คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1868/2559
#596492
เปิดฉบับเต็ม

แม้การพิจารณาความเหมือนหรือคล้ายกันของเครื่องหมายการค้านั้นต้องพิจารณาภาคส่วนทั้งหมดอันเป็นองค์ประกอบรวมของเครื่องหมายการค้าก็ตาม แต่ก็ต้องให้ความสำคัญกับภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญหรือลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้ายิ่งกว่าภาคส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ ให้ความสำคัญในส่วนของเสียงเรียกขานว่าคล้ายคลึงกันเพียงใด ต้องพิจารณาถึงสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นว่าเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันนั้นหรือไม่ รวมทั้งต้องพิจารณาถึงสาธารณชนผู้ใช้สินค้าว่าเป็นกลุ่มเดียวกันและสินค้าดังกล่าวมีช่องทางการจำหน่ายเดียวกันหรือไม่ประกอบกันด้วย

เครื่องหมายการค้าของโจทก์แม้จะมีภาคส่วนที่เป็นรูปบางส่วนของโลกที่มีแผนที่ประกอบและมีภาพบางส่วนของดวงอาทิตย์ส่องแสงกับคำว่า EARTH & SUN แต่ภาพดังกล่าวไม่ใช่ลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าเพราะภาพโลกและดวงอาทิตย์มีลักษณะเป็นพื้นรองรับตัวอักษรขนาดใหญ่คำว่า ES ซึ่งเป็นลักษณะโดดเด่นของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ส่วนคำว่า EARTH & SUN ที่ปรากฏในเครื่องหมายมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับตัวอักษรคำว่า ES และวางอยู่ที่มุมด้านล่างข้างซ้าย จึงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้สาธารณชนจดจำได้ ดังนั้นภาคส่วนที่เป็นภาพโลก ดวงอาทิตย์ และคำว่า EARTH & SUN จึงไม่ใช่ภาคส่วนที่เป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า แม้ภาคส่วนดังกล่าวจะแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านแต่เมื่อไม่ใช่ภาคส่วนที่เป็นลักษณะเด่นจึงไม่ถึงกับทำให้รับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่คล้ายกับของผู้คัดค้าน และเมื่อพิจารณาในส่วนที่เป็นอักษรคำว่า ES ซึ่งอยู่กึ่งกลางของเครื่องหมายจึงเป็นส่วนที่เด่นที่สุดทั้งมีขนาดใหญ่เห็นได้ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาใช้คำดังกล่าวเป็นภาคส่วนที่เป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายเพื่อให้สาธารณชนจดจำได้ ส่วนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านมีอักษรคำว่า GS ขนาดใหญ่อยู่กึ่งกลางของเครื่องหมาย จึงเป็นภาคส่วนที่เป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายเช่นเดียวกับคำว่า ES ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เห็นได้ว่ามีอักษรที่แตกต่างกันเพียงอักษรเดียว ทั้งรูปลักษณะการเขียนอักษรตัว E ในเครื่องหมายของโจทก์ก็เขียนในลักษณะเดียวกันและมีความคล้ายกับการเขียนอักษรตัว G ในเครื่องหมายของผู้คัดค้านอย่างมาก นอกจากนี้เสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับของผู้คัดค้านด้วย เมื่อพิจารณาถึงจำพวกสินค้าและรายการสินค้าที่โจทก์นำมาจดทะเบียนซึ่งเป็นแบตเตอรี่เช่นเดียวกับสินค้าตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้าน สาธารณชนผู้ใช้สินค้าเป็นผู้ใช้รถยนต์เช่นเดียวกัน ช่องทางจำหน่ายสินค้าเป็นสถานที่เดียวกัน ย่อมทำให้สาธารณชนผู้ใช้สินค้าแบตเตอรี่รถยนต์สับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าว่าเป็นของโจทก์หรือผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การรวมทั้งรายการต่าง ๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า. .ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 777411 เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า แบตเตอรี่รถยนต์ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้โจทก์แสดงเจตนาไม่ขอถือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้รูปแผนที่โลก โจทก์ได้ดำเนินการตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้ประกาศโฆษณาเครื่องหมายการค้าของโจทก์ หลังจากนั้นจีเอส ยัวซ่า คอร์ปอเรชั่น นิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น เจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "GS" ตามทะเบียนเลขที่ ค5920 ค70315 ค174748 และ ค250775 ยื่นคำคัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า เนื่องจากเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าและให้ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ต่อไป ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้กลับคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่วินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า "ES" ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า "GS" ของจีเอส ยัวซ่า คอร์ปอเรชั่น จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าเมื่อใช้กับสินค้าแบตเตอรี่รถยนต์เช่นเดียวกันนั้นชอบแล้วหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า หลักการพิจารณาความเหมือนหรือคล้ายกันของเครื่องหมายการค้าว่าอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาองค์ประกอบรวมของเครื่องหมาย ทั้งลักษณะของคำ ตัวอักษร รูปเครื่องหมายและเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าให้ครบถ้วน แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยเฉพาะเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "ES" ของโจทก์เปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "GS" ของผู้คัดค้านเท่านั้น เห็นว่า แม้การพิจารณาความเหมือนหรือคล้ายกันของเครื่องหมายการค้านั้น จะต้องพิจารณาภาคส่วนทั้งหมดอันเป็นองค์ประกอบรวมของเครื่องหมายการค้าตามที่โจทก์อุทธรณ์มาก็ตาม แต่ในการพิจารณาลักษณะรวมของเครื่องหมายการค้านั้นก็ต้องให้ความสำคัญกับภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญหรือลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้ายิ่งกว่าภาคส่วนที่มิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมายและนอกจากการพิจารณาในส่วนของรูปลักษณะแล้วก็ยังต้องให้ความสำคัญในส่วนของเสียงเรียกขานว่ามีความคล้ายคลึงกันเพียงใดด้วย ทั้งยังต้องพิจารณาถึงสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้น ว่าเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันนั้นหรือไม่ รวมทั้งยังต้องพิจารณาถึงสาธารณชนผู้ใช้สินค้าว่าเป็นกลุ่มเดียวกันและสินค้ามีช่องทางการจำหน่ายเดียวกันหรือไม่ประกอบกันด้วย สำหรับเครื่องหมายการค้า .ของโจทก์ ในส่วนของรูปลักษณะแม้จะมีภาคส่วนที่เป็นรูปบางส่วนของโลกที่มีแผนที่ประกอบและมีภาพบางส่วนของดวงอาทิตย์ส่องแสงกับคำว่า "EARTH & SUN" ซึ่งโจทก์ไม่จำต้องแสดงเจตนาไม่ขอถือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในภาพบางส่วนของโลกดังกล่าวเพราะภาพโลกมิใช่สิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสินค้าแบตเตอรี่รถยนต์ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 ก็ตาม แต่ภาพบางส่วนของโลกและภาพบางส่วนของดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลกไม่ใช่ลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพราะภาพโลกและดวงอาทิตย์นั้นมีลักษณะเป็นพื้นรองรับตัวอักษรขนาดใหญ่คำว่า "ES" ซึ่งเป็นลักษณะโดดเด่นของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ส่วนคำว่า "EARTH & SUN" ตามที่ปรากฏในเครื่องหมายก็มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับตัวอักษรคำว่า "ES" และวางอยู่ที่มุมด้านล่างข้างซ้ายจึงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้สาธารณชนจดจำได้ ดังนั้นภาคส่วนที่เป็นภาพบางส่วนของโลก ภาพบางส่วนของดวงอาทิตย์กำลังส่องแสง และคำว่า "EARTH & SUN" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ใช่ภาคส่วนที่เป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า แต่เป็นภาคส่วนที่เป็นเพียงส่วนประกอบส่วนหนึ่งของเครื่องหมายเท่านั้น ดังนั้นแม้ภาคส่วนจะแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านแต่เมื่อไม่ใช่ภาคส่วนที่เป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าซึ่งทำให้สาธารณชนผู้ใช้สินค้าจดจำสินค้าของโจทก์ได้ ข้อแตกต่างจึงไม่ถึงกับทำให้รับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้าน และเมื่อพิจารณาในส่วนที่เป็นอักษรโรมันประดิษฐ์คำว่า "ES" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งถูกจัดวางอยู่ที่กึ่งกลางของเครื่องหมายซึ่งเป็นส่วนที่เด่นที่สุด ทั้งยังมีขนาดใหญ่เห็นได้ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาใช้คำว่า "ES" เป็นภาคส่วนที่เป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายเพื่อให้สาธารณชนจดจำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้ ส่วนเครื่องหมายการค้า..และเครื่องหมายการค้า. .ของผู้คัดค้านตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค5920 และ ค174748 นั้น มีอักษรโรมันประดิษฐ์คำว่า "GS" ขนาดใหญ่อยู่ที่กึ่งกลางของเครื่องหมายโดยเครื่องหมายอักษรโรมันคำว่า "GS" จึงเป็นภาคส่วนที่เป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายเช่นเดียวกับอักษรโรมันคำว่า "ES" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เมื่อนำอักษรโรมันคำว่า "ES" ตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับอักษรโรมันคำว่า "GS" ในเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านมาพิจารณาเปรียบเทียบกันแล้ว เห็นได้ว่ามีอักษรที่ต่างกันมีเพียงอักษรตัวหน้าเพียงอักษรเดียว โดยเครื่องหมายการค้าของโจทก์ใช้อักษรตัว E เป็นอักษรโรมันประดิษฐ์ตัวใหญ่ ส่วนของผู้คัดค้านใช้ตัวอักษร "G" เป็นอักษรโรมันประดิษฐ์ตัวใหญ่เช่นกันทั้งรูปลักษณะการเขียนอักษรโรมันตัว "E" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้เขียนในลักษณะเดียวกันและมีความคล้ายกับการเขียนอักษรโรมันตัว "G" ในเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านอย่างมากซึ่งหากไม่สังเกตให้ดีอาจเห็นอักษรตัว "E" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นตัวอักษร "G" ได้ ส่วนรูปลักษณะอักษรโรมันตัว "S" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้นก็มีลักษณะการเขียนคล้ายกับอักษรโรมันตัว "S" ในเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้าน โดยมีความโค้งมนคล้ายคลึงกัน นอกจากนี้เสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งออกเสียงเรียกขานว่า "อีเอส" ก็คล้ายกับเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านซึ่งออกเสียงเรียกขานว่า "จีเอส" ด้วย ในส่วนของรูปลักษณะและเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านนั้นจึงมีความคล้ายคลึงกันมาก และเมื่อพิจารณาถึงจำพวกสินค้าและรายการสินค้าที่โจทก์นำมาจดทะเบียนซึ่งเป็นสินค้าแบตเตอรี่เช่นเดียวกับสินค้าตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้าน และสาธารณชนผู้ใช้สินค้าซึ่งเป็นผู้ใช้รถยนต์เช่นเดียวกัน รวมทั้งช่องทางจำหน่ายสินค้าของโจทก์กับสินค้าของผู้คัดค้านก็เป็นสถานที่เดียวกันคือ ร้านจำหน่ายแบตเตอรี่รถยนต์เห็นได้ว่าโอกาสที่สาธารณชนผู้ใช้สินค้าแบตเตอรี่รถยนต์ของโจทก์และของผู้คัดค้านจะเรียกชื่อสินค้าของโจทก์และของผู้คัดค้านระหว่างคำว่า "อีเอสแบตเตอรี่" กับ"จีเอสแบตเตอรี่" สับสนกันได้ ดังนั้นการที่โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าที่มีรูปลักษณะของตัวอักษรอันเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับลักษณะเด่นในเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้าน และใช้คำที่มีเสียงเรียกขานที่คล้ายกันอย่างมากย่อมทำให้สาธารณชนผู้ใช้สินค้าแบตเตอรี่รถยนต์สับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และต้องห้ามมิให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวภณิดา วงศ์ธนวัตน
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวนิโลบล หิรัญรัศ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1836 -ที่ 1837/2559
#596818
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่มีต่อบุคคลอื่น ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 122 หมายถึงสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับหาใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไม่ ผู้ร้องทั้งสองชำระค่าที่ดินให้แก่ลูกหนี้ที่ 2 ครบถ้วนตามสัญญา ลูกหนี้ที่ 2 ย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะได้รับจากผู้ร้องทั้งสองอีก ลูกหนี้ที่ 2 คงมีแต่เพียงหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายคือการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง กรณีจึงเป็นสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับหาใช่สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้ที่ 2 จะพึงได้รับไม่ จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของผู้คัดค้านที่จะพิจารณาว่า สิทธิตามสัญญาที่ผู้ร้องทั้งสองจะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 หรือไม่ เพราะประโยชน์ที่จะพึงได้ในการที่ผู้ร้องทั้งสองใช้สิทธิเรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญาตกได้แก่ผู้ร้องทั้งสองหาตกได้แก่ลูกหนี้ที่ 2 ไม่ ผู้คัดค้านจึงไม่อาจปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้องทั้งสอง และการโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวสามารถแยกส่วนกับภาระหนี้จำนองและการไถ่ถอนจำนองที่ลูกหนี้ที่ 2 มีต่อผู้รับจำนอง ประกอบกับผู้รับจำนองเพียงแต่มีคำร้องขอให้ผู้คัดค้านดำเนินการยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองซึ่งแบ่งเป็นแปลงย่อยและขอรับชำระหนี้ จึงอยู่ในวิสัยที่ผู้คัดค้านจะดำเนินการในส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลล้มละลายกลางพิจารณาและมีคำสั่งรวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องสำนวนแรกว่า ผู้ร้องที่ 1 เรียกผู้ร้องสำนวนหลังว่า ผู้ร้องที่ 2

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2550 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 2 เด็ดขาด ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2551ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ผู้ร้องทั้งสองทำกับลูกหนี้ที่ 2 ผู้คัดค้านสอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2090 และ 2091 ตำบลทุ่งสีกัน อำเภอดอนเมือง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์แบบ 3 ชั้น เลขทะเบียนที่ 34/403 และ 34/404 ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 2094 และ 2095 ตำบลทุ่งสีกัน อำเภอดอนเมือง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์แบบ 3 ชั้น เลขทะเบียนที่ 34/407 และ 34/408 ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ให้ลูกหนี้ที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสอง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ส่วนค่าทนายความให้ผู้คัดค้านกำหนดตามที่เห็นสมควร คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2546 ผู้ร้องที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2090 และ 2091 ตำบลทุ่งสีกัน อำเภอดอนเมือง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์แบบ 3 ชั้น เลขทะเบียนที่ 34/403 และ 34/404 แก่ลูกหนี้ที่ 2 ในราคารวม 1,510,000 บาท ผู้ร้องที่ 1 ชำระเงินให้แก่ลูกหนี้ที่ 2 ครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2548 ตาม แต่ลูกหนี้ที่ 2 ผิดสัญญาไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่ผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 1 จึงฟ้องลูกหนี้ที่ 2 ที่ศาลแพ่งเพื่อให้ปฏิบัติตามสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2369/2551 ให้ลูกหนี้ที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่ผู้ร้องที่ 1 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในการโอนกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ที่ 2 และเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2546 ผู้ร้องที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2094 และ 2095 ตำบลทุ่งสีกัน อำเภอดอนเมือง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์แบบ 3 ชั้น เลขทะเบียนที่ 34/407 และ 34/408 แก่ลูกหนี้ที่ 2 ในราคารวม 1,550,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 ชำระเงินให้แก่ลูกหนี้ที่ 2 ครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2548 แต่ลูกหนี้ที่ 2 ผิดสัญญาไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่ผู้ร้องที่ 2 ทั้งนี้ที่ดินทั้ง 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวกับที่ดินแปลงอื่นรวม 761 แปลง ลูกหนี้ที่ 2 นำไปจดทะเบียนจำนองรวมเป็นประกันหนี้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2551 ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ผู้ร้องทั้งสองทำกับลูกหนี้ที่ 2 โดยผู้ร้องทั้งสองได้วางเงินคนละ 480,000 บาท ต่อผู้คัดค้านเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้จำนอง และวันที่ 23 มกราคม 2552 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านยึดทรัพย์จำนองของลูกหนี้ที่ 2 รวม 177 แปลง ซึ่งรวมถึงที่ดินที่ผู้ร้องทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายกับลูกหนี้ที่ 2 ทั้ง 4 แปลง ออกขายทอดตลาดและมีคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านมีว่า ผู้คัดค้านมีอำนาจปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างผู้ร้องทั้งสองกับลูกหนี้ที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่มีต่อบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 122 นั้น หมายถึงสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับหาใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไม่ ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ผู้ร้องทั้งสองได้ชำระค่าที่ดินให้แก่ลูกหนี้ที่ 2 ครบถ้วนตามสัญญา ลูกหนี้ที่ 2 ย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะได้รับจากผู้ร้องทั้งสองอีก ลูกหนี้ที่ 2 คงมีแต่เพียงหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายคือการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง กรณีจึงเป็นสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับ หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้ที่ 2 จะพึงได้รับไม่ จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของผู้คัดค้านที่จะพิจารณาว่าสิทธิตามสัญญาที่ผู้ร้องทั้งสองจะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 หรือไม่ เพราะประโยชน์ที่จะพึงได้ในการที่ผู้ร้องทั้งสองใช้สิทธิเรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญาตกได้แก่ผู้ร้องทั้งสองหาตกได้แก่ลูกหนี้ที่ 2 ไม่ ผู้คัดค้านจึงไม่อาจปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้องทั้งสอง และการโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวสามารถแยกส่วนกับภาระหนี้จำนองและการไถ่ถอนจำนองที่ลูกหนี้ที่ 2 มีต่อผู้รับจำนอง ประกอบกับผู้รับจำนองเพียงแต่มีคำร้องขอให้ผู้คัดค้านดำเนินการยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองซึ่งแบ่งเป็นแปลงย่อยและขอรับชำระหนี้ จึงอยู่ในวิสัยที่ผู้คัดค้านจะดำเนินการในส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองได้ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ผู้คัดค้านโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้องทั้งสองจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้เป็นกรณีพิพาทระหว่างผู้ร้องกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้าน การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีเป็นผู้กำหนดค่าทนายความให้แก่ผู้ร้องตามที่ผู้คัดค้านเห็นสมควรนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลแก่ผู้ร้องทั้งสองคนละ 8,000 บาท โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางสาวพิไลลักษณ์ เกตุสะอาด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บูรพากิจวิศวกรรมโยธา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาววรารัตน์ ปาณิกบุตร
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1834/2559
#597461
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 3 เมื่อสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุความ อย่างไรก็ตามในมูลหนี้ดังกล่าวลูกหนี้ที่ 3 ได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้ และ ป. เจ้าหนี้อื่นในคดีแพ่งได้นำยึดทรัพย์จำนองดังกล่าวไว้แล้ว ต่อมาเจ้าหนี้ในคดีนี้จึงยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 ในคดีแพ่งดังกล่าว และศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว สิทธิของเจ้าหนี้ที่จะได้รับชำระหนี้ในจำนวนเท่ากับสิทธิของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่มีการบังคับคดีแล้วย่อมได้รับการคุ้มครอง โดยมีสิทธิได้รับชำระหนี้ภายในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ส่วนหากว่าขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดอายุความจึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในส่วนที่ขาดจากการบังคับจำนองอันเป็นหนี้สามัญด้วยแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสามเด็ดขาดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2548

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 2 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 5843/2541 ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็น คดีหมายเลขแดงที่ 2583/2542 จำนวนเงิน 9,197,333.87 บาท และหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี จำนวน 5,439,302.52 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสาม ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7531 ตำบลคลองควาย อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 116936 แขวงบางอ้อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า ในมูลหนี้อันดับที่หนึ่ง ลูกหนี้ทั้งสามเป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 2583/2542 หนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและยังไม่ขาดอายุความ จึงไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ ส่วนมูลหนี้อันดับที่สอง ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ที่ 3 เมื่อลูกหนี้ที่ 3 ผิดนัดชำระหนี้เจ้าหนี้บอกกล่าวด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์เพื่อให้ลูกหนี้ที่ 3 ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองภายในวันที่ 14 เมษายน 2538 แต่ลูกหนี้ที่ 3 เพิกเฉย เจ้าหนี้จึงต้องใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวภายใน 10 ปี นับจากวันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 แต่เจ้าหนี้นำมูลหนี้ดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 30 กันยายน 2548 เมื่อพ้นกำหนด 10 ปี หนี้ดังกล่าวจึงขาดอายุความต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ ตามมาตรา 94 (1) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ส่วนบุริมสิทธิในทางจำนองเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 116936 แขวงบางอ้อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง นั้น หากเจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิจะบังคับเอากับหลักประกันเพียงใดก็ชอบที่จะไปใช้สิทธิของตนในทางแพ่งต่อไป จึงเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่หนึ่ง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 2583/2542 ดังนี้ ให้ได้รับชำระหนี้ในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้ขายลดตั๋วเงินกับค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเป็นเงิน 7,645,318.10 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสาม ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7531 ตำบลคลองควาย อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ก่อนเจ้าหนี้อื่น หากได้เงินไม่พอให้ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสาม และให้ได้รับชำระหนี้ในตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 1,552,384.74 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากนายสมทรง จำเลยร่วมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 2583/2542 และหรือได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7531 ตำบลคลองควาย อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนของนายสมทรงแล้วเป็นจำนวนเพียงใดก็ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น ส่วนมูลหนี้อันดับที่สองให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1) หากเจ้าหนี้มีสิทธิบังคับในทางจำนองเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 116936 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพียงใด ก็ชอบที่จะไปใช้สิทธิของเจ้าหนี้ในทางแพ่งต่อไป

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่สองตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ว่า ตามข้อตกลงในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและบันทึกต่อท้ายสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างลูกหนี้ที่ 3 กับเจ้าหนี้ฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2536 มีข้อตกลงกำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นสุดของเดือน หากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้าเป็นต้นเงิน และหากครบกำหนดอายุสัญญาในวันที่ 26 กรกฎาคม 2537 ให้ต่ออายุสัญญาต่อไปได้อีกโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา ภายหลังครบกำหนดอายุสัญญามีการเดินสะพัดทางบัญชีเรื่อยมา โดยเจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้ที่ 3 เบิกถอนเงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 จำนวน 156,917 บาท และเจ้าหนี้หักทอนบัญชีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 3 เป็นหนี้จำนวน 1,200,166.74 บาท ตามการ์ดบัญชีกระแสรายวัน จากนั้นคงมีแต่รายการคำนวณดอกเบี้ยเป็นรายเดือน แสดงให้เห็นเจตนาของเจ้าหนี้และลูกหนี้ที่ 3 ว่าไม่ประสงค์จะให้มีการเดินสะพัดทางบัญชีระหว่างกันอีกต่อไป เมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกำหนดหักทอนบัญชีกันในวันสิ้นเดือนในแต่ละเดือน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจึงเลิกกันโดยปริยายเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 และสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เกิดขึ้นนับแต่นั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2548 สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ในมูลหนี้สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวจึงขาดอายุความ อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า ในมูลหนี้ดังกล่าวลูกหนี้ที่ 3 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 116936 แขวงบางอ้อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวไว้แก่เจ้าหนี้ และนายปิยศักดิ์ เจ้าหนี้อื่นในคดีแพ่งของศาลแพ่งธนบุรี หมายเลขแดงที่ 233/2537 ได้นำยึดทรัพย์จำนองดังกล่าวไว้แล้วเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2537 ต่อมาเจ้าหนี้ในคดีนี้จึงยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ในคดีแพ่งดังกล่าว และศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2539 ตามสำเนาคำสั่งศาล เช่นนี้ สิทธิของเจ้าหนี้ในอันที่จะได้รับชำระหนี้ในจำนวนเท่ากับสิทธิของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่มีการบังคับคดีแล้วย่อมได้รับการคุ้มครอง โดยเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ภายในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 อันเป็นวันถัดจากวันหักทอนบัญชีจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ส่วนหากว่าขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้พ้นกำหนดอายุความตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ ส่วนที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในส่วนที่ขาดจากการบังคับจำนองเนื่องจากการขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิในคดีแพ่งไว้แล้วนั้น เห็นว่า การที่ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งในคดีแพ่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นก็เป็นผลให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิผู้รับจำนอง และเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 3 เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้ย่อมนำมูลหนี้บุริมสิทธิดังกล่าวมาขอรับชำระหนี้ได้ แต่หาได้เกี่ยวพันกับหนี้ส่วนที่ขาดอันเป็นหนี้สามัญด้วยแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ในมูลหนี้อันดับที่สองทั้งสิ้นมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่สองจากการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 116936 แขวงบางอ้อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ก่อนเจ้าหนี้อื่นภายในวงเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 จนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 (วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) แต่รวมแล้วต้องไม่เกินจำนวน 5,439,302.54 บาท ตามที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้มา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 96 (3)
ป.วิ.พ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สตรองแบคเอ็นจิเนียริ่ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายประพันธ์ ทรัพย์แสง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1815/2559
#596498
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดอุบลราชธานี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1526/2544 ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดอันมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 แต่เนื่องจาก ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งอาจอุทธรณ์ ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกา หรือร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง เมื่อคดีแพ่งดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีเนื่องจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ กรณีเช่นนี้จำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ และมิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ย่อมมีสิทธิขอให้พิจารณาใหม่โดยยื่นคำขอต่อศาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ถ้าศาลได้กำหนดการอย่างใด ๆ เพื่อส่งคำบังคับเช่นว่านี้โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทน จะต้องได้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้นแล้วดังที่บัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 199 ตรี และมาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง แต่คดีดังกล่าวหลังจากศาลพิพากษาก็มิได้มีการออกคำบังคับมาก่อน ศาลเพิ่งออกคำบังคับเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 และส่งคำบังคับแก่จำเลยโดยการปิดประกาศหน้าศาลในวันเดียวกัน การส่งคำบังคับโดยการปิดประกาศดังกล่าวมีผลเมื่อกำหนดเวลา 15 วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคสอง จึงต้องถือว่าการส่งคำบังคับโดยการปิดประกาศดังกล่าวมีผลในวันที่ 8 มีนาคม 2546 จำเลยมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในวันที่ 23 มีนาคม 2546 คดีในส่วนของจำเลยจึงเป็นที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 23 มีนาคม 2546 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ล้มละลายคดีนี้ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 จึงยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาคดีแพ่งถึงที่สุด คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ โจทก์ย่อมฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า คดีขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดอุบลราชธานี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1526/2544 ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดอันมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 แต่เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง เมื่อคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1526/2544 ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีเนื่องจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา (ที่ถูก ขาดนัดยื่นคำให้การ) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ (ที่แก้ไข) กรณีเช่นนี้จำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การและมิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ย่อมมีสิทธิขอให้พิจารณาใหม่โดยยื่นคำขอต่อศาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ถ้าศาลได้กำหนดการอย่างใด ๆ เพื่อส่งคำบังคับเช่นว่านี้โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทน จะต้องได้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้นแล้ว ดังที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 ตรี และมาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไข) แต่คดีดังกล่าวหลังจากศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิพากษาก็มิได้มีการออกคำบังคับมาก่อน ศาลจังหวัดอุบลราชธานีเพิ่งออกคำบังคับเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 และได้ส่งคำบังคับแก่จำเลยโดยการปิดประกาศหน้าศาลในวันเดียวกัน การส่งคำบังคับโดยการปิดประกาศมีผลเมื่อกำหนดเวลา 15 วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง จึงต้องถือว่าการส่งคำบังคับโดยการปิดประกาศมีผลในวันที่ 8 มีนาคม 2546 จำเลยมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในวันที่ 23 มีนาคม 2546 คดีในส่วนของจำเลยจึงเป็นที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 23 มีนาคม 2546 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ล้มละลายคดีนี้ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 จึงยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาของศาลจังหวัดอุบลราชธานี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1526/2544 ถึงที่สุด คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า คดีขาดอายุความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เนื่องจากปัญหาตามประเด็นข้ออื่น ศาลล้มละลายกลางยังไม่ได้วินิจฉัยเพื่อให้คดีเสร็จไปโดยเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยอีก

พิพากษากลับเป็นว่า ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย สำหรับค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 วรรคสอง ม. 147 วรรคสอง ม. 198 ทวิ ม. 199 ตรี ม. 199 จัตวา วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 193/32
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (5) ม. 9 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวนิตยา กองธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวิภัตต์ รุจิปเวสน์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1792/2559
#596130
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยร่วมกันเล่นแชร์ จำเลยประมูลแชร์ไปแล้วออกเช็คผู้ถือไม่ได้ลงวันที่ระบุจำนวนเงินค่าแชร์มอบให้ ว. ไว้ โจทก์ยังไม่ได้ประมูลแชร์และได้รับเช็คดังกล่าวจาก ว. โดยสุจริตเพื่อชำระค่าแชร์ ต่อมาแชร์ล้มและ ว. หลบหนี โจทก์หมดโอกาสที่จะประมูลแชร์ได้ต่อไป โจทก์ชอบที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ค่าแชร์ที่ต้องส่งคืนให้โจทก์ได้ทันทีเมื่อวงแชร์ล้มตั้งแต่งวดวันที่ 20 สิงหาคม 2553 โจทก์ชอบที่จะลงวันที่สั่งจ่ายเช็คเป็นวันที่ 25 สิงหาคม 2553 ตามข้อตกลงเล่นแชร์แล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร แต่โจทก์ลงวันที่สั่งจ่ายเช็คเป็นวันที่ 25 มกราคม 2557 ซึ่งเป็นวันหลังจากวงแชร์ล้มเป็นเวลากว่า 3 ปี จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์กระทำการโดยสุจริตและจดวันตามที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็ค ตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 910 วรรคท้าย เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2553 ซึ่งเป็นเวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามมาตรา 1002

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โดยมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น เป็นการไม่ถูกต้องและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงเห็นควรหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 62,199 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 62,199 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้

ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นสมาชิกวงแชร์ที่มีเจ้าของร้าน ธ. รุ่งเรืองยนต์ เป็นนายวงแชร์ แชร์วงนี้มีผู้เล่นรวม 18 มือ โดยโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของร้านสุวรรณมุ้งลวด เล่น 2 มือ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของอู่เฉลิมซ่อมรถยนต์เล่น 1 มือ

การเล่นแชร์มีข้อตกลงว่า งวดแรก นายวงแชร์เรียกเก็บเงินมือละ 50,000 บาท ส่วนงวดถัดไปเรียกเก็บเงินมือละ 30,000 บาท โดยการชำระค่าแชร์สามารถชำระเป็นเงินสดหรือเช็คก็ได้และเมื่อผู้ประมูลแชร์ได้มอบเช็คให้แก่นายวงแชร์ นายวงแชร์จะมอบเช็คของผู้ที่ประมูลได้ให้แก่ลูกวงที่ยังไม่ได้ประมูลซึ่งแชร์วงนี้จำเลยประมูลได้ไปแล้ว แต่โจทก์ยังไม่ได้ประมูล นายวงแชร์จึงนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายไว้ตามเช็ค ส่งมอบให้แก่โจทก์ ต่อมาวงแชร์ล้ม โจทก์จึงลงวันเดือนปีในเช็ค เป็นวันที่ 25 มกราคม 2557 แล้วนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสองฉบับตามใบแจ้งผลเช็คคืน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายทำการโดยสุจริตจดวันตามที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คพิพาท เป็นเหตุให้คดีไม่ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ดังที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์และจำเลยร่วมกันเล่นแชร์ตามรายการเล่นแชร์ โดยจำเลยประมูลแชร์ไปแล้ว ส่วนโจทก์ยังไม่ได้ประมูลแชร์แต่ได้รับเช็ค ซึ่งเป็นเช็คผู้ถือไว้ในครอบครองโดยได้รับมาจาก

นายวงแชร์โดยสุจริตเพื่อชำระค่าแชร์ก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อนายวงแชร์หลบหนีและแชร์วงนี้ล้มเมื่อเดือนสิงหาคม 2553 ตามข้ออ้างของโจทก์ โจทก์ย่อมหมดโอกาสที่จะประมูลแชร์ได้ต่อไป และโจทก์ชอบที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ค่าแชร์ที่ต้องส่งคืนให้แก่โจทก์ได้ทันทีเมื่อวงแชร์ล้ม ดังนั้นตั้งแต่วงแชร์ล้มในงวดวันที่ 20 สิงหาคม 2553 โจทก์จึงชอบที่จะลงวันสั่งจ่ายในเช็คพิพาทเป็นวันที่ 25 สิงหาคม 2553 ตามข้อตกลงเล่นแชร์แล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้ เพราะโจทก์เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายและวันสั่งจ่ายที่ลงในเช็คพิพาทก็ถือเป็นวันที่ถูกต้องแท้จริงแต่โจทก์มิได้กระทำ การที่โจทก์ลงวันสั่งจ่ายในเช็คพิพาทเป็นวันที่ 25 มกราคม 2557 ซึ่งเป็นวันหลังจากวงแชร์ล้มเป็นเวลากว่า 3 ปี แล้วนำไปเรียกเก็บเงินจึงไม่อาจถือได้ว่า โจทก์กระทำการโดยสุจริตและจดวันตามที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910 วรรคท้าย ดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อโจทก์ลงวันสั่งจ่ายในเช็ค โดยคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงไปมาก ทั้งโจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2553 ซึ่งเป็นเวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามมาตรา 1002 และเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โดยมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น เป็นการไม่ถูกต้อง เนื่องจากปัญหานี้กับปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงเห็นควรหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม)

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 910 ม. 1002
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทนัชศัก ธนโชติกอบกร
จำเลย — นายเฉลิม เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางนุชนาถ ชาลีกุล ทับน้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ศักดิ์ อนันธวัช
ชื่อองค์คณะ
ภาณุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1762 -ที่ 1763/2559
#596515
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 42 บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้... (9) การขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร..." บริษัทย่อมมีวัตถุประสงค์ในทางค้าหากำไรมาแบ่งปันกันในระหว่างผู้ถือหุ้น การได้หุ้นมาจึงย่อมถือว่าเป็นการได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร รายได้จากการขายหุ้นจึงเป็นเงินได้พึงประเมินในการเสียภาษีเงินได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าหุ้นนั้นได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรโดยแท้จริง

เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่กรรม มีการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทแล้วโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเข้าเป็นทุนของบริษัท มีโจทก์ทั้งสองและทายาทอื่นอีก 7 คน เป็นผู้ถือหุ้น หลังจากนั้น ยังมีการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทอีกหนึ่งบริษัท ต่อมาโจทก์ทั้งสองตกลงโอนขายหุ้นของตนในบริษัททั้งสองให้แก่ ป. กับพวก การที่ผู้จัดการมรดกและทายาทจัดตั้งบริษัทแล้วแบ่งหุ้นให้แก่โจทก์ทั้งสองและทายาทอื่น เป็นการสงวนผลประโยชน์รายได้ที่เกิดจากกิจการให้ตกอยู่แก่ทายาทของ ส. ที่ถือหุ้นบริษัททั้งสองไว้ต่อไป และการถือหุ้นของโจทก์ทั้งสองกับทายาทดังกล่าว ยังทำให้ได้บริหารกิจการซึ่งน่าจะคาดหมายได้ว่ามูลค่าทรัพย์สินนี้จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงถือได้ว่าการได้รับหุ้นบริษัททั้งสองเป็นเรื่องของการค้าหากำไรและมิใช่การจัดตั้งบริษัทโดยไม่มีผลประโยชน์หรือกำไรที่จะแบ่งให้ผู้ถือหุ้นแต่ประการใด จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้หุ้นของบริษัทมาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 42 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 22,700,119.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 13,851,689.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 22,189,810.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 13,654,981.64 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

หลังจากศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองขอแก้ไขวันที่ในการคำนวณดอกเบี้ยจากเดิม วันที่ 28 มิถุนายน 2550 เป็นวันที่ 26 มิถุนายน 2550 และขอแก้ไขเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 20 และคำขอท้ายฟ้องจากเดิม ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 22,189,810.11 บาท เป็นให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 22,381,198.81 บาท ซึ่งเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว ประกอบกับกรณีนี้เป็นการแก้ไขมาก ไม่ใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย จึงให้ยกคำร้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในประการแรกมีว่า การที่โจทก์ทั้งสองโอนขายหุ้นของตนในบริษัทสุวพีร์ธรรมวัฒนะ จำกัด และบริษัทสุวพีร์ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด ให้แก่นายปริญญา กับพวก ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 746/2546 ของศาลแพ่ง เป็นการขายสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ซึ่งเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (9) หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตลาดยิ่งเจริญเป็นทรัพย์มรดกที่นางสุวพีร์ยกให้ทายาท การจัดตั้งบริษัทสุวพีร์ธรรมวัฒนะ จำกัด และให้ทายาทเป็นผู้ถือหุ้นก็เป็นไปตามพินัยกรรมของนางสุวพีร์ แม้บริษัทสุวพีร์ธรรมวัฒนะ จำกัด จะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากทายาทผู้ถือหุ้นแต่ก็ไม่ใช่ผู้รับมรดก ผู้รับมรดกยังคงเป็นทายาทของนางสุวพีร์ ส่วนบริษัทสุวพีร์ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด ก็เช่นเดียวกัน กล่าวคือ โจทก์ทั้งสองได้หุ้นมาโดยมิได้รับโอนหรือซื้อจากผู้ใด แม้หุ้นดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดก แต่เป็นการได้มาสืบเนื่องจากการแบ่งมรดกนั่นเอง และที่สำคัญหุ้นบริษัทสุวพีร์ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด ไม่มีราคาใดๆ อันจะถือว่าเป็นเงินลงทุน โจทก์ทั้งสองจึงได้หุ้นของบริษัททั้งสองมาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร จึงไม่มีกรณีต้องเสียภาษีจากการโอนหุ้นตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ปัญหานี้ประมวลรัษฎากร มาตรา 42 บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้... (9) การขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร..." ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า บริษัทย่อมมีวัตถุประสงค์ในทางหากำไรมาแบ่งปันกันในระหว่างผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นของบริษัทย่อมหวังที่จะได้รับประโยชน์จากเงินปันผลหรือได้รับกำไรเมื่อโอนขายหุ้น หรือหวังจะได้ใช้สิทธิจากการเป็นผู้ถือหุ้นในการควบคุมกิจการงานของบริษัท ซึ่งโดยปกติก็เป็นเรื่องของการค้าหากำไร เพราะหุ้นของบริษัทไม่ใช่ทรัพย์สินที่อาจจะได้ประโยชน์ในทางด้านใช้สอย หรือมีคุณค่าทางด้านศิลปะ หรือมีประโยชน์ในด้านอื่นอย่างทรัพย์สินทั่ว ๆ ไป การได้หุ้นมาจึงย่อมถือว่าเป็นการได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร รายได้จากการขายหุ้นจึงเป็นเงินได้พึงประเมินในการเสียภาษีเงินได้ เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ให้เห็นว่าหุ้นนั้นได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรโดยแท้จริง ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า ขณะนางสุวพีร์ เจ้ามรดก ยังมีชีวิตอยู่ นางสุวพีร์ได้ประกอบกิจการตลาดยิ่งเจริญในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทมาโดยตลอด มีผลประกอบการที่มีรายได้สูงดังที่โจทก์ทั้งสองเบิกความว่าตั้งแต่ปี 2530 กิจการมีรายได้จากค่าเช่าไม่ต่ำกว่าปีละ 60,000,000 บาท ทั้งรายได้จากค่าเช่าก็สูงขึ้นทุกปี เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2533 นางสุวพีร์ถึงแก่กรรม มีการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทสุวพีร์ธรรมวัฒนะ จำกัด แล้วโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตลาดยิ่งเจริญเข้าเป็นทุนของบริษัท มีโจทก์ทั้งสองและทายาทอื่นอีก 7 คน เป็นผู้ถือหุ้น หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน ยังมีการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทสุวพีร์ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด อีกบริษัทหนึ่ง โดยมีทายาทตามพินัยกรรมเป็นผู้ถือหุ้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาภายในระหว่างทายาทเพื่อการบริหารจัดการตลาดยิ่งเจริญ ต่อมาทายาทมีข้อขัดแย้งในการบริหารจัดการตลาดยิ่งเจริญจนกระทั่งมีการฟ้องร้องดำเนินคดีระหว่างทายาท และในที่สุดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ทั้งสองและทายาทอื่น สามารถตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 746/2546 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ทั้งสองตกลงโอนขายหุ้นของตนในบริษัทสุวพีร์ธรรมวัฒนะ จำกัด และบริษัทสุวพีร์ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด ให้แก่นายปริญญา กับพวก เห็นว่าการที่ผู้จัดการมรดกและทายาทจัดตั้งบริษัทสุวพีร์ธรรมวัฒนะ จำกัด และบริษัทสุวพีร์ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด แล้วแบ่งหุ้นในบริษัททั้งสองดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองและทายาทอื่น เป็นการสงวนผลประโยชน์รายได้ที่เกิดจากกิจการตลาดยิ่งเจริญให้ตกอยู่แก่ทายาทนางสุวพีร์ที่ถือหุ้นบริษัททั้งสองไว้ต่อไป และการถือหุ้นของโจทก์ทั้งสองกับทายาทดังกล่าว ยังทำให้ได้บริหารกิจการตลาดยิ่งเจริญซึ่งน่าจะคาดหมายได้ว่ามูลค่าทรัพย์สินนี้จะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงถือได้ว่าการได้รับหุ้นบริษัททั้งสองเป็นเรื่องของการค้าหากำไร และมิใช่กรณีการจัดตั้งบริษัทสุวพีร์ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด โดยไม่มีผลประโยชน์หรือกำไรที่จะแบ่งให้ผู้ถือหุ้นแต่ประการใด จึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทั้งสองได้หุ้นของบริษัททั้งสองมาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (9) ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ทั้งสองอ้างนั้น โจทก์ในคดีดังกล่าวก็นำสืบว่า ผู้จัดการมรดกของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี จัดการมรดกโดยการจดทะเบียนตั้งบริษัทเชียงใหม่พาณิชย์จำกัด ขึ้นเมื่อปี 2476 แล้วแบ่งหุ้นให้แก่ทายาทนับแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทมาเป็นเวลาประมาณสิบกว่าปี ไม่มีผลประโยชน์แบ่งให้แก่ผู้ถือหุ้นเพราะต้องชำระหนี้ให้พระคลังข้างที่และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ที่ทรัพย์มรดกมีหนี้ผูกพันอยู่ และต่อมาเกิดเพลิงไหม้ตลาดวโรรสทั้งหมดโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยในคดีดังกล่าวนำสืบโต้แย้ง เห็นได้ว่า สภาพการรับหุ้นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกับคดีนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในประการต่อไปมีว่า จำเลยคำนวณดอกเบี้ยสำหรับจำนวนเงินที่จำเลยมีคำสั่งให้คืนแก่โจทก์ทั้งสองโดยชอบหรือไม่เห็นว่า เมื่อเงินที่โจทก์ทั้งสองได้รับจากการขายหุ้นตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเงินได้พึงประเมินและมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ โจทก์ทั้งสองต้องยื่นแบบแสดงรายการเกี่ยวกับเงินภาษีอากรที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย วันที่ 31 มีนาคม ของปีภาษีถัดจากปีที่ได้รับเงินได้พึงประเมิน การที่จำเลยคำนวณดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด จึงชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เงินค่าหุ้นที่โจทก์ทั้งสองได้รับจากการขายหุ้นของบริษัทสุวพีร์ธรรมวัฒนะ จำกัด และบริษัทสุวพีร์ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด ไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (9) และจำเลยคืนเงินที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ให้แก่โจทก์ทั้งสองครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมายแล้วมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นและอุทธรณ์คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 42 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนพดล ธรรมวัฒนะ กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1755/2559
#594400
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลอุทธรณ์รวมโทษจำคุกของจำเลยทั้งสามสิบกระทงเข้าด้วยกันแล้วจึงลดโทษ จะเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะการกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน น้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 365 วัน หรือ 366 วัน สุดแล้วแต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติก็ตาม แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 147 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีหรือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี รวม 30 กระทง เป็นจำคุก 150 ปี ไม่ว่าศาลอุทธรณ์จะรวมโทษก่อนแล้วลดโทษเป็นจำคุก 75 ปี หรือลดโทษก่อนแล้วรวมโทษเป็นจำคุก 60 ปี 180 เดือน ก็ตาม ศาลอุทธรณ์ก็ต้องลงโทษจำคุกจำเลย 50 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) การรวมโทษก่อนลดโทษให้แก่จำเลยย่อมไม่เป็นผลร้ายแก่จำเลยจนถึงกับต้องแก้ไขโทษจำคุกจำเลยเสียใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147 และ 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 30 กระทงเป็นจำคุก 150 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 75 ปี กรณีความผิดกระทงหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปี จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 สำหรับโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะออกใบเสร็จรับเงินเลขที่ปลอมเพียงครั้งเดียวแล้วใช้เบียดบังเอาทรัพย์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ผู้เสียหาย มาเป็นของจำเลยโดยทุจริตต่อหน้าที่ก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยจะเป็นกรรมเดียวกันหรือหลายกรรมต่างกันนั้นมิได้พิจารณาแต่เพียงว่าจำเลยออกใบเสร็จรับเงินเลขที่ปลอมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงการกระทำอื่น ๆ ของจำเลยประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ค่าภาระการใช้ท่าเรือ ค่าบริการและความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการท่าเรือประเภทต่างๆ และรับเงินค่าภาระเป็นเงินสด รวมสินค้า/บริการ และภาษีมูลค่าเพิ่ม จากลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทต่าง ๆ ที่ได้เข้าใช้บริการและความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการท่าเรือของผู้เสียหาย แล้วเบียดบังเอาเงินที่จำเลยรับไว้จากลูกค้าเพื่อส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายไปเป็นของตน ต่างวันและเวลากัน กับคนละบริษัท ทั้งจำนวนเงินที่จำเลยเบียดบังไปก็เป็นคนละจำนวนกันด้วย เช่นนี้ การกระทำของจำเลยในแต่ละครั้งจึงเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองและเป็นการกระทำโดยมีเจตนาต่างกัน ถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยมีเจตนาแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม หาใช่เป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องกัน อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์รวมโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษให้แก่จำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์รวมโทษจำคุกของจำเลยทั้งสามสิบกระทงเข้าด้วยกันแล้วจึงลดโทษ จะเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ" ซึ่งการกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน น้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 365 วัน หรือ 366 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติ ก็ตาม แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีหรือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี รวม 30 กระทง เป็นจำคุก 150 ปี ไม่ว่าศาลอุทธรณ์จะรวมโทษก่อนแล้วลดโทษเป็นจำคุก 75 ปี หรือลดโทษก่อนแล้วรวมโทษเป็นจำคุก 60 ปี 180 เดือน ก็ตาม ศาลอุทธรณ์ก็ต้องลงโทษจำคุกจำเลย 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) การรวมโทษก่อนลดโทษให้แก่จำเลยย่อมไม่เป็นผลร้ายแก่จำเลยจนถึงกับต้องแก้ไขโทษจำคุกจำเลยเสียใหม่ จึงไม่มีเหตุที่จะแก้ไขโทษจำคุกของจำเลยโดยลดโทษก่อนแล้วจึงรวมโทษดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายในการจัดเก็บรายได้ของผู้เสียหายซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ทั้งจำเลยกระทำต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายเดือนและเงินที่จำเลยเบียดบังไปเมื่อรวมกันแล้วก็มีจำนวนสูง พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยยินยอมรับผิดต่อผู้เสียหายและได้ชดใช้เงินทั้งหมดคืนให้แก่ผู้เสียหายแล้วก็ตาม แต่ก่อนที่จะกระทำความผิดจำเลยควรจะคิดใคร่ครวญให้ดี มิใช่กระทำความผิดแล้วจึงนำเงินมาชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อนำมาเป็นข้ออ้างขอให้ศาลฎีกาปรานีแก่จำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวก็ยังมิใช่เหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 21 วรรคสอง ม. 91 (3) ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางฉวีวรรณ จริยพิรุฬห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสันติ ชูกิจทรัพย์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1724/2559
#598462
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์พยายามปฏิเสธว่าโจทก์ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โดยไม่มีการหยิบยกข้อเท็จจริงที่แสดงว่าโจทก์เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและได้พ้นโทษแล้ว เข้าเงื่อนไขหรือองค์ประกอบตาม พ.ร.บ.ล้างมลทินฯ ขึ้นอ้างเป็นประโยชน์แก่ตนต่อคณะกรรมการฯ ผู้แทนจำเลยที่ 1 ในระหว่างสอบสวนคุณสมบัติของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่เคยอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อคณะกรรมการฯ ผู้แทนจำเลยที่ 1 คณะกรรมการฯ ผู้แทนจำเลยที่ 1 จึงไม่ทราบและไม่ได้นำ พ.ร.บ.ล้างมลทินฯ ดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาให้ กรณีจึงหาเป็นความผิดของคณะกรรมการฯ ผู้แทนจำเลยที่ 1 ไม่ มติของคณะกรรมการฯ ผู้แทนจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนประกาศและคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งและขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ที่ไม่รับคำร้องคัดค้านของโจทก์ กับขอให้มีคำสั่งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งบิหลั่นประจำมัสยิดนาซีรุดดีนต่อไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ 9/2549 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2549 และคำสั่งที่ 10/2549 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2549 ของจำเลยที่ 1 และให้โจทก์ยังคงดำรงตำแหน่งบิหลั่นประจำมัสยิดนาซีรุดดีน ต่อไป คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีเพียงว่า โจทก์เคยอ้างข้อเท็จจริงที่แสดงว่าโจทก์เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและได้พ้นโทษแล้ว เข้าเงื่อนไขหรือองค์ประกอบที่ได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ.2539 ต่อคณะกรรมการฯ ผู้แทนจำเลยที่ 1 หรือไม่ และคณะกรรมการฯ จำเลยที่ 1 ไม่นำมาประกอบการพิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาหนังสืออุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์อ้างว่าคณะกรรมการฯ ผู้แทนจำเลยที่ 1 ไม่มีหลักฐานแสดงว่าโจทก์กระทำผิดเมื่อไร ที่ไหน ข้อหาใด ศาลลงโทษอย่างไร และเคยถูกพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 2 ปี และตามหนังสือเรื่องขอคัดค้านในข้อกล่าวหาจากพยานบุคคล โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่เคยกระทำความผิด ทั้งสำเนาคำเบิกความของโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 598/2550 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฟ้องนายประดิษฐ์ กับพวกเป็นจำเลย โดยโจทก์เบิกความว่าไม่เคยก่อคดีทำร้ายร่างกายนายปาน ฯลฯ นอกจากนี้ในคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าโจทก์ต้องโทษจำคุกจริงหรือไม่ และรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ศาลสอบถามโจทก์ โจทก์รับว่าถูกฟ้องจริงแต่โจทก์ต่อสู้คดีและศาลปล่อยโจทก์ออกมา กรณีเท่ากับว่าโจทก์พยายามปฏิเสธว่าโจทก์ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนนั่นเองโดยไม่มีการหยิบยกข้อเท็จจริงที่แสดงว่าโจทก์เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและได้พ้นโทษแล้วเข้าเงื่อนไขหรือองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ ดังกล่าวขึ้นอ้างเป็นประโยชน์แก่ตนต่อคณะกรรมการฯ ผู้แทนจำเลยที่ 1 ให้เห็นแต่ประการใด คำเบิกความของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์เคยอ้างข้อเท็จจริงที่แสดงว่าโจทก์เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและได้พ้นโทษแล้วเข้าเงื่อนไขหรือองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติล้างมลทินฯดังกล่าวขึ้นเป็นประโยชน์แก่ตนเองเสนอต่อคณะกรรมการฯ ผู้แทนจำเลยที่ 1 ในระหว่างสอบสวนคุณสมบัติของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่เคยอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อคณะกรรมการฯ ผู้แทนจำเลยที่ 1 คณะกรรมการฯ ผู้แทนจำเลยที่ 1 จึงไม่ทราบและไม่ได้นำพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ ดังกล่าวมาประกอบ การพิจารณาให้ กรณีจึงหาเป็นความผิดของคณะกรรมการฯ จำเลยที่ 1 ไม่ แต่น่าจะเป็นความผิดหรือความบกพร่องของโจทก์ที่ไม่รอบคอบเอง มติของคณะกรรมการฯ ผู้แทนจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ.2539 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฮม เนื่องบุญมา
สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
จำเลย — พระนครศรีอยุธยา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายวราเชน ชูพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย กริชชาญชัย
ทวี ประจวบลาภ
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1702/2559
#596117
เปิดฉบับเต็ม

เดิม ห. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องผู้คัดค้านเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ห. โดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำให้การและฟ้องแย้งให้ขับไล่ ห. ออกจากที่พิพาท ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.251/2554 ให้ ห. และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท ในชั้นบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา โดยอ้างว่าครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทประมาณ 30 ไร่ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอในคดีนี้ โดยอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทประมาณ 30 ไร่ โดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันกับคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษที่ผู้ร้องได้ยื่นไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.251/2554 คำร้องขอของผู้ร้องในคดีนี้จึงเป็นการร้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และมาตรา 247 เมื่อคำร้องขอของผู้ร้องเป็นร้องซ้อนต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวก็ไม่มีคำร้องขอและตัวผู้ร้องที่ผู้คัดค้านจะฟ้องแย้ง ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งผู้ร้องเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 1658 เลขที่ดิน 582 ตำบลบึงอ้ายเสียบ (คลอง 5 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) เนื้อที่ทั้งแปลง จำนวน 100 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของนางดอกดิน ได้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงโอนกรรมสิทธิ์ต่อเนื่องหลายครั้ง เมื่อประมาณปี 2500 นายจอนได้ขายสิทธิการครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 1658 บางส่วน เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่เศษ พร้อมส่งมอบที่ดินให้แก่นายนิยม สามีผู้ร้องและผู้ร้อง เพื่อทำประโยชน์ในที่ดินด้วยการทำนา ทำสวน และปลูกบ้านอยู่อย่างถาวร นายนิยม (ถึงแก่กรรมไปแล้ว) และผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่เศษ มาตลอดอย่างต่อเนื่อง ด้วยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ไม่มีผู้ใดมาโต้แย้งคัดค้าน เป็นเวลาเกินกว่า 50 ปี ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่เศษ มีอาณาเขตทิศเหนือจดที่ดินของนางจรูญ ทิศใต้จดที่ดินของบริษัทบริหารสินทรัพย์ทวี จำกัด ทิศตะวันออกจดถนนเลียบคลอง 5 (ฝั่งตะวันตก) ทิศตะวันตกจดคลองส่งน้ำสายที่ 6 ขอให้มีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1658 เลขที่ดิน 582 ตำบลบึงอ้ายเสียบ (คลอง 5 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) จำนวนเนื้อที่ดินประมาณ 30 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1658 เลขที่ดิน 582 ตำบลบึงอ้ายเสียบ (คลอง 5 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นที่ดินที่พิพาทนี้ โดยซื้อมาจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเป็นเงิน 25,000,000 บาท และผู้คัดค้านได้จดทะเบียนสิทธิการโอนโดยสุจริตต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ที่ผู้ร้องอ้างว่ามีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เมื่อผู้ร้องยังมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับผู้คัดค้านที่ได้กรรมสิทธิ์มาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ซื้อขายสิทธิครอบครองมาจากนายจอน เป็นการซื้อขายสิทธิจากผู้ที่ปราศจากผู้ทรงกรรมสิทธิ์โดยชอบ จึงไม่อาจยกข้อต่อสู้กับผู้คัดค้านได้ ผู้คัดค้านขอฟ้องแย้งว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1658 เลขที่ดิน 582 ตำบลบึงอ้ายเสียบ (คลอง 5 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยการซื้อมาจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นเงินจำนวน 25,000,000 บาท โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนการโอนโดยสุจริตต่อเจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาคลองหลวง เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 ผู้คัดค้านไม่มีความประสงค์จะให้ผู้ร้องอาศัยอยู่บนที่ดินพิพาท ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทของผู้คัดค้าน ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาท แก่ผู้คัดค้านนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าผู้ร้องจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำคัดค้าน ส่วนคำฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นเรื่องอ้างว่า ผู้ร้องอยู่ในที่ดินโดยละเมิดขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหาย จึงเป็นเรื่องอื่น ไม่อาจรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ไม่รับฟ้องแย้ง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คืนค่าธรรมเนียมศาลในส่วนฟ้องแย้งให้แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ฟ้องแย้งเกี่ยวข้องกับคำร้องขอเดิมหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องขอและคำคัดค้านว่า ก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคดีนี้ เดิมนายแหวน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องผู้คัดค้าน เป็นจำเลย ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.119/2553 ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายแหวนโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำให้การต่อสู้และฟ้องแย้งให้ขับไล่นายแหวนออกจากที่พิพาท ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.251/2554 ว่า ให้นายแหวนและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท ในชั้นบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา โดยอ้างว่าได้ครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทประมาณ 30 ไร่ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลการพิจารณาในคดีนี้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอในคดีนี้ โดยอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทประมาณ 30 ไร่ โดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันกับคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษที่ผู้ร้องได้ยื่นไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.251/2554 คำร้องขอของผู้ร้องในคดีนี้จึงเป็นการร้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ไม่ชอบที่จะรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และมาตรา 247 เมื่อคำร้องขอของผู้ร้องเป็นร้องซ้อนต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว ก็ไม่มีคำร้องขอและตัวผู้ร้องที่ผู้คัดค้านจะฟ้องแย้งผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งผู้ร้องเช่นกัน คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและยกฟ้องแย้งของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนคำร้องขอและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 173 วรรคสอง (1) ม. 246 ม. 247 ม. 296 จัตวา
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางทองคำ เนียมบุญเจือ
ผู้คัดค้าน — บริษัทบริหารสินทรัพย์ทวี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายวัลลภ แก้วลอยมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1700/2559
#596809
เปิดฉบับเต็ม

แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีประกาศฉบับที่ 11/2557 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง แต่ได้รับรองอำนาจของศาลว่า ยังคงมีอำนาจดำเนินการพิจารณาและพิพากษาอรรถคดี ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาคดีนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ศาลฎีกามีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่แทนจำเลย อันเป็นกรณีจำเลยถูกออกจากตำแหน่งหรือสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดเพราะเหตุที่จำเลยได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 111 ซึ่งตามนัยมาตรา 92 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งใช้บังคับขณะนั้น จำเลยย่อมตกอยู่ในบังคับมาตรา 92 ตอนท้าย ที่บัญญัติว่า กรณีที่ออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งหรือสรรหามาโดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นก่อนที่ผู้นั้นได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว แม้ต่อมาจะมีประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลงก็ตาม แต่มูลหนี้ที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย เกิดขึ้นในขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีผลใช้บังคับ โดยไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายยกเว้นไว้และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ยกเลิกมูลหนี้ที่เกิดขึ้น จำเลยจึงต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นทั้งหมดที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว และเมื่อจำเลยเป็นผู้ขอให้โจทก์แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจำเลยและผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัวจำเลย ซึ่งเป็นสิทธิของจำเลยที่ได้มาระหว่างที่จำเลยดำรงตำแหน่งและเป็นประโยชน์แก่จำเลย ดังนี้ เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่บุคคลที่จำเลยขอให้โจทก์แต่งตั้ง จึงมีลักษณะเป็นประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจำเลย และเงินค่าตอบแทนผู้ช่วยดำเนินงานของจำเลยแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,337,565.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,256,540.84 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเท่ากับจำนวนเงินประจำตำแหน่งที่จำเลยได้รับจากโจทก์ เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วจำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินแก่โจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 มีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 จำเลยอุทธรณ์และฎีกาคำสั่งและคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 763,964.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2553) ต้องไม่เกิน 81,025.07 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความ 7,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อปี 2550 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2550 ซึ่งกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 จำเลยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 หมายเลข 13 พรรคพลังประชาชน คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศผลการเลือกตั้งในวันที่ 18 มกราคม 2551 ให้จำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2550 แต่ก่อนที่จะประกาศผลการเลือกตั้ง มีผู้ร้องเรียนว่าการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยกับพวกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 2 ใหม่แทนจำเลย ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2551 ศาลฎีกามีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่แทนจำเลย ตามสำเนาคำสั่งศาลฎีกา อันมีผลให้สมาชิกภาพในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดลง ระหว่างที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ โจทก์แต่งตั้งนางสาวเพชรลดา ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2551 นางสาวเทียนทอง ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2551 เป็นต้นไป เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจำเลย และแต่งตั้งนางสาวเทียนทอง ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 20 เมษายน 2551 นายชัยรัตน์ ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2551 นายวิชาญ นายวีระโชติ และนางกษมา ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2551 เป็นต้นไป เป็นผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัวจำเลย ระหว่างจำเลยดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2550 เดือนสิงหาคม 2551 โจทก์ได้จ่ายเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มให้แก่จำเลยเป็นเงิน 763,964.84 บาท เงินค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจำเลย 126,451 บาท และเงินค่าตอบแทนผู้ช่วยดำเนินงานของจำเลย 366,125 บาท รวมเป็นเงิน 1,256,540.84 บาท วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชดใช้เงินค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญประจำตัวและเงินค่าตอบแทนผู้ช่วยดำเนินงานคืนแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยขอให้โจทก์แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจำเลยและผู้ช่วยดำเนินงานของจำเลย โจทก์จ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่บุคคลดังกล่าวสืบเนื่องจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลย เป็นประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ต้องคืนแก่โจทก์ และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชดใช้เงินประจำตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีประกาศฉบับที่ 11/2557 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง แต่ได้รับรองอำนาจของศาลว่า ยังคงมีอำนาจดำเนินการพิจารณาและพิพากษาอรรถคดี ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาคดีนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ศาลฎีกามีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่แทนจำเลย อันเป็นกรณีจำเลยถูกออกจากตำแหน่งหรือสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดเพราะเหตุที่จำเลยได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 111 ซึ่งตามนัยมาตรา 92 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ใช้บังคับขณะนั้น จำเลยย่อมตกอยู่ในบังคับมาตรา 92 ตอนท้าย ที่บัญญัติว่า กรณีที่ออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งหรือสรรหามาโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นก่อนที่ผู้นั้นได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว แม้ต่อมาจะมีประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลงก็ตาม แต่มูลหนี้ที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย เกิดขึ้นในขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีผลใช้บังคับ โดยไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายยกเว้นไว้และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ยกเลิกมูลหนี้ที่เกิดขึ้น จำเลยจึงต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นทั้งหมดที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยต้องคืนเงินประจำตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเงินเพิ่ม 763,964.84 บาท จึงชอบแล้ว และเมื่อจำเลยเป็นผู้ขอให้โจทก์แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจำเลยและผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัวจำเลย ซึ่งเป็นสิทธิของจำเลยที่ได้มาระหว่างที่จำเลยดำรงตำแหน่งและเป็นประโยชน์แก่จำเลย ดังนี้ เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่บุคคลที่จำเลยขอให้โจทก์แต่งตั้ง จึงมีลักษณะเป็นประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจำเลย 126,451 บาท เงินค่าตอบแทนผู้ช่วยดำเนินงานของจำเลย 366,125 บาท แก่โจทก์ด้วย รวมเป็นเงิน 1,256,540.84 บาท เมื่อโจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2552 อันเป็นวันผิดนัด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นนี้ว่าจำเลยไม่ต้องคืนเงินค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจำเลยและเงินค่าตอบแทนผู้ช่วยดำเนินงานของจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,256,540.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2553) ต้องไม่เกิน 81,025.07 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 92
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 111
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11/2557 เรื่อง การสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
จำเลย — นายเอี่ยม ทองใจสด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายก่อโชค บุตรชัยงาม
ศาลอุทธรณ์ — นายกีรติ กาญจนรินทร์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1699/2559
#596808
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์มิได้ฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมกัน คือ ส. และจำเลยทั้งสองเป็นจำเลยในคดีก็ตาม แต่ถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเพื่อประสงค์ให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่บรรดาทายาท ซึ่งหากศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงย่อมตกทอดแก่โจทก์ ม. และ ส. ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมหรือผู้รับมรดกแทนที่โดยสิทธิตามกฎหมาย เพื่อนำมาแบ่งปันกัน หามีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่นซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีแต่ประการใดไม่ ทั้ง ม. ได้ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกแล้ว และก่อนฟ้องคดี ส. ก็ได้ถึงแก่ความตายแล้วเช่นกัน โดย ส. ไม่ได้แต่งงาน ไม่มีบุตร และโจทก์ไม่ได้ยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. จึงนับเป็นเหตุที่ทำให้โจทก์ไม่สามารถฟ้อง ส. หรือทายาทของ ส. คนใดที่อาจได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาเข้ามาเป็นจำเลยในคดีได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าว โดยไม่จำต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมกันเข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วยแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8487 และโฉนดเลขที่ 8498 ตำบลห้วยร่วม อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ และให้โจทก์ใช้สิทธิไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า นายเพชรและนางอินทร์ มีบุตร 3 คน คือ โจทก์ นายสมจิตร และนายสุวิทย์ ตามบัญชีเครือญาติ หลังจากนายเพชรและ นางอินทร์ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งนายสุวิทย์เป็นผู้จัดการมรดกของบุคคลทั้งสองเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2545 ตามสำเนาคำสั่ง ที่ดินโฉนดเลขที่ 8487 และ 8498 ตำบลห้วยร่วม อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นทรัพย์มรดก และติดจำนองอยู่กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) วันที่ 9 กันยายน 2545 นายสุวิทย์ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาเป็นของตนในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวมาเป็นของตนในฐานะทายาทโดยธรรมและไถ่ถอนจำนองจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จากนั้นจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ 1 วันที่ 17 กันยายน 2547 นายสุวิทย์ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจากจำเลยที่ 1 แล้วจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยทั้งสอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทก็เพื่อให้ที่ดินดังกล่าวกลับคืนสู่กองมรดก จึงไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลภายนอกคดี และเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ที่ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้จำเลยทั้งสองจะรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้วก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า แม้โจทก์มิได้ฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมกัน คือนายสุวิทย์และจำเลยทั้งสอง คงฟ้องแต่จำเลยทั้งสองเป็นจำเลยในคดีนี้ก็ตาม แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ นายสมจิตร และนายสุวิทย์ เป็นบุตรของนายเพชรและนางอินทร์ หลังจากบุคคลทั้งสองถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งนายสุวิทย์เป็นผู้จัดการมรดกของบุคคลทั้งสอง ต่อมานายสุวิทย์ได้จดทะเบียนจำนองทรัพย์มรดกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ 1และขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสอง โดยร่วมกันสมคบคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกซึ่งโจทก์ไม่ยินยอมและกระทำลับหลังโจทก์โดยไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเพื่อประสงค์ให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนั้นกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่บรรดาทายาท ซึ่งหากศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงย่อมตกทอดแก่โจทก์ นายสมจิตร และนายสุวิทย์ ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมหรือผู้รับมรดกแทนที่โดยสิทธิตามกฎหมายเพื่อนำมาแบ่งปันกัน หามีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่นซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีแต่ประการใดไม่ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏตามคำฟ้องและบัญชีเครือญาติ ว่านอกจากนายสมจิตรจะถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกแล้ว ก่อนฟ้องคดีนายสุวิทย์ก็ได้ถึงแก่ความตายแล้วเช่นกัน ทั้งยังได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า นายสุวิทย์ไม่ได้แต่งงาน ไม่มีบุตร และโจทก์ไม่ได้ยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุวิทย์ ดังนี้ จึงนับเป็นเหตุที่ทำให้โจทก์ไม่สามารถฟ้องนายสุวิทย์หรือทายาทของนายสุวิทย์คนใดที่อาจได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาเข้ามาเป็นจำเลยในคดีได้ อาศัยเหตุดังวินิจฉัย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวโดยไม่จำต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมกันเข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วยแต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า โจทก์มิได้ฟ้องนายสุวิทย์เข้ามาเป็นคู่ความในคดี จึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ เพราะจะมีผลกระทบไปถึงนายสุวิทย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพิศ มีคำสัตย์
จำเลย — นายนิเวศน์ นิรัญศิลป์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายบุญทวี เปรมปิยะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจิตรกร พัฒนาศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1695/2559
#597444
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม โดยมิได้วินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ทางพิพาทอาจเป็นได้ทั้งทางจำเป็นและทางภาระจำยอมในขณะเดียวกัน แต่โจทก์ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องอุทธรณ์อีกต่อไปอีก เพราะคำพิพากษาเป็นผลดีแก่โจทก์อยู่แล้ว แม้ว่าเมื่อจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า ทางพิพาทไม่เป็นทางภาระจำยอมและไม่เป็นทางจำเป็น แต่เมื่อโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาก็วินิจฉัยเฉพาะประเด็นว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่เท่านั้น โดยไม่รับวินิจฉัยประเด็นว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ส่วนที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็เป็นการกล่าวถึงเหตุผลตามกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่มีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเท่านั้น กรณีถือไม่ได้ว่า คดีก่อนศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่แล้ว และไม่มีคำพิพากษาในประเด็นดังกล่าวที่จะผูกพันโจทก์ตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้เปิดทางจำเป็นคดีนี้ จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามเปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ 19032 ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ประมาณ 77 ตารางวา กว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 178 เมตร ให้แก่ที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 41234 ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อใช้เป็นทางเดินเข้าออกที่ดินโจทก์สู่ทางสาธารณะ ให้จำเลยทั้งสามรื้อรั้วที่ปิดกั้นทางเดินและปรับปรุงทางเดินให้มีสภาพตามเดิม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนและปรับปรุง โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1036/2552 ของศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 บัญญัติว่า คดีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน... เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามในคดีนี้กับโจทก์และจำเลยทั้งสามในคดีก่อนเป็นคู่ความเดียวกันและประเด็นในคดีนี้กับประเด็นในคดีก่อนเป็นประเด็นเดียวกัน คือโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามเปิดทางจำเป็นในที่ดินพิพาทหรือไม่ ทั้งคดีก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้วซึ่งย่อมมีผลผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่งดังนี้ ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1036/2552 ของศาลชั้นต้น ขอให้ศาลพิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 19032 ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ของจำเลยทั้งสามเป็นทางจำเป็นและหรือทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 41234 ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ของโจทก์ และขอให้จำเลยทั้งสามเปิดทางพิพาท จำเลยทั้งสามให้การว่าทางพิพาทมิใช่ทางจำเป็นหรือทางภาระจำยอม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเปิดทางพิพาทโดยวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2056/2556 ต่อมาโจทก์จึงมายื่นฟ้องใหม่เป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1036/2552 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม โดยมิได้วินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ทางพิพาทอาจเป็นได้ทั้งทางจำเป็นและทางภาระจำยอมในขณะเดียวกันแต่โจทก์ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องอุทธรณ์ต่อไปอีก เพราะคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นผลดีแก่โจทก์อยู่แล้ว แม้ว่าเมื่อจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะพิพากษากลับให้ยกฟ้องโดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและไม่เป็นทางจำเป็น แต่เมื่อโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาก็วินิจฉัยเฉพาะประเด็นว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่เท่านั้น โดยไม่รับวินิจฉัยประเด็นว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ส่วนที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีดังกล่าวว่า เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็เป็นการกล่าวถึงเหตุผลตามกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่มีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเท่านั้น กรณีถือไม่ได้ว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1036/2552 ของศาลชั้นต้น ศาลได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่แล้ว และไม่มีคำพิพากษาในประเด็นดังกล่าวที่จะผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้เปิดทางจำเป็นคดีนี้ จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสามแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148 ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอภินันท์ ศรีเมือง
นางรุ่งทิพย์ เกตุจรรยากุลหรืออินโต
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายเมธี เลขานุกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธวัช เศรษฐมงคล
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1670/2559
#616170
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลางสืบเนื่องจากจำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 จึงมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องจึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2552 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 57, 76 วรรคหนึ่ง, 92 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 160 วรรคสาม และริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขคธ พัทลุง 781 ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ได้ความตามคำฟ้องและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลางสืบเนื่องจากจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 จึงมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องจึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้อง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด ให้ศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 2 ธันวาคม 2557 ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
ผู้ร้อง — นายสุพิส ทองมณีย์
จำเลย — นายปรวิทย์ เขียวจีน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายชนะกิจ ศิริสาธิตกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1669/2559
#593494
เปิดฉบับเต็ม

การที่ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 140, 141, 161 ทวิ กำหนดให้เจ้าพนักงานจราจรใช้ดุลพินิจเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราว และให้ใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ที่ออกให้ใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นการชั่วคราวไม่เกินเจ็ดวัน หรือใบรับการส่งธนาณัติ หรือใบรับการส่งตั๋วแลกเงิน ประกอบกับใบสั่งเป็นใบแทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นเวลาสิบวันนับแต่วันที่ส่งธนาณัติหรือตั๋วแลกเงิน มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 รีบไปชำระค่าปรับตามคำสั่งของเจ้าพนักงานจราจรโดยเร็ว เพื่อจะได้รับใบอนุญาตขับขี่คืนจากพนักงานสอบสวนทันที อันจะทำให้สามารถขับขี่รถต่อไปได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อเจ้าพนักงานจราจรผู้ออกใบสั่งมิได้รับมอบอำนาจจากผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ผู้บังคับการตำรวจจราจร ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งยึดใบอนุญาตขับขี่ที่ได้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ครั้งละไม่เกินหกสิบวัน และผู้ขับขี่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งได้ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 161 จึงไม่มีอำนาจสั่งยึดใบอนุญาตขับขี่ตามบทบัญญัติดังกล่าว กรณีจึงไม่อาจแปลความคำว่า "เรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราว" ตามมาตรา 140 วรรคสาม ว่า เป็นการยึดใบอนุญาตขับขี่ การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถขับขี่รถในระหว่างที่เจ้าพนักงานจราจรเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราว และพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานจราจรออกใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่แล้ว จึงมิใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างถูกยึดใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบกอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 152

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 92, 94, 102, 111, 127, 152 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 10 ทวิ, 140, 141, 155

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานจราจร และข้อหาแต่งกายไม่สะอาดเรียบร้อยตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (1), 127, 152 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 140, 141, 155 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานจราจร ปรับ 1,000 บาท ฐานแต่งกายไม่สะอาดเรียบร้อยตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง ปรับ 1,000 บาท ฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถในระหว่างถูกยึดใบอนุญาตขับรถ จำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรและข้อหาแต่งกายไม่สะอาดเรียบร้อยตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6เดือน และปรับ 21,000บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลธรรมศาลา จับกุมจำเลยในข้อหาขับรถไม่ใกล้ขอบทางเดินรถด้านซ้าย และออกใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจรเพื่อให้จำเลยไปชำระค่าปรับ พร้อมเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ชนิดที่ 2 ของจำเลยไว้เป็นการชั่วคราว และออกใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่จำเลยไว้ โดยใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่สามารถใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นการชั่วคราวไม่เกิน 7 วัน แต่จำเลยยังไม่ได้ชำระค่าปรับตามคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรดังกล่าว ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2557 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยขับรถบรรทุกพ่วง หมายเลขทะเบียน 80 - 4154 มุกดาหาร รถพ่วงหมายเลขทะเบียน 80 - 4155 มุกดาหาร ไปตามถนนสายภาชี - หินกอง โดยแต่งกายสวมเสื้อกล้ามสีดำ กางเกงขาสั้นสีฟ้า และสวมรองเท้าแตะ มาถึงจุดตรวจจุดสกัดที่ร้อยตำรวจโทชัยธนันท์ กับพวกตั้งไว้ ร้อยตำรวจโทชัยธนันท์กับพวกจึงเรียกให้จำเลยหยุดรถเพื่อตรวจสอบ การตรวจสอบไม่พบใบอนุญาตขับขี่ พบแต่ใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจร จึงจับกุมจำเลยแจ้งข้อหาว่า ปฏิบัติหน้าที่ประจำรถเป็นผู้ขับขี่ในระหว่างใบอนุญาตขับขี่ถูกยึด และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานจราจร ครั้นวันที่ 10 เมษายน 2557 จำเลยนำเงินไปชำระค่าปรับตามคำสั่งของเจ้าพนักงานจราจร เจ้าพนักงานจราจรได้คืนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่จำเลย ความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรและฐานแต่งกายไม่สะอาดเรียบร้อยตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างถูกยึดใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบกหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ไม่มีบทบัญญัติกำหนดไว้ว่าหากผู้กระทำความผิดไม่ชำระค่าปรับแล้วให้ถือว่าช่วงระยะเวลาที่เลยกำหนดชำระค่าปรับผู้กระทำความผิดถูกยึดใบอนุญาตขับขี่แล้ว ทั้งการยึดใบอนุญาตขับขี่ต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 161 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ได้กำหนดเกี่ยวกับกรณีที่ผู้ขับขี่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ไว้ในมาตรา 140 มาตรา 141 และมาตรา 141 ทวิ ว่า เมื่อเจ้าพนักงานจราจรพบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 แล้ว เจ้าพนักงานจราจรจะว่ากล่าวตักเตือนผู้ขับขี่ หรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้ ซึ่งในการออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ เจ้าพนักงานจราจรจะเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่ต้องออกใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่ผู้ขับขี่ไว้ และเจ้าพนักงานจราจรต้องรีบนำใบอนุญาตขับขี่ที่เรียกเก็บไว้ไปส่งมอบพนักงานสอบสวนภายในแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ออกใบสั่ง ใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ที่เจ้าพนักงานจราจรออกให้ใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นการชั่วคราวไม่เกินเจ็ดวัน เมื่อผู้ขับขี่ได้ชำระค่าปรับต่อพนักงานสอบสวนตามที่เปรียบเทียบแล้ว ให้พนักงานสอบสวนคืนใบอนุญาตขับขี่ทันที กรณีที่ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบปรับโดยการส่งธนาณัติหรือตั๋วแลกเงินของธนาคารโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนให้เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานสอบสวนรีบจัดส่งใบอนุญาตขับขี่คืนให้แก่ผู้ได้รับใบสั่งโดยเร็ว และให้ถือว่าใบรับการส่งธนาณัติหรือใบรับการส่งตั๋วแลกเงินประกอบกับใบสั่งเป็นใบแทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นเวลาสิบวันนับแต่วันที่ส่งธนาณัติหรือตั๋วแลกเงิน ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งไม่ปฏิบัติตามใบสั่ง กรณีที่ทราบที่อยู่ของผู้ขับขี่หรือที่อยู่ของเจ้าของรถ ให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถให้มารายงานตัวที่พนักงานสอบสวน และให้พนักงานสอบสวนดำเนินการเปรียบเทียบและว่ากล่าวตักเตือนผู้ได้รับหมายเรียกดังกล่าว แต่ในกรณีที่ไม่อาจส่งหมายเรียกให้แก่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถได้ให้พนักงานสอบสวนแจ้งเป็นหนังสือไปยังนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์และตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก เพื่อให้นายทะเบียนแจ้งให้ผู้มาติดต่อขอชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นไปรายงานตัวที่พนักงานสอบสวนตามหมายเรียก และให้นายทะเบียนงดรับชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่าได้มีการปฏิบัติตามหมายเรียกนั้นแล้ว เช่นนี้ การที่พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 กำหนดให้เจ้าพนักงานจราจรใช้ดุลพินิจเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราวและให้ใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ที่ออกให้ใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นการชั่วคราวไม่เกินเจ็ดวันหรือใบรับการส่งธนาณัติหรือใบรับการส่งตั๋วแลกเงินประกอบกับใบสั่งเป็นใบแทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นเวลาสิบวันนับแต่วันที่ส่งธนาณัติหรือตั๋วแลกเงิน จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 รีบไปชำระค่าปรับตามคำสั่งของเจ้าพนักงานจราจรโดยเร็วเพื่อจะได้รับใบอนุญาตขับขี่คืนจากพนักงานสอบสวนทันทีอันจะทำให้สามารถขับขี่รถต่อไปได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากผู้ขับขี่ไม่ไปชำระค่าปรับภายในกำหนดดังกล่าว เมื่อเลยกำหนดเวลาชำระค่าปรับแล้วผู้ขับขี่ย่อมไม่อาจขับขี่รถได้เพราะไม่มีใบอนุญาตขับขี่ที่จะแสดง ทั้งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ได้กำหนดให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ผู้บังคับการตำรวจจราจร ผู้บังคับการตำรวจทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นผู้มีอำนาจสั่งยึดใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับขี่ที่ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มีกำหนดครั้งละไม่เกินหกสิบวัน และยังกำหนดให้ผู้ขับขี่ซึ่งถูกสั่งยึดใบอนุญาตขับขี่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอีกด้วย ดังนี้เจ้าพนักงานจราจรผู้ออกใบสั่งซึ่งมิได้รับมอบอำนาจจากผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวจึงไม่มีอำนาจสั่งยึดใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับขี่ที่ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ได้ กรณีจึงไม่อาจแปลความคำว่า "เรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราว" ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 140 วรรคสาม ว่าเป็นการยึดใบอนุญาตขับขี่ได้ เพราะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายดังวินิจฉัยข้างต้น ดังนี้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงมิใช่เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างถูกยึดใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 152 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 152 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 152
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 140 ม. 141 ม. 141 ทวิ ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายสมภาร คงทะนงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นางสาวบุศรา เจตน์จำนงจิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1666/2559
#596141
เปิดฉบับเต็ม

การให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา ข้อมูลที่จำเลยอ้างว่าให้ข้อมูลแก่เจ้าพนักงานตำรวจจนสามารถจับกุมคนร้ายซึ่งเป็นเครือข่ายยาเสพติดให้โทษได้เกิดขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยจึงไม่อาจที่จะได้รับประโยชน์ตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การให้ข้อมูลตามมาตรา 100/2 จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา เมื่อปรากฏจากรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2557 ที่สอบพันตำรวจตรีมานพ ว่าระหว่างจำเลยถูกจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ กระทั่งเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายสามารถได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด แสดงว่าข้อมูลที่จำเลยอ้างว่าให้ข้อมูลแก่เจ้าพนักงานตำรวจจนสามารถจับกุมคนร้ายซึ่งเป็นเครือข่ายยาเสพติดให้โทษได้เกิดขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยจึงไม่อาจที่จะได้รับประโยชน์ตามมาตรา 100/2 ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลล่างทั้งสอง จำคุกจำเลยตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ก่อนลดโทษให้ เป็นอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้และยังลดโทษกึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการลดโทษให้สูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะลงโทษสถานเบากว่านี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายสุรทินหรืออิ๋ว เสถียรนาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายไวกูณฐ์ สว่างสุรีย์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวจิตตรา กาญธนะประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ปกิต สุวรรณพรหมา
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1664/2559
#606738
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกขอให้ลงโทษในความผิดฐานยักยอก ชั้นไต่ส่วนมูลฟ้องศาลชั้นต้นให้ประทับรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานฉ้อโกง และยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3 สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่โต้แย้งว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นการหลอกหลวงโจทก์อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงนั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานฉ้อโกง เมื่อข้อหายักยอกตามฟ้องและข้อหาฉ้อโกงที่โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองข้อหามีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง, 193 วรรคหนึ่ง และมาตรา 193 ทวิ ซึ่งนำมาปรับใช้กับคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้เช่นเดียวกับในชั้นพิจารณา คดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ จึงชอบแล้ว

ส่วนคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า แม้ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนมูลฟ้องแตกต่างจากฟ้องก็มิใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลมีอำนาจใช้ ป.วิ.อ. 192 ได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนมูลฟ้องฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานฉ้อโกง คดีจึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายตามที่โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ แม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 บัญญัติว่าคำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด ซึ่งหมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลได้ แต่หากคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา และศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 ตามทางไต่สวนมูลฟ้องไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 3 ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3 ไว้พิจารณาในความผิดฐานฉ้อโกง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานฉ้อโกงด้วย และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ในข้อหายักยอก ความผิดฐานยักยอกจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีมีมูลในความผิดฐานฉ้อโกง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยโดยให้เหตุผลว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ในความผิดฐานยักยอก แต่โจทก์อุทธรณ์ขอให้คดีมีมูลในความผิดฐานฉ้อโกงจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ โจทก์ฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์เพราะได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ก่อนวินิจฉัยปัญหาตามที่โจทก์ฎีกา เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นการกระทำโดยทุจริต หลอกลวงโจทก์ และนายอนิรุทธ์ ซึ่งเป็นบุตรของพันเอกอรรถพงศ์ ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง ด้วยการหลอกลวงดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ไปซึ่งหุ้นจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นของพันเอกอรรถพงศ์ จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงในทางไต่สวนมูลฟ้องเพื่อให้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 หลอกลวงโจทก์ ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 กระทำความผิดฐานฉ้อโกง เมื่อข้อหายักยอกตามฟ้องและข้อหาฉ้อโกงที่โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองข้อหามีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง, 193 วรรคหนึ่งและมาตรา 193 ทวิ ซึ่งนำมาปรับใช้กับคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้เช่นเดียวกับในชั้นพิจารณา คดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

ส่วนคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานยักยอก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ประทับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานฉ้อโกงและวินิจฉัยว่าไม่เป็นความผิดฐานยักยอก โจทก์ไม่อุทธรณ์ในข้อหายักยอก ความผิดฐานยักยอกจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ในชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษในความผิดฐานฉ้อโกงจึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 มาใช้บังคับในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 มีมูลในความผิดฐานฉ้อโกงจึงไม่ชอบ โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนมูลฟ้องที่แตกต่างจากฟ้อง มิใช่ข้อแตกต่างในสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลมีอำนาจใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 ได้ เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว พยานหลักฐานในสำนวนต้องฟังให้ได้ความก่อนว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ตามทางไต่สวนมูลฟ้องมีมูลในความผิดฐานฉ้อโกงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามที่โจทก์ฎีกา แต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า โจทก์และนายอนิรุทธ์ เป็นบุตรของพันเอกอรรถพงศ์ กับนางนวลสวาท บิดามารดาโจทก์ หย่าขาดกันจำเลยที่ 3 เป็นภริยาของพันเอกอรรถพงศ์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2556 พันเอกอรรถพงศ์ถึงแก่ความตาย ก่อนตายพันเอกอรรถพงศ์ มีหุ้นของจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 หุ้น และโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่ามีการประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ตามรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งมีรายละเอียดการประชุมว่า เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2556 มีผู้เข้าร่วมประชุม 5 คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการคือ จำเลยที่ 2 กรรมการ คือ จำเลยที่ 3 และนางกอบกุล และผู้ถือหุ้นคือ จำเลยที่ 4 และนายปกรณ์ มีวาระพิจารณาเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น จำเลยที่ 2 เสนอที่ประชุมว่าเห็นควรพิจารณาจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นของพันเอกอรรถพงศ์ 10,000 หุ้น ให้แก่จำเลยที่ 3 ส่วนบุตรซึ่งเป็นทายาทที่มีสิทธิในหุ้น จำเลยที่ 3 แจ้งว่าจะไปตกลงกันเอง และที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของจำเลยที่ 2 และได้มีการจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นตามอัตราส่วนเงินลงทุนใหม่ จำเลยที่ 4 ได้หุ้นเพิ่มจากเดิม 2,500 หุ้น จำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้หุ้นคนละ 2,500 หุ้น หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 คิดว่าหุ้นของพันเอกอรรถพงศ์ มีมูลค่า 1,200,000 บาท เมื่อแบ่งเป็นสามส่วน จำเลยที่ 3 โจทก์และนายอนิรุทธ์ จะได้คนละ 400,000 บาท จำเลยที่ 3 ส่งแคชเชียร์เช็คเป็นเงิน 400,000 บาท ให้แก่นายอนิรุทธ์แต่นายอนิรุทธ์ ส่งแคชเชียร์เช็คคืน สำหรับส่วนแบ่งของโจทก์ จำเลยที่ 3 บอกว่าโจทก์ยักยอกเงินของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500,000 บาทเศษ จำเลยที่ 3 จึงยึดเงินส่วนแบ่งของโจทก์ไว้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับโจทก์ในข้อหายักยอกเงินที่ได้จากการขายแก๊สแอลพีจีของจำเลยที่ 1 จากพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 3 ได้กระทำการใดที่เป็นการหลอกลวงโจทก์ หรือผู้อื่นใดด้วยการแสดงข้อความใดอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงใดซึ่งควรบอกให้แจ้ง คงได้ความว่าเมื่อพันเอกอรรถพงศ์ ผู้ถือหุ้นตาย จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาของพันเอกอรรถพงศ์ ได้ใช้อำนาจจัดการทรัพย์มรดกซึ่งเป็นหุ้นของพันเอกอรรถพงศ์โดยลำพังและดำเนินการให้จำเลยที่ 1 รับบุคคลลงทะเบียนเป็นผู้ถือหุ้นสืบแทนพันเอกอรรถพงศ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1132 ข้อโต้แย้งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จึงเป็นข้อพิพาททางแพ่ง การกระทำของจำเลยที่ 3 ตามทางไต่สวนมูลฟ้องฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานฉ้อโกง เมื่อพยานหลักฐานในสำนวนตามทางไต่สวนมูลฟ้องไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานฉ้อโกง คดีจึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 บัญญัติว่าคำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด ซึ่งหมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลได้ แต่หากคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา และศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 ตามทางไต่สวนมูลฟ้องไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 3 ตามทางไต่สวนมูลฟ้องไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงดังวินิจฉัยข้างต้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในข้อหาฉ้อโกงได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ประทับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานฉ้อโกง จึงมีผลเท่ากับยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 170 วรรคหนึ่ง ม. 185 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอัษฎางค์พร พรหมภิญโญ
จำเลย — บริษัทดอยอินทนนท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายคณากร เพียรชนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกีรติ เชียงปวน
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1646/2559
#596143
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับจำเลยต่างเมาสุราโต้เถียงทะเลาะกัน จำเลยกลับบ้านเอามีดดาบของกลางมาขู่ผู้ตาย ผู้ตายกับจำเลยโต้เถียงกันอีก แล้วจำเลยถือมีดดาบวิ่งไล่ผู้ตายไปจนถึงบริเวณที่ผู้ตายกับพวกนั่งดื่มสุรากัน อ.เข้าไปห้ามจำเลย จำเลยจึงกลับบ้านโดยไม่ได้ฟันผู้ตาย ผู้ตายกลับมานั่งดื่มสุรากับพวกต่อ สักครู่หนึ่งผู้ตายเดินออกไปทางท้ายซอยห่างจากวงสุราประมาณ 10 เมตร และยืนชี้มาทางบ้านจำเลยลักษณะท้าทาย จำเลยโมโหจึงได้ขับรถจักรยานยนต์เข้าไปหาผู้ตายแล้วใช้มีดดาบฟันผู้ตาย ดังนี้ พฤติการณ์ของจำเลยหลังจากที่จำเลยใช้มีดดาบของกลางวิ่งไล่ผู้ตายไปจนถึงที่เกิดเหตุและใช้มีดดาบของกลางเล่มเดิมฟันผู้ตาย เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันไม่ขาดตอน ถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำการโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 289, 371 และริบอาวุธ มีดดาบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าใช้อาวุธมีดดาบฟันทำร้ายผู้ตายจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ลงโทษประหารชีวิต ฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบอาวุธมีดดาบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้ว คงจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ผู้ตาย นายนคร นายชาตรีและนายอิทธิพล พักที่หอพักเดียวกันแต่คนละห้อง ในเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องก่อนเกิดเหตุผู้ตาย นายนคร นายชาตรี และนายอิทธิพล นั่งดื่มสุรากันอยู่บริเวณหน้าหอพักที่เกิดเหตุ ต่อมาผู้ตายลุกขึ้นเดินไปที่ท้ายซอยซึ่งมีร้านขายของชำของนายอาณัติ ตั้งอยู่ใกล้กันกับบ้านของจำเลย ขณะนั้นจำเลยกับนายอาณัตินั่งดื่มสุรากันอยู่บริเวณหน้าบ้าน ผู้ตายไปขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายอาณัติ จำเลยซึ่งทำงานอยู่ที่บริษัทเดียวกันกับผู้ตายพูดว่าซอยนี้เป็นซอยสีขาวหมดแล้วไม่มี ผู้ตายกับจำเลยต่างคนต่างเมาสุราจึงโต้เถียงและทะเลาะกัน จำเลยกลับไปที่บ้านเอามีดดาบใบกว้างประมาณ 1 นิ้ว ยาวรวมด้ามประมาณ 2 ฟุต ของกลาง มาขู่ผู้ตาย ผู้ตายกับจำเลยโต้เถียงกันอีก แล้วจำเลยถือมีดดาบวิ่งไล่ผู้ตายไปจนถึงบริเวณที่ผู้ตายกับพวกนั่งดื่มสุรากัน นายอิทธิพลได้เข้าไปห้ามจำเลย แล้วจำเลยกลับไปบ้านของจำเลย ส่วนผู้ตายกลับมานั่งดื่มสุรากับพวกต่อไป สักครู่หนึ่งผู้ตายเดินออกไปทางท้ายซอยห่างจากวงสุราประมาณ 10 เมตร ต่อมานายอิทธิพลเดินตามไปพูดคุยกับผู้ตาย สักครู่หนึ่งจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาจอดใกล้จุดที่ผู้ตายกับนายอิทธิพลยืนพูดคุยกัน แล้วจำเลยใช้มีดดาบของกลางฟันผู้ตายที่ศีรษะ ใบหน้าและลำตัวหลายแห่ง จนผู้ตายทรุดตัวลงกับพื้นจำเลยหยุดฟันผู้ตาย จำเลยกับพวกผู้ตายช่วยกันนำผู้ตายขึ้นรถกระบะพาไปส่งโรงพยาบาลโดยจำเลยนั่งประคองผู้ตายไป ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย การที่จำเลยใช้มีดดาบของกลาง ซึ่งมีขนาดใหญ่ฟันผู้ตายที่ศีรษะ ใบหน้าและลำตัวจนผู้ตายมีบาดแผลบริเวณลำตัวด้านซ้ายขนาดยาว 15 เซนติเมตร ลึก 5 เซนติเมตร ตัดกล้ามเนื้ออกทะลุเข้าช่องอก บาดแผลต้นแขนขวายาว 10 เซนติเมตร ลึก 2.5 เซนติเมตร ตัดกล้ามเนื้อต้นแขน และบาดแผลที่ข้อพับแขนขวา ยาว 10 เซนติเมตร ลึก 5 เซนติเมตร ตัดกล้ามเนื้อและหลอดเลือด ตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ชันสูตรและรายงานการตรวจศพ อันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกายหลายครั้งโดยแรง เป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้ตาย สำหรับความผิดฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ถึงที่สุด คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกับผู้ตายทำงานอยู่บริษัทเดียวกัน ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการเตรียมการที่จะฆ่าผู้ตายมาก่อน ตามพฤติการณ์ของจำเลยตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุที่ผู้ตายเดินไปที่ร้านขายของชำของนายอาณัติเพื่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายอาณัติ จำเลยพูดว่าซอยนี้เป็นซอยสีขาวหมดแล้วไม่มี ผู้ตายกับจำเลยต่างคนต่างเมาสุราโต้เถียงและทะเลาะกัน จำเลยกลับไปที่บ้านเอามีดดาบของกลางมาขู่ผู้ตาย ผู้ตายกับจำเลยโต้เถียงกันอีก แล้วจำเลยถือมีดดาบวิ่งไล่ผู้ตายไปจนถึงบริเวณที่ผู้ตายกับพวกนั่งดื่มสุรากัน นายอิทธิพลเข้าไปห้ามจำเลย แล้วจำเลยกลับบ้านไป โดยจำเลยไม่ได้ฟันผู้ตาย ส่วนสาเหตุที่จำเลยใช้มีดดาบของกลางกลับไปฟันผู้ตายนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากผู้ตายกลับมานั่งดื่มสุรากับพวกต่อแล้ว สักครู่หนึ่งผู้ตายเดินออกไปทางท้ายซอยห่างจากวงสุราประมาณ 10 เมตร ซึ่งได้ความจากนายชาตรีเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จุดที่นั่งดื่มสุราสามารถมองเห็นบริเวณหน้าร้านขายชำใกล้เคียงบ้านจำเลยได้ และเมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ แล้ว จากจุดเกิดเหตุเข้าไปถึงท้ายซอยไม่มีสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งอื่นใดปิดบัง สามารถมองเห็นจากจุดเกิดเหตุไปถึงบริเวณท้ายซอยได้เจือสมกับที่จำเลยกล่าวอ้างว่าหลังจากที่จำเลยกลับบ้านไปแล้ว ขณะที่จำเลยเดินอยู่ ผู้ตายได้ยืนชี้มาทางบ้านจำเลยลักษณะท้าทาย จำเลยโมโหจึงได้ขับรถจักรยานยนต์เข้าไปหาผู้ตายแล้วใช้มีดดาบฟันผู้ตาย และสอดคล้องกับที่นายอาณัติเบิกความว่า หลังจากจำเลยกลับมาบ้านแล้วก่อนที่จำเลยจะขับรถจักรยานยนต์ออกไปใช้มีดดาบฟันผู้ตาย จำเลยเดินออกไปมองที่บริเวณหน้าบ้านของผู้ตาย กรณีอาจเป็นไปตามที่จำเลยกล่าวอ้างก็ได้ ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยหลังจากที่จำเลยใช้มีดดาบของกลางวิ่งไล่ผู้ตายไปจนถึงที่เกิดเหตุโดยไม่ได้ใช้มีดดาบฟันผู้ตาย แล้วจำเลยกลับบ้านไป ต่อมาในระยะเวลาไม่นานจำเลยได้กลับมาที่เกิดเหตุโดยใช้มีดดาบของกลางเล่มเดิมฟันผู้ตาย เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันไม่ขาดตอน หลังจากฟันผู้ตายจนทรุดลงกับพื้นแล้วจำเลยก็หยุดฟันและจำเลยยังได้ช่วยนำผู้ตายส่งโรงพยาบาล ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำการโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 289 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายรักษ์พงษ์ ขุมเพ็ชร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายมงคล ฌายีเนตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสถาพร ดาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1620/2559
#599058
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่งอกของที่ดินโฉนดเลขที่ 6594 ซึ่งมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า ที่งอกของที่ดินโฉนดเลขที่ 6594 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ หากผู้คัดค้านไม่สามารถยื่นฎีกาได้และคดีถึงที่สุด ผู้ร้องก็สามารถนำคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ผู้ร้อง ย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ชอบที่จะร้องขอเข้ามาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนไต่สวนคำร้องขอ ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาคำร้องขอแก่ผู้คัดค้านแล้วก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านมิได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งหรือคำพิพากษา ต้องถือว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอกคดี จึงสามารถพิสูจน์ในชั้นนี้ได้ว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิในที่ดินดีกว่าผู้ร้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่แสดงกรรมสิทธิ์ในที่งอกไม่ผูกพันผู้คัดค้านตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2) การที่ผู้คัดค้านยื่นฎีกาดังกล่าวพอแปลได้ว่าผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไต่สวนคำร้องขอและคำคัดค้านเพื่อวินิจฉัยถึงข้อโต้แย้งสิทธิของผู้คัดค้านไปตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินในส่วนที่เป็นที่งอกเนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 57 ตารางวา ตั้งแต่ปี 2536 โดยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งหรือขัดขวางการครอบครองเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองที่ดินที่เป็นที่งอกของที่ดินโฉนดเลขที่ 6594 โดยการครอบครองปรปักษ์

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวน ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนและยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ที่งอกของที่ดินโฉนดเลขที่ 6594 ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เฉพาะในกรอบสีเขียวตามแผนที่พิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ผู้คัดค้านฎีกาว่า การที่ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนข้อบังคับว่าด้วยการส่งคำคู่ความ ทำให้ผู้คัดค้านไม่ทราบ เนื่องจากผู้ร้องมีเจตนาไม่สุจริต เมื่อการส่งหมายเรียกและสำเนาคำร้องขอไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากศาลฎีกามีคำสั่งย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ผู้คัดค้านย่อมมีโอกาสชนะคดีได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับฎีกาของนายสุพจน์ สำเนาให้ผู้ร้องแก้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านจะฎีกาเข้ามาในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่งอกของที่ดินโฉนดเลขที่ 6594 ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่า ที่งอกของที่ดินโฉนดเลขที่ 6594 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ หากผู้คัดค้านไม่สามารถยื่นฎีกาได้และคดีถึงที่สุด ผู้ร้องก็สามารถนำคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ผู้ร้อง ย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับการรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ และถูกโต้แย้งสิทธิ ชอบที่จะร้องขอเข้ามาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่า ก่อนไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาคำร้องขอแก่ผู้คัดค้านเพื่อให้มีโอกาสคัดค้านแล้วก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านมิได้ร้องคัดค้านเข้ามาในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ ก็ต้องถือว่าผู้คัดค้านเป็นบุคคลภายนอกคดี จึงสามารถพิสูจน์ในชั้นนี้ได้ว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิในที่ดินดีกว่าผู้ร้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่แสดงกรรมสิทธิ์ในที่งอกไม่ผูกพันผู้คัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 (2) การที่ผู้คัดค้านยื่นฎีกาดังกล่าวพอแปลได้ว่าผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไต่สวนคำร้องขอและคำคัดค้านของผู้คัดค้านเพื่อวินิจฉัยถึงข้อโต้แย้งสิทธิของผู้คัดค้านไปตามรูปคดี เพราะผู้คัดค้านร้องขอเข้ามาในคดีในฐานะเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6594 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับฎีกาของผู้คัดค้านเป็นคำคัดค้าน ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอและคำคัดค้านดังกล่าว แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 145 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวสมบูรณ์ ซากาอิ
ผู้คัดค้าน — นายสุพจน์ สุวรรณวิทย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายเกรียงศักดิ์ ผ่องโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจิตรกร พัฒนาศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1616/2559
#596131
เปิดฉบับเต็ม

คดีมโนสาเร่ กรณีคดีมีประเด็นว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ หากศาลเห็นว่าคำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม กรณีย่อมต้องด้วยบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 191 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องชัดเจนขึ้นก่อน หากโจทก์ไม่ทำการแก้ไขจึงจะถือว่ามีประเด็นเรื่องคำฟ้องเคลือบคลุมที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยต่อไป แต่เมื่อศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง ถือว่าศาลชั้นต้นใช้ดุจพินิจพิจารณาแล้วว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมต้องถือว่าประเด็นเรื่องคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ เป็นอันยุติไปตามสภาพที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง จำเลยไม่อาจยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ได้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 299,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 183,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ แม้มิใช่ปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อโจทก์ฟ้องและจำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีจึงมีประเด็นพิจารณาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ อย่างไรก็ดี คดีนี้โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน299,000 บาท จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกิน 300,000 บาท เป็นคดีมโนสาเร่ ตามบทบัญญัติมาตรา 189 (1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีมโนสาเร่เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่มาก กฎหมายจึงมีวัตถุประสงค์ให้คดีเช่นนี้เสร็จไปโดยไม่จำต้องดำเนินคดีเต็มรูปแบบดังเช่นการดำเนินคดีแพ่งสามัญโดยกำหนดวิธีพิจารณาที่รวดเร็ว แต่คู่ความยังได้รับความเป็นธรรมตามสิทธิที่ตนมี ดังปรากฏตามเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2542 ว่า "เพื่อให้คดีได้เสร็จสิ้นไปโดยเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายของคู่ความ" ซึ่งมาตรา 191 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่โจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือ หากศาลเห็นว่าคำฟ้องดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้" ดังนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยให้การว่าคำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีจึงมีประเด็นว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ หากศาลเห็นว่าคำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม กรณีย่อมต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 191 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก่อน หากโจทก์ไม่ทำการแก้ไขจึงจะถือว่ามีประเด็นเรื่องคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมที่ศาลจะมีคำสั่งวินิจฉัยต่อไป สำหรับคดีนี้จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง ตามมาตรา 191 วรรคสอง กรณีถือว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจพิจารณาแล้วว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมต้องถือว่าประเด็นเรื่องคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เป็นอันยุติไปตามสภาพที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง ตามมาตรา 191 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติพิเศษเพื่อให้การดำเนินคดีมโนสาเร่สามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ติดขัดไปตามบทกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความ กรณีถือว่าปัญหาเรื่องคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เป็นอันยุติไปแล้ว จำเลยจึงไม่อาจยกอ้างปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตาม มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยในข้อปัญหาดังกล่าวจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ครอบครองรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค ตามฟ้องจึงไม่มีอำนาจฟ้องและโจทก์เสียหายเพียงใดนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว แต่คู่ความสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความ ข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัย เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก่อน ปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค ตามฟ้อง ซึ่งขณะเกิดเหตุยังไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนเนื่องจากเป็นรถใหม่ ส่วนจำเลยไม่มีพยานมานำสืบหักล้าง แม้โจทก์ไม่ได้นำสืบพยานเอกสารใด ๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์คันที่เกิดเหตุดังที่จำเลยกล่าวอ้างมาในอุทธรณ์ก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่น่าเชื่อ สำหรับในเรื่องค่าเสียหายนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายของโจทก์เหมาะสมแล้ว กรณีไม่มีเหตุให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้น อุทธรณ์จำเลยเป็นเพียงความคิดเห็นของจำเลยโดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนจึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำเลย ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 191 วรรคสอง ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอรวรรณ ปานเจริญ
จำเลย — นายสันติ ทองสงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นางพิลาสลักษณ์ รัตนพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1582/2559
#599050
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาว่า สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการแต่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทตามสัญญาต่อคณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้

จำเลยค้างชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์เพียง 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการเรียกร้องเกินจำนวนที่แท้จริงถึง 671,900 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นการอ้างความเท็จเพื่อเอาเปรียบจำเลย แต่จำเลยก็นำสืบทำนองว่า จำเลยเองเป็นฝ่ายขอให้โจทก์แสดงราคาสินค้าให้สูงเกินจริงด้วยเพื่อจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อสภาพกิจการของจำเลย รวมทั้งใช้ราคาที่กำหนดสูงขึ้นนี้ขอสินเชื่อต่อธนาคารและจดทะเบียนจำนองเครื่องจักรนี้เป็นประกันการชำระหนี้สินเชื่อต่อธนาคารดังกล่าว ทั้งนี้โดยจำเลยถือโอกาสที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนซึ่งได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องชำระภาษีศุลกากรการนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม อันถือเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่สุจริตโจทก์จึงไม่อาจยกเอาประโยชน์แห่งความไม่สุจริตดังกล่าวเรียกร้องเอาหนี้ได้เต็มจำนวน แต่จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าในส่วนคงค้างต่อโจทก์

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าเครื่องรีดพลาสติกในส่วนคงค้างต่อโจทก์ 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ และโจทก์ก็ต้องรับผิดในค่าเสียหายจากความชำรุดบกพร่องของสินค้ารวมถึงอุปกรณ์ที่ยังขาดส่งรวมเป็นเงิน 3,377,261.31 บาท จำเลยจึงยังคงต้องชำระค่าสินค้าดังกล่าวแต่สามารถหักค่าเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดชอบออกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,071,168 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจำนวนที่เป็นผลลัพธ์จากการนำเงินจำนวน 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ หักด้วยจำนวนเงินดอลลาร์สหรัฐที่ได้จากการคำนวณเงินไทยจำนวน 3,377,216.31 บาท ในอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครขายเงินดอลลาร์สหรัฐในวันที่มีคำพิพากษานี้ ถ้าไม่มีอัตราในวันดังกล่าว ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราขายเช่นว่านั้นก่อนวันที่มีคำพิพากษา พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนที่ได้จากการคำนวณดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยชำระเป็นเงินไทย ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันและสถานที่ใช้เงินโดยคำนวณจากจำนวนหนี้เงินดอลลาร์สหรัฐทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์จากการคำนวณดังกล่าวข้างต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเฉพาะตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี และกำหนดค่าทนายความให้จำนวน 30,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการด้วย แต่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทตามสัญญาต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญาก่อนที่จะฟ้องคดีนี้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยมิได้เสนอข้อพิพาทนั้นต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจไม่ช้ากว่าวันยื่นคำให้การหรือภายในระยะเวลาที่มีสิทธิยื่นคำให้การตามกฎหมาย ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี เพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ และเมื่อศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ก็ให้สั่งจำหน่ายคดีนั้นเสีย แต่จำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องตามบทกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด จึงไม่มีสิทธิที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวมาโต้แย้งและย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหานี้ด้วย จึงไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้

มีปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่สมควรวินิจฉัยไปด้วยกันว่า โจทก์กับจำเลยตกลงซื้อขายสินค้ากันในราคาเพียง 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือในราคา 2,421,900 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง และการกล่าวอ้างราคาสินค้าตามคำฟ้องเพื่อเรียกร้องหนี้ค้างชำระค่าสินค้าเป็นต้นเงินจำนวน 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยตกลงทำสัญญาซื้อขายสินค้ากับโจทก์ตามสำเนาสัญญาซื้อขาย อันถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ซึ่งจำเลยก็ให้การรับว่าได้ทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ที่มีรายละเอียดตามสัญญาดังกล่าว แต่โต้แย้งในข้อสาระสำคัญในเรื่องราคาสินค้าที่ตกลงกันเป็นเงินเพียง 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น มิใช่ราคา 2,421,900 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ระบุในสัญญาเอกสารท้ายคำฟ้องของโจทก์ โดยเฉพาะในส่วนเงินมัดจำที่ต้องชำระก่อนส่งสินค้าที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยต้องชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 1,489,950 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจำเลยก็ได้ชำระให้แก่โจทก์แล้ว ดังรายละเอียดในคำฟ้องของโจทก์ และเมื่อพิจารณาตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวข้อ 9 เกี่ยวกับเงื่อนไขการชำระเงินที่ระบุว่า ชำระเป็นเงินดาวน์ร้อยละ 15 และชำระอีกร้อยละ 75 ของราคาทั้งหมดก่อนการส่งสินค้า ส่วนที่เหลือชำระอีกร้อยละ 10 ของราคาทั้งหมดหลังจากได้ผลิตสินค้าจำหน่ายได้ และตามที่นายจาง เจน เชีย พยานโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานกับเบิกความประกอบว่า โจทก์จำเลยตกลงซื้อขายสินค้ากันในราคา 2,421,900 ดอลลาร์สหรัฐ และจำเลยชำระเงินมัดจำแล้วจำนวน 1,489,950 ดอลลาร์สหรัฐ ยังคงค้างชำระค่าสินค้าอีกจำนวน 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ แต่พยานโจทก์ปากนี้ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า นายหัว ลู เป็นพนักงานบริษัทโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการซื้อขายด้วย โดยมีนายแคนดี้ ลู เป็นผู้ช่วยนายหัว ลู นายหัว ลู เป็นผู้ทำไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ตามเอกสารหมาย ล.13 ถึงนายบวร ซึ่งใช้นามว่าไบรอั้นผู้เป็นกรรมการบริษัทจำเลย และนายแคนดี้ลูเป็นผู้ทำไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ตามเอกสารหมาย ล.14 ถึง ล.16 ถึงนายบวร นอกจากนี้พยานก็เป็นผู้ทำไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ตามเอกสารหมาย ล.17 ถึงนายบวรด้วย ซึ่งตามไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์แต่ละฉบับดังกล่าว ปรากฏว่าตามไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เอกสารหมาย ล.15 ลงวันที่ 11 เมษายน 2549 แจ้งเรื่องการชำระเงินว่า (1) เงินดาวน์ 15% : USD 1,750,000 *15 % = US$ 262,500 เราได้ รับไว้ครบจำนวนแล้ว (2) ก่อนส่งสินค้า 75% :US$ USD 1,750,000 *75% = US$ 1,312,500 เราได้รับแล้ว US$ 140,550 ราคาสินค้าในการขนส่งเที่ยวแรกเป็นเงิน US$ 816,000 ดังนั้น ขอให้โอนเงินมาให้เรา US$ 415,000 ก่อนการส่งสินค้า ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวแสดงถึงการคิดคำนวณเงินดาวน์ร้อยละ 15 และเงินมัดจำอีกร้อยละ 75 ของราคาสินค้าทั้งหมดนั้น ล้วนคิดจากราคา 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อนำจำนวนเงินที่จำเลยโอนให้แก่โจทก์ตามคำฟ้องครั้งที่ 1 วันที่ 2 กันยายน 2548 ถึงครั้งที่ 4 วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 อันเป็นช่วงเวลาก่อนนายแคนดี้ลูมีไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ถึงนายบวรตามเอกสารหมาย ล.15 ดังกล่าว ก็ปรากฏว่าโจทก์ได้รับโอนเงินจากจำเลยครั้งที่ 1 จำนวน 99,980 ดอลลาร์สหรัฐ ครั้งที่ 2 จำนวน 134,449 ดอลลาร์สหรัฐ ครั้งที่ 3จำนวน 28,011 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างประเทศครั้งละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ก็จะตรงกับจำนวนเงินตามเอกสารการโอนเงินที่จำเลยโอนผ่านธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) แก่โจทก์ 3 ครั้ง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ 134,469 ดอลลาร์สหรัฐ และ 28,031 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 262,500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเท่ากับร้อยละ 15 ของเงินจำนวน1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เอกสารหมาย ล.15 และตามไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้ยังระบุชัดเจนว่าราคาสินค้าในการขนส่งครั้งแรกเป็นเงิน 816,000 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น มิใช่ราคา 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด ทั้งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้ยังเรียกให้จำเลยชำระเงินอีกจำนวนเพียง 415,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนการส่งสินค้า ซึ่งจำเลยก็โอนเงินให้เป็นครั้งที่ 5 โจทก์ได้รับในวันที่ 26 เมษายน 2549 จำนวน 414,980 ดอลลาร์สหรัฐ รวมกับค่าธรรมเนียมโอนเงินจำนวน 20 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วเป็นเงิน 415,000 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์จึงส่งสินค้าเที่ยวแรกแก่จำเลย และต่อมาวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 นายแคนดี้ ลู ก็ทำไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เอกสารหมาย ล.16 ถึงนายบวรให้ชำระเงินอีกจำนวน 756,950 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะส่งสินค้าเที่ยวที่ 2 จำเลยก็โอนเงินให้โจทก์เป็นครั้งที่ 6 จำนวน 671,900 ดอลลาร์สหรัฐ หักค่าธรรมเนียมการโอนแล้วโจทก์ได้รับจำนวน 671,880 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินที่จำเลยโอนให้แก่โจทก์นี้น้อยกว่าที่โจทก์แจ้งให้ชำระจำนวน 85,050 ดอลลาร์สหรัฐ แต่โจทก์ส่งสินค้าเที่ยวที่ 2 ให้แก่จำเลย และในที่สุดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 นายจาง เจน เชีย ซึ่งใช้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า นายไมค์ ชาง ก็ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ถึงฝ่ายจำเลยตามเอกสารหมาย ล.17 แจ้งว่า จนถึงขณะนั้นจำเลยยังค้างชำระหนี้ค่าสินค้าจำนวน 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ โดยยังไม่จ่ายค่าสินค้าอีกร้อยละ 10 ซึ่งเป็นเงินงวดสุดท้ายที่ต้องชำระจำนวน 175,000 ดอลลาร์สหรัฐ กับเงินที่ยังต้องชำระอีกจำนวน 85,050 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็รวมได้เป็นเงิน 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้โดยการแจ้งให้จำเลยชำระเงินตามเอกสารหมาย ล.17 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 นี้เป็นเวลาภายหลังจากโจทก์ส่งสินค้าครั้งที่ 2 อันเป็นครั้งสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม 2549 แล้วถึง 1 ปีเศษ แสดงให้เห็นว่าการทวงถามเงินจำนวน 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ นี้เป็นการทวงถามเงินที่ค้างชำระทั้งหมดแล้ว แต่ก็ทวงถามเงินจำนวน 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ มิใช่จำนวน 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ ตามคำฟ้องแต่อย่างใด นอกจากนี้ สัญญาซื้อขายที่โจทก์กล่าวอ้างตามเอกสารท้ายคำฟ้อง ก็ไม่มีลายมือชื่อและตราประทับบริษัทจำเลยในช่องผู้ซื้อท้ายสัญญาแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านี้ นายจาง เจน เชีย ยังตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในการเจรจาซื้อขายกันนั้น ครั้งแรกมีการตกลงซื้อขายเครื่องจักรกันในราคา 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ปรากฏรายละเอียดในบันทึกข้อตกลงจริง โดยโจทก์ทำใบเสนอราคาสินค้าแก่จำเลยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2548 เป็นเงิน 1,838,000 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วมีการต่อรองราคาจนเหลือ 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ และยังมีการทำสัญญาซื้อขายเครื่องจักรในราคา 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่องผู้ขายได้ประทับตราบริษัทโจทก์ไว้ตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งตามสัญญาฉบับนี้ก็ปรากฏว่าลงวันที่ 2 กันยายน 2548 เช่นเดียวกับสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.10 ที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่สัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.6 ที่มีราคา 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากมีตราประทับบริษัทโจทก์ในช่องผู้ขายแล้ว ก็ยังมีนายบวรลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัทจำเลยในช่องผู้ซื้ออีกด้วย มีเหตุผลให้เชื่อว่าเป็นสัญญาซื้อขายที่ถูกต้องและสมบูรณ์ยิ่งกว่าสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.10 ที่โจทก์กล่าวอ้างซึ่งไม่มีการลงลายมือชื่อจำเลยในช่องผู้ซื้อแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า ราคาสินค้าที่ตกลงซื้อขายกันเป็นเงินเพียง 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจำเลยต้องชำระเงินดาวน์ร้อยละ 15 จำนวน 262,500 ดอลลาร์สหรัฐ และจำเลยชำระแล้วจากการโอนเงินตามคำฟ้องครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 3 เป็นจำนวนที่รวมค่าธรรมเนียมการโอนเงินครั้งละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ แล้วจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ 134,469 ดอลลาร์สหรัฐ และ 28,031 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ รวมแล้วเป็นจำนวน 262,500 ดอลลาร์สหรัฐ ตรงตามสัญญา ส่วนเงินดาวน์ที่ต้องชำระอีกร้อยละ 75 จำนวน 1,312,500 ดอลลาร์สหรัฐ นั้น จำเลยโอนเงินชำระแก่โจทก์ตามคำฟ้องครั้งที่ 4 ถึงครั้งที่ 6 รวมกับค่าธรรมเนียมการโอนเงินครั้งละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ด้วยแล้วเป็นเงิน 140,550 ดอลลาร์สหรัฐ 415,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 671,900 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 1,227,450 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อรวมกับเงินดาวน์ที่โจทก์ทวงถามจำเลยให้ชำระโดยอ้างว่าชำระขาดไปจำนวน 85,050 ดอลลาร์สหรัฐ ก็จะได้เป็นเงิน 1,312,500 ดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นร้อยละ 75 ของราคาสินค้าจำนวน 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่เป็นอัตราตรงตามสัญญาอีกเช่นกัน ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าตัวเลขต่างๆ ดังกล่าวไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ล้วนแสดงว่าราคาสินค้าที่ตกลงกันโดยแท้จริงเป็นจำนวนเพียง 1,750,000 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น ไม่อาจเป็นจำนวน 2,421,900 ดอลลาร์สหรัฐ ดังที่โจทก์กล่าวอ้างได้ จำเลยจึงคงค้างชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์จำนวนเพียง 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระเป็นเงิน 931,950 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการเรียกร้องเกินจำนวนที่แท้จริงถึง 671,900 ดอลลาร์สหรัฐ และยังคิดดอกเบี้ยอีกต่างหากด้วย จึงเป็นการอ้างความเท็จเพื่อเอาเปรียบจำเลย แต่ในขณะเดียวกันจำเลยก็นำสืบในทำนองรับว่า จำเลยเองเป็นฝ่ายขอให้โจทก์แสดงราคาสินค้าให้สูงเกินจริงด้วย เพื่อจำเลยจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อสภาพกิจการของจำเลยซึ่งปรากฏตามเอกสารการขอสินเชื่อของจำเลย รวมทั้งจำเลยได้ใช้ราคาที่กำหนดสูงนี้เป็นข้อมูลขอสินเชื่อต่อธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และจดทะเบียนจำนองเครื่องจักรนี้เป็นประกันการชำระหนี้สินเชื่อต่อธนาคารดังกล่าว จึงเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าหนี้ ทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหายเช่นกัน ทั้งนี้โดยจำเลยถือโอกาสที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนซึ่งได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องชำระภาษีศุลกากรการนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม อันถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยกระทำโดยไม่สุจริต กรณีจึงรับฟังได้ว่าทั้งโจทก์และจำเลยประกอบธุรกิจโดยมีเจตนาเป็นการเอาเปรียบต่อประเทศชาติ ถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่สุจริต โจทก์จึงไม่อาจจะยกเอาประโยชน์แห่งความไม่สุจริตดังกล่าวขึ้นมาเรียกร้องเอาหนี้ได้เต็มจำนวน แต่จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าในส่วนคงค้างต่อโจทก์ตามที่พิจารณาได้ความข้างต้นคือจำนวน 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยยังคงต้องชำระค่าสินค้าที่ค้างต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าเครื่องรีดพลาสติกในส่วนคงค้างต่อโจทก์จำนวน 260,050 ดอลลาร์สหรัฐ และโจทก์ก็ต้องรับผิดในค่าเสียหายจากความชำรุดบกพร่องของสินค้ารวมถึงอุปกรณ์ที่ยังขาดส่งรวมเป็นเงิน 3,377,216.31 บาท ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จำเลยจึงยังคงต้องชำระค่าสินค้าดังกล่าวแต่สามารถหักค่าเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดชอบออกได้ หาใช่ไม่ต้องชำระค่าสินค้าที่จำเลยยังค้างชำระทั้งหมดดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเสียงกง เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทนิซซ่า พลาสติก จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา