ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 แยกเป็นค่าปลงศพ 269,597 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 672,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 941,597 บาท จำเลยชำระค่ารักษาพยาบาลแล้ว 11,559 บาท กับเงินบรรเทาความเดือดร้อนอีก 100,000 บาท จึงให้นำมาหักคงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 830,038 บาท การที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยังได้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำนวน 488,441 บาท และได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับอีก 500,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นำค่าสินไหมทดแทนทั้งสองจำนวนนี้มาหักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น เมื่อค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถประกอบด้วยค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการทำละเมิดซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะด้วย ซึ่งตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 31 บัญญัติว่า ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก... เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วจำนวนเท่าใดให้บริษัท...มีสิทธิไล่เบี้ยได้ บ่งชี้ชัดว่าค่าเสียหายที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถล้วนเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ต้องจ่ายตามสัญญาประกันวินาศภัยด้วยกันทั้งสิ้น จึงต้องนำค่าเสียหายตามกรมธรรม์จำนวน 488,441 บาท มาหักชำระเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะ ส่วนค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับอีก 500,000 บาท อันเป็นความรับผิดตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนตาม ป.ป.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง กรณีต้องนำมาหักชำระด้วยเช่นกัน เมื่อค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัทประกันภัยทั้งสองแห่งมีจำนวนรวม 988,441 บาท คุ้มกับค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่ยังเหลืออยู่อีก 830,038 บาท แล้ว จำเลยหาต้องรับผิดแก่โจทก์ร่วมที่ 1 อีกเพราะนอกจากจะเป็นการซ้ำซ้อนแล้ว ยังเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับค่าเสียหายเกินไปจากความเป็นจริง การไม่นำค่าสินไหมทดแทนที่ได้มาจากบริษัทประกันภัยดังกล่าวมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบ
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ต้องมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ เมื่อทรัพย์ดังกล่าวได้มาระหว่างสมรสจึงถือว่าเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง แต่เหตุที่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวในหนังสือสัญญากู้เงินพิเศษและสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ค. และมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตามระเบียบของสหกรณ์ ค. ดังนั้นไม่ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจะเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เมื่อเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องยังคงมีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระได้ อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ ค. มาโดยตลอด กรณีย่อมทำให้จำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่สหกรณ์ ค. ลดลง ผู้ร้องก็ยิ่งมีสิทธิได้รับเงินส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องเพิ่มขึ้น ประกอบกับภายหลังการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งสองก็ยังอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมา ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องได้รับความเสียหาย กรณีจึงไม่เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 ที่กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย แต่การที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ หาได้อยู่ในบังคับตามมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่หนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการจัดการสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (8) เท่านั้นที่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย การที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ ไม่อยู่ในบังคับตามมาตรา 1476 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นการจัดการสินสมรสโดยตรง กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่หนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม ไม่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานหลักฐาน และเมื่อ พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อพิพากษายกฟ้องได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักไม้มะค่าโมงดังกล่าวจึงไม่ชอบ
คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปและร่วมกันลักไม้มะค่าโมงซึ่งปลูกไว้ในโรงเรียนบ้านสันป่าสักอันเป็นสถานที่ราชการไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 335 จำเลยทั้งสองในการรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (8) วรรคสอง แต่บริเวณโรงเรียนบ้านสันป่าสักตามฟ้องเป็นเพียงสถานที่รอบอาคารที่ตั้งอาคารโรงเรียนหาใช่สถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในโรงเรียนโดยตรงแต่อย่างใด การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพยายามลักต้นมะค่าโมงของผู้เสียหายไปจากบริเวณโรงเรียนดังกล่าวจึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225
แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา กับข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา พ.ศ. 2563 ข้อ 10 (2) จำเลยไม่จำต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาดังที่จำเลยอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกันซึ่งต้องมอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาล เช่นนี้ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้ เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง การที่ผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงไม่มีตัวจำเลยที่จะนำไปกักขังตามหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดได้ เมื่อผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ถือว่าผู้ประกันมอบตัวจำเลยคืนต่อศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมาย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2567 แต่เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้ เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง เมื่อผู้ประกันเพิ่งนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมาย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่โจทก์ยังมิได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว คือยังไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่เมื่อวัตถุประสงค์แห่งสัญญากู้เงินไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และบังคับตามสัญญาได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเมื่อโจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตร 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกันและจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากัน ย่อมส่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์กับผู้ตายตกลงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรสอันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรสได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนโดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ที่ดินเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตาม ป.พ.พ. 1471 (3) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว และเนื่องจากเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกจำเลยฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง กระทงละ 6 เดือน รวม 88 กระทง เป็นจำคุก 528 เดือน ซึ่งความผิดที่จำเลยกระทำแต่ละกระทงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อรวมทุกกระทงให้จำคุก 240 เดือน นั้น ไม่ชอบ โดยต้องกำหนดให้เป็นจำคุก 20 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงไม่อาจลงโทษจำคุก 20 ปี ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195, 212 ประกอบมาตรา 225
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ในอัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่นด้วยแล้ว) ต่อเดือนของรายรับจากดอกเบี้ย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีต่อกรมสรรพากร จึงเป็นภาระภาษีที่มีอยู่ตามกฎหมายซึ่งคู่สัญญาตกลงกันให้โจทก์ผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน แต่การที่จำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และจำเลยมีภาระภาษีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) แต่กลับตกลงให้โจทก์เป็นผู้เสียแทน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งและเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แม้อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวเป็นจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อจำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่แล้วจึงถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอันมีลักษณะกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควร ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในแต่ละเดือนจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วทั้งหมดไปหักออกจากต้นเงินกู้ 280,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าปรับผิดนัดการชำระดอกเบี้ยของแต่ละเดือนให้แก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 449,938 บาท จึงเกินกว่าจำนวนต้นเงินกู้แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นควรยกปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยแก้ฎีกาขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า ศาลฎีกาจะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีก่อนโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยและบริวารครอบครองที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์พร้อมชำระค่าเสียหาย ซึ่งจำเลยและจำเลยร่วมให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ คดีดังกล่าวจึงเป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมออกจากอสังหาริมทรัพย์อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยและจำเลยร่วมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบ ต้องถูกขับไล่และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ แตกต่างจากคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายและมีคำขอให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ อันมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและชำระราคาที่ดินพิพาทตามสัญญาครบถ้วนจนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและจำเลยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องทั้งสองเรื่องจึงแตกต่างกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมสำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นและกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานได้ สำหรับความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งมีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพโดยจำเลยไม่สืบพยานแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง เว้นแต่ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เท่ากับศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์จนเป็นที่พอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะตามฟ้อง หากจำเลยไม่เห็นด้วยก็ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่เป็นที่พอใจฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง แต่ไม่อาจยกข้อเท็จจจริงอื่นที่มิได้ผ่านการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง อันเป็นการขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลย เมื่อในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงให้ลงโทษสถานเบา จึงต้องถือว่าจำเลยเห็นพ้องด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยปัญหานี้ซ้ำอีกและเห็นด้วยกับศาลชั้นต้นก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาทำนองว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำผิด โดยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลชั้นต้นจึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ผ่านการพิจารณาโดยชอบในศาลล่างขึ้นมาโต้เถียงเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยผิดแผกแตกต่างไปจากคำรับสารภาพของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี กับปลอมรายการจดทะเบียนรถยนต์ แล้วนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีปลอมที่ทำขึ้นไปติดไว้กับรถยนต์ 2 คัน โดยเก็บรายการจดทะเบียนรถยนต์ปลอมไว้ในรถยนต์ทั้ง 2 คันดังกล่าว เพื่อแสดงต่อบุคคลทั่วไปที่พบเห็น ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำต่อรถยนต์ 2 คัน รวมถึงแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีปลอม และรายการจดทะเบียนรถยนต์ปลอมที่ใช้กับรถยนต์แต่ละคันก็เป็นคนละชุดกัน การกระทำของจำเลยย่อมมีเจตนาและความมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้กับรถยนต์แต่ละคันแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงิน 10,000,000 บาท แทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินโดยตรงอันเป็นผลตามกฎหมาย และมิใช่กรณีบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินมิได้มีฐานะเป็นบุคคลที่มีมูลหนี้เหนือผู้ถูกกล่าวหาในเงินที่ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติอันที่จะเป็นเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 เพื่อจะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติและตกเป็นของแผ่นดินได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ชำระหรือชำระเงินไม่ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระดอกเบี้ยผิดนัดจากมูลค่าของทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วยนั้น ไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และ 252 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 48
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน เพราะ...ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหาย และจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ชัดเจนก็ได้" และมาตรา 44/1 วรรคสาม บัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่ง จะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์" เมื่อคดีนี้มีการกระทำความผิดในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ มูลคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการกระทำละเมิด ดังนั้น มูลหนี้ละเมิดที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ย่อมเป็นค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่เกิดเหตุ และดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดดังกล่าวเท่านั้น แต่ที่โจทก์ร่วมเรียกค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าเกี่ยวกับสัญญาสื่อโฆษณา ซึ่งมีมูลหนี้อันเกิดขึ้นจากสัญญาเช่าพื้นที่ว่างเปล่าของผนังอาคารพาณิชย์ระหว่างผู้ให้เช่ากับโจทก์ร่วมมาด้วยจึงเป็นการมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ ดังนั้นการฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมหลังจากจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ ก. แล้ว รับโอนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทของ ก. มาเป็นของจำเลยเอง ไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้านการกระทำของจำเลยแต่อย่างใด อันเป็นการแสดงว่าโจทก์รับรู้และเห็นชอบในการโอนที่ดินพิพาทของจำเลยมาตั้งแต่ต้น นอกจากนี้จำเลยก็ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 27018 ให้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้านเช่นกัน อันเป็นการสอดคล้องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยการให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นสัดส่วน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง จึงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่โจทก์ยินยอมให้ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว จำเลยจึงไม่ต้องแบ่งปันที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ทั้งที่มีอำนาจในการนำที่ดินพิพาทไปทำนิติกรรมใด ๆ โดยชอบ โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยกระทำตามคำฟ้องได้
อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท นั้น ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้อง
จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 หลังล่วงพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 4 แล้ว 2 วัน จึงไม่อาจทำได้ เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความและไม่มีความละเอียดรอบคอบเหมือนทนายความ ทำให้เข้าใจผิดว่าศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 10 กันยายน 2567 ประกอบกับคดีมีอัตราโทษสูงและจำเลยที่ 1 ไม่เคยหลบหนี มารายงานตัวตามกำหนดทุกนัด เมื่อพิจารณาข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้ว ล้วนเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น มิใช่เหตุสุดวิสัยที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาเมื่อสิ้นระยะเวลานั้นแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ดังนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2567 หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ทัน ย่อมสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาต่อไปอีกได้ แต่ต้องเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษและต้องยื่นคำร้องขอมาก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าว เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 ล่วงพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายให้แล้ว 2 วัน จึงไม่อาจทำได้ เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความและไม่มีความละเอียดรอบคอบเหมือนทนายความ ทำให้เข้าใจผิดว่าศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 10 กันยายน 2567 ประกอบกับคดีมีอัตราโทษสูงและจำเลยที่ 1 ไม่เคยหลบหนี มารายงานตัวตามกำหนดทุกนัด ล้วนเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น มิใช่เหตุสุดวิสัยที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาเมื่อสิ้นระยะเวลานั้นแล้ว ดังนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาและฎีกาเกินกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ถึงวันที่ 8 กันยายน 2567 ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงต้องยกฎีกาของจำเลยที่ 1 เสียตาม ป.วิ.อ. มาตรา 210 ประกอบมาตรา 225
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมก่อนที่จะมีการตกลงกันให้จัดงานพิธีแต่งงานนั้น จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน แล้ว ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ ดังนั้น การที่จำเลย มารดาจำเลย และญาติพี่น้องจำเลยเดินทางมาสู่ขอบุตรสาวโจทก์ต่อโจทก์ จนทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์โดยกำหนดวันทำพิธีแต่งงานกัน เช่นนี้ถือได้ว่าการตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เพื่อจัดงานพิธีแต่งงานให้เป็นไปตามประเพณีท้องถิ่นเท่านั้น โดยฝ่ายจำเลยไม่จำต้องให้ของหมั้นแก่บุตรสาวโจทก์ กรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส เพราะขณะตกลงกันนั้นจำเลยและบุตรสาวโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากันมาเป็นเวลานานถึงเกือบ 5 ปี แล้ว อีกทั้งการตกลงจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นดังกล่าวก็มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้การนั้นเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ยิ่งกว่านั้นการที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหาย 20,000 บาท ย่อมบ่งชี้ได้ว่า จำเลยยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย มิฉะนั้นแล้วจำเลยคงไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายบางส่วนให้แก่โจทก์ ข้อตกลงตามสัญญาข้างต้นจึงมีผลบังคับได้ เมื่อฝ่ายโจทก์ได้จัดเตรียมงานพิธีแต่งงานดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยกลับมีหญิงอื่นเป็นคนรัก อันเป็นเหตุให้ต้องมีการยกเลิกการจัดงานพิธีแต่งงาน ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อกรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส จำเลยย่อมไม่อาจอ้างเรื่องที่ว่า หากฝ่ายใดผิดสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส กรณีที่ไม่มีการหมั้น ฝ่ายนั้นไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายหรือค่าทดแทนแก่อีกฝ่ายหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1439 นั้น มาปฏิเสธความรับผิดของจำเลยได้ ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ และเมื่อพิจารณากรณีตามคำฟ้องประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว มิใช่เป็นเรื่องไม่ปฏิบัติตามคำมั่นอันจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เพราะการกระทำที่จะเป็นการละเมิดได้นั้น ต้องเป็นการกระทำโดยผิดต่อกฎหมายเท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย..."
อนึ่ง สำหรับความรับผิดของจำเลยในเรื่องดอกเบี้ยนั้น แม้โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คงมีแต่จำเลยเท่านั้นที่ยื่นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยของต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มีนาคม 2564) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนได้ตามอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยที่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ในเรื่องดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามานั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษากำหนดอัตราดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 เกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ด้วยนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็มิได้พิพากษาให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 ซึ่งไม่ถูกต้อง รวมทั้งที่ระบุว่า ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ก็เป็นการเกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252