คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,106 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3681/2568
#714142
เปิดฉบับเต็ม

การยอมความกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) หมายถึง การยอมความในทางอาญาเท่านั้น มิได้หมายความว่า เมื่อมีการยอมความกันไม่ว่าจะในเรื่องใดแล้ว จะทำให้คดีอาญาต้องระงับไปด้วย เมื่อผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "ไม่ติดใจดำเนินคดีส่วนแพ่งกับจำเลย สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" คำแถลงของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางแพ่งเท่านั้น ส่วนที่ผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" นั้น เป็นการแถลงขอให้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยตามที่เห็นสมควรเท่านั้น มิใช่เป็นการยอมความกัน เมื่อไม่มีข้อตกลงโดยชัดแจ้งว่าผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 335, 336 ทวิ เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 12,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 6 ปี เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 6 ปี 24 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 3 ปี 12 เดือน ให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ลักหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 12,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 12,800 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายศักดิ์ศิริ ผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "ไม่ติดใจดำเนินคดีส่วนแพ่งกับจำเลย สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ เห็นว่า การยอมความกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หมายถึง การยอมความในทางอาญาเท่านั้น มิได้หมายความว่า เมื่อมีการยอมความกันไม่ว่าจะในเรื่องใดแล้ว จะทำให้คดีอาญาต้องระงับไปด้วย เมื่อผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "ไม่ติดใจดำเนินคดีส่วนแพ่งกับจำเลย สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" คำแถลงของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางแพ่งเท่านั้น ส่วนที่ผู้เสียหายแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า "สำหรับคดีส่วนอาญาขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล" นั้น เป็นการแถลงขอให้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยตามที่เห็นสมควรเท่านั้น มิใช่เป็นการยอมความกัน เมื่อไม่มีข้อตกลงโดยชัดแจ้งว่าผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในทางอาญา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้เสียหาย และขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ ความผิดดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่พี่หรือน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกระทำต่อกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายกมล ยืนยงวัฒนากูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวีรวิทย์ สายสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรชัย ไทรโชต
สุพิชญ์ กรอบคำ
พัฒนไชย ยอดพยุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2568
#722844
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้ ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของ ส. บุตรเขยของ ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมา ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและ ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและ ช. มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับ ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่การช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจร

เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก โดยผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ จำนวน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ ส่วนที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อรวมการชดใช้ราคารถยนต์จากทุกคดีแล้ว ต้องไม่เกิน 809,388 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์นั้น เนื่องจากจำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายพิพัฒน์ ผู้เสียหาย เป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลาง ราคา 809,388 บาท ในฐานะผู้เช่าซื้อจากบริษัท ต. เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 ผู้เสียหายกู้ยืมเงิน 40,000 บาท จากนายชั้น โดยมอบรถกระบะของกลางให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกัน หลังจากนั้นผู้เสียหายผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่นายชั้นตลอดมา ต่อมาเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงตกลงกับนายชั้นขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 นายชั้นนำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยแล้วบอกให้จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำ หลังจากนั้นจำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำเป็นเงิน 40,000 บาท เมื่อหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 1 เดือนเป็นเงิน 4,000 บาท คงเหลือ 36,000 บาท แล้วจำเลยโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติ บุตรเขยของนายชั้น ครั้นวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายและนายชั้นเจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจภูธรโกรกพระ โดยนายชั้นจะคืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหายช่วงหลังปีใหม่ หลังจากนั้นผู้เสียหายและนายชั้นเจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจดังกล่าวอีก 3 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเจรจาตกลงกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 แต่นายชั้นไม่คืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหาย โดยอ้างว่านำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยและติดตามรถกระบะของกลางไม่ได้ วันที่ 19 มกราคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่นายชั้นในความผิดฐานยักยอก ต่อมานายชั้นถูกฟ้องต่อศาลแขวงนครสวรรค์ แต่ผู้เสียหายกับนายชั้นตกลงกันได้ ครั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงไปพูดกับนายชั้นเพื่อขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน ระหว่างนั้นจำเลยเดินเข้ามาและบอกผู้เสียหายว่าที่ผู้เสียหายมากู้ยืมเงินกับนายชั้นและนำรถมาเป็นหลักประกันถือว่าดีแล้ว หากไปกู้ยืมรายอื่นหรือที่จังหวัดอื่นอาจถูกยึดรถและไม่ได้เท่านี้ และนายชั้นเบิกความว่า เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายมาพบพยานที่บ้านเพื่อพูดคุยเรื่องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยจำเลยอยู่ด้วย และพูดคุยกับผู้เสียหาย จึงทราบว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เห็นได้ว่าผู้เสียหายและนายชั้นเบิกความสอดคล้องต้องกันได้ความว่าจำเลยรู้ว่าผู้เสียหายนำรถกระบะของกลางให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยเบิกความเจือสมว่า ก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำ จำเลยเคยพบผู้เสียหายที่บ้านนายชั้น และพูดคุยทำนองว่า ผู้เสียหายมีปัญหาทางด้านการเงินและบริษัทผู้ให้เช่าซื้อกำลังติดตามทวงรถกระบะของกลาง จำเลยจึงบอกผู้เสียหายว่านำรถมาไว้ที่นี่ดีสุดแล้ว หากไปไว้ที่อื่นเจ้าหนี้อาจนำรถไปขายหรือจำนำที่อื่นแล้ว ภายหลังผู้เสียหายกลับไปแล้ว นายชั้นบอกให้จำเลยรู้ว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เชื่อว่าก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำตามที่นายชั้นบอกจำเลยนั้น จำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายชั้นซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นายชั้นยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยได้นำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยนายชั้นให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติ บุตรเขยของนายชั้น พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมาปรากฏว่านายชั้นและจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและนายชั้นร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและนายชั้นมีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนายชั้นในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายได้รับรถกระบะของกลางคืน อันเป็นการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก โดยผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 352 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายอารัทธ์ สิงห์ชูวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนัทกฤตย์ วงศ์นิติอังกูร
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2568
#724246
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้ ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของ ส. บุตรเขยของ ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมา ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและ ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและ ช. มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับ ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่การช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ จำนวน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถกระบะ ส่วนที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 809,388 บาท แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อรวมการชดใช้ราคารถยนต์จากทุกคดีแล้ว ต้องไม่เกิน 809,388 บาท ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1369/2565 ของศาลแขวงนครสวรรค์นั้น เนื่องจากจำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นาย พ. ผู้เสียหาย เป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลาง ราคา 809,388 บาท ในฐานะผู้เช่าซื้อจากบริษัท ต. เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 ผู้เสียหายกู้ยืมเงิน 40,000 บาท จากนาย ช. โดยมอบรถกระบะของกลางให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกัน หลังจากนั้นผู้เสียหายผ่อนชำระหนี้เงินกู้ยืมให้แก่นาย ช. ตลอดมา ต่อมาเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงตกลงกับนาย ช. ขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน วันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 นาย ช. นำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยแล้วบอกให้จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำ หลังจากนั้นจำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำเป็นเงิน 40,000 บาท เมื่อหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 1 เดือน เป็นเงิน 4,000 บาท คงเหลือ 36,000 บาท แล้วจำเลยโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนาย ส. บุตรเขยของนาย ช. ครั้นวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายและนาย ช. เจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจภูธรโกรกพระ โดยนาย ช. จะคืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหายช่วงหลังปีใหม่ หลังจากนั้นผู้เสียหายและนาย ช. เจรจาตกลงกันที่สถานีตำรวจดังกล่าวอีก 3 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเจรจาตกลงกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 แต่นาย ช. ไม่คืนรถกระบะของกลางให้แก่ผู้เสียหาย โดยอ้างว่านำรถกระบะของกลางไปฝากไว้กับจำเลยและติดตามรถกระบะของกลางไม่ได้ วันที่ 19 มกราคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่นาย ช. ในความผิดฐานยักยอก ต่อมานาย ช. ถูกฟ้องต่อศาลแขวงนครสวรรค์ แต่ผู้เสียหายกับนาย ช. ตกลงกันได้ ครั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2564 ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นอาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จึงไปพูดกับนาย ช. เพื่อขอผ่อนชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน ระหว่างนั้นจำเลยเดินเข้ามาและบอกผู้เสียหายว่าที่ผู้เสียหายมากู้ยืมเงินกับนาย ช. และนำรถมาเป็นหลักประกันถือว่าดีแล้ว หากไปกู้ยืมรายอื่นหรือที่จังหวัดอื่นอาจถูกยึดรถและไม่ได้เท่านี้ และนาย ช. เบิกความว่า เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2563 ผู้เสียหายมาพบพยานที่บ้านเพื่อพูดคุยเรื่องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยจำเลยอยู่ด้วย และพูดคุยกับผู้เสียหาย จึงทราบว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เห็นได้ว่าผู้เสียหายและนาย ช. เบิกความสอดคล้องต้องกันได้ความว่าจำเลยรู้ว่าผู้เสียหายนำรถกระบะของกลางให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยเบิกความเจือสมว่า ก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำ จำเลยเคยพบผู้เสียหายที่บ้านนาย ช. และพูดคุยทำนองว่า ผู้เสียหายมีปัญหาทางด้านการเงินและบริษัทผู้ให้เช่าซื้อกำลังติดตามทวงรถกระบะของกลาง จำเลยจึงบอกผู้เสียหายว่านำรถมาไว้ที่นี่ดีสุดแล้ว หากไปไว้ที่อื่นเจ้าหนี้อาจนำรถไปขายหรือจำนำที่อื่นแล้ว ภายหลังผู้เสียหายกลับไปแล้ว นาย ช. บอกให้จำเลยรู้ว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหาย เชื่อว่าก่อนที่จำเลยจะนำรถกระบะของกลางไปจำนำตามที่นาย ช. บอกจำเลยนั้น จำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืม แม้จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนาย ช. ซึ่งยึดรถกระบะของกลางไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยรู้แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นของผู้เสียหายที่นำมาให้นาย ช. ยึดไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมแล้ว จำเลยได้นำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยนาย ช. ให้ความยินยอม หลังจากจำเลยจำนำรถกระบะของกลางแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนาย ส. บุตรเขยของนาย ช. พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถกระบะของกลางด้วย เมื่อต่อมาปรากฏว่านาย ช. และจำเลยไม่สามารถติดตามรถกระบะของกลางคืนมาได้ แสดงว่าจำเลยและนาย ช. ร่วมกันเบียดบังนำรถกระบะของกลางไปจำนำโดยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือว่าจำเลยและนาย ช. มีเจตนาทุจริต จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนาย ช. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่จำเลยนำรถกระบะของกลางไปจำนำและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสุระชาติเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายได้รับรถกระบะของกลางคืน อันเป็นการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรถกระบะของกลางโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานยักยอก อันเป็นความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก โดยผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 352 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายอารัทธ์ สิงห์ชูวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนัทกฤตย์ วงศ์นิติอังกูร
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2568
#720597
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 334, 336 ทวิ ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบได้ความว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยและบุคคลอื่นอีก 4 คน โดยบุคคลอื่นเบิกถอนเงินและส่งมอบให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวแม้จะแตกต่างจากฟ้อง แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติโดยมีสาระสำคัญในกรณีนี้ว่า ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอ เว้นแต่การที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ซึ่งคดีนี้แม้จำเลยให้การปฏิเสธ แต่จำเลยนำสืบยอมรับว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยกับบุคคลอื่นอีก 4 คนจริง แต่จำเลยไม่นำเงินไปส่งมอบให้ผู้เสียหายเพราะ ส. ไม่โอนเงินค่าจ้างให้จำเลย เช่นนี้ไม่ถือว่าจำเลยหลงต่อสู้ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอก จึงลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้

ปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ ภ. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมาย โดยให้รายละเอียดว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารบุคคลอื่น จำเลยมีหน้าที่รวบรวมเงินทั้งหมดส่งมอบให้ผู้เสียหาย จำเลยได้รับเงินจากบุคคลดังกล่าวที่ได้เบิกถอนเงินมาแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย เห็นได้ว่า ผู้เสียหายกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้วว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้นคือจำเลย ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษ จึงเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว โดยผู้เสียหายไม่จำต้องระบุว่าจะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (2), 91, 334, 336 ทวิ ริบรถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ด สีขาว หมายเลขทะเบียน (ป้ายแดง) ส 7312 กรุงเทพมหานคร ของกลาง และให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืน 4,632,760 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยรับข้อเท็จจริงและนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน 4,632,760 บาท แก่ผู้เสียหาย ให้คืนรถกระบะของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในชั้นนี้ว่า บริษัท ส. ผู้เสียหาย ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้า ต้องใช้จ่ายเงินในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก เพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมกับธนาคารที่จะไม่ต้องรายงานการทำธุรกรรมต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผู้เสียหายจึงว่าจ้างให้นายสุรศักดิ์ จัดหาบุคคลเพื่อเบิกถอนเงินจากธนาคารแทนผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายจะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของบุคคลนั้น ๆ คราวละไม่เกิน 2,000,000 บาท แล้วบุคคลนั้น ๆ จะถอนเงินและนำมาส่งมอบให้ผู้เสียหาย นายสุรศักดิ์ว่าจ้างจำเลย และจำเลยติดต่อบุคคลอื่นเพื่อเบิกถอนเงินให้ผู้เสียหายอีก 4 คน คือ นายอุเทน นายจันดี นายอภิศักดิ์ และนายเชษฐา ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย 1,960,000 บาท นายอุเทน 1,964,760 บาท นายจันดี 1,960,000 บาท นายเชษฐา 1,960,000 บาท และนายอภิศักดิ์ 1,960,000 บาท นายอุเทน นายจันดี นายเชษฐา และนายอภิศักดิ์ ได้ไปเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวและส่งมอบให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหายรวมทั้งเงินที่ผู้เสียหายโอนเข้าบัญชีของจำเลยด้วย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาลักทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานยักยอก จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงในฟ้องและจำเลยหลงต่อสู้ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาฟ้องแล้ว โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ทวิ และตามทางพิจารณา ได้ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยและบุคคลอื่นอีก 4 คน โดยบุคคลอื่นทั้ง 4 คนนั้น ได้เบิกถอนเงินและส่งมอบให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวแม้จะแตกต่างจากฟ้อง แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติโดยมีสาระสำคัญในกรณีนี้ว่า ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอ เว้นแต่การที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ซึ่งคดีนี้แม้จำเลยให้การปฏิเสธ แต่จำเลยนำสืบยอมรับว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยกับบุคคลอื่นอีก 4 คนจริง จำเลยรับเงินจากบุคคลทั้งสี่นั้นแล้วแต่จำเลยไม่นำเงินไปส่งมอบให้ผู้เสียหายรวมทั้งเงินที่โอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยด้วย เหตุเพราะนายสุรศักดิ์ไม่โอนเงินค่าจ้างให้จำเลย เช่นนี้จึงไม่ถือว่าจำเลยหลงต่อสู้ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอก จึงลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ผู้เสียหายไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอก นั้น ปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้นายภีมฐิณัล ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมาย โดยให้รายละเอียดว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารบุคคลอื่น จำเลยมีหน้าที่รวบรวมเงินทั้งหมดส่งมอบให้ผู้เสียหาย จำเลยได้รับเงินจากบุคคลดังกล่าวที่ได้เบิกถอนเงินมาแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย เห็นได้ว่าผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้วว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น คือ จำเลย ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษ จึงเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว โดยผู้เสียหายไม่จำต้องระบุว่าจะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยได้ความว่าหลังจากจำเลยกระทำความผิดแล้ว จำเลยนำเงินที่ยักยอกไปใช้จ่ายส่วนตัว จนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและยึดเงินส่วนที่เหลือได้ เงินที่จำเลยยักยอกไปมีจำนวนถึง 9,804,760 บาท เจ้าพนักงานตำรวจติดตามยึดคืนจากจำเลยได้เพียง 5,172,000 บาท ยังเหลือเงินที่ผู้เสียหายไม่ได้รับคืนอีก 4,632,760 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยขวนขวายที่จะหาเงินมาคืนให้ผู้เสียหายจนครบ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่รู้สึกสำนึกในการกระทำความผิดของตน กระทำไปโดยเห็นเพียงประโยชน์ส่วนตนไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้เสียหาย พฤติการณ์จึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยมีภาระต้องดูแลบุคคลในครอบครัว และไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้ ทั้งโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงแก่จำเลยนั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายวัฒนศักดิ์ ผิวขาว
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชาติ ธนะสินวิริยะกุล
ชื่อองค์คณะ
เพ็ญจันทร์ ไหลศิริกุล
ปิยนุช จรูญรัตนา
สุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2568
#719658
เปิดฉบับเต็ม

จากข้อความที่โจทก์ร่วมสนทนากับจำเลย จำเลยมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงต่อโจทก์ร่วมว่าในขณะที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอน 5,000 ชุด นั้น จำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว โจทก์ร่วมก็ทราบว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าในครอบครองพร้อมจะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม ประกอบกับในเฟซบุ๊กของจำเลยมีข้อความเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล๊อตใหม่" ซึ่งหมายถึงเปิดให้สั่งจองหรือสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า แม้จะมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้ากองสินค้าก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อความใดยืนยันว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองพร้อมส่งมอบดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง อีกทั้งข้อความที่โจทก์ร่วมและจำเลยสนทนากัน เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่โจทก์ร่วมในขณะนั้นแล้วว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด อยู่ในครอบครอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และไม่เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่าการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสั่งซื้อชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด และโจทก์ร่วมโอนเงิน 135,000 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบชุดนอนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมภายในเวลาที่ตกลงกัน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 135,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวมณี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ใช้แอปพลิเคชันเฟซบุ๊กในชื่อ K. ตั้งค่าเป็นสาธารณะ วันที่ 29 สิงหาคม 2563 เวลากลางวัน จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ทางอินเทอร์เน็ต ผ่านเว็บไซต์ www.facebook.com ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล็อตใหม่ กางเกงขาสั่นล้วน สนใจทักแชท 500=29฿ 1000=28฿" กับมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้าของกองสินค้า โจทก์ร่วมพบเห็นข้อความดังกล่าวจึงติดต่อกับจำเลยผ่านโปรแกรมเมสเซนเจอร์สั่งซื้อชุดนอน (กางเกงขาสั้น) จากจำเลย 5,000 ชุด ราคาชุดละ 27 บาท และโอนเงินจำนวน 135,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคาร ก. ของโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคาร อ. ของจำเลย กำหนดส่งมอบสินค้าที่โกดังของจำเลยในวันที่ 22 กันยายน 2563 เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์ร่วมเบิกความกล่าวอ้างว่า โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยมีสินค้าชุดนอนอยู่ในครอบครองพร้อมที่จะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากจำเลยส่งข้อความว่า "3,000 ชุด ขึ้น 27 บาท โรงงานส่งงานมาให้แล้ว" ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงสั่งซื้อชุดนอนจากจำเลยนั้น ปรากฏว่าในภาพเดียวกันนั้นเองโจทก์ร่วมส่งข้อความถามจำเลยว่า "แล้ว 10,000 ล่ะพี่" ซึ่งหมายถึงหากสั่งซื้อ 10,000 ชุด จะได้ราคาเท่าใด จำเลยส่งข้อความตอบว่า "ได้ราคานี้" ต่อจากนั้นโจทก์ร่วมส่งข้อความว่า "โอเคจ้ารวม 27 น้า" และ "30 หนูโอนให้ กางเกงล้วน 11,000 ชุด" จำเลยส่งข้อความว่า "มีของจำนวนจำกัดน้า" โจทก์ร่วมส่งข้อความตอบ "ค้าบ" และโจทก์ร่วมส่งข้อความถามว่าโอน 31 ได้ของวันไหนคะพี่สาว จำเลยส่งข้อความตอบว่ารอบนี้นานหน่อยนะ มีนักขัตฤกษ์ด้วย โจทก์ร่วมส่งข้อความถามว่า ชัว ๆ พี่ว่ากี่วันคะ จำเลยส่งข้อความตอบว่า 19 – 20 วัน เฉพาะรอบนี้นะ รอบอื่นก็ปกติ 17 วัน โจทก์ร่วมส่งข้อความว่านับให้หนูที จำเลยตอบว่า 20 วัน ชัว ๆ เป็นทุกร้าน ส่วนโจทก์ร่วมส่งข้อความถามว่าโอน 31 ทันใช่ไหมราคา 27 บาท จำเลยตอบว่าเอาก่อนไหม พี่ไม่รับปาก เขาให้พี่แค่ 100,000 ชุด โจทก์ร่วมส่งข้อความว่าหนูขายหมดไป 5,000 ชุด ได้เงินไม่ถึง 100,000 บาท จำเลยตอบว่าสั่งก่อน ถึงวันที่ 30 ค่อยสั่งใหม่ พี่กลัวสินค้าหมด ถ้าไม่หมดก็ดีไป เขาให้พี่กับพี่เนย 100,000 ชุด โจทก์ร่วมขอเลขบัญชีเงินฝาก จำเลยก็ส่งให้ และจำเลยส่งข้อความว่า 31 ค่อยสั่งทีเดียวก็ได้หนูจะได้ไม่งง อาจเป็นราคา 27.50 บาท จะสั่งซื้อที่พี่ หรือสั่งซื้อจากพี่เนยก็ได้ แต่พี่เนยมีค่าขนส่ง โจทก์ร่วมส่งข้อความตอบว่าอยากสั่งซื้อกับพี่เพราะใกล้บ้าน วันนี้จอง 5,000 ชุด วันที่ 31 จอง 5,000 ชุด จำเลยส่งข้อความตอบว่าสั่งซื้อวันนี้ได้สินค้าวันที่ 22 ถ้าสั่งซื้อวันที่ 31 ได้สินค้าวันที่ 24 ให้ลองถามร้านพี่เนยก่อนก็ได้ คงได้สินค้าวันเดียวกัน โจทก์ร่วมขอให้จำเลยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน จำเลยถ่ายภาพขณะถือบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยส่งไปให้โจทก์ร่วมแล้วโจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลย จากข้อความที่โจทก์ร่วมสนทนากับจำเลยดังกล่าวจำเลยมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงต่อโจทก์ร่วมว่าในขณะที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอน 5,000 ชุด นั้น จำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว โจทก์ร่วมก็ทราบว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าในครอบครองพร้อมจะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม หากโจทก์ร่วมต้องการสินค้าเร็วกว่านี้จำเลยแนะนำให้โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอนจากนางสาวณัชชารีย์ก็ได้ ซึ่งในข้อนี้โจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า โจทก์ร่วมเคยสั่งซื้อสินค้าชุดนอนจากนางสาวณัชชารีย์ผ่านทางแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก B. แต่ครั้งหลังสุดนางสาวณัชชารีย์ไม่ส่งสินค้าภายในเวลาที่กำหนด โจทก์ร่วมจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมให้ดำเนินคดีแก่นางสาวณัชชารีย์ในความผิดฐานฉ้อโกง ประกอบกับในเฟซบุ๊กของจำเลยมีข้อความเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล๊อตใหม่" ซึ่งหมายถึงเปิดให้สั่งจองหรือสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า แม้จะมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้ากองสินค้าก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อความใดยืนยันว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองพร้อมส่งมอบดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง อีกทั้งข้อความที่โจทก์ร่วมและจำเลยสนทนากัน เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่โจทก์ร่วมในขณะนั้นแล้วว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด อยู่ในครอบครอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และไม่เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่าการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสั่งซื้อชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด และโจทก์ร่วมโอนเงิน 135,000 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบชุดนอนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมภายในเวลาที่ตกลงกัน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 135,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม ส่วนดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวโจทก์ร่วมมิได้มีคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 จึงไม่กำหนดให้จำเลยชดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341 ม. 343
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 47 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ม.
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายวิชัย ขุนแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายประมวล รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
วิชัย ตัญศิริ
นนท์ ชัยปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2568
#720721
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้ในคดีอาญาข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงและคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่าการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสั่งซื้อชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด และโจทก์ร่วมโอนเงิน 135,000 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบชุดนอนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมภายในเวลาที่ตกลงกัน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 135,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ม. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ใช้แอปพลิเคชันเฟซบุ๊กในชื่อ K. ตั้งค่าเป็นสาธารณะ วันที่ 29 สิงหาคม 2563 เวลากลางวัน จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ทางอินเทอร์เน็ต ผ่านเว็บไซต์ www.facebook.com ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล็อตใหม่ กางเกงขาสั่นล้วน สนใจทักแชท 500=29฿ 1000=28฿" กับมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้าของกองสินค้า โจทก์ร่วมพบเห็นข้อความดังกล่าวจึงติดต่อกับจำเลยผ่านโปรแกรมเมสเซนเจอร์สั่งซื้อชุดนอน (กางเกงขาสั้น) จากจำเลย 5,000 ชุด ราคาชุดละ 27 บาท และโอนเงินจำนวน 135,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคาร ก. ของโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคาร อ. ของจำเลย กำหนดส่งมอบสินค้าที่โกดังของจำเลยในวันที่ 22 กันยายน 2563 เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ร่วม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์ร่วมเบิกความกล่าวอ้างว่า โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยมีสินค้าชุดนอนอยู่ในครอบครองพร้อมที่จะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากจำเลยส่งข้อความว่า "3,000 ชุด ขึ้น 27 บาท โรงงานส่งงานมาให้แล้ว" ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงสั่งซื้อชุดนอนจากจำเลยนั้น ปรากฏว่าในภาพเดียวกันนั้นเองโจทก์ร่วมส่งข้อความถามจำเลยว่า "แล้ว 10,000 ล่ะพี่" ซึ่งหมายถึงหากสั่งซื้อ 10,000 ชุด จะได้ราคาเท่าใด จำเลยส่งข้อความตอบว่า "ได้ราคานี้" ต่อจากนั้นโจทก์ร่วมส่งข้อความว่า "โอเคจ้ารวม 27 น้า" และ "30 หนูโอนให้ กางเกงล้วน 11,000 ชุด" จำเลยส่งข้อความว่า "มีของจำนวนจำกัดน้า" โจทก์ร่วมส่งข้อความตอบ "ค้าบ" และโจทก์ร่วมส่งข้อความถามว่าโอน 31 ได้ของวันไหนคะพี่สาว จำเลยส่งข้อความตอบว่ารอบนี้นานหน่อยนะ มีนักขัตฤกษ์ด้วย โจทก์ร่วมส่งข้อความถามว่า ชัว ๆ พี่ว่ากี่วันคะ จำเลยส่งข้อความตอบว่า 19 – 20 วัน เฉพาะรอบนี้นะ รอบอื่นก็ปกติ 17 วัน โจทก์ร่วมส่งข้อความว่านับให้หนูที จำเลยตอบว่า 20 วัน ชัว ๆ เป็นทุกร้าน ส่วนโจทก์ร่วมส่งข้อความถามว่าโอน 31 ทันใช่ไหมราคา 27 บาท จำเลยตอบว่าเอาก่อนไหม พี่ไม่รับปาก เขาให้พี่แค่ 100,000 ชุด โจทก์ร่วมส่งข้อความว่าหนูขายหมดไป 5,000 ชุด ได้เงินไม่ถึง 100,000 บาท จำเลยตอบว่าสั่งก่อน ถึงวันที่ 30 ค่อยสั่งใหม่ พี่กลัวสินค้าหมด ถ้าไม่หมดก็ดีไป เขาให้พี่กับพี่เนย 100,000 ชุด โจทก์ร่วมขอเลขบัญชีเงินฝาก จำเลยก็ส่งให้ และจำเลยส่งข้อความว่า 31 ค่อยสั่งทีเดียวก็ได้หนูจะได้ไม่งง อาจเป็นราคา 27.50 บาท จะสั่งซื้อที่พี่ หรือสั่งซื้อจากพี่เนยก็ได้ แต่พี่เนยมีค่าขนส่ง โจทก์ร่วมส่งข้อความตอบว่าอยากสั่งซื้อกับพี่เพราะใกล้บ้าน วันนี้จอง 5,000 ชุด วันที่ 31 จอง 5,000 ชุด จำเลยส่งข้อความตอบว่าสั่งซื้อวันนี้ได้สินค้าวันที่ 22 ถ้าสั่งซื้อวันที่ 31 ได้สินค้าวันที่ 24 ให้ลองถามร้านพี่เนยก่อนก็ได้ คงได้สินค้าวันเดียวกัน โจทก์ร่วมขอให้จำเลยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน จำเลยถ่ายภาพขณะถือบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยส่งไปให้โจทก์ร่วมแล้วโจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลย จากข้อความที่โจทก์ร่วมสนทนากับจำเลยดังกล่าวจำเลยมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงต่อโจทก์ร่วมว่าในขณะที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอน 5,000 ชุด นั้น จำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว โจทก์ร่วมก็ทราบว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าในครอบครองพร้อมจะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม หากโจทก์ร่วมต้องการสินค้าเร็วกว่านี้จำเลยแนะนำให้โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอนจากนางสาว ณ. ก็ได้ ซึ่งในข้อนี้โจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า โจทก์ร่วมเคยสั่งซื้อสินค้าชุดนอนจากนางสาว ณ. ผ่านทางแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก B. แต่ครั้งหลังสุดนางสาว ณ. ไม่ส่งสินค้าภายในเวลาที่กำหนด โจทก์ร่วมจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมให้ดำเนินคดีแก่นางสาว ณ. ในความผิดฐานฉ้อโกง มีข้อความเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล๊อตใหม่" ซึ่งหมายถึงเปิดให้สั่งจองหรือสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า แม้จะมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้ากองสินค้าก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อความใดยืนยันว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองพร้อมส่งมอบดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง อีกทั้งข้อความที่โจทก์ร่วมและจำเลยสนทนากัน เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่โจทก์ร่วมในขณะนั้นแล้วว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด อยู่ในครอบครอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และไม่เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่าการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสั่งซื้อชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด และโจทก์ร่วมโอนเงิน 135,000 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบชุดนอนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมภายในเวลาที่ตกลงกัน จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 135,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม ส่วนดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวโจทก์ร่วมมิได้มีคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 จึงไม่กำหนดให้จำเลยชดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไป ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 47 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ม.
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายวิชัย ขุนแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายประมวล รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
วิชัย ตัญศิริ
นนท์ ชัยปกรณ์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3639/2568
#721462
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ตกลงสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 1 กับพวกประกาศขายพร้อมทั้งแจ้งราคาขายทางไลน์กลุ่ม 60 ก้อน ก้อนละ 200 ฉบับ รวม 12,000 ฉบับ ราคาฉบับละ 82.50 บาท เป็นเงิน 990,000 บาท และโจทก์โอนเงิน 990,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 เพื่อชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว และยังตกลงสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 1 กับพวกประกาศขายพร้อมทั้งแจ้งราคาทางกลุ่มไลน์กลุ่มอีก 65 ก้อน ก้อนละ 200 ฉบับ รวม 13,000 ฉบับ ราคาฉบับละ 83 บาทเป็นเงิน 1,079,000 บาท และโจทก์โอนเงิน 1,079,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 4 เพื่อชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว ก็เพราะโจทก์จะนำสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวไปขายต่อ การที่โจทก์สั่งซื้อหรือสั่งจองสลากกินแบ่งรัฐบาลตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินกว่าฉบับละ 80 บาท ที่มีกำหนดราคาไว้ในสลากกินแบ่งรัฐบาล ตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 มาตรา 39 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 มาตรา 13 แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่า โจทก์รับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มิได้เป็นไปโดยสุจริต จะถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายมิได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 2,069,000 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกคำขอให้จำเลยทั้งสี่คืนเงินแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากยี่ปั๊วหรือตัวแทนจำหน่ายทั่วไป หลังจากรู้จักจำเลยที่ 1 โจทก์เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มไลน์ที่จำเลยที่ 1 มอบรหัสให้ชื่อ "กลุ่มห้องโมเดลธุรกิจเพื่อนรายย่อย" และ "กลุ่มจองสลากล่วงหน้าเต็มจำนวน" โจทก์ใช้ชื่อในกลุ่มไลน์ว่า "แมวเหมียวหรือเหมียว" ส่วนจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อว่า "คิงและบอย" จำเลยที่ 2 ใช้ชื่อว่า "ลี่" และจำเลยที่ 3 ใช้ชื่อว่า "โอ๋" จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้จัดการหรือผู้อำนวยการในกลุ่มไลน์ดังกล่าว มีหน้าที่หาลูกค้าซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล นำเสนอข้อมูลข่าวสาร รับโอนเงินค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลล่วงหน้า จำเลยที่ 2 และที่ 4 ต่างเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ธนาคาร ท. เพื่อใช้รับโอนเงินที่ได้จากสมาชิกในไลน์กลุ่มดังกล่าว โจทก์ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยที่ 1 ประเภทการจองล่วงหน้าเต็มจำนวน ผ่านทางไลน์ "กลุ่มจองสลากล่วงหน้าเต็มจำนวน" โดยเป็นการจองข้ามงวด ซึ่งต้องโอนเงินล่วงหน้า เพื่อชำระราคาเต็มตามจำนวนที่สั่งจอง โจทก์เริ่มซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยที่ 1 ครั้งแรกประมาณเดือนกันยายน 2563 แล้วนำไปขายเองที่ร้านขายสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์หน้าห้างสรรพสินค้า ท. โจทก์ไม่เคยขายสลากกินแบ่งรัฐบาลคืนให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2564 จำเลยที่ 1 กับพวกได้ประกาศขายสลากกินแบ่งรัฐบาลพร้อมทั้งแจ้งราคาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลทางไลน์กลุ่มดังกล่าวในราคาฉบับละ 82.50 บาท และ 83 บาท โจทก์จึงโอนเงินตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 รวม 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 16 เมษายน 2564 โจทก์โอนเงิน 990,000 บาท ไปเข้าบัญชีธนาคาร ท. ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของบัญชี ครั้งที่ 2 วันที่ 2 พฤษภาคม 2564 โจทก์โอนเงิน 1,079,000 บาท ไปเข้าบัญชีธนาคาร ท. ที่มีชื่อจำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของบัญชี แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบสลากกินแบ่งรัฐบาลตามจำนวนที่โจทก์สั่งจองหรือสั่งซื้อไป สำหรับคดีส่วนแพ่งโจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ตกลงสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 1 กับพวกประกาศขายพร้อมทั้งแจ้งราคาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลทางไลน์กลุ่มดังกล่าว 60 ก้อน ก้อนละ 200 ฉบับ รวม 12,000 ฉบับ ราคาฉบับละ 82.50 บาท เป็นเงิน 990,000 บาท และโจทก์ได้โอนเงิน 990,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 เพื่อเป็นการชำระค่าสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว และโจทก์ยังตกลงสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกประกาศขายพร้อมทั้งแจ้งราคาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลทางไลน์กลุ่มดังกล่าวอีก 65 ก้อน ก้อนละ 200 ฉบับ รวม 13,000 ฉบับ ราคาฉบับละ 83 บาท เป็นเงิน 1,079,000 บาท และโจทก์ได้โอนเงิน 1,079,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 4 เพื่อเป็นการชำระค่าสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว ก็เพราะโจทก์จะนำสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวไปขายต่อ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบสลากกินแบ่งรัฐบาลตามจำนวนที่โจทก์สั่งจองหรือสั่งซื้อให้โจทก์ได้นั้น เป็นการที่โจทก์สั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกเสนอขาย หรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินกว่าฉบับละ 80 บาท ที่มีกำหนดราคาไว้ในสลากกินแบ่งรัฐบาลตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 มาตรา 39 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 มาตรา 13 ซึ่งมีโทษปรับอันเป็นโทษทางอาญา แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์รับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มิได้เป็นไปโดยสุจริต จะถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายมิได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นางสาวมณีรัตน์ ธำรงวิทวัสพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุพจน์ แสงประชากุล
ชื่อองค์คณะ
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
สัญญา ภูริภักดี
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568
#720731
เปิดฉบับเต็ม

เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ และมาตรา 9 ให้ถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามมาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน จึงจะถือว่าข้อความนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อความดังกล่าวไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินแล้ว ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันและบังคับใช้ทางกฎหมายให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 สิงหาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีการับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 เวลา 17 นาฬิกาเศษ โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์ จากนั้นโจทก์โอนเงิน 200,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลยพร้อมส่งบันทึกการโอนเงินและพิมพ์ข้อความถึงจำเลยว่า "พี่ให้ยืมแล้ว" จำเลยพิมพ์ตอบว่า "ขอบคุณครับเอื้อยครับ" อันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท เป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ครั้นวันที่ 15 มีนาคม 2565 โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์ และโจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลย ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้กู้ยืมเงิน 300,000 บาท ไปยังจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย สำหรับการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดแก่โจทก์นั้น คู่ความต่างไม่อุทธรณ์ คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 100,000 บาท เป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญมาฟ้องร้องให้บังคับคดีเอาแก่จำเลยหรือไม่ คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน ดังนั้น ศาลจะมีคําพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีได้ก็ต่อเมื่อเห็นว่าคําฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสาม (1) ประกอบมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง สำหรับพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งนั้น คือ บันทึกหน้าจอแอปพลิเคชันไลน์ที่โจทก์และจำเลยสนทนากันซึ่งปรากฏข้อความว่า วันที่ 15 มีนาคม 2565 เวลา 15.20 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์ แล้วเวลา 16.35 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์อีกครั้ง จากนั้นเวลา 17 นาฬิกา โจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลย เวลา 17.07 นาฬิกา จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีข้อความ "ขอบคุณครับ" ถึงโจทก์ เห็นว่า เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ และมาตรา 9 ให้ถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามมาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน จึงจะถือว่าข้อความนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อความดังกล่าวไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินแล้ว ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันและบังคับใช้ทางกฎหมายให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ได้ ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงิน 200,000 บาท อันมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมอยู่ในแอปพลิเคชันไลน์เดียวกันมาก่อน แม้การโอนเงินครั้งหลัง 100,000 บาท จะไม่มีข้อความว่ากู้ยืมเงิน ย่อมเป็นธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยโดยปริยายว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากโจทก์ นั้น ข้อนี้ ได้ความว่า การโอนเงิน 100,000 บาท มีระยะเวลาห่างจากการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท ถึงเดือนเศษ ในช่วงเวลานี้การสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างโจทก์และจำเลยย่อมมีเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย แต่กลับไม่ปรากฏข้อความเชื่อมโยงไปถึงการกู้ยืมเงินครั้งแรกเลย จึงไม่อาจถือโดยปริยายว่าหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินครั้งหลังได้ ส่วนที่โจทก์ขออนุญาตระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ด้วยการอ้างส่งบันทึกหน้าจอแอปพลิเคชันไลน์ที่ปรากฏข้อความสนทนาในวันที่ 15 มีนาคม 2565 ต่อเนื่องจากข้อความสนทนาเดิมนั้น เนื่องจากพยานหลักฐานนี้น่าเชื่อว่ามีอยู่ในความครอบครองของโจทก์มาตั้งแต่ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์จึงต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 195 จึงไม่มีเหตุที่จะรับเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาประการต่อไปที่ว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากโจทก์จริงหรือไม่ย่อมไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญมาฟ้องร้องให้บังคับคดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ม. 7 ม. 8 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก.
จำเลย — พันเอก ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นางสาวสุกัญญา กิจกอบชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอิทธิธรรม อารัมภวิโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สัญญา ภูริภักดี
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568
#723009
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกหน้าจอแอปพลิเคชันไลน์ที่โจทก์และจำเลยสนทนากันปรากฏข้อความว่า วันที่ 15 มีนาคม 2565 เวลา 15.20 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์ แล้วเวลา 16.35 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์อีกครั้ง จากนั้นเวลา 17 นาฬิกา โจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลย เวลา 17.07 นาฬิกา จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีข้อความ "ขอบคุณครับ" ถึงโจทก์ เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ และมาตรา 9 ให้ถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามมาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน จึงจะถือว่าข้อความนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อความดังกล่าวไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินแล้ว ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันและบังคับใช้ทางกฎหมายให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 สิงหาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีการับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 เวลา 17 นาฬิกาเศษ โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์ จากนั้นโจทก์โอนเงิน 200,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลยพร้อมส่งบันทึกการโอนเงินและพิมพ์ข้อความถึงจำเลยว่า "พี่ให้ยืมแล้ว" จำเลยพิมพ์ตอบว่า "ขอบคุณครับเอื้อยครับ" อันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท เป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง และมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ครั้นวันที่ 15 มีนาคม 2565 โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์ และโจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลย ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้กู้ยืมเงิน 300,000 บาท ไปยังจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย สำหรับการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดแก่โจทก์นั้น คู่ความต่างไม่อุทธรณ์ คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 100,000 บาท เป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญมาฟ้องร้องให้บังคับคดีเอาแก่จำเลยหรือไม่ คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน ดังนั้น ศาลจะมีคําพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีได้ก็ต่อเมื่อเห็นว่าคําฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสาม (1) ประกอบมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง สำหรับพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งนั้น คือ บันทึกหน้าจอแอปพลิเคชันไลน์ที่โจทก์และจำเลยสนทนากันซึ่งปรากฏข้อความว่า วันที่ 15 มีนาคม 2565 เวลา 15.20 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์ แล้วเวลา 16.35 นาฬิกา โจทก์และจำเลยโทรศัพท์พูดคุยกันทางแอปพลิเคชันไลน์อีกครั้ง จากนั้นเวลา 17 นาฬิกา โจทก์โอนเงิน 100,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้จำเลย เวลา 17.07 นาฬิกา จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีข้อความ "ขอบคุณครับ" ถึงโจทก์ เห็นว่า เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความ และมาตรา 9 ให้ถือว่าการที่จำเลยส่งสติกเกอร์ที่มีคำว่าขอบคุณครับเป็นการลงลายมือชื่อของจำเลยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา แต่ตามมาตรา 8 ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สนทนากันจะต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยมีความหมายว่ากู้ยืมเงิน จึงจะถือว่าข้อความนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อความดังกล่าวไม่แสดงถึงการกู้ยืมเงินแล้ว ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมไม่มีผลผูกพันและบังคับใช้ทางกฎหมายให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ได้ ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงิน 200,000 บาท อันมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมอยู่ในแอปพลิเคชันไลน์เดียวกันมาก่อน แม้การโอนเงินครั้งหลัง 100,000 บาท จะไม่มีข้อความว่ากู้ยืมเงิน ย่อมเป็นธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยโดยปริยายว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากโจทก์ นั้น ข้อนี้ ได้ความว่า การโอนเงิน 100,000 บาท มีระยะเวลาห่างจากการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท ถึงเดือนเศษ ในช่วงเวลานี้การสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างโจทก์และจำเลยย่อมมีเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย แต่กลับไม่ปรากฏข้อความเชื่อมโยงไปถึงการกู้ยืมเงินครั้งแรกเลย จึงไม่อาจถือโดยปริยายว่าหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน 200,000 บาท เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินครั้งหลังได้ ส่วนที่โจทก์ขออนุญาตระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ด้วยการอ้างส่งบันทึกหน้าจอแอปพลิเคชันไลน์ที่ปรากฏข้อความสนทนาในวันที่ 15 มีนาคม 2565 ต่อเนื่องจากข้อความสนทนาเดิมนั้น เนื่องจากพยานหลักฐานนี้เชื่อว่ามีอยู่ในความครอบครองของโจทก์มาตั้งแต่ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว โจทก์จึงต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 195 จึงไม่มีเหตุที่จะรับเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาประการต่อไปที่ว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท จากโจทก์จริงหรือไม่ย่อมไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญมาฟ้องร้องให้บังคับคดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ม. 7 ม. 8 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก.
จำเลย — พันเอก ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นางสาวสุกัญญา กิจกอบชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอิทธิธรรม อารัมภวิโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สัญญา ภูริภักดี
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557 -ที่ 3558/2568
#719654
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นอ้างว่าคำสั่งลดค่าปรับของศาลชั้นต้น และการสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษบังคับตามคำพิพากษาตามยอมอันเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี โดยมิใช่เป็นการอุทธรณ์เพื่อเรียกร้องค่าปรับจากผู้ร้องโดยตรง เป็นการอุทธรณ์คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์แล้วมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงเป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านจึงหาจำต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการ และกรณีไม่มีเหตุที่ผู้คัดค้านจะต้องยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวด้วย คำสั่งรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และการนัดไต่สวนคำร้องจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน เมื่อคดีตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ และผู้คัดค้านได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 200 บาท จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เพราะผู้คัดค้านไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ขาดมาชำระให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ร้องจดทะเบียนเด็กหญิง อ. เป็นบุตร ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและขอให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง อ. ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า ผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง อ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว นับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป ผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องมาพบและรับบุตรผู้เยาว์ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่บุตรผู้เยาว์ได้สัปดาห์ละหนึ่งวัน ทุก ๆ วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา โดยให้มีผู้คัดค้านร่วมเดินทางไปดูแลบุตรผู้เยาว์ตามสมควรและเหมาะสม และจะไม่กีดกันผู้ร้องแต่อย่างใด เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2561 เป็นต้นไป ทั้งนี้หากผู้ร้องไม่สามารถรับบุตรผู้เยาว์ได้ตามกำหนดไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงานหรือกิจธุระสำคัญให้ผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน โดยผู้ร้องจะต้องแจ้งไปยังอีเมลของผู้คัดค้านทางอีเมล และให้ถือว่าผู้คัดค้านได้ทราบแล้ว ในกรณีที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านประสงค์จะนำบุตรผู้เยาว์เดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันไปดำเนินการให้ความยินยอมต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามระเบียบจนเสร็จสิ้นทั้งหมด โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าตามสมควรแก่พฤติการณ์ ผู้ร้องตกลงชำระค่าเล่าเรียนบุตรผู้เยาว์ก่อนหน้านี้ให้แก่ผู้คัดค้านเป็นเงินจำนวน 70,000 บาท ชำระภายในวันทำสัญญาโดยโอนเข้าบัญชีธนาคาร ท. สาขาป่าตอง (ภูเก็ต) ชื่อบัญชีนางสาว ว. บัญชีเลขที่ 601282xxxx ผู้ร้องและผู้คัดค้านจะไปเปิดบัญชีธนาคาร ท. สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล เพื่อเด็กหญิง อ. ภายในวันที่ 2 สิงหาคม 2561 โดยให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวฝ่ายละ 40,000 บาท เพื่อเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 1 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 กันยายน 2561 ไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ กรณีที่มีค่าอุปการะเลี้ยงดูมากกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่เดิมให้ผู้คัดค้านนำเอกสารรายละเอียดค่าใช้จ่ายมาแสดงต่อผู้ร้องและต้องชำระฝ่ายละครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายดังกล่าว ส่วนประเด็นตามคำร้องไม่สามารถตกลงตกลงกันได้

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ส่วนอำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และข้อตกลงอื่นให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมตามคำร้อง ผู้ร้องชำระมาในอัตราขั้นต่ำอยู่แล้วจึงไม่คืน ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมตามคำคัดค้าน ผู้คัดค้านได้รับยกเว้นตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 155 จึงไม่จำต้องสั่ง

หลังจากนั้นผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษาตามยอมว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ต่อกันใหม่ โดยในส่วนที่ไม่ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้คงบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความเดิมทุกประการ ทั้งนี้ในส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่มีดังนี้ ผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องมาพบและรับบุตรผู้เยาว์ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่บุตรผู้เยาว์ได้สัปดาห์ละ 1 วัน ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา นับตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป โดยผู้ร้องจะมารับบุตรผู้เยาว์ที่บ้านพักในเขตจังหวัดภูเก็ตของผู้คัดค้านทุกวันอาทิตย์ เวลา 10 นาฬิกา ในการนี้ผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านหรือพี่เลี้ยงที่ผู้คัดค้านมอบหมายร่วมเดินทางไปดูแลบุตรผู้เยาว์ด้วย ทั้งนี้ผู้คัดค้านตกลงไม่นำบุตรผู้เยาว์ไปทำกิจกรรมอื่นใดในวันอาทิตย์ หากผู้ร้องไม่สามารถมารับบุตรผู้เยาว์ได้ตามกำหนดไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงานหรือธุระสำคัญตามสมควรแก่เหตุให้ผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบล่วงหน้าทางอีเมล อย่างน้อย 2 วัน ก่อนถึงกำหนดวันรับและให้ถือว่าผู้คัดค้านได้รับทราบแล้ว อนึ่ง การติดต่อระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ให้ติดต่อสื่อสารกันเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์เท่านั้นโดยจะไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคายหรือด่าทอกันและจะไม่ติดต่อกันทางช่องทางอื่นนอกจากจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ในกรณีที่ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านประสงค์จะนำบุตรผู้เยาว์เดินทางไปท่องเที่ยวและศึกษาเล่าเรียนช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ยังต่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายตกลงดำเนินการให้ความยินยอมแก่กันตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งนี้แต่ละฝ่ายที่จะนำบุตรผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศจะต้องแจ้งรายละเอียดให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ดังนี้ เดินทางไปทำอะไร มีระยะเวลาเท่าใด พร้อมทั้งแสดงตั๋วเครื่องบินไปและกลับให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ในการแสดงความยินยอมนั้น หากผู้ร้องหรือผู้คัดค้านได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แต่ไม่ตอบกลับภายใน 5 วัน ถือว่าฝ่ายนั้นยินยอมด้วยแล้ว ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ท. สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัลภูเก็ต บัญชีเลขที่ 817264xxxx ชื่อบัญชี นางสาว ว. เพื่อเด็กหญิง อ. เป็นเงินคนละ 40,000 บาท เพื่อเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 1 ของเดือน ไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ กรณีมีค่าอุปการะเลี้ยงดูมากกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่เดิมให้ผู้คัดค้านนำเอกสารรายละเอียดค่าใช้จ่ายมาแสดงต่อผู้ร้อง และต้องชำระฝ่ายละครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายดังกล่าวภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ผู้คัดค้านจะคัดถ่ายเอกสารรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีและรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับบุตรผู้เยาว์ให้ผู้ร้องทราบทางอีเมล ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 5 ของเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2564 ทั้งนี้ ผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านนำค่าซื้อรถยนต์ ซึ่งผู้คัดค้านต้องชำระแก่ผู้ให้เช่าซื้อเดือนละ 32,000 บาท มารวมคำนวณในค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านโอนเข้าบัญชีบุตรผู้เยาว์ด้วย นอกจากนี้ผู้ร้องยินยอมให้คิดค่าอาหารและสิ่งของจำเป็นอันเป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท ค่าน้ำมันรถ เดือนละ 5,000 บาท และค่าพี่เลี้ยงบุตรผู้เยาว์เดือนละ 5,000 บาท โดยผู้คัดค้านไม่จำต้องแสดงใบเสร็จในส่วนนี้ ปัจจุบันบุตรผู้เยาว์ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่โรงเรียน ก. ชั้นอนุบาล 3 ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงให้บุตรผู้เยาว์ศึกษาต่อจนจบหลักสูตร และให้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียน ข. เท่านั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้โดยเคร่งครัด ทั้งสองฝ่ายตกลงให้ฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาชำระค่าปรับและค่าเสียหายเป็นรายวัน อัตราวันละ 100,000 บาท ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่ได้กระทำผิดสัญญาจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามสัญญาที่มีอยู่ทั้งหมดโดยเคร่งครัดต่อไป กรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้อง คำฟ้องต่อศาลนี้เพื่อไต่สวนเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทตามสัญญาฉบับนี้และศาลได้พิจารณาไต่สวนแล้วไม่มีมูลความจริง ฝ่ายผู้ยื่นคำร้อง คำฟ้องต่อศาลจะต้องรับผิดชอบชำระค่าทนายความให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งในอัตราสูงสุดที่ศาลได้กำหนดให้

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเนื่องจากผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม กล่าวคือ ผู้ร้องผิดนัดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นเวลา 45 วัน คิดค่าปรับวันละ 100,000 บาท เป็นเงิน 4,500,000 บาท เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องส่งข้อความทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้คัดค้านด้วยถ้อยคำหยาบคาย คิดเป็นค่าปรับ 100,000 บาท และในวันเดียวกันผู้ร้องมิได้มารับบุตรผู้เยาว์ที่บ้านพักและไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ คิดค่าปรับ 100,000 บาท ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2564 ผู้ร้องมิได้มารับบุตรผู้เยาว์ที่บ้านพักและไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ คิดเป็นค่าปรับ 100,000 บาท และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้ร้องส่งข้อความทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้คัดค้านด้วยถ้อยคำหยาบคาย คิดเป็นค่าปรับ 100,000 บาท นอกจากนี้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ของเดือนมกราคม 2564 ขาดไป 10,000 บาท และของเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ยังไม่ได้ชำระจำนวนเงิน 40,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี 4,950,000 บาท

ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า เนื่องจากผู้คัดค้านพยายามบ่ายเบี่ยงการที่ผู้ร้องจะรับบุตรผู้เยาว์อันเป็นเหตุนำไปสู่การผิดสัญญาของผู้ร้อง โดย ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2564 มีค่าปรับจากการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเงิน 15,122,725.42 บาท เป็นเหตุให้ผู้ร้องถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีอายัดเงินเดือน เดือนละ 204,000 บาท อายัดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ท. บัญชีเลขที่ 886212xxxx และบัญชีเลขที่ 88621xxxx รวมเป็นเงิน 5,000,000 บาท และยึดเรือกลเดินทะเล ราคา 150,000 บาท ผู้คัดค้านได้รับเงินจากการบังคับคดีแล้ว 2 ครั้ง เป็นเงิน 548,274.58 บาท และ 204,000 บาท รวมเป็นเงิน 752,274.58 บาท และยังมีหนี้ค้างอยู่อีก 15,122,725.42 บาท และอีกวันละ 100,000 บาท จึงเห็นได้ว่าเป็นค่าปรับที่สูงเกินส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 40,000 บาท ผู้คัดค้านขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วยการใช้สิทธิไม่สุจริตเพราะผู้ร้องไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ การดำเนินการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ถูกต้องและผิดระเบียบ ขอให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว และให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำบังคับ หมายบังคับคดี หรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดี ให้คืนทรัพย์สินที่ได้ดำเนินการบังคับคดีทั้งในส่วนของการยึดทรัพย์และการอายัดสิทธิเรียกร้อง อีกทั้งคืนเงินค่าปรับและเงินที่ผู้คัดค้านได้รับไปแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนและให้งดการบังคับคดีไว้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 วรรคสาม

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินเดือนค่าจ้างของผู้ร้องในส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เพิกถอนการยึดเรือ และให้ผู้คัดค้านใช้ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินและกรณีอายัดเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2564 ว่า ศาลชั้นต้นลดค่าปรับตามคำพิพากษาตามยอมเหลือ 684,600 บาท ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับค่าปรับ 15,122,725.42 บาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลส่วนที่ขาดให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควร หากไม่ชำระให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเพื่อดำเนินการต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนแต่ทนายผู้คัดค้านยืนยันว่าจะนำพยานเข้าไต่สวนเมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่ง ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้คัดค้านไม่มีพยานมาไต่สวนให้ได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 จึงให้ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน หากผู้คัดค้านประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

ผู้คัดค้านฎีกาคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน และฎีกาคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน และจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความเพราะผู้คัดค้านไม่นำค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพิ่มตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นอ้างว่าคำสั่งลดค่าปรับของศาลชั้นต้น และการสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษบังคับตามคำพิพากษาตามยอมอันเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี โดยมิใช่เป็นการอุทธรณ์เพื่อเรียกร้องค่าปรับจากผู้ร้องโดยตรง เป็นการอุทธรณ์คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์แล้วมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงเป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านจึงหาจำต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการ และกรณีไม่มีเหตุที่ผู้คัดค้านจะต้องยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวด้วย คำสั่งรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และการนัดไต่สวนคำร้องจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน เมื่อคดีตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ และผู้คัดค้านได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 200 บาท จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เพราะผู้คัดค้านไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ขาดมาชำระให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด จึงไม่ชอบ ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกคำสั่งรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น และยกคำสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีที่ทุนทรัพย์กับคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แล้วให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาและพิพากษาไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 (1) ม. 156/1 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ส.
ผู้คัดค้าน — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต — นายรณัฏฐ์ สรรคบุรีรานุรักษ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3555/2568
#716687
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งจาก อ. ให้ไปปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าคลังสินค้ากลาง มีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง และตามคู่มือโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554 จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวมาตรฐานสินค้าชนิดข้าวหอมมะลิไทย และเป็นลูกจ้างของบริษัท ม. จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าให้เป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสาร ย่อมขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสารหอมมะลิไทย ทั้งการฝ่าฝืนก็เป็นความผิดที่มีโทษทางอาญา อันเป็นเหตุให้องค์การคลังสินค้ามิได้ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและชนิดของข้าวสาร นอกจากนี้ ตามคำสั่งองค์การคลังสินค้า ที่ 244/2554 เรื่องมอบหมายให้พนักงานปฏิบัติงาน ก็มิได้กำหนดให้หัวหน้าคลังสินค้ามีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพข้าวในโครงการรับจำนำข้าวแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 เป็นเพียงหัวหน้าคลังสินค้ากลางที่เกิดเหตุเท่านั้น แม้ตามขั้นตอนการปฏิบัติงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ข้อ 2.3 หัวหน้าคลังสินค้ากลาง (1) จะกำหนดหน้าที่ของหัวหน้าคลังสินค้ากลางไว้ว่า "รับมอบข้าวสารร่วมกับผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวเข้าเก็บรักษาในคลังสินค้ากลางให้เป็นไปตามสัญญาและข้อกำหนดของโครงการ" ก็มุ่งประสงค์ในการรับมอบข้าวสารโดยตรวจสอบปริมาณให้ถูกต้อง หาได้มีหน้าที่ต้องตรวจสอบคุณภาพด้วยไม่ เนื่องจากการตรวจสอบคุณภาพข้าวมีกรรมวิธีและต้องมีความรู้ความสามารถและอุปกรณ์เครื่องมือ บางกรณีต้องพิสูจน์ทางเคมี ไม่สามารถตรวจด้วยตาเปล่าในขณะรับสินค้าได้ กรณีไม่อาจตีความคำว่า รับมอบข้าวสารร่วมกับผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวเข้าเก็บรักษาในคลังสินค้ากลางให้เป็นไปตามสัญญาและข้อกำหนดของโครงการว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสารร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย และไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาพิเศษให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิด จำเลยที่ 2 ที่ถูกฟ้องฐานเป็นผู้สนับสนุนย่อมไม่มีความผิดเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 3, 11 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และขอให้นับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท. 229/2564 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท. 7/2565 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท. 8/2565 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาและมีมติอนุมัติกรอบชนิด ราคา ปริมาณ ระยะเวลา วิธีการ หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และงบประมาณดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 โดยให้องค์การคลังสินค้ารับฝากข้าวเปลือกและออกใบประทวนสินค้าแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และเก็บข้าวสารที่แปรสภาพจากข้าวเปลือกไว้ในคลังสินค้ากลางที่องค์การคลังสินค้าเช่าจากนิติบุคคลหรือผู้มีชื่อ โดยองค์การคลังสินค้าเป็นผู้รับผิดชอบคุณภาพ ปริมาณ และชนิดของข้าวสารที่จัดเก็บในคลังสินค้าจนกว่าจะส่งมอบแก่ผู้ซื้อและต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว ชนิดข้าว น้ำหนักข้าวตามที่กำหนดไว้ วันที่ 25 ตุลาคม 2554 องค์การคลังสินค้าทำสัญญาจ้างบริษัท ม. เพื่อตรวจสอบคุณภาพและรับมอบข้าวสารให้ตรงตามคุณภาพและชนิดข้าวสารตามมาตรฐานประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง มาตรฐานสินค้าข้าว พ.ศ. 2540 หรือให้ได้มาตรฐานตามประกาศกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับสินค้าที่ใช้บังคับอยู่หรือที่จะบังคับต่อไป และ/หรือ ข้อกำหนดที่ผู้ว่าจ้างจะกำหนด และต้องเป็นข้าวสารเจ้าที่สีจากข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 มีคุณภาพดี ไม่เสื่อมคุณภาพ ไม่เป็นโรคพืช ไม่เป็นรัง ไม่มีมอดหรือหนอน และปราศจากเคมีภัณฑ์ที่มีพิษเจือปน ความชื้นไม่เกินร้อยละ 14 (ร้อยละสิบสี่) บรรจุกระสอบเฮฟรีซีส์ทางเขียวใหม่ หรือที่ผู้ว่าจ้างกำหนด น้ำหนัก (รวมกระสอบ) กระสอบละไม่น้อยกว่า 100.7 (หนึ่งร้อยจุดเจ็ด) กิโลกรัม ก่อนรับข้าวสารจากโครงการรับจำนำข้าวเข้าจัดเก็บในคลังสินค้าดังกล่าว วันที่ 17 มกราคม 2555 องค์การคลังสินค้าทำสัญญาเช่าคลังสินค้ากับบริษัท ส. เพื่อนำข้าวสารที่สีแปรสภาพจากข้าวเปลือกมาเก็บรักษาไว้ในคลังสินค้าดังกล่าว วันที่ 30 ธันวาคม 2554 องค์การคลังสินค้ามีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 1 ให้ไปปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าคลังสินค้ากลาง มีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง และตามคู่มือโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554 เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นภารกิจแล้วให้กลับไปปฏิบัติงานต้นสังกัดเดิม จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวมาตรฐานสินค้าชนิดข้าวหอมมะลิไทย และเป็นลูกจ้างของบริษัท ม. ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานตรวจสอบคุณภาพ ปริมาณ ชนิดและน้ำหนักข้าวสารเข้าเก็บรักษาในคลังสินค้ากลางดังกล่าว เมื่อระหว่างวันที่ 18 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2555 จำเลยทั้งสองตรวจสอบคุณภาพ ปริมาณ ชนิด และรับมอบปลายข้าวหอมจังหวัดกองที่ 14 น้ำหนักสุทธิ 40.30 ตัน นำเข้าเก็บในคลังสินค้ากลางที่เกิดเหตุ วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 คณะทำงานตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐชุดที่ 53 ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เข้าไปตรวจสอบและเก็บตัวอย่างข้าวในคลังสินค้าดังกล่าว นำส่งคณะทำงานรับ – ส่งและเก็บตัวอย่างข้าว เพื่อส่งให้สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นผู้ตรวจวิเคราะห์คุณภาพข้าวสารดังกล่าว ต่อมาผู้เชี่ยวชาญสำนักงานคณะกรรมการตรวจข้าวสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตรวจวิเคราะห์ทางกายภาพโดยใช้มาตรฐานตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ข้าวหอมมะลิไทยเป็นสินค้ามาตรฐานและมาตรฐานสินค้าข้าวหอมมะลิไทย ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2549 และประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ข้าวหอมมะลิไทยเป็นสินค้ามาตรฐานและมาตรฐานสินค้าข้าวหอมมะลิไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 เป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์ซึ่งกำหนดให้มีปลายข้าวซีวันตามมาตรฐานไม่เกินร้อยละ 5 แต่ผลการตรวจวิเคราะห์พบร้อยละ 3.40 มีวัตถุอื่นได้ไม่เกินร้อยละ 0.5 ผลการตรวจไม่พบวัตถุอื่น (ร้อยละ 0.00) ความชื้นกำหนดให้ไม่เกินร้อยละ 14 ผลการตรวจพบร้อยละ 12.50 เมื่อส่งข้าวสารให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ตรวจทางสารพันธุกรรมข้าว (DNA) ผลการตรวจสอบมีข้าวหอมมะลิไทยจำนวน 0 เปอร์เซ็นต์ ข้าวปทุมธานี 1 จำนวน 3 เปอร์เซ็นต์ และข้าวอื่น 97 เปอร์เซ็นต์ รวมเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ คณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองมีมูลความผิด และมอบหมายให้โจทก์ฟ้องและดำเนินคดีนี้แทน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 เป็นโครงการของรัฐ และคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีมติอนุมัติให้องค์การคลังสินค้ารับมอบและเก็บข้าวสารในคลังสินค้ากลาง ซึ่งองค์การคลังสินค้าเช่าจากนิติบุคคลหรือผู้มีชื่อ โดยเป็นผู้รับผิดชอบคุณภาพ ปริมาณ และชนิดของข้าวที่จัดเก็บในคลังสินค้าจนกว่าจะส่งมอบแก่ผู้ซื้อ และต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว ชนิดข้าวและน้ำหนักข้าวตามที่กำหนดไว้ก่อนนำเข้าเก็บในคลังสินค้ากลาง ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2554 องค์การคลังสินค้าทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ม. เพื่อตรวจสอบคุณภาพและรับมอบข้าวสารให้ตรงตามคุณภาพและชนิดข้าวสารตามมาตรฐานประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องมาตรฐานสินค้าข้าว พ.ศ. 2540 อันเป็นการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าว (กขช.) ที่กำหนดให้องค์การคลังสินค้าต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว ชนิดข้าว และน้ำหนักข้าวตามที่กำหนดไว้ก่อนนำเข้าเก็บในคลังสินค้ากลาง ซึ่งตามสัญญาจ้างดังกล่าว ข้อ 1 ให้ผู้รับจ้างหรือบริษัท ม. ตรวจสอบและรับผิดชอบคุณภาพ ชนิด และน้ำหนักข้าวสารหอมมะลิตามโครงการรับจำนำข้าวที่โรงสีส่งมอบให้แก่องค์การคลังสินค้าผู้ว่าจ้าง ณ คลังสินค้าที่ผู้ว่าจ้างกำหนด และข้อ 4 กำหนดให้ผู้รับจ้างจัดหาผู้ตรวจสอบซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญมีความรู้ทางด้านการตรวจสอบคุณภาพ และชนิดข้าวสารหอมมะลิได้อย่างดี และจัดหาสิ่งของชนิดดี ตลอดจนใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพจนงานแล้วเสร็จตามสัญญานี้.. จึงเห็นได้ว่าการตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสารหอมมะลิเป็นงานทางเทคนิคที่มีความละเอียดที่ผู้ตรวจสอบต้องใช้ฝีมือและความรู้ความสามารถ รวมทั้งต้องใช้เครื่องมือและอุปรณ์ในการตรวจสอบ ย่อมต้องกระทำโดยผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในด้านดังกล่าว องค์การคลังสินค้าจึงทำสัญญาจ้างมอบหน้าที่ตรวจสอบและความรับผิดชอบให้แก่บริษัท ม. ผู้รับจ้าง ซึ่งมีอาชีพดังกล่าวโดยเฉพาะ และบริษัทดังกล่าวก็มอบหมายหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสารหอมมะลิให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวตามมาตรฐานสินค้าชนิดข้าวหอมมะลิไทย นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ยังบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดเป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า เว้นแต่จะเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้า และผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา 52 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าให้เป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสาร ย่อมขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสารหอมมะลิไทย ทั้งการฝ่าฝืนก็เป็นความผิดที่มีโทษทางอาญา อันเป็นเหตุให้องค์การคลังสินค้ามิได้ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและชนิดของข้าวสาร นอกจากนี้ ตามคำสั่งองค์การคลังสินค้า ที่ 244/2554 เรื่องมอบหมายให้พนักงานปฏิบัติงาน ก็มิได้กำหนดให้หัวหน้าคลังสินค้ามีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพข้าวในโครงการรับจำนำข้าวแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 เป็นเพียงหัวหน้าคลังสินค้ากลางที่เกิดเหตุเท่านั้น แม้ตามขั้นตอนการปฏิบัติงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ข้อ 2.3 หัวหน้าคลังสินค้ากลาง (1) จะกำหนดหน้าที่ของหัวหน้าคลังสินค้ากลางไว้ว่า "รับมอบข้าวสารร่วมกับผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวเข้าเก็บรักษาในคลังสินค้ากลางให้เป็นไปตามสัญญาและข้อกำหนดของโครงการ" ก็มุ่งประสงค์ในการรับมอบข้าวสารโดยตรวจสอบปริมาณให้ถูกต้อง หาได้มีหน้าที่ต้องตรวจสอบคุณภาพด้วยไม่ เนื่องจากการตรวจสอบคุณภาพข้าวมีกรรมวิธีและต้องมีความรู้ความสามารถและอุปกรณ์เครื่องมือ บางกรณีต้องพิสูจน์ทางเคมี ไม่สามารถตรวจด้วยตาเปล่าในขณะรับสินค้าได้ สอดคล้องกับคำเบิกความของนายคมกิจ รักษาการผู้อำนวยการสำนักข้าว องค์การคลังสินค้า ที่เบิกความยืนยันว่า ในทางปฏิบัติหัวหน้าคลังสินค้ารับสินค้ามาตรวจสอบคุณภาพข้าว โดยตรวจสอบปริมาณและจัดเก็บไว้ที่กองใด และนายไพศาล ขณะเกิดเหตุเป็นพนักงานองค์การคลังสินค้า ที่เบิกความยืนยันทำนองเดียวกันว่า หัวหน้าคลังสินมีหน้าที่เพียงรับมอบข้าวสารที่ผู้ตรวจสอบได้ทำการตรวจตรวจสอบแล้วเข้าจัดเก็บในคลังสินค้าและทำบัญชีสต็อกสินค้า ประกอบกับนางจีระวัฒน์ ผู้กล่าวหา ซึ่งเคยเป็นรองผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ให้การไว้ในชั้นไต่สวนยอมรับว่า บริษัทผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว (serveyer) ซึ่งทำสัญญากับองค์การคลังสินค้าเป็นผู้มีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพข้าว ส่วนหัวหน้าคลังสินค้าจะดูแลในภาพรวมเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพข้าว กรณีไม่อาจตีความคำว่า รับมอบข้าวสารร่วมกับผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวเข้าเก็บรักษาในคลังสินค้ากลางให้เป็นไปตามสัญญาและข้อกำหนดของโครงการว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสารร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย ประกอบกับการตรวจสอบคุณภาพและชนิดข้าวสารก่อนรับเข้าเก็บในคลังสินค้ากลางเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากองค์การคลังสินค้ามีความประสงค์มอบหมายหน้าที่ดังกล่าวให้แก่หัวหน้าคลังสินค้าด้วยทั้ง ๆ ที่มีผู้รับผิดชอบตามสัญญาอยู่แล้วก็ควรระบุให้ชัดเจน แต่ก็หาได้ระบุไม่ บ่งชี้ว่าองค์การคลังสินค้าไม่ประสงค์ให้หัวหน้าคลังสินค้ามีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพและชนิดของข้าวด้วย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพข้าวร่วมกับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ พยานหลักฐานทั้งชั้นไต่สวนและพิจารณาไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาพิเศษกระทำการเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานเป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต พยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ที่ถูกฟ้องฐานเป็นผู้สนับสนุนย่อมไม่มีความผิดเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาอื่นของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 123/1
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ม. 172
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม. 3 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 6
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 — นายสุภชัย ศิริบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ ประกอบแสงสวย
ชื่อองค์คณะ
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ธนาคม ลิ้มภักดี
ธรรมนูญ สิงห์สาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3553/2568
#717089
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 738 ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่า จะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น มาตรา 739 ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับคำเสนอต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ยอมรับจำนวนเงินที่โจทก์เสนอจะใช้เท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น จำเลยที่ 3 ก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลจนโจทก์ต้องมาฟ้องคดีเอง จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 3 ได้สนองรับคำเสนอของโจทก์โดยปริยายแล้วในภายหลังจากที่มีหนังสือปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ ตามมาตรา 741 จำเลยที่ 3 จึงจำต้องยอมรับเงินจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์นำไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ว่าเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินแล้ว และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 รับเงิน 300,000 บาท และไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้โจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จําเลยที่ 3 รับชำระเงิน 300,000 บาท จากโจทก์และไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 728 เนื้อที่ 10 ไร่ แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 กับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินของจำเลยที่ 2 ที่จำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้กับจำเลยที่ 3 โดยมีต้นเงินกู้จำนวน 700,000 บาท จากการบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินจำนองของเจ้าหนี้สามัญในคดีอื่นโดยติดจำนองและจดทะเบียนรับโอนที่ดินมาเป็นของโจทก์แล้ว หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือแสดงความประสงค์จะไถ่ถอนจำนองโดยเสนอรับจะใช้เงินเท่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นจำนวน 300,000 บาท ไปยังจำเลยที่ 3 และนัดจำเลยที่ 3 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่สำนักงานที่ดิน จำเลยที่ 3 มีหนังสือตอบกลับปฏิเสธไปว่า นางสาวณัฎยา เป็นหนี้จำเลยที่ 3 ตามสัญญาจำนองรวมจำนวนกว่าล้านบาท และจำเลยที่ 3 ให้บริษัทผู้ประกอบธุรกิจประเมินราคาที่ดินประเมินราคาที่ดินที่จำนองแล้ว มีราคา 1,200,000 บาท และไม่ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ตามวันเวลาที่โจทก์นัดหมาย โจทก์จึงนำเงินจำนวน 300,000 บาท ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับใช้เงินจำนวน 300,000 บาท ตามที่โจทก์เสนอและไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่า จะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น มาตรา 739 ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับคำเสนอต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ยอมรับจำนวนเงินที่โจทก์เสนอจะใช้เท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น จำเลยที่ 3 ก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลจนโจทก์ต้องมาฟ้องคดีเอง จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 3 ได้สนองรับคำเสนอของโจทก์โดยปริยายแล้วในภายหลังจากที่มีหนังสือปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ ตามมาตรา 741 จำเลยที่ 3 จึงจำต้องยอมรับเงินจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์นำไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ว่าเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินแล้ว และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 738 ม. 739 ม. 741
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นางสาวหรือนาง พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นางสาวมัชฌิมา บริสุทธิ์พงศากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวันชัย บัวเทียน
ชื่อองค์คณะ
สิทธิพร บุญยฤทธิ์
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3553/2568
#721965
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 738 ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่า จะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น มาตรา 739 ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับคำเสนอต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ยอมรับจำนวนเงินที่โจทก์เสนอจะใช้เท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น จำเลยที่ 3 ก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลจนโจทก์ต้องมาฟ้องคดีเอง จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 3 ได้สนองรับคำเสนอของโจทก์โดยปริยายแล้วในภายหลังจากที่มีหนังสือปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ ตามมาตรา 741 จำเลยที่ 3 จึงจำต้องยอมรับเงินจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์นำไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ว่าเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินแล้ว และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 รับเงิน 300,000 บาท และไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้โจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 3 รับชำระเงิน 300,000 บาท จากโจทก์และไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 728 เนื้อที่ 10 ไร่ แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 กับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินของจำเลยที่ 2 ที่จำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้กับจำเลยที่ 3 โดยมีต้นเงินกู้จำนวน 700,000 บาท จากการบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินจำนองของเจ้าหนี้สามัญในคดีอื่นโดยติดจำนองและจดทะเบียนรับโอนที่ดินมาเป็นของโจทก์แล้ว หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือแสดงความประสงค์จะไถ่ถอนจำนองโดยเสนอรับจะใช้เงินเท่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นจำนวน 300,000 บาท ไปยังจำเลยที่ 3 และนัดจำเลยที่ 3 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่สำนักงานที่ดิน จำเลยที่ 3 มีหนังสือตอบกลับปฏิเสธไปว่า นางสาวณัฎยาเป็นหนี้จำเลยที่ 3 ตามสัญญาจำนองรวมจำนวนกว่าล้านบาท และจำเลยที่ 3 ให้บริษัทผู้ประกอบธุรกิจประเมินราคาที่ดินประเมินราคาที่ดินที่จำนองแล้ว มีราคา 1,200,000 บาท และไม่ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ตามวันเวลาที่โจทก์นัดหมาย โจทก์จึงนำเงินจำนวน 300,000 บาท ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับใช้เงินจำนวน 300,000 บาท ตามที่โจทก์เสนอและไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 738 ผู้รับโอนซึ่งประสงค์จะไถ่ถอนจำนองต้องส่งคำเสนอไปยังเจ้าหนี้ผู้รับจำนองว่า จะรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น มาตรา 739 ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับ คำเสนอต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ปฏิเสธไม่ยอมรับจำนวนเงินที่โจทก์เสนอจะใช้เท่ากับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่า ไม่เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น จำเลยที่ 3 ก็ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 เดือน นับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้น แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลจนโจทก์ต้องมาฟ้องคดีเอง จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 3 ได้สนองรับคำเสนอของโจทก์โดยปริยายแล้วในภายหลังจากที่มีหนังสือปฏิเสธมาก่อนหน้านี้ ตามมาตรา 741 จำเลยที่ 3 จึงจำต้องยอมรับเงินจำนวน 300,000 บาท ที่โจทก์นำไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ว่าเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินแล้ว และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 738 ม. 739 ม. 741
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นางสาวหรือนาง พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สิทธิพร บุญยฤทธิ์
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3487/2568
#717088
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 เฉพาะตามสัญญาเช่าชื้อฉบับที่ 2 เท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท จึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าธรรมเนียมศาลแทนโจทก์รวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนข้อพิพาทตามสัญญาเช่าซื้อฉบับที่ 1 ด้วย ซึ่งเกินกว่าที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหมายเลขทะเบียน กม xxxx นครราชสีมา คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากส่งมอบไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 288,738 บาท แก่โจทก์ ให้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหมายเลขทะเบียน 1 กอ xxxx กรุงเทพมหานคร คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 458,160 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคันดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคันดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากส่งมอบไม่ได้ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ราคาแทนจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ก่อนฟ้องสำหรับรถยนต์ที่เช่าซื้อหมายเลขทะเบียน กม xxxx นครราชสีมา จำนวน 175,000 บาท และค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดีหรือชดใช้ราคาแทนแก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ก่อนฟ้องสำหรับรถยนต์ที่เช่าซื้อหมายเลขทะเบียน 1 กอ xxxx กรุงเทพมหานคร จำนวน 182,000 บาท และค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดีหรือชดใช้ราคาแทนแก่โจทก์จนครบ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,094,898 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับรถยนต์ที่เช่าซื้อหมายเลขทะเบียน 1 กอ xxxx กรุงเทพมหานคร หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 631,160 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อทั้งสองคันคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน สำหรับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กม xxxx นครราชสีมา เป็นเงิน 170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564) จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคันดังกล่าวคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จ แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และสำหรับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 กอ xxxx กรุงเทพมหานคร หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 135,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,700 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564) จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จ แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหมายเลขทะเบียน 1 กอ xxxx กรุงเทพมหานคร คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 260,000 บาท กับให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 5,400 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า คำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 เฉพาะตามสัญญาเช่าซื้อฉบับที่ 2 เท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท จึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าธรรมเนียมศาลแทนโจทก์รวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนข้อพิพาทตามสัญญาเช่าซื้อฉบับที่ 1 ด้วย ซึ่งเกินกว่าที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่งจำเลยทั้งสองเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จำเลยทั้งสองชำระมาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 18

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในส่วนค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายปฏิญญา ศรีวัชโรดม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสมลักษณ์ ยอดรัก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เหมือนเตย
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
นวรัตน์ กลิ่นรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3486/2568
#717092
เปิดฉบับเต็ม

การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 63 เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของลูกหนี้ ให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายและให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตน คำสั่งของศาลดังกล่าวย่อมมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากภาวะล้มละลายและมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งหมดได้ต่อไป และมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้ ตามมาตรา 63 ประกอบมาตรา 56 โดยลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายตามที่ได้ตกลงไว้ในการประนอมหนี้ เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายครบถ้วนตามคำขอประนอมหนี้แล้ว หนี้ส่วนที่ขาดตามที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระไว้ ลูกหนี้ย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปด้วยผลของการประนอมหนี้ ส่วนการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาซึ่งศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้วพ้นจากการล้มละลายทันทีที่พ้นกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย ซึ่งมีผลทำให้ลูกหนี้พ้นจากภาวะการเป็นบุคคลล้มละลาย หลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวงอันอาจขอรับชำระหนี้ได้ เว้นแต่หนี้ที่กำหนดไว้ตามมาตรา 77 (1) และ (2) และกลับมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตนที่จะได้มาภายหลังการปลดจากล้มละลายอีกครั้ง การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตามมาตรา 63 และการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 จึงมีความมุ่งหมายในการบังคับใช้แตกต่างกันและเป็นคนละขั้นตอนกัน ประกอบกับบทบัญญัติในส่วนที่ 8 การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย มาตรา 63 มิได้บัญญัติห้ามไว้โดยชัดแจ้งว่า หากลูกหนี้ใกล้จะได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว ห้ามมิให้ยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย ทั้งมิได้จำกัดระยะเวลาในการยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายไว้ เมื่อจำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายต่อผู้คัดค้านขณะที่ยังไม่ได้รับการปลดจากล้มละลาย แม้จะกระทำก่อนที่จะได้รับการปลดจากล้มละลายโดยผลของกฎหมายเพียงหนึ่งวัน ก็มิใช่เหตุที่ผู้คัดค้านจะปฏิเสธไม่รับคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลยได้ คำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่รับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 ต่อมาจำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2565

จำเลยยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งกลับ แก้ไข หรือเพิกถอนคำสั่งผู้คัดค้าน โดยให้รับคำขอประนอมหนี้ฉบับลงวันที่ 11 มกราคม 2565 และดำเนินการเรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ดังกล่าว รวมทั้งให้ผู้คัดค้านดำเนินการพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ให้เสร็จโดยเร็วเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้และกองทรัพย์สินของลูกหนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่รับคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลย ฉบับลงวันที่ 11 มกราคม 2565 และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลยเพื่อดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังยุติได้ว่า วันที่ 11 มกราคม 2565 ก่อนวันปลดจากล้มละลาย 1 วัน จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ ผู้คัดค้านไม่รับคำขอประนอมหนี้โดยเห็นว่าจำเลยจะได้รับการปลดจากล้มละลายก่อนที่จะมีการนำเสนอให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาคำขอประนอมหนี้ จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า การที่ผู้คัดค้านไม่รับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว ลูกหนี้จะเสนอคำขอประนอมหนี้ก็ได้ ในกรณีนี้ให้นำบทบัญญัติของส่วนที่ 6 การประนอมหนี้ก่อนล้มละลายในหมวด 1 กระบวนพิจารณาตั้งแต่ขอให้ล้มละลายจนถึงปลดจากล้มละลายมาใช้บังคับโดยอนุโลม..." และวรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ ศาลมีอำนาจสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายและจะสั่งให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนหรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้" หมายความว่า เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของลูกหนี้ ให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายและให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตน คำสั่งของศาลดังกล่าวย่อมมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากภาวะล้มละลายและมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งหมดได้ต่อไป และการประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับและศาลเห็นชอบแล้วมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้ ตามมาตรา 63 ประกอบมาตรา 56 โดยลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายตามที่ได้ตกลงไว้ในการประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายครบถ้วนตามคำขอประนอมหนี้แล้ว หนี้ส่วนที่ขาดตามที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระไว้ ลูกหนี้ย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปด้วยผลของการประนอมหนี้ ส่วนการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาซึ่งศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้วพ้นจากการล้มละลายทันทีที่พ้นกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย ซึ่งมีผลทำให้ลูกหนี้พ้นจากภาวะการเป็นบุคคลล้มละลาย หลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวงอันอาจขอรับชำระหนี้ได้ เว้นแต่หนี้ที่กำหนดไว้ตามมาตรา 77 (1) และ (2) และกลับมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตนที่จะได้มาภายหลังการปลดจากล้มละลายอีกครั้ง การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตามมาตรา 63 และการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 จึงมีความมุ่งหมายในการบังคับใช้แตกต่างกันและเป็นคนละขั้นตอนกัน กล่าวคือ การขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายเป็นการขอจัดการเกี่ยวกับหนี้สิน โดยลูกหนี้เสนอที่จะชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายโดยอาจนำทรัพย์สินที่มีอยู่ในกองทรัพย์สินและหรือทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังหลุดพ้นจากการล้มละลายมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ก็ได้ ซึ่งจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มากกว่ากรณีที่ลูกหนี้มิได้ยื่นคำขอประนอมหนี้ ทั้งลูกหนี้ยังมีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ ส่วนการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 เป็นการปลดบุคคลธรรมดาจากการล้มละลายโดยผลของกฎหมายเมื่อบุคคลนั้นล้มละลายมาแล้วเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งมีผลให้บุคคลดังกล่าวหลุดพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายและหลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวงอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา 77 เว้นแต่หนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้วที่ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวอยู่ ซึ่งการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายกรณีได้รับการปลดจากล้มละลายทำได้แต่โดยการนำทรัพย์สินเพียงเท่าที่มีอยู่ในกองทรัพย์สินมาแบ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายเท่านั้น ดังนี้ เมื่อการประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตามมาตรา 63 และการปลดจากล้มละลายตามมาตรา 81/1 มีวัตถุประสงค์ในการบังคับใช้แตกต่างกันและเป็นคนละขั้นตอนกัน ประกอบกับบทบัญญัติในส่วนที่ 8 การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย มาตรา 63 มิได้บัญญัติห้ามไว้โดยชัดแจ้งว่า หากลูกหนี้ใกล้จะได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว ห้ามมิให้ยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย ทั้งมิได้จำกัดระยะเวลาในการยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายไว้ และแม้ต่อมาลูกหนี้จะได้รับการปลดจากล้มละลายก่อนการพิจารณาคำขอประนอมหนี้แล้วเสร็จ ซึ่งถ้าศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ ศาลไม่อาจมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ได้ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 63 วรรคสาม ก็บัญญัติให้ศาลสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรได้ด้วย เช่นนี้ หากศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้และมีคำสั่งให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตนย่อมมีผลให้ลูกหนี้มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งหมดได้ต่อไป แตกต่างจากกรณีการปลดจากล้มละลายที่ลูกหนี้มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของตนเฉพาะที่ได้มาภายหลังการปลดจากล้มละลายเท่านั้น ดังนี้ ถ้าศาลเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ภายหลังจากลูกหนี้ได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว ศาลย่อมมีคำสั่งให้ลูกหนี้มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งหมดได้ต่อไป โดยไม่จำต้องมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ก็ได้ เมื่อคดีนี้จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายต่อผู้คัดค้านขณะที่ยังไม่ได้รับการปลดจากล้มละลายโดยผลของกฎหมาย แม้จะกระทำก่อนที่จะได้รับการปลดจากล้มละลายโดยผลของกฎหมายเพียงหนึ่งวัน ก็มิใช่เหตุที่ผู้คัดค้านจะปฏิเสธไม่รับคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายของจำเลยได้ คำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่รับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 56 ม. 63 ม. 77 ม. 81/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางอินทิรา ศิริวรกุล บิณษรี
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายอดิศักดิ์ เทียนกริม
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
เผด็จ ชมพานิชย์
จักรี พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3400/2568
#717519
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาทั้งปวงไม่ว่าที่กฎหมายหรือศาลเป็นผู้กำหนดก็ดี เพื่อให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ให้พึงทำได้เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย แม้เหตุสุดวิสัยไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุอันเกิดจากภัยธรรมชาติ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 8 ที่บัญญัติว่า "คำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมายความว่าเหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น" แต่ข้อสำคัญที่จะต้องพิจารณาการเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่นั้น จะต้องไม่เป็นความผิดหรือความบกพร่องของผู้ขอหรือผู้กล่าวอ้าง การผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รอบคอบของทนายโจทก์ร่วมในการตรวจดูวันที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก็ดี รวมทั้งการรับงานไว้มากจนไม่มีเวลามาตรวจสอบคำสั่งศาลในเรื่องที่ตนเองยื่นคำร้องไว้ก็ดี การไม่ได้มอบหมายให้บุคคลอื่นมาตรวจสอบคำสั่งอนุญาตของศาลชั้นต้นว่าอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันใดก็ดี ทั้งการไปปฏิบัติงานหรือว่าความในคดีอื่นของทนายโจทก์ร่วมโดยไม่มายื่นอุทธรณ์หรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นหรือตัวความมายื่นแทนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็ดี ล้วนเป็นความบกพร่องในการทำหน้าที่ของทนายโจทก์ร่วมเองทั้งสิ้น ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 288, 358 จำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 303,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ร่วมมีความประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ จึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2567 ทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 โดยจะขอยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 อ้างว่าทนายโจทก์ร่วมมีนัดสืบพยานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เป็นจำนวนมาก ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นโดยเข้าใจว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ตามคำขอ แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ว่า อนุญาตให้โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเกินระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต ทนายโจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 3 โดยขอยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ตามที่ขอไว้เดิม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีเหตุสุดวิสัย ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ตามขอ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทกร่วมในครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ที่โจทก์ร่วมอ้างว่า โจทก์ร่วมหลงผิด ตรวจสอบตัวเลขในคำสั่งแล้วเข้าใจผิดพลาดไปว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ประกอบกับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ทนายโจทก์ร่วมไปทำหน้าที่สืบพยานที่ศาลอื่นนั้น ถือว่ากรณีเป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่ เห็นว่า การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาทั้งปวงไม่ว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือที่ศาลเป็นผู้กำหนดก็ดี เพื่อให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น แต่การขยายเช่นว่านี้ให้พึงทำได้เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย คำว่าเหตุสุดวิสัยนั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งขยายระยะเวลาหรือคู่ความมีคำขอเช่นว่านั้นได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นในคดีนี้ได้กำหนด คือวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 แม้เหตุสุดวิสัยไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุอันเกิดจากภัยธรรมชาติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ที่บัญญัติว่า "คำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น" แต่ข้อสำคัญที่จะต้องพิจารณามีว่าการเป็นเหตุสุดวิสัยตามที่ยกขึ้นกล่าวอ้างหรือไม่นั้น จะต้องไม่เป็นความผิดหรือความบกพร่องของผู้ขอหรือผู้กล่าวอ้าง ถ้าเป็นความผิดหรือความบกพร่องนั้น เป็นเรื่องที่เกิดจากโจทก์ร่วมเอง โจทก์ร่วมไม่อาจที่จะนำขึ้นมากล่าวอ้างได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย การผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รอบคอบของทนายโจทก์ร่วมในการตรวจดูวันที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก็ดี รวมทั้งการรับงานไว้มากจนไม่มีเวลามาตรวจสอบคำสั่งศาลในเรื่องที่ตนเองยื่นคำร้องไว้ก็ดี การไม่ได้มอบหมายให้บุคคลอื่นมาตรวจสอบคำสั่งอนุญาตของศาลชั้นต้นว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันใดก็ดี ทั้งการไปปฏิบัติงานหรือว่าความในคดีอื่นของทนายโจทก์ร่วมโดยไม่มายื่นอุทธรณ์หรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นหรือตัวความมายื่นแทนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็ดี ล้วนเป็นความบกพร่องในการทำหน้าที่ของทนายโจทก์ร่วมเองทั้งสิ้น คำร้องของโจทก์ร่วมในครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นาง จ.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายวันรพี อยู่สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศรัณย์ พรมสุรินทร์
ชื่อองค์คณะ
ประคอง เตกฉัตร
จุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส
สาธุ เพ็ชรไชย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568
#718901
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อไร และร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 341 ให้จำเลยคืนเงินหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 1,100,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน 1,100,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ (ที่ถูก ไม่ต้องมีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเพราะโจทก์ขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2567 ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ได้ความว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงชอบแล้ว และเมื่อฎีกาของจำเลยในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมา ประกอบกับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงขาดอายุความเพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อไร และร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ ฎีกาจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
ป.วิ.อ. ม. 218 ม. 221 ม. 224
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นางสาว ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวแสงสุรีย์ พงษ์พันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางยุพาพรรณ์ กลั่นนุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568
#719648
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 224 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ได้ความว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงชอบแล้ว และเมื่อฎีกาของจำเลยในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมา ประกอบกับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 341 ให้จำเลยคืนเงินหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 1,100,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน 1,100,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ (ที่ถูก ไม่ต้องมีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเพราะโจทก์ขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2567 ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ได้ความว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงชอบแล้ว และเมื่อฎีกาของจำเลยในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมา ประกอบกับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงขาดอายุความเพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อไร และร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ ฎีกาจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 224
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญญบุรี
จำเลย — นางสาว ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวแสงสุรีย์ พงษ์พันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางยุพาพรรณ์ กลั่นนุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3270/2568
#718137
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) รวม 4 กระทง และให้จำคุกกระทงละตลอดชีวิต แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ ย่อมเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่า พยานโจทก์ยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง อันเป็นทำนองว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องได้อีก

แม้ประเด็นที่ว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่นั้น ยังไม่ถึงที่สุดเพราะจำเลยอุทธรณ์ และจำเลยมีสิทธิฎีกาในประเด็นนี้ได้ แต่ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) มีระวางโทษ ให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว จึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยในแต่ละกระทงความผิดให้ต่ำกว่านี้ได้ และไม่ปรากฏเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยให้เบากว่าคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ส. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละตลอดชีวิต แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) อันเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตามฟ้อง รวม 4 กระทง และให้กำหนดโทษจำคุกกระทงละตลอดชีวิต แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตามฟ้องจริง ย่อมเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธตามฟ้องหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง อันเป็นทำนองว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องได้อีก ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้มา เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ แต่อย่างไรก็ดีสำหรับประเด็นที่ว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่นั้น ยังไม่ถึงที่สุดเพราะจำเลยอุทธรณ์ และจำเลยมีสิทธิฎีกาในประเด็นนี้ได้ จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยเบากว่าคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) มีระวางโทษสำหรับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยมีอาวุธปืนหรือโดยใช้มีดเป็นอาวุธ ให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว กรณีจึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยในแต่ละกระทงความผิดให้ต่ำกว่านี้ได้ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมา และคดีไม่ปรากฏเหตุที่พอนับได้ว่าเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิจารณาลดโทษ และลงโทษจำเลยให้เบากว่าคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองได้อีก ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (3) ม. 277
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง ม. 277
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นางสาว ส.
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวอรพรรณ สกลพัฒนศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเจริญ ดวงสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
ทรงกลด บุญชูกุศล
เรณี ศิลปวุฒิ
ไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3247 -ที่ 3248/2568
#720593
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ประพฤติชั่วให้การอุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ไม่เคยประพฤติชั่วโดยให้การอุปการะเลี้ยงดู ยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ เช่นนี้ ประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดขึ้นจากคำฟ้องโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 แล้วว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณอันเป็นเหตุหย่าหรือไม่ เมื่อเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีแล้ว แม้ในชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา หรือทำร้ายร่างกายโจทก์ หรือเหยียดหยามบุพการีของโจทก์ อันเป็นการกำหนดประเด็นโดยใช้ถ้อยคำตามมบทบัญญัติในกฎหมายอันเป็นเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (1) และ (3) ไว้โดยย่อก็ตาม แต่เมื่อคำฟ้องโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 มีรายละเอียดตรงกัน ย่อมเป็นประเด็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณมีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) หรือไม่ จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ หาใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ และโจทก์ได้สละประเด็นดังกล่าว อันจะทำให้ไม่มีประเด็นข้อพิพาทตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณอันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ ยชพ 324/2563 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนและในคดีดังกล่าวว่า โจทก์ เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 และให้เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 1 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองทั้งสามสำนวนขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้แบ่งสินสมรสเป็นเงิน 19,800,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ 13,550,000 บาท และชำระค่าทดแทน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวโดยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 30,000 บาท ต่อเดือน จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะหรือสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 3,000,000 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งในสำนวนที่สอง และให้การในสำนวนที่สามขอให้ยกฟ้อง และหากศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้แบ่งสินสมรสตามฟ้องแย้งโดยให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ระหว่างสมรสตามฟ้องแย้งในอัตราส่วนเท่ากัน

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง และพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และแบ่งสินสมรสคนละครึ่ง ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 50,000 บาท ต่อเดือน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองร่วมกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. เดือนละ 15,000 บาท และเด็กชาย ก. เดือนละ 15,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2563 จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ให้แบ่งสินสมรส คือ 1. ที่ดินโฉนดเลขที่ 55488 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง 2. ที่ดินโฉนดเลขที่ 36588 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง 3. ห้องชุดเลขที่ 669/252 บนโฉนดที่ดินเลขที่ 2237 4. ห้องชุดเลขที่ 687/11 บนโฉนดที่ดินเลขที่ 1972 5. รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ 6. รถยนต์ยี่ห้อนิสสัน 7. รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮาเล่ย์ เดวิดสัน 8. รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า 9. สินค้าในร้าน 10. บัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 431-2-16xxx-x ธนาคาร ก. และบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 431-1-00xxx-x ธนาคาร ก. 11. บัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 021-9-07xxx-x ธนาคาร ศ. 12. บัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 369-4-43xxx-x ธนาคาร พ. 13. บัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 418-0-69xxx-x ธนาคาร ท. 14. เงินเวนคืนกรมธรรม์ของบริษัท ก. จำนวน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจกระทำได้หรือจะทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายมาก ให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด กับให้โจทก์และจำเลยที่ 1 รับผิดในหนี้จำนองอาคารชุดทั้งสองแห่ง และหนี้สินภายในร้านอมรอะไหล่ยนต์ในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ด้วย ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ธันวาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามอุทธรณ์ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะทำการสมรสใหม่หรือจนกว่าโจทก์จะมีอายุครบ 60 ปี แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. เดือนละ 20,000 บาท และเด็กชาย ก. เดือนละ 20,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชาย ต. เกิดวันที่ 2 สิงหาคม 2552 อายุ 13 ปี และเด็กชาย ก. เกิดวันที่ 4 ตุลาคม 2553 อายุ 12 ปี ขณะโจทก์และจำเลยที่1 จดทะเบียนสมรสกันจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกิจการโรงกลึง ส่วนโจทก์ทำงานเป็นพนักงานของธนาคาร ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันเช่าอาคารพาณิชย์ เปิดร้านขายอะไหล่รถยนต์ และพักอาศัยร่วมกันที่ร้านดังกล่าว หลังจากนั้นโจทก์ลาออกจากงานมาทำหน้าที่เป็นแม่บ้านและช่วยจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการ จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานต้อนรับของร้านคาราโอเกะ ปัจจุบันบุตรผู้เยาว์ทั้งสองพักอาศัยอยู่กับโจทก์และครอบครัวของโจทก์ ที่บ้านเลขที่ 687/11 สำหรับประเด็นพิพาทที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 โดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายโจทก์กับหมิ่นประมาทบุพการีของโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายโจทก์จริงจึงมีเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) ส่วนประเด็นเรื่องหมิ่นประมาทบุพการีของโจทก์นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดกัน ตามมาตรา 1516 (3) โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งทั้งสองประเด็นนี้ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับประเด็นพิพาทเรื่องสินสมรสและหนี้ร่วมนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสและร่วมกันรับผิดในหนี้ร่วมแก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง กับให้โจทก์และจำเลยที่ 1 รับผิดในหนี้จำนองอาคารชุดทั้งสองแห่งและหนี้สินภายในร้านอมรอะไหล่ยนต์ในอัตราส่วนเท่า ๆ กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งในประเด็นนี้ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นกัน สำหรับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ยชพ 324/2563 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ให้ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีนี้ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยฟังว่า แม้จำเลยที่ 2 จะละเมิดสิทธิในครอบครัวของโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มิได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งในประเด็นนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คงมีคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 สองสำนวนนี้ขึ้นสู่ศาลฎีกาตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 เป็นอาจิณ เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกประเด็นข้อพิพาทซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อที่ 2 ระบุว่า เมื่อประมาณต้นปี 2562 จำเลยที่ 1 ประพฤติชั่วโดยให้การอุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ อันเป็นเหตุหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยประพฤติชั่วโดยให้การอุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ เช่นนี้ประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดขึ้นจากคำฟ้องโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 แล้วว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณอันเป็นเหตุหย่า ตามมาตรา 1516 (1) หรือไม่ เมื่อเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีแล้ว แม้ในชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา หรือทำร้ายร่างกายโจทก์ หรือเหยียดหยามบุพการีของโจทก์ อันเป็นการกำหนดประเด็นโดยใช้ถ้อยคำตามบทบัญญัติในกฎหมายอันเป็นเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (1) และ (3) ไว้โดยย่อก็ตาม แต่เมื่อคำฟ้องโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ 1 กล่าวไว้โดยมีรายละเอียดตรงกันแล้ว ย่อมเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูยกย่องผู้อื่นฉันภริยา เป็นชู้ และร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณมีเหตุหย่า ตามมาตรา 1516 (1) หรือไม่ จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ หาใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณ และโจทก์ได้สละประเด็นดังกล่าว อันจะทำให้ไม่มีประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวดังที่จำเลยที่ 1 อ้างตามฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการร่วมประเวณีกับหญิงอื่นเป็นอาจิณอันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อมาว่า กรณีมีเหตุให้โจทก์ใช้สิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะมีเพียงตัวโจทก์ปากเดียวมาเบิกความเป็นพยาน แต่คำเบิกความของโจทก์ยืนยันข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แห่งคดีว่า จำเลย 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวกับจำเลยที่ 2 ร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณ และจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา โดยจำเลยทั้งสองเคยไปเที่ยวด้วยกันที่ต่างจังหวัดและพักค้างคืนที่รีสอร์ท ซึ่งโจทก์นำสืบถึงข้อความการสนทนาทางไลน์ระหว่างจำเลยทั้งสองและรูปภาพ กับหลักฐานการจองที่พักโรงแรม สนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ ในข้อนี้จำเลยที่ 1 นำสืบรับว่าโจทก์แอบเปิดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 แล้วถ่ายภาพข้อความการสนทนาทางไลน์ระหว่างจำเลยทั้งสองกับรูปภาพต่าง ๆ ขณะที่จำเลยที่ 1 นอนหลับ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบปฏิเสธว่า ข้อความการสนทนาทางไลน์ดังกล่าวมิใช่ข้อความระหว่างจำเลยทั้งสองที่ติดต่อกัน และมิได้ปฏิเสธถึงความถูกต้องแท้จริงของเอกสารและภาพถ่ายดังกล่าวแต่อย่างใด เช่นนี้แล้วศาลจึงรับฟังข้อความการสนทนาทางไลน์และรูปภาพเป็นพยานหลักฐานได้ เมื่อพิจารณาภาพถ่ายเป็นภาพถ่ายของจำเลยทั้งสองขณะไปเที่ยวที่อำเภอเขาค้อ เมื่อวันที่ 3 ถึงวันที่ 4 มีนาคม 2562 ตามลำพังสองคน มีภาพจำเลยที่ 1 ถอดเสื้อและโอบกอดจำเลยที่ 2 อย่างแนบชิด ขณะอยู่ภายในห้องพัก ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็นำสืบรับว่าได้พาจำเลยที่ 2 ไปเที่ยวต่างจังหวัดเพื่อหวังจะได้หลับนอนกับจำเลยที่ 2 จริง จึงเจือสมกับพยานหลักฐานโจทก์ นอกจากนี้ยังปรากฏข้อความระหว่างจำเลยทั้งสองที่แสดงถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและข้อความที่แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีการร่วมประเวณีกันหลายครั้ง เช่นข้อความที่จำเลยที่ 1 สอบถามถึงการมีเพศสัมพันธ์กันว่าทำให้จำเลยที่ 2 เจ็บหรือไม่ หรือข้อความที่จำเลยที่ 1 บอกกับจำเลยที่ 2 ว่ามีความสุขมากที่ทำให้จำเลยที่ 2 สำเร็จความใคร่ เป็นต้น ข้อความการสนทนาและภาพถ่ายดังกล่าว เหล่านี้ชี้ชัดให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองในทางชู้สาว การที่จำเลยที่ 1 ถามไถ่ในลักษณะที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใยมากเกินกว่าที่ชายหญิงซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเพศเพียงชั่วครั้งชั่วคราวหรือเป็นเพียงในฐานะลูกค้าที่มาใช้บริการเท่านั้น พฤติการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวและร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณจริง อีกทั้งเมื่อพิจารณาข้อความการสนทนาทางไลน์ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ให้เงินจำเลยที่ 2 ไว้ใช้จ่ายเป็นค่าทำฟัน โดยจำเลยที่ 1 แจ้งว่าให้จำเลยที่ 2 บอกเลขบัญชีเงินฝากธนาคารแล้วจำเลยที่ 1 จะโอนเงินให้จำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 ไปเรียนขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์แล้วให้สอบใบอนุญาตขับรถ โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้เพราะเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากจำเลยที่ 2 ต้องออกไปทำงาน และข้อความที่จำเลยที่ 2 จะย้ายห้องพักใหม่โดยจำเลย 1 จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ จากข้อความที่จำเลยทั้งสองส่งหากันดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 เอาใจใส่ดูแลในความเป็นอยู่ของจำเลยที่ 2 โดยเข้ามาจัดแจงแนะนำให้จำเลยที่ 2 ทำในสิ่งที่นอกเหนือกว่าหญิงชายทั่วไปหากมิได้มีความข้องเกี่ยวในลักษณะที่มีความสัมพันธ์เป็นสามีภริยากันจะต้องเข้าไปจัดแจงและสั่งการเช่นนั้น อีกทั้งจำเลยที่ 1 ยังมีการส่งเสียเลี้ยงดูให้เงินแก่จำเลยที่ 2 เป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องต่าง ๆ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ส่งเสียให้การอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา ที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่า ไม่ได้ร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 2 มาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยทั้งสองรู้จักคบหากันในฐานะจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของร้านคาราโอเกะที่จำเลยที่ 2 ทำงานอยู่เท่านั้น มิได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 ไปต่างจังหวัดด้วยแต่จำเลยที่ 2 ไม่ยอมให้ร่วมหลับนอนนั้น ล้วนเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย และขัดแย้งกับข้อความสนทนาทางไลน์ระหว่างจำเลยทั้งสองและข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามข้อความและภาพถ่าย จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนพยานบุคคลอื่นซึ่งเป็นเพื่อนและน้องสาวของจำเลยที่ 1 ก็นำสืบในด้านความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งพยานเหล่านี้ล้วนมิได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยทั้งสองตามที่ปรากฏในข้อความสนทนาทางไลน์แต่อย่างใด จึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 เป็นอาจิณ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ ตามมาตรา 1516 (1) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่ากรณีมีเหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1516 (1) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 เป็นอาจิณ อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์เพียงใด เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2550 มีบุตรผู้เยาว์ด้วยกันถึง 2 คน โจทก์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทเคยประกอบอาชีพรับจ้างเป็นพนักงานธนาคารนับว่าเป็นผู้มีสถานะทางสังคมที่ดี โจทก์ย่อมได้รับความอับอายขายหน้าและเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่เมื่อพิจารณาจากสถานภาพทางครอบครัวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ไม่ราบรื่นก่อนหน้านั้น โดยได้ความจากนางสาว ก. พยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องสาวของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 มีปัญหาทะเลาะกัน สาเหตุหนึ่งมาจากเรื่องที่โจทก์ชอบไปเที่ยวดื่มสุราในเวลากลางคืน โดยโจทก์ลงภาพการไปเที่ยวกลางคืนไว้ในเฟซบุ๊กของโจทก์ โดยมีรายละเอียดในข้อความการสนทนาระหว่างพยานกับโจทก์ ซึ่งโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านรับว่า โจทก์มีปัญหาทะเลาะกับจำเลยที่ 1 ในเรื่องที่โจทก์ชอบไปเที่ยวเวลากลางคืน ย่อมชี้ให้เห็นว่า สถานะภาพทางครอบครัวของโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ราบรื่นและมีปัญหาการทะเลาะกันมาก่อนที่จะมีเรื่องที่จำเลยที่ 1 ไปมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 มิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ไปมีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวกับจำเลยที่ 2 เท่านั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวมแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดค่าทดแทนให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในค่าทดแทนที่ชำระให้โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ... ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงเพราะไม่มีรายได้...อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ เมื่อได้ความจากทางนำสืบโจทก์ว่า ก่อนสมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์เคยประกอบอาชีพรับจ้างเป็นพนักงานธนาคาร หลังจากโจทก์สมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์ลาออกจากงานมาช่วยจำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจเปิดร้านอมรอะไหล่ยนต์จนทำให้กิจการมีรายได้ดี จำเลยที่ 1 เคยให้เงินโจทก์ใช้ส่วนตัวเดือนละ 50,000 บาท ต่อมาโจทก์จะนำเงินดังกล่าวไปผ่อนชำระค่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ โดยจำเลยที่ 1 รับรู้และตกลงด้วย เมื่อหย่ากันแล้วทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะขาดรายได้จากค่าเลี้ยงดูที่จำเลยที่ 1 เคยให้แก่โจทก์เป็นประจำ ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 มอบเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ เป็นเงินที่ต้องการจะให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพียงแต่ใส่ชื่อโจทก์ไว้แทน นั้น ในข้อนี้จำเลยที่ 1 มิได้นำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้างมา ทั้งโจทก์ยังนำสืบอีกว่า โจทก์นำเงินที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ไปผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์ โดยจำเลยที่ 1 ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน และจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์ที่โจทก์นำเงินดังกล่าวไปผ่อนชำระกับทางบริษัทที่ให้เช่าซื้อ ย่อมเจือสมกับทางนำสืบโจทก์ เช่นนี้รับฟังได้ว่า ระหว่างสมรสกันจำเลยที่ 1 มอบเงินให้แก่โจทก์ไว้ใช้จ่ายส่วนตัว มิใช่เป็นเงินที่ให้ถือครองไว้แทนบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เมื่อข้อเท็จจริงข้างต้นรับฟังได้ว่า เหตุหย่าเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว และการหย่าทำให้โจทก์ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้ที่เคยได้รับ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 ได้ ทั้งนี้การหย่าโดยคำพิพากษามีผลนับแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง เมื่อพิจารณาถึงความสามารถของจำเลยที่ 1 ซึ่งทำธุรกิจและมีรายได้ ประกอบกับโจทก์เองก็มีรายได้จากการค้าขายออนไลน์และได้รับส่วนแบ่งในสินสมรสเป็นเงินมากพอสมควร จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้จำเลยที่ 1 จ่ายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะทำการสมรสใหม่ แต่ทั้งนี้มีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง คนละ 20,000 บาท ต่อเดือนแก่โจทก์นั้นเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 กำหนดว่า ให้บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 กำหนดว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างบิดามารดากับบุตร ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายอยู่ในตัวว่าการอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องเป็นหน้าที่ของทั้งบิดาและมารดา และต้องเป็นไปโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี เมื่อพิจารณาว่าในปัจจุบันบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่ในการเลี้ยงดูของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว โจทก์ย่อมมีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ได้ความว่าเด็กชาย ต. เกิดวันที่ 2 สิงหาคม 2552 ส่วนเด็กชาย ก. เกิดวันที่ 4 สิงหาคม 2553 บุตรผู้เยาว์ทั้งสองศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียน ด. ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียน นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน และค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ จำเลยที่ 1 ควรต้องร่วมรับผิดชอบในการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เมื่อพิจารณาถึงความสามารถของจำเลยที่ 1 ผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของโจทก์ผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีโดยรวมแล้ว อีกทั้งการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องอยู่บนสภาพความเป็นอยู่ในแต่ละช่วงวัยของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองในฐานะผู้รับด้วย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ได้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองให้อยู่ในแต่ละช่วงวัย จึงเห็นควรกำหนดให้ชัดเจนเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่โจทก์ ระหว่างบุตรผู้เยาว์อายุ 12 ปี จนถึง 15 ปี คนละ 16,000 บาท นับแต่บุตรผู้เยาว์อายุ 15 ปี จนถึงอายุครบ 18 ปี คนละ 18,000 บาท นับแต่บุตรผู้เยาว์อายุ 18 ปี จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ คนละ 20,000 บาท ต่อเดือน ที่จำเลยที่ 1 ฎีกามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ธันวาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะทำการสมรสใหม่ แต่ทั้งนี้มีกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์ ระหว่างบุตรผู้เยาว์อายุ 12 ปี จนถึง 15 ปี คนละ 16,000 บาท นับแต่บุตรผู้เยาว์อายุ 15 ปี จนถึงอายุครบ 18 ปี คนละ 18,000 บาท นับแต่บุตรผู้เยาว์อายุ 18 ปี จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ คนละ 20,000 บาท ต่อเดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (1)
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย ฉ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี — นายเชิดพันธุ์ อุปนิสากร
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางปารณี มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
เศรณี ศิริมังคละ
อภิรดี โพธิ์พร้อม
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา