คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2569
#725657
เปิดฉบับเต็ม

การร้องทุกข์นั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เป็นแต่ต้องได้ความว่าเป็นการแสดงเจตนาให้ดำเนินคดีอาญา คดีนี้โจทก์เป็นผู้ร่วมเล่นแชร์เป็นเงินจำนวนมากในวงแชร์ที่จำเลยที่ 1 เท้าแชร์เพิ่งประกาศล้มวงแชร์ โดยยังไม่ได้รับเงินคืนจากจำเลยที่ 1 การที่โจทก์มาแจ้งความตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี มีข้อความว่า "...โจทก์กับพวก (ระบุชื่อ) ได้พากันมาสถานีตำรวจแจ้งว่า ผู้แจ้งทั้งหมดได้ร่วมเล่นแชร์ออนไลน์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเท้าแชร์ โจทก์ส่งเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 2,061,190 บาท (และพวกโจทก์ส่งเงินให้จำเลยที่ 1 ตามจำนวนที่ระบุ) ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2564... ทราบว่าเท้าแชร์ไม่สามารถจ่ายเงินได้ จนมาถึงวันนี้... ไม่สามารถจ่ายคืนได้ เป็นเหตุให้พวกผู้แจ้งได้รับความเสียหาย จึงพากันมาพบพนักงานสอบสวนมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย... ร้อยตำรวจเอก ล. รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรขุนทะเล ได้รับแจ้งรับคำร้องทุกข์ไว้แล้วจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป..." แสดงให้เห็นแล้วว่า โจทก์ซึ่งยืนยันว่าได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 โดยกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนว่ามีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง จำนวนความเสียหายของโจทก์ และการที่ระบุว่า "...พวกผู้แจ้งได้รับความเสียหาย จึงพากันมาพบพนักงานสอบสวนมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย..." แสดงว่าโจทก์มีความประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ให้ได้รับโทษตามกฎหมาย ทั้งพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งก็รับว่าจะไปดำเนินการต่อไป จึงเป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 341 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 1,599,930 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ที่ถูกต้องประกอบด้วยมาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 40 กระทง จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมจำคุก 40 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,496,930 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2566) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่พระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นเท้าแชร์ เปิดเล่นแชร์ผ่านโปรแกรมเฟซบุ๊ก ชื่อกลุ่ม "ช." ลักษณะเป็นกลุ่มปิด มีสมาชิก 120 คน สมาชิกในกลุ่มสามารถจองวงเล่นแชร์ได้คนละหลายมือและคนละหลายวง แต่ละวงแชร์มีสมาชิกเล่นไม่เกินวงละ 10 คน สมาชิกมือต้นจะได้รับเงินก่อนแต่ต้องเป็นผู้เสียดอกเบี้ย ส่วนสมาชิกมือท้ายจะได้รับเงินช้าแต่จะได้ดอกเบี้ยจากสมาชิกมือต้นด้วย โจทก์เป็นสมาชิกกลุ่ม "ช." เมื่อระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2564 ถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2564 โจทก์เข้าร่วมเล่นแชร์กับสมาชิกกลุ่ม "ช." รวม 40 วง เป็นแชร์รายวัน 39 วง และแชร์ราย 15 วัน 1 วง รวมเงินที่โจทก์ลงในวงแชร์ทั้งสิ้น 1,599,930 บาท ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2564 จำเลยที่ 1 ประกาศแจ้งเลิกบ้านแชร์ (ล้มวงแชร์) ทั้ง 40 วง ให้เหตุผลตามประกาศว่า เนื่องจากลูกแชร์มือบนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องไม่สามารถส่งเงินค่าแชร์ให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 เก็บเงินจากลูกแชร์มือบนไม่ได้จึงไม่มีเงินส่งค่าแชร์ให้แก่ลูกแชร์มือล่าง ซึ่งขณะจำเลยที่ 1 ประกาศล้มวงแชร์นั้น โจทก์ยังไม่ถึงมือที่จะได้รับเงินแชร์ทั้ง 40 วง โจทก์ทวงถามเงินจากจำเลยที่ 1 แล้วแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ชำระคืนให้ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 โจทก์กับพวกไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรขุนทะเล สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ประทับรับฟ้อง คดีในส่วนจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกมีว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นคำร้องทุกข์ดำเนินคดีตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การร้องทุกข์นั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เป็นแต่ต้องได้ความว่าเป็นการแสดงเจตนาแจ้งความให้ดำเนินคดีอาญาเท่านั้น คดีนี้โจทก์เป็นผู้ร่วมเล่นแชร์เป็นเงินจำนวนมากในวงแชร์ที่จำเลยที่ 1 เท้าแชร์เพิ่งประกาศล้มวงไป ทั้งยังไม่ได้รับเงินคืนจากจำเลยที่ 1 การที่โจทก์มาแจ้งความตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ซึ่งมีข้อความว่า "...โจทก์กับพวก (ระบุชื่อ) ได้พากันมาสถานีตำรวจแจ้งว่า ผู้แจ้งทั้งหมดได้ร่วมเล่นแชร์ออนไลน์กับนางสาวณัชฐินันท์ (จำเลยที่ 1) ซึ่งเป็นเท้าแชร์ โจทก์ส่งเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 2,061,190 บาท (และพวกโจทก์ส่งเงินให้จำเลยที่ 1 ตามจำนวนที่ระบุ) ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2564 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ทราบว่าเท้าแชร์ไม่สามารถจ่ายเงินได้แล้ว จนมาถึงวันนี้ (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564) ไม่สามารถจ่ายคืนได้แล้วเป็นเหตุให้พวกผู้แจ้งได้รับความเสียหาย จึงพากันมาพบพนักงานสอบสวน มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย... ร้อยตำรวจเอกเลิศ รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรขุนทะเล ได้รับแจ้งรับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป..." เห็นว่า ข้อความตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวแสดงให้เห็นแล้วว่า โจทก์ซึ่งยืนยันว่าได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ได้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนว่ามีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง จำนวนความเสียหายของโจทก์ และการที่ระบุว่า "...พวกผู้แจ้งได้รับความเสียหาย จึงพากันมาพบพนักงานสอบสวน มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย..." แสดงว่าโจทก์มีความประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ให้ได้รับโทษตามกฎหมาย ทั้งพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งก็รับว่าจะไปดำเนินการต่อไป จึงเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 โดยในการร้องทุกข์โจทก์ไม่จำต้องระบุอ้างฐานความผิดมาด้วย เพราะรูปคดีจะเป็นความผิดฐานใดย่อมเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งแล้วแต่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่จะวินิจฉัย เมื่อโจทก์ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจำเลยที่ 1 ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การแจ้งความของโจทก์เป็นเพียงการแจ้งว่าโจทก์ไม่ได้รับเงินค่าแชร์ซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง โดยไม่ได้กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดอาญาอย่างไร ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะคดีขาดอายุความอันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาประการต่อไปขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ทั้งคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เพียงกระทงละ 1 เดือน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อาจมีผลเป็นการจำกัดสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของคู่ความ จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 123 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นางสาว ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นายอุเทน ยืนยัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — วิโรจน์ ตั้งสุภากิจ
ชื่อองค์คณะ
อาทิตย์ ออกเวหา
สุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์
เพ็ญจันทร์ ไหลศิริกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 190/2569
#728614
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม ป.อ. มาตรา 56 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการรอการกำหนดโทษปรับหรือรอการลงโทษปรับได้ แต่ในส่วนของโทษปรับรายวันนั้น เนื่องจากเป็นมาตรการบังคับตามคำพิพากษาอย่างหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นและยังคงดำเนินอยู่ยุติลง ตราบใดที่ความผิดนั้นยังไม่ยุติลง จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันให้แก่รัฐ โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาจึงไม่อาจระบุจำนวนรวมที่แน่นอนได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่าแล้วเสร็จเมื่อใด โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้วจึงไม่อาจรอการลงโทษได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยคดีนี้ไว้ 2 ปี จึงมีผลเพียงการรอการลงโทษปรับจำเลยในส่วนโทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยให้ลงโทษปรับจำเลย 83,300 บาท กับให้ปรับรายวัน วันละ 450 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุออกไปจากลำน้ำอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่า การกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดอยู่ โจทก์จึงสามารถยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับคดีในส่วนของโทษปรับรายวันหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยนำมาชำระค่าปรับส่วนนี้ได้ ตาม ป.อ. มาตรา 29/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118, 118 ทวิ, 297 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำเข้าไปในแม่น้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับตามพื้นที่ของอาคารที่ล่วงล้ำ 90 ตารางเมตร ตารางเมตรละ 1,000 บาท เป็นเงิน 90,000 บาท และปรับรายวันตารางเมตรละ 10 บาท เป็นเงินวันละ 900 บาท ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มกราคม 2563) รวม 84 วัน เป็นเงิน 75,600 บาท และปรับรายวัน วันละ 900 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 เป็นต้นไปตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่าที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากแม่น้ำ ปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำเข้าไปในแม่น้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับตามพื้นที่ของอาคารที่รุกล้ำตารางเมตรละ 500 บาท เป็นเงิน 45,000 บาท และปรับรายวันตารางเมตรละ 5 บาท เป็นเงินวันละ 450 บาท ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 จนถึงวันฟ้องรวม 84 วัน เป็นเงิน 37,800 บาท และปรับรายวัน วันละ 450 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่าที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากแม่น้ำ คงปรับ 500 บาท รวมปรับ 83,300 บาท และปรับรายวัน วันละ 450 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า รอการลงโทษปรับไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 คำขออื่นให้ยก และคดีถึงที่สุดแล้ว

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายบังคับคดีจำเลยเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาปรับจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากศาลพิพากษาให้รอการลงโทษปรับไว้ จึงไม่มีเหตุให้ออกหมายบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับ ให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นชอบที่จะออกหมายบังคับคดีในส่วนโทษปรับรายวันตลอดระยะเวลาที่จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่าที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำแม่น้ำแควใหญ่ตามคำร้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการรอการกำหนดโทษปรับหรือรอการลงโทษปรับได้ แต่ในส่วนของโทษปรับรายวันนั้น เนื่องจากเป็นมาตรการบังคับตามคำพิพากษาอย่างหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นและยังคงดำเนินอยู่ยุติลง ตราบใดที่ความผิดนั้นยังไม่ยุติลง จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันให้แก่รัฐ โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาจึงไม่อาจระบุจำนวนรวมที่แน่นอนได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่าแล้วเสร็จเมื่อใด โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้วจึงไม่อาจรอการลงโทษได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยคดีนี้ไว้ 2 ปี จึงมีผลเพียงการรอการลงโทษปรับจำเลยในส่วนโทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยให้ลงโทษปรับจำเลย 83,300 บาท และให้ปรับรายวัน วันละ 450 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุออกไปจากลำน้ำอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่า การกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดอยู่ โจทก์จึงสามารถยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับคดีในส่วนของโทษปรับรายวันหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยนำมาชำระค่าปรับส่วนนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ม. 117 วรรคหนึ่ง ม. 118 ม. 118 ทวิ ม. 297 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางสาวสิทธิดา จิตทักษะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวมรกต วัฒนรุ่งเรืองยศ
ชื่อองค์คณะ
นิรัตน์ ฟูกาญจนานนท์
นพเรศ พันธุ์นรา
ชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 189/2569
#727753
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม ป.อ. มาตรา 56 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการรอการกำหนดโทษปรับหรือรอการลงโทษปรับก็ได้ แต่ในส่วนของโทษปรับรายวันนั้น เนื่องจากเป็นมาตรการบังคับตามคำพิพากษาอย่างหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นและยังคงดำเนินอยู่ยุติลง ตราบใดที่ความผิดนั้นยังไม่ยุติลง จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันให้แก่รัฐ โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาจึงไม่อาจระบุจำนวนรวมที่แน่นอนได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่าแล้วเสร็จเมื่อใด โทษปรับรายวันภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจึงไม่อาจรอการลงโทษได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ไว้ 2 ปี จึงมีผลเพียงการรอการลงโทษปรับจำเลยในส่วนโทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา เมื่อได้ความว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยยังไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุตามคำสั่งของเจ้าท่า การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดอยู่ โจทก์สามารถยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับคดีในส่วนของโทษปรับรายวันหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยนำมาชำระค่าปรับส่วนนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118, 118 ทวิ, 297 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับตามพื้นที่ของอาคารที่ล่วงล้ำเป็นเงิน 100,100 บาท และปรับรายวันตารางเมตรละ 10 บาท รวมวันละ 1,001 บาท รวม 84 วัน เป็นเงิน 84,084 บาท และปรับรายวัน วันละ 1,001 บาท นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 เป็นต้นไปตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่าหรือเจ้าพนักงานที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากแม่น้ำ จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน 15 วัน และปรับ 50,550 บาท และปรับรายวันตารางเมตรละ 5 บาท รวมวันละ 500.50 บาท รวม 84 วัน เป็นเงิน 42,042 บาท และปรับรายวัน วันละ 500.50 บาท นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า โทษจำคุกและปรับให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และคดีถึงที่สุดแล้ว

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีจำเลยเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาปรับจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ ศาลพิพากษารอการลงโทษจำคุกและโทษปรับ จึงไม่มีเหตุให้ออกหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับ ให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นชอบที่จะออกหมายบังคับคดีในส่วนโทษปรับรายวันตลอดระยะเวลาที่จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่าที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำแม่น้ำแควใหญ่ตามคำร้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการรอการกำหนดโทษปรับหรือรอการลงโทษปรับได้ แต่ในส่วนของโทษปรับรายวันนั้น เนื่องจากเป็นมาตรการบังคับตามคำพิพากษาอย่างหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นและยังคงดำเนินอยู่ยุติลง ตราบใดที่ความผิดนั้นยังไม่ยุติลง จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันให้แก่รัฐ โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาจึงไม่อาจระบุจำนวนรวมที่แน่นอนได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่าแล้วเสร็จเมื่อใด โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้วจึงไม่อาจรอการลงโทษได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยคดีนี้ไว้ 2 ปี จึงมีผลเพียงการรอการลงโทษปรับจำเลยในส่วนโทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน 15 วัน และปรับ 50,550 บาท กับให้ปรับรายวันวันละ 500.50 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุออกไปจากลำน้ำอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่า การกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดอยู่ โจทก์จึงสามารถยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับคดีในส่วนของโทษปรับรายวันหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยนำมาชำระค่าปรับส่วนนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางสาวสิทธิดา จิตทักษะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวมรกต วัฒนรุ่งเรืองยศ
ชื่อองค์คณะ
นิรัตน์ ฟูกาญจนานนท์
นพเรศ พันธุ์นรา
ชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 189/2569
#724788
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม ป.อ. มาตรา 56 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการรอการกำหนดโทษปรับหรือรอการลงโทษปรับก็ได้ แต่ในส่วนของโทษปรับรายวันนั้น เนื่องจากเป็นมาตรการบังคับตามคำพิพากษาอย่างหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นและยังคงดำเนินอยู่ยุติลง ตราบใดที่ความผิดนั้นยังไม่ยุติลง จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันให้แก่รัฐ โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาจึงไม่อาจระบุจำนวนรวมที่แน่นอนได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่าแล้วเสร็จเมื่อใด โทษปรับรายวันภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจึงไม่อาจรอการลงโทษได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษปรับจำเลยคดีนี้ไว้ 2 ปี จึงมีผลเพียงการรอการลงโทษปรับจำเลยในส่วนโทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน 15 วัน และปรับ 50,550 บาท กับให้ปรับรายวันวันละ 500.50 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุออกไปจากลำน้ำอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่า การกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดอยู่ โจทก์จึงสามารถยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับคดีในส่วนของโทษปรับรายวันหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยนำมาชำระค่าปรับส่วนนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118, 118 ทวิ, 297 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับตามพื้นที่ของอาคารที่ล่วงล้ำเป็นเงิน 100,100 บาท และปรับรายวันตารางเมตรละ 10 บาท รวมวันละ 1,001 บาท รวม 84 วัน เป็นเงิน 84,084 บาท และปรับรายวัน วันละ 1,001 บาท นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 เป็นต้นไปตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่าหรือเจ้าพนักงานที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากแม่น้ำ จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน 15 วัน และปรับ 50,550 บาท และปรับรายวันตารางเมตรละ 5 บาท รวมวันละ 500.50 บาท รวม 84 วัน เป็นเงิน 42,042 บาท และปรับรายวัน วันละ 500.50 บาท นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า โทษจำคุกและปรับให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และคดีถึงที่สุดแล้ว

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีจำเลยเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาปรับจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ ศาลพิพากษารอการลงโทษจำคุกและโทษปรับ จึงไม่มีเหตุให้ออกหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับ ให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นชอบที่จะออกหมายบังคับคดีในส่วนโทษปรับรายวันตลอดระยะเวลาที่จำเลยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่าที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำแม่น้ำแควใหญ่ตามคำร้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการรอการกำหนดโทษปรับหรือรอการลงโทษปรับได้ แต่ในส่วนของโทษปรับรายวันนั้น เนื่องจากเป็นมาตรการบังคับตามคำพิพากษาอย่างหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นและยังคงดำเนินอยู่ยุติลง ตราบใดที่ความผิดนั้นยังไม่ยุติลง จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันให้แก่รัฐ โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาจึงไม่อาจระบุจำนวนรวมที่แน่นอนได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่าแล้วเสร็จเมื่อใด โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้วจึงไม่อาจรอการลงโทษได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยคดีนี้ไว้ 2 ปี จึงมีผลเพียงการรอการลงโทษปรับจำเลยในส่วนโทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน 15 วัน และปรับ 50,550 บาท กับให้ปรับรายวันวันละ 500.50 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุออกไปจากลำน้ำอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่า การกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดอยู่ โจทก์จึงสามารถยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับคดีในส่วนของโทษปรับรายวันหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยนำมาชำระค่าปรับส่วนนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ม. 117 วรรคหนึ่ง ม. 118 ม. 118 ทวิ ม. 297 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางสาวสิทธิดา จิตทักษะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวมรกต วัฒนรุ่งเรืองยศ
ชื่อองค์คณะ
นิรัตน์ ฟูกาญจนานนท์
นพเรศ พันธุ์นรา
ชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 170/2569
#727195
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคำแปล มาแสดงว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปลมายืนยันว่าสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดา เป็นสำเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้ และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า การสมรสระหว่างคนในบังคับไทยหรือคนในบังคับไทยกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านฎีกาโดยแนบข้อความสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ร้องทางแอปพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งแม้ผู้คัดค้านจะเพิ่มอ้างส่งเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาแต่ผู้ร้องก็มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาหรือโต้แย้งเกี่ยวกับเอกสารนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ และยกคำคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายวิทยา ผู้ตาย ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2566 มีทรัพย์มรดกที่ต้องจัดการตามบัญชีทรัพย์มรดก สำหรับปัญหาว่าพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง เป็นโมฆะหรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพินัยกรรมดังกล่าวทำขึ้นขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 และมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคำแปลตามเอกสารหมาย ค.2 มาแสดงว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 โดยในช่องที่ 34 และ 35 ของเอกสารดังกล่าวระบุว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าสาวการสมรสครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลงด้วยการหย่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 ซึ่งตรงกับที่ผู้คัดค้านเบิกความตอบถามติงว่า ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับนายพีระศักดิ์ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2519 แต่การสมรสดังกล่าวสิ้นสุดแล้วเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปลตามเอกสารหมาย ค.5 มายืนยันว่าสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาตามเอกสารหมาย ค.2 เป็นสำเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า การสมรสระหว่างคนในบังคับไทยหรือคนในบังคับไทยกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ เมื่อผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้าง จึงรับฟังได้ว่าการสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตายสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านไม่ใส่ใจดูแลผู้ตายที่ป่วยหนักและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวนมาก และผู้ตายมีเจตนาจะยกทรัพย์มรดกให้แก่บุคคลอื่น จึงไม่สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า แม้ผู้ร้องเบิกความเป็นพยานว่า ผู้ร้องเป็นผู้นำผู้ตายเข้ารับการรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาล และเป็นผู้ออกเงินค่ารักษาพยาบาล ผู้คัดค้านไม่เคยไปเยี่ยมดูอาการของผู้ตาย และผู้คัดค้านไม่ได้เดินทางไปร่วมประกอบพิธีศพของผู้ตาย แต่กลับได้ความตามคำเบิกความของผู้ร้องตอบถามค้านว่า ผู้ร้องรู้จักกับผู้คัดค้านมาประมาณ 10 ปี ผู้ตายกับผู้ร้องอยู่ที่กรุงเทพมหานครประมาณ 6 เดือน แล้วย้ายไปอยู่ที่อำเภอแม่สอด 1 เดือน ก่อนเสียชีวิต ก่อนหน้านั้นผู้คัดค้านกับผู้ตายอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด ผู้ร้องไม่ได้แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของผู้คัดค้านว่า หลังจากผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 ทั้งสองพักอาศัยร่วมกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านกับผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยานับแต่สมรสจนถึงวันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นเวลากว่า 33 ปี อีกทั้งผู้คัดค้านฎีกาโดยแนบข้อความสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ร้องทางแอปพลิเคชันไลน์ตามเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 4 ซึ่งแม้ผู้คัดค้านจะเพิ่งอ้างส่งเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกา แต่ผู้ร้องก็มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาหรือโต้แย้งเกี่ยวกับเอกสารนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) โดยข้อความสนทนาในเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ระหว่างที่ผู้ตายพักอาศัยอยู่กับผู้ร้อง ผู้คัดค้านสนทนากับผู้ร้องผ่านแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับอาการป่วยรวมถึงเรื่องอื่น ๆ ของผู้ตายเป็นประจำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านยังใส่ใจและเป็นห่วงผู้ตาย แต่อาจเพราะอาการป่วยของผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายมีอารมณ์ฉุนเฉียวจนผู้คัดค้านไม่สามารถดูแลผู้ตายด้วยตนเองได้ ดังปรากฏจากข้อความสนทนาในวันที่ 17 เมษายน 2566 ที่ผู้คัดค้านแสดงความเสียใจที่ต้องให้ผู้ร้องเป็นผู้ดูแลผู้ตาย แต่กลับเป็นผู้ร้องที่ไม่แจ้งเรื่องผู้ตายทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้มีชื่อตามพินัยกรรมซึ่งรวมถึงผู้ร้อง ไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านไม่ได้ไปร่วมพิธีศพของผู้ตาย และไม่แจ้งถึงการยื่นคำร้องขอจัดการมรดกโดยตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ พฤติการณ์ของผู้คัดค้านจึงไม่ถึงกับไม่มีคุณสมบัติหรือขาดความเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย เมื่อการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายมีเหตุขัดข้อง และผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองศาลมีคำสั่งยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น ฎีกาข้ออื่น ๆ ของผู้คัดค้านไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางสาวเรวดี ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิทยา ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1459 ม. 1718
ป.วิ.พ. ม. 87 (2)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 20 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย อ.
ผู้คัดค้าน — นางสาว ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายทรงศักดิ์ สุยะลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุรพล ศุขอัจจะสกุล
ชื่อองค์คณะ
กรกันยา สุวรรณพานิช
ตุล เมฆยงค์
สุรพล คงลาภ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 170/2569
#724414
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคำแปล ตามเอกสารหมาย ค.2 มาแสดงว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 โดยในช่องที่ 34 และ 35 ของเอกสารดังกล่าวระบุว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าสาว การสมรสครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลงด้วยการหย่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 ซึ่งตรงกับที่ผู้คัดค้านเบิกความตอบถามติงว่า ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับ พ. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2519 แต่การสมรสดังกล่าวสิ้นสุดแล้วเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปลตามเอกสารหมาย ค.5 มายืนยันว่าสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดา ตามเอกสารหมาย ค.2 เป็นสำเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้ และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า การสมรสระหว่างคนในบังคับไทยหรือคนในบังคับไทยกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านฎีกาโดยแนบข้อความสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ร้องทางแอปพลิเคชั่นไลน์ตามเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 4 ซึ่งแม้ผู้คัดค้านจะเพิ่มอ้างส่งเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาแต่ผู้ร้องก็มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาหรือโต้แย้งเกี่ยวกับเอกสารนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ และยกคำคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายวิทยา ผู้ตาย ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2566 มีทรัพย์มรดกที่ต้องจัดการตามบัญชีทรัพย์มรดก สำหรับปัญหาว่าพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองเป็นโมฆะหรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพินัยกรรมดังกล่าวทำขึ้นขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 และมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคำแปลตามเอกสารหมาย ค.2 มาแสดงว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 โดยในช่องที่ 34 และ 35 ของเอกสารดังกล่าวระบุว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าสาวการสมรสครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลงด้วยการหย่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 ซึ่งตรงกับที่ผู้คัดค้านเบิกความตอบถามติงว่า ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับนายพีระศักดิ์ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2519 แต่การสมรสดังกล่าวสิ้นสุดแล้วเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปลตามเอกสารหมาย ค.5 มายืนยันว่าสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาตามเอกสารหมาย ค.2 เป็นสำเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า การสมรสระหว่างคนในบังคับไทยหรือคนในบังคับไทยกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ เมื่อผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้าง จึงรับฟังได้ว่าการสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตายสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านไม่ใส่ใจดูแลผู้ตายที่ป่วยหนักและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวนมาก และผู้ตายมีเจตนาจะยกทรัพย์มรดกให้แก่บุคคลอื่น จึงไม่สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า แม้ผู้ร้องเบิกความเป็นพยานว่า ผู้ร้องเป็นผู้นำผู้ตายเข้ารับการรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาล และเป็นผู้ออกเงินค่ารักษาพยาบาล ผู้คัดค้านไม่เคยไปเยี่ยมดูอาการของผู้ตาย และผู้คัดค้านไม่ได้เดินทางไปร่วมประกอบพิธีศพของผู้ตาย แต่กลับได้ความตามคำเบิกความของผู้ร้องตอบถามค้านว่า ผู้ร้องรู้จักกับผู้คัดค้านมาประมาณ 10 ปี ผู้ตายกับผู้ร้องอยู่ที่กรุงเทพมหานครประมาณ 6 เดือน แล้วย้ายไปอยู่ที่อำเภอแม่สอด 1 เดือน ก่อนเสียชีวิต ก่อนหน้านั้นผู้คัดค้านกับผู้ตายอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด ผู้ร้องไม่ได้แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของผู้คัดค้านว่า หลังจากผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 ทั้งสองพักอาศัยร่วมกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านกับผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยานับแต่สมรสจนถึงวันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นเวลากว่า 33 ปี อีกทั้งผู้คัดค้านฎีกาโดยแนบข้อความสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ร้องทางแอปพลิเคชันไลน์ตามเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 4 ซึ่งแม้ผู้คัดค้านจะเพิ่งอ้างส่งเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกา แต่ผู้ร้องก็มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาหรือโต้แย้งเกี่ยวกับเอกสารนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) โดยข้อความสนทนาในเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ระหว่างที่ผู้ตายพักอาศัยอยู่กับผู้ร้อง ผู้คัดค้านสนทนากับผู้ร้องผ่านแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับอาการป่วยรวมถึงเรื่องอื่น ๆ ของผู้ตายเป็นประจำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านยังใส่ใจและเป็นห่วงผู้ตาย แต่อาจเพราะอาการป่วยของผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายมีอารมณ์ฉุนเฉียวจนผู้คัดค้านไม่สามารถดูแลผู้ตายด้วยตนเองได้ ดังปรากฏจากข้อความสนทนาในวันที่ 17 เมษายน 2566 ที่ผู้คัดค้านแสดงความเสียใจที่ต้องให้ผู้ร้องเป็นผู้ดูแลผู้ตาย แต่กลับเป็นผู้ร้องที่ไม่แจ้งเรื่องผู้ตายทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้มีชื่อตามพินัยกรรมซึ่งรวมถึงผู้ร้อง ไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านไม่ได้ไปร่วมพิธีศพของผู้ตาย และไม่แจ้งถึงการยื่นคำร้องขอจัดการมรดกโดยตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ พฤติการณ์ของผู้คัดค้านจึงไม่ถึงกับไม่มีคุณสมบัติหรือขาดความเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย เมื่อการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายมีเหตุขัดข้อง และผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองศาลมีคำสั่งยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น ฎีกาข้ออื่น ๆ ของผู้คัดค้านไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางสาวเรวดี ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิทยา ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1459 ม. 1718
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 20
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย อ.
ผู้คัดค้าน — นางสาว ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายทรงศักดิ์ สุยะลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุรพล ศุขอัจจะสกุล
ชื่อองค์คณะ
กรกันยา สุวรรณพานิช
ตุล เมฆยงค์
สุรพล คงลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2569
#726512
เปิดฉบับเต็ม

การพรากอันจะทำให้ผู้กระทำมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม หมายถึงการพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบุคคลดังกล่าวไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบุคคลเหล่านั้น โดยกฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กเป็นสำคัญ มิให้ถูกผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดอันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย จึงไม่จำกัดว่าการพรากจะกระทำด้วยวิธีการใด และไม่คำนึงว่าเด็กจะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือมีบุคคลใดเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนมา โดยหากมีการกระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายอันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลแล้ว ย่อมถือเป็นความผิดทั้งสิ้น

แม้ในตอนแรกที่จำเลยเห็นภาพโฆษณาของผู้เสียหายที่ 1 แล้วเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มิได้เป็นเด็กแต่เป็นบุคคลที่มีอายุกว่า 18 ปี จึงตัดสินใจติดต่อซื้อบริการทางเพศ อันถือได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานนี้ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 มาพบกับจำเลยที่ห้อง จำเลยจึงมีโอกาสเห็นตัวจริงของผู้เสียหายที่ 1 อย่างชัดเจน ซึ่งในข้อนี้จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่ารูปร่างหน้าตาผู้เสียหายที่ 1 ไม่ตรงกับภาพที่โฆษณา จำเลยประเมินแล้วคิดว่าผู้เสียหายที่ 1 น่าจะเป็นเด็กมีอายุไม่ถึง 18 ปี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กมีอายุยังไม่ถึง 15 ปี การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมมีผลทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกล่วงละเมิดตัดขาดเป็นการพรากไปโดยปริยาย เข้าลักษณะเป็นการพาและแยกผู้เสียหายที่ 1 ไปจากความปกครองดูแลและล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1, 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอม จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นยินยอม ลงโทษปรับ 120,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 80,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ตลอดเวลาที่รอการลงโทษ และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เด็กหญิง ป. ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ เป็นบุตรซึ่งอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของนาง ม. ผู้เสียหายที่ 2 ในคืนเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยซึ่งมาทำงานที่ต่างจังหวัดเข้าพักที่โรงแรม เห็นโฆษณาขายบริการทางเพศในสื่อสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์มีบัญชีผู้ใช้งานว่า "รถถัง" ระบุว่า "รับงานนครสวรรค์ในเมือง ฟรีห้องรวมถุง สนใจทักมา" โดยมีภาพใบหน้าผู้เสียหายที่ 1 พร้อมหมายเลขโทรศัพท์อยู่ในโฆษณาดังกล่าว จำเลยสนใจจึงติดต่อขอซื้อบริการทางจากเพศจากผู้เสียหายที่ 1 ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ ครั้นเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 และเพื่อนชื่อ เด็กหญิง ศ. มาหาจำเลยที่ห้อง จำเลยตกลงซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 1 เพียงคนเดียวเป็นเงิน 700 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีของนางสาว ก.จากนั้นกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม สำหรับความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยอีกกรรมหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานนี้ คำว่า "พราก" พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายไว้ว่า ทำให้จากไป พาไปเสียจาก ทำให้แยกออกจากกัน หรือแยกออกไป ดังนั้น การพรากอันจะทำให้ผู้กระทำมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ข้างต้น จึงหมายถึงการพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบุคคลดังกล่าวไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบุคคลเหล่านั้น ซึ่งเห็นได้ว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กเป็นสำคัญมิให้ถูกผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดอันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย จึงไม่จำกัดว่าการพรากจะกระทำด้วยวิธีการใด และไม่คำนึงว่าเด็กจะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือมีบุคคลใดเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนมา โดยหากมีการกระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายอันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลแล้วย่อมถือเป็นความผิดทั้งสิ้น ฉะนั้น แม้ในตอนแรกที่จำเลยเห็นภาพโฆษณาของผู้เสียหายที่ 1 แล้วเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มิได้เป็นเด็กแต่เป็นบุคคลที่มีอายุกว่า 18 ปี จึงตัดสินใจติดต่อซื้อบริการทางเพศอันถือได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานนี้ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 มาพบกับจำเลยที่ห้อง จำเลยจึงมีโอกาสเห็นตัวจริงของผู้เสียหายที่ 1 อย่างชัดเจน ซึ่งในข้อนี้จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่ารูปร่างหน้าตาผู้เสียหายที่ 1 ไม่ตรงกับภาพที่โฆษณา จำเลยประเมินแล้วคิดว่าผู้เสียหายที่ 1 น่าจะเป็นเด็กมีอายุไม่ถึง 18 ปี การที่จำเลยมีข้อสงสัยเช่นนี้จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนว่าผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็กอยู่หรือไม่และมีอายุเท่าใดแน่ แต่จำเลยไม่นำพา กลับตกลงซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 1 แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กมีอายุยังไม่ถึง 15 ปี การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมมีผลทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกล่วงละเมิดตัดขาดเป็นการพรากไปโดยปริยาย เข้าลักษณะเป็นการพาและแยกผู้เสียหายที่ 1 ไปจากความปกครองดูแลและล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารอีกกระทงหนึ่งด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็กอ่อนด้อยทั้งวุฒิภาวะและประสบการณ์ชีวิต ย่อมถูกชักชวนไปในทางเสื่อมเสียได้โดยง่าย โดยเฉพาะการต้องเข้าไปอยู่ในวงจรขายบริการทางเพศตั้งแต่เป็นเด็กนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงภาวะความเสื่อมทรามของสังคมและศีลธรรมแล้ว ยังทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ต้องเสียโอกาสในการพัฒนาตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่มีคุณภาพและมีอนาคตที่ดี รัฐจึงต้องเข้ามาคุ้มครองปกป้องสวัสดิภาพของเด็กไม่ให้ผู้ใดแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กในทางการค้าเช่นนี้ ผู้ซื้อบริการจึงสมควรได้รับโทษสถานหนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างซึ่งเท่ากับหยุดส่งเสริมการค้าประเวณีเด็กมิให้ลุกลามแพร่ขยายออกไป พฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่งด้วย ให้จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอมตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวผจงจิตต์ ชวาลีมาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางณัฐสิรี นิตยะประภา
ชื่อองค์คณะ
ฐานิต ศิริจันทร์สว่าง
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ชาติชาย กิติสารศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2569
#725655
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าโจทก์จะได้รับสิทธิยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท ตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 อันเป็นบทบัญญัติแห่งการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ต้องพิจารณาตีความมาตราดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และคำนึงถึงความมุ่งหมายของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากความเป็นเจ้าของในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งวิธีการที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐจะสามารถจัดการควบคุมและดูแลความเป็นเจ้าของในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้อย่างยั่งยืนเป็นระบบและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศได้นั้น จะต้องอาศัยหลักการจัดเก็บภาษีที่มีความแน่นอนและชัดเจนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีทุกคน มีความสะดวกแก่ทั้งผู้เก็บภาษีและผู้เสียภาษี ดังนั้น การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยใช้หลักฐานทางทะเบียนที่ดินที่ไม่มีใครโต้แย้งความถูกต้องเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาถึงความเป็นเจ้าของของผู้เสียภาษีเพื่อพิจารณาการยกเว้นภาษีย่อมทำให้การประเมินและการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเกิดความแน่นอน ชัดเจน และเป็นธรรมทั้งสำหรับผู้ประเมินภาษีและผู้มีหน้าที่เสียภาษีซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์สำคัญของการจัดเก็บภาษีที่ดีของรัฐ หากในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยินยอมให้ผู้ที่มีชื่อในทะเบียนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีสิทธิได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 โดยกล่าวอ้างเพียงว่ามีชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์รวมอื่นอีกในทะเบียนบ้าน ทั้งที่บุคคลนั้นไม่มีชื่อในทะเบียนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังที่โจทก์อ้าง อาจส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนและความยุ่งยากซับซ้อนแก่ผู้จัดเก็บภาษีรวมทั้งอาจเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของเจ้าของที่ดินที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า อ. จะมีชื่อในทะเบียนราษฎร ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563 และใช้ห้องชุดดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยในลักษณะของสินสมรสก็ตาม แต่เมื่อในหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อ.ช.2) ไม่ปรากฏชื่อ อ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงไม่อาจอ้าง อ. เพื่อให้ได้รับยกเว้นการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี พ.ศ. 2565 ตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 โจทก์ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในวันที่ 1 มกราคม ของปีภาษี 2563 และไม่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีจึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามความใน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 9

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฉบับที่ 5/2565 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2565 ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 1,845.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือน ของต้นเงิน 1,757.99 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และพิพากษาให้นางอัจฉรา มีสิทธิตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โดยถือว่าห้องชุดเลขที่ 108/271 เป็นบ้านหลังแรกของนางอัจฉรา

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฉบับที่ 5/2565 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2565 และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินภาษีโจทก์เป็นเงิน 1,757.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือน หรือเศษของเดือน ของเงินที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอรับคืนเงินจนถึงวันที่คืนเงิน แต่ต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ได้รับคืน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไม่กำหนดให้

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์และนางอัจฉรา เป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2519 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2556 โจทก์ซื้อห้องชุดเลขที่ 108/271 ชั้นที่ 2 อาคารเลขที่ 3 ชื่ออาคารชุด ม. โดยมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี พ.ศ. 2565 ไปยังโจทก์ให้ชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 1,757.99 บาท โจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2565 ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2565 โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านการประเมินต่อจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ซื้อห้องชุดที่ถูกประเมินภาษีในระหว่างสมรส นางอัจฉราจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมด้วย เมื่อนางอัจฉรามีชื่อในทะเบียนบ้านย่อมมีสิทธิได้รับการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้ว เห็นว่า ห้องชุดดังกล่าวมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 แจ้งผลการพิจารณากรณีขอคัดค้านการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปยังโจทก์ โจทก์มีหน้าที่ชำระภาษี โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาจึงยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฉบับที่ 5/2565 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2565 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 5 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ข้อ 1 บทบัญญัติดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า ในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กฎหมายได้กำหนดให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของหรือครอบครองที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในวันที่ 1 มกราคม ของปีใด เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับปีนั้น โดยผู้เสียภาษีสามารถยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาที่ใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยได้ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแล้ว จะเห็นได้ว่าผู้เสียภาษีที่จะสามารถใช้สิทธิได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาทตามบทบัญญัติดังกล่าวได้นั้น นอกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะต้องมีการทำประโยชน์โดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ผู้เสียภาษีตามกฎหมายจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น การพิจารณาว่าโจทก์จะได้รับสิทธิยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 อันเป็นบทบัญญัติแห่งการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ต้องพิจารณาตีความมาตราดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และคำนึงถึงความมุ่งหมายของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากความเป็นเจ้าของในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งวิธีการที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐจะสามารถจัดการควบคุมและดูแลความเป็นเจ้าของในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้อย่างยั่งยืนเป็นระบบและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศได้นั้น จะต้องอาศัยหลักการจัดเก็บภาษีที่มีความแน่นอนและชัดเจนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีทุกคน มีความสะดวกแก่ทั้งผู้เก็บภาษีและผู้เสียภาษี ดังนั้น การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยใช้หลักฐานทางทะเบียนที่ดินที่ไม่มีใครโต้แย้งความถูกต้องเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาถึงความเป็นเจ้าของของผู้เสียภาษีเพื่อพิจารณาการยกเว้นภาษีย่อมทำให้การประเมินและการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเกิดความแน่นอน ชัดเจน และเป็นธรรมทั้งสำหรับผู้ประเมินภาษีและผู้มีหน้าที่เสียภาษีซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์สำคัญของการจัดเก็บภาษีที่ดีของรัฐ หากในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยินยอมให้ผู้ที่มีชื่อในทะเบียนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีสิทธิได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 โดยกล่าวอ้างเพียงว่ามีชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์รวมอื่นอีกในทะเบียนบ้าน ทั้งที่บุคคลนั้นไม่มีชื่อในทะเบียนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังที่โจทก์อ้าง อาจส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนและความยุ่งยากซับซ้อนแก่ผู้จัดเก็บภาษีรวมทั้งอาจเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของเจ้าของที่ดินที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางอัจฉราจะมีชื่อในทะเบียนราษฎร ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563 และใช้ห้องชุดดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยในลักษณะของสินสมรสก็ตาม แต่เมื่อในหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อ.ช.2) ไม่ปรากฏชื่อนางอัจฉราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงไม่อาจอ้างนางอัจฉราเพื่อให้ได้รับยกเว้นการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี พ.ศ. 2565 ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 โจทก์ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในวันที่ 1 มกราคม ของปีภาษี 2563 และไม่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีจึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามความในพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 9 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2565 ของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องคืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ม. 9 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุปวีณ์ นิมิตกุล
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย กิติสารศักดิ์
ประชา งามลำยวง
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2569
#736046
เปิดฉบับเต็ม

การจะได้รับสิทธิยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท ตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 อันเป็นบทบัญญัติแห่งการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ต้องตีความอย่างเคร่งครัด และคำนึงถึงความมุ่งหมายของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากความเป็นเจ้าของในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การใช้หลักฐานทางทะเบียนที่ดินที่ไม่มีใครโต้แย้งความถูกต้องเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาถึงความเป็นเจ้าของย่อมทำให้การประเมินและการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเกิดความแน่นอน ชัดเจน และเป็นธรรมทั้งสำหรับผู้ประเมินภาษีและผู้มีหน้าที่เสียภาษี แต่หากยินยอมให้ผู้ที่มีชื่อในทะเบียนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีสิทธิได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 โดยกล่าวอ้างเพียงว่ามีชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์รวมอื่นอีกในทะเบียนบ้าน ทั้งที่บุคคลนั้นไม่มีชื่อในทะเบียนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังที่โจทก์อ้าง อาจส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนและความยุ่งยากซับซ้อนแก่ผู้จัดเก็บภาษีรวมทั้งอาจเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของเจ้าของที่ดินที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า อ. จะมีชื่อในทะเบียนราษฎร ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563 และใช้ห้องชุดดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยในลักษณะของสินสมรสก็ตาม แต่เมื่อในหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อ.ช.2) ไม่ปรากฏชื่อ อ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงไม่อาจอ้าง อ. เพื่อให้ได้รับยกเว้นการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี พ.ศ. 2565 ตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 โจทก์ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในวันที่ 1 มกราคม ของปีภาษี 2563 และไม่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีจึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามความใน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 9

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฉบับที่ 5/2565 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2565 ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 1,845.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือน ของต้นเงิน 1,757.99 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และพิพากษาให้นางอัจฉรา มีสิทธิตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โดยถือว่าห้องชุดเลขที่ 108/271 เป็นบ้านหลังแรกของนางอัจฉรา

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฉบับที่ 5/2565 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2565 และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินภาษีโจทก์เป็นเงิน 1,757.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือน หรือเศษของเดือน ของเงินที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอรับคืนเงินจนถึงวันที่คืนเงิน แต่ต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ได้รับคืน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไม่กำหนดให้

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์และนางอัจฉรา เป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2519 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2556 โจทก์ซื้อห้องชุดเลขที่ 108/271 ชั้นที่ 2 อาคารเลขที่ 3 ชื่ออาคารชุด ม. โดยมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี พ.ศ. 2565 ไปยังโจทก์ให้ชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 1,757.99 บาท โจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2565 ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2565 โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านการประเมินต่อจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ซื้อห้องชุดที่ถูกประเมินภาษีในระหว่างสมรส นางอัจฉราจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมด้วย เมื่อนางอัจฉรามีชื่อในทะเบียนบ้านย่อมมีสิทธิได้รับการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้ว เห็นว่า ห้องชุดดังกล่าวมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 แจ้งผลการพิจารณากรณีขอคัดค้านการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปยังโจทก์ โจทก์มีหน้าที่ชำระภาษี โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาจึงยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ฉบับที่ 5/2565 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2565 หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 5 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ข้อ 1 บทบัญญัติดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า ในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กฎหมายได้กำหนดให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของหรือครอบครองที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในวันที่ 1 มกราคม ของปีใด เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับปีนั้น โดยผู้เสียภาษีสามารถยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาที่ใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยได้ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณการยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแล้ว จะเห็นได้ว่าผู้เสียภาษีที่จะสามารถใช้สิทธิได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาทตามบทบัญญัติดังกล่าวได้นั้น นอกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะต้องมีการทำประโยชน์โดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ผู้เสียภาษีตามกฎหมายจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรในวันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น การพิจารณาว่าโจทก์จะได้รับสิทธิยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีไม่เกินห้าสิบล้านบาท ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 อันเป็นบทบัญญัติแห่งการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ต้องพิจารณาตีความมาตราดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และคำนึงถึงความมุ่งหมายของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากความเป็นเจ้าของในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งวิธีการที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐจะสามารถจัดการควบคุมและดูแลความเป็นเจ้าของในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้อย่างยั่งยืนเป็นระบบและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศได้นั้น จะต้องอาศัยหลักการจัดเก็บภาษีที่มีความแน่นอนและชัดเจนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีทุกคน มีความสะดวกแก่ทั้งผู้เก็บภาษีและผู้เสียภาษี ดังนั้น การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยใช้หลักฐานทางทะเบียนที่ดินที่ไม่มีใครโต้แย้งความถูกต้องเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาถึงความเป็นเจ้าของของผู้เสียภาษีเพื่อพิจารณาการยกเว้นภาษีย่อมทำให้การประเมินและการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเกิดความแน่นอน ชัดเจน และเป็นธรรมทั้งสำหรับผู้ประเมินภาษีและผู้มีหน้าที่เสียภาษีซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์สำคัญของการจัดเก็บภาษีที่ดีของรัฐ หากในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยินยอมให้ผู้ที่มีชื่อในทะเบียนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีสิทธิได้รับยกเว้นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 โดยกล่าวอ้างเพียงว่ามีชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์รวมอื่นอีกในทะเบียนบ้าน ทั้งที่บุคคลนั้นไม่มีชื่อในทะเบียนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังที่โจทก์อ้าง อาจส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนและความยุ่งยากซับซ้อนแก่ผู้จัดเก็บภาษีรวมทั้งอาจเป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของเจ้าของที่ดินที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางอัจฉราจะมีชื่อในทะเบียนราษฎร ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563 และใช้ห้องชุดดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยในลักษณะของสินสมรสก็ตาม แต่เมื่อในหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อ.ช.2) ไม่ปรากฏชื่อนางอัจฉราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงไม่อาจอ้างนางอัจฉราเพื่อให้ได้รับยกเว้นการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี พ.ศ. 2565 ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 41 โจทก์ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในวันที่ 1 มกราคม ของปีภาษี 2563 และไม่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีจึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามความในพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 9 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2565 ของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องคืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ม. 9 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุปวีณ์ นิมิตกุล
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย กิติสารศักดิ์
ประชา งามลำยวง
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 142/2569
#728611
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยมีอธิบดีกรมการขนส่งทางบกเป็นหัวหน้าส่วนราชการ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2564 โจทก์โดยอธิบดีกรมการขนส่งทางบกมีคำสั่งกรมการขนส่งทางบกที่ 234/2564 เรื่องมอบอำนาจในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ ย่อมหมายความว่า หากจะต้องมีการดำเนินคดีเกี่ยวกับการประมูลหมายเลขทะเบียนรถของโจทก์ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดในจังหวัดต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2564 เป็นต้นไปนั้น ให้ขนส่งจังหวัดนั้น ๆ มีอำนาจปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เมื่อ ช. ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลหมายเลขทะเบียนรถของโจทก์ที่จังหวัดขอนแก่น แต่ไม่ชำระราคาประมูลส่วนที่ค้างชำระ จนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำหมายเลขทะเบียนรถดังกล่าวออกประมูลใหม่และได้ราคาประมูลต่ำกว่าเดิม โจทก์จึงเรียกร้องค่าเสียหายคือส่วนต่างของราคาประมูลเดิมกับราคาประมูลใหม่ และได้ความว่าเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2564 ป. ซึ่งเป็นขนส่งจังหวัดขอนแก่นตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรของ ช. พบว่า ช. ถึงแก่ความตายแล้วตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2560 กรณีย่อมฟังได้ว่า ขนส่งจังหวัดขอนแก่นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการประมูลหมายเลขทะเบียนรถของจังหวัดขอนแก่นแทนโจทก์ตามคำสั่งที่ 234/2564 รู้ถึงความตายของ ช. แล้วตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2564 ซึ่งถือได้ว่ายังอยู่ในขอบเขตตามวัตถุประสงค์ของการมอบอำนาจให้ขนส่งจังหวัดขอนแก่นดำเนินคดีแก่นาย ช. แทนโจทก์ตามคำสั่งดังกล่าวด้วย กรณีจึงฟังได้ว่าโจทก์รู้ถึงความตายของ ช. ตั้งแต่วันที่ขนส่งจังหวัดขอนแก่นตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรพบความตายของ ช. แล้วเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2564 ไม่ใช่วันที่ขนส่งจังหวัดขอนแก่นรายงานการเสียชีวิตของ ช. ให้อธิบดีโจทก์ทราบดังที่โจทก์อ้าง สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของ ช. จึงอยู่ในบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม คือมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่ผู้รับมอบอำนาจที่ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีโจทก์รู้ถึงความตายของ ช. เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 8 มิถุนายน 2566 จึงล่วงเลยระยะเวลา 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายชัยยันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 40,050.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 34,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 นายชัยยัน เป็นผู้ชนะการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ กร xxxx ขอนแก่น จากโจทก์ในราคาประมูลสูงสุด 60,000 บาท ซึ่งนายชัยยันมีหน้าที่ต้องชำระราคาประมูลให้ครบถ้วนภายใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันชนะการประมูล แต่นายชัยยันไม่ชำระ ต่อมาโจทก์นำหมายเลขทะเบียนรถดังกล่าวออกประมูลใหม่ได้ราคาต่ำกว่าราคาประมูลเดิม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคือส่วนต่างของราคาประมูลใหม่กับราคาประมูลเดิม นายชัยยันถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 โดยมีจำเลยเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายชัยยัน โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนต่างของราคาประมูลดังกล่าวจากจำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายชัยยันเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยมีอธิบดีกรมการขนส่งทางบกเป็นหัวหน้าส่วนราชการ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2564 โจทก์โดยอธิบดีกรมการขนส่งทางบกมีคำสั่งกรมการขนส่งทางบกที่ 234/2564 เรื่องมอบอำนาจในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการประมูลหมายเลขทะเบียนรถซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้ "1 มอบอำนาจให้ขนส่งจังหวัดปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมการขนส่งทางบกในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการประมูลหมายเลขทะเบียนรถของสำนักงานขนส่งจังหวัด ดังนี้ (1) ลงนามในหนังสือแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นทนายความฟ้องคดีและแก้ต่างคดี (2) เป็นผู้แทนกรมการขนส่งทางบกในกระบวนพิจารณาคดีทางศาล การบังคับคดี รวมทั้งการขอรับชำระหนี้ และการดำเนินการต่าง ๆ ในคดีล้มละลาย (3) มอบอำนาจให้พนักงานอัยการในการดำเนินการทางคดีในทางจำหน่ายสิทธิ เช่น ยอมรับตามคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การประนีประนอมยอมความ การใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกา หรือการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ตลอดจนให้มีอำนาจรับเงินค่าธรรมเนียมและรับเอกสารคืนจากศาล (4) มอบอำนาจช่วงให้แก่ข้าราชการดังต่อไปนี้…" จากคำสั่งมอบอำนาจในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการประมูลหมายเลขทะเบียนรถของโจทก์ดังกล่าว ย่อมหมายความว่า หากจะต้องมีการดำเนินคดีเกี่ยวกับการประมูลหมายเลขทะเบียนรถของโจทก์ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดในจังหวัดต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2564 เป็นต้นไปนั้น ให้ขนส่งจังหวัดนั้น ๆ มีอำนาจปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านายชัยยัน ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลหมายเลขทะเบียนรถของโจทก์ที่จังหวัดขอนแก่น แต่ไม่ชำระราคาประมูลส่วนที่ค้างชำระ จนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำหมายเลขทะเบียนรถดังกล่าวออกประมูลใหม่และได้ราคาประมูลต่ำกว่าเดิม โจทก์จึงเรียกร้องค่าเสียหายคือส่วนต่างของราคาประมูลเดิมกับราคาประมูลใหม่ดังกล่าวตามที่นายชัยยันต้องรับผิดตามเงื่อนไขการประมูลที่ตกลงกับโจทก์ และได้ความว่าเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2564 นายประสิทธิ์ซึ่งเป็นขนส่งจังหวัดขอนแก่นตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรของนายชัยยันพบว่า นายชัยยันถึงแก่ความตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2560 กรณีย่อมฟังได้ว่า ขนส่งจังหวัดขอนแก่นผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการประมูลหมายเลขทะเบียนรถของจังหวัดขอนแก่นแทนโจทก์ตามคำสั่งที่ 234/2564 รู้ถึงความตายของนายชัยยันแล้วตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2564 การที่ขนส่งจังหวัดขอนแก่นรู้ถึงความตายของนายชัยยันผู้ที่จะถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ ถือได้ว่ายังอยู่ในขอบเขตตามวัตถุประสงค์ของการมอบอำนาจให้ขนส่งจังหวัดขอนแก่นดำเนินคดีแก่นายชัยยันแทนโจทก์ตามคำสั่งดังกล่าวด้วย กรณีจึงฟังได้ว่าโจทก์รู้ถึงความตายของนายชัยยันตั้งแต่วันที่ขนส่งจังหวัดขอนแก่นตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรพบความตายของนายชัยยันแล้วเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2564 ไม่ใช่วันที่ขนส่งจังหวัดขอนแก่นรายงานการเสียชีวิตของนายชัยยันให้อธิบดีโจทก์ทราบเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายชัยยันจึงอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม คือมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่ผู้รับมอบอำนาจที่ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีโจทก์รู้ถึงความตายของนายชัยยัน เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 8 มิถุนายน 2566 จึงล่วงเลยระยะเวลา 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการขนส่งทางบก
จำเลย — นาง ธ. ในฐานะทายาทโดยธรรมของ นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายอนันท์ เลิศฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธัญญา เอื้ออารีวรกุล
ชื่อองค์คณะ
ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ปีติ นาถะภักติ
สิทธิชัย ลีลาโสภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2569
#726510
เปิดฉบับเต็ม

คดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ทั้งจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรด้วยกัน 1 คน อยู่แล้ว ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนการที่โจทก์ในคดีนี้ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ไปโดยฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 โอนเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเพิกถอนนิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1480 ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้จึงแตกต่างกับในคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น แม้ในคดีก่อนโจทก์จะบรรยายในคำฟ้องด้วยว่า ในระหว่างจำเลยทั้งสองคบหากัน จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 หลายครั้ง ซึ่งเป็นการโอนเงินจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์เป็นคดีนี้ก็ตาม แต่เป็นเพียงการบรรยายให้ศาลในคดีก่อนเห็นถึงความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว ทั้งโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าว กรณีจึงมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ในส่วนที่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 144

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ลักษณะการบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวเป็นไปในทางให้สัญญาสิ้นผล แต่การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นการให้สัตยาบันด้วยนั้น ต้องเป็นในลักษณะสัญญายังคงมีอยู่ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การบรรยายฟ้องดังกล่าวของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองได้

นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอมก็ตาม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าว และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้ายในยอดเงินจำนวน 1,164,731 บาท และให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องในยอดเงินจำนวน 267,000 บาท นั้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ในวันดังกล่าว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น อันถือว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ปัญหาการเริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่เมื่อใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง และขอให้จำเลยที่ 2 โอนเงิน 1,431,731 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้าย จนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลา 1 ปีเศษ แต่โจทก์ขอคิดแค่ 1 ปี เป็นดอกเบี้ยจำนวน 71,586 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 1,503,317 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ท. เลขที่บัญชี 237-210xxx-x ของจำเลยที่ 1 จำนวน 267,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 โอนเงิน 267,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 267,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของ จำเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ก. ทั้งสามบัญชี รวม 1,164,731 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 กับให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,164,731 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้อง กับให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งหมด รวม 1,431,731 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2565) ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 71,586 บาท ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชายกฤช โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม สำหรับฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ท. เลขที่ 237-210xxx-x ของจำเลยที่ 1 จำนวน 267,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวและให้จำเลยที่ 2 โอนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เฉพาะในส่วนดอกเบี้ย ไม่มีคู่ความฝ่ายฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ก. สาขาถนนประชาอุทิศ เลขที่ 705-2-70xxx-x รวม 416,031 บาท สาขาเซ็นทรัลพลาซ่าเชียงใหม่ แอร์พอร์ต เลขที่ 022-8-09xxx-x รวม 713,100 บาท และสาขาเม-ญ่า เชียงใหม่ รวม 35,600 บาท ของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นหรือไม่นั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ทั้งจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรด้วยกัน 1 คน อยู่แล้ว ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเรียกค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนการที่โจทก์ในคดีนี้ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ไปโดยฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 โอนเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเพิกถอนนิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1480 ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้จึงแตกต่างกับในคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น แม้ในคดีก่อนโจทก์จะบรรยายในคำฟ้องด้วยว่า ในระหว่างจำเลยทั้งสองคบหากัน จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 หลายครั้ง ซึ่งเป็นการโอนเงินจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์เป็นคดีนี้ก็ตาม แต่เป็นเพียงการบรรยายให้ศาลในคดีก่อนเห็นถึงความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว ทั้งโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าว กรณีจึงมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ในส่วนที่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมข้างต้นไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการต่อไปว่า การที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยว่า โจทก์ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจไม่วินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 หรือวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียเอง การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ย้อนสำนวนและไม่วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้น และคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยอีก สำหรับปัญหาว่า โจทก์ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ลักษณะการบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวเป็นไปในทางให้สัญญาสิ้นผล แต่การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นการให้สัตยาบันด้วยนั้น ต้องเป็นในลักษณะสัญญายังคงมีอยู่ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การบรรยายฟ้องดังกล่าวของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,164,731 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้าย ตามที่ฟ้องโจทก์ขอมา และให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 267,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เห็นว่า นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอมก็ตาม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าว และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้ายในยอดเงินจำนวน 1,164,731 บาท และให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องในยอดเงินจำนวน 267,000 บาท นั้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ในวันดังกล่าว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น อันถือว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ปัญหาการเริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่เมื่อใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 2 ชำระในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,431,731 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 (วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 1480 ม. 1523
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ธ.
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายนคร มิ่งมงคล
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายเกียรติยศ ไชยศิริธัญญา
ชื่อองค์คณะ
ยุพา วงศ์ทองทิว
อริยะ นาวินธรรม
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2569
#724415
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย เพราะทำมาหาได้ในธุรกิจที่ร่วมทำกับจำเลย ทั้งโจทก์นำสืบพยานตามข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และในชั้นอุทธรณ์โจทก์ยังคงอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเหตุเดิม ศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษกำหนดประเด็นในการวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เมื่ออ่านฎีกาของโจทก์ทั้งฉบับแล้ว ได้ความว่าโจทก์ยกข้อกล่าวอ้างว่าได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกับจำเลย ซึ่งยังคงเป็นเหตุเดียวกับที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบพยาน แม้โจทก์จะระบุในฎีกาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินสมรส แต่กรณีพอจะถือได้ว่าโจทก์ฎีกาว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย แต่การที่โจทก์จะอ้างว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้นั้น จะต้องได้ความว่าในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ในทรัพย์สินนั้นด้วยกัน ได้ความว่า โจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน ซื้อที่ดิน รับจำนอง รวมทั้งเป็นนายหน้าขายที่ดินนับตั้งแต่อยู่กินฉันสามีภริยาในปี 2526 ดังนั้นที่จำเลยทำสัญญาให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 ในปี 2538 และ 2539 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย และก่อนจดทะเบียนสมรส โดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้รับฟังได้ว่าจำเลยใช้เงินของตนเองในการทำสัญญาดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาให้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินทั้งสองแปลง เพราะประกอบธุรกิจร่วมกับโจทก์ โดยโจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมกันในการทำมาหาได้มาด้วยกัน แม้จะปรากฏชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญาเพียงคนเดียว ก็เป็นกรณีที่จำเลยกระทำแทนโจทก์ด้วย และแม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนองจะมิได้ตกแก่จำเลยในทันที แต่จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองชอบที่จะใช้สิทธิอันเกิดจากสัญญาจำนองบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้และบังคับจำนองได้ การที่จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากมูลหนี้ตามสัญญาที่จำเลยทำจากการร่วมทำมาหาได้กับโจทก์ จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย แม้โจทก์และจำเลยจะได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง ก็ไม่มีผลทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยาเป็นสินสมรสแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทุกแปลง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้โจทก์ถือเอาคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนาดำเนินการออกเอกสารสิทธิ (ใบแทน) และแสดงเจตนาดำเนินการแทนจำเลยต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17775, 180904, 25312, 58422, 56089, 62542, 3315, 17944, 45446 และ 16538 กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลอนาคตชั้นอุทธรณ์ 100 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2526 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 3 คน ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2544 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 17026, 54567, 45808, 45807, 45435, 67116, 18509, 40476 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3974 และ 1070 รวม 10 แปลง ซึ่งไม่อาจบังคับให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คู่ความต่างไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 17775, 180904, 25312, 58422, 56089, 62542, 3315, 17944, 45446 และ 16538 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังว่าเป็นสินสมรส โจทก์และจำเลยมีกรรมสิทธิ์คนละกึ่งหนึ่ง คู่ความต่างไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลยเพราะทำมาหาได้ในธุรกิจที่ร่วมทำกับจำเลย ทั้งโจทก์นำสืบพยานตามข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และในชั้นอุทธรณ์โจทก์ยังคงอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเหตุเดิม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดประเด็นในการวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เมื่ออ่านฎีกาของโจทก์ทั้งฉบับแล้ว ได้ความว่าโจทก์ยกข้อกล่าวอ้างว่าได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกับจำเลย ซึ่งยังคงเป็นเหตุเดียวกับที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบพยาน แม้โจทก์จะระบุในฎีกาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินสมรส แต่กรณีพอจะถือได้ว่าโจทก์ฎีกาว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย แต่การที่โจทก์จะอ้างว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้นั้น จะต้องได้ความว่าในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ในทรัพย์สินนั้นด้วยกัน จากการนำสืบของโจทก์และจำเลยได้ความว่า โจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน ซื้อที่ดิน รับจำนอง รวมทั้งเป็นนายหน้าขายที่ดินนับตั้งแต่อยู่กินฉันสามีภริยาในปี 2526 ดังนั้นที่จำเลยทำสัญญาให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 ในปี 2538 และ 2539 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย และก่อนจดทะเบียนสมรส โดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้รับฟังได้ว่าจำเลยใช้เงินของตนเองในการทำสัญญาดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาให้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินทั้งสองแปลง เพราะประกอบธุรกิจร่วมกับโจทก์ โดยโจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมกันในการทำมาหาได้มาด้วยกัน แม้จะปรากฏชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญาเพียงคนเดียว ก็เป็นกรณีที่จำเลยกระทำแทนโจทก์ด้วย และแม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนองจะมิได้ตกแก่จำเลยในทันที แต่จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองชอบที่จะใช้สิทธิอันเกิดจากสัญญาจำนองบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้และบังคับจำนองได้ การที่จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากมูลหนี้ตามสัญญาที่จำเลยทำจากการร่วมทำมาหาได้กับโจทก์ จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา รับฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย ซึ่งโจทก์และจำเลยต่างมีสิทธิในที่ดินเท่า ๆ กัน คนละกึ่งหนึ่ง แม้โจทก์และจำเลยจะได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลังก็ไม่มีผลทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยาเป็นสินสมรสแต่อย่างใด ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จึงมิใช่สินสมรส ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินส่วนตัวของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินสองแปลง โดยตีราคาทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกา 1,357,150 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียเฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 27,143 บาท เท่านั้นแต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรคืนแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นฎีกา 100 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1363 ม. 1474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี — นายสุมิตร โปตระนันทน์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางแก้วตา เทพมาลี
ชื่อองค์คณะ
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
อริยะ นาวินธรรม
ปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/2569
#724138
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ต้องเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ขณะเกิดเหตุความผิดของจำเลยที่ 1 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มี ป.ยาเสพติดออกมาใช้บังคับแทนกฎหมายเดิม และศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) แล้ว โดยลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ก่อนลดโทษ เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม ดังนี้หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าศาลชั้นต้นลงโทษหนักเกินไปก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่จำเลยที่ 1 ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดลง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ในการพิพากษาลงโทษไปแล้ว กรณีหาใช่เป็นการพิพากษากำหนดโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและโทษที่กำหนดนั้นหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังไม่ อีกทั้งการขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ดังกล่าวมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษา อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 190 ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ย่อมไม่อาจกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง และลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 127 วรรคสอง, 145 วรรคสาม (2) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน คงจำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 500,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 3 เดือน และปรับ 500,000 บาท บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 736/2564 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 7 เดือน และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ เห็นว่า การกำหนดโทษใหม่ ตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะเกิดเหตุความผิดของจำเลยที่ 1 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1,000,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีประมวลกฎหมายยาเสพติดออกมาใช้บังคับแทนกฎหมายเดิม และศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 500,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต โดยลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ก่อนลดโทษ เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิมตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ตอนต้น ดังนี้หากจำเลยที่ 1 เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษหนักเกินไปยังไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิด ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่จำเลยที่ 1 กลับไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดลง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ในการพิพากษาลงโทษไปแล้ว กรณีหาใช่เป็นการพิพากษากำหนดโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและโทษที่กำหนดนั้นหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังไม่ อีกทั้งการขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ดังกล่าวมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษา อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ย่อมไม่อาจกระทำได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
ป.ยาเสพติด ม. 90 ม. 145 วรรคสาม (2)
ป.วิ.อ. ม. 190
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสาม
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายเนติภูมิ เมฆฉาย
ศาลอุทธรณ์ — นายวินัย เกิดด้วยทอง
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
องอาจ แน่นหนา
วิไลวรรณ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 28/2569
#724789
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันเป็น 172 ข้อ โดยหลอกลวงผู้เสียหาย 70 คน เป็นหลายกรรม ทำให้ได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหายแต่ละรายตามเอกสารท้ายฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิด อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ซึ่งเหตุที่ไม่ปรากฏรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดน่าจะเป็นเพราะโจทก์หลงลืม จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยอันสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายแต่ละคนตามเอกสารท้ายฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางสาวนคร ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก ต้องอนุญาตเฉพาะข้อหาฉ้อโกง)

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ผู้เสียหายที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 23 ที่ 41 และที่ 64 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงสำหรับผู้เสียหายดังกล่าว เป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (1), 17 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นนายวงแชร์ จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน ฐานเป็นนายวงแชร์และฉ้อโกง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 162 กระทง เป็นจำคุก 648 เดือน รวมจำคุก 666 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 333 เดือน ความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 4,210,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ยังไม่ถอนคำร้องทุกข์

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ร่วม ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 14 ถึงที่ 22 ที่ 24 ถึงที่ 40 ที่ 42 ถึงที่ 60 ที่ 62 ที่ 63 และที่ 65 ถึงที่ 70 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายดังกล่าวเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องเนื่องจากฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวถึงสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันเป็น 172 ข้อ ว่า จำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 17 ฐานเป็นนายวงแชร์และจัดให้มีการเล่นแชร์โดยฝ่าฝืนกฎหมาย และกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ฐานฉ้อโกง โดยจำเลยหลอกลวงผู้เสียหาย 70 คน เป็นหลายกรรม ทำให้ได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหายแต่ละรายตามเอกสารท้ายฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิด อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ซึ่งเหตุที่ไม่ปรากฏรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดน่าจะเป็นเพราะโจทก์หลงลืม จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย อันสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขฟ้องที่ไม่มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 161 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
โจทก์ร่วม — นางสาว น.
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวรุ่งทิพย์ เจริญพงศ์อนันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศุภวิทย์ ตั้งตรงจิตต์
ชื่อองค์คณะ
สุรพงษ์ ชิดเชื้อ
พงษ์เดช วานิชกิตติกูล
ก่อเกียรติ สุพลพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9544 -ที่ 9545/2568
#725656
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องดำเนินการในการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คำขอของโจทก์ที่ 1 ในส่วนแพ่ง แม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แต่โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในส่วนแพ่งได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ตกไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (17), 83, 91, 287/1 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4, 26, 78

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และให้การในส่วนแพ่งว่าไม่ได้กระทำความผิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/1 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันชักจูงให้เด็กแสดงหรือกระทำการอันมีลักษณะลามกอนาจาร 2 กระทง จำคุกกระทงละคนละ 2 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2565) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ทั้งนี้ ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9), 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า วันที่ 6 ธันวาคม 2565 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โดยไม่เคยถอนคำให้การเดิมที่เคยให้การปฏิเสธต่อศาลชั้นต้นและให้การรับสารภาพตามที่ฎีกาแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองนอกจากจะเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่โจทก์ที่ 1 และครอบครัวแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่สำนึกในสิ่งที่ทำ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จะได้ชดใช้ค่าเสียหายมาแล้วบางส่วน แต่เป็นการชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 อยู่แล้ว การที่จำเลยทั้งสองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นตามที่อ้างมาในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องดำเนินการในการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับคำขอของโจทก์ที่ 1 ในส่วนแพ่ง แม้โจทก์ที่ 1 จะไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แต่โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในทางแพ่งได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ตกไป ทั้งจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาคดีส่วนแพ่ง จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (17) ม. 83 ม. 287/1
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 47 ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ร. โดยนาง ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นายสัชฌะเทพ อยู่โปร่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อดุลย์ ขันทอง
เลิศชาย จิวะชาติ
กันยารัตน์ ดำรงรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9544 -ที่ 9545/2568
#731991
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ. นี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (17), 83, 91, 287/1 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4, 26, 78

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และให้การในส่วนแพ่งว่าไม่ได้กระทำความผิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/1 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันชักจูงให้เด็กแสดงหรือกระทำการอันมีลักษณะลามกอนาจาร 2 กระทง จำคุกกระทงละคนละ 2 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2565) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ทั้งนี้ ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9), 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า วันที่ 6 ธันวาคม 2565 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โดยไม่เคยถอนคำให้การเดิมที่เคยให้การปฏิเสธต่อศาลชั้นต้นและให้การรับสารภาพตามที่ฎีกาแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองนอกจากจะเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่โจทก์ที่ 1 และครอบครัวแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่สำนึกในสิ่งที่ทำ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จะได้ชดใช้ค่าเสียหายมาแล้วบางส่วน แต่เป็นการชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 อยู่แล้ว การที่จำเลยทั้งสองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นตามที่อ้างมาในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องดำเนินการในการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับคำขอของโจทก์ที่ 1 ในส่วนแพ่ง แม้โจทก์ที่ 1 จะไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แต่โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในทางแพ่งได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ตกไป ทั้งจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาคดีส่วนแพ่ง จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (17) ม. 83 ม. 287/1
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 47 ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ร. โดยนาง ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย จ. กับพวท
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นายสัชฌะเทพ อยู่โปร่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อดุลย์ ขันทอง
เลิศชาย จิวะชาติ
กันยารัตน์ ดำรงรัตน์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9490/2568
#725660
เปิดฉบับเต็ม

ขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษพนักงานหน่วยงานของรัฐที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ในคดีนี้ก็คือโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) เมื่อต้องระวางโทษเป็นสามเท่า ทำให้มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 ปี ถึง 60 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000 บาท ถึง 6,000,000 บาท แม้ ป.ยาเสพติดไม่ได้บัญญัติไว้ว่ากรณีระวางโทษจำคุกเป็นสามเท่าศาลจะกำหนดโทษจำคุกจำเลยได้สูงสุดกี่ปี ซึ่งต่างกับ พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 ที่บัญญัติให้กำหนดโทษจำคุกสูงสุดได้ไม่เกิน 50 ปี แต่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถือเป็นความผิดอาญาอย่างหนึ่งจึงต้องนำบทบัญญัติทั่วไปตาม ป.อ. มาตรา 17 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือกรณีเป็นโทษจำคุกที่มีกำหนดระยะเวลาย่อมระวางโทษจำคุกหนักขึ้นเป็นสามเท่าได้สูงสุดไม่เกิน 50 ปี เช่นกัน โดยเทียบเคียงตามนัย ป.อ. มาตรา 51 และมาตรา 91 (3) อย่างไรก็ตาม แม้คดีนี้คำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดโทษจำคุกจำเลยถึงตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุก 50 ปี ที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง แต่เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบ มาตรา 53 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี แล้วจึงลดโทษ คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ดังนั้น ไม่ว่าจะกำหนดโทษจำเลยเป็นจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก 50 ปี แต่หลังจากลดโทษหนึ่งในสามแล้ว ผลสุดท้ายจำเลยก็ยังรับโทษจำคุกเท่าเดิมคือ 33 ปี 4 เดือน กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าพนักงานของรัฐกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจวางโทษเป็นสามเท่าของโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิตได้ คงวางโทษเป็นสามเท่าได้เฉพาะโทษปรับเท่านั้น ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งยกคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ของจำเลยโดยผู้พิพากษาเพียงคนเดียวนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและมีผลให้ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้เป็นเรื่องของการขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ เนื่องจากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดโดยจำเลยกำลังรับโทษอยู่ แม้คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่วินิจฉัยข้างต้น แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ถือว่าสำนวนความตามคำร้องของจำเลยปรากฏแก่ศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) แล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลยทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอกำหนดโทษใหม่โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาใหม่อีก

ในชั้นนี้จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำร้องของจำเลยว่า มีเหตุต้องกำหนดโทษใหม่ให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ เห็นว่า การกำหนดโทษใหม่ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะกระทำได้ต่อเมื่อปรากฏว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ โทษตามคำพิพากษาเดิมต้องไม่หนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายใหม่ที่ออกมาใช้บังคับในภายหลัง สำหรับคดีนี้ในระหว่างที่จำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุด ได้มีประมวลกฎหมายยาเสพติดออกมาใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาถึงที่สุดต้องด้วยบทความผิดตามมาตรา 90 และบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด แม้การลงโทษหนักเบาตามกฎหมายใหม่ไม่ได้ถือเอาปริมาณของยาเสพติดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดโทษดังเช่นกฎหมายเดิม โดยให้ถือเอาพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ แต่ปริมาณของยาเสพติดก็เป็นตัวบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์อื่นในการกำหนดโทษจำเลยได้ ไม่ถือว่าขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคแรก ทั้งไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด สำหรับปัญหาว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคใดนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมี 1,969 เม็ด กับชนิดเกล็ดอีก 1 ถุง รวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ทั้งหมด 67.100 กรัม นับว่ามีจำนวนค่อนข้างมาก และฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาถึงที่สุดว่าวันเกิดเหตุจำเลยร่วมกับพวกจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ ดังนี้ โดยสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี หากเจ้าพนักงานไม่จับกุมจำเลยเสียก่อน ย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายของเมทแอมเฟตามีนไปในกลุ่มผู้เสพและบุคคลทั่วไป ส่งผลกระทบต่อความเสียหายในสังคมส่วนรวม ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 20 ปี และปรับ ตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้ความว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ก็ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษพนักงานหน่วยงานของรัฐที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น เมื่อต้องระวางโทษเป็นสามเท่าทำให้มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 ปี ถึง 60 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000 บาท ถึง 6,000,000 บาท แม้ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้บัญญัติไว้ว่า กรณีระวางโทษจำคุกเป็นสามเท่า ศาลจะกำหนดโทษจำคุกจำเลยได้สูงสุดกี่ปี ซึ่งต่างกับพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 ที่บัญญัติให้กำหนดโทษจำคุกได้สูงสุดไม่เกิน 50 ปี แต่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถือเป็นความผิดอาญาอย่างหนึ่ง จึงต้องนำบทบัญญัติทั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือกรณีเป็นโทษจำคุกที่มีกำหนดระยะเวลาย่อมระวางโทษจำคุกหนักขึ้นเป็นสามเท่าได้สูงสุดไม่เกิน 50 ปีเช่นกัน โดยเทียบเคียงตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 และมาตรา 91 (3) อย่างไรก็ตาม แม้คดีนี้คำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดโทษจำคุกจำเลยถึงตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุก 50 ปีที่กำหนดตามกฎหมาย ที่บัญญัติในภายหลัง แต่เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี แล้วจึงลดโทษ คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ดังนั้น ไม่ว่าจะกำหนดโทษจำเลยเป็นจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก 50 ปี แต่หลังจากลดโทษหนึ่งในสามแล้ว ผลสุดท้ายจำเลยก็ยังคงรับโทษจำคุกเท่าเดิม คือ 33 ปี 4 เดือน กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องกำหนดโทษใหม่ให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กับให้ยกคำร้องของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ยาเสพติด ม. 145 วรรคสอง (2) ม. 180
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายธีระยุทธ ผาฮุย
ศาลอุทธรณ์ — นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
องอาจ แน่นหนา
วิไลวรรณ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9456 -ที่ 9457/2568
#727932
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคารซึ่งเป็นสัญญาหลักมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในข้อ 14.1 ซึ่งระบุว่า "ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้ และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด" ในขณะที่หนังสือรับสภาพหนี้มีข้อความระบุให้ถือว่าหนังสือยืนยันการว่าจ้างระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลัก เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับนี้ด้วย ดังนั้น ย่อมถือได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้อยู่ภายใต้บังคับของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ข้อ 14.1 ดังกล่าวด้วย ไม่ใช่ไม่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ทั้งหนี้ที่ผู้คัดค้านรับสภาพว่าค้างชำระแก่ผู้ร้องอยู่ ก็เป็นหนี้เกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างอันเป็นหนี้ภายใต้บังคับตามสัญญาข้อ 14.1 ทั้งสิ้น และข้อความในหนังสือรับสภาพหนี้มีลักษณะเป็นการยอมรับจำนวนหนี้ที่ผู้คัดค้านมีอยู่ต่อผู้ร้อง ข้อพิพาทตามคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องจึงอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ข้อ 14.1 ของสัญญาว่าจ้างนั้น ไม่ว่าสัญญาว่าจ้างจะระงับหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากสัญญาอนุญาโตตุลาการย่อมเป็นอิสระจากสัญญาหลัก ที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจเสนอข้อเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การยอมรับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยเฉพาะแต่ข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่พิจารณาคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง ย่อมถือว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในประเด็นเรื่องค่าเสียหายไม่ได้แสดงให้เห็นว่าข้อนำสืบของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสนอข้อพิพาทเป็นอย่างไร เหตุใดจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของผู้คัดค้าน การวินิจฉัยโดยสรุปทางนำสืบของผู้คัดค้านจากข้อเรียกร้องแย้งและวินิจฉัยสรุปเพียงว่า พยานหลักฐานของผู้คัดค้านมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนพยานหลักฐานของผู้ร้องไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานผู้คัดค้าน ถือไม่ได้ว่าคำชี้ขาดในส่วนนี้ได้ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง และเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในชั้นอนุญาโตตุลาการ คำชี้ขาดที่ไม่ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยทั้งปวงไว้โดยชัดแจ้งดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบ การยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดนี้ถือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้คงเรียกผู้ร้องสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านสำนวนที่สองว่า ผู้ร้อง และเรียกผู้คัดค้านสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องสำนวนที่สองว่า ผู้คัดค้าน

สำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 37/2563 หมายเลขแดงที่ 57/2563 (ที่ถูก 57/2564) ในส่วนที่ให้ผู้ร้องชำระเงินจำนวน 8,989,846.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำแก้ข้อเรียกร้องแย้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

สำนวนที่สอง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 37/2563 หมายเลขแดงที่ 57/2564 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2564 โดยให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 8,989,846.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำแก้ข้อเรียกร้องแย้งแก่ผู้คัดค้าน (วันที่ 7 สิงหาคม 2563) (ที่ถูก วันที่ 31 สิงหาคม 2563) ไปจนกว่าผู้ร้องจะชำระเสร็จ ค่าป่วยการคณะอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการให้เป็นไปตามบัญชีแนบท้ายคำชี้ขาด ให้ผู้ร้องชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการเป็นเงิน 27,249.40 บาท และค่าป่วยการคณะอนุญาโตตุลาการเป็นเงิน 222,750 บาท รวมเป็นเงิน 249,999.40 บาท

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 8,989,846.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำแก้ข้อเรียกร้องแย้งแก่ผู้คัดค้าน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีชั้นพิจารณาของศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านว่าจ้างผู้ร้องให้ก่อสร้างงานวิศวกรรมระบบอาคารแบบจ้างเหมาโดยตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 230,000,000 บาท สัญญานี้มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยในข้อ 14.1 ระบุว่า "ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้ หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้ และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด" ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ลงวันที่ 25 มกราคม 2562 โดยในหนังสือรับสภาพหนี้ระบุเรียกผู้ร้องว่า "เจ้าหนี้" และเรียกผู้คัดค้านว่า "ลูกหนี้" และมีข้อความในส่วนสาระสำคัญดังนี้ "...โดยที่

(1) ลูกหนี้ได้ตกลงว่าจ้างให้เจ้าหนี้ดำเนินการงานวิศวกรรมระบบอาคาร โดยมีมูลค่างานตามสัญญาจำนวน 230,000,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการรวม 610 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2559 และสิ้นสุดในวันที่ 31 มกราคม 2561 รายละเอียดปรากฏตามหนังสือยืนยันการว่าจ้างของลูกหนี้ ที่ LOI/ARZ/M&E/59-002 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2559 (ต่อไปจะเรียกว่า "สัญญาจ้าง") และให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือฉบับนี้ด้วย

(2) เจ้าหนี้ได้ส่งมอบงานตามสัญญาว่าจ้างให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนแล้ว แต่ลูกหนี้ยังคงมีภาระหนี้ค้างชำระให้แก่เจ้าหนี้ ดังนี้

1. ค่างานตามสัญญาว่าจ้าง จำนวน 11,534,843.79 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

2. ค่างานเพิ่ม จำนวน 4,119,853.10 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

3. เงินประกันผลงานตามสัญญา + งานเพิ่ม จำนวน 10,453,281.95 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 26,107,978.84 บาท (ยี่สิบหกล้านหนึ่งแสนเจ็ดพันเก้าร้อยเจ็ดสิบแปดบาทแปดสิบสี่สตางค์) จำนวนเงินดังกล่าวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว

*คู่สัญญาต่อรองหนี้สินที่ลูกหนี้ต้องชำระรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 27,000,000 บาท (ยี่สิบเจ็ดล้านบาทถ้วน) รวมหักลดงานเพิ่มตามสัญญาเรียบร้อยแล้ว

คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อกัน โดยมีข้อความดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ลูกหนี้ยอมรับว่ายังคงติดค้างชำระค่าจ้างให้แก่เจ้าหนี้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 27,000,000 บาท (ยี่สิบเจ็ดล้านบาทถ้วน)

ข้อ 2. ข้อตกลงการชำระเงิน ลูกหนี้ตกลงชำระเงินตาม ข้อ 1. โดยแบ่งเป็น 3 งวด ดังนี้

งวดที่ 1 จำนวนเงิน 9,000,000 บาท วันที่ชำระ 30 มิถุนายน 2562

งวดที่ 2 จำนวนเงิน 9,000,000 บาท วันที่ชำระ 31 สิงหาคม 2562

งวดที่ 3 จำนวนเงิน 9,000,000 บาท วันที่ชำระ 31 ตุลาคม 2562

ข้อ 3. หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ หากเจ้าหนี้ยังไม่ใช้สิทธิเลิกสัญญา ลูกหนี้ยินยอมชำระดอกเบี้ยผิดนัดชำระในอัตราดอกเบี้ย 7.50% ต่อปี..."

คู่ความทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือรับสภาพหนี้นี้ หลังจากนั้นผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง 1,000,000 บาท แล้วไม่ชำระอีกเลย ผู้ร้องจึงยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้ 26,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำเสนอข้อพิพาท และยื่นข้อเรียกร้องแย้งขอให้มีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้านจำนวน 8,989,846.71 บาท พร้อมดอกเบี้ย เนื่องจากเหตุที่ผู้ร้องก่อสร้างงานไม่เป็นไปตามสัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคาร คณะอนุญาโตตุลาการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยกำหนดประเด็นข้อพิพาท 4 ข้อ กล่าวคือ ข้อ 1. ผู้ร้องมีอำนาจเสนอข้อพิพาทหรือไม่ ข้อ 2. ข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านขาดอายุความหรือไม่ ข้อ 3. ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา และข้อ 4. ค่าเสียหายมีหรือไม่ เพียงใด คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาแล้วมีคำชี้ขาดโดยเสียงข้างมากวินิจฉัยปัญหาตามประเด็นข้อพิพาทตามลำดับดังนี้ ข้อ 1. วินิจฉัยโดยสรุปว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจเสนอข้อเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2545 ข้อ 2. สิทธิเรียกร้องตามข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านนับแต่วันที่ผู้คัดค้านพบข้อบกพร่องจนถึงวันยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จึงยังไม่ขาดอายุความ ข้อ 3. วินิจฉัยว่า เมื่อวินิจฉัยในประเด็นข้อ 2. แล้วว่า ผู้ร้องทำงานบกพร่องและไม่ยอมแก้ไข ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยไม่จำต้องวินิจฉัยระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยในส่วนนี้อีก และข้อ 4. วินิจฉัยว่า ค่าเสียหายแต่ละรายการ ผู้คัดค้านมีพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้แก้ไขในแต่ละจุดมาเบิกความและอธิบายเหตุแห่งความบกพร่องพร้อมค่าซ่อมและวิธีการแก้ไขได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีเอกสารเกี่ยวกับราคาค่าซ่อมและจุดบกพร่องที่แก้ไขมาสนับสนุนคำเบิกความด้วย พยานผู้คัดค้านจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนข้อนำสืบของผู้ร้องไม่อาจหักล้างพยานผู้คัดค้านได้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าเสียหายแต่ละรายการที่ระบุในเอกสารจึงฟังได้ว่าเสียหายตามนั้นจริง และชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 8,989,846.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำแก้ข้อเรียกร้องแย้งแก่ผู้คัดค้าน ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ โดยมีข้อที่ต้องพิจารณาตามเหตุที่ผู้ร้องอุทธรณ์ตามลำดับ ดังนี้

ข้อแรก ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยในประเด็นข้อ 1 ว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจเสนอข้อเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการได้ เพราะหนี้ตามสัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคารฯ ได้ระงับไปแล้วตามหนังสือรับสภาพหนี้ เป็นการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการ ศาลไม่อาจแทรกแซงหรือตรวจสอบการใช้ดุลพินิจดังกล่าวหากไม่ปรากฏว่าเป็นการขัดต่อกฎหมายอย่างชัดแจ้ง กรณียังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากวินิจฉัยขัดต่อกฎหมายหรือวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำหรับเหตุข้อนี้ได้ความว่า สัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคาร ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 สัญญานี้มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยในข้อ 14.1 ระบุว่า "ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้ หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้ และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด" ในขณะที่หนังสือรับสภาพหนี้มีข้อความระบุใจความว่า ให้ถือว่าหนังสือยืนยันการว่าจ้างระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2559 เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับนี้ด้วย ซึ่งหนังสือยืนยันการว่าจ้างดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคารอันเป็นสัญญาหลัก ตามที่ระบุในข้อ 15 และ 15.2 ดังนั้น ย่อมถือได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้อยู่ภายใต้บังคับของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ข้อ 14.1 ดังกล่าวด้วย ไม่ใช่ไม่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ทั้งหนี้ที่ผู้คัดค้านรับสภาพว่าค้างชำระแก่ผู้ร้องอยู่ก็เป็นหนี้ค่าจ้างตามสัญญาว่าจ้างนั้น ค่าจ้างงานเพิ่ม เงินประกันผลงานตามสัญญา และเงินประกันผลงานในส่วนงานเพิ่ม ซึ่งล้วนแต่เป็นหนี้เกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างดังกล่าวอันเป็นหนี้ภายใต้บังคับตามสัญญาข้อ 14.1 ทั้งสิ้น และข้อความในหนังสือรับสภาพหนี้นี้มีลักษณะเป็นการยอมรับจำนวนหนี้ที่ผู้คัดค้านมีอยู่ต่อผู้ร้อง ข้อพิพาทตามคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องจึงอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ตามข้อ 14.1 ของสัญญาว่าจ้างนั้น ไม่ว่าสัญญาว่าจ้างจะระงับหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากสัญญาอนุญาโตตุลาการย่อมเป็นอิสระจากสัญญาหลัก ที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยประเด็นข้อที่ 1 มีใจความในส่วนสาระสำคัญว่า ได้ความว่าหนี้ตามสัญญาดังกล่าวได้มีการรับสภาพหนี้ ซึ่งการรับสภาพหนี้ดังกล่าวมีผลให้ระงับซึ่งสิทธิที่มีต่อกันครั้งแรกโดยสิ้นเชิง สภาพแห่งหนี้ย่อมไม่ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งต่อการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจเสนอข้อเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 นั้น จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่ตามคำชี้ขาดอ้างว่าวินิจฉัยปัญหานี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2545 นั้น ข้อเท็จจริงที่พิพาทกันในคดีนี้แตกต่างจากข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ไม่อาจนำมาเทียบเคียงวินิจฉัยได้ ดังนี้ การยอมรับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยเฉพาะแต่ข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่พิจารณาคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องย่อมถือว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ข้อที่สอง คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในประเด็นข้อที่ 4 ที่ว่า ค่าเสียหายมีหรือไม่ เพียงใด ในข้อนี้ คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยไม่ระบุเหตุผลแห่งข้อวินิจฉัยทั้งปวงไว้โดยชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ระบุเหตุผลการวินิจฉัยทั้งปวงแล้ว ซึ่งเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้ ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายไว้ในคำชี้ขาด เริ่มตั้งแต่หน้าที่ 34 ถึงหน้าที่ 37 ที่กล่าวถึงข้ออ้างและการนำสืบของผู้คัดค้าน ซึ่งปรากฏว่ามีลักษณะเป็นการสรุปย่อข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านที่อยู่ในหน้าที่ 19 ถึงหน้าที่ 26 เท่านั้น และวินิจฉัยสรุปในหน้าที่ 38 ว่า "พิเคราะห์แล้ว ค่าเสียหายแต่ละรายการ ผู้คัดค้านมีพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้แก้ไขในแต่ละจุดมาเบิกความและอธิบายเหตุแห่งความบกพร่อง พร้อมค่าซ่อมและวิธีการแก้ไขได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีเอกสารเกี่ยวกับราคาค่าซ่อมและจุดบกพร่องที่แก้ไขมาสนับสนุนคำเบิกความด้วย พยานผู้คัดค้านจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนข้อนำสืบของผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้ร้อง) ไม่อาจหักล้างพยานผู้คัดค้านได้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าเสียหายแต่ละรายการที่ระบุในเอกสารจึงฟังได้ว่าเสียหายตามนั้นจริง..." เห็นว่า ตามคำชี้ขาดในประเด็นเรื่องค่าเสียหายไม่ได้แสดงให้เห็นว่าข้อนำสืบของผู้เสนอข้อพิพาทเป็นอย่างไร เหตุใดจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของผู้คัดค้าน การวินิจฉัยโดยสรุปทางนำสืบของผู้คัดค้านจากข้อเรียกร้องแย้งและวินิจฉัยสรุปเพียงว่า พยานหลักฐานของผู้คัดค้านมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนพยานหลักฐานของผู้ร้องไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานผู้คัดค้าน ถือไม่ได้ว่าคำชี้ขาดในส่วนนี้ได้ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง และเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในชั้นอนุญาโตตุลาการ คำชี้ขาดที่ไม่ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยทั้งปวงไว้โดยชัดแจ้งดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบ การยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดนี้ถือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเช่นกัน

เมื่อการยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนดังที่วินิจฉัยแล้วข้างต้น จึงมีเหตุที่จะปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 44 และมีเหตุที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้อง เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม สำหรับข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 37/2563 หมายเลขแดงที่ 57/2564 ยกคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 ม. 37 ม. 40 ม. 44
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ฟ.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายก้องภพ สถาวราวงศ์
-
ชื่อองค์คณะ
ตุล เมฆยงค์
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9311/2568
#727218
เปิดฉบับเต็ม

แม้การที่โจทก์โอนหุ้นและให้เงินแก่จำเลยไปดาวน์รถยนต์เป็นสัญญาระหว่างสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งสัญญาระหว่างสมรสแม้จะเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่ก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หุ้นที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยนั้น จำเลยโอนขายไปแล้วก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ และเงินดาวน์รถยนต์ที่โจทก์มอบให้จำเลยนั้น จำเลยใช้จนหมดแล้ว โดยจำเลยนำไปชำระเป็นเงินดาวน์รถยนต์ให้แก่บริษัทผู้ขายรถยนต์ ปัจจุบันจำเลยโอนขายรถยนต์ให้บุคคลภายนอกไปแล้ว เงินที่จำเลยได้รับมาจากการขายหุ้นหรือรถยนต์เป็นเงินเข้าแทนที่หุ้นหรือรถยนต์ ถือได้ว่าเงินอยู่ในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินอันก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคสอง แม้คดีนี้โจทก์มิได้ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินหรือชดใช้ราคาแทนหุ้นหรือรถยนต์ ศาลก็สามารถวินิจฉัยให้จำเลยใช้ราคาหุ้นหรือรถยนต์ ดังกล่าวแก่โจทก์ได้ ไม่นอกเหนือหรือเกินไปจากคำขอ เมื่อจำเลยขายหุ้นและใช้เงินไปดาวน์รถยนต์เสร็จสิ้นก่อนวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ทรัพย์สินไปในทางไม่สุจริตเพื่อหวังผลในสัญญาระหว่างสมรสให้ไม่มีผลต่อตนในภายภาคหน้าอย่างไร จึงไม่เป็นกรณีที่โจทก์จะขอให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับจากการขายหุ้นและรถยนต์แก่โจทก์อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาการโอนหุ้นของบริษัท อ. ชื่อ " I. " ในราคาหุ้นละ 55.11 บาท 5,000 หุ้น หุ้นของบริษัท บ. ชื่อ "B." ในราคาหุ้นละ 17.01 บาท 7,000 หุ้น ให้กลับมาเป็นสินสมรส และให้แบ่งหุ้นให้เท่ากันตามส่วนต่อไป ให้เพิกถอนสัญญาการให้เงินดาวน์รถยนต์ และส่งมอบเงินดาวน์รถยนต์ 850,000 บาท คืนแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยสละประเด็นตามคำให้การโดยยอมรับว่า คำฟ้องโจทก์ ไม่เคลือบคลุม และคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2565

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2554 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง อ. ผู้เยาว์ ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกับจำเลย โดยให้โจทก์สามารถพบบุตรผู้เยาว์ตามสิทธิที่โจทก์พึงมี จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้จำเลยมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ กับให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์กับจำเลยมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน กับให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ส่วนค่ารักษาพยาบาลและค่าเล่าเรียนให้โจทก์เบิกจ่ายแก่บุตรผู้เยาว์ตามสวัสดิการของโจทก์ ส่วนที่นอกเหนือจากสวัสดิการของโจทก์ให้โจทก์จำเลยรับผิดชอบร่วมกันคนละครึ่ง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในเรื่องฟ้องหย่า ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์กับจำเลยยังคงเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2561 โจทก์โอนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หุ้นของบริษัท อ. 5,000 หุ้น และหุ้นของบริษัท บ. 7,000 หุ้น ให้แก่จำเลย และโจทก์นำรถยนต์ของโจทก์ไปขายแลกเปลี่ยนได้เงิน 350,000 บาท แล้วโจทก์เบิกถอนเงินจากบัญชีธนาคารของโจทก์อีก 500,000 บาท ให้แก่จำเลยไปเป็นเงินดาวน์รถยนต์ป้ายแดง ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี หมายเลขทะเบียน ผ xxxx กรุงเทพมหานคร ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นหมายเลขทะเบียน 1 ขฬ xxxx กรุงเทพมหานคร สำหรับหุ้นดังกล่าวจำเลยโอนขายไปก่อนที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว ส่วนรถยนต์ดังกล่าวจำเลยโอนไปเป็นของบุคคลอื่นแล้ว ปัจจุบันมีชื่อนายบันเจิด เป็นผู้ครอบครอง และมีชื่อธนาคาร ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิจะได้รับเงินจากการขายหุ้นของบริษัท อ. และบริษัท บ. เงินจากการขายรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี หมายเลขทะเบียน 1 ขฬ xxx กรุงเทพมหานคร หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันมีการทำสัญญาระหว่างสมรส โดยโจทก์มอบทรัพย์สินให้แก่จำเลยเป็นหุ้นของบริษัท อ. และบริษัท บ. รวม 12,000 หุ้น รวมเป็นเงิน 394,620 บาท และให้เงินดาวน์รถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี หมายเลขทะเบียน 1 ขฬ xxxx กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 850,000 บาท โจทก์ประสงค์บอกล้างสัญญาระหว่างสมรส ขอให้เพิกถอนสัญญาการโอนหุ้นทั้งสองบริษัทให้กลับมาเป็นสินสมรส และแบ่งหุ้นให้เท่ากันตามส่วนต่อไป และให้เพิกถอนสัญญาการให้เงินดาวน์รถยนต์และให้ส่งมอบเงินดาวน์รถยนต์คืนแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำสัญญาระหว่างสมรส แต่โจทก์โอนหุ้นและให้เงินดาวน์รถยนต์แก่จำเลยเป็นการให้โดยเสน่หา ทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืน ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์โอนหุ้นและให้เงินแก่จำเลยไปดาวน์รถยนต์ดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย โจทก์อุทธรณ์เพียงว่า เมื่อจำเลยโอนหุ้นและขายรถยนต์ดังกล่าวแล้ว เงินที่ได้จากการขายหุ้นและรถยนต์ดังกล่าวเป็นเงินที่ได้มาระหว่างสมรส โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับเงินจากการขายหุ้นและรถยนต์คันดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงยุติตามศาลชั้นต้นว่า การที่โจทก์โอนหุ้นและให้เงินแก่จำเลยไปดาวน์รถยนต์ดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งสัญญาระหว่างสมรสดังกล่าวแม้จะเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่ก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หุ้นที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยนั้น จำเลยโอนขายไปแล้วก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ และเงินดาวน์รถยนต์ที่โจทก์มอบให้จำเลยนั้น จำเลยใช้จนหมดแล้วโดยจำเลยนำไปชำระเป็นเงินดาวน์รถยนต์ให้แก่บริษัทผู้ขายรถยนต์แล้ว และปัจจุบันรถยนต์ดังกล่าวจำเลยโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว ซึ่งเงินที่จำเลยได้รับมาจากการขายหุ้นหรือรถยนต์ดังกล่าวเป็นเงินเข้าแทนที่หุ้นหรือรถยนต์ดังกล่าว ถือได้ว่าเงินดังกล่าวอยู่ในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินอันก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคสอง แม้คดีนี้โจทก์มิได้ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินหรือชดใช้ราคาแทนหุ้นหรือรถยนต์ดังกล่าว ศาลก็สามารถวินิจฉัยให้จำเลยใช้ราคาหุ้นหรือรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ได้ ไม่นอกเหนือหรือเกินไปจากคำขอ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงถือว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวนั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวนี้ไปเสียทีเดียวได้และเพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไป โดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยเห็นว่าเมื่อจำเลยขายหุ้นและใช้เงินไปดาวน์รถยนต์ดังกล่าวไปเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วก่อนวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ทรัพย์สินดังกล่าวไปในทางไม่สุจริตเพื่อหวังผลในสัญญาระหว่างสมรสให้ไม่มีผลต่อตนในภายภาคหน้าอย่างไร จึงไม่เป็นกรณีที่โจทก์จะขอให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับจากการขายหุ้นและรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์อีก อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อไปว่า โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเกินมาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาระหว่างสมรสโดยโจทก์โอนหุ้นของบริษัท อ. และบริษัท บ. รวม 12,000 หุ้น รวมเป็นเงิน 394,620 บาท ให้แก่จำเลย ต่อมาโจทก์ประสงค์บอกล้างสัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับการโอนหุ้นเพื่อให้หุ้นดังกล่าวกลับมาเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยให้การในส่วนสินสมรสที่โจทก์ขอแบ่งว่า การที่โจทก์โอนหุ้นให้แก่จำเลยเป็นการให้โดยเสน่หา ถือเป็นสินส่วนตัวของจำเลย จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เฉพาะส่วนนี้เพียงกึ่งหนึ่ง คิดเป็นทุนทรัพย์ 197,310 บาท ซึ่งจะต้องชำระค่าขึ้นศาลเพียง 20,946 บาท โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 24,982 บาท เกินมาจากที่ต้องชำระ จึงเห็นสมควรคืนให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป และเมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวก็ไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมชั้นฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

พิพากษายืน แต่คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นส่วนที่โจทก์ชำระเกินมาโดยให้คงเหลือ 20,946 บาท ให้ยกคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมชั้นฎีกาของโจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 วรรคสอง ม. 1469
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ. (Mr J.)
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายวิฑูรย์ ชุนชาติประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางปารณี มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
ชารียา เด่นนินนาท
เผดิม เพ็ชรกูล
ปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9300/2568
#727212
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามเช็คที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมฟ้องร้องบังคับจำเลยทั้งสามเป็นคดีแพ่งต่างหากแล้ว การกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน ตามที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้กำหนดวิธีการบังคับตาม ป.อ. มาตรา 56 วรรคสอง จึงเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ว. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (3) (5)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 60,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 30,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 คงจำคุกคนละ 6 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 30,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 15,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า สมควรลงโทษจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสามร่วมกันออกเช็คพิพาทจำนวน 2,170,550 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าประเภทชุดตรวจหาแอนติเจน COVID – 19 ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสามตกลงกัน โดยจำเลยทั้งสามขอผ่อนชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ร่วม เป็นงวดรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 150,000 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน ซึ่งจำเลยทั้งสามได้นำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 จำนวน 150,000 บาท วันที่ 1 ธันวาคม 2566 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 15 ธันวาคม 2566 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 28 ธันวาคม 2566 จำนวน 50,000 บาท วันที่ 16 มกราคม 2567 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 31 มกราคม 2567 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 30 พฤษภาคม 2567 จำนวน 150,000 บาท วันที่ 28 มิถุนายน 2567 จำนวน 50,000 บาท และวันที่ 1 สิงหาคม 2567 จำนวน 50,000 บาท นอกจากนั้นยังปรากฏจากรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 28 มกราคม 2568 ว่า จำเลยทั้งสามนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ร่วมครั้งสุดท้าย 170,550 บาท โดยยังคงเหลือเงินที่ต้องชำระแก่โจทก์ร่วมอีก 1,000,000 บาท ซึ่งโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้โต้แย้ง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามได้นำเงินมาชำระตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมมาแล้วทั้งสิ้น 1,170,550 บาท ซึ่งเมื่อพิจารณาจำนวนเงินที่จำเลยทั้งสามชำระมาดังกล่าวถือว่าเป็นเงินจำนวนพอสมควรเมื่อเทียบกับจำนวนเงินตามเช็คพิพาท แม้จะไม่ครบถ้วนตามที่ตกลงกัน แต่ก็แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามได้รู้สำนึกในการกระทำความผิดของตนและพยายามขวนขวายนำเงินมาชำระเพื่อบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์ร่วมอยู่บ้าง การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่ร้ายแรงมากนัก ซึ่งโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 30,000 บาท ก่อนลดโทษให้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจกำหนดมานับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว และเมื่อคำนึงถึงอายุ อาชีพ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา และการศึกษาอบรมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีความประพฤติเสียหายร้ายแรง กรณีจึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับตัวเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมสักครั้ง โดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รอการลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่ไม่มีวิธีการบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคสอง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ร่วมจำนวน 1,370,550 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษานั้น เห็นว่า มูลหนี้ตามเช็คที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมฟ้องร้องบังคับจำเลยทั้งสามเป็นคดีแพ่งต่างหากแล้ว การกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้แก่โจทก์ร่วม จึงเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัท ว.
จำเลย — บริษัท น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางอรนิตย์ บุณยรัตพันธุ์ มีไชยโย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนพคุณ ไชยเทพ
ชื่อองค์คณะ
สาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ตุลยวัต พรหมพันธ์ใจ
อาคม ศรียาภัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา