คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,106 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568
#719766
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์โดยกำหนดวันทำพิธีแต่งงานกัน เช่นนี้ถือได้ว่าการตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เพื่อจัดงานพิธีแต่งงานให้เป็นไปตามประเพณีท้องถิ่นเท่านั้น โดยฝ่ายจำเลยไม่จำต้องให้ของหมั้นแก่บุตรสาวโจทก์ กรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส อีกทั้งการตกลงจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นดังกล่าวก็มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้การนั้นเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ยิ่งกว่านั้นการที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายย่อมบ่งชี้ได้ว่า จำเลยยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย ข้อตกลงตามสัญญาจึงมีผลบังคับได้ เมื่อฝ่ายโจทก์ได้จัดเตรียมงานพิธีแต่งงานดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยกลับมีหญิงอื่นเป็นคนรัก อันเป็นเหตุให้ต้องมีการยกเลิกการจัดงานพิธีแต่งงาน ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อกรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส จำเลยย่อมไม่อาจอ้างเรื่องที่ว่า หากฝ่ายใดผิดสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส กรณีที่ไม่มีการหมั้น ฝ่ายนั้นไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายหรือค่าทดแทนแก่อีกฝ่ายหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1439 นั้น มาปฏิเสธความรับผิดของจำเลยได้ ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยของต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มีนาคม 2564) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนได้ตามอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาของนางสาวจตุพร ซึ่งนางสาวจตุพรอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 มาเป็นเวลาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้ ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2563 จำเลย มารดาจำเลย และญาติพี่น้องจำเลยเดินทางมาสู่ขอนางสาวจตุพรต่อโจทก์ โดยตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์ในวันที่ 23 มกราคม 2564 โจทก์ดำเนินการจ่ายเงินมัดจำในการจัดงานบางส่วนไปแล้ว แต่วันที่ 6 มกราคม 2564 นางสาวจตุพรทราบว่าจำเลยมีหญิงอื่นเป็นคนรักแล้วจำเลยเก็บของออกจากห้องพักอาศัยที่อยู่ร่วมกันไป ครั้นวันที่ 8 มกราคม 2564 จำเลยโทรศัพท์แจ้งโจทก์ว่าจำเลยเลิกกับบุตรสาวโจทก์แล้ว แต่งงานกับบุตรสาวโจทก์ไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้มีการยกเลิกการจัดพิธีแต่งงาน จากนั้นวันที่ 11 มกราคม 2564 จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 20,000 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ก่อนที่จะมีการตกลงกันให้จัดงานพิธีแต่งงานนั้น จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน แล้ว ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ ดังนั้น การที่จำเลย มารดาจำเลย และญาติพี่น้องจำเลยเดินทางมาสู่ขอบุตรสาวโจทก์ต่อโจทก์ จนทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์โดยกำหนดวันทำพิธีแต่งงานกัน เช่นนี้ถือได้ว่าการตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เพื่อจัดงานพิธีแต่งงานให้เป็นไปตามประเพณีท้องถิ่นเท่านั้น โดยฝ่ายจำเลยไม่จำต้องให้ของหมั้นแก่บุตรสาวโจทก์ กรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส เพราะขณะตกลงกันนั้นจำเลยและบุตรสาวโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากันมาเป็นเวลานานถึงเกือบ 5 ปี แล้ว อีกทั้งการตกลงจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นดังกล่าวก็มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้การนั้นเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ยิ่งกว่านั้นการที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหาย 20,000 บาท ย่อมบ่งชี้ได้ว่า จำเลยยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย มิฉะนั้นแล้วจำเลยคงไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายบางส่วนให้แก่โจทก์ ข้อตกลงตามสัญญาข้างต้นจึงมีผลบังคับได้ เมื่อฝ่ายโจทก์ได้จัดเตรียมงานพิธีแต่งงานดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยกลับมีหญิงอื่นเป็นคนรัก อันเป็นเหตุให้ต้องมีการยกเลิกการจัดงานพิธีแต่งงาน ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อกรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส จำเลยย่อมไม่อาจอ้างเรื่องที่ว่า หากฝ่ายใดผิดสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส กรณีที่ไม่มีการหมั้น ฝ่ายนั้นไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายหรือค่าทดแทนแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439 นั้น มาปฏิเสธความรับผิดของจำเลยได้ ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ และเมื่อพิจารณากรณีตามคำฟ้องประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว มิใช่เป็นเรื่องไม่ปฏิบัติตามคำมั่นอันจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เพราะการกระทำที่จะเป็นการละเมิดได้นั้น ต้องเป็นการกระทำโดยผิดต่อกฎหมายเท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย..." ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำมั่นอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์เป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวจตุพรบุตรสาวโจทก์เป็นพยานเบิกความได้ความถึงความเสียหายที่ฝ่ายโจทก์ได้ดำเนินการต่าง ๆ ในการจัดงานพิธีแต่งงานได้แก่ ค่ามัดจำหมู 1 ตัว 10,000 บาท ค่าเช่าเต็นท์และเก้าอี้ 5,500 บาท ค่าเครื่องเสียงและตั้งเวที 15,000 บาท ค่าของชำร่วย 4,000 บาท ค่าของรับไหว้สำหรับญาติผู้ใหญ่ 2,000 บาท ค่าที่นอน 2,000 บาท ค่ามัดจำชุดแต่งงาน 3,000 บาท ค่าพิมพ์บัตรเชิญงานแต่งงาน 1,050 บาท ค่ามัดจำช่างภาพ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 44,550 บาท อีกทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งต้องจ่ายไปตามปกติของการจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นด้วย อันเป็นการปฏิบัติตามสัญญาที่ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยตกลงกันโดยจำเลยมิได้ถามค้านพยานโจทก์หรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ พยานหลักฐานโจทก์ในส่วนนี้จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งถือเป็นค่าเสียหายตามปกติจากการผิดสัญญาของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคหนึ่ง สำหรับจำนวนค่าเสียหายในส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นควรว่าเป็นเงิน 50,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนความเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์นั้น จำเลยอ้างในฎีกาว่า กรณียังไม่มีการแจกบัตรเชิญ อีกทั้งจำเลยและบุตรสาวโจทก์อยู่กินกันมานาน เป็นเวลา 4 ปี 8 เดือน จนเป็นที่รับรู้ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย ตลอดจนบรรดาเพื่อน ๆ จำเลยและบุตรสาวโจทก์ กรณีจึงไม่อาจทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงนั้น เห็นว่า เมื่อฝ่ายโจทก์มีการเตรียมจัดงานพิธีแต่งงานดังกล่าว ย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องมีการบอกกล่าวญาติ เพื่อน และบุคคลที่รู้จักให้มาร่วมงาน ดังที่นางสาวจตุพรเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานยังไม่ได้แจกบัตรเชิญ แต่ได้บอกด้วยวาจาแก่บุคคลที่คาดว่าจะไปเชิญครั้นก่อนถึงวันพิธีแต่งงานเพียง 15 วัน จำเลยโทรศัพท์แจ้งโจทก์ว่าจำเลยเลิกกับบุตรสาวโจทก์อันเนื่องมาจากจำเลยมีหญิงอื่นเป็นคนรัก เช่นนี้ย่อมทำให้โจทก์และบุตรสาวโจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ดังที่นางสาวจตุพรเบิกความว่า ญาติพี่น้อง ชาวบ้านในหมู่บ้าน รวมทั้งเพื่อนจำเลยและพยานทราบเรื่องการยกเลิกงานพิธีแต่งงาน ทำให้โจทก์และพยานเสียใจและอับอายเป็นอย่างมาก และความเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์เกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ซึ่งจำเลยได้คาดเห็นหรือควรได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง สำหรับจำนวนค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นควรเป็นเงิน 70,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้วเช่นกัน รวมค่าเสียหายของโจทก์ทั้งหมด 120,000 บาท จำเลยชดใช้เงินให้แก่โจทก์แล้ว 20,000 บาท คงเหลือค่าเสียหาย 100,000 บาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง สำหรับความรับผิดของจำเลยในเรื่องดอกเบี้ยนั้น แม้โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คงมีแต่จำเลยเท่านั้นที่ยื่นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยของต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มีนาคม 2564) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนได้ตามอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยที่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ในเรื่องดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามานั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษากำหนดอัตราดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 เกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ด้วยนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็มิได้พิพากษาให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งไม่ถูกต้อง รวมทั้งที่ระบุว่า ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ก็เป็นการเกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ย ให้จำเลยชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 เมื่อใด ก็ให้ใช้ดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1439
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ล.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดวิเชียรบุรี — นางสาวเนตรนารี สิริยากรนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายภัคพงศ์ ภัคพงศ์สิริ
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
บดินทร์ ตรีรานุรัตน์
สิทธิชัย พูนเกษม
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4380/2568
#720596
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเฉพาะในความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และมิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เพราะความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์มิใช่ความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 43 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ในอันที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม ทั้งโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นนั้นโดยพลการ ส่วนการออกคำบังคับนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งต้องมีการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลจึงจะออกคำบังคับแก่ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยกำหนดวิธีปฏิบัติ ระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 272, 273 แต่คดีนี้ศาลไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีสิทธิบังคับคดีในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 358 ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 5793 มาเป็นหลักประกันในการขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้อง ให้รอการกำหนดโทษจำเลยทั้งสามไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โจทก์ร่วมอุทธรณ์ หลังจากศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2565 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น 2 ฉบับ คำร้องฉบับแรกโจทก์ร่วมอ้างว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5793 เป็นของโจทก์ร่วม ขอให้เพิกถอนการใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นหลักประกันในการขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 และที่ 2 คำร้องฉบับที่สองโจทก์ร่วมอ้างว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดซ้ำ ขอให้กำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้อง ดังกล่าวของโจทก์ร่วมไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อพิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ส่งคำร้องฉบับแรกของโจทก์ร่วมคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป และมีคำพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ขอให้ลงโทษจำคุกและปรับจำเลยทั้งสามเพราะเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2565 ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องฉบับแรกของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว สัญญาประกันระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงสิ้นสุดลง กรณีไม่จำเป็นต้องพิจารณาสั่งเกี่ยวกับหลักประกันอีก ให้ยกคำร้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน แต่ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องฉบับที่สองของโจทก์ร่วม ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2565 ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องฉบับที่สองของโจทก์ร่วมว่า เมื่อกรณียังไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยถูกพิพากษาว่ามีความผิดในคดีใดขึ้นอีก ทั้งคดีตามที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้างมาในคำร้องยังอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และพฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมอ้างตามคำร้องเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ยังไม่มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสาม ให้ยกคำร้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2567 โจทก์ร่วมยื่นคำร้อง 2 ฉบับ คำร้องฉบับแรกโจทก์ร่วมอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่รับอุทธรณ์ คำร้องฉบับที่สองโจทก์ร่วมขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่ปรากฏว่าศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินตามคำร้องแก่โจทก์ร่วมแล้วจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ และไม่ออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ร่วม ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเฉพาะในความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และมิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เพราะความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ มิใช่ฐานความผิดที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ในอันที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม ทั้งโจทก์ร่วมมิได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นโดยพลการดังที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้าง ส่วนการออกคำบังคับนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งต้องมีการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ศาลจึงออกคำบังคับซึ่งคือคำสั่งแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยกำหนดวิธีปฏิบัติ ระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 272, 273 แต่คดีนี้ศาลมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีสิทธิบังคับคดีในคดีนี้ได้ และหากการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายอย่างไร ก็ชอบที่จะต้องไปว่ากล่าวกันเป็นคดีต่างหาก จะใช้สิทธิขอบังคับในคดีนี้ไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์และไม่ออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44/1 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 272 ม. 273
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุรินทร์
โจทก์ร่วม — นางสาว ฟ.
จำเลย — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุรินทร์ — นายนนทัชต์ ผลเนืองมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนุภาพ สุวรรณโชติ
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
บุญศริรัตน์ ศิริชัย
ศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4296/2568
#720594
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 9 (3) บัญญัติเพียงว่า เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตามเท่านั้น หาได้บัญญัติว่าหนี้นั้นศาลต้องพิพากษากำหนดจำนวนแน่นอนเสียก่อน โจทก์จึงสามารถนำหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่กระทำขึ้นในต่างประเทศมาฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายได้โดยไม่จำต้องนำหนี้ดังกล่าวไปร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเพื่อบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก่อน จำเลยเป็นหนี้โจทก์ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคล หนี้ตามฟ้องจึงเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท โจทก์ย่อมมีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์กับจำเลยประกอบกิจการร้านอาหาร เมื่อปี 2558 โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาอนุญาตให้ใช้วิทยาการความรู้ (KNOW – HOW LICENSING AGREEMENT) และสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (TRADEMARK LICENSING AGREEMENT) เพื่อจัดตั้งร้านอาหารในประเทศไทยร่วมกัน วันที่ 14 พฤษภาคม 2558 จำเลยเริ่มเปิดกิจการร้านอาหาร แต่ต่อมาอีกประมาณ 1 ปี มีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยจนเป็นเหตุให้ร้านอาหารต้องปิดกิจการลงในปี 2560 จำเลยจึงยื่นขอเริ่มต้นคดี (NOTICE OF ARBITRATION) เพื่อให้มีการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการที่ศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ (THE SINGAPORE INTERNATIONAL ARBITRATION CENTRE)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาอนุญาตให้ใช้วิทยาการความรู้ (KNOW - HOW LICENSING AGREEMENT) และสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า (TRADEMARK LICENSING AGREEMENT) เพื่อจัดตั้งและดำเนินธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย โดยมีข้อตกลงให้ใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยให้อนุญาโตตุลาการศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ชี้ขาดตามสัญญาข้อ 19 ต่อมาเกิดข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยขึ้น จำเลยจึงนำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์เพื่อชี้ขาด โดยจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยมิได้นำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์เพื่อชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยแต่อย่างใด การที่จำเลยเป็นฝ่ายเริ่มต้นกระบวนการระงับข้อพิพาททางอนุญาโตตุลาการก่อน เท่ากับจำเลยยอมรับว่าข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมายและจำเลยยอมรับวิธีการระงับข้อพิพาททางอนุญาโตตุลาการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาแล้ว เมื่อต่อมาอนุญาโตตุลาการศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์มีคำชี้ขาดให้ยกข้อเรียกร้องของจำเลยและข้อเรียกร้องแย้งของโจทก์เนื่องจากเห็นว่าคู่พิพาทต่างฝ่ายต่างไม่ได้ผิดสัญญาต่อกัน แต่เห็นควรให้โจทก์ได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายในกระบวนการอนุญาโตตุลาการคืนตามสัดส่วน จึงมีคำชี้ขาดให้จำเลยชำระเงิน (ก) 730 ดอลลาร์สหรัฐ (ข) 440,000 เยน (ค) 406,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และ (ง) 14,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่วันที่มีคำชี้ขาด (วันที่ 11 มกราคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้เงินค่าใช้จ่ายร้อยละ 75 ของค่าใช้จ่ายในกระบวนการอนุญาโตตุลาการตกเป็นพับแก่จำเลย และร้อยละ 25 ของค่าใช้จ่ายในกระบวนการอนุญาโตตุลาการตกเป็นพับแก่โจทก์ แต่เนื่องจากโจทก์ชำระเงินเกินจำนวนดังกล่าวแล้ว จึงให้จำเลยชดใช้เงินส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 25 ของค่าใช้จ่ายในกระบวนการอนุญาโตตุลาการแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี ของจำนวนเงินที่จำเลยต้องชดใช้นับแต่วันที่มีคำชี้ขาดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ โดยจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่า คำชี้ขาดดังกล่าวไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนอย่างไร นอกจากนี้หากจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับคำชี้ขาดดังกล่าวก็ชอบที่จะคัดค้านโดยใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดแต่อย่างใด ดังนี้ คำชี้ขาดดังกล่าวจึงถึงที่สุดและมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่พิพาทตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามคำชี้ขาดแก่โจทก์เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 11,708,608.14 บาท โจทก์จึงนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเป็นคดีนี้ ซึ่งการฟ้องคดีล้มละลายนั้นพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (3) บัญญัติเพียงว่า เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตามเท่านั้น หาได้บัญญัติว่าหนี้นั้นศาลต้องพิพากษากำหนดจำนวนแน่นอนเสียก่อนไม่ ทั้งการพิจารณาคดีล้มละลายจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับการฟ้องคดีล้มละลายมีวัตถุประสงค์เพื่อขอให้มีการจัดการทรัพย์สินของจำเลยนอกจากเพื่อประโยชน์ของโจทก์แล้วยังเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของจำเลยด้วย การฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายจึงหาใช่เป็นการฟ้องเพื่อบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังที่จำเลยฎีกามาไม่ โจทก์จึงสามารถนำหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมาฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเป็นคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องนำหนี้ดังกล่าวไปร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเพื่อบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก่อน เมื่อจำเลยเป็นหนี้โจทก์ 11,708,608.14 บาท ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาทสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคล หนี้ตามฟ้องจึงเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท โจทก์ย่อมมีอำนาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (2) และ (3) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วสามครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ ข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าวถือว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 (9) แล้ว โดยหาจำต้องทำการสืบหาทรัพย์สินของจำเลยก่อนดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อข้อนำสืบของโจทก์ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว จำเลยมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ที่จำเลยนำสืบและฎีกาว่า งบการเงินระบุว่า จำเลยมีหนี้สินเงินกู้ยืมระยะยาว 216,473,237.55 บาท นั้น ความจริงแล้วจำเลยเป็นหนี้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพียง 1,472,483 บาท หนี้เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น 13,404,938.66 บาท และหนี้สำรองผลประโยชน์พนักงาน 1,648,173 บาท รวมเป็นเงิน 16,525,594.66 บาท เท่านั้น แต่จำเลยมีทรัพย์สิน 66,665,064.04 บาท จึงไม่ได้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวนั้น จำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า รายการหนี้สินตามที่ระบุในแบบนำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ไม่ถูกต้องอย่างไร และเหตุใดเอกสารดังกล่าวจึงระบุว่า จำเลยมีหนี้สินจำนวนมากถึง 232,285,381.87 บาท ข้อนำสืบของจำเลยจึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ เมื่อเอกสารดังกล่าวจัดทำโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและจำเลยเป็นผู้นำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เอง น่าเชื่อว่าเอกสารดังกล่าวถูกต้องและแท้จริงว่าจำเลยมีสินทรัพย์ 66,665,064.04 บาท หนี้สิน 232,285,381.87 บาท จำเลยจึงมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ทั้งจำเลยไม่มีพยานหลักฐานใดมาสืบว่า จำเลยมีทรัพย์สินอื่นใดอีกที่เพียงพอชำระหนี้แก่โจทก์ได้ทั้งหมด พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว และนับแต่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดไม่ปรากฎว่า จำเลยพยายามขวนขวายหรือนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำชี้ขาดแต่อย่างใด กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายประธาน ทัศนปริชญานนท์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายจักรพันธ์ สอนสุภาพ
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
เผด็จ ชมพานิชย์
จักรี พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4286/2568
#722973
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จหรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้น ต้องได้ความว่า บุคคลที่ถูกฟ้องเข้าเบิกความอันเป็นเท็จหรือนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลแล้ว เมื่อปรากฏว่าในคดีที่ศาลแพ่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสิบสี่เบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องขอกันส่วนไปแล้ว ในที่สุดศาลแพ่งมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสิบสี่ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องขอกันส่วนในคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ไม่รับวินิจฉัย และมีคำสั่งยกคำร้อง อันเท่ากับศาลแพ่งยกคำร้องในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนว่าคำร้องของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกในชั้นยื่นคำร้อง ดังนั้น คำเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบสี่ที่ดำเนินไปหลังจากยื่นคำร้องย่อมเป็นการเสียเปล่าไม่มีผลเป็นการเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเหมือนดังเช่นคำร้องขอที่ศาลรับไว้พิจารณา ถือได้ว่าจำเลยทั้งสิบสี่ไม่เคยยื่นคำเบิกความและเข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว รวมทั้งไม่เคยนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานมาก่อน การกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่อาจเป็นความผิดฐานเบิกความหรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามฟ้องของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 180

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของนางสถิตย์พรกับนายนพรัตน์ ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 338/2562 ของศาลแพ่ง ซึ่งศาลพิพากษาให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา 527,630.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 448,434.77 บาท นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ลูกหนี้ทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) ราคาประเมิน 2,935,966 บาท ออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่ที่ดินมีชื่อของจำเลยทั้งสิบสี่ครอบครองเป็นเจ้าของร่วมกับนางสถิตย์พร ลูกหนี้ จำเลยทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องขอกันส่วนต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2562 ว่า แม้เป็นกรรมสิทธิ์รวม แต่ได้ครอบครองเป็นส่วนสัดของแต่ละคนแล้ว ศาลแพ่งมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสิบสี่ต้องยื่นคำร้องขอกันส่วนต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 จำเลยทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องวันที่ 11 ตุลาคม 2562 จึงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ยึดทรัพย์จึงให้งดไต่สวนและยกคำร้อง ตามคดีสาขาหมายเลขแดงที่ พก 20/2562 ของศาลแพ่ง ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2562 จำเลยทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องขอกันส่วนอ้างเหตุทำนองเดียวกับคำร้องขอกันส่วนในคดีก่อน ศาลแพ่งรับไว้พิจารณาตามคดีสาขาหมายเลขดำที่ พก 28/2562 โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เบิกความในวันที่ 24 สิงหาคม 2563 จำเลยที่ 6 ถึงที่ 14 เบิกความในวันที่ 1 เมษายน 2564 และจำเลยที่ 9 เบิกความในวันที่ 17 ธันวาคม 2564 ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2565 ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสิบสี่ด้วยเหตุว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ตามคดีสาขาหมายเลขแดงที่ พก 1/2565

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสิบสี่กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จและฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในคดีสาขาหมายเลขแดงที่ พก 1/2565 ของศาลแพ่งหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษ..." และมาตรา 180 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ถ้าเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น ต้องระวางโทษ..." ดังนั้น การที่จะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จหรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ นั้น ต้องได้ความว่า บุคคลที่ถูกฟ้องเข้าเบิกความอันเป็นเท็จหรือนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลแล้ว เมื่อปรากฏว่าในคดีสาขาหมายเลขแดงที่ พก 1/2565 ที่ศาลแพ่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสิบสี่เบิกความ ในชั้นไต่สวนคำร้องขอกันส่วนไปแล้ว ในที่สุดศาลแพ่งมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2565 ว่าจำเลยทั้งสิบสี่ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องขอกันส่วนในคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ไม่รับวินิจฉัย และมีคำสั่งยกคำร้อง อันเท่ากับศาลแพ่งยกคำร้องในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนว่าคำร้องของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกในชั้นยื่นคำร้อง ดังนั้น คำเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบสี่ที่ดำเนินไปหลังจากยื่นคำร้องย่อมเป็นการเสียเปล่าไม่มีผลเป็นการเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเหมือนดังเช่นคำร้องขอที่ศาลรับไว้พิจารณา ถือได้ว่าจำเลยทั้งสิบสี่ไม่เคยยื่นคำเบิกความและเข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว รวมทั้งไม่เคยนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานมาก่อนเลย การกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่อาจเป็นความผิดฐานเบิกความหรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามฟ้องของโจทก์ได้ เทียบนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4111/2566 และ 3200/2531 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล และพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177 วรรคแรก ม. 180 วรรคแรก
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น.
จำเลย — นาง ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายธนากร ปุสยะไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นางอรพันท์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
นวรัตน์ กลิ่นรัตน์
ภัทริกา จุลฤกษ์
นิรัตน์ ฟูกาญจนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2568
#720591
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ฮ.ผู้เป็นบิดามีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของ ล. ผู้เป็นมารดา โดยเคยบอกแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะรอรับทรัพย์มรดกของ ฮ. ก็ตาม แต่ ฮ. ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ประกอบกับมาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" ดังนั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850, 852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม" แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า ก่อนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวนั้น จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินทั้งแปลงของ ฮ.แทนทายาทโดยธรรมทุกคนของ ฮ. หาใช่เป็นการครอบครองทรัพย์มรดกของ ฮ. ในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใดไม่ การครอบครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. ก่อนจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด ส่วนการที่โจทก์ได้รับมรดกของ ล. ผู้เป็นมารดาไปแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมรดกของ ล. ก็เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของ ล. กับทายาทโดยธรรมคนอื่นของ ล. เมื่อทายาทโดยธรรมของ ฮ. ทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้ ตามมาตรา 1750 วรรคสอง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือโจทก์แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ฮ. จึงเป็นผู้สืบสันดานซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1629 (1) ย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ ฮ. เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแต่ผู้เดียวในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา โดยโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ ฮ. มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะนำทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของ ฮ. ด้วยไปยกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับการยกให้จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทเป็นของ ฮ. ผู้ตายซึ่งมีทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน รวมทั้ง ด. ทายาทโดยธรรมของ ฮ. ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อน ฮ. แต่ยังมีผู้สืบสันดานที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ด. และโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กับนิติกรรมการให้โดยเสน่หาที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามลำดับ โดยไม่ปรากฏว่าทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่ ด. ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกประสงค์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวด้วย การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้น ต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดก และนิติกรรมการให้โดยเสน่หาเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 และเลขที่ 32704 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสามส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 และเลขที่ 32704 และโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮอง กับจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรม เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายฮองกับนางละออ บิดามารดาจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2515 นางละออเป็นบุตรของนางแช นางแชเป็นบุตรของนางงุ่ย โจทก์และจำเลยที่ 1 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน คือ นายประคอง นายแดง จำเลยที่ 1 นางสาววิรงรอง โจทก์ นายอโนทัย นายอาคม และนายประสาร แต่นายประคอง นายแดง นายอโนทัย และนายอาคมถึงแก่ความตายไปก่อนนายฮองและนางละออ โดยนายประคองถึงแก่ความตายเมื่อใดไม่ปรากฏชัด นายแดงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2539 นายอโนทัยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2537 และนายอาคมถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2534 นายประคอง นายอโนทัย และนายอาคมไม่มีผู้สืบสันดาน ส่วนนายแดงมีผู้สืบสันดาน 2 คน คือ นายสถาพร และนางสาวพรรณี จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 นางละออถึงแก่ความตาย วันที่ 4 ธันวาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางงุ่ย นางแช และนางละออ วันที่ 18 มกราคม 2550 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละออจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23863 และเลขที่ 25479 ให้แก่โจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละออยังจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26362 และโฉนดที่ดินเลขที่ 65670 ให้แก่นายประสาร วันที่ 7 มิถุนายน 2564 โจทก์ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23863 ให้แก่นางสายหยุด วันที่ 3 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละออจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76236 ให้แก่โจทก์ วันที่ 6 กันยายน 2547 โจทก์รับโอนทรัพย์มรดกของนายอโนทัย เป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32851 ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2551 โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นายประสาร วันที่ 11 มกราคม 2552 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางงุ่ยขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 80736 ให้แก่โจทก์ นอกจากนี้ นางสาววิรงรองได้รับทรัพย์มรดกของนางละออเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 79650 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของนางละออ วันที่ 18 พฤษภาคม 2564 นายฮองถึงแก่ความตาย วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายฮองผู้ตาย นายฮองมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 100 และเลขที่ 101 หมู่ที่ 2 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 2 ส่วนบ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 2 เป็นบ้านของจำเลยที่ 1 วันที่ 8 ตุลาคม 2564 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้นายฮองมีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของนายฮองให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของนางละออโดยเคยบอกแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะรอรับทรัพย์มรดกของนายฮองก็ตาม แต่นายฮองถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น ทรัพย์มรดกทั้งหมดของนายฮองย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ประกอบกับมาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" ดังนั้น เมื่อนายฮองไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850, 852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม" แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของนายฮอง แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 แล้วยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า นายฮองตั้งใจจะยกบ้านเลขที่ 100 ให้แก่นายประสาร บุตรคนที่ 8 แต่นายประสารพูดคุยกับโจทก์แล้วนายประสารตกลงยกบ้านหลังดังกล่าวให้แก่โจทก์ ส่วนนายประสารจะรับโอนที่ดินที่เป็นทรัพย์มรดกของนางละออแทนโจทก์ นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยกันระหว่างทายาทโดยธรรมว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 นั้นจะเป็นทรัพย์มรดกส่วนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับ แล้วจำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ตั้งใจจะใส่ชื่อโจทก์ จำเลยที่ 1 นางสาววิรงรอง และบุตรของนายแดงในโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 จำเลยที่ 1 ตั้งใจว่าหลังเดือนพฤษภาคม 2565 จำเลยที่ 1 จะจัดสรรสัดส่วนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ให้แก่ทายาทดังที่กล่าวข้างต้น นางสาววิรงรอง ไม่ประสงค์จะรับมรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ส่วนนางสาววิรงรองเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสามว่า พยานสละสิทธิในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 กับนายประสารเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสามว่า พยานไม่คัดค้านที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทรัพย์มรดกของนายฮองเป็นของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ อีกทั้งจำเลยทั้งสามยังยื่นคำแก้ฎีการะบุว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ยกให้แก่นายประสาร ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า ก่อนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวนั้น จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินทั้งแปลงของนายฮองแทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายฮอง หาใช่เป็นการครอบครองทรัพย์มรดกของนายฮองในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใดไม่ การครอบครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองก่อนจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด ส่วนการที่โจทก์ได้รับมรดกของนางละออผู้เป็นมารดาไปแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมรดกของนางละออ ก็เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของนางละออกับทายาทโดยธรรมคนอื่นของนางละออ เมื่อทายาทโดยธรรมของนายฮองทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้ตามมาตรา 1750 วรรคสอง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือโจทก์แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายฮอง จึงเป็นผู้สืบสันดานซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1629 (1) ย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนายฮอง เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแต่ผู้เดียวในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา โดยโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายฮองมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะนำทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายฮองด้วยไปยกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับการยกให้จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น แต่เนื่องจากทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทเป็นของนายฮองผู้ตายซึ่งมีทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน รวมทั้งนายแดง ทายาทโดยธรรมของนายฮองซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนนายฮอง แต่ยังมีผู้สืบสันดานที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายแดง และโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮองกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กับนิติกรรมการให้โดยเสน่หาที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามลำดับ โดยไม่ปรากฏว่าทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่นายแดงซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกประสงค์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวด้วย การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้น ต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดก และนิติกรรมการให้โดยเสน่หาเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายฮอง กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว นิติกรรมการให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมการให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 เฉพาะส่วนของโจทก์ 1 ใน 5 ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1612 ม. 1629 ม. 1719 ม. 1750
ป.วิ.พ. ม. 142 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย ก. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวภัทราวรรณ อินทรรักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุพรชัย รางแดง
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
กีรติ วรพุทธพงศ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2568
#722861
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ฮ. มีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของ ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ ฮ.ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1629 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. จึงมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของ ฮ. ก่อนจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดก เมื่อทายาทโดยธรรมของ ฮ. ทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้ ตามมาตรา 1750 วรรคสอง และไม่ปรากฏว่าโจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือโจทก์แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานตามมาตรา 1629 (1) มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของ ฮ. มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จำเลยที่ 1 นำทรัพย์มรดกนั้นไปยกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 และเลขที่ 32704 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ฮ.จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสามส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 และเลขที่ 32704 และโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ฮ. กับจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรม เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนาย ฮ. กับนาง ล. บิดามารดาจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2515 นาง ล.เป็นบุตรของนาง ช. นาง ช. เป็นบุตรของนาง ง. โจทก์และจำเลยที่ 1 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน คือ นาย ป. นาย ด. จำเลยที่ 1 นางสาว ว. โจทก์ นาย อ. นาย ค. และนาย ป. แต่นาย ป. นาย ด. นาย อ. และนาย ค. ถึงแก่ความตายไปก่อนนาย ฮ. และนาง ล. โดยนาย ป. ถึงแก่ความตายเมื่อใดไม่ปรากฏชัด นาย ด. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2539 นาย อ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2537 และนาย ค. ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2534 นาย ป. นาย อ. และนาย ค. ไม่มีผู้สืบสันดาน ส่วนนาย ด. มีผู้สืบสันดาน 2 คน คือ นาย ส. และนางสาว พ. จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 นาง ล. ถึงแก่ความตาย วันที่ 4 ธันวาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนาง ง. นาง ช. และนาง ล. วันที่ 18 มกราคม 2550 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ล. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23863 และเลขที่ 25479 เนื้อที่ 2 ไร่ 13 ตารางวา และเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 54 ตารางวา ตามลำดับ ให้แก่โจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ล. ยังจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26362 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา และโฉนดที่ดินเลขที่ 65670 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ให้แก่นาย ป. วันที่ 7 มิถุนายน 2564 โจทก์ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23863 ให้แก่นาง ย. วันที่ 3 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ล. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76236 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 75 ตารางวา ให้แก่โจทก์ วันที่ 6 กันยายน 2547 โจทก์รับโอนทรัพย์มรดกของนาย อ. เป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32851 เนื้อที่ 3 งาน 5 ตารางวา ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2551 โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นาย ป. วันที่ 11 มกราคม 2552 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ง. ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 80736 เนื้อที่ 48 ตารางวา ให้แก่โจทก์ นอกจากนี้ นางสาว ว. ได้รับทรัพย์มรดกของนาง ล. เป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 79650 เนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน ตารางวา ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของนาง ล. วันที่ 18 พฤษภาคม 2564 นาย ฮ. ถึงแก่ความตาย วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนาย ฮ. ผู้ตาย นาย ฮ. มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 100 และเลขที่ 101 หมู่ที่ 2 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 47 ตารางวา และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 96 ตารางวา โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 2 ส่วนบ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 2 เป็นบ้านของจำเลยที่ 1 วันที่ 8 ตุลาคม 2564 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้นาย ฮ. มีคำสั่งเสียก่อนถึงแก่ความตายยกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของนาย ฮ. ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของนาง ล.โดยเคยบอกแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะรอรับทรัพย์มรดกของนาย ฮ.ก็ตาม แต่นาย ฮ. ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น ทรัพย์มรดกทั้งหมดของนาย ฮ. ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1629 ประกอบกับมาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" ดังนั้น เมื่อนาย ฮ. ไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ฮ. มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850, 852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม" แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ฮ. เป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของนาย ฮ. แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 100 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 แล้วยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า นาย ฮ.ตั้งใจจะยกบ้านเลขที่ 100 ให้แก่นาย ป. บุตรคนที่ 8 แต่นาย ป. พูดคุยกับโจทก์แล้วนาย ป. ตกลงยกบ้านหลังดังกล่าวให้แก่โจทก์ ส่วนนาย ป. จะรับโอนที่ดินที่เป็นทรัพย์มรดกของนาง ล. แทนโจทก์ นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยกันระหว่างทายาทโดยธรรมว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 นั้นจะเป็นทรัพย์มรดกส่วนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับ แล้วจำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ตั้งใจจะใส่ชื่อโจทก์ จำเลยที่ 1 นางสาว ว. และบุตรของนายแดงในโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 จำเลยที่ 1 ตั้งใจว่าหลังเดือนพฤษภาคม 2565 จำเลยที่ 1 จะจัดสรรสัดส่วนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ให้แก่ทายาทดังที่กล่าวข้างต้น นางสาว ว. ไม่ประสงค์จะรับมรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ส่วนนางสาว ว. เบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสามว่า พยานสละสิทธิในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 กับนาย ป. เบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสามว่า พยานไม่คัดค้านที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทรัพย์มรดกของนาย ฮ. เป็นของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ อีกทั้งจำเลยทั้งสามยังยื่นคำแก้ฎีการะบุว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ยกให้แก่นาย ป. ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่า ก่อนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวนั้น จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินทั้งแปลงของนาย ฮ. แทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนาย ฮ. หาใช่เป็นการครอบครองทรัพย์มรดกของนาย ฮ. ในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใดไม่ การครอบครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ฮ. ก่อนจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด ส่วนการที่โจทก์ได้รับมรดกของนาง ล. ผู้เป็นมารดาไปแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมรดกของนาง ล. ก็เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของนาง ล. กับทายาทโดยธรรมคนอื่นของนาง ล. เมื่อทายาทโดยธรรมของนาย ฮ. ทุกคนไม่ได้มีการทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้ตามมาตรา 1750 วรรคสอง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดก หรือโจทก์แสดงเจตนาสละมรดกไว้โดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ฮ. จึงเป็นผู้สืบสันดานซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1629 (1) ย่อมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนาย ฮ. เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ฮ. จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวแต่ผู้เดียวในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจดทะเบียนยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา โดยโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนาย ฮ. มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ไม่มีผลผูกพันโจทก์ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะนำทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทซึ่งจะต้องนำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนาย ฮ. ด้วยไปยกให้แก่ผู้ใด ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับการยกให้จากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น แต่เนื่องจากทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทเป็นของนาย ฮ. ผู้ตายซึ่งมีทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน รวมทั้งนาย ด. ทายาทโดยธรรมของนาย ฮ. ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนนาย ฮ. แต่ยังมีผู้สืบสันดานที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นาย ด. และโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ฮ. กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว กับนิติกรรมการให้โดยเสน่หาที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ตามลำดับ โดยไม่ปรากฏว่าทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่นาย ด เป็นทายาทโดยธรรมที่ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกประสงค์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวด้วย การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อประโยชน์แก่โจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้น ต้องเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดก และนิติกรรมการให้โดยเสน่หาเฉพาะส่วนของโจทก์เพียง 1 ใน 5 ส่วนเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์มรดกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2121 ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ฮ. กับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว นิติกรรมการให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 32704 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมการให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 76750 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 เฉพาะส่วนของโจทก์ 1 ใน 5 ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1612 ม. 1629 ม. 1719 ม. 1750
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย ก. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ฮ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวภัทราวรรณ อินทรรักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุพรชัย รางแดง
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
กีรติ วรพุทธพงศ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3998/2568
#719650
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 3 กำหนดว่า แบบผลิตภัณฑ์ หมายความว่า รูปร่างของผลิตภัณฑ์ หรือองค์ประกอบของลวดลาย หรือสีของผลิตภัณฑ์ อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรมได้ ดังนั้น การให้ความคุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสวยงามของรูปลักษณะภายนอก หากส่วนประกอบใดของผลิตภัณฑ์มีความมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ในการใช้งานเท่านั้นจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ รูปร่างและองค์ประกอบของลวดลายแบบผลิตภัณฑ์ฝาปิดในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์มีรูหูหิ้วไว้สำหรับสอดนิ้วเพื่อหิ้วพกพา สันหูหิ้วมีไว้เพื่อความแข็งแรงและประหยัดพลาสติก ด้านในของฝาปิดเป็นฝาสองชั้นเพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม และลวดลายที่ฐานของฝาปิดเป็นลายเส้นตรงแนวดิ่งเพื่อประโยชน์ในการเปิดฝาขวด อันเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ส่วนประกอบดังกล่าวจึงไม่นับเป็นสาระสำคัญหรือลักษณะพิเศษของการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ และเมื่อพิจารณารูปร่างและองค์ประกอบของลวดลายอื่นที่ระบุในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์เปรียบเทียบกับลักษณะของผลิตภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว มีลักษณะการออกแบบแตกต่างกันในประการสำคัญคือ ทรงสันหูหิ้ว มุมสันหูหิ้ว พื้นที่ระหว่างรูหูหิ้วกับสันหูหิ้ว และร่องลึกที่ขอบของสันหูหิ้ว ซึ่งเป็นรูปร่างและองค์ประกอบของลวดลายซึ่งเป็นสาระสำคัญของแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์และผลิตภัณฑ์ฝาปิดของจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฟังได้ว่า ผลิตภัณฑ์ฝาปิดของจำเลยที่ 1 ผลิตขึ้นโดยใช้แบบผลิตภัณฑ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองหยุดการผลิตและจำหน่ายฝาปิดขวดเครื่องดื่มวิตามินยี่ห้อ ด. และเรียกคืนฝาปิดขวดดังกล่าวจากท้องตลาดเพื่อทำลาย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 พฤษภาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ห้ามจำเลยที่ 1 ผลิต ใช้ ขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย ฝาปิดหรือสินค้าที่ใช้ฝาปิดที่เป็นการฝ่าฝืนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ เลขที่สิทธิบัตร 59399 ชื่อที่แสดงถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ ฝาปิด โดยโจทก์ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2557 และหมดอายุความคุ้มครองในวันที่ 27 เมษายน 2567 โจทก์อนุญาตให้บริษัท ย. ซึ่งโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรดังกล่าว บริษัท ย. ใช้ฝาปิดตามสิทธิบัตรกับขวดน้ำดื่มยี่ห้อ ย. จัดจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปและวางจำหน่ายที่ร้านสะดวกซื้อ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและผู้จัดจำหน่ายน้ำดื่มยี่ห้อ ด. แก่บุคคลทั่วไปและวางจำหน่ายที่ร้านสะดวกซื้อ ที่ฉลากปิดขวดน้ำดื่มยี่ห้อ ด. มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ผลิต ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์หรือไม่ และต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 3 กำหนดว่า "แบบผลิตภัณฑ์" หมายความว่า รูปร่างของผลิตภัณฑ์ หรือองค์ประกอบของลวดลาย หรือสีของผลิตภัณฑ์ อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรวมทั้งหัตถกรรมได้ ดังนั้น การให้ความคุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสวยงามของรูปลักษณะภายนอก หากส่วนประกอบใดของผลิตภัณฑ์มีความมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ในการใช้งานเท่านั้นจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ เมื่อพิจารณารูปร่างและองค์ประกอบของลวดลายแบบผลิตภัณฑ์ฝาปิดในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ ประกอบด้วยฝาปิดที่มีด้านบนเป็นรูหูหิ้วทรงกลม มีสันหูหิ้วเป็นทรงเหลี่ยม ขอบของสันหูหิ้วมีร่องลึกเป็นแนวยาวตลอดแนวของหูหิ้ว มีเส้นบริเวณกลางร่อง และมีเส้นแนวขวางกั้น 2 เส้น แบ่งร่องเป็น 6 ช่อง ด้านในของฝาปิดเป็นเกลียว ฐานของฝาปิดเป็นทรงกลม มีลายเส้นตรงแนวดิ่งเรียงกันสองฝั่งบริเวณใต้รูหูหิ้ว ซึ่งลักษณะการออกแบบดังกล่าวสามารถรับฟังข้อเท็จจริงได้เป็นยุติตามที่โจทก์รับในฎีกาว่า รูหูหิ้วมีไว้สำหรับสอดนิ้วเพื่อหิ้วพกพา สันหูหิ้วมีไว้เพื่อให้เกิดความแข็งแรงและเป็นการประหยัดพลาสติก ด้านในของฝาปิดเป็นฝาสองชั้นเพื่อประโยชน์ในการป้องกันมิให้น้ำรั่วซึม และลวดลายที่ฐานของฝาปิดเป็นลายเส้นตรงแนวดิ่งเพื่อประโยชน์ในการเปิดฝาขวด อันเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ส่วนประกอบดังกล่าวจึงไม่นับเป็นสาระสำคัญหรือลักษณะพิเศษของการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ สำหรับรูปร่างและองค์ประกอบของลวดลายอื่นซึ่งเป็นส่วนประกอบเฉพาะที่ระบุในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ เมื่อนำมาพิจารณาเปรียบเทียบกับลักษณะของผลิตภัณฑ์ของจำเลยที่ 1 จะเห็นได้ว่ามีลักษณะของการออกแบบแตกต่างกัน โดยในส่วนที่เป็นความแตกต่างประการสำคัญคือ สันหูหิ้วของแบบผลิตภัณฑ์ฝาปิดของโจทก์เป็นทรงเหลี่ยม มุมสันหูหิ้วทั้งสองด้านมีความโค้งมนเล็กน้อย มีพื้นที่ด้านบนระหว่างรูหูหิ้วกับสันหูหิ้วพอประมาณ ส่วนผลิตภัณฑ์ฝาปิดของจำเลยที่ 1 มีสันหูหิ้วโค้งมนขนานตามแนวของรูหูหิ้ว มีพื้นที่ด้านบนระหว่างรูหูหิ้วกับสันหูหิ้วน้อย และในส่วนร่องลึกที่ขอบของสันหูหิ้วของแบบผลิตภัณฑ์ฝาปิดของโจทก์มีขนาดใหญ่ เป็นเส้นตรง เส้นแนวขวางกั้น 2 เส้น ซึ่งแบ่งร่องลึกที่สันหูหิ้วอยู่ชิดกับด้านบนขอบของสันหูหิ้ว ส่วนร่องลึกที่ขอบของสันหูหิ้วของผลิตภัณฑ์ฝาปิดของจำเลยที่ 1 มีขนาดเล็กกว่าแบบผลิตภัณฑ์ฝาปิดของโจทก์อย่างเห็นได้ชัดและมีลักษณะโค้ง เส้นแนวขวางกั้น 2 เส้น ซึ่งแบ่งร่องลึกที่สันหูหิ้วไม่ได้อยู่ชิดกับด้านบนขอบของสันหูหิ้ว ทำให้เมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นช่องว่างระหว่างช่องแบ่งด้านบน ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวเป็นความแตกต่างในส่วนของรูปร่างและองค์ประกอบของลวดลายซึ่งเป็นสาระสำคัญของแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์และผลิตภัณฑ์ฝาปิดของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริง จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า ผลิตภัณฑ์ฝาปิดของจำเลยที่ 1 ผลิตขึ้นโดยใช้แบบผลิตภัณฑ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์ และไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเมลินี โฆษิตวัฒนฤกษ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
ปีติ นาถะภักติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3911/2568
#722846
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้หรืออ้างแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินและแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่ง จำเลยมีเจตนาประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินให้แก่จำเลยตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวที่เป็นเอกสารปลอม ต่อมาจำเลยเข้าเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี เป็นเพียงการกระทำที่สืบเนื่องต่อมาเพื่อให้บรรลุเจตนาของจำเลยที่ประสงค์จะให้จำเลยได้รับเงินที่โจทก์ทั้งสองต้องชำระแก่จำเลยตามคำพิพากษาเท่านั้น ความผิดต่าง ๆ จำเลยก่อขึ้นโดยอาศัยเจตนาอย่างเดียวกัน ไม่ได้แยกต่างหากจากกันเป็นหลายเจตนา การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 177, 180, 264, 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก, 180 วรรคแรก, 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี ฐานเบิกความเท็จและนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเบิกความเท็จซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 6 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี คุมความประพฤติโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายใน 1 ปี และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 18 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยปลอมเอกสารสิทธิด้วยการกรอกข้อความในแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์ที่ 1 ในช่องผู้กู้ และแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกัน ซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์ที่ 2 ในช่องผู้ค้ำประกัน ตามแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน และแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกัน โดยโจทก์ทั้งสองไม่ยินยอม วันที่ 13 มกราคม 2559 จำเลยนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวไปฟ้องโจทก์ที่ 1 เป็นจำเลยขอให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงินตามแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว ภายหลังจำเลยขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว และวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 จำเลยนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน และแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกัน นั้นไปฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยขอให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินตามแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินและแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าว วันที่ 25 เมษายน 2562 จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวอันเป็นเท็จและความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี กับนำสืบและแสดงพยานหลักฐานตามแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน และแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกัน อันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี อันเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคดีดังกล่าวแล้วว่าแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน และแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกัน เป็นเอกสารปลอม แล้วพิพากษายกฟ้อง จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้วพิพากษายืน และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยว่า สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ขาดอายุความแล้ว เนื่องโจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นประการแรกว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม กับความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกัน หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้หรืออ้างแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมฟ้องโจทก์ที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น กับใช้หรืออ้างแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินและแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่ง นั้นเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีจากข้อเท็จจริงตามฟ้องและตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบแล้วปรากฏว่า จำเลยมีเจตนาประการเดียวคือมุ่งประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินให้แก่จำเลยตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวที่เป็นเอกสารปลอม ต่อมาที่จำเลยเข้าเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีเป็นเพียงการกระทำที่สืบเนื่องต่อมาเพื่อให้บรรลุเจตนาของจำเลยที่มุ่งประสงค์จะให้จำเลยได้รับเงินที่โจทก์ทั้งสองต้องชำระแก่จำเลยตามคำพิพากษาเท่านั้น ความผิดต่าง ๆ อันจำเลยก่อขึ้นจึงอาศัยเจตนาอย่างเดียวกัน ไม่ได้แยกต่างหากจากกันเป็นหลายเจตนาดังที่โจทก์ทั้งสองอ้างในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในประการสุดท้ายว่า กรณีไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยใช้หรืออ้างแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินและแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมมาฟ้องโจทก์ทั้งสอง นับว่าเป็นการอาศัยศาลเป็นเครื่องมือในการบังคับโจทก์ทั้งสองให้ต้องรับผิดตามสัญญาที่มีการทำปลอมขึ้น ย่อมทำให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลถูกบิดเบือนจากการใช้พยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้การวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลไม่เป็นไปโดยเที่ยงธรรมด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยเป็นข้าราชการบำนาญมีอายุมากถึง 79 ปี และไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่จำเลยก็มิได้ประพฤติตนให้อยู่ในทำนองคลองธรรม กลับแสวงหาประโยชน์ด้วยการเป็นนายทุนปล่อยเงินกู้โดยมีพฤติการณ์เอารัดเอาเปรียบโจทก์ที่ 1 ผู้กู้ด้วยการกรอกข้อความจำนวนเงินกู้ในแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้ซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์ที่ 1 ลงไว้ ให้สูงกว่าที่กู้กันจริงโดยโจทก์ที่ 1 ไม่รู้เห็นยินยอม นับว่าเป็นการกระทำที่มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตัวโดยมิได้คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายของผู้อื่น กรณีสมควรต้องลงโทษจำคุกจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 90 ม. 265 ม. 268 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายกรกฎ เพ็ชรมีศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
อภิชาต ภมรบุตร
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3902/2568
#718902
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรย่อมตกแก่ผู้คัดค้านที่เป็นมารดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 (1) กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในเรื่องอำนาจปกครองอีกต่อไป ส่วนเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น ทนายผู้คัดค้านยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นแจ้งให้ทนายผู้ร้องทราบเพื่อหาบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะแล้ว ไม่สามารถสืบหาทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้ร้องภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่กรรม กรณีจึงต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งถอนอำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองของผู้คัดค้าน และให้ผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว แต่หากศาลไม่เห็นชอบให้ถอนอำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองของผู้คัดค้าน ขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านลงลายมือชื่ออนุญาตให้ผู้เยาว์ทั้งสองได้รับสัญชาติเบลเยียม ได้รับหนังสือเดินทางของประเทศไทยและราชอาณาจักรเบลเยียม ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนของไทยและเดินทางออกนอกราชอาณาจักรได้แม้ผู้คัดค้านไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย หากไม่ยินยอมให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งขอให้มีคำสั่งถอนอำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองของผู้ร้องและให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว กับให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนับแต่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายจริงทั้งหมดแก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้บังคับตามคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ผู้คัดค้านลงลายมือชื่อหรือดำเนินการเพื่อให้ผู้เยาว์ทั้งสองได้รับสัญชาติเบลเยียม ได้รับหนังสือเดินทางของประเทศไทยและราชอาณาจักรเบลเยียม และได้รับบัตรประจำตัวประชาชนไทย หากผู้คัดค้านไม่ยินยอมดำเนินการหรือลงลายมือชื่อ ให้ผู้ร้องมีอำนาจลงลายมือชื่อ จัดการ และดำเนินการเพื่อให้ผู้เยาว์ทั้งสองได้รับสัญชาติเบลเยียม ได้รับหนังสือเดินทางของประเทศไทยและราชอาณาจักรเบลเยียม และได้รับบัตรประจำตัวประชาชนไทยได้แต่เพียงฝ่ายเดียวต่อไป และให้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านยินยอมให้อีกฝ่ายพบเยี่ยมเยียนผู้เยาว์ทั้งสองได้ตามปกติสมควร ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ในส่วนคำร้องขอและฟ้องแย้ง) ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. และเด็กหญิง บ. ผู้เยาว์ทั้งสอง แต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้ ให้ผู้ร้องมีสิทธิพบปะและเยี่ยมเยียนผู้เยาว์ทั้งสองได้ตามสมควร ให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองแก่ผู้คัดค้าน โดยในส่วนของเด็กชาย อ. เป็นเงิน 2,000,000 บาท ในส่วนของเด็กหญิง บ. เป็นเงิน 3,000,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำร้องขอและฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องถึงแก่ความตาย โดยไม่มีผู้ใดขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้ร้องผู้มรณะ

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า เห็นว่า สำหรับประเด็นเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรเมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาถึงแก่ความตาย อำนาจปกครองบุตรย่อมตกแก่ผู้คัดค้านที่เป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 (1) กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในเรื่องอำนาจปกครองอีกต่อไป ส่วนประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น เห็นว่า ทนายผู้คัดค้านยื่นคำแถลงลงวันที่ 22 ธันวาคม 2566 ต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 ศาลชั้นต้นแจ้งให้ทนายผู้ร้องทราบเพื่อหาบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะแล้ว ไม่สามารถสืบหาทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้ร้องภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่กรรม กรณีจึงต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1566 (1)
ป.วิ.พ. ม. 42 วรรคสอง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 182/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ค.
ผู้คัดค้าน — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต — นายรชต อ่องวิบูล
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางปารณี มงคงศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
อดุลย์ ขันทอง
อภิรดี โพธิ์พร้อม
เผดิม เพ็ชรกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2568
#719676
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องและจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง แล้ว มิใช่บทบังคับโจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองตามมาตรา 729/1 ได้เพียงวิธีเดียว โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองตามมาตรา 728 ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญาและถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้านกสิกรไทยจำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดเวลาชำระวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและบังคับจำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองไม่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินจำนองเพื่อชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง คือ จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,166,376.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,674,088.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยไถ่ถอนทรัพย์จำนอง ถ้าจำเลยไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบหรือไม่ไถ่ถอนทรัพย์จำนอง ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยและทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองนำเงินชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 ถ้าเหลือให้คืนจำเลย

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงว่า ที่จำเลยมีหนังสือแจ้งขอให้โจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง เป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 หรือไม่ และโจทก์ต้องดำเนินการตามนั้นหรือไม่ สละประเด็นที่เหลือตามคำให้การและฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,166,376.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,674,088.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยไถ่ถอนการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37625 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้กับโจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยและทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและส่วนฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์ จ. ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์รวม 3 ประเภท คือ สินเชื่อบ้าน ก. สินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. และจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37625 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้นำทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล รวม 3 ครั้ง คือวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 และวันที่ 22 สิงหาคม 2562

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 นั้นเป็นบทบังคับให้โจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง โดยให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องแก่โจทก์ และมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง อันเป็นการปฏิเสธการชำระหนี้และเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นทั้งเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่เป็นเจ้าหนี้สามัญ และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และฟ้องบังคับต่อทรัพย์สินที่จำนองได้ ส่วนมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ผู้จำนองแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้รับจำนองเพื่อให้ผู้รับจำนองดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล และผู้รับจำนองต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แต่ไม่มีผลลบล้างหรือจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้ในการใช้สิทธิเรียกร้องทั้งในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่บทบังคับให้โจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 ได้เพียงวิธีเดียว โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้สามัญ และขณะเดียวกันโจทก์ยังเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง และชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องบังคับจำนองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 728 ได้ด้วย แม้จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 แล้ว ก็หาทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และบังคับจำนองดังที่จำเลยฎีกาไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า โจทก์ยังไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว ตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เพราะจำเลยผิดนัดชำระหนี้ยังไม่เกิน 3 เดือน ตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 4.1.2 นั้น เห็นว่า หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง นั้น หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน และถึงกำหนดเวลาชำระแล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ สัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 4.1.2 เป็นเพียงข้อตกลงกำหนดระยะเวลาที่โจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ หาได้เปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาชำระหนี้ไม่ เมื่อกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้ง 3 ประเภท คือ สินเชื่อบ้าน ก. สินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. กำหนดชำระเป็นรายงวด รวม 360 งวด, 180 งวด และ 60 งวด ตามลำดับ โดยกำหนด 1 เดือน ต่อ 1 งวด ชำระงวดแรกในวันสุดท้ายของเดือนนับแต่เดือนที่มีการรับเงินกู้ไป และงวดต่อ ๆ ไปชำระทุกวันทำการสุดท้ายของเดือนที่ถึงกำหนดชำระ และปรากฏว่า สินเชื่อบ้าน ก. จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ดังนั้น หนี้เงินกู้สินเชื่อบ้าน ก. จึงถึงกำหนดชำระในงวดต่อไป คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. ถึงกำหนดชำระในงวดต่อไป คือ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 เมื่อหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องถึงกำหนดชำระทั้งในวันที่ 30 มิถุนายน 2562 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว วันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 729/1 โจทก์ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 จึงฟังได้ว่าจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 แล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2562 ที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและบังคับจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง ตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองมิได้ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินที่จำนองเพื่อชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง ที่บัญญัติให้กรณีที่ผู้รับจำนองไม่ได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ผู้จำนองพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่จำเลยในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นที่เป็นหนี้สามัญยังคงต้องรับผิดชำระหนี้โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นผลให้คดีในส่วนของการบังคับจำนองต้องแยกความรับผิดจากหนี้สามัญโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาจำนองและดอกเบี้ยไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งเท่านั้น หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ตามข้อตกลงในสัญญาจำนอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ซึ่งรวมถึงดอกเบี้ยในส่วนที่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่อาจได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น จึงไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ในกรณีบุริมสิทธิจำนองให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2562 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคสอง ม. 702 วรรคสอง ม. 728 ม. 729/1 วรรคหนึ่ง ม. 729/1 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 225 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ จ. ผู้เข้าสวมสิทธิแทน
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายธนฤทธิ์ โทวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอรรถสิทธิ์ รอดบำรุง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2568
#719906
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้าน ก.จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้ถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดเวลาชำระวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาล โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองไม่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินจำนองเพื่อชำระในส่วนดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง คือ จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,166,376.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,674,088.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยไถ่ถอนทรัพย์จำนอง ถ้าจำเลยไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบหรือไม่ไถ่ถอนทรัพย์จำนอง ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยและทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองนำเงินชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 ถ้าเหลือให้คืนจำเลย

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงว่า ที่จำเลยมีหนังสือแจ้งขอให้โจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง เป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 หรือไม่ และโจทก์ต้องดำเนินการตามนั้นหรือไม่ สละประเด็นที่เหลือตามคำให้การและฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,166,376.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,674,088.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยไถ่ถอนการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37625 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้กับโจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยและทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและส่วนฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์ จ. ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์รวม 3 ประเภท คือ สินเชื่อบ้าน ก. สินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. และจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37625 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้นำทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล รวม 3 ครั้ง คือวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 และวันที่ 22 สิงหาคม 2562

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 นั้นเป็นบทบังคับให้โจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง โดยให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องแก่โจทก์ และมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง อันเป็นการปฏิเสธการชำระหนี้และเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นทั้งเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่เป็นเจ้าหนี้สามัญ และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และฟ้องบังคับต่อทรัพย์สินที่จำนองได้ ส่วนมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ผู้จำนองแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้รับจำนองเพื่อให้ผู้รับจำนองดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล และผู้รับจำนองต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แต่ไม่มีผลลบล้างหรือจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้ในการใช้สิทธิเรียกร้องทั้งในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่บทบังคับให้โจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 ได้เพียงวิธีเดียว โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้สามัญ และขณะเดียวกันโจทก์ยังเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง และชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องบังคับจำนองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 728 ได้ด้วย แม้จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 แล้ว ก็หาทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และบังคับจำนองดังที่จำเลยฎีกาไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า โจทก์ยังไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว ตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เพราะจำเลยผิดนัดชำระหนี้ยังไม่เกิน 3 เดือน ตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 4.1.2 นั้น เห็นว่า หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง นั้น หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน และถึงกำหนดเวลาชำระแล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ สัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 4.1.2 เป็นเพียงข้อตกลงกำหนดระยะเวลาที่โจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ หาได้เปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาชำระหนี้ไม่ เมื่อกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้ง 3 ประเภท คือ สินเชื่อบ้าน ก. สินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. กำหนดชำระเป็นรายงวด รวม 360 งวด, 180 งวด และ 60 งวด ตามลำดับ โดยกำหนด 1 เดือน ต่อ 1 งวด ชำระงวดแรกในวันสุดท้ายของเดือนนับแต่เดือนที่มีการรับเงินกู้ไป และงวดต่อ ๆ ไปชำระทุกวันทำการสุดท้ายของเดือนที่ถึงกำหนดชำระ และปรากฏว่า สินเชื่อบ้าน ก. จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ดังนั้น หนี้เงินกู้สินเชื่อบ้าน ก. จึงถึงกำหนดชำระในงวดต่อไป คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. ถึงกำหนดชำระในงวดต่อไป คือ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 เมื่อหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องถึงกำหนดชำระทั้งในวันที่ 30 มิถุนายน 2562 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว วันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 729/1 โจทก์ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 จึงฟังได้ว่าจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 แล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2562 ที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและบังคับจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง ตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองมิได้ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินที่จำนองเพื่อชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง ที่บัญญัติให้กรณีที่ผู้รับจำนองไม่ได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ผู้จำนองพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่จำเลยในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นที่เป็นหนี้สามัญยังคงต้องรับผิดชำระหนี้โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นผลให้คดีในส่วนของการบังคับจำนองต้องแยกความรับผิดจากหนี้สามัญโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาจำนองและดอกเบี้ยไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งเท่านั้น หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ตามข้อตกลงในสัญญาจำนอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ซึ่งรวมถึงดอกเบี้ยในส่วนที่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่อาจได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น จึงไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ในกรณีบุริมสิทธิจำนองให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2562 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728 ม. 729/1 วรรคหนึ่ง ม. 729/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ จ. ผู้เข้าสวมสิทธิแทน
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายธนฤทธิ์ โทวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอรรถสิทธิ์ รอดบำรุง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
คำพิพากษาฎีกาประชุมใหญ่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2568
#719907
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้าน ก.จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้ถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดเวลาชำระวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาล โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองไม่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินจำนองเพื่อชำระในส่วนดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง คือ จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,166,376.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,674,088.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยไถ่ถอนทรัพย์จำนอง ถ้าจำเลยไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบหรือไม่ไถ่ถอนทรัพย์จำนอง ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยและทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองนำเงินชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 ถ้าเหลือให้คืนจำเลย

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงว่า ที่จำเลยมีหนังสือแจ้งขอให้โจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง เป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 หรือไม่ และโจทก์ต้องดำเนินการตามนั้นหรือไม่ สละประเด็นที่เหลือตามคำให้การและฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,166,376.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,674,088.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยไถ่ถอนการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37625 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้กับโจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยและทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและส่วนฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์ จ. ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์รวม 3 ประเภท คือ สินเชื่อบ้าน ก. สินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. และจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37625 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้นำทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล รวม 3 ครั้ง คือวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 และวันที่ 22 สิงหาคม 2562

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 นั้นเป็นบทบังคับให้โจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง โดยให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องแก่โจทก์ และมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง อันเป็นการปฏิเสธการชำระหนี้และเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นทั้งเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่เป็นเจ้าหนี้สามัญ และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และฟ้องบังคับต่อทรัพย์สินที่จำนองได้ ส่วนมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ผู้จำนองแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้รับจำนองเพื่อให้ผู้รับจำนองดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล และผู้รับจำนองต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แต่ไม่มีผลลบล้างหรือจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้ในการใช้สิทธิเรียกร้องทั้งในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่บทบังคับให้โจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 ได้เพียงวิธีเดียว โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้สามัญ และขณะเดียวกันโจทก์ยังเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง และชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องบังคับจำนองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 728 ได้ด้วย แม้จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 แล้ว ก็หาทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และบังคับจำนองดังที่จำเลยฎีกาไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า โจทก์ยังไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว ตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เพราะจำเลยผิดนัดชำระหนี้ยังไม่เกิน 3 เดือน ตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 4.1.2 นั้น เห็นว่า หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง นั้น หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน และถึงกำหนดเวลาชำระแล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ สัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 4.1.2 เป็นเพียงข้อตกลงกำหนดระยะเวลาที่โจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ หาได้เปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาชำระหนี้ไม่ เมื่อกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้ง 3 ประเภท คือ สินเชื่อบ้าน ก. สินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. กำหนดชำระเป็นรายงวด รวม 360 งวด, 180 งวด และ 60 งวด ตามลำดับ โดยกำหนด 1 เดือน ต่อ 1 งวด ชำระงวดแรกในวันสุดท้ายของเดือนนับแต่เดือนที่มีการรับเงินกู้ไป และงวดต่อ ๆ ไปชำระทุกวันทำการสุดท้ายของเดือนที่ถึงกำหนดชำระ และปรากฏว่า สินเชื่อบ้าน ก. จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ดังนั้น หนี้เงินกู้สินเชื่อบ้าน ก. จึงถึงกำหนดชำระในงวดต่อไป คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. ถึงกำหนดชำระในงวดต่อไป คือ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 เมื่อหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องถึงกำหนดชำระทั้งในวันที่ 30 มิถุนายน 2562 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว วันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 729/1 โจทก์ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 จึงฟังได้ว่าจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 แล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2562 ที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและบังคับจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง ตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองมิได้ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินที่จำนองเพื่อชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง ที่บัญญัติให้กรณีที่ผู้รับจำนองไม่ได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ผู้จำนองพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่จำเลยในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นที่เป็นหนี้สามัญยังคงต้องรับผิดชำระหนี้โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นผลให้คดีในส่วนของการบังคับจำนองต้องแยกความรับผิดจากหนี้สามัญโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาจำนองและดอกเบี้ยไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งเท่านั้น หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ตามข้อตกลงในสัญญาจำนอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ซึ่งรวมถึงดอกเบี้ยในส่วนที่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่อาจได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น จึงไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ในกรณีบุริมสิทธิจำนองให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2562 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728 ม. 729/1 วรรคหนึ่ง ม. 729/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ จ. ผู้เข้าสวมสิทธิแทน
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายธนฤทธิ์ โทวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอรรถสิทธิ์ รอดบำรุง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3836/2568
#722849
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่ทราบว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาบ้านเมือง เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนากระทำความผิด เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพ จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ต้องปรับบทลงโทษจำเลยสองฐานความผิด และเมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชน จึงให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ริบบัตรประจำตัวประชาชนปลอมและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 40,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ 83) พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) (4) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) (4) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมและเป็นผู้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชนนั้นด้วย จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันปลอมบัตรประจำตัวประชาชนแต่กระทงเดียวตามมาตรา 14 วรรคสอง ประกอบมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับกรณีที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่ทราบว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาบ้านเมือง ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างในทำนองว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีเจตนากระทำความผิดนั้น เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปรับบทกฎหมายลงโทษจำเลยทั้งสองชอบหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 มิได้บัญญัติให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม จึงต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใด... (4) ใช้หรือแสดงบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับ อันเกิดจากการกระทำความผิดตาม (1) (2) หรือ (3) ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น..." แสดงว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) ได้บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชน อันเกิดจากการกระทำความผิดฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอยู่แล้ว มิใช่กรณีที่ไม่ได้บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมดังฎีกาของจำเลยที่ 1 และความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมก็เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปรับบทลงโทษทั้งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 และตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (4) โดยให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปรับบทกฎหมายมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า สมควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการ แล้วนำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมดังกล่าวไปใช้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน เป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการจัดเก็บข้อมูลทะเบียนราษฎรซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญของประเทศ และกระทบต่อความมั่นคงของชาติ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่น ๆ ดังที่อ้างมาในฎีกาก็ยังไม่เพียงพอที่จะเห็นเป็นการสมควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 265 ม. 268
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายณรงค์ศักดิ์ จักสี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายรุ่งโรจน์ จันละ
ชื่อองค์คณะ
ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ปีติ นาถะภักติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568
#720595
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินโจทก์จากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 บ่งชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์เข้าออกที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและถือเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองฐานบุกรุกได้

จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาก็ตาม ก็ถือได้ว่ากระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้ว อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365 ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม จำคุก 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ที่ดินตั้งอยู่ที่ระวาง 5645III1410 บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นญาติกัน จำเลยที่ 2 เป็นสามีจำเลยที่ 1 โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เรื่องที่ดิน ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาท โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำชี้แนวเขตที่ดิน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหมู่ที่ 2 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินตามสำนวนคดีแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น และสำเนาคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำสั่งและสำเนาหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ที่ดินดังกล่าวทิศเหนือติดทางหลวงชนบท จำเลยที่ 1 ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการขับไล่จำเลยที่ 1 วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 จำเลยที่ 1 นำเสาคอนกรีตไปปักขึงลวดหนามตลอดแนวในที่ดินที่เป็นไหล่ทางที่อยู่ในเขตทางหลวงชนบทหน้าที่ดินโจทก์จากจุด A1 ไปถึง A2 ซึ่งเป็นแนวเดียวกับประตูรั้วที่เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่ายกฟ้องโจทก์เฉพาะในส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์และฎีกาในคดีส่วนแพ่งที่ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ที่ดินตั้งอยู่ระหว่าง 5645|||1410 บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน โดยมารดาจำเลยที่ 1 เป็นพี่สาวมารดาโจทก์ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดิน เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ตั้งอยู่ที่บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แผนที่พิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คำสั่งศาลฎีกาและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนเสาและลวดหนามของจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เวลาประมาณ 8 ถึง 9 นาฬิกา โจทก์เห็นจำเลยทั้งสองเข็นรถซึ่งมีเสาคอนกรีตและลวดหนามไปที่บริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินของโจทก์ แล้วใช้จอบเสียมขุดหลุมที่พื้น จากนั้นนำเสาคอนกรีตปักลงในหลุมและขึงลวดหนามจากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 เป็นรูปเสาคอนกรีตและลวดหนามที่จำเลยทั้งสองปักล้อมที่ดินของโจทก์ และมีการเขียนข้อความว่า ห้ามเข้า ที่ส่วนบุคคล ถนนคือทางหลวงชนบท ส่วนประตูเหล็กคือประตูทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนาม ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ เนื่องจากที่ดินมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายชิตพล ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี และร้อยตำรวจเอกศุภวัฒน์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรรัตนวาปี เป็นพยานเบิกความสนับสนุนอีกว่า นายชิตพลปิดประกาศขับไล่จำเลยที่ 1 กำหนดระยะเวลาให้ดำเนินการภายในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 โจทก์แถลงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 นายชิตพลเดินทางไปยังที่ดินของโจทก์และจัดการให้คนงานของโจทก์รื้อถอนเสาและลวดหนามตามที่โจทก์นำชี้ว่าจำเลยที่ 1 ปักลงในดินของโจทก์ จากนั้นส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ ส่วนร้อยตำรวจเอกศุภวัฒน์ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในการบังคับคดีตามรายงานเจ้าหน้าที่และรูปถ่าย ในวันดังกล่าวยังไม่มีการปักเสาคอนกรีตและลวดหนามที่ด้านหน้าที่ดินของโจทก์ โดยพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความได้อย่างสอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยแต่อย่างใด อีกทั้งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานโจทก์ดังกล่าวย่อมจะมีโอกาสสังเกตเห็นและจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถนัดชัดเจน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินบริเวณระหว่างทางหลวงชนบทกับที่ดินตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองยอมรับว่า จำเลยที่ 2 และที่ 1 นำเสารั้วไปปักอยู่ในบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทจริง อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว น่าเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตั้งอยู่ระหว่าง 5645|||1410 หมู่ที่ 2 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ดังนี้ คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซี่งเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง การที่จำเลยทั้งสองเข็นรถซึ่งมีเสาคอนกรีตและลวดหนามไปที่บริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินของโจทก์ แล้วใช้จอบเสียมขุดหลุมที่พื้น จากนั้นนำเสาคอนกรีตปักลงในหลุมและขึงลวดหนามจากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 บ่งชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์เข้าออกที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและถือเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองฐานบุกรุกได้ ที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่า ที่ดินของโจทก์และที่ดินบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 137 ซึ่งเป็นของนายมานิตย์ บิดาจำเลยที่ 1 ต่อมาที่ดินดังกล่าวตกเป็นของจำเลยที่ 1 มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.1827 และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.2226 ทับไปบนที่ดินของนายมานิตย์ จำเลยที่ 1 แจ้งความดำเนินคดีบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่ดินตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น คือที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.1827 นั้น ก็คงมีจำเลยที่ 1 เพียงปากเดียวเบิกความกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนแต่อย่างใด ทั้งยังขัดแย้งกับคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว อีกทั้งยังได้ความจากนายชยุตม์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย พยานโจทก์ว่า ตามแผนที่พิพาทที่ดินตามแนวหลักเขต ลม.1 ลม.4 ลม.5 ลม6 และ ลม.7 อยู่ในเขตที่ดินของทางหลวงชนบทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททางหลวง ประชาชนไม่มีกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครอง ดังนี้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาก็ตาม ก็ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้ว อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 แต่ในส่วนจำเลยที่ 1 แม้ความผิดฐานดังกล่าวต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แต่การปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นเพื่อปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ โดยไม่เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญามา นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ช.
จำเลย — นาง ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายธนภัทร นิติธนาภัทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายกิตติ อารีรักษ์
ชื่อองค์คณะ
อดุลย์ ขันทอง
จุมพล ชูวงษ์
เลิศชาย จิวะชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568
#722733
เปิดฉบับเต็ม

ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพ่งให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนเสาและลวดหนามของจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่ดินและได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ก็ตาม ก็ถือได้ว่ากระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 83, 362

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365 ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม จำคุก 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ที่ดินตั้งอยู่ที่ระวาง 5645III1410 บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นญาติกัน จำเลยที่ 2 เป็นสามีจำเลยที่ 1 โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เรื่องที่ดิน ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาท โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำชี้แนวเขตที่ดิน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหมู่ที่ 2 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินตามสำนวนคดีแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น และสำเนาคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำสั่งและสำเนาหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ที่ดินดังกล่าวทิศเหนือติดทางหลวงชนบท จำเลยที่ 1 ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการขับไล่จำเลยที่ 1 วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 จำเลยที่ 1 นำเสาคอนกรีตไปปักขึงลวดหนามตลอดแนวในที่ดินที่เป็นไหล่ทางที่อยู่ในเขตทางหลวงชนบทหน้าที่ดินโจทก์จากจุด A1 ไปถึง A2 ซึ่งเป็นแนวเดียวกับประตูรั้วที่เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่ายกฟ้องโจทก์เฉพาะในส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์และฎีกาในคดีส่วนแพ่งที่ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเสาคอนกรีตพร้อมลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ ที่ดินตั้งอยู่ระหว่าง 5645|||1410 บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ห้ามจำเลยที่ 1 และบริวารยุ่งเกี่ยวและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน โดยมารดาจำเลยที่ 1 เป็นพี่สาวมารดาโจทก์ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดิน เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ตั้งอยู่ที่บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แผนที่พิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คำสั่งศาลฎีกาและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนเสาและลวดหนามของจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 เวลาประมาณ 8 ถึง 9 นาฬิกา โจทก์เห็นจำเลยทั้งสองเข็นรถซึ่งมีเสาคอนกรีตและลวดหนามไปที่บริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินของโจทก์ แล้วใช้จอบเสียมขุดหลุมที่พื้น จากนั้นนำเสาคอนกรีตปักลงในหลุมและขึงลวดหนามจากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 เป็นรูปเสาคอนกรีตและลวดหนามที่จำเลยทั้งสองปักล้อมที่ดินของโจทก์ และมีการเขียนข้อความว่า ห้ามเข้า ที่ส่วนบุคคล ถนนคือทางหลวงชนบท ส่วนประตูเหล็กคือประตูทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนาม ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ เนื่องจากที่ดินมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว นอกจากนี้โจทก์ยังมีนาย ช. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี และร้อยตำรวจเอก ศ. เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรรัตนวาปี เป็นพยานเบิกความสนับสนุนอีกว่า นาย ช. ปิดประกาศขับไล่จำเลยที่ 1 กำหนดระยะเวลาให้ดำเนินการภายในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 โจทก์แถลงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 นาย ช. เดินทางไปยังที่ดินของโจทก์และจัดการให้คนงานของโจทก์รื้อถอนเสาและลวดหนามตามที่โจทก์นำชี้ว่าจำเลยที่ 1 ปักลงในดินของโจทก์ จากนั้นส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ ส่วนร้อยตำรวจเอก ศ. ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในการบังคับคดีตามรายงานเจ้าหน้าที่และรูปถ่าย ในวันดังกล่าวยังไม่มีการปักเสาคอนกรีตและลวดหนามที่ด้านหน้าที่ดินของโจทก์ โดยพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความได้อย่างสอดคล้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยแต่อย่างใด อีกทั้งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานโจทก์ดังกล่าวย่อมจะมีโอกาสสังเกตเห็นและจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถนัดชัดเจน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินบริเวณระหว่างทางหลวงชนบทกับที่ดินตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองยอมรับว่า จำเลยที่ 2 และที่ 1 นำเสารั้วไปปักอยู่ในบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทจริง อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว น่าเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตั้งอยู่ระหว่าง 5645|||1410 บ้านพระบาทนาสิงห์ หมู่ที่ 2 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 66.5 ตารางวา ดังนี้ คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ซี่งเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง การที่จำเลยทั้งสองเข็นรถซึ่งมีเสาคอนกรีตและลวดหนามไปที่บริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินของโจทก์ แล้วใช้จอบเสียมขุดหลุมที่พื้น จากนั้นนำเสาคอนกรีตปักลงในหลุมและขึงลวดหนามจากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 บ่งชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันปิดกั้นเพื่อไม่ให้โจทก์เข้าออกที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและถือเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองฐานบุกรุกได้ ที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่า ที่ดินของโจทก์และที่ดินบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 137 ซึ่งเป็นของนาย ม. บิดาจำเลยที่ 1 ต่อมาที่ดินดังกล่าวตกเป็นของจำเลยที่ 1 มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.1827 ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสาร และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.2226 ทับไปบนที่ดินของนาย ม. จำเลยที่ 1 แจ้งความดำเนินคดีบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่ดินตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น คือที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นค.1827 นั้น ก็คงมีจำเลยที่ 1 เพียงปากเดียวเบิกความกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนแต่อย่างใด ทั้งยังขัดแย้งกับคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.799/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว อีกทั้งยังได้ความจากนาย ย. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย พยานโจทก์ว่า ตามแผนที่พิพาทที่ดินตามแนวหลักเขต ลม.1 ลม.4 ลม.5 ลม6 และ ลม.7 อยู่ในเขตที่ดินของทางหลวงชนบทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททางหลวง ประชาชนไม่มีกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครอง ดังนี้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินของทางหลวงชนบทตลอดแนวด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าออกที่ดินของโจทก์ได้ ถึงแม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้เข้าไปในที่ดินของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาก็ตาม ก็ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์แล้ว อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 83, 362 แต่ในส่วนจำเลยที่ 1 แม้ความผิดฐานดังกล่าวต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แต่การปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นเพื่อปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ โดยไม่เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญามา นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ช.
จำเลย — นาง ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายธนภัทร นิติธนาภัทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายกิตติ อารีรักษ์
ชื่อองค์คณะ
อดุลย์ ขันทอง
จุมพล ชูวงษ์
เลิศชาย จิวะชาติ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3812/2568
#721459
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรก็เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ ของ ป.อ. และความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งมีองค์ประกอบความผิดในลักษณะเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นอั้งยี่และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรดังกล่าว ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อผู้นั้นเข้าเป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบกันก็ตาม ความผิดทั้ง 3 ฐานดังกล่าว จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ จึงเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งซึ่งเกิดภายหลังแยกออกจากกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จดังกล่าว จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามสิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 209, 210, 213, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 25 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 (1) ให้จำเลยทั้งสามสิบสองร่วมกันคืนเงิน 2,503,757.15 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย และเพิ่มโทษจำเลยที่ 13 และที่ 25 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 25 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 13 ที่ 18 ที่ 28 ที่ 30 ถึงที่ 32 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 13 ที่ 18 ที่ 28 ที่ 30 ถึงที่ 32 เข้าเป็นคดีใหม่ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ที่ 13 ที่ 18 ที่ 28 ที่ 30 ถึงที่ 32 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 25 (ที่ถูกต้องระบุมาตรา 5 ด้วย) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก, 210 วรรคแรก, 213, 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1), 341 และมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 25 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 4 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 4 ปี 16 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ร่วมกันคืนเงิน 2,503,757.15 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 15 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 คนละ 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 25 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2565 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันเป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่เรียกว่า "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไปอันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเป็นคณะบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปรวมตัวกันเป็นสมาชิกเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันกระทำการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำความผิดอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นที่กฎหมายกำหนดโทษจำคุกขั้นสูงตั้งแต่สี่ปีขึ้นไปอันเป็นความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และเพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ทางวัตถุอย่างอื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2565 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกโดยทุจริตร่วมกันฉ้อโกงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จโดยแสดงตนเป็นคนอื่นต่อประชาชนทั่วไปรวมทั้งนางสาววรรณสิริผู้เสียหายซึ่งเป็นคนไทยมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทย และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา โดยกระทำความผิดในลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินในบัญชีของผู้เสียหายทั้งหมด 6 บัญชี เพื่อนำไปให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง. ตรวจสอบ อันเป็นการนำข้อมูลและข้อความที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนรวมทั้งผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อตามที่ได้หลอกลวงดังกล่าว จึงโอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 และบัญชีชื่อนายศุภกฤษ์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,503,757.15 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันเบิกถอนเงินของผู้เสียหายไปเป็นประโยชน์ของตน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ให้การรับสารภาพ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรก็เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งมีองค์ประกอบของความผิดในลักษณะเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรดังกล่าว ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อผู้นั้นเข้าเป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบกันก็ตาม ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวจึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง เมื่อต่อมาปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ จึงเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในภายหลังแยกออกจากกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จดังกล่าวจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องและยกขึ้นฎีกา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 1 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันและโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมานั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นางสุภาวดี ชุมพาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกอบเดช วรสิงห์
ชื่อองค์คณะ
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
อภิรดี โพธิ์พร้อม
สาธุ เพ็ชรไชย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568
#720590
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีเจตนายกห้องชุดให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลย การจดทะเบียนขายห้องชุดเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง แต่นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หานั้นต่างมีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เพียงแต่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย เมื่อโจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยมาแต่ต้น การทำนิติกรรมโดยจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดดังกล่าวให้แก่จำเลย จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าโจทก์ยกห้องชุดให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว นิติกรรมการให้ห้องชุดระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 อาคารชุด ด. ระหว่างโจทก์กับจำเลย ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์ดำเนินการขอออกใบแทนหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์โดยจำเลยออกค่าใช้จ่าย หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ราคาเป็นเงิน 1,858,892.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติญี่ปุ่น เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549 เมื่อปี 2550 โจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภรรยากับนางสาววิไลรัตน์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน เมื่อปี 2558 โจทก์ได้รู้จักกับจำเลย ต่อมาโจทก์กับจำเลยได้คบหากันฉันสามีภรรยาโดยไม่ให้นางสาววิไลรัตน์รู้ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 โจทก์ซื้อห้องชุด 2 ห้อง เลขที่ 171/320 และ 171/325 อาคารชุด ด. ตั้งอยู่เลขที่ 171 โจทก์ประสงค์จะยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 จำเลยได้นำหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนว่า โจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/320 และ 171/325 ให้แก่จำเลย โจทก์จึงมาฟ้องเรียกห้องชุดเลขที่ 171/325 คืนจากจำเลยเป็นคดีนี้ ส่วนห้องชุดเลขที่ 171/320 โจทก์ได้ฟ้องเรียกคืนจากจำเลยเป็นอีกคดีต่างหาก

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า นิติกรรมการจดทะเบียนขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ได้ความจากโจทก์และจำเลยนั้นฟังได้ว่า โจทก์ประสงค์จะโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยโดยเสน่หามาตั้งแต่ต้นแล้ว เนื่องจากโจทก์ได้คบหากับจำเลยฉันสามีภรรยามาตั้งแต่ปี 2558 โจทก์จึงลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ มอบสำเนาหนังสือเดินทางของโจทก์ และเงินค่าจดทะเบียนโอนห้องชุดให้จำเลยไปดำเนินการ เพียงแต่มีข้อโต้เถียงกันโดยโจทก์อ้างว่าจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย ไม่ระบุว่าโจทก์ให้โดยเสน่หาจึงไม่ตรงตามเจตนาของโจทก์ แต่จำเลยก็เบิกความอธิบายว่าโจทก์เป็นผู้แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลยแทนที่ระบุว่าโจทก์ให้โดยเสน่หา เพราะโจทก์เกรงว่าหากจดทะเบียนว่าให้โดยเสน่หา นางวิไลรัตน์ภรรยาโจทก์จะเกิดความสงสัย ทั้งโจทก์เองก็ยอมรับว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 ของโจทก์ไปเป็นชื่อของจำเลยมาแต่ต้นแล้ว การที่จำเลยไปดำเนินการโดยจดทะเบียนโอนห้องชุดมาเป็นชื่อของตนโดยระบุว่าโจทก์ขายให้จำเลยแทนที่จะระบุว่าโจทก์ให้โดยเสน่หานั้น ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทำนิติกรรมโดยถูกจำเลยฉ้อฉลหรือโจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมดังที่โจทก์ฎีกา เพราะถึงอย่างไรโจทก์ก็ตั้งใจจะยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยอยู่ก่อนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์และจำเลยว่า โจทก์มีเจตนาจะยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนว่าโจทก์ขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าเจตนาที่แท้จริงคือการให้ การจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง แต่นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หานั้นต่างมีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เพียงแต่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย เมื่อได้ความจากโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยมาตั้งแต่ต้นแล้ว โจทก์จึงลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและมอบเอกสารต่าง ๆ ของโจทก์ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 เป็นของจำเลย ซึ่งหากนางสาววิไลรัตน์ภรรยาโจทก์ไม่ทราบว่าโจทก์คบหากับจำเลยฉันสามีภรรยาด้วย เชื่อว่าโจทก์ก็คงไม่โต้แย้งหรือเรียกร้องห้องชุดเลขที่ 171/325 คืนจากจำเลยเป็นแน่ การทำนิติกรรมโดยจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าโจทก์ยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว นิติกรรมการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับได้ จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 จากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีสิทธิจะเรียกถอนคืนการให้จากจำเลยเพราะเหตุประพฤติเนรคุณได้ถ้าได้ความว่าจำเลยได้กระทำกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้คือ (1) จำเลยได้ประทุษร้ายต่อโจทก์เป็นความผิดอาญาอย่างร้ายแรง หรือ (2) จำเลยทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง หรือ (3) จำเลยบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ในเวลาที่โจทก์ยากไร้และจำเลยยังสามารถจะให้ได้ ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ 2 ประการ คือ ประการแรก โจทก์กล่าวหาว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 เป็นของจำเลยเพียงห้องเดียว แต่จำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/320 เป็นของจำเลยด้วย จึงเป็นการกระทำผิดอาญาต่อโจทก์ข้อหาฉ้อโกง ลักทรัพย์ ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ประการที่สอง จำเลยกลั่นแกล้งแจ้งความดำเนินคดีโจทก์กับพวกในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ ทั้งที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง และเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงนั้น สำหรับกรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/320 ของโจทก์ไปเป็นของจำเลยด้วยนั้น แม้โจทก์อ้างว่าโจทก์มีเจตนาเพียงยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย แต่ไม่มีเจตนายกห้องชุดเลขที่ 171/320 ให้แก่จำเลย แต่จำเลยได้ปลอมใบมอบอำนาจของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/320 เป็นของจำเลยด้วยอันเป็นการกระทำฉ้อโกง ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้น เห็นว่า การเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าภายหลังจากโจทก์ให้ห้องชุดแก่จำเลยโดยเสน่หามีผลสมบูรณ์ไปแล้ว ต่อมาจำเลยได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยฉ้อโกงหรือปลอมใบมอบอำนาจของโจทก์มาเป็นเหตุในการเรียกถอนคืนการให้นั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 ไปเป็นของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจยกเหตุกรณีดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างเพื่อเรียกถอนคืนการให้จากจำเลยได้ ส่วนกรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวกในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ ถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษทางอาญา อันเป็นการเนรคุณต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง และหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2563 โจทก์ นางวิไลรัตน์ภรรยาโจทก์ และนายพร ได้เข้าไปในห้องชุดเลขที่ 171/325 ในขณะที่จำเลยไม่อยู่ในห้อง แล้วโจทก์กับพวกได้เอาทรัพย์สินและพระเครื่องของจำเลยออกไปจากห้องพักด้วย จากกรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวก ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านดังกล่าวมานั้น ล้วนเจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 เวลา 21.45 นาฬิกา ขณะจำเลยไม่อยู่ในห้องพักโจทก์ได้พานางสาววิไลรัตน์และนายพรเข้ามาในห้องพัก และได้ลักเอาเอกสารและพระเครื่องของจำเลยไป วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 จำเลยจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์ นางสาววิไลรัตน์และนายพรข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะเกิดเหตุจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 171/325 การที่บุคคลใดจะเข้าไปในห้องชุดดังกล่าวและเอาทรัพย์สินของจำเลยออกไปจากห้องชุดนั้น ย่อมต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยเสียก่อน เมื่อโจทก์ยอมรับว่า โจทก์ นางสาววิไลรัตน์และนายพรได้เข้าไปในห้องพักขณะที่จำเลยไม่อยู่ในห้องและได้เอาทรัพย์สินกับพระเครื่องของจำเลยไปจริง การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวกย่อมฟังได้ว่า เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องตนเองและทรัพย์สินของตน ไม่ใช่เป็นการเจตนากลั่นแกล้งดำเนินคดีอาญาโจทก์ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงดังที่โจทก์กล่าวอ้าง จากข้อเท็จจริงและเหตุผลทั้งหมดดังที่ได้วินิจฉัยมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 จากจำเลย ส่วนฎีกาอื่น ๆ ของโจทก์นอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — นางสาว ข.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวสุนิษา บรรเทา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ปีติ นาถะภักติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568
#722446
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีเจตนาจะยกห้องชุดให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนว่าโจทก์ขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าเจตนาที่แท้จริงคือการให้ การจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลยจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง แต่นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หานั้นต่างมีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เพียงแต่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย เมื่อโจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยมาตั้งแต่ต้นแล้ว โจทก์จึงลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและมอบเอกสารต่าง ๆ ของโจทก์ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเป็นของจำเลย ซึ่งหาก ว. ภรรยาโจทก์ไม่ทราบว่าโจทก์คบหากับจำเลยฉันสามีภรรยาด้วย เชื่อว่าโจทก์ก็คงไม่โต้แย้งหรือเรียกร้องห้องชุดคืนจากจำเลยเป็นแน่ การทำนิติกรรมโดยจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลย จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าโจทก์ยกห้องชุด ให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว นิติกรรมการให้ห้องชุด ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 อาคารชุด ด. ระหว่างโจทก์กับจำเลย ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์ดำเนินการขอออกใบแทนหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์โดยจำเลยออกค่าใช้จ่าย หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ราคาเป็นเงิน 1,858,892.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติญี่ปุ่น เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549 เมื่อปี 2550 โจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภรรยากับนางสาว ว. มีบุตรด้วยกัน 1 คน เมื่อปี 2558 โจทก์ได้รู้จักกับจำเลย ต่อมาโจทก์กับจำเลยได้คบหากันฉันสามีภรรยาโดยไม่ให้นางสาว ว. รู้ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 โจทก์ซื้อห้องชุด 2 ห้อง เลขที่ 171/320 และ 171/325 อาคารชุด ด. ตั้งอยู่เลขที่ 171 โจทก์ประสงค์จะยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 จำเลยได้นำหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนว่า โจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/320 และ 171/325 ให้แก่จำเลย โจทก์จึงมาฟ้องเรียกห้องชุดเลขที่ 171/325 คืนจากจำเลยเป็นคดีนี้ ส่วนห้องชุดเลขที่ 171/320 โจทก์ได้ฟ้องเรียกคืนจากจำเลยเป็นอีกคดีต่างหาก

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า นิติกรรมการจดทะเบียนขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ได้ความจากโจทก์และจำเลยนั้นฟังได้ว่า โจทก์ประสงค์จะโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยโดยเสน่หามาตั้งแต่ต้นแล้ว เนื่องจากโจทก์ได้คบหากับจำเลยฉันสามีภรรยามาตั้งแต่ปี 2558 โจทก์จึงลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ มอบสำเนาหนังสือเดินทางของโจทก์ และเงินค่าจดทะเบียนโอนห้องชุดให้จำเลยไปดำเนินการ เพียงแต่มีข้อโต้เถียงกันโดยโจทก์อ้างว่าจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย ไม่ระบุว่าโจทก์ให้โดยเสน่หาจึงไม่ตรงตามเจตนาของโจทก์ แต่จำเลยก็เบิกความอธิบายว่าโจทก์เป็นผู้แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดให้แก่จำเลยแทนที่ระบุว่าโจทก์ให้โดยเสน่หา เพราะโจทก์เกรงว่าหากจดทะเบียนว่าให้โดยเสน่หา นางสาว ว. ภรรยาโจทก์จะเกิดความสงสัย ทั้งโจทก์เองก็ยอมรับว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 ของโจทก์ไปเป็นชื่อของจำเลยมาแต่ต้นแล้ว การที่จำเลยไปดำเนินการโดยจดทะเบียนโอนห้องชุดมาเป็นชื่อของตนโดยระบุว่าโจทก์ขายให้จำเลยแทนที่จะระบุว่าโจทก์ให้โดยเสน่หานั้น ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทำนิติกรรมโดยถูกจำเลยฉ้อฉลหรือโจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมดังที่โจทก์ฎีกา เพราะถึงอย่างไรโจทก์ก็ตั้งใจจะยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยอยู่ก่อนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์และจำเลยว่า โจทก์มีเจตนาจะยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนว่าโจทก์ขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าเจตนาที่แท้จริงคือการให้ การจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการให้ นิติกรรมการขายห้องชุดย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และต้องบังคับตามนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง แต่นิติกรรมการซื้อขายและการให้โดยเสน่หานั้นต่างมีสาระสำคัญเหมือนกันคือการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไปให้อีกฝ่าย เพียงแต่การให้โดยเสน่หาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่มีค่าตอบแทนจากผู้รับ ส่วนการซื้อขายผู้ซื้อต้องชำระราคาให้แก่ผู้ขาย เมื่อได้ความจากโจทก์ว่า โจทก์ประสงค์จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยมาตั้งแต่ต้นแล้ว โจทก์จึงลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและมอบเอกสารต่าง ๆ ของโจทก์ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 เป็นของจำเลย ซึ่งหากนางสาว ว. ภรรยาโจทก์ไม่ทราบว่าโจทก์คบหากับจำเลยฉันสามีภรรยาด้วย เชื่อว่าโจทก์ก็คงไม่โต้แย้งหรือเรียกร้องห้องชุดเลขที่ 171/325 คืนจากจำเลยเป็นแน่ การทำนิติกรรมโดยจดทะเบียนว่าโจทก์ขายห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าโจทก์ยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลยตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว นิติกรรมการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับได้ จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 จากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีสิทธิจะเรียกถอนคืนการให้จากจำเลยเพราะเหตุประพฤติเนรคุณได้ถ้าได้ความว่าจำเลยได้กระทำกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้คือ (1) จำเลยได้ประทุษร้ายต่อโจทก์เป็นความผิดอาญาอย่างร้ายแรง หรือ (2) จำเลยทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง หรือ (3) จำเลยบอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ในเวลาที่โจทก์ยากไร้และจำเลยยังสามารถจะให้ได้ ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ 2 ประการ คือ ประการแรก โจทก์กล่าวหาว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 เป็นของจำเลยเพียงห้องเดียว แต่จำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/320 เป็นของจำเลยด้วย จึงเป็นการกระทำผิดอาญาต่อโจทก์ข้อหาฉ้อโกง ลักทรัพย์ ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ประการที่สอง จำเลยกลั่นแกล้งแจ้งความดำเนินคดีโจทก์กับพวกในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ ทั้งที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง และเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงนั้น สำหรับกรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/320 ของโจทก์ไปเป็นของจำเลยด้วยนั้น แม้โจทก์อ้างว่าโจทก์มีเจตนาเพียงยกห้องชุดเลขที่ 171/325 ให้แก่จำเลย แต่ไม่มีเจตนายกห้องชุดเลขที่ 171/320 ให้แก่จำเลย แต่จำเลยได้ปลอมใบมอบอำนาจของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/320 เป็นของจำเลยด้วยอันเป็นการกระทำฉ้อโกง ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้น เห็นว่า การเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าภายหลังจากโจทก์ให้ห้องชุดแก่จำเลยโดยเสน่หามีผลสมบูรณ์ไปแล้ว ต่อมาจำเลยได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยฉ้อโกงหรือปลอมใบมอบอำนาจของโจทก์มาเป็นเหตุในการเรียกถอนคืนการให้นั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการดำเนินการจดทะเบียนโอนห้องชุดเลขที่ 171/325 ไปเป็นของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจยกเหตุกรณีดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างเพื่อเรียกถอนคืนการให้จากจำเลยได้ ส่วนกรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวกในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ ถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษทางอาญา อันเป็นการเนรคุณต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง และหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2563 โจทก์ นางสาว ว. ภรรยาโจทก์ และนาย พ. ได้เข้าไปในห้องชุดเลขที่ 171/325 ในขณะที่จำเลยไม่อยู่ในห้อง แล้วโจทก์กับพวกได้เอาทรัพย์สินและพระเครื่องของจำเลยออกไปจากห้องพักด้วย จากกรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวก ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านดังกล่าวมานั้น ล้วนเจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 เวลา 21.45 นาฬิกา ขณะจำเลยไม่อยู่ในห้องพักโจทก์ได้พานางสาว ว. และนาย พ. เข้ามาในห้องพัก และได้ลักเอาเอกสารและพระเครื่องของจำเลยไป วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 จำเลยจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์ นางสาว ว. และนาย พ. ข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะเกิดเหตุจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 171/325 การที่บุคคลใดจะเข้าไปในห้องชุดดังกล่าวและเอาทรัพย์สินของจำเลยออกไปจากห้องชุดนั้น ย่อมต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยเสียก่อน เมื่อโจทก์ยอมรับว่า โจทก์ นางสาว ว. และนาย พ. ได้เข้าไปในห้องพักขณะที่จำเลยไม่อยู่ในห้องและได้เอาทรัพย์สินกับพระเครื่องของจำเลยไปจริง การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์กับพวกย่อมฟังได้ว่า เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องตนเองและทรัพย์สินของตน ไม่ใช่เป็นการเจตนากลั่นแกล้งดำเนินคดีอาญาโจทก์ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงดังที่โจทก์กล่าวอ้าง จากข้อเท็จจริงและเหตุผลทั้งหมดดังที่ได้วินิจฉัยมาฟังไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ห้องชุดเลขที่ 171/325 จากจำเลย ส่วนฎีกาอื่น ๆ ของโจทก์นอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — นางสาว ข.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวสุนิษา บรรเทา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ปีติ นาถะภักติ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3718/2568
#720589
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมที่จำเลยทั้งสองจัดสรร แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ตั้งใจจำหน่ายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใดมาก่อน แต่เมื่อที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสวนอุตสาหกรรมที่ถูกจำเลยทั้งสองแบ่งออกเป็นแปลงย่อยไว้และไม่ได้ถูกกันหรือแยกออกมาเพื่อการอื่นนอกโครงการจัดสรรแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมที่จะจำหน่ายที่ดินแปลงดังกล่าวดั่งที่ดินจัดสรรเหมือนกับที่ดินจัดสรรแปลงอื่นที่เหลืออยู่ได้ ที่ดินของโจทก์จึงเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสองจัดสรรในสวนอุตสาหกรรมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1

จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดสรรที่ดิน ย่อมมีหน้าที่จัดให้มีสาธารณูปโภคซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรม อันรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ของโจทก์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 และข้อ 30 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองจัดให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 864 และ 1340 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2922 เป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรม ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรมจึงเป็นสามยทรัพย์ที่ได้ภาระจำยอมมาโดยผลของกฎหมาย แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นผู้จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ให้แก่โจทก์โดยตรง ก็ไม่ทำให้ที่ดินของจำเลยทั้งสองหลุดพ้นจากภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ไปได้เพราะภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่มีขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินแปลงอื่นและไม่สิ้นไปเมื่อสามยทรัพย์เปลี่ยนเจ้าของ

แม้โจทก์จะรับโอนที่ดินที่จัดสรรมาหลังจาก พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ที่ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ยังคงบัญญัติไว้เช่นเดียวกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงยังมีหน้าที่บำรุงรักษาภาระจำยอมดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นต่อไป และแม้โจทก์จะไม่ได้เดือดร้อนในการสัญจรเข้าออกที่ดินเพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้ห้ามการใช้เส้นทาง แต่โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ได้ เพราะเป็นการอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1391 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 864 และ 1340 และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2922 เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ของโจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 864 และ 1340 และจำเลยที่ 2 ผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2922 ไปจดทะเบียนที่ดินให้ตกอยู่ในภาระจำยอม เรื่อง ทางเดินรถยนต์ ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบระบายน้ำ ระบบก๊าซธรรมชาติ ระบบโทรศัพท์ และสาธารณูปโภคอื่น ๆ เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ของโจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน โดยมีนายภาคภูมิ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจหลักของจำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองมีที่ตั้งอยู่ในสถานที่เดียวกัน เดิมจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินที่ตั้งสวนอุตสาหกรรม ต่อมาจำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไป โดยมีสาธารณูปโภคในลักษณะนิคมอุตสาหกรรม แล้วจัดจำหน่ายที่ดินแปลงย่อยนั้นให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหลายราย อันเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 864 และ 1340 ของจำเลยที่ 1 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2922 ของจำเลยที่ 2 ถูกจัดให้เป็นสาธารณูปโภค และจำเลยทั้งสองจดทะเบียนเป็นภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบระบายน้ำ ระบบก๊าซธรรมชาติ ระบบโทรศัพท์ และสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้แก่ที่ดินในสวนอุตสาหกรรมหลายแปลงแล้ว สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมด้วยนั้น เดิมเป็นของจำเลยที่ 2 ที่จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่สถาบันการเงิน แต่จำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้จนถูกสถาบันการเงินฟ้องร้องบังคับจำนอง ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินตามคำสั่งศาล โดยโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินแปลงนี้ได้แล้วจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์มาเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2562 แต่เมื่อโจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 864 และ 1340 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2922 เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองกลับมีข้อแม้ว่าโจทก์จะต้องเจรจาและยอมเสียค่าตอบแทนให้แก่จำเลยทั้งสองก่อน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ของโจทก์เป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสองจัดสรรในสวนอุตสาหกรรมหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินของโจทก์ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมที่จำเลยทั้งสองจัดสรร แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ตั้งใจจำหน่ายที่ดินแปลงนี้ให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใดมาก่อนดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกา แต่เมื่อที่ดินแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของสวนอุตสาหกรรมที่ถูกจำเลยทั้งสองแบ่งออกเป็นแปลงย่อยไว้ และที่ดินแปลงนี้ไม่ได้ถูกกันหรือแยกออกมาเพื่อการอื่นนอกโครงการจัดสรรแล้ว ย่อมแสดงว่าจำเลยทั้งสองสามารถจำหน่ายที่ดินแปลงนี้ดั่งที่ดินจัดสรรเหมือนกับที่ดินจัดสรรแปลงอื่นที่เหลืออยู่ซึ่งนายปัญญา ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยทั้งสองเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสองไว้ว่าพร้อมจำหน่ายเช่นกัน ดังนั้น ที่ดินของโจทก์จึงเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสองจัดสรรในสวนอุตสาหกรรมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 ด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ที่จัดสรรมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาลนั้นจะได้สิทธิภาระจำยอมตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดสรรที่ดินสวนอุตสาหกรรม จำเลยทั้งสองย่อมมีหน้าที่จัดให้มีสาธารณูปโภคซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรมดังกล่าว อันรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ด้วย ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 และข้อ 30 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองจัดให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 864 และ 1340 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2922 เป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรม ที่ดินที่จัดสรรในสวนอุตสาหกรรมจึงเป็นสามยทรัพย์ที่ได้ภาระจำยอมมาโดยผลของกฎหมาย ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นผู้จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 23536 ให้แก่โจทก์โดยตรงดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกา ก็ไม่ทำให้ที่ดินของจำเลยทั้งสองหลุดพ้นจากภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ไปได้ เพราะภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่มีขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินแปลงอื่นและไม่สิ้นไปเมื่อสามยทรัพย์เปลี่ยนเจ้าของ และแม้โจทก์จะรับโอนที่ดินที่จัดสรรมาหลังจากพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ที่ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 มีผลบังคับใช้แล้วดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกา แต่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ยังคงบัญญัติไว้เช่นเดียวกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงยังมีหน้าที่บำรุงรักษาภาระจำยอมดังกล่าวให?คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นต่อไป และแม้โจทก์จะไม่ได้เดือดร้อนในการสัญจรเข้าออกที่ดินของโจทก์เพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้ห้ามการใช้เส้นทางดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกา โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ได้ เพราะการจดทะเบียนภาระจำยอมคือการอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1391 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1391 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายอายุกร บุญอากาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
สัญญา ภูริภักดี
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3682/2568
#720592
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างคอนโดมิเนียมขายนำกำไรมาแบ่งปันกัน ต่อมามีผู้สนใจซื้อที่ดินดังกล่าวและผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตกลงขายที่ดินเพื่อทำกำไร อันเป็นกรณีที่หุ้นส่วนเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินกิจการเป็นการซื้อที่ดินและขายเพื่อนำกำไรมาแบ่งปันกัน เมื่อได้ขายที่ดินดังกล่าวและรับเงินจากการขายแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (3) และมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วก็ให้จัดการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน เมื่อคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยต่างยอมรับว่า ห้างหุ้นส่วนนี้ได้มีการชำระบัญชีกันแล้ว แต่มีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวแก่เงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรของผู้เป็นหุ้นส่วนอันเป็นข้อพิพาทในชั้นชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญ จึงเป็นกรณีที่หุ้นส่วนประสงค์ให้จัดทำบัญชีเพื่อแบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน มิได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงต้องทำการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. เมื่อมีการจัดทำบัญชีกัน แต่โจทก์อ้างสัดส่วนการลงทุนของโจทก์และจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากการเข้าหุ้นกันประกอบกิจการ และจำเลยปฏิเสธสัดส่วนการลงทุนของโจทก์รวมถึงจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยพิพาทกันเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี โจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ 119,552,906 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 95,128,969 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์กับจำเลยทำธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขาย พัฒนาที่ดิน และก่อสร้างที่พักอาศัยออกจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไป โดยโครงการที่ 1 เมื่อประมาณกลางปี 2553 โจทก์และจำเลยตกลงร่วมทุนกันซื้อที่ดิน 23 แปลง เพื่อนำมาจัดสรรปลูกสร้างทาวน์เฮาส์และทาวน์โฮมขาย โดยออกเงินทุนคนละเท่า ๆ กัน ใช้ชื่อบริษัท ก. ซึ่งเป็นบริษัทของจำเลยเป็นผู้ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์จากผู้ขาย ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อและมีการจัดทำบัญชีคืนเงินลงทุนและแบ่งปันผลกำไรระหว่างกันเป็นที่เรียบร้อยโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ต่อกัน และโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในส่วนของโครงการที่ 2 จึงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โครงการที่ 2 โจทก์กับจำเลยไม่ได้ตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุนกัน จึงไม่มีหน้าที่ใด ๆ ต่อกันตามสัญญาและจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดในโครงการที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างคอนโดมิเนียมขายนำกำไรมาแบ่งปันกัน แต่ต่อมามีผู้สนใจซื้อที่ดินดังกล่าวและผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตกลงขายที่ดินนั้นไปเพื่อทำกำไรอันเป็นกรณีที่หุ้นส่วนเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินกิจการเป็นการซื้อที่ดินและขายเพื่อนำกำไรมาแบ่งปันกัน เมื่อได้ขายที่ดินดังกล่าวและรับเงินจากการขายแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (3) และมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วก็ให้จัดการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยต่างยอมรับว่า ห้างหุ้นส่วนโครงการที่ 3 นี้ได้มีการชำระบัญชีกันแล้ว แต่มีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวแก่เงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรของผู้เป็นหุ้นส่วนอันเป็นข้อพิพาทในชั้นชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญ จึงเป็นกรณีที่หุ้นส่วนประสงค์ให้จัดทำบัญชีเพื่อแบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน มิได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงต้องทำการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อมีการจัดทำบัญชีกัน แต่โจทก์อ้างสัดส่วนการลงทุนของโจทก์และจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากการเข้าหุ้นกันประกอบกิจการโครงการที่ 3 และจำเลยปฏิเสธสัดส่วนการลงทุนของโจทก์รวมถึงจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยพิพาทกันเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี โจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดในโครงการที่ 3 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องและคำให้การคู่ความรับกันว่า กิจการโครงการที่ 3 มีรายได้จากการขายที่ดิน 282,000,000 บาท แต่โต้แย้งกันเกี่ยวกับสัดส่วนทุนของโจทก์และของจำเลย กับค่าใช้จ่ายของกิจการบางรายการซึ่งส่งผลต่อการคิดส่วนแบ่งกำไรของแต่ละฝ่าย จึงเห็นควรวินิจฉัยไปตามลำดับ สำหรับสัดส่วนทุนของผู้เป็นหุ้นส่วนนั้น โจทก์และจำเลยโต้แย้งกัน

เฉพาะส่วนที่เป็นเงิน 24,000,000 บาท โดยต่างอ้างว่าเป็นเงินลงทุนส่วนของตนเอง โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ลงเงินทุน 54,500,000 บาท แบ่งเป็นเงินสด 30,500,000 บาท และเงินที่โจทก์กู้ยืมจากบุคคลภายนอกอีก 24,000,000 บาท การลงทุนส่วนที่เป็นเงินกู้ยืม 24,000,000 บาท นี้ จำเลยนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดของบุตรสาวโจทก์ไปกู้เงินจากบุคคลภายนอกและใช้หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดมอบไว้เป็นประกันแก่ผู้ให้กู้ชื่อก้อย แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินหรือการจดทะเบียนจำนองหลักประกันมาแสดง ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานการรับเงินกู้ยืมดังกล่าวจากบุคคลภายนอก นอกจากนี้โจทก์ยังตอบทนายจำเลยถามค้านด้วยว่า สุดท้ายแล้วบุตรสาวโจทก์ไม่ได้ไปทำสัญญากู้ยืมเงินเนื่องจากจำเลยบอกว่าไม่ต้องทำแล้ว อันเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของการกู้ยืมเงินจำนวนสูงถึง 24,000,000 บาท ที่จะไม่มีการทำหลักฐานทั้งส่วนที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินและส่วนที่เกี่ยวกับการรับเงินกู้กันไว้ให้ชัดเจน ความข้อนี้กลับเจือสมกับทางนำสืบจำเลยที่ว่า เดิมโจทก์มอบหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด 2 ห้อง ซึ่งเป็นชื่อบุตรสาวโจทก์เพื่อให้จำเลยไปกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นนำมาเป็นเงินลงทุนของโจทก์ จำเลยแจ้งโจทก์ว่า จำเลยติดต่อขอกู้ยืมเงินกับคุณก้อย และคุณก้อยตกลงให้กู้ยืมแล้วโดยให้นัดหมายบุตรสาวโจทก์ไปทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองห้องชุดเพื่อเป็นประกัน แต่โจทก์ไม่ยอมให้บุตรสาวไปทำสัญญากู้และจดทะเบียนจำนอง จึงไม่อาจกู้ยืมเงินจากคุณก้อยได้ พยานโจทก์ซึ่งมีเพียงตัวโจทก์กล่าวอ้างแต่เพียงลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน เพียงเท่านี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า เงินทุน 24,000,000 บาท เป็นทุนของโจทก์ ส่วนข้ออ้างของจำเลยว่า เงิน 24,000,000 บาท เป็นทุนของจำเลยนั้น จำเลยให้การว่า เงิน 24,000,000 บาท ที่โจทก์อ้างนั้นเป็นเงินลงทุนของจำเลย โจทก์และจำเลยมิได้กู้ยืมเงินจากบุคคลภายนอก แต่ทางพิจารณาจำเลยกลับเบิกความว่า จำเลยขอยืมเงินจากภริยาและบุตรสาว 24,000,000 บาท เพื่อนำมาชำระค่าที่ดิน และต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ให้แก่ภริยาและบุตรสาว ขัดแย้งต่อคำให้การที่ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินลงทุนของจำเลยเองมิได้กู้ยืมจากบุคคลภายนอก ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการลงเงินทุน 24,000,000 บาท ของจำเลยขัดแย้งกลับไปกลับมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเช่นเดียวกัน ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า เงิน 24,000,000 บาท เป็นทุนของจำเลยเช่นเดียวกัน เงินทุนของโจทก์และของจำเลยจึงมีเพียงส่วนที่เป็นเงินสดของแต่ละฝ่ายซึ่งคู่ความมิได้โต้แย้งกัน จึงรับฟังได้ว่า โจทก์ลงทุนเป็นเงินสด 30,500,000 บาท ส่วนจำเลยลงทุนเป็นเงินสด 40,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของโจทก์ร้อยละ 42.96 สัดส่วนทุนของจำเลยร้อยละ 57.04 นอกจากนี้มีเงินกู้ยืมจากธนาคารอีก 80,000,000 บาท นำมาชำระค่าที่ดินด้วย ซึ่งคู่ความรับกันในข้อนี้ สำหรับค่าใช้จ่ายของกิจการ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เงินกู้ยืม 24,000,000 บาท มีค่าใช้จ่ายเป็นดอกเบี้ย 4,080,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายเป็นค่าโอนที่ดินบางกรวย (บจก. เจ ที เพอร์เฟค) ตามที่ระบุในรายการค่าใช้จ่ายตามเอกสารหมาย จ.23 ข้อ 18 จำนวน 624,555 บาท กิจการโครงการที่ 3 เป็นการซื้อที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ไม่ปรากฏว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่บางกรวยตามที่ระบุไว้ในรายการค่าใช้จ่าย ข้อ 18 เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ลงทุนระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งซื้อที่ดินมาพัฒนาแล้วขายต่อหลายโครงการ มีการจัดให้บริษัทและบุคคลภายนอกถือที่ดินที่ลงทุนแต่ละโครงการระคนปนกันไป น่าเชื่อว่ารายการค่าใช้จ่ายในข้อ 18 นี้ ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการโครงการที่ 3 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า กิจการโครงการที่ 3 มีค่าใช้จ่ายเป็นค่าโอนที่ดินบางกรวย (บจก. เจ ที เพอร์เฟค) 624,555 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.23 ข้อ 6 และข้อ 7 ว่าเป็นค่าโอน (จากกรมที่ดิน) ภัทรพล บางใหญ่ 2,942,224 บาท และค่าโอน (จากกรมที่ดิน) กองกรริมทรัพย์ บางใหญ่ 5,481,997 บาท จำเลยนำสืบอธิบายว่า ในการซื้อที่ดินโครงการที่ 3 นั้น สัญญาจะซื้อจะขายระบุว่า ผู้จะซื้อคือจำเลยกับโจทก์มีหน้าที่ในการออกค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากร ค่าภาษี และค่านายหน้าต่าง ๆ ส่วนตอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นางผ่องศรี ผู้จะซื้อคือนางผ่องศรีมีหน้าที่ออกค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากร และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์มิได้ถามค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งเมื่อพิจารณารายการค่าใช้จ่ายเอกสารหมาย จ.23 ที่ปรากฏรายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการโอนเพียง 2 รายการ ตรงกับการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในกิจการโครงการที่ 3 รวม 2 แปลง ที่จัดให้บริษัท ก. และนายภัทรพล ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน น่าเชื่อว่ารายการค่าใช้จ่ายทั้งสองรายการดังกล่าวเป็นค่าธรรมเนียมการโอนที่เกิดขึ้นขณะโจทก์กับจำเลยซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมา มิใช่ค่าธรรมเนียมการโอนขณะโจทก์กับจำเลยขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่นางผ่องศรี ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า กิจการโครงการที่ 3 มีค่าใช้จ่ายเป็นค่าโอน (จากกรมที่ดิน) ภัทรพล บางใหญ่ 2,942,224 บาท และค่าโอน (จากกรมที่ดิน) กองกรริมทรัพย์ บางใหญ่ 5,481,997 บาท นอกจากค่าใช้จ่ายที่คู่ความโต้แย้งกัน 4 รายการ ดังกล่าวแล้ว โจทก์และจำเลยต่างมิได้โต้แย้งรายการค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.23 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า กิจการโครงการที่ 3 นี้ มีค่าใช้จ่ายรวม 20 รายการ ได้แก่ ค่านายหน้า 2,625,000 บาท ค่าจำนองธนาคาร (ค่าธรรมเนียม) บางใหญ่ 4,450,040 บาท ค่าจำนอง (จากกรมที่ดิน) ภัทรพล บางใหญ่ 207,570 บาท ค่าจำนอง (จากกรมที่ดิน) กองกรริมทรัพย์ บางใหญ่ 200,025 บาท ค่าโอน (จากกรมที่ดิน) ภัทรพล บางใหญ่ 2,942,224 บาท ค่าโอน (จากกรมที่ดิน) กองกรริมทรัพย์ บางใหญ่ 5,481,997 บาท ค่าเงินประกันธนาคาร 1,000,000 บาท ค่าถมดิน 4,800,000 บาท ค่าลูกรัง 763,659.30 บาท ค่าต่อสัญญาโอน 3 ครั้ง 1,200,000 บาท ค่าให้พิเศษเจ้าหน้าที่ 50,000 บาท ค่าทดสอบชั้นดิน 78,000 บาท ค่าขอไฟฟ้าและประปาชั่วคราว 51,866 บาท ค่าแบบตึก 17 ชั้น 250,000 บาท ค่าแบบ (คุณเก่ง) 985,200 บาท ค่าสิ่งแวดล้อม 200,000 บาท ค่าใช้จ่ายผู้ควบคุมคนถมดิน 100,000 บาท ค่าธรรมเนียมไถ่ถอนก่อนกำหนด 1,600,000 บาท ค่าซื้อของขวัญปีใหม่ให้ธนาคาร 120,000 บาท และค่าสอบบัญชีปี 2555 จำนวน 30,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 27,135,581.30 บาท เมื่อวินิจฉัยแล้วว่า การชำระบัญชีกิจการโครงการที่ 3 ระหว่างโจทก์กับจำเลยคดีนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงต้องนำวิธีการชำระบัญชีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่คดี หาใช่วิธีการชำระบัญชีตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบมาไม่ ซึ่งการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น มาตรา 1062 บัญญัติให้ทำโดยลำดับ คือ (1) ให้ชำระหนี้ทั้งหลายซึ่งค้างชำระแก่บุคคลภายนอก (2) ให้ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกของตนไปเพื่อจัดการค้าของห้าง (3) ให้คืนทุนทรัพย์ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนได้ลงเป็นหุ้น ถ้ายังมีทรัพย์เหลืออยู่อีกเท่าไร ก็ให้เฉลี่ยแจกเป็นกำไรในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน การชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญในส่วนโครงการที่ 3 ยังมิได้จัดทำให้เป็นไปตามลำดับดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าหนี้สินของห้างหุ้นส่วนที่เป็นเงินกู้ยืมมีการชำระแล้วหรือไม่ อย่างไร เพียงใด และมีรายได้ ค่าใช้จ่าย ทรัพย์สินอื่นนอกจากที่คู่ความนำสืบอีกหรือไม่ เพียงใด โจทก์ฟ้องคดีโดยมุ่งต่อผลของการชำระบัญชีคือการแบ่งกำไรแก่โจทก์ แต่คู่ความมีข้อโต้แย้งในขั้นตอนการชำระบัญชี หากให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชำระบัญชีต่อไปย่อมเห็นได้ว่าจะเกิดข้อขัดข้องเรื่อยไปและเกิดความล่าช้าในการชำระบัญชี ศาลชอบที่จะแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีตามที่เห็นสมควรได้ จึงให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นคนกลางเป็นผู้ชำระบัญชี ห้างหุ้นส่วนสามัญโครงการที่ 3 ซึ่งมีโจทก์ลงทุนเป็นเงินสด 30,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของโจทก์ร้อยละ 42.96 จำเลยลงทุนเป็นเงินสด 40,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของจำเลยร้อยละ 57.04 โดยทางนำสืบคู่ความปรากฏข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า กิจการมีรายได้จากการขายที่ดิน 282,000,000 บาท มีค่าใช้จ่าย 27,135,581.30 บาท ส่วนรายได้ ค่าใช้จ่าย ทรัพย์สินและหนี้สินอื่นของห้างนอกเหนือจากที่คู่ความนำสืบรวมถึงปัญหาว่า จำเลยต้องชดใช้เงินแก่โจทก์เพิ่มเติมจากที่ได้ชำระไปแล้วหรือไม่ เพียงใด ย่อมต้องพิจารณาต่อไปในชั้นที่สุดแห่งการชำระบัญชี

อนึ่ง โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะในส่วนโครงการที่ 3 โดยโจทก์มีคำขอให้จำเลยชำระเงินรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 24,170,735.78 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีเพียง 24,170,735.78 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200,000 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 87,991,149.27 บาท เป็นเงิน 237,991 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมา 37,991 บาท แก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญโครงการที่ 3 ให้ทำการชำระบัญชีเป็นลำดับตามที่กฎหมายบัญญัติโดยกำหนดเงินลงทุนของโจทก์เป็นเงินสด 30,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของโจทก์ร้อยละ 42.96 เงินลงทุนของจำเลยเป็นเงินสด 40,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของจำเลยร้อยละ 57.04 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 37,991 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์กับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1055 ม. 1061 วรรคหนึ่ง ม. 1062
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นางจันทร์กระพ้อ ต่อสุวรรณ สินธวถาวร
ศาลอุทธรณ์ — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
ภัฏ วิภูมิรพี
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา