โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 334, 336 ทวิ ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบได้ความว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยและบุคคลอื่นอีก 4 คน โดยบุคคลอื่นเบิกถอนเงินและส่งมอบให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวแม้จะแตกต่างจากฟ้อง แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติโดยมีสาระสำคัญในกรณีนี้ว่า ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอ เว้นแต่การที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ซึ่งคดีนี้แม้จำเลยให้การปฏิเสธ แต่จำเลยนำสืบยอมรับว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยกับบุคคลอื่นอีก 4 คนจริง แต่จำเลยไม่นำเงินไปส่งมอบให้ผู้เสียหายเพราะ ส. ไม่โอนเงินค่าจ้างให้จำเลย เช่นนี้ไม่ถือว่าจำเลยหลงต่อสู้ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอก จึงลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้
ปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ ภ. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมาย โดยให้รายละเอียดว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารบุคคลอื่น จำเลยมีหน้าที่รวบรวมเงินทั้งหมดส่งมอบให้ผู้เสียหาย จำเลยได้รับเงินจากบุคคลดังกล่าวที่ได้เบิกถอนเงินมาแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย เห็นได้ว่า ผู้เสียหายกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้วว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้นคือจำเลย ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษ จึงเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว โดยผู้เสียหายไม่จำต้องระบุว่าจะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใด
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเฉพาะในความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และมิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เพราะความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์มิใช่ความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 43 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ในอันที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม ทั้งโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นนั้นโดยพลการ ส่วนการออกคำบังคับนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งต้องมีการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลจึงจะออกคำบังคับแก่ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยกำหนดวิธีปฏิบัติ ระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 272, 273 แต่คดีนี้ศาลไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีสิทธิบังคับคดีในคดีนี้
จำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินโจทก์จากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 บ่งชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์เข้าออกที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและถือเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองฐานบุกรุกได้
จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาก็ตาม ก็ถือได้ว่ากระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้ว อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83
พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 9 (3) บัญญัติเพียงว่า เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตามเท่านั้น หาได้บัญญัติว่าหนี้นั้นศาลต้องพิพากษากำหนดจำนวนแน่นอนเสียก่อน โจทก์จึงสามารถนำหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่กระทำขึ้นในต่างประเทศมาฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายได้โดยไม่จำต้องนำหนี้ดังกล่าวไปร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเพื่อบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก่อน จำเลยเป็นหนี้โจทก์ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคล หนี้ตามฟ้องจึงเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท โจทก์ย่อมมีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้
โจทก์และจำเลยตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างคอนโดมิเนียมขายนำกำไรมาแบ่งปันกัน ต่อมามีผู้สนใจซื้อที่ดินดังกล่าวและผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตกลงขายที่ดินเพื่อทำกำไร อันเป็นกรณีที่หุ้นส่วนเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินกิจการเป็นการซื้อที่ดินและขายเพื่อนำกำไรมาแบ่งปันกัน เมื่อได้ขายที่ดินดังกล่าวและรับเงินจากการขายแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (3) และมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วก็ให้จัดการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน เมื่อคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยต่างยอมรับว่า ห้างหุ้นส่วนนี้ได้มีการชำระบัญชีกันแล้ว แต่มีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวแก่เงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรของผู้เป็นหุ้นส่วนอันเป็นข้อพิพาทในชั้นชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญ จึงเป็นกรณีที่หุ้นส่วนประสงค์ให้จัดทำบัญชีเพื่อแบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน มิได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงต้องทำการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. เมื่อมีการจัดทำบัญชีกัน แต่โจทก์อ้างสัดส่วนการลงทุนของโจทก์และจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากการเข้าหุ้นกันประกอบกิจการ และจำเลยปฏิเสธสัดส่วนการลงทุนของโจทก์รวมถึงจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยพิพาทกันเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี โจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมมีอำนาจฟ้อง
แม้ ฮ.ผู้เป็นบิดามีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของ ล. ผู้เป็นมารดา โดยเคยบอกแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะรอรับทรัพย์มรดกของ ฮ. ก็ตาม แต่ ฮ. ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ประกอบกับมาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" ดังนั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย
ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850, 852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม" แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า ก่อนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวนั้น จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินทั้งแปลงของ ฮ.แทนทายาทโดยธรรมทุกคนของ ฮ. หาใช่เป็นการครอบครองทรัพย์มรดกของ ฮ. ในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใดไม่ การครอบครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. ก่อนจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด ส่วนการที่โจทก์ได้รับมรดกของ ล. ผู้เป็นมารดาไปแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมรดกของ ล. ก็เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของ ล. กับทายาทโดยธรรมคนอื่นของ ล. เมื่อทายาทโดยธรรมของ ฮ. ทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้ ตามมาตรา 1750 วรรคสอง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือโจทก์แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ฮ. จึงเป็นผู้สืบสันดานซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1629 (1) ย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ ฮ. เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแต่ผู้เดียวในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา โดยโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ ฮ. มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะนำทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ ฮ. ด้วยไปยกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับการยกให้จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทเป็นของ ฮ. ผู้ตายซึ่งมีทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน รวมทั้ง ด. ทายาทโดยธรรมของ ฮ. ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อน ฮ. แต่ยังมีผู้สืบสันดานที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ด. และโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กับนิติกรรมการให้โดยเสน่หาที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามลำดับ โดยไม่ปรากฏว่าทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่ ด. ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกประสงค์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวด้วย การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้น ต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดก และนิติกรรมการให้โดยเสน่หาเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น
โจทก์มีเจตนายกห้องชุดให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลย การจดทะเบียนขายห้องชุดเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง แต่นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หานั้นต่างมีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เพียงแต่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย เมื่อโจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยมาแต่ต้น การทำนิติกรรมโดยจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดดังกล่าวให้แก่จำเลย จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าโจทก์ยกห้องชุดให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว นิติกรรมการให้ห้องชุดระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง
แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2567 แต่เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้ เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง เมื่อผู้ประกันเพิ่งนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมาย
แม้จำเลยไม่อาจยกเอาความสำคัญผิดในตัวบุคคลตาม ป.อ. มาตรา 61 มาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายก็ตาม แต่การจะรับฟังว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าบุพการีอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นหรือไม่นั้น จำเลยจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้นด้วยตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคท้ายด้วย เมื่อบ้านของผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาของจำเลยคงมีผู้เสียหายกับ พ. อยู่ในบ้านเพียง 2 คน การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่ประตูไม้ที่ใช้กั้นแนวเขตระหว่างบ้านของผู้เสียหายกับบ้านของจำเลย แม้จะไม่เห็นตัวคน คงได้ยินแต่เสียงคนเดินมา แต่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนนั้นอาจถูกผู้เสียหายได้ จึงต้องถือว่าจำเลยได้รู้ข้อเท็จจริงอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นแล้วตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคท้าย ฉะนั้น เมื่อจำเลยไม่ใยดียังยิงปืนใส่ประตูไม้และกระสุนปืนนั้นทะลุไม้ไปถูกผู้เสียหายเข้า จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการี มิใช่เพียงฐานพยายามฆ่าบุคคลธรรมดา
ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร กับความผิดฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการเป็นความผิดหลายกรรมต่างกรรมกันหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวต่อเนื่องในคราวเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาและองค์ประกอบของการกระทำความผิดแตกต่างกันจึงสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ ประกอบกับเจตนารมณ์ของกฎหมายตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 มุ่งคุ้มครองผู้เข้าไปใช้บริการในสถานบริการ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นควรยกปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยแก้ฎีกาขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า ศาลฎีกาจะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีก่อนโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยและบริวารครอบครองที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์พร้อมชำระค่าเสียหาย ซึ่งจำเลยและจำเลยร่วมให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ คดีดังกล่าวจึงเป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมออกจากอสังหาริมทรัพย์อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยและจำเลยร่วมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบ ต้องถูกขับไล่และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ แตกต่างจากคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายและมีคำขอให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ อันมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและชำระราคาที่ดินพิพาทตามสัญญาครบถ้วนจนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและจำเลยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องทั้งสองเรื่องจึงแตกต่างกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7
หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้าน ก.จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้ถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดเวลาชำระวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาล โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองไม่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินจำนองเพื่อชำระในส่วนดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง คือ จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง
หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้าน ก.จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้ถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดเวลาชำระวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาล โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองไม่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินจำนองเพื่อชำระในส่วนดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง คือ จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง
ป.ยาเสพติด มาตรา 129 เป็นบทกฎหมายที่บัญญัติองค์ประกอบความผิดขึ้นใหม่ที่ใช้ในกรณีที่การกระทำไม่ถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิด แต่เป็นเพียงการเปิดบัญชีธนาคารโดยรู้หรือควรรู้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเท่านั้น หากการเปิดบัญชีธนาคารนั้นถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก็เป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 129
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่ง ป.ยาเสพติดยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด โดยจำเลยต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ
ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา และฎีกาของจำเลยที่ 1 มีเนื้อหาเหมือนกับในคำร้อง เมื่อการขอแก้คำให้การของจำเลยจะต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา การที่จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา เป็นการแก้ไขคำให้การซึ่งไม่อาจกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว
พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จี้บังคับขู่เข็ญโจทก์ร่วมและผู้ตายให้ยอมขึ้นรถยนต์จากบ้านพักไปกับจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 สวมกุญแจมือที่ข้อมือของผู้ตาย ใช้เชือกมัดข้อมือของโจทก์ร่วม กับใช้เทปกาวปิดปากโจทก์ร่วมและผู้ตาย เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญในทันใดว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย แล้วยังเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่จะกระทำความผิดแล้ว จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดด้วยกัน โดยจำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์จะได้เงินจากโจทก์ร่วมและผู้ตาย การที่จำเลยทั้งสองบังคับให้โจทก์ร่วมและผู้ตายบอกรหัสโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตาย ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อให้โจทก์ร่วมและผู้ตายยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นคือเงินที่โอนจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและผู้ตายไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ร่วมและผู้ตายโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและผู้ตายเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสอง ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเอาไปซึ่งทรัพย์คือเงินของโจทก์ร่วมและผู้ตายโดยทุจริต เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ หาใช่เป็นเพียงการที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์ร่วมและผู้ตายยอมให้จำเลยทั้งสองได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองรู้ถึงการกระทำของกันและกัน โดยต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย จึงมีลักษณะเป็นตัวการกระทำความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันทำ
เมื่อความตายของผู้ตายและการที่โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันฆ่าผู้ตายและจะฆ่าโจทก์ร่วม ย่อมเป็นผลธรรมดาจากการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์ของโจทก์ร่วมและผู้ตาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสี่ และวรรคห้า ตามลำดับ หาใช่เป็นความผิดฐานกรรโชก ตามมาตรา 337 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา
ป.อ. มาตรา 340 ตรี เป็นเพียงบทกำหนดโทษไม่ใช่บทเพิ่มโทษ กรณีไม่อาจที่จะวางโทษหนักขึ้นกึ่งหนึ่งตามที่มาตรา 340 ตรี บัญญัติไว้ จึงนำมาตรา 340 ตรี มาปรับด้วยไม่ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงมีความผิดตามมาตรา 339 วรรคสี่ และวรรคห้า เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้ในความผิดฐานชิงทรัพย์ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวเหมือนดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา น่าจะเป็นเพราะจำเลยที่ 1 จำนนต่อพยานหลักฐานที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ยังมีเนื้อหาที่โต้เถียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา 337 ฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดตามฟ้อง คำร้องขอถอนคำให้การเดิมของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อันจะเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ที่จะลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต และฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 500 บาท เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองในฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วจึงไม่อาจนำโทษปรับในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีก คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้แก้ไข ดังนี้ แม้จะลงโทษประหารชีวิตก็ลงโทษปรับด้วยได้เพราะอาจยึดทรัพย์สินจำเลยมาชำระค่าปรับตาม ป.อ. มาตรา 29 วรรคแรกได้ แต่โจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษปรับจำเลยได้เนื่องจากเป็นการเพิ่มเติมโทษซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์โดยกำหนดวันทำพิธีแต่งงานกัน เช่นนี้ถือได้ว่าการตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เพื่อจัดงานพิธีแต่งงานให้เป็นไปตามประเพณีท้องถิ่นเท่านั้น โดยฝ่ายจำเลยไม่จำต้องให้ของหมั้นแก่บุตรสาวโจทก์ กรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส อีกทั้งการตกลงจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นดังกล่าวก็มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้การนั้นเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ยิ่งกว่านั้นการที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายย่อมบ่งชี้ได้ว่า จำเลยยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย ข้อตกลงตามสัญญาจึงมีผลบังคับได้ เมื่อฝ่ายโจทก์ได้จัดเตรียมงานพิธีแต่งงานดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยกลับมีหญิงอื่นเป็นคนรัก อันเป็นเหตุให้ต้องมีการยกเลิกการจัดงานพิธีแต่งงาน ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อกรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส จำเลยย่อมไม่อาจอ้างเรื่องที่ว่า หากฝ่ายใดผิดสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส กรณีที่ไม่มีการหมั้น ฝ่ายนั้นไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายหรือค่าทดแทนแก่อีกฝ่ายหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1439 นั้น มาปฏิเสธความรับผิดของจำเลยได้ ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องและจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง แล้ว มิใช่บทบังคับโจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองตามมาตรา 729/1 ได้เพียงวิธีเดียว โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองตามมาตรา 728 ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญาและถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้านกสิกรไทยจำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดเวลาชำระวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและบังคับจำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองไม่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินจำนองเพื่อชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง คือ จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง
แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา กับข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา พ.ศ. 2563 ข้อ 10 (2) จำเลยไม่จำต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาดังที่จำเลยอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกันซึ่งต้องมอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาล เช่นนี้ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้ เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง การที่ผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงไม่มีตัวจำเลยที่จะนำไปกักขังตามหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดได้ เมื่อผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ถือว่าผู้ประกันมอบตัวจำเลยคืนต่อศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานหลักฐาน และเมื่อ พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อพิพากษายกฟ้องได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักไม้มะค่าโมงดังกล่าวจึงไม่ชอบ
คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปและร่วมกันลักไม้มะค่าโมงซึ่งปลูกไว้ในโรงเรียนบ้านสันป่าสักอันเป็นสถานที่ราชการไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 335 จำเลยทั้งสองในการรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (8) วรรคสอง แต่บริเวณโรงเรียนบ้านสันป่าสักตามฟ้องเป็นเพียงสถานที่รอบอาคารที่ตั้งอาคารโรงเรียนหาใช่สถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในโรงเรียนโดยตรงแต่อย่างใด การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพยายามลักต้นมะค่าโมงของผู้เสียหายไปจากบริเวณโรงเรียนดังกล่าวจึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225
จากข้อความที่โจทก์ร่วมสนทนากับจำเลย จำเลยมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงต่อโจทก์ร่วมว่าในขณะที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอน 5,000 ชุด นั้น จำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว โจทก์ร่วมก็ทราบว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าในครอบครองพร้อมจะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม ประกอบกับในเฟซบุ๊กของจำเลยมีข้อความเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล๊อตใหม่" ซึ่งหมายถึงเปิดให้สั่งจองหรือสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า แม้จะมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้ากองสินค้าก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อความใดยืนยันว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองพร้อมส่งมอบดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง อีกทั้งข้อความที่โจทก์ร่วมและจำเลยสนทนากัน เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่โจทก์ร่วมในขณะนั้นแล้วว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด อยู่ในครอบครอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และไม่เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่าการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสั่งซื้อชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด และโจทก์ร่วมโอนเงิน 135,000 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบชุดนอนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมภายในเวลาที่ตกลงกัน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 135,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม