พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคำรับรองจากนายอำเภอว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก" ซึ่งการตกทอดโดยทางมรดกนั้น มี 2 กรณี คือ ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมและตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1603 เมื่อมาตรา 8 วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใช้ถ้อยคำว่าตกทอดโดยมรดก จึงหมายถึงทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับพินัยกรรมย่อมมีสิทธิตามมาตรานี้ เพราะหากกฎหมายประสงค์ให้หมายถึงเฉพาะทายาทโดยธรรมแล้ว ย่อมระบุให้ชัดแจ้ง เช่นตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2497 มาตรา 10 ว่า "ที่ดินที่ได้อนุญาตให้จับจองไปนั้น จะโอนไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมโดยทางมรดก" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านาย ผ. ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับพินัยกรรมในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อรั้วออกจากที่ดินพิพาทได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตาม ป.อ. มาตรา 371 ปรับคนละ 200 บาท ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าไม่ได้ร่วมกระทำผิดคดีนี้ ขอให้พิพากษายกฟ้อง เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายข้างต้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกความผิดฐานนี้ขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นฎีกาในความผิดดังกล่าว และโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น หรือเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแก่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ อันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (6) (7) จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (6) (7) ได้ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามได้ ตามมาตรา 290 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้แก้ไขเป็นการไม่ชอบ
นอกจากนี้ ป.อ. มาตรา 18 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติว่า โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะอายุต่ำกว่าสิบแปดปี และในกรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดทางอาญามาตราใด ๆ ที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตให้เปลี่ยนเป็นโทษจำคุกห้าสิบปี เมื่อเปลี่ยนระวางโทษเป็นจำคุกห้าสิบปีแล้ว ย่อมนำบทบัญญัติเรื่องต้องระวางโทษหนักกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้มาคิดคำนวณจากระวางโทษจำคุกห้าสิบปีดังกล่าว และสามารถระวางโทษหนักขึ้นกึ่งหนึ่งตามมาตรา 340 ตรี ก่อนลดมาตราส่วนโทษได้ แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามหนักขึ้น ศาลฎีกาย่อมไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามให้หนักกว่าที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษลงโทษจำเลยทั้งสามได้ ปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้นแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องและให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 213 ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6
คดีนี้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนศาลจังหวัดพิษณุโลก ได้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร ๕ ดำเนินการบังคับคดีแทนแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจดำเนินการในทรัพย์ของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์ที่สืบพบว่าจำเลยโอนไปหลังมีคำพิพากษา อันเป็นกรณีที่จะต้องบังคับคดีนอกเขตศาล โดยมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งใด ๆ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๗๑ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๒๙๘ วรรคสาม นอกเหนือจากศาลจังหวัดพิษณุโลกด้วย เมื่อตามคำร้องของโจทก์อ้างว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร ๕ ที่ไม่ยึดทรัพย์ตามคำขอของโจทก์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร ๕ บังคับคดียึดทรัพย์ต่อไป ศาลชั้นต้นซึ่งดำเนินการบังคับคดีแทนย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๖ วรรคสอง และมาตรา ๒๗๑ วรรคห้า ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๗
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมศาลที่จะมีการบังคับคดีแทน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 วรรคสาม มีอำนาจดำเนินการในกรณีที่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของจำเลยลูกหนี้ตามคำพิพากษามีชื่อของบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 298 นอกเหนือจากศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่โฉนดที่ดินของจำเลยทั้งสองมิได้หายไป แต่จำเลยทั้งสองกลับไปแจ้งต่อร้อยตำรวจเอก ณ. ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายไป อันเป็นความเท็จ ร้อยตำรวจเอก ณ. หลงเชื่อ จึงจดข้อความลงในรายงานประจำวันว่าโฉนดที่ดินนั้นหายไป แล้วจำเลยทั้งสองนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปแสดงต่อ ร. และ ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อเป็นหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินนั้นด้วยการนำความเท็จไปแจ้งว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายไป แต่ความจริงแล้วโฉนดที่ดินนั้นมิได้หายไป หากแต่อยู่กับ ข. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง การแจ้งความเท็จของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร้อยตำรวจเอก ณ. ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน กับเสียหายแก่ ร. และ ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน แต่ความเสียหายดังกล่าวมิได้เกิดแก่ ข. โดยตรงเพราะจำเลยทั้งสองมอบโฉนดที่ดินให้แก่ ข. เพื่อยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงินเท่านั้น ข. ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอากับโฉนดที่ดินดังกล่าว หรือใบแทนของโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย สิทธิของ ข. ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสองมีอยู่เท่าใดก็คงมีอยู่เท่านั้น มิได้ลดน้อยถอยลงเพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองนำเอาข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนหรือต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ดังนั้น ข. จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการซึ่งแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 อันมีผลทำให้ ข. ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4
การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 39280 ได้หายไป อันเป็นความเท็จ เพื่อให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน จากนั้นจำเลยทั้งสองร่วมกันยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยใช้รายงานประจำวันอันเป็นเท็จประกอบการขอออกใบแทน โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวหายจนทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจนได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินกล่าวให้จำเลยทั้งสอง เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวคือ เพื่อให้ทางราชการออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
โจทก์ที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารจำเลยที่ 2 มาวางต่อจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้าง เพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ในการขอออกหนังสือค้ำประกันนั้น โจทก์ที่ 1 มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ (มีหลักประกัน) อันมีลักษณะที่โจทก์ที่ 1 ตกลงขอสินเชื่อจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันสองฉบับนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 ผิดสัญญาต่อบุคคลภายนอกหรือจำเลยที่ 1 โดยในข้อ 3 ระบุว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันไปแล้ว โจทก์ที่ 1 จะนำเงินมาชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งจำนวนทันทีและยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 2 ประกาศเรียกเก็บจากลูกค้าในกรณีผิดนัดชำระหนี้ ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผูกพันต่อจำเลยที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับที่มีใจความสำคัญว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ชำระค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการค้ำประกันหนี้ค่าปรับที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างของโจทก์ที่ 1 โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินเพียงว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ชำระค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ที่ 1 และมีหนังสือไปยังจำเลยที่ 2 ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 แจ้งว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ส่งมอบงานภายในกำหนดเวลา วันที่ 25 พฤษภาคม 2557 และให้จำเลยที่ 2 ชดเชยความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จากนั้นวันที่ 13 สิงหาคม 2557 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 ถือว่าโจทก์ที่ 1 ปฏิเสธความรับผิดค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 มีหนังสือให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแล้ว จึงอยู่ในเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นก็ล่วงเลยกำหนดเวลาส่งมอบงานมาแล้ว การที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินเต็มวงเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 3,900,000 บาท จึงเป็นการปฏิบัติตามเงื่อนไขในหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับที่จำเลยที่ 2 มีความผูกพันต่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกัน การชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้จึงเป็นการชำระหนี้โดยสุจริต แม้ในคดีก่อนโจทก์ที่ 1 ผู้รับจ้างกับจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างจะมีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยฟังว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างงวดงานค้างชำระกับเงินประกันผลงานแก่โจทก์ที่ 1 ก็เป็นเงินคนละส่วนคนละจำนวนกับเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับในคดีนี้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 รับเงินตามหนังสือค้ำประกันจากจำเลยที่ 2 จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นลาภมิควรได้ที่ผู้รับไว้จะต้องคืนทรัพย์นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 หลังจากที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่จำเลยที่ 1 ไปในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 แล้ว ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองให้ชำระหนี้ตามหนี้เงินกู้และหนี้ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ รวม 3,962,201.12 บาท และจำเลยที่ 2 หักบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองชำระภาระหนี้ดังกล่าววันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้บังคับเอาหรือใช้สิทธิเรียกร้องเงินที่ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับนั้นจากโจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 1 ย่อมมีความผูกพันที่ต้องชำระเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระแทนไป พร้อมด้วยดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ กรณีจึงถือได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เสียเปรียบที่จะเรียกเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับอันเป็นลาภมิควรได้ที่จำเลยที่ 1 รับไปคืนแก่โจทก์ที่ 1 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่บริษัทลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 135 (3) ตามนัยมาตรา 136 เป็นผลของกฎหมายล้มละลาย เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ หรือมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะทำให้หนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. ลักษณะ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ การหลุดพ้นจากหนี้สินของลูกหนี้จึงเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น และเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ ไม่ถือเป็นข้อต่อสู้ของลูกหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะมีสิทธิยกขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ เพราะผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดก็เมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองซึ่งมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบ (สัญญาจำนองทำขึ้นก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. มาตรา 727/1) โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันจึงบังคับจำเลยที่ 1 ได้ตามข้อตกลงในสัญญา แต่จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองซึ่งมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบเช่นกันนั้น เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ในคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 135 (3) เป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สินตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 95 ยังมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและบังคับชำระหนี้ได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 จำนองเท่านั้น หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ แม้จะมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบ โจทก์ก็ไม่อาจบังคับจำนองชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 อีกได้ เพราะศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 135 (3) เป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สินแล้ว
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมฟ้องแย้งข้อ 5.2.1 และข้อ 5.2.2 เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขต้องพิจารณาข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก โดยที่สัญญาว่าจ้างรับเหมาข้อ 13 ที่ตกลงกันว่า "ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบต่ออุปัทวะเหตุ หรือภยันตราย ความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการงานของผู้รับจ้างเอง..." นั้น เป็นเพียงการล้อตามหลักการใน ป.พ.พ. มาตรา 428 ที่ว่า "ผู้ว่าจ้างทำของ (จำเลย) ไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้าง (โจทก์) ได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง" ซึ่งกรณีความรับผิดของผู้ว่าจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 428 นี้ เป็นความรับผิดเพื่อละเมิดเนื่องจากการกระทำของตนเอง ไม่ใช่ความรับผิดแทนผู้อื่นที่จะไล่เบี้ยผู้เป็นต้นเหตุได้ หาได้มีนัยว่าให้จำเลยรับผิดต่อบุคคลภายนอกไปก่อนแล้วมาไล่เบี้ยกับโจทก์ภายหลัง ฟ้องแย้งข้อ 5.2.1 และข้อ 5.2.2 จึงไม่เกี่ยวข้องกันกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคท้าย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลเห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรจะมีคำพิพากษา...เมื่อศาลสอบถามผู้เสียหายแล้ว ศาลอาจมีคำสั่ง..." อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเพื่อให้ศาลทราบถึงสภาพปัญหาแห่งคดีและสามารถจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูแก่เด็กหรือเยาวชนได้อย่างเหมาะสมก็ตาม แต่การสอบถามผู้เสียหายก็เป็นเพียงการรับฟังความเห็นของผู้เสียหายเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการมีคำสั่งของศาลเท่านั้น หากผู้เสียหายไม่มาศาลหรือมีเหตุจำเป็นอื่นใดที่ทำให้ศาลไม่อาจสอบถามผู้เสียหายได้ ก็ให้ศาลบันทึกเหตุแห่งการนั้นไว้ ตามข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกำหนดมาตรการแทนการพิพากษาคดี พ.ศ. 2556 ข้อ 7 (2) แต่หากผู้เสียหายมาศาลและศาลสอบถามแล้ว ผู้เสียหายคัดค้าน ก็ไม่เป็นข้อห้ามมิให้ศาลใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแต่อย่างใด แม้การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามโจทก์ร่วมก่อนใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีแก่จำเลยอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่เมื่อในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดี โจทก์ร่วมมาศาลและรับทราบคำสั่งดังกล่าวของศาลแล้ว ไม่ได้แถลงใด ๆ ต่อศาล จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งยุติคดีไปแล้วตามมาตรา 133 อีกทั้งการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็เป็นไปโดยครบถ้วน จึงไม่มีเหตุให้ต้องดำเนินการสอบถามโจทก์ร่วมอีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในส่วนนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมงานอันจะมีลิขสิทธิ์ได้ต้องเกิดจากการที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์งานประเภทใดประเภทหนึ่งตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 และมาตรา 8 โดยริเริ่มขึ้นเองในการทำหรือก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์โดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น แม้คุณค่าของงานหรือคุณค่าทางศิลปะไม่ใช่เงื่อนไขของการคุ้มครองลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่ก็ต้องเป็นงานที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (originality) หาใช่เป็นเพียงงาน (work) ซึ่งทำขึ้นโดยทั่วไปเท่านั้น ความมุ่งหมายให้เกิดผลงานอันมีลักษณะเป็นงานสร้างสรรค์ที่เป็นงานประเภทใดประเภทหนึ่งย่อมเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะแสดงได้ว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่กฎหมายให้ความคุ้มครองตามมาตรา 6 พนักงานโจทก์ที่ 1 และทีมงานออกแบบลวดลายดอกยางพิพาทโดยมีวัตถุประสงค์ของการออกแบบตั้งแต่แรกเพื่อเป็นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับปรับปรุงสมรรถนะของยางรถจักรยานยนต์ การออกแบบลวดลายดอกยางของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการออกแบบให้มีรูปร่างของผลิตภัณฑ์หรือองค์ประกอบของลวดลายอันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้ เข้าลักษณะเป็นแบบผลิตภัณฑ์ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 แต่ปัญหาว่าลวดลายดอกยางพิพาทจะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่นั้น แม้จะไม่มีกฎหมายห้ามมิให้คุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างงานอันมีลิขสิทธิ์ก็ตาม แต่การจะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ต้องผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กล่าวไว้ข้างต้น แม้ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองได้ความว่าลวดลายดอกยางสื่อถึงแนวคิดเกี่ยวกับอำนาจ ความเร็ว และพลังก็ตาม แต่ก็สอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสามว่าลวดลายพิพาทเป็นลวดลายตามธรรมชาติที่มนุษย์ในหลายอารยธรรมโบราณนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของตน อันแสดงให้เห็นว่าถูกนำไปใช้ในหลายลักษณะ แม้รูปของโจทก์ที่ 1 จะแตกต่างจากที่จำเลยทั้งสามนำสืบแต่ความแตกต่างก็เป็นเพียงส่วนเล็กน้อย ไม่เป็นสาระสำคัญถึงขนาดที่จะเป็นงานสร้างสรรค์อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ส่วนวิธีการจัดเรียงรูปแต่ละรูปจนกลายเป็นลวดลายดอกยางนั้นได้ความว่ามีการปรับปรุงการวางตำแหน่ง มุม และขนาดเพื่อลดปัญหาการสึกหรอที่ไม่สม่ำเสมอ อันแสดงให้เห็นว่า ลวดลายดอกยางที่เกิดจากการจัดเรียงรูปหลายรูปนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการใช้งานของยางรถจักรยานยนต์เป็นสำคัญไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์อันควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่จำเลยลักบัตรเครดิตของผู้เสียหายแล้ว จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปชำระค่าบริการและค่าสินค้าแทนการชำระด้วยเงินสด 7 ครั้ง ซึ่งจำนวนเงินที่จำเลยใช้บัตรเครดิตชำระค่าบริการและค่าสินค้าแต่ละครั้งเป็นคนละจำนวนไม่เท่ากันและต่างเวลากัน ลักษณะการกระทำความผิดดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกัน การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิด 7 กรรมต่างกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตาม พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 มาตรา 3 มีลักษณะเป็นตราสารชนิดหนึ่งที่สามารถซื้อขายกันได้ และหากผู้ใดจะเข้าประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนสัญญาซื้อขายตราสาร หรือเป็นผู้ค้าตราสาร เป็นที่ปรึกษาตราสาร เป็นผู้จัดการเงินทุนตราสาร หรือประกอบกิจการอื่นที่เกี่ยวกับตราสารนี้ตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามบทบัญญัติในมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว โจทก์และจำเลยมีเจตนาซื้อขายทองคำ โดยราคาที่ตกลงซื้อขายคือราคาขณะที่จำเลยส่งคำสั่งซื้อหรือส่งคำสั่งขาย มิใช่ราคาในอนาคต เพียงแต่จำเลยไม่ต้องชำระราคาหรือส่งมอบทองคำในขณะที่เกิดการซื้อขาย แต่สามารถชำระราคาหรือส่งมอบทองคำได้ภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่สั่งซื้อหรือสั่งขาย ซึ่งก็เป็นเพียงวิธีการชำระหนี้ภายหลังตกลงซื้อขายทองคำกันแล้ว สัญญาซื้อขายทองคำตามฟ้องจึงไม่ได้มีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามมาตรา 3 และเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า อันจะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. สัญญาการเปิดวงเงินซื้อขายทองคำแท่งระหว่างโจทก์และจำเลยย่อมเป็นสัญญาที่สามารถบังคับกันได้ ไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์ และหนี้ผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีโจทก์กับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคม ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้แทนในการรับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากสมาคมไปจำหน่ายต่อ แต่ต่อมาสมาคมและจำเลยไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า หนี้ตามฟ้องทั้งสองรายการเป็นมูลหนี้เดียวกันเพราะหลังจากที่สมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหาย 700,000 บาท ต่อมาจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อเป็นประกันหนี้พร้อมดอกเบี้ยในวงเงิน 1,308,200 บาท การจดทะเบียนจำนองดังกล่าวจึงไม่ใช่การจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เพราะไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยและโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อโจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยก็ยังคงไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนองและจำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ประเด็นที่พิพาทในคดีจึงมีว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์หรือไม่และหนี้ตามสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 หรือไม่ หากรับฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลย เป็นผลให้โจทก์ไม่อาจบังคับจำนองโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ในคดีนี้ ส่วนที่จำเลยมีคำขอท้ายคำฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนอง นั้น มีความหมายในทำนองว่าให้โจทก์ไปดำเนินการเพื่อไถ่ถอนจำนอง เนื่องจากจำนองระงับสิ้นไปโดยไม่มีภาระหนี้จำนองการประกันหนี้กู้ยืมเงินตามที่จำเลยให้การแล้ว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการเพื่อขอไถ่ถอนการจำนองเพื่อให้ได้โฉนดที่ดินส่งมอบกลับคืนมายังจำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่มิได้เป็นเงื่อนไข และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคท้าย ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมผู้ร้องสอดเป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยและเป็นประธานในการประชุมของบริษัทจำเลยทุกครั้งรวมทั้งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย โดยผู้ร้องสอดได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลยครั้งที่ ๔/๒๕๖๓ กับได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ ด้วย การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการประชุมและมติที่ประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าว ย่อมทำให้การประชุมและการลงมติในการประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนได้ ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้ตามคำร้องของผู้ร้องจะไม่ใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนของบริษัทว่างลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 73 แต่ก็ไม่มีกฎหมายที่จะยกขึ้นมาปรับแก่คดีนี้ได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในกรณีนี้ จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง ในการตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ คดีนี้ ก. และ ช. กรรมการของจำเลยกลุ่มที่ 1 กระทำการเป็นปรปักษ์ไม่ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการกลุ่มที่ 2 แต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดี ย่อมทำให้ผู้ร้องมีความจำเป็นเพื่อแก้ไขอุปสรรคและข้อขัดข้องเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จึงชอบที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของจำเลยโดยให้ผู้ร้องสามารถลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยมีอำนาจกระทำแทนการจำเลยและแต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดีไม่ให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทจำเลย
ผู้ร้องสอดเป็นประธานกรรมการบริษัทจำเลยและเป็นประธานในการประชุมของบริษัทจำเลยทุกครั้งรวมทั้งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย โดยผู้ร้องสอดได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมคณะกรรมการบริษัทจำเลยครั้งที่ 4/2563 กับได้เข้าประชุมและลงมติในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 ด้วย การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการประชุมและมติที่ประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าว ย่อมทำให้การประชุมและการลงมติในการประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนได้ ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องสอดเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) เมื่อคดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) เพราะผู้ร้องสอดไม่อาจใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จำเลยมีอยู่ ซึ่งเท่ากับไม่มีสิทธิยื่นคำให้การ
เมื่อบริษัทประกันภัยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ร้องที่ 1 จึงไม่ใช่กระทำเพื่อยุติข้อพิพาทในมูลละเมิดของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่กระทำขึ้นเพื่อตกลงยุติข้อพิพาทตามสัญญาประกันวินาศภัย ที่ผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ตามกฎหมาย ข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความระบุไว้เพียงเฉพาะแต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนค่าปลงศพเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงิน 70,000 บาท ด้วย จึงมีผลให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดในเงินจำนวนที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับบริษัทผู้รับประกันภัยในค่าปลงศพเท่านั้น ทั้งไม่ได้ตกลงที่จะยุติข้อพิพาทในส่วนค่าสินไหมทดแทนในส่วนอื่นที่จำเลยจะต้องชำระแก่ผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 3 ด้วย แม้จะมีข้อตกลงในสัญญาว่า ผู้ร้องที่ 1 ในฐานะผู้รับสัญญาตกลงไม่เรียกร้องค่าเสียหายอื่นใดทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อบริษัทประกันภัยและผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีกต่อไป โดยให้ถือว่ามูลละเมิดระงับสิ้นไปก็ตาม เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยจะตกลงระงับเพียงข้อพิพาทที่ตนมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น จึงไม่อาจจะกำหนดให้มีผลเกินเลยไปถึงมูลหนี้ละเมิดทั้งหมดได้ มิฉะนั้น จะทำให้บริษัทประกันภัยละเว้นที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยตามกฎหมายจากเจ้าของรถ จำเลยหรือผู้ร้องที่ 2 ในฐานะผู้ขับขี่ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัยตามหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมายตามมาตรา 31 ได้ นอกจากนี้ยังมีลักษณะเป็นการนำเงินค่าเสียหายเบื้องต้นที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้นไปใช้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไประงับหนี้ละเมิดในส่วนของค่าสินไหมทดแทนส่วนอื่นได้อีก อันเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ทั้งบริษัทประกันภัยไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่จะตกลงระงับข้อพิพาทในมูลละเมิด จึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทคนละส่วนกับที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษา
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2549 มาตรา 26 ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่ากระทำความผิดเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเด็กในหมวด 2 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวความรับผิดของผู้ปกครองเกิดขึ้นทันทีที่บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด แม้ว่าเด็กจะยังไม่ได้กระทำความผิดขึ้น ความรับผิดทางอาญาของผู้ปกครองในบทบัญญัตินี้เป็นความรับผิดอันเนื่องมาจากการกระทำของตัวผู้ปกครองเองไม่ใช่ความผิดจากการกระทำของเด็ก เมื่อมีการกระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวเกิดขึ้น รัฐซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองดูแลเด็กจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงที่มีอำนาจฟ้อง ความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ ซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมป.อ. มาตรา 3 (1) บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่กรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อสำนวนความ ปรากฏแก่ศาล หรือเมื่อผู้กระทำความผิด ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้นั้น ผู้อนุบาลของผู้นั้น หรือพนักงานอัยการร้องขอ ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) และวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ป.ยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังมีผลใช้บังคับ ครั้นวันที่ 27 ธันวาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 28 มกราคม 2565 เมื่อครบกำหนดขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์ ย่อมต้องกลับไปใช้ระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 คือ เมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฟัง คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ ก่อนที่ ป.ยาเสพติดใช้บังคับและก่อนคดีถึงที่สุด แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ของจำเลยในวันที่ 29 มีนาคม 2565 หลังจากที่ ป.ยาเสพติดมีผลใช้บังคับและคดีถึงที่สุดแล้ว ถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นชอบด้วย ป.อ. มาตรา 3 (1) แล้ว จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นกัน
อนึ่ง ศาลชั้นต้นคดีนี้เป็นศาลจังหวัดการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งว่าเห็นควรแก้ไขหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด เพื่อยกเลิกการบังคับโทษสำหรับความผิดเกี่ยวกับกัญชาเท่ากับศาลชั้นต้นวินิจฉัยการบังคับโทษของจำเลยในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองสิ้นสุดลงตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง โดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณามีคำสั่งนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิจารณาและมีคำสั่งดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 (6) ให้คำนิยาม คำว่า "มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง แต่ไม่หมายถึงการที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งที่ว่านี้มิให้สูญหาย เมื่อคำว่า "มีไว้ในครอบครอง" มิได้มีบทบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำเอาหลักกฎหมายทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาใช้ได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด การพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบความผิดของการกระทำเป็นสำคัญด้วย การที่จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะเกิดการโต้เถียง แล้วเดินไปที่รถกระบะนำอาวุธปืนของ ส. ออกยิงข่มขู่ผู้เสียหายนั้น ถือว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นแล้ว ฉะนั้นการหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวเพื่อตนแม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว โดยมีเจ้าของอาวุธปืนผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนอยู่ร่วมด้วยในที่เกิดเหตุก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตน อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว แม้จำเลยไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นโดยเจตนาอย่างเป็นเจ้าของก็ตาม
เมื่อจำเลยเดินทางไปหา ส. และเล่าเหตุการณ์พิพาทระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายให้ฟัง พร้อมทั้งชวน ส. ไปที่บ้านผู้เสียหาย โดยจำเลยขับรถกระบะของ ส. มี ส. นั่งโดยสาร ส. ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนได้นำอาวุธปืนติดตัวมาด้วยและเก็บไว้ในรถกระบะของตน หากจำเลยไม่นำอาวุธปืนออกจากรถกระบะซึ่งจอดภายในรั้วบ้านของผู้เสียหายเข้ามาที่วงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ อาวุธปืนก็คงอยู่ภายในรถกระบะ ไม่อาจนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อผู้อื่นได้ การที่จำเลยกลับไปนำอาวุธปืนเคลื่อนที่ออกจากรถกระบะที่จอดหน้าบ้านเกิดเหตุเข้ามาในวงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้อื่นซึ่งตั้งอยู่ในเมือง หมู่บ้านแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 (6) ให้คำนิยาม คำว่า "มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง แต่ไม่หมายถึงการที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งที่ว่านี้มิให้สูญหาย เมื่อคำว่า "มีไว้ในครอบครอง" มิได้มีบทบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำเอาหลักกฎหมายทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาใช้ได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด การพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบความผิดของการกระทำเป็นสำคัญด้วย การที่จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะเกิดการโต้เถียง แล้วเดินไปที่รถกระบะนำอาวุธปืนของ ส. ออกยิงข่มขู่ผู้เสียหายนั้น ถือว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นแล้ว ฉะนั้นการหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวเพื่อตนแม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว โดยมีเจ้าของอาวุธปืนผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนอยู่ร่วมด้วยในที่เกิดเหตุก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตน อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว แม้จำเลยไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นโดยเจตนาอย่างเป็นเจ้าของก็ตาม
เมื่อจำเลยเดินทางไปหา ส. และเล่าเหตุพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายให้ฟัง พร้อมทั้งชวน ส. ไปที่บ้านผู้เสียหาย โดยจำเลยขับรถกระบะของ ส. มี ส. นั่งโดยสาร ส. ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนได้นำอาวุธปืนติดตัวมาด้วยโดยเก็บไว้ในรถกระบะของตน ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนนั้นไว้หรือไม่ การครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังเป็นของ ส. ผู้เป็นเจ้าของ ไม่อาจถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะพาอาวุธปืน จึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร
หลังจากนั้นหากจำเลยไม่นำอาวุธปืนออกจากรถกระบะซึ่งจอดภายในรั้วบ้านของผู้เสียหายเข้ามาที่วงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ อาวุธปืนก็คงอยู่ภายในรถกระบะ ไม่อาจนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อผู้อื่นได้ การที่จำเลยกลับไปนำอาวุธปืนเคลื่อนที่ออกจากรถกระบะที่จอดหน้าบ้านเกิดเหตุเข้ามาในวงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้อื่นซึ่งตั้งอยู่ในเมือง หรือหมู่บ้านแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร