คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8184/2568
#723543
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก" ซึ่งการตกทอดโดยทางมรดกนั้น มี 2 กรณี คือ ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมและตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1603 เมื่อมาตรา 8 วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใช้ถ้อยคำว่าตกทอดโดยมรดก จึงหมายถึงทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรมย่อมมีสิทธิตามมาตรานี้ เพราะหากกฎหมายประสงค์ให้หมายถึงเฉพาะทายาทโดยธรรมแล้ว ย่อมระบุให้ชัดแจ้ง เช่นตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2497 มาตรา 10 ว่า "ที่ดินที่ได้อนุญาตให้จับจองไปนั้น จะโอนไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมโดยทางมรดก" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านาย ผ. ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อรั้วออกจากที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกจากที่ดินของโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากจำเลยเพิกเฉยให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยเสียค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดิน ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน

โจทก์ให้การ แก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2530 รัฐออกใบจอง (น.ส. 2) เลขที่ 999 ให้แก่นายผจญ แล้วนายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทตามใบจองดังกล่าวให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2565 โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทในฐานะผู้รับพินัยกรรม จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาทเนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก" ซึ่งการตกทอดโดยทางมรดกนั้นมี 2 กรณี คือ ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมและตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1603 เมื่อมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใช้ถ้อยคำว่า ตกทอดโดยทางมรดก จึงหมายถึงทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรมย่อมมีสิทธิตามมาตรานี้ เพราะหากกฎหมายประสงค์ให้หมายถึงเฉพาะทายาทโดยธรรมแล้ว ย่อมระบุให้ชัดแจ้ง เช่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 มาตรา 10 ว่า "ที่ดินที่ได้อนุญาตให้จับจองไปนั้น จะโอนไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมโดยทางมรดก" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทของนายผจญแต่เป็นบุคคลภายนอก การที่นายผจญทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้โจทก์เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีใบจองซึ่งเป็นหนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินของรัฐชั่วคราว ไม่ใช่เอกสารสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เกี่ยวกับที่ดิน ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินมือเปล่า ฉะนั้น ระหว่างโจทก์กับจำเลย หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ผู้นั้นย่อมได้สิทธิครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท เนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวนั้นและมีสิทธิห้ามไม่ให้โจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย โจทก์ย่อมไม่อาจฟ้องขอให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทส่วนนี้ได้ สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือซึ่งจำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์จึงมีสิทธิครอบครองนั้น จำเลยเบิกความเพียงว่า ภายหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความ นายผจญไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนของตนตามสัญญา นายวิเชษฐ์จึงเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วจำเลยครอบครองต่อจากนายวิเชษฐ์ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายวิเชษฐ์และจำเลยเข้าไปครอบครองทำประโยชน์อย่างไร แม้นางเพ็ญพร พี่ของจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ว่างเปล่า มีบ่อบาดาลและต้นไม้คลุมบ่อ นายวิเชษฐ์และจำเลยเข้าไปปลูกต้นไม้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่เมื่อพิจารณาประกอบแผนที่พิพาท ปรากฏว่าต้นไม้ส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวเท่านั้น ในที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือมีต้นไม้เพียง 1 ต้น ดังนี้ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนอื่นนอกเหนือจากส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท จำเลยจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทส่วนดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาทนั้น จำเลยไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นว่าโจทก์ปลูกสร้างสิ่งใดในบริเวณใดของที่ดินพิพาท จึงไม่อาจบังคับตามคำขอนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามโจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ระบายสีเขียวในแผนที่พิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1603
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ข.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน — นางสาวศรินลักษณ์ เกียรติยศเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางกาญจนา สิงห์ไฝแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์
ปิยนุช จรูญรัตนา
เพ็ญจันทร์ ไหลศิริกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8165/2568
#723021
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตาม ป.อ. มาตรา 371 ปรับคนละ 200 บาท ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าไม่ได้ร่วมกระทำผิดคดีนี้ ขอให้พิพากษายกฟ้อง เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายข้างต้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกความผิดฐานนี้ขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นฎีกาในความผิดดังกล่าว และโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น หรือเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแก่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ อันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (6) (7) จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (6) (7) ได้ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามได้ ตามมาตรา 290 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้แก้ไขเป็นการไม่ชอบ

นอกจากนี้ ป.อ. มาตรา 18 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติว่า โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะอายุต่ำกว่าสิบแปดปี และในกรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดทางอาญามาตราใด ๆ ที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตให้เปลี่ยนเป็นโทษจำคุกห้าสิบปี เมื่อเปลี่ยนระวางโทษเป็นจำคุกห้าสิบปีแล้ว ย่อมนำบทบัญญัติเรื่องต้องระวางโทษหนักกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้มาคิดคำนวณจากระวางโทษจำคุกห้าสิบปีดังกล่าว และสามารถระวางโทษหนักขึ้นกึ่งหนึ่งตามมาตรา 340 ตรี ก่อนลดมาตราส่วนโทษได้ แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามหนักขึ้น ศาลฎีกาย่อมไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามให้หนักกว่าที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษลงโทษจำเลยทั้งสามได้ ปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้นแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องและให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 213 ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 290, 295, 340, 340 ตรี, 371 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาหมวกนิรภัย 1 ใบ ราคา 990 บาท กระเป๋าสตางค์ 1 ใบ เงิน 1,200 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อออปโป 1 เครื่อง ราคา 5,990 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย กับให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 2 ติดต่อกับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ.81/2565 หมายเลขแดงที่ ยชอ. 91/2565 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ. 139/2565 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าทำร้ายผู้ตายแต่ไม่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมต่อ

ระหว่างพิจารณา นางสนิทและนายสมบูรณ์ บิดา มารดาของนายวิศรุต ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย กับข้อหาปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด ส่วนข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ กับข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2,860,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

นายธนพนธ์ ผู้เสียหาย โดยนางสาวกาญจนา ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 33,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่า มิได้กระทำผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (6) (7), 295, 340 วรรคสอง วรรคท้าย, 371 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 ความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย กับฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่นและเพื่อเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิด กับฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสามมีอายุ 17 ปีเศษ (ที่ถูก จำเลยที่ 3 อายุ 16 ปีเศษ) ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามมาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสาม ฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุกคนละ 24 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 300 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามมาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 16 ปี และปรับคนละ 200 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 (1) เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสามไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา มีกำหนดคนละ 5 ปี นับแต่วันพิพากษา หากจำเลยทั้งสามอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ ก่อนได้รับการฝึกอบรมครบกำหนดเวลา ให้ส่งตัวจำเลยทั้งสามไปจำคุกในเรือนจำจนครบกำหนดระยะเวลาที่เหลืออยู่ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 142 วรรคท้าย ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาหมวกนิรภัย 1 ใบ ราคา 990 บาท กระเป๋าสตางค์ 1 ใบ เงินในกระเป๋า จำนวน 1,200 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อออปโป 1 เครื่อง ราคา 5,990 บาท แก่ผู้เสียหาย ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง 2,860,000 บาท และแก่ผู้ร้อง 33,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสองและแก่ผู้ร้อง ตามลำดับ ทั้งนี้ ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมทั้งสองกับผู้ร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 2 ติดต่อกับโทษจำคุกหรือระยะเวลาฝึกอบรมในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ. 81/2565 หมายเลขแดงที่ ยชอ. 91/2565 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ. 139/2565 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีทั้งสองดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนของค่าปรับหากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับ ให้ส่งตัวจำเลยทั้งสามไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณาแทนค่าปรับมีกำหนด 1 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติว่า ตามวัน เวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายธนพนธ์ ผู้เสียหาย และนายวิศรุต ผู้ตาย ถูกกลุ่มคนร้ายใช้กำลังประทุษร้ายกับใช้อาวุธมีดฟัน ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเกิดรอยบวมโนที่ศีรษะตรงกลางขนาด 1 เซนติเมตร และปวดบริเวณลำคอด้านขวา ส่วนผู้ตายถูกฟันที่บริเวณขาหนีบด้านซ้ายถูกเส้นเลือดใหญ่ บาดแผลลึกถึงกระดูกหัวหน่าวขาซ้ายจนมีรอยแตกร้าวเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกประทุษร้ายได้แก่ หมวกนิรภัย 1 ใบ ราคา 990 บาท กระเป๋าสตางค์หนังสีดำ 1 ใบ ภายในบรรจุเงิน 1,200 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อออปโป 1 เครื่อง ราคา 5,990 บาท ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามกับนายศุภโชค นายศักรินทร์ นายสรายุทธหรือไม้ และนายวัชรินทร์ ดื่มน้ำกระท่อมต้มอยู่ด้วยกัน สถานที่เกิดเหตุเป็นสถานีบริการน้ำมันซึ่งมีกล้องวงจรปิดติดตั้งหลายจุดและบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ จำเลยที่ 1 ที่ 2 โจทก์ และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ เห็นว่า การร่วมกระทำความผิดในลักษณะตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นั้น จะต้องเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ซึ่งต้องพิจารณาทั้งในส่วนการกระทำและเจตนาของผู้ที่ร่วมกระทำ หมายถึง ต้องร่วมกระทำผิดด้วยกันและกระทำโดยเจตนาร่วมกัน ทั้งทุกคนที่กระทำจะต้องรู้ถึงการกระทำของกันและกันและต่างประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย เมื่อพิจารณาจากคลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่บันทึกจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ เห็นได้ว่า นายศุภโชค นายศักรินทร์ จำเลยที่ 1 และนายศรายุทธมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำร้ายผู้เสียหายและผู้ตาย คงขับรถจักรยานยนต์วนไปมาในบริเวณใกล้ ๆ กับหัวจ่ายน้ำมันที่ผู้เสียหายและผู้ตายรอเติมน้ำมันอยู่ จากนั้นขับรถจักรยานยนต์ไปจอดอยู่ด้วยกันที่ริมถนน แล้วก็ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาในที่เกิดเหตุอีกครั้ง แต่ในช่วงเวลานั้นแยกกันไปอยู่ด้านหลังผู้เสียหายและผู้ตายกับที่ด้านหน้าทางออก ส่วนจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาที่เกิดเหตุแล้วตรงเข้าไปจอดรถฝั่งตรงข้ามกับที่ผู้เสียหายและผู้ตายยืนอยู่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นายศุภโชคถืออาวุธมีดวิ่งเข้าทำร้ายผู้เสียหายและผู้ตาย น่าเชื่อว่าเหตุที่พวกของจำเลยที่ 3 ยังไม่ได้ลงมือทำร้ายผู้เสียหายและผู้ตายก็เพราะต้องการรอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มาที่เกิดเหตุเสียก่อน จำเลยที่ 3 เบิกความว่า จะไปวัดสุทธาวาส แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์เข้าไปจอดฝั่งตรงข้ามที่ผู้เสียหายและผู้ตายยืนในทันทีที่ขับรถจักรยานยนต์มาถึงที่เกิดเหตุ ทั้งยังเป็นทิศทางที่ผู้เสียหายและผู้ตายอาจจะวิ่งหนีหากถูกพวกของจำเลยที่ 3 ไล่ทำร้ายมาจากด้านหลัง ประกอบกับลักษณะการจอดรถก็มิใช่เพื่อเติมน้ำมันแต่อย่างใด น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์เข้าไปจอดบริเวณดังกล่าวเพื่อเตรียมพร้อมจะช่วยเหลือพวกของตน เมื่อผู้ตายวิ่งหลบหนีไปในทิศทางที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จอดรถอยู่ จึงเป็นโอกาสที่จำเลยที่ 2 ร่วมทำร้ายผู้ตาย แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้ทำร้ายผู้เสียหายและผู้ตาย แต่ในระหว่างที่พวกของจำเลยที่ 3 ลงมือทำร้ายผู้เสียหายและผู้ตายนั้น จำเลยที่ 3 ยังคงรออยู่บริเวณใกล้เคียงในลักษณะที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือพวกของจำเลยที่ 3 ได้ทันที หากมีเหตุที่จะต้องให้ความช่วยเหลือ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ห้ามปรามพวกของจำเลยที่ 3 มิให้ทำร้ายผู้เสียหายและผู้ตายแต่อย่างใด จำเลยที่ 3 เข้าไปเก็บเงินของจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้ใส่ใจต่อการที่ผู้เสียหายและผู้ตายถูกพวกของจำเลยที่ 3 ทำร้ายอย่างรุนแรง และหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 3 กับพวกก็ออกจากที่เกิดเหตุไปด้วยกัน ตามพฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 3 แสดงให้เห็นได้ว่ามีการคบคิดกันมาแต่แรกแล้วว่า จะร่วมกันปล้นเอาทรัพย์สินของผู้อื่น โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำมาแต่ต้น อันเป็นลักษณะของตัวการร่วมกันกระทำความผิด ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ไม่เคยเห็นและไม่ทราบมาก่อนว่า นายศุภโชคมีอาวุธมีดติดตัวมาด้วยนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าในการปล้นทรัพย์ผู้กระทำผิดแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." แสดงให้เห็นเจตนาของกฎหมายว่ามุ่งเอาผิดแก่ผู้ร่วมปล้นทรัพย์ทุกคน เพราะผู้กระทำอาจใช้อาวุธนั้นทำร้ายผู้เสียหายและผู้ตายได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพวกของจำเลยที่ 3 มีอาวุธไปด้วย แม้จำเลยที่ 3 จะรู้หรือไม่รู้ว่าพวกของจำเลยที่ 3 มีอาวุธ จำเลยที่ 3 ก็ต้องมีความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และพวกของจำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ส่วนฎีกาอื่นของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ปรับคนละ 200 บาท ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าไม่ได้ร่วมกระทำผิดคดีนี้ ขอให้พิพากษายกฟ้อง จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายข้างต้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกความผิดฐานนี้ขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นฎีกาในความผิดดังกล่าว และโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น หรือเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแก่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (6) (7) จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (6) (7) ได้ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามได้ ตามมาตรา 290 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้แก้ไขเป็นการไม่ชอบ นอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติว่า โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะอายุต่ำกว่าสิบแปดปี และในกรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดทางอาญามาตราใด ๆ ที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตให้เปลี่ยนเป็นโทษจำคุกห้าสิบปี เมื่อเปลี่ยนระวางโทษเป็นจำคุกห้าสิบปีแล้ว ย่อมนำบทบัญญัติเรื่องต้องระวางโทษหนักกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้มาคิดคำนวณจากระวางโทษจำคุกห้าสิบปีดังกล่าว และสามารถระวางโทษหนักขึ้นกึ่งหนึ่งตามมาตรา 340 ตรี ก่อนลดมาตราส่วนโทษได้ แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามหนักขึ้น ศาลฎีกาย่อมไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามให้หนักกว่าที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษลงโทษจำเลยทั้งสามได้ ปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้นแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องและให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 213 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้ยานพาหนะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบ 289 (6) (7) ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 3 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 วรรคสอง ม. 18 วรรคสาม ม. 289 (6) ม. 289 (7) ม. 290 ม. 340 ตรี ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 193 ทวิ ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี
โจทก์ร่วม — นาง ส. กับพวก
ผู้ร้อง — นาย ธ. โดยนางสาว ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี — นายทรงพล พันธุ์วิชาติกุล
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายวิชาญ เทพมาลี
ชื่อองค์คณะ
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
อภิรดี โพธิ์พร้อม
ชารียา เด่นนินนาท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8105/2568
#724977
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนศาลจังหวัดพิษณุโลก ได้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร ๕ ดำเนินการบังคับคดีแทนแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจดำเนินการในทรัพย์ของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์ที่สืบพบว่าจำเลยโอนไปหลังมีคำพิพากษา อันเป็นกรณีที่จะต้องบังคับคดีนอกเขตศาล โดยมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งใด ๆ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๗๑ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๒๙๘ วรรคสาม นอกเหนือจากศาลจังหวัดพิษณุโลกด้วย เมื่อตามคำร้องของโจทก์อ้างว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร ๕ ที่ไม่ยึดทรัพย์ตามคำขอของโจทก์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร ๕ บังคับคดียึดทรัพย์ต่อไป ศาลชั้นต้นซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๖ วรรคสอง และมาตรา ๒๗๑ วรรคห้า ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดพิษณุโลกพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน 347,840.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงิน 285,257.65 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 สิงหาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยจะชำระหนี้เป็นงวด งวดละเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 4,200 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 และงวดต่อไปทุกวันที่ 26 ของทุกเดือนติดต่อกันจนกว่าจะครบ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีและบังคับจำนองได้ทันที ปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ แต่ไม่พอชำระหนี้ คงค้างอยู่อีก 294,494.31 บาท ต่อมาโจทก์สืบพบทรัพย์สินของจำเลย ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 14009 และห้องชุดเลขที่ 84/51 ซึ่งจำเลยยกทรัพย์สินทั้งสองรายการให้บุคคลภายนอกโดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทน โดยสำนักงานบังคับคดีพิษณุโลกให้สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 บังคับคดีแทน สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 เห็นว่า ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ทั้งสองรายการดังกล่าวมิใช่เป็นของจำเลย ดังนั้น โจทก์ต้องไปใช้สิทธิทางศาลก่อน

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตรวจคำร้องแล้วมีการดำเนินการในชั้นเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคสาม แต่ยังไม่ปรากฏว่า ศาลจังหวัดพิษณุโลกซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น มีคำสั่งตามมาตรานี้แล้วหรือไม่ อย่างไร ชอบที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องให้ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิจารณามีคำสั่ง ชั้นนี้ไม่รับคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ ปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลจังหวัดพิษณุโลกออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แล้ว แต่ไม่พอชำระหนี้ ต่อมาโจทก์สืบพบทรัพย์ของจำเลยได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 14009 และห้องชุดเลขที่ 85/51 โจทก์ยื่นขอยึดทรัพย์ที่สืบพบทั้ง 2 รายการ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลก ให้สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 บังคับคดีแทน แต่สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 มีคำสั่งไม่ยึด อ้างว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งสองรายการดังกล่าวมิใช่เป็นของจำเลย โจทก์ต้องไปใช้สิทธิทางศาลก่อน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลที่บังคับคดีแทนให้เพิกถอนแก้ไขการบังคับคดีได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่กำหนดไว้ในมาตรา 271" และมาตรา 271 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีซึ่งมีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับคดีตามมาตรา 276 และมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง คือศาลที่ได้พิจารณาหรือชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น หรือตามที่มีกฎหมายบัญญัติ" วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่จะต้องบังคับนอกเขตศาล ให้ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีมีอำนาจตั้งให้ศาลอื่นบังคับคดีแทนได้ หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำแถลง หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีแทนทราบพร้อมด้วยสำเนาหมายบังคับคดีหรือสำเนาคำสั่งกำหนดวิธีการบังคับคดี ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลดังกล่าวแจ้งให้ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีทราบโดยไม่ชักช้า และให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีแทนตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือมีคำสั่งอื่นใดเพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไป" วรรคห้า บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการบังคับคดีนอกเขตศาลโดยบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ศาลที่บังคับคดีแทนมีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับคดีใดๆ โดยเฉพาะ หรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อแก้ไขบกพร่อง ผิดพลาดหรือฝ่าฝืนกฎหมายนั้น..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมในคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำพิพากษาและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลกยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ไม่พอชำระหนี้ ต่อมาโจทก์สืบพบทรัพย์ของจำเลยคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 14009 และห้องชุดเลขที่ 85/51 โจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดี จังหวัดพิษณุโลกขอให้ยึดทรัพย์ที่สืบพบทั้งสองรายการ เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลกขอให้ศาลชั้นต้นซึ่งทรัพย์ที่สืบพบดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตอำนาจมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ช่วยยึดทรัพย์และทำการขายทอดตลาดแทน ปรากฏตามหนังสือของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลก ที่ พล 0026/(1) 30682 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เรื่อง บังคับคดีแทน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ดำเนินการบังคับคดีแทนแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจดำเนินการในทรัพย์ของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์ที่สืบพบว่าจำเลยโอนไปหลังมีคำพิพากษา อันเป็นกรณีที่จะต้องบังคับคดีนอกเขตศาล โดยมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งใด ๆ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 วรรคสาม ประกอบมาตรา 298 วรรคสาม นอกเหนือจากศาลจังหวัดพิษณุโลกด้วย เมื่อตามคำร้องของโจทก์อ้างว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ที่ไม่ยึดทรัพย์ตามคำขอของโจทก์ โดยให้เหตุผลว่า ผู้ถือกรรมสิทธิ์มิใช่จำเลย และมิได้จดทะเบียนสมรสแต่อย่างใด หากโจทก์ยืนยันว่าทรัพย์เป็นของจำเลยได้มีการโอนขายหลังจากศาลมีคำพิพากษา โจทก์ต้องไปใช้สิทธิทางศาลก่อนเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 บังคับคดียึดทรัพย์ต่อไป ศาลชั้นต้นซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทน และอยู่ใกล้ชิดพยานหลักฐานต่าง ๆ ย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนเสียได้เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 16 วรรคสอง และมาตรา 271 วรรคห้า ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยเห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่บังคับคดีแทน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 298
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางมาณพิกา มูลพรม อาภาศิริผล
ศาลอุทธรณ์ — นายพลศักดิ์ พฤกษาฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
อารีย์พร วงศ์จันทร
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8105/2568
#723244
เปิดฉบับเต็ม

ศาลที่จะมีการบังคับคดีแทน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 วรรคสาม มีอำนาจดำเนินการในกรณีที่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของจำเลยลูกหนี้ตามคำพิพากษามีชื่อของบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 298 นอกเหนือจากศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดพิษณุโลกพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน 347,840.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงิน 285,257.65 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 สิงหาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยจะชำระหนี้เป็นงวด งวดละเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 4,200 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 และงวดต่อไปทุกวันที่ 26 ของทุกเดือนติดต่อกันจนกว่าจะครบ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีและบังคับจำนองได้ทันที ปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ แต่ไม่พอชำระหนี้ คงค้างอยู่อีก 294,494.31 บาท ต่อมาโจทก์สืบพบทรัพย์สินของจำเลย ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 14009 และห้องชุดเลขที่ 84/51 ซึ่งจำเลยยกทรัพย์สินทั้งสองรายการให้บุคคลภายนอกโดยเสน่หาและไม่มีค่าตอบแทน โดยสำนักงานบังคับคดีพิษณุโลกให้สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 บังคับคดีแทน สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 เห็นว่า ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ทั้งสองรายการดังกล่าวมิใช่เป็นของจำเลย ดังนั้น โจทก์ต้องไปใช้สิทธิทางศาลก่อน

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตรวจคำร้องแล้วมีการดำเนินการในชั้นเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคสาม แต่ยังไม่ปรากฏว่า ศาลจังหวัดพิษณุโลกซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น มีคำสั่งตามมาตรานี้แล้วหรือไม่ อย่างไร ชอบที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องให้ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิจารณามีคำสั่ง ชั้นนี้ไม่รับคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ ปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลจังหวัดพิษณุโลกออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แล้ว แต่ไม่พอชำระหนี้ ต่อมาโจทก์สืบพบทรัพย์ของจำเลยได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 14009 และห้องชุดเลขที่ 85/51 โจทก์ยื่นขอยึดทรัพย์ที่สืบพบทั้ง 2 รายการ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลก ให้สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 บังคับคดีแทน แต่สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 มีคำสั่งไม่ยึด อ้างว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งสองรายการดังกล่าวมิใช่เป็นของจำเลย โจทก์ต้องไปใช้สิทธิทางศาลก่อน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลที่บังคับคดีแทนให้เพิกถอนแก้ไขการบังคับคดีได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่กำหนดไว้ในมาตรา 271" และมาตรา 271 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีซึ่งมีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับคดีตามมาตรา 276 และมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดหรือทำคำสั่งในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง คือศาลที่ได้พิจารณาหรือชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น หรือตามที่มีกฎหมายบัญญัติ" วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่จะต้องบังคับนอกเขตศาล ให้ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีมีอำนาจตั้งให้ศาลอื่นบังคับคดีแทนได้ หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำแถลง หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีแทนทราบพร้อมด้วยสำเนาหมายบังคับคดีหรือสำเนาคำสั่งกำหนดวิธีการบังคับคดี ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลดังกล่าวแจ้งให้ศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีทราบโดยไม่ชักช้า และให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีแทนตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือมีคำสั่งอื่นใดเพื่อดำเนินการบังคับคดีต่อไป" วรรคห้า บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการบังคับคดีนอกเขตศาลโดยบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ศาลที่บังคับคดีแทนมีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับคดีใดๆ โดยเฉพาะ หรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อแก้ไขบกพร่อง ผิดพลาดหรือฝ่าฝืนกฎหมายนั้น..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมในคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำพิพากษาและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลกยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ไม่พอชำระหนี้ ต่อมาโจทก์สืบพบทรัพย์ของจำเลยคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 14009 และห้องชุดเลขที่ 85/51 โจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดี จังหวัดพิษณุโลกขอให้ยึดทรัพย์ที่สืบพบทั้งสองรายการ เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลกขอให้ศาลชั้นต้นซึ่งทรัพย์ที่สืบพบดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตอำนาจมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ช่วยยึดทรัพย์และทำการขายทอดตลาดแทน ปรากฏตามหนังสือของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดพิษณุโลก ที่ พล 0026/(1) 30682 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เรื่อง บังคับคดีแทน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ดำเนินการบังคับคดีแทนแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจดำเนินการในทรัพย์ของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์ที่สืบพบว่าจำเลยโอนไปหลังมีคำพิพากษา อันเป็นกรณีที่จะต้องบังคับคดีนอกเขตศาล โดยมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งใด ๆ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 วรรคสาม ประกอบมาตรา 298 วรรคสาม นอกเหนือจากศาลจังหวัดพิษณุโลกด้วย เมื่อตามคำร้องของโจทก์อ้างว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 ที่ไม่ยึดทรัพย์ตามคำขอของโจทก์ โดยให้เหตุผลว่า ผู้ถือกรรมสิทธิ์มิใช่จำเลย และมิได้จดทะเบียนสมรสแต่อย่างใด หากโจทก์ยืนยันว่าทรัพย์เป็นของจำเลยได้มีการโอนขายหลังจากศาลมีคำพิพากษา โจทก์ต้องไปใช้สิทธิทางศาลก่อนเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 บังคับคดียึดทรัพย์ต่อไป ศาลชั้นต้นซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทน และอยู่ใกล้ชิดพยานหลักฐานต่าง ๆ ย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนเสียได้เพื่อให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 16 วรรคสอง และมาตรา 271 วรรคห้า ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยเห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่บังคับคดีแทน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 วรรคสาม ม. 298
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางมาณพิกา มูลพรม อาภาศิริผล
ศาลอุทธรณ์ — นายพลศักดิ์ พฤกษาฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
อารีย์พร วงศ์จันทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8094/2568
#722913
เปิดฉบับเต็ม

การที่โฉนดที่ดินของจำเลยทั้งสองมิได้หายไป แต่จำเลยทั้งสองกลับไปแจ้งต่อร้อยตำรวจเอก ณ. ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายไป อันเป็นความเท็จ ร้อยตำรวจเอก ณ. หลงเชื่อ จึงจดข้อความลงในรายงานประจำวันว่าโฉนดที่ดินนั้นหายไป แล้วจำเลยทั้งสองนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปแสดงต่อ ร. และ ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อเป็นหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินนั้นด้วยการนำความเท็จไปแจ้งว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายไป แต่ความจริงแล้วโฉนดที่ดินนั้นมิได้หายไป หากแต่อยู่กับ ข. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง การแจ้งความเท็จของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร้อยตำรวจเอก ณ. ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน กับเสียหายแก่ ร. และ ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ความเสียหายดังกล่าวมิได้เกิดแก่ ข. โดยตรงเพราะจำเลยทั้งสองมอบโฉนดที่ดินให้แก่ ข. เพื่อยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงินเท่านั้น ข. ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอากับโฉนดที่ดินดังกล่าว หรือใบแทนของโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย สิทธิของ ข. ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสองมีอยู่เท่าใดก็คงมีอยู่เท่านั้น มิได้ลดน้อยถอยลงเพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองนำเอาข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนหรือต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ดังนั้น ข. จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการซึ่งแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 อันมีผลทำให้ ข. ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 39280 ได้หายไป อันเป็นความเท็จ เพื่อให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน จากนั้นจำเลยทั้งสองร่วมกันยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยใช้รายงานประจำวันอันเป็นเท็จประกอบการขอออกใบแทน โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายจนทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจนได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินกล่าวให้จำเลยทั้งสอง เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวคือ เพื่อให้ทางราชการออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 267, 268

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายขจรฤทธิ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารเท็จ จำเลยทั้งสองเป็นทั้งผู้ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จและร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารอันเป็นเท็จนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารเท็จ ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารเท็จ คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด (ที่ถูก คนละ) 1 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน ไม่รอการลงโทษจำคุก ไม่ลงโทษปรับ และไม่คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และ 268 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น จึงไม่อยู่ในบังคับที่ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้องว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจเอกณฐกฤษ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่สอบสวนคดีอาญาว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 39280 หายไป อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วโฉนดที่ดินดังกล่าวมิได้หายไป แต่อยู่กับนายขจรฤทธิ์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง ทำให้ร้อยตำรวจเอกณฐกฤษหลงเชื่อว่า เป็นความจริง จึงจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวในรายงานประจำวัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่พนักงานสอบสวนนั้น แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปใช้เป็นพยานหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวโดยร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นายรุ่งโรจน์ และนายโกวิทย์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมว่าโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวหายไป อันเป็นความเท็จ ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงได้จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน อันเป็นเอกสารราชการที่มีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน กับได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสอง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เจ้าพนักงานที่ดินนั้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า นายขจรฤทธิ์เป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โฉนดที่ดินของจำเลยทั้งสองมิได้หายไป แต่จำเลยทั้งสองกลับไปแจ้งต่อร้อยตำรวจเอกณฐกฤษว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายไป อันเป็นความเท็จ ร้อยตำรวจเอกณฐกฤษหลงเชื่อจึงจดข้อความลงในรายงานประจำวันว่าโฉนดที่ดินนั้นหายไป แล้วจำเลยทั้งสองนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปแสดงต่อนายรุ่งโรจน์และนายโกวิทย์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อเป็นหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินนั้นด้วยการนำความเท็จไปแจ้งว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายไป แต่ความจริงแล้วโฉนดที่ดินนั้นมิได้หายไป หากแต่อยู่กับนายขจรฤทธิ์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง การแจ้งความเท็จของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร้อยตำรวจเอกณฐกฤษซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน กับเสียหายแก่นายรุ่งโรจน์และนายโกวิทย์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ความเสียหายดังกล่าวมิได้เกิดแก่นายขจรฤทธิ์โดยตรงเพราะจำเลยทั้งสองมอบโฉนดที่ดินให้แก่นายขจรฤทธิ์เพื่อยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงินเท่านั้น นายขจรฤทธิ์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอากับโฉนดที่ดินดังกล่าวหรือใบแทนของโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย สิทธิของนายขจรฤทธิ์ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสองมีอยู่เท่าใดก็คงมีอยู่เท่านั้น มิได้ลดน้อยถอยลงเพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองนำเอาข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนหรือต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ดังนั้น นายขจรฤทธิ์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการซึ่งแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 อันมีผลทำให้นายขจรฤทธิ์ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายขจรฤทธิ์เข้าร่วมเป็นโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อนายขจรฤทธิ์มิได้เป็นโจทก์ร่วมอันมิใช่คู่ความในคดีจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยอุทธรณ์ของนายขจรฤทธิ์จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน จึงต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 อีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง หลังจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาแล้ว นายขจรฤทธิ์ ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 กับคำร้องฉบับลงวันที่ 10 มกราคม 2568 เป็นทำนองเดียวกันว่า นายขจรฤทธิ์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองครบถ้วนแล้วและได้คืนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว จึงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองอีก เช่นนี้ เมื่อนายขจรฤทธิ์ไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องมีคำสั่งคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าว นอกจากนี้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 39280 ได้หายไป อันเป็นความเท็จ เพื่อให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน จากนั้นจำเลยทั้งสองร่วมกันยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยใช้รายงานประจำวันอันเป็นเท็จประกอบการขอออกใบแทนโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า โฉนดที่ดินดังกล่าวหายจนทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจนได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้จำเลยทั้งสอง เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียว คือ เพื่อให้ทางราชการออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหานี้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษาให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายขจรฤทธิ์ ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นายขจรฤทธิ์เข้าร่วมเป็นโจทก์ และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 267 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ข.
จำเลย — นางสาว ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุพรรณบุรี — นางสาวแพร รัตนไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายทรงชัย รักษาเกียรติศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
ตุล เมฆยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8012/2568
#722910
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารจำเลยที่ 2 มาวางต่อจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้าง เพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ในการขอออกหนังสือค้ำประกันนั้น โจทก์ที่ 1 มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ (มีหลักประกัน) อันมีลักษณะที่โจทก์ที่ 1 ตกลงขอสินเชื่อจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันสองฉบับนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 ผิดสัญญาต่อบุคคลภายนอกหรือจำเลยที่ 1 โดยในข้อ 3 ระบุว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันไปแล้ว โจทก์ที่ 1 จะนำเงินมาชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งจำนวนทันทีและยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 2 ประกาศเรียกเก็บจากลูกค้าในกรณีผิดนัดชำระหนี้ ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผูกพันต่อจำเลยที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับที่มีใจความสำคัญว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ชำระค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการค้ำประกันหนี้ค่าปรับที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างของโจทก์ที่ 1 โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินเพียงว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ชำระค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ที่ 1 และมีหนังสือไปยังจำเลยที่ 2 ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 แจ้งว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ส่งมอบงานภายในกำหนดเวลา วันที่ 25 พฤษภาคม 2557 และให้จำเลยที่ 2 ชดเชยความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จากนั้นวันที่ 13 สิงหาคม 2557 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 ถือว่าโจทก์ที่ 1 ปฏิเสธความรับผิดค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 มีหนังสือให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแล้ว จึงอยู่ในเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นก็ล่วงเลยกำหนดเวลาส่งมอบงานมาแล้ว การที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินเต็มวงเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 3,900,000 บาท จึงเป็นการปฏิบัติตามเงื่อนไขในหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับที่จำเลยที่ 2 มีความผูกพันต่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกัน การชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้จึงเป็นการชำระหนี้โดยสุจริต แม้ในคดีก่อนโจทก์ที่ 1 ผู้รับจ้างกับจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างจะมีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยฟังว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างงวดงานค้างชำระกับเงินประกันผลงานแก่โจทก์ที่ 1 ก็เป็นเงินคนละส่วนคนละจำนวนกับเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับในคดีนี้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 รับเงินตามหนังสือค้ำประกันจากจำเลยที่ 2 จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นลาภมิควรได้ที่ผู้รับไว้จะต้องคืนทรัพย์นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 หลังจากที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่จำเลยที่ 1 ไปในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 แล้ว ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองให้ชำระหนี้ตามหนี้เงินกู้และหนี้ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ รวม 3,962,201.12 บาท และจำเลยที่ 2 หักบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองชำระภาระหนี้ดังกล่าววันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้บังคับเอาหรือใช้สิทธิเรียกร้องเงินที่ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับนั้นจากโจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 1 ย่อมมีความผูกพันที่ต้องชำระเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระแทนไป พร้อมด้วยดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ กรณีจึงถือได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เสียเปรียบที่จะเรียกเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับอันเป็นลาภมิควรได้ที่จำเลยที่ 1 รับไปคืนแก่โจทก์ที่ 1 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 49,816,712.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 28,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 612,771 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 และชำระเงินจำนวน 627,498.03 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ 1 เฉพาะค่าขึ้นศาลให้รับผิดเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลให้โจทก์ที่ 1 รวมเป็นเงิน 60,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโดยมีโจทก์ที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ที่ 1 ให้ก่อสร้างอาคารโชว์รูมรถยนต์ในราคา 39,000,000 บาท เริ่มก่อสร้างในวันทำสัญญาและแล้วเสร็จภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 โดยมีข้อตกลงให้โจทก์ที่ 1 ผู้รับจ้างต้องนำหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์มูลค่าร้อยละ 5 ของมูลค่าตามสัญญาให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญา และมูลค่าร้อยละ 5 ของมูลค่าตามสัญญาให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากทำสัญญา 30 วัน รวมเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาร้อยละ 10 ต่อมาในวันที่ 27 กันยายน 2556 และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ที่ 1 จึงยื่นคำขอสินเชื่อจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์เพื่อขอให้จำเลยที่ 2 ออกหนังสือค้ำประกันเพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างโดยตกลงให้ค่าธรรมเนียมจัดการการให้สินเชื่ออัตราร้อยละ 3 ของวงเงินสินเชื่อและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยโจทก์ทั้งสองมอบสิทธิในการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำบัญชีเลขที่ 910-3-00265-xxxx จำนวน 600,000 บาท ของโจทก์ที่ 1 และบัญชีเลขที่ 910-3-00274-xxxx จำนวน 600,000 บาท ของโจทก์ที่ 2 ไว้เป็นประกันแก่จำเลยที่ 2 เพื่อหักชำระหนี้ได้ทันที วันที่ 8 ตุลาคม 2556 และวันที่ 11 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 2 ออกหนังสือค้ำประกัน เลขที่ 56-42-xxxx-x และเลขที่ 56-42-yyyy-y โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับเป็นผู้ค้ำประกันโจทก์ที่ 1 ภายในวงเงินฉบับละไม่เกิน 1,950,000 บาท รวม 3,900,000 บาท ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ที่ 1 อ้างว่าโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถสร้างอาคารโชว์รูมรถยนต์ส่งมอบงานให้ได้ตามสัญญา และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 มีหนังสือให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ไปเจรจาหาข้อยุติเกี่ยวกับข้อพิพาทกับจำเลยที่ 1 และในวันเดียวกันโจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 จากนั้นวันที่ 30 กันยายน 2557 โจทก์ที่ 1 ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ชำระค่าจ้างงวดงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและคืนเงินประกันผลงานแก่โจทก์ที่ 1 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2399/2557 ของศาลจังหวัดขอนแก่น วันที่ 7 ตุลาคม 2557 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาโดยไม่สุจริต ขอให้จำเลยที่ 2 ระงับการชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองไว้ก่อนจนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุด และในวันเดียวกัน จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบถึงการชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับจำนวน 3,900,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ด้วยแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2557 จากนั้นวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองให้ชำระหนี้ตามหนี้เงินกู้และหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับรวม 3,962,201.12 บาท วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองแจ้งให้ทราบถึงหนี้เงินกู้และหนี้ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับจำนวน 4,144,788.33 บาท และจะหักบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ที่ 1 จำนวน 612,771 บาท และโจทก์ที่ 2 จำนวน 646,371.72 บาท เพื่อปิดบัญชีนำเงินเข้าชำระหนี้ดังกล่าว ซึ่งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 2 ดำเนินการปิดบัญชีของโจทก์ทั้งสองนำเงินเข้าชำระหนี้ดังกล่าวบางส่วน ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ที่ 1 ว่ามียอดหนี้และดอกเบี้ยค้างชำระทั้งสิ้น 4,155,246 บาท ส่วนในคดีก่อนที่โจทก์ที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 2399/2557 ของศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 โดยวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาและโจทก์ที่ 1 ไม่ทำการก่อสร้างต่อไป ถือว่าสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เป็นอันยกเลิกกันโดยปริยาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างที่ค้างกับคืนเงินประกันผลงานแก่โจทก์ที่ 1 และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2392/2562

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ก่อนว่า ฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนขณะที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอบังคับจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าจ้างงวดงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและคืนเงินประกันผลงาน เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2399/2557 ของศาลจังหวัดขอนแก่น ในวันที่ 30 กันยายน 2557 นั้น โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาแทนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่โจทก์ที่ 1 ในคดีก่อนจึงไม่มีประเด็นให้ศาลจำต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ โดยหลังจากที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องในคดีก่อนแล้ว จำเลยที่ 2 เพิ่งชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับจำนวน 3,900,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ด้วยแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2557 ส่วนคดีนี้โจทก์ที่ 1 ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจากการที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแทนหรือในนามโจทก์ที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 1 และมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินดังกล่าว คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระไปแทนโจทก์ที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่โจทก์ที่ 1 หรือไม่ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 จึงเพิ่งจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ที่ 1 ยื่นฟ้องในคดีก่อน คดีนี้มิได้มีประเด็นข้อพิพาทเป็นอย่างเดียวกันกับคดีก่อน แม้ต่อมาวันที่ 18 เมษายน 2562 ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างงวดงานที่ค้างชำระกับเงินประกันผลงานแก่โจทก์ที่ 1 แต่ก็มิใช่เงินที่จำเลยที่ 2 ได้ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแทนหรือในนามของโจทก์ที่ 1 กรณีจึงมิได้เป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและเป็นฟ้องซ้ำ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการที่สองตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 รับเงินไว้โดยปราศจากมูลหนี้และเป็นลาภมิควรได้ จำเลยที่ 2 ใช้สิทธิไล่เบี้ยจากโจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 1 ย่อมรับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 2 เรียกเอาเงินคืนจากจำเลยที่ 1 ได้นั้น เป็นเรื่องนอกฟ้องและไม่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีก่อนว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ โจทก์ทั้งสองจึงขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับนั้น เป็นการบรรยายฟ้องถึงเหตุที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับโดยไม่มีมูลหนี้เป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 1 จะต้องคืนเงินหรือชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองในฐานใดหรือฐานลาภมิควรได้หรือไม่นั้น โจทก์ทั้งสองสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา และศาลย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่คู่ความได้นำสืบในชั้นพิจารณา เมื่อโจทก์ทั้งสองมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินหรือชำระเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 รับเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระแทนหรือในนามโจทก์ที่ 1 ไว้ในฐานลาภมิควรได้และให้คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 จึงมิใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นหรือเกินไปจากที่ปรากฏในฟ้องของโจทก์ทั้งสอง และชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการที่สามตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระแทนหรือในนามโจทก์ที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ที่ 1 มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ (มีหลักประกัน) โดยในข้อ 3 ระบุว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันไปแล้ว โจทก์ที่ 1 จะนำเงินมาชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งจำนวนทันทีและยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ประกาศเรียกเก็บจากลูกค้าในกรณีผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งในขณะทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเท่ากับอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น ข้อสัญญาดังกล่าวมีลักษณะที่โจทก์ที่ 1 ตกลงขอสินเชื่อจากจำเลยที่ 2 โดยตกลงให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับนั้นต่อบุคคลภายนอกหรือจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผูกพันต่อจำเลยที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ ใจความว่า ตามที่โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างต่อจำเลยที่ 1 โดยให้ธนาคารเป็นผู้ค้ำประกันนั้น จำเลยที่ 2 ยอมรับเป็นผู้ค้ำประกันโจทก์ที่ 1 ภายในวงเงิน (ฉบับละ 1,950,000 บาท) และยอมรับรองว่าขณะใดที่ได้รับหนังสือแจ้งความจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ปรับโจทก์ที่ 1 ภายในวงเงินและโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถที่จะชำระเงินค่าปรับนั้นได้ จำเลยที่ 2 ยอมส่งเงินจำนวนนั้นไปชำระต่อจำเลยที่ 1 ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งความนั้น ใจความสำคัญในหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับดังกล่าว เป็นการระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า เป็นหนังสือค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ชำระค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการค้ำประกันหนี้ค่าปรับที่จะเกิดมีขึ้นในอนาคตจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างของโจทก์ที่ 1 โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินเพียงว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ชำระค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น นอกจากนี้ โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ยังมีความผูกพันตามคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ ซึ่งในข้อ 3 ระบุว่า เมื่อใดที่จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรจากจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชอบตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ โจทก์ที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันตามจำนวนที่ถูกเรียกร้องได้ทันที โดยไม่จำต้องแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบก่อน รวมทั้งขอสละสิทธิที่จะทักท้วงคัดค้านการจ่ายเงินของจำเลยที่ 2 แม้จะมีข้อต่อสู้ใด ๆ ก็ตาม ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ที่ 1 และมีหนังสือไปยังจำเลยที่ 2 ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 แจ้งว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ส่งมอบงานภายในกำหนดเวลาวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 และให้จำเลยที่ 2 ชดเชยความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จากนั้นวันที่ 13 สิงหาคม 2557 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 ซึ่งถือว่าโจทก์ที่ 1 ปฏิเสธความรับผิดค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 มีหนังสือให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแล้ว จึงอยู่ในเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นก็ล่วงเลยกำหนดเวลาส่งมอบงานวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 มาแล้วถึงกว่า 2 เดือน การที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินเต็มวงเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 3,900,000 บาท จึงเป็นการปฏิบัติตามเงื่อนไขในหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับที่จำเลยที่ 2 มีความผูกพันต่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกัน และในขณะเดียวกัน ยังถือว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกัน ที่จำเลยที่ 2 มีความผูกพันต่อโจทก์ที่ 1 ด้วย การชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้จึงเป็นการชำระหนี้โดยสุจริต ส่วนโจทก์ที่ 1 ผู้รับจ้างกับจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายผิดสัญญาและมีความรับผิดต่อกันอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวในคดีก่อนที่มีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง เมื่อในคดีก่อนศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยฟังว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างงวดงานค้างชำระกับเงินประกันผลงานแก่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นเงินคนละส่วนคนละจำนวนกับเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับในคดีนี้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 รับเงินตามหนังสือค้ำประกันจากจำเลยที่ 2 จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นลาภมิควรได้ที่ผู้รับไว้จะต้องคืนทรัพย์นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 และเมื่อโจทก์ที่ 1 มีความผูกพันต่อจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ (มีหลักประกัน) นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ยังมีความผูกพันต่อจำเลยที่ 2 ตามคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกันซึ่งโจทก์ที่ 1 ตกลงชดใช้เงินที่จำเลยที่ 2 ได้ชำระแก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกัน ค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกัน พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับนั้น ซึ่งหลังจากที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่จำเลยที่ 1 ไปในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 แล้ว ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองให้ชำระหนี้ตามหนี้เงินกู้และหนี้ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ รวม 3,962,201.12 บาท และจำเลยที่ 2 หักบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองชำระภาระหนี้ดังกล่าววันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 กรณีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้บังคับเอาหรือใช้สิทธิเรียกร้องเงินที่ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับนั้นจากโจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 1 ย่อมมีความผูกพันที่ต้องชำระเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระแทนไป พร้อมด้วยดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อและคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกันดังกล่าว ในกรณีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เสียเปรียบที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 คืนเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับอันเป็นลาภมิควรได้ที่จำเลยที่ 1 รับไปแก่โจทก์ที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยที่ 1 ในฐานเป็นผู้รับช่วงสิทธิจากจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน แต่ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 ต้องคืนเงินที่หักจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกัน โจทก์ที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ออกหนังสือค้ำประกันแก่จำเลยที่ 1 ในข้อ 3 ระบุว่า เมื่อใดก็ตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรจากจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชอบเงินตามหนังสือค้ำประกัน โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินได้ทันทีโดยไม่จำต้องแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบก่อน รวมทั้งโจทก์ที่ 1 ขอสละสิทธิที่จะทักท้วงคัดค้านการจ่ายเงินของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์ที่ 1 จะมีข้อต่อสู้ใด ๆ ก็ตาม ข้อ 4 ระบุว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามหนังสือค้ำประกัน หากโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีข้อต่อสู้เกี่ยวกับการไม่ต้องรับผิดชอบหรือมีข้อต่อสู้อื่นใดกับจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ขอสละสิทธิจะโต้แย้งหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับจำเลยที่ 2 ในการที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้หรือโต้แย้งกับจำเลยที่ 1 โดยจะไปว่ากล่าวกับจำเลยที่ 1 เองเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก ส่วนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ ในข้อ 2 ระบุว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับรองว่าขณะใดที่ได้รับหนังสือแจ้งความจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 1 ผิดสัญญาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ปรับโจทก์ที่ 1 ภายในวงเงินค้ำประกันและโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถชำระเงินค่าปรับนั้นได้ จำเลยที่ 2 ยอมชำระเงินจำนวนนั้นต่อจำเลยที่ 1 ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความดังกล่าว ข้อตกลงดังกล่าวผูกพันจำเลยที่ 2 ต่อจำเลยที่ 1 ต่างจากข้อตกลงตามคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกันที่ผูกพันจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ที่ 1 ซึ่งต่างคู่สัญญากัน และข้อตกลงทั้งสองยังกำหนดเงื่อนไขในการชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับไว้ในทำนองเดียวกันว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญาแล้ว จำเลยที่ 2 ยอมชำระเงินในวงเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับทันที มิได้ขัดแย้งกันหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้เป็นโมฆะดังที่โจทก์ที่ 1 ฎีกา และเมื่อจำเลยที่ 2 ชำระเงินตามเงื่อนไขตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 1 จะเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือมีความรับผิดต่อจำเลยที่ 1 จริงหรือไม่ เพียงใด ก็ชอบที่โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวกันเอง และเมื่อจำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้วมีผลทำให้โจทก์ที่ 1 มีความผูกพันที่ต้องชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีโจทก์ที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของโจทก์ที่ 1 และมอบสิทธิการถอนเงินบัญชีเงินฝากประจำไว้เป็นประกันต่อจำเลยที่ 2 ด้วยตามสัญญาค้ำประกัน ซึ่งตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ (มีหลักประกัน) ข้อ 5 และคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกัน ข้อ 8 ต่างมีข้อความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 หักเงินจากบัญชีเงินฝากทุกประเภทเพื่อชำระหนี้ภาระหนี้ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ที่ค้างชำระอยู่ได้ทันที และเมื่อโจทก์ที่ 1 มีภาระหนี้ในวงเงินสินเชื่อที่ขอให้จำเลยที่ 2 ออกหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ โจทก์ทั้งสองซึ่งทำหนังสือมอบอำนาจไว้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 มีอำนาจหักหรือถอนเงินฝากรวมทั้งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ทุกเมื่อ โจทก์ทั้งสองยังมอบสิทธิในการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำเพื่อประกันการชำระหนี้ตามภาระหนี้ดังกล่าวได้ จำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจในการถอนเงินฝากรวมทั้งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นเพื่อนำมาชำระหนี้ของโจทก์ที่ 1 ที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 2 ด้วยการหักกลบลบหนี้ได้ จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง และในกรณีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 เจ้าหนี้ตามจำนวนเงินที่โจทก์ที่ 2 ถูกหักบัญชีเงินฝากไปชำระหนี้ 627,498.03 บาท โจทก์ที่ 2 จึงเข้ารับช่วงสิทธิจำเลยที่ 2 ที่จะไล่เบี้ยและเรียกร้องเอาเงินส่วนนี้คืนจากโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 ส่วนจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาหรือเป็นผู้ค้ำประกันโจทก์ที่ 1 ต่อจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง โจทก์ที่ 2 ซึ่งไม่มีความผูกพันอย่างใดตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างดังกล่าวนั้นย่อมมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการใช้หนี้ตามสัญญาดังกล่าว โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ได้เพราะการรับช่วงสิทธิจะมีขึ้นได้ด้วยอำนาจของกฎหมายเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (3) ส่วนการที่โจทก์ที่ 1 มีความรับผิดต่อจำเลยที่ 2 ที่ได้ชำระเงินไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่ชำระเงินนั้น ตามบันทึกการใช้สินเชื่อ (มีหลักประกัน) และคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกันนั้น เป็นความรับผิดในอัตราดอกเบี้ยตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาซึ่งแตกต่างจากอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดความรับผิดในอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญากับโจทก์ที่ 1 และเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิหักบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 แจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จต่อบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ว่าโจทก์ที่ 1 มีมูลหนี้คงเหลือ ณ วันที่ 29 เมษายน 2562 จำนวน 4,521,414 บาท ทั้งที่หักบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสองไปแล้ว ทำให้โจทก์ที่ 1 สูญเสียโอกาสทางธุรกิจไม่สามารถขอสินเชื่อหรือหลักประกันการทำงานกับธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ได้ ไม่สามารถเข้าทำสัญญารับจ้างก่อสร้างกับลูกค้าได้ ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย 24,500,000 บาท นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 1 มีความผูกพันตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโชว์รูมรถยนต์ที่โจทก์ที่ 1 มีหน้าที่ต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 เมื่อโจทก์ที่ 1 ผู้รับจ้างมิได้ก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวย่อมมีเหตุให้จำเลยที่ 1 อ้างได้ว่าโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวและเรียกค่าปรับได้ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ซึ่งตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองก็ยังยอมรับว่า การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนด ซึ่งตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ข้อ 10.3.1 ให้สิทธิจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้เมื่อโจทก์ที่ 1 ผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลานั้น การที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าปรับจึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบตามที่ระบุในสัญญาแล้ว ไม่เป็นละเมิด และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 มีภาระหนี้ที่ต้องชำระแก่จำเลยที่ 2 ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น หากโจทก์ที่ 1 ปลดภาระหนี้โดยชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ทันทีที่ถูกทวงถามจากจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีภาระหนี้อันเกิดจากดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่เกิดขึ้นในภายหลังนั้น การมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากนับตั้งแต่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับวันที่ 7 ตุลาคม 2557 จึงเกิดจากการผิดนัดชำระหนี้ของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลยที่ 2 จนกระทั่งวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองแจ้งภาระหนี้ค้างชำระจำนวน 3,962,201.12 บาท และวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งโจทก์ทั้งสองถึงภาระหนี้ ณ วันที่ 30 มกราคม 2558 จำนวน 4,144,788.33 บาท และจะดำเนินการถอนบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ที่ 1 จำนวน 612,771 บาท และโจทก์ที่ 2 จำนวน 646,371.72 บาท เพื่อชำระตามภาระหนี้ดังกล่าวในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งจะเห็นได้ว่า จำนวนเงินในบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 จำนวน 612,771 บาท และจำนวน 646,371.72 บาท ไม่เพียงพอชำระหนี้ทั้งหมดที่มีอยู่ในวันที่ 30 มกราคม 2558 จำนวน 4,144,788.33 บาท ได้ โจทก์ทั้งสองยังคงมีภาระหนี้ค้างชำระต่อจำเลยที่ 2 ที่ต้องคิดดอกเบี้ยผิดนัดเรื่อยมา การมีภาระหนี้อันเกิดจากดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่มขึ้นจึงเกิดจากความผิดของโจทก์ทั้งสองที่ผิดนัดต่อจำเลยที่ 2 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 รายงานภาระหนี้ที่ค้างชำระไปยังบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด จึงเป็นการรายงานภาระหนี้ที่ค้างชำระตามความเป็นจริง แม้จะทำให้โจทก์ที่ 1 สูญเสียโอกาสทางธุรกิจไม่สามารถขอสินเชื่อหรือหลักประกันการทำงานกับธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ได้ และไม่สามารถเข้าทำสัญญารับจ้างก่อสร้างกับลูกค้าได้ ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองผิดนัดจนก่อให้เกิดภาระหนี้จำนวนมากค้างชำระแก่จำเลยที่ 2 เอง มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 ส่วนโจทก์ทั้งสองจะมีภาระหนี้ค้างชำระแก่จำเลยที่ 2 มากน้อยเพียงใด ชอบที่โจทก์ทั้งสองจะต้องไปว่ากล่าวกับจำเลยที่ 2 หรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้สิทธิเรียกร้องหรือบังคับกับโจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ในประเด็นปลีกย่อยไม่มีผลให้เปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ด. กับพวก
จำเลย — บริษัท ข. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายดุลโชค มนุญพร
ศาลอุทธรณ์ — นายสัมพันธ์ พิทักษ์แท้
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ไข่มุกด์ ปอพานิชกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7982/2568
#727391
เปิดฉบับเต็ม

การที่บริษัทลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 135 (3) ตามนัยมาตรา 136 เป็นผลของกฎหมายล้มละลาย เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ หรือมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะทำให้หนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. ลักษณะ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ การหลุดพ้นจากหนี้สินของลูกหนี้จึงเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น และเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ ไม่ถือเป็นข้อต่อสู้ของลูกหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะมีสิทธิยกขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ เพราะผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดก็เมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองซึ่งมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบ (สัญญาจำนองทำขึ้นก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. มาตรา 727/1) โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันจึงบังคับจำเลยที่ 1 ได้ตามข้อตกลงในสัญญา แต่จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองซึ่งมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบเช่นกันนั้น เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ในคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 135 (3) เป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สินตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 95 ยังมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและบังคับชำระหนี้ได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 จำนองเท่านั้น หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ แม้จะมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบ โจทก์ก็ไม่อาจบังคับจำนองชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 อีกได้ เพราะศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 135 (3) เป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สินแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 501,904,176.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22.25 ต่อปี ของเงินต้น 246,934,191.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433 และ 51210 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 348 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1923 และ 1925 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14541, 23726, 45645 และ 45696 และทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 246,934,191.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 31 มกราคม 2557 เป็นต้นไปเป็นระยะเวลา 60 วัน และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนองในเงินต้นดังกล่าวรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 501,904,176.58 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของเงินต้น 246,934,191.78 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนอง 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์คิดตามสรุปยอดสินเชื่อเพื่อการส่งออกเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 65 (เอกสารหมาย จ.70) ถึงวันฟ้อง และร้อยละ 9 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433 และ 51210 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส 3 ก) เลขที่ 348 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1923 และ 1925 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14541, 23726, 45645 และ 45696 และบังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในส่วนของความรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนองเป็นเงิน 501,904,176.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของเงินต้น 246,934,191.78 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนอง 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์คิดตามสรุปยอดสินเชื่อเพื่อการส่งออก ถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) และร้อยละ 9 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433 และ 51210 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 348 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1923 และ 1925 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14541, 23726, 45645 และ 45696 และบังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากบังคับจำนองขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ธนาคาร ห. ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2556 บริษัท ม. ทำสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกกับธนาคาร ห. ในวงเงินรวม 470,000,000 บาท โดยมีจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 นำที่ดิน 12 แปลง โฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433, และ 51210 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 512,640,000 บาท นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) 3 แปลง เลขที่ 348 เลขที่ 1923 และ 1925 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 512,640,000 บาท นำที่ดิน 3 แปลง โฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 512,640,000 บาท นำที่ดิน 3 แปลง โฉนดเลขที่ 14541, 45645 และ 45696 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 10,000,000 บาท และจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23726 ในวงเงิน 5,000,000 บาท จำเลยที่ 3 นำห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 40,000,000 บาท บริษัท ม. เบิกถอนเงินตามสัญญาไปจากธนาคาร ห. แล้วไม่ชำระ ถึงวันฟ้องเป็นเงินต้น 246,934,191.78 บาท และดอกเบี้ย 254,969,984.80 บาท รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย 501,904,176.58 บาท วันที่ 5 สิงหาคม 2556 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท ม. จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ล. 2784/2556 วันที่ 10 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับผิดในหนี้ที่ค้ำประกันให้ไว้ต่อธนาคาร ห. วันที่ 30 มกราคม 2557 ธนาคาร ห. ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ของบริษัท ม. นายเฉิน หรือนายจุ้งเชียง จำเลยที่ 2 และนางสุพรรณี จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับ ในคดีล้มละลายดังกล่าวต่อศาลล้มละลายกลาง วันที่ 18 สิงหาคม 2557 ธนาคาร ห. โอนกิจการรวมถึงทรัพย์สิน ความรับผิดทางสัญญาด้านการพาณิชย์ กู้ยืมเงินและหลักประกันให้แก่โจทก์ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนธนาคาร ห. ต่อศาลล้มละลายกลาง และยื่นคำร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้ของบริษัท ม. จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 โดยอ้างเหตุว่าสามารถตกลงกันได้แล้ว ไม่ประสงค์จะขอรับชำระหนี้อีกต่อไป วันที่ 1 กันยายน 2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำหนังสือขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของบริษัท ม. นางสุพรรณี จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) และยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ตามมาตรา 135 (2) ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วันที่ 6 กันยายน 2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จำนองรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมา ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่บริษัท ม. ลูกหนี้ หลุดพ้นจากหนี้สินด้วยเหตุว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) และตามนัยมาตรา 136 เป็นผลของกฎหมายล้มละลาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากบริษัท ม. ลูกหนี้ หรือมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะทำให้หนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ การหลุดพ้นจากหนี้สินของลูกหนี้ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น และเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ ไม่ถือเป็นข้อต่อสู้ของลูกหนี้ที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะมีสิทธิยกขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ เพราะผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดก็เมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 สำหรับความรับผิดในฐานะผู้จำนอง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบถ้วน ในกรณีนี้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันด้วยจึงบังคับจำเลยที่ 1 ได้ตามข้อตกลงในสัญญา ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองนั้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีล้มละลายดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) อันเป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สินตามสัญญาค้ำประกัน แต่โจทก์ยังคงมีสิทธิบังคับจำนอง เนื่องจากโจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 จึงมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและบังคับชำระหนี้ได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 จำนองไว้เท่านั้น หากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ แม้จำเลยที่ 3 มีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบถ้วน โจทก์ก็ไม่อาจบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 อีกได้ เพราะเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) ย่อมเป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกัน และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดในฐานะผู้จำนองไม่เกินกว่าทรัพย์จำนอง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ผู้จำนองรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงมีจำนวน 256,067,374.21 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 406,067 บาท โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 651,904 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมา 245,837 บาท แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่หากบังคับยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ขายทอดตลอดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีก คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 245,837 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 698
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 95 ม. 135 (3) ม. 136
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ห.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนทดล กิติกัมรา
ศาลอุทธรณ์ — นายกฤษฏิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม
ชื่อองค์คณะ
จุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส
สาธุ เพ็ชรไชย
ประคอง เตกฉัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7965/2568
#722909
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องแย้งข้อ 5.2.1 และข้อ 5.2.2 เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขต้องพิจารณาข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก โดยที่สัญญาว่าจ้างรับเหมาข้อ 13 ที่ตกลงกันว่า "ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบต่ออุปัทวะเหตุ หรือภยันตราย ความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการงานของผู้รับจ้างเอง..." นั้น เป็นเพียงการล้อตามหลักการใน ป.พ.พ. มาตรา 428 ที่ว่า "ผู้ว่าจ้างทำของ (จำเลย) ไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้าง (โจทก์) ได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง" ซึ่งกรณีความรับผิดของผู้ว่าจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 428 นี้ เป็นความรับผิดเพื่อละเมิดเนื่องจากการกระทำของตนเอง ไม่ใช่ความรับผิดแทนผู้อื่นที่จะไล่เบี้ยผู้เป็นต้นเหตุได้ หาได้มีนัยว่าให้จำเลยรับผิดต่อบุคคลภายนอกไปก่อนแล้วมาไล่เบี้ยกับโจทก์ภายหลัง ฟ้องแย้งข้อ 5.2.1 และข้อ 5.2.2 จึงไม่เกี่ยวข้องกันกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างที่ค้าง 6,285,079.44 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งข้อ 5.2.1 ว่า ถนนหน้าบ้านของจำเลยซึ่งเป็นถนนในโครงการหมู่บ้านชำรุดเนื่องจากการขนถ่ายเครื่องมือหนักของโจทก์ จำเลยต้องรับผิดชอบซ่อมแซมให้โครงการ โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าซ่อมแซมเป็นเงิน 200,000 บาท 5.2.2 การเทปูนโครงสร้างและขึ้นหลังคาของโจทก์ทำให้บ้านข้างเคียง 3 หลัง ผนังและหลังคาเลอะปูน จำเลยต้องรับผิดชอบแก้ไข โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าแก้ไขเป็นเงิน 50,000 บาท 5.2.3 โจทก์ต้องจ่ายค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าระหว่างก่อสร้างเป็นเวลา 10 เดือน และค่าติดตั้งมิเตอร์ใหม่เนื่องจากถูกถอดเป็นเงิน 25,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 2,570,683.72 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยและรับฟ้องแย้งของจำเลย ข้อ 5.1 และ 5.3 ส่วนข้อ 5.2.1, 5.2.2 และข้อ 5.2.3 ไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์ ขอให้รับฟ้องแย้งในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับ

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องแย้งข้อ 5.2.3 ไว้พิจารณาด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรรับฟ้องแย้ง ข้อ 5.2.1 และข้อ 5.2.2 ไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องแย้งข้อ 5.2.1 และข้อ 5.2.2 เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขต้องพิจารณาข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก (นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรและบ้านข้างเคียง 3 หลัง) ให้ได้ข้อยุติแล้วก่อน โดยที่สัญญาว่าจ้างรับเหมาข้อ 13 ที่ตกลงกันว่า "ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบต่ออุปัทวะเหตุ หรือภยันตราย ความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการงานของผู้รับจ้างเอง..." นั้น เป็นเพียงการล้อตามหลักการในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ที่ว่า "ผู้ว่าจ้างทำของ (จำเลย) ไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้าง (โจทก์) ได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง" ซึ่งกรณีความรับผิดของผู้ว่าจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 นี้ เป็นความรับผิดเพื่อละเมิดเนื่องจากการกระทำของตนเอง ไม่ใช่ความรับผิดแทนผู้อื่นที่จะไล่เบี้ยผู้เป็นต้นเหตุได้ หาได้มีนัยว่าให้จำเลยรับผิดต่อบุคคลภายนอกไปก่อนแล้วมาไล่เบี้ยกับโจทก์ภายหลัง ฟ้องแย้งข้อ 5.2.1 และข้อ 5.2.2 จึงไม่เกี่ยวข้องกันกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคท้าย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 428
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอรพันท์ เพ็ญตระการ
ศาลอุทธรณ์ — นายมนตรี จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิพร บุญยฤทธิ์
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7961/2568
#723659
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลเห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรจะมีคำพิพากษา...เมื่อศาลสอบถามผู้เสียหายแล้ว ศาลอาจมีคำสั่ง..." อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเพื่อให้ศาลทราบถึงสภาพปัญหาแห่งคดีและสามารถจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูแก่เด็กหรือเยาวชนได้อย่างเหมาะสมก็ตาม แต่การสอบถามผู้เสียหายก็เป็นเพียงการรับฟังความเห็นของผู้เสียหายเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการมีคำสั่งของศาลเท่านั้น หากผู้เสียหายไม่มาศาลหรือมีเหตุจำเป็นอื่นใดที่ทำให้ศาลไม่อาจสอบถามผู้เสียหายได้ ก็ให้ศาลบันทึกเหตุแห่งการนั้นไว้ ตามข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกำหนดมาตรการแทนการพิพากษาคดี พ.ศ. 2556 ข้อ 7 (2) แต่หากผู้เสียหายมาศาลและศาลสอบถามแล้ว ผู้เสียหายคัดค้าน ก็ไม่เป็นข้อห้ามมิให้ศาลใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแต่อย่างใด แม้การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามโจทก์ร่วมก่อนใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่เมื่อในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดี โจทก์ร่วมมาศาลและรับทราบคำสั่งดังกล่าวของศาลแล้ว ไม่ได้แถลงใด ๆ ต่อศาล จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งยุติคดีไปแล้วตามมาตรา 133 อีกทั้งการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็เป็นไปโดยครบถ้วน จึงไม่มีเหตุให้ต้องดำเนินการสอบถามโจทก์ร่วมอีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในส่วนนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 326, 358, 392, 393

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาว อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,239,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2564 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,324,822 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,324,822 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม และขอให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์แทนเป็นเงิน 16,763 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2564 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 17,915 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,915 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม กับขอให้จำเลยเผยแพร่คำพิพากษาไปยังบริษัท ค. สถานีตำรวจภูธร และหนังสือพิมพ์เพื่อให้บุคคลที่สามทราบความจริงที่ถูกต้อง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้องคดีส่วนแพ่ง

สำหรับคดีในส่วนอาญา ศาลชั้นต้นเห็นสมควรให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง โดยให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน ถึง 22 ตุลาคม 2565 เมื่อครบกำหนดแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยุติคดีตามมาตรา 133 วรรคหนึ่ง และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 431,793 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 12 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 471,793 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 12 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีของต้นเงิน 471,793 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมร้องขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเข้ารับบริการทำรีเทนเนอร์จัดฟันที่คลินิกทันตกรรมของโจทก์ร่วม หลังจากเข้ารับบริการแล้วจำเลยไม่พอใจการให้บริการของโจทก์ร่วม จำเลยจึงขู่เข็ญให้โจทก์ร่วมคืนเงินค่าทำรีเทนเนอร์ หากไม่คืนจะทำร้ายร่างกายและทำลายทรัพย์สินภายในคลินิกทันตกรรมของโจทก์ร่วม จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมโดยการทุบ ตี ตบ ข่วน และจิกที่ใบหน้าและลำตัวหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมมีบาดแผลตามร่างกายและใบหน้า แล้วจำเลยทำลายทรัพย์สินของโจทก์ร่วมที่อยู่ภายในคลินิกทันตกรรมเสียหายหลายรายการ ภายหลังจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมต่อดาบตำรวจ ว. ว่า คลินิกทันตกรรมของโจทก์ร่วมเป็นคลินิกรับจัดฟันเถื่อนและด่าโจทก์ร่วมต่อหน้าบุคคลที่สามด้วยถ้อยคำหยาบคายอันเป็นการดูถูกเหยียดหยามโจทก์ร่วม สำหรับค่าเสียหายต่อทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้ายเป็นเงิน 16,793 บาท คู่ความต่างไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง และสั่งยุติคดีตามมาตรา 133 วรรคหนึ่ง เหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลย ส่วนที่ว่าศาลควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีกับจำเลยคนใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยว่าต้องไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมเกินสมควร และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยและสภาพความเป็นอยู่ของจำเลย ได้แก่ เด็กหรือเยาวชนมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น และบิดา มารดา ผู้ปกครอง รวมทั้งบุคคลใกล้ชิดกับเด็กหรือเยาวชนอยู่ในวิสัยที่จะอบรมสั่งสอนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดี ซึ่งในการใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยนั้น ศาลต้องกำหนดเงื่อนไขข้อหนึ่งหรือหลายข้อให้จำเลยปฏิบัติภายในระยะเวลาที่กำหนดเช่นกัน และหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ก็ให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปตามมาตรา 133 วรรคสอง โดยมาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าจำเลยสามารถใช้มาตรการแบบไม่จำกัดอิสรภาพในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูได้ อันเนื่องมาจากเด็กหรือเยาวชนมีบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ด้วยดูแลเอาใจใส่ หรือบุคคลดังกล่าวมีความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการอบรมและเลี้ยงดูรวมตลอดถึงการให้ความร่วมมือกับศาลในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดไว้ ส่วนมาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคสอง เป็นกรณีที่ศาลมีดุลพินิจเห็นควรให้มีการใช้วิธีการแบบจำกัดอิสรภาพหรือแบบระบบปิดแก่เด็กหรือเยาวชน เนื่องจากเด็กหรือเยาวชนดังกล่าวไม่มีบุคคลดูแลใกล้ชิด หรือกรณีเด็กหรือเยาวชนมีบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง แต่ศาลเห็นว่าการส่งเด็กหรือเยาวชนไปอยู่ในสถานพินิจหรือสถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายและตามที่ศาลเห็นสมควรที่ยินยอมรับตัวเด็กหรือเยาวชนไว้ดูแลชั่วคราวจะเป็นประโยชน์แก่เด็กหรือเยาวชนยิ่งกว่า กรณีของจำเลยได้ความจากรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสกลนครว่า จำเลยอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของตา ยาย และป้าอีก 2 คน คือ นางสาว ศ. และนางสาว ร. โดยไม่ปรากฏว่าสมาชิกในครอบครัวของจำเลยประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี หรือมีประวัติกระทำผิดหรือถูกดำเนินคดี หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ โดยในการสืบเสาะเพื่อแสดงถึงข้อเท็จจริงและแสดงความเห็นเกี่ยวกับสาเหตุแห่งการกระทำความผิดของเด็กหรือเยาวชน นางสาว ศ. ป้าของจำเลยได้มาให้ถ้อยคำต่อผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสกลนครด้วยว่า ตนเองมีแนวทางที่จะควบคุมพฤติกรรมของจำเลยให้ใกล้ชิดและจะพยายามนำจำเลยไปทำงานต่าง ๆ เพื่อไม่ให้จำเลยมีเวลาว่างและอยู่กับกลุ่มเพื่อนซึ่งมีพฤติกรรมเสียหาย นอกจากนี้นางสาว ศ. ยังเดินทางมาศาลพร้อมกับจำเลยทุกนัดตั้งแต่นัดสอบคำให้การ นัดตรวจพยานหลักฐาน นัดสืบพยานโจทก์ นัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น และนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และยังได้แถลงต่อศาลว่ายังคงรักและห่วงใยจำเลย อยากให้จำเลยเข็ดหลาบและกลับตนเป็นพลเมืองดี อันเป็นข้อแสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองของจำเลยยังรักใคร่ห่วงใยและให้ความใส่ใจจำเลย และให้ความร่วมมือกับศาล พร้อมที่จะรับจำเลยไปดูแล อบรม สั่งสอนให้กลับตัวเป็นพลเมืองดี นอกจากนี้จำเลยเองได้ให้การรับสารภาพและแถลงต่อศาลว่า รู้สึกสำนึกผิดในการกระทำของตน ทั้งให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมและกระบวนการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูมาโดยตลอด โดยจำเลยสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นกำหนดได้ทุกข้อ และนักจิตวิทยาปฏิบัติการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดรายงานว่า ระหว่างการรายงานตัวไม่พบสารเสพติดและไม่พบการกระทำผิดซ้ำ จำเลยมีท่าทางสดใสร่าเริงขึ้น มีความคิดทำร้ายตนเองน้อยลง นางสาว ศ. แจ้งว่าจำเลยไม่มีพฤติกรรมเที่ยวเตร่ หรือยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกชนิด ในส่วนอาการป่วยทางจิตเวช จำเลยรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและไปพบจิตแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้ง มีความคิดทำร้ายตนเองน้อยลง ควบคุมตนเองได้มากขึ้น วางแผนว่าจะไปสมัครเรียนการศึกษานอกระบบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อจำเลยมีอาการทางจิตเวชดีขึ้น โดยนักจิตวิทยากำชับผู้ปกครองของจำเลยให้ดูแลจำเลยอย่างใกล้ชิด คอยสังเกตอาการและสนับสนุนให้จำเลยทำในสิ่งที่สนใจและทำได้ดี และมีความเห็นให้ยุติการให้คำปรึกษาและเห็นสมควรยุติคดีในที่สุด ถือได้ว่าจำเลยรับโอกาสที่กฎหมายให้ไว้สำหรับเยาวชนที่กระทำผิดเป็นครั้งแรกอย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อจำเลยเอง ในส่วนของสาเหตุแห่งการกระทำความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีได้ความว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยไม่พอใจการให้บริการทำรีเทนเนอร์ของโจทก์ร่วม โดยจำเลยพยายามขอเงินคืนจากโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมแจ้งว่าไม่สามารถคืนเงินให้ได้เนื่องจากโจทก์ร่วมได้ใช้อุปกรณ์ลวดดัดเข้าไปในปากของจำเลยแล้วและไม่สามารถใช้ลวดกับคนอื่นได้อีก ทำให้จำเลยไม่พอใจ ทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม ทำลายทรัพย์สินของโจทก์ร่วม รวมทั้งพูดจาด่าทอโจทก์ร่วม ซึ่งแม้การกระทำดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่ก้าวร้าว รุนแรง ขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจ และไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แต่ก็เกิดจากอารมณ์เพียงชั่ววูบซึ่งเกิดขึ้นในทันทีที่จำเลยโมโห โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงว่า ในขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุเพียง 17 ปี ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าตั้งแต่ปี 2562 โดยมีอาการเครียด หงุดหงิดง่าย ทำร้ายตัวเองบ่อยครั้ง และควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ เมื่อพิจารณาถึงภัยร้ายแรงต่อสังคมและสาธารณชนโดยรวมแล้ว นับว่าพฤติกรรมของจำเลยยังสามารถเยียวยาแก้ไขได้ ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาทำนองว่า ในปัจจุบันจำเลยยังไม่ยอมเรียนหนังสือ ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เล่นโทรศัพท์ทั้งวัน แต่งตัวเปิดเผยแล้วโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ หรือโพสต์ข้อความหยาบคายไม่เหมาะสมลงบนแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก การที่จำเลยทำร้ายโจทก์ร่วมและหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมเป็นการกระทำที่ร้ายแรงและทำให้โจทก์ร่วมเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมากนั้น เห็นว่า การจำกัดอิสรภาพโดยส่งจำเลยไปควบคุมในสถานพินิจหรือสถานที่อื่นใดตามที่โจทก์ร่วมฎีกาก็ไม่อาจแก้ปัญหาดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยมีผู้ปกครองซึ่งพร้อมจะร่วมมือในการดูแลแก้ไขบำบัดฟื้นฟูจำเลยย่อมเหมาะสมกว่าการส่งตัวจำเลยไปควบคุมไว้เช่นนั้น ดังนี้ เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมเกินสมควร ความผิดแต่ละข้อหาที่จำเลยกระทำก็ไม่ใช่ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกสูง เมื่อจำเลยมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยแล้วเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่ง นับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดค่าขาดรายได้ในการประกอบอาชีพให้โจทก์ร่วมวันละ 15,000 บาท สำหรับวันที่ 1 ถึงวันที่ 3 และวันละ 10,000 บาท สำหรับวันที่ 4 ถึงวันที่ 14 รวม 14 วัน เป็นจำนวนที่เหมาะสมหรือไม่ นั้น เห็นว่า ค่าขาดรายได้จากการประกอบการงานของโจทก์ร่วม ต้องเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากการกระทำของจำเลย อันเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมไม่อาจใช้สภาพร่างกายตามปกติประกอบการงานของโจทก์ร่วมด้วยตนเองได้ แต่โจทก์ร่วมนำสืบว่า โจทก์ร่วมนำเงินฝากบัญชีเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุข เฉลี่ยเดือนละ 1,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นรายได้ของคลินิก แต่หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นเพียงว่าในแต่ละเดือนโจทก์ร่วมนำเงินเข้าบัญชีเท่าใด แต่โจทก์ร่วมกลับไม่ได้นำสืบว่ารายได้ของโจทก์ร่วมจากการทำทันตกรรมในช่วงเวลานั้นมีจำนวนเท่าใด จึงยังไม่อาจนำมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าขาดรายได้ของโจทก์ร่วมได้ อย่างไรก็ตาม โจทก์ร่วมประกอบอาชีพหลักเป็นทันตแพทย์โดยให้บริการทางด้านการจัดฟันซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านย่อมมีค่าบริการสูงกว่าการให้บริการด้านทันตกรรมทั่วไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดค่าขาดรายได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้มานั้น เป็นจำนวนที่ต่ำเกินไป ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงเห็นสมควรกำหนดค่าขาดรายได้ให้แก่โจทก์ร่วมเสียใหม่ เป็นวันละ 20,000 บาท จำนวน 14 วัน รวมเป็นเงิน 280,000 บาท เมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาล 200,000 บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 100,000 บาท และค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน 16,793 บาท ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้แล้ว รวมเป็นเงิน 596,793 บาท ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของโจทก์ร่วมในปัญหาที่ว่า ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 4,000,000 บาทเศษ ตามคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ลงวันที่ 28 มีนาคม 2565 และให้โจทก์ร่วมเสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ดังกล่าว ทำให้โจทก์ร่วมต้องกลับไปเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาทเศษ ตามคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ลงวันที่ 5 เมษายน 2565 และปัญหาที่ว่า นายแพทย์ น. ไม่ใช่แพทย์ผู้ทำการตรวจร่างกายของโจทก์ร่วมจริงแต่ปลอมผลการตรวจชันสูตรของแพทย์ขึ้นมา นั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมไม่ได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองส่วนนี้จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง แม้พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลเห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรจะมีคำพิพากษา...เมื่อศาลสอบถามผู้เสียหายแล้ว ศาลอาจมีคำสั่ง..." อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเพื่อให้ศาลทราบถึงสภาพปัญหาแห่งคดีและสามารถจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูแก่เด็กหรือเยาวชนได้อย่างเหมาะสมก็ตาม แต่การสอบถามผู้เสียหายก็เป็นเพียงการรับฟังความเห็นของผู้เสียหายเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการมีคำสั่งของศาลเท่านั้น หากผู้เสียหายไม่มาศาลหรือมีเหตุจำเป็นอื่นใดที่ทำให้ศาลไม่อาจสอบถามผู้เสียหายได้ ก็ให้ศาลบันทึกเหตุแห่งการนั้นไว้ ตามข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกำหนดมาตรการแทนการพิพากษาคดี พ.ศ. 2556 ข้อ 7 (2) แต่หากผู้เสียหายมาศาลและศาลสอบถามแล้ว ผู้เสียหายคัดค้าน ก็ไม่เป็นข้อห้ามมิให้ศาลใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแต่อย่างใด แม้การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามโจทก์ร่วมก่อนใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่เมื่อในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดี โจทก์ร่วมมาศาลและรับทราบคำสั่งดังกล่าวของศาลแล้ว ไม่ได้แถลงใด ๆ ต่อศาล จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งยุติคดีไปแล้วตามมาตรา 133 อีกทั้งการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็เป็นไปโดยครบถ้วน จึงไม่มีเหตุให้ต้องดำเนินการสอบถามโจทก์ร่วมอีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในส่วนนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 596,793 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 12 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีของต้นเงิน 596,793 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 132
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด
โจทก์ร่วม — นางสาว อ.
จำเลย — นางสาว ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร — นายอรรถวิทย์ ยาวะประภาษ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางแก้วตา เทพมาลี
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
อภิรดี โพธิ์พร้อม
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7957/2568
#722235
เปิดฉบับเต็ม

งานอันจะมีลิขสิทธิ์ได้ต้องเกิดจากการที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์งานประเภทใดประเภทหนึ่งตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 และมาตรา 8 โดยริเริ่มขึ้นเองในการทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์โดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น แม้คุณค่าของงานหรือคุณค่าทางศิลปะไม่ใช่เงื่อนไขของการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นงานที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (originality) หาใช่เป็นเพียงงาน (work) ซึ่งทำขึ้นโดยทั่วไปเท่านั้น ความมุ่งหมายให้เกิดผลงานอันมีลักษณะเป็นงานสร้างสรรค์ที่เป็นงานประเภทใดประเภทหนึ่งย่อมเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะแสดงได้ว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่กฎหมายให้ความคุ้มครองตามมาตรา 6 พนักงานโจทก์ที่ 1 และทีมงานออกแบบลวดลายดอกยางพิพาทโดยมีวัตถุประสงค์ของการออกแบบตั้งแต่แรกเพื่อเป็นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับปรับปรุงสมรรถนะของยางรถจักรยานยนต์ การออกแบบลวดลายดอกยางของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการออกแบบให้มีรูปร่างของผลิตภัณฑ์หรือองค์ประกอบของลวดลายอันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้ เข้าลักษณะเป็นแบบผลิตภัณฑ์ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 แต่ปัญหาว่าลวดลายดอกยางพิพาทจะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่นั้น แม้จะไม่มีกฎหมายห้ามมิให้คุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างงานอันมีลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่การจะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ต้องผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กล่าวไว้ข้างต้น แม้ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองได้ความว่าลวดลายดอกยางสื่อถึงแนวคิดเกี่ยวกับอำนาจ ความเร็ว และพลังก็ตาม แต่ก็สอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสามว่าลวดลายพิพาทเป็นลวดลายตามธรรมชาติที่มนุษย์ในหลายอารยธรรมโบราณนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของตน อันแสดงให้เห็นว่าถูกนำไปใช้ในหลายลักษณะ แม้รูปของโจทก์ที่ 1 จะแตกต่างจากที่จำเลยทั้งสามนำสืบแต่ความแตกต่างก็เป็นเพียงส่วนเล็กน้อย ไม่เป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่จะเป็นงานสร้างสรรค์อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ส่วนวิธีการจัดเรียงรูปแต่ละรูปจนกลายเป็นลวดลายดอกยางนั้นได้ความว่ามีการปรับปรุงการวางตำแหน่ง มุม และขนาดเพื่อลดปัญหาการสึกหรอที่ไม่สม่ำเสมอ อันแสดงให้เห็นว่า ลวดลายดอกยางที่เกิดจากการจัดเรียงรูปหลายรูปนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการใช้งานของยางรถจักรยานยนต์เป็นสำคัญไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 4,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสามใช้ลวดลายดอกยางซึ่งเหมือนหรือคล้ายกับลวดลายดอกยางสายฟ้าของยางรถของโจทก์ที่ 1 รวมทั้งที่เหมือนหรือคล้ายกับยางรถจักรยานยนต์รุ่น DIABLO SUPERCORSA ห้ามจำเลยทั้งสามผลิตและจำหน่ายยางรถที่ใช้ลวดลายดอกยางซึ่งเหมือนหรือคล้ายกับลวดลายดอกยางสายฟ้าของยางรถของโจทก์ที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบแม่พิมพ์ (mold) ที่ใช้ผลิตยางรถที่ใช้ลวดลายดอกยางสายฟ้าดังกล่าวซึ่งละเมิดลิขสิทธิ์ให้แก่โจทก์ที่ 1 ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามใช้ชื่อที่มีคำว่า "พี.แรลลี่" ในภาษาไทย และคำว่า "P.RALLY" ในภาษาอังกฤษกับชื่อนิติบุคคลและในตราประทับของห้างหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 และห้ามจำเลยทั้งสามยุ่งเกี่ยวกับชื่อดังกล่าวอีก ให้จำเลยทั้งสามยื่นคำขอต่อนายทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเพื่อยกเลิกหรือเพิกถอนการจดทะเบียนชื่อและตราประทับของจำเลยที่ 1 มิให้ใช้คำว่า "P.RALLY" หรือ "พี.แรลลี่" หรือให้นายทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนการใช้ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 มิให้มีคำว่า "P.RALLY" หรือ "พี.แรลลี่" ในชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 อีกต่อไป หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้นายทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครดำเนินการตามขั้นตอนทางทะเบียนเพื่อจดทะเบียนยกเลิกหรือเพิกถอนการจดทะเบียนชื่อนิติบุคคลและตราประทับของจำเลยที่ 1 มิให้มีคำภาษาไทยว่า "พี.แรลลี่" และคำภาษาอังกฤษว่า "P.RALLY" ในชื่อของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามประกาศโฆษณาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อมิให้ประชาชนสับสน โดยการลงโฆษณาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มติชน และกรุงเทพธุรกิจ ด้วยตัวอักษรขนาดปกติธรรมดาของการเสนอข่าวทั่วไปครึ่งหน้ากระดาษเป็นระยะเวลา 7 วัน ติดต่อกัน และให้จำเลยทั้งสามรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 500,000 บาท และชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 590,972.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 30,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองชั้นศาลให้ 40,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทร่วมทุน มีสำนักงานตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐอิตาลี โจทก์ทั้งสองโดยนายจีเอโคโมมอบอำนาจให้นายธนกฤต นายธีรพลหรือนางสยุมพร เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขายส่ง ขายปลีกรถจักรยานยนต์ อะไหล่และชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์ รวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยางรถจักรยานยนต์ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายยางรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ PIRELLI รุ่น DIABLO SUPERCORSA ที่มีลวดลายสายฟ้าตามภาพ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า ลวดลายดอกยางสายฟ้าตามภาพวาด เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 อันพึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 หรือไม่ เห็นว่า งานอันจะมีลิขสิทธิ์ได้ต้องเกิดจากการที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์งานประเภทใดประเภทหนึ่งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 และมาตรา 8 โดยริเริ่มขึ้นเองในการทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์โดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น แม้คุณค่าของงานหรือคุณค่าทางศิลปะไม่ใช่เงื่อนไขของการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นงานที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (originality) หาใช่เป็นเพียงงาน (work) ซึ่งทำขึ้นโดยทั่วไปเท่านั้น ความมุ่งหมายให้เกิดผลงานอันมีลักษณะเป็นงานสร้างสรรค์ที่เป็นงานประเภทใดประเภทหนึ่งย่อมเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะแสดงได้ว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่กฎหมายให้ความคุ้มครองตามมาตรา 6 คดีนี้ได้ความถึงที่มาของลวดลายดอกยางสายฟ้าบนยางรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ PIRELLI รุ่น DIABLO SUPERCORSA ของโจทก์ทั้งสอง ตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายมาริโอ พยานโจทก์ทั้งสองว่า พยานเป็นพนักงานของโจทก์ที่ 1 ด้านการวิจัยและพัฒนาดอกยางรถจักรยานยนต์รับผิดชอบการพัฒนาและออกแบบลวดลายดอกยางใหม่ ๆ เมื่อปี 2553 กลุ่มงานรถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่ 1 เริ่มโครงการเพื่อพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ยางรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ มีเป้าหมายเพื่อใช้ทดแทนยางรถจักรยานยนต์รุ่น DIABLO SUPERCORSA รุ่นแรก ที่ได้รับการสร้างสรรค์พัฒนาขึ้นเมื่อปี 2549 ยางรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่จะต้องสามารถปรับปรุงสมรรถนะของยางรุ่นเก่าในด้านการทำความเร็วสูงสุด แรงขับ การยึดเกาะ การควบคุมในกรณีที่ทำได้ยาก การแก้ไขปัญหาด้านการสึกหรอที่ไม่ปกติ และต้องมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับยางรุ่นก่อนหน้า โดยนักวิจัยและพัฒนาประมาณ 10 คน ทำหน้าที่ออกแบบภาพรวมของผลิตภัณฑ์รวมทั้งลวดลายดอกยาง โครงสร้างของยางและส่วนผสมต่าง ๆ ตลอดจนการทดสอบทั้งภายในและภายนอกของผลิตภัณฑ์ การออกแบบยางรถจักรยานยนต์ DIABLO SUPERCORSA รุ่นใหม่จึงต้องสามารถปรับปรุงสมรรถนะของยางในด้านความเร็ว และต้องมีอัตลักษณ์ที่น่าจดจำและแข็งแกร่ง คณะนักวิจัยและพัฒนาได้ปรับปรุงการวางตำแหน่ง มุม และขนาดของลายร่องยางเพื่อลดปัญหาเรื่องการสึกหรอของยางที่ไม่สม่ำเสมอ การออกแบบยางรุ่นใหม่เป็นการออกแบบใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่โดยแท้จริง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวฟังได้ว่า งาน นายมาริโอในฐานะพนักงานโจทก์ที่ 1 และทีมงานเป็นผู้ออกแบบลวดลายดอกยางสายฟ้าตามภาพดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์ของการออกแบบลวดลายดอกยางสายฟ้าตั้งแต่แรกเพื่อเป็นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับปรับปรุงสมรรถนะของยางรถจักรยานยนต์ DIABLO SUPERCORSA รุ่นแรก ทั้งการปรับปรุงการวางตำแหน่ง มุม และขนาดของลายร่องยางก็เพื่อลดปัญหาเรื่องการสึกหรอของยางที่ไม่สม่ำเสมอเป็นสำคัญ การออกแบบลวดลายดอกยางสายฟ้าของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการออกแบบให้มีรูปร่างของผลิตภัณฑ์หรือองค์ประกอบของลวดลายอันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้ เข้าลักษณะเป็นแบบผลิตภัณฑ์ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 สำหรับปัญหาว่าลวดลายดอกยางสายฟ้าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้จะไม่มีกฎหมายห้ามมิให้คุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างงานอันมีลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่การจะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ต้องผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น สำหรับลวดลายดอกยางสายฟ้าของโจทก์ที่ 1 นั้น แม้นายมาริโอจะเบิกความรับรองบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า การออกแบบลวดลายดอกยางต้องมีหน้าตาสวยงามและตรงใจลูกค้าในด้านคุณค่าทางสุนทรียภาพหรือความสวยงาม และจะต้องมีอัตลักษณ์ที่น่าจดจำ โดยลวดลายดอกยางสายฟ้าซึ่งถูกนำไปใช้ผลิตยางรถจักรยานยนต์รุ่น DIABLO SUPERCORSA นั้นสื่อถึงแนวคิด เช่น อำนาจ พระเจ้า ความเร็วแสง พลังเสียงฟ้ากระหึ่ม ก็ตาม แต่แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสามว่า รูปสายฟ้าเป็นลวดลายตามธรรมชาติที่มนุษย์ในหลายอารยธรรมโบราณนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของตน อันแสดงให้เห็นว่า รูปสายฟ้านี้ถูกนำไปใช้ในหลายลักษณะ ซึ่งแม้รูปสายฟ้าของโจทก์ที่ 1 จะแตกต่างไปจากที่จำเลยทั้งสามนำสืบมาก็ตาม แต่ความแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเล็กน้อย และไม่เป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่จะเป็นงานสร้างสรรค์อันควรได้รับความคุ้มครองกฎหมาย ส่วนวิธีการจัดเรียงรูปสายฟ้าแต่ละรูปจนกลายเป็นลวดลายดอกยางสายฟ้านั้น ได้ความตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายมาริโอว่า มีการปรับปรุงการวางตำแหน่ง มุมและขนาดเพื่อลดปัญหาการสึกหรอที่ไม่สม่ำเสมอแต่ยังคงรักษารูปสายฟ้าไว้ อันแสดงให้เห็นว่า ลวดลายดอกยางสายฟ้าที่เกิดจากการจัดเรียงรูปสายฟ้าฟาดหลายรูปนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการใช้งานของยางรถจักรยานยนต์เป็นสำคัญ กรณีจึงยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์เช่นเดียวกัน ดังนี้ ลวดลายดอกยางสายฟ้าดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ลวดลายดอกยางสายฟ้าของโจทก์ที่ 1 ไม่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ และจำเลยทั้งสามไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ต่อโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลในการที่จะใช้นามอันชอบที่จะใช้ได้นั้น ถ้ามีบุคคลอื่นโต้แย้งก็ดี หรือบุคคลผู้เป็นเจ้าของนามนั้นต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามเดียวกันโดยมิได้รับอำนาจให้ใช้ได้ก็ดี บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามจะเรียกให้บุคคลนั้นระงับความเสียหายก็ได้ ถ้าและเป็นที่พึงวิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป จะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามก็ได้" เมื่อพิจารณาชื่อนิติบุคคลของโจทก์ที่ 1 คือ พีเรลลี ไทร์ เอส.พี.เอ. (Pirelli Tyre S.p.A.) และชื่อนิติบุคคลของโจทก์ที่ 2 คือ พีเรลลี แอนด์ ซี.เอส.พี.เอ. (Pirelli & C.S.p.A.) เปรียบเทียบกับชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม พี.แรลลี่ (SIAM P.RALLY LIMITED PARTNERSHIP) จะเห็นได้ว่ามีลักษณะแตกต่างกัน กล่าวคือ เมื่อพิจารณาเฉพาะในภาคส่วนสำคัญของชื่อนิติบุคคลของโจทก์ทั้งสองคือ พีเรลลี หรือ พิเรลลี (Pirelli) เปรียบเทียบกับภาคส่วนสำคัญของชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 คือ พีแรลลี (P.RALLY) ตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกาจะมีลักษณะที่แตกต่างกันทั้งในส่วนตัวอักษรและเสียงเรียกขาน ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 จึงไม่เหมือนกับชื่อนิติบุคคลของโจทก์ทั้งสอง แม้โจทก์ทั้งสองมีภาพถ่ายเว็บไซต์มานำสืบว่ามีลูกค้าบางคนเคยถูกหลอกขายก็ตาม แต่ก็มีบุคคลอื่นแสดงความเห็นในภาพถ่ายเว็บไซต์ดังกล่าวในทำนองว่าสามารถแยกแยะได้เช่นกัน ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้ความชัดเจนว่าการใช้ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ทำให้ลูกค้าหรือผู้ที่จะซื้อสินค้าของโจทก์ทั้งสองสับสนหรือหลงผิดว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลในเครือเดียวกับโจทก์ทั้งสองหรือมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร กรณีฟังไม่ได้ว่าการใช้ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เป็นการใช้ชื่อทางการค้าที่ทำให้โจทก์ทั้งสองต้องเสื่อมเสียประโยชน์ในการประกอบกิจการค้าของตน จำเลยทั้งสามไม่ได้ละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 6 ม. 8
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พ. กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายทศพล พิทักษ์เนตินัย
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายคมน์ทนงชัย ฉายไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ปีติ นาถะภักติ
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7946/2568
#722243
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยลักบัตรเครดิตของผู้เสียหายแล้ว จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปชำระค่าบริการและค่าสินค้าแทนการชำระด้วยเงินสด 7 ครั้ง ซึ่งจำนวนเงินที่จำเลยใช้บัตรเครดิตชำระค่าบริการและค่าสินค้าแต่ละครั้งเป็นคนละจำนวนไม่เท่ากันและต่างเวลากัน ลักษณะการกระทำความผิดดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกัน การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิด 7 กรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335, 265, 268, 269/5, 269/6, 269/7 ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาวอภิญญา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายตามใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตพร้อมดอกเบี้ย 100,687.77 บาท ค่าเสียหายที่ถูกริบเงินมัดจำเนื่องจากไม่สามารถใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระหนี้ตามสัญญาว่าจ้าง 50,000 บาท และค่ายานพาหนะและน้ำมันเชื้อเพลิงในการดำเนินคดีแก่จำเลย 10,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 160,687.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจำเลยจะชำระตามคำพิพากษา ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีส่วนแพ่งเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก, 269/5 ประกอบ 269/7, 269/6 ประกอบ 269/7 และมาตรา 335 (3) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเพื่อชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 80,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายใน 1 ปี ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 24 ชั่วโมง ให้จำเลยรักษาโรค Kleptomania อย่างต่อเนื่อง และรายงานผลให้พนักงานคุมประพฤติทราบเป็นระยะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนนั้น เนื่องจากจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมจนโจทก์ร่วมไม่ติดใจเรียกร้องตามคำขอท้ายฟ้องแล้ว จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์โดยผ่านสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ จำคุก 2 ปี และปรับ 50,000 บาท ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเพื่อชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเพื่อชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 4 ปี และปรับกระทงละ 80,000 บาท รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 28 ปี และปรับ 560,000 บาท รวมจำคุก 30 ปี และปรับ 610,000 บาท ลดโทษให้กระทงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี และปรับ 305,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี นับจากวันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำเลยฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่จำเลยลักบัตรเครดิต ก. เงินสดและเครื่องสำอางของผู้เสียหายไป แล้วจำเลยใช้บัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการแทนการชำระด้วยเงินสดรวม 7 ครั้ง เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยแยกออกเป็นข้อ ๆ คือ ข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.8 การกระทำตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในแต่ละข้อต่างเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองต่างกรรมต่างวาระ ทั้งทรัพย์ที่จำเลยได้จากการกระทำผิดก็เป็นทรัพย์คนละประเภทกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยมีเจตนาต่างกัน การที่จำเลยลักบัตรเครดิต ก. เงินสดและเครื่องสำอางของผู้เสียหายไป แล้วจำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้ชำระค่าสินค้าและค่าบริการแทนการชำระด้วยเงินสด รวม 7 ครั้ง จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่ความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกา ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ เป็นความผิด 7 กรรม หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำความผิดฐานดังกล่าวแยกออกเป็นข้อ 1.2 ถึง ข้อ 1.8 โดยในข้อ 1.2 มีใจความว่า จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าบริการที่ร้าน T.U หรือร้าน T. 313.53 บาท ข้อ 1.3 มีใจความว่า จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน S. 1,120 บาท ข้อ 1.4 มีใจความว่า จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าบริการที่ร้าน B. 3,863 บาท ข้อ 1.5 มีใจความว่า จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าที่ร้าน A. 10,600 บาท ข้อ 1.6 มีใจความว่า จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าที่ร้าน TO. 10,932.60 บาท ข้อ 1.7 และข้อ 1.8 มีใจความว่า จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวชำระค่าสินค้าที่ C. 2 ครั้ง ครั้งแรก 7,990 บาท ครั้งที่สอง 49,400 บาท จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติได้ตามฟ้องโจทก์ว่า จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการแทนการชำระด้วยเงินสด 7 ครั้ง ซึ่งจำนวนเงินที่จำเลยใช้บัตรเครดิตชำระค่าบริการและค่าสินค้าแต่ละครั้งเป็นคนละจำนวนไม่เท่ากันและต่างเวลากัน ลักษณะการกระทำผิดดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกัน การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิด 7 กรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงแก่จำเลยนั้นเหมาะสมหรือไม่ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 สำหรับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ เห็นว่า จำเลยใช้บัตรเครดิต ก. ของผู้เสียหายที่จำเลยลักมาไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนการชำระด้วยเงินสดเป็นจำนวนเงินมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ให้จำคุกกระทงละ 4 ปี และปรับกระทงละ 80,000 บาท มานั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดโดยมิชอบ ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 42 เดือน และปรับ 70,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 แล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 42 เดือน และปรับ 95,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 265 ม. 268 วรรคแรก ม. 269/5 ม. 269/6 ม. 269/7 ม. 335 วรรคแรก (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
โจทก์ร่วม — นางสาว อ.
จำเลย — นาง บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสามารถ ชูมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายศรชัย วรานิชสกุล
ชื่อองค์คณะ
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
สัญญา ภูริภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7904/2568
#723656
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตาม พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 มาตรา 3 มีลักษณะเป็นตราสารชนิดหนึ่งที่สามารถซื้อขายกันได้ และหากผู้ใดจะเข้าประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนสัญญาซื้อขายตราสาร หรือเป็นผู้ค้าตราสาร เป็นที่ปรึกษาตราสาร เป็นผู้จัดการเงินทุนตราสาร หรือประกอบกิจการอื่นที่เกี่ยวกับตราสารนี้ตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามบทบัญญัติในมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว โจทก์และจำเลยมีเจตนาซื้อขายทองคำ โดยราคาที่ตกลงซื้อขายคือราคาขณะที่จำเลยส่งคำสั่งซื้อหรือส่งคำสั่งขาย มิใช่ราคาในอนาคต เพียงแต่จำเลยไม่ต้องชำระราคาหรือส่งมอบทองคำในขณะที่เกิดการซื้อขาย แต่สามารถชำระราคาหรือส่งมอบทองคำได้ภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่สั่งซื้อหรือสั่งขาย ซึ่งก็เป็นเพียงวิธีการชำระหนี้ภายหลังตกลงซื้อขายทองคำกันแล้ว สัญญาซื้อขายทองคำตามฟ้องจึงไม่ได้มีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามมาตรา 3 และเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า อันจะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. สัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่งระหว่างโจทก์และจำเลยย่อมเป็นสัญญาที่สามารถบังคับกันได้ ไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,113,775 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,982,040 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 2,334,015 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,223,015 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,982,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,982,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่ารับรองเอกสารและค่าส่งคำคู่ความ รวม 600 บาท แก่จำเลย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการซื้อขายทองคำ ใช้ชื่อว่า ห้างทอง ม. เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2560 จำเลยยื่นคำขอเปิดบัญชีเป็นลูกค้าโจทก์ประเภทซื้อขายทองคำแท่ง 96.5 % จำนวน 10 BG และทำสัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่ง (Gold Online & Gold Phone) เลขที่สัญญา 6012260001 รหัสลูกค้า C00099 โดยการสั่งซื้อขายทองคำไม่ต้องมาที่ร้านทอง อาจสั่งซื้อหรือขายทางโทรศัพท์หรือทางออนไลน์ แต่ต้องส่งคำสั่งซื้อหรือขายผ่านโจทก์ภายในวงเงินที่โจทก์อนุมัติ และทำข้อตกลงว่าด้วยการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินและทองคำเป็นหลักประกันในการซื้อขายทองคำ โดยฝ่ายโจทก์มีนางสาวจันทร์หอม ซึ่งไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาแทนโจทก์ ภายหลังทำสัญญาแล้ว จำเลยสั่งซื้อและขายทองคำแท่งทางออนไลน์ ต่อมาวันที่ 17 กันยายน 2562 โจทก์ตัดบัญชีการซื้อขายทองคำแท่งระหว่างโจทก์และจำเลย โดยจำเลยมียอดหนี้ขาดทุนค้างชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 3,982,040 บาท ก่อนฟ้องโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์ไม่ได้ขออนุญาตจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า สำหรับฟ้องแย้งของจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้พิพากษาแก้ในส่วนฟ้องแย้ง เมื่อจำเลยไม่ได้ฎีกาในส่วนนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยยื่นคำขอเปิดบัญชีและทำสัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่งกับโจทก์ โดยมีนางสาวจันทร์หอมลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ แม้นางสาวจันทร์หอมไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ แต่เมื่อนางสาวพิมพ์พรรณ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เบิกความยืนยันว่า นางสาวจันทร์หอมทำในนามของโจทก์ ทั้งโจทก์และจำเลยทำธุรกรรมตามสัญญาดังกล่าวต่อกันเป็นเวลาถึง 3 ปี ย่อมแสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญา นางสาวจันทร์หอมจึงถือว่าเป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ในการทำสัญญากับจำเลย สัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่งดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยประเด็นนี้มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อไปว่า สัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่งตามฟ้องตกเป็นโมฆะหรือไม่ นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 มาตรา 16 บัญญัติว่า ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า...ต้องได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต.... และมาตรา 3 ให้นิยามความหมายของคำว่า "ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า" หมายความถึง การให้บริการดังต่อไปนี้ (1) การเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (2) การเป็นผู้ค้าสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (3) การเป็นที่ปรึกษาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (4) การเป็นผู้จัดการเงินทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (5) กิจการอื่นที่เกี่ยวกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด และนิยามคำว่า "สัญญาซื้อขายล่วงหน้า" หมายความว่า สัญญาที่มีลักษณะใดลักษณะหนึ่งหรือหลายลักษณะดังต่อไปนี้ (1) สัญญาที่กำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งส่งมอบสินค้าให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ชำระราคา ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตเป็นจำนวนและราคาตามที่กำหนดไว้ในสัญญา (2) สัญญาที่กำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้รับชำระเงินหรือต้องชำระเงินให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเท่ากับจำนวนเงินที่คำนวณได้จากส่วนต่างระหว่างราคาหรือมูลค่าของสินค้าหรือตัวแปรที่กำหนดไว้ในสัญญากับราคาหรือมูลค่าของสินค้าหรือตัวแปรที่เป็นอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งหรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตตามที่กำหนดไว้ในสัญญา (3) สัญญาที่กำหนดให้สิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่จะเรียกให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งส่งมอบสินค้าหรือชำระราคาของสินค้า หรือชำระเงินที่คำนวณได้จากส่วนต่างระหว่างราคาหรือมูลค่าของสินค้าหรือตัวแปรที่กำหนดไว้ในสัญญากับราคาหรือมูลค่าของสินค้าหรือตัวแปรที่เป็นอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งหรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตตามที่กำหนดไว้ในสัญญา หรือเรียกให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าทำสัญญาตาม (1) หรือ (2) เมื่อพิเคราะห์ความหมายของ "สัญญาซื้อขายล่วงหน้า" ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นตราสารชนิดหนึ่งที่สามารถซื้อขายกันได้ และหากผู้ใดจะเข้าประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนซื้อขายตราสารชนิดนี้ หรือเป็นผู้ค้าตราสาร เป็นที่ปรึกษาตราสารเป็นผู้จัดการเงินทุนตราสาร หรือประกอบกิจการอื่นที่เกี่ยวกับตราสารนี้ตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด จึงจะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามบทบัญญัติในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทำสัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่ง โดยมีข้อตกลงว่า จุดประสงค์การทำสัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำ Gold Online & Gold Phone ข้อ 1 จำเลยตกลงทำสัญญา Gold Online หรือ Gold Phone เพื่อความสะดวกในการสั่งซื้อ – ขายทองคำโดยไม่ต้องมาที่หน้าร้านทองและมีระยะเวลาในการส่งมอบ T+ 3 เพื่อความสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น... ข้อ 3 จำเลยตกลงว่าเมื่อสั่งซื้อหรือขายแล้วจะต้องมาส่งมอบทองหรือชำระเงินตามคำสั่งภายในระยะเวลา T + 3 วันทำการ (T หมายถึง วันที่ลูกค้าเริ่มสั่งซื้อหรือขายคำว่า + 3 หมายถึง 3 วัน นับจากวันที่สั่งซื้อ/ขายดังกล่าว...) ข้อ 4 ระบบซื้อขายออนไลน์ จำเลยจะต้องปฏิบัติตามระบบแต่ละขั้นตอนและในท้ายที่สุดจะมีระบบข้อความขึ้นมายืนยันว่าเป็นการซื้อขาย อย่างไรก็ตามจำเลยจะต้องตรวจสอบความถูกต้องของรายงานทุกครั้งจึงจะถือว่าเป็นความสมบูรณ์ในการซื้อขาย และข้อ 5 การชำระเงินจะไม่มีการตัดส่วนต่างการซื้อขายในวันเดียวกัน และจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์และจำเลยซื้อขายทองคำออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2562 จำนวน 456 ครั้ง และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า ในกรณีซื้อขายทองคำเต็มจำนวนหรือครบมูลค่าในการสั่งซื้อทองคำนั้น วิธีการจำเลยจะเข้าไปในโปรแกรมการสั่งซื้อทองคำ และทำคำสั่งซื้อทองคำส่งให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์รับทราบคำสั่งซื้อของจำเลยแล้ว จะให้จำเลยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารชำระให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าทองคำที่ซื้อ จากนั้นเมื่อจำเลยชำระเงินผ่านบัญชีธนาคารเข้ามาแล้วโจทก์ก็จะมอบทองคำให้แก่จำเลยตามสัญญา ในกรณีที่จำเลยมีคำสั่งขายทองคำจากโปรแกรมการซื้อขายทองคำ นั้น จำเลยจะทำคำสั่งขายส่งมายังโจทก์ เมื่อโจทก์รับทราบคำสั่งของจำเลยแล้ว จำเลยก็ต้องส่งมอบทองคำให้แก่โจทก์เช่นกัน ตามสัญญา ซึ่งราคาทองคำในขณะมีคำสั่งซื้อและขายจะผันผวนขึ้นลงตามระยะเวลา และราคาซื้อขายทองคำระหว่างโจทก์กับจำเลยจะอ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย แสดงให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาซื้อขายทองคำ ราคาที่ตกลงซื้อขายคือ ราคาขณะที่จำเลยส่งคำสั่งซื้อหรือส่งคำสั่งขาย มิใช่ราคาในอนาคต เพียงแต่จำเลยไม่ต้องชำระราคาหรือส่งมอบทองคำในขณะที่เกิดการซื้อขาย แต่สามารถชำระราคาหรือส่งมอบทองคำได้ภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่สั่งซื้อหรือสั่งขาย ซึ่งก็เป็นเพียงวิธีการชำระหนี้ภายหลังตกลงซื้อขายทองคำกันแล้ว สัญญาซื้อขายทองคำตามฟ้องจึงไม่ได้มีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามนิยามของ "สัญญาซื้อขายล่วงหน้า" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย แม้จะได้ความว่าการซื้อขายทองคำดังกล่าว จำเลยจะต้องขอเปิดบัญชีซื้อขายทองคำก่อนจึงจะมีสิทธิซื้อขายทองคำกับโจทก์และต้องมีการวางเงินประกันในการซื้อขายก็เป็นเพียงการวางหลักประกันการปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาเท่านั้น และข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานหลักฐานของจำเลยก็ไม่ปรากฏว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยเป็นผู้ให้บริการประเภทการเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือการเป็นผู้ค้าสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การเป็นที่ปรึกษาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การเป็นผู้จัดการเงินทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือประกอบกิจการอื่นที่เกี่ยวกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด อันจะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 นอกจากนี้จำเลยเบิกความยอมรับว่าได้ร้องเรียนการประกอบธุรกิจค้าทองคำของโจทก์ไปยังคณะกรรมการ ก.ล.ต. พร้อมทั้งส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องไปให้ตรวจสอบนั้น ไม่ปรากฏผลการตรวจสอบที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์ โดยปรากฏว่ามีเอกสารของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ไปถึงนายกสมาคมค้าทองคำ ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2561 ในทำนองว่า สัญญาที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ได้แก่ ... (2.3) สัญญาที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ...(1) กำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งส่งมอบสินค้าให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ชำระราคา ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต เป็นจำนวนและราคาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาและสัญญาดังกล่าวได้กระทำนอกศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ... ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ให้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า แต่สัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่งตามฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะสัญญาที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ตามข้อ 2 ของประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ กย.4/2547 เรื่อง กำหนดสัญญาที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ดังมีรายละเอียดที่กล่าวข้างต้นและท้ายหนังสือดังกล่าวคณะกรรมการ ก.ล.ต. ยังขอให้สมาคมค้าทองคำซักซ้อมความเข้าใจกับสมาชิกให้ใช้ความระมัดระวังในการให้บริการซื้อขายทองคำ มิให้เข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยท้ายที่สุดคณะกรรมการ ก.ล.ต. มีหนังสือแจ้งโจทก์ถึงผลการดำเนินการกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าลงวันที่ 12 มกราคม 2564 กรณีที่จำเลยร้องเรียนโดยคณะกรรมการ ก.ล.ต. เห็นควรยุติเรื่อง เนื่องจากพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏยังไม่เพียงพอที่จะชี้ชัดว่าโจทก์มีเจตนาจะประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามสำเนาหนังสือของคณะกรรมการ ก.ล.ต. เอกสารแนบท้ายคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ หมายเลข 1 ด้วยเหตุดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น สัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่งตามฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยมิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมเป็นสัญญาที่สามารถบังคับกันได้ ไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อสัญญาซื้อขายทองคำระหว่างโจทก์และจำเลยไม่ขัดต่อกฎหมาย โจทก์และจำเลยจึงต้องผูกพันกันตามสัญญาดังกล่าว จำเลยเบิกความรับว่าตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2562 มีการซื้อขาย 456 ครั้ง โดยจำเลยเข้าไปส่งคำสั่งขายทองโดยไม่ได้จ่ายค่าทองเต็มจำนวน อีกทั้งตามใบแจ้งรายการบัญชีออมทรัพย์ชื่อบัญชีจำเลย ก็ปรากฏรายการที่โจทก์และจำเลยโอนเงินให้แก่กันนับหลายร้อยครั้งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นมา เมื่อจำเลยสั่งซื้อและขายทองคำเกินหลักประกันที่จำเลยวางไว้ โจทก์จึงต้องตัดบัญชีไม่ให้มีการซื้อขายทองคำต่อไป แม้รายการซื้อขาย เป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้นมาเอง แต่พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมานอกจากจะขัดแย้งกันเองกับฎีกาของจำเลยแล้วยังไม่มีน้ำหนักหักล้างได้ว่ารายการดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายภาคภูมิ ตรีพานิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอิทธิธรรม อารัมภวิโรจน์
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7903/2568
#723012
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์ และหนี้ผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีโจทก์กับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคม ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้แทนในการรับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากสมาคมไปจำหน่ายต่อ แต่ต่อมาสมาคมและจำเลยไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า หนี้ตามฟ้องทั้งสองรายการเป็นมูลหนี้เดียวกันเพราะหลังจากที่สมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหาย 700,000 บาท ต่อมาจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อเป็นประกันหนี้พร้อมดอกเบี้ยในวงเงิน 1,308,200 บาท การจดทะเบียนจำนองดังกล่าวจึงไม่ใช่การจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เพราะไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยและโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อโจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยก็ยังคงไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนองและจำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ประเด็นที่พิพาทในคดีจึงมีว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์หรือไม่และหนี้ตามสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 หรือไม่ หากรับฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลย เป็นผลให้โจทก์ไม่อาจบังคับจำนองโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ในคดีนี้ ส่วนที่จำเลยมีคำขอท้ายคำฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนอง นั้น มีความหมายในทำนองว่าให้โจทก์ไปดำเนินการเพื่อไถ่ถอนจำนอง เนื่องจากจำนองระงับสิ้นไปโดยไม่มีภาระหนี้จำนองการประกันหนี้กู้ยืมเงินตามที่จำเลยให้การแล้ว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการเพื่อขอไถ่ถอนการจำนองเพื่อให้ได้โฉนดที่ดินส่งมอบกลับคืนมายังจำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่มิได้เป็นเงื่อนไข และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคท้าย ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34539 จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง สัญญาจำนองลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมเงิน 1,308,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และหนี้ผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ตามที่โจทก์เคยทำบันทึกข้อตกลงกับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคม ในการเป็นตัวแทนรับสลากกินแบ่งรัฐบาลไปจากสมาคมเพื่อนำไปจำหน่าย แต่ต่อมาสมาคมผิดสัญญาและเป็นหนี้โจทก์ และจำเลยได้ทำสัญญาจำนองประกันหนี้ดังกล่าวไว้ แต่สมาคมไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงยื่นฟ้องสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนเป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยเป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว และจำเลยร่วมกันชำระเงิน 497,390 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 393,750 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนอง ซึ่งผู้ซื้อต้องรับภาระหนี้จำนองไปด้วย จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้จากการขายทอดตลาด แต่ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ จึงต้องชำระหนี้จำนองต้นเงิน 1,308,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาจำนอง (วันที่ 6 พฤษภาคม 2557) จนถึงวันฟ้อง รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 2,289,350 บาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินและไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34539 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นเงิน 2,289,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,308,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนและไม่ไถ่ถอนจำนอง ขอให้ทรัพย์จำนองหลุดเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนองโฉนดที่ดินเลขที่ 34539 หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยนั้น เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับฟ้องแย้ง (ที่ถูก ศาลชั้นต้นต้องสั่งด้วยว่า จำเลยไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง จึงไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งที่จะต้องมีคำสั่ง)

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์ และหนี้ผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีโจทก์กับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคม ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้แทนในการรับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากสมาคมไปจำหน่ายต่อ แต่ต่อมาสมาคมและจำเลยไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า หนี้ตามฟ้องทั้งสองรายการเป็นมูลหนี้เดียวกัน เพราะหลังจากที่สมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหาย 700,000 บาท ต่อมาจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อเป็นประกันหนี้พร้อมดอกเบี้ยในวงเงิน 1,308,200 บาท การจดทะเบียนจำนองดังกล่าวจึงไม่ใช่การจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เพราะไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย และโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อโจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยก็ยังคงไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนอง และจำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ประเด็นที่พิพาทในคดีจึงมีว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์หรือไม่ และหนี้ตามสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 หรือไม่ หากศาลพิจารณาพยานหลักฐานแล้วรับฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลย เป็นผลให้โจทก์ไม่อาจบังคับจำนองโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ในคดีนี้ ส่วนที่จำเลยมีคำขอท้ายคำฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนอง นั้น มีความหมายในทำนองว่าให้โจทก์ไปดำเนินการเพื่อไถ่ถอนจำนอง เนื่องจากจำนองระงับสิ้นไป โดยไม่มีภาระหนี้จำนองการประกันหนี้กู้ยืมเงินตามที่จำเลยให้การแล้ว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการเพื่อขอไถ่ถอนการจำนอง เพื่อให้ได้โฉนดที่ดินส่งมอบกลับคืนมายังจำเลย หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยจะต้องเป็นผู้ดำเนินการเป็นคดีใหม่ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่มิได้เป็นเงื่อนไข และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม พอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคท้าย ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้น ที่ไม่รับฟ้องแย้งนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 744
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ย.
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นางสาวศศิเพ็ญ จันทโสภีพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวรัชนี ไชยแก้วเมรุ์
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
ธีระศักดิ์ วริวงศ์
ธนกฤต กมลวัทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7890/2568
#729179
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องสอดเป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยและเป็นประธานในการประชุมของบริษัทจำเลยทุกครั้งรวมทั้งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย โดยผู้ร้องสอดได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลยครั้งที่ ๔/๒๕๖๓ กับได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ ด้วย การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการประชุมและมติที่ประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าว ย่อมทำให้การประชุมและการลงมติในการประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนได้ ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนการประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลย ครั้งที่ 4/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลย ครั้งที่ 4/2563 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เพิกถอนการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย ครั้งที่ 1/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย ครั้งที่ 1/2563 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2563

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลขยายระยะเวลายื่นคำให้การออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้แทนชั่วคราวของบริษัทจำเลยไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ จึงให้ยกคำร้อง กับยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ และเมื่อจำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด จึงถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเพื่อต่อสู้คดีนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ให้สิทธิผู้ถือหุ้นเฉพาะในการฟ้องร้องเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ของบริษัทเท่านั้น ผู้ถือหุ้นจะใช้สิทธิในการเป็นผู้ถือหุ้นต่อสู้คดีแทนบริษัทเพื่อแสดงให้เห็นว่าการประชุมใหญ่เป็นไปโดยชอบไม่ได้ กรณีไม่มีกฎหมายให้อำนาจ จึงไม่ใช่กรณีที่จะร้องสอดเข้ามาได้ ส่วนเรื่องการประชุมคณะกรรมการก็เป็นเรื่องที่ไม่มีการโต้แย้งสิทธิผู้ถือหุ้น ให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้ววินิจฉัยว่า การประชุมคณะกรรมการและการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นไม่ชอบ พิพากษาให้เพิกถอนการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 4/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 4/2563 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เพิกถอนการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2563

ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องและตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทจำเลยกับขยายระยะเวลายื่นคำให้การให้จำเลย

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและรับคำร้องสอดไว้พิจารณา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอด กับยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องและรับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไปแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1151 จะกำหนดให้ที่ประชุมใหญ่เท่านั้นที่จะตั้งหรือถอนกรรมการบริษัทได้ แต่ก็มิได้ตัดอำนาจศาลที่จะตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 และแม้ว่าตามคำร้องของผู้ร้องจะไม่ใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนของบริษัทว่างลง ตามมาตรา 73 แต่ก็ไม่มีกฎหมายที่จะยกขึ้นมาปรับแก่คดีนี้ได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในกรณีนี้ จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ในการตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ คดีนี้นายเกียรติและนายชาลา กรรมการของจำเลยกลุ่มที่ 1 กระทำการเป็นปรปักษ์ไม่ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการกลุ่มที่ 2 แต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดี ย่อมทำให้ ผู้ร้องมีความจำเป็นเพื่อแก้ไขอุปสรรคและข้อขัดข้องเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จึงชอบที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของจำเลยโดยให้ผู้ร้องสามารถลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยและแต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดีไม่ให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอของผู้ร้อง แล้วให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณา แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องสอดเป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยและเป็นประธานในการประชุมของบริษัทจำเลยทุกครั้งรวมทั้งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย โดยผู้ร้องสอดได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลยครั้งที่ 4/2563 กับได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 ด้วย การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการประชุมและมติที่ประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวย่อมทำให้การประชุมและการลงมติในการประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนไปได้ ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องสอดเข้ามาในคดีได้ เมื่อคดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) เพราะผู้ร้องสอดไม่อาจใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จำเลยมีอยู่ ซึ่งเท่ากับไม่มีสิทธิยื่นคำให้การ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดี อันเป็นการจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แล้วมีคำสั่งยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอด ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องสอดไว้พิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
ผู้ร้อง — นางสาว อ.
ผู้ร้องสอด — นาย พ.
จำเลย — บริษัท น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นางสาวจิตลดา เพ็ญศิริวรทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายวินัส สุนนท์
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ภัฏ วิภูมิรพี
ธรรมนูญ สิงห์สาย
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7890/2568
#724862
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำร้องของผู้ร้องจะไม่ใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนของบริษัทว่างลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 73 แต่ก็ไม่มีกฎหมายที่จะยกขึ้นมาปรับแก่คดีนี้ได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในกรณีนี้ จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง ในการตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ คดีนี้ ก. และ ช. กรรมการของจำเลยกลุ่มที่ 1 กระทำการเป็นปรปักษ์ไม่ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการกลุ่มที่ 2 แต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดี ย่อมทำให้ผู้ร้องมีความจำเป็นเพื่อแก้ไขอุปสรรคและข้อขัดข้องเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จึงชอบที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของจำเลยโดยให้ผู้ร้องสามารถลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยมีอำนาจกระทำแทนการจำเลยและแต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดีไม่ให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทจำเลย

ผู้ร้องสอดเป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยและเป็นประธานในการประชุมของบริษัทจำเลยทุกครั้งรวมทั้งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย โดยผู้ร้องสอดได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลยครั้งที่ 4/2563 กับได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 ด้วย การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการประชุมและมติที่ประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าว ย่อมทำให้การประชุมและการลงมติในการประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนได้ ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องสอดเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) เมื่อคดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) เพราะผู้ร้องสอดไม่อาจใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จำเลยมีอยู่ ซึ่งเท่ากับไม่มีสิทธิยื่นคำให้การ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนการประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลย ครั้งที่ 4/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลย ครั้งที่ 4/2563 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เพิกถอนการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย ครั้งที่ 1/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย ครั้งที่ 1/2563 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2563

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของจำเลยเพื่อแต่งตั้งทนายความต่อสู้คดีและขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้แทนชั่วคราวของบริษัทจำเลยไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ จึงให้ยกคำร้อง กับยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ และเมื่อจำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด จึงถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเพื่อต่อสู้คดีนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ให้สิทธิผู้ถือหุ้นเฉพาะในการฟ้องร้องเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ของบริษัทเท่านั้น ผู้ถือหุ้นจะใช้สิทธิในการเป็นผู้ถือหุ้นต่อสู้คดีแทนบริษัทเพื่อแสดงให้เห็นว่าการประชุมใหญ่เป็นไปโดยชอบไม่ได้ กรณีไม่มีกฎหมายให้อำนาจ จึงไม่ใช่กรณีที่จะร้องสอดเข้ามาได้ ส่วนเรื่องการประชุมคณะกรรมการก็เป็นเรื่องที่ไม่มีการโต้แย้งสิทธิผู้ถือหุ้น ให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้ววินิจฉัยว่า การประชุมคณะกรรมการและการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นไม่ชอบ พิพากษาให้เพิกถอนการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 4/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 4/2563 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เพิกถอนการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2563 และเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2563

ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องและตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทจำเลยกับขยายระยะเวลายื่นคำให้การให้จำเลย

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและรับคำร้องสอดไว้พิจารณา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอด กับยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องและรับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไปแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1151 จะกำหนดให้ที่ประชุมใหญ่เท่านั้นที่จะตั้งหรือถอนกรรมการบริษัทได้ แต่ก็มิได้ตัดอำนาจศาลที่จะตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 และแม้ว่าตามคำร้องของผู้ร้องจะไม่ใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนของบริษัทว่างลง ตามมาตรา 73 แต่ก็ไม่มีกฎหมายที่จะยกขึ้นมาปรับแก่คดีนี้ได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในกรณีนี้ จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ในการตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ คดีนี้นายเกียรติและนายชาลา กรรมการของจำเลยกลุ่มที่ 1 กระทำการเป็นปรปักษ์ไม่ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการกลุ่มที่ 2 แต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดี ย่อมทำให้ ผู้ร้องมีความจำเป็นเพื่อแก้ไขอุปสรรคและข้อขัดข้องเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จึงชอบที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของจำเลยโดยให้ผู้ร้องสามารถลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยและแต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดีไม่ให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอของผู้ร้อง แล้วให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณา แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องสอดเป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยและเป็นประธานในการประชุมของบริษัทจำเลยทุกครั้งรวมทั้งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย โดยผู้ร้องสอดได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลยครั้งที่ 4/2563 กับได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 ด้วย การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการประชุมและมติที่ประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวย่อมทำให้การประชุมและการลงมติในการประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนไปได้ ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องสอดเข้ามาในคดีได้ เมื่อคดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) เพราะผู้ร้องสอดไม่อาจใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จำเลยมีอยู่ ซึ่งเท่ากับไม่มีสิทธิยื่นคำให้การ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดี อันเป็นการจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แล้วมีคำสั่งยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอด ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องสอดไว้พิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง ม. 73
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
ผู้ร้อง — นางสาว อ.
ผู้ร้องสอด — นาย พ.
จำเลย — บริษัท น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นางสาวจิตลดา เพ็ญศิริวรทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายวินัส สุนนท์
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ภัฏ วิภูมิรพี
ธรรมนูญ สิงห์สาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7754/2568
#723396
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อบริษัทประกันภัยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ร้องที่ 1 จึงไม่ใช่กระทำเพื่อยุติข้อพิพาทในมูลละเมิดของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่กระทำขึ้นเพื่อตกลงยุติข้อพิพาทตามสัญญาประกันวินาศภัย ที่ผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ตามกฎหมาย ข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความระบุไว้เพียงเฉพาะแต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนค่าปลงศพเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงิน 70,000 บาท ด้วย จึงมีผลให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดในเงินจำนวนที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับบริษัทผู้รับประกันภัยในค่าปลงศพเท่านั้น ทั้งไม่ได้ตกลงที่จะยุติข้อพิพาทในส่วนค่าสินไหมทดแทนในส่วนอื่นที่จำเลยจะต้องชำระแก่ผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 3 ด้วย แม้จะมีข้อตกลงในสัญญาว่า ผู้ร้องที่ 1 ในฐานะผู้รับสัญญาตกลงไม่เรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อบริษัทประกันภัยและผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีกต่อไป โดยให้ถือว่ามูลละเมิดระงับสิ้นไปก็ตาม เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยจะตกลงระงับเพียงข้อพิพาทที่ตนมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น จึงไม่อาจจะกำหนดให้มีผลเกินเลยไปถึงมูลหนี้ละเมิดทั้งหมดได้ มิฉะนั้น จะทำให้บริษัทประกันภัยละเว้นที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยตามกฎหมายจากเจ้าของรถ จำเลยหรือผู้ร้องที่ 2 ในฐานะผู้ขับขี่ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัยตามหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมายตามมาตรา 31 ได้ นอกจากนี้ยังมีลักษณะเป็นการนำเงินค่าเสียหายเบื้องต้นที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้นไปใช้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไประงับหนี้ละเมิดในส่วนของค่าสินไหมทดแทนส่วนอื่นได้อีก อันเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ทั้งบริษัทประกันภัยไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่จะตกลงระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทคนละส่วนกับที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสำเภา มารดาของนางสาวสุภาพรหรือสุภากรผู้ตายกับผู้เสียหาย และเด็กหญิง ก. บุตรผู้ตายโดยผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นให้เรียกว่า ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โดยผู้ร้องที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอันจำเป็น 150,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้ร้องที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าทนทุกข์ทรมานจากการสูญเสียอวัยวะ 300,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต 67,000 บาท ค่าขาเทียม 60,000 บาท รวมเป็นเงิน 427,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และผู้ร้องที่ 3 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนดดังกล่าว และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 160,000 บาท และผู้ร้องที่ 3 เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 11 ตุลาคม 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว หากมีพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนก็ให้เป็นไปตามนั้น (ที่ถูก บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ผู้ร้องทั้งสามมีคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุก ไม่ลงโทษปรับ และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มูลหนี้ละเมิดระงับสิ้นไปหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งของศาลชั้นต้น คงมีแต่โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาคดีส่วนอาญาของศาลชั้นต้น โดยขอให้ไม่รอการลงโทษเท่านั้น คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งของศาลชั้นต้นในเรื่องค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสามจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การที่จำเลยเพิ่งฎีกาว่ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้รับประกันภัยกับผู้ร้องที่ 1 กับผู้ร้องที่ 3 อันทำให้หนี้ละเมิดระงับไปนั้น จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจร แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ และภาพถ่ายประกอบคดีอาญาว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน บริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนมิตรภาพฝั่งขาไปจังหวัดขอนแก่น มี 2 ช่องทางจราจร และอยู่ตรงบริเวณแยกบ้านเกรา ที่จัดให้เป็นทางแยกและจุดกลับรถ สภาพถนนเป็นถนนทางลาดยางมีผิวจราจรเรียบและเป็นถนนทางตรง แต่ขณะเกิดเหตุถนนมีความเปียกชื้น รถคันที่จำเลยขับเป็นรถกระบะคันสีดำ รถคันที่ผู้ร้องที่ 2 ขับเป็นรถจักรยานยนต์คันสีเหลือง มีผู้ตายนั่งซ้อนท้ายมาด้วย เมื่อพิจารณาประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์คดีอุบัติเหตุจราจรและภาพถ่ายประกอบรายงาน ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่า รถของกลางรายการที่ 1 เป็นรถจักรยานยนต์ (ที่ถูกรถกระบะคันสีดำ) มีสภาพล้อหน้าด้านขวาพบรอยแตกและรอยครูดถลอก กันชนหน้าแถบขวาพบรอยบุบยุบ รอยเจาะ รอยครูดถลอก รอยคราบสีเหลืองติดอยู่ ส่วนรถของกลางรายการที่ 2 เป็นรถจักรยานยนต์คันสีเหลือง ขาตั้งคู่ด้านซ้ายพบรอยคราบสีดำและรอยครูดถลอก ครอบเครื่องยนต์พบคราบสีดำและรอยครูดถลอก ซึ่งเมื่อรถทั้งสองคันเกิดการเฉี่ยวชนกันย่อมเกิดการแลกเปลี่ยนวัตถุโดยสีเหลืองของรถจักรยานยนต์ย่อมไปติดที่รถกระบะคันสีดำ และสีดำของรถกระบะย่อมไปติดที่รถจักรยานยนต์คันสีเหลือง บริเวณดังกล่าวจึงเป็นบริเวณที่ตัวรถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของร้อยตำรวจเอกวุฒิชัย ผู้ทำการตรวจพิสูจน์ เมื่อเปรียบเทียบจุดที่ชนกันแล้ว ย่อมแสดงว่า รถทั้งสองคันแล่นตามกันมาในช่องเดินรถที่สองติดร่องกลางถนน ซึ่งเป็นช่องเดินรถเดียวกัน หลังเกิดเหตุชนกันแล้วเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์คันสีเหลืองกระเด็นตกร่องกลางถนนแล้วล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถที่แล่นสวนมาอีกฝั่งหนึ่ง จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ไหล่ถนนของช่องเดินรถที่สวนมา ส่วนรถกระบะคันสีดำ พบรอยบุบยุบ รอยเจาะ รอยครูดถลอกและล้อหน้าขวาพบรอยแตก หลังชนรถกระบะคันสีดำยังเกิดการครูดไปกับถนนจนกระทั่งไปชนเสาไฟส่องสว่างข้างถนนหักอีก 2 ต้น แสดงว่า รถทั้งสองคันมีการชนกันอย่างแรงมากและขณะที่ชนรถกระบะแล่นมาด้วยความเร็วที่สูง แล้วชนรถจักรยานยนต์คันสีเหลืองที่แล่นมาในช่องเดินรถเดียวกันที่แล่นอยู่ข้างหน้า ดังนั้น การที่จำเลยขับรถมายังที่เกิดเหตุด้วยความเร็วสูงมากในขณะที่มีฝนตกและถนนลื่นยากต่อการบังคับรถ ทั้งเป็นบริเวณที่มีการก่อสร้างทางข้างถนนมาตลอดทางก่อนถึงที่เกิดเหตุ ในที่เกิดเหตุซึ่งมีทางแยกเข้าหมู่บ้านและทางกลับรถ จำเลยต้องใช้ความระมัดระวังโดยไม่ขับด้วยความเร็วเกินสมควรและต้องเว้นระยะห่างจากรถข้างหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดได้โดยปลอดภัย แต่กลับขับมาด้วยความเร็วสูงมาก จำเลยไม่ชะลอความเร็วเมื่อถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางแยกและที่กลับรถโดยไม่ปรากฏรอยห้ามล้อ จึงเป็นเหตุให้เกิดการเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ร้องที่ 2 ขับมาข้างหน้าที่บริเวณด้านหลังซ้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 2 ได้รับบาดเจ็บสาหัส เส้นเลือดขาขวาขาด กระดูกขาขวาแตก ต้องตัดขาขวา ส่วนกระดูกส้นเท้าซ้ายหักต้องดามเหล็กเป็นผู้พิการตลอดชีวิต และทำให้นางสาวสุภาพรถึงแก่ความตาย พฤติการณ์เกิดจากความประมาทอย่างร้ายแรงของจำเลย ซึ่งหากเกิดจากผู้ร้องที่ 2 ขับรถตัดหน้ากะทันหันอย่างที่จำเลยต่อสู้แล้วย่อมต้องเกิดการเฉี่ยวชน โดยเกิดการเฉี่ยวที่กันชนด้านหน้าซ้ายของรถกระบะคันที่จำเลยขับกับบริเวณด้านขวาของรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ร้องที่ 2 ขับ แต่จำเลยกลับให้การปฏิเสธต่อสู้คดีมาโดยตลอดว่าผู้ร้องที่ 2 ขับรถตัดหน้า ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้พยายามบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้ร้องทั้งสามซึ่งได้รับผลกระทบจากการกระทำของจำเลย ตั้งแต่หลังจากจำเลยออกจากโรงพยาบาลจนกระทั่งมีการอ่านศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟังเป็นเวลานานถึง 2 ปีเศษ จึงปรากฏว่าจำเลยเพิ่งนำเงิน 10,000 บาท และ 3,000 บาท มาวางศาลให้แก่ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ในระหว่างที่จำเลยขอขยายเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 3 และที่ 4 อันมีลักษณะเป็นการนำเงินมาวางต่อศาลเพื่อหวังผลในทางคดีเท่านั้น ทั้งมีสัดส่วนที่น้อยกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก สำหรับสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญาประกันภัยภาคบังคับที่จำเลยอ้างมาท้ายฎีกานั้น พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 22 บัญญัติว่า "การได้รับชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 ไม่ตัดสิทธิผู้ประสบภัยที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้บริษัทหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 มาตรา 23 หรือมาตรา 24 ให้แก่ผู้ประสบภัยให้เสร็จสิ้นภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ทั้งนี้ โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิด" ซึ่งจะเห็นได้ว่า กฎหมายมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริษัทรับประกันภัยหรือกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิด ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิผู้ประสบภัยที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ทั้งมาตรา 31 บัญญัติว่า "ในกรณีความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก หรือเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัย เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยหรือเมื่อหน่วยงานตามมาตรา 8 (1) (2) (3) หรือเจ้าของรถตามมาตรา 8 (4) ได้จ่ายเงินคืนกองทุนตามมาตรา 32 ไปแล้วเป็นจำนวนเงินเท่าใดให้บริษัท หรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย หรือหน่วยงานตามมาตรา 8 (1) (2) (3) หรือเจ้าของรถตามมาตรา 8 (4) แล้วแต่กรณี มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าวหรือมีสิทธิเรียกให้ผู้ประสบภัยคืนเงินดังกล่าวได้" ทำให้เห็นได้ว่า การจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นนี้ไม่ได้จ่ายกันเสร็จเด็ดขาด แต่ยังมีสิทธิไล่เบี้ยและสิทธิเรียกคืนจากผู้ประสบภัยได้ ดังนั้น ค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งหมายความว่า ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น ทั้งนี้ ตามรายการและจำนวนเงินที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 20 และบริษัทประกันภัยซึ่งหมายถึง บริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการประเภทประกันภัยรถยนต์ ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อบริษัทประกันภัยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันกับผู้ร้องที่ 1 จึงไม่ใช่กระทำเพื่อยุติข้อพิพาทในมูลละเมิดของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่กระทำขึ้นเพื่อตกลงยุติข้อพิพาทตามสัญญาประกันวินาศภัย ที่ผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นตามกฎหมาย โดยเฉพาะข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความระบุไว้เพียงเฉพาะแต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนค่าปลงศพเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงิน 70,000 บาท ด้วย จึงมีผลให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดในเงินจำนวนที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับบริษัทผู้รับประกันภัยในค่าปลงศพเท่านั้น ทั้งไม่ได้ตกลงที่จะยุติข้อพิพาทในส่วนค่าสินไหมทดแทนในส่วนอื่นที่จำเลยจะต้องชำระแก่ผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 3 ด้วย แม้จะมีข้อตกลงในสัญญาว่า ผู้ร้องที่ 1 ในฐานะผู้รับสัญญาตกลงไม่เรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อบริษัทประกันภัยและผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีกต่อไป โดยให้ถือว่ามูลละเมิดระงับสิ้นไปก็ตาม เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยจะตกลงระงับเพียงข้อพิพาทที่ตนมีตามหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น จึงไม่อาจจะกำหนดให้มีผลเกินเลยไปถึงมูลหนี้ละเมิดทั้งหมดได้ มิฉะนั้น จะทำให้บริษัทประกันภัยละเว้นที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยตามกฎหมายจากเจ้าของรถ จำเลยหรือผู้ร้องที่ 2 ในฐานะผู้ขับขี่ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัยตามหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมายตามมาตรา 31 ได้ นอกจากนี้ยังมีลักษณะเป็นการนำเงินค่าเสียหายเบื้องต้นที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้นไปใช้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไประงับหนี้ละเมิดในส่วนของค่าสินไหมทดแทนส่วนอื่นได้อีก อันเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ทั้งบริษัทประกันภัยไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่จะตกลงระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทคนละส่วนกับที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษา ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมแล้วจึงเห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างฎีกาจำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระให้แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 24,000 บาท และชำระแก่ผู้ร้องที่ 3 เป็นเงิน 13,000 บาท ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขในส่วนความรับผิดในทางแพ่งของจำเลยให้ถูกต้อง โดยให้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปคิดหักออกจากเงินค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระแก่ผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 3 โดยหักชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่าขาดไร้อุปการะแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 70,000 บาท และให้นำเงินที่ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ได้รับ 24,000 บาท และ 13,000 บาท ตามลำดับ หักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระแก่ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 โดยหักชำระดอกเบี้ยก่อนหากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 887
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 22 ม. 25 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
ผู้ร้อง — นาง ส. กับพวก
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวธนิตา ณ น่าน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสรารักษ์ สุวรรณเสรี
ชื่อองค์คณะ
จุมพล ชูวงษ์
อดุลย์ ขันทอง
เลิศชาย จิวะชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7749/2568
#724136
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2549 มาตรา 26 ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่ากระทำความผิดเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเด็กในหมวด 2 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวความรับผิดของผู้ปกครองเกิดขึ้นทันทีที่บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด แม้ว่าเด็กจะยังไม่ได้กระทำความผิดขึ้น ความรับผิดทางอาญาของผู้ปกครองในบทบัญญัตินี้เป็นความรับผิดอันเนื่องมาจากการกระทำของตัวผู้ปกครองเองไม่ใช่ความผิดจากการกระทำของเด็ก เมื่อมีการกระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวเกิดขึ้น รัฐซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองดูแลเด็กจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงที่มีอำนาจฟ้อง ความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ ซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26, 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมา เป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ราษฎรฟ้องเองไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และทำให้คำขอส่วนแพ่งตกไปด้วย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ได้มีคำอธิบายความหมายของผู้เสียหายไว้ว่า หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 ซึ่งข้อกล่าวหาตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 ที่บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ ดังต่อไปนี้... (3) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด..." นั้น เป็นบทบัญญัติที่ต้องการเอาโทษแก่ผู้ใดก็ตามที่กระทำการดังกล่าว โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติเจาะจงให้บุคคลทั่วไปเป็นผู้เสียหายได้เป็นการเฉพาะ และแม้จะไม่มีบทบัญญัติห้ามราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องไว้โดยชัดแจ้งก็ตาม แต่ด้วยเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ มุ่งให้ความคุ้มครองแก่เด็กทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงการสงเคราะห์ การคุ้มครองสวัสดิภาพ การพัฒนาและฟื้นฟู ทั้งนี้โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ เพื่อให้เด็กได้รับการอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และมีพัฒนาการที่เหมาะสม อันเป็นการส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันครอบครัว รวมทั้งป้องกันมิให้เด็กถูกทารุณกรรม ตกเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หรือถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งมีบทบัญญัติมุ่งเน้นการปฏิบัติต่อเด็กในหมวด 2 เด็กที่พึงได้รับการสงเคราะห์ตามมาตรา 32 ซึ่งมีบทบัญญัติการสงเคราะห์เด็กในหมวด 3 เด็กที่พึงได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพตามมาตรา 40 ซึ่งมีบทบัญญัติการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กในหมวด 4 และนักเรียนและนักศึกษาซึ่งมีบทบัญญัติการส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษาในหมวด 7 และกำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองเด็ก อันเป็นกลไกหลักในการปกป้องคุ้มครองเด็ก พระราชบัญญัตินี้จึงเป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดำเนินการในการปกป้องคุ้มครองเด็ก และกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ดังจะเห็นได้จากเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ว่า สาระสำคัญและรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ และส่งเสริมความประพฤติเด็กไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน สมควรกำหนดขั้นตอน และปรับปรุงวิธีการปฏิบัติต่อเด็กให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับการอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และมีพัฒนาการที่เหมาะสม อันเป็นการส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันครอบครัว รวมทั้งป้องกันมิให้เด็กถูกทารุณกรรม ตกเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หรือถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และสมควรปรับปรุงวิธีการส่งเสริมความร่วมมือในการคุ้มครองเด็กระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น ดังที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัตินี้ เมื่อตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่ากระทำความผิดเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเด็กในหมวด 2 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวความรับผิดของผู้ปกครองเกิดขึ้นทันทีที่บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด แม้ว่าเด็กจะยังไม่ได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ความรับผิดทางอาญาของผู้ปกครองในบทบัญญัตินี้เป็นความรับผิดอันเนื่องมาจากการกระทำของตัวผู้ปกครองเองไม่ใช่ความรับผิดจากการกระทำของเด็ก เมื่อมีการกระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวเกิดขึ้น รัฐซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองดูแลเด็กจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงที่มีอำนาจฟ้อง ความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐ ซึ่งรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อปรากฏว่า โจทก์ได้ฟ้องในคดีส่วนแพ่งมาด้วย แต่คดีส่วนแพ่งตกไป จึงเห็นสมควรให้โอกาสโจทก์ไปฟ้องคดีใหม่

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีส่วนแพ่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายปาลิต จันทนาคณิต
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางฉันทนา ชมพานิชย์
ชื่อองค์คณะ
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
อภิรดี โพธิ์พร้อม
ยุพา วงศ์ทองทิว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7746/2568
#723781
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 3 (1) บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่กรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อสำนวนความ ปรากฏแก่ศาล หรือเมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้น หรือพนักงานอัยการร้องขอ ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) และวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ป.ยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมีผลใช้บังคับ ครั้นวันที่ 27 ธันวาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 28 มกราคม 2565 เมื่อครบกำหนดขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์ ย่อมต้องกลับไปใช้ระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 คือ เมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฟัง คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ ก่อนที่ ป.ยาเสพติดใช้บังคับและก่อนคดีถึงที่สุด แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ของจำเลยในวันที่ 29 มีนาคม 2565 หลังจากที่ ป.ยาเสพติดมีผลใช้บังคับและคดีถึงที่สุดแล้ว ถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นชอบด้วย ป.อ. มาตรา 3 (1) แล้ว จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นกัน

อนึ่ง ศาลชั้นต้นคดีนี้เป็นศาลจังหวัดการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งว่าเห็นควรแก้ไขหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด เพื่อยกเลิกการบังคับโทษสำหรับความผิดเกี่ยวกับกัญชาเท่ากับศาลชั้นต้นวินิจฉัยการบังคับโทษของจำเลยในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง โดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณามีคำสั่งนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิจารณาและมีคำสั่งดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 26/3 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคสาม, 76 วรรคหนึ่ง, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 88 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 88 วรรคหนึ่ง), 118, 140 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง คงจำคุก 6 เดือน ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย คงจำคุก 2 ปี และปรับ 200,000 บาท ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครอง คงจำคุก 3 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง คงจำคุก 1 ปี ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 28 ปี 19 เดือน และปรับ 700,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน กัญชา อัลปราโซแลม โคลนาซีแพม ลอราซีแพม อาวุธปืน รถจักรยานยนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องชั่งดิจิทัล กระเป๋าสะพายหลังสีดำ ซองผ้าสีดำ กล่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อไอโฟน กล่องอะลูมิเนียม กระเป๋าสะพายข้างสีดำ ถุงแบ่งบรรจุ ขนาด 4 คูณ 6 เซนติเมตร และอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนของกลาง

วันที่ 7 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2565 ว่าโทษตามคำพิพากษามิได้สูงกว่าโทษขั้นสูงตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องกำหนดโทษใหม่ ให้ยกคำร้อง

วันที่ 23 มิถุนายน 2565 จำเลยยื่นคำร้องว่า ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เห็นควรแก้ไขหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด เพื่อยกเลิกการบังคับโทษสำหรับความผิดเกี่ยวกับพืชกัญชา

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 มีนาคม 2565

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า การปรับบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติดนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาลหรือเมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้น หรือพนักงานอัยการร้องขอ ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) และวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมีผลใช้บังคับ ครั้นวันที่ 27 ธันวาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 28 มกราคม 2565 เมื่อครบกำหนดขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์ ย่อมต้องกลับไปใช้ระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 คือ เมื่อครบหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฟัง คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ก่อนที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับและก่อนคดีถึงที่สุด แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ของจำเลยในวันที่ 29 มีนาคม 2565 หลังจากที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดมีผลใช้บังคับและคดีถึงที่สุดแล้ว ถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) แล้ว จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นกัน การปรับบทกำหนดโทษในความผิดฐานมีอัลปราโซแลมอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย ความผิดฐานมีโคลนาซีแพมและลอราซีแพมอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครอง ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทกำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยต้องปรับบทกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 145 วรรคหนึ่งหรือมาตรา 145 วรรคสองนั้น เห็นว่า การที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังต้องได้ความว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1 นิยามคำว่า จำหน่าย ให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายจึงถือเป็นความผิดอย่างเดียวกันคือการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยมาตรา 145 วรรคหนึ่งถึงวรรคสาม บัญญัติให้ศาลกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 5 ซอง และ 118 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 94.044 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 69.617 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวไม่อาจบ่งชี้ถึงการกระทำของจำเลยว่าเป็นการ

ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปได้ แต่อย่างไรก็ตามปริมาณเมทแอมเฟตามีนของกลางที่มีจำนวนมากย่อมแสดงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า จำเลยซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาเพื่อขายแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หากจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นแล้ว โดยสภาพย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่ผู้เสพเป็นวงกว้าง เช่นนี้ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท เมื่อโทษจำคุกที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดคือโทษจำคุกตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุกที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง จึงต้องกำหนดโทษจำคุกให้จำเลยใหม่ตามโทษจำคุกที่กำหนดตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ฎีกาจำเลยเกี่ยวกับที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง จำเลยยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2565 ว่า ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งว่าเห็นควรแก้ไขหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดเพื่อยกเลิกการบังคับโทษสำหรับความผิดเกี่ยวกับกัญชาเท่ากับศาลชั้นต้นวินิจฉัยการบังคับโทษของจำเลยในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคสอง โดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณามีคำสั่งนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิจารณาและมีคำสั่งคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยว่าความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองได้สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสองหรือไม่ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะอีก เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันที่ 9 มิถุนายน 2565 มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ใช้บังคับซึ่งมีผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 อีกต่อไป การมีพืชกัญชาไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26/3 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายยาเสพติด 93, 107 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น เมื่อจำเลยยังรับโทษอยู่ การลงโทษในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองจึงสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงและพิพากษากลับให้กำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) โดยความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) จำคุก 20 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี และปรับ 500,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 13 ปี 13 เดือน และปรับ 700,000 บาท ส่วนความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองให้การลงโทษสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 3 (1)
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม ม. 66 วรรคสาม ม. 26/3 วรรคหนึ่ง ม. 76 วรรคหนึ่ง ม. 91
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 ม. 16 วรรคหนึ่ง ม. 88 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ม. 118 ม. 140 วรรคสอง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 24 (2) ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นางสาวอรณิชา ลิ่มอุสันโน
ศาลอุทธรณ์ — นายพรหมมาศ ภู่แส
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
วรวุฒิ ทวาทศิน
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7724/2568
#724396
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 (6) ให้คำนิยาม คำว่า "มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง แต่ไม่หมายถึงการที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งที่ว่านี้มิให้สูญหาย เมื่อคำว่า "มีไว้ในครอบครอง" มิได้มีบทบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำเอาหลักกฎหมายทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาใช้ได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด การพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบความผิดของการกระทำเป็นสำคัญด้วย การที่จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะเกิดการโต้เถียง แล้วเดินไปที่รถกระบะนำอาวุธปืนของ ส. ออกยิงข่มขู่ผู้เสียหายนั้น ถือว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นแล้ว ฉะนั้นการหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวเพื่อตนแม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว โดยมีเจ้าของอาวุธปืนผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนอยู่ร่วมด้วยในที่เกิดเหตุก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตน อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว แม้จำเลยไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นโดยเจตนาอย่างเป็นเจ้าของก็ตาม

เมื่อจำเลยเดินทางไปหา ส. และเล่าเหตุการณ์พิพาทระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายให้ฟัง พร้อมทั้งชวน ส. ไปที่บ้านผู้เสียหาย โดยจำเลยขับรถกระบะของ ส. มี ส. นั่งโดยสาร ส. ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนได้นำอาวุธปืนติดตัวมาด้วยและเก็บไว้ในรถกระบะของตน หากจำเลยไม่นำอาวุธปืนออกจากรถกระบะซึ่งจอดภายในรั้วบ้านของผู้เสียหายเข้ามาที่วงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ อาวุธปืนก็คงอยู่ภายในรถกระบะ ไม่อาจนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อผู้อื่นได้ การที่จำเลยกลับไปนำอาวุธปืนเคลื่อนที่ออกจากรถกระบะที่จอดหน้าบ้านเกิดเหตุเข้ามาในวงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้อื่นซึ่งตั้งอยู่ในเมือง หมู่บ้านแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 8 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 8 ปี 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์ เป็นเพื่อนกันมาประมาณ 10 ปี ก่อนเกิดเหตุจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถกระบะจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อแทนผู้เสียหาย เนื่องจากผู้เสียหายเป็นบุคคลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือทางการเงิน ไม่สามารถเช่าซื้อรถเองได้ โดยตกลงกันว่าผู้เสียหายจะเป็นคนผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเอง ต่อมาผู้เสียหายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อประมาณ 6 งวด ทำให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือทวงถามมายังจำเลย จำเลยทวงถามผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายเพิกเฉย วันเกิดเหตุเวลากลางวันจำเลยไปปรึกษากับนายสุนทรทิพย์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ต่อมาเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยขับรถกระบะของนายสุนทรทิพย์ โดยมีนายสุนทรทิพย์นั่งข้างคนขับไปที่บ้านของผู้เสียหาย เมื่อไปถึงจำเลยใช้ให้นายคมกฤษ บุตรเลี้ยงผู้เสียหายไปซื้อสุรามา 1 ขวด ระหว่างที่จำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์ร่วมกันนั่งดื่มสุรา จำเลยบอกให้ผู้เสียหายนำรถกระบะที่ผู้เสียหายใช้ชื่อของจำเลยในการทำสัญญาเช่าซื้อไปคืนโดยเร็ว เพราะจำเลยถูกบริษัทผู้ให้เช่าซื้อทวงถามแล้ว จากนั้นจำเลยกับผู้เสียหายเกิดโต้เถียงกัน จำเลยลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งแล้วเดินออกไปจากวงสุราครู่หนึ่งจึงเดินกลับมานั่งที่เดิม หลังจากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน กท 504XXXX ซึ่งเป็นของนายสุนทรทิพย์ ยิงออกไป 2 นัด นายคมกฤษซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆ วงสุราใช้ท่อนไม้ตีท้ายทอยของจำเลย ทำให้จำเลยทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นบ้าน นายคมกฤษกับนายสุนทรทิพย์เข้ายื้อแย่งอาวุธปืน ทำให้กระสุนปืนลั่นขึ้น 2 ถึง 3 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณท้ายทอยของนายคมกฤษ นายคมกฤษผลักนายสุนทรทิพย์จนล้มลงนอนหงายบนพื้นบ้าน เมื่อนายคมกฤษแย่งอาวุธปืนของกลางจากมือนายสุนทรทิพย์ได้ จึงใช้ด้ามอาวุธปืนของกลางตีศีรษะนายสุนทรทิพย์ 2 ครั้ง จากนั้นนายคมกฤษนำอาวุธปืนดังกล่าวไปโยนทิ้งบริเวณพงหญ้าข้างบ้านที่เกิดเหตุ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกอดิศักดิ์ ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุว่ามีเหตุยิงกัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วเดินทางไปยังที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียว โครงหลังคาเหล็ก หน้าบ้านเปิดโล่ง จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณลานกลางบ้าน ไม่มีฝาผนังกั้น พบรอยคราบเลือด 2 จุด บริเวณที่จำเลยและนายสุนทรทิพย์นั่งพบรอยกระสุนที่ตู้กับข้าวที่อยู่เยื้องไปประมาณ 2 ถึง 3 เมตร ทางด้านหลังที่นั่งของผู้เสียหาย ตรวจพบหัวกระสุนรวม 2 หัว ในบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ จัดทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาไว้ เมื่อไปถึงทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ คือนายคมกฤษ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทุ่งสงแล้ว มีบาดแผลกระสุนปืนทางเข้ารูปร่างกลม เส้นผ่านศูนย์กลางยาว 1 เซนติเมตร บริเวณหนังศีรษะด้านซ้าย และทะลุออกหนังศีรษะด้านหลัง เป็นบาดแผลกระสุนปืนทางออกรูปร่างรี เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ไม่พบเขม่าดินปืนรอบแผล ไม่มีกะโหลกศีรษะแตก พบอาวุธปืนสั้น ขนาด .38 ยี่ห้อ SMITH & WESSON สีสเตนเลส ความยาวลำกล้อง 2 นิ้ว เครื่องหมายทะเบียน กท 504XXXX จำนวน 1 กระบอก มีคราบเลือดติดอยู่ที่ตัวปืน ที่บริเวณพื้นดินภายในสวนปาล์มข้างบ้าน เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้ และพบกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 15 นัด อยู่ในกระเป๋าสะพายแบบมีซิป สีน้ำเงินดำ ที่วางอยู่บริเวณเบาะที่นั่งข้างคนขับภายในรถกระบะตอนครึ่ง ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา หมายเลขทะเบียน ผจ XXXX นครศรีธรรมราช ซึ่งจอดอยู่บริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุ วันที่ 30 ธันวาคม 2563 ร้อยตำรวจเอกเริงชัย พนักงานสอบสวน จัดทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุไว้ ถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุและอาวุธปืนที่ตรวจยึดได้ไว้ จัดให้บุคคลนั่งในตำแหน่งเดียวกันกับขณะเกิดเหตุ และถ่ายรูปไว้ โดยให้จำเลยลงลายมือชื่อรับรองไว้ในฐานะผู้ต้องหา จากนั้นส่งอาวุธปืน กระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน และหัวกระสุนปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจพิสูจน์พบว่า ปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลางที่พบในที่เกิดเหตุ ใช้ยิงมาจากอาวุธปืนของกลางที่ตรวจยึดได้ ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 ตรวจสอบแล้วไม่พบชื่อจำเลยในฐานข้อมูลทะเบียนอาวุธปืน ตามหนังสือแจ้งตรวจสอบทะเบียนอาวุธปืน ลงวันที่ 23 เมษายน 2564 และข้อมูลทะเบียนอาวุธปืน วันที่ 31 ธันวาคม 2563 จับกุมจำเลยได้ตามหมายจับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาในทำนองว่า จำเลยมีเจตนายิงปืนเพื่อขู่ผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เห็นว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบฟังได้ว่า จำเลย ผู้เสียหายและนายสุนทรทิพย์เป็นเพื่อนกันมานานประมาณ 10 ปี จำเลยกับนายสุนทรทิพย์มักมาหาผู้เสียหายที่บ้านเป็นประจำเกือบทุกวัน แสดงว่าผู้เสียหายกับจำเลยมีความสนิทสนมกัน และจำเลยไว้เนื้อเชื่อใจผู้เสียหายถึงขนาดที่จำเลยยินยอมทำสัญญาเช่าซื้อรถกระบะแทนผู้เสียหาย ส่วนสาเหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงในคดีนี้มาจากเหตุที่ผู้เสียหายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ เป็นเหตุให้จำเลยถูกบริษัทผู้ให้เช่าซื้อติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ วันเกิดเหตุจำเลยตั้งใจจะไปเจรจาและทวงถามให้ผู้เสียหายจ่ายค่าเช่าซื้อและคืนรถกระบะให้แก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อเท่านั้น ไม่ใช่เหตุร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยจะต้องเอาชีวิตผู้เสียหายทั้งเมื่อไปถึงจำเลยก็ไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายในทันที แต่กลับนั่งดื่มสุราร่วมกันก่อนแล้วจึงค่อยพูดคุยเรื่องรถกระบะที่จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อแทนผู้เสียหายเป็นเหตุให้มีการโต้เถียงกัน และนำไปสู่การใช้อาวุธปืนยิงในที่สุด เมื่อพิจารณาจากลักษณะการนั่งร่วมวงดื่มสุรากันระหว่างจำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์ นั้น เห็นได้ว่า เป็นการนำลังไม้รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีด้านยาวประมาณ 1.5 เมตร มาใช้แทนโต๊ะ จำเลยนั่งเก้าอี้บริเวณริมขอบลังไม้ทางด้านกว้าง นายสุนทรทิพย์นั่งเก้าอี้หันหน้าเข้าหาลังไม้ทางด้านยาวตรงกึ่งกลาง ส่วนผู้เสียหายนั่งอยู่บนลังไม้ฝั่งตรงข้ามสูงกว่าจำเลย ลักษณะกึ่งหันข้างให้จำเลย เป็นการนั่งแบบใกล้ชิด ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายมีระยะห่างกันประมาณ 2 ช่วงแขนเท่านั้น หากจำเลยยื่นมือที่ถือปืนเหยียดตรงออกไปปลายกระบอกปืนกับตัวผู้เสียหายน่าจะห่างกันไม่เกิน 1 ช่วงแขน ถึงแม้ปืนที่จำเลยใช้จะเป็นปืนที่มีลำกล้องสั้นแต่ระยะ 1 ช่วงแขน แทบจะเรียกว่าจ่อยิงได้แล้ว จำเลยสามารถยิงเอาชีวิตผู้เสียหายได้ไม่ยากหากประสงค์จะเอาชีวิตผู้เสียหาย ทั้งปรากฏจากทางนำสืบโจทก์ว่า ขณะที่จำเลยเล็งปืนแล้วยิงนั้น ผู้เสียหายไม่ได้หลบ โดยผู้เสียหายเบิกความอ้างว่า เหตุที่ไม่ได้หลบเพราะไม่คิดว่าจำเลยจะยิงจริง สอดคล้องกับที่นางอารีย์ ภริยาผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนั้น ผู้เสียหายนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้หลบ ซึ่งพฤติกรรมของผู้เสียหายในข้อนี้ขัดกับสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ที่น่าจะต้องหลบหลีกภยันตรายต่อชีวิตร่างกาย มิใช่นั่งอยู่กับที่เฉยๆ ดังนั้น การที่ผู้เสียหายไม่หลบ คงนั่งอยู่ที่เดิม จึงน่าเชื่อว่าเป็นเพราะผู้เสียหายเชื่อว่า จำเลยไม่น่าจะยิงตนด้วยเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงเอาปืนออกมาจ้องขู่เท่านั้น ประกอบกับที่นายคมกฤษ บุตรเลี้ยงของผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เห็นจำเลยยิงปืน 2 นัด แล้วลดอาวุธปืนลงวางที่ขา นายคมกฤษจึงหยิบไม้แล้วเข้าไปตีที่ศีรษะจำเลย แสดงว่าก่อนที่นายคมกฤษจะใช้ไม้ตีที่ศีรษะจำเลย เหตุการณ์ยิงได้ยุติลงแล้ว และหลังจากนั้นจึงมีการยื้อแย่งปืนกัน จนเป็นเหตุให้มีปืนลั่นขึ้นอีก 2 ถึง 3 นัด แสดงว่าในลูกโม่ปืนยังคงมีกระสุนปืนอยู่ ดังนั้น หากจำเลยประสงค์ต่อชีวิตของผู้เสียหายจริง จำเลยสามารถยิงซ้ำได้อีกหลายนัด เพราะผู้เสียหายยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้หลบไปไหน เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่เป็นเพื่อนสนิทกันมาประมาณ 10 ปี ทั้งเหตุที่ผู้เสียหายทะเลาะกับจำเลยก็เป็นเพียงจำเลยถูกทวงถามจากผู้ให้เช่าซื้อซึ่งยังไม่มีการฟ้องร้องบังคับคดีหรือผู้เสียหายปฏิเสธความรับผิดชอบ ทั้งฝ่ายผู้เสียหายเองต่างเบิกความยืนยันว่ารับปากจำเลยแล้วว่าจะนำรถกระบะไปคืนให้ผู้ให้เช่าซื้อในวันรุ่งขึ้นแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จำเลยต้องมุ่งหมายเอาชีวิตผู้เสียหาย การที่จำเลยจ่อยิงผู้เสียหายในระยะใกล้

แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายและไม่ได้ยิงซ้ำอีกทั้งที่ยังมีโอกาส แม้ทิศทางของกระสุนจะพุ่งไปถูกตู้กับข้าวที่วางอยู่เยื้องกับผู้เสียหายที่ด้านหลัง ก็ไม่ใช่เหตุให้สิ้นสงสัยว่าจำเลยจะมิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายเมื่อทางนำสืบโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ ทางนำสืบโจทก์มีนายคมกฤช บุตรเลี้ยงของผู้เสียหาย และนางอารีย์ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุนายสุนทรทิพย์และจำเลยขับรถกระบะมาที่บ้านของผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหาย นายสุนทรทิพย์ และจำเลยร่วมกันดื่มสุราแล้วเกิดการโต้เถียงกันขึ้น จำเลยลุกเดินไปเข้าห้องน้ำที่บริเวณห้องครัวหลังบ้าน 2 ครั้ง พยานทั้งสองทราบจากหลานในวันรุ่งขึ้นว่าเห็นจำเลยใส่กระสุนปืนและชักอาวุธปืนเล่น จากนั้นจำเลยเดินกลับมานั่งและชักอาวุธปืนจากเอวเล็งยิงผู้เสียหาย โดยนายคมกฤษเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านด้วยว่า ไม่เห็นว่าจำเลยพกพาอาวุธปืนมาตั้งแต่ต้นหรือไม่ มาสังเกตเห็นเมื่อจำเลยหยิบอาวุธปืนออกมายิงแล้ว ส่วนผู้เสียหายเบิกความว่าเห็นจำเลยเดินไปเข้าห้องน้ำหลังบ้าน เมื่อกลับก็หยิบอาวุธปืนออกมายิง แต่เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยเดินไปที่รถกระบะและเดินกลับมานั่งที่เดิมโดยหยิบอาวุธปืนออกมาจากรถด้วย คำเบิกความของนายคมกฤษ นางอารีย์ และผู้เสียหาย แม้อยู่ร่วมในที่เกิดเหตุโดยเป็นประจักษ์พยาน แต่กลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าขณะที่จำเลยนำอาวุธปืนออกมาก่อเหตุนั้นเป็นช่วงเวลาใด นายคมกฤษและนางอารีย์รับฟังข้อเท็จจริงว่าเห็นจำเลยบรรจุกระสุนในห้องน้ำจากหลานอีกทอดหนึ่ง ทั้งผู้เสียหายเองก็เบิกความกลับไปกลับมาไม่น่าเชื่อถือ ส่วนจำเลยเบิกความว่า ขณะเดินทางมาจำเลยไม่สังเกตเห็นอาวุธปืนในรถ เพิ่งมาเห็นภายหลังที่เดินกลับมาที่รถเพื่อหยิบบุหรี่ จึงเห็นอาวุธปืนอยู่ในซองหนังและปลายกระบอกโผล่พ้นออกมาวางอยู่บริเวณที่นั่งด้านข้างคนขับ จึงนำมาเหน็บไว้ที่เอว เห็นได้ว่าคำเบิกความของผู้เสียหายเจือสมกับจำเลย จึงมีน้ำหนักมั่นคงน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยลุกออกจากวงสนทนาเดินกลับไปที่รถกระบะแล้วนำอาวุธปืนออกมาใช้ยิงผู้เสียหาย เมื่อโจทก์นำสืบว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ส่วนนายสุนทรทิพย์เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ตามข้อมูลทะเบียนอาวุธปืนและมีร้อยตำรวจเอกอดิศักดิ์ พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่า อาวุธปืนของกลางเป็นของนายสุนทรทิพย์ สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 (6) ให้คำนิยาม คำว่า "มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองแต่ไม่หมายถึงการที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งที่ว่านี้มิให้สูญหาย เมื่อคำว่า "มีไว้ในครอบครอง" มิได้มีบทนิยามบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำเอาหลักกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด ประกอบกับพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มีเจตนารมณ์ในการรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ลดอาชญากรรมที่เกิดจากอาวุธปืนและควบคุมการมีอาวุธปืนและจัดสรรอย่างเป็นระบบ ประกอบกับการพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบความผิดของการกระทำเป็นสำคัญด้วย การที่จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะเกิดการโต้เถียง แล้วเดินไปที่รถกระบะนำอาวุธปืนของนายสุนทรทิพย์ยิงข่มขู่ผู้เสียหายนั้น ถือว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นแล้ว ฉะนั้นการหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวเพื่อตน แม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว โดยมีเจ้าของอาวุธปืนผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุด้วยก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตน อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว แม้จำเลยไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นโดยเจตนาอย่างเป็นเจ้าของก็ตาม ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยเดินทางไปหานายสุนทรทิพย์และเล่าเหตุพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายให้ฟัง พร้อมทั้งชวนนายสุนทรทิพย์ไปที่บ้านผู้เสียหาย โดยจำเลยเป็นผู้ขับรถกระบะของนายสุนทรทิพย์ มีนายสุนทรทิพย์นั่งโดยสารนายสุนทรทิพย์ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนได้นำอาวุธปืนติดตัวมาด้วย โดยเก็บอาวุธปืนไว้ในรถกระบะของตน ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนนั้นไว้หรือไม่ การครอบครอง ควบคุมและเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังเป็นของนายสุนทรทิพย์ผู้เป็นเจ้าของ การกระทำของจำเลยส่วนนี้ไม่อาจถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะพาอาวุธปืนดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร อย่างไรก็ตามพฤติการณ์หลังจากนั้นเห็นได้ว่า หากจำเลยไม่นำอาวุธปืนออกจากรถกระบะซึ่งจอดภายในรั้วบ้านของผู้เสียหายเข้ามาที่วงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ อาวุธปืนก็คงอยู่ภายในรถกระบะ ไม่อาจนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อสู้ผู้อื่นได้ แต่การที่จำเลยนำอาวุธปืนเคลื่อนที่ออกจากรถกระบะที่จอดหน้าบ้านเกิดเหตุเข้ามาในวงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้อื่นซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหรือหมู่บ้านแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น สำหรับโทษความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคสาม ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นางอติกา รัตนคามินี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชาคริต จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
วิธูร คลองมีคุณ
ปีติ นาถะภักติ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7724/2568
#723484
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 (6) ให้คำนิยาม คำว่า "มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง แต่ไม่หมายถึงการที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งที่ว่านี้มิให้สูญหาย เมื่อคำว่า "มีไว้ในครอบครอง" มิได้มีบทบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำเอาหลักกฎหมายทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาใช้ได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด การพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบความผิดของการกระทำเป็นสำคัญด้วย การที่จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะเกิดการโต้เถียง แล้วเดินไปที่รถกระบะนำอาวุธปืนของ ส. ออกยิงข่มขู่ผู้เสียหายนั้น ถือว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นแล้ว ฉะนั้นการหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวเพื่อตนแม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว โดยมีเจ้าของอาวุธปืนผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนอยู่ร่วมด้วยในที่เกิดเหตุก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตน อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว แม้จำเลยไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นโดยเจตนาอย่างเป็นเจ้าของก็ตาม

เมื่อจำเลยเดินทางไปหา ส. และเล่าเหตุพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายให้ฟัง พร้อมทั้งชวน ส. ไปที่บ้านผู้เสียหาย โดยจำเลยขับรถกระบะของ ส. มี ส. นั่งโดยสาร ส. ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนได้นำอาวุธปืนติดตัวมาด้วยโดยเก็บไว้ในรถกระบะของตน ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนนั้นไว้หรือไม่ การครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังเป็นของ ส. ผู้เป็นเจ้าของ ไม่อาจถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะพาอาวุธปืน จึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

หลังจากนั้นหากจำเลยไม่นำอาวุธปืนออกจากรถกระบะซึ่งจอดภายในรั้วบ้านของผู้เสียหายเข้ามาที่วงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ อาวุธปืนก็คงอยู่ภายในรถกระบะ ไม่อาจนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อผู้อื่นได้ การที่จำเลยกลับไปนำอาวุธปืนเคลื่อนที่ออกจากรถกระบะที่จอดหน้าบ้านเกิดเหตุเข้ามาในวงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้อื่นซึ่งตั้งอยู่ในเมือง หรือหมู่บ้านแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 8 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 8 ปี 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์ เป็นเพื่อนกันมาประมาณ 10 ปี ก่อนเกิดเหตุจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถกระบะจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อแทนผู้เสียหาย เนื่องจากผู้เสียหายเป็นบุคคลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือทางการเงิน ไม่สามารถเช่าซื้อรถเองได้ โดยตกลงกันว่าผู้เสียหายจะเป็นคนผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเอง ต่อมาผู้เสียหายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อประมาณ 6 งวด ทำให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือทวงถามมายังจำเลย จำเลยทวงถามผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายเพิกเฉย วันเกิดเหตุเวลากลางวันจำเลยไปปรึกษากับนายสุนทรทิพย์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ต่อมาเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยขับรถกระบะของนายสุนทรทิพย์ โดยมีนายสุนทรทิพย์นั่งข้างคนขับไปที่บ้านของผู้เสียหาย เมื่อไปถึงจำเลยใช้ให้นายคมกฤษ บุตรเลี้ยงผู้เสียหายไปซื้อสุรามา 1 ขวด ระหว่างที่จำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์ร่วมกันนั่งดื่มสุรา จำเลยบอกให้ผู้เสียหายนำรถกระบะที่ผู้เสียหายใช้ชื่อของจำเลยในการทำสัญญาเช่าซื้อไปคืนโดยเร็ว เพราะจำเลยถูกบริษัทผู้ให้เช่าซื้อทวงถามแล้ว จากนั้นจำเลยกับผู้เสียหายเกิดโต้เถียงกัน จำเลยลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งแล้วเดินออกไปจากวงสุราครู่หนึ่งจึงเดินกลับมานั่งที่เดิม หลังจากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน กท 504XXXX ซึ่งเป็นของนายสุนทรทิพย์ ยิงออกไป 2 นัด นายคมกฤษซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆ วงสุราใช้ท่อนไม้ตีท้ายทอยของจำเลย ทำให้จำเลยทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นบ้าน นายคมกฤษกับนายสุนทรทิพย์เข้ายื้อแย่งอาวุธปืน ทำให้กระสุนปืนลั่นขึ้น 2 ถึง 3 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณท้ายทอยของนายคมกฤษ นายคมกฤษผลักนายสุนทรทิพย์จนล้มลงนอนหงายบนพื้นบ้าน เมื่อนายคมกฤษแย่งอาวุธปืนของกลางจากมือนายสุนทรทิพย์ได้ จึงใช้ด้ามอาวุธปืนของกลางตีศีรษะนายสุนทรทิพย์ 2 ครั้ง จากนั้นนายคมกฤษนำอาวุธปืนดังกล่าวไปโยนทิ้งบริเวณพงหญ้าข้างบ้านที่เกิดเหตุ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกอดิศักดิ์ ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุว่ามีเหตุยิงกัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วเดินทางไปยังที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียว โครงหลังคาเหล็ก หน้าบ้านเปิดโล่ง จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณลานกลางบ้าน ไม่มีฝาผนังกั้น พบรอยคราบเลือด 2 จุด บริเวณที่จำเลยและนายสุนทรทิพย์นั่งพบรอยกระสุนที่ตู้กับข้าวที่อยู่เยื้องไปประมาณ 2 ถึง 3 เมตร ทางด้านหลังที่นั่งของผู้เสียหาย ตรวจพบหัวกระสุนรวม 2 หัว ในบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ จัดทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาไว้ เมื่อไปถึงทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ คือนายคมกฤษ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทุ่งสงแล้ว มีบาดแผลกระสุนปืนทางเข้ารูปร่างกลม เส้นผ่านศูนย์กลางยาว 1 เซนติเมตร บริเวณหนังศีรษะด้านซ้าย และทะลุออกหนังศีรษะด้านหลัง เป็นบาดแผลกระสุนปืนทางออกรูปร่างรี เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ไม่พบเขม่าดินปืนรอบแผล ไม่มีกะโหลกศีรษะแตก พบอาวุธปืนสั้น ขนาด .38 ยี่ห้อ SMITH & WESSON สีสเตนเลส ความยาวลำกล้อง 2 นิ้ว เครื่องหมายทะเบียน กท 504XXXX จำนวน 1 กระบอก มีคราบเลือดติดอยู่ที่ตัวปืน ที่บริเวณพื้นดินภายในสวนปาล์มข้างบ้าน เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้ และพบกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 15 นัด อยู่ในกระเป๋าสะพายแบบมีซิป สีน้ำเงินดำ ที่วางอยู่บริเวณเบาะที่นั่งข้างคนขับภายในรถกระบะตอนครึ่ง ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา หมายเลขทะเบียน ผจ XXXX นครศรีธรรมราช ซึ่งจอดอยู่บริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุ วันที่ 30 ธันวาคม 2563 ร้อยตำรวจเอกเริงชัย พนักงานสอบสวน จัดทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุไว้ ถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุและอาวุธปืนที่ตรวจยึดได้ไว้ จัดให้บุคคลนั่งในตำแหน่งเดียวกันกับขณะเกิดเหตุ และถ่ายรูปไว้ โดยให้จำเลยลงลายมือชื่อรับรองไว้ในฐานะผู้ต้องหา จากนั้นส่งอาวุธปืน กระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน และหัวกระสุนปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจพิสูจน์พบว่า ปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลางที่พบในที่เกิดเหตุ ใช้ยิงมาจากอาวุธปืนของกลางที่ตรวจยึดได้ ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 ตรวจสอบแล้วไม่พบชื่อจำเลยในฐานข้อมูลทะเบียนอาวุธปืน ตามหนังสือแจ้งตรวจสอบทะเบียนอาวุธปืน ลงวันที่ 23 เมษายน 2564 และข้อมูลทะเบียนอาวุธปืน วันที่ 31 ธันวาคม 2563 จับกุมจำเลยได้ตามหมายจับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาในทำนองว่า จำเลยมีเจตนายิงปืนเพื่อขู่ผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เห็นว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบฟังได้ว่า จำเลย ผู้เสียหายและนายสุนทรทิพย์เป็นเพื่อนกันมานานประมาณ 10 ปี จำเลยกับนายสุนทรทิพย์มักมาหาผู้เสียหายที่บ้านเป็นประจำเกือบทุกวัน แสดงว่าผู้เสียหายกับจำเลยมีความสนิทสนมกัน และจำเลยไว้เนื้อเชื่อใจผู้เสียหายถึงขนาดที่จำเลยยินยอมทำสัญญาเช่าซื้อรถกระบะแทนผู้เสียหาย ส่วนสาเหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงในคดีนี้มาจากเหตุที่ผู้เสียหายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ เป็นเหตุให้จำเลยถูกบริษัทผู้ให้เช่าซื้อติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ วันเกิดเหตุจำเลยตั้งใจจะไปเจรจาและทวงถามให้ผู้เสียหายจ่ายค่าเช่าซื้อและคืนรถกระบะให้แก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อเท่านั้น ไม่ใช่เหตุร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยจะต้องเอาชีวิตผู้เสียหายทั้งเมื่อไปถึงจำเลยก็ไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายในทันที แต่กลับนั่งดื่มสุราร่วมกันก่อนแล้วจึงค่อยพูดคุยเรื่องรถกระบะที่จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อแทนผู้เสียหายเป็นเหตุให้มีการโต้เถียงกัน และนำไปสู่การใช้อาวุธปืนยิงในที่สุด เมื่อพิจารณาจากลักษณะการนั่งร่วมวงดื่มสุรากันระหว่างจำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์ นั้น เห็นได้ว่า เป็นการนำลังไม้รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีด้านยาวประมาณ 1.5 เมตร มาใช้แทนโต๊ะ จำเลยนั่งเก้าอี้บริเวณริมขอบลังไม้ทางด้านกว้าง นายสุนทรทิพย์นั่งเก้าอี้หันหน้าเข้าหาลังไม้ทางด้านยาวตรงกึ่งกลาง ส่วนผู้เสียหายนั่งอยู่บนลังไม้ฝั่งตรงข้ามสูงกว่าจำเลย ลักษณะกึ่งหันข้างให้จำเลย เป็นการนั่งแบบใกล้ชิด ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายมีระยะห่างกันประมาณ 2 ช่วงแขนเท่านั้น หากจำเลยยื่นมือที่ถือปืนเหยียดตรงออกไปปลายกระบอกปืนกับตัวผู้เสียหายน่าจะห่างกันไม่เกิน 1 ช่วงแขน ถึงแม้ปืนที่จำเลยใช้จะเป็นปืนที่มีลำกล้องสั้นแต่ระยะ 1 ช่วงแขน แทบจะเรียกว่าจ่อยิงได้แล้ว จำเลยสามารถยิงเอาชีวิตผู้เสียหายได้ไม่ยากหากประสงค์จะเอาชีวิตผู้เสียหาย ทั้งปรากฏจากทางนำสืบโจทก์ว่า ขณะที่จำเลยเล็งปืนแล้วยิงนั้น ผู้เสียหายไม่ได้หลบ โดยผู้เสียหายเบิกความอ้างว่า เหตุที่ไม่ได้หลบเพราะไม่คิดว่าจำเลยจะยิงจริง สอดคล้องกับที่นางอารีย์ ภริยาผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนั้น ผู้เสียหายนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้หลบ ซึ่งพฤติกรรมของผู้เสียหายในข้อนี้ขัดกับสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ที่น่าจะต้องหลบหลีกภยันตรายต่อชีวิตร่างกาย มิใช่นั่งอยู่กับที่เฉยๆ ดังนั้น การที่ผู้เสียหายไม่หลบ คงนั่งอยู่ที่เดิม จึงน่าเชื่อว่าเป็นเพราะผู้เสียหายเชื่อว่า จำเลยไม่น่าจะยิงตนด้วยเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงเอาปืนออกมาจ้องขู่เท่านั้น ประกอบกับที่นายคมกฤษ บุตรเลี้ยงของผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เห็นจำเลยยิงปืน 2 นัด แล้วลดอาวุธปืนลงวางที่ขา นายคมกฤษจึงหยิบไม้แล้วเข้าไปตีที่ศีรษะจำเลย แสดงว่าก่อนที่นายคมกฤษจะใช้ไม้ตีที่ศีรษะจำเลย เหตุการณ์ยิงได้ยุติลงแล้ว และหลังจากนั้นจึงมีการยื้อแย่งปืนกัน จนเป็นเหตุให้มีปืนลั่นขึ้นอีก 2 ถึง 3 นัด แสดงว่าในลูกโม่ปืนยังคงมีกระสุนปืนอยู่ ดังนั้น หากจำเลยประสงค์ต่อชีวิตของผู้เสียหายจริง จำเลยสามารถยิงซ้ำได้อีกหลายนัด เพราะผู้เสียหายยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้หลบไปไหน เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่เป็นเพื่อนสนิทกันมาประมาณ 10 ปี ทั้งเหตุที่ผู้เสียหายทะเลาะกับจำเลยก็เป็นเพียงจำเลยถูกทวงถามจากผู้ให้เช่าซื้อซึ่งยังไม่มีการฟ้องร้องบังคับคดีหรือผู้เสียหายปฏิเสธความรับผิดชอบ ทั้งฝ่ายผู้เสียหายเองต่างเบิกความยืนยันว่ารับปากจำเลยแล้วว่าจะนำรถกระบะไปคืนให้ผู้ให้เช่าซื้อในวันรุ่งขึ้นแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จำเลยต้องมุ่งหมายเอาชีวิตผู้เสียหาย การที่จำเลยจ่อยิงผู้เสียหายในระยะใกล้

แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายและไม่ได้ยิงซ้ำอีกทั้งที่ยังมีโอกาส แม้ทิศทางของกระสุนจะพุ่งไปถูกตู้กับข้าวที่วางอยู่เยื้องกับผู้เสียหายที่ด้านหลัง ก็ไม่ใช่เหตุให้สิ้นสงสัยว่าจำเลยจะมิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายเมื่อทางนำสืบโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ ทางนำสืบโจทก์มีนายคมกฤช บุตรเลี้ยงของผู้เสียหาย และนางอารีย์ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุนายสุนทรทิพย์และจำเลยขับรถกระบะมาที่บ้านของผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหาย นายสุนทรทิพย์ และจำเลยร่วมกันดื่มสุราแล้วเกิดการโต้เถียงกันขึ้น จำเลยลุกเดินไปเข้าห้องน้ำที่บริเวณห้องครัวหลังบ้าน 2 ครั้ง พยานทั้งสองทราบจากหลานในวันรุ่งขึ้นว่าเห็นจำเลยใส่กระสุนปืนและชักอาวุธปืนเล่น จากนั้นจำเลยเดินกลับมานั่งและชักอาวุธปืนจากเอวเล็งยิงผู้เสียหาย โดยนายคมกฤษเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านด้วยว่า ไม่เห็นว่าจำเลยพกพาอาวุธปืนมาตั้งแต่ต้นหรือไม่ มาสังเกตเห็นเมื่อจำเลยหยิบอาวุธปืนออกมายิงแล้ว ส่วนผู้เสียหายเบิกความว่าเห็นจำเลยเดินไปเข้าห้องน้ำหลังบ้าน เมื่อกลับก็หยิบอาวุธปืนออกมายิง แต่เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยเดินไปที่รถกระบะและเดินกลับมานั่งที่เดิมโดยหยิบอาวุธปืนออกมาจากรถด้วย คำเบิกความของนายคมกฤษ นางอารีย์ และผู้เสียหาย แม้อยู่ร่วมในที่เกิดเหตุโดยเป็นประจักษ์พยาน แต่กลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าขณะที่จำเลยนำอาวุธปืนออกมาก่อเหตุนั้นเป็นช่วงเวลาใด นายคมกฤษและนางอารีย์รับฟังข้อเท็จจริงว่าเห็นจำเลยบรรจุกระสุนในห้องน้ำจากหลานอีกทอดหนึ่ง ทั้งผู้เสียหายเองก็เบิกความกลับไปกลับมาไม่น่าเชื่อถือ ส่วนจำเลยเบิกความว่า ขณะเดินทางมาจำเลยไม่สังเกตเห็นอาวุธปืนในรถ เพิ่งมาเห็นภายหลังที่เดินกลับมาที่รถเพื่อหยิบบุหรี่ จึงเห็นอาวุธปืนอยู่ในซองหนังและปลายกระบอกโผล่พ้นออกมาวางอยู่บริเวณที่นั่งด้านข้างคนขับ จึงนำมาเหน็บไว้ที่เอว เห็นได้ว่าคำเบิกความของผู้เสียหายเจือสมกับจำเลย จึงมีน้ำหนักมั่นคงน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยลุกออกจากวงสนทนาเดินกลับไปที่รถกระบะแล้วนำอาวุธปืนออกมาใช้ยิงผู้เสียหาย เมื่อโจทก์นำสืบว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ส่วนนายสุนทรทิพย์เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ตามข้อมูลทะเบียนอาวุธปืนและมีร้อยตำรวจเอกอดิศักดิ์ พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่า อาวุธปืนของกลางเป็นของนายสุนทรทิพย์ สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 (6) ให้คำนิยาม คำว่า "มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองแต่ไม่หมายถึงการที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งที่ว่านี้มิให้สูญหาย เมื่อคำว่า "มีไว้ในครอบครอง" มิได้มีบทนิยามบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำเอาหลักกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด ประกอบกับพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มีเจตนารมณ์ในการรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ลดอาชญากรรมที่เกิดจากอาวุธปืนและควบคุมการมีอาวุธปืนและจัดสรรอย่างเป็นระบบ ประกอบกับการพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบความผิดของการกระทำเป็นสำคัญด้วย การที่จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะเกิดการโต้เถียง แล้วเดินไปที่รถกระบะนำอาวุธปืนของนายสุนทรทิพย์ยิงข่มขู่ผู้เสียหายนั้น ถือว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นแล้ว ฉะนั้นการหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวเพื่อตน แม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว โดยมีเจ้าของอาวุธปืนผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุด้วยก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตน อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว แม้จำเลยไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นโดยเจตนาอย่างเป็นเจ้าของก็ตาม ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยเดินทางไปหานายสุนทรทิพย์และเล่าเหตุพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายให้ฟัง พร้อมทั้งชวนนายสุนทรทิพย์ไปที่บ้านผู้เสียหาย โดยจำเลยเป็นผู้ขับรถกระบะของนายสุนทรทิพย์ มีนายสุนทรทิพย์นั่งโดยสารนายสุนทรทิพย์ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนได้นำอาวุธปืนติดตัวมาด้วย โดยเก็บอาวุธปืนไว้ในรถกระบะของตน ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนนั้นไว้หรือไม่ การครอบครอง ควบคุมและเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังเป็นของนายสุนทรทิพย์ผู้เป็นเจ้าของ การกระทำของจำเลยส่วนนี้ไม่อาจถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะพาอาวุธปืนดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร อย่างไรก็ตามพฤติการณ์หลังจากนั้นเห็นได้ว่า หากจำเลยไม่นำอาวุธปืนออกจากรถกระบะซึ่งจอดภายในรั้วบ้านของผู้เสียหายเข้ามาที่วงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ อาวุธปืนก็คงอยู่ภายในรถกระบะ ไม่อาจนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อสู้ผู้อื่นได้ แต่การที่จำเลยนำอาวุธปืนเคลื่อนที่ออกจากรถกระบะที่จอดหน้าบ้านเกิดเหตุเข้ามาในวงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้อื่นซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหรือหมู่บ้านแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น สำหรับโทษความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคสาม ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นางอติกา รัตนคามินี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชาคริต จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
วิธูร คลองมีคุณ
ปีติ นาถะภักติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา