คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15303/2558
#594687
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แม้กรรมสิทธิ์ในห้องชุดตกเป็นของโจทก์โดยผลของกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคหนึ่ง แล้วก็ตาม แต่ห้องชุดเป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งการได้มาโดยนิติกรรมย่อมไม่บริบูรณ์ เว้นแต่จะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในทางทะเบียนด้วย เพราะไม่เช่นนั้นย่อมไม่อาจที่จะใช้สอยห้องชุดในฐานะเจ้าของทรัพย์สินอย่างสมบูรณ์ได้ จำเลยจึงยังมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในทางทะเบียนให้แก่โจทก์ ส่วนที่ตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาเช่าซื้อห้องชุด ข้อ 16 กำหนดว่า "เมื่อผู้ให้เช่าซื้อได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจะแจ้งให้ผู้เช่าซื้อทราบเพื่อให้ผู้เช่าซื้อมารับโอนกรรมสิทธิ์ และผู้เช่าซื้อจะต้องมาขอรับโอนกรรมสิทธิ์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่ผู้ให้เช่าซื้อแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบ..." ก็ไม่ได้ระบุว่า จำเลยจะดำเนินการเมื่อใด จึงเป็นเรื่องที่สุดแล้วแต่ใจของจำเลยโดยแท้ เมื่อปรากฏว่านับแต่ที่โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อห้องชุดในโครงการของจำเลยวันที่ 16 มีนาคม 2541 จนผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยครบถ้วนวันที่ 10 พฤษภาคม 2552 และฟ้องคดีวันที่ 29 มีนาคม 2553 เป็นเวลา 12 ปีเศษ จำเลยยังมิได้ดำเนินการอย่างใด ๆ เพื่อการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดเลย ถือได้ว่าเป็นเวลาที่เนิ่นนานจนเกินสมควรไปมาก ส่วนที่จำเลยอ้างว่า เหตุที่จำเลยไม่จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลอาคารชุดขึ้นและโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ เพราะเหตุว่าประสบปัญหาขาดทุนและเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ก็มิใช่เป็นเหตุที่จำเลยจะอ้างเพื่อที่จะปฏิเสธไม่จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดและไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการเคหะชุมชนสมุทรสาคร ระยะ 2 เลขที่ 33/1686 เนื้อที่ 52.2 ตารางเมตร ชั้นที่ 3 หลังที่ 10 อาคารชุดแบบ เอฟ 3 ถนนธนบุรี - ปากท่อ ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร แก่โจทก์ หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการ เคหะชุมชนสมุทรสาคร ระยะ 2 เลขที่ 33/1686 ชั้นที่ 3 หลังที่ 10 ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร แก่โจทก์ หากไม่สามารถโอนได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มีนาคม 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อห้องชุดในโครงการเคหะชุมชนสมุทรสาคร ระยะ 2 เลขที่ 33/1686 ชั้นที่ 3 หลังที่ 10 อาคารชุดแบบ เอฟ 3 ถนนธนบุรี - ปากท่อ ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร จากจำเลย ในราคา 600,000 บาท โจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่ไปโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อมีข้อตกลงว่าจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดแล้ว แต่จำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด จึงไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ได้ จำเลยมิได้ผิดสัญญาต่อโจทก์นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยครบถ้วน แม้กรรมสิทธิ์ในห้องชุดตกเป็นของโจทก์โดยผลของกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคหนึ่ง แล้วก็ตาม แต่ห้องชุดเป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งการได้มาโดยนิติกรรมย่อมไม่บริบูรณ์ เว้นแต่จะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในทางทะเบียนด้วย เพราะไม่เช่นนั้นย่อมไม่อาจที่จะใช้สอยห้องชุดในฐานะเจ้าของทรัพย์สินอย่างสมบูรณ์ได้ จำเลยจึงยังมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในทางทะเบียนให้แก่โจทก์ ส่วนที่ตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาเช่าซื้อห้องชุด ข้อ 16 กำหนดว่า "เมื่อผู้ให้เช่าซื้อได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจะแจ้งให้ผู้เช่าซื้อทราบเพื่อให้ผู้เช่าซื้อมารับโอนกรรมสิทธิ์และผู้เช่าซื้อจะต้องมาขอรับโอนกรรมสิทธิ์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่ผู้ให้เช่าซื้อแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบ..." ก็ไม่ได้ระบุว่า จำเลยจะดำเนินการเมื่อใด จึงเป็นเรื่องที่สุดแล้วแต่ใจของจำเลยโดยแท้ เมื่อปรากฏว่านับแต่ที่โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อห้องชุดในโครงการของจำเลย จนผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยครบถ้วนและฟ้องคดี เป็นเวลา 12 ปีเศษ จำเลยยังมิได้ดำเนินการอย่างใด ๆ เพื่อการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดเลย ถือว่าเป็นเวลาที่เนิ่นนานจนเกินสมควรไปมาก ที่นายหาญ หัวหน้าสำนักงานเคหะชุมชนสมุทรสาคร พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เหตุที่จำเลยไม่จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลอาคารชุดขึ้นและโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ เพราะเหตุว่าประสบปัญหาขาดทุนและเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ก็มิใช่เป็นเหตุที่จำเลยจะอ้างเพื่อที่จะปฏิเสธไม่จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดและไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อกรรมสิทธิ์ในห้องชุดเป็นของโจทก์ ทั้งจำเลยให้การรับว่า ห้องชุดเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้ว มิได้ต่อสู้กรรมสิทธิ์ว่าห้องชุดเป็นของจำเลย เพียงแต่อ้างว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาในการโอนกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียน การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ มิได้ทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ห้องชุดเพิ่มมากขึ้นไปกว่าเดิม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ส่วนคำขอรองที่ว่า หากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ไม่ทำให้กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไปได้ ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่กำหนดไว้ตลอดมาไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนส่วนที่เสียเกินมาให้แก่คู่ความทุกฝ่าย

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 19,800 บาท แก่โจทก์ กับคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการวม 23,600 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกา นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 1299 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอารีย์ ทิมเมือง
จำเลย — การเคหะแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอำไพ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุมิตร สุภาดุลย์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15303/2558
#636307
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยครบถ้วน แม้กรรมสิทธิ์ในห้องชุดตกเป็นของโจทก์โดยผลของกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคหนึ่ง แล้วก็ตาม แต่ห้องชุดเป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งการได้มาโดยนิติกรรมย่อมไม่บริบูรณ์ เว้นแต่จะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในทางทะเบียนด้วย เพราะไม่เช่นนั้นย่อมไม่อาจที่จะใช้สอยห้องชุดในฐานะเจ้าของทรัพย์สินอย่างสมบูรณ์ได้ จำเลยจึงยังมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในทางทะเบียนให้แก่โจทก์

รายละเอียดแนบท้ายสัญญาเช่าซื้อห้องชุด ข้อ 16 กำหนดว่า "เมื่อผู้ให้เช่าซื้อได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจะแจ้งให้ผู้เช่าซื้อทราบเพื่อให้ผู้เช่าซื้อมารับโอนกรรมสิทธิ์ และผู้เช่าซื้อจะต้องมาขอรับโอนกรรมสิทธิ์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่ผู้ให้เช่าซื้อแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบ..." ก็ไม่ได้ระบุว่า จำเลยจะดำเนินการเมื่อใดจึงเป็นเรื่องที่สุดแล้วแต่ใจของจำเลยโดยแท้ เมื่อปรากฏว่านับแต่ที่โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อห้องชุดในโครงการของจำเลยจนผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยครบถ้วน และฟ้องคดีเป็นเวลา 12 ปีเศษ จำเลยยังมิได้ดำเนินการอย่างใด ๆ เพื่อการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดเลย ถือว่าเป็นเวลาที่เนิ่นนานจนเกินสมควรไปมาก เหตุที่จำเลยไม่จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลอาคารชุดขึ้นและโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ เพราะเหตุว่าประสบปัญหาขาดทุนและเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนกลาง มิใช่เป็นเหตุที่จำเลยจะอ้างเพื่อที่จะปฏิเสธไม่จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดและไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ได้ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์

โจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยจนครบถ้วนและได้กรรมสิทธิ์ในห้องชุดแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์จะต้องขอเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลย คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอคืนเงินค่าเช่าซื้อ 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเป็นเพียงคำขอรองในกรณีที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้โจทก์บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ตามคำขอหลักได้เท่านั้น หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไม่ จำเลยไม่อาจที่จะขอคืนเงินค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์โดยหักกลบลบหนี้กับค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์ห้องชุดพิพาทจากโจทก์ได้

จำเลยให้การรับว่า ห้องชุดเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้ว มิได้ต่อสู้กรรมสิทธิ์ว่าห้องชุดเป็นของจำเลย เพียงแต่อ้างว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาในการโอนกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียน การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ มิได้ทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ห้องชุดเพิ่มมากขึ้นไปกว่าเดิม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ส่วนคำขอรองที่ว่า หากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ไม่ทำให้กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไปได้ ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่กำหนดไว้ตลอดมาไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนส่วนที่เสียเกินมาให้แก่คู่ความทุกฝ่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการเคหะชุมชนสมุทรสาคร ระยะ 2 เลขที่ 33/1686 เนื้อที่ 52.2 ตารางเมตร ชั้นที่ 3 หลังที่ 10 อาคารชุดแบบ เอฟ 3 ถนนธนบุรี - ปากท่อ ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร แก่โจทก์ หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในโครงการเคหะชุมชนสมุทรสาคร ระยะ 2 เลขที่ 33/1686 ชั้นที่ 3 หลังที่ 10 ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร แก่โจทก์ หากไม่สามารถโอนได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มีนาคม 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2541 โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อห้องชุดในโครงการเคหะชุมชนสมุทรสาคร ระยะ 2 เลขที่ 33/1686 ชั้นที่ 3 หลังที่ 10 อาคารชุดแบบ เอฟ 3 ถนนธนบุรี - ปากท่อ ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร จากจำเลย ในราคา 600,000 บาท โจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2552 แต่จำเลยไม่ไปโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อมีข้อตกลงว่าจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดแล้ว แต่จำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด จึงไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ได้ จำเลยมิได้ผิดสัญญาต่อโจทก์นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยครบถ้วน แม้กรรมสิทธิ์ในห้องชุดตกเป็นของโจทก์โดยผลของกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคหนึ่ง แล้วก็ตาม แต่ห้องชุดเป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งการได้มาโดยนิติกรรมย่อมไม่บริบูรณ์เว้นแต่จะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง โจทก์ยังต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในทางทะเบียนด้วย เพราะไม่เช่นนั้นย่อมไม่อาจที่จะใช้สอยห้องชุดในฐานะเจ้าของทรัพย์สินอย่างสมบูรณ์ได้ จำเลยจึงยังมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในทางทะเบียนให้แก่โจทก์ ส่วนที่ตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาเช่าซื้อห้องชุด ข้อ 16 กำหนดว่า "เมื่อผู้ให้เช่าซื้อได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจะแจ้งให้ผู้เช่าซื้อทราบเพื่อให้ผู้เช่าซื้อมารับโอนกรรมสิทธิ์ และผู้เช่าซื้อจะต้องมาขอรับโอนกรรมสิทธิ์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่ผู้ให้เช่าซื้อแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบ..." ก็ไม่ได้ระบุว่า จำเลยจะดำเนินการเมื่อใดจึงเป็นเรื่องที่สุดแล้วแต่ใจของจำเลยโดยแท้ เมื่อปรากฏว่านับแต่ที่โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อห้องชุดในโครงการของจำเลยวันที่ 16 มีนาคม 2541 จนผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยครบถ้วนวันที่ 10 พฤษภาคม 2552 และฟ้องคดีวันที่ 29 มีนาคม 2553 เป็นเวลา 12 ปีเศษ จำเลยยังมิได้ดำเนินการอย่างใด ๆ เพื่อการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดเลย ถือว่าเป็นเวลาที่เนิ่นนานจนเกินสมควรไปมาก เหตุที่จำเลยไม่จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลอาคารชุดขึ้นและโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ เพราะเหตุว่าประสบปัญหาขาดทุนและเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ก็มิใช่เป็นเหตุที่จำเลยจะอ้างเพื่อที่จะปฏิเสธไม่จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดและไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์

จำเลยฎีกาอีกว่า การที่โจทก์ฟ้องขอคืนเงินค่าเช่าซื้อ 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ถือเป็นความประสงค์บอกเลิกสัญญากับจำเลย จำเลยจึงขอคืนเงินให้แก่โจทก์ตามส่วนโดยขอหักค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์ห้องชุดพิพาทจากโจทก์เดือนละ 1,500 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยจนครบถ้วนและได้กรรมสิทธิ์ในห้องชุดแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์จะต้องขอเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลย คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงคำขอรองในกรณีที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้โจทก์บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ตามคำขอหลักได้เท่านั้น หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไม่ จำเลยไม่อาจที่จะขอคืนเงินค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์โดยหักกลบลบหนี้กับค่าเช่าและค่าใช้ประโยชน์ห้องชุดพิพาทจากโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อกรรมสิทธิ์ในห้องชุดเป็นของโจทก์ ทั้งจำเลยให้การรับว่า ห้องชุดเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้ว มิได้ต่อสู้กรรมสิทธิ์ว่าห้องชุดเป็นของจำเลย เพียงแต่อ้างว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาในการโอนกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียน การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ มิได้ทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ห้องชุดเพิ่มมากขึ้นไปกว่าเดิม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ส่วนคำขอรองที่ว่า หากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ไม่ทำให้กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไปได้ ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่กำหนดไว้ตลอดมาไม่ถูกต้อง จึงต้องคืนส่วนที่เสียเกินมาให้แก่คู่ความทุกฝ่าย

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 19,800 บาท แก่โจทก์ กับคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการวม 23,600 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกา นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 วรรคหนึ่ง ม. 1299 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอารีย์ ทิมเมือง
จำเลย — การเคหะแห่งชาติ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15301/2558
#594712
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับคดีโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น เบื้องต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 284 กำหนดหลักการสำคัญไว้เพียงว่า เว้นแต่จะได้มีกฎหมายบัญญัติไว้หรือศาลจะได้มีคำสั่งไว้เป็นอย่างอื่น ห้ามมิให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีโดยบทบัญญัติดังกล่าวไม่บังคับว่าการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องกระทำทีละสิ่งเสมอไป ทั้งไม่ได้กล่าวถึงการชำระหนี้ด้วยทรัพย์สินนั้นว่าจะแบ่งภาระแห่งหนี้กันอย่างไร ดังนี้ การจะชำระหนี้ด้วยทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดนั้นเป็นประการใดจึงเป็นข้อที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไป เมื่อคดีได้ความว่าที่ดินอันเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 9 เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดน่านประเมินราคาไว้ 337,200 บาท ไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 9 ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในบัญชีธนาคารทั้งสองบัญชีของ ย. ภริยาจำเลยที่ 9 อันเป็นสินสมรสที่เป็นของจำเลยที่ 9 เพื่อการชำระหนี้ได้ ไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้โจทก์จะเคยขอให้ออกหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากดังกล่าวมาก่อน แต่เมื่อมีการถอนอายัดครั้งก่อนแล้ว การอายัดครั้งหลังย่อมไม่เป็นอายัดซ้ำ ปัญหาว่าจะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินใดได้หรือไม่นั้น ศาลจะต้องวินิจฉัยว่าทรัพย์สินนั้นอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น อย่างไรก็ดี เมื่อหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ส่วนตัวของจำเลยที่ 9 การชำระหนี้ด้วยทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดมานั้นจึงต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1488 กล่าวคือ ต้องบังคับชำระหนี้ด้วยสินส่วนตัวของจำเลยที่ 9 ก่อน เมื่อไม่พอจึงให้ชำระหนี้ด้วยเงินฝากอันเป็นสินสมรสส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 9 ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 9 กับพวกร่วมกันชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ จำเลยที่ 9 กับพวกไม่ชำระ โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาโรงพยาบาลรามาธิบดี บัญชีประเภทออมทรัพย์และประเภทฝากประจำของนางยุวเรศหรือยุวเรศมคฐ์ ภริยาจำเลยที่ 9 ในฐานะสินสมรส ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนอายัดสิทธิเรียกร้องเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2552 (ตามรายงานเจ้าพนักงานบังคับคดี ลงวันที่ 26 มกราคม 2552) ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน น.ส.3ก. เลขที่ 222 ตำบลปงสนุก อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 9 มีราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี 337,200 บาท ราคาประเมินที่ใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม 236,750 บาท หลังจากนั้นโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากของภริยาจำเลยที่ 9 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาอีก เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในบัญชีประเภทออมทรัพย์และบัญชีประเภทฝากประจำของภริยาจำเลยที่ 9 กึ่งหนึ่งในฐานะสินสมรส

จำเลยที่ 9 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้อง

โจทก์คัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 9 ที่ขอให้เพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้อง แต่เมื่อศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรอการจ่ายเงินที่ธนาคารส่งมาตามคำสั่งอายัดไว้ก่อนจนกว่าการขายทอดตลาดที่ดินสินส่วนตัวของจำเลยที่ 9 เสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้ จึงอนุญาตให้จ่ายเงินที่ธนาคารส่งมาตามคำสั่งอายัดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในบัญชีประเภทฝากประจำเลขที่ 02613xxxx และประเภทออมทรัพย์เลขที่ 026405xxxx ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาโรงพยาบาลรามาธิบดี ของนางยุวเรศหรือยุวเรศมคฐ์ ภริยาจำเลยที่ 9 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีสิทธิขออายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในบัญชีประเภทฝากประจำเลขที่ 026131xxxx และประเภทออมทรัพย์เลขที่ 026405xxxx ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาโรงพยาบาลรามาธิบดี ของนางยุวเรศหรือยุวเรศมคฐ์ ภริยาจำเลยที่ 9 ได้หรือไม่ เห็นว่า การบังคับคดีโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น เบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 กล่าวเป็นหลักการสำคัญไว้เพียงว่า เว้นแต่จะได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ หรือศาลจะได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ห้ามไม่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา พร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี โดยไม่ได้กล่าวถึงการชำระหนี้ด้วยทรัพย์ที่ยึดหรืออายัดไว้นั้นว่าจะกระทำโดยประการใดหรือจะแบ่งภาระแห่งหนี้กันอย่างไร ดังนี้ เมื่อมีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้วการจะชำระหนี้ด้วยทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดนั้นประการใดจึงเป็นข้อที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไป คดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติเรื่องการยึดหรืออายัดหรือศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับการยึดหรืออายัดไว้เป็นอย่างอื่น และตามบทบัญญัติดังกล่าวก็ไม่บังคับว่าการยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นต้องกระทำไปทีละสิ่งเสมอไปแต่อย่างใด เมื่อได้ความตามบันทึกของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าที่ดินอันเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 9 นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดน่านประเมินราคาไว้ 337,200 บาท ไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งโจทก์ยืนยันต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า มีหนี้ที่จะต้องชำระ 2,200,000 บาท ยังเหลือหนี้จำนวนมาก โดยที่โจทก์ก็อ้างอยู่ว่าจำเลยที่ 9 ไม่มีทรัพย์สินอื่น ทั้งแถลงจะรับผิดชอบในความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ส่วนจำเลยที่ 9 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น การอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในบัญชีประเภทฝากประจำเลขที่ 026131xxxx และประเภทออมทรัพย์เลขที่ 026405xxxx ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาโรงพยาบาลรามาธิบดีของนางยุวเรศหรือยุวเรศมคฐ์ ภริยาจำเลยที่ 9 เพื่อให้ได้ชำระหนี้ด้วยสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายจำเลยที่ 9 จึงไม่เกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดี จึงไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว อย่างไรก็ดี เมื่อหนี้ที่ต้องชำระเป็นหนี้ส่วนตัวของจำเลยที่ 9 จึงต้องบังคับชำระหนี้นั้นด้วยสินส่วนตัวของจำเลยที่ 9 ก่อน เมื่อไม่พอจึงให้ชำระหนี้ด้วยเงินฝากอันเป็นสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายจำเลยที่ 9 ต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1488 ส่วนที่จำเลยที่ 9 แก้ฎีกาในข้อสาระสำคัญว่า การอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีครั้งหลังเป็นการอายัดซ้ำต้องห้ามและเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจบังคับคดีนั้น เห็นว่า เมื่อมีการถอนอายัดครั้งก่อนแล้ว การอายัดครั้งหลังย่อมไม่เป็นอายัดซ้ำ ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจหน้าที่กระทำได้ตามหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของศาล ส่วนข้อที่อ้างว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เงินฝากที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ไม่อาจแยกได้ว่าเงินส่วนไหนเป็นเงินเดือนหรือค่าจ้าง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้น เห็นว่า การจะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินใดคงจะต้องวินิจฉัยด้วยว่าทรัพย์สินนั้นอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวของศาลชั้นต้นไม่เป็นการนอกประเด็น สรุปแล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดเงินฝากในบัญชีทั้งสองของนางยุวเรศหรือยุวเรศมคฐ์ อันเป็นสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายจำเลยที่ 9 ได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้อายัดเงินฝากในบัญชีประเภทฝากประจำเลขที่ 026131xxxx และบัญชีประเภทออมทรัพย์เลขที่ 026405xxxx ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาโรงพยาบาลรามาธิบดี ของนางยุวเรศหรือยุวเรศมคฐ์ สินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายจำเลยที่ 9 โดยให้ชำระหนี้ด้วยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ที่ดินสินส่วนตัวของฝ่ายจำเลยที่ 9 ก่อน เมื่อไม่พอจึงให้ชำระด้วยเงินฝากสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายจำเลยที่ 9 ดังกล่าวต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1488
ป.วิ.พ. ม. 284
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจเอกประเชิญ เรืองฤทธิ์
ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกอินฟินิตี้
จำเลย — แมนเนจเมนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายคมกฤช เทียนทัด
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ศักดิ์ อนันธวัช
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15301/2558
#636306
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับคดีโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น เบื้องต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 284 กล่าวเป็นหลักการสำคัญไว้เพียงว่า เว้นแต่จะได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ หรือศาลจะได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ห้ามไม่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี โดยไม่ได้กล่าวถึงการชำระหนี้ด้วยทรัพย์ที่ยึดหรืออายัดไว้นั้นว่าจะกระทำโดยประการใดหรือจะแบ่งภาระแห่งหนี้กันอย่างไร ดังนี้ เมื่อมีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว การจะชำระหนี้ด้วยทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดนั้นประการใดจึงเป็นข้อที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไป คดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติเรื่องการยึดหรืออายัดหรือศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับการยึดหรืออายัดไว้เป็นอย่างอื่นและตามบทบัญญัติดังกล่าวก็ไม่บังคับว่าการยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นต้องกระทำไปทีละสิ่งเสมอไปแต่อย่างใด เมื่อได้ความตามบันทึกของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าที่ดินอันเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 9 นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดน่านประเมินราคาไว้ไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งโจทก์ยืนยันต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า มีหนี้ที่จะต้องชำระยังเหลือหนี้จำนวนมากโดยที่โจทก์ก็อ้างอยู่ว่าจำเลยที่ 9 ไม่มีทรัพย์สินอื่น ทั้งแถลงจะรับผิดชอบในความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ส่วนจำเลยที่ 9 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้รับฟัง ได้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น การอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในบัญชีประเภทฝากประจำ และประเภทออมทรัพย์ ธนาคาร ท. ของภริยาจำเลยที่ 9 เพื่อให้ได้ชำระหนี้ด้วยสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายจำเลยที่ 9 จึงไม่เกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดี จึงไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว เมื่อหนี้ที่ต้องชำระเป็นหนี้ส่วนตัวของจำเลยที่ 9 จึงต้องบังคับชำระหนี้นั้นด้วยสินส่วนตัวของจำเลยที่ 9 ก่อน เมื่อไม่พอจึงให้ชำระหนี้ด้วยเงินฝากอันเป็นสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายจำเลยที่ 9 ต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1488

เมื่อมีการถอนอายัดครั้งก่อนแล้ว การอายัดครั้งหลังย่อมไม่เป็นอายัดซ้ำ ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจหน้าที่กระทำได้ตามหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 9 กับพวกร่วมกันชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ จำเลยที่ 9 กับพวกไม่ชำระ โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาโรงพยาบาลรามาธิบดี บัญชีประเภทออมทรัพย์และประเภทฝากประจำของนางยุวเรศหรือยุวเรศมคฐ์ ภริยาจำเลยที่ 9 ในฐานะสินสมรส ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2552 ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 222 ตำบลปงสนุก อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 9 มีราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี 337,200 บาท ราคาประเมินที่ใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม 236,750 บาท หลังจากนั้นโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากของภริยาจำเลยที่ 9 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาอีก เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้ทำการอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในบัญชีประเภทออมทรัพย์และบัญชีประเภทฝากประจำของภริยาจำเลยที่ 9 กึ่งหนึ่งในฐานะสินสมรส

จำเลยที่ 9 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าว

โจทก์คัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 9 ที่ขอให้เพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้อง แต่เมื่อศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรอการจ่ายเงินที่ธนาคารส่งมาตามคำสั่งอายัดไว้ก่อนจนกว่าการขายทอดตลาดที่ดินสินส่วนตัวของจำเลยที่ 9 เสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้ จึงอนุญาตให้จ่ายเงินที่ธนาคารส่งมาตามคำสั่งอายัดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 9 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในบัญชีประเภทฝากประจำ และประเภทออมทรัพย์ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาโรงพยาบาลรามาธิบดี ของนางยุวเรศหรือยุวเรศมคฐ์ ภริยาจำเลยที่ 9 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีสิทธิขออายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในบัญชีประเภทฝากประจำ และประเภทออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาโรงพยาบาลรามาธิบดี ของนางยุวเรศหรือยุวเรศมคฐ์ ภริยาจำเลยที่ 9 ได้หรือไม่ เห็นว่า การบังคับคดีโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น เบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 กล่าวเป็นหลักการสำคัญไว้เพียงว่า เว้นแต่จะได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ หรือศาลจะได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ห้ามไม่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี โดยไม่ได้กล่าวถึงการชำระหนี้ด้วยทรัพย์ที่ยึดหรืออายัดไว้นั้นว่าจะกระทำโดยประการใดหรือจะแบ่งภาระแห่งหนี้กันอย่างไร ดังนี้ เมื่อมีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้วการจะชำระหนี้ด้วยทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดนั้นประการใดจึงเป็นข้อที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไป คดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติเรื่องการยึดหรืออายัดหรือศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับการยึดหรืออายัดไว้เป็นอย่างอื่นและตามบทบัญญัติดังกล่าวก็ไม่บังคับว่าการยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นต้องกระทำไปทีละสิ่งเสมอไปแต่อย่างใด เมื่อได้ความตามบันทึกของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าที่ดินอันเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 9 นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดน่านประเมินราคาไว้ 337,200 บาท ไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งโจทก์ยืนยันต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า มีหนี้ที่จะต้องชำระ 2,200,000 บาท ยังเหลือหนี้จำนวนมาก โดยที่โจทก์ก็อ้างอยู่ว่าจำเลยที่ 9 ไม่มีทรัพย์สินอื่น ทั้งแถลงจะรับผิดชอบในความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ส่วนจำเลยที่ 9 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น การอายัดสิทธิเรียกร้องเงินฝากในบัญชีประเภทฝากประจำ และประเภทออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาโรงพยาบาลรามาธิบดีของนางยุวเรศหรือยุวเรศมคฐ์ ภริยาจำเลยที่ 9 เพื่อให้ได้ชำระหนี้ด้วยสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายจำเลยที่ 9 จึงไม่เกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดี จึงไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว อย่างไรก็ดี เมื่อหนี้ที่ต้องชำระเป็นหนี้ส่วนตัวของจำเลยที่ 9 จึงต้องบังคับชำระหนี้นั้นด้วยสินส่วนตัวของจำเลยที่ 9 ก่อน เมื่อไม่พอจึงให้ชำระหนี้ด้วยเงินฝากอันเป็นสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายจำเลยที่ 9 ต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1488 ส่วนที่จำเลยที่ 9 แก้ฎีกาในข้อสาระสำคัญว่า การอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีครั้งหลังเป็นการอายัดซ้ำต้องห้ามและเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจบังคับคดีนั้น เห็นว่า เมื่อมีการถอนอายัดครั้งก่อนแล้ว การอายัดครั้งหลังย่อมไม่เป็นอายัดซ้ำ ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจหน้าที่กระทำได้ตามหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีของศาล ส่วนข้อที่อ้างว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เงินฝากที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ไม่อาจแยกได้ว่าเงินส่วนไหนเป็นเงินเดือนหรือค่าจ้าง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้น เห็นว่า การจะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินใดคงจะต้องวินิจฉัยด้วยว่าทรัพย์สินนั้นอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวของศาลชั้นต้นไม่เป็นการนอกประเด็น สรุปแล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดเงินฝากในบัญชีทั้งสองของนางยุวเรศหรือยุวเรศมคฐ์ อันเป็นสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายจำเลยที่ 9 ได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้อายัดเงินฝากในบัญชีประเภทฝากประจำ และบัญชีประเภทออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาโรงพยาบาลรามาธิบดี ของนางยุวเรศหรือยุวเรศมคฐ์ สินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายจำเลยที่ 9 โดยให้ชำระหนี้ด้วยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินสินส่วนตัวของฝ่ายจำเลยที่ 9 ก่อน เมื่อไม่พอจึงให้ชำระด้วยเงินฝากสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายจำเลยที่ 9 ดังกล่าวต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1488
ป.วิ.พ. ม. 284 วรรคสอง ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจเอกประเชิญ เรืองฤทธิ์
ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางกอกอินฟินิตี้
จำเลย — แมนเนจเมนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15283/2558
#592017
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีนี้ยังคงมีผลผูกพันโจทก์และผู้คัดค้านอยู่ก็ตาม แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อำนาจในการจัดการกิจการและรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 โจทก์จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91 และ 94 ข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.606/2556 แม้คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้แจ้งอายัดเงินค่าจ้างแปรสภาพหัวมันสำปะหลังไปยังผู้คัดค้านไว้ก่อนแล้วก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านยังไม่ได้ส่งเงินตามที่อายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ย่อมถือไม่ได้ว่าการบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ การบังคับคดีโดยการอายัดเงินดังกล่าวไม่อาจใช้ยันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้งดการพิจารณาและจำหน่ายคดีนี้ตามมาตรา 25 จึงเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะได้ใช้อำนาจว่ากล่าวเอาความจากผู้คัดค้านต่อไปตามที่ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ให้อำนาจไว้ กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะพิจารณาฎีกาของผู้คัดค้านอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 14,682,490 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยแบ่งผ่อนชำระเป็นรายงวดให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 ตุลาคม 2552 หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดและยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระโจทก์จึงขอให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 โจทก์ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรี ขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องเงินตามสัญญาจ้างแปรสภาพหัวมันสำปะหลังที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องจากผู้คัดค้าน เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอนุญาตและแจ้งคำสั่งอายัดไปยังผู้คัดค้านแล้ว ผู้คัดค้านเพิกเฉยเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำสั่งอายัด หรือมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีแก่ผู้คัดค้านเสมือนหนึ่งว่าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านว่าจ้างจำเลยที่ 1 แปรสภาพหัวมันสำปะหลังสดเป็นแป้งมันสำปะหลังส่งมอบให้ผู้คัดค้าน โดยผู้คัดค้านจะจ่ายค่าจ้างและค่าขนส่งให้แก่จำเลยที่ 1 และผู้คัดค้านทำสัญญาฝากเก็บแป้งมันสำปะหลังไว้กับจำเลยที่ 1 จำนวน 13,305,357,917 กิโลกรัม (ที่ถูก 13,305,357.917 กิโลกรัม) ต่อมาเมื่อผู้คัดค้านขายและส่งมอบแป้งมันสำปะหลังให้แก่บริษัทเอเซีย ฟรุคโตส จำกัด จึงตรวจพบว่าแป้งมันสำปะหลังที่ฝากไว้กับจำเลยที่ 1 สูญหายไป 7,570,057.917 กิโลกรัม คิดเป็นค่าเสียหาย 103,796,144.17 บาท ผู้คัดค้านร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 และเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงระงับการจ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างแปรสภาพหัวมันสำปะหลังเพื่อนำมาหักชำระค่าเสียหายตามสัญญาฝากเก็บมันสำปะหลัง ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2554 ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งขอหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 และได้หักกลบลบหนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้คัดค้านจึงไม่อาจปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าจ้างของจำเลยที่ 1 จำนวน 16,193,981.95 บาท ซึ่งเป็นเงินส่วนหนึ่งของเงินค่าจ้างทั้งหมดที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากผู้คัดค้านตามสัญญาจ้างแปรสภาพหัวมันสำปะหลังสดเป็นแป้งมันสำปะหลัง โครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังปี 2551/52 เลขที่ มปล.(ปม.) อคส.จบ. 01/2551 ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดจันทบุรี ตามคำสั่งอายัดภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2555 เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ผู้คัดค้านยื่นคำแถลงว่า จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.606/2556 ศาลชั้นต้นนัดพร้อมเพื่อสอบถาม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงว่า จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามคำแถลงของผู้คัดค้าน ขอให้จำหน่ายคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และมีคำสั่งไม่รับฎีกาของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นและให้รับฎีกาของผู้คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีนี้ยังคงมีผลผูกพันโจทก์และผู้คัดค้านอยู่ก็ตาม แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อำนาจในการจัดการกิจการและรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 โจทก์จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27, 91 และ 94 ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.606/2556 แม้คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้แจ้งอายัดเงินค่าจ้างแปรสภาพหัวมันสำปะหลังไปยังผู้คัดค้านไว้ก่อนแล้วก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านยังไม่ได้ส่งเงินตามที่อายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ย่อมถือไม่ได้ว่าการบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ การบังคับคดีโดยการอายัดเงินดังกล่าวไม่อาจใช้ยันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้งดการพิจารณาและจำหน่ายคดีนี้ตามมาตรา 25 จึงเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะได้ใช้อำนาจว่ากล่าวเอาความจากผู้คัดค้านต่อไปตามที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯให้อำนาจไว้ กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะพิจารณาฎีกาของผู้คัดค้านอีกต่อไป

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา ผู้คัดค้านฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาลมา 200 บาท จึงไม่คืนให้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 25 ม. 27 ม. 91 ม. 94 ม. 110
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมารมภ์ ทุวิรัต
ผู้คัดค้าน — องค์การคลังสินค้า
จำเลย — บริษัทสอยดาว สทาร์ช 2005 จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นางสิริโสภาคย์ กองทรัพย์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15232/2558
#595285
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการการเลือกตั้งถูกจัดตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ให้มีหน้าที่ควบคุมและดำเนินการจัด หรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเป็นองค์กรที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการได้มาซึ่งผู้แทนของประชาชน หากไม่สามารถควบคุมหรือจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแล้วจะบังเกิดผลทำให้บุคคลที่ไม่สุจริตโกงการเลือกตั้งได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปใช้อำนาจนิติบัญญัติหรืออำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ย่อมคาดหมายได้ว่าบุคคลจำพวกนี้จะใช้อำนาจหน้าที่ของตนเพื่อประโยชน์แก่ตนและพวกพ้องยิ่งกว่าประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม อันทำให้ระบบการปกครองที่เรียกว่าประชาธิปไตยผิดเพี้ยนไป ความเสียหายย่อมตกแก่ประชาชน หรือรัฐซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน อันถือเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24 จึงได้บัญญัติเป็นข้อห้ามของกรรมการการเลือกตั้งว่า ห้ามมิให้กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการการเลือกตั้งจังหวัด ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและอนุกรรมการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้ง กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด หรือกระทำการหรือละเว้นกระทำการโดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ และมาตรา 42 บัญญัติกำหนดโทษทางอาญาแก่กรรมการการเลือกตั้งผู้ฝ่าฝืนมาตรา 24 ไว้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ได้ยื่นคำร้องกล่าวโทษต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามกฎหมาย เพราะก่อนวันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรค ท. หรือผู้บริหารพรรค ท. กระทำการโดยไม่สุจริตด้วยการจ้างวานหรือใช้ให้พรรค พ. และพรรค ผ. จัดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งต่าง ๆ หลายเขตหลายจังหวัดในประเทศเพื่อแข่งขันกับผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค ท. ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตดังกล่าวนั้น โดยผู้บริหารของพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งปลอมทะเบียนผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นเอกสารราชการเก็บรักษาอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยการแก้ไขฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บรรจุข้อมูลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ด้วยการลบชื่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งที่แท้จริงออกไปแล้วใส่ชื่อผู้ที่จะจัดให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรค พ. และพรรค ผ. แทน เพื่อให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรค พ. และพรรค ผ. มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งโดยไม่สุจริตอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่เมื่อคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 แต่งตั้งทำการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่าพรรค พ. และพรรค ผ. ได้รับเงินสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงของพรรค ท. เพื่อดำเนินการแก้ไขข้อมูลในทะเบียนผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและจัดส่งสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศในการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 จริง สมควรแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งพันตำรวจโท ท. รักษาการนายกรัฐมนตรีและในฐานะหัวหน้าพรรค ท. จำเลยทั้งสี่กลับดำเนินการบางส่วนแก่พรรค พ. และพรรค ผ. แต่เพิกเฉยไม่ดำเนินการแก่พรรค ท. และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีเจตนาหน่วงเหนี่ยวประวิงเวลาเพื่อช่วยเหลือพรรค ท. อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นการปฏิบัติต่อโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้อง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 136 ถึง มาตรา 148 กำหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรอิสระโดยให้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และให้มีอำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และกฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้งอื่น ทั้งมาตรา 147 แห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้กำหนดไว้ด้วยว่า หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าก่อนได้รับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ฯลฯ ผู้ใดได้กระทำการโดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับการเลือกตั้ง หรือได้รับการเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริตโดยผลของการที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดได้กระทำลงไปอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง นอกจากคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงโดยพลันแล้ว เมื่อได้ผลการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องวินิจฉัยสั่งการโดยพลันด้วย การที่ข้อเท็จจริงปรากฏต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกตั้งแต่แรกแล้วว่า พลเอก ธ. รองหัวหน้าพรรค ท. และ พ. รองเลขาธิการพรรค ท. ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อันแสดงให้เห็นได้ว่าคนทั้งสองเป็นกรรมการบริหารของพรรค ท. ที่มีบทบาทสูงจึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ คนทั้งสองได้กระทำการอันฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 และกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญาในเรื่องของการสนับสนุนให้มีการปลอมแปลงเอกสารราชการด้วย แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก กลับมิได้วินิจฉัยสั่งการให้ดำเนินคดีแก่คนทั้งสองโดยพลันทั้งนี้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก ทราบดีอยู่แล้วว่าการดำเนินคดีแก่พลเอก ธ. และ พ. ย่อมส่งผลกระทบต่อพรรค ท. อย่างรุนแรง เพราะเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐทั้งขัดต่อกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองย่อมมีหน้าที่แจ้งต่ออัยการสูงสุดให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรค ท. ได้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ตามมาตรา 67 ประกอบมาตรา 66 (1) และ (3) การประชุมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก เพื่อพิจารณารายงานการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงที่มี น. เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2549 และลงมติในส่วนที่เกี่ยวกับพรรค ท. ว่าให้คณะอนุกรรมการฯ สอบสวนพยานเพิ่มเติมจึงมิได้เป็นการวินิจฉัยสั่งการโดยพลันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณแก่พรรค ท. และจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก มิได้กระทำการตามหน้าที่โดยสุจริต จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24, 42 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยรับราชการในตำแหน่งสำคัญและทำคุณความดี ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติมากมายขณะดำรงตำแหน่งหรือในระยะต่อมาจนได้รับการสรรหาและคัดเลือกให้เป็นกรรมการการเลือกตั้ง แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับการเชื่อถือว่าเป็นผู้มีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์โดยผลงาน ชื่อเสียงและเกียรติคุณที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้สร้างสมไว้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งมีอำนาจหน้าที่อันสำคัญ ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ดังนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องดำรงความซื่อสัตย์สุจริตและความเป็นกลางทางการเมืองให้มั่นคงที่สุด แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับกระทำการในลักษณะตรงกันข้าม วินิจฉัยสั่งการโดยมิชอบด้วยหน้าที่เป็นคุณแก่พรรค ท. อันเป็นพรรครัฐบาล อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและคุณธรรม เท่ากับว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมละทิ้งคุณความดี คุณประโยชน์ของตนที่มีมาก่อนจนหมดสิ้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ควรยกคุณความดี คุณประโยชน์ที่เคยทำมากล่าวอ้างเพื่อประโยชน์แก่ตนได้อีก แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ละคนจะมีอายุประมาณ 70 ปีแล้ว และมีสุขภาพไม่ดีก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24, 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 157, 326, 328, 332 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาโดยละเอียดในหนังสือพิมพ์รายวันรวม 8 ฉบับ คือ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เดลินิวส์ โพสต์ทูเดย์ มติชน แนวหน้า ไทยโพสต์ คมชัดลึก และเดอะเนชั่น ติดต่อกันเป็นเวลา 15 วัน ด้วยตัวอักษรขนาดเท่าที่หนังสือพิมพ์รายวันทั่วไปเสนอข่าวเป็นปกติ โดยจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ชำระค่าโฆษณา หากจำเลยทั้งสี่ไม่สามารถลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งฉบับใดไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ให้จำเลยทั้งสี่ลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับอื่นตามที่โจทก์เป็นผู้กำหนด โดยจำเลยทั้งสี่ร่วมกันเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24, 42 ประมวลกฎมายอาญา มาตรา 157 ส่วนข้อหาหมิ่นประมาทไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24, 42 ประกอบประมวลกฎมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสามนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 2 ปี และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดคนละ 10 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ กำหนดให้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ประชาชนไทยทุกคนเมื่อมีสิทธิเลือกตั้ง ถือเป็นหน้าที่ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของตนให้ไปใช้อำนาจนิติบัญญัติซึ่งทำหน้าที่ออกกฎหมายเพื่อมาใช้บังคับแก่ประชาชน ขณะเดียวกันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกจากประชาชนก็มีหน้าที่แต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์ของประชาชน ดังนั้น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงถือเป็นกระบวนการของประชาธิปไตยที่สำคัญในการเลือกตัวแทนของประชาชนให้เข้าไปใช้อำนาจนิติบัญญัติและใช้อำนาจบริหาร คณะกรรมการการเลือกตั้งถูกจัดตั้งขึ้นมาตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ดังกล่าวให้มีหน้าที่ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเป็นองค์กรที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการได้มาซึ่งผู้แทนของประชาชน หากไม่สามารถควบคุมหรือจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแล้วจะบังเกิดผลทำให้บุคคลที่ไม่สุจริตโกงการเลือกตั้งได้เป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเข้าไปใช้อำนาจนิติบัญญัติหรืออำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ย่อมคาดหมายได้ว่าบุคคลจำพวกนี้จะใช้อำนาจหน้าที่ของตนเพื่อประโยชน์แก่ตนและพวกพ้องยิ่งกว่าประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม อันทำให้ระบบการปกครองที่เรียกว่าประชาธิปไตยผิดเพี้ยนไป ความเสียหายย่อมตกแก่ประชาชนหรือรัฐซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน อันถือเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24 จึงได้บัญญัติเป็นข้อห้ามของกรรมการการเลือกตั้งว่า ห้ามมิให้กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดและอนุกรรมการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้ง กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด หรือกระทำการหรือละเว้นกระทำการโดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ และมาตรา 42 บัญญัติกำหนดโทษทางอาญาแก่กรรมการการเลือกตั้งผู้ฝ่าฝืน มาตรา 24 ไว้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ได้ยื่นคำร้องกล่าวโทษต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งนี้มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามกฎหมาย เพราะก่อนวันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคไทยรักไทยหรือผู้บริหารพรรคไทยรักไทยกระทำการโดยไม่สุจริตด้วยการจ้างวานหรือใช้ให้พรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทยจัดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งต่าง ๆ หลายเขตหลายจังหวัดในประเทศเพื่อแข่งขันกับผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตดังกล่าวนั้นโดยผู้บริหารของพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งปลอมทะเบียนผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นเอกสารราชการเก็บรักษาอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยการแก้ไขฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บรรจุข้อมูลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ด้วยการลบชื่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งที่แท้จริงออกไปแล้วใส่ชื่อผู้ที่จะจัดให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทยแทนเพื่อให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทยมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งโดยไม่สุจริต อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่เมื่อคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 แต่งตั้งทำการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่าพรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทยได้รับเงินสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทยเพื่อดำเนินการแก้ไขข้อมูลในทะเบียนผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและจัดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศในการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 จริง สมควรแจ้งข้อกล่าวแก่ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งพันตำรวจโททักษิณ รักษาการนายกรัฐมนตรีและในฐานะหัวหน้าพรรคไทยรักไทย จำเลยทั้งสี่กลับดำเนินการบางส่วนแก่พรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทย แต่เพิกเฉยไม่ดำเนินการแก่พรรคไทยรักไทยและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีเจตนาหน่วงเหนี่ยวประวิงเวลาเพื่อช่วยเหลือพรรคไทยรักไทย อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นการปฏิบัติต่อโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2549 โจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นได้ทำหนังสือร้องเรียนต่อจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 15 ถึง 20 มีนาคม 2549 โจทก์ได้รับข้อมูลและพยานหลักฐานแสดงได้ว่าพรรคไทยรักไทยได้กระทำการเพื่อให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งโดยสุจริต ด้วยการใช้ จ้าง วานหรือให้เงินสนับสนุนแก่พรรคพัฒนาชาติไทย โดยผู้บริหารของพรรคไทยรักไทยและเจ้าหน้าที่ของพรรคพัฒนาชาติไทยร่วมกันดำเนินการปลอมแปลงเอกสารแก้ไขทะเบียนสมาชิกในฐานข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อส่งคนซึ่งไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งเขตต่าง ๆ ตามเอกสารหมาย จ.2 และในวันเดียวกัน คณะกรรมการการเลือกตั้งโดยจำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงตามหนังสือร้องเรียน โดยมีนายนาม เป็นประธานคณะอนุกรรมการ คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเชื่อว่าพรรคพัฒนาชาติไทยโดยนายบุญทวีศักดิ์ นายชวการและนายสุขสันต์ กับพรรคแผ่นดินไทย โดยนายบุญอิทธิพลและนางฐัติมา ได้รับเงินสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทย เห็นสมควรแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลที่เกี่ยวข้องและทำการสืบสวนสอบสวนต่อไป ตามเอกสารหมาย จ.4 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประชุมพิจารณารายงานผลการสืบสวนสอบสวนของคณะอนุกรรมการดังกล่าวในวันที่ 21 เมษายน 2549 แล้วมีมติให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่นายบุญทวีศักดิ์ หัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทยกับพวกและผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพัฒนาชาติไทย จังหวัดนครศรีธรรมราชบางคน ให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่นายบุญอิทธิพล หัวหน้าพรรคแผ่นดินไทยกับพวก และผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคแผ่นดินไทยบางคน กับให้แจ้งแก่อัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการยุบพรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทย ตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ในส่วนของพรรคไทยรักไทย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความเห็นว่า จากรายงานการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงมีการพาดพิงถึงสมาชิกพรรคไทยรักไทยหลายคน จึงมีมติให้คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงไปสอบสวนพยานเพิ่มเติมในส่วนที่พาดพิงทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 10 วัน แล้วเสนอความเห็นว่าบุคคลดังกล่าวเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยหรือไม่ และมีความผิดอย่างใดหรือไม่ ตามเอกสารหมาย ล.25 จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การประชุมและลงมติของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับพรรคไทยรักไทยในวันที่ 21 เมษายน 2549 ดังกล่าว เป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณแก่พรรคไทยรักไทย อันเป็นความผิดตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 หรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 136 ถึงมาตรา 148 กำหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นองค์กรอิสระโดยให้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาส่วนท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และให้มีอำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และกฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้งอื่น ทั้งมาตรา 147 แห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้กำหนดไว้ด้วยว่า หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าก่อนได้รับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ฯลฯ ผู้ใดได้กระทำการโดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกตั้งหรือได้รับการเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริต โดยผลของการบุคคลหรือพรรคการเมืองใดได้กระทำลงไปอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง นอกจากคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงโดยพลันแล้ว เมื่อได้ผลการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องพิจารณาวินิจฉัยสั่งการโดยพลันด้วย ซึ่งตามรายงานการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการดังกล่าวได้ระบุความผิดของพรรคพัฒนาชาติไทย กับนายบุญทวีศักดิ์ หัวหน้าพรรคกับพวก พรรคแผ่นดินไทย กับนายบุญอิทธิพล หัวหน้าพรรคกับพวก ไว้อย่างชัดแจ้ง แม้ในส่วนของพรรคไทยรักไทยคณะอนุกรรมการฯ ได้ระบุความเห็นเพียงว่า จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทยได้กระทำการตามข้อร้องเรียน เห็นควรแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลที่เกี่ยวข้องและทำการสืบสวนสอบสวนต่อไป แต่จากข้อเท็จจริงตามทางนำสืบสวนสอบสวนของคณะอนุกรรมการฯ เห็นได้ชัดถึงมูลความผิดของพลเอกธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์ ผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทยว่าได้กระทำการเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ของพรรคพัฒนาชาติไทยร่วมกันกับพวกปลอมแปลงเอกสาร แก้ไขข้อมูลทะเบียนสมาชิกในฐานข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้พรรคพัฒนาชาติไทยส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายในเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยเพียงพรรคเดียว เพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยโดยเฉพาะ อันมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 100 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265 และ 268 ประกอบมาตรา 83 และ 86 ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บุคคลทั้งสองโดยพลันและเป็นที่ทราบกันทั่วไปในขณะนั้นว่า พลเอกธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์เป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย คนทั้งสองได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและกระทรวงคมนาคมตามลำดับซึ่งเป็นกระทรวงใหญ่และสำคัญ ย่อมเห็นได้ชัดว่าบุคคลทั้งสองต้องมีบทบาทสำคัญและยังเป็นผู้บริหารระดับสูงของพรรคไทยรักไทย การกระทำของพลเอกธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง หากแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่พรรคไทยรักไทย เพราะจะทำให้พรรคไทยรักไทยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นและมีจำนวนมากเพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลเพียงพรรคเดียว จึงอาจถือได้ว่าพรรคไทยรักไทยเป็นผู้กระทำการดังกล่าวโดยพลเอกธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นการกระทำที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันมีมูลความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 (1) และ (3) ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองย่อมมีหน้าที่แจ้งต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทย ตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้โดยพลันเช่นกัน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกในฐานะคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมพิจารณาผลรายงานการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการดังกล่าวแล้วลงมติให้ดำเนินการร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องคือนายอมรวิทย์ เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลประจำสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายบุญทวีศักดิ์ หัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทย นายสุขสันต์ นายชวการ และผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพัฒนาชาติไทยบางคน กับร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่นายบุญอิทธิพล หัวหน้าพรรคแผ่นดินไทย นางรัฐติมา นายพันธมิตร และผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคแผ่นดินไทยบางคน กับให้แจ้งอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการร้องต่อรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทย แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับพรรคไทยรักไทย จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับมีความเห็นว่า จากรายงานการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงมีการพาดพิงถึงสมาชิกพรรคไทยรักไทยหลายคน จึงมีมติให้คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงไปสอบสวนพยานเพิ่มเติมในส่วนที่พาดพิงทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 10 วัน แล้วเสนอความเห็นว่าบุคคลดังกล่าวเป็นคณะกรรมการการบริหารพรรคไทยรักไทยหรือไม่ และมีความผิดอย่างใดหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยที่มีลักษณะเลือกปฏิบัติต่อบุคคลอย่างไม่เท่าเทียมกัน และถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อช่วยเหลือพรรคไทยรักไทย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะอ้างในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกมีมติไปตามรายงานผลการสืบสวนสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการดังกล่าว แต่การที่รายงานคณะอนุกรรมการฯ ได้เสนอความเห็นในส่วนของพรรคไทยรักไทยว่า เห็นควรแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องและทำการสืบสวนสอบสวนต่อไป แม้จะมิได้ระบุความผิดอย่างชัดแจ้งจะด้วยเหตุผลอย่างไรไม่ปรากฏ แต่ก็มีความหมายว่าให้ดำเนินคดีแก่พลเอกธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์รวมทั้งบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำดังกล่าว และดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อขยายผลถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องอีก จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกได้ประชุมพิจารณาผลการสืบสวนสอบสวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงและรายงานการสอบสวนเพิ่มเติมของคณะผู้สอบสวนชุดใหม่รวม 5 คน แล้วมีมติเห็นควรให้นายทะเบียนพรรคการเมืองส่งสำนวนการสืบสวนสอบสวนกรณีของพรรคไทยรักไทยไปให้อัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาดำเนินการตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ตามรายงานของคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงที่มีนายนาม เป็นประธาน โดยไม่กล้าถือเอาประโยชน์จากรายงานการสอบสวนเพิ่มเติมของคณะผู้สอบสวนชุดใหม่แต่อย่างใด เห็นได้ชัดว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเชื่อตามรายงานผลการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการฯ ครั้งแรก เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2549 ตั้งแต่แรกแล้วว่า พลเอกธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์ได้สมคบกับผู้บริหารระดับสูงของพรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทยสนับสนุนให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลทะเบียนสมาชิกพรรคพัฒนาชาติไทยเพื่อให้ผู้สมัครที่ไม่มีคุณสมบัติลงสมัครรับเลือกตั้งได้ และได้ให้เงินสนับสนุนแก่พรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทยเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครของพรรคไทยรักไทยลงสมัครแต่เพียงพรรคเดียว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนและควรวินิจฉัยชี้ขาดโดยพลันให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่พลเอกธรรมรักษ์ และนายพงษ์ศักดิ์กับดำเนินการเพื่อให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการเพื่อยุบพรรคไทยรักไทย เหมือนดังที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแก่พรรคพัฒนาชาติไทยและพรรคแผ่นดินไทย แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กลับวินิจฉัยสั่งการให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคไทยรักไทยเรื่อยมาจนพ้นเดือนเมษายน 2549 ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำวินิจฉัยที่ 9/2549 ของศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ว่า หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2549 จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก ได้ประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 386 คน จากจำนวนทั้งหมด 400 คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 99 คน จากจำนวนทั้งหมด 100 คน เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเร่งรีบประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหากสามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ครบจำนวนย่อมทำให้พรรคไทยรักไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาล และพันตำรวจโททักษิณกลับคืนสู่อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้งหนึ่ง ขณะเดียวกัน ข้อเท็จจริงปรากฏต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกตั้งแต่แรกแล้วว่า พลเอกธรรมรักษ์รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทยและนายพงษ์ศักดิ์รองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อันแสดงให้เห็นได้ว่าคนทั้งสองเป็นกรรมการบริหารของพรรคไทยรักไทยที่มีบทบาทสูงจึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ คนทั้งสองได้กระทำการอันฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 และกระทำผิดต่อกฎหมายอาญาในเรื่องของการสนับสนุนให้มีการปลอมแปลงเอกสารราชการด้วย แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกกลับมิได้วินิจฉัยสั่งการให้ดำเนินคดีแก่คนทั้งสองโดยพลัน ทั้งนี้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกทราบดีอยู่แล้วว่าการดำเนินคดีแก่พลเอกธรรมรักษ์และนายพงษ์ศักดิ์ย่อมส่งผลกระทบต่อพรรคไทยรักไทยอย่างรุนแรง เพราะเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ทั้งขัดต่อกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองย่อมมีหน้าที่แจ้งต่ออัยการสูงสุดให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทยได้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ตามมาตรา 67 ประกอบมาตรา 66 (1) และ (3) การประชุมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก เมื่อพิจารณารายงานการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงที่มีนายนาม เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 และลงมติในส่วนที่เกี่ยวกับพรรคไทยรักไทยว่าให้คณะอนุกรรมการฯ สอบสวนพยานเพิ่มเติมจึงมิได้เป็นการวินิจฉัยสั่งการโดยพลัน เป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณแก่พรรคไทยรักไทย และจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก มิได้กระทำการตามหน้าที่โดยสุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24, 42 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นั้น ชอบแล้ว มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยรับราชการในตำแหน่งสำคัญ และทำคุณความดี ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติมากมายขณะดำรงตำแหน่งหรือในระยะต่อมาจนได้รับการสรรหาและคัดเลือกให้เป็นกรรมการการเลือกตั้ง แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับการเชื่อถือว่าเป็นผู้มีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ด้วยผลงาน ชื่อเสียง และเกียรติคุณที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้สร้างสมไว้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องได้ศึกษาและทราบดีว่าการเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่อันสำคัญ ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ดังนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องดำรงความซื่อสัตย์สุจริตและความเป็นกลางทางการเมืองให้มั่นคงที่สุด แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับกระทำการในลักษณะตรงกันข้าม วินิจฉัยสั่งการโดยมิชอบด้วยหน้าที่เป็นคุณแก่พรรคไทยรักไทยอันเป็นพรรครัฐบาล อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและคุณธรรม เท่ากับว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมละทิ้งคุณความดี คุณประโยชน์ของตนเองที่เคยมีมาก่อนจนหมดสิ้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ควรยกคุณความดี คุณประโยชน์ที่เคยทำมากล่าวอ้างเพื่อประโยชน์แก่ตนได้อีก แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ละคนจะมีอายุประมาณ 70 ปี แล้วและมีสุขภาพไม่ดี ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 12/2558)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 83 ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 147
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ม. 24 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
จำเลย — พลตำรวจเอกวาสนา เพิ่มลาภ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ — นายนพพร โพธิรังสิยากร
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นิพันธ์ ช่วยสกุล
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15218/2558
#591872
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "BONDACE" เป็นคำที่ไม่มีคำแปลหรือไม่มีปรากฏในพจนานุกรม จึงเป็นคำที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาความหมายของคำดังกล่าวโดยแยกคำเป็นภาคส่วน แล้วนำความหมายของแต่ละภาคส่วนตามที่พิจารณาเลือกมารวมกันเพื่อให้ความหมายของคำดังกล่าว โดยไม่ปรากฏหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าเหตุใดนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าหยิบยกความหมายนั้น ๆ มาใช้จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) เนื่องจากคำว่า "BON" และ "DACE" นั้นมีหลายความหมายได้ การนำคำทั้งสองมารวมกันจึงไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่ามีความหมายว่าอย่างไร และแม้ใช้วิธีพิจารณาของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าก็อาจแปลหรือมีความหมายอย่างอื่นได้เช่นกัน เมื่อพิจารณาประกอบกับเสียงเรียกขานซึ่งเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าเพราะทำให้ประชาชนผู้ใช้สินค้าทราบ และเข้าใจได้ว่าสินค้าที่มีเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าอื่น หากจะให้มีความหมายตามที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแปลความก็ควรมีเสียงเรียกขานว่า บอน - เอซ แต่ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ระบุว่าคำดังกล่าวอ่านว่า บอน - เดส การที่เสียงเรียกขานไม่สอดคล้องกับวิธีการแปลความของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าทำให้น่าเชื่อว่า คำว่า "BONDACE" ทั้งคำเป็นคำประดิษฐ์ที่ไม่มีความหมาย ไม่อาจสื่อให้สาธารณชนเข้าใจได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง จึงเป็นคำประดิษฐ์ที่ไม่มีความหมาย มิใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้ากาวที่ใช้ในอุตสาหกรรมรองเท้า ถือเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง และมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/13851 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1092/2554 ให้จำเลยทั้งสองและนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 742387 ของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "BONDACE" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 742387 มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/13851 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1092/2554 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "BONDACE" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 742387 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 1 เป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าและมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2552 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "BONDACE" ซึ่งเป็นอักษรโรมันอ่านว่าบอนเดส เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 1 รายการสินค้า กาวที่ใช้ในอุตสาหกรรมรองเท้า ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 742387 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนโดยเห็นว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เพราะเครื่องหมายที่ยื่นขอเป็นคำที่มาจากคำว่า "BOND" และคำว่า "ACE" ซึ่งรวมกันอาจมีความหมายได้ว่า เชื่อมติดหรือ ผนึกเข้าด้วยกันได้อย่างยอดเยี่ยม หรือดีเลิศ นำมาใช้กับสินค้ากาวที่ใช้ในอุตสาหกรรม นับได้ว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ขัดต่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) หลักฐานที่โจทก์นำส่งมิได้แสดงให้เห็นว่ามีการจำหน่ายและเผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าที่ยื่นขอภายใต้เครื่องหมายที่ยื่นขอเป็นระยะเวลานานจนทำให้สาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวแตกต่างจากสินค้าอื่น หรือไม่มีการโฆษณาจนแพร่หลายในประเทศไทยแล้ว ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตาม มาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ตามหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้า ที่ พณ. 0704/13851 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2553 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ตามสำเนาคำอุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเห็นว่า คำว่า "BONDACE" ตามพจนานุกรม "OXFORD RIVER BOOKS ENGLISN - THAI DICTIONARY" คำว่า "BOND" แปลว่า เชื่อมติด ผนึกเข้าด้วยกัน ความสัมพันธ์ คำว่า "ACE" แปลว่า ยอดเยี่ยม ดีเลิศ เก่ง รวมกันแปลได้ว่า เชื่อมติดกันได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อนำมาใช้กับสินค้าจำพวกที่ 1 รายการสินค้า กาวที่ใช้ในอุตสาหกรรมรองเท้า ทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านี้เป็นกาวที่ใช้ติดรองเท้าได้อย่างดีเยี่ยม นับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534สำหรับหลักฐานที่โจทก์นำส่งแม้จะปรากฏว่าโจทก์ใช้สินค้ามาตั้งแต่ปี 2547 ก็ตาม แต่ยอดการจำหน่ายสินค้าและการโฆษณาสินค้ายังมีจำนวนไม่มากพอ ที่รับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา นานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าอื่น ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตาม มาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ที่ 1092/2554

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนคำว่า "BONDACE" ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 742387 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า คำว่า "BONDACE" เป็นคำที่ไม่มีคำแปลหรือไม่มีปรากฏในพจนานุกรม จึงเป็นคำที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้น การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาความหมายของคำดังกล่าวโดยแยกคำเป็นภาคส่วน แล้วนำความหมายของแต่ละภาคส่วนตามที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาเลือกมารวมกันเพื่อให้ความหมายของคำดังกล่าว โดยไม่ปรากฏหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าเหตุใดนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าหยิบยกความหมายนั้น ๆ มาใช้ในกรณีนี้จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) เพราะคำว่า "BOND" และคำว่า "ACE" มีหลายความหมาย ดังนี้ คำว่า "BOND" ตามสำเนาพจนานุกรม "A NEW ENGLISH - THAI DICTIONARY" ของดร.วิทย์ หากเป็นคำนามหมายถึง ข้อผูกมัด ข้อตกลงในสัญญา สิ่งผูกมัด พันธนาการ สลัก ตรวนโซ่ การคุมขัง การติดคุก พันธบัตร ใบกู้ยืม ใบหุ้นกู้ พันธุกรรม พันธะระหว่างอะตอมในโมเลกุล หากเป็นคำสกรรมกริยา หมายถึง ทำให้ผูกพัน ผูกมัด ผูกพัน เชื่อมติด ก่ออิฐ เอาเก็บไว้ในคลังสินค้า เก็บไว้โดยมีทัณฑ์บน หากเป็นคำอกรรมกริยา หมายถึง ผูกมัดเข้าด้วยกัน เชื่อมติด ผนึกเข้าด้วยกัน คำดังกล่าวหากเป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง เกี่ยวกับความเป็นทาส เป็นทาส ส่วนคำว่า "ACE" ตามสำเนาเอกสารจากเว็บไซต์ "http://dict.longdo.com/search/ace" หากเป็นคำนาม หมายถึง (คะแนนในการเล่นไฟ) หนึ่งแต้ม การตีลูกโฮลอินวัน (กีฬากอล์ฟ) การเสิร์ฟลูกได้คะแนน (โดยที่คู่ต่อสู้ไม่มีโอกาสสัมผัสลูกบอลสำหรับกีฬาวอลเล่ย์บอลหรือเทนนิส) ตัวเอก (คำที่ไม่เป็นทางการ) นักบินที่ยิงเครื่องบินศัตรูได้ตั้งแต่ห้าลำขึ้นไป เพื่อนสนิทที่สุด (คำสแลง) หากเป็นคำสหกรรมกริยา หมายถึง ชนะด้วยลูกเสิร์ฟ ตีลูกกอล์ฟลงหลุมได้ในการตีครั้งเดียว (กีฬากอล์ฟ) เอาชนะได้อย่างราบคาบ (คำสแลง) หากเป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง ยอดเยี่ยม (คำสแลง) ดังนี้ การนำคำว่า "BOND" และ "ACE" มารวมกันจึงไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่า มีความหมายว่าอย่างไร และแม้จะใช้วิธีพิจารณาของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าก็อาจแปลหรือมีความหมายอย่างอื่นได้เช่นกัน นอกจากนี้เมื่อพิจารณาประกอบกับเสียงเรียกขาน ซึ่งเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า เพราะทำให้ประชาชนผู้ใช้สินค้าทราบ และเข้าใจได้ว่าสินค้าที่มีเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าอื่น คำว่า "BONDACE" หากจะให้มีความหมายตามที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแปลความก็ควรมีเสียงเรียกขานว่า บอนด์ - เอซ เพราะประกอบด้วยภาคส่วนของคำว่า "BOND" และคำว่า "ACE" แต่ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หาได้ระบุคำอ่านว่า บอนด์เอซ ไม่ แต่ระบุคำอ่านว่า บอน - เดส ซึ่งนายสมพงษ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความโดยใช้บันทึกถ้อยคำ ยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่าคำว่า "BONDACE" เป็นคำที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้นโดยเอาคำว่า "BON" และคำว่า "DACE" มาเขียนรวมกัน การที่เสียงเรียกขานไม่สอดคล้องกันวิธีการแปลความของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าทำให้น่าเชื่อว่า คำว่า "BONDACE" ทั้งคำเป็นคำประดิษฐ์ที่ไม่มีความหมาย ดังนั้นเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "BONDACE" ที่ออกเสียงเรียกขานว่า บอนเดส จึงไม่อาจสื่อให้สาธารณชนเข้าใจได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้ากาวที่ใช้ในอุตสาหกรรมรองเท้าโดยตรง เมื่อนำคำว่า "BONDACE" มาใช้กับ สินค้าจำพวกที่ 1 รายการสินค้า กาวที่ใช้ในอุตสาหกรรมรองเท้า เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนคำว่า "BONDACE" ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 742387 จึงเป็นคำประดิษฐ์ที่ไม่มีความหมาย มิใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้ากาวที่ใช้ในอุตสาหกรรมรองเท้า ถือเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) และมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น เมื่อคำว่า "BONDACE" เป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองอันมีลักษณะพึงรับจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้ากาวที่ใช้ในอุตสาหกรรมรองเท้าได้ กรณีจึงไม่มีเหตุให้ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไปว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะอันเกิดจากการใช้จนแพร่หลายแล้ว ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่อีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฮงเคล คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15217/2558
#592002
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ประกอบด้วยตัวอักษรโรมันพิมพ์ใหญ่ 8 ตัวอักษร คือ "C, I, T, R, ?, N, G และ E" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วประกอบด้วยตัวอักษรโรมันเพียง 6 ตัวอักษร คือ "C, I, T, R, O และ N" ดังนั้นเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์มีตัวอักษรที่เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว 6 ตัวอักษร คือตัวอักษร "C. I, T, R, O และ N" แต่มีอักษรมากกว่า 2 ตัวอักษรคือ ตัวอักษร "G" และ "E" ซึ่งเป็นอักษร 2 ตัวสุดท้าย นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์มีเพียงภาคส่วนสำคัญอยู่ที่ตัวอักษรโรมัน 8 ตัวอักษร เท่านั้น ไม่มีภาคส่วนอื่นที่เป็นรูปรอยประดิษฐ์อื่นประกอบอยู่ด้วย ส่วนเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นมีภาคส่วนอื่นประกอบคำว่า "CITRON" ด้วยคือส่วนที่เป็นอักษรโรมันประดิษฐ์ตัว "N" อยู่ในวงกลมเหนือคำว่า "CITRON" ซึ่งทั้งอักษรโรมันและคำว่า "CITRON" ต่างก็อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมคล้ายใบประกาศหรือฉลากที่มีคำบรรยายเป็นอักษรโรมัน ตัวเลขอารบิก และรูปผลไม้คล้ายส้มผ่าซีกอยู่ด้านล่างของกรอบสี่เหลี่ยมดังกล่าว นอกจากนี้ที่สำคัญคือเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วดังกล่าวยังมีอักษรโรมันคำว่า "Nemiroff" อ่านออกเสียงได้ว่า "เนมิรอฟฟ์" ขนาดค่อนข้างใหญ่วางเรียงกันอยู่ใต้คำว่า "CITRON" ในลักษณะขนานกับด้านข้างของกรอบรูปสี่เหลี่ยมดังกล่าว คำดังกล่าว จึงนับได้ว่าเป็นภาคส่วนสำคัญเนื่องจากมีลักษณะเด่นคือตัวอักษรใหญ่และหนากว่าคำว่า "CITRON" จึงนับเป็นภาคส่วนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ ส่วนเครื่องหมายการค้า ก็มีอักษรโรมันประดิษฐ์ตัว "N" อยู่ภายในกรอบวงกลมประดิษฐ์ และมีอักษรโรมันคำว่า "Nemiroff" เป็นภาคส่วนสำคัญอยู่ด้วยเช่นกัน โดยคำดังกล่าววางอยู่ที่ฐานด้านล่างของรูปคล้ายขวดแก้วและมีขนาดตัวอักษรใหญ่กว่าคำว่า "Citron" ซึ่งอยู่บริเวณด้านบนที่เป็นรูปคล้ายฝาขวด ทั้งยังมีภาพผลไม้คล้ายส้มผ่าซีกอยู่ด้านล่างของขวดแก้วด้วย เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์และของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วทั้งสองเครื่องหมายจึงมีความแตกต่างกันในส่วนของรูปลักษณ์ นอกจากนี้ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว ยังมีข้อจำกัดกำหนดไว้ว่าเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้แล้วนั้นไม่ขอถือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันคำบรรยายทั้งหมด ตัวเลขทั้งหมด ยกเว้นรูปอักษร "N" ในลวดลาย และคำว่า"NEMIROFF" เท่านั้น ซึ่งเท่ากับปฏิเสธที่จะไม่ขอถือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในคำว่า "CITRON" และ "Citron" ด้วย ดังนั้น แม้เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนและเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วจะออกเสียงเรียกขานได้ว่า "ซิทรอนจ์" และเป็นเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 33 รายการสินค้า เหล้าประเภทต่าง ๆ เหมือนกัน และสาธารณชนผู้บริโภคสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วเป็นกลุ่มเดียวกันคือผู้นิยมดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประเภทต่าง ๆ แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมดของเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้า และ ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์จึงไม่อาจทำให้สาธารณชนทั่วไปอาจสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ว่าเป็นของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วได้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พาทรอน สปิริทส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอจี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15209/2558
#636266
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยกับ ส. ทายาทของ ป. ผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุจากโจทก์จะตกลงระงับข้อพิพาทต่อกันอันเป็นการประนีประนอมยอมความกัน ทำให้มูลหนี้ระหว่าง ป. ผู้ตายกับจำเลยระงับไปก็ตาม แต่โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ส. ทายาทของ ป. ผู้เอาประกันภัยไป โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของ ส. ทายาทของ ป. และอาจใช้สิทธิในฐานะผู้รับช่วงสิทธิที่มีต่อจำเลยผู้กระทำละเมิดได้ตั้งแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และ 880 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยกับ ส. ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาทต่อกันในภายหลัง ผลของการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงหาได้กระทบกระเทือนต่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ได้เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้วไม่ โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของ ส. ทายาทของ ป. จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยผู้กระทำละเมิดให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไปนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 201,254 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 198,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ 198,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 3,254 บาท) กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วม 4905 กรุงเทพมหานคร จากนายประสาท มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2550 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 นายประสาทขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปตามถนนสายรัตนบุรี - สำโรงทาบ จากกิ่งอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณมุ่งหน้าไปทางอำเภอรัตนบุรี โดยมีเด็กชายวีรพงษ์ นั่งโดยสารมาด้วย ส่วนจำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ - 7738 ศรีสะเกษ ไปตามถนนสายดังกล่าวสวนทางกัน เมื่อถึงที่เกิดเหตุ จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทแซงรถจักรยานยนต์ล้ำเข้าไปในทางเดินรถของนายประสาทเป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันชนกันอย่างแรง ทำให้นายประสาทถึงแก่ความตาย ส่วนเด็กชายวีรพงษ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส และรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหายอย่างมากจนไม่สามารถซ่อมได้ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2551 โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยวิธีคืนทุนประกันให้แก่นางสาวสุภาพรรณ ทายาทของนายประสาทผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 360,000 บาท ต่อมาโจทก์ขายซากรถยนต์เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2551 ได้เงิน 195,000 บาท พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้นายประสาทถึงแก่ความตายและเด็กชายวีรพงษ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยให้การรับสารภาพ และในวันที่ 28 มีนาคม 2551 จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นางสาวสุภาพรรณเป็นเงิน 50,000 บาท โดยนางสาวสุภาพรรณไม่ติดใจเรียกร้องหรือดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งทางแพ่งและอาญาอีกต่อไปตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 433/2551 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่นางสาวสุภาพรรณตกลงกับจำเลยเรื่องค่าเสียหายในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 433/2551 ของศาลชั้นต้น เป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ มีผลทำให้นางสาวสุภาพรรณซึ่งเป็นทายาทของนายประสาทไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้อีก โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยย่อมไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของนางสาวสุภาพรรณทายาทนายประสาทเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย แม้โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นางสาวสุภาพรรณทายาทของนายประสาทผู้เอาประกันภัยก็เป็นการปฏิบัติตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ทำไว้กับนายประสาทผู้เอาประกันภัยเท่านั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวว่า แม้จำเลยกับนางสาวสุภาพรรณทายาทของนายประสาทผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุจากโจทก์จะตกลงระงับข้อพิพาทต่อกันอันเป็นการประนีประนอมยอมความกัน ทำให้มูลหนี้ระหว่างนายประสาทผู้ตายกับจำเลยระงับไปก็ตาม แต่โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางสาวสุภาพรรณทายาทของนายประสาทผู้เอาประกันภัยไปเป็นเงิน 360,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2551 โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของนางสาวสุภาพรรณทายาทของนายประสาทและอาจใช้สิทธิในฐานะผู้รับช่วงสิทธิที่มีต่อจำเลยผู้กระทำละเมิดได้ตั้งแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และ 880 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยกับนางสาวสุภาพรรณได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาทต่อกันในภายหลัง ผลของการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงหาได้กระทบกระเทือนต่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ได้เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้วไม่ ดังนั้น โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของนางสาวสุภาพรรณทายาทของนายประสาทจึงมีสิทธิฟ้องจำเลยผู้กระทำละเมิดให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายไปนั้นได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าวชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 วรรคหนึ่ง ม. 880 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคูเนีย ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายสุริยน ใยวัน
ชื่อองค์คณะ
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
เกษม เกษมปัญญา
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15201/2558
#594686
เปิดฉบับเต็ม

ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่มิได้กำหนดให้บุคคลใดได้รับทรัพย์มรดก เพียงแต่ให้ผู้จัดการมรดกจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้มีชื่อตามความจำเป็น นับว่าเป็นการไม่กำหนดตัวบุคคลแน่นอนให้เป็นผู้รับพินัยกรรม ทั้งระบุไว้ไม่ชัดแจ้งจนไม่อาจที่จะทราบแน่นอนได้ว่าให้ทรัพย์สินแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจำนวนมากน้อยเพียงใดตามแต่ใจของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการทรัพย์มรดก จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1706 (2) และ (3) และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 ยกขึ้นวินิจฉัยตามมาตรา 142 (5)

แม้ข้อกำหนดในพินัยกรรมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1706 (2) และ (3) แต่พินัยกรรมในส่วนที่เจ้ามรดกแสดงเจตนาตั้งผู้จัดการมรดกยังคงสมบูรณ์ หาตกเป็นโมฆะไปด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2554 ตั้งนางกรรณภรณ์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายมิลินท์ ผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนนางกรรณภรณ์ ผู้ร้อง จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายมิลินท์ ผู้ตาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านทั้งสามค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามว่า มีเหตุผลสมควรถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม มีอยู่ 5 รายการ ได้แก่ 1) อาคารเลขที่ 321, 321/1 และ 323 พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 2741, 2742, 2743 ตำบลถนนสี่พระยา กรุงเทพมหานคร โดยเจ้ามรดกมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ 1 ใน 4 ส่วน 2) อาคารพร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 4868 ตำบลพัทยาใต้ อำเภอหนองปรือ จังหวัดชลบุรี 3) บ้านพร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 13725 ตำบลหัวหมาก ถนนรามคำแหง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 4) เงินฝากในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหมาก 2 บัญชี 5) เงินฝากในธนาคารออมสิน สาขาถนนเพชรบุรี 2 บัญชี ทรัพย์มรดกทั้ง 5 รายการดังกล่าว เจ้ามรดกกำหนดในพินัยกรรมเพียงว่าทรัพย์รายการที่ 1 หากมีการขายทรัพย์กรรมสิทธิ์รวมเกิดขึ้น หรือในกรณีที่ยังไม่มีการขายเกิดขึ้น ให้นำเงินส่วนที่ได้จากการขายหรือเงินค่าเช่าและผลประโยชน์ ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้ามรดกในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหมาก ทรัพย์รายการที่ 2 ที่ 3 ให้นำเงินที่ได้จากการขายหรือให้เช่า ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้ามรดกในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหมาก เช่นเดียวกัน โดยให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเจ้ามรดกระบุชื่อในพินัยกรรมให้เป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกดังกล่าว มีอำนาจเพียง 1) ตรวจสภาพทรัพย์และผลประโยชน์ของทรัพย์รายการที่ 1 กับรับเงินค่าเช่าและผลประโยชน์อันเป็นดอกผลของทรัพย์ หรือราคาที่ได้จากการขายทรัพย์ดังกล่าวตามส่วนของเจ้ามรดกรวมทั้งทรัพย์รายการที่ 2 ที่ 3 ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้ามรดกในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหมาก 2) ถอนและนำเงินจากบัญชีเงินฝากของเจ้ามรดกในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหมาก ทั้ง 2 บัญชี และในธนาคารออมสิน สาขาถนนเพชรบุรี อีก 2 บัญชี มาบำรุงรักษาผู้ที่อยู่อาศัยร่วมกัน โดยระบุชื่อบุคคลที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือจากกองมรดกตามความจำเป็น และให้อำนาจผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 คนใดคนหนึ่งมีสิทธิพิจารณาไม่ให้ความช่วยเหลือบุคคลดังกล่าวได้ โดยบุคคลนั้น ๆ ไม่มีสิทธิฟ้องร้องผู้ร้องหรือผู้คัดค้านที่ 1 เห็นว่า ตามข้อความในพินัยกรรมเจ้ามรดกมิได้กำหนดบุคคลใดเป็นทายาทที่จะได้รับทรัพย์มรดกตกทอดโดยพินัยกรรม อันจะสามารถเรียกว่าผู้รับพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป หมวด 1 การตกทอดแห่งทรัพย์มรดก มาตรา 1603 วรรคสาม ข้อความตามพินัยกรรมมีลักษณะเป็นพินัยกรรมที่ตั้งผู้ปกครองทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 3 หมวด 4 ซึ่งจะมีได้แต่การทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่บุคคลผู้หย่อนความสามารถ เช่น ผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือบุคคลซึ่งต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเพราะเหตุวิกลจริตตามมาตรา 1687 วรรคหนึ่ง เท่านั้น เมื่อพินัยกรรมไม่กำหนดให้มีทายาทเป็นผู้รับมรดกตกทอด มีเพียงกำหนดตัวบุคคลผู้มีสิทธิจะได้รับผลประโยชน์ในดอกผลจากทรัพย์มรดก ส่วนผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งพินัยกรรมระบุให้เป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่มีอำนาจจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่บุคคลตามพินัยกรรม มีหน้าที่เพียงรวบรวมเงินดอกผลของทรัพย์มรดกหรือเงินที่ได้จากการขายทรัพย์มรดกมาฝากเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้ามรดกในธนาคาร และนำเงินจากบัญชีเงินฝากของเจ้ามรดกในธนาคารมาบำรุงรักษาผู้อยู่อาศัยร่วมกัน และช่วยเหลือบุคคลที่ระบุชื่อตามความจำเป็น โดยบุคคลดังกล่าวไม่มีสิทธิฟ้องร้องผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ที่สำคัญพินัยกรรมของเจ้ามรดกยังมีข้อกำหนดให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้จัดการทรัพย์มรดก มีสิทธิตั้งผู้จัดการแทนตนสืบต่อไปได้สุดแต่จะเห็นสมควร อันทำให้ก่อนผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 และบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการจากผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตายสามารถแต่งตั้งหรือมอบหมายบุคคลอื่นทำหน้าที่ดังกล่าวต่อไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด ข้อกำหนดดังกล่าวในพินัยกรรมเจ้ามรดกมิได้กำหนดให้โอนทรัพย์มรดกแก่บุคคลใดเพียงแต่กำหนดให้จ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้มีชื่อตามความจำเป็นเท่านั้นซึ่งนับว่าเป็นการไม่กำหนดตัวบุคคลแน่นอนให้เป็นผู้รับพินัยกรรม ทั้งระบุไว้ไม่ชัดแจ้งจนไม่อาจที่จะทราบแน่นอนได้ว่าให้ทรัพย์สินแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจำนวนมากน้อยเพียงใดตามแต่ใจของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1706 (2) และ (3) และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลฎีกาเห็นสมควรอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 ยกขึ้นวินิจฉัย ตามมาตรา 142 (5) แต่อย่างไรก็ตาม แม้ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่เจ้ามรดกไม่กำหนดตัวบุคคลแน่นอนเป็นผู้รับพินัยกรรมและระบุไม่ชัดแจ้งว่าให้ทรัพย์สินแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจำนวนมากน้อยเพียงใดตามแต่ใจของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 จะตกเป็นโมฆะ แต่พินัยกรรมในส่วนที่เจ้ามรดกแสดงเจตนาตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1เป็นผู้จัดการมรดกยังคงสมบูรณ์อยู่ ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1713 วรรคท้าย ก็บัญญัติให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดพินัยกรรม แต่เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เคยตกลงถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกโดยจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวกับการจัดการมรดกของผู้ร้องอีกต่อไป ผู้คัดค้านทั้งสามจึงมายื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกหาได้ไม่ สำหรับผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมย่อมมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรมและเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 แม้มาตรา 1728 จะกำหนดให้ผู้ร้องต้องทำบัญชีทรัพย์มรดกให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายระบุไว้ก็ตาม แต่ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้จัดการมีอยู่เพียงรายการเดียว คือ บ้านพร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 13725 ตำบลหัวหมาก อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 208 ตารางวา เท่านั้น ซึ่งมิได้มีข้อยุ่งยากแก่การจัดการแต่อย่างใด การที่ผู้ร้องมิได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดและมิได้เรียกประชุมทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย กรณียังไม่พอที่จะถือว่าผู้ร้องเพิกเฉยไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดก ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสามอ้างว่า ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 มีอำนาจร่วมถอนเงินในบัญชีของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหมาก นั้น เมื่อข้อกำหนดดังกล่าวในพินัยกรรมเป็นโมฆะดังวินิจฉัยข้างต้นเสียแล้ว ผู้คัดค้านทั้งสามจึงไม่อาจอ้างสิทธิตามข้อกำหนดดังกล่าวได้กรณียังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะถอดถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1706 (2) ม. 1706 (3) ม. 1713 ม. 1715
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางกรรณภรณ์ เนตรปฐม
นางจิรพรหรือจิตรนภา ศรีปัญญาหรือสุขสิน
ผู้คัดค้าน — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประยุทธ แก้วภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15199 -ที่ 15200/2558
#634126
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 6 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 4 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 6 ขับรถบรรทุกสินค้าไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ในฐานะนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 6 ในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 6 ได้กระทำไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 จำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการย่อมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ด้วยโดยไม่จำกัดจำนวนตามมาตรา 1077 (2) และ 1087 ส่วนจำเลยที่ 2 แม้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่แสดงตัวออกว่าเป็นนายจ้างจำเลยที่ 6 และเข้าไปติดต่อเจรจาเกี่ยวกับการใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตลอดมาถือได้ว่าเป็นการสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 4 เช่นนี้จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ทั้งหลายของจำเลยที่ 4 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1088 ด้วย

โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 6 และในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 6 ขับรถไปในทางการที่จ้างหรือได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ด้วย แต่จากทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีความเกี่ยวข้องหรือมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 6 หนังสือรับรองจำเลยที่ 4 ก็ไม่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วน และไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ร่วมลงทุนทำกิจการใดกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หรือมีส่วนเป็นเจ้าของสินค้าที่บรรทุกมาในรถกระบะที่จำเลยที่ 6 ขับไปเกิดเหตุคดีนี้ คงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถกระบะคันเกิดเหตุเท่านั้น ดังนี้จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดใด ๆ ในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 6 กระทำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาและพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 296/2551 เข้ากับคดีหมายเลขดำที่ 2089/2550 โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ และให้เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 6

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,845,039 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 6 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 547,447.89 บาท โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดในวงเงิน 113,354 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,177,447.89 บาท โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดในวงเงิน 113,354 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 50,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการสถานเสริมสุขภาพและความงามจำหน่ายสินค้าจำพวกเครื่องสำอาง มีหุ้นส่วน 2 คน คือ จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามหนังสือรับรองจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ปล 7441 กรุงเทพมหานคร โดยทำสัญญาเช่าซื้อจากบริษัทจีอี แคปปิตอลออโต้ ลีส จำกัด ส่วนจำเลยที่ 5 เป็นผู้รับประกันภัยรถคันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2550 จำเลยที่ 6 กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 6 ขับรถกระบะของจำเลยที่ 1 บรรทุกสินค้าประเภทเครื่องสำอางและน้ำหอมไปตามถนนเพชรเกษมจากทางภาคใต้มุ่งหน้ากรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาทเลินเล่อ ใช้ความเร็วสูงจนไม่อาจบังคับรถได้ เป็นเหตุให้รถแล่นออกนอกช่องเดินรถพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กยข ประจวบคีรีขันธ์ 924 ของโจทก์ซึ่งจอดรออยู่บนสะพานไม้บริเวณเกาะกลางถนนระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 342 ถึง 343 อย่างแรง ทำให้รถจักรยานยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย และโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส สมองบวมช้ำเลือดคั่งในสมอง มีบาดแผลตามร่างกายหลายแห่ง จำเลยที่ 5 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถกระบะที่จำเลยที่ 6 ขับได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์บางส่วนแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในวงเงิน 113,354 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 5 เป็นอันยุติ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 6 รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นั้น โจทก์มีนายศุภมิตต์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งเป็นสามีโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 6 ขับรถกระบะคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างหรือที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 บรรทุกสินค้าของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เต็มคันรถมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร และหลังเกิดเหตุคดีนี้ ระหว่างที่โจทก์เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพชรรัตน์ จังหวัดเพชรบุรี จำเลยที่ 2 มาพบพยานและพูดว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของห้าง จำเลยที่ 4 และเป็นนายจ้างจำเลยที่ 6 ประกอบกิจการค้าสินค้าจำพวกน้ำหอมและอื่น ๆ วันเกิดเหตุได้ให้จำเลยที่ 6 ขับรถกระบะบรรทุกสินค้าเครื่องสำอางและน้ำหอมมูลค่านับแสนบาทจากภาคใต้เพื่อไปจำหน่ายที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจำเลยที่ 2 จะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ทั้งจำเลยที่ 2 ยังแนะนำให้นำโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่เมื่อพยานแจ้งว่าต้องการนำโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 2 จำเลยที่ 2 ก็ยินยอม และจำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้ติดต่อเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถที่จำเลยที่ 6 ขับด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาหนังสือรับรองแล้วปรากฏว่า จำเลยที่ 4 ประกอบกิจการสถานเสริมสุขภาพและความงาม สินค้าที่จำเลยที่ 6 บรรทุกมาในรถกระบะคันเกิดเหตุล้วนเป็นสินค้าประเภทเครื่องสำอางและน้ำหอมสอดคล้องกับคำเบิกความนายศุภมิตต์ที่ว่า สินค้าดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 4 นอกจากนี้ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ซึ่งพนักงานสอบสวนบันทึกขึ้นในวันที่มีการเจรจาเรื่องค่าเสียหาย พนักงานสอบสวนระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างและตัวแทนจำเลยที่ 6 โดยจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อไว้ตอนท้ายของเอกสารอันเป็นการรับรองสถานะของตน สนับสนุนคำเบิกความของนายศุภมิตต์ให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ประกอบกับจำเลยที่ 2 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์รับว่า ได้มอบนามบัตรให้น้องสาวโจทก์ไว้ โดยนามบัตรดังกล่าวตอนบนพิมพ์ชื่อห้างจำเลยที่ 4 ถัดมาเป็นชื่อจำเลยที่ 2 ระบุตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายพร้อมหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 มิได้เกี่ยวข้องในห้างจำเลยที่ 4 หรือมิได้มาติดต่อประสานกับฝ่ายโจทก์แทนจำเลยที่ 4 ก็ไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 2 จะมอบนามบัตรดังกล่าวให้ทางฝ่ายโจทก์ไว้ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 6 เบิกความในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 และที่ 6 เคยทำงานที่บริษัทไชน่า ไดฟู (ประเทศไทย) จำกัด ต่อมาจำเลยที่ 6 ลาออกมาประกอบอาชีพค้าขายสินค้าประเภทสบู่ ยาสีฟัน ครีมทาผิวและอื่น ๆ โดยขอคำแนะนำจากจำเลยที่ 2 และเมื่อเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 2 ช่วยเจรจากับฝ่ายโจทก์แทนจำเลยที่ 6 เพราะจำเลยที่ 6 เป็นลูกน้องเก่าและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดนั้น ก็เห็นว่าข้ออ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 6 ที่ว่าสินค้าเป็นของจำเลยที่ 6 ปราศจากพยานหลักฐานใดสนับสนุน ไม่ปรากฏเอกสารการซื้อขายสินค้า และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 6 จะนำสินค้านั้นไปจำหน่ายที่ใด ให้แก่ผู้ใด อย่างไร พันตำรวจโทสมบัติ พยานจำเลยที่ 2 และที่ 6 ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า พยานไปตรวจสถานที่เกิดเหตุด้วยตนเอง พบว่าสินค้าอยู่เต็มรถ เมื่อสินค้าดังกล่าวเป็นเครื่องสำอางและน้ำหอมซึ่งเป็นสินค้าที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก การที่มีอยู่เต็มรถเช่นนี้ย่อมจะต้องมีจำนวนมากพอสมควรและมูลค่าสินค้าย่อมจะสูง แต่ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 6 ปรากฏว่าจำเลยที่ 6 ให้ถ้อยคำแก่พนักงานคุมประพฤติว่ามีอาชีพรับจ้างเท่านั้น ทั้งไม่เคยอ้างว่าเป็นเจ้าของสินค้าที่บรรทุกมาในรถเลย ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่างไม่ได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์หรือสนับสนุนข้อต่อสู้ตามคำให้การของตนแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 6 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 4 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 6 ขับรถบรรทุกสินค้าไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 4 ดังนั้นจำเลยที่ 4 ในฐานะนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 6 ในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 6 ได้กระทำไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 จำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการย่อมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ด้วยโดยไม่จำกัดจำนวนตามมาตรา 1077 (2) และ 1087 ส่วนจำเลยที่ 2 แม้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่แสดงตัวออกว่าเป็นนายจ้างจำเลยที่ 6 และเข้าไปติดต่อเจรจาเกี่ยวกับการใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตลอดมาถือได้ว่าเป็นการสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 4 เช่นนี้จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ทั้งหลายของจำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1088 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 6 รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 6 และในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 6 ขับรถไปในทางการที่จ้างหรือได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ด้วย แต่จากทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีความเกี่ยวข้องหรือมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 6 หนังสือรับรองจำเลยที่ 4 ก็ไม่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วน และไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ร่วมลงทุนทำกิจการใดกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หรือมีส่วนเป็นเจ้าของสินค้าที่บรรทุกมาในรถกระบะที่จำเลยที่ 6 ขับไปเกิดเหตุคดีนี้ คงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถกระบะคันเกิดเหตุเท่านั้น ดังนี้จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดใด ๆ ในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 6 กระทำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,597,447.89 บาท โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดในวงเงิน 113,354 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ในสำนวนแรก โดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ในสำนวนแรก โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท แต่เฉพาะค่าขึ้นศาลทั้งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 6 ในสำนวนหลังในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ให้เป็นพับและยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 คนละ 6,853 บาท คืนแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 15,925.50 บาท และคืนแก่จำเลยที่ 6 จำนวน 18,145 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 1077 ม. 1087 ม. 1088
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกัญญา สิงห์สี
จำเลย — นายกำชัย ต๊ะวิชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15189/2558
#593244
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 บัญญัติว่า "เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินใช้บังคับในท้องที่ใดแล้ว (4) ถ้าเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนใดแล้ว เมื่อ ส.ป.ก. จะนำที่ดินแปลงใดในส่วนนั้นไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น..." แม้ปรากฏว่ามี พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอบ้านแพง อำเภอท่าอุเทน และกิ่งอำเภอโพนสวรรค์ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2534 ก็ตาม แต่ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในทันที พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติยังคงเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่เช่นเดิม จนกว่าจะได้มีการส่งมอบพื้นที่ให้แก่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อดำเนินการจัดสรรที่ดินให้แก่ผู้ได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป หากจะถือว่าการประกาศ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินแปลงใด มีผลเป็นการเพิกถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาติในทันที ก็จะเป็นการส่งเสริมให้บุคคลใด ๆ บุกรุกเข้ามาทำประโยชน์หรือเข้าครอบครองที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 อันจะเป็นช่องว่างของกฎหมาย บทบัญญัตินี้จึงมุ่งหมายให้ ส.ป.ก. เข้าไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรกรรมในพื้นที่ป่านั้นและจัดสรรให้ผู้ได้รับอนุญาตก่อน จึงจะถือเป็นการเพิกถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินของรัฐ เมื่อคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนมได้ออกประกาศให้เกษตรกรยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเกิดเหตุหลังจากที่ผู้ร้องถูกดำเนินคดีนี้แล้ว ดังนั้น ในขณะที่ผู้ร้องกระทำความผิดคดีนี้ ผู้ร้องจึงยังไม่เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเกิดเหตุ การจัดสรรที่ดินเพื่อการปฏิรูปที่ดินยังไม่เสร็จสิ้น ที่ดินเกิดเหตุจึงยังมีสภาพเป็นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่ การกระทำของผู้ร้องจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาผู้ร้องจะได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งรวมถึงที่ดินเกิดเหตุ ก็เป็นเพียงทำให้การครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของผู้ร้องนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตไม่เป็นความผิดต่อกฎหมาย แต่ไม่มีผลเป็นการลบล้างการกระทำความผิดก่อนหน้าที่ผู้ร้องจะได้รับอนุญาต กรณีหาใช่เป็นเรื่องมีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังทำให้การกระทำของผู้ร้องไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1392/2549 ของศาลชั้นต้น ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ในข้อหากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ได้ยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาดังกล่าวขึ้นพิจารณาใหม่อ้างว่า ขณะเจ้าพนักงานจับกุมผู้ร้องนั้น ผู้ร้องเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงว่าที่ดินเนื้อที่ 11 ไร่ 48 ตารางวา ที่ครอบครองทำประโยชน์นั้นอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงรับสารภาพตามฟ้อง ผู้ร้องเพิ่งทราบในภายหลังว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอบ้านแพง อำเภอท่าอุเทน และกิ่งอำเภอโพนสวรรค์ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2534 และผู้ร้องดำเนินการตามขั้นตอนจนได้รับคัดเลือกเป็นเกษตรกรให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน การที่ผู้ร้องเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว จึงไม่ใช่การครอบครองทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้องโจทก์ ผู้ร้องมีหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี คือ พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอบ้านแพง อำเภอท่าอุเทน และกิ่งอำเภอโพนสวรรค์ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2534 แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาและประกาศผลการคัดเลือกเกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปจังหวัดนครพนม ซึ่งพยานหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าผู้ร้องไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นมีความเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 เห็นสมควรไม่รับคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่าคำร้องของผู้ร้องมีมูลที่จะรับไว้ไต่สวน พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น รับคำร้องของผู้ร้อง ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและทำความเห็นมายังศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใหม่

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีความเห็นว่า คดีมีมูลที่จะรื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 (ที่ถูก ต้องทำความเห็นตามมาตรา 13 (2))

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาเดิม และพิพากษาใหม่เป็นว่า ผู้ร้องมิได้กระทำความผิดตามฟ้องตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 13 (2)

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาเดิม และพิพากษาใหม่เป็นว่า ผู้ร้องมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 13 (2) นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 บัญญัติว่า "เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินใช้บังคับในท้องที่ใดแล้ว (4) ถ้าเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนใดแล้ว เมื่อ ส.ป.ก. จะนำที่ดินแปลงใดในส่วนนั้นไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น..." สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ แม้จะปรากฏว่ามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอบ้านแพง อำเภอท่าอุเทน และกิ่งอำเภอโพนสวรรค์ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2534 ก็ตาม แต่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวก็เป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในทันที พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติยังคงเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่เช่นเดิม จนกว่าจะได้มีการส่งมอบพื้นที่ให้แก่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อดำเนินการจัดสรรที่ดินให้แก่ผู้ได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป หากจะถือว่าการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินแปลงใด มีผลเป็นการเพิกถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาติในทันที ก็จะเป็นการส่งเสริมให้บุคคลใด ๆ บุกรุกเข้ามาทำประโยชน์หรือเข้าครอบครองที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 อันจะเป็นช่องว่างของกฎหมาย บทบัญญัตินี้จึงมุ่งหมายให้ ส.ป.ก. เข้าไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรกรรมในพื้นที่ป่านั้นและจัดสรรให้ผู้ได้รับอนุญาตก่อน จึงจะถือเป็นการเพิกถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินของรัฐ เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความว่า คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนมได้ออกประกาศให้เกษตรกรยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเกิดเหตุเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่ผู้ร้องถูกดำเนินคดีนี้แล้ว ดังนั้น ในขณะที่ผู้ร้องกระทำความผิดคดีนี้ ผู้ร้องจึงยังไม่เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเกิดเหตุ การจัดสรรที่ดินเพื่อการปฏิรูปที่ดินจึงยังไม่เสร็จสิ้น ที่ดินเกิดเหตุจึงยังมีสภาพเป็นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่ การกระทำของผู้ร้องจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง แม้ต่อมา ผู้ร้องจะได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งรวมถึงที่ดินเกิดเหตุ ก็เป็นเพียงทำให้การครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของผู้ร้องนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตไม่เป็นความผิดต่อกฎหมาย แต่ไม่มีผลเป็นการลบล้างการกระทำความผิดก่อนหน้าที่ผู้ร้องจะได้รับอนุญาต กรณีหาใช่เป็นเรื่องมีกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังทำให้การกระทำของผู้ร้องไม่เป็นความผิดต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาเดิม และพิพากษาใหม่เป็นว่า ผู้ร้องมิได้กระทำความผิดตามฟ้องตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 13 (2) นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 13 (2)
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 26 วรรคหนึ่ง (4)
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายอำนวย ช่วยสุมาน
ผู้คัดค้าน — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นางณัฐมน กาญจนเลขา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
พันวะสา บัวทอง
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15163/2558
#634890
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ 2 วิธี วิธีแรก เจ้าหนี้มีประกันใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 โดยถือสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันโดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แต่ต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินนั้น และหากบังคับชำระหนี้เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ เจ้าหนี้มีประกันย่อมหมดสิทธิขอรับชำระหนี้ที่ยังขาดอยู่จากทรัพย์สินอื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย วิธีที่สอง โดยเจ้าหนี้มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายภายใต้เงื่อนไข มาตรา 96 ซึ่งมีอยู่ 4 ประการ ในประการใดประการหนึ่ง กล่าวโดยเฉพาะเจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันในคดีนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 (3) ในกรณีนี้หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วได้เงินมายังไม่พอชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ แต่การขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 ต้องยื่นภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามมาตรา 91 บทบัญญัติทั้งสองมาตราแยกให้เห็นข้อแตกต่างในวิธีการขอรับชำระหนี้และข้อแตกต่างในผลของการใช้สิทธิมาตราใดมาตราหนึ่ง ดังนั้นเจ้าหนี้มีประกันชอบที่จะเลือกใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 95 หรือมาตรา 96 มาตราใดมาตราหนึ่งเท่านั้น เมื่อเจ้าหนี้เลือกใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 (3) แล้ว เจ้าหนี้ย่อมหมดสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 95 อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสามเด็ดขาด เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 และมีคำพิพากษาให้ล้มละลายวันที่ 2 มีนาคม 2554 ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2554 เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้สำหรับหลักประกัน คือที่ดินโฉนดเลขที่ 203 และ 33742 ของลูกหนี้ที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 ในมูลหนี้ตามสัญญากู้เงิน สัญญาค้ำประกัน สัญญาจำนองและค่าเบี้ยประกันภัยพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 48,172,956.76 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากเจ้าหนี้ในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 2 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับทรัพย์หลักประกันเดียวกันอย่างเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 96 (3) แล้ว ย่อมหมดสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 95 อีก

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งผู้คัดค้านโดยให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งว่า เดิมจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนและสัญญากู้เงินกับเจ้าหนี้ 2 สัญญา ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 จำนวนเงิน 5,000,000 บาท และ 25,000,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดิน โฉนดเลขที่ 203 และ 33742 ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ วงเงินจำนอง 30,000,000 บาท มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกัน ตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน สัญญากู้เงินสัญญาค้ำประกัน และสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ต่อมาเจ้าหนี้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามให้เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 และมีคำพิพากษาให้ล้มละลายวันที่ 2 มีนาคม 2554 วันที่ 30 เมษายน 2553 โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 2 จากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม ในมูลหนี้ตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน ค้ำประกัน จำนอง จำนวนเงิน 8,594,628.69 บาท อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) โดยมีหลักประกันคือที่ดินโฉนดเลขที่ 203 และ 33742 ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2554 เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 สำหรับมูลหนี้ตามสัญญากู้เงิน ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 จำนวนเงิน 48,172,956.76 บาท ในหลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 203 และ 33742 ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่า การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับหนี้ตามสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียน ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) แล้ว เจ้าหนี้จะใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 เหนือทรัพย์หลักประกันเดียวกันได้อีกหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน 30,000,000 บาท เพียงแต่แบ่งสัญญากู้เงินออกเป็นสองฉบับ เพื่อให้ตรงตามความประสงค์การกู้ยืมแต่ละจำนวนโดยมีการจดทะเบียนจำนองหลักประกันเพียงครั้งเดียวเท่ากับจำนวนที่กู้ยืม มิใช่แยกการจดทะเบียนจำนองแต่ละยอดหนี้ที่กู้ยืม ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ แต่ต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินนั้น" มาตรา 96 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ภายในเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) เมื่อยินยอมสละทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายแล้วขอรับชำระหนี้ได้เต็มจำนวน (2) เมื่อได้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ (3) เมื่อได้ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สิน อันเป็นหลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ (4) เมื่อตีราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่..." บทบัญญัติของมาตราทั้งสองนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ 2 วิธี วิธีแรก เจ้าหนี้มีประกันใช้สิทธิตามมาตรา 95 โดยถือสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันโดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แต่ต้องยอมให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจดูทรัพย์สินนั้น และหากบังคับชำระหนี้เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ เจ้าหนี้มีประกันย่อมหมดสิทธิขอรับชำระหนี้ที่ยังขาดอยู่จากทรัพย์สินอื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย วิธีที่สอง โดยเจ้าหนี้มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายภายใต้เงื่อนไข มาตรา 96 ซึ่งมีอยู่ 4 ประการ ในประการใดประการหนึ่งกล่าวโดยเฉพาะเจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันในคดีนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 (3) ในกรณีนี้หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้วได้เงินมายังไม่พอชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ แต่การขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 ต้องยื่นภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามมาตรา 91 บทบัญญัติทั้งสองมาตราแยกให้เห็นข้อแตกต่างในวิธีการขอรับชำระหนี้และข้อแตกต่างในผลของการใช้สิทธิมาตราใดมาตราหนึ่ง ดังนั้นเจ้าหนี้มีประกันชอบที่จะเลือกใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 95 หรือมาตรา 96 มาตราใดมาตราหนึ่งเท่านั้น เมื่อเจ้าหนี้เลือกใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 (3) แล้ว เจ้าหนี้ย่อมหมดสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 95 อีกต่อไป ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 95 นั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 95 ม. 96
ชื่อคู่ความ
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
โจทก์ — แห่งประเทศไทย
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
เจ้าหนี้ — แห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทสามมิตร อินเตอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15161/2558
#634886
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ที่ยื่นต่อศาลล้มละลายกลางขอหักส่วนได้ของตนในฐานะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดเพื่อใช้แทนราคาซื้อจากการขายทอดตลาดนั้น ผู้ซื้อทรัพย์อ้างว่าผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในเรื่องนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำร้อง กรณีจึงเป็นการยื่นคำร้องคัดค้านการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 ทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าคำร้องนี้อาจทำได้แต่ฝ่ายเดียว การที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องได้ต้องให้คู่ความที่เกี่ยวข้องมีโอกาสคัดค้านก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยอนุญาตให้ผู้ซื้อทรัพย์หักส่วนได้ใช้แทนโดยไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองคัดค้านก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นกรณีที่ศาลล้มละลายกลางไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติกฎหมายในการพิจารณาคดีดังกล่าวอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14

จำเลยและผู้ซื้อทรัพย์ร่วมกันจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยไว้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดทั้งหมด เพราะสิทธิจำนองครอบไปถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งจำนองหมดทุกสิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 716 ส่วนผู้ซื้อทรัพย์ในฐานะผู้จำนองก็มีภาระหนี้จำนองที่จะต้องรับผิดชำระหนี้แก่ผู้ร้องและจะขอกันส่วนในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยยังไม่ได้ชำระหนี้จำนองเสียก่อนไม่ได้ เนื่องจากเป็นการกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องในการบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองทั้งหมดดังกล่าว ผู้ซื้อทรัพย์จึงไม่มีสิทธิขอกันส่วนของตนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึด ส่วนหากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์รายนี้พอชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องแล้วมีเงินเหลืออยู่อีกก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะดำเนินการจ่ายคืนส่วนของผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในภายหลังต่อไป อันเป็นคนละเรื่องคนละส่วนกับเรื่องนี้ ผู้ซื้อทรัพย์จึงไม่มีสิทธิขอหักส่วนได้ใช้แทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2550 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 130629 เลขที่ 130630 และเลขที่ 146638 ตำบลสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 45 ซึ่งจำเลยและนายปิยพงษ์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และขายทอดตลาดทรัพย์ไปวันที่ 17 มิถุนายน 2552 โดยนายปิยพงษ์เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 1,820,000 บาท

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2552 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอหักส่วนได้ของตนใช้แทนราคาซื้อและขอขยายระยะเวลาชำระราคาซื้อส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2552 ต่อศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งให้ผู้ซื้อทรัพย์หักส่วนได้ของตนใช้แทนราคาซื้อและขอขยายระยะเวลาชำระราคาซื้อส่วนที่เหลือ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาต

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าว แล้วให้ผู้ซื้อทรัพย์ส่งสำเนาคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์และนัดไต่สวนคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ซื้อทรัพย์หักส่วนได้ใช้แทนโดยไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองคัดค้านก่อนเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า คำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ที่ยื่นต่อศาลล้มละลายกลางขอหักส่วนได้ของตนในฐานะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดเพื่อใช้แทนราคาซื้อจากการขายทอดตลาดนั้น ผู้ซื้อทรัพย์อ้างว่าผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในเรื่องนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำร้อง กรณีจึงเป็นการยื่นคำร้องคัดค้านการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 ทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าคำร้องนี้อาจทำได้แต่ฝ่ายเดียว การที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องได้ต้องให้คู่ความที่เกี่ยวข้องมีโอกาสคัดค้านก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ดังนั้นการที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยอนุญาตให้ผู้ซื้อทรัพย์หักส่วนได้ใช้แทนโดยไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองคัดค้านก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นกรณีที่ศาลล้มละลายกลางไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติกฎหมายในการพิจารณาคดีดังกล่าวอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ศาลฎีกาจึงต้องยกคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตให้ผู้ซื้อทรัพย์หักส่วนได้ใช้แทน อุทธรณ์ของผู้ร้องในข้อนี้ฟังขึ้น และปัญหาว่า ผู้ซื้อทรัพย์ขอหักส่วนได้ใช้แทนราคาซื้อได้หรือไม่ ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าผู้ซื้อทรัพย์ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมมีสิทธิขอกันส่วนได้หรือไม่ เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยอีก ซึ่งเมื่อพิจารณาคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ประกอบสำเนาโฉนดที่ดินที่ยึดทั้ง 3 แปลง และสำเนาสัญญาจำนองที่ดินแนบท้ายคำร้อง ได้ความว่าจำเลยและผู้ซื้อทรัพย์ร่วมกันจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยไว้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดทั้งหมด เพราะสิทธิจำนองครอบไปถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งจำนองหมดทุกสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 716 ส่วนผู้ซื้อทรัพย์ในฐานะผู้จำนองก็มีภาระหนี้จำนองที่จะต้องรับผิดชำระหนี้แก่ผู้ร้องและจะขอกันส่วนในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยยังไม่ได้ชำระหนี้จำนองเสียก่อนไม่ได้ เนื่องจากเป็นการกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องในการบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองทั้งหมดดังกล่าว ผู้ซื้อทรัพย์จึงไม่มีสิทธิขอกันส่วนของตนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึด ส่วนหากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์รายนี้พอชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องแล้วมีเงินเหลืออยู่อีกก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะดำเนินการจ่ายคืนส่วนของผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในภายหลังต่อไป อันเป็นคนละเรื่องคนละส่วนกับเรื่องนี้ ผู้ซื้อทรัพย์จึงไม่มีสิทธิขอหักส่วนได้ใช้แทน กรณีต้องยกคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ที่ขอหักส่วนได้ใช้แทน

พิพากษายกคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตให้ผู้ซื้อทรัพย์หักส่วนได้ใช้แทน และยกคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ที่ขอหักส่วนได้ใช้แทน แล้วให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกผู้ซื้อทรัพย์ชำระราคาซื้อในการขายทอดตลาดทรัพย์ให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นสมควร ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 716
ป.วิ.พ. ม. 21 (2) ม. 27
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายปิยพงษ์ สังวาลเพชร
นางชไมภรณ์ เมฆานุรัตน์หรือ
จำเลย — นางชนกานต์ สังวาลเพชร
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15158/2558
#593247
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้กู้ยืมและจำนองจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง แต่ตามสัญญากู้ยืมเงินที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้ดังกล่าวปรากฏว่า เป็นสัญญาที่มีข้อตกลงชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) และเจ้าหนี้ไม่มีหลักฐานว่าลูกหนี้ที่ 1 ผิดนัดเมื่อใด แม้เจ้าหนี้จะอ้างว่าในตอนที่รับโอนหนี้มาจากเจ้าหนี้เดิมจะไม่มีดอกเบี้ยค้างชำระและเงินต้นน้อยกว่าสัญญาก็ตาม แต่พยานหลักฐานของเจ้าหนี้มีเพียงเอกสารการคำนวณภาระหนี้ของเจ้าหนี้ที่เจ้าหนี้จัดทำขึ้นเอง โดยไม่มีหลักฐานว่าลูกหนี้นำเงินไปชำระให้แก่เจ้าหนี้เดิมเมื่อใด อย่างไร การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังว่าลูกหนี้ที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่งวดแรก (วันที่ 2 มีนาคม 2539) จึงชอบแล้ว เมื่อเจ้าหนี้นำหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 20 ตุลาคม 2551 สิทธิเรียกร้องในหนี้กู้ยืมเงินจึงขาดอายุความแล้ว และการขาดอายุความในส่วนของหนี้กู้ยืมเงินถือว่าหนี้กู้ยืมเงินขาดอายุความทั้งหมด มิใช่เพียงส่วนที่เกิน 5 ปี แต่ในส่วนหนี้จำนองนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 บัญญัติให้ผู้รับจำนองบังคับจำนองได้แม้หนี้ที่ประกันขาดอายุความ แต่จะบังคับดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ ดังนั้น แม้หนี้ประธานตามสัญญากู้ยืมเงินจะขาดอายุความ แต่เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิบังคับจำนองได้ ซึ่งตามคำสั่งของศาลแพ่งในคดีที่เจ้าหนี้ไปยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของลูกหนี้ที่ 1 ในต้นเงิน 427,449.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.3 ต่อปี แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระย้อนหลังนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ ดังนั้น แม้ลูกหนี้ที่ 1 จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้จึงไม่เสียสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองของลูกหนี้ที่ 1 หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมทรัพย์ดังกล่าวเข้าสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาด เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้กู้ยืมและจำนอง จำนวนเงิน 1,273,123.96 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) จากการขายทอดตลาดห้องชุดเลขที่ 236/28 ชั้นที่ 2 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดมโนกิตต์คอนโดมิเนียม อาคารบี ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 23160 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า มูลหนี้กู้ยืมที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้ขาดอายุความ ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ ตามมาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จึงเห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1) ทั้งนี้ ไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้ในการที่จะบังคับจำนองห้องชุดเลขที่ 236/28 ชั้นที่ 2 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดมโนกิตต์คอนโดมิเนียม อาคารบี ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 23160 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร อันเป็นหลักประกันต่อไป

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังว่า ลูกหนี้ที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 469,000 บาท กับธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ เอ็ม.แอล.อาร์. บวก 5 ต่อปี และลูกหนี้ที่ 1 ตกลงผ่อนชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในวันที่ 1 ของทุกเดือน เดือนละ 7,000 บาท เริ่มงวดแรกวันที่ 1 มีนาคม 2539 โดยจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 และลูกหนี้ที่ 1 จดทะเบียนจำนองห้องชุดเลขที่ 236/28 ชั้นที่ 2 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดมโนกิตต์คอนโดมิเนียม อาคารบี ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 23160 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เป็นประกันหนี้ ภายหลังทำสัญญาลูกหนี้ที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้มาจากธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม ต่อมาบริษัทวิริยะลิสซิ่ง จำกัด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งบังคับคดี เจ้าหนี้จึงไปยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ศาลแพ่งมีคำสั่งเป็นคดีสาขาหมายเลขแดงที่ ช.263/2551 ในคดีหมายเลขแดงที่ 7768/2541 ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง ในต้นเงิน 427,449.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.3 ต่อปี คำนวณนับแต่วันยื่นคำร้อง (วันที่ 18 มิถุนายน 2551) ย้อนหลัง 5 ปี และดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันหลังจากยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น หากโจทก์ถอนการยึดหรือไม่ดำเนินการบังคับคดีต่อให้เจ้าหนี้เข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากสัญญากู้ยืมเงินระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับเจ้าหนี้เดิม สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีข้อตกลงชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) และเจ้าหนี้ไม่มีหลักฐานว่าลูกหนี้ที่ 1 ผิดนัดเมื่อใด แม้เจ้าหนี้จะอ้างว่าในตอนที่รับโอนหนี้มาจากเจ้าหนี้เดิมจะไม่มีดอกเบี้ยค้างชำระและเงินต้นน้อยกว่าสัญญาก็ตาม แต่พยานหลักฐานของเจ้าหนี้ก็มีแต่เพียงเอกสารการคำนวณภาระหนี้ของเจ้าหนี้ที่เจ้าหนี้จัดทำขึ้นเอง โดยไม่มีหลักฐานว่าลูกหนี้นำเงินไปชำระให้แก่เจ้าหนี้เดิมเมื่อใดอย่างไร การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังว่าลูกหนี้ที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่งวดแรก (วันที่ 2 มีนาคม 2539) จึงชอบแล้ว ดังนั้น เมื่อเจ้าหนี้นำหนี้ตามสัญญากู้มายื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 20 ตุลาคม 2551 สิทธิเรียกร้องในหนี้กู้ยืมเงินจึงขาดอายุความแล้วและการขาดอายุความในส่วนของหนี้กู้ยืมเงินถือว่าหนี้กู้ยืมเงินขาดอายุความทั้งหมด มิใช่เพียงส่วนที่เกิน 5 ปี ดังที่เจ้าหนี้อุทธรณ์มา แต่ในส่วนหนี้จำนองนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 บัญญัติให้ผู้รับจำนองบังคับจำนองได้แม้หนี้ที่ประกันขาดอายุความ แต่จะบังคับดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ ดังนั้น แม้หนี้ประธานตามสัญญากู้จะขาดอายุความ แต่เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิบังคับจำนองได้และตามคำสั่งของศาลแพ่งคดีสาขาหมายเลขแดงที่ ช.263/2551 ในคดีหมายเลขแดงที่ 7768/2551 ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของลูกหนี้ที่ 1 ในต้นเงิน 427,449.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.3 ต่อปี แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระย้อนหลังนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ดังนั้น แม้ลูกหนี้ที่ 1 จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้จึงไม่เสียสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองของลูกหนี้ที่ 1 หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมทรัพย์เข้าสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นมานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดห้องชุดเลขที่ 236/28 ชั้นที่ 2 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดมโนกิตต์คอนโดมิเนียม อาคารบี ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 23160 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ในต้นเงิน 427,449.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.3 ต่อปี คำนวณนับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2551 (วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) ย้อนหลังขึ้นไป 5 ปี ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (2) ม. 745
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 96 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด
เจ้าหนี้ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
จำเลย — นางพจนีย์ รัศมีมณเฑียร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวมณี สุขผล
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15157/2558
#593246
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ในชั้นตรวจคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 1 มีลูกหนี้ที่ 2 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าว ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจคำขอรับชำระหนี้และคำคัดค้านของลูกหนี้ที่ 2 แล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งงดสอบสวนพยานฝ่ายเจ้าหนี้และลูกหนี้ที่ 2 แล้วทำความเห็นเสนอต่อศาลล้มละลายกลางให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1) ต่อมาศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ซึ่งศาลได้มีคำสั่งแล้วดังกล่าว จึงล่วงพ้นกำหนดเวลาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจขอแก้ไขความเห็นคำขอรับชำระหนี้ได้แล้ว ทั้งกรณีดังกล่าวไม่ใช่กรณีตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 108 (เดิม) ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขคำขอรับชำระหนี้ได้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องเพื่อขอแก้ไขความเห็นคำขอรับชำระหนี้จึงมิอาจกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาด

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรสงคราม คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 511/2541 เป็นเงินรวม 2,494,886.50 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ลูกหนี้ที่ 2 โต้แย้งว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนด 2 เดือน จึงไม่สามารถขอรับชำระหนี้ได้ ทั้งเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีแล้ว คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงต้องห้ามตามกฎหมาย ดอกเบี้ยตามคำพิพากษาคดีแพ่งขาดอายุความ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นว่า เจ้าหนี้ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายและมูลหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ขาดอายุความแล้ว เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอแก้ไขความเห็นคำขอรับชำระหนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า ส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณา

เจ้าหนี้อุทธรณ์คำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เจ้าหนี้ยื่นคำร้องว่า ได้รับชำระหนี้ในส่วนลูกหนี้ที่ 2 จากบุคคลภายนอกแล้วจำนวน 947,100 บาท ขอถอนคำขอรับชำระหนี้ในส่วนลูกหนี้ที่ 2 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า รับคำร้อง สำเนาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของเจ้าหนี้ที่ขอถอนคำขอรับชำระหนี้ในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 นั้น พอแปลได้ว่าเจ้าหนี้ประสงค์ขอถอนอุทธรณ์คำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ด้วย จึงอนุญาตให้เจ้าหนี้ถอนอุทธรณ์ในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ได้จำหน่ายคดีในส่วนนี้ออกจากสารบบความของศาลฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิแก้ไขความเห็นคำขอรับชำระหนี้ตามคำร้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ในชั้นตรวจคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 1 มีลูกหนี้ที่ 2 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าว ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจคำขอรับชำระหนี้และคำคัดค้านของลูกหนี้ที่ 2 แล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งงดสอบสวนพยานฝ่ายเจ้าหนี้และลูกหนี้ที่ 2 แล้วทำความเห็นต่อศาลล้มละลายกลางให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1) ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ซึ่งศาลได้มีคำสั่งแล้วดังกล่าว จึงล่วงพ้นกำหนดเวลาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจขอแก้ไขความเห็นคำขอรับชำระหนี้ได้แล้ว ทั้งกรณีดังกล่าวไม่ใช่กรณีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 108 (เดิม) ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขคำขอรับชำระหนี้ได้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอแก้ไขความเห็นคำขอรับชำระหนี้ตามคำร้องจึงมิอาจกระทำได้ ให้ยกคำร้อง

พิพากษายกคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้และให้รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้ดำเนินการสอบสวนต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 107 (1) ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษา จำกัด
เจ้าหนี้ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษา จำกัด
จำเลย — นางเพลินพิศ งามสง่า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวภารดี เพ็ญเจริญ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15152/2558
#598048
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้หลังล้มละลายของลูกหนี้ที่ 2 และให้ยกเลิกการล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 แต่การประนอมหนี้ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแล้ว ย่อมผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระได้ตามมาตรา 63 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 56 ลูกหนี้ที่ 2 จึงยังคงต้องผูกพันชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ตามข้อความในคำขอประนอมหนี้ ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาอุทธรณ์ของลูกหนี้ที่ 2 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่ (จำเลย) เด็ดขาด เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 ล้มละลาย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2553

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 900,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ย.363/2547 ระหว่าง นางวาสนา โจทก์ นางสาวช่อผกา ที่ 1 นางสาวสุพัตรา ที่ 2 จำเลย มูลหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ไม่ต้องห้ามมิให้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 627,090.20 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 3 โดยเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ภายในวงเงินไม่เกิน 621,268.48 บาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 มาตรา (7) ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ลูกหนี้ที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้หลังล้มละลายของลูกหนี้ที่ 2 และให้ยกเลิกการล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า แม้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้หลังล้มละลายของลูกหนี้ที่ 2 และให้ยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 แต่การประนอมหนี้ ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ยอมรับและศาลเห็นชอบด้วยแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ทั้งหมดในเรื่องหนี้ ซึ่งอาจขอรับชำระได้ตามมาตรา 63 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 56 ลูกหนี้ที่ 2 ยังคงต้องผูกพันชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ตามข้อความในคำขอประนอมหนี้ ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาอุทธรณ์ของลูกหนี้ที่ 2 ต่อไป

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของลูกหนี้ที่ 2 มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ลูกหนี้ที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนพยานฝ่ายเจ้าหนี้แล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงงดสอบสวนพยานฝ่ายลูกหนี้ แม้ระหว่างสอบสวนลูกหนี้ที่ 2 เคยมีคำร้องฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2553 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขอให้ตรวจสอบคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ พร้อมแนบหนังสือที่มีถึงอธิบดีกรมบังคับคดีขอให้ตรวจสอบคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ลงนามโดยบุคคลชื่อนางกัลยาณี แต่ก็ไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 2 ได้มอบอำนาจให้บุคคลดังกล่าวดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นยื่นคำขอรับชำระหนี้แทนลูกหนี้ที่ 2 กรณีจึงเป็นเพียงความเห็นของบุคคลภายนอกที่แนบมาท้ายคำร้องของลูกหนี้ที่ 2 แต่อย่างไรก็ตามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ขอคัดถ่ายเอกสารในสำนวนคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.363/2547 ตามสำเนารายงานเจ้าหน้าที่ สำเนาบัญชีแยกประเภทรายคดี (รับ - จ่าย) และบัญชีการรับเงินอายัดของลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และส่งกองคำนวณและเฉลี่ยทรัพย์ คำนวณยอดหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวตามรายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2553 ว่า ลูกหนี้ที่ 3 มีหนี้จำนวน 521,095.88 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 450,000 บาท นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2546 (วันถัดจากวันฟ้อง) ถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมรวมค่าทนายความจำนวน 16,917 บาท รวมเป็นเงินจำนวนเท่าใด โดยหักเงินที่อายัดจากลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 ทั้ง 28 ครั้ง คงเหลือหนี้เท่าใด ส่วนลูกหนี้ที่ 2 มีหนี้จำนวน 460,164.38 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2546 (วันถัดจากวันฟ้อง) ถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นเงินเท่าใด พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความจำนวน 15,395 บาท รวมเป็นเงินจำนวนเท่าใด โดยหักเงินที่อายัดจากลูกหนี้ที่ 2 ทั้ง 28 ครั้ง คงเหลือหนี้เท่าใด ในการคำนวณปรากฏว่าส่วนของลูกหนี้ที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นมีภาระหนี้รวม 927,848.07 บาท ภายหลังหักเงินตามที่อายัดจากลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 ทั้ง 28 ครั้ง จำนวน 300,757.87 บาท ออกแล้ว คงมียอดหนี้ค้างชำระทั้งสิ้น 627,090.20 บาท ส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันมีภาระหนี้รวม 822,078.92 บาท ภายหลังหักเงินตามที่อายัดจากลูกหนี้ที่ 2 ทั้ง 28 ครั้ง จำนวน 200,810.44 บาท ออกแล้ว คงมียอดหนี้ค้างชำระทั้งสิ้น 621,268.48 บาท ตามรายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กองบังคับคดีล้มละลาย 1 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2553 และรายงานการคำนวณดอกเบี้ยของกองคำนวณและเฉลี่ยทรัพย์ ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 ในสำนวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อปรากฏว่า มีการนำเงินที่อายัดจากลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 หักออกจากยอดหนี้ของลูกหนี้ที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นแล้วปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 3 ยังคงมียอดหนี้ค้างชำระเจ้าหนี้อยู่เป็นเงิน 627,090.20 บาท หนี้ของลูกหนี้ที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงยังคงไม่ระงับไปทั้งหมด การที่กองคำนวณและเฉลี่ยทรัพย์นำเงินเฉพาะที่อายัดจากลูกหนี้ที่ 2 ไปหักชำระจากภาระหนี้ของลูกหนี้ที่ 2 ย่อมถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ที่ค้ำประกันบางส่วนตามจำนวนเงินที่อายัดจากลูกหนี้ที่ 2 ซึ่งทำให้ภาระหนี้ของลูกหนี้ที่ 2 ในอันต้องร่วมกับลูกหนี้ที่ 3 รับผิดต่อเจ้าหนี้ยังคงเหลืออยู่ 621,269.48 บาท จึงเป็นการคำนวณยอดหนี้ที่ถูกต้องแล้ว หาใช่เป็นการคำนวณที่ผิดพลาดดังข้ออุทธรณ์ของลูกหนี้ที่ 2 ไม่ ส่วนที่ลูกหนี้ที่ 2 อุทธรณ์ว่า ภายหลังลูกหนี้ที่ 2 ได้ชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 4 (ที่ถูก วันที่ 27) สิงหาคม 2552 ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2553 เป็นเงินจำนวน 143,202.78 บาท โดยอายัดเงินเดือนจากบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ตามรายการหักเงินเดือน และวันที่ 28 พฤษภาคม 2553 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 (ที่ถูก 2554) เป็นเงินจำนวน 110,874.50 บาท ตามรายการหักเงินเดือน นอกจากนั้นบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ส่งเงินที่บุคคลภายนอกชำระเงินกู้ซื้อบ้าน และเงินกู้เพื่อสงเคราะห์การครองชีพคืนให้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 อีกเป็นเงินจำนวน 68,861.62 บาท ตามสำเนาหนังสือบริษัทดังกล่าวและมีการส่งเงินปันผลจากสหกรณ์ออมทรัพย์บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) อีกเป็นเงินจำนวน 9,023.77 บาท ตามสำเนาใบแจ้งรับเงินปันผล เห็นว่า หากเป็นความจริงกรณีก็เป็นการส่งเงินตามสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่ 2 ดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อันเป็นเวลาภายหลังจากลูกหนี้ที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รับเงินแล้วจะต้องรวบรวมเข้าสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 เพื่อแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (2) และมาตรา 109 (1) จึงไม่อาจนำไปคำนวณหักชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่เจ้าหนี้ดังกล่าวได้อีก ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นเสนอต่อศาลให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 เป็นเงิน 621,268.48 บาท และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวนดังกล่าวจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของลูกหนี้ที่ 2 ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของลูกหนี้ที่ 2 เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 56 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
เจ้าหนี้ — นางวาสนา กอหาญ
จำเลย — นายไล โหรานิคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายศิริพันธุ์ ชมภูวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15145/2558
#635268
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อเนื่องจากลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้คงมีสิทธิริบบรรดาเงินค่าเช่าซื้อที่ลูกหนี้ได้ชำระไปแล้ว และกลับเข้าครอบครองรถที่เช่าซื้อ โดยลูกหนี้มีหน้าที่ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าหนี้ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากไม่คืนเจ้าหนี้ย่อมได้รับความเสียหายเพราะขาดประโยชน์เนื่องจากไม่ได้รับรถที่เช่าซื้อคืน เจ้าหนี้ไม่อาจเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระค่าปรับเพราะเหตุที่ลูกหนี้ชำระค่าเช่าซื้อล่าช้าก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้อีก แต่เนื่องจากหนี้ที่เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้นั้น ต้องเป็นหนี้เงินซึ่งมูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 การที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดโดยอ้างว่าเป็นค่าขาดราคารถ (ที่ถูก ค่าขาดประโยชน์) จึงเป็นการขอรับชำระหนี้ค่าเสียหายเพราะลูกหนี้ไม่ส่งมอบรถคืนแก่เจ้าหนี้อันถือได้ว่ามูลหนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าว สำหรับสิทธิของเจ้าหนี้ในการติดตามเอารถคืนจากลูกหนี้มิใช่หนี้เงินอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 ส่วนคำขอรับชำระหนี้กรณีหากคืนรถไม่ได้เจ้าหนี้เรียกร้องให้ลูกหนี้ชดใช้ราคาแทนเท่าจำนวนเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อนั้น ก็เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด มิใช่หนี้อันพึงขอรับชำระในคดีล้มละลายได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อและค่าปรับเป็นเงิน 378,811 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

ระหว่างสอบสวนเจ้าหนี้ขอแก้ไขคำขอรับชำระหนี้ อ้างว่าได้รับชำระหนี้จากบุคคลภายนอกบางส่วน จึงขอรับชำระหนี้เพียง 105,266 บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เงื่อนไขข้อตกลงต่าง ๆ ในสัญญาย่อมระงับสิ้นไป เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าปรับดังกล่าว จึงเห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นยุติในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 ลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน 1 คัน ไปจากเจ้าหนี้ในราคา 843,252.60 บาท โดยตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อแก่เจ้าหนี้เป็นรายเดือน เดือนละ 15,038 บาท เป็นเวลา 60 งวด ทุกวันที่ 4 ของทุกเดือนเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2547 หากชำระล่าช้ายอมเสียเบี้ยปรับแก่เจ้าหนี้ ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ลูกหนี้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่เจ้าหนี้แล้ว 35 งวด รวมเป็นเงิน 526,330 บาท จนถึงงวดที่ 37 ซึ่งครบกำหนดชำระวันที่ 8 มีนาคม 2550 ลูกหนี้ไม่ชำระ เจ้าหนี้จึงคิดค่าปรับเนื่องจากชำระค่าเช่าซื้อล่าช้าจากลูกหนี้เป็นเงิน 2,861 บาท ต่อมาลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 เจ้าหนี้จึงขอรับชำระหนี้เป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ 375,950 บาท และค่าปรับเนื่องจากชำระค่าเช่าซื้อล่าช้า 2,861 บาท รวมเป็นเงิน 378,811 บาท ต่อมาเจ้าหนี้ขอแก้ไขคำขอรับชำระหนี้ คงขอรับชำระหนี้เพียง 105,266 บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อเนื่องจากลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้คงมีสิทธิริบบรรดาเงินค่าเช่าซื้อที่ลูกหนี้ได้ชำระไปแล้ว และกลับเข้าครอบครองรถที่เช่าซื้อ โดยลูกหนี้มีหน้าที่ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าหนี้ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากไม่คืนเจ้าหนี้ย่อมได้รับความเสียหายเพราะขาดประโยชน์เนื่องจากไม่ได้รับรถที่เช่าซื้อคืน เจ้าหนี้ไม่อาจเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระค่าปรับเพราะเหตุที่ลูกหนี้ชำระค่าเช่าซื้อล่าช้าก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้อีก แต่เนื่องจากหนี้ที่เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้นั้น ต้องเป็นหนี้เงินซึ่งมูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 การที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดโดยอ้างว่าเป็นค่าขาดราคารถ (ที่ถูก ค่าขาดประโยชน์) จึงเป็นการขอรับชำระหนี้ค่าเสียหายเพราะลูกหนี้ไม่ส่งมอบรถคืนแก่เจ้าหนี้อันถือได้ว่ามูลหนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าว สำหรับสิทธิของเจ้าหนี้ในการติดตามเอารถคืนจากลูกหนี้มิใช่หนี้เงินอันพึงขอรับชำระหนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 ส่วนคำขอรับชำระหนี้กรณีหากคืนรถไม่ได้เจ้าหนี้เรียกร้องให้ลูกหนี้ชดใช้ราคาแทนเท่าจำนวนเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อนั้น ก็เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด มิใช่หนี้อันพึงขอรับชำระในคดีล้มละลายได้เช่นกัน ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า ภายหลังลูกหนี้ยื่นคำขอประนอมหนี้และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ ลูกหนี้ยังคงผ่อนชำระหนี้ค่าเช่าซื้อให้แก่เจ้าหนี้เรื่อยมา ทำให้เจ้าหนี้ไม่อาจติดตามยึดรถที่เช่าซื้อคืนได้ เห็นว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ไม่เกี่ยวกับสิทธิในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ ด้วยเหตุดังกล่าวเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ ที่ศาลล้มละลายกลางยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ พญาไท จำกัด
เจ้าหนี้ — บริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิทยา ไกรสูรย์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15144/2558
#593245
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาลให้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายเนื่องจากมีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ 2 ราย แล้วเจ้าหนี้รายที่ 1 ขอถอนคำขอรับชำระหนี้ไป ส่วนลูกหนี้ขอวางเงินชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 พร้อมค่าธรรมเนียม แต่ขอโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ ศาลล้มละลายกลางจึงมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ตาม มาตรา 135 (3) ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ต่อศาลล้มละลายกลางและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ แม้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (3) ซึ่งทำให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของตนเองได้ แต่ผลของการยกเลิกการล้มละลายเพราะหนี้สินของลูกหนี้ได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว ตามมาตรา 135 (3) ย่อมทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินทั้งหมดที่อาจขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายไปตามนัยแห่งมาตรา 136 เมื่อคดียังมีปัญหาเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ซึ่งลูกหนี้โต้แย้งอยู่ตามมาตรา 104 และมาตรา 135 (3) วรรคสอง อันจะมีผลต่อสิทธิในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้หรือไม่ เพียงใด ดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาและสั่งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ได้ ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาด ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.8882/2552 มีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ 2 ราย แล้วเจ้าหนี้รายที่ 1 ขอถอนคำขอรับชำระหนี้ไป ส่วนลูกหนี้ขอวางเงินชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 พร้อมค่าธรรมเนียม แต่ขอโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (3)

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 2 ในมูลหนี้ตามสัญญาจำนวนเงิน 621,292.19 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แล้ว ลูกหนี้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ว่า เจ้าหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มาทำสัญญาเช่าภายในกำหนด ลูกหนี้จึงมีสิทธิริบเงินมัดจำขอให้ยกคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า เจ้าหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาลูกหนี้จึงมีสิทธิริบมัดจำตามสัญญา เจ้าหนี้ไม่อาจขอรับชำระหนี้ในเงินมัดจำดังกล่าวได้ จึงเห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ลูกหนี้ประกอบกิจการให้เช่าพื้นที่เพื่อประกอบการค้า ในโครงการบางกอกสแควร์ ตั้งอยู่เลขที่ 762/2 ถนนพระราม 3 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร เจ้าหนี้ประสงค์ที่จะเช่าพื้นที่ในโครงการของลูกหนี้เพื่อประกอบธุรกิจอาหารจีน จึงติดต่อกับลูกหนี้เพื่อขอทราบรายละเอียดและต่อรองราคา เจ้าหนี้ชำระเงินจำนวน 182,400 บาท ให้แก่ลูกหนี้เพื่อขอเช่าพื้นที่ของอาคารเอ ในโครงการดังกล่าว ต่อมาเจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงเปลี่ยนแปลงพื้นที่เช่าเพิ่มขึ้น จากเดิมเนื้อที่ 912 ตารางเมตร เป็น 1,026 ตารางเมตร และได้ทำบันทึกการวางมัดจำการเช่าพื้นที่มีข้อตกลงว่า เจ้าหนี้ได้วางเงินมัดจำการเช่าให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วน เป็นเงินรวม 615,600 บาท โดยตกลงให้นำเงินจำนวน 182,400 บาท ที่วางไว้แล้วในวันที่ 22 ธันวาคม 2551 มารวมกับที่วางในวันนั้นอีกจำนวน 433,200 บาท โดยเจ้าหนี้จะมาทำสัญญาเช่าและชำระเงินค่าเช่าและค่าใช้จ่ายที่เหลืออีกจำนวน 410,400 บาท ในวันที่ 5 เมษายน 2552 หากไม่มายินยอมให้ลูกหนี้ยึดมัดจำทั้งหมดได้ทันที ต่อมาเจ้าหนี้ขอเพิ่มพื้นที่ตามสัญญากับลูกหนี้แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ครั้นถึงวันที่ 5 เมษายน 2552 เจ้าหนี้ไม่ทำสัญญาเช่าและชำระเงินค่าเช่าและค่าใช้จ่ายที่เหลือให้แก่ลูกหนี้ แล้ววันที่ 21 เมษายน 2552 เจ้าหนี้ให้ทนายความมีหนังสือยกเลิกข้อตกลงกับลูกหนี้และขอให้คืนเงินที่ลูกหนี้ได้รับไว้จำนวน 615,600 บาท

มีปัญหาต้องพิจารณาก่อนว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (3) ศาลยังคงต้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ต่อไปหรือไม่ ได้ความว่า เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาลให้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายเนื่องจากมีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ 2 ราย แล้วเจ้าหนี้รายที่ 1 ขอถอนคำขอรับชำระหนี้ไป ส่วนลูกหนี้ขอวางเงินชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 2 พร้อมค่าธรรมเนียมแต่ขอโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ ศาลล้มละลายกลางจึงมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ตาม มาตรา 135 (3) ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ต่อศาลล้มละลายกลางและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เห็นว่า แม้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายกลางของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (3) ซึ่งทำให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของตนเองได้ แต่ผลของการยกเลิกการล้มละลายเพราะหนี้สินของลูกหนี้ได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว ตามมาตรา 135 (3) ย่อมทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินทั้งหมดที่อาจขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายไปตามนัยแห่งมาตรา 136 เมื่อคดียังมีปัญหาเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ซึ่งลูกหนี้โต้แย้งอยู่ตามมาตรา 104 และมาตรา 135 (3) วรรคสอง อันจะมีผลต่อสิทธิในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้หรือไม่ เพียงใด ดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาและสั่งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ได้ ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไป

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้หรือไม่ เพียงใด ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เงินที่เจ้าหนี้วางไว้กับลูกหนี้จำนวน 615,600 บาท เป็นเบี้ยปรับนั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาบันทึกการวางมัดจำการเช่าพื้นที่ที่เจ้าหนี้ทำกับผู้แทนของลูกหนี้ในวันที่ 22 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ที่คู่สัญญาจะมาทำสัญญาเช่าพื้นที่กันในวันที่ 5 เมษายน 2552 โดยฝ่ายลูกหนี้มีหน้าที่จะต้องจัดเตรียมส่งมอบพื้นที่เช่าให้แก่เจ้าหนี้และเจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องมาทำสัญญาเช่าและชำระเงินค่าเช่าและค่าใช้จ่ายที่เหลืออีกจำนวน 410,400 บาท บันทึกดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งมีผลผูกพันบังคับได้ระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น เงินที่เจ้าหนี้มอบให้แก่ลูกหนี้ในวันทำบันทึกข้อตกลงจำนวน 433,200 บาท รวมทั้งเงินจำนวน 182,400 บาท ที่วางไว้ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2551 ซึ่งตกลงให้นำมารวมกับจำนวนเงินที่วางในวันทำบันทึกรวมเป็น 615,600 บาท จึงมิใช่เบี้ยปรับ แต่มีลักษณะเป็นเงินมัดจำที่เจ้าหนี้มอบไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการทำสัญญาและเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา ทั้งนี้ เพราะในช่วงก่อนถึงวันที่ 5 เมษายน 2552 ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องเตรียมพื้นที่ให้เจ้าหนี้และไม่สามารถไปตกลงให้บุคคลอื่นเช่าพื้นที่อีกได้ ข้อเท็จจริงฟังว่า ในวันดังกล่าวลูกหนี้พร้อมปฏิบัติตามสัญญาในส่วนของตน ส่วนการที่เจ้าหนี้อ้างว่า เจ้าหนี้ได้เจรจาเพื่อขอเพิ่มพื้นที่กับลูกหนี้ก่อนวันที่ 5 เมษายน 2552 และมีหนังสือขอเลื่อนการทำสัญญาเช่าออกไปก่อน เห็นว่า หนังสือขอเลื่อนการเช่าที่อ้างว่าต้องการพื้นที่เพิ่มของเจ้าหนี้ลงวันที่ 3 เมษายน 2552 ทำขึ้นก่อนวันครบกำหนด ที่เจ้าหนี้ต้องมาทำสัญญาเช่ากับลูกหนี้เพียง 2 วัน ทั้ง ๆ ที่หากเจ้าหนี้ประสงค์ที่จะเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 456 ตารางเมตร ซึ่งมากเกือบถึงครึ่งหนึ่งของพื้นที่ที่เคยตกลงกับลูกหนี้จริง เจ้าหนี้น่าที่จะต้องแจ้งและเจรจากับลูกหนี้ได้ตั้งแต่เมื่อเริ่มทำบันทึกข้อตกลงได้ไม่นาน มิใช่มาแจ้งเมื่อใกล้เวลาจะต้องปฏิบัติตามสัญญา ประการสำคัญลูกหนี้ก็มิได้สนองตอบที่จะให้เจ้าหนี้เช่าพื้นที่เพิ่มแต่อย่างใด ข้ออ้างของเจ้าหนี้จึงรับฟังไม่ได้ ดังนั้น เมื่อเจ้าหนี้ไม่มาทำสัญญาเช่าและชำระเงินค่าเช่าและค่าใช้จ่ายที่เหลือในวันที่ 5 เมษายน 2552 เจ้าหนี้จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและตามข้อตกลง ข้อ 3 ในบันทึกการวางมัดจำการเช่าพื้นที่ มีข้อตกลงทำนองว่า หากเจ้าหนี้ไม่ทำสัญญาเช่าและชำระเงินค่าเช่าและค่าใช้จ่ายที่เหลือตามกำหนดเวลา ยินยอมให้ลูกหนี้ริบมัดจำที่ได้ให้ไว้ทั้งหมด เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิที่จะขอรับชำระหนี้จากเงินมัดจำดังกล่าวได้ ที่ศาลล้มละลายกลางยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 135 (3) ม. 136
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเลนน็อคซ์ กรุ๊ป จำกัด
เจ้าหนี้ — นายพรชัย เวสสานนท์
จำเลย — บริษัทสิทธิราช จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกีรติ กีรติยุติ
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15141/2558
#634879
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ.15035/2543 มาฟ้องต่อศาลล้มละลายกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ล.10810/2552 ขอให้จำเลยล้มละลาย ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2552 สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552 โดยนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ.15035/2543 และคดีหมายเลขแดงที่ ธ.19355/2542 มาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย คำฟ้องของโจทก์ทั้งคดีหมายเลขดำที่ ล.10810/2552 กับคดีนี้ ต่างมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างเดียวกันว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว และสมควรเป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่ แม้ว่าโจทก์จะกล่าวอ้างมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ธ.19355/2542 เพิ่มเติมจากมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ธ.15035/2543 มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ แต่ก็ยังคงต้องพิจารณาในประเด็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 8 ตุลาคม 2552 ขณะที่คดีหมายเลขดำที่ ล.10810/2552 ยังอยู่ระหว่างการขอถอนฟ้อง และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2552 จึงมีผลให้คดีหมายเลขดำที่ ล.10810/2552 ยังอยู่ระหว่างพิจารณา คำฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ.19355/2542 และคดีหมายเลขแดงที่ ธ.15035/2543 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดของจำเลยสองห้องอันเป็นทรัพย์จำนองในคดีทั้งสองสำนวนเพื่อบังคับชำระหนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดห้องชุดทรัพย์จำนองในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.19355/2542 ได้เงินมาชำระหนี้บางส่วน ส่วนห้องชุดทรัพย์จำนองในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.15035/2543 ยังไม่ได้ขายทอดตลาด จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นหนี้โจทก์จนถึงวันฟ้องเกินกว่าหนึ่งล้านบาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ.15035/2543 มาฟ้องต่อศาลล้มละลายกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ล.10810/2552 ขอให้จำเลยล้มละลาย ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2552 สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552 โดยนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ.15035/2543 และคดีหมายเลขแดงที่ ธ.19355/2542 มาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งคดีหมายเลขดำที่ ล.10810/2552 กับคดีนี้ ต่างมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างเดียวกันว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว และสมควรเป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่ แม้ว่าโจทก์จะกล่าวอ้างมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ธ.19355/2542 เพิ่มเติมจากมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ธ.15035/2543 มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ แต่ก็ยังคงต้องพิจารณาในประเด็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 8 ตุลาคม 2552 ขณะที่คดีหมายเลขดำที่ ล.10810/2552 ยังอยู่ระหว่างการขอถอนฟ้อง และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2552 จึงมีผลให้คดีหมายเลขดำที่ ล.10810/2552 ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคำฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายสุทธิพงษ์หรือวสุ แสงสินธุศร
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ