คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8622/2568
#723660
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์เป็นกรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูปเป็นวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งมีราคาและอาจถือเอาได้ จึงเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 138 แต่องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 นั้น ผู้หลอกลวงผู้อื่นจะต้องได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ได้มาตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 38 ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จำเลยทั้งสี่จะได้ไปซึ่งสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ได้ต้องมีการโอนสิทธิบัตรของโจทก์โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสี่ไม่อาจได้สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปโดยไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ

โจทก์เป็นฝ่ายนำเสนอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่พิจารณาเอง ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่หลอกลวงโจทก์อย่างไร แม้โจทก์กล่าวอ้างในทำนองว่า จำเลยที่ 4 นำสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปใช้ทำให้ข้าวนุ่มขึ้นก็ไม่สามารถได้ไปซึ่งสิทธิการประดิษฐ์ของโจทก์โดยปราศจากการโอนสิทธิเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง จึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 หากจะมีกรณีที่จำเลยที่ 4 นำกรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูปอันเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปใช้ก็เป็นกรณีที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวกับจำเลยที่ 4 เกี่ยวกับเรื่องละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ซึ่งยังคงอยู่กับโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 บัญญัติว่า ผู้ใดโดยทุจริตหลอกลวงผู้อื่น ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 บัญญัติว่า ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์เป็นกรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูปเป็นวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งมีราคาและอาจถือเอาได้ จึงเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 แต่องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 นั้น ผู้หลอกลวงผู้อื่นจะต้องได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ได้มาตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 38 ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จำเลยทั้งสี่จะได้ไปซึ่งสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ได้ ก็ต้องมีการโอนสิทธิบัตรของโจทก์ โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสี่ไม่อาจได้สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปโดยไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ ที่โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์เป็นฝ่ายนำเสนอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่พิจารณาได้มีการเจรจาและประชุมร่วมกันกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ได้อธิบายกรรมวิธีการผลิตและขั้นตอนเกือบทั้งหมดของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังเพื่อพิจารณาโดยจำเลยที่ 3 บันทึกภาพและเสียงการสนทนาไว้เพื่อไปนำเสนอจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาและนัดหมายให้โจทก์พบจำเลยที่ 1 ต่อไป หลังจากนั้น โจทก์ติดต่อไปยังจำเลยที่ 3 เพื่อสอบถามความคืบหน้าหลายครั้ง จำเลยที่ 3 ขอยกเลิก ไม่เจรจากับโจทก์ โจทก์เคยส่งข้าวสำเร็จรูปของบริษัทจำเลยที่ 4 ไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการพบว่าข้าวของจำเลยที่ 4 นุ่มขึ้น นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายนำเสนอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่พิจารณาเอง ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่หลอกลวงโจทก์อย่างไร แม้โจทก์กล่าวอ้างในทำนองว่า จำเลยที่ 4 นำสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปใช้ทำให้ข้าวนุ่มขึ้นก็ไม่สามารถได้ไปซึ่งสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์โดยปราศจากการโอนสิทธิเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง จึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ถ้าหากจะมีกรณีที่จำเลยที่ 4 นำกรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูปอันเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปใช้ก็เป็นกรณีที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวกับจำเลยที่ 4 เกี่ยวกับเรื่องละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ซึ่งยังคงอยู่กับโจทก์ ทางไต่สวนพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 38 ม. 41 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นางสาวสุพัตรา ชาญชิตโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรสิทธิ แสงวิโรจนพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ประทีป เหมือนเตย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8596/2568
#723541
เปิดฉบับเต็ม

กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านหรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วไป เกิดขึ้นโดยการรวมตัวของผู้คนในชุมชน โดยมีผู้นำชุมชนหรือผู้นำท้องถิ่นเป็นแกนนำในการจัดตั้งและบริหารกิจการ โดยมิได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลในหมู่บ้านฝากเงินและกู้ยืมโดยมีการให้ดอกเบี้ยเงินฝากและคิดดอกเบี้ยจากบุคคลที่กู้ยืมเงินจากกลุ่ม แม้การก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์จะมีการตกลงเข้ากันหรือร่วมกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน โดยผู้ฝากเงินจะได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินปันผลหรือดอกเบี้ย แต่ก็มีลักษณะเป็นการจัดตั้งขึ้นเพื่อเน้นให้สมาชิกนำเงินมาออมสะสมตามระยะเวลาที่ตกลงอย่างสม่ำเสมอ และเงินที่สะสมได้ในแต่ละเดือนก็อาจนำมาจัดสรรให้สมาชิกที่เดือดร้อนได้กู้ยืม อันเป็นการช่วยเหลือกันในกลุ่มสมาชิกตามวัตถุประสงค์ที่จัดตั้งขึ้น โดยมิได้มุ่งเน้นแสวงหากำไรในเชิงธุรกิจหรือเป็นองค์กรทางธุรกิจตามกฎหมาย การฝากเงินสะสมในแต่ละเดือนของโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มจึงเป็นการออม ไม่ใช่สัญญาที่ตกลงลงหุ้นร่วมกันเพื่อแสวงหากำไรร่วมกัน อันมีลักษณะเป็นหุ้นส่วน เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นประธานกลุ่มมีหน้าที่รับฝากเงินและให้กู้เงิน จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นเหรัญญิกกลุ่ม ในการดำเนินกิจการกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีน จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับฝากเงินจากโจทก์ โดยมอบสมุดสัจจะสะสมทรัพย์แก่โจทก์ไว้เป็นหลักฐาน เงินที่โจทก์ฝากสะสมตามสมุดสัจจะสะสมทรัพย์ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาฝากเงิน เมื่อโจทก์เรียกเงินฝากคืน แต่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากเงินและบริหารกิจการของกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีนเพิกเฉยจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 18,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิของโจทก์และจำเลยทั้งสองจะว่ากล่าวกันต่อไปตามสิทธิของตนที่พึงมีโดยชอบด้วยกฎหมายหลังจากได้มีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 18,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 ธันวาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นสมาชิกและเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีน ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2550 มีวัตถุประสงค์ให้บุคคลในหมู่บ้านฝากเงินและกู้ยืมเงิน โดยให้ดอกเบี้ยเงินฝากและคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมเงิน มีสมาชิกในกลุ่มประมาณ 100 คน ระยะแรกกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีนจะรับฝากเงินจากสมาชิกเดือนละ 50 บาท ต่อสมาชิก 1 ราย ต่อมาปรับเพิ่มขึ้นเป็นรับฝากเงินเดือนละ 100 บาท ต่อสมาชิก 1 ราย โจทก์เปิดบัญชีฝากเงินไว้กับกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีน 1 บัญชี เป็นเงิน 18,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดคืนเงินให้โจทก์ตามฟ้อง หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า กลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านหรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วไป เกิดขึ้นโดยการรวมตัวของผู้คนในชุมชน ซึ่งอาจมีผู้นำชุมชนหรือผู้นำท้องถิ่นเป็นแกนนำในการจัดตั้งและบริหารกิจการ โดยมิได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลในหมู่บ้านฝากเงินและกู้ยืมเงินกันภายในกลุ่ม โดยมีการให้ดอกเบี้ยเงินฝากและคิดดอกเบี้ยจากบุคคลที่กู้ยืมเงินจากกลุ่ม แม้การก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์จะมีการตกลงเข้ากันหรือร่วมกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน โดยผู้ฝากเงินจะได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินปันผลหรือดอกเบี้ย แต่ก็มีลักษณะเป็นการจัดตั้งขึ้นเพื่อเน้นให้สมาชิกนำเงินมาออมสะสมตามระยะเวลาที่ตกลงอย่างสม่ำเสมอ และเงินที่สะสมได้ในแต่ละเดือนก็อาจนำมาจัดสรรให้สมาชิกที่เดือดร้อนได้กู้ยืม อันเป็นการช่วยเหลือกันในกลุ่มสมาชิกตามวัตถุประสงค์ที่จัดตั้งขึ้น โดยมิได้มุ่งเน้นแสวงหากำไรในเชิงธุรกิจหรือเป็นองค์กรทางธุรกิจตามกฎหมาย กลุ่มออมทรัพย์บ้านจีนจัดตั้งขึ้นในปี 2550 มีลักษณะเช่นเดียวกับกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านหรือกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ดังที่กล่าวมา การฝากเงินสะสมในแต่ละเดือนของโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มจึงเป็นการออม ไม่ใช่สัญญาที่ตกลงลงหุ้นร่วมกันเพื่อแสวงหากำไรร่วมกัน อันมีลักษณะเป็นหุ้นส่วนตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง เมื่อข้อเท็จจริงจากการพิจารณาไม่โต้แย้งกันฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นประธานกลุ่มมีหน้าที่รับฝากเงินและให้กู้เงิน จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นเหรัญญิกกลุ่ม ในการดำเนินกิจการกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีน จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับฝากเงินจากโจทก์ โดยมอบสมุดสัจจะสะสมทรัพย์แก่โจทก์ไว้เป็นหลักฐาน เงินที่โจทก์ฝากสะสมตามสมุดสัจจะสะสมทรัพย์ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาฝากเงิน เมื่อโจทก์เรียกเงินฝากคืน แต่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากเงินและบริหารกิจการของกลุ่มออมทรัพย์บ้านจีนเพิกเฉยจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 672
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — นางสาว อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายนที ตียวัฒนกฤษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางนภาพร ถาวรศิริ
ชื่อองค์คณะ
โชคชัย รุจินินนาท
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ประทีป เหมือนเตย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8583/2568
#723552
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องพร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 ตามความเห็นของศาลชั้นต้น และพิพากษายืน ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืน โดยไม่ได้พิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงแปลความได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ดังนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงถึงที่สุดตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 และมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี และปรับ 6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีกำหนดคนละ 3 ปี เพิ่มโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสี่คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 4,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 2 ปี 8 เดือน โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามเงื่อนไขและเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดเป็นเวลา 12 ชั่วโมง กับห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท ห้ามคบค้าสมาคมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 194/2562 และ ย 242/2562 ของศาลชั้นต้น ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 13 ธันวาคม 2565 ขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อสู้คดีถึงสามศาลและแพ้คดีเพราะไม่ได้นำพยานหลักฐานที่จะเป็นประโยชน์และเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีเหตุความสงสัยหลายอย่างในแต่ละขั้นตอน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้นำพยานใหม่ทั้งหมดมาเสนอต่อศาลเมื่อได้รับอนุญาตเพื่อไม่เป็นการเสียรูปคดีและคงความยุติธรรม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 เห็นสมควรไม่รับคำร้อง ให้ส่งคำร้องพร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยเร็ว

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้ทำการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 และมีความเห็นไม่รับคำร้องพร้อมส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งการที่ศาลชั้นต้นจะไต่สวนหรือไม่เป็นอำนาจโดยทั่วไปของศาลชั้นต้นหากเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว โดยพิจารณาเพียงคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นก็อาจไม่ไต่สวนได้ การดำเนินการในส่วนนี้ของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องพร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มีคำวินิจฉัยไปโดยมิได้มีคำสั่งให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อนแต่อย่างใด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้อย่างแจ้งชัดว่าคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 ตามความเห็นของศาลชั้นต้น และพิพากษายืน ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว โดยฟังว่าคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ได้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืน โดยไม่ได้พิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า หากศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้นก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงแปลความได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ซึ่งมาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด ดังนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีสิทธิฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยบาดาล
ผู้ร้อง — นาง ย.
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นางสาวฐนิตา ศิลามงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทวี ศรุตานนท์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8560/2568
#724205
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568 มีผลใช้บังคับแล้ว และมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้ยกเลิกตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2548 และให้ใช้ตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้าย พ.ร.บ.นี้แทน โดยตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568 มิได้บัญญัติความรับผิดค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณียึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้ว ไม่มีการขายหรือจำหน่ายไว้ดังเช่นกฎหมายเดิม โจทก์จึงไม่มีความรับผิดต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณีดังกล่าวอีก ปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 400,000 บาท และให้ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กรกฎาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 20 เดือน และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10185 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์สินและให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10185 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดแล้วไม่มีการขาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1476/2556 ระหว่าง บริษัท ท. โจทก์ นางสาวกรรณิการ์. ที่ 1 กับพวก จำเลย ของศาลแขวงนครปฐม มีการบังคับคดีโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ โดยโจทก์ในคดีดังกล่าวนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10185 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้อง เพื่อออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่บริษัท ท. โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวโดยปลอดจำนอง มีผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองซื้อได้ในราคา 1,290,000 บาท ผู้ร้องได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว วันที่ 23 เมษายน 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี เรื่อง ขอให้จดทะเบียนระงับการจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ซื้อ สำหรับคดีนี้วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้การยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นการยึดซ้ำ ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 จึงต้องเพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10185 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ประเด็นเกี่ยวกับการเพิกถอนการยึดทรัพย์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์คงอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวนร้อยละ 2 ของราคาทรัพย์สินที่ยึดตามตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามคำสั่งศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวนร้อยละ 2 ของราคาทรัพย์สินที่ยึดตามตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่ เห็นว่า ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568 มีผลใช้บังคับแล้ว และมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2548 และให้ใช้ตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายพระราชบัญญัตินี้แทน โดยตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568 มิได้บัญญัติความรับผิดค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณียึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้ว ไม่มีการขายหรือจำหน่ายไว้ดังเช่นกฎหมายเดิม โจทก์จึงไม่มีความรับผิดต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณีดังกล่าวอีก ปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 326 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซ.
ผู้ร้อง — ธนาคาร ก.
จำเลย — นางสาว ก. กับพวกรวม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางสาวณัฐพร นครอินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
เรณี ศิลปวุฒิ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8557/2568
#723246
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 657 บัญญัติว่า "อันว่าฝากทรัพย์นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่าผู้ฝาก ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้รับฝาก และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตน แล้วจะคืนให้" แต่ถ้าเป็นการฝากเงิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินอันเดียวกันกับเงินที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวนตามมาตรา 672 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อมีการฝากเงินไว้กับธนาคารจำเลย เงินที่ฝากย่อมตกเป็นของจำเลย แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนแก่ผู้ฝากตามมาตรา 665 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้มีเจตนาฝากเงิน 31,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. แต่โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. โดยผิดพลาด ซ. จึงไม่ใช่ผู้ฝากเงินดังกล่าว ทั้งการฝากเงินโดยผิดพลาดหาใช่เป็นการฝากเงินแทน ซ. ไม่ ตราบใดที่ ซ. ยังไม่ได้ถอนหรือเบิกเงินหรือโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝาก เงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวย่อมอยู่ในความครอบครองของจำเลย และจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินให้แก่ ซ. ซึ่งไม่ใช่ผู้ฝากเงิน ดังนี้ แม้โจทก์และจำเลยจะไม่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันในเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ดังที่จำเลยแก้ฎีกา แต่จำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ต้องกระทำด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการปฏิบัติตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์โอนเงิน 31,000 บาท ผิดบัญชีไปเข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. ประกอบกับไม่มีหลักฐานแสดงว่า โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับ ซ. เจ้าของบัญชีที่โจทก์โอนเงินไปอย่างไร ทั้งโจทก์ได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนไว้ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนออกหมายอายัดเงินบัญชีเงินฝากของ ซ. ส่งไปถึงจำเลย และจำเลยอายัดเงิน 31,000 บาท ในบัญชีดังกล่าวไว้แล้ว โดยมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม จำเลยควรต้องติดต่อไปยังเจ้าของบัญชีที่โจทก์อ้างว่าโอนเงินผิดพลาดให้แสดงตนหรือโต้แย้งคัดค้านเพื่อแสดงหลักฐานถึงสิทธิในเงินดังกล่าว เพื่อมิให้เกิดภาระแก่ผู้บริโภคในการดำเนินการติดตามทรัพย์สินคืนเพียงฝ่ายเดียวเกินสมควร เมื่อจำเลยให้การและนำสืบรับว่า จำเลยได้รับโอนเงินดังกล่าวจากโจทก์จริง และเงินที่โจทก์โอนเข้าบัญชีเงินฝากของ ซ. ยังอยู่ในความครอบครองของจำเลย โดยไม่ปรากฏว่า ซ. ได้โต้แย้งเกี่ยวกับเงินที่มีการโอนผิดพลาดไปดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะติดตามเอาเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ตามมาตรา 1336 เมื่อโจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 31,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 31,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มิถุนายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. สาขาถนนเอกชัย บัญชีเลขที่ 147246xxxx เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 โจทก์ประสงค์จะโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ 31,000 บาท ไปเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาว พ. บุตรของโจทก์ ซึ่งเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับจำเลย สาขาเดอะมอลล์บางแค บัญชีเลขที่ 450133xxxx ผ่านแอปพลิเคชันการโอนเงินที่ติดตั้งในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ แต่โจทก์พิมพ์หมายเลขบัญชีที่จะโอนเงินผิดพลาดไป 1 ตัวเลข จากเลข 5 เป็นเลข 8 ทำให้เงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนไปเข้าบัญชีเงินฝากเลขที่ 480133xxxx ของนาย ซ. บุคคลสัญชาติเมียนมา ซึ่งเปิดบัญชีไว้กับจำเลย ในวันดังกล่าวโจทก์ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนไว้เป็นหลักฐาน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนออกหมายอายัดเงิน 31,000 บาท ในบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ส่งไปถึงจำเลย และจำเลยอายัดเงิน 31,000 บาท ในบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657 บัญญัติว่า "อันว่าฝากทรัพย์นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่าผู้ฝาก ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับฝาก และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตน แล้วจะคืนให้" แต่ถ้าเป็นการฝากเงิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินอันเดียวกันกับเงินที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวนตามมาตรา 672 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อมีการฝากเงินไว้กับธนาคารจำเลย เงินที่ฝากย่อมตกเป็นของจำเลย แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนแก่ผู้ฝากตามมาตรา 665 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้มีเจตนาฝากเงิน 31,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนาย ซ. แต่โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนาย ซ. โดยผิดพลาด นาย ซ. จึงไม่ใช่ผู้ฝากเงินดังกล่าว ทั้งการฝากเงินโดยผิดพลาดหาใช่เป็นการฝากเงินแทนนาย ซ. ไม่ ตราบใดที่นาย ซ. ยังไม่ได้ถอนหรือเบิกเงินหรือโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝาก เงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวย่อมอยู่ในความครอบครองของจำเลย และจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินให้แก่นาย ซ. ซึ่งไม่ใช่ผู้ฝากเงิน ดังนี้ แม้โจทก์และจำเลยจะไม่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันในเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ดังที่จำเลยแก้ฎีกา แต่จำเลยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ต้องกระทำด้วยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการปฏิบัติตามมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์โอนเงิน 31,000 บาท ผิดบัญชีไปเข้าบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ประกอบกับไม่มีหลักฐานแสดงว่า โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับนาย ซ. เจ้าของบัญชีที่โจทก์โอนเงินไปอย่างไร ทั้งโจทก์ได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนไว้ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางบอนออกหมายอายัดเงินบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ส่งไปถึงจำเลย และจำเลยอายัดเงิน 31,000 บาท ในบัญชีดังกล่าวไว้แล้ว โดยมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสม จำเลยควรต้องติดต่อไปยังเจ้าของบัญชีที่โจทก์อ้างว่าโอนเงินผิดพลาดให้แสดงตนหรือโต้แย้งคัดค้านเพื่อแสดงหลักฐานถึงสิทธิในเงินดังกล่าว เพื่อมิให้เกิดภาระแก่ผู้บริโภคในการดำเนินการติดตามทรัพย์สินคืนเพียงฝ่ายเดียวเกินสมควร แต่เมื่อจำเลยให้การและนำสืบรับว่า จำเลยได้รับโอนเงินดังกล่าวจากโจทก์จริง และเงินที่โจทก์โอนเข้าบัญชีเงินฝากของนาย ซ. ยังอยู่ในความครอบครองของจำเลย โดยไม่ปรากฏว่านาย ซ. ได้โต้แย้งเกี่ยวกับเงินที่มีการโอนผิดพลาดไปดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะติดตามเอาเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อโจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 657 ม. 665 ม. 672 ม. 1336
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก.
จำเลย — ธนาคาร ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงบางบอน — นายกฤษฎา พณิชยกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรชัย ไทรโชต
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8459/2568
#724998
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นอุทธรณ์จำเลยยกข้อเท็จจริงขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้ยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ยกขึ้นวินิจฉัยนั้นไม่ชอบอย่างไร การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาซ้ำอีก ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา และไม่ได้เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ทั้งไม่ได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้น มีระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม ป.อ. มาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี ก็เป็นระวางโทษสองในสามส่วนของอัตราโทษขั้นต่ำสุดในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายสำหรับความผิดนั้นแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง อันเป็นการลดโทษให้มากที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวให้เบากว่านี้ได้ ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษปรับจำเลย 4,000 บาท แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท ก็เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว นอกจากนี้ การที่จำเลยพาอาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพ สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตของผู้อื่นได้ ติดตัวไปตามถนนสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาฆ่า จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัส นับเป็นการกระทำความผิดอย่างอุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และกระทบต่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะรับฟังได้ตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมจนเป็นที่พอใจและโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่จำเลยแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นสิทธิของโจทก์ร่วมที่จะรับชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งจากจำเลยอยู่แล้ว และแม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุประการอื่นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ก็ไม่ใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายสุชาติ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก และค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 5 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 5 ปี และปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง (ที่ถูก ริบอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลาง)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมโดยไม่ประสงค์ให้โจทก์ร่วมถึงแก่ความตาย จำเลยเพียงแค่ยิงข่มขู่เท่านั้น จำเลยจึงมิได้มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้ยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ยกขึ้นวินิจฉัยนั้นไม่ชอบอย่างไร การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาซ้ำอีกถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา และไม่ได้เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ทั้งไม่ได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อนี้

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้น มีระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี ก็เป็นระวางโทษสองในสามส่วนของอัตราโทษขั้นต่ำสุดในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นกฎหมายสำหรับความผิดนั้นแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง อันเป็นการลดโทษให้มากที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวให้เบากว่านี้ได้ ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษปรับจำเลย 4,000 บาท แล้วลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท ก็เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว นอกจากนี้การที่จำเลยพาอาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพ สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตของผู้อื่นได้ ติดตัวไปตามถนนสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงโจทก์ร่วมโดยมีเจตนาฆ่า จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัส นับเป็นการกระทำความผิดอย่างอุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และกระทบต่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะรับฟังได้ตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมจนเป็นที่พอใจและโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่จำเลยแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นสิทธิของโจทก์ร่วมที่จะรับชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งจากจำเลยอยู่แล้ว และแม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุประการอื่นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ก็ไม่ใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นาย ส.
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางชนิดาภา ปราบปราม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชิต คงรัตนชาติ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เดช วานิชกิตติกูล
อำนาจ โชติชะวารานนท์
สุรพงษ์ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8421/2568
#723545
เปิดฉบับเต็ม

ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ของจำเลยว่า สั่งในอุทธรณ์แล้ว และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยในอุทธรณ์ โดยหาได้มีข้อความใดที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งรับรองว่าคดีของจำเลยมีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้เลย แม้เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสาม แต่ก็เป็นการสั่งไปโดยผิดหลงของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม เป็นการผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดและให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่เสียให้ถูกต้อง กรณียังไม่อาจที่จะให้ถือว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำสั่งไม่รับรองให้จำเลยอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2202 และที่ดินโฉนดเลขที่ 171890 พร้อมส่งมอบที่ดินคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินแล้วเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2202 และที่ดินโฉนดเลขที่ 171890 และส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงของจำเลยเพียงว่า "สั่งในอุทธรณ์แล้ว" ถือว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นพิจารณาไม่รับรองให้อุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และการขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม ครั้นจำเลยยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 จำเลยก็ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในส่วนที่เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้พร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น อันเป็นการปฏิบัติครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม แล้ว จึงชอบที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะพึงมีคำสั่งให้ถูกต้องเสียก่อนว่าจะรับรองให้จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ แต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งในคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ของจำเลยว่า "สั่งในอุทธรณ์แล้ว" และมีคำสั่งในอุทธรณ์ว่า "จำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ศาลสั่ง รับอุทธรณ์ของจำเลย สำเนาให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับอุทธรณ์ ให้จำเลยนำส่งโดยเจ้าพนักงานศาล การส่งหากไม่พบหรือไม่มีผู้รับแทนโดยชอบให้ปิดได้ หากส่งไม่ได้ให้จำเลยแถลงภายใน 7 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์" โดยก่อนที่จะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย หาได้มีข้อความใดที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งรับรองว่าคดีของจำเลยมีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้เลย แม้เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสาม แต่ก็เป็นเพียงการมีคำสั่งไปโดยผิดหลงของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม เป็นการผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดและให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่เสียให้ถูกต้อง กรณียังไม่อาจที่จะให้ถือว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำสั่งไม่รับรองให้จำเลยอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อันจะมีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์โดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ได้สั่งในคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์และในอุทธรณ์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เสียทั้งหมด ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาว่าจะรับรองให้อุทธรณ์หรือไม่ แล้วจึงดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิจารณาเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแล้วแต่กรณี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 วรรคหนึ่ง ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ป.
จำเลย — นางสาวหรือนาง บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวุฒิชัย วงศ์วรรณา
ศาลอุทธรณ์ — นายปรัชญา โกไศยกานนท์
ชื่อองค์คณะ
ปรีชา เชิดชู
อัจฉรา วริวงศ์
ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8420/2568
#723542
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองต่างอ้างว่าครอบครองที่ดินโฉนดที่ดิน 15864 เป็นส่วนสัด ผู้ร้องที่ 1 ครอบครองที่ดินส่วนที่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ และมีเนื้อที่ครอบครองมากกว่าส่วนที่ อ. และ ห. ครอบครองหนึ่งเท่าตัว ส่วนผู้ร้องที่ 2 ครอบครองที่ดินส่วนที่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ และมีเนื้อที่ครอบครองมากกว่าส่วนที่ อ. และ ห. ครอบครองเช่นกัน ที่ดินส่วนที่ อ. และ ห. ครอบครองไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ แต่จะต้องผ่านที่ดินส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 หรือที่ 2 ครอบครองเพื่อผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะ และได้ความตามที่ผู้ร้องที่ 1 ตอบคำถามค้านว่า นอกจากที่ดินแปลงดังกล่าวแล้ว ค. ไม่มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินแปลงอื่นอีก พฤติการณ์การครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดตามที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างจึงได้เปรียบ อ. และ ห. โดยไม่ปรากฏเหตุผลหรือสาเหตุการครอบครองเป็นส่วนสัดดังกล่าว จึงเป็นพิรุธและไม่น่าเชื่อถือ ทั้งผู้ร้องทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นถึงสภาพการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดตามที่อ้าง จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดตามที่กล่าวอ้าง จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 โดยกันส่วนที่ดินตามที่ผู้ร้องทั้งสองอ้าง อย่างไรก็ตาม เมื่อที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของ ค. ซึ่งตกทอดแก่ทายาท และข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนโดยโจทก์ไม่โต้แย้งว่า ผู้ร้องทั้งสอง อ. และ ห. เป็นบุตรของ ค. ผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ค. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (1) การยึดที่ดินดังกล่าวของโจทก์ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิในการรับมรดกของผู้ร้องทั้งสอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 322 ผู้ร้องทั้งสองจึงมีสิทธิร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 ตามส่วนที่ตกทอดแก่ผู้ร้องทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายอนิรุตหรือคำบาง ชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงร้องขอให้มีการบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 มีชื่อนายอนิรุตหรือคำบางเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางคำ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้กันส่วนที่ดินของผู้ร้องทั้งสองออกก่อนขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 170 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ได้ความว่า นอกจากผู้ร้องทั้งสองจะอ้างในคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสอง นายอนิรุตหรือคำบาง และนายหนูกาญ ต่างครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 เป็นส่วนสัดแล้ว โดยผู้ร้องที่ 1 ครอบครองที่ดินทางทิศใต้ ส่วนผู้ร้องที่ 2 ครอบครองที่ดินทางทิศใต้ติดกับส่วนของผู้ร้องที่ 1 โจทก์ไม่อาจขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทั้งแปลงได้ ขอให้กันส่วนที่ดินที่ผู้ร้องทั้งสองครอบครองก่อนขายทอดตลาดแล้ว ผู้ร้องทั้งสองยังอ้างในคำร้องขออีกว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 เป็นทรัพย์มรดกของนางคำ มารดาของผู้ร้องทั้งสอง นายอนิรุตหรือคำบางและนายหนูกาญ เมื่อนางคำถึงแก่ความตาย ผู้ร้องทั้งสองย่อมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวในฐานะทายาทโดยธรรมของนางคำ การบังคับคดีของโจทก์ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิในการรับมรดกของผู้ร้องทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 อันเป็นกรณีที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่ามีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางคำในฐานะที่ตนเป็นทายาทของนางคำ ซึ่งศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนพยานหลักฐานแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยใหม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ในชั้นนี้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 มีชื่อนางคำ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อนางคำถึงแก่ความตาย นายอนิรุตหรือคำบางรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวในฐานะผู้จัดการมรดก โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายอนิรุตหรือคำบาง และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2564 ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 โดยกันส่วนของผู้ร้องทั้งสองจากการขายทอดตลาดหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 ที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดประกาศขายทอดตลาด มีเนื้อที่ 2 งาน 56 ตารางวา ผู้ร้องทั้งสองต่างอ้างว่าครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนสัด โดยผู้ร้องที่ 1 ครอบครองที่ดินทางทิศใต้ติดทางสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ 91.6 ตารางวา ผู้ร้องที่ 2 ครอบครองที่ดินทางทิศใต้ติดกับส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 ครอบครองและติดทางสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ 63.8 ตารางวา นายอนิรุตหรือคำบางครอบครองที่ดินทางทิศเหนือ เนื้อที่ 46 ตารางวา และนายหนูกาญครอบครองที่ดินทางทิศเหนือเช่นกัน เนื้อที่ 39.6 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท จากแผนที่พิพาทดังกล่าว ปรากฏว่า ผู้ร้องที่ 1 ครอบครองที่ดินส่วนที่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ และมีเนื้อที่ครอบครองมากกว่าส่วนที่นายอนิรุตหรือคำบางและนายหนูกาญครอบครองหนึ่งเท่าตัว ส่วนผู้ร้องที่ 2 ครอบครองที่ดินส่วนที่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ และมีเนื้อที่ครอบครองมากกว่าส่วนที่นายอนิรุตและนายหนูกาญครอบครองเช่นกัน แต่ที่ดินส่วนที่นายอนิรุตหรือคำบางและนายหนูกาญครอบครองมีเนื้อที่น้อยกว่าผู้ร้องทั้งสองและไม่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ ทั้งไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ แต่จะต้องผ่านที่ดินส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 หรือที่ 2 ครอบครองเพื่อผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ และได้ความตามที่ผู้ร้องที่ 1 ตอบคำถามค้านว่า นอกจากที่ดินแปลงดังกล่าวแล้ว นางคำไม่มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินแปลงอื่นอีก พฤติการณ์การครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดตามที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างจึงได้เปรียบนายอนิรุตหรือคำบางและนายหนูกาญ โดยไม่ปรากฏเหตุผลหรือสาเหตุการครอบครองเป็นส่วนสัดดังกล่าว จึงเป็นพิรุธและไม่น่าเชื่อถือ ทั้งผู้ร้องทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นถึงสภาพการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดตามที่อ้าง จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดตามที่กล่าวอ้าง จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 โดยกันส่วนที่ดินตามที่ผู้ร้องทั้งสองอ้าง อย่างไรก็ตาม เมื่อที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนางคำซึ่งตกทอดแก่ทายาท และข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนโดยโจทก์ไม่โต้แย้งว่า ผู้ร้องทั้งสอง นายอนิรุตหรือคำบางและนายหนูกาญ เป็นบุตรของนางคำ ผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางคำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) การยึดที่ดินดังกล่าวของโจทก์ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิในการรับมรดกของผู้ร้องทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 ผู้ร้องทั้งสองจึงมีสิทธิร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 ตามส่วนที่ตกทอดแก่ผู้ร้องทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองคนละหนึ่งในสี่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629 (1)
ป.วิ.พ. ม. 322
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
ผู้ร้อง — นางสาว ส. กับพวก
จำเลย — นางสาว จ. ในฐานะทายาทโดยธรรมของ นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวกุณฑิกา ช่วยพนัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ แน่นหนา
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
ยุพา วงศ์ทองทิว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8420/2568
#725556
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๘๖๔ ที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดประกาศขายทอดตลาดเป็นสัดส่วน ผู้ร้องทั้งสอง จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๘๖๔ โดยกันส่วนที่ดินตามที่ผู้ร้องทั้งสองอ้าง อย่างไรก็ตาม เมื่อที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของ ค. ซึ่งตกทอดแก่ทายาท และข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนโดยโจทก์ไม่โต้แย้งว่า ผู้ร้องทั้งสอง อ. และ ห. เป็นบุตรของ ค. ผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๘๖๔ ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ค. ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๒๙ (๑) การยึดที่ดินดังกล่าวของโจทก์ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิในการรับมรดกของผู้ร้องทั้งสอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๒ ผู้ร้องทั้งสองจึงมีสิทธิร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๘๖๔ ตามส่วนที่ตกทอดแก่ผู้ร้องทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายอนิรุตหรือคำบาง ชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาล โจทก์จึงร้องขอให้มีการบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 มีชื่อนายอนิรุตหรือคำบางเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางคำ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้กันส่วนที่ดินของผู้ร้องทั้งสองออกก่อนขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 170 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ได้ความว่า นอกจากผู้ร้องทั้งสองจะอ้างในคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสอง นายอนิรุตหรือคำบาง และนายหนูกาญ ต่างครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 เป็นส่วนสัดแล้ว โดยผู้ร้องที่ 1 ครอบครองที่ดินทางทิศใต้ ส่วนผู้ร้องที่ 2 ครอบครองที่ดินทางทิศใต้ติดกับส่วนของผู้ร้องที่ 1 โจทก์ไม่อาจขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทั้งแปลงได้ ขอให้กันส่วนที่ดินที่ผู้ร้องทั้งสองครอบครองก่อนขายทอดตลาดแล้ว ผู้ร้องทั้งสองยังอ้างในคำร้องขออีกว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 เป็นทรัพย์มรดกของนางคำ มารดาของผู้ร้องทั้งสอง นายอนิรุตหรือคำบางและนายหนูกาญ เมื่อนางคำถึงแก่ความตาย ผู้ร้องทั้งสองย่อมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวในฐานะทายาทโดยธรรมของนางคำ การบังคับคดีของโจทก์ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิในการรับมรดกของผู้ร้องทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 อันเป็นกรณีที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่ามีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางคำในฐานะที่ตนเป็นทายาทของนางคำ ซึ่งศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนพยานหลักฐานแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยใหม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ในชั้นนี้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 มีชื่อนางคำ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อนางคำถึงแก่ความตาย นายอนิรุตหรือคำบางรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวในฐานะผู้จัดการมรดก โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายอนิรุตหรือคำบาง และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2564 ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 โดยกันส่วนของผู้ร้องทั้งสองจากการขายทอดตลาดหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 ที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดประกาศขายทอดตลาด มีเนื้อที่ 2 งาน 56 ตารางวา ผู้ร้องทั้งสองต่างอ้างว่าครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนสัด โดยผู้ร้องที่ 1 ครอบครองที่ดินทางทิศใต้ติดทางสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ 91.6 ตารางวา ผู้ร้องที่ 2 ครอบครองที่ดินทางทิศใต้ติดกับส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 ครอบครองและติดทางสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ 63.8 ตารางวา นายอนิรุตหรือคำบางครอบครองที่ดินทางทิศเหนือ เนื้อที่ 46 ตารางวา และนายหนูกาญครอบครองที่ดินทางทิศเหนือเช่นกัน เนื้อที่ 39.6 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท จากแผนที่พิพาทดังกล่าว ปรากฏว่า ผู้ร้องที่ 1 ครอบครองที่ดินส่วนที่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ และมีเนื้อที่ครอบครองมากกว่าส่วนที่นายอนิรุตหรือคำบางและนายหนูกาญครอบครองหนึ่งเท่าตัว ส่วนผู้ร้องที่ 2 ครอบครองที่ดินส่วนที่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ และมีเนื้อที่ครอบครองมากกว่าส่วนที่นายอนิรุตและนายหนูกาญครอบครองเช่นกัน แต่ที่ดินส่วนที่นายอนิรุตหรือคำบางและนายหนูกาญครอบครองมีเนื้อที่น้อยกว่าผู้ร้องทั้งสองและไม่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ ทั้งไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ แต่จะต้องผ่านที่ดินส่วนที่ผู้ร้องที่ 1 หรือที่ 2 ครอบครองเพื่อผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ และได้ความตามที่ผู้ร้องที่ 1 ตอบคำถามค้านว่า นอกจากที่ดินแปลงดังกล่าวแล้ว นางคำไม่มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินแปลงอื่นอีก พฤติการณ์การครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดตามที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างจึงได้เปรียบนายอนิรุตหรือคำบางและนายหนูกาญ โดยไม่ปรากฏเหตุผลหรือสาเหตุการครอบครองเป็นส่วนสัดดังกล่าว จึงเป็นพิรุธและไม่น่าเชื่อถือ ทั้งผู้ร้องทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นถึงสภาพการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดตามที่อ้าง จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดตามที่กล่าวอ้าง จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 โดยกันส่วนที่ดินตามที่ผู้ร้องทั้งสองอ้าง อย่างไรก็ตาม เมื่อที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนางคำซึ่งตกทอดแก่ทายาท และข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนโดยโจทก์ไม่โต้แย้งว่า ผู้ร้องทั้งสอง นายอนิรุตหรือคำบางและนายหนูกาญ เป็นบุตรของนางคำ ผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางคำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) การยึดที่ดินดังกล่าวของโจทก์ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิในการรับมรดกของผู้ร้องทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 ผู้ร้องทั้งสองจึงมีสิทธิร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 ตามส่วนที่ตกทอดแก่ผู้ร้องทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองคนละหนึ่งในสี่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629
ป.วิ.พ. ม. 322
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ.
ผู้ร้อง — นางสาว ส. กับพวก
จำเลย — นางสาว จ. ในฐานะทายาทโดยธรรมของ นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวกุณฑิกา ช่วยพนัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ แน่นหนา
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
ยุพา วงศ์ทองทิว
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8332 -ที่ 8349/2568
#722911
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 (1) จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ อันอาจมีผลทำให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน หรือกรรมการสหพันธ์แรงงานไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานกระทำการหรือกำลังจะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่มาตราดังกล่าวบัญญัติไว้ อันได้แก่ นัดชุมนุม ทำคำร้อง ยื่นข้อเรียกร้อง เจรจา หรือดำเนินการฟ้องร้อง หรือเป็นพยาน หรือให้หลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือนายทะเบียน พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน หรือกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หรือต่อศาลแรงงาน ส่วนการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 (2) จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ อันอาจมีผลทำให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างนั้นเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ดังนั้น หากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหรือกระทำการใด ๆ อันอาจมีผลทำให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้เพราะสาเหตุอย่างอื่นนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 121 (1) และมาตรา 121 (2) การกระทำดังกล่าวย่อมไม่นับเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรานี้

สำหรับกรณีการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 จะต้องเป็นกรณีที่ในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการหรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงานซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง การเลิกจ้างจึงจะนับได้ว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรานี้ อย่างไรก็ตาม หากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุกระทำผิดอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 123 (1) ถึง (5) รวมทั้งเพราะมีเหตุผลความจำเป็นที่สำคัญหรือเหตุอันสมควรประการอื่น โดยมิได้กลั่นแกล้งลูกจ้าง แม้จะเลิกจ้างลูกจ้างในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ ก็ไม่ถือว่าการเลิกจ้างนั้นเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 123

จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบแปดเพราะเหตุที่บริษัท อ. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของจำเลยที่ 2 ได้รวมกิจการกับบริษัท ล. ในต่างประเทศ ทำให้จำเลยที่ 2 กับบริษัท ด. ต้องรวมกิจการและปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร จำเลยที่ 2 ย่อมมีเหตุผลและความจำเป็นในการบริหารจัดการงานบุคคลเพื่อให้การรวมกิจการของจำเลยที่ 2 กับบริษัท ด. สำเร็จลุล่วงไปได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ได้แจ้งเหตุการณ์รวมกิจการดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างรวมถึงโจทก์ทั้งสิบแปดทราบแล้ว ในการดำเนินการรวมกิจการดังกล่าวนั้น มีทั้งลูกจ้างที่แสดงความประสงค์ว่าจะโอนย้ายไปทำงานให้แก่บริษัท ด. ลูกจ้างที่เข้าร่วมโครงการออกจากงานด้วยความเห็นชอบร่วมกัน ลูกจ้างที่ลาออก และลูกจ้างที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้าง และเมื่อเกิดกรณีขัดแย้งเกี่ยวกับการดำเนินการรวมกิจการของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว พนักงานตรวจแรงงานได้มีการเจรจาทำความเข้าใจกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับสหภาพแรงงาน พ. เกี่ยวกับการรวมกิจการของจำเลยที่ 2 กับบริษัท ด. ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็สามารถตกลงกันได้ว่า จำเลยที่ 2 จะมีการเลิกจ้างลูกจ้างทุกคนที่ไม่ประสงค์จะโอนไปทำงานให้แก่บริษัท ด. โดยมีกำหนดเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 2 จะจ่ายค่าชดเชย และสิทธิตามกฎหมายที่ลูกจ้างพึงมีทุกประการ และในระหว่างที่ลูกจ้างยังคงทำงานอยู่ ทั้งสองฝ่ายสัญญาว่าจะปฏิบัติต่อกันตามระเบียบและขั้นตอนโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย เมื่อต่อมาโจทก์ทั้งสิบแปดปฏิเสธไม่โอนย้ายไปเป็นลูกจ้างของบริษัท ด. จำเลยที่ 2 จึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบแปด อันเป็นการกระทำที่สอดคล้องตามข้อตกลงการเจรจาระหว่างจำเลยที่ 2 กับสหภาพแรงงาน พ. ดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบแปดโดยมิได้กลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติต่อโจทก์ทั้งสิบแปด กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเหตุผลและความจำเป็นอันสำคัญที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบแปดได้ แม้มิได้มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่ระบุไว้ให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้ตาม (1) ถึง (5) ในมาตรา 123 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบแปดจึงไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบแปดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกสำนวนว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งสิบแปดสำนวนฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 350 – 367/2563 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2563 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายจากการกระทำอันไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบแปดสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ 350 – 367/2563 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2563 และให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 2 ทุกสำนวนฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติและข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับผลิตและจำหน่ายแก๊สอุตสาหกรรม โจทก์ทั้งสิบแปดเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ตำแหน่งพนักงานขับรถขนส่งแก๊ส และเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน พ. วันที่ 24 กันยายน 2562 สหภาพแรงงาน พ. ยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อจำเลยที่ 2 ในระหว่างการเจรจาข้อเรียกร้องดังกล่าว สมาชิกสหภาพแรงงาน พ. ไม่ได้ชุมนุมนัดหยุดงาน ข้อเรียกร้องดังกล่าวสามารถเจรจาตกลงกันได้และมีการจดทะเบียนข้อตกลงในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 โดยมีผลบังคับใช้ 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2564 เมื่อเดือนตุลาคม 2562 จำเลยที่ 2 แจ้งการควบรวมกิจการของบริษัทแม่ในต่างประเทศระหว่างบริษัท อ. และบริษัท ล. ทำให้จำเลยที่ 2 กับบริษัท ด. ในประเทศไทยต้องควบรวมกันด้วย โดยจำเลยที่ 2 ให้พนักงานทุกคนเขียนใบลาออกจากจำเลยที่ 2 และให้ไปสมัครเป็นพนักงานบริษัท ด. ซึ่งประกอบกิจการประเภทเดียวกัน ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ฝ่ายบุคคลและกรรมการผู้จัดการของบริษัท ด. มาประชุมกับลูกจ้างจำเลยที่ 2 สาขาบางพลี โดยได้อธิบายวิธีและขั้นตอนในการโอนไปอยู่บริษัท ด. สำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์จะโอนไปยังบริษัท ด. จำเลยที่ 2 มีความจำเป็นต้องเลิกจ้างต่อไป เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2562 จำเลยที่ 2 แจ้งลูกจ้างพร้อมเสนอตารางเปรียบเทียบค่าจ้าง ค่าตอบแทน และสิทธิอื่น ๆ พร้อมสัญญาจ้างจากบริษัท ด. ให้ลูกจ้างพิจารณา หากประสงค์จะไปอยู่บริษัท ด. ให้ลงนามในสัญญาจ้างของบริษัท ด. ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562 และมีการขยายเวลาไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2563 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 สหภาพแรงงาน พ. มีหนังสือถึงสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ เรื่องขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับสัญญาจ้างและสภาพการจ้าง วันที่ 24 มกราคม 2563 สหภาพแรงงาน พ. มีหนังสือถึงสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ เรื่อง ติดตามและทวงถามความคืบหน้า เพื่อทวงถามผลการตรวจสอบการดำเนินงานของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับสัญญาจ้างและสภาพการจ้าง วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 สหภาพแรงงาน พ. และจำเลยที่ 2 ไปพบพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ และเจรจาหาข้อยุติโดยทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่า จำเลยที่ 2 จะมีการเลิกจ้างลูกจ้างทุกคนที่ไม่ประสงค์จะโอนไปทำงานบริษัท ด. โดยมีกำหนดเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 2 จะจ่ายค่าชดเชย และสิทธิตามกฎหมายที่ลูกจ้างพึงมีทุกประการ และในระหว่างที่ลูกจ้างยังคงทำงานอยู่ ทั้งสองฝ่ายสัญญาว่าจะปฏิบัติต่อกันตามระเบียบและขั้นตอนโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน สหภาพแรงงาน พ. จึงขอยุติคำร้อง เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 โจทก์ทั้งสิบแปดมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 2 ว่าไม่ประสงค์ไปทำงานที่บริษัท ด. ต่อมาเดือนมีนาคม 2563 มีโจทก์รวม 9 คน แจ้งชื่อในแบบสำรวจพนักงานที่ต้องการทำสัญญาเข้าเป็นพนักงานบริษัท ด. เพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 บริษัท ด. แจ้งว่าไม่สามารถเสนองานให้แก่โจทก์รวม 9 คนดังกล่าวได้ เนื่องจากโจทก์รวม 9 คนนั้น ไม่ตอบรับข้อเสนอภายในวันที่ 31 มกราคม 2563 โจทก์รวม 9 คนดังกล่าวได้ทำงานกับจำเลยที่ 2 ตามปกติ จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 15 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 วันที่ 22 กรกฎาคม 2563 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 15 ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 กล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 15 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 (2) และมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 วันที่ 17 สิงหาคม 2563 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ที่ 16 ถึงที่ 18 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2563 วันที่ 2 กันยายน 2563 โจทก์ที่ 16 ถึงที่ 18 ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 กล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ที่ 16 ถึงที่ 18 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 (1) (2) และมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ 350 - 367/2563 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสิบแปด คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาเพียงประการเดียวว่า การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบแปดเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 (1) (2) และมาตรา 123 หรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 (1) จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ อันอาจมีผลทำให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน หรือกรรมการสหพันธ์แรงงานไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานกระทำการหรือกำลังจะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่มาตราดังกล่าวบัญญัติไว้ อันได้แก่ นัดชุมนุม ทำคำร้อง ยื่นข้อเรียกร้อง เจรจา หรือดำเนินการฟ้องร้อง หรือเป็นพยาน หรือให้หลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือนายทะเบียน พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน หรือกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หรือต่อศาลแรงงาน ส่วนการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 (2) จะต้องเป็นกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ อันอาจมีผลทำให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างนั้นเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ดังนั้น หากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหรือกระทำการใด ๆ อันอาจมีผลทำให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้เพราะสาเหตุอย่างอื่นนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 121 (1) และมาตรา 121 (2) การกระทำดังกล่าวย่อมไม่นับเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรานี้ คดีนี้ แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า สหภาพแรงงาน พ. โดยโจทก์ที่ 16 ในฐานะประธานสหภาพแรงงานเคยยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 และวันที่ 24 มกราคม 2563 เพื่อขอให้ตรวจสอบและทวงถามความคืบหน้าผลการตรวจสอบในการดำเนินงานของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับสัญญาจ้างและสภาพการจ้าง กับได้ความว่าโจทก์ทั้งสิบแปดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน พ. ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาไม่ได้ความว่า การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ที่ 16 ถึงที่ 18 นั้น มีสาเหตุมาจากโจทก์ที่ 16 ถึงที่ 18 หรือสหภาพแรงงาน พ. ใช้สิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานโดยการยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว หรือการที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบแปดนั้น มีมูลเหตุจูงใจมาจากโจทก์ทั้งสิบแปดใช้สิทธิตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์โดยการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน พ. ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบแปดจึงไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 (1) และ (2) สำหรับกรณีการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 จะต้องเป็นกรณีที่ในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการหรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงานซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง การเลิกจ้างจึงจะนับได้ว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรานี้ อย่างไรก็ตาม หากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุกระทำผิดอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 123 (1) ถึง (5) รวมทั้งเพราะมีเหตุผลความจำเป็นที่สำคัญหรือเหตุอันสมควรประการอื่น โดยมิได้กลั่นแกล้งลูกจ้าง แม้จะเลิกจ้างลูกจ้างในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลใช้บังคับ ก็ไม่ถือว่าการเลิกจ้างนั้นเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 123 คดีนี้ แม้โจทก์ทั้งสิบแปดเป็นผู้เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบแปดในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดขึ้นจากข้อเรียกร้องดังกล่าวมีผลใช้บังคับอยู่ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบแปดเพราะเหตุที่บริษัท พ. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของจำเลยที่ 2 ได้รวมกิจการกับบริษัท ล. ในต่างประเทศ ทำให้จำเลยที่ 2 กับบริษัท ด. ต้องรวมกิจการและปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร จำเลยที่ 2 ย่อมมีเหตุผลและความจำเป็นในการบริหารจัดการงานบุคคลเพื่อให้การรวมกิจการของจำเลยที่ 2 กับบริษัท ด. สำเร็จลุล่วงไปได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันก็ได้ความว่า จำเลยที่ 2 ได้แจ้งเหตุการณ์รวมกิจการดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างรวมถึงโจทก์ทั้งสิบแปดทราบแล้ว ในการดำเนินการรวมกิจการดังกล่าวนั้น มีทั้งลูกจ้างที่แสดงความประสงค์ว่าจะโอนย้ายไปทำงานให้แก่บริษัท ด. ลูกจ้างที่เข้าร่วมโครงการออกจากงานด้วยความเห็นชอบร่วมกัน ลูกจ้างที่ลาออก และลูกจ้างที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้าง และเมื่อเกิดกรณีขัดแย้งเกี่ยวกับการดำเนินการรวมกิจการของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว พนักงานตรวจแรงงานได้มีการเจรจาทำความเข้าใจกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับสหภาพแรงงาน พ. เกี่ยวกับการรวมกิจการของจำเลยที่ 2 กับบริษัท ด. ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็สามารถตกลงกันได้ว่า จำเลยที่ 2 จะมีการเลิกจ้างลูกจ้างทุกคนที่ไม่ประสงค์จะโอนไปทำงานให้แก่บริษัท ด. โดยมีกำหนดเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 2 จะจ่ายค่าชดเชย และสิทธิตามกฎหมายที่ลูกจ้างพึงมีทุกประการ และในระหว่างที่ลูกจ้างยังคงทำงานอยู่ ทั้งสองฝ่ายสัญญาว่าจะปฏิบัติต่อกันตามระเบียบและขั้นตอนโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย เมื่อต่อมาโจทก์ทั้งสิบแปดปฏิเสธไม่โอนย้ายไปเป็นลูกจ้างของบริษัท ด. จำเลยที่ 2 จึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบแปด อันเป็นการกระทำที่สอดคล้องตามข้อตกลงจากการเจรจาระหว่างจำเลยที่ 2 กับสหภาพแรงงาน พ. ดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบแปดโดยมิได้กลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติต่อโจทก์ทั้งสิบแปด กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเหตุผลและความจำเป็นอันสำคัญที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบแปดได้ แม้มิได้มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่ระบุไว้ให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้ตาม (1) ถึง (5) ในมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบแปดจึงไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 350 – 367/2563 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2563 และโจทก์ทั้งสิบแปดไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการกระทำอันไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายดังกล่าวตามคำฟ้องโจทก์แต่ละคน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบแปดเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม แล้วพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 1 ที่ 350 – 367/2563 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2563 และให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสิบแปด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 121 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ. กับพวก
จำเลย — คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายรัตน์ จ๋วงพานิช
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางสาวอรนุช อาชาทองสุข
ชื่อองค์คณะ
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8322/2568
#723978
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในคำให้การ ทั้งมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลล่างทั้งสองก็ตาม แต่ปัญหาว่ากรณีต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับแก่คดีหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ในปัญหานี้ แม้โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติสวิสและตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 22 บัญญัติถึงการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสัญชาติในการดำเนินคดีของโจทก์ไว้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมิได้ให้การเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 อีกทั้งโจทก์และจำเลยก็มิได้นำสืบถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 ว่ามีอย่างไร อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลไม่สามารถรู้ได้เอง รวมทั้งบทบัญญัติตามมาตรา 22 ก็มิได้บัญญัติว่าการไม่นำสืบถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์แล้วมีผลเป็นอย่างไร แต่กลับมีบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 8 บัญญัติว่า "ในกรณีที่จะต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ ถ้าพิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ให้ใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศไทย" แสดงให้เห็นได้ว่า บทบัญญัติตามมาตรา 22 มิได้บังคับว่าโจทก์ต้องนำสืบข้อเท็จจริงของกฎหมายสัญชาติของโจทก์ เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ย่อมสามารถบังคับไปตามกฎหมายของประเทศไทยได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้มีการนำสืบพยานหลักฐานถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์ในศาลล่างทั้งสอง การที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาและพิพากษาคดีไปตามกฎหมายไทย โดยมิได้กล่าวถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์ตามมาตรา 22 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินที่มีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ 21 แปลง ดังกล่าวข้างต้นเป็นของโจทก์ และให้จำเลยคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ โดยให้โจทก์จัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดตามประมวลกฎหมายที่ดิน ให้หุ้นของบริษัท น. ที่จำเลยถือ 18,420 หุ้น เป็นของโจทก์ และให้จำเลยคืนหุ้นดังกล่าวแก่โจทก์ ให้หุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแรม ม. ที่จำเลยถือ 1,200,000 บาท เป็นของโจทก์ และให้จำเลยคืนหุ้นดังกล่าวแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนกรรมสิทธิ์และการครอบครองเครื่องบิน Maule MXT-7-180A HS-BNW Serial No. 2xxxxC แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนทองรูปพรรณและทองคำแท่ง น้ำหนัก 100 บาท แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงิน 2,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยคืนทรัพย์สินอื่น ๆ ที่โจทก์นำเข้ามาจากต่างประเทศตามฟ้องข้อ 7 รวม 89 รายการ แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนเริ่มสืบพยาน ศาลจังหวัดเชียงใหม่เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 11 ต่อมาประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลจังหวัดเชียงใหม่จึงโอนคดีมายังศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 21500, 4975, 9917, 9918, 10736, 10737, 10738, 22712, 22713, 21507, 21853, 25179 ,20622, 10601, 10602 และ 20347 และที่ดินโฉนดเลขที่ 74742, 74743, 74744, 8989 และ 8990 แก่โจทก์ โดยให้โจทก์จำหน่ายที่ดินดังกล่าวภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด และให้จำเลยผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากโอนไม่ได้ให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย โดยให้แจ้งคำพิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ ให้จำเลยคืนหุ้นของบริษัท น. ที่จำเลยถือ 18,420 หุ้น แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยคืนหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแรม ม. ที่จำเลยถือ 1,200,000 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยคืนกรรมสิทธิ์และการครอบครองเครื่องบินแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยชดใช้เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มิถุนายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 74742, 74743, 74744, 8989 และ 8990 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 20347 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มิถุนายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นบุคคลต่างด้าว สัญชาติสวิส โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกัน ณ สำนักทะเบียนอำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2545 โจทก์กับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายแพทริก เกิดวันที่ 23 ตุลาคม 2544 และนางสาวริต้า เกิดวันที่ 21 มิถุนายน 2547 โจทก์นำเงินที่เป็นสินส่วนตัวจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยแล้วนำไปซื้อทรัพย์สินหลายรายการที่ปรากฏชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ได้แก่ 1. อะพาร์ตเมนต์ ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 74742, 74743, 74744 และ 8989 2. โรงแรม ม. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 8990 3. ที่ดินจัดสรรเพื่อแบ่งขายตามที่ดินโฉนดเลขที่ดังต่อไปนี้ 3.1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 21500 3.2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4975 3.3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 9917 3.4 ที่ดินโฉนดเลขที่ 9918 3.5 ที่ดินโฉนดเลขที่ 10736 3.6 ที่ดินโฉนดเลขที่ 10737 3.7 ที่ดินโฉนดเลขที่ 10738 3.8 ที่ดินโฉนดเลขที่ 22712 3.9 ที่ดินโฉนดเลขที่ 22713 3.10 ที่ดินโฉนดเลขที่ 21507 3.11 ที่ดินโฉนดเลขที่ 21853 3.12 ที่ดินโฉนดเลขที่ 25179 3.13 ที่ดินโฉนดเลขที่ 20622 3.14 ที่ดินโฉนดเลขที่ 10601 3.15 ที่ดินโฉนดเลขที่ 10602 รวมทั้งสิ้น 15 แปลง 4. บ้านพักอาศัย ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 20347 โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท น. ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการทำธุรกิจบริการสนามบินและธุรกิจงานสถาปนิก เดิมบริษัทดังกล่าวชื่อบริษัท น. โดยโจทก์นำเงินที่เป็นสินส่วนตัวจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยแล้วนำไปซื้อทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ในนามบริษัท น. เป็นที่ดินรวม 7 แปลง จำเลยมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท น. ร่วมกับโจทก์และนายกานต์ โดยจำเลยถือหุ้นบริษัท 18,420 หุ้น ในจำนวนหุ้นทั้งหมด 45,000 หุ้น และโจทก์ซื้อหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแรมม. ซึ่งประกอบธุรกิจบริการห้องพัก (โรงแรม) มีชื่อโจทก์ลงทุน 800,000 บาท กับจำเลยลงทุน 1,200,000 บาท โดยมีจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ใช้เงินส่วนตัวซื้อเครื่องบิน Maule MXT-7-180A HS-BNW Serial No. 2xxxxC สำหรับทรัพย์สินที่เป็นทองคำรูปพรรณและทองคำแท่ง น้ำหนัก 100 บาท และทรัพย์สินอื่นที่โจทก์นำเข้ามาจากต่างประเทศตามฟ้องข้อ 7 รวม 89 รายการ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยครอบครองทองคำรูปพรรณและทองคำแท่ง และทรัพย์สินอื่นที่โจทก์นำเข้ามาจากต่างประเทศแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่สามารถเรียกทรัพย์สินดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติสวิสต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงตามกฎหมายสมาพันธรัฐสวิสซึ่งเป็นสัญชาติของโจทก์ว่ามีบทบัญญัติให้บุคคลที่มีสัญชาติสวิสสามารถฟ้องบังคับให้คู่สมรสคืนทรัพย์สินที่คู่สมรสมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นแทนได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 22 หรือไม่ นั้น เห็นว่า แม้จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ในคำให้การ ทั้งมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลล่างทั้งสองก็ตาม แต่ปัญหาว่ากรณีต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับแก่คดีหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ในปัญหานี้ แม้โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติสวิสและตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 22 บัญญัติถึงการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสัญชาติในการดำเนินคดีของโจทก์ไว้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมิได้ให้การเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 อีกทั้งโจทก์และจำเลยก็มิได้นำสืบถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 ว่ามีอย่างไร อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลไม่สามารถรู้ได้เอง รวมทั้งบทบัญญัติตามมาตรา 22 ก็มิได้บัญญัติว่าการไม่นำสืบถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์แล้วมีผลเป็นอย่างไร แต่กลับมีบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 8 บัญญัติว่า "ในกรณีที่จะต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ ถ้ามิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ให้ใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศไทย" แสดงให้เห็นได้ว่า บทบัญญัติตามมาตรา 22 มิได้บังคับว่าโจทก์ต้องนำสืบข้อเท็จจริงของกฎหมายสัญชาติของโจทก์ เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ย่อมสามารถบังคับไปตามกฎหมายของประเทศไทยได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้มีการนำสืบพยานหลักฐานถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์ในศาลล่างทั้งสอง การที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาและพิพากษาคดีไปตามกฎหมายไทยโดยมิได้กล่าวถึงกฎหมายสัญชาติของโจทก์ตามมาตรา 22 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่พิพาทตามฟ้องในฐานะตัวแทนของโจทก์อันทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกทรัพย์สินที่พิพาททั้งหมดคืนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่หนึ่งที่อยู่ในโครงการลานนาแอร์ปาร์ค โจทก์นำสืบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายของโครงการและแผนผังการจัดสรรแปลงในโครงการ ซึ่งจำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ที่ดินทั้งสิบห้าแปลงดังกล่าวโจทก์ซื้อมาเพื่อจัดสรรในโครงการลานนาแอร์ปาร์คและรับว่าโจทก์ทำโครงการดังกล่าว เมื่อมีผู้ซื้อที่ดินในโครงการดังกล่าว โจทก์ก็มีพยานเอกสารสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายและสำเนารายการเดินบัญชีของโจทก์มายืนยันว่าโจทก์เป็นผู้รับเงินตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว โดยโจทก์ขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกรวม 3 แปลง อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงในที่ดินทั้งสิบห้าแปลงโดยใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่สองที่เป็นที่ตั้งบ้านพักอาศัยของโจทก์กับจำเลย โจทก์นำสืบโดยมีภาพถ่ายและเอกสารเกี่ยวกับแปลนบ้านมายืนยันว่าโจทก์เป็นผู้สร้างบ้านหลังดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว และโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทส่วนที่สองนี้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ดินพิพาทส่วนที่หนึ่ง จึงเชื่อว่าโจทก์มีเจตนาให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพักอาศัยแทนโจทก์เช่นเดียวกับที่ดินที่ซื้อมาเพื่อจัดสรร สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่สามที่เป็นอะพาร์ตเมนต์ให้เช่า โจทก์มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายก่อนและหลังปรับปรุงตึกแถว และรายการปรับปรุงตึกแถวที่โจทก์ซื้อมา โดยโจทก์ยังใช้ชั้นล่างของตึกแถวดังกล่าวเป็นสำนักงานของโจทก์ ทั้งโจทก์ยังมีพยานปากนางสาวนฤมล ซึ่งเป็นเลขานุการของโจทก์และไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนเบิกความว่า โจทก์ให้จำเลยเป็นตัวแทนเป็นกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างหุ้นส่วนจำกัดผูกพันห้างได้แต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากติดขัดด้วยข้อกฎหมายที่ห้ามคนต่างชาติเป็นกรรมการผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัด ธุรกิจอะพาร์ตเมนต์ให้เช่าเป็นธุรกิจของโจทก์ และหากมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอะพาร์ตเมนต์ โจทก์จะเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่พยาน ปกติลูกค้าของโรงแรมจะจองห้องผ่านแอปพลิเคชันอโกด้าหรือบุกกิงดอตคอม ซึ่งจะจ่ายเงินเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์ นอกจากนี้ พยานโจทก์ปากนางยุคลธร แม่บ้านอะพาร์ตเมนต์และพนักงานต้อนรับของโรงแรม ม. ยังเบิกความสอดคล้องกันว่า โจทก์เป็นผู้บริหารจัดการธุรกิจทุกอย่างแต่เพียงผู้เดียว อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเพื่อประกอบธุรกิจของตัวโจทก์เอง โดยใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ และสำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่สี่ที่เป็นที่ตั้งของโรงแรม ม. โจทก์นำสืบว่าภายหลังจากซื้อที่ดินพร้อมโรงแรม โจทก์ได้ซ่อมแซมปรับปรุงโรงแรมแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งสอดคล้องกับที่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า เงินที่ใช้ในการซ่อมแซมปรับปรุงโรงแรม ม. เป็นเงินของโจทก์ โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดจากทางฝั่งโจทก์ว่าโจทก์มีเจตนายกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเสน่หา ทั้งโจทก์เบิกความยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้เก็บต้นฉบับที่ดินพิพาททั้งหมดไว้ น่าเชื่อว่าที่โจทก์ให้จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และให้คำรับรองต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าเงินที่นำมาซื้อที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างเป็นสินส่วนตัวหรือทรัพย์ส่วนตัวของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่สินสมรสหรือทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์เองได้ จึงเห็นได้ว่า โจทก์เจตนาให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์เท่านั้น ในขณะที่จำเลยนำสืบแต่เพียงลอย ๆ ว่าจำเลยนำเงินที่โจทก์ให้โดยเสน่หาที่จำเลยเก็บสะสมไว้มาร่วมซื้อที่ดินพิพาทกับโจทก์ และต่อมาโจทก์ให้ที่ดินที่ซื้อร่วมกันในส่วนของโจทก์แก่จำเลยโดยเสน่หา ที่ดินพิพาททั้งยี่สิบเอ็ดแปลงจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย แม้ทางนำสืบของทั้งสองฝ่ายจะปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยช่วยเหลือปรับปรุงที่ดินบางแปลงเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจบ้างก็ตาม แต่ก็ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งหมดจากการยกให้โดยเสน่หาของโจทก์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้มั่นคงมากกว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ในการถือครองที่ดินพิพาท ส่วนสังหาริมทรัพย์อื่นตามฟ้องอันได้แก่ หุ้นในบริษัท น. จำนวน 18,420 หุ้น นั้น โจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท โดยจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โจทก์ให้จำเลยถือหุ้นแทนโดยเป็นการซื้อหุ้นต่อจากผู้ถือหุ้นเดิมและโจทก์เป็นผู้ชำระค่าหุ้น ซึ่งเจือสมกับที่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้าน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยถือหุ้นในบริษัท น. แทนโจทก์ และหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแรม ม. จำนวน 1,200,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่วินิจฉัยไปแล้วข้างต้นว่า โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมโรงแรม และซ่อมแซมปรับปรุงโรงแรมด้วยเงินสินส่วนตัวของโจทก์ ทั้งโจทก์ยังเป็นผู้บริหารจัดการธุรกิจทุกอย่างแต่เพียงผู้เดียว การที่จำเลยถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแรม ม. จึงเป็นการถือแทนโจทก์เช่นกัน สำหรับเครื่องบิน Maule MXT-7-180A HS-BNW Serial No. 2xxxxC โจทก์นำสืบว่า โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวไม่สามารถจดทะเบียนเครื่องบินเป็นชื่อของตนเองได้ และก่อนหน้านี้โจทก์เคยให้คนรักเก่าของโจทก์ซึ่งเป็นคนไทยถือกรรมสิทธิ์แทน นับว่ามีเหตุผล มีน้ำหนักให้รับฟัง ในขณะที่จำเลยเบิกความแต่เพียงว่าโจทก์ให้เครื่องบินแก่จำเลยโดยเสน่หาเพื่อเป็นของขวัญที่บุตรชายเกิดโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในเครื่องบินดังกล่าวแทนโจทก์เช่นกัน เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นตัวการฟ้องเรียกทรัพย์สินที่พิพาทตามฟ้องคืนจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทน จำเลยจึงต้องส่งมอบทรัพย์สินที่พิพาทตามฟ้องคืนให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 และเมื่อโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินคืนจากจำเลยที่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทแทนโจทก์ กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกากับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง ม. 252
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 8 ม. 22
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 182/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — นาง ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวพิชชา กาญจนพายัพ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางปารณี มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
นันทิกา จิวัธยากูล
อภิรดี โพธิ์พร้อม
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568
#723546
เปิดฉบับเต็ม

เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท ก. ของโจทก์ นั้น ได้ความว่า โจทก์สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและยังคงเป็นสมาชิกอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวโจทก์ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของโจทก์ และโจทก์ยังได้รับเงินสมทบจากนายจ้างรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสดังกล่าวเมื่อโจทก์สิ้นสมาชิกภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวกึ่งหนึ่งแต่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งสินสมรสดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินสะสม เงินสมทบ และผลโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ของจำเลยที่ 1 นั้น ได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการและเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวจำเลยที่ 1 ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับเงินสมทบ รวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) ส่วนเงินอื่นที่จำเลยที่ 1 จะพึ่งได้รับก็ต่อเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการดังกล่าว ดังนั้น ในขณะฟ้องหย่าสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นและไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะมีสิทธิได้รับหรือไม่ อย่างไร จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากเงินในส่วนเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เป็นสินสมรสดังกล่าวกึ่งหนึ่งมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องหย่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินอื่นที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง โจทก์จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่ง

เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการ เป็นการได้รับมาภายหลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวก่อนฟ้องคดีนี้แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน แต่การจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสในคดีเดียวกันนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า" เมื่อเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังวันฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดี เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์จะมีสิทธิหรือไม่ อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่า หนี้เกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมกันรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง หรือขอให้แบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินดังกล่าวก่อน รวมทั้งจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้โจทก์ชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัวเนื่องจากโจทก์จำหน่ายกองทุนดังกล่าวไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องแย้ง และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสตามคำฟ้องมูลค่า 12,052,411 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะแบ่งสินสมรสดังกล่าวให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การ ฟ้องแย้ง และแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้โจทก์ไปจดทะเบียนหย่าขาดกับจำเลยที่ 1 ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และให้โจทก์แบ่งทรัพย์สินตามฟ้องแย้งข้อ 1.5 ถึงข้อ 1.12 ให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 8,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งในส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้แบ่งทรัพย์สินรายการที่ 1.7 ถึงรายการที่ 1.10 และรายการที่ 1.12

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 แบ่งรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ญท xxx กรุงเทพมหานคร รถยนต์หมายเลขทะเบียน พน xxxx กรุงเทพมหานคร สิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ชฮ xxx กรุงเทพมหานคร ที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 115/1 อาคารชุด ซ. ห้องชุดเลขที่ 1545/44 และที่ดินโฉนดเลขที่ 20779 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้จำเลยที่ 1 แบ่งหน่วยลงทุนกองทุนเปิด บ. ให้แก่โจทก์ จำนวน 14,925.3731 หน่วย และให้โจทก์แบ่งหน่วยลงทุนของโจทก์ในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ก. 3 กองทุน ให้แก่จำเลยที่ 1 คือ กองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาวปันผล (LTF) จำนวน 32,392.7857 หน่วย กองทุนเปิดเค 70:30 หุ้นระยะยาวปันผล (LTF) จำนวน 9,130.1972 หน่วย และกองทุนเปิดเค หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) จำนวน 6,940.48155 หน่วย ในส่วนของการแบ่งสินสมรสที่เป็นทรัพย์สินให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกันเอง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินในส่วนที่เป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ 654,326.61 บาท กับใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีในต้นเงิน 954,326.61 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2564 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ละคน โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ที่ถูก ต้องมีคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกด้วย)

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 หลังจากสมรสแล้วโจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 17/59 โจทก์ทำงานเป็นหัวหน้าพนักงานต้อนรับ ระดับ 7 ของบริษัท ก.จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นเจ้าพนักงานนำร่อง กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม โดยปฏิบัติงานประจำที่ทำการในอำเภอศรีราชา สำหรับประเด็นที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งอ้างเหตุหย่าโจทก์และขอให้โจทก์ชดใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 1 นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทำร้ายทรมานจิตใจหรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามบุพการีของจำเลยที่ 1 เป็นการร้ายแรงและโจทก์ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 ตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุที่จำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (6) จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากโจทก์ เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 51959 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 17/59 ทุนเรือนหุ้นของจำเลยที่ 1 ในสหกรณ์ออมทรัพย์กรมเจ้าท่า กองทุนเปิด บ. เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 421-2-04xxx-x เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 326-1-46xxx-x เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. เลขที่บัญชี 049-425xxx-x และเงินประกันชีวิตบริษัท ร. ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยา โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี และจำเลยที่ 1 ทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) (4/2) และ (6) หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวนพีพรรณ เป็นพยานเบิกความถึงความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์สังเกตว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่าจะมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น โจทก์จึงว่าจ้างนักสืบให้ติดตามพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 จนโจทก์ได้รับภาพถ่ายที่แสดงให้โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านเลขที่ 115/1 ซึ่งเปิดเป็นร้านเสริมสวยและเป็นที่พักอาศัยด้วย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2564 โจทก์และนางสาวนพีพรรณติดตามไปที่บ้านหลังดังกล่าวพบจำเลยทั้งสองอยู่ภายในบ้านตามลำพังในลักษณะใกล้ชิดเสมือนคู่รัก โจทก์จึงแสดงตัวให้จำเลยทั้งสองทราบว่าโจทก์ทราบพฤติกรรมของจำเลยทั้งสองและแสดงตัวต่อจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยทั้งสองไม่สนใจ และจำเลยที่ 1 ยังไปมาหาสู่จำเลยที่ 2 เป็นประจำ โดยนางสาวนพีพรรณเป็นน้องสาวโจทก์ย่อมมีความปรารถนาดีต่อครอบครัวของโจทก์ ไม่มีเหตุผลที่จะคิดปรุงแต่งเรื่องขึ้นหาเหตุให้ครอบครัวของโจทก์ต้องแตกแยกกัน ทั้งโจทก์ยังมีภาพถ่าย มานำสืบสนับสนุน ซึ่งภาพถ่ายดังกล่าวปรากฏภาพรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ไปจอดหน้าบ้านหลังดังกล่าว ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืน ซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบรับว่า รถยนต์ดังกล่าวเป็นรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จริง เพียงแต่นำสืบบ่ายเบี่ยงอ้างว่า จำเลยที่ 1 ให้คนงานของบิดาจำเลยที่ 1 ใช้เป็นยานพาหนะเพื่อไปดูแลต้นไม้ที่ปลูกไว้ที่บ้านหลังดังกล่าวเท่านั้น แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ทั้งตามภาพถ่ายยังปรากฏภาพถ่ายของจำเลยทั้งสองในลักษณะของคู่รักติดอยู่บนฝาผนังของบ้านหลังดังกล่าวอย่างเปิดเผย อันแสดงให้เห็นชัดถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของจำเลยทั้งสอง แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่า ภาพถ่ายดังกล่าวเป็นภาพจำเลยที่ 1 ใช้แอปพลิเคชันในการตกแต่งภาพเท่านั้น แต่เมื่อจำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงหลานของเพื่อนสนิท ก็ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใดที่จำเลยที่ 1 จะต้องตกแต่งภาพคู่ของจำเลยทั้งสองลักษณะที่กอดกันตามภาพถ่ายดังกล่าวเพื่อติดไว้บนฝาผนังของบ้านหลังดังกล่าว อันแสดงให้เห็นถึงการมีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษไม่ใช่ในลักษณะของบุคคลที่รู้จักกันทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์นำสืบเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2564 ที่โจทก์ติดตามไปพบจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังดังกล่าวนั้น โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวนพีพรรณเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันถึงข้อเท็จจริงประกอบภาพเคลื่อนไหวท้ายภาพถ่าย ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ใช่ภาพของตน เมื่อพิจารณาจากภาพเคลื่อนไหวดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า เมื่อโจทก์และนางสาวนพีพรรณติดตามไปที่บ้านหลังดังกล่าวแล้วพบจำเลยทั้งสองอยู่ภายในบ้านด้วยกันในช่วงกลางคืนตามลำพัง โดยจำเลยที่ 1 นั่งดูโทรทัศน์บนเก้าอี้ ส่วนจำเลยที่ 2 นั่งปอกขนุนอยู่ใกล้กัน เมื่อโจทก์เคาะกระจกเรียก จำเลยที่ 2 หันมาดูและตกใจ จำเลยที่ 1 เพียงแต่ยกมือขึ้นห้ามโจทก์ถ่ายรูป แต่ไม่ได้ออกมาคุย ส่วนจำเลยที่ 2 ยังนั่งอยู่ที่เดิม โจทก์จึงต้องโทรศัพท์ให้จำเลยที่ 1 ออกมาคุย แต่จำเลยที่ 1 กลับพูดว่าไม่มีอะไรต้องคุย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองพักอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านหลังดังกล่าว แม้จำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้เช่าบ้านหลังดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 เพื่อเปิดเป็นร้านเสริมสวย โดยในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไปใช้บริการตัดผมดังเช่นลูกค้าทั่วไปแล้วพูดคุยกับจำเลยที่ 2 ในฐานะลูกค้าและผู้ให้เช่าบ้านเท่านั้น แต่กลับไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าจำเลยทั้งสองได้มีการทำสัญญาเช่าบ้านหลังดังกล่าวกันไว้ ทั้งเมื่อโจทก์สอบถามจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้อธิบายหรือแสดงตัวให้เห็นถึงความสัมพันธ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงลูกค้าและผู้ให้เช่าบ้านตามที่กล่างอ้าง กลับยังคงนั่งอยู่ด้วยกันภายในบ้านหลังดังกล่าวต่อไปในลักษณะของผู้ที่พักอาศัยอยู่ร่วมกัน โดยมิได้สนใจการแสดงตัวของโจทก์ที่เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 เป็นพิรุธและขัดต่อเหตุผล จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าข้อเท็จจจริงเป็นดังข้อนำสืบของโจทก์ แม้โจทก์จะมิได้นำนักสืบที่โจทก์ว่าจ้างมาเบิกความยืนยัน แต่พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาเพียงพอแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองแล้วหาได้เป็นข้อพิรุธดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใด ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกับจำเลยที่ 2 อย่างใกล้ชิดทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งบ้านดังกล่าวอยู่ในหมู่บ้าน พ. ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมชนและจำเลยทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันโดยเปิดเผย ทั้งบ้านหลังดังกล่าวยังเปิดเป็นร้านเสริมสวยของจำเลยที่ 2 เช่นนั้น บ่งชี้ถึงการมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาวและมีการเอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ถือเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อับอาย และเดือดร้อนเกินควรเมื่อคำนึงถึงสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และ (6) ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พฤติการณ์ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีการแยกกันอยู่ในลักษณะถาวรจนถึงปัจจุบัน กรณีจึงเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถใช้ชีวิตคู่ร่วมกับโจทก์ได้อีกต่อไป ขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า กรณีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นเหตุหย่าเนื่องจากโจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ปัญหาดังกล่าวจึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 ได้อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1516 (1) ซึ่งตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 สามีโจทก์ และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ และค่าทดแทนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการต่อไปว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีสินสมรสที่ต้องแบ่งกันเพียงใด สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 20779 และห้องชุด ซ. เลขที่ 1545/44 นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินและห้องชุดดังกล่าวระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมรส ที่ดินและห้องชุดดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) ที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า ที่ดินและห้องชุดดังกล่าวไม่ใช่สินสมรส แต่จำเลยที่ 1 คงมีจำเลยที่ 1 เพียงปากเดียวเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินดังกล่าวด้วยเงินของมารดาจำเลยที่ 1 จำนวน 1,300,000 บาท และจำเลยที่ 1 ซื้อห้องชุดดังกล่าวด้วยเงินที่ได้จากมารดาจำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 บาท และเงินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำนวน 430,000 บาท อีกส่วนหนึ่ง แต่จำเลยที่ 1 มิได้นำมารดาจำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว แม้จำเลยที่ 1 จะมีสำเนาบัญชีเงินฝากของมารดาจำเลยที่ 1 และสำเนารายการเดินบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 มาแสดง แต่พยานหลักฐานดังกล่าวก็ไม่อาจชี้ชัดได้ว่ามารดาจำเลยที่ 1 ถอนเงินเพื่อให้จำเลยที่ 1 นำไปซื้อทรัพย์สินใดและเงินที่จำเลยที่ 1 นำไปซื้อทรัพย์สินดังกล่าวเป็นเงินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ในส่วนใด พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินและห้องชุดดังกล่าวเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 จึงต้องแบ่งที่ดินและห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ญท xxx กรุงเทพมหานคร รถยนต์ หมายเลขทะเบียน พน xxxx กรุงเทพมหานคร และรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 7 กพ xxxx กรุงเทพมหานคร นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาสำเนาคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถยนต์สองคันแรกระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมรสกัน รถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า รถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวไม่ใช่สินสมรส โดยจำเลยที่ 1 นำสืบว่า เงินที่ใช้ซื้อรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวเป็นเงินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานใดที่ชัดแจ้งมาแสดงว่าเป็นเงินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ในส่วนใด จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า รถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 จึงต้องแบ่งรถยนต์สองคันแรกให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง สำหรับรถยนต์คันที่สามนั้น จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า รถยนต์คันดังกล่าวเป็นสินสมรส แม้โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งต่อสู้คดี โดยมิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยที่ 1 อันถือได้ว่าโจทก์ยอมรับว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่จากการนำสืบของจำเลยที่ 1 คงมีเพียงภาพถ่ายรถยนต์มาแสดง โดยไม่ปรากฏว่ารถยนต์คันดังกล่าวยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรส จึงไม่อาจให้โจทก์แบ่งรถยนต์คันที่สามให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับหุ้นและเงินฝากของโจทก์ในสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน ก. นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า หุ้นและเงินฝากของโจทก์ในสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน ก. เป็นสินสมรส โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกร้องเนื่องจากโจทก์ปิดบัญชีไปนานแล้วเท่านั้น จึงต้องฟังว่าหุ้นและเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวเป็นสินสมรส แต่อย่างไรก็ตาม การจะแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ต้องมีสินสมรสในขณะแบ่งสินสมรสดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องนำสืบให้ได้ว่า หุ้นและเงินฝากดังกล่าวยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสหรือไม่ เพียงใด ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ถอนหุ้นสามัญและถอนเงินฝากทั้งหมดก่อนวันฟ้องหย่าคดีนี้ อีกทั้งข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏชัดว่าเป็นการถอนไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์ฝ่ายเดียวจึงไม่อาจให้โจทก์แบ่งหุ้นและเงินฝากดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท ก. ของโจทก์ นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามสำเนาใบสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และยังคงเป็นสมาชิกอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวโจทก์ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของโจทก์ และโจทก์ยังได้รับเงินสมทบจากนายจ้างรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสดังกล่าวเมื่อโจทก์สิ้นสมาชิกภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวกึ่งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดี จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งสินสมรสดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

สำหรับเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการและเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวจำเลยที่ 1 ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับเงินสมทบ รวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) ส่วนเงินอื่นที่จำเลยที่ 1 จะพึงได้รับก็ต่อเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการดังกล่าว ดังนั้น ในขณะฟ้องหย่าสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นและไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะมีสิทธิได้รับหรือไม่ อย่างไร จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากเงินในส่วนเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เป็นสินสมรสดังกล่าวกึ่งหนึ่งมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินอื่นที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง โจทก์จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

สำหรับเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการเป็นการได้รับมาภายหลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวก่อนฟ้องคดีนี้ แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน แต่การจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสมาในคดีเดียวกันนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาหลังวันฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดี เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์จะมีสิทธิหรือไม่ อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่อง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้โจทก์รับผิดในหนี้เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 138595 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 115/1 และสิทธิการเช่ารถยนต์ หมายเลขทะเบียน ชฮ xxx กรุงเทพมหานคร อันเป็นสินสมรสด้วยกึ่งหนึ่ง และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้โจทก์รับผิดชอบชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัวของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ขายกองทุน LTM และ RMF ธนาคาร ก. ไปก่อนครบกำหนดระยะเวลาโดยผิดเงื่อนไขของกองทุนดังกล่าว อันเป็นการจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์ฝ่ายเดียวนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่า หนี้เกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมกันรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง หรือขอให้แบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินดังกล่าวก่อน รวมทั้งจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้โจทก์ชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัวเนื่องจากโจทก์จำหน่ายกองทุนดังกล่าวไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องแย้ง และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยให้แบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแตกต่างไปจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โดยสินสมรสบางส่วนไม่อาจกำหนดจำนวนเงินที่แน่นอนได้ จึงไม่สามารถหักกลบลบกันได้ดังเช่นศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา ดังนั้น ในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ศ. เลขที่บัญชี 326-1–46xxx–x และให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 แบ่งเงินประกันชีวิตบริษัท อ. ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแล้วนั้น จึงต้องนำมากำหนดส่วนแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยไม่หักกลบลบกันเช่นเดียวกับหนี้อื่น ๆ ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยข้างต้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ศ. เลขที่บัญชี 326-1-46xxx-x ให้แก่โจทก์ 2,572.97 บาท ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสิทธิกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการในส่วนที่เป็นเงินสะสม เงินสมทบรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งมีผลย้อนไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2564) ให้โจทก์แบ่งสิทธิกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง เมื่อโจทก์พ้นสมาชิกภาพกองทุนดังกล่าวมีผลย้อนไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้อง ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 แบ่งเงินประกันชีวิตบริษัท อ. ให้แก่อีกฝ่ายกึ่งหนึ่งเป็นเงินคนละ 475,000 บาท ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้แบ่งเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นฎีกากับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 (1) ม. 1523 ม. 1532 ม. 1533
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 182/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — เรือตรีหรือนาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายภูมิวุฒิ พุทธสุอัตตา
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางรัชดาพร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
อภิรดี โพธิ์พร้อม
ยุพา วงศ์ทองทิว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8320/2568
#727392
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองลูกจ้างที่ได้ทำงานให้แก่นายจ้างต่อเนื่องกันมาจนครบอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งล่วงพ้นวัยแรงงานแล้ว แต่ยังคงต้องทำงานอยู่ต่อไปโดยไม่อาจเกษียณอายุได้ เนื่องจากนายจ้างมิได้กำหนดหรือมิได้ตกลงกับลูกจ้างเรื่องการเกษียณอายุกันไว้ หรือนายจ้างได้กำหนดหรือตกลงกับลูกจ้างเรื่องการเกษียณอายุกันไว้แต่เกินกว่า 60 ปี โดยให้ลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุต่อนายจ้างเพื่อให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลง และมีสิทธิได้รับค่าชดเชยแม้จะมิใช่กรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างก็ตาม

นายจ้างกำหนดเรื่องการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่อายุ 60 ปี ลูกจ้างเพิ่งเข้าทำงานเมื่ออายุ 61 ปี หลังจากพ้นวัยแรงงานไปแล้ว มิใช่ลูกจ้างที่ได้ทำงานต่อเนื่องจนอายุครบ 60 ปีขึ้นไป และยังมิได้ออกจากงาน ลูกจ้างจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายที่จะมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุและได้รับค่าชดเชยจากนายจ้างได้ นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจากการแสดงเจตนาเกษียณอายุ

หลังจากลูกจ้างแสดงเจตนาเกษียณอายุต่อนายจ้างแล้ว ลูกจ้างไม่มาทำงานต่อไปเอง ถือเป็นกรณีที่สัญญาจ้างสิ้นสุดลงจากความประสงค์ของลูกจ้างเอง มิใช่จากการเลิกจ้างของนายจ้าง นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเนื่องจากการเลิกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 51/2564 ลงวันที่ 9 เมษายน 2564 ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย 72,000 บาท ค่าจ้างที่หักไว้ 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาว่า ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 51/2564 ลงวันที่ 9 เมษายน 2564 ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเสียทั้งหมด

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 1 โดยคู่ความไม่ได้โต้เถียงกันได้ความว่า จำเลยที่ 2 มีข้อบังคับและระเบียบเกี่ยวกับการทำงานกำหนดเรื่องการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ว่า จำเลยจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างเกษียณอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยจำเลยจะให้ลูกจ้างผู้นั้นพ้นจากการเป็นลูกจ้างนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีถัดไป โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2561 ขณะที่มีอายุ 61 ปี ตำแหน่งพนักงานขับรถ ได้รับค่าจ้างวันละ 400 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ขอเกษียณอายุในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 อ้างว่าโจทก์มีอายุ 64 ปี 2 เดือนแล้ว โจทก์ทำงานจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ต่อมาวันที่ 11 มีนาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานว่า จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายค่าชดเชยเนื่องจากเกษียณอายุ จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเนื่องจากเกษียณอายุ เพราะโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 2 ขณะที่มีอายุ 61 ปี จึงไม่อยู่ภายใต้การบังคับใช้ตามมาตรา 118/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 การที่โจทก์ทำหนังสือถึงจำเลยที่ 2 เพื่อขอเกษียณอายุการทำงานด้วยเหตุมีอายุ 64 ปี 2 เดือน ตามมาตรา 118/1 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างของโจทก์ ไม่ใช่การเลิกจ้าง โจทก์ได้รับค่าจ้างที่ถูกหักไว้คืนจากจำเลยที่ 2 แล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 51/2564 ลงวันที่ 9 เมษายน 2564 ของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมแผนกคดีแรงงานในศาลฎีกา เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มิได้มีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้ หรือมีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่าหกสิบปี ให้ลูกจ้างที่มีอายุครบหกสิบปีขึ้นไปมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุได้โดยให้แสดงเจตนาต่อนายจ้างและให้มีผลเมื่อครบสามสิบวันนับแต่วันแสดงเจตนา และให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่เกษียณอายุนั้น ตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง" ทั้งนี้ มาตรา 118/1 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองลูกจ้างที่ได้ทำงานให้แก่นายจ้างต่อเนื่องกันมาจนครบอายุ 60 ปีขึ้นไปซึ่งล่วงพ้นวัยแรงงานแล้ว แต่ยังคงต้องทำงานอยู่ต่อไปโดยไม่อาจเกษียณอายุได้ เนื่องจากนายจ้างมิได้กำหนดหรือมิได้ตกลงกับลูกจ้างเรื่องการเกษียณอายุกันไว้ หรือนายจ้างได้กำหนดหรือตกลงกับลูกจ้างเรื่องการเกษียณอายุกันไว้แต่เกินกว่า 60 ปี โดยให้ลูกจ้างมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุต่อนายจ้างเพื่อให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลง และมีสิทธิได้รับค่าชดเชยแม้จะมิใช่กรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างกำหนดเรื่องการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ที่อายุ 60 ปี โดยโจทก์เป็นลูกจ้างที่เพิ่งเข้าทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่ออายุ 61 ปี หลังจากพ้นวัยแรงงานไปแล้ว มิใช่ลูกจ้างที่ได้ทำงานให้แก่นายจ้างต่อเนื่องกันมาจนอายุครบ 60 ปีขึ้นไป และยังมิได้ออกจากงาน โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างที่กฎหมายประสงค์ให้ความคุ้มครองที่จะมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุและได้รับค่าชดเชยจากนายจ้างได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยเนื่องจากการแสดงเจตนาเกษียณอายุแก่โจทก์ และการที่โจทก์แสดงเจตนาเกษียณอายุต่อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 โดยไม่ได้มาทำงานตั้งแต่สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไปนั้น ถือเป็นกรณีที่สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงจากความประสงค์ของโจทก์เอง มิใช่จากการเลิกจ้าง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยเนื่องจากการเลิกจ้างเช่นกัน คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 51/2564 ลงวันที่ 9 เมษายน 2564 ของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 118/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาง ท. ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพิพัฒน์ พันธุ์วัฒนะสิงห์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางพนารัตน์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
จักรพันธ์ สอนสุภาพ
พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
วิไลวรรณ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8274/2568
#723022
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดต่อ พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดไว้ว่า ต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด... จึงจะลงโทษฐานเป็นตัวการกระทำความผิดได้ แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน การที่จำเลยที่ 2 เปลี่ยนให้ตนเองเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดต่อโจทก์ผู้ถือหุ้นที่แท้จริงและจำเลยที่ 1 บริษัทซึ่งมีหุ้นนั้นเป็นทุนจดทะเบียน จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน และการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำในขอบวัตถุประสงค์หรือทำเพื่อประโยชน์อย่างใดของจำเลยที่ 1 ทั้งยังทำให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ขาดลักษณะหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็นองค์ประกอบความผิด จึงไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ได้ แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 และเห็นสมควรยกฟ้องโจทก์เฉพาะแต่จำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (1), (2) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยทั้งสองกระทำความผิดรวม 2 กระทง เฉพาะจำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 50,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นปรับ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาพิเศษ เพื่อลวงให้โจทก์ในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นนั้นขาดประโยชน์หรือเงินปันผลอันควรได้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 วรรคท้าย ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกหรือลงโทษสถานเบาแก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติว่า ก่อนเกิดเหตุหุ้นของจำเลยที่ 1 มี 1,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท บริษัท ร. ถือหุ้น 450,000 หุ้น นายสมชัย ถือหุ้น 100,000 หุ้น โจทก์ถือหุ้น 450,000 หุ้น จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการขาดทุนตลอดมา ปี 2562 มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเพิ่มทุน โจทก์ไม่ยอมเพิ่มทุน วันที่ 27 สิงหาคม 2562 โจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ให้จำเลยที่ 2 ว่าหากจำเลยที่ 2 ต้องการถอนหุ้น จำเลยที่ 2 จะได้รับเงินจากโจทก์ 21,262,152 บาท และโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 ทั้งหมดให้โจทก์ หากโจทก์ต้องการถอนหุ้น โจทก์ต้องจ่ายเงินแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 2,290,704 บาท และโอนหุ้นของโจทก์ทั้งหมดให้จำเลยที่ 2 หลังจากนั้นโจทก์เงียบหายไป จนกระทั่งต้นปี 2564 โจทก์โทรศัพท์เจรจาตกลงกับจำเลยที่ 2 โดยขอถอนหลักประกันที่โจทก์วางเงินค้ำประกันผลงานของจำเลยที่ 1 ไว้กับธนาคาร ย. สาขาถนนวิทยุ จำนวน 7,000,000 บาทเศษ ซึ่งในการขอถอนหลักประกันดังกล่าวโจทก์ตกลงจะให้เงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 2,000,000 บาท เพื่อเป็นหลักประกันแทนหลักประกันที่โจทก์ขอถอนไป แต่โจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คแก่จำเลยที่ 2 เพียงบางส่วนเป็นเงิน 1,060,000 บาท เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงดำเนินกิจการต่อไปและยื่นขอกู้เงินจากธนาคาร ย. เพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 ธนาคารได้ตรวจสอบหลักฐานพบว่าโจทก์ติดแบล็คลิสต์ต่อสถาบันการเงินที่ประเทศสิงคโปร์ทำให้ธนาคารไม่อนุมัติให้กู้เงิน จำเลยที่ 2 คิดว่าการที่โจทก์ขอถอนหลักประกันเป็นการไม่สนใจที่จะดำเนินกิจการต่อแล้ว จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าโจทก์ต้องการถอนหุ้นออก วันที่ 19 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการเอาชื่อโจทก์ออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยโอนหุ้นของโจทก์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 และแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นแทน วันที่ 20 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 ได้ส่งสำเนารายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียน จากนั้นเปลี่ยนชื่อบริษัท ด. เป็นบริษัท ฟ. ซึ่งก็คือจำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์ไม่ประสงค์โอนหุ้น จำเลยที่ 2 โอนหุ้นกลับคืนมาให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565 ก่อนโจทก์ฟ้อง เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างตรงไปตรงมา การที่โจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ให้จำเลยที่ 2 ว่าหากจำเลยที่ 2 ต้องการถอนหุ้น จำเลยที่ 2 จะได้รับเงินจากโจทก์ 21,262,152 บาท และโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 ทั้งหมดให้โจทก์ หากโจทก์ต้องการถอนหุ้น โจทก์ต้องจ่ายเงินแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 2,290,704 บาท และโอนหุ้นของโจทก์ทั้งหมดให้จำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์โทรศัพท์เจรจาตกลงกับจำเลยที่ 2 โดยขอถอนหลักประกันที่โจทก์วางเงินค้ำประกันผลงานของจำเลยที่ 1 ไว้กับธนาคาร ย. สาขาถนนวิทยุ จำนวน 7,000,000 บาทเศษ โดยโจทก์ตกลงจะให้เงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 2,000,000 บาท เพื่อเป็นหลักประกันแทนหลักประกันที่โจทก์ขอถอนไป แต่โจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คแก่จำเลยที่ 2 เพียงบางส่วนเป็นเงิน 1,060,000 บาท ดังนั้น การที่โจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือโทรศัพท์เจรจากับจำเลยที่ 2 ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ขอถอนหุ้น การที่จำเลยที่ 2 นำส่งงบการเงินพร้อมแนบสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจึงเป็นการกระทำโดยพลการนอกเหนือเจตนาของโจทก์ หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะกู้เงินจากธนาคาร ย. เพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 แต่ติดขัดเกี่ยวกับเครดิตของโจทก์ จำเลยที่ 2 ควรสอบถามโจทก์ให้ชัดเจนก่อนว่าจะขอถอนหุ้นหรือไม่ การที่จำเลยที่ 2 ไม่สอบถาม และการที่จำเลยที่ 2 ส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความเท็จย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 แจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครว่าโจทก์ยังเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,500,000 บาท ถือเป็นการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ว่า ไม่ติดใจว่ากล่าวเอาความกับจำเลยที่ 2 และขอให้ศาลรอการลงโทษ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และนับถึงวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำเลยที่ 2 มีอายุมากถึง 69 ปี ทั้งยังมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว จึงมีเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดไว้ว่า ต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด... จึงจะลงโทษฐานเป็นตัวการกระทำผิดได้ แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน การที่จำเลยที่ 2 เปลี่ยนให้ตนเองเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดต่อโจทก์ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง และจำเลยที่ 1 บริษัทซึ่งมีหุ้นเป็นทุนจดทะเบียนจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน และการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำในขอบวัตถุประสงค์หรือทำเพื่อประโยชน์อย่างใดของจำเลยที่ 1 ทั้งยังทำให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ขาดลักษณะหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็นองค์ประกอบความผิด จึงไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 มาด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรยกฟ้องโจทก์เฉพาะแต่จำเลยที่ 1

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี ปรับกระทงละ 100,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน ปรับกระทงละ 50,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 100,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ด.
จำเลย — บริษัท ฟ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาพระโขนง — นายอนันต์ ลิขิตธนบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายณภชนก บุญสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประชา งามลำยวง
วรวิทย์ ฤทธิทิศ
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8252/2568
#723550
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยขู่เข็ญไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ส่งเสียงร้อง และข่มขู่ห้ามมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกกับผู้อื่น จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวเป็นการบรรยายฟ้องว่า จำเลยได้กระทำการขู่เข็ญโดยห้ามมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกกับผู้อื่น ซึ่งเพียงพอทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว หาทำให้คำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ.มาตรา 158 (5) ไม่

โจทก์บรรยายในคำฟ้องว่า เหตุตามฟ้องเกิดที่ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดนครราชสีมา และตำบลนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เกี่ยวพันกัน ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การกระทำความผิดของจำเลยในครั้งที่ 1 และที่ 2 เหตุเกิดที่บ้านมารดาจำเลยที่จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ จำเลยยังกระทำความผิดในครั้งอื่นที่บ้านและที่อื่นในเขตอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมและเกิดขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ เกี่ยวพันกัน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร โนนดินแดงซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ ย่อมมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยตาม ป.วิ.อ.มาตรา 19 (4) และมาตรา 24 (1)

สำหรับค่าสินไหมทดแทนนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้อง แม้ผู้ร้องมิได้ฎีกาในส่วนแพ่ง ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ศ. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 2 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าทำขวัญ เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้กระทำละเมิด จึงไม่ต้องชำระค่าสินไหมทดแทน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสองและวรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 60 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 36 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กับให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 1 กันยายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอท้ายคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง ศ. ผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุอายุ 9 ปีเศษ (เกิดวันที่ 27 กรกฎาคม 2556) เป็นบุตรของนางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 2 กับนาย ย. จำเลยเป็นอาเขยของผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 นาง ซ. ย่าของผู้เสียหายที่ 1 เด็กหญิง น. หรือ ฟ. พี่สาวของผู้เสียหายที่ 1 อายุ 12 ปี และบุตรของจำเลย 2 คน อายุ 6 ปี และ 4 ปี ณ บ้านที่อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นบ้านของนาง ซ. ภริยาของจำเลยเป็นบุตรบุญธรรมของนาง ซ. ภริยาจำเลยไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีตั้งแต่ปี 2562 ช่วงขณะเกิดเหตุตามฟ้องโจทก์ จำเลยเคยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านนาง ต. มารดาจำเลยที่อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา 2 ครั้ง หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลและแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรโนนดินแดงให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แพทย์ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 1 พบร่องรอยฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจรรย์ ไม่พบแผลใหม่ ไม่พบเลือดออก สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามฟ้องโจทก์ข้อ 1.13 และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามฟ้องโจทก์ข้อ 1.15 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาทำนองว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าความผิดตามข้อกล่าวหาข้อใดเกิดขึ้นที่อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ และข้อใดเกิดขึ้นที่อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้เพราะไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง และคำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำการขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 1 อย่างไร ประกอบกับสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด 2 ครั้ง เกิดขึ้นที่บ้านมารดาจำเลย ณ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นคนละเหตุการณ์และคนละตอนกับเหตุการณ์ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดในครั้งอื่นซึ่งเกิดขึ้นในเขตอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมิได้มีความเกี่ยวพันกัน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโนนดินแดงจึงไม่มีอำนาจสอบสวนและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1.2 ข้อ 1.4 ข้อ 1.6 ข้อ 1.8 ข้อ 1.10 และข้อ 1.12 ทำนองว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยขู่เข็ญไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ส่งเสียงร้องและข่มขู่ห้ามมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกกับผู้อื่น จากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำการขู่เข็ญโดยห้ามมิให้ผู้เสียหายที่ 1 บอกกับผู้อื่น ซึ่งเพียงพอทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว หาทำให้คำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ไม่ ส่วนเรื่องสถานที่เกิดเหตุและเหตุที่เกิดขึ้นมีความเกี่ยวพันกันหรือไม่นั้น เห็นได้ว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยอ้างว่าจำเลยเป็นคนเดียวซึ่งกระทำความผิดหลายฐานต่างกัน โดยโจทก์บรรยายในคำฟ้องว่า เหตุตามฟ้องคดีนี้เกิดที่ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดนครราชสีมา และตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เกี่ยวพันกัน ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 เบิกความถึงการกระทำความผิดของจำเลยในครั้งที่ 1 และที่ 2 ว่าเหตุเกิดที่บ้านของมารดาจำเลยที่จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ จำเลยยังกระทำความผิดในครั้งอื่นที่บ้านและที่อื่นในเขตอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ฉะนั้น การกระทำของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ จึงเป็นความผิดหลายกรรม และเกิดขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ เกี่ยวพันกัน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโนนดินแดงซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ ย่อมมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (4) และมาตรา 24 (1) ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุเพียง 9 ปีเศษ นับว่าอยู่ในวัยที่ไม่ประสีประสาเรื่องในทางเพศ และเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เกิดขึ้นในหลายสถานที่และหลายครั้งแตกต่างกันไป ทั้งที่บ้านของมารดาจำเลยที่จังหวัดนครราชสีมา ที่ศาลาริมน้ำ เขื่อนคลองมะนาว จังหวัดบุรีรัมย์ ในรถกระบะที่ลานจอดรถบริเวณอนุสาวรีย์เราสู้ ในห้องนอนของจำเลยที่บ้าน และจำเลยจับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ขณะดูพลุอยู่ในบ้าน ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความต่อศาลผ่านนักสังคมสงเคราะห์เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 ในแต่ละสถานที่และแต่ละครั้งได้อย่างละเอียด ซึ่งเป็นเรื่องยากและเกินกว่าวัยดังเช่นผู้เสียหายที่ 1 จะคิดหรือจินตนาการเรื่องขึ้นเองได้หากไม่ใช่เหตุการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 1 ประสบมาด้วยตนเอง หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เด็กหญิง น. พี่สาวผู้เสียหายที่ 1 และเพื่อน ๆ ในกลุ่มของผู้เสียหายที่ 1 ฟัง เนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 อึดอัดใจ จากนั้นเพื่อน ๆ พาผู้เสียหายที่ 1 ไปพบกับนาย บ. ซึ่งเป็นครูประจำชั้น โดยโจทก์มีนาย บ. เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้มาพบและบอกว่าถูกจำเลยกระทำชำเราหลายครั้ง จึงแจ้งเรื่องให้นางสาว ส. มารดาผู้เสียหายที่ 1 ทราบ จากนั้นพาผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล สอดคล้องกับผลการตรวจชันสูตรของแพทย์ว่าพบรอยฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจรรย์ แสดงว่าผ่านการร่วมประเวณี พฤติการณ์ที่จำเลยกระทำความผิดในแต่ละครั้งแต่ละสถานที่ดังที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำไปตามสถานการณ์และโอกาส ประกอบกับความไม่ประสีประสาของเด็กที่อาจถูกชักจูง ล่อลวง ถูกข่มขู่ หรือขู่เข็ญทำให้หวาดกลัวได้โดยง่ายเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ใหญ่ การที่จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 และพูดจากับผู้เสียหายที่ 1 ว่าอย่าบอกใครนั้น ย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กรู้สึกหวาดกลัว จึงเป็นการกระทำโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หากผู้เสียหายที่ 1 ไม่เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ผู้เกี่ยวข้องฟังดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความ ก็ยากที่บุคคลอื่นจะล่วงรู้ได้ ด้วยเหตุผลดังที่วินิจฉัยมา คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านของมารดาจำเลยที่จังหวัดนครราชสีมา 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 นาง ซ. ซึ่งเป็นย่าของผู้เสียหายที่ 1 อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปกับจำเลย และครั้งที่ 2 นาง ซ. ไปด้วย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร นั้น เห็นว่า การที่ย่าของผู้เสียหายที่ 1 อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปกับจำเลย หรือย่าของผู้เสียหายที่ 1 ไปจังหวัดนครราชสีมากับผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยด้วยนั้น มิได้มีความหมายไปถึงขนาดว่าอนุญาตให้จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร เมื่อจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านของมารดาจำเลยที่จังหวัดนครราชสีมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบกับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามมาตรา 277 วรรคสอง ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ตามมาตรา 279 วรรคสองและวรรคสาม ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามมาตรา 317 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายอาญา นั้น ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นความผิดทั้งสิ้น ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าผู้เสียหายที่ 1 มีพฤติการณ์ส่อไปในทางสมยอมกับจำเลย จึงไม่อาจนำมาเป็นเหตุแก้ตัวให้พ้นผิดไปได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง พยานจำเลยไม่อาจหักล้างได้ จำเลยจึงมีความผิด และพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และรูปคดีไม่จำต้องวินิจฉัยข้อฎีกาในประการอื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับค่าสินไหมทดแทนนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้อง แม้ผู้ร้องมิได้ฎีกาในส่วนแพ่ง ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดที่จำเลยกระทำต่อผู้ร้องแล้ว เห็นว่า จำนวนค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดมานั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่ง จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 (4) ม. 24 (1) ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ศ. โดยนางสาว ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นางสาวมัชณิมา บริสุทธิ์พงศากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพศิษฐ์ รักกิจศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ฤทธิทิศ
โชคชัย รุจินินนาท
พรเทพ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8248 -ที่ 8249/2568
#723548
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 มีเจตนารมณ์มุ่งหมายที่จะคุ้มครองลูกจ้างมิให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม อันเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงในการทำงานของลูกจ้างและเป็นการคุ้มครองป้องกันไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลที่สมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้าง โดยเมื่อความปรากฏต่อศาลแรงงานกลางว่า นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไป หรืออาจให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้างได้ ทั้งนี้เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวนับได้ว่า เป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้ายกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2563 ทำให้นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานได้สิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยต้องชดใช้ตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยตกลงจ่ายเงินค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ รวมเป็นเงิน 1,855,741.67 บาท และ 1,805,985.34 บาท ตามลำดับ ให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองลงลายมือชื่อในหนังสือเลิกจ้างโดยทราบข้อความตอนท้ายของหนังสือเลิกจ้าง ซึ่งมีข้อความว่า "ข้าพเจ้ายืนยันว่าเงินดังกล่าวครอบคลุมบรรดาค่าตอบแทนทุกประเภทที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับหรืออาจมีสิทธิได้รับจากการเลิกจ้างและการจ้างงานของข้าพเจ้าตามกฎหมาย โดยไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องอย่างใดกับบริษัทอีก" การกระทำของจำเลยและโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทในหนี้อันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปด้วยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 โจทก์ทั้งสองทำงานในตำแหน่งผู้จัดการเขต เป็นผู้บริหารระดับสูง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย เดือนละ 185,434 บาท และ 182,294 ตามลำดับ มีประสบการณ์ทำงานก่อนเลิกจ้างหลายปี ขณะลงลายมือชื่อท้ายหนังสือเลิกจ้าง โจทก์ทั้งสองทราบอยู่แล้วว่าถูกจำเลยเลิกจ้างอย่างแน่นอน โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป เมื่อโจทก์ทั้งสองทราบถึงจำนวนเงิน 1,855,741.67 บาท และ 1,805,985.34 บาท ที่จำเลยเสนอให้และตกลงรับเงินดังกล่าว โดยแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องแก่จำเลยอีก สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับระหว่างจำเลยและโจทก์ทั้งสองได้ ข้อตกลงที่โจทก์ทั้งสองยอมรับจึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 โจทก์ทั้งสองจึงผูกพันตามข้อตกลงและไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลยอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัส 458,750 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และ 448,738 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ค่าเสียหายจากเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,669,906 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และ 1,822,980 บาท แก่จำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้อง ค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 16,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 743,736 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และ 823,365 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันผิดนัด (วันที่ 27 มิถุนายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ทั้งสองแถลงขอสละประเด็นเงินโบนัสและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,500,000 บาท และโจทก์ที่ 2 จำนวน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 สิงหาคม 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และให้ลดดอกเบี้ยลงเหลืออัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกาโดยให้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองเคยเป็นลูกจ้างจำเลย โดยเข้าทำงานเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2555 และวันที่ 1 สิงหาคม 2554 ตามลำดับ จำเลยจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 29 ของเดือน ตำแหน่งสุดท้ายของโจทก์ทั้งสองคือผู้จัดการเขต ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2563

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยตามที่ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมแผนกคดีแรงงานในศาลฎีกา เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณา" บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์ให้ความคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม อันเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงในการทำงานของลูกจ้างและเป็นการคุ้มครองป้องกันไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลที่สมควรและเพียงพอแก่การเลิกจ้าง โดยเมื่อความปรากฏต่อศาลแรงงานว่า นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไป หรืออาจให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่ลูกจ้างได้ ทั้งนี้เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวนับได้ว่าเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้ายกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโฆมะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2563 ทำให้นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานได้สิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยจะต้องชดใช้เงินตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยตกลงจ่ายเงินค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ รวมเป็นเงิน 1,855,741.67 บาท และ 1,805,985.34 บาท ตามลำดับ ให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองลงลายมือชื่อในหนังสือเลิกจ้าง โดยทราบข้อความตอนท้ายของหนังสือเลิกจ้าง ซึ่งมีข้อความว่า "ข้าพเจ้ายืนยันว่าเงินดังกล่าวครอบคลุมบรรดาค่าตอบแทนทุกประเภทที่ข้าพเจ้าเข้ามีสิทธิได้รับหรืออาจมีสิทธิได้รับจากการเลิกจ้างและจ้างงานของข้าพเจ้าตามกฎหมาย โดยไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องอย่างใดกับบริษัทอีก" การกระทำของจำเลยและโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทในหนี้อันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไป ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 โจทก์ทั้งสองทำงานในตำแหน่งผู้จัดการเขต เป็นผู้บริหารระดับสูง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย เดือนละ 185,434 บาท และ 182,294 บาท ตามลำดับ มีประสบการณ์ทำงานก่อนเลิกจ้างหลายปี ขณะลงลายมือชื่อท้ายหนังสือเลิกจ้าง โจทก์ทั้งสองทราบอยู่แล้วว่าถูกจำเลยเลิกจ้างอย่างแน่นอน โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป เมื่อโจทก์ทั้งสองทราบถึงจำนวนเงิน 1,855,741.67 บาท และ 1,805,985.34 บาท ที่จำเลยเสนอให้และตกลงรับเงินดังกล่าว โดยแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องหรือฟ้องร้องแก่จำเลยอีก สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับระหว่างจำเลยและโจทก์ทั้งสองได้ ข้อตกลงที่โจทก์ทั้งสองยอมรับจึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 โจทก์ทั้งสองจึงต้องผูกพันตามข้อตกลง และไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลยอีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 850
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น. กับพวก
จำเลย — บริษัท บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางปรียนันท์ กุลเจริญ เดชภิรัตนมงคล
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายวรศักดิ์ จันทร์คีรี
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
วิชัย เอื้ออังคณากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8247/2568
#723547
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างได้ การที่ต่อมาจำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาต จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์สิ้นสุดลงแล้วนับแต่วันที่การแสดงเจตนาเลิกจ้างมีผล แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 และให้ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อันมีผลทำให้คำสั่งของศาลแรงงานภาค 1 ที่อนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์สิ้นผลไปก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษดังกล่าวมิได้มีผลทำให้จำเลยกับโจทก์กลับมามีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานกันอีกในทันที จำเลยกับโจทก์จะต้องแสดงเจตนาผูกนิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภายหลังจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์มิได้แสดงเจตนากลับเข้าทำงานกับจำเลยและจำเลยยังมิได้แสดงเจตนารับโจทก์กลับเข้าทำงาน จำเลยกับโจทก์จึงยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานเรื่อยมา การที่ต่อมาศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่มีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อจำเลยกับโจทก์ยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างกับลูกจ้างตลอดมา จำเลยจึงไม่จำต้องแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตอีก โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยในช่วงระยะเวลาตามคำฟ้องย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้องจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 265,989 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คิดเป็นเงิน 31,029 บาท เงินโบนัส 58,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จ่ายค่าจ้างเดือนละ 16,764 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป หากไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน ของต้นเงินที่ค้างชำระจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงขอสละสิทธิเรียกร้องเงินเพิ่มตามฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยและเป็นกรรมการลูกจ้าง จำเลยขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ต่อศาลแรงงานภาค 1 ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในวันดังกล่าวโดยโจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบไว้ ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์กระทำอนาจารโดยถือตามคำพิพากษาส่วนอาญา โดยมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 ให้ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี วันที่ 31 มีนาคม 2563 ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน คดีถึงที่สุด จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานกะรัตสุขภัณฑ์ ฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2564 ตกลงจ่ายเงินรางวัลหรือโบนัสในปี 2562 ถึงปี 2564 รวมปีละ 101 วัน และเงินอีกจำนวน 1,850 บาท ตั้งแต่จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เป็นต้นมา โจทก์ไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน หรือไม่ เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังเป็นยุติว่า ตั้งแต่จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 28 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา โจทก์ไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลย การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นมาประกอบการวินิจฉัยโดยเห็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้องจากจำเลย จึงชอบแล้ว ส่วนเหตุที่โจทก์โต้แย้งตามฎีกาที่ว่า จำเลยมีคำสั่งไม่ให้โจทก์เข้าไปทำงานตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2562 มิใช่โจทก์สมัครใจที่จะไม่เข้าทำงานกับจำเลย ก็เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 รับฟังเป็นยุติดังกล่าว จึงหาใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนดังที่โจทก์ได้ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า จำเลยจะต้องมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อีกครั้งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานภาค 1 มีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างได้ การที่ต่อมาจำเลยแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2562 ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาต จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์สิ้นสุดลงแล้วนับแต่วันที่การแสดงเจตนาเลิกจ้างมีผล แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 และให้ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี อันมีผลทำให้คำสั่งของศาลแรงงานภาค 1 ที่อนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์สิ้นผลไปก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษดังกล่าวมิได้มีผลทำให้จำเลยกับโจทก์กลับมามีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานกันอีกในทันที จำเลยกับโจทก์จะต้องแสดงเจตนาผูกนิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อภายหลังจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์มิได้แสดงเจตนากลับเข้าทำงานกับจำเลยและจำเลยยังมิได้แสดงเจตนารับโจทก์กลับเข้าทำงาน จำเลยกับโจทก์จึงยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานเรื่อยมา การที่ต่อมาศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาคดีใหม่และมีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อจำเลยกับโจทก์ยังคงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างกับลูกจ้างตลอดมา จำเลยจึงไม่จำต้องแสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ตามที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตอีก โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยในช่วงระยะเวลาตามคำฟ้อง ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินโบนัสตามฟ้องจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — บริษัท ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายชัยเทพ จันทนจุลกะ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายเกื้อ วุฒิปวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8225 -ที่ 8226/2568
#723977
เปิดฉบับเต็ม

คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของกิจการร่วมค้า บ. และผู้คัดค้านทั้งสอง และยกข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองต่างยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 ประเด็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาจึงมีเพียงว่า มีเหตุตามมาตราดังกล่าวที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยส่วนหนึ่งว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยตาม มาตรา 40 แล้ว แต่ในส่วนที่วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองชำระเงินแก่ผู้คัดค้านทั้งสองนั้น แม้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองจะมีคำขอให้บังคับคู่ความอีกฝ่ายชำระเงินแก่ตนตามที่ได้เคยมีคำเสนอข้อพิพาทและข้อเรียกร้องแย้งไว้ในชั้นอนุญาโตตุลาการก็ตาม แต่คำขอดังกล่าวในชั้นศาลเป็นคำขอที่นอกเหนือจากประเด็นการร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งศาลไม่อาจมีคำพิพากษาให้บังคับได้ ชอบที่จะยกคำร้องในส่วนดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ชำระเงินจึงเป็นคำพิพากษาที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองไม่มีอำนาจยื่นคำร้องในส่วนดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนหลังว่า ผู้ร้องที่ 1 เรียกผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนหลังว่า ผู้ร้องที่ 2 เรียกผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 1 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และเรียกผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องที่ 2 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 2

สำนวนแรก ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 77/2563 หมายเลขแดงที่ 13/2566 ฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 เฉพาะส่วนที่ยกข้อเรียกร้องแย้งด้วยเหตุขาดอายุความ หรือมีคำสั่งอื่นใดตามที่เห็นสมควรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ร้องที่ 1 และขอให้ผู้คัดค้านทั้งสองคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้า 14,689,194.52 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1

สำนวนหลัง ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และให้คณะอนุญาโตตุลาการแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยชี้ขาดให้ผู้ร้องทั้งสองชำระเงินค่าจ้างงวดที่ 7 ถึงงวดที่ 9 รวม 18,775,848.87 บาท และเงินประกันผลงาน 3,450,941 บาท รวมทั้งสิ้น 22,226,789.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง หรือมิฉะนั้นขอให้ผู้ร้องทั้งสองชำระเงินค่าจ้างงวดที่ 7 ถึงงวดที่ 9 รวม 18,775,848.87 บาท และเงินประกันผลงาน 3,450,941 บาท รวมทั้งสิ้น 22,226,789.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง

ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านทั้งสอง

ผู้ร้องที่ 2 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องทั้งสองกับผู้คัดค้านทั้งสอง ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 77/2563 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 13/2566 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองขาดอายุความ ให้ผู้ร้องทั้งสองชำระเงินแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง 4,009,364.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำเสนอข้อพิพาท (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง ให้คืนค่าขึ้นศาลที่ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองเสียมา 50,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 ผู้ร้องทั้งสองในนามกิจการร่วมค้า บริษัท ฟ. และบริษัท อ. ตกลงทำสัญญาว่าจ้างผู้คัดค้านทั้งสองในนามกิจการร่วมค้า บริษัท บ. และบริษัท ด. ก่อสร้างอาคารชุดชื่อ อ. เป็นเงิน 250,597,369.10 บาท ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 กิจการร่วมค้า บริษัท บ. และบริษัท ด. และผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เรียกร้องให้ผู้ร้องทั้งสองชำระค่าจ้างค้างชำระและค่าเสียหาย 63,547,708.87 บาท ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งให้ผู้คัดค้านทั้งสองคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่ผู้ร้องทั้งสองได้จ่ายเกินไปกว่าปริมาณงานที่ผู้คัดค้านทั้งสองดำเนินการ 14,689,194.52 บาท และค่าใช้จ่ายรวมถึงค่าเสียหายอื่น ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของกิจการร่วมค้า บริษัท บ. และ

บริษัท ด. และผู้คัดค้านทั้งสอง และยกข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องทั้งสอง คดีในส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเฉพาะส่วนที่วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองขาดอายุความนั้น ไม่มีคู่ความอุทธรณ์คดีในส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 1 ประการเดียวว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่พิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองชำระเงินแก่ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นคำพิพากษาที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของกิจการร่วมค้า บริษัท บ. และบริษัท ด. และผู้คัดค้านทั้งสอง และยกข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองต่างยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 ประเด็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาจึงมีเพียงว่ามีเหตุตามมาตราดังกล่าวที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยส่วนหนึ่งว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 แล้ว แต่ในส่วนที่วินิจฉัยให้นำเงินค่าจ้างและเงินประกันผลงานที่ผู้ร้องทั้งสองค้างชำระมาหักกับเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่ผู้ร้องทั้งสองเรียกคืน แล้วมีคำพิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองชำระเงินแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง 4,009,364.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น แม้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองจะมีคำขอให้บังคับคู่ความอีกฝ่ายชำระเงินแก่ตนตามที่ได้เคยมีคำเสนอข้อพิพาทและข้อเรียกร้องแย้งไว้ในชั้นอนุญาโตตุลาการก็ตาม แต่คำขอดังกล่าวในชั้นศาลเป็นคำขอที่นอกเหนือจากประเด็นการร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งศาลไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับให้ได้ ชอบที่จะยกคำร้องในส่วนดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ชำระเงินจึงเป็นคำพิพากษาที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเพราะผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองไม่มีอำนาจยื่นคำร้องในส่วนดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองชำระเงินแก่ผู้คัดค้านทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 1 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีทั้งสองสำนวนนี้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองต่างยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งมีคำชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสอง และยกข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องทั้งสองที่ต่างขอให้อีกฝ่ายชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย แม้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองชนะคดีก็มีผลเพียงให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวถูกเพิกถอนไป ไม่มีผลทำให้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองได้รับชำระเงินจากอีกฝ่าย แม้ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองมีคำขอให้บังคับอีกฝ่ายชำระเงิน แต่คดีนี้เป็นการร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองไม่อาจมีคำขอบังคับชำระเงินดังกล่าวได้ดังที่วินิจฉัยข้างต้น คำร้องของผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองถือเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลแบบคดีไม่มีทุนทรัพย์สำนวนละ 200 บาท แต่ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นสำนวนละ 50,000 บาท และผู้ร้องที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 20,046 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองเฉพาะส่วนที่ขอให้อีกฝ่ายชำระเงิน ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลที่เรียกเก็บจากผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ทั้งสองสำนวน คงเรียกเก็บค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ทั้งสองสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท อ. กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาววรินธร ตันติศิริพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
จุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส
ประคอง เตกฉัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8208/2568
#722850
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ อ. ฆ่าผู้ตายข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่าจำเลยรู้มาก่อนแล้วว่า อ. ชักชวนจำเลยให้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จากอำเภอปากพนังไปหาผู้ตายที่อำเภอท่าศาลาเพื่อฆ่าผู้ตาย เมื่อจำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาก่อนเพิ่งมารู้เห็นในขณะที่ อ. จอดรถบริเวณปากทางเข้าสวนยางพาราโดย อ. บอกว่าจะมาดักยิงคนและให้จำเลยรอ โดยจำเลยไม่ทราบเรื่องอาวุธปืนที่ อ. นำมาซุกซ่อนไว้ ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยรออยู่บริเวณปากทางเข้าสวนยางพาราห่างจากจุดที่ อ. ซุกซ่อนปืนและกระสุนปืน 300 เมตร และห่างจากจุดที่ อ. เข้าไปซุ่มดักยิงผู้ตายอีก 500 เมตร โดยจำเลยไม่เห็นขณะ อ. สวมถุงมือหรือหยิบอาวุธปืน แม้จะรอนาน 2-3 ชั่วโมง ก็ไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ก่อนยิงผู้ตาย ประกอบกับบริเวณที่จำเลยรอไปจนถึงจุดที่ อ. ก่อเหตุเป็นสวนยางพาราแม้ในเวลากลางวันก็ไม่อาจมองเห็นกันได้ เมื่อคดีนี้เกิดเหตุในเวลากลางคืนจำเลยย่อมไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์และเข้าไปช่วยเหลือ อ. ได้ทันท่วงที จึงไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ขณะยิงผู้ตาย ส่วนการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์พา อ. หลบหนีก็เป็นเหตุการณ์ภายหลัง อ. กระทำความผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว จึงไม่ใช่การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ อ. ฆ่าผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 86 จำคุก 33 ปี 4 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายจักรกรินทร์ ผู้ตาย เป็นบุตรของนายสมจิต กับนางอารี นายอภิชาติ จำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 939/2556 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่าร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นบุตรของนายสุเทพ กับนางลัดดา จำเลยในคดีนี้เป็นบุตรของนายเขียว กับนางประชวน นางประชวนเป็นพี่ของนายสุเทพบิดาของนายอภิชาติ จำเลยพักอาศัยอยู่ที่อำเภอปากพนัง นางอารีมารดาของผู้ตายกับนางลัดดามารดาของนายอภิชาติเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน นางอารีกับผู้ตายและนางลัดดากับนายอภิชาติพักอาศัยอยู่ที่อำเภอท่าศาลา โดยมีบ้านและสวนยางพาราอยู่ใกล้กัน ก่อนเกิดเหตุไม่นานผู้ตายกับนายอภิชาติมีเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายกันจนนายอภิชาติต้องหลบไปพักอาศัยอยู่กับนางถวิล ย่าของนายอภิชาติ ที่อำเภอปากพนัง แต่ก่อนไปนายอภิชาติได้เอาอาวุธปืนพกลูกซองสั้น 1 กระบอก ท่อเหล็ก 2 ท่อน และกระสุนปืนไปซุกซ่อนไว้ในสวนยางพาราของนายอภิชาติซึ่งอยู่ติดกับสวนยางพาราที่เกิดเหตุของนางระเบียบ ป้าของนายอภิชาติและจำเลยซึ่งจ้างผู้ตายกรีดยางพารา เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2553 เวลาประมาณ 20 ถึง 21 นาฬิกา นายอภิชาติขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยนั่งซ้อนท้ายจากอำเภอปากพนังไปอำเภอสิชล ระหว่างทางนายอภิชาติได้แวะซื้อสุราขาว 1 ขวด และถุงมือยาง 1 คู่ จากร้านค้าในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช นายอภิชาติเก็บถุงมือไว้ในกระเป๋ากางเกง เมื่อนายอภิชาติขับรถมาถึงอำเภอท่าศาลาได้แวะจอดรถบริเวณถนนปากทางเข้าสวนยางพาราของนายอภิชาติพร้อมกับบอกจำเลยว่าจะไปดักยิงคนให้จำเลยรอ แล้วนายอภิชาติถือขวดสุราขาวเดินเข้าไปที่จุดซ่อนอาวุธปืนในสวนยางพาราห่างออกไปประมาณ 300 เมตร นำถุงมือออกมาสวมแล้วหยิบอาวุธปืนพกลูกซองสั้น ท่อเหล็ก 2 ท่อน และกระสุนปืนที่เอามาซุกซ่อนไว้ จากนั้นเดินเข้าไปในสวนยางพาราที่เกิดเหตุนั่งซุ่มรอผู้ตายและดื่มสุราขาวไปพลาง จนกระทั่งผู้ตายเข้ามากรีดยางพาราในสวนยางพาราที่เกิดเหตุห่างจากจุดซุ่มรอประมาณ 5 เมตร นายอภิชาติใช้อาวุธปืนพกลูกซองสั้นยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด แล้วถืออาวุธปืนพกลูกซองสั้นวิ่งออกมาบริเวณที่จอดรถตะโกนบอกจำเลยว่าไป ๆ จำเลยขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์ขับออกไปโดยนายอภิชาตินั่งซ้อนท้ายไปตามถนนก่อนจะถึงถนนสายท่าศาลา-สิชล นายอภิชาติบอกให้จำเลยจอดรถแล้วนายอภิชาตินำอาวุธปืนพกลูกซองสั้นไปซุกซ่อนไว้โดยจำเลยไม่รู้ จากนั้นนายอภิชาติขับรถมีจำเลยนั่งซ้อนท้ายไปถึงอำเภอสิชล แล้วนายอภิชาติแวะเข้าพักที่บ้านนางสาววรรณา น้องของจำเลย ส่วนจำเลยออกเรือลงทะเล เมื่อจำเลยกลับเข้าฝั่งมาพักที่บ้านนางสาววรรณาจึงทราบว่านายอภิชาติถูกจับดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตาย จำเลยออกเรือลงทะเลและไปรับจ้างก่อสร้างที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูล จนกระทั่งวันที่ 24 สิงหาคม 2565 จำเลยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ป. จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนำส่งพนักงานสอบสวน ซึ่งแจ้งข้อหาตามฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน สำหรับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้ร่วมคบคิดกับนายอภิชาติที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายมาตั้งแต่แรก นายอภิชาติเป็นคนเอาอาวุธปืนและกระสุนปืนไปซุกซ่อนไว้ในสวนยางพาราก่อนเกิดเหตุ และในวันเกิดเหตุนายอภิชาติไปหยิบอาวุธปืนและกระสุนปืนที่ซุกซ่อนไว้เพียงคนเดียวแล้วนำไปก่อเหตุโดยจำเลยไม่อยู่ด้วย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องและโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เป็นยุติว่า ขณะที่นายอภิชาติยิงผู้ตายนั้น จำเลยไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย จำเลยจะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้นายอภิชาติฆ่าผู้ตาย ข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่าจำเลยรู้มาก่อนแล้วว่านายอภิชาติชักชวนจำเลยให้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จากอำเภอปากพนังไปหาผู้ตายที่อำเภอท่าศาลาเพื่อฆ่าผู้ตาย เมื่อจำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นมาก่อน แม้จำเลยเพิ่งมารู้ในขณะที่นายอภิชาติจอดรถบริเวณถนนปากทางเข้าสวนยางพาราโดยนายอภิชาติบอกว่าจะมาดักยิงคนและให้จำเลยรอ แต่นายอภิชาติได้เอาอาวุธปืนและกระสุนปืนมาซุกซ่อนไว้ในสวนยางพาราอยู่ก่อนแล้วเพียงแต่รอจังหวะที่จะไปเอามาใช้ยิงผู้ตาย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทราบเรื่องอาวุธปืนที่นายอภิชาตินำมาซุกซ่อนไว้ ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยรออยู่บริเวณถนนปากทางเข้าสวนยางพาราห่างจากจุดที่นายอภิชาติซุกซ่อนอาวุธปืนและกระสุนปืนประมาณ 300 เมตร และห่างจากจุดที่นายอภิชาติเข้าไปนั่งซุ่มรอผู้ตายในสวนยางพาราที่เกิดเหตุอีกประมาณ 500 เมตร โดยไม่เห็นขณะนายอภิชาติสวมถุงมือและหยิบอาวุธปืน แม้จำเลยจะรออยู่นานประมาณ 2 ถึง 3 ชั่วโมง ก็ไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายอภิชาติก่อนยิงผู้ตายเพราะนายอภิชาติได้เอาอาวุธปืนและกระสุนปืนไปซุกซ่อนไว้ก่อนใช้ยิงผู้ตาย ประกอบกับระยะทางจากบริเวณที่จำเลยรอกับจุดที่นายอภิชาติก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายห่างกันมากถึง 800 เมตร และข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ตรงกันว่า จากบริเวณที่จำเลยรอไปจนถึงจุดที่นายอภิชาติก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นสวนยางพาราทั้งหมด แม้ในเวลากลางวันก็ไม่อาจมองเห็นกันได้ เมื่อเหตุคดีนี้เกิดในเวลากลางคืน จำเลยย่อมไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์และเข้าไปช่วยเหลือนายอภิชาติได้ทันท่วงทีอีกด้วย จึงไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายอภิชาติขณะยิงผู้ตาย ส่วนการที่จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์พานายอภิชาติหลบหนีไปก็เป็นเหตุการณ์ภายหลังจากที่นายอภิชาติกระทำความผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว จึงมิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายอภิชาติฆ่าผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนายอภิชาติฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางสาวณัฏฐนิช รุจิรัตน์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสุภาพ ศิริกังวาลกุล
ชื่อองค์คณะ
ประชา งามลำยวง
วรวิทย์ ฤทธิทิศ
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8188/2568
#723544
เปิดฉบับเต็ม

ความปรากฏในหนังสือสัญญากู้เงินว่า จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยเงินกู้ซึ่งเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ประกอบมาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) อันทำให้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินได้เลย โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันที่ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลย และเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 และมาตรา 229 (3) โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ที่บังคับตามกฎหมายได้เท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง โจทก์จะใช้สิทธิเหนือไปกว่าสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยไม่ได้ แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องโจทก์ชำระดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะให้แก่เจ้าหนี้ไว้ อันเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แต่การใช้สิทธิไล่เบี้ยเกินไปกว่าสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายนั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง โจทก์ไม่มีสิทธิไล่เบี้ยดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะจากจำเลยได้ ในส่วนดอกเบี้ยผิดนัดของต้นเงิน โจทก์มีสิทธิเรียกได้ทันทีที่ได้ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 656,103.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 656,103.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2565) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2565 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่คู่ความไม่ฎีกาคัดค้านรับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยกู้ยืมเงิน 150,000 บาท จากนางมาลีรัตน์ ตกลงจะชำระหนี้ให้เสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2550 ยอมเสียดอกเบี้ย 10,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าจำเลยจะชำระต้นเงินครบถ้วน โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 22243 ให้ยึดถือเป็นหลักประกัน และโจทก์ทำสัญญาค้ำประกันไว้ ต่อมาจำเลยผิดนัด วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556 โจทก์ชำระเงิน 350,000 บาท ให้แก่นางมาลีรัตน์แทนจำเลย จากนั้นโจทก์ไล่เบี้ยเอาจากจำเลยให้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยเพิกเฉย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยได้เพียงใด เห็นว่า ความปรากฏในหนังสือสัญญากู้เงินว่า ในการกู้ยืมเงิน 150,000 บาท จำเลยยอมเสียดอกเบี้ย 10,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าจำเลยจะชำระต้นเงินครบถ้วน หรือคิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 80 ต่อปี ซึ่งประจักษ์ว่าเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ประกอบมาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) โดยข้อเท็จจริงเรื่องการคิดดอกเบี้ยนี้รับฟังเป็นยุติได้จากหนังสือสัญญากู้เงินที่โจทก์อ้างส่งต่อศาลเอง จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานอื่นเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะดังที่โจทก์อ้างในฎีกาอีก และกรณีนี้หากเจ้าหนี้ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวด้วยตนเองโดยตรง แล้วจำเลยไม่ได้ให้การเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะนี้ไว้ ศาลก็มีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) อันทำให้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิบังคับจำเลยให้ชำระดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินได้เลย โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันที่ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยและเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 และมาตรา 229 (3) โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ โจทก์ชอบที่จะรับช่วงสิทธิไปเท่าที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ที่บังคับตามกฎหมายได้เท่านั้น โจทก์จะใช้สิทธิเหนือไปกว่าสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยไม่ได้ แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องโจทก์ชำระดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะให้แก่เจ้าหนี้ไว้ อันเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ดังที่โจทก์อ้างในฎีกาก็ตาม แต่การใช้สิทธิไล่เบี้ยเกินไปกว่าสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายนั้นเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงิน 150,000 บาท เท่าที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้ตามกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ในส่วนดอกเบี้ยผิดนัดของต้นเงินดังกล่าว ซึ่งเป็นความเสียหายของโจทก์เพราะการค้ำประกันนั้น โจทก์มีสิทธิเรียกได้ทันทีที่ได้ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยผิดนัด นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2565 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 226 วรรคหนึ่ง ม. 229 (3) ม. 654 ม. 693
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — นางสาว ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายสุพจน์ ปรีชายิ่งสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสรารักษ์ สุวรรณเสรี
ชื่อองค์คณะ
สัญญา ภูริภักดี
ไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์
ศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา