คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องจังหวัดชลบุรี ที่ ๑ เทศบาล ที่ ๒ และกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยอ้างว่า การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ และเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดี ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท โดยมีคำขอหลักให้ศาลพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท พร้อมทั้งให้ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีและให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่สาธารณะ ดังนี้ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจะมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองและผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองทั้งหมดเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้นเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่มีสิทธิครอบครอง ไม่ใช่ที่สาธารณะ คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน โดยผู้ฟ้องคดีมีเจตนาให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้านำที่ดินมือเปล่าที่มารดาผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ไปออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาททราบ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย อีกทั้งยังขัดขวางไม่ให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาทและเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อจากมารดาเข้าทำประโยชน์ ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนระเบียบกฎหมายในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาทด้วยความรอบคอบ โดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยอ้างว่าเป็นการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าหุ้นพิพาทเป็นของโจทก์และ ป. ผู้ตายซึ่งใส่ชื่อจำเลยทั้งสองไว้แทน และขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นกลับมาเป็นของโจทก์และผู้ตายเพื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจะนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาทของผู้ตายต่อไป จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า ผู้ตายโอนหุ้นพิพาทให้แก่ ก. ผู้เยาว์ ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของโจทก์กับผู้ตาย โดยฝากไว้ในชื่อของจำเลยทั้งสองจนกว่า ก. จะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือบรรลุนิติภาวะ ทั้งโจทก์ให้การสัตยาบันแก่การโอนหุ้นนั้นแล้ว จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนหุ้น ประเด็นหลักในคดีเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองถือหุ้นพิพาทไว้แทนโจทก์กับผู้ตายหรือแทน ก. แม้จำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้เกี่ยวกับการจัดการสินสมรสด้วยว่า โจทก์ให้การสัตยาบันแก่การโอนหุ้นพิพาทนั้นแล้ว ก็เป็นเพียงมูลเหตุแห่งข้อต่อสู้ที่ว่าจำเลยทั้งสองถือหุ้นพิพาทไว้แทน ก. ไม่ได้ถือไว้แทนโจทก์และผู้ตายเท่านั้น กรณีเป็นการโต้แย้งกันในเรื่องตัวการตัวแทนและเป็นปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งจะต้องบังคับกันตาม ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 15 และบรรพ 6 ไม่ได้นำ ป.พ.พ. บรรพ 5 มาใช้บังคับโดยตรง จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) โจทก์ มีวัตถุประสงค์อันเป็นไปในลักษณะของธุรกิจการค้าตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๔ มาตรา ๗ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับลูกจ้างย่อมมีขึ้นเพื่อดำเนินกิจการในเชิงธุรกิจการค้า และอยู่ภายใต้บังคับของสัญญาจ้างแรงงานตามกฎหมายแพ่งทั่วไป และพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ เมื่อมูลความแห่งคดีนี้เกิดจากการที่โจทก์อ้างว่า นาย บ. ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ กระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ผลิตภัณฑ์นมของโจทก์ที่ผลิตเสื่อมคุณภาพเป็นจำนวนมาก กรณีจึงเป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา ๘ (๑) และ (๕) และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมตามคำฟ้องสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ โจทก์อ้างว่าเงินช่วยงานแต่งงานเป็นสินสมรสที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้มาภายหลังที่จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายเก็บไว้ โจทก์จึงขอแบ่งเงินจากจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องแบ่งเงินให้แก่โจทก์ เนื่องจากไม่มีเงินเหลือที่จะแบ่ง และเงินดังกล่าวเป็นลาภมิควรได้ซึ่งโจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 1 ปี ก็ตาม แต่ประเด็นพิพาทแห่งคดียังคงมีว่าจำเลยที่ 1 ต้องแบ่งเงินช่วยงานแต่งงานซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์หรือไม่ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พิพาทกันในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา และการสิ้นสุดแห่งการสมรสซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 มาตรา 1470, 1474 และมาตรา 1532 ถึง 1535 คำฟ้องโจทก์ส่วนนี้จึงเป็นคดีครอบครัวซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชนซึ่งเป็นเจ้าของบ่อดินขนาดใหญ่ว่าไม่จัดให้มีมาตรการป้องกันควบคุมดูแลบ่อดินเพื่อมิให้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินข้างเคียง เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายจากการถูกน้ำในบ่อดินท่วมและการทรุดตัวของบ่อดินเนื่องจากการขุดบ่อดินลึกเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลับละเลยต่อหน้าที่กรณีไม่ดำเนินการออกคำสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตขุดดินระงับการขุดดินหรือมีคำสั่งให้จัดการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนไม่ออกคำสั่งให้จัดทำแนวป้องกันการพังทลายของดินหรือป้องกันน้ำล้นขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่เอกชนฟ้องเอกชนด้วยกันให้รับผิดในมูลละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แม้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการขุดดินและการถมดิน พ.ศ.๒๕๔๓ก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองมุ่งประสงค์ให้จำเลยร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกันที่ศาลจะต้องดำเนินการไปตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติในข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันว่ามีการกระทำละเมิดหรือไม่ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ชำระเงินแก่โจทก์ กรณีผิดสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสาร จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า สัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสาร ให้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอนตามอำนาจหน้าที่ ดังนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของจำเลยที่ ๑ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อความสะดวกของจำเลยที่ ๑ ในการปฏิบัติงานทางธุรการเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอก อ. ผู้ไม่อยู่ ยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ เมื่อล่วงเวลาไปหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ไม่อยู่นั้นไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่มีผู้ใดได้รับข่าวนั้น กรณีต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ส่วนที่ 4 มาตรา 48 วรรคสอง ซึ่งหากศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่แล้ว ผู้ร้องย่อมมีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปตามมาตรา 54 อันหาได้มีผลกระทบกระเทือนต่อสถานะ หรือความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา บิดามารดา และบุตรในทางครอบครัวโดยตรงไม่ คดีของผู้ร้องจึงไม่ใช่คดีแพ่งที่ร้องขอต่อศาลเกี่ยวกับผู้เยาว์หรือครอบครัวอันจะถือเป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ชำระเงินแก่โจทก์ กรณีผิดสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารจึงต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า สัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสาร ให้แก่จำเลยที่ ๑ เพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอนตามอำนาจหน้าที่ ดังนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิบัติงานของจำเลยที่ ๑ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อความสะดวกของจำเลยที่ ๑ ในการปฏิบัติงานทางธุรการเท่านั้น ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมอำนาจในการตรวจสอบการจับกุมเป็นอำนาจเฉพาะของศาลชั้นต้นที่จะเป็นผู้ตรวจสอบว่าเด็กหรือเยาวชนที่พนักงานสอบสวนนำตัวมาอยู่ต่อหน้าศาลเพื่อให้ศาลตรวจสอบการจับกุมนั้น เป็นเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดหรือไม่ การจับและการปฏิบัติต่อเด็กหรือเยาวชนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว ผู้ต้องหาจะอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติมีมติให้ยุบเลิกทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ เป็นเหตุให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้ถูกฟ้องคดีต้องมีคำสั่งให้ลูกจ้างประจำรวมทั้งผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการ เนื่องจากทางราชการเลิกหรือยุบตำแหน่งนั้น โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายเงินช่วยเหลือเป็นเงินบำเหน็จตามระเบียบฯ เงินช่วยเหลือเยียวยาและเงินช่วยเหลือค่าที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่เพียงพอจึงฟ้องเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินเพิ่มเติม เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการ ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 15 แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย แต่มิได้เป็นประเด็นโดยตรงเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติมีมติให้ยุบเลิกทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ เป็นเหตุให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้ถูกฟ้องคดีต้องมีคำสั่งให้ลูกจ้างประจำรวมทั้งผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการ เนื่องจากทางราชการเลิกหรือยุบตำแหน่งนั้น โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายเงินช่วยเหลือเป็นเงินบำเหน็จตามระเบียบฯ เงินช่วยเหลือเยียวยาและเงินช่วยเหลือค่าที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่เพียงพอจึงฟ้องเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินเพิ่มเติม เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์บรรยายฟ้องสำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) ว่า ผู้เสียหายที่ 1 ประกอบอาชีพขายสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งผ้าหมึกใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์และหมึกที่บรรจุในคาร์ทริดจ์สำหรับใช้กับเครื่องพิมพ์ ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า โดยนำออกจำหน่ายในฐานะเจ้าของสินค้าในเครื่องหมายการค้าดังกล่าว และผู้เสียหายที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า ผ้าหมึกใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ และสำหรับสินค้าจำพวก 2 รายการสินค้า หมึกที่บรรจุในคาร์ทริดจ์สำหรับใช้กับเครื่องพิมพ์ ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าคำว่า ของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว แล้วนำไปทำให้ปรากฏบนผลิตภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ หีบห่อ ฉลาก และสติกเกอร์ของผลิตภัณฑ์สินค้าที่ทำปลอม โดยนำตลับคาร์ทริดจ์เปล่ามาถอดออกแล้วเติมผงหมึกปลอมลงไปในตลับหมึก จากนั้นประกอบเข้าที่เดิมพร้อมใส่ลูกกลิ้งหมึกพิมพ์ลงไปแล้วนำมาบรรจุใส่ถุงปิดกระดาษที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า ปลอม และนำสติกเกอร์ที่ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์คำว่า มาติดลงบนหีบห่อที่ใช้บรรจุสินค้า เป็นการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์มาใช้ให้ปรากฏบนสินค้าเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้เสียหายที่ 1 ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเห็นได้ว่าชื่อ รูป รอยประดิษฐ์คำว่า ที่โจทก์อ้างก็คือเครื่องหมายเดียวกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร การที่จำเลยทั้งสองนำตลับคาร์ทริดจ์เปล่ามาถอดออกแล้วเติมผงหมึกปลอมลงไปในตลับหมึกพร้อมใส่ลูกกลิ้งหมึกพิมพ์ลงไปแล้วนำมาบรรจุใส่ถุงปิดกระดาษที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า ของผู้เสียหายที่ 1 และนำสติกเกอร์ที่มีชื่อ รูป รอยประดิษฐ์คำว่า มาติดลงบนหีบห่อที่ใช้บรรจุสินค้าตลับหมึกคาร์ทริดจ์นั้นถือเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า ของผู้เสียหายที่ 1 กับสินค้าตลับหมึกคาร์ทริดจ์ตัวพิมพ์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า อันเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 เพราะการใช้เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบุคคลอื่นกับสินค้าปลอมอาจเป็นการใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับตัวสินค้าหรือหีบห่อบรรจุสินค้านั้นก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดสินค้าว่าโดยสภาพของสินค้าสามารถติดเครื่องหมายการค้าที่ตัวสินค้าได้หรือไม่ สำหรับสินค้าหมึกคาร์ทริดจ์ในคดีนี้เห็นได้โดยสภาพของสินค้าว่าไม่อาจติดเครื่องหมายการค้าที่สินค้าหมึกได้แต่ต้องติดเครื่องหมายการค้าที่หีบห่อบรรจุสินค้าหมึกคาร์ทริดจ์เท่านั้น การที่จำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า ของผู้เสียหายที่ 1 โดยปิดที่ถุงกระดาษบรรจุตลับหมึกและนำสติกเกอร์ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า ปลอมไปติดบนหีบห่อที่บรรจุสินค้าตลับหมึกคาร์ทริดจ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวย่อมไม่อาจเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) อีก ส่วนการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นมาใช้โดยทำให้ปรากฏที่หีบห่อบรรจุสินค้าโดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้อื่นอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) นั้นต้องเป็นการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในราชอาณาจักรมาใช้เท่านั้น
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) แต่ไม่ได้พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 186 (8) จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง
การที่ผู้ร้องในฐานะผู้อนุบาลร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องมีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินแทนคนไร้ความสามารถ เป็นกรณีต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 1 ส่วนที่ 2 ความสามารถ มาตรา 28 วรรคสอง ที่บัญญัติให้อำนาจหน้าที่ของผู้อนุบาลเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 5 ซึ่งบทบัญญัติในหมวด 3 ความปกครอง มาตรา 1598/18 วรรคแรก บัญญัติว่า ในกรณีบิดา มารดาเป็นผู้อนุบาล ถ้าบุตรนั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิหน้าที่ของผู้ใช้อำนาจปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าบุตรนั้นบรรลุนิติภาวะแล้วให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลมเมื่อตามคำสั่งของศาลจังหวัดสมุทรสาครให้ บ. เป็นคนไร้ความสามารถท้ายคำร้องขอของผู้ร้องระบุว่า คนไร้ความสามารถบรรลุนิติภาวะแล้วและตามบทบัญญัติว่าด้วยความปกครองใน ป.พ.พ. บรรพ 5 มาตรา 1598/3 วรรคสอง ให้นำมาตรา 1574 ที่บัญญัติกำหนดประเภทของนิติกรรมที่ผู้ใช้อำนาจปกครองไม่สามารถกระทำแทนผู้เยาว์ได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตมาใช้บังคับแก่ผู้ปกครองและผู้อยู่ในปกครองโดยอนุโลม การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอทำนิติกรรมตามคำร้องขอซึ่งเป็นนิติกรรมตามมาตรา 1574 จึงเป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองยื่นฟ้องกรมที่ดินและสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองด้วยกันว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกโฉนดที่ดินรวม ๑๓ แปลง ให้แก่ผู้มีชื่อ แต่การออกโฉนดที่ดินดังกล่าวทับที่สาธารณประโยชน์ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินทุกแปลง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า เป็นการออกโฉนดที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะมิได้กล่าวอ้างว่าตนเองเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทก็ตาม แต่คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือเป็นของผู้มีชื่อเป็นสำคัญ ทั้งผลของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในคดีนี้จะกระทบกระเทือนต่อสิทธิในที่ดินของผู้มีชื่อโดยตรง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเอกชนยื่นฟ้องว่า โจทก์ทั้งเจ็ดแต่ละคนเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต่อมา จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกโฉนดที่ดินและนำนายช่างรังวัดที่ดินทับเนื้อที่ดินที่โจทก์ทั้งเจ็ดครอบครอง โจทก์ทั้งเจ็ดคัดค้าน จำเลยที่ ๑ ทำการสอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ โดยไม่ถูกต้อง ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยกเลิกเพิกถอนหลักฐานหรือดำเนินการถอนคำร้องเพื่อขอออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาท จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ดำเนินการตรวจสอบรับฟังพยานหลักฐานพิจารณาตามขั้นตอน ระเบียบปฏิบัติของกรมที่ดินอย่างถูกต้อง จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การว่า เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทในฐานะเจ้าของตลอดมา โดยไม่เคยมีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิเห็นว่า แม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ แต่ก็ขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเอกชนเจ้าของที่ดินตาม น.ส. ๓ ฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการถูกสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ ๑ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเลยที่ ๒ นำที่ดินดังกล่าวไปจัดสรรและออกเป็น ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข จำนวน ๓ แปลงให้แก่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเอกชน ขอให้เพิกถอน ส.ป.ก.๔-๐๑ ข ทั้งสามแปลง หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จ่ายค่าทดแทนในการเวนคืนตามกฎหมาย ให้ขับไล่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ กับส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเดิม และให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การจัดสรรและการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ได้ดำเนินการตามกฎหมายทุกประการ โจทก์มิได้ฟ้องคดีภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครอง คดีจึงขาดอายุความ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมานานแล้ว โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน เมื่อทางราชการมีนโยบายออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ข ให้แก่ราษฎรผู้ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน จึงยื่นแบบแสดงความจำนงขอให้ออก ส.ป.ก. ๔ -๐๑ ข โจทก์ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ทั้งไม่เคยบอกกล่าวให้ออกจากที่ดินพิพาท และไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย เห็นว่า เป็นการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม