คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1580/2559
#600618
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 จึงกำหนดให้จำเลยรับผิดเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 นั้น เป็นกรณีที่ศาลแรงงานภาค 2 เห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความที่สมควรได้รับดอกเบี้ยตามกฎหมาย จึงชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 แล้ว

ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าการกระทำของโจทก์นั้นจำเลยไม่ได้รับความเสียหายและจำเลยมิได้มีส่วนได้เสียในผลกำไรขาดทุนในการขนส่งสินค้าระหว่าง ม. กับ บ. ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพฤติกรรมเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินงานไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับ ม. อันเป็นลักษณะการกระทำความผิดวินัยร้ายแรง จากพฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาทุจริตแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงอันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (1)

เมื่อศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ของค่าจ้างอัตราเดือนละ 39,912 บาท คิดเป็นค่าชดเชย 239,472 บาท ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (3) แต่พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 239,432 บาท แก่โจทก์ ซึ่งไม่ตรงกับส่วนวินิจฉัยและไม่ถูกต้องตรงตามสิทธิของโจทก์ตามกฎหมาย อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) , 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 275,526 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 73,473.60 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 โจทก์สละสิทธิเรียกร้องในส่วนค่าเช่าบ้านหรือเงินอุดหนุนค่าที่พัก ค่าตอบแทนหรือเงินจูงใจเอ็มบีโอ (MBO) และเอ็มไอบี (MIB)

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 63,859.20 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 239,432 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับค่าชดเชย 239,432 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มิถุนายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในส่วนของค่าชดเชยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 จึงกำหนดให้จำเลยรับผิดเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 นั้น เป็นกรณีที่ศาลแรงงานภาค 2 เห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความที่สมควรได้รับดอกเบี้ยตามบทกฎหมาย ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้นจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 บัญญัติว่า ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง..." เมื่อศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า การกระทำดังกล่าวของโจทก์นั้นจำเลยไม่ได้รับความเสียหายและจำเลยมิได้มีส่วนได้เสียในผลกำไรขาดทุนในการขนส่งสินค้าระหว่างบริษัทมหานครพนมทรานสปอร์ต จำกัด กับบริษัทบูรพาก้าวไกลขนส่ง จำกัด ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพฤติกรรมเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินงานไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมกับบริษัทมหานครพนมทรานสปอร์ต จำกัด อันเป็นลักษณะการกระทำผิดวินัยร้ายแรง จากพฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาทุจริตแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงอันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เช่นกัน ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นๆ ของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่วินิจฉัยให้

อนึ่ง เมื่อคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 2 เกี่ยวกับค่าชดเชยในส่วนวินิจฉัยได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ของค่าจ้างอัตราเดือนละ 39,912 บาท คิดเป็นค่าชดเชย 239,472 บาท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (3) แล้ว แต่ในส่วนพิพากษากลับพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 239,432 บาท แก่โจทก์ ซึ่งไม่ตรงกับส่วนวินิจฉัยและเป็นการพิพากษาไม่ถูกต้องตรงตามสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง โดยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 239,472 บาท แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 239,472 บาท แก่โจทก์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 118 วรรคหนึ่ง (3) ม. 119 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ เอกมณีนิล
จำเลย — บริษัทดาวบูรพาเซอร์วิส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1557 -ที่ 1558/2559
#596118
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการที่ไม่ได้แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจอันจะเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องนำบทบัญญัติ หมวด 11 ค่าชดเชย มาบังคับใช้ตามกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ ต้องคำนึงถึงลักษณะการประกอบกิจการแท้จริงและวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกิจการที่ระบุในข้อบังคับประกอบด้วย

การจัดตั้งกิจการของจำเลยที่ 1 มีที่มาจาก พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 หมวด 7 องค์กรเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักทรัพย์ ส่วนที่ 2 สมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักทรัพย์ มาตรา 230 ถึงมาตรา 237 ที่บัญญัติให้บริษัทหลักทรัพย์รวมกันจัดตั้งเป็นสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักทรัพย์ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการส่งเสริมการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์อันมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้แบ่งปันกันได้ โดยต้องมีข้อบังคับ ได้รับใบอนุญาตและจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะมีฐานะเป็นนิติบุคคล และให้นำ พ.ร.บ.สมาคมการค้า พ.ศ.2509 ในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการ การควบคุม การเลิก และบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.สมาคมการค้า พ.ศ.2509 หมวด 3 การดำเนินกิจการของสมาคมการค้า มาตรา 22 (1) บัญญัติห้ามมิให้สมาคมการค้ากระทำการประกอบวิสาหกิจโดยสมาคมการค้านั้นเอง หรือเข้าดำเนินการในการประกอบวิสาหกิจของสมาชิก หรือเข้ามีส่วน ถือหุ้น เป็นหุ้นส่วน หรือร่วมทุนในการประกอบวิสาหกิจกับบุคคลใด ๆ เว้นแต่เป็นการถือตราสารหนี้หรือเข้าถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้แก่สมาคมการค้า มาตรา 23 บัญญัติห้ามมิให้สมาคมการค้าแบ่งปันผลกำไรหรือรายได้ให้แก่สมาชิก และมาตรา 4 ให้นิยาม "ผู้ประกอบวิสาหกิจ" หมายความว่าบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจทางการค้า อุตสาหกรรมหรือการเงิน และให้หมายความรวมถึงบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจอื่นในทางเศรษฐกิจที่รัฐมนตรีจะได้กำหนดในกฎกระทรวง การฝ่าฝืนมีโทษปรับตามมาตรา 48 แสดงว่าตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 230 ถึงมาตรา 237 ประกอบ พ.ร.บ.สมาคมการค้า พ.ศ.2509 กำหนดให้กิจการสมาคมเช่นจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นเพื่อกิจการที่ไม่แสวงหากำไรเท่านั้น กล่าวคือไม่สามารถแบ่งปันผลกำไรหรือรายได้ให้แก่สมาชิก

ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 5 กำหนดวัตถุประสงค์ตาม (1) ถึง (8) ไม่ปรากฏว่าได้ระบุวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจไว้ ส่วนวัตถุประสงค์ตาม (2) ที่ว่าส่งเสริมและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ การทำธุรกรรมเกี่ยวกับตราสารหนี้เพื่อประโยชน์ของสมาชิกและผู้มีส่วนร่วมในตลาดตราสารหนี้ มีความหมายว่าจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมและพัฒนาตลาดตราสารหนี้เพื่อประโยชน์ของสมาชิกและผู้มีส่วนร่วมในตลาดตราสารหนี้ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งคือส่งเสริมและพัฒนาการทำธุรกรรมเกี่ยวกับตราสารหนี้เพื่อประโยชน์ของสมาชิกและผู้มีส่วนร่วมในตลาดตราสารหนี้ซึ่งไม่ได้กำหนดเพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ส่วนที่ 6 มุ่งเน้นควบคุมดูแลจรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจ ส่วนข้อ 10 ข้อ 116 ถึงข้อ 118 กำหนดให้จำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าสมาชิกหรือค่าโอนสิทธิ ค่าบำรุง ค่าบริการ และค่ายื่นคำขอขึ้นทะเบียนข้อมูลตราสารหนี้ได้ก็เพื่อหารายได้ดำเนินการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวมา ไม่มีข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อใดที่กำหนดให้นำรายได้ไปแบ่งปันเป็นผลกำไรแก่สมาชิกหรือผู้ใด ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินรายได้สนับสนุนจากกระทรวงการคลังซึ่งใช้เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ข้างต้น และรายได้ที่มากกว่ารายจ่ายไม่มีการแบ่งให้แก่สมาชิกของจำเลยที่ 1 แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักทรัพย์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการส่งเสริมการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์อันมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้แบ่งปันกัน เป็นการประกอบกิจการที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจซึ่งมิให้นำบทบัญญัติ หมวด 11 ค่าชดเชย มาใช้บังคับตามกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามเดิม

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นค่าจ้างกับดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม 725,602 บาท ค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษรวมดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม 25,463,767 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายในมูลละเมิด 500,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นค่าชดเชยกับดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม 3,356,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางอนุญาต

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยที่ 33/2555 ว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่าจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการที่ไม่ได้แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจอันจะเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องนำบทบัญญัติ หมวด 11 ค่าชดเชย มาบังคับใช้ตามกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ ต้องคำนึงถึงลักษณะการประกอบกิจการแท้จริงและวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกิจการที่ระบุในข้อบังคับประกอบด้วย การจัดตั้งกิจการของจำเลยที่ 1 มีที่มาจากพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 หมวด 7 องค์กรที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักทรัพย์ ส่วนที่ 2 สมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักทรัพย์ มาตรา 230 ถึงมาตรา 237 ที่บัญญัติให้บริษัทหลักทรัพย์รวมกันจัดตั้งเป็นสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักทรัพย์ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการส่งเสริมการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์อันมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้แบ่งปันกันได้ โดยต้องมีข้อบังคับ ได้รับใบอนุญาตและจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะมีฐานะเป็นนิติบุคคล และให้นำกฎหมายว่าด้วยสมาคมการค้าซึ่งคือพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ.2509 ในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการ การควบคุม การเลิก และบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในส่วนนี้ ซึ่งตามพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ.2509 หมวด 3 การดำเนินกิจการของสมาคมการค้า มาตรา 22 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้สมาคมการค้ากระทำการใด ๆ ดังต่อไปนี้ (1) ประกอบวิสาหกิจโดยสมาคมการค้านั้นเอง หรือเข้าดำเนินการในการประกอบวิสาหกิจของสมาชิก หรือเข้ามีส่วนถือหุ้น เป็นหุ้นส่วน หรือร่วมทุนในการประกอบวิสาหกิจกับบุคคลใด ๆ เว้นแต่เป็นการถือตราสารหนี้ หรือเข้าถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้แก่สมาคมการค้า (2)..." มาตรา 23 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้สมาคมการค้าแบ่งปันผลกำไรหรือรายได้ให้แก่สมาชิก..." และมาตรา 4 ให้นิยาม "ผู้ประกอบวิสาหกิจ หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบธุรกิจทางการค้า อุตสาหกรรมหรือการเงิน และให้หมายความรวมถึงบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจอื่นในทางเศรษฐกิจที่รัฐมนตรีจะได้กำหนดในกฎกระทรวง" ซึ่งการฝ่าฝืนมีโทษปรับตามมาตรา 48 เช่นนี้ แสดงว่าตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 230 ถึงมาตรา 237 ประกอบพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ.2509 กำหนดให้กิจการสมาคมเช่นจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นเพื่อกิจการที่ไม่แสวงหากำไรเท่านั้น กล่าวคือไม่สามารถแบ่งปันผลกำไรหรือรายได้ให้แก่สมาชิก ซึ่งจำเลยที่ 1 จัดทำข้อบังคับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ข้อ 5 กำหนดวัตถุประสงค์ของสมาคมดังต่อไปนี้ (1) เป็นศูนย์รวมของข้อมูลด้านตลาดตราสารหนี้และให้บริการข้อมูลตราสารหนี้ (2) ส่งเสริมและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ การทำธุรกรรมเกี่ยวกับตราสารหนี้ เพื่อประโยชน์ของสมาชิกและผู้มีส่วนร่วมในตลาดตราสารหนี้ (3) ส่งเสริม พัฒนา และกำหนดมาตรฐานและวิธีปฏิบัติในการประกอบธุรกิจตราสารหนี้ (4) กำกับดูแลสมาชิกให้ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ จรรยาบรรณและมาตรฐานการปฏิบัติในตลาดตราสารหนี้ (5) ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา วิจัยเกี่ยวกับตราสารหนี้ รวมถึงรับปรึกษาและให้ความเห็นทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับตลาดตราสารหนี้ (6) ส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสมาชิก (7) ประนีประนอมและแก้ไขข้อพิพาทระหว่างสมาชิกหรือระหว่างสมาชิกกับบุคคลภายนอกอันเนื่องมาจากการประกอบธุรกิจด้านตราสารหนี้ (8) บำเพ็ญสาธารณประโยชน์และกระทำกิจการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น ไม่ปรากฏว่าได้ระบุวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจไว้ ส่วนวัตถุประสงค์ตามข้อ 2 ที่ว่าส่งเสริมและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ การทำธุรกรรมเกี่ยวกับตราสารหนี้เพื่อประโยชน์ของสมาชิกและผู้มีส่วนร่วมในตลาดตราสารหนี้ ก็มีความหมายว่าจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมและพัฒนาตลาดตราสารหนี้เพื่อประโยชน์ของสมาชิกและผู้มีส่วนร่วมในตลาดตราสารหนี้ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งคือส่งเสริมและพัฒนาการทำธุรกรรมเกี่ยวกับตราสารหนี้เพื่อประโยชน์ของสมาชิกและผู้มีส่วนร่วมในตลาดตราสารหนี้ ซึ่งไม่ได้กำหนดเพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ข้อบังคับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ส่วนที่ 6 มุ่งเน้นควบคุมดูแลจรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจ ส่วนที่ข้อบังคับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ข้อ 10 ข้อ 116 ถึงข้อ 118 กำหนดให้จำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าสมาชิกหรือค่าโอนสิทธิ ค่าบำรุง ค่าบริการ และค่ายื่นคำขอขึ้นทะเบียนข้อมูลตราสารหนี้ได้ ก็เพื่อหารายได้ดำเนินการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวมา ไม่มีข้อบังคับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยข้อใดที่กำหนดให้นำรายได้ไปแบ่งปันเป็นผลกำไรแก่สมาชิกหรือผู้ใด ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงตามงบรายได้และรายจ่าย ที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินรายได้สนับสนุนจากกระทรวงการคลังซึ่งใช้เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ข้างต้นด้วย ประกอบกับศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 ว่ารายได้ที่มากกว่ารายจ่ายไม่มีการแบ่งให้แก่สมาชิก แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักทรัพย์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการส่งเสริมการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์อันมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้แบ่งปันกัน เป็นการประกอบกิจการที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจซึ่งมิให้นำบทบัญญัติ หมวด 11 ค่าชดเชย มาใช้บังคับตามกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4
กฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535
พ.ร.บ.สมาคมการค้า พ.ศ.2509 ม. 4 ม. 22 (1) ม. 23 ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูชัย ศรีศันสนีย กับพวก
จำเลย — สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายภูมิวุฒิ พุทธสุอัตตา
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1551/2559
#594022
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีกัญชา 19 ห่อ น้ำหนัก 122.550 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยขายกัญชา 1 ห่อใหญ่ น้ำหนักเท่าใดไม่ปรากฏชัด แต่ไม่เกิน 122.550 กรัม อันเป็นส่วนหนึ่งของกัญชาที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่ากัญชาที่จำเลยจำหน่ายมีน้ำหนักเท่าใดไม่ปรากฏชัดแต่ไม่เกินกว่า 122.550 กรัม จึงอาจแปลความได้ว่ากัญชาที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับมีน้ำหนักน้อยกว่า 122.550 กรัม ก็ได้ หรือมีน้ำหนักเท่ากับ 122.550 กรัม ก็ได้ กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นคุณแก่จำเลยว่า จำเลยจำหน่ายกัญชาน้ำหนัก 122.550 กรัม ให้แก่สายลับ เมื่อกัญชาที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกันจึงเป็นกรรมเดียวกัน แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดหลายกรรมต่างกรรมกัน แต่การกระทำของจำเลยมิใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 57, 76/1, 91, 92, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 26 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคสอง, 76/1 วรรคหนึ่ง, 91, 92 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายกัญชา จำคุก 2 ปี กัญชาที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายกัญชาเพียงกระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงจำคุก 2 ปี ฐานเสพกัญชา จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 8 เดือนและปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 10 เดือน และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี และริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายกัญชาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายกัญชาไว้ต่างกรรมกันตามฟ้องข้อ 1 (ค) และ ข้อ 1 (ง) ก็ตาม แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีกัญชา จำนวน 19 ห่อ น้ำหนักรวม 122.550 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยจำหน่ายโดยการขายกัญชา จำนวน 1 ห่อใหญ่ น้ำหนักเท่าใดไม่ปรากฏชัด แต่ไม่เกินกว่า 122.550 กรัม อันเป็นส่วนหนึ่งของกัญชาที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับตามฎีกาว่ากรณีไม่ชัดเจนว่าจำเลยจำหน่ายกัญชาให้แก่สายลับมีจำนวนน้ำหนักเท่าไร เมื่อกัญชาที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับมีจำนวนน้ำหนักไม่ชัดเจนดังกล่าวแล้ว การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่ากัญชาที่จำเลยจำหน่ายมีน้ำหนักเท่าใดไม่ปรากฏชัด แต่ไม่เกินกว่า 122.550 กรัมดังกล่าวข้างต้น จึงอาจแปลความได้ว่า กัญชาที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับมีน้ำหนักน้อยกว่า 122.550 กรัม ก็ได้ หรือมีน้ำหนักเท่ากับ 122.550 กรัม ก็ได้ กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นคุณแก่จำเลยว่า จำเลยจำหน่ายกัญชาน้ำหนัก 122.550 กรัม ให้แก่สายลับ เมื่อกัญชาที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวกัน มิใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกาไม่ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพว่าการกระทำความผิดต่างกรรมกัน ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 26 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสอง ม. 76/1 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายสมชาย เบ้าหล่อเพชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาววรีวรรณี ศิริคีรีมาศ
ศาลอุทธรณ์ — นายเผด็จ ชมพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1530/2559
#596521
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ มีผลให้คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนของศาลที่สั่งไปก่อนหน้านั้นเป็นอันยกเลิกเพิกถอนไป ดังนั้น ข้อกำหนดในแผนที่ให้ลูกหนี้ชำระหนี้เพียงบางส่วนอันเป็นความผูกพันตามแผนนั้นต้องสิ้นผลไปด้วย สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้ซึ่งได้รับโอนสิทธิเรียกร้องย่อมกลับไปเป็นดังเดิมตามที่เจ้าหนี้เดิมมีอยู่ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ

เมื่อการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามแผนในคดีก่อนเป็นการชำระหนี้บางส่วน ทำให้หนี้ที่เจ้าหนี้มีต่อลูกหนี้ระงับไปเพียงเท่าจำนวนที่เจ้าหนี้เดิมได้รับชำระหนี้เท่านั้น เจ้าหนี้เดิมได้รับชำระเงินจากลูกหนี้รวม 55,782,026.86 บาท จึงต้องนำเงินดังกล่าวไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคหนึ่ง มิใช่หักต้นเงินดังที่ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ แม้คดีก่อนศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แต่ก็ไม่กระทบถึงการใดที่ผู้ทำแผนได้กระทำไปแล้วก่อนศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/76

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2552 ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาขายลดตั๋วเงินและดอกเบี้ย หนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 14371/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมรวมเป็นเงิน 217,393,787.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 124,903,924.93 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาขายลดตั๋วเงินจำนวน 209,502,630.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 120,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ทำแผนยื่นคำร้องว่า มูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาขายลดตั๋วเงินเป็นมูลหนี้เดียวกันกับที่ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้คดีก่อน ซึ่งลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการด้วยเงินสดเป็นต้นเงิน 20,502,774.98 บาท และดอกเบี้ย 2,775,709.88 บาท กับชำระด้วยการแปลงหนี้เป็นทุนจำนวน 1,911,973 หุ้น เป็นเงิน 32,503,543 บาท รวมชำระหนี้แล้วทั้งสิ้น 53,006,317.98 บาท คงค้างชำระหนี้ 66,993,682.02 บาท แม้คดีก่อนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ การชำระหนี้ที่กระทำไปแล้วต้องเป็นไปตามที่แผนกำหนดคือนำไปหักต้นเงิน มิใช่หักดอกเบี้ยก่อนตามที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ ทั้งดอกเบี้ยเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดลดลงได้ และมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินขาดอายุความแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 และพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/15 ขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ทั้งหมดตามคำขอรับชำระหนี้ หรือหากมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก็ควรได้รับชำระหนี้จำนวน 66,993,682.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 กันยายน 2547 อันเป็นวันที่ลูกหนี้ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายจนถึงวันที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาขายลดตั๋วเงินเพียงใด ที่ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ว่า ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีก่อนตามคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.1313/2544 ของศาลล้มละลายกลาง ให้แก่ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม เพื่อชำระหนี้ในมูลหนี้เดียวกันกับที่โอนสิทธิเรียกร้องให้เจ้าหนี้ จึงต้องนำเงินที่ลูกหนี้ชำระแล้วไปหักต้นเงินก่อนตามข้อกำหนดในแผนนั้น เห็นว่า ได้ความตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่า ในคดีก่อนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ซึ่งมีผลให้คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนของศาลที่สั่งไปก่อนหน้านั้นเป็นอันยกเลิกหรือเพิกถอนไป ดังนั้น ข้อกำหนดในแผนที่ให้ลูกหนี้ชำระหนี้เพียงบางส่วนอันเป็นความผูกพันตามแผนนั้นต้องสิ้นผลไปด้วย สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้ซึ่งได้รับโอนสิทธิเรียกร้องย่อมกลับไปเป็นดังเดิมตามที่เจ้าหนี้เดิมมีอยู่ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เมื่อการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามแผนในคดีก่อนเป็นการชำระหนี้บางส่วน ทำให้หนี้ที่เจ้าหนี้มีต่อลูกหนี้ระงับไปเพียงเท่าจำนวนที่เจ้าหนี้เดิมได้รับชำระหนี้เท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความตามที่เจ้าหนี้รับว่า เจ้าหนี้เดิมได้รับชำระเงินจากลูกหนี้รวม 55,782,026.86 บาท ตามสำเนารายการคำนวณภาระหนี้ ในสำนวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงต้องนำเงินดังกล่าวไปหักชำระดอกเบี้ยก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง มิใช่หักต้นเงินดังที่ผู้บริหารแผนอ้าง อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางว่า ในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามแผนในคดีก่อน ลูกหนี้ชำระหนี้ด้วยการแปลงหนี้เป็นทุนโดยโอนหุ้นสามัญของลูกหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เดิมแล้วจำนวน 1,911,973 หุ้น คิดเป็นเงิน 32,503,543 บาท และลูกหนี้ได้ออกใบหุ้นให้เจ้าหนี้เดิมเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2546 ตามสำเนาหนังสือแจ้งการชำระหนี้โดยการแปลงหนี้เป็นทุนและสำเนาใบหุ้นสามัญ แม้คดีก่อนศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แต่ก็ไม่กระทบถึงการใดที่ผู้ทำแผนได้กระทำไปแล้วก่อนศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/76 เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้นำการชำระหนี้ของลูกหนี้ส่วนนี้มาหักออกจากหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้และศาลล้มละลายกลางมิได้มีคำสั่งแก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบเพราะทำให้ลูกหนี้ต้องรับผิดชำระหนี้มากกว่าที่ต้องรับผิดตามกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 กรณีต้องนำการชำระหนี้ของลูกหนี้ที่โอนหุ้นสามัญให้แก่เจ้าหนี้เดิมมาหักออกจากหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้เป็นเงิน 32,503,543 บาท โดยถือว่าลูกหนี้ชำระหนี้ในวันที่ 4 มิถุนายน 2546 ซึ่งลูกหนี้ได้ออกใบหุ้นสามัญให้แก่เจ้าหนี้เดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาขายลดตั๋วเงินจำนวน 120,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าว อัตราร้อยละ 8.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2543 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ ทั้งนี้ให้นำเงินที่ลูกหนี้ชำระหนี้ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2545 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2547 ตามสำเนารายการคำนวณภาระหนี้ ในสำนวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และการชำระหนี้ที่ลูกหนี้โอนหุ้นสามัญเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2546 เป็นเงิน 32,503,543 บาท มาหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระในวันที่มีการชำระแต่ละครั้งและหากมีเงินเหลือให้หักชำระต้นเงินแล้วคำนวณยอดหนี้คงเหลือต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/76
ป.พ.พ. ม. 329
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทพี เอ แคปปิตอล จำกัด
เจ้าหนี้ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สาทร จำกัด
ลูกหนี้ — บริษัทบางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายประธาน ทัศนปริชญานนท์
ชื่อองค์คณะ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1529/2559
#597462
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ลูกหนี้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 9,000,000 บาท และจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐถึงกำหนดชำระวันที่ 31 พฤษภาคม 2543 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ลูกหนี้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 130,350,000 บาท ถึงกำหนดชำระวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 ให้แก่เจ้าหนี้ ต่อมาเจ้าหนี้นำตั๋วสัญญาใช้เงินมาขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1313/2544 ของศาลล้มละลายกลาง แม้เจ้าหนี้จะยังไม่ได้ฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน และไม่ได้ขออนุญาตศาลล้มละลายกลางในการฟ้องร้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งมาก่อน แต่มูลแห่งหนี้ดังกล่าวได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม เจ้าหนี้ก็อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ตามมาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งการขอรับชำระหนี้ดังกล่าวถือเป็นการทวงถามให้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินและทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 (3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดโดยศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2550 ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1313/2544 ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามมาตรา 193/15 วรรคสอง เมื่อนับถึงวันยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการคดีนี้ คือวันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 จึงยังไม่พ้นระยะเวลาสามปีนับแต่วันตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1001 คำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ไม่ขาดอายุความ

แม้แผนฟื้นฟูกิจการซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว จะผูกมัดเจ้าหนี้ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 และเมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจะไม่กระทบถึงการใดที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้บริหารชั่วคราว ผู้ทำแผน ผู้บริหารแผนหรือผู้บริหารแผนชั่วคราวได้กระทำไปแล้วก่อนศาลมีคำสั่งเช่นว่านั้นตามมาตรา 90/76 ก็ตาม แต่การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2550 ก็มีผลให้แผนฟื้นฟูกิจการสิ้นผลและสิทธิหน้าที่ของลูกหนี้ย่อมกลับไปเป็นดังเดิมที่มีกันอยู่ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เมื่อลูกหนี้ไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ให้ครบถ้วนตามจำนวนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ ลูกหนี้จะยกเอาประโยชน์ในการชำระหนี้บางส่วนเพื่อมาปลดเปลื้องหนี้เงินต้นตามแผนฟื้นฟูกิจการและใช้ยันเจ้าหนี้เมื่อมีการยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไปแล้วหาได้ไม่ เจ้าหนี้ย่อมกลับมามีสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้เดิมตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เจ้าหนี้จึงนำเงินที่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้จัดใช้เป็นดอกเบี้ยเสียก่อนตามมาตรา 329 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ และลูกหนี้ยังคงต้องรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ตามมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทบางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 และมีคำสั่งตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2552 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้เงินกู้ จำนวน 226,094,731.86 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้เงินกู้เป็นเงิน 226,094,731.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 137,763,564.27 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้

ผู้ทำแผนยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และมีคำสั่งไม่ให้เจ้าหนี้ ได้รับชำระหนี้หรือให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวน 77,796,413 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายถึงวันที่ได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนว่า ภาระหนี้เงินกู้ระยะสั้นตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่เจ้าหนี้ยื่นอุทธรณ์วันที่ 2 ธันวาคม 2553 ภายหลังศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผนแล้ว คำขอรับชำระหนี้ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ในคดีฟ้องผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นเวลาสามปีนับแต่วันตั๋วนั้น ๆ ถึงกำหนดใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ลูกหนี้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ T 43123 จำนวน 9,000,000 บาท และเลขที่ T 43124 จำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ถึงกำหนดชำระวันที่ 31 พฤษภาคม 2543 ตามสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงิน ต่อมาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ลูกหนี้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ T 46720 จำนวน 130,350,000 บาท ถึงกำหนดชำระวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 ตามสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงิน ทดแทนตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ T 43124 ให้แก่เจ้าหนี้ ต่อมาเจ้าหนี้นำตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ T 43123 และเลขที่ T 46720 มาขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1313/2544 ของศาลล้มละลายกลางแม้เจ้าหนี้จะยังไม่ได้ฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน และไม่ได้ขออนุญาตศาลล้มละลายกลางในการฟ้องร้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งมาก่อน แต่มูลแห่งหนี้ดังกล่าวได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามคดีหมายเลขแดงที่ 1313/2544 แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม เจ้าหนี้ก็อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ตามมาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งการขอรับชำระหนี้ดังกล่าวถือเป็นการทวงถามให้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินและทำให้อายุความตามตั๋วสัญญาใช้เงินสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 (3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดโดยศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2550 ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1313/2544 ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามมาตรา 193/15 วรรคสอง เมื่อนับถึงวันยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการคดีนี้ คือ วันที่18 พฤศจิกายน 2552 จึงยังไม่พ้นระยะเวลาสามปีนับแต่วันตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ T 43123 และเลขที่ T 46720 ถึงกำหนดใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ในคดีนี้ไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนว่า เงินที่ลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1313/2544 ของศาลล้มละลายกลาง จะต้องนำไปหักหนี้ออกจากยอดเงินต้นตามแผนฟื้นฟูกิจการนั้นก่อนหรือไม่ เห็นว่า แม้แผนฟื้นฟูกิจการซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว จะผูกมัดเจ้าหนี้ในการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1313/2544 ตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และเมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจะไม่กระทบถึงการใดที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้บริหารชั่วคราว ผู้ทำแผน ผู้บริหารแผน หรือผู้บริหารแผนชั่วคราวได้กระทำไปแล้วก่อนศาลมีคำสั่งเช่นว่านั้นตามมาตรา 90/76 ก็ตาม แต่การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2550 ก็มีผลให้แผนฟื้นฟูกิจการสิ้นผล และสิทธิหน้าที่ของลูกหนี้ย่อมกลับเป็นไปดังเดิมที่มีกันอยู่ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เมื่อลูกหนี้ไม่ได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ให้ครบถ้วนตามจำนวนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ ลูกหนี้จะยกเอาประโยชน์ในการชำระหนี้บางส่วนเพื่อมาปลดเปลื้องหนี้เงินต้นตามแผนฟื้นฟูกิจการและใช้ยันเจ้าหนี้เมื่อมีการยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไปแล้วหาได้ไม่ เจ้าหนี้ย่อมกลับมามีสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้เดิมตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ T 43123 และเลขที่ T 46720 เจ้าหนี้จึงนำเงินที่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้จัดใช้เป็นดอกเบี้ยเสียก่อนตามมาตรา 329 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ และลูกหนี้ยังคงต้องรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ตามมูลหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว คำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่อนุญาตให้เจ้าหนี้ ได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ จึงชอบแล้ว ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 329 ม. 1001
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27 ม. 90/60 ม. 90/76
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทพี เอ แคปปิตอล จำกัด
ธนาคารคาลิยงหรือธนาคารเครดิต อะกริกอล
เจ้าหนี้ — คอร์ปอเรท แอนด์ อินเวสเมนท์ แบงก์
ลูกหนี้ — บริษัทบางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายประธาน ทัศนปริชญานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1516/2559
#596499
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้นโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุด มีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 วันที่คำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นต้องพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ที่บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ในคดีดังกล่าวจำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำขอพิจารณาคดีใหม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 207 ประกอบมาตรา 199 จัตวา กล่าวคือ คำขอพิจารณาคดีใหม่นั้น ให้ยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลยที่ขาดนัดพิจารณา แต่ถ้าศาลได้กำหนดการอย่างใดๆ เพื่อส่งคำบังคับเช่นว่านี้โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทน จะต้องมีการปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้นแล้ว คดีดังกล่าวศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลได้ส่งคำบังคับแก่จำเลยโดยปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2545 ซึ่งมีผลใช้ได้เมื่อกำหนดเวลา 15 วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคสอง ต้องถือว่าการส่งคำบังคับมีผลในวันที่ 15 ตุลาคม 2545 จำเลยมีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ได้ภายในวันที่ 30 ตุลาคม 2545 เมื่อมิได้ขอพิจารณาคดีใหม่ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คดีจึงเป็นที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 30 ตุลาคม 2545 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2555 จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า คดีขาดอายุความ กรณีมีเหตุอื่นที่ไม่สมควรให้จำเลยล้มละลาย พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นยุติในเบื้องต้นฟังว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 487/2544 ซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2544 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2548 แต่ไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยยังเป็นหนี้โจทก์คิดถึงวันฟ้องคดีนี้ (วันที่ 2 มีนาคม 2555) รวมทั้งสิ้น 1,307,212.82 บาท

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า การนำหนี้ตามคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดแล้วมาเป็นมูลฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย มิใช่เรื่องการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ แต่เป็นกรณีโจทก์ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 487/2544 ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้นโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุด มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 วันที่คำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้น ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ที่บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ในคดีดังกล่าวปรากฏว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำขอพิจารณาคดีใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 ประกอบมาตรา 199 จัตวา กล่าวคือ คำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น ให้ยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลยที่ขาดนัดพิจารณา แต่ถ้าศาลได้กำหนดการอย่างใดๆ เพื่อส่งคำบังคับเช่นว่านี้ โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทน จะต้องได้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้นแล้ว คดีดังกล่าวศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลได้ส่งคำบังคับแก่จำเลยโดยการปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2545 การส่งคำบังคับโดยการปิดคำบังคับให้มีผลใช้ได้เมื่อกำหนดเวลา 15 วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง จึงต้องถือว่าการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยมีผลในวันที่ 15 ตุลาคม 2545 จำเลยมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในวันที่ 30 ตุลาคม 2545 เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คดีจึงเป็นที่สุดตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 30 ตุลาคม 2545 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2555 จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด โจทก์มีสิทธินำหนี้ตามคำพิพากษานั้นมาฟ้องให้จำเลยล้มละลายได้ ที่ศาลล้มละลายกลางยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับปัญหาประเด็นอื่นศาลล้มละลายกลางยังไม่ได้วินิจฉัย เพื่อให้คดีเสร็จไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยอีก

พิพากษากลับให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย สำหรับค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 วรรคสอง ม. 147 วรรคสอง ม. 199 จัตวา ม. 207
ป.พ.พ. ม. 193/32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิทย์ ยับสุวรรณกุลหรือยัพสุวรรณกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวทัศนีย์ จรรยาชูกุล
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1486/2559
#596514
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีจำนวนเงินตรงกับจำนวนภาษีที่หักไว้ ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยอ้างมูลเหตุในคำร้องขอคืนภาษีว่า โจทก์เข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดแต่ได้นำเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปรวมคำนวณภาษี แสดงว่าโจทก์มุ่งประสงค์ที่จะขอคืนเงินภาษีสำหรับเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มิใช่เงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานตามที่จำเลยอุทธรณ์

แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะขอคืนภาษีเป็นจำนวนเกินกว่าที่ได้ยื่นคำร้องขอคืน แต่ก็เป็นการบรรยายฟ้องโดยคำนวณหาจำนวนภาษีที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนที่ถูกต้อง กรณีมิใช่เป็นการตั้งประเด็นขึ้นใหม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและชอบที่จะขอคืนภาษีได้ตามจำนวนที่ถูกต้อง

ประกาศเรื่องโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 ที่ให้พนักงานออกจากงานก่อนอายุ ครบ60 ปีบริบูรณ์โดยความสมัครใจร่วมกัน คือข้อกำหนดส่วนหนึ่งในหลักเกณฑ์การเกษียณอายุงาน โดยเพิ่มเติมจากเดิมที่กำหนดให้เกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ การที่โจทก์ใช้สิทธิตามประกาศฉบับนี้แม้จะเป็นเวลาที่ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเดิม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการเกษียณอายุโดยการออกจากงานเมื่อสิ้นกำหนดเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่กำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ขณะออกจากงานโจทก์มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ทั้งโจทก์เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี จึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่มีผลให้เงินได้ที่โจทก์ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 738,784.97 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 486,951.10 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 477,686.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของต้นเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนจำนวน 407,755.92 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2551 และของต้นเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนจำนวน 69,930.39 บาท นับแต่วันที่ 9 มีนาคม 2554 เป็นต้นไป โดยไม่คิดทบต้น จนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน ดอกเบี้ยคำนวณรวมกันถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ธันวาคม 2554) ไม่เกิน 251,833.87 บาท ทั้งนี้ ดอกเบี้ยของแต่ละต้นเงินภาษีไม่เกินแต่ละจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์เคยเป็นพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2514 จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2550 จึงพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน เนื่องจากเกษียณอายุก่อนกำหนด เดิมข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน และการถอดถอน สำหรับพนักงาน ข้อ 16 (4) กำหนดว่า พนักงานออกจากงานเมื่อ...(4) เกษียณอายุตามที่กำหนดในข้อ 19 ซึ่งข้อ 19 กำหนดว่า พนักงานคนใดมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ให้ออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณของปีที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ต่อมาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ออกประกาศเรื่องโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 โจทก์เข้าร่วมโครงการและได้รับอนุญาตให้ลาออกตามคำสั่งที่ 3997/2550 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ขณะนั้นโจทก์มีอายุ 58 ปี และเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี โจทก์ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงิน 1,069,078.01 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 138,598.40 บาท และเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุที่ออกจากงาน 2,023,129.82 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 122,112.98 บาท และเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 3,260,865.45 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 296,329.82 บาท โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2550 แสดงเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) จำนวน 1,069,078.01 บาท พร้อมใบแนบที่คำนวณเงินได้ที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน 2,023,129.82 บาท และเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 3,260,865.45 บาท โดยชำระภาษีเพิ่มเติม 168,813.36 บาท ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีจำนวน 296,329.82 บาท อ้างมูลเหตุว่าโจทก์เข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด แต่ได้นำเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปรวมคำนวณภาษี เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โจทก์ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์จากสำนักงานสรรพากรภาค 7 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรว่า การออกจากงานของโจทก์มิใช่เป็นการออกเพราะเกษียณอายุตามข้อบังคับธนาคาร เงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามข้อ 2 (36) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร จึงไม่มีภาษีต้องคืนให้แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีอากรจำนวน 296,329.82 บาท แต่กลับมาฟ้องขอคืน 585,833.71 บาท หรือ 486,951.10 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่รวมภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานจำนวน 122,112.98 บาท ฟ้องโจทก์จึงขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (3) ประกอบมาตรา 9 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีจำนวนเงิน 296,329.82 บาท ซึ่งจำนวนเงินที่ขอคืนตรงกับจำนวนภาษีที่หักไว้ ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยโจทก์อ้างมูลเหตุในคำร้องขอคืนภาษีว่า โจทก์เข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด แต่ได้นำเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปรวมคำนวณภาษี แสดงว่าโจทก์มุ่งประสงค์ที่จะขอคืนเงินภาษีสำหรับเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มิใช่เงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จำนวน 122,112.98 บาท ตามที่จำเลยอุทธรณ์ แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะขอคืนภาษีเป็นจำนวนเกินกว่าที่ได้ยื่นคำร้องขอคืน แต่ก็เป็นการบรรยายฟ้องโดยคำนวณหาจำนวนภาษีที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนที่ถูกต้อง กรณีมิใช่เป็นการตั้งประเด็นขึ้นใหม่ต่างหากจากเงินค่าภาษีที่โจทก์เคยยื่นคำร้องขอคืน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า เงินที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า การออกจากงานของโจทก์ไม่เป็นการออกจากงานเพราะครบกำหนดหรือสิ้นกำหนดเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 158) ซึ่งต้องเป็นกรณีที่ธนาคารมีระเบียบข้อบังคับกำหนดให้เกษียณอายุก่อนกำหนดไว้ขณะที่โจทก์ยื่นขอเกษียณอายุก่อนกำหนด แต่ข้อบังคับของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน และการถอดถอน สำหรับพนักงาน ข้อ 16 (4) ประกอบข้อ 19 กำหนดให้พนักงานเกษียณอายุเมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ แม้ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับให้การเกษียณอายุก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ได้ แต่ก็มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2553 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ออกจากงานไปแล้ว เงินที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 บัญญัติถึงเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี โดยเงินได้ตาม (17) คือเงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวงและตามข้อ 2 (36) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรกำหนดว่า เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) ซึ่งตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ สำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 151) และฉบับที่ (158) ตามลำดับ ข้อ 1 (1) กำหนดว่า (1) กรณีเกษียณอายุ ลูกจ้างผู้นั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งออกจากงานเพราะครบกำหนดหรือสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี แสดงให้เห็นถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการยกเว้นภาษีเงินได้ประเภทนี้ประสงค์จะให้มีการเข้าเป็นสมาชิกกองทุนเป็นระยะยาวไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ทั้งไม่ให้ประโยชน์ในการยกเว้นภาษีในกรณีสมาชิกลาออกจากงานหรือออกเพราะเหตุที่กระทำความผิด กรณีของโจทก์มีข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน และการถอดถอน สำหรับพนักงาน กำหนดเวลาการจ้างแรงงานไว้ในข้อ 16 (4) ประกอบข้อ 19 ให้พนักงานออกจากงานกรณีเกษียณอายุไว้เพียงกรณีเดียวว่า พนักงานคนใดมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ให้ออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณ ต่อมามีการประกาศเรื่องโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 โดยมีหลักการตามประกาศ ข้อ 1 ให้เป็นความสมัครใจระหว่างพนักงานกับธนาคาร ผู้จัดการมีสิทธิในการพิจารณาผู้เข้าโครงการและสามารถบริหารวงเงินและจำนวนได้ตามความเหมาะสมภายใต้ภาพรวม ธนาคารมีสิทธิจะพิจารณาไม่อนุญาตได้ตามที่เห็นสมควรและข้อ 5 ยังมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษแก่ผู้ออกจากงานตามประกาศนี้ด้วย โดยประกาศฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ให้เป็นทางเลือกสำหรับพนักงานที่ปฏิบัติงานมานานและต้องการพักผ่อนหรือมีปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาด้านการปรับตัวในการรองรับภารกิจ รวมทั้งเป็นการปรับเปลี่ยนสภาพกำลังคนให้เหมาะสม เห็นได้ว่าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรใช้ประกาศนี้เพื่อจูงใจพนักงานให้ขอออกจากงาน เนื่องจากต้องการลดกำลังคนขององค์กรให้มีขนาดเหมาะสม และลดค่าใช้จ่ายจากการมีพนักงานมากเกินความจำเป็น ซึ่งแตกต่างจากกรณีการลาออกของพนักงานตามปกติธรรมดา ที่เกิดจากความต้องการของพนักงานฝ่ายเดียวและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรก็ไม่ต้องจ่ายเงินตอบแทนพิเศษหรือให้สิทธิประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากสิทธิของลูกจ้างที่จะได้รับเพราะการลาออกตามปกติ จึงถือว่าการออกจากงานตามเงื่อนไขแห่งประกาศเรื่อง โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 ไม่ใช่การลาออกจากงานตามปกติ แต่มีลักษณะอันเกิดจากความประสงค์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้พนักงานเกษียณอายุออกจากงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ได้ เพื่อให้ยืดหยุ่นเหมาะสมกับเหตุผลและความจำเป็นในขณะนั้น โดยยังคงหลักการให้พนักงานทำงานได้จนถึงอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ตามข้อบังคับเดิม ขณะเดียวกันก็ให้พนักงานบางส่วนเกษียณอายุก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ได้โดยได้รับอนุญาตจากธนาคาร ดังนั้น ประกาศเรื่องโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 ที่ให้พนักงานออกจากงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยความสมัครใจร่วมกันนี้ก็คือ ข้อกำหนดส่วนหนึ่งในหลักเกณฑ์การเกษียณอายุงาน โดยเพิ่มเติมจากเดิมที่กำหนดให้เกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เป็นให้เกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือเกษียณอายุงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ตามประกาศฉบับนี้ได้ การที่โจทก์ใช้สิทธิตามประกาศฉบับนี้แม้จะเป็นเวลาที่ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเดิมก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการเกษียณอายุโดยการออกจากงานเมื่อสิ้นกำหนดเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่กำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว นอกจากนี้ขณะออกจากงานโจทก์ก็มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ทั้งโจทก์เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีแล้ว จึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่มีผลให้เงินได้ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) ประกอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 (36) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ สำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 151) และ (ฉบับที่ 158) ตามลำดับ ส่วนที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีจำนวน 296,329.82 บาท แต่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรคืนแก่โจทก์จำนวน 477,686.31 บาท นั้น เป็นกรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีสำหรับเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอันเป็นมูลเหตุเดียวกันกับที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ แม้โจทก์จะระบุจำนวนเงินที่ขอคืนเพียงเท่ากับจำนวนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ก็อาจเกิดจากการคำนวณจำนวนเงินภาษีที่มีสิทธิได้รับคืนผิดพลาดโดยเข้าใจว่าตนมีสิทธิได้รับคืนภาษีทั้งหมดเท่าจำนวนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายดังกล่าว โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องขอคืนภาษีได้ตามจำนวนที่ถูกต้อง ซึ่งจำเลยก็ยังมีสิทธิโต้แย้งการคำนวณของโจทก์ในคดีนี้ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของต้นเงิน 407,755.92 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2551 และของต้นเงิน 69,930.39 บาท นับแต่วันที่ 9 มีนาคม 2554 นั้น เห็นว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการและชำระค่าภาษีเพิ่มเติมให้แก่จำเลย โดยขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษี การที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันสิ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการจึงไม่ถูกต้อง โจทก์เพิ่งจะยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2553 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรจนถึงวันที่จำเลยมีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินภาษีอากร ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากร ข้อ 1 (2) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของต้นเงิน 477,686.31 บาท นับแต่วันที่ 9 มีนาคม 2554 จนถึงวันที่จำเลยมีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินภาษีอากร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 42 (17)
กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเอื้อมพร ศักดิ์สินธุ์ชัย
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1485/2559
#596516
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์นำที่ดินที่แบ่งแยก โดยได้จัดทำถนนและสิ่งสาธารณูปโภคไว้ ไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่บุคคลธรรมดา เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน และทำสัญญาให้ที่ดินแก่บุตรชอบด้วยกฎหมายถือกรรมสิทธิ์ ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) ประกอบมาตรา 3 (4) แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 และมาตรา 4 (4) แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 และเงินได้ที่โจทก์ได้มาจากการขายที่ดินดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 48 (4) (ข) โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำเงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) (2) แห่ง ป.รัษฎากร

เมื่อที่ดินมีการแบ่งแยกไว้เพื่อขายโดยจัดทำถนนหรือสิ่งสาธารณูปโภคอื่น ๆ การที่โจทก์ยกที่ดินที่เหลือจากการขายให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งถือว่าเป็นการขายตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) จึงย่อมเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 4 (4) แห่ง พ.ร.ฎ.ฉบับที่ 342 ดังนั้น แม้ต่อมาโจทก์ได้ยกที่ดินจำนวน 49 แปลงให้แก่บุตรก็ไม่ต้องพิจารณาว่าเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 4 (6) (ง) แห่ง พ.ร.ฎ.ฉบับดังกล่าวอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามเอกสารท้ายฟ้องรวม 14 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามเอกสารท้ายฟ้องรวม 14 ฉบับ ลดหรืองดเงินเพิ่มให้โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของจำเลยที่ 1 สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2545 ครึ่งปีและเต็มปีภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ ภ.ง.ด. 12-10470120-25510417-001-00015 และเลขที่ ภ.ง.ด. 12-10470120-25510417-001-00016 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 สำหรับการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษีตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. 10 (สน) 006.1-1/2552 และ สภ. 10 (สน) 006.1-2/2552 โดยไม่นำเงินได้จากการที่โจทก์ยกที่ดินให้บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์โดยไม่มีค่าตอบแทนจำนวน 49 แปลง ไปรวมคำนวณภาษี แก้ไขการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของจำเลยที่ 1 สำหรับเดือนภาษีสิงหาคม 2545 ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ภ.ธ. 73.1-10470120-25510417-006-00007 และแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 สำหรับเดือนภาษีดังกล่าวตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. 10 (สน) 006.2-5/2552 เฉพาะเกี่ยวกับที่ดินที่โจทก์ยกให้บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์โดยไม่มีค่าตอบแทนจำนวน 34 แปลง และให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของจำเลยที่ 1 สำหรับเดือนภาษีเมษายน 2545 และเดือนภาษีพฤศจิกายน 2545 ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ภ.ธ. 73.1-10470120-25510417-006-00004 และเลขที่ ภ.ธ.73.1-10470120-25510417-006-00009 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทั้งสองเดือนภาษีดังกล่าวตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.10 (สน) 006.2-2/2552 และเลขที่ สภ.10 (สน) 006.2-7/2552 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า เมื่อปี 2533 โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 2880 และ 2881 ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร รวม 2 แปลง จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลจังหวัดสกลนคร ตามเอกสารหมาย ล. 3 แผ่นที่ 97 ถึง 100 ต่อมาปี 2534 โจทก์ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวในนามเดิมเป็นแปลงย่อย 8 แปลง แล้วนำที่ดินทั้ง 8 แปลง แบ่งแยกเป็นแปลงย่อยรวม 88 แปลง เมื่อปี 2538 โจทก์ขายที่ดินให้บุคคลธรรมดา 11 แปลง ปี 2539 ขายให้บุคคลธรรมดา 1 แปลง ปี 2541 ขายให้บุคคลธรรมดา 4 แปลง ปี 2545 ขายให้เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน 19 แปลง ขายให้บุคคลธรรมดา 1 แปลง ยกให้บุตร 49 แปลง ปี 2546 ขายให้เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน 1 แปลง โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีเมษายน 2538 แสดงรายรับ 200,000 บาท เดือนภาษีธันวาคม 2538 แสดงรายรับ 290,000 บาท และยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2538 แสดงเงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดิน 1,041,200 บาท ปีภาษี 2539 แสดงเงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดิน 134,300 บาท ตามเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 346 ถึง 348 ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรโจทก์ และมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2545 (ครึ่งปี) 74,419.02 บาท เบี้ยปรับ 74,419.02 บาท เงินเพิ่ม 74,419.02 บาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2545 (เต็มปี) 760,919.08 บาท เบี้ยปรับ 760,919.08 บาท เงินเพิ่ม 707,654.74 บาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2546 (ครึ่งปี) 82,784.74 บาท เบี้ยปรับ 82,784.74 บาท เงินเพิ่ม 69,539.18 บาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2546 (เต็มปี) 17,632.60 บาท เบี้ยปรับ 17,632.60 บาท เงินเพิ่ม 13,224.45 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ เดือนภาษีมีนาคม 2545 จำนวน 2,558.25 บาท เบี้ยปรับ 5,116.50 บาท เงินเพิ่ม 2,558.25 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 1,023.30 บาท เดือนภาษีเมษายน 2545 ภาษี 2,157.30 บาท เบี้ยปรับ 4,314.60 บาท เงินเพิ่ม 2,157.30 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 862.92 บาท เดือนภาษีพฤษภาคม 2545 ภาษี 800 บาท เบี้ยปรับ 1,600 บาท เงินเพิ่ม 800 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 320 บาท เดือนภาษีกรกฎาคม 2545 ภาษี 2,484 บาท เบี้ยปรับ 4,968 บาท เงินเพิ่ม 2,484 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 993.60 บาท เดือนภาษีสิงหาคม 2545 ภาษี 13,163.60 บาท เบี้ยปรับ 26,327.20 บาท เงินเพิ่ม 13,163.60 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 5,265.44 บาท เดือนภาษีกันยายน 2545 ภาษี 4,407.75 บาท เบี้ยปรับ 8,815.50 บาท เงินเพิ่ม 4,407.75 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 1,763.10 บาท เดือนภาษีพฤศจิกายน 2545 ภาษี 356.30 บาท เบี้ยปรับ 712.60 บาท เงินเพิ่ม 347.39 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 141.63 บาท เดือนภาษีธันวาคม 2545 ภาษี 2,072.25 บาท เบี้ยปรับ 4,144.50 บาท เงินเพิ่ม 1,989.36 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 820.61 บาท เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2546 ภาษี 3,010.50 บาท เบี้ยปรับ 6,021 บาท เงินเพิ่ม 2,799.77 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 1,183.13 บาท เดือนภาษีตุลาคม 2541 ภาษี 29,914.80 บาท เบี้ยปรับ 59,829.60 บาท เงินเพิ่ม 29,914.80 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 11,965.92 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว แต่ให้งดเบี้ยปรับตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา งดเบี้ยปรับและลดภาษีส่วนท้องถิ่นตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ขายที่ดินพิพาทเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความว่า โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2880 และ 2881 เพื่อใช้ทำการเกษตรไร่นาสวนผสม ส่วนถนนทุกสายในที่ดินโจทก์เดิมมีสภาพเป็นถนนผิวดินธรรมดาตามธรรมชาติ เจ้าของที่ดินเดิมอุทิศให้ทางราชการเข้าก่อสร้างเป็นทางสาธารณประโยชน์ การขยายเขตระบบไฟฟ้าและน้ำประปาเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการและชุมชนรอบ ๆ ที่ดินของโจทก์ โดยใช้งบประมาณของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการประปาส่วนภูมิภาค และการแบ่งแยกที่ดินของโจทก์มิใช่แบ่งเพื่อทางค้าหรือหากำไร แต่แบ่งเพื่อนำไปใช้ในการช่วยเหลือประกันตัวผู้ต้องหา ส่วนจำเลยทั้งสี่มีนางสาวกัลยา เจ้าหน้าที่สืบสวนหาข้อมูล และนางสาวพรทิพย์ เจ้าพนักงานประเมินภาษี เบิกความว่า จากการตรวจสอบข้อมูล โจทก์ได้นำที่ดินที่ซื้อมาทั้งสองแปลงไปรวมแปลงกันแล้วแบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อย โดยโจทก์ได้กันที่ดินบางส่วนยกให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ และโจทก์เป็นผู้ยื่นคำขอขยายเขตการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาในที่ดินดังกล่าว จากนั้นโจทก์ได้จดทะเบียนโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกและยกให้บุตร โดยได้ความจากคำให้การของโจทก์เกี่ยวกับเรื่องชี้แจงการขายที่ดินให้แก่สำนักงานเทศบาลตำบลสว่างแดนดินและบุคคลอื่น หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมา โจทก์ได้แบ่งที่ดินออกเป็น 8 แปลง มีทางสาธารณะที่หักออกจากตัวที่ดินพาดจากทิศเหนือไปทิศใต้กว้าง 10 เมตร ต่อมาปี 2534 โจทก์นำที่ดิน 6 แปลง ในจำนวน 8 แปลง แบ่งเป็นแปลงย่อยประมาณ 70 แปลง แต่ละแปลงมีเนื้อที่ประมาณ 79 ตารางวา พร้อมทั้งแบ่งที่ดินในแต่ละแปลงของที่ดินทั้ง 6 แปลง เป็นถนน 6 เส้น ความกว้าง 6 เมตร พาดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกของที่ดิน เห็นว่า ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองสอดคล้องกับเอกสารทางทะเบียนของสำนักงานที่ดิน โจทก์ได้รวมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2881 เป็นแปลงเดียวกับที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2880 ตามผังรูปที่ดินรวม ที่เขียนวงรอบด้วยเส้นสีเขียวก็ไม่ปรากฏทางสัญจร ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2534 หลังจากนั้นโจทก์ได้แบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2880 ในนามเดิมเป็น 8 แปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 7181 ถึง 7187 และแบ่งหักเป็นทางสาธารณะ จากนั้นปี 2534 และปี 2541 โจทก์ได้แบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อย โดยแบ่งหักที่ดินบางส่วนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 7182, 7183, 7186 และ 7187 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2880 ส่วนที่เหลือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ตามแผนผังการแบ่งแยกที่ดิน ซึ่งโจทก์ให้การไว้ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 ว่าเหตุที่แบ่งถนนไว้เพื่อจะให้บุคคลอื่นเช่าบ้านพร้อมที่ดินที่โจทก์มีเจตนาจะปลูกสร้างในอนาคต ซึ่งขัดแย้งกับที่โจทก์นำสืบว่า ถนนทุกสายในที่ดินของโจทก์ เจ้าของที่ดินเดิมอุทิศให้ทางราชการก่อสร้างเป็นทางสาธารณประโยชน์ ทั้งโจทก์ไม่มีหนังสือที่เจ้าของที่ดินเดิมอุทิศให้ทางราชการก่อสร้างเป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญมาแสดงในข้อนี้ จึงฟังไม่ได้ว่าเจ้าของที่ดินเดิมอุทิศไว้ แต่กลับฟังได้ว่าโจทก์เพิ่งทำทางสาธารณะในปี 2534 ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ถนนในที่ดินของโจทก์ทางราชการเป็นผู้จัดทำขึ้นโดยนำสืบอ้าง ก็ได้ความจากเอกสารดังกล่าวว่า เป็นโครงการของทางราชการที่จะปรับปรุงซ่อมแซมถนนสายกลางที่พาดผ่านที่ดินของโจทก์โดยยกร่องทั้งสองข้าง เกรดหลุมบ่อตามผิวจราจรให้เรียบ และให้ปรับปรุงถนนซอยในที่ดินของโจทก์โดยลงลูกรังและเกลี่ยให้เรียบเท่านั้น จึงมิใช่พยานหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าทางราชการสร้างถนนในที่ดินโจทก์ตั้งแต่เริ่มต้นดังที่โจทก์อุทธรณ์ ส่วนเรื่องไฟฟ้าและประปา โจทก์ให้การ โจทก์ก็ยื่นคำร้องขอขยายเขตจำหน่ายไฟฟ้าและประปาเมื่อปี 2537 เพื่อให้ร้านอาหารจอมนางที่เช่าจากโจทก์ ซึ่งขัดแย้งกับที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ทำเพื่อประโยชน์ทางราชการและชุมชนที่อยู่รอบ ๆ ดังนี้ พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสี่นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงแล้วนำมารวมแปลงกัน จากนั้นโจทก์ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวในนามเดิมเป็น 8 แปลง หักที่ดินที่พาดจากทิศเหนือไปทิศใต้บางส่วนออกเป็นทางสาธารณประโยชน์กว้าง 10 เมตร ต่อมาโจทก์ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็นแปลงย่อย ประมาณ 70 แปลง เนื้อที่แปลงละประมาณ 79 ตารางวา และยังแบ่งหักที่ดินบางส่วนเป็นทางสาธารณประโยชน์กว้าง 6 เมตร จำนวน 6 เส้น และโจทก์ได้ยื่นคำขอขยายเขตการจำหน่ายไฟฟ้าลงในที่ดินดังกล่าว เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ส่อแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่าเป็นการดำเนินการดังกล่าวเพื่อขาย ซึ่งตามมาตรา 91/2 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้... (6)การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..."และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์เฉพาะที่ต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังต่อไปนี้ เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร...(4) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) หรือ (3) เฉพาะกรณีที่มีการแบ่งขายหรือมีการแบ่งแยกไว้เพื่อขาย โดยได้จัดทำถนนหรือสิ่งสาธารณูปโภคอื่น หรือให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีสิ่งดังกล่าว ดังนั้น กรณีที่โจทก์นำที่ดินที่แบ่งแยกโดยได้จัดทำถนนและสิ่งสาธารณูปโภคไว้ไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่บุคคลธรรมดาในปี 2538 ปี 2539 ปี 2541 และปี 2545 รวม 17 แปลง จดทะเบียนโอนขายให้แก่เทศบาลตำบลสว่างแดนดินในปี 2545 และปี 2546 รวม 20 แปลง และทำสัญญาให้ที่ดินแก่บุตรชอบด้วยกฎหมายถือกรรมสิทธิ์รวมกัน 49 แปลง หลังจากที่โจทก์ได้แบ่งขายหรือมีการแบ่งแยกไว้เพื่อขายโดยได้จัดทำถนนหรือสิ่งสาธารณูปโภคอื่น จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) ประกอบมาตรา 3 (4) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 และมาตรา 4 (4) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า กรณีของโจทก์เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 4 (4) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) แล้ว จึงไม่ต้องพิจารณาว่าโจทก์ได้รับยกเว้นตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวอีกหรือไม่ โจทก์จึงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนที่ยกที่ดินให้บุตรนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินที่โจทก์ขายให้แก่บุคคลภายนอกรวมทั้งที่ดินที่ยกให้แก่บุตรมีการแบ่งแยกไว้เพื่อขายโดยจัดทำถนนหรือสิ่งสาธารณูปโภคอื่น ๆ การที่โจทก์ยกที่ดินจำนวน 49 แปลง ที่เหลือจากการขายให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งถือว่าให้เป็นการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) จึงย่อมเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 4 (4) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวดังนั้น แม้ต่อมาโจทก์ได้ยกที่ดินจำนวน 49 แปลงให้แก่บุตรก็ไม่ต้องพิจารณาว่าเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 4 (6) (ง) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวอีก โจทก์จึงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีธุรกิจเฉพาะจากการยกที่ดิน 49 แปลง ให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมาย และต้องนำเงินได้จากการยกที่ดินให้แก่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว มารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48 (1) (2) แห่งประมวลรัษฎากรด้วยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยไม่ต้องนำเงินได้จากการขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกไปรวมคำนวณภาษีในการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48 (4) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมาแบ่งแยกโดยมีเจตนามุ่งในทางการค้าหรือหากำไร เงินได้ที่โจทก์ได้มาจากการขายที่ดินดังกล่าวจึงไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 48 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีสิทธิเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำเงินได้จากการขายที่ดินกรณีดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) (2) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลดหรืองดเงินเพิ่มนั้น เห็นว่า การเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร เกิดจากผู้เสียภาษีไม่ชำระหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลา กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรให้งดหรือลดเงินเพิ่มแก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยไม่ให้นำเงินได้จากการที่โจทก์ยกที่ดินให้บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายไปรวมคำนวณภาษี และแก้ไขการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะที่เกี่ยวกับที่ดินที่โจทก์ยกให้บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 48 (1) ม. 48 (2) ม. 48 (4) ม. 48 (ข) ม. 91/1 (4) ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (4)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ม. 4 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจีรมิตร อุดมธรรมภักดี
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1483/2559
#598463
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังที่ ก. ทนายโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้ว เฉพาะโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาออกไปอีก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตจึงเป็นการอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่โจทก์ที่ 1 เท่านั้น หารวมถึงโจทก์ที่ 2 ด้วยไม่ เพราะสิทธิในการฎีกาเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคู่ความแต่ราย ฉะนั้นขณะที่ ม. ทนายโจทก์ทั้งสองคนใหม่ ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาจึงพ้นกำหนดที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาให้แก่โจทก์ที่ 2 แล้ว ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายเวลาฎีกาแก่โจทก์ที่ 2 ได้ โจทก์ที่ 2 จะต้องอ้างถึงเหตุสุดวิสัยที่ทำให้โจทก์ที่ 2 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่โจทก์ทั้งสองถึงวันที่ 27 มีนาคม 2558 ตามคำร้องของ ก. ทนายโจทก์ทั้งสองด้วย ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 แต่ตามคำร้อง ม. ทนายโจทก์ทั้งสองคนใหม่ อ้างเพียงว่าเอกสารสำนวนคดีอยู่ที่ทนายโจทก์คนเดิมทั้งหมดซึ่งยังติดต่อไม่ได้ ต้องขอคัดถ่ายเอกสารในสำนวนใหม่ทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถจัดทำฎีกายื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดได้ อันเป็นการอ้างถึงพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดเท่านั้น แม้ตามคำร้องจะอ้างว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัย แต่ก็หาใช่เหตุที่ทำให้โจทก์ที่ 2 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาก่อนสิ้นเวลาที่กำหนดคือวันที่ 27 มีนาคม 2558 ไม่ เพียงแต่เป็นเหตุส่วนตัวของ ม. ทนายโจทก์ทั้งสองคนใหม่ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งจากโจทก์ทั้งสองในวันที่ยื่นคำร้องนั้นเอง จึงทำให้ ม. ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ แทนโจทก์ทั้งสองก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นทนายความของโจทก์ทั้งสองได้ เมื่อไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัยที่ทำให้โจทก์ที่ 2 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กำหนดได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่โจทก์ที่ 2 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 23 และที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 ในเวลาต่อมาซึ่งเป็นฎีกาที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดยื่นฎีกาแล้ว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน และถือได้ว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 5,110,985 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,754,405 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (น่าจะเป็น โจทก์ทั้งสอง)

จำเลยทั้งสี่ ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง 400,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ที่ 2) โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 คำขออื่นให้ยก

โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งสองฟังโดยชอบแล้ว เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2558 ต่อมาวันที่ 2 มีนาคม 2558 ทนายโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 27 มีนาคม 2558 หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาอีก 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาได้ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 ต่อมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 ทนายโจทก์ทั้งสองคนใหม่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาอีก 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2558 ครั้นวันที่ 27 กรกฎาคม 2558 โจทก์ที่ 2 ยื่นฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าว จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2558 เมื่อโจทก์ที่ 2 วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมตามกำหนดแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2558 ศาลฎีกาสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะขยายระยะเวลาฎีกาแก่โจทก์ที่ 2 โดยชอบหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ทั้งสองอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ภายหลังเกิดเหตุได้แต่งตั้งให้นายกฤตษณ เป็นทนายความของโจทก์ทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเรื่อยมา ภายหลังศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นายกฤตษณในฐานะทนายความของโจทก์ทั้งสองยังคงยื่นคำร้องลงวันที่ 2 มีนาคม 2558 ขอขยายระยะเวลาฎีกา ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาได้ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2558 ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2558 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลาฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาออกไปถึงวันที่ 27 เมษายน 2558 ซึ่งเป็นการอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่โจทก์ที่ 1 เท่านั้น ส่วนโจทก์ที่ 2 มิได้ขอขยายระยะเวลาฎีกาแต่อย่างใด หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 ยื่นคำขอขยายระยะเวลาฎีกาอีก ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาออกไปถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 ครั้นวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 โจทก์ทั้งสองจึงแต่งตั้งนายโกมล เป็นทนายความคนใหม่และนายโกมล ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา อ้างว่า เอกสารสำนวนคดีอยู่ที่ทนายโจทก์คนเดิมทั้งหมด ซึ่งยังติดต่อไม่ได้ จึงต้องขอคัดถ่ายเอกสารในสำนวนใหม่ทั้งหมด ทำให้ยังไม่อาจยื่นฎีกาภายในกำหนดได้ และเป็นเหตุสุดวิสัยอันมิอาจก้าวล่วงได้ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาได้จนถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2558 เห็นว่า ภายหลังที่นายกฤตษณ ทนายโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้ว เฉพาะโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาออกไปอีก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตจึงเป็นการอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่โจทก์ที่ 1 เท่านั้น หารวมถึงโจทก์ที่ 2 ด้วยไม่ เพราะสิทธิในการฎีกาเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละราย ฉะนั้น ขณะที่นายโกมลทนายโจทก์ทั้งสองคนใหม่ ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาจึงพ้นกำหนดที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาให้แก่โจทก์ที่ 2 แล้ว ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่โจทก์ที่ 2 ได้ โจทก์ที่ 2 จะต้องอ้างถึงเหตุสุดวิสัยที่ทำให้โจทก์ที่ 2 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่โจทก์ทั้งสองถึงวันที่ 27 มีนาคม 2558 ตามคำร้องของนายกฤตษณ ทนายโจทก์ทั้งสองด้วย ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่ตามคำร้องนายโกมล ทนายโจทก์ทั้งสองคนใหม่ อ้างเพียงว่าเอกสารสำนวนคดีอยู่ที่ทนายโจทก์คนเดิมทั้งหมดซึ่งยังติดต่อไม่ได้ ต้องขอคัดถ่ายเอกสารในสำนวนใหม่ทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถจัดทำฎีกายื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดได้ อันเป็นการอ้างถึงพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ไม่สามารถยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดเท่านั้น แม้ตามคำร้องจะอ้างว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัย แต่ก็หาใช่เหตุที่ทำให้โจทก์ที่ 2 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาก่อนสิ้นเวลาที่กำหนดคือวันที่ 27 มีนาคม 2558 ไม่ เพียงแต่เป็นเหตุส่วนตัวของนายโกมลทนายโจทก์ทั้งสองคนใหม่ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งจากโจทก์ทั้งสองในวันที่ยื่นคำร้องนั้นเอง จึงทำให้นายโกมลไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนโจทก์ทั้งสอง ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นทนายความของโจทก์ทั้งสองได้ เมื่อไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัยที่ทำให้โจทก์ที่ 2 ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กำหนดได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่โจทก์ที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 ในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นฎีกาที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดยื่นฎีกาแล้ว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน และถือได้ว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่โจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2558 เป็นต้นมา และยกฎีกาของโจทก์ที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 27 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันจ่าอากาศเอกรุ่ง หนูผึ้ง กับพวก
จำเลย — นายสุพจน์ แซ่วี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายประสิทธิผล ปทุมลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
ปกิต สุวรรณพรหมา
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1480/2559
#594691
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นบุตร ส. เจ้ามรดก กับ ย. ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ต่อมาเจ้ามรดกอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์มีบุตรด้วยกันอีก 3 คน เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 468 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เป็นของเจ้ามรดกส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ซึ่งอยู่ติดต่อกันเป็นของ น. ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2524 น. จดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ ย. ภายหลังจาก ย. ถึงแก่ความตาย เจ้ามรดกจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าว สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 468 และบ้านเลขที่ 113 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว เจ้ามรดกจดทะเบียนยกให้จำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2545 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมโดยมีเจตนาระบุเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้ในพินัยกรรมว่า ที่ดินและบ้านเลขที่ 113 มอบให้จำเลยที่ 2 ครอบครองเป็นมรดกตกทอดถึงลูกหลาน เหลน น้อง ๆ มีสิทธิมาพักเสมือนมีพ่ออยู่ (ห้ามขายมรดกชิ้นนี้) ส่วนทรัพย์อื่น ๆ ยกให้โจทก์ จำเลยที่ 2 และบุตรของเจ้ามรดกซึ่งเกิดกับโจทก์อีก 3 คน และให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องชายเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2545 เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ให้จำเลยที่ 2 ตามข้อกำหนดในพินัยกรรม เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 468 พร้อมบ้านเลขที่ 113 และที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ให้แก่จำเลยที่ 3 การที่เจ้ามรดกทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 468 และสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 113 แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2529 ก่อนที่เจ้ามรดกจะถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 468 พร้อมบ้านเลขที่ 113 นับแต่ได้รับการยกให้ เจ้ามรดกจึงไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์ดังกล่าวนับแต่ยกให้จำเลยที่ 2 เจ้ามรดกจึงไม่มีสิทธินำที่ดินโฉนดเลขที่ 468 พร้อมบ้านเลขที่ 113 ซึ่งเป็นของผู้อื่นไปทำพินัยกรรมยกให้แก่ผู้ใดได้อีก ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ระบุว่า ยกบ้านเลขที่ 113 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่แล้วจึงไม่อาจบังคับได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 แม้ตามพินัยกรรมจะมีข้อกำหนดห้ามจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมโอนทรัพย์สินนั้น แต่ก็ไม่ได้กำหนดให้มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดนอกจากผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมที่จะให้เป็นผู้รับทรัพย์สินนั้นต่อไปอย่างเด็ดขาด กรณีจึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1700 วรรคสาม ที่ให้ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนนั้นเป็นอันไม่มีเลย ดังนั้น เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวมีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนหรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินนั้นได้ จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 และบ้านเลขที่ 113 ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 113 ถนนรัฐคำนึง ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา คืนให้แก่จำเลยที่ 2 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรนายสุรเทพ เจ้ามรดก กับนางสุนีย์ ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกแล้ว ต่อมาตั้งแต่ปี 2522 นายสุรเทพอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์และมีบุตรด้วยกันอีก 3 คน เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2545 นายสุรเทพถึงแก่ความตาย ก่อนถึงแก่ความตายนายสุรเทพทำพินัยกรรม ซึ่งระบุให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 468 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เจ้ามรดกและนายนิตย์ ร่วมกันซื้อจากนายอุดร เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2513 ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2514 เจ้ามรดกและนายนิตย์ตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าว โดยเจ้ามรดกยังคงมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เหลือตามโฉนดเลขที่ 468 ส่วนนายนิตย์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ได้รับส่วนแบ่งไปตามที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2524 นายนิตย์จดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวให้แก่นางสุนีย์ ภายหลังจากนางสุนีย์ถึงแก่ความตาย เจ้ามรดกจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2537 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 468 และบ้านเลขที่ 113 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวเจ้ามรดกจดทะเบียนยกให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2529 ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2545 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมตามสำเนาพินัยกรรมโดยมีเจตนาระบุทรัพย์สินไว้ในพินัยกรรมว่า บ้านและที่ดินเลขที่ 113 ถนนรัฐคำนึง ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา มอบให้จำเลยที่ 2 ครอบครองเป็นมรดกตกทอดถึงลูกหลาน เหลน น้อง ๆ มีสิทธิมาพักเสมือนมีพ่ออยู่ (ห้ามขายมรดกชิ้นนี้) ส่วนทรัพย์อื่น ๆ ของเจ้ามรดกยกให้โจทก์ จำเลยที่ 2 และบุตรของนายสุรเทพซึ่งเกิดกับโจทก์อีก 3 คน และระบุให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องชายเจ้ามรดกเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ภายหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามข้อกำหนดในพินัยกรรม และเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 468 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินคือบ้านเลขที่ 113 ถนนรัฐคำนึง ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา และที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ให้แก่จำเลยที่ 3 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามจะต้องร่วมกันโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา และบ้านเลขที่ 113 ถนนรัฐคำนึง ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ให้กลับเป็นของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1700 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในหมวดนี้ บุคคลจะจำหน่ายทรัพย์สินใด ๆ โดยนิติกรรมที่มีผลในระหว่างมีชีวิต หรือเมื่อตายแล้ว โดยมีข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้รับประโยชน์โอนทรัพย์สินนั้นก็ได้ แต่ต้องมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งนอกจากผู้รับประโยชน์กำหนดไว้ สำหรับเป็นผู้จะได้รับทรัพย์สินนั้นเป็นสิทธิเด็ดขาด ในเมื่อมีการละเมิดข้อกำหนดห้ามโอน และบัญญัติไว้ในวรรคสามอีกว่า ถ้ามิได้กำหนดบุคคลที่จะเป็นผู้รับทรัพย์สินในเมื่อมีการละเมิดข้อกำหนดห้ามโอนไว้ ให้ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนนั้นเป็นอันไม่มีเลย ตามพินัยกรรมแม้จะมีข้อกำหนดห้ามจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมขายทรัพย์มรดก โดยระบุให้เป็นมรดกตกทอดถึงลูก หลาน และให้พี่น้องซึ่งเป็นทายาทอื่นมีสิทธิอาศัยได้เสมือนตอนที่เจ้ามรดกยังมีชีวิต ซึ่งเป็นการที่เจ้ามรดกเขียนพินัยกรรมแสดงความห่วงใยและต้องการให้บุตรหลานมีความรักใคร่กลมเกลียวพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันภายหลังจากที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โดยขณะทำพินัยกรรมข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ยังเป็นโสดหรือสมรสแล้วและมีบุตรหรือไม่ ส่วนคำว่าพี่น้องให้มีสิทธิอาศัยได้นั้นตามเจตนาของเจ้ามรดกน่าเชื่อว่าหมายถึงบุตรของเจ้ามรดกอีก 3 คน ที่เกิดกับโจทก์ ซึ่งเจ้ามรดกก็ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าหากจำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนข้อกำหนดในพินัยกรรมโดยการโอนขายที่ดินพิพาทเจ้ามรดกก็ไม่ได้กำหนดทายาทที่เจตนามอบหมายให้ทรัพย์ส่วนดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่บุตรอีก 3 คน ที่เกิดกับโจทก์แต่อย่างใด คงระบุให้เพียงมีสิทธิอาศัยเท่านั้น ดังนั้น ตามพินัยกรรมที่เจ้ามรดกมีข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้รับประโยชน์โอนทรัพย์สินแต่ก็ไม่ได้กำหนดให้มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดนอกจากผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมที่จะให้เป็นผู้รับทรัพย์สินนั้นต่อไปอย่างเด็ดขาด กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1700 วรรคสาม ที่ให้ถือว่าข้อกำหนดห้ามโอนนั้นเป็นอันไม่มีเลย เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 ให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวมีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนหรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินนั้นได้ จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7890 และบ้านเลขที่ 113 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1696 ม. 1700
ชื่อคู่ความ
นางนงนภางค์ พลฑา ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายสุรเทพ บัวจันทร์
จำเลย — นายจำเริญ บัวจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นางสาวจิราพร ศิริพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
ทวี ประจวบลาภ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1475/2559
#596512
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์โดยการนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ออกขายทอดตลาดให้แก่บุคคลภายนอกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยมิได้มีคำขอให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ แต่อย่างใด คำฟ้องคดีนี้จึงไม่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีในคดีดังกล่าว และไม่อยู่ในบังคับให้โจทก์ต้องเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 302 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจ จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า การประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ ครั้งที่ 12/2551 ฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ของจำเลยในส่วนทรัพย์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายและตกเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนมติคณะกรรมการบริหารของจำเลยและนิติกรรมเกี่ยวกับการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 15095 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ในราคา30,400,000 บาท เป็นการขายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและตกเป็นโมฆะ ห้ามจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ดินหรือทำนิติกรรมหรือสร้างภาระติดพันเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวหากจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์มาเป็นชื่อของจำเลย ให้เพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวและให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงมาเป็นชื่อของโจทก์โดยไม่มีภาระผูกพัน หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย โดยให้จำเลยเป็นผู้รับผิดค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียม อากร ค่าภาษีฝ่ายเดียว ห้ามจำเลยทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้ามารบกวนการครอบครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 10,000,000 บาท และค่าเสียหายวันละ 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะดำเนินการดังกล่าวข้างต้นครบถ้วน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยเคยยื่นฟ้องโจทก์กับพวกที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อให้บังคับชำระหนี้เป็นสองสำนวนตามคดีหมายเลขแดงที่ 14419/2545 และคดีหมายเลขแดงที่ 7671/2545 แต่จำเลยมิได้ใช้สิทธิบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยใช้สิทธิตามกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้ในพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2545 บังคับคดีเอากับทรัพย์สิน โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เพื่อให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินซึ่งเกิดจากการบังคับคดี มูลคดีพิพาทซึ่งโจทก์กล่าวอ้างเป็นเหตุให้การฟ้องจำเลยในคดีนี้ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาโดยกล่าวอ้างว่าการบังคับคดีไม่ถูกต้องไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย คำฟ้องดังกล่าวจึงต้องเสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 และมาตรา 7 (2) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้อง และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องของโจทก์คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา กับให้ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่ว่า รับอุทธรณ์ของโจทก์รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ กระทรวงการคลังยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นจำเลย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและคำสั่งไม่รับคำฟ้องเสีย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในชั้นนี้เพียงประการเดียวว่าคำฟ้องในคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีหมายเลขแดงที่ 14419/2545 และคดีหมายเลขแดงที่ 7671/2545 จึงต้องเสนอต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) กำหนดให้ต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจบังคับคดีตามมาตรา 302 ในกรณีที่คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์โดยการนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ออกขายทอดตลาดให้แก่บุคคลภายนอกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยมิได้มีคำขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีหมายเลขแดงที่ 14419/2545 และคดีหมายเลขแดงที่ 7671/2545 แต่อย่างใดคำฟ้องคดีนี้จึงไม่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีในคดีทั้งสองดังกล่าว และไม่อยู่ในบังคับให้โจทก์ต้องเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 302 ดังนั้นที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจ จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ส่วนฎีกาของจำเลยประการอื่น ๆ ล้วนไม่เป็นสาระสำคัญที่จะทำให้คำวินิจฉัยข้างต้นเปลี่ยนแปลงไปได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 7 (2) ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรพล อร่ามบุญพงศ์
บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง
จำเลย — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงค์
ศาลอุทธรณ์ — นายนนท์ ชัยปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
สุภัทร อยู่ถนอม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1441/2559
#597957
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 49 บัญญัติให้นายจ้างซึ่งนำส่งเงินสมทบไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 47 ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของจำนวนเงินสมทบที่ยังขาดอยู่ เป็นการบัญญัติหน้าที่และจำนวนเงินที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มไว้โดยชัดแจ้งและเคร่งครัด สามารถคำนวณเงินเพิ่มได้แน่นอน และไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่านายจ้างจะมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่

โจทก์ (นายจ้าง) ไม่นำค่าเที่ยวซึ่งเป็นค่าจ้างของลูกจ้างรวมเข้าเป็นฐานคำนวณเงินสมทบ จึงนำส่งเงินสมทบให้แก่จำเลยไม่ครบจำนวน โจทก์ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของจำนวนเงินสมทบที่ยังขาดอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางบก โจทก์จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขับรถเป็นเงินเดือนและเงินค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติแบบเหมาจ่ายเรียกว่าค่าเที่ยว ค่าเที่ยวลูกจ้างจะได้รับมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลูกจ้างทำงานเกินเวลาทำงานปกติซึ่งเทียบกับระยะทางในการขับรถแต่ละเที่ยว ค่าเที่ยวที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างจึงไม่ใช่ค่าจ้าง แต่โจทก์และลูกจ้างสำคัญผิดจึงหักค่าเที่ยวในส่วนของลูกจ้างและเงินสมทบในส่วนของนายจ้างส่งเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ให้แก่จำเลย ต่อมาลูกจ้างของโจทก์บางส่วนจำนวน 42 คน ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแรงงานกลางเรียกเงินค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติต่างหากจากค่าเที่ยว ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ใช้วิธีการกำหนดค่าเที่ยวเพื่อตอบแทนการทำงานให้แก่ลูกจ้างเปรียบเสมือนการจ่ายค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่ลูกจ้างโจทก์มาโดยตลอดจึงไม่มีค่าเที่ยวหรือค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติค้าง หลังจากศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาโจทก์จะทำการหักค่าเที่ยวในส่วนของลูกจ้างเพื่อนำมารวมกับเงินสมทบในส่วนของนายจ้างนำส่งเป็นเงินสมทบให้แก่จำเลย ปรากฏว่าลูกจ้างไม่ยินยอมและโต้แย้งว่าค่าเที่ยวไม่ใช่ค่าจ้างและหากโจทก์หักเงินดังกล่าวถือว่าโจทก์ปฏิบัติผิดกฎหมาย ประกอบกับโจทก์เห็นด้วยกับเหตุผลของลูกจ้างและเกรงว่าหากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกลูกจ้างดำเนินคดีได้ โจทก์จึงไม่หักค่าเที่ยวในส่วนของลูกจ้างและไม่ได้นำเงินสมทบในส่วนของนายจ้างส่งเป็นเงินสมทบให้แก่จำเลย ลูกจ้างของโจทก์ 42 คน อุทธรณ์ ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ค่าเที่ยวเป็นค่าจ้าง จำเลยโดยสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 ทำการตรวจบัญชีค่าจ้างของลูกจ้างโจทก์และมีคำสั่งเป็นหนังสือ 2 ฉบับ ให้โจทก์ชำระเงินสมทบเพิ่มเติมแก่กองทุนประกันสังคมโดยรวมค่าเที่ยวเป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ เป็นเงิน 5,900,234 บาท และ 5,088,464 บาท ตามลำดับ พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายร้อยละ 2 ต่อเดือน โจทก์จึงชำระเงินสมทบเพิ่มเติมให้แก่จำเลยไปภายในกำหนด เนื่องจากหากไม่ชำระจะต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมาย แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 2679/2553 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย การที่โจทก์ไม่หักค่าเที่ยวในส่วนของลูกจ้างและไม่ได้นำเงินสมทบในส่วนของนายจ้างส่งเป็นเงินสมทบให้แก่จำเลย เนื่องจากโจทก์ถือปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่า ค่าเที่ยวไม่ใช่ค่าจ้างเป็นกรณีมีเหตุผลอันสมควร โจทก์ไม่ได้เจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย กรณีของโจทก์ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 49 โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม คำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่า ค่าเที่ยวเป็นค่าจ้างมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความในคดี คือ ลูกจ้าง 42 คน ที่ฟ้องโจทก์ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวแตกต่างจากข้อเท็จจริงในกรณีลูกจ้างรายอื่น ๆ ของโจทก์ที่มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอยู่ในระเบียบข้อบังคับการทำงานว่าค่าเที่ยวเป็นการจ่ายค่าทำงานเกินเวลาทำงานปกติแบบเหมาจ่าย ค่าเที่ยวจึงไม่ใช่ค่าจ้างที่ต้องหักเป็นเงินสมทบตามคำสั่งของจำเลย จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินสมทบเพิ่มเติมได้เฉพาะในส่วนของลูกจ้าง 42 คน ที่ฟ้องโจทก์เท่านั้น แต่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินสมทบเพิ่มเติมทั้งในส่วนของลูกจ้าง 42 คน และลูกจ้างรายอื่น ๆ ของโจทก์ทั้งหมดด้วย จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหรือยกเลิกหรือแก้ไขคำสั่งหรือคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นว่าโจทก์ไม่ต้องชำระเงินสมทบเพิ่มเติมและเงินเพิ่มตามกฎหมาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางบกโดยใช้รถยนต์บรรทุกส่งสินค้าให้แก่ห้างโลตัสตามสาขาทั่วประเทศ มีลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขับรถแผนกขนส่งทำหน้าที่ขับรถบรรทุกส่งสินค้าได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยว โดยจ่ายค่าเที่ยวตามผลงานที่ทำคำนวณตามระยะทางที่ขับรถไปส่งสินค้าไม่ได้คำนึงถึงระยะเวลาในการขับรถ และจ่ายค่าเที่ยวให้เป็นรายเที่ยวในลักษณะเป็นหน่วยการทำงานในแต่ละหน่วย เดิมโจทก์นำเงินเดือนและค่าเที่ยวของลูกจ้างรวมคำนวณเงินสมทบนำส่งจำเลย แต่เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาในคราวที่มีลูกจ้าง 42 คน ฟ้องเรียกค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติว่าโจทก์จ่ายค่าเที่ยวเป็นค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ลูกจ้าง 42 คน ไม่ยินยอมให้โจทก์นำค่าเที่ยวไปรวมเป็นค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินสมทบนำส่งจำเลยอีกต่อไป ซึ่งโจทก์เห็นด้วยว่าค่าเที่ยวไม่ใช่ค่าจ้างจึงไม่นำค่าเที่ยวมารวมคำนวณเงินสมทบ ต่อมาลูกจ้าง 42 คน อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 3631 - 3667/2552 ว่า ค่าเที่ยว เป็นเงินที่โจทก์จ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานจึงเป็นค่าจ้าง และจำเลยโดยสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 ได้อาศัยหลักเกณฑ์จากคำพิพากษาศาลฎีกาทำการตรวจบัญชีค่าจ้างของลูกจ้างโจทก์และมีคำสั่งเป็นหนังสือ 2 ฉบับ ฉบับแรก ให้โจทก์ชำระเงินสมทบเพิ่มเติมแก่กองทุนประกันสังคมโดยนำค่าเที่ยวรวมเป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนธันวาคม 2551 คิดเป็นเงินสมทบเพิ่มเติม 5,900,234 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายร้อยละ 2 ต่อเดือน ให้ชำระภายในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 ฉบับที่สอง ให้โจทก์ชำระเงินสมทบเพิ่มเติม คำนวณตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 ถึงเดือนธันวาคม 2552 คิดเป็นเงินสมทบเพิ่มเติม 5,088,464 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายร้อยละ 2 ต่อเดือน ให้ชำระภายในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ชำระเงินสมทบเพิ่มเติมตามกำหนดในคำสั่งทั้งสองฉบับแล้ว แต่ไม่ชำระเงินเพิ่มและใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์อ้างว่าโจทก์ไม่ต้องนำค่าเที่ยวมารวมคำนวณเพื่อส่งเงินสมทบเพราะโจทก์ยึดถือตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ซึ่งต่อมาคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยยืนยันว่าค่าเที่ยวเป็นค่าจ้าง ต้องนำมารวมเป็นฐานคำนวณเงินสมทบนำส่งสำนักงานประกันสังคมด้วย แล้ววินิจฉัยว่า แม้หลักเกณฑ์การจ่ายค่าเที่ยวจะไม่มีกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ แต่มีการตกลงกันต่างหากและปฏิบัติต่อกันมาตลอด ต่อมามีการแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในหมวดที่ 5 ข้อ 5.1 ว่า โจทก์จะจ่ายค่าตอบแทนเรียกว่าค่าเที่ยวเป็นการเหมาจ่ายโดยรวมค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาและการทำงานเกินเวลาทำงานปกติรวมอยู่ในค่าเที่ยว แสดงให้เห็นว่าค่าเที่ยวจ่ายให้โดยเหมารวมระยะเวลาทำงานในเวลาทำงานปกติและนอกเวลาทำงานปกติเข้าด้วยกัน โดยกำหนดจากระยะทางการขับรถเป็นหลักในการจ่ายค่าเที่ยว ซึ่งหลักเกณฑ์ใช้กับลูกจ้างโจทก์ที่ทำหน้าที่ขับรถขนส่งและได้รับค่าเที่ยวภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกับลูกจ้าง 42 คน ที่ฟ้องโจทก์ด้วยกันทุกคน ค่าเที่ยวเป็นเงินที่โจทก์จ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างโดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานถือเป็นการคิดคำนวณค่าจ้างเป็นหน่วยการทำงาน โดยอาศัยการจ่ายค่าเที่ยวให้เป็นหน่วยการทำงานในแต่ละหน่วย เงินเดือนและค่าเที่ยวที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขับรถจึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 คำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบแล้ว ไม่มีเหตุแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอน ส่วนเรื่องเงินเพิ่มนั้นจำเลยยังไม่ได้มีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มเป็นจำนวนเท่าใด กรณีจึงยังไม่มีเหตุที่จะมีคำพิพากษาในส่วนนี้

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์กับลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานขับรถคนอื่น ๆ นอกจากลูกจ้าง 42 คน ผู้เป็นโจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3631 - 3667/2552 มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฉบับใหม่และข้อตกลงในสัญญาจ้างใหม่แตกต่างไปจากสภาพการจ้างเดิมของลูกจ้าง 42 คน โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับค่าเที่ยวในช่วงปี 2551 และ 2552 ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้ลูกจ้างตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติแบบเหมาจ่าย ค่าเที่ยวในช่วงปีดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าจ้าง การที่จำเลยโดยสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 นำค่าเที่ยวทั้งหมดเป็นฐานคำนวณเงินสมทบโดยไม่แยกค่าเที่ยวตามข้อตกลงดังกล่าวออกจึงไม่ชอบนั้น เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนขึ้นเป็นเหตุอ้างว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้อง เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เพื่อให้ฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า ค่าเที่ยวเป็นเงินที่โจทก์จ่ายตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติของลูกจ้างแบบเหมาจ่าย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ไม่วินิจฉัยว่าโจทก์ต้องจ่ายเงินเพิ่มตามคำสั่งของจำเลยหรือไม่ เป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องด้วยว่าโจทก์ไม่ต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมายร้อยละ 2 ต่อเดือน เพราะโจทก์ถือปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในคดีที่ถูกลูกจ้าง 42 คน ฟ้อง โจทก์ไม่ได้จงใจหรือมีเจตนาไม่นำส่งเงินสมทบ กรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 49 และมีคำขอให้เพิกถอนหรือยกเลิกหรือแก้ไขคำสั่งของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์เป็นว่าโจทก์ไม่ต้องชำระเงินสมทบเพิ่มเติมและเงินเพิ่มตามกฎหมาย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับยกเว้นให้ไม่ต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมาย คดีจึงมีประเด็นแห่งคดีด้วยว่า โจทก์ต้องจ่ายเงินเพิ่มตามคำสั่งของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์หรือไม่ ศาลแรงงานกลางต้องวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีดังกล่าว พร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาในส่วนเงินเพิ่มว่าจำเลยยังไม่ได้มีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มเป็นจำนวนเท่าใด กรณีจึงยังไม่มีเหตุที่จะมีคำพิพากษาในส่วนนี้ จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตามแม้ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติมาแล้วว่า โจทก์ไม่นำค่าเที่ยวมารวมเป็นค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินสมทบนำส่งจำเลยเพราะศาลแรงงานกลางเคยมีคำพิพากษาว่าค่าเที่ยวไม่ใช่ค่าจ้าง และโจทก์เห็นด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว ครั้นจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินสมทบเพิ่ม โจทก์ได้จ่ายเงินสมทบเพิ่มภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งของจำเลยพร้อมกับใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของจำเลยอันแสดงถึงการไม่จงใจไม่จ่ายเงินสมทบโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรก็ตาม แต่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 49 บัญญัติให้นายจ้างซึ่งนำส่งเงินสมทบไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 47 ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของจำนวนเงินสมทบที่ยังขาดอยู่นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบ สำหรับเศษของเดือนถ้าถึง 15 วัน หรือกว่านั้นให้นับเป็น 1 เดือน ถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง เป็นการบัญญัติหน้าที่และจำนวนเงินที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มไว้โดยชัดแจ้งและเคร่งครัด สามารถคำนวณเงินเพิ่มได้แน่นอนและไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่านายจ้างจะมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่ โจทก์จึงต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ตามคำสั่งของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 2679/2553 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 47 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลินฟ้อกซ์ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมเกียรติ เมาลานนท์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1397/2559
#597450
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาให้ผู้ซื้อชำระค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและค่าภาษีในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ สำหรับค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงกันเป็นอย่างอื่น และค่าธรรมเนียมดังกล่าวผู้ซื้อจ่ายให้แก่กรมที่ดิน ไม่ใช่จ่ายให้โจทก์ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ผู้ซื้อออกแทนจึงไม่เป็นเงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการของโจทก์ กรณีไม่เข้าลักษณะเป็นรายรับที่จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/1 (1) แห่ง ป.รัษฎากร ส่วนค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าภาษีบำรุงท้องที่ และค่าอากรแสตมป์ ที่ผู้ซื้อออกแทน จะเห็นได้ว่าโจทก์ในฐานะผู้ขายมีหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรงที่จะต้องเสีย ค่าภาษีอากรดังกล่าวจึงเป็นเงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการของโจทก์ มีลักษณะเป็นรายรับที่จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/1 (1)

การที่โจทก์ขอคืนเงินค่าภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเงิน 1,643,890.17 บาท เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้ชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ซื้อเกินไปกว่าที่ควรต้องชำระ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร ตามมาตรา 7 (3) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ซึ่งมาตรา 9 ระบุเงื่อนไขให้ต้องขอคืนภาษีอากรตามหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดไว้ จึงจะดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ เมื่อปรากฏว่า ในการขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะครั้งแรก โจทก์ขอคืนเงินมาในคำอุทธรณ์การประเมินภาษี มิได้เป็นการยื่นคำร้องขอคืนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา 91/11 แห่ง ป.รัษฎากร ส่วนในการขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะครั้งที่สอง ยังอยู่ในระหว่างที่จำเลยตรวจสอบและยังไม่มีคำวินิจฉัยในเรื่องการขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าว โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีนี้หลังจากการขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเวลาเพียง 26 วัน เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่า การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินไม่ต้องตรวจสอบบัญชีเอกสารหลักฐานก่อนว่าโจทก์เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ และเจ้าพนักงานประเมินสามารถทราบได้แน่ชัดว่าโจทก์จะได้รับคืนภาษีตามจำนวนที่ขอคืนได้หรือไม่ จึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ภธ73.1 - 03022042 - 25530429 - 006 - 00008 ถึง 00011 ลงวันที่ 29 เมษายน 2553 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.2)/161 ถึง 164/2553 ให้จำเลยคืนเงิน 1,643,890.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร และให้งดหรือลดเบี้ยปรับ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพซึ่งรับโอนมาจากสถาบันการเงิน เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2551 โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์แก่ผู้ซื้อ 2 ราย ในราคาซื้อขาย 80,550,000 บาท แต่โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นรายรับ 126,152,958 บาท เดือนภาษีมีนาคม 2551 โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์แก่ผู้ซื้อ 2 ราย ในราคาซื้อขาย 203,277,398 บาท โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นรายรับ 210,363,398 บาท เดือนภาษีมิถุนายน 2551 โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์แก่ผู้ซื้อ 2 ราย ในราคาซื้อขาย 40,497,500 บาท แต่โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นรายรับ 46,275,400 บาท เดือนภาษีกรกฎาคม 2551 โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์แก่ผู้ซื้อ 1 ราย ในราคาซื้อขาย 600,000 บาท แต่โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นรายรับ 1,351,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2551 เป็นภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น 200,790 บาท เดือนภาษีมีนาคม 2551 เป็นภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น 41,470 บาท เดือนภาษีมิถุนายน 2551 เป็นภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น 1,216 บาท และเดือนภาษีกรกฎาคม 2551 เป็นภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น 72 บาท รวมเป็นเงิน 243,548 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวพร้อม ขอคืนเงิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้วแต่ให้ลดเบี้ยปรับคงเหลือเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย หลังจากนั้น วันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้ชำระไว้เกิน สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ เดือนภาษีมีนาคม เดือนภาษีมิถุนายน และเดือนภาษีกรกฎาคม 2551 เป็นเงิน 1,643,890.17 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าพนักงานของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากร หมวด 5 ภาษีธุรกิจเฉพาะ มาตรา 91/1 (1) บัญญัติว่า "รายรับ หมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับ ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการ" ซึ่งทางพิจารณาได้ความว่า สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2551 โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์แก่ผู้ซื้อ 2 ราย มีค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและค่าภาษีที่ผู้ซื้อรับภาระแทนโจทก์ 2,545,885.50 บาท โดยแยกเป็น ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ผู้ซื้อออกแทนให้กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 1,261,542.50 บาท ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าภาษีบำรุงท้องที่ และค่าอากรแสตมป์ รวมเป็นเงิน 1,284,343 บาท เดือนภาษีมีนาคม 2551 โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์แก่ผู้ซื้อ 2 ราย มีค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและค่าภาษีที่ผู้ซื้อรับภาระแทนโจทก์ 529,120 บาท โดยแยกเป็น ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ผู้ซื้อออกแทนให้กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 529,110 บาท ค่าอากรแสตมป์เป็นเงิน 10 บาท เดือนภาษีมิถุนายน 2551 โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์แก่ผู้ซื้อ 2 ราย มีค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและค่าภาษีที่ผู้ซื้อรับภาระแทนโจทก์ 475,428 บาท โดยแยกเป็น ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ผู้ซื้อออกแทนให้กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 462,779 บาท ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าภาษีบำรุงท้องที่ และค่าอากรแสตมป์รวมเป็นเงิน 12,649 บาท เดือนภาษีกรกฎาคม 2551 โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์แก่ผู้ซื้อ 1 ราย มีค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและค่าภาษีที่ผู้ซื้อรับภาระแทนโจทก์ 28,572 บาท โดยแยกเป็น ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ผู้ซื้อออกแทนให้กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 13,525 บาท ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าภาษีบำรุงท้องที่ และค่าอากรแสตมป์รวมเป็นเงิน 15,047 บาท ซึ่งกรณีค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457 บัญญัติให้ผู้ซื้อและผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย แต่โจทก์ทำสัญญากับผู้ซื้อให้ผู้ซื้อชำระค่าธรรมเนียมทั้งสิ้น เป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงกันเป็นอย่างอื่น และค่าธรรมเนียมดังกล่าวผู้ซื้อจ่ายให้แก่กรมที่ดิน ไม่ใช่กรณีที่จ่ายเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้โจทก์ ดังนั้น ค่าธรรมเนียมที่ผู้ซื้อออกแทนโจทก์จึงไม่เป็นเงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับ อันเนื่องมาจากการประกอบกิจการของโจทก์ กรณีไม่เข้าลักษณะเป็นรายรับที่จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าภาษีบำรุงท้องที่ และค่าอากรแสตมป์ ที่ผู้ซื้อออกแทนโจทก์นั้น จะเห็นได้ว่าโจทก์ในฐานะผู้ขายมีหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรงที่จะต้องเสียค่าภาษีอากรดังกล่าว ดังนั้น ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าภาษีบำรุงท้องที่ และค่าอากรแสตมป์ ที่ผู้ซื้อออกแทนโจทก์จึงเป็นเงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการของโจทก์ อันมีลักษณะเป็นรายรับที่จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยต้องคืนเงิน 1,643,890.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ราคาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อเป็นไปตามความเป็นจริง และโจทก์นำราคาซื้อขายที่แท้จริงดังกล่าวมาเป็นรายรับของโจทก์ และนำไปเป็นฐานในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ในกรณีที่ราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม จำเลยไม่ยอมรับว่าเป็นราคาตลาด และประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเพิ่มเติม โดยวิธีการนำราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมาคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์ โจทก์จึงจำยอมต้องชำระค่าภาษีไปก่อนตามหลักเกณฑ์ที่เจ้าพนักงานที่ดินถือปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลย นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/11 บัญญัติว่า "การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้กระทำได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้... (2) คำร้องขอคืนภาษีให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด..." ทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์ยื่นขอคืนเงินค่าภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเงิน 1,643,890.17 บาท จำนวนสองครั้ง ครั้งแรก วันที่ 26 พฤษภาคม 2553 โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประมินเลขที่ ภธ 73.1 - 03022042 - 25530429 - 006 - 00008 ถึง 00011 พร้อมกับขอคืนเงินมาในคำอุทธรณ์ครั้งที่สอง วันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ยื่นขอคืนตามแบบการขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะตามกฎหมาย จะเห็นได้ว่า การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมิน เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินนำเอาค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและค่าภาษีในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ซื้อรับภาระแทนโจทก์ผู้ขาย ไปเป็นรายรับที่ต้องนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์ อันเป็นผลให้โจทก์มีภาระภาษีเพิ่มมากขึ้น ส่วนที่โจทก์ขอคืนเงินค่าภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเงิน 1,643,890.17 บาท เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้ชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเกินไปกว่าที่ควรต้องชำระ ดังนั้น การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินและการขอคืนเงินค่าภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์จึงเป็นคนละกรณี สำหรับการขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากรตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ซึ่งมาตรา 9 ระบุเงื่อนไขให้ต้องขอคืนภาษีอากรตามหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดไว้ จึงจะดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ เมื่อปรากฏว่า ในการขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์ครั้งแรก โจทก์ขอคืนเงินมาในคำอุทธรณ์การประเมินภาษีที่โจทก์ยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เห็นได้ชัดว่า มิได้เป็นการยื่นคำร้องขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติมาตรา 91/11 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งยังสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ปรากฏแต่เพียงเหตุผลแห่งการวินิจฉัยสำหรับการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเท่านั้น ส่วนในการขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์ครั้งที่สอง โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 หลังจากนั้นในระหว่างที่จำเลยตรวจสอบและยังไม่มีคำวินิจฉัยในเรื่องการขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าว โจทก์ก็ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางในวันที่ 7 ธันวาคม 2553 โจทก์จึงยื่นฟ้องเป็นคดีนี้หลังจากยื่นคำร้องขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเวลาเพียง 20 วัน เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่า การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินไม่ต้องตรวจสอบบัญชีเอกสารหลักฐานก่อนว่าโจทก์เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ และเจ้าพนักงานประเมินสามารถทราบได้แน่ชัดว่าโจทก์จะได้รับคืนภาษีตามจำนวนที่ขอคืนได้หรือไม่ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขณะที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีในส่วนนี้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ภธ 73.1 - 03022042 - 25530429 - 006 - 00008 ถึง 00011 ลงวันที่ 29 เมษายน 2553 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.2)/161 ถึง 164/2553 โดยมิให้นำเอาค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ผู้ซื้อชำระแทนโจทก์มารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2551 เป็นเงิน 1,261,542.50 บาท สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2551 เป็นเงิน 529,110 บาท สำหรับเดือนภาษีมิถุนายน 2551 เป็นเงิน 462,779 บาท และสำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม 2551 เป็นเงิน 13,525 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (1) ม. 91/11
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (3) ม. 9 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ทวี จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1396/2559
#596819
เปิดฉบับเต็ม

โรงงานของจำเลยที่ 1 เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่ปล่อยของเสีย ก่อให้เกิดการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษเป็นต้นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นและโจทก์ที่ 5 กับพวกเสียหาย จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ครอบครองมลพิษนั้น มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าทดแทนเพื่อการนั้น ไม่ว่าการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษนั้นจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือไม่ก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้กล่าวอ้างและพิสูจน์ว่ามลพิษนั้นเกิดจากข้อยกเว้นความรับผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 96 (1) ถึง (3) แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 5 กับพวก ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 96

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งการแสดงออกของบริษัทย่อมกระทำโดยทางกรรมการ ความเกี่ยวพันระหว่างกรรมการและบริษัทกับบุคคลภายนอกนั้น ให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน กิจการใดอันเป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องกระทำย่อมเป็นหน้าที่ของกรรมการต้องกระทำการแทน จำเลยที่ 2 ย่อมทราบดีว่า การปล่อยน้ำเสียทิ้งออกสู่คลองสาธารณะย่อมก่อให้เกิดมลพิษและความเสียหายแก่แหล่งน้ำสาธารณะ กระทบกระเทือนต่อระบบนิเวศทางน้ำและสิ่งแวดล้อมของแหล่งน้ำนั้น จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของจำเลยที่ 2 ในการกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ที่จะต้องระมัดระวังมิให้เกิดความเสียหายแก่แหล่งน้ำสาธารณะ แต่จำเลยที่ 2 กลับมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามภาระหน้าที่ เมื่อปรากฏว่าโรงงานของจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 6,481,418 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,996,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งห้า และวางเงินประกันค่าเสียหาย ในระหว่างพิจารณา 6,540,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่หยุดปล่อยน้ำเสียและน้ำเค็มลงสู่คลอง กับให้จำเลยทั้งสี่หยุดประกอบกิจการโรงงานชั่วคราวจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะแก้ไขปรับปรุงน้ำทิ้งให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ตามที่ทางราชการกำหนดลงสู่คลองสาธารณประโยชน์ไว้ก่อนที่ศาลจะได้พิจารณาคดี

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ห้ามไม่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำการระบายน้ำทิ้งจากการประกอบกิจการโรงงานฟอกย้อมเส้นด้ายและผ้าออกนอกบริเวณโรงงานให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,100,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 682,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 165,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 418,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 1,606,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินของโจทก์แต่ละคนข้างต้นตามลำดับ นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มีนาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งห้าสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายส่วนที่เป็นต้นเงินให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 124,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 30,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 76,000 บาท และโจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 292,000 บาท ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำการระบายน้ำทิ้งจากการประกอบกิจการโรงงานฟอกย้อมเส้นด้ายและผ้าออกนอกบริเวณโรงงานให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งห้าสำหรับจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 50,208 บาท แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ ในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมฟอกย้อมเส้นด้ายและผ้า อยู่ใกล้กับคลองรางกระดี่และคลองขุดลัดราชบุรี จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งห้าเป็นเกษตรกรทำนาและทำสวนอยู่ใกล้กับโรงงานของจำเลยที่ 1 ตามแผนที่ตั้งที่เกิดเหตุและแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยคดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับความรับผิดต่อโจทก์ที่ 5 ซึ่งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทชั้นฎีกาเกินกว่าสองแสนบาทเท่านั้น ในปัญหาที่ว่าโรงงานของจำเลยที่ 1 ปล่อยน้ำเสียทิ้งลงคลองรางกระดี่และคลองขุดลัดราชบุรีเป็นเหตุให้น้ำในคลองดังกล่าวเน่าเสียมีค่าความเค็มสูงหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของฝ่ายโจทก์เป็นเรื่องที่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมฟอกย้อมเส้นด้ายและผ้า ปล่อยน้ำทิ้งที่เป็นน้ำเสียลงสู่คลองสาธารณะ จึงเป็นเรื่องแหล่งกำเนิดมลพิษที่ก่อให้เกิดหรือแพร่กระจายของมลพิษ ซึ่งหากเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของฝ่ายโจทก์เสียหายด้วยประการใด ๆ ฝ่ายโจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องร้องเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษนั้น ให้รับผิดชดใช้สินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายเพื่อการนั้น ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 96 และเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะปรับข้อเท็จจริงเข้ากับกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดี ตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งห้าได้ความว่า โรงงานของจำเลยที่ 1 ปล่อยน้ำเสียทิ้งลงคลองรางกระดี่และคลองขุดลัดราชบุรี สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงโรงงานจำเลยที่ 1เนื่องจากพื้นที่เกษตรกรรมเกิดความเสียหายจากน้ำเค็มส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ แหล่งน้ำสาธารณะ จึงมีการร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเทศบาลตำบลหลักเมือง จากการตรวจสอบปรากฏว่า น้ำทิ้งจากโรงงานจำเลยที่ 1 มีความเค็มเกินมาตรฐานของกรมชลประทานจากนั้น ฝ่ายจำเลยทำบันทึกความตกลง แก้ไขปัญหาน้ำเสียในคลองดังกล่าวกับประชาชนผู้เดือดร้อนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยโจทก์ทั้งห้ามีนายยุคล นายเจน รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายอภิคม ปลัดเทศบาลตำบลหลักเมือง นายชาตรี เจ้าหน้าที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาราชบุรีฝั่งซ้าย ผู้ทำรายงานการแก้ไขปัญหาน้ำเสียจากโรงงานของจำเลยที่ 1 นายปัญญา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ผู้ทำรายงานผลปฏิบัติการ การสำรวจผลกระทบจากโรงงานฟอกย้อมปล่อยน้ำเสียลงคลองสาธารณะในพื้นที่เทศบาลตำบลหลักเมือง มาเป็นพยานสนับสนุนประกอบเอกสารและภาพถ่าย และได้ความว่า บริเวณใกล้เคียงนั้น มีแต่โรงงานของจำเลยที่ 1 เพียงแห่งเดียวที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรม โดยขณะเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าตรวจพบสิ่งผิดปกติหรืออันตรายอื่นใดจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่อยู่ใกล้เคียงแต่อย่างใด คงมีแต่โรงงานของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ที่ปล่อยน้ำทิ้งโดยใช้วิธีนำน้ำดิบมาเจือจาง ก่อนปล่อยลงแหล่งน้ำสาธารณะ ซึ่งไม่เป็นไปตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดปัญหาแก่แหล่งน้ำสาธารณะจนเป็นเหตุให้มีการดำเนินการสำรวจตรวจสอบน้ำเน่าเสียในช่วงเกิดเหตุดังกล่าว โดยเจ้าพนักงานได้จัดทำรายงานผลการสำรวจตรวจสอบและรายงานต่อผู้บังคับบัญชาตามหน้าที่ราชการ โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งว่าไม่ถูกต้องอย่างใด ทั้งยังปรากฏตามบันทึกข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าน้ำทิ้งจากโรงงานของจำเลยที่ 1 มีค่าความเค็มสูงเกินมาตรฐานน้ำที่ใช้เพื่อการเกษตรหรืออุปโภคบริโภคของกรมชลประทาน ส่วนข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นการตรวจวิเคราะห์ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2554 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากเกิดเหตุคดีนี้ไปแล้ว จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ที่มีน้ำหนักมั่นคงลงได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โรงงานของจำเลยที่ 1 ปล่อยน้ำเสียทิ้งลงคลองรางกระดี่และคลองขุดลัดราชบุรี เป็นเหตุให้น้ำในคลองดังกล่าวเน่าเสีย มีค่าความเค็มสูงเกินมาตรฐานเพื่อใช้ทางการเกษตรจริง โรงงานของจำเลยที่ 1 จึงเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่ปล่อยทิ้งของเสียก่อให้เกิดการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นและโจทก์ที่ 5 กับพวกเสียหาย จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษนั้น มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าทดแทนเพื่อการนั้น ไม่ว่าการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษนั้นจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้กล่าวอ้างและพิสูจน์ว่า มลพิษนั้นเกิดจากข้อยกเว้น ความรับผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 96 (1) ถึง (3) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 5 กับพวก ตามบทบัญญัติในมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อสุดท้ายของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งการแสดงออกของบริษัทย่อมกระทำโดยทางกรรมการ ความเกี่ยวพันระหว่างกรรมการและบริษัทกับบุคคลภายนอกนั้น ให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยตัวแทน กิจการใดอันเป็นหน้าที่ของบริษัทจะต้องกระทำย่อมเป็นหน้าที่ของกรรมการต้องกระทำแทน จำเลยที่ 2 ย่อมทราบดีว่า การปล่อยน้ำเสียทิ้งออกสู่คลองสาธารณะย่อมก่อให้เกิดมลพิษและความเสียหายแก่แหล่งน้ำสาธารณะ กระทบกระเทือนต่อระบบนิเวศทางน้ำและสิ่งแวดล้อมของแหล่งน้ำนั้น จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของจำเลยที่ 2 ในการกระทำแทนจำเลยที่ 1 ที่จะต้องระมัดระวังมิให้เกิดความเสียหายแก่แหล่งน้ำสาธารณะแต่จำเลยที่ 2 กลับมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามภาระหน้าที่ เมื่อปรากฏว่าโรงงานจำเลยที่ 1ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ตามที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฎีกาของโจทก์ที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้โจทก์ที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 1144
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุมนต์ ม่วงโพธิ์เงิน กับพวก
จำเลย — บริษัทเอส.วี.เอ็ม. เท็กซ์ไทล์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายวุฒิ พิทักษ์ธานิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัยยุทธ กลับอำไพ
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1379/2559
#597448
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินสี่แปลงรวมกันโดยมิได้แยกขายรายแปลง การโอนสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสี่แปลงให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ต้องกระทำโดยครบถ้วนให้ถูกต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ มิฉะนั้นผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์ชอบที่จะปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้ได้

ก่อนถึงกำหนดชำระราคาที่ดินทั้งสี่แปลงส่วนที่เหลือ บริษัท พ. ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดิน 1 ใน 4 แปลง โดยอ้างว่าออกเอกสารทับที่ดินของบริษัท พ. ดังนี้เมื่อการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ผู้ร้องอาจไม่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 จนเป็นที่เสียหายแก่ผู้ร้องในภายหลังได้ ทั้งผู้ร้องนำสืบว่าพร้อมชำระราคาที่ดินที่เหลือได้ กรณีจึงมิใช่ความผิดของผู้ร้องหรือเป็นเรื่องที่ผู้ร้องหาเหตุไม่ชำระราคาภายในกำหนด ถือได้ว่าเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษที่จะให้เลื่อนกำหนดเวลาชำระราคาที่ดินทั้งสี่แปลงที่เหลือไปจนกว่าคดีที่บริษัท พ. ฟ้องจำเลยจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 32,900,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียม หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 90 ถึง 92 และ 94 ตำบลแก่งกระจาน (สองพี่น้อง) กิ่งอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ หากได้เงินไม่พอชำระให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระจนครบถ้วน ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยและประกาศขายทอดตลาดรวมกันโดยปลอดจำนอง ผู้ร้องซื้อได้ในราคา 20,110,000 บาท โดยได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายและวางเงินมัดจำต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันเดียวกันจำนวน 1,436,500 บาท และครบกำหนดชำระที่เหลืออีก 18,673,500 บาท ภายในวันที่ 12 เมษายน 2556 ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขยาย

วันที่ 9 เมษายน 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขยายเวลาการชำระเงินค่าซื้อทรัพย์ที่เหลือไปอีกสามเดือนนับแต่วันครบกำหนดอ้างว่า บริษัทเพชรไทยพัฒนา จำกัด ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 372/2556 ว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 91 ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 6 เล่ม 16 หน้า 141 หมู่ที่ 6 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ของโจทก์เต็มทั้งแปลง จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนจึงไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 91 เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขยายเวลาการชำระค่าซื้อทรัพย์ไปถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขยายเวลาการชำระค่าซื้อทรัพย์ไปจนกว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 372/2556 ของศาลจังหวัดเพชรบุรีถึงที่สุดและไม่ขัดข้องหากเจ้าพนักงานบังคับคดีจะให้ยกเลิกสัญญาซื้อขาย เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำร้องและให้ผู้ร้องชำระค่าซื้อทรัพย์ที่เหลือภายในกำหนด

วันที่ 12 กรกฎาคม 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีรวมสี่แปลง หากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินต้องถูกเพิกถอนเพราะออกโดยไม่ชอบเนื่องจากทับที่ดินของบริษัทเพชรไทยพัฒนา จำกัด ซึ่งได้ยื่นฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 372/2556 ของศาลจังหวัดเพชรบุรี แม้ผู้ร้องจะชำระราคาครบถ้วน ผู้ร้องก็ไม่อาจรับมอบที่ดินและจดทะเบียนรับโอนสิทธิครอบครองที่ดินทั้งสี่แปลงได้เพราะไม่มีที่ดินจะส่งมอบให้แก่ผู้ร้อง การซื้อขายก็ไม่อาจสำเร็จบริบูรณ์ ขอให้มีคำสั่งขยายเวลาชำระค่าซื้อทรัพย์ที่เหลือ 18,673,500 บาท ไปอีก 3 เดือน นับแต่ผลถึงที่สุดตามคำสั่งเจ้าหน้าที่หรือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 327/2556 ของศาลจังหวัดเพชรบุรี หรือให้ยกเลิกการขายที่ดินทั้งสี่แปลงและหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินที่ผู้ร้องได้ทำไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดี กับคืนเงินมัดจำ 1,436,500 บาท แก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอขยายเวลาชำระค่าซื้อทรัพย์อีกได้ สิทธิในที่ดินทั้งสี่แปลงที่ผู้ร้องซื้อได้จากการขายทอดตลาดย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 327/2556 ของศาลจังหวัดเพชรบุรี ไม่ทำให้การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่สมบูรณ์แล้วเสียไป ผู้ร้องไม่ชำระค่าที่ดินที่เหลือภายในกำหนด เจ้าพนักงานบังคับคดีริบมัดจำของผู้ร้องได้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะขยายเวลาชำระค่าซื้อทรัพย์ที่เหลือหรือยกเลิกการขายทอดตลาดตามคำร้องของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินทั้งสี่แปลงที่ผู้ร้องซื้อได้จากการขายทอดตลาดเป็นที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นหลักฐาน ซึ่งเจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครอง การโอนสิทธิครอบครองให้แก่ผู้ร้องซึ่งซื้อได้จากการขายทอดตลาด นอกจากจะต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในทะเบียนที่ดินให้ผู้ร้องแล้วยังจะต้องมอบการครอบครองที่ดินให้แก่ผู้ร้องเพื่อให้ได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองตามกฎหมาย คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินสี่แปลงรวมกันไปโดยมิได้แยกขายเป็นรายแปลง การโอนสิทธิครอบครองในที่ดินทั้งสี่แปลงซึ่งเป็นวัตถุแห่งสัญญาซื้อขายให้แก่ผู้ร้อง จึงต้องกระทำโดยครบถ้วนให้ถูกต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ มิฉะนั้นผู้ร้องก็ชอบที่จะปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้ได้ แต่ก่อนถึงกำหนดชำระค่าซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงที่เหลือ ปรากฏว่าบริษัทเพชรไทยพัฒนา จำกัด ได้ยื่นฟ้องจำเลยว่า จำเลยมิใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 91 โดยชอบเพราะรับโอนทอดมาจากผู้รับโอนคนก่อนซึ่งรับโอนมาจากผู้ไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ของที่ดินแปลงอื่นไปรังวัดขอเปลี่ยนเป็น น.ส.3 ก. เลขที่ 91 ทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 6 เล่ม 16 หน้า 141 หมู่ที่ 6 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ของบริษัทเพชรไทยพัฒนา จำกัด ที่ออกให้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2513 และขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 91 ของจำเลยที่ออกให้เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2533 อันเป็นกรณีที่มีข้อพิพาทว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 91 ออกมาโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ผู้ร้องก็อาจไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 และเป็นที่เสียหายแก่ผู้ร้องในภายหลังได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องเกี่ยวข้องกับบริษัทเพชรไทยพัฒนา จำกัด โจทก์ในคดีดังกล่าว ประกอบกับผู้ร้องก็นำสืบว่า ผู้ร้องพร้อมที่จะชำระค่าที่ดินที่เหลือได้ หากไม่มีคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างบริษัทเพชรไทยพัฒนา จำกัด กับจำเลยเกิดขึ้น กรณีจึงมิใช่เป็นความผิดของผู้ร้องหรือเป็นเรื่องที่ผู้ร้องหาเหตุที่จะไม่ชำระราคาภายในกำหนด ถือได้ว่าเป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษที่จะให้เลื่อนกำหนดเวลาชำระค่าที่ดินที่เหลือไปจนกว่าคดีที่บริษัทเพชรไทยพัฒนา จำกัด ฟ้องจำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 327/2556 ของศาลจังหวัดเพชรบุรีจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่ไม่มีเหตุที่จะให้ยกเลิกการขายทอดตลาดและหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินที่ผู้ร้องทำไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ยกคำร้องของผู้ร้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ผู้ร้องชำระราคาที่ดินทั้งสี่แปลงที่เหลือ 18,673,500 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 327/2556 ของศาลจังหวัดเพชรบุรี ระหว่าง บริษัทเพชรไทยพัฒนา จำกัด โจทก์ นายทศพงศ์ จำเลย มีคำพิพากษาถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด
ผู้ร้อง — นายพิทยุทธ สร้อยทอง
จำเลย — นายทศพงศ์ จารุทวี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชูเกียรติ ตังคโนภาส
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1320/2559
#594702
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าต้นเพลิงเกิดจากบ้านของจำเลยแล้วไฟไหม้ลุกลามไปไหม้บ้านของโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 โดยกรณีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ต้นเพลิงเกิดจากบ้านของจำเลยแล้วไฟไหม้ลุกลามไปไหม้บ้านของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชอบเพราะถือว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่โจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม 541,200 บาท ให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 528,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 534/19 จำเลยไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้บ้าน จำเลยออกจากบ้านไปทำงานตั้งแต่เวลา 2 นาฬิกา ก่อนออกจากบ้านได้ตรวจดูความเรียบร้อยภายในบ้านแล้ว จำเลยไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้บ้าน แต่เกิดจากเหตุสุดวิสัยที่จำเลยไม่อาจป้องกันได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 534/10 ซอยสะพานยาวบ้านใหม่ แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร จำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 534/19 ซอยสะพานยาวบ้านใหม่ แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ด้านหลังบ้านของโจทก์และจำเลยอยู่ติดกัน เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา เกิดเพลิงไหม้บ้านของจำเลยแล้วลุกลามไหม้บ้านของโจทก์ได้รับความเสียหาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 บัญญัติว่า "คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์แต่เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าต้นเพลิงเกิดจากบ้านของจำเลยแล้วไฟไหม้ลุกลามไปไหม้บ้านของโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ดังกล่าว โดยกรณีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ต้นเพลิงเกิดจากบ้านจำเลยแล้วไฟไหม้ลุกลามไปไหม้บ้านของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชอบเพราะถือว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่โจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว คดีนี้จำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยาน และมีจ่าอากาศตรีศราวุธ บุตรชายจำเลยซึ่งนอนอยู่ในบ้านของจำเลยขณะเกิดเหตุเบิกความรับว่าต้นเพลิงเกิดจากในบ้านจำเลย แต่เชื่อว่าเหตุเกิดจากบุคคล ภายนอกทิ้งก้นบุหรี่ที่บริเวณต้นเพลิง จำเลยจึงต้องพิสูจน์ให้เห็น แต่ตามพยานหลักฐานของจำเลยไม่ปรากฏ จึงเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ เท่านั้น พยานจำเลยจึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า ค่าเสียหายของโจทก์เพียงใด โจทก์นำสืบโดยมีตัวโจทก์เบิกความว่า บ้านพักของโจทก์เสียหายทั้งหลัง เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ทรัพย์สินของโจทก์ที่เก็บไว้ในบ้านเสียหายทั้งหมด คิดเป็นเงินรวม 500,000 บาท โจทก์ซ่อมแซมจนพักอาศัยอยู่ได้ตามสภาพเดิมก่อนถูกไฟไหม้เป็นเงิน 448,325 บาท โดยมีหลักฐานใบเสร็จรับเงินบางส่วนประมาณ 200,000 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายรวม 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 12,500 บาท นอกจากนี้โจทก์ขอคิดค่าขาดประโยชน์จากค่าเช่าบ้าน เดือนละ 7,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน เป็นเงิน 28,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม 28,700 บาท จำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น ศาลฎีกาได้ตรวจพิเคราะห์เอกสารค่าใช้จ่าย รูปภาพบ้านที่ก่อสร้างโดยละเอียดแล้ว เห็นว่า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ทั้งจำเลยไม่นำสืบคัดค้าน จึงกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 541,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 528,000 บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มิถุนายน 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวประเทือง เก้าลิ้ม
จำเลย — นางภาสินี จันทะมาศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเฉลิมชัย หิรัญญะสิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพร สายสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1304/2559
#594395
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดเป็นผู้จ่ายเงินค่าซื้อที่ดินอันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แก่ผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 50 (5) และภาษีที่คำนวณหักไว้ให้นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดิน เงินภาษีจำนวน 5,486,200 บาท ที่โจทก์ขอคืนในคดีนี้ เป็นเงินที่ผู้จ่ายเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 52 วรรคสอง เมื่อต่อมาศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 9 ธันวาคม 2551 แจ้งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์และให้คู่สัญญากลับสู่ฐานะเดิม อันมีผลเท่ากับโจทก์ไม่ได้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด และไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การฟ้องขอคืนเงินภาษีจากจำเลยในคดีนี้จึงไม่ใช่การขอคืนเงินภาษีและภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็นจำนวนเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี หรือไม่มีหน้าที่ต้องเสียที่อยู่ภายใต้บังคับที่จะต้องยื่นคำร้องขอภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ตรี วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิขอคืนเงินภาษี 5,486,200 บาท จากจำเลย

ก่อนที่ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์มีหน้าที่นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย และจำเลยรับเงินภาษีที่มีการนำส่งดังกล่าวโดยมีสิทธิตามกฎหมาย การที่ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเป็นเหตุที่เกิดขึ้นภายหลังและมิใช่เหตุที่จะโทษจำเลยได้ จำเลยจึงยังไม่มีความรับผิดใด ๆ ที่จะต้องคืนเงินภาษีและดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่เมื่อต่อมามีการเพิกถอนการขายทอดตลาด และโจทก์ได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2552 ทวงถามให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว กรณีเป็นหนี้เงิน จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้และต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2552 เป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง มิใช่นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 9,430,853 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 5,486,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,486,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 57 ตำบลลำผักชี อำเภอหนองจอก (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 24,020,000 บาท ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีพื้นที่เขตมีนบุรีตาม ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2547 มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยโจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม 938,165 บาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 5,486,200 บาท รวมเป็นเงิน 6,424,365 บาท ตามข้อตกลงระหว่างกรมบังคับคดีและผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดที่กำหนดให้ผู้ซื้อชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนผู้ขาย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2548 ศาลจังหวัดมีนบุรีมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลจังหวัดมีนบุรีต่อศาลอุทธรณ์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนอุทธรณ์ สำนักงานบังคับคดีพื้นที่เขตมีนบุรีมีหนังสือแจ้งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองจอกให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์และให้คู่สัญญากลับสู่ฐานะเดิม และกรมบังคับคดีได้คืนเงินค่าซื้อที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2552 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) ขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 5,486,200 บาท จำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า จำเลยต้องคืนเงินภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยอุทธรณ์ว่า เงินภาษีอากรที่โจทก์ขอคืนเป็นเงินที่โจทก์นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่โจทก์รับโอนที่ดินที่ซื้อจากการขายทอดตลาด เป็นการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตามที่กำหนดในมาตรา 52 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินและเป็นผู้จ่ายเงินค่าที่ดินอันเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) แก่ผู้ขาย มิใช่การชำระค่าภาษีเงินได้แทนผู้ขายดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัย โจทก์มีหน้าที่ยื่นรายการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 59 กรณีของโจทก์จึงอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 27 ตรี ที่ต้องยื่นคำร้องขอคืนภาษีอากรภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอคืนภาษีอากรภายในสามปีนับแต่วันที่ 26 มกราคม 2547 ซึ่งเป็นวันนำส่งเงินภาษีและเป็นวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีอากรคดีนี้เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2552 ซึ่งพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 27 ตรี แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับเงินภาษีอากรคืนนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การขอคืนภาษีอากรและภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี หรือไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด.." เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่การขอคืนภาษีอากรและภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็นจำนวนเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีหรือไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีในกรณีทั่วๆ ไปที่ประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นโดยเฉพาะ แต่กรณีนี้โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดเป็นผู้จ่ายเงินค่าซื้อที่ดินอันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แก่ผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 50 (5) แห่งประมวลรัษฎากร และภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) ให้นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดิน เงินภาษีจำนวน 5,486,200 บาท ที่โจทก์ขอคืนในคดีนี้ เป็นเงินที่ผู้จ่ายเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่ายส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อต่อมาศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินที่โจทก์ซื้อมา และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 9 ธันวาคม 2551 แจ้งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์และให้คู่สัญญากลับสู่ฐานะเดิม อันมีผลเท่ากับว่าโจทก์ไม่ได้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด และไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การฟ้องขอคืนเงินภาษีจากจำเลยในคดีนี้จึงไม่ใช่การขอคืนเงินภาษีและภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็นจำนวนเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษี หรือไม่มีหน้าที่ต้องเสียที่อยู่ภายใต้บังคับที่จะต้องยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ตรี วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ดังที่จำเลยอุทธรณ์ โจทก์จึงมีสิทธิขอคืนเงินภาษี 5,486,200 บาท จากจำเลย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระภาษี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ก่อนที่ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์มีหน้าที่นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย และจำเลยรับเงินภาษีที่มีการนำส่งดังกล่าวโดยมีสิทธิตามกฎหมาย การที่ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินที่โจทก์เป็นผู้ซื้อเป็นเหตุที่เกิดขึ้นภายหลังและมิใช่เหตุที่จะโทษจำเลยได้จำเลยจึงยังไม่มีความรับผิดใดๆ ที่จะต้องคืนเงินภาษีและดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่เมื่อต่อมามีการเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินที่โจทก์ซื้อ และโจทก์ได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2552 ทวงถามให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว กรณีเป็นหนี้เงิน จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้และต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2552 เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง และมาตรา 224 วรรคหนึ่งมิใช่นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระค่าภาษี จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น อุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากร 5,486,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2552 แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 27 ตรี วรรคหนึ่ง ม. 40 (8) ม. 50 (5)
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคหนึ่ง ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1265/2559
#596123
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกเอกสารหมาย จ.4 มีข้อความสรุปว่า จำเลยได้รับขายฝากที่ดินพิพาท จำเลยยินดีจะทำสัญญาซื้อขายตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 26 มกราคม 2556 ตามสัญญาเดิมที่ทำไว้พร้อมดอกเบี้ย โดยบันทึกดังกล่าวมีการอ้างถึงสัญญาขายฝากฉบับเดิมที่ น. มารดาโจทก์ทำไว้ก่อนตาย ซึ่งหากเป็นการตกลงจะซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างกันใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงสัญญาขายฝากฉบับเดิมไว้ ทั้งยังตกลงให้โจทก์ต้องชำระสินไถ่พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาขายฝากเดิมให้แก่จำเลยภายในวันที่ 26 มกราคม 2556 กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยขยายกำหนดเวลาไถ่ให้แก่โจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้รับไถ่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 496 วรรคสอง แล้ว

น. มารดาโจทก์ผู้ขายฝากและจำเลยผู้รับซื้อตกลงคิดดอกเบี้ยเดือนละ 12,000 บาท กรณีจึงเป็นการกำหนดราคาสินไถ่หรือราคาขายฝากสูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เมื่อราคาสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 499 วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี ราคาสินไถ่ที่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับเงินค่าสินไถ่และจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 6434 ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับการไถ่การขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 6434 ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี จากโจทก์ โดยให้โจทก์ชำระสินไถ่ 1,076,000 บาท แก่จำเลย และให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากให้โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินกำหนดเวลาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นเพื่อนกัน เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 นางวิไล มารดาโจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6434 ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แก่จำเลยในราคา 800,000 บาท มีกำหนด 1 ปี โดยครบกำหนดในวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ต่อมาวันที่ 27 มีนาคม 2555 นางวิไล มารดาโจทก์เสียชีวิตก่อนครบกำหนดไถ่ถอน โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางวิไลตามคำสั่งศาลติดต่อกับจำเลยขอขยายกำหนดเวลาไถ่ถอนออกไปอีก 6 เดือน จำเลยทำหลักฐานเป็นหนังสือมอบให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 หลังจากนั้นโจทก์ติดต่อหาคนมาซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ในราคา 1,500,000 บาท โจทก์ติดต่อจำเลยเพื่อไถ่ถอนบ้านและที่ดินคืนในราคา 1,000,000 บาท แต่จำเลยไม่ยินยอมให้ไถ่ถอน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากจำเลยหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะขยายกำหนดเวลาไถ่ถอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามบันทึกมีข้อความพอสรุปได้ว่า ที่จำเลยได้รับขายฝากที่ดินพิพาทไว้ จำเลยยินดีจะทำสัญญาซื้อขายตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 26 มกราคม 2556 ตามสัญญาเดิมที่ทำไว้ พร้อมดอกเบี้ย โดยตามบันทึกดังกล่าวมีการกล่าวอ้างถึงสัญญาขายฝากฉบับเดิมที่นางวิไลมารดาโจทก์ได้ทำไว้ก่อนตาย ซึ่งหากเป็นการตกลงจะซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างกันใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงสัญญาขายฝากฉบับเดิมไว้ ทั้งยังเป็นการตกลงให้โจทก์ต้องชำระสินไถ่พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาขายฝากเดิมให้แก่จำเลยภายในวันที่ 26 มกราคม 2556 กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยขยายกำหนดเวลาไถ่ให้แก่โจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้รับไถ่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 496 วรรคสอง แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์และจำเลยต่างนำสืบรับกันได้ว่า นางวิไลมารดาโจทก์ผู้ขายฝากและจำเลยรับผู้ซื้อตกลงคิดดอกเบี้ยเดือนละ 12,000 บาท กรณีจึงเป็นการกำหนดราคาสินไถ่หรือราคาขายฝากสูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เมื่อราคาสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 499 วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี ราคาสินไถ่ที่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ โจทก์จึงมีสิทธิไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริง 800,000 บาท รวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันขายฝากวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 169,971.52 บาท รวมเป็นสินไถ่ 969,971.52 บาท โดยต้องนำเงินที่มารดาโจทก์ชำระแก่จำเลยเดือนละ 12,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือน รวม 60,000 บาท ซึ่งเป็นการชำระสินไถ่ไปแล้วบางส่วนมาหักออกจากเงินค่าสินไถ่ คงเหลือเงินที่โจทก์ต้องชำระค่าสินไถ่แก่จำเลยเป็นเงิน 909,971.52 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับเงินค่าสินไถ่ 909,971.52 บาท จากโจทก์และให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 6434 ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางวิไล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 496 วรรคสอง ม. 499 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกชพรรณ ถนอมรักษ์
จำเลย — นางจุรีรัตน์ เอี่ยมละมัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางรัชดาวดี กาญจนขจิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพงษ์ธร จันทร์อุดม
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1245/2559
#596814
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. บรรพ 1 (เดิม) ไม่ได้บัญญัติวิธีการนับอายุของบุคคลไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องนับอายุตามเกณฑ์ในมาตรา 158 (เดิม) คือไม่นับวันแรกที่เป็นวันเกิดรวมเข้าด้วย ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็มีมติเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2509 กำหนดวิธีนับอายุบุคคลเป็นไปตาม ป.พ.พ. ที่บังคับใช้ในขณะนั้นและจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตาม ต่อมา พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่ง ป.พ.พ. ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2535 มาตรา 3 ให้แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. บรรพ 1 และบรรพ 3 โดย (3) ให้ใช้บทบัญญัติท้าย พ.ร.บ.นี้เป็นบรรพ 1 แห่ง ป.พ.พ. ที่ได้ตรวจชำระใหม่ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2535 ซึ่งมาตรา 16 (ใหม่) บัญญัติวิธีการนับอายุของบุคคลไว้เป็นการเฉพาะว่า "การนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิด" คือต้องนับวันเกิดเป็น 1 วัน เต็ม มติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0025/ว 42 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2538 ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2509 แล้วให้นับอายุของบุคคลตาม ป.พ.พ. มาตรา 16 (ใหม่) ซึ่งใช้บังคับในปัจจุบันกล่าวคือให้นับอายุของบุคคลนับแต่วันเกิด

เมื่อ ป.พ.พ. มาตรา 16 (ใหม่) บัญญัติการนับอายุบุคคลไว้โดยเฉพาะแล้วจึงต้องใช้บังคับตามมาตรา 16 (ใหม่) การเปลี่ยนแปลงการนับวิธีการนับอายุของบุคคลเกิดขึ้นจากกฏหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมตามข้างต้นซึ่งนำมาใช้ในการวินิจฉัยตีความคุณสมบัติและการพ้นตำแหน่งของจำเลยที่ 1 ด้วย วิธีการนับอายุของบุคคลที่ปลี่ยนไปด้วยผลของกฏหมาย แม้จะมีผลกระทบต่อระยะเวลาการพ้นจากตำแหน่งและออกจากงานก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสมพันธ์ พ.ศ.2543

โจทก์เกิดวันที่ 1 ตุลาคม 2493 ต้องนับอายุโจทก์นับแต่วันเกิดคือวันที่ 1 ตุลาคม 2493 เป็น 1 วัน เต็ม โจทก์จึงมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2553 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/5 (ใหม่) อันมีผลให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งและออกจากงานด้วยเหตุเกษียณอายุในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ตาม พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตราฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (3), 11 และข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ข้อ 19 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2553 กรณีไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายจากการขาดรายได้ประจำรวม 1 ปี เป็นเงิน 901,176 บาท ค่าตอบแทนความชอบ 45,830 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 75,098 บาท เงินโบนัส 433,078 บาท ค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท และค่าตรวจสุขภาพ 15,000 บาท รวม 1,520,182 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,520,182 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ขอถอนฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลแรงงานพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ.2509 โจทก์เกิดวันที่ 1 ตุลาคม 2493 เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2520 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานด้วยเหตุเกษียณอายุมีผลวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน และการถอดถอน สำหรับพนักงานและลูกจ้าง ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2509 ข้อ 18 กำหนดว่า "พนักงานหรือลูกจ้างคนใดมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ให้เป็นอันออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณซึ่งเป็นปีที่ผู้นั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์..ปีงบประมาณที่กล่าวนี้หมายความว่าปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ" และต่อมามีการยกเลิกข้อบังคับดังกล่าวแล้วให้ใช้ข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือนและการถอดถอน สำหรับพนักงาน ลงวันที่ 17 มีนาคม 2520 ซึ่งข้อบังคับนี้ก็ถูกยกเลิกโดยข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือนและการถอดถอน สำหรับพนักงาน ลงวันที่ 7 เมษายน 2541 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมในข้อ 19 โดยยกเลิกข้อความเดิม ให้ใช้ข้อความข้อ 19 ใหม่แทน ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2553 โดยข้อ 19 (1) กำหนดว่า "พนักงานคนใดมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ให้ออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณของปีที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์" และข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของคู่ความที่ไม่โต้แย้งกันว่า เดิมมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2509 กำหนดให้การนับระยะเวลาเพื่อคำนวณอายุของบุคคลนั้น ต้องเริ่มนับระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158 คือมิให้นับวันเกิดเป็นวันแรกแห่งการคำนวณอายุ ต่อมามติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0205/ว 42 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2538 ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2509 แล้วกำหนดให้ถือปฏิบัติการนับอายุของบุคคลและการพ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0513/ว 58 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2537 คือให้นับอายุของบุคคลนับแต่วันเกิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 16 ซึ่งใช้บังคับในปัจจุบัน แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อไม่มีการแก้ไขข้อบังคับที่ให้พนักงานออกจากงานด้วยเหตุมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ดังกล่าว กรณีจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 มาตรา 4 บัญญัติว่า ปีงบประมาณ หมายความว่า ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป และให้ใช้ปี พ.ศ. ที่ถัดไปนั้นเป็นชื่อสำหรับปีงบประมาณนั้น และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 16 บัญญัติว่า การนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิด โจทก์เกิดวันที่ 1 ตุลาคม 2493 ย่อมมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2553 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดปีงบประมาณ 2553 การที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานด้วยเหตุเกษียณอายุตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 จึงไม่ขัดต่อกฎหมายและข้อบังคับของจำเลยที่ 1 กรณีไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าการที่จำเลยที่ 1 สั่งให้โจทก์ออกจากงานด้วยเหตุเกษียณอายุตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ขัดต่อกฎหมายและข้อบังคับของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 แจ้งต่อโจทก์ขณะเริ่มเข้าทำงานว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158 ที่ใช้บังคับขณะนั้นและมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2509 กรณีเกษียณอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ให้เริ่มนับอายุของบุคคลตั้งแต่วันถัดจากวันเกิดเป็นวันแรก มีผลให้ออกจากงานในปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และใช้ปฏิบัติตลอดมา จึงเป็นสภาพการจ้าง ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2552 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 16 ที่ใช้บังคับในปัจจุบัน และมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0205/ว 42 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2538 กรณีเกษียณอายุให้นับอายุของบุคคลตั้งแต่วันเกิด เป็นการแก้ไขวันเริ่มนับอายุของบุคคลที่มีผลย้อนหลังไม่เป็นคุณแก่โจทก์ เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างขัดต่อกฎหมาย เมื่อข้อบังคับของจำเลยที่ 1 กำหนดว่าพนักงานคนใดมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ให้ออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณซึ่งเป็นปีที่ผู้นั้นมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ปีงบประมาณที่กล่าวนี้หมายความว่าปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้นิยาม บริบูรณ์ หมายความว่า ครบถ้วน เต็มที่ หรือเต็มเปี่ยม โจทก์จึงมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 และมีสิทธิปฏิบัติงานถึงวันที่ 30 กันยายน 2554 อันเป็นวันสิ้นปี งบประมาณ 2554 และมีผลให้โจทก์ออกจากงานวันที่ 1 ตุลาคม 2554 กรณีไม่อาจนำการนับระยะเวลาสิ้นสุดกรณีทั่วไปมาใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/5 วรรคสองนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ประกอบประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น กล่าวคือหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน หรือที่เรียกว่าสภาพการจ้างนั้น จำเลยที่ 1 ต้องกำหนดให้ไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจดังกล่าว ส่วนวิธีการคำนวณนับอายุของบุคคลสำหรับพนักงานรัฐวิสาหกิจว่ามีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้วเกษียณอายุเมื่อใดนั้นพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ประกอบกับการเกษียณอายุของพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 ที่บัญญัติว่า "พนักงานรัฐวิสาหกิจนอกจากต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้สำหรับรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ แล้ว ยังต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ด้วย... (2) มีอายุไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์..." มาตรา 11 บัญญัติว่า "นอกจากการพ้นตำแหน่งตามที่กำหนดไว้สำหรับรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ แล้ว พนักงานพ้นจากตำแหน่งเมื่อ... (3) เป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 สำหรับการพ้นจากตำแหน่งของพนักงานซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ให้พ้นเมื่อสิ้นปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณของปีที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์" ซึ่งจำเลยที่ 1 นำไปออกเป็นข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน และการถอดถอน สำหรับพนักงานและลูกจ้าง ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2509 ใช้บังคับขณะโจทก์เริ่มเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 ซึ่งข้อ 18 กำหนดว่า "พนักงานหรือลูกจ้างคนใดมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ให้เป็นอันออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณซึ่งเป็นปีที่ผู้นั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์...ปีงบประมาณที่กล่าวนี้หมายความว่าปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ" ซึ่งข้อบังคับดังกล่าวถูกยกเลิกโดยข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน และการถอดถอน สำหรับพนักงาน ลงวันที่ 17 มีนาคม 2520 และต่อมาข้อบังคับนี้ก็ถูกยกเลิกโดยข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน และการถอดถอน สำหรับพนักงาน ลงวันที่ 7 เมษายน 2541 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมในข้อ 19 โดยยกเลิกข้อความเดิม ให้ใช้ข้อความข้อ 19 ใหม่แทนโดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2553 อันเป็นช่วงเวลารวมถึงขณะที่โจทก์เกษียณอายุ ก็ยังคงกำหนดการเกษียณอายุไว้เช่นเดิมโดยข้อ 19 (1) กำหนดว่า "พนักงานคนใดมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ให้ออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณของปีที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์" เมื่อวิธีการนับอายุของบุคคลว่าจะครบ 60 ปีบริบูรณ์ เมื่อใดนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นประการอื่น ทั้งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ประกอบประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 และพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นประการอื่นเช่นกัน มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2509 กำหนดวิธีการนับอายุของบุคคลว่าไม่ให้นับวันแรกที่เป็นวันเกิดรวมเข้าด้วยและจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามก็เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่บังคับใช้ในขณะนั้นซึ่งไม่ได้บัญญัติวิธีการนับอายุของบุคคลไว้เป็นการเฉพาะจึงต้องนับอายุตามเกณฑ์ในมาตรา 158 และต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2535 โดยมาตรา 16 บัญญัติวิธีการนับอายุของบุคคลไว้เป็นการเฉพาะว่า "การนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิด..." คือต้องนับวันเกิดเป็น 1 วัน เต็ม มติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0205/ว 42 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2538 ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2509 เรื่อง การนับเวลาราชการของผู้ที่จะมีอายุครบ 60 ปี และหลักเกณฑ์การคำนวณเกษียณอายุราชการ แล้วกำหนดให้ถือปฏิบัติการนับอายุของบุคคลและการพ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0513/ว 58 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2537 คือการนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 16 ซึ่งใช้บังคับในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงวิธีการนับอายุของบุคคลเกิดขึ้นสืบเนื่องจากบทกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวข้างต้นซึ่งนำมาใช้ในการวินิจฉัยตีความคุณสมบัติและการพ้นจากตำแหน่งพนักงานของจำเลยที่ 1 รวมทั้งโจทก์ด้วย ดังนี้วิธีการนับอายุของบุคคลที่เปลี่ยนไปโดยผลของกฎหมายซึ่งแม้จะมีผลกระทบต่อระยะเวลาการพ้นจากตำแหน่งและออกจากงาน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 16 บัญญัติเรื่องการเริ่มนับอายุของบุคคลไว้โดยเฉพาะแล้วจึงต้องใช้บังคับตามบทกฎหมายดังกล่าว โดยต้องนับอายุโจทก์นับแต่วันเกิดคือวันที่ 1 ตุลาคม 2493 เป็น 1 วัน เต็ม โจทก์จึงมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2553 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/5 อันมีผลให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งและออกจากงานด้วยเหตุเกษียณอายุในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 คำสั่งของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ออกจากงานในวันดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับแล้ว กรณีไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 16 ม. 193/5 วรรคสอง
พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2535 ม. 3
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 29 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 ม. 9 (3) ม. 11
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยสุเมธ รื่นอารมย์
จำเลย — ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชนันท์ชัย ภัทรสกุล
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1231/2559
#600624
เปิดฉบับเต็ม

ในการสืบพยานโจทก์ประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลย ศาลต้องรับฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น หาใช่เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ไม่ จำเลยจึงอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 92, 190, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8, ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบลูกกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืนของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 วรรคแรก, 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 72 วรรคสาม), 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกับฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก กระทงละ 12 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของพนักงานสอบสวน จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 32 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของพนักงานสอบสวน จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 16 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของพนักงานสอบสวน จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 16 ปี 12 เดือน ริบลูกกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 วรรคหนึ่ง, 371, 376 ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง จำคุกกระทงละ 9 วัน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 18 วัน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 24 วัน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 24 เดือน 24 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 เดือน 12 วัน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2556 เวลากลางวัน จำเลยใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปภายในโรงไม้ 4 นัด โดยภายในบริเวณโรงไม้มีบ้านของผู้เสียหายทั้งสามอยู่ด้วย และขณะนั้นผู้เสียหายทั้งสามอยู่ในบ้าน แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายทั้งสาม ในวันเดียวกันเวลากลางคืน จำเลยใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปภายในโรงไม้อีก 2 นัด ขณะผู้เสียหายทั้งสามอยู่ในบ้าน แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายทั้งสาม มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่จำเลยให้การรับสารภาพได้หรือไม่ เห็นว่า ในการสืบพยานโจทก์ประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลย ศาลต้องรับฟังพยานโจทก์ จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น หาใช่เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ไม่ จำเลยจึงอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดดังกล่าวได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายนราเศรษฐ์ ถาวรโพธิวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายทัสสญุช์ กุลสิทธิ์ชัยญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา