คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 170/2569
#727195
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคำแปล มาแสดงว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปลมายืนยันว่าสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดา เป็นสำเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้ และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า การสมรสระหว่างคนในบังคับไทยหรือคนในบังคับไทยกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านฎีกาโดยแนบข้อความสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ร้องทางแอปพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งแม้ผู้คัดค้านจะเพิ่มอ้างส่งเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาแต่ผู้ร้องก็มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาหรือโต้แย้งเกี่ยวกับเอกสารนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ และยกคำคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายวิทยา ผู้ตาย ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2566 มีทรัพย์มรดกที่ต้องจัดการตามบัญชีทรัพย์มรดก สำหรับปัญหาว่าพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง เป็นโมฆะหรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพินัยกรรมดังกล่าวทำขึ้นขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 และมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคำแปลตามเอกสารหมาย ค.2 มาแสดงว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 โดยในช่องที่ 34 และ 35 ของเอกสารดังกล่าวระบุว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าสาวการสมรสครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลงด้วยการหย่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 ซึ่งตรงกับที่ผู้คัดค้านเบิกความตอบถามติงว่า ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับนายพีระศักดิ์ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2519 แต่การสมรสดังกล่าวสิ้นสุดแล้วเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปลตามเอกสารหมาย ค.5 มายืนยันว่าสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาตามเอกสารหมาย ค.2 เป็นสำเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า การสมรสระหว่างคนในบังคับไทยหรือคนในบังคับไทยกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ เมื่อผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้าง จึงรับฟังได้ว่าการสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตายสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านไม่ใส่ใจดูแลผู้ตายที่ป่วยหนักและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวนมาก และผู้ตายมีเจตนาจะยกทรัพย์มรดกให้แก่บุคคลอื่น จึงไม่สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า แม้ผู้ร้องเบิกความเป็นพยานว่า ผู้ร้องเป็นผู้นำผู้ตายเข้ารับการรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาล และเป็นผู้ออกเงินค่ารักษาพยาบาล ผู้คัดค้านไม่เคยไปเยี่ยมดูอาการของผู้ตาย และผู้คัดค้านไม่ได้เดินทางไปร่วมประกอบพิธีศพของผู้ตาย แต่กลับได้ความตามคำเบิกความของผู้ร้องตอบถามค้านว่า ผู้ร้องรู้จักกับผู้คัดค้านมาประมาณ 10 ปี ผู้ตายกับผู้ร้องอยู่ที่กรุงเทพมหานครประมาณ 6 เดือน แล้วย้ายไปอยู่ที่อำเภอแม่สอด 1 เดือน ก่อนเสียชีวิต ก่อนหน้านั้นผู้คัดค้านกับผู้ตายอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด ผู้ร้องไม่ได้แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของผู้คัดค้านว่า หลังจากผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 ทั้งสองพักอาศัยร่วมกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านกับผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยานับแต่สมรสจนถึงวันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นเวลากว่า 33 ปี อีกทั้งผู้คัดค้านฎีกาโดยแนบข้อความสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ร้องทางแอปพลิเคชันไลน์ตามเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 4 ซึ่งแม้ผู้คัดค้านจะเพิ่งอ้างส่งเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกา แต่ผู้ร้องก็มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาหรือโต้แย้งเกี่ยวกับเอกสารนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) โดยข้อความสนทนาในเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ระหว่างที่ผู้ตายพักอาศัยอยู่กับผู้ร้อง ผู้คัดค้านสนทนากับผู้ร้องผ่านแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับอาการป่วยรวมถึงเรื่องอื่น ๆ ของผู้ตายเป็นประจำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านยังใส่ใจและเป็นห่วงผู้ตาย แต่อาจเพราะอาการป่วยของผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายมีอารมณ์ฉุนเฉียวจนผู้คัดค้านไม่สามารถดูแลผู้ตายด้วยตนเองได้ ดังปรากฏจากข้อความสนทนาในวันที่ 17 เมษายน 2566 ที่ผู้คัดค้านแสดงความเสียใจที่ต้องให้ผู้ร้องเป็นผู้ดูแลผู้ตาย แต่กลับเป็นผู้ร้องที่ไม่แจ้งเรื่องผู้ตายทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้มีชื่อตามพินัยกรรมซึ่งรวมถึงผู้ร้อง ไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านไม่ได้ไปร่วมพิธีศพของผู้ตาย และไม่แจ้งถึงการยื่นคำร้องขอจัดการมรดกโดยตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ พฤติการณ์ของผู้คัดค้านจึงไม่ถึงกับไม่มีคุณสมบัติหรือขาดความเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย เมื่อการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายมีเหตุขัดข้อง และผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองศาลมีคำสั่งยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น ฎีกาข้ออื่น ๆ ของผู้คัดค้านไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางสาวเรวดี ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิทยา ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1459 ม. 1718
ป.วิ.พ. ม. 87 (2)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 20 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย อ.
ผู้คัดค้าน — นางสาว ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายทรงศักดิ์ สุยะลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุรพล ศุขอัจจะสกุล
ชื่อองค์คณะ
กรกันยา สุวรรณพานิช
ตุล เมฆยงค์
สุรพล คงลาภ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2569
#726512
เปิดฉบับเต็ม

การพรากอันจะทำให้ผู้กระทำมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม หมายถึงการพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบุคคลดังกล่าวไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบุคคลเหล่านั้น โดยกฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กเป็นสำคัญ มิให้ถูกผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดอันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย จึงไม่จำกัดว่าการพรากจะกระทำด้วยวิธีการใด และไม่คำนึงว่าเด็กจะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือมีบุคคลใดเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนมา โดยหากมีการกระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายอันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลแล้ว ย่อมถือเป็นความผิดทั้งสิ้น

แม้ในตอนแรกที่จำเลยเห็นภาพโฆษณาของผู้เสียหายที่ 1 แล้วเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มิได้เป็นเด็กแต่เป็นบุคคลที่มีอายุกว่า 18 ปี จึงตัดสินใจติดต่อซื้อบริการทางเพศ อันถือได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานนี้ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 มาพบกับจำเลยที่ห้อง จำเลยจึงมีโอกาสเห็นตัวจริงของผู้เสียหายที่ 1 อย่างชัดเจน ซึ่งในข้อนี้จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่ารูปร่างหน้าตาผู้เสียหายที่ 1 ไม่ตรงกับภาพที่โฆษณา จำเลยประเมินแล้วคิดว่าผู้เสียหายที่ 1 น่าจะเป็นเด็กมีอายุไม่ถึง 18 ปี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กมีอายุยังไม่ถึง 15 ปี การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมมีผลทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกล่วงละเมิดตัดขาดเป็นการพรากไปโดยปริยาย เข้าลักษณะเป็นการพาและแยกผู้เสียหายที่ 1 ไปจากความปกครองดูแลและล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1, 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอม จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นยินยอม ลงโทษปรับ 120,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 80,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ตลอดเวลาที่รอการลงโทษ และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เด็กหญิง ป. ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ เป็นบุตรซึ่งอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของนาง ม. ผู้เสียหายที่ 2 ในคืนเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยซึ่งมาทำงานที่ต่างจังหวัดเข้าพักที่โรงแรม เห็นโฆษณาขายบริการทางเพศในสื่อสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์มีบัญชีผู้ใช้งานว่า "รถถัง" ระบุว่า "รับงานนครสวรรค์ในเมือง ฟรีห้องรวมถุง สนใจทักมา" โดยมีภาพใบหน้าผู้เสียหายที่ 1 พร้อมหมายเลขโทรศัพท์อยู่ในโฆษณาดังกล่าว จำเลยสนใจจึงติดต่อขอซื้อบริการทางจากเพศจากผู้เสียหายที่ 1 ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ ครั้นเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 และเพื่อนชื่อ เด็กหญิง ศ. มาหาจำเลยที่ห้อง จำเลยตกลงซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 1 เพียงคนเดียวเป็นเงิน 700 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีของนางสาว ก.จากนั้นกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม สำหรับความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยอีกกรรมหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานนี้ คำว่า "พราก" พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายไว้ว่า ทำให้จากไป พาไปเสียจาก ทำให้แยกออกจากกัน หรือแยกออกไป ดังนั้น การพรากอันจะทำให้ผู้กระทำมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ข้างต้น จึงหมายถึงการพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบุคคลดังกล่าวไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบุคคลเหล่านั้น ซึ่งเห็นได้ว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กเป็นสำคัญมิให้ถูกผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดอันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย จึงไม่จำกัดว่าการพรากจะกระทำด้วยวิธีการใด และไม่คำนึงว่าเด็กจะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือมีบุคคลใดเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนมา โดยหากมีการกระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายอันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลแล้วย่อมถือเป็นความผิดทั้งสิ้น ฉะนั้น แม้ในตอนแรกที่จำเลยเห็นภาพโฆษณาของผู้เสียหายที่ 1 แล้วเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มิได้เป็นเด็กแต่เป็นบุคคลที่มีอายุกว่า 18 ปี จึงตัดสินใจติดต่อซื้อบริการทางเพศอันถือได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานนี้ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 มาพบกับจำเลยที่ห้อง จำเลยจึงมีโอกาสเห็นตัวจริงของผู้เสียหายที่ 1 อย่างชัดเจน ซึ่งในข้อนี้จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่ารูปร่างหน้าตาผู้เสียหายที่ 1 ไม่ตรงกับภาพที่โฆษณา จำเลยประเมินแล้วคิดว่าผู้เสียหายที่ 1 น่าจะเป็นเด็กมีอายุไม่ถึง 18 ปี การที่จำเลยมีข้อสงสัยเช่นนี้จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนว่าผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็กอยู่หรือไม่และมีอายุเท่าใดแน่ แต่จำเลยไม่นำพา กลับตกลงซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 1 แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กมีอายุยังไม่ถึง 15 ปี การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมมีผลทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกล่วงละเมิดตัดขาดเป็นการพรากไปโดยปริยาย เข้าลักษณะเป็นการพาและแยกผู้เสียหายที่ 1 ไปจากความปกครองดูแลและล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารอีกกระทงหนึ่งด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ยังเป็นเด็กอ่อนด้อยทั้งวุฒิภาวะและประสบการณ์ชีวิต ย่อมถูกชักชวนไปในทางเสื่อมเสียได้โดยง่าย โดยเฉพาะการต้องเข้าไปอยู่ในวงจรขายบริการทางเพศตั้งแต่เป็นเด็กนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงภาวะความเสื่อมทรามของสังคมและศีลธรรมแล้ว ยังทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ต้องเสียโอกาสในการพัฒนาตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่มีคุณภาพและมีอนาคตที่ดี รัฐจึงต้องเข้ามาคุ้มครองปกป้องสวัสดิภาพของเด็กไม่ให้ผู้ใดแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กในทางการค้าเช่นนี้ ผู้ซื้อบริการจึงสมควรได้รับโทษสถานหนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างซึ่งเท่ากับหยุดส่งเสริมการค้าประเวณีเด็กมิให้ลุกลามแพร่ขยายออกไป พฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่งด้วย ให้จำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นยินยอมตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวผจงจิตต์ ชวาลีมาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางณัฐสิรี นิตยะประภา
ชื่อองค์คณะ
ฐานิต ศิริจันทร์สว่าง
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ชาติชาย กิติสารศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2569
#726510
เปิดฉบับเต็ม

คดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ทั้งจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรด้วยกัน 1 คน อยู่แล้ว ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนการที่โจทก์ในคดีนี้ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ไปโดยฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 โอนเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเพิกถอนนิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1480 ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้จึงแตกต่างกับในคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น แม้ในคดีก่อนโจทก์จะบรรยายในคำฟ้องด้วยว่า ในระหว่างจำเลยทั้งสองคบหากัน จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 หลายครั้ง ซึ่งเป็นการโอนเงินจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์เป็นคดีนี้ก็ตาม แต่เป็นเพียงการบรรยายให้ศาลในคดีก่อนเห็นถึงความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว ทั้งโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าว กรณีจึงมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ในส่วนที่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 144

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ลักษณะการบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวเป็นไปในทางให้สัญญาสิ้นผล แต่การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นการให้สัตยาบันด้วยนั้น ต้องเป็นในลักษณะสัญญายังคงมีอยู่ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การบรรยายฟ้องดังกล่าวของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองได้

นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอมก็ตาม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าว และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้ายในยอดเงินจำนวน 1,164,731 บาท และให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องในยอดเงินจำนวน 267,000 บาท นั้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ในวันดังกล่าว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น อันถือว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ปัญหาการเริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่เมื่อใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง และขอให้จำเลยที่ 2 โอนเงิน 1,431,731 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้าย จนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลา 1 ปีเศษ แต่โจทก์ขอคิดแค่ 1 ปี เป็นดอกเบี้ยจำนวน 71,586 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 1,503,317 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ท. เลขที่บัญชี 237-210xxx-x ของจำเลยที่ 1 จำนวน 267,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 โอนเงิน 267,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 267,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของ จำเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ก. ทั้งสามบัญชี รวม 1,164,731 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 กับให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,164,731 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้อง กับให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งหมด รวม 1,431,731 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2565) ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 71,586 บาท ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชายกฤช โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม สำหรับฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ท. เลขที่ 237-210xxx-x ของจำเลยที่ 1 จำนวน 267,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวและให้จำเลยที่ 2 โอนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เฉพาะในส่วนดอกเบี้ย ไม่มีคู่ความฝ่ายฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ก. สาขาถนนประชาอุทิศ เลขที่ 705-2-70xxx-x รวม 416,031 บาท สาขาเซ็นทรัลพลาซ่าเชียงใหม่ แอร์พอร์ต เลขที่ 022-8-09xxx-x รวม 713,100 บาท และสาขาเม-ญ่า เชียงใหม่ รวม 35,600 บาท ของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นหรือไม่นั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ทั้งจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรด้วยกัน 1 คน อยู่แล้ว ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเรียกค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนการที่โจทก์ในคดีนี้ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ไปโดยฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 โอนเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเพิกถอนนิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1480 ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้จึงแตกต่างกับในคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น แม้ในคดีก่อนโจทก์จะบรรยายในคำฟ้องด้วยว่า ในระหว่างจำเลยทั้งสองคบหากัน จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 หลายครั้ง ซึ่งเป็นการโอนเงินจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์เป็นคดีนี้ก็ตาม แต่เป็นเพียงการบรรยายให้ศาลในคดีก่อนเห็นถึงความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว ทั้งโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าว กรณีจึงมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ในส่วนที่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมข้างต้นไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการต่อไปว่า การที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยว่า โจทก์ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจไม่วินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 หรือวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียเอง การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ย้อนสำนวนและไม่วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้น และคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยอีก สำหรับปัญหาว่า โจทก์ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ลักษณะการบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวเป็นไปในทางให้สัญญาสิ้นผล แต่การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นการให้สัตยาบันด้วยนั้น ต้องเป็นในลักษณะสัญญายังคงมีอยู่ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การบรรยายฟ้องดังกล่าวของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,164,731 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้าย ตามที่ฟ้องโจทก์ขอมา และให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 267,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เห็นว่า นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอมก็ตาม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าว และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้ายในยอดเงินจำนวน 1,164,731 บาท และให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องในยอดเงินจำนวน 267,000 บาท นั้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ในวันดังกล่าว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น อันถือว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ปัญหาการเริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่เมื่อใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 2 ชำระในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,431,731 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 (วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 1480 ม. 1523
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ธ.
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายนคร มิ่งมงคล
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายเกียรติยศ ไชยศิริธัญญา
ชื่อองค์คณะ
ยุพา วงศ์ทองทิว
อริยะ นาวินธรรม
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 97/2569
#724415
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย เพราะทำมาหาได้ในธุรกิจที่ร่วมทำกับจำเลย ทั้งโจทก์นำสืบพยานตามข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และในชั้นอุทธรณ์โจทก์ยังคงอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเหตุเดิม ศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษกำหนดประเด็นในการวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เมื่ออ่านฎีกาของโจทก์ทั้งฉบับแล้ว ได้ความว่าโจทก์ยกข้อกล่าวอ้างว่าได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกับจำเลย ซึ่งยังคงเป็นเหตุเดียวกับที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบพยาน แม้โจทก์จะระบุในฎีกาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินสมรส แต่กรณีพอจะถือได้ว่าโจทก์ฎีกาว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย แต่การที่โจทก์จะอ้างว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้นั้น จะต้องได้ความว่าในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ในทรัพย์สินนั้นด้วยกัน ได้ความว่า โจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน ซื้อที่ดิน รับจำนอง รวมทั้งเป็นนายหน้าขายที่ดินนับตั้งแต่อยู่กินฉันสามีภริยาในปี 2526 ดังนั้นที่จำเลยทำสัญญาให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 ในปี 2538 และ 2539 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย และก่อนจดทะเบียนสมรส โดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้รับฟังได้ว่าจำเลยใช้เงินของตนเองในการทำสัญญาดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาให้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินทั้งสองแปลง เพราะประกอบธุรกิจร่วมกับโจทก์ โดยโจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมกันในการทำมาหาได้มาด้วยกัน แม้จะปรากฏชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญาเพียงคนเดียว ก็เป็นกรณีที่จำเลยกระทำแทนโจทก์ด้วย และแม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนองจะมิได้ตกแก่จำเลยในทันที แต่จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองชอบที่จะใช้สิทธิอันเกิดจากสัญญาจำนองบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้และบังคับจำนองได้ การที่จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากมูลหนี้ตามสัญญาที่จำเลยทำจากการร่วมทำมาหาได้กับโจทก์ จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย แม้โจทก์และจำเลยจะได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง ก็ไม่มีผลทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยาเป็นสินสมรสแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทุกแปลง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้โจทก์ถือเอาคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนาดำเนินการออกเอกสารสิทธิ (ใบแทน) และแสดงเจตนาดำเนินการแทนจำเลยต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17775, 180904, 25312, 58422, 56089, 62542, 3315, 17944, 45446 และ 16538 กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลอนาคตชั้นอุทธรณ์ 100 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2526 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 3 คน ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2544 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 17026, 54567, 45808, 45807, 45435, 67116, 18509, 40476 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3974 และ 1070 รวม 10 แปลง ซึ่งไม่อาจบังคับให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คู่ความต่างไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 17775, 180904, 25312, 58422, 56089, 62542, 3315, 17944, 45446 และ 16538 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังว่าเป็นสินสมรส โจทก์และจำเลยมีกรรมสิทธิ์คนละกึ่งหนึ่ง คู่ความต่างไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลยเพราะทำมาหาได้ในธุรกิจที่ร่วมทำกับจำเลย ทั้งโจทก์นำสืบพยานตามข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และในชั้นอุทธรณ์โจทก์ยังคงอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเหตุเดิม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดประเด็นในการวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เมื่ออ่านฎีกาของโจทก์ทั้งฉบับแล้ว ได้ความว่าโจทก์ยกข้อกล่าวอ้างว่าได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกับจำเลย ซึ่งยังคงเป็นเหตุเดียวกับที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบพยาน แม้โจทก์จะระบุในฎีกาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินสมรส แต่กรณีพอจะถือได้ว่าโจทก์ฎีกาว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย แต่การที่โจทก์จะอ้างว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้นั้น จะต้องได้ความว่าในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ในทรัพย์สินนั้นด้วยกัน จากการนำสืบของโจทก์และจำเลยได้ความว่า โจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน ซื้อที่ดิน รับจำนอง รวมทั้งเป็นนายหน้าขายที่ดินนับตั้งแต่อยู่กินฉันสามีภริยาในปี 2526 ดังนั้นที่จำเลยทำสัญญาให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 ในปี 2538 และ 2539 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย และก่อนจดทะเบียนสมรส โดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้รับฟังได้ว่าจำเลยใช้เงินของตนเองในการทำสัญญาดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาให้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินทั้งสองแปลง เพราะประกอบธุรกิจร่วมกับโจทก์ โดยโจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมกันในการทำมาหาได้มาด้วยกัน แม้จะปรากฏชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญาเพียงคนเดียว ก็เป็นกรณีที่จำเลยกระทำแทนโจทก์ด้วย และแม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนองจะมิได้ตกแก่จำเลยในทันที แต่จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองชอบที่จะใช้สิทธิอันเกิดจากสัญญาจำนองบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้และบังคับจำนองได้ การที่จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากมูลหนี้ตามสัญญาที่จำเลยทำจากการร่วมทำมาหาได้กับโจทก์ จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา รับฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย ซึ่งโจทก์และจำเลยต่างมีสิทธิในที่ดินเท่า ๆ กัน คนละกึ่งหนึ่ง แม้โจทก์และจำเลยจะได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลังก็ไม่มีผลทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยาเป็นสินสมรสแต่อย่างใด ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จึงมิใช่สินสมรส ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินส่วนตัวของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินสองแปลง โดยตีราคาทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกา 1,357,150 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียเฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 27,143 บาท เท่านั้นแต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรคืนแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นฎีกา 100 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1363 ม. 1474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี — นายสุมิตร โปตระนันทน์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางแก้วตา เทพมาลี
ชื่อองค์คณะ
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
อริยะ นาวินธรรม
ปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/2569
#724138
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ต้องเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ขณะเกิดเหตุความผิดของจำเลยที่ 1 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มี ป.ยาเสพติดออกมาใช้บังคับแทนกฎหมายเดิม และศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) แล้ว โดยลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ก่อนลดโทษ เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม ดังนี้หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าศาลชั้นต้นลงโทษหนักเกินไปก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่จำเลยที่ 1 ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดลง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ในการพิพากษาลงโทษไปแล้ว กรณีหาใช่เป็นการพิพากษากำหนดโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและโทษที่กำหนดนั้นหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังไม่ อีกทั้งการขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ดังกล่าวมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษา อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 190 ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ย่อมไม่อาจกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง และลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 127 วรรคสอง, 145 วรรคสาม (2) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 162 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน คงจำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 500,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 3 เดือน และปรับ 500,000 บาท บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 736/2564 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 7 เดือน และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ เห็นว่า การกำหนดโทษใหม่ ตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะเกิดเหตุความผิดของจำเลยที่ 1 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1,000,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีประมวลกฎหมายยาเสพติดออกมาใช้บังคับแทนกฎหมายเดิม และศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 500,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต โดยลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ก่อนลดโทษ เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิมตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ตอนต้น ดังนี้หากจำเลยที่ 1 เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษหนักเกินไปยังไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิด ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่จำเลยที่ 1 กลับไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดลง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ในการพิพากษาลงโทษไปแล้ว กรณีหาใช่เป็นการพิพากษากำหนดโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและโทษที่กำหนดนั้นหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังไม่ อีกทั้งการขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ดังกล่าวมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษา อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ย่อมไม่อาจกระทำได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
ป.ยาเสพติด ม. 90 ม. 145 วรรคสาม (2)
ป.วิ.อ. ม. 190
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสาม
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายเนติภูมิ เมฆฉาย
ศาลอุทธรณ์ — นายวินัย เกิดด้วยทอง
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
องอาจ แน่นหนา
วิไลวรรณ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 28/2569
#724789
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันเป็น 172 ข้อ โดยหลอกลวงผู้เสียหาย 70 คน เป็นหลายกรรม ทำให้ได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหายแต่ละรายตามเอกสารท้ายฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิด อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ซึ่งเหตุที่ไม่ปรากฏรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดน่าจะเป็นเพราะโจทก์หลงลืม จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยอันสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายแต่ละคนตามเอกสารท้ายฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางสาวนคร ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก ต้องอนุญาตเฉพาะข้อหาฉ้อโกง)

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ผู้เสียหายที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 23 ที่ 41 และที่ 64 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงสำหรับผู้เสียหายดังกล่าว เป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (1), 17 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นนายวงแชร์ จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน ฐานเป็นนายวงแชร์และฉ้อโกง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 162 กระทง เป็นจำคุก 648 เดือน รวมจำคุก 666 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 333 เดือน ความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 4,210,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ยังไม่ถอนคำร้องทุกข์

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ร่วม ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 11 ที่ 14 ถึงที่ 22 ที่ 24 ถึงที่ 40 ที่ 42 ถึงที่ 60 ที่ 62 ที่ 63 และที่ 65 ถึงที่ 70 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายดังกล่าวเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องเนื่องจากฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวถึงสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันเป็น 172 ข้อ ว่า จำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 17 ฐานเป็นนายวงแชร์และจัดให้มีการเล่นแชร์โดยฝ่าฝืนกฎหมาย และกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ฐานฉ้อโกง โดยจำเลยหลอกลวงผู้เสียหาย 70 คน เป็นหลายกรรม ทำให้ได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหายแต่ละรายตามเอกสารท้ายฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิด อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ซึ่งเหตุที่ไม่ปรากฏรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดน่าจะเป็นเพราะโจทก์หลงลืม จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย อันสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขฟ้องที่ไม่มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 161 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
โจทก์ร่วม — นางสาว น.
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวรุ่งทิพย์ เจริญพงศ์อนันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศุภวิทย์ ตั้งตรงจิตต์
ชื่อองค์คณะ
สุรพงษ์ ชิดเชื้อ
พงษ์เดช วานิชกิตติกูล
ก่อเกียรติ สุพลพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9490/2568
#725660
เปิดฉบับเต็ม

ขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษพนักงานหน่วยงานของรัฐที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ในคดีนี้ก็คือโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) เมื่อต้องระวางโทษเป็นสามเท่า ทำให้มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 ปี ถึง 60 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000 บาท ถึง 6,000,000 บาท แม้ ป.ยาเสพติดไม่ได้บัญญัติไว้ว่ากรณีระวางโทษจำคุกเป็นสามเท่าศาลจะกำหนดโทษจำคุกจำเลยได้สูงสุดกี่ปี ซึ่งต่างกับ พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 ที่บัญญัติให้กำหนดโทษจำคุกสูงสุดได้ไม่เกิน 50 ปี แต่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถือเป็นความผิดอาญาอย่างหนึ่งจึงต้องนำบทบัญญัติทั่วไปตาม ป.อ. มาตรา 17 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือกรณีเป็นโทษจำคุกที่มีกำหนดระยะเวลาย่อมระวางโทษจำคุกหนักขึ้นเป็นสามเท่าได้สูงสุดไม่เกิน 50 ปี เช่นกัน โดยเทียบเคียงตามนัย ป.อ. มาตรา 51 และมาตรา 91 (3) อย่างไรก็ตาม แม้คดีนี้คำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดโทษจำคุกจำเลยถึงตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุก 50 ปี ที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง แต่เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบ มาตรา 53 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี แล้วจึงลดโทษ คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ดังนั้น ไม่ว่าจะกำหนดโทษจำเลยเป็นจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก 50 ปี แต่หลังจากลดโทษหนึ่งในสามแล้ว ผลสุดท้ายจำเลยก็ยังรับโทษจำคุกเท่าเดิมคือ 33 ปี 4 เดือน กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าพนักงานของรัฐกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจวางโทษเป็นสามเท่าของโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิตได้ คงวางโทษเป็นสามเท่าได้เฉพาะโทษปรับเท่านั้น ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งยกคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ของจำเลยโดยผู้พิพากษาเพียงคนเดียวนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและมีผลให้ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้เป็นเรื่องของการขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ เนื่องจากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดโดยจำเลยกำลังรับโทษอยู่ แม้คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่วินิจฉัยข้างต้น แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ถือว่าสำนวนความตามคำร้องของจำเลยปรากฏแก่ศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) แล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลยทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอกำหนดโทษใหม่โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาใหม่อีก

ในชั้นนี้จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำร้องของจำเลยว่า มีเหตุต้องกำหนดโทษใหม่ให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ เห็นว่า การกำหนดโทษใหม่ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะกระทำได้ต่อเมื่อปรากฏว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ โทษตามคำพิพากษาเดิมต้องไม่หนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายใหม่ที่ออกมาใช้บังคับในภายหลัง สำหรับคดีนี้ในระหว่างที่จำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุด ได้มีประมวลกฎหมายยาเสพติดออกมาใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาถึงที่สุดต้องด้วยบทความผิดตามมาตรา 90 และบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด แม้การลงโทษหนักเบาตามกฎหมายใหม่ไม่ได้ถือเอาปริมาณของยาเสพติดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดโทษดังเช่นกฎหมายเดิม โดยให้ถือเอาพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ แต่ปริมาณของยาเสพติดก็เป็นตัวบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์อื่นในการกำหนดโทษจำเลยได้ ไม่ถือว่าขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคแรก ทั้งไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด สำหรับปัญหาว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคใดนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมี 1,969 เม็ด กับชนิดเกล็ดอีก 1 ถุง รวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ทั้งหมด 67.100 กรัม นับว่ามีจำนวนค่อนข้างมาก และฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาถึงที่สุดว่าวันเกิดเหตุจำเลยร่วมกับพวกจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ ดังนี้ โดยสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี หากเจ้าพนักงานไม่จับกุมจำเลยเสียก่อน ย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายของเมทแอมเฟตามีนไปในกลุ่มผู้เสพและบุคคลทั่วไป ส่งผลกระทบต่อความเสียหายในสังคมส่วนรวม ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 20 ปี และปรับ ตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้ความว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ก็ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษพนักงานหน่วยงานของรัฐที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น เมื่อต้องระวางโทษเป็นสามเท่าทำให้มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 ปี ถึง 60 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000 บาท ถึง 6,000,000 บาท แม้ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้บัญญัติไว้ว่า กรณีระวางโทษจำคุกเป็นสามเท่า ศาลจะกำหนดโทษจำคุกจำเลยได้สูงสุดกี่ปี ซึ่งต่างกับพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 ที่บัญญัติให้กำหนดโทษจำคุกได้สูงสุดไม่เกิน 50 ปี แต่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถือเป็นความผิดอาญาอย่างหนึ่ง จึงต้องนำบทบัญญัติทั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือกรณีเป็นโทษจำคุกที่มีกำหนดระยะเวลาย่อมระวางโทษจำคุกหนักขึ้นเป็นสามเท่าได้สูงสุดไม่เกิน 50 ปีเช่นกัน โดยเทียบเคียงตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 และมาตรา 91 (3) อย่างไรก็ตาม แม้คดีนี้คำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดโทษจำคุกจำเลยถึงตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุก 50 ปีที่กำหนดตามกฎหมาย ที่บัญญัติในภายหลัง แต่เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี แล้วจึงลดโทษ คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ดังนั้น ไม่ว่าจะกำหนดโทษจำเลยเป็นจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก 50 ปี แต่หลังจากลดโทษหนึ่งในสามแล้ว ผลสุดท้ายจำเลยก็ยังคงรับโทษจำคุกเท่าเดิม คือ 33 ปี 4 เดือน กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องกำหนดโทษใหม่ให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กับให้ยกคำร้องของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ยาเสพติด ม. 145 วรรคสอง (2) ม. 180
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายธีระยุทธ ผาฮุย
ศาลอุทธรณ์ — นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
องอาจ แน่นหนา
วิไลวรรณ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9161/2568
#724133
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์ระบุว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โดยโจทก์ได้แนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยทั้งสองมาท้ายคำแถลงขอปิดหมายในชั้นส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งระบุว่า จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาตามที่อยู่ในแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นอันเป็นศาลที่จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

สัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศมีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับเรื่องเงินทุนสำหรับการซื้อบ้าน การบังคับใช้กฎหมายและเรื่องเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ โดยข้อ 8 ระบุว่า เงินทุนสำหรับการซื้อบ้าน ที่ปรึกษาจะได้รับสิทธิวงเงินในการซื้อบ้านสำหรับครอบครัว หลังจากช่วงทดลองงาน 90 วัน ข้อ 12 ค. 6. ระบุว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาฉบับนี้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ที่ปรึกษาจะต้องชำระยอดคงค้างสำหรับสินเชื่อในการซื้อบ้านซึ่งออกให้โดยโจทก์ภายใน 30 วัน หลังการบอกเลิกสัญญา และข้อ 13 ก. 1. ระบุว่า ข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ซึ่ง (1) อยู่นอกเหนือขอบเขตของส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง และ (2) ไม่ได้รับการแก้ไขโดยความพยายามโดยสุจริตของคู่สัญญา จะต้องถูกส่งให้กับคณะผู้พิจารณาซึ่งประกอบด้วยอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนภายใต้กฎของ LCIA 2. สถานที่สำหรับอนุญาโตตุลาการจะอยู่ในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3. คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการถือเป็นที่สิ้นสุด เป็นข้อสรุปและไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ยกเว้นในกรณีที่มีการฉ้อโกงหรืออนุญาโตตุลาการมิได้เปิดเผยถึงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งข้อตกลงข้อ 13 ก. ดังกล่าวสามารถใช้บังคับได้เพราะเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งที่คู่กรณีตกลงให้บุคคลที่ไม่ใช่ตุลาการทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแทนตุลาการในศาล ข้อตกลงนี้จึงไม่ขัดต่อกฎหมายไทย ดังนี้ ข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ตกลงกันว่าจะเสนอข้อพิพาททางแพ่งที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดมีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11

คดีได้ความว่า ก่อนมีการทำสัญญาดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2561 โจทก์ส่งจดหมายทางอีเมลเสนองานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำสาธารณรัฐอิรักในกรุงแบกแดดให้แก่จำเลยที่ 1 โดยให้ค่าตอบแทนรายเดือนพร้อมสวัสดิการรวมทั้งวงเงินสินเชื่อของบริษัทสำหรับการซื้อบ้านอันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ตกลงเข้าทำงานกับโจทก์ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ลาออกจากงานแล้ว เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นของรัฐฟุญัยเราะฮ์เป็นคดีแรงงานขอบังคับให้โจทก์ชำระเงินค่าตอบแทนที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ทำงานกับโจทก์ แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยึดถือสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศปฏิบัติและบังคับระหว่างกัน เมื่อการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินและบ้านเกิดจากการให้สวัสดิการการทำงานตามสัญญา ข้อ 8 และภายหลังเกิดข้อพิพาทในหนี้การกู้ยืมเงิน ข้อพิพาทจากการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกี่ยวข้องกับสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงต้องใช้สิทธิด้วยการเสนอข้อพิพาทให้คณะผู้พิจารณาซึ่งประกอบไปด้วยอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภายใต้กฎของ LCIA ตัดสินชี้ขาดก่อน ตามสัญญาข้อ 13 และข้อ 14 และตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง

คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องมิได้ทำคำร้องยื่นต่อศาลให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีภายในกำหนดระยะเวลาตามความในมาตรา 14 ดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การโต้แย้งไว้แล้วว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดตามสัญญา และศาลชั้นต้นได้พิจารณาคดีสืบพยานในเรื่องดังกล่าวด้วย ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวนตามมาตรา 14 แล้ว สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาพิพาท จึงไม่อาจอาศัยข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวในการจำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นได้ อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินและบ้านเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของจำเลยทั้งสอง โดยโจทก์โอนเงินกู้ครั้งที่ 2 ถึงที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 1 ตามคำขอของจำเลยที่ 1 จึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยาต้องรับผิดร่วมกัน ซึ่งเมื่ออนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทอย่างไรแล้ว ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อความรับผิดของจำเลยที่ 2 ไปด้วย ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกระบวนพิจารณา และก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่าย จึงเห็นสมควรจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 เพื่อรอฟังผลของคำชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เสียก่อน หากทราบผลของคำชี้ขาดดังกล่าวแล้ว จึงค่อยยกคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ขึ้นพิจารณาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 8,034,937 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปีของต้นเงิน 7,437,831.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นเรื่องเขตอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ในประเด็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้บริการเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ที่ปรึกษาธุรกิจ จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีนายจอร์จเป็นกรรมการของโจทก์ โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาจ้างแรงงานสองฉบับ สัญญาฉบับที่หนึ่งเรียกว่าสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ จำเลยที่ 1 เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2561 ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการที่สาธารณรัฐอิรัก ส่วนสัญญาฉบับที่สองเรียกว่าสัญญาว่าจ้างงาน จำเลยที่ 1 เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 ตำแหน่งธุรการ ประจำอยู่ที่สำนักงานเมืองดูไบ รัฐฟุญัยเราะฮ์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำเลยที่ 1 ขณะที่ยังเป็นพนักงานของโจทก์ได้ติดต่อด้วยการส่งข้อความถึงกรรมการของโจทก์และผู้จัดการฝ่ายการเงินของโจทก์ ผ่านทางแอปพลิเคชันวอตส์แอปป์และไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ขอกู้เงินจากโจทก์เพื่อนำไปซื้อที่ดินและบ้าน สำหรับจำเลยทั้งสองเองโจทก์ได้โอนเงินเข้าบัญชีจำเลยทั้งสองรวม 4 ครั้ง ตามรายการโอนเงินผ่านธนาคารระหว่างประเทศ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญา

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ระบุว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โดยโจทก์ได้แนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยทั้งสองมาท้ายคำแถลงขอปิดหมายในชั้นส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งระบุว่า จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาตามที่อยู่ในแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นอันเป็นศาลที่จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์โอนเงินให้จำเลยที่ 1 เพื่อนำไปซื้อที่ดินและสร้างบ้าน 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 248,803.30 ดอลลาร์สหรัฐ โดยโอนเงินครั้งที่หนึ่งเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 โจทก์โอนเงินผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารระหว่างประเทศจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปยังบัญชีธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 8,803.50 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นค่าตอบแทนเดือนพฤศจิกายน 2561 และเงินกู้ยืมล่วงหน้างวดแรก 3,803.50 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งวันที่โอนเงินดังกล่าวเกิดก่อนวันทำสัญญาฉบับที่สอง และสัญญาดังกล่าวก็ไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับการให้กู้ยืมเงิน การโอนเงินให้กู้ยืมดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับที่สอง แต่เป็นการโอนเงินหลังวันทำสัญญาฉบับที่หนี่งซึ่งเป็นสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ มีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับเรื่องเงินทุนสำหรับการซื้อบ้าน การบังคับใช้กฎหมายและเรื่องเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ โดยข้อ 8 ระบุว่า เงินทุนสำหรับการซื้อบ้าน ที่ปรึกษาจะได้รับสิทธิวงเงินในการซื้อบ้านสำหรับครอบครัว (โดยขึ้นอยู่กับสิทธิยึดหน่วง ข้อกำหนด และเงื่อนไขต่าง ๆ ) หลังจากช่วงทดลองงาน 90 วัน ข้อ 12 ค. 6. ระบุว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาฉบับนี้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ที่ปรึกษาจะต้องชำระยอดคงค้างสำหรับสินเชื่อในการซื้อบ้านซึ่งออกให้โดยโจทก์ภายใน 30 วัน หลังการบอกเลิกสัญญา และข้อ 13 ก. 1. ระบุว่า ข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ซึ่ง (1) อยู่นอกเหนือขอบเขตของส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง และ (2) ไม่ได้รับการแก้ไขโดยความพยายามโดยสุจริตของคู่สัญญา จะต้องถูกส่งให้กับคณะผู้พิจารณาซึ่งประกอบด้วยอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนภายใต้กฎของ LCIA 2. สถานที่สำหรับอนุญาโตตุลาการจะอยู่ในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3. คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการถือเป็นที่สิ้นสุด เป็นข้อสรุปและไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ยกเว้นในกรณีที่มีการฉ้อโกงหรืออนุญาโตตุลาการมิได้เปิดเผยถึงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งข้อตกลงข้อ 13 ก. ดังกล่าวสามารถใช้บังคับได้เพราะเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งที่คู่กรณีตกลงให้บุคคลที่ไม่ใช่ตุลาการทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแทนตุลาการในศาล ข้อตกลงนี้จึงไม่ขัดต่อกฎหมายไทย ดังนี้ ข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ตกลงกันว่าจะเสนอข้อพิพาททางแพ่งที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดมีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 ประกอบกับก่อนมีการทำสัญญาดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 โจทก์ส่งจดหมายทางอีเมลเสนองานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำสาธารณรัฐอิรักในกรุงแบกแดดให้แก่จำเลยที่ 1 โดยให้ค่าตอบแทนรายเดือนพร้อมสวัสดิการรวมทั้งวงเงินสินเชื่อของบริษัทสำหรับการซื้อบ้าน อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ตกลงเข้าทำงานกับโจทก์ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ลาออกจากงานแล้ว เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นของรัฐฟุญัยเราะฮ์เป็นคดีแรงงานขอบังคับให้โจทก์ชำระเงินค่าตอบแทนที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ทำงานกับโจทก์ แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยึดถือสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศปฏิบัติและบังคับระหว่างกัน เมื่อการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินและบ้านเกิดจากการให้สวัสดิการการทำงานตามสัญญา ข้อ 8 และภายหลังเกิดข้อพิพาทในหนี้การกู้ยืมเงิน ข้อพิพาทจากการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกี่ยวข้องกับสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงต้องใช้สิทธิด้วยการเสนอข้อพิพาทให้คณะผู้พิจารณาซึ่งประกอบไปด้วยอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภายใต้กฎของ LCIA ตัดสินชี้ขาดก่อน ตามสัญญาข้อ 13 และข้อ 14 และตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 กับกรณีต้องบังคับตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยมิได้เสนอข้อพิพาทนั้นต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจไม่ช้ากว่าวันยื่นคำให้การหรือภายในระยะเวลาที่มีสิทธิยื่นคำให้การตามกฎหมายให้มีคำสั่งจำหน่ายคดี เพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ และเมื่อศาลทำการไต่สวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ก็ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสีย" คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องมิได้ทำคำร้องยื่นต่อศาลให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีภายในกำหนดระยะเวลาตามความในมาตรา 14 ดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การโต้แย้งไว้แล้วว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดตามสัญญา และศาลชั้นต้นได้พิจารณาคดีสืบพยานในเรื่องดังกล่าวด้วย ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวนตามมาตรา 14 แล้ว สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาพิพาท จึงไม่อาจอาศัยข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวในการจำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นได้ อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินและบ้านเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของจำเลยทั้งสอง โดยโจทก์โอนเงินกู้ครั้งที่ 2 ถึงที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 1 ตามคำขอของจำเลยที่ 1 จึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยาต้องรับผิดร่วมกัน ซึ่งเมื่ออนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทอย่างไรแล้ว ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อความรับผิดของจำเลยที่ 2 ไปด้วย ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกระบวนพิจารณา และก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่าย จึงเห็นสมควรจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 เพื่อรอฟังผลของคำชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เสียก่อน หากทราบผลของคำชี้ขาดดังกล่าวแล้ว จึงค่อยยกคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ขึ้นพิจารณาต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาททางอนุญาโตตุลาการถือเป็นข้อตกลงที่เป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เทียบตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2734/2545 นั้น ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวไม่ตรงกับคดีนี้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ และให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความของศาลชั้นต้น หากคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดแล้ว ให้คู่ความแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อหยิบยกคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ขึ้นพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท น.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายอัสสพล ลักษ์มีวาสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเลิศชาย สุวพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
ระบิล จันทรภิรมย์
สมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9091/2568
#723976
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกการประชุมจัดการมรดกเป็นบันทึกข้อหารือและข้อตกลงระหว่างทายาทและระหว่างทายาทกับผู้จัดการมรดกในการจัดการมรดกของผู้ตาย ข้อหารือและข้อตกลงเกี่ยวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 6620 ที่ประชุมทายาทมีมติให้ขาย โดยให้ติดป้ายขายราคา 3,200,000 บาท และตกลงให้ราคาขายดังกล่าวมีผลหกเดือน หากขายไม่ได้หลังจากพ้นกำหนดเวลา ให้มีการปรับราคาในการประชุมนัดต่อไป แต่หากหลังจากติดป้ายขายราคาดังกล่าวและมีผู้เสนอราคา ให้จำเลยประสานทายาทหรือตัวแทนทางโทรศัพท์ต่อไป มติในการประชุมดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ทายาทของผู้ตายต่างตกลงกันให้แบ่งปันที่ดินโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันกันระหว่างทายาท มิใช่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยส่งมอบที่ดินให้ทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด การขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันแก่ทายาทจึงมิใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท จึงมีอำนาจที่จะขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้มาแบ่งปันแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง

ก่อนที่จำเลยจะขายที่ดินให้แก่ พ. ในราคาต่ำกว่าที่ประกาศขาย จำเลยโทรศัพท์ติดต่อแจ้งการขายและราคาขายให้ทายาทส่วนใหญ่ทราบแล้ว ทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินตามราคาที่ พ. เสนอ แม้ราคาขายที่ดินจะต่ำกว่าราคาตามมติในการประชุมทายาท แต่จำเลยประสานทายาททางโทรศัพท์แล้วตามมติที่ประชุมทายาท ทั้งทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินที่ พ. เสนอ ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงาน หลังจากจำเลยขายที่ดินแล้ว จำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายให้แก่ทายาท แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 ให้ความยินยอมในการขายที่ดินในราคาดังกล่าว แต่ถือได้ว่าการที่จำเลยขายที่ดินเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทผู้ตายแล้ว ไม่ทำให้กองมรดกหรือโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 166,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552 นางบ้วยติ้น ผู้ตาย ถึงแก่ความตาย ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย ผู้ตายมีทายาทโดยธรรม 6 คน คือ โจทก์ทั้งสอง จำเลย นายลิขิต นางณภัคธนัญ และนางสาวกาญจนา บุคคลวิกลจริตซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถโดยมีจำเลยเป็นผู้อนุบาล วันที่ 12 มิถุนายน 2564 โจทก์ทั้งสองและจำเลยกับทายาทอื่นของผู้ตายร่วมประชุมเพื่อตกลงกันเกี่ยวกับการจัดการมรดกของผู้ตาย โดยที่ประชุมมีมติในการจัดการมรดกข้อหนึ่งว่า ให้ติดป้ายเสนอขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6620 เนื้อที่ 80 ตารางวา ซึ่งเป็นมรดกของผู้ตาย ในราคาไม่ต่ำกว่า 3,200,000 บาท กำหนดเวลาประกาศขาย 6 เดือน หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่มีผู้สนใจให้มีการปรับราคาเสนอขายในการประชุมนัดต่อไป ทั้งนี้หากหลังจากมีการประกาศขายแล้วมีผู้เสนอราคา ให้ประสานทายาทหรือตัวแทนทางโทรศัพท์ ตามบันทึกการประชุมจัดการมรดก วันที่ 28 ธันวาคม 2564 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกขายที่ดินดังกล่าวแก่นางเพ็ญนภา ราคา 2,200,000 บาท จำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้แก่ทายาท โดยแบ่งให้โจทก์ทั้งสองคนละ 365,250 บาท นายลิขิต 400,000 บาท และนางณภัคธนัญ 312,250 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6620 เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้กองมรดกของผู้ตายและโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายหรือไม่ เห็นว่า บันทึกการประชุมจัดการมรดกเป็นบันทึกข้อหารือและข้อตกลงระหว่างทายาท และระหว่างทายาทกับผู้จัดการมรดก ในการจัดการมรดกของผู้ตาย สำหรับข้อหารือและข้อตกลงเกี่ยวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6620 ที่ประชุมทายาทมีมติให้ขายโดยให้ติดป้ายขายในราคา 3,200,000 บาท ตกลงให้ราคาขายดังกล่าวมีผล 6 เดือน หากขายไม่ได้หลังจากพ้นกำหนดเวลา ให้มีการปรับราคาในการประชุมนัดต่อไป แต่หากหลังจากติดป้ายขายราคาดังกล่าวและมีผู้เสนอราคา ให้จำเลยประสานทายาทหรือตัวแทนทางโทรศัพท์ต่อไป มติในการประชุมดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ทายาทของผู้ตายต่างตกลงกันให้แบ่งปันที่ดิน โดยการขายทรัพย์มรดกนั้นแล้วเอาเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันกันระหว่างทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยส่งมอบที่ดินให้ทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด การขายที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันแก่ทายาทจึงมิใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังที่โจทก์ที่ 1 อ้าง จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท จึงมีอำนาจที่จะขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้มาแบ่งปันแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง สำหรับข้อตกลงตามบันทึกการประชุมจัดการมรดก ที่ระบุว่า หากไม่สามารถขายที่ดินตามราคาที่ประกาศได้ใน 6 เดือน ให้มีการปรับราคาในการประชุมทายาทครั้งต่อไป แต่หากมีผู้สนใจเสนอราคาก็ให้ประสานทายาทหรือตัวแทนทางโทรศัพท์ต่อไป ซึ่งโจทก์ที่ 1 อ้างว่า โจทก์ที่ 1 ไม่เคยยินยอมให้จำเลยขายที่ดินในราคา 2,200,000 บาท นั้น ได้ความตามคำเบิกความของจำเลยว่า ในการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6620 เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันแก่ทายาท จำเลยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากนายลิขิต และนางณภัคธนัญ แล้ว ทั้งจำเลยในฐานะทายาทและในฐานะผู้อนุบาลของนางสาวกาญจนา ทายาทอีกคนหนึ่ง เห็นว่าราคาที่นางเพ็ญนภาเสนอซื้อเหมาะสมแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ก่อนที่จำเลยจะขายที่ดินแก่นางเพ็ญนภาในราคาต่ำกว่าที่ประกาศขาย จำเลยโทรศัพท์ติดต่อแจ้งการขายและราคาขายให้ทายาทส่วนใหญ่ทราบแล้ว และทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินตามราคาที่นางเพ็ญนภาเสนอ ฉะนั้น แม้ราคาที่ดินที่จำเลยขายแก่นางเพ็ญนภาจะต่ำกว่าราคาตามมติในการประชุมทายาท แต่จำเลยประสานทายาททางโทรศัพท์แล้วตามมติที่ประชุมทายาท ทั้งทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินในราคาที่นางเพ็ญนภาเสนอ ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานมาก หลังจากจำเลยขายที่ดินแล้ว จำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้แก่ทายาทรวมถึงโจทก์ที่ 1 โดยจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารโจทก์ที่ 1 จำนวน 365,250 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่สอดคล้องกับส่วนแบ่งที่ทายาทแต่ละคนจะได้รับ แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ที่ 1 ให้ความยินยอมในการขายที่ดินในราคาดังกล่าวด้วย แต่ถือได้ว่าการที่จำเลยขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6620 เป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดก หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทผู้ตายแล้ว ไม่ทำให้กองมรดกหรือโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1750
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศ. กับพวก
จำเลย — นาง น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นางสาวปภาวิณี ธนศรีวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ยุพา วงศ์ทองทิว
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
องอาจ แน่นหนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9091/2568
#726688
เปิดฉบับเต็ม

มติในการประชุมจัดการมรดกที่ทายาทของผู้ตายต่างตกลงกันให้แบ่งปันที่ดินโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันกันระหว่างทายาท มิใช่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยส่งมอบที่ดินให้ทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด การขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันแก่ทายาทจึงมิใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท จึงมีอำนาจที่จะขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้มาแบ่งปันแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๕๐ วรรคหนึ่ง

ก่อนจำเลยขายที่ดินให้แก่ พ. ในราคาต่ำกว่าที่ประกาศขาย จำเลยประสานทายาททางโทรศัพท์ตามมติที่ประชุมทายาทแล้วและทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินแก่ พ. ซึ่งเสนอราคาสูงกว่าราคาประเมินเจ้าพนักงาน ทั้งจำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายให้แก่ทายาท แม้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ ๑ ให้ความยินยอมในการขายที่ดินดังกล่าว แต่ถือได้ว่าการที่จำเลยขายที่ดินเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทผู้ตายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 166,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552 นางบ้วยติ้น ผู้ตาย ถึงแก่ความตาย ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย ผู้ตายมีทายาทโดยธรรม 6 คน คือ โจทก์ทั้งสอง จำเลย นายลิขิต นางณภัคธนัญ และนางสาวกาญจนา บุคคลวิกลจริตซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถโดยมีจำเลยเป็นผู้อนุบาล วันที่ 12 มิถุนายน 2564 โจทก์ทั้งสองและจำเลยกับทายาทอื่นของผู้ตายร่วมประชุมเพื่อตกลงกันเกี่ยวกับการจัดการมรดกของผู้ตาย โดยที่ประชุมมีมติในการจัดการมรดกข้อหนึ่งว่า ให้ติดป้ายเสนอขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6620 เนื้อที่ 80 ตารางวา ซึ่งเป็นมรดกของผู้ตาย ในราคาไม่ต่ำกว่า 3,200,000 บาท กำหนดเวลาประกาศขาย 6 เดือน หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่มีผู้สนใจให้มีการปรับราคาเสนอขายในการประชุมนัดต่อไป ทั้งนี้หากหลังจากมีการประกาศขายแล้วมีผู้เสนอราคา ให้ประสานทายาทหรือตัวแทนทางโทรศัพท์ ตามบันทึกการประชุมจัดการมรดก วันที่ 28 ธันวาคม 2564 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกขายที่ดินดังกล่าวแก่นางเพ็ญนภา ราคา 2,200,000 บาท จำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้แก่ทายาท โดยแบ่งให้โจทก์ทั้งสองคนละ 365,250 บาท นายลิขิต 400,000 บาท และนางณภัคธนัญ 312,250 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6620 เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้กองมรดกของผู้ตายและโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายหรือไม่ เห็นว่า บันทึกการประชุมจัดการมรดกเป็นบันทึกข้อหารือและข้อตกลงระหว่างทายาท และระหว่างทายาทกับผู้จัดการมรดก ในการจัดการมรดกของผู้ตาย สำหรับข้อหารือและข้อตกลงเกี่ยวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6620 ที่ประชุมทายาทมีมติให้ขายโดยให้ติดป้ายขายในราคา 3,200,000 บาท ตกลงให้ราคาขายดังกล่าวมีผล 6 เดือน หากขายไม่ได้หลังจากพ้นกำหนดเวลา ให้มีการปรับราคาในการประชุมนัดต่อไป แต่หากหลังจากติดป้ายขายราคาดังกล่าวและมีผู้เสนอราคา ให้จำเลยประสานทายาทหรือตัวแทนทางโทรศัพท์ต่อไป มติในการประชุมดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ทายาทของผู้ตายต่างตกลงกันให้แบ่งปันที่ดิน โดยการขายทรัพย์มรดกนั้นแล้วเอาเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันกันระหว่างทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยส่งมอบที่ดินให้ทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด การขายที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันแก่ทายาทจึงมิใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังที่โจทก์ที่ 1 อ้าง จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท จึงมีอำนาจที่จะขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้มาแบ่งปันแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง สำหรับข้อตกลงตามบันทึกการประชุมจัดการมรดก ที่ระบุว่า หากไม่สามารถขายที่ดินตามราคาที่ประกาศได้ใน 6 เดือน ให้มีการปรับราคาในการประชุมทายาทครั้งต่อไป แต่หากมีผู้สนใจเสนอราคาก็ให้ประสานทายาทหรือตัวแทนทางโทรศัพท์ต่อไป ซึ่งโจทก์ที่ 1 อ้างว่า โจทก์ที่ 1 ไม่เคยยินยอมให้จำเลยขายที่ดินในราคา 2,200,000 บาท นั้น ได้ความตามคำเบิกความของจำเลยว่า ในการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6620 เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันแก่ทายาท จำเลยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากนายลิขิต และนางณภัคธนัญ แล้ว ทั้งจำเลยในฐานะทายาทและในฐานะผู้อนุบาลของนางสาวกาญจนา ทายาทอีกคนหนึ่ง เห็นว่าราคาที่นางเพ็ญนภาเสนอซื้อเหมาะสมแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ก่อนที่จำเลยจะขายที่ดินแก่นางเพ็ญนภาในราคาต่ำกว่าที่ประกาศขาย จำเลยโทรศัพท์ติดต่อแจ้งการขายและราคาขายให้ทายาทส่วนใหญ่ทราบแล้ว และทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินตามราคาที่นางเพ็ญนภาเสนอ ฉะนั้น แม้ราคาที่ดินที่จำเลยขายแก่นางเพ็ญนภาจะต่ำกว่าราคาตามมติในการประชุมทายาท แต่จำเลยประสานทายาททางโทรศัพท์แล้วตามมติที่ประชุมทายาท ทั้งทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินในราคาที่นางเพ็ญนภาเสนอ ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานมาก หลังจากจำเลยขายที่ดินแล้ว จำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้แก่ทายาทรวมถึงโจทก์ที่ 1 โดยจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารโจทก์ที่ 1 จำนวน 365,250 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่สอดคล้องกับส่วนแบ่งที่ทายาทแต่ละคนจะได้รับ แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ที่ 1 ให้ความยินยอมในการขายที่ดินในราคาดังกล่าวด้วย แต่ถือได้ว่าการที่จำเลยขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 6620 เป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดก หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทผู้ตายแล้ว ไม่ทำให้กองมรดกหรือโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1750
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศ.
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นางสาวปภาวิณี ธนศรีวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ แน่นหนา
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9087/2568
#723780
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมจนสำเร็จความใคร่เสร็จแล้วตามฟ้องข้อ 1.1 และยังคงนอนอยู่ใกล้ ๆ ตัวโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมรู้สึกตัว จำเลยใช้มือล้วงเข้าไปในกางเกงในโจทก์ร่วมแล้วใช้นิ้วสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม และพยายามสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมอีกครั้งหนึ่งแต่ทำไม่สำเร็จอันเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 จึงเป็นการกระทำต่อเนื่องจากเจตนาเดิมเกี่ยวพันกันกับการข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในครั้งแรกตามฟ้องข้อ 1.1 การกระทำทั้งสองครั้งจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 278, 284

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว น. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม), 278 วรรคแรก และวรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่), 284 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราและฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานกระทำอนาจารและฐานกระทำอนาจารโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของบุคคลนั้น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา คงจำคุก 4 ปี ฐานกระทำอนาจารโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของบุคคลนั้น คงจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม), 278 วรรคแรก และวรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วม นาย จ. และนางสาว ฉ. ไปเที่ยวที่สถานบันเทิง ม. และมีการดื่มสุรากันด้วย ก่อนที่จะเข้าไปที่สถานบันเทิง ม. โจทก์ร่วมและนาย จ ไปเปิดที่พัก ห. โฮสเทลซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับสถานบันเทิง ม. ของนางสาว ฉ.สำหรับพักค้างในคืนดังกล่าวและนำของใช้ส่วนตัวไปเก็บไว้ในห้องพักก่อนแล้ว คงมีเฉพาะโทรศัพท์เคลื่อนที่และบัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้นที่นำติดตัวไป ระหว่างดื่มสุราที่สถานบันเทิง ม. โจทก์ร่วมพบจำเลยและนางสาว ส. ซึ่งโจทก์ร่วมไม่เคยรู้จักมาก่อน มาเที่ยวและดื่มสุราอยู่บริเวณเดียวกัน ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมได้พูดคุยกับบุคคลทั้งสองและร่วมเต้นรำกันบ้าง จำเลยยังขอเป็นเพื่อนกับโจทก์ร่วมทางแอปพลิเคชันไลน์ ช่วงดึกโจทก์ร่วมกับพวกเมาสุรามากโดยเฉพาะนาย จ. โจทก์ร่วมจึงฝากโทรศัพท์เคลื่อนที่และบัตรประจำตัวประชาชนไว้กับนางสาว ฉ. นางสาว ฉ. และโจทก์ร่วมเห็นนาย จ. มีอาการเมาสุรามากและมีอาการปวดศีรษะและคลื่นไส้ นางสาว ฉ. จึงไปส่งนาย จ.ที่ ห. โฮสเทลก่อน โจทก์ร่วมยังคงดื่มสุราและพูดคุยอยู่กับจำเลยและนางสาว ส.ก่อนที่นางสาว ฉ. จะกลับมา จำเลยประคองตัวโจทก์ร่วมที่มีอาการเมาสุราอย่างหนักไม่สามารถจดจำอะไรได้โดยมีนางสาว ส. ช่วยพยุงไปขึ้นรถรับจ้างสาธารณะไปบ้านจำเลย ระหว่างโจทก์ร่วมเดินทางไปบ้านจำเลย นางสาว ฉ. กลับมาที่สถานบันเทิง ม. แต่ไม่พบตัวโจทก์ร่วมจึงแจ้งคนรักและบิดามารดาของโจทก์ร่วมและไปแจ้งความคนหายที่สถานีตำรวจในท้องที่ดังกล่าว ระหว่างอยู่ที่บ้านจำเลย จำเลยได้มีการร่วมประเวณีกับโจทก์ร่วม 1 ครั้ง จนสำเร็จความใคร่ เมื่อโจทก์ร่วมรู้สึกตัว จำเลยพยายามที่จะร่วมประเวณีกับโจทก์ร่วมอีกครั้งโดยพยายามกอดและเล้าโลมโจทก์ร่วมและใช้นิ้วมือล่วงล้ำเข้าไปในช่องคลอดของโจทก์ร่วมเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศของโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมพยายามขัดขืนและร้องไห้ จนจำเลยล้มเลิกไม่ได้นำอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม ต่อมาจำเลยให้เงินโจทก์ร่วมเพื่อชำระราคารถรับจ้างสาธารณะและเดินเท้าไปส่งโจทก์ร่วมที่ปากซอยแล้วให้โจทก์ร่วมนั่งรถรับจ้างสาธารณะไปลงที่ห้างสรรพสินค้า ซ. จำเลยแจ้งให้นางสาว ฉ. ทราบเพื่อให้ไปรับตัวโจทก์ร่วม ต่อมาเมื่อตรวจร่างกายโจทก์ร่วมพบอสุจิบริเวณปากช่องคลอดและภายในช่องคลอด และพบยานอนหลับกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน และยาคลายเคลียดกลุ่มเอสชิตาโลแพรมในเลือดของโจทก์ร่วม เมื่อเปรียบเทียบดีเอ็นเอในน้ำอสุจิปรากฏว่าตรงกับดีเอ็นเอของจำเลยตามรายงานความเห็นการชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เห็นควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประการแรกก่อนว่า จำเลยกระทำความผิดพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้พบยานอนหลับกลุ่มเบนโซไดอะซีปีนในร่างกายโจทก์ร่วม ซึ่งนาย ว. แพทย์ผู้ทำการตรวจร่างกายโจทก์ร่วมเบิกความว่า ฤทธิ์ยาดังกล่าวจะทำให้เกิดการง่วงซึมและหลับไป และหากดื่มร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้หลับนานยิ่งขึ้น เมื่อตื่นขึ้นมาจะทำให้มีอาการมึนศีรษะ อันสอดคล้องกับอาการของโจทก์ร่วมขณะที่นางสาว ฉ. กับพวกไปพบโจทก์ร่วมครั้งแรกที่ห้างสรรพสินค้า ซ. ก็ตาม แต่การดื่มสุราของโจทก์ร่วมเป็นการดื่มโดยสมัครใจของโจทก์ร่วมเอง ไม่ปรากฏว่าจำเลยพยายามมอมเมาหรือมีส่วนในการเร่งเร้าให้โจทก์ร่วมดื่มสุราแต่อย่างใดไม่ ตัวยาที่พบในร่างกายโจทก์ร่วมนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่ได้มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้นำไปผสมกับสุราให้โจทก์ร่วมดื่มหรือเอาไปให้โจทก์ร่วมรับประทาน โจทก์ร่วมยังตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า โจทก์ร่วมเป็นโรคซึมเศร้ามานานแล้ว เคยไปพบแพทย์ แพทย์ให้ยามารับประทาน โจทก์ร่วมต้องรับประทานยาตลอดทุกวันทั้งในช่วงกลางวันและก่อนนอนวันละ 2 ครั้ง แต่ละครั้งที่รับประทานเป็นยาคนละชนิดกัน และตอบโจทก์ถามติงว่า ยาที่รับประทานในช่วงกลางวันเป็นยาที่ใช้ปรับสารเคมีในสมองที่จะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว และแพทย์ห้ามมิให้รับประทานยาทั้งสองชนิดร่วมกับชาหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนยาอีกชนิดหนึ่งที่รับประทานในช่วงกลางคืนเป็นยาที่ช่วยให้นอนหลับง่าย ปกติจะทานยาดังกล่าวในเวลาประมาณ 20 นาฬิกา โจทก์ร่วมยืนยันว่าทานยาชนิดที่ 2 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 ก่อนเกิดเหตุ 2 วัน จึงเป็นไปได้ที่นาย ว. แพทย์ผู้ทำการตรวจร่างกายโจทก์ร่วมจะยังพบสารประกอบของยาดังกล่าวในเลือดของโจทก์ร่วม เมื่อพิจารณาจากภาพในคลิปวิดีโอ ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำด้วยการใด ๆ อันเป็นการใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ ให้โจทก์ร่วมไปกับจำเลย ทั้งในขณะนั้นจำเลยก็อยู่ในอาการเมาสุราเช่นเดียวกับโจทก์ร่วม จำเลยไม่ได้พบโจทก์ร่วมแล้วบังคับพาไปขึ้นรถรับจ้างสาธารณะไปบ้านจำเลยทันที จำเลยและโจทก์ร่วมพบกันในสถานบันเทิง ดื่มกินด้วยกัน พูดคุยกัน เต้นรำกัน สนุกสนานด้วยกัน แลกไอดีไลน์เพื่อสำหรับไว้ติดต่อกันในภายหลัง ไม่อาจหยั่งทราบได้ว่าจำเลยและโจทก์ร่วมคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนจะพึงพอใจอีกฝ่ายหนึ่งในทางชู้สาวจนมีความคิดในการที่จะมีเพศสัมพันธ์กันหรือไม่ แต่เมื่อโจทก์ร่วมเมาจนมีอาการไม่ได้สติแล้ว จำเลยพาโจทก์ร่วมไปบ้านจำเลยเพียงเท่านี้จะสันนิษฐานว่าจำเลยวางแผนจะพาโจทก์ร่วมไปกระทำอนาจารหรือข่มขืนกระทำชำเรายังไม่ได้ ถ้าจำเลยประสงค์จะพาโจทก์ร่วมไปอนาจารหรือพาไปข่มขืนกระทำชำเราตั้งแต่แรกที่พาไป จำเลยน่าจะพาโจทก์ร่วมไปที่โรงแรมหรือสถานที่อื่นเพื่อปกปิดไม่ให้โจทก์ร่วมรู้จักบ้านจำเลย การที่จำเลยคิดจะร่วมประเวณีกับโจทก์ร่วมอาจจะเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังเมื่อโจทก์ร่วมสร่างจากอาการเมาแล้วก็อาจเป็นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ร่วมสมัครใจร่วมประเวณีกับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเป็นห่วงว่าโจทก์ร่วมจะไม่ปลอดภัยแล้วพาไปที่ที่บ้านจำเลย ถ้าสถานการณ์ระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยยังดีเหมือนเดิมจำเลยน่าจะต้องเป็นห่วงโจทก์ร่วมเช่นเดิมไม่น่าจะปล่อยให้โจทก์ร่วมกลับไปโดยรถรับจ้างสาธารณะแต่เพียงผู้เดียวทั้งที่ไม่มีทรัพย์สินหรือเงินติดตัว การที่โจทก์ร่วมลืมตุ้มหูไว้ที่บ้านจำเลยเป็นเหตุประการหนึ่งที่แสดงว่าโจทก์ร่วมออกจากบ้านจำเลยด้วยความรีบร้อน อันเป็นการแสดงว่าสัมพันธภาพระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยขณะที่โจทก์ร่วมออกจากบ้านจำเลยนั้นไม่น่าจะดีเช่นปกติ โจทก์ร่วมเบิกความว่าโจทก์ร่วมไม่รู้สึกตัวขณะมาที่บ้านจำเลย การที่จำเลยสามารถเรียกรถรับจ้างสาธารณะพาโจทก์ร่วมไปที่บ้านจำเลยได้ถูกต้อง ยิ่งจำเลยได้โทรศัพท์แจ้งนางสาว ก. น้องสาวเรื่องขอนำโจทก์ร่วมไปนอนที่บ้านพร้อมอธิบายให้เหตุผล ย่อมแสดงได้ว่าจำเลยแม้จะมีอาการเมาสุราแต่ยังมีสติสัมปชัญญะมากกว่าโจทก์ร่วม จำเลยรับว่าการร่วมประเวณีครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นหลังจากนางสาว ก. ออกไปทำงานแล้วและจำเลยลงจากบ้านชั้นสองมานอนข้างโจทก์ร่วมอันเป็นการยืนยันว่าขณะนั้นจำเลยหายเมาสุราแล้ว อาการของโจทก์ร่วมที่ทานยาแก้โรคซึมเศร้าเข้าไป และยังมีสารประกอบต่าง ๆ ของยาหลงเหลืออยู่ในร่างกายหรืออาจจะมีบุคคลใดผสมยานอนหลับลงในสุราที่โจทก์ร่วมดื่ม และโจทก์ร่วมยังดื่มสุราเข้าไปเป็นจำนวนมากทั้งที่แพทย์เคยสั่งห้าม ประกอบกับที่เป็นเพศหญิงมีอาการป่วยอยู่ก่อนแล้ว เห็นได้จากขณะถูกจำเลยและนางสาว ส. ประคองตัวโจทก์ร่วมออกมาจากสถานบันเทิง ม. โจทก์ร่วมแทบเรียกได้ว่าเป็นคนหมดสติ โจทก์ร่วมเบิกความเป็นพยานว่ารู้สึกตัวพบตนเองนอนหงายอยู่บนโซฟาในบ้านจำเลยก่อนนั้นจำอะไรไม่ได้ ขณะนั้นโจทก์ร่วมสวมเสื้อและกางเกงชั้นใน แต่ไม่มีเสื้อชั้นใน รู้สึกมึนงงและหมดแรง เห็นจำเลยนอนเล่นโทรศัพท์อยู่ข้าง ๆ แล้วจำเลยขยับตัวมาใกล้แล้วใช้แขนขวาโอบตัวโจทก์ร่วมและพยายามลูบไล้ไปทั่วตัวโจทก์ร่วมจนถึงบริเวณขา โจทก์ร่วมได้ร้องห้ามปรามและดันมือจำเลยออก จำเลยเปลี่ยนจากนอนตะแคงขึ้นคร่อมตัวโจทก์ร่วม จำเลยล้วงเข้าไปจับหน้าอกโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมสะบัดหน้าหนี จำเลยล้วงเข้าไปในกางเกงชั้นในแล้วใช้นิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและขยับนิ้ว โจทก์ร่วมพยายามดึงมือของจำเลยออก จำเลยถอดกางเกงตัวเองแล้วนั่งลงหว่างขาของโจทก์ร่วมพยายามเอาอวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมดิ้นรนต่อสู้และร้องห้ามตลอดเวลา แต่จำเลยยังพยายามสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมแต่เข้าไปไม่ได้ โจทก์ร่วมผลักตัวจำเลยอย่างแรงและร้องไห้ จำเลยจึงหยุดแล้วกลับไปนอนที่เดิม ซึ่งการกระทำดังกล่าวตามที่โจทก์ร่วมเบิกความมานี้เป็นการกระทำในครั้งหลัง หลังจากที่จำเลยได้กระทำชำเราโจทก์ร่วมครั้งแรกก่อนแล้ว การที่โจทก์ร่วมเริ่มรู้สึกตัวและเชื่อได้ว่าโจทก์ร่วมเริ่มหายจากอาการเมาสุราขึ้นบ้างแล้ว จึงมีสติได้แสดงอาการขัดขืนไม่ยอมให้จำเลยกระทำชำเราและร้องไห้จนจำเลยยอมที่จะไม่กระทำชำเราโจทก์ร่วม ซึ่งไม่สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่อ้างว่าฝ่ายโจทก์ร่วมสมัครใจที่จะร่วมประเวณีกับจำเลยถึงขนาดเป็นผู้เริ่มต้นก่อนโดยเข้ามาจูบปากจำเลยและใช้ปากกับอวัยวะเพศของจำเลยในการร่วมประเวณีในครั้งแรก ถ้าโจทก์ร่วมมีความพิศวาสและปรารถนาที่จะร่วมประเวณีกับจำเลยถึงขั้นแสดงอาการเชิญชวนจำเลยก่อน และลงมือปฏิบัติการทางเพศต่อจำเลยก่อนดังที่จำเลยกล่าวอ้าง การที่จำเลยพยายามกระทำชำเราโจทก์ร่วมครั้งหลังนี้ โจทก์ร่วมไม่น่าที่จะปฏิเสธหรือขัดขืนแบบผลักไสจำเลยและร้องห้ามจำเลยตลอดเวลาไม่ให้จำเลยเล้าโลมทางเพศต่อโจทก์ร่วม และขัดขืนไม่ให้จำเลยสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมพร้อมทั้งร้องไห้ แม้โจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะร่วมประเวณีกับจำเลยในครั้งหลังนี้ โจทก์ร่วมน่าจะกล่าวปฏิเสธหรือแสดงอาการขัดขืนแบบเอื้ออาทรหรือมีเยื่อใยต่อจำเลยบ้าง คงไม่แสดงอาการกริยาขัดขืนและร้องไห้แบบตรงไปตรงมาดังเช่นบุคคลที่มีความเกรงกลัวภัยร้ายกำลังมาถึงตัวเช่นดังที่ปรากฏ นางสาว ฉ. และนาย จ. เบิกความตรงกันว่า ขณะพบตัวโจทก์ร่วมที่ห้างสรรพสินค้า ซ. โจทก์ร่วมนั่งฟุบหน้ามีอาการคลื่นไส้ เมื่อถามโจทก์ร่วมก็ไม่ค่อยพูด มีลักษณะซึม เจ้าพนักงานตำรวจจึงส่งตัวโจทก์ร่วมไปพบแพทย์ และผลการตรวจร่างกายปรากฏตามรายงานความเห็นการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ โจทก์ร่วมได้ให้การทันทีไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ว่า โจทก์ร่วมไม่รู้สึกตัวขณะถูกจำเลยร่วมประเวณีครั้งแรก นางสาว ฉ. เบิกความว่าขณะพูดคุยกับจำเลยทางโทรศัพท์ จำเลยส่งโทรศัพท์ให้คุยกับโจทก์ร่วม ขณะที่พูดคุยกับโจทก์ร่วมพยานได้ยินเสียงจำเลยกำกับบอกบทให้โจทก์ร่วมตอบพยาน ลักษณะน้ำเสียงของโจทก์ร่วมมีลักษณะเหมือนง่วง ๆ มึน ๆ พยานพยายามให้โจทก์ร่วมแชร์ตำแหน่งแต่โทรศัพท์ถูกตัดสายไปก่อน อันเป็นการแสดงว่าผู้ที่ควบคุมโทรศัพท์ซึ่งก็คือจำเลยไม่ต้องการให้มีการแชร์ตำแหน่งบ้านจำเลย อันเป็นการพยายามปกปิดที่อยู่ของจำเลย ถ้าไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ ที่ส่อจะทำให้จำเลยเดือดร้อน จำเลยน่าจะรีบแจ้งที่อยู่ของจำเลยที่โจทก์ร่วมพักอยู่ด้วยในขณะนั้นให้นางสาว ฉ. ทราบเพื่อที่จะได้มารับตัวโจทก์ร่วมไปหรือจะได้มาดูแลโจทก์ร่วม พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าขณะที่จำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยการสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมจนจำเลยสำเร็จความใคร่และหลั่งน้ำสุจิในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมนั้น ขณะนั้นโจทก์ร่วมมีอาการเมาสุราและมียานอนหลับกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน และยาคลายเคลียดกลุ่มเอสชิตาโลแพรมในเลือดของโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมไม่รู้สึกตัวจึงถือว่าโจทก์ร่วมอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาว่าจำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยพยายามข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยการสอดนิ้วมือเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมนั้น เกิดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2561 ซึ่งในขณะนั้นต้องบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม), 278 วรรคสอง การที่จำเลยได้สอดใส่นิ้วเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมในขณะนั้นถือว่าจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมแล้ว แต่ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27 ) พ.ศ. 2562 ออกใช้บังคับ มาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญาว่า "(18) " กระทำชำเรา" หมายความว่ากระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และมาตรา 8 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคที่สองของมาตรา 278 ว่า " ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวที่แก้ไขใหม่แสดงว่าการที่จำเลยใช้นิ้วมือซึ่งมิใช่อวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ( เดิม ) อีกต่อไป จึงเป็นเพียงการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ตามที่โจทก์ฟ้องมาในข้อ 1.2 เท่านั้น การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมจนสำเร็จความใคร่เสร็จแล้วตามฟ้อง ข้อ 1.1 และยังคงนอนอยู่ใกล้ ๆ ตัวโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมรู้สึกตัวจำเลยพยายามสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมอีกครั้งหนึ่งแต่ทำไม่สำเร็จอันเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ ตามฟ้องข้อ 1.2 ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 จึงเป็นการกระทำต่อเนื่องจากเจตนาเดิมเกี่ยวพันกันกับการข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในครั้งแรก ตามฟ้องข้อ 1.1 การกระทำทั้งสองครั้งจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่า การกระทำของจำเลยที่ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในครั้งแรก ตามฟ้องข้อ 1.1 กับการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำต่อโจทก์ร่วม ตามฟ้องข้อ 1.2 เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเพียงบทเดียวนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ควรลงโทษจำคุกจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้กำหนดโทษจำคุกจำเลยมาเพียง 6 ปี และเห็นว่าทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ และได้ลดโทษจำคุกให้จำเลยอีก 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยเพียง 4 ปีนั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว การกระทำของจำเลยถือว่าเป็นการกระทำที่ร้ายแรง ส่งผลต่อวิถีชีวิตของโจทก์ร่วมในอนาคต ทั้งเป็นการเหยียบย่ำทำลายต่อชื่อเสียงเกียรติยศ และกระทบกระเทือนต่อจิตใจของโจทก์ร่วม และบุคคลในครอบครัวของโจทก์ร่วมอย่างมาก การที่จำเลยมีการศึกษาและหน้าที่การงานที่มั่นคง จำเลยควรตระหนักเสียก่อนที่จะกระทำความผิด มิใช่เมื่อกระทำความผิดแล้วนำเหตุดังกล่าวขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อที่จะให้รับโทษเบาลง แม้จำเลยจะไม่เคยกระทำความผิดใด ๆ และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และได้ประกอบคุณงามความดีต่าง ๆ ตามที่ได้ฎีกามาก็ตาม เหตุเพียงเท่านี้ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำมาเป็นเหตุรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษและใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (18) (เดิม) ม. 90 ม. 91 ม. 276 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 278
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว น.
จำเลย — นาย ธ. หรือ ต.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายมนูญ แสงงาม
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ประคอง เตกฉัตร
วรวิทย์ ฤทธิทิศ
ปัญญา ด่านพัฒนามงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8990/2568
#724137
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำผิดครั้งแรก ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอตามมาตรา 160 ตรี/3 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรกโดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 160 ตรี, 160 ตรี/1, 160 ตรี/2, 160 ตรี/3 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 42, 64 บวกโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 312/2565 และ อ. 328/2566 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี/1 ประกอบมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 160 ตรี/2 วรรคหนึ่งด้วย) พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 (ที่ถูก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานขับรถในขณะเมาสุราซ้ำอีกภายในสองปี (ที่ถูก ฐานขับรถในขณะเมาสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรก) จำคุก 6 เดือน และปรับ 70,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานขับรถขณะเมาสุราซ้ำอีกภายในสองปี (ที่ถูก ฐานขับรถในขณะเมาสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรก) จำคุก 3 เดือน และปรับ 35,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ปรับ 500 บาท รวมจำคุก 3 เดือน และปรับ 35,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลย 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 24 ชั่วโมง อบรมวินัยจราจร 6 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 312/2565 และหมายเลขแดงที่ อ. 328/2566 ของศาลชั้นต้นอีก 2 เดือน 10 วัน รวมจำคุก 5 เดือน 10 วัน ไม่รอการลงโทษจำคุก ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ในขณะเมาสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ โดยตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดได้ 230 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นอย่างมาก ย่อมทำให้ความสามารถในการขับและควบคุมรถให้แล่นไปได้โดยปลอดภัยตามปกติลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุทางจราจร จึงเป็นการกระทำที่ขาดจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของผู้ร่วมใช้ทาง ซึ่งผู้ขับรถจะต้องมีวินัยปฏิบัติตามกฎจราจรและคำนึงถึงความปลอดภัยในการขับรถอย่างเคร่งครัด ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยและสวัสดิภาพของประชาชน การกระทำของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ประกอบกับเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2565 จำเลยถูกศาลพิพากษาให้จำคุก 1 เดือน และปรับ 4,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 312/2565 ของศาลชั้นต้น และวันที่ 15 เมษายน 2566 จำเลยถูกศาลพิพากษาให้จำคุก 1 เดือน 10 วัน และปรับ 4,600 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 328/2566 ของศาลชั้นต้น จำเลยกลับมากระทำความผิดซ้ำในลักษณะเดียวกับคดีนี้อีกภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษในคดีดังกล่าว แสดงว่าจำเลยไม่ได้รู้สำนึกในการกระทำความผิดของตนและไม่ได้พยายามปรับปรุงแก้ไขกลับตัวให้เป็นพลเมืองที่ดี วิธีรอการลงโทษจำคุกจึงใช้ไม่ได้ผลกับจำเลย แม้จำเลยจะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็ตาม กรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำผิดครั้งแรก ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ ตามมาตรา 160 ตรี/3 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรกโดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (2) ม. 160 ตรี ม. 160 ตรี/3 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายถาวร เบ้าเงิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายมงคล แสงอรุณ
ชื่อองค์คณะ
สุณิสา สมประสงค์
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ประทีป เหมือนเตย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8982/2568
#725924
เปิดฉบับเต็ม

เบี้ยปรับเป็นเงินค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เจ้าหนี้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินตามที่ตกลงกัน ส่วนค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นการกำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมจากความเสียหายที่แท้จริง โดยค่าเสียหายเพื่อการลงโทษศาลมุ่งพิจารณาที่การกระทำของผู้ก่อให้เกิดความเสียหายจากผู้กระทำละเมิดเป็นหลักเพื่อการลงโทษสำหรับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ในขณะเดียวกันเพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้อื่นกระทำเช่นเดียวกับจำเลย เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจึงไม่ใช่เบี้ยปรับและไม่อาจนำมาตรา 383 มาปรับใช้กับการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้

การกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษนอกจากใช้กับการกระทำละเมิดแล้ว ยังอาจนำไปใช้แก่การผิดสัญญาซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่กรณี เมื่อจำเลยตกลงรับจ้างว่าความให้แก่โจทก์ การปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาของจำเลยต่อโจทก์อยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 การที่จำเลยทำหน้าที่ในศาลด้วยความประมาทเลินเล่อ ละทิ้งงาน เป็นผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายในคดีแพ่งและคดีอาญาเป็นการปฏิบัติผิดมรรยาททนายความต่อคู่ความ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และเป็นกรณีจำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ดี เมื่อค่าเสียหายเพื่อการลงโทษมิใช่หนี้เงินในขณะยื่นฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัด จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยของค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 8,400,539.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,192,910.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกำหนดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยแถลงสละประเด็นตามคำให้การเรื่องอำนาจฟ้องและฟ้องเคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน คืนค่าจัดทำเอกสารเป็นเงิน 46 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีนี้ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ซึ่งมีปัญหาต้องพิจารณาประการแรกว่า ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า บ่อเกิดแห่งหนี้ทางแพ่งระหว่างบุคคลที่จะก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ระหว่างกันเกิดจาก 1. หนี้ตามนิติกรรมสัญญา เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาจ้างทำของ 2. หนี้ตามนิติเหตุซึ่งส่วนใหญ่มาจากการละเมิด เช่น การกระทำโดยประมาททำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย 3. หนี้ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และเมื่อเกิดหนี้แล้ว บุคคลซึ่งอยู่ในฐานะลูกหนี้ต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ให้ถูกต้องสมบูรณ์ ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้วมี 3 ลักษณะ 1. ต้องกระทำการ เช่น ส่งมอบทรัพย์สิน วาดรูป ก่อสร้างอาคาร หรือว่าความ 2. งดเว้นการกระทำ เช่น สัญญาว่าจะไม่ขายอาหารในบริเวณที่กำหนด หรือไม่ปล่อยของเสียสู่ทางสาธารณะ 3. ชำระเงิน เช่น ชำระค่าจ้าง ชำระราคา ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมบูรณ์ เจ้าหนี้สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติหลักการว่า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นได้ดังจะเห็นได้จากบัญญัติในมาตราต่าง ๆ เช่น มาตรา 216, 218, 222, 271 และ 438 เป็นต้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติถ้อยคำเกี่ยวกับการเยียวยาความเสียหายของบุคคลไว้ 3 คำ คือ ค่าสินไหมทดแทน ค่าเสียหาย และเบี้ยปรับ ถ้อยคำทั้งสามมีความหมายที่แตกต่างกันแม้จะใกล้เคียงกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง ให้ความหมายของ "ค่าสินไหมทดแทน" ว่าได้แก่ การคืนทรัพย์สิน การใช้ราคาทรัพย์สิน และการใช้ค่าเสียหาย ความหมายทางกฎหมายของคำว่า "ค่าสินไหมทดแทน" จึงกว้างกว่าคำว่า "ค่าเสียหาย" ซึ่งหมายความถึงเฉพาะจำนวนเงินที่ชำระเพื่อชดเชยหรือเยียวยาความเสียหายในทางทรัพย์สิน ส่วนคำว่า "เบี้ยปรับ" นั้น มาตรา 379 บัญญัติหลักการไว้ว่า เป็นเงินที่ลูกหนี้สัญญากับเจ้าหนี้จะชำระให้หากไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร จากบทบัญญัติดังกล่าว "เบี้ยปรับ" จึงมีความหมายในทางกฎหมายว่าเป็นเงินค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเจ้าหนี้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินตามที่ตกลงกันและลดภาระการพิสูจน์จำนวนค่าเสียหายของเจ้าหนี้ ดังนั้น เบี้ยปรับจึงแตกต่างจากค่าเสียหาย และไม่ว่าคู่สัญญาจะใช้ถ้อยคำใดในการตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ความสำคัญยังคงอยู่ที่ความมุ่งหมายอันแท้จริงของคู่สัญญา ดังนั้น แม้ในสัญญาจะใช้คำว่าค่าเสียหาย เบี้ยปรับ หรือค่าปรับ แต่การกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าเช่นนั้นย่อมถือเป็นเบี้ยปรับ ถ้ากำหนดไว้ตามสมควรเหมาะสมแก่กรณี ศาลก็ไม่อาจลดเบี้ยปรับได้ แต่หากกำหนดไว้เกินสมควร ศาลย่อมลดเบี้ยปรับได้ โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เพียงทางได้ในเชิงทรัพย์สิน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 383 ซึ่งสอดคล้องกับค่าเสียหายที่มีทั้งค่าเสียหายที่คำนวณเป็นราคาเงินในทางทรัพย์สินได้และค่าเสียหายที่ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 446 หลักการที่สำคัญของการกำหนดค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดตามสัญญาหรือความรับผิดทางละเมิด คือ การชดเชยค่าเสียหายให้กลับคืนเดิมก่อนเกิดสัญญาหรือการละเมิด ดังที่ปรากฏในมาตรา 391 และ 438 ซึ่งไม่มีหลักการของค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ

สำหรับค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นหลักการที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายเฉพาะอื่นนอกจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 ซึ่งบัญญัติให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ประกอบธุรกิจชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้บริโภค ถ้าการกระทำที่ถูกฟ้องร้องกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นำพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน การกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมจากความเสียหายที่แท้จริง ค่าเสียหายและค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแตกต่างกันที่วัตถุประสงค์ กล่าวคือ การกำหนดค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ศาลให้ความสำคัญแก่ผู้เสียหาย โดยต้องพิจารณาผลของความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหายเป็นหลัก และกำหนดค่าเสียหายเพื่อเยียวยาและทำให้ผู้เสียหายกลับคืนสู่ฐานะเดิม แต่การกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษศาลมุ่งพิจารณาที่การกระทำของผู้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือผู้กระทำละเมิดเป็นหลัก ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นการนำแนวคิดของการลงโทษทางอาญามาใช้ในคดีแพ่ง โดยนำหลักการลงโทษทางทรัพย์สินแก่จำเลยในคดีอาญาเช่นเดียวกับการปรับ เพื่อลงโทษสำหรับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและในขณะเดียวกันเพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้อื่นกระทำเช่นเดียวกับจำเลยแก่ผู้อื่น ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม อันเป็นปรัชญาทางกฎหมายของการกำหนดความรับผิดทางอาญาและความรับผิดทางละเมิด การกระทำที่เป็นความผิดทางอาญาจึงมักมีความรับผิดทางละเมิดอยู่ด้วย ผู้กระทำละเมิดอาจถูกดำเนินคดีได้ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง และแม้จะไม่มีความผิดทางอาญาก็ยังอาจมีความรับผิดทางแพ่งได้ ดังที่ปรากฏอยู่ในบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 424 ด้วยเหตุนี้โดยหลักการทั่วไปการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจึงใช้กับการกระทำละเมิด ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจึงไม่ใช่เบี้ยปรับและไม่อาจนำมาตรา 383 มาปรับใช้กับการกำหนดค่าเสียหายเพื่อลงโทษได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สมควรกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจำเลยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า นอกจากการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษใช้กับการกระทำละเมิดแล้ว ยังอาจนำไปใช้แก่การผิดสัญญา ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่กรณี เช่น การฝ่าฝืนข้อตกลงในสัญญาจนกลายเป็นการละเมิด การใช้สิทธิตามสัญญาเกินเลยจนกลายเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หรือการไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่แห่งหลักวิชาชีพ เช่น สัญญาจ้างว่าความ ซึ่งผู้รับจ้างต้องทำหน้าที่เป็นทนายความว่าความ ในศาลให้แก่ ผู้ว่าจ้าง เนื่องจากผู้รับจ้างต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษ ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่นั้น ทั้งยังเป็นผู้รู้ความลับของลูกความ และต้องรับผิดชอบในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล การกระทำใด ๆ ของผู้รับจ้างอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของตัวความหรืออาจส่งผลต่อข้อแพ้ชนะคดีได้ ผู้รับจ้างจึงเป็นผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนและต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบยิ่งกว่าคู่สัญญาทั่วไป เมื่อจำเลยตกลงรับจ้างว่าความให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างว่าความเอกสารหมาย จ.6 การปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาของจำเลยต่อโจทก์จึงอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 หมวด 6 มรรยาททนายความ มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ทนายความต้องประพฤติตนตามข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความ การกำหนดมรรยาททนายความให้สภาทนายความตราเป็นข้อบังคับ" และข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 หมวด 3 มรรยาทต่อตัวความมีอยู่ในข้อ 9 ถึงข้อ 15 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจปฏิบัติตามคำสั่งศาล ทำหน้าที่ทนายความประมาทเลินเล่อ ละทิ้งงาน ปล่อยให้คดีขาดอายุความ ทิ้งฟ้อง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ซึ่งข้อเท็จจริงยุติตามศาลล่างทั้งสองโดยจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยทำหน้าที่ทนายความในศาลด้วยความประมาทเลินเล่อ ละทิ้งงาน เป็นผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายในคดีแพ่งและคดีอาญา อันเป็นการที่จำเลยปฏิบัติผิดมรรยาททนายความต่อคู่ความตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 12 ที่กำหนดว่า "การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ (1) จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี (2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ" การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเป็นกรณีที่จำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การจะกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจำเลยแก่โจทก์หรือไม่และกำหนดให้เพียงใดในจำนวนที่ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายของศาล และแม้โจทก์จะมิได้มีคำขอ หากศาลเห็นสมควรก็กำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายและค่าเสียหายเพื่อการลงโทษมาแล้ว โดยพิพากษารวมกันมาไม่ได้แยกแยะให้ชัดเจนก็ถือได้ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ได้กำหนดค่าเสียหายมาครบถ้วนแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาต้องแก้ไขเพิ่มเติม ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดีตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดดอกเบี้ยของค่าเสียหายเพื่อการลงโทษมานั้น เมื่อค่าเสียหายเพื่อการลงโทษมิใช่หนี้เงินในขณะยื่นฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัด กรณีจึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยของค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขในเรื่องค่าเสียหายให้ชัดเจนขึ้น โดยเห็นควรกำหนดเป็นค่าเสียหาย 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี และค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 100,000 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัด ช.
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายชาคริต ศรีแก้วณวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายพิศิษฐ์ วิริยะพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เดช วานิชกิตติกูล
โชคชัย รุจินินนาท
พรชัย พุ่มกำพล
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8957/2568
#724129
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดกัน และโจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญา การที่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันนำรถยนต์ที่เช่าซื้อส่งคืนแก่โจทก์ แม้ตามสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อกำหนดให้สิทธิผู้ค้ำประกันบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถและตามหนังสือแสดงเจตนาคืนรถและตรวจสภาพรถมีข้อความว่า ข้าพเจ้าประสงค์ขอคืนรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้ผู้ให้เช่าซื้อเพื่อดำเนินการตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป จะมีเพียงลายมือชื่อจำเลยที่ 2 ลงในช่องผู้มอบรถ โดยไม่ปรากฏลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ก็ตาม เมื่อการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนเพื่อเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 มิใช่กิจการเฉพาะตัวที่จำเลยที่ 1 ต้องกระทำด้วยตนเองและจำเลยที่ 2 ไม่เคยให้การปฏิเสธมาก่อนว่า จำเลยที่ 2 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาส่งมอบคืนแก่โจทก์โดยพลการปราศจากความยินยอมของจำเลยที่ 1 ซึ่งการเป็นตัวแทนนั้นจะเป็นโดยตั้งแต่งแสดงออกชัดหรือโดยปริยายก็ย่อมได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อซึ่งผิดนัดบอกเลิกสัญญาด้วยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันโดยชอบและโจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 28,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทนไม่เกิน 18,000 บาท เท่านั้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขาดราคา 150,000 บาท และร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์ 28,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ ในราคาเช่าซื้อ 628,216.54 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 72 เดือน เดือนละ 8,725.23 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละ 610.77 บาท รวมชำระค่าเช่าซื้อเดือนละ 9,336 บาท งวดแรกชำระวันที่ 5 สิงหาคม 2555 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 13 งวด ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2556 รวมเป็นเงิน 113,427.99 บาท หลังจากนั้นผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 ซึ่งต้องชำระวันที่ 5 กันยายน 2556 เป็นต้นมา วันที่ 9 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ โจทก์นำไปขายทอดตลาดได้เงิน 316,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 ประจำวันที่ 5 กันยายน 2556 และโจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาต่อจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แม้ตามหนังสือแสดงเจตนาคืนรถและตรวจสภาพรถซึ่งมีข้อความว่า ข้าพเจ้าประสงค์ขอคืนรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้ผู้ให้เช่าซื้อเพื่อดำเนินการตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป จะมีเพียงลายมือชื่อจำเลยที่ 2 ลงชื่อในช่องผู้มอบรถ โดยไม่ปรากฏลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันซึ่งต้องผูกพันร่วมชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อซึ่งผิดนัดนำรถยนต์ไปส่งคืนโจทก์โดยปราศจากความรู้เห็นยินยอมของจำเลยที่ 1 ประกอบกับการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนเพื่อเลิกสัญญา มิใช่กิจการเฉพาะตัวที่จำเลยที่ 1 ต้องกระทำด้วยตนเอง จำเลยที่ 1 อาจมอบหมายให้จำเลยที่ 2 หรือบุคคลใดส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ได้ทั้งสิ้นดังนั้น แม้สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจะมิได้ระบุให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถได้ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่เคยให้การปฏิเสธมาก่อนว่า จำเลยที่ 2 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาส่งมอบคืนแก่โจทก์โดยพลการปราศจากความยินยอมของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์เพื่อเลิกสัญญา สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกันโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 573 เพราะเหตุผู้เช่าซื้อซึ่งผิดนัดเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 14 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ค่าขาดราคาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดมา150,000 บาท นั้น เมื่อคำนึงถึงราคาเงินสดของรถยนต์เช่าซื้อ ค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระมาแล้ว และเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดแล้ว ค่าขาดราคาดังกล่าวเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินส่วน เห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 92,000 บาท ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขาดราคา 92,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 573 ม. 797 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นาง ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพัทยา — นางพรรณนภา ภาศโอสถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเปี่ยมศักดิ์ มาฆทาน
ชื่อองค์คณะ
ประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์
โชคชัย รุจินินนาท
สิทธิพร บุญยฤทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8936/2568
#724132
เปิดฉบับเต็ม

การสละมรดกนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1619 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้ ส. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายก่อน พ. ประมาณ 1 เดือน การตกลงรับและมอบเงินให้ ส. บิดาโจทก์จึงเป็นการแบ่งเงินให้ก่อน พ. ถึงแก่ความตาย จะถือว่า ส. บิดาโจทก์สละมรดกของ พ. แล้วไม่ได้

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ พ. เป็นของตนเองและของจำเลยที่ 2 โดยยึดถือเอาข้อตกลงกันเองระหว่างทายาทซึ่งรวมถึง ส. บิดาโจทก์ด้วย และไม่มีทรัพย์มรดกอื่นของ พ. ที่จะต้องดำเนินการจัดแบ่งกันอีก จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินดังกล่าวในส่วนของตนเองที่ได้รับโอนมาร่วมยี่สิบปี โดยไม่มีทายาทคนใดทักท้วง จึงเป็นการจัดการมรดกเสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าทายาทอื่นหรือโจทก์เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นไม่อาจใช้บังคับกันได้ และเห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ที่จะต้องจัดแบ่งที่ดินอันเป็นมรดกของ พ. ให้โจทก์ในฐานะทายาทของ ส. บิดาโจทก์ที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ส. บิดาโจทก์ และทายาทคนอื่น ๆ ด้วย การแบ่งปันทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการจัดการมรดกนั้น โจทก์ต้องฟ้องภายในเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2548 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นการฟ้องคดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกัน จึงเป็นคดีมรดก ทายาทอื่นหรือโจทก์ก็ต้องฟ้องเรียกมรดกในส่วนของตนเองเสียภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เพราะมิฉะนั้นจะถูกห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง และในวรรคสี่ของบทบัญญัติดังกล่าวยังได้บัญญัติตัดบทไว้ว่า สิทธิเรียกร้องตามที่กล่าวมาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อ พ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 จึงพ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 กลับคืนสู่กองมรดกของนางพาหรือคำภา ให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดก และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภาแบ่งปันที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 ให้แก่โจทก์ตามส่วนสัดในฐานะทายาทที่เป็นผู้รับมรดกแทนที่นายสงบ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภา จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 แปลงละ 1 ใน 5 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษานี้เป็นการแสดงเจตนาแทน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาล รวม 1,800 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสงบกับนางสุนทร นายสงบ นายรักชาติ นายพิภพ และจำเลยทั้งสอง รวม 5 คน เป็นบุตรนางพาหรือคำภา เจ้ามรดก นายสงบถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543 ก่อนนางพาหรือคำภาซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 ก่อนถึงแก่ความตายนางพาหรือคำภามีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินรวม 3 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภาตามคำสั่งศาล ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2548 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภาได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2675 และ 6487 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 9624 ให้แก่ตนเอง คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า นายรักชาติและนายพิภพน้องชายจำเลยทั้งสองเป็นพยานจำเลยทั้งสองเบิกความว่า พยานทั้งสองและนายสงบบิดาโจทก์ได้รับเงินสดไปคนละ 50,000 บาท จึงสละสิทธิไม่รับมรดกของนางพาหรือคำภา จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ตนเองเป็นผู้มอบเงินสดให้นายสงบบิดาโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้มอบเงินสดให้นายรักชาติและนายพิภพ ถ้านายรักชาติและนายพิภพไม่ได้รับเงินคนละ 50,000 บาท ไปตามที่เบิกความ พยานทั้งสองคงไม่ยินยอมให้จำเลยทั้งสองรับมรดกในส่วนที่เป็นที่ดินของนางพาหรือคำภาไปเพียง 2 คน เท่านั้น จึงน่าเชื่อว่า พยานทั้งสองและบิดาโจทก์ได้รับเงินสดไปจากจำเลยทั้งสองคนละ 50,000 บาท จริง การสละมรดกนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1619 ได้บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้ นายสงบบิดาโจทก์ได้ถึงแก่ความตายก่อนนางพาหรือคำภาประมาณ 1 เดือน กล่าวคือ นายสงบบิดาโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543 นางพาหรือคำภาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 การตกลงรับและมอบเงินให้นายสงบบิดาโจทก์จึงเป็นการแบ่งเงินให้ก่อนนางพาหรือคำภาถึงแก่ความตาย จะถือว่านายสงบบิดาโจทก์สละมรดกของนางพาหรือคำภาแล้วไม่ได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางพาหรือคำภาเป็นของตนเองและของจำเลยที่ 2 โดยยึดถือเอาข้อตกลงกันเองระหว่างทายาทซึ่งรวมถึงนายสงบบิดาโจทก์ด้วยดังกล่าวข้างต้น และไม่มีทรัพย์มรดกอื่นของนางพาหรือคำภาที่จะต้องดำเนินการจัดแบ่งกันอีก จำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวในส่วนของตนเองที่ได้รับโอนมาร่วมยี่สิบปี โดยไม่มีทายาทคนใดทักท้วง จึงเป็นการจัดการมรดกเสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าทายาทอื่นหรือโจทก์เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นไม่อาจใช้บังคับกันได้ และเห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ที่จะต้องจัดแบ่งที่ดินอันเป็นมรดกของนางพาหรือคำภาให้โจทก์ในฐานะทายาทของนายสงบบิดาโจทก์ที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายสงบบิดาโจทก์ และทายาทคนอื่น ๆ ด้วย การแบ่งปันทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการจัดการมรดกนั้น โจทก์ต้องฟ้องภายในเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2548 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นการฟ้องคดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกัน จึงเป็นคดีมรดก ทายาทอื่นหรือโจทก์ก็ต้องฟ้องเรียกมรดกในส่วนของตนเองเสียภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เพราะมิฉะนั้นจะถูกห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง และในวรรคสี่ของบทบัญญัติดังกล่าวยังได้บัญญัติตัดบทไว้ว่า ถึงอย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่กล่าวมาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อนางพาหรือคำภาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 จึงพ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกไม่ชอบจึงถือว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1619 ม. 1733 ม. 1748 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ร.
จำเลย — นาง บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นางสาวบุณยกาญจน์ อินทรบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเชาวลิต ชูรัศมี
ชื่อองค์คณะ
ประคอง เตกฉัตร
จุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส
สาธุ เพ็ชรไชย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8935/2568
#724861
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้ง 12 ลำดับ ให้ผู้ร้อง พ. อ. และ ว. ทั้งระบุว่า ทรัพย์สินนอกจากที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ ว. แต่ผู้เดียว จึงเป็นกรณีที่ผู้ตายทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้ว ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม รวมถึงผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคท้าย อย่างไรก็ตาม ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและนำสืบว่า ที่ดินทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ตามพินัยกรรม เป็นทรัพย์ของผู้คัดค้านแต่ใส่ชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน จึงมีข้อโต้แย้งระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านว่า ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นของผู้คัดค้าน นับว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ดังกล่าว ชอบที่ผู้คัดค้านจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อผู้คัดค้านโต้แย้งการจัดการมรดกเฉพาะที่ดินตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงให้ผู้ร้องและ ฐ. ร่วมกันจัดการมรดกตามพินัยกรรมเฉพาะทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4

เมื่อผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย ผู้คัดค้านย่อมจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1718 ได้ ตามมาตรา 1713 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจึงร้องขอให้ตั้ง ฐ. เป็นผู้จัดการมรดกได้ มิใช่เรื่องเฉพาะตัวที่ผู้คัดค้านจะต้องเป็นผู้จัดการมรดกด้วยตนเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้าน (ที่ถูก นายฐากร) เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งตั้งนายสฤษดิ์ชัย ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายยุทธนา ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้คัดค้านให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า มีคำสั่งตั้งนายสฤษดิ์ชัย ผู้ร้อง กับนายฐากร ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายยุทธนา ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ในชั้นนี้ว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายยุทธนา ผู้ตาย ที่จดทะเบียนรับรองว่าผู้ร้องเป็นบุตร ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายได้ทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินไว้หลายรายการ รวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 31675, 31676, 17629 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 29208 เฉพาะส่วนของผู้ตาย รายการทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 และผู้ตายตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม โดยผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายมิได้รับทรัพย์มรดกในพินัยกรรม ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย การจัดการมรดกของผู้ตายมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องและนายฐากร เป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย สำหรับปัญหาว่าพินัยกรรมฉบับดังกล่าวเป็นพินัยกรรมปลอมตามที่ผู้คัดค้านอ้างหรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่าพินัยกรรมฉบับดังกล่าวมิใช่พินัยกรรมปลอม ผู้คัดค้านไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าพินัยกรรม มิใช่พินัยกรรมปลอม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า สมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงคนเดียวหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมโดยระบุทรัพย์มรดกรวม 12 ลำดับ และจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้ง 12 ลำดับ ให้ผู้ร้อง นางสาวพัชรพรรณ นายอิทธิยุทธ์ บุตรของผู้ตาย และนางสาววันทนี ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตาย ทั้งผู้ตายยังระบุในพินัยกรรมว่า ทรัพย์สินนอกจากที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ถือว่าเป็นทรัพย์สินร่วมกันที่เกิดมีขึ้นระหว่างผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาววันทนี ขอยกให้เป็นกรรมสิทธิ์นางสาววันทนีทั้งหมดแต่ผู้เดียว ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่ผู้ตายทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้ว ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม รวมถึงผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย อย่างไรก็ตาม ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและนำสืบว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 31675, 31676, 17629 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 29208 เฉพาะส่วนของผู้ตาย ทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นทรัพย์ของผู้คัดค้าน เนื่องจากผู้คัดค้านซื้อทรัพย์ดังกล่าวด้วยเงินของผู้คัดค้านแต่ใส่ชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน โดยผู้คัดค้านซื้อทรัพย์ลำดับที่ 1 และที่ 2 ขณะนั้นผู้ตายมีอายุเพียง 21 ปี ส่วนทรัพย์ลำดับที่ 3 ผู้คัดค้านซื้อมาในขณะที่เป็นที่ดินไม่มีสิ่งปลูกสร้าง โดยบุตรของผู้คัดค้านอีกคนเป็นผู้ก่อสร้างและออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ดังนี้ แม้ที่ดินตามพินัยกรรม ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 จะปรากฏชื่อผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ขณะถึงแก่ความตาย แต่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างว่าความจริงแล้วผู้คัดค้านเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว เหตุที่มีชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์เป็นเพราะผู้คัดค้านใส่ชื่อผู้ตายซึ่งเป็นบุตรถือกรรมสิทธิ์แทน จึงมีข้อโต้แย้งระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านว่าทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นทรัพย์ของผู้คัดค้าน นับว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ดังกล่าว ชอบที่ผู้คัดค้านจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อได้ความว่าผู้คัดค้านโต้แย้งการจัดการมรดกเฉพาะที่ดินตามพินัยกรรม ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ว่าเป็นทรัพย์ของผู้คัดค้าน และยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านไม่ติดใจการจัดการทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม ลำดับที่ 5 ถึงที่ 12 และทรัพย์มรดกอื่นของผู้ตาย ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงให้ผู้ร้องและนายฐากร ร่วมกันจัดการมรดกตามพินัยกรรม เฉพาะทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 และให้ผู้ร้องจัดการมรดกตามพินัยกรรม สำหรับทรัพย์ลำดับที่ 5 ถึงที่ 12 และทรัพย์มรดกอื่นของผู้ตายที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรม เมื่อผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย ผู้คัดค้านย่อมจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจึงร้องขอให้ตั้งนายฐากรเป็นผู้จัดการมรดกได้ มิใช่เรื่องเฉพาะตัวที่ผู้คัดค้านจะต้องเป็นผู้จัดการมรดกด้วยตนเอง ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นายสฤษดิ์ชัย ผู้ร้อง มีอำนาจจัดการมรดกของนายยุทธนา ผู้ตาย สำหรับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม ลำดับที่ 5 ถึงที่ 12 และทรัพย์มรดกอื่นของผู้ตายนอกจากที่ระบุในพินัยกรรม และให้ผู้ร้องกับนายฐากร ร่วมกันจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายเฉพาะทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำร้องขอของผู้ร้องในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1608 วรรคท้าย ม. 1713 วรรคหนึ่ง ม. 1718
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ส.
ผู้คัดค้าน — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวศศิธร พงศ์พันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ชื่อองค์คณะ
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
ยุพา วงศ์ทองทิว
องอาจ แน่นหนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8881/2568
#723973
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ซึ่งจะตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 681/1 ต้องเป็นข้อตกลงที่กำหนดให้บุคคลหลายคนที่จะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิง แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้เพียงครั้งเดียว เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 และผลบังคับตามกฎหมายของการเป็นลูกหนี้ร่วมและเจ้าหนี้ร่วมหลายคนต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. หมวด 3 ว่าด้วยลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคน แต่สัญญาค้ำประกันตามฟ้องไม่มีข้อตกลงใดที่กำหนดให้มีสิทธิ หน้าที่และความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและเจ้าหนี้ร่วมหลายคนดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันที่ว่าผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดในการชำระหนี้ของผู้เช่าชื้อให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อจนครบถ้วนก็เป็นข้อตกลงที่จำเลย ผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคหนึ่ง โดยไม่มีข้อตกลงข้อใดที่ระบุให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ส่วนข้อตกลงที่ให้บุคคลภายนอกทำสัญญาค้ำประกันเพิ่มเติมมีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อได้รับความเสียหายเพิ่มมากขึ้นและมีความหมายเพียงว่าในกรณีที่มีบุคคลภายนอกทำสัญญาค้ำประกันผู้เช่าซื้อเพิ่มเติมก็กำหนด ให้สิทธิโจทก์ตามข้อตกลงดังกล่าว และระหว่างจำเลยและผู้ค้ำประกันเพิ่มเติมก็มีความรับผิดร่วมกันเท่านั้น ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันจึงไม่ทำให้จำเลยผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม สัญญาค้ำประกันไม่ตกเป็นโมฆะ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยชอบ ผู้เช่าซื้อจึงมีหน้าที่ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ แม้จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและต่อมามีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้วก็ตาม จำเลยผู้ค้ำประกันยังมีหน้าที่คืนรถที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน ข้อ 1 และข้อ 3 ทั้งจะขอให้เรียกให้ผู้เช่าซื้อชำระหนี้ก่อนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 688 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้ค้ำประกันเป็นคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 331,942 บาท ให้ชำระค่าว่าจ้างบุคคลภายนอกติดตามรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อคืน 5,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ 90,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินราคาใช้แทน ค่าขาดประโยชน์และค่าว่าจ้างบุคคลภายนอกติดตามรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อคืน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาต และจำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายนพดล ผู้เช่าซื้อเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตแต่ให้หมายเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายนพดลเข้ามาดำเนินคดีแทน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายนพดลแถลงว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนายนพดลตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.2030/2562 ของศาลล้มละลายกลาง อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของนายนพดลจึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์คดีนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนายนพดลเป็นเจ้าหนี้รายที่ 5 อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกันในมูลหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรถจักยานยนต์ แต่ไม่ปรากฏสัญญาค้ำประกันที่ระบุชื่อจำเลยคดีนี้ว่าเป็นผู้ค้ำประกันนายนพดล และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปิดคดีแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยส่งมอบรถจักรยานยนต์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 290,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา (พิพากษาวันที่ 28 เมษายน 2565) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ให้จำเลยรับผิดในค่าขาดประโยชน์ 2,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 ตุลาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2560 นายนพดลทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ไปจากโจทก์ในราคา 658,464 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน รวม 48 งวด งวดละ 13,718 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 17 กันยายน 2560 ส่วนงวดต่อไปภายในวันที่ 17 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน แต่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 23 ประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2562 เมื่อผิดนัด 3 งวดติดต่อกันโจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 23 กันยายน 2562 บอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อและจำเลยชำระหนี้ภายใน 30 วัน มิฉะนั้นให้ถือเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ โดยส่งไปยังที่อยู่ของผู้เช่าซื้อและจำเลยตามที่ระบุไว้ในสัญญา การส่งหนังสือบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อแม้จะส่งไม่ได้เนื่องจากย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้เช่าซื้อแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ให้โจทก์ทราบ กรณีจึงต้องถือว่ามีการส่งหนังสือบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อทราบโดยชอบตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อแล้ว สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกัน ส่วนจำเลยส่งหนังสือบอกกล่าวได้เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 จึงเป็นการบอกกล่าวเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อผิดนัด และระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายนพดล ผู้เช่าซื้อแถลงว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดผู้เช่าซื้อตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.2030/2562 ของศาลล้มละลายกลาง และโจทก์คดีนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของผู้เช่าซื้อเป็นเจ้าหนี้รายที่ 5 อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกันในมูลหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ แต่ไม่ปรากฏสัญญาค้ำประกันที่ระบุชื่อจำเลยคดีนี้ว่าเป็นผู้ค้ำประกันผู้เช่าซื้อ และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปิดคดีแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาค้ำประกันตามฟ้องตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 นั้น ต้องเป็นข้อตกลงที่กำหนดให้บุคคลหลายคนที่จะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิง แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 และผลบังคับตามกฎหมายของการเป็นลูกหนี้ร่วมและเจ้าหนี้ร่วมหลายคนต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 3 ว่าด้วยลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคน แต่ตามสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อตกลงข้อใดที่กำหนดถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของผู้ให้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อ และผู้ค้ำประกันในทำนองเป็นให้มีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและเจ้าหนี้ร่วมหลายคนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 3 ว่าด้วยลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคนแต่อย่างใด ส่วนข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันที่สรุปใจความสำคัญได้ว่าผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดในการชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อจนครบถ้วนก็เป็นข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคหนึ่ง โดยสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อตกลงข้อใดที่ระบุให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม สำหรับข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกัน ข้อ 9 ที่กำหนดให้บุคคลภายนอกสามารถทำสัญญาค้ำประกันเพิ่มเติมแก่ผู้ให้เช่าซื้อเพื่อค้ำประกันความเสียหายหรือหนี้ของผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ โดยให้ถือว่าการค้ำประกันเพิ่มเติมเหล่านี้เป็นอิสระ และต่างหากจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน และมิให้เสียหายต่อสิทธิใด ๆ ที่ผู้ให้เช่าซื้อมีอยู่ตามสัญญาค้ำประกัน โดยผู้ให้เช่าซื้อสามารถเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ำประกันหรือบุคคลภายนอกเช่นว่านั้นรายใดรายหนึ่งหรือทั้งหมดชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อได้ ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดไว้โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือเพื่อมิให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อได้รับความเสียหายเพิ่มมากขึ้น และมีความหมายเพียงว่าในกรณีที่มีบุคคลภายนอกทำสัญญาค้ำประกันผู้เช่าซื้อเพิ่มเติมก็กำหนดให้สิทธิโจทก์ไว้ตามข้อตกลงดังกล่าว แต่สิทธิ หน้าที่ ความรับผิดของจำเลยและผู้ค้ำประกันเพิ่มเติมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกก็ต้องเป็นไปตามสัญญาค้ำประกันและกฎหมายว่าด้วยการค้ำประกันที่กำหนดถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของผู้ค้ำประกัน ส่วนบุคคลภายนอกที่ทำสัญญาค้ำประกันเพิ่มเติมก็ต้องพิจารณาจากสัญญาค้ำประกัน หากสัญญาค้ำประกันกำหนดให้รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม สัญญาค้ำประกันก็ตกเป็นโมฆะ แต่หากสัญญาค้ำประกันไม่ตกเป็นโมฆะ หน้าที่และความรับผิดของจำเลยและบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันเพิ่มเติมก็มีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แม้ถึงว่าจะมิได้เข้ารับค้ำประกันรวมกันตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันจึงไม่ทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม สัญญาค้ำประกันจึงไม่ตกเป็นโมฆะ ที่โจทก์ให้จำเลยทำสัญญาค้ำประกันจึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเมื่อคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสัญญาค้ำประกันตกเป็นโมฆะทั้งฉบับและพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปมีว่า จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เพียงใด ปัญหาข้อนี้แม้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้พิจารณาพิพากษาแต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว และคดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอจึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน โดยศาลฎีกา เห็นว่า เมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกันแล้ว และผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อและจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างภายใน 30 วัน มิฉะนั้นให้ถือเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ แต่ผู้เช่าซื้อและจำเลยเพิกเฉย สัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกัน ซึ่งข้อ 11 ของสัญญาเช่าซื้อระบุว่า เมื่อสัญญานี้สิ้นสุดลงตามข้อ 10 หรือข้ออื่น ๆ ของสัญญานี้หรือในกรณีอื่นใด ๆ ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ที่จะต้องส่งมอบรถคืนให้แก่เจ้าของ ณ ภูมิลำเนาของเจ้าของ และตามสัญญาค้ำประกัน ข้อ 1 ผู้ค้ำประกันตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ และปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อ ซึ่งได้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไปจากเจ้าของ และผู้ค้ำประกันตกลงค้ำประกันตลอดไปจนกว่าผู้เช่าซื้อจะชำระหนี้และปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวครบถ้วนแล้วทุกประการ ข้อ 3 สัญญาค้ำประกันฉบับนี้เป็นการค้ำประกันต่อเนื่องภายในขอบเขตตามที่ระบุในสัญญานี้สำหรับหนี้แต่ละอย่าง และทุก ๆ อย่างของผู้เช่าซื้อและการค้ำประกันนี้ ผู้ค้ำประกันจะไม่เพิกถอน หรือทำให้เสื่อมประโยชน์ หรือถือว่าได้ปฏิบัติข้อผูกพันเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้จนกว่าหนี้แต่ละอย่างและทุกอย่างของผู้เช่าซื้อที่มีต่อเจ้าของจะได้ชำระครบถ้วนแล้ว สัญญาค้ำประกันนี้ให้มีผลบังคับต่อไปอย่างเต็มที่และใช้บังคับได้กับหนี้ของผู้เช่าซื้อที่มีต่อเจ้าของตามที่ระบุไว้ข้างต้น... และแม้ว่าผู้เช่าซื้อจะเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ถูกพิทักษ์ทรัพย์... หรือตกเป็นผู้ล้มละลายก็จะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนต่อความผูกพันของผู้ค้ำประกันที่มีต่อเจ้าของตามสัญญาค้ำประกันฉบับนี้แต่ประการใดทั้งสิ้น จากข้อสัญญาดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดผู้เช่าซื้อและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันยังมีหน้าที่ตามสัญญาค้ำประกันในการคืนรถที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ ทั้งจะขอให้เรียกให้ผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้ค้ำประกันให้รับผิดเป็นคดีนี้ได้ ส่วนราคารถใช้แทนและค่าขาดประโยชน์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ เมื่อคำนึงถึงเงินลงทุนของโจทก์ ค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อชำระมาแล้วเฉพาะส่วนที่เป็นเงินลงทุนกับส่วนได้เสียของคู่สัญญาทุกฝ่ายแล้ว เห็นว่า เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัด โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยผู้ค้ำประกันเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด จำเลยผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยของราคาใช้แทนและค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ซึ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำเลยจึงต้องรับผิดราคาใช้แทน 290,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ 2,600 บาท โดยไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ย อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้นบางส่วน ส่วนปัญหาอื่นตามอุทธรณ์จำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบรถจักรยานยนต์คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 290,000 บาท และให้ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ 2,600 บาท โดยไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยของราคาใช้แทนและค่าขาดประโยชน์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 681/1 ม. 682 ม. 688
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ต.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพิพัฒน์ กำเสถียรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
โชคชัย รุจินินนาท
ชวลิต อิศรเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8837/2568
#724995
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่า ความคล้ายของเครื่องหมายการค้าจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมและองค์ประกอบรวมทุกส่วนของเครื่องหมายการค้า ทั้งสำเนียงเสียงเรียกขาน จำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนไว้เพื่อใช้กับเครื่องหมายการค้าว่าเป็นสินค้าจำพวกเดียวกัน หรือเป็นสินค้าต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาสาธารณชนกลุ่มผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าว่าเป็นกลุ่มเดียวกันและมีความรู้เพียงพอที่จะแยกแยะความแตกต่างของสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ดีหรือไม่เพียงใดประกอบกันด้วย

ระยะเวลาของการใช้เครื่องหมายกับสินค้าย่อมมีผลต่อการรับรู้ของสาธารณชนผู้ใช้สินค้าดังกล่าว ยิ่งระยะเวลาของการใช้เครื่องหมายกับสินค้ายาวขึ้น โอกาสที่สาธารณชนผู้ใช้สินค้าจะรับรู้เครื่องหมายย่อมมากขึ้นตามลำดับ เว้นแต่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นที่แสดงให้เห็นว่าไม่เกิดการรับรู้เครื่องหมายเช่นนั้น อาทิ ไม่มีการใช้เครื่องหมายจริงหรือไม่มีการขายสินค้าอย่างปกติ เป็นต้น

เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบายตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 8 (9) นั้น เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 6 (2) ซึ่งนอกจากจะต้องพิจารณาจากลักษณะที่ปรากฏอยู่ในตัวเครื่องหมายการค้านั้นแล้ว ยังต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 444323 ทะเบียนเลขที่ ค151544 เป็นเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า คำว่า ของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 61 (4) และหรือเป็นเครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือขัดต่อรัฐประศาสโนบาย อันมีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน ตามมาตรา 8 (9) และต้องด้วยเหตุแห่งการเพิกถอนตามมาตรา 61 (2) และมาตรา 62 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 444323 ทะเบียนเลขที่ ค151544 และให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 62/2563 (ที่ถูก 61/2563)

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้เรียกนายวิโชติ เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับจดทะเบียน ตามคำขอเลขที่ 444323 ทะเบียนเลขที่ ค151544 เข้าเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศอิตาลี ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางรถยนต์และยางรถมอเตอร์ไซค์ โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่าตามคำขอเลขที่ 424579 ทะเบียนเลขที่ ค120322 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2523 สำหรับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ยางล้อยานพาหนะ ยางล้อยานพาหนะชนิดสูบลม ยางล้อยานพาหนะชนิดกึ่งสูบลม ยางล้อพาหนะชนิดหล่อตัน ยางในสำหรับยานพาหนะ ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอเลขที่ 1014625 ทะเบียนเลขที่ 191103292 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2558 สำหรับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ยางล้อรถยนต์ ยางล้อรถจักรยาน ยางล้อรถมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น ส่วนจำเลยร่วมยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ตามคำขอเลขที่ 444323 ทะเบียนเลขที่ ค151544 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2544 สำหรับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ยางรถมอเตอร์ไซค์ จำเลยรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วม จำเลยร่วมต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเรื่อยมา โดยครั้งหลังสุดยื่นขอต่ออายุวันที่ 7 ตุลาคม 2563 โจทก์ยื่นคำขอเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติการประชุมครั้งที่ 61/2563 ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนของโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นแรกว่า เครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่า ความคล้ายของเครื่องหมายการค้าจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมและองค์ประกอบรวมทุกส่วนของเครื่องหมายการค้า ทั้งสำเนียงเสียงเรียกขาน จำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนไว้เพื่อใช้กับเครื่องหมายการค้าว่าเป็นสินค้าจำพวกเดียวกัน หรือเป็นสินค้าต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาสาธารณชนกลุ่มผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าว่าเป็นกลุ่มเดียวกันและมีความรู้เพียงพอที่จะแยกแยะความแตกต่างของสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ดีหรือไม่เพียงใดประกอบกันด้วย ในคดีนี้เมื่อนำเครื่องหมายการค้าพิพาทมาเปรียบเทียบกัน ภาพรวมและองค์ประกอบของเครื่องหมายการค้าพิพาทต่างเป็นเครื่องหมายของคำอย่างเดียว โดยต่างไม่มีส่วนประกอบอื่น เครื่องหมายการค้า ของโจทก์เป็นคำว่า PIRELLI โดยอักษรโรมัน P มีลักษณะพิเศษที่ประดิษฐ์ขึ้นให้ส่วนบนของอักษรมีลักษณะยาวยื่นไปครอบอักษรโรมันที่เหลือคือ IRELLI โดยตัวอักษรที่เหลือใช้แบบตัวอักษรทั่วไปและไม่ปรากฏว่ามีลักษณะพิเศษ ส่วนเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมเป็นคำว่า P.RALLY โดยใช้แบบตัวอักษรโรมันทั่วไป ไม่ปรากฏว่ามีลักษณะพิเศษ เมื่อเปรียบเทียบกันพอเห็นได้ว่าอักษรโรมัน P ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมแยกออกจากคำว่า RALLY โดยใช้เครื่องหมายจุดหรือมหัพภาคแสดงการจบอักษรโรมัน P ซึ่งแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่เป็นคำเดียว ส่วนที่เห็นชัดสำหรับเครื่องหมายของคำของเครื่องหมายการค้าพิพาทคือแบบอักษร ซึ่งเครื่องหมายการค้าพิพาทของโจทก์และจำเลยร่วมใช้แบบอักษรที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นได้ว่าภาพรวมและองค์ประกอบของเครื่องหมายการค้าพิพาทแตกต่างกัน สำหรับเสียงเรียกขานนั้น โจทก์ใช้เสียงเรียกขานของเครื่องหมายว่า พีเรลลี จำเลยร่วมใช้เสียงเรียกขานของเครื่องหมายว่า พี แรลลี่ ซึ่งเมื่อออกเสียงทั้งคำ สำเนียงเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าพิพาทมีความคล้ายคลึงกันอยู่ ส่วนรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนนั้น โจทก์จดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ยางล้อยานพาหนะ ยางล้อยานพาหนะชนิดสูบลม ยางล้อยานพาหนะชนิดกึ่งสูบลม ยางล้อพาหนะชนิดหล่อตัน ยางในสำหรับยานพาหนะ จำเลยร่วมจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ยางรถมอเตอร์ไซค์ เมื่อเปรียบเทียบกันเห็นได้ว่าต่างเป็นสินค้าจำพวก 12 เช่นเดียวกัน และเมื่อพิจารณารายการสินค้าพอเห็นได้ว่ามีความเกี่ยวพันกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรายการสินค้ายางล้อยานพาหนะ ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมเป็นรายการเดียวคือ ยางรถมอเตอร์ไซค์ ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าพิพาทแล้วเห็นได้ว่า ภาพรวมและองค์ประกอบของเครื่องหมายการค้าพิพาทมีความแตกต่างกัน แม้สำเนียงเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าพิพาทมีความคล้ายคลึงกัน และใช้กับสินค้าจำพวก 12 ที่มีรายการสินค้าเกี่ยวพันกันอยู่ก็ตาม แต่ความคล้ายกันเฉพาะเสียงเรียกขานและรายการสินค้าจำพวกเดียวกันนั้นจะถึงขนาดทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาต่อไปว่ามีโอกาสที่สาธารณชนผู้ใช้สินค้าของโจทก์จะสับสนหลงผิดในเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมที่ต่างได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วหรือไม่ การพิจารณาปัญหานี้ต้องพิจารณาจากการใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทและจากสาธารณชนกลุ่มผู้ใช้สินค้าทั้งของโจทก์และจำเลยร่วมเป็นสำคัญ การใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าโดยทั่วไป ระยะเวลาของการใช้เครื่องหมายกับสินค้าย่อมมีผลต่อการรับรู้ของสาธารณชนผู้ใช้สินค้าดังกล่าว ยิ่งระยะเวลาของการใช้เครื่องหมายกับสินค้ายาวขึ้น โอกาสที่สาธารณชนผู้ใช้สินค้าจะรับรู้เครื่องหมายย่อมมากขึ้นตามลำดับ เว้นแต่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นที่แสดงให้เห็นว่าไม่เกิดการรับรู้เครื่องหมายเช่นนั้น อาทิ ไม่มีการใช้เครื่องหมายจริงหรือไม่มีการขายสินค้าอย่างปกติ เป็นต้น ในคดีนี้แม้โจทก์มีนายธนกฤตซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนายจีเอโคโมซึ่งเป็นผู้บริหารของโจทก์เบิกความสรุปได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทของโจทก์ในหลายประเทศ รวมทั้งจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทในประเทศไทยเมื่อปี 2523 และต่ออายุตลอดมา โจทก์ตั้งตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2535 รวมทั้งมีการประชาสัมพันธ์สินค้าต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ได้ความตามที่พยานจำเลยร่วมปากนายต่อพงษ์ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยร่วมเบิกความสรุปว่า จำเลยร่วมใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมมาประมาณ 10 ปี ก่อนที่จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจากจำเลยในปี 2544 โดยโจทก์ไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวและมิได้นำสืบโต้แย้งในประเด็นนี้แต่อย่างใด ดังนี้ การที่จำเลยร่วมใช้และมีการจำหน่ายสินค้ายางรถมอเตอร์ไซค์โดยใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี ย่อมมีส่วนทำให้สาธารณชนผู้ใช้สินค้าดังกล่าวรับรู้เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมมาตามระยะเวลาที่ผ่านมา เมื่อรับฟังประกอบกับภาพรวมและองค์ประกอบของเครื่องหมายการค้าพิพาทที่มีความแตกต่างกันดังที่ได้วินิจฉัยมาโดยละเอียดแล้ว จึงมิใช่เรื่องที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดได้โดยง่าย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้พอรับฟังว่าสาธารณชนผู้ใช้สินค้าดังกล่าวส่วนใหญ่มีความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมคล้ายกับเครื่องหมายการค้าพิพาทของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันจะทำให้เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมมีลักษณะที่จะถูกเพิกถอนการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 61 (4) ดังที่โจทก์ฎีกากล่าวอ้างแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้นมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นต่อมาว่า เครื่องหมายการค้าพิพาทของจำเลยร่วมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบายที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 8 (9) และมีเหตุต้องเพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา 61 (2) และมาตรา 62 หรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบายตามมาตรา 8 (9) นั้น เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 6 (2) ซึ่งนอกจากจะต้องพิจารณาจากลักษณะที่ปรากฏอยู่ในตัวเครื่องหมายการค้านั้นแล้ว ยังต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อเครื่องหมายการค้า ของจำเลยร่วมเป็นคำว่า P.RALLY ซึ่งเป็นแบบตัวอักษรโรมันทั่วไป โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่จะบ่งชี้ว่าเครื่องหมายคำดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย จึงไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (2) ประกอบมาตรา 8 (9) และไม่มีเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา 61 (2) และมาตรา 62 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (2) ม. 8 (9) ม. 61 (2) ม. 61 (4) ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พ.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
จำเลยร่วม — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสักกพันธุ์ จิตรจง
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
จุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2568
#723658
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ห้ามเจ้าหนี้กองมรดกใช้สิทธิเรียกร้องที่มีต่อเจ้ามรดกมาฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 ที่โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ ก็เพียงแต่อ้างว่า จำเลยมาฟ้องแย้งเกินกว่า 1 ปี นับแต่ ก. ถึงแก่ความตายเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติมาตรา 1754 วรรคสาม แล้ว อายุความ 1 ปี นั้น ให้นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากจะนับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ก็ต้องนับระยะเวลา 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย ตามมาตรา 1754 วรรคสี่ เมื่อจำเลยทราบเรื่องการตายของ ก. ตั้งแต่ได้รับเอกสารยืนยันจากทางราชการ คือ วันที่ 30 สิงหาคม 2564 และจำเลยมายื่นคำให้การและฟ้องแย้งคดีนี้วันที่ 20 มกราคม 2565 จึงยังไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงเรื่องการตายของ ก. ฟ้องแย้งของจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 4852 แก่โจทก์ หากจำเลยไม่คืนหรือต้นฉบับโฉนดที่ดินสูญหายหรือถูกทำลาย ให้ศาลมีคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการขอออกใบแทนต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4852 ให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ให้โจทก์ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 4852 ให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ให้โจทก์ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 ธันวาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ที่ถูก แก่จำเลย) แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายกลิ่น ให้โจทก์ใช้ค่าธรรมเนียม (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียม) แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 4852 คืนโจทก์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกลิ่น หากจำเลยไม่สามารถส่งคืนหรือโฉนดที่ดินสูญหายหรือถูกทำลาย ให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ยกฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นส่วนที่เกิน 1,000 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายวิทย์ผู้จัดการมรดกของนายกลิ่น ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาตให้นายวิทย์เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า นายกลิ่นมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4852 เนื้อที่ 97 ตารางวา นายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางอนงค์ โจทก์ ให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายกลิ่น จำเลยครอบครองโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ และเคยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ต่อมาได้ขอถอนคำร้องขอ โดยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วว่า เหตุที่โฉนดที่ดินพิพาทไปอยู่ในความครอบครองของจำเลย เนื่องจากนายกลิ่นได้ตกลงขายที่ดินพิพาทและมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย ไม่ใช่เพียงแต่นำโฉนดที่ดินพิพาทไปวางประกันหนี้เงินกู้ตามคำฟ้องของโจทก์เท่านั้น เมื่อในชั้นฎีกาโจทก์ไม่ได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ข้อเท็จจริงที่ฟังว่า นายกลิ่นได้ตกลงขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติในเรื่องอายุความดังกล่าว ห้ามเจ้าหนี้กองมรดกใช้สิทธิเรียกร้องที่มีต่อเจ้ามรดกมาฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ที่โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ ก็เพียงแต่อ้างว่า จำเลยมาฟ้องแย้งเกินกว่า 1 ปี นับแต่นายกลิ่นถึงแก่ความตายเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติมาตรา 1754 วรรคสาม แล้ว อายุความ 1 ปี นั้น ให้นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากจะนับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ก็ต้องนับระยะเวลา 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย ตามมาตรา 1754 วรรคสี่ ตามฟ้องแย้งของจำเลยในคดีนี้ จำเลยเพียงยืนยันว่า นายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 เท่านั้น ไม่ได้มีข้อความใดเลยที่จะแสดงให้เห็นว่า จำเลยได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่านายกลิ่นถึงแก่ความตายตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ แม้จะอ้างอายุความฟ้องร้องตามมาตรา 1754 วรรคสาม ก็ตาม แต่โจทก์ก็ไม่ได้ยืนยันในคำให้การดังกล่าวให้เห็นเลยว่า จำเลยได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงเรื่องการถึงแก่ความตายของนายกลิ่นตั้งแต่เมื่อใด คงอ้างลอย ๆ มาเพียงว่า คดีขาดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น ประเด็นในเรื่องอายุความนี้ แม้จะเป็นประเด็นที่โจทก์ให้การต่อสู้ อันเป็นหน้าที่ของจำเลยที่มีภาระการพิสูจน์ ต้องนำสืบให้เห็นว่า คดีตามฟ้องแย้งของจำเลยไม่ขาดอายุความ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฎว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 จำเลยเคยยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น เพื่อขอให้มีคำสั่งว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแล้วโดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งในเอกสารท้ายคำร้องดังกล่าว ก่อนดำเนินการยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น จำเลยได้จัดเตรียมเอกสารโดยการไปขอคัดสำเนาเอกสารเกี่ยวกับการตายของนายกลิ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องคือนายทะเบียนได้รับรองให้ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ของจำเลยในคดีดังกล่าว ในการนำสืบของจำเลยคดีนี้ จำเลยก็ยืนยันว่า เมื่อครบกำหนดจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท เคยทวงถามให้นายกลิ่นจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แล้ว แต่นายกลิ่นก็บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา จนภายหลังเมื่อทราบว่านายกลิ่นถึงแก่ความตาย จึงโทรศัพท์ไปหานายวิทย์ ทายาทของนายกลิ่น โดยตกลงกันว่าจะให้บ้านในที่ดินพิพาทแก่นายนิคม บุตรของนายกลิ่น แต่ไม้บางส่วนจำเลยขอเอาไว้ทำเฟอร์นิเจอร์ โดยนายวิทย์แจ้งให้จำเลยไปดำเนินการทางศาลเพื่อขอจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเอง จำเลยจึงดำเนินการยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ภายหลังจำเลยถูกโจทก์แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์เกี่ยวกับไม้ที่จะนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ตามที่ตกลงกับนายวิทย์ จำเลยจึงถอนคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น เพื่อมาดำเนินคดีเรียกร้องให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกลิ่น ดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแทน การที่จำเลยบรรยายในคำร้องขอคดีขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท หรือบรรยายในคำให้การและฟ้องแย้งคดีนี้ว่า นายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 เพียงแต่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่านายกลิ่นถึงแก่ความตายแล้ว ตั้งแต่เมื่อใดเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า จำเลยรู้ถึงเหตุแห่งการตายของนายกลิ่นแล้วในขณะนั้น หรือรู้เมื่อใดเลย แต่พฤติการณ์ที่จำเลยนำสืบว่า เมื่อรู้ว่านายกลิ่นถึงแก่ความตายแล้ว ก็รีบโทรศัพท์ไปหานายวิทย์เพื่อตกลงกัน แล้วจึงยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยไปขอคัดสำเนาเอกสารเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ก็ต้องถือว่าจำเลยหาพยานหลักฐานยืนยันว่านายกลิ่นถึงแก่ความตายได้ เท่ากับทราบเรื่องการตายในวันดังกล่าวนั้นเอง นายกลิ่นไม่ใช่ญาติพี่น้องของจำเลย ไม่ได้สนิทสนมกันมาก่อน เพียงแค่มีการนำที่ดินพิพาทมาขายให้จำเลยเท่านั้น การถึงแก่ความตายของนายกลิ่น จึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยควรจะต้องรู้แต่อย่างใด ที่สำคัญฝ่ายโจทก์เองก็ไม่ได้มีการกล่าวอ้าง หรือนำสืบพยานหลักฐานใด ๆ ให้เห็นเลยว่า จำเลยได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงเรื่องการตายของนายกลิ่นตั้งแต่เมื่อใด เห็นว่าจากพฤติการณ์ที่จำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยการขอหลักฐานจากทางราชการก่อนดังกล่าว ต้องถือว่าจำเลยทราบเรื่องการตายของนายกลิ่นตั้งแต่ได้รับเอกสารยืนยันจากทางราชการนั้นเอง คือทราบตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2564 เมื่อจำเลยมายื่นคำให้การและฟ้องแย้งคดีนี้ วันที่ 20 มกราคม 2565 จึงยังไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงเรื่องการตายของนายกลิ่น ฟ้องแย้งของจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ยกฟ้องแย้งและบังคับจำเลยตามคำฟ้องโจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า นายกลิ่นขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้ว และมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลย แต่นายกลิ่นถึงแก่ความตายไปเสียก่อนแล้วเช่นนี้ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกลิ่นจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแทนนายกลิ่นนั้นเอง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 4852 ให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ให้โจทก์ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 20 มกราคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่จำเลยขอ แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายกลิ่น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ เฉพาะค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นที่จำเลยชำระไว้เกิน 1,000 บาท ให้คืนแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ก. โดยนาย ว. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นางสาวอาภาสิรี เงารุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชาตรี ซุยยังกูร
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ประชา งามลำยวง
ชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8824/2568
#723657
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องถึงแก่ความตายวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ทนายผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้จำเลยส่งเงินคืนเจ้าพนักงานบังคับคดีวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ทนายผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง รวมทั้งดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ด้วยตนเองตลอดมา แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ผู้ร้องถึงแก่ความตายเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี ทนายผู้ร้องดำเนินคดีโดยไม่ได้ติดต่อหรือขอคำปรึกษาหรือแจ้งเรื่องที่ดำเนินการไปให้ทายาทของผู้ร้องทราบเลย ซึ่งเป็นเรื่องผิดวิสัยของผู้เป็นทนายความ นอกจากนี้ ส. และ ท. รวมทั้งทายาทอื่นของ ล. ต่างก็มิได้ร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่ความตายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใด ถือได้ว่าเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนหรือทนายผู้ร้องจะจัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 ทนายผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนผู้ร้องต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 44249 มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2546 โดยนายเธียร เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 16,100,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งและหมายแจ้งให้จำเลยนำเงินดังกล่าวคืนแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดพังงา สาขาตะกั่วป่า เพื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนำส่งเงินดังกล่าวไปยังศาลจังหวัดภูเก็ต หากจำเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตาม ถือว่าจำเลยตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกา และขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับคดีในหนี้เงินดังกล่าวกับจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 573/2544 ของศาลจังหวัดภูเก็ต มิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีนี้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว ผู้ร้องต้องไปดำเนินการในคดีดังกล่าว มิใช่คดีนี้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้วพิพากษากลับ ให้รับคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ไว้ไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นไต่สวนพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง ค่าขึ้นศาลมีเพียง 200 บาท จึงไม่คืนให้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของทนายผู้ร้องว่า ทนายผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องแต่งตั้งนายวินัย เป็นทนายผู้ร้องวันที่ 6 มิถุนายน 2551 ผู้ร้องถึงแก่ความตายวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 จากนั้นวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 นายประดิษฐ์ น้องชายของผู้ร้องยื่นคำร้องขอคัดคำสั่งศาล คำพิพากษา เอกสารเกี่ยวกับการบังคับคดี เอกสารการรับเงิน และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการขายทอดตลาด เพื่อใช้ประกอบเกี่ยวกับการพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดภูเก็ต เนื่องจากนายสุชาติ และนางสาวทิพย์ฤทัย ขอเพิกถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายเหลือโดยไม่ได้ระบุถึงการตายของผู้ร้อง ซึ่งศาลจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งตั้งบุคคลทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายเหลือร่วมกับผู้ร้องแล้ว ตามคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ 64/2546 ของศาลจังหวัดภูเก็ตและบัญชีเครือญาติแนบท้ายคำร้อง ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ทนายผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้จำเลยส่งเงินคืนเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นคดีนี้ และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ทนายผู้ร้องก็ได้อุทธรณ์คำสั่ง รวมทั้งดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ด้วยตนเองตลอดมา แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ผู้ร้องถึงแก่ความตายเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน อันเป็นระยะเวลากว่า 7 ปีแล้ว ทนายผู้ร้องดำเนินคดีโดยไม่ได้ติดต่อหรือขอคำปรึกษาหรือแจ้งเรื่องที่ดำเนินการไปให้ทายาทของผู้ร้องทราบเลย ซึ่งเป็นเรื่องผิดวิสัยของผู้เป็นทนายความ นอกจากนี้นายสุชาติและนางสาวทิพย์ฤทัยรวมทั้งทายาทอื่นของนายเหลือต่างก็มิได้ร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใด ถือได้ว่าเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนหรือทนายผู้ร้องจะจัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 แล้ว ทนายผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนผู้ร้องต่อไป เมื่อปรากฏว่าทนายผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้วันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ตลอดจนยื่นคำร้องอุทธรณ์ คำสั่งวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากที่ทนายผู้ร้องหมดอำนาจแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 828
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ. โดยนาย ม. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — นาย ด.
จำเลย — นางสาว ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายพีรวุฒิ เอ่งฉ้วน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสกุณ สวนปาน
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ตุล เมฆยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา