คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2568
#723560
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองประกอบคำรับสารภาพ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยไม่สืบพยาน แล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมายังไม่เป็นที่พอใจฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง เนื่องจากคำฟ้องโจทก์มิได้ระบุ ป.อ. มาตรา 83 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง และขอให้ปรับลดโทษให้แก่จำเลย จึงต้องถือว่าจำเลยเห็นพ้องด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทั้งยังไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรรับการวินิจฉัย ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

ป.อ. มาตรา 83 บัญญัติอยู่ในภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป ลักษณะ 1 บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป หมวด 6 ว่า ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้น โดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ศาลจะต้องวางโทษบุคคลเหล่านั้นอย่างไร มิใช่บทบัญญัติภาค 2 ความผิด หรือภาค 3 ลหุโทษ ที่บัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิดทางอาญาฐานใด ดังนั้นฟ้องโจทก์ที่บรรยายไว้แล้วว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง เพียงแต่ไม่ได้ระบุมาตรา 83 ลงไว้ด้วย จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องที่ขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ที่หมายถึงมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ดังนี้ ศาลล่างทั้งสองย่อมหยิบยก ป.อ. มาตรา 83 ขึ้นปรับบทลงโทษจำเลยได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ข้อหาร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และข้อหากระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต ส่วนนาย ว. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร ข้อหาร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต นอกจากนี้ โจทก์ร่วมที่ 1 โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ในฐานะผู้แทนเฉพาะคดี ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ร่วมที่ 2 ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องทั้งสองขอมาสูงเกินกว่าความเสียหายที่แท้จริง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งไม่ใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งไม่ใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุก 25 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้าย และเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 34 ปี กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 70,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 (ที่ถูก โจทก์ร่วมที่ 1) และ 50,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 (ที่ถูก โจทก์ร่วมที่ 2) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวตามลำดับ นับถัดจากวันยื่นคำร้อง (วันที่ 16 เมษายน 2566) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง (ที่ถูก โจทก์ร่วมทั้งสอง) ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาสรุปทำนองว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองประกอบคำรับสารภาพ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยไม่สืบพยาน แล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมายังไม่เป็นที่พอใจฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง เนื่องจากคำฟ้องโจทก์มิได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง และขอให้ปรับลดโทษให้แก่จำเลย จึงต้องถือว่าจำเลยเห็นพ้องด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทั้งยังไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรรับการวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลล่างทั้งสอง พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และลงโทษจำเลยตามฟ้อง โดยโจทก์ไม่ได้ระบุมาตรา 83 มาในคำขอท้ายฟ้องนั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 บัญญัติอยู่ในภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป ลักษณะ 1 บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป หมวด 6 ว่า ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้น โดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ศาลจะต้องวางโทษบุคคลเหล่านั้นอย่างไร มิใช่บทบัญญัติภาค 2 ความผิด หรือภาค 3 ลหุโทษ ที่บัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิดทางอาญาฐานใด ดังนั้นฟ้องโจทก์ที่บรรยายไว้แล้วว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง เพียงแต่ไม่ได้ระบุมาตรา 83 ลงไว้ด้วย จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องที่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ที่หมายถึงมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ดังนี้ ศาลล่างทั้งสองย่อมหยิบยกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขึ้นปรับบทลงโทษจำเลยได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 252
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 158 (6) ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — นางสาว ส. โดยนาย ว. ผู้แทนเฉพาะคดี กับพวก
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางเอมอมรา ศิริปักมานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพริษฐ์ ปิยะนราธร
ชื่อองค์คณะ
รังสิชัย บรรณกิจวิจารณ์
มนูภาน ยศธแสนย์
สถาพร ประสารวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7201/2568
#722847
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 และค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่กายดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่ง อย่างไรก็ตามในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เมื่อคดีอาญาศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 แม้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 10,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และของต้นเงินจำนวน 5,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โดยไม่ระบุเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีนั้นไม่ถูกต้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ปัญหาการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288 และนับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7793/2552 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6315/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.466/2562 ของศาลอาญาธนบุรี

ระหว่างพิจารณา นางสาวนุชรี ผู้เสียหายที่ 2 และนายสุเมธ ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินคนละ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 83 จำคุก 10 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7793/2552 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6315/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.466/2562 ของศาลอาญาธนบุรี เนื่องจากจำเลยได้รับโทษจำคุกทั้งสามคดีดังกล่าวครบถ้วนแล้ว คำขอส่วนนี้ให้ยก กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 (ที่ถูก ผู้ร้องที่ 1) 10,000 บาท และผู้เสียหายที่ 3 (ที่ถูก ผู้ร้องที่ 2) 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 (ที่ถูก ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2) ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และยกคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2547 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ขณะที่นายใหม่ ผู้เสียหายที่ 1 นายสุเมธ ผู้เสียหายที่ 3 และนางสาวดวงดาวหรืออุ๊ ซึ่งเป็นคนรักของจำเลย ร่วมดื่มสุรากับพวกรวมประมาณ 10 คน อยู่ในบ้านข้างร้าน ธ. นางสาวดวงดาวมีปากเสียงกับเด็กหญิงกุ๋ย ไม่ทราบชื่อสกุล ครู่ต่อมาจำเลยซึ่งสวมเสื้อแขนสั้นสีดำ กางเกงสีน้ำเงินดำ ขับรถจักรยานยนต์พร้อมพวกซึ่งขับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่ง ไปหานางสาวดวงดาวที่ร้าน ธ. มีกลุ่มชายออกมาพบโดยคนหนึ่งถือไม้เบสบอลออกมาด้วย จำเลยกับพวกเห็นเช่นนั้นจึงขับรถจักรยานยนต์กลับออกไป ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2547 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา ขณะที่นางสาวนุชรี ผู้เสียหายที่ 2 พี่ของผู้เสียหายที่ 1 ประคองผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีอาการเมาสุราจากฝั่งถนนด้านหนึ่งไปอยู่ริมถนนฝั่งเดียวกับร้าน ธ. ห่างจากร้านประมาณ 15 เมตร และผู้เสียหายที่ 3 อยู่หน้าร้าน มีกลุ่มวัยรุ่นขับรถจักรยานยนต์ประมาณ 10 คัน แล่นผ่านผู้เสียหายที่ 3 จากนั้นผ่านผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 แล้วไปหยุดห่างจากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ประมาณ 30 เมตร คนหนึ่งในกลุ่มนั้นถือมีดดาบ และขณะเดียวกันคนที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันหนึ่งในกลุ่มลงจากรถ ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงไปทางผู้เสียหายทั้งสาม 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับบาดเจ็บ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ในแผนที่เกิดเหตุแสดงสถานที่เกิดเหตุระบุว่า พิเชษฐ อยู่ที่จุดหมายเลข 4 บริเวณหน้าร้านขายของชำ เห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาพวกไปยิงปืนในที่เกิดเหตุบริเวณถนนฝั่งตรงข้ามหน้าร้านปะยางซึ่งเป็นจุดหมายเลข 5 แต่นายอภิชาติเบิกความยืนยันว่าตนเองคือผู้ที่ลงลายมือชื่อระบุว่าพิเชษฐ เหตุเพราะขณะนั้นอายุเพียง 17 ปี กลัวมารดาจะทราบเรื่องและถูกลงโทษจึงไม่ใช้ชื่อจริง ซึ่งคำเบิกความของนายอภิชาติก็ไม่ปรากฏข้อพิรุธใดให้น่าสงสัยว่านายอภิชาติมิได้เป็นผู้ที่ลงลายมือชื่อว่าพิเชษฐ อีกทั้ง นายอภิชาติยังให้การในชั้นสอบสวนตรงกับที่เบิกความไว้ว่า ขณะเกิดเหตุนายอภิชาติซื้อของอยู่ตรงร้านขายของชำและเห็นจำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณถนนฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นร้านปะยางอีกด้วย ดังนี้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 3 และนายอภิชาติจึงสอดคล้องต้องกันและสมต่อเหตุผลมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์คันเดียวกับที่ขับไปร้าน ธ. ก่อนเกิดเหตุ โดยมีคนนั่งซ้อนท้ายไปในที่เกิดเหตุพร้อมกับกลุ่มรถจักรยานยนต์ประมาณ 10 คัน สำหรับคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 3 ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน ที่ผู้เสียหายที่ 3 ให้การว่า ผู้เสียหายที่ 3 เห็นจำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปจอดหน้าร้านปะยาง คนที่นั่งซ้อนท้ายจำเลยใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้เสียหายที่ 1 แล้วยิงออกไป 1 นัด ถูกผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับบาดเจ็บนั้น เป็นการให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนทันทีในวันเกิดเหตุ ซึ่งผู้เสียหายที่ 3 แทบจะไม่มีโอกาสได้ปรึกษาหารือผู้อื่นหรือคิดหาทางแต่งเติมเรื่องราวให้ผิดไปจากความจริง คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 3 จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ส่วนคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอภิชาติตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน ซึ่งนายอภิชาติให้การยืนยันว่า คนที่นั่งซ้อนท้ายจำเลยได้ลงจากรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยขับ ใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้เสียหายที่ 1 แล้วยิงออกไป 1 นัด นายอภิชาติไม่ทราบว่ากระสุนถูกใครหรือไม่ ขณะนั้นมีเจ้าพนักงานตำรวจออกตรวจมาถึงที่เกิดเหตุพอดี คนร้ายที่ยิงปืนดังกล่าวจึงวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จำเลยติดเครื่องรออยู่และได้ขับหลบหนีไปนั้น ถึงแม้นายอภิชาติจะให้การไว้ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเกิดเหตุ 6 เดือนเศษก็ตาม แต่ปรากฏว่าในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งนายอภิชาติซึ่งลงลายมือชื่อว่าพิเชษฐนั้น ทำขึ้นในวันเกิดเหตุนั้นเอง โดยในแผนที่ดังกล่าวมีคำอธิบายจุดต่าง ๆ ในบริเวณที่เกิดเหตุสรุปความได้ว่า ขณะเกิดเหตุ นายอภิชาติเห็นจำเลยซึ่งอยู่ห่างเพียง 13 เมตร และจำได้ว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาพวกมายิงปืนในบริเวณที่เกิดเหตุ การที่นายอภิชาติลงลายมือชื่อยืนยันคำอธิบายดังกล่าวไว้ในวันเกิดเหตุอันเป็นระยะเวลากระชั้นชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ นายอภิชาติแทบไม่มีโอกาสปรึกษาผู้อื่นหรือคิดหาวิธีแต่งเติมถ้อยคำที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยข้อมูลที่ผิดไปจากความจริงเพื่อปรักปรำจำเลยซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน อีกทั้งนายอภิชาติย่อมจดจำเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้แม่นยำเพราะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นาน เมื่อคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอภิชาติมีสาระสำคัญสอดคล้องต้องกันกับคำอธิบายเหตุการณ์ในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายไปยิงปืนในที่เกิดเหตุ คำให้การในชั้นสอบสวนของนายอภิชาติรวมทั้งแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์รวม 2 คัน ไปที่ร้าน ธ. เพื่อพบคนรักของจำเลย แต่มีผู้เสียหายที่ 1 กับพวก ซึ่งคนหนึ่งถือไม้เบสบอลออกมาเผชิญหน้า จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์กลับออกไป โดยโจทก์ยังมีคำให้การในชั้นสอบสวนของนายคมศักดิ์ ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษหรือพยาน อันได้ความสอดคล้องต้องกันด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยตั้งใจไปหานางสาวอุ๊โดยนายคมศักดิ์ไปกับจำเลย ขณะที่จำเลยจอดรถจักรยานยนต์เลยร้าน ธ. ไปเล็กน้อย มีชายออกมาทางร้านนั้น โต้เถียงกับจำเลย แล้วกลับเข้าไปในซอย จากนั้นพาเพื่อนประมาณ 7 ถึง 10 คน วิ่งถือไม้ออกมาไล่ตีจำเลย นายคมศักดิ์จึงให้พวกขับรถจักรยานยนต์พาตนเองออกไป ส่วนจำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามหลัง จากเหตุการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นที่ชัดเจนว่าต้องสร้างความไม่พอใจให้แก่จำเลย เพราะมีลักษณะที่ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกจะใช้ไม้เป็นอาวุธรุมทำร้ายจำเลยทั้งที่จำเลยมิได้มีท่าทีเข้าไปหาเรื่องทะเลาะวิวาท หลังจากนั้นอีกเพียงไม่เกิน 2 ชั่วโมง จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาพวกซ้อนท้ายพร้อมด้วยกลุ่มรถจักรยานยนต์อีกประมาณ 10 คัน เข้าไปในที่เกิดเหตุซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับร้าน ธ. ที่จำเลยกับพวกไปในครั้งแรก พวกของจำเลยคนหนึ่งถือมีดยาวออกมากวัดแกว่ง โดยไม่ปรากฏว่าในคืนนั้นมีใครอื่นอีกที่มีเรื่องบาดหมางกับทางฝ่ายผู้เสียหายที่ 1 กับพวก นอกจากจำเลยเท่านั้นที่รู้สึกไม่พอใจผู้เสียหายที่ 1 กับพวกด้วยเหตุดังกล่าว พฤติการณ์เช่นนี้เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นได้ว่า หลังจากจำเลยเผชิญหน้ากับผู้เสียหายที่ 1 กับพวกที่สร้างความไม่พอใจให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไปตามสมัครพรรคพวกแล้วพากันขับรถจักรยานยนต์ประมาณ 10 คัน พร้อมทั้งพาอาวุธมีดและอาวุธปืนกลับมาที่เดิมเพื่อตอบโต้และวิวาทกับทางฝ่ายผู้เสียหายที่ 1 กับพวก และประการสำคัญคือคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงนั้นจงใจเล็งยิงไปที่ผู้เสียหายที่ 1 ทั้งที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ใกล้ชิดกับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นหญิงและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นมาก่อนแต่อย่างใด อันแสดงให้เห็นว่าคนร้ายเจาะจงยิงผู้เสียหายที่ 1 เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นและกระทันหันโดยไม่ปรากฏว่าทางฝ่ายผู้เสียหายทั้งสามมีใครเคยรู้จักหรือเห็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงมาก่อน ซึ่งยากที่คนร้ายนั้นจะรู้ว่าคนไหนในที่เกิดเหตุคือผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ยิ่งแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าเหตุที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ได้ถูกตัวก็เพราะจำเลยเป็นคนบอกคนร้ายที่ยิงปืนซึ่งอยู่ใกล้ชิดกันในเวลานั้นนั่นเอง ด้วยเหตุดังกล่าว ถึงแม้ว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 3 กับนายอภิชาติตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน รวมทั้งแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ที่ผู้เสียหายที่ 3 กับนายอภิชาติยืนยันตรงกันว่าเห็นคนร้ายที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยลงจากรถแล้วใช้อาวุธปืนยิงจะเป็นพยานบอกเล่า แต่ก็นับว่าเป็นพยานหลักฐานที่มีเหตุผลอันหนักแน่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ที่รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ให้คนร้ายที่ซ้อนท้ายลงจากรถใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นซึ่งเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรง และกระสุนปืนอาจถูกผู้อื่นที่อยู่ในวิถีกระสุนได้เกินกว่า 1 คน ยิงผู้เสียหายที่ 1 แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 1 ส่วนผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ถูกกระสุนปืนแต่ไม่ถึงแก่ความตาย แสดงว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับคนร้ายนั้นประสงค์ต่อผลในการฆ่าผู้เสียหายทั้งสาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ทางนำสืบของจำเลยที่รับว่า วันก่อนเกิดเหตุ เวลาประมาณ 23 นาฬิกา จำเลยกับพวกขับรถจักรยานยนต์ไปหาคนรักของจำเลยที่ร้าน ธ. พบกลุ่มชายออกมาจะใช้ไม้ตี จำเลยกับพวกจึงขับรถจักรยานยนต์หนีออกไปนั้น เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 และค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุที่ได้รับอันตรายแก่กายดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในคดีส่วนแพ่ง อย่างไรก็ตามในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อคดีอาญาศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 แม้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 10,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และของต้นเงินจำนวน 5,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 โดยไม่ระบุเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีนั้นไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ปัญหาการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 83 ให้จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน คดีส่วนแพ่งให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับดอกเบี้ยค่าสินไหมทดแทน หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 43 ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นางสาว น. กับพวก
จำเลย — นาย ธ. หรือ ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายนที ศรีสอาด
ศาลอุทธรณ์ — นายจิระศักดิ์ จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต ภมรบุตร
นุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล
พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7179/2568
#722245
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยติดต่อซื้อบริการทางเพศจาก พ. ซึ่งเป็นธุระจัดหาพาผู้เยาว์มาส่งให้แก่จำเลยเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าประเวณีอันเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (2) จำเลยรับตัวผู้เยาว์จาก พ. ไว้ภายในห้องพักที่เกิดเหตุเพียงลำพังกับจำเลยเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ ย่อมเป็นเหตุให้การพามาส่งของ พ. เสร็จสมบูรณ์ การกระทำของจำเลยจึงมีส่วนทำให้ความผิดฐานค้ามนุษย์ครบองค์ประกอบ เป็นการแสวงหาประโยชน์ทางกามอารมณ์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวสำหรับตนเอง ซึ่งต้องด้วยความหมายของ "โดยทุจริต" แห่ง ป.อ. มาตรา 1 (1) แล้ว เมื่อจำเลยรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากไปเสียจากมารดาเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานโดยทุจริต รับตัวผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ซึ่งถูกพรากไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคสอง จำคุก 2 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในช่วงประมาณต้นปี 2564 นาย พ. พรากนางสาว ก.หรือ ต ผู้เยาว์ อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากนางสาว ก. ซึ่งเป็นมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย โดยการรับผู้เยาว์ไปขายบริการทางเพศแล้วแบ่งเงินที่ได้จากผู้ซื้อบริการให้แก่ผู้เยาว์เป็นรายครั้ง ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2564 เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันล่อซื้อการขายบริการทางเพศและจับกุมนาย พ.ได้ ชั้นสอบสวน ผู้เยาว์ชี้ยืนยันภาพถ่ายจำเลยพร้อมทั้งให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยเป็นหนึ่งในผู้ซื้อบริการทางเพศและมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ในวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จากนั้นวันที่ 1 ธันวาคม 2564 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานโดยทุจริต รับตัวผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ซึ่งถูกพรากไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ผู้เยาว์เบิกความยืนยันว่าจดจำจำเลยได้โดยคำเบิกความไม่ปรากฏข้อพิรุธใด ๆ ให้น่าสงสัยว่าอาจแกล้งเบิกความให้ผิดไปจากความจริงเพื่อปรักปรำจำเลย และการที่ผู้เยาว์อยู่ในห้องพักที่เกิดเหตุกับจำเลยตามลำพัง ผู้เยาว์ย่อมมิได้พบเห็นบุคคลอื่นใดอีกนอกจากจำเลยเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าผู้เยาว์และจำเลยอยู่ใกล้ชิดกันเพราะมีการพูดคุยและมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้น ระยะเวลา 30 นาที ย่อมนานเพียงพอที่จะทำให้ผู้เยาว์สังเกตและจดจำรูปร่างหน้าตาจำเลยได้ ส่วนการที่ผู้เยาว์มีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในช่วงเวลาเกิดเหตุด้วยนั้น ก็ปรากฏจากคำเบิกความของผู้เยาว์ว่า ในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุ ผู้เยาว์ยังได้สนทนากับจำเลยด้วยการโทรศัพท์ภาพ (Video Call) ผ่านทางแอปพลิเคชันส่งข้อความ (Messenger) ทั้งจำเลยยังเบิกความยอมรับว่าเคยสนทนากับผู้เยาว์ผ่านช่องทางดังกล่าวซึ่งปรากฏภาพของจำเลยในขณะสนทนาอีกด้วย เช่นนี้ย่อมเป็นเหตุให้ผู้เยาว์ได้พบเห็นหน้าและพูดคุยกับจำเลยซ้ำอีกครั้งในเวลากระชั้นชิดกับที่พบกันครั้งแรก ซึ่งเพิ่มโอกาสให้ผู้เยาว์จดจำจำเลยได้แม่นยำยิ่งขึ้น จึงเชื่อว่าผู้เยาว์สามารถจดจำจำเลยได้ไม่ผิดพลาด ดังนี้ ถึงแม้ผู้เยาว์ไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อน และผู้เยาว์เบิกความอธิบายขั้นตอนรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่เกิดเหตุได้แต่มิได้อธิบายเกี่ยวกับใบหน้าจำเลย รวมทั้งโจทก์ไม่มีข้อมูลของรีสอร์ตที่เกิดเหตุว่าจำเลยอยู่ในห้องที่เกิดเหตุกับผู้เยาว์ในวันเกิดเหตุดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่พยานหลักฐานของโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยก็รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยแล้วว่า จำเลยรับตัวผู้เยาว์ไว้จากนาย พ.แล้วมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ด้วยการซื้อบริการทางเพศ

จำเลยฎีกาต่อมาว่า จำเลยรับตัวผู้เยาว์เพื่อกระทำชำเราเท่านั้น มิได้เป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น จึงไม่เป็นการกระทำโดยทุจริต เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยติดต่อซื้อบริการทางเพศจากนาย พ.ซึ่งเป็นผู้ที่พาผู้เยาว์ไปพบและจัดการให้ผู้เยาว์มีเพศสัมพันธ์กับจำเลย ซึ่งจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านาย พ.เป็นธุระจัดหาพาผู้เยาว์มาส่งให้แก่จำเลยเพื่อแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี อันเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (2) จำเลยรับตัวผู้เยาว์จากนาย พ. ไว้ภายในห้องพักที่เกิดเหตุเพียงลำพังกับจำเลยเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ ย่อมเป็นเหตุให้การพามาส่งของนาย พ.เสร็จสมบูรณ์ การกระทำของจำเลยจึงมีส่วนทำให้ความผิดฐานค้ามนุษย์ครบองค์ประกอบ เป็นการแสวงหาประโยชน์ทางกามารมณ์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวสำหรับตนเอง ซึ่งต้องด้วยความหมายของ "โดยทุจริต" แห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) แล้ว เมื่อจำเลยรับตัวผู้เยาว์ซึ่งถูกพรากไปเสียจากมารดาเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานโดยทุจริต รับตัวผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ซึ่งถูกพรากไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

สำหรับที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษนั้น เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยนับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ จึงเห็นสมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78

ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยรับตัวผู้เยาว์ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุ 16 ปีเศษ ไว้ด้วยการซื้อบริการทางเพศอันเป็นการค้าประเวณี พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมส่งเสริมให้เกิดการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ที่ได้กระทําแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 52 วรรคสอง ยังกำหนดโทษที่ได้กระทําแก่บุคคลอายุดังกล่าวไว้ในอัตราหนักยิ่งกว่ากระทำแก่บุคคลอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป อันแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของบทกฎหมายดังกล่าวว่าต้องการปกป้อง คุ้มครองบุคคลที่มีอายุอยู่ในช่วงเดียวกับผู้เยาว์อย่างเข้มงวด ดังนั้น พฤติการณ์แห่งคดีจึงนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ถึงแม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีประวัติที่ดีมาโดยตลอด ก็ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 319 วรรคสอง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 วรรคหนึ่ง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายอติชาติ จิตต์ภาณุโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนพดล บุญไพศาลบันดาล
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต ภมรบุตร
นุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล
พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7125/2568
#723011
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าคณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดแล้วว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างเป็นโมฆียะเพราะเกิดขึ้นโดยการสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลและโจทก์ใช้สิทธิบอกล้างแล้ว สัญญาดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และคดีที่โจทก์ฟ้องผู้รับจ้างเพื่อเรียกคืนเงินค่าจ้างศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้พิพากษาให้ผู้รับจ้างคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้างวดที่ 1 แก่โจทก์ อันเป็นการชี้ขาดตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างตกเป็นโมฆะด้วยมีการบอกล้างโมฆียกรรมแล้ว ดังนั้น โจทก์ต้องผูกพันตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ชี้ขาดว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างตกเป็นโมฆะ เป็นผลให้นิติกรรมระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างถือว่าเป็นโมฆะย้อนหลังขึ้นไปนับแต่วันเริ่มต้นทำสัญญาเสมือนว่าโจทก์กับผู้รับจ้างไม่ได้ทำนิติกรรมกันเลยมาตั้งแต่เริ่มต้นทำนิติกรรม แม้จำเลยทำหนังสือสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของผู้รับจ้างไว้ต่อโจทก์ แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 681 การค้ำประกันมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์ เมื่อสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป จำเลยจึงหลุดพ้นจากความผูกพันตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 34,303,983.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 33,647,171.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2556 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท อ. ผู้รับจ้าง ให้ออกแบบและก่อสร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ กำลังการผลิต 75/150 ตันทะลายปาล์มสดต่อชั่วโมง ทั้งระบบให้แก่ พีซีปาล์ม ประเทศไทย ให้แล้วเสร็จภายใน 12 ถึง 14 เดือน ตกลงชำระค่าก่อสร้าง 10,260,746 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 31,910,920 ริงกิตมาเลเซีย โดยผู้รับจ้างต้องวางหลักประกันให้แก่โจทก์ในจำนวนที่เท่ากันและสกุลเงินเดียวกับที่โจทก์ชำระล่วงหน้า ก่อนทำสัญญาผู้รับจ้างเสนอสิทธิบัตรมาเลเซียเลขที่ MY-134916-A ต่อโจทก์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาข้อ A03(f) อันเป็นวิธีการและเครื่องมือสำหรับการฆ่าเชื้อผลน้ำมันปาล์ม ที่นึ่งทะลายปาล์มน้ำมันด้วยการป้อนทะลายผลปาล์มเข้าไปในเครื่องแนวตั้ง ที่ผู้รับจ้างได้รับสิทธิในการใช้สิทธิบัตรจากนายโย ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตร และอ้างว่าโจทก์มีสิทธิใช้วิธีการและเครื่องมือที่จดสิทธิบัตรเพื่อประกอบการทำสัญญากับโจทก์ ต่อมาผู้รับจ้างเก็บเงินงวดที่ 1 เป็นเงิน 3,191,092 ริงกิตมาเลเซีย โจทก์ชำระเงินให้แล้วเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2556 และผู้รับจ้างดำเนินการให้จำเลยออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาเลขที่ UOVBMYKL001 QCMPG109092 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2556 มอบให้แก่โจทก์เพื่อค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว ต่อมาโจทก์ทราบว่าผู้รับจ้างไม่สามารถใช้สิทธิบัตรที่เคยนำเสนอเพื่อประกอบการทำสัญญากับโจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือบอกล้างโมฆียกรรมและทวงถามให้ผู้รับจ้างคืนเงินค่าจ้างงวดแรกที่ได้รับไปแล้ว แต่ผู้รับจ้างไม่คืนเงินและยื่นเรื่องขอระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเป็นคดีอนุญาโตตุลาการหมายเลขแดงที่ 55/2559 ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องผู้รับจ้างเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ผู้รับจ้างคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าของงานงวดที่ 1 ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิพากษาให้ผู้รับจ้างคืนเงิน 31,289,807.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน และศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ระหว่างมีการดำเนินคดี โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 8 เมษายน 2557 บอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน จำเลยได้รับหนังสือแล้ว แต่จำเลยแจ้งปฏิเสธการชำระเงิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาหรือไม่ เห็นว่า เกี่ยวกับคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีที่โจทก์ฟ้องผู้รับจ้าง เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 956/2560 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างเป็นโมฆียะเพราะเหตุเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นโดยการสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคล และโจทก์ใช้สิทธิบอกล้างแล้วสัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ผู้เป็นคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และคดีดังกล่าวศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิพากษาให้ผู้รับจ้างคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้างวดที่ 1 ให้แก่โจทก์ อันเป็นการชี้ขาดตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างเป็นโมฆะด้วยมีการบอกล้างโมฆียกรรมแล้ว ดังนั้น โจทก์ต้องผูกพันตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ชี้ขาดว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างเป็นโมฆะ เป็นผลให้นิติกรรมระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างถือว่าเป็นโมฆะย้อนหลังขึ้นไปนับแต่วันเริ่มต้นทำสัญญาเสมือนว่าระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างมิได้มีการทำนิติกรรมกันเลยมาตั้งแต่เริ่มต้นทำนิติกรรม แม้จำเลยทำหนังสือสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของผู้รับจ้างไว้ต่อโจทก์ แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 บัญญัติว่า "อันค้ำประกันนั้นจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์" เมื่อสัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับผู้รับจ้างไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป จำเลยจึงหลุดพ้นจากความผูกพันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวได้อีก ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 681
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พ.
จำเลย — บริษัทธนาคาร ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสายัณห์ ลิมปกาญจน์เวช
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทธิชัย จงศิริสถาพร
ชื่อองค์คณะ
นันทิกา จิวัธยากูล
วิธูร คลองมีคุณ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6934/2568
#722837
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้วว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ก่อนที่จะครบกำหนดระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินแล้ว โดยคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นก็สอดคล้องเชื่อมโยงกับเหตุที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือ ทั้งผู้ร้องยังได้ยื่นคำร้องนำส่งคำสั่งศาลและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการจัดทำบัญชีรายจ่ายหักส่วนได้ราคาแทนอันแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องไม่ได้เจตนาเพิกเฉยหรือไม่นำพาต่อการชำระราคาทรัพย์ส่วนที่เหลือตามที่แจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแต่อย่างใด จึงสมควรที่จะให้ดำเนินการตามความประสงค์ของผู้ร้องต่อไป การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับริบเงินมัดจำของผู้ร้องโดยอ้างเหตุว่าผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อพ้นระยะเวลาที่ผู้ซื้อทรัพย์ขยายระยะเวลาไว้ และนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดใหม่นั้นจึงอาจเป็นการบกพร่องอยู่บ้าง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนการดำเนินการบังคับคดีที่บกพร่องนั้นเสียได้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ริบเงินมัดจำของผู้ร้อง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการหักส่วนได้ใช้แทน และให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองใหม่ซึ่งนับจากวันที่ผู้ร้องไปขอตรวจสำนวนการบังคับคดีจะเกินกำหนดสิบห้าวันนับแต่ทราบมูลเหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหรือไม่จึงไม่เป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย เพราะเมื่อความปรากฏต่อศาลถึงกระบวนการบังคับคดีที่ผิดพลาดบกพร่องดังกล่าว ย่อมมีเหตุผลสมควรที่ศาลจะสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ และศาลเห็นสมควรเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ชอบก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 วรรสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 140,546.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2561 ศาลจังหวัดสมุทรปราการพิพากษาให้จำเลยในคดีนี้ชำระเงิน 5,853,006.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้อง หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 134744 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง แต่จำเลยไม่ชำระ ผู้ร้องจึงขอให้ศาลจังหวัดสมุทรปราการออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองไว้ก่อนแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 ผู้ร้องประมูลซื้อทรัพย์จำนองจากการขายทอดตลาดได้ในราคา 4,450,000 บาท แต่ในขณะเข้าซื้อทรัพย์ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำสั่งให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิหักส่วนได้ใช้แทนราคา และต้องชำระค่าซื้อทรัพย์เต็มจำนวนภายในกำหนดระยะเวลา 15 วัน ซึ่งผู้ร้องได้วางมัดจำในการเข้าสู้ราคาไว้แล้ว 150,000 บาท และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือออกไปอีก 3 เดือน นับแต่วันทำหนังสือสัญญาซื้อขาย เนื่องจากอยู่ในระหว่างรอคำสั่งขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นจากศาลชั้นต้น ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินจนถึงวันที่ 14 กันยายน 2562 แต่เมื่อครบกำหนดผู้ร้องไม่ได้วางเงินส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งริบเงินมัดจำ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งริบเงินมัดจำของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการหักส่วนได้ใช้แทนราคา และเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองใหม่

โจทก์และจำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 134744 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์จำนองดังกล่าวออกขายทอดตลาดในวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองเป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 4,450,000 บาท โดยผู้ร้องวางเงินมัดจำไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดี 150,000 บาท และได้ขยายระยะเวลาชำระราคาส่วนที่เหลือถึงวันที่ 14 กันยายน 2562 โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรอคำสั่งบุริมสิทธิจากศาลแขวงสมุทรปราการ ซึ่งมีนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 17 มิถุนายน 2562 ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2562 ศาลแขวงสมุทรปราการมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นจากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว และมีหนังสือนำส่งคำสั่งศาลให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ หลังจากนั้นวันที่ 25 ตุลาคม 2562 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอนำส่งสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น และให้เร่งดำเนินการจัดทำบัญชีรับจ่ายหักส่วนได้ใช้ราคาแทน ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งรับไว้ตามขอ ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนคำสั่งที่ดำเนินการจัดทำบัญชีรับจ่ายหักส่วนได้ใช้ราคาแทนอ้างว่าเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้ขยาย และมีคำสั่งริบเงินมัดจำ 150,000 บาท พร้อมทั้งให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดใหม่ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องยื่นคำแถลงขอตรวจสำนวนและขอคัดถ่ายเอกสาร ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านการริบเงินมัดจำของเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเร่งดำเนินการจัดทำบัญชีรับจ่ายหักส่วนได้ใช้ราคาแทน และให้เพิกถอนและงดการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองใหม่ เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำร้อง วันที่ 19 มกราคม 2564 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องเป็นคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการดำเนินการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวผู้ร้องฎีกาทำนองว่า ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอตรวจสำนวนเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2563 ณ สำนักงานบังคับคดี จังหวัดสมุทรปราการ นั้น จะถือว่าผู้ร้องทราบถึงข้อความหรือพฤติการณ์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งริบเงินมัดจำและนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดใหม่ยังไม่ได้ เนื่องจากในวันดังกล่าวผู้ร้องไม่ทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งริบเงินมัดจำและนำทรัพย์ออกขายทอดตลาดใหม่เป็นไปโดยชอบหรือไม่ โดยหลังจากนั้นผู้ร้องได้ตรวจสำนวนที่ศาลแขวงสมุทรปราการ และทราบว่าศาลมีหนังสือนำส่งคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้วทางไปรษณีย์ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2562 ดังนั้นที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งริบเงินมัดจำและนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดใหม่จึงเป็นไปโดยผิดหลง คลาดเคลื่อน หรือกระทำไปเนื่องจากไม่นำหนังสือดังกล่าวเข้าสำนวน ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งการริบเงินเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2564 เนื่องจากคำสั่งบกพร่องคลาดเคลื่อนต่อข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ดังนั้น ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 ถือว่าผู้ร้องยื่นคำร้องภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างตามบทบัญญัติของกฎหมาย เห็นว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงิน ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 ผู้ร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือออกไปอีก 3 เดือน เนื่องจากอยู่ในระหว่างรอคำสั่งบุริมสิทธิจากศาลแขวงสมุทรปราการซึ่งมีนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 17 มิถุนายน 2562 ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอนุญาต ครบกำหนดวันที่ 14 กันยายน 2562 ต่อมาศาลแขวงสมุทรปราการมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นจากการขายทอดตลาด มีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ โดยศาลแขวงสมุทรปราการได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งศาลดังกล่าวไปยังสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2562 และสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2562 ซึ่งต่อมาผู้ร้องยังได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 25 ตุลาคม 2562 ขอนำส่งเอกสารคำสั่งศาลแขวงสมุทรปราการและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเร่งดำเนินการจัดทำบัญชีรับจ่ายหักส่วนได้ราคาแทนและเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งรวมไว้ประกอบการทำบัญชีหักส่วนได้ใช้แทน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้วว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นก่อนที่จะครบกำหนดระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินแล้ว โดยคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นก็สอดคล้องเชื่อมโยงกับเหตุที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือ ทั้งผู้ร้องยังได้ยื่นคำร้องนำส่งคำสั่งศาลและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการจัดทำบัญชีรับจ่ายหักส่วนได้ราคาแทนอันแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องไม่ได้เจตนาเพิกเฉยหรือไม่นำพาต่อการชำระราคาทรัพย์ส่วนที่เหลือตามที่แจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแต่อย่างใด จึงสมควรที่จะให้ดำเนินการตามความประสงค์ของผู้ร้องต่อไป การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับริบเงินมัดจำของผู้ร้องโดยอ้างเหตุว่าผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อพ้นระยะเวลาที่ผู้ซื้อทรัพย์ขยายระยะเวลาไว้ และนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดใหม่นั้นจึงอาจเป็นการบกพร่องอยู่บ้าง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนการดำเนินการบังคับคดีที่บกพร่องนั้นเสียได้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ริบเงินมัดจำของผู้ร้อง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการหักส่วนได้ใช้แทน และให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองใหม่ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 ซึ่งนับจากวันที่ผู้ร้องไปขอตรวจสำนวนการบังคับคดีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2563 จะเกินกำหนดสิบห้าวันนับแต่ทราบมูลเหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหรือไม่จึงไม่เป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย เพราะเมื่อความปรากฏต่อศาลถึงกระบวนการบังคับคดีที่ผิดพลาดบกพร่องดังกล่าว ย่อมมีเหตุผลสมควรที่ศาลจะสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ และศาลเห็นสมควรเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ชอบก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ริบเงินมัดจำของผู้ร้อง และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการหักส่วนได้ใช้แทนราคา กับให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 295 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
ผู้ร้อง — ธนาคาร ท.
จำเลย — นางสาวหรือนาง ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายพลาวัสถ์ เชื้อพานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรวุฒิ เชาวลิต
ชื่อองค์คณะ
ธรรมนูญ สิงห์สาย
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6888 -ที่ 6889/2568
#723020
เปิดฉบับเต็ม

คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเดียวกันเป็นอีกคดีหนึ่งตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างฝ่ายต่างใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องโดยอาศัยสิทธิ เงื่อนไข และหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่แตกต่างกัน และต่างมีคำขอให้บังคับแยกต่างหากจากกัน จึงต่างเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (1) (ข) ท้าย ป.วิ.พ. การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันเป็นไปเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาและเพื่อประโยชน์แก่คู่ความทั้งสองฝ่ายเท่านั้น หาได้ทำให้คดีที่คู่ความแต่ละฝ่ายต่างมีคำขอบังคับตามสิทธิของตนต่างหากจากกันกลายเป็นรวมคำนวณทุนทรัพย์เป็นคดีเดียวกันไม่ การพิจารณาทุนทรัพย์จึงต้องแยกเป็นรายคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง และเรียกผู้คัดค้านในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน

สำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินกู้ยืม 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวน 22,253 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับดอกเบี้ยที่คิดกับเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระคืนเงินกู้ยืมครบถ้วน คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 11,958.90 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระค่าดำเนินการทั้งสองส่วนดังกล่าวครบถ้วน คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 4,903.15 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ 229,189.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าจะชำระเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวครบถ้วนแก่ผู้ร้อง คิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 27,408.55 บาท

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

สำนวนที่สอง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 33/2562 หมายเลขแดงที่ 107/2563 ฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2563 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 33/2562 หมายเลขแดงที่ 107/2563 โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 113,253 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 41,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่ดอกเบี้ยของต้นเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต้องไม่เกิน 11,958.90 ดอลลาร์สหรัฐ และดอกเบี้ยของต้นเงิน 41,000 ดอลลาร์สหรัฐดังกล่าว คิดถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต้องไม่เกิน 4,903.15 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ผู้ร้องขอ ในกรณีที่ผู้คัดค้านจะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยหรืออัตราอ้างอิง ก็ให้ใช้อัตรานั้นเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ ให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 229,189.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่คิดดอกเบี้ยถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต้องไม่เกิน 27,408.55 บาท ตามที่ผู้ร้องขอ ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมของผู้คัดค้านและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2560 ผู้คัดค้านทำสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนกับผู้ร้อง โดยผู้ร้องตกลงจะสนับสนุนเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อการดำเนินงานทางกฎหมายและต่อสู้คดีของผู้คัดค้านซึ่งดำเนินคดีในสหราชอาณาจักร โดยตกลงคิดค่าดำเนินการเป็นเงิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ กำหนดให้ผู้คัดค้านชำระคืนภายในวันที่ 12 เมษายน 2561 หากผู้คัดค้านไม่ชำระภายในกำหนด ตกลงชำระเงินค่าดำเนินการอีกจำนวน 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ สัญญาดังกล่าวกำหนดให้ตีความตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ และกำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการในประเทศไทยภายใต้ข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 33/2562 ว่าผู้คัดค้านผิดสัญญา ให้ผู้คัดค้านชำระต้นเงินกู้ยืมตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ค่าดำเนินการ ค่าดำเนินการที่สอง ค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ และวิธีการเยียวยาอื่น ๆ ตามที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นสมควร ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินกู้ยืม 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวน 22,253 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับดอกเบี้ยที่คิดกับเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินกู้ยืมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระคืนเงินกู้ยืมครบถ้วน ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าผู้คัดค้านจะชำระค่าดำเนินการทั้งสองส่วนดังกล่าวครบถ้วน และค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ 229,189.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 จนกว่าจะชำระเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวครบถ้วน ผู้คัดค้านได้รับสำเนาคำชี้ขาดแล้วแต่ไม่ชำระเงินตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเนื่องจากสัญญาพิพาทมีลักษณะเป็นการตกลงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้คัดค้านเพื่อให้สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในกรุงลอนดอนต่อไปได้ และจะมีสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อผู้คัดค้านชนะคดี จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องเข้าทำสัญญาโดยมีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกันโดยผู้ร้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี วัตถุประสงค์แห่งสัญญาจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น ในชั้นอนุญาโตตุลาการผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า สัญญาพิพาทไม่ใช่สัญญากู้ยืมเงิน แต่เป็นสัญญาจัดหาเงินทุนของบุคคลที่สามเพื่อช่วยเหลือการฟ้องร้องคดี ต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยตีความประเภทของสัญญาตามพยานหลักฐานที่คู่พิพาทเสนอในชั้นอนุญาโตตุลาการ โดยเห็นว่าสัญญาพิพาทเป็นสัญญากู้ยืมเงิน ไม่ใช่สัญญาจัดหาเงินทุนของบุคคลที่สามเพื่อช่วยเหลือการฟ้องร้องคดี เนื่องจากจำนวนเงินกู้ยืมและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นถูกกำหนดให้ชำระคืนภายในวันที่ระบุไว้แน่นอนและไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการฟ้องร้องคดีที่กรุงลอนดอน คณะอนุญาโตตุลาการจึงเชื่อว่าคู่สัญญามีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเงิน ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระเงินเป็นลำดับที่สองไม่ได้ทำให้การชำระคืนเงินที่ครบกำหนดอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือผลลัพธ์ของการฟ้องร้องที่กรุงลอนดอน ดังนี้ การที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า สัญญาพิพาทมิใช่สัญญากู้ยืมเงิน ย่อมเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยเจตนาของคู่สัญญาอันเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานรวมถึงการตีความข้อสัญญาซึ่งอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการ จึงไม่เข้ากรณีใดกรณีหนึ่งดังที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องให้ผู้คัดค้านกู้ยืมเงินโดยมิได้ให้บริการหรือดำเนินการใด ๆ เพื่อตอบแทนการเรียกเก็บค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สอง หรือเป็นค่าตอบแทนความเสี่ยงเบี้ยประกัน ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่ผู้ร้องต้องรับภาระหรือรับความเสี่ยงที่ต้องร่วมรับผิดในเงินกู้ที่จัดหามาจากบุคคลภายนอก ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่าค่าดำเนินการทั้งสองส่วนเป็นดอกเบี้ย นั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงว่าค่าดำเนินการทั้งสองส่วนไม่ใช่ค่าดำเนินการที่แท้จริง แต่มีลักษณะเป็นดอกเบี้ย เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่ามีการคิดดอกเบี้ยโดยชอบด้วยกฎหมายไทยหรือไม่ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ปรากฏว่าคณะอนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นนี้ขัดต่อกฎหมายอังกฤษและเวลส์อย่างไร กรณีจึงไม่เข้าเหตุที่จะอุทธรณ์ตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สอง และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ เป็นคำชี้ขาดที่เกินขอบเขตแห่งข้อสัญญาในการเสนอข้อพิพาท ขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง และข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 44 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องมีคำเสนอข้อพิพาทขอให้คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดวิธีเยียวยาที่เหมาะสมสำหรับค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่เกิดจากการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการเพิ่มเติม มิได้มีคำขอให้กำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมนอกเหนือจากต้นเงินของคำขอท้ายคำเสนอข้อพิพาท นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง และข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 44 กำหนดให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดการใดให้เกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำขอของคู่พิพาทไม่ได้ คดีนี้ผู้ร้องมีคำเสนอข้อพิพาทโดยมีคำขอให้ผู้คัดค้านชำระเงินกู้ยืมจำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และให้ผู้คัดค้านชำระค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนข้อ 12 ข. ผู้ร้องมีคำขอให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย และค่าธรรมเนียมวิชาชีพอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการดำเนินการอนุญาโตตุลาการนี้ และมีคำขอในข้อ 12 ค. ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดถึงวิธีการเยียวยาอื่นใดที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าเหมาะสม เมื่อผู้ร้องมีคำขอถึงวิธีการเยียวยาอื่นใดที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าเหมาะสมในข้อ 12 ค. แยกต่างหากจากข้ออื่น จึงไม่ใช่คำขอให้คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดวิธีเยียวยาเฉพาะในส่วนค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่เกิดจากการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการในข้อ 12 ข. ดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ดังนั้น การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สอง และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าใช้จ่ายของการอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดวิธีการเยียวยาที่เห็นว่าเหมาะสมตามที่ผู้ร้องมีคำขอในคำเสนอข้อพิพาทแล้ว ไม่ใช่คำชี้ขาดที่เกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือเกินคำขอของคู่พิพาท ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองเป็นดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่ผู้ร้องได้รับจากการให้กู้ยืมเงิน เมื่อคำนวณรวมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินกู้ยืม 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ และการที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองมีลักษณะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ทั้งคำชี้ขาดในหัวข้อค่าดำเนินการมิได้ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยในหัวข้อค่าดำเนินการโดยชัดแจ้ง ขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้น เห็นว่า สัญญาพิพาทกำหนดให้ตีความตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านในชั้นอนุญาโตตุลาการว่า จำนวนเงินค่าดำเนินการรวมเข้ากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามสัญญา เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขัดต่อกฎหมายไทย ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องรับผิด คณะอนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า เมื่อกฎหมายที่บังคับใช้กับบรรดาสัญญาคือกฎหมายอังกฤษและเวลส์ ข้อพิพาทใดที่เกิดขึ้นจากสัญญาต้องพิจารณาตามกฎหมายดังกล่าว ข้ออ้างที่ว่าค่าดำเนินการเมื่อรวมกับดอกเบี้ยแล้วเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามกฎหมายไทยจึงตกไป และวินิจฉัยว่าผู้ร้องได้จัดหาเงินกู้ยืมจำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐแล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิในเงินค่าดำเนินการ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้ชำระเงินกู้ยืมภายในกำหนด ผู้ร้องจึงมีสิทธิในค่าดำเนินการที่สอง 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ จึงให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระเงินค่าดำเนินการทั้งสองส่วนดังกล่าว ดังนี้ เห็นได้ว่าคณะอนุญาโตตุลาการได้ระบุถึงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยที่ให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระค่าดำเนินการและค่าดำเนินการที่สองไว้ตามประเด็นโดยชัดแจ้งแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการต่อมาว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการใช้กฎหมายไทยวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านรับผิดดอกเบี้ยของค่าดำเนินการ และค่าดำเนินการที่สองในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นคำชี้ขาดที่ไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการและกระบวนพิจารณามิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทตกลงกันหรือไม่ เห็นว่า คำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่ากฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญารวมถึงการอนุญาโตตุลาการคือกฎหมายอังกฤษและเวลส์ และเมื่อพิจารณาถึงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการทั้งหมดก็เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดตามกฎหมายอังกฤษและเวลส์ การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 เป็นเพียงการอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยที่คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าเป็นวิธีการเยียวยาความเสียหายที่เหมาะสม โดยเทียบเคียงกับอัตราดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในขณะนั้นเท่านั้น หาใช่เป็นกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการนำกฎหมายไทยมาใช้บังคับแก่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยในคดีนี้ไม่ คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงเป็นคำชี้ขาดที่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการและเป็นไปตามกระบวนพิจารณาที่คู่พิพาทตกลงกัน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการต่อมาว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านรับผิดตามสัญญาพิพาทขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า สัญญากู้ยืมเงินมีลักษณะเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร เมื่อสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนที่พิพาทมิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันหรือกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร อำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการนี้ให้รวมถึงอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงด้วย" และในวรรคสามบัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งหมวดนี้ คณะอนุญาโตตุลาการอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยพยานหลักฐานมาใช้โดยอนุโลม" เมื่อในชั้นอนุญาโตตุลาการไม่ปรากฏว่าคู่พิพาทมีการตกลงกันกำหนดอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานไว้เป็นอย่างอื่น คณะอนุญาโตตุลาการจึงมีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมถึงอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานด้วย ซึ่งตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการคดีนี้ปรากฏว่า คณะอนุญาโตตุลาการได้ออกคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาหลายครั้งรวมถึงคำสั่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานด้วย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการตกลงกันให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งรวมถึงประมวลรัษฎากรมาใช้กับการรับฟังพยานเอกสารในชั้นอนุญาโตตุลาการ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเคยโต้แย้งในชั้นอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับการรับฟังสัญญากู้ยืมเงินและบริการสนับสนุนว่าไม่มีการปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด ดังนี้ การที่คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังพยานเอกสารสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาให้บริการดังกล่าวแล้วมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระเงินตามสัญญา จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านอีกว่า คำชี้ขาดที่ให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้ร้องเรียกร้องจำนวน 157,000 บาท ขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 46 และข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 57 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมเรื่องอัตราค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม กำหนดอัตราขั้นสูงของค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาไว้ในกรณีทุนทรัพย์คดีนี้เพียง 3,000 บาท เห็นว่า แม้ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ข้อ 57 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ระบุให้คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดไว้ในคำชี้ขาดเรื่องค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ รวมถึงค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามข้อ 12 โดยให้อัตราค่าบริการดังกล่าวเป็นไปตามประกาศสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการ และตามประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง อัตราค่าบริการของผู้แทนหรือบุคคลเพื่อช่วยเหลือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ที่ออกโดยอาศัยอำนาจของข้อบังคับดังกล่าว กำหนดอัตราขั้นสูงที่คณะอนุญาโตตุลาการอาจกำหนดในคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 5,000,000 บาท ไว้เพียง 3,000 บาท ตามที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ก็ตาม แต่ข้อบังคับที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวประกาศเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศเป็นต้นไป ส่วนประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม ข้อ 4 ระบุว่า ประกาศนี้ไม่ใช้บังคับแก่ข้อพิพาทที่ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทไว้ก่อนที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ โดยในข้อ 2 กำหนดให้ประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับเป็นต้นไป เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 ก่อนวันที่ข้อบังคับและประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ข้อบังคับและประกาศดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับกับการกำหนดค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการคดีนี้ เมื่อพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำสืบไม่ปรากฏว่าการกำหนดค่าใช้จ่ายของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อกฎหมายหรือข้อบังคับที่มีผลใช้บังคับกับกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการคดีนี้อย่างไร การที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาของการอนุญาโตตุลาการเป็นเงิน 157,000 บาท จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้น การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของผู้คัดค้านมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ประการสุดท้ายขอให้ศาลมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลตามส่วนโดยอ้างว่าชำระเกินกว่าที่กฏหมายกำหนดนั้น เห็นว่า คดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเดียวกันเป็นอีกคดีหนึ่งตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างฝ่ายต่างใช้สิทธิทางศาลยื่นคำร้องโดยอาศัยสิทธิ เงื่อนไข และหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่แตกต่างกัน และต่างมีคำขอให้บังคับแยกต่างหากจากกัน จึงต่างเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันเป็นไปเพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาและเพื่อประโยชน์แก่คู่ความทั้งสองฝ่ายเท่านั้น หาได้ทำให้คดีที่คู่ความแต่ละฝ่ายต่างมีคำขอบังคับตามสิทธิของตนต่างหากจากกันกลายเป็นรวมคำนวณทุนทรัพย์เป็นคดีเดียวกันไม่ การพิจารณาทุนทรัพย์จึงต้องแยกเป็นรายคดี การที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างเสียค่าขึ้นศาลแยกมาเป็นรายสำนวนนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ในส่วนนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 25 ม. 37 ม. 40 ม. 42 ม. 45 ม. 46
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ฮ.
ผู้คัดค้าน — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทวีวุฒิ วิทยาขจรศาสตร์
-
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ โชติชะวารานนท์
พงษ์เดช วานิชกิตติกูล
สุรพงษ์ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6887/2568
#721463
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดโดยกฎหมายใหม่ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษพนักงานรัฐวิสาหกิจที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" คือ โทษตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม แต่อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า "การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี" แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 100, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 5, 8, 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง, 10 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเข้าซึ่ง 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายเพียงบทเดียว จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าได้เฉพาะแต่โทษปรับ จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 9,000,000 บาท คำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 6,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2), 127 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดฐานร่วมกันนำเข้า 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และฐานร่วมกันจำหน่าย 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเข้า 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปเพียงบทเดียว ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,500,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 4,500,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,000,000 บาท คงปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 3,000,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 3,000,000 บาท ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของกลางทั้งสองเครื่อง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้เถียงว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เจ้าพนักงาน ป.ป.ส.) สำนักปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร ส่วนบริการศุลกากรไปรษณีย์ สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ และพนักงานศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพ หัวลำโพง ตรวจสอบพัสดุไปรษณีย์ต้องสงสัยที่ส่งจากเมืองแฟรงก์เฟิร์ต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 จ่าหน้าชื่อผู้ส่ง M ชื่อผู้รับ P ที่อยู่เลขที่ 253 พบว่าเป็น 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 720 เม็ด บรรจุในถุงช็อกโกแลต ยี่ห้อเอ็มแอนด์เอ็ม จึงวางแผนจับกุมผู้กระทำความผิดโดยได้รับอนุญาตให้ครอบครองยาเสพติดภายใต้การควบคุมแล้ว จากนั้นวันที่ 11 มีนาคม 2563 มีการนำพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวเข้าระบบและให้พนักงานไปรษณีย์นำใบแจ้งให้ไปรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ไปส่งตามที่อยู่จ่าหน้าซึ่งเป็นบ้านพักพนักงานรถไฟ แต่ไม่มีผู้พักอาศัย ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2563 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยที่ 1 นำใบแจ้งให้ไปรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ ไปติดต่อรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวที่ทำการไปรษณีย์ลำปาง จึงถูกเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ที่ซุ่มดูอยู่จับกุม จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำว่า จำเลยที่ 2 วานให้ตนมารับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวแทน เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. จึงติดตามไปจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ในวันเดียวกัน และยึด 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว กับโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของจำเลยที่ 1 และโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของจำเลยที่ 2 เป็นของกลาง 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลาง น้ำหนักสุทธิ 348.590 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 158.608 กรัม ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตำแหน่งพนักงานบริหารงานทั่วไป 5 สังกัดแขวงรถจักรลำปาง กองลากเลื่อนเขตอุตรดิตถ์ ศูนย์ลากเลื่อน ฝ่ายการช่างกล การรถไฟแห่งประเทศไทย พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 251 ซึ่งอยู่ติดกับบ้านเลขที่ 253 ตามที่จ่าหน้าพัสดุ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับพวกสมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยการซื้อ จัดหาประสานงานลำเลียงมีไว้ในครอบครองและจัดจำหน่ายซึ่ง 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำ 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 720 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 158.608 กรัม เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยพวกของจำเลยทั้งสองซุกซ่อนในถุงช็อกโกแลตและส่งทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศจากต้นทางเมืองแฟรงก์เฟิร์ต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีถึงปลายทาง ตำบลสบตุ๋ย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองดังกล่าวโดยโจทก์มีนายภาสกร และว่าที่ร้อยเอกสัณฑธรรม เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองมาเป็นพยานเบิกความในเรื่องการที่พัสดุไปรษณีย์ซึ่งซุกซ่อน 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมายังราชอาณาจักร และต่อมาจำเลยที่ 1 เข้ามาเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้มารับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้นำสืบให้เห็นแล้วว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องในการสมคบกันกระทำความผิดตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้เถียงว่า ในวันที่ 11 มีนาคม 2563 จำเลยที่ 1 ไปบ้านของจำเลยที่ 2 เพื่อนำไข่มดแดงไปมอบให้นางสาวนุ้ยคู่รักของจำเลยที่ 2 แต่พบใบแจ้งให้ไปรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่หน้าบ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ติดบ้านเลขที่ 253 จำเลยที่ 1 จึงนำไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 รับว่าพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวน่าจะส่งมาผิดความจริงจะส่งให้แก่จำเลยที่ 2 และไหว้วานให้จำเลยที่ 1 ไปรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวแทนซึ่งในการไปรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่าภายในซุกซ่อน 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้เพราะพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวถูกห่อหุ้มไว้อย่างมิดชิด เมื่อเจ้าพนักงานเข้าควบคุมตัวจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีท่าทีเป็นพิรุธ และให้การปฏิเสธในทันทีว่าพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 2 ไหว้วานให้จำเลยที่ 1 ไปรับ ทั้งว่าที่ร้อยเอกสัณฑธรรมพยานโจทก์ก็ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่าจำเลยที่ 1 ให้ความร่วมมือในขณะจับกุมไม่ได้มีท่าทีขัดขืน อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนโดยมีรายละเอียดเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 รู้ว่าพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวมี 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีความสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับเองว่าเป็นผู้นำใบแจ้งให้ไปรับของส่งทางไปรษณีย์ดังกล่าวจากหน้าบ้านไปมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าว ตามปกติวิสัยของบุคคลทั่วไปย่อมไม่ถือวิสาสะนำใบแจ้งให้ไปรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่ไม่ใช่ของตนไปส่งมอบให้แก่บุคคลอื่น ทั้งเมื่อพิจารณาถึงชื่อและที่อยู่ตามที่ระบุไว้หน้าพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวก็ปรากฏว่าเป็นชื่อของผู้หญิงโดยเขียนเป็นภาษาอังกฤษและระบุว่าบ้านเลขที่ 253 ในข้อนี้จำเลยที่ 1 เองก็รู้ว่าชื่อของผู้รับไม่ตรงกับชื่อของจำเลยที่ 2 และบ้านเลขที่ 253 ก็ไม่ใช่บ้านของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 กลับไปรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อผิดวิสัยของบุคคลทั่วไปที่จะรับดำเนินการให้ตามที่ถูกไหว้วาน เพราะจำเลยที่ 2 ก็สามารถไปรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวด้วยตนเองได้อยู่แล้ว ทั้งปรากฏในบันทึกจับกุม และข้อเท็จจริงในคำให้การของพยานโจทก์ปากว่าที่ร้อยเอกสัณฑธรรมว่า ขณะเข้าจับกุม จำเลยที่ 1 มีอาการตกใจ อันเป็นการแสดงพิรุธให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 รู้ว่าพัสดุไปรณีย์ดังกล่าวมี 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาโต้เถียงว่า คำให้การชั้นจับกุม คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 1 เป็นพยานบอกเล่ามีพิรุธและมีเนื้อหารายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดคดีนี้แตกต่างกันไม่สมควรเชื่อนั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำให้การชั้นจับกุม คำให้การชั้นสอบสวน และคำเบิกความของจำเลยที่ 1 แล้วมีรายละเอียดสอดคล้องกันหามีพิรุธหรือมีเนื้อหารายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดแตกต่างกันดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกามาไม่

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาโต้เถียงว่า ความจริงจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประสงค์ไปรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวเอง โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือร่วมกระทำความผิดด้วย จำเลยที่ 2 มอบใบแจ้งให้ไปรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำไปคืนพนักงานไปรษณีย์นั้น เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การชั้นจับกุมและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้การยืนยันมาโดยตลอดว่าเป็นผู้ไหว้วานให้จำเลยที่ 1 ไปรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เพิ่งยกข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ไปรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวด้วยตนเองไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ในชั้นพิจารณา ซึ่งคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ให้การภายหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน ย่อมไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งเรื่องราวหากไม่ใช่ความจริง ส่วนคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ในชั้นพิจารณานั้น จำเลยที่ 2 มาเบิกความภายหลังเกิดเหตุหลายเดือนย่อมมีเวลาคิดปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นมาเพื่อปฏิเสธให้ตนพ้นผิด เชื่อว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ในชั้นพิจารณา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้างต้นฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษมานั้นถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า บทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 บัญญัติให้ศาลกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันนำ 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 720 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิได้ 158.608 กรัม เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองว่าเป็นการก่อให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ตามปริมาณ 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลางที่มีจำนวนดังกล่าว ย่อมแสดงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองด้วย หากจำเลยทั้งสองจำหน่าย 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวออกไปโดยสภาพและพฤติการณ์ย่อมก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากกว่ากฎหมายเดิม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษพนักงานรัฐวิสาหกิจที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า "การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี" แตกต่างจากประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนเป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางทั้งสองเครื่องพร้อมซิมการ์ดเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษซึ่งจะต้องริบหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสองใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางทั้งสองเครื่องติดต่อกันโดยมีข้อความในแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จึงฟังได้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางทั้งสองเครื่องเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษจึงต้องริบ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของกลางมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2), 127 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เฉพาะจำเลยที่ 2 ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10, 12 ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเข้า 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนเพียงบทเดียว ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี และปรับ 1,500,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 2 โดยระวางโทษเป็นสามเท่า เป็นจำคุก 50 ปี และปรับ 4,500,000 บาท ลดโทษให้จำเลยทั้งสองหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 3,000,000 บาท ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของกลางทั้งสองเครื่อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ยาเสพติด ม. 90 ม. 145 วรรคสอง (2) ม. 127 ม. 180
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางเพียงตา บุญไพรัตน์สกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายศรายุธ บุษยนาวิน
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
ธีระศักดิ์ วริวงศ์
ธนกฤต กมลวัทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6876/2568
#719655
เปิดฉบับเต็ม

บ้านของผู้เสียหายมีผู้เสียหายกับ พ. อยู่บ้านเดียวกันเพียง 2 คน การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่ประตูไม้ที่ใช้กั้นแนวเขตระหว่างบ้านของผู้เสียหายกับบ้านของจำเลย แม้จะไม่เห็นตัวคน คงได้ยินแต่เสียงคนเดินมา แต่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนนั้นอาจถูกผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาได้ จึงต้องถือว่าจำเลยได้รู้ข้อเท็จจริงอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นแล้วตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคท้าย จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 92, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 ริบอาวุธปืนพร้อมซองกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน กล่องเก็บอาวุธปืนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 898/2566 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าบุพการี แต่เมื่อสืบพยานไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (1) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพยายามฆ่าบุพการี จำคุกตลอดชีวิต เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ส่วนฐานพยายามฆ่าบุพการี เมื่อศาลวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานพยายามฆ่าบุพการี คงจำคุก 25 ปี รวมจำคุก 25 ปี 8 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 898/2566 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นางจิตรา ผู้เสียหาย เป็นมารดาของจำเลย บ้านของผู้เสียหายเลขที่ 97 ด้านหลังบ้านอยู่ติดกับบ้านของจำเลยเลขที่ 97/3 ทางด้านหน้าบ้าน ด้านที่ติดกันมีตาข่ายกรองแสงและประตูไม้กั้นเป็นแนวเขต ประตูไม้นี้มีลักษณะเป็นแผ่นไม้หลายแผ่นประกอบกันในแนวตั้ง ระหว่างแผ่นมีช่องแคบ ๆ ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับนายพจน์ ซึ่งเป็นน้องชายต่างบิดาของจำเลย ทั้งสองฝ่ายมีเรื่องระหองระแหงทะเลาะกันเกี่ยวกับแนวเขตบ้าน ในวันเกิดเหตุที่ 30 มีนาคม 2566 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่ประตูไม้ดังกล่าว กระสุนปืนทะลุประตูไม้เป็นรูไปถูกผู้เสียหายที่หน้าอกใต้ไหปลาร้าด้านขวาขณะอยู่ในครัวกำลังจะหยิบจานข้าว สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นบุพการีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ ปัญหานี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะอ้างในชั้นสอบสวนว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปที่กำแพงไม้ 1 นัด โดยไม่ทราบว่าใครเดินมา จำเลยเห็นเพียงเงาคนเข้าใจว่าเป็นนายพจน์น้องชาย ทำนองว่าจำเลยเจตนายิงนายพจน์ โดยเข้าใจว่าผู้เสียหายที่เดินมาเป็นนายพจน์ก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยตามที่กล่าวอ้างย่อมเป็นการกระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 61 จำเลยไม่อาจยกเอาความสำคัญผิดมาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายได้ และกรณีหาใช่เป็นเรื่องไม่รู้ข้อเท็จจริง จึงไม่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคท้าย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการีนั้นชอบแล้ว นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้การสำคัญผิดในตัวบุคคลที่กระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 61 จำเลยจะยกเอาความสำคัญผิดเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาหาได้ไม่ก็ตาม ก็คงถือได้เพียงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายเท่านั้น แต่การกระทำนั้นจำเลยมีเจตนาฆ่าบุพการีอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นหรือไม่ จำเลยจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคท้าย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน พิเคราะห์แล้ว แม้จะฟังข้อเท็จจริงไปตามที่จำเลยกล่าวมาในฎีกาว่า หลังจากจำเลยได้บอกข้างบ้านให้เอากำแพงที่รุกล้ำออกและใช้เท้าถีบกำแพงแล้วจำเลยเดินเข้าไปในบ้านเอาอาวุธปืนยิงใส่กำแพงไม้ทะลุ 1 นัด (คงหมายถึงประตูไม้) โดยไม่ทราบว่าเป็นใครเดินมา เห็นเพียงเงาตะคุ่ม คิดว่าเป็นนายพจน์ เพราะถ้าเป็นผู้เสียหายจะมีเสียงเอะอะดังมาก่อนนั้น เห็นว่า ที่บ้านของผู้เสียหายคงมีผู้เสียหายกับนายพจน์อยู่ในบ้านด้วยกันเพียง 2 คน การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่ประตูไม้ที่ใช้กั้นแนวเขตระหว่างบ้านของผู้เสียหายกับบ้านของจำเลย แม้จะไม่เห็นตัวคน คงได้ยินแต่เสียงคนเดินมา แต่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนนั้นอาจถูกผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาได้ จึงต้องถือว่าจำเลยได้รู้ข้อเท็จจริงอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคท้าย ฉะนั้น เมื่อจำเลยไม่ใยดียังยิงปืนใส่ประตูไม้และกระสุนปืนนั้นทะลุไม้ไปถูกผู้เสียหายเข้า จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการีแล้ว มิใช่เพียงฐานพยายามฆ่าบุคคลธรรมดาดังฎีกาของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง กล่องเก็บอาวุธปืนของกลางไม่ใช่เป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบ และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 จึงไม่อาจริบได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้พิพากษายืน แต่ไม่ริบกล่องเก็บอาวุธปืนของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสอง ม. 61 ม. 62 ม. 80 ม. 289 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นางสาววรี วีรผาติวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวธัญลักษณ์ นาควัชระ
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
วิทยา พรหมประสิทธิ์
ศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6876/2568
#720034
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยไม่อาจยกเอาความสำคัญผิดในตัวบุคคลตาม ป.อ. มาตรา 61 มาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายก็ตาม แต่การจะรับฟังว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าบุพการีอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นหรือไม่นั้น จำเลยจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้นด้วยตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคท้ายด้วย เมื่อบ้านของผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาของจำเลยคงมีผู้เสียหายกับ พ. อยู่ในบ้านเพียง 2 คน การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่ประตูไม้ที่ใช้กั้นแนวเขตระหว่างบ้านของผู้เสียหายกับบ้านของจำเลย แม้จะไม่เห็นตัวคน คงได้ยินแต่เสียงคนเดินมา แต่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนนั้นอาจถูกผู้เสียหายได้ จึงต้องถือว่าจำเลยได้รู้ข้อเท็จจริงอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นแล้วตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคท้าย ฉะนั้น เมื่อจำเลยไม่ใยดียังยิงปืนใส่ประตูไม้และกระสุนปืนนั้นทะลุไม้ไปถูกผู้เสียหายเข้า จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการี มิใช่เพียงฐานพยายามฆ่าบุคคลธรรมดา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 92, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 ริบอาวุธปืนพร้อมซองกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน กล่องเก็บอาวุธปืนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 898/2566 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าบุพการี แต่เมื่อสืบพยานไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (1) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพยายามฆ่าบุพการี จำคุกตลอดชีวิต เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ส่วนฐานพยายามฆ่าบุพการี เมื่อศาลวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานพยายามฆ่าบุพการี คงจำคุก 25 ปี รวมจำคุก 25 ปี 8 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 898/2566 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นาง จ. ผู้เสียหาย เป็นมารดาของจำเลย บ้านของผู้เสียหายเลขที่ 97 ด้านหลังบ้านอยู่ติดกับบ้านของจำเลยเลขที่ 97/3 ทางด้านหน้าบ้าน ด้านที่ติดกันมีตาข่ายกรองแสงและประตูไม้กั้นเป็นแนวเขต ประตูไม้นี้มีลักษณะเป็นแผ่นไม้หลายแผ่นประกอบกันในแนวตั้ง ระหว่างแผ่นมีช่องแคบ ๆ ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับนาย พ. ซึ่งเป็นน้องชายต่างบิดาของจำเลย ทั้งสองฝ่ายมีเรื่องระหองระแหงทะเลาะกันเกี่ยวกับแนวเขตบ้าน ในวันเกิดเหตุที่ 30 มีนาคม 2566 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่ประตูไม้ดังกล่าว กระสุนปืนทะลุประตูไม้เป็นรูไปถูกผู้เสียหายที่หน้าอกใต้ไหปลาร้าด้านขวาขณะอยู่ในครัวกำลังจะหยิบจานข้าว สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นบุพการีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ ปัญหานี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะอ้างในชั้นสอบสวนว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปที่กำแพงไม้ 1 นัด โดยไม่ทราบว่าใครเดินมา จำเลยเห็นเพียงเงาคนเข้าใจว่าเป็นนาย พ. น้องชาย ทำนองว่าจำเลยเจตนายิงนาย พ. โดยเข้าใจว่าผู้เสียหายที่เดินมาเป็นนาย พ. ก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยตามที่กล่าวอ้างย่อมเป็นการกระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 61 จำเลยไม่อาจยกเอาความสำคัญผิดมาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายได้ และกรณีหาใช่เป็นเรื่องไม่รู้ข้อเท็จจริง จึงไม่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคท้าย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการีนั้นชอบแล้ว นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้การสำคัญผิดในตัวบุคคลที่กระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 61 จำเลยจะยกเอาความสำคัญผิดเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาหาได้ไม่ก็ตาม ก็คงถือได้เพียงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายเท่านั้น แต่การกระทำนั้นจำเลยมีเจตนาฆ่าบุพการีอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นหรือไม่ จำเลยจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคท้าย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน พิเคราะห์แล้ว แม้จะฟังข้อเท็จจริงไปตามที่จำเลยกล่าวมาในฎีกาว่า หลังจากจำเลยได้บอกข้างบ้านให้เอากำแพงที่รุกล้ำออกและใช้เท้าถีบกำแพงแล้วจำเลยเดินเข้าไปในบ้านเอาอาวุธปืนยิงใส่กำแพงไม้ทะลุ 1 นัด (คงหมายถึงประตูไม้) โดยไม่ทราบว่าเป็นใครเดินมา เห็นเพียงเงาตะคุ่ม คิดว่าเป็นนาย พ. เพราะถ้าเป็นผู้เสียหายจะมีเสียงเอะอะดังมาก่อนนั้น เห็นว่า ที่บ้านของผู้เสียหายคงมีผู้เสียหายกับนาย พ. อยู่ในบ้านด้วยกันเพียง 2 คน การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงใส่ประตูไม้ที่ใช้กั้นแนวเขตระหว่างบ้านของผู้เสียหายกับบ้านของจำเลย แม้จะไม่เห็นตัวคน คงได้ยินแต่เสียงคนเดินมา แต่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนนั้นอาจถูกผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาได้ จึงต้องถือว่าจำเลยได้รู้ข้อเท็จจริงอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคท้าย ฉะนั้น เมื่อจำเลยไม่ใยดียังยิงปืนใส่ประตูไม้และกระสุนปืนนั้นทะลุไม้ไปถูกผู้เสียหายเข้า จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการีแล้ว มิใช่เพียงฐานพยายามฆ่าบุคคลธรรมดาดังฎีกาของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง กล่องเก็บอาวุธปืนของกลางไม่ใช่เป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบ และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 จึงไม่อาจริบได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษายืน แต่ไม่ริบกล่องเก็บอาวุธปืนของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสอง ม. 61 ม. 62 ม. 80 ม. 289 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นางสาววรี วีรผาติวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวธัญลักษณ์ นาควัชระ
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
วิทยา พรหมประสิทธิ์
ศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6844/2568
#723869
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์กับ พ. บิดาจำเลยร่วมกันซื้อที่ดิน ที่ดินส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ ทางพิจารณาได้ความว่าที่ดินทั้งแปลงเดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 โดยที่ดินด้านทิศใต้ คงเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ได้ออกเป็นโฉนดเลขที่ 75240 ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยโอนที่ดินในส่วนของโจทก์ด้านทิศเหนือ การที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 หรือโฉนดเลขที่ 75240 ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ จึงเป็นการระบุผิดพลาดโดยชัดเจน ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินด้านทิศเหนือตามคำบรรยายฟ้องที่ถูกต้องได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ซึ่งปัจจุบันคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 75240 เนื้อที่ 198 ตารางวา ระหว่างบริษัท ซ. กับจำเลยเสีย และมีคำพิพากษาแสดงว่าที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 198 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศเหนือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่โจทก์โดยให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาที่ดินปัจจุบัน 1,643.400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะแบ่งแยกจดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 (เดิม) หรือเลขที่ 9291 (ใหม่) ด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 198 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายออกคนละครึ่ง โดยโจทก์ต้องชำระเงิน 1,015,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนาย ศ. หรือ ป. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามร่วมกับกรรมการอื่นกระทำการผูกพันโจทก์ได้ จำเลยเป็นบุตรของนาย พ. เมื่อปลายปี 2543 นาย ศ. กับนาย พ. ร่วมกันจองซื้อที่ดินจัดสรรแปลงหมายเลข บี 26 เนื้อที่ 408 ตารางวา ในโครงการ บ. ของบริษัท ค. ซึ่งเป็นที่ดินมีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 มีชื่อบริษัท ซ. เป็นผู้ครอบครองและได้ทำประโยชน์ ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวตกลงราคาตารางวาละ 6,500 บาท และวางเงินมัดจำไว้ 400,000 บาท นาย ศ. กับนาย พ. ตกลงแบ่งที่ดินคนละกึ่งหนึ่งโดยที่ดินด้านทิศเหนือเป็นของนาย ศ. ส่วนที่ดินด้านทิศใต้เป็นของนาย พ. และมอบหมายให้นาย พ.เป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินดังกล่าวกับผู้ขายเพียงผู้เดียว กับมอบหมายให้นาย พ. ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ซึ่งมีนางสาว ล. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ให้ปลูกสร้างบ้านรับรองให้แก่โจทก์ 1 หลัง บนที่ดินด้านทิศเหนือ โจทก์จ่ายเงินค่าก่อสร้างแล้ว 1,500,000 บาท บ้านรับรองของโจทก์สร้างเสร็จปี 2545 ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2547 โครงการผู้ขายมีหนังสือแจ้งให้นายพินิจนำเงินค่าที่ดินที่ค้าง 1,640,000 บาท ไปชำระเพื่อกำหนดนัดวันโอนสิทธิในที่ดิน จากนั้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2549 จำเลยได้ทำสัญญาซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 เนื้อที่ 408 ตารางวา ดังกล่าวจากบริษัท ซ. และได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองและทำประโยชน์แล้ว วันที่ 21 มีนาคม 2550 โจทก์มีหนังสือแจ้งนาย พ. กับจำเลยให้แบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 200 ตารางวา คืนให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงโดยโจทก์จะชำระเงินค่าที่ดินค้างชำระ 250,000 บาท กับค่าก่อสร้างค้างชำระ 250,000 บาท รวม 500,000 บาท ให้ในวันแบ่งแยกและโอนสิทธิครอบครองในที่ดินต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2550 จำเลยได้ขอแบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือเนื้อที่ 210 ตารางวา ออกจากเนื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 จึงเหลือเนื้อที่ดิน 198 ตารางวา ส่วนที่ดินด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 210 ตารางวา เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 ให้ จากนั้นปี 2554 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหลักฐานโฉนดเลขที่ 75240 เนื้อที่ 198 ตารางวา ให้แทน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557 ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 เนื้อที่ 208 ตารางวา ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้ขอรังวัดออกโฉนดไว้ด้วย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหลักฐานโฉนดหมายเลขอะไร และปัจจุบันที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ฟ้องว่าที่ดินส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงด้านทิศใต้ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินแปลงด้านทิศเหนือที่ถูกต้องได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่า ที่ดินส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ ประกอบกับทางพิจารณาได้ความว่า ที่ดินทั้งแปลงเดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 โดยที่ดินด้านทิศใต้ คงเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ได้ออกเป็นโฉนดเลขที่ 75240 ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยโอนที่ดินในส่วนของโจทก์ด้านทิศเหนือ การที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 หรือโฉนดเลขที่ 75240 ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ จึงเป็นการระบุผิดพลาดโดยชัดเจน ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินด้านทิศเหนือตามคำบรรยายฟ้องที่ถูกต้องได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบหมายให้นาย พ. บิดาจำเลยจำเลยเป็นตัวแทนซื้อที่ดินร่วมกับนาย พ. แล้วนาย พ. จะแบ่งแยกที่ดินส่วนของโจทก์ให้ในภายหลังโดยโจทก์ชำระเงินให้นาย พ. ไปบางส่วนแล้ว แต่ต่อมานาย พ. มอบหมายให้จำเลยซื้อและจดทะเบียนรับโอนที่ดินดังกล่าว ส่วนจำเลยให้การต่อสู้ว่า นาย พ. ชักชวนนาย ศ. กรรมการโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ดังนี้ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า นาย พ. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการซื้อที่ดินพิพาทหรือไม่ หากฟังได้ว่านาย พ. เป็นตัวแทนของโจทก์โดยนาย พ. มอบหมายให้จำเลยซื้อที่ดินพิพาทแทนโจทก์แล้ว จึงจะนำไปสู่ประเด็นเรื่องอายุความว่า เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์สินจากตัวแทนที่ได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนที่มีอายุความ 10 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย หรือเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คือที่ดินส่วนของโจทก์ที่นาย พ. ซื้อแทนคืนโดยไม่มีกำหนดอายุความดังที่โจทก์ฎีกา แต่หากฟังได้ตามที่จำเลยต่อสู้ว่านาย พ. ไม่ได้เป็นตัวแทนของโจทก์ในการซื้อที่ดินพิพาท และจำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยตนเองแล้ว ย่อมไม่เกิดประเด็นเรื่องอายุความดังกล่าวให้ต้องวินิจฉัย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกประเด็นเรื่องอายุความดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องการเป็นตัวแทนโจทก์ของนาย พ. หรือไม่ก่อน จึงไม่ชอบ เห็นควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามลำดับประเด็นแห่งคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป.
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายสมฤกษ์ ลำสีอ่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
สัมพันธ์ บุนนาค
สุวิชา นาควัชระ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568
#722236
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก พ. ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้นและทำสัญญาใหม่เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. เป็นโจทก์ โดยมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ต่อ พ. และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้เป็นประกันหนี้โจทก์โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน แสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ตกลงทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรง โดยจำเลยยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. มาเป็นโจทก์ การทำสัญญาจำนองจึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีการทำเป็นหนังสือหรือทำคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 927,173 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 727,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 477,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยได้รับการยกเว้น ให้โจทก์นำมาชำระต่อศาลในนามของจำเลย

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนางพรรณี และนายภาณุวัชร เป็นกรรมการ จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือกรรมการคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยกู้ยืมเงินจากนางพรรณี 350,000 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 เป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้น 477,000 บาท และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินจากนางพรรณี และจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ไว้แก่โจทก์ โดยถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้เงินโจทก์ 727,000 บาท ส่วนหนี้เงินต้น 250,000 บาท ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินเพิ่มไปจากโจทก์ในวันจดทะเบียนจำนองนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนหนี้เงินกู้ดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การกู้เงินตามฟ้องเป็นแปลงหนี้ใหม่หรือโอนสิทธิเรียกร้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจากนางพรรณีกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ต่อมาจึงมีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้นและทำสัญญาใหม่เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จากนางพรรณีเป็นโจทก์ การตกลงกันดังกล่าวนั้นมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ต่อนางพรรณี และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้เป็นประกันหนี้ต่อโจทก์โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ซึ่งกฎหมายให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคสาม ก็ตาม แต่จำเลยให้การต่อสู้คดีนี้แต่เพียงว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ การโอนหนี้ระหว่างนางพรรณีกับโจทก์เป็นการโอนหนี้อันพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงแต่นางพรรณีและโจทก์มิได้มีคำบอกกล่าวเป็นหนังสือหรือได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลย โดยจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าการโอนหนี้ระหว่างนางพรรณีกับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือจึงไม่สมบูรณ์ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการโอนหนี้ระหว่างนางพรรณีกับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสืออันจะทำให้การโอนหนี้ไม่สมบูรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 349 วรรคสาม แต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านางพรรณีในฐานะส่วนตัว โจทก์โดยนางพรรณีในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และจำเลยตกลงกันให้นำมูลหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระที่จำเลยเป็นลูกหนี้นางพรรณีตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับนางพรรณีเป็นเงินต้นตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์ มูลหนี้ตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย และถือได้ว่าจำเลยได้รับเงินกู้ตามสัญญากู้ไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว สัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์ซึ่งเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จึงมีผลบังคับตามกฎหมาย และการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินกับโจทก์และใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมระหว่างจำเลยกับโจทก์ โดยจำเลยลงชื่อในฐานะผู้จำนองและลงชื่อในช่องผู้รับจำนองในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ตกลงทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรง โดยจำเลยยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จากนางพรรณีมาเป็นโจทก์แล้ว การทำสัญญาจำนองจึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีการทำเป็นหนังสือหรือทำคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ และโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยให้ชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองภายใน 60 วัน ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาต้องรับผิดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 654 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 วรรคหนึ่ง ม. 349 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฮ.
จำเลย — นางสาว ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายพงศ์พัฒน์ ตาชูชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนุสรณ์ จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ชวลิต อิศรเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568
#723231
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก พ. ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้นและทำสัญญาใหม่เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. เป็นโจทก์ โดยมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ต่อ พ. และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้เป็นประกันหนี้โจทก์โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน แสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ตกลงทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรง โดยจำเลยยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. มาเป็นโจทก์ การทำสัญญาจำนองจึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีการทำเป็นหนังสือหรือทำคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 927,173 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 727,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 477,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42297 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยได้รับการยกเว้น ให้โจทก์นำมาชำระต่อศาลในนามของจำเลย

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนาง พ. และนาย ภ. เป็นกรรมการ จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้คือกรรมการคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยกู้ยืมเงินจากนาง พ. 350,000 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ เป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้น 477,000 บาท และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินจากนาง พ. และจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ไว้แก่โจทก์ โดยถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้เงินโจทก์ 727,000 บาท ส่วนหนี้เงินต้น 250,000 บาท ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินเพิ่มไปจากโจทก์ในวันจดทะเบียนจำนองนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนหนี้เงินกู้ดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การกู้เงินตามฟ้องเป็นแปลงหนี้ใหม่หรือโอนสิทธิเรียกร้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจากนาง พ. กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ต่อมาจึงมีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้นและทำสัญญาใหม่เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จากนาง พ. เป็นโจทก์ การตกลงกันดังกล่าวนั้นมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ต่อนาง พ. และจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้เป็นประกันหนี้ต่อโจทก์โดยใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ซึ่งกฎหมายให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคสาม ก็ตาม แต่จำเลยให้การต่อสู้คดีนี้แต่เพียงว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ การโอนหนี้ระหว่างนาง พ. กับโจทก์เป็นการโอนหนี้อันพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงแต่นาง พ. และโจทก์มิได้มีคำบอกกล่าวเป็นหนังสือหรือได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลย โดยจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าการโอนหนี้ระหว่างนาง พ. กับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือจึงไม่สมบูรณ์ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องการโอนหนี้ระหว่างนาง พ. กับโจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสืออันจะทำให้การโอนหนี้ไม่สมบูรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 349 วรรคสาม แต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านาง พ. ในฐานะส่วนตัว โจทก์โดยนาง พ. ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และจำเลยตกลงกันให้นำมูลหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยค้างชำระที่จำเลยเป็นลูกหนี้นาง พ. ตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับนาง พ. เป็นเงินต้นตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์ มูลหนี้ตามสัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย และถือได้ว่าจำเลยได้รับเงินกู้ตามสัญญากู้ไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว สัญญาจำนองที่ใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยกับโจทก์ซึ่งเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จึงมีผลบังคับตามกฎหมาย และการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินกับโจทก์และใช้สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมระหว่างจำเลยกับโจทก์ โดยจำเลยลงชื่อในฐานะผู้จำนองและลงชื่อในช่องผู้รับจำนองในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ตกลงทำสัญญาจำนองกับโจทก์โดยตรง โดยจำเลยยินยอมให้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จากนาง พ. มาเป็นโจทก์แล้ว การทำสัญญาจำนองจึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องที่จะต้องมีการทำเป็นหนังสือหรือทำคำบอกกล่าวหรือความยินยอมเป็นหนังสืออีกต่างหาก ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ และโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยให้ชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองภายใน 60 วัน ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาต้องรับผิดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 654 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 วรรคหนึ่ง ม. 349 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฮ.
จำเลย — นางสาว ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายพงศ์พัฒน์ ตาชูชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนุสรณ์ จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ชวลิต อิศรเดช
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6267/2568
#720024
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร กับความผิดฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการเป็นความผิดหลายกรรมต่างกรรมกันหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวต่อเนื่องในคราวเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาและองค์ประกอบของการกระทำความผิดแตกต่างกันจึงสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ ประกอบกับเจตนารมณ์ของกฎหมายตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 มุ่งคุ้มครองผู้เข้าไปใช้บริการในสถานบริการ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 16/2, 28/2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 371 ริบอาวุธปืนและซองพกหนังสีดำ 1 ซอง ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 16/2, 28/2 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท ฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับ 1,000 บาท ฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ คงจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนและซองพกหนังสีดำ 1 ซอง ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 16/2, 28/2 วรรคสอง ให้ลงโทษฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษ กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรกับความผิดฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวต่อเนื่องในคราวเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาและองค์ประกอบของการกระทำความผิดแตกต่างกันจึงสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ ประกอบกับเจตนารมณ์ของกฎหมายตามพระราชบัญญัติสถานบริการฯ มุ่งคุ้มครองความปลอดภัยของผู้เข้าไปใช้บริการในสถานบริการ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า สถานบริการเป็นสถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการแก่บุคคลทั่วไปจึงต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง การที่จำเลยพาอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนของกลางเข้าไปในสถานบริการในเวลากลางคืนย่อมง่ายต่อการก่อเหตุร้าย นับว่าเป็นอันตรายต่อสุจริตชนผู้เข้าไปใช้บริการในสถานบริการเป็นอย่างยิ่ง และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม แม้อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนของจำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายก็ยังไม่เป็นเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 16/2, 28/2 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท ฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับ 1,000 บาท ฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ คงจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 371
พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ม. 16/2 ม. 28/2 วรรคสอง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นางพลอยไพลิน เลื่องสีนิล เลิศอุดมโชค
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสุวิมล ศรีสงวน สุวรรณพงษ์
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
ธีรพงศ์ อุ่นชัย
กรวรรณ อาธารมาศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6260/2568
#719652
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 65 การถอนตัวจากการเป็นทนายความมีขั้นตอนที่สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัว ศาลต้องพอใจว่าทนายความได้แจ้งให้ตัวความทราบเรื่องการขอถอนตัวของทนายความแล้ว เว้นแต่ทนายความไม่สามารถหาตัวความพบ ประการที่สอง ศาลต้องแจ้งคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัวนั้นให้ตัวความทราบโดยการส่งหมายหรือวิธีอื่น ในคดีนี้ น. ยื่นคำร้องและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้แจ้งเรื่องการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความให้จำเลยทราบแล้ว โดยส่งบทสนทนาทางเฟซบุ๊ก เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความตามที่จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามว่า บทสนทนาทางเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นข้อความที่เพื่อนชายของจำเลยได้พูดคุยกับ น. ในเรื่องการดำเนินคดีนี้ และจำเลยทราบถึงข้อความนั้นด้วย ประกอบกับเมื่อตรวจสอบข้อความสนทนาปรากฏว่า น. ได้แจ้งให้เพื่อนชายของจำเลยทราบแล้วว่าจะยุติการทำหน้าที่ทนายความ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทราบเรื่องที่ น. จะขอถอนตัวจากการเป็นทนายความแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ น. ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อในวันนั้นจำเลยไม่ได้อยู่ต่อหน้าศาลชั้นต้นและยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจำเป็นต้องแจ้งคำสั่งนั้นให้จำเลยทราบโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร เมื่อไม่ดำเนินการ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระค่าขาดราคา ค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกับภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 296,088.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยได้แต่งตั้งนายนรินทร์ เป็นทนายความ และขอเลื่อนวันนัดจำเลยให้การและนัดสืบพยานครั้งแรกจากวันที่ 21 มิถุนายน 2564 เป็นวันที่ 21 กันยายน 2564 ครั้นถึงวันนัดที่เลื่อนมา ทนายจำเลยขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยเนื่องจากมีความเห็นทางคดีไม่ตรงกัน และจำเลยประสงค์จะให้ทนายจำเลยยุติการทำหน้าที่โดยทนายจำเลยได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงการถอนตัวแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้วสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 112,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวแล้วพิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยแต่งตั้งให้นายนรินทร์ เป็นทนายความ ศาลชั้นต้นกำหนดนัดไกล่เกลี่ย ให้การ หรือสืบพยานโจทก์วันที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 9.00 น. ก่อนถึงวันนัดทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เมื่อถึงวันนัดทนายโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์และผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นสอบทนายโจทก์แล้ว ทนายโจทก์ไม่คัดค้านการขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดไกล่เกลี่ย ให้การ หรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 21 กันยายน 2564 เวลา 9.00 น. ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2564 นายนรินทร์ยื่นคำร้องว่า นายนรินทร์และจำเลยมีความเห็นเกี่ยวกับคดีไม่ตรงกัน และจำเลยประสงค์ให้นายนรินทร์ยุติการทำหน้าที่ โดยได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการยุติการทำหน้าที่ทนายจำเลย ผ่านโปรแกรมสนทนาเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2564 โดยในวันนัดมารดาจำเลยจะมาศาลแทนนายนรินทร์ จึงขออนุญาตถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย โดยแนบบันทึกการสนทนาทางโปรแกรมสนทนาเฟซบุ๊ก มากับคำร้อง ศาลชั้นต้นสั่งว่า "รอไว้สั่งวันนัด" เมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นสอบแล้ว นายนรินทร์แถลงว่ามีความเห็นในทางคดีไม่ตรงกันหลายประการ และจำเลยประสงค์ให้นายนรินทร์ยุติการทำหน้าที่ โดยนายนรินทร์แจ้งให้จำเลยทราบถึงการถอนตัวออกจากการเป็นทนายของจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายนรินทร์ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย และศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล โดยไม่ได้รับอนุญาตให้เลื่อนคดี และไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด จึงถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว

คดีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า การอนุญาตให้นายนรินทร์ถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลย สืบพยานโจทก์ และพิจารณาพิพากษาไปฝ่ายเดียวนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 6 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" เมื่อกรณีของการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของคู่ความไม่มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 65 บัญญัติว่า

"ทนายความที่ตัวความได้ตั้งแต่งให้เป็นทนายในคดีจะมีคําขอต่อศาลให้สั่งถอนตนจากการตั้งแต่งนั้นก็ได้ แต่ต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าทนายความผู้นั้นได้แจ้งให้ตัวความทราบแล้ว เว้นแต่จะหาตัวความไม่พบ

เมื่อศาลมีคําสั่งอนุญาตตามคําขอแล้ว ให้ศาลส่งคำสั่งนั้นให้ตัวความทราบโดยเร็วโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร"

การถอนตัวจากการเป็นทนายความจึงมีขั้นตอนที่สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัว ศาลต้องพอใจว่าทนายความได้แจ้งให้ตัวความทราบเรื่องการขอถอนตัวของทนายความแล้ว เว้นแต่ทนายความไม่สามารถหาตัวความพบ ประการที่สอง ศาลต้องแจ้งคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัวนั้นให้ตัวความทราบโดยการส่งหมายหรือวิธีอื่น ในคดีนี้นายนรินทร์ยื่นคำร้องและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้แจ้งเรื่องการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความให้จำเลยทราบแล้ว โดยส่งบทสนทนาทางเฟซบุ๊ก เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความตามที่จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามว่า บทสนทนาทางเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นข้อความที่เพื่อนชายของจำเลยได้พูดคุยกับนายนรินทร์ในเรื่องการดำเนินคดีนี้ และจำเลยทราบถึงข้อความนั้นด้วย ประกอบกับเมื่อตรวจสอบข้อความสนทนาปรากฏว่า นายนรินทร์ได้แจ้งให้เพื่อนชายของจำเลยทราบแล้วว่าจะยุติการทำหน้าที่ทนายความ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทราบเรื่องที่นายนรินทร์จะขอถอนตัวจากการเป็นทนายความแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายนรินทร์ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อในวันนั้น (วันที่ 21 กันยายน 2564) จำเลยไม่ได้อยู่ต่อหน้าศาลชั้นต้นและยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจำเป็นต้องแจ้งคำสั่งนั้นให้จำเลยทราบโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร ตามบทบัญญัติของกฎหมาย การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยอย่างยิ่ง การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายนรินทร์ ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย โดยให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งดังกล่าวแก่จำเลยและพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 65
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นางสาวชนิกานต์ วงค์เย็น
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมชาย กิจนพศรี
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เดช วานิชกิตติกูล
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
สุรพงษ์ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6260/2568
#721728
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 65 การถอนตัวจากการเป็นทนายความมีขั้นตอนที่สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัว ศาลต้องพอใจว่าทนายความได้แจ้งให้ตัวความทราบเรื่องการขอถอนตัวของทนายความแล้ว เว้นแต่ทนายความไม่สามารถหาตัวความพบ ประการที่สอง ศาลต้องแจ้งคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัวนั้นให้ตัวความทราบโดยการส่งหมายหรือวิธีอื่น ในคดีนี้ น. ยื่นคำร้องและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้แจ้งเรื่องการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความให้จำเลยทราบแล้ว โดยส่งบทสนทนาทางเฟซบุ๊ก เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความตามที่จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามว่า บทสนทนาทางเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นข้อความที่เพื่อนชายของจำเลยได้พูดคุยกับ น. ในเรื่องการดำเนินคดีนี้ และจำเลยทราบถึงข้อความนั้นด้วย ประกอบกับเมื่อตรวจสอบข้อความสนทนาปรากฏว่า น. ได้แจ้งให้เพื่อนชายของจำเลยทราบแล้วว่าจะยุติการทำหน้าที่ทนายความ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทราบเรื่องที่ น. จะขอถอนตัวจากการเป็นทนายความแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ น. ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อในวันนั้นจำเลยไม่ได้อยู่ต่อหน้าศาลชั้นต้นและยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจำเป็นต้องแจ้งคำสั่งนั้นให้จำเลยทราบโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร การที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระค่าขาดราคา ค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกับภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 296,088.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยได้แต่งตั้งนาย น. เป็นทนายความ และขอเลื่อนวันนัดจำเลยให้การและนัดสืบพยานครั้งแรกจากวันที่ 21 มิถุนายน 2564 เป็นวันที่ 21 กันยายน 2564 ครั้นถึงวันนัดที่เลื่อนมา ทนายจำเลยขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยเนื่องจากมีความเห็นทางคดีไม่ตรงกัน และจำเลยประสงค์จะให้ทนายจำเลยยุติการทำหน้าที่โดยทนายจำเลยได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงการถอนตัวแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้วสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 112,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวแล้วพิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยแต่งตั้งให้นาย น. เป็นทนายความ ศาลชั้นต้นกำหนดนัดไกล่เกลี่ย ให้การ หรือสืบพยานโจทก์วันที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 9.00 น. ก่อนถึงวันนัดทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เมื่อถึงวันนัดทนายโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์และผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นสอบทนายโจทก์แล้ว ทนายโจทก์ไม่คัดค้านการขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดไกล่เกลี่ย ให้การ หรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 21 กันยายน 2564 เวลา 9.00 น. ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2564 นาย น. ยื่นคำร้องว่า นาย น. และจำเลยมีความเห็นเกี่ยวกับคดีไม่ตรงกัน และจำเลยประสงค์ให้นาย น. ยุติการทำหน้าที่ โดยได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการยุติการทำหน้าที่ทนายจำเลย ผ่านโปรแกรมสนทนาเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2564 โดยในวันนัดมารดาจำเลยจะมาศาลแทนนาย น. จึงขออนุญาตถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย โดยแนบบันทึกการสนทนาทางโปรแกรมสนทนาเฟซบุ๊ก มากับคำร้อง ศาลชั้นต้นสั่งว่า "รอไว้สั่งวันนัด" เมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นสอบแล้ว นาย น. แถลงว่ามีความเห็นในทางคดีไม่ตรงกันหลายประการ และจำเลยประสงค์ให้นาย น. ยุติการทำหน้าที่ โดยนาย น. แจ้งให้จำเลยทราบถึงการถอนตัวออกจากการเป็นทนายของจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นาย น. ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย และศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล โดยไม่ได้รับอนุญาตให้เลื่อนคดี และไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด จึงถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว

คดีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า การอนุญาตให้นาย น. ถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลย สืบพยานโจทก์ และพิจารณาพิพากษาไปฝ่ายเดียวนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 6 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" เมื่อกรณีของการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของคู่ความไม่มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 65 บัญญัติว่า

"ทนายความที่ตัวความได้ตั้งแต่งให้เป็นทนายในคดีจะมีคําขอต่อศาลให้สั่งถอนตนจากการตั้งแต่งนั้นก็ได้ แต่ต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าทนายความผู้นั้นได้แจ้งให้ตัวความทราบแล้ว เว้นแต่จะหาตัวความไม่พบ

เมื่อศาลมคำสั่งอนุญาตตามคําขอแล้ว ให้ศาลส่งคำสั่งนั้นให้ตัวความทราบ โดยเร็วโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร"

การถอนตัวจากการเป็นทนายความจึงมีขั้นตอนที่สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัว ศาลต้องพอใจว่าทนายความได้แจ้งให้ตัวความทราบเรื่องการขอถอนตัวของทนายความแล้ว เว้นแต่ทนายความไม่สามารถหาตัวความพบ ประการที่สอง ศาลต้องแจ้งคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัวนั้นให้ตัวความทราบโดยการส่งหมายหรือวิธีอื่น ในคดีนี้นาย น. ยื่นคำร้องและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้แจ้งเรื่องการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความให้จำเลยทราบแล้ว โดยส่งบทสนทนาทางเฟซบุ๊ก เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความตามที่จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามว่า บทสนทนาทางเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นข้อความที่เพื่อนชายของจำเลยได้พูดคุยกับนาย น. ในเรื่องการดำเนินคดีนี้ และจำเลยทราบถึงข้อความนั้นด้วย ประกอบกับเมื่อตรวจสอบข้อความสนทนาปรากฏว่า นาย น. ได้แจ้งให้เพื่อนชายของจำเลยทราบแล้วว่าจะยุติการทำหน้าที่ทนายความ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทราบเรื่องที่นาย น. จะขอถอนตัวจากการเป็นทนายความแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นาย น. ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อในวันนั้น (วันที่ 21 กันยายน 2564) จำเลยไม่ได้อยู่ต่อหน้าศาลชั้นต้นและยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจำเป็นต้องแจ้งคำสั่งนั้นให้จำเลยทราบโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร ตามบทบัญญัติของกฎหมาย การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยอย่างยิ่ง การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นาย น. ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย โดยให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งดังกล่าวแก่จำเลยและพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นางสาวชนิกานต์ วงค์เย็น
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมชาย กิจนพศรี
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เดช วานิชกิตติกูล
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
สุรพงษ์ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6251/2568
#722841
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อ 24 ระบุว่า ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ ให้คณะกรรมการเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเข้าเป็นกรรมการแทนตำแหน่งกรรมการที่ว่างในการประชุมคณะกรรมการคราวถัดไป เว้นแต่วาระของกรรมการจะเหลือน้อยกว่าสองเดือน บุคคลซึ่งเข้าเป็นกรรมการแทนดังกล่าวจะอยู่ในตำแหน่งกรรมการได้เพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการที่ตนแทน เมื่อได้ความว่า กรรมการทั้งหมดที่มีอยู่เดิม ณ วันประชุมสามัญประจำปี 2560 ของผู้คัดค้านที่ 1 มีกรรมการ 9 คน ต่อมามีกรรมการที่ต้องออกจากตำแหน่งกรรมการ 7 คน ด้วยเหตุผลต่าง ๆ โดยกรรมการที่ออกจากตำแหน่งตามวาระมีเพียง ส. เพียงคนเดียว ส่วนกรรมการอื่นอีก 6 คน เป็นกรรมการที่ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่น แต่ไม่ปรากฏการแจ้งให้ผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมทราบว่า กรรมการที่ต้องออกจากตำแหน่งก่อนวาระแต่ละคนมีวาระการดำรงตำแหน่งถึงเมื่อใด และผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการแทนตำแหน่งดังกล่าวมีวาระการดำรงตำแหน่งถึงเมื่อใด หรือวาระดังกล่าวได้หมดลงไปแล้วเมื่อใด อันจะอ้างได้ว่าเป็นกรณีที่ไม่จำต้องระบุว่ากรรมการที่ได้รับเลือกตั้งแต่ละคนแทนกรรมการคนใด แม้ผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือถึงกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อแจ้งข้อมูลให้ผู้ถือหุ้นและผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการทราบถึงวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งในวันที่ 25 ธันวาคม 2561 ว่า ผู้ได้รับเลือกตั้งคะแนนสูงสุด 6 ลำดับ มีวาระการดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2564 และผู้ได้รับเลือกตั้งคะแนนลำดับ 7 มีวาระการดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 28 เมษายน 2562 ก็ตาม แต่หนังสือดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งเข้าแทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระตามข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อ 24 เช่นกัน รายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 ระบุไว้ชัดแจ้งว่า วาระที่ 3 พิจารณาเลือกตั้งกรรมการ ที่ประชุมมีมติให้กรรมการ 6 คน มีวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2564 ถือได้ว่าที่ประชุมได้กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงสูงสุด 6 คน จนถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2564 แล้ว แม้จะมิได้กำหนดเป็นวาระพิจารณาในหนังสือเชิญประชุมก็ตาม ดังนั้น การที่ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 มีมติว่าวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งคะแนนสูงสุด 6 คน ถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2564 หรือเป็นเวลา 3 ปี เท่ากับเป็นวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการชุดใหม่ทั้งที่มีกรรมการที่ออกจากตำแหน่งตามวาระเพียงคนเดียว จึงเป็นการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการที่ไม่ชอบ ขัดต่อข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อ 24 และ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 83 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 108

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสิบยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้อง ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 ของผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างผู้ร้องทั้งสิบและผู้คัดค้านทั้งเจ็ดให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสิบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 ของผู้คัดค้านที่ 1 ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 108 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีหุ้นเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้ชื่อหลักทรัพย์ว่า IFEC (ไอเฟค) มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการด้านพลังงานและอื่น ๆ มีกรรมการ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2560 จำนวน 9 คน คือนายวิชัย นายศุภนันท์ นายฉัตรณรงค์ พลตรีบุญเลิศ นายทวิช นางสาวประนอม นายสมชาย พลตำรวจเอกสุนทร และนายปริญญา ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2561 ผู้คัดค้านที่ 1 โดยนายฉัตรณรงค์แจ้งต่อนายทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ ขอจดทะเบียนกรรมการลาออกจากตำแหน่ง 6 คน นายทะเบียนรับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 เป็นผลให้ผู้คัดค้านที่ 1 เหลือกรรมการบริษัท 3 คน คือ พลตรีบุญเลิศ นายฉัตรณรงค์และนายศุภนันท์ วันที่ 27 กันยายน 2561 ผู้คัดค้านที่ 1 โดยนายฉัตรณรงค์ แจ้งต่อนายทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษขอจดทะเบียนนายศุภนันท์ออกจากกรรมการ เนื่องจากนายศุภนันท์ถูกคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีคำสั่งให้พ้นจากการเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของผู้คัดค้านที่ 1 นับแต่วันที่ 5 กันยายน 2561 เป็นต้นไป นายทะเบียนรับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเหลือกรรมการเพียง 2 คน คือ พลตรีบุญเลิศและนายฉัตรณรงค์ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 พลตรีบุญเลิศและนายฉัตรณรงค์ประชุมคณะกรรมการบริษัท ประจำไตรมาสที่ 4 ครั้งที่ 4/2561 เป็นกรณีเร่งด่วนและมีมติให้เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อเลือกตั้งกรรมการแทนตำแหน่งกรรมการที่ว่างลง วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือเชิญผู้ถือหุ้นประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 ในวันที่ 25 ธันวาคม 2561 เพื่อเลือกตั้งกรรมการใหม่แทนกรรมการที่ว่างลง วันที่ 25 ธันวาคม 2561 ผู้คัดค้านที่ 1 จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 เพื่อเลือกตั้งกรรมการใหม่เข้าดำรงตำแหน่งแทนกรรมการเดิมที่ลาออกก่อนครบวาระหรือขาดคุณสมบัติ 7 คน โดยมีพลตรีบุญเลิศเป็นประธานในที่ประชุม ที่ประชุมมีมติเลือกตั้งกรรมการ 7 คน โดยกรรมการ 6 คน คือ นายพิชิต นายหาญ นายกุดั่น นายทวิช นายบุญเลิศ และนางสาวประนอม มีวาระการดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2564 ส่วนพลเอกสำเภา กรรมการคนที่ 7 ที่ได้รับเลือกคะแนนลำดับสุดท้าย มีวาระการดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 28 เมษายน 2562 วันที่ 28 ธันวาคม 2561 พลตรีบุญเลิศยื่นคำขอจดทะเบียนกรรมการเข้าใหม่ 6 คน คือ นายพิชิต นายหาญ นายกุดั่น นายทวิช นายบุญเลิศ และนางสาวประนอม โดยอาศัยมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 ผู้ร้องทั้งสิบคัดค้านการขอจดทะเบียนดังกล่าวต่อนายทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ นายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนตามที่ผู้ร้องทั้งสิบคัดค้าน วันที่ 8 มีนาคม 2562 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีหนังสือถึงพลตรีบุญเลิศ ขอให้ชี้แจงกรณีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเลือกตั้งกรรมการและขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบในการอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนที่ไม่รับจดทะเบียนกรรมการ และการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อเลือกตั้งกรรมการครั้งใหม่ของบริษัท วันที่ 18 มกราคม 2562 พลตรีบุญเลิศมีหนังสือขอชี้แจงการคัดค้านการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัท วันที่ 8 มีนาคม 2562 นายทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ พิจารณาทบทวนคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของผู้คัดค้านที่ 1 แล้ว ออกคำสั่งใหม่เป็นให้รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของผู้คัดค้านที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า การเรียกประชุมและกำหนดวันนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 ชอบด้วยกฎหมาย และหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 ไม่ได้ใช้ตราประทับปลอม พลตรีบุญเลิศเข้าร่วมประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 ในฐานะผู้ถือหุ้นและทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมตามความประสงค์ของผู้ถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นให้การยอมรับและไม่มีผู้ถือหุ้นรายใดคัดค้าน อีกทั้งการกำหนดวิธีการลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการชอบด้วยข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อ 20 คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งในปัญหาดังกล่าว ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า การกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 ของผู้คัดค้านที่ 1 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อ 20 ระบุว่า กรรมการนั้นให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นเลือกตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้ (1) ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งมีคะแนนเสียงเท่ากับหนึ่งหุ้นต่อหนึ่งเสียง (2) ผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะต้องใช้คะแนนเสียงที่มีอยู่ทั้งหมดตาม (1) เลือกตั้งบุคคลคนเดียวหรือหลายคนเป็นกรรมการก็ได้ แต่จะแบ่งคะแนนเสียงให้แก่ผู้ใดมากน้อยเพียงใดไม่ได้ (3) บุคคลซึ่งได้รับคะแนนเสียงสูงสุดตามลำดับลงมาเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการเท่าจำนวนกรรมการที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นต้องเลือกตั้งในครั้งนั้น ข้อ 21 ระบุว่า ในการประชุมสามัญประจำปีทุกครั้ง ให้กรรมการออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนหนึ่งในสามเป็นอัตรา วรรคสองระบุว่า กรรมการที่จะต้องออกจากตำแหน่งในปีแรกและปีที่สองภายหลังจดทะเบียนบริษัทนั้น ให้จับฉลากกันว่าผู้ใดจะออก ส่วนปีหลัง ๆ ต่อไปให้กรรมการคนที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดนั้นเป็นผู้ออกจากตำแหน่ง กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งแล้วอาจได้รับเลือกตั้งใหม่ได้ ข้อ 23 ระบุว่า กรรมการคนใดจะลาออกจากตำแหน่ง ให้ยื่นหนังสือลาออกต่อบริษัท การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่หนังสือลาออกไปถึงบริษัท ข้อ 24 ระบุว่า ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ ให้คณะกรรมการเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเข้าเป็นกรรมการแทนตำแหน่งกรรมการที่ว่างในการประชุมคณะกรรมการคราวถัดไป เว้นแต่วาระของกรรมการจะเหลือน้อยกว่าสองเดือน บุคคลซึ่งเข้าเป็นกรรมการแทนดังกล่าวจะอยู่ในตำแหน่งกรรมการได้เพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการที่ตนแทน ได้ความตามรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ประจำไตรมาสที่ 4 ครั้งที่ 4/2561 เป็นกรณีเร่งด่วนเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 ว่า พลตรีบุญเลิศซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมแจ้งต่อที่ประชุมว่า วาระที่ 2 พิจารณาอนุมัติ เรื่อง กำหนดวัน การจัดทำเอกสารประกอบการประชุมและการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 เพื่อเลือกตั้งกรรมการทดแทนตำแหน่งกรรมการที่ว่างลง ซึ่งเมื่อนับจากยอดจำนวนกรรมการทั้งหมดที่มีอยู่เดิม ณ วันประชุมสามัญประจำปี 2560 มีกรรมการ 9 คน ต่อมามีกรรมการที่ต้องออกจากตำแหน่งกรรมการ 7 คน ด้วยเหตุผลต่าง ๆ คือ (1) ผู้ร้องที่ 1 เนื่องจากถูกคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กล่าวโทษ และต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 (2) นายทวิช และ (3) นางสาวประนอม เนื่องจากลาออก มีผลวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 (4) นายสมชาย เนื่องจากออกตามวาระและไม่ได้ถูกเสนอชื่อให้เลือกตั้งกลับเข้ามาใหม่ (5) พลตำรวจเอกสุนทร และ (6) นายปริญญา เนื่องจากออกตามวาระและได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาใหม่ แต่ศาลแพ่งได้พิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่เลือกตั้งกลับเข้ามาใหม่ เนื่องจากเป็นมติที่ขัดต่อข้อบังคับของบริษัท จึงไม่สามารถจดทะเบียนเข้าเป็นกรรมการอีกวาระหนึ่งได้ ประกอบกับพลตำรวจเอกสุนทรและนายปริญญาได้ยื่นหนังสือลาออกแล้วมีผลวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 และ (7) นายศุภนันท์ เนื่องจากถูกคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กล่าวโทษ และต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 ดังนี้ การเลือกตั้งกรรมการใหม่เข้าแทนตำแหน่งกรรมการที่ว่างลงในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 จึงมีทั้งกรรมการที่ออกจากตำแหน่งตามวาระ ตามข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อ 21 ซึ่งกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งเข้าแทนตำแหน่งดังกล่าวมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี ส่วนกรรมการที่ออกจากตำแหน่งก่อนวาระ โดยการลาออก ตามข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อ 23 และกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่น เนื่องจากถูกคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กล่าวโทษ ตามข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อ 24 นั้น กรรมการที่ได้รับเลือกตั้งเข้าแทนตำแหน่งดังกล่าวมีวาระการดำรงตำแหน่งเพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการที่ตนแทนเท่านั้น เมื่อกรรมการที่ออกจากตำแหน่งตามวาระ มีเพียงนายสมชายเพียงคนเดียว ส่วนกรรมการอื่นอีก 6 คน เป็นกรรมการที่ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุอื่น แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า คณะกรรมการผู้คัดค้านที่ 1 หรือพลตรีบุญเลิศได้แจ้งให้ผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมทราบว่า กรรมการที่ต้องออกจากตำแหน่งก่อนวาระแต่ละคนมีวาระการดำรงตำแหน่งถึงเมื่อใด และผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการแทนตำแหน่งดังกล่าวมีวาระการดำรงตำแหน่งถึงเมื่อใด หรือวาระดังกล่าวได้หมดลงไปแล้วเมื่อใด อันจะอ้างได้ว่าเป็นกรณีที่ไม่จำต้องระบุว่ากรรมการที่ได้รับเลือกตั้งแต่ละคนแทนกรรมการคนใดดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา และแม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 20 ธันวาคม 2561 แจ้งกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อแจ้งข้อมูลให้ผู้ถือหุ้นและผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการทราบถึงวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งในวันที่ 25 ธันวาคม 2561 ว่า ผู้ได้รับเลือกตั้งคะแนนสูงสุด 6 ลำดับ มีวาระการดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2564 และผู้ได้รับเลือกตั้งคะแนนลำดับ 7 มีวาระการดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 28 เมษายน 2562 ก็ตาม แต่หนังสือดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งเข้าแทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระตามข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อ 24 เช่นกัน ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาว่า ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 ไม่มีวาระการพิจารณาเรื่อง การกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการ ย่อมไม่อาจถือว่าที่ประชุมมีมติกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการ นั้น เห็นว่า รายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 ระบุไว้ชัดแจ้งว่า วาระที่ 3 พิจารณาเลือกตั้งกรรมการ ที่ประชุมมีมติให้กรรมการ 6 คน มีวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2564 จึงถือได้ว่า ที่ประชุมได้กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงสูงสุด 6 คนจนถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2564 แล้ว แม้จะมิได้กำหนดเป็นวาระพิจารณาในหนังสือเชิญประชุมก็ตาม ดังนั้น การที่ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 มีมติว่าวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการที่ได้รับเลือกตั้งคะแนนสูงสุด 6 คน ถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2564 หรือเป็นเวลา 3 ปี เท่ากับเป็นวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการชุดใหม่ทั้งที่มีกรรมการที่ออกจากตำแหน่งตามวาระเพียงคนเดียว จึงเป็นการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการที่ไม่ชอบ ขัดต่อข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อ 24 และพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 83 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 108 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เป็นสาระเพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 83 วรรคท้าย ม. 108
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ว. กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวัชรินทร์ ภู่นริศ
ศาลอุทธรณ์ — นางจรีรัตน์ ตันติเวชกุล
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
ภัฏ วิภูมิรพี
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5770/2568
#722241
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ต้องสูญเสียเงินไป มิได้เกิดจากจำเลยทั้งสามเอาเงินของโจทก์ไปโดยพลการ เพราะจำเลยทั้งสามมิเคยได้รับหรือเข้าถือครองเงินของโจทก์เลยไม่ว่าในช่วงเวลาใด หากแต่จำเลยที่ 1 เพียงร่วมกับจำเลยที่ 2 และร่วมกับจำเลยที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จจนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อว่าลูกค้าสินเชื่อของโจทก์สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จริง โจทก์จึงชำระเงินค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อ การที่โจทก์เสียเงินไปจึงเป็นผลมาจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสามตามที่ได้ร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากคู่ค้าของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 มิใช่เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายแต่อย่างใด

ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ลงวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์เพียงแต่นำเอาบันทึกรับสภาพความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2560 มาแจ้งให้พนักงานสอบสวนให้ลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ที่มีการกล่าวถึงชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 รับสารภาพผิดไว้ หาได้มีข้อความใดที่โจทก์ได้กล่าวโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนว่าร่วมกันฉ้อโกงโจทก์และโจทก์ประสงค์จะร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกงเลย ข้อความที่ว่า พร้อมได้ยืนยันความประสงค์ขอนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีไปดำเนินการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกผู้ต้องหาเป็นคดีอาญาต่อศาลต่อไป ซึ่งต่อมาในวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์เป็นคดีนี้ มิได้ฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ยังแสดงว่าโจทก์มีความเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ มิใช่ร่วมกันฉ้อโกงโจทก์มาแต่แรก จึงไม่มีความจำเป็นใดที่โจทก์จะต้องร้องทุกข์เพื่อว่ากล่าวเอาโทษแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงอีกด้วย การแจ้งให้ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ ถือว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่มีการร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ตามที่พิจารณาได้ความ เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้และโจทก์อ้างว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเกินกว่าสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดอายุความ ตาม ป.อ. มาตรา 96

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335 (7)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 23 กระทง เป็นจำคุก 69 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 46 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ประกอบการค้าขายสินค้าประเภทวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างทุกชนิด ทั้งชำระด้วยเงินสดและแบบให้สินเชื่อ จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานส่งเสริมการขายของบริษัท ร. ซึ่งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่าย จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ ที่ทำการของโจทก์มานานกว่า 4 ปี และโจทก์ยังได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนขายสินค้าของโจทก์ด้วย โดยได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 1,000 บาท กับค่าตอบแทนพิเศษจากยอดขายสินค้า ในกรณีไม่มีสินค้าอยู่ในคลัง จำเลยที่ 1 สามารถสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายสินค้าแทนโจทก์ได้ ระหว่างวันที่ 5 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้าคอนกรีตผสมเสร็จ จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 2 รวม 11 ครั้ง โจทก์ชำระเงินให้แก่บริษัท ค. ครบถ้วน แต่เมื่อโจทก์ไปวางบิลเรียกเก็บเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 จึงทราบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 ไม่ได้สั่งซื้อสินค้า ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า โครงการ ส. ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้า จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. บริษัท ท. และบริษัท ด. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 3 รวม 12 ครั้ง โจทก์ชำระเงินให้แก่ผู้ขายครบถ้วน แต่เมื่อโจทก์ไปวางบิลเรียกเก็บเงินจากโครงการ ส. จึงทราบว่าโครงการ ส. ไม่ได้สั่งซื้อสินค้า ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาฉ้อโกง ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี วันที่ 11 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 1 รับสารภาพต่อโจทก์ว่า ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย มิใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง นั้น เห็นว่า การกระทำทั้งหลายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด ก็โดยร่วมกันใช้อุบายวางแผนลักเงินของโจทก์ไปซื้อสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างเพื่อนำไปจำหน่ายหรือแสวงหาประโยชน์แก่ตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต ทรัพย์ตามที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามลักไปคือเงินซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ แต่ข้อที่ได้ความทั้งตามคำฟ้องและตามทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้าคอนกรีตผสมเสร็จ จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 2 รวม 11 ครั้ง และจำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า โครงการ ส. ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้า จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. บริษัท ท. และบริษัท ด. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 3 รวม 12 ครั้ง ทำให้โจทก์หลงเชื่อและได้ชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายตามที่สั่งซื้อ แล้วโจทก์ไม่สามารถไปเรียกเก็บเงินจำนวนดังกล่าวจากห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 และโครงการ ส. ตามวิธีของการค้าขายตามที่เคยปฏิบัติต่อกันได้นั้น เห็นได้ว่า การที่โจทก์ต้องสูญเสียเงินไป มิได้เกิดจากจำเลยทั้งสามได้เอาเงินของโจทก์ไปโดยพลการ เพราะจำเลยทั้งสามมิเคยได้รับหรือเข้าถือครองเงินของโจทก์เลยไม่ว่าในช่วงเวลาใด หากแต่จำเลยที่ 1 เพียงร่วมกับจำเลยที่ 2 และร่วมกับจำเลยที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จจนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 และโครงการ ส. ลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จริง โจทก์จึงได้ชำระเงินค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อ การที่โจทก์เสียเงินไปจึงเป็นผลมาจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสามตามที่ได้ร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากคู่ค้าของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 มิใช่เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกฟ้องฐานร่วมกันลักทรัพย์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ภายหลังจำเลยที่ 1 รับสารภาพต่อโจทก์ว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ ตามบันทึกรับสภาพความผิด ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ใช้เวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงสักระยะ จึงตัดสินใจไปลงบันทึกประจำวันให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 22 มกราคม 2561 จึงต้องถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) บัญญัติว่า "คำร้องทุกข์" หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตามซึ่งได้กระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ แต่ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ลงวันที่ 22 มกราคม 2561 ที่มีข้อความว่า "พตท.อุดร แจ้งว่า ตามปจว.ข้อ 17 ก. ลว. 20 ก.ย. 61 (ที่ถูก 60) กรณี น.ส.นิดา กรรมการผู้จัดการบริษัท อ. ได้มาพบพนักงานสอบสวน แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ น.ส.เมตตา กับพวก ผู้ต้องหา ซึ่งได้แสดงข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ โดยการแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลอื่นที่มีเครดิต สั่งซื้อสินค้ากับทางบริษัทฯ มาทำการหลอกลวงเอาสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างของบริษัท อ. ไปขายให้กับลูกค้าอื่น จนทำให้บริษัทฯ ผู้แจ้งหลงเชื่อส่งมอบสินค้า ค่าสินค้าให้กับลูกค้าอื่นไป รวมเป็นเงินทั้งหมด 1,214,156.96 บาท ในความผิดฐาน "ฉ้อโกง" แล้ว พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้สอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น ต่อมาในวันที่ 11 ตุลาคม 2560 เวลากลางวัน น.ส.เมตตา ผู้ต้องหาได้ให้การยอมรับว่าในระหว่างปี 2559 -2560 ขณะเป็นพนักงานขายสินค้าของบริษัท ร. รับผิดชอบขายสินค้าวัสดุก่อสร้างให้กับบริษัทฯ ผู้เสียหาย โดยได้ประจำอยู่ที่บริษัทฯ ของผู้เสียหาย ได้ร่วมกับนายพีระพันธ์หรือโอม นายกิตติวัจน์หรือช่างอ้วน ใช้อุบายหลอกลวงบริษัทฯ ผู้เสียหาย โดยแอบอ้างชื่อลูกค้ารายอื่นของผู้เสียหายที่มีประวัติเป็นลูกค้าชั้นดีและมีเครดิตสั่งซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้างจากผู้เสียหายจนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นลูกค้ารายที่แอบอ้างชื่อจึงได้อนุมัติการสั่งซื้อและได้ส่งสินค้าไปยังสถานที่ก่อสร้าง ซึ่งนายพีระพันธ์ ทราบดีว่าหากสั่งซื้อสินค้าในนามของนายพีระพันธ์ ผู้เสียหายจะไม่ยอมขายสินค้าโดยให้เครดิตและจะไม่ส่งมอบสินค้าให้อย่างแน่แท้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวของนายพีระพันธ์ ทำให้บริษัทฯ ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย จึงได้ให้ น.ส.เมตตา จัดทำบันทึกรับสารภาพความผิด พร้อมได้ให้ น.ส.เมตตา ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานเพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในวันนี้ทางบริษัท อ. โดย น.ส.นิดา กรรมการผู้จัดการ จึงได้นำเอกสารบันทึกรับสารภาพความผิด ลงวันที่ 11 ต.ค. 2560 ดังกล่าวมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมได้ยืนยันความประสงค์ขอนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีไปดำเนินการยื่นฟ้อง น.ส.เมตตา กับพวกผู้ต้องหาเป็นคดีอาญาต่อศาลต่อไป จึงบันทึกไว้ เหตุเกิดที่... ลงชื่อ นิดา ผู้แจ้ง ลงชื่อ เมตตา ผู้ต้องหา ลงชื่อ พตท. อุดร สว. (สอบสวน)" นั้น เห็นได้ว่า โจทก์โดยนางสาวนิดาเพียงแต่นำเอาบันทึกรับสภาพความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2560 มาแจ้งให้พนักงานสอบสวนให้ลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ที่มีการกล่าวถึงชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 รับสารภาพผิดไว้ หาได้มีข้อความใดที่โจทก์ได้กล่าวโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนว่าร่วมกันฉ้อโกงโจทก์และโจทก์ประสงค์จะร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกงเลย ข้อความที่ว่า พร้อมได้ยืนยันความประสงค์ขอนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีไปดำเนินการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกผู้ต้องหาเป็นคดีอาญาต่อศาลต่อไป จึงบันทึกไว้ ซึ่งต่อมาในวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์เป็นคดีนี้ มิได้ฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ยังแสดงว่าโจทก์มีความเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ มิใช่ร่วมกันฉ้อโกงโจทก์มาแต่แรก จึงไม่มีความจำเป็นใดที่โจทก์จะต้องร้องทุกข์เพื่อว่ากล่าวเอาโทษแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงอีกด้วย การแจ้งให้ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ กับถือว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่มีการร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ตามที่พิจารณาได้ความ เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้และโจทก์อ้างมาในฎีกาว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเกินกว่าสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 96 ม. 335 (7) ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นางสาว ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสุวิมล จงสงวน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพศิษฐ์ รักกิจศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
มนูภาน ยศธแสนย์
สถาพร ประสารวรรณ
รังสิชัย บรรณกิจวิจารณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5770/2568
#724063
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามมิได้เอาเงินของโจทก์ไปโดยพลการ แต่ใช้อุบายหลอกลวงทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จจนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อว่าลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จริง โจทก์จึงได้ชำระเงินค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อ การที่โจทก์เสียเงินไปจึงเป็นผลมาจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสามตามที่ได้ร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากคู่ค้าของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 มิใช่เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย

การที่โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 กับพวก เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์เพียงแต่นำเอาบันทึกรับสภาพความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้ต่อโจทก์มาแจ้งให้พนักงานสอบสวนให้ลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ส่วนที่มีการกล่าวถึงชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 รับสารภาพผิดไว้ ไม่มีข้อความใดที่โจทก์ได้กล่าวโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนว่าร่วมกันฉ้อโกงโจทก์และโจทก์ประสงค์จะร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกง การแจ้งให้ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ กับถือว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่มีการร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ตามที่พิจารณาได้ความ เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้และโจทก์อ้างมาในฎีกาว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 จึงเกินกว่าสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดอายุความ ตาม ป.อ. มาตรา 96

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335 (7)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 23 กระทง เป็นจำคุก 69 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 46 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ประกอบการค้าขายสินค้าประเภทวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างทุกชนิด ทั้งชำระด้วยเงินสดและแบบให้สินเชื่อ จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานส่งเสริมการขายของบริษัท ร. ซึ่งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่าย จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ ที่ทำการของโจทก์มานานกว่า 4 ปี และโจทก์ยังได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนขายสินค้าของโจทก์ด้วย โดยได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 1,000 บาท กับค่าตอบแทนพิเศษจากยอดขายสินค้า ในกรณีไม่มีสินค้าอยู่ในคลัง จำเลยที่ 1 สามารถสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายสินค้าแทนโจทก์ได้ ระหว่างวันที่ 5 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้าคอนกรีตผสมเสร็จ จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 2 รวม 11 ครั้ง เป็นเงิน 99,732.24 บาท 110,880.68 บาท 59,984.63 บาท 114,516.11 บาท 90,885.80 บาท 37,283.08 บาท 63,620.06 บาท 18,177.16 บาท 162,952.44 บาท 13,610.40 บาท และ 8,325.67 บาท ตามลำดับ โจทก์ชำระเงินให้แก่บริษัท ค. ครบถ้วน แต่เมื่อโจทก์ไปวางบิลเรียกเก็บเงินจากห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 จึงทราบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 ไม่ได้สั่งซื้อสินค้า ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า โครงการ ส. ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้า จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. บริษัท ท. และบริษัท ด. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 3 รวม 12 ครั้ง เป็นเงิน 41,208.38 บาท 36,263.37 บาท 11,078.78 บาท 10,891.53 บาท 25,600 บาท 60,740 บาท 115,310 บาท 49,517.95 บาท 12,567.15 บาท 30,998.97 บาท 25,134.30 บาท และ 5,769.17 บาท ตามลำดับ โจทก์ชำระเงินให้แก่ผู้ขายครบถ้วน แต่เมื่อโจทก์ไปวางบิลเรียกเก็บเงินจากโครงการ ส. จึงทราบว่าโครงการ ส. ไม่ได้สั่งซื้อสินค้า ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาฉ้อโกง ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี วันที่ 11 ตุลาคม 2560 จำเลยที่ 1 รับสารภาพต่อโจทก์ว่า ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย มิใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง นั้น เห็นว่า การกระทำทั้งหลายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด ก็โดยร่วมกันใช้อุบายวางแผนลักเงินของโจทก์ไปซื้อสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างเพื่อนำไปจำหน่ายหรือแสวงหาประโยชน์แก่ตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต ทรัพย์ตามที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามลักไปคือเงินซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ แต่ข้อที่ได้ความทั้งตามคำฟ้องและตามทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้าคอนกรีตผสมเสร็จ จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 2 รวม 11 ครั้ง และจำเลยที่ 1 จัดทำใบสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเท็จว่า โครงการ ส. ซึ่งเป็นลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ ต้องการสั่งซื้อสินค้า จากนั้น จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ค. บริษัท ท. และบริษัท ด. ในนามของโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ส่งสินค้าไปให้จำเลยที่ 3 รวม 12 ครั้ง ทำให้โจทก์หลงเชื่อและได้ชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายตามที่สั่งซื้อ แล้วโจทก์ไม่สามารถไปเรียกเก็บเงินจำนวนดังกล่าวจากห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 และโครงการ ส. ตามวิธีของการค้าขายตามที่เคยปฏิบัติต่อกันได้นั้น เห็นได้ว่า การที่โจทก์ต้องสูญเสียเงินไป มิได้เกิดจากจำเลยทั้งสามได้เอาเงินของโจทก์ไปโดยพลการ เพราะจำเลยทั้งสามมิเคยได้รับหรือเข้าถือครองเงินของโจทก์เลยไม่ว่าในช่วงเวลาใด หากแต่จำเลยที่ 1 เพียงร่วมกับจำเลยที่ 2 และร่วมกับจำเลยที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงทำใบสั่งซื้ออันเป็นเท็จจนเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด 168 และโครงการ ส. ลูกค้าสินเชื่อของโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จริง โจทก์จึงได้ชำระเงินค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อ การที่โจทก์เสียเงินไปจึงเป็นผลมาจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสามตามที่ได้ร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากคู่ค้าของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.11 และการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามฟ้องข้อ 2.12 ถึงข้อ 2.23 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 มิใช่เป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกฟ้องฐานร่วมกันลักทรัพย์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ภายหลังจำเลยที่ 1 รับสารภาพต่อโจทก์ว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ ตามบันทึกรับสภาพความผิด ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ใช้เวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงสักระยะ จึงตัดสินใจไปลงบันทึกประจำวันให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 22 มกราคม 2561 จึงต้องถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) บัญญัติว่า "คำร้องทุกข์" หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตามซึ่งได้กระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ แต่ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ลงวันที่ 22 มกราคม 2561 ที่มีข้อความว่า "พตท.อุดร แจ้งว่า ตามปจว.ข้อ 17 ก. ลว. 20 ก.ย. 61 (ที่ถูก 60) กรณี น.ส.นิดา กรรมการผู้จัดการบริษัท อ. ได้มาพบพนักงานสอบสวน แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ น.ส.เมตตา กับพวก ผู้ต้องหา ซึ่งได้แสดงข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ โดยการแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลอื่นที่มีเครดิต สั่งซื้อสินค้ากับทางบริษัทฯ มาทำการหลอกลวงเอาสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างของบริษัท อ. ไปขายให้กับลูกค้าอื่น จนทำให้บริษัทฯ ผู้แจ้งหลงเชื่อส่งมอบสินค้า ค่าสินค้าให้กับลูกค้าอื่นไป รวมเป็นเงินทั้งหมด 1,214,156.96 บาท ในความผิดฐาน "ฉ้อโกง" แล้ว พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้สอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น ต่อมาในวันที่ 11 ตุลาคม 2560 เวลากลางวัน น.ส.เมตตา ผู้ต้องหาได้ให้การยอมรับว่าในระหว่างปี 2559 -2560 ขณะเป็นพนักงานขายสินค้าของบริษัท ร. รับผิดชอบขายสินค้าวัสดุก่อสร้างให้กับบริษัทฯ ผู้เสียหาย โดยได้ประจำอยู่ที่บริษัทฯ ของผู้เสียหาย ได้ร่วมกับนายพีระพันธ์หรือโอม นายกิตติวัจน์หรือช่างอ้วน ใช้อุบายหลอกลวงบริษัทฯ ผู้เสียหาย โดยแอบอ้างชื่อลูกค้ารายอื่นของผู้เสียหายที่มีประวัติเป็นลูกค้าชั้นดีและมีเครดิตสั่งซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้างจากผู้เสียหายจนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นลูกค้ารายที่แอบอ้างชื่อจึงได้อนุมัติการสั่งซื้อและได้ส่งสินค้าไปยังสถานที่ก่อสร้าง ซึ่งนายพีระพันธ์ ทราบดีว่าหากสั่งซื้อสินค้าในนามของนายพีระพันธ์ ผู้เสียหายจะไม่ยอมขายสินค้าโดยให้เครดิตและจะไม่ส่งมอบสินค้าให้อย่างแน่แท้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวของนายพีระพันธ์ ทำให้บริษัทฯ ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย จึงได้ให้ น.ส.เมตตา จัดทำบันทึกรับสารภาพความผิด พร้อมได้ให้ น.ส.เมตตา ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานเพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในวันนี้ทางบริษัท อ. โดย น.ส.นิดา กรรมการผู้จัดการ จึงได้นำเอกสารบันทึกรับสารภาพความผิด ลงวันที่ 11 ต.ค. 2560 ดังกล่าวมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมได้ยืนยันความประสงค์ขอนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีไปดำเนินการยื่นฟ้อง น.ส.เมตตา กับพวกผู้ต้องหาเป็นคดีอาญาต่อศาลต่อไป จึงบันทึกไว้ เหตุเกิดที่. ลงชื่อ นิดา ผู้แจ้ง ลงชื่อ เมตตา ผู้ต้องหา ลงชื่อ พตท. อุดร สว. (สอบสวน)" นั้น เห็นได้ว่า โจทก์โดยนางสาวนิดาเพียงแต่นำเอาบันทึกรับสภาพความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2560 มาแจ้งให้พนักงานสอบสวนให้ลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ที่มีการกล่าวถึงชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 รับสารภาพผิดไว้ หาได้มีข้อความใดที่โจทก์ได้กล่าวโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อพนักงานสอบสวนว่าร่วมกันฉ้อโกงโจทก์และโจทก์ประสงค์จะร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกงเลย ข้อความที่ว่า พร้อมได้ยืนยันความประสงค์ขอนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีไปดำเนินการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกผู้ต้องหาเป็นคดีอาญาต่อศาลต่อไป จึงบันทึกไว้ ซึ่งต่อมาในวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์เป็นคดีนี้ มิได้ฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ยังแสดงว่าโจทก์มีความเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ มิใช่ร่วมกันฉ้อโกงโจทก์มาแต่แรก จึงไม่มีความจำเป็นใดที่โจทก์จะต้องร้องทุกข์เพื่อว่ากล่าวเอาโทษแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงอีกด้วย การแจ้งให้ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ กับถือว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่มีการร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ตามที่พิจารณาได้ความ เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้และโจทก์อ้างมาในฎีกาว่าโจทก์รู้ตัวผู้กระทำความผิดในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 22 มกราคม 2561 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเกินกว่าสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 335 (7) ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — นางสาว ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสุวิมล จงสงวน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพศิษฐ์ รักกิจศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
มนูภาน ยศธแสนย์
สถาพร ประสารวรรณ
รังสิชัย บรรณกิจวิจารณ์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5745/2568
#723559
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานะเป็นเจ้าพนักงานศาลในการดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามที่ศาลได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 278 วรรคหนึ่ง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อธนาคารและธนาคารส่งเงินฝากที่อายัดไว้ซึ่งมีจำนวนเพียงพอต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามหมายบังคับคดีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนเวลาที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ ย่อมเท่ากับเงินจำนวนดังกล่าวมาอยู่ในอำนาจของศาลก่อนที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว เมื่อจำเลยไม่สามารถบริหารจัดการเงินจำนวนนี้ได้อีกและโจทก์ก็มีเงินจำนวนนี้เป็นประกันว่าจะได้รับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษาเต็มจำนวนแล้ว หากให้จำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์อีกย่อมซ้ำซ้อนจนทวีเป็นสองเท่าอันเกินกว่าภาระของจำเลยที่จะต้องชำระตามคำพิพากษา ซึ่งผิดไปจากข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม กรณีต้องถือว่าจำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษามาพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว ศาลชั้นต้นจะปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยด้วยเหตุนี้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว ครั้นวันที่ 14 ตุลาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,033,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 267,500 บาท นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2562 ของต้นเงิน 267,500 บาท นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2563 ของต้นเงิน 267,500 บาท นับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 ของต้นเงิน 267,500 บาท นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 ของต้นเงิน 481,500 บาท นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 และของต้นเงิน 481,500 บาท นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2563 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 พฤษภาคม 2564) ต้องไม่เกิน 190,500.31 บาท ตามที่โจทก์ขอ และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,033,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

วันที่ 25 มกราคม 2565 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี

วันที่ 12 เมษายน 2565 เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อธนาคาร ก. คือ เงินฝากในบัญชีกระแสรายวัน 2,429,550.61 บาท ซึ่งเพียงพอต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษา แล้ววันที่ 25 เมษายน 2565 ธนาคารส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี

วันที่ 6 พฤษภาคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ อ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่ได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์พร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลให้แก่จำเลย

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย เพราะเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ เนื่องจากธนาคาร ก. ส่งเงินฝากในบัญชีกระแสรายวันของจำเลยตามที่อายัดไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์พร้อมกับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุต้องเพิกถอน ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อธนาคารและธนาคารส่งเงินฝากที่อายัดไว้ซึ่งมีจำนวนเพียงพอต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนเวลาที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นจะถือว่าจำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แล้วหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานะเป็นเจ้าพนักงานศาลในการดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามที่ศาลได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อธนาคารและธนาคารส่งเงินฝากที่อายัดไว้ซึ่งมีจำนวนเพียงพอต่อการชำระหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามหมายบังคับคดีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนเวลาที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ ย่อมเท่ากับเงินจำนวนดังกล่าวมาอยู่ในอำนาจของศาลก่อนที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว เมื่อจำเลยไม่สามารถบริหารจัดการเงินจำนวนนี้ได้อีกและโจทก์ก็มีเงินจำนวนนี้เป็นประกันว่าจะได้รับค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษาเต็มจำนวนแล้ว เช่นนี้หากให้จำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์อีกย่อมซ้ำซ้อนจนทวีเป็นสองเท่าอันเกินกว่าภาระของจำเลยที่จะต้องชำระตามคำพิพากษา ซึ่งผิดไปจากข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม กรณีต้องถือว่าจำเลยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตามคำพิพากษามาพร้อมกับอุทธรณ์แล้ว ศาลชั้นต้นจะปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยด้วยเหตุนี้ไม่ได้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยผิดหลง จึงเห็นสมควรเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องหรือไม่เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ดังกล่าวและมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 278 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ว.
จำเลย — บริษัท ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภัค นวลมีชื่อ
ศาลอุทธรณ์ — นายวินัส สุนนท์
ชื่อองค์คณะ
สัญญา ภูริภักดี
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5699/2568
#723556
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องที่ 1 ขอถอนตนเองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องที่ 2 เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ขอถอนตนเองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ คดีจึงยังคงเหลือผู้ร้องที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดก จึงย่อมมีปัญหาเกี่ยวเนื่องจากการถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องที่ 1 เป็นผลให้ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ ซึ่งปัญหานี้ ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้คัดค้านเป็นประเด็นไว้แล้วว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจหรือไม่ควรมีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว ส่วนผู้ร้องที่ 2 โต้แย้งว่าตนมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นปัญหาว่า ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงในชั้นจัดการมรดกที่คงเหลือผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว และเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยสั่งให้เสร็จสิ้นกระแสความได้ เมื่อสั่งแล้วกระทบถึงสิทธิของคู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นก็ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งได้ตามกรอบที่กฎหมายกำหนดไว้ คดีนี้ผู้ร้องที่ 2 ได้อุทธรณ์ฎีกามาตามลำดับ เพียงแต่อุทธรณ์ขอให้เพิกถอนรายงานกระบวนพิจารณาอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 อันเป็นการอ้างข้อกฎหมายผิด เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ทำการพิจารณาใดที่ผิดระเบียบตามความหมายของบทมาตราดังกล่าว เพียงแต่ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายโดยใช้รูปแบบเป็นการชี้แจงไม่ใช่คำสั่ง ซึ่งในทางเนื้อหามีผลโดยปริยายเท่ากับศาลชั้นต้นชี้และปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาแล้วว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องที่ 2 ที่เหลือเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียวไม่มีอำนาจจัดการมรดก หากยังไม่มีการวินิจฉัยชี้ขาดโดยศาลสูงเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยดังกล่าว ข้อวินิจฉัยนั้นก็ยังคงอยู่ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียอาจนำไปอ้างอิงให้มีผลต่อสิทธิหน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่รวมถึงทายาทได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 จึงเป็นการวินิจฉัยปัญหาว่าผู้ร้องที่ 2 มีหรือไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวแล้ว คู่ความที่ไม่เห็นด้วยย่อมโต้แย้งข้อวินิจฉัยนี้ได้ การที่ผู้ร้องที่ 2 อุทธรณ์ฎีกาต่อมาย่อมถือได้แล้วว่าเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวและฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว

คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่เท่ากับเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวชอบหรือไม่ เห็นว่า ยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1715 วรรคสอง เมื่อคดีนี้ตามพินัยกรรมระบุไว้ว่า "เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมลงหากมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกข้าพเจ้ามีเจตนาประสงค์ที่จะให้ ว. และ พ. ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าได้ตามกฎหมาย ยกเว้นคนหนึ่งคนใดสละสิทธิ์หรือขอถอนตัวการเป็นผู้จัดการมรดก" และในชั้นแต่งตั้งผู้จัดการมรดกที่คดีถึงที่สุดในชั้นศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ว่า "ทั้งมีข้อกำหนดในพินัยกรรมให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดก" การเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องทั้งสอง แม้เป็นการตั้งผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล แต่ศาลก็ตั้งตามเจตนารมณ์ของผู้ตายที่แสดงเจตนาไว้โดยพินัยกรรม และในพินัยกรรมได้เขียนเป็นหลักการไว้ว่า "ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าได้ตามกฎหมาย" แต่ก็เขียนข้อยกเว้นไว้แล้วด้วยว่า "ยกเว้น คนหนึ่งคนใดสละสิทธิ์หรือขอถอนตัวการเป็นผู้จัดการมรดก" อันมีความหมายอยู่ในตัวว่าคนใดคนหนึ่งสละสิทธิ์หรือขอถอนตัว เจตนาของเจ้ามรดกให้อีกคนจัดการมรดกแต่โดยลำพังต่อไปได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1715 ที่ถ้า "มีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง" มิฉะนั้น การจัดการมรดกย่อมไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งการจัดการมรดกต่อไปนั้น ผู้ร้องที่ 2 ที่เหลือเป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียว ย่อมต้องจัดการไปตามสิทธิของทายาทแต่ละคนตามพินัยกรรมและกฎหมาย ไม่อาจจัดการไปตามอำเภอใจของตนได้ หากไม่จัดการไปตามหน้าที่ตามกฎหมายแล้วโต้แย้งสิทธิของบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิฟ้องผู้จัดการมรดกต่อศาลได้ และบุคคลที่กฎหมายให้มีอำนาจขอถอดถอนก็ย่อมมีอำนาจร้องขอถอดถอนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องทั้งสองร่วมกันยื่นคำร้องขอเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2561 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจริญ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 โดยทำพินัยกรรมไว้ข้อหนึ่งว่า "เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมลง หากมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ข้าพเจ้ามีเจตนาประสงค์ที่จะให้นายวิสูตร และนางพิมพ์นิภา ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าได้ตามกฎหมาย ยกเว้น คนหนึ่งคนใดสละสิทธิ์หรือขอถอนตัวการเป็นผู้จัดการมรดก" ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียว ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องขอทั้งสอง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียว และผู้คัดค้านที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่ง "ตั้งผู้ร้องทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสี่" ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านทั้งสี่ฎีกา คดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้คู่ความทุกฝ่ายฟังตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ต่อมาผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ต่อศาลชั้นต้นว่า ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและคำพิพากษาตั้งให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดก โดยผู้ร้องทั้งสองได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกโดยนัดประชุมทายาทเป็นจำนวนหลายครั้งเพื่อรวบรวมและนำทรัพย์สินอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมที่สามารถตกลงกันได้ในระหว่างทายาทมาจัดแบ่งปันให้แก่ทายาทตามข้อกำหนดแห่งพินัยกรรมและสามารถจัดการมรดกได้เรียบร้อยไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ยังมีทรัพย์มรดกอีกหลายรายการที่ยังไม่สามารถตกลงเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาทได้ และเนื่องจากผู้ร้องที่ 1 อยู่ในวัยสูงอายุ มีโรคประจำตัวหลายโรค และต้องประกอบธุรกิจส่วนตัวของครอบครัวเป็นจำนวนมาก จึงไม่อาจทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องที่ 2 ตามคำสั่งศาลชั้นต้นจนเรียบร้อยอีกต่อไปได้ ผู้ร้องที่ 1 จึงประสงค์ที่จะขอถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยยังคงให้ผู้ร้องที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจนเสร็จเรียบร้อยต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดพร้อมเพื่อสอบถาม ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำคัดค้าน ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 4 ไม่คัดค้านการขอถอนตัวของผู้ร้องที่ 1 แต่คัดค้านหากผู้ร้องที่ 2 จะมีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียว ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 คัดค้านทั้งการขอถอนตัวของผู้ร้องที่ 1 และคัดค้านการที่ผู้ร้องที่ 2 จะมีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียว เมื่อถึงวันนัดพร้อมเพื่อสอบถาม วันที่ 25 กรกฎาคม 2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 ว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจในการเป็นผู้จัดการมรดกเพียงลำพังของผู้ตายอีกต่อไป

ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 เนื่องจากการที่ศาลชั้นต้นระบุว่า ศาลชั้นต้นได้ชี้แจงว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจในการเป็นผู้จัดการมรดกเพียงลำพังของผู้ตายอีกต่อไป จึงบันทึกไว้นั้น เป็นการที่ศาลชั้นต้น เข้าใจผิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 วรรคสอง ผู้ร้องที่ 2 ยังมีสิทธิที่จะจัดการมรดกต่อไปได้โดยลำพัง ซึ่งในคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันซึ่งเป็นไปตามพินัยกรรม ข้อ 13 มาตรา 1715 วรรคสอง เมื่อผู้ร้องที่ 1 ขอถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จึงยังคงเหลือผู้จัดการมรดกอยู่คนเดียว คือ ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งผู้ร้องที่ 2 ย่อมมีอำนาจที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพังตามมาตรา 1715 วรรคสอง คำชี้แจงของศาลชั้นต้นที่ว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจในการเป็นผู้จัดการมรดกเพียงลำพังของผู้ตายอีกต่อไปนั้นจึงไม่ตรงกับข้อกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องที่ 2 จึงขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งให้เพิกถอนรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 เสีย และขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ให้ผู้ร้องที่ 2 มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายโดยลำพังเพียงคนเดียว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียม หากมีให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 2 ข้อแรกว่าที่ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 ว่า "จึงอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจริญ ผู้ตาย และศาลได้ชี้แจงว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจในการเป็นผู้จัดการมรดกเพียงลำพังของผู้ตายอีกต่อไป จึงบันทึกไว้" เป็นการวินิจฉัยปัญหาว่าผู้ร้องที่ 2 มีหรือไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ในส่วนการขอจัดการมรดก ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสี่ ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโดยในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดแล้วศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้เหตุผลข้อหนึ่งในการตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกไว้ด้วยว่า "ทั้งมีข้อกำหนดในพินัยกรรมให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดก" การที่ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนตนเองออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องที่ 2 เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ขอถอนตนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ คดีจึงยังคงเหลือผู้ร้องที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดก จึงย่อมมีปัญหาเกี่ยวเนื่องจากการถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องที่ 1 ว่า เป็นผลให้ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ ซึ่งปัญหาข้อนี้ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้คัดค้านเป็นประเด็นไว้แล้วว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจหรือไม่ควรมีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว ส่วนผู้ร้องที่ 2 โต้แย้งว่าตนมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น ปัญหาว่า ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจจัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงในชั้นจัดการมรดกที่คงเหลือผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว และเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยสั่งให้เสร็จสิ้นกระแสความได้ ซึ่งเมื่อสั่งแล้วกระทบถึงสิทธิของคู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นก็ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งได้ตามกรอบที่กฎหมายกำหนดไว้เช่นกัน ในคดีนี้ผู้ร้องที่ 2 ก็ได้อุทธรณ์ฎีกามาตามลำดับ เพียงแต่อุทธรณ์ขอให้เพิกถอนรายงานกระบวนพิจารณาอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 อันเป็นการอ้างข้อกฎหมายผิด เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ทำการพิจารณาใดที่ผิดระเบียบตามความหมายของบทมาตราดังกล่าว เพียงแต่ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายโดยใช้รูปแบบเป็นการชี้แจงไม่ใช่คำสั่ง ซึ่งในทางเนื้อหามีผลโดยปริยายเท่ากับศาลชั้นต้นชี้และปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาแล้วว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องที่ 2 ที่เหลือเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียวไม่มีอำนาจจัดการมรดก หากยังไม่มีการวินิจฉัยชี้ขาดโดยศาลสูงเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยดังกล่าว ข้อวินิจฉัยนั้นก็ยังคงอยู่ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียอาจนำไปอ้างอิงให้มีผลต่อสิทธิหน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่รวมถึงทายาทได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 จึงเป็นการวินิจฉัยปัญหาว่าผู้ร้องที่ 2 มีหรือไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวแล้ว คู่ความที่ไม่เห็นด้วยย่อมโต้แย้งข้อวินิจฉัยนี้ได้ การที่ผู้ร้องที่ 2 อุทธรณ์ฎีกาต่อมาย่อมถือได้แล้วว่าเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวและฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าคำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องที่ 2 ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 2 ข้อต่อไปจึงมีว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่เท่ากับเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องที่ 2 ไม่มีอำนาจจัดการมรดกแต่ผู้เดียวชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 วรรคสอง บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีข้อกำหนดไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้ามีผู้จัดการมรดกหลายคน แต่ผู้จัดการเหล่านั้นบางคนไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ และยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง แต่ถ้ามีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่หลายคน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้จัดการเหล่านั้นแต่ละคนจะจัดการโดยลำพังไม่ได้" บทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ชัดเจนว่า "และยังมีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง" เมื่อคดีนี้ระบุไว้ว่า "เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมลง หากมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ข้าพเจ้ามีเจตนาประสงค์ที่จะให้นายวิสูตร และนางพิมพ์นิภา ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าได้ตามกฎหมาย ยกเว้นคนหนึ่งคนใดสละสิทธิ์หรือขอถอนตัวการเป็นผู้จัดการมรดก" และในชั้นแต่งตั้งผู้จัดการมรดกที่คดีถึงที่สุดในชั้นศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ว่า "ทั้งมีข้อกำหนดในพินัยกรรมให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดก" การเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องทั้งสอง แม้เป็นการตั้งผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล แต่ศาลก็ตั้งตามเจตนารมณ์ของผู้ตายที่แสดงเจตนาไว้โดยพินัยกรรม และในพินัยกรรมก็ได้เขียนเป็นหลักการไว้ว่า "ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของข้าพเจ้าได้ตามกฎหมาย" แต่ก็เขียนข้อยกเว้นไว้แล้วด้วยว่า "ยกเว้น คนหนึ่งคนใดสละสิทธิ์หรือขอถอนตัวการเป็นผู้จัดการมรดก" อันมีความหมายอยู่ในตัวว่าคนใดคนหนึ่งสละสิทธิ์หรือขอถอนตัว เจตนาของเจ้ามรดกให้อีกคนจัดการมรดกแต่โดยลำพังต่อไปได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 ที่ถ้า "มีผู้จัดการมรดกเหลืออยู่แต่คนเดียว ผู้นั้นมีสิทธิที่จะจัดการมรดกได้โดยลำพัง" มิฉะนั้น การจัดการมรดกย่อมไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งการจัดการมรดกต่อไปนั้น ผู้ร้องที่ 2 ที่เหลือเป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียว ย่อมต้องจัดการไปตามสิทธิของทายาทแต่ละคนตามพินัยกรรมและกฎหมาย ไม่อาจจัดการไปตามอำเภอใจของตนได้ หากไม่จัดการไปตามหน้าที่ตามกฎหมายแล้วโต้แย้งสิทธิของบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิฟ้องผู้จัดการมรดกต่อศาลได้ และบุคคลที่กฎหมายให้มีอำนาจขอถอดถอนก็ย่อมมีอำนาจร้องขอถอดถอนได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ระบุในรูปคำชี้แจงว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องที่ 1 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจในการเป็นผู้จัดการมรดกเพียงลำพังของผู้ตายอีกต่อไป เป็นว่า ให้ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจในการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้เป็นไปตามพินัยกรรมและกฎหมายต่อไปเพียงลำพังได้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1715
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ว. กับพวก
ผู้คัดค้าน — นาง อ. โดยนาย ว. ผู้อนุบาล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอภิวัฒน์ เจริญไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายวินัส สุนนท์
ชื่อองค์คณะ
นวรัตน์ กลิ่นรัตน์
ภัทริกา จุลฤกษ์
นิรัตน์ ฟูกาญจนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา