คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6578/2559
#602553
เปิดฉบับเต็ม

ภาษีเงินได้ที่จำเลยออกให้แก่โจทก์เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่ส่วนราชการเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายและเป็นการจ่ายให้แทนโจทก์ มิได้จ่ายให้แก่โจทก์ จึงเป็นเงินประเภทอื่นมิใช่เงินที่จำเลยและโจทก์ตกลงจ่ายให้แก่กันเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง จึงไม่ใช่ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 50 กำหนดเป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน และมาตรา 50 ทวิ กำหนดให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษีให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อค่าจ้างและเงินภาษีที่จำเลยยอมชำระแทนโจทก์เป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) จำเลยจึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราว และมีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยส่วนที่ขาดพร้อมดอกเบี้ยและค่าตั๋วเครื่องบินรวมเป็นเงินจำนวน 2,614,373.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,506,409.58 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงาน และนำส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินแก่โจทก์ไม่เกิน 40,000 บาท เมื่อโจทก์ต้องการเดินทางกลับประเทศออสเตรเลียและแจ้งให้จำเลยชำระ หากจำเลยไม่ชำระให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ถือว่าจำเลยผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า เงินภาษีที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นค่าจ้าง เห็นว่า ภาษีเงินได้ที่จำเลยนำส่งกรมสรรพากรนั้น โจทก์ในฐานะผู้มีเงินได้มีหน้าที่ชำระโดยจำเลยหักเงินดังกล่าวไว้จากค่าจ้างและนำส่งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ภาษีเงินได้ที่จำเลยออกให้แก่โจทก์เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่ส่วนราชการเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายและเป็นการจ่ายให้แทนโจทก์ มิได้จ่ายให้แก่โจทก์ จึงเป็นเงินประเภทอื่นมิใช่เงินที่จำเลยและโจทก์ตกลงจ่ายให้แก่กันเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง จึงไม่ใช่ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ที่จะต้องนำไปคำนวณเป็นค่าชดเชยตามมาตรา 118 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า จำเลยต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 กำหนดเป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน และมาตรา 50 ทวิ กำหนดให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษีให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์จ่ายค่าจ้างและยอมชำระเงินภาษีแทนโจทก์ทั้งที่โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระ เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) ที่จำเลยมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่หักเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 50 และมีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถูกหักภาษีดังกล่าวตามมาตรา 50 ทวิ การที่จำเลยไม่ได้ให้การว่าได้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางยกคำขอในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ป.รัษฎากร ม. 40 (1) ม. 50 ม. 50 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคริสโตเฟอร์ คู
จำเลย — บริษัทวอเล่ย์พาร์สันส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุวิทย์ เศวตสุนทร
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6577/2559
#603282
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 โดยผ่านจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 โจทก์ส่งเบี้ยประกันภัยทุกปี ต่อมาโจทก์ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาล แต่จำเลยที่ 1 ไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอันเป็นการผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้เบี้ยประกันภัยที่โจทก์ส่งไป ค่ารักษาพยาบาล และค่าพาหนะเดินทางไปรักษาพยาบาล อันเป็นการเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาและเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 และมาตรา 391 วรรคสาม ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์ขอมานั้นจะเรียกได้หรือไม่ เพียงใด ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายต่อไป ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้แสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสองแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 144,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 131,623 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาล 98.75 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2542 โจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 โดยผ่านจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำนวนเงินเอาประกัน 100,000 บาท ตกลงส่งเบี้ยประกันภัยปีละ 15,528 บาท เป็นเวลา 21 ปี ครบกำหนดวันที่ 2 สิงหาคม 2563 จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายเงินปันผลร้อยละ 10 ของเงินเอาประกันภัยทุก 3 ปี ตามกรมธรรม์ โจทก์ส่งเบี้ยประกันภัยแก่จำเลยที่ 1 ตามใบรับเงินเบี้ยประกันภัยและหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันชีวิต ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2546 โจทก์ป่วยต้องรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลธนบุรี เสียค่ารักษาพยาบาล 31,511 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ขาดส่งเบี้ยประกันภัยในวันที่ 2 สิงหาคม 2545 ซึ่งเป็นวันกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยปีที่ 4

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 โดยผ่านจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 โจทก์ส่งเบี้ยประกันภัยทุกปี ต่อมาโจทก์ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาล แต่จำเลยที่ 1 ไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอันเป็นการผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้เบี้ยประกันภัยที่โจทก์ส่งไป ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องที่บ้าน ค่ารักษาพยาบาลรายวันและค่าพาหนะในการเดินทางไปรักษาพยาบาล อันเป็นการเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาและเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 และมาตรา 391 วรรคสาม ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์ขอมานั้นจะเรียกได้หรือไม่ เพียงใด ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายต่อไป ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้แสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา และจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้รับเงินปันผล 10,000 บาท จากจำเลยที่ 1 และรับมอบเช็คจากโจทก์ 6,028 บาท เพื่อนำไปชำระเบี้ยประกันภัยของปีที่ 4 แก่จำเลยที่ 1 อันเจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ว่าได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไปชำระเบี้ยประกันภัยแก่จำเลยที่ 1 แทนตามที่เคยปฏิบัติมา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ในการชำระเบี้ยประกันภัยปีที่ 4 โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 นำไปชำระแทน ส่วนที่อ้างว่าเป็นการชำระเบี้ยประกันภัยเกินกำหนดเวลาตามกรมธรรม์นั้น ปรากฏตามหนังสือมอบฉันทะ ที่โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 รับเงินปันผลจากจำเลยที่ 1 เพื่อไปชำระเบี้ยประกันภัยในปีที่ 4 ลงวันที่ 2 กันยายน 2545 ซึ่งเป็นระยะเวลาผ่อนผันตามกรมธรรม์ นอกจากนี้ปรากฏตามใบรับเงินเบี้ยประกันภัยปีที่ 2 เอกสารหมาย จ.5 ว่าโจทก์ชำระเบี้ยประกันภัยในวันที่ 19 ธันวาคม 2543 ตามหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันภัยปีที่ 3 โจทก์ชำระเบี้ยประกันภัยในวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ซึ่งการชำระเบี้ยประกันภัยดังกล่าวเป็นการชำระเกินกำหนดเวลากรมธรรม์แต่จำเลยที่ 1 ยอมรับไว้ตลอดมาโดยไม่ได้ท้วงติง แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เคร่งครัดในกำหนดเวลาตามกรมธรรม์ และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้บอกเลิกสัญญากับโจทก์ แสดงว่าคู่สัญญาแสดงเจตนาโดยปริยายไว้ต่อกันแล้วว่ากรมธรรม์ดังกล่าวยังคงมีผลใช้บังคับ จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ชำระเบี้ยประกันภัยปีที่ 4 ภายในระยะเวลาที่กรมธรรม์ยังมีผลใช้บังคับแล้ว เมื่อโจทก์ขอเบิกค่ารักษาพยาบาลอันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลตามกรมธรรม์ที่ยังมีผลใช้บังคับ แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ชำระ จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นฝ่ายผิดสัญญา ส่วนที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้นำเงินเบี้ยประกันภัยไปให้จำเลยที่ 1 ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องไปว่ากล่าวต่างหาก จะถือว่าโจทก์ไม่ได้ชำระเบี้ยประกันภัยแก่จำเลยที่ 1 หาได้ไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา

ส่วนปัญหาว่าจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาแม้โจทก์ไม่ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญา แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถือว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมและหากระทบกระทั่งสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่ารักษาพยาบาล ซึ่งปรากฏตามใบเสร็จรับเงิน โจทก์เสียค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 31,511 บาท จึงกำหนดให้ตามขอส่วนค่ารักษาพยาบาลรายวันตามใบเสร็จรับเงินดังกล่าวปรากฏว่าโจทก์เข้ารักษาพยาบาล 2 วัน จึงกำหนดให้ 2,000 บาท ส่วนเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ชำระไปแล้ว ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำงานให้โจทก์โดยคุ้มครองความเสี่ยงภัยตลอดมา จึงต้องนำมาหักเป็นค่าการงานส่วนนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 391 วรรคสอง ด้วย ประกอบกับสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นทั้งสัญญาประกันสุขภาพและสัญญาประกันชีวิตรวมอยู่ด้วย โดยในส่วนการประกันสุขภาพระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยว่า จำเลยที่ 1 จะคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยเมื่อได้รับการบอกเลิกสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากโจทก์มา 4 งวด แล้วจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาล เป็นเหตุให้โจทก์ต้องฟ้องเรียกค่าเบี้ยประกันภัยคืนพร้อมทั้งเรียกค่าเสียหาย อันถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อตามตารางท้ายสัญญาประกันภัย ระบุมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ในสิ้นปีที่ 4 คิดเป็นเงิน 14,300 บาท จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเบี้ยประกันภัยซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายคืนโจทก์ให้เป็นเงิน 14,300 บาท ส่วนค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องที่บ้าน และค่าพาหนะในการเดินทางไปรักษาพยาบาล ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้คุ้มครองถึงค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องที่บ้าน และค่าพาหนะในการเดินทางไปรักษาพยาบาลด้วย โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ไม่ได้ สำหรับดอกเบี้ยเห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 นั้น ถือว่ากระทำการภายในขอบเขตอำนาจตัวแทนของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 47,811 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มีนาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 98.75 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิรินันท์ ศรีจูม
จำเลย — บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางเนตินาฎ คงทอง ธรรม์ญาณเนตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายสัญญา ภูร์ภักดิ์
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
เกษม เกษมปัญญา
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6574/2559
#603279
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองแนบประกาศกระทรวงมหาดไทยเป็นเอกสารท้ายอุทธรณ์ โดยไม่ได้มีการนำสืบในศาลชั้นต้น คำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกาของโจทก์ไม่ได้รับรองความถูกต้องของข้อเท็จจริงตามเอกสารท้ายอุทธรณ์ จึงรับฟังเอกสารท้ายอุทธรณ์ไม่ได้ คดีจึงไม่มีพยานหลักฐานในสำนวนที่จะรับฟังว่า ที่ดินจำนองต้องอยู่นอกเขตศาลชั้นต้น อย่างไรก็ตาม จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การโต้แย้งว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจฟ้อง แต่จำเลยทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ทั้งสามเสร็จ แม้หากจะฟังว่าเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบก็ถือว่าจำเลยทั้งสองได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ แล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ไม่อาจยกเอาข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้นขึ้นกล่าวอ้างได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 42,922,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 35,400,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 5,698,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,700,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 48,621,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 40,100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสามจนครบ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 35,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556) ต้องไม่เกิน 7,522,500 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสามขอมา หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 95921, 95922, 95923, 95924, 232293, 237758 และ 238656 ตำบลคลองประเวศฝั่งเหนือ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 4,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 998,750 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสามขอมา หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 95925 และ 95926 ตำบลคลองประเวศฝั่งเหนือ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 917 ตำบลสะพานสูง อำเภอสะพานสูง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสาม กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด สำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลยที่ 1 ตั้งอยู่ที่แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตศาลแพ่ง สำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลยที่ 2 ตั้งอยู่ที่แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตศาลจังหวัดมีนบุรี เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2555 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจำนองที่ดิน 7 แปลง ตามฟ้องของจำเลยที่ 1 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ทั้งสาม สัญญาจำนองระบุว่าเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินซึ่งผู้จำนองได้กู้จากผู้รับจำนอง 35,400,000 บาท โดยให้ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองที่ดิน 3 แปลง ตามฟ้องของจำเลยที่ 2 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยที่ดินรวม 10 แปลง ดังกล่าวมีอาณาเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกันตามสำเนาโฉนดที่ดิน สัญญาจำนองระบุว่าเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินซึ่งผู้จำนองได้กู้จากผู้รับจำนอง 4,700,000 บาท โดยให้ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี สัญญาจำนองทั้งสองฉบับดังกล่าวมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองมีข้อความเหมือนกันใจความว่า ผู้จำนองทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินตามเลขเครื่องหมายที่ดินในสัญญาจำนอง ได้ตกลงจำนองที่ดินกับบรรดาตึกโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่แล้วในที่ดินรายนี้หรือซึ่งจะได้ปลูกสร้างขึ้นใหม่ในภายหน้าในที่ดินรายนี้ทั้งสิ้น ไว้แก่ผู้รับจำนองเป็นประกันเงินซึ่งผู้จำนองทั้งสองเป็นหนี้ผู้รับจำนองอยู่แล้วในเรื่องการการกู้เงินที่เป็นหนี้แก่ผู้รับจำนองทั้งหมด ซึ่งรวมเป็นวงเงิน 40,100,000 บาท ซึ่งทรัพย์ที่ผู้จำนองทั้งสองจำนองไว้แก่ผู้รับจำนองนั้นเป็นทรัพย์ที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ ดังนั้น เมื่อครบกำหนดในการไถ่ถอนจำนอง ผู้จำนองทั้งสองจะต้องไถ่ถอนจำนองพร้อมกัน ไม่สามารถจะแยกไถ่ถอนจำนองเฉพาะส่วนได้โดยทำหนังสือสัญญาจำนองและจดทะเบียนจำนองที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบึงกุ่ม ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมเจ็ดโฉนดและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง และหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมสามโฉนดและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง ตามลำดับ จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากโจทก์ทั้งสามแล้ว อย่างน้อย 26,400,000 บาท จำเลยที่ 2 ได้รับเงินจากโจทก์ทั้งสามแล้วอย่างน้อย 3,520,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่เคยชำระดอกเบี้ยหรือต้นเงินแก่โจทก์ทั้งสาม ครบกำหนด 1 ปีแล้วก็ไม่ไถ่ถอนจำนอง โจทก์ทั้งสามบอกกล่าวบังคับจำนองชอบแล้ว ก็ยังเพิกเฉย เนื่องจากตามโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 ทั้งเจ็ดแปลงระบุว่าตั้งอยู่ที่ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ส่วนของจำเลยที่ 2 สำหรับโฉนดเลขที่ 95925 และ 95926 เดิมก็ระบุว่าตั้งอยู่ที่ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง ต่อมามีการแก้ไขเป็นว่าตำบลสะพานสูง อำเภอสะพานสูง โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดพระโขนง) ฟ้องเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ศาลชั้นต้นรับฟ้องในวันเดียวกัน รับฟ้องเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก โดยพิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่ นัดพิจารณาเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การแก้ข้อหาแห่งคดีและสืบพยาน จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การดังกล่าวข้างต้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2556 โดยไม่ได้ให้การว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องนอกเขตศาลที่รับฟ้อง คือไม่ได้ให้การว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจรับฟ้องคดีนี้ ครั้นถึงวันนัดพิจารณาเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การแก้ข้อหาแห่งคดีและสืบพยานวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทนายโจทก์ทั้งสามและทนายจำเลยทั้งสองมาศาล คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่ายังไม่สามารถเจรจาไกล่เกลี่ยได้ ศาลชั้นต้นให้นัดสืบพยานโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง ทนายโจทก์ทั้งสามแถลงจะสืบพยานโจทก์ทั้งสาม 2 ปาก ใช้เวลาครึ่งนัดทนายจำเลยทั้งสองแถลงจะสืบพยานจำเลยทั้งสอง 4 ปาก ใช้เวลา 1 นัด ศูนย์นัดความของศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองในวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ทั้งวันและนัดสืบพยานจำเลยทั้งสองอีกในวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 ช่วงเช้าเป็นเวลาครึ่งวัน ครั้นถึงวันนัดวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทนายโจทก์ทั้งสามและทนายจำเลยทั้งสองมาศาล ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ เพราะถ้าเป็นคดีผู้บริโภคก็ต้องฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลที่จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล และต้องฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดมีนบุรีซึ่งเป็นศาลที่จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ไม่ได้อ้างว่าเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ต้องฟ้องต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ในเขตศาลแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นส่งให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ศาลชั้นต้นอ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ให้ทนายโจทก์ทั้งสามและทนายจำเลยทั้งสองฟังเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2557 ทนายโจทก์ทั้งสามขอสืบพยาน 2 ปาก ใช้เวลา 1 นัด ทนายจำเลยทั้งสองขอสืบพยาน 4 ปาก ใช้เวลา 1 นัด ศูนย์นัดความของศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสามวันที่ 23 กันยายน 2557 นัดสืบพยานจำเลยทั้งสอง วันที่ 24 กันยายน 2557 ทนายความทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อทราบนัดไว้แล้ว ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสาม โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และทนายโจทก์ทั้งสามมาศาล จำเลยทั้งสองไม่มา ซึ่งถือว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ทั้งสาม 1 ปาก แล้วทนายโจทก์ทั้งสามแถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 24 กันยายน 2557 ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่ามีการจดทะเบียนจำนองที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบึงกุ่ม ที่ดินที่โจทก์ทั้งสามฟ้องบังคับจำนองไม่ได้อยู่ในเขตศาลชั้นต้น มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดมีนบุรี ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้อยู่ในเขตศาลชั้นต้น ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเรื่องเขตศาล และขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ได้ทำไปในศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีไม่อยู่ในเขตศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นรอไว้วินิจฉัยในคำพิพากษา ในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในปัญหาเรื่องเขตศาลว่า เนื่องจากที่ดินของจำเลยทั้งสองที่นำมาจำนองมีสิ่งปลูกสร้างคร่อมอยู่ หนี้ตามสัญญาจำนองทั้งสองฉบับจึงเป็นหนี้ที่ไม่สามารถแบ่งแยกออกจากกันได้ และแม้ปรากฏจากโฉนดที่ดินและสัญญาจำนองว่าที่ดินของจำเลยที่ 2 บางแปลงที่นำมาจำนองมีที่ตั้งอยู่นอกเขตศาลชั้นต้นก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองพร้อมแปลงอื่นที่มีที่ตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นได้ และวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ทั้งสามตามฟ้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องเขตศาล จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ที่ประกาศ ณ วันที่ 20 กันยายน 2542 เรื่อง เปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครและสำนักงานที่ดินสาขา ให้สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบึงกุ่ม มีเขตดำเนินการในพื้นที่เขตบึงกุ่ม เขตคันนายาว และเขตสะพานสูง และตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลจังหวัดมีนบุรี พ.ศ.2534 ให้ศาลจังหวัดมีนบุรีซึ่งมีเขตอำนาจตลอดท้องที่เขตมีนบุรี เขตหนองจอก และเขตลาดกระบัง ในกรุงเทพมหานคร มีเขตอำนาจในแขวงท่าแร้ง แขวงสายไหม แขวงออเงิน เขตบางเขน แขวงคันนายาว แขวงสะพานสูง เขตบึงกุ่ม และแขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว ในกรุงเทพมหานคร ด้วย กับตามพระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงดุสิต ศาลแขวงตลิ่งชัน ศาลแขวงปทุมวัน และศาลแขวงพระโขนง เป็นศาลจังหวัด พ.ศ.2549 ให้ศาลจังหวัดพระโขนง (ศาลชั้นต้นคดีนี้) มีเขตตลอดท้องที่เขตคลองเตย เขตบางนา เขตประเวศ เขตวัฒนา เขตพระโขนง และเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร จึงเห็นได้ว่าเขตบึงกุ่มอยู่ในเขตศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจรับฟ้องคดีนี้ ทั้งไม่มีที่ดินแปลงใดอยู่ในเขตท้องที่เขตประเวศและเขตพระโขนงที่จะทำให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องได้ ส่วนตามโฉนดที่ดินที่ระบุตำแหน่งที่ดินว่า ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นเพียงการระบุตำแหน่งที่ตั้งที่ดินก่อนประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาเรื่องเขตศาลว่า ตามฟ้องปรากฏว่าที่ดินส่วนใหญ่รวม 9 แปลงตั้งอยู่ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร อันอยู่ในเขตศาลชั้นต้น คำฟ้องบังคับจำนองที่ดินเช่นนี้ย่อมเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากจะต้องมีการบังคับคดีแก่ตัวทรัพย์นั้น โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 ทวิ พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดพระโขนง) หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าที่ดินที่จำนองตั้งอยู่ในเขตศาลจังหวัดมีนบุรี โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลเช่นเดียวกันกับอุทธรณ์ เห็นว่า ตามโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 ทั้งเจ็ดแปลง ระบุว่าตั้งอยู่ที่ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ส่วนของจำเลยที่ 2 สำหรับโฉนดเลขที่ 95925 และ 95926 เดิมก็ระบุว่าตั้งอยู่ที่ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง ต่อมามีการแก้ไขเป็นว่าตำบลสะพานสูง อำเภอสะพานสูง ซึ่งกรณีที่ที่ดินตั้งอยู่ในอำเภอพระโขนงหรือเขตพระโขนงก็อยู่ในเขตศาลชั้นต้น แต่ถ้าอยู่ในตำบลสะพานสูงหรือแขวงสะพานสูง เขตบึงกุ่ม ก็อยู่ในเขตศาลจังหวัดมีนบุรี จำเลยทั้งสองถือเอาการที่จดทะเบียนจำนองที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบึงกุ่ม ว่าที่ดินทุกแปลงย่อมตั้งอยู่ในตำบลสะพานสูงหรือแขวงสะพานสูงโดยอ้างประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวซึ่งจำเลยทั้งสองแนบมาท้ายอุทธรณ์เป็นเอกสารท้ายอุทธรณ์ อันเป็นการยกเอาข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้าง โดยที่จำเลยทั้งสองไม่ได้กล่าวอ้างถึงประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาแต่อย่างใด ในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงของศาลที่จะต้องกระทำโดยพยานหลักฐาน พยานหลักฐานที่จะให้รับฟังต้องเป็นพยานหลักฐานในสำนวน คือได้มีการนำสืบพยานหลักฐานนั้นอย่างถูกต้องตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ตั้งแต่ในการพิจารณาของศาลชั้นต้น เอกสารท้ายอุทธรณ์ไม่ได้มีการนำสืบในการพิจารณาของศาลชั้นต้น และตามคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกาของโจทก์ โจทก์ไม่ได้รับรองความถูกต้องของข้อเท็จจริงตามเอกสารท้ายอุทธรณ์แต่อย่างใด จึงรับฟังเอกสารท้ายอุทธรณ์ไม่ได้ คดีนี้จึงไม่มีพยานหลักฐานในสำนวนที่จะให้รับฟังว่าที่ดินจำนองตั้งอยู่นอกเขตศาลชั้นต้น อย่างไรก็ตามคดีนี้เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นรับฟ้อง จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ ก็ให้การรับว่าได้รับเงินไปจากโจทก์ทั้งสามจริง เพียงแต่อ้างว่าได้รับไปน้อยกว่าจำนวนที่ฟ้อง ไม่ได้ให้การโต้แย้งว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจรับฟ้อง แต่จำเลยทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ก็ไม่ได้อ้างว่าเป็นคำฟ้องเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ต้องฟ้องต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ในเขตศาลแต่อย่างใด ครั้นเมื่อประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค จำเลยทั้งสองก็ยอมดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ทั้งสามเสร็จ จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจรับฟ้องดังกล่าวไว้ในข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นข้างต้น พฤติกรรมของจำเลยทั้งสองเช่นนี้ แม้หากจะฟังว่าศาลชั้นต้นรับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาตลอดมาจนกระทั่งสืบพยานโจทก์ทั้งสามเสร็จเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ก็รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกเอาข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้นขึ้นกล่าวอ้างได้อีก ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต่างคนต่างกู้โจทก์ทั้งสามต่างคนต่างเป็นหนี้ ต่างคนต่างค้างชำระ มิได้เป็นหนี้ร่วมกัน ชอบที่โจทก์ทั้งสามจะฟ้องเข้ามาคนละคดี มิใช่ฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียว และข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ว่า ผู้จำนองทั้งสองตกลงจำนองเป็นประกันเงินซึ่งผู้จำนองทั้งสองเป็นหนี้ผู้รับจำนองรวมเป็นเงิน 40,100,000 บาท ซึ่งทรัพย์ที่ผู้จำนองทั้งสองจำนองเป็นทรัพย์ที่ไม่สามารถแยกจากกันได้การไถ่ถอนจะต้องไถ่ถอนพร้อมกัน ไม่สามารถจะแยกไถ่ถอนจำนองเฉพาะส่วนได้ เป็นโมฆะเพราะไม่มีจำนวนเงินระบุไว้เป็นเรือนเงินไทยเป็นจำนวนแน่ตรงตัว หรือจำนวนขั้นสูงสุดที่ได้เอาทรัพย์สินจำนองตราไว้เป็นประกัน ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 708 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความมาแล้วว่าที่ดินจำนองทั้งสิบแปลงมีอาณาเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกัน และได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ด้วยว่า เหตุที่มีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองดังกล่าวก็เนื่องจากขณะจำนองมีสิ่งปลูกสร้างคร่อมอยู่บนที่ดินของจำเลยทั้งสองจึงมีเหตุผลให้รับฟังว่าตกลงกันตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองดังกล่าวได้ ไม่เป็นโมฆะและโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสองรวมกันมาเป็นคดีเดียวได้ ไม่จำต้องฟ้องเข้ามาคนละคดีแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอัญชุลี กองอำนวยสุข กับพวก
จำเลย — บริษัทไทย บอนเนต เทรดดิ้ง โซน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายตระการ สุรมณี
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6552/2559
#602557
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยพา ร. ผู้เสียหายจากประเทศไทยส่งออกไปนอกราชอาณาจักรยังประเทศญี่ปุ่น แล้วหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้และจัดให้อยู่อาศัยในประเทศญี่ปุ่นเพื่อให้ผู้เสียหายทำการค้าประเวณีที่สถานที่การค้าประเวณีที่ประเทศญี่ปุ่นโดยการฉ้อฉลและใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหาย เพื่อบังคับข่มขู่ให้ผู้เสียหายกระทำการค้าประเวณี หรือเพื่อสนองความใคร่หรือสำเร็จความใคร่ในทางกามารมณ์ของผู้อื่น อันเป็นการสำส่อนเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใดอันเป็นการมิชอบ เพื่อจำเลยจะได้แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและไม่สามารถขัดขืนได้ เหตุเกิดที่ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นหลายท้องที่เกี่ยวพันกัน อันเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 52 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 ป.อ. มาตรา 283 การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยและได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยด้วย ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือจะมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า อัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ทำการสอบสวน โดยให้พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญาร่วมทำการสอบสวน และให้ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์หรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ดังนี้ พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ จึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยพานางสาวรัตนาภรณ์ ผู้เสียหายจากประเทศไทยส่งออกไปนอกราชอาณาจักรยังประเทศญี่ปุ่น แล้วหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้และจัดให้อยู่อาศัยในประเทศญี่ปุ่นเพื่อให้ผู้เสียหายทำการค้าประเวณีที่สถานที่การค้าประเวณีที่ประเทศญี่ปุ่นโดยการฉ้อฉลและใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหาย เพื่อบังคับข่มขู่ให้ผู้เสียหายกระทำการค้าประเวณี หรือเพื่อสนองความใคร่หรือสำเร็จความใคร่ในทางกามารมณ์ของผู้อื่น อันเป็นการสำส่อนเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใดอันเป็นการมิชอบ เพื่อจำเลยจะได้แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและไม่สามารถขัดขืนได้ เหตุเกิดที่ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตำบลบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และประเทศญี่ปุ่น หลายท้องที่เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยและได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยด้วย ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือจะมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าอัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ทำการสอบสวน โดยให้พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญาร่วมทำการสอบสวน และให้ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์หรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ดังนี้ พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ จึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แม้ปัญหาข้อนี้จำเลยจะไม่ได้ต่อสู้ไว้ในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยสามารถยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุที่ไม่สมควรลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 11 วรรคแรก หรือควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 11 วรรคแรก บัญญัติให้ศาลลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่จำเลยกระทำเพียงใดก็ได้ หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวให้ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงโทษที่จำเลยได้รับมาแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลในต่างประเทศลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ให้จำคุก 3 ปี และปรับ 300,000 เยน โดยรอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 5 ปี แม้จำเลยจะถูกคุมขังเป็นเวลา 160 วัน แต่ก็เป็นการคุมขังก่อนศาลในต่างประเทศมีคำพิพากษา และเป็นการคุมขังเกินจำนวนค่าปรับ ทำให้จำเลยไม่ต้องชำระค่าปรับ ดังนี้ เมื่อจำเลยไม่ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศ เพียงแต่ต้องโทษปรับ โดยมีการนำระยะเวลาที่จำเลยถูกคุมขังก่อนศาลในต่างประเทศมีคำพิพากษามาหักออกจากจำนวนเงินค่าปรับแล้ว จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะไม่ลงโทษจำเลยในคดีนี้ ทั้งการกระทำความผิดของจำเลยขัดต่อศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดีมุ่งถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะกระทบต่อประเทศชาติ แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว หรือเหตุอื่นๆ ตามที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 20 วรรคหนึ่ง ม. 120
ป.อ. ม. 283
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 ม. 52
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางอรวรรณ์หรือจอย ฮิโรวากะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายนราธิป บุญญพนิช
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6525/2559
#604324
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า บนปกหนังสือและแบบทดสอบทั้งห้าเล่มของจำเลยที่ 1 ซึ่งปรากฏว่าที่หน้าปกหนังสือและแบบทดสอบดังกล่าวเครื่องหมายคำว่า "KENDALL SQUARE" ประกอบรูปประดิษฐ์อาคารทรงกลม ที่จำเลยที่ 1 ใช้เป็นเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 ปรากฏอยู่ด้วย แม้จะมิใช่เครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" ของโจทก์ในลักษณะที่สาธารณชนอาจสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าก็ตาม แต่ปรากฏจากคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่าหนังสือคู่มือประกอบการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของจำเลยที่ 1 มีไว้เพื่อใช้ในห้องเรียน มิได้มีไว้เพื่อจำหน่าย สาธารณชนทั่วไปย่อมไม่ทราบว่าคำว่า "KENDALL SQUARE" เป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ในขณะที่คำว่า "TOEFL" ของโจทก์ มีลักษณะที่สาธารณชนคือกลุ่มนักศึกษาไทยที่ประสงค์จะไปศึกษาต่อในต่างประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนรู้จักเครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" ของโจทก์เป็นอย่างดี เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" ที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าหนังสือและแบบทดสอบกับสินค้าหนังสือและแบบทดสอบของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นการละเมิดสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" ที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 420

ชื่อโดเมนเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อความสะดวกในการจดจำและเรียกขานโดยสื่อถึงเจ้าของชื่อโดเมนในการติดต่อระหว่างกันในระบบเครือข่ายหรืออินเทอร์เน็ต อันเป็นการใช้ตามวัตถุประสงค์ของชื่อหรือนามตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 ซึ่งผู้เป็นเจ้าของนามจะได้รับความคุ้มครองในการใช้นามของตนโดยมีสิทธิห้ามบุคคลอื่นใช้ชื่อหรือนามเดียวกันนั้น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของชื่อหรือนามเป็นเหตุให้เจ้าของชื่อหรือนามนั้นได้รับความเสื่อมเสียประโยชน์ รวมตลอดทั้งมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเสื่อมเสียประโยชน์นั้นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18, 420 และ 421 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของชื่อโดเมนอันเป็นชื่อทางการค้าของโจทก์และการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ กรณีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18, 420 และ 421 หรือไม่ นอกจากนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิห้ามจำเลยที่ 1 นำเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "TOEFL" และคำว่า "TOEIC" ของโจทก์ซึ่งได้รับการจดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อโดเมนของจำเลยที่ 1 เพราะสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในราชอาณาจักรได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เป็นการให้สิทธิแก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้นั้นแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับรายการสินค้าตามที่จดทะเบียนไว้ แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อโดเมน www.toeffthailand.wordpress.com ชื่อโดเมน www.2toeic.com และชื่อโดเมน www.7toefl.com กับสินค้าหนังสือ หนังสือเล่มเล็ก หนังสือคู่มือ แบบทดสอบ กระดาษคำตอบข้อสอบ และกับบริการพัฒนาดำเนินการและให้คะแนนการทดสอบประเมินความสามารถ แจกเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับการทดสอบ เปิดเผยคะแนนให้แก่ผู้สอบและสถาบัน ดำเนินการค้นคว้าสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบเพื่อความพัฒนาก้าวหน้าในด้านทฤษฎีและในด้านปฏิบัติ บริการทดสอบและประเมินความสามารถในภาษาอังกฤษ การค้นคว้าวิจัยในด้านการศึกษา บริการให้การศึกษาตามที่โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการไว้ จึงเป็นการกระทำที่อยู่นอกขอบเขตแห่งสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร

ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 32 ถึง 43 เป็นข้อต่อสู้ที่ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำการละเมิดลิขสิทธิ์จะหยิบยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้และมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว หาใช่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ต้องกล่าวบรรยายในคำฟ้องไม่

แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้รับค่าตอบแทนจากการจำหน่ายหนังสือคู่มือและแบบทดสอบ จำเลยที่ 1 ก็ได้รับค่าตอบแทนในการสอนจากผู้เรียนหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อการสอบ "TOEFL" ไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนน้อยก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าการสอนที่ได้รับค่าตอบแทนจากผู้เรียนในหลักสูตรดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ 1 ทำซ้ำงานวรรณกรรมอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอนแล้วนำไปแจกแก่ผู้เรียนในหลักสูตรซึ่งจำเลยที่ 1 จัดสอนถึงวันละ 4 รอบ มีผู้เรียนจำนวนประมาณวันละ 80 คน จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ทำซ้ำงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เพียงสำเนาเดียวเพื่อประโยชน์ในการสอนของตน ทั้งผู้ทำซ้ำคือจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้เรียนและมีการทำซ้ำเกินกว่า 1 สำเนา การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่การกระทำที่ไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควรอันจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (1) (3) (6) (7) แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ส่วนการคัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันอาจเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 33 นั้น จะต้องปรากฏว่าเป็นการกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์บางตอนตามสมควร และมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น แต่ปรากฏว่าการนำเอาข้อสอบอันเป็นงานอันที่ลิขสิทธิ์ของโจทก์มาทำซ้ำเป็นหนังสือคู่มือนั้น เป็นส่วนที่เป็นเนื้อหาสำคัญทั้งหมดของงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งฉบับและมีปริมาณเป็นจำนวนมาก จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการคัด ลอก หรือเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์เพียงบางตอนตามสมควร ส่วนข้อความที่ปรากฏในหนังสือและแบบทดสอบว่า "An official TOEFL publication developed by ETS test specialist Copyright @ 1998 ETS. Unauthorized reproduction of this book is prohibited." ก็เป็นข้อความที่จำเลยที่ 1 ทำซ้ำมาจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ อันเป็นข้อความที่โจทก์ประกาศแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์และแสดงเจตนาห้ามการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์เสียก่อน มิใช่การที่จำเลยที่ 1 แสดงความรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537

คำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 ยุติการใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "TOEFL" คำว่า "TOEIC" และคำว่า "ETS" ของโจทก์และยุติการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 เก็บรวบรวมตำราเรียนแบบฝึกหัดและแบบทดสอบ ซีดี-รอม และเอกสารอื่นใดทั้งหมดที่ปรากฏเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์เพื่อจัดการทำลายนั้น เป็นคำขอในลักษณะที่ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้หรือเกี่ยวข้องในทางใด ๆ กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไป ถือเป็นคำขอที่มุ่งบังคับถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 ในอนาคต จึงไม่อาจบังคับให้ได้

เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การตัดฟ้องว่าสิทธิเรียกร้องตามฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ แต่จำเลยที่ 1 มิได้กล่าวในคำให้การในส่วนนี้ให้ชัดแจ้งว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความเรื่องใด อายุความเริ่มนับโดยโจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ตั้งแต่วันใด และมีกำหนดอายุความเท่าใด จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธในเรื่องอายุความย่อมไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองยุติการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" และคำว่า "TOEIC" และคำว่า "ETS" ของโจทก์ ไม่ว่าในรูปแบบใด และในสื่อใด ๆ รวมทั้งให้ยุติการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองรวบรวมเก็บหนังสือตำราเรียน แบบฝึกหัด แบบทดสอบ แผ่นพับโฆษณาและเอกสารอื่นทั้งหมดที่ปรากฏเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองเพื่อจัดการทำลายเสียและให้จำเลยทั้งสองยุติการใช้ชื่อโดเมน "www.toeflthailand.wordpass.com" (ที่ถูก "www.toeflthailand. wordpress.com") ชื่อโดเมน "www.2toeic.com" และชื่อโดเมน "www.7toetl.com" หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "ETS" คำว่า "TOEFL" และคำว่า "TOEIC" โดยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์แล้ว สำหรับเครื่องหมายการค้าคำว่า "ETS" ได้รับการจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า สิ่งพิมพ์ที่ใช้ในการเข้าเล่ม วัสดุใช้ในการเรียนการสอน ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค145848 กับได้รับการจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า หนังสือเล่มเล็ก ๆ เกี่ยวกับการทดสอบ คู่มือจัดดำเนินการทดสอบ แผ่นกระดาษตอบข้อทดสอบ แผ่นกระดาษให้คะแนนการทดสอบ คู่มือ จดหมายข่าว รายงาน โบรชัวร์ และฟอร์มที่พิมพ์สำหรับบันทึกการประเมินผล ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค11364 และได้รับการจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า แบบทดสอบ หนังสือเล่มเล็ก จดหมายข่าว เอกสารรับรอง หนังสือคู่มือ หนังสือแนะนำจุลสาร โปสเตอร์ เอกสารบัญชีรายชื่อ เอกสารรายงาน ใบรับรอง เอกสารสรุปย่อเนื้อหาและเอกสาร ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค208248 เครื่องหมายบริการคำว่า "ETS" ได้รับการจดทะเบียนสำหรับใช้กับบริการจำพวก 42 รายการบริการ การพัฒนาการทดสอบ จัดดำเนินการทดสอบและให้คะแนนการทดสอบ บริการวิจัยค้นคว้าเพื่อความก้าวหน้าในด้านทฤษฎีและปรับปรุง ด้านแบบทดสอบ ตามทะเบียนเลขที่ บ561 และได้รับการจดทะเบียนสำหรับใช้กับบริการจำพวก 41 รายการบริการ บริการให้การศึกษาการบริการที่ประกอบด้วยหรือที่เกี่ยวกับการวัดทักษะและความสามารถด้านการศึกษาและด้านการเรียนรู้ บริการทำการบันทึกคะแนนทดสอบและรายงานเกี่ยวกับบันทึกคะแนนสอบ การจัดสัมมนา การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การแนะนำด้านการศึกษา บริการแนะแนวเกี่ยวกับงานและอาชีพในลักษณะของการให้การศึกษาและฝึกอบรม การประเมินความสามารถด้านภาษาอังกฤษ การประเมินและการประเมินผลเกี่ยวกับครูและนักเรียน บริการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโปรแกรมการศึกษา การจัดการทดสอบและโปรแกรมการทดสอบ การจัดทดสอบและการประเมินผลด้านการศึกษาเกี่ยวกับทักษะ ความสามารถและการเรียนรู้ ตามทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ บ25263 เครื่องหมายการค้า คำว่า "TOEFL" ได้รับการจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า สิ่งพิมพ์ที่เป็นข่าวสารข้อมูล หนังสือ หนังสือเล่มเล็ก หนังสือคู่มือ หนังสือคู่มือทัศนาจร แบบทดสอบ หนังสือคู่มือทดสอบ กระดาษคำตอบข้อสอบ จดหมายเวียน รายงาน กระดาษจดคะแนนที่ได้จากการทดสอบ โบรชัวร์ จุลสาร ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค55758 กับได้รับการจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า หนังสือวารสาร หนังสือพิมพ์ แบบฟอร์มและแบบทดสอบ ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค229727 และได้รับการจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า สื่อแม่เหล็กในรูปของเทปและคาสเซตบันทึกเสียงสำหรับใช้ทดสอบและประเมินความสามารถในด้านความรู้ภาษาอังกฤษ ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค1545 เครื่องหมายบริการคำว่า "TOEFL" ได้รับการจดทะเบียนสำหรับใช้กับบริการจำพวก 41 รายการบริการ บริการพัฒนาดำเนินการและให้คะแนนการทดสอบประเมินความสามารถในภาษาอังกฤษ แจกเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับการทดสอบ เปิดเผยคะแนนให้แก่ผู้สอบและสถาบัน ดำเนินการค้นคว้าสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบเพื่อความพัฒนาก้าวหน้าในด้านทฤษฎีและในด้านปฏิบัติ ตามทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ บ743 เครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEIC" ได้รับการจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า กระดาษทดสอบ กระดาษคำตอบ ตารางและคู่มือสำหรับใช้ในการสอบตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค49704 และได้รับการจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้าคาสเซท และเทปสำหรับใช้ทดสอบทางการศึกษา ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค49705 และเครื่องหมายบริการคำว่า "TOElC" ได้รับการจดทะเบียนสำหรับใช้กับบริการจำพวก 41 รายการบริการ บริการทดสอบและประเมินความสามารถในภาษาอังกฤษ การค้นคว้าวิจัยในด้านการศึกษา บริการให้การศึกษา การผลิตเทปคาสเซทและผลิตเทปภาพยนต์วิดีโอ การจัดพิมพ์หนังสือ ตามทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ บ26431 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนสอนพญาไท จำเลยที่ 2 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้บริการหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการเตรียมการสอบ "TOEFL" "IELTS" "CU-TEP" และ "TU-GET" เป็นต้น โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้สอน โจทก์ยื่นคำร้องต่อศูนย์อนุญาโตตุลาการและการไกล่เกลี่ย องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO Arbitration and Mediation) ในข้อพิพาทสิทธิดีกว่าในชื่อโดเมนว่า "toeflthailand.com" ซึ่งต่อมาศูนย์มีคำวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 โอนชื่อโดเมนนั้นให้แก่โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ดำเนินการแล้ว หนังสือเรียนเป็นคู่มือการเรียนการสอนที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้สอน โดยที่หน้าปกหนังสือทั้งห้าเล่มมีการพิมพ์คำว่า "TOEFL" ของโจทก์ปรากฏอยู่ในลักษณะ "TOEFL(r)" นอกจากนี้ยังมีการพิมพ์คำว่า "TOEFL" ไว้ภายในหนังสือบางส่วนด้วย โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือ แบบเรียน แบบฝึกหัด และแบบทดสอบต่าง ๆ ที่ใช้ในการทดสอบด้านภาษาอังกฤษที่เรียกว่า "TOEFL"

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 1 พิมพ์คำว่า "TOEFL(r)" ให้ปรากฏที่หน้าปกหนังสือคู่มือประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ ของจำเลยที่ 1 และภายในหนังสือคู่มือบางส่วนเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" ที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ในราชอาณาจักรกับสินค้าหนังสือแบบทดสอบแล้วของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้การคุ้มครองสิทธิของโจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรนั้น เป็นการให้ความคุ้มครองโดยให้สิทธิแก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" สำหรับสินค้าหนังสือและแบบทดสอบ อันเป็นสินค้าในรายการสินค้าที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ ซึ่งทำให้โจทก์มีสิทธิหวงกันไม่ให้ผู้อื่นนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปใช้กับสินค้าหนังสือและแบบทดสอบโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ซึ่งไม่ได้รวมถึงสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิตสินค้าหนังสือและแบบทดสอบเช่นเดียวกับที่โจทก์ผลิตอันเป็นสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์และไม่รวมถึงสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการทำซ้ำหรือดัดแปลงหนังสือและแบบทดสอบโทเฟิล (TOEFL) ซึ่งเป็นงานวรรณกรรมที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้น อันเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ และเมื่อพิจารณาประกอบกับความหมายของเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4 ซึ่งบัญญัติให้ความหมายไว้โดยเฉพาะว่า เครื่องหมายการค้า หมายความว่า "เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น" อันเป็นความหมายที่กำหนดจากหลักการว่าเครื่องหมายการค้าเป็นสิ่งที่ทำหน้าที่สำคัญในการระบุตัวสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้น ว่าเป็นของเจ้าของสินค้ารายใดและมีแหล่งที่มาของสินค้าจากที่ใดกับทำหน้าที่แยกแยะความแตกต่างของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าชนิดเดียวกัน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคสินค้าให้สามารถเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตน ย่อมเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องหมายการค้าตามบทบัญญัติคือ การใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าเพื่อแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้าชนิดเดียวกันของเจ้าเครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าของผู้อื่น และเพื่อระบุว่าสินค้านั้นเป็นของเจ้าของเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นประโยชน์แก่เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นในการจำหน่ายสินค้าของตนและเป็นประโยชน์แก่สาธารณชนผู้บริโภคสินค้านั้น เพราะการใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าเช่นนี้ย่อมทำให้สาธารณชนผู้บริโภคที่นิยมเชื่อถือในคุณภาพสินค้าและเครื่องหมายการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นได้อาศัยเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นได้ถูกต้องตามความประสงค์ของตน สำหรับปัญหานี้ในเบื้องต้นจึงต้องพิจารณาก่อนว่า การที่จำเลยที่ 1 พิมพ์คำว่า "TOEFL (r)" ให้ปรากฏที่หน้าปกสินค้าหนังสือคู่มือประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 นำคำดังกล่าวมาใช้อย่างเครื่องหมายการค้าแล้วหรือไม่ กล่าวคือ การที่จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "TOEFL (r)" บนหน้าปกหนังสือตามสินค้า มีลักษณะที่เป็นการสื่อให้สาธารณชนผู้บริโภคเห็นว่า หนังสือคู่มือประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษจำนวน 5 เล่มนี้ มีแหล่งที่มาจากโจทก์ในลักษณะที่โจทก์เป็นเจ้าของสินค้าหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้านั้นในทางใดทางหนึ่งหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่หน้าปกสินค้าหนังสือคู่มือประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ ของจำเลยที่ 1 มีคำว่า "TOEFL (r)" ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรสำหรับสินค้าหนังสือและแบบทดสอบ โดยจำเลยที่ 1 ได้พิมพ์ตัวอักษรคำว่า "TOEFL" ให้ใหญ่เด่นชัดกว่าข้อความอื่นบนปกหนังสือ ย่อมทำให้ผู้ลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษกับจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับแจกหนังสือและแบบทดสอบ เข้าใจไปได้ว่าหนังสือและแบบทดสอบนั้นเป็นสินค้าหนังสือและแบบทดสอบที่โจทก์เป็นเจ้าของหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังสือและแบบทดสอบ อันนับได้ว่าเป็นการที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" ที่โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ในราชอาณาจักรสำหรับสินค้าหนังสือและแบบทดสอบกับหนังสือและแบบทดสอบของจำเลยที่ 1 แล้ว แม้หนังสือและแบบทดสอบของจำเลยที่ 1 จะมีคำว่า "TOEFL (r)" ปรากฏอยู่ที่หน้าปกหนังสือโดยที่หนังสือและแบบทดสอบไม่มีชื่อหนังสืออื่นปรากฏอยู่ แต่การที่จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "TOEFL (r)" ที่ปกหนังสือทั้งห้าเล่มของจำเลยที่ 1 ในลักษณะคล้ายเป็นชื่อหนังสือนั้นก็ไม่อาจทำให้ผู้ใช้หนังสือและแบบทดสอบทั้งห้าเล่มนี้แยกความแตกต่างของเนื้อหาในหนังสือแต่ละเล่มได้ แต่ที่ผู้ใช้หนังสือและแบบทดสอบของจำเลยที่ 1 สามารถแยกแยะความแตกต่างของเนื้อหาที่ปรากฏในหนังสือแต่ละเล่มได้ ก็โดยดูจากความแตกต่างของสีปกหนังสือแต่ละเล่ม การที่จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "TOEFL (r)" ที่หน้าปกหนังสือและแบบทดสอบของจำเลยที่ 1 จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะใช้คำว่า "TOEFL (r)" เป็นเครื่องหมายการค้ามากกว่าจะใช้เป็นชื่อเรียกหนังสือแต่เพียงอย่างเดียว และแม้ว่าที่หน้าปกหนังสือและแบบทดสอบของจำเลยที่ 1 จะมีเครื่องหมายคำว่า "KENDALL SQUARE" ประกอบรูปประดิษฐ์อาคารทรงกลม ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เป็นเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 อันมิใช่เครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" ของโจทก์ในลักษณะที่สาธารณชนอาจสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า แต่เครื่องหมายคำว่า "KENDALL SQUARE" ประกอบรูปประดิษฐ์อาคารทรงกลมที่จำเลยที่ 1 ใช้ให้ปรากฏที่หน้าปกหนังสือคู่มือประกอบการสอนวิชาภาษาอังกฤษ นั้นปรากฏจากคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่าหนังสือคู่มือประกอบ การเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษของจำเลยที่ 1 มีไว้เพื่อใช้ในห้องเรียน มิได้มีไว้เพื่อจำหน่ายเช่นนี้ สาธารณชนทั่วไปย่อมไม่ทราบว่าคำว่า "KENDALL SQUARE" เป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ในขณะที่คำว่า "TOEFL" ของโจทก์มีลักษณะที่สาธารณชนคือ กลุ่มนักศึกษาไทยที่ประสงค์จะไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนรู้จักเครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" ของโจทก์เป็นอย่างดี เพราะมหาวิทยาลัยในต่างประเทศจำนวนมากที่กำหนดให้นักศึกษาต่างชาติต้องผ่านการทดสอบภาษาอังกฤษ "TOEFL" ของโจทก์ จึงจะพิจารณารับเข้าศึกษาต่อ กรณีจึงมีเหตุผลให้เชื่อว่านักศึกษาผู้ใช้หนังสือและแบบทดสอบของจำเลยที่ 1 เข้าใจว่าคำว่า "TOEFL (r)" เป็นเครื่องหมายการค้าที่แสดงให้ทราบถึงแหล่งกำเนิดของสินค้าและบุคคลผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น มากกว่าที่จะเข้าใจว่าเครื่องหมายคำว่า "KENDALL SQUARE" ประกอบรูปประดิษฐ์อาคารทรงกลมเป็นเครื่องหมายการค้า แม้ที่หน้าปกหนังสือคู่มือประกอบ การเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ ใต้คำว่า "TOEFL (r)" มีข้อความว่า "สอนโดยอาจารย์ระดับปริญญาเอกทางการศึกษา และ M.I.T. (มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา) แต่เมื่ออ่านประกอบกันแล้วก็ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าผู้ใช้หนังสือและแบบทดสอบในการสอนตามหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ "TOEFL" ของจำเลยที่ 1 เป็นอาจารย์ที่มีคุณวุฒิสูงนอกจากนี้หนังสือและแบบทดสอบมิได้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของหรือผู้พิมพ์จำหน่ายสินค้าหนังสือแต่อย่างใด ย่อมทำให้สาธารณชนผู้ใช้หนังสือและแบบทดสอบเข้าใจไปได้ว่าหนังสือและแบบทดสอบทั้งห้าเล่มนั้น โจทก์เป็นเจ้าของหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าในทางใดทางหนึ่ง โดยที่บริเวณด้านล่างของหน้าปกหนังสือคู่มือประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า "TOEFL(r) is a registered trademark of Educational Testing Service (ETS).This publication is not endorsed or approved by ETS" ซึ่งจำเลยที่ 1 แปลข้อความไว้ว่าหมายความว่า "TOEFL" เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว สิ่งพิมพ์นี้ไม่ได้รับการสนับสนุนหรือตรวจทานของโจทก์" แสดงให้เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "TOEFL (r)" ที่หน้าปกหนังสือและแบบทดสอบ ในลักษณะดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" ที่ได้จดทะเบียนในราชอาณาจักรสำหรับสินค้าหนังสือและแบบทดสอบแล้ว การที่จำเลยที่ 1 นำคำว่า "TOEFL (r)" มาใช้ให้ปรากฏที่หน้าปกหนังสือคู่มือประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ อันเป็นสินค้าหนังสือและแบบทดสอบซึ่งเป็นรายการสินค้าที่โจทก์จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรสำหรับเครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" จึงเป็นการใช้คำว่า "TOEFL" อย่างเครื่องหมายการค้า เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" ที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าหนังสือและแบบทดสอบกับสินค้าและแบบทดสอบของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นการละเมิดสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" ที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ส่วนกรณีที่ปรากฏว่ามีเครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" และคำว่า "ETS" ของโจทก์ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในราชอาณาจักรสำหรับใช้กับสินค้าหนังสือและแบบทดสอบแล้วภายในหนังสือคู่มือประกอบการสอบวิชาภาษาอังกฤษนั้น ปรากฏตามคำรับของจำเลยที่ 1 ว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" และคำว่า "ETS" ที่ปรากฏอยู่ในตัวเล่มหนังสือนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 ทำซ้ำแบบทดสอบเก่าของโจทก์ที่มีเครื่องหมายการค้านั้นปรากฏอยู่เป็นส่วนประกอบมารวมเล่มไว้ในหนังสือ เป็นเรื่องแสดงให้เห็นว่าแบบทดสอบนั้นเป็นแบบทดสอบภาษาอังกฤษ "TOEFL" ของโจทก์ (ETS) กรณีจึงมิใช่การใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" และคำว่า "ETS" ของโจทก์ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในราชอาณาจักรสำหรับสินค้าหนังสือและแบบทดสอบอย่างเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาต่อไปว่าการที่จำเลยที่ 1 ทำซ้ำแบบทดสอบเก่าของโจทก์ เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์หรือไม่ หาใช่ข้อพิจารณาภายใต้ขอบเขตแห่งสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ในลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการสอนภาษาอังกฤษเพื่อให้ผู้เข้าเรียนมีความรู้ความสามารถที่จะไปทำการทดสอบ "TOEFL" ของโจทก์เท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นการใช้ข้อความหรือเครื่องหมายที่แสดงว่าเอกสารต่าง ๆ เป็นของโจทก์หรือเป็นเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ใช้จากโจทก์แต่อย่างใด จึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "TOEFL" และคำว่า "TOEIC" ซึ่งโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการไว้ในราชอาณาจักรแล้วด้วยการนำคำดังกล่าวไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อโดเมน "www.toeflthailand .wordpress.com" ชื่อโดเมน "www.2toeic.com" และชื่อโดเมน www.7toefl.com หรือไม่ เห็นว่า ชื่อโดเมนเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อความสะดวกในการจดจำและเรียกขานโดยสื่อถึงเจ้าของชื่อโดเมนในการติดต่อระหว่างกันในระบบเครือข่ายหรืออินเทอร์เน็ต อันเป็นการใช้ตามวัตถุประสงค์ของชื่อหรือนาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 ซึ่งผู้เป็นเจ้าของนามจะได้รับความคุ้มครองในการใช้นามของตนโดยมีสิทธิห้ามบุคคลอื่นใช้ชื่อหรือนามเดียวกันนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของชื่อหรือนามเป็นเหตุให้ผู้เป็นเจ้าของชื่อหรือนามนั้นได้รับความเสื่อมเสียประโยชน์ รวมตลอดทั้งมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเสื่อมเสียประโยชน์นั้นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18, 420 และ 421 แม้จำเลยที่ 1 จะเบิกความรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของชื่อโดเมน "www.2toeic.com" และชื่อโดเมนว่า "www.7toefl.com" แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้คำว่า "TOEFL" และคำว่า "TOEIC" ของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของชื่อโดเมน โดยอ้างว่าโจทก์ใช้คำว่า "TOEFL" และคำว่า "TOEIC" เป็นชื่อทางการค้าของโจทก์ และแม้ทางนำสืบของโจทก์จะได้ความว่าโจทก์เป็นเจ้าของชื่อโดเมนว่า "toelf.com" "toelf.org" "toelf.net" "toelf.biz" และ"toelf.us" และใช้ชื่อโดเมนในการประกอบกิจการของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของชื่อโดเมนอันเป็นชื่อทางการค้าของโจทก์และการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ กรณีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18, 420 และ 421 หรือไม่ สำหรับปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิห้ามจำเลยที่ 1 นำเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า ""TOEFL" และคำว่า "TOEIC" ของโจทก์ซึ่งได้รับการจดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อโดเมนของจำเลยที่ 1 หรือไม่ นั้น เห็นว่า สิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในราชอาณาจักรได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โดยเป็นการให้สิทธิแก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้นั้น แต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าสำหรับรายการสินค้าตามที่ได้จดทะเบียนไว้และเป็นการคุ้มครองสิทธิในลักษณะที่เป็นการหวงกันมิให้ผู้อื่นนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปใช้โดยมิชอบ โดยขอบเขตแห่งสิทธิของโจทก์ในกรณีนี้จำกัดอยู่ที่การห้ามมิให้ผู้อื่นใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับสินค้าของจำเลยที่ 1 ในลักษณะเพื่อแยกความแตกต่างระหว่างสินค้าของโจทก์กับสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 กระทำการไม่สุจริต แสวงหาประโยชน์จากการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ เพื่อให้สาธารณชนหรือผู้ใช้สินค้าของจำเลยที่ 1 พบเห็นสินค้าของจำเลยที่ 1 แล้วเข้าใจว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นสินค้าของโจทก์ หรือโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าของจำเลยที่ 1 ในทางใดทางหนึ่ง เมื่อโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "TOEFL" และคำว่า "TOEIC" ไว้กับสินค้าหนังสือเล่มเล็ก หนังสือคู่มือ แบบทดสอบ กระดาษคำตอบข้อสอบ แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อโดเมน www.toeflthailand.wordpress.com ชื่อโดเมน "www.2toeic.com" และชื่อโดเมนว่า "www.7toefl.com" กับสินค้าหนังสือ หนังสือเล่มเล็ก หนังสือคู่มือ แบบทดสอบ กระดาษคำตอบข้อสอบ ตามที่โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ จึงเป็นการกระทำที่อยู่นอกขอบเขตแห่งสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 ในส่วนขอบเขตแห่งสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายบริการก็เช่นกัน เมื่อโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "TOEFL" และคำว่า "TOEIC" กับบริการพัฒนาดำเนินการและให้คะแนนการทดสอบประเมินความสามารถ แจกเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับการทดสอบ เปิดเผยคะแนนให้แก่ผู้สอบและสถาบัน ดำเนินการค้นคว้าสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบเพื่อความพัฒนาก้าวหน้าในด้านทฤษฎีและในด้านปฏิบัติ บริการทดสอบและประเมินความสามารถในภาษาอังกฤษ การค้นคว้าวิจัยในด้านการศึกษา บริการให้การศึกษา แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากิจการของจำเลยที่ 1 คือโรงเรียนสอนพญาไท ซึ่งให้บริการหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการเตรียมสอบ มิใช่บริการทดสอบและประเมินความสามารถในภาษาอังกฤษตามที่โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการไว้แต่อย่างใด กิจการบริการของจำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในขอบเขตแห่งสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการซึ่งได้รับการจดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 44 โจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิห้ามจำเลยที่ 1 นำเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "TOEFL" และคำว่า "TOEIC" ของโจทก์ซึ่งได้รับการจดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อโดเมนของจำเลยที่ 1 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิห้ามจำเลยที่ 1 ยุติการใช้ชื่อโดเมน "www.toeflthailand. wordpress.com" ชื่อโดเมน "www.2toeic.com" และชื่อโดเมน "www.7toefl.com" นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือแบบทดสอบของโจทก์หรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในประเด็นปัญหานี้โดยให้เหตุผลว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำเพื่อหากำไรและขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เกินสมควร จึงไม่เป็นคำบรรยายฟ้องอันจะพึงเข้าลักษณะการละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้คำฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิด แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามบทบัญญัติขึ้นต่อสู้ในคำให้การก็ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทนั้น เป็นข้อวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีต้องพิเคราะห์จากคำฟ้องและคำให้การ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในประเด็นปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม ได้แก่ หนังสือ แบบเรียน แบบฝึกหัด และแบบทดสอบต่าง ๆ เพื่อใช้ในการประกอบการให้บริการทดสอบความสามารถภาษาอังกฤษที่เรียกว่า "TOEFL" และคำว่า "TOEIC" โดยโจทก์เป็นผู้ริเริ่มและใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์ โดยอาศัยความรู้และความเชี่ยวชาญจากการเป็นผู้ให้บริการการทดสอบด้านภาษาอังกฤษ ได้รับการยอมรับทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย โจทก์ใช้หนังสือ แบบเรียน แบบฝึกหัด และแบบทดสอบวัดผลทางวิชาการอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์กับทุกสาขาของโจทก์ ต่อมาเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2552 โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองจัดทำเอกสารประกอบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เช่น ตำราเรียน แบบฝึกหัด แบบทดสอบ และซีดีรอม สำหรับการเตรียมการทดสอบด้านภาษาอังกฤษที่เรียกว่า "TOEFL" เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ที่เข้ามาศึกษาในสถาบันการศึกษาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองทำซ้ำด้วยการคัดลอก เลียนแบบ ทำสำเนาจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์และไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โดยมีรายละเอียดแห่งการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ในส่วนนี้ดังนี้ จำเลยทั้งสองนำแบบทดสอบที่โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้น คือ 1) แบบทดสอบ "TOEFL Test Prepartion Kit Workbook (Copyright 2002)" 2) แบบทดสอบ "TOEFL Test Prepartion Kit Workbook (Copyright 1995)" 3) แบบทดสอบ "TOEFL Test Exercise Book (Copyright 1998)" และ 4) แบบทดสอบ "TOEFL Test Exercise Book (Copyright 1995)" มาทำซ้ำเป็นหนังสือเล่มสีชมพู และจำเลยทั้งสองนำแบบทดสอบที่โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นคือ แบบทดสอบ "185 Writing Prompt of the Test of the Written English" มาทำซ้ำเป็นหนังสือเล่มสีน้ำเงิน ทั้งจำเลยทั้งสองนำหนังสือและแบบฝึกหัดที่โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้น ชื่อ "185 Writing Prompt of the Test of Written English" มาทำซ้ำเป็นเล่มสีเขียว ทั้งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ แต่เมื่อพิจาณาคำให้การของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ให้การยอมรับว่า หนังสือทั้งห้าเล่มตามคำฟ้องโจทก์เป็นหนังสือประกอบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้น โดยการทำสำเนาข้อสอบเก่าของโจทก์ที่โจทก์เลิกใช้แล้ว แต่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างต่อสู้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ เพราะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำมาใช้ในการสอนผู้เข้ารับการศึกษาอบรมวิชาภาษาอังกฤษ อันเป็นการนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์มาทำการวิจัยหรือศึกษางานนั้น ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏโดยผู้สอนเพื่อประโยชน์ในการสอนของตน ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนของงาน หรือตัดทอน หรือทำบทสรุปโดยผู้สอน หรือสถาบันการศึกษาเพื่อแจกจ่าย หรือจำหน่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันการศึกษา โดยมิได้นำมาขายหากำไรและมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นั้นและไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควรตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (1) (3) (6) และ (7) จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ว่าคำฟ้องโจทก์ในส่วนการบรรยายฟ้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเคลือบคลุมแต่อย่างใด ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าไม่เข้าใจคำฟ้องในส่วนใด ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอาจสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องโดยอธิบายรายละเอียดในส่วนนั้นให้ชัดเจนขึ้นก็ได้ ทั้งนี้ตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 วรรคสอง หรือโจทก์อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโจทก์ก็ได้ ประกอบกับการบรรยายฟ้องของโจทก์สำหรับคดีทรัพย์สินทางปัญญานี้มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะในข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง แล้วว่า คำฟ้องที่แสดงให้พอเข้าใจถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ให้ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งปัญหาเรื่องคำฟ้องเคลือบคลุมนี้แม้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยที่จำเลยที่ 1 มิได้ให้การโต้แย้งและมิได้แจ้งประเด็นข้อพิพาทให้โจทก์ทราบเสียก่อนได้ นอกจากนี้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 ถึงมาตรา 43 เป็นข้อต่อสู้ที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำการละเมิดลิขสิทธิ์จะหยิบยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้และมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นถึงข้อเท็จจริง หาใช่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ต้องกล่าวบรรยายในคำฟ้องแต่อย่างใดไม่ คดีนี้จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าคำฟ้องโจทก์ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเคลือบคลุมและประเด็นข้อพิพาทจากคำฟ้องและคำให้การของจำเลยที่ 1 จึงมีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (1) (3) (6) และ (7) และมาตรา 33 หรือไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำเพื่อหากำไรและขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เกินสมควรนั้น เป็นการที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เข้าลักษณะการละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้คำฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิด แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในคำให้การก็ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทนั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 สืบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาเพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (1) (3) (6) และ (7) หรือไม่ และประเด็นในเรื่องค่าเสียหายตามอุทธรณ์ของโจทก์ไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน สำหรับประเด็นปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การและนำสืบรับว่าหนังสือทั้งห้าเล่มตามคำฟ้องของโจทก์ เป็นหนังสือประกอบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้นโดยการทำสำเนาข้อสอบเก่าของโจทก์จริง แต่ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือแบบทดสอบ "TOEFL" ของโจทก์ เพราะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำมาใช้ในการสอนผู้เข้ารับการศึกษาอบรมวิชาภาษาอังกฤษ อันเป็นการนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์นำมาทำการวิจัยหรือศึกษางานนั้น ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงาน ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏโดยผู้สอนเพื่อประโยชน์ในการสอนของตน ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนของงาน หรือตัดทอนหรือทำบทสรุปโดยผู้สอนหรือสถาบันการศึกษา เพื่อแจกจ่ายหรือจำหน่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันการศึกษา โดยมิได้นำมาขายหากำไรและมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ นั้น และไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (1) (3) (6) และ (7) และมาตรา 33 ในประเด็นปัญหานี้ เมื่อจำเลยที่ 1 รับแล้วว่าจำเลยที่ 1 ทำซ้ำงานวรรณกรรมมีลิขสิทธิ์ของโจทก์อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์จริง จึงต้องวินิจฉัยข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (1) (3) (6) และ (7) และมาตรา 33 หรือไม่ ซึ่งข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ในคำให้การนั้นประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ (1) เป็นการกระทำต่าง ๆ ตามที่มาตรา 32 วรรคสอง (1) (3) (6) และ (7) และมาตรา 33 บัญญัติไว้ (2) การกระทำนั้นต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และ (3) การกระทำนั้นต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควรตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แม้ข้อเท็จจริงในคดีนี้จะได้ความตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ใช้หนังสือคู่มือการเรียนการสอน เป็นเอกสารประกอบการสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสอบ "TOEFL" อันอาจถือได้ว่าเป็นการวิจัยหรือศึกษางานนั้น ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงาน โดยมีการรับรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ หรือทำซ้ำโดยผู้สอนเพื่อประโยชน์ในการสอนของตน หรือทำซ้ำบางส่วนของงานหรือทำบทสรุปโดยผู้สอนเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียน ตามมาตรา 32 วรรคสอง (1) (3) (6) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า หลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสอบ "TOEFL" นี้ใช้ระยะเวลาประมาณ 250 ชั่วโมง จำเลยที่ 1 เก็บค่าเล่าเรียนหลักสูตรละ 22,000 บาท เอกสารที่ใช้ในประกอบการเรียนหลักสูตรนี้คือ หนังสือคู่มือ ซึ่งใช้แจกผู้เรียนหลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสอบ "TOEFL" ที่ชำระค่าเรียนจำนวน 22,000 บาท เนื้อหาในหนังสือคู่มือเป็นตัวอย่างข้อสอบเก่าของโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ค่าตอบแทนจากการจำหน่ายหนังสือคู่มือ แต่จำเลยที่ 1 ก็ได้รับค่าตอบแทนในการสอนจากผู้เรียน ทั้งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและผู้ขออนุญาตดำเนินกิจการโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ รายได้และผลกำไรจากการดำเนินกิจการนี้ย่อมตกอยู่แก่จำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะนำสืบกล่าวอ้างว่าได้รับค่าตอบแทนน้อยก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าการสอนที่ได้รับค่าตอบแทนจากผู้เรียนในหลักสูตรเป็นการกระทำเพื่อหากำไรแล้ว นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 ทำซ้ำงานวรรณกรรมอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอนแล้วนำไปแจกแก่ผู้เรียนในหลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสอบ "TOEFL" ซึ่งจำเลยที่ 1 จัดสอนถึงวันละ 4 รอบ มีผู้เรียนจำนวนประมาณวันละ 80 คน จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ทำซ้ำงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เพียงสำเนาเดียวเพื่อประโยชน์ในการสอนของตน แต่เป็นการทำซ้ำงานวรรณกรรมของโจทก์และแจกจ่ายแก่ผู้เรียนทุกคน ทั้งผู้ทำซ้ำเอกสารดังกล่าวคือ จำเลยที่ 1 มิใช่ผู้เรียนและมีการทำซ้ำเกินกว่า 1 สำเนา การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่การกระทำที่ไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควรอันจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (1) (3) (6) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ส่วนการ คัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันอาจเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นั้น จะต้องปรากฏว่าเป็นการกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์บางตอนตามสมควรและมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น แต่ปรากฏว่าการนำเอาข้อสอบอันเป็นงานมีลิขสิทธิ์ของโจทก์มาทำซ้ำเป็นหนังสือคู่มือนั้น เป็นส่วนที่เป็นเนื้อหาสาระสำคัญทั้งหมดของงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งฉบับและมีปริมาณงานเป็นจำนวนมาก จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นคัด ลอก หรือเลียนงานอันมีลิขสิทธิ์เพียงบางตอนตามสมควรและไม่มีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ ส่วนข้อความที่ปรากฏในหนังสือและแบบทดสอบว่า " An official TOEFL publication developed by ETS test specialists. Copyright (c) 1998 ETS. Unauthorized reproduction of this book is prohibited." ก็เป็นข้อความที่ปรากฏอยู่ในเอกสารที่จำเลยที่ 1 ทำซ้ำมาจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ อันเป็นข้อความที่โจทก์ประกาศแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์และแสดงเจตนาห้ามการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์เสียก่อน มิใช่การที่จำเลยที่ 1 แสดงความรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์แต่อย่างใด จึงยังไม่ถือว่ามีการรับรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เมื่อจำเลยที่ 1 ทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เพื่อใช้ในหลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมสอบ "TOEFL" ซึ่งเก็บค่าเรียนหลักสูตรละ 22,000 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์และไม่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมของโจทก์ตามมาตรา 27 (1) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

โจทก์มีคำขอท้ายอุทธรณ์ว่า ให้จำเลยที่ 1 ยุติการใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "TOEFL" คำว่า "TOEIC" และคำว่า "ETS" ของโจทก์และยุติการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และให้จำเลยที่ 1 เก็บรวบรวมตำราเรียน แบบฝึกหัด แบบทดสอบ ซีดี-รอม และเอกสารอื่นใดทั้งหมดที่ปรากฏเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์เพื่อจัดการทำลายนั้น เป็นคำขอในลักษณะที่ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้หรือเข้าเกี่ยวข้องในทางใด ๆ กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไป ถือเป็นคำขอที่มุ่งบังคับถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 ในอนาคต ซึ่งในทางพิจารณาของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงผลิตและแจกจ่ายหนังสือและแบบทดสอบต่อไปอีกหรือไม่ ส่วนข้ออ้างที่เกี่ยวข้องกับเครื่องหมายบริการ ศาลได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ยังมิได้กระทำการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายบริการของโจทก์ ส่วนการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์นั้น ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากทางพิจารณาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ยังคงทำสำเนาแบบทดสอบภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นงานวรรณกรรมอันมีลิขสิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18 ม. 420 ม. 421
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 183
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 32 วรรคหนึ่ง ม. 32 วรรคสอง ม. 32 (1) ม. 32 (3) ม. 32 (6) ม. 32 (7) ม. 33
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เอดยูเคชันแนล เทสติง เซอร์วิส
จำเลย — นายสิระ สุทธิคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายณัฐพล จุลละเกศ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6499/2559
#602815
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ในป่าสงวนแห่งชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธารอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคสอง (3) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปีฯ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง และลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี จึงต่ำกว่าระวางโทษขั้นต่ำ โจทก์จึงไม่เห็นด้วยและขอให้พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำคุกจำเลยตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคสอง (3) นั้น อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว นอกจากโจทก์อุทธรณ์ขอให้ปรับบทให้ถูกต้องแล้วยังอุทธรณ์โต้แย้งโทษที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยและขอให้ลงโทษตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกขั้นต่ำสูงกว่าโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลย ซึ่งมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้เพิ่มเติมโทษ ประกอบกับเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาแล้วเห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็มีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามที่โจทก์อุทธรณ์ และมีอำนาจใช้ดุลพินิจที่จะเปลี่ยนแปลงโทษที่จะลงแก่จำเลยให้เหมาะสมและเป็นไปตามบทกฎหมายที่ถูกต้องได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงโทษจำคุกแก่จำเลย และไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติและไม่ปรับ จึงเป็นการชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบรถแทรกเตอร์ของกลาง และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากที่เกิดเหตุ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยกลับให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 35,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 17,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ต่อครั้ง ภายในเวลา 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 15 ชั่วโมง และละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำผิดในทำนองเดียวกันอีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถแทรกเตอร์ของกลาง และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากที่เกิดเหตุ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) เป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี ไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติ และไม่ปรับจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำการไปในทางการที่รับจ้าง มิใช่กระทำการเป็นของตนเอง จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าถนนที่จำเลยก่นสร้างเป็นของเอกชนไม่อยู่ในเขตป่าไม้หรือป่าสงวนแห่งชาติ สถานที่เกิดเหตุมิได้อยู่ในเขตป่าไม้หรือป่าสงวนแห่งชาติ ไม่มีต้นน้ำลำธาร แต่เป็นท้องที่ที่ทางราชการจัดสรรเป็นที่ทำกินให้แก่ประชาชน การกระทำของจำเลยในการกวาดไถถนนไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ เพราะถนนที่จำเลยใช้รถกวาดไม่มีสภาพลักษณะเป็นป่าไม้ที่มีต้นน้ำลำธารและอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธารนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะโต้เถียงในทำนองว่า ไม่มีเจตนากระทำความผิดหรือมีข้อเท็จจริงแตกต่างจากฟ้องหาได้ไม่ เพราะขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าปรับบทไม่ถูกต้อง มิได้ประสงค์ให้เปลี่ยนแปลงโทษแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตีความอุทธรณ์ของโจทก์เอาเองว่าโจทก์ขอเพิ่มเติมโทษด้วยและพิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติ และไม่ปรับจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ในป่าสงวนแห่งชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธารอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคสอง (3) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปีฯ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง และลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี จึงต่ำกว่าระวางโทษขั้นต่ำ โจทก์จึงไม่เห็นด้วยและขอให้พิพากษาแก้ลงโทษจำคุกจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคสอง (3) จากอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า นอกจากโจทก์อุทธรณ์ขอให้ปรับบทให้ถูกต้อง แล้วยังอุทธรณ์โต้แย้งโทษที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยและขอให้ลงโทษตามมาตรา 31 วรรคสอง (3) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกขั้นต่ำสูงกว่าโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลย ซึ่งมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้เพิ่มเติมโทษ ประกอบกับเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาแล้วเห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ก็มีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามที่โจทก์อุทธรณ์ และมีอำนาจใช้ดุลพินิจที่จะเปลี่ยนแปลงโทษที่จะลงแก่จำเลยให้เหมาะสมและเป็นไปตามบทกฎหมายที่ถูกต้องได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจเปลี่ยนแปลงโทษจำคุกแก่จำเลย และไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติและไม่ปรับ จึงเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุก ปรับ และคุมความประพฤติของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เป็นต้นน้ำลำธาร การกระทำของจำเลยจึงเป็นการทำลายป่าไม้ที่มีคุณค่าและเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ ทั้งยังส่งผลกระทบทำให้ระบบนิเวศและคุณภาพสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติขึ้นเป็นเนืองๆ นอกจากนี้การที่จำเลยไถดันต้นไม้เปิดเป็นทางสัญจรในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เช่นนี้ ก็มีส่วนช่วยสนับสนุนให้มีการกระทำความผิดในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพิ่มมากขึ้น พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับจำเลยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนในท้องถิ่นก็ควรประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี แต่กลับมากระทำความผิดต่อกฎหมายเสียเอง สมควรที่จะลงโทษโดยเด็ดขาดเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้คนในสังคม ที่จำเลยอ้างว่าให้ความร่วมมือแก่ทางราชการตลอดมาและต้องอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาบุตรผู้เยาว์ ก็เป็นเรื่องที่บุคคลทั่วไป เฉกเช่นจำเลยพึงปฏิบัติอยู่แล้ว ไม่อาจนำมาเป็นเหตุอันควรปรานีที่จะนำมารอการลงโทษจำคุกไว้ เมื่อไม่รอการลงโทษจำคุกจึงไม่อาจคุมความประพฤติของจำเลยได้ และไม่จำต้องปรับอีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลย ไม่คุมความประพฤติ และไม่ปรับ นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

อนึ่ง เนื่องจากได้มีพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559ให้ยกเลิกความในมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 31 วรรคหนึ่ง ม. 31 วรรคสอง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
จำเลย — นายปรีชาหรือพร้อม ทองใบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายอัจฉ ณ สุรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางธารทิพย์ จงจักรพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6470/2559
#607378
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงจะขายที่ดินให้แก่โจทก์และโจทก์ได้ชำระเงินค่าที่ดินบางส่วนแล้ว โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมให้โจทก์ยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นหลักประกัน โจทก์ในฐานะผู้จะซื้อย่อมมีสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 รับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือและให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจและแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จในคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินว่าต้นฉบับโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 สูญหาย จนกระทั่งเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการกระทบต่อสิทธิของโจทก์ในการที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินที่โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกันตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน อีกทั้งหากจำเลยที่ 1 นำใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนนิติกรรมกับบุคคลภายนอก โจทก์ก็อาจไม่สามารถบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ดังนั้น แม้การกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำต่อเจ้าพนักงานและรัฐเป็นผู้เสียหายก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษจากการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 341, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ในข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนและเอกสารราชการ ให้ประทับฟ้อง ส่วนข้อหาอื่นและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คดีไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 จำคุก 2 ปี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 อีกบทหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นน้องสาวจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดเลขที่ 93504 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ตามสำเนาโฉนดที่ดิน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรสัตหีบว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวสูญหาย ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้ง ในวันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 1 ไปยื่นคำขอใบแทนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวและให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาสัตหีบ บันทึกไว้ว่า จำเลยที่ 1 เก็บโฉนดที่ดินไว้ที่บ้านพักแล้วหาไม่พบ ตามสำเนาคำขอใบแทนโฉนดที่ดิน ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาใบแทนโฉนดที่ดิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหายในคดีนี้จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงจะขายที่ดินให้แก่โจทก์และโจทก์ได้ชำระเงินค่าที่ดินบางส่วนแล้ว โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมให้โจทก์ยึดถือโฉนดที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินไว้เป็นหลักประกัน โจทก์ในฐานะผู้จะซื้อย่อมมีสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 รับชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือและให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจและแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จในคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินว่าต้นฉบับโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 สูญหาย จนกระทั่งเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการกระทบต่อสิทธิของโจทก์ในการที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินลงในต้นฉบับโฉนดที่ดินฉบับที่โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกันตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน อีกทั้งหากจำเลยที่ 1 นำใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนนิติกรรมกับบุคคลภายนอก โจทก์ก็อาจไม่สามารถบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ดังนั้น แม้การกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำต่อเจ้าพนักงานและรัฐเป็นผู้เสียหายก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษจากการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกัลยา ฤทธิ์เกรียงไกร
จำเลย — นายนิกุล รังสิชล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายนิรันดร์ ควรรักษ์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริภูมิ เด่นวุฒิวรกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
สุภัทร อยู่ถนอม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6466/2559
#603323
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องจำเลยและ ว. ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารว่าร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารต่อศาลยุติธรรม แต่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าคู่ความที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยาน แต่จำเลยไม่ได้ยื่นคำร้อง เป็นกรณีที่ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว แสดงว่าจำเลยยอมรับอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ และเมื่อศาลยุติธรรมพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้ว จำเลยย่อมไม่อาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาได้

การนำข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวในฟ้องมาพิพากษาลงโทษจำเลย แม้เป็นการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 157 เช่นเดียวกัน ก็ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 161, 162 (4), 86, 90 และ 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และ 162 (4) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 25 กระทง เป็นจำคุก 125 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องสำหรับข้อหาเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต และข้อหาเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จในการปฏิบัติการตามหน้าที่ (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 162 (4)) สำหรับโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยรับราชการทหาร ตำแหน่งหัวหน้านายทหารการเงิน แผนกการเงิน โรงเรียนนายเรืออากาศ มีหน้าที่ควบคุมและกำกับดูแลการเบิกเงิน รับ - จ่ายเงิน เก็บรักษาเงินและการบัญชีของโรงเรียนนายเรืออากาศ ส่วนนางสาววิชุดา เป็นลูกจ้างชั่วคราวรายวันโรงเรียนนายเรืออากาศ มีหน้าที่รวบรวมหลักฐานการขอเบิกเงินค่าอาหารประจำวันประกอบการเลี้ยงนักเรียนโรงเรียนนายเรืออากาศ จัดทำใบขออนุมัติเบิกเงิน เขียนเช็ค ขออนุมัติเบิกจ่ายจากบัญชีเงินการเลี้ยงทหาร และจ่ายเงินให้แก่หน่วยผู้เบิก ต่อมาสำนักงานตรวจบัญชีทหารอากาศ และคณะกรรมการสอบสวนผู้รับผิดชอบบัญชีเงินการเลี้ยงทหารตรวจสอบพบว่ามีการจ่ายเงินในบัญชีเงินการเลี้ยงทหารสูงกว่าใบสำคัญขอเบิกรวมจำนวน 25 งวด จำนวน 213,001 บาท แล้วเบียดบังเงินส่วนเกินนั้นเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ และมีการแก้ไขจำนวนตัวเลขในสมุดเงินสดจ่ายเพื่อให้จำนวนตัวเลขตรงกับที่แก้ไข ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนของกองทัพอากาศสอบสวนแล้วมีความเห็นว่าจำเลยและนางสาววิชุดาร่วมกันเบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวนแล้วเห็นว่ามีมูลว่าจำเลยและนางสาววิชุดาร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรับราชการทหารเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการทั้งนางสาววิชุดาก็เป็นพลเรือนสังกัดอยู่ในราชการทหารกระทำความผิดในหน้าที่ราชการทหาร คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลทหารนั้น เห็นว่า แม้จะฟังได้ว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยและนางสาววิชุดาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารว่าร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร แต่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรม เพื่อให้ศาลที่รับฟ้องจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจศาลโดยเร็ว เมื่อจำเลยไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวโดยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมที่รับฟ้องคดีนี้ก่อนวันสืบพยาน เป็นการไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว แสดงว่าจำเลยยอมรับอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ และเมื่อศาลยุติธรรมพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้ว จำเลยย่อมไม่อาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาได้เนื่องจากเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และ 162 (4) ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดี การทุจริตเกิดจากการกระทำของนางสาววิชุดาที่เป็นผู้ปฏิบัติลงรายการยอดเงินรวมในสรุปยอดรวมรับจ่ายเงินในใบขออนุมัติถอนเงินและเช็คจำนวนเงินสูงกว่าหลักฐานการขอเบิกและดำเนินการเบิกและจ่ายเงินให้แก่ผู้ขอเบิก ทั้งสมุดเงินสดจ่าย สมุดเงินจ่ายอื่นที่ลงรายการดังกล่าวอยู่ในความครอบครองดูแลรับผิดชอบของนางสาววิชุดา ที่อ้างว่าจำเลยมีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วยก็มีเพียงคำซัดทอดของนางสาววิชุดาเท่านั้นที่ว่าจำเลยเป็นผู้สั่งให้กระทำทุจริตลงยอดเงินเกินหลักฐานการจ่ายที่ถูกต้อง แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้นำนางสาววิชุดามาเบิกความต่อศาลยืนยันว่า จำเลยกระทำความผิดดังกล่าว เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสซักค้าน ลำพังคำให้การของนางสาววิชุดาต่อคณะกรรมการสอบสวนของกองทัพอากาศนั้นมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลย มีน้ำหนักน้อย ทั้งทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเงินส่วนเกินจากหลักฐานการเบิกจ่ายเงินจำเลยเป็นผู้รับไปและเบียดบังเป็นประโยชน์ส่วนตัว การที่จำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีแก่นางสาววิชุดาที่ให้การซัดทอดว่าจำเลยเป็นผู้สั่งให้กระทำทุจริต และไม่อนุญาตให้นางจุฑามาศ ตรวจสอบบัญชีเงินการเลี้ยงอาหารที่นางสาววิชุดารับผิดชอบก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ชัดแสดงว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดกับนางสาววิชุดา ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกับนางสาววิชุดาเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 หรือจำเลยมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสารกระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยที่ร่วมกับนางสาววิชุดาเขียนกรอกเลขจำนวนเงินลงในใบขออนุมัติเบิกเงินและเช็คเพื่อขอถอนเงินจากบัญชีเงินการเลี้ยงทหารสูงกว่าจำนวนเงินค่าอาหารตามหลักฐานใบสำคัญที่ขอเบิกมาแล้วเบียดบังเงินส่วนเกินไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต และร่วมกับนางสาววิชุดากระทำการรับรองเป็นหลักฐาน ซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จนั้น เป็นการที่เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โรงเรียนนายเรืออากาศ กองทัพอากาศ และประชาชน หรือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับนางสาววิชุดากระทำความผิดดังกล่าวตามฟ้อง การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบกำกับดูแลการเบิกเงิน รับ - จ่ายเงิน เก็บรักษาเงินและการบัญชี ไม่ตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินตามฟ้องให้ถูกต้องจนเกิดความเสียหายเป็นความบกพร่องละเลยไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่ราชการ เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นการนำข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวในฟ้องมาพิพากษาลงโทษจำเลย จึงเป็นการพิพากษาในข้อที่มิได้กล่าวมาในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นการไม่ชอบ และปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 157
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาวาอากาศโทสันติ ปิติพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายดุสิต ผดุงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6458/2559
#603318
เปิดฉบับเต็ม

แม้มูลเหตุคดีนี้เกิดจากการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินและได้รับเงินน้อยลงจากการกระทำของจำเลย อันเป็นการกระทบต่อสิทธิที่พึงมีพึงได้ของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในการที่จะบังคับเอาเงินส่วนที่ขาดไปจากจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 ได้ หาใช่เพียงแต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ทอดตลาดเท่านั้นที่จะบังคับเอาจากจำเลย ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว ทั้งที่ประชุมเจ้าหนี้ยังมีมติไม่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างดังกล่าวจากจำเลย และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างจากจำเลยเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และเมื่อจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

ในส่วนที่จำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินโดยหลงเชื่อว่าที่ดินทั้งสามแปลงมีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกันและมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทุกแปลง อันเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตกเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยยกปัญหาข้อนี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายได้สืบพยานจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า ตามประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หากจำเลยมีข้อสงสัยประการใดหรือประสงค์จะทราบรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินทั้งสามแปลงว่าเป็นที่ดินมีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกันและมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทุกแปลงหรือไม่ จำเลยสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวจากทางราชการที่เกี่ยวข้องได้โดยง่าย การที่จำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินครั้งแรกแล้ว จำเลยจึงเพิ่งตรวจสอบที่ดิน นับว่าเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ไม่ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนเข้าประมูลซื้อที่ดิน จำเลยจึงไม่อาจอ้างความสำคัญผิดในที่ตั้งของที่ดินมาเป็นประโยชน์แก่ตนได้ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินทั้งสามแปลงเกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ไม่ตกเป็นโมฆะ จำเลยต้องรับผิดในจำนวนเงินส่วนต่างจากการขายทอดตลาดที่ดินแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 516

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 174,750 บาท รวมเป็นเงิน 1,874,750 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,700,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 30715, 70994 และ 71007 ตำบลหลักสอง อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายภูวไนย กับนายบุญเติม ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ วันที่ 14 กันยายน 2548 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายบุญเติมลูกหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 3568/2548 วันที่ 21 มกราคม 2553 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำที่ดินทั้งสามแปลงออกขายทอดตลาด จำเลยประมูลซื้อได้ในราคา 7,500,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระเงิน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ริบเงินมัดจำ 50,000 บาท วันที่ 12 ตุลาคม 2553 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินอีกครั้ง จำเลยเป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 5,750,000 บาท โดยมีส่วนต่างจากการนำที่ดินออกขายทอดตลาดอีกครั้งแล้วได้เงินไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิมเป็นเงิน 1,700,000 บาท ต่อมาที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายดังกล่าวมีมติไม่รับคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างจากการขายทอดตลาดที่ดินจากจำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างจากจำเลยต่างหากเอง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าแม้มูลเหตุคดีนี้เกิดจากการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินและได้รับเงินน้อยลงจากการกระทำของจำเลยอันเป็นการกระทบต่อสิทธิที่พึงมีพึงได้ของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในการที่จะบังคับเอาเงินส่วนที่ขาดไปจากจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ได้ หาใช่เพียงแต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ทอดตลาดเท่านั้นที่จะบังคับเอาจากจำเลย ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว ทั้งที่ประชุมเจ้าหนี้ยังมีมติไม่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างดังกล่าวจากจำเลย และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างจากจำเลยเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และเมื่อจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) หาใช่ต้องยื่นฟ้องต่อศาลซึ่งศาลล้มละลายกลางอยู่ในเขตอำนาจดังจำเลยตั้งประเด็นในคำแก้ฎีกาไม่ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อมาว่า จำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินโดยหลงเชื่อว่าที่ดินทั้งสามแปลงมีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกันและมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทุกแปลง อันเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ประกาศขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงโดยระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสภาพที่ดินแต่ละแปลง ส่วนแผนที่สังเขประบุในลักษณะภาพรวมว่าที่ดินทั้งสามแปลงตั้งอยู่บริเวณใด ผู้ซื้อสามารถขอทราบรายละเอียดได้ที่กองบังคับคดีล้มละลาย 4 กรมบังคับคดี ตามประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวมิได้ระบุว่าที่ดินทั้งสามแปลงมีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกันและมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทุกแปลง หากจำเลยมีข้อสงสัยประการใดหรือประสงค์จะทราบรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินทั้งสามแปลงว่าเป็นที่ดินมีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกันและมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทุกแปลงหรือไม่ จำเลยสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวจากทางราชการที่เกี่ยวข้องได้โดยง่าย หลังจากจำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินครั้งแรกแล้ว จำเลยจึงเพิ่งตรวจสอบที่ดิน ปรากฏว่าที่ดินทั้งสามแปลงมิได้มีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกัน และมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้แปลงเดียว นับว่าเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ไม่ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนเข้าประมูลซื้อที่ดิน จำเลยจึงไม่อาจอ้างความสำคัญผิดในที่ตั้งของที่ดินมาเป็นประโยชน์แก่ตนได้ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินทั้งสามแปลงเกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ไม่ตกเป็นโมฆะ จำเลยต้องรับผิดในจำนวนเงินส่วนต่างจากการขายทอดตลาดที่ดินแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ดังที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 55
ป.พ.พ. ม. 516
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมรกต วิริยะทวีชัย
จำเลย — นายสมชาติ เติมประเสริญฤดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุวรรณ จันทร์ดี
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6428/2559
#604333
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายจะขอได้เฉพาะในคดีที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จะมาขอในชั้นฎีกาไม่ได้

จำเลยที่ 2 มีข้อตกลงตามสัญญาเช่ารถยนต์คันเกิดเหตุกับโจทก์ที่ 3 ที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เกี่ยวข้องกรณีรถยนต์คันดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุทุกกรณีด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นความคุ้มครองแก่ผู้เกี่ยวข้องหรือโจทก์ที่ 3 ตามสัญญาเช่ารถยนต์

ตามสัญญาเช่ารถยนต์ ข้อ 12 ระบุไว้ว่า ผู้ให้เช่ารถยนต์ตกลงว่ารถยนต์จะได้รับความคุ้มครองโดยการประกันภัยแบบครบวงจรด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ให้เช่าเอง และได้กำหนดตารางรายละเอียดความคุ้มครองและขีดจำกัดการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้ สัญญาเช่ารถยนต์ ข้อ 12 ดังกล่าว คือข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ที่ 3 เป็นสัญญาต่างตอบแทนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 จึงต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวคือจัดทำสัญญาประกันภัยตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน ข้อ 12

จำเลยที่ 2 ได้จัดทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าไว้กับบริษัท ธ. และบริษัทผู้รับประกันภัยดังกล่าวได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ยังไม่ครบตามเงื่อนไขข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 3 จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สัญญารับผิดชดใช้เงินตามข้อตกลงข้อ 12 ส่วนที่เกินจากที่บริษัท ธ. จ่ายแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,627,606.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,394,251.29 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวรพีพรทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทศรีอยุธยาเจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 3,394,251.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มกราคม 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 ให้นางสาวรพีพร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 250,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ทั้งนี้นางสาวรพีพรไม่ต้องร่วมรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ที่ตกทอดแก่ตน และจำเลยร่วมไม่ต้องร่วมรับผิดในต้นเงินต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เกินกว่าคนละ 100,000 บาท กับให้นางสาวรพีพร จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามเฉพาะค่าขึ้นศาลให้นางสาวรพีพร จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องคือวันที่ 17 มกราคม 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในต้นเงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่เกินคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ชนะคดีในศาลชั้นต้น โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้นางสาวรพีพรชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 3 นั้น เห็นว่า การขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายจะขอได้เฉพาะในคดีที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จะมาขอในชั้นฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ว่าจ้างโจทก์ที่ 3 ให้ดำเนินการก่อสร้างตามโครงการปรับปรุงทางรถไฟระยะที่ 5 สายตะวันออกเฉียงเหนือ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นพนักงานของบริษัทที่ปรึกษาและควบคุมการก่อสร้างงานโครงการดังกล่าวโดยโจทก์ที่ 3 มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินงานจนแล้วเสร็จ และโจทก์ที่ 3 ยังมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสนับสนุน อำนวยความสะดวก ประกันภัย และสวัสดิการให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากการรถไฟแห่งประเทศไทยให้มีอำนาจตรวจสอบ อนุมัติงาน และจ่ายเงินค่างานตามปริมาณงานในโครงการฯ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บท 7122 ชัยภูมิ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ฎอ 1722 กรุงเทพมหานคร จำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บท 7122 ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 โจทก์ที่ 3 เช่ารถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ฎอ 1722 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 2 เดิมจำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ญฬ 6030 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ที่ 3 ตามสัญญา แต่เกิดปัญหาขัดข้อง จำเลยที่ 2 จึงเปลี่ยนรถยนต์กระบะให้ใหม่เป็นรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ฎอ 1722 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2555 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา นายอนุกูล พนักงานของโจทก์ที่ 3 ขับรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ฎอ 1722 กรุงเทพมหานคร มีโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และนางสาวศศิธร โดยสารมาในรถไปตามถนนสุรนารายณ์ จากอำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา มุ่งหน้าไปอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เมื่อขับไปถึงบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านโคกเริงรมย์ ตำบลโคกเริงรมย์ อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ เกิดเหตุชนกับรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บท 7122 ชัยภูมิ ที่จำเลยที่ 1 ขับสวนมาโดยมีนางสาวรพีพร นางสาวจริญญาพรและหลานอีกคนหนึ่งโดยสารมาในรถ เป็นเหตุให้รถยนต์กระบะทั้งสองคันได้รับความเสียหาย และผู้โดยสารมาในรถยนต์กระบะทั้งสองคันได้รับบาดเจ็บสาหัส

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่ารถยนต์ ข้อ 12 ระบุไว้ว่า ผู้ให้เช่ารถยนต์ตกลงว่ารถยนต์จะได้รับความคุ้มครองโดยการประกันภัยแบบครบวงจรด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ให้เช่าเอง และได้กำหนดตารางรายละเอียดความคุ้มครองและขีดจำกัดการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้ สัญญาเช่ารถยนต์ ข้อ 12 ดังกล่าว คือข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ที่ 3 เป็นสัญญาต่างตอบแทนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 จึงต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวคือ จัดทำสัญญาประกันภัยตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในข้อ 12 เมื่อพิจารณาเงื่อนไขข้อตกลงดังกล่าวมีระบุไว้ในข้อ 3 ว่า ความคุ้มครองกรณีอุบัติเหตุต่อบุคคลสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารและระบุขีดจำกัดการชดใช้เงิน (ไม่เกิน) ไว้ 500,000 บาท ต่อคน (สูงสุดไม่เกิน 5 คน) ข้อ 4 ค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นวงเงินสูงสุดโดยระบุขีดจำกัดการชดใช้ (ไม่เกิน) 100,000 บาท ต่อคน ตามข้อเท็จจริงจำเลยที่ 2 ได้จัดทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าไว้กับบริษัทธนชาติประกันภัย จำกัด แล้ว และบริษัทผู้รับประกันภัยดังกล่าวได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไปคนละ 250,000 บาท แต่ยังไม่ครบตามเงื่อนไขข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 3 จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สัญญารับผิดชดใช้เงินตามข้อตกลง ข้อ 12 ตารางความคุ้มครองข้อ 3 และข้อ 4 ส่วนที่เกินจากที่บริษัทธนชาตประกันภัย จำกัด จ่ายแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไปอีกคนละ 350,000 บาท รวมเป็นเงิน 700,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 700,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุระสิงห์ ธนน้อย กับพวก
นายจริน โตสวัสดิ์ โดยนางสาวรพีพร
จำเลย — อาบสุวรรณ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
บริษัทศรีอยุธยาเจนเนอรัล ประกันภัย
จำเลยร่วม — จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทองพูน ตันอมาตยรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6410/2559
#602555
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองทั้งสิ้น คงมีการแก้ไขเฉพาะคำว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นศาลฎีกา และมีส่วนเพิ่มเติม พิมพ์ตกหรือพิมพ์ผิดไปจากอุทธรณ์บ้างเล็กน้อยในรายละเอียด ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการโต้แย้งเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่าพิพากษาไม่ชอบอย่างไร หรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพราะเหตุใด ทั้งเหตุผลในการวินิจฉัยคดีของศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็แตกต่างกัน ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 535,877 บาท แก่ผู้เสียหายและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,490,203.75 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี คำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 2 ปี 2 กระทง รวมจำคุก 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 535,877 บาท แก่ผู้เสียหายและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,490,203.75 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เฉพาะข้อหาร่วมกันยักยอกอะไหล่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี และยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 1,490,203.75 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง เห็นว่า จำเลยทั้งสองฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองทั้งสิ้น คงมีการแก้ไขเฉพาะคำว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นศาลฎีกา และมีส่วนเพิ่มเติมหรือพิมพ์ตกหรือพิมพ์ผิดไปจากอุทธรณ์บ้างเล็กน้อยในรายละเอียด ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการโต้แย้งเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่าพิพากษาไม่ชอบอย่างไรหรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพราะเหตุใด ทั้งเหตุผลในการวินิจฉัยคดีของศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็แตกต่างกัน โดยเฉพาะในความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกอะไหล่ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้โดยให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ แต่จำเลยที่ 1 ยังคงฎีกาในข้อหาดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นายสราวุธ ตีคลี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายพิทยา เพ็ญประชุม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชัยยุทธ กลับอำไพ
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6341/2559
#601154
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คือ อ. และ ช. ลงลายมือชื่อเพียงสองคน แต่ตามบันทึกต่อท้ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ช. รองประธานศาลอุทธรณ์ทำการแทนประธานศาลอุทธรณ์ได้รับรองว่า ค. ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อีกคนหนึ่งได้ร่วมปรึกษาและมีความเห็นพ้องกัน ดังได้ลงลายมือชื่อไว้ในต้นร่างคำพิพากษาแล้ว กับได้บันทึกจดแจ้งเหตุที่ ค. ไม่สามารถลงลายมือชื่อในคำพิพากษาได้เนื่องจากย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่นก่อนที่จะลงลายมือชื่อในคำพิพากษานั้น เมื่อองค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ทั้งสามคนลงลายมือชื่อไว้ในต้นร่างคำพิพากษาย่อมแสดงชัดแจ้งแล้วว่าองค์คณะดังกล่าวมีความเห็นพ้องด้วยกันกับคำพิพากษานั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และมิใช่กรณีมีเหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ในระหว่างการนั่งพิจารณา หรือการทำคำพิพากษาในศาลอุทธรณ์ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 และมาตรา 29 ที่รองประธานศาลอุทธรณ์กระทำการแทนประธานศาลอุทธรณ์จะต้องตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะในคำพิพากษาไม่ เนื่องจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้มีการพิจารณาและพิพากษาไปจนเสร็จสิ้นสำนวนความแล้ว การบันทึกต่อท้ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นเพียงการจดแจ้งเหตุที่องค์คณะผู้พิพากษาไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ หาใช่เป็นกรณีที่รองประธานศาลอุทธรณ์จะต้องเข้าร่วมเป็นองค์คณะในการทำคำพิพากษาอีกแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6648/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6648/2556 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลรอการลงโทษให้จำเลย จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในสำนวนว่า นางสาวอรทิพย์ และนายชุมพล ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพียงสองคน และบันทึกท้ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ของนายชูชัย รองประธานศาลอุทธรณ์ทำการแทนประธานศาลอุทธรณ์ว่า ข้าพเจ้าขอรับรองว่า คดีนี้ นายคำแหง ได้ร่วมปรึกษาและมีความเห็นพ้องกัน ดังได้ลงลายมือชื่อไว้ในต้นร่างคำพิพากษาแล้ว แต่เนื่องจาก นายคำแหง ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่นก่อนที่จะลงลายมือชื่อในคำพิพากษาฉบับนี้ จึงบันทึกไว้ เห็นว่า แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คือ นางสาวอรทิพย์และนายชุมพล ลงลายมือชื่อเพียงสองคน แต่ตามบันทึกต่อท้ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 นายชูชัย รองประธานศาลอุทธรณ์ทำการแทนประธานศาลอุทธรณ์ได้รับรองว่า นายคำแหงผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อีกคนหนึ่งได้ร่วมปรึกษาและมีความเห็นพ้องกัน ดังได้ลงลายมือชื่อไว้ในต้นร่างคำพิพากษาแล้ว กับได้บันทึกจดแจ้งเหตุที่นายคำแหง ไม่สามารถลงลายมือชื่อในคำพิพากษาได้เนื่องจากย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่นก่อนที่จะลงลายมือชื่อในคำพิพากษานั้น เมื่อองค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ทั้งสามคนลงลายมือชื่อไว้ในต้นร่าง คำพิพากษาย่อมแสดงชัดแจ้งแล้วว่าองค์คณะดังกล่าวมีความเห็นพ้องด้วยกันกับคำพิพากษานั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และมิใช่กรณีมีเหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ในระหว่างการนั่งพิจารณาหรือการทำคำพิพากษาในศาลอุทธรณ์ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 28 และมาตรา 29 ที่รองประธานศาลอุทธรณ์กระทำการแทนประธานศาลอุทธรณ์และต้องตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อร่วมเป็นองค์คณะในคำพิพากษาดังที่จำเลยฎีกาไม่ เนื่องจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้มีการพิจารณาและพิพากษาไปจนเสร็จสิ้นสำนวนความแล้ว การบันทึกต่อท้ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว เป็นเพียงการจดแจ้งเหตุที่องค์คณะผู้พิพากษาไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ หาใช่เป็นกรณีที่รองประธานศาลอุทธรณ์จะต้องเข้าร่วมเป็นองค์คณะในการทำคำพิพากษาอีกแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 141 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 28 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายโชคชัยหรือเอ๋ มาลัยศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายธรรมนูญ เชาว์พานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอรทิพย์ พิศาลบุตร
ชื่อองค์คณะ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6328/2559
#602803
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการนับระยะเวลาไว้เป็นพิเศษ การนับระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 5 เรื่องระยะเวลา อันเป็นบทบัญญัติทั่วไป ซึ่งตามมาตรา 193/3 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน เว้นแต่จะเริ่มการในงานนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำการงานกันตามประเพณี" เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์รับหนังสือแจ้งคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวันที่ 5 สิงหาคม 2553 โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าวตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 65 วรรคสอง โดยการนับระยะเวลานั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 วรรคสอง อันเป็นบทบัญญัติทั่วไปมิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นคือวันที่ 5 สิงหาคม 2553 รวมเข้าด้วยกัน จึงต้องเริ่มนับระยะเวลา 90 วัน โดยนับวันที่ 6 สิงหาคม 2553 เป็นวันแรก ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 จึงเป็นการใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แล้ว

เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย โจทก์จึงอยู่ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียน หากโจทก์เห็นว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดีกว่าจำเลยร่วม โจทก์ต้องฟ้องจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ตามมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ด้วยตั้งแต่ต้น เพราะผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ในกรณีที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธิดีกว่าในเครื่องหมายการค้าที่พิพาทคือจำเลยร่วมหาใช่จำเลยไม่ แม้จำเลยร่วมยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยภายหลังก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับกลายเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 9/2553 และเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 438795

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายบวร ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 9/2553 และเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 438795 ทะเบียนเลขที่ ค 176600 ให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2540 ไบรท์ สตาร์ ฟุตแวร์ อิงค์. ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "candie's" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้า ชุดอาบน้ำถุงเท้า เข็มขัด เสื้อประเภทต่างๆ กางเกง และเครื่องแต่งกายอีกหลายรายการตามคำขอเลขที่ 345313 ต่อมาวันที่ 24 กรกฎาคม 2543 นายทะเบียนมีคำสั่งให้ไบรท์ สตาร์ ฟุตแวร์ อิงค์. ผู้ขอดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับรายการสินค้าและชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม โดยแจ้งคำสั่งไปยังบริษัทติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนเดิมของผู้ขอ หลังจากนั้นวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 จำเลยร่วมยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "CANDIE'S" ตามคำขอเลขที่ 438795 เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้า กางเกงยีน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยร่วมยื่นขอจดทะเบียนเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "candie's" ของไบรท์ สตาร์ ฟุตแวร์ อิงค์. ผู้ขอที่ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้แล้วตามคำขอเลขที่ 345313 ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2544 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าไบรท์ สตาร์ ฟุตแวร์ อิงค์. ผู้ขอทิ้งคำขอ จึงมีคำสั่งจำหน่ายคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 345313 ของผู้ขอ และวันที่ 26 กันยายน 2545 ตัวแทนของไบรท์ สตาร์ ฟุตแวร์ อิงค์. ผู้ขอจดทะเบียนมีหนังสือแจ้งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่าผู้ขอมิได้มีเจตนาละทิ้งคำขอจดทะเบียน แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีหนังสือให้ผู้ขอชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมไปยังตัวแทนเดิม ผู้ขอจึงยังไม่ทราบ แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าผู้ขอไม่ได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยการแต่งตั้งตัวแทนคนใหม่ โดยไม่ยื่นแบบ ก.60 (คำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลง) คำสั่งให้จำหน่ายคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจึงชอบแล้ว ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "CANDIE'S " ของจำเลยร่วมสำหรับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้า กางเกงยีนเป็นทะเบียนเลขที่ ค 176600 หลังจากนั้นวันที่ 6 มีนาคม 2550 โจทก์ได้ควบรวมกิจการกับไบรท์ สตาร์ ฟุตแวร์ อิงค์. และวันที่ 3 มีนาคม 2551 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอที่ 438795 ทะเบียนเลขที่ ค 176600 ของจำเลยร่วมต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่เพิกถอนตามคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2551 แต่หนังสือรับโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทำขึ้นวันที่ 26 ตุลาคม 2552 จึงรับฟังไม่ได้ว่าขณะยื่นคำร้องโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่พิพาทและเป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 63

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยร่วมว่า โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 9/2553 ภายในกำหนด 90 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการนับระยะเวลาไว้เป็นพิเศษ การนับระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 5 เรื่องระยะเวลา อันเป็นบทบัญญัติทั่วไป ซึ่งตามมาตรา 193/3 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกันเว้นแต่จะเริ่มการในงานนั้นเองตั้งแต่เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำการงานกันตามประเพณี" เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์รับหนังสือแจ้งคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวันที่ 5 สิงหาคม 2553 โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 65 วรรคสอง โดยการนับระยะเวลานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง อันเป็นบทบัญญัติทั่วไปมิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นคือวันที่ 5 สิงหาคม 2553 รวมเข้าด้วยกัน จึงต้องเริ่มนับระยะเวลา 90 วัน โดยนับวันที่ 6 สิงหาคม 2553 เป็นวันแรก ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในวันที่ 3 พฤศจิกายน2553 จึงเป็นการใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่พิพาทดีกว่าจำเลยร่วมซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่พิพาทที่ได้รับการจดทะเบียนในประเทศไทยหรือไม่นั้น เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย โจทก์จึงอยู่ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหากโจทก์เห็นว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดีกว่าจำเลยร่วม โจทก์ต้องฟ้องจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ด้วยตั้งแต่ต้น เพราะผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ในกรณีที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธิดีกว่าในเครื่องหมายการค้าที่พิพาทคือจำเลยร่วมหาใช่จำเลยไม่ แม้จำเลยร่วมยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยภายหลังก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับกลายเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 9/2553 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอที่ 438795 ทะเบียนเลขที่ ค 176600 ของจำเลยร่วมนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3 วรรคสอง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 63 ม. 65 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ไอพี โฮลดิ้งส์ แอลแอลซี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
จำเลยร่วม — นายบวร บัณฑิตชุติกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
นวลน้อย ผลทวี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6325/2559
#604474
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ที่บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดก เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่ทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายนั้น ใช้บังคับสำหรับกรณีที่ทายาทฟ้องเรียกร้องทรัพย์มรดกจากทายาทที่ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งปันกัน คดีนี้โจทก์ฟ้องว่ามีการแบ่งปันมรดกกันแล้ว โจทก์ให้จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนของโจทก์แทน และฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลย จึงเป็นการเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ มิใช่กรณีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วยกันพิพาทกันด้วยเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์มรดกอันจะอยู่ภายใต้บังคับอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยเกินสิบปี นับแต่บิดาโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 23962 ตำบลหนองเรือ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เนื้อที่ 7 ไร่ แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 23962 ตำบลหนองเรือ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ จำเลย นางไหม หรือนางสมัย และนางทุ่ง รวม 4 คน เป็นบุตรนายสัง กับนางพา เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2528 นายสังถึงแก่ความตาย มีมรดกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2015 ตำบลหนองเรือ อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานีเนื้อที่ 37 ไร่ ต่อมาปี 2529 โจทก์ จำเลยและพี่น้องทุกคนตกลงให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกและตกลงแบ่งปันที่ดินดังกล่าวออกเป็น 4 ส่วน โดยแบ่งให้นางทุ่ง 10 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา ให้นางไหม 10 ไร่ 5 ตารางวา ที่ดินส่วนที่เหลือเนื้อที่ 16 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา มีชื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครอง ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ต่อมาปี 2541 ทางราชการออกโฉนดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 6569 ตำบลหนองเรือ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เนื้อที่ 16 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา โดยมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ตามสำเนาโฉนดที่ดิน หลังจากนั้นเดือนมีนาคม 2550 จำเลยขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าว ปรากฏว่าที่ดินมีเนื้อที่ 20 ไร่ 2 งาน 68 ตารางวา จำเลยได้ทำบันทึกขอแบ่งแยกที่ดินด้านทิศตะวันตก 7 ไร่ เป็นที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 23962 ตำบลหนองเรือ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เนื้อที่ 7 ไร่ ตามสำเนาโฉนดที่ดิน โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า กำหนดอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ที่บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดก เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่ทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายนั้น ใช้บังคับสำหรับกรณีที่ทายาทฟ้องเรียกร้องทรัพย์มรดกจากทายาทที่ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งปันกัน คดีนี้โจทก์ฟ้องว่ามีการแบ่งปันมรดกกันแล้ว โจทก์ให้จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนของโจทก์แทน และฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลย จึงเป็นการเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ มิใช่กรณีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วยกันพิพาทกันด้วยเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์มรดกอันจะอยู่ภายใต้บังคับอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยเกินสิบปี นับแต่บิดาโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนันท์ชวัล สุวีรยาภัทร์
จำเลย — นางร่วม บินตะกะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นายณภัทร คุ้มตลอด
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6288/2559
#604337
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยแบ่งความคุ้มครองออกเป็น 2 หมวด คือ ความเสียหายต่อวัตถุและความรับผิดต่อบุคคลภายนอก จึงเป็นสัญญาประกันวินาศภัยและสัญญาประกันภัยค้ำจุนรวมอยู่ด้วยกัน แม้ส่วนที่โจทก์ทำงานก่อสร้างและก่อความเสียหายแก่บุคคลภายนอกต้องเป็นความเสียหายที่โจทก์จะต้องรับผิดตามกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ดำเนินการก่อสร้างตามหลักวิชาการสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมทุกประการ แต่ความสั่นสะเทือนของการก่อสร้างได้ทำให้บ้านของ จ. ได้รับความเสียหาย หาใช่เป็นการบรรยายฟ้องปฏิเสธความรับผิดของโจทก์ไม่ แต่มีความหมายไปในทำนองเพียงว่ามิได้เกิดจากความจงใจของโจทก์เพราะได้ปฏิบัติตามหลักวิชาแล้วเท่านั้น แต่การก่อสร้างมีความสั่นสะเทือนและความสั่นสะเทือนดังกล่าวส่งผลให้บ้านของ จ. ได้รับความเสียหาย และโจทก์ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่ จ. อันเป็นการยอมรับในผลแห่งการกระทำของโจทก์ว่าเป็นละเมิดได้ก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่น ทั้งจำเลยให้การต่อสู้คดีปฏิเสธความรับผิดว่าเป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ มิได้ปฏิเสธว่าเป็นความเสียหายที่มิใช่เกิดจากการก่อสร้างของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญแห่งคดีที่จำเลยต้องรับผิด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

จำเลยให้การรับว่าได้รับประกันวินาศภัยไว้ แต่ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยเพราะโจทก์ก่อสร้างอาคารโดยขาดความระมัดระวังจนเป็นเหตุให้บ้านของ จ. ที่อยู่ใกล้เคียงกับสถานที่ก่อสร้างได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบในข้อนี้ เมื่อจำเลยนำสืบไม่สมข้อกล่าวอ้าง จึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย การประกันภัยค้ำจุนนั้น ผู้เสียหายคือ จ. ชอบที่จะได้รับค่าเสียหายที่ควรได้จากผู้รับประกันภัยโดยตรงแต่โจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยกลับฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยโดยตรง ค่าเสียหายที่เรียกร้องมาทั้งหมดย่อมเป็นความเสียหายที่ จ. สมควรได้รับ ทั้งโจทก์มิได้ชำระค่าเสียหายทั้งหมดตามที่มีการประเมินให้แก่ จ. ก่อนฟ้อง และไม่ปรากฏว่า จ. ยอมรับค่าเสียหายที่มีการประเมินดังกล่าว การฟ้องคดีนี้ถือได้ว่าเป็นการฟ้องในฐานะผู้เอาประกันภัยเพื่อนำค่าเสียหายไปชดใช้ให้ จ. ไม่ปรากฏว่า จ. ตกลงด้วยว่าเป็นความเสียหายที่ได้รับจริงและจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมมากกว่านี้ ทั้งพยานโจทก์เบิกความว่า ยังมีค่าเสียหายในส่วนอื่นซึ่งเป็นการซ่อมแซมต่อเนื่องยังไม่ได้จ่ายให้แก่ จ. ต้องรอให้การซ่อมแซมแล้วเสร็จก่อนจึงจะรู้จำนวนเงินที่จะต้องชดใช้ที่แน่นอน ดังนั้น หากศาลกำหนดค่าเสียหายทั้งหมดที่จำเลยต้องชดใช้ ย่อมถือว่าเป็นการกำหนดไปล่วงหน้าไม่ถูกต้องตรงกับความเสียหายที่เป็นจริง กรณีอาจจะมีจำนวนค่าเสียหายมากกว่าที่ประเมิน จ. มิได้เป็นคู่ความในคดีย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะฟ้องร้องจำเลยอีกได้ หรือหากมีความเสียหายน้อยกว่าที่ประเมินก็ทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์โดยไม่มีมูลจะอ้างตามกฎหมาย ชั้นนี้จึงเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนเฉพาะในส่วนค่าใช้จ่ายการซ่อมฐานรากที่ดำเนินการไปแล้วและมีการจ่ายให้กับ จ. ไปแล้วเป็นเงิน 2,000,000 บาท โดยค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายส่วนอื่นเป็นเรื่องที่ จ. หรือโจทก์จะไปว่ากล่าวเอากับจำเลยในภายหลังเมื่อทราบจำนวนความเสียหายที่แท้จริงซึ่ง จ. มีสิทธิได้รับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,402,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญที่จะต้องยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัย แบ่งความคุ้มครองเป็น 2 หมวด คือ หมวด 1 เป็นความเสียหายต่อวัตถุ และหมวด 2 เป็นความรับผิดต่อบุคคลภายนอก กรณีคดีนี้เป็นความรับผิดของโจทก์ที่มีต่อบุคคลภายนอก ในคำแปลหน้าที่ 25 ระบุว่าจำเลยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไม่เกินจำนวนเงินที่ระบุไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายตามกฎหมาย ดังนั้น สัญญาประกันภัยดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประกันวินาศภัยและสัญญาประกันภัยค้ำจุนรวมอยู่ด้วยกัน แม้ในส่วนที่โจทก์ทำงานก่อสร้างและก่อความเสียหายแก่บุคคลภายนอกนั้น ต้องเป็นความเสียหายที่โจทก์จะต้องรับผิดตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ดำเนินการก่อสร้างตามหลักวิชาการสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมทุกประการแต่ความสั่นสะเทือนของการก่อสร้างได้ทำให้บ้านของนายแพทย์จักรธรรม ได้รับความเสียหาย หาใช่เป็นการบรรยายฟ้องที่ปฏิเสธความรับผิดของโจทก์ไม่ แต่มีความหมายไปในทำนองเพียงว่ามิได้เกิดจากความจงใจของโจทก์เพราะได้ปฏิบัติตามหลักวิชาแล้วเท่านั้น แต่การก่อสร้างมีความสั่นสะเทือนและความสั่นสะเทือนดังกล่าวส่งผลให้บ้านของนายแพทย์จักรธรรมได้รับความเสียหาย และโจทก์ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่นายแพทย์จักรธรรม อันเป็นการยอมรับในผลแห่งการกระทำของโจทก์ว่าเป็นละเมิดได้ก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่น ทั้งจำเลยให้การต่อสู้คดีปฏิเสธความรับผิดว่า เหตุความเสียหายเป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ มิได้ปฏิเสธว่าเป็นความเสียหายที่มิใช่เกิดจากการก่อสร้างของโจทก์ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์หาได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าเหตุใดโจทก์ต้องรับผิดต่อนายแพทย์จักรธรรม แต่กลับบรรยายฟ้องว่าโจทก์ก่อสร้างตามหลักวิชาการทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมทุกประการอันมิใช่การกระทำโดยละเมิด ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญแห่งคดีที่จำเลยต้องรับผิด จึงยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยให้การรับว่าได้รับประกันวินาศภัยไว้จากบริษัทเทอร์ที่ ไนนท์ ทาวเวอร์ จำกัด หรือบุคคลที่ทำสัญญา หรือบุคคลอื่นที่เข้ามารับเหมาก่อสร้างช่วง รวมทั้งโจทก์ในโครงการก่อสร้างอาคาร 39 ทาวเวอร์ ตามฟ้องไว้จริง แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย เพราะเป็นเหตุที่สามารถคาดหมายได้ล่วงหน้า โจทก์ก่อสร้างอาคารสูงโดยขาดความระมัดระวัง ลงชีทไพล์ในระบบสั่นติดที่ดินข้างเคียงซึ่งต้องดำเนินการโดยมีวัสดุป้องกันไม่ให้แรงสั่นสะเทือนไปทำความเสียหายให้แก่ที่ดินข้างเคียง อีกทั้งการถอนชีทไพล์ไม่ได้กระทำด้วยการค่อยๆ ถอนออกและนำดินทรายเข้าไปแทนที่ช่องว่างที่ชีทไพล์จะถูกถอนออก ถอนชีทไพล์โดยไม่มีการป้องกันความเสียหายจนเป็นเหตุให้บ้านของนายแพทย์จักรธรรม ที่ปลูกอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ก่อสร้างได้รับความเสียหาย ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 35 ว่าด้วยการสั่นสะเทือน การเคลื่อนย้ายสิ่งค้ำจุนออกหรือสิ่งค้ำจุนที่ไม่แข็งแรง ซึ่งเป็นข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้ออ้างดังกล่าวจำเลยเป็นฝ่ายกล่าวอ้างขึ้นในคำให้การ จึงมีหน้าที่นำสืบในข้อนี้ หาใช่โจทก์ไม่ รายงานความเสียหายเบื้องต้นและหนังสือชี้แจงของบริษัทคันนิ่งแฮม ลินเช (ประเทศไทย) จำกัด มิได้ระบุรายละเอียดว่าความเสียหายเกิดจากการลงชีทไพล์ไม่ถูกต้องดังที่จำเลยให้การ ทั้งในรายงานความเสียหายเบื้องต้น ก็มีข้อความว่าการถอดถอนชีทไพล์ที่ฝังอยู่ยังไม่เกิดขึ้นในตอนที่มีการจัดทำรายงานซึ่งระบุว่ารายงานทำขึ้นวันที่ 8 เมษายน 2548 โดยมีแผนงานที่จะถอดถอนในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม 2548 อันแสดงให้เห็นว่าความเสียหายไม่ได้เกิดจากการถอนชีทไพล์ดังที่จำเลยกล่าวอ้างมาในคำให้การ ส่วนที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า ความเสียหายที่เกิดแก่บ้านของนายแพทย์จักรธรรมเป็นแต่เพียงรอยแตกร้าว ไม่ได้พังทลายลงมาสิ้นเชิงหรือบางส่วนจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 35 นั้น เห็นว่า โจทก์มีนายพรชัย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบรายงานการตรวจสอบและประเมินราคาความเสียหาย โดยนายพรชัยเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า รอยแตกร้าวของบ้านบางส่วนเป็นรอยแตกร้าวเดิมแต่มีขนาดเล็ก เมื่อมีการก่อสร้างจึงมีการขยายรอยแตกร้าวใหญ่ขึ้น จากการตรวจสอบพื้นบ้านพบว่ามีการทรุดตัวประมาณ 4 เซนติเมตร ซึ่งเห็นว่าไม่ใช่จากการทรุดตัวตามธรรมชาติหรือเป็นการทรุดตัวของบ้านที่มีมาก่อนการก่อสร้าง โจทก์ไม่แน่ใจว่าฐานรากของบ้านดังกล่าวเสียหายจริงหรือไม่ จึงว่าจ้างบริษัทอินเตอร์-คอนซัลท์ จำกัด ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสำรวจความเสียหายของฐานรากเข้าทำการตรวจสอบ ตามรายงานการตรวจสอบและประเมินราคาความเสียหาย หากสังเกตด้วยตาเปล่าจะไม่พบความเสียหายที่น่าจะเป็นอันตรายต่อการพักอาศัย แต่จากรายงานการตรวจสอบระบุว่าตอม่อตำแหน่ง บี 6 แตกร้าวเฉียง 45 องศา ตามหลักวิศวกรรมถือว่าเป็นการแตกร้าวของฐานรากซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อโครงสร้างของอาคารได้ โดยในรายงานการตรวจสอบดังกล่าวระบุว่ามีการตรวจสอบสภาพโครงสร้างทั่วไปด้วยสายตา ตรวจวัดการทรุดตัวของอาคารด้วยกล้องระดับและขุดสำรวจฐานราก การตรวจวัดค่าระเบียนการทรุดตัวของอาคารพบว่าตัวอาคารเกิดการเคลื่อนตัวและทรุดลงไปทางด้านหลังของอาคาร โดยอาคารเกิดการทรุดเอียงทั้งหลัง มีภาพถ่ายที่มีคำอธิบายว่าเป็นภาพแสดงการขุดสำรวจฐานราก ทั้งโจทก์ยังมีภาพถ่ายแนบท้ายมาแสดง ซึ่งนายพรชัยเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ภาพที่ 5 ที่ 11 และที่ 12 เป็นภาพระหว่างการซ่อมแซม โดยภาพที่ 5 มีคำอธิบายว่า เป็นภาพแสดงการซ่อมแซมอาคาร ลงเสาเข็มใหม่ ภาพที่ 11 เป็นภาพแสดงการทุบรื้อและซ่อมแซมพื้นของอาคาร และภาพที่ 12 เป็นภาพแสดงการซ่อมแซมดีดพื้นของอาคาร ในขณะที่จำเลยมีนายปริญญาเป็นพยานเบิกความว่า นายปริญญาได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมตรวจสอบความเสียหายของบ้านนายแพทย์จักรธรรม และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า พยานไม่ได้ขุดหรือเจาะเพื่อตรวจดูความเสียหายของฐานรากอาคารโดยเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงว่า การสำรวจความเสียหายจะตรวจดูความเสียหายที่แท้จริงที่พบเห็นในขณะนั้น บ้านของนายแพทย์จักรธรรมพยานดูภายใน 1 ชั่วโมง ก็สามารถกำหนดความเสียหายที่ปรากฏในขณะนั้นได้แล้ว ส่วนความเสียหายของฐานราก จากการตรวจสอบไม่ปรากฏว่าเกิดความเสียหายบริเวณเสา คาน หรือส่วนอื่นที่เกิดเนื่องจากอาคารทรุด จึงไม่ได้ขุดเพื่อตรวจสอบ จำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบเกี่ยวกับเรื่องตอม่อแตกร้าวว่าไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงหรือไม่อย่างไร เช่นนี้แม้บ้านนายแพทย์จักรธรรมจะไม่ได้ถล่มทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย แต่กรณีก็น่าเชื่อว่าหากไม่ดำเนินการซ่อมแซมก็อาจทำให้ถล่มหรือพังลงมาเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยได้ตามที่โจทก์นำสืบมา ข้อต่อสู้ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อจำเลยนำสืบไม่สมข้อกล่าวอ้าง จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยที่นายพรชัยพยานโจทก์เบิกความว่า ความเสียหายบ้านของนายแพทย์จักรธรรมเป็นเงิน 3,402,600 บาท โดยเป็นส่วนที่เป็นฐานรากประมาณ 2,000,000 บาท ปรากฏตามรายงานการตรวจสอบและประเมินราคาความเสียหาย ขณะฟ้องโจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่นายแพทย์จักรธรรม แต่หลังฟ้องได้ชำระค่าเสียหายให้แก่นายแพทย์จักรธรรมแล้ว 2,000,000 บาท ตามสำเนาหนังสือเสนอราคางานปรับปรุงซ่อมแซมพร้อมสำเนาหนังสือนำส่งเงินค่าใช้จ่ายและสำเนาหลักฐานการรับเช็ค ส่วนที่เหลือต้องรอให้ซ่อมแซมเสร็จก่อนจึงจะรู้จำนวนค่าเสียหายที่จะต้องชดใช้ที่แน่นอน การประกันภัยค้ำจุนนั้น ผู้เสียหายคือนายแพทย์จักรธรรมชอบที่จะได้รับค่าเสียหายที่ควรได้จากผู้รับประกันภัยโดยตรง แต่โจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยในคดีนี้กลับฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยโดยตรง ค่าเสียหายที่เรียกร้องมาทั้งหมดย่อมเป็นความเสียหายที่นายแพทย์จักรธรรมสมควรจะได้รับ มิใช่เป็นค่าเสียหายที่โจทก์สามารถเก็บไว้เป็นประโยชน์แก่โจทก์ได้ ทั้งโจทก์มิได้ชำระค่าเสียหายทั้งหมดตามที่มีการประเมินให้แก่นายแพทย์จักรธรรมก่อนฟ้องและไม่ปรากฏว่านายแพทย์จักรธรรมยอมรับค่าเสียหายที่มีการประเมินดังกล่าว การฟ้องคดีนี้ถือได้ว่าเป็นการฟ้องในฐานะผู้เอาประกันภัยเพื่อนำค่าเสียหายไปชดใช้ให้นายแพทย์จักรธรรมไม่ปรากฏว่านายแพทย์จักรธรรมตกลงด้วยว่าเป็นความเสียหายที่นายแพทย์จักรธรรมได้รับจริงและจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมมากกว่านี้ ทั้งนายพรชัยพยานโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า ยังมีค่าเสียหายในส่วนอื่นซึ่งเป็นการซ่อมแซมต่อเนื่องยังไม่ได้จ่ายให้แก่นายแพทย์จักรธรรม ต้องรอให้การซ่อมแซมแล้วเสร็จก่อนจึงจะรู้จำนวนเงินที่จะต้องชดใช้ที่แน่นอน ดังนั้น หากศาลกำหนดค่าเสียหายทั้งหมดที่จำเลยต้องชดใช้ ย่อมถือว่าเป็นการกำหนดไปล่วงหน้าไม่ถูกต้องตรงกับความเสียหายที่เป็นจริง กรณีอาจจะมีจำนวนค่าเสียหายมากกว่าที่ประเมิน นายแพทย์จักรธรรมมิได้เป็นคู่ความในคดีย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะฟ้องร้องจำเลยอีกได้หรือหากมีความเสียหายน้อยกว่าที่ประเมิน ก็ทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์โดยไม่มีมูลจะอ้างตามกฎหมาย ในชั้นนี้จึงเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนเฉพาะในส่วนค่าใช้จ่ายการจัดซ่อมส่วนที่เป็นงานฐานรากที่มีการดำเนินการไปแล้วและมีการจ่ายให้กับนายแพทย์จักรธรรมไปแล้วเป็นเงิน 2,000,000 บาท โดยค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายส่วนอื่นเป็นเรื่องที่นายแพทย์จักรธรรมหรือโจทก์จะไปว่ากล่าวเอากับจำเลยในภายหลังเมื่อทราบจำนวนความเสียหายที่แท้จริงซึ่งนายแพทย์จักรธรรมมีสิทธิได้รับ อย่างไรก็ตามเนื่องจากกรมธรรม์ประกันภัยว่าด้วยความรับผิดส่วนแรก ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเองไม่สามารถเรียกร้องเอาจากผู้รับประกันภัย มีการระบุความรับผิดส่วนแรกในความสูญเสียแต่ละครั้งต่อบุคคลภายนอกกรณีที่เป็นทรัพย์สินใต้ดินให้ความรับผิดส่วนแรกมีอัตราร้อยละ 20 โดยมีขั้นต่ำ 50,000 บาท ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นส่วนที่เกี่ยวกับงานฐานรากถือเป็นทรัพย์สินใต้ดิน ต้องหักค่าใช้จ่ายส่วนแรกในอัตราร้อยละ 20 ของค่าเสียหาย 2,000,000 บาท จึงเหลือเงินที่จำเลยต้องใช้ให้โจทก์เพียง 1,600,000 บาท กรณีดังกล่าวไม่อาจหักความรับผิดส่วนแรกนับแต่วันที่โจทก์เริ่มก่อสร้างจนถึงวันที่โจทก์แจ้งความเสียหายให้จำเลยทราบทุกวันวันละหลายครั้งดังที่จำเลยให้การต่อสู้ โดยจำเลยต้องใช้ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง จึงพิจารณาให้ตามที่ขอมา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 มีนาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีเอ็มซี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทอลิอันซ์ ซี.พี.ประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายธนิต บุญอนันต์
ศาลอุทธรณ์ — นายธนัทกฤตย์ วงศ์นิติอังกูร
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
เกษม เกษมปัญญา
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6285/2559
#604487
เปิดฉบับเต็ม

หลังเกิดเหตุ โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเป็นเงิน 15,000 บาท ต่อมาโจทก์ฟ้อง ป. ผู้ทำละเมิดและห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. นายจ้าง โดยมีจำเลยในคดีนี้เป็นจำเลยร่วม และมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความครอบคลุมทั้งกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและกรมธรรม์ภาคสมัครใจ โดยในแบบขอเบิกเงินค่าสินไหมทดแทนมีการวงเล็บที่ด้านข้างของส่วนที่เป็นลายมือชื่อโจทก์ว่าเป็น พ.ร.บ. 65,000 บาท บจ. 135,000 บาท อันเป็นการแยกแยะว่าเงิน 200,000 บาท ที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความมี 2 ส่วน โดยส่วนที่เป็นเงิน 65,000 บาท น่าจะเป็นเงินที่จ่ายตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่ยังขาดอีก 65,000 บาท ส่วนเงินอีก 135,000 บาท น่าจะเป็นการจ่ายให้ตามสัญญาประกันภัยรถประเภท 1 ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยทั้งสองฉบับเป็นอันระงับสิ้นไป เมื่อโจทก์ได้รับชำระเงิน 200,000 บาท จากจำเลยตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จึงไม่มีสิทธิย้อนกลับมาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเอาจากจำเลยได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 81,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 65,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (25 สิงหาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง) จึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2547 โจทก์ในฐานะมารดาของนายวินัย ผู้ตาย และในฐานะผู้อุปการะบุตรผู้เยาว์ของผู้ตาย ยื่นฟ้องนายประสงค์ ผู้ขับรถบรรทุก ยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขทะเบียน 74 - 6698 กรุงเทพมหานคร เป็นจำเลยที่ 1 และห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมถาวรขนส่ง ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของรถบรรทุกคันดังกล่าวเป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2623/2547 จากการที่นายประสงค์ขับรถบรรทุกเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่นายวินัยเป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้นายวินัยถึงแก่ความตาย ให้ชดใช้ค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 758,000 บาท ห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมถาวรขนส่ง เรียกจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกคันดังกล่าวจากห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมถาวรขนส่ง ประเภทประกันภัยค้ำจุนและคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เข้าเป็นจำเลยร่วมในคดีดังกล่าว และมีการตกลงประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยตกลงชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะ ค่าปลงศพและค่าซ่อมรถจักรยานยนต์รวมเป็นเงิน 200,000 บาท เมื่อโจทก์รับเงินดังกล่าวแล้วจึงถอนฟ้องคดีแพ่งดังกล่าว

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถระงับไปหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ผู้ประสบภัยจากรถมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเป็นเงิน 80,000 บาท โจทก์ได้รับชดใช้ในเบื้องต้นแล้วเป็นเงิน 15,000 บาท ยังเหลือค่าสินไหมทดแทนส่วนที่ยังขาดอยู่ 65,000 บาท ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับ การที่โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในระหว่างการดำเนินคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หมายเลขดำที่ 2623/2547 ไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ระงับสิ้นไป เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมถาวรขนส่ง ทำสัญญาประกันภัยรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 74 - 6698 กรุงเทพมหานคร กับจำเลย 2 สัญญา ได้แก่ สัญญาประกันภัยรถประเภท 1 อันเป็นการประกันภัยภาคสมัครใจ ซึ่งความรับผิดต่อบุคคลภายนอกกรณีความเสียหายต่อชีวิตเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เป็นเงิน 200,000 บาท ต่อคน และสัญญาประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอันเป็นการประกันภัยภาคบังคับ ซึ่งวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 80,000 บาท ต่อคน สำหรับการเสียชีวิตและจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น กรณีความเสียหายต่อชีวิต 15,000 บาท โดยเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องของเอกสารทั้งสองฉบับ โดยโจทก์บรรยายมาในคำฟ้องแล้วว่าภายหลังเกิดเหตุรถเฉี่ยวชน โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เป็นเงิน 15,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์จึงยื่นฟ้องนายประสงค์และห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมถาวรขนส่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2623/2547 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ระหว่างการพิจารณาคดี ห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมถาวรขนส่ง ยื่นคำร้องขอให้ศาลในคดีดังกล่าวหมายเรียกจำเลยเข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากห้างหุ้นส่วนจำกัด รวมถาวรขนส่ง เอาประกันภัยรถบรรทุกไว้กับจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และประกันภัยรถประเภท 1 ทั้งเมื่อพิจารณาว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าภายหลังเกิดเหตุรถเฉี่ยวชน โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทราบมาแต่ต้นว่ามีการทำประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มิใช่เพิ่งทราบหลังมีการถอนฟ้องดังที่โจทก์อ้าง และเมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความพร้อมแบบขอเบิกค่าสินไหมผู้ประสบภัยจากรถ ที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารทั้งสองฉบับ โดยในแบบขอเบิกค่าสินไหมมีการระบุไว้ในวงเล็บที่ด้านข้างของส่วนที่เป็นลายมือชื่อโจทก์ว่า "เป็น พ.ร.บ. 65,000 บจ. 135,000" อันเป็นการแยกแยะว่าเงิน 200,000 บาท ที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความมี 2 ส่วน โดยส่วนที่เป็นเงิน 65,000 บาท น่าจะเป็นเงินที่จ่ายตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่ยังขาดอีก 65,000 บาท ส่วนเงินอีก 135,000 บาท น่าจะเป็นการจ่ายให้ตามสัญญาประกันภัยรถประเภท 1 การลงข้อความดังกล่าวโจทก์มิได้สืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งเมื่อพิจารณาว่าสัญญาประกันภัยรถประเภท 1 กำหนดความรับผิดต่อบุคคลภายนอกกรณีความเสียหายต่อชีวิตเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เป็นเงิน 200,000 บาท ต่อคน หากเงิน 200,000 บาท ที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นการพิจารณาเฉพาะการจ่ายตามสัญญาประกันภัยประเภท 1 จะเท่ากับจำเลยยอมจ่ายเต็มตามวงเงินประกันภัย จำเลยคงไม่ต้องเจรจาประนีประนอมยอมความกับโจทก์และให้โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า เมื่อโจทก์ได้รับเงิน 200,000 บาท แล้ว ขอให้สัญญาว่าไม่ติดใจจะว่ากล่าวเอาความทั้งทางแพ่งและทางอาญากับจำเลยต่อไป การที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย และจำเลยจ่ายเงิน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ จึงเป็นการตกลงประนีประนอมยอมความครอบคลุมสัญญาประกันภัยทั้งสองกรมธรรม์ คือ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์และกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ผลของการทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาประกันภัยทั้งสองสัญญาเป็นอันระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นว่าเป็นของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 เมื่อโจทก์ได้รับชำระเงิน 200,000 บาท จากจำเลยตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จึงไม่มีสิทธิย้อนกลับมาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเอาจากจำเลยได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีเพียง 65,000 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 1,625 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมา 2,035 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 410 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 852 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละออ เกิดชื่น
บริษัทไทยศรีซูริคประกันภัย จำกัด หรือ
จำเลย — บริษัทไทยศรีประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายพิชัย คุ้มพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
เกษม เกษมปัญญา
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6282/2559
#604486
เปิดฉบับเต็ม

การวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันใด ศาลจำต้องพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งกำหนดให้ลูกหนี้ผิดนัดนับตั้งแต่เวลาใดและต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่เวลานั้น กรณีจึงเป็นการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 บัญญัติว่า ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด ดังนี้ จำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์นับแต่วันทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดเช่นกัน สำหรับจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยค้ำจุน มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนหรือเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ไม่ใช่ผู้กระทำละเมิดหรือผู้ต้องร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์กำหนดแต่เพียงวงเงินความรับผิดที่จำเลยที่ 3 ต้องชดใช้ โดยมิได้ระบุให้ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด โดยต้องรับผิดนับแต่วันที่จำเลยที่ 3 ผิดนัดเท่านั้น และเมื่อหนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัย อันเกิดขึ้นตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แล้วและจำเลยที่ 3 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2545 แต่หนังสือทวงถามโจทก์มิได้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 3 ปฏิบัติการชำระหนี้ ดังนี้ เมื่อเป็นหนี้ที่ไม่ได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ไว้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และจำเลยที่ 3 ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 เมื่อจำเลยที่ 3 รับหนังสือทวงถามในวันที่ 2 สิงหาคม 2545 แล้ว ไม่ชำระค่าสินไหมทดแทน จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ผิดนัดนับตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2545 และต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 109,301.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 97,700 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงิน 97,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,500 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงิน 97,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไป ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า โจทก์อุทธรณ์ขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 11,601.87 บาท คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ โจทก์ฎีกา

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า มูลคดีที่ฟ้องเป็นเรื่องละเมิด จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด มิใช่นับแต่วันฟ้องตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา เห็นว่า การวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันใด ศาลจำต้องพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งกำหนดให้ลูกหนี้ผิดนัดนับตั้งแต่เวลาใดและต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่เวลานั้น กรณีจึงเป็นการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันทำละเมิดหรือไม่ นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยก่อน เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 บัญญัติว่า ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิดลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด ดังนี้ จำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์นับแต่วันทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดเช่นกัน สำหรับจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือ สัญญาประกันภัย ซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิด เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุน มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนหรือเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ไม่ใช่ผู้กระทำละเมิดหรือผู้ต้องร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์กำหนดแต่เพียงวงเงินความรับผิดที่จำเลยที่ 3 ต้องชดใช้ โดยมิได้ระบุให้ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด โดยต้องรับผิดนับแต่วันที่จำเลยที่ 3 ผิดนัดเท่านั้นและเมื่อหนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัย อันเกิดขึ้นตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แล้วและจำเลยที่ 3 ได้รับหนังสือทวงถาม แต่หนังสือทวงถามโจทก์มิได้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 3 ปฏิบัติการชำระหนี้ ดังนี้ เมื่อเป็นหนี้ที่ไม่ได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ไว้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันและฝ่ายจำเลยที่ 3 ลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 เมื่อจำเลยที่ 3 รับหนังสือทวงถามในวันที่ 2 สิงหาคม 2545 แล้วไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2545 และต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 3 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 206 ม. 425 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จำเลย — นายนุกูล เจริญรัตตะวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายอนุวัฒน์ พนาโยธากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสมสุข ธีระกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
เกษม เกษมปัญญา
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6258/2559
#604514
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย คำร้องขอของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีสินค้าบนรถยนต์ได้รับความเสียหาย ค่าเสียหายของรถยนต์ ค่าลากรถยนต์และค่าเช่ารถคันอื่นมาใช้ทดแทน เป็นค่าสินไหมทดแทนนอกเหนือจากที่สามารถเรียกได้ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกาย จึงไม่ใช่คำขอบังคับให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคสาม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมทั้งสองต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด การพิจารณาสิทธิในการฎีกาต้องถือทุนทรัพย์ในหนี้ค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมแต่ละคนแยกกัน ส่วนค่าขาดประโยชน์และค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเกิดจากการประกอบกิจการร่วมกัน ต้องแยกเป็นจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ตกได้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีจำนวนไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาของจำเลยที่โต้แย้งว่าค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยรับผิดยังสูงเกินไป เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามกฎหมาย

จำเลยให้การว่า โจทก์ร่วมทั้งสองมีสิทธิได้รับชดใช้ค่ารักษาพยาบาลจากบริษัท ก. ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเท่านั้น มิได้หยิบยกเรื่องสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากบริษัท ท. กับมิได้โต้แย้งเรื่องความเป็นเจ้าของรถยนต์ขึ้นต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิด อุทธรณ์ทั้งสองประเด็นจึงอยู่นอกประเด็นตามคำให้การ เป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวชอบแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ทั้งสองต้องสูญเสียรายได้จากกิจการที่ทำอยู่ก่อนเกิดเหตุให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง การที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ จึงเป็นการโต้แย้งค่าเสียหายส่วนที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิด อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชัดแจ้ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

ระหว่างพิจารณานายวัชรินทร์กับนางสาวอมรรัตน์ ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 เรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 44,664 บาท ค่ารักษาพยาบาลโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 2,000 บาท ค่ายกรถหลังเกิดเหตุ 4,000 บาท โจทก์ร่วมทั้งสองเปิดร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด เมื่อประสบเหตุโจทก์ร่วมทั้งสองต้องรักษาตัวไม่อาจเปิดร้านขายของได้ต้องขาดประโยชน์ 100,000 บาท สินค้าในรถของโจทก์ร่วมทั้งสองเสียหาย 21,920 บาท หลังจากนั้นโจทก์ร่วมทั้งสองนำรถคันเกิดเหตุไปประเมินความเสียหายปรากฏว่าต้องเสียค่าซ่อม 200,000 บาท และค่าเช่ารถมาใช้เพื่อค้าขาย 36,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 408,584 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 407,344 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมทั้งสองสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนที่เกินจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เรียกร้องได้จากบริษัทแอลเอ็มจีประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งรับประกันภัยรถยนต์ของจำเลย โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ได้รับบาดเจ็บจริง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดค่ารักษาพยาบาลโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือต้องกายภาพบำบัด ไม่มีอาการบ่งชี้ถึงความทนทุกข์ทรมานจากการเกิดอุบัติเหตุ หากต้องทนทุกข์ทรมานก็เป็นจำนวนรวมไม่เกิน 40,000 บาท ค่าเสื่อมสภาพทางร่างกายเป็นการเรียกค่าเสียหายซ้ำซ้อน ค่าเดินทางไปพบแพทย์และค่าอาหารของบุตรเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุไม่มีเอกสารยืนยัน ค่าขาดประโยชน์จากการขาดรายได้ โจทก์ร่วมทั้งสองกล่าวอ้างลอยๆ หากมีก็ไม่เกินจำนวนรวม 40,000 บาท โจทก์ร่วมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการให้บุตรหยุดงานมาดูแล ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยได้ คำร้องของโจทก์ร่วมทั้งสองเคลือบคลุม ไม่แสดงข้ออ้างที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ชัดเจน ทำให้จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยชำระเงิน 208,014 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มิถุนายน 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กย 4843 ชลบุรี โดยประมาทชนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บฉ 2855 เพชรบุรี ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับมาโดยมีโจทก์ร่วมที่ 2 นั่งมาด้วย ทำให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายและรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บฉ 2855 เพชรบุรี ได้รับความเสียหาย คดีอาญายุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า การใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ของโจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์คันที่ได้รับความเสียหายชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การแต่เพียงว่า โจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้ค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเท่านั้น มิได้หยิบยกเรื่องสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กับมิได้โต้แย้งเรื่องความเป็นเจ้าของรถยนต์ขึ้นต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิด อุทธรณ์ทั้งสองประเด็นจึงอยู่นอกประเด็นตามคำให้การ เป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาประการต่อไปที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อเกี่ยวกับค่าขาดประโยชน์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ร่วมทั้งสองต้องสูญเสียรายได้จากกิจการที่ทำอยู่ก่อนเกิดเหตุ การที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ จึงเป็นการโต้แย้งค่าเสียหายส่วนที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิด อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชัดแจ้ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า ค่าสินค้าที่เสียหาย 8,000 บาท และค่าเสียหายของรถยนต์ 147,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดสูงเกินไปนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าขาดประโยชน์ ตลอดจนค่าเสียหายในทางทรัพย์สินที่เกิดจากการประกอบกิจการร่วมกัน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมทั้งสองต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด แม้โจทก์ร่วมทั้งสองจะร้องขอรวมกันมา แต่การพิจารณาสิทธิในการฎีกาต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์ร่วมแต่ละคนแยกกัน โดยเป็นทุนทรัพย์ชั้นฎีกาค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 44,664 บาท และค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 350 บาท ส่วนค่าขาดประโยชน์และค่าเสียหายในทางทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมทั้งสองประกอบกิจการร่วมกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองรวมเป็นเงิน 210,000 บาท จึงต้องแยกเป็นจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ตกได้แก่ โจทก์ร่วมทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง เป็นเงินคนละ 105,000 บาท รวมเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีการะหว่างโจทก์ร่วมที่ 1 กับจำเลย เป็นเงิน 149,664 บาท และระหว่างโจทก์ร่วมที่ 2 กับจำเลยเป็นเงิน 105,350 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงมีจำนวนไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาของจำเลยที่โต้แย้งว่า ค่าสินไหมทดแทนทั้งสองรายการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยรับผิดยังสูงเกินไปเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย เมื่อคำร้องขอของโจทก์ร่วมทั้งสองในส่วนที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีสินค้าบนรถยนต์ได้รับความเสียหาย ค่าเสียหายของรถยนต์ ค่าลากรถยนต์และค่าเช่ารถคันอื่นมาใช้ทดแทน เป็นค่าสินไหมทดแทนนอกเหนือจากที่สามารถเรียกได้ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกาย จึงไม่ใช่คำขอบังคับให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสาม การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในทางทรัพย์สินทั้งสี่รายการจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ดังนี้ เมื่อหักค่าเสียหายทั้งสี่รายการออกจากค่ารักษาพยาบาลและค่าขาดประโยชน์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว จึงคงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นเงิน 60,014 บาท

มีปัญหาประการสุดท้ายที่จำเลยฎีกาว่า จะต้องหักเงิน 50,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหายออกจากค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับเงินไปจากศาล 20,000 บาท เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2556 และได้รับเงินไปอีก 30,000 บาท เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2557 จึงควรกำหนดไว้ในคำพิพากษาด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อหักเงินที่จำเลยชำระมาแล้วออกจากค่าเสียหาย คงเหลือเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสอง 10,014 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 10,014 บาท แก่โจทก์ร่วมทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,014 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 และของต้นเงิน 40,014 บาท นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2556 จนถึงวันที่ 21 เมษายน 2557 และของต้นเงิน 10,014 บาท นับแต่วันที่ 22 เมษายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย ค่าเสียหายของรถยนต์ ค่าลากรถและค่าเช่ารถ แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหัวหิน
โจทก์ร่วม — นายวัชรินทร์ เพชรนิล กับพวก
จำเลย — นางพิมพ์ลดา พฤกษาอารักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นายกิตติภัฏ โทรชัยยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6256/2559
#604511
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 16 (1) ให้อำนาจอธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีอนุญาตให้โจทก์เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัย ที่ดินดังกล่าวจึงยังไม่เป็นของโจทก์ แม้จำเลยจะเข้ายึดถือครอบครองก็ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการรบกวนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของโจทก์โดยตรง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 362

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มารา 362

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 แต่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยและขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 เมื่อที่ดินที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยจากกรมป่าไม้และเป็นพื้นที่ป่าสงวนที่โจทก์เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยมาก่อนที่จำเลยจะบุกรุกยึดถือครอบครอง การกระทำของจำเลยจึงกระทบต่อสิทธิการทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของโจทก์โดยตรงและได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ดังนี้ จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 16 (1) ซึ่งเห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจอธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีอนุญาตให้โจทก์เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัย ที่ดินดังกล่าวจึงยังไม่เป็นของโจทก์ แม้จำเลยจะเข้ายึดถือครอบครองก็ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการรบกวนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของโจทก์โดยตรง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยวนสาวการเกษตร จำกัด
จำเลย — นายสมปอง สิงห์ชู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นางมาลี สิรินิจศรีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปริญญา อิทธิวิกุล
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6231 -ที่ 6250/2559
#602812
เปิดฉบับเต็ม

การส่งความเห็นเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช 2550) มาตรา 211 จะต้องเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ข้อโต้แย้งของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 21 เป็นกรณีที่เห็นว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสามขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีที่ศาลแรงงานกลางจะต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแต่อย่างใด เมื่อโจทก์แต่ละคนฟ้องว่าจำเลยทั้งสามปฏิบัติต่อโจทก์แต่ละคนโดยนำเอาความแตกต่างในเรื่องรูปร่าง น้ำหนักมาใช้ให้แตกต่างจากพนักงานอื่น ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาว่าคำสั่งและการปฏิบัติของจำเลยทั้งสามเป็นการเลือกปฏิบัติต่อโจทก์ดังกล่าวโดยผิดกฎหมายให้แตกต่างจากพนักงานอื่นหรือไม่ มิได้เป็นการพิพากษาเกินอำนาจแต่อย่างใด

เมื่อศาลแรงงานกลางได้พิจารณาพยานหลักฐานทุกฝ่ายและวินิจฉัยแล้วว่า คำสั่งของจำเลยทั้งสามที่กำหนดให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องมีค่า Body Mass Index และค่าวัดรอบเอวไม่เกินค่าที่กำหนดไว้ กำหนดระยะเวลาให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่มีค่าเกินกำหนดปรับปรุงบุคลิกภาพ และมาตรการที่มอบหมายให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ไม่สามารถปรับปรุงบุคลิกภาพได้ตามเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียวกัน หรือปฏิบัติงานภาคพื้นดินจนกว่าจะมีค่า Body Mass Index และค่าวัดรอบเอวตามเกณฑ์ที่กำหนด เป็นคำสั่งที่ชอบด้วย ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 6 จ้างแรงาน ไม่เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงาน คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงการประกาศปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และมาตรการบางส่วนที่จำเลยเคยใช้บังคับแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ไม่ขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และมาตรการที่กำหนดก็มิได้เป็นโทษแก่โจทก์แต่ละคนเมื่อเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์เดิมหากโจทก์แต่ละคนสามารถปรับปรุงบุคลิกภาพได้ตามเกณฑ์ ทั้งยังเป็นสิทธิในการบริหารจัดการที่จำเลยในฐานะนายจ้างมีอำนาจกระทำได้ตามสัญญาจ้างแรงงานและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน คำสั่งดังกล่าวแม้จะใช้บังคับเฉพาะแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแต่ก็ใช้บังคับเป็นการทั่วไปทุกคน มิใช่ใช้บังคับแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเฉพาะบุคคลหรือเป็นรายๆไป จึงไม่ใช่การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและมิได้ไม่ชอบด้วยกฎหมายอื่น แม้คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจะมิได้กล่าวโดยตรงว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสามเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโจทก์ทั้งหมดหรือไม่ แต่ถือได้ว่าศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยโดยรวมแล้วว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโจทก์ทั้งหมดนั่นเอง คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและแสดงคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้นโดยชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่งแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งยี่สิบสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 23

โจทก์ทั้งยี่สิบสามสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยเพิกถอนคำสั่งของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 101/2553 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 เรื่อง หลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยใช้ค่า Body Mass Index (BMI) และหนังสือของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยฝ่ายบริหารพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ QV/QV-4/pc/027 ลงวันที่ 31 มกราคม 2554 เรื่อง มอบหมายการปฏิบัติงานบิน และมอบหมายหน้าที่ให้ไปพบแพทย์ประจำสำนักงานแพทย์ (IM) หนังสือที่ QV/QV-4/pc/030 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 เรื่อง มอบหมายการปฏิบัติงานบิน และมอบหมายหน้าที่ให้ไปพบแพทย์ประจำสำนักงานแพทย์ (IM) หนังสือที่ QV/QV-4/pc/072 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2554 เรื่อง มอบหมายการปฏิบัติงานบิน และมอบหมายหน้าที่ให้ไปพบแพทย์ประจำสำนักงานแพทย์ (IM) รวมทั้งหนังสือที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามได้รับคำสั่งในลักษณะเดียวกันและเพิกถอนตารางการปฏิบัติงานบิน (Crew Schedule Slip) ที่มีเฉพาะเส้นทางการบินภายในประเทศหรือเฉพาะเส้นทางการบินที่ไปและกลับในวันเดียวของโจทก์ทั้งยี่สิบสามโดยให้จำเลยที่ 1 จัดตารางการปฏิบัติงานบินให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามเหมือนพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทุกคน คือ มีตารางการปฏิบัติงานบินทั้งในส่วนที่เป็นการบินเส้นทางในประเทศเส้นทางบินที่ไปกลับในวันเดียว และเส้นทางบินต่างประเทศระยะไกลที่ต้องมีการพักค้างคืนในต่างประเทศคละกันไป โดยพิจารณาตามตารางการปฏิบัติงานบินย้อนหลังของโจทก์ทั้งยี่สิบสามเป็นหลัก ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ปฏิเสธไม่ให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามแลกเปลี่ยนตารางการปฏิบัติงานบินกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรายอื่น หรือให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามสามารถแลกเปลี่ยนตารางการปฏิบัติงานบินกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรายอื่นได้ดังเดิม

จำเลยทั้งยี่สิบสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบสามสำนวน

ศาลแรงงานกลาง ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์แต่ละคนทำสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจ้างโจทก์แต่ละคนในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบสาม จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เป็นผู้แทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหารพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินประมาณ 6,000 คน จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการขนส่งคน สิ่งของและไปรษณีย์ทางอากาศและกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 101/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยใช้ค่า Body Mass Index (BMI) กำหนดนโยบายการปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยใช้หลักเกณฑ์ค่า Body Mass Index (BMI) พนักงานต้อนรับฯ หญิง BMI ไม่เกิน 25 และวัดรอบเอวไม่เกิน 32 นิ้ว พนักงานต้อนรับฯ ชาย BMI ไม่เกิน 27.5 และวัดรอบเอวไม่เกิน 35 นิ้ว โดยให้ระยะเวลาดำเนินการปรับปรุงภายใน 6 เดือน เริ่มตังแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป หากพนักงานต้อนรับฯ ไม่สามารถปรับปรุงบุคลิกภาพได้ตามข้อกำหนดและภายในระยะเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1ได้กำหนดมาตรการที่จะดำเนินการต่อไป โดยมอบหมายให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินดังกล่าวปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียวเท่านั้น เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการปรับปรุงบุคลิกภาพ การนัดหมายพบแพทย์หรือการเข้ารับการดูแลจากสถาบันและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เป็นต้น จนกว่าจะมี BMI ตามเกณฑ์ หรือไม่เกิน 1 ปีนับจากการเริ่มปฏิบัติงานดังกล่าว และหากเกิน 1 ปีแล้วพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินดังกล่าว ยังไม่สามารถปรับปรุงได้ BMI ตามกำหนดจะถูกมอบหมายให้ปฏิบัติงานภาคพื้นดิน จนกว่า BMI และรอบเอวจะเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ให้สำนักงานแพทย์พิจารณาผลการตรวจสุขภาพประจำปีของพนักงานต้อนรับฯ โดยประสานกับ DQ กำหนดกระบวนพิจารณาปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับฯ ที่มีค่า BMIเกินกำหนดรวมทั้งผู้ที่มีสุขภาพเสี่ยงต่อการขึ้นปฏิบัติงานบนอากาศ ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 มีหนังสือที่ QV/QV-4/pc/027 ลงวันที่ 31 มกราคม 2554 หนังสือที่ QV/QV-4/pc/030 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 หนังสือที่ QV/QV-4/pc/072 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2554 และหนังสือในลักษณะเดียวกันไปยังพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่มีค่า BMI ไม่เป็นไปตามคำสั่งบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 101/2553 รวมโจทก์ทั้งยี่สิบสามด้วย ซึ่งมีสาระทำนองเดียวกันว่า จากรายงานผลการตรวจร่างกายพบว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ได้รับหนังสือดังกล่าวมีค่า BMI เกินกว่าเกณฑ์ที่จำเลยที่ 1 กำหนด ดังนั้น ฝ่ายบริหารพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจึงต้องดำเนินการตามมาตรการโดยมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นที่ไปกลับภายในวันเดียวกันตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 และวันที่ 1 มีนาคม 2554 เป็นต้นไป และขอให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ได้รับหนังสือดังกล่าวไปพบแพทย์ประจำสำนักงานแพทย์ ชั้น 1 อาคาร 6 สำนักงานใหญ่ ระหว่างเวลา 08.30 - 11.30 น. และ 13.00 - 16.30 น. ในวันทำการปกติเพื่อรับการตรวจและคำแนะนำ รวมทั้งไปพบแพทย์ตามนัดหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จนกว่าฝ่าย QV จะได้รับรายงานจากสำนักงานแพทย์ หรือได้รับการแสดงผลการตรวจร่างกายประจำปีว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ได้รับหนังสือดังกล่าวมีค่า BMI และรอบเอวอยู่ในเกณฑ์ที่จำเลยที่ 1 กำหนด จึงจะมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินตามปกติรายละเอียดตามเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้ดำเนินการตามคำสั่งและหนังสือดังกล่าวข้างต้นต่อโจทก์ทั้งยี่สิบสามตลอดมา โดยจัดตารางการปฏิบัติงานบินเฉพาะเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางไปและกลับในวันเดียวกันให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามปฏิบัติงาน ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะมีคำสั่งบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 101/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยใช้ค่า Body Mass Index (BMI) นั้น จำเลยที่ 1 ได้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ตั้งแต่ปี 2534 โดยได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เนื่องจากมีรายงานว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 2 คน รวมทั้งโจทก์ที่ 5 มีน้ำหนักตัวเกินกว่าสัดส่วนที่ควรจะเป็นทำให้มีรูปร่างและบุคลิกภาพไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและได้ดำเนินการเพื่อให้โจทก์ที่ 5 ลดน้ำหนักตัวลงตามความเห็นของแพทย์ โดยมีมาตรการให้โจทก์ที่ 5 หยุดทำการปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลา 30 วันด้วย จำเลยที่ 1 ได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาบุคลิกภาพและความเหมาะสมของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างต่อเนื่องตลอดมา ทั้งได้ดำเนินการตรวจบุคลิกภาพ เรียกพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่มีน้ำหนักร่างกายไม่ได้สัดส่วนกับความสูงเข้าพบเพื่อตักเตือน แนะนำให้ดำเนินการปรับปรุงบุคลิกภาพให้เหมาะสม โจทก์ที่ 5 และที่ 12 ก็มีชื่อเป็นผู้ที่อยู่ในระหว่างการลดน้ำหนัก ในปี 2535 จำเลยที่ 1 ได้ใช้หลักเกณฑ์ในการคำนวณน้ำหนักพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน คือ

ผู้ชาย น้ำหนักมาตรฐาน (ก.ก.) = ส่วนสูง (ซ.ม.) - 100

ผู้หญิง น้ำหนักมาตรฐาน (ก.ก.) = ส่วนสูง (ซ.ม.) - 110 และกำหนดค่าตัวแปรเพิ่มหรือลด 10% จากน้ำหนักมาตรฐาน และต่อมาเปลี่ยนค่าตัวแปรเป็นเพิ่มหรือลด 10 - 15% ตามเอกสาร ในปี 2540 จำเลยที่ 1 ได้ออกประกาศฝ่ายบริหารและทรัพยากรบุคคลที่ 004/2540เรื่อง การปรับปรุงสภาพการจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน กำหนดว่าขณะปฏิบัติหน้าที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะต้องรักษาสุขภาพร่างกายและบุคลิกภาพของตนให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่ต้นสังกัดหรือบริษัทฯ กำหนด หากมีบุคลิกภาพไม่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินได้ต่อไปตามการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาบุคลิกภาพก็จะต้องพ้นจากสภาพการเป็นพนักงานของบริษัทฯ ในปี 2543 คณะกรรมการพิจารณาบุคลิกภาพและความเหมาะสมของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาวิธีการที่จะช่วยให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินฟื้นฟูบุคลิกภาพด้านร่างกาย โดยใช้เกณฑ์วัดที่เรียกว่า Body Mass Index หรือ BMI คือ น้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง ซึ่งจะได้ค่าในระดับ น้ำหนักต่ำ ปกติ อ้วน และอ้วนมาก ยกเลิกหลักเกณฑ์เดิมที่ใช้อยู่ คือส่วนสูง ลบด้วย 100 สำหรับชาย และลบด้วย 110 สำหรับหญิง และได้ดำเนินการให้มีการอบรมพนักงานที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน และมีการกำหนดมาตรการดำเนินการต่อผู้มีค่า BMI สูงกว่าปกติด้วย ในปี 2547 คณะกรรมการพิจารณาบุคลิกภาพและความเหมาะสมของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินได้กำหนดหลักเกณฑ์โดยให้ยึดถือเกณฑ์การวัดน้ำหนักตัวและส่วนสูงที่สัมพันธ์กันที่กำหนดโดยสถาบันเวชศาสตร์การบินและต่อมาในปี 2548 ก็ได้ประกาศปรับหลักเกณฑ์การพิจารณาบุคลิกภาพและความเหมาะสมของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เป็นการวัดด้วยค่า BMI ขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ก็ได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่มีค่า BMI เกินเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีโจทก์ในคดีนี้ 19 รายรวมอยู่ด้วย ครั้นปี 2553จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีนโยบายปรับปรุงการบริการบนเครื่องบิน จึงได้ออกคำสั่งบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 101/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยใช้ค่า Body Mass Index (BMI) เมื่อครบระยะเวลาในการปรับปรุงบุคลิกภาพตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ก็ได้มีหนังสือที่ QV/QV-4/pc/027 ลงวันที่ 31 มกราคม 2554 ที่ QV/QV-4/pc/030 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 และที่ QV/QV-4/pc/072 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2554 ถึงโจทก์แต่ละคนแจ้งว่าโจทก์แต่ละคนมีค่า BMI เกินกว่าเกณฑ์ที่จำเลยที่ 1 กำหนด ฝ่ายบริหารพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องดำเนินการตามมาตรการโดยมอบหมายให้โจทก์ผู้รับหนังสือปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียวกัน และขอให้โจทก์ดังกล่าวไปพบแพทย์ประจำสำนักงานแพทย์เพื่อรับการตรวจและคำแนะนำโจทก์ทั้งยี่สิบสามได้รับหนังสือดังกล่าวและได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียวกันเท่านั้น ซึ่งมีผลทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงการบินในจำนวนต่ำกว่าที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามเคยได้รับก่อนที่จำเลยที่ 1 จะมีคำสั่งและหนังสือ ทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามมีรายได้ลดลง และทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามมีเที่ยวบินมากกว่าที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามต้องปฏิบัติก่อนที่จะมีคำสั่ง ซึ่งตามคำสั่งดังกล่าวมีข้อความส่วนที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามอ้างว่ากระทบสิทธิและประโยชน์ของตนในคดีนี้ คือหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชายมีค่า BMI ไม่เกิน 27.5 และวัดรอบเอวไม่เกิน 35 นิ้ว พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงมีค่า BMI ไม่เกิน 25 และวัดรอบเอวไม่เกิน 32 นิ้ว โดยให้ระยะเวลาดำเนินการปรับปรุงภายใน 6 เดือนและมาตรการกรณีที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ไม่สามารถปรับปรุงบุคลิกภาพได้ตามหลักเกณฑ์และภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินภายในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียวกัน แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งยี่สิบสามกับจำเลยที่ 1 มีข้อความที่เกี่ยวข้องกับข้อวินิจฉัยดังกล่าว 3 ลักษณะ ทั้งนี้ ตามช่วงเวลาที่โจทก์แต่ละคนทำสัญญากับจำเลยที่ 1

ลักษณะที่ 1 ปรากฏอยู่ในข้อ 9 หรือข้อ 10

"ข้อ 9. (หรือข้อ 10.) นอกเหนือจากการปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาว่าจ้างนี้ พนักงานยินดีปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ กฎ แบบธรรมเนียม วิธีปฏิบัติและคำสั่งของบริษัทฯ ทั้งที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน และจะมีใช้ในโอกาสต่อไป และยินดีให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้"

ลักษณะที่ 2 ปรากฏอยู่ในข้อ 1

"1. สภาพและลักษณะของงาน

เนื่องจากสภาพและลักษณะของงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแตกต่างกับหน่วยงานอื่นๆ ดังนั้น ระเบียบว่าด้วยการทำงานฯลฯ จะได้กำหนดขึ้นโดยหน่วยงานต้นสังกัดและพนักงานจะต้องปฏิบัติตาม ซึ่งรวมทั้งระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะประกาศใช้ในโอกาสต่อไป

นอกจากนี้ พนักงานยังจะต้องปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ที่บริษัทได้ประกาศใช้เป็นการทั่วไป ซึ่งมิได้ระบุไว้ในสัญญานี้ และให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้ด้วย"

ลักษณะที่ 3 ปรากฏอยู่ในข้อ 1. หรือข้อ 2.

"ข้อ 1. (หรือข้อ 2.) สภาพการจ้าง

พนักงานเข้าใจและยอมรับว่า การปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินนั้น มีสภาพและลักษณะงานเป็นการเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากพนักงานทั่วไปในสายงานอื่นๆ เพราะพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจะต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตัวเกี่ยวกับภาษาที่ใช้ บุคลิกภาพที่ดี และสุขภาพที่สมบูรณ์ สามารถปฏิบัติงานบนเครื่องบินขณะทำการบินได้ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด และ/หรือไม่ถูกจำกัดทางเวชศาสตร์การบิน ซึ่งจะต้องได้รับการศึกษาอบรม การทดสอบ และการตรวจร่างกายตามระยะเวลาที่บริษัทกำหนด

นอกจากที่กำหนดไว้สัญญานี้แล้ว พนักงานยอมรับปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ คำสั่งเกี่ยวกับการทำงาน และระเบียบอื่นๆ ที่กำหนดขึ้นโดยหน่วยงานต้นสังกัดรวมทั้งระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งต่างๆ ที่บริษัทประกาศใช้ในโอกาสต่อไป ทั้งนี้ ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้ด้วย"

ข้อความในสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวข้างต้นย่อมผูกพันโจทก์แต่ละคนและจำเลยที่ 1 ให้ต้องปฏิบัติตาม โดยโจทก์แต่ละคนต้องปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับคำสั่งเกี่ยวกับการทำงานที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในขณะทำสัญญาและที่จำเลยที่ 1 จะได้ประกาศใช้ในภายหลัง ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน มาตรา 575 ถึงมาตรา 586 กำหนดให้ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้าง โดยต้องไม่ขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย และไม่ละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณ คำสั่งของจำเลยที่ 1 (คำสั่งบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) ที่ 101/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยใช้ค่า Body Mass Index (BMI) ลงวันที่ 11 พฤษภาคม2553) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการออกคำสั่งหลักเกณฑ์ค่า BMI ระยะเวลาในการปรับปรุงบุคลิกภาพ มาตรการกรณีที่ไม่สามารถปรับปรุงบุคลิกภาพได้ตามข้อกำหนดและภายในระยะเวลาที่กำหนด และให้มีการกำหนดกระบวนการปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับที่มีค่า BMI เกินกำหนด ส่วนคำสั่งของจำเลยทั้งสาม (คำสั่งที่ QV/QV-4/pc/027 ลงวันที่ 31 มกราคม 2554 ที่ QV/QV-4/pc/030 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ QV/QV-4/pc/072 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2554) รวมทั้งคำสั่งในลักษณะเดียวกัน เป็นการดำเนินการตามมาตรการที่จำเลยที่ 1 กำหนดไว้ในคำสั่งโดยมอบหมายให้โจทก์แต่ละคนปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียวกันและไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและคำแนะนำ ดังนั้น คำสั่งตามเอกสาร แม้จะเป็นเรื่องการกำหนดค่า BMI และการมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินของโจทก์ทั้งยี่สิบสามซึ่งมิได้ระบุอยู่ในสัญญาจ้างแรงงานมาตั้งแต่แรก แต่คำสั่ง ก็เป็นคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่เกี่ยวกับการทำงานในหน้าที่ของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินซึ่งจำเลยที่ 1 ยังคงจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินตามสัญญาจ้างแรงงานอยู่ ทั้งเป็นคำสั่งที่เกี่ยวกับบุคลิกภาพและเกี่ยวกับสุขภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินตามระบุไว้ในสัญญา ซึ่งแม้คำสั่งดังกล่าวจะออกมาภายหลังก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานและผูกพันโจทก์แต่ละคนจำเลยทั้งสามมีอำนาจออกคำสั่งดังกล่าวได้โดยชอบ และโจทก์แต่ละคนต้องปฏิบัติตามคำสั่งทั้งนี้ ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และมาตรา 583 คำสั่งของจำเลยทั้งสาม รวมทั้งคำสั่งในลักษณะเดียวกันที่จำเลยที่ 1 ออกมาสืบ จึงไม่เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน และเมื่อพิจารณาข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยกับจำเลยที่ 1 ฉบับซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2552 ตามเอกสารฉบับซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2543 และฉบับซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่18 มีนาคม 2546 ตามเอกสาร ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างทั้งสามฉบับที่โจทก์บางคนกล่าวอ้างมีข้อความหรือข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องอื่น ไม่ปรากฏว่ามีข้อความหรือข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยใช้ค่า BMI และเรื่องการกำหนดมาตรการมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับในวันเดียวกัน ทั้งไม่มีข้อความหรือข้อตกลงที่ห้ามจำเลยที่ 1 กำหนดหลักเกณฑ์หรือกำหนดมาตรการดังกล่าว ดังนั้น คำสั่งของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นเพียงการประกาศปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และมาตรการบางส่วนที่จำเลยที่ 1 เคยใช้บังคับแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเท่านั้น กรณีจึงฟังข้อเท็จจริงและถือไม่ได้ว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสาม และคำสั่งในลักษณะเดียวกันที่จำเลยที่ 1 ออกมาสืบเนื่องจากเอกสาร เป็นการขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับที่โจทก์บางคนกล่าวอ้าง ส่วนที่โจทก์บางคนกล่าวอ้างในคำฟ้องว่าระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ก็ไม่มีหลักเกณฑ์และมาตรการดังคำสั่งของจำเลยทั้งสาม ซึ่งเมื่อพิจารณาระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) คู่มือพนักงานแล้ว ก็ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บางคนกล่าวอ้างในคำฟ้อง ดังนั้น ไม่ว่าระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จะเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ กรณีก็ฟังข้อเท็จจริงและถือไม่ได้ว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสาม เป็นการขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง สำหรับปัญหาว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสาม เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ นั้น แม้จำเลยที่ 1 กับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยจะไม่เคยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยใช้ค่า BMI และเรื่องการกำหนดมาตรการมอบหมายให้ปฏิบัติงานในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับในวันเดียวกันก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจ้างแรงงานกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินไว้เป็นกรณีที่แตกต่างจากพนักงานอื่นของจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีสภาพและลักษณะของงานเป็นการเฉพาะ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตัวเกี่ยวกับภาษาที่ใช้ บุคลิกภาพที่ดี สุขภาพที่สมบูรณ์และจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักตัว สัดส่วน รูปร่าง และบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินตลอดมา ดังที่ได้กล่าวอ้างถึงโจทก์ที่ 5 ในปี 2534 มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินขึ้นโดยเฉพาะ และได้มีการกำหนดมาตรการโดยให้โจทก์ที่ 5 หยุดปฏิบัติหน้าที่บนเครื่องบินเป็นเวลา 30 วัน เพื่อลดน้ำหนักตัวลงให้เหลือ 72 กิโลกรัม ตามความเห็นของแพทย์ประจำบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยังได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาบุคลิกภาพและความเหมาะสมของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและดำเนินการปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต่อเนื่องมา ในปี 2540 จำเลยที่ 1 ได้ออกประกาศฝ่ายบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่ 004/2540 เรื่อง การปรับปรุงสภาพการจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน กำหนดให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทั้งหญิงและชายต้องรักษาสุขภาพ ร่างกายและบุคลิกภาพ ซึ่งในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ ร่างกายและบุคลิกภาพนั้น เดิมจำเลยที่ 1 กำหนดหลักเกณฑ์ในการคำนวณน้ำหนักพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน คือ สำหรับชาย น้ำหนักมาตรฐาน (ก.ก.) = ส่วนสูง (ซ.ม.) ลบด้วย 100 สำหรับหญิง น้ำหนักมาตรฐาน (ก.ก.) = ส่วนสูง (ซ.ม.) ลบด้วย 110 และต่อมาจำเลยที่ 1 ก็ได้กำหนดให้มีการลดหย่อนเกณฑ์ดังกล่าวลงด้วย ในปี 2543 จำเลยที่ 1 ยกเลิกหลักเกณฑ์เดิมและใช้หลักเกณฑ์วัดที่เรียกว่า ดัชนีมวลกายหรือ Body Mass Index หรือ BMI ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 ก็ได้พิจารณาและประกาศปรับปรุงแก้ไขค่า BMI จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่ง ตามลำดับ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพร่างกาย และบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินตลอดมาตั้งแต่ปี 2534 และได้ใช้มาตรการให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่โดยโจทก์ที่ 5 ได้ตกลงด้วยในปี 2534 จำเลยที่ 1 ยังได้ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์เพื่อเป็นการลดหย่อนและกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ให้เหมาะสมตามที่กำหนดโดยสถาบันเวชศาสตร์การบิน กรณีดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้มีประกาศกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเงื่อนไขการจ้างและการทำงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินซึ่งผูกพันพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งยี่สิบสามตามเงื่อนไขในสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เมื่อจำเลยที่ 1 ประกาศใช้หลักเกณฑ์วัดค่า BMI ตั้งแต่ปี 2543 และใช้มาตรการกรณีที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีน้ำหนักเกินกำหนดมาตั้งแต่ปี 2534 ซึ่งไม่มีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือโจทก์คนใดคัดค้านมาก่อน กรณีต้องถือว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและโจทก์ทุกคนตกลงให้จำเลยที่ 1 ใช้หลักเกณฑ์วัดค่า BMI และใช้มาตรการเพื่อให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีสุขภาพ ร่างกาย บุคลิกภาพตามหลักเกณฑ์ได้ ดังนั้น คำสั่งบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 101/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโดยใช้ค่า BMI ที่กำหนดค่า BMI สำหรับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิง ไม่เกิน 25 และวัดรอบเอวไม่เกิน 32 นิ้ว พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาย ไม่เกิน 27.5 และวัดรอบเอวไม่เกิน 35 นิ้ว โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการปรับปรุงภายใน 6 เดือน และกำหนดมาตรการที่จะดำเนินการต่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ไม่สามารถปรับปรุงบุคลิกภาพตามหลักเกณฑ์และภายในกำหนดเวลาโดยมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินในเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียวกัน ดังที่จำเลยทั้งสามมีคำสั่งตามเอกสาร จึงมิใช่การกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการจ้างและการทำงานขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนเฉพาะค่า BMI และปรับเปลี่ยนมาตรการดำเนินการจากที่ได้กำหนดไว้เดิมเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องใหม่ที่ต้องยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงานและดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในมาตรา 25 ถึงมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และกรณีที่จำเลยที่ 1 ปรับเปลี่ยนค่า BMI และปรับเปลี่ยนมาตรการดำเนินการตามที่ประกาศไว้ในคำสั่ง ก็มิได้เป็นโทษแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสามเมื่อเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์เดิมเรื่องน้ำหนักมาตรฐานและมาตรการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ หากโจทก์แต่ละคนปรับปรุงบุคลิกภาพได้ตามหลักเกณฑ์ในเอกสาร เมื่อใด มาตรการตามเอกสาร ก็ไม่อาจใช้บังคับแก่โจทก์ผู้นั้นได้ การประกาศใช้คำสั่งเอกสาร ยังเป็นสิทธิในการบริหารจัดการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมีอำนาจกระทำได้ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์แต่ละคนซึ่งเป็นลูกจ้างและเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยสัญญาจ้างแรงงานนั้นไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คำสั่งของจำเลยทั้งสามตามเอกสาร และคำสั่งในลักษณะเดียวกันที่จำเลยที่ 1 ออกมาสืบเนื่องจากเอกสาร จึงมิได้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ดังที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามอ้างไว้ในคำฟ้อง ส่วนกรณีที่ปรากฏตามข้อเท็จจริงว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งตามเอกสาร และคำสั่งในลักษณะเดียวกันที่จำเลยที่ 1 ออกมาสืบเนื่องจากเอกสาร แล้ว ทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงการบินต่ำกว่าที่เคยได้รับเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามมีรายได้ลดลง และทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามมีเที่ยวบินมากกว่าเที่ยวบินที่เคยต้องปฏิบัติเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามต้องทำงานหนักขึ้นและโจทก์บางคนมีปัญหาในการดำเนินชีวิตทางครอบครัวนั้น นับว่าโจทก์ทั้งยี่สิบสามมีปัญหาอันเกิดขึ้นเนื่องจากการจ้างและการทำงานซึ่งในทางกฎหมายและการแรงงานสัมพันธ์ถือว่าเป็นข้อร้องทุกข์ประการหนึ่งที่โจทก์แต่ละคนในฐานะลูกจ้างจะดำเนินการร้องทุกข์ต่อจำเลยที่ 1 ได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องจัดให้มีตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 58 (7) หรือจะยื่นคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์เพื่อนำเข้าปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหาตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ก็ได้ หรือโจทก์แต่ละคนในฐานะสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยจะมอบคำร้องทุกข์ดังกล่าวให้สหภาพแรงงานที่ตนเป็นสมาชิกพิจารณาช่วยเหลือตามมาตรา 40 (2) และมาตรา 54 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวก็กระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายและการแรงงานสัมพันธ์เช่นกัน และหากโจทก์ทั้งยี่สิบสามเห็นว่าจำเลยที่ 1 ออกคำสั่งตามเอกสาร มาโดยไม่ถูกต้องเหมาะสม จำเป็นที่ต้องคุ้มครองประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือโจทก์ทั้งยี่สิบสามประสงค์จะให้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพ ร่างกาย และบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่เหมาะสม หรือให้ใช้มาตรการอย่างอื่นแตกต่างไปจากที่จำเลยที่ 1 กำหนดไว้ในคำสั่งเอกสาร โจทก์ทั้งยี่สิบสามก็ชอบที่จะให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยยื่นข้อเรียกร้องและเจรจาตกลงกับจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 25 ถึงมาตรา 28 และมาตรา 54 (1) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ซึ่งโจทก์ทั้งยี่สิบสามก็ได้ใช้กระบวนการตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นไปในบางกรณีแล้ว ดังกรณีที่คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ได้พิจารณาเรื่องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับการจัดตารางการบินพนักงานที่มีค่า BMI เกินมาตรฐาน ซึ่งคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ก็ได้มีมติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ตามเอกสาร กรณีที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามได้รับผลกระทบจากคำสั่งของจำเลยทั้งสาม จึงมีวิธีการแก้ไขเยียวยาตามกฎหมายและการแรงงานสัมพันธ์ได้หลายรูปแบบ ส่วนที่โจทก์บางคนอ้างว่าจำเลยทั้งสามออกคำสั่งโดยขัดต่อหลักของความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช 2550) มาตรา 30 นั้นเห็นว่า แม้คำสั่งของจำเลยที่ 1 ตามเอกสาร จะใช้บังคับเฉพาะพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมิได้ใช้บังคับแก่พนักงานอื่นทั้งหมดของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ก็ใช้บังคับแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นการทั่วไปทุกคน มิใช่ใช้บังคับแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเฉพาะบุคคลหรือเป็นราย ๆ ไป และเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีสภาพและลักษณะงานแตกต่างจากพนักงานอื่นของจำเลยที่ 1 คำสั่งของจำเลยทั้งสามตามเอกสาร และคำสั่งในลักษณะเดียวกันที่จำเลยที่ 1 ออกมาสืบเนื่องจากเอกสาร ในคดีนี้จึงมิใช่การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมอันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พุทธศักราช 2550) มาตรา 30 และมิได้ไม่ชอบด้วยกฎหมายอื่นดังที่โจทก์บางคนอ้างในคำฟ้อง เมื่อคำสั่งของจำเลยทั้งสามส่วนที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามอ้างในคำฟ้องไม่เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และมิใช่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีจึงไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสามและไม่มีเหตุที่จะสั่งให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งยี่สิบสามได้ พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบสาม

โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 21 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 21 ข้อ 2.3 ก่อน ซึ่งโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 21 อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสามตามเอกสาร เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโจทก์ทั้งหมดหรือไม่ จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 นั้น เห็นว่าศาลแรงงานกลางได้พิจารณาพยานหลักฐานทุกฝ่ายแล้ววินิจฉัยว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสามตามเอกสาร เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 3 ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน มาตรา 575 ถึง มาตรา 586 ไม่เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงการประกาศปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และมาตรการบางส่วนที่จำเลยที่ 1 เคยใช้บังคับแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเท่านั้น ไม่ขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และมาตรการดำเนินการตามที่ประกาศไว้ในคำสั่งของจำเลยทั้งสามตามเอกสาร ก็มิได้เป็นโทษแก่โจทก์ดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์เดิมเรื่องน้ำหนักมาตรฐานและมาตรการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ หากโจทก์แต่ละคนปรับปรุงบุคลิกภาพได้ตามหลักเกณฑ์ในเอกสาร ทั้งยังเป็นสิทธิในการบริหารจัดการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมีอำนาจกระทำได้ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน คำสั่งดังกล่าวแม้จะใช้เฉพาะแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแต่ก็ใช้บังคับเป็นการทั่วไปทุกคน มิใช่บังคับแก่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเฉพาะบุคคลหรือเป็นรายๆ ไป จึงมิใช่การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและมิได้ไม่ชอบด้วยกฎหมายอื่นดังที่โจทก์บางคนอ้างในคำฟ้อง คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางดังกล่าวแม้จะมิได้กล่าวโดยตรงว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสามตามเอกสาร เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโจทก์ทั้งหมดหรือไม่ แต่เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสามตามเอกสาร เป็นสิทธิในการบริหารจัดการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมีอำนาจกระทำได้ตามสัญญาจ้างแรงงานและตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน คำสั่งดังกล่าวยังไม่เป็นการขัดต่อสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมิใช่การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและมิได้ไม่ชอบด้วยกฎหมายอื่นด้วย จึงพอถือได้ว่าศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยโดยรวมแล้วว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโจทก์ดังกล่าวนั่นเองคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและแสดงคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้นโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 211
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนาคาร เผ่าจินดา กับพวก
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา