คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,106 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5398/2568
#720871
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 แยกเป็นค่าปลงศพ 269,597 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 672,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 941,597 บาท จำเลยชำระค่ารักษาพยาบาลแล้ว 11,559 บาท กับเงินบรรเทาความเดือดร้อนอีก 100,000 บาท จึงให้นำมาหักคงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 830,038 บาท การที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยังได้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำนวน 488,441 บาท และได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับอีก 500,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นำค่าสินไหมทดแทนทั้งสองจำนวนนี้มาหักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น เมื่อค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถประกอบด้วยค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการทำละเมิดซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะด้วย ซึ่งตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 31 บัญญัติว่า ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก... เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วจำนวนเท่าใดให้บริษัท...มีสิทธิไล่เบี้ยได้ บ่งชี้ชัดว่าค่าเสียหายที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถล้วนเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ต้องจ่ายตามสัญญาประกันวินาศภัยด้วยกันทั้งสิ้น จึงต้องนำค่าเสียหายตามกรมธรรม์จำนวน 488,441 บาท มาหักชำระเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะ ส่วนค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับอีก 500,000 บาท อันเป็นความรับผิดตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนตาม ป.ป.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง กรณีต้องนำมาหักชำระด้วยเช่นกัน เมื่อค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัทประกันภัยทั้งสองแห่งมีจำนวนรวม 988,441 บาท คุ้มกับค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่ยังเหลืออยู่อีก 830,038 บาท แล้ว จำเลยหาต้องรับผิดแก่โจทก์ร่วมที่ 1 อีกเพราะนอกจากจะเป็นการซ้ำซ้อนแล้ว ยังเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับค่าเสียหายเกินไปจากความเป็นจริง การไม่นำค่าสินไหมทดแทนที่ได้มาจากบริษัทประกันภัยดังกล่าวมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 157

ระหว่างพิจารณา นางสาว ก. มารดาของเด็กชาย ณ. ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และนาย ช. โดยนางสาว จ. ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส โดยให้เรียกนางสาวก.ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกนาย ก.ว่าโจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,500,000 บาท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันที่จำเลยทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

จำเลยให้การรับสารภาพและให้การในส่วนคดีแพ่งว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมทั้งสองเรียกร้องสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้คุมประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในเวลาที่คุมประพฤติ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำร้องในส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 830,038 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไปหรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 แยกเป็นค่าปลงศพจำนวน 269,597 บาท และค่าขาดไร้อุปการะจำนวน 672,000 บาท รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 941,597 บาท จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นค่ารักษาพยาบาลแล้วจำนวน 11,559 บาท กับเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนอีก 100,000 บาท จึงให้นำมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนด คงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 830,038 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยังได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ท. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำนวน 488,441 บาท กับได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ว. ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับอีกจำนวน 500,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นำค่าสินไหมทดแทนทั้ง 2 จำนวนนี้ มาหักออกจากจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนอันจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ในส่วนที่เหลืออีก 830,038 บาท เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัท ท. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำนวน 488,441 บาท นั้น เมื่อไม่ปรากฏในทางพิจารณาเกี่ยวกับวงเงินที่กำหนดไว้ตามกรรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถว่ามีการแยกแยะไว้เป็นประการใด ตามปกติย่อมประกอบด้วยค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับความเสียหายต่อชีวิตตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา 20 วรรคสอง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าปลงศพและการจัดการศพตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจำนวน 35,000 บาท ส่วนหนึ่ง กับค่าเสียหายส่วนที่เหลือซึ่งเมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด ค่าเสียหายส่วนนี้จึงถือเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดกรณีผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตายซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะด้วย และโดยที่พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 22 บัญญัติว่า "การได้รับชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นตามมาตรา 20 ไม่ตัดสิทธิผู้ประสบภัยที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" และมาตรา 31 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก... เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทน...ไปแล้วจำนวนเท่าใดให้บริษัท...มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าว...ได้" เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกันแล้วแสดงให้เห็นได้ว่าเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อผู้ประสบภัยได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว ผู้ประสบภัยยังสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จากผู้ก่อความเสียหายได้อีก ขณะเดียวกับที่ความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วจำนวนเท่าใด บริษัทก็มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกผู้ก่อให้เกิดความเสียหายได้ด้วย บ่งชี้ชัดว่าค่าเสียหายเบื้องต้นรวมทั้งค่าเสียหายส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้นที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถล้วนเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ต้องจ่ายตามสัญญาประกันวินาศภัยด้วยกันทั้งสิ้น กรณีต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย จึงสามารถนำค่าเสียหายทั้ง 2 ส่วนนี้จำนวน 488,441 บาท มาหักชำระเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ ส่วนค่าสินไหมทดแทนซึ่งโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัท ว.. จำนวน 500,000 บาท เป็นกรณีที่ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยผู้เอาประกันภัยขับไปก่อเหตุละเมิดชนบุตรโจทก์ร่วมที่ 1 จนถึงแก่ความตาย ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนจากการเสียชีวิตของบุตรโจทก์ร่วมที่ 1 ดังกล่าวตามวงเงินที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 อันเป็นความรับผิดตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าเป็นการจ่ายค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ จึงต้องถือว่าค่าสินไหมทดแทนจำนวน 500,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากจำเลยผ่านทางบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยโดยอาศัยสัญญาประกันภัยค้ำจุนที่จำเลยทำไว้กับบริษัทผู้รับประกันภัยนั้นแล้ว กรณีต้องนำเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวนนี้มาหักชำระเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วยเช่นกัน เมื่อเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยทั้ง 2 แห่ง มีจำนวนรวม 988,441 บาท จึงคุ้มกับค่าสินไหมทดแทนอันจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ในส่วนที่ยังเหลืออยู่อีก 830,038 บาท แล้ว จำเลยหาต้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวนนี้ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ด้วยตนเองอีกเพราะนอกจากจะเป็นการซ้ำซ้อนกับค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับไปจากบริษัทผู้รับประกันภัยแล้ว ยังเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับค่าเสียหายเกินไปจากความเป็นจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้อีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นำเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยรวมจำนวน 988,441 บาท มาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามที่กำหนดในคำพิพากษาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านาย ก.โจทก์ร่วมที่ 2 มีส่วนประมาทในเหตุเกิดขึ้นในคดีนี้ นาย ก.ย่อมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 2 กับให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 22 ม. 25 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
โจทก์ร่วม — นางสาว ก. กับพวก
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายจีรพงษ์ ตรงวานิชนาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชาคริต จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ตัญศิริ
นนท์ ชัยปกรณ์
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5328/2568
#720734
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ต้องมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ เมื่อทรัพย์ดังกล่าวได้มาระหว่างสมรสจึงถือว่าเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง แต่เหตุที่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวในหนังสือสัญญากู้เงินพิเศษและสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ค. และมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตามระเบียบของสหกรณ์ ค. ดังนั้นไม่ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจะเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เมื่อเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องยังคงมีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระได้ อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ ค. มาโดยตลอด กรณีย่อมทำให้จำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่สหกรณ์ ค. ลดลง ผู้ร้องก็ยิ่งมีสิทธิได้รับเงินส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องเพิ่มขึ้น ประกอบกับภายหลังการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งสองก็ยังอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมา ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องได้รับความเสียหาย กรณีจึงไม่เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ธนาคาร อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยทั้งสองทำให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้ และไม่สามารถบังคับคดีได้ จนทำให้เกิดหนี้ค้างชำระและได้รับความเสียหาย รวมทั้งสิ้น 1,421,113.98 บาท

จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ยกคำร้องในคดีส่วนแพ่งของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 กับนางสาวหรือนางณมิตา ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครปฐม แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องจึงยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดในราคา 930,000 บาท คงเหลือยอดหนี้ตามคำพิพากษา 1,056,775.58 บาท จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ต่อมา วันที่ 28 กันยายน 2564 ผู้ร้องยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง ซึ่งมีสหกรณ์ ค. เป็นผู้รับจำนองเพื่อบังคับชำระหนี้ที่เหลือ วันที่ 29 กันยายน 2564 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยความยินยอมของผู้รับจำนอง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนแพ่ง คู่ความไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 บัญญัติว่า "ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนเองหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี..." ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จึงต้องมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ ข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่าเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2561 จำเลยทั้งสองจองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ตามฟ้อง และในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในเอกสารขอซื้อทรัพย์สินรอการขายของสหกรณ์ ค. นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังลงลายมือชื่อร่วมกันในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2561 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันแล้ว โดยต่อมาจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 แม้หนังสือคำร้องขอกู้เงินพิเศษ มีชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว แต่ก็ระบุว่าทำร่วมกับคู่สมรสคือจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย เมื่อทรัพย์ดังกล่าวได้มาระหว่างสมรสจึงถือว่าเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง แต่เหตุที่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวในหนังสือสัญญากู้เงินพิเศษและสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ค. และมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตามระเบียบของสหกรณ์ ค. ดังนั้นไม่ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจะเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เมื่อเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องยังคงมีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระได้ อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ ค. มาโดยตลอด กรณีย่อมทำให้จำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่สหกรณ์ ค. ลดลง ผู้ร้องก็ยิ่งมีสิทธิได้รับเงินส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องเพิ่มขึ้น ประกอบกับภายหลังการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งสองก็ยังอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมา ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องได้รับความเสียหาย กรณีจึงไม่เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครปฐม
ผู้ร้อง — ธนาคาร อ.
จำเลย — นาย ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นางสาวทิพาลัคน์ คงบุญวิจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประจีน ชอบทางศิลป์
ชื่อองค์คณะ
อดุลย์ อุดมผล
คมกฤช เทียนทัด
ศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5326/2568
#721454
เปิดฉบับเต็ม

การให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 ที่กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย แต่การที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ หาได้อยู่ในบังคับตามมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่หนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 21,217,979.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 17,064,041.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับแต่วันผิดนัด (ผิดนัดวันที่ 21 มีนาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12612, 12613 และ 12614 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 12597, 12598, 12599, 12600, 12601, 12602, 12603, 12604 และ 12605 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12612, 12613 และ 12614 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 12597, 12598, 12599, 12600, 12601, 12602, 12603, 12604 และ 12605 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 186 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 วันที่ 16 มกราคม 2552 จำเลยที่ 1 ทำคำขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์เป็นเงิน 4,000,000 บาท วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 10,000,000 บาท วันที่ 7 กันยายน 2554 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 6,000,000 บาท และวันที่ 1 มีนาคม 2555 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 2,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 22,000,000 บาท ในการขอมีวงเงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสให้ความยินยอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมดังกล่าวเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในหนี้อันคู่สมรสได้ก่อขึ้นเกี่ยวกับการจัดการสินสมรส ย่อมถือได้ว่ากรณีเช่นนี้อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 ที่บัญญัติว่า หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้... (4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน เมื่อพิจารณาถึงการให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 ที่กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย สำหรับการทำนิติกรรมคดีนี้ในส่วนที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรม หาได้อยู่ในบังคับมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่การที่จำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวที่มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว ปรากฏแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 รับรู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 27,805 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1476 ม. 1490 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ร.กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวธีมาพร ทวีชัยทศพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ตุล เมฆยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5326/2568
#723648
เปิดฉบับเต็ม

การจัดการสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 วรรคหนึ่ง กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (8) เท่านั้นที่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย การที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ ไม่อยู่ในบังคับตามมาตรา 1476 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นการจัดการสินสมรสโดยตรง กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่หนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม ไม่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 21,217,979.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 17,064,041.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับแต่วันผิดนัด (ผิดนัดวันที่ 21 มีนาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12612, 12613 และ 12614 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 12597, 12598, 12599, 12600, 12601, 12602, 12603, 12604 และ 12605 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12612, 12613 และ 12614 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 12597, 12598, 12599, 12600, 12601, 12602, 12603, 12604 และ 12605 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 186 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 วันที่ 16 มกราคม 2552 จำเลยที่ 1 ทำคำขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์เป็นเงิน 4,000,000 บาท วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 10,000,000 บาท วันที่ 7 กันยายน 2554 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 6,000,000 บาท และวันที่ 1 มีนาคม 2555 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 2,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 22,000,000 บาท ในการขอมีวงเงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสให้ความยินยอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมดังกล่าวเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในหนี้อันคู่สมรสได้ก่อขึ้นเกี่ยวกับการจัดการสินสมรส ย่อมถือได้ว่ากรณีเช่นนี้อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 ที่บัญญัติว่า หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้... (4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน เมื่อพิจารณาถึงการให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 ที่กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย สำหรับการทำนิติกรรมคดีนี้ในส่วนที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรม หาได้อยู่ในบังคับมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่การที่จำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวที่มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว ปรากฏแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 รับรู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 27,805 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1476 ม. 1490 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวธีมาพร ทวีชัยทศพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ตุล เมฆยงค์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5113/2568
#719659
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานหลักฐาน และเมื่อ พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อพิพากษายกฟ้องได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักไม้มะค่าโมงดังกล่าวจึงไม่ชอบ

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปและร่วมกันลักไม้มะค่าโมงซึ่งปลูกไว้ในโรงเรียนบ้านสันป่าสักอันเป็นสถานที่ราชการไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 335 จำเลยทั้งสองในการรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (8) วรรคสอง แต่บริเวณโรงเรียนบ้านสันป่าสักตามฟ้องเป็นเพียงสถานที่รอบอาคารที่ตั้งอาคารโรงเรียนหาใช่สถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในโรงเรียนโดยตรงแต่อย่างใด การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพยายามลักต้นมะค่าโมงของผู้เสียหายไปจากบริเวณโรงเรียนดังกล่าวจึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 334, 83, 80, 33 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ วรรคหนึ่ง) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ริบเลื่อยโซ่ยนต์ พร้อมโซ่เลื่อย และอุปกรณ์แผ่นบังคับโซ่ ขนาด 10 นิ้ว 1 เครื่อง ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกคนละ 8 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับฟังข้อเท็จจริงใหม่จากรายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักไม้มะค่าโมงที่ปลูกอยู่บริเวณโรงเรียนชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานหลักฐาน และเมื่อพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อพิพากษายกฟ้องได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักไม้มะค่าโมงดังกล่าวจึงไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปและร่วมกันลักไม้มะค่าโมงซึ่งปลูกไว้ในโรงเรียนบ้านสันป่าสักอันเป็นสถานที่ราชการไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 จำเลยทั้งสองในการรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (8) วรรคสอง แต่บริเวณโรงเรียนบ้านสันป่าสักตามฟ้องเป็นเพียงสถานที่รอบอาคารที่ตั้งอาคารโรงเรียนหาใช่สถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในโรงเรียนโดยตรงแต่อย่างใด การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพยายามลักต้นมะค่าโมงของผู้เสียหายไปจากบริเวณโรงเรียนดังกล่าวจึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า สมควรลงโทษจำเลยทั้งสองสถานเบาโดยรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ เห็นว่า ไม้มะค่าโมงที่จำเลยทั้งสองร่วมกันตัดและพยายามลักเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่มีราคาค่อนข้างสูง และอยู่ในเขตสถานที่ราชการ การลงมือกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ดังนั้นแม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ชั้นสอบสวนถึงชั้นพิจารณา วางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจำนวนหนึ่งอันแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้รู้สำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายในความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว และจำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนกับมีเหตุผลอื่นตามที่อ้างในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง และโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วางเมื่อลดโทษให้แล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 เดือน นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสองให้เบาไปกว่านี้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ลงโทษโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาในทำนองว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เนื่องจากคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ คดีจึงไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และคดีไม่มีการสืบพยานมาตั้งแต่ในศาลชั้นต้น ข้อฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพและไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วด้วยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้ฎีกาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (7) ม. 335 (8)
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 225
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายคมศักดิ์ โตโภชนพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายโสภณ มัธยันต์พล
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
โสภณ พรหมสุวรรณ
อัจฉรา หวังเกียรติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5087/2568
#719660
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา กับข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา พ.ศ. 2563 ข้อ 10 (2) จำเลยไม่จำต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาดังที่จำเลยอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกันซึ่งต้องมอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาล เช่นนี้ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้ เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง การที่ผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงไม่มีตัวจำเลยที่จะนำไปกักขังตามหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดได้ เมื่อผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ถือว่าผู้ประกันมอบตัวจำเลยคืนต่อศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอก จำคุก 6 เดือน 90 วัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 90 วัน โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 90 วัน เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมาย ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา โดยหมายเหตุท้ายคำร้องว่า ข้าพเจ้ารอฟังอยู่ ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ว่า เนื่องจากจำเลยไม่มาปรากฏตัวต่อศาลในขณะยื่นคำร้องจึงให้ออกหมายนัดให้จำเลยและผู้ประกันมาฟังคำสั่งวันที่ 27 สิงหาคม 2567 เวลา 9 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัดดังกล่าว จำเลย ทนายจำเลย และนายประกันมาศาล ศาลชั้นต้นสอบแล้วจำเลยยืนยันขอถอนฎีกาตามคำร้อง ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา และออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาได้ และออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดวันที่ 27 สิงหาคม 2567 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 และจำเลยมาศาลในวันนั้น ซึ่งเป็นการยื่นโดยชอบแล้ว ถือว่าคดีถึงที่สุดนับแต่วันดังกล่าว ขอให้ศาลออกหมายจำคุกหรือกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2567 มิใช่ถึงนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ก็ตาม แต่จำเลยไม่มาปรากฏตัวต่อศาล จำเลยจึงยังไม่ได้รับโทษกักขังตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นอกจากนี้ศาลยังไม่มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาในวันดังกล่าว ต่อมาจำเลยมาศาลวันนี้ (วันที่ 27 สิงหาคม 2567) ศาลชั้นต้นสอบจำเลยแล้วยืนยันขอถอนฎีกา ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา จึงมีผลให้จำเลยต้องรับโทษกักขังตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคดีถึงที่สุดในวันนี้ (วันที่ 27 สิงหาคม 2567) ให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นจึงออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดลงวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ให้แก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ให้แก่จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา กับข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา พ.ศ. 2563 ข้อ 10 (2) จำเลยไม่จำต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาดังที่จำเลยอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกานั้น จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกันซึ่งต้องมอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาล เช่นนี้ ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง การที่ผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงไม่มีตัวจำเลยที่จะนำไปกักขังตามหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดได้ เมื่อผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ถือว่าผู้ประกันมอบตัวจำเลยคืนต่อศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และฎีกาจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 116 ม. 198 ม. 202 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — นาง จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายบุญชัย เติมวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุบิน ชิ้นประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5087/2568
#720435
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2567 แต่เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้ เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง เมื่อผู้ประกันเพิ่งนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอก จำคุก 6 เดือน 90 วัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 90 วัน โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 90 วัน เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมาย ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา โดยหมายเหตุท้ายคำร้องว่า ข้าพเจ้ารอฟังอยู่ ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ว่า เนื่องจากจำเลยไม่มาปรากฏตัวต่อศาลในขณะยื่นคำร้องจึงให้ออกหมายนัดให้จำเลยและผู้ประกันมาฟังคำสั่งวันที่ 27 สิงหาคม 2567 เวลา 9 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัดดังกล่าว จำเลย ทนายจำเลย และนายประกันมาศาล ศาลชั้นต้นสอบแล้วจำเลยยืนยันขอถอนฎีกาตามคำร้อง ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา และออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาได้ และออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดวันที่ 27 สิงหาคม 2567 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 และจำเลยมาศาลในวันนั้น ซึ่งเป็นการยื่นโดยชอบแล้ว ถือว่าคดีถึงที่สุดนับแต่วันดังกล่าว ขอให้ศาลออกหมายจำคุกหรือกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2567 มิใช่ถึงนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ก็ตาม แต่จำเลยไม่มาปรากฏตัวต่อศาล จำเลยจึงยังไม่ได้รับโทษกักขังตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นอกจากนี้ศาลยังไม่มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาในวันดังกล่าว ต่อมาจำเลยมาศาลวันนี้ (วันที่ 27 สิงหาคม 2567) ศาลชั้นต้นสอบจำเลยแล้วยืนยันขอถอนฎีกา ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา จึงมีผลให้จำเลยต้องรับโทษกักขังตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคดีถึงที่สุดในวันนี้ (วันที่ 27 สิงหาคม 2567) ให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นจึงออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดลงวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ให้แก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ให้แก่จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนฎีกาด้วยตนเองและได้แสดงตัวตนในขณะยื่นคำร้องขอถอนฎีกา กับข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา พ.ศ. 2563 ข้อ 10 (2) จำเลยไม่จำต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาดังที่จำเลยอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกานั้น จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกันซึ่งต้องมอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานศาลหรือศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เมื่อขณะนั้นผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยคืนต่อเจ้าพนักงานหรือศาล เช่นนี้ ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจสั่งคำร้องขอถอนฎีกาของจำเลยได้เพราะหากศาลชั้นต้นสั่งคำร้องดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นต้องออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยในวันที่มีคำสั่ง การที่ผู้ประกันยังไม่ได้มอบตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงไม่มีตัวจำเลยที่จะนำไปกักขังตามหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดได้ เมื่อผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ถือว่าผู้ประกันมอบตัวจำเลยคืนต่อศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาและออกหมายกักขังเมื่อคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2567 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และฎีกาจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 116 ม. 198 ม. 202 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — นาง จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายบุญชัย เติมวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุบิน ชิ้นประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5079/2568
#721445
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยังมิได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว คือยังไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่เมื่อวัตถุประสงค์แห่งสัญญากู้เงินไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และบังคับตามสัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,157,897 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 489,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับและให้โจทก์ชำระค่าทนายความให้จำเลย 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยกู้ยืมเงินและนำที่ดินมาค้ำประกันหนี้ตามฟ้อง โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าสัญญากู้ยืมตกเป็นโมฆะหรือไม่ และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยรวมกันไป ได้ความว่า โจทก์ยังมิได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 เห็นว่า การกระทำของโจทก์เป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว คือยังไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่เมื่อวัตถุประสงค์แห่งสัญญากู้เงินไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน บังคับตามสัญญาได้ ส่วนปัญหาว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ นั้น เห็นว่า แม้สัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยจะมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ในขณะทำสัญญา และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ที่ใช้บังคับในภายหลัง อันมีผลทำให้ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ แต่ต้นเงินที่จำเลยกู้ยืมไปนั้นสามารถแยกออกจากวัตถุประสงค์ในการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดที่เป็นโมฆะได้ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืม กระทำการอย่างใด ๆ โดยไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม จำเลยจึงต้องรับผิดคืนต้นเงินที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด การที่โจทก์นำสัญญากู้มาฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา ไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าเป็นการชำระหนี้ของจำเลยเป็นการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 จำเลยหาอาจเรียกร้องให้คืนดอกเบี้ยที่ชำระได้ไม่ และให้นำดอกเบี้ยไปหักชำระต้นเงิน คงเหลือเงินต้นตามสัญญากู้เงินทุกฉบับรวม 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยได้แก้ไขมาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้เปลี่ยนดอกเบี้ยผิดนัดจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าว ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 322,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 411
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงคำ — นายธีรดนย์ วงษ์จักร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมเจตน์ วิทยาผาสุข
ชื่อองค์คณะ
ชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
สมชาย พวงภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5054/2568
#724777
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตร 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกันและจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากัน ย่อมส่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์กับผู้ตายตกลงเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรสอันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรสได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนโดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ที่ดินเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตาย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตาม ป.พ.พ. 1471 (3) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว และเนื่องจากเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินค่าปลงศพ 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1, 3, 4 และ 5 กึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองแบ่งเงินทรัพย์สินรายการที่ 2 และ 6 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยนำเงินทรัพย์สินรายการที่ 6 ชำระหนี้ค่าปลงศพก่อน ส่วนที่เหลือจึงแบ่งหรือส่งมอบแก่โจทก์ 2,478,949.24 บาท และแบ่งทรัพย์สินรายการที่ 7 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง 15,000,000 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายชาลี ทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 พฤษภาคม 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกานับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1, 3, 4 และ 5 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง และแบ่งเงินทรัพย์สินรายการที่ 2 และที่ 6 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยนำเงินทรัพย์สินรายการที่ 6 ชำระหนี้ค่าปลงศพก่อน ส่วนที่เหลือจึงแบ่งหรือส่งมอบแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,037,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 พฤษภาคม 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางประภาศรี ผู้ตาย โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2504 โจทก์กับผู้ตายไม่มีบุตรด้วยกันแต่โจทก์มีบุตรกับนางม่วยเกี้ย ภริยาอีกคนหนึ่งซึ่งได้แจ้งเกิดว่าเป็นบุตรของผู้ตาย 5 คน คือ นางสุพรรณี จำเลยที่ 2 นายชาลี นายสุนทร และนายจักษ์ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2556 ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองโดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้รับพินัยกรรม ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ต่อมาศาลจังหวัดพระโขนงมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทรัพย์สินตามฟ้องจำนวน 7 รายการ เป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มาในระหว่างสมรส โจทก์เป็นผู้จัดการปลงศพผู้ตาย คดีในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายชำระค่าปลงศพผู้ตายและแบ่งทรัพย์สินรายการที่ 2 ถึง 7 ให้โจทก์กึ่งหนึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่โจทก์มิได้อุทธรณ์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับสิทธิในทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง เกินส่วนที่ตนจะมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 มีประเด็นข้อพิพาทประการหนึ่งว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นสินสมรสของโจทก์กับผู้ตายหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง เป็นการโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 6 ส่วน เป็นสินสมรส ซึ่งต้องแบ่งให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง นั้น ไม่ถูกต้อง โดยมีเหตุผลจากข้อเท็จจริงและการปรับบทกฎหมายตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว แม้ว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ได้ให้การเกี่ยวกับการตกลงถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 และการทำสัญญาระหว่างสมรสตกลงแบ่งทรัพย์สินให้เป็นสินส่วนตัวซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาท แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในโฉนดที่ดินซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท ย่อมถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นทำให้โจทก์ได้รับสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เกินส่วนที่ตนจะมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย เป็นเพียงการกล่าวถึงผลแห่งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง จึงเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง เฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 6 ส่วนเป็นสินสมรสหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้คดีเสร็จสิ้นไป โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ในปัญหานี้ ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาโฉนดที่ดินว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2539 บริษัท ป. จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เนื้อที่ 75 ตารางวา ให้แก่นายสุนทร นายชาลี จำเลยที่ 2 นายจักษ์ โจทก์และผู้ตาย รวม 6 คน โจทก์กับผู้ตายและบุตรโจทก์ 4 คน จึงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยแต่ละคนมีส่วนในที่ดินเท่ากันคือคนละ 1 ใน 6 ส่วน และเมื่อโจทก์กับผู้ตายได้ที่ดินดังกล่าวมาระหว่างสมรส โดยร่วมกับบุตร 4 คน ทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้ขายในวันเดียวกันและจดทะเบียนใส่ชื่อทั้งโจทก์กับผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมีส่วนเท่ากันย่อมส่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์กับผู้ตายตกลงกันเกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 ของแต่ละคนโดยชัดเจนแน่นอน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างสมรสอันเป็นสัญญาระหว่างสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 และมีผลให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 ส่วนของโจทก์กับผู้ตายซึ่งเป็นสินสมรสได้จัดการแบ่งปันให้เป็นสัดส่วนชัดเจนโดยต่างฝ่ายต่างยกที่ดินส่วนของตนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 เฉพาะส่วนที่ผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 6 ส่วน จึงไม่ใช่สินสมรสของโจทก์กับผู้ตายแต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1 ในส่วนกรรมสิทธิ์ของผู้ตายให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น และเนื่องจากเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252

อนึ่ง จำเลยที่ 1 ฎีกาและเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเป็นเงิน 90,225 บาท โดยคำนวณค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ที่พิพาทตามฎีกาของจำเลยที่ 1 จำนวน 4,511,287.78 บาท เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4523 พร้อมอาคารพาณิชย์ซึ่งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นเงิน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ดังกล่าวเป็นเงิน 20,000 บาท เท่านั้น และต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 1

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งทรัพย์หรือแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินรายการที่ 1 กึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมา 70,225 บาท แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1469 ม. 1471 (3)
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช. โดยนาย ล. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวพิชญา วิศาลโภคะ
ศาลอุทธรณ์ — นายมนัส อานามวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
คมกฤช เทียนทัด
อดุลย์ อุดมผล
ศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4992/2568
#722684
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกจำเลยฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง กระทงละ 6 เดือน รวม 88 กระทง เป็นจำคุก 528 เดือน ซึ่งความผิดที่จำเลยกระทำแต่ละกระทงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อรวมทุกกระทงให้จำคุก 240 เดือน นั้น ไม่ชอบ โดยต้องกำหนดให้เป็นจำคุก 20 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา จึงไม่อาจลงโทษจำคุก 20 ปี ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195, 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335 ให้จำเลยชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 624,014 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) (ที่ถูก 335 (11) วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 88 กระทง เป็นจำคุก 88 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง (ที่ถูก กระทงละกึ่งหนึ่ง) คงจำคุก 44 ปี แต่ความผิดที่จำเลยกระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กับให้จำเลยใช้เงิน 393,154 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก ยกฟ้องโจทก์ตามฟ้องข้อที่ 1.3 ถึง 1.7, 1.9 ถึง 1.11, 1.13, 1.14, 1.17, 1.18, 1.20, 1.21, 1.23, 1.27 ถึง 1.29, 1.31 ถึง 1.34, 1.37, 1.39, 1.44, 1.47, 1.48, 1.51 ถึง 1.58, 1.62, 1.64, 1.66 ถึง 1.68, 1.71, 1.72, 1.76, 1.77, 1.79 ถึง 1.83, 1.85, 1.87, 1.90, 1.91, 1.94, 1.96, 1.97, 1.100, 1.101, 1.103, 1.104, 1.107, 1.109, 1.110, 1.113, 1.118, 1.121 ถึง 1.125, 1.130, 1.132, 1.134 ถึง 1.136, 1.139, 1.140, 1.143, 1.144, 1.147 ถึง 1.150, 1.159, 1.161, 1.168, 1.173, 1.174, 1.176 และ 1.177)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกกระทงละ 1 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 88 กระทง จำคุก 528 เดือน แต่เป็นความผิดที่จำเลยกระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 240 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นฎีกาว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของร้าน ก. มีนางสาวจิตติมา ผู้เสียหายเป็นเจ้าของ ประกอบกิจการจำหน่ายตั๋วรถโดยสารและตั๋วเรือท่องเที่ยว จำเลยมีหน้าที่จำหน่ายตั๋วให้แก่ลูกค้าและเก็บเงินนำส่งมอบให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยเก็บเงินแล้วไม่ส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายตามฟ้อง ข้อ 1.1, 1.2, 1.8, 1.12, 1.15, 1.16, 1.19, 1.22, 1.24 ถึง 1.26, 1.30, 1.35, 1.36, 1.38, 1.40 ถึง 1.43, 1.45, 1.46, 1.49, 1.50, 1.59 ถึง 1.61, 1.63, 1.65, 1.69, 1.70, 1.73 ถึง 1.75, 1.78, 1.84, 1.86, 1.88, 1.89, 1.92, 1.93, 1.95, 1.98, 1.99, 1.102, 1.105, 1.106, 1.108, 1.111, 1.112, 1.114 ถึง 1.117, 1.119, 1.120, 1.126, 1.127, 1.128, 1.129, 1.131, 1.133, 1.137, 1.138, 1.141, 1.142, 1.145, 1.146, 1.151, 1,152, 1,153, 1.154, 1.155, ถึง 1.157, 1.158, 1.160, 1.162, 1.163 1.164, 1.165, 1.166, 1.167, 1.169, 1.170, 1.171, 1.172, 1.175 และ 1.178 รวมเป็นเงิน 393,154 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหายมีหน้าที่ขายตั๋วและเก็บเงินจากลูกค้าของผู้เสียหาย ดังนั้นเงินค่าตั๋วโดยสารที่จำเลยรับไว้จากลูกค้าเป็นการรับเงินไว้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ขายตั๋วให้ลูกค้าผู้ซื้อตั๋ว จำเลยเพียงแต่รับเงินยึดถือไว้ชั่วคราวก่อนจะนำส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น อำนาจในการครอบครองควบคุมดูแลเงินดังกล่าวจึงเป็นของผู้เสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยรับเงินจากลูกค้าของผู้เสียหายแล้วเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า มีเหตุรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายมีหน้าที่จำหน่ายตั๋วโดยสารให้แก่ลูกค้าและเก็บเงินจากลูกค้าเพื่อนำส่งให้แก่ผู้เสียหาย แต่จำเลยกลับอาศัยโอกาสที่มีตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าว เอาเงินค่าจำหน่ายตั๋วที่ได้จากลูกค้าไม่นำส่งมอบให้แก่ผู้เสียหาย อันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น จำเลยอาศัยความไว้วางใจของผู้เสียหายกระทำความผิด พฤติการณ์แห่งคดีถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะให้รับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลย ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำคุกจำเลย 528 เดือน แต่ความผิดที่จำเลยกระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 240 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดดังต่อไปนี้ (1)... (2) ยี่สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี..." ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำคุกจำเลย 240 เดือน นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว โดยต้องกำหนดโทษเป็นให้จำคุก 20 ปี ซึ่งปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลย 20 ปี ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195, 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (2) ม. 335 วรรคหนึ่ง 11
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นางสาว ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นางสาวศุภมาศ หวังมหาพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจรัญ ฉางแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สุพิชญ์ กรอบคำ
ฉัตรชัย ไทรโชต
พัฒนไชย ยอดพยุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4988/2568
#723557
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ในอัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่นด้วยแล้ว) ต่อเดือนของรายรับจากดอกเบี้ย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีต่อกรมสรรพากร จึงเป็นภาระภาษีที่มีอยู่ตามกฎหมายซึ่งคู่สัญญาตกลงกันให้โจทก์ผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน แต่การที่จำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และจำเลยมีภาระภาษีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) แต่กลับตกลงให้โจทก์เป็นผู้เสียแทน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งและเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แม้อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวเป็นจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อจำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่แล้วจึงถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอันมีลักษณะกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควร ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในแต่ละเดือนจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วทั้งหมดไปหักออกจากต้นเงินกู้ 280,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าปรับผิดนัดการชำระดอกเบี้ยของแต่ละเดือนให้แก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 449,938 บาท จึงเกินกว่าจำนวนต้นเงินกู้แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19958 และส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินคืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยดำเนินการไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19958 และส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 โจทก์กู้ยืมเงินจำเลย 150,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ย เดือนละ 1 ครั้ง โดยโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19958 เป็นหลักประกันแก่จำเลย และตกลงให้ถือเอาสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 โจทก์ขอกู้ยืมเงินจำเลยเพิ่มขึ้นอีก 130,000 บาท โดยใช้หลักประกันเดิม และจดทะเบียนทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเงินกู้จากจำนองครั้งที่ 1 รวมเป็นต้นเงินทั้งสิ้น 280,000 บาท ทั้งนี้มีข้อตกลงกันว่า โจทก์ต้องชำระดอกเบี้ยพร้อมกับภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3.3 ของจำนวนดอกเบี้ยแต่ละเดือนให้แก่จำเลยด้วย หากโจทก์ผิดนัดจะต้องเสียค่าปรับอีกร้อยละ 0.75 ของดอกเบี้ยในแต่ละเดือน ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวมานี้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยไปแล้ว 449,938 บาท

คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การเรียกดอกเบี้ยเงินกู้ของจำเลยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นผลให้ข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยตามที่โจทก์อุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์โดยให้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ในอัตราร้อยละ 3.3 (รวมภาษีท้องถิ่นด้วยแล้ว) ต่อเดือนของรายรับจากดอกเบี้ย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีต่อกรมสรรพากร จึงเป็นภาระภาษีที่มีอยู่ตามกฎหมายซึ่งคู่สัญญาตกลงกันให้โจทก์ผู้กู้เป็นผู้รับภาระภาษีแทน แต่การที่จำเลยคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้เรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และจำเลยมีภาระภาษีต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับดอกเบี้ยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) แต่กลับตกลงให้โจทก์เป็นผู้เสียแทน ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง และเป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องใช้ให้แก่จำเลยจากการได้กู้ยืมเงิน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแล้ว เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แม้อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวเป็นจำนวนไม่มากนักแต่เมื่อจำเลยคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่แล้วจึงถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินอันมีลักษณะกำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควร ข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าภาษีธุรกิจเฉพาะในแต่ละเดือนจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ ต้องนำดอกเบี้ยและค่าภาษีที่โจทก์ได้ชำระให้จำเลยไปแล้วทั้งหมดไปหักออกจากต้นเงินกู้ 280,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าปรับผิดนัดการชำระดอกเบี้ยของแต่ละเดือนให้แก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 449,938 บาท จึงเกินกว่าจำนวนต้นเงินกู้แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระแก่จำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (5)
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — บริษัท ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน — นายเกรียงไกร สาลิกา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเชาวลิต ชูรัศมี
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
วิทยา พรหมประสิทธิ์
ศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4984/2568
#720023
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นควรยกปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยแก้ฎีกาขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า ศาลฎีกาจะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีก่อนโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยและบริวารครอบครองที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์พร้อมชำระค่าเสียหาย ซึ่งจำเลยและจำเลยร่วมให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ คดีดังกล่าวจึงเป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมออกจากอสังหาริมทรัพย์อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยและจำเลยร่วมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบ ต้องถูกขับไล่และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ แตกต่างจากคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายและมีคำขอให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ อันมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและชำระราคาที่ดินพิพาทตามสัญญาครบถ้วนจนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและจำเลยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องทั้งสองเรื่องจึงแตกต่างกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 เฉพาะที่ดินในส่วนของโจทก์ในตำแหน่งที่ดินแปลงเลขที่ 264 แถวที่ 26 ในโครงการจัดสรรที่ดินของบริษัท ท. ให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าส่งคำคู่ความ 550 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2303 มีชื่อบริษัท ท. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2523 บริษัท ท. แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวบางส่วนออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2530 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในโครงการจัดสรรที่ดิน แปลงเลขที่ 264 แถวที่ 26 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 2303 กับบริษัท ท. ภายหลังมีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2303 ออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 แล้ว ทำให้ที่ดินที่โจทก์ประสงค์จะซื้ออยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 วันที่ 10 พฤษภาคม 2532 บริษัท ท. โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 ให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานว่าต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 27352 สูญหายและขอออกใบแทนโฉนดที่ดินแต่ต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่กับนางภัทรศกรซึ่งเป็นผู้จะซื้อที่ดินข้างเคียงคราวเดียวกันกับโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า พฤติการณ์ของนายอนันต์ถือว่าเป็นตัวแทนโดยปริยายหรือตัวแทนเชิดของจำเลยหรือไม่ และการที่นายอนันต์ส่งมอบโฉนดที่ดินให้นางภัทรศกรยึดถือไว้แทนโจทก์เป็นการให้สัตยาบันในข้อตกลงที่นายอนันต์ตกลงจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นควรยกปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยแก้ฎีกาขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นายสุเทพ จำเลย โดยมีโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยร่วม ซึ่งปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษายืนให้ขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมแล้ว ศาลฎีกาจะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีดังกล่าวโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 จำเลยและบริวารครอบครองที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์พร้อมชำระค่าเสียหาย ซึ่งจำเลยและจำเลยร่วมให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ คดีดังกล่าวจึงเป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยและจำเลยร่วมออกจากอสังหาริมทรัพย์อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยและจำเลยร่วมไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทโดยชอบ ต้องถูกขับไล่และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ แตกต่างจากคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายและมีคำขอให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ อันมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและชำระราคาที่ดินพิพาทตามสัญญาครบถ้วนจนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและจำเลยต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องทั้งสองเรื่องจึงแตกต่างกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงคดีนี้แตกต่างไปจากคดีก่อนได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าภายหลังจากจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 มาแล้ว โจทก์ชำระค่าที่ดินให้แก่นายอนันต์ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยครบถ้วนแล้ว นายอนันต์จึงได้มอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่นางภัทรศกรซึ่งซื้อที่ดินคราวเดียวกับโจทก์และเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 เช่นเดียวกันกับโจทก์ยึดถือไว้รอโอนกรรมสิทธิ์ต่อไป พฤติการณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่มีนายอนันต์เป็นตัวแทนข้างต้น แสดงว่ามีการตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันขึ้นใหม่ระหว่างโจทก์กับจำเลยหลังจากจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาจากบริษัท ท. แล้ว จึงได้มีการชำระค่าที่ดินต่อเนื่องมาจนครบ และมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 27352 ให้นางภัทรศกรซึ่งซื้อที่ดินในลักษณะเดียวกันกับโจทก์และอยู่ติดกับที่ดินพิพาทยึดถือไว้แทนโจทก์เพื่อรอการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์พร้อมกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง จำเลยมีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเฉพาะในส่วนของโจทก์ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27352 เฉพาะในส่วนของโจทก์ ตำแหน่งที่ดินแปลงที่ 264 แถวที่ 26 ให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท โดยให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คืนค่าส่งคำคู่ความในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อ.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวเสาวภาคย์ วงศ์ไวทยากูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4947/2568
#719657
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นและกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานได้ สำหรับความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งมีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพโดยจำเลยไม่สืบพยานแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง เว้นแต่ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เท่ากับศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์จนเป็นที่พอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะตามฟ้อง หากจำเลยไม่เห็นด้วยก็ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่เป็นที่พอใจฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง แต่ไม่อาจยกข้อเท็จจจริงอื่นที่มิได้ผ่านการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง อันเป็นการขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลย เมื่อในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงให้ลงโทษสถานเบา จึงต้องถือว่าจำเลยเห็นพ้องด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยปัญหานี้ซ้ำอีกและเห็นด้วยกับศาลชั้นต้นก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาทำนองว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำผิด โดยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลชั้นต้นจึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ผ่านการพิจารณาโดยชอบในศาลล่างขึ้นมาโต้เถียงเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยผิดแผกแตกต่างไปจากคำรับสารภาพของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 309, 310, 340, 340 ตรี พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย 530/2565 และ ย 531/2565 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ กับรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 309 วรรคสอง (เดิม)), 310 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 310 วรรคแรก (เดิม)), 340 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 340 วรรคสอง (เดิม)) ประกอบมาตรา 340 ตรี พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นและกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี รวมจำคุก 20 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย 530/2565 และ ย 531/2565 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลพิพากษารอการลงโทษจำคุกจำเลย จึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยต่อตามคำขอของโจทก์ได้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุให้พิพากษายกฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นและกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นและกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย กฎหมายมิได้กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานได้ และสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งมีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยไม่สืบพยาน แล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง เว้นแต่ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เนื่องจากโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนที่มีทะเบียนหรือไม่ ทั้งเจ้าพนักงานตำรวจก็มิได้ยึดอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของกลาง กรณีจึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่า เป็นอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย เท่ากับศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์จนเป็นที่พอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะตามฟ้อง หากจำเลยไม่เห็นด้วยก็ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่เป็นที่พอใจฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง แต่ไม่อาจยกข้อเท็จจริงอื่นใดที่มิได้ผ่านการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย เมื่อในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงขอให้ลงโทษสถานเบา จึงต้องถือว่าจำเลยเห็นพ้องด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยปัญหานี้ซ้ำอีกและเห็นด้วยกับศาลชั้นต้นก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนากระทำผิด โดยจำเลยไม่เคยทราบมาก่อนว่านายเสริมชัย พวกของจำเลยจะให้จำเลยขับรถไปทวงหนี้และเอาทรัพย์สินของนายอำนาจ ผู้เสียหายที่ 2 ก็ดี หรือจำเลยจำต้องทำตามที่นายเสริมชัยสั่ง ไม่กล้าขัดขืนห้ามปราม เนื่องจากนายเสริมชัยมีอาวุธปืน จำเลยเกรงว่าจะเกิดอันตรายแก่ตนหรือครอบครัวก็ดี โดยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลชั้นต้น จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ผ่านการพิจารณาโดยชอบในศาลล่างขึ้นมาโต้เถียงเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยผิดแผกแตกต่างไปจากคำรับสารภาพของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรให้ลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาสำหรับความผิดสองฐานนี้ เท่ากับเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลล่างทั้งสอง เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทมาตราดังกล่าว ส่วนความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นและกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ อันเป็นกรรมเดียว และศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย โดยใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นบทหนักนั้น มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบแปดปีถึงสามสิบปี การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้ 20 ปี โดยเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง และทรัพย์ที่จำเลยกับพวกร่วมกันปล้นเอาไปนั้น เป็นรถกระบะมีราคาถึง 500,000 บาท แล้วลดโทษให้อีกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีความประพฤติเรียบร้อย ประกอบอาชีพโดยสุจริต เสียสละช่วยเหลือสังคมเป็นเจ้าหน้าที่ประจำมูลนิธิกู้ภัยมาเป็นระยะเวลาถึง 15 ปี และปัจจุบันเป็นคนพิการ แขนขาอ่อนแรงไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างปกติ ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขโทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 309 วรรคสอง ม. 310 วรรคแรก ม. 340 วรรคสอง ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคสาม ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดไชยา
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา — นายนพมงคล เอ่งฉ้วน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายประทักษ์ชัย ธนฉายสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ประทีป เหมือนเตย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4943/2568
#723023
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี กับปลอมรายการจดทะเบียนรถยนต์ แล้วนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีปลอมที่ทำขึ้นไปติดไว้กับรถยนต์ 2 คัน โดยเก็บรายการจดทะเบียนรถยนต์ปลอมไว้ในรถยนต์ทั้ง 2 คันดังกล่าว เพื่อแสดงต่อบุคคลทั่วไปที่พบเห็น ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำต่อรถยนต์ 2 คัน รวมถึงแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีปลอม และรายการจดทะเบียนรถยนต์ปลอมที่ใช้กับรถยนต์แต่ละคันก็เป็นคนละชุดกัน การกระทำของจำเลยย่อมมีเจตนาและความมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้กับรถยนต์แต่ละคันแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, ริบของกลาง นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1596/2565 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยปลอมเอกสารนั้นเองให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง รวม 6 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี ริบของกลาง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1596/2565 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว รวม 2 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ตามฟ้องโจทก์ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 เวลากลางวัน จำเลยปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ยง xxxx เชียงใหม่ และปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2566 ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ยง xxxx เชียงใหม่ กับปลอมรายการจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ยง xxxx เชียงใหม่ แล้วนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมดังกล่าวไปติดไว้กับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฒร xxx กรุงเทพมหานคร ส่วนรายการจดทะเบียนรถยนต์ปลอมนำไปเก็บไว้ในรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฒร xxx กรุงเทพมหานคร และจำเลยปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 กฮ xxxx กรุงเทพมหานคร และปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2566 ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 กฮ xxxx กรุงเทพมหานคร กับปลอมรายการจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 กฮ xxxx กรุงเทพมหานคร แล้วนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอมดังกล่าวไปติดไว้กับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ xxxx ยโสธร ส่วนรายการจดทะเบียนรถยนต์ปลอมนำไปเก็บไว้ในรถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ xxxx ยโสธร เพื่อแสดงต่อบุคคลทั่วไปที่พบเห็น ตามพฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่า จำเลยกระทำต่อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฒร xxx กรุงเทพมหานคร และรถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ xxxx ยโสธร แต่ละคันแยกต่างหากจากกัน โดยแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ปลอม และรายการจดทะเบียนรถยนต์ปลอมของรถยนต์แต่ละคัน ก็เป็นแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ และรายการจดทะเบียนรถยนต์คนละชุดกัน การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมีเจตนาและความมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้กับรถยนต์แต่ละคันแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายพัฒน์พงษ์ เวียงทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายคนึง คงบริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
สัญญา ภูริภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4759/2568
#720732
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงิน 10,000,000 บาท แทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินโดยตรงอันเป็นผลตามกฎหมาย และมิใช่กรณีบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินมิได้มีฐานะเป็นบุคคลที่มีมูลหนี้เหนือผู้ถูกกล่าวหาในเงินที่ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติอันที่จะเป็นเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 เพื่อจะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติและตกเป็นของแผ่นดินได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ชำระหรือชำระเงินไม่ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระดอกเบี้ยผิดนัดจากมูลค่าของทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วยนั้น ไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และ 252 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 48

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าวได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาจนกว่าจะครบมูลค่า 10,000,000 บาท หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ดำเนินการโอนให้ตามคำสั่งศาล ให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้ถูกกล่าวหาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 38 วรรคสอง, 42, 83 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 122, 192

ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษากลับเป็นว่า สิ่งปลูกสร้างและลานรับซื้อพืชผลทางการเกษตร ทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติของผู้ถูกกล่าวหา ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงินแทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินจำนวน 10,000,000 บาท ภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ผู้ถูกกล่าวหาฟัง หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนดต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินที่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยน ลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี พร้อมทั้งให้ยึดทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบมูลค่าพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าว

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 ผู้ถูกกล่าวหาได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลโคกสูง ผู้ถูกกล่าวหา จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2554 พ้นจากตำแหน่ง วันที่ 17 มกราคม 2557 ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2554 ว่ามีทรัพย์สินรวม 18,103,432.73 บาท หนี้สิน 85,085 บาท ต่อมาผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2557 ว่ามีทรัพย์สินรวม 36,697,379.38 บาท หนี้สิน 653,730 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับทรัพย์สินขณะเข้ารับตำแหน่งปรากฏว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นสุทธิ 10,943,301.65 บาท คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายให้คณะไต่สวนเบื้องต้นดำเนินการไต่สวนและตรวจสอบความถูกต้องความมีอยู่จริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกกล่าวหา ผลการไต่สวนและตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ได้แก่ รายการสิ่งปลูกสร้างและลานรับซื้อพืชผลทางการเกษตร คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า ผู้ถูกกล่าวหาเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลโคกสูงร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ รวมทั้งกรณีมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติสืบเนื่องจากการเปรียบเทียบบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ได้แก่ รายการสิ่งปลูกสร้างและลานรับซื้อพืชผลทางการเกษตร ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินของภริยาของผู้ถูกกล่าวหา มีมูลค่า 10,000,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่า ผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินอันเกิดจากการร่ำรวยผิดปกติหรือเป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติตามคำร้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้กล่าวอ้างว่า ทรัพย์สินที่ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินไม่ได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ได้เป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ผู้นั้นมีภาระการพิสูจน์ต่อศาล และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 117 บัญญัติว่า เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้รับแจ้งข้อกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติแล้วให้ผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่พิสูจน์หรือแสดงที่มาของรายได้หรือทรัพย์สินของตน ภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อนี้จึงตกแก่ผู้ถูกกล่าวหา ฝ่ายผู้ร้องมีเจ้าพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินปฏิบัติการสำนักงาน ป.ป.ช. และพนักงานไต่สวนปฏิบัติการ ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะไต่สวนเบื้องต้นเป็นพยานเบิกความ ได้ความว่า ผู้ถูกกล่าวหามีรายได้ ที่ระบุในแบบแสดงภาษีเงินได้ปี 2553 ถึงปี 2556 ว่าผู้ถูกกล่าวหาและภริยามีรายได้ปีละประมาณ 800,000 บาท ช่วงที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลโคกสูงเป็นเวลา 3 ปี มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมูลค่าประมาณ 10,000,000 บาทนั้นไม่สัมพันธ์กับรายได้ โดยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ผู้ถูกกล่าวหาสมรสกับนางเสาวลักษณ์ เมื่อปี 2544 มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาประมาณปี 2549 ผู้ถูกกล่าวหาอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวชายา ชาวกัมพูชา จนถึงปัจจุบัน และมีบุตรด้วยกัน 1 คน อายุ 13 ปี นางเจ๊าะ มารดาของนางสาวชายาเป็นผู้มีฐานะดีและให้เงินโดยเสน่หาแก่ผู้ถูกกล่าวหาเพื่อนำไปใช้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างและลานรับซื้อพืชผลทางการเกษตร รวม 6 ครั้ง ตั้งแต่ปลายปี 2554 ถึงเดือนมีนาคม 2557 รวมเป็นเงิน 8,200,000 บาท ผู้ถูกกล่าวหานำเงินดังกล่าวไปใช้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างและลานรับซื้อพืชผลทางการเกษตรบนที่ดิน ภ.บ.ท. 5 ของนางเสาวลักษณ์ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ถูกกล่าวหา ที่ดินดังกล่าวนางเสาวลักษณ์ซื้อมาจากนายหลืก ตั้งแต่ปี 2545 ที่ดินมีราคา 1,872,600 บาท เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า อยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวชายา ชาวกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา และมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน ตามสูติบัตรระบุว่า เกิดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 แต่นางเจ๊าะมารดาของนางสาวชายาไม่ได้ให้เงินสดแก่ผู้ถูกกล่าวหา จนกระทั่งปลายปี 2554 ถึงเดือนมีนาคม 2557 นางเจ๊าะจึงมอบเงินสดให้ผู้ถูกกล่าวหา 6 ครั้ง รวมเป็นเงินสูงถึง 8,200,000 บาท อันเป็นการเริ่มให้เงินโดยเสน่หาในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลโคกสูง โดยเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2554 และให้เงินโดยเสน่หาครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมีนาคม 2557 เมื่อผู้ถูกกล่าวหาพ้นตำแหน่งในวันที่ 15 มกราคม 2557 โดยไม่ปรากฏหลักฐานการมอบเงิน คงมีแต่คำกล่าวอ้างของผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น พฤติการณ์ที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า เมื่อได้รับเงินสดในแต่ละครั้งก็จะนำติดตัวและขับรถจักรยานยนต์ผ่านช่องทางธรรมชาติจากประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย อันเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูงโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย เมื่อได้เงินสดมาแล้วไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเก็บรักษาเงินจำนวนมากดังกล่าวไว้อย่างไร เพราะไม่ได้นำไปเข้าบัญชีธนาคารของผู้ถูกกล่าวหาหรือบัญชีของภริยา นับว่าผิดวิสัยของวิญญูชนจะพึงกระทำ อีกทั้งนางเจ๊าะซึ่งอ้างว่าเป็นผู้มอบเงินสดจำนวนมากให้ผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่ได้มาเบิกความยืนยัน มีเพียงนางสาวชายามาเบิกความว่า นางเจ๊าะมารดาของตนมอบเงินสดให้ผู้ถูกกล่าวหาหลายครั้งรวมเป็นเงินประมาณ 8,200,000 บาท เพื่อสร้างโกดังเก็บพืชผลการเกษตร โดยเป็นการมอบเงินให้ผู้ถูกกล่าวหาภายหลังจากที่นางเจ๊าะทราบแล้วว่าผู้ถูกกล่าวหามีภริยาอยู่ก่อนแล้ว และยืนยันว่า พยานเลิกอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ถูกกล่าวหามาเป็นเวลาประมาณ 5 ปี ขัดกับที่ผู้ถูกกล่าวหายืนยันว่า ยังคงอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวชายาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งพฤติการณ์ของนางเจ๊าะตามที่ผู้ถูกกล่าวหาเบิกความว่ามีการมอบเงินสดให้ผู้ถูกกล่าวหาโดยเสน่หาหลายครั้ง รวมเป็นเงินถึง 8,200,000 บาท ทั้งที่นางเจ๊าะทราบว่าผู้ถูกกล่าวหามีภริยาแล้วก่อนจะมาอยู่กินกับนางสาวชายาบุตรสาวของนางเจ๊าะ และยังนำเงินดังกล่าวไปก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างและลานตากพืชผลทางการเกษตรลงในที่ดินของนางเสาวลักษณ์ภริยาของผู้ถูกกล่าวหาอีกด้วยนั้น ไม่น่าเชื่อว่านางเจ๊าะจะยอมให้เงินจำนวนมากแก่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นบุตรเขยที่มีภริยาอยู่ก่อนแล้ว และยังนำเงินที่ได้ไปสร้างสิ่งปลูกสร้างเพิ่มมูลค่าให้แก่ที่ดินของภริยาคนก่อนอีกด้วย พยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นพิรุธและไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามภาระการพิสูจน์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินอันเกิดจากการร่ำรวยผิดปกติหรือเป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติตามคำร้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระเงิน 10,000,000 บาท แทนการให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินโดยตรงอันเป็นผลตามกฎหมาย และมิใช่กรณีบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินมิได้มีฐานะเป็นบุคคลที่มีมูลหนี้เหนือผู้ถูกกล่าวหาในเงินที่ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติอันที่จะเป็นเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เพื่อจะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติและตกเป็นของแผ่นดินได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ชำระหรือชำระเงินไม่ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด ให้ผู้ถูกกล่าวหาชำระดอกเบี้ยผิดนัดจากมูลค่าของทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วยนั้น ไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และ 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 48

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยชำระดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ม. 48
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ม. 122
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — อัยการสูงสุด
ผู้ถูกกล่าวหา — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 — นายจีระวงส์ เชาวน์วรนันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายชิโนรส ยงเกียรติกานต์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ดุสิต ฉิมพลีย์
อาทิตย์ ออกเวหา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4751/2568
#722685
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน เพราะ...ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหาย และจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ชัดเจนก็ได้" และมาตรา 44/1 วรรคสาม บัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่ง จะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์" เมื่อคดีนี้มีการกระทำความผิดในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ มูลคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการกระทำละเมิด ดังนั้น มูลหนี้ละเมิดที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ย่อมเป็นค่าเสียหายจากการรื้อถอนโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่เกิดเหตุ และดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดดังกล่าวเท่านั้น แต่ที่โจทก์ร่วมเรียกค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าเกี่ยวกับสัญญาสื่อโฆษณา ซึ่งมีมูลหนี้อันเกิดขึ้นจากสัญญาเช่าพื้นที่ว่างเปล่าของผนังอาคารพาณิชย์ระหว่างผู้ให้เช่ากับโจทก์ร่วมมาด้วยจึงเป็นการมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ ดังนั้นการฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358

ระหว่างพิจารณา บริษัท บ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 4,162,545 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การปฏิเสธแต่ก่อนสืบพยานจำเลยถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และจำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า โครงสร้างเหล็กที่จำเลยรื้อถอนสามารถนำไปประกอบขึ้นใหม่ได้ หากสร้างขึ้นใหม่โดยใช้วัสดุใหม่ที่ขนาดเท่าเดิม ค่าก่อสร้างรวมอุปกรณ์ไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้า ป้ายโครงเหล็กเดิมยังสามารถนำกลับไปติดตั้งใหม่ได้ หักมูลค่าเหล็กเดิมแล้วจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมไม่เกิน 150,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 นางสาวนันทวรรณ ซึ่งไม่ใช่เจ้าของอาคารพาณิชย์ได้ทำสัญญาให้เช่าที่ว่างเปล่าของผนังอาคารพาณิชย์กับโจทก์ร่วมเป็นเวลา 3 ปี หลังจากหมดสัญญาแล้ว เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ได้ทำสัญญาเช่าขึ้นเป็น 2 ฉบับ มีกำหนดฉบับละ 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 และตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีข้อสัญญาว่า ในกรณีถ้าเกิดมีการซื้อขายสถานที่ที่ให้เช่าเกิดขึ้น ผู้ให้เช่าจะต้องแจ้งให้กับผู้เช่าล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน หากผู้ให้เช่าประพฤติและปฏิบัติตนผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดนี้ ให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันสิ้นสุดลงตามกฎหมายทันที ผู้เช่ามีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายต่าง ๆ ได้ ในระหว่างนั้นวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 จำเลยซื้ออาคารพาณิชย์ดังกล่าวมาจากนางรัตนกนก ผู้เป็นเจ้าของ ขณะที่ซื้อมามีโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่เกิดเหตุซึ่งมีขนาดใหญ่ของโจทก์ร่วมติดตั้งอยู่ชั้นบนสุดอาคารพาณิชย์ดังกล่าว ก่อนที่จำเลยจะรื้อถอนโครงเหล็กป้ายโฆษณาของโจทก์ร่วมออกไป จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ร่วมให้รื้อถอนก่อนแล้ว ต่อมาโจทก์ร่วมมีหนังสือแจ้งการรื้อถอนแก่จำเลยและหนังสือเข้าพื้นที่อาคารเพื่อรื้อถอนป้ายโฆษณา และระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2563 นางสาวเทอดนรีกานต์ พนักงานของโจทก์ร่วมเป็นตัวแทนของโจทก์ร่วมในการเจรจาเกี่ยวกับการรื้อถอนป้ายโฆษณากับจำเลยทางแอปพลิเคชันไลน์ ในระหว่างนั้นโจทก์ร่วมนำเงินค่าเช่า 60,000 บาท ไปวางไว้ที่กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ต่อมาจำเลยไม่ยอมทำสัญญาเช่ากับโจทก์ร่วม โดยก่อนหน้านั้นโจทก์ร่วมได้รื้อถอนจอภาพแอลอีดีที่ใช้โฆษณาไปก่อนแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้แก่โจทก์ร่วมนั้นเหมาะสมหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะ...ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ทั้งนี้คำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหายและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ชัดเจนก็ได้" และมาตรา 44/1 วรรคสาม บัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์" เมื่อคดีนี้มีการกระทำความผิดในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ของจำเลย มูลคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการกระทำละเมิด ดังนั้น มูลหนี้ละเมิดที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ย่อมเป็นค่าเสียหายที่เกิดจากการรื้อโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่เกิดเหตุ และดอกเบี้ยในค่าเสียหายจากมูลละเมิดดังกล่าวเท่านั้น แต่ที่โจทก์ร่วมเรียกค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางการค้าเกี่ยวกับสัญญาสื่อโฆษณาซึ่งมีมูลหนี้อันเกิดขึ้นจากสัญญาเช่ามาด้วย จึงเป็นการมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ ดังนั้น การฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าจึงไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับค่าเสียหายที่เกิดจากการรื้อโครงสร้างเหล็กป้ายโฆษณานั้น เห็นว่า การก่อสร้างโครงสร้างเหล็กป้ายโฆษณาขึ้นมาใหม่นั้นจะต้องเป็นการสร้างเพื่อติดตั้งป้ายโฆษณาขึ้นมาเพื่อหาประโยชน์จากการเช่าโดยต้องใช้ในงานการโฆษณาเป็นเวลานาน ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เนื่องจากโดยสภาพเป็นโครงเหล็กที่มีขนาดใหญ่มาก จึงต้องมีวิธีติดตั้งที่ละเอียดรอบคอบและด้วยความระมัดระวัง เพื่อมิให้ก่อความเสียหายแก่ผู้อื่นและอาคารข้างเคียง ทั้งต้องมีความปลอดภัยต่ออาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร มิฉะนั้นอาจไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ การติดตั้งต้องใช้อุปกรณ์ เครื่องจักรและเครื่องมือขนาดใหญ่ แตกต่างจากการติดตั้งป้ายขนาดเล็กโดยทั่วไป โดยเฉพาะต้องทำให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและต้องอยู่ในความควบคุมและดูแลของวิศวกร ดังนั้น การก่อสร้างและติดตั้งโครงเหล็กป้ายโฆษณาจึงมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากกว่าการรื้อถอนมากเพราะการรื้อถอนไม่จำเป็นต้องทำโครงสร้างให้แข็งแรงเพื่อให้ใช้งานได้เป็นเวลานานเหมือนการติดตั้ง ทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับโครงเหล็กขณะติดตั้งย่อมมีสภาพเป็นโครงเหล็กใหม่เพื่อให้มีความแข็งแรงคงทนต่อการใช้งาน แต่เมื่อได้มีการใช้งานมานานแล้วย่อมต้องมีการเสื่อมสภาพไปตามการใช้งาน เนื่องจากต้องตากแดดตากฝนทำให้เกิดการกัดกร่อนเป็นเวลานานหลายปี หากไม่ได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดี ซึ่งได้ความจากนางสาวเทอดนรีกานต์ว่ามีการติดตั้งป้ายมาตั้งแต่ปี 2558 ตรงกับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เป็นเวลา 9 ปีเศษ ดังนั้น ราคาเหล็กที่รื้อจากโครงสร้างป้ายจึงเป็นเหล็กที่เก่าตามสภาพที่ผ่านการใช้งานมานาน ทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมจะต้องรื้อทรัพย์สินของตนออกไปจากอาคารพาณิชย์ เพราะจำเลยและโจทก์ร่วมไม่ประสงค์ทำสัญญาเช่ากันอีกต่อไปอยู่แล้วตามที่ปรากฏบทสนทนาของนางสาวเทอดนรีกานต์กับจำเลยผ่านแอปพลิเคชันไลน์ แม้การรื้อถอนของจำเลยย่อมอาจจะทำให้โครงเหล็กเสียหายไปบ้าง แต่การฟ้องเรียกค่าเสียหายโจทก์ร่วมมีหน้าที่ที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ว่าการรื้อถอนของจำเลยทำให้เกิดความเสียหายแก่โครงเหล็กป้ายโฆษณาของโจทก์ร่วมเพียงใด แต่จากทางนำสืบของโจทก์ร่วมคงมีแต่คำเบิกความลอย ๆ ไม่ปรากฏหลักฐานสนับสนุนว่าเกิดความเสียหายแก่โครงเหล็กหรือทรัพย์สินของโจทก์ร่วมเพียงใดแน่ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ตามควรแห่งพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคแรกมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 358
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัท บ.
จำเลย — นาย ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางสาววรพิณณ์ เดชะสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประหยัด ศรศักดา
ชื่อองค์คณะ
จุมพล ชูวงษ์
อดุลย์ ขันทอง
เลิศชาย จิวะชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4746/2568
#720730
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ ก. แล้ว รับโอนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทของ ก. มาเป็นของจำเลยเอง ไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้านการกระทำของจำเลยแต่อย่างใด อันเป็นการแสดงว่าโจทก์รับรู้และเห็นชอบในการโอนที่ดินพิพาทของจำเลยมาตั้งแต่ต้น นอกจากนี้จำเลยก็ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 27018 ให้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้านเช่นกัน อันเป็นการสอดคล้องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยการให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นสัดส่วน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง จึงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่โจทก์ยินยอมให้ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว จำเลยจึงไม่ต้องแบ่งปันที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ทั้งที่มีอำนาจในการนำที่ดินพิพาทไปทำนิติกรรมใด ๆ โดยชอบ โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยกระทำตามคำฟ้องได้

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท นั้น ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 198 ให้แก่โจทก์และนางเวียงคำตามส่วนคนละเท่า ๆ กัน หากแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินออกประมูลขายตามราคาท้องตลาด แต่ละคนได้รับส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน หากจำเลยเพิกเฉยขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นบุตรของนายก้อน กับนางสาวแพงสี มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 4 คน คือ จำเลย นางเวียงคำ โจทก์ และร้อยเอกแดง ร้อยเอกแดงมีภริยาและบุตร แต่ร้อยเอกแดงและบุตรถึงแก่ความตายแล้ว นายก้อนถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2543 นายก้อนมีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 198 และที่ดินโฉนดเลขที่ 27018 ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายก้อน เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 198 อันเป็นทรัพย์มรดกมาเป็นของจำเลย แล้วจำเลยนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่บริษัท ศ. และบริษัท ร. ตามลำดับ ต่อมาไถ่ถอนจำนองแล้วจำเลยนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27018 ให้แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกต้องแบ่งปันให้แก่โจทก์ และนางเวียงคำหรือไม่ โดยโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยจัดการมรดกโดยไม่มีอำนาจและโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์เฉพาะที่ดินพิพาทเนื้อที่ 91 ตารางวาเศษเพียงแปลงเดียว แต่ศาลก็จำต้องพิจารณาถึงการจัดการมรดกของจำเลยที่เกี่ยวกับที่ดินแปลงอื่นประกอบด้วย เพราะเป็นการจัดการมรดกที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันไปในคราวเดียวและเพื่อให้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยในภาพรวมว่า จำเลยกระทำการตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ เมื่อผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด แล้วต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการมรดกโดยทั่วไปและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนภายใต้ขอบอำนาจ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719, 1723, 1724 วรรคหนึ่ง และ 1745 โดยคดีนี้นอกจากโจทก์และจำเลยแล้วยังมีนางเวียงคำและร้อยเอกแดงเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกอีกด้วย หลังจากจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายก้อนแล้วรับโอนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทของนายก้อนมาเป็นของจำเลยเองนั้น ไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้านการกระทำของจำเลยแต่อย่างใด อันเป็นการแสดงว่าโจทก์รับรู้และเห็นชอบในการโอนที่ดินพิพาทของจำเลยมาตั้งแต่ต้น นอกจากนี้จำเลยก็ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 27018 เนื้อที่ 4 ไร่เศษ ให้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏทายาทคนใดคัดค้านเช่นกัน อันเป็นการสอดคล้องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยการให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนสัด ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง คดีจึงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่โจทก์ยินยอมให้ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว จำเลยจึงไม่ต้องแบ่งปันที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ทั้งมีอำนาจในการนำที่ดินพิพาทไปทำนิติกรรมใด ๆ ได้โดยชอบ โดยโจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยกระทำการตามคำฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท นั้น ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์แทนโจทก์รวม 6,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719 ม. 1723 ม. 1724 วรรคหนึ่ง ม. 1745 ม. 1750 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายณัฐพงศ์ สมประสงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีรศักดิ์ ขจีจิตต์
ชื่อองค์คณะ
นุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล
อภิชาต ภมรบุตร
พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4695/2568
#724649
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 หลังล่วงพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 4 แล้ว 2 วัน จึงไม่อาจทำได้ เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความและไม่มีความละเอียดรอบคอบเหมือนทนายความ ทำให้เข้าใจผิดว่าศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 10 กันยายน 2567 ประกอบกับคดีมีอัตราโทษสูงและจำเลยที่ 1 ไม่เคยหลบหนี มารายงานตัวตามกำหนดทุกนัด เมื่อพิจารณาข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้ว ล้วนเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น มิใช่เหตุสุดวิสัยที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาเมื่อสิ้นระยะเวลานั้นแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ดังนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่ โดยจำเลยที่ 1 รับว่ามีและพาอาวุธปืนติดตัวจริง แต่ปฏิเสธว่าเป็นอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเบิกมาใช้งาน จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกันมีและพาอาวุธปืนกับจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืนโดยจำเลยที่ 2 ไม่ทราบและรับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจริง แต่ปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุที่ได้กระทำการตามหน้าที่ เนื่องจากไม่ทราบว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ส่วนจำเลยที่ 2 รับว่ามีและพาอาวุธปืนติดตัวจริง แต่ปฏิเสธว่าเป็นอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของทางราชการที่จำเลยที่ 2 เบิกมาใช้ในราชการโดยเก็บไว้ในรถยนต์ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกันมีและพาอาวุธปืนกับจำเลยที่ 1 ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จ่าสิบตำรวจภาณุวัฒน์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุที่ได้กระทำการตามหน้าที่ ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืน โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ คำให้การและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งและหนึ่งในสามตามลำดับ ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 9 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง และให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ปรับ 3,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ชอบที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2567 หากจำเลยที่ 1 ประสงค์ยื่นฎีกาก็สามารถยื่นฎีกาได้ภายในวันดังกล่าว หรือหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ทัน ย่อมสามารถยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาต่อไปอีกได้ แต่ต้องเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษและต้องยื่นคำร้องขอมาก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าว เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 ล่วงพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายให้แล้ว 2 วัน จึงไม่อาจทำได้ เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความและไม่มีความละเอียดรอบคอบเหมือนทนายความ ทำให้เข้าใจผิดว่าศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 10 กันยายน 2567 ประกอบกับคดีมีอัตราโทษสูงและจำเลยที่ 1 ไม่เคยหลบหนี มารายงานตัวตามกำหนดทุกนัด ซึ่งเมื่อพิจารณาข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้ว ล้วนเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น มิใช่เหตุสุดวิสัยที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาเมื่อสิ้นระยะเวลานั้นแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาและฎีกาเกินกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ถึงวันที่ 8 กันยายน 2567 ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อฟ้องฎีกาของจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นในกำหนด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงต้องยกฎีกาของจำเลยที่ 1 เสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 210 ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาฎีกาครั้งที่ 5 และยกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
โจทก์ร่วม — จ่าสิบตำรวจ ภ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายวิญญา พลศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายนฤเทพ อภิรักษ์เนติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชุมพล อรรถเสถียร
ชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4695/2568
#722683
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2567 หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ทัน ย่อมสามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาต่อไปอีกได้ แต่ต้องเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษและต้องยื่นคำร้องขอมาก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าว เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 ล่วงพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายให้แล้ว 2 วัน จึงไม่อาจทำได้ เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความและไม่มีความละเอียดรอบคอบเหมือนทนายความ ทำให้เข้าใจผิดว่าศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 10 กันยายน 2567 ประกอบกับคดีมีอัตราโทษสูงและจำเลยที่ 1 ไม่เคยหลบหนี มารายงานตัวตามกำหนดทุกนัด ล้วนเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น มิใช่เหตุสุดวิสัยที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาเมื่อสิ้นระยะเวลานั้นแล้ว ดังนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาและฎีกาเกินกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ถึงวันที่ 8 กันยายน 2567 ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงต้องยกฎีกาของจำเลยที่ 1 เสียตาม ป.วิ.อ. มาตรา 210 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่ โดยจำเลยที่ 1 รับว่ามีและพาอาวุธปืนติดตัวจริง แต่ปฏิเสธว่าเป็นอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเบิกมาใช้งาน จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกันมีและพาอาวุธปืนกับจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 1 มีและพาอาวุธปืนโดยจำเลยที่ 2 ไม่ทราบและรับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจริง แต่ปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุที่ได้กระทำการตามหน้าที่ เนื่องจากไม่ทราบว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ส่วนจำเลยที่ 2 รับว่ามีและพาอาวุธปืนติดตัวจริง แต่ปฏิเสธว่าเป็นอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของทางราชการที่จำเลยที่ 2 เบิกมาใช้ในราชการโดยเก็บไว้ในรถยนต์ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกันมีและพาอาวุธปืนกับจำเลยที่ 1 ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จ่าสิบตำรวจภาณุวัฒน์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุที่ได้กระทำการตามหน้าที่ ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืน โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ คำให้การและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งและหนึ่งในสามตามลำดับ ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 9 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง และให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ปรับ 3,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ชอบที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2567 หากจำเลยที่ 1 ประสงค์ยื่นฎีกาก็สามารถยื่นฎีกาได้ภายในวันดังกล่าว หรือหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ทัน ย่อมสามารถยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาต่อไปอีกได้ แต่ต้องเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษและต้องยื่นคำร้องขอมาก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าว เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 ล่วงพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายให้แล้ว 2 วัน จึงไม่อาจทำได้ เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความและไม่มีความละเอียดรอบคอบเหมือนทนายความ ทำให้เข้าใจผิดว่าศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 10 กันยายน 2567 ประกอบกับคดีมีอัตราโทษสูงและจำเลยที่ 1 ไม่เคยหลบหนี มารายงานตัวตามกำหนดทุกนัด ซึ่งเมื่อพิจารณาข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้ว ล้วนเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น มิใช่เหตุสุดวิสัยที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาเมื่อสิ้นระยะเวลานั้นแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังนี้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 5 ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาและฎีกาเกินกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ถึงวันที่ 8 กันยายน 2567 ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อฟ้องฎีกาของจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นในกำหนด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงต้องยกฎีกาของจำเลยที่ 1 เสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 210 ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาฎีกาครั้งที่ 5 และยกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 210 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
โจทก์ร่วม — จ่าสิบตำรวจ ภ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายวิญญา พลศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายนฤเทพ อภิรักษ์เนติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชุมพล อรรถเสถียร
ชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568
#719185
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่จะมีการตกลงกันให้จัดงานพิธีแต่งงานนั้น จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน แล้ว ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ ดังนั้น การที่จำเลย มารดาจำเลย และญาติพี่น้องจำเลยเดินทางมาสู่ขอบุตรสาวโจทก์ต่อโจทก์ จนทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์โดยกำหนดวันทำพิธีแต่งงานกัน เช่นนี้ถือได้ว่าการตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เพื่อจัดงานพิธีแต่งงานให้เป็นไปตามประเพณีท้องถิ่นเท่านั้น โดยฝ่ายจำเลยไม่จำต้องให้ของหมั้นแก่บุตรสาวโจทก์ กรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส เพราะขณะตกลงกันนั้นจำเลยและบุตรสาวโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากันมาเป็นเวลานานถึงเกือบ 5 ปี แล้ว อีกทั้งการตกลงจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นดังกล่าวก็มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้การนั้นเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ยิ่งกว่านั้นการที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหาย 20,000 บาท ย่อมบ่งชี้ได้ว่า จำเลยยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย มิฉะนั้นแล้วจำเลยคงไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายบางส่วนให้แก่โจทก์ ข้อตกลงตามสัญญาข้างต้นจึงมีผลบังคับได้ เมื่อฝ่ายโจทก์ได้จัดเตรียมงานพิธีแต่งงานดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยกลับมีหญิงอื่นเป็นคนรัก อันเป็นเหตุให้ต้องมีการยกเลิกการจัดงานพิธีแต่งงาน ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อกรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส จำเลยย่อมไม่อาจอ้างเรื่องที่ว่า หากฝ่ายใดผิดสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส กรณีที่ไม่มีการหมั้น ฝ่ายนั้นไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายหรือค่าทดแทนแก่อีกฝ่ายหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1439 นั้น มาปฏิเสธความรับผิดของจำเลยได้ ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ และเมื่อพิจารณากรณีตามคำฟ้องประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว มิใช่เป็นเรื่องไม่ปฏิบัติตามคำมั่นอันจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เพราะการกระทำที่จะเป็นการละเมิดได้นั้น ต้องเป็นการกระทำโดยผิดต่อกฎหมายเท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย..."

อนึ่ง สำหรับความรับผิดของจำเลยในเรื่องดอกเบี้ยนั้น แม้โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คงมีแต่จำเลยเท่านั้นที่ยื่นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยของต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มีนาคม 2564) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนได้ตามอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยที่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ในเรื่องดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามานั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษากำหนดอัตราดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 เกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ด้วยนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็มิได้พิพากษาให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 ซึ่งไม่ถูกต้อง รวมทั้งที่ระบุว่า ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ก็เป็นการเกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยของต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มีนาคม 2564) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนได้ตามอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาของนางสาวจตุพร ซึ่งนางสาวจตุพรอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 มาเป็นเวลาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้ ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2563 จำเลย มารดาจำเลย และญาติพี่น้องจำเลยเดินทางมาสู่ขอนางสาวจตุพรต่อโจทก์ โดยตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์ในวันที่ 23 มกราคม 2564 โจทก์ดำเนินการจ่ายเงินมัดจำในการจัดงานบางส่วนไปแล้ว แต่วันที่ 6 มกราคม 2564 นางสาวจตุพรทราบว่าจำเลยมีหญิงอื่นเป็นคนรักแล้วจำเลยเก็บของออกจากห้องพักอาศัยที่อยู่ร่วมกันไป ครั้นวันที่ 8 มกราคม 2564 จำเลยโทรศัพท์แจ้งโจทก์ว่าจำเลยเลิกกับบุตรสาวโจทก์แล้ว แต่งงานกับบุตรสาวโจทก์ไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้มีการยกเลิกการจัดพิธีแต่งงาน จากนั้นวันที่ 11 มกราคม 2564 จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 20,000 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ก่อนที่จะมีการตกลงกันให้จัดงานพิธีแต่งงานนั้น จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน แล้ว ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ ดังนั้น การที่จำเลย มารดาจำเลย และญาติพี่น้องจำเลยเดินทางมาสู่ขอบุตรสาวโจทก์ต่อโจทก์ จนทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์โดยกำหนดวันทำพิธีแต่งงานกัน เช่นนี้ถือได้ว่าการตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เพื่อจัดงานพิธีแต่งงานให้เป็นไปตามประเพณีท้องถิ่นเท่านั้น โดยฝ่ายจำเลยไม่จำต้องให้ของหมั้นแก่บุตรสาวโจทก์ กรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส เพราะขณะตกลงกันนั้นจำเลยและบุตรสาวโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากันมาเป็นเวลานานถึงเกือบ 5 ปี แล้ว อีกทั้งการตกลงจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นดังกล่าวก็มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้การนั้นเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ยิ่งกว่านั้นการที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหาย 20,000 บาท ย่อมบ่งชี้ได้ว่า จำเลยยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย มิฉะนั้นแล้วจำเลยคงไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายบางส่วนให้แก่โจทก์ ข้อตกลงตามสัญญาข้างต้นจึงมีผลบังคับได้ เมื่อฝ่ายโจทก์ได้จัดเตรียมงานพิธีแต่งงานดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยกลับมีหญิงอื่นเป็นคนรัก อันเป็นเหตุให้ต้องมีการยกเลิกการจัดงานพิธีแต่งงาน ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อกรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส จำเลยย่อมไม่อาจอ้างเรื่องที่ว่า หากฝ่ายใดผิดสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส กรณีที่ไม่มีการหมั้น ฝ่ายนั้นไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายหรือค่าทดแทนแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439 นั้น มาปฏิเสธความรับผิดของจำเลยได้ ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ และเมื่อพิจารณากรณีตามคำฟ้องประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว มิใช่เป็นเรื่องไม่ปฏิบัติตามคำมั่นอันจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เพราะการกระทำที่จะเป็นการละเมิดได้นั้น ต้องเป็นการกระทำโดยผิดต่อกฎหมายเท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย..." ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำมั่นอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์เป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวจตุพรบุตรสาวโจทก์เป็นพยานเบิกความได้ความถึงความเสียหายที่ฝ่ายโจทก์ได้ดำเนินการต่าง ๆ ในการจัดงานพิธีแต่งงานได้แก่ ค่ามัดจำหมู 1 ตัว 10,000 บาท ค่าเช่าเต็นท์และเก้าอี้ 5,500 บาท ค่าเครื่องเสียงและตั้งเวที 15,000 บาท ค่าของชำร่วย 4,000 บาท ค่าของรับไหว้สำหรับญาติผู้ใหญ่ 2,000 บาท ค่าที่นอน 2,000 บาท ค่ามัดจำชุดแต่งงาน 3,000 บาท ค่าพิมพ์บัตรเชิญงานแต่งงาน 1,050 บาท ค่ามัดจำช่างภาพ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 44,550 บาท อีกทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งต้องจ่ายไปตามปกติของการจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นด้วย อันเป็นการปฏิบัติตามสัญญาที่ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยตกลงกันโดยจำเลยมิได้ถามค้านพยานโจทก์หรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ พยานหลักฐานโจทก์ในส่วนนี้จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งถือเป็นค่าเสียหายตามปกติจากการผิดสัญญาของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคหนึ่ง สำหรับจำนวนค่าเสียหายในส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นควรเป็นเงิน 50,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนความเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์นั้น จำเลยอ้างในฎีกาว่า กรณียังไม่มีการแจกบัตรเชิญ อีกทั้งจำเลยและบุตรสาวโจทก์อยู่กินกันมานาน เป็นเวลา 4 ปี 8 เดือน จนเป็นที่รับรู้ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย ตลอดจนบรรดาเพื่อน ๆ จำเลยและบุตรสาวโจทก์ กรณีจึงไม่อาจทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงนั้น เห็นว่า เมื่อฝ่ายโจทก์มีการเตรียมจัดงานพิธีแต่งงานดังกล่าว ย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องมีการบอกกล่าวญาติ เพื่อน และบุคคลที่รู้จักให้มาร่วมงาน ดังที่นางสาวจตุพรเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานยังไม่ได้แจกบัตรเชิญ แต่ได้บอกด้วยวาจาแก่บุคคลที่คาดว่าจะไปเชิญครั้นก่อนถึงวันพิธีแต่งงานเพียง 15 วัน จำเลยโทรศัพท์แจ้งโจทก์ว่าจำเลยเลิกกับบุตรสาวโจทก์อันเนื่องมาจากจำเลยมีหญิงอื่นเป็นคนรัก เช่นนี้ย่อมทำให้โจทก์และบุตรสาวโจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ดังที่นางสาวจตุพรเบิกความว่า ญาติพี่น้อง ชาวบ้านในหมู่บ้าน รวมทั้งเพื่อนจำเลยและพยานทราบเรื่องการยกเลิกงานพิธีแต่งงาน ทำให้โจทก์และพยานเสียใจและอับอายเป็นอย่างมาก และความเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์เกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ซึ่งจำเลยได้คาดเห็นหรือควรได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง สำหรับจำนวนค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นควรเป็นเงิน 70,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้วเช่นกัน รวมค่าเสียหายของโจทก์ทั้งหมด 120,000 บาท จำเลยชดใช้เงินให้แก่โจทก์แล้ว 20,000 บาท คงเหลือค่าเสียหาย 100,000 บาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง สำหรับความรับผิดของจำเลยในเรื่องดอกเบี้ยนั้น แม้โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คงมีแต่จำเลยเท่านั้นที่ยื่นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยของต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มีนาคม 2564) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนได้ตามอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยที่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ในเรื่องดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามานั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษากำหนดอัตราดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 เกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ด้วยนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็มิได้พิพากษาให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งไม่ถูกต้อง รวมทั้งที่ระบุว่า ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ก็เป็นการเกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ย ให้จำเลยชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 เมื่อใด ก็ให้ใช้ดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 420 ม. 150 ม. 1439
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ล.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดวิเชียรบุรี — นางสาวเนตรนารี สิริยากรนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายภัคพงศ์ ภัคพงศ์สิริ
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
บดินทร์ ตรีรานุรัตน์
สิทธิชัย พูนเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา