ผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคำแปล มาแสดงว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปลมายืนยันว่าสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดา เป็นสำเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้ และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า การสมรสระหว่างคนในบังคับไทยหรือคนในบังคับไทยกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย
ผู้คัดค้านฎีกาโดยแนบข้อความสนทนาระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ร้องทางแอปพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งแม้ผู้คัดค้านจะเพิ่มอ้างส่งเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาแต่ผู้ร้องก็มิได้ยื่นคำแก้ฎีกาหรือโต้แย้งเกี่ยวกับเอกสารนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2)
การพรากอันจะทำให้ผู้กระทำมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม หมายถึงการพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบุคคลดังกล่าวไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบุคคลเหล่านั้น โดยกฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กเป็นสำคัญ มิให้ถูกผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดอันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย จึงไม่จำกัดว่าการพรากจะกระทำด้วยวิธีการใด และไม่คำนึงว่าเด็กจะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือมีบุคคลใดเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนมา โดยหากมีการกระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายอันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลแล้ว ย่อมถือเป็นความผิดทั้งสิ้น
แม้ในตอนแรกที่จำเลยเห็นภาพโฆษณาของผู้เสียหายที่ 1 แล้วเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มิได้เป็นเด็กแต่เป็นบุคคลที่มีอายุกว่า 18 ปี จึงตัดสินใจติดต่อซื้อบริการทางเพศ อันถือได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานนี้ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 1 มาพบกับจำเลยที่ห้อง จำเลยจึงมีโอกาสเห็นตัวจริงของผู้เสียหายที่ 1 อย่างชัดเจน ซึ่งในข้อนี้จำเลยเองก็เบิกความยอมรับว่ารูปร่างหน้าตาผู้เสียหายที่ 1 ไม่ตรงกับภาพที่โฆษณา จำเลยประเมินแล้วคิดว่าผู้เสียหายที่ 1 น่าจะเป็นเด็กมีอายุไม่ถึง 18 ปี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กมีอายุยังไม่ถึง 15 ปี การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมมีผลทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ถูกล่วงละเมิดตัดขาดเป็นการพรากไปโดยปริยาย เข้าลักษณะเป็นการพาและแยกผู้เสียหายที่ 1 ไปจากความปกครองดูแลและล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร
คดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ทั้งจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรด้วยกัน 1 คน อยู่แล้ว ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนการที่โจทก์ในคดีนี้ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ไปโดยฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 โอนเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเพิกถอนนิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1480 ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้จึงแตกต่างกับในคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น แม้ในคดีก่อนโจทก์จะบรรยายในคำฟ้องด้วยว่า ในระหว่างจำเลยทั้งสองคบหากัน จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 หลายครั้ง ซึ่งเป็นการโอนเงินจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์เป็นคดีนี้ก็ตาม แต่เป็นเพียงการบรรยายให้ศาลในคดีก่อนเห็นถึงความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว ทั้งโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าว กรณีจึงมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ในส่วนที่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 144
การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ลักษณะการบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวเป็นไปในทางให้สัญญาสิ้นผล แต่การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นการให้สัตยาบันด้วยนั้น ต้องเป็นในลักษณะสัญญายังคงมีอยู่ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การบรรยายฟ้องดังกล่าวของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองได้
นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอมก็ตาม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าว และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้ายในยอดเงินจำนวน 1,164,731 บาท และให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องในยอดเงินจำนวน 267,000 บาท นั้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ในวันดังกล่าว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น อันถือว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ปัญหาการเริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่เมื่อใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง
โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย เพราะทำมาหาได้ในธุรกิจที่ร่วมทำกับจำเลย ทั้งโจทก์นำสืบพยานตามข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และในชั้นอุทธรณ์โจทก์ยังคงอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเหตุเดิม ศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษกำหนดประเด็นในการวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เมื่ออ่านฎีกาของโจทก์ทั้งฉบับแล้ว ได้ความว่าโจทก์ยกข้อกล่าวอ้างว่าได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากการประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกับจำเลย ซึ่งยังคงเป็นเหตุเดียวกับที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบพยาน แม้โจทก์จะระบุในฎีกาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 เป็นสินสมรส แต่กรณีพอจะถือได้ว่าโจทก์ฎีกาว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย แต่การที่โจทก์จะอ้างว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้นั้น จะต้องได้ความว่าในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยา โจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ในทรัพย์สินนั้นด้วยกัน ได้ความว่า โจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน ซื้อที่ดิน รับจำนอง รวมทั้งเป็นนายหน้าขายที่ดินนับตั้งแต่อยู่กินฉันสามีภริยาในปี 2526 ดังนั้นที่จำเลยทำสัญญาให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 ในปี 2538 และ 2539 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย และก่อนจดทะเบียนสมรส โดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้รับฟังได้ว่าจำเลยใช้เงินของตนเองในการทำสัญญาดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาให้กู้ยืมเงินและจดทะเบียนรับจำนองที่ดินทั้งสองแปลง เพราะประกอบธุรกิจร่วมกับโจทก์ โดยโจทก์และจำเลยต่างมีส่วนร่วมกันในการทำมาหาได้มาด้วยกัน แม้จะปรากฏชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญาเพียงคนเดียว ก็เป็นกรณีที่จำเลยกระทำแทนโจทก์ด้วย และแม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนองจะมิได้ตกแก่จำเลยในทันที แต่จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองชอบที่จะใช้สิทธิอันเกิดจากสัญญาจำนองบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้และบังคับจำนองได้ การที่จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 40379 และ 20884 จากมูลหนี้ตามสัญญาที่จำเลยทำจากการร่วมทำมาหาได้กับโจทก์ จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย แม้โจทก์และจำเลยจะได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง ก็ไม่มีผลทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่อยู่กินฉันสามีภริยาเป็นสินสมรสแต่อย่างใด
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ต้องเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ขณะเกิดเหตุความผิดของจำเลยที่ 1 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มี ป.ยาเสพติดออกมาใช้บังคับแทนกฎหมายเดิม และศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) แล้ว โดยลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ก่อนลดโทษ เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายใหม่เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม ดังนี้หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าศาลชั้นต้นลงโทษหนักเกินไปก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่จำเลยที่ 1 ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดลง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ในการพิพากษาลงโทษไปแล้ว กรณีหาใช่เป็นการพิพากษากำหนดโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและโทษที่กำหนดนั้นหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังไม่ อีกทั้งการขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ดังกล่าวมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษา อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 190 ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ย่อมไม่อาจกระทำได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง" และมาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี" คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันเป็น 172 ข้อ โดยหลอกลวงผู้เสียหาย 70 คน เป็นหลายกรรม ทำให้ได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหายแต่ละรายตามเอกสารท้ายฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิด อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ซึ่งเหตุที่ไม่ปรากฏรายละเอียดที่เกี่ยวกับสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดน่าจะเป็นเพราะโจทก์หลงลืม จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยอันสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่สั่งให้โจทก์แก้ไขก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษพนักงานหน่วยงานของรัฐที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ในคดีนี้ก็คือโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) เมื่อต้องระวางโทษเป็นสามเท่า ทำให้มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 ปี ถึง 60 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000 บาท ถึง 6,000,000 บาท แม้ ป.ยาเสพติดไม่ได้บัญญัติไว้ว่ากรณีระวางโทษจำคุกเป็นสามเท่าศาลจะกำหนดโทษจำคุกจำเลยได้สูงสุดกี่ปี ซึ่งต่างกับ พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 ที่บัญญัติให้กำหนดโทษจำคุกสูงสุดได้ไม่เกิน 50 ปี แต่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถือเป็นความผิดอาญาอย่างหนึ่งจึงต้องนำบทบัญญัติทั่วไปตาม ป.อ. มาตรา 17 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือกรณีเป็นโทษจำคุกที่มีกำหนดระยะเวลาย่อมระวางโทษจำคุกหนักขึ้นเป็นสามเท่าได้สูงสุดไม่เกิน 50 ปี เช่นกัน โดยเทียบเคียงตามนัย ป.อ. มาตรา 51 และมาตรา 91 (3) อย่างไรก็ตาม แม้คดีนี้คำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดโทษจำคุกจำเลยถึงตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุก 50 ปี ที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง แต่เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบ มาตรา 53 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี แล้วจึงลดโทษ คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ดังนั้น ไม่ว่าจะกำหนดโทษจำเลยเป็นจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก 50 ปี แต่หลังจากลดโทษหนึ่งในสามแล้ว ผลสุดท้ายจำเลยก็ยังรับโทษจำคุกเท่าเดิมคือ 33 ปี 4 เดือน กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมตามคำฟ้องโจทก์ระบุว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองตามภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โดยโจทก์ได้แนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของจำเลยทั้งสองมาท้ายคำแถลงขอปิดหมายในชั้นส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งระบุว่า จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาตามที่อยู่ในแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นอันเป็นศาลที่จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)
สัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศมีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับเรื่องเงินทุนสำหรับการซื้อบ้าน การบังคับใช้กฎหมายและเรื่องเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ โดยข้อ 8 ระบุว่า เงินทุนสำหรับการซื้อบ้าน ที่ปรึกษาจะได้รับสิทธิวงเงินในการซื้อบ้านสำหรับครอบครัว หลังจากช่วงทดลองงาน 90 วัน ข้อ 12 ค. 6. ระบุว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาฉบับนี้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ที่ปรึกษาจะต้องชำระยอดคงค้างสำหรับสินเชื่อในการซื้อบ้านซึ่งออกให้โดยโจทก์ภายใน 30 วัน หลังการบอกเลิกสัญญา และข้อ 13 ก. 1. ระบุว่า ข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ซึ่ง (1) อยู่นอกเหนือขอบเขตของส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง และ (2) ไม่ได้รับการแก้ไขโดยความพยายามโดยสุจริตของคู่สัญญา จะต้องถูกส่งให้กับคณะผู้พิจารณาซึ่งประกอบด้วยอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนภายใต้กฎของ LCIA 2. สถานที่สำหรับอนุญาโตตุลาการจะอยู่ในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3. คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการถือเป็นที่สิ้นสุด เป็นข้อสรุปและไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ยกเว้นในกรณีที่มีการฉ้อโกงหรืออนุญาโตตุลาการมิได้เปิดเผยถึงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งข้อตกลงข้อ 13 ก. ดังกล่าวสามารถใช้บังคับได้เพราะเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งที่คู่กรณีตกลงให้บุคคลที่ไม่ใช่ตุลาการทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแทนตุลาการในศาล ข้อตกลงนี้จึงไม่ขัดต่อกฎหมายไทย ดังนี้ ข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ตกลงกันว่าจะเสนอข้อพิพาททางแพ่งที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดมีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11
คดีได้ความว่า ก่อนมีการทำสัญญาดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2561 โจทก์ส่งจดหมายทางอีเมลเสนองานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำสาธารณรัฐอิรักในกรุงแบกแดดให้แก่จำเลยที่ 1 โดยให้ค่าตอบแทนรายเดือนพร้อมสวัสดิการรวมทั้งวงเงินสินเชื่อของบริษัทสำหรับการซื้อบ้านอันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ตกลงเข้าทำงานกับโจทก์ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ลาออกจากงานแล้ว เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นของรัฐฟุญัยเราะฮ์เป็นคดีแรงงานขอบังคับให้โจทก์ชำระเงินค่าตอบแทนที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศ ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ทำงานกับโจทก์ แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยึดถือสัญญาว่าด้วยการให้คำปรึกษาระหว่างประเทศปฏิบัติและบังคับระหว่างกัน เมื่อการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินและบ้านเกิดจากการให้สวัสดิการการทำงานตามสัญญา ข้อ 8 และภายหลังเกิดข้อพิพาทในหนี้การกู้ยืมเงิน ข้อพิพาทจากการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกี่ยวข้องกับสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงต้องใช้สิทธิด้วยการเสนอข้อพิพาทให้คณะผู้พิจารณาซึ่งประกอบไปด้วยอนุญาโตตุลาการหนึ่งคนที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภายใต้กฎของ LCIA ตัดสินชี้ขาดก่อน ตามสัญญาข้อ 13 และข้อ 14 และตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง
คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องมิได้ทำคำร้องยื่นต่อศาลให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีภายในกำหนดระยะเวลาตามความในมาตรา 14 ดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การโต้แย้งไว้แล้วว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดตามสัญญา และศาลชั้นต้นได้พิจารณาคดีสืบพยานในเรื่องดังกล่าวด้วย ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวนตามมาตรา 14 แล้ว สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาพิพาท จึงไม่อาจอาศัยข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวในการจำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นได้ อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่ดินและบ้านเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของจำเลยทั้งสอง โดยโจทก์โอนเงินกู้ครั้งที่ 2 ถึงที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 1 ตามคำขอของจำเลยที่ 1 จึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยาต้องรับผิดร่วมกัน ซึ่งเมื่ออนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทอย่างไรแล้ว ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อความรับผิดของจำเลยที่ 2 ไปด้วย ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกระบวนพิจารณา และก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อคู่ความทั้งสองฝ่าย จึงเห็นสมควรจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 เพื่อรอฟังผลของคำชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เสียก่อน หากทราบผลของคำชี้ขาดดังกล่าวแล้ว จึงค่อยยกคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ขึ้นพิจารณาต่อไป
บันทึกการประชุมจัดการมรดกเป็นบันทึกข้อหารือและข้อตกลงระหว่างทายาทและระหว่างทายาทกับผู้จัดการมรดกในการจัดการมรดกของผู้ตาย ข้อหารือและข้อตกลงเกี่ยวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 6620 ที่ประชุมทายาทมีมติให้ขาย โดยให้ติดป้ายขายราคา 3,200,000 บาท และตกลงให้ราคาขายดังกล่าวมีผลหกเดือน หากขายไม่ได้หลังจากพ้นกำหนดเวลา ให้มีการปรับราคาในการประชุมนัดต่อไป แต่หากหลังจากติดป้ายขายราคาดังกล่าวและมีผู้เสนอราคา ให้จำเลยประสานทายาทหรือตัวแทนทางโทรศัพท์ต่อไป มติในการประชุมดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ทายาทของผู้ตายต่างตกลงกันให้แบ่งปันที่ดินโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันกันระหว่างทายาท มิใช่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยส่งมอบที่ดินให้ทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด การขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันแก่ทายาทจึงมิใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท จึงมีอำนาจที่จะขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้มาแบ่งปันแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง
ก่อนที่จำเลยจะขายที่ดินให้แก่ พ. ในราคาต่ำกว่าที่ประกาศขาย จำเลยโทรศัพท์ติดต่อแจ้งการขายและราคาขายให้ทายาทส่วนใหญ่ทราบแล้ว ทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินตามราคาที่ พ. เสนอ แม้ราคาขายที่ดินจะต่ำกว่าราคาตามมติในการประชุมทายาท แต่จำเลยประสานทายาททางโทรศัพท์แล้วตามมติที่ประชุมทายาท ทั้งทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินที่ พ. เสนอ ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงาน หลังจากจำเลยขายที่ดินแล้ว จำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายให้แก่ทายาท แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 ให้ความยินยอมในการขายที่ดินในราคาดังกล่าว แต่ถือได้ว่าการที่จำเลยขายที่ดินเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทผู้ตายแล้ว ไม่ทำให้กองมรดกหรือโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย
มติในการประชุมจัดการมรดกที่ทายาทของผู้ตายต่างตกลงกันให้แบ่งปันที่ดินโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันกันระหว่างทายาท มิใช่เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยส่งมอบที่ดินให้ทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด การขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งปันแก่ทายาทจึงมิใช่การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของการแบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท จึงมีอำนาจที่จะขายที่ดินเพื่อนำเงินที่ได้มาแบ่งปันแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๕๐ วรรคหนึ่ง
ก่อนจำเลยขายที่ดินให้แก่ พ. ในราคาต่ำกว่าที่ประกาศขาย จำเลยประสานทายาททางโทรศัพท์ตามมติที่ประชุมทายาทแล้วและทายาทส่วนใหญ่เห็นชอบให้ขายที่ดินแก่ พ. ซึ่งเสนอราคาสูงกว่าราคาประเมินเจ้าพนักงาน ทั้งจำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายให้แก่ทายาท แม้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ ๑ ให้ความยินยอมในการขายที่ดินดังกล่าว แต่ถือได้ว่าการที่จำเลยขายที่ดินเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทผู้ตายแล้ว
การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมจนสำเร็จความใคร่เสร็จแล้วตามฟ้องข้อ 1.1 และยังคงนอนอยู่ใกล้ ๆ ตัวโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมรู้สึกตัว จำเลยใช้มือล้วงเข้าไปในกางเกงในโจทก์ร่วมแล้วใช้นิ้วสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม และพยายามสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมอีกครั้งหนึ่งแต่ทำไม่สำเร็จอันเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 จึงเป็นการกระทำต่อเนื่องจากเจตนาเดิมเกี่ยวพันกันกับการข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในครั้งแรกตามฟ้องข้อ 1.1 การกระทำทั้งสองครั้งจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำผิดครั้งแรก ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอตามมาตรา 160 ตรี/3 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรกโดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเบี้ยปรับเป็นเงินค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เจ้าหนี้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินตามที่ตกลงกัน ส่วนค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเป็นการกำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมจากความเสียหายที่แท้จริง โดยค่าเสียหายเพื่อการลงโทษศาลมุ่งพิจารณาที่การกระทำของผู้ก่อให้เกิดความเสียหายจากผู้กระทำละเมิดเป็นหลักเพื่อการลงโทษสำหรับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ในขณะเดียวกันเพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้อื่นกระทำเช่นเดียวกับจำเลย เพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจึงไม่ใช่เบี้ยปรับและไม่อาจนำมาตรา 383 มาปรับใช้กับการกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้
การกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษนอกจากใช้กับการกระทำละเมิดแล้ว ยังอาจนำไปใช้แก่การผิดสัญญาซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่กรณี เมื่อจำเลยตกลงรับจ้างว่าความให้แก่โจทก์ การปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาของจำเลยต่อโจทก์อยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 การที่จำเลยทำหน้าที่ในศาลด้วยความประมาทเลินเล่อ ละทิ้งงาน เป็นผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายในคดีแพ่งและคดีอาญาเป็นการปฏิบัติผิดมรรยาททนายความต่อคู่ความ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และเป็นกรณีจำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ดี เมื่อค่าเสียหายเพื่อการลงโทษมิใช่หนี้เงินในขณะยื่นฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัด จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยของค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้
จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อสามงวดติดกัน และโจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญา การที่จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันนำรถยนต์ที่เช่าซื้อส่งคืนแก่โจทก์ แม้ตามสัญญาเช่าซื้อไม่มีข้อกำหนดให้สิทธิผู้ค้ำประกันบอกเลิกสัญญาโดยการคืนรถและตามหนังสือแสดงเจตนาคืนรถและตรวจสภาพรถมีข้อความว่า ข้าพเจ้าประสงค์ขอคืนรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้ผู้ให้เช่าซื้อเพื่อดำเนินการตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป จะมีเพียงลายมือชื่อจำเลยที่ 2 ลงในช่องผู้มอบรถ โดยไม่ปรากฏลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ก็ตาม เมื่อการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนเพื่อเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 มิใช่กิจการเฉพาะตัวที่จำเลยที่ 1 ต้องกระทำด้วยตนเองและจำเลยที่ 2 ไม่เคยให้การปฏิเสธมาก่อนว่า จำเลยที่ 2 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาส่งมอบคืนแก่โจทก์โดยพลการปราศจากความยินยอมของจำเลยที่ 1 ซึ่งการเป็นตัวแทนนั้นจะเป็นโดยตั้งแต่งแสดงออกชัดหรือโดยปริยายก็ย่อมได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อซึ่งผิดนัดบอกเลิกสัญญาด้วยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันโดยชอบและโจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการสละมรดกนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1619 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้ ส. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายก่อน พ. ประมาณ 1 เดือน การตกลงรับและมอบเงินให้ ส. บิดาโจทก์จึงเป็นการแบ่งเงินให้ก่อน พ. ถึงแก่ความตาย จะถือว่า ส. บิดาโจทก์สละมรดกของ พ. แล้วไม่ได้
การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ พ. เป็นของตนเองและของจำเลยที่ 2 โดยยึดถือเอาข้อตกลงกันเองระหว่างทายาทซึ่งรวมถึง ส. บิดาโจทก์ด้วย และไม่มีทรัพย์มรดกอื่นของ พ. ที่จะต้องดำเนินการจัดแบ่งกันอีก จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินดังกล่าวในส่วนของตนเองที่ได้รับโอนมาร่วมยี่สิบปี โดยไม่มีทายาทคนใดทักท้วง จึงเป็นการจัดการมรดกเสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าทายาทอื่นหรือโจทก์เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นไม่อาจใช้บังคับกันได้ และเห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ที่จะต้องจัดแบ่งที่ดินอันเป็นมรดกของ พ. ให้โจทก์ในฐานะทายาทของ ส. บิดาโจทก์ที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ส. บิดาโจทก์ และทายาทคนอื่น ๆ ด้วย การแบ่งปันทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการจัดการมรดกนั้น โจทก์ต้องฟ้องภายในเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2548 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นการฟ้องคดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกัน จึงเป็นคดีมรดก ทายาทอื่นหรือโจทก์ก็ต้องฟ้องเรียกมรดกในส่วนของตนเองเสียภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เพราะมิฉะนั้นจะถูกห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง และในวรรคสี่ของบทบัญญัติดังกล่าวยังได้บัญญัติตัดบทไว้ว่า สิทธิเรียกร้องตามที่กล่าวมาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อ พ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 จึงพ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความเช่นกัน
ผู้ตายทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้ง 12 ลำดับ ให้ผู้ร้อง พ. อ. และ ว. ทั้งระบุว่า ทรัพย์สินนอกจากที่ระบุไว้ในพินัยกรรม ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ ว. แต่ผู้เดียว จึงเป็นกรณีที่ผู้ตายทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดแล้ว ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม รวมถึงผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคท้าย อย่างไรก็ตาม ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและนำสืบว่า ที่ดินทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ตามพินัยกรรม เป็นทรัพย์ของผู้คัดค้านแต่ใส่ชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน จึงมีข้อโต้แย้งระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านว่า ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นของผู้คัดค้าน นับว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ดังกล่าว ชอบที่ผู้คัดค้านจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อผู้คัดค้านโต้แย้งการจัดการมรดกเฉพาะที่ดินตามพินัยกรรมลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงให้ผู้ร้องและ ฐ. ร่วมกันจัดการมรดกตามพินัยกรรมเฉพาะทรัพย์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4
เมื่อผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย ผู้คัดค้านย่อมจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1718 ได้ ตามมาตรา 1713 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจึงร้องขอให้ตั้ง ฐ. เป็นผู้จัดการมรดกได้ มิใช่เรื่องเฉพาะตัวที่ผู้คัดค้านจะต้องเป็นผู้จัดการมรดกด้วยตนเอง
ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ซึ่งจะตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 681/1 ต้องเป็นข้อตกลงที่กำหนดให้บุคคลหลายคนที่จะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิง แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้เพียงครั้งเดียว เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 และผลบังคับตามกฎหมายของการเป็นลูกหนี้ร่วมและเจ้าหนี้ร่วมหลายคนต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. หมวด 3 ว่าด้วยลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคน แต่สัญญาค้ำประกันตามฟ้องไม่มีข้อตกลงใดที่กำหนดให้มีสิทธิ หน้าที่และความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและเจ้าหนี้ร่วมหลายคนดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันที่ว่าผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดในการชำระหนี้ของผู้เช่าชื้อให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อจนครบถ้วนก็เป็นข้อตกลงที่จำเลย ผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคหนึ่ง โดยไม่มีข้อตกลงข้อใดที่ระบุให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ส่วนข้อตกลงที่ให้บุคคลภายนอกทำสัญญาค้ำประกันเพิ่มเติมมีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อได้รับความเสียหายเพิ่มมากขึ้นและมีความหมายเพียงว่าในกรณีที่มีบุคคลภายนอกทำสัญญาค้ำประกันผู้เช่าซื้อเพิ่มเติมก็กำหนด ให้สิทธิโจทก์ตามข้อตกลงดังกล่าว และระหว่างจำเลยและผู้ค้ำประกันเพิ่มเติมก็มีความรับผิดร่วมกันเท่านั้น ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันจึงไม่ทำให้จำเลยผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม สัญญาค้ำประกันไม่ตกเป็นโมฆะ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยชอบ ผู้เช่าซื้อจึงมีหน้าที่ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ แม้จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและต่อมามีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้วก็ตาม จำเลยผู้ค้ำประกันยังมีหน้าที่คืนรถที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน ข้อ 1 และข้อ 3 ทั้งจะขอให้เรียกให้ผู้เช่าซื้อชำระหนี้ก่อนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 688 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้ค้ำประกันเป็นคดีนี้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการพิจารณาว่า ความคล้ายของเครื่องหมายการค้าจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมและองค์ประกอบรวมทุกส่วนของเครื่องหมายการค้า ทั้งสำเนียงเสียงเรียกขาน จำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนไว้เพื่อใช้กับเครื่องหมายการค้าว่าเป็นสินค้าจำพวกเดียวกัน หรือเป็นสินค้าต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาสาธารณชนกลุ่มผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าว่าเป็นกลุ่มเดียวกันและมีความรู้เพียงพอที่จะแยกแยะความแตกต่างของสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ดีหรือไม่เพียงใดประกอบกันด้วย
ระยะเวลาของการใช้เครื่องหมายกับสินค้าย่อมมีผลต่อการรับรู้ของสาธารณชนผู้ใช้สินค้าดังกล่าว ยิ่งระยะเวลาของการใช้เครื่องหมายกับสินค้ายาวขึ้น โอกาสที่สาธารณชนผู้ใช้สินค้าจะรับรู้เครื่องหมายย่อมมากขึ้นตามลำดับ เว้นแต่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นที่แสดงให้เห็นว่าไม่เกิดการรับรู้เครื่องหมายเช่นนั้น อาทิ ไม่มีการใช้เครื่องหมายจริงหรือไม่มีการขายสินค้าอย่างปกติ เป็นต้น
เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบายตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 8 (9) นั้น เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 6 (2) ซึ่งนอกจากจะต้องพิจารณาจากลักษณะที่ปรากฏอยู่ในตัวเครื่องหมายการค้านั้นแล้ว ยังต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ห้ามเจ้าหนี้กองมรดกใช้สิทธิเรียกร้องที่มีต่อเจ้ามรดกมาฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 ที่โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ ก็เพียงแต่อ้างว่า จำเลยมาฟ้องแย้งเกินกว่า 1 ปี นับแต่ ก. ถึงแก่ความตายเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติมาตรา 1754 วรรคสาม แล้ว อายุความ 1 ปี นั้น ให้นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากจะนับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ก็ต้องนับระยะเวลา 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย ตามมาตรา 1754 วรรคสี่ เมื่อจำเลยทราบเรื่องการตายของ ก. ตั้งแต่ได้รับเอกสารยืนยันจากทางราชการ คือ วันที่ 30 สิงหาคม 2564 และจำเลยมายื่นคำให้การและฟ้องแย้งคดีนี้วันที่ 20 มกราคม 2565 จึงยังไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงเรื่องการตายของ ก. ฟ้องแย้งของจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความ
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมผู้ร้องถึงแก่ความตายวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ทนายผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้จำเลยส่งเงินคืนเจ้าพนักงานบังคับคดีวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ทนายผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง รวมทั้งดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ด้วยตนเองตลอดมา แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ผู้ร้องถึงแก่ความตายเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี ทนายผู้ร้องดำเนินคดีโดยไม่ได้ติดต่อหรือขอคำปรึกษาหรือแจ้งเรื่องที่ดำเนินการไปให้ทายาทของผู้ร้องทราบเลย ซึ่งเป็นเรื่องผิดวิสัยของผู้เป็นทนายความ นอกจากนี้ ส. และ ท. รวมทั้งทายาทอื่นของ ล. ต่างก็มิได้ร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ร้องถึงแก่ความตายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใด ถือได้ว่าเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนหรือทนายผู้ร้องจะจัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 ทนายผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนผู้ร้องต่อไป
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม