คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1287/2569
#728612
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งตาย ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (5) แต่หุ้นส่วนที่ยังอยู่อาจตกลงกันให้ห้างยังคงอยู่ต่อไป โดยรับทายาทของหุ้นส่วนที่ตายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจาก พ. ถึงแก่ความตาย จ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ พ. โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของ พ. และจำเลยที่ 1 เข้ามาบริหารกิจการโรงแรมแทน พ. โดยตลอด โดยไม่ปรากฏว่าผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นได้ทักท้วง พฤติการณ์จึงฟังได้ว่า หุ้นส่วนอื่นที่ยังคงเหลืออยู่ตกลงกันให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังคงอยู่ต่อไป โดยตกลงรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของ พ. เข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทน ทั้งได้ความว่าห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังคงประกอบกิจการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนไม่มีเจตนาเลิกห้าง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้เป็นหุ้นส่วนรุ่นแรกของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนยังประสงค์ให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. คงอยู่เพื่อประกอบกิจการต่อไป โดยตกลงรับทายาทของหุ้นส่วนที่ถึงแก่ความตายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทน และแม้ พ. จะทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหลาน แต่โจทก์ทั้งสองก็ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นทายาทของ พ. ซึ่งเข้าไปบริหารกิจการโรงแรมโดยหุ้นส่วนอื่นให้ความยินยอม ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. จึงยังไม่เลิกกันตามมาตรา 1055 (5) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังไม่เลิกกัน โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับมรดกหุ้นของ พ. ในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ตามพินัยกรรมจึงมีอำนาจฟ้องเรียกหุ้นหรือทรัพย์สินส่วนของ พ. ในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. โดยไม่จำต้องจัดการชำระบัญชีของห้างหรือตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันตามมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินเฉพาะส่วนตามที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมการให้ที่ดินเฉพาะส่วนตามที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 ให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในโรงแรม ข. โฮเต็ล (ที่ถูก หุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ) และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9666 (ที่ถูก 9366) และ 9367 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม ข. โฮเต็ลให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้และข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนายพิศลย์และนางชูศรี นายพิศลย์เป็นบุตรของนายเพิ่มบุญและนางจางโหมม้วย มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 3 คน คือ นายพิศลย์ จำเลยที่ 1 และนางสาวลัดดาวัลย์ เมื่อปี 2514 นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ล ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 วันที่ 22 ตุลาคม 2524 นายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน วันที่ 25 ตุลาคม 2524 นายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย วันที่ 10 สิงหาคม 2525 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้นางจางโหมม้วยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญ วันที่ 24 สิงหาคม 2525 นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่ได้รับโอนมาดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องด้วยเหตุที่ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) และยังไม่ได้จัดการชำระบัญชีหรือตกลงให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งตาย ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) แต่หุ้นส่วนที่ยังอยู่อาจตกลงกันให้ห้างยังคงอยู่ต่อไป โดยรับทายาทของหุ้นส่วนที่ตายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนได้ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของคู่ความว่า หลังจากนายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญโอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนายเพิ่มบุญ และจำเลยที่ 1 เข้ามาบริหารกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลแทนนายเพิ่มบุญโดยตลอดตั้งแต่ปี 2525 นับถึงวันฟ้องวันที่ 9 กันยายน 2562 เป็นเวลา 37 ปีเศษ โดยไม่ปรากฏว่าผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นได้ทักท้วง พฤติการณ์จึงฟังได้ว่า นางสำเภาและนางสาวลาวัลย์หุ้นส่วนอื่นที่ยังคงเหลืออยู่ตกลงกันให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังคงอยู่ต่อไป โดยตกลงรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนายเพิ่มบุญเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทน ทั้งจำเลยที่ 1 ยังเบิกความว่า ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แล้ว นางสำเภาโอนหุ้นให้แก่นางจันทร์จิรา ส่วนนางสาวลาวัลย์โอนหุ้นให้แก่นายสงวน สอดคล้องกับสำเนาคำขอจดทะเบียนพาณิชย์และสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ ที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2533 นางสำเภายื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์โดยระบุชื่อนางสำเภา จำเลยที่ 1 และนายสงวนเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. และเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2544 นายทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานกลางทะเบียนพาณิชย์ ได้ออกใบทะเบียนพาณิชย์เพื่อแสดงว่า นายสงวน นางจันทร์จิรา และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 โดยใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลในปี 2514 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนไม่มีเจตนาเลิกห้าง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้เป็นหุ้นส่วนรุ่นแรกของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนยังประสงค์ให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. คงอยู่เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลต่อไป โดยนางสำเภาและนางสาวลาวัลย์ตกลงรับจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนนายเพิ่มบุญ ต่อมาจำเลยที่ 1 และนางสำเภาตกลงรับนายสงวนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนนางสาวลาวัลย์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และนายสงวนยังตกลงรับนางจันทร์จิราเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนนางสำเภา จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเห็นได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังไม่เลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) แม้นายเพิ่มบุญจะทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหลานของนายเพิ่มบุญ แต่โจทก์ทั้งสองก็ยอมรับในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นทายาทของนายเพิ่มบุญซึ่งเข้าไปบริหารกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลโดยหุ้นส่วนอื่นให้ความยินยอม ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. จึงยังไม่เลิกกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังไม่เลิกกัน จึงไม่จำต้องจัดการชำระบัญชีของห้างหรือตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า หลังจากนายเพิ่มบุญถึงแก่ความตายและห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เลิกกันแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการจัดการชำระบัญชีของห้างหรือตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับมรดกหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินหุ้นหรือทรัพย์สินส่วนของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. มาเป็นของโจทก์ทั้งสอง และพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ สำหรับประเด็นอื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัยนั้น เมื่อปรากฏตามสำนวนว่าคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้นและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาในประเด็นอื่น ๆ ไปเสียในคราวเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยใหม่อีก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญถือกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 และให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญให้แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ การจะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 เป็นทรัพย์สินที่นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์นำมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 เป็นกรรมสิทธิ์ของนายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา มิใช่กรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งเป็นนิติบุคคล ขณะจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ระบุเพียงว่า จำเลยที่ 1 นางสำเภา และนายสงวนลงหุ้นด้วยเงินคนละ 70,000 บาท ไม่ปรากฏว่าได้นำที่ดินทั้งสองแปลงมาลงหุ้นด้วย เห็นว่า ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ระบุว่า วันที่ 13 มกราคม 2512 นายสุรชัยและนางสาวลาวัลย์ร่วมกันซื้อที่ดินทั้งสองแปลง วันที่ 14 สิงหาคม 2512 นายสุรชัยทำนิติกรรมให้ที่ดินทั้งสองแปลงเฉพาะส่วนของตนแก่นายเพิ่มบุญ ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2514 นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินทั้งสองแปลง ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์มีเจตนานำที่ดินทั้งสองแปลงมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. มิเช่นนั้นนายเพิ่มบุญและนางสาวลาวัลย์ก็ไม่จำต้องจดทะเบียนให้นางสำเภาเข้ามามีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นทรัพย์นอกพินัยกรรม ไม่ได้ให้การปฏิเสธต่อสู้ว่าที่ดินทั้งสองแปลงมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้เป็นหุ้นส่วนนำมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. อีกทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองก็นำสืบว่า นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ล โดยลงหุ้นกันคนละ 70,000 บาท มิได้นำสืบโต้แย้งว่า ที่ดินทั้งสองแปลงมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนนำมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. การที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ปลูกสร้างอาคารโรงแรม ข. โฮเต็ลบนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวติดต่อกันมาหลายสิบปี โดยมิได้จ่ายค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์หรือค่าเช่าให้แก่บุคคลที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ผู้เป็นหุ้นส่วนได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 มาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ที่ดินทั้งสองแปลงซึ่งรวมทั้งส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจึงเป็นทรัพย์สินที่เอามาใช้ในกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. นายเพิ่มบุญซึ่งเป็นหุ้นส่วนและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ย่อมมีสิทธิจำหน่ายส่วนของตน หรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง เมื่อได้ความว่า นายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกหุ้นของตนที่มีอยู่ในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน มิได้ยกให้แก่นางจางโหมม้วยและจำเลยทั้งสอง เมื่อนายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย หุ้นของนายเพิ่มบุญย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 นางจางโหมม้วยและจำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเข้าเกี่ยวข้องกับหุ้นส่วนและทรัพย์สินในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ที่เอามาใช้ในกิจการของห้างไม่ว่าในทางใด การที่นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญให้แก่จำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่ได้รับโอนมาดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งที่นายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกหุ้นส่วนในห้างซึ่งย่อมรวมถึงทรัพย์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่จำเลยทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญถือกรรมสิทธิ์รวม การทำนิติกรรมระหว่างนางจางโหมม้วยกับจำเลยที่ 1 และการทำนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งนายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกให้แก่โจทก์ทั้งสองไปแล้ว กรณีจึงมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 และจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนของนายเพิ่มบุญได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2525 จำเลยที่ 1 โอนหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ไปเป็นของจำเลยที่ 1 กับทั้งจำเลยที่ 1 เองก็เบิกความยอมรับว่านางจางโหมม้วยได้โอนหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญโอนหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งเป็นทรัพย์สินตามพินัยกรรมที่ตกได้แก่โจทก์ทั้งสองไปให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงต้องโอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะทายาทผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของนายเพิ่มบุญฟ้องเรียกเอาหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ซึ่งเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสองตามพินัยกรรมตั้งแต่เจ้ามรดกตาย นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมต้องโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองตามพินัยกรรม แต่กลับโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 กรณีจึงมิใช่เป็นการจัดการมรดกตามกฎหมายซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แต่กรณีเป็นการที่โจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ตามพินัยกรรมใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ของตนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงไม่มีกำหนดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง และเมื่อเป็นดังที่วินิจฉัยข้างต้น ฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ในส่วนของนายเพิ่มบุญ แก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 เฉพาะส่วนของนายเพิ่มบุญ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1055 ม. 1061 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ. กับพวก
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายเทิดศักดิ์ บุณยไวโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสายัณห์ ศรีดวม
ชื่อองค์คณะ
ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
ฉัตรชัย ไทรโชต
เอื้อน ขุนแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1162/2569
#729504
เปิดฉบับเต็ม

ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงินที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้ายกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ หากตกลงกันข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เกษียณอายุเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานย่อมสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยจะต้องชดใช้เงินตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานแก่โจทก์ ซึ่งในการตกลงกันระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.3 จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานที่ประเทศอินโดนีเซียหลังหักภาษีให้โจทก์ 75,574 ดอลลาร์สหรัฐ ท้ายเอกสารมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่มีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ในอนาคตจากบริษัท พ.น. อีก" และตามเอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.4 จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานในประเทศไทยหลังหักภาษี ให้โจทก์ 1,274,488 บาท ท้ายเอกสารมีข้อความว่า "ในการเกษียณอายุของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 อีกในอนาคต" การตกลงดังกล่าวจึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไป ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 โจทก์ทำงานในตำแหน่งประธานบริษัท ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 12,856 ดอลลาร์สหรัฐ ทำงานกับจำเลยและบริษัทในเครือบริษัท ด. มานานกว่า 20 ปี ขณะที่โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าว โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นวันที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยเป็นวันสุดท้าย โจทก์จึงมีอำนาจในการตัดสินใจได้โดยอิสระ ไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป เมื่อโจทก์ทราบถึงจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุแล้วตกลงรับเงินไปจากจำเลยกับแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินใด ๆ เกี่ยวกับการทำงานจากจำเลยอีก สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ ข้อตกลงที่โจทก์ยอมรับจึงไม่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงต้องผูกพันตามข้อตกลง และโดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องในเงินใด ๆ เกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งโจทก์ยอมสละแล้วนั้นระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัส 3,847,439.76 บาท ค่าชดเชย 6,205,548 บาท ค่าภาษีเงินได้ที่จำเลยหักไว้ 1,140,677.24 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม 1,087,711.40 บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 620,554.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าตอบแทนพิเศษ 9,269,594.80 บาท และค่าเสียหาย 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าภาษีเงินได้ 9,510,034.10 บาท พร้อมภาษีเงินได้ที่เกิดขึ้นในอนาคตตามคำพิพากษา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 6,170,832 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1,087,711.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 8 ตุลาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นบริษัทในเครือบริษัท ด. รวมทั้งบริษัทที่จดทะเบียน ณ ประเทศอินโดนีเซีย คือ บริษัท พ.อ. บริษัท พ.น. และบริษัท พ.ซ.บริษัทที่จดทะเบียน ณ ประเทศอินเดีย คือ บริษัท ส. เมื่อปี 2539 โจทก์ทำงานให้แก่บริษัท ส. ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิต วันที่ 28 ตุลาคม 2543 ถึงปี 2548 โจทก์ทำงานให้แก่บริษัท พ.อ. ปี 2549 ถึงปี 2553 โจทก์ทำงานให้แก่บริษัท พ.ซ. ปี 2554 ถึงปี 2557 โจทก์ทำงานให้แก่บริษัท พ.น. วันที่ 1 มกราคม 2560 โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยในตำแหน่งประธานร่วม ต่อมาวันที่ 7 มกราคม 2561 โจทก์ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานบริษัท และวันที่ 31 สิงหาคม 2563 โจทก์เกษียณอายุ เอกสารการรับเงินตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 มีข้อความแปลเป็นภาษาไทยว่า "ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 อีกในอนาคต" และ "ในการเกษียณอายุของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 อีกในอนาคต"

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาว่า เอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาทำนองว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าเอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการวินิจฉัยที่ถูกต้องแล้ว แต่การวินิจฉัยว่าการสละสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในส่วนของค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นโมฆะนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายบัญญัติให้ผลของการทำสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป จึงต้องรวมถึงการสละสิทธิเรียกร้องเงินต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานด้วย โจทก์ทราบดีถึงเนื้อหาของการทำข้อตกลงและยินยอมทำข้อตกลงที่แตกต่างไปจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยสมัครใจ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นไปตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญาและหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนานั้น เห็นว่า ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างกับลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้ายกเว้นไม่ให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ หากตกลงกันข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เกษียณอายุเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานย่อมสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยจะต้องชดใช้เงินตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงานแก่โจทก์ ซึ่งในการตกลงกันระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.3 จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานที่ประเทศอินโดนีเซียหลังหักภาษีให้โจทก์ 75,574 ดอลลาร์สหรัฐ ท้ายเอกสารมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่มีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ในอนาคตจากบริษัท พ.น. อีก" และตามเอกสารการรับเงินเอกสารหมาย ล.4 จำเลยตกลงจ่ายเงินจากการทำงานในประเทศไทยหลังหักภาษีให้โจทก์ 1,274,488 บาท ท้ายเอกสารมีข้อความว่า "ในการเกษียณอายุของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้รับเงินเต็มจำนวนและเงินจำนวนสุดท้ายตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิได้รับ ข้าพเจ้าจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานของข้าพเจ้าจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 อีกในอนาคต" การตกลงดังกล่าวจึงเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไป ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 โจทก์ทำงานในตำแหน่งประธานบริษัท ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 12,856 ดอลลาร์สหรัฐ ทำงานกับจำเลยและบริษัทในเครือบริษัท ด. มานานกว่า 20 ปี ขณะที่โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าว โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นวันที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยเป็นวันสุดท้าย โจทก์จึงมีอำนาจในการตัดสินใจได้โดยอิสระ ไม่อยู่ในภาวะที่ต้องเกรงกลัวจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอีกต่อไป เมื่อโจทก์ทราบถึงจำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับจากการเกษียณอายุแล้วตกลงรับเงินไปจากจำเลยกับแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเงินใด ๆ เกี่ยวกับการทำงานจากจำเลยอีก สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ ข้อตกลงที่โจทก์ยอมรับจึงไม่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงต้องผูกพันตามข้อตกลง และโดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องในเงินใด ๆ เกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งโจทก์ยอมสละแล้วนั้นระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจากจำเลยได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องในส่วนของค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นโมฆะ และพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 850 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ย.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 (พระนครศรีอยุธยา) — นายสงคราม วัฒนะรัตน์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางชนกพรรณ บุญสม
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
จงศักดิ์ ผดุงทรัพย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1085/2569
#736516
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องแย้งต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เมื่อฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม แม้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้ ฟ้องแย้งนั้นก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 จึงให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เมื่อไม่รับฟ้องแย้งแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางคอแหลม ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (3) เพราะผู้ที่จะมีสิทธิขอคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นโจทก์เท่านั้น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคสาม ม. 246 ม. 252 ม. 254 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ด.
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพิพัฒน์ วุฒิชัยสารานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
จุมพล กล้าประเสริฐ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
พัฒนไชย ยอดพยุง
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1085/2569
#726503
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องเดิมของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโดยได้รับโอนมรดกตามพินัยกรรมของ ช. ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหาย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก ส. ผู้จัดการมรดกคนที่ 2 ของ ช. โดย บ. ผู้จัดการมรดกคนที่ 1 ของ ช. ยินยอม แต่ บ. ไม่ยอมดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมตึกแถวให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 กลับนำที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทโอนให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับโจทก์และ บ. ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องนิติสัมพันธ์และข้อพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับ บ. ผู้จัดการมรดกของ ช. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์โดยตรง จำเลยที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวแก่ บ. ผู้จัดการมรดกของ ช. ต่างหาก ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ แม้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้ ฟ้องแย้งนั้นก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 จึงให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เมื่อไม่รับฟ้องแย้งแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางคอแหลม ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (3) เพราะผู้ที่จะมีสิทธิขอคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นโจทก์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ แก้ไขคำให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง ขอให้ศาลหมายเรียกนางบุษราผู้จัดการมรดกของนางชิตเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมและขอให้บังคับโจทก์และนางบุษราร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6839 พร้อมตึกแถวเลขที่ 22/13 หรือเลขที่ 39 และที่ดินโฉนดเลขที่ 6840 พร้อมตึกแถวเลขที่ 14/43 และ 14/44 ให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ในฐานะโจทก์ฟ้องแย้งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนคำพิพากษา โดยขอให้ห้ามโจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์หรือนิติกรรมหรือสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 5125 (ภายหลังจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง โจทก์ได้แบ่งแยกออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 6839 และ 6840) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และขอให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางคอแหลม ระงับการจดทะเบียนนิติกรรมใด ๆ ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้ก่อนจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่จำเลยที่ 1 ขอตามคำร้องมาใช้ได้ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" และมาตรา 179 วรรคสาม บัญญัติว่า "แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ฟ้องแย้งนั้นต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ฟ้องเดิมของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโดยได้รับโอนมรดกตามพินัยกรรมของนางชิต ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนายเสรี ผู้จัดการมรดกคนที่ 2 ของนางชิตโดยนางบุษราผู้จัดการมรดกคนที่ 1 ของนางชิตยินยอม แต่นางบุษราไม่ยอมดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมตึกแถวให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 กลับนำที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทโอนให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับโจทก์และนางบุษราร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ 600,000 บาท จากจำเลยที่ 1 กรณีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องนิติสัมพันธ์และข้อพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางบุษราผู้จัดการมรดกของนางชิต ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์โดยตรง เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวแก่นางบุษราผู้จัดการมรดกนางชิตต่างหาก ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ แม้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้เป็นฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งนั้นก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 จึงให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เมื่อไม่รับฟ้องแย้งแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางคอแหลม ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (3) เพราะผู้ที่จะมีสิทธิขอคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นโจทก์เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคสาม ม. 246 ม. 252 ม. 254 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ด.
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพิพัฒน์ วุฒิชัยสารานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
จุมพล กล้าประเสริฐ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
พัฒนไชย ยอดพยุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2569
#731375
เปิดฉบับเต็ม

การกักกันไม่ใช่โทษอาญาเป็นแต่เพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัยตาม ป.อ. มาตรา 39 (1) ซึ่งมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนับกำหนดโทษจำคุกตามความในมาตรา 218 และ 219 นั้น ห้ามมิให้คำนวณกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมเข้าด้วย" ฉะนั้น จะอนุโลมกำหนดเวลากักกันเป็นกำหนดโทษจำคุกหรือรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาไม่ได้ และไม่ว่ากักกันจะมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และไม่เกิน 10 ปี ก็ตาม ย่อมเป็นอันต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 41, 93, 336, 336 ทวิ เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมายและกักกันจำเลยมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าสามปีและไม่เกินสิบปี ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ และเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษและพ้นโทษมาแล้วในคดีที่โจทก์ขอให้กักกันตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 7 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (ที่ถูก มาตรา 93 (13)) เป็นจำคุก 10 ปี 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน 15 วัน ริบของกลาง และให้กักกันจำเลยเป็นเวลา 3 ปี นับถัดจากวันที่พ้นโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 6 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (ที่ถูก มาตรา 93 (13)) เป็นจำคุก 9 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษกักกันจำเลย 3 ปี นับถัดจากวันที่พ้นโทษ เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เท่ากับจำเลยต้องได้รับโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน ขอให้ยกโทษกักกันให้แก่จำเลย นั้น เห็นว่า การกักกันไม่ใช่โทษอาญาเป็นแต่เพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) ซึ่งมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนับกำหนดโทษจำคุกตามความในมาตรา 218 และ 219 นั้น ห้ามมิให้คำนวณกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมเข้าด้วย" ฉะนั้น จะอนุโลม

กำหนดเวลากักกันเป็นกำหนดโทษจำคุกหรือรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาไม่ได้ และไม่ว่ากักกันจะมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าสามปีและไม่เกินสิบปี ก็ตามย่อมเป็นอันต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 41 ม. 336 ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 219 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวพสุกานต์ พรหมสาส์น
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ธนกฤต กมลวัทน์
พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2569
#725659
เปิดฉบับเต็ม

การกักกันไม่ใช่โทษอาญาเป็นแต่เพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัยตาม ป.อ. มาตรา 39 (1) ซึ่งมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนับกำหนดโทษจำคุกตามความในมาตรา 218 และ 219 นั้น ห้ามมิให้คำนวณกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมเข้าด้วย" ฉะนั้น จะอนุโลมกำหนดเวลากักกันเป็นกำหนดโทษจำคุกหรือรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาไม่ได้ และไม่ว่ากักกันจะมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และไม่เกิน 10 ปี ก็ตาม ย่อมเป็นอันต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 41, 93, 336, 336 ทวิ เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมายและกักกันจำเลยมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าสามปีและไม่เกินสิบปี ริบรถจักรยานยนต์

ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ และเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษและพ้นโทษมาแล้วในคดีที่โจทก์ขอให้กักกันตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 7 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (ที่ถูก มาตรา 93 (13)) เป็นจำคุก 10 ปี 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน 15 วัน ริบของกลาง และให้กักกันจำเลยเป็นเวลา 3 ปี นับถัดจากวันที่พ้นโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 6 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (ที่ถูก มาตรา 93 (13)) เป็นจำคุก 9 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษกักกันจำเลย 3 ปี นับถัดจากวันที่พ้นโทษ เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เท่ากับจำเลยต้องได้รับโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน ขอให้ยกโทษกักกันให้แก่จำเลย นั้น เห็นว่า การกักกันไม่ใช่โทษอาญาเป็นแต่เพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) ซึ่งมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนับกำหนดโทษจำคุกตามความในมาตรา 218 และ 219 นั้น ห้ามมิให้คำนวณกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมเข้าด้วย" ฉะนั้น จะอนุโลม

กำหนดเวลากักกันเป็นกำหนดโทษจำคุกหรือรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาไม่ได้ และไม่ว่ากักกันจะมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าสามปีและไม่เกินสิบปี ก็ตามย่อมเป็นอันต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 41 ม. 336 ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 219 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวพสุกานต์ พรหมสาส์น
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ธนกฤต กมลวัทน์
พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914/2569
#729800
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินแก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 267, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว จ. ผู้จัดการมรดกของนาย ร. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นราคาที่ดินที่จำเลยยังไม่ได้ชำระให้นาย ร. เป็นเงิน 5,000,000 บาท

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามมาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 เมื่อจำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารแล้วจำเลยเป็นผู้ใช้เอกสารเท็จดังกล่าวจึงลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสอง เพียงกระทงเดียว จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน กับให้จำเลยชำระเงิน 5,000,000 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม), 268 วรรคแรก ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานรวม 2 กระทง กับฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 (เดิม) มีโทษเท่ากัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและจำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 กับให้จำเลยชำระเงิน 4,800,000 บาท ให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในเบื้องต้นได้ว่า นางสาว จ. ผู้ร้อง กับนาย ร. ผู้เสียหาย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556 จำเลยทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างประเภทอาคารพาณิชย์ จากนาย ร. ผู้เสียหาย ในราคา 6,000,000 บาท ในวันทำสัญญาจำเลยชำระเงินมัดจำ 200,000 บาท และวันที่ 4 มิถุนายน 2556 ชำระอีก 300,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 และ 29 ธันวาคม 2557 ผู้ร้องได้รับชำระเงินค่าที่ดินตามสัญญาจำนวน 100,000 บาท และ 400,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 มีการออกโฉนดที่ดินเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2557 จำเลยแจ้งความต่อร้อยตำรวจเอก ช. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สาย ว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 ของจำเลยสูญหายไป ร้อยตำรวจเอก ช. มอบหมายให้ร้อยตำรวจตรี ส. ตำแหน่งเสมียนประจำวัน บันทึกข้อความลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย วันเดียวกันจำเลยนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย โดยให้ถ้อยคำต่อนางสาว ส. และนางสาว น. เจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อบันทึกในคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิในที่ดิน ประเภทออกใบแทน (กรณีสูญหาย) คำขอใบแทนโฉนดที่ดินกรณีสูญหาย บันทึกถ้อยคำผู้ขอเรื่องออกใบแทน และประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย ต่อมาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 มีการออกใบแทนโฉนดที่ดิน และเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2557 จำเลยโอนขายให้แก่นางสาว ร. ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2559 ผู้เสียหายทราบเรื่องดังกล่าวจากการไปตรวจสอบโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย จึงแจ้งความให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีกับจำเลย เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการของผู้ตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ โจทก์มีผู้ร้องเบิกความได้ความว่า ขณะทำสัญญาจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ที่บ้านของผู้ร้อง จำเลยมากับน้องของสามีชื่อ ก. ส่วนผู้ร้องอยู่กับผู้ตายและนาย ว. สามีผู้ร้อง ผู้ร้องรู้เห็นและลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา จำเลยตกลงวางเงินมัดจำ 200,000 บาท และในวันที่ 4 มิถุนายน 2556 อีก 300,000 บาท ให้ออกโฉนดที่ดินอาคารพาณิชย์เป็นชื่อจำเลย เพื่อความสะดวกในการนำไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 มีการออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อจำเลย โดยผู้ตายเก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้ ต่อมาผู้ร้องทราบจากผู้ตายว่า โฉนดที่ดินถูกเปลี่ยนมือเป็นชื่อของคนอื่นแล้ว โดยจำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหาย แล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดิน และพันตำรวจโท ย. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สาย เบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 พันตำรวจตรี ช. แจ้งพยานว่าจำเลยมาพบพันตำรวจตรี ช. เพื่อขอลงรายงานประจำวันว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายแล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน และในวันเดียวกันผู้ตายได้นำต้นฉบับโฉนดที่ดินมาแสดงต่อพยาน พยานจึงสอบคำให้การทั้งสองคนไว้โดยพันตำรวจตรี ช. เป็นผู้กล่าวหาที่ 1 จากนั้นพยานมีหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย และสอบคำให้การนาย ธ. ผู้รับมอบอำนาจหัวหน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย เป็นผู้กล่าวหาที่ 2 พยานออกหมายเรียกจำเลยแต่จำเลยไม่มา จึงขอออกหมายจับ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ตามหมายจับ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ เห็นว่า ตามคำเบิกความของผู้ร้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ตายได้ความตรงกันว่า ในวันทำสัญญาจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ จำเลยกับผู้ตายตกลงให้ออกโฉนดที่ดินที่ตั้งอาคารพาณิชย์เป็นชื่อของจำเลย เพื่อนำไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน และต่อมามีการออกโฉนดที่ดินที่ตั้งอาคารพาณิชย์ที่ตกลงจะซื้อขายเป็นโฉนดเลขที่ 49754 โดยผู้ตายเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้ และได้นำไปแสดงต่อพันตำรวจโท ย. จำเลยผิดนัดไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือตั้งแต่ปลายปี 2558 ซึ่งโจทก์มีพันตำรวจโท ย. มาเบิกความรับรองการสอบคำให้การผู้ตาย และผู้ตายได้นำโฉนดที่ดินมามอบให้พยานไว้ดำเนินคดี พันตำรวจโท ย. เป็นเจ้าพนักงาน ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ย่อมจะต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามหน้าที่ ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อปรักปรำจำเลย ทั้งคำเบิกความและคำให้การดังกล่าวสอดคล้องกับสัญญาจะซื้อขายที่จำเลยกับผู้ตายตกลงจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ซึ่งปลูกสร้างในโฉนดที่ดินเลขที่ 7521 โดยมีข้อตกลงในเรื่องที่จำเลยชำระเงินมัดจำบางส่วน และส่วนที่เหลือไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน น่าเชื่อว่าที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารพาณิชย์ตามที่ตกลงจะซื้อขายเป็นส่วนหนึ่งในโฉนดที่ดินเลขที่ 7521 ซึ่งเป็นที่ดินของโครงการที่ยังไม่มีการแบ่งแยก ต่อมาได้มีการแบ่งแยกที่ดินของอาคารพาณิชย์ที่ตกลงจะซื้อขายเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 และหลังจากทำสัญญาจะซื้อขายผู้ตายเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 ไว้ ดังนั้นแม้ไม่ปรากฏหลักฐานในการรับโฉนดที่ดิน หรือสัญญาจะซื้อขายทำที่บ้านของผู้ร้องและไม่ปรากฏข้อตกลงเรื่องการออกโฉนดเป็นชื่อจำเลยแล้วให้ผู้ตายเก็บรักษาไว้ ก็ไม่เป็นพิรุธทำให้ไม่น่าเชื่อถือหรือสงสัยว่ามีการทำสัญญาจะซื้อขายโดยมีข้อตกลงดังกล่าวกันไว้หรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ได้ความว่า จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนาย อ. ตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2560 ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทราบจากนาย อ. ว่าโฉนดที่ดินที่ขอออกใบแทนโฉนดเป็นโฉนดที่ดินที่ตกลงจะซื้อขายกัน ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อขายเป็นผู้จะซื้อและจะต้องนำเอาโฉนดที่ดินไปเป็นหลักประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำเงินมาชำระราคาส่วนที่เหลือ ประกอบกับตามคำให้การของผู้ตายได้ความว่าหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระราคาส่วนที่เหลือ ผู้ตายทวงถามแต่จำเลยผัดผ่อนเรื่อยมา ซึ่งคดีนี้เหตุเกิดเมื่อปี 2557 จำเลยกับนาย อ. ยังอยู่กินฉันสามีภริยากัน และเมื่อได้รับใบแทนโฉนดแล้วจำเลยก็นำไปจดทะเบียนจำนอง และไถ่ถอนจำนองแล้วโอนขาย แม้นางสาว จ. กับนาย ว. ไม่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน และนาย ว. ไม่ได้มาเบิกความต่อศาล ก็เป็นเรื่องดุลพินิจในการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน และในชั้นพิจารณานางสาว จ. มาเบิกความเป็นพยานแล้ว ไม่ทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักลดน้อยลงไปและเป็นพิรุธหรือน่าสงสัย ดังนั้น พฤติการณ์เชื่อได้ว่าขณะที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายแล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน จำเลยทราบว่ายังไม่มีการชำระราคาที่ดินครบถ้วนให้แก่ผู้ตาย และโฉนดที่ดินอยู่ที่ผู้ตาย จำเลยจึงมีเจตนาที่จะกระทำผิดหาใช่เป็นเรื่องที่ขาดเจตนาไม่ ที่จำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานที่ได้ความว่า หลังจากทำสัญญาจะซื้อขาย จำเลยขอกู้เงินจากธนาคารในวงเงิน 6,000,000 บาท แต่ไม่ผ่านเนื่องจากราคาซื้อขายอาคารพาณิชย์หลังอื่นมีราคาเพียง 3,600,000 ถึง 3,800,000 บาท เท่านั้น ก่อนเกิดเหตุ นาย อ. บอกว่าชำระราคาที่ดินครบถ้วนแล้วแต่โฉนดที่ดินสูญหาย และนาย อ. พาจำเลยไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงรายเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ก็มีแต่คำเบิกความของจำเลยประกอบภาพถ่ายอาคารพาณิชย์ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน และเพิ่งยกขึ้นมาอ้างในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีโดยมีวัตถุประสงค์นำไปใช้หรืออ้างเป็นพยานหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ซึ่งเอกสารที่เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานที่ดินบันทึกไว้เป็นเอกสารราชการ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สำนักงานและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย ผู้อื่นหรือประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ผู้ร้องมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า กรณีที่ผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน โดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ในโฉนดที่ดินต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้ เมื่อตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ตายได้ความว่าจำเลยยังคงค้างชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ตามสัญญาจะซื้อขายเป็นเงิน 4,800,000 บาท ส่วนจำเลยมีแต่คำเบิกความของจำเลยว่าราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์มีราคาไม่ถึง 6,000,000 บาท ตามที่ตกลงกันตามสัญญาจะซื้อขาย แต่ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ 4,800,000 บาท เหมาะสมแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบา และรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วางโทษจำเลยจำคุก 6 เดือน ก่อนลดโทษ ทั้งยังลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน นับว่าเหมาะสมแก่สภาพความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว และการที่จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจกับเจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการและใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดนั้น ทำให้จำเลยได้รับใบแทนโฉนดที่ดิน แล้วนำไปโอนขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่บุคคลอื่น โดยยังไม่มีการชำระราคา 4,800,000 บาท ให้แก่ผู้ตายซึ่งเป็นเจ้าของ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้รู้สึกถึงความผิดและบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตน เมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด แม้จะเป็นการลงโทษจำคุกในระยะสั้น ก็ทำให้จำเลยหลาบจำและเป็นการปรามผู้อื่นมิให้กระทำผิดเช่นเดียวกับจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่ผู้ร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในส่วนคดีอาญา เมื่อคดีอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกา ผู้ร้องจึงไม่ต้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่ง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 267 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงราย
ผู้ร้อง — นางสาว จ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ร.
จำเลย — นางสาว ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงราย — นายเกริก ตรีนุชกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุระ อนันต์สุขเสรี
ชื่อองค์คณะ
ระบิล จันทรภิรมย์
สมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
มาลี เตชะจันตะ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914/2569
#727222
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 หรือไม่นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินแก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 267, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวจิรา ผู้จัดการมรดกของนายเจริญ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นราคาที่ดินที่จำเลยยังไม่ได้ชำระให้นายเจริญเป็นเงิน 5,000,000 บาท

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามมาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 เมื่อจำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารแล้วจำเลยเป็นผู้ใช้เอกสารเท็จดังกล่าวจึงลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสอง เพียงกระทงเดียว จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน กับให้จำเลยชำระเงิน 5,000,000 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม), 268 วรรคแรก ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานรวม 2 กระทง กับฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 (เดิม) มีโทษเท่ากัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและจำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 กับให้จำเลยชำระเงิน 4,800,000 บาท ให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในเบื้องต้นได้ว่า นางสาวจิรา ผู้ร้อง กับนายเจริญ ผู้เสียหาย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556 จำเลยทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างประเภทอาคารพาณิชย์ จากนายเจริญ ผู้เสียหาย ในราคา 6,000,000 บาท ในวันทำสัญญาจำเลยชำระเงินมัดจำ 200,000 บาท และวันที่ 4 มิถุนายน 2556 ชำระอีก 300,000 บาท ต่อมาวันที่ 17 และ 29 ธันวาคม 2557 ผู้ร้องได้รับชำระเงินค่าที่ดินตามสัญญาจำนวน 100,000 บาท และ 400,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 มีการออกโฉนดที่ดินเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2557 จำเลยแจ้งความต่อร้อยตำรวจเอกชนาวิญ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สาย ว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 ของจำเลยสูญหายไป ร้อยตำรวจเอกชนาวิญมอบหมายให้ร้อยตำรวจตรีสมศักดิ์ ตำแหน่งเสมียนประจำวัน บันทึกข้อความลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย วันเดียวกันจำเลยนำรายงานประจำวันดังกล่าวไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย โดยให้ถ้อยคำต่อนางสาวสายสุนีย์ และนางสาวกนกกาญจน์ เจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อบันทึกในคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิในที่ดิน ประเภทออกใบแทน (กรณีสูญหาย) คำขอใบแทนโฉนดที่ดินกรณีสูญหาย บันทึกถ้อยคำผู้ขอเรื่องออกใบแทน และประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่สาย ต่อมาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 มีการออกใบแทนโฉนดที่ดิน และเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2557 จำเลยโอนขายให้แก่นางสาวรัชฎาภรณ์ ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2559 ผู้เสียหายทราบเรื่องดังกล่าวจากการไปตรวจสอบโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย จึงแจ้งความให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีกับจำเลย เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการของผู้ตาย ตามเอกสารท้ายคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2565 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ โจทก์มีผู้ร้องเบิกความได้ความว่า ขณะทำสัญญาจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ที่บ้านของผู้ร้อง จำเลยมากับน้องของสามีชื่อกิ๊ก ส่วนผู้ร้องอยู่กับผู้ตายและนายวัฒนา สามีผู้ร้อง ผู้ร้องรู้เห็นและลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา จำเลยตกลงวางเงินมัดจำ 200,000 บาท และในวันที่ 4 มิถุนายน 2556 อีก 300,000 บาท ให้ออกโฉนดที่ดินอาคารพาณิชย์เป็นชื่อจำเลย เพื่อความสะดวกในการนำไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 มีการออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อจำเลย โดยผู้ตายเก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้ ต่อมาผู้ร้องทราบจากผู้ตายว่า โฉนดที่ดินถูกเปลี่ยนมือเป็นชื่อของคนอื่นแล้ว โดยจำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหาย แล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดิน และพันตำรวจโทวิชัย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สาย เบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 พันตำรวจตรีชนาวิญ แจ้งพยานว่าจำเลยมาพบพันตำรวจชนาวิญเพื่อขอลงรายงานประจำวันว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายแล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน และในวันเดียวกันผู้ตายได้นำต้นฉบับโฉนดที่ดินมาแสดงต่อพยาน พยานจึงสอบคำให้การทั้งสองคนไว้โดยพันตำรวจตรีชนาวิญ เป็นผู้กล่าวหาที่ 1 จากนั้นพยานมีหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย และสอบคำให้การนายธนดล ผู้รับมอบอำนาจหัวหน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย เป็นผู้กล่าวหาที่ 2 พยานออกหมายเรียกจำเลยแต่จำเลยไม่มา จึงขอออกหมายจับ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ตามหมายจับ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ เห็นว่า ตามคำเบิกความของผู้ร้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ตายได้ความตรงกันว่า ในวันทำสัญญาจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ จำเลยกับผู้ตายตกลงให้ออกโฉนดที่ดินที่ตั้งอาคารพาณิชย์เป็นชื่อของจำเลย เพื่อนำไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน และต่อมามีการออกโฉนดที่ดินที่ตั้งอาคารพาณิชย์ที่ตกลงจะซื้อขายเป็นโฉนดเลขที่ 49754 โดยผู้ตายเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้ และได้นำไปแสดงต่อพันตำรวจโทวิชัย จำเลยผิดนัดไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือตั้งแต่ปลายปี 2558 ซึ่งโจทก์มีพันตำรวจโทวิชัยมาเบิกความรับรองการสอบคำให้การผู้ตาย และผู้ตายได้นำโฉนดที่ดินมามอบให้พยานไว้ดำเนินคดี พันตำรวจโทวิชัยเป็นเจ้าพนักงาน ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ย่อมจะต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามหน้าที่ ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อปรักปรำจำเลย ทั้งคำเบิกความและคำให้การดังกล่าวสอดคล้องกับสัญญาจะซื้อขายที่จำเลยกับผู้ตายตกลงจะซื้อขายอาคารพาณิชย์ซึ่งปลูกสร้างในโฉนดที่ดินเลขที่ 7521 โดยมีข้อตกลงในเรื่องที่จำเลยชำระเงินมัดจำบางส่วน และส่วนที่เหลือไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน น่าเชื่อว่าที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารพาณิชย์ตามที่ตกลงจะซื้อขายเป็นส่วนหนึ่งในโฉนดที่ดินเลขที่ 7521 ซึ่งเป็นที่ดินของโครงการที่ยังไม่มีการแบ่งแยก ต่อมาได้มีการแบ่งแยกที่ดินของอาคารพาณิชย์ที่ตกลงจะซื้อขายเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 และหลังจากทำสัญญาจะซื้อขายผู้ตายเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินเลขที่ 49754 ไว้ ดังนั้นแม้ไม่ปรากฏหลักฐานในการรับโฉนดที่ดิน หรือสัญญาจะซื้อขายทำที่บ้านของผู้ร้องและไม่ปรากฏข้อตกลงเรื่องการออกโฉนดเป็นชื่อจำเลยแล้วให้ผู้ตายเก็บรักษาไว้ ก็ไม่เป็นพิรุธทำให้ไม่น่าเชื่อถือหรือสงสัยว่ามีการทำสัญญาจะซื้อขายโดยมีข้อตกลงดังกล่าวกันไว้หรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ได้ความว่า จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนายอิทธิพัทธ์ ตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2560 ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทราบจากนายอิทธิพัทธ์ว่าโฉนดที่ดินที่ขอออกใบแทนโฉนดเป็นโฉนดที่ดินที่ตกลงจะซื้อขายกัน ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อขายเป็นผู้จะซื้อและจะต้องนำเอาโฉนดที่ดินไปเป็นหลักประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำเงินมาชำระราคาส่วนที่เหลือ ประกอบกับตามคำให้การของผู้ตายได้ความว่าหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระราคาส่วนที่เหลือ ผู้ตายทวงถามแต่จำเลยผัดผ่อนเรื่อยมา ซึ่งคดีนี้เหตุเกิดเมื่อปี 2557 จำเลยกับนายอิทธิพัทธ์ยังอยู่กินฉันสามีภริยากัน และเมื่อได้รับใบแทนโฉนดแล้วจำเลยก็นำไปจดทะเบียนจำนอง และไถ่ถอนจำนองแล้วโอนขาย แม้นางสาวจิรากับนายวัฒนาไม่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน และนายวัฒนาไม่ได้มาเบิกความต่อศาล ก็เป็นเรื่องดุลพินิจในการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน และในชั้นพิจารณานางสาวจิรามาเบิกความเป็นพยานแล้ว ไม่ทำให้พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักลดน้อยลงไปและเป็นพิรุธหรือน่าสงสัย ดังนั้น พฤติการณ์เชื่อได้ว่าขณะที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายแล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน จำเลยทราบว่ายังไม่มีการชำระราคาที่ดินครบถ้วนให้แก่ผู้ตาย และโฉนดที่ดินอยู่ที่ผู้ตาย จำเลยจึงมีเจตนาที่จะกระทำผิดหาใช่เป็นเรื่องที่ขาดเจตนาไม่ ที่จำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานที่ได้ความว่า หลังจากทำสัญญาจะซื้อขาย จำเลยขอกู้เงินจากธนาคารในวงเงิน 6,000,000 บาท แต่ไม่ผ่านเนื่องจากราคาซื้อขายอาคารพาณิชย์หลังอื่นมีราคาเพียง 3,600,000 ถึง 3,800,000 บาท เท่านั้น ก่อนเกิดเหตุ นายอิทธิพัทธ์บอกว่าชำระราคาที่ดินครบถ้วนแล้วแต่โฉนดที่ดินสูญหาย และนายอิทธิพัทธ์พาจำเลยไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงรายเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ก็มีแต่คำเบิกความของจำเลยประกอบภาพถ่ายอาคารพาณิชย์ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน และเพิ่งยกขึ้นมาอ้างในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีโดยมีวัตถุประสงค์นำไปใช้หรืออ้างเป็นพยานหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ซึ่งเอกสารที่เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานที่ดินบันทึกไว้เป็นเอกสารราชการ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สำนักงานและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย ผู้อื่นหรือประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ผู้ร้องมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า กรณีที่ผู้เสียหายจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้น ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่พนักงานอัยการฟ้องร้อง ผู้เสียหายจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดที่ไม่ได้ถูกฟ้องไม่ได้ เมื่อได้ความว่าจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน โดยที่จำเลยยังชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่ผู้ตายยังไม่ครบถ้วนแล้วนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้สิทธิของผู้ตายเกี่ยวกับการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ในโฉนดที่ดินต้องถูกเปลี่ยนแปลงหรือกระทบกระเทือนในทางที่ทำให้สิทธิที่มีอยู่สิ้นไปหรือลดน้อยถอยลงจากการกระทำความผิดของจำเลยทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีนี้ เมื่อตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ตายได้ความว่าจำเลยยังคงค้างชำระราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ตามสัญญาจะซื้อขายเป็นเงิน 4,800,000 บาท ส่วนจำเลยมีแต่คำเบิกความของจำเลยว่าราคาที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์มีราคาไม่ถึง 6,000,000 บาท ตามที่ตกลงกันตามสัญญาจะซื้อขาย แต่ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ 4,800,000 บาท เหมาะสมแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบา และรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 (เดิม) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วางโทษจำเลยจำคุก 6 เดือน ก่อนลดโทษ ทั้งยังลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน นับว่าเหมาะสมแก่สภาพความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว และการที่จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจกับเจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการและใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดนั้น ทำให้จำเลยได้รับใบแทนโฉนดที่ดิน แล้วนำไปโอนขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ให้แก่บุคคลอื่น โดยยังไม่มีการชำระราคา 4,800,000 บาท ให้แก่ผู้ตายซึ่งเป็นเจ้าของ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หลังเกิดเหตุจำเลยไม่ได้รู้สึกถึงความผิดและบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตน เมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด แม้จะเป็นการลงโทษจำคุกในระยะสั้น ก็ทำให้จำเลยหลาบจำและเป็นการปรามผู้อื่นมิให้กระทำผิดเช่นเดียวกับจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่ผู้ร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในส่วนคดีอาญา เมื่อคดีอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกา ผู้ร้องจึงไม่ต้องขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่ง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 267 (เดิม) ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงราย
ผู้ร้อง — นางสาว จ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ร.
จำเลย — นางสาว ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงราย — นายเกริก ตรีนุชกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุระ อนันต์สุขเสรี
ชื่อองค์คณะ
ระบิล จันทรภิรมย์
สมจิตต์ สุขกมลวัฒนา
มาลี เตชะจันตะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 889/2569
#729505
เปิดฉบับเต็ม

หลักการห้ามฟ้องคดีอาญาในคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) เป็นการนำหลักการห้ามดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยมาใช้ จึงต้องพิจารณาว่าการนำคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องต่อศาลต่างประเทศจะนำมาใช้กับศาลไทยได้หรือไม่ เห็นว่าศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์ ไม่อยู่ในอาณัติหรือภายใต้อำนาจของรัฐอื่น หากยอมรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศที่พิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องมาใช้กับหลักการห้ามการดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยในประเทศไทย ก็เท่ากับยอมมอบอำนาจอธิปไตยทางการศาลให้แก่รัฐต่างประเทศ การนำหลักการห้ามฟ้องคดีอาญาในคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้อง จึงหมายถึงคำพิพากษาของศาลไทยเท่านั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์จึงไม่ระงับ

คดีนี้เป็นความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ผู้กระทำความผิดเป็นคนไทย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายร้องขอให้ลงโทษในความผิดเกี่ยวกับเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 264 และ มาตรา 268 ซึ่งจำเลยจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา 8 (ก) (2) ส่วนจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เป็นไปตาม ป.อ. มาตรา 10 ในกรณีของจำเลย ศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี และให้พักการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี และศาลฎีกาแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีคำพิพากษายืน แต่จำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีอย่างไร เพื่อศาลจะได้พิจารณาว่า การพักการลงโทษดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 10 ที่บัญญัติห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรเพราะการกระทำนั้นอีกหรือไม่ สำหรับการพักการลงโทษในประเทศไทย พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52 และกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 ข้อ 40 ถึงข้อ 52 กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษว่า นักโทษเด็ดขาดคนใดแสดงให้เห็นว่า มีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับการพักการลงโทษ เมื่อนักโทษเด็ดขาดได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิบปีในกรณีที่ต้องโทษจําคุกตลอดชีวิตที่มีการเปลี่ยนโทษจําคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจําคุกมีกําหนดเวลา และกำหนดระยะเวลาที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขให้กำหนดเท่ากับกำหนดโทษที่ยังเหลืออยู่ โดยในการพักการลงโทษ ให้มีคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ แสดงให้เห็นว่า การพักการลงโทษในประเทศไทย บุคคลนั้นต้องรับโทษจำคุกมาแล้วบางส่วนและเข้าเงื่อนไขของการพักการลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด การพักการลงโทษในประเทศไทยกับการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนจึงมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษที่แตกต่างกัน ไม่อาจนำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมาเป็นเงื่อนไขเพื่อรับฟังว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและพ้นโทษแล้ว หรือได้รับโทษสำหรับการกระทำนั้นตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศมาแล้วบางส่วนได้ จึงต้องถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศ ศาลไทยจึงลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรอีกได้ตาม ป.อ. มาตรา 10

ความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) เป็นความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 7 (2) ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดกระทำความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร คือ (2) ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 240 ถึง มาตรา 249 มาตรา 254 มาตรา 256 มาตรา 257 และมาตรา 266 (3) และ (4) ความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 7 เป็นความผิดที่มีผลกระทบถึงความมั่นคงของประเทศทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม แม้การกระทำความผิดจะเกิดนอกราชอาณาจักร ศาลไทยก็ลงโทษได้โดยไม่ต้องมีการร้องขอให้ลงโทษดั่งเช่นมาตรา 8 โจทก์มีคำขอให้ลงโทษตามมาตรา 266 แสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามมาตรา 266 (4) อันเป็นความผิดที่ระบุไว้ในมาตรา 7 (2) แล้ว ประกอบกับความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและนำไปใช้ จึงต้องลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (4) และตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งการลงโทษตามมาตรา 268 ก็เป็นความผิดที่ระบุไว้ในบทบัญญัติแห่งมาตรา 8 วรรคสอง (2) เช่นกัน จำเลยจึงต้องรับโทษในความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) มาตรา 268 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคสอง ตามคำรับสารภาพของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 , 264 , 265 , 266 , 268

จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ต่อสู้ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ

ระหว่างพิจารณา นางสาวนิภาภัทร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า ตามวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยปลอมใบรับรองการยกเลิกวีซ่านักลงทุน แล้วนำใบรับรองการยกเลิกวีซ่านักลงทุนที่จำเลยปลอมขึ้นทั้งฉบับให้นายมุกตาค์ นำไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ราชอาณาจักรบาห์เรน เพื่อยกเลิกวีซ่านักลงทุนและบัตรประชาชนนักลงทุนของโจทก์ร่วม จำเลยปลอมบันทึกการประชุมของบริษัท ส. ที่โจทก์ร่วมถือหุ้นอยู่แล้วนำบันทึกการประชุมปลอมไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ราชอาณาจักรบาห์เรน เพื่อยื่นปิดกิจการบริษัทดังกล่าว และจำเลยปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมลงในตั๋วเงิน แล้วจำเลยนำตั๋วเงินที่มีลายมือชื่อปลอมดังกล่าวไปขึ้นเงินต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารอิสลามบาห์เรน หรือ BISB ภายหลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยต่อเจ้าพนักงานตำรวจราชอาณาจักรบาห์เรน ต่อมาพนักงานอัยการแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนฟ้องจำเลยต่อศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง พนักงานอัยการแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยถูกพนักงานอัยการแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนฟ้องต่อศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนตามความผิดที่ได้กระทำตามฟ้องในคดีนี้และศาลชั้นต้นแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษายกฟ้อง พนักงานอัยการแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี อีกทั้งได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า หลังจากที่ศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี แล้ว จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวและศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้พักการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ต่อมาจำเลยฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน ศาลฎีกาแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีคำพิพากษายืน เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนที่พิพากษายกฟ้องและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนที่พิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี ตามที่โจทก์อ้างเป็นพยานนั้น แปลจากภาษาอารบิกเป็นภาษาไทยโดยมีการรับรองการแปลถูกต้อง แต่ไม่รับรองข้อความโดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน ที่จำเลยอ้างเป็นพยานก็แปลจากภาษาอารบิกเป็นภาษาไทยโดยมีการรับรองการแปลถูกต้อง แต่ไม่รับรองข้อความโดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเช่นกัน ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าต้นฉบับเอกสารหรือแผ่นกระดาษไม่ว่าอย่างใด ๆ ที่ส่งต่อศาลได้ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศให้ศาลสั่งคู่ความฝ่ายที่ส่งให้ทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะแต่ส่วนสำคัญ โดยมีคำรับรองมายื่นเพื่อแนบไว้กับต้นฉบับนั้น" บทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการแปลภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยให้ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ หากโจทก์และโจทก์ร่วมเห็นว่าคำแปลเอกสารของจำเลยไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะคัดค้านได้ซึ่งมาตรา 46 ดังกล่าวนำมาใช้ในคดีอาญาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 เมื่อปรากฏว่า จำเลยอ้างเอกสารซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศและคำแปล โดยมีการรับรองการแปลถูกต้องเป็นพยานเอกสาร แต่ก็ไม่ปรากฏว่า โจทก์และโจทก์ร่วมคัดค้านว่า เอกสารซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศและคำแปลนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร ดังนั้น จึงต้องถือว่า พยานเอกสารที่เกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนที่จำเลยอ้างเป็นพยาน น่าเชื่อถือและสามารถรับฟังได้ ส่วนการที่จำเลยอ้างคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนเป็นเอกสารแนบท้ายฎีกานั้น โจทก์ร่วมก็แก้ฎีกาคัดค้านว่า เป็นเอกสารที่จำเลยหยิบยกขึ้นมาใหม่ คำแปลข้อความแตกต่างจากเอกสารที่จำเลยอ้างในการสืบพยานในศาลชั้นต้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมโต้แย้งคัดค้านเอกสารดังกล่าว จึงไม่อาจรับฟังประกอบคำวินิจฉัยได้ ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันรับฟังได้ว่า ศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี และให้พักการลงโทษไว้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี และศาลฎีกาแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน กรณีจึงรับฟังได้ว่า มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องในศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนแล้ว สำหรับหลักการการห้ามฟ้องคดีอาญาในคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) นั้น เป็นการนำหลักการห้ามดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยมาใช้ กรณีจึงต้องพิจารณาว่า การนำคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องต่อศาลต่างประเทศจะนำมาใช้กับศาลไทยได้หรือไม่ เห็นว่า ศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์ ไม่อยู่ในอาณัติหรือภายใต้อำนาจของรัฐอื่น หากยอมรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศที่พิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องมาใช้กับหลักการห้ามการดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยในประเทศไทย ก็เท่ากับยอมมอบอำนาจอธิปไตยทางการศาลให้แก่รัฐต่างประเทศ ดังนั้น การนำหลักการห้ามฟ้องคดีอาญาในคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้อง จึงหมายถึงคำพิพากษาของศาลไทยเท่านั้น คำพิพากษาของศาลต่างประเทศจะนำมาใช้กับศาลไทยกับกรณีดังกล่าวไม่ได้ ส่วนผู้กระทำความผิดที่กระทำความผิดนอกราชอาณาจักร อันเป็นการกระทำความผิดที่เป็นกรรมเดียวกันกับคดีที่ฟ้องในราชอาณาจักรจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรไทยได้หรือไม่ อย่างไร ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 7, 8, 9 และมาตรา 10 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์จึงไม่ระงับ พนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำผิดตามฟ้อง แต่จำเลยนำสืบต่อสู้คดีในทำนองว่า หลังจากที่ศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี แล้ว จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนดังกล่าวและศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้พักการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี และศาลฎีกาแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษในราชอาณาจักรอีก คดีนี้เป็นความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ผู้กระทำความผิดเป็นคนไทย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายร้องขอให้ลงโทษในความผิดเกี่ยวกับเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ มาตรา 268 ซึ่งจำเลยจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8 (ก) (2) ส่วนจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่ อย่างไร เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 10 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำการนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นความผิดตามมาตราต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 7 (2) และ (3) มาตรา 8 และมาตรา 9 ห้ามมิให้ลงโทษผู้นั้นในราชอาณาจักรเพราะการกระทำนั้นอีก ถ้า (1) ได้มีคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศอันถึงที่สุดให้ปล่อยตัวผู้นั้น หรือ (2) ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและผู้นั้นได้พ้นโทษแล้ว ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาได้รับโทษสำหรับการกระทำนั้นตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศมาแล้ว แต่ยังไม่พ้นโทษ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงโทษที่ผู้นั้นได้รับมาแล้ว" ซึ่งในกรณีของจำเลยอ้างว่า ศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรนพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ปี และให้พักการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี และศาลฎีกาแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แห่งราชอาณาจักรบาห์เรน แต่จำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีอย่างไร เพื่อศาลจะได้พิจารณาว่า การพักการลงโทษดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 10 ที่บัญญัติห้ามมิให้ลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรเพราะการกระทำนั้นอีกหรือไม่ สำหรับการพักการลงโทษในประเทศไทยนั้น พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52 และกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 ข้อ 40 ถึงข้อ 52 กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษว่า นักโทษเด็ดขาดคนใดแสดงให้เห็นว่า มีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ อาจได้รับการพักการลงโทษ เมื่อนักโทษเด็ดขาดได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้นแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า หรือไม่น้อยกว่าสิบปีในกรณีที่ต้องโทษจําคุกตลอดชีวิตที่มีการเปลี่ยนโทษจําคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจําคุกมีกําหนดเวลา และกำหนดระยะเวลาที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขให้กำหนดเท่ากับกำหนดโทษที่ยังเหลืออยู่ โดยในการพักการลงโทษ ให้มีคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ จะเห็นได้ว่า การพักการลงโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการปลดปล่อยผู้ต้องขังออกไปก่อนครบกำหนดโทษตามคำพิพากษาของศาลภายใต้เงื่อนไขคุมประพฤติที่กำหนด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การพักการลงโทษในประเทศไทยนั้น บุคคลนั้นต้องรับโทษจำคุกมาแล้วบางส่วนและเข้าเงื่อนไขของการพักการลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด แต่จำเลยเบิกความตอบอัยการโจทก์ถามค้านว่า การกระทำความผิดครั้งนี้ จำเลยไม่เคยถูกคุมขังแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า การพักการลงโทษในประเทศไทยกับการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษที่แตกต่างกัน จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมาเป็นเงื่อนไขเพื่อรับฟังว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและพ้นโทษแล้ว หรือได้รับโทษสำหรับการกระทำนั้นตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศมาแล้วบางส่วนได้ จึงต้องถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศ ดังนั้น ศาลไทยจึงสามารถลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรอีกได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 10 คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดทุกข้อกล่าวหาตามฟ้อง แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามฟ้องข้อ 1.5 และ 1.6 โดยอ้างว่า ข้อหาดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งมาตรา 8 วรรคสอง (2) อันมีผลให้จำเลยไม่ต้องรับโทษภายในราชอาณาจักรอีก ซึ่งโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษในข้อหาความผิดดังกล่าวด้วย เห็นว่า ความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) เป็นความผิดที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 7 (2) ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดกระทำความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร คือ (2) ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 240 ถึง มาตรา 249 มาตรา 254 มาตรา 256 มาตรา 257 และมาตรา 266 (3) และ (4) จะเห็นได้ว่า ความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 7 เป็นความผิดที่มีผลกระทบถึงความมั่นคงของประเทศทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม แม้การกระทำความผิดจะเกิดนอกราชอาณาจักร ศาลไทยก็ลงโทษได้โดยไม่ต้องมีการร้องขอให้ลงโทษดั่งเช่นมาตรา 8 อีกทั้งเมื่อพิจารณาคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ก็ปรากฏว่า โจทก์มีคำขอให้ลงโทษตามมาตรา 266 มาด้วย ย่อมแสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามมาตรา 266 (4) อันเป็นความผิดที่ระบุไว้ในมาตรา 7 (2) แล้ว ประกอบกับความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินและนำไปใช้ จึงต้องลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (4) และตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งการลงโทษตามมาตรา 268 ก็เป็นความผิดที่ระบุไว้ในบทบัญญัติแห่งมาตรา 8 วรรคสอง (2) เช่นกัน จำเลยจึงต้องรับโทษในความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) มาตรา 268 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคสอง ตามคำรับสารภาพของจำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า คดีมีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดโดยการปลอมและใช้เอกสารปลอมหลายกรรมต่างกันร่วมกับชาวต่างชาติและได้รับเงินอันเกิดจากการกระทำความผิดจากโจทก์ร่วมไปเป็นจำนวนมาก โดยมุ่งแต่ประโยชน์ของตนเพียงฝ่ายเดียวและไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้อื่น เป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยนับว่าร้ายแรง ส่วนที่จำเลยมีภาระความรับผิดชอบต่อครอบครัวในการเลี้ยงดูมารดาที่สูงอายุและป่วยตามที่อ้างมาในฎีกานั้น ก็เป็นเรื่องปกติเช่นเดียวกับบุคคลอื่นโดยทั่วไป อีกทั้งจำเลยก็ควรทราบอยู่แล้วว่า การกระทำของจำเลยย่อมทำให้บุคคลในครอบครัวของตนได้รับความเดือดร้อน หาใช่มารู้สำนึกเมื่อจำเลยถูกดำเนินคดีแล้ว และถึงแม้จะไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นเหตุให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย สำหรับที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้นก็เหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, มาตรา 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินและนำไปใช้ จึงลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 18 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 7 ม. 8 ม. 10 ม. 264 ม. 266 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว น.
จำเลย — นางสาว ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายศรีรัตน์ คงเพชร
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์ ทัศนา
ชื่อองค์คณะ
เลิศพงศ์ อินทรหอม
จันทนา ปุญญาภิชัย
สรารักษ์ สุวรรณเสรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 833/2569
#727215
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยแก่จำเลยหรือไม่ ส่วนคดีนี้แม้โจทก์จะตั้งรูปคดีว่า เป็นการฟ้องเรียกเงินค่าเสียหายส่วนแรกคืนจากจำเลยก็ตาม แต่ก็สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติผิดสัญญาในคราวเดียวกัน กรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาเป็นกรรมธรรม์ฉบับเดียวกัน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้รวมอยู่ในประเด็นในคดีเดิมว่าโจทก์ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยแก่จำเลยหรือไม่ เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน และคดีเดิมได้มีการวินิจฉัยในปัญหาเรื่องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยไปแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 104,794 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อ เมอร์เซเดสเบนซ์ จากจำเลย วันที่ 8 มีนาคม 2557 รถยนต์คันที่เอาประกันภัยประสบอุบัติเหตุชนต้นไม้เกิดไฟไหม้เสียหายทั้งคัน จำเลยขอรับค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ 16,200,000 บาท จากโจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธ จำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 1081/2557 หมายเลขแดงที่ ผบ 225/2559 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ และค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่จำเลย ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 16,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 911/2563 ระหว่าง นายยศกร โจทก์ บริษัท ล. โจทก์ร่วม บริษัท ก. จำเลย พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์วางเงินชำระหนี้ให้จำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขอให้จำเลยคืนเงินค่าเสียหายส่วนแรก 100,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกัน หัวข้อกรณีรถยนต์เสียหาย สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 1.1 ที่กำหนดค่าเสียหายส่วนแรก 100,000 บาท ต่อครั้ง ซึ่งมีเงื่อนไขในหมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ข้อ 4 ว่า ในกรณีที่จำเลยผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกเอง โจทก์จะจ่ายแทนจำเลยไปก่อน เมื่อโจทก์ได้จ่ายเงินที่จำเลยต้องรับผิดชอบไปแล้ว จำเลยต้องใช้คืนให้โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับหนังสือเรียกร้องจากโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ 1081/2557 หมายเลขแดงที่ ผบ 225/2559 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า ในคดีเดิมมีประเด็นข้อพิพาทว่า กรมธรรม์ประกันภัยเป็นโมฆียะหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายส่วนแรกคืน ซึ่งโจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายส่วนแรกคืนได้ก็ต่อเมื่อได้จ่ายเงินแก่จำเลยตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดในคดีเดิมแล้ว แต่ในคดีเดิมเมื่อยังโต้เถียงกันอยู่ว่า กรมธรรม์ประกันภัยเป็นโมฆียะหรือไม่ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายส่วนแรกของโจทก์ยังไม่เกิดเมื่อขณะให้การต่อสู้ในคดีเดิม ทั้งโจทก์ย่อมไม่อาจให้การในคดีเดิมในลักษณะแบ่งรับแบ่งสู้ทำนองว่ากรมธรรม์ประกันภัยมีผลสมบูรณ์ได้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีเดิม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น เห็นว่า คดีเดิมมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยแก่จำเลยหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีเดิมพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทน 16,200,000 บาท ตามทุนประกันกรณีรถยนต์เสียหาย สูญหาย ไฟไหม้ แก่จำเลย โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อมา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน ส่วนคดีนี้แม้โจทก์จะตั้งรูปคดีว่า เป็นการฟ้องเรียกเงินค่าเสียหายส่วนแรกคืนจากจำเลยก็ตาม แต่ก็สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติผิดสัญญาในคราวเดียวกัน กรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นกรมธรรม์ฉบับเดียวกัน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้ก็รวมอยู่ในประเด็นในคดีเดิมว่า โจทก์ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยแก่จำเลยหรือไม่ เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน และคดีเดิมได้มีการวินิจฉัยในปัญหาเรื่องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยไปแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นาย ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางสาวภัทริน สิริวิทยาปกรณ์ มีเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอุไรวรรณ กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
อาทิตย์ ออกเวหา
โชคชัย รุจินินนาท
วาสนา อัจฉรานุวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 737/2569
#725658
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย และผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิเคราะห์ฎีกาของโจทก์แล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และไม่อนุญาตให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 และมาตรา 221 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 คดีโจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 264, 268 และ 341 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 6,130.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย และผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิเคราะห์ฎีกาของโจทก์แล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และไม่อนุญาตให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 และมาตรา 221 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 คดีโจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220 ม. 221
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ.
จำเลย — นาย ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายนครรินทร์ ปกรณ์วณิชชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวภัชดา เหลืองวิลัย
ชื่อองค์คณะ
เผด็จ ชมพานิชย์
ยุพา วงศ์ทองทิว
อนุรักษ์ บุญนิธี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 736/2569
#727221
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่า การนำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมาฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือไม่ พิจารณาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวซึ่งบัญญัติว่า "เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน ห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายหรือเป็นการเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมแก่เด็กหรือเยาวชนนั้นไม่ว่าในทางใด ๆ เว้นแต่เป็นการใช้ประกอบดุลพินิจของศาลเพื่อกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน หากมีการฝ่าฝืนให้ศาลสั่งระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือเพิกถอนการกระทำนั้น..." จะเห็นได้ว่าเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนโดยห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายแก่เด็กหรือเยาวชน แต่คดีนี้ไม่ใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยก็มิใช่เด็กหรือเยาวชนที่จะต้องนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวที่ใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนมาใช้บังคับ ทั้งการที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษไว้หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้แล้วปล่อยตัวไปก็มีบทบัญญัติแห่ง ป.อ. มาตรา 56 ให้ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงอายุประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา... ของจำเลยได้ ดังนั้น ศาลจึงนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยซึ่งเป็นประวัติและความประพฤติที่ผ่านมาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจในการที่จะรอหรือไม่รอการลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยโดยนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจ จึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 8,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ส่วนคำขอให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายนั้น ผู้เสียหายแถลงว่าได้รับเงินคืนจากจำเลยเรียบร้อยแล้ว จึงให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายสรุปความได้ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 นำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 จำเลยบรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้เงินคืนจนเป็นที่พอใจแก่ผู้เสียหาย ประกอบอาชีพโดยสุจริต และตั้งใจแก้ไขพฤติกรรมจะไม่กระทำความผิดซ้ำอีก ขอให้รอการลงโทษจำคุก และฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิด โจทก์ไม่นำสืบว่าจำเลยหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนอย่างไร นั้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดและต้องนำสืบว่าจำเลยหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนอย่างไรหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์บรรยายมีรายละเอียดว่า จำเลยโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยสร้างบัญชีในโปรแกรมเฟซบุ๊กแล้วประกาศโฆษณาโดยโพสต์ข้อความในช่องทางเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลส ในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะที่บุคคลอื่น ๆ สามารถเข้าไปอ่านดูได้ เสนอขายเครื่องเล่นเกมพร้อมลงรูปถ่ายของเครื่องเล่นเกม ส่งข้อความดังกล่าวเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยเป็นการโฆษณาให้แก่บุคคลทั่วไปที่อ่านเฟซบุ๊กดังกล่าวหลงเชื่อข้อความที่ปรากฏอันเป็นความเท็จว่า จำเลยมีเครื่องเล่นเกมเครื่องดังกล่าวอยู่จริง ความจริงแล้วจำเลยไม่มีเครื่องเล่นเกมดังกล่าวขายให้แก่ประชาชนบุคคลทั่วไปแต่อย่างใด จากการหลอกลวงของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงติดต่อซื้อเครื่องเล่นเกมดังกล่าวจากจำเลย และโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารชื่อของจำเลยจำนวน 8,500 บาท ทำให้จำเลยได้เงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายตามที่หลอกลวงไปเป็นประโยชน์ของจำเลยหรือบุคคลอื่นโดยทุจริต อันเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 เป็นฟ้องที่บรรยายครบองค์ประกอบของกฎหมายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว และความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีซึ่งมิใช่คดีที่มีข้อหาในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงพิพากษาโดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การนำประวัติการกระทำความผิดของจำเลยในขณะที่เป็นเยาวชนมาฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย เป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือไม่ พิจารณาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวซึ่งบัญญัติว่า "เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชน ห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายหรือเป็นการเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมแก่เด็กหรือเยาวชนนั้นไม่ว่าในทางใด ๆ เว้นแต่เป็นการใช้ประกอบดุลพินิจของศาลเพื่อกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน หากมีการฝ่าฝืนให้ศาลสั่งระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือเพิกถอนการกระทำนั้น…" จะเห็นได้ว่าเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กหรือเยาวชนโดยห้ามมิให้เปิดเผยหรือนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชนไปพิจารณาให้เป็นผลร้ายแก่เด็กหรือเยาวชน แต่คดีนี้ไม่ใช่คดีที่พิจารณาโดยศาลเยาวชนและครอบครัว และจำเลยก็มิใช่เด็กหรือเยาวชนที่จะต้องนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวที่ใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนมาใช้บังคับ ทั้งการที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการกำหนดโทษไว้หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้แล้วปล่อยตัวไป ก็มีบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา…ของจำเลยได้ ดังนั้น ศาลจึงนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยซึ่งเป็นประวัติและความประพฤติที่ผ่านมาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลพินิจในการที่จะรอหรือไม่รอการลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยโดยนำประวัติการกระทำความผิดอาญาของจำเลยมาใช้ประกอบดุลยพินิจ จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดโดยโพสต์ข้อความในช่องทางเฟซบุ๊กมาร์เก็ตเพลสในเว็บเฟซบุ๊กสาธารณะที่บุคคลอื่น ๆ สามารถเข้าไปอ่านดูได้ เป็นการหลอกลวงขายเครื่องเล่นเกมแก่บุคคลได้โดยทั่วไป หากมีบุคคลหลงเชื่อและสั่งซื้อเครื่องเล่นเกมจากจำเลยเป็นจำนวนมาก ก็อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายในวงกว้างได้ แต่อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่า นอกจากผู้เสียหายแล้วยังมีบุคคลอื่นหลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลยอีกหรือไม่ ผู้เสียหายถูกหลอกลวงให้ชำระค่าเครื่องเล่นเกม 8,500 บาท จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 20,000 บาท สูงกว่าความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับกว่าสองเท่า เป็นการบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้เสียหายในจำนวนที่สูงพอสมควรแล้ว แม้จำเลยเคยมีประวัติการกระทำความผิดหลายครั้ง แต่ก็เป็นการกระทำความผิดติดต่อกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ในขณะที่เป็นเยาวชน หลังจากพ้นการฝึกอบรมแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดใดอีก จนกระทั่งมากระทำความผิดในครั้งนี้ซึ่งเป็นระยะเวลาห่างจากการกระทำความผิดครั้งก่อนเกือบสิบปี จะฟังว่าจำเลยกระทำความผิดติดนิสัยนั้นยังไม่ถนัดนัก เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว นับว่ามีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้จำเลยหวนไปกระทำความผิดอีก กับให้มีบุคคลที่คอยสอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือ หรือตักเตือนจำเลยตามสมควร จึงให้กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในระยะเวลาที่คุมประพฤติ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 343 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 14 (1)
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายยิ่งยศ สินะสนธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางอัจฉรา สุระคำแหง
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ธรรมนูญ สิงห์สาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2569
#724864
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยลักบัตร KDEBIT ที่ธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหาย เป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่งซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ส่วนที่จำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มเพื่อถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายนั้น เป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง แต่การที่จำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายย่อมทำให้ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดเกลื่อนกลืนอยู่กับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดแล้ว หาได้ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดอีกกรรมหนึ่งไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 269/5, 269/6, 269/7, 334, 335 (1) และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาบัตร KDEBIT หมายเลข 4162 0262 5272 xxxx ราคา 500 บาท และคืนเงิน 25,000บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334, 335 (1) วรรคแรก, 269/5 ประกอบมาตรา 269/7, 269/6 ประกอบมาตรา 269/7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดและฐานลักทรัพย์ (เงินสด) ในเวลากลางคืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 6 เดือน ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด จำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 15 เดือน กับให้จำเลยคืนบัตร KDEBIT หมายเลข 4162 0262 5272 xxxx หรือใช้ราคาแทน 500 บาท และใช้เงิน 25,000 บาท คืนแก่ผู้เสียหาย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นางระวิวรรณ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334, 335 (1) วรรคแรก, 269/5 ประกอบมาตรา 269/7, 269/6 ประกอบมาตรา 269/7 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำขอให้จำเลยคืนบัตร KDEBIT หมายเลข 4162 0262 5272 xxxx หรือใช้ราคาแทน 500 บาท และใช้เงิน 25,000 บาท คืนแก่ผู้เสียหายเสีย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักบัตร KDEBIT หมายเลขบัตร 4162 0262 5272 xxxx ที่ธนาคาร ก. ออกให้แก่ผู้เสียหายไปแล้วจำเลยใช้บัตรดังกล่าวทำรายการเบิกถอนเงินสด 25,000 บาท ที่ตู้เอทีเอ็ม จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย การที่จำเลยลักเอาบัตร KDEBIT หมายเลขบัตร 4162 0262 5272 xxxx ที่ธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหาย ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองแล้ว แม้จำเลยจะมีเจตนาที่จะนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์นั้นไปใช้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย แต่ก็เป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งที่สามารถแยกออกจากกันได้ การที่จำเลยลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้เสียหายไปจึงเป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่งซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ส่วนที่จำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มเพื่อถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายนั้น เป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งของจำเลยแยกต่างหากจากการลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง แต่การที่จำเลยนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย ย่อมทำให้ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดเกลื่อนกลืนอยู่กับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดแล้ว หาได้ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดอีกกรรมหนึ่งดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกันมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 91 ฐานลักทรัพย์ (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดและฐานลักทรัพย์ (เงินสด) ในเวลากลางคืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,500 บาท ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด จำคุก 9 เดือน และปรับ 2,500 บาท รวมจำคุก 15 เดือน และปรับ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 1 (14)(ก) ม. 90 ม. 91 ม. 188 ม. 269/5 ม. 269/6 ม. 269/7 ม. 334 ม. 335 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายพรเทพ พิศาลเมธี
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ ชูกิจทรัพย์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
จักรพันธ์ สอนสุภาพ
องอาจ แน่นหนา
วิไลวรรณ ชิดเชื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 630/2569
#727214
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกบังคับใช้ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิกวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหกและวรรคเจ็ดของมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จากบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวยังคงบัญญัติว่า การใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ยังคงเป็นความผิดอยู่ มิใช่เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากอนาจารโดยการล่วงล้ำเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา อีกทั้งโทษตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ซึ่งใช้บัญญัติในขณะจำเลยกระทำความผิด และโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง (ที่แก้ไขบทนิยามใหม่) มีระวางโทษจำคุกและโทษปรับเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาด้วยว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการถอดกางเกงชั้นในของผู้เสียหายที่ 1 ออกแล้วใช้นิ้วมือล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวจริง แต่ไม่ปรับบทและระบุว่ามีความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ซึ่งความผิดฐานนี้มีระวางหนักกว่าโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 และการกระทำความผิดสองฐานนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกันจึงต้องลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นใดซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการไม่ปรับบทและระบุว่ามีความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) และลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้ฎีกา ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

ระหว่างพิจารณา นางสาว ร. ผู้เสียหายที่ 3 ในฐานะส่วนตัว และในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ญ. ผู้เสียหายที่ 1 และนาย ด. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นโจทก์ร่วมในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 283 ทวิ และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เป็นโจทก์ร่วมในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317) โดยเรียกนางสาว ร. ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนาย ด. ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในส่วนแพ่งว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 16 ปี กับให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2566) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ที่ถูก ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมทั้งสองขอด้วย) ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอายุ 7 ปีเศษ เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนใกล้บ้านจำเลย กลับมาจากการทัศนศึกษา และยืนรอโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาที่หน้าบ้านจำเลย ก่อนที่โจทก์ร่วมทั้งสองจะมารับผู้เสียหายที่ 1 กลับบ้าน จำเลยให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และหลังจากโจทก์ร่วมที่ 1 กลับถึงบ้าน โจทก์ร่วมที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ผลการตรวจพบบาดแผลถลอกบริเวณส่วนล่างของอวัยวะสืบพันธุ์ด้านนอก ขนาดกว้าง 0.5 เซนติเมตร ยาว 0.5 เซนติเมตร ไม่พบตัวอสุจิและสารประกอบน้ำอสุจิ (แอซิดฟอสฟาเตส) จากของเหลวในช่องคลอด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิด และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ร่วมทั้งสอง และร้อยตำรวจเอก พ. เป็นพยาน โดยผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ขณะผู้เสียหายที่ 1 รออยู่ที่หน้าบ้านจำเลย จำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปภายในบ้านแล้วจำเลยจับและใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในห้องครัว จำเลยถอดกางเกงของผู้เสียหายที่ 1 และของจำเลยออก แล้วจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยดันใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 ร้องว่าเจ็บ ๆ จำเลยให้เงินผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 10 บาท และบอกว่าห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใคร โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความว่า เมื่อกลับถึงบ้านผู้เสียหายที่ 1 มีอาการเงียบซึมไม่พูดกับใคร โจทก์ร่วมที่ 1 สอบถามว่าเป็นอะไร แต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ตอบ โจทก์ร่วมที่ 1 สอบถามประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง ผู้เสียหายที่ 1 จึงยอมบอกว่าจำเลยใช้มือจับที่อวัยวะเพศ และนำอวัยวะเพศของจำเลยไปใส่ที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 1 บอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าถูกจำเลยทำ โจทก์ร่วมที่ 2 โกรธเดินออกหน้าบ้าน ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 พูดคุยต่อกับผู้เสียหายที่ 1 และร้อยตำรวจเอก พ. พนักงานสอบสวนเบิกความว่า วันที่ 7 ธันวาคม 2565 พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุคดีนี้ และส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย และวันที่ 15 ธันวาคม 2565 ผู้เสียหายที่ 1 ให้การเป็นพยานตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์การกระทำผิดของจำเลยเพียงปากเดียว จึงเป็นพยานเดี่ยวที่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง แต่ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 กล่าวถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลย สอดคล้องกับที่ผู้เสียหายที่ 1 เล่าให้โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาฟังเมื่อกลับไปถึงบ้านในวันเกิดเหตุ และเมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไปให้การชั้นสอบสวนในวันที่ 15 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นวันหลังเกิดเหตุประมาณ 8 วัน ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังคงให้การเช่นเดียวกับที่ผู้เสียหายที่ 1 เล่าให้โจทก์ร่วมที่ 1 ฟัง ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุเพียง 7 ปีเศษ ย่อมไม่รู้เรื่องราวในทางเพศระหว่างหญิงกับชาย หากผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ประสบเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำกับผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความ ก็ยากที่ผู้เสียหายที่ 1 จะจินตนาการเรื่องดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความในชั้นพิจารณาขึ้นเอง ตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ความด้วยว่า เดิมผู้เสียหายที่ 1 เป็นคนร่าเริง ขี้เล่น และพูดเก่ง แต่หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 มีอาการซึม เหม่อลอย และพูดคนเดียว โจทก์ร่วมที่ 1 จึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปพบแพทย์ด้วยว่าอาการเหม่อลอยดังกล่าว ตลอดจนอาการกรีดร้องเมื่อถูกขัดใจ เอามือปิดหูไปนั่งมุมห้อง แยกตัวไม่เล่นกับเพื่อน ไม่เข้าใกล้เพื่อนผู้ชาย และกลางคืนนอนสะดุ้งต้องเรียกให้แม่ไปนอนใกล้ แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ส่อแสดงว่าผู้เสียหายที่ 1 ประสบเหตุการณ์ที่จำเลยกระทำกับผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความ จนทำให้ผู้เสียหายที่ 1 มีอาการเครียด คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จึงมีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยฎีกาว่า ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 ให้การว่า จำเลยชักอวัยวะเพศเข้าออกจนสำเร็จความใคร่หลั่งน้ำอสุจิในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 แต่ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ไม่พบตัวอสุจิและสารประกอบน้ำอสุจิจากของเหลวในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 นั้น ขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 7 ปีเศษ อยู่ในวัยไร้เดียงสาในเรื่องเพศสัมพันธ์ การที่จำเลยดันอวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และชักอวัยวะเพศของจำเลยเข้าออก ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การในตอนแรกตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ หรือพยาน ย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 1 รู้สึกเจ็บจนร้องว่าเจ็บ ๆ ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การและเบิกความไว้ และอาจทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าใจว่าอวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายที่ 1 สุดอวัยวะเพศของจำเลย จนจำเลยสำเร็จความใคร่และหลั่งน้ำอสุจิในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 ดังที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้การตอบคำถามพนักงานสอบสวนในตอนถัดมา ดังนั้น แม้ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ที่ไม่พบตัวอสุจิและสารประกอบน้ำอสุจิจากของเหลวในช่องคลอดผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่อาจถือว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว เป็นพิรุธถึงขนาดที่ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ว่าจำเลยใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศผู้เสียหายที่ 1 และใช้อวัยวะเพศของจำเลยดันใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 นั้น มีน้ำหนักลดน้อยลง ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสองมารับผู้เสียหายที่ 1 เด็กชาย น. และเด็กหญิง ว. บอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยทำ แต่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่นำเด็กชาย น. และเด็กหญิง ว. มาเบิกความให้ได้ความว่าจำเลยกระทำความผิด นั้น ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวได้ความเพียงว่าเด็กชาย น. และเด็กหญิง ว. บอกโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยกระทำ ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าเด็กทั้งสองคนนั้นเห็นจำเลยกระทำความผิดแต่อย่างใด การที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่นำเด็กทั้งสองคนดังกล่าวมาเบิกความ จึงไม่เป็นข้อพิรุธดังที่จำเลยฎีกากล่าวอ้าง ที่จำเลยฎีกาว่า ประตูเข้าบ้านจำเลยกับประตูห้องครัวเปิดโล่งไม่มีบานประตู และในเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง บริเวณหน้าบ้านจำเลยมีคนพลุกพล่าน และสามารถมองเข้าไปในบ้านได้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยจะกระทำความผิดตามฟ้อง นั้น ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอก พ. พนักงานสอบสวนประกอบบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและภาพถ่ายประกอบคดี ปรากฏว่าบ้านของจำเลยอยู่ห่างจากทางสาธารณะพอสมควร ประตูเข้าบ้านจำเลยและห้องครัวมีเพียงวงกบ แต่ไม่มีบานประตู วงกบประตูเข้าบ้านจำเลยก็ไม่ได้กว้างมากนัก ประตูห้องครัวก็ไม่ได้อยู่ตรงกับประตูเข้าบ้าน ไม่เชื่อว่าคนที่เดินผ่านไปมาบนทางสาธารณะบริเวณหน้าบ้านจำเลยสามารถมองเห็นภายในบ้านและห้องครัวได้ จึงเป็นไปได้ที่จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องภายในบ้านและห้องครัวดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้อยู่กับผู้เสียหายเท่านั้น แต่มีนาง ว. และเด็กหญิง ก. อยู่ด้วย นั้น แม้ตามคำเบิกความของจำเลยที่อ้างทำนองว่าเมื่อผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปบ้านจำเลย ผู้เสียหายที่ 1 ก็ขอเงินจากจำเลย และขณะนั้นเด็กหญิง ก. ลูกจำเลยนอนเล่นอยู่กับจำเลย และตามคำเบิกความของนาง ว. ภริยาจำเลยอ้างว่าผู้เสียหายที่ 1 ขอเงินจากนาง ว. และจำเลย นาง ว. บอกว่าไม่มี ส่วนจำเลยไปหยิบเงินให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นทำนองว่านาง ว. ก็อยู่ด้วยในขณะจำเลยให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 แต่ตามคำเบิกความของนาง ว. อ้างว่าจำเลยไปหยิบเงินในกระเป๋าเสื้อที่แขวนไว้ที่เสากลางบ้านให้ผู้เสียหายที่ 1 ส่วนตามคำเบิกความของเด็กหญิง ก. ที่ตอบคำถามติงทนายจำเลยกลับอ้างว่าจำเลยไปหยิบเงินที่หน้าประตูบ้าน แม้เด็กหญิง ก. จะเบิกความตอบคำถามติงต่อไปว่าเด็กหญิง ก. ไม่เห็นตอนที่จำเลยไปหยิบเงิน โดยเด็กหญิง ก. คงเห็นตอนที่จำเลยยื่นเงินให้ผู้เสียหายที่ 1 ก็ขัดแย้งกับที่เด็กหญิง ก. เบิกความตอบคำซักถามทนายจำเลยในตอนต้นที่ว่าเด็กหญิง ก. ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 เมื่อเด็กหญิง ก. เบิกความขัดแย้งกันเอง และยังแตกต่างจากคำเบิกความของนาง ว. คำเบิกความของเด็กหญิง ก. และคำเบิกความของนาง ว. จึงมีน้ำหนักน้อย รับฟังไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุมีนาง ว. และเด็กหญิง ก. อยู่กับจำเลยและผู้เสียหายที่ 1 ด้วย ที่จำเลยฎีกาว่ามารดาโจทก์ร่วมที่ 2 และน้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงเตรียมการให้ผู้เสียหายที่ 1 ให้การปรักปรำจำเลย นั้น แม้ตามคำเบิกความของจำเลยอ้างว่าบุตรของจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของนาง ม. มารดาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปขับชนรถบรรทุกพ่วงแล้วไม่ชดใช้ค่าเสียหาย ทำให้มารดาโจทก์ร่วมที่ 2 โกรธเคืองจำเลย และจำเลยไม่ให้เงินค่าเวนคืนที่ดินแก่นางสาว บ. น้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 เพื่อนำไปลงทุน ทำให้น้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่พอใจจำเลย แต่ตามคำเบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ของจำเลยปรากฏว่าเหตุที่รถจักรยานยนต์ของมารดาโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความเสียหายเกิดเมื่อประมาณ 5 ปีเศษที่แล้ว และการที่จำเลยไม่ให้เงินค่าเวนคืนที่ดินแก่น้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 นำไปลงทุน ก็เป็นเรื่องเล็กน้อย ซึ่งตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทกร่วมทั้งสองของจำเลยก็ปรากฏว่าจำเลยคิดหรือเข้าใจเองว่าน้องสาวโจทก์ร่วมที่ 2 โกรธเคืองจำเลย อีกทั้งโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่เชื่อว่าเหตุดังกล่าวทำให้มีการเตรียมการให้ผู้เสียหายที่ 1 ให้การปรักปรำจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง และผู้เสียหายที่ 1 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกบังคับใช้ โดยมาตรา 3 ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้เป็น (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิกวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหกและวรรคเจ็ดของมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จากบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวยังคงบัญญัติว่า การใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังคงเป็นความผิดอยู่ มิใช่เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากอนาจารโดยการล่วงล้ำเป็นความผิดฐานกระทำชำเรา อีกทั้งโทษตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ซึ่งใช้บัญญัติในขณะจำเลยกระทำความผิด และโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง (ที่แก้ไขบทนิยามใหม่) มีระวางโทษจำคุกและโทษปรับเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องมาด้วยว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการถอดกางเกงชั้นในของผู้เสียหายที่ 1 ออก แล้วใช้นิ้วมือล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวจริง แต่ไม่ปรับบทและระบุว่ามีความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) ซึ่งความผิดฐานนี้มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาทหรือจำคุกตลอดชีวิต หนักกว่าโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีแปดเดือนถึงสิบสามปีสี่เดือน และปรับตั้งแต่เก้าหมื่นสามพันสามร้อยสามสิบสามบาทสามสิบสามสตางค์ ถึงสองแสนหกหมื่นหกพันหกร้อยหกสิบหกบาทหกสิบหกสตางค์ หรือจำคุก 33 ปี 4 เดือน และการกระทำความผิดสองฐานนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกันจึงต้องลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นใดซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการไม่ปรับบทและระบุว่ามีความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) และลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้ฎีกา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (เดิม) อีกบทหนึ่ง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีไปเพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นใดซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้ว เป็นจำคุก 16 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง ม. 277 วรรคสอง ม. 279 วรรคห้า (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — นางสาว ร. ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ญ. กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายเจนณรงค์ อุปเถย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุบิน ชิ้นประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ธรรมนูญ สิงห์สาย
ชลิต กฐินะสมิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 625/2569
#724786
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของ ส. ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการมอบอำนาจให้ขายที่ดินมรดกระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเพิกถอนสัญญาขายที่ดิน และรายการจดทะเบียนขายที่ดินมรดกดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสาม เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 ส่วนจำเลยที่ 2 ดำเนินการตามหนังสือมอบอำนาจ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถือว่าเป็นการฟ้องในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีด้วย แม้โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุเฉพาะตัวหามีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วยไม่ โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 3 ต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการมอบอำนาจให้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7658 ในส่วนที่เป็นมรดกของนายสำรวย ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2559 เพิกถอนหนังสือสัญญาขายที่ดินและรายการจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวในส่วนที่เป็นมรดกของนายสำรวย ระหว่างจำเลยทั้งสาม ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2559 และรายการจดทะเบียนวันที่ 9 กันยายน 2559

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และนายสำรวย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2530 มีบุตรด้วยกัน 7 คน รวมโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2533 จำเลยที่ 1 และนายสำรวยซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 7658 โดยระบุชื่อจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวในโฉนดที่ดิน นายสำรวยถึงแก่ความตายวันที่ 10 มิถุนายน 2559 ต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2559 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ขายที่ดินพิพาท จากนั้นวันที่ 9 กันยายน 2559 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ขายที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลยที่ 3

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 บัญญัติว่า ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้... เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ทั้งสามเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจให้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ดำเนินการตามหนังสือมอบอำนาจแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการฟ้องในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุพการีด้วย แต่ที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 3 ถือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะเป็นการฟ้องบุพการี และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุเฉพาะตัวระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น หามีผลไปถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้วยไม่ โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 3 ต่อไปได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า นายสำรวยยินยอมให้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินพิพาทเพียงผู้เดียวเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นเพียงตัวแทนการถือครองที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นสินสมรสของนายสมรวยนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 แล้ว พิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 3 ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820 ม. 1336 ม. 1562
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก. กับพวก
จำเลย — นาง น. ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายชุมพล จันทศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพงษ์ศักดิ์ อนันธวัช
ชื่อองค์คณะ
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
มีชัย เตชาชาญ
จงศักดิ์ ผดุงทรัพย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2569
#726509
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลย จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 16 แล้วศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดจริงและให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพียงแต่แก้โดยปรับบทตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 กรณีจึงเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ในส่วนความผิดและโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาว่าการกระทำความผิดของจำเลยจะเป็นความผิดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) หรือไม่ เห็นว่า การทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตาม มาตรา 145 วรรคสาม (2) แห่ง ป.ยาเสพติด เป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรม ซึ่งกฎหมายให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยจากพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่อง ๆ ไป ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามส่งออกไปประเทศอิสราเอล เป็นชนิดผลึกสีขาว 60 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2,762.668 กรัม โดยมีชายคนหนึ่งว่าจ้างให้จำเลยนำยาเสพติดของกลางไปส่งที่ประเทศอิสราเอล แต่ขณะจำเลยนั่งรอขึ้นเครื่องบินอยู่ที่ห้องโถงผู้โดยสารขาออกของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นกระเป๋าเดินทางและพบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่จึงยึดเป็นของกลาง ตามพฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ชัดว่า หากเจ้าพนักงานไม่จับกุมจำเลยและยึดยาเสพติดของกลางได้เสียก่อน ยาเสพติดดังกล่าวซึ่งมีจำนวนมากย่อมถูกนำเข้าไปยังประเทศอิสราเอลเพื่อแพร่กระจายไปยังผู้เสพต่อไป และโดยเหตุที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (United Nations Convention against Transnational Organized Crime – UNTOC) ซึ่งจัดให้การค้ายาเสพติดเป็นหนึ่งในอาชญากรรมข้ามชาติร้ายแรง เมื่อประเทศไทยมีพันธกรณีตามอนุสัญญาดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติตามได้แต่ยังไม่อยู่ในระดับเป็นที่น่าพอใจ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก และอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า ทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐอยู่ในตัว ดังนั้น แม้จุดหมายปลายทาง ของการส่งออกยาเสพติดคือประเทศอิสราเอลโดยจำเลยไม่มีเจตนาที่จะให้เกิดการแพร่กระจายของยาเสพติดในประเทศไทย แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วยเหตุฉกรรจ์ เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 90 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงบทเดียว ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 16

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ประกอบมาตรา 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐเพียงบทเดียว ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยว่ากระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) จึงต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษที่เบากว่านั้น เห็นว่า การทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด เป็นเหตุฉกรรจ์ในเชิงนามธรรมซึ่งกฎหมายให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยจากพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามส่งออกเป็นชนิดผลึกสีขาว 60 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2,762.668 กรัม ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า มีชายคนหนึ่งติดต่อกับจำเลยทางเฟซบุ๊กและว่าจ้างให้จำเลยนำยาเสพติดของกลางไปส่งที่ประเทศอิสราเอล โดยจะให้ค่าจ้างเป็นเงิน 500,000 บาท ซึ่งจ่ายเป็นเงินสดแล้ว 100,000 บาท แต่ขณะจำเลยนั่งรอขึ้นเครื่องบินอยู่ที่ห้องโถงผู้โดยสารขาออกของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สนามบินสุวรรณภูมิ) ก็ถูกเจ้าพนักงานตรวจค้นกระเป๋าเดินทางและพบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในกระป๋องข้าวโอ๊ตรวม 4 กระป๋อง จึงยึดเป็นของกลางและจับกุมจำเลยแจ้งข้อหาเป็นคดีนี้ ซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยก็ยังคงให้การรับสารภาพ ดังนี้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ชัดว่า หากเจ้าพนักงานไม่จับกุมจำเลยและยึดยาเสพติดของกลางได้เสียก่อน ยาเสพติดดังกล่าวซึ่งมีจำนวนมากย่อมถูกนำเข้าไปยังประเทศอิสราเอลเพื่อแพร่กระจายไปยังผู้เสพต่อไป และโดยเหตุที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (United Nations Convention against Transnational Organized Crime – UNTOC) ซึ่งจัดให้การค้ายาเสพติดเป็นหนึ่งในอาชญากรรมข้ามชาติร้ายแรง โดยกำหนดมาตรการสำคัญในการปราบปรามยาเสพติดให้ประเทศภาคีต้องบัญญัติกฎหมายภายในให้การผลิต การลำเลียง การจำหน่าย หรือการฟอกเงินจากยาเสพติด เป็นความผิดทางอาญา เมื่อประเทศไทยมีพันธกรณีตามอนุสัญญาระหว่างประเทศดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติตามได้ยังไม่อยู่ในระดับเป็นที่น่าพอใจ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก และอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า ทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจได้ ซึ่งส่งผลกระทบ

ต่อความมั่นคงของรัฐอยู่ในตัว ดังนั้น แม้จุดหมายปลายทางของการส่งออกยาเสพติดคือประเทศอิสราเอล โดยจำเลยไม่มีเจตนาจะให้เกิดการแพร่กระจายของยาเสพติดในประเทศไทย แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วยเหตุฉกรรจ์เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) แล้ว หากปรับบทลงโทษได้เพียงมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยอ้างในฎีกา จะทำให้ความผิดฐานจำหน่าย (มีไว้เพื่อจำหน่าย) และพยายามส่งออกยาเสพติดรายใหญ่สามารถลงโทษจำคุกผู้กระทำความผิดได้สูงสุดเพียงไม่เกิน 15 ปี เท่านั้น ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย ไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่พิพากษาแก้เฉพาะการปรับบทกฎหมายโดยไม่ได้แก้ไขโทษให้เบาลงด้วย เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ไม่ว่าในทางใด..." ซึ่งมีความหมายว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาล กรณีมีการแก้ไขกฎหมายเป็นเหตุให้กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่มีโทษแตกต่างกัน ให้ศาลลงโทษจำเลยตามกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยเท่านั้น หาใช่ว่าจะต้องลงโทษจำเลยขั้นต่ำสุดเสมอไปไม่ แต่การลงโทษหนักเบาขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ โดยต้องลงโทษไม่หนักกว่าระวางโทษขั้นสูงของกฎหมายฉบับที่เป็นคุณแก่จำเลย เมื่อคดีนี้ตามกฎหมายเดิมคือพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม และกฎหมายใหม่คือประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) มีระวางโทษสูงสุดให้ประหารชีวิตเช่นเดียวกัน การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) และพิพากษายืนให้วางโทษประหารชีวิตจำเลยก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อมาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลย จำเลยไม่อุทธรณ์แสดงว่าพอใจในคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อต่อมาศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 16 แล้วศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดจริงโดยให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณีจึงเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในส่วนความผิดและโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษน้อยเป็นการเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อีก ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง
ป.ยาเสพติด ม. 145 วรรคสาม ม. 152 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 65 ม. 66 ม. 100/1 ม. 102
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเอกพงษ์ ช้อนสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเจษฎา สรณวิช
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
องอาจ แน่นหนา
จักรพันธ์ สอนสุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 521/2569
#726502
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิจำนองนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 จะเกิดขึ้นเฉพาะต่อเมื่อผู้จำนองเอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และตามมาตรา 714 การตราไว้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยต้องบันทึกไว้ในทะเบียนซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ และมาตรา 702 วรรคสอง ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่ วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ก็คือเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในทางทรัพย์สินตามหลักนิติรัฐในระบอบเสรีประชาธิปไตย ให้บุคคลในภาคเอกชนที่ยอมมอบเงินของตนให้แก่ผู้อื่นกู้ยืมไปใช้ประโยชน์มั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับเงินกู้ยืมพร้อมผลประโยชน์กลับคืนเพราะมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ มีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ตราไว้เป็นหลักประกันนั้นดีกว่าเจ้าหนี้อื่นและดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 722 และมาตรา 730 ส่วนผู้กู้ยืมก็ได้เงินไปหมุนเวียนในทางเศรษฐกิจ อันเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ในทางทรัพย์สินและเกิดหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น นอกจากนี้สิทธิจำนองย่อมไม่ตกไปจากการโอนทรัพย์ที่จำนอง และแม้หนี้ที่จำนองเป็นประกันขาดอายุความไปแล้ว ตามมาตรา 745 ก็ยังให้บังคับจำนองได้ การเพิกถอนความสมบูรณ์ของนิติกรรมการจำนองจึงคงทำได้เพียงตามบทบัญญัติว่าด้วยความสมบูรณ์แห่งนิติกรรมตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 4 นิติกรรม หรือหากผู้จำนองไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่จำนอง การจำนองย่อมไม่สมบูรณ์มาแต่แรกตามมาตรา 705

เมื่อการจำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของบุคคลในภาคเอกชน ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 37 บัญญัติรับรองสิทธิไว้ว่า การจำกัดสิทธิในทางทรัพย์สินต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น แม้แต่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ก็ยังต้องมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของด้วย ดังนั้น รัฐโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมไม่อาจกระทำการใดให้มีผลกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคลโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจอย่างชัดเจนได้ เมื่อตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 กองทุนเกิดขึ้นโดยมาตรา 34 และมาตรา 35 ที่บัญญัติว่ากองทุนประกอบด้วย (1) ทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน... (2) ทรัพย์สินที่มีผู้ให้ (3) ทรัพย์สินที่ได้รับจากรัฐบาล และ (4) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) และ (3) มาตรา 36 กองทุนให้เป็นของสำนักงาน ป.ป.ส. โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และมาตรา 37 การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบ แม้ พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดย พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 แต่ ป.ยาเสพติด มาตรา 88 ยังคงบัญญัติถึงสินทรัพย์ของกองทุนไว้ว่า "กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (1) เงินและทรัพย์สินที่โอนมาจากกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ...(5) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) (3) และ (4)" และวรรคสองบัญญัติว่า "เงินและทรัพย์สินของกองทุนตามวรรคหนึ่ง ไม่ต้องส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน" มาตรา 89 "ให้คณะกรรมการ ป.ป.ส. วางระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการดำเนินการของกองทุน...(2) การจัดหาผลประโยชน์ การจัดการ และการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุน (3) การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุน (4) ค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนอื่นใดซึ่งจำเป็นต้องจ่ายแก่หน่วยงาน บุคคลภายนอก..." แสดงว่า ทรัพย์สินของกองทุนอาจงอกเงยหรือลดทอนลงได้ โดยการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่ กองทุนจึงย่อมมีทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่อผู้ที่กองทุนมีนิติสัมพันธ์ด้วยและต่อผู้อื่นที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่กองทุนได้รับมาได้ ดังนั้น เงินและทรัพย์สินของกองทุนที่ได้รับมาโดยกฎหมาย หากยังมีภาระผูกพันตามกฎหมายใด ๆ กองทุนก็ยังมีหน้าที่ความรับผิดตามกฎหมายนั้น ๆ ต่อไป การที่มาตรา 31 บัญญัติให้ทรัพย์สิน "ตกเป็นของกองทุน" ไม่ได้บัญญัติว่า "ให้ตกเป็นของแผ่นดิน" จึงย่อมต่างจากให้ "ตกเป็นของแผ่นดิน" และแม้กระทั่งทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะคืนให้แก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริงที่ปรากฏในภายหลังไม่ได้ เมื่อสิทธิของผู้รับจำนอง มีกฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน และไม่มีกฎหมายใดออกมาในลักษณะจำกัดสิทธิดังกล่าว จึงไม่อาจตีความไปในทางจำกัดสิทธิได้ การที่มาตรา 1307 บัญญัติว่า "ท่านห้ามมิให้ยึดทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่" มิได้หมายความว่ารัฐไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระผูกพันใด ๆ ในทรัพย์สินนั้น ๆ ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองคดีนี้ แม้คดีที่ศาลอาญามีคำสั่งให้ริบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ตกเป็นของกองทุนได้ถึงที่สุดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,298,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 742,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107 ตำบลสามเสนนอก อำเภอห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับโอนมาตามคำสั่งศาลออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 742,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 742,000 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 742,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 สิงหาคม 2564) ต้องไม่เกิน 556,500 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 พร้อมกัญชา 600 ซอง กัญชาแห้ง 35 ซอง กัญชาอัดแท่ง 1 แท่ง ก้านกัญชา 2 ถุง และยางกัญชา 1 ก้อน กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานผลิตกัญชา วันที่ 16 สิงหาคม 2556 โจทก์จดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ระบุว่าเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน 742,000 บาท มีกำหนดไถ่ถอนภายใน 6 เดือน วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้ตรวจสอบทรัพย์สินและมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ชั่วคราว 11 รายการ ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีมติให้อายัดทรัพย์สิน รวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 107 วันที่ 25 มีนาคม 2558 ศาลอาญามีคำสั่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 107 ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 27, 29 และ 31 คดีถึงที่สุดแล้ว วันที่ 21 เมษายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีหนังสือถึงโจทก์ขอดำเนินการให้ที่ดินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 โจทก์มอบอำนาจให้นายวัชระ ทนายความจัดทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่กองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลยทั้งสองได้รับแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ผู้รับจำนองฟ้องบังคับจำนองตามสิทธิจำนองที่การจำนองนั้นได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ สิทธิจำนองของผู้รับจำนองนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 กำหนดว่า จะเกิดขึ้นเฉพาะต่อเมื่อผู้จำนองเอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และตามมาตรา 714 การตราไว้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยต้องบันทึกไว้ในทะเบียนซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ ผลของการตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งดังกล่าวนั้น มาตรา 702 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่" สิทธิจำนองจึงเป็นทรัพยสิทธิ แม้มีการโอนทรัพย์จำนองไปยังบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของเดิม ทรัพยสิทธิของผู้รับจำนองก็ยังติดไปกับตัวทรัพย์ ผู้รับจำนองตามไปบังคับจำนองเอากับผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองได้ ไม่ว่าทรัพย์จำนองจะถูกโอนไปกี่ทอดก็ตาม และมาตรา 715 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ (1) ดอกเบี้ย..." วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ก็คือเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในทางทรัพย์สินตามหลักนิติรัฐในระบอบเสรีประชาธิปไตย ให้บุคคลในภาคเอกชนที่ยอมมอบเงินของตนให้แก่ผู้อื่นกู้ยืมไปใช้ประโยชน์มั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับเงินกู้ยืมพร้อมผลประโยชน์กลับคืนเพราะมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ โดยมีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ตราไว้เป็นหลักประกันนั้นดีกว่าเจ้าหนี้อื่นและยังมีสิทธิดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 722 ที่บัญญัติว่า "ถ้าทรัพย์สินได้จำนองแล้ว และภายหลังที่จดทะเบียนจำนองมีจดทะเบียนภาระจำยอมหรือทรัพยสิทธิอย่างอื่น โดยผู้รับจำนองมิได้ยินยอมด้วยไซร้ ท่านว่าสิทธิจำนองย่อมเป็นใหญ่กว่าภาระจำยอมหรือทรัพยสิทธิอย่างอื่นนั้น หากว่าเป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของผู้รับจำนองในเวลาบังคับจำนอง ก็ให้ลบสิทธิที่กล่าวหลังนั้นเสียจากทะเบียน" และมาตรา 730 ที่บัญญัติว่า "เมื่อทรัพย์สินอันหนึ่งอันเดียวได้จำนองแก่ผู้รับจำนองหลายคนด้วยกัน ท่านให้ถือลำดับผู้รับจำนองเรียงตามวันและเวลาจดทะเบียน และผู้รับจำนองคนก่อนจักได้รับใช้หนี้ก่อนผู้รับจำนองคนหลัง" ส่วนผู้กู้ยืมก็ได้เงินไปหมุนเวียนในทางเศรษฐกิจ อันเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ในทางทรัพย์สินและเกิดหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น นอกจากสิทธิจำนองย่อมไม่ตกไปจากการโอนทรัพย์ที่จำนองไปแล้ว แม้หนี้ที่จำนองเป็นประกันขาดอายุความไปแล้ว ตามมาตรา 745 ก็ยังให้บังคับจำนองได้ การเพิกถอนความสมบูรณ์ของนิติกรรมการจำนองจึงคงทำได้เพียงตามบทบัญญัติว่าด้วยความสมบูรณ์แห่งนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 1 ลักษณะ 4 นิติกรรรม เช่น หากเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีการกู้ยืมและจำนองกันจริง ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง หรือหากผู้จำนองไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่จำนอง การจำนองย่อมไม่สมบูรณ์มาแต่แรกตามมาตรา 705 และเมื่อการจำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของบุคคลในภาคเอกชน โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 37 ก็บัญญัติรับรองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลไว้ว่า การจำกัดสิทธิในทางทรัพย์สินต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น แม้แต่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ก็ยังต้องมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของด้วย ดังนั้น รัฐโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมไม่อาจกระทำการใดให้มีผลกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคลโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจอย่างชัดเจนได้ เมื่อพิเคราะห์ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 แล้ว กองทุนเกิดขึ้นโดยมาตรา 34 และมาตรา 35 บัญญัติว่า กองทุนตามมาตรา 34 ประกอบด้วยทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (1) ทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน... (2) ทรัพย์สินที่มีผู้ให้ (3) ทรัพย์สินที่ได้รับจากรัฐบาล (4) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) และ (3) มาตรา 36 กองทุนตามมาตรา 35 ให้เป็นของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และมาตรา 37 การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง แม้พระราชบัญญัติดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยมาตรา 4 (17) และ (18) ของพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 88 ยังคงบัญญัติถึงสินทรัพย์ของกองทุนไว้ว่า "กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (1) เงินและทรัพย์สินที่โอนมาจากกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 (2) ทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 81 มาตรา 82 มาตรา 86 และมาตรา 186 … (5) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) (3) และ (4)" และวรรคสอง บัญญัติว่า "เงินและทรัพย์สินของกองทุนตามวรรคหนึ่ง ไม่ต้องส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน" มาตรา 89 บัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการ ป.ป.ส.วางระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการดำเนินการของกองทุนในเรื่องนี้ ดังต่อไปนี้ (1)... (2) การจัดหาผลประโยชน์ การจัดการ และการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุน (3) การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุน (4) ค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนอื่นใดซึ่งจำเป็นต้องจ่ายแก่หน่วยงาน บุคคลภายนอก… เพื่อให้การดำเนินงานตามประมวลกฎหมายนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้นให้จ่ายจากกองทุน..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า ทรัพย์สินของกองทุนอาจงอกเงยหรือลดทอนลงได้ โดยการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่ตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารกองทุน กองทุนจึงย่อมมีทั้งสิทธิ หน้าที่และความรับผิดต่อผู้ที่กองทุนมีนิติสัมพันธ์ด้วยและต่อผู้อื่นที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่กองทุนได้รับมาได้ ดังนั้น เงินและทรัพย์สินของกองทุนที่กองทุนได้รับมาโดยกฎหมาย หากยังมีภาระผูกพันตามกฎหมายใด ๆ กองทุนก็ยังมีหน้าที่ความรับผิดตามกฎหมายนั้น ๆ ต่อไป การที่พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 31 บัญญัติให้ทรัพย์สิน "ตกเป็นของกองทุน" ไม่ได้บัญญัติว่า "ให้ตกเป็นของแผ่นดิน" จึงย่อมต่างจากให้ "ตกเป็นของแผ่นดิน" แม้กระทั่งทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้วดังเช่นที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะคืนให้แก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริงที่ปรากฏในภายหลังไม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ทั้งนี้เพราะรัฐยังมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 37 ในการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล การจำกัดสิทธิดังกล่าว มาตรา 37 วรรคสอง บัญญัติว่าต้อง "ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ" เท่านั้น เมื่อสิทธิของผู้รับจำนอง มีกฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน และไม่มีกฎหมายใดออกมาในลักษณะจำกัดสิทธิดังกล่าว จึงไม่อาจตีความไปในทางจำกัดสิทธิได้ การที่มาตรา 1307 บัญญัติว่า "ท่านห้ามมิให้ยึดทรัพย์สินของแผ่นดินไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่" มิได้หมายความว่ารัฐไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระผูกพันใด ๆ ในทรัพย์สิน เพราะยังมีกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ มีอำนาจ หน้าที่ รวมทั้งความรับผิดชอบตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติหน้าที่คืนทรัพย์สินของรัฐให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลอาญามีคำสั่งให้ริบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ตกเป็นของกองทุน คดีถึงที่สุดแล้ว ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินแล้ว นับแต่วันที่ศาลอาญามีคำสั่งให้ริบ มิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ทั้งทรัพย์สินของแผ่นดินย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีให้ตกเป็นของกองทุนหรือไม่ เห็นว่า แม้ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 ในความผิดฐานผลิตกัญชา แล้วอีกประมาณ 6 เดือน ต่อมา คือ วันที่ 16 สิงหาคม 2556 โจทก์เพิ่งจดทะเบียนรับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน แต่โจทก์ก็มีพยานหลักฐานแสดงว่าโจทก์ประกอบธุรกิจปล่อยเงินให้กู้ยืมเป็นปกติมาก่อน สำหรับการให้กู้ยืมเงินแก่จำเลยที่ 1 นั้น มีนายหน้าชื่อนายธนาศักดิ์ เป็นผู้แนะนำจำเลยที่ 1 ให้มากู้ยืมเงินโจทก์ โดยมีตัวโจทก์กับนายธนาศักดิ์ซึ่งเป็นนายหน้ามาเบิกความยืนยัน มีรายละเอียดที่สอดคล้องกันโดยโจทก์เบิกความว่า นายหน้าส่งข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินมาให้โจทก์ดูผ่านทางแอพพลิเคชันไลน์ นายหน้าชื่อ นายพันวา และนายธนศักดิ์ โจทก์เข้าไปตรวจสถานที่ ประเมินราคา เปรียบเทียบกับราคาที่จำเลยที่ 1 ต้องการแล้วปรากฏว่าราคาซื้อขายที่ดินพิพาทน่าจะ 3,000,000 บาท ขึ้นไป เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงยอมปล่อยกู้ โดยมีนายธนศักดิ์ มาเบิกความเป็นพยานโจทก์สอดคล้องต้องกัน กับมีสำเนารายการเดินบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ว่า มีการถอนเงิน 600,000 บาท จากบัญชีดังกล่าวซึ่งเป็นบัญชีของสามีโจทก์ในวันที่ 16 สิงหาคม 2556 เวลา 14.31 นาฬิกา อันเป็นวันที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ ณ สำนักงานที่ดินที่อยู่ใกล้กับธนาคาร เมื่อพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 มีนายชญทัธ นิติกรปฏิบัติการ กองกฎหมาย นายเสริมชัย นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ เบิกความประกอบเอกสาร แล้วให้เหตุผลของความเชื่อว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมกู้ยืมเงินและจำนองโดยมีเจตนาลวงสรุปว่า เพราะจำนองที่ดินกันหลังจำเลยที่ 1 ถูกจับ โจทก์ไม่ได้ทำการตรวจที่มาที่ไปถึงสาเหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องจำนอง ไม่ตรวจสอบสภาพที่ตั้ง ทำเลที่ดินก่อน ประกอบกับจำเลยที่ 1 เคยให้ถ้อยคำว่ามีทรัพย์สินจำนวนมากจึงไม่น่ามีเหตุต้องจำนองที่ดิน ทั้งโจทก์ยังมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปทำสัญญา แหล่งที่มาของเงินที่นำมาให้กู้ก็ไม่มี ไม่มีหลักฐานการส่งมอบเงินแก่จำเลยที่ 1 และยังปล่อยเวลาให้เนิ่นนานจึงฟ้องคดี เหตุผลของพยานจำเลยที่ 2 ดังกล่าวนั้น ล้วนเป็นการคาดเดาเอาเอง การจำนองที่ดินหลังจากจำเลยที่ 1 ถูกจับก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่าจำเลยที่ 1 จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อการต่อสู้คดี การที่จำเลยที่ 1 เคยอ้างว่ามีทรัพย์สินจำนวนมากก็คงเป็นเพียงข้ออ้างจะมีเหตุผลใดก็ไม่ชัดเจน ในข้อที่ว่าไม่ได้ไปตรวจสอบทรัพย์สินก่อน ก็เป็นการยันกันไปมาเพราะต่างกันกับที่โจทก์เบิกความ การมอบอำนาจให้ไปทำนิติกรรมนั้นไม่ได้มีกฎหมายห้ามและเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นปกติ แหล่งที่มาของเงินโจทก์ก็มีหลักฐานการเบิกเงินจากบัญชีในวันเดียวกันและในจำนวนที่ใกล้เคียงกันกับที่ระบุในสัญญา ส่วนการที่ไม่ได้ฟ้องคดี โจทก์ก็เบิกความยืนยันว่าเพราะต้องให้การดำเนินการของจำเลยที่ 2 มีความชัดเจนก่อน ซึ่งก็เพิ่งมีความชัดเจนก่อนโจทก์ฟ้องไม่นาน ดังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า วันที่ 21 เมษายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเพิ่งมีหนังสือถึงโจทก์ ขอดำเนินการให้ที่ดินตกเป็นของกองทุน และวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 โจทก์มอบอำนาจให้นายวัชระ ทนายความจัดทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่กองทุน พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวกับข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่ว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" ประกอบกับจำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าโจทก์รับจำนองโดยมีการแสดงเจตนาลวง จำเลยที่ 2 ย่อมมีภาระการพิสูจน์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 เชื่อได้ว่าการทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ที่ดินพิพาทที่พนักงานเจ้าหน้าที่ยึดดำเนินคดีตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 วรรคสอง สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม คดีนี้โจทก์อ้างในฟ้องว่าเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ไป 742,000 บาท โดยโจทก์มีหลักฐานที่ชัดเจนถึงแหล่งที่มาของเงินที่นำมาให้กู้ยืมเงินว่ามาจากเงินฝากในธนาคาร แต่ตามหลักฐานดังกล่าวเงินที่ถอนออกมาในวันที่ 16 สิงหาคม 2556 มีเพียง 600,000 บาท สำหรับเงินส่วนที่เกินกว่า 600,000 บาท ดังกล่าว แม้โจทก์อ้างว่าส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ในวันปล่อยกู้เช่นกันนั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริงเพราะตามรายการบัญชีนั้น ในวันที่ 16 สิงหาคม 2556 ยังมีเงินเหลืออยู่ในบัญชีอีก 257,169.15 บาท ไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนว่าเหตุใดจึงไม่ถอนมาให้ครบ 742,000 บาท ทั้งโจทก์ยังเบิกความยอมรับว่า "ในส่วนของดอกเบี้ยตามสัญญาจำนอง คดีนี้ ข้าฯ ได้หักดอกเบี้ยออกมาเรียบร้อยแล้ว" อันส่อแสดงว่าไม่ได้จ่ายเงินไปครบถ้วน 742,000 บาท จริง เชื่อว่าจ่ายไป 600,000 บาท ที่เหลืออีก 142,000 บาท เป็นดอกเบี้ย และยังคิดดอกเบี้ยตามที่ระบุในสัญญาอีกร้อยละ 15 ต่อปี เชื่อว่าโดยรวมแล้วโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่กฎหมายกำหนดให้โจทก์พึงเรียกได้ ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เฉพาะดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราตามกฎหมาย คือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง กล่าวคือร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน คือ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 ม. 705 ม. 714 ม. 715 ม. 722 ม. 730 ม. 745 ม. 1307
ป.ยาเสพติด ม. 88 ม. 89
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสิรพัชร์ สินมา
ศาลอุทธรณ์ — นายพลีส เทอดไทย
ชื่อองค์คณะ
นวรัตน์ กลิ่นรัตน์
บุญศริรัตน์ ศิริชัย
พฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 506/2569
#724416
เปิดฉบับเต็ม

ขณะโจทก์ฟ้องคดีการกระทำของจำเลยเป็นความผิด ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า (แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. ฉบับที่ 27 พ.ศ. 2562) แต่ในขณะกระทำความผิดการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้ยกเลิกความใน (18) ของมาตรา 1 ตาม ป.อ. แล้วให้ใช้ความต่อไปนี้แทน (18) "กระทำชำเรา" หมายความว่ากระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนักหรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำ หรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิก ป.อ. มาตรา 279 วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก และวรรคเจ็ด ดังนั้นบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิใช่กรณีที่กฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากการกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำแล้วเปลี่ยนกลับมาเป็นฐานกระทำชำเราอีกเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดของจำเลยฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ ในขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และมาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จึงต้องปรับบทความผิดของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 3 เมื่อความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้กับฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีระวางโทษเท่ากับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. 277 วรรคสาม (เดิม) ที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิด ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ทั้งในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ 1.3 ถึง 1.6 นั้น พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 มาตรา 5 ให้ยกเลิกวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ของ ป.อ. มาตรา 278 ซึ่งจากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมยังคงบัญญัติให้การกระทำโดยใช้อวัยวะอื่นของจำเลยหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ มิใช่กรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง เช่นกัน เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำกลับไปเป็นฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งมีระหว่างโทษเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 จำเลยยังคงมีความผิดและให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 276, 278, 279, 285 ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 1, 29, 104, 162 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 929/2566 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 285, 278 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 285, 279 วรรคห้า โดยให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 285 (เดิม) ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดาน และฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดานซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำ จำคุก 12 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำ รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยสำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดาน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำ และฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดาน คงจำคุก 6 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยล่วงการล้ำ คงจำคุก 9 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยการล่วงล้ำ คงจำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี รวมทุกกระทงเป็นจำคุก 39 ปี 1 เดือน บวกโทษจำคุก 5 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 929/2566 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 39 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในชั้นนี้ว่า นางสาว ป. ผู้เสียหาย เกิดวันที่ 13 มิถุนายน 2549 เป็นบุตรของจำเลยกับนาง ณ. ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับจำเลยและเด็กหญิง ต. น้องสาวผู้เสียหายที่บ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นของนาย ม. ตาผู้เสียหาย เป็นบ้าน 2 ชั้น หลังเกิดเหตุแพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหาย พบบาดแผลฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจารี ไม่พบอสุจิ ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุครั้งสุดท้ายผู้เสียหายอายุ 17 ปี เศษ อยู่ในวัยเริ่มเป็นสาวเต็มตัว ย่อมรู้ว่าการถูกกระทำอนาจารและถูกข่มขืนกระทำชำเราเป็นเรื่องที่น่าอับอายที่ทำให้ตนเองต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง มีมลทินติดตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เสียหายถูกกระทำจากจำเลยซึ่งป็นพ่อของตัวเอง เป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ตนเองและวงศ์ตระกูล เป็นที่ติฉินนินทาของชาวบ้านในละแวกที่เกิดเหตุ เป็นการประจานตนเองต่อสังคม หากผู้เสียหายมิได้ถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศดังที่เบิกความ ไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะกล้าเบิกความเช่นนั้น ผู้เสียหายยังเบิกความสอดคล้องกับที่ให้การในชั้นสอบสวนในสาระสำคัญ ตามบันทึกคำให้การ ส่วนที่ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ต. น้องสาวของผู้เสียหายนอนรวมอยู่กับผู้เสียหายด้วย และขณะเกิดเหตุครั้งสุดท้ายนาง ณ. มารดาก็นอนรวมอยู่ด้วยนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนเด็กหญิง ต. และนาง ณ. นอนหลับแล้ว เมื่อผู้เสียหายขัดขืนจำเลยก็ข่มขู่ไม่ให้ส่งเสียงดัง บางครั้งจำเลยบีบแขนผู้เสียหายเพื่อไม่ให้ขัดขืน นาง ณ. ก็เบิกความยืนยันว่านาง ณ. ไปทำงานตัดอ้อยทุกวัน เมื่อกลับบ้าน จะเหนื่อยและเพลีย จะหลับโดยไม่รู้ตัว ดังนี้ การที่เด็กหญิง ต. และนาง ณ. ไม่รู้ว่าจำเลยล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายจึงเกิดจากเด็กหญิง ต. และนาง ณ. นอนหลับไม่รู้สึกตัวและผู้เสียหายไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือเนื่องจากกลัวจำเลย ส่วนที่ผู้เสียหายโทรศัพท์ขอให้นาง ณ. กลับมาอยู่กับผู้เสียหาย แต่ไม่ได้บอกเรื่องที่จำเลยล่วงละเมิดทางเพศแก่นาง ณ. เมื่อนาง ณ. กลับมาอยู่บ้าน ผู้เสียหายก็ไม่ได้เล่าเรื่องให้นาง ณ.ฟังทันทีนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายอาจกลัวจำเลยดังที่เบิกความ ซึ่งสอดคล้องกับที่นาง ณ. เบิกความยืนยันว่าผู้เสียหายไม่เล่าให้ฟังเพราะผู้เสียหายกลัวและไม่มีหลักฐาน อย่างไรก็ดีผู้เสียหายเบิกความตอบคำถามติงของโจทก์ว่าเมื่อนาง ณ. กลับมาอยู่บ้าน แต่ไม่ได้เล่าเรื่องให้นาง ณ. ฟังเนื่องจากจำเลยถูกจับกุม โดยจำเลยน่าจะถูกจำคุกเป็นเวลานาน แต่ปรากฏว่าไม่นานจำเลยได้พ้นโทษและกลับมากระทำต่อผู้เสียหายอีก แสดงว่าผู้เสียหายพยายามอดทนที่จะไม่เปิดเผยเรื่องแก่นาง ณ. เมื่อจำเลยถูกจำคุกจึงไม่ได้บอกนาง ณ. จนกระทั่งจำเลยพ้นโทษและผู้เสียหายทนไม่ได้จึงบอกแก่นาง ณ. พฤติการณ์ผู้เสียหายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดปกติ นอกจากนี้แพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหาย ผลปรากฎว่าพบบาดแผลฉีกขาดเก่าของเยื่อพรหมจารีหนึ่งตำแหน่ง บริเวณด้านซ้าย หมายความว่าตรวจพบหลักฐานอาจมีการล่วงล้ำของอวัยวะเพศชายหรือวัตถุอื่นทางช่องคลอด ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ หลักฐานดังกล่าวสอดรับกับคำเบิกความของผู้เสียหาย ประกอบกับชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับว่ากระทำจริงตามที่ถูกกล่าวหา เพียงแต่จำเลยขอไม่ให้การในรายละเอียดเนื่องจากสำนึกผิดและไม่อยากพูดถึงการกระทำดังกล่าวเนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่สมควร ไม่กล้าพูดถึง แต่เมื่อพนักงานสอบสวนถามถึงเรื่องที่จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายเมื่อเดือนมีนาคม 2562 และเรื่องที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยตอบว่าได้กระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจริง ตามบันทึกคำให้การ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ที่จำเลยนำสืบต่อสู้และฎีกาว่าผู้เสียหายเบิกความปรักปรำจำเลยเนื่องจากมีสาเหตุจากการที่จำเลยดุด่าว่ากล่าวตักเตือนและห้ามปรามผู้เสียหายที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับเพื่อนชายและมิให้ผู้เสียหายคบหากับเพื่อนชายก่อนวัยอันควร และจำเลยขว้างทำลายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหาย นอกจากนี้นาง ณ. คบหากับชายอื่น จึงขอหย่ากับจำเลย แต่จำเลยไม่ยินยอม คำเบิกความของผู้เสียหายจึงเกิดจากการจูงใจของนาง ณ.นั้น เห็นว่า สาเหตุที่จำเลยดุด่าว่ากล่าวตักเตือนและห้ามปรามผู้เสียหายดังกล่าวไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดผู้เสียหายคิดกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยซึ่งเป็นบิดาให้ได้รับโทษอาญาที่รุนแรง ส่วนนาง ณ. ก็เบิกความตอบคำถามติงของโจทก์ยืนยันว่า นาง ณ. คบหากับบุคคลอื่นภายหลังจากที่ทราบว่าจำเลยล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายจะเบิกความปรักปรำจำเลยโดยไม่เป็นความจริง เมื่อพิจารณาบันทึกภาพเคลื่อนไหวการสอบคำให้การผู้เสียหายในชั้นสอบสวนแล้ว พบว่าผู้เสียหายถูกแยกสอบสวนในห้องหนึ่งซึ่งมีนาง ณ. และนักสังคมสงเคราะห์อยู่ด้วย ส่วนพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการอยู่อีกห้อง พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนผ่านนักสังคมสงเคราะห์โดยใช้วิทยุสื่อสารติดต่อกัน ผู้เสียหายให้การด้วยตนเอง ไม่มีบุคคลใดเสี้ยมสอน ข้ออ้างของจำเลยข้อนี้ไม่น่ารับฟัง พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำ ตามมาตรา 279 วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายอาญาซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 แต่ในขณะกระทำความผิด การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ให้ยกเลิกความใน (18) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "(18) "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น..." และมาตรา 6 ให้ยกเลิกวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก และวรรคเจ็ดของมาตรา 279 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น บทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติม ยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่มิใช่กรณีที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนฐานความผิดจากการกระทำชำเราเป็นฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ แล้วเปลี่ยนกลับมาเป็นฐานกระทำชำเราอีกเท่านั้น ซึ่งการกระทำความผิดของจำเลยฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และมาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จึงต้องปรับบทความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 เมื่อความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ กับฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีระวางโทษเท่ากับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ที่ใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ทั้งในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ 1.3 ถึง 1.6 นั้น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2568 มาตรา 5 ให้ยกเลิกวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ของมาตรา 278 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งจากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมยังคงบัญญัติให้การกระทำโดยใช้อวัยวะอื่นของจำเลยหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1 (18) ที่แก้ไขใหม่ มิใช่กรณีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง เช่นกัน เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนฐานความผิดจากฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำ กลับไปเป็นฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ซึ่งมีระวางโทษเท่ากัน กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 จำเลยยังคงมีความผิดและให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.1 จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้) ประกอบมาตรา 285 โดยกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.3 ถึง ข้อ 1.6 จำเลยมึความผิดตามมาตรา 278 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 285 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (18) (เดิม) ม. 1 18 (แก้ไขใหม่) ม. 2 ม. 3 ม. 276 ม. 278 (เดิม) ม. 279 (เดิม) ม. 285
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายเสนีย์ ประพันธ์วิทยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสุวิมล ศรีสงวน สุพรรณพงษ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 455/2569
#727213
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย เป็นการกระทำที่เป็นความผิดสำเร็จแล้ว การที่ต่อมาจำเลยผู้ขับรถหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที เป็นการกระทำหลังเกิดเหตุรถกระบะของจำเลยชนกับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำโดยเจตนาของจำเลยแยกต่างหากจากการกระทำโดยประมาท ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง จึงเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่ง ส่วน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง เป็นเพียงบทบัญญัติให้ศาลกำหนดโทษจำเลยในความผิดนั้นก่อนแล้วจึงเพิ่มโทษ ซึ่งต่างจากมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ที่มีระวางโทษกำหนดไว้แล้ว เพื่อให้เปรียบเทียบได้ว่ากฎหมายบทใดที่มีโทษหนักที่สุด ในกรณีที่การกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90 เมื่อมาตรา 160 วรรคสอง ไม่ได้กำหนดระวางโทษไว้ และไม่มีเงื่อนไขหรือองค์ประกอบความผิดในลักษณะของบทหนักหรือบทฉกรรจ์ของมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ไว้ในตัว ทั้งมิได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าเมื่อเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดนั้นตามความในวรรคสองแล้วจะลงโทษได้แต่กระทงเดียวและห้ามไม่ให้ลงโทษตามวรรคหนึ่งอีก อันเป็นบทยกเว้นตาม ป.อ. มาตรา 91 ดังนั้น มาตรา 160 วรรคสอง เป็นเพียงบทบัญญัติลักษณะว่าด้วยการเพิ่มโทษในการกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทตาม ป.อ. มาตรา 291 หรือมาตรา 300 ไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ทำให้การกระทำโดยประมาทของจำเลยกับความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกันต้องกลับเป็นความผิดกรรมเดียวด้วยผลจากการเพิ่มโทษตามมาตรา 160 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าความผิดฐานกระทำโดยประมาทของจำเลยกับความผิดฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที เป็นความผิดกรรมเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 จึงไม่ชอบ และแม้ว่าโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 มาด้วยแล้ว ศาลจึงเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายณัฐพงษ์กิตติ์ ผู้สืบสันดานของนายประสิทธิ์ ผู้เสียหาย ซึ่งได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียง จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 24,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 เดือน และปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลย ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติรวม 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับความผิดฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นความผิดทางพินัยและเป็นกรรมเดียวกับฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ความผิดทางพินัยเป็นอันยุติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 16 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 เป็นจำคุก 1 ปี 15 เดือน และปรับ 30,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 13 เดือน 15 วัน และปรับ 15,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยขับรถกระบะไปในทางที่เกิดเหตุโดยประมาทชนรถจักรยานยนต์ของนายประสิทธิ์ ผู้เสียหาย ได้รับความเสียหายและเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ภายหลังจากที่จำเลยขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่นแล้ว จำเลยหลบหนีไปโดยไม่หยุดรถ และไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัวต่อตำรวจ ณ สถานที่เกิดเหตุ และไม่แจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 78, 157, 160, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 300 จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย เป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย เป็นการกระทำที่เป็นความผิดสำเร็จแล้ว การที่ต่อมาจำเลยผู้ขับรถหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที เป็นการกระทำหลังเกิดเหตุรถกระบะของจำเลยชนกับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำโดยเจตนาของจำเลยแยกต่างหากจากการกระทำโดยประมาท ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง จึงเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่ง ส่วนที่พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลจะมีคำพิพากษาลงโทษผู้ขับขี่ในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 291 หรือมาตรา 300 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หากปรากฏว่าผู้ขับขี่ไม่ให้การช่วยเหลือตามสมควรหรือไม่แสดงตัวต่อตำรวจ ณ สถานที่เกิดเหตุตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง ให้ศาลพิพากษาเพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดนั้น" เป็นเพียงบทบัญญัติให้ศาลกำหนดโทษจำเลยในความผิดนั้นก่อนแล้วจึงเพิ่มโทษ ซึ่งต่างจากมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ที่มีระวางโทษกำหนดไว้แล้ว เพื่อให้เปรียบเทียบได้ว่ากฎหมายบทใดที่มีโทษหนักที่สุด ในกรณีที่การกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อมาตรา 160 วรรคสอง ไม่ได้กำหนดระวางโทษไว้ และไม่มีเงื่อนไขหรือองค์ประกอบความผิดในลักษณะของบทหนักหรือบทฉกรรจ์ของมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ไว้ในตัว ทั้งมิได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าเมื่อเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดนั้นตามความในวรรคสองแล้วจะลงโทษได้แต่กระทงเดียวและห้ามไม่ให้ลงโทษตามวรรคหนึ่งอีก อันเป็นบทยกเว้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ดังนั้น มาตรา 160 วรรคสอง เป็นเพียงบทบัญญัติลักษณะว่าด้วยการเพิ่มโทษในการกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 หรือมาตรา 300 ไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ทำให้การกระทำโดยประมาทของจำเลยกับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกันต้องกลับเป็นความผิดกรรมเดียวด้วยผลจากการเพิ่มโทษตามมาตรา 160 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าความผิดฐานกระทำโดยประมาทของจำเลยกับความผิดฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที เป็นความผิดกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จึงไม่ชอบ และแม้ว่าโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 มาด้วยแล้ว ศาลจึงเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง เป็นจำคุก 1 ปี 15 เดือน และปรับ 30,000 บาท ฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร และแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว รวมทุกกระทงคงจำคุก 14 เดือน 15 วัน และปรับ 17,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 300
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 78 ม. 157 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
โจทก์ร่วม — นาย ป. โดยนาย ณ. ผู้เข้าดำเนินคดีแทน
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายธนายุต ศิวายพราหมณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายนวพงษ์ บุญสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
จักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
อารีย์พร วงศ์จันทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 284/2569
#727211
เปิดฉบับเต็ม

การที่ อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของตนในฐานะทายาทโดยธรรมของ พ. น่าเชื่อว่า อ. มีเจตนาแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นของตน หลังจากนั้น อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โดยเสน่หาแก่ ส. โดยมีเจตนาให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของ ส. จึงเป็นเหตุให้จำเลยเป็นโจทก์ฟ้อง อ. และ ส. เป็นจำเลยในคดีอาญา ต่อมาระหว่างพิจารณา จำเลยกับ อ. และ ส. ตกลงกันได้ ส. ยินยอมจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย โดยไม่ปรากฏว่า อ. และ ส. ขอให้ศาลชั้นต้นบันทึกว่า การที่ ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น เพื่อให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคน เป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจว่า การที่ อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ อ. จัดการมรดกของ พ. เสร็จสิ้นแล้ว การที่ อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ ส. เป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกแล้ว และการที่ ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลยเป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกแล้วเช่นกัน เมื่อจำเลยเข้าใจว่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของตน จำเลยน่าจะมีสิทธิแบ่งแยกที่ดินแล้วขายที่ดินที่แบ่งแยกได้ จึงยังถือไม่ได้ว่า จำเลยจงใจยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น จำเลยจึงไม่ต้องถูกกำจัดไม่ให้ได้มรดกของนาย พ.

การที่ อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแล้วโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งปันมรดกตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยสุจริต ถือไม่ได้ว่า อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ พ. จัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว การที่ อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ ส. แล้ว ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ก็ต้องถือว่า อ. ส. และจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทโดยธรรมคนอื่นทั้งหมด แม้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทเป็นโฉนดแล้วขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอก เงินที่ได้จากการขายคงเป็นทรัพย์มรดกที่จำเลยครอบครองไว้แทนทายาทโดยธรรมของ พ. ทั้งหมด

การที่โจทก์และทายาทโดยธรรมคนอื่นของ พ. ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกของ พ. และคืนเงินที่ได้จากการขายที่ดินกลับคืนสู่กองมรดกของ พ. เป็นความประสงค์ของโจทก์ทั้งหมดที่จะได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ พ. ถือได้ว่า โจทก์เรียกร้องขอให้แบ่งปันทรัพย์มรดก เมื่อที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างรวมเงินที่ได้จากการขายที่ดินยังเป็นทรัพย์มรดกของ พ. ที่ยังไม่ได้จัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ถือว่ายังอยู่ในระหว่างจัดการมรดกของผู้จัดการมรดก โจทก์ทั้งหมดย่อมมีสิทธิฟ้องคดีได้ แม้จะล่วงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อ พ. ผู้เป็นเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของ พ. ผู้เป็นเจ้ามรดก

การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกับคืนสู่กองมรดกย่อมมีความหมายว่าขอให้บังคับจำเลยโอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทกับคืนสู่กองมรดกด้วย ทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงเป็นราคาประเมินที่ดินพิพาทรวมสิ่งปลูกสร้างด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งกำจัดมิให้จำเลยได้รับมรดกของนายเพิ่ม เจ้ามรดก และให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 กลับคืนสู่กองมรดก หากไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยนำเงิน 3,000,000 บาท ที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 คืนแก่กองมรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทต่อไป

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้กำจัดมิให้จำเลยได้รับมรดกของนายเพิ่ม ในฐานะทายาทโดยธรรม ให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยคืนเงิน 3,000,000 บาท ที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 9,860 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า นายเพิ่ม เจ้ามรดกอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสินหรือสินธ์ มีบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม 7 คน คือ ดาบตำรวจกวี นางวิลัย จ่าสิบเอกภูธนานนท์หรือสมศักดิ์ นายวุฒิ นางสาวอนงค์ นายบัญชา และจำเลย แต่นางวิลัย นายวุฒิ และนายบัญชาถึงแก่ความตายไปก่อนนายเพิ่ม โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกภูธนานนท์กับนางสุพัตรา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ โจทก์ นางสาวธัญลักษณ์ และนางสาวพลอยนภัส นางปราณี เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจกวี นายภูดิศ นายอัครเดช นางสาวสุทิศา นางสาวสุธาสินี นางสาวนฤมล และนางสาวสาวิตรี เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจกวี นายเพิ่มศักดิ์ และนางสาวสุกัญญา เป็นผู้สับสันดานของนางวิลัย นายวีรศักดิ์ และนางสาวเสาวลักษณ์ เป็นผู้สืบสันดานของนายวุฒิ คดีนี้นางสุพัตรา นางสาวธัญลักษณ์ นางสาวพลอยนภัส นางปราณี นายภูดิศ นายอัครเดช นางสาวสุทิศา นางสาวสุธาสินี นางสาวนฤมล นางสาวสาวิตรี นายเพิ่มศักดิ์ นางสาวสุกัญญา และนายวีรศักดิ์ต่างมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีแทน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2536 นายเพิ่มถึงแก่ความตาย นายเพิ่มมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62524 เนื้อที่ 81 510 ตารางวา และที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 เนื้อที่ 2 งาน 19 910 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2537 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวอนงค์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม วันที่ 17 มีนาคม 2538 นางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงไว้ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม วันที่ 9 กรกฎาคม 2558 นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มขายที่ดินทรัพย์มรดกตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62524 ให้แก่นางราณี แล้วนำเงินที่ได้แบ่งปันให้แก่นายวีรศักดิ์และนางสาวเสาวลักษณ์ วันที่ 27 กรกฎาคม 2558 นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 52 เป็นของตนเอง ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2558 นางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์โดยเสน่หา ครั้นวันที่ 14 มิถุนายน 2559 จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์เป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงานและความผิดเกี่ยวกับเอกสารเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1949/2559 ของศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว นางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์ยินยอมจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 2561 นางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยโดยเสน่หา วันที่ 14 มีนาคม 2562 จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นถนนคลองเรียน 1 ซึ่งเป็นถนนสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ 3 ตารางวา และเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 เนื้อที่ 76 110 ตารางวา ส่วนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินแปลงคง คงเหลือเนื้อที่ 1 งาน 40 410 ตารางวา วันที่ 22 เมษายน 2562 จำเลยขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 ให้แก่นางพจนีย์ และนายศุภกิตติ์ ในราคา 3,000,000 บาท ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเงินที่ได้จากการขายที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่ม

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายเพิ่ม เจ้ามรดกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า ขณะที่นายเพิ่มถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 มีชื่อนายเพิ่มเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่ม แม้จำเลยพักอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทและอ้างว่านายเพิ่มยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้ว แต่เมื่อไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่ยังคงเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่มเช่นเดิม เมื่อนายเพิ่มถึงแก่ความตายแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวอนงค์ เป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม นางสาวอนงค์มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนายเพิ่มนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ทายาทคนใดยักย้าย หรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่า ตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย แต่ถ้าได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายหรือปิดบังไว้นั้น" โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานแล้วยังมีนางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์ เป็นพยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า ขณะนายเพิ่มยังมีชีวิตอยู่ได้แบ่งที่ดินให้แก่บุตรรวมทั้งจำเลยแล้ว คงมีแต่นางสาวอนงค์ที่ยังไม่ได้รับการแบ่งที่ดินจากนายเพิ่ม เดิมนายเพิ่ม นางสิน นางสาวอนงค์ นางสาวเสาวลักษณ์ นายวีรศักดิ์ และจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 40 ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาท เมื่อนายเพิ่มและนางสินถึงแก่ความตาย นางสาวอนงค์ นางสาวเสาวลักษณ์ นายวีรศักดิ์ และจำเลยก็ยังคงพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว การที่นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่มให้แก่ตนเองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเพิ่มเป็นการให้นางสาวอนงค์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่ม ต่อมานางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้โดยเสน่หาแก่นางสาวเสาวลักษณ์บุตรนายวุฒิ ซึ่งเป็นฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายเพิ่ม ก็เป็นการให้นางสาวเสาวลักษณ์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่มเช่นเดียวกัน แม้ต่อมานางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้โดยเสน่หาแก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายเพิ่ม ก็ยังเป็นการให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่ม การที่จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นถนนคลองเรียน 1 ซึ่งเป็นถนนสาธารณประโยชน์ และเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 แล้วจำเลยขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 ให้แก่นางพจนีย์ และนายศุภกิตติ์ ในราคา 3,000,000 บาท เป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ทรัพย์มรดกของนายเพิ่มมีที่ดินเพียงสองแปลง คือ ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62524 และที่ดินพิพาท เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวอนงค์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2537 แล้ว ครั้นวันที่ 17 มีนาคม 2538 นางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงไว้ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม แต่นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มยังไม่ได้แบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่มแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากนางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนที่ดินทรัพย์มรดกทั้งสองแปลงไว้ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มแล้วกว่า 20 ปี นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62524 ให้แก่นางราณี แล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งปันให้แก่นายวีรศักดิ์และนางสาวเสาวลักษณ์บุตรนายวุฒิโดยไม่ได้แบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรมคนอื่นของนายเพิ่ม แสดงว่านางสาวอนงค์ได้เริ่มจัดการมรดกของนายเพิ่มแล้ว ส่วนที่นางสาวอนงค์อ้างว่า นางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัวก็เพื่อถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่ม โดยอ้างว่าต้องการให้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นศูนย์รวมของทายาทโดยธรรมนั้น เป็นข้อกล่าวอ้างที่ขัดต่อเหตุผล เพราะนางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ย่อมเป็นการถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคนอยู่แล้ว ไม่จำต้องจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัว เพื่อถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่มอีก ประกอบกับนางสาวอนงค์อ้างว่าขณะนายเพิ่มยังมีชีวิต ตนเองไม่เคยได้รับโอนที่ดินแปลงอื่นจากนายเพิ่มมาก่อน ดังนั้น การที่นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของตนเองนั้น น่าเชื่อว่านางสาวอนงค์มีเจตนาแบ่งปันทรัพย์มรดกด้วยการโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของตนเองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม แล้วยังได้ความว่าภายหลังจากนางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของตนเองไม่ถึง 3 เดือน ครั้นวันที่ 8 ตุลาคม 2558 นางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์โดยกล่าวอ้างว่านางสาวอนงค์ป่วยเป็นโรคความดัน แต่ไม่ปรากฏว่านางสาวอนงค์ป่วยเจ็บถึงขนาดที่ไม่สามารถดำรงชีวิตตามปกติแต่อย่างใด และหากนางสาวอนงค์เจ็บป่วยหนักก็ยังมีทางเลือกที่จะเรียกประชุมทายาทโดยธรรมและผู้รับมรดกแทนที่ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม เพื่อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือจดทะเบียนใส่ชื่อทายาทโดยธรรมและผู้รับมรดกแทนที่ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่มเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทได้ แต่นางสาวอนงค์หาได้ดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ อีกทั้งตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญามีข้อเท็จจริงว่า ในวันที่นางสาวอนงค์ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่ เพื่อจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์นั้น นางสาวอนงค์แจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะขอรับมรดกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง น่าเชื่อว่า นางสาวอนงค์ยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โดยเสน่หาแก่นางสาวเสาวลักษณ์โดยมีเจตนาให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของนางสาวเสาวลักษณ์เช่นเดียวกัน ไม่น่าเชื่อว่านางสาวอนงค์เจตนาให้นางสาวเสาวลักษณ์ถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคนดังข้อกล่าวอ้างของโจทก์ นางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์แต่อย่างใด จึงเป็นเหตุให้จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์เป็นจำเลยในคดีอาญาฐานความผิดต่อเจ้าพนักงานและความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ต่อมาระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว จำเลยกับนางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์ตกลงกันได้ เพื่อที่นางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์จะไม่ต้องถูกดำเนินคดีอาญาต่อไป นางสาวเสาวลักษณ์จึงยินยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย โดยไม่ปรากฏว่านางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์ขอให้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาหรือจัดทำบันทึกข้อตกลงต่างหากว่า การที่นางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยนั้นเพื่อให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคน พฤติการณ์ที่ได้วินิจฉัยมานั้นเป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจว่า การที่นางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่มมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่นางสาวอนงค์จัดการมรดกของนายเพิ่มเสร็จสิ้นแล้ว การที่นางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่นางสาวเสาวลักษณ์เป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายเพิ่มแล้วให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของนางสาวเสาวลักษณ์ และการที่นางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โดยเสน่หาแก่จำเลยเป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายเพิ่มแล้วให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของจำเลยเช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยเข้าใจว่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของจำเลยแล้ว จำเลยน่าจะมีสิทธิแบ่งแยกที่ดินแล้วขายที่ดินที่แบ่งแยกได้ การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงยังถือไม่ได้ว่า จำเลยจงใจยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 จำเลยจึงไม่ต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกของนายเพิ่ม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายเพิ่มมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยอีกประการหนึ่งว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน ทายาทคนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วก็ดี" และมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายหรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" อายุความฟ้องคดีมรดกตามมาตรา 1754 เป็นกรณีทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกในฐานะที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทรู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ทั้งนี้มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หากเป็นกรณีที่ทรัพย์มรดกนั้นยังไม่ได้แบ่งปัน และทายาทผู้นั้นครอบครองทรัพย์มรดกอยู่หรือมีทายาทอื่นครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทน ย่อมสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ตามมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง โดยไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่า แม้ทายาทไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกด้วยตนเอง แต่มีทายาทอื่นครอบครองแทน ทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกจะต้องฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกจากทายาทที่ครอบครองแทนภายใน 1 ปี ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวอนงค์ ให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม ย่อมถือว่านางสาวอนงค์ครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแทนทายาทโดยธรรมคนอื่นด้วย และเป็นตัวแทนของบรรดาทายาทโดยธรรมเหล่านั้นในการแบ่งปันมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 การที่นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่มแล้วโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว จึงมิใช่เป็นการแบ่งปันมรดกตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยสุจริต ถือไม่ได้ว่านางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว การที่นางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์ ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายวุฒิ ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม แล้วนางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม ก็ต้องถือว่า นางสาวอนงค์ นางสาวเสาวลักษณ์ และจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแทนทายาทโดยธรรมคนอื่นรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดด้วย แม้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 แล้วขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางพจนีย์ และนายศุภกิตติ์ ในราคา 3,000,000 บาท เงินที่ได้จากการขายดังกล่าว ก็ยังคงเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่มที่จำเลยครอบครองไว้แทนทายาทโดยธรรมคนอื่นและผู้รับมรดกแทนที่ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่มรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดด้วยเช่นเดียวกัน แม้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายเพิ่มแล้ว แต่การที่โจทก์ นางสาวธัญลักษณ์ นางสาวพลอยนภัส บุตรชอบด้วยกฎหมายในฐานะทายาทโดยธรรมของจ่าสิบเอกภูธนานนท์ และนางสุพัตรา คู่สมรสของจ่าสิบเอกภูธนานนท์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายเพิ่ม นายภูดิศ นายอัครเดช นางสาวสุทิศา นางสาวสุธาสินี นางสาวนฤมล และนางสาวสาวิตรี บุตรชอบด้วยกฎหมายในฐานะทายาทโดยธรรมของดาบตำรวจกวี และนางปราณี คู่สมรสของดาบตำรวจกวีซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่งของนายเพิ่ม นายเพิ่มศักดิ์ และนางสาวสุกัญญา ผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่นางวิลัย ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่งของนายเพิ่ม และนายวีรศักดิ์ผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่นายวุฒิ ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่งของนายเพิ่ม ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม และคืนเงิน 3,000,000 บาท ที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่มนั้น เป็นความประสงค์ของโจทก์ทั้งหมดที่จะได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายเพิ่ม ถือได้ว่าโจทก์ทั้งหมดเรียกร้องขอให้แบ่งปันทรัพย์มรดก เมื่อที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งเงินที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 ยังเป็นทรัพย์มรดกนายเพิ่มที่ยังมิได้จัดสรรแบ่งปันแก่ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ถือว่ายังอยู่ในระหว่างการจัดการทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดก โจทก์ทั้งหมดย่อมมีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1784 แม้จะล่วงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อนายเพิ่มผู้เป็นเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนายเพิ่มผู้เป็นเจ้ามรดกตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องจดทะเบียนโอนบ้านเลขที่ 40 หมู่ที่ 4 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม พร้อมกับที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 190 บัญญัติว่า "จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาอันพิพาทกันในคดีนั้น ให้คำนวณดังนี้ (1) จำนวนทุนทรัพย์หรือราคานั้นให้คำนวณตามคำเรียกร้องของโจทก์..." แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม เพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคน ไม่ได้ขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างด้วย แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า มีสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาทและคู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินพิพาท อีกทั้งยังได้ความต่อไปว่า นางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์ แล้วนางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดก ย่อมมีความหมายว่าขอให้บังคับจำเลยโอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกด้วย เมื่อหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน ระบุว่าราคาประเมินที่ดินพิพาทเป็นเงิน 3,510,000 บาท และราคาประเมินสิ่งปลูกสร้างหลังจากหักค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 493,200 บาท รวมเป็นเงิน 4,003,200 บาท ซึ่งโจทก์ระบุว่าเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีนี้แล้วโจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ดังกล่าวมาเป็นเงิน 140,060 บาท จึงถูกต้องครบถ้วนแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทมีเฉพาะราคาประเมินที่ดินพิพาทไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง แล้วพิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่ชำระตามทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 9,860 บาทให้แก่โจทก์นั้นจึงไม่ถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขโฉนดที่ดินพิพาทจากเดิมที่ระบุว่าอยู่ในตำบลคอหงษ์เป็นตำบลหาดใหญ่ แสดงว่า ทางราชการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองท้องที่จากตำบลคอหงษ์หรือคอหงส์เป็นตำบลหาดใหญ่แล้ว อีกทั้งสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน ซึ่งเป็นสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 40 ที่โจทก์ยืนยันว่าบ้านหลังดังกล่าวปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาท มีเลขรหัสประจำบ้าน คือ 9098 – 012xxx - x ส่วนบ้านเลขที่ 52 นั้น ตามสำเนารายการเกี่ยวกับบ้านท้ายหนังสือมอบอำนาจของนายวีรศักดิ์ แผ่นสุดท้ายที่มีชื่อนายวีรศักดิ์ เป็นผู้อาศัย กับสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรจากฐานข้อมูลการทะเบียน สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้อาศัย ก็มีเลขรหัสประจำบ้าน คือ 9098 – 012xxx – x เช่นเดียวกับเลขรหัสประจำบ้านเลขที่ 40 แสดงว่า เมื่อทางราชการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองท้องที่จากตำบลคอหงส์เป็นตำบลหาดใหญ่ จึงเปลี่ยนเลขที่บ้านและหมู่บ้านจากบ้านเลขที่ 40 เป็นบ้านเลขที่ 52 เมื่อสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทไม่ใช่บ้านเลขที่ 40 จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนบ้านเลขที่ 40 กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่มพร้อมกับที่ดินพิพาทได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอให้โอนสิ่งปลูกสร้างกลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่มด้วย แต่เมื่อเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องและทางพิจารณาของคู่ความมีข้อเท็จจริงว่า บ้านเลขที่ 52 ปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทและส่วนควบของที่ดินพิพาท เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทในชั้นบังคับคดี จึงเห็นสมควรพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านหลังดังกล่าวกลับคืนสู่กองมรดกด้วย

อนึ่ง เมื่อนางสาวอนงค์ในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายเพิ่มและนางสาวเสาวลักษณ์ผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่นายวุฒิทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่งของนายเพิ่มไม่ได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดี ประกอบกับที่ดินพิพาทคงเหลือเนื้อที่เพียง 1 งาน 40 410 ตารางวา แล้วยังมีสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยพักอาศัยอยู่ด้วย การพิพากษาให้จำเลยคืนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม เพื่อให้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นไปตามความประสงค์ของทายาทโดยธรรมและผู้รับมรดกแทนที่ทายาทโดยธรรมทุกคนน่าจะเหมาะสมและเป็นธรรมกว่าการพิพากษากำหนดส่วนแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งหมด ส่วนเงินที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินพิพาทยังเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่ม ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ที่นางสาวอนงค์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายเพิ่มมีทายาทโดยธรรม 7 คน คือ ดาบตำรวจกวี นางวิลัย จ่าสิบเอกภูธนานนท์หรือสมศักดิ์ นายวุฒิ นางสาวอนงค์ นายบัญชา และจำเลย แต่นางวิลัย นายวุฒิและนายบัญชาถึงแก่ความตายไปก่อนนายเพิ่ม โดยนางวิลัยและนายวุฒิมีผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ แต่ตามบัญชีเครือญาติ ไม่ปรากฏว่านายบัญชามีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกแทนที่ ทรัพย์มรดกของนายเพิ่มย่อมตกทอดแก่ดาบตำรวจกวี จ่าสิบเอกภูธนานนท์ นางสาวอนงค์ และจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่นางวิลัยและนายวุฒิ หลังจากนายเพิ่มถึงแก่ความตายแล้ว ต่อมาดาบตำรวจกวีและจ่าสิบเอกภูธนานนท์ถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของนายเพิ่มที่ตกทอดแก่ดาบตำรวจกวีและจ่าสิบเอกภูธนานนท์ย่อมตกทอดต่อไปแก่ทายาทโดยธรรมของดาบตำรวจกวีและจ่าสิบเอกภูธนานนท์ตามลำดับ ดังนั้น จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายเพิ่มย่อมมีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งจากเงินที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 ด้วย จึงสมควรให้จำเลยคืนเงินที่ได้จากการขายที่ดินเพื่อกลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่มเพียง 5 ใน 6 ส่วน ของจำนวนเงิน 3,000,000 บาท เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายเพิ่ม เจ้ามรดก ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 52 กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยส่งมอบเงินที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 เพียง 5 ใน 6 ส่วน จำนวน 2,500,000 บาท กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่มด้วย และให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เฉพาะส่วนที่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเป็นเงิน 9,860 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1605 วรรคหนึ่ง ม. 1719 ม. 1754 วรรคหนึ่ง ม. 1784
ป.วิ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวพชรกาญจน์ เกษมชัยนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเอนกชัย อารยะญาณ
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ธรรมนิตย์ ตันติยวรงค์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา