คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7717/2568
#723551
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 303 บัญญัติว่า "การยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำโดย (1) นำทรัพย์นั้นมาเก็บรักษาไว้ หรือฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรหรือมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์นั้นโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา" ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อมีการยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์นั้น โดยหลักคือเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคดีอาจฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ เว้นแต่กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การมอบทรัพย์ให้เก็บรักษาไว้อาจมีค่าธรรมเนียมการเก็บรักษาทรัพย์หรือไม่ก็ได้ ตามแต่จะตกลงกัน โดยค่ารักษาทรัพย์ เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งศาลอาจจะพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องซึ่งเป็นทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษา โจทก์เดิมจึงเป็นผู้รักษาทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ต่อมาผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่า และ ก. ซึ่งโจทก์เดิมตั้งให้เป็นผู้รักษาทรัพย์แทนโจทก์เดิมไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไปได้ แม้ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์ แต่เมื่อข้อเท็จริงรับฟังเป็นยุติว่า เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องดังกล่าวอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง กรณีจึงต้องถือว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ดังกล่าวของผู้ร้องโดยปริยาย ประกอบกับการรักษาทรัพย์ของผู้ร้องสมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี กรณีมีเหตุอันสมควรที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ภายในโกดังอาคารเลขที่ 778 ของผู้ร้อง เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดค่าใช้พื้นที่ในรักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 จนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่ารักษาทรัพย์ประเภทชุดเครื่องตัดโลหะหมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเลขที่ 778 (โกดังที่ 2) เป็นเงิน 368,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2563 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารเลขที่ 778 เดิมจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าอาคารดังกล่าวประกอบกิจการและใช้เป็นที่ตั้งเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx รวม 2 เครื่อง เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2554 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดในคดีล้มละลาย โจทก์เดิมนำยึดทรัพย์จำนองเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ณ. อาคารเลขที่ 778 โดยการยึดทรัพย์นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีเก็บรักษาทรัพย์ที่ยึดไว้ ณ สถานที่ยึด และมอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ผู้แทนโจทก์เดิมมอบหมายให้นางสาวกัลย์รวี ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นผู้ดูแลสถานที่แทนจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลทรัพย์ดังกล่าวแทนโจทก์เดิม ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากสถานที่เช่า และวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีเครื่องจักรทั้งสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 บัญญัติว่า "การยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำโดย (1) นำทรัพย์นั้นมาเก็บรักษาไว้ หรือฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรหรือมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์นั้นโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา" ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อมีการยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์ นั้น โดยหลักคือ เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ เว้นแต่กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การมอบทรัพย์ให้เก็บรักษาไว้อาจมีค่าธรรมเนียมการเก็บรักษาทรัพย์หรือไม่ ก็ได้ ตามแต่จะตกลงกัน โดยค่ารักษาทรัพย์ เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งศาลอาจจะพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 โจทก์เดิมนำเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีกรุงเทพมหานคร 6 ทำการยึดทรัพย์จำนองเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ไว้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตามรายงานการยึดทรัพย์สิน ระบุว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ยึดโดยผู้แทนโจทก์เดิมมอบหมายให้นางสาวกัลย์รวีเกี่ยวข้องเป็นผู้ดูแลสถานที่แทนจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์ดังกล่าวแทนโจทก์เดิม ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษา โจทก์เดิมจึงเป็นผู้รักษาทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ต่อมาผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่า และนางสาวกัลย์รวีซึ่งโจทก์เดิมตั้งให้เป็นผู้รักษาทรัพย์แทนโจทก์เดิมมีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 6 เรื่องที่ผู้ร้องขับไล่ออกจากพื้นที่เช่าแล้วเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไปได้ แม้ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องดังกล่าวอยู่ภายในอาคารเลขที่ 778 ของผู้ร้อง กรณีจึงต้องถือว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ดังกล่าวของผู้ร้องโดยปริยายประกอบกับการรักษาทรัพย์ของผู้ร้องสมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี กรณีมีเหตุอันสมควรที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง เมื่อพิจารณาสำเนาสัญญาเช่าทรัพย์ กำหนดอัตราเช่าไว้เดือนละ 7,500 บาท จึงเห็นสมควรกำหนดค่ารักษาทรัพย์เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องให้ในอัตราเดือนละ 7,500 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีเครื่องจักรทั้งสองเครื่อง เป็นระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน 21 วัน รวมเป็นเงิน 230,250 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับค่ารักษาทรัพย์ประเภทชุดเครื่องตัดโลหะหมายเลขทะเบียน 50 - 323 - 306 - xxxx และ 50 - 323 -306 - xxxx ของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเลขที่ 778 (โกดังที่ 7) ของผู้ร้อง เป็นเงิน 230,250 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. 303 (1)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร พ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก.ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — บริษัท ส.
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายมานพ จรัสจรรยาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิกรม ดีเสมอ
ชื่อองค์คณะ
ปิยนุช จรูญรัตนา
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7708/2568
#723397
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 91 บัญญัติถึงการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้

จำเลยปลอมหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารสิทธิ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 30 สิงหาคม 2560 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 3 ตุลาคม 2560 จำนวน 3 ครั้ง และวันที่ 10 ตุลาคม 2560 จำนวน 2 ครั้ง และในแต่ละวันหลังจำเลยปลอมเอกสารดังกล่าวแล้ว จำเลยนำเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงเพื่อฉ้อโกงผู้เสียหาย แม้จำเลยนำเอกสารสิทธิปลอมหลายฉบับนั้นไปใช้ในวันเดียวกัน โดยยื่นต่อผู้เสียหายเพื่อขออนุมัติเงินกู้จากผู้เสียหาย ซึ่งผู้เสียหายต้องพิจารณาอนุมัติเป็นรายเรื่องรายกรณีไปตามเนื้อความในเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าว การปลอมหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกัน และการใช้หนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวยื่นแสดงต่อผู้เสียหายเพื่อฉ้อโกงเอาเงินจากผู้เสียหายแต่ละครั้งแม้กระทำวันวันเดียวกันก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาแยกจากกันและเป็นการกระทำที่แยกกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 341 และให้จำเลยคืนเงิน 1,860,000 บาท ที่ฉ้อโกงไปแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 265, 268 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และเนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิ ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม และฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง) รวม 16 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท รวมจำคุก 96 เดือน และปรับ 160,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทา โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 48 เดือน และปรับ 80,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนเงิน 1,860,000 บาท แก่บริษัทผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 54 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 27 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การที่จำเลยปลอมสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน และการที่จำเลยใช้แสดงเอกสารปลอมดังกล่าวในการฉ้อโกงผู้เสียหายเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง เป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ซึ่งต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามกฎหมายดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โจทก์จำเลยไม่อุทธรณ์ฎีกาในข้อนี้ ปัญหาข้อนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็น 16 กรรม ลงโทษจำเลย 16 กรรม ตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดวันละ 1 กรรม รวม 9 วัน เป็น 9 กรรม พิพากษาลงโทษจำเลย 9 กรรม โจทก์ฎีกาเฉพาะเรื่องกรรมเรื่องกระทงในการกระทำความผิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 วันที่ 30 สิงหาคม 2560 วันที่ 3 ตุลาคม 2560 และวันที่ 10 ตุลาคม 2560 จำเลยไม่ฎีกา ข้อที่ว่าการกระทำความผิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 วันที่ 29 สิงหาคม 2560 วันที่ 6 กันยายน 2560 วันที่ 26 กันยายน 2560 วันที่ 4 ตุลาคม 2560 และวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ซึ่งกระทำความผิดวันละ 1 ครั้ง เป็นความผิดวันละ 1 กรรม รวม 6 กรรม จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำความผิดของจำเลยเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 วันที่ 30 สิงหาคม 2560 วันที่ 3 ตุลาคม 2560 และวันที่ 10 ตุลาคม 2560 เป็นความผิดวันละ 1 กรรม หรือหลายกรรมตามฟ้อง เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 บัญญัติถึงการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า จำเลยปลอมหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารสิทธิ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 30 สิงหาคม 2560 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 3 ตุลาคม 2560 จำนวน 3 ครั้ง และวันที่ 10 ตุลาคม 2560 จำนวน 2 ครั้ง และในแต่ละวันหลังจากจำเลยปลอมเอกสารสิทธิดังกล่าวแล้ว จำเลยนำเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงเพื่อฉ้อโกงผู้เสียหาย แม้จำเลยนำเอกสารสิทธิปลอมหลายฉบับนั้นไปใช้ในวันเดียวกัน โดยยื่นต่อผู้เสียหายเพื่อขออนุมัติเงินกู้จากผู้เสียหาย ซึ่งผู้เสียหายต้องพิจารณาอนุมัติเป็นรายเรื่องรายกรณีไปตามเนื้อความในเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าว การปลอมหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกัน การใช้หนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวยื่นแสดงต่อผู้เสียหายเพื่อฉ้อโกงเอาเงินจากผู้เสียหาย แต่ละครั้งแม้กระทำในวันเดียวกันก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาแยกจากกันและเป็นการกระทำที่แยกกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นหลายกรรม คดีนี้จำเลยปลอมสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันและใช้เอกสารที่ปลอมขึ้นแสดงเพื่อฉ้อโกงเอาเงินจากผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 30 สิงหาคม 2560 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 3 ตุลาคม 2560 จำนวน 3 ครั้ง และวันที่ 10 ตุลาคม 2560 จำนวน 2 ครั้ง การกระทำความผิดของจำเลยเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 จึงเป็น 3 กรรม เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จึงเป็น 2 กรรม เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2560 จึงเป็น 3 กรรม และวันที่ 10 ตุลาคม 2560 จึงเป็น 2 กรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยในแต่ละวันเกิดเหตุดังกล่าวเป็นกรรมเดียวจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเมื่อการกระทำของจำเลยในแต่ละวันดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดรวม 10 กรรม ซึ่งเมื่อรวมกับการกระทำผิดวันละ 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 วันที่ 29 สิงหาคม 2560 วันที่ 6 กันยายน 2560 วันที่ 26 กันยายน 2560 วันที่ 4 ตุลาคม 2560 และวันที่ 30 ตุลาคม 2560 อันเป็นการกระทำความผิดอีก 6 กรรมแล้ว จึงเป็นการกระทำความผิดรวมทั้งสิ้น 16 กรรม ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 จำเลยปลอมสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารสิทธิ 3 ครั้ง วันที่ 30 สิงหาคม 2560 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 3 ตุลาคม 2560 จำนวน 3 ครั้ง และวันที่ 10 ตุลาคม 2560 จำนวน 3 ครั้ง ส่วนวันกระทำความผิดอีก 4 วันที่เหลือวันละ 1 ครั้ง และจำเลยนำเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงเพื่อฉ้อโกงผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเพียง 9 กรรม นั้น จึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดโทษปรับจำเลยด้วยในการกระทำความผิด 9 กรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่กำหนดโทษปรับนั้น เห็นว่า ในการกระทำความผิด 9 กรรมดังกล่าวศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน และปรับกระทงละ 5,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ เป็นจำคุก 54 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 27 เดือน (จำคุกกระทงละ 3 เดือน) โดยไม่ได้แก้ไขกฎหมายที่ใช้ลงโทษ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การฎีกาขอให้กำหนดโทษปรับเพิ่มขึ้นจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่ได้กำหนดโทษปรับ เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาล เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนโทษในการกระทำผิดอีก 7 กรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้กำหนดนั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยแล้วและเพื่อให้การกำหนดโทษจำเลยเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งคดี จึงกำหนดโทษแต่ละกรรมเช่นเดียวกับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนด

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดที่จำเลยกระทำเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 วันที่ 30 สิงหาคม 2560 วันที่ 3 ตุลาคม 2560 และวันที่ 10 ตุลาคม 2560 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และแต่ละกรรมเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษความผิด 7 กรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้กำหนด ให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 21 เดือน เมื่อรวมโทษ 9 กรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดแล้ว เป็นจำคุก 48 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 90 ม. 91 ม. 265 ม. 268 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายอธิกา อภิธนัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิทยา ยิ่งวิริยะ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร สกุลคล้อย
ภัทริกา จุลฤกษ์
นวรัตน์ กลิ่นรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7630/2568
#724783
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงตามสัญญายกเลิกที่กำหนดให้จำเลยมีสิทธิหักเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยไปแล้วเป็นค่าแห่งการงาน 151,410 บาท ซึ่งโจทก์อยู่ในฐานะที่ต้องจำยอมเสียเงินค่าดำเนินงานตามที่จำเลยกำหนดไว้ ไม่ว่าในความเป็นจริงแล้ว ค่าดำเนินงานดังกล่าวจะมีอยู่จริงหรือมีจำนวนน้อยกว่าที่จำเลยกำหนดไว้ โจทก์ก็จำต้องเสียค่าดำเนินงานให้จำเลยเต็มตามจำนวนที่จำเลยกำหนดไว้ในสัญญาโดยมิได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปตามความเป็นจริง ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจและมีอำนาจต่อรองมากกว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดขึ้นฝ่ายเดียว ทำให้จำเลยได้เปรียบเกินสมควร ทั้ง ๆ ที่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง มีผลใช้บังคับได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินงานใดไปบ้างและต้องเสียค่าดำเนินงานไปจำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินค่าดำเนินงานและมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 184,823.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 151,410 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 184,823.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 151,410 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลย ห้องชุดเลขที่ บี 0306/ยู ชั้นที่ 3 อาคารบี โครงการ ซ. ในราคา 1,549,000 บาท ก่อนทำสัญญาโจทก์วางเงินจอง 30,000 บาท และภายหลังจากทำสัญญาแล้ว โจทก์ชำระราคา 357,250 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญายกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าว ข้อ 2 กำหนดไว้ว่า ให้ย้ายเงินจากห้อง B0306 ไปยังโปรเจค ซ. ห้องเลขที่ E215 เป็นเงิน 235,840 บาท โดยหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 151,410 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ข้อตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระหว่างโจทก์และจำเลยที่ให้จำเลยมีสิทธิหักเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม จำเลยจึงย่อมมีสิทธิได้รับการใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานที่ได้กระทำให้แก่โจทก์ไปแล้ว ดังนั้น เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว กฎหมายบังคับให้คู่สัญญาต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะเดิม การกำหนดค่าแห่งการงานที่จะต้องชดใช้แก่กัน จึงมิใช่เป็นค่าตอบแทนหรือค่าเสียหาย แต่เป็นหนทางหนึ่งที่จะสามารถทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ส่วนค่าแห่งการงานที่จะชดใช้แก่กันนั้น ก็ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานที่จำเลยได้กระทำไปแล้วทั้งหมด เมื่อสัญญายกเลิก ข้อ 2 กำหนดให้หักเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 151,410 บาท แม้จะเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการกำหนดค่าแห่งการงานแตกต่างไปจากผลของการเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสามซึ่งมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไว้ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อตกลงดังกล่าวที่ให้จำเลยมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเป็นเงินสูงถึง 151,410 บาท ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบกึ่งหนึ่งของเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วทั้งหมด โดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าในการโอนเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยมาแล้วจำนวน 235,840 บาท เพื่อย้ายไปชำระห้องชุดเลขที่ อี 215 โครงการ ซ. ที่บุตรสาวของโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้ จำเลยต้องใช้เงินเพื่อดำเนินงานใดจึงต้องใช้เงินจำนวนสูงถึงเพียงนั้น ทั้ง ๆ ที่โครงการดังกล่าวก็เป็นโครงการในเครือเดียวกับโครงการของจำเลย กรณีย่อมเท่ากับว่าหากโจทก์ประสงค์ที่จะย้ายเงินจำนวนดังกล่าวไปยังอีกโครงการหนึ่ง เพื่อมิให้เงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยไปแล้วสำหรับห้องชุดเลขที่ บี 0306/ยู ต้องสูญเปล่า โจทก์อยู่ในฐานะที่ต้องจำยอมเสียค่าดำเนินงานตามที่จำเลยกำหนดไว้ ไม่ว่าในความเป็นจริงแล้ว ค่าดำเนินงานดังกล่าวจะมีอยู่จริงหรือไม่หรือแม้จะมีจำนวนที่แท้จริงน้อยกว่าจำนวนเงินที่จำเลยกำหนดไว้เพียงใดก็ตาม โจทก์ก็จำต้องเสียค่าดำเนินงานให้จำเลยเต็มตามจำนวนที่จำเลยกำหนดไว้ในสัญญา โดยมิได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปตามความเป็นจริง ข้อตกลงในสัญญายกเลิกดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจและมีอำนาจต่อรองมากกว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว ทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร ทั้ง ๆ ที่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง จึงมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินงานใดไปแล้วบ้างและต้องเสียค่าดำเนินงานไปเป็นจำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักค่าดำเนินงานเป็นเงินจำนวน 151,410 บาทและมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวที่หักไว้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง เมื่อโจทก์ขอคิดตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 ซึ่งเป็นวันยกเลิกสัญญา จึงกำหนดให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 151,410 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) นับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 33,413.91 บาท ตามที่โจทก์ขอ และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น ตามมาตรา 224 (ที่แก้ไขใหม่) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคพ.ศ. 2551 มาตรา 7 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 151,410 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 33,413.91 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยชำระต่อศาลในนามโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — บริษัท ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพัทยา — นางสาวแสงสุรีย์ พงษ์พันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยงยศ คุปตะวาทิน
ชื่อองค์คณะ
ดุสิต ฉิมพลีย์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7626/2568
#721751
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ร่วมและจำเลยรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 1 คน เป็นผู้ถือหุ้น โดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการในบริษัทร่วมกันกระทำการแทนบริษัท ต่อมาจำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแล้วเบียดบังยักยอกเงินเป็นของตนเองโดยทุจริต ทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์เป็นการยืนยันแล้วว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทและเป็นผู้เสียหายในกรณีที่กรรมการของบริษัทเป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจึงสามารถร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยได้นั้น จึงมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น

คดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคล ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (3) บัญญัติให้ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีแทน เมื่อจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท เป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทและมีส่วนได้เสียในผลประกอบการกับนิติบุคคลนั้นโดยตรงย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีเองหรือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว จึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 8,962,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6465/2559 และ 10133/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรี

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางสาวกิรณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบมาตรา 264, 265 และมาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง เพียงกระทงเดียว จำคุก 1 ปี ฐานยักยอก จำคุกกระทงละ 1 ปี จำเลยกระทำความผิด 47 กระทง เป็นจำคุก 47 ปี รวมจำคุก 48 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 32 ปี แต่กระทงหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10133/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ถูกประทุษร้าย 8,962,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6465/2559 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยรู้จักกันตั้งแต่ปี 2552 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2556 สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครรับจดทะเบียนบริษัท ว. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการ 2 คน คือโจทก์ร่วมและจำเลย โดยทั้งสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันบริษัท โดยเอกสารที่เกิดเหตุปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้นเป็นเอกสาร 3 ฉบับ ที่ใช้ประกอบการขอจดทะเบียนบริษัทดังกล่าว ได้แก่ ฉบับที่ 1 หนังสือบริคณห์สนธิซึ่งระบุว่ามีผู้เริ่มก่อการ 3 คน คือ โจทก์ร่วม จำเลย และนางสาวฌษา ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท แต่ละคนเข้าชื่อซื้อหุ้นไว้แล้ว 4,425 หุ้น 3,325 หุ้น และ 2,250 หุ้น ตามลำดับ มีลายมือชื่อซึ่งระบุว่าเป็นของโจทก์ร่วมลงกำกับไว้ 2 แห่ง ฉบับที่ 2 คำรับรองลายมือชื่อของพยาน ซึ่งนางสาวทัศนียาและนายยุทธนาลงลายมือชื่อรับรองว่าผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัท ว. ทุกคนได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าตน และด้านล่างของเอกสารมีลายมือชื่อซึ่งระบุว่าเป็นของโจทก์ร่วมลงกำกับไว้ในฐานะผู้เริ่มก่อการ/กรรมการผู้ขอจดทะเบียน ฉบับที่ 3 รายงานชื่อผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่เข้าร่วมประชุมจัดตั้งบริษัท ระบุชื่อโจทก์ร่วม จำเลย และนางสาวฌษาว่าแต่ละคนถือหุ้นตามจำนวนหุ้นข้างต้น โดยมีลายมือชื่อที่มีลักษณะว่าเป็นของแต่ละบุคคลกำกับไว้ในตอนท้ายของจำนวนหุ้น และด้านล่างยังมีลายมือชื่อระบุว่าเป็นของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นกรรมการรับรองว่าถูกต้อง จากนั้นประมาณกลางปี 2558 มีข้อพิพาทว่า ทรัพย์สินของโจทก์ร่วมและบิดาของโจทก์ร่วมสูญหาย แล้วโจทก์ร่วมกับจำเลยมีความขัดแย้งบาดหมางกันตลอดมา และจำเลยถูกฟ้องว่าลักทรัพย์และยักยอกทรัพย์ดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วม และจำเลยทราบว่าเอกสารดังกล่าวมีการปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วม คงได้ความแต่เพียงว่า จำเลยเป็นผู้จัดเตรียมและรวบรวมเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัท ว. เท่านั้น โจทก์ร่วมอ้างแต่เพียงว่าในการก่อตั้งบริษัท ว. นั้น โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันว่าให้โจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 60 จำเลยถือหุ้นร้อยละ 21 ส่วนที่เหลือเป็นของนายภัทร โดยโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ข้อตกลงในการเป็นผู้ถือหุ้นนั้นได้มีการทำบันทึกไว้แต่ไม่ได้อ้างส่งศาล แสดงว่าโจทก์ร่วมสามารถนำบันทึกข้อตกลงในการเป็นผู้ถือหุ้นระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยมาแสดงได้ แต่โจทก์ร่วมไม่นำมาแสดงต่อศาล ทั้งที่จำเลยปฏิเสธมาตลอดว่า สัดส่วนการถือหุ้นตกลงกันว่าให้โจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 จำเลยร้อยละ 33 และนางสาวฌษาถือหุ้นร้อยละ 22 จึงทำให้ข้ออ้างของโจทก์ร่วมเกี่ยวกับจำนวนหุ้น และรายชื่อผู้ถือหุ้นขาดความน่าเชื่อถือไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจะเป็นไปตามที่โจทก์ร่วมเบิกความ ส่วนจำเลยปฏิเสธว่า สัดส่วนการถือหุ้นตกลงกันว่าให้โจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 จำเลยร้อยละ 33 และนางสาวฌษาถือหุ้นร้อยละ 22 และเอกสารที่นำไปใช้เป็นหนังสือบริคณห์สนธิและรายชื่อผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัท ว. ระบุว่าโจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 จำเลยถือหุ้นร้อยละ 33 และนางสาวฌษาถือหุ้นร้อยละ 22 และมีโจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นกรรมการผู้กระทำการแทนบริษัทดังกล่าว หลังจากนั้นบริษัทก็ได้มีการดำเนินกิจการโดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นผู้ดำเนินการร่วมกัน และมีการนำหนังสือรับรองและหนังสือบริคณห์สนธิฉบับที่จดทะเบียนบริษัทไปทำธุรกรรมเปิดบัญชีเงินฝากของบริษัท ว. ต่อธนาคาร โดยจำเลยยืนยันว่าโจทก์ร่วมและจำเลยช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวแล้ว โจทก์ร่วมไม่มีการทักท้วงเกี่ยวกับเรื่องลายมือชื่อและรายชื่อหุ้นส่วนที่ถือหุ้นในบริษัท เมื่อพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าบริษัท ว. มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2556 โจทก์ร่วมก็ไม่ได้เบิกความให้เห็นว่า โจทก์ร่วมรับทราบถึงหนังสือบริคณห์สนธิที่มีการจัดตั้งบริษัทดังกล่าวตั้งแต่เมื่อใด และรับทราบได้อย่างไร แต่กลับได้ความจากที่โจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะที่โจทก์ร่วมส่งสำเนาบัญชีรายชื่อ ผู้ถือหุ้นซึ่งโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการพร้อมประทับตราบริษัท เอกสารในการขอเปิดบัญชีที่ธนาคาร ก. ซึ่งเป็นเอกสารที่ส่งให้แก่ธนาคารเพื่อขอเปิดบัญชีบริษัท ต่างมีชื่อโจทก์ร่วม จำเลยและนางสาวฌษา เป็นผู้ถือหุ้น แต่โจทก์ร่วมเบิกความว่า โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อในเอกสารเฉพาะที่มีชื่อนายภัทรเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3 เท่านั้น โดยไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีการส่งเอกสารดังกล่าวให้ธนาคารในการขอเปิดบัญชีบริษัท ทั้งที่โจทก์ร่วมและจำเลยไปดำเนินการด้วยกัน พฤติการณ์และคำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงขัดและแย้งกับเอกสารมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้โจทก์ร่วมก็ไม่ได้ยืนยันว่าลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในเอกสารดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม ประกอบกับหลังจากนั้นทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยก็ยอมรับเอาบัญชีแสดงฐานะการเงินและคำขอเปิดบัญชีธนาคารดังกล่าวมาใช้ในการดำเนินกิจการของบริษัท อีกทั้งโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านแต่เพียงว่าโจทก์ร่วมทราบว่ามีการลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมปลอมแต่โจทก์ร่วมไม่ทราบว่าใครเป็นคนลงลายมือชื่อดังกล่าว โดยโจทก์ร่วมไม่ได้แสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมทราบถึงการปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมตั้งแต่เมื่อใด แต่กลับปล่อยปละละเลยและบริหารงานของบริษัท ว. ร่วมกับจำเลยตลอดมา จนกระทั่งมีเหตุขัดแย้งในการบริหารงานของบริษัทระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยในกลางปี 2558 เนื่องจากจำเลยไปยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีแพ่งขอให้เลิกบริษัท ว. จนกระทั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีคำสั่งให้เลิกบริษัทดังกล่าวและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี สำหรับความขัดแย้งในการบริหารงานร่วมกันระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยนั้น โจทก์ร่วมต้องการไปดำเนินคดีจำเลยเกี่ยวกับการยักยอกเงินของบริษัทเท่านั้น แต่หลังจากไปแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยแล้ว จึงได้รื้อฟื้นเรื่องการปลอมเอกสารและ ใช้เอกสารปลอม หนังสือบริคณห์สนธิ คำรับรองลายมือชื่อของพยาน และรายชื่อผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่เข้าร่วมประชุมจัดตั้งบริษัทขึ้นมา หลังจากที่มีการดำเนินการในบริษัทร่วมกันมานานประมาณ 2 ปีแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้โจทก์ร่วมมีการนำเอาหนังสือรับรองบริษัท และหนังสือบริคณห์สนธิไปใช้ทำธุรกรรมกับธนาคารหลายครั้ง แต่โจทก์ร่วมกลับไม่ทราบถึงรายละเอียดในหนังสือบริคณห์สนธิดังกล่าว ทั้งที่โจทก์ร่วมในฐานะกรรมการบริษัทสามารถตรวจสอบถึงความจริงแท้ของเอกสารดังกล่าวได้อยู่แล้ว คำเบิกความของโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่เป็นไปตามลำดับขั้นตอน ไม่เชื่อมโยง ยังมีพิรุธน่าสงสัย พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์คดีนี้ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2558 ซึ่งเป็นวันก่อนที่จำเลยได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ว. เป็นจำเลย เพื่อขอเลิกบริษัทต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขณะที่โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์นั้น ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ยังไม่ได้รับคำฟ้องไว้พิจารณา และยังไม่มีการตั้งผู้ชำระบัญชีบริษัทจึงยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเป็นเจ้าของร่วมในเงินของบริษัทซึ่งเป็นเงินลงทุนของโจทก์ร่วมรวมอยู่ด้วย จำเลยซึ่งเป็นกรรมการของบริษัททำให้เกิดความเสียหาย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายสามารถยกเอาคดีขึ้นว่ากล่าวได้ และมีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในข้อหายักยอก นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าบริษัท ว. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีโจทก์ร่วมและจำเลยร่วมกันเป็นผู้ถือหุ้นและร่วมกันเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนของบริษัท บริษัทจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 เงินในส่วนของผู้ถือหุ้นที่นำเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของบริษัท จึงเป็นเงินที่โจทก์ร่วมและจำเลยต่างร่วมกันนำไปลงทุนกับบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้น เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินของบริษัท โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยยักยอกเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัท ซึ่งมีโจทก์ร่วมและจำเลยรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 1 คน เป็นผู้ถือหุ้น โดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการในบริษัทร่วมกันในการกระทำการแทนบริษัท ต่อมาจำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแล้วเบียดบังยักยอกเงินเป็นของตนเองโดยทุจริต คำฟ้องของโจทก์เป็นการยืนยันแล้วว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับจำเลย และร่วมกันเป็นกรรมการกับจำเลยในการกระทำการแทนบริษัท ต่อมาจำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแต่เพียงผู้เดียว ทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทได้รับความเสียหาย ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจึงสามารถร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยได้นั้น จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมได้กล่าวยืนยันมาในคำฟ้องแล้วว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทและเป็นผู้เสียหาย ในกรณีที่กรรมการของบริษัทเป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง จึงมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงได้ความอีกว่า บริษัท ว. ซึ่งจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีผู้ถือหุ้น 3 คน คือโจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 ส่วนจำเลยถือหุ้นร้อยละ 33 และนางสาวฌษาถือหุ้นร้อยละ 22 โดยมีโจทก์ร่วมและจำเลยร่วมกันเป็นกรรมการ มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท คดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคล ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (3) บัญญัติให้ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคล เฉพาะความผิดซึ่งกระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น เป็นผู้ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลนั้น ๆ ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้เสียหาย เมื่อจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท และเป็นกรรมการบริษัทผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมเป็นที่เห็นได้ชัดว่าจำเลยจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเองว่ากระทำความผิดเป็นแน่ อีกทั้งโจทก์ร่วมซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทโดยลำพังคนเดียวจะยกคดีขึ้นว่ากล่าว ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือฟ้องคดีด้วยตนเองในฐานะเป็นกรรมการของบริษัทก็กระทำมิได้ เนื่องจากต้องกระทำการร่วมกัน กับจำเลยซึ่งเป็นกรรมการร่วมอีกคนหนึ่งตามข้อบังคับของบริษัท แต่อีกสถานะหนึ่งโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท และมีประโยชน์มีส่วนได้เสียในผลประกอบการกับนิติบุคคลนั้นโดยตรง จึงย่อมได้รับความเสียหาย อีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคแรก ก็บัญญัติไว้ว่า ถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท จะฟ้องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ ดังนี้ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีเอง หรือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว จึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมไม่ได้เป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังขึ้นคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เนื่องจากความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานยักยอกกระทงละ 8 เดือน คู่ความจึงอาจต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกหรือไม่ เพื่อให้คดีมีการตรวจสอบดุลพินิจเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในปัญหาดังกล่าว

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานยักยอก ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 5 (3) ม. 120 ม. 121 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ก.
จำเลย — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสิรวดี สุขวัฒน์นิจกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
นพดล คชรินทร์
อาทิตย์ ออกเวหา
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7591/2568
#722839
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนโดยซื้อทรัพย์สินซึ่งจำนองจากการขายทอดตลาดซึ่งมีเงื่อนไขให้ติดจำนองมาด้วย โดยไม่ได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 โจทก์ไม่อาจอ้างข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันมาเพื่อบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยนอกเหนือไปจากทรัพย์สินที่จำนองได้ ประกอบกับเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์จำนองไว้ 770,392 บาท และสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันระบุชัดเจนว่าจำนองเป็นประกัน 900,000 บาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดในภาระจำนองตามสัญญาจำนองในวงเงิน 900,000 บาท นอกจากนี้ แม้หนังสือสัญญาจำนองระบุว่าไม่คิดดอกเบี้ยก็เป็นแนวปฏิบัติของธนาคาร อ. แต่บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ข้อ ๑ วรรคสอง ระบุว่า "...ผู้จำนองยินยอมรับผิดชดใช้เงินต้นพร้อมค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ ค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้..." ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันถึงจำเลยผู้ซื้อทรัพย์โดยติดจำนองด้วย เมื่อคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 วินิจฉัยให้ผู้จำนองซึ่งเป็นผู้ขอสินเชื่อรับผิดในกำไรค้างชำระ และค่าชดเชยผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งกำไรและค่าชดเชยผิดนัดตามสัญญาจำนองในกรณีนี้ ก็คืออุปกรณ์แห่งหนี้ตามสัญญาจำนอง แม้จำเลยไม่ใช่ผู้ขอสินเชื่อและผู้จำนองก็ต้องรับผิดชำระอุปกรณ์แห่งหนี้ดังกล่าวตามสัญญาจำนองจากวงเงิน 900,000 บาท พร้อมค่าชดเชยผิดนัดอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,044,494.54 บาท พร้อมค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 964,032.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์หากจำเลยไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13799 ตำบลคลองสองต้นนุ่น อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 900,000 บาท แก่โจทก์ และหากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 13799 ตำบลคลองสองต้นนุ่น อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก แต่หากขายทอดตลาดและเหลือเงินสุทธิเท่าใดให้คืนแก่จำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายประพัฒหรือนายประพัฒน์ จำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 ของศาลจังหวัดตรัง ซึ่งพิพากษาให้นายประพัฒชำระเงิน 1,770,337.19 บาท พร้อมค่าชดเชยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 964,032.55 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 ตุลาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวร่วมรับผิดบางส่วน หากไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13799 ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของนายประพัฒกับพวกจนครบ กับให้นายประพัฒกับพวกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์จำนองขณะยึดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.5561/2559 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2560 เป็นเงิน 770,392 บาท ส่วนจำเลยคดีนี้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองโดยการจำนองติดไปจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.5561/2559 ของศาลชั้นต้น โดยสัญญาจำนองระบุจำนองเป็นประกันหนี้เป็นเงิน 900,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ของนายประพัฒ หรือนายประพัฒน์ ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 ของศาลจังหวัดตรัง หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 ที่บัญญัติให้ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องบอกกล่าวความประสงค์นั้นแก่ผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้น และต้องส่งคำเสนอไปยังบรรดาเจ้าหนี้ที่ได้จดทะเบียน ไม่ว่าในทางจำนองหรือประการอื่น ว่าจะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น และ (6) บัญญัติว่า คำนวณยอดจำนวนเงินที่ค้างชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่ง ๆ รวมทั้งอุปกรณ์และจำนวนเงินที่จะจัดเป็นส่วนใช้แก่บรรดาเจ้าหนี้ตามลำดับกัน ซึ่งการคำนวณภาระหนี้ให้จำเลยต้องรับผิดในคดีนี้เป็นการคำนวณ

ภาระหนี้ที่นายประพัฒนำที่ดินโฉนดเลขที่ 13799 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดตรัง คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 และก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไถ่ถอนจำนองและแจ้งจำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ไม่ไถ่ถอนจำนองภายในกำหนดเวลา โจทก์จึงมีสิทธิบังคับจำนอง ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้รับโอนทรัพย์ซึ่งจำนองและหากประสงค์จะไถ่ถอนจำนอง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตามยอดจำนวนเงินที่นายประพัฒค้างชำระ ตามคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 เห็นว่า คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 โจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องนายประพัฒหรือนายประพัฒน์ กับพวกเป็นจำเลย แต่คดีนี้จำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนโดยซื้อทรัพย์สินซึ่งจำนองจากการขายทอดตลาดซึ่งมีเงื่อนไขให้ติดจำนองมาด้วย โดยไม่ได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โจทก์คงมีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองโดยไม่อาจอ้างข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันมาเพื่อบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยนอกเหนือไปจากทรัพย์สินที่จำนองได้ ประกอบกับเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์จำนองไว้ 770,392 บาท และสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันระบุชัดเจนว่าจำนองเป็นประกัน 900,000 บาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดในภาระจำนองตามสัญญาจำนองในวงเงิน 900,000 บาท นอกจากนี้ แม้หนังสือสัญญาจำนองระบุว่าไม่คิดดอกเบี้ยก็เป็นแนวปฏิบัติของธนาคาร อ. แต่บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ข้อ 1 วรรคสอง ระบุว่า "...ผู้จำนองยินยอมรับผิดชดใช้เงินต้นพร้อมค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชำระหนี้ ค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้…" ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันถึงจำเลยผู้ซื้อทรัพย์โดยติดจำนองด้วย เมื่อคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.2496/2563 วินิจฉัยให้ผู้จำนองซึ่งเป็นผู้ขอสินเชื่อรับผิดในกำไรค้างชำระ และค่าชดเชยผิดนัด จนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งกำไรและค่าชดเชยผิดนัดตามสัญญาจำนองในกรณีนี้ ก็คืออุปกรณ์แห่งหนี้ตามสัญญาจำนอง แม้จำเลยไม่ใช่ผู้ขอสินเชื่อและผู้จำนองก็ต้องรับผิดชำระอุปกรณ์แห่งหนี้ดังกล่าวตามสัญญาจำนองจากวงเงิน 900,000 บาท เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วเห็นควรกำหนดกำไรค้างชำระและค่าชดเชยผิดนัดจนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2562 ตามสัดส่วนต้นเงินที่เหลือ 900,000 บาท เป็นจำนวน 752,748.62 บาท พร้อมค่าชดเชยผิดนัดอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 900,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับจำนองขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 13799 ตำบลคลองสองต้นนุ่นอำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยเพื่อชำระหนี้จำนอง 1,652,748.62 บาท พร้อมค่าชดเชยผิดนัดในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2562 ของต้นเงิน 900,000 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากขายทอดตลาดได้เงินสุทธิล้ำจำนองดังกล่าวให้คืนส่วนที่ล้ำแก่จำเลย ถ้าได้เงินสุทธิไม่พอจำเลยไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 738
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ธ.
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายชาตรี ใหม่วิจิตร
ศาลอุทธรณ์ — นายประมวล สุขสมพร
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ตุล เมฆยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7563/2568
#722242
เปิดฉบับเต็ม

คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หากจำเลยประสงค์จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 221 บัญญัติไว้ แต่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา โดยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างทั้งสองดังกล่าวอนุญาตให้ฎีกา คำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 221 ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกคำร้องได้ ทั้งคำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ แต่เป็นคำร้องที่จำเลยต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้โดยเฉพาะ กรณีมิใช่การตรวจรับคำคู่ความ ศาลจึงไม่อาจสั่งให้จำเลยแก้ไขในข้อที่มิชอบนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 6 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 3 ปี 6 เดือน รวม 7 กระทง รวมจำคุก 37 ปี 96 เดือน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีไม่มีเหตุรอการลงโทษ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา 2 ครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2567 ต่อมาวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 เรือนจำพิเศษเชียงรายส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของจำเลย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 มายังศาลชั้นต้น ในวันที่ 7 มีนาคม 2567 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลล่าง และให้ลงโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 219 การจะขออนุญาตฎีกาต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 จำเลยเขียนคำร้องมาไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า หากคำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลต้องสั่งให้จำเลยแก้ไขก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 37 ปี 96 เดือน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว เว้นแต่ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งคดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไปมิได้มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 และมาตรา 221 ซึ่งจำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา โดยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างทั้งสองดังกล่าวอนุญาตให้ฎีกา คำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ในชั้นตรวจคำคู่ความ ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำคู่ความ ต้องคืนคำคู่ความที่ไม่ถูกต้องให้จำเลยกลับไปแก้ไขให้ถูกต้องก่อน หากจำเลยไม่ดำเนินการแก้ไข ศาลจึงมีคำสั่งให้ยกคำคู่ความดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า คำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ แต่เป็นคำร้องที่จำเลยต้องดำเนินการตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้ถูกต้องเพื่อให้ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามนั้น ซึ่งมีบทบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีมิใช่การตรวจรับคำคู่ความตามที่จำเลยอ้าง ศาลจึงไม่อาจสั่งให้จำเลยแก้ไขในข้อที่มิชอบดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 เมื่อจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง อันต้องห้ามฎีกาดังที่วินิจฉัยมาแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งฎีกาดังกล่าว เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวณัฎฐิณี ตุวานนท์ เทียนหิรัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวรัชนี ไชยแก้วเมรุ์
ชื่อองค์คณะ
โชคชัย รุจินินนาท
พรเทพ ศิริมหาพฤกษ์
กาญจนา ฤทธิทิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7563/2568
#723476
เปิดฉบับเต็ม

คดีต้องห้ามไม่ให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หากจำเลยประสงค์จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 221 บัญญัติไว้ แต่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา โดยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างทั้งสองดังกล่าวอนุญาตให้ฎีกา คำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 221 ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกคำร้องได้ ทั้งคำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ แต่เป็นคำร้องที่จำเลยต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้โดยเฉพาะ กรณีมิใช่การตรวจรับคำคู่ความ ศาลจึงไม่อาจสั่งให้จำเลยแก้ไขในข้อที่มิชอบนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 8 กระทง ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 7 ปี รวม 7 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 6 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 3 ปี 6 เดือน รวม 7 กระทง รวมจำคุก 37 ปี 96 เดือน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีไม่มีเหตุรอการลงโทษ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2566 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2567 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ครั้งที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2567 และต่อมาเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 เรือนจำพิเศษเชียงรายส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของจำเลย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 มายังศาลชั้นต้น ในวันที่ 7 มีนาคม 2567 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลล่าง และให้ลงโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 219 การจะขออนุญาตฎีกาต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 จำเลยเขียนคำร้องมาไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า หากคำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลต้องสั่งให้จำเลยแก้ไขก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 37 ปี 96 เดือน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว เว้นแต่ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งคดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไปมิได้มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 และมาตรา 221 ซึ่งจำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา โดยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างทั้งสองดังกล่าวอนุญาตให้ฎีกา คำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ในชั้นตรวจคำคู่ความ ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำคู่ความ ต้องคืนคำคู่ความที่ไม่ถูกต้องให้จำเลยกลับไปแก้ไขให้ถูกต้องก่อน หากจำเลยไม่ดำเนินการแก้ไข ศาลจึงมีคำสั่งให้ยกคำคู่ความดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า คำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ แต่เป็นคำร้องที่จำเลยต้องดำเนินการตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้ถูกต้องเพื่อให้ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามนั้น ซึ่งมีบทบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีมิใช่การตรวจรับคำคู่ความตามที่จำเลยอ้าง ศาลจึงไม่อาจสั่งให้จำเลยแก้ไขในข้อที่มิชอบดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 เมื่อจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง อันต้องห้ามฎีกาดังที่วินิจฉัยมาแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งฎีกาดังกล่าว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นควรสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวณัฎฐิณี ตุวานนท์ เทียนหิรัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวรัชนี ไชยแก้วเมรุ์
ชื่อองค์คณะ
โชคชัย รุจินินนาท
พรเทพ ศิริมหาพฤกษ์
กาญจนา ฤทธิทิศ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7552/2568
#722972
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัย หมวดที่ 2 ข้อ 7 กำหนดข้อยกเว้นความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกว่า การประกันภัยตามหมวดนี้ ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 7.4 การใช้ลากจูงหรือผลักดัน เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย อันเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดที่ผู้รับประกันภัยจะยกขึ้นปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสียหรือความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหาย ข้อยกเว้นนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลภายนอก ย่อมต้องตีความโดยเคร่งครัด เมื่อพิจารณาว่าการประกันภัยมีหลายรูปแบบ ทั้งการประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและการประกันภัยประเภทสมัครใจ ข้อยกเว้นดังกล่าวไม่ได้ระบุเพิ่มเติมว่า การประกันภัยต้องเป็นการประกันภัยประเภทใด จึงไม่อาจตีความขยายความให้เป็นผลเสียต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายว่าเฉพาะแต่กรณีรถที่ถูกลากจูงที่ได้เอาประกันภัยประเภทสมัครใจไว้กับจำเลยที่ 3 ดังนั้น เมื่อรถกระบะส่วนพ่วงที่จำเลยที่ 1 ขับได้เอาประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้กับจำเลยที่ 3 จึงต้องด้วยเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้นทั่วไปอันเป็นผลให้จำเลยที่ 3 ยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 175,895 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 171,605 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 44,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยให้จำเลยที่ 1 รับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 3 รับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กรกฎาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 44,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถบรรทุกและรถส่วนพ่วง จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถกระบะและรถส่วนพ่วง จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจรถกระบะที่จำเลยที่ 2 ครอบครอง มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2562 ถึงวันที่ 11 กันยายน 2563 และจำเลยที่ 3 ยังเป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับรถส่วนพ่วงที่จำเลยที่ 2 ครอบครอง มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 เวลา 10 นาฬิกา ภายในระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะลากจูงรถส่วนพ่วงดังกล่าวโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ผู้ครอบครองถือเสมือนจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยเฉี่ยวชนรถบรรทุกส่วนพ่วงของโจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เหตุเฉี่ยวชนเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 และของนายชำนาญศิลป์คนขับรถบรรทุกและรถส่วนพ่วงของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทมากกว่านายชำนาญศิลป์ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น พยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการหรือนายจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ คู่ความไม่อุทธรณ์ในประเด็นความประมาทของจำเลยที่ 1 และนายชำนาญศิลป์ และความรับผิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งฟังไม่ได้ว่ามีฐานะเป็นตัวการหรือนายจ้างของจำเลยที่ 1 คดีส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจของจำเลยที่ 3 หมวดที่ 2 ข้อ 7 กำหนดข้อยกเว้นความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกว่า การประกันภัยตามหมวดนี้ ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก... 7.4 การใช้ลากจูงหรือผลักดัน เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย ... อันเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดที่จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยจะยกขึ้นปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสียหรือความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 3 ข้อยกเว้นนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมต้องตีความโดยเคร่งครัด โดยพิเคราะห์ถึงความชัดเจนตามลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏเป็นสำคัญ ข้อยกเว้นความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกดังกล่าวระบุไว้ชัดแจ้งว่า ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการใช้ลากจูง เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย กรณีการเว้นข้อยกเว้นนั้น เมื่อพิจารณาว่า การประกันภัยมีหลายรูปแบบ ทั้งการประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและการประกันภัยประเภทสมัครใจ และข้อยกเว้นดังกล่าวมิได้ระบุเพิ่มเติมว่า การประกันภัยไว้กับบริษัทตามที่ระบุนั้น ต้องเป็นการประกันภัยประเภทใด อย่างไร จึงไม่อาจตีความขยายความให้เป็นผลเสียต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายว่า เฉพาะแต่กรณีรถที่ถูกลากจูงได้เอาประกันภัยประเภทสมัครใจไว้กับจำเลยที่ 3 เท่านั้น จึงจะเข้าเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้นที่จำเลยที่ 3 ยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยได้ กรณีต้องตีความข้อยกเว้นดังกล่าวไปตามที่ปรากฏแห่งลายลักษณ์อักษรว่า หากรถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้เอาประกันภัยไว้กับบริษัทจำเลยที่ 3 ไม่ว่าเป็นประกันภัยประเภทใด ย่อมเข้าเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้น จำเลยที่ 3 ย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ไม่อาจยกข้อยกเว้นความคุ้มครอง ข้อ 7 ขึ้นปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ คดีนี้ เมื่อรถกระบะส่วนพ่วงที่จำเลยที่ 1 ขับได้เอาประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้กับจำเลยที่ 3 จึงต้องด้วยเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้นทั่วไปอันเป็นผลให้จำเลยที่ 3 ยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ข้อ 7.4 จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น จำเลยที่ 3 ไม่อุทธรณ์โต้แย้งจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นว่า จำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นเหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 44,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ระบุความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปไม่ชัดเจน เมื่อศาลฎีกากำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดและกำหนดความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยที่ 3 จึงเห็นควรกำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้ชัดเจน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 44,362.50 บาท แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 รับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ส่วนจำเลยที่ 3 รับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และดอกเบี้ยก่อนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ต้องไม่เกิน 4,290 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — นาย ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสระบุรี — นายไพรินทร์ ลาพระอินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชิโนรส ยงเกียรติกานต์
ชื่อองค์คณะ
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ภัฏ วิภูมิรพี
อำนวย โอภาพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7497/2568
#723553
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทผู้ร้องด้วยการโฆษณาอันเป็นการกระทำละเมิด ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน เพราะไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้อง เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ผู้ร้อง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 326, 328

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาวภาสิณีย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์ข้อ (ข)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องข้อ (ก) ฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. ซึ่งในขณะเกิดเหตุ ตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 เฟซบุ๊กดังกล่าวโพสต์ข้อความว่า "ขอส่องเฟชหมาบางตัวที่ชอบเห่าเก่งกัดมะเลือกแก่แล้วน่ะมึงยิ่งเป้นโรคมะเร็งอยุ่มะใช้เหรอจะอยุ่ได้นานแค่ไกนวะทำบุญเยอะๆๆตายไปจะได้มะอาภัพที่ขายของเร่รอนเป้นสัมภเวสี..ดีน่ะลุกสาวกรุมะตบมึงก้อดีเท่าไหร่แล้วอีตัวสเนียด..มึงบอกว่ารุ้ไส้รุ้พุงกรูครอบครัวกีดีเหรออีดอกแต่มึงทำมัยมะรุ้ไส้รุ้พุงตัวเองบ้างละว่าเคยเป้นกระหรี่มาก่อนลืมกะพืดตัวเองเหรอควายยังฉลาดแต่มึงเป่นคนแท้ๆๆตอแหลเก่งนึอีดอก..ที่บ้านกรุพร้อมสดกะมึงอี..เหี้ย..กรุถามหน่อยมึงมีสมบัติอะไรเหรอที่ครอบครัวกรุต้องไปอิจฉามึง..มึงต้องงกๆรับจ้างไปขนของกะผัก100/200มึงก้อต้องเอากรุจะบอกให้เอาบุญนะอีชะนี.. ต่อให้มึงขยันแต่ถ้าขยันผิดที่10ปีก้อมะรวยหรอกควย..อย่ามาปากดีอีแก่ตัญหากลับ..บอกผัวมึงเอาเงินมาเครียกรูก่อน 50000..บาทเงินดาวรถกรุอีดอกอีสัตว์อี..ชะนี.. อีตอแหล"

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ (ก) หรือไม่ สำหรับประเด็นว่า จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) หรือไม่ เห็นว่า จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบแล้วว่าเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความนั้น คงเป็นเพียงคำเบิกความของจำเลยลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบให้เห็นว่า นอกจากจำเลยแล้วยังมีบุคคลอื่นใดที่สามารถใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. ได้อีก คำเบิกความดังกล่าวยังขัดแย้งกับที่จำเลยแถลงต่อศาลว่าได้โพสต์ข้อความจริงแต่ไม่ได้ระบุชื่อผู้ร้องตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 พยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) จริง ส่วนประเด็นว่า ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) เป็นการใส่ความผู้ร้อง ในประการที่น่าจะทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่นั้น ได้ความจากผู้ร้องและนายพงษ์พันธุ์พยานโจทก์ว่า เมื่อนายพงษ์พันธุ์ได้อ่านข้อความดังกล่าวแล้วได้นำข้อความดังกล่าวให้ผู้ร้องดู อันเป็นเหตุให้ผู้ร้องเข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย เห็นว่า แม้ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) ที่จำเลยเป็นผู้โพสต์ดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้ร้องโดยตรงก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏจากสำนวนว่า ก่อนหน้านี้ จำเลยและผู้ร้องมีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีการฟ้องร้องคดีระหว่างกันมาก่อน เมื่อในขณะเกิดเหตุเฟซบุ๊กของจำเลยตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ หากบุคคลที่รู้จักจำเลยและผู้ร้องมาก่อนเข้าไปอ่านข้อความดังกล่าวทั้งหมดซึ่งมีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ร้อง ได้แก่ อาการป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งผู้ร้องเบิกความยืนยันว่าตนป่วยเป็นโรคมะเร็ง ตลอดจนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ บุคคลดังกล่าวย่อมต้องทราบว่าข้อความที่จำเลยโพสต์หมายถึงผู้ร้องเช่นเดียวกับที่เมื่อนายพงษ์พันธุ์ได้ทราบข้อความตามฟ้องข้อ (ก) แล้ว ก็เข้าใจว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงผู้ร้องจึงได้นำข้อความไปให้ผู้ร้องดู สำหรับข้อความที่จำเลยโพสต์ว่า "...เคยเป้นกระหรี่มาก่อนลืมกะพืดตัวเองเหรอควายยังฉลาดแต่มึงเป่นคนแท้ๆๆตอแหลเก่งนึอีดอก… " เป็นการใส่ความว่าผู้ร้องเคยเป็นหญิงโสเภณี เป็นคำหมิ่นประมาทที่ทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ การที่จำเลยโพสต์ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) ในเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ ทำให้ข้อความหมิ่นประมาทผู้ร้องแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็วเป็นที่เสียหายแก่ผู้ร้องอย่างยิ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทผู้ร้องโดยการโฆษณา และเมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน เพราะไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ผู้ร้อง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลย โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับคดีส่วนแพ่งให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทั้งนี้ในส่วนของอัตราดอกเบี้ย หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
ผู้ร้อง — นางสาว ภ.
จำเลย — นางสาว ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวพสุกานต์ พรหมสาส์น
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเนติพันธ์ บุญมา
ชื่อองค์คณะ
ระบิล จันทรภิรมย์
สมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
มาลี เตชะจันตะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7491/2568
#720733
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับอาวุธปืนของกลางที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งริบด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่ามีไว้เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32 จึงให้ริบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 92 ริบอาวุธปืนของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา พันตำรวจโทชาญชัย ดาบตำรวจพิเศษสุด กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรม่วงเฒ่า เดินทางไปบ้านของจำเลยที่เกิดเหตุ พบจำเลยกำลังนั่งอยู่หน้าห้องน้ำหลังบ้านที่เกิดเหตุ พันตำรวจโทชาญชัยกับพวกแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แล้วตรวจค้นพบอาวุธปืนพกชนิดประกอบขึ้นเอง ขนาด. 32 LONG ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน และกระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .32 LONG 1 นัด ของกลาง พันตำรวจโทชาญชัยกับพวกจึงจับกุมจำเลย แล้วดำเนินคดีเป็นคดีนี้ จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุทันทีหลังจากที่ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ว่าจำเลยกำลังกระทำความผิด แม้พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่า พันตำรวจโทชาญชัยได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ว่า จำเลยกำลังมั่วสุมเสพยาเสพติดบริเวณหลังบ้าน แต่พยานโจทก์ทั้งสองให้การชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การ ทำนองเดียวกันว่า พันตำรวจโทชาญชัยได้รับแจ้งจากสายลับว่าที่บ้านของจำเลยมีพฤติการณ์เกี่ยวกับอาวุธปืนในพื้นที่แตกต่างกันก็ตาม แต่เหตุที่จำเลยกำลังกระทำความผิดจนทำให้พยานโจทก์ทั้งสองต้องเดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุนั้นเป็นเพียงรายละเอียดเท่านั้น โดยสาระสำคัญอยู่ที่ว่าพันตำรวจโทชาญชัยได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ว่าจำเลยกำลังกระทำความผิดหรือไม่ ซึ่งหากไม่มีการแจ้งทางโทรศัพท์ว่าจำเลยกำลังกระทำความผิดแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกต้องเดินทางไปบ้านที่เกิดเหตุทันทีแล้วตรวจค้นจับกุมจำเลย เพราะพยานโจทก์ทั้งสองอาจถูกดำเนินคดีอาญาได้ จึงเชื่อได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองเดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุเพราะได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ว่าจำเลยกำลังกระทำความผิดอยู่บริเวณหลังบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเมื่อพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกไปถึงบ้านที่เกิดเหตุก็พบจำเลยนั่งอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำหลังบ้านที่เกิดเหตุตามที่ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จริง ดังนี้ การที่พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกเดินทางไปยังบ้านที่เกิดเหตุจึงเป็นการปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ ขณะตรวจค้นตัวจำเลย พันตำรวจโทชาญชัยอยู่ห่างจากจำเลยประมาณ 1 เมตร ส่วนดาบตำรวจพิเศษสุดเป็นผู้ตรวจค้นตัวจำเลยและพบกระสุนปืนของกลาง ส่วนขณะตรวจค้นห้องน้ำ พยานโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันตรวจค้น โดยดาบตำรวจพิเศษสุดเป็นผู้พบอาวุธปืนพกของกลางวางอยู่บริเวณด้านขวาของห้องน้ำ เมื่อขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานโจทก์ทั้งสองย่อมเห็นกระสุนปืนและอาวุธปืนของกลางได้อย่างชัดเจน แม้พันตำรวจโทชาญชัยเบิกความว่า ขณะพบอาวุธปืนของกลางได้ถ่ายรูปไว้ แต่ไม่ได้ส่งให้พนักงานสอบสวน เพราะจำเลยให้การรับสารภาพ ไม่คิดว่าจำเลยจะให้การปฏิเสธในภายหลังก็ตาม แต่เมื่อพยานโจทก์ทั้งสองเป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นในการตรวจค้นพบอาวุธปืนของกลางบริเวณห้องน้ำแล้ว การที่พันตำรวจโทชาญชัยไม่ได้ส่งรูปถ่ายขณะพบอาวุธปืนของกลางให้พนักงานสอบสวน ย่อมไม่มีผลทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักลดน้อยลงไปเพราะรูปถ่ายดังกล่าวเป็นเพียงพยานหลักฐานที่จะนำมาสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองเท่านั้น เมื่อพยานโจทก์ทั้งสองไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเบิกความปรักปรำจำเลยในข้อเท็จจริงที่ไม่ได้เกิดขึ้น นอกจากนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกศรศักดิ์ พนักงานสอบสวน เบิกความว่า ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่ามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า จำเลยซื้ออาวุธปืนของกลางมาได้ประมาณ 2 ปี ในราคา 1,000 บาท ซื้อมาจากราษฎรบ้านนานวล ซื้อมาไว้เพื่อป้องกันตัวและทรัพย์สินเป็นอาวุธปืนไม่มีทะเบียน โดยจำเลยนำไปเก็บไว้ที่ห้องน้ำ และนำกระสุนปืนของกลางใส่กระเป๋ากางเกงติดตัวไว้ขณะเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจมาพบและขอตรวจค้นจึงพบอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลาง โดยพยานสอบถามข้อเท็จจริงจากจำเลยและพิมพ์ข้อความตามที่จำเลยให้การ เมื่อเสร็จแล้วจึงอ่านให้จำเลยฟังและให้จำเลยอ่านก่อนลงลายมือชื่อ ซึ่งจำเลยได้อ่านแล้วและลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การด้วยความสมัครใจ ที่จำเลยเบิกความว่า จำเลยถูกพาไปสอบสวนเพียงคนเดียว โดยเจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ จะทำให้เป็นเรื่องง่าย ๆ มีเพียงโทษปรับ ไม่ยุ่งยาก แล้วถามจำเลยว่าจะให้ระบุว่าเอาอาวุธปืนมาจากไหน จำเลยบอกว่าไม่รู้ เจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าไม่เป็นไรจะแต่งเรื่องราวให้ง่าย ๆ แล้วพิมพ์เอกสารมาให้จำเลยลงลายมือชื่อ จำเลยเข้าใจว่าเจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่จึงลงลายมือชื่อนั้น จำเลยไม่ได้ถามค้านร้อยตำรวจเอกศรศักดิ์ถึงเรื่องดังกล่าวไว้เพื่อให้ร้อยตำรวจเอกศรศักดิ์มีโอกาสอธิบายเกี่ยวกับการสอบสวนจำเลย โดยจำเลยเพิ่งยกขึ้นมากล่าวอ้างเมื่อจำเลยเบิกความเป็นพยาน จึงเป็นเรื่องที่เลื่อนลอยและง่ายต่อการกล่าวอ้าง ทำให้รับฟังไม่ได้ เมื่อจำเลยเบิกความต่อไปว่าพนักงานสอบสวนอ่านข้อความให้จำเลยฟังก่อน จำเลยจึงลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การของจำเลยแล้ว จึงเชื่อว่าร้อยตำรวจเอกศรศักดิ์เบิกความตามความเป็นจริง และฟังได้ว่าจำเลยให้การชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ เมื่อตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหามีการแจ้งสิทธิแก่จำเลยและมีการดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 มาตรา 134/3 และมาตรา 134/4 วรรคหนึ่งแล้ว ถ้อยคำที่จำเลยให้การไว้ในชั้นสอบสวนดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ตามมาตรา 134/4 วรรคท้าย คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยจึงสนับสนุนให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงและรับฟังได้ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า นางสาวสุพรรณี นำถุงผ้าที่เก็บได้มาให้จำเลยดู แล้วหยิบวัตถุคล้ายอาวุธปืนออกมาจากถุงผ้าให้จำเลยดู จำเลยบอกว่าเก็บมาทำไมยิงไม่ได้ เป็นอาวุธปืนปลอม แล้วคืนให้นางสาวสุพรรณี จากนั้นนางสาวสุพรรณีเดินไปด้านข้างห้องน้ำแล้วโยนอาวุธปืนไปที่พุ่มไม้ข้างห้องน้ำ หลังจากนั้นนางสาวสุพรรณีบอกว่าจะกลับบ้านและเดินกลับไปทางหน้าบ้าน โดยจำเลยมีนางสาวสุพรรณีเป็นพยานเบิกความสนับสนุนนั้น เห็นว่า นางสาวสุพรรณีเบิกความว่า พยานเห็นกระเป๋าผ้าวางอยู่บนไหล่ถนนจึงหยุดรถลงไปดู เมื่อดูในกระเป๋าพบว่ามีอาวุธปืน 1 กระบอก และธนบัตร ฉบับละ 20 บาท 1 ฉบับ พยานไม่รู้เรื่องอาวุธปืนว่าเป็นอาวุธปืนจริงหรือปลอม พยานตกใจไม่รู้ว่าจะถามใคร แต่นึกได้ว่าจำเลยอยู่ไม่ไกลและเป็นทางผ่าน จึงไปสอบถามจำเลย เมื่อทราบว่าเป็นอาวุธปืนปลอมจึงเดินผ่านจำเลยไปบริเวณข้างห้องน้ำแล้วโยนอาวุธปืนและถุงผ้าทิ้ง ส่วนเงินเก็บไป แต่นางสาวสุพรรณีเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงว่า หากทราบว่าอาวุธปืนที่เก็บได้เป็นอาวุธปืนจริงจะนำไปให้ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ของพยาน จึงเชื่อได้ว่านางสาวสุพรรณีต้องรู้ว่าการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองเป็นความผิดตามกฎหมาย เมื่อนางสาวสุพรรณีเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า จุดที่พบอาวุธปืนอยู่ห่างจากสถานีตำรวจภูธรม่วงเฒ่า ประมาณ 7 ถึง 8 กิโลเมตร ดังนี้ นางสาวสุพรรณีจึงควรนำอาวุธปืนที่พบไปมอบให้เจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจเพื่อให้ตนเองพ้นความผิดในกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบว่านางสาวสุพรรณีมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง แทนที่นางสาวสุพรรณีจะเดินทางไปสอบถามจำเลยเกี่ยวกับอาวุธปืนที่พบ แม้นางสาวสุพรรณีเบิกความตอบโจทก์ถามค้านต่อไปว่า สถานีตำรวจดังกล่าวไม่ได้เป็นทางผ่านของพยานในเส้นทางที่ใช้ในวันเกิดเหตุ และบริเวณดังกล่าวไม่มีตู้ยามของเจ้าพนักงานตำรวจ ก็มิใช่เป็นเรื่องสุดวิสัยที่นางสาวสุพรรณีจะเดินทางไปยังสถานีตำรวจไม่ได้ เพราะได้ความจากจำเลยว่า นางสาวสุพรรณีขับรถจักรยานยนต์มาจอดไว้ที่หน้าบ้านของจำเลย นอกจากนี้นางสาวสุพรรณีเบิกความว่า พยานไม่ได้สนิทสนมกับจำเลย รู้จักจำเลยเพราะจำเลยเป็นเพื่อนคนรักเก่าของพยาน และเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า พยานไปบ้านจำเลยครั้งสุดท้ายก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 ปี ไม่ได้พบเจอกันที่อื่น ไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลย ไม่มีช่องการติดต่อ และจำเลยไม่ได้เป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญเรื่องอาวุธปืน จึงเป็นการผิดปกติวิสัยอย่างยิ่งที่นางสาวสุพรรณีจะนำอาวุธปืนไปสอบถามจำเลยซึ่งไม่สนิทสนมกันโดยรู้ว่าจำเลยไม่มีความรู้เชี่ยวชาญเรื่องอาวุธปืน คำเบิกความของจำเลยและนางสาวสุพรรณีจึงขัดต่อเหตุผล รับฟังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยนำสืบต่อสู้ โดยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า กางเกงที่จำเลยสวมใส่ ตามภาพถ่ายของกลางประกอบคดีซึ่งถ่ายรูปในวันที่จำเลยถูกจับ เป็นกางเกงที่ไม่มีกระเป๋านั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความว่าขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจมาถึงนั้น จำเลยสวมเสื้อแขนสั้น กางเกงในแบบขาสั้นเป็นยางยืด โดยจำเลยไม่ได้เบิกความว่ากางเกงที่จำเลยสวมใส่ไม่มีกระเป๋า จำเลยเพิ่งเบิกความตอบโจทก์ถามค้านเกี่ยวกับกางเกงไม่มีกระเป๋าดังคำเบิกความข้างต้นและอ้างส่งภาพถ่ายกางเกงที่จำเลยสวมใส่ในวันเกิดเหตุตามภาพถ่ายท้ายคำแถลงการณ์ปิดคดี แต่จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงว่า วันเกิดเหตุจำเลยไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่สวมกางเกงขาสั้นตามที่ปรากฏในภาพทับกางเกงในก่อนออกจากบ้าน และคำอธิบายภาพถ่ายท้ายคำแถลงการณ์ปิดคดีว่า ภาพถ่ายแสดงกางเกงตัวเดียวกันกับที่จำเลยสวมทับกางเกงในภายหลังถูกจับกุมและถูกพาตัวไปที่สถานีตำรวจภูธรม่วงเฒ่าในวันเกิดเหตุ จึงฟังไม่ได้ว่าขณะที่ดาบตำรวจพิเศษสุดตรวจค้นตัวจำเลยนั้น จำเลยสวมใส่ซึ่งไม่มีกระเป๋ากางเกง คำเบิกความของจำเลยจึงรับฟังไม่ได้ และเชื่อว่ากางเกงที่จำเลยสวมใส่ขณะที่ดาบตำรวจพิเศษสุดตรวจค้นมีกระเป๋า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงโดยพยานหลักฐานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าพันตำรวจโทชาญชัยและดาบตำรวจพิเศษสุดตรวจค้นพบกระสุนปืนของกลางในกระเป๋ากางเกงที่จำเลยสวมใส่และตรวจค้นพบอาวุธปืนของกลางวางอยู่บริเวณด้านขวาของห้องน้ำ เมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองกระสุนปืนของกลางโดยมีอาวุธปืนของกลางวางอยู่บริเวณห้องน้ำใกล้เคียงบริเวณที่จำเลยนั่ง จึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ยึดถืออาวุธปืนและกระสุนปืนของกลาง จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลาง เมื่ออาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน การกระทำของจำเลยจึงมีความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับอาวุธปืนของกลางที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งริบด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่ามีไว้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 จึงให้ริบ

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายศิษฏากร สวัสดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพศิษฐ์ รักกิจศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7470/2568
#723016
เปิดฉบับเต็ม

อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ข้อเท็จจริงคดีนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้ชั้นต้นแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 อายุความจึงสะดุดหยุดลงนับแต่นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (3) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 ดังนั้น ในวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้อันเป็นเหตุที่อายุความสะดุดหยุดลง สิทธิเรียกร้องต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้ล้มละลาย ย่อมเกิดขึ้นทันทีในวันดังกล่าวด้วย และเริ่มนับอายุความใหม่ได้นับแต่นั้นเป็นต้นไป การปลดจากล้มละลายเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกฎหมายที่ให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากสภาวะล้มละลายแล้วกลับมามีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตนภายหลังปลดจากล้มละลายเท่านั้น มิได้เกี่ยวข้องกับการบังคับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันเป็นเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 นับอายุความใหม่ตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้ลูกหนี้ชั้นต้นปลดจากล้มละลายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2558 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยวันที่ 21 มกราคม 2565 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 693,673.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ MLR+2.00 ต่อปี (ขณะฟ้องคดีอัตราดอกเบี้ย MLR เท่ากับ 6.15 ต่อปี) ของต้นเงิน 454,784.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 479,764.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ MLR + 2 ต่อปี ของเงินต้น 454,784.17 บาท นับถัดจากวันที่ 24 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยปกติ และดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามที่โจทก์ประกาศกำหนด แต่ดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 21 มกราคม 2565) ต้องไม่เกินร้อยละ 8.15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 นางชนนิกานต์ ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ 500,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ MLR ต่อปี (ขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 5.85 ต่อปี) หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ MLR + 2 ต่อปี และปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามที่โจทก์ประกาศกำหนด โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 3,000 บาท เริ่มงวดแรกเดือนพฤศจิกายน 2552 เป็นต้นไป จนเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 10 ปี โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันและตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญานางชนนิกานต์ชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน แล้วผิดนัดในงวดแรกเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2554 นางชนนิกานต์นำเงินจำนวนหนึ่งมาชำระหนี้แก่โจทก์ ครั้นวันที่ 26 ตุลาคม 2554 นางชนนิกานต์ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หลังจากนั้นนางชนนิกานต์ชำระหนี้แก่โจทก์อีกหลายครั้ง วันที่ 18 มกราคม 2555 โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ครั้นวันที่ 11 กันยายน 2555 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้นางชนนิกานต์เป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่สามารถรวบรวมทรัพย์สินของนางชนนิกานต์มาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดนางชนนิกานต์จากล้มละลาย วันที่ 16 ตุลาคม 2558 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันทราบ ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 โจทก์มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เรื่องอายุความเป็นการวินิจฉัยเกินคำฟ้องและคำฟ้องอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคำพิพากษาว่านางชนนิกานต์ ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2554 มีการชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554 ซึ่งเป็นวันก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ต้องฟ้องผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ภายในกำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่นางชนนิกานต์ชำระหนี้เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อปรากฎว่าโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว โดยเนื้อหาที่บรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ที่แสดงต่อศาลให้เห็นว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ โดยมีข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังนางชนนิกานต์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อันเป็นเหตุให้อายุความในคดีแพ่งสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (3) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุด จึงเริ่มนับอายุความใหม่เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2558 ซึ่งเป็นวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดนางชนนิกานต์จากล้มละลาย นับถึงวันฟ้องคดีจึงยังไม่ขาดอายุความ อันเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้ง ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไปถึงเรื่องอายุความสะดุดหยุดลง จึงชอบแล้ว ไม่เป็นการเกินฟ้องอุทธรณ์โจทก์แต่อย่างใด ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่าเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ปลดนางชนนิกานต์จากล้มละลายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2558 ย่อมถือได้ว่าเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุด จึงให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคสอง และการที่ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งปลดนางชนนิกานต์จากล้มละลายนั้น ไม่ทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันที่รับผิดร่วมกับบุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 78 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยได้ภายในกำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดนางชนนิกานต์จากการล้มละลาย เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยในวันที่ 21 มกราคม 2565 ยังไม่ครบกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ข้อเท็จจริงคดีนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนางชนนิกานต์ลูกหนี้ชั้นต้นแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 อายุความจึงสะดุดหยุดลงนับแต่นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (3) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 ดังนั้น ในวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้อันเป็นเหตุที่อายุความสะดุดหยุดลง สิทธิเรียกร้องต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้ล้มละลาย ย่อมเกิดขึ้นทันทีในวันดังกล่าวด้วย และเริ่มนับอายุความใหม่ได้นับแต่นั้นเป็นต้นไป การปลดจากล้มละลายเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกฎหมายที่ให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากสภาวะล้มละลายแล้วกลับมามีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตนภายหลังปลดจากล้มละลายเท่านั้น มิได้เกี่ยวข้องกับการบังคับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันเป็นเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 นับอายุความใหม่ตั้งแต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ปลดนางชนนิกานต์จากล้มละลายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2558 จึงไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องนับแต่วันที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยวันที่ 21 มกราคม 2565 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/14 (3) ม. 193/15
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร อ.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นางสาวปิยวรรณ ศุภกิจมงคลกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเจริญ ดวงสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
โชคชัย รุจินินนาท
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ประทีป เหมือนเตย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7438/2568
#722843
เปิดฉบับเต็ม

อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีใบอนุญาตให้มีและใช้เป็นของผู้อื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย ความผิดของจำเลยจึงอยู่ที่การมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นความผิดเฉพาะตัว อาวุธปืนของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบเสียทั้งสิ้น ตาม ป.อ. มาตรา 32 นอกจากนั้นแม้ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ แต่กฎหมายดังกล่าวก็มิได้บัญญัติให้อำนาจศาลสั่งริบอาวุธปืนที่พาไปโดยผิดกฎหมายได้ ดังนั้น ศาลจึงไม่มีอำนาจริบอาวุธปืนของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 69, 73, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 3, 4, 17 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ให้จำเลยกับพวกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ 44,695 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 อันเป็นวันทำละเมิดบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่าไม่ประสงค์ยื่นคำให้การและรับข้อเท็จจริงในส่วนค่าเสียหายตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามและฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 18 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 1 ปี 9 เดือน ริบของกลาง และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 44,695 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ ศาลมิได้ลงโทษปรับจำเลยจึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาริบอาวุธปืนของกลางเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีใบอนุญาตให้มีและใช้เป็นของผู้อื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย ความผิดของจำเลยจึงอยู่ที่การมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่น ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นความผิดเฉพาะตัว อาวุธปืนของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 นอกจากนั้นแม้ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ แต่กฎหมายดังกล่าวก็มิได้บัญญัติให้อำนาจศาลสั่งริบอาวุธปืนที่พาไปโดยผิดกฎหมายได้ ดังนั้น ศาลจึงไม่มีอำนาจริบอาวุธปืนของกลาง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิ
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทองผาภูมิ — นางสาวนภา พัชรโกมล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมเกียรติ รัตนถาวร
ชื่อองค์คณะ
อัจฉรา วริวงศ์
ปรีชา เชิดชู
ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7430/2568
#722348
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท ซึ่งอยู่ในระหว่างที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จึงเป็นการโอนทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้อื่นโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 และเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดอันเป็นการละเมิดของจำเลยแก่โจทก์ร่วม 85,000 บาท

จำเลยให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม ให้ยกคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2510 และเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2540 มาตรา 3 (6) จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม ได้รับรายได้เป็นเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทนรายเดือน เงินหรือสิทธิเรียกร้องอื่นจากโจทก์ร่วม เมื่อครั้งจำเลยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการกองบริหารและควบคุม ฝ่ายปลัดบัญชี โจทก์ร่วมมอบหมายให้จำเลยรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าหน่วยการเงิน โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก โรงพิมพ์ดังกล่าวทำสัญญาร่วมการงานส่งเสริมและพัฒนางานพิมพ์กับบริษัท ส. นายถนอม รักษาการเสมียนหน่วยการเงินของโรงพิมพ์ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยกระทำการทุจริตยักยอกเงินของโรงพิมพ์ 21,786,074.50 บาท กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางแจ้งโจทก์ร่วมให้มีคำสั่งเรียกผู้ต้องรับผิดให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ข้อ 18 และข้อ 19 ประกอบพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2540 มาตรา 3 (6) มีคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่อง ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทน ให้นายถนอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท เป็นเงิน 19,607,467.05 บาท และให้นางจินดารัศมิ์ รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าสำนักกิจการโรงพิมพ์ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 10 ของค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท เป็นเงิน 2,178,607.45 บาท แก่โจทก์ร่วม โดยให้นำเงินไปชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับคำสั่ง จำเลยฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางขอให้เพิกถอนคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ของโจทก์ร่วม ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขดำที่ อ. 1264/2555 คดีหมายเลขแดงที่ อ. 863/2561 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2561 ให้เพิกถอนคำสั่งของโจทก์ร่วมเฉพาะส่วนที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่า 8,220,559.64 บาท โดยให้มีผลนับแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาว่า หากโจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้จากผู้ทุจริตเป็นเงินเพียงใด ให้นำเงินที่ได้รับมาหักหรือคืนตามส่วนแห่งความรับผิด แล้วแต่กรณีให้แก่จำเลย โจทก์ร่วมอาศัยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวและพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 57 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อ 1 (4) และ ข้อ 2 ออกคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) รวม 4 ฉบับ คือคำสั่งที่ 4/2562 ลงวันที่ 9 มกราคม 2562 ให้อายัดเงินเดือนในส่วนที่เกิน 20,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง เงินค่าตอบแทนรายเดือน เงินหรือสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของจำเลย เพื่อชำระค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายในการบังคับทางปกครอง คำสั่งที่ 57/2562 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 แต่งตั้งผู้ทำการยึดอายัดทรัพย์สินให้คุ้มกับเงินค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชดใช้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน และขายทอดตลาดทรัพย์สิน คำสั่งที่ 58/2562 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยให้คุ้มกับเงินค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชดใช้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน และคำสั่งที่ 59/2562 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ให้ยึดรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยทำสัญญาขายรถรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทในราคา 30,000 บาท และ 2,500 บาท ตามลำดับ และจดทะเบียนโอนให้นายสุรสิทธิ์ ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องของโจทก์ร่วมหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วม โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า มูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากนายถนอมซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยกระทำการทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ร่วม 21,786,074.50 บาท คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดและผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยในฐานะหัวหน้าหน่วยการเงินทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการทุจริตดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 10 ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ 2539 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 เมื่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเสนอความเห็นให้กระทรวงการคลังพิจารณา กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางมีความเห็นว่า ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหาย 21,786,074.50 บาท คิดเป็นเงิน 19,607,467.05 บาท โจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับความเสียหายจึงมีหน้าที่ที่ต้องดำเนินการให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โดยสามารถเลือกดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งภายในอายุความตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 ข้อ 18 กล่าวคือ การใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล หรือการใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยออกคำสั่งให้ผู้ต้องรับผิดชำระเงินค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 12 โจทก์ร่วมเลือกที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยการออกคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหายทั้งหมดตามความเห็นของกระทรวงการคลัง จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ 2539 และต่อมาได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 90 ของค่าเสียหายทั้งหมด โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2561 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำสั่งของโจทก์ร่วมเฉพาะส่วนที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่า 8,220,559.64 บาท โดยให้มีผลนับแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว ดังนั้น คำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ที่ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงถึงที่สุดแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมตามจำนวนเงินที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงินต้องดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินจำเลยภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ใช้เงินถึงที่สุดตามมาตรา 63/8 (3) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ 2539 ทั้งนี้ มาตรา 63/12 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ให้ถือว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงินเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้คดีนี้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยชำระหนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายอาญาก็ตาม แต่เมื่อเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 10 และโจทก์ร่วมเลือกที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองแทนการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล โดยการออกคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 มาตรา 12 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539 ข้อ 18 ทั้งคำสั่งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (เฉพาะ) ที่ 36/2552 ดังกล่าวถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแล้ว จำเลยซึ่งมีฐานะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามจำนวนเงินที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา เมื่อได้ความว่าจำเลยเพิกเฉยไม่เคยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมมาตลอดตั้งแต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ทำให้โจทก์ร่วมต้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินมาชำระหนี้และทราบว่าจำเลยคงมีทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าจำเลยคงมีทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทเท่านั้น ไม่มีทรัพย์สินอื่นเหลืออยู่จริง จึงเจือสมกับพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วม ดังนั้น การที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทให้แก่นายสุรสิทธิ์เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งอยู่ในระหว่างที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จึงเป็นการโอนทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้อื่นโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามนัยยะมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แล้ว ส่วนที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการโอนรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทให้แก่บุคคลอื่นรวมเป็นเงิน 85,000 บาท ซึ่งคำนวณมาจากการตีราคารถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทว่า มีราคา 70,000 บาท และ 15,000 บาท ตามลำดับนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้อันเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายไม่อาจดำเนินการบังคับคดีเอาแก่รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทเพื่อให้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม แม้โจทก์ร่วมจะไม่ได้นำพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมเสียหายเท่าใดก็ตาม แต่ศาลมีอำนาจกำหนดสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมมาตลอดตั้งแต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมต้องสืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินมาชำระหนี้ และพบว่าจำเลยคงมีทรัพย์สินที่เหลืออยู่เพียงรถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทซึ่งจำเลยโอนให้กับบุคคลอื่นไปแล้วเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดดังกล่าวแล้ว เห็นสมควรกำหนดสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 15,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมและยกคำร้องของโจทก์ร่วมนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นและฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำการยักยอกเงินของโจทก์ร่วมโดยตรง เพียงแต่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเห็นว่าจำเลยในฐานะหัวหน้าหน่วยการเงินและเป็นผู้บังคับบัญชาของนายถนอมซึ่งเป็นผู้กระทำการทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ร่วม กระทำการอันถือว่าเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่และเป็นการกระทำที่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงมีความเห็นว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฎว่า ปัจจุบันจำเลยอายุ 63 ปี รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาทที่จำเลยโอนไปให้แก่บุคคลอื่นเป็นรถที่จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2539 และ 2543 และขายได้ราคาเพียง 30,000 บาท และ 2,500 บาท ตามลำดับ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำผิดวินัย และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบกับสภาพความผิดที่จำเลยบกพร่องต่อหน้าที่อันเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการกำหนดโทษไว้ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจำคุกจำเลยและรอการลงโทษไว้

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 10 ม. 12
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 57 ม. 63/12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นางสาวนันทลักข์ เอี่ยมกระสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล นิตินัยวินิจ
ชื่อองค์คณะ
ระบิล จันทรภิรมย์
สมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
มาลี เตชะจันตะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7422/2568
#719905
เปิดฉบับเต็ม

ป.ยาเสพติด มาตรา 129 เป็นบทกฎหมายที่บัญญัติองค์ประกอบความผิดขึ้นใหม่ที่ใช้ในกรณีที่การกระทำไม่ถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิด แต่เป็นเพียงการเปิดบัญชีธนาคารโดยรู้หรือควรรู้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเท่านั้น หากการเปิดบัญชีธนาคารนั้นถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก็เป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 129

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่ง ป.ยาเสพติดยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด โดยจำเลยต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 6, 14 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 7, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 86, 83, 91 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 952/2562 ของศาลแขวงดอนเมือง เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (2), 7 (1), 60 จำเลยกระทำความผิดโดยมีเจตนาเดียวคือเพื่อสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิด จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษของจำเลยนั้น เนื่องจากศาลลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต จึงไม่อาจบวกโทษได้ ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 16

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ประกอบมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (2), 7 (1), 60 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ประกอบมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) เพียงกรรมเดียว จำคุก 30 ปี และปรับ 1,000,000 บาท บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 952/2562 ของศาลแขวงดอนเมือง เป็นจำคุก 30 ปี 2 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ความผิดฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือการฟอกเงินและการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ระวางโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 129 เป็นบทกฎหมายที่บัญญัติองค์ประกอบความผิดขึ้นใหม่ที่ใช้ในกรณีที่การกระทำนั้นไม่ถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิด แต่เป็นเพียงการเปิดบัญชีธนาคารโดยรู้หรือควรรู้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเท่านั้น หากการเปิดบัญชีธนาคารนั้นถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก็เป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 129 สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งประมวลกฎหมายยาเสพติดยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดโดยจำเลยต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ ส่วนปัญหาว่าจะปรับบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติดวรรคใดนั้น เมื่อบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 บัญญัติให้ศาลกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ ดังนี้การพิจารณาว่าจะระวางโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 145 วรรคใด จึงต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดของตัวการเป็นสำคัญ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายสุรเดช ขายเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1 ถุง น้ำหนักสุทธิ 38.014 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 31.491 กรัม ให้แก่นายปิยะพงษ์ โดยนายสุรเดชใช้หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยให้ไว้ติดต่อกับนายปิยะพงษ์ และให้นายปิยะพงษ์โอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนโดยใช้บัญชีธนาคาร ก. ของนายชยพล เข้าบัญชีธนาคารของนายสิทธิโชค แล้วนายสุรเดชให้นายสิทธิโชคโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย ซึ่งเป็นการสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และการกระทำของนายสุรเดชเป็นการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย โดยจำเลยสนับสนุนหรือช่วยเหลือในการกระทำความผิดของนายสุรเดช ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวยังไม่อาจบ่งชี้ถึงการกระทำของนายสุรเดชว่าเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปได้ แต่อย่างไรก็ตามปริมาณเมทแอมเฟตามีนของกลางที่มีจำนวนมากย่อมแสดงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของนายสุรเดชด้วย เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ว่านายสุรเดชขายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้นายปิยะพงษ์ เชื่อว่านายปิยะพงษ์ต้องนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นอีกทอดหนึ่ง ซึ่งหากมีการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วโดยสภาพย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่ผู้เสพเป็นจำนวนมาก เช่นนี้ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของนายสุรเดชจึงเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท การกระทำของจำเลยจึงต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) มิใช่ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต แตกต่างกับโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้สอดคล้องกับกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณและเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ทั้งการที่ศาลฎีกาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นเหตุฉกรรจ์มิใช่เป็นการใช้กฎหมายที่ไม่ได้บัญญัติในขณะจำเลยกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยอันขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 หรือเป็นผลร้ายแก่จำเลยแต่อย่างใด เพราะเป็นกรณีที่ศาลฎีกาใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลย เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ขณะที่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 , 66 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดใช้บังคับ แม้ภายหลังกระทำความผิดมีประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับแทนก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ยกเลิกความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่นำไปรวมไว้เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 จึงยังคงเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 เมื่อระวางโทษตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับระวางโทษตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิด ซึ่งต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลย เช่นนี้ แม้ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดในเหตุฉกรรจ์ที่จะทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นตามกฎหมายใหม่ และโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 , 66 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิด กับไม่มีการสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาอันเป็นองค์ประกอบความผิดในเหตุฉกรรจ์ตามกฎหมายใหม่แก่จำเลยก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) โดยใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย จึงมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) จำคุก 20 ปี และปรับ 1,000,000 บาท บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ952/2562 ของศาลแขวงดอนเมือง เป็นจำคุก 20 ปี 2 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ยาเสพติด ม. 90 ม. 125 วรรคหนึ่ง (1) ม. 129 ม. 145 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดรัตนบุรี
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นายสุทัศน์ ภัทรวรกุลวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายรัถยา สัตยาบัน
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
วรวุฒิ ทวาทศิน
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7422/2568
#721034
เปิดฉบับเต็ม

ป.ยาเสพติด มาตรา 129 เป็นบทกฎหมายที่บัญญัติองค์ประกอบความผิดขึ้นใหม่ที่ใช้ในกรณีที่การกระทำนั้นไม่ถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิด แต่เป็นเพียงการเปิดบัญชีธนาคารโดยรู้หรือควรรู้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเท่านั้น หากการเปิดบัญชีธนาคารนั้นถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก็เป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 129 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่ง ป.ยาเสพติดยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดโดยจำเลยต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 6, 14 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 7, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 86, 83, 91 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 952/2562 ของศาลแขวงดอนเมือง เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (2), 7 (1), 60 จำเลยกระทำความผิดโดยมีเจตนาเดียวคือเพื่อสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิด จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษของจำเลยนั้น เนื่องจากศาลลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต จึงไม่อาจบวกโทษได้ ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 16

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ประกอบมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (2), 7 (1), 60 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ประกอบมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) เพียงกรรมเดียว จำคุก 30 ปี และปรับ 1,000,000 บาท บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 952/2562 ของศาลแขวงดอนเมือง เป็นจำคุก 30 ปี 2 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ความผิดฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือการฟอกเงินและการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ระวางโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 129 เป็นบทกฎหมายที่บัญญัติองค์ประกอบความผิดขึ้นใหม่ที่ใช้ในกรณีที่การกระทำนั้นไม่ถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิด แต่เป็นเพียงการเปิดบัญชีธนาคารโดยรู้หรือควรรู้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเท่านั้น หากการเปิดบัญชีธนาคารนั้นถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก็เป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 129 สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งประมวลกฎหมายยาเสพติดยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดโดยจำเลยต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ ส่วนปัญหาว่าจะปรับบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติดวรรคใดนั้น เมื่อบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 บัญญัติให้ศาลกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ ดังนี้การพิจารณาว่าจะระวางโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 145 วรรคใด จึงต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดของตัวการเป็นสำคัญ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นาย ส. ขายเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1 ถุง น้ำหนักสุทธิ 38.014 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 31.491 กรัม ให้แก่นาย ป. โดยนาย ส. ใช้หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จำเลยให้ไว้ติดต่อกับนาย ป. และให้นาย ป. โอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนโดยใช้บัญชีธนาคาร ก. ของนาย ช. เข้าบัญชีธนาคารของนาย ท. แล้วนาย ส. ให้นาย ท. โอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย ซึ่งเป็นการสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และการกระทำของนาย ส. เป็นการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย โดยจำเลยสนับสนุนหรือช่วยเหลือในการกระทำความผิดของนาย ส. ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวยังไม่อาจบ่งชี้ถึงการกระทำของนาย ส. ว่าเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปได้ แต่อย่างไรก็ตามปริมาณเมทแอมเฟตามีนของกลางที่มีจำนวนมากย่อมแสดงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของนาย ส. ด้วย เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ว่านาย ส. ขายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้นาย ป. เชื่อว่านาย ป. ต้องนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นอีกทอดหนึ่ง ซึ่งหากมีการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วโดยสภาพย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่ผู้เสพเป็นจำนวนมาก เช่นนี้ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของนาย ส. จึงเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท การกระทำของจำเลยจึงต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) มิใช่ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต แตกต่างกับโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้สอดคล้องกับกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณและเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ทั้งการที่ศาลฎีกาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นเหตุฉกรรจ์มิใช่เป็นการใช้กฎหมายที่ไม่ได้บัญญัติในขณะจำเลยกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยอันขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 หรือเป็นผลร้ายแก่จำเลยแต่อย่างใด เพราะเป็นกรณีที่ศาลฎีกาใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลย เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ขณะที่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดใช้บังคับ แม้ภายหลังกระทำความผิดมีประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับแทนก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ยกเลิกความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่นำไปรวมไว้เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ดังนั้น การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 จึงยังคงเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 เมื่อระวางโทษตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับระวางโทษตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิด ซึ่งต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลย เช่นนี้ แม้ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดในเหตุฉกรรจ์ที่จะทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นตามกฎหมายใหม่ และโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิด กับไม่มีการสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาอันเป็นองค์ประกอบความผิดในเหตุฉกรรจ์ตามกฎหมายใหม่แก่จำเลยก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตรา 145 วรรคสอง (2) โดยใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย จึงมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) จำคุก 20 ปี และปรับ 1,000,000 บาท บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ952/2562 ของศาลแขวงดอนเมือง เป็นจำคุก 20 ปี 2 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ยาเสพติด ม. 125 วรรคหนึ่ง (1) ม. 129
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดรัตนบุรี
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดรัตนบุรี — นายสุทัศน์ ภัทรวรกุลวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายรัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7400/2568
#722845
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่ผู้ตายถอนเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของภริยาจำเลยกับที่ดินของบุตรผู้ตาย เมื่อจำเลยไปสอบถามผู้ตายแล้วเกิดปากเสียงโต้เถียงกัน ผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันจำเลย ถือว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่จำเลยแล้ว แม้ต่อมาจำเลยแย่งอาวุธมีดอีโต้ได้จากผู้ตายก็ตาม แต่ขณะนั้นผู้ตายยังคงอยู่บริเวณที่เกิดเหตุจึงมิใช่ภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่จำเลยหมดไปแล้ว ในสถานการณ์เช่นนั้นจำเลยย่อมไม่มีเวลาคิดว่าต้องวิ่งหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอดหรือรอผู้ตายเข้ามาแย่งอาวุธมีดอีโต้จากจำเลย และไม่มีเหตุอันใดที่จำเลยจะเสี่ยงภัยต่อสู้กับผู้ตายอีก การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันและตีผู้ตายจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันและตีผู้ตายจนล้มลงแล้ว แสดงว่าภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายนั้นถูกจำเลยควบคุมมิให้ก่อให้เกิดอันตรายแก่จำเลยได้อีกได้ ถือว่าภยันตรายที่ผู้ตายจะก่อแก่จำเลยหมดไปแล้ว จำเลยจึงไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันผู้ตายอีก ดังนี้ การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้งในขณะที่ผู้ตายล้มลงแล้ว นับได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 69 เพราะหากจำเลยไม่ใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้ง ผู้ตายคงไม่ถึงแก่ความตาย เพราะตามรายงานการตรวจศพเป็นการชัดแจ้งแล้วว่าสาเหตุการตายเกิดจากการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะจากของแข็งมีคมขนาดหนักหลายบาดแผล คดีจึงฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฆ่าผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 และริบอาวุธมีดอีโต้ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่โดยต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นายวิทยา บุตรของนายปิ่น ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการจัดงานศพผู้ตาย เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องตกลงประนีประนอมเรื่องค่าสินไหมทดแทนกับจำเลยแล้ว โดยจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ร้องเป็นเงิน 80,000 บาท ผู้ร้องจึงไม่ติดใจดำเนินคดีอีก ขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนแพ่งออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 6 ปี คำให้การของจำเลยชั้นสอบสวนตลอดจนชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ริบมีดอีโต้ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา จำเลยเห็นนายปิ่น ผู้ตาย ถืออาวุธมีดอีโต้ของกลางเดินไปยังเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของนางสาววรวง ภริยาจำเลย กับที่ดินของนายวิทยา บุตรผู้ตาย แล้วผู้ตายถอนเสาปูนดังกล่าวออก จำเลยจึงไปถามผู้ตายถึงสาเหตุที่ถอนเสาปูน ทำให้ผู้ตายกับจำเลยมีปากเสียงโต้เถียงกัน จากนั้นผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันที่ศีรษะของจำเลย แต่จำเลยเอี้ยวตัวหลบไปด้านขวาแล้วยกมือซ้ายขึ้นกันอาวุธมีดอีโต้ของกลางไว้ ทำให้คมอาวุธมีดอีโต้ของกลางถูกนิ้วหัวแม่มือมือซ้ายของจำเลยได้รับอันตรายสาหัส จำเลยจึงใช้มือขวาจับข้อมือขวาของผู้ตายแล้วบิดทำให้อาวุธมีดอีโต้ของกลางหลุดจากมือขวาของผู้ตายตกลงไปที่พื้น จากนั้นจำเลยใช้มือขวาหยิบอาวุธมีดอีโต้ของกลางขึ้นมาและฟันไปที่ศีรษะผู้ตายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุจำเลยไปมอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ป้อมสายตรวจตำบลพันเสา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า นอกจากข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติดังกล่าวข้างต้นแล้ว ได้ความจากร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริ พนักงานสอบสวน ว่า จำเลยให้การชั้นสอบสวนว่า วันเวลาเกิดเหตุ ขณะจำเลยกำลังวิดน้ำเข้านา ผู้ตายเดินมาตามทุ่งนาของผู้ตายแล้วถอนเสาปูนที่ปักแสดงแนวเขตระหว่างที่ดินของภริยาจำเลยกับที่ดินของบุตรผู้ตาย จำเลยจึงเข้าไปหาผู้ตายแล้วถามว่า เจ้าพนักงานมารังวัดแล้วปักเสาปูนแล้ว มาถอนเสาออกทำไม ผู้ตายพูดว่า กูจะทำ มีปัญหาไหม มึงจะเอายังไงกับกู แล้วผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ที่ถือมาฟันจำเลยที่บริเวณลำตัว จำเลยหลบ แต่ไม่พ้นคมมีดจึงฟันถูกนิ้วมือของจำเลย จำเลยจับแขนขวาของผู้ตายซึ่งถืออาวุธมีดอีโต้อยู่ บิดแขนของผู้ตายทำให้อาวุธมีดอีโต้ร่วงลงพื้น แล้วจำเลยหยิบอาวุธมีดอีโต้ดังกล่าวขึ้นมาฟันไปที่บริเวณศีรษะของผู้ตายและหันอาวุธมีดอีโต้แล้วใช้ด้านข้างตีผู้ตายที่แขนขวาจนแขนหัก กับใช้ด้านคมมีดฟันไปที่ศีรษะของผู้ตายจนล้มลง เมื่อผู้ตายล้มลงแล้ว จำเลยใช้ด้านคมมีดฟันที่ศีรษะของผู้ตายอีก 2 ครั้ง แต่จำเลยเบิกความเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายเพียงว่า เมื่อจำเลยหยิบอาวุธมีดอีโต้ของกลางที่พื้นแล้วฟันศีรษะผู้ตายประมาณ 3 ครั้งติดต่อกัน ผู้ตายล้มลงหน้าคว่ำลงกับพื้น เห็นได้ว่าจำเลยให้การชั้นสอบสวนถึงรายละเอียดในการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายต่างจากคำเบิกความ แต่เมื่อจำเลยให้การต่อร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริหลังเกิดเหตุ 1 วัน และให้การเพิ่มเติมหลังเกิดเหตุ 4 วัน ย่อมไม่มีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองปรึกษาหารือกับบุคคลอื่นก่อนว่าจะให้การต่อสู้คดีอย่างไร กับจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยนั้น ร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริได้จัดทำขึ้นไม่ถูกต้องอย่างไร และคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายมีรายละเอียดมากกว่าที่จำเลยเบิกความ หากจำเลยไม่ได้ให้การตามความเป็นจริงก็ยากที่ร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริจะจัดทำขึ้นมาปรักปรำจำเลยได้ ทั้งลักษณะการฟันและตีผู้ตายตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยสอดคล้องกับร่องรอยบาดแผลต่าง ๆ ของผู้ตายที่ปรากฏตามรายงานการตรวจศพไว้ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยในส่วนนี้จึงรับฟังได้ ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติดังกล่าว พฤติการณ์ที่ผู้ตายถอนเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของภริยาจำเลยกับที่ดินของบุตรผู้ตาย เมื่อจำเลยไปสอบถามผู้ตายแล้วเกิดปากเสียงโต้เถียงกัน ผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันจำเลย ถือว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่จำเลยแล้ว แม้ต่อมาจำเลยแย่งอาวุธมีดอีโต้ของกลางได้จากผู้ตายก็ตาม แต่ขณะนั้นผู้ตายยังคงอยู่บริเวณที่เกิดเหตุจึงมิใช่ภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่จำเลยหมดไปแล้ว ในสถานการณ์เช่นนั้นจำเลยย่อมไม่มีเวลาคิดว่าต้องวิ่งหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอดหรือรอผู้ตายเข้ามาแย่งอาวุธมีดอีโต้ของกลางจากจำเลย และไม่มีเหตุอันใดที่จำเลยจะเสี่ยงภัยต่อสู้กับผู้ตายอีก การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายจนล้มลงแล้ว แสดงว่าภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายนั้นถูกจำเลยควบคุมมิให้ก่อให้เกิดอันตรายแก่จำเลยได้อีกได้ ถือว่าภยันตรายที่ผู้ตายจะก่อแก่จำเลยหมดไปแล้ว จำเลยจึงไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายอีก ดังนี้ การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้งในขณะที่ผู้ตายล้มลงแล้ว นับได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 เพราะหากจำเลยไม่ใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้ง ผู้ตายคงไม่ถึงแก่ความตาย เพราะตามรายงานการตรวจศพ เป็นการชัดแจ้งแล้วว่าสาเหตุการตายเกิดจากการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะจากของแข็งมีคมขนาดหนักหลายบาดแผล คดีจึงฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฆ่าผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายสืบเนื่องจากผู้ตายไปถอนเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของนางสาววรวง ภริยาจำเลย กับนายวิทยา บุตรผู้ตาย แล้วใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันจำเลยก่อน นับว่าผู้ตายมีส่วนผิดอยู่ด้วยที่ทำให้เกิดเหตุในคดีนี้ขึ้น ประกอบกับจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 80,000 บาท ให้แก่นายวิทยาบุตรผู้ตาย จนไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย เห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 จำคุก 6 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 4 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 4 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ต่อปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 69 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
ผู้ร้อง — นาย ว.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางสาวจันทร ตันทวีวงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายคมกริช ภัทรพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7400/2568
#725118
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่ผู้ตายถอนเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของภริยาจำเลยกับที่ดินของบุตรผู้ตาย เมื่อจำเลยไปสอบถามผู้ตายแล้วเกิดปากเสียงโต้เถียงกัน ผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันจำเลย ถือว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่จำเลยแล้ว แม้ต่อมาจำเลยแย่งอาวุธมีดอีโต้ได้จากผู้ตายก็ตาม แต่ขณะนั้นผู้ตายยังคงอยู่บริเวณที่เกิดเหตุจึงมิใช่ภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่จำเลยหมดไปแล้ว ในสถานการณ์เช่นนั้นจำเลยย่อมไม่มีเวลาคิดว่าต้องวิ่งหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอดหรือรอผู้ตายเข้ามาแย่งอาวุธมีดอีโต้จากจำเลย และไม่มีเหตุอันใดที่จำเลยจะเสี่ยงภัยต่อสู้กับผู้ตายอีก การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันและตีผู้ตายจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันและตีผู้ตายจนล้มลงแล้ว แสดงว่าภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายนั้นถูกจำเลยควบคุมมิให้ก่อให้เกิดอันตรายแก่จำเลยได้อีกได้ ถือว่าภยันตรายที่ผู้ตายจะก่อแก่จำเลยหมดไปแล้ว จำเลยจึงไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันผู้ตายอีก ดังนี้ การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้งในขณะที่ผู้ตายล้มลงแล้ว นับได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 69 เพราะหากจำเลยไม่ใช้อาวุธมีดอีโต้ฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้ง ผู้ตายคงไม่ถึงแก่ความตาย เพราะตามรายงานการตรวจศพเป็นการชัดแจ้งแล้วว่าสาเหตุการตายเกิดจากการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะจากของแข็งมีคมขนาดหนักหลายบาดแผล คดีจึงฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ฆ่าผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 และริบอาวุธมีดอีโต้ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่โดยต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นายวิทยา บุตรของนายปิ่น ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการจัดงานศพผู้ตาย เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องตกลงประนีประนอมเรื่องค่าสินไหมทดแทนกับจำเลยแล้ว โดยจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ร้องเป็นเงิน 80,000 บาท ผู้ร้องจึงไม่ติดใจดำเนินคดีอีก ขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนแพ่งออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 6 ปี คำให้การของจำเลยชั้นสอบสวนตลอดจนชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ริบมีดอีโต้ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา จำเลยเห็นนายปิ่น ผู้ตาย ถืออาวุธมีดอีโต้ของกลางเดินไปยังเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของนางสาววรวง ภริยาจำเลย กับที่ดินของนายวิทยา บุตรผู้ตาย แล้วผู้ตายถอนเสาปูนดังกล่าวออก จำเลยจึงไปถามผู้ตายถึงสาเหตุที่ถอนเสาปูน ทำให้ผู้ตายกับจำเลยมีปากเสียงโต้เถียงกัน จากนั้นผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันที่ศีรษะของจำเลย แต่จำเลยเอี้ยวตัวหลบไปด้านขวาแล้วยกมือซ้ายขึ้นกันอาวุธมีดอีโต้ของกลางไว้ ทำให้คมอาวุธมีดอีโต้ของกลางถูกนิ้วหัวแม่มือมือซ้ายของจำเลยได้รับอันตรายสาหัส จำเลยจึงใช้มือขวาจับข้อมือขวาของผู้ตายแล้วบิดทำให้อาวุธมีดอีโต้ของกลางหลุดจากมือขวาของผู้ตายตกลงไปที่พื้น จากนั้นจำเลยใช้มือขวาหยิบอาวุธมีดอีโต้ของกลางขึ้นมาและฟันไปที่ศีรษะผู้ตายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุจำเลยไปมอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ป้อมสายตรวจตำบลพันเสา ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า นอกจากข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติดังกล่าวข้างต้นแล้ว ได้ความจากร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริ พนักงานสอบสวน ว่า จำเลยให้การชั้นสอบสวนว่า วันเวลาเกิดเหตุ ขณะจำเลยกำลังวิดน้ำเข้านา ผู้ตายเดินมาตามทุ่งนาของผู้ตายแล้วถอนเสาปูนที่ปักแสดงแนวเขตระหว่างที่ดินของภริยาจำเลยกับที่ดินของบุตรผู้ตาย จำเลยจึงเข้าไปหาผู้ตายแล้วถามว่า เจ้าพนักงานมารังวัดแล้วปักเสาปูนแล้ว มาถอนเสาออกทำไม ผู้ตายพูดว่า กูจะทำ มีปัญหาไหม มึงจะเอายังไงกับกู แล้วผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ที่ถือมาฟันจำเลยที่บริเวณลำตัว จำเลยหลบ แต่ไม่พ้นคมมีดจึงฟันถูกนิ้วมือของจำเลย จำเลยจับแขนขวาของผู้ตายซึ่งถืออาวุธมีดอีโต้อยู่ บิดแขนของผู้ตายทำให้อาวุธมีดอีโต้ร่วงลงพื้น แล้วจำเลยหยิบอาวุธมีดอีโต้ดังกล่าวขึ้นมาฟันไปที่บริเวณศีรษะของผู้ตายและหันอาวุธมีดอีโต้แล้วใช้ด้านข้างตีผู้ตายที่แขนขวาจนแขนหัก กับใช้ด้านคมมีดฟันไปที่ศีรษะของผู้ตายจนล้มลง เมื่อผู้ตายล้มลงแล้ว จำเลยใช้ด้านคมมีดฟันที่ศีรษะของผู้ตายอีก 2 ครั้ง แต่จำเลยเบิกความเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายเพียงว่า เมื่อจำเลยหยิบอาวุธมีดอีโต้ของกลางที่พื้นแล้วฟันศีรษะผู้ตายประมาณ 3 ครั้งติดต่อกัน ผู้ตายล้มลงหน้าคว่ำลงกับพื้น เห็นได้ว่าจำเลยให้การชั้นสอบสวนถึงรายละเอียดในการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายต่างจากคำเบิกความ แต่เมื่อจำเลยให้การต่อร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริหลังเกิดเหตุ 1 วัน และให้การเพิ่มเติมหลังเกิดเหตุ 4 วัน ย่อมไม่มีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองปรึกษาหารือกับบุคคลอื่นก่อนว่าจะให้การต่อสู้คดีอย่างไร กับจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยนั้น ร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริได้จัดทำขึ้นไม่ถูกต้องอย่างไร และคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายมีรายละเอียดมากกว่าที่จำเลยเบิกความ หากจำเลยไม่ได้ให้การตามความเป็นจริงก็ยากที่ร้อยตำรวจเอกพงษ์ศิริจะจัดทำขึ้นมาปรักปรำจำเลยได้ ทั้งลักษณะการฟันและตีผู้ตายตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยสอดคล้องกับร่องรอยบาดแผลต่าง ๆ ของผู้ตายที่ปรากฏตามรายงานการตรวจศพไว้ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยในส่วนนี้จึงรับฟังได้ ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติดังกล่าว พฤติการณ์ที่ผู้ตายถอนเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของภริยาจำเลยกับที่ดินของบุตรผู้ตาย เมื่อจำเลยไปสอบถามผู้ตายแล้วเกิดปากเสียงโต้เถียงกัน ผู้ตายใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันจำเลย ถือว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแก่จำเลยแล้ว แม้ต่อมาจำเลยแย่งอาวุธมีดอีโต้ของกลางได้จากผู้ตายก็ตาม แต่ขณะนั้นผู้ตายยังคงอยู่บริเวณที่เกิดเหตุจึงมิใช่ภยันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่จำเลยหมดไปแล้ว ในสถานการณ์เช่นนั้นจำเลยย่อมไม่มีเวลาคิดว่าต้องวิ่งหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอดหรือรอผู้ตายเข้ามาแย่งอาวุธมีดอีโต้ของกลางจากจำเลย และไม่มีเหตุอันใดที่จำเลยจะเสี่ยงภัยต่อสู้กับผู้ตายอีก การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายจึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายจนล้มลงแล้ว แสดงว่าภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของผู้ตายนั้นถูกจำเลยควบคุมมิให้ก่อให้เกิดอันตรายแก่จำเลยได้อีกได้ ถือว่าภยันตรายที่ผู้ตายจะก่อแก่จำเลยหมดไปแล้ว จำเลยจึงไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายอีก ดังนี้ การที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้งในขณะที่ผู้ตายล้มลงแล้ว นับได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 เพราะหากจำเลยไม่ใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีกหลายครั้ง ผู้ตายคงไม่ถึงแก่ความตาย เพราะตามรายงานการตรวจศพ เป็นการชัดแจ้งแล้วว่าสาเหตุการตายเกิดจากการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะจากของแข็งมีคมขนาดหนักหลายบาดแผล คดีจึงฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฆ่าผู้ตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่จำเลยใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันและตีผู้ตายสืบเนื่องจากผู้ตายไปถอนเสาปูนที่ปักไว้เพื่อแสดงแนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของนางสาววรวง ภริยาจำเลย กับนายวิทยา บุตรผู้ตาย แล้วใช้อาวุธมีดอีโต้ของกลางฟันจำเลยก่อน นับว่าผู้ตายมีส่วนผิดอยู่ด้วยที่ทำให้เกิดเหตุในคดีนี้ขึ้น ประกอบกับจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 80,000 บาท ให้แก่นายวิทยาบุตรผู้ตาย จนไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย เห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 จำคุก 6 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 4 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 4 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ต่อปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
ผู้ร้อง — นาย ว.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางสาวจันทร ตันทวีวงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายคมกริช ภัทรพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7252/2568
#723019
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสำนักงานประกันสังคม ที่ รง 0609/ว 907 เรื่อง แนวปฏิบัติกรณีสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ส่งผู้ประกันตนไปรักษาต่อ ลงวันที่ 13 กันยายน 2548 ข้อ 2 ระบุว่า กรณีสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ไม่สามารถให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ประกันตนได้ หรือมีความจำเป็นต้องส่งผู้ประกันตนไปตรวจพิเศษ สถานพยาบาลจะต้องส่งผู้ประกันตนไปรักษาต่อ ณ สถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า โดยดำเนินการตามขั้นตอน คือ ออกหนังสือส่งตัวผู้ประกันตนไปรักษาต่ออย่างชัดเจนโดยไม่มีเงื่อนไขและรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นให้แก่สถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่าต่อไปด้วย ดังนี้ การที่โรงพยาบาล ป. ส่งผู้ประกันตนซึ่งเป็นผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ว. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า โดยออกหนังสือส่งตัวอันเป็นการรับรองว่าโรงพยาบาล ป. จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนั้นเป็นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในหนังสือสำนักงานประกันสังคมดังกล่าว การที่โรงพยาบาล ป. ออกหนังสือส่งตัวอันเป็นการรับรองดังกล่าวจึงเป็นการยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลของผู้ประกันตนซึ่งเป็นผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งคู่สัญญาทำด้วยความสมัครใจ ย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้และไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 438,429.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 438,429.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2563 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์มีคำขอมานั้นนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ในกำกับของกรุงเทพมหานคร มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2553 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัย น. โรงพยาบาล ว. เป็นส่วนหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ ว. ซึ่งเป็นงานส่วนหนึ่งของโจทก์ จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนและสถานพยาบาล ใช้ชื่อทางการค้าว่า โรงพยาบาล พ. ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า โรงพยาบาล ป. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลประกันสังคมเอกชน โดยมีบริษัท ท. เป็นเจ้าของและผู้บริหาร ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2561 จำเลยและบริษัท ท. ทำสัญญาโอนกิจการทั้งหมด โดยบริษัทดังกล่าวตกลงโอนกิจการทั้งหมดของบริษัทซึ่งมีอยู่ ณ เวลา 23.59 นาฬิกา ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 (วันเสร็จสมบูรณ์) ให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยดำเนินกิจการโรงพยาบาล ป. ต่อไป ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้สัตยาบันการเข้าซื้อและรับโอนกิจการเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561 เดิมโรงพยาบาล ป. ได้ส่งผู้ประกันตนซึ่งเป็นผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมมารักษาต่อที่โรงพยาบาล ว. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่าจำนวนหลายรายหลายครั้ง โดยโรงพยาบาล ป. ออกหนังสือรับรองการส่งตัวผู้ประกันตนและรับรองว่าโรงพยาบาล ป. จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ในหนังสือสำนักงานประกันสังคม ที่ รง 0609/ว 907 เรื่อง แนวปฏิบัติกรณีสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ส่งผู้ประกันตนไปรักษาต่อ ลงวันที่ 13 กันยายน 2548 โรงพยาบาล ป. ค้างชำระค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่ปี 2556 ถึงปี 2559 เป็นเงิน 957,942.60 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว นางสาวดลใจ ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินของโรงพยาบาล ป. มีหนังสือถึงโจทก์ขอผ่อนชำระ 10 งวด โจทก์มีหนังสือถึงโรงพยาบาล ป. ให้ผ่อนชำระ 5 งวด ต่อมาโรงพยาบาล ป. โดยบริษัท ท. ออกเช็คชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเช็คลงวันที่ 9 มิถุนายน 2560 จำนวนเงิน 100,752 บาท ต่อมาโจทก์ทวงถามอีก โรงพยาบาล ป. โดยบริษัท ท. ออกเช็คชำระหนี้แก่โจทก์อีก เป็นเช็คลงวันที่ 14 มีนาคม 2561 จำนวนเงิน 418,761.25 บาท เมื่อหักเงินที่เรียกเก็บตามเช็คแล้ว โรงพยาบาล ป. คงค้างค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ 438,429.35 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ หรือไม่ เห็นว่า หนังสือสำนักงานประกันสังคม ที่ รง 0609/ว 907 เรื่อง แนวปฏิบัติกรณีสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ส่งผู้ประกันตนไปรักษาต่อ ลงวันที่ 13 กันยายน 2548 ข้อ 2 ระบุว่า กรณีสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ไม่สามารถให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ประกันตนได้ หรือมีความจำเป็นต้องส่งผู้ประกันตนไปตรวจพิเศษ สถานพยาบาลจะต้องส่งผู้ประกันตนไปรักษาต่อ ณ สถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่าโดยดำเนินการตามขั้นตอน คือ ออกหนังสือส่งตัวผู้ประกันตนไปรักษาต่ออย่างชัดเจนโดยไม่มีเงื่อนไข และรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นให้แก่สถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่าต่อไปด้วย ดังนี้ การที่โรงพยาบาล ป. ส่งผู้ประกันตนซึ่งเป็นผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ว. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า โดยออกหนังสือส่งตัวอันเป็นการรับรองว่าโรงพยาบาล ป.จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนั้นเป็นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในหนังสือสำนักงานประกันสังคมดังกล่าว การที่โรงพยาบาล ป. ออกหนังสือส่งตัวอันเป็นการรับรองดังกล่าวจึงเป็นการยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลของผู้ประกันตนซึ่งเป็นผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งคู่สัญญาทำด้วยความสมัครใจ ย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ และไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มิใช่กรณีเจ้าของสถานพยาบาลฟ้องเรียกเอาค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอย่างอื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (11) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโรงพยาบาล ป. มียอดค้างชำระค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์รวม 18 ยอด ซึ่งโจทก์ทวงถามแล้วไม่ได้รับชำระหนี้ โจทก์จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องหนี้แต่ละยอดได้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2556 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2559 เมื่อเริ่มนับแต่เวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า บริษัท ท. ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาล ป. ได้โอนกิจการซึ่งรวมถึงทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัททั้งหมดให้แก่จำเลยเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 โดยขณะนั้นโรงพยาบาล ป.ค้างชำระค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ และจากการหักชำระหนี้ครั้งหลังสุดยังคงมีหนี้ค้างชำระ 438,429.35 บาท ดังนี้ เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานว่าหนี้สินดังกล่าวอยู่นอกเหนือสัญญาโอนกิจการ และไม่ว่าบริษัท ท. จะอยู่ระหว่างชำระบัญชีดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม จำเลยก็ต้องผูกพันรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ตามสัญญาโอนกิจการดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัย น.
จำเลย — บริษัท พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวหทัยชนก อภิชัยชัชวาล
ศาลอุทธรณ์ — นายกษิดิษ เงินศรี
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ปรีชา เชิดชู
อัจฉรา วริวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7211/2568
#730517
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 แต่เมื่อพิเคราะห์คำแถลงของจำเลยและผู้เสียหายแล้วเห็นว่า จำเลยชำระค่าเสียหายแล้ว 50,000 บาท และประสงค์จะผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความอีกเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท จนครบ 100,000 บาท ภายใน 20 เดือน เมื่อจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยได้ปรับปรุงตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ทั้งให้จำเลยผ่อนชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท จนครบจำนวนเงินตามที่แถลงต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย 200,000 บาท นั้น เมื่อจำเลยกับผู้เสียหายทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในส่วนแพ่งแล้วถือว่าผู้เสียหายไม่ติดใจตามคำขอส่วนแพ่งอีกต่อไป ให้ยกคำขอส่วนนี้

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้เสียหายยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายเพียง 3 งวด คืองวดเดือนพฤษภาคม มิถุนายน และเดือนกรกฎาคม 2565 เป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษแก่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมวันที่ 21 สิงหาคม 2566

วันที่ 21 สิงหาคม 2566 จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในคำพิพากษา จึงเพิกถอนเงื่อนไขการคุมประพฤติ และกำหนดการลงโทษที่ยังไม่ได้กำหนด โดยให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน แจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบและออกหมายจับจำเลย

วันที่ 13 ธันวาคม 2566 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยส่งศาลชั้นต้น และในวันดังกล่าวจำเลยและผู้เสียหายแถลงร่วมกันว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย 80,000 บาท ผู้เสียหายจึงไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับจำเลยอีกต่อไป และแถลงขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายแถลงขอถอนคำร้องทุกข์และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงอนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์ และถือว่าสิทธิในการดำเนินคดีอาญามาฟ้องระงับไป ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พิเคราะห์คำแถลงของจำเลยและผู้เสียหายแล้วเห็นว่า จำเลยชำระค่าเสียหายแล้ว 50,000 บาท และประสงค์จะผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความอีกเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท จนครบ 100,000 บาท ภายใน 20 เดือน เมื่อจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยได้ปรับปรุงตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ทั้งให้จำเลยผ่อนชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท จนครบจำนวนเงินตามที่แถลงต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คดีจึงถึงที่สุดไปแล้ว แม้ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติจนศาลชั้นต้นเพิกถอนการคุมประพฤติและกำหนดโทษให้จำคุกจำเลย 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือน และออกหมายจับจำเลย ซึ่งจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในส่วนของการกำหนดโทษแก่จำเลยนี้ได้ หรืออุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษสถานเบากว่านี้ หรือรอการลงโทษได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดโทษให้น้อยลงอีกหรือพิจารณาลงโทษจำคุกจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 34 แต่เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์คำสั่ง จนต่อมาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยมาส่งศาลชั้นต้น จำเลยและผู้เสียหายแถลงร่วมกันว่าจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย 80,000 บาท ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ แต่ก็เป็นการถอนคำร้องทุกข์เมื่อคดีถึงที่สุดไปแล้วจึงไม่มีผลตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่า คดีกลับมาอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น อนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ไม่จำหน่ายคดีจากสารบบความ กับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 3 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 126
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
- นางสาวรุจิรา ญาณะเหล็ก
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเลิศชาย สุวพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
สิทธิพร บุญยฤทธิ์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7211/2568
#724863
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คดีจึงถึงที่สุดไปแล้ว แม้ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมประพฤติ จนศาลชั้นต้นเพิกถอนการคุมความประพฤติและกำหนดโทษให้จำคุกจำเลย 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือน และออกหมายจับจำเลย ซึ่งจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในส่วนของการกำหนดโทษแก่จำเลยนี้ได้ หรืออุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษสถานเบากว่านี้ หรือรอการลงโทษได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดโทษให้น้อยลงอีก หรือพิจารณาลงโทษจำคุกจำเลยได้ตาม พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 34 แต่เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์คำสั่ง จนต่อมาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยมาส่งศาลชั้นต้น จำเลยและผู้เสียหายแถลงร่วมกันว่าจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย 80,000 บาท ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ แต่ก็เป็นการถอนคำร้องทุกข์เมื่อคดีถึงที่สุดไปแล้วจึงไม่มีผลตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าคดีกลับมาอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น อนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 แต่เมื่อพิเคราะห์คำแถลงของจำเลยและผู้เสียหายแล้วเห็นว่า จำเลยชำระค่าเสียหายแล้ว 50,000 บาท และประสงค์จะผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความอีกเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท จนครบ 100,000 บาท ภายใน 20 เดือน เมื่อจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยได้ปรับปรุงตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ทั้งให้จำเลยผ่อนชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท จนครบจำนวนเงินตามที่แถลงต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย 200,000 บาท นั้น เมื่อจำเลยกับผู้เสียหายทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในส่วนแพ่งแล้วถือว่าผู้เสียหายไม่ติดใจตามคำขอส่วนแพ่งอีกต่อไป ให้ยกคำขอส่วนนี้

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้เสียหายยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายเพียง 3 งวด คืองวดเดือนพฤษภาคม มิถุนายน และเดือนกรกฎาคม 2565 เป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษแก่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมวันที่ 21 สิงหาคม 2566

วันที่ 21 สิงหาคม 2566 จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในคำพิพากษา จึงเพิกถอนเงื่อนไขการคุมประพฤติ และกำหนดการลงโทษที่ยังไม่ได้กำหนด โดยให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน แจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบและออกหมายจับจำเลย

วันที่ 13 ธันวาคม 2566 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยส่งศาลชั้นต้น และในวันดังกล่าวจำเลยและผู้เสียหายแถลงร่วมกันว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย 80,000 บาท ผู้เสียหายจึงไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับจำเลยอีกต่อไป และแถลงขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายแถลงขอถอนคำร้องทุกข์และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงอนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์ และถือว่าสิทธิในการดำเนินคดีอาญามาฟ้องระงับไป ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พิเคราะห์คำแถลงของจำเลยและผู้เสียหายแล้วเห็นว่า จำเลยชำระค่าเสียหายแล้ว 50,000 บาท และประสงค์จะผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความอีกเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท จนครบ 100,000 บาท ภายใน 20 เดือน เมื่อจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยได้ปรับปรุงตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ทั้งให้จำเลยผ่อนชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท จนครบจำนวนเงินตามที่แถลงต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คดีจึงถึงที่สุดไปแล้ว แม้ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมความประพฤติจนศาลชั้นต้นเพิกถอนการคุมประพฤติและกำหนดโทษให้จำคุกจำเลย 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือน และออกหมายจับจำเลย ซึ่งจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในส่วนของการกำหนดโทษแก่จำเลยนี้ได้ หรืออุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษสถานเบากว่านี้ หรือรอการลงโทษได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดโทษให้น้อยลงอีกหรือพิจารณาลงโทษจำคุกจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 34 แต่เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์คำสั่ง จนต่อมาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยมาส่งศาลชั้นต้น จำเลยและผู้เสียหายแถลงร่วมกันว่าจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย 80,000 บาท ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ แต่ก็เป็นการถอนคำร้องทุกข์เมื่อคดีถึงที่สุดไปแล้วจึงไม่มีผลตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่า คดีกลับมาอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น อนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ไม่จำหน่ายคดีจากสารบบความ กับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 3 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นางสาวรุจิรา ญาณะเหล็ก
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเลิศชาย สุวพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
สิทธิพร บุญยฤทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา