คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 58/2559
#602504
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องจังหวัดชลบุรี ที่ ๑ เทศบาล ที่ ๒ และกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่า การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ และเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดี ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท โดยมีคำขอหลักให้ศาลพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท พร้อมทั้งให้ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีและให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่สาธารณะ ดังนี้ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจะมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองและผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองทั้งหมดเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้นเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่มีสิทธิครอบครอง ไม่ใช่ที่สาธารณะ คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน โดยผู้ฟ้องคดีมีเจตนาให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๘/๒๕๕๙

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองระยอง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดพัทยา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองระยองโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๗ นายสุนทร ศรีบุญนาค ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องจังหวัดชลบุรี ที่ ๑ เทศบาลตำบลห้วยใหญ่ ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองระยอง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔/๒๕๕๗ ความว่า เมื่อประมาณปี ๒๕๓๑ ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๘๙ ตารางวา มาจากนางยวง เปี่ยมเบี้ย และได้ครอบครองทำประโยชน์มาโดยตลอด ที่ดินดังกล่าวอยู่ติดกับที่ดินตามหนังสือสำคัญ สำหรับที่หลวงเลขที่ ชบ ๐๐๓๙ ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ ๒๔ ไร่ ๗๗ ตารางวา ต่อมาประมาณปี ๒๕๔๙ บุตรของผู้ฟ้องคดีได้ขอออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อ้างว่า เป็นที่สาธารณประโยชน์และได้ขอออก น.ส.ล. ในที่ดินดังกล่าวแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ทำการสอบสวน รังวัดที่ดินและประกาศออก น.ส.ล. ในที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครอง ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำคัดค้านการรังวัดออก น.ส.ล. และยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมที่ดิน จังหวัดชลบุรี และเทศบาลตำบลห้วยใหญ่ ต่อศาลจังหวัดพัทยา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๑๓๙/๒๕๕๓ แล้ว แต่ศาลจังหวัดพัทยาจำหน่ายคดีออกจากสารบบความต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงติดที่ดินสาธารณะ

เลขที่ ชบ ๐๐๓๙ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เรื่องให้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินสาธารณประโยชน์ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๖ และเพิกถอนผลการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โดยห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามขัดขวาง หรือดำเนินการใดๆ ให้เพิกถอนประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง เรื่อง ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ การดำเนินการและ การออกคำสั่งทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งในระวางที่ดินระบุว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดี ซื้อมาจากนางยวง เป็นที่สาธารณประโยชน์ ประกอบกับที่ดินแปลงข้างเคียงโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๒๓๑๑ และเลขที่ ๕๕๔๕๐ ที่ออกให้แก่นางสอน กิ่งแก้ว ได้ระบุว่าติดที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นการซื้อขายที่ดินอันเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน นิติกรรมการซื้อขายจึงเป็นโมฆะ ปัจจุบันผู้ฟ้องคดีไม่ได้เข้าทำประโยชน์ ในที่ดินแปลงพิพาทตลอดมาตามคำฟ้องแต่อย่างใด ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์หรือคัดค้านการปฏิเสธการออกโฉนดที่ดินและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในขั้นตอนดังกล่าว โดยก่อนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จะดำเนินการขอออก น.ส.ล. ได้สอบถามและได้รับการยืนยันจากอำเภอบางละมุงว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ การดำเนินการขอออก น.ส.ล. แปลงพิพาท การออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่พิพาทเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นที่สาธารณประโยชน์อยู่ก่อน ที่ผู้ฟ้องคดีจะได้ซื้อมาจากผู้ขาย จึงไม่อาจอ้างสิทธิในการซื้อขายที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินต่อรัฐได้ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิในที่ดินแปลงพิพาทโดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า การดำเนินการในการออก น.ส.ล. พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และวิธีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) และกฎกระทรวงฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ประกอบระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พ.ศ. ๒๕๑๗ ที่ใช้บังคับในขณะนั้น จึงไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เรื่อง ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษา ของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เป็นการรับรองเขตที่ดินของรัฐซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยมีอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐที่จะดำเนินการในเรื่องดังกล่าวตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ดังนั้น การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อ สิทธิหน้าที่ของบุคคลอันเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ประกาศสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๕๗๑ ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๓๒๗/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๖ ให้ผู้ฟ้องคดีขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินสาธารณประโยชน์ รวมทั้งคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่ง ที่ ๓๒๗/๒๕๕๖ และเพิกถอนผลการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครอง และทำประโยชน์ที่ดินแปลงพิพาท และห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามขัดขวางหรือดำเนินการใดๆ ให้ผู้ฟ้องคดี เสียประโยชน์ ให้เพิกถอนประกาศ เรื่อง ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดี คดีนี้ข้อพิพาทหรือประเด็นหลักจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองดังกล่าว รวมทั้งสั่งให้มีการถือปฏิบัติต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับประเด็นปัญหาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็น ปัญหาที่จะพิจารณาว่า การออก น.ส.ล. ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และแม้การพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็น ผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม ซึ่งประมวลกฎหมายที่ดินเป็นกฎหมายที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการที่รัฐควบคุมดูแล รวมถึงการรับรองให้บุคคลมีสิทธิในที่ดิน เช่น การกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินและการจดทะเบียนสิทธิในที่ดิน เป็นต้น อันเป็นกฎหมายที่มีเนื้อหาในทางกฎหมายมหาชนและกฎหมายปกครอง สำหรับบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาในประเด็นนี้ ก็เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เช่น มาตรา ๑๓๐๔ มาตรา ๑๓๐๕ และมาตรา ๑๓๐๖ ซึ่งเนื้อหาเกี่ยวกับการกำหนดทรัพย์สินหรือสมบัติของแผ่นดินอันเป็นของสาธารณะ อันมีลักษณะเป็นเรื่อง ทางกฎหมายมหาชนและกฎหมายปกครองเช่นกัน การพิจารณาประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงต้องอาศัยบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นกฎหมายมหาชนและกฎหมายปกครอง ซึ่งทำให้เห็นได้ว่าเป็นข้อพิพาททางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพัทยาพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นพิพาทหลักในคดีนี้ ได้แก่ ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าเป็นสิทธิครอบครองของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ปรากฏตามคำขอท้ายฟ้อง ข้อที่ ๔ ว่า ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันออกหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน (โฉนดที่ดิน) ให้ผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขออื่นตามข้อ ๑ ถึง ๓ ของผู้ฟ้องคดีเป็นคำขอต่อเนื่องจะเป็นผลได้ต่อเมื่อผู้ฟ้องคดีมีสิทธิในที่ดิน ตามฟ้องเสียก่อน เช่น ขอให้เพิกถอนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และห้ามผู้ถูกฟ้องคดีรบกวน การครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีและขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อมาจากนางยวง เปี่ยมเบี้ย เมื่อประมาณปี ๒๕๓๑ และครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมา มิใช่ที่สาธารณประโยชน์ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินดังกล่าว เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ และเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดี ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท โดยมีคำขอหลักให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท พร้อมทั้งให้ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีและให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่สาธารณะ ดังนี้ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจะมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองทั้งหมด เนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้น เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่มีสิทธิครอบครอง ไม่ใช่ที่สาธารณะ คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า ที่ดินพิพาท เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน โดยผู้ฟ้องคดี มีเจตนาให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสุนทร ศรีบุญนาค ผู้ฟ้องคดี จังหวัดชลบุรี ที่ ๑ เทศบาลตำบลห้วยใหญ่ ที่ ๒ กรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสุนทร ศรีบุญนาค
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดชลบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 57/2559
#590716
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ธีรนันท์หรือพรชัยหรือแดง มีสุนทรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน
ชื่อองค์คณะ
นางสิริรัตน์ จันทรา(พ.อาวุโสฯ)
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 57/2559
#598681
เปิดฉบับเต็ม

คดีซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้านำที่ดินมือเปล่าที่มารดาผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ไปออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาททราบ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย อีกทั้งยังขัดขวางไม่ให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาทและเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อจากมารดาเข้าทำประโยชน์ ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนระเบียบกฎหมายในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาทด้วยความรอบคอบ โดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยอ้างว่าเป็นการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๗/๒๕๕๙

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดบัวใหญ่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๘ นายสมบูรณ์ ภูลับ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญมี ภูลับ หรือฤทธิ์วิชัย ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอประทาย ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาที่ ๓ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพลวง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ที่ ๔ ผู้ใหญ่บ้านหลักหิน หมู่ที่ ๗ ตำบลหนองพลวง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๒/๒๕๕๘ ความว่า นางบุญมี ภูลับหรือฤทธิ์วิชัย มารดาผู้ฟ้องคดี เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าตั้งอยู่ที่บ้านหลักหิน หมู่ที่ ๗ ตำบลหนองพลวง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา และได้ยื่นคำขอออกเอกสารสิทธิในที่ดินไว้ ต่อมานางบุญมีถึงแก่ความตาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้านำที่ดินของผู้ฟ้องคดีไปออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยแยกเป็น ๒ แปลง คือที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง นม.๕๗๗๓ ที่ดินเลขที่ ๒๑๓ ระวาง ๕๕๔๐III๕๐๒๐,๕๐๒๒ และ นม.๖๐๙๒ เลขที่ ๒๒๓ ระวาง ๕๕๔๐III ๕๐๒๐ บ้านหลักหิน หมู่ที่ ๗ ตำบลหนองพลวง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน



โดยไม่ได้แจ้งให้นางบุญมีหรือทายาททราบ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมายการรับฟังข้อมูลจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นผู้นำรังวัดและระวางแนวเขตที่ดิน โดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งยังขัดขวางไม่ให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาทและเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ขาดความรอบคอบในการตรวจสอบเอกสารซึ่งเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เอง ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการปฏิบัติราชการและจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทั้งสองฉบับ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี กับห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ เกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว

ระหว่างพิจารณา ศาลปกครองนครราชสีมามีคำสั่งไม่รับคำฟ้องที่อ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ไม่ออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี และมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ออกเอกสารสิทธิให้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากได้ข้อเท็จจริงจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ว่า ผู้ฟ้องคดีไม่เคยนำหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๒๒๐ มายื่นคำขอออกโฉนดที่ดินแต่อย่างใด กรณีจึงยังไม่มีข้อพิพาทที่เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ไม่ดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรที่จะมีสิทธิฟ้องคดีนี้ ตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ให้รับฟ้องข้อหาที่ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนระเบียบกฎหมายในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแปลง"โนนหัวคู" และแปลง "ที่สาธารณประโยชน์" ด้วยความรอบคอบและโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายแล้วผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท ทั้งนี้ น.ส. ๓ เลขที่ ๑๒๒๐ ตำบลหนองพลวง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมายังไม่มีการออกเอกสารสิทธิให้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากมีหมายเหตุว่ามีการคัดค้าน ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ครอบครอง ที่สาธารณประโยชน์โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ความเห็นระหว่างศาล

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องรวมสองข้อหาคือข้อหาที่หนึ่งฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย



ขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และข้อหาที่สอง ฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ มิได้ ดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวดำเนินการออกเอกสารสิทธิ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยที่มาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินบัญญัติว่า ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ อธิบดีอาจจัดให้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงเขตไว้เป็นหลักฐาน แบบ หลักเกณฑ์และวิธีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ.๒๕๑๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗ ข้อ ๑ ดังนั้นการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ดำเนินการรังวัดที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเพื่อจัดให้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง ตามกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการเกี่ยวกับการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงโนนหัวคูสาธารณประโยชน์ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ได้ครอบครอบและทำประโยชน์ต่อเนื่องจากนางบุญมี ภูลับ หรือฤทธิ์วิชัย มารดาของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินได้คัดค้านแสดงสิทธิในที่ดินจึงเป็นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ามิได้ปฏิบัติตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และแม้จะมีประเด็นเรื่องสิทธิในที่ดินซึ่งต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ก็ตาม แต่การพิจารณามิใช่เกณฑ์ว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีกฎหมายห้ามมิให้ศาลปกครองนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ นอกจากนั้น ตามมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใดๆ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สิน โดยศาลปกครองอาจนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้นมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้

สำหรับข้อหาที่สอง ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ มิได้ดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในข้อหาที่สองไว้พิจารณาโดยเหตุเงื่อนไขแห่งการฟ้องคดี



ศาลจังหวัดบัวใหญ่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลปกครองนครราชสีมา รับฟ้องไว้เฉพาะข้อหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินของนางบุญมี ภูลับ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นเหตุให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินดังกล่าวหรือไม่ ส่วนข้อหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ มิได้ดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเฉพาะในข้อหาที่รับฟ้องไว้เท่านั้น ซึ่งการที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือมีคำพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีในข้อหาดังกล่าว ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่นางบุญมีและผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีปัญหาที่เข้าสู่การวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลแต่เพียงว่า คำฟ้องที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกัน ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีคำขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า นางบุญมีมารดาผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าได้ยื่นคำขอออกเอกสารสิทธิในที่ดินไว้ ต่อมานางบุญมีถึงแก่ความตายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้านำที่ดินของมารดาผู้ฟ้องคดีไปออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ นม.๕๗๗๓ และนม.๖๐๙๒ โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาททราบ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย อีกทั้งยังขัดขวางไม่ให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาทและเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อจากนางบุญมีทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่เป็นที่ดินที่นางบุญมีและผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์มาตลอด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนระเบียบกฎหมายในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาททั้งสองแปลงด้วยความรอบคอบและโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง นม.๕๗๗๓ และ นม.๖๐๙๒ โดยอ้างว่าเป็นการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม



จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสมบูรณ์ ภูลับ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ นางบุญมี ภูลับ หรือฤทธิ์วิชัย ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอประทาย ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ที่ ๓ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพลวง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ที่ ๔ ผู้ใหญ่บ้านหลักหิน หมู่ที่ ๗ ตำบลหนองพลวง อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสมบูรณ์ ภูลับ
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 57/2559
#603220
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าหุ้นพิพาทเป็นของโจทก์และ ป. ผู้ตายซึ่งใส่ชื่อจำเลยทั้งสองไว้แทน และขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นกลับมาเป็นของโจทก์และผู้ตายเพื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจะนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาทของผู้ตายต่อไป จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า ผู้ตายโอนหุ้นพิพาทให้แก่ ก. ผู้เยาว์ ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของโจทก์กับผู้ตาย โดยฝากไว้ในชื่อของจำเลยทั้งสองจนกว่า ก. จะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือบรรลุนิติภาวะ ทั้งโจทก์ให้การสัตยาบันแก่การโอนหุ้นนั้นแล้ว จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนหุ้น ประเด็นหลักในคดีเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองถือหุ้นพิพาทไว้แทนโจทก์กับผู้ตายหรือแทน ก. แม้จำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้เกี่ยวกับการจัดการสินสมรสด้วยว่า โจทก์ให้การสัตยาบันแก่การโอนหุ้นพิพาทนั้นแล้ว ก็เป็นเพียงมูลเหตุแห่งข้อต่อสู้ที่ว่าจำเลยทั้งสองถือหุ้นพิพาทไว้แทน ก. ไม่ได้ถือไว้แทนโจทก์และผู้ตายเท่านั้น กรณีเป็นการโต้แย้งกันในเรื่องตัวการตัวแทนและเป็นปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งจะต้องบังคับกันตาม ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 15 และบรรพ 6 ไม่ได้นำ ป.พ.พ. บรรพ 5 มาใช้บังคับโดยตรง จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าหุ้นบริษัทอาร์ เอ็ม แปซิฟิค พาร์ทเนอร์ส จำกัด จำนวน 2,458 หุ้น (ที่ถูก 2550 หุ้น) และจำนวน 2,550 หุ้น เป็นของโจทก์และนายปีเตอร์ ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนการโอนหุ้นโดยให้หุ้นดังกล่าวกลับมาเป็นของโจทก์และนายปีเตอร์หากไม่สามารถเพิกถอนได้ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย 254,800 บาท และจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหาย 255,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดชี้สองสถานและกำหนดแนวทางในการดำเนินคดี ศาลแพ่งเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งหรือศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 4 บัญญัติว่า คดีครอบครัว หมายความว่า คดีแพ่งที่ฟ้องหรือร้องขอต่อศาลหรือกระทำการใด ๆ ในทางศาลเกี่ยวกับผู้เยาว์หรือครอบครัว ซึ่งจะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับครอบครัว ดังนั้น คดีที่เกี่ยวด้วยการสมรส สิทธิและหน้าที่หรือความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา บิดามารดาและบุตรไม่ว่าในทางใด ซึ่งพิพาทกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ทั้งหมด คดีที่เกี่ยวด้วยสถานะและความสามารถของบุคคลอันเกี่ยวกับครอบครัวหรือส่วนได้ส่วนเสียของผู้เยาว์ซึ่งพิพาทกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในบรรพ 1 มาตรา 21 ถึง 28, 32, 43 และ 44 และในบรรพ 6 มาตรา 1610, 1611, 1687 และ 1692 รวมทั้งกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัวหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับครอบครัว ย่อมถือเป็นคดีครอบครัวทั้งสิ้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าหุ้นพิพาทเป็นของโจทก์และนายปีเตอร์ ผู้ตายซึ่งใส่ชื่อจำเลยทั้งสองไว้แทน และขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นกลับมาเป็นของโจทก์และผู้ตายเพื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจะนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาทของผู้ตายต่อไป จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า ผู้ตายโอนหุ้นพิพาทให้แก่เด็กชาย ก. ผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของโจทก์กับผู้ตาย โดยฝากไว้ในชื่อของจำเลยทั้งสองจนกว่าเด็กชาย ก. จะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือบรรลุนิติภาวะ ทั้งโจทก์ให้สัตยาบันแก่การโอนหุ้นนั้นแล้ว จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนหุ้น เห็นว่า ประเด็นหลักในคดีเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองถือหุ้นพิพาทไว้แทนโจทก์กับผู้ตายหรือแทนเด็กชาย ก. แม้จำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้เกี่ยวกับการจัดการสินสมรสด้วยว่า โจทก์ให้สัตยาบันแก่การโอนหุ้นพิพาทนั้นแล้ว ก็เป็นเพียงมูลเหตุแห่งข้อต่อสู้ที่ว่าจำเลยทั้งสองถือหุ้นพิพาทไว้แทนเด็กชาย ก. ไม่ได้ถือไว้แทนโจทก์และผู้ตายเท่านั้น กรณีเป็นการโต้แย้งกันในเรื่องตัวการตัวแทนและเป็นปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งจะต้องบังคับกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 15 และบรรพ 6 ไม่ได้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาใช้บังคับโดยตรง คดีนี้จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 12 เดือน กันยายน พุทธศักราช 2559

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป. ในฐานะส่วนตัวและผู้จัดการมรดกของนาย ป.
จำเลย — นาย จ. กับพวก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 56/2559
#598167
เปิดฉบับเต็ม

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) โจทก์ มีวัตถุประสงค์อันเป็นไปในลักษณะของธุรกิจการค้าตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๔ มาตรา ๗ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับลูกจ้างย่อมมีขึ้นเพื่อดำเนินกิจการในเชิงธุรกิจการค้า และอยู่ภายใต้บังคับของสัญญาจ้างแรงงานตามกฎหมายแพ่งทั่วไป และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ เมื่อมูลความแห่งคดีนี้เกิดจากการที่โจทก์อ้างว่า นาย บ. ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ กระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ผลิตภัณฑ์นมของโจทก์ที่ผลิตเสื่อมคุณภาพเป็นจำนวนมาก กรณีจึงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา ๘ (๑) และ (๕) และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๖/๒๕๕๙

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘

ศาลจังหวัดหัวหิน

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดหัวหินส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๘ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) โจทก์ ยื่นฟ้องนางจารุวรรณ ทองซุ้ย ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญธรรม ทองซุ้ย ที่ ๑ นายปัฐพงษ์ ทองซุ้ย ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญธรรม ทองซุ้ย ที่ ๒ นางสาวปัฐวรรณ ทองซุ้ย ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญธรรม ทองซุ้ย ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดหัวหิน เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๓๔๙/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์เป็นองค์การของรัฐบาลประเภทรัฐวิสาหกิจ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๔ มีวัตถุประสงค์ด้านส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและด้านธุรกิจอุตสาหกรรมโคนม จำเลยที่ ๑ เป็นภริยาของนายบุญธรรม ทองซุ้ย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นบุตรของนายบุญธรรมกับจำเลยที่ ๑ เมื่อครั้งนายบุญธรรมเป็นลูกจ้างของโจทก์ ตำแหน่งหัวหน้าแผนกควบคุมการผลิต ๑ มีหน้าที่รับผิดชอบงานซ่อมบำรุงเครื่องจักรเครื่องมืออุปกรณ์โรงงาน และเป็นคณะกรรมการตรวจรับ PT ๑๐๐ ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในคู่มือการจัดทำ GMP และข้อบังคับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบกับทราบมาโดยตลอดว่ามีความแตกต่างของอุณหภูมิ แต่มิได้ปรับปรุงแก้ไขเป็นเหตุให้ผลิตภัณฑ์นมของโจทก์ที่ผลิตระหว่างวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๖ เสื่อมคุณภาพเป็นจำนวนมาก พฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดกรณีดังกล่าวแล้วจึงมีคำสั่งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ที่ ๒๔๗/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๘ เรียกให้นายบุญธรรมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ ๒๐ คิดเป็นเงินจำนวน ๑,๒๓๙,๐๓๕.๗๐ บาท นายบุญธรรมชำระเงินแก่โจทก์แล้วบางส่วน แต่ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗ นายบุญธรรมถึงแก่ความตาย โดยยังค้างชำระหนี้โจทก์จำนวน ๑,๑๒๑,๕๘๙.๑๐ บาท โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมให้รับผิดชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๑๕๒,๑๕๗.๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๑๒๑,๕๘๙.๑๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า นายบุญธรรมไม่ได้เป็นหนี้ตามคำฟ้อง เพราะโจทก์ยังไม่ได้หักมูลค่าผลิตภัณฑ์นมเสื่อมคุณภาพที่ได้มีการนำเข้าขบวนการผลิตซ้ำ และมูลค่าที่ได้จำหน่ายเป็นนมเสื่อมคุณภาพ ทั้งตามคำสั่งของโจทก์ที่ ๒๔๗/๒๕๔๘ กำหนดเงื่อนไขว่า หากโจทก์ดำเนินคดีกับบริษัทเอพีวี (ประเทศไทย) จำกัด และได้รับชดใช้ค่าเสียหายเมื่อนำมารวมกับผู้ที่กระทำละเมิดและนายบุญธรรมได้ชดใช้ไว้เกินมูลค่าความเสียหายให้คืนส่วนที่รับไว้เกินแก่ผู้ต้องรับผิดตามสัดส่วนแห่งความรับผิดและที่ได้รับชำระไว้ โดยคดีที่โจทก์ฟ้อง บริษัทเอพีวี (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำนวนหนี้ที่นายบุญธรรมต้องรับผิดจึงยังไม่สามารถสรุปจำนวนที่แน่นอนได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากคดีนี้เป็นผลมาจากการที่โจทก์ออกคำสั่งให้นายบุญธรรมกับพวกรับผิดโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ทั้งโจทก์ยังใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยการหักเงินเดือนของนายบุญธรรมชำระหนี้มาตลอด เมื่อนายบุญธรรมถึงแก่ความตายหากโจทก์จะฟ้องให้ทายาทรับผิดในมูลหนี้ดังกล่าว ต้องฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และตามนัยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๐๒/๒๕๕๔ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามคำให้การ

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ในระหว่างโจทก์บังคับทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕๗ นายบุญธรรมกับพวกได้ยื่นฟ้องโจทก์กับผู้อำนวยการของโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลแรงงานภาค ๑ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๐๘-๗๑๐/๒๕๕๒ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของโจทก์ที่ ๒๔๗/๒๕๔๘ จำเลยยื่นคำร้องโตแย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ศาลแรงงานภาค ๑ และศาลปกครองกลางเห็นพ้องกันว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน เนื่องจากเป็นความผิดทางละเมิดเกี่ยวกับการจ้างและแรงงาน ต่อมาศาลแรงงานภาค ๑ พิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ในคดีนี้อายัดเงินเดือนของนายบุญธรรมกับพวกตามคำสั่งของโจทก์ที่ ๒๔๗/๒๕๔๘ ได้ ในระหว่างบังคับคดีนายบุญธรรมถึงแก่ความตาย โจทก์ทวงถามให้จำเลย ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทชำระหนี้แทน แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินให้แก่โจทก์

ศาลจังหวัดหัวหินพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีที่นายบุญธรรม พนักงานของโจทก์ทำละเมิดต่อโจทก์ ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และโจทก์ได้มีคำสั่งให้นายบุญธรรมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ อันเป็นการดำเนินการตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งนายบุญธรรมได้ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์บางส่วนแล้วนายบุญธรรมถึงแก่ความตาย โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญธรรมชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ดังนั้น มูลคดีเกิดจากการที่นายบุญธรรมกับพวกร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ แล้วโจทก์มีคำสั่งให้นายบุญธรรมชำระค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นการออกคำสั่งทางปกครองให้นายบุญธรรมปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เมื่อนายบุญธรรมถึงแก่ความตาย สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ของนายบุญธรรมย่อมตกแก่กองมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๐ จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญธรรมซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกย่อมต้องร่วมรับผิดต่อเจ้าหนี้กองมรดก แต่ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๑ โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสามชำระค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่โจทก์ออกคำสั่งให้นายบุญธรรมชำระแก่โจทก์ได้ เมื่อเป็นการฟ้องขอให้บังคับให้ชำระหนี้ตามคำสั่งทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามคำสั่งทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นองค์การของรัฐบาลประเภทรัฐวิสาหกิจมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๔ มีวัตถุประสงค์ด้านส่งเสริมกิจการโคนมและด้านธุรกิจอุตสาหกรรมโคนม โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนนายบุญธรรม เป็นลูกจ้างในสังกัดของโจทก์ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญธรรมชำระหนี้ส่วนที่นายบุญธรรมยังคงค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยค้างชำระ อันเนื่องมาจากเมื่อครั้งที่นายบุญธรรมเป็นลูกจ้างของโจทก์ ตำแหน่งหัวหน้าแผนกควบคุมการผลิต ๑ มีหน้าที่รับผิดชอบงานซ่อมบำรุงเครื่องจักร เครื่องมืออุปกรณ์โรงงาน และเป็นคณะกรรมการตรวจรับ PT ๑๐๐ ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในคู่มือการจัดทำ GMP และข้อบังคับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นเหตุให้ผลิตภัณฑ์นมของโจทก์ที่ผลิตระหว่างวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ เสื่อมคุณภาพเป็นจำนวนมาก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่โดยที่นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับนายบุญธรรมอยู่ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน และมูลเหตุในการออกคำสั่งเรียกให้นายบุญธรรมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ สืบเนื่องมาจากการที่นายบุญธรรมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงาน เป็นผลให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานและเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง สืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า โจทก์เป็นองค์การของรัฐบาลประเภทรัฐวิสาหกิจ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๔ ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสาม ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายบุญธรรม ทองซุ้ย ขอให้ร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ สืบเนื่องจากนายบุญธรรมเมื่อครั้งเป็นลูกจ้างของโจทก์ ตำแหน่งหัวหน้าแผนกควบคุมการผลิต ๑ มีหน้าที่รับผิดชอบงานซ่อมบำรุงเครื่องจักรเครื่องมืออุปกรณ์โรงงาน และเป็นคณะกรรมการตรวจรับ PT ๑๐๐ กระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในคู่มือการจัดทำ GMP และข้อบังคับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นเหตุให้ผลิตภัณฑ์นมของโจทก์ที่ผลิตระหว่างวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๖ เสื่อมคุณภาพเป็นจำนวนมาก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดแล้ว และมีคำสั่งเรียกให้ นายบุญธรรมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ ๒๐ ของความเสียหาย นายบุญธรรมชำระเงินแก่โจทก์แล้วบางส่วน แต่ต่อมานายบุญธรรมถึงแก่ความตาย โจทก์จึงมีหนังสือถึงจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญธรรมให้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่า นายบุญธรรมไม่ได้เป็นหนี้ตามคำฟ้อง เพราะโจทก์ยังไม่ได้หักมูลค่าผลิตภัณฑ์นมเสื่อมคุณภาพที่ได้มีการนำเข้าขบวนการผลิตซ้ำ และมูลค่าที่ได้จำหน่ายเป็นนมเสื่อมคุณภาพ ทั้งตามคำสั่งของโจทก์ที่ ๒๔๗/๒๕๔๘ กำหนดเงื่อนไขว่า หากโจทก์ดำเนินคดีกับบริษัทเอพีวี (ประเทศไทย) จำกัด และได้รับชดใช้ค่าเสียหายเมื่อนำมารวมกับ ผู้ที่กระทำละเมิดและนายบุญธรรมได้ชดใช้ไว้เกินมูลค่าความเสียหายให้คืนส่วนที่รับไว้เกินแก่ผู้ต้องรับผิดตามสัดส่วนแห่งความรับผิดและที่ได้รับชำระไว้ โดยคดีที่โจทก์ฟ้องบริษัทเอพีวี (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำนวนหนี้ที่นายบุญธรรมต้องรับผิดจึงยังไม่สามารถสรุปจำนวนที่แน่นอนได้ เห็นว่า โจทก์จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๔ ประกอบพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ โจทก์จึงเป็นรัฐวิสาหกิจ และเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ด้านส่งเสริมกิจการโคนม เช่น ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและสัตว์อื่นที่ให้น้ำนมและเนื้อ ฝึกอบรมบุคคลให้มีความรู้ความชำนาญในการเลี้ยงโคนมและสัตว์อื่นที่ให้น้ำนมและเนื้อ การผลิตน้ำนมและเนื้อ การประกอบผลิตภัณฑ์จากน้ำนมและเนื้อ ฯลฯ และด้านธุรกิจอุตสาหกรรมโคนม เช่น ผลิต ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนและให้ซึ่งน้ำนมและเนื้อ ผลิตภัณฑ์จากน้ำนมและเนื้อ โคนมและสัตว์อื่นที่ให้น้ำนมและเนื้อ ตลอดจนอาหารสัตว์ น้ำเชื้อเอ็มบริโอ และอุปกรณ์ต่างๆ ดำเนินธุรกิจบริการเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมและสัตว์อื่นที่ให้น้ำนมและเนื้อและการผลิตผลิตภัณฑ์จากน้ำนมและเนื้อ และดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับธุรกิจอุตสาหกรรมนม ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๔ มาตรา ๗ การดำเนินกิจการของโจทก์จึงเป็นไปในลักษณะของธุรกิจการค้า ดังนั้น การที่นายบุญธรรมซึ่งเป็นลูกจ้างตกลงเข้าทำงานกับโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการไปในเชิงธุรกิจการค้า ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับลูกจ้างย่อมมีขึ้นเพื่อดำเนินกิจการในเชิงธุรกิจการค้า โจทก์กับนายบุญธรรมจึงมีนิติสัมพันธ์ในฐานะของนายจ้างกับลูกจ้างและอยู่ภายใต้บังคับของสัญญาจ้างแรงงานตามกฎหมายแพ่งทั่วไป และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ เมื่อ มูลความแห่งคดีนี้เกิดจากการที่โจทก์อ้างว่า นายบุญธรรมซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ ตำแหน่งหัวหน้าแผนกควบคุมการผลิต ๑ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบงานซ่อมบำรุงเครื่องจักรเครื่องมืออุปกรณ์โรงงาน และเป็นคณะกรรมการตรวจรับ PT ๑๐๐ กระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในคู่มือการจัดทำ GMP และข้อบังคับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นเหตุให้ผลิตภัณฑ์นมของโจทก์ที่ผลิตระหว่างวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๖ เสื่อมคุณภาพเป็นจำนวนมาก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) และ (๕) คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) โจทก์ นางจารุวรรณ ทองซุ้ย ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญธรรม ทองซุ้ย ที่ ๑ นายปัฐพงษ์ ทองซุ้ย ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญธรรม ทองซุ้ย ที่ ๒ นางสาวปัฐวรรณ ทองซุ้ย ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบุญธรรม ทองซุ้ย ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2514
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)
จำเลย — นางจารุวรรณ ทองซุ้ย ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 56/2559
#603178
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ โจทก์อ้างว่าเงินช่วยงานแต่งงานเป็นสินสมรสที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้มาภายหลังที่จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายเก็บไว้ โจทก์จึงขอแบ่งเงินจากจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องแบ่งเงินให้แก่โจทก์ เนื่องจากไม่มีเงินเหลือที่จะแบ่ง และเงินดังกล่าวเป็นลาภมิควรได้ซึ่งโจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 1 ปี ก็ตาม แต่ประเด็นพิพาทแห่งคดียังคงมีว่าจำเลยที่ 1 ต้องแบ่งเงินช่วยงานแต่งงานซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์หรือไม่ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พิพาทกันในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา และการสิ้นสุดแห่งการสมรสซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 มาตรา 1470, 1474 และมาตรา 1532 ถึง 1535 คำฟ้องโจทก์ส่วนนี้จึงเป็นคดีครอบครัวซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรผู้เยาว์ด้วยกัน 2 คน ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยา จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และจดทะเบียนสมรสซ้อน เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2555 นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 เป็นต้นมา จำเลยที่ 1 ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรตามสมควร ทำให้โจทก์กับบุตรได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์อับอายขายหน้า เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง ในระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันทำมาหากิน มีสินสมรสหลายรายการ เป็นเงินรายได้จากการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นผู้บริหารในห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด เงินสดที่จำเลยที่ 1 นำไปฝากไว้ในบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 เงินช่วยงานแต่งงานของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ได้จัดงานแต่งงานภายหลังจากโจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันแล้ว และมีหนี้สินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องร่วมกันรับผิดชอบ ขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน โดยให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนหย่า หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองและโจทก์ จ่ายค่าเลี้ยงชีพ ค่าทดแทน ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าทดแทน แก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้อง ให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะ ให้แบ่งสินสมรสซึ่งเป็นเงินรายได้จากการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น ผู้บริหารอยู่ในห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัท แบ่งเงินสดที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 แบ่งเงินที่ได้จากเงินช่วยงานแต่งงานของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับโจทก์รับผิดชำระหนี้กู้ยืม ตามคำขอท้ายฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 1 กับโจทก์ขาดจากการเป็นสามีภริยาทางพฤตินัยกันอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ปี 2554 จากนั้นจำเลยที่ 1 จึงเริ่มคบหากับจำเลยที่ 2 ประมาณต้นปี 2555 จำเลยที่ 1 เคยลงลายมือชื่อในเอกสารการหย่ามอบไว้แก่โจทก์แล้ว หลังจากคบหากับจำเลยที่ 2 ได้ประมาณ 1 ปี จำเลยที่ 1 จึงชักชวนจำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2555 ที่สำนักงานทะเบียนอำเภอเมืองสมุทรปราการ ก่อนจดทะเบียนสมรส จำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบสถานะของตนเองแล้วเจ้าหน้าที่แจ้งว่าโสด จึงเข้าใจว่าได้หย่าขาดกับโจทก์แล้ว และจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนสมรสมาก่อน จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ไม่ได้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เพราะทุกคนทราบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกรากันแล้ว ระหว่างคบหากับจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 ไม่เคยนำเงินที่ทำมาหาได้กับโจทก์ไปประกอบธุรกิจกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และครอบครัวของจำเลยที่ 1 ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองด้วยดีตลอดมา โจทก์มีรายได้จากธุรกิจที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดหาให้ระหว่างที่เป็นภริยาจำเลยที่ 1 ปัจจุบันจำเลยที่ 1 ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ไม่สามารถจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองได้ แต่ก็ให้บิดาจำเลยที่ 1 นำเงินมาจ่ายแทน หากถูกปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยที่ 1 ก็พร้อมที่จะอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองต่อไป จำเลยที่ 1 จึงยังคงมีอำนาจปกครองบุตรทั้งสอง ค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และค่าเลี้ยงชีพ โจทก์ไม่ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินส่วนนี้ สำหรับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่มีหลักฐานว่าเสียหายอย่างไร และคดีขาดอายุความ จึงไม่มีสิทธิเรียก จำเลยที่ 1 ไม่มีรายได้อยู่ในห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัดตามฟ้อง เงินในบัญชีธนาคารไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 เงินช่วยงานแต่งงานก็ไม่มีเหลือ เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำไปใช้จัดงานแต่งงาน และเงินดังกล่าวถือเป็นลาภมิควรได้ เมื่อโจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 1 ปี นับแต่รู้ถึงสิทธิที่จะเรียกคืน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้อง และคดีนี้ไม่ใช่คดีครอบครัว ตามคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาที่ ยช.22/2550 ไม่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐม นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับโจทก์ในหนี้เงินกู้ เนื่องจากปัจจุบันจำเลยที่ 1 ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อโจทก์และบิดาโจทก์ไม่ยื่นขอรับชำระหนี้ในหนี้เงินกู้ จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกเงินกู้ยืมจากจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 เคยสมรสมาก่อน ในวันจดทะเบียนสมรส เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานะบุคคลของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 มีสถานะโสดและจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำแก่เจ้าหน้าที่ว่าไม่เคยจดทะเบียนสมรส จำเลยที่ 2 จึงจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริต ไม่ได้กระทำละเมิดแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ค่าทดแทนที่โจทก์เรียกมาไม่มีหลักฐานแสดงว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้อง เงินที่เข้าบัญชีธนาคารจำเลยที่ 2 มิใช่สินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่เป็นเงินที่ได้จากการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดไกล่เกลี่ยหรือชี้สองสถาน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าคำฟ้องส่วนที่เกี่ยวกับเงินช่วยงานแต่งงานเป็นเรื่องลาภมิควรได้ ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลนี้ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐม เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ของจำเลยที่ 1 โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองและโจทก์ จ่ายค่าเลี้ยงชีพ ค่าทดแทน และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้อง ให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะ แบ่งสินสมรสซึ่งเป็นเงินรายได้จากการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น และผู้บริหารอยู่ในห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัท แบ่งเงินและเงินที่ได้จากเงินช่วยงานแต่งงานของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับโจทก์รับผิดชำระหนี้กู้ยืม ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องแบ่งเงินช่วยงานแต่งงานแก่โจทก์เพราะจำเลยที่ 1 นำไปใช้จ่ายในการจัดงานแต่งงานหมดแล้ว และเงินดังกล่าวเป็นลาภมิควรได้ โจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 1 ปี จึงไม่มีสิทธิเรียกร้อง และไม่ใช่คดีครอบครัว เห็นว่า ตามคำฟ้องสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ โจทก์อ้างว่าเงินช่วยงานแต่งงานเป็นสินสมรสที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้มาภายหลังที่จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายเก็บไว้ โจทก์จึงขอแบ่งเงินจากจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องแบ่งเงินให้แก่โจทก์ เนื่องจากไม่มีเงินเหลือที่จะแบ่ง และเงินดังกล่าวเป็นลาภมิควรได้ซึ่งโจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 1 ปี ก็ตาม แต่ประเด็นพิพาทแห่งคดียังคงมีว่าจำเลยที่ 1 ต้องแบ่งเงินช่วยงานแต่งงานซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์หรือไม่ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พิพาทกันในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา และการสิ้นสุดแห่งการสมรสซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาตรา 1470, 1474 และมาตรา 1532 ถึง 1535 คำฟ้องโจทก์ส่วนนี้จึงเป็นคดีครอบครัวซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินช่วยงานแต่งงานอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 22 เดือน สิงหาคม พุทธศักราช 2559

วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ธ.
จำเลย — นาย น. กับพวก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 55/2559
#594557
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นาย ดิวเดช สุวรรณเกต กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ -
ชื่อองค์คณะ
นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 55/2559
#603311
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชนซึ่งเป็นเจ้าของบ่อดินขนาดใหญ่ว่าไม่จัดให้มีมาตรการป้องกันควบคุมดูแลบ่อดินเพื่อมิให้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินข้างเคียง เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายจากการถูกน้ำในบ่อดินท่วมและการทรุดตัวของบ่อดินเนื่องจากการขุดบ่อดินลึกเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลับละเลยต่อหน้าที่กรณีไม่ดำเนินการออกคำสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตขุดดินระงับการขุดดินหรือมีคำสั่งให้จัดการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนไม่ออกคำสั่งให้จัดทำแนวป้องกันการพังทลายของดินหรือป้องกันน้ำล้นขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่เอกชนฟ้องเอกชนด้วยกันให้รับผิดในมูลละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แม้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการขุดดินและการถมดิน พ.ศ.๒๕๔๓ก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองมุ่งประสงค์ให้จำเลยร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกันที่ศาลจะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติในข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันว่ามีการกระทำละเมิดหรือไม่ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๕/๒๕๕๙

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดชลบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดชลบุรีโดยสำนักงานยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาล

ในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ นายสังเวียน เหลือแป ที่ ๑ นางสาววิไล เหลือแป ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทพีพีเอส เอนเนอยี แอนด์ มารีน จำกัด ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลมาบโป่ง ที่ ๒ จำเลย เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๘๖/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพร้อม

สิ่งปลูกสร้างโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๕๒๑๔ ตำบลมาบโป่ง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ต่อมาเมื่อวันที่

๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ นายสุชาติ ประจวบเจริญกุล ยื่นคำขออนุญาตขุดดินต่อจำเลยที่ ๒ เพื่อขุดดินลึก ๑๕ เมตร ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๗๗ โฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๒๗ ถึงโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๒๙ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๒๗๖ ถึงเลขที่ ๕๒๗๘ เนื้อที่รวม ๕๓ ไร่ ๓ งาน ๕๐ ตารางวา ต่อมานายสุชาติหรือตัวแทนขุดดินลึกเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตทำให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวมีลักษณะเป็นบ่อดินขนาดใหญ่และลึก



แต่จำเลยที่ ๒ กลับละเลยต่อหน้าที่ไม่ควบคุมดูแลการขุดดินหรือออกคำสั่งให้ผู้ขุดดินหรือเจ้าของที่ดินหยุดการขุดดินหรือจัดการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหรือจัดการแก้ไขการขุดดินดังกล่าว ต่อมาปี ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ ได้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายสุชาติเพื่อประกอบกิจการจำหน่ายน้ำที่กักเก็บ

ในบ่อดินกว่าสิบล้านลูกบาศก์เมตร ให้แก่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนครจังหวัดชลบุรี โดยจำเลยที่ ๑ มิได้จัดให้มีมาตรการควบคุมดูแลบ่อดินและมิได้จัดทำแนวป้องกันการพังทลายของดินเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงอันเป็นการผิดวิสัยของผู้ประกอบกิจการพึงจะต้องกระทำ เป็นเหตุให้ที่ดินบริเวณโดยรอบทรุดและพังทลายซึ่งรวมถึงที่ดินของโจทก์ทั้งสองและ

ทางสาธารณะที่อยู่รอบบ่อดินนั้นด้วย ทำให้โจทก์ทั้งสองและประชาชนทั่วไปไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการสัญจรได้ ทั้งเมื่อถึงฤดูฝนน้ำในบ่อดินก็จะเอ่อล้นและทะลักเข้ามาในบ้านเรือนของโจทก์ทั้งสองและประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นตลอดมา และเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๖ เกิดน้ำท่วมที่อำเภอ

พานทอง จังหวัดชลบุรี ทำให้น้ำในบ่อดินของจำเลยที่ ๑ ไหลบ่าทะลักเข้ามาในที่ดินและบ้านของโจทก์ทั้งสอง เป็นเหตุให้บ้านและทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก การที่จำเลยที่ ๑ ไม่ทำแนวป้องกันการพังทลายของดินและแนวป้องกันน้ำล้น ทั้งยังนิ่งเฉยไม่ปรับปรุงแก้ไขหรือบรรเทาความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ถือได้ว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองจนได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยสนับสนุนการป้องกันรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน คุ้มครองดูแลรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและควบคุมดูแลการขุดดินให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการขุดดินและการถมดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ แต่จำเลยที่ ๒ มิได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว โดยมิได้ออกคำสั่งให้นายสุชาติหรือตัวแทนระงับการขุดดินหรือมีคำสั่งให้จัดการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการขุดดิน เมื่อจำเลยที่ ๑ เข้ามาประกอบกิจการในบ่อดิน จำเลยที่ ๒ ก็มิได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ จัดทำ

แนวป้องกันการพังทลายของดินหรือป้องกันน้ำล้นแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายอันเกิดจากการทรุดตัวของดินทำให้สัดส่วนเนื้อที่ที่ดินสูญหายไปไม่เต็มตามจำนวนที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินและไม่สามารถใช้หรือทำประโยชน์บนที่ดินดังกล่าวได้ ทั้งยังทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองเสียหายและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงที่พักอาศัยและจัดทำแนวป้องกันน้ำไหลทะลัก ขอให้บังคับจำเลย

ทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน ๑๐,๓๓๐,๑๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ความเสียหายของโจทก์

ทั้งสองเกิดจากภัยธรรมชาติ จำเลยที่ ๑ เป็นเพียงผู้ซื้อที่ดินมาจากเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมและไม่ได้เป็น

ผู้ขุดบ่อดิน หากมีความเสียหายเกิดขึ้นโจทก์ทั้งสองต้องไปเรียกร้องจากเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งเป็น

ผู้ขุดบ่อดินหรือผู้ขออนุญาตขุดดิน มิใช่มาเรียกร้องจากจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม และดินที่ทรุดตัวจากอุทกภัยก็ไม่ได้เกิดในที่ดินของโจทก์ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้รับความเสียหาย หน้าที่ในการ

ป้องกันการพังทลายของดินและแนวป้องกันการเอ่อล้นของน้ำในบ่อดินไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ ๑ แต่



เป็นหน้าที่ของผู้ขออนุญาตขุดดิน จำเลยที่ ๑ ซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวมาภายหลังจากที่มีการขุดบ่อดินแล้วและมิได้รู้เห็นถึงการขุดดินว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือเป็นไปตามที่จำเลยที่ ๒ ออกใบอนุญาตขุดดินไว้หรือไม่ จำเลยที่ ๑ ยังไม่ได้จำหน่ายน้ำที่กักเก็บในบ่อดินตามที่กล่าวอ้างและยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ขณะนี้อยู่ระหว่างให้เจ้าของที่ดินเดิมดำเนินการให้ถูกต้องตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องสูงเกินจริงและในความเป็นจริงโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริต คดีขาดอายุความ โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองและได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบขั้นตอนของทางราชการและติดตามควบคุมดูแลตลอดจนดำเนินการเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการขุดดินดังกล่าวมาโดยตลอด ทั้งยังได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญากับนายสุชาติ ประจวบเจริญกุล ผู้ขออนุญาตขุดดินแล้ว โจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องอดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลมาบโป่งและเจ้าหน้าที่ในสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลมาบโป่ง เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๗๓๑๖/๒๕๕๖ ต่อศาลจังหวัดชลบุรี ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งหากคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษา

ยกฟ้อง คดีในส่วนแพ่งนี้จะต้องถือข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการพิจารณาคดีส่วนอาญา นอกจากนี้

ความเสียหายที่เกิดจากอุทกภัยในเดือนตุลาคม ๒๕๕๖ เป็นเหตุสุดวิสัย มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๒ ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม ค่าเสียหายเกินจากความจริง โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ความเสียหายที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒

จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ฟ้องว่าจำเลยที่ ๒

ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชลบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นแห่งคดีนี้เป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน ที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเพียงเพราะในฐานะผู้อนุญาตให้ขุดดินเท่านั้น เหตุละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ ๒ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น และมิได้เป็นผลโดยตรงจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ

ศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๓๐/๒๕๕๔



ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๒ โดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลมาบโป่งในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ กระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ

ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสองอ้างว่าได้รับความเสียหายกรณีจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ เป็นเอกชนที่ซื้อที่ดินต่อจากผู้มีชื่อ

ซึ่งเป็นผู้ขออนุญาตขุดดินในที่ดินบริเวณข้างเคียงกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แต่ผู้มีชื่อดังกล่าว

ได้ดำเนินการขุดดินลึกเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตจนเกิดเป็นบ่อดินขนาดใหญ่ เมื่อจำเลยที่ ๑ ซื้อที่ดิน

แปลงดังกล่าวมาได้ประกอบกิจการกักเก็บน้ำในบ่อดินเพื่อจำหน่ายโดยไม่ทำแนวป้องกันการพังทลายของดินและแนวป้องกันน้ำล้น เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง

อันเป็นการผิดวิสัยของผู้ประกอบกิจการพึงจะต้องกระทำ ส่วนจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น

มีหน้าที่ในการควบคุมดูแลการขุดดินให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการขุดดินและการถมดิน

พ.ศ. ๒๕๔๓ กลับละเลยต่อหน้าที่ดังกล่าว โดยมิได้ออกคำสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตขุดดินระงับการขุดดินหรือมีคำสั่งให้จัดการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เมื่อจำเลยที่ ๑ ซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวและประกอบกิจการกักเก็บน้ำในบ่อดินเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ ๒ ก็มิได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการเพื่อจัดทำแนวป้องกันการพังทลายของดินหรือป้องกันน้ำล้น เป็นเหตุโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย

อันเกิดจากการทรุดตัวของดินทำให้สัดส่วนเนื้อที่ดินสูญหายไปไม่เต็มตามจำนวนที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินและไม่สามารถใช้หรือทำประโยชน์บนที่ดินดังกล่าวได้ ทั้งยังทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองเสียหายและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงที่พักอาศัยและจัดทำแนวป้องกันน้ำไหลทะลัก ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง เห็นว่า คดีนี้เฉพาะจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองโต้แย้งว่าคดีของตนไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม และทั้งสองศาลคงวินิจฉัยคดีเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ ๒ เท่านั้น ดังนั้นคดีในส่วนของจำเลยที่ ๑ จึงไม่มีกรณีที่ขัดแย้งกันในเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล และเป็นอันยุติไปว่าอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ เท่านั้นว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดี



สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเอกชน กระทำละเมิดเข้ามาประกอบกิจการกักเก็บน้ำในบ่อดินเพื่อจำหน่ายในที่ดินแปลงที่มีการขุดดินลึกเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต โดยไม่ทำ

แนวป้องกันการพังทลายของดินและแนวป้องกันน้ำล้น ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย อันเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกันที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แม้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ละเลยต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการขุดดินและการถมดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ กรณีไม่ดำเนินการออกคำสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตขุดดินระงับการขุดดินหรือมีคำสั่งให้จัดการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนไม่ดำเนินการออกคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ จัดทำแนวป้องกันการพังทลายของดินหรือป้องกันน้ำล้น เป็นเหตุโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองก็ได้มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง อันเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองมุ่งประสงค์ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน ซึ่งการที่จำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้ก็จะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติในข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ ว่ามีการกระทำละเมิดหรือไม่ ซึ่งเป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเกี่ยวพันกันกับจำเลยที่ ๒ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสังเวียน เหลือแป ที่ ๑ นางสาววิไล เหลือแป ที่ ๒ โจทก์ บริษัทพีพีเอส เอนเนอยี แอนด์ มารีน จำกัด ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลมาบโป่ง ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสังเวียน เหลือแป ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — บริษัทพีพีเอส เอนเนอยี แอนด์ มารีน จำกัด ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 54/2559
#598277
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ชำระเงินแก่โจทก์ กรณีผิดสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสาร จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า สัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสาร ให้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอนตามอำนาจหน้าที่ ดังนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของจำเลยที่ ๑ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อความสะดวกของจำเลยที่ ๑ ในการปฏิบัติงานทางธุรการเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๕๔/๒๕๕๙

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๘ ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีสะเกษ ไอเฟค โจทก์ ยื่นฟ้อง โรงเรียนบ้านม่วง (รามคำแหงอนุสรณ์) ที่ ๑ นายบัวผัน ขันตี ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกันทรลักษ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๙๘/๒๕๕๘ ความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน และเป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสาร ยี่ห้อฟูจิ รุ่น เอส ๒๐๑๐ จำนวน ๑ เครื่อง ราคา ๗๘,๐๐๐ บาท จากโจทก์ กำหนดชำระราคาภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันรับสินค้า โจทก์ได้ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยมีตัวแทนลงลายมือชื่อรับสินค้าไว้แทน เมื่อถึงกำหนดจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๗๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยตกลงทำสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารยี่ห้อ ฟูจิ รุ่นเอส ๒๐๑๐ กับโจทก์ การซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากยังมิได้ดำเนินการตามระเบียบของทางราชการ ทั้งไม่เคยมีหนังสือไปขอให้โจทก์เสนอราคา โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นการใช้สิทธิจากการลวงขายสินค้าโดยไม่สุจริต เอกสารใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษีที่โจทก์นำไปใช้เป็นหลักฐานฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น โจทก์ได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อความลงในเอกสารโดยไม่ชอบ และไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลจังหวัดกันทรลักษ์พิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ สัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้คู่สัญญาอีกฝ่ายเข้าดำเนินการ หรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผล หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐซึ่งก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคกันระหว่างคู่สัญญาแต่อย่างใด แต่เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน จึงเป็นสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดา ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่งที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเท่านั้น ดังนั้น คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารดังกล่าวจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกรอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน อันเป็นบริการสาธารณะของรัฐ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสาร ฟูจิ รุ่นเอส ๒๐๑๐ ให้แก่จำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าเครื่องถ่ายเอกสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ เครื่องถ่ายเอกสารในสภาพปัจจุบันถือได้ว่า เป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอน อันเป็นการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาของนักเรียน เป็นต้นว่า ทำสำเนารูปภาพ ทำสำเนาเอกสารต่างๆ เพื่อเป็นสื่อในการเรียนการสอน รวมทั้งทำสำเนาแบบทดสอบเพื่อการวัดผล ประเมินผลการเรียนการสอน คดีนี้โจทก์อ้างว่า โจทก์ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสารตามสัญญาซื้อขายให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ไม่ชำระค่าเครื่องถ่ายเอกสารให้แก่โจทก์ ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การว่า สัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากจำเลยทั้งสองยังมิได้ตกลงซื้อกับโจทก์ จึงเป็นกรณีที่คู่ความพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารดังกล่าว เมื่อสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาที่มีวัตถุแห่งสัญญาเพื่อจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจของจำเลยที่ ๑ ให้บรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสารให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ผิดนัดไม่ชำระราคาเครื่องถ่ายเอกสารให้แก่โจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองชำระราคาเครื่องถ่ายเอกสารพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ชำระเงินแก่โจทก์ กรณีผิดสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสาร ยี่ห้อฟูจิ รุ่นเอส ๒๐๑๐ จำนวน ๑ เครื่อง จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จำเลยที่ ๑ เป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์ แนวทาง และดำเนินการเกี่ยวกับการสนับสนุนทรัพยากร การจัดตั้ง จัดสรรทรัพยากร และบริหารงบประมาณอุดหนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การพัฒนาระบบการบริหาร และส่งเสริม ประสานงานเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ในการเรียนการสอน รวมทั้งส่งเสริมการนิเทศการบริหารและการจัดการศึกษา และการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา ฯลฯ ตามข้อ ๑ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่สัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสาร จำนวน ๑ เครื่อง ให้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอนตามอำนาจหน้าที่ ดังนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของจำเลยที่ ๑ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อความสะดวกของจำเลยที่ ๑ ในการปฏิบัติงานทางธุรการเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีสะเกษ ไอเฟค โจทก์ โรงเรียนบ้านม่วง (รามคำแหงอนุสรณ์) ที่ ๑ นายบัวผัน ขันตี ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีสะเกษ ไอเฟค
จำเลย — โรงเรียนบ้านม่วง(รามคำแหงอนุสรณ์)ที่ 1 กับพวกรวม2คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 54/2559
#601454
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอก อ. ผู้ไม่อยู่ ยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ เมื่อล่วงเวลาไปหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ไม่อยู่นั้นไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่มีผู้ใดได้รับข่าวนั้น กรณีต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ส่วนที่ 4 มาตรา 48 วรรคสอง ซึ่งหากศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่แล้ว ผู้ร้องย่อมมีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปตามมาตรา 54 อันหาได้มีผลกระทบกระเทือนต่อสถานะ หรือความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา บิดามารดา และบุตรในทางครอบครัวโดยตรงไม่ คดีของผู้ร้องจึงไม่ใช่คดีแพ่งที่ร้องขอต่อศาลเกี่ยวกับผู้เยาว์หรือครอบครัวอันจะถือเป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกอัมพร มีบุตรด้วยกัน 2 คน เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2557 จ่าสิบเอกอัมพรเดินทางออกจากภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 856/20 ซอยพหลโยธิน 8 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร แล้วไม่กลับมาโดยไม่มีผู้ใดทราบข่าวหรือพบเห็นอีก ก่อนออกจากภูมิลำเนา ไม่มีบุคคลใดได้รับมอบหมายหรือได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนทั่วไปของจ่าสิบเอกอัมพร เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 ผู้ร้องพร้อมบุตรได้ไปแจ้งความเรื่องบุคคลสูญหายต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดินแดง บัดนี้ล่วงเลยระยะเวลา 1 ปีเศษ แล้วจ่าสิบเอกอัมพรก็มิเคยติดต่อหรือเดินทางกลับมา ผู้ร้องได้ติดต่อขอรับเงินบำเหน็จบำนาญก่อนเกษียณอายุราชการและผลประโยชน์ของจ่าสิบเอกอัมพรแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้ เว้นแต่จะมีคำสั่งตั้งผู้จัดการทรัพย์ของจ่าสิบเอกอัมพรผู้ไม่อยู่ก่อน ผู้ร้องบรรลุนิติภาวะ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ และไม่เคยถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย ขอให้มีคำสั่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของจ่าสิบเอกอัมพร ผู้ไม่อยู่

ในวันนัดไต่สวนคำร้องขอ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกอัมพร ผู้ไม่อยู่ ยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ เมื่อเวลาล่วงเลยไปหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ไม่อยู่นั้นไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่มีผู้ใดได้รับข่าวนั้น กรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ส่วนที่ 4 มาตรา 48 วรรคสอง ซึ่งหากศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่แล้ว ผู้ร้องย่อมมีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปตามมาตรา 54 อันหาได้มีผลกระทบกระเทือนต่อสถานะ หรือความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา บิดามารดา และบุตรในทางครอบครัวโดยตรงไม่ คดีของผู้ร้องจึงมิใช่คดีแพ่งที่ร้องขอต่อศาลเกี่ยวกับผู้เยาว์หรือครอบครัว อันจะถือเป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 22 เดือน สิงหาคม พุทธศักราช 2559

วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ว.
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 53/2559
#598276
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ชำระเงินแก่โจทก์ กรณีผิดสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารจึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า สัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสาร ให้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอนตามอำนาจหน้าที่ ดังนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของจำเลยที่ ๑ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อความสะดวกของจำเลยที่ ๑ ในการปฏิบัติงานทางธุรการเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๓/๒๕๕๙

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๘ ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีสะเกษ ไอเฟค โจทก์ ยื่นฟ้อง โรงเรียนบ้านหินวิทยา ที่ ๑ นายอุบล พลเหตุ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกันทรลักษ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๙๖/๒๕๕๘ ความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนและเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสาร ยี่ห้อฟูจิ รุ่น เอส ๒๐๑๐ จำนวน ๑ เครื่อง ราคา ๗๘,๐๐๐ บาท จากโจทก์ กำหนดชำระราคาภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันรับสินค้า ต่อมาโจทก์ได้ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยมีตัวแทนลงลายมือชื่อรับไว้แทน เมื่อถึงกำหนดจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๗๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยตกลงทำสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารยี่ห้อ ฟูจิ รุ่นเอส ๒๐๑๐ กับโจทก์ การซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากยังมิได้ดำเนินการตามระเบียบของทางราชการ ทั้งไม่เคยมีหนังสือไปขอให้โจทก์เสนอราคา จำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อโดยสำคัญผิดเนื่องจากการกระทำของโจทก์ และพนักงานโจทก์ทำให้จำเลยทั้งสองหลงเชื่อเข้าใจผิดว่าโจทก์เป็นตัวแทนของห้างหุ้นส่วนจำกัดไพศาลวิทยาอันเป็นการลวงขายสินค้า อีกทั้งการส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสารของโจทก์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ยังมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงไม่อาจถือได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ตกลงซื้อขายและรับการส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสารจากโจทก์ไว้แล้ว จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ชำระราคาสินค้าตามที่โจทก์ฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์พิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ สัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้คู่สัญญาอีกฝ่ายเข้าดำเนินการ หรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผล หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐซึ่งก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคกันระหว่างคู่สัญญาแต่อย่างใด แต่เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน จึงเป็นสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดา ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่งที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเท่านั้น ดังนั้น คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารดังกล่าวจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกรอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน อันเป็นบริการสาธารณะของรัฐ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ มีความจำเป็นต้องซื้อเครื่องถ่ายเอกสารเพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอนตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ จึงทำบันทึกเลขที่ ๘/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ รายงานการขอซื้อต่อจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงมีใบสั่งซื้อ ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ กับโจทก์ ตกลงซื้อเครื่องถ่ายเอกสาร ฟูจิ รุ่นเอส ๒๐๑๐ โดยโจทก์ตกลงส่งมอบภายใน ๕ วัน สัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสาร ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเครื่องถ่ายเอกสารมาใช้ในการเรียนการสอนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งโดยสภาพในปัจจุบันถือได้ว่า เครื่องถ่ายเอกสารเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอน เป็นต้นว่า ทำสำเนารูปภาพ ทำสำเนาเอกสารต่างๆ เพื่อเป็นสื่อในการเรียนการสอน รวมทั้ง ทำสำเนาแบบทดสอบเพื่อการวัดผลประเมินผลการเรียนการสอน ประกอบกับก่อนที่จะมีการซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ได้ให้เหตุผลความจำเป็นในการซื้อเครื่องถ่ายเอกสารว่า มีความจำเป็นต้องซื้อเพื่อใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนงานขยายโอกาสและพัฒนาคุณภาพการศึกษา จึงเห็นว่า สัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาที่มีวัตถุแห่งสัญญาเพื่อจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจของจำเลยที่ ๑ ให้บรรลุผลสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสารให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ผิดนัดไม่ชำระราคาเครื่องถ่ายเอกสารให้แก่โจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองชำระราคาเครื่องถ่ายเอกสารพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ชำระเงินแก่โจทก์ กรณีผิดสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสาร ยี่ห้อฟูจิ รุ่นเอส ๒๐๑๐ จำนวน ๑ เครื่อง จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติให้สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จำเลยที่ ๑ เป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์ แนวทาง และดำเนินการเกี่ยวกับการสนับสนุนทรัพยากร การจัดตั้ง จัดสรรทรัพยากร และบริหารงบประมาณอุดหนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การพัฒนาระบบการบริหาร และส่งเสริม ประสานงานเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ในการเรียนการสอน รวมทั้งส่งเสริมการนิเทศการบริหารและการจัดการศึกษา และการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา ฯลฯ ตามข้อ ๑ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่สัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสาร จำนวน ๑ เครื่อง ให้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอนตามอำนาจหน้าที่ ดังนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของจำเลยที่ ๑ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อความสะดวกของจำเลยที่ ๑ ในการปฏิบัติงานทางธุรการเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีสะเกษ ไอเฟค โจทก์ โรงเรียนบ้านหินวิทยา ที่ ๑ นายอุบล พลเหตุ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีสะเกษ ไอเฟค
จำเลย — โรงเรียนบ้านหินวิทยา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2559
#594722
เปิดฉบับเต็ม

อำนาจในการตรวจสอบการจับกุมเป็นอำนาจเฉพาะของศาลชั้นต้นที่จะเป็นผู้ตรวจสอบว่าเด็กหรือเยาวชนที่พนักงานสอบสวนนำตัวมาอยู่ต่อหน้าศาลเพื่อให้ศาลตรวจสอบการจับกุมนั้น เป็นเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดหรือไม่ การจับและการปฏิบัติต่อเด็กหรือเยาวชนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว ผู้ต้องหาจะอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ต้องหายื่นคำร้องว่า ผู้ต้องหากับนายภัทรธร ถูกจับเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2558 เวลา 15 นาฬิกา ข้อหาร่วมกันพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หลังการจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวผู้ต้องหากับนายภัทรธรไปที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. เมื่อไปถึงมีชาย 3 คน รุมทำร้ายผู้ต้องหา ใส่กุญแจมือและพาตัวไปที่มนธิรา รีสอร์ท ห้องพักหมายเลข 5 และมีชาย 7 คน เข้ารุมทำร้ายผู้ต้องหากับนายภัทรธรเพื่อให้บอกว่ายังมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่อีกหรือไม่ หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวผู้ต้องหาไปขยายผลการจับกุมจนจับนายธนากรหรือหน่อยได้ ผู้ต้องหาถูกนำตัวไปขังไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี วันที่ 12 มีนาคม 2558 โดยไม่ได้จัดทำบันทึกการจับกุมส่งพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม2558 ผู้ต้องหายืมโทรศัพท์เคลื่อนที่ของญาติผู้ต้องหาด้วยกันโทรหาผู้ปกครอง จากนั้นจึงมีการทำบันทึกการจับกุมให้ผู้ต้องหาลงลายมือชื่อที่สถานีตำรวจภูธรเดชอุดม และนำตัวผู้ต้องหาไปส่งศาลเพื่อไต่สวนการจับซึ่งเกินกว่า 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวน และยกคำร้อง

ผู้ต้องหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ต้องหาฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 73 ในเรื่องของการจับและการปฏิบัติต่อเด็กหรือเยาวชนบัญญัติว่า เมื่อเด็กหรือเยาวชนมาอยู่ต่อหน้าศาล ให้ศาลตรวจสอบว่าเป็นเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดหรือไม่ การจับและการปฏิบัติต่อเด็กหรือเยาวชนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากการจับเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้ปล่อยตัวเด็กหรือเยาวชนไป ในคดีนี้ศาลชั้นต้นคือศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานีตรวจสอบการจับกุมและมีคำสั่งว่า ศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงจากการสอบผู้ร้องและการตรวจเอกสารของผู้ร้องแล้วเห็นว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดจริง การจับเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยผู้ต้องหายื่นคำร้องลงวันที่ 14 มีนาคม 2558 ขอให้พิจารณาว่า การควบคุมมีการทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาเพื่อให้ได้ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดหลังจากที่มีการจับกุมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งงดการไต่สวน เห็นว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการขอให้ตรวจสอบการจับกุมซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณา ณ ปัจจุบันในขณะนั้นแล้วมีคำสั่งว่าการจับเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย อำนาจในการตรวจสอบการจับกุมนั้นจึงเป็นอำนาจเฉพาะของศาลชั้นต้นที่พิจารณาตรวจสอบการจับกุมเด็กหรือเยาวชน เมื่อพนักงานสอบสวนนำตัวเด็กหรือเยาวชนไปศาลเพื่อตรวจสอบการจับกุมและเมื่อเด็กหรือเยาวชนอยู่ต่อหน้าศาล ศาลชั้นต้นจะเป็นผู้ตรวจสอบว่าเป็นเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดหรือไม่ การจับและการปฏิบัติต่อเด็กหรือเยาวชนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว ผู้ต้องหาจะอุทธรณ์หรือฎีกาอีกไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ต้องหา และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาผู้ต้องหาจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และยกฎีกาผู้ต้องหา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 73
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเดชอุดม
ผู้ต้องหา — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี — นายไชยวุฒิ หวังอาษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
จิรนิติ หะวานนท์
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 52/2559
#598163
เปิดฉบับเต็ม

การที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติมีมติให้ยุบเลิกทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ เป็นเหตุให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้ถูกฟ้องคดีต้องมีคำสั่งให้ลูกจ้างประจำรวมทั้งผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการ เนื่องจากทางราชการเลิกหรือยุบตำแหน่งนั้น โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายเงินช่วยเหลือเป็นเงินบำเหน็จตามระเบียบฯ เงินช่วยเหลือเยียวยาและเงินช่วยเหลือค่าที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่เพียงพอจึงฟ้องเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินเพิ่มเติม เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๒/๒๕๕๙

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแรงงานกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๘ นางพงษ์ลัดดา ไพรวัลย์หรือแจ่มสายพงษ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ บ. ๒๘/๒๕๕๘ ความว่า เดิมผู้ฟ้องคดีบรรจุเป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ ตำแหน่งช่างศิลป์ ช ๒ สำนักข่าวพาณิชย์ สังกัดกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๒๖ ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งที่ ๒๖๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗ ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการเพราะเหตุยุบเลิกทุนหมุนเวียนตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ เป็นต้นไป เงินเดือนเดือนสุดท้ายของผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๒๓,๓๔๐ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน ๑๕ เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้าย การยุบเลิกทุนหมุนเวียนดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดี เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุราชการทั้งที่เหลืออายุราชการอีก ๗ ปี ทำให้ขาดรายได้ที่จะได้รับจนเกษียณอายุราชการ ผู้ฟ้องคดีมีอายุมากแล้วไม่สามารถไปสมัครงานที่อื่น ๆ ได้ รวมทั้งมีภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยรายได้เพิ่มเติมจนเกษียณอายุราชการ ๖๐ ปี จำนวน ๑,๙๖๐,๕๖๐ บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติอนุมัติให้ยุบเลิกเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้มีคำสั่งที่ ๒๖๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗ เรื่อง ให้ลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ จำนวน ๕๑ ราย พ้นจากราชการเพราะเหตุยุบเลิกทุนหมุนเวียน ตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ เป็นต้นไป คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการจึงเป็นการเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายการกำหนดเงินช่วยเหลือทดแทนเป็นไปตามกฎระเบียบและวิธีการของราชการแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิตามกฎหมายในการได้รับเงินที่เรียกร้องและคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีเป็นคำขอที่ไม่ชอบปราศจากมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้าง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะด้านการส่งเสริมการส่งออกของรัฐ เดิมผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ สังกัดสำนักข่าวพาณิชย์ ทั้งนี้ เงินทุนหมุนเวียนดังกล่าว เป็นชื่อเงินนอกงบประมาณประเภทหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและเผยแพร่หนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์ โดยมีรายได้จากการจำหน่าย "หนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์" หลังจากได้ยุติการผลิตและเผยแพร่หนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์เมื่อปี ๒๕๔๑ แล้ว เงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ได้มีภารกิจรับจ้างผลิต จำหน่าย งานพิมพ์และเผยแพร่สิ่งพิมพ์ของผู้ถูกฟ้องคดี หน่วยงานราชการ และหน่วยงานเอกชน รวมทั้งจัดทำ ผลิต จำหน่าย เผยแพร่วารสารผู้ส่งออกเพื่อประโยชน์ในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศไปยังผู้ผลิต ผู้ส่งออกและผู้สนใจโดยทั่วไป โดยมีงานพิมพ์เป็นรายได้หลักของเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งการบริหารงานของเงินทุนดังกล่าวได้ดำเนินการโดยผ่านคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ โดยมีผู้อำนวยการสำนักข่าวพาณิชย์ เป็นผู้บริหารทุนหมุนเวียน มีข้าราชการ ลูกจ้างเงินงบประมาณ และลูกจ้างเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ เป็นผู้ปฏิบัติงาน โดยมีกระทรวงการคลัง เป็นผู้ควบคุมการดำเนินงานของเงินทุนมีระเบียบกรมส่งเสริมการส่งออก ว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๓๗ กำหนดโครงสร้างการบริหารและการดำเนินงานของเงินทุนหมุนเวียน คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้แต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งช่างศิลป์ ช ๒ เป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวจนกระทั่งผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากยุบเลิกเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ เมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว เห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีได้ตกลงที่จะปฏิบัติงานเป็นพนักงานประจำในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดี มิได้มีการจัดทำข้อตกลงที่เกิดขึ้นจากสัญญาจ้างระหว่างกัน มิได้มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีให้บรรลุผลตามที่กฎหมายกำหนด อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการที่ผู้ฟ้องคดีตกลงทำงานให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีก็มิได้มีนิติสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างที่เท่าเทียมกันตามสัญญาจ้างแรงงานตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีอำนาจเจรจาต่อรองเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การระงับข้อพิพาท การนัดหยุดงาน การปิดงาน การงดจ้าง การจัดตั้งสหภาพแรงงาน หรือการระงับข้อพิพาทดังเช่นคดีแรงงาน การที่ผู้ฟ้องคดีตกลงทำงานให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพื่อตอบแทนการทำงาน จึงมิได้มีลักษณะเป็นข้อตกลงตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับการจ้างที่จะเป็นสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีมีลักษณะเป็นการจ้างงานให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำงานซึ่งเป็นการใช้อำนาจในการบริหารงานภายในของผู้ถูกฟ้องคดีและได้บรรจุแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์และให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการ ซึ่งได้ใช้อำนาจตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๓๗ ระหว่างที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานยังต้องปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว และหากผู้ฟ้องคดีกระทำผิดวินัยก็จะต้องถูกลงโทษตามระเบียบฉบับเดียวกัน การพิจารณาเพื่อขึ้นค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนผลการปฏิบัติงานนั้น ผู้ฟ้องคดีจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเลื่อนขั้นค่าจ้างลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๔ ส่วนผู้ฟ้องคดีก็จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี รวมทั้งมีสิทธิที่จะได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ ตามระเบียบของกระทรวงการคลังที่เกี่ยวกับลูกจ้างประจำของส่วนราชการ และระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๑๙ กรณีจึงเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีกับผู้ฟ้องคดีเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะตั้งแต่การบรรจุแต่งตั้ง การปฏิบัติหน้าที่ การได้รับค่าตอบแทน ตลอดจนสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน มิได้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเอกชน จึงมีลักษณะแตกต่างจากลักษณะการทำงานของลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานทั่วไป เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยเพียง ๑๕ เท่าของเงินเดือนที่ได้รับครั้งสุดท้าย โดยอาศัยหลักเกณฑ์การชดเชยให้กับผู้ที่สมัครใจเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดชดเชยให้กับผู้ฟ้องคดี เนื่องจากเหตุการยุบเลิกเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากราชการ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่เหมาะสมกับอายุราชการของผู้ฟ้องคดี จึงนำคดีมาฟ้องเรียกค่าชดเชยเพิ่มเติมตามจำนวนเงินของอายุราชการจนเกษียณอายุราชการ ๖๐ ปี ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยรายได้เพิ่มเติมตามอายุราชการที่เหลืออยู่ของผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งศาลจะต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การช่วยเหลือเยียวยาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ฟ้องคดีที่ได้รับผลกระทบจากการยุบเลิกเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นนิติบุคคล เป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงพาณิชย์และเป็นหน่วยงานทางปกครองที่ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากงาน แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีบรรจุผู้ฟ้องคดีเข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ สังกัดสำนักข่าวพาณิชย์เป็นการที่ผู้ฟ้องคดีตกลงทำงานให้แก่ผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายค่าจ้างโดยใช้เงินนอกงบประมาณให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพื่อตอบแทนการทำงานอันเป็นลักษณะของสัญญาต่างตอบแทนระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นการจ้างงาน อันถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดียอมสละอำนาจพิเศษหรือเอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครองในการเข้าทำสัญญาจ้างลูกจ้าง การใช้อำนาจบริหารงานบุคคลอันเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติและการลงโทษทางวินัยของผู้ถูกฟ้องคดีก็ล้วนแต่เป็นเครื่องยืนยันอำนาจในการบริหารและอำนาจในการบังคับบัญชา อันเป็นอำนาจของนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งเป็นไปตามกฎหมายเอกชน มิใช่ข้อกำหนดลักษณะพิเศษที่เป็นการแสดงอำนาจเหนือของฝ่ายปกครองตามระบบกฎหมายมหาชน นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะด้านการส่งเสริมการส่งออกของรัฐ เมื่อปี ๒๕๒๖ ผู้ฟ้องคดีได้รับการบรรจุเป็นเป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ ตำแหน่งช่างศิลป์ ช ๒ สำนักข่าวพาณิชย์ สังกัดกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ ๒๖๗/๒๕๕๗ เรื่อง ให้ลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์พ้นจากราชการเพราะเหตุยุบเลิกทุนหมุนเวียน ตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ มีผลให้ลูกจ้างประจำจำนวน ๕๑ ราย รวมทั้งผู้ฟ้องคดีต้องออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุราชการ ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยรายได้เพิ่มเติมจนกว่าผู้ฟ้องคดีจะเกษียณอายุราชการ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ออกจากราชการก่อนกำหนด และได้รับค่าชดเชยซึ่งเป็นบำเหน็จลูกจ้างไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีไม่ปรากฏว่ามีการทำสัญญาจ้าง แต่เป็นการจ้างตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีการบรรจุและแต่งตั้งเช่นเดียวกับข้าราชการ ทั้งเมื่อพ้นจากราชการผู้ถูกฟ้องคดีก็จ่ายบำเหน็จให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งข้อ ๕ ของระเบียบนี้บัญญัติมิให้นำระเบียบนี้มาใช้กับ (๑) ลูกจ้างประจำที่มีสัญญาจ้าง แสดงให้เห็นว่าการจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างประจำของผู้ถูกฟ้องคดีมิได้เป็นการจ้างตามสัญญา ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่การที่ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากราชการเนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีมติให้ยุบเลิกทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลัง รวมหรือยุบเลิกทุนหมุนเวียน พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีต้องมีคำสั่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ ๒๖๗/๒๕๕๗ ให้ลูกจ้างประจำรวมทั้งผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี ซึ่งในกรณีที่ลูกจ้างประจำต้องออกจากงานเนื่องจากทางราชการเลิกหรือยุบตำแหน่งนั้น ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้างประจำ พ.ศ. ๒๕๑๙ ข้อ ๗ กำหนดให้ได้รับบำเหน็จปกติ โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายเงินช่วยเหลือเป็นเงินบำเหน็จตามระเบียบดังกล่าว เงินช่วยเหลือเยียวยาและเงินช่วยเหลือค่าที่อยู่อาศัย ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่เพียงพอต่อความเดือดร้อนเสียหาย กรณีจึงเป็นการฟ้องเรียกร้องให้หน่วยงานทางปกครองรับผิดตามหลักความรับผิดโดยปราศจากความผิด คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางพงษ์ลัดดา ไพรวัลย์หรือแจ่มสายพงษ์ ผู้ฟ้องคดี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังรวมหรือยุบเลิกทุนหมุนเวียน พ.ศ.2543
ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ.2525
ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสุภัตรา เหล็งจันทรา
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 52/2559
#601441
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 15 แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย แต่มิได้เป็นประเด็นโดยตรงเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิทยา ผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน 4 คน จำเลยที่ 1 เป็นบุตรนอกสมรสของผู้ตายกับจำเลยที่ 2 ระหว่างสมรส ผู้ตาย โจทก์และบุตรทั้งสี่คนได้ร่วมกันประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์หลายบริษัท เมื่อปี 2550 จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอรับส่วนแบ่งมรดกเป็นคดีหมายเลขดำที่ 296/2550 คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาในประเด็นว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับมรดกจำนวนเท่าใด ประมาณปลายเดือนธันวาคม 2558 ระหว่างที่โจทก์กำลังรวบรวมทรัพย์สินของผู้ตายเพื่อจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก โจทก์ได้หลักฐานว่าเมื่อปี 2521 ผู้ตายนำเงินซึ่งเป็นสินสมรสไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4297 และ 5096 ตำบลสีลม (สาทร) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนทั้งสองแปลง และนำเงิน 8 ล้านบาท ไปปลูกสร้างบ้านบนที่ดินทั้งสองแปลงให้จำเลยทั้งสองอยู่อาศัย ต่อมาจำเลยที่ 2 สมคบกับจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริตจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีค่าตอบแทน และในระหว่างปี 2517 ถึง 2540 ผู้ตายนำหุ้นของบริษัทไทยบริดจสโตน จำกัดซึ่งเป็นสินสมรส 200 หุ้น ไปใส่ชื่อจำเลยทั้งสองไว้แทน และยังซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าวอีกหลายครั้งโดยใส่ชื่อจำเลยทั้งสองไว้แทนรวม 3,200 หุ้น มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 240,000,000 บาท บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ตายในนามจำเลยทั้งสองตลอดมาทุกปี คิดเป็นเงิน 240,000,000 บาท ซึ่งหุ้นและเงินปันผลดังกล่าวจำเลยทั้งสองต้องนำมาส่งคืนแก่โจทก์เพื่อแบ่งปันทายาท โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองส่งมอบทรัพย์มรดกดังกล่าวแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท หากไม่ยอมออกให้ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายในอัตราวันละ 5,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนหุ้นและเงินปันผลของบริษัทไทยบริดจสโตน จำกัด ตามคำขอท้ายฟ้องคืนแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายทั้งหมด หรือเฉพาะส่วนที่ยักย้ายหรือปิดบัง

จำเลยทั้งสองให้การว่าทำนองเดียวกันว่า นายวิทยา ผู้ตายให้การอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 เท่าเทียมบุตรที่เกิดกับโจทก์ และให้ทรัพย์สินแก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หาตามหน้าที่ธรรมจรรยาและตามฐานานุรูปของบิดา จำเลยที่ 2 ไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามฟ้องแทนผู้ใด ได้นำเงินส่วนตัวที่ได้จากการขายที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 52/18 และเงินได้จากการทำงานของจำเลยที่ 2 ไปซื้อที่ดินพิพาท นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่สถาบันการเงินแล้วนำเงินมาปลูกสร้างบ้านเลขที่ 30 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 โดยสุจริตอันเป็นการให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยา และผู้ตายโอนหุ้นในบริษัทไทยบริดจสโตน จำกัด จำนวน 400 หุ้น ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามหน้าที่ธรรมจรรยา จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ถือหุ้นแทนผู้ตาย เมื่อมีการประกาศเพิ่มทุน จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 นำเงินที่ได้จากเงินปันผลมาซื้อหุ้นเพิ่มทุน 400 หุ้น ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 โอนหุ้นเพิ่มทุน 400 หุ้นดังกล่าว ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหน้าที่ศีลธรรมอันดีเมื่อบริษัทฯ ประกาศเพิ่มทุนอีก จำเลยทั้งสองก็ซื้อหุ้นเพิ่มทุนอีกหลายครั้ง หุ้นในบริษัทไทยบริดจสโตน จำกัด จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง เงินปันผลเป็นดอกผลของหุ้น ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง โจทก์ฟ้องคดีไม่สุจริตและฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันสืบพยานโจทก์ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิทยา ผู้ตายในฐานะผู้จัดการมรดก ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินที่ผู้ตายนำเงินสินสมรสไปซื้อโดยให้จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทนแล้วจำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 รวมทั้งให้โอนหุ้นที่ผู้ตายให้จำเลยทั้งสองถือกรรมสิทธิ์แทน และคืนเงินปันผลในหุ้นที่จำเลยทั้งสองรับแทนผู้ตายคืนแก่โจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแทนผู้ตาย จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 1 ตามหน้าที่ธรรมจรรยา ผู้ตายโอนหุ้นให้จำเลยที่ 1 ตามหน้าที่ธรรมจรรยาและตามฐานานุรูป จากนั้นจำเลยที่ 1 ก็โอนหุ้นให้จำเลยที่ 2 ตามศีลธรรมอันดี จำเลยทั้งสองนำเงินปันผลมาซื้อหุ้นเพิ่มทุน หุ้นและเงินปันผลจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง มิได้เป็นการถือหุ้นและรับเงินปันผลแทนผู้ตาย คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแทนผู้ตาย และจำเลยทั้งสองถือหุ้นและรับเงินปันผลแทนแทนผู้ตายหรือไม่ จำเลยทั้งสองต้องโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หุ้นและเงินปันผลคืนแก่โจทก์หรือไม่ อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 15 แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย แต่มิได้เป็นประเด็นโดยตรงเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 คดีนี้จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 22 เดือน สิงหาคม พุทธศักราช 2559

วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ว.
จำเลย — นาง ร. กับพวก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 51/2559
#598278
เปิดฉบับเต็ม

การที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติมีมติให้ยุบเลิกทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ เป็นเหตุให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้ถูกฟ้องคดีต้องมีคำสั่งให้ลูกจ้างประจำรวมทั้งผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการ เนื่องจากทางราชการเลิกหรือยุบตำแหน่งนั้น โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายเงินช่วยเหลือเป็นเงินบำเหน็จตามระเบียบฯ เงินช่วยเหลือเยียวยาและเงินช่วยเหลือค่าที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่เพียงพอจึงฟ้องเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินเพิ่มเติม เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๑/๒๕๕๙

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแรงงานกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๘ นางสุภัตรา เหล็งจันทรา ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ บ. ๓๓/๒๕๕๘ ความว่า เดิมผู้ฟ้องคดีบรรจุเป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ ตำแหน่งพนักงานการเงินและบัญชี ส ๒ สำนักข่าวพาณิชย์ สังกัดกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๔ ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งที่ ๒๖๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗ ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการเพราะเหตุยุบเลิกทุนหมุนเวียนตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ เป็นต้นไป เงินเดือนเดือนสุดท้ายของผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๒๓,๓๔๐ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน ๑๕ เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้าย การยุบเลิกทุนหมุนเวียนดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุราชการทั้งที่เหลืออายุราชการอีก ๗ ปี ทำให้ขาดรายได้ที่จะได้รับจนเกษียณอายุราชการ ผู้ฟ้องคดีมีอายุมากแล้วไม่สามารถไปสมัครงานที่อื่น ๆ ได้ รวมทั้งมีภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยรายได้เพิ่มเติมจนเกษียณอายุราชการ ๖๐ ปี จำนวน ๑,๙๖๐,๕๖๐ บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติอนุมัติให้ยุบเลิกเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้มีคำสั่งที่ ๒๖๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗ เรื่อง ให้ลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ จำนวน ๕๑ ราย พ้นจากราชการเพราะเหตุยุบเลิกทุนหมุนเวียน ตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ เป็นต้นไป คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการจึงเป็นการเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายการกำหนดเงินช่วยเหลือทดแทนเป็นไปตามกฎระเบียบและวิธีการของราชการแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิตามกฎหมายในการได้รับเงินที่เรียกร้องและคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีเป็นคำขอที่ไม่ชอบปราศจากมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้าง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะด้านการส่งเสริมการส่งออกของรัฐ เดิมผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ สังกัดสำนักข่าวพาณิชย์ ทั้งนี้ เงินทุนหมุนเวียนดังกล่าว เป็นชื่อเงินนอกงบประมาณประเภทหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและเผยแพร่หนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์ โดยมีรายได้จากการจำหน่าย "หนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์" หลังจากได้ยุติการผลิตและเผยแพร่หนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์เมื่อปี ๒๕๔๑ แล้ว เงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ได้มีภารกิจรับจ้างผลิต จำหน่าย งานพิมพ์และเผยแพร่สิ่งพิมพ์ของผู้ถูกฟ้องคดี หน่วยงานราชการ และหน่วยงานเอกชน รวมทั้งจัดทำ ผลิต จำหน่าย เผยแพร่วารสารผู้ส่งออกเพื่อประโยชน์ในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศไปยังผู้ผลิต ผู้ส่งออกและผู้สนใจโดยทั่วไป โดยมีงานพิมพ์เป็นรายได้หลักของเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งการบริหารงานของเงินทุนดังกล่าวได้ดำเนินการโดยผ่านคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ โดยมีผู้อำนวยการสำนักข่าวพาณิชย์ เป็นผู้บริหารทุนหมุนเวียน มีข้าราชการ ลูกจ้างเงินงบประมาณ และลูกจ้างเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ เป็นผู้ปฏิบัติงาน โดยมีกระทรวงการคลัง เป็นผู้ควบคุมการดำเนินงานของเงินทุนมีระเบียบกรมส่งเสริมการส่งออก ว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๓๗ กำหนดโครงสร้างการบริหารและการดำเนินงานของเงินทุนหมุนเวียน คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้แต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งพนักงานการเงินและบัญชี ส ๒ เป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวจนกระทั่งผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากยุบเลิกเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ เมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว เห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีได้ตกลงที่จะปฏิบัติงานเป็นพนักงานประจำในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดี มิได้มีการจัดทำข้อตกลงที่เกิดขึ้นจากสัญญาจ้างระหว่างกัน และการที่ผู้ฟ้องคดีตกลงทำงานให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพื่อตอบแทนการทำงานก็มิได้มีนิติสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อตกลงการจ้างที่เกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีอำนาจเจรจาต่อรองเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การระงับข้อพิพาท การนัดหยุดงาน การปิดงาน การงดจ้าง การจัดตั้งสหภาพแรงงาน หรือการระงับข้อพิพาทดังเช่นคดีแรงงาน ทั้งมิได้มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีให้บรรลุผลตามที่กฎหมายกำหนด อันจะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีมีลักษณะเป็นการจ้างงานให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำงานโดยใช้อำนาจเกี่ยวกับการบริหารงานภายในของผู้ถูกฟ้องคดี ในส่วนการบรรจุและแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์การบริหารงานบุคคลอันเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติ การลงโทษทางวินัย จนกระทั่งการให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๓๗ นอกจากนั้นการพิจารณาเลื่อนขั้นค่าจ้างเพื่อตอบแทนผลการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีก็จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเลื่อนขั้นค่าจ้างลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๔ สำหรับผู้ฟ้องคดีก็จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี รวมทั้งมีสิทธิที่จะได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ ตามระเบียบของกระทรวงการคลังที่เกี่ยวกับลูกจ้างประจำของส่วนราชการ และระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๑๙ กรณีจึงเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีกับผู้ฟ้องคดีเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะตั้งแต่การบรรจุแต่งตั้ง การปฏิบัติหน้าที่ การได้รับค่าตอบแทน ตลอดจนสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน มิได้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเอกชน จึงมีลักษณะแตกต่างจากลักษณะการทำงานของลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานทั่วไป เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยเพียง ๑๕ เท่าของเงินเดือนที่ได้รับครั้งสุดท้าย โดยอิงอัตราการจ่ายสิทธิประโยชน์สูงสุดให้แก่ข้าราชการที่เข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา (เงินชดเชย) ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่เหมาะสมกับอายุราชการของผู้ฟ้องคดีจนถึงเกษียณอายุที่เหลืออยู่อีก ๗ ปี จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อเรียกร้องเงินช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมโดยให้คิดคำนวณตามอายุราชการที่เหลืออยู่จนเกษียณอายุราชการ ๖๐ ปี พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งศาลจะต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์การกำหนดเงินช่วยเหลือเยียวยาของผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ฟ้องคดีที่ได้รับผลกระทบจากการยุบเลิกเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ ว่าชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกับผู้ฟ้องคดีหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นนิติบุคคลซึ่งเป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงพาณิชย์และเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีบรรจุผู้ฟ้องคดีเข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ มิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี อันจะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง การที่ผู้ฟ้องคดีตกลงทำงานให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพื่อตอบแทนการทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นการจ้างงาน ถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดียอมสละอำนาจพิเศษของตนในการเข้าทำสัญญาจ้างแรงงาน การใช้อำนาจบริหารงานและระเบียบปฏิบัติของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเรื่องการบริหารงานและการบังคับบัญชาซึ่งเป็นอำนาจของนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะด้านการส่งเสริมการส่งออกของรัฐ เมื่อปี ๒๕๒๖ ผู้ฟ้องคดีบรรจุเป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ ตำแหน่งพนักงานการเงินและบัญชี ส ๒ สำนักข่าวพาณิชย์ สังกัดกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ ๒๖๗/๒๕๕๗ เรื่อง ให้ลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์พ้นจากราชการเพราะเหตุยุบเลิกทุนหมุนเวียน ตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ มีผลให้ลูกจ้างประจำจำนวน ๕๑ ราย รวมทั้งผู้ฟ้องคดีต้องออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุราชการ ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยรายได้เพิ่มเติมจนกว่าผู้ฟ้องคดีจะเกษียณอายุราชการ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ออกจากราชการก่อนกำหนด และได้รับค่าชดเชยซึ่งเป็นบำเหน็จลูกจ้างไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีไม่ปรากฏว่ามีการทำสัญญาจ้างแต่เป็นการจ้างตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีการบรรจุและแต่งตั้งเช่นเดียวกับข้าราชการ ทั้งเมื่อพ้นจากราชการผู้ถูกฟ้องคดีก็จ่ายบำเหน็จให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งข้อ ๕ ของระเบียบนี้บัญญัติมิให้นำระเบียบนี้มาใช้กับ (๑) ลูกจ้างประจำที่มีสัญญาจ้าง แสดงให้เห็นว่าการจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างประจำของผู้ถูกฟ้องคดีมิได้เป็นการจ้างตามสัญญา ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่การที่ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากราชการเนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีมติให้ยุบเลิกทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลัง รวมหรือยุบเลิกทุนหมุนเวียน พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีต้องมีคำสั่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ ๒๖๗/๒๕๕๗ ให้ลูกจ้างประจำรวมทั้งผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี ซึ่งในกรณีที่ลูกจ้างประจำต้องออกจากงานเนื่องจากทางราชการเลิกหรือยุบตำแหน่งนั้น ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้างประจำ พ.ศ. ๒๕๑๙ ข้อ ๗ กำหนดให้ได้รับบำเหน็จปกติ โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายเงินช่วยเหลือเป็นเงินบำเหน็จตามระเบียบดังกล่าว เงินช่วยเหลือเยียวยาและเงินช่วยเหลือค่าที่อยู่อาศัย ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่เพียงพอต่อความเดือดร้อนเสียหาย กรณีจึงเป็นการฟ้องเรียกร้องให้หน่วยงานทางปกครองรับผิดตามหลักความรับผิดโดยปราศจากความผิด คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสุภัตรา เหล็งจันทรา ผู้ฟ้องคดี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังรวมหรือยุบเลิกทุนหมุนเวียน พ.ศ.2543
ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519
ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ.2525
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสุภัตรา เหล็งจันทรา
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 50/2559
#596503
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องสำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) ว่า ผู้เสียหายที่ 1 ประกอบอาชีพขายสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งผ้าหมึกใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์และหมึกที่บรรจุในคาร์ทริดจ์สำหรับใช้กับเครื่องพิมพ์ ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า โดยนำออกจำหน่ายในฐานะเจ้าของสินค้าในเครื่องหมายการค้าดังกล่าว และผู้เสียหายที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า ผ้าหมึกใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ และสำหรับสินค้าจำพวก 2 รายการสินค้า หมึกที่บรรจุในคาร์ทริดจ์สำหรับใช้กับเครื่องพิมพ์ ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าคำว่า ของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว แล้วนำไปทำให้ปรากฏบนผลิตภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ หีบห่อ ฉลาก และสติกเกอร์ของผลิตภัณฑ์สินค้าที่ทำปลอม โดยนำตลับคาร์ทริดจ์เปล่ามาถอดออกแล้วเติมผงหมึกปลอมลงไปในตลับหมึก จากนั้นประกอบเข้าที่เดิมพร้อมใส่ลูกกลิ้งหมึกพิมพ์ลงไปแล้วนำมาบรรจุใส่ถุงปิดกระดาษที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า ปลอม และนำสติกเกอร์ที่ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์คำว่า มาติดลงบนหีบห่อที่ใช้บรรจุสินค้า เป็นการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์มาใช้ให้ปรากฏบนสินค้าเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้เสียหายที่ 1 ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเห็นได้ว่าชื่อ รูป รอยประดิษฐ์คำว่า ที่โจทก์อ้างก็คือเครื่องหมายเดียวกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร การที่จำเลยทั้งสองนำตลับคาร์ทริดจ์เปล่ามาถอดออกแล้วเติมผงหมึกปลอมลงไปในตลับหมึกพร้อมใส่ลูกกลิ้งหมึกพิมพ์ลงไปแล้วนำมาบรรจุใส่ถุงปิดกระดาษที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า ของผู้เสียหายที่ 1 และนำสติกเกอร์ที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์คำว่า มาติดลงบนหีบห่อที่ใช้บรรจุสินค้าตลับหมึกคาร์ทริดจ์นั้นถือเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า ของผู้เสียหายที่ 1 กับสินค้าตลับหมึกคาร์ทริดจ์ตัวพิมพ์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า อันเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 เพราะการใช้เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบุคคลอื่นกับสินค้าปลอมอาจเป็นการใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับตัวสินค้าหรือหีบห่อบรรจุสินค้านั้นก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดสินค้าว่าโดยสภาพของสินค้าสามารถติดเครื่องหมายการค้าที่ตัวสินค้าได้หรือไม่ สำหรับสินค้าหมึกคาร์ทริดจ์ในคดีนี้เห็นได้โดยสภาพของสินค้าว่าไม่อาจติดเครื่องหมายการค้าที่สินค้าหมึกได้แต่ต้องติดเครื่องหมายการค้าที่หีบห่อบรรจุสินค้าหมึกคาร์ทริดจ์เท่านั้น การที่จำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า ของผู้เสียหายที่ 1 โดยปิดที่ถุงกระดาษบรรจุตลับหมึกและนำสติกเกอร์ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า ปลอมไปติดบนหีบห่อที่บรรจุสินค้าตลับหมึกคาร์ทริดจ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวย่อมไม่อาจเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) อีก ส่วนการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นมาใช้โดยทำให้ปรากฏที่หีบห่อบรรจุสินค้าโดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้อื่นอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) นั้นต้องเป็นการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในราชอาณาจักรมาใช้เท่านั้น

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) แต่ไม่ได้พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 186 (8) จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 114, 115, 117 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 272 (1), 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น ลงโทษปรับคนละ 25,000 บาท ฐานเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ลงโทษปรับคนละ 10,000 บาท รวมลงโทษปรับคนละ 35,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 17,500 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) ด้วยหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าคำว่า " " ของผู้เสียหายที่ 1 และนำสติกเกอร์ที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ คำว่า " " มาติดลงบนหีบห่อที่ใช้บรรจุสินค้า อันเป็นการทำให้ปรากฏบนสินค้าโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมกับสติกเกอร์ที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ ข้อความทางการค้าคำว่า " " จำนวน 800 แผ่น อันเป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในฐานดังกล่าวด้วย เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องสำหรับความผิดฐานดังกล่าวว่า ผู้เสียหายที่ 1 ประกอบอาชีพขายสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งผ้าหมึกใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์และหมึกที่บรรจุในคาร์ทริดจ์สำหรับใช้กับเครื่องพิมพ์ ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า " " โดยนำออก จำหน่ายในฐานะเจ้าของสินค้าในเครื่องหมายการค้าดังกล่าว และผู้เสียหายที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่อง หมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า ผ้าหมึกใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ และสำหรับสินค้าจำพวก 2 รายการสินค้า หมึกที่บรรจุในคาร์ทริดจ์สำหรับใช้กับเครื่องพิมพ์ ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ แล้ว เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2554 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าคำว่า " " ของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว แล้วนำไปทำให้ปรากฏบนผลิตภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ หีบห่อ ฉลาก และสติกเกอร์ของผลิตภัณฑ์สินค้าที่ทำปลอม โดยนำตลับคาร์ทริดจ์เปล่ามาถอดออกแล้วเติมผงหมึกปลอมลงไปในตลับหมึก จากนั้นประกอบเข้าที่เดิมพร้อมใส่ลูกกลิ้งหมึกพิมพ์ลงไปแล้วนำมาบรรจุใส่ถุงปิดกระดาษที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า " " ปลอม และนำสติกเกอร์ที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์คำว่า " " มาติดลงบนหีบห่อที่ใช้บรรจุสินค้า เป็นการเอาชื่อ รูป รอย ประดิษฐ์มาใช้ให้ปรากฏบนสินค้าเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้เสียหายที่ 1 ดังนี้ ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเห็นได้ว่าชื่อ รูป รอยประดิษฐ์คำว่า " " ที่โจทก์อ้างก็คือเครื่องหมายเดียวกับเครื่องหมายการค้าคำว่า " " ที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร การที่จำเลยทั้งสองนำตลับคาร์ทริดจ์เปล่ามาถอดออกแล้วเติมผงหมึกปลอมลงไปในตลับหมึกพร้อมใส่ลูกกลิ้งหมึกพิมพ์ลงไปแล้วนำมาบรรจุใส่ถุงปิดกระดาษที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า " " ของผู้เสียหายที่ 1 และนำสติกเกอร์ที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์คำว่า " " มาติดลงบนหีบห่อที่ใช้บรรจุสินค้าตลับหมึกคาร์ทริดจ์นั้นถือเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า " " ของผู้เสียหายที่ 1 กับสินค้าตลับหมึกคาร์ทริดจ์ตัวพิมพ์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า " " อันเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 เพราะการใช้เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบุคคลอื่นกับสินค้าปลอมอาจเป็นการใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับตัวสินค้าหรือหีบห่อที่บรรจุสินค้านั้นก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดสินค้าว่าโดยสภาพของสินค้าสามารถติดเครื่องหมายการค้าที่ตัวสินค้าได้หรือไม่ สำหรับสินค้าหมึกคาร์ทริดจ์ในคดีนี้เห็นได้โดยสภาพของสินค้าว่าไม่อาจติดเครื่องหมายการค้าที่สินค้าหมึกได้แต่ต้องติดเครื่องหมายการค้าที่หีบห่อบรรจุสินค้าหมึกคาร์ทริดจ์เท่านั้น ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า " " ของผู้เสียหายที่ 1 โดยปิดที่ถุงกระดาษบรรจุตลับหมึกและนำสติกเกอร์ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า " " ปลอมไปติดบนหีบห่อที่บรรจุสินค้าตลับหมึกคาร์ทริดจ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวย่อมไม่อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) อีก ส่วนการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นมาใช้โดยทำให้ปรากฏที่หีบห่อบรรจุสินค้าโดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้อื่นอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) นั้นต้องเป็นการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในราชอาณาจักรมาใช้เท่านั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) แต่ไม่ได้พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (8) จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108
ป.อ. ม. 272 (1)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสันทัด กอทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวเยาวรัตน์ กุหลาบเพ็ชรทอง
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
นวลน้อย ผลทวี
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 50/2559
#603047
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องในฐานะผู้อนุบาลร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องมีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินแทนคนไร้ความสามารถ เป็นกรณีต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 1 ส่วนที่ 2 ความสามารถ มาตรา 28 วรรคสอง ที่บัญญัติให้อำนาจหน้าที่ของผู้อนุบาลเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 5 ซึ่งบทบัญญัติในหมวด 3 ความปกครอง มาตรา 1598/18 วรรคแรก บัญญัติว่า ในกรณีบิดา มารดาเป็นผู้อนุบาล ถ้าบุตรนั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิหน้าที่ของผู้ใช้อำนาจปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าบุตรนั้นบรรลุนิติภาวะแล้วให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลมเมื่อตามคำสั่งของศาลจังหวัดสมุทรสาครให้ บ. เป็นคนไร้ความสามารถท้ายคำร้องขอของผู้ร้องระบุว่า คนไร้ความสามารถบรรลุนิติภาวะแล้วและตามบทบัญญัติว่าด้วยความปกครองใน ป.พ.พ. บรรพ 5 มาตรา 1598/3 วรรคสอง ให้นำมาตรา 1574 ที่บัญญัติกำหนดประเภทของนิติกรรมที่ผู้ใช้อำนาจปกครองไม่สามารถกระทำแทนผู้เยาว์ได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตมาใช้บังคับแก่ผู้ปกครองและผู้อยู่ในปกครองโดยอนุโลม การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอทำนิติกรรมตามคำร้องขอซึ่งเป็นนิติกรรมตามมาตรา 1574 จึงเป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ศาลมีคำสั่งให้นายบุญก้าน เป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของผู้ร้องซึ่งเป็นมารดา นายบุญก้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่นในที่ดินโฉนดเลขที่ 8357 ตำบลบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เนื่องจากผู้ร้องประกอบอาชีพเกษตรกรปลูกดอกไม้ขาย มีรายได้น้อย และไม่แน่นอน ไม่เพียงพอแก่การดูแลคนไร้ความสามารถให้มีชีวิตความเป็นอยู่และได้รับการรักษาพยาบาลที่ดี จึงขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องขายที่ดินแปลงดังกล่าว

ในวันนัดไต่สวนคำร้องขอ ศาลจังหวัดสมุทรสาคร เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องในฐานะผู้อนุบาลร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องมีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินแทนคนไร้ความสามารถ เป็นกรณีต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ส่วนที่ 2 ความสามารถ มาตรา 28 วรรคสอง ที่บัญญัติให้อำนาจหน้าที่ของผู้อนุบาลเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ซึ่งบัญญัติในหมวด 3 ความปกครอง มาตรา 1598/18 วรรคแรก บัญญัติว่า ในกรณีบิดามารดาเป็นผู้อนุบาลบุตร ถ้าบุตรนั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิหน้าที่ของผู้ใช้อำนาจปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าบุตรนั้นบรรลุนิติภาวะแล้ว ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อตามคำสั่งของศาลจังหวัดสมุทรสาครให้นายบุญก้าน เป็นคนไร้ความสามารถ ท้ายคำร้องขอของผู้ร้องระบุว่าคนไร้ความสามารถบรรลุนิติภาวะแล้ว และบทบัญญัติว่าด้วยความปกครองในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาตรา 1598/3 วรรคสอง ให้นำมาตรา 1574 ที่บัญญัติกำหนดประเภทของนิติกรรมที่ผู้ใช้อำนาจปกครองไม่สามารถกระทำแทนผู้เยาว์ได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตมาใช้บังคับแก่ผู้ปกครองและผู้อยู่ในปกครองโดยอนุโลม การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอทำนิติกรรมตามคำร้องขอซึ่งเป็นนิติกรรมตามมาตรา 1574 จึงเป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีของผู้ร้องขออยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 22 เดือน สิงหาคม พุทธศักราช 2559

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ส.
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 49/2559
#603314
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องกรมที่ดินและสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองด้วยกันว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกโฉนดที่ดินรวม ๑๓ แปลง ให้แก่ผู้มีชื่อ แต่การออกโฉนดที่ดินดังกล่าวทับที่สาธารณประโยชน์ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินทุกแปลง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า เป็นการออกโฉนดที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะมิได้กล่าวอ้างว่าตนเองเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทก็ตาม แต่คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือเป็นของผู้มีชื่อเป็นสำคัญ ทั้งผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในคดีนี้จะกระทบกระเทือนต่อสิทธิในที่ดินของผู้มีชื่อโดยตรง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๙/๒๕๕๙

วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองพิษณุโลกโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๘ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสะแก ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองพิษณุโลก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๔/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสะแก หมู่ที่ ๖ (บ้านเนินสง่า) ตำบลห้วยสะแก อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ว่าชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเรื่องทางสาธารณประโยชน์ไม่สามารถสัญจรไปมาได้กรณีเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเดิมมีสภาพเป็นทางเกวียนที่ประชาชนใช้สัญจรไปมา โดยเมื่อประมาณปี ๒๕๓๙ ได้มีการเดินสำรวจรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินในท้องที่ดังกล่าว ในการรังวัดเจ้าหน้าที่ผู้ทำการรังวัดกลับมิได้ปักหลักเขตที่ดินที่ออกโฉนดที่ดินด้านที่ติดทางสาธารณประโยชน์ เพียงแต่มอบหลักเขตที่ดินให้แก่ผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น โดยแจ้งผู้ใหญ่บ้านและ



เจ้าของที่ดินแต่ละแปลงให้ไปทำการปักหลักเขตที่ดินกันเองให้เหลือหรือกันที่ดินส่วนที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ไว้ด้านละ ๑.๕ เมตร เป็นเหตุให้ทางสาธารณประโยชน์หายไป ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดเพื่อตรวจสอบทางพิพาท ซึ่งผลการรังวัดปรากฏว่าทางพิพาทเป็นคันนาไม่มีสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์ แนวเขตที่ดินด้านติดทางที่พิพาทแต่ละแปลงอยู่บนคันนาซึ่งสอดคล้องกันกับการให้ถ้อยคำของผู้ปกครองท้องที่ว่า การรังวัดออกโฉนดที่ดินเมื่อปี ๒๕๓๙ ไม่มีการปักหลักเขตที่ดินด้านติดทางพิพาท แต่ระวางแผนที่ที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จัดทำขึ้นกลับระบุว่ามีทางสาธารณประโยชน์โดยมีเส้นแสดงแนวเขตที่ดินไว้อย่างชัดเจนจึงเป็นเอกสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่ามีทางสาธารณประโยชน์ที่พิพาทอยู่จริงและมีขอบเขตเพียงใด การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อทุกแปลงที่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ที่พิพาทดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตรวจสอบระวางแผนที่และโฉนดที่ดินที่อยู่ติดที่พิพาท และได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวในส่วนที่พิพาท นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดีได้ร้องขอให้อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ไกล่เกลี่ย โดยให้พิจารณาดำเนินการร่วมกันระหว่างผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มิได้ตอบรับเป็นประการใด ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินทุกแปลงที่ติดทางที่พิพาท กับขอให้กันเขตทางที่พิพาทข้างละ ๑.๕ เมตร โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินพิพาทรวม ๑๓ แปลง ซึ่งอยู่ติดกับทางสาธารณประโยชน์เป็นการออกโฉนดที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว กล่าวคือ เป็นการออกโดยวิธีเดินสำรวจตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เจ้าพนักงานผู้ปกครองท้องที่ได้รับรองข้อเท็จจริงที่ผู้นำเดินสำรวจให้ถ้อยคำในการขอออกโฉนดที่ดิน รวมถึงได้ลงนามรับรองแนวเขตว่า มิได้เหลื่อมล้ำแนวเขตข้างเคียงด้านที่ติดกับทางสาธารณประโยชน์จึงเป็นการออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว สำหรับโฉนดที่ดินพิพาทบางแปลงที่ออกโดยวิธีการเดินสำรวจที่ดินตามมาตรา ๕๘ ทวิ และมาตรา ๕๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ก็เป็นการออกโฉนดที่ดินไปโดยชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ทั้งนี้การออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘ ตรี จะเป็นกรณีนำที่ดินที่มีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) มาปรับแก้รูปแปลงที่ดินใน น.ส. ๓ ก. ให้เป็นรูปแปลงที่ดินในโฉนดที่ดินโดยปรับแก้ตามหลักวิชาการแผนที่รูปถ่ายทางอากาศ การเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินโดยวิธีนี้จึงไม่มีการนำเดินสำรวจรังวัดปักหลักเขตในพื้นที่ที่ดินตั้งอยู่ เมื่อรูปแปลงที่ดินเดิมใน น.ส. ๓ ก. มีลักษณะเช่นไรก็จะนำรูปแปลงที่ดินในลักษณะเช่นนั้นลงในโฉนดที่ดินด้วย เมื่อตรวจสอบรูปแผนที่ที่ดินพิพาทที่ออกตามความในมาตรา ๕๘ ตรี



ไม่ปรากฏว่ามีที่ดินข้างเคียงเป็นทางสาธารณะแต่อย่างใด หากจะทำการกันเขตที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ก็เป็นกรณีที่เจ้าของที่ดินต้องให้ความยินยอมและยื่นคำขอสอบเขตที่ดินตามความในมาตรา ๖๙ ทวิ ดังนั้น จึงไม่มีกรณีที่จะต้องดำเนินการเพิกถอนตามความในมาตรา ๖๑ และขณะนี้ข้อเท็จจริงก็ยังไม่เป็นที่ยุติว่าโฉนดที่ดินแปลงใดออกทับทางสาธารณประโยชน์หรือไม่ เพียงใด จึงไม่มีเหตุต้องเพิกถอนโฉนดที่ดินหรือแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง อนึ่ง นอกจากยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองพิษณุโลกเป็นคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองพิษณุโลกในข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินจำนวนสิบสามแปลงที่อยู่ติดกับทางพิพาทโดยอ้างว่าเป็นการออกโฉนดที่ดินทับทางสาธารณประโยชน์

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อทับทางสาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รังวัดตรวจสอบทางพิพาทแล้ว แต่ผลการรังวัดไม่ทราบแนวเขตทางพิพาทที่ชัดเจนได้ เนื่องจากการออกโฉนดที่ดินมิได้กันเขตทางพิพาทไว้และไม่มีการปักหลักเขตที่ดินด้านที่ติดทางพิพาท เอกสารหลักฐานโฉนดที่ดินและระวางแผนที่ก็ไม่ได้แสดงขอบเขตของทางที่พิพาทได้แจ้งชัด ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการในขั้นตอนการรังวัดปักหลักเขตและรับรองเขตที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การออกโฉนดที่ดินและการลงตำแหน่งที่ดินในระวางแผนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้เพิกถอนโฉนดที่ดินในส่วนที่ทับทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว กรณีจึงเป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ผู้ทำการรังวัดและเจ้าพนักงานที่ดินผู้ลงนามออกโฉนดที่ดินซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มิใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินกับเจ้าของที่มีชื่อในโฉนดที่ดิน เมื่อการออกโฉนดที่ดินโดยวิธีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นกรณีที่จะต้องมีการรังวัดปักหลักเขตที่ดินและลงตำแหน่งที่ดินในระวางซึ่งถือเป็นการพิจารณาทางปกครอง และเป็นขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการออกโฉนดที่ดิน ทั้งนี้ ตามมาตรา ๕๖ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบข้อ ๑๕ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง และการออกโฉนดที่ดินโดยวิธีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแม้จะไม่มีการสำรวจรังวัดในพื้นที่ แต่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้น ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีนี้คือการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเนื่องมาจากกระทำไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ



ที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้นหรือไม่ ซึ่งศาลจำต้องวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ทำการรังวัดปักหลักเขตเพื่อออกโฉนดที่ดินและลงตำแหน่งที่ดินในระวางแผนที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มิใช่เป็นการวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยตรง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินทั้งสิบสามแปลงที่อยู่ติดกับทางพิพาท การที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้อง ศาลจะต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินบริเวณพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์หรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินทั้งสิบสามแปลงเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไปได้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองด้วยกัน โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ โดยในการรังวัดเจ้าหน้าที่ผู้ทำการรังวัดมิได้ปักหลักเขตที่ดินที่ออกโฉนดที่ดินด้านที่ติดทางสาธารณประโยชน์ เพียงแต่มอบหลักเขตที่ดินให้แก่ผู้ใหญ่บ้าน โดยแจ้งผู้ใหญ่บ้านและเจ้าของที่ดินแต่ละแปลงให้ไปทำการปักหลักเขตที่ดินกันเองให้เหลือหรือกันที่ดินส่วนที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ไว้ด้านละ ๑.๕ เมตร เป็นเหตุให้ทางสาธารณประโยชน์หายไป เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการรังวัดเพื่อตรวจสอบทางพิพาท ผลการรังวัดปรากฏว่าทางพิพาทเป็นคันนาไม่มีสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์ การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อทุกแปลงที่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ที่พิพาทดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินทุกแปลงที่ติดทางที่พิพาท กับขอให้กันเขตทางที่พิพาทข้างละ ๑.๕ เมตร ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดินทุกแปลงที่อยู่ติดกับทางสาธารณประโยชน์ที่พิพาทเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้น มูลความแห่งคดีนี้จึงสืบเนื่องมาจาก



การที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกโฉนดที่ดินรวม ๑๓ แปลง ให้แก่ผู้มีชื่อ แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวทับที่สาธารณประโยชน์จึงขอให้เพิกถอนกับขอให้กันเขตทางสาธารณประโยชน์ แม้ผู้ฟ้องคดีจะมิได้กล่าวอ้างว่าตนเองเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทก็ตาม แต่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือเป็นของผู้มีชื่อเป็นสำคัญ ทั้งผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในคดีนี้จะมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิในที่ดินของผู้มีชื่อโดยตรง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสะแก ผู้ฟ้องคดี กรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสะแก
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดินที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 48/2559
#598202
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเอกชนยื่นฟ้องว่า โจทก์ทั้งเจ็ดแต่ละคนเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต่อมา จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกโฉนดที่ดินและนำนายช่างรังวัดที่ดินทับเนื้อที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดครอบครอง โจทก์ทั้งเจ็ดคัดค้าน จำเลยที่ ๑ ทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ โดยไม่ถูกต้อง ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยกเลิกเพิกถอนหลักฐานหรือดำเนินการถอนคำร้องเพื่อขอออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาท จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ดำเนินการตรวจสอบรับฟังพยานหลักฐานพิจารณาตามขั้นตอน ระเบียบปฏิบัติของกรมที่ดินอย่างถูกต้อง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การว่า เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทในฐานะเจ้าของตลอดมา โดยไม่เคยมีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิเห็นว่า แม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ แต่ก็ขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๘ /๒๕๕๙

วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสิงห์บุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสิงห์บุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๘ นางชูชีพ กรรทิพากร ที่ ๑ กับพวกรวม ๗ คน โจทก์ยื่นฟ้อง นายพรเทพ ไตรวุฒิชน ที่ ๑ กับพวกรวม ๔ คน จำเลย ต่อศาลจังหวัดสิงห์บุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๕๔/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เล่มที่ ๖ โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตาม ส.ค.๑ เลขที่ ๘๐ โจทก์ที่ ๓ เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตาม ส.ค.๑ เลขที่ ๙๖ โจทก์ที่ ๔ เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตาม ส.ค.๑ เลขที่ ๒๖ โจทก์ที่ ๕ เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตาม ส.ค. (ที่ถูก ส.ค.๑) เลขที่ ๒๒ และ ๘๓ โจทก์ที่ ๖ และที่ ๗ เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามส.ค.๘๓ (ที่ถูก ส.ค.๑ เลขที่ ๘๓) ซึ่งที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลพระงาม อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ต่อมาเมื่อประมาณเดือนตุลาคม ๒๕๕๗ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๘๔ เล่มที่ ๖ ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อขอออกโฉนดที่ดิน โดยอ้างหลักฐานเป็นใบไต่สวนหน้าสำรวจที่ ๕๓๖ ที่ดินระวาง ๑๐ น.๔ ฏ ตำบลพระงาม อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ ๔ ไร่ ๔๐ ตารางวา และนำนายช่างรังวัดที่ดินทับเนื้อที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดครอบครอง โจทก์ทั้งเจ็ดคัดค้านต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้เรียกคู่กรณีมาทำการสอบสวนเปรียบเทียบแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ และต่อมาจำเลยที่ ๑ ออกคำสั่งลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๘ ให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ โจทก์ทั้งเจ็ดเห็นว่าจำเลยที่ ๑ ออกคำสั่งไม่ถูกต้องเพราะในการออกโฉนดที่ดินนั้น จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อ้างใบไต่สวนอันเป็นเท็จ เนื่องจากกรมที่ดินได้มีหนังสือถึงจังหวัดสิงห์บุรี แจ้งว่าได้ตรวจสอบสารบบที่ดินและทะเบียนไมโครฟิล์มของที่ดินแปลงเลขที่ ๙๖ หน้าสำรวจ ๕๓๖ ตำบลพระงาม อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ไม่พบหลักฐาน ดังกล่าวที่ส่วนกลางแต่อย่างใด อีกทั้งจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเลย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒๓/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๘ ที่ให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ และให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยกเลิกเพิกถอนหลักฐานหรือดำเนินการถอนคำร้องเพื่อขอออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาท

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรีมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดิน ได้ดำเนินการตรวจสอบรับฟังพยานหลักฐานพิจารณาตามขั้นตอน ระเบียบปฏิบัติของกรมที่ดินอย่างถูกต้อง โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่ได้รับความเสียหายและไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ก่อนคดีนี้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ทำการสอบสวนเปรียบเทียบไม่ชอบ จึงยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ ต่อศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ ๑๒๕๙-๑๒๖๓/๒๕๕๘ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การว่า ที่ดินพิพาทมีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๑๖๙ ตำบลพระงาม อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ ๔ ไร่ ๔๐ ตารางวา ที่ทางราชการได้รังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่อำแดงผ่อง ทวดของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไว้แล้ว และมีการยกให้ตกทอดมาจนถึงจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องและสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยในที่ดินด้วยความสงบ เปิดเผย ในฐานะเจ้าของตลอดมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกสิบปี โดยไม่เคยมีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิ โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ก็เคยทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ส่วนโจทก์ที่ ๑ ที่ ๕ และที่ ๗ ไม่เคยครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนี้เลยคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ให้ออกโฉนดที่ดินจึงชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องอนึ่ง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ขอให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรีออกใบแทนโฉนดที่ดินของอำแดงผ่องที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรีทำสูญหาย ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ของศาลปกครอง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ โดยเห็นว่าคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสิงห์บุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลคดีจึงเป็นกรณีโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะพิจารณาว่า คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ แล้วจึงจะมีคำสั่งเกี่ยวกับการออกโฉนดต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิของบุคคล อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดอ้างว่า การที่จำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรี ออกคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสิงห์บุรี ที่ ๒๓/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๘ ให้ออกโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งเจ็ดจึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ เห็นว่าประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ถ้ามีผู้โต้แย้งสิทธิกันให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานที่ดินแล้วแต่กรณี มีอำนาจทำการสอบสวนเปรียบเทียบ ถ้าตกลงกันได้ก็ให้ดำเนินการไปตามที่ตกลง หากตกลงกันไม่ได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา มีอำนาจพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ซึ่งสังกัดกรมที่ดิน และการออกคำสั่งของจำเลยที่ ๑ เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยว่า โจทก์ทั้งเจ็ดแต่ละคนเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) และตาม ส.ค.๑ ต่อมา จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็น เจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน และนำนายช่างรังวัดที่ดินทับเนื้อที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดครอบครอง โจทก์ทั้งเจ็ดคัดค้าน จำเลยที่ ๑ จึงเรียกคู่กรณีมาทำการสอบสวนเปรียบเทียบแต่ตกลงกันไม่ได้ ต่อมา จำเลยที่ ๑ ออกคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ โดยไม่ถูกต้อง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยกเลิกเพิกถอนหลักฐานหรือดำเนินการถอนคำร้อง เพื่อขอออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาท จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ได้ดำเนินการตรวจสอบรับฟังพยานหลักฐานพิจารณาตามขั้นตอน ระเบียบปฏิบัติของกรมที่ดินอย่างถูกต้อง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องและสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยในที่ดินด้วยความสงบ เปิดเผย ในฐานะเจ้าของตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยไม่เคยมีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิ เห็นว่าแม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ แต่โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องก็ขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นประเด็นสำคัญจึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางชูชีพ กรรทิพากร ที่ ๑ กับพวกรวม ๗ คน โจทก์นายพรเทพ ไตรวุฒิชน ที่ ๑ กับพวกรวม ๔ คน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชูชีพ กรรทิพากร ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
จำเลย — นายพรเทพ ไตรวุฒิชน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 47/2559
#598166
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการถูกสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ ๑ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเลยที่ ๒ นำที่ดินดังกล่าวไปจัดสรรและออกเป็น ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข จำนวน ๓ แปลงให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเอกชน ขอให้เพิกถอน ส.ป.ก.๔-๐๑ ข ทั้งสามแปลง หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จ่ายค่าทดแทนในการเวนคืนตามกฎหมาย ให้ขับไล่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ กับส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเดิม และให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การจัดสรรและการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ได้ดำเนินการตามกฎหมายทุกประการ โจทก์มิได้ฟ้องคดีภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครอง คดีจึงขาดอายุความ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมานานแล้ว โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน เมื่อทางราชการมีนโยบายออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ให้แก่ราษฎรผู้ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน จึงยื่นแบบแสดงความจำนงขอให้ออก ส.ป.ก. ๔ -๐๑ ข โจทก์ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ทั้งไม่เคยบอกกล่าวให้ออกจากที่ดินพิพาท และไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย เห็นว่า เป็นการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๗/๒๕๕๙

วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดอุดรธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองอุดรธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุดรธานีส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๗ นางสิริกาญจน์ เนติวิธวรกุล โจทก์ ยื่นฟ้องสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ นายวีระชัย นาควิบูลย์วงศ์ ที่ ๒ นายสุข หน่อสุวรรณ ที่ ๓ นายคำภา โสวาปี ที่ ๔ นายจักรี สุขาวาปี ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดอุดรธานี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๕๘๐/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นภริยาและเป็นผู้จัดการมรดกของนายนิติวัตหรือขาล เนติวิธวรกุลหรือหล้าศักดิ์ เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เล่มที่ ๒ หน้า ๑๑๕ ตำบลจำปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ ๕๐ ไร่ เป็นชื่อของนายนิติวัติหรือขาล ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของนายนิติวัตหรือขาลได้โอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของโจทก์ แต่เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑ นำที่ดินดังกล่าวไปจัดสรรและออกเป็นหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข) แปลงเลขที่ ๒๐ เลขที่ ๖๒๒๙ เล่มที่ ๖๓ หน้าที่ ๒๙ เนื้อที่ ๙ ไร่ ๒ งาน ๒ ตารางวา ให้แก่ จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ และแปลงเลขที่ ๒๘ เลขที่ ๖๒๑๓ เล่มที่ ๖๓ หน้าที่ ๑๓ เนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๔๕ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๔ เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ และเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๐ จำเลยที่ ๑ นำที่ดินบางส่วนของโจทก์ไปจัดสรรและออกเป็น ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข แปลงเลขที่ ๒๗ เลขที่ ๙๐๔๖ เล่มที่ ๙๑ หน้าที่ ๔๖ เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๕๕ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๕ เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ โดยที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวมิใช่ที่ดินของรัฐหรือรัฐจัดซื้อหรือเวนคืนจากเจ้าของที่ดินซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง หรือมีที่ดินเกินสิทธิตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ การจัดสรรและออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายและละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอนการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ทั้งสามแปลง และบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ออกจากที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ทั้งสามแปลง หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จ่ายค่าทดแทนในการเวนคืนตามกฎหมายแก่โจทก์ ให้ขับไล่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ออกจากที่ดินของโจทก์ และส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเดิม ให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การจัดสรรและการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ นั้น จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินการไปตามกฎหมายทุกประการ โจทก์มิได้ฟ้องคดีภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครอง คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลานานแล้ว โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน เมื่อทางราชการมีนโยบายออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ให้แก่ราษฎรผู้ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ และราษฎรคนอื่นจึงยื่นแบบแสดงความจำนงขอให้ออก ส.ป.ก. ๔ -๐๑ ข โจทก์ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ทั้งไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ออกจากที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๓ ศาลอนุญาต

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว แต่เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ทับซ้อนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ ประกอบกับโจทก์และจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ยังคงโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอ ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์หรือจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ นำที่ดินตาม น.ส. ๓ เล่ม ๒ หน้า ๑๑๕ ตำบลจำปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ ๕๐ ไร่ ของโจทก์ไปออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข แปลงเลขที่ ๒๐ เลขที่ ๖๒๒๙ เล่มที่ ๖๓ หน้าที่ ๒๙ เนื้อที่ ๙ ไร่ ๒ งาน ๒ ตารางวา แปลงเลขที่ ๒๘ เลขที่ ๖๒๑๓ เล่มที่ ๖๓ หน้า ๑๓ เนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๔๕ ตารางวา และแปลงเลขที่ ๒๗ เลขที่ ๙๐๔๖ เล่มที่ ๙๑ หน้า ๔๖ เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๕๕ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินของโจทก์ดังกล่าวมิใช่ที่ดินที่อยู่ในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่นำมาปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามที่พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ กำหนดไว้ นั้น เห็นว่า หนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข) เป็นการใช้อำนาจของปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุดรธานีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดของจำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อโจทก์อ้างว่าการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลมี คำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ทั้งสามฉบับดังกล่าวข้างต้น หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จ่ายค่าทดแทนในการเวนคืนตามกฎหมายแก่โจทก์ ฯลฯ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้โจทก์อ้างว่าเป็นการฟ้องการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและฟ้องขับไล่จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ก็ตาม แต่เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ซึ่งเป็นเพียงหลักฐานแสดงการอนุญาตให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเท่านั้น จึงไม่มีประเด็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ อีกทั้งที่ดินตาม ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ดังกล่าวเดิมอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติป่าเวียงคำและป่าศรีธาตุ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๗๒๔ (พ.ศ. ๒๑๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ตำบล..และตำบลจำปี...ตำบลศรีธาตุ...อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงเป็นการนำที่ดินของทางราชการมาออก ส.ป.ก. ๔- ๐๑ ข ทั้งสามฉบับ คดีนี้จึงไม่มีประเด็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ดังนั้น เมื่อคดีในส่วนที่ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นประเด็นหลักในคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีในส่วนที่ฟ้องจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ จึงควรได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน โดยโจทก์ฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เล่มที่ ๒ หน้า ๑๑๕ ตำบลจำปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ ๕๐ ไร่ ถูกจำเลยที่ ๑ นำไปจัดสรรและออกเป็นส.ป.ก. ๔-๐๑ ข แปลงเลขที่ ๒๐ เลขที่ ๖๒๒๙ เล่มที่ ๖๓ หน้าที่ ๒๙ เนื้อที่ ๙ ไร่ ๒ งาน ๒ ตารางวา แปลงเลขที่ ๒๘ เลขที่ ๖๒๑๓ เล่มที่ ๖๓ หน้า ๑๓ เนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๔๕ ตารางวา และแปลงเลขที่ ๒๗ เลขที่ ๙๐๔๖ เล่มที่ ๙๑ หน้า ๔๖ เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๕๕ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ตามลำดับโดยที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว มิใช่ที่ดินของรัฐหรือรัฐจัดซื้อหรือเวนคืนจากเจ้าของที่ดินซึ่งมิได้ทำประโยชน์ ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง หรือมีที่ดินเกินสิทธิตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายและละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ และ ที่ ๒ เพิกถอน การออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ทั้งสามแปลง และบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ออกจากที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ทั้งสามแปลง หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จ่ายค่าทดแทนในการเวนคืนตามกฎหมายแก่โจทก์ ให้ขับไล่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ออกจากที่ดินของโจทก์ และส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเดิม ให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การจัดสรรและการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ นั้น จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินการไปตามกฎหมายทุกประการ โจทก์มิได้ฟ้องคดีภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครองคดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลานานแล้ว โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน เมื่อทางราชการมีนโยบายออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ให้แก่ราษฎรผู้ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ และราษฎรคนอื่นจึงยื่นแบบแสดง ความจำนงขอให้ออก ส.ป.ก. ๔ -๐๑ ข โจทก์ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ทั้งไม่เคยบอกกล่าว ให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ออกจากที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๓ ศาลอนุญาต เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเอกชนต่อศาลยุติธรรม โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข พิพาท หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จ่ายค่าทดแทนในการเวนคืน ตามกฎหมาย ให้ขับไล่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ออกจากที่ดินของโจทก์ และส่งมอบที่ดินในสภาพเดิม และให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย อันเป็นการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสิริกาญจน์ เนติวิธวรกุล โจทก์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ นายวีระชัย นาควิบูลย์วงศ์ ที่ ๒ นายสุข หน่อสุวรรณ ที่ ๓ นายคำภา โสวาปี ที่ ๔ นายจักรี สุขาวาปี ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสิริกาญจน์ เนติวิธวรกุล
สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ 1
จำเลย — กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ