สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวิธีการจัดการทรัพย์หลักประกันตามมาตรา 10 (2) ดังกล่าว คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) ที่ศาลจะรับไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง บริษัทบริหารสินทรัพย์ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า เดิมจำเลยเป็นหนี้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)เจ้าหนี้เดิมตามคำพิพากษาตามยอม คดีหมายเลขแดงที่ 4596/2548 ของศาลแพ่งธนบุรีซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,950,000 บาท ภายในเดือนมิถุนายน 2550 โดยชำระเงิน 15,000 บาท ภายในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยหักค่าใช้จ่ายของเจ้าหนี้เดิมเป็นค่าทนายความ 2,000 บาท ส่วนที่เหลือ 3,935,000 บาท ยอมผ่อนชำระเป็นรายเดือน ภายในวันทำการสุดท้ายของแต่ละเดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2549 ถึงเดือนพฤษภาคม 2550 ชำระไม่น้อยกว่าเดือนละ 15,000 บาท และเดือนมิถุนายน 2550 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้าย จำเลยตกลงชำระส่วนที่เหลือให้ครบถ้วน หากจำเลยชำระครบถ้วน เจ้าหนี้เดิมยินยอมไถ่ถอนทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 57826 และ 57827 ตำบลทุ่งครุ อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้แก่จำเลย ในระหว่างการผ่อนชำระ จำเลยยอมทำประกันภัยทรัพย์จำนอง หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมดและยอมรับผิดเต็มตามฟ้องหักด้วยจำนวนเงินที่จำเลยชำระไปแล้ว และให้บังคับคดีเอาแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 57826 และ 57827 ตำบลทุ่งครุ อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างรวมตลอดถึงทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วน ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอม โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวมาจากเจ้าหนี้เดิม โดยโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้เดิมและศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณา ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องต่อให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตแล้ว จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม คำนวณถึงวันฟ้องจำเลยยังคงค้างชำระหนี้โจทก์ 9,863,806.33 บาท ตามบัญชียอดหนี้และสำเนาบัญชีค่าฤชาธรรมเนียม โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยปรากฏว่า นอกจากทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 57826 และ 57827 ตำบลทุ่งครุ อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่นำไปเป็นประกันหนี้ไว้แก่เจ้าหนี้เดิมแล้วก็ไม่พบว่าจำเลยมีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ตามสำเนาคำขอตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินและห้องชุด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันของจำเลยในฐานะผู้รับจำนอง ทางนำสืบของโจทก์ โจทก์มีนายจงรักษ์ ทนายความโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า ทรัพย์จำนองอันเป็นหลักประกัน ได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 57826 และ 57827 ตำบลทุ่งครุ อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งได้ถูกห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล พี.เอ็น.เทพเจริญ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 4009/2546 ของศาลแพ่งธนบุรีนำยึดไว้แล้ว และกรมบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าหนี้เดิมนำส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนอง เมื่อโจทก์นำสืบเพียงนี้ แสดงว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียังมิได้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง เช่นนี้ การจำนองในที่ดินโฉนดเลขที่ 57826 และ 57827 จึงไม่ระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (เดิม) ดังนั้น ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของจำเลยในทางจำนอง โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันของจำเลยตามความในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 การฟ้องคดีของโจทก์ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) กล่าวคือ โจทก์ต้องกล่าวมาในฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดอยู่สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวิธีการจัดการทรัพย์หลักประกันตามมาตรา 10 (2) ดังกล่าว คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) ที่ศาลจะรับไว้พิจารณา ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นอีกเนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 10 (2)
ชื่อคู่ความ
บริษัทบริหารสินทรัพย์
อินเตอร์ แคปปิตอล อลิอันซ์ จำกัด
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทซีโฟม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชยันต์ เต็มเปี่ยม
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5632/2559
#604499
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์เบิกทองคำซึ่งเป็นลวดที่ใช้ในการทำงานไปเกินกว่าปริมาณงานในแต่ละครั้งเพราะโจทก์ทำงานกับจำเลยมานานและมีความเชี่ยวชาญจึงสามารถทำชิ้นงานได้มากกว่าคนอื่น เมื่อไม่ได้ความว่าโจทก์เอาลวดทองคำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และในการคืนผงทองคำตลอดเวลาหลายสิบปีจะมีส่วนเกินไปบ้างหรือขาดไปบ้างก็มีขั้นตอนการดำเนินการ เช่น ในกรณีที่ขาดก็จะต้องหักเป็นเงินทุกครั้งเสมอมา ก่อนเดือนที่จะถูกเลิกจ้างโจทก์ไม่เคยมีปัญหาหรือขัดแย้งกับจำเลยเกี่ยวกับเรื่องการคืนเศษทองคำขาดหรือเกิน คงมีปัญหาเฉพาะเดือนสุดท้ายที่ถูกเลิกจ้างเท่านั้น และเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยกะทันหันโจทก์จึงไม่มีโอกาสเข้าไปเคลียร์งานหรือคืนผงทองคำให้แก่จำเลยได้ ส่วนที่จำเลยขายซิงค์น้ำพร้อมอุปกรณ์ให้แก่โจทก์ แต่โจทก์หยิบอันอื่นผิดไปจากที่ตกลงกัน ซึ่งต่อมาโจทก์ได้นำมาคืนจำเลยแล้ว และโจทก์กระทำในฐานะที่เป็นผู้ซื้อหรือลูกค้าไม่ใช่ในฐานะลูกจ้างกระทำต่อนายจ้าง ตามพฤติการณ์แห่งคดียังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาฐานลักทรัพย์โดยเจตนาแก่นายจ้างหรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายหรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงไม่เข้ากรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 และมาตรา 119 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าชดเชยให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 23,333 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าชดเชย 250,000 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วน 3,333 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยทุกรายการนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 3,333 บาท และค่าชดเชย 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยทุกรายการนับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่โจทก์นำผงทองคำและซิ้งค์น้ำพร้อมอุปกรณ์ของจำเลยไปเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย หรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของผงทองคำนั้นข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานกลางฟังและวินิจฉัยมาแล้วว่าในการทำงานโจทก์จะเบิกทองคำไปเกินกว่าปริมาณงานในแต่ละครั้งสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ทำงานกับจำเลยมานานและมีความเชี่ยวชาญจึงสามารถทำชิ้นงานได้มากจึงจำเป็นต้องเบิกไปมากกว่าคนอื่นหรือมากกว่าปริมาณงานในแต่ละครั้งที่ได้รับไปจากจำเลย ทางพิจารณาไม่ได้ความว่าโจทก์เอาลวดทองคำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวแต่อย่างใด นอกจากนี้ในการคืนผงทองคำตลอดเวลาที่ทำงานมาก่อนหน้านั้นหลายสิบปีก็มีการเคลียร์กันทุกหนึ่งหรือสองเดือน แม้เคลียร์กันแล้วมีส่วนเกินไปบ้างหรือขาดไปบ้างก็มีขั้นตอนการดำเนินการ เช่น ในกรณีที่ขาดก็จะต้องหักเป็นเงินทุกครั้งเสมอมา เป็นต้น ก่อนเดือนที่จะถูกเลิกจ้างโจทก์ไม่เคยมีปัญหาหรือขัดแย้งกับจำเลยเกี่ยวกับเรื่องการคืนเศษทองคำขาดหรือเกิน คงมีปัญหาเฉพาะเดือนสุดท้ายที่ถูกเลิกจ้างเท่านั้น และเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยกะทันหันโจทก์จึงไม่มีโอกาสเข้าไปเคลียร์งานหรือคืนผงทองคำให้แก่จำเลยได้ ในส่วนของซิ้งค์น้ำพร้อมอุปกรณ์นั้นเมื่อข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานกลางฟังและวินิจฉัยว่าจำเลยขายให้แก่โจทก์ แต่โจทก์หยิบอันอื่นผิดไปจากที่ตกลงกันเท่านั้นและโจทก์ได้นำมาคืนจำเลยแล้ว ซึ่งการที่โจทก์หยิบซิงค์น้ำพร้อมอุปกรณ์ผิดไปดังกล่าว เป็นกรณีที่โจทก์กระทำในฐานะที่เป็นผู้ซื้อหรือลูกค้าไม่ใช่ในฐานะลูกจ้างกระทำต่อนายจ้าง ตามพฤติการณ์แห่งคดียังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาฐานลักทรัพย์โดยเจตนาแก่นายจ้างหรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายหรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงไม่เข้ากรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 และ มาตรา 119 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 67 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนัส ยิ้มวิหค
จำเลย — บริษัทสุรสีห์สยาม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5618/2559
#604503
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อ้างว่าได้จ่ายเงินในการซ่อมแซมแก้ไขงานที่จำเลยส่งมอบคิดเป็นเงิน 1,829,089.80 บาท เมื่อตามสัญญาจำเลยตกลงที่จะรับประกันผลงานเป็นเวลา 1 ปี หลังจากส่งมอบ จำเลยจึงต้องผูกพันรับผิดในความชำรุดบกพร่องของงานต่อโจทก์ แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องต่อโจทก์เป็นเงินจำนวนเท่าใดนั้น เป็นเรื่องของการกำหนดความเสียหายและค่าเสียหายที่โจทก์ควรได้รับ กรณีจึงเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนจากการผิดสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 ซึ่งบัญญัติให้อำนาจแก่ศาลเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินให้ลูกหนี้ชดใช้ มิใช่ตามจำนวนที่โจทก์คิดคำนวณมาเอง เมื่อโจทก์นำมูลหนี้ค่าว่าจ้างงานล่วงหน้าที่จ่ายให้แก่จำเลยซึ่งก็ยังมีการโต้แย้งกันอยู่ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาว่าจ้างรับเหมาช่วงหรือไม่ และมูลหนี้ค่าสินไหมทดแทนจากการผิดสัญญาดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย โดยที่โจทก์ยังมิได้นำมูลหนี้ไปฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่ง เพื่อให้ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษากำหนดจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ก่อนแต่อย่างใด จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ทำสัญญารับจ้างก่อสร้างโรงงานชื่อว่า "โครงการโรงงานอุตสาหกรรมเอลโม" กับบริษัทไทมาเอดะ คอร์เปอเรชั่น จำกัด โดยเป็นการจ้างเหมารวมค่าก่อสร้าง 36,000,000 บาท ตามใบสั่งซื้อ ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยให้รับเหมาช่วงงานออกแบบและก่อสร้างดังกล่าว ตกลงคิดมูลค่างานเป็นเงิน 35,500,000 บาท จำเลยต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 210 วัน หลังจากได้รับชำระเงินงวดแรก โจทก์ตกลงจ่ายเงินให้จำเลยในอัตราร้อยละ 20 ในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลือตกลงจ่ายทุกวันที่ 30 ของแต่ละเดือนโดยคิดตามความสำเร็จของงาน จำเลยตกลงรับประกันผลงานเป็นเวลา 1 ปี หลังจากก่อสร้างเสร็จ ตามสัญญาว่าจ้างพร้อมคำแปล ภายหลังทำสัญญา โจทก์และจำเลยตกลงยกเลิกงานระบบและงานไฟฟ้า จำเลยส่งมอบงานให้โจทก์ และได้รับเงินไปจากโจทก์ระหว่างวันที่ 2 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2550 เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 28,595,651.48 บาท ตามรายการเบิกเงิน ใบแจ้งหนี้ / ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่เห็นว่า ในส่วนที่โจทก์อ้างว่าระหว่างเดือนกรกฎาคม 2550 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2550 จำเลยได้ขอให้โจทก์ดำเนินงานบางรายการแทนจำเลย ได้แก่ งานติดตั้งสปีดชัตเตอร์ มูลค่า 620,000 บาท งานติดตั้งโครงเหล็ก หลังคาโรงงาน มูลค่า 589,998 บาท และงานห้องน้ำ งานโลโก้ งานประตูไม้ มูลค่า 194,824 บาท รวมเป็นเงิน 1,404,822 บาท เมื่อพิจารณาโดยเทียบงานดังกล่าวกับรายการเบิกเงินจากการดำเนินงานของจำเลยตามที่โจทก์ได้จ่ายค่าจ้างให้จำเลยพบว่า ในการจ่ายค่าจ้างแต่ละงวดตามสัญญา โจทก์จะจ่ายเงินให้แก่จำเลยตามความสำเร็จของงานเป็นสำคัญ ดังนี้ ย่อมแสดงว่าในแต่ละงวดที่จำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์ เป็นการจ่ายให้ตามงานที่จำเลยทำสำเร็จจริง ข้อเท็จจริงปรากฏตามใบแจ้งหนี้ / ใบกำกับภาษี และใบเสร็จรับเงิน การจ่ายเงินให้แก่จำเลยในงวดที่ 9 และงวดที่ 10 เมื่อวันที่ 22 และวันที่ 31 สิงหาคม 2550 มีรายการที่ระบุว่า หักเงินสำหรับเอส.เฟรม และหักงานโครงสร้างหลังคา จำนวน 400,000 บาท และ 403,480 บาท ตามลำดับ ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงตามใบแสดงรายการผู้รับงานสร้างโครงสร้างหลังคาให้โจทก์ คือ บริษัทเอสเฟรม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กรณีจึงน่าเชื่อว่าโจทก์ได้หักเงินค่างานติดตั้งโครงเหล็กหลังคาโรงงานออกจากงานที่จำเลยต้องดำเนินการตามสัญญาและมิได้จ่ายค่าจ้างในส่วนนี้ให้แก่จำเลย ส่วนงานติดตั้งสปีดชัตเตอร์ และงานในส่วนห้องน้ำ งานโลโก้ งานประตูไม้ ได้ความตามที่นายยาสุยูกิ กรรมการของโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า งานอื่นๆ นอกจากนี้ งานห้องน้ำ งานป้าย (โลโก้) ค่าประตู และผนังห้องน้ำสำเร็จรูปเป็นงานเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาว่าจ้าง จึงเชื่อว่างานดังกล่าวมิได้เป็นงานตามสัญญาที่จำเลยต้องดำเนินการ และจำเลยมิได้รับเงินในส่วนนี้จากโจทก์ สำหรับที่โจทก์อ้างว่าได้จ่ายเงินในการซ่อมแซมแก้ไขงานที่จำเลยส่งมอบเป็นเงิน 1,829,089.80 บาท นั้น เมื่อตามสัญญาจำเลยตกลงที่จะรับประกันผลงานเป็นเวลา 1 ปี หลังจากส่งมอบ จำเลยจึงต้องผูกพันรับผิดในความชำรุดบกพร่องของงานต่อโจทก์ แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องต่อโจทก์เป็นเงินจำนวนเท่าใดนั้น เป็นเรื่องของการกำหนดความเสียหายและค่าความเสียหายที่โจทก์ควรได้รับ กรณีจึงเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนจากการผิดสัญญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 ซึ่งบัญญัติให้อำนาจแก่ศาลเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินให้ลูกหนี้ชดใช้ มิใช่ตามจำนวนที่โจทก์คิดคำนวณมาเอง เมื่อโจทก์นำมูลหนี้ค่าว่าจ้างงานล่วงหน้าที่จ่ายให้แก่จำเลยซึ่งก็ยังมีการโต้แย้งกันอยู่ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาว่าจ้างรับเหมาช่วงหรือไม่ และมูลหนี้ค่าสินไหมทดแทนจากการผิดสัญญาดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย โดยที่โจทก์ยังมิได้นำมูลหนี้ไปฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่ง เพื่อให้ศาลในคดีแพ่งมีคำพิพากษากำหนดจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ก่อนแต่อย่างใด จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทย ไทโย เต็นท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทอายูมิ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางเวนิสา เจือจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5565/2559
#601150
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าคดีในส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 7 (2) เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรวินิจฉัยในปัญหาว่าคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตามมาตรา 10 วรรคสอง กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัย ศาลภาษีอากรกลางหามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และพิพากษายกฟ้องจำเลยดังกล่าวมานั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องเขตอำนาจศาลไว้ จึงไม่มีประเด็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในเรื่องเขตอำนาจศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มจำนวน 8,109,825.04 บาท และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ตามใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากร (บ.ช.35) เลขที่ 02018060 - 25520618 - 005 - 00599 ถึง 00604 ของเงินภาษีจำนวน 109,119.30 บาท จำนวน 222,300.13 บาท จำนวน 158,815.94 บาท จำนวน 181,343.40 บาท จำนวน 135,182.55 บาท จำนวน 862,083.83 บาท ตามลำดับ และตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 02018060 - 25521217 - 005 - 00040 ถึง 00044 ของเงินภาษีจำนวน 135,395.26 บาท จำนวน 161,404.24 บาท จำนวน 164,238.66 บาท จำนวน 22,988.30 บาท จำนวน 23,878.50 บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ส่งเงินที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบจำนวนมูลค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 4,598,143.15 บาท จำนวน 28,576.20 บาท จำนวน 302,853.25 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบจำนวนมูลค่าหุ้น 4,085,000 บาท จำนวน 25,000 บาท จำนวน 265,000 บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มจำนวน 8,109,825.04 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ตามใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากร (บ.ช. 35) เลขที่ 02018060 - 25520618 - 005 - 00599 ถึง 00604 ของเงินภาษีจำนวน 109,119.30 บาท จำนวน 222,300.13 บาท จำนวน 158,815.94 บาท จำนวน 181,343.40 บาท จำนวน 135,182.55 บาท จำนวน 862,083.83 บาท ตามลำดับ ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 02018060 - 5521217 - 005 - 00040 ถึง 00044 ของเงินภาษีจำนวน 135,395.26 บาท จำนวน 161,404.24 บาท จำนวน 164,238.66 บาท จำนวน 22,988.30 บาท จำนวน 23,878.50 บาท ตามลำดับ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อรวมกับเงินเพิ่มที่คำนวณถึงวันฟ้องแล้วมิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ให้นำเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ไปชำระให้โจทก์ ถือเป็นกรณีสืบเนื่องมาจากสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกเก็บเงินค่าหุ้นจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบจำนวนมูลค่าหุ้นไปชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างแทนจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น ปัญหานี้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าคดีในส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในปัญหาว่าคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัย ศาลภาษีอากรกลางหามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และพิพากษายกฟ้องจำเลยดังกล่าวมานั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องเขตอำนาจศาลไว้ จึงไม่มีประเด็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในเรื่องเขตอำนาจศาล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร โดยโจทก์สืบพยานในประเด็นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จนเสร็จแล้ว จำเลยทั้งสี่ขาดนัดพิจารณา เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า จึงเห็นควรวินิจฉัยประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามฟ้องโจทก์ต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยเสียก่อน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องส่งใช้ค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีนางวินัสกาญ เจ้าพนักงานของโจทก์ เบิกความว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ทะเบียนเลขที่ 0105541065860 มีทุนจดทะเบียน 10,000,000 บาท แบ่งออกเป็นหุ้น 100,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทซึ่งยังส่งเงินใช้ค่าหุ้นไม่ครบตามจำนวนหุ้น ดังนี้ จำเลยที่ 2 ค้างชำระค่าหุ้น 4,085,000 บาท จำเลยที่ 3 ค้างชำระค่าหุ้น 25,000 บาท จำเลยที่ 4 ค้างชำระค่าหุ้น 265,000 บาท ตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น แผ่นที่ 64 ถึง 65 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 เพื่อบอกกล่าวแก่ผู้ถือหุ้นให้นำเงินมาชำระค่าหุ้นให้ครบตามกฎหมาย แผ่นที่ 59 และ 61 และมีหนังสือให้ผู้ถือหุ้นทุกคนนำเงินมาชำระค่าหุ้น แผ่นที่ 46 ถึง 48 และ 55 ถึง 57 แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้นำเงินมาชำระค่าหุ้น ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การว่า ไม่ได้ค้างชำระค่าหุ้นตามที่โจทก์ฟ้องเพราะได้ชำระค่าหุ้นจนเต็มมูลค่าแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ถึง ที่ 4 ขาดนัดพิจารณา ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าได้ชำระค่าหุ้นจนเต็มมูลค่าดังที่ให้การต่อสู้ไว้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยังส่งใช้ค่าหุ้นไม่ครบมูลค่าหุ้นจำนวน 4,085,000 บาท 25,000 บาท และ 265,000 บาท ตามลำดับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงต้องใช้เงินค่าหุ้นจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามมาตรา 1122 ประกอบมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นับถัดจากวันครบกำหนดเวลาชำระเงินตามหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำเงินมาชำระมูลค่าหุ้นจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 4,085,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2554 จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำนวนเงินภาษีที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (2) ม. 10 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทเทพทองนฤมิต จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายยงยศ คุปตะวาทิน
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5564/2559
#604496
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 กำหนดหลักเกณฑ์ของฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าไว้เป็นการเฉพาะแล้ว โดยวรรคสามบัญญัติว่า "ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ได้แก่ราคาสินค้าบวกด้วยค่าประกันภัยและค่าขนส่งถึงด่านศุลกากรที่นำสินค้านั้นเข้าในราชอาณาจักร" และกฎกระทรวง (ฉบับที่ 132) ข้อ 8 ระบุว่า ราคาซื้อขายของที่นำเข้าที่ใช้ในการกำหนดราคาศุลกากรจะต้องเป็นราคาที่ได้ชำระจริงหรือที่จะต้องชำระสำหรับของที่นำเข้านั้น เมื่อได้มีการขายเพื่อส่งออกมายังราชอาณาจักร

การตรวจปล่อยสินค้าถ่านหินของโจทก์เทกองในลักษณะ BULK CARGO ผลการคำนวณจากการวัดระดับเรือได้น้ำหนักสินค้า 6,198 เมตริกตัน เท่ากับน้ำหนักสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้า ใบตราส่งสินค้า บัญชีสินค้าสำหรับเรือ บัญชีหีบห่อสินค้า ใบรับรองค่าขนส่ง และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า โดยมีราคาต่อหน่วยคือ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตัน จึงเป็นราคาสินค้า 495,840 ดอลลาร์สหรัฐ การที่โจทก์ปฏิเสธราคาเช่นว่านั้นว่าไม่ถูกต้อง ความจริงราคาที่โจทก์จ่ายต่ำกว่านั้น โจทก์จึงมีหน้าที่พิสูจน์ให้ได้ความดังที่อ้าง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าค่าความชื้นที่ปรากฏตามบัญชีราคาสินค้านั้นสามารถคำนวณหักออกจากปริมาณน้ำหนักสินค้าทั้งหมดเพื่อคำนวณหาราคาที่แท้จริงอย่างไร โจทก์จึงไม่อาจนำค่าความชื้นมาหักเป็นส่วนลดจากมูลค่าของสินค้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ เลขที่ กค 3305175/10-08-2553 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2553 จำนวน 81,325.31 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือเลขที่ กค 3305175/10-08-2553 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2553 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานของกรมศุลกากรและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดใน มาตรา 77/1 (19) ถ้ามีด้วย" และวรรคสามบัญญัติว่า "มูลค่าของฐานภาษีไม่ให้รวมถึง (1) ส่วนลดหรือค่าลดหย่อน ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้ในขณะขายสินค้าหรือให้บริการและได้หักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนดังกล่าวออกจากราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดยได้แสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้งว่าได้มีการหักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออกแล้ว..." เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับมูลค่าของฐานภาษี มูลค่าเพิ่มที่ใช้สำหรับผู้ประกอบการกระทำกิจการขายสินค้าหรือการให้บริการ แต่กรณีของโจทก์เป็นการนำเข้าสินค้าที่มีมาตรา 79/2 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดหลักเกณฑ์ของฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าไว้เป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์เป็นผู้นำเข้าสินค้าที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องยื่นใบขนสินค้าตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดต่อเจ้าพนักงานศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากรพร้อมกับการชำระอากรขาเข้าตามมาตรา 83/8 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร โดยการยื่นใบขนสินค้าขาเข้าต้องปฏิบัติตามพิธีการที่กรมศุลกากรประกาศกำหนดไว้ ซึ่งตามมาตรา 79/2 แห่งประมวลรัษฎากร วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้าโดยใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา" และวรรคสามบัญญัติว่า "ราคา ซี. ไอ. เอฟ. ได้แก่ราคาสินค้าบวกด้วยค่าประกันภัยและค่าขนส่งถึงด่านศุลกากรที่นำสินค้านั้นเข้าในราชอาณาจักร เว้นแต่... (ข) ในกรณีที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการประเมินราคาเพื่อเสียอากรขาเข้าใหม่ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถือราคานั้นเป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคา ซี.ไอ.เอฟ..." คดีนี้ข้อเท็จจริงนี้ข้อเท็จจริงยุติในส่วนของค่าประกันภัยและค่าขนส่งแล้ว คงมีประเด็นพิพาทเฉพาะราคาสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 2 ได้บัญญัติความหมายของคำว่า "ราคาศุลกากร" หรือ "ราคา" แห่งของอย่างใดให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ซึ่งกฎกระทรวง(ฉบับที่ 132) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากรพุทธศักราช 2469 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้และการกำหนดราคาศุลกากร ข้อ 8 ระบุว่า ราคาซื้อขายของที่นำเข้าที่ใช้ในการกำหนดราคาศุลกากรจะต้องเป็นราคาที่ได้ชำระจริงหรือที่จะต้องชำระสำหรับของที่นำเข้านั้นเมื่อได้มีการขายเพื่อส่งออกมายังราชอาณาจักร เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าการตรวจปล่อยสินค้าถ่านหินของโจทก์เทกองในลักษณะ BULK CARGO โดยวิธีวัดระดับเรือ (DRAFT SURVEY) ผลการคำนวณจากการวัดระดับเรือได้น้ำหนักสินค้า 6,198 เมตริกตัน เท่ากับน้ำหนักสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้า ใบตราส่งสินค้า (BILL OF LADING) บัญชีสินค้าสำหรับเรือ (MANIFEST) บัญชีหีบห่อสินค้า (PACKING LIST) ใบรับรองค่าขนส่ง และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่สำแดงน้ำหนักไว้ 6,198 เมตริกตัน และราคาต่อหน่วย คือ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตัน จึงเป็นราคาสินค้า 495,840 ดอลลาร์สหรัฐ การที่โจทก์ปฏิเสธราคาเช่นว่านั้นว่าไม่ถูกต้อง ความจริงราคาที่โจทก์จ่ายต่ำกว่านั้น โจทก์จึงมีหน้าที่พิสูจน์ให้ได้ความดังที่อ้าง เมื่อโจทก์อ้างว่าบัญชีราคาสินค้า (COMMERCIAL INVOICE) ที่แสดงการหักลบปริมาณที่เกี่ยวข้องกับค่าความชื้น จากปริมาณ 6,198 เมตริกตัน คงเหลือปริมาณ 5,881.28 เมตริกตัน แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าค่าความชื้นที่ปรากฏตามบัญชีราคาสินค้านั้นสามารถคำนวณหักออกจากปริมาณน้ำหนักสินค้าทั้งหมดเพื่อคำนวณหาราคาที่แท้จริงอย่างไร ส่วนจำเลยนำสืบว่า กรณีที่มีส่วนลดราคาสินค้า ผู้นำเข้าต้องปฏิบัติตามประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ.2544 ข้อ 2 01 04 10 ที่กำหนดไว้ว่ากรณีเป็นส่วนลดเงินสด ส่วนลดปริมาณ หรือส่วนลดการค้า ให้ผู้นำเข้าชำระค่าภาษีอากรตามราคาที่ได้ชำระจริง โดยแนบเอกสารหลักฐานจากผู้ขาย กรณีเป็นส่วนลดอื่น ๆ นอกจากส่วนลดเงินสด ส่วนลดปริมาณ หรือส่วนลดทางการค้า ผู้นำเข้าต้องยื่นคำร้องขอให้รับส่วนลดในการกำหนดราคาศุลกากร โดยมีหลักฐานหรือเอกสารจากผู้ขายมาแสดงให้เจ้าหน้าที่ประเมินอากรพิจารณาว่ามีเหตุผลเพียงพอและสมควรจะรับส่วนลดนั้นได้หรือไม่ แล้วเสนอผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรพิจารณาอนุมัติ สำหรับค่าความชื้นที่โจทก์หักไว้นั้น ไม่ใช่ส่วนลดเงินสดส่วนลดปริมาณ หรือส่วนลดการค้าที่สามารถหักออกจากราคาซื้อขายได้ แต่เป็นส่วนลดอื่น ๆ ที่ผู้นำของเข้าต้องยื่นคำร้องขอให้รับส่วนลดในการกำหนดราคาศุลกากร และหากผู้นำเข้าไม่มีหลักฐานหรือเอกสารอื่นจากผู้ขายมาแสดง ให้กำหนดราคาศุลกากรโดยไม่มีส่วนลด เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานหรือถามค้านพยานจำเลยให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าค่าความชื้นดังกล่าวเป็นส่วนลดอื่น ๆ ที่ผู้นำของเข้าต้องยื่นคำร้องขอให้รับส่วนลดในการกำหนดราคาศุลกากร โดยมีหลักฐานหรือเอกสารจากผู้ขายมาแสดงให้เจ้าหน้าที่ประเมินอากรพิจารณาว่ามีเหตุผลเพียงพอและสมควรจะรับส่วนลดนั้นได้หรือไม่ตามทางปฏิบัติของประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ.2544 ข้อ 2 01 04 10 เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้รับส่วนลดและไม่มีหลักฐานหรือเอกสารซึ่งระบุถึงส่วนลดจากผู้ขายมาแสดงในขณะยื่นใบขนสินค้าขาเข้า โจทก์จึงไม่อาจนำค่าความชื้นมาหักเป็นส่วนลดจากมูลค่าของสินค้าได้ ดังนั้น การที่โจทก์นำค่าความชื้นมาหักเป็นส่วนลดจึงทำให้ฐานภาษี มูลค่าเพิ่มที่โจทก์สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าไม่ถูกต้อง พยานหลักฐานแห่งคดีจึงไม่อาจรับฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า สินค้าถ่านหินที่โจทก์นำเข้ามีน้ำหนัก 6,198 เมตริกตัน การที่เจ้าพนักงานของกรมศุลกากรประเมินราคาสินค้าโดยคำนวณจากน้ำหนัก 6,198 เมตริกตัน ในราคา 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตัน เป็นราคาสินค้า 495,840 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 16,903,780.61 บาท บวกค่าประกันภัย 17,604.71 บาท และค่าขนส่ง 7,184,106.76 บาท รวมเป็นราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้าที่ใช้เป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม เท่ากับ 24,105,492.08 บาท คิดเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,687,385 บาท จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 79/2 (1) (ข) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานกรมศุลกากรและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนที่ขาด 60,465 บาท พร้อมเงินเพิ่ม 20,860.31 บาท ชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 79/2 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 2
กฎกระทรวง (ฉบับที่ 132) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้และการกำหนดราคาศุลกากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโอเวอร์ซีส์ อินเตอร์ เทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวเด่นฟ้า เรืองฤทธิ์เดช
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5563/2559
#604495
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้... (4) เงินได้ที่เป็น (ง) เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน" เดิมบริษัทมีทุนจดทะเบียน 35,000,000 วันที่ 27 เมษายน 2549 บริษัทจดทะเบียนลดทุนเหลือ 29,000,000 บาท งบดุลของบริษัทรอบระยะเวลาบัญชีปี 2548 ก่อนการคืนเงินลงทุนมีกำไรสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 จำนวน 14,888,824 บาท เมื่อหักเงินปันผลที่บริษัทประกาศจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น 4,900,000 บาท คงเหลือกำไรสะสมก่อนคืนเงินลดทุน 9,988,824 บาท การที่บริษัทจดทะเบียนลดทุนและจ่ายเงินลดทุนหรือเงินลงทุนคืนแก่ผู้ถือหุ้น 6,000,000 บาท จึงเป็นการจ่ายเงินลดทุนซึ่งส่วนที่จ่ายคืนนั้นไม่เกินกว่ากำไรสะสมก่อนคืนเงินลดทุน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ง) ที่โจทก์ทั้งสามต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ ภงด. 12-07650010-25530607-001-00030 เลขที่ ภงด. 12-07650010-25530701-001-00042 และเลขที่ ภงด. 12-07650010-25530701-001-00043 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.7/พล/0001/1/2554 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2554 เลขที่ สภ.7/พล/0003/1/2554 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2554 และเลขที่ สภ.7/พล/0002/1/2554 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2554 ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์ทั้งสามและจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเดิมบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด มีทุนจดทะเบียน 35,000,000 บาท แบ่งเป็น 350,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท วันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 บริษัทประชุมผู้ถือหุ้นและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดทุนของบริษัทจากเดิม 350,000 หุ้น เหลือ 290,000 หุ้น ส่วนมูลค่าหุ้นคงเดิม คือหุ้นละ 100 บาท วันที่ 12 ธันวาคม 2548 บริษัทประชุมผู้ถือหุ้นและมีมติยืนยันให้มีการลดทุนและลดจำนวนหุ้นตามที่เคยประชุมไว้เดิม พร้อมพิจารณาจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นจากกำไรสะสมในอัตราหุ้นละ 14 บาท เป็นเงิน 4,900,000 บาท และเพื่อมิให้เกิดปัญหาสภาพคล่องของบริษัท จึงมีมติให้จ่ายเงินปันผลบางส่วนให้แก่ผู้ถือหุ้นบางคนก่อน 805,800 บาท ส่วนที่เหลือ 4,094,200 บาท ให้ตั้งเป็นเงินปันผลค้างจ่าย แล้วบริษัทจดทะเบียนลดทุนเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2549 ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น งบการเงินของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด สำเนาหนังสือรับรอง คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด หนังสือบริคณห์สนธิ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2548 รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2548 เดิมโจทก์ที่ 1 ถือหุ้นของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด 84,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท คิดเป็นเงินถือหุ้น 8,400,000 บาท นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 ถือหุ้นของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด 5,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท คิดเป็นเงินถือหุ้น 500,000 บาท โจทก์ที่ 3 ถือหุ้นของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด 3,500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท คิดเป็นเงินถือหุ้น 350,000 บาท หลังจากที่บริษัทดังกล่าวมีมติให้ลดทุน 60,000 หุ้น ได้มีการลดหุ้นของผู้ถือหุ้นในบริษัทจำนวน 7 คน โดยในส่วนของโจทก์ที่ 1 ลดจำนวนหุ้นลง 9,100 หุ้น คงเหลือ 74,900 หุ้น ได้รับเงินจากการลดทุน 910,000 บาท นางจินดา ลดจำนวนหุ้นลง 4,500 หุ้น คงเหลือ 500 หุ้น ได้รับเงินจากการลดทุน 450,000 บาท และโจทก์ที่ 3 ลดจำนวนหุ้นลง 3,000 หุ้น คงเหลือ 500 หุ้น ได้รับเงินจากการลดทุน 300,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 นางจินดา และโจทก์ที่ 3 ยังได้รับเงินปันผลตามจำนวนหุ้นที่แต่ละคนมีอยู่เดิมบางส่วน 122,213 บาท 60,435 บาท และ 40,290 บาท ตามลำดับ ตามรายการเดินบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ รายการเดินบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน สำเนาเช็ค และตารางสรุปการคำนวณปันผลค้างจ่าย เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า เงินที่โจทก์ที่ 1 นางจินดา และโจทก์ที่ 3 ได้รับจากการลดทุนดังกล่าวเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) ที่จะต้องนำมาคำนวณภาษี จึงมีหนังสือเชิญโจทก์ที่ 1 นางจินดา และโจทก์ที่ 3 พบ บุคคลทั้งสามมอบอำนาจให้นายสาโรจน์ มาพบ และเห็นว่าการลดทุนของบุคคลทั้งสามเป็นการนำเงินลงทุนคืน สรรพากรพื้นที่พิษณุโลกมีหนังสือหารือไปยังสำนักงานสรรพากรภาค 7 เกี่ยวกับกรณีเงินลดทุนดังกล่าว สำนักงานสรรพากรภาค 7 หารือไปยังกรมสรรพากร และกรมสรรพากรมีหนังสือตอบข้อหารือเกี่ยวกับการลดทุนของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด หลังจากเจ้าพนักงานของจำเลยได้รับหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรแล้ว ได้พิจารณางบดุลของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด ในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนการคืนเงินลงทุนพบว่า บริษัทมีกำไรสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 จำนวน 14,888,824.43 บาท หักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น 4,900,000 บาท คงเหลือกำไรสะสมก่อนคืนเงินลดทุน 9,988,824.43 บาท บริษัทจ่ายเงินลดทุนคืนแก่ผู้ถือหุ้น 6,000,000 บาท จึงไม่เกินกำไรสะสมก่อนคืนเงินลดทุน เงินที่ผู้ถือหุ้นได้รับจากการลดทุนจึงถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี เจ้าพนักงานประเมินเชิญโจทก์ที่ 1 นางจินดา และโจทก์ที่ 3 มาพบ ภายหลังบุคคลทั้งสามมอบอำนาจให้นายสาโรจน์ มาพบ แต่นายสาโรจน์ ไม่เห็นด้วยกับการตรวจสอบ เจ้าพนักงานประเมินจึงหมายเรียกโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ในฐานะสามีนางจินดา และโจทก์ที่ 3 ให้ถ้อยคำประกอบการตรวจสอบ โดยได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีแล้ว คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท. 228/2552 เรื่อง มอบอำนาจให้สรรพากรภาค ผู้อำนวยการสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่และผู้อำนวยการสำนักตรวจภาษีกลาง สั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร คำสั่งสำนักงานสรรพากรพื้นที่พิษณุโลก ที่ 122/2553 เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบพบว่า โจทก์ที่ 1 มีเงินได้จากการลดทุนจากบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด 910,000 บาท ถือเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) โจทก์ที่ 1 มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม 181,542.60 บาท เบี้ยปรับ 181,542.60 บาท และเงินเพิ่ม 106,202.42 บาท (เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553) รวม 469,287.62 บาท นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 มีเงินได้จากการลดทุนจากบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด 450,000 บาท ถือเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) และมีเงินได้ค่าเช่า 36,000 บาท ซึ่งนางจินดา ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นสามี โจทก์ที่ 2 มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม 29,720 บาท เบี้ยปรับ 29,720 บาท และเงินเพิ่ม 17,832 บาท (เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2553) รวม 77,272 บาท โจทก์ที่ 3 มีเงินได้จากการลดทุนจากบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด 300,000 บาท ถือเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) โจทก์ที่ 3 มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม 21,800.76 บาท เบี้ยปรับ 21,800.76 บาท และเงินเพิ่ม 13,080.46 บาท (เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2553) รวม 56,681.98 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) พร้อมใบแนบ

โจทก์ทั้งสามไม่เห็นด้วยกับการประเมินและอุทธรณ์คัดค้านการประเมินดังกล่าว โดยขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกเลิกการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ทั้งสาม สำหรับปีภาษี 2549 และงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีอากร ตามสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า เงินลดทุนของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด ไม่เกินกำไรสะสมก่อนคืนเงินลดทุน เงินลดทุนดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) โจทก์ทั้งสามต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีทั้งจำนวน การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ในส่วนของโจทก์ที่ 1 นั้น เนื่องจากโจทก์ที่ 1 มิได้นำเครดิตภาษีเงินปันผลมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี และมิได้นำมาถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 ทวิ จึงให้ปรับปรุงการคำนวณภาษีใหม่ให้ถูกต้อง ลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ทั้งสาม คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย สำหรับเงินเพิ่มนั้น ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้งดหรือลดได้ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยอุทธรณ์และรายงานการประชุม แต่โจทก์ทั้งสามยังไม่เห็นพ้องด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยก่อนว่า คำอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามเป็นอุทธรณ์โดยชัดแจ้งหรือไม่ โดยจำเลยแก้อุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์ เพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายตามที่ศาลภาษีอากรกลางได้รับฟังทั้งสิ้น แต่ไม่ได้กล่าวอ้างว่าคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางไม่ถูกต้องอย่างไร นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามบรรยายไว้ส่วนหนึ่งว่า เงินลงทุนที่โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ได้รับคืนนั้น ไม่มีเงินกำไรสะสมหรือเงินที่กันไว้รวมอยู่ด้วย เป็นการถอนหุ้นจากทุนเรือนหุ้นโดยตรง เงินที่โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ได้รับ จึงไม่ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) เพราะเป็นเพียงเงินลงทุนที่ได้รับคืนเท่านั้น ซึ่งเห็นได้แล้วว่า โจทก์ทั้งสามไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางที่วินิจฉัยว่า เงินได้ที่โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ได้รับเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นอุทธรณ์ที่โจทก์ทั้งสามได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อแรกว่า เงินที่โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ได้รับจากการลดทุนของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด 910,000 บาท 450,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมิน นั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้... (4) เงินได้ที่เป็น... (ง) เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด มีทุนจดทะเบียน 35,000,000 บาท มีจำนวนหุ้น 350,000 หุ้น มีมูลค่าหุ้นละ 100 บาท วันที่ 27 เมษายน 2549 บริษัทจดทะเบียนลดทุนเหลือ 29,000,000 บาท มีจำนวนหุ้นคงเหลือ 290,000 หุ้น มีมูลค่าหุ้นละ 100 บาท ขณะที่บริษัทลดทุนจำนวนดังกล่าวได้นำเงินที่ได้จากการลดทุนจ่ายคืนให้แก่โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ผู้ถือหุ้นของบริษัทโดยงบดุลของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2548 ก่อนการคืนเงินลงทุนพบว่า บริษัทมีกำไรสะสมยกมา ณ วันที่ 1 มกราคม 2548 จำนวน 14,220,118.12 บาท บวกกำไรสุทธิรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 จำนวน 668,706.31 จึงมีกำไรสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 จำนวน 14,888,824.43 บาท เมื่อหักเงินปันผลที่บริษัทประกาศจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น 4,900,000 บาท คงเหลือกำไรสะสมก่อนคืนเงินลดทุน 9,988,824.43 บาท การที่บริษัทจดทะเบียนลดทุนและจ่ายเงินลดทุนหรือเงินลงทุนคืนแก่ผู้ถือหุ้น 6,000,000 บาท จึงเป็นการจ่ายเงินลดทุนซึ่งส่วนที่จ่ายคืนนั้นไม่เกินกว่ากำไรสะสมก่อนคืนเงินลดทุน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) ที่โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์โต้แย้งว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการประเมินให้โจทก์ทั้งสามต้องเสียภาษีซ้ำซ้อน และกำไรสะสมควรเป็นกำไรสะสมที่ยังไม่มีการเสียภาษีในปีภาษีนั้น ไม่ใช่การนำกำไรสะสมที่เสียภาษีแล้วมารวมเป็นกำไรสะสม หากนำกำไรสะสมที่ได้เสียภาษีแล้วมาตั้งเป็นยอดสุทธิของกำไรสะสม น่าจะเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อน เนื่องจากกำไรสะสมของบริษัท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 ได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไปแล้ว และได้ตั้งกำไรที่ได้ในแต่ละปีเป็นกำไรสะสมตามบัญชีงบดุลของบริษัทซึ่งเงินที่ถอนหุ้นของโจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ดังกล่าวไม่เกี่ยวกับกำไรสะสมและเงินที่กันไว้รวมกัน หากบริษัทได้จ่ายเงินปันผลให้แก่บุคคลทั้งสาม บุคคลทั้งสามจะต้องนำเงินที่ได้จากเงินปันผลมาคำนวณเป็นเงินได้อีกครั้งเพื่อเสียภาษีให้แก่จำเลย จึงถือได้ว่าเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อน นั้น เห็นว่า เงินได้ที่โจทก์ที่ 1 นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ได้รับในคดีพิพาทนี้เป็นเงินลดทุนของบริษัทเก้าแสนลิสซิ่ง จำกัด เฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน หาใช่เงินปันผล ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ข) ดังที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เงินที่โจทก์ที่ 1 ได้รับจากการลดทุน 910,000 บาท นางจินดา ภริยาโจทก์ที่ 2 ได้รับจากการลดทุน 450,000 บาท และโจทก์ที่ 3 ได้รับจากการลดทุน 300,000 บาท จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ในฐานะสามีนางจินดาและโจทก์ที่ 3 ต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2549 นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์ทั้งสามต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์ทั้งสามมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีโจทก์ล่าช้า จึงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาเพียงว่า โจทก์ทั้งสามมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ง) บัญญัติไว้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เงินลดทุนของบริษัทเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การที่โจทก์ทั้งสามไม่นำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสามมีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงการเสียภาษีให้แก่จำเลย การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ทั้งสาม คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย และศาลภาษีอากรกลางเห็นพ้องด้วย นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสามแล้ว ที่ศาลภาษีอากรวินิจฉัยว่า กรณีไม่มีเหตุงดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสามนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (4) (ง)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปราโมทย์ มาตุรงค์พิทักษ์ กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5559/2559
#604492
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำสืบว่า โจทก์ทำข้อตกลงขายชิ้นส่วนรถยนต์ให้แก่ผู้ซื้อโดยให้กำหนดราคาขายคำนวณจากต้นทุนจริงบวกกำไรร้อยละ 15 ตามสัญญาซื้อขายชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์จำหน่ายภายในประเทศแต่สัญญาดังกล่าวผู้ขายที่ตกลงทำสัญญาไม่ใช่บริษัทโจทก์ และในข้อสัญญาก็ไม่ปรากฏว่ามีการตกลงให้มีผลใช้บังคับกับโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ทั้งในข้อ 2 ของสัญญาก็ระบุเพียงว่า ราคาซื้อสินค้าให้เป็นไปตามเอกสารกำหนดราคาเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าเป็นการกำหนดราคาต้นทุนชิ้นส่วนบวกกำไรร้อยละ 15 ข้อสัญญาตามที่โจทก์นำสืบจึงไม่ตรงกับข้อตกลงที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง และที่โจทก์นำสืบอ้างว่าตามข้อตกลงทางการค้า การกำหนดราคาต้นทุนของชิ้นส่วนต้องคำนวณราคาชิ้นส่วนจากราคาวัตถุดิบ ค่าเครื่องจักร แรงงาน และระยะเวลาในการผลิตชิ้นส่วน เป็นต้น แต่โจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ปัจจัยดังกล่าวเป็นสาเหตุที่ทำให้โจทก์ลดราคาสินค้าที่ขาย เนื่องจากโจทก์คำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริงอย่างไร ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 82/10 (1) อีกทั้งพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีความชัดเจนเพียงพอถึงต้นทุนวัตถุดิบและวิธีการคำนวณต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ผลิตสินค้า อันเป็นเหตุในการลดราคาสินค้าหรือเพิ่มราคาสินค้าที่จะมีสิทธิออกใบลดหนี้หรือเพิ่มหนี้ได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่า การออกใบลดหนี้ของโจทก์เกิดจากการลดราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากคำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง อันจะเป็นเหตุให้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 82/10 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) เรื่อง กำหนดเหตุอื่นตามมาตรา 82/10 (1) (2) (3) และ (4) แห่ง ป.รัษฎากร

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 89 (6) กำหนดให้บุคคลสองประเภทที่ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับสองเท่า ประเภทแรก คือ ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งได้แก่บุคคลตามมาตรา 82 รวมทั้งบุคคลตามมาตรา 82/1 และมาตรา 82/2 ประเภทที่สอง คือ บุคคลตามมาตรา 86/13 ซึ่งในวรรคหนึ่งของมาตรา 86/13 ได้บัญญัติบุคคลสองไว้สองประเภทเช่นกัน ประเภทแรก คือ บุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ประเภทที่สอง คือ บุคคลซึ่งมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ ซึ่งนอกจากหมายความถึงบุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนแต่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ ยังหมายความรวมถึงบุคคลซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนแต่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ด้วย กรณีนี้โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่ง ป.รัษฎากร กำหนดว่าการออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 86 ถึงมาตรา 86/14 เมื่อโจทก์ออกใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิตามมาตรา 82/10 โจทก์ย่อมเป็นบุคคลตามมาตรา 86/13 ที่ต้องรับผิดเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (6) ด้วย แต่เนื่องจากเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (6) สูงกว่าเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (4) โจทก์จึงคงรับผิดเบี้ยปรับจำนวนสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบลดหนี้ที่โจทก์ออกโดยไม่มีสิทธิที่จะออกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) ของจำเลยลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ เดือนภาษีมีนาคม เดือนภาษีเมษายน เดือนภาษีมิถุนายน เดือนภาษีกรกฎาคม และเดือนภาษีสิงหาคม 2547 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ. (อธ.1) /3/2553 ลดหรืองดเบี้ยปรับ 8,979,990.26 บาท งดเงินเพิ่ม 4,275,590.71 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีกุมภาพันธ์ เดือนภาษีมีนาคม เดือนภาษีเมษายน เดือนภาษีมิถุนายน และเดือนภาษีสิงหาคม 2547 เป็นให้ชำระเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) โดยลดเบี้ยปรับเดือนภาษีดังกล่าวลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับ 1 เท่าตามกฎหมาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2547 เป็นเงิน 15,593.21 บาท เดือนภาษีมีนาคม 2547 เป็นเงิน 12,399,100.92 บาท เดือนภาษีเมษายน 2547 เป็นเงิน 4,163,242.38 บาท เดือนภาษีมิถุนายน 2547 เป็นเงิน 3,237.36 บาท เดือนภาษีกรกฎาคม 2547 เป็นเงิน 2,954.09 บาท และเดือนภาษีสิงหาคม 2547 เป็นเงิน 428,808.84 บาท ให้เหตุผลว่า โจทก์ออกใบลดหนี้ไม่เป็นไปตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) เรื่อง กำหนดเหตุอื่นตามมาตรา 82/10 (1) (2) (3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 21 มกราคม 2542 โจทก์จึงไม่มีสิทธิออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยชอบแล้วโจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ออกใบลดหนี้ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 82/10 หรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ทำข้อตกลงขายชิ้นส่วนรถยนต์ให้แก่ผู้ซื้อโดยให้กำหนดราคาขายคำนวณจากต้นทุนจริงบวกกำไรตามข้อตกลงนั้น นางกมลวรรณเบิกความว่าเป็นไปตามสัญญาซื้อขายชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์จำหน่ายภายในประเทศ บริษัทซัมมิท โอโตบอดี้ อินดัสตรี จำกัด กับบริษัทเอ็ม เอ็ม ซี สิทธิผล จำกัด ทำสัญญาดังกล่าวต่อกัน โดยมีการตกลงให้มีผลใช้บังคับกับบริษัทกลุ่มในเครือซึ่งรวมถึงบริษัทโจทก์ด้วย โดยตกลงราคาซื้อขายสินค้าต่อกัน คือ ราคาต้นทุนจริงในการผลิตสินค้าบวกด้วยกำไรร้อยละ 15 แต่สัญญาดังกล่าวผู้ขายที่ตกลงทำสัญญา ไม่ใช่บริษัทโจทก์ และในข้อสัญญาก็ไม่ปรากฏว่ามีการตกลงให้มีผลใช้บังคับกับบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ทั้งข้อ 2 ของสัญญาก็ระบุเพียงว่า ราคาซื้อสินค้าให้เป็นไปตามเอกสารกำหนดราคาเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าเป็นการกำหนดราคาต้นทุนของชิ้นส่วนบวกกำไรร้อยละ 15 ดังที่พยานโจทก์เบิกความแต่อย่างใด ข้อสัญญาตามที่โจทก์นำสืบมาจึงไม่ตรงกับข้อตกลงที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง นอกจากนี้คำเบิกความของพยานโจทก์ข้างต้นยังขัดแย้งกับคำให้การของนายสมศักดิ์ ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ที่ให้การต่อเจ้าพนักงานของจำเลยเกี่ยวกับการออกใบลดหนี้ว่า จะมีการต่อรองลดราคาสำหรับรถรุ่นเก่าใกล้ตกรุ่นแล้ว โดยจะทำการตกลงราคากันใหม่ทุกปี ซึ่งกว่าจะตกลงกันเสร็จอาจใช้เวลาข้ามปีใหม่แล้วหลายเดือน ทำให้ในระหว่างที่โจทก์ขายสินค้าในช่วงปีใหม่ โจทก์จำเป็นต้องออกใบกำกับภาษีในราคาที่เป็น price list ของปีก่อนไปก่อน เมื่อ price list ของปีใหม่ออกมาแล้วจะมีการกำหนดผลบังคับย้อนหลังถึงต้นปี ทำให้โจทก์ต้องออกใบลดหนี้ย้อนหลังถึงต้นปี การลดหนี้ดังกล่าวเป็นการเจรจากันระหว่างฝ่ายการตลาด โดยทุกชิ้นส่วนจะมีการต่อรองราคาลดมากบ้างน้อยบ้าง บางชิ้นส่วนอาจมีการลดราคาต่ำกว่าทุน แต่โดยถัวเฉลี่ยแล้วไม่ขาดทุน ซึ่งเหตุผลที่โจทก์ต้องลดราคาให้ก็เพื่อหวังผลในการผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถรุ่นต่อไป อีกทั้งที่โจทก์นำสืบอ้างว่าตามข้อตกลงทางการค้า การกำหนดราคาต้นทุนของชิ้นส่วนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย ต้องคำนวณราคาชิ้นส่วนจากราคาวัตถุดิบ ค่าเครื่องจักร แรงงาน และระยะเวลาในการผลิตชิ้นส่วน เป็นต้น แต่โจทก์ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ปัจจัยดังกล่าวที่เกี่ยวกับราคาวัตถุดิบ ค่าเครื่องจักร แรงงาน และระยะเวลาในการผลิตชิ้นส่วนดังกล่าว เป็นสาเหตุที่ทำให้โจทก์ลดราคาสินค้าที่ขาย เนื่องจากโจทก์คำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริงดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 82/10 (1) แห่งประมวลรัษฎากร อย่างไร อีกทั้งลำพังเพียงพยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมายังไม่มีความชัดเจนเพียงพอถึงต้นทุนวัตถุดิบแต่ละชนิดและวิธีการคำนวณต้นทุนของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า อันจะเป็นเหตุในการลดราคาสินค้าหรือเพิ่มราคาสินค้าที่จะมีสิทธิออกใบลดหนี้หรือเพิ่มหนี้ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า การออกใบลดหนี้ของโจทก์เกิดจากการลดราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากคำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง อันจะเป็นเหตุแห่งการออกใบลดหนี้ การออกใบลดหนี้ของโจทก์จึงมิใช่เหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นเหตุแห่งการออกใบลดหนี้ตามมาตรา 82/10 แห่งประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82)เรื่อง กำหนดเหตุอื่นตามมาตรา 82/10 (1) (2) (3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากรลงวันที่ 21 มกราคม 2542 ข้อ 2. ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ออกใบลดหนี้ไม่ชอบด้วยมาตรา 86/10 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า โจทก์ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับจำนวนสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบลดหนี้ที่โจทก์ออกตามประมวลรัษฎากรมาตรา 89 (6) ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 บัญญัติว่า "ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือบุคคลตามมาตรา 86/13 เสียเบี้ยปรับในกรณีและตามอัตราดังต่อไปนี้... (6) ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ โดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมายตามมาตรา 86/13 ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้นั้น" แสดงให้เห็นว่า กฎหมายกำหนดให้บุคคลสองประเภทที่ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับสองเท่า ประเภทแรก คือ ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งได้แก่บุคคลตาม มาตรา 82 รวมทั้งบุคคลตามมาตรา 82/1 และมาตรา 82/2 ประเภทที่สอง คือ บุคคลตามมาตรา 86/13 ซึ่งมาตรา 86/13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้" วรรคสอง บัญญัติว่า "บุคคลใดออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ โดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย บุคคลนั้นต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้นั้นเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน" โดยในวรรคหนึ่งของมาตรา 86/13 ได้บัญญัติถึงบุคคลสองประเภทเช่นกัน ประเภทแรก คือ บุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ประเภทที่สอง คือ บุคคลซึ่งมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ ซึ่งนอกจากหมายความถึงบุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนแต่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ ยังหมายความรวมถึงบุคคลซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนแต่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ด้วยหากตีความมาตรา 86/13 ตามที่ศาลอาภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า บุคคลซึ่งมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีนั้นหมายความถึงบุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน แต่ประมวลรัษฎากรบัญญัติให้ออกใบกำกับภาษีแทนผู้ประกอบการจดทะเบียน เช่น ผู้ขายทอดตลาดที่มิใช่ส่วนราชการซึ่งขายทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86/3 โดยมิได้หมายรวมถึงผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้บุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิจะออกตามกฎหมาย และมีการนำใบลดหนี้นั้นไปหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้ตามมาตรา 82/10 วรรคท้ายแห่งประมวลรัษฎากร ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 86/13 และไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 90/4 (3) เนื่องจากมาตรา 90/4 (1) ระบุโทษของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มนั้น หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิจะออกเอกสารดังกล่าวตามมาตรา 86 วรรคสอง หรือมาตรา 86/1 ซึ่งทั้งสองมาตราดังกล่าว เป็นเรื่องการออกใบกำกับภาษี มิใช่การออกใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิจะออกตามมาตรา 82/10 กรณีนี้โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งประมวลรัษฎากรกำหนดว่าการออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 86 ถึง มาตรา 86/14 เมื่อโจทก์ออกใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิตามมาตรา 82/10 ดังได้วินิจฉัยมาแล้ว โจทก์ย่อมเป็นบุคคลตามมาตรา 86/13 ที่ต้องรับผิดเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (6) ด้วย แต่เนื่องจากเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (6) สูงกว่าเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (4) โจทก์จึงคงรับผิดเบี้ยปรับจำนวนสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบลดหนี้ที่โจทก์ออกโดยไม่มีสิทธิที่จะออกได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (6) จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยต่อไปว่า มีเหตุสมควรลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการประเภทผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์รถยนต์ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2536 กรณีดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายใหม่ที่จะทำให้โจทก์เกิดความสับสน ประกอบกับพฤติการณ์ของโจทก์ที่ให้การสับสนในส่วนของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกใบลดหนี้พิพาทระหว่างในชั้นตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินและในชั้นพิจารณาของศาลดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วนั้น กรณีของโจทก์ดังกล่าวจึงยังไม่มีเหตุอันควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น สำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม 2547 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาแก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภาษีมูลค่าเพิ่มและลดเบี้ยปรับเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โดยมิได้พิพากษาและไม่ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยถึงเดือนภาษีกรกฎาคม 2547 เป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแสดงสภาพแห่งข้อหาว่าการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ เดือนภาษีมีนาคม เดือนภาษีเมษายน เดือนภาษีมิถุนายน เดือนภาษีกรกฎาคม และเดือนภาษีสิงหาคม 2547 แต่ศาลภาษีอากรกลางมิได้วินิจฉัยและพิพากษาสำหรับข้อหาเดือนภาษีกรกฎาคม 2547 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 แต่เมื่อโจทก์และจำเลยต่างนำสืบพยานหลักฐานจนเสร็จสิ้นแล้วเพื่อไม่ให้คดีล่าช้าศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษา สำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม 2547 อีก เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า โจทก์ออกใบลดหนี้สำหรับเดือนภาษีมิถุนายน 2547 โดยไม่มีสิทธิที่จะออกได้ ซึ่งได้ความจากนางสาวณัฐฐิยา พยานจำเลยว่า ในเดือนภาษีกรกฎาคม 2547 โจทก์ไม่ได้ออกใบลดหนี้ แต่เหตุที่แจ้งการประเมินภาษีสำหรับเดือนภาษีดังกล่าว เนื่องจากเจ้าพนักงานของจำเลยได้ปรับปรุงคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่โจทก์ยื่นแสดงไว้ในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีมิถุนายน 2547 ที่ออกใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิแล้ว ปรากฏว่าโจทก์ไม่มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระในเดือนภาษีมิถุนายน 2547 ทำให้จำเลยไม่สามารถเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระไว้ขาดเพิ่มเติมได้ เจ้าพนักงานของจำเลยจึงประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีมิถุนายน 2547 โดยการปรับปรุงคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีกรกฎาคม 2547 ที่โจทก์ยื่นแบบ ภ.พ. 30 ว่ามีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ จากการปรับปรุงการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ดังกล่าวปรากฏว่าการออกใบลดหนี้ของโจทก์ในเดือนภาษีมิถุนายน 2547 ทำให้ภาษีสุทธิชำระเกินของโจทก์ลดลงและมีผลให้ภาษีชำระเกินยกมาในเดือนภาษีกรกฎาคม 2547 ลดลง ทำให้เดือนภาษีกรกฎาคม 2547 มีภาษีสุทธิที่ต้องชำระเพิ่มเติมจากที่โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ 1,618.68 บาท เจ้าพนักงานของจำเลยจึงประเมินเรียกเก็บเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีกรกฎาคม 2547 จำนวน 1,618.68 บาท และเงินเพิ่ม 1,335.41 บาท ซึ่งโจทก์ไม่นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงส่วนนี้ให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระไว้ขาดเพิ่มเติมสำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม 2547 อันเนื่องมาจากเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบลดหนี้ของเดือนภาษีมิถุนายน 2547 นั้นชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82/10 ม. 86/13 ม. 89 (4) ม. 89 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซัมมิท แหลมฉบัง โอโต บอดี้ เวิร์ค จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5548/2559
#604356
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อย.2203/2555 ของศาลชั้นต้น และมีคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 2 ให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้ ความปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.3747/2556 ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจกระทำได้ตาม ป.อ. มาตรา 22 แม้ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวศาลไม่อาจรู้เองได้แต่การจะนับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล เมื่อศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อเพราะมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลชั้นต้นเองว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นในคดีนั้นพิพากษาว่าอย่างไร จึงสามารถใช้ดุลพินิจนับโทษต่อได้โดยไม่จำต้องให้โจทก์แถลงเพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 ริบของกลาง และนับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อย.2203/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 1,500,000 บาท นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.3747/2556 ของศาลชั้นต้น ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่องของกลางให้แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.3747/2556 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.3747/2556 ของศาลชั้นต้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "โทษจำคุก ให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา แต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า ถ้าคำพิพากษาไม่ได้กล่าวเป็นอย่างอื่นโทษจำคุกต้องเริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษา แสดงว่ากฎหมายให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดวันเริ่มนับโทษจำคุกแต่วันอื่นได้ เพียงแต่ต้องกล่าวไว้ในคำพิพากษาและอยู่ภายใต้มาตรา 22 วรรคสอง ดังนั้น การนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากคดีอื่นย่อมกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อย.2203/2555 ของศาลชั้นต้น และมีคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 2 ให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้ ความปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.3747/2556 ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจกระทำได้ตามบทบัญญัติดังที่กล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้แถลงให้ศาลทราบว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 หรือไม่ อย่างไรและมิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เอง ที่ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า จริงอยู่ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวศาลไม่อาจรู้เองได้แต่การจะนับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล เมื่อศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อ เพราะมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลชั้นต้นเองว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นในคดีนั้นพิพากษาว่าอย่างไร จึงสามารถใช้ดุลพินิจนับโทษต่อได้โดยไม่จำต้องให้โจทก์แถลงเพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีตามฟ้องจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.3747/2556 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายไซ มวย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาววิดาภา สุจรรยาทวี
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช ยุวชิต
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่นมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5505/2559
#601872
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งมีสภาพร้ายแรงยิงเข้าไปที่ขอบหน้าต่างด้านบนของห้องของบ้านเกิดเหตุ โดยที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเมื่อกระสุนปืนกระทบขอบหน้าต่างแล้วจะหักเหไปในทิศทางใด จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจแฉลบไปถูกผู้ที่อยู่ภายในห้องถึงแก่ชีวิตได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 59, 80, 91, 92, 288, 362, 364, 365, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญา หมายเลขดำที่ 2177/2556 และ 484/2557 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายเอนก ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาบุกรุกเคหสถานกับข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นและโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 38,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันกระทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกับฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองหรือหมู่บ้าน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกฐานพยายามฆ่าผู้อื่น 13 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 8 เดือน รวมจำคุก 13 ปี 20 เดือน นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1721/2557 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1600/2557 ของศาลชั้นต้น ริบปลอกกระสุนปืน 2 ปลอก และหัวกระสุนปืน 1 หัว ของกลาง และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 8,500 บาท แก่โจทก์ร่วม พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งโจทก์ร่วมได้รับยกเว้นจึงไม่กำหนดให้ ส่วนค่าทนายความให้จำเลยใช้แทนโจทก์ร่วมเป็นเงิน 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ส่วนความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน โดยมีอาวุธกับฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองหรือหมู่บ้าน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2)(3) ประกอบมาตรา 364 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ให้จำคุกจำเลย 2 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กระทงละ 8 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลย 2 ปี 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวนิรัชภรณ์ บุตรสาวโจทก์ร่วม เมื่อนางสาวนิรัชภรณ์มีเรื่องทะเลาะกับจำเลย จะหนีกลับมาพักที่บ้านโจทก์ร่วมที่เกิดเหตุ จำเลยจะมาตามนางสาวนิรัชภรณ์ให้กลับไปอยู่กินกับจำเลยหลายครั้ง หากนางสาวนิรัชภรณ์ไม่ยินยอมจำเลยจะใช้วิธีข่มขู่ให้นางสาวนิรัชภรณ์ออกมาพูดคุยกับจำเลย วันที่ 10 ธันวาคม 2556 นางสาวนิรัชภรณ์มีเรื่องทะเลาะกับจำเลยและหนีกลับมาพักที่บ้านเกิดเหตุ คืนเกิดเหตุวันที่13 ธันวาคม 2556 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา จำเลยมาที่บ้านเกิดเหตุใช้อาวุธปืนยิงที่บริเวณหน้าบ้าน 3 นัด หลังจากนั้นจึงเปิดประตูรั้วเข้าไปในบริเวณบ้านใช้อาวุธปืนยิงใส่บ้านเกิดเหตุบริเวณห้องนอนชั้นล่างของนางสำริด ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นพี่สาวภริยาโจทก์ร่วม 1 นัด ขณะนั้นผู้เสียหายที่ 2 บุตรชายผู้เสียหายที่ 2 และนางสาวนิรัชภรณ์อยู่ภายในห้องนอนดังกล่าว กระสุนปืนถูกบานหน้าต่างด้านบนทะลุไปฝังอยู่ในกำแพงหน้าห้องน้ำ สำหรับความผิดฐานอื่นไม่มีคู่ความฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปที่ขอบหน้าต่างด้านบนสูงจากพื้นประมาณ 191 เซนติเมตร ขณะที่จำเลยสูงประมาณ 182 เซนติเมตร แม้จำเลยจะยืนบนเก้าอี้สูงประมาณ 20 เซนติเมตร ตามที่โจทก์ร่วมเบิกความ แต่ระดับแขนของจำเลยจะต้องอยู่ต่ำลงมา ลักษณะการยิงจึงน่าเชื่อว่าอยู่ในมุมเงย แม้จำเลยไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตบุคคลใดในบ้านเกิดเหตุตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย แต่ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกศุภชัย ผู้ตรวจร่องรอยวิถีกระสุนปืนที่บ้านเกิดเหตุ และเป็นผู้ตรวจลูกกระสุนปืนออโตเมติกทองแดงหุ้มตะกั่ว ขนาด 9 มม. รูเกอร์ 1 ลูก และปลอกกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. รูเกอร์ 2 ปลอก ว่า ลูกกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนดังกล่าวใช้ยิงจากอาวุธปืนขนาด 9 มม. รูเกอร์ หรือ .38 ซุปเปอร์ ซึ่งสามารถใช้ยิงทำอันตรายต่อชีวิตและวัตถุได้ เมื่อใช้อาวุธปืนทั้งสองชนิดยิงกระทบขอบหน้าต่าง จะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าลูกกระสุนปืนจะหักเหไปในทิศทางใด สามารถทำอันตรายต่อชีวิตของบุคคลที่อยู่ภายในห้องได้ ซึ่งคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกศุภชัยดังกล่าวสอดคล้องกับการที่รูกระสุนปืนที่ขอบหน้าต่างซึ่งเป็นรูกระสุนปืนเข้าอยู่สูงจากพื้นประมาณ 191 เซนติเมตร หลังจากนั้นกระสุนทะลุเข้าไปในห้องพบรูกระสุนที่บริเวณผนังห้องน้ำอยู่สูงจากพื้นประมาณ 167 เซนติเมตร ซึ่งอยู่ต่ำกว่ารูกระสุนปืนเข้าทั้งๆ ที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงในลักษณะเป็นมุมเงย ดังนั้น การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งมีสภาพร้ายแรงยิงเข้าไปที่ขอบหน้าต่างด้านบนของห้องของบ้านเกิดเหตุ โดยที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเมื่อกระสุนปืนกระทบขอบหน้าต่างแล้วจะหักเหไปในทิศทางใด จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจแฉลบไปถูกผู้ที่อยู่ภายในห้องถึงแก่ชีวิตได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี
โจทก์ร่วม — นายเอนก สุขมาก
จำเลย — นายนิติ โอสถพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นางสมควร ศรีดวม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
จรูญ ชีวิตโสภณ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5453/2559
#604494
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตสำหรับปี 2546 ถึงปี 2551 คดีนี้จึงมีประเด็นข้อพิพาทกันตามกฎหมายภาษีสรรพสามิตเท่านั้น การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงต้องพิจารณาว่า โจทก์เป็นสถานบริการตาม พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 ซึ่งได้กำหนดนิยามศัพท์คำว่า "สถานบริการ" ไว้เป็นที่ชัดเจนแล้ว โจทก์จะนำนิยามศัพท์คำว่า "สถานบริการ" ตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สถานบริการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 มาพิจารณาหาได้ไม่ เนื่องจากกฎหมายทั้งสองฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ต่างประเภทกันและมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

แม้สถานประกอบการของโจทก์ไม่ได้จัดให้มีเวทีหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำ แต่ลักษณะการประกอบกิจการของโจทก์แสดงให้เห็นได้ว่า โจทก์มีเจตนาใช้เป็นสถานที่ให้บริการจำหน่ายสุรา เครื่องดื่มและจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือใช้เครื่องเสียงหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง โดยมีเจตนาให้มีการดื่มกินและเต้นรำกันเพื่อความสนุกสนานในเวลากลางคืนมากกว่าการไปรับประทานอาหารตามปกติของบุคคลทั่วไป อันมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการในด้านบันเทิงหรือหย่อนใจต่าง ๆ ในสถานบริการเพื่อหารายได้เป็นธุรกิจ โดยการให้บริการของโจทก์ในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นสถานที่ทำให้รื่นเริงหรือบันเทิงใจ ซึ่งเปิดในเวลากลางคืน มีดนตรี มีการแสดง และขายอาหารกับเครื่องดื่มด้วย อันมีลักษณะแตกต่างจากร้านอาหารหรือภัตตาคารโดยทั่วไป อีกทั้งเป็นการให้บริการที่ไม่มีความจำเป็นต่อการครองชีพของประชาชน นอกจากนี้โจทก์ยังมีวัตถุที่ประสงค์ว่า ประกอบกิจการภัตตาคาร ห้องอาหาร บาร์ ไนท์คลับ ดังนั้น สถานประกอบการของโจทก์จึงจัดอยู่ในพิกัดลักษณะบริการประเภท 09.01 ไนต์คลับและดิสโกเธค ตาม พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิต ที่ กค 0614/1792 ฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2552 และคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต ที่ กค 0603/7570 และ ที่ กค 0603/7571 ฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2553 รวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต เลขที่ 1/2554 ฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2554

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความให้ใช้แทนจำนวน 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า โจทก์ต้องเสียภาษีสรรพสามิตตามที่ถูกจำเลยประเมินหรือไม่ พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 7 บัญญัติว่า ให้ผู้ประกอบกิจการสถานบริการมีหน้าที่เสียภาษีตามบริการนั้น ตามอัตราที่ระบุไว้ในกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราสรรพสามิตที่ใช้อยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดขึ้น โดยพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 3 บัญญัติว่า ภาษีตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ให้เรียกเก็บตามพิกัดอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งท้ายพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตฯ ตอนที่ 9 กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า การที่จำเลยจะจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากโจทก์ โจทก์จะต้องเป็นสถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 เสียก่อน จึงพิจารณาต่อไปว่าเป็นสถานบริการประเภทใด ตามพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 หากไม่ยึดถือคำว่า "เต้นรำ" มีความหมายตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 แล้ว จะถือได้อย่างไรว่าสถานประกอบการของโจทก์เป็นสถานบริการ เมื่อไม่ใช่สถานบริการก็ย่อมไม่ใช่กิจการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ลักษณะบริการประเภท 09.01 ไนท์คลับและดิสโกเธค ซึ่งสถานที่สำหรับดิสโกเธคต้องมีฟลอร์สำหรับเต้นรำ เมื่อสถานประกอบการของโจทก์ไม่มีฟลอร์สำหรับเต้นรำ จึงไม่อาจจัดอยู่ในพิกัดลักษณะบริการประเภท 09.01 ซึ่งสอดคล้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2352/2552 ที่วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้ "สถานบริการ" หมายความถึง สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในการค้าดังต่อไปนี้ (1) สถานเต้นรำ รำวงหรือรองเง็ง ประเภทที่มีและประเภทที่ไม่มีหญิงพาตเนอร์บริการ... แต่ไม่มีบทนิยามคำว่า เต้นรำ ไว้ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 คำว่า เต้นรำ หมายความถึง เคลื่อนไปโดยมีระยะก้าวตามกำหนดให้เข้าจังหวะกับดนตรี ซึ่งเรียกว่าลีลาศ โดยปรกติเต้นเป็นคู่ชายหญิง รำเท้า ก็ว่า เช่น ฝรั่งรำเท้า ส่วนคำว่า ลีลาศ หมายความถึง เต้นรำแบบตะวันตกบางชนิด เช่น ออกไปลีลาศ แสดงว่าต้องมีเวทีหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำหรือลีลาศ ฉะนั้น เมื่อคดีได้ความว่าสถานบริการที่เกิดเหตุไม่มีเวทีหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำหรือลีลาศได้ จึงไม่ใช่สถานเต้นรำ ตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 แม้นักร้องจะชักชวนลูกค้าให้ร่วมสนุกด้วย โดยลูกค้ายืนเต้นหรือนั่งเต้นตามจังหวะเพลงบริเวณโต๊ะอาหารหรือเครื่องดื่ม ก็หาใช่เป็นการจัดให้มีการเต้นรำไม่ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 ซึ่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในวันที่ 29 มกราคม 2546 เป็นต้นไปนั้น ตราขึ้นโดยมีเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดลักษณะประเภทสินค้าและบริการที่รัฐต้องการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยได้บัญญัตินิยามคำว่า "บริการ" หมายความว่า การให้บริการในทางธุรกิจในสถานบริการ ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต และให้นิยามคำว่า "สถานบริการ" หมายความว่า สถานที่สำหรับประกอบกิจการในด้านบริการ และให้หมายความถึงสำนักงานใหญ่ที่จัดตั้งขึ้นในการประกอบกิจการ ในกรณีที่ไม่อาจกำหนดสถานที่ให้บริการได้แน่นอน เมื่อโจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตสำหรับปี 2546 ถึง 2551 คดีนี้จึงมีประเด็นข้อพิพาทกันตามกฎหมายภาษีสรรพสามิตเท่านั้น การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงต้องพิจารณาว่าโจทก์เป็นสถานบริการตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 ที่กำหนดนิยามศัพท์คำว่า "สถานบริการ" ไว้เป็นที่ชัดเจนแล้ว โจทก์จะนำนิยามศัพท์คำว่า "สถานบริการ" ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถานบริการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 ซึ่งมีเหตุผลในการประกาศใช้คือ เพื่อควบคุมสถานบริการบางประเภทที่ดำเนินการไปในทางกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมของประชาชนมาพิจารณาดังที่โจทก์อุทธรณ์หาได้ไม่ เนื่องจากกฎหมายทั้งสองฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ต่างประเภทกันและมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน นอกจากนี้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2352/2552 ที่วินิจฉัยนิยามคำว่า "เต้นรำ" และ "ลีลาศ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ก็เป็นการวินิจฉัยไปตามนิยามคำว่า "สถานบริการ" ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ที่ให้นิยามคำว่า "สถานบริการ" หมายความถึง สถานที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในการค้า ดังต่อไปนี้ (1) สถานเต้นรำ รำวง หรือรองเง็ง ประเภทที่มีและประเภทที่ไม่มีหญิงพาตเนอร์บริการ... ซึ่งสถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการฯ มีความหมายแตกต่างจากคำว่า "สถานบริการ" ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 ดังที่กล่าวมาข้างต้น โจทก์จึงไม่อาจนำคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าวมาเทียบเคียงได้ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า เมื่อสถานประกอบการของโจทก์ไม่มีฟลอร์เต้นรำ สถานบริการของโจทก์จึงไม่เป็นสถานที่สำหรับเต้นรำ แม้ผู้ไปใช้บริการสถานบริการของโจทก์มีวัตถุประสงค์เพื่อไปเต้นรำ ก็หาทำให้สถานประกอบการของโจทก์เป็นสถานที่เต้นรำไปได้ เป็นได้อย่างมากแค่การเต้นเท่านั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 กำหนดรายการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ตอนที่ 9 "กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ" หมายความว่า การประกอบกิจการในด้านบันเทิงหรือหย่อนใจต่าง ๆ ในสถานบริการ เพื่อหารายได้เป็นธุรกิจ เช่น สถานมหรสพ สถานที่ฉายภาพยนตร์ ไนท์คลับ คาบาเรต์ ดิสโกเธค เป็นต้น โดยกิจการไนท์คลับและดิสโกเธค จัดอยู่ประเภทที่ 09.01 แต่ไม่ได้ให้นิยามศัพท์คำว่า "ไนท์คลับ" และ "ดิสโกเธค" ไว้ จึงต้องหาความหมายจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ซึ่งให้นิยามคำว่า "ไนต์คลับ" คือ สถานเริงรมย์ที่เปิดเวลากลางคืน มีดนตรี มีการแสดง และขายอาหารกับเครื่องดื่มด้วย แต่พจนานุกรมฉบับดังกล่าวไม่ให้นิยามคำว่า "ดิสโกเธค" ไว้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า สถานประกอบการของโจทก์เป็นอาคารขนาดใหญ่ โดยชั้นที่ 1 เป็นห้องโถง ประกอบด้วยโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งรับประทานอาหารและเครื่องดื่มจัดวางอยู่เต็มพื้นที่ จนติดขอบเวทีการแสดง จัดให้มีพื้นที่ว่างไว้เฉพาะทางเดิน ไม่มีฟลอร์เต้นรำ ไม่มีพื้นที่สำหรับใช้เต้นรำหรือลีลาศ มีห้องพิเศษส่วนตัว (ห้อง วี.ไอ.พี.) ห้องครัวและห้องน้ำ มีพื้นที่ยกระดับด้านหน้าใช้สำหรับทำเป็นเวทีการแสดงดนตรี โดยมีวงดนตรีเล่นประจำในเวลากลางคืน ส่วนชั้นลอยมีพื้นที่จัดไว้ในลักษณะเป็นรูปตัวยูหันหน้าเข้าหาเวที มีการจัดวางโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งรับประทานอาหารและเครื่องดื่มประจำแต่ละโต๊ะ การให้บริการเป็นแบบลูกค้าเข้ามานั่งประจำที่บริเวณโต๊ะอาหารที่จัดไว้ให้แล้วสั่งอาหารและเครื่องดื่มมานั่งดื่มกิน พร้อมทั้งฟังเพลงจากวงดนตรีที่จัดให้มีการแสดงสดอยู่บนเวที ในบางครั้งหรือบางโต๊ะลูกค้าอาจจะยืนหรือนั่งยกแขน - ยกขา โยกย้ายร่างกายไปตามจังหวะเสียงเพลง เพื่อความรื่นเริงบันเทิงใจไปตามจังหวะของเสียงเพลงประจำอยู่ตามโต๊ะที่มาใช้บริการ อีกทั้งยังได้ความจากนายทศชัย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่มาเบิกความเป็นพยานโจทก์โดยเบิกความตามคำฟ้องของโจทก์ นอกจากนี้ยังได้ความตามคำเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านอีกว่า สถานประกอบการของโจทก์เป็นสถานที่ดื่มกิน และมีการแสดงดนตรี สถานประกอบการของโจทก์ในบางครั้งจะเปิดทำการตั้งแต่เวลา 18.00 ถึง 1.00 นาฬิกา แต่โดยปกติแล้วจะเริ่มเปิดทำการเวลาประมาณ 20.00 นาฬิกา สถานประกอบการของโจทก์จะมีการจำหน่ายสุรา เครื่องดื่มและอาหาร ภายในสถานประกอบการของโจทก์จะมีเวทีสำหรับการแสดง และมีบูทสำหรับดีเจเพื่อเปิดเพลงด้วย บริเวณหน้าเวทีสำหรับใช้แสดงจะมีโต๊ะเล็กๆ วางอยู่ โต๊ะดังกล่าวโดยสภาพสามารถที่จะยกเคลื่อนย้ายได้ โดยสถานบริการจะมีการจัดเก้าอี้ไว้ให้ ถ้าลูกค้าประสงค์จะใช้เก้าอี้ก็จะร้องขอและสถานบริการก็จะจัดให้ตามขอ แต่ถ้าประสงค์จะยืนก็ไม่จำเป็นต้องใช้เก้าอี้ เก้าอี้ที่จะใช้เป็นเก้าอี้มีลักษณะขาสูง บนโต๊ะจะมีทั้งอาหารและเครื่องดื่มวางอยู่ บนเวทีการแสดงจะมีการติดตั้งไฟแสงสีไว้ด้วย เมื่อมีการเปิดให้บริการจะเปิดไฟสลัว แต่สามารถมองเห็นหน้ากันได้ไม่ถึงขนาดมืด เครื่องดนตรีที่ใช้เป็นเครื่องดนตรีสากล เพลงที่ใช้เปิดในสถานบริการเป็นเพลงแนวสมัยใหม่ หากผู้ใช้บริการต้องการเต้นหรือโยกตัวไปมาก็จะอยู่บริเวณข้างโต๊ะหรือที่โต๊ะของตน เมื่อลูกค้าเต้นหรือโยกตัวไปมาก็จะไม่มีการห้ามโดยเจ้าหน้าที่ของสถานบริการ ดังนี้ แม้สถานประกอบการของโจทก์ไม่ได้จัดให้มีเวทีหรือพื้นที่สำหรับเต้นรำ แต่ลักษณะการประกอบกิจการของโจทก์แสดงให้เห็นได้ว่า โจทก์มีเจตนาใช้เป็นสถานที่ให้บริการจำหน่ายสุรา เครื่องดื่มและจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือใช้เครื่องเสียงหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง โดยมีเจตนาให้มีการดื่มกินและเต้นรำกันเพื่อความสนุกสนานในเวลากลางคืนมากกว่าการไปรับประทานอาหารตามปกติของบุคคลทั่วไป อันมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการในด้านบันเทิงหรือหย่อนใจต่าง ๆ ในสถานบริการเพื่อหารายได้เป็นธุรกิจ โดยการให้บริการของโจทก์ในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นสถานที่ทำให้รื่นเริงหรือบันเทิงใจ ซึ่งเปิดในเวลากลางคืน มีดนตรี มีการแสดง และขายอาหารกับเครื่องดื่มด้วย อันมีลักษณะแตกต่างจากร้านอาหารหรือภัตตาคารโดยทั่วไป อีกทั้งเป็นการให้บริการที่ไม่มีความจำเป็นต่อการครองชีพของประชาชน นอกจากนี้โจทก์ยังมีวัตถุที่ประสงค์ข้อ 23 ว่า ประกอบกิจการภัตตาคาร ห้องอาหาร บาร์ ไนต์คลับ ตามหนังสือรับรองของโจทก์ การที่โจทก์อ้างแต่เพียงว่าสถานประกอบการของโจทก์ไม่มีฟลอร์สำหรับเต้นรำหรือลีลาศ ไม่เป็นกรณีตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น จึงไม่อาจจัดอยู่ในพิกัดลักษณะบริการประเภท 09.01 ไนท์คลับและดิสโกเธคจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตตามที่จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมิน ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีสรรพสามิตมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 7
พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 3
พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไวท์ แอนด์ บราเธอร์ส (๒๐๐๓) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพสามิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5407/2559
#603283
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนการโอนสิทธิเรียกร้อง โจทก์และจำเลยที่ 1 มีการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และไม่ปรากฏว่าเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมิใช่สินทรัพย์ที่โอนกันได้ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ย่อมโอนสินทรัพย์ดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ หาเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

จำเลยที่ 8 ที่ 11 และที่ 12 ลงลายมือชื่อในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองหนี้เดิม มิได้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวดังเช่นจำเลยอื่นที่ทำสัญญาค้ำประกันใหม่ เช่นนี้ จำเลยที่ 8 ที่ 11 และที่ 12 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้มิใช่การแปลงหนี้ใหม่ จำเลยที่ 8 ที่ 11 และที่ 12 ยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองที่ทำไว้ก่อนที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทยี.ที.สตีลเวอร์ค จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกำพล ษมาคุณากร
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
เกษม เกษมปัญญา
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5384/2559
#601136
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมีชื่อเป็นผู้รับจำนอง แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยได้โอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิการรับจำนองที่ดินพิพาทให้แก่ บสท. ส. จำกัด ดังนั้น จำเลยไม่ใช่ผู้รับจำนองแล้ว โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับจำเลยให้ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ขณะโจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์และยื่นฟ้องคดีนี้นั้น จำเลยไม่ใช่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิในการรับจำนองที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ชอบแล้ว และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 59346 ตำบลบ้านมะเกลือ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแปลงดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จำเลยยื่นคำร้องว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จำเลย ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2557 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จำเลย ได้โอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิการรับจำนองที่ดินพิพาทให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ไปตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 แล้ว บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จำเลย ไม่ใช่เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงขอให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นสอบแล้ว ทนายโจทก์แถลงไม่ค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งจำหน่ายคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้หลังจากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จำเลย ล้มละลาย อำนาจในการสู้คดีจึงเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) ซึ่งโจทก์ก็ได้ฟ้องบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลย ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของจำเลยตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และมีคำสั่งจำหน่ายคดี จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องของจำเลยและคำแถลงไม่ค้านของทนายโจทก์ว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จำเลย ได้โอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิการรับจำนองที่ดินพิพาทให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ไปตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยประเด็นอำนาจฟ้อง ซึ่งโจทก์ได้ฎีกาในประเด็นนี้แล้วว่า การโอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิการรับจำนองที่ดินพิพาทให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยังไม่มีการแก้ไขทางทะเบียน จึงไม่ผูกพันโจทก์ และมีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จำเลย ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 59346 ตำบลบ้านมะเกลือ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแปลงดังกล่าว แม้จำเลยจะมีชื่อเป็นผู้รับจำนองในโฉนดที่ดิน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จำเลย ได้โอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิการรับจำนองที่ดินพิพาทให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ดังนั้น บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จำเลยไม่ใช่ผู้รับจำนองแล้ว โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับจำเลยให้ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 59346 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าขณะโจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์และยื่นฟ้องคดีนี้นั้น บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จำเลย ไม่ใช่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิในการรับจำนองที่ดินพิพาทแต่อย่างใด จึงไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น ชอบแล้ว และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 จึงเห็นควรพิพากษายกฟ้องโจทก์ไปเสียทีเดียว

พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธรรมนูญ ปิ่นวัฒนะ
บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
จำเลย — โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายสันติ เกิดผล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสบเกียรติ วัฒนถาวร
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5368/2559
#604483
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 บัญญัติว่า หนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายเจ้าของรวมผู้เป็นเจ้าของห้องชุดมีหน้าที่ต้องร่วมกันชำระ ส่วนบทกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดเป็นข้อกำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้อยู่อาศัยเพื่อประโยชน์แก่การอยู่อาศัยร่วมกันโดยปกติสุข เจ้าของร่วมจึงต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับตามกฎหมาย โจทก์เป็นนิติบุคคลประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ประมูลซื้อห้องชุดเลขที่ 83/15 ชั้นที่ 1 อาคารเลขที่ 1 ของอาคารชุด ศ. อาคาร 3 อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โดยการขายทอดตลาดจากเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ผู้ซื้อย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของร่วมเดิมและต้องถือว่าค่าปรับอันเกิดจากการผิดนัดชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามข้อบังคับของจำเลย เป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่โจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบด้วย

ในการประกาศขายทอดตลาดห้องชุด ตามปกติของเจ้าพนักงานบังคับคดี ระบุเงื่อนไขการขายทอดตลาดไว้ว่า ผู้ซื้อได้ต้องรับผิดชอบเรื่องภาระหนี้สิน (หากมี) ต่อนิติบุคคลอาคารชุดด้วยซึ่งเป็นไปตามระเบียบของกรมบังคับคดี โจทก์จึงสามารถตรวจสอบภาระหนี้สินได้จากเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนเข้าประมูลสู้ราคาได้ ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระมีจำนวนมากหรือสูงกว่าราคาห้องชุดที่โจทก์ซื้อ โจทก์สามารถตัดสินใจที่จะเข้าสู้ราคาในการประมูลขายทอดตลาดหรือไม่ตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อโจทก์ยังมิได้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับที่ค้างชำระให้แก่จำเลย จำเลยมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์และระงับการให้สาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่จำเป็นแก่โจทก์ได้

ค่าปรับของจำนวนค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระตามข้อบังคับของจำเลยมีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหาย ซึ่งจำเลยกำหนดไว้ล่วงหน้าในกรณีที่เจ้าของห้องชุดไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามสมควรนั้น ถือเป็นเบี้ยปรับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 โจทก์ในฐานะเจ้าของร่วมหรือเจ้าของห้องชุดชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งถ้าหากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ก็มีอำนาจลดลงให้เป็นจำนวนที่พอสมควรได้ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าภายหลังจากจำเลยแจ้งจำนวนหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระรวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์ก็ไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องร้องจำเลยเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าใช้จ่ายส่วนกลางของห้องชุดที่ค้างชำระแต่อย่างใด ที่โจทก์กล่าวอ้างในคดีนี้ทำนองว่า จำเลยเรียกค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระและค่าปรับเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางเดือนละ 425 บาท ทั้ง ๆ ที่ในข้อบังคับหมวด 6 ข้อ 13 ในอัตราส่วน 1 ส่วนต่อ 250 บาท เพียงเดือนละ 423.50 บาท เท่านั้นและไม่มีการออกใบเสร็จเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ เป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้องที่โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้น เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้เพื่อโจทก์จะได้นำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด ให้จำเลยดำเนินการจัดการให้บริการสาธารณูปโภคและอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการเข้าครอบครองและอยู่อาศัยได้โดยปกติสุข เช่น ต่อมิเตอร์น้ำประปา โทรศัพท์ ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่กระทำตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ใช้ชื่อว่า "ศรีปิ่นทองอาคาร 3" ตามสำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนอาคารชุดและหนังสือสำคัญการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 83/15 ชั้น 1 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดศรีปิ่นทอง อาคาร 3 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 5/2535 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 61334 ตำบลศาลาธรรมสพน์ (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดกรุงเทพมหานคร โดยโจทก์ประมูลซื้อจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ตามคำสั่งศาลในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10543/2539 ของศาลแพ่ง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย เพื่อขอให้จดทะเบียนระงับการจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ ตามหนังสือเจ้าพนักงานบังคับคดี เรื่องขอให้จดทะเบียนระงับการจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ซื้อ โจทก์สอบถามไปยังจำเลยเพื่อขอทราบจำนวนค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการให้บริการส่วนรวม (ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง) และค่าใช้จ่ายอื่นโดยโจทก์จะชำระเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ของห้องชุด เพื่อโจทก์จะได้นำไปใช้ประกอบการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่โจทก์ซื้อ จำเลยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับ โจทก์โต้แย้งและไม่ได้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับตามที่ได้รับแจ้งจากจำเลย จำเลยจึงไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยในฐานะนิติบุคคลอาคารชุดต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ เพื่อให้เป็นเอกสารประกอบการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและมีหน้าที่ต้องจัดการให้บริการสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่จำเป็นแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระ เบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ไม่มีกฎหมายใดที่บัญญัติให้หนี้ดังกล่าวตกติดไปกับตัวทรัพย์เมื่อมีการเปลี่ยนหรือโอนกรรมสิทธิ์ จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมหรือเจ้าของห้องชุดเดิมที่จะต้องเป็นผู้ชำระหนี้และรับผิดต่อจำเลย โจทก์เป็นผู้ที่ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาด จึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้หนี้ค่าใช้จ่ายที่ค้างชำระ โจทก์จึงมีสิทธิบังคับให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ได้ เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 จะบัญญัติว่า หนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่าย เจ้าของร่วมผู้เป็นเจ้าของห้องชุดมีหน้าที่ต้องร่วมกันชำระ และตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 หรือกฎหมายอื่นจะมิได้กำหนดให้หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระ รวมทั้งเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มเป็นหนี้ที่ตกติดไปกับตัวทรัพย์เมื่อมีการเปลี่ยนหรือโอนกรรมสิทธิ์ก็ตาม แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามบุคคลอื่นชำระหนี้ดังกล่าวแทนเจ้าของห้องชุดเดิม อีกทั้งโดยสภาพห้องชุดเป็นอาคารที่ใช้สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของคนจำนวนมาก บทกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดเป็นข้อกำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้อยู่อาศัยเพื่อประโยชน์แก่การอยู่อาศัยร่วมกันโดยปกติสุข เจ้าของร่วมจึงต้องมีส่วนรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับตามกฎหมายและข้อบังคับเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่นำสืบว่า ในการขายทอดตลาดห้องชุด เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ระบุเงื่อนไขในการขายทอดตลาดไว้ว่า ผู้ซื้อได้ต้องรับผิดชอบเรื่องภาระหนี้สิน (หากมี) ที่มีต่อนิติบุคคลอาคารชุดอันอาจทำให้การขายทอดตลาดไม่ชอบแล้ว เช่นนี้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดจึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของร่วมเดิม และต้องถือว่าค่าปรับอันเกิดจากการผิดนัดชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามข้อบังคับของจำเลย เป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่โจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบด้วย

โจทก์ฎีกาทำนองว่า คำว่าเจ้าของร่วมซึ่งมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ มีความหมายเฉพาะเจ้าของห้องชุดเดิมเท่านั้น ไม่รวมถึงโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในภายหลัง จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและไม่ถูกต้อง ค่าปรับของจำนวนค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระตามข้อบังคับของจำเลย มีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งจำเลยกำหนดไว้ล่วงหน้าในกรณีที่เจ้าของห้องชุดไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามสมควรซึ่งถือเป็นเบี้ยปรับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากเกิดข้อโต้แย้งหรือกรณีพิพาทและไม่สามารถตกลงกันได้ โจทก์ในฐานะเจ้าของร่วมหรือเจ้าของห้องชุดชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งถ้าหากศาลเห็นว่า เบี้ยปรับสูงเกินส่วนก็มีอำนาจลดลงให้เป็นจำนวนที่พอสมควรได้ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากจำเลยแจ้งจำนวนหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระรวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์ก็ไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องร้องจำเลยเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าใช้จ่ายส่วนกลางของห้องชุดที่ค้างชำระแต่อย่างใด ที่โจทก์กล่าวอ้างในคดีนี้ทำนองว่า จำเลยเรียกค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระและค่าปรับเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางเดือนละ 425 บาท ทั้ง ๆ ที่ในข้อบังคับหมวด 6 ข้อ 13 ในอัตราส่วน 1 ส่วนต่อ 250 บาท เพียงเดือนละ 423.50 บาท เท่านั้น และก็ไม่มีการออกใบเสร็จเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ เป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้องที่โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้น เป็นการไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาว่า หากค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดมีหน้าที่ต้องชำระเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าราคาห้องชุดที่โจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาด ย่อมไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ เพราะนอกจากจะต้องชำระเงินค่าซื้อห้องชุดแล้วยังต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางนั้น เห็นว่า ในการประกาศขายทอดตลาดห้องชุดตามปกติของเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจะระบุเงื่อนไขการขายทอดตลาดไว้ว่า ผู้ซื้อได้ต้องรับผิดชอบเรื่องภาระหนี้สิน (หากมี) ที่มีต่อนิติบุคคลอาคารชุดด้วย ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของกรมบังคับคดีที่กำหนดให้ระบุข้อความลักษณะดังกล่าวในกรณีที่ทรัพย์ที่ขายทอดตลาดเป็นอาคารชุดเพื่ออนุวัตร ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 โจทก์จึงสามารถตรวจสอบภาระหนี้สินได้จากเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนเข้าประมูลสู้ราคาได้อยู่แล้ว ซึ่งหากโจทก์เห็นว่า ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระมีจำนวนมากกว่าหรือสูงกว่าราคาห้องชุดที่โจทก์ซื้อ โจทก์ก็สามารถตัดสินใจที่จะเข้าสู้ราคาในการประมูลขายทอดตลาดหรือไม่ตั้งแต่แรกแล้ว ข้ออ้างของโจทก์จึงไม่มีเหตุผลหรือน้ำหนักให้รับฟัง กรณีไม่ถือว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้อง เมื่อโจทก์ยังมิได้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับที่ค้างชำระให้แก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์และระงับการให้บริการสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่จำเป็นแก่โจทก์ตามข้อบังคับ ก่อนที่โจทก์จะชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าสาธารณูปโภคอื่น ๆ ให้แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ศรีปิ่นทอง อาคาร 3
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายวัชรพล หมายสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
กฤษฏิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5349/2559
#601537
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยที่ 1 ถอนคำให้การปฏิเสธหลังจากที่โจทก์สืบพยานหลักฐานไปบ้างแล้วและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ยุติตามฟ้องว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์กับได้มีการร้องทุกข์โดยชอบ และจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่าโจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้สิ้นสงสัยว่าลิขสิทธิ์ในงานตามฟ้องทั้งหมดเป็นของผู้เสียหายจึงมีความสงสัยตามสมควรว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ การมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ไม่ชอบ และจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าของกลางตามฟ้องเป็นของที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ร่วมกระทำความผิดนั้น จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพแล้ว และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 (เดิม) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 31, 71, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 83 ให้ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของผู้เสียหายและสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ปรับคนละ 50,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 25,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ของกลางให้ตกเป็นของผู้เสียหาย ให้จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งที่ชำระตามคำพิพากษาให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้สิ้นสงสัยว่า ลิขสิทธิ์ในงานตามฟ้องทั้งหมดเป็นของผู้เสียหาย จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ การมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ไม่ชอบและจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าของกลางตามฟ้องเป็นของที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ร่วมกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ถอนคำให้การปฏิเสธหลังจากที่โจทก์สืบพยานหลักฐานไปบ้างแล้วและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ยุติตามฟ้องว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์กับได้มีการร้องทุกข์โดยชอบและจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพแล้วและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดวิเชียรบุรี
จำเลย — นายพรเทพ วงษ์ประทีป กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางวชิราภรณ์ อังศุพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
ปริญญา ดีผดุง
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5348/2559
#601536
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามี พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2558 (ฉบับที่ 2) ใช้บังคับ โดยมาตรา 12 พ.ร.บ.ดังกล่าวได้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จากเดิมที่บัญญัติให้บรรดาสิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 69 หรือมาตรา 70 ให้ตกเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เป็นว่า บรรดาสิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ให้ริบเสียทั้งสิ้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ซึ่ง ป.อ. มาตรา 3 บัญญัติให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เมื่อบทบัญญัติมาตรา 75 เดิม บัญญัติให้สิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้มาตรา 75 เดิม บังคับแก่คดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่างๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ลงโทษปรับน้อยลงอีกนั้น เห็นว่า ตามฟ้องข้อ 1 (ก) โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ โดยจำหน่ายแผ่นดีวีดีเพลงคาราโอเกะจำนวน 126 แผ่น แผ่นดีวีดีภาพยนตร์จำนวน 140 แผ่น แผ่นซีดีเพลงเอ็มพีสามจำนวน 3 แผ่น และแผ่นวีซีดีเพลงเอ็มพีสามจำนวน 177 แผ่น รวมแผ่นภาพยนตร์และวีดิทัศน์จำนวน 446 แผ่น ซึ่งเป็นวัสดุที่มีการบันทึกภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เป็นภาพเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามกฎหมาย โดยทำเป็นธุรกิจอยู่ที่แผงลอยขายสินค้าตั้งอยู่บริเวณตลาดเทศบาลท่าบุญมี อำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี โดยได้รับค่าตอบแทนจากการให้ลูกค้าเช่า แลกเปลี่ยนและจำหน่ายภาพยนตร์ วีดิทัศน์คาราโอเกะ โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนและตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 38, 54, 79 และ 82 จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำของจำเลยในการประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ประกอบมาตรา 38 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาทและในการประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 54 วรรคหนึ่ง มีระวางปรับโทษตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 บัญญัติว่า "เมื่อการกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด" การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ประกอบมาตรา 38 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และโทษปรับ 200,000 บาท ถือเป็นระวางโทษปรับขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อาจลดโทษให้ต่ำกว่านี้ได้อีก อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2558 (ฉบับที่ 2) ใช้บังคับ โดยมาตรา 12 พระราชบัญญัติดังกล่าวได้แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จากเดิมที่บัญญัติให้บรรดาสิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 69 หรือมาตรา 70 ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ เป็นว่า บรรดาสิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ให้ริบเสียทั้งสิ้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เมื่อบทบัญญัติมาตรา 75 เดิม บัญญัติให้สิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้มาตรา 75 เดิมบังคับแก่คดีนี้ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยใช้ค่าปรับโดยไม่กักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

พิพากษายืน หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 โดยให้ยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยใช้ค่าปรับเท่านั้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 75
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2558 (ฉบับที่ ๒) ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นางศิวพร ช่างยันต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5344/2559
#603316
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองเดียวกันว่าจำเลยทั้งสองเป็นเพียงลูกจ้างขายสินค้าให้แก่นายจ้างตามตลาดนัดทั่วไป ไม่มีเจตนาประกอบธุรกิจของจำเลยทั้งสองเอง จำเลยทั้งสองไม่รู้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์นั้น ถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 70, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ซีดีรอมเพลงประเภทเอ็มพี 3 ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 106 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษปรับคนละ 55,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 27,500 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้แผ่นซีดีรอมเพลงประเภทเอ็มพี 3 จำนวน 106 แผ่น ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองเป็นเพียงลูกจ้าง ขายสินค้าให้แก่นายจ้างตามตลาดนัดทั่วไป ไม่มีเจตนาประกอบธุรกิจของจำเลยทั้งสองเอง จำเลยทั้งสองไม่รู้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์นั้น เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ดังกล่าวถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายนัฐพล ประสงค์เสียง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวัชระ เนติวาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5343/2559
#604473
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 กำหนดให้ต้องมีการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ที่จะบันทึกในวัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงก่อนที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรได้ต่อไปก็เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ได้จัดจำแนกประเภทเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ชมตามมาตรา 26 หรือเพื่อตรวจสอบว่ามีเนื้อหาที่ฝ่าฝืนมาตรา 29 หรือไม่ การบรรยายคำฟ้องในข้อหาจะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักร ซึ่งภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ฯ มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องกล่าวอ้างโดยชัดแจ้งว่า ภาพยนตร์เรื่องใดในบรรดาภาพยนตร์ที่บันทึกอยู่ในแผ่นดีวีดีของกลางเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาต เมื่อโจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้ปรากฏโดยชัดแจ้งหรือบรรยายฟ้องอ้างอิงไปยังเอกสารท้ายฟ้องที่มีชื่อภาพยนตร์เหล่านั้นปรากฏอยู่ จึงต้องถือว่าคำฟ้องของโจทก์ขาดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจยกฟ้องเสียได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 69, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 3, 4, 25, 31, 38, 43, 47, 53, 54, 78, 79, 81, 82 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 91 กับริบแผ่นดีวีดีจำนวน 92 แผ่น ของกลาง และให้แผ่นดีวีดีจำนวน 40 แผ่น ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และสั่งจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งห้า

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าปรับ 50,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนปรับ 200,000 บาท รวมปรับ 250,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 125,000 บาท ให้แผ่นดีวีดีภาพยนตร์ของกลาง จำนวน 40 แผ่น ที่ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามฟ้องตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ให้จ่ายค่าปรับที่จำเลยได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามฟ้องเป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง สำหรับความผิดฐานนำภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ออกจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 78 นั้น โจทก์มิได้บรรยายว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องใด ซึ่งการตรวจภาพยนตร์นั้นเป็นการตรวจเนื้อหาของภาพยนตร์ มิใช่เป็นการตรวจรายแผ่น การที่โจทก์ระบุเพียงแต่จำนวนแผ่นจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 จึงให้ยกฟ้องในข้อหานี้ ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ของกลาง จำนวน 92 แผ่น เห็นว่า ความผิดที่ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 79 ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนมีสาระสำคัญของการกระทำผิดอยู่ที่จำเลยประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ดังนั้นแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ของกลาง จำนวน 92 แผ่น จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยมีไว้เป็นความผิดหรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 จึงไม่ริบและเห็นควรคืนแก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำฟ้องที่บรรยายเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยในข้อหา จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายในราชอาณาจักรซึ่งภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 นิยามคำว่า "ภาพยนตร์" ว่า "วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รวมถึงวีดิทัศน์" การกำหนดให้ต้องมีการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ที่จะบันทึกในวัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงก่อนที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรได้ต่อไปก็เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ได้จัดจำแนกประเภทเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ ให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ชมทั้งนี้ตามมาตรา 26 หรือเพื่อตรวจสอบว่าภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ มีเนื้อหาที่ฝ่าฝืนมาตรา 29 หรือไม่ เหตุนี้การบรรยายคำฟ้องในข้อหานี้ โจทก์จึงต้องกล่าวอ้างโดยชัดแจ้งว่า ภาพยนตร์เรื่องใดในบรรดาภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ แต่ละเรื่องที่บันทึกอยู่ในแผ่นดีวีดีของกลางที่ยึดได้จากจำเลยซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 132 แผ่น เป็นภาพยนตร์เรื่องที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ จึงทำให้เห็นได้ต่อไปในตัวว่า การบรรยายฟ้องว่าภาพยนตร์เรื่องใดหรือเรื่องใดบ้างที่บันทึกในดีวีดีของกลางแต่ละแผ่นที่กล่าวหาว่าไม่ผ่านการตรวจพิจารณา เป็นองค์ประกอบของความผิดสำหรับข้อหาตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลย เมื่อโจทก์ไม่บรรยายฟ้องไว้ให้ปรากฏโดยชัดแจ้ง หรือบรรยายฟ้องอ้างอิงไปยังเอกสารท้ายฟ้องที่มีชื่อภาพยนตร์เหล่านั้นปรากฏอยู่ จึงต้องถือว่าคำฟ้องของโจทก์ขาดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจยกฟ้องเสียได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 แต่แม้ในเวลาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังก่อนการถามคำให้การของจำเลย จำเลยจะมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า คำฟ้องของโจทก์ในข้อหาดังกล่าวนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า ในการอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังนั้น เป็นการอ่านและอธิบายเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่จำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ซึ่งคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องข้อหานี้รวมมาในข้อเดียวกับการบรรยายฟ้องข้อหาความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ประกอบมาตรา 38 วรรคหนึ่ง อันเป็นลักษณะการบรรยายฟ้องให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองข้อหานี้เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ไม่ได้บรรยายฟ้องแยกเป็นรายกระทงเรียงเป็นลำดับไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง และการจะเข้าใจว่าคำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายไว้นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เพราะการรับคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบของความผิดไว้พิจารณาพิพากษาย่อมกระทบถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งแม้จำเลยจะไม่ยกขึ้นต่อสู้ ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องยกขึ้นวินิจฉัยเอง โดยการตรวจเปรียบเทียบกับองค์ประกอบของความผิดในมาตรานั้น ๆ เพื่อให้แน่ใจในเบื้องต้นว่าการกระทำของจำเลยตามที่กล่าวไว้ในคำฟ้องครบองค์ประกอบของความผิดตามกฎหมายที่ขอให้ลงโทษ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้แผ่นดีวีดีภาพยนตร์ของกลางจำนวน 40 แผ่น ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 5 ตกเป็นของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 เดิม ซึ่งประสงค์จะเยียวยาความเสียหายเบื้องต้นให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ จึงมิได้บัญญัติให้ริบสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์นั้น เห็นว่า ที่มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 บัญญัติให้นำพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ที่แก้ไขใหม่ ไปใช้บังคับแก่คดีที่ยังไม่ถึงที่สุดเช่นคดีนี้ด้วยนั้น บทบัญญัติมาตรา 75 ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวเป็นบทบัญญัติให้ริบสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นบทบัญญัติกำหนดโทษริบทรัพย์สิน อันเป็นโทษทางอาญาซึ่งเป็นโทษแก่จำเลยผู้กระทำความผิด เป็นกรณีที่กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดแตกต่างกับพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงต้องใช้บทบัญญัติมาตรา 75 เดิม แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 อันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บังคับใช้แก่คดีนี้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 161
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6 ม. 30 (1) ม. 69 วรรคสอง ม. 75
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2558 (ฉบับที่ ๒) ม. 12 ม. 14
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 25 วรรคหนึ่ง ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายสุนทร มียิ่ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวเยาวรัตน์ กุหลาบเพ็ชรทอง
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา