คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15453 -ที่ 15454/2558
#595276
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกเดิมเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยอื่นละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์โจทก์โดยร่วมกันทำซ้ำดัดแปลงที่รูปภาพหรือตัวงานที่เรียกว่า อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ชนิดต่าง ๆ มาจัดทำสมุดภาพระบายสี ขาย เสนอขาย หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งสมุดภาพระบายสีที่ละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์เพื่อการค้าและหากำไรและจำเลยที่ 1 แอบอ้างว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในอุลตร้าแมน เอซ อุลตร้าแมน อุลตร้าเซเว่น อุลตร้าแมนทาโร่ อุลตร้าแมนซอฟฟี่ อุลตร้าแมนแจ็ค จัมโบเอหรือจัมบอร์กเอซ และได้ตั้งตัวแทนในการจัดหาผู้รับอนุญาตผลิตสินค้ารูปอุลตร้าแมนออกจำหน่าย ทำสัญญาให้บุคคลอื่นใช้สิทธิบันทึกสำเนาภาพยนตร์เป็นวีดิทัศน์โดยนำไปแสวงหาประโยชน์ทางการค้า และแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ และขายสิทธิในตัวอุลตร้าแมนแก่บริษัท ซ. ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกร่วมกันชำระค่าเสียหาย แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 3 สร้างอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม อุลตร้าแมนโซลหรือดาร์คอุลตร้าแมนและอุลตร้าแมนเอลิท โดยลอกเลียนดัดแปลงลักษณะพิเศษหรือคาร์แรกเตอร์ของอุลตร้าแมนที่โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นงานที่โจทก์สร้างขึ้นภายหลังภาพยนตร์อุลตร้าแมนทั้งเก้าเรื่องที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 มีคดีพิพาทกันตามคดีก่อน จำเลยทั้งสามร่วมกันนำตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม อุลตร้าแมนโซลหรือดาร์คอุลตร้าแมนและอุลตร้าแมนเอลิทออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อประโยชน์การค้า โดยการนำออกแสดงสดบนเวทีและเก็บค่าแสดง ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นการที่โจทก์ฟ้องโดยกล่าวอ้างว่าเป็นการที่จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่างกรรมกันกับคดีละเมิดในคดีก่อนและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีเดิมไว้แล้ว ทั้งเป็นเวลาภายหลังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว โดยที่โจทก์มิอาจยกขึ้นกล่าวอ้างหรือมีคำขอบังคับขณะยื่นฟ้องคดีก่อนได้ จึงไม่ใช่คำฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคำฟ้องในคดีก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้อนที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

เมื่อพิจารณาลักษณะของการกระทำของจำเลยทั้งสามที่จัดทำอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท เพื่อนำไปอนุญาตให้บุคคลอื่นผลิตตัวหุ่นและของเล่น หรือใช้กับฉลากสินค้าต่าง ๆ หรือจัดทำเป็นชุดหุ่นที่ใช้ในการแสดงบนเวทีแล้ว มีเหตุผลให้เชื่อว่า การจัดทำอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามจนทำให้ปรากฏเป็นรูปลักษณะตามคำฟ้องได้ต้องอาศัยรายละเอียดจากภาพวาดที่แสดงลักษณะอุลตร้าแมนของโจทก์ ดังนั้นการจัดทำอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการกระทำต่อผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ที่แสดงออกในรูปของงานจิตรกรรมอันได้แก่ภาพวาดที่แสดงลักษณะของอุลตร้าแมน ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์ได้ออกแบบหรือสร้างสรรค์ก่อนที่โจทก์จะนำงานจิตรกรรมนั้นมาดัดแปลงเป็นงานภาพยนตร์อุลตร้าแมน

เมื่อเปรียบเทียบตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทของจำเลยทั้งสามกับอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์มาก่อนแล้วจะเห็นได้ว่าอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามมีลักษณะคล้ายคลึงกับอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์มาก่อน และความคล้ายคลึงกันดังกล่าวเป็นความคล้ายคลึงในส่วนที่เป็นสาระสำคัญเพราะทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าอุลตร้าแมนที่จำเลยทั้งสามสร้างขึ้นเป็นอุลตร้าแมนที่ปรากฏในภาพยนตร์อุลตร้าแมนจนมีบุคคลที่สามมาขออนุญาตใช้สิทธิในอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามหรือทำให้จำเลยทั้งสามสามารถนำไปจัดแสดงบนเวทีได้โดยใช้ชื่องานว่าอุลตร้าแมนไลฟ์โชว์ได้ จึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามดัดแปลงงานจิตรกรรมอุลตร้าแมนอันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานจิตรกรรมอุลตร้าแมนของโจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีก่อนพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไม่ใช่ผู้สร้างสรรค์ร่วม จำเลยที่ 1 ได้รับโอนสิทธิเฉพาะผลงานภาพยนตร์ 9 เรื่อง ตามที่ระบุไว้ในสัญญาพิพาทเท่านั้น ส่วนภาพยนตร์ตอนใหม่ ๆ ที่โจทก์ผลิตขึ้นเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ ดังนั้น เมื่ออุลตร้าแมนเพาเวอร์ อุลตร้าแมนคิง อุลตร้าแมนทิก้า และอุลตร้าแมนคอสมอส เป็นผลงานจากภาพยนตร์ตอนใหม่ไม่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ในสัญญาพิพาท ประกอบกับจำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 สร้างตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมนและอุลตร้าแมนเอลิทโดยดัดแปลงจากผลงานอุลตร้าแมนอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์และไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ว่า ทำการสร้างสรรค์อุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทไปโดยชอบ อีกทั้งภายหลังศาลฎีกาพิพากษาว่าสัญญาพิพาทเป็นเอกสารปลอม จำเลยทั้งสามจึงไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ในผลงานอุลตร้าแมนได้อีก

ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดกลับคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมน สัญญาพิพาทเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 2 หาอาจมีสิทธิที่จะแสวงหาประโยชน์ใด ๆ ในผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาพิพาท คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้ประโยชน์อันเกิดแต่ลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมน การที่โจทก์และตัวแทนการค้าของโจทก์นำผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาพิพาท ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน และแต่งตั้งบริษัท พ. ให้เป็นตัวแทนโจทก์ในประเทศไทย จึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1

ผลงานอุลตร้าแมนซึ่งเป็นตัวละครในภาพยนตร์ที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้น โจทก์ประสงค์ให้ตัวละครอุลตร้าแมนเป็นภาพลักษณ์ของฝ่ายคุณธรรมโดยเป็นผู้พิทักษ์โลก การที่จำเลยทั้งสามดัดแปลงโดยสร้างตัวอุลตร้าแมนให้มีลายเส้นเน้นให้เห็นกล้ามเนื้อที่บริเวณผิวแตกต่างจากอุลตร้าแมนของโจทก์ซึ่งไม่ใช้ลายเส้นเน้นกล้ามเนื้อ และมีการเปลี่ยนแปลงมาใช้ศิลปะการต่อสู้แบบมวยไทยที่แตกต่างจากเดิมเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ที่แสดงออกของตัวอุลตร้าแมนออกมาอีกลักษณะหนึ่งเท่านั้น หาได้ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวอุลตร้าแมนผู้ทรงคุณธรรมพิทักษ์โลกเสียไปแต่อย่างใดไม่ การดัดแปลงตัวอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงไม่ใช่การบิดเบือนผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์จนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวย่อมไม่เป็นการละเมิดในธรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนอันมีลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 18 โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยทั้งสามได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับ

(1) ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามนำตัวอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนหรืออนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิหรือกระทำการใด ๆ อันถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์

(2) ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือกระทำการใดอันถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหมด

(3) ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เกี่ยวกับงานอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์

(4) ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างสิทธิใด ๆ ในผลงานอุลตร้าแมนต่าง ๆ ซึ่งโจทก์ได้สร้างสรรค์ขึ้นและอยู่นอกเหนือจากภาพยนตร์ 9 เรื่อง ที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเอกสารท้ายคำฟ้อง

(5) ให้เพิกถอนสัญญาหรือข้อผูกพันที่จำเลยทั้งสามได้กระทำกับบุคคลต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท เพิกถอนสัญญาหรือข้อผูกพันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำตัวละครอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า อุลตร้าแมนคอสมอส หรือตัวละครอุลตร้าแมนอื่น ๆ ของโจทก์ไปแอบอ้างสิทธิและให้สิทธิบุคคลอื่น ๆ และระงับการนำเอาผลงานอุลตร้าแมนดังกล่าวไปอนุญาตให้บุคคลอื่นแสวงหาประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์

(6) ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายจากการลอกเลียนผลงานอุลตร้าแมน ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไปจัดทำตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทแล้วนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนหรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิเป็นเงิน 500,000,000 บาท

(7) ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายจากการนำตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียมไปอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิเพื่อทำซ้ำหรือดัดแปลงเพื่อการค้าหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์เป็นเงิน 720,000,000 บาท

(8) ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจากการอ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานหรือตัวละครอุลตร้าแมนต่าง ๆ เช่น อุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า อุลตร้าแมนคอสมอส และนำไปแสวงหาประโยชน์ทางการค้าเป็นเงิน 50,000,000 บาท

(9) ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการแอบอ้างสิทธิในตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม และนำไปแสวงหาประโยชน์ทางการค้าเป็นรายเดือน เดือนละ 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะหยุดการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์

(10) ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการแอบอ้างสิทธิในตัวละครอุลตร้าแมนชุดใหม่ ๆ ของโจทก์ และนำไปแสวงหาประโยชน์ทางการค้าเป็นรายเดือน เดือนละ 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะหยุดการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์

(11) ให้จำเลยทั้งสามหยุดรับเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ จากบุคคลทั้งหลายที่จำเลยทั้งสามนำเอาผลงานอุลตร้าแมนอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปอนุญาตให้ใช้สิทธิ และให้บุคคลดังกล่าวส่งเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนการได้รับสิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์

(12) ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,270,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,120,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ฟ้องแย้ง และแก้ไขฟ้องแย้งว่า ภายหลังทำสัญญาโอนสิทธิและเครื่องหมายการค้า โจทก์มีสิทธิเผยแพร่ผลงานอุลตร้าแมนที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่เฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น การที่โจทก์นำผลงานอุลตร้าแมนชุดใหม่ออกเผยแพร่เพื่อประโยชน์ทางการค้านอกประเทศญี่ปุ่นรวมทั้งประเทศไทยนับแต่วันที่ทำสัญญาโอนสิทธิให้แก่จำเลยที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ชำระ

(1) ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดที่โจทก์และตัวแทนทางการค้าของโจทก์นำผลงานอุลตร้าแมนชุดใหม่ที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นโดยดัดแปลงจากผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาโอนสิทธิให้จำเลยที่ 1 ออกเผยแพร่เพื่อประโยชน์ทางการค้าในประเทศอื่นนอกประเทศญี่ปุ่นรวมทั้งประเทศไทยนับแต่วันสร้างสรรค์ผลงานดังกล่าวจนถึงปัจจุบันเป็นเงิน 100,000,000 บาท

(2) ค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและชี้แจงต่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 สื่อมวลชน และสาธารณชนทั่วไปว่าโจทก์ไม่มีสิทธินำผลงานอุลตร้าแมนชุดต่าง ๆ ออกเผยแพร่เพื่อหาประโยชน์ทางการค้าในประเทศไทยและประเทศอื่นยกเว้นประเทศญี่ปุ่น และมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000,000 บาท

(3) ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของโจทก์ในอนาคตเป็นรายเดือนจำนวนเดือนละ 10,000,000 บาท นับถัดจากวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะหยุดการกระทำละเมิดดังกล่าว

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทแม็ทชิ่ง เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 7 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามนำตัวอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนหรืออนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิหรือกระทำการใด ๆ อันถือเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์อีกต่อไป ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือกระทำการใดอันถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหมด ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เกี่ยวกับงานอุลตร้าแมนซึ่งเป็นผลงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างสิทธิใด ๆ ในผลงานอุลตร้าแมนต่าง ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ที่ระบุไว้ในสัญญา คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยร่วมและยกฟ้องแย้ง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรอง เมื่อปี 2540 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาตามคดีหมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ กับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ 1 รวม 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 ห้ามโจทก์ละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาพิพาท และไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป โดยวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของผลงานอันมีลิขสิทธิ์ในผลงานของอุลตร้าแมน จำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงมือกระทำการใด ๆ ต่องานอันมีลิขสิทธิ์นั้น ซึ่งจะถือได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์ผลงานที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ร่วมฟังไม่ขึ้น ไม่อาจฟังได้ว่าลายมือชื่อของนายโนโบรุ ในสัญญาพิพาทเป็นลายมือชื่อปลอม สัญญาพิพาทเป็นสัญญาที่นายโนโบรุทำให้แก่จำเลยที่ 1 จริง ลิขสิทธิ์ในผลงานภาพยนตร์ รวม 9 เรื่อง ดังกล่าวเท่านั้นมีที่การโอนไปให้จำเลยที่ 1 ส่วนภาพยนตร์อุลตร้าแมนตอนใหม่ ๆ ที่โจทก์ผลิตขึ้นย่อมเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์เท่านั้น ตามสัญญาข้อ 2 ระบุให้เป็นสัญญาโอนสิทธิ โดยให้รวมไปถึงสิทธิในการจำหน่ายสิทธิในการทำขึ้นหรือทำซ้ำ (Reproduction) ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิทธิในการเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ และสิทธิในการผลิตรูปหุ่นและ Character ที่ใช้ในการสร้างภาพยนตร์โดยใช้วัสดุใด ในรูปแบบใด ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้า และรวมถึงสิทธิในการโอนสิทธิต่าง ๆ ให้แก่บุคคลที่ 3 อีกด้วย จำเลยที่ 1 มีสิทธิอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนได้ด้วย จำเลยที่ 1 มีสิทธิในผลงานอุลตร้าแมนโดยได้รับโอนมาจากโจทก์ สัญญาโอนสิทธิในผลงานอุลตร้าแมนไม่รวมถึงสิทธิในผลงานในอนาคตที่โจทก์สร้างสรรรค์ขึ้นมาใหม่ และไม่ได้มีผลเป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์แต่อย่างใดในการที่จะสร้างผลงานอุลตร้าแมนชุดใหม่ ๆ ขึ้นมา หรือพัฒนาปรับปรุง Character อุลตร้าแมนตัวใหม่ขึ้นอีก ซึ่งจำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิในผลงานที่โจทก์สร้างขึ้นใหม่ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทจำเลยที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 3 สร้างตัวละครอุลตร้าแมนขึ้นโดยใช้ชื่อว่า อุลตร้าแมนมิลเลนเนียม (Ultraman Millennium) และอุลตร้าแมนโซล (Ultraman Zoul) หรือดาร์คอุลตร้าแมน (Dark Ultraman) ต่อมาจำเลยที่ 3 นำอุลตร้าแมนมิลเลนเนียมและดาร์คอุลตร้าแมนออกแสดงสดบนเวทีและเรียกเก็บเงินค่าชมในงานอุลตร้าแมน มิลเลนเนียม ไลฟ์ โชว์ อิน แบงคอก 2001 (Ultraman Millennium Live Show in Bangkok 2001) ซึ่งจัดขึ้น ณ อาคารอิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 12, 13, 14, 19, 20 และ 21 ตุลาคม 2544 ต่อมาจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทจำเลยที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 3 สร้างตัวละครอุลตร้าแมนอีกตัวหนึ่งชื่อว่า อุลตร้าแมนเอลิท (Ultraman Elite) และจำเลยที่ 3 นำอุลตร้าแมนเอลิทออกแสดงสดบนเวทีร่วมกับอุลตร้าแมนมิลเลนเนียมและดาร์คอุลตร้าแมนและเรียกเก็บเงินค่าชมในงานอุลตร้าแมน ไลฟ์ โชว์ โฟร์ดี (Ultraman Live Show 4D) ซึ่งจัดขึ้น ณ อาคารอิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 23, 24, 25, 30 เมษายน และวันที่ 1, 2 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิอุลตร้าแมนกับบริษัทพรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และอนุญาตให้บริษัทเอเพ็กซ์ ทอยส์ จำกัด ผลิตสินค้าอุลตร้าแมน ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คดีหมายเลขแดงที่ อ.459/2553 ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 7457/2550 ปี 2545 โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีพิพาทเกี่ยวกับลิขสิทธิ์อุลตร้าแมนต่อศาลแพ่งโตเกียวในประเทศญี่ปุ่น โดยศาลแพ่งโตเกียวได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์ต่อศาลสูงโตเกียว ต่อมาวันที่ 10 ธันวาคม 2546 ศาลสูงโตเกียวได้มีคำพิพากษา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า คำฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคำฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกว่า ระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 กับพวกกล่าวอ้างความเท็จว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นประธานบริษัทไชโยฟิล์ม จำกัด กับบริษัทซึบูราญ่า โปรด์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด โดยนายโนโบรุ ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2519 โดยมอบสิทธิให้จำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวในการจำหน่าย ผลิต ทำซ้ำ มีสิทธิในลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และสิทธิกระจายเสียงได้ในทุกอาณาเขต ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นในภาพยนตร์ เรื่อง ไจแอนท์กับจัมโบเอ (ยักษ์วัดแจ้งพบจัมโบ้เอ) หนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์อุลตร้าแมน 1 (อุลตร้าแมน คิว) อุลตร้าแมน 2 อุลตร้าเซเว่น รีเทอร์นอุลตร้าแมน อุลตร้าแมนเอซ อุลตร้าแมนทาโร และจัมบอร์กเอซ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ และจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยอื่นละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ โดยร่วมกันทำซ้ำดัดแปลงรูปภาพหรือตัวงานที่เรียกว่า อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ชนิดต่าง ๆ มาจัดทำสมุดภาพระบายสี ขาย เสนอขาย หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งสมุดภาพระบายสีที่ละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์โดยรู้ว่าเป็นงานอันละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์เพื่อการค้าและหากำไร และเมื่อประมาณปลายปี 2539 จนถึงปัจจุบัน (ฟ้องวันที่ 16 ธันวาคม 2540) จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ได้รับสิทธิจากโจทก์ให้หยุดการผลิต จำหน่าย และให้ทำลายภาพหรือวัสดุที่มีรูปอุลตร้าแมน โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการชี้แจงกับบุคคลดังกล่าวและเสียหายขาดรายได้ ประมาณกลางปี 2539 จำเลยที่ 1 แอบอ้างว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในอุลตร้าแมน เอซ อุลตร้าแมน อุลตร้าเซเว่น อุลตร้าแมนทาโร อุลตร้าแมนซอฟฟี่ อุลตร้าแมนแจ็ค จัมโบเอหรือจัมบอร์กเอซ และได้ตั้งตัวแทนในการจัดหาผู้รับอนุญาตผลิตสินค้ารูปอุลตร้าแมนออกจำหน่าย ทำสัญญาให้บุคคลอื่นใช้สิทธิบันทึกสำเนาภาพยนตร์เป็นวีดิทัศน์โดยนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า และแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ และขายสิทธิในตัวอุลตร้าแมนแก่บริษัทซีพี เซเว่น อีเลเว่น (ประเทศไทย) จำกัด ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และประมวลกฎหมายอาญา และขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกร่วมกันชำระค่าเสียหาย กระทำการและงดเว้นกระทำการ สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายปี 2542 จนถึงปลายปี 2544 จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและกรรมการจำเลยที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 3 สร้างอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม อุลตร้าแมนโซล โดยลอกเลียนดัดแปลงลักษณะพิเศษหรือคาร์แรกเตอร์ของอุลตร้าแมนที่โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นภายหลังภาพยนตร์อุลตร้าแมนทั้งเก้าเรื่องที่โจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีคดีพิพาทกันตามคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เมื่อวันที่ 12, 13, 14, 19 และ 20 ตุลาคม 2544 จำเลยทั้งสามร่วมกันนำตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม อุลตร้าแมนโซลหรือดาร์คอุลตร้าแมนออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อประโยชน์ในทางการค้า โดยการนำออกแสดงสดบนเวทีและเรียกเก็บเงินค่าชมการแสดง เมื่อประมาณปลายปี 2544 สืบเนื่องมาจนปัจจุบัน (ฟ้องวันที่ 7 ตุลาคม 2547) จำเลยทั้งสามร่วมกันอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิเพื่อทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยนำเอาตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียมไปใช้กับสินค้าต่าง ๆ ที่ผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิผลิตออกจำหน่ายเพื่อการค้าโดยได้รับค่าตอบแทน เมื่อประมาณปลายปี 2546 สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้แอบอ้างตนเองเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือมีสิทธิในตัวละครต่าง ๆ เช่น อุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอส ซึ่งเป็นผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่เมื่อปี 2539 ปี 2540 ปี 2541 และปี 2544 ตามลำดับ และนำไปอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิเพื่อทำซ้ำหรือดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยนำเอาตัวอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอส ไปใช้กับสินค้าต่าง ๆ ที่ผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิผลิตออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และเมื่อประมาณปี 2547 จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 3 สร้างอุลตร้าแมนเอลิทโดยลอกเลียนดัดแปลงลักษณะพิเศษหรือคาร์แรกเตอร์ของอุลตร้าแมนที่โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เมื่อวันที่ 23, 24, 25, 30 เมษายน 2547 และวันที่ 1 และ 2 พฤษภาคม 2547 จำเลยทั้งสามร่วมกันนำตัวละครอุลตร้าแมนเอลิท ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยการนำออกแสดงสดบนเวทีร่วมกับอุลตร้าแมนมิลเลนเนียมและดาร์คอุลตร้าแมน และเรียกเก็บเงินค่าชมการแสดง ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นการที่โจทก์ฟ้องโดยกล่าวอ้างว่าเป็นการที่จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่างกรรมกันกับการทำละเมิดในคดีก่อนและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีเดิมไว้แล้ว ทั้งเป็นเวลาภายหลังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว โดยที่โจทก์มิอาจยกขึ้นกล่าวอ้างหรือมีคำขอบังคับขณะยื่นฟ้องคดีก่อนได้ จึงมิใช่คำฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคำฟ้องในคดีก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้อนที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อต่อมาว่า จำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์เกี่ยวกับอุลตร้าแมนอันได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง อุลตร้าคิว (Ultra Q) ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นในปี 2508 งานภาพยนตร์กับงานศิลปประยุกต์ในรูปตัวหุ่นในลักษณะเป็นรูปคล้ายคนชื่ออุลตร้าแมน (Ultraman) หรือยอดมนุษย์ ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นในปี 2509 ต่อมาโจทก์ยังสร้างสรรค์งานวรรณกรรม และศิลปกรรมอันมีลักษณะเป็นงานประเภทจิตรกรรม ภาพพิมพ์ ภาพถ่าย ศิลปประยุกต์ที่เป็นผลงานเรียกว่า อุลตร้าแมน หรือยอดมนุษย์ในลักษณะที่เป็นรูปคนที่เป็นตัวละครประเภทต่าง ๆ ในตระกูลเดียวกันกับอุลตร้าแมน รวมตลอดถึงงานภาพยนตร์ชุดอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ รวมทั้งภาพเหมือน ภาพวาดและรูปถ่ายในลักษณะต่าง ๆ ของตระกูลอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ทั้งหมด ซึ่งงานต่าง ๆ แต่ละประเภทเหล่านี้โจทก์ได้สร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่ปี 2508 ต่อเนื่องเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน และนำออกโฆษณาเผยแพร่เป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 2509 และในปีอื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่นสืบเนื่องกันมา ดังนั้นงานวรรณกรรมและงานศิลปกรรมที่เป็นตัวงานที่เรียกว่า อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ดังกล่าวจึงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นและได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เพราะประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นต่างเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์หรืออนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของนักแสดง จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทซึ่งตนเองร่วมก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตภาพยนตร์ สร้างตัวละครขึ้นโดยใช้ชื่อว่า อุลตร้าแมนมิลเลนเนียม อุลตร้าแมนโซลหรือดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท โดยการลอกเลียนและดัดแปลงจากลักษณะพิเศษหรือคาแรกเตอร์ของตัวละครอุลตร้าแมนต่าง ๆ ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเข้าใจได้ว่าสภาพแห่งข้อหาคือจำเลยทั้งสามร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โดยการดัดแปลงงานจิตรกรรม ภาพถ่าย ภาพพิมพ์อุลตร้าแมนอันเป็นงานศิลปกรรมและงานภาพยนตร์อุลตร้าแมนอันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ในชั้นพิจารณาโจทก์มีนายมนู ทนายโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เรียกว่า อุลตร้าแมน ซึ่งเป็นงานประเภทวรรณกรรมและศิลปกรรม (ประเภทจิตรกรรม) โจทก์เริ่มสร้างสรรค์งานภาพยนตร์ที่เรียกว่า อุลตร้าคิว ตั้งแต่ปี 2508 หลังจากนั้นปี 2509 ก็สร้างสรรค์งานภาพยนตร์ชื่ออุลตร้าแมน จากนั้นได้สร้างสรรค์ผลงานเกี่ยวกับอุลตร้าแมนเป็นชุด ๆ ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ผลงานอุลตร้าแมน รายละเอียดการสร้างสรรค์ และการโฆษณางานครั้งแรก ปรากฏตามเอกสารแสดงรายละเอียดรายการทีวีและภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับอุลตร้าแมนซึ่ง บริษัทซึบูราญ่าโปรดัคชั่นส์ จำกัด เป็นผู้ผลิต (Ultraman Related Television Programs and Theatrical Films produced by Tsuburaya Productions Co., Ltd.) การทำละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์มี 2 ส่วน ส่วนที่ 1 จำเลยลอกเลียนแบบอุลตร้าแมนของโจทก์ โดยโจทก์ถือว่าโจทก์ยังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมน ขอบเขตของสัญญาพิพาท จำเลยต้องทำซ้ำในลักษณะตัวละครเดิมในภาพยนตร์ 9 เรื่อง ตามสัญญาดังกล่าว ไม่มีสิทธิไปสร้างตัวใหม่หรือลอกเลียนตัวใหม่ อุลตร้าแมนที่โจทก์ถือว่าจำเลยทำซ้ำคือ อุลตร้าแมนมิลเลนเนียมดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท โดยลอกเลียนแบบมาจากอุลตร้าแมนของโจทก์ตัวเก่า ๆ และนำลักษณะตัวใหม่ ๆ ที่โจทก์สร้างสรรค์มารวมอยู่ด้วย ส่วนที่ 2 คือจำเลยนำอุลตร้าแมนตัวใหม่ ๆ ที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นและมีลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวได้แก่ อุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอสไปทำซ้ำ และอนุญาตให้ลูกค้านำไปผลิตสินค้าและนำไปเผยแพร่โดยจำเลยได้ประโยชน์ตอบแทน และโจทก์มีนายสมชาติ ผู้เขียนบทความในคอลัมน์ "Heroes Memorial" ในหนังสือ "Hobby Toys Model" โดยใช้นามปากกาว่า "Devil ex" มาเบิกความเป็นพยานว่า อุลตร้าแมนมีลักษณะเป็นตัวสีเงินหรือสีแดง มีปากแต่ไม่สามารถขยับหรือพูดได้ มีสันอยู่บริเวณกลางหน้าผาก และมีปุ่มอยู่บริเวณกลางหน้าอกเรียกว่า "Color Timer" บริเวณมือมีลักษณะเหมือนกับสวมถุงมือไว้ บริเวณเท้ามีลักษณะเหมือนสวมรองเท้าบู๊ต แต่ละตัวมีลักษณะและสีสันต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่โดยส่วนใหญ่ลำตัวจะมีสีเงินหรือสีแดง แต่ในระยะหลังมีลวดลายสีอื่นอยู่ด้วย เช่น สีม่วง สีฟ้า หรือสีดำ ดวงตาส่วนใหญ่จะเป็นสีเหลือง มีเฉพาะอุลตร้าแมนเพาเวอร์เท่านั้นที่ดวงตาเป็นสีฟ้า และอุลตร้าแมนคิงที่เป็นสีแดง ลักษณะอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทที่จำเลยที่ 1 สร้างสรรค์ขึ้นปรากฏตามภาพอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท โดยอุลตร้าแมนทั้งสามตัวมีลักษณะแตกต่างจากอุลตร้าแมนตัวแรก แต่มีแนวคิดในการสร้างทำนองเดียวกันอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม คล้ายคลึงกับอุลตร้าแมนเพาเวอร์ที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นในปี 2536 อย่างยิ่ง กล่าวคือ จะมีกล้ามเนื้อปรากฏชัดเจน มีดวงตาสีฟ้าเหมือนกัน และมีปุ่ม "Color Timer" ที่คล้ายคลึงกันมากโดยปุ่ม "Color Timer" มีลักษณะเป็นแฉกแตกต่างจากอุลตร้าแมนตัวอื่นตามภาพเปรียบเทียบ ดาร์คอุลตร้าแมน มีลักษณะคล้ายกับอุลตร้าแมนคิงเนื่องจากมีดวงตาสีแดงเหมือนกัน อุลตร้าแมนคิงปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ชุดอุลตร้าแมนเลโอที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นในปี 2518 ซึ่งภาพยนตร์ชุดอุลตร้าแมนเลโอไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งในภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ที่ปรากฏรายชื่ออยู่ในสัญญาพิพาท ส่วนอุลตร้าแมนเอลิทมีลักษณะเหมือนอุลตร้าแมนคอสมอสที่อยู่ในร่างที่เรียกว่า สเปซโคโรน่าโหมด ซึ่งภาพยนตร์เรื่องอุลตร้าแมนคอสมอสได้นำออกฉายเมื่อปี 2545 ลักษณะดวงตาของอุลตร้าแมนเอลิทมีสีฟ้าเหมือนอุลตร้าแมนเพาเวอร์ บริเวณส่วนหัวมีลักษณะเป็นริ้วคล้ายกับอุลตร้าแมนรุ่นใหม่คืออุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนไดน่า เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 บัญญัติว่า (1) งานจิตรกรรม ได้แก่ งานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้น แสง สี หรือสิ่งอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันลงบนวัสดุอย่างเดียวหรือหลายอย่าง และงานภาพยนตร์ หมายความว่า โสตทัศนวัสดุอันประกอบด้วยลำดับของภาพซึ่งสามารถนำออกฉายต่อเนื่องได้อย่างภาพยนตร์ หรือสามารถบันทึกลงบนวัสดุอื่น เพื่อนำออกฉายต่อเนื่องได้อย่างภาพยนตร์ และให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบภาพยนตร์นั้นด้วยถ้ามี เมื่อพิจารณาลักษณะของการกระทำของจำเลยทั้งสามที่จัดทำอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท เพื่อนำไปอนุญาตให้บุคคลอื่นผลิตตัวหุ่นและของเล่น หรือใช้กับฉลากสินค้าต่าง ๆ หรือจัดทำเป็นชุดหุ่นที่ใช้ในการแสดงบนเวทีแล้วมีเหตุผลให้เชื่อว่าการจัดทำอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามจนทำให้ปรากฏเป็นรูปลักษณะตามคำฟ้องได้ต้องอาศัยรายละเอียดจากภาพวาดดังเช่นภาพวาดที่ปรากฏในเอกสารแสดง แผ่นที่ 13/128 ถึงแผ่นที่ 13/142 ดังนั้น การจัดทำอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการกระทำต่อผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ที่แสดงออกในรูปของงานจิตรกรรมอันได้แก่ ภาพวาดที่แสดงลักษณะของอุลตร้าแมนซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์ได้ออกแบบหรือสร้างสรรค์ก่อนที่โจทก์จะนำงานจิตรกรรมดังกล่าวมาดัดแปลงเป็นงานภาพยนตร์อุลตร้าแมน เมื่อเปรียบเทียบตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท ของจำเลยทั้งสามกับอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์มาก่อนแล้วจะเห็นได้ว่าอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามมีลักษณะคล้ายคลึงกับอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์มาก่อนตามที่นายสมชาติพยานโจทก์เบิกความจริง และความคล้ายคลึงกันดังกล่าวเป็นความคล้ายคลึงกันในส่วนที่เป็นสาระสำคัญเพราะทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าอุลตร้าแมนที่จำเลยทั้งสามสร้างขึ้นเป็นอุลตร้าแมนที่ปรากฏในภาพยนตร์อุลตร้าแมนจนมีบุคคลที่สามมาขออนุญาตใช้สิทธิในอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามหรือทำให้จำเลยทั้งสามสามารถนำไปจัดแสดงบนเวทีได้โดยใช้ชื่องานว่าอุลตร้าแมน ไลฟ์โชว์ (Ultraman Live Show) ได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามดัดแปลงงานจิตรกรรมอุลตร้าแมนอันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานจิตรกรรมอุลตร้าแมนของโจทก์ ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิในคาแรกเตอร์อุลตร้าแมน เนื่องจากเป็นผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์อุลตร้าแมนร่วมกับโจทก์และเป็นผู้รับโอนสิทธิในสัญญาพิพาท คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำกฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศญี่ปุ่นมาใช้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าสัญญา เป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิซึ่งแตกต่างไปจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้ก่อนว่าเป็นสัญญาโอนสิทธิเป็นการไม่ชอบ และการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ได้รับโอนสิทธิตามสัญญาพิพาทดังกล่าวจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานอุลตร้าแมนร่วมกับโจทก์ และคำพิพากษาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันคู่ความแห่งคดีและยังมิได้เปลี่ยนแปลงโดยศาลสูง จำเลยที่ 1 จึงย่อมมีสิทธิสร้างอุลตร้าแมนตัวใหม่โดยดัดแปลง พัฒนา หรือปรับปรุงจากคาแรกเตอร์อุลตร้าแมนที่จำเลยที่ 1 ได้รับโอนสิทธิตามสัญญาจากโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามคำฟ้องนั้น เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีหมายเลขแดงที่ อ.459/2543 พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไม่ได้เป็นผู้สร้างสรรค์ร่วม จำเลยที่ 1 ได้รับโอนสิทธิเฉพาะผลงานภาพยนตร์ 9 เรื่อง ตามที่ระบุในสัญญาพิพาทเท่านั้น ส่วนภาพยนตร์ตอนใหม่ ๆ ที่โจทก์ผลิตขึ้นเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ ดังนั้น เมื่ออุลตร้าแมนเพาเวอร์ อุลตร้าแมนคิง อุลตร้าแมนทิก้า และอุลตร้าแมนคอสมอส เป็นผลงานจากภาพยนตร์ตอนใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ในสัญญาพิพาท ประกอบกับจำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 สร้างตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทโดยดัดแปลงจากผลงานอุลตร้าแมนอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์และไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ว่าทำการสร้างสรรค์อุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทไปโดยชอบ อีกทั้งภายหลังศาลฎีกาพิพากษาว่า สัญญาพิพาทเป็นเอกสารปลอมตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7457/2550 จำเลยทั้งสามยิ่งไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ในผลงานอุลตร้าแมนได้อีก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อต่อไปว่า โจทก์ละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา วันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดกลับคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีหมายเลขแดงที่ อ.459/2543 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนโดยเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน สัญญาพิพาทเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 2 หาอาจมีสิทธิที่จะแสวงหาประโยชน์ใด ๆ จากผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาพิพาทตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7457/2550 คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้ประโยชน์อันเกิดแต่ลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมน ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมน การที่โจทก์และตัวแทนการค้าของโจทก์นำผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาพิพาท ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนและแต่งตั้งบริษัทโพรลิงค์ จำกัด ให้เป็นตัวแทนของโจทก์ในประเทศไทย จึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ตามฟ้องแย้งได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนแก่โจทก์จำนวน 5,000,000 บาท นั้น จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์เกี่ยวกับผลกระทบถึงภาพพจน์และการขาดเอกภาพของผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้รับความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อภาพลักษณ์ ชื่อเสียง และความนิยมในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ อุลตร้าแมนทั้งสามตัวที่จำเลยทั้งสามสร้างสรรค์ขึ้นมีคุณสมบัติและความเหมาะสมอันดีงามและสร้างชื่อเสียงโดยได้รับความนิยมอย่างมาก หาได้มีผลกระทบถึงภาพพจน์ การขาดเอกภาพ และชื่อเสียงในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ไม่ ส่วนโจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์จำนวน 50,000,000 บาท ตามคำฟ้อง เห็นว่า ค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าเสียหายในธรรมสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 18 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้สร้างสรรค์อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย ทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร" เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสาม โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสามละเมิดสิทธิในธรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนอันมีลิขสิทธิ์ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยพยานหลักฐานว่า จำเลยทั้งสามสร้างอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทโดยบิดเบือนดัดแปลงผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ในลักษณะใดจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของโจทก์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ผลงานอุลตร้าแมนซึ่งเป็นตัวละครในภาพยนตร์ที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นโจทก์ประสงค์ให้ตัวละครอุลตร้าแมนเป็นภาพลักษณ์ของฝ่ายคุณธรรมโดยเป็นผู้พิทักษ์โลกขจัดพวกเหล่าร้ายที่มาสร้างความเดือดร้อนและความไม่สงบสุขแก่มวลมนุษย์พร้อมทั้งคืนความสงบสุขให้แก่มนุษย์โลก ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสามดัดแปลงโดยสร้างตัวอุลตร้าแมนให้มีลายเส้นเน้นให้เห็นกล้ามเนื้อที่บริเวณผิวแตกต่างจากอุลตร้าแมนของโจทก์ซึ่งไม่ใช้ลายเส้นเน้นกล้ามเนื้อ และมีการเปลี่ยนแปลงมาใช้ศิลปะการต่อสู้แบบมวยไทยที่แตกต่างจากเดิมเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ที่แสดงออกของตัวอุลตร้าแมนออกมาอีกลักษณะหนึ่งเท่านั้น หาได้ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวอุลตร้าแมน ผู้ทรงคุณธรรมพิทักษ์โลกเสียไปแต่อย่างใดไม่ การดัดแปลงตัวอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามก็ยังคงภาพลักษณ์ของอุลตร้าแมนผู้ทรงคุณธรรมพิทักษ์โลกไว้เช่นเดิม การดัดแปลงตัวอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงมิใช่การบิดเบือนดัดแปลงผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ จนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวย่อมไม่เป็นการละเมิดสิทธิในธรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 18 โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยทั้งสามได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ จำนวน 5,000,000 บาท นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ในส่วนของค่าเสียหายกรณีที่ 3 ซึ่งเป็นค่าเสียหายกรณีที่เกี่ยวกับอุลตร้าแมนตัวอื่น ที่โจทก์สร้างสรรค์นอกเหนือจากอุลตร้าแมนในภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ในสัญญาพิพาท โจทก์อุทธรณ์ว่า ค่าเสียหายที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้โจทก์จำนวน 10,000,000 บาท นั้นต่ำเกินไป สมควรกำหนดค่าเสียหายจำนวน 50,000,000 บาท และจำนวนเดือนละ 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะหยุดการละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ เห็นว่า ในการกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในกรณีนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาจากสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิจำนวน 3 ฉบับคือ (1) หนังสืออนุญาตให้ใช้สิทธิ ระหว่างจำเลยที่ 2 กับบริษัทฟอร์เวิร์ด ฟรีแลนด์ จำกัด ซึ่งได้รับสิทธิในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปประยุกต์ตุ๊กตาอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอส (2) หนังสืออนุญาตให้ใช้สิทธิ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทไซก้า เอ็นเตอร์ เทนเม้นท์ จำกัด ซึ่งได้รับสิทธิในการผลิตและจำหน่ายดีวีดี และวีซีดีภาพยนตร์เรื่องอุลตร้าแมนนีโอส์จำนวน 12 แผ่น อุลตร้าเซเว่น 21 จำนวน 5 แผ่น และอุลตร้าแมนเน็กซัสจำนวน 39 ตอน และ (3) หนังสือสัญญาอนุญาต ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทการ์ตูนอินเตอร์ จำกัด ซึ่งได้รับสิทธิในการจัดทำวีดิทัศน์ภาพยนตร์อุลตร้าแมนจำนวน 10 เรื่อง รวมทั้งวีดิทัศน์อุลตร้าแมนคอสมอส เมื่อพิจารณาค่าตอบแทนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิทั้งสามฉบับดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับค่าตอบแทนจำนวน 818,584 บาท และจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนจำนวน 3,360,000 บาท กับจำนวน 3,500,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับค่าตอบแทนทั้งสิ้น 7,678,584 บาท ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้จำนวน 10,000,000 บาท จึงเกินกว่าประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับจากการละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ ประกอบกับในรายของบริษัทการ์ตูนอินเตอร์ จำกัด เมื่อเปรียบเทียบรายชื่อภาพยนตร์ตามหนังสือสัญญาอนุญาต แผ่นที่ 60/25 ถึงแผ่นที่ 60/29 กับรายการทีวีและภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับอุลตร้าแมนซึ่งบริษัทซึบูราญ่าโปรดัคชั่นส์ จำกัด เป็นผู้ผลิต มีภาพยนตร์จำนวนเพียง 3 เรื่อง คือเรื่องอุลตร้าแมนคอสมอส เดอะ ไฟนอล แบตเทิล เรื่องอุลตร้าแมนคอสมอส : เฟิร์สคอนแทค และเรื่องอุลตร้าแมนคอสมอส : เดอะบลูแพลนเน็ต ภาคพิเศษ เท่านั้น ที่โจทก์อ้างส่งหลักฐานการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ นอกจากนี้จำนวนค่าตอบแทนที่ระบุในหนังสืออนุญาตให้ใช้สิทธิที่โจทก์อ้างดังกล่าวเป็นเรื่องข้อตกลงกันเองระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิไม่ใช่ค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์พึงได้หากนำผลงานอุลตร้าแมนอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปให้บุคคลอื่นใช้สิทธิ และโจทก์ไม่ได้นำสืบพิสูจน์ว่าหากโจทก์นำผลงานอุลตร้าแมนซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิ โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวนเท่าใด ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้วจึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์รวม 5,000,000 บาท

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า จำเลยทั้งสามยังคงละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยนำผลงานอุลตร้าแมน ทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอส ที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นไปอนุญาตให้บุคคลอื่นทำซ้ำหรือดัดแปลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จึงขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือนนับถัดจากวันฟ้องอีกจำนวนเดือนละ 20,000,000 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสามจะหยุดกระทำการละเมิดและมีการหยุดจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้น เห็นว่า โจทก์มีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่าจำเลยทั้งสามยังคงอนุญาตให้บุคคลอื่นนำอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์ไปให้บุคคลอื่นใช้สิทธิต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่โจทก์อ้างลอย ๆ เพียงว่าบริษัทเมจิก ทู จำกัด บริษัทเอบีซี ทอยส์ จำกัด บริษัทอาซาโน จำกัด และบริษัทบีบูน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ยังผลิตสินค้าจำหน่ายอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดของโจทก์ที่สนับสนุนว่า เป็นเช่นนั้นจริง จึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายรายเดือนให้แก่โจทก์ได้ ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์จำนวน 10,000,000 บาท ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ส่วนนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ค่าเสียหายกรณีนี้เป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งโจทก์ฟ้องและบังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยร่วม ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 7 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยร่วม และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ ค่าฤชา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 (1) ม. 18
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด
จำเลย — นายสมโพธิ แสงเดือนฉาย กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทแม็ทชิ่ง เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15407/2558
#596494
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาข้อ 2 มีใจความว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอม โดยโจทก์ตกลงจดทะเบียนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 36717 ของโจทก์เป็นทางภาระจำยอมสำหรับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 36715 ของจำเลยที่ 1 ให้มีความกว้าง 12 เมตร ส่วนจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้มีความกว้าง 9 เมตร ซึ่งอยู่ภายในเขตที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 36715 ของจำเลยที่ 1 ให้เป็นทางภาระจำยอม สำหรับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 36716, 36717 และ 341 ของโจทก์ ทั้งสองฝ่ายยินยอมให้ใช้เป็นทางภาระจำยอมตลอดไป เว้นแต่จำเลยที่ 1 ไม่ใช้ทางภาระจำยอมเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป ก็ยินยอมให้จดทะเบียนยกเลิกทางภาระจำยอมได้ ตามคำฟ้องและคำให้การทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่ฝ่ายตนตามสัญญา ถือว่าทั้งสองฝ่ายมีข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากันแล้ว หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะให้ศาลบังคับให้โจทก์จดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการตอบแทนด้วยนั้น จำเลยที่ 1 จะต้องฟ้องหรือฟ้องแย้งตั้งประเด็นแห่งคดีเข้ามาเพื่อให้ศาลวินิจฉัยข้อพิพาทในส่วนที่โจทก์จะต้องชำระหนี้ตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปในคราวเดียวกัน ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้ หากจำเลยที่ 1 ตั้งประเด็นแห่งคดีเข้ามา โจทก์อาจมีข้อต่อสู้ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดก่อนที่จะพิพากษาบังคับโจทก์ก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องแย้งเข้ามาโดยมีคำขอให้ศาลบังคับโจทก์ ศาลย่อมไม่อาจวินิจฉัยข้อพิพาทในส่วนนี้และพิพากษาบังคับให้โจทก์ดำเนินการดังกล่าวเป็นการตอบแทนได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างได้ว่าโจทก์ไม่ยอมดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นการตอบแทน จำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้โจทก์เช่นกันได้

ขณะทำสัญญาก็ดี ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ดี ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ใช้บังคับอยู่ จึงต้องนำประกาศดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นมี พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ให้ยกเลิกประกาศดังกล่าว และให้ใช้ พ.ร.บ.นี้เกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินต่อไปก็ตาม ก็ยังคงต้องนำประกาศดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ ซึ่งตามประกาศดังกล่าวข้อ 30 วรรคหนึ่ง ก็มีใจความทำนองเดียวกับมาตรา 43 วรรคหนึ่ง พิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้ว หากให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ถนนดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอมให้แก่ที่ดินของโจทก์ โจทก์ก็ย่อมใช้ถนนดังกล่าวในฐานะทางภาระจำยอมทำนองเดียวกันกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจากโครงการที่ได้รับอนุญาต กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก อันจะเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยประกาศดังกล่าวข้อ 30 วรรคหนึ่ง จึงไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมพร้อมทั้งก่อสร้างและปฏิบัติตามสัญญาฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2531 และตามรูปแบบแนบท้ายสัญญา หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเองโดยให้จำเลยทั้งสองรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดและให้จำเลยทั้งสองเสียค่าตอบแทน 45,800 บาท แก่โจทก์ด้วย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมในส่วนที่ดินของตนในโฉนดเลขที่ 341 เนื้อที่ 37 ไร่ 2 งาน44 ตารางวา ให้เป็นทางเข้าออกมีความกว้าง 9 เมตร ตลอดแนวเส้นทางที่ระบายด้วยสีส้มหรือสีแสดตามที่กำหนดตามรูปแผนที่แนบท้ายสัญญาฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2531 ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวจนเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ต้องไปดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จริงอยู่สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน ตามปกติโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติตามสัญญาตอบแทนซึ่งกันและกัน แต่เมื่อตามคำฟ้องและคำให้การทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างฝ่ายต่างกล่าวอ้างว่า อีกฝ่ายหนึ่งไม่ดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่ฝ่ายตนตามสัญญา ถือว่าทั้งสองฝ่ายมีข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากันแล้ว หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะให้ศาลบังคับให้โจทก์จดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการตอบแทนด้วยนั้น จำเลยที่ 1 จะต้องฟ้องหรือฟ้องแย้งตั้งประเด็นแห่งคดีเข้ามาเพื่อให้ศาลวินิจฉัยข้อพิพาทในส่วนที่โจทก์จะต้องชำระหนี้ตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปในคราวเดียวกัน ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้หากจำเลยที่ 1 ตั้งประเด็นแห่งคดีเข้ามา โจทก์อาจมีข้อต่อสู้ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดก่อนที่จะพิพากษาบังคับโจทก์ก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องแย้งเข้ามาโดยมีคำขอให้ศาลบังคับโจทก์ ศาลย่อมไม่อาจวินิจฉัยข้อพิพาทในส่วนนี้และพิพากษาบังคับให้โจทก์ดำเนินการดังกล่าวเป็นการตอบแทนได้เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างได้ว่าเมื่อโจทก์ไม่ยอมดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นการตอบแทน จำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้โจทก์เช่นกันได้ จำเลยที่ 1 ต้องไปดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่โจทก์นั้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามอาจมีปัญหาในชั้นบังคับคดี ตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้รวมทั้งที่ได้เป็นความกันมานานหลายปี ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ด้วย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปว่า สัญญาต่างตอบแทน ที่ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่โจทก์เป็นโมฆะหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ถนนกว้าง 9 เมตร ที่ระบายด้วยสีแสดตามแผนที่แนบท้ายสัญญาต่างตอบแทน เป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต ซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาถนนดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง การที่มีข้อสัญญาว่าให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ถนนดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอมให้แก่โจทก์ ย่อมเป็นการกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก เป็นกรณีที่นิติกรรมมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยบทกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้นั้น เห็นว่า ขณะทำสัญญาต่างตอบแทน ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ดี ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ใช้บังคับอยู่ จึงต้องนำประกาศดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นมีพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ให้ยกเลิกประกาศดังกล่าว และให้ใช้พระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินต่อไปก็ตาม ก็ยังคงต้องนำประกาศดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ ซึ่งตามประกาศดังกล่าวข้อ 30 วรรคหนึ่ง ก็มีใจความทำนองเดียวกับมาตรา 43 วรรคหนึ่ง พิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้ว หากให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ถนนดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอมให้แก่ที่ดินของโจทก์ โจทก์ก็ย่อมใช้ถนนดังกล่าวในฐานะทางภาระจำยอมทำนองเดียวกันกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจากโครงการที่ได้รับอนุญาต กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก อันจะเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยประกาศดังกล่าวข้อ 30 วรรคหนึ่ง จึงไม่เป็นโมฆะ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือรับรอง เอกสารหมาย จ. 2 จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 และตามสัญญาต่างตอบแทน ระบุชื่อคู่สัญญาความว่า สัญญาฉบับนี้ทำขึ้นระหว่างนายแสงคม (โจทก์) ฝ่ายหนึ่ง กับบริษัทโชคผาสุข จำกัด (จำเลยที่ 1) โดยนายศิริชัย (จำเลยที่ 2) ประธานกรรมการ อีกฝ่ายหนึ่ง แสดงว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาในนามหรือแทนจำเลยที่ 1 และเห็นได้ว่าเป็นการทำสัญญาภายในขอบอำนาจของตัวแทน จำเลยที่ 1 ตัวการเท่านั้นที่มีความผูกพันและรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของโจทก์ประการอื่นนอกจากที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น พิจารณาแล้ว เป็นฎีกาที่มิได้กล่าวข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่โจทก์ ก็ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 1387 ม. 1390
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแสงคม กรดิลก
จำเลย — บริษัทโชคผาสุข จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายวรสิทธิ์ บรรจงประพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
โอภาส อนันตสมบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15403/2558
#635269
เปิดฉบับเต็ม

(จำเลยทั้งสองทำสัญญาจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548 แต่ร้านเปิดดำเนินกิจการในวันที่ 21 มกราคม 2549 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2548) โจทก์และคณะบุคคลแมสคอตโดยจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงว่า โจทก์จะนำสิทธิในวันหยุดพักผ่อน วันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดประจำสัปดาห์ของโจทก์มาใช้หยุดในระหว่างที่ร้านปิดปรับปรุง หากโจทก์ใช้วันหยุดเกินสิทธิ คณะบุคคลแมสคอตขอสงวนสิทธิไม่จ่ายค่าจ้างในวันหยุดดังกล่าว และโจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบและยินดีให้ความร่วมมือในเอกสารดังกล่าว แต่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้คำจำกัดความของคำว่า "ค่าจ้าง" ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งวันหยุดตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวล้วนเป็นวันหยุดที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างแม้ลูกจ้างจะมิได้ทำงานทั้งสิ้น นอกจากนี้การมอบหมายงานหรือการสั่งให้ลูกจ้างทำงานเป็นสิทธิของนายจ้าง การที่นายจ้างไม่อาจมอบหมายงานหรือสั่งงานให้ลูกจ้างทำ ทั้งที่ลูกจ้างมีความพร้อมที่จะทำงานให้แก่นายจ้างนั้นนายจ้างจึงยังต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดระยะเวลาที่ตกลงจ้างกัน นายจ้างจะยกขึ้นเป็นเหตุอ้างว่าไม่มีงานให้ลูกจ้างทำจึงไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองให้โจทก์หยุดงานในระหว่างที่ร้านปิดปรับปรุงอันเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองไม่มีงานให้โจทก์ทำ มิใช่โจทก์ไม่สามารถทำงานให้แก่จำเลยทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธินำค่าจ้างที่จ่ายให้แก่โจทก์ ในช่วงนหยุดดังกล่าวมาหักกับค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับหลังจากร้านเปิดดำเนินการแล้ว

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาจ้างมีกำหนด 2 ปี แต่จำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด ทำให้โจทก์สูญเสียโอกาสในการทำงานกับผู้อื่นและได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายนับแต่วันบอกเลิกสัญญาถึงวันที่สัญญาจ้างครบกำหนด คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายและมีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาโดยบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่าในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายใน 3 วัน นับแต่วันเลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 18 มีนาคม 2549 จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ภายในวันที่ 21 มีนาคม 2549 จำเลยทั้งสองไม่จ่ายภายในเวลาดังกล่าวจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2549 เป็นต้นไป ไม่มีบทกฎหมายใดให้จำเลยทั้งสองต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ทันทีเมื่อเลิกจ้าง จำเลยทั้งสองต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดคือวันทวงถาม ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองจ่ายในวันใด ต้องถือวันฟ้องเป็นวันทวงถาม จำเลยทั้งสองจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงสามารถหยิบยกแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 34,986 บาท ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างจำนวน 1 เดือน เป็นเงิน 50,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 50,000 บาท และค่าเสียหายจำนวน 871,658 บาท รวมเป็นเงิน 1,006,644 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์คืนนามบัตรและบัญชีรายชื่อของลูกค้าแก่จำเลยทั้งสอง และชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 224,074 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 34,982 บาท ค่าชดเชย 50,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 50,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้าง 136,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยของค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้คิดตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2549 ส่วนดอกเบี้ยค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างให้คิดตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไป คำขออื่นให้ยกและยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของร้านอาหารชื่อ คอนทราซี่ (CONTRAZI) ตั้งอยู่เลขที่ 19 ซอยสุขุมวิท 11 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร สถานที่ประกอบกิจการดังกล่าวจำเลยทั้งสองเช่าจากบริษัทสุขุมวิทแลนด์ จำกัด โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันจัดตั้งคณะบุคคลชื่อแมสคอตประกอบกิจการร้านอาหารดังกล่าว ร้านอาหารคอนทราซี่ของจำเลยทั้งสองมีที่นั่งรับประทานอาหารของลูกค้าประมาณ 200 ที่นั่ง โดยเปิด ให้บริการลูกค้าตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2549 เป็นต้นมา ในแต่ละวันร้านอาหารคอนทราซี่เปิดให้บริการสองรอบ รอบแรกเวลา 11.30 นาฬิกา ถึง 14.30 นาฬิกา รอบที่สองเวลา 18 นาฬิกา ถึง 22.30 นาฬิกา เมื่อเดือนกันยายน 2548 คณะบุคคลแมสคอตโดยจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นผู้จัดการ ร้านอาหารคอนทราซี่ กำหนดระยะเวลาจ้าง 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2550 ค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท ต่อมาในวันที่ 18 มีนาคม 2549 คณะบุคคลแมสคอตโดยจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ มีผลนับตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2549 เป็นต้นไป โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า ก่อนฟ้องโจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าชดเชยและค่าสินไหมทดแทนแล้ว โจทก์ไม่ได้เพิกเฉยต่อการที่ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำความผิดโดยการลักขโมยกินอาหารของร้าน หรือไม่ตักเตือนและไม่แจ้งต่อนายจ้าง โจทก์ไม่ได้สร้างความขัดแย้ง แตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวกทำให้บุคลากรในร้านขาดความสามัคคี โจทก์ปฏิบัติหน้าที่เหมาะสมตามตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ไม่ได้เพิกเฉยจนก่อให้เกิดความบกพร่องต่อหน้าที่และเนื้องาน แต่ปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ การรับสินค้าไวน์คนละปีเนื่องจากไวน์ที่สั่งซื้อหมด ไม่ได้สั่งซื้อสุราเกินความจำเป็น ไม่ได้ทำเอกสารหาย ไม่ได้ไม่มีความสามารถในการฝึกอบรมผู้ใต้บังคับบัญชาในการปฏิบัติงานในร้าน ไม่ได้ไม่ให้ความร่วมมือและประสานงานระหว่างแผนก ไม่ได้ขัดคำสั่งนายจ้างโดยรับพนักงานเข้าทำงานหรือให้พนักงานทำงานโดยพลการ ไม่ได้แสดงกิริยาดูหมิ่นไม่ให้เกียรติลูกค้าที่มาใช้บริการ และไม่ได้ไม่ให้ความเคารพต่อนายจ้างไม่ว่าโดยทางวาจาและกิริยา การที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธินำเงินที่จำเลยทั้งสองจ่ายให้โจทก์ล่วงหน้าไป 21 วัน เป็นเงิน 34,986 บาท มาหักกับค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548 แต่ร้านเปิดดำเนินกิจการในวันที่ 21 มกราคม 2549 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2548 โจทก์และคณะบุคคลแมสคอตโดยจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงว่า โจทก์จะนำสิทธิในวันหยุดพักผ่อน วันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดประจำสัปดาห์ของโจทก์มาใช้หยุดในระหว่างที่ร้านปิดปรับปรุง หากโจทก์ใช้วันหยุดเกินสิทธิ คณะบุคคลแมสคอตขอสงวนสิทธิไม่จ่ายค่าจ้างในวันหยุดดังกล่าว และโจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบและยินดีให้ความร่วมมือในเอกสารดังกล่าว แต่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้คำจำกัดความของคำว่า "ค่าจ้าง" ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ซึ่งวันหยุดตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ล้วนเป็นวันหยุดที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างแม้ลูกจ้างจะมิได้ทำงานทั้งสิ้น นอกจากนี้การมอบหมายงานหรือการสั่งให้ลูกจ้างทำงานเป็นสิทธิของนายจ้าง การที่นายจ้างไม่อาจมอบหมายงานหรือสั่งงานให้ลูกจ้างทำ ทั้งที่ลูกจ้างมีความพร้อมที่จะทำงานให้แก่นายจ้างนั้นนายจ้างจึงยังต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดระยะเวลาที่ตกลงจ้างกัน นายจ้างจะยกขึ้นเป็นเหตุอ้างว่าไม่มีงานให้ลูกจ้างทำจึงไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์หยุดงานในระหว่างที่ร้านปิดปรับปรุงอันเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองไม่มีงานให้โจทก์ทำ มิใช่โจทก์ไม่สามารถทำงานให้แก่จำเลยทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธินำค่าจ้างที่จ่ายให้แก่โจทก์ในช่วงวันหยุดดังกล่าวมาหักกับค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับหลังจากร้านเปิดดำเนินการแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่าที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างโดยโจทก์ไม่ได้มีคำขอในส่วนของค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างมานั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 3.4 ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาจ้างมีกำหนด 2 ปี แต่จำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด ทำให้โจทก์สูญเสียโอกาสในการทำงานกับผู้อื่นและได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายนับแต่วันบอกเลิกสัญญาถึงวันที่สัญญาจ้างครบกำหนด คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายและมีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาโดยบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างดังกล่าวจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในส่วนที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างค้างจ่ายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2549 อันเป็นวันที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดว่าในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายใน 3 วัน นับแต่วันเลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 18 มีนาคม 2549 จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ภายในวันที่ 21 มีนาคม 2549 จำเลยทั้งสองไม่จ่ายภายในเวลาดังกล่าวจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2549 เป็นต้นไป สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่มีบทกฎหมายใดให้จำเลยทั้งสองต้องจ่ายทันทีเมื่อเลิกจ้าง จำเลยทั้งสองต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดคือวันทวงถาม ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในวันใด ต้องถือวันฟ้องเป็นวันทวงถาม จำเลยทั้งสองจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไป แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงสามารถหยิบยกแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2549 และดอกเบี้ยของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางขนิษฐา พิมพ์นาค
จำเลย — นางสาวปุณณภา ศักดาสุคนธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15401/2558
#597956
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2533 (ข้อบังคับเดิม) ข้อ 15 (1) มีข้อความว่า "ในกรณีที่ผู้ซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามข้อบังคับนี้ ได้เช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น ให้ผู้นั้นมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านท้ายข้อบังคับนี้ ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (1) ตนเอง และสามีหรือภริยา ได้ทำการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านอยู่เพียงหลังเดียวในท้องที่นั้น" เป็นการกำหนดให้การใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเพื่อชำระราคาบ้านจะต้องอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ เบิกได้ไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านท้ายข้อบังคับ โดยตนเองและสามีหรือภริยาได้ทำการผ่อนชำระอยู่เพียงหลังเดียวในท้องที่นั้น แต่ในข้อบังคับใหม่ ข้อ 15 (1) กำหนดว่า "ในกรณีที่พนักงานซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามข้อบังคับนี้ ได้เช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระอยู่ในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่สามารถเดินทางไปปฏิบัติงานประจำสำนักงานใหม่ได้ตามหลักเกณฑ์ที่ผู้อำนวยการกำหนดเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น ให้พนักงานผู้นั้นมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกินอัตราร้อยละ 20 ของเงินเดือนและอย่างสูงไม่เกินจำนวนเงินที่คณะกรรมการกำหนดตาม ข้อ 6 ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ตนเองหรือคู่สมรส ได้ทำการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านในท้องที่นั้น จะเบิกจ่ายได้เพียงหลังเดียว" ตามข้อบังคับใหม่นี้มิได้กำหนดให้ต้องเป็นการเบิกค่าเช่าบ้านเพื่อชำระราคาบ้านเฉพาะในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เท่านั้น แต่กำหนดให้เป็นบ้านที่อยู่ในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่สามารถเดินทางไปปฏิบัติงานประจำสำนักงานใหม่ได้ด้วย โดยเปลี่ยนแปลงให้ตนเองหรือคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซึ่งทำการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านในท้องที่นั้นสามารถจะเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านได้เพียงหลังเดียว

โจทก์เคยร่วมกับสามีกู้ยืมเงินจากธนาคาร อ. สาขาตรัง ในโครงการสินเชื่อเคหะสงเคราะห์เพื่อก่อสร้างบ้านพักเพื่ออยู่อาศัยร่วมกันมาก่อน แม้ต่อมาสามีโจทก์แต่เพียงผู้เดียวได้กู้เงินจากธนาคาร ก. สาขาตรัง ตามโครงการเคหะสงเคราะห์และสวัสดิการแก่พนักงานการไฟฟ้า เพื่อใช้สิทธิในส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลง ซึ่งหากเป็นการกู้เงินตามสัญญาใหม่ที่มีจำนวนเงินไม่สูงกว่าจำนวนหนี้เดิมก็จะเป็นการชำระหนี้ราคาบ้านที่ค้างชำระอยู่เดิมนั่นเอง และแม้สามีโจทก์จะเป็นผู้กู้เงินตามสัญญาใหม่แต่เพียงผู้เดียว บ้านที่ปลูกสร้างขึ้นดังกล่าวโดยอาศัยเงินกู้นั้นก็เป็นสินสมรสของโจทก์ด้วย และนอกจากโจทก์จะต้องรับผิดชำระหนี้ที่สามีโจทก์ได้กู้ยืมตามโครงการเคหะสงเคราะห์และสวัสดิการแก่พนักงานการไฟฟ้า ของธนาคาร ก. สาขาตรัง ดังกล่าว เพราะเป็นหนี้ร่วมแล้ว โจทก์ยังต้องรับผิดในฐานะผู้จำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ดังกล่าวด้วย ดังนั้นไม่ว่าสามีโจทก์หรือโจทก์จะเป็นผู้ทำสัญญากู้ยืมเงินเอง สิทธิและหน้าที่ของโจทก์ก็ไม่มีความแตกต่างกัน โจทก์จึงมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเพื่อชำระค่าผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวได้ตามเงื่อนไขของข้อบังคับคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2548 ข้อ 15 (ข้อบังคับใหม่) ข้อบังคับดังกล่าวจึงถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายและเป็นคุณกับโจทก์

ระเบียบสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2550 ข้อ 21 ส่วนที่กำหนดให้เบิกจ่ายย้อนหลังได้ไม่เกินวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2548 เป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณและลูกจ้างมิได้ยินยอม จึงไม่สามารถใช้เพื่อตัดสิทธิของโจทก์ให้ลดน้อยลงจากสิทธิที่โจทก์มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเพื่อผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระย้อนหลังได้ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ตามข้อบังคับคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2548 ข้อ 15 (1) แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลแรงงานภาค 9 รับโอนคดีมาจากศาลปกครองสงขลา โดยโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่ง ที่ กษ 2029/385 ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2550 ของจำเลยที่ 1 คำสั่งที่ กษ 2013/0003 ลงวันที่ 3 มกราคม 2551 และคำสั่งที่ 24/2550 ลงวันที่ 23 สิงหาคม 2550 ของจำเลยที่ 2 กับบังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำสั่งที่ 33/2550 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2550 ให้โจทก์มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านย้อนหลังไปถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 และให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงิน 64,602 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์ว่า มีเหตุยกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 1 ที่ กษ 2029/385 ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2550 เรื่อง ยกเลิกคำสั่ง สกย. จ.ตรัง ที่ 33/2550 และเรียกเงินค่าเช่าบ้านคืน คำสั่งจำเลยที่ 2 ที่ กษ 2013/0003 ลงวันที่ 3 มกราคม 2551 เรื่อง การเรียกเงินคืนค่าเช่าบ้าน และคำสั่งจำเลยที่ 2 ที่ 24/2550 เรื่อง เรียกเงินคืนค่าเช่าบ้าน ลงวันที่ 23 สิงหาคม 2550 หรือไม่ โจทก์มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามสิทธิย้อนหลังถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ตามคำสั่งจำเลยที่ 2 ที่ 33/2550 เรื่อง เปลี่ยนแปลงคำสั่งทางการปกครองหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องคืนเงินจำนวน 64,602 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อความ เรื่อง ขอหารือการเบิกจ่ายค่าเช่าบ้าน ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2548 ซึ่งโจทก์มีบันทึกหารือหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอกันตัง กรณีที่โจทก์ประสงค์จะใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเพื่อเป็นค่าผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้าน ระบุว่า ในขณะนั้นโจทก์ได้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเหมาจ่าย อัตราร้อยละ 20 ของเงินเดือนวันที่ 31 มีนาคม 2533 ซึ่งหัวหน้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางอำเภอกันตังได้มีหนังสือที่ กษ 2013/3/0489 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2548 ขอหารือกรณีของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 ตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 10 ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงท้ายเอกสารดังกล่าวเป็นลายมือเขียนว่า ข้อ 1 คู่สมรสของโจทก์ได้ทำสัญญาเช่าซื้อบ้านในท้องที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดตรังเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 ตามข้อบังคับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2533 ข้อ 15 (1) เบิกค่าเช่าบ้านไม่ได้เนื่องจากโจทก์และคู่สมรสต้องทำสัญญาร่วมกัน ข้อ 2 โจทก์บรรจุแล้วย้ายไปปฏิบัติงานต่างท้องที่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2543 ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านแบบเหมาจ่ายตามข้อบังคับเดิมมาจนถึงปัจจุบัน และข้อ 3 โจทก์ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านกรณีเช่าซื้อจากสถาบันการเงินตามข้อบังคับใหม่ ซึ่งหมายถึงข้อบังคับคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2548 ข้อ 15 (1) จึงสมควรให้โจทก์เบิกจ่ายเงินส่วนต่างในอัตราเหมาจ่ายตามข้อบังคับเดิม และสิทธิเช่าซื้อตามข้อบังคับใหม่ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 จนถึงเดือนสิงหาคม 2548 และใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านกรณีเช่าซื้อตามข้อบังคับใหม่จนกว่าสิทธิจะยุติลง ซึ่งเมื่อพิจารณาจากบันทึกข้อความฉบับนี้เนื้อความในข้อ 1 และข้อ 3 จะแสดงให้เห็นได้ว่า ข้อบังคับเดิมหรือข้อบังคับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2533 ข้อ 15 (1) มีความแตกต่างจากข้อบังคับใหม่หรือข้อบังคับคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2548 ข้อ 15 (1) โจทก์จึงไม่สามารถเบิกค่าเช่าบ้านเพื่อผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระตามระเบียบข้อบังคับเดิมซึ่งใช้บังคับมาตั้งแต่ช่วงเวลาที่โจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารออมสิน สาขาตรัง เพื่อก่อสร้างบ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อบังคับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2533 ข้อ 15 (1) เอกสารท้ายคำแถลงฉบับลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2551 มีข้อความว่า "ในกรณีที่ผู้ซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามข้อบังคับนี้ ได้เช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น ให้ผู้นั้นมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านท้ายข้อบังคับนี้ ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ตนเอง และสามีหรือภริยา ได้ทำการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านอยู่เพียงหลังเดียวในท้องที่นั้น" จะเห็นได้ว่า ตามข้อบังคับฉบับเดิมนี้กำหนดให้การใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเพื่อชำระราคาบ้านจะต้องอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ เบิกได้ไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านท้ายข้อบังคับ โดยตนเองและสามีหรือภริยาได้ทำการผ่อนชำระอยู่เพียงหลังเดียวในท้องที่นั้น แต่ข้อบังคับคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2548ข้อ 15 (1) กำหนดให้ "ในกรณีที่พนักงานซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามข้อบังคับนี้ ได้เช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระอยู่ในท้องที่หนึ่งท้องที่ใด ที่สามารถเดินทางไปปฏิบัติงานประจำสำนักงานใหม่ได้ตามหลักเกณฑ์ที่ผู้อำนวยการกำหนด เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น ให้พนักงานผู้นั้นมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกินอัตราร้อยละ 20 ของเงินเดือนและอย่างสูงไม่เกินจำนวนเงินที่คณะกรรมการกำหนดตามข้อ 6 ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ตนเองหรือคู่สมรส ได้ทำการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านในท้องที่นั้น จะเบิกจ่ายได้เพียงหลังเดียว" ตามข้อบังคับฉบับใหม่นี้มิได้กำหนดให้ต้องเป็นการเบิกค่าเช่าบ้านเพื่อชำระราคาบ้านเฉพาะในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เท่านั้น แต่กำหนดให้เป็นบ้านที่อยู่ในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่สามารถเดินทางไปปฏิบัติงานประจำสำนักงานใหม่ได้ด้วย โดยเปลี่ยนแปลงให้ตนเองหรือคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซึ่งทำการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านในท้องที่นั้นสามารถจะเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านได้เพียงหลังเดียว โจทก์เคยร่วมกับสามีกู้ยืมเงินจากธนาคารออมสิน สาขาตรัง ในโครงการสินเชื่อเคหะสงเคราะห์เพื่อก่อสร้างบ้านพักเพื่ออยู่อาศัยร่วมกันมาก่อน แม้ต่อมาสามีโจทก์แต่เพียงผู้เดียวได้กู้เงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง ตามโครงการเคหะสงเคราะห์และสวัสดิการแก่พนักงานการไฟฟ้า เพื่อใช้สิทธิในส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลง ซึ่งหากเป็นการกู้เงินตามสัญญาใหม่ที่มีจำนวนเงินไม่สูงกว่าจำนวนหนี้เดิมก็จะเป็นการชำระหนี้ราคาบ้านที่ค้างชำระอยู่เดิมนั่นเอง และแม้สามีโจทก์จะเป็นผู้กู้เงินตามสัญญาใหม่แต่เพียงผู้เดียว บ้านที่ปลูกสร้างขึ้นดังกล่าวโดยอาศัยเงินกู้นั้นก็เป็นสินสมรสของโจทก์ด้วย และนอกจากโจทก์จะต้องรับผิดชำระหนี้ที่สามีโจทก์ได้กู้ยืมตามโครงการเคหะสงเคราะห์และสวัสดิการแก่พนักงานการไฟฟ้า ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง ดังกล่าวเพราะเป็นหนี้ร่วมแล้ว โจทก์ยังต้องรับผิดในฐานะผู้จำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ดังกล่าวด้วย ดังนั้นไม่ว่าสามีโจทก์หรือโจทก์จะเป็นผู้ทำสัญญากู้ยืมเงินเอง สิทธิและหน้าที่ของโจทก์ก็ไม่มีความแตกต่างกัน โจทก์จึงมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเพื่อชำระค่าผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวได้ตามเงื่อนไขของข้อบังคับคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2548 ข้อ 15 ข้อบังคับดังกล่าวจึงถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายและเป็นคุณกับบรรดาลูกจ้างของกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางซึ่งรวมทั้งโจทก์ด้วย โจทก์ย่อมมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านย้อนหลังได้จนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ตามข้อบังคับดังกล่าว ดังนี้ ระเบียบสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2550 ข้อ 21 ดังกล่าว ในส่วนที่กำหนดให้เบิกจ่ายย้อนหลังได้ไม่เกินวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2548 จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณและลูกจ้างมิได้ยินยอม จึงไม่สามารถใช้เพื่อตัดสิทธิของโจทก์ให้ลดน้อยลงจากสิทธิที่โจทก์มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเพื่อผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระย้อนหลังได้ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ตามข้อบังคับดังกล่าวได้ โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจึงมีสิทธิเบิกเงินค่าเช่าบ้านจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางซึ่งเป็นนายจ้างตามข้อบังคับคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2548 ข้อ 15 (1) ย้อนหลังไปถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 คำสั่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่เรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านจากโจทก์จึงไม่ชอบ จึงมีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น โดยให้จำเลยทั้งสองดำเนินการการได้รับสิทธิของโจทก์โดยปฏิบัติตามแนวทางตามคำสั่งสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดตรัง คำสั่งที่ 33/2550 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าเช่าบ้านที่เบิกมาแล้วตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 จำนวน 64,602 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น เมื่อได้วินิจฉัยให้โจทก์ได้รับสิทธิเบิกเงินค่าเช่าบ้านจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางตามข้อบังคับคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2548 ข้อ 15 (1) ย้อนหลังไปถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 โดยให้จำเลยทั้งสองดำเนินการการได้รับสิทธิของโจทก์โดยปฏิบัติตามแนวทางตามคำสั่งสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดตรัง คำสั่งที่ 33/2550 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2550 อันมีผลให้โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าเช่าบ้านตามหลักฐานที่นำมาเบิกได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ตามข้อบังคับดังกล่าวมีผลใช้บังคับซึ่งรวมถึงสิทธิการได้รับเงินค่าเช่าบ้านจำนวนที่โจทก์ขอมาดังกล่าวอยู่ด้วยและได้วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองดำเนินการให้โจทก์ได้รับสิทธิดังกล่าวไว้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้คืนเงินจำนวนดังกล่าวซ้ำอีก ที่ศาลแรงงานภาค 9 วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้เป็นคู่สัญญา จึงไม่มีสิทธิเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านตามฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกเลิกคำสั่งตามบันทึกข้อความสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางที่ กษ 2029/385 ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2550 เรื่อง ยกเลิกคำสั่ง สกย. จ.ตรัง ที่ 33/2550 และเรียกเงินค่าเช่าบ้านคืน ยกเลิกคำสั่งตามบันทึกข้อความสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดตรัง ที่ กษ 2013/0003 ลงวันที่ 3 มกราคม 2551 และยกเลิกคำสั่งสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดตรัง ที่ 24/2550 ลงวันที่ 23 สิงหาคม 2550 เรื่อง เรียกเงินคืนค่าเช่าบ้าน ให้โจทก์มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามข้อบังคับคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2548 ข้อ 15 (1) จากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ย้อนหลังไปถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 โดยให้จำเลยทั้งสองดำเนินการการได้รับสิทธิของโจทก์ดังกล่าวโดยปฏิบัติตามแนวทางตามคำสั่งสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดตรัง คำสั่งที่ 33/2550 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2550
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ.2503 ม. 13 (3)
ข้อบังคับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2533
ข้อบังคับคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2548
ระเบียบสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2550
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพวงเพ็ชร ผลความดี
ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์
จำเลย — การทำสวนยาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 9 — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15400/2558
#592942
เปิดฉบับเต็ม

ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 ที่เห็นชอบให้กำหนดขอบเขตสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ที่รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งสามารถดำเนินการได้เองเมื่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจให้ความเห็นชอบแล้ว เป็นเพียงการให้อำนาจคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งในการปรับปรุงค่าจ้าง การกำหนดอัตราค่าจ้างแรกบรรจุ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำขั้นสูงของลูกจ้างทุกตำแหน่งเท่านั้น หาได้มีมติให้ปรับขึ้นอัตราเงินเดือนค่าจ้างของพนักงานลูกจ้างรัฐวิสาหกิจไม่ ดังนั้นโรงงานยาสูบโดยคณะกรรมการอำนวยการโรงงานยาสูบจึงไม่อาจอ้างมติคณะรัฐมนตรีมามีมติและคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์ทั้งแปดร้อยหกเป็นกรณีพิเศษ คนละ 1 ขั้นได้ การเลื่อนขั้นเงินเดือนของโจทก์ทั้งแปดร้อยหกจึงต้องตกอยู่ภายใต้ระเบียบโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลังว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานยาสูบ พ.ศ.2520 ซึ่งกำหนดให้การเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีให้เลื่อนตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนแรกของปีที่ได้เลื่อน อันได้แก่วันที่ 1 ตุลาคมของปีงบประมาณภายใต้วงเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนที่ได้รับอนุมัติไว้ในแต่ละปี ดังนั้น คำสั่งที่ให้เลื่อนขั้นเงินเดือนโจทก์ทั้งแปดร้อยหกคนละ 1 ขั้น ให้มีผลในวันที่ 7 เมษายน 2547 จึงขัดต่อระเบียบดังกล่าว ย่อมไม่มีผลใช้บังคับ แม้คณะกรรมการอำนวยการโรงงานยาสูบจะมีคำสั่งให้ปรับเงินเดือนของโจทก์ทั้งแปดร้อยหกไปแล้วอันอาจมีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งแปดร้อยหกมากกว่าก็ตาม แต่สภาพการจ้างที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยพลการนั้นต้องเป็นสภาพการจ้างที่เกิดขึ้นโดยชอบเท่านั้น เมื่อคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนแก่โจทก์ทั้งแปดร้อยหกไม่ชอบตามระเบียบข้างต้น โจทก์ทั้งแปดร้อยหกจึงไม่มีสิทธิได้รับการปรับอัตราเงินเดือนเพิ่มขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งแปดร้อยหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินเดือนที่หักไปพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่หักเงินคืนไปแก่โจทก์ทั้งแปดร้อยหกตามบัญชียอดเงินท้ายฟ้องกับให้คืนขั้นเงินเดือนแก่โจทก์ทั้งแปดร้อยหกอีกคนละ 1 ขั้นตามเดิม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งแปดร้อยหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งแปดร้อยหกเป็นพนักงานโรงงานยาสูบ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2545 คณะกรรมการอำนวยการโรงงานยาสูบมีมติขยายอัตราเงินเดือนขั้นสูงสุดของผู้อำนวยการยาสูบโดยนำเสนอให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ให้ความเห็นชอบ ต่อมากรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมีหนังสือที่ รง 0509/08709 ลงวันที่ 10พฤศจิกายน 2546 เห็นชอบในหลักการและให้โรงงานยาสูบพิจารณาเสนอขอขยายอัตราเงินเดือนขั้นสูงของพนักงานทุกระดับเสนอให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์พิจารณา ระหว่างพิจารณาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 เห็นชอบให้กำหนดขอบเขตสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินที่รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งดำเนินการได้เองเมื่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจให้ความเห็นชอบแล้ว คณะกรรมการอำนวยการโรงงานยาสูบจึงมีมติในวันที่ 29 มิถุนายน 2547 ให้ขยายอัตราเงินเดือนของผู้อำนวยการยาสูบและพนักงานยาสูบออกไปตามบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนใหม่กับมีมติและคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่โจทก์ทั้งแปดร้อยหกคนละ 1 ขั้น โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติดังกล่าว วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 โรงงานยาสูบมีหนังสือเรียกเงินเดือนที่ปรับขึ้นให้แก่โจทก์ทั้งแปดร้อยหกคืน ระเบียบโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเพิ่มค่าจ้างค่าแรงพนักงานยาสูบประเภทรายวันและรายชั่วโมง พ.ศ.2520 และว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานยาสูบ พ.ศ.2520 กำหนดให้การเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีตามปกติให้เลื่อนตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนแรกของปีที่เลื่อนขั้นซึ่งหมายถึงวันที่ 1 ตุลาคมของปีงบประมาณ แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง การเลื่อนขั้นเงินเดือนนอกเหนือจากปีงบประมาณน่าจะมีกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์ไว้ในระเบียบอย่างชัดเจน โดยในปี 2538 มีการปรับเพดานเงินเดือนใหม่เช่นเดียวกับคดีนี้ซึ่งมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 ตุลาคม 2538 อันเป็นปีงบประมาณ การเลื่อนขั้นเงินเดือนของโจทก์ทั้งแปดร้อยหกจึงต้องเป็นไปตามระเบียบโรงงานยาสูบดังกล่าว การจ่ายเงินเดือนแก่โจทก์ทั้งแปดร้อยหกในอัตราเงินเดือนใหม่นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2547 จึงไม่ชอบ โรงงานยาสูบชอบที่จะเรียกเงินเดือนที่ปรับขึ้นให้แก่โจทก์ทั้งแปดร้อยหกคืนได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งแปดร้อยหกว่า จำเลยต้องคืนเงินเดือนที่หักไปตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งแปดร้อยหกหรือไม่ เห็นว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 ที่เห็นชอบให้กำหนดขอบเขตสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินตามมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ที่รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งสามารถดำเนินการได้เองเมื่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจให้ความเห็นชอบแล้ว เป็นเพียงการให้อำนาจคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งในเรื่องการปรับปรุงค่าจ้างในการกำหนดอัตราค่าจ้างแรกบรรจุ การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ - ขั้นสูงของลูกจ้างทุกตำแหน่ง การปรับปรุงสวัสดิการยกเว้นค่ารักษาพยาบาล และการปรับปรุงประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงานที่สามารถคำนวณเป็นเงินได้เท่านั้น หาได้มีมติให้การปรับขึ้นอัตราเงินเดือนค่าจ้างของพนักงานลูกจ้างรัฐวิสาหกิจไม่ กรณีเช่นนี้จึงไม่ใช่การปรับเพดานหรือฐานเงินเดือนดังที่โจทก์ทั้งแปดร้อยหกอุทธรณ์ โรงงานยาสูบโดยคณะกรรมการอำนวยการโรงงานยาสูบจึงไม่อาจอ้างมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมามีมติและคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่โจทก์ทั้งแปดร้อยหกเป็นกรณีพิเศษ คนละ 1 ขั้นได้ การเลื่อนขั้นเงินเดือนของโจทก์ทั้งแปดร้อยหกต้องตกอยู่ภายใต้ระเบียบโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลังว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานยาสูบ พ.ศ.2520 ซึ่งตามข้อ 3 ข้อ 6 ข้อ 11 และข้อ 13 กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งสรุปได้ว่า การเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีให้เลื่อนตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนแรกของปีที่ได้เลื่อน อันได้แก่วันที่ 1 ตุลาคมของปีงบประมาณภายใต้วงเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนที่ได้รับอนุมัติไว้ในแต่ละปีโดยปกติให้สั่งเลื่อนได้ปีละหนึ่งขั้นทั้งการเลื่อนขั้นเงินเดือนของโจทก์ทั้งแปดร้อยหกตามฟ้องก็มิใช่การเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษตามข้อ 14 ถึงข้อ 16 ดังนั้น คำสั่งที่ให้เลื่อนขั้นเงินเดือนโจทก์ทั้งแปดร้อยหกคนละ 1 ขั้น ให้มีผลในวันที่ 7 เมษายน 2547 จึงขัดต่อระเบียบดังกล่าว ย่อมไม่มีผลใช้บังคับ แม้คณะกรรมการอำนวยการโรงงานยาสูบจะมีคำสั่งให้ปรับเงินเดือนของโจทก์ทั้งแปดร้อยหกไปแล้วอันอาจมีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่เป็นคุณแก่โจทก์ทั้งแปดร้อยหกมากกว่าก็ตาม แต่สภาพการจ้างที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยพลการนั้นต้องเป็นสภาพการจ้างที่เกิดขึ้นโดยชอบเท่านั้น เมื่อคณะกรรมการอำนวยการโรงงานยาสูบมีมติและคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่โจทก์ทั้งแปดร้อยหกโดยไม่ชอบตามระเบียบข้างต้น โจทก์ทั้งแปดร้อยหกจึงไม่มีสิทธิได้รับการปรับอัตราเงินเดือนเพิ่มขึ้นย่อมไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่เป็นคุณดังที่ได้อุทธรณ์ไว้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งแปดร้อยหกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งแปดร้อยหกฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพโรจน์ สุขเจริญ กับพวก
จำเลย — กระทรวงการคลัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางดาราวรรณ ใจคำป้อ
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15399/2558
#594723
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ. 2533 ข้อ 15 ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้ซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามข้อบังคับนี้ ได้เช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น ให้ผู้นั้นมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านท้ายข้อบังคับนี้..." ดังนั้นการที่พนักงานของจำเลยจะนำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้มาเบิกค่าเช่าบ้านได้นั้นจะต้องเป็นกรณีที่ได้เช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านซึ่งอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เท่านั้น ซึ่งตามข้อบังคับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2533 ข้อ 4 ระบุว่า "ท้องที่หมายความว่า กรุงเทพมหานคร อำเภอ กิ่งอำเภอ หรือท้องที่ของอำเภอ และหรือกิ่งอำเภอที่ผู้อำนวยการประกาศกำหนดให้เป็นท้องที่เดียวกันตามข้อ 5 โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง" และข้อ 5 ระบุว่า "ให้คณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยางมีอำนาจประกาศกำหนดให้อำเภอและหรือกิ่งอำเภอหลายท้องที่รวมกันเป็นท้องที่เดียวกันได้" เมื่อโจทก์ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในท้องที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี แต่โจทก์ได้ไปเช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านในอำเภอวารินชำราบโดยไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยางได้ประกาศกำหนดให้สองอำเภอดังกล่าวเป็นท้องที่เดียวกันอำเภอวารินชำราบจึงเป็นท้องที่อื่น มิใช่เป็นท้องที่ที่ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยและบังคับให้จำเลยจ่ายค่าเช่าบ้านเพื่อชำระค่าเช่าซื้อบ้านให้แก่โจทก์ตามสิทธิในอัตราเดือนละ 3,000 บาท ให้จำเลยจ่ายค่าเช่าบ้านส่วนที่ขาดไปตามสิทธิจำนวน 34,517.40 บาท ที่จำเลยระงับการจ่ายและให้เรียกเงินคืนนับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวแต่ละเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ศาลนี้ ค่าเช่าบ้านมิใช่ค่าจ้างหรือเงินสวัสดิการเกี่ยวกับค่าจ้าง จำเลยมีสิทธิหักเงินเดือนของโจทก์เนื่องจากการขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2545 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 เป็นเงิน 34,517.40 บาท เป็นการ

ฝ่าฝืนต่อคำสั่งให้ปฏิบัติของจำเลย ซึ่งมีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2545 ซึ่งโจทก์ทราบคำสั่งให้ปฏิบัติแล้วยังนำหลักฐานการซื้อบ้านต่างท้องที่ที่ตนประจำปฏิบัติหน้าที่อยู่มาเบิกจากจำเลยอีกจึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว จำเลยจึงมีสิทธิหักค่าเช่าบ้านที่โจทก์ไม่มีสิทธิเบิกคืนได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ก่อน คำสั่งให้หักเงินเดือนโจทก์ เป็นคำสั่งที่หักเงินส่วนที่โจทก์ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเท่านั้น ส่วนที่โจทก์มีสิทธิเบิกได้จำเลยมิได้นำมาหักด้วย อีกทั้งก่อนวันที่ 22 สิงหาคม 2545 ที่โจทก์ได้เบิกค่าเช่าบ้านเดือนละ 3,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 จำเลยไม่ได้เรียกคืนบางส่วนจากโจทก์และมิได้นำมาหักด้วย ดังนั้นคำสั่งของจำเลยชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้ค่าเช่าบ้านส่วนที่ขาดไปตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธินำหลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระค่าบ้านที่เช่าซื้อในอำเภอวารินชำราบมาเบิกค่าเช่าบ้านหรือไม่ เห็นว่า สิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านของโจทก์จะมีอย่างไร ย่อมอยู่ภายใต้ข้อบังคับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ. 2533 โดยข้อ 7 ระบุว่า "ภายใต้ข้อบังคับข้อ 15 และข้อ 16 พนักงานผู้ใดได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านที่ต้องจ่ายจริงตามที่สมควรแก่สภาพแห่งบ้าน แต่อย่างสูงไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้าน" และข้อ 15 ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้ซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามข้อบังคับนี้ ได้เช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น ให้ผู้นั้นมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าว มาเบิกค่าเช่าบ้านได้ไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านท้ายข้อบังคับนี้..." ดังนั้นการที่พนักงานของจำเลยจะนำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้มาเบิกค่าเช่าบ้านได้นั้นจะต้องเป็นกรณีที่ได้เช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านซึ่งอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เท่านั้น ซึ่งตามข้อบังคับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ. 2533 ข้อ 4 ระบุว่า "ท้องที่ หมายความว่า กรุงเทพมหานคร อำเภอ กิ่งอำเภอ หรือท้องที่ของอำเภอ และหรือกิ่งอำเภอที่ผู้อำนวยการประกาศกำหนดให้เป็นท้องที่เดียวกันตามข้อ 5 โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการสงเคราะห์การทำสวนยาง" และข้อ 5 ระบุว่า "ให้คณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยางมีอำนาจประกาศกำหนดให้อำเภอและหรือกิ่งอำเภอหลายท้องที่รวมกันเป็นท้องที่เดียวกันได้" ในเมื่อโจทก์ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในท้องที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี แต่โจทก์ได้ไปเช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านในอำเภอวารินชำราบโดยไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยางประกาศกำหนดให้สองอำเภอดังกล่าวเป็นท้องที่เดียวกัน อำเภอวารินชำราบจึงเป็นท้องที่อื่นมิใช่เป็นท้องที่ที่ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ แม้ผู้อำนวยการสำนักงานสงเคราะห์การทำสวนยางหรือผู้กระทำการแทนจะได้ตอบข้อหารือว่าการเช่าซื้อบ้านไม่ว่ากระทำในท้องที่ใดก็มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้นั้น ก็เป็นเพียงความเห็นทางกฎหมายส่วนบุคคลที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสภาพบังคับที่ชัดแจ้งของข้อบังคับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ. 2533 ได้ ส่วนการที่ผู้อำนวยการสำนักงานสงเคราะห์การทำสวนยางเป็นผู้รักษาการตามข้อบังคับฉบับนี้ก็มีอำนาจในการบริหารจัดการเกี่ยวกับข้อบังคับเพียงเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายและข้อบังคับ ไม่ได้หมายความว่าจะมีอำนาจตีความอย่างไรได้ แม้ว่าภายหลังจากที่มีการตอบข้อหารือจะมีการถือปฏิบัติให้โจทก์เบิกค่าเช่าบ้านโดยใช้หลักฐานการกู้เงินชำระราคาบ้านในอำเภอวารินชำราบได้ ก็ไม่อาจถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ผูกพันโจทก์และจำเลย เพราะเป็นเพียงการตีความเพื่อบังคับใช้ข้อบังคับที่คลาดเคลื่อน ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำหลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระค่าบ้านที่เช่าซื้อซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอวาริน

ชำราบอันเป็นท้องที่นอกเขตที่ตนปฏิบัติงานมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ.2503
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกมล อินทนุพัฒน์
จำเลย — สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
กฤษณ์ โสภิตกุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15358/2558
#636272
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2550 ติดต่อกันเกิน 3 งวด แต่ปรากฏตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาพร้อมใบตอบรับว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที และตามใบตอบรับจำเลยที่ 1 รับหนังสือในวันที่ 31 พฤษภาคม 2551 ซึ่งจะครบ 30 วันในวันที่ 30 มิถุนายน 2551 แต่โจทก์ไปยึดรถที่เช่าซื้อคืนเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2551 ซึ่งยังไม่ล่วงพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 ยินยอมให้ยึดรถและไม่ได้โต้แย้งทักท้วง อันเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายในวันยึดรถดังกล่าว

โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย อันเป็นการเลิกสัญญาด้วยเหตุอื่นมิใช่เป็นการเลิกสัญญาที่มีผลมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาเช่าซื้อ คู่สัญญาจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้ออีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาจากค่าเช่าซื้อที่ต้องชำระโดยอาศัยข้อสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งระงับไปแล้วได้ โจทก์คงมีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่เช่าซื้อในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ครอบครองนับตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันที่ยึดรถที่เช่าซื้อได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 176,555.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มิถุนายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถตู้ หมายเลขทะเบียน ฮข 6942 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ ในราคา 963,028.20 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ 60 งวด งวดละ 16,050.47 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 8 มีนาคม 2550 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 8 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 4 งวดเศษ และผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 ประจำวันที่ 8 กรกฎาคม 2550 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามแก่จำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2551 โจทก์ติดตามยึดรถที่เช่าซื้อได้ตามบันทึกการส่งมอบรถยนต์ และโจทก์นำออกประมูลขายได้ 336,448.60 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยปริยายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ติดต่อกันเกิน 3 งวด โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว กรณีจึงมิใช่เป็นการสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2550 ติดต่อกันเกิน 3 งวด แต่ปรากฏว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที และตามใบตอบรับจำเลยที่ 1 รับหนังสือในวันที่ 31 พฤษภาคม 2551 ซึ่งจะครบ 30 วัน ในวันที่ 30 มิถุนายน 2551 แต่โจทก์ไปยึดรถที่เช่าซื้อคืนเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2551 ซึ่งยังไม่ล่วงพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 ยินยอมให้ยึดรถและไม่ได้โต้แย้งทักท้วง อันเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายในวันยึดรถดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้เพราะโจทก์ได้รับความเสียหาย และแม้ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แล้วก็ยังต่ำกว่าทุนถึง 142,452.80 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย อันเป็นการเลิกสัญญาด้วยเหตุอื่นมิใช่เป็นการเลิกสัญญาที่มีผลมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาเช่าซื้อ คู่สัญญาจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้ออีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาจากค่าเช่าซื้อที่ต้องชำระโดยอาศัยข้อสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อซึ่งระงับไปแล้วได้ โจทก์คงมีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่เช่าซื้อในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ครอบครองนับตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันที่ยึดรถที่เช่าซื้อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม ซึ่งศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ตามที่โจทก์ขอแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายเกียรติศักดิ์ ดวงเพชร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
เกษม เกษมปัญญา
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15357/2558
#636270
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กำหนดในสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคท้าย ให้ใช้เนื้อที่ห้องชุดตามสัญญาเช่าซื้อ โดยไม่ให้คิดราคาเพิ่มหรือลดตามเนื้อที่ในหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ออกในภายหลัง เป็นการยกเว้น ป.พ.พ. มาตรา 466 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการส่งมอบทรัพย์สินในการซื้อขายซึ่งนำมาใช้บังคับกับการเช่าซื้อ โจทก์ส่งมอบห้องชุดเนื้อที่ขาดตกบกพร่องจากสัญญาเช่าซื้อ 6.51 ตารางเมตรคิดเป็นร้อยละ 9.1 ของเนื้อที่ทั้งหมด แต่โจทก์ก็ยังคงให้จำเลยรับเอาห้องชุดไว้โดยไม่อาจใช้ราคาตามส่วนได้ ทั้งที่ความแตกต่างของเนื้อที่ห้องชุดมาจากการคำนวณของโจทก์เอง จำเลยจะต้องรับภาระชำระราคาเกินกว่าเนื้อที่ห้องชุดถึง 162,000 บาท จึงเป็นข้อตกลงที่นอกจากจะไม่เป็นไปตามมาตรา 466 แล้ว ยังเป็นข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปที่โจทก์ซึ่งมีอำนาจต่อรองมากกว่าเป็นผู้กำหนดให้จำเลยรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนพึงคาดหมายได้ตามปกติ อีกทั้งโจทก์เป็นฝ่ายบกพร่องในการคำนวณเนื้อที่ห้องชุดและสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้อยู่ก่อนแล้วถือได้ว่าข้อตกลงเช่นนี้ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยคู่สัญญาอีกฝ่ายเกินสมควร จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและไม่มีผลใช้บังคับ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 ข้อสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคท้าย จึงไม่อาจใช้บังคับได้

สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน โจทก์ต้องปรับลดราคาห้องชุดให้เป็นไปตามเนื้อที่จริงจึงจะเรียกให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายได้หากโจทก์ไม่ปรับลดราคาห้องชุด จำเลยก็มีสิทธิที่จะอ้างเหตุดังกล่าวปฏิเสธการชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายและถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อห้องชุด เมื่อสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคท้าย ไม่มีผลบังคับ จำเลยย่อมมีสิทธิบอกปัดไม่รับเอาห้องชุดที่โจทก์ส่งมอบเนื้อที่ขาดจำนวนจากสัญญาเช่าซื้อเกินกว่าร้อยละ 5 การที่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์เป็นการใช้สิทธิบอกปัดโดยขอเลิกสัญญา สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันเลิกกันซึ่งมิใช่เป็นการเลิกสัญญาด้วยความผิดของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อไว้ ผลของการเลิกสัญญาคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 โจทก์ต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อที่ได้รับชำระมาแล้วแก่จำเลย ส่วนจำเลยต้องส่งมอบห้องชุดคืนแก่โจทก์ และการที่จำเลยเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ห้องชุดถือเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์ของโจทก์ จำเลยจึงต้องชดใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นตามมาตรา 391 วรรคสาม ในส่วนที่จำเลยขอให้โจทก์คืนเงินค่าเช่าซื้อตามฟ้องแย้ง จึงต้องหักด้วยค่าใช้ทรัพย์ และโจทก์ชอบที่จะได้รับค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่จำเลยครอบครองห้องชุดของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุดที่เช่าซื้อและส่งมอบห้องชุดคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยปราศจากภาระผูกพันให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 36,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 6,000 บาท นับแต่เดือนถัดจากเดือนฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกและส่งมอบห้องชุดที่เช่าซื้อคืนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 464,400 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 432,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงิน 244,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยส่งมอบห้องชุดที่เช่าซื้อคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้โจทก์ชำระเงิน 288,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่จำเลย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่เดือนมิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารกับส่งมอบห้องชุดที่เช่าซื้อคืนให้โจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องของโจทก์ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดให้มีเคหะเพื่อให้ประชาชนเช่า เช่าซื้อ หรือซื้อ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2543 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อห้องชุดเลขที่ 142/82 เนื้อที่ประมาณ 71.56 ตารางเมตร ในโครงการคลองจั่นเพลส จากโจทก์ ในราคา 1,789,000 บาท โดยแบ่งชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน รวม 37 งวด จำเลยชำระค่าเช่าซื้อมาแล้ว 36 งวด เป็นเงิน 432,000 บาท ส่วนงวดสุดท้ายซึ่งต้องชำระค่าเช่าซื้อทั้งหมดเป็นเงิน 1,357,000 บาท ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 1 วรรคท้าย มีข้อสัญญาว่า ภายหลังที่ได้ออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเรียบร้อยแล้ว หากปรากฏว่า ห้องชุดมีเนื้อที่มากหรือน้อยกว่าจำนวนที่ระบุไว้ คู่สัญญายินยอมตกลงให้ใช้เนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเป็นเนื้อที่ที่เช่าซื้อตามสัญญาฉบับนี้ โดยไม่คิดราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงต่อกันอีก ภายหลังทำสัญญาจำเลยเข้าครอบครองห้องชุดที่เช่าซื้อและผ่อนชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ 36 งวด เป็นเงิน 432,000 บาท ครั้นเมื่อมีการออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าว ปรากฏว่า ระบุเนื้อที่ห้องชุดประมาณ 65.05 ตารางเมตร เนื้อที่ห้องชุดจึงขาดจำนวนไปจากสัญญาเช่าซื้อ 6.51 ตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ 9.1 ของเนื้อที่ทั้งหมดวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดโดยชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 37 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือหากพ้นกำหนด โจทก์ให้ถือว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จำเลยขอให้โจทก์ลดค่าเช่าซื้อลงตามจำนวนเนื้อที่ห้องชุดที่แท้จริง แต่โจทก์ไม่ยินยอม ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2547 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไปยังโจทก์โดยอ้างเหตุที่โจทก์ส่งมอบห้องชุดเนื้อที่ขาดตกบกพร่องเกินกว่าร้อยละ 5 ของเนื้อที่ทั้งหมด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคท้าย ใช้บังคับได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคท้าย ที่ระบุว่า หากปรากฏว่า ห้องชุดมีเนื้อที่มากหรือน้อยกว่าจำนวนที่ระบุไว้ คู่สัญญายินยอมตกลงให้ใช้เนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเป็นเนื้อที่ที่เช่าซื้อตามสัญญา โดยไม่คิดราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงต่อกันอีก เป็นข้อตกลงยกเว้นมาตรา 466 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเป็นข้อสัญญาที่เป็นธรรม มิได้เอาเปรียบผู้เช่าซื้อจึงมีผลใช้บังคับได้ และตามสัญญาเช่าซื้อมิได้ระบุราคาต่อตารางเมตร ทั้งจำนวนเนื้อที่เป็นการประมาณ มีลักษณะเป็นการขายเหมา ไม่ถือเอาจำนวนเนื้อที่เป็นสาระสำคัญ การที่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายและรับโอนกรรมสิทธิ์เป็นการผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินค่าเช่าซื้อ จำเลยต้องส่งมอบห้องชุดคืนและชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า ในขณะที่โจทก์เสนอขายห้องชุดในโครงการคลองจั่นเพลส การก่อสร้างห้องชุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์ในฐานะนิติบุคคลที่ดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยต้องทราบอยู่แล้วว่าจำนวนเนื้อที่ของห้องชุดและราคาซื้อขายเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญ ผู้ซื้อย่อมต้องการรับโอนห้องชุดซึ่งมีเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด หรือหากเนื้อที่จะแตกต่างไปบ้างก็ไม่ควรที่จะขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนจนเกินสมควร ทั้งเมื่อพิจารณาประกอบกับแบบสัญญามาตรฐานที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ก็เห็นได้ชัดแจ้งว่า ผู้ซื้อห้องชุดซึ่งเป็นผู้บริโภคพึงได้รับการคุ้มครองสิทธิในการชำระราคาห้องชุดตามเนื้อที่จริงเนื่องจากตามแบบสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดซึ่งเป็นแบบสัญญามาตรฐานที่จัดทำขึ้นตั้งแต่ปี 2540 กำหนดราคาขายห้องชุดต่อเนื้อที่เป็นตารางเมตร และมีข้อสัญญาด้วยว่าหากเนื้อที่ของห้องชุดที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากจำนวนที่ระบุในสัญญาก็ให้คิดราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงเป็นราคาต่อตารางเมตรตามที่ระบุไว้ โจทก์ทำกิจการในด้านนี้โดยตรงสามารถคำนวณและตรวจสอบเนื้อที่ห้องชุดตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้อยู่แล้วในขณะที่ผู้บริโภคเช่นจำเลยคงไม่สามารถจะตรวจสอบเนื้อที่ห้องชุดได้โดยง่ายจำเลยจึงเชื่อถือตามเนื้อที่ที่โจทก์แจ้งในการเสนอขาย การที่โจทก์กำหนดในสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคท้าย ให้ใช้เนื้อที่ห้องชุดตามสัญญาเช่าซื้อ โดยไม่ให้คิดราคาเพิ่มหรือลดตามเนื้อที่ในหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ออกในภายหลัง เป็นการยกเว้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการส่งมอบทรัพย์สินในการซื้อขายซึ่งนำมาใช้บังคับกับการเช่าซื้อ โจทก์ส่งมอบห้องชุดเนื้อที่ขาดตกบกพร่องจากสัญญาเช่าซื้อ 6.51 ตารางเมตรคิดเป็นร้อยละ 9.1 ของเนื้อที่ทั้งหมด แต่โจทก์ก็ยังคงให้จำเลยรับเอาห้องชุดไว้โดยไม่อาจใช้ราคาตามส่วนได้ ทั้งที่ความแตกต่างของเนื้อที่ห้องชุดมาจากการคำนวณของโจทก์เองจำเลยจะต้องรับภาระชำระราคาเกินกว่าเนื้อที่ห้องชุดถึง 162,000 บาท จึงเป็นข้อตกลงที่นอกจากจะไม่เป็นไปตามมาตรา 466 แล้ว ยังเป็นข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปที่โจทก์ซึ่งมีอำนาจต่อรองมากกว่าเป็นผู้กำหนดให้จำเลยรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนพึงคาดหมายได้ตามปกติ อีกทั้งโจทก์เป็นฝ่ายบกพร่องในการคำนวณเนื้อที่ห้องชุดและสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้อยู่ก่อนแล้วถือได้ว่าข้อตกลงเช่นนี้ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยคู่สัญญาอีกฝ่ายเกินสมควร จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและไม่มีผลใช้บังคับ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 ดังนั้น ข้อสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคท้าย จึงไม่อาจใช้บังคับได้ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน โจทก์ต้องปรับลดราคาห้องชุดให้เป็นไปตามเนื้อที่จริงจึงจะเรียกให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายได้หากโจทก์ไม่ปรับลดราคาห้องชุด จำเลยก็มีสิทธิที่จะอ้างเหตุดังกล่าวปฏิเสธการชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายและถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อห้องชุดฎีกาของโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อและโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาฟังไม่ขึ้น เมื่อสัญญาเช่าซื้อข้อ 1 วรรคท้าย ไม่มีผลบังคับ จำเลยย่อมมีสิทธิบอกปัดไม่รับเอาห้องชุดที่โจทก์ส่งมอบเนื้อที่ขาดจำนวนจากสัญญาเช่าซื้อเกินกว่าร้อยละ 5 การที่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์เป็นการใช้สิทธิบอกปัดโดยขอเลิกสัญญา สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันเลิกกันซึ่งมิใช่เป็นการเลิกสัญญาด้วยความผิดของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อไว้ ผลของการเลิกสัญญาคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 โจทก์ต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อที่ได้รับชำระมาแล้วแก่จำเลย ส่วนจำเลยต้องส่งมอบห้องชุดคืนแก่โจทก์ และการที่จำเลยเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ห้องชุดถือเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์ของโจทก์ จำเลยจึงต้องชดใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นตามมาตรา 391 วรรคสาม ในส่วนที่จำเลยขอให้โจทก์คืนเงินค่าเช่าซื้อ 432,000 บาท ตามฟ้องแย้ง จึงต้องหักด้วยค่าใช้ทรัพย์ตามที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดในอัตราเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งจำนวนค่าใช้ทรัพย์รายเดือนดังกล่าว และโจทก์ชอบที่จะได้รับค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่จำเลยครอบครองห้องชุดของโจทก์ ในขณะที่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาถึงโจทก์วันที่ 4 มิถุนายน 2547 นั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า จำเลยแสดงเจตนาส่งมอบห้องชุดที่เช่าซื้อคืนโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างและนำสืบว่าจำเลยยังคงครอบครองห้องชุดของโจทก์ตลอดมาจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธหรือนำสืบหักล้างว่าส่งมอบห้องชุดคืนแก่โจทก์แล้ว จึงเชื่อว่าจำเลยยังมิได้ส่งมอบห้องชุดคืนแก่โจทก์ ดังนั้น จึงต้องหักค่าใช้ทรัพย์นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาเช่าซื้อจนถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2548 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยฟ้องแย้ง รวมเวลา 4 ปี 11 เดือน คิดเป็นค่าใช้ทรัพย์ 236,000 บาท ออกจากค่าเช่าซื้อ 432,000 บาท เมื่อหักค่าใช้ทรัพย์ดังกล่าวแล้ว โจทก์ต้องคืนเงินแก่จำเลย 196,000 บาท ส่วนที่จำเลยขอเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินที่โจทก์ต้องใช้คืนนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญานั้น เนื่องจากต้องมีการหักค่าใช้ทรัพย์ออกจากเงินค่าเช่าซื้อที่โจทก์ได้รับชำระก่อน จึงเห็นควรกำหนดให้โจทก์รับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยฟ้องแย้งเป็นต้นไป ทั้งนี้ เมื่อจำเลยยังไม่ส่งมอบห้องชุดที่เช่าซื้อคืนโจทก์ จำเลยจึงต้องชำระค่าใช้ทรัพย์อัตราเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจำเลยจะส่งมอบห้องชุดที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 196,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่จำเลย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 4,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจำเลยจะส่งมอบห้องชุดคืนโจทก์ โดยให้หักจากเงินที่โจทก์ต้องชำระคืนแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 ม. 466
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — นายสุรินทร์ สุขเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
เกษม เกษมปัญญา
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15349/2558
#596138
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง ประเด็นแห่งคดีจึงมีเพียงว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าซึ่งจำเลยไม่ได้มีคำสั่งให้เสียดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวหรือไม่เท่านั้น ทั้งคดีนี้ลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับเงินตามคำสั่งของจำเลยก็ไม่ได้เข้ามาในคดีเพื่อเรียกร้องดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าว การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาล่วงเลยไปให้โจทก์เสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง มิใช่กรณีเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

โจทก์เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ที่ต้องดำเนินกิจการภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายและข้อบังคับของโจทก์ ข้อบังคับของโจทก์แสดงถึงวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการของโจทก์ว่าเป็นไปเพื่อบริการสาธารณะ อาทิ เพื่อบำรุงรักษาระบบสาธารณูปโภค ดูแลรักษาความปลอดภัย การจราจร ความสะอาด จัดการดูแลรักษาและซ่อมแซมบรรดาทรัพย์สินส่วนกลาง อันเป็นการกระทำโดยมีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของสมาชิกในหมู่บ้าน แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับงานบัญชีและการเงินจะกำหนดให้โจทก์สามารถจัดหารายได้จากแหล่งต่าง ๆ ได้ เช่น ค่าสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะรายเดือนที่เรียกเก็บจากสมาชิกหมู่บ้าน รายได้จากการจัดกิจกรรมต่าง ๆ รายได้จากค่าสัมปทานหรือค่าสิทธิในการใช้ประโยชน์พื้นที่สโมสร แต่รายได้ที่โจทก์ได้รับมาก็นำมาเป็นค่าใช้จ่ายตามที่ระบุไว้ในระเบียบ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์นำเงินรายได้ที่หามาได้นั้นมาจัดสรรหรือแบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน การที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกเช่าสิทธิในสโมสรของโจทก์ หารายได้ก็เป็นไปเพื่อการจัดการดูแล บำรุงรักษาสโมสรซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนกลางให้อยู่ในสภาพที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ดี จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ดำเนินกิจการเพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ กรณีจึงมิให้ใช้บทบัญญัติหมวด 11 ค่าชดเชยตั้งแต่มาตรา 118 ถึงมาตรา 122 บังคับแก่โจทก์ตามกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ (3) โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยตามคำสั่งของจำเลยแก่ลูกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 60/2550 ของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้แก้ไขคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นว่าโจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยของค่าชดเชย แต่ให้จ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 6 ที่ 60/2550 ของจำเลย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มีวัตถุประสงค์เพื่อรับโอนที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะไปจัดการและดูแลบำรุงรักษาให้คงไว้ซึ่งประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกภายในหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ ทวีวัฒนา และมีอำนาจกระทำการใด ๆ ตามวัตถุประสงค์และภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย โจทก์มีข้อบังคับ โจทก์บริหารโดยคณะกรรมการซึ่งเลือกตั้งมาจากสมาชิกคณะกรรมการบริหารของโจทก์โดยมติคณะกรรมการเห็นว่า นายจำนงค์มีความเหมาะสมและมีเวลาจึงว่าจ้างให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสำนักงานตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2547 โดยตกลงจ่ายค่าจ้างแก่นายจำนงค์เดือนละ 15,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน นายจำนงต้องลงชื่อเข้าและออกจากที่ทำงานเช่นพนักงานคนอื่น คณะกรรมการบริหารของโจทก์มีมติยกเลิกตำแหน่งผู้จัดการสำนักงานและมีหนังสือแจ้งให้สมาชิกทราบซึ่งหนังสือไปถึงนายจำนงค์และสมาชิกในวันที่ 6 ตุลาคม 2548 นายจำนงค์ยื่นคำร้องต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยมีคำสั่งที่ 60/2550 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2550 ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินค่าชดเชย โจทก์ทราบคำสั่งและนำคดีมาสู่ศาลภายใน 30 วัน โจทก์เก็บค่าเช่าสโมสรเพราะเป็นทรัพย์สินส่วนกลางของหมู่บ้าน เงินที่ได้รับมาจากผู้ก่อสร้างหมู่บ้านได้ซื้อสลากออมสินและสลากของธนาคาร ธกส. ได้ดอกเบี้ยจากทรัพย์สินส่วนกลางซึ่งเป็นสมบัติของหมู่บ้าน ใช้เพื่อดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภคและสาธารณประโยชน์ของสมาชิกในหมู่บ้าน ไม่มีวัตถุประสงค์หากำไรเพื่อแบ่งปันแก่สมาชิก แล้ววินิจฉัยว่า นายจำนงค์มีฐานะเป็นลูกจ้างของโจทก์ โจทก์เลิกจ้างนายจำนงค์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2548 โดยนายจำนงค์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์จึงต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นายจำนงค์เป็นเงิน 27,500 บาท โจทก์มิได้มีวัตถุประสงค์หากำไรเพื่อแบ่งปันแก่สมาชิกเช่นธุรกิจการค้าทั่วไป การที่โจทก์ได้รับดอกเบี้ยจากทรัพย์สินเงินออม มีรายได้จากค่าเช่าสโมสรเพื่อประโยชน์ของสาธารณะให้คงอยู่และใช้สอยได้ต่อไป การเรียกเก็บค่าสมาชิก ค่าเช่าสโมสร ค่าใช้สระว่ายน้ำของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 118 ถึงมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับแก่โจทก์ได้ตามกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ (3) โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่นายจำนงค์ การเรียกร้องค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ามีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยไม่ได้มีคำสั่งให้โจทก์เสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ เห็นควรให้โจทก์รับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาให้โจทก์เสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ซึ่งไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำคดีมาสู่ศาลเพื่อฟ้องเพิกถอนคำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง ประเด็นแห่งคดีจึงมีเพียงว่ามีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าซึ่งจำเลยไม่ได้มีคำสั่งให้เสียดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวหรือไม่เท่านั้น ทั้งคดีนี้ลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับเงินตามคำสั่งของจำเลยก็ไม่ได้เข้ามาในคดีเพื่อเรียกร้องดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าว การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาล่วงเลยไปให้โจทก์เสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง มิใช่กรณีเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความซึ่งศาลแรงงานกลางมีอำนาจพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับได้ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่ให้โจทก์เสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 52 อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีเพียงประการเดียวว่า โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยตามคำสั่งของจำเลยให้แก่นายจำนงค์ลูกจ้างหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การดำเนินกิจการของโจทก์มีลักษณะเป็นการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจโดยแท้ แม้โจทก์จะไม่ได้นำผลกำไรจากการดำเนินกิจการมาแบ่งปันให้แก่สมาชิก ก็ไม่ทำให้กิจการของโจทก์กลายเป็นกิจการที่ไม่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจไปได้ จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ข้อ (3) แห่งกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างตามคำสั่งของจำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ที่ต้องดำเนินกิจการภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายและข้อบังคับของโจทก์ เมื่อพิจารณาข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 6 ซึ่งแสดงถึงวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการของโจทก์ว่าเป็นไปเพื่อบริการสาธารณะ อาทิ เพื่อบำรุงรักษาระบบสาธารณูปโภค ดูแลรักษาความปลอดภัย การจราจร ความสะอาด จัดการดูแลรักษาและซ่อมแซมบรรดาทรัพย์สินส่วนกลาง อันเป็นการกระทำโดยมีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของสมาชิกในหมู่บ้าน และแม้ข้อบังคับของโจทก์ หมวด 7 การดำเนินงานการบัญชีและการเงิน ข้อ 24 จะกำหนดให้โจทก์สามารถจัดหารายได้จากแหล่งต่าง ๆ ได้ เช่น ค่าสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะรายเดือนที่เรียกเก็บจากสมาชิกหมู่บ้าน รายได้จากการจัดกิจกรรมต่าง ๆ รายได้จากค่าสัมปทานหรือค่าสิทธิในการใช้ประโยชน์พื้นที่สโมสรที่เรียกเก็บจากผู้รับเหมาดำเนินการหรืออื่น ๆ ผลประโยชน์จากเงินกองทุน รายได้อื่น ๆ เช่น ค่าปรับ เงินที่ได้รับจากการบริจาค ซึ่งมีแหล่งรายได้มาจากหลากหลายช่องทางก็ตาม แต่รายได้ที่โจทก์ได้รับมาดังกล่าวก็จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับ ข้อ 25 เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดการสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ ค่าใช้จ่ายในการจัดจ้างผู้จัดการ เจ้าหน้าที่ ค่าใช้จ่ายในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์นำเงินรายได้ที่หามาได้นั้นมาจัดสรรหรือแบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน แม้ในคดีนี้จะได้ความว่า คณะกรรมการบริหารของโจทก์ได้จัดทำสัญญากับบุคคลภายนอกเพื่อให้สิทธิเช่าสโมสรนิติบุคคลหมู่บ้านชัยพฤกษ์ ทวีวัฒนา โดยโจทก์ได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินค่าเช่าพื้นที่ แต่การทำสัญญากับบุคคลภายนอกก็เป็นไปเพื่อการจัดการดูแล บำรุงรักษาสโมสรซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนกลางให้อยู่ในสภาพที่สมาชิกหมู่บ้านสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ดีเท่านั้น ทั้งการที่โจทก์จัดหารายได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ก็เพื่อนำเงินที่ได้รับมาใช้เพื่อประโยชน์ของสาธารณะในกลุ่มสมาชิกของโจทก์ จึงยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ดำเนินกิจการเพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ การที่โจทก์จ้างนายจำนงค์มาทำงานจึงเป็นการจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ กรณีจึงมิให้ใช้บทบัญญัติหมวด 11 ค่าชดเชยตั้งแต่มาตรา 118 ถึงมาตรา 122 บังคับแก่โจทก์ตามกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ (3) โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ยตามคำสั่งของจำเลยแก่นายจำนงค์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
กฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ ทวีวัฒนา
นางสาวนิรามัย สมิทธิฤทธา
จำเลย — ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
ภาติยะ ดวงมณี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15348/2558
#597453
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลแรงงานกลางจะรับฟังข้อเท็จจริงว่า สาเหตุที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จะไม่ใช่เพราะโจทก์ขาดประสิทธิภาพในการทำงานถึงขนาดต้องเลิกจ้างก็ตาม แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นเพราะโจทก์ขาดวุฒิภาวะในการเป็นผู้บริหารระดับสูง ใช้อารมณ์ฉุนเฉียว ทำให้เพื่อนร่วมงานไม่อาจทำงานร่วมกับโจทก์ได้ ศาลแรงงานกลางได้ฟังข้อเท็จจริงมาแล้วว่า มีพนักงานในแผนกของโจทก์ 2 คน ในจำนวน 4 คนลาออก เพราะไม่สามารถทนร่วมงานกับโจทก์ได้ เมื่อโจทก์เป็นผู้บริหารระดับสูงของจำเลยที่ 1 คุณสมบัติในการเป็นผู้บริหารและความสามารถในการบังคับบัญชาบริหารจัดการภายในองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ การที่โจทก์ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องเลิกจ้างโจทก์ ทั้งไม่ปรากฏว่าการเลิกจ้างโจทก์เป็นไปโดยมีเจตนากลั่นแกล้ง จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่ค้างจำนวน 86,620.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 1,010,113.20 บาท นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2550 ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 และจากต้นเงินจำนวน 86,620.90 บาท นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2550 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 7,604.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ของต้นเงิน 67,340.88 บาท นับแต่วันที่ 12 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2550 และจากต้นเงิน 7,604.88 บาท นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2550 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสิบห้าทุก 7 วัน ของต้นเงิน 67,340.88 บาท นับแต่วันที่ 12 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2550 และจากต้นเงิน 7,604.88 บาท นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2550 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายค่าชดเชยจำนวน 86,620.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ของต้นเงิน 1,010,113.20 บาท นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2550 ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 และจากต้นเงิน 86,620.90 บาท นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2550 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสิบห้าทุก 7 วัน ของต้นเงิน 1,010,113.20 บาท นับแต่วันที่ 12 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2550 และจากต้นเงิน 86,620.90 บาท นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2550 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2550 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสะสม 291,862 บาท และเงินสมทบ 291,862 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2550 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 1,212,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2550 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 จ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 326,402.31 บาท นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2550 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบจำนวน 326,402.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2550 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่น ๆ นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2548 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 307,813 บาท ระหว่างทำงาน โจทก์สมัครเป็นสมาชิกกองทุนจำเลยที่ 2 วันที่ 11 มิถุนายน 2550 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลทันที โดยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจำนวนละเท่ากับค่าจ้าง 90 วัน ให้โจทก์ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 ส่วนจำเลยที่ 2 จ่ายคืนเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมให้โจทก์ 326,402.31 บาท เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 แล้ววินิจฉัยว่า การประเมินผลการทำงานของโจทก์ในครั้งสุดท้ายก่อนเลิกจ้าง กระทำผิดระเบียบวิธี โจทก์ไม่ได้ทำผิดระเบียบวินัยหรือระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและในแผนกของโจทก์มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เติบโตกว่าแผนกอื่น ๆ การที่มีพนักงาน 2 คน ใน 4 คน ลาออกโดยอ้างว่าไม่สามารถทำงานร่วมกับโจทก์ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์ขาดประสิทธิภาพถึงขนาดต้องเลิกจ้าง การเลิกจ้างโจทก์จึงไม่เป็นธรรม ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่อาจอาศัยเหตุที่โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ก่อนครบกำหนด 3 ปี มาเป็นข้ออ้างไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่โจทก์ได้ เห็นสมควรกำหนดให้เท่ากับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมของโจทก์ที่ได้รับไปแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลแรงงานกลางจะรับฟังข้อเท็จจริงโดยรวมว่า สาเหตุที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จะไม่ใช่เพราะโจทก์ขาดประสิทธิภาพในการทำงานถึงขนาดต้องเลิกจ้างก็ตาม แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นเพราะโจทก์ขาดวุฒิภาวะในการเป็นผู้บริหารระดับสูง ใช้อารมณ์ฉุนเฉียว ทำให้เพื่อนร่วมงานไม่อาจทำงานร่วมกับโจทก์ได้ ซึ่งข้อนี้ศาลแรงงานกลางได้ฟังข้อเท็จจริงมาแล้วว่า มีพนักงานในแผนกของโจทก์ 2 คน ในจำนวน 4 คน ลาออก เพราะไม่สามารถทนร่วมงานกับโจทก์ได้ เมื่อโจทก์เป็นผู้บริหารระดับสูงของจำเลยที่ 1 คุณสมบัติในการเป็นผู้บริหารและความสามารถในการบังคับบัญชา บริหารจัดการภายในองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ การที่โจทก์ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1ต้องเลิกจ้างโจทก์ ทั้งไม่ปรากฏว่าการเลิกจ้างโจทก์เป็นไปโดยมีเจตนากลั่นแกล้ง จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การประเมินผลงานครั้งสุดท้ายผิดระเบียบวิธีนั้น เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกเหนือไปจากทางนำสืบเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีส่วนนี้เปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 จ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 326,502.31 บาท นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 แก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบจำนวน 326,402.31 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุมนา มหาอิทธิดล
จำเลย — บริษัทเอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสากล สมสุข
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15347/2558
#594015
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้กล่าวหาซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์จะมิได้ร่วมลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อภายหลังจากฝ่ายลูกจ้างแจ้งข้อเรียกร้อง ฝ่ายโจทก์กับฝ่ายลูกจ้างมีการเจรจากันตามกฎหมายแล้วแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จนกระทั่งพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานเข้ามาดำเนินการไกล่เกลี่ย แสดงว่ากระบวนการเจรจาต่อรองตามบทบัญญัติของกฎหมายยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งเมื่อไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดห้ามมิให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องเพิ่มเติม การที่ผู้กล่าวหาลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องเพิ่มเติมในระหว่างกระบวนการใช้สิทธิตามกฎหมายดังกล่าวนั้น จึงถือว่าผู้กล่าวหาเป็นผู้ลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องด้วยแล้ว การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับ ไม่มีผลทำให้ผู้กล่าวหาไม่อาจใช้สิทธิของตนตามกฎหมายได้ เมื่อผู้กล่าวหา เป็นผู้เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องจึงร่วมนัดหยุดงานตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ได้ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการผละงานหรือละทิ้งหน้าที่ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 117-134/2549 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2549 เฉพาะในส่วนของผู้กล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 18

จำเลยทั้งสิบสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 117-134/2549 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2549 ของจำเลยทั้งสิบสี่ในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เฉพาะส่วนคำวินิจฉัยของผู้กล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 18

จำเลยทั้งสิบสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสี่ โดยจำเลยทั้งสิบสี่อุทธรณ์ว่า แม้ผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 จะลงลายมือชื่อเพิ่มเติมภายหลังจากที่มีการแจ้งข้อเรียกร้องไปแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องและมีสิทธิร่วมนัดหยุดงานระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2548 โดยชอบผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 จึงไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ตามที่โจทก์กล่าวอ้างนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่ลูกจ้างเป็นผู้แจ้งข้อเรียกร้อง ข้อเรียกร้องนั้นต้องมีรายชื่อและลายมือชื่อของลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้าของลูกจ้างทั้งหมด ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น..."แม้ผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 จะมิได้ร่วมลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องมาตั้งแต่ต้นแต่เมื่อภายหลังจากที่ฝ่ายลูกจ้างแจ้งข้อเรียกร้อง ฝ่ายโจทก์กับฝ่ายลูกจ้างมีการเจรจากันตามกฎหมายแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จนกระทั่งพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานเข้ามาดำเนินการไกล่เกลี่ย แสดงว่ากระบวนการเจรจาต่อรองตามบทบัญญัติของกฎหมายยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งเมื่อไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดห้ามมิให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องเพิ่มเติม การที่ผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 ลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องเพิ่มเติมในระหว่างกระบวนการใช้สิทธิตามกฎหมายดังกล่าวนั้น จึงถือว่าผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องด้วยแล้ว การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับ ไม่มีผลทำให้ผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 ไม่อาจใช้สิทธิของตนตามกฎหมายได้ เมื่อผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 เป็นผู้เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องจึงร่วมนัดหยุดงานตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ได้ ในระหว่างที่ผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 ร่วมนัดหยุดงานโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการผละงานหรือละทิ้งหน้าที่ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสี่ในส่วนของผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 มาด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสี่ในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสิบสี่อุทธรณ์ต่อไปว่า การที่ผู้กล่าวหาที่ 3 ถึงที่ 14 รวม 12 คน ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานให้โจทก์จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย เป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541และการยื่นคำร้องกล่าวหาว่าโจทก์กระทำการอันไม่เป็นธรรมต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามมิให้ลูกจ้างใช้สิทธิตามกฎหมายสองฉบับในคราวเดียวกัน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าผู้กล่าวหาที่ 3 ถึงที่ 14 ต้องเลือกถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าเสียหายตามคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสี่จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ผู้เป็นนายจ้างฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสี่ในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เนื่องจากเห็นว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยจำเลยทั้งสิบสี่ให้การว่าการวินิจฉัยและออกคำสั่งชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงประเด็นแห่งคดีนี้จึงมีเพียงว่ามีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสี่หรือไม่ เพียงใด ดังนั้น แม้ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิการได้รับเงินของผู้กล่าวหาที่ 3 ถึงที่ 14 ดังกล่าวมา ก็เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือประเด็นแห่งคดี จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสี่ในส่วนนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 117-134/2549 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2549 ในส่วนของผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 13 ม. 121 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอทโก้เมททอลเวอร์คส จำกัด
จำเลย — นายอัมพร นีละโยธิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงศธร นิ่มมานพ
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15345/2558
#594719
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารที่โจทก์ยื่นพร้อมกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับเพิ่มเติมครั้งที่ 1 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท ที่ระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกำไรหรือผลขาดทุนของกิจการโจทก์ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี รวมถึงผลกำไรหรือผลขาดทุนของโครงการโจทก์ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแต่ละโครงการ เพียงพอให้เจ้าพนักงานประเมินนำมาใช้ในการคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ได้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงเป็นการประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 18 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ไม่ได้กำหนดวิธีการคำนวณผลกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไว้แต่อย่างใด ทั้งประกาศสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ ป.13/2541 เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิและประโยชน์ตามมาตรา 36 (4) ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2541 ก็ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้เช่นกัน กรณีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไม่ว่ามีการประกอบกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนร่วมด้วย หรือมีการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมากกว่าหนึ่งโครงการก็ตาม ย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับของ ประมวลรัษฎากร พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 วรรคสี่ และมาตรา 36 (4) หาได้เป็นบทยกเว้นบทบัญญัติตาม ประมวลรัษฎากร ไม่ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินภาษีอากรโดยอาศัย ประมวลรัษฎากร จึงชอบแล้ว

เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีอากร แล้วโจทก์ไม่เสียภายในกำหนด ถือเป็นภาษีอากรค้าง จำเลยมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 และมาตรา 31 ซึ่งการยึดย่อมหมายความรวมถึงการนำเอาเงินที่จำเลยต้องคืนให้โจทก์มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ภาษีอากรที่โจทก์ค้างจำเลยได้ด้วย แม้โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากร และจำเลยอนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากรดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุมัติให้ทุเลาก่อนวันที่มีการหักกลบลบหนี้ ดังนี้ การที่เจ้าพนักงานของจำเลยทำการหักกลบลบหนี้จึงเป็นการปฏิบัติไปตามระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ.2539 ข้อ 25 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด/73.1-04140060-25510825-002-00001 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2551 และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด/73.1-04140060-25510825-002-00002 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2551 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.3)/16/2552 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2552 และให้จำเลยคืนเงินภาษีอากร 28,063,303.96 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนนับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไปให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากร 28,063,303.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนนับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยมิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีที่ได้รับคืน และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการประเมินโดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 มิใช่เป็นการประเมินโดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 18 ดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัย เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์คดีนี้จากข้อมูลตามที่มีหนังสือเชิญให้โจทก์ไปพบเพื่อขอทราบข้อความบางอย่างเกี่ยวกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2530 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ฉบับเพิ่มเติมครั้งที่ 1 และเจ้าพนักงานประเมินยังใช้ข้อมูลที่ปรากฏในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2543 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2544 ฉบับยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ในการประเมิน จึงเป็นการใช้ข้อมูลที่นอกเหนือจากข้อมูลที่ปรากฏในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2530 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นรอบระยะเวลาบัญชีที่พิพาทในคดีนี้นั้น เห็นว่า คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับเพิ่มเติมครั้งที่ 1 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2530 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบแบบแสดงรายการฉบับยื่นปกติสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2530 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 เปรียบเทียบกับฉบับยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ดังกล่าว พบว่ารอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดปี 2541 ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด 50) ฉบับยื่นปกติ โจทก์ได้แสดงรายการผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชีจำนวน 1,038,804,177.01 บาท แต่ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 โจทก์ได้แสดงรายการผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชีจำนวน 4,532,611,630.20 บาท โจทก์นำผลขาดทุนสุทธิยกมาที่เพิ่มขึ้นตามการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 มาใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 และรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ซึ่งในที่สุดเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 และรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 จะเห็นได้ว่า ระหว่างแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2530 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ฉบับยื่นปกติกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2530 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ฉบับยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 คงมีความแตกต่างกันเพียงแต่วิธีการคิดคำนวณสิทธิประโยชน์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 วรรคสี่ และมาตรา 36 (4) อันเป็นการคำนวณจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกำไรหรือผลขาดทุนของกิจการโจทก์ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี รวมถึงผลกำไรหรือผลขาดทุนของโครงการโจทก์ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแต่ละโครงการรวม 44 โครงการ ที่โจทก์และจำเลยต่างมิได้โต้แย้งถึงความถูกต้องของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกำไรหรือผลขาดทุนดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงอื่นที่โจทก์นำมาใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด 50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2530 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ฉบับเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เมื่อพิจารณาเอกสาร ที่โจทก์ยื่นพร้อมกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2530 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ฉบับเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ก็ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกำไรหรือผลขาดทุนของกิจการโจทก์ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี รวมถึงผลกำไรหรือผลขาดทุนของโครงการโจทก์ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแต่ละโครงการ เพียงพอให้เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยนำข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างใช้ในการคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมาวินิจฉัยแล้วทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์คดีนี้ ที่โจทก์อ้างว่า เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือเชิญให้โจทก์ไปพบเพื่อขอทราบข้อความบางอย่างเกี่ยวกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2530 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ฉบับเพิ่มเติมครั้งที่ 1 นั้น ทางพิจารณาได้ความว่า หลังจากโจทก์ได้รับหนังสือเชิญ โจทก์แจ้งพนักงานของจำเลยให้ไปตรวจสอบที่สถานประกอบการของโจทก์แทนการไปพบเจ้าพนักงานของจำเลย ซึ่งเจ้าพนักงานของจำเลยได้ไปตรวจสอบที่สถานประกอบการของโจทก์ และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ให้การต่อเจ้าพนักงานของจำเลยไว้ เมื่อพิจารณาคำให้การของนางสาวนีลัญชนา และนางสาวโฉมศรี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ที่ให้การไว้เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2550 ณ สถานประกอบกิจการของโจทก์ ปรากฏว่าเป็นคำให้การที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการปรับปรุงผลกำไรหรือผลขาดทุนของกิจการโจทก์ที่สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและเป็นข้อมูลที่โจทก์นำไปใช้ ไว้แล้วทั้งสิ้น ที่โจทก์อ้างต่อไปว่า เจ้าพนักงานประเมินใช้ข้อมูลที่ปรากฏในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2543 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2544 ฉบับยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ในการประเมินนั้น ทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่า ข้อมูลที่ปรากฏในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี วันที่ 1 เมษายน 2543 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2544 ฉบับยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นรอบระยะเวลาบัญชีภายหลังจากรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการประเมิน มีความสัมพันธ์กับการประเมินภาษีคดีนี้อย่างไร พฤติการณ์ดังกล่าวประกอบกับที่โจทก์ ก็ไม่นำสืบให้เห็นได้ว่า เจ้าพนักงานประเมินได้รับข้อเท็จจริงอื่นใดเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากปรากฏในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2530 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 หรือไม่ อย่างไร และข้อเท็จจริงอื่นใดนั้นเป็นสาระสำคัญแก่การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์คดีนี้หรือไม่ อย่างไร กรณีจึงยังไม่พอให้รับฟังได้ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินคดีนี้เป็นการประเมินจากข้อมูลที่นอกเหนือจากข้อมูลที่ปรากฏในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2530 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ที่มีการพิพาทกันในคดีนี้ตามที่โจทก์อ้าง การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 18 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับการนำสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 31 วรรคสี่ และมาตรา 36 (4) ของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนรวม 44 โครงการ มาใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 วรรคสี่ และมาตรา 36 (4) ซึ่งเป็นบทยกเว้นบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัย หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ปัญหานี้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 3 บัญญัติว่า "...บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน" มาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ทั้งนี้ ให้พิจารณากำหนดเป็นสัดส่วนของเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน ซึ่งต้องมีกำหนดเวลาไม่เกินแปดปีนับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการนั้น" และวรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่ประกอบกิจการขาดทุนในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี คณะกรรมการอาจอนุญาตให้ผู้ได้รับการส่งเสริมนำผลขาดทุนประจำปีที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลานั้นไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลานั้น โดยจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้" มาตรา 36 บัญญัติว่า "เพื่อส่งเสริมการส่งออก คณะกรรมการอาจให้ผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับสิทธิและประโยชน์พิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้ด้วย...(4) การอนุญาตให้หักเงินได้พึงประเมินในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนเท่ากับร้อยละห้าของรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน จากการส่งออกซึ่งผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลที่ผู้ได้รับการส่งเสริมผลิตหรือประกอบ โดยไม่รวมค่าประกันภัยและค่าขนส่งนอกประเทศ ทั้งนี้ ตามเงื่อนไข วิธีการและระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด" ซึ่งข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนรวม 44 โครงการ โดยโจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีอากรตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ และมาตรา 36 (4) ดังนี้ เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำการผิดเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือมีการเพิกถอนบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 และโจทก์ย่อมมีสิทธิหักเงินได้พึงประเมินในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนเท่ากับร้อยละ 5 ของรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนจากการส่งออกซึ่งผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลที่โจทก์ผลิตหรือประกอบตามโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยไม่รวมค่าประกันภัยและค่าขนส่งนอกประเทศตามมาตรา 36 (4) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 แล้ว บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้กำหนดวิธีการคำนวณผลกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแต่อย่างใด ทั้งประกาศสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ ป.13/2541 เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิและประโยชน์ตามมาตรา 36 (4) ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2541 ตามที่โจทก์อ้าง ก็ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแต่อย่างใดไว้เช่นกัน กรณีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ไม่ว่ามีการประกอบกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนร่วมด้วย หรือมีการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมากกว่าหนึ่งโครงการก็ตาม ย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลรัษฎากร พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 วรรคสี่ และมาตรา 36 (4) จึงหาได้เป็นบทยกเว้นบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยไม่ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินภาษีอากรโดยอาศัยประมวลรัษฎากรจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 12 ม. 18 ม. 31
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ม. 31 วรรคหนึ่ง ม. 31 วรรคสี่ ม. 36 (4)
ระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็นเอ็นบี มินีแบ ไทย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาศ คงเอียด
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ไสลเกษ วัฒนะพันธุ์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15341/2558
#634905
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ จำเลยรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัท ท. และบริษัท ท. ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนแล้วก็ตาม แต่ในส่วนความรับผิดของผู้ค้ำประกัน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันหรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และไม่มีผลให้บุคคลเช่นว่านั้นต้องรับผิดในหนี้ที่ก่อขึ้นตามแผนตั้งแต่วันดังกล่าว..." เช่นนี้ หนี้ส่วนที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดย่อมระงับไปเฉพาะส่วนที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามแผน แต่ในหนี้ส่วนที่ขาดผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอยู่ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง เมื่อได้ความว่าตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากส่วนที่เป็นต้นเงิน 12,299,632.50 บาท หาใช่เต็มจำนวน 44,820,878.50 บาท ตามที่โจทก์ขอรับชำระหนี้ไม่ ดังนั้น แม้โจทก์จะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ชั้นต้น โจทก์ก็ยังมีสิทธิเรียกร้องส่วนที่ขาดจากจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันได้ เมื่อส่วนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท

จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง แม้โจทก์จะได้รับชำระหนี้จากบริษัท ท. ลูกหนี้ชั้นต้นตามแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว แต่ยังไม่ครบถ้วน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยชำระหนี้ให้โจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นยุติตามที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 3484/2545 ซึ่งโจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน เจ้าหนี้เดิม และศาลแพ่งมีคำสั่งให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนแล้ว จำเลยและลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์ตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยแล้วพบว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 172556 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีราคารวม 1,473,000 บาท แต่มีภาระจำนองแก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) วงเงิน 400,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอชำระหนี้โจทก์ จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อแรกว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์และหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ เห็นว่า แม้หนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 3488/2545 ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ จำเลยรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัทไทย ไทโย จำกัด และบริษัทไทย ไทโย จำกัด ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนแล้วก็ตาม แต่ในส่วนความรับผิดของผู้ค้ำประกัน พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันหรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และไม่มีผลให้บุคคลเช่นว่านั้นต้องรับผิดในหนี้ที่ก่อขึ้นตามแผนตั้งแต่วันดังกล่าว..." เช่นนี้ หนี้ส่วนที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดย่อมระงับไปเฉพาะส่วนที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามแผน แต่ในหนี้ส่วนที่ขาดผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอยู่ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง เมื่อได้ความว่าตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากส่วนที่เป็นต้นเงิน 12,299,632.50 บาท หาใช่เต็มจำนวน 44,820,878.50 บาท ตามที่โจทก์ขอรับชำระหนี้ไม่ ดังนั้น แม้โจทก์จะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ชั้นต้น โจทก์ก็ยังมีสิทธิเรียกร้องส่วนที่ขาดจากจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันได้ เมื่อส่วนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า กรณีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง แม้โจทก์จะได้รับชำระหนี้จากบริษัทไทย ไทโย จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นตามแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว แต่ยังไม่ครบถ้วน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยชำระหนี้ให้โจทก์ กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยล้วนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 90/60 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นางสิริรัตน์ สูริบุตร
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15326/2558
#636268
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 290 มิได้บัญญัติไว้ว่าศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้เฉลี่ยทรัพย์ได้จะต้องมีการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ก่อน จึงแปลความได้ว่าแม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมิได้มีคำสั่งประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดไว้ก็ตาม ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ก่อนเสมอซึ่งมิได้ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย แต่จากสภาพทรัพย์จำนองเห็นได้ว่าหากขายทอดตลาดแล้วจะได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่ผู้ร้อง ประกอบกับจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องจะบังคับชำระหนี้ได้ซึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่ผู้ร้องใช้อ้างมาในคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องจะบังคับชำระหนี้ได้อันเป็นการสนับสนุนคำร้องเพื่อให้มีความชัดแจ้งถึงวัตถุประสงค์แห่งความจำเป็นที่จะต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้เท่านั้น แม้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1381/2545 และ 666/2546 ผู้ร้องจะได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ขายทอดตลาดก็ตาม ผู้ร้องก็มีสิทธิเข้าเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดคดีนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,304,271.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 30887 กรุงเทพมหานคร เพื่อนำออกขายทอดตลาด แต่ยังขายทอดตลาดไม่ได้ ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11177 กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย ซึ่งติดจำนองบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีให้รอการขายไว้ก่อนจนกว่าการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงค่อยนำออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 14862 กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ในส่วนที่เหลือหลังจากที่โจทก์ได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองแล้ว และเข้าเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 11177 กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ในส่วนที่เหลือหลังจากที่เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองได้รับชำระหนี้จำนองแล้ว หากโจทก์ละเลยหรือเพิกเฉยไม่บังคับคดีเอากับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิบังคับคดีแทนโจทก์ต่อไป

โจทก์ไม่คัดค้าน

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อมีคำสั่งใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่ และหากจำเลยคัดค้านคำสั่งใหม่ของศาลชั้นต้น ก็ให้ยกเว้นค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 11177 กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ในส่วนที่เหลือหลังจากชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ หากโจทก์ละเลยหรือเพิกเฉยไม่บังคับคดีเอากับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิบังคับคดีแทนโจทก์ต่อไป คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดในส่วนที่เหลือหลังจากชำระหนี้จำนองให้แก่เจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 11177 กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า คำสั่งขอให้เฉลี่ยทรัพย์จะมีขึ้นได้เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดแล้ว ผู้มีส่วนได้เสียจึงมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์เป็นคำสั่งที่มีขึ้นก่อนการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเป็นการพิจารณาคดีล่วงหน้าซึ่งกฎหมายมิได้ให้อำนาจไว้ และโจทก์หรือผู้ร้องขอยึดซ้ำเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 มิได้บัญญัติไว้ว่าศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้เฉลี่ยทรัพย์ได้จะต้องมีการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ก่อน จึงแปลความได้ว่าแม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมิได้มีคำสั่งประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดไว้ก็ตาม ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องเฉลี่ยทรัพย์ได้ก่อนเสมอซึ่งมิได้ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อทางไต่สวนได้ความว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย แต่จากสภาพทรัพย์จำนองเห็นได้ว่าหากขายทอดตลาดแล้วจะได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่ผู้ร้อง ประกอบกับจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องจะบังคับชำระหนี้ได้ซึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่ผู้ร้องใช้อ้างมาในคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องจะบังคับชำระหนี้ได้อันเป็นการสนับสนุนคำร้องเพื่อให้มีความชัดแจ้งถึงวัตถุประสงค์แห่งความจำเป็นที่จะต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้เท่านั้น แม้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1381/2545 และ 666/2546 ผู้ร้องจะได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ขายทอดตลาดก็ตาม ผู้ร้องก็มีสิทธิเข้าเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 11177 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์จึงชอบด้วยกฎหมายซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวทองดี ปัญจะพรกุล
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยงพาณิชย์
ทวีป ตันสวัสดิ์
โสรัตน์ เพียรอนุกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15324/2558
#634901
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยอ้างว่า ไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบ เป็นการไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 74 (2) ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ได้พิจารณาคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่เป็นที่สุด ตามบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าว

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2555 พนักงานเดินหมายได้นำคำบังคับไปส่งให้แก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 370/207 หมู่ที่ 21 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามคำฟ้องโดยวิธีปิดหมายตามคำสั่งศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2557 จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า จำเลยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 370/207 หมู่ที่ 21 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น แต่มิใช่ที่อยู่ที่แท้จริงเพราะจำเลยพักอาศัยอยู่ที่ราชอาณาจักรเดนมาร์กตลอดมาไม่เคยเดินทางกลับประเทศไทยเป็นเวลา 5 ปีแล้ว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2556 ป. น้าจำเลยโทรศัพท์บอกว่าคนดูแลบ้านของจำเลยเห็นโจทก์กับพวกเข้าไปในบ้านจำเลย หลังจากตรวจสอบแล้วปรากฏว่าบ้านและที่ดินถูกยึด จำเลยติดต่อทนายความจึงทราบว่าถูกโจทก์เป็นคดีนี้ อันเป็นกล่าวอ้างว่ากรณีมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ที่ทำให้จำเลยไม่สามารถยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาให้แก่จำเลย ซึ่งจำเลยจะต้องบรรยายให้ชัดแจ้งว่าพฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลงเมื่อใด เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ยื่นคำขอภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลงหรือไม่ แต่ในคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยดังกล่าวไม่ปรากฏว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้นั้นได้สิ้นสุดลงเมื่อใด ทั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 จำเลยได้แต่งตั้งทนายความยื่นคำร้องขอถ่ายเอกสารต่าง ๆ ในสำนวนเพื่อยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ จึงต้องถือว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ดังกล่าวได้สิ้นสุดอย่างช้าในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 แล้ว แต่จำเลยเพิ่งยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ในวันที่ 28 มกราคม 2557 จึงพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง ปัญหาว่าคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงิน 1,751,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,020,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,020,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 731,850 บาท

ระหว่างการบังคับคดี จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ว่า จำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ และไม่ได้กู้ยืมเงินตามฟ้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่วันส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเป็นต้นไปเสียทั้งหมด และให้พิจารณาคดีใหม่ ให้จำเลยยื่นคำให้การภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่เป็นที่สุดหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยอ้างว่า ไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบ เป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 74 (2) ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ได้พิจารณาคำขอ ให้พิจารณาคดีใหม่โดยปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่เป็นที่สุด ตามบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น ให้ยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลย... กรณีที่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยนั้นอาจยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง..." ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2555 พนักงานเดินหมายได้นำคำบังคับไปส่งให้แก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 370/207 หมู่ที่ 21 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามคำฟ้องโดยวิธีปิดหมายตามคำสั่งศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2557 จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า จำเลยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 370/207 หมู่ที่ 21 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น แต่มิใช่ที่อยู่ที่แท้จริงเพราะจำเลยพักอาศัยอยู่ที่ราชอาณาจักรเดนมาร์กตลอดมาไม่เคยเดินทางกลับประเทศไทยเป็นเวลา 5 ปีแล้ว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2556 นายปรีชา น้าจำเลยโทรศัพท์บอกว่าคนดูแลบ้านของจำเลยเห็นโจทก์กับพวกเข้าไปในบ้านจำเลย หลังจากตรวจสอบแล้วปรากฏว่าบ้านและที่ดินถูกยึด จำเลยติดต่อทนายความจึงทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ อันเป็นกล่าวอ้างว่ากรณีมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ที่ทำให้จำเลยไม่สามารถยื่นคำขอ ให้พิจารณาคดีใหม่ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาให้แก่จำเลย ซึ่งจำเลยจะต้องบรรยายให้ชัดแจ้งว่าพฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลงเมื่อใด เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ยื่นคำขอภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลงหรือไม่ แต่ในคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยดังกล่าวไม่ปรากฏว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้นั้นได้สิ้นสุดลงเมื่อใด ทั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 จำเลยได้แต่งตั้งทนายความยื่นคำร้องขอถ่ายเอกสารต่าง ๆ ในสำนวนเพื่อยื่นคำขอ ให้พิจารณาคดีใหม่ จึงต้องถือว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ดังกล่าวได้สิ้นสุดอย่างช้าในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 แล้ว แต่จำเลยเพิ่งยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ในวันที่ 28 มกราคม 2557 จึงพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง ปัญหาว่าคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลชั้นต้นรับคำขอ ให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยไว้ไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 74 ม. 142 (5) ม. 173 วรรคหนึ่ง ม. 199 จัตวา ม. 199 เบญจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุธีรา ศรีรักษา
จำเลย — นางสาววรรณา ประดิษฐ์แท่น
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15320/2558
#599055
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 แล้ว โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและบ้านพิพาทของโจทก์และเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่อาจนำที่ดินและบ้านพิพาทออกให้เช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 60,000 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 เดือน เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมทั้งค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า สัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาต่อโจทก์ ขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลย ดังนี้คดีโจทก์ในส่วนที่ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์ ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยโดยตรงจึงไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะดำเนินคดีแทนจำเลยตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) จำเลยย่อมมีอำนาจต่อสู้คดีได้โดยลำพัง สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมานั้นโจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าเป็นค่าเสียหายนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 พร้อมทั้งค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท เมื่อปรากฏว่าศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 ค่าเสียหายดังกล่าวจึงเป็นมูลหนี้อันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่เกิดขึ้นภายหลังที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์ไม่อาจนำมาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 27, 91 และ 94 โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีล้มละลายไม่อาจฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นจำเลยแทนลูกหนี้หรือเข้าดำเนินคดีนี้แทนลูกหนี้ จำเลยย่อมมีอำนาจต่อสู้คดีได้โดยลำพังทั้งมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ด้วยตนเอง แต่ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยนั้น เป็นการขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทตามสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาอันเป็นประโยชน์ในทางทรัพย์สินของจำเลย กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยใช้สิทธิฟ้องร้องเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยระหว่างจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 22 (3) ที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งและพิพากษาตามฟ้องแย้งจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3008 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และบ้านเลขที่ 8/5 ถนนเบญจางค์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และส่งมอบการครอบครองคืนโจทก์ในสภาพปกติให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 60,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้าน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้มีคำสั่งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานีจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทเป็นเวลา 30 ปี ให้จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา บริษัทแอปเปิ้ลทรี ไอเดีย แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญ เจ เค สุกี้ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นจำเลย อ้างว่าต่างเป็นผู้เช่าที่ดินจากจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โดยให้เรียกว่าจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

จำเลยร่วมทั้งสองขอถือเอาคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยร่วมทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3008 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 58 ตารางวา และบ้านเลขที่ 8/5 ถนนเบญจางค์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 7,000 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 ธันวาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท กับให้จำเลยและจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล. 9076/2554 ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2555

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งยกอุทธรณ์ของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและบ้านพิพาทของโจทก์และเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่อาจนำที่ดินและบ้านพิพาทออกให้เช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 60,000 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 เดือน เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมทั้งค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยให้การเพียงว่า สัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาต่อโจทก์ ดังนี้ คดีโจทก์ในส่วนที่ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์ ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยโดยตรงจึงไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะดำเนินคดีแทนจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) จำเลยย่อมมีอำนาจต่อสู้คดีได้โดยลำพัง สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมานั้นโจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าเป็นค่าเสียหายนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 พร้อมทั้งค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท เมื่อปรากฏว่าศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 ค่าเสียหายจึงเป็นมูลหนี้อันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่เกิดขึ้นภายหลังที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์ไม่อาจนำมาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91 และ 94 โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีล้มละลายได้โดยตรง ไม่อาจฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นจำเลยแทนลูกหนี้หรือเข้าดำเนินคดีนี้แทนลูกหนี้ จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ด้วยตนเอง แต่ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยนั้น เป็นการขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทตามสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาอันเป็นประโยชน์ในทางทรัพย์สินของจำเลย กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยใช้สิทธิฟ้องร้องเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยระหว่างจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) ที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งและพิพากษาตามฟ้องแย้งจึงไม่ชอบ แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวกับเรื่องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย ทั้งทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาคู่ความอาจถูกจำกัดสิทธิโดยบทบัญญัติของกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมาเสียทั้งหมดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งรับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งทั้งหมดให้แก่จำเลย ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้ง ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เฉพาะส่วนที่ไม่รับวินิจฉัยคำฟ้องและคำให้การโดยย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาและพิพากษาใหม่ในส่วนคำฟ้องและคำให้การตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (3) ม. 27 ม. 91 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
นายตฤณภัทรหรือธวัชชัย อาภาสืบตระกูลหรือ
จำเลย — สืบตระกูล
บริษัทแอปเปิ้ลทรี ไอเดีย แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
จำเลยร่วม — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสมเด็จ จุลราช
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15320/2558
#636001
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและบ้านพิพาทของโจทก์และเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่อาจนำที่ดินและบ้านพิพาทออกให้เช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 60,000 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 เดือน เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมทั้งค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า สัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาต่อโจทก์ ขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลย ดังนี้ คดีโจทก์ในส่วนที่ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยโดยตรง จึงไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะดำเนินคดีแทนจำเลยตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) จำเลยย่อมมีอำนาจต่อสู้คดีได้โดยลำพัง สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมานั้นโจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าเป็นค่าเสียหายนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 พร้อมทั้งค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท เมื่อปรากฏว่าศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 ค่าเสียหายดังกล่าวจึงเป็นมูลหนี้อันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่เกิดขึ้นภายหลังที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์ไม่อาจนำมาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 27, 91 และ 94 โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีล้มละลายได้โดยตรง ไม่อาจฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นจำเลยแทนลูกหนี้หรือเข้าดำเนินคดีนี้แทนลูกหนี้ จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ด้วยตนเอง แต่ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยนั้น เป็นการขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทตามสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาอันเป็นประโยชน์ในทางทรัพย์สินของจำเลย กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยใช้สิทธิฟ้องร้องเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยระหว่างจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 22 (3) ที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งและพิพากษาตามฟ้องแย้งจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3008 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และบ้านเลขที่ 8/5 ถนนเบญจางค์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และส่งมอบการครอบครองคืนโจทก์ในสภาพปกติให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 60,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์จะขายที่ดินพิพาทให้จำเลยในราคา 25,000,000 บาท หรือให้จำเลยหาผู้อื่นมาซื้อแทนหรือเช่าระยะยาว จำเลยติดต่อห้างหุ้นส่วนสามัญ เจ เค สุกี้ เพื่อก่อสร้างโชว์รูมจำหน่ายเครื่องแก้ว เครื่องครัว และสร้างร้านอาหารสุกี้ ใช้เงินในการก่อสร้างปรับปรุง 21,650,000 บาท สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ภายหลังโจทก์ตกลงขายที่ดินพิพาทให้บุคคลอื่น จึงฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้ ค่าเสียหายตามฟ้องสูงเกินจริง ลายมือชื่อผู้ให้เช่าไม่ใช่กรรมการโจทก์โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องและมีคำสั่งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานีจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทเป็นเวลา 30 ปี ให้จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ในขณะทำสัญญาลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้เช่า โจทก์บอกเลิกสัญญาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่เคยตกลงกับจำเลยว่าจะขายที่ดินพิพาทให้จำเลยหรือบริวาร จำเลยนำทรัพย์สินที่เช่าออกให้บุคคลภายนอกเช่าโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากโจทก์ ผู้เช่าดังกล่าวจึงถือเป็นบริวารจำเลย สัญญาเช่าพิพาทไม่ใช่สัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาจำเลยไม่มีสิทธิบังคับให้จดทะเบียนการเช่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา บริษัทแอปเปิ้ลทรี ไอเดีย แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญ เจ เค สุกี้ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นจำเลย อ้างว่าต่างเป็นผู้เช่าที่ดินจากจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โดยให้เรียกว่าจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

จำเลยร่วมทั้งสองขอถือเอาคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยร่วมทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3008 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 58 ตารางวา และบ้านเลขที่ 8/5 ถนนเบญจางค์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 7,000 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 ธันวาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทกับให้จำเลยและจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีได้ความว่า ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล. 9076/2554 ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2555 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งยกอุทธรณ์ของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและบ้านพิพาทของโจทก์และเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่อาจนำที่ดินและบ้านพิพาทออกให้เช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 60,000 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 เดือน เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมทั้งค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยให้การเพียงว่า สัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาต่อโจทก์ ดังนี้ คดีโจทก์ในส่วนที่ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยโดยตรงจึงไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะดำเนินคดีแทนจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) จำเลยย่อมมีอำนาจต่อสู้คดีได้โดยลำพัง สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมานั้นโจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าเป็นค่าเสียหายนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 พร้อมทั้งค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท เมื่อปรากฏว่าศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 ค่าเสียหายดังกล่าวจึงเป็นมูลหนี้อันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่เกิดขึ้นภายหลังที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์ไม่อาจนำมาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91 และ 94 โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีล้มละลายได้โดยตรง ไม่อาจฟ้องเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นจำเลยแทนลูกหนี้หรือเข้าดำเนินคดีนี้แทนลูกหนี้ จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ด้วยตนเอง แต่ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยนั้น เป็นการขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทตามสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาอันเป็นประโยชน์ในทางทรัพย์สินของจำเลย กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยใช้สิทธิฟ้องร้องเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยระหว่างจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) ที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งและพิพากษาตามฟ้องแย้งจึงไม่ชอบ แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวกับเรื่องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย ทั้งทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาคู่ความอาจถูกจำกัดสิทธิโดยบทบัญญัติของกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมาเสียทั้งหมดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งรับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งทั้งหมดให้แก่จำเลย ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้ง ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เฉพาะส่วนที่ไม่รับวินิจฉัยคำฟ้องและคำให้การโดยย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาและพิพากษาใหม่ในส่วนคำฟ้องและคำให้การตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 27 ม. 91 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
นายตฤณภัทรหรือ
จำเลย — ธวัชชัย อาภาสืบตระกูลหรือสืบตระกูล
บริษัทแอปเปิ้ลทรี ไอเดีย
จำเลยร่วม — แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15315/2558
#634127
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำคัดค้านและฟ้องแย้งของผู้คัดค้านจะอ้างว่า การครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องเป็นละเมิดต่อผู้คัดค้านเพราะผู้คัดค้านมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทและผู้คัดค้านไม่ยินยอมให้ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่ผู้ร้องและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหาย แต่เมื่อได้ความว่า ผู้คัดค้านเคยฟ้องขับไล่สามีของผู้ร้องในที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันจนศาลฎีกามีคำวินิจฉัยพิพากษายกฟ้อง โดยยกเหตุผลเรื่องการรับโอนในที่ดินพิพาทมิได้เป็นไปโดยสุจริตตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2808-2809/2539 คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงต้องผูกพันผู้คัดค้าน ฟังได้ว่าการฟ้องขับไล่สามีของผู้ร้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตแม้ผู้คัดค้านจะอ้างสิทธิในฐานะเจ้าของที่ดินซึ่งผู้คัดค้านมีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้ร้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ก็ตาม แต่ผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาย่อมผูกมัดผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านใช้สิทธิฟ้องขับไล่สามีของผู้ร้องโดยไม่สุจริต ที่ผู้คัดค้านฟ้องแย้งขับไล่ผู้ร้องและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายในคดีนี้โดยอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเช่นคดีเดิมที่เคยฟ้องขับไล่สามีผู้ร้องมาก่อนจึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตเช่นกัน ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขับไล่ผู้ร้องและเรียกค่าเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอ ขอให้มีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 10037 ตำบลสีกัน (ทุ่งสีกัน) อำเภอดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาดอนเมือง แก้ทะเบียนเปลี่ยนเป็นผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ กับขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านโอนเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อผู้ร้อง หากผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนา

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและฟ้องแย้ง ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่ผู้ร้องและบริวาร และให้ผู้ร้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบแก่ผู้คัดค้านในสภาพที่ใช้การได้ดี หากผู้ร้องไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาโดยให้ผู้คัดค้านเป็นผู้รื้อถอนและผู้ร้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายกับให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2556 (วันยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้ง) เป็นต้นไปจนกว่าผู้ร้องจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วเสร็จแก่ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานผู้ร้องและผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้อง และยกฟ้องแย้งของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 24982/2535 ของศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2808-2809/2539 และเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่คู่ความฟ้องร้องกันเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 23966/2540 หมายเลขแดงที่ 2959/2543 ของศาลชั้นต้น และถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4435/2546 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 4 เมษายน 2556 ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมนายพานิช เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 251 ตำบลสีกัน (สองห้อง) อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร นายพานิชได้แบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อย ๆ เพื่อจัดสรรขายให้แก่บุคคลทั่วไปและแบ่งแยกที่ดินโฉนดเดิมออกเป็นโฉนดเลขที่ 26195 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2512 นายสมเจตน์ ได้ทำสัญญาซื้อที่ดินจากนายพานิชจำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 100 ตารางวา เป็นเงิน 100,000 บาท โดยวางมัดจำไว้ 30,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นรายเดือนจนกว่าจะครบจำนวนภายใน 24 เดือน หลังจากนั้นนายสมเจตน์ได้ปลูกบ้านในที่ดินและผ่อนชำระราคาที่ดินให้แก่นายพานิช ต่อมาวันที่ 8 เมษายน 2518 นายสมเจตน์ซื้อที่ดินจากนายพานิชอีก 1 แปลง ซึ่งอยู่ติดกับสองแปลงแรก เนื้อที่ 100 ตารางวา ในราคา 150,000 บาท นายสมเจตน์วางมัดจำไว้ 10,000 บาท และปลูกเล้าไก่ในที่ดินแปลงหลัง หลังจากแบ่งแยกโฉนดที่ดินแล้ว ที่ดินของนายสมเจตน์ทั้งสามแปลงอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 26195 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2518 นายพานิชได้ทำสัญญาจะขายที่ดินและโอนการจัดสรรที่ดินโฉนดเลขที่ 251 และ 26195 เนื้อที่ 55 ไร่ ซึ่งรวมที่ดินที่นายสมเจตน์ทำสัญญาซื้อขายไว้กับนายพานิชด้วยให้แก่นายประยูร เป็นเงิน 25,000,000 บาท ต่อมานายประยูรซึ่งเป็นกรรมการของผู้คัดค้านได้ให้นายพานิชโอนที่ดินให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นนิติบุคคลตามความต้องการของนายประยูร นายสมเจตน์ได้รื้อเล้าไก่ออกและปลูกเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ซึ่งนายประยูรได้ห้ามปรามและแจ้งความแก่เจ้าพนักงานตำรวจ นายประยูรกับผู้คัดค้านฟ้องขอให้ขับไล่นายสมเจตน์พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 26195 ตำบลสีกัน (สองห้อง) อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร โดยผู้คัดค้านอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายและโอนการจัดสรรที่ดินระหว่างนายประยูรกับนายพานิชรับโอนที่ดินดังกล่าวมาและนายสมเจตน์ได้อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินดังกล่าวซึ่งนายสมเจตน์ให้การต่อสู้คดีว่า นายสมเจตน์ครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยซื้อมาจากนายพานิชโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 24982/2535 ของศาลชั้นต้น ส่วนนายสมเจตน์ฟ้องนายพานิช นางนิรมลหรือพิรัล นายประยูรและผู้คัดค้านขอบังคับให้ร่วมกันแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 200 ตารางวา ให้นายสมเจตน์พร้อมรับเงินส่วนที่เหลือโดยอ้างหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายสมเจตน์กับนายพานิช ซึ่งนายประยูรและผู้คัดค้านให้การต่อสู้คดีว่า หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวไม่มีผลผูกพันนายประยูรและผู้คัดค้านตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 24983/2535 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีสองสำนวนเข้าด้วยกันและคดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายประยูรและผู้คัดค้านทราบมาก่อนแล้วว่านายสมเจตน์ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากนายพานิช แต่นายประยูรและผู้คัดค้านยังซื้อที่ดินพิพาทจากนายพานิชเช่นนี้ การรับโอนในส่วนที่ดินพิพาทจึงมิได้เป็นไปโดยสุจริต การที่ผู้คัดค้านนำคดีมาฟ้องขับไล่นายสมเจตน์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่นายสมเจตน์ได้ กับนายสมเจตน์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับผู้คัดค้านแบ่งแยกที่ดินพิพาทเพื่อโอนให้แก่นายสมเจตน์ แต่อย่างไรก็ดีศาลฎีกาวินิจฉัยถึงการที่นายพานิชโอนขายที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทให้แก่นายประยูรโดยนายประยูรให้ผู้คัดค้านรับโอนแทนนั้นเป็นการโอนโดยไม่สุจริตและเป็นทางให้นายสมเจตน์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ คดีของนายสมเจตน์จึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 แต่ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรม การโอนดังกล่าวได้เพราะนายสมเจตน์ไม่ได้ฟ้องขอเช่นนั้น แต่ไม่ตัดสิทธินายสมเจตน์ที่จะนำคดีมาฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 (3) และนายสมเจตน์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเพราะเป็นการครอบครองแทนนายพานิช แล้วพิพากษายกฟ้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่ไม่ตัดสิทธินายสมเจตน์ที่จะนำคดีมาฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนขายเฉพาะที่ดินพิพาทระหว่างนายพานิชกับผู้คัดค้านต่อไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2808-2809/2539 ซึ่งรวมอยู่ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 24982/2535 ของศาลชั้นต้น ที่ผูกติดอยู่กับสำนวนคดีนี้ ต่อมานายสมเจตน์ยื่นฟ้องผู้คัดค้านกับนางนิรมลหรือพิรัล และนางสาวพรสวรรค์ ซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของนายพานิชและนางอโณทัย ผู้รับจำนองที่ดิน ขอเพิกถอนการฉ้อฉล ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 23966/2540 หมายเลขแดงที่ 2959/2543 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องเนื่องจากขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4435/2546 ที่รวมอยู่ในสำนวนนี้ ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมเจตน์ตามคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คู่ความมิได้อุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในส่วนของฟ้องแย้งตามฎีกาของผู้คัดค้านเพียงประเด็นเดียวว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่ผู้ร้องและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ เพียงใด โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า แม้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2808-2809/2539 จะผูกพันผู้คัดค้านว่าซื้อทรัพย์พิพาทโดยไม่สุจริต แต่เมื่อนิติกรรมการซื้อขายได้กระทำโดยถูกต้อง ผู้คัดค้านในฐานะผู้ซื้อย่อมได้กรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์พิพาท การที่ผู้คัดค้านฟ้องแย้งขับไล่ผู้ร้องและบริวารให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทจึงเป็นการฟ้องในฐานะผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทที่ใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตน จากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ต้องผูกพันตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2808-2809/2539 ดังกล่าวไม่ เห็นว่า แม้ตามคำคัดค้านและฟ้องแย้งของผู้คัดค้านจะอ้างว่า การครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องเป็นละเมิดต่อผู้คัดค้านเพราะผู้คัดค้านมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทและผู้คัดค้านไม่ยินยอมให้ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่ผู้ร้องและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหาย แต่เมื่อได้ความว่า ผู้คัดค้านเคยฟ้องขับไล่สามีของผู้ร้องในที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันจนศาลฎีกามีคำวินิจฉัยพิพากษายกฟ้อง โดยยกเหตุผลเรื่องการรับโอนในที่ดินพิพาทมิได้เป็นไปโดยสุจริตตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2808-2809/2539 คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงต้องผูกพันผู้คัดค้าน ฟังได้ว่าการฟ้องขับไล่สามีของผู้ร้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต แม้ผู้คัดค้านจะอ้างสิทธิในฐานะเจ้าของที่ดินซึ่งผู้คัดค้านมีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ก็ตาม แต่ผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาย่อมผูกมัดผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านใช้สิทธิฟ้องขับไล่สามีของผู้ร้องโดยไม่สุจริต ที่ผู้คัดค้านฟ้องแย้งขับไล่ผู้ร้องและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายในคดีนี้โดยอ้างการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเช่นคดีเดิมที่เคยฟ้องขับไล่สามีผู้ร้องมาก่อนจึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตเช่นกัน ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขับไล่ผู้ร้องและเรียกค่าเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้งของผู้คัดค้านมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางกรกฎ ไชยมงคล
ผู้คัดค้าน — บริษัทอุดมสุข จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
ทวี ประจวบลาภ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15313/2558
#636267
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 79 ตารางวา และเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 45 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 4366 และ 4367 ตามลำดับ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยรื้อถอนพืชผลทางการเกษตรในส่วนที่รุกล้ำและทำให้ที่ดินเป็นไปตามสภาพเดิม จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองและเข้าทำประโยชน์ตามเนื้อที่โฉนดเลขที่ 4360 ซึ่งจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ มิได้รุกล้ำแนวเขตที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อันเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ซึ่งศาลต้องแยกพิจารณาที่ดินแต่ละแปลงออกต่างหากจากกันเป็นรายแปลงว่าเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้างหรือเป็นดังที่จำเลยปฏิเสธ ทุนทรัพย์จึงต้องแยกออกเฉพาะที่ดินแต่ละแปลง เมื่อปรากฏตามบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินว่าที่ดินมีราคาประเมินตารางวาละ 200 บาท หรือไร่ละ 80,000 บาท ที่ดินส่วนที่จำเลยรุกล้ำทั้งสองแปลงตามโฉนดเลขที่ 4366 และ 4367 มีราคา 95,800 บาท และ 129,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในที่ดินแต่ละแปลงไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย จึงต้องฟังว่า เนื้อที่ดินในส่วนที่พิพาทตามแผนที่พิพาท อยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์และเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์นั้น เป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินที่จำเลยนำชี้รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 4366 และเลขที่ 4367 ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยรื้อถอนพืชผลทางการเกษตรในส่วนที่ปลูกรุกล้ำและทำให้ที่ดินเป็นไปตามสภาพเดิม หากจำเลยไม่รื้อถอน ให้โจทก์รื้อถอนได้เองในส่วนที่รุกล้ำโดยให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 79 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 4366 เลขที่ดิน 44 ตำบลคำพราน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี และให้ที่ดินส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 45 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 4367 เลขที่ดิน 51 ตำบลคำพราน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 79 ตารางวา และเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 45 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 4366 และ 4367 ตำบลคำพรวน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ตามลำดับ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยรื้อถอนพืชผลทางการเกษตรในส่วนที่รุกล้ำและทำให้ที่ดินเป็นไปตามสภาพเดิม จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองและเข้าทำประโยชน์ตามเนื้อที่โฉนดเลขที่ 4360 ตำบลคำพรวน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ซึ่งจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ มิได้รุกล้ำแนวเขตที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อันเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ซึ่งศาลต้องแยกพิจารณาที่ดินแต่ละแปลงออกต่างหากจากกันเป็นรายแปลงว่าเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้างหรือเป็นดังที่จำเลยปฏิเสธ ทุนทรัพย์จึงต้องแยกออกเฉพาะที่ดินแต่ละแปลง เมื่อปรากฏตามบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินฉบับลงวันที่ 4 เมษายน 2554 ท้ายคำแถลงขอส่งราคาประเมินที่ดินฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ว่าที่ดินมีราคาประเมินตารางวาละ 200 บาท หรือไร่ละ 80,000 บาท ที่ดินส่วนที่จำเลยรุกล้ำทั้งสองแปลงตามโฉนดเลขที่ 4366 และ 4367 มีราคา 95,800 บาท และ 129,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในที่ดินแต่ละแปลงไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย จึงต้องฟังว่า เนื้อที่ดินในส่วนที่พิพาท อยู่ในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์และเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์นั้น เป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
บริษัทแดธส เปเปอร์ จำกัด หรือ
โจทก์ — บริษัทสระบุรีเปเปอร์ จำกัด
จำเลย — นางสาวสุมานา วังตระกูล
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15310/2558
#593237
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 51 และ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 9 บัญญัติให้ เงินสมทบที่ค้างชำระและเงินเพิ่ม เงินทดแทนที่ค้างชำระและเงินเพิ่ม มีบุริมสิทธิในระดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากรตาม ป.พ.พ. โดยมิได้บัญญัติให้เรียกได้ในวงเงินที่ค้างในปีปัจจุบันและปีก่อนหน้านั้นหนึ่งปี แม้ ป.พ.พ. มาตรา 256 จะบัญญัติให้ บุริมสิทธิค่าภาษีอากรใช้สำหรับของบรรดาค่าภาษีอากรที่ยังค้างอยู่ในปีปัจจุบันและก่อนนั้นขึ้นไปอีกปีหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่บัญญัติเอาไว้ในเฉพาะเรื่องบุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ขอให้บังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ในธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง และธนาคารส่งเงินฝากของจำเลยที่ 2 ที่อายัดจำนวน 2,400,000 บาท ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยเงินที่อายัดดังกล่าว และหากโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ผู้ร้องขอใช้สิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 2 ได้ตามคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า ผู้ร้องมีบุริมสิทธิในหนี้เงินสมทบและเงินเพิ่มเฉพาะในปี 2554 และปี 2555 ส่วนหนี้ในปี 2552 และปี 2553 เป็นหนี้สามัญซึ่งผู้ร้องมีสิทธิขอเฉลี่ยได้ในฐานะเจ้าหนี้สามัญ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ขอบังคับคดี เจ้าพนักงานให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ส่งเงินที่อายัดไว้จำนวน 2,400,000 บาทไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว จำเลยที่ 2 เป็นหนี้ค้างชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนและเงินสมทบกองทุนประกันสังคม รวมเป็นเงิน 14,505,629.34 บาท ตามรายละเอียดการจ่ายชำระเงิน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสรุปเป็นใจความได้ว่า เงินสมทบเงินทดแทนและเงินเพิ่มตามคำร้อง อันหนี้บุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 นั้นจำกัดเพียงหนี้ที่จำเลยที่ 2 ต้องชำระเฉพาะในปี 2554 และปี 2555 เท่านั้น ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 51 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 9 บัญญัติว่า ถ้าเงินสมทบที่ค้างชำระและเงินเพิ่ม เงินทดแทนที่ค้างชำระและเงินเพิ่มมีบุริมสิทธิในระดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยมิได้บัญญัติว่าให้เรียกได้ในวงเงินที่ค้างในปีปัจจุบันและปีก่อนหน้านั้นหนึ่งปีแต่อย่างใด ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 253 (3) บุริมสิทธิค่าภาษีอากรจัดอยู่ในลำดับที่ 3 แม้ตามมาตรา 256 จะบัญญัติว่า บุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรนั้นใช้สำหรับของบรรดาค่าภาษีอากรที่ยังค้างอยู่ในปีปัจจุบันและก่อนนั้นขึ้นไปอีกปีหนึ่งก็ตาม กรณีเป็นเรื่องที่บัญญัติเอาไว้ในเฉพาะเรื่องบุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรเท่านั้น จะนำไปคิดเอากับเงินประกันสังคม เงินทดแทนและเงินเพิ่มด้วยหาได้ไม่ ซึ่งตามเจตนารมณ์เรื่องเงินประกันสังคมและเงินทดแทนที่ค้างชำระ รวมทั้งเงินเพิ่มนั้นกฎหมายบัญญัติให้สามารถเรียกเอาได้ทั้งหมดในทรัพย์สินของลูกหนี้นั้นเอง ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า ผู้ร้องมีบุริมสิทธิในหนี้เงินสมทบ เงินทดแทนและเงินเพิ่มเฉพาะในปี 2554 และปี 2555 นั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น กล่าวโดยสรุปที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 246
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 51
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอกเครน โลจิสติคส์ จำกัด
ผู้ร้อง — สำนักงานประกันสังคม
จำเลย — นายบุญธรรม ผุยมูลตรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาววรินทร ม่วงมิ่งสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา