คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13316/2558
#633623
เปิดฉบับเต็ม

ในการขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ครั้งแรก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 26 ธันวาคม 2557 เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลในครั้งที่สองแต่อย่างใด คงมีเพียง ศ. ผู้รับมอบฉันทะจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 30 วัน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าว

ป.วิ.พ. มาตรา 64 บัญญัติให้คู่ความหรือทนายความอาจมอบฉันทะให้บุคคลอื่นทำการแทนในกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือกำหนดวันนั่งพิจารณาหรือวันสืบพยานหรือวันฟังคำสั่ง คำบังคับ หรือคำชี้ขาดใด ๆ ของศาล มาฟังคำสั่ง คำบังคับ หรือคำชี้ขาดใด ๆ ของศาล หรือสลักหลังรับรู้ซึ่งข้อความนั้น ๆ รับสำเนาแห่งคำให้การ คำร้องหรือเอกสารอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 71 และ 72 และแสดงการรับรู้สิ่งเหล่านั้น ส่วนกิจการอื่นนอกจากนี้ต้องพิเคราะห์เป็นเรื่อง ๆ ไปว่าเป็นกิจการสำคัญซึ่งโดยสภาพเป็นที่เห็นได้ว่าคู่ความหรือทนายความจะต้องกระทำด้วยตนเองหรือไม่ การที่ ศ. ทำคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลลงชื่อเป็นผู้เรียงและเขียนโดยอาศัยใบมอบฉันทะของจำเลยที่ 2 ที่ระบุไว้ให้ทำคำร้องได้นั้น เห็นได้ว่าเป็นกิจการอื่นนอกจากที่ ป.วิ.พ. มาตรา 64 บัญญัติไว้ และเป็นกิจการสำคัญที่คู่ความหรือทนายความจะต้องกระทำด้วยตนเอง ไม่อาจแต่งตั้งให้บุคคลทำการแทนได้ ทั้งการมอบฉันทะดังกล่าวไม่ทำให้ ศ. อยู่ในฐานะคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) เมื่อ ศ. มิใช่ผู้ซึ่งจดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความและมิได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น การเรียงคำร้องอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่จำเลยที่ 2 ของ ศ. ดังกล่าวจึงขัดต่อ พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ดังนั้น คำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ 15 วัน นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และมีคำสั่งในอุทธรณ์ว่า รอไว้สั่งเมื่อจำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แล้ว ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2557 นายศิลป์ชัย ผู้รับมอบฉันทะจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์อีก 30 วัน นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2557

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ครั้งแรก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 26 ธันวาคม 2557 เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลในครั้งที่สองแต่อย่างใด คงมีเพียงนายศิลป์ชัย ผู้รับมอบฉันทะจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 30 วัน ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2557 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 64 บัญญัติให้คู่ความหรือทนายความอาจมอบฉันทะให้บุคคลอื่นทำการแทนในกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือกำหนดวันนั่งพิจารณาหรือวันสืบพยานหรือวันฟังคำสั่ง คำบังคับ หรือคำชี้ขาดใด ๆ ของศาล มาฟังคำสั่ง คำบังคับ หรือคำชี้ขาดใด ๆ ของศาล หรือสลักหลังรับรู้ซึ่งข้อความนั้น ๆ รับสำเนาแห่งคำให้การ คำร้องหรือเอกสารอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 71 และ 72 และแสดงการรับรู้สิ่งเหล่านั้น ส่วนกิจการอื่นนอกจากนี้ต้องพิเคราะห์เป็นเรื่อง ๆ ไปว่าเป็นกิจการสำคัญซึ่งโดยสภาพเป็นที่เห็นได้ว่าคู่ความหรือทนายความจะต้องกระทำด้วยตนเองหรือไม่ การที่นายศิลป์ชัยทำคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลลงชื่อเป็นผู้เรียงและเขียนโดยอาศัยใบมอบฉันทะของจำเลยที่ 2 ที่ระบุไว้ให้ทำคำร้องได้นั้น เห็นได้ว่าเป็นกิจการอื่นนอกจากที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 64 บัญญัติไว้ และเป็นกิจการสำคัญที่คู่ความหรือทนายความจะต้องกระทำด้วยตนเอง ไม่อาจแต่งตั้งให้บุคคลทำการแทนได้ ทั้งการมอบฉันทะดังกล่าวไม่ทำให้นายศิลป์ชัยอยู่ในฐานะคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) เมื่อนายศิลป์ชัยมิใช่ผู้ซึ่งจดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความ และมิได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น การเรียงคำร้องอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่จำเลยที่ 2 ของนายศิลป์ชัยดังกล่าวจึงขัดต่อพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ดังนั้น คำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งโดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนของจำเลยที่ 1 และยกฎีกาของจำเลยที่ 1 และพิพากษายืนในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 23 ม. 64 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีวรรณ์ เพียรงาน
จำเลย — นางสาวทองสุข ธรรมใจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13293/2558
#633978
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอถอนฟ้องคดีภายหลังจำเลยที่ 1 และที่ 5 ยื่นคำให้การแล้วซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง บัญญัติว่า "...ศาลจะอนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ (1) ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมี ก่อน..." ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาสั่งได้ ดังนั้น แม้โจทก์ขอถอนฟ้องอ้างว่าฟ้องไม่สมบูรณ์ และจำเลยที่ 1 และที่ 5 จะคัดค้านการถอนฟ้องเหตุตามคำร้องโจทก์ดังกล่าว ก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตได้ และศาลไม่อาจนำข้อที่โจทก์อ้างตามคำร้องขอถอนฟ้องว่าฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์มาเป็นเงื่อนไขในการสั่งคำร้องขอถอนฟ้องด้วย เพราะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 ก็ไม่ได้ห้ามโจทก์ที่ถอนฟ้องยื่นฟ้องคดีใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ดังนี้ การถอนฟ้องของโจทก์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งห้าและทายาทหรือผู้จัดการมรดกของ พ. เป็นคดีใหม่ จำเลยทั้งห้าก็ยังมีสิทธิต่อสู้คดีได้เต็มที่เช่นเดิม จึงฟังไม่ได้ว่าการถอนฟ้องคดีของโจทก์ไม่สุจริต ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 เสียเปรียบในการต่อสู้คดีตามจำเลยที่ 1 และที่ 5 คัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 125107 และ 129095 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ให้ใช้โฉนดที่ดินฉบับเดิมแทนให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนในโฉนดที่ดินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2547 จนถึงปัจจุบัน และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงข้างต้นแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าใช้จ่าย ค่าภาษีในการโอนกรรมสิทธิ์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นฟ้องนายไพโรจน์และทายาทของนายไพโรจน์ด้วย เนื่องจากขณะยื่นฟ้อง โจทก์ไม่สามารถสืบหาทายาทของนายไพโรจน์ได้ ทำให้ฟ้องของโจทก์ไม่สมบูรณ์

จำเลยที่ 1 และที่ 5 ยื่นคำร้องคัดค้านว่า การถอนฟ้องของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 เสียเปรียบในรูปคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 5 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จำเลยที่ 1 และที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 5 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้อุทธรณ์คำสั่ง คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงยุติไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้แต่เพียงว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 5 ชอบหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ตามคำร้องขอถอนฟ้อง โจทก์อ้างเหตุว่า ในสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนขายให้แก่นายไพโรจน์ นายไพโรจน์โอนขายต่อให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่อมาจำเลยที่ 3 และที่ 4 โอนขายต่อให้จำเลยที่ 5 แต่เนื่องจากนายไพโรจน์ได้ถึงแก่ความตายและไม่สามารถสืบหาทายาทในขณะนั้นได้ โจทก์จึงไม่ได้ยื่นฟ้องนายไพโรจน์หรือทายาทโดยธรรมของนายไพโรจน์ ทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องคัดค้านทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทราบว่านายไพโรจน์ถึงแก่ความตายไปก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องคดี จำเลยที่ 1 และที่ 5 ให้การต่อสู้ว่าการทำนิติกรรมตามฟ้องของนายไพโรจน์กระทำโดยสุจริต การถอนฟ้องคดีของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 เสียเปรียบ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ขอถอนฟ้องคดีภายหลังจำเลยที่ 1 และที่ 5 ยื่นคำให้การแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง บัญญัติว่า "...ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ (1) ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมี ก่อน..." ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาสั่งได้ ดังนั้น แม้โจทก์ขอถอนฟ้องอ้างว่าฟ้องไม่สมบูรณ์ และจำเลยที่ 1 และที่ 5 จะคัดค้านการถอนฟ้องเหตุตามคำร้องโจทก์ดังกล่าว ก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตได้ และศาลไม่อาจนำข้อที่โจทก์อ้างตามคำร้องขอถอนฟ้องว่าฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์มาเป็นเงื่อนไขในการสั่งคำร้องขอถอนฟ้องด้วย เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ก็ไม่ได้ห้ามโจทก์ที่ถอนฟ้องยื่นฟ้องคดีใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ดังนี้ การถอนฟ้องของโจทก์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งห้าและทายาทหรือผู้จัดการมรดกของนายไพโรจน์เป็นคดีใหม่ จำเลยทั้งห้าก็ยังมีสิทธิต่อสู้คดีได้เต็มที่เช่นเดิม จึงฟังไม่ได้ว่าการถอนฟ้องคดีของโจทก์ไม่สุจริตทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 เสียเปรียบในการต่อสู้คดีตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 คัดค้าน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องคดีจำเลยที่ 1 และที่ 5 เพราะเห็นว่าทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 เสียเปรียบในเชิงคดีนั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องคดีนี้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจำเนียร ไพรีขยาด
จำเลย — นายมนูญหรือธนัท พันธุ์พุ่ม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13289/2558
#603277
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะเปลี่ยนชื่อก่อนรับมอบอำนาจจากโจทก์ในคดีนี้แต่ก็เป็นบุคคลคนเดียวกัน การที่โจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้แทน โดยระบุชื่อเดิมของผู้รับอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจ จึงไม่ทำให้การมอบอำนาจนั้นเสียไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้คู่ความฟังแล้ว โจทก์ประสงค์จะยื่นฎีกา และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา โดยนายจื้อ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2555 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทั้งหมดและมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นายจื้อ และนายติ่ง เป็นบุคคลคนเดียวกัน กรณียังไม่มีเหตุการณ์พิจารณาที่ผิดระเบียบ ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของโจทก์ที่ระบุชื่อ นายจื้อ ฉบับลงวันที่ 8 มีนาคม 2555 และฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2555 เป็นคำร้องที่ผิดระเบียบและไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่านายจื้อ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจนั้น ได้เปลี่ยนชื่อเป็นนายติ่ง มาก่อนเป็นระยะเวลานานหลายปีแล้ว การที่โจทก์ยื่นคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าวโดยยังใช้ชื่อเดิมมีเจตนาไม่สุจริตโดยไม่เขียนรายการในคำร้องของตนเองให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมหรือเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้ง ๆ ที่ชื่อเดิมของผู้รับมอบอำนาจได้ยกเลิกไปแล้วแต่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์กลับเจตนาใช้ชื่อเก่าแทน คำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของโจทก์ทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องด้วยกฎหมาย ต้องถือว่านายจื้อ ไม่มีตัวตนขณะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาดังกล่าว และเป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและขัดต่อกฎหมายโดยมีเจตนาไม่สุจริต เป็นโมฆะ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าแม้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะเปลี่ยนชื่อจากนายจื้อ เป็น ติ่ง ก่อนรับมอบอำนาจจากโจทก์ในคดีนี้ แต่นายจื้อ หรือนายติ่ง เจิ้น ก็เป็นบุคคลคนเดียวกัน การที่โจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้แทน โดยระบุชื่อเดิมของผู้รับอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจ จึงไม่ทำให้การมอบอำนาจนั้นเสียไป ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็ใช้ชื่อนายจื้อ มาโดยตลอด โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาไม่สุจริตหรือมีเจตนาที่จะให้จำเลยทั้งสองหลงข้อต่อสู้แต่อย่างใด การที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาตามคำร้องลงวันที่ 8 มีนาคม 2555 และคำร้องลงวันที่ 19 เมษายน 2555 โดยใช้ชื่อนายจื้อ ซึ่งตรงกับหนังสือมอบอำนาจ จึงชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโฮ ลู่ เซียว เซีย
จำเลย — บริษัทซีวีก้า (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายรุ่งสง่า นวลนุกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13287/2558
#591591
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์มาจากโจทก์ที่ 1 ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ที่โอนด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมได้ ดังนั้น ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าได้ซื้อที่ดินจากโจทก์ที่ 1 ขอให้มีคำสั่งให้ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมของผู้ร้องแทนโจทก์ที่ 1 จึงไม่มีกฎหมายเปิดช่องให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสามยทรัพย์สามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้รับรองสิทธิในภาระจำยอมได้ เพราะการเสนอคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ต้องมีกฎหมายสนับสนุน

ปัญหาเรื่องอำนาจในการเสนอคำร้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ตามแนวเส้นสีชมพูในแผนที่วิวาท และที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ทั้งแปลง ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 26036 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 3 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ทั้งแปลง ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 11406 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 14406) แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 4 และให้จำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทดังกล่าวตกเป็นภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยขัดขวางการที่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ใช้ทางภาระจำยอมดังกล่าว ให้จำเลยรื้อถอนแนวกำแพงคอนกรีตที่สร้างปิดกั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 22117 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 22177) และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26036 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 11406 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 14406) แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 4 ตามที่ปรากฏในแผนที่วิวาท คดีถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 ตามแนวเส้นสีชมพูในแผนที่วิวาท และที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมของผู้ร้องแทนโจทก์ที่ 1

โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่คัดค้าน

จำเลยยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวนผู้ร้องแถลงว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เป็นของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2549 ผู้ร้องได้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ที่ 1 แล้วนำไปจำนองแก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ในวันเดียวกัน เดิมโจทก์ที่ 1 ประกอบกิจการค้าขายแก๊สในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด เซ็นต์หลุยส์แก๊สและการเกษตร บนที่ดินดังกล่าวร่วมกับนายสมชาติ ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาของผู้ร้อง ส่วนโจทก์ที่ 1 เป็นลุงของผู้ร้อง หลังจากโจทก์ที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวให้ผู้ร้องแล้ว ยังโอนกิจการค้าขายแก๊สส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ 1 ให้ผู้ร้องด้วย ปัจจุบันผู้ร้องกับนายสมชาติประกอบกิจการค้าขายแก๊สดังกล่าวร่วมกันในลักษณะกงสี โดยนายสมชาติเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อมีภาระจำยอมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์แล้ว ไม่ว่าสามยทรัพย์นั้นจะโอนไปเป็นของผู้ใด ภาระจำยอมย่อมตกติดไปเพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์อยู่เสมอ โดยไม่คำนึงถึงตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของ เพราะภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่ผูกพันอสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ มิใช่เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และภาระจำยอมจะระงับสิ้นไปเมื่อภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมด หรือมิได้ใช้ภาระจำยอมสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1397 และ 1399 ฉะนั้นตราบใดที่ภาระจำยอมยังมิได้ระงับสิ้นไป ภาระจำยอมก็ต้องคงอยู่เพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์นั้นตลอดไป โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ใดจะเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ ดังนั้น เมื่อที่ดินภารยทรัพย์ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมสำหรับที่ดินสามยทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 และต่อมาผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์จากโจทก์ที่ 1 ภาระจำยอมดังกล่าวจึงตกติดไปกับสามยทรัพย์ด้วย ผู้ร้องจึงใช้สิทธิภาระจำยอมเหนือที่ดินภารยทรัพย์ของจำเลยในฐานะที่เป็นเจ้าของสามยทรัพย์ได้ โดยจำเลยไม่มีอำนาจมาขัดขวางหรือหวงห้ามแต่ประการใด กรณีไม่มีเหตุที่จะอนุญาตตามคำร้อง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1393 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระจำยอมไซร้ ท่านว่าภาระจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ซึ่งได้จำหน่ายหรือตกไปในบังคับแห่งสิทธิอื่น ซึ่งหมายความว่า ภาระจำยอมย่อมตกติดไปกับสามยทรัพย์เสมอ ไม่ว่าจะโอนสามยทรัพย์ให้ผู้ใด เว้นแต่กรณีภาระจำยอมได้มาโดยนิติกรรมและนิติกรรมที่ก่อตั้งภาระจำยอมได้จำกัดไว้ว่าให้ภาระจำยอมระงับไปเมื่อมีการโอนสามยทรัพย์ไปยังบุคคลอื่น ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงนั้น ดังนั้น หากจะฟังตามคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 มาจากโจทก์ที่ 1 โดยมิใช่เป็นนิติกรรมอำพราง ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยก็ติดไปกับที่ดินสามยทรัพย์ที่โอนด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมได้ ในกรณีเช่นนี้ กฎหมายไม่เปิดช่องให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสามยทรัพย์ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้รับรองสิทธิในภาระจำยอมได้ เพราะการเสนอคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 นั้น ต้องมีกฎหมายสนับสนุนด้วย ที่จำเลยฎีกาว่า คดีมีประเด็นตามคำร้องและคำคัดค้านเพียงว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินสามยทรัพย์ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวหรือไม่ แต่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจในการเสนอคำร้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 เมื่อยกคำร้องของผู้ร้องตามมาตราดังกล่าวแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อที่จำเลยต่อสู้อีก เพราะไม่เป็นสาระแก่คดีและไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1329 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145 (2) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์เทพ เลิศดำรงลักษณ์ กับพวก
ผู้ร้อง — นางสาวขวัญใจ ฤกษ์พาเงิน
จำเลย — บริษัท พี.เอส กิจรุ่งเรือง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายธีระพล เล็กกระจ่าง
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ พวงชมภู
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
สมยศ เข็มทอง
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13287/2558
#634209
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1393 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระจำยอมไซร้ ท่านว่าภาระจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ซึ่งได้จำหน่ายหรือตกไปในบังคับแห่งสิทธิอื่น ซึ่งหมายความว่า ภาระจำยอมย่อมตกติดไปกับสามยทรัพย์เสมอ ไม่ว่าจะโอนสามยทรัพย์ให้ผู้ใด เว้นแต่กรณีภาระจำยอมได้มาโดยนิติกรรมและนิติกรรมที่ก่อตั้งภาระจำยอมได้จำกัดไว้ว่าให้ภาระจำยอมระงับไปเมื่อมีการโอนสามยทรัพย์ไปยังบุคคลอื่น ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงนั้น

ผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 มาจากโจทก์ที่ 1 โดยมิใช่เป็นนิติกรรมอำพราง ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยย่อมติดไปกับที่ดินสามยทรัพย์ที่โอนด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมได้ ในกรณีเช่นนี้กฎหมายไม่เปิดช่องให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสามยทรัพย์ สามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลให้รับรองสิทธิในภาระจำยอมได้ เพราะการเสนอคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 นั้น ต้องมีกฎหมายสนับสนุนด้วย ปัญหาเรื่องอำนาจในการเสนอคำร้องขอเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ตามแนวเส้นสีชมพูในแผนที่วิวาท และที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ทั้งแปลง ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 26036 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 3 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ทั้งแปลง ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 11406 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 14406) แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 4 และให้จำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทดังกล่าวตกเป็นภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยขัดขวางการที่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ใช้ทางภาระจำยอมดังกล่าว ให้จำเลยรื้อถอนแนวกำแพงคอนกรีตที่สร้างปิดกั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 22117 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 22177) และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26036 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 11406 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 14406) แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 4 ตามที่ปรากฏในแผนที่วิวาท คดีถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2549 ผู้ร้องได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ที่ 1 ขอให้มีคำสั่งให้ที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 ตามแนวเส้นสีชมพูในแผนที่วิวาท และที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมของผู้ร้องแทนโจทก์ที่ 1

โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่คัดค้าน

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวนผู้ร้องแถลงว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เป็นของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2549 ผู้ร้องได้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ที่ 1 แล้วนำไปจำนองแก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ในวันเดียวกัน เดิมโจทก์ที่ 1 ประกอบกิจการค้าขายแก๊สในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด เซ็นต์หลุยส์แก๊สและการเกษตร บนที่ดินดังกล่าวร่วมกับนายสมชาติ ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาของผู้ร้อง ส่วนโจทก์ที่ 1 เป็นลุงของผู้ร้อง หลังจากโจทก์ที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวให้ผู้ร้องแล้ว ยังโอนกิจการค้าขายแก๊สส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ 1 ให้ผู้ร้องด้วย ปัจจุบันผู้ร้องกับนายสมชาติประกอบกิจการค้าขายแก๊สดังกล่าวร่วมกันในลักษณะกงสี โดยนายสมชาติเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อมีภาระจำยอมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์แล้ว ไม่ว่าสามยทรัพย์นั้นจะโอนไปเป็นของผู้ใด ภาระจำยอมย่อมตกติดไปเพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์อยู่เสมอ โดยไม่คำนึงถึงตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของ เพราะภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่ผูกพันอสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ มิใช่เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และภาระจำยอมจะระงับสิ้นไปเมื่อภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมด หรือมิได้ใช้ภาระจำยอมสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1397 และ 1399 ฉะนั้นตราบใดที่ภาระจำยอมยังมิได้ระงับสิ้นไป ภาระจำยอมก็ต้องคงอยู่เพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์นั้นตลอดไป โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ใดจะเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ ดังนั้น เมื่อที่ดินภารยทรัพย์ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมสำหรับที่ดินสามยทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 และต่อมาผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์จากโจทก์ที่ 1 ภาระจำยอมดังกล่าวจึงตกติดไปกับสามยทรัพย์ด้วย ผู้ร้องจึงใช้สิทธิภาระจำยอมเหนือที่ดินภารยทรัพย์ของจำเลยในฐานะที่เป็นเจ้าของสามยทรัพย์ได้ โดยจำเลยไม่มีอำนาจมาขัดขวางหรือหวงห้ามแต่ประการใด กรณีไม่มีเหตุที่จะอนุญาตตามคำร้อง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเดิมโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 กับที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความสำหรับที่ดินของโจทก์ที่ 1โฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 วันที่ 1 สิงหาคม 2550 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ก่อนศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาวันที่ 12 เมษายน 2549 ผู้ร้องซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 ดังกล่าวจากโจทก์ที่ 1 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขาย และสำเนาใบแทนโฉนดที่ดินเอกสารท้ายคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 กับที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 ของผู้ร้องแทนโจทก์ที่ 1 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1393 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระจำยอมไซร้ ท่านว่าภาระจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ซึ่งได้จำหน่ายหรือตกไปในบังคับแห่งสิทธิอื่น ซึ่งหมายความว่า ภาระจำยอมย่อมตกติดไปกับสามยทรัพย์เสมอ ไม่ว่าจะโอนสามยทรัพย์ให้ผู้ใด เว้นแต่กรณีภาระจำยอมได้มาโดยนิติกรรมและนิติกรรมที่ก่อตั้งภาระจำยอมได้จำกัดไว้ว่าให้ภาระจำยอมระงับไปเมื่อมีการโอนสามยทรัพย์ไปยังบุคคลอื่น ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงนั้น ดังนั้น หากจะฟังตามคำร้องว่าผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 มาจากโจทก์ที่ 1 โดยมิใช่เป็นนิติกรรมอำพราง ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยก็ติดไปกับที่ดินสามยทรัพย์ที่โอนด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมได้ ในกรณีเช่นนี้กฎหมายไม่เปิดช่องให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสามยทรัพย์ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้รับรองสิทธิในภาระจำยอมได้ เพราะการเสนอคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 นั้น ต้องมีกฎหมายสนับสนุนด้วย ที่จำเลยฎีกาว่า คดีมีประเด็นตามคำร้องและคำคัดค้านเพียงว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินสามยทรัพย์ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวหรือไม่ แต่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจในการเสนอคำร้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 เมื่อยกคำร้องของผู้ร้องตามมาตราดังกล่าวแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อที่จำเลยต่อสู้อีก เพราะไม่เป็นสาระแก่คดีและไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1393
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์เทพ เลิศดำรงลักษณ์ กับพวก
ผู้ร้อง — นางสาวขวัญใจ ฤกษ์พาเงิน
จำเลย — บริษัท พี. เอส. กิจรุ่งเรือง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
สมยศ เข็มทอง
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13284/2558
#635980
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้กับคดีก่อนมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอันเดียวกันว่า บ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทน พ. ปรากฏว่าในคดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยและคดีถึงที่สุดแล้วว่า บ. ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทน พ. ส่วนในคดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องอ้างว่าพบพยานหลักฐานใหม่ที่แสดงว่า บ. ไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทน พ. ก็เป็นการฟ้องที่มีประเด็นต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน

คดีก่อน พ. ฟ้องโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. ส่วนในคดีนี้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกับ พ. หลังจากศาลพิพากษาคดีก่อน และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทของ พ. หลังจากศาลพิพากษาคดีก่อนแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทจาก บ. มาเป็น พ. ตามคำสั่งศาล ต่อมา พ. ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับ พ. ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งหกจึงเป็นผู้สืบสิทธิจาก พ. ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน ดังนั้น ถือได้ว่าคู่ความในคดีนี้กับคู่ความในคดีก่อนเป็นคู่ความรายเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

โจทก์ฟ้องขอให้เปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากชื่อของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และ พ. เป็นชื่อของ บ. เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ตามตาราง 1 ข้อ 1 (ก) ท้าย ป.วิ.พ.

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจในการสั่งค่าฤชาธรรมเนียมโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง เมื่อโจทก์แพ้คดีบางข้อและบางข้อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ จึงชอบแล้ว

ในคดีก่อน พ.ไม่ได้ฟ้องเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท คดีก่อนจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ฟ้องคดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า นายบัญชาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2200 เลขที่ดิน 591 ตำบลแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทกับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากชื่อของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนางพัฒนาเป็นชื่อนายบัญชาและเปลี่ยนชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากชื่อจำเลยที่ 1 เป็นชื่อนายบัญชา หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในประเด็นข้อนี้แล้วพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาของนายบัญชา โดยนายบัญชามีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 4 คน คือ นางพัฒนา และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นบุตรของนางพัฒนา เดิมนายบัญชามีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2200 ตำบลแก่งคอย (ขอนขว้าง) อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท หลังจากนายบัญชาถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายบัญชา ต่อมานางพัฒนาฟ้องโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบัญชาต่อศาลชั้นต้นให้พิพากษาว่านางพัฒนาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบัญชาดำเนินการเปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของนางพัฒนา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่านายบัญชาถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนนางพัฒนา พิพากษาว่านางพัฒนาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบัญชาดำเนินการเปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อนางพัฒนา หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1567/2545 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาลจากนายบัญชาเป็นนางพัฒนา วันที่ 15 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับนางพัฒนา และวันที่ 9 ธันวาคม 2553 นางพัฒนาถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางพัฒนาและยังไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกของนางพัฒนา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1567/2545 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งหกในคดีนี้ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1567/2545 ของศาลชั้นต้นหรือคดีก่อน แม้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 จะเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของนางพัฒนา แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ใช่ผู้สืบสิทธิของนางพัฒนา และหลังจากคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว โจทก์พบพยานหลักฐานใหม่ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่านายบัญชาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงหนึ่ง ซึ่งแสดงว่านายบัญชาไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนนางพัฒนา ข้อเท็จจริงคดีนี้จึงแตกต่างจากคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้กับคดีก่อนมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอันเดียวกันว่า นายบัญชาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนนางพัฒนา ปรากฏว่าในคดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยและคดีถึงที่สุดแล้วว่านายบัญชาถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนนางพัฒนา ส่วนในคดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องอ้างว่าพบพยานหลักฐานใหม่ที่แสดงว่านายบัญชาไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนนางพัฒนา ก็เป็นการฟ้องที่มีประเด็นต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน นอกจากนี้ในคดีก่อนนางพัฒนาฟ้องโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบัญชา ส่วนในคดีนี้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบัญชาฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกับนางพัฒนาหลังจากศาลพิพากษาคดีก่อน และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทของนางพัฒนา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากศาลพิพากษาคดีก่อนแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทจากนายบัญชามาเป็นนางพัฒนาตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2546 ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2546 นางพัฒนาได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับนางพัฒนาในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งหกจึงเป็นผู้สืบสิทธิจากนางพัฒนาซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน ดังนั้น ถือได้ว่าคู่ความในคดีนี้กับคู่ความในคดีก่อนเป็นคู่ความรายเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์วางเงินค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ในอัตราร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์พิพาทและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ จึงไม่ถูกต้อง เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากชื่อของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนางพัฒนาเป็นชื่อของนายบัญชา เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ทั้งนี้ตามตาราง 1 ข้อ 1 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คำสั่งศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว และที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจในการสั่งค่าฤชาธรรมเนียมโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง เมื่อโจทก์แพ้คดีบางข้อและบางข้อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งหกฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนนั้น เห็นว่า ในคดีก่อน นางพัฒนาไม่ได้ฟ้องเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท คดีก่อนจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 237 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ฟ้องคดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้วพิพากษาไปตามรูปความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (3) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งหกฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
นางนกน้อย วรพุทธพรหรือเรืองวิไลลักษณ์
โจทก์ — ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบัญชา เรืองวิไลลักษณ์
จำเลย — นางสาวลดาวัลย์ เรืองวิไลลักษณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13283/2558
#633620
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องในหนี้ตามสัญญาวงเงินสินเชื่อ กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้เฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ส่วนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งตามข้อตกลงในสัญญาข้อ 2.1 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้กู้ชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ 433,840 บาท กรณีจึงเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ มีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (2) เมื่อเจ้าหนี้เดิมได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อทั้งสองวงเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำตั๋วสัญญาใช้เงินมาขายลดแก่เจ้าหนี้เดิมแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ชำระดอกเบี้ยในวงเงินตามตั๋วเงินบางส่วนเพียงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 และชำระดอกเบี้ยในวงเงินกู้ยืมเพียงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2540 ยังคงมีต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระเป็นต้นมา เจ้าหนี้เดิมทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้หลายครั้งแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่วันดังกล่าวหรืออย่างช้าสำหรับหนี้วงเงินสินเชื่อในวันที่ครบกำหนดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินคือ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2540 ส่วนวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นคำนวณดอกเบี้ยตามรายงานภาระหนี้ก็เป็นเพียงวันที่โจทก์คิดดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 ต่อมาภายหลังจากมีการบังคับรับโอนทรัพย์หลักประกันแล้วเท่านั้น หาใช่เป็นวันที่ผิดนัดไม่ ลำพังที่โจทก์บังคับรับโอนทรัพย์หลักประกันฝ่ายเดียวเพื่อนำเงินมาหักชำระหนี้ตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 76 ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อนับแต่วันที่ลูกหนี้ที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวซึ่งเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องวันที่ 31 มีนาคม 2553 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้วงเงินสินเชื่อ และหนี้เงินกู้พ้นระยะเวลา 10 ปี และ 5 ปี ตามลำดับแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ

แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แต่การพิจารณาคดีล้มละลายตามกฎหมายล้มละลาย ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลในทางตัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลจึงต้องพิจารณาเอาความจริงตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ว่าคดีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ เมื่อหนี้ของโจทก์ขาดอายุความ จึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา 94 (1) ถือได้ว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลายตามมาตรา 14 ตอนท้าย ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ ปัญหานี้แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ที่มีต่อจำเลยทั้งสองมาจากธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม ตามลำดับ ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เจ้าหนี้เดิมในมูลหนี้ตามสัญญาวงเงินสินเชื่อ จำนวน 20,000,000 บาท และสัญญากู้ยืมเงิน จำนวน 20,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 และนายสมบัติเป็นผู้ค้ำประกัน ทำสัญญาค้ำประกันตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม นอกจากนี้นายสมบัติยังจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ด้วย หลังจากทำสัญญาวงเงินสินเชื่อแล้วจำเลยที่ 1 นำตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2540 จำนวนเงิน 20,000,000 บาท มาขายลดแก่เจ้าหนี้เดิม สัญญาจะใช้เงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2540 ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ครั้นวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 โจทก์บังคับรับโอนทรัพย์จำนองตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ในราคา 12,984,000 บาท นำเงินไปหักชำระหนี้ได้บางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นมีว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า สิทธิเรียกร้องในหนี้ตามสัญญาวงเงินสินเชื่อ กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้เฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งตามข้อตกลงในสัญญาข้อ 2.1 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้กู้ชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ 433,840 บาท กรณีจึงเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ มีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (2) เมื่อเจ้าหนี้เดิมได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อทั้งสองวงเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำตั๋วสัญญาใช้เงินมาขายลดแก่เจ้าหนี้เดิมแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ชำระดอกเบี้ยในวงเงินตามตั๋วเงินบางส่วนเพียงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 และชำระดอกเบี้ยในวงเงินกู้ยืมเพียงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2540 ยังคงมีต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระเป็นต้นมา เจ้าหนี้เดิมทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้หลายครั้งแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่วันดังกล่าวหรืออย่างช้าสำหรับหนี้วงเงินสินเชื่อในวันที่ครบกำหนดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินคือ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2540 ส่วนวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นคำนวณดอกเบี้ยตามรายงานภาระหนี้ก็เป็นเพียงวันที่โจทก์คิดดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 ต่อมาภายหลังจากมีการบังคับรับโอนทรัพย์หลักประกันแล้วเท่านั้น หาใช่เป็นวันที่ผิดนัดไม่ ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่ามีเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ลำพังที่โจทก์บังคับรับโอนทรัพย์หลักประกันฝ่ายเดียวเพื่อนำเงินมาหักชำระหนี้ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 76 ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อนับแต่วันที่ลูกหนี้ที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวซึ่งเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องวันที่ 31 มีนาคม 2553 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้วงเงินสินเชื่อ และหนี้เงินกู้พ้นระยะเวลา 10 ปี และ 5 ปี ตามลำดับแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาก็ตาม แต่การพิจารณาคดีล้มละลายตามกฎหมายล้มละลาย ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลในทางตัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลจึงต้องพิจารณาเอาความจริงตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ว่าคดีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หนี้ของโจทก์ขาดอายุความ จึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามมาตรา 94 (1) ถือได้ว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลายตามมาตรา 14 ตอนท้าย ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ ปัญหานี้แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์อีก เนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33 (2)
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 28
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 94 (1)
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 76
ชื่อคู่ความ
บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทลีเทคอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13274/2558
#585766
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสองคอน มีหน้าที่แจ้งให้ผู้สอบราคาได้มาทำสัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบลสองคอน จำเลยได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยไม่แจ้งให้ผู้สอบราคาได้ไปทำสัญญาจ้าง แต่กลับสั่งยกเลิกประกาศสอบราคาโครงการเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2551 และไม่ทำเรื่องเบิกตัดปีเพื่อกันเงินไว้เพื่อจัดทำโครงการ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้สอบราคาได้ องค์การบริหารส่วนตำบลสองคอน และประชาชน คำฟ้องของโจทก์มุ่งหมายให้ลงโทษจำเลยฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฉะนั้น ความสำคัญของความผิดย่อมอยู่ที่เจตนาในการกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด อันเป็นองค์ประกอบของความผิดประการหนึ่งด้วยตาม ป.อ. มาตรา 157 เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้นจำเลยกระทำด้วยเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบของความผิด ย่อมเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้อ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้วทำให้เห็นเจตนาพิเศษหรือพอเข้าใจได้ว่าเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้สอบราคาได้ ก็ไม่ทำให้คำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2551 เวลากลางวัน จำเลยมีหน้าที่แจ้งให้ผู้สอบราคาได้มาทำสัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบลสองคอน จำเลยได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยไม่แจ้งให้ผู้สอบราคาได้ไปทำสัญญาจ้าง แต่กลับสั่งให้ยกเลิกประกาศสอบราคาโครงการเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2551 และไม่ทำเรื่องเบิกตัดปี เพื่อขออนุมัติต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสองคอน เพื่อกันเงินไว้เพื่อจัดทำโครงการจำนวน 4 โครงการซึ่งนางสาวมัชฌิมา เจ้าของร้าน บ.การก่อสร้าง และห้างหุ้นส่วนจำกัด ต.เขมราฐคอมเมอร์ส เป็นผู้สอบราคาได้ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่นางสาวมัชฌิมา ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต.เขมราฐคอมเมอร์ส องค์การบริหารส่วนตำบลสองคอน และประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์มุ่งหมายขอให้ลงโทษจำเลยฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้นางสาวมัชฌิมา ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต.เขมราฐคอมเมอร์ส องค์การบริหารส่วนตำบลสองคอน และประชาชน ได้รับความเสียหาย ฉะนั้น ความสำคัญของความผิดย่อมอยู่ที่เจตนาในการกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด อันเป็นองค์ประกอบของความผิดประการหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยด้วย เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า การที่จำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น จำเลยกระทำลงด้วยเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นางสาวมัชฌิมา ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต.เขมราฐคอมเมอร์ส องค์การบริหารส่วนตำบลสองคอน และประชาชน อันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่บรรยายขาดองค์ประกอบของความผิดที่ฟ้อง ย่อมเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้ แม้อ่านคำฟ้องโจทก์โดยตลอดแล้วทำให้เห็นเจตนาพิเศษของจำเลยหรือพอเข้าใจได้ว่าเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นางสาวมัชฌิมา ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต.เขมราฐคอมเมอร์ส องค์การบริหารส่วนตำบลสองคอน และประชาชน ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายจิรัชยาหรือสมหมาย โสสิงห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางวิไล อรุณเรืองศิริเลิศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13262/2558
#635978
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปส่ง บ. ที่บ้านแล้วย้อนกลับไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง และร่วมกับจำเลยที่ 1 ยกร่างของผู้ตายขึ้นรถกระบะคันเกิดเหตุ ทั้งขณะที่จำเลยที่ 1 นำฟางมาคลุมร่างของผู้ตาย และนำยางในรถยนต์มาวางทับ แล้วตระเตรียมน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นรถกระบะนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมคาดหมายได้ว่าจำเลยที่ 1 จะต้องจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุและร่างของผู้ตายเพื่ออำพรางคดี จากนั้นจำเลยที่ 3 ก็นั่งไปด้วยในรถกระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ โดยมีจำเลยที่ 2 ขับรถอีกคันหนึ่งแล่นติดตามไป แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุพร้อมร่างของผู้ตายซึ่งอยู่ในรถดังกล่าว การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุโดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว เป็นการกระทำโดยมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ใช้ความระมัดระวังตรวจดูให้ดีก่อนว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 และที่ 3 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น

ความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ตาม ป.อ. มาตรา 199 นั้น การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานนี้ ผู้กระทำจะต้องซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพซึ่งหมายความถึงร่างกายของคนที่ตายแล้ว แต่เมื่อขณะที่ผู้ตายถูกเผา ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย ร่างกายของผู้ตายในขณะนั้นจึงไม่ใช่ศพ ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ อันเป็นองค์ประกอบความผิด การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 199, 217, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืน กระสุนปืนและเศษตะกั่ว 2 ชิ้น ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 217 ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย กับฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปี 9 เดือน การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ริบอาวุธปืน กระสุนปืน และเศษตะกั่ว 2 ชิ้น ของกลาง สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายวิโรจน์ ผู้ตายเป็นสามีของนางพนมพร ผู้เสียหาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน ผู้เสียหายเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นน้องเขยของจำเลยที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 3 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียหายกับผู้ตายทำงานอยู่ที่จังหวัดสระบุรี แต่ผู้เสียหายกับผู้ตายทะเลาะกัน ผู้เสียหายและบุตร 2 คน จึงไปอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 1 ต่อมาผู้ตายไปอาละวาดถามหาผู้เสียหายกับบุตรที่งานศพนางนุกุล แม่ยายของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงพาผู้เสียหายกับบุตรไปหลบที่กระท่อมของนางคำผม น้องสาวของจำเลยที่ 1 ที่เกิดเหตุ จากนั้นวันที่ 1 มกราคม 2556 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ผู้ตายไปถามหาผู้เสียหายกับบุตรที่บ้านของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงพาผู้เสียหายกับบุตรไปหลบซ่อนในป่าอ้อย เวลาประมาณ 14 นาฬิกา นางคำผมนำอาหารไปส่งผู้เสียหาย และชวนจำเลยที่ 1 ออกไปสังสรรค์วันขึ้นปีใหม่กับญาติที่กระท่อมที่เกิดเหตุซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมอยู่ด้วย เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ผู้ตายขับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บม 2515 สระบุรี ของผู้เสียหายคันเกิดเหตุ มายังกระท่อมที่เกิดเหตุ ผู้ตายเมาสุราและถามหาผู้เสียหายกับบุตร แล้วโวยวายด่าทอวงศ์ตระกูลของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงใช้อาวุธปืนยาวของกลางยิงที่ศีรษะผู้ตาย 1 นัด และจำเลยที่ 1 นำร่างของผู้ตายขึ้นรถกระบะคันเกิดเหตุ แล้วนำรถกระบะและร่างของผู้ตายไปเผาที่อำเภอผาขาว จังหวัดเลย ผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนรถกระบะของผู้เสียหายถูกเผาได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นกัน

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานที่พบเห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุขณะที่ผู้ตายอยู่ในรถดังกล่าวดังทำนองที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาก็ตาม แต่โจทก์มีนางบุญถม ซึ่งเป็นน้องสาวของจำเลยที่ 1 เป็นภริยาของจำเลยที่ 2 และเป็นมารดาของจำเลยที่ 3 เป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะพยานนอนหลับอยู่ในกระท่อมที่เกิดเหตุ หลานสาว 2 คน วิ่งร้องไห้มาบอกว่า ให้กลับบ้าน พยานลงจากกระท่อมไปดูเหตุการณ์ พบผู้ตายนอนตะแคงที่ตอไม้ พยานจึงกลับไปที่บ้านของนางคำผม และพาหลานเข้านอน ต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับมาที่บ้าน จำเลยที่ 2 บอกพยานว่า พาจำเลยที่ 3 ไปหาจำเลยที่ 1 และไปรับจำเลยที่ 1 หลังจากเอาศพผู้ตายไปทิ้งแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การดังกล่าวแล้ว นางบุญถมให้การในชั้นสอบสวนว่า วันเกิดเหตุขณะพยานกำลังนอนหลับที่กระท่อมที่เกิดเหตุ หลานของพยานร้องไห้วิ่งเข้ามาปลุกพยาน พยานตื่นขึ้นและเห็นผู้ตายนอนตะแคงแน่นิ่งอยู่บริเวณข้างวงสุรา โดยศีรษะหนุนอยู่ระหว่างตอไม้กับก้อนหิน ทั้งเห็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับนายบุญโฮม พี่ชายอีกคนหนึ่งของพยานมายืนดูอยู่ที่ท้ายรถ แล้วตะโกนบอกพยานว่า ผู้ตายเสียชีวิตแล้ว พยานตกใจกลัวและบอกให้จำเลยที่ 2 พาพยานกับหลานกลับบ้าน หลังจากกลับถึงบ้านพักที่เวลาประมาณ 17 นาฬิกา พยานอาบน้ำและดูแลหลาน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถออกจากบ้านไม่ทราบว่าไปที่ใด และกลับมาอีกครั้งในเวลาประมาณ 22 นาฬิกา พยานสอบถามจำเลยที่ 2 ว่า ไปไหนมา จำเลยที่ 2 ตอบว่า พาจำเลยที่ 3 กลับไปหาจำเลยที่ 1 ยังที่เกิดเหตุ และขับรถไปรับจำเลยที่ 1 กลับบ้านหลังจากนำศพไปทิ้ง โดยนางบุญถมให้การไว้ในชั้นสอบสวนหลังเกิดเหตุไม่นานนัก ซึ่งเป็นเวลาใกล้ชิดกับเหตุที่เกิดขึ้นมากกว่าที่มาเบิกความในชั้นพิจารณา เชื่อว่ายังจดจำรายละเอียดต่าง ๆ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุได้เป็นอย่างดี และไม่ปรากฏว่านางบุญถมให้การไว้โดยไม่สมัครใจแต่อย่างใด จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของนางบุญถมประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ และคำให้การในชั้นสอบสวนของนางบุญถมดังกล่าวยังสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 ให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะที่ผู้ตายขับมาแล่นถอยมายังบริเวณที่ผู้ตายนอนอยู่ จากนั้นจำเลยที่ 1 ขอร้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ช่วยจัดการร่างของผู้ตายโดยช่วยกันยกเสื่อที่รองร่างของผู้ตายขึ้นรถกระบะดังกล่าว โดยวางร่างของผู้ตายไว้ที่เบาะและหันศีรษะไปด้านคนขับ แล้วจำเลยที่ 1 นำเสื่อและยางในรถยนต์โยนไว้ที่กระบะหลังรถ แล้วนำรถกระบะไปจอดบริเวณกองฟางในบริเวณที่เกิดเหตุ นำฟางมาคุลมร่างของผู้ตาย นำยางในรถยนต์ตัดเป็น 2 ท่อน มาวางทับ แล้วใช้เสื้อพลาสติกวางทับอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นนำน้ำมันดีเซล 2 แกลลอน แกลลอนละ 5 ลิตร ที่อยู่ในที่เกิดเหตุขึ้นรถกระบะคันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะออกไปโดยขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปเป็นเพื่อนโดยจำเลยที่ 3 นั่งเบาะหน้าข้างจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ขับรถของตนตามไปจนไปถึงอำเภอผาขาว จังหวัดเลย บริเวณดังกล่าวเป็นที่เปลี่ยวและเป็นซอยแยก จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะคันเกิดเหตุแล่นเข้าไปแล้วรถติดหล่มเคลื่อนที่ไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงจอดรถกระบะไว้แล้วนำน้ำมันดีเซลที่เตรียมมาเทราดที่ร่างของผู้ตายและกระบะหลังรถ จากนั้นจุดไฟเผา เมื่อเห็นว่าไฟลุกติดแล้ว จำเลยทั้งสามจึงพากันกลับไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุโดยจำเลยที่ 3 เป็นคนขับรถ จำเลยที่ 1 นั่งข้างคนขับ ส่วนจำเลยที่ 2 นั่งเบาะหลัง แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 แยกย้ายไป ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การไว้หลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน อันเป็นเวลาใกล้ชิดกับเหตุที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 คงยังไม่ทันคิดช่วยเหลือหรือปรักปรำจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังให้การไว้ต่อหน้าทนายความซึ่งเข้าร่วมรับฟังการสอบปากคำจำเลยที่ 1 ด้วย เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ให้การไว้ด้วยความสมัครใจ แม้บันทึกคำให้การดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นแล้ว น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ และแม้คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ยิงผู้ตาย และขณะที่มีการเผาร่างของผู้ตาย จำเลยที่ 1 อยู่กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย จึงไม่ได้เป็นการปัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่เพียงสองคนเท่านั้น แต่เป็นการให้การถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 ได้ประสบมายิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประกอบกับจำเลยที่ 1 ยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพโดยทำกริยาท่าทางที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำร่างของผู้ตายขึ้นรถกระบะคันเกิดเหตุ แล้วจำเลยที่ 1 นำฟางมาคลุมร่างของผู้ตาย และนำน้ำมันเชื้อเพลิงมาตระเตรียมไว้ให้พนักงานสอบสวนถ่ายรูป ตามภาพถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยไม่สมัครใจแต่อย่างใด จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบต่อสู้ประกอบกันว่า วันเกิดเหตุหลังจากจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 3 ขับรถไปส่งนายบุญโฮมกับญาติ จากนั้นย้อนกลับไปยังที่เกิดเหตุ แล้วขับรถไปส่งจำเลยที่ 2 กับญาติที่บ้านของนางคำผมโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ที่บ้านของนางคำผมด้วย คงมีจำเลยที่ 1 และผู้ตายอยู่ที่ที่เกิดเหตุ ต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ไปรับโดยไม่ระบุสถานที่ โดยให้ขับรถไปทางบ้านท่าช้าง บ้านห้วยหมาก เมื่อถึงแยกคำไฮ ให้ไปทางอำเภอผาขาว จำเลยที่ 2 ชวนจำเลยที่ 3 ไปด้วย โดยจำเลยที่ 2 เป็นคนขับรถ ระหว่างทางจำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์บอกเส้นทางจำเลยที่ 2 อีก จำเลยที่ 2 จึงทราบว่าขับรถเลยไปแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 กลับรถ พบจำเลยที่ 1 ยืนอยู่และส่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้เห็นแสงไฟจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว จำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 จอดรถรอประมาณ 15 นาที และจำเลยที่ 1 กลับมาที่รถ แล้วบอกให้จำเลยที่ 2 ขับรถไปส่งที่บ้านนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กล่าวอ้างขึ้นได้โดยง่าย ประกอบกับในชั้นสอบสวน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ แต่หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีข้อต่อสู้ในเรื่องดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบดีอยู่แล้ว และยังเป็นสาระสำคัญในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็น่าจะให้การต่อพนักงานสอบสวนเพื่อยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของตนเสียตั้งแต่โอกาสแรกที่อาจกระทำได้ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ กลับให้การปฏิเสธไว้เพียงลอยๆ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นพิรุธ ส่อแสดงว่าเป็นเรื่องที่ยกขึ้นกล่าวอ้างในภายหลัง และเมื่อพิจารณาถึงสภาพของสถานที่ที่มีการจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุพร้อมร่างของผู้ตาย เห็นได้ว่าบริเวณดังกล่าวอยู่ลึกจากถนนสายหลักเข้าไปพอสมควรโดยเป็นจุดที่แยกเข้าไปจากถนนสายหลักและต้องเลี้ยวเข้าถนนซอยเล็กๆ ถึง 2 ครั้ง ประกอบกับบริเวณดังกล่าวยังเป็นป่าอ้อย มีลักษณะเปลี่ยว ต้นอ้อยมีความสูงท่วมศีรษะ ทั้งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน และไม่ปรากฏว่าบริเวณดังกล่าวมีแสงสว่างจากเสาไฟฟ้าสาธารณะ เป็นการยากที่จำเลยที่ 1 จะสามารถบอกเส้นทางให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปรับได้ถูกต้องหากจำเลยที่ 3 ไม่ได้นั่งรถไปด้วยและจำเลยที่ 2 ไม่ได้ขับรถติดตามไป ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่สมต่อเหตุผล และไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปส่งนางบุญถมที่บ้านแล้วย้อนกลับไปยังกระท่อมที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง และร่วมกับจำเลยที่ 1 ยกร่างของผู้ตายขึ้นรถกระบะคันเกิดเหตุ ทั้งขณะที่จำเลยที่ 1 นำฟางมาคลุมร่างของผู้ตาย และนำยางในรถยนต์มาวางทับ แล้วตระเตรียมน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นรถกระบะนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมคาดหมายได้ว่าจำเลยที่ 1 จะต้องจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุและร่างของผู้ตายเพื่ออำพรางคดี จากนั้นจำเลยที่ 3 ก็นั่งไปด้วยในรถกระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ โดยมีจำเลยที่ 2 ขับรถอีกคันหนึ่งแล่นติดตามไป แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุพร้อมร่างของผู้ตายซึ่งอยู่ในรถดังกล่าว อย่างไรก็ดีการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจุดไฟเผารถกระบะคันเกิดเหตุโดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว เป็นการกระทำโดยมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ใช้ความระมัดระวังตรวจดูให้ดีก่อนว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 และที่ 3 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า มีเหตุแห่งการสงสัยว่าผู้ตายถึงแก่ความตายในขณะที่ถูกจำเลยที่ 1 ยิงที่อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ไม่ใช่ถึงแก่ความตายที่อำเภอผาขาว จังหวัดเลย ผู้ตายจึงไม่ได้ถึงแก่ความตายเนื่องจากการถูกเผานั้น ข้อนี้เห็นว่า ตามรายงานการตรวจศพ ระบุว่า พบเขม่าในหลอดลมของผู้ตายเล็กน้อย และสาเหตุแห่งการตายคือถูกไฟคลอก โดยนายสมบัติ แพทย์ผู้ตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตาย ให้ความเห็นไว้ตามบันทึกคำให้การของพยาน ว่า จากการตรวจศพพบเขม่าในหลอดลม ดังนั้น สาเหตุการตายของผู้ตายน่าจะเกิดจากถูกไฟคลอก นายสมบัติเป็นแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายไปตามหน้าที่ทางวิชาชีพ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้ใดในคดี และไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาก่อน ไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 2 และที่ 3 ความเห็นของนายสมบัติประกอบรายงานการตรวจศพ ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง แสดงให้เห็นว่าขณะที่ผู้ตายถูกเผาที่อำเภอผาขาว จังหวัดเลย ผู้ตายยังหายใจและสูดลมหายใจเข้าไปหลอดลมได้ ผู้ตายจึงยังมีสภาพบุคคลและไม่ได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้วตั้งแต่ขณะถูกยิงที่อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา แต่ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากถูกไฟคลอกจากการถูกเผานั่นเอง ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในเรื่องนี้จึงฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 นั้น เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานนี้ ผู้กระทำจะต้องซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพซึ่งหมายความถึงร่างกายของคนที่ตายแล้ว แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะที่ผู้ตายถูกเผา ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย ร่างกายของผู้ตายในขณะนั้นจึงไม่ใช่ศพ ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการต่อมาว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำโดยประมาทเผาร่างของผู้ตายในขณะยังมีชีวิตอยู่จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และยังร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น นับว่าเป็นการกระทำที่ร้ายแรง และโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย แม้จะรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กล่าวอ้างในฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับเหตุที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างแล้ว ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 และ ที่ 3 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 199 ประกอบมาตรา 83 โดยให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสาม ม. 62 วรรคสอง ม. 199 ม. 217 ม. 291
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นายอุดม พรมพิมพ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
รัถยา สัตยาบัน
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13255/2558
#591883
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 13 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของโรงเรือนใดติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น โรงสี โรงเลื่อย ฯลฯ ขึ้นในโรงเรือนนั้น ๆ ในการประเมินท่านให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้น รวมทั้งส่วนควบดังกล่าวแล้วด้วย" เมื่อเตาเผาทั้ง ๖ เตาพร้อมอุปกรณ์ของโจทก์มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่งที่มีฐานติดตรึงกับพื้นดิน และมีเครื่องจักรเป็นเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมติดตั้งอยู่ภายใน มิได้มีสภาพเป็นที่สำหรับเข้าอยู่อาศัยหรือเป็นที่ไว้สินค้าคล้ายกับโรงเรือนแต่อย่างใด ส่วนสิ่งปลูกสร้างด้านบนแม้จะมีลักษณะคล้ายโรงเรือนโดยด้านในมีเครนไฟฟ้าอยู่และใช้โครงสร้างของตัวเตาเผาต่อเติมขึ้นไป แต่ก็ไม่ได้มีลักษณะอย่างโรงเรือนทั่วไปที่ต้องมีโครงสร้างรองรับน้ำหนักสัมผัสพื้นดิน เตาเผาทั้ง ๖ เตา ของโจทก์ไม่อาจถือเป็นโรงเรือนซึ่งติดตั้งส่วนควบที่สำคัญอันมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเพื่อใช้ดำเนินอุตสาหกรรม คงเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น และมาตรา 13 ใช้บัญญัติให้ลดค่ารายปีเฉพาะโรงเรือนที่ติดตั้งเครื่องจักรกลไกเท่านั้นมิได้หมายความรวมถึงสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นด้วย การที่จำเลยมีคำชี้ขาดไม่ลดค่ารายปีให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดค่ารายปีและค่าภาษีของจำเลย ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระให้เกินไป 266,666.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนเลขที่ 301 จังหวัดนครราชสีมา โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2554 แสดงรายการทรัพย์สิน ดังนี้ โกดัง 3 หลัง สำนักงาน เตาเผา โกดังถ่าน โรงแยกขนาด โรงบด เครื่องจักร โดยโจทก์ให้บริษัททองพล จำกัด เช่าทรัพย์สินทั้งหมด ตกลงค่าเช่าเป็นรายเดือน รวมค่าเช่าทั้งปีเป็นเงิน 6,400,000 บาท ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยมีใบแจ้งรายการประเมินแก่โจทก์เป็นค่ารายปี 2,833,333.33 บาท ค่าภาษี 354,166.67 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่มีมติให้อาคารสำนักงานเป็นโรงเรือนที่ติดตั้งเครื่องชั่งไว้ภายในอาคาร เป็นโรงเรือนที่ติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้น ส่วนโรงแยกขนาด โรงบดและเครื่องจักร พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยได้พิจารณาลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้นตั้งแต่มีใบแจ้งรายการประเมินค่าภาษีแล้ว ส่วนทรัพย์สินรายการอื่นไม่ต้องด้วยมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จึงไม่ลดค่ารายปีให้ นายกเทศมนตรีตำบลสีมามงคลได้แจ้งคำชี้ขาดที่เห็นชอบตามคณะกรรมการพิจารณาการประเมินใหม่ให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์ชำระค่าภาษีตามการประเมินแล้ว แต่ไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดจึงฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยชอบแล้ว โจทก์อุทธรณ์เฉพาะในส่วนของเตาเผาทั้ง 6 เตา การประเมินและคำชี้ขาดในส่วนของทรัพย์สินรายการอื่นจึงยุติแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดของนายกเทศมนตรีตำบลสีมามงคลในส่วนของเตาเผาทั้ง 6 เตา ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินภาษีแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์อุทธรณ์ว่า เตาเผาทั้ง 6 เตา อยู่ติดกันและเป็นอาคารขนาดใหญ่มีหลังคาและผนังปูนกั้นโดยรอบ โดยสภาพเป็นโรงเรือนโดยไม่ต้องอยู่ในโรงเรือนอื่น เตาเผาทั้ง 6 เตา มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างมีผนังอย่างดี มีหลังคาคลุม มีบันได หน้าต่างรองรับบุคคลหลายคนเข้าทำงานได้ ย่อมเป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรืออาจใช้สอยได้ เมื่อเตาเผาทั้ง 6 เตา พร้อมอุปกรณ์ติดตั้งติดตรึงถาวรประกอบเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรือนจึงเป็นส่วนควบกับโรงเรือน เตาเผาและอุปกรณ์จึงเป็นโรงเรือนที่ติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำ หรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 นั้น เห็นว่า มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของโรงเรือนใดติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น โรงสี โรงเลื่อย ฯลฯ ขึ้นในโรงเรือนนั้น ๆ ในการประเมิน ท่านให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้น รวมทั้งส่วนควบดังกล่าวแล้วด้วย" เมื่อพิจารณาภาพถ่ายเตาเผาทั้ง 6 เตา พร้อมอุปกรณ์และแบบแปลนแสดงอาคารเครื่องจักรอาคารเตาเผาปูน ประกอบกับทางนำสืบของโจทก์และจำเลยเกี่ยวกับสภาพและลักษณะเตาเผาทั้ง 6 เตา ทั้งด้านนอกและด้านใน จะเห็นได้ว่าเตาเผาทั้ง 6 เตา พร้อมอุปกรณ์มีระบบสายพานและเครนไฟฟ้าสำหรับลำเลียงหินปูนและถ่านหินเชื้อเพลิงใส่เข้าเตาเผาเพื่อทำการเผาในอุณหภูมิและระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยมีพัดลมที่ด้านล่างแท่นปูนเพื่อเพิ่มอากาศให้การเผาหินปูน สาระสำคัญจึงอยู่ที่เตาเผาทั้ง 6 เตา พร้อมอุปกรณ์ที่จะต้องทำงานเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ซึ่งจะทำให้การเผาหินปูนเป็นไปโดยสมบูรณ์จึงไม่อาจแยกส่วนหนึ่งส่วนใดออกจากกันได้ เตาเผาทั้ง 6 เตา พร้อมอุปกรณ์จึงมีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่งที่มีฐานติดตรึงกับพื้นดินที่มีเครื่องจักรและเป็นเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมติดตั้งอยู่ภายใน มิได้มีสภาพเป็นที่สำหรับเข้าอยู่อาศัยหรือเป็นที่ไว้สินค้าคล้ายกับโรงเรือนแต่อย่างใด ส่วนสิ่งปลูกสร้างด้านบนที่มีลักษณะคล้ายโรงเรือนโดยด้านในมีเครนไฟฟ้าอยู่และใช้โครงสร้างของตัวเตาเผาสร้างต่อเติมขึ้นไปนั้น ก็ไม่ได้มีลักษณะอย่างโรงเรือนทั่วไปที่ต้องมีโครงสร้างรองรับน้ำหนักสัมผัสพื้นดิน ทั้งผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า อาคารด้านบนมีไว้เพื่อใช้ป้องกันไม่ให้ฝนตกใส่เตาเผาเท่านั้น เตาเผาทั้ง 6 เตา จึงไม่อาจถือเป็นโรงเรือนซึ่งติดตั้งส่วนควบที่สำคัญอันมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเพื่อดำเนินการอุตสาหกรรมดังที่โจทก์อุทธรณ์ เตาเผาทั้ง 6 เตา จึงเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น แม้โจทก์จะติดตั้งระบบสายพานขนถ่ายปูน มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 7.5 H.P. และมีมอเตอร์ขับเคลื่อนเครนไฟฟ้าขนาด 7.5 H.P. และขนาด 20 H.P. ซึ่งเป็นเครื่องกำเนิดสินค้าของโจทก์และเป็นส่วนสำคัญในการผลิตปูนขาวไว้ในเตาเผาก็ตาม แต่มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติให้ลดค่ารายปีเฉพาะกรณีโรงเรือนที่ติดตั้งเครื่องจักรกลไกเท่านั้น มิได้หมายรวมถึงสิ่งปลูกสร้างด้วย การที่จำเลยมีคำชี้ขาดไม่ลดค่ารายปีในส่วนเตาเผาทั้ง 6 เตา ให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์เพราะมิทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 13
ชื่อคู่ความ
บริษัทอโศกไลม์ จำกัด โดยบริษัทสีลมแอดไวซอรี่
โจทก์ — เซอร์วิส จำกัด ผู้บริหารแผน
จำเลย — เทศบาลตำบลสีมามงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวรวัฒน์ กุสลางกูรวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
กรองเกียรติ คมสัน
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13253/2558
#592030
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทโจทก์ บริษัท เอบีบี ด. และบริษัท เอบีบี พ. มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายเดียวกันคือ บริษัท อาเซียอา นิติบุคคลตามกฎหมายไทยถือหุ้นร้อยละ 51 และมีบริษัท เอบีบี อ. นิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศ ถือหุ้นคิดเป็นร้อยละ 49 ก่อนจดทะเบียนเลิกบริษัทโจทก์มีกำไรสะสม 101,754,580 บาท ซึ่งโจทก์ควรจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นของโจทก์ การจ่ายเงินปันผลให้แก่บริษัท เอบีบี อ. ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศโจทก์ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตาม ป.รัษฎากร มาตรา 70 แต่โจทก์กลับจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นเพียง 2,105,627 บาท แล้วนำกำไรอีก 99,000,000 บาท ไปจ่ายเป็นเงินสนับสนุนให้แก่บริษัท เอบีบี ด. และบริษัท เอบีบี พ. โดยไม่ได้รับผลตอบแทนเพื่อให้บริษัท เอบีบี ด. และบริษัท เอบีบี พ. นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้แก่บริษัท เอบีบี อ. ทั้งที่โจทก์มิได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท เอบีบี อ. หลังจากโจทก์ให้เงินสนับสนุนแก่บริษัท เอบีบี ด. และบริษัท เอบีบี พ. เพียงสองวัน โจทก์และบริษัท เอบีบี ด. และบริษัท เอบีบี พ. ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทในวันเดียวกัน ปกติก่อนเลิกบริษัท หากโจทก์มีหนี้สินก็ควรนำเงินไปชำระหนี้ก่อนที่เหลือจึงนำแบ่งให้แก่ผู้ถือหุ้น การที่โจทก์จ่ายเงินสนับสนุนให้แก่บริษัท เอบีบี ด. และบริษัท เอบีบี พ. เป็นทางให้บริษัท อาเซียอา ผู้ถือหุ้นใหญ่ของโจทก์ขาดประโยชน์ที่พึงมีพึงได้จากกำไรสะสม 99,000,000 บาท ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่ามีเหตุผลสมควรอันใดที่บริษัท อาเซียอา ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มีอำนาจบริหารในบริษัทโจทก์จะยอมให้โจทก์กระทำให้บริษัท อาเซียอา ต้องเสียเปรียบ ดังนั้น การที่โจทก์ไม่จ่ายเงินปันผลให้แก่บริษัท เอบีบี อ. โดยตรง กับใช้วิธีให้เงินสนับสนุนแก่บริษัท เอบีบี ด. และบริษัท เอบีบี พ. ก็เพื่อที่โจทก์ไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้ที่จ่ายให้บริษัท เอบีบี อ. ตามมาตรา 70 พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าบริษัท เอบีบี อ. ได้รับผลประโยชน์ทางอ้อมจากกำไรสะสมที่โจทก์ได้จ่ายเงินสนับสนุนให้แก่บริษัท เอบีบี ด. และบริษัท เอบีบี พ. ตามสัดส่วนของการถือหุ้นอันเป็นการเพิ่มพูนทรัพย์สินของบริษัท เอบีบี อ. อันอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน จึงเป็นเงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 39 และเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข) ที่จ่ายจากประเทศไทย โจทก์มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร เลขที่ ภงด 74.1-05110010-25480802-002-00001 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2548 หรือเลขที่ ภงด 74.1-01002071-25481110-002-00001 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร เลขที่ ภงด 74.1-05110010-25480802-002-00002 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ. (อธ.1)/7/2552 หากศาลเห็นว่าโจทก์ควรต้องชำระภาษีตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เพียงใดแล้ว ขอให้งดเงินเพิ่มทั้งหมดให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์นำสืบเพียงว่า โจทก์ไม่เคยจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น แต่ตามบันทึกคำให้การชั้นตรวจสอบ ที่นางสาวสอางค์โฉมไปให้การต่อเจ้าพนักงานประเมินต่างระบุว่าโจทก์ได้จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 ธันวาคม 2545 ซึ่งนางสาวสอางค์โฉม เป็นผู้ชำระบัญชีของโจทก์ ย่อมมีความรู้ทางบัญชีและทราบความหมายของคำว่าเงินปันผลเป็นอย่างดี และมิได้โต้แย้งเจ้าพนักงานประเมินว่าถ้อยคำที่ระบุในเอกสารดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร กลับยอมลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การชั้นตรวจสอบทั้งสามฉบับ ทั้งในชั้นที่นางสาวสอางค์โฉมมาเบิกความต่อศาล นางสาวสอางค์โฉมก็มิได้เบิกความว่า บันทึกคำให้การของตนนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของจำเลยว่า โจทก์ได้จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น 2,105,627.67 บาท จริง โดยปรากฏข้อเท็จจริงจากงบดุลว่า ก่อนที่โจทก์จะจดทะเบียนเลิกบริษัท โจทก์มีกำไรสะสม 101,754,580.01 บาท ประกอบด้วยกำไรสะสมที่จัดสรรเป็นทุนสำรอง 950,003 บาท และกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร 100,805,577 บาท ซึ่งเงินกำไรสะสมดังกล่าวโจทก์ควรจะนำมาแบ่งปันให้แก่ผู้ถือหุ้นของโจทก์ แต่โจทก์กลับจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นเพียง 2,105,627.67 บาท แล้วนำเงินกำไรสะสมจำนวนมากถึง 99,000,000 บาท ไปจ่ายเป็นเงินสนับสนุนให้แก่บริษัทเอบีบี ดิสทรีบิวชั่น จำกัด และบริษัทเอบีบี เพาเวอร์ จำกัด โดยไม่ได้รับผลตอบแทน เพื่อให้บริษัททั้งสองนำไปชำระหนี้แก่บริษัทเอบีบี อาเซียอา บราวน์ โบเวอรี่ จำกัด ทั้งที่โจทก์ก็มิได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทผู้รับเงินทั้งสอง และยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับบริษัทผู้รับเงินทั้งสอง มีผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดียวกัน คือ บริษัทอาเซียอา บราวน์ โบเวอรี่ โฮลดิ้ง จำกัด และบริษัทเอบีบี อาเซียอา บราวน์ โบเวอรี่ จำกัด หลังจากที่โจทก์จ่ายเงินสนับสนุนให้แก่บริษัทผู้รับเงินทั้งสอง บริษัทผู้รับเงินทั้งสองก็ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทในวันเดียวกันกับบริษัทโจทก์ ประกอบกับตามปกติก่อนการเลิกบริษัท หากโจทก์มีหนี้สินก็ควรนำเงินไปชำระหนี้ก่อนที่เหลือจึงนำมาแบ่งปันคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งการที่โจทก์จ่ายเงินสนับสนุนให้แก่บริษัทผู้รับเงินทั้งสอง ยังเป็นทางให้บริษัทเอบีบี อาเซียอา บราวน์ โบเวอรี่ จำกัด ผู้ถือหุ้นในโจทก์สัดส่วนร้อยละ 48.93 ขาดประโยชน์ที่พึงมีพึงได้จากกำไรสะสมที่โจทก์นำไปจ่ายเป็นเงินสนับสนุนให้แก่บริษัทผู้รับเงินทั้งสอง จำนวน 99,000,000 บาท ตามสัดส่วนที่บริษัทถือหุ้นคิดเป็นเงิน35,229,600 บาท และจำนวน 13,211,100 บาท ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่ามีเหตุสมควรอันใดที่บริษัทเอบีบี อาเซียอา บราวน์ โบเวอรี่ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มีอำนาจบริหารในบริษัทโจทก์จะยอมให้โจทก์กระทำให้ตนต้องเสียเปรียบ ซึ่งหากในวันที่เลิกประกอบกิจการโจทก์นำกำไรสะสมจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่บริษัทเอบีบี อาเซียอา บราวน์ โบเวอรี่ จำกัด นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของสมาพันธรัฐสวิส โจทก์ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้แก่บริษัทเอบีบี อาเซียอา บราวน์ โบเวอรี่ จำกัด ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น การที่โจทก์มิได้จ่ายเงินกำไรสะสมให้แก่บริษัทเอบีบี อาเซียอา บราวน์ โบเวอรี่ จำกัด โดยตรงกลับใช้วิธีให้เงินสนับสนุนแก่บริษัทผู้รับเงินทั้งสองที่มีบริษัทเอบีบี อาเซียอา บราวน์ โบเวอรี่ จำกัด ถือหุ้นอยู่ก็เพื่อที่โจทก์จะได้ไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้ที่จ่ายให้บริษัทเอบีบี อาเซียอา บราวน์ โบเวอรี่ จำกัด พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือได้ว่าบริษัทเอบีบี อาเซียอา บราวน์ โบเวอรี่ จำกัด ได้รับผลประโยชน์ทางอ้อมจากกำไรสะสมที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่บริษัทผู้รับเงินทั้งสองตามสัดส่วนของการถือหุ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มพูนทรัพย์สินของบริษัทเอบีบี อาเซียอา บราวน์ โบเวอรี่ จำกัด อันอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร และเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข) ที่จ่ายในประเทศไทย โจทก์จึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่งจำเลยร้อยละ 10 ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า มีเหตุสมควรลดหรืองดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์มีกำไรสะสมจำนวนมากสามารถจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ แต่โจทก์กลับนำกำไรสะสมไปจ่ายเป็นเงินสนับสนุนเป็นจำนวนถึง 99,000,000 บาท ให้แก่บริษัทผู้รับเงินทั้งสองที่มีบริษัทเอบีบี อาเซียอา บราวน์ โบเวอรี่ จำกัด ถือหุ้นอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรลดหรืองดเงินเพิ่มแก่โจทก์อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (4) ม. 40 (ข) ม. 70
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอบีบี เอ็นจิเนียริ่ง
โจทก์ — แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
กรองเกียรติ คมสัน
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13252/2558
#592177
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 81 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (1)... (ซ) การให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมในสาขา และลักษณะการประกอบกิจการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี" ซึ่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 11) เรื่อง กำหนดสาขาและลักษณะการประกอบกิจการให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรม ตามมาตรา 81 (1) (ซ) แห่ง ป.รัษฎากร "ข้อ 1 การให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมในสาขานาฏศิลป์และสาขาดุริยางคศิลป์และคีตศิลป์ คำว่า "สาขานาฏศิลป์" หมายความถึง การแสดงศิลปะการร่ายรำประเภทต่าง ๆ ได้แก่ การแสดงพื้นเมือง ระบำ ละคร และโขน คำว่า "สาขาดุริยางคศิลป์และคีตศิลป์" หมายความถึงเฉพาะการแสดงดนตรีไทย หรือการขับร้องเพลงไทยประกอบเครื่องดนตรีไทย ข้อ 2 การให้บริการตามข้อ 1 ผู้ประกอบการจะต้องมิได้เรียกเก็บค่าบริการโดยตรงจากผู้ชมหรือผู้ฟัง แต่ไม่รวมถึงการให้บริการโดยกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่น เมื่อประกาศอธิบดีฉบับดังกล่าวไม่ได้มีข้อจำกัดว่าหากโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมในสาขานาฏศิลป์และสาขาดุริยางคศิลป์และคีตศิลป์โดยมุ่งค้าหากำไรแล้วจะไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น แม้ในส่วนที่โจทก์ให้บริการทางศิลปะและวัฒนธรรมในสาขานาฏศิลป์และดุริยางคศิลป์และคีตศิลป์จะเป็นการให้บริการโดยมุ่งค้าหากำไร แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้เก็บค่าบริการจากผู้ชมโดยตรงตามข้อ 2 ของประกาศฉบับดังกล่าว โจทก์จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 งดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ในอัตราสูงสุด

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งห้าโดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติในเบื้องต้นโดยโจทก์และจำเลยทั้งห้ามิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการบริการรำไทยและให้บริการเช่าชุดไทย - วิวาห์ บริการรักษาความปลอดภัย มีนางกุหลาบหรือปันพรและนางสาวกัญญารัตน์ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มประเภทให้บริการ รับบริการจัดการแสดงในงานพิธี รับบริการรักษาความปลอดภัยและคำนวณภาษีจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี เจ้าพนักงานสรรพากรพื้นที่สุราษฎร์ธานีได้เข้าระบบกำกับเพื่อดูข้อมูลเกี่ยวกับการเสียภาษีของโจทก์ ปรากฏว่าในปี 2548 โจทก์มีรายได้ตามข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย 2,572,577.65 บาท เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ขออนุมัติออกตรวจสภาพกิจการ นางอัญชิสา ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์มาให้ถ้อยคำและเจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้ทราบว่า ในปี 2548 โจทก์มีรายได้เกิน 1,800,000 บาท ต่อปี เกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ยังให้ถ้อยคำเพิ่มเติมอีกว่า โจทก์มีการเก็บเอกสารที่ขาดการเอาใจใส่ ไม่สามารถนำเอกสารมามอบให้ได้ครบถ้วน พร้อมทั้งยอมรับข้อมูลที่เจ้าพนักงานประเมินจะทำการประเมินโดยไม่มีข้อโต้แย้ง เจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้โจทก์ทราบว่า ในปี 2548 โจทก์มีรายได้เกิน 1,800,000 บาท ต่อปี แต่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนด โจทก์ต้องรับผิดชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (1) จำนวน 2 เท่า ของเงินภาษีที่ต้องเสียและเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับตามมาตรา 89/1 ตั้งแต่เดือนภาษีมีนาคม 2548 ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2549 เป็นมูลค่าบริการ 5,951,685.06 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 416,617.97 บาท เบี้ยปรับ 833,235.98 บาท และเงินเพิ่ม 148,281.18 บาท รวมทั้งสิ้น 1,398,135.14 บาท เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 15 มกราคม 2551 โจทก์ยินยอมชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่ม ส่วนเบี้ยปรับของดทั้งหมดและทำบันทึกตกลงยินยอมการชำระภาษีอากรไว้ จำเลยที่ 2 จึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2548 ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2549 เป็นเงิน 1,398,135.14 บาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินและยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ อธิบดีกรมสรรพากรอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ โดยโจทก์ขอให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีกันยายน 2548 และเดือนภาษีตุลาคม 2548 ส่วนเดือนภาษีพฤศจิกายน 2548 ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2549 ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ปลดภาษีสำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีกันยายน 2548 ทั้งหมด ส่วนเดือนภาษีตุลาคม 2548 ปรับปรุงการคำนวณภาษี โจทก์ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 11,480 บาท เบี้ยปรับ 22,960 บาท และเงินเพิ่ม 4,477.20 บาท ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 40 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย สำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2548 ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2549 ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 40 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประกอบกิจการของโจทก์ประเภทการแสดงรำไทยและดนตรี ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ให้บริการแสดงรำไทยและมิได้เรียกเก็บค่าบริการโดยตรงจากผู้ชมหรือผู้ฟัง จึงเข้าลักษณะที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม การที่โจทก์มีวิธีการบริหารจัดการในการแสดงของโจทก์ โดยมีพนักงานรำไทยเป็นลูกจ้าง โจทก์รับจ้างจากโรงแรมและรีสอร์ทให้ไปแสดงรำไทยตามสถานที่ที่โรงแรมและรีสอร์ทต่าง ๆ กำหนด โจทก์จะนำค่าว่าจ้างมาจ่ายให้แก่พนักงานรำไทยแต่ละคนเป็นเงินเดือนและเป็นรายได้ของโจทก์ด้วย การให้บริการของโจทก์จึงเป็นการให้บริการที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางว่า โจทก์เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีนางปันพร เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการให้บริการทางด้านการแสดงศิลปะการร่ายรำประเภทต่าง ๆ การแสดงพื้นเมือง ระบำตามโรงแรม ร้านอาหาร ที่มีผู้ติดต่อให้ไปแสดง ผู้ชมส่วนใหญ่คือ ผู้ที่เข้ามาพักหรือมาใช้บริการในร้านอาหารของโรงแรมหรือเจ้าของกิจการที่ว่าจ้างนั้น โจทก์มิได้เรียกเก็บค่าแสดงโดยตรงจากผู้ชมหรือผู้ฟัง แต่จะรับค่าจ้างจากเจ้าของโรงแรมและผู้เป็นเจ้าของกิจการที่ติดต่อให้ไปแสดงโดยตรง ส่วนทางเจ้าของโรงแรมหรือเจ้าของกิจการที่ว่าจ้างโจทก์ให้ไปแสดงไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากลูกค้าที่มาชมการแสดง เพราะเป็นการบริการเสริมเพื่อส่งเสริมการขายของกิจการ ในการจูงใจให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการในกิจการของตนมากขึ้น สำหรับการแสดงรำไทยแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที หากเป็นวงใหญ่จะประกอบด้วย นักแสดง 6 คน นักดนตรี 5 คน คิดค่าแสดง 4,000 ถึง 4,500 บาท หากเป็นวงเล็กคิดค่าแสดง 3,000 ถึง 3,500 บาท การให้บริการจะเป็นที่โรงแรมหรือรีสอร์ทในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปัญหานี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการดังต่อไปนี้ (ซ) การให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมในสาขา และลักษณะการประกอบกิจการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี" ซึ่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 11) เรื่อง กำหนดสาขาและลักษณะการประกอบกิจการให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรม ตามมาตรา 81 (1) (ซ) แห่งประมวลรัษฎากร "ข้อ 1 การให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมในสาขานาฏศิลป์และสาขาดุริยางคศิลป์และคีตศิลป์ คำว่า "สาขานาฏศิลป์" หมายความถึง การแสดงศิลปะการร่ายรำประเภทต่าง ๆ ได้แก่ การแสดงพื้นเมือง ระบำ ละคร และโขน คำว่า "สาขาดุริยางคศิลป์และคีตศิลป์" หมายความถึงเฉพาะการแสดงดนตรีไทย หรือการขับร้องเพลงไทยประกอบเครื่องดนตรีไทย ข้อ 2 การให้บริการตามข้อ 1 ผู้ประกอบการจะต้องมิได้เรียกเก็บค่าบริการโดยตรงจากผู้ชมหรือผู้ฟัง แต่ไม่รวมถึงการให้บริการโดยกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่น ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 เป็นต้นไป" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 11) เรื่อง กำหนดสาขาและลักษณะการประกอบกิจการให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรม ตามมาตรา 81 (1) (ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าหากโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมในสาขานาฏศิลป์และสาขาดุริยางคศิลป์และคีตศิลป์โดยมุ่งค้าหากำไรแล้วจะไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประกาศฉบับดังกล่าว ดังนั้น แม้ในส่วนที่โจทก์ให้บริการทางศิลปะและวัฒนธรรมในสาขานาฏศิลป์และดุริยางคศิลป์และคีตศิลป์จะเป็นการให้บริการโดยมุ่งค้าหากำไร แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้เก็บค่าบริการจากผู้ชมโดยตรงตามข้อ 2 ของประกาศฉบับดังกล่าว โจทก์จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 11) เรื่อง กำหนดสาขาและลักษณะการประกอบกิจการให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรม ตามมาตรา 81 (1) (ซ) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ ภ.พ.73.1 - 11840040 - 25501203 - 005 -00018 ถึง 00026 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2550 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.11 สฎ/48 ถึง 56/2551 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 เฉพาะรายรับจากการประกอบกิจการให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมในสาขานาฏศิลป์และดุริยางคศิลป์และคีตศิลป์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 81 (1) ม. 81 (ซ)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด กัญญวราเอ็นเตอร์เทนเมนท์
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอนันต์ บุญแย้ม
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13244/2558
#590856
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง ต้องการให้มีการบอกเลิกสัญญาจ้างกันล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบของการกำหนดจ่ายค่าจ้าง เมื่อนายจ้างลูกจ้างตกลงกันให้มีการบอกกล่าวล่วงหน้านานกว่ากำหนดดังกล่าวก็ย่อมทำได้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย

ข้อตกลงว่าหากมีการเลิกจ้างจำเลยที่ 8 ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน 3 เดือน แต่จำเลยที่ 8 บอกเลิกจ้างในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ให้มีผลในวันที่ 1 ธันวาคม 2551 เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการเลิกจ้างเพียง 2 วัน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 2 เดือน 28 วัน

แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าเสียหายการผิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งเป็นเงินที่เรียกจากมูลกฎหมายที่แตกต่างกันมาในคราวเดียวกันได้ก็ตามแต่เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควรซึ่งเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นมูลเหตุเดียวกันกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้วจึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนโดยอาศัยมูลเหตุเดียวกันย่อมเป็นการไม่ชอบ

การคำนวณจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอาศัยค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ การจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมก็คำนึงถึงค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับประกอบการพิจารณาด้วย ราคาค่าบัตรโดยสารเครื่องบินโจทก์ก็นำสืบว่ามีราคาเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง เพื่อป้องกันการได้เปรียบหรือเสียเปรียบจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราอันทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนนี้ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดชำระเงิน 100,931,637 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 98,109,316 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 จำเลยที่ 8 ฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 3,561,426 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 8

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 8 ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 8

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ร่วมกันจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,060 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยหักเงินจำนวน 395,714 บาท ออกเสียก่อน จ่ายค่าขนส่งสัมภาระจำนวน 18,000 บาท จ่ายค่าบัตรโดยสารเครื่องบินจำนวน 1,034 ดอลลาร์สิงคโปร์ จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 119,420 ดอลลาร์สิงคโปร์ และจ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานจำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทุกยอดเงิน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชยจำนวน 136,480 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยหักเงินจำนวน 3,165,712 บาท ออกเสียก่อน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงิน แต่จำเลยที่ 9 ถึงที่ 11 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวกับจำเลยที่ 8 คำขออื่นของโจทก์ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 8

โจทก์และจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยที่ 8 ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์เท่าใด เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสองที่ใช้บังคับบัญญัติว่า "ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน..." แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวต้องการให้มีการบอกเลิกสัญญาจ้างกันล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบของการกำหนดจ่ายค่าจ้าง ดังนั้นเมื่อนายจ้างและลูกจ้างตกลงกันให้มีการบอกกล่าวล่วงหน้านานกว่ากำหนดดังกล่าวก็ย่อมทำได้ ไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าการบอกกล่าวล่วงหน้าต้องแจ้งล่วงหน้า 3 เดือน เมื่อไม่แจ้งก็ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 3 เดือน ให้แทน จำเลยทั้งสิบเอ็ดไม่ได้ให้การปฏิเสธไว้ และศาลแรงงานกลางรับฟังว่า เป็นเอกสารที่ทำขึ้นในนามจำเลยที่ 8 เรื่องการไปปฏิบัติงานที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ที่ส่งถึงโจทก์ โดยระบุว่าไม่สามารถที่จะให้สัญญาในตำแหน่งหุ้นส่วน แสดงว่าโจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 8 และเอกสารดังกล่าวระบุการเลิกจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้า 3 เดือน ข้อเท็จจริงจึงยุติว่าหากมีการเลิกจ้างจำเลยที่ 8 กำหนดให้บอกกล่าวล่วงหน้าก่อน 3 เดือน การที่จำเลยที่ 8 บอกเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 โดยให้มีผลในวันที่ 1 ธันวาคม 2551 เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการเลิกจ้างมีผลเพียง 2 วัน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 2 เดือน 28 วัน เป็นเงิน 50,042 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง ทั้งนี้ให้นำเงินจำนวน 395,714 บาท ที่จำเลยที่ 8 ชำระเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์มาหักออกเสียก่อน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 8 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 1 เดือน โดยหักเงินจำนวน 395,714 ออกเสียก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ข้อแรกว่าการที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 จ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานให้แก่โจทก์อีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวนหนึ่งและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานอีกจำนวนหนึ่ง โดยในส่วนค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโจทก์บรรยายฟ้องว่าหากโจทก์ได้รับการแต่งตั้งเป็นหุ้นส่วนจากจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 แล้วโจทก์จะได้ผลประโยชน์จากการทำงานร้อยละ 10 ต่อปี ของรายได้ ขอเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน 87,500,000 บาท ซึ่งในส่วนนี้ศาลแรงงานกลางไม่ได้นำเหตุผิดสัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์กล่าวอ้างมาวินิจฉัย แต่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเพียงว่าเมื่อจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์และที่โจทก์เรียกค่าเสียหายมา 87,500,000 บาท สูงเกินส่วน จึงกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงินจำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ทั้งที่ศาลแรงงานกลางได้กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์แล้ว 119,420 ดอลลาร์สิงคโปร์ ดังนี้แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งเป็นเงินที่เรียกจากมูลกฎหมายที่แตกต่างกันมาในคราวเดียวกันได้ก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควรซึ่งเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นมูลเหตุเดียวกันกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้ว จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนโดยอาศัยมูลเหตุเดียวกันย่อมเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 จึงไม่จำต้องจ่ายค่าเสียหายจำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ แก่โจทก์อีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 และที่ 11 ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ข้อต่อมาว่าการที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระเป็นเงินไทยแต่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ชำระเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์เป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราเดือนสุดท้ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ การคำนวณจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าย่อมอาศัยฐานค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์คำนวณจ่ายเงินทั้งสองประเภทดังกล่าว และการจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมก็คำนึงถึงค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับประกอบการพิจารณาด้วย ทั้งราคาบัตรโดยสารเครื่องบินที่โจทก์มีสิทธิได้รับนั้นโจทก์นำสืบว่ามีราคาเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ ศาลแรงงานกลางจึงวินิจฉัยให้จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง เพื่อป้องกันการได้เปรียบหรือเสียเปรียบจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราอันทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานจำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 ร่วมกันจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 50,042 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยหักเงินจำนวน 395,714 บาท ออกเสียก่อน หากจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 จะขอชำระเป็นเงินไทยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงิน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตรา 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ 23.62 บาท ตามที่โจทก์ขอ โดยจำนวนค่าชดเชยต้องไม่เกิน 58,344 บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องของค่าชดเชยต้องไม่เกิน 1,678 บาท ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินต้องไม่เกิน 24,423 บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องของค่าบัตรโดยสารเครื่องบินต้องไม่เกิน 702.50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196 วรรคสอง ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอิกอร์ พราฮิน
จำเลย — บริษัทดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13241/2558
#633755
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนต้นยางพาราและทรัพย์สินอื่นที่สร้างอยู่ในที่ดินพิพาทออกไปจากที่ดินพิพาทก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง ซึ่ง ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำพิพากษาว่าผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำความผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของผู้กระทำความผิดออกไปจากที่ดินนั้นด้วย" จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเห็นได้ว่า เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ศาลย่อมมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินที่เข้าไปยึดถือ ครอบครอง ถมดิน ซึ่งย่อมมีความหมายรวมถึงให้จำเลยและบริวารรื้อถอนต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างออกไปได้ด้วย ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทออกไปจากที่ดินพิพาทด้วยก็ตาม ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจบังคับให้จำเลยและบริวารรื้อถอนต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ คำสั่งศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายและศาลชั้นต้นมีอำนาจออกหมายบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทางพิพาทซึ่งเป็นทางสาธารณะ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 363 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 90, 91, 108 ทวิ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 363 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 3 เดือน กับให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกไปจากทางพิพาท บรรดาเสารั้วลวดหนาม ต้นยางพารา บ่อน้ำบาดาล และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ อื่นใดที่กระทำลงบนทางพิพาทให้ริบ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 363 และไม่ริบทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาจำเลย

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแก่จำเลยและบริวาร เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังจำเลย ผู้ร้องทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา ศาลชั้นต้นออกหมายจับบุคคลทั้งสาม เจ้าพนักงานตำรวจจับบุคคลทั้งสามแล้วนำส่งต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเบิกตัวมาสอบถาม บุคคลทั้งสามแถลงว่าได้ออกไปจากทางพิพาทนานแล้วและไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับทางพิพาทอีก โจทก์แถลงยืนยันว่าบุคคลทั้งสามยังคงเข้าไปทำประโยชน์ในทางพิพาทและล้อมรั้วลวดหนามไว้ด้วย เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่พบจำเลยและบริวารในทางพิพาทขณะไปปิดหมายบังคับคดีแต่ยังพบต้นไม้และทรัพย์สินอื่นบนทางพิพาท ทั้งยังมีรั้วลวดหนามปิดล้อมทางพิพาท โดยคำพิพากษามิได้ระบุให้รื้อถอนทรัพย์สินดังกล่าวออกจากทางพิพาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ได้ทำการรื้อถอนทรัพย์สินดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุให้กักขังจำเลยและผู้ร้องทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา แต่เมื่อได้ความว่ามีการล้อมรั้วลวดหนามรอบทางพิพาทและบนทางพิพาทยังมีต้นยางพารา รวมถึงทรัพย์สินของจำเลยหรือของบริวารจำเลยอยู่ย่อมอาจเป็นเหตุให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยเข้าไปหาผลประโยชน์ในทางพิพาทได้ ซึ่งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า ในกรณีที่มีคำพิพากษาว่าผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำความผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของผู้กระทำความผิดออกไปจากที่ดินนั้นด้วย โดยบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งประสงค์ให้รัฐสามารถเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันได้โดยเร็ว แม้ศาลพิพากษาไม่ริบทรัพย์ที่อยู่ในทางพิพาทก็ตาม แต่การบังคับให้ผู้กระทำความผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของผู้กระทำความผิดออกไปจากที่ดินนั้นย่อมหมายความรวมถึงการให้รื้อถอนทรัพย์สินของบุคคลเหล่านั้นที่อยู่ในทางพิพาท อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินออกไปด้วย เพราะมิฉะนั้นประชาชนย่อมเสื่อมเสียประโยชน์ในการใช้สาธารณสมบัติของแผ่นดินออกไปได้ เมื่อผู้ร้องที่ 2 รับว่าเป็นเจ้าของต้นยางพาราและทรัพย์สินอื่นที่สร้างอยู่ในทางพิพาท ผู้ร้องที่ 2 จึงต้องดำเนินการรื้อถอนออกไป หากไม่รื้อถอนโจทก์ย่อมมีอำนาจดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ตามกฎหมาย

ผู้ร้องที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 2 ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องที่ 2 รื้อถอนต้นยางพาราและทรัพย์สินอื่นที่สร้างอยู่ในที่ดินพิพาท หากไม่รื้อถอนให้โจทก์ดำเนินการบังคับคดีต่อไปเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องที่ 2 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยหรือผู้ร้องที่ 2 รื้อถอนต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ออกไปจากที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีได้นั้น เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนต้นยางพาราและทรัพย์สินอื่นที่สร้างอยู่ในที่ดินพิพาทออกไปจากที่ดินพิพาทก็ตาม แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง ซึ่งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำพิพากษาว่าผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำความผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของผู้กระทำความผิดออกไปจากที่ดินนั้นด้วย" จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเห็นได้ว่า เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ศาลย่อมมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินที่เข้าไปยึดถือ ครอบครอง ถมดิน ซึ่งย่อมมีความหมายรวมถึงให้จำเลยและบริวารรื้อถอนต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างออกไปได้ด้วย ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทออกไปจากที่ดินพิพาทด้วยก็ตาม ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจบังคับให้จำเลยและบริวารรื้อถอนต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ คำสั่งศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายและศาลชั้นต้นมีอำนาจออกหมายบังคับคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลหนองเต็ง
ผู้ร้อง — นางสายพิน สุขร่วม กับพวก
จำเลย — นายสุเทพ สุขร่วม
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13240/2558
#633753
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 นั้น เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารยังไม่ออกไปตามคำบังคับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศ ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ฉะนั้น ผู้ที่อ้างอำนาจพิเศษดังกล่าวจะต้องมีหลักฐานเบื้องต้นมาแสดงต่อศาลมิใช่กล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ ผู้ร้องยื่นคำร้องและฎีกาว่า ผู้ร้องเช่าที่ดินจากจำเลยเพื่อปลูกต้นยางพารา มีกำหนดเวลา 30 ปี โดยที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในที่ดินที่ผู้ร้องเช่า เมื่อผู้ร้องไม่มีหลักฐานเบื้องต้นมาแสดงว่า ผู้ร้องเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้อย่างไร จึงรับฟังได้ว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิเข้าไปทำประโยชน์ที่ดินพิพาท การที่ผู้ร้องเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงถือว่าเป็นการเข้าไปทำประโยชน์โดยอาศัยสิทธิของจำเลย ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลย กรณีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทางพิพาทซึ่งเป็นทางสาธารณะ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 363 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 90, 91, 108 ทวิ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 363 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 3 เดือน กับให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกไปจากทางพิพาท บรรดาเสารั้วลวดหนาม ต้นยางพารา บ่อน้ำบาดาล และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ อื่นใดที่กระทำลงบนทางพิพาทให้ริบ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 363 และไม่ริบทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาจำเลย

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นบังคับคดีแก่จำเลยและบริวาร ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีออกประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2557 ว่าศาลชั้นต้นมีหมายบังคับคดีให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทบริเวณเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาท ให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่ประกาศ มิฉะนั้นถือว่าเป็นบริวารของจำเลย และเจ้าพนักงานบังคับจะดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมายต่อไป

ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2557 ขอให้โจทก์ฟ้องผู้ร้องเป็นคดีใหม่ และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ตัดต้นยางพาราและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน และจำหน่ายคดีเฉพาะอุทธรณ์ของผู้ร้องสำหรับจำเลย

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 นั้น เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารยังไม่ออกไปตามคำบังคับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศ ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ฉะนั้น ผู้ที่อ้างอำนาจพิเศษดังกล่าวจะต้องมีหลักฐานเบื้องต้นมาแสดงต่อศาลมิใช่กล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องและฎีกาว่า ผู้ร้องเช่าที่ดินจากจำเลยเพื่อปลูกต้นยางพารา มีกำหนดเวลา 30 ปี โดยที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในที่ดินที่ผู้ร้องเช่า เมื่อผู้ร้องไม่มีหลักฐานเบื้องต้นมาแสดงว่า ผู้ร้องเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้อย่างไร จึงรับฟังได้ว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิเข้าไปทำประโยชน์ที่ดินพิพาท การที่ผู้ร้องเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงถือว่าเป็นการเข้าไปทำประโยชน์โดยอาศัยสิทธิของจำเลย ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลย กรณีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวารของจำเลยออกไปจากทางพิพาท ผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารจึงต้องออกไปจากที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 จัตวา (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลหนองเต็ง
จำเลย — นายพวด จะชนรัมย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13211/2558
#634904
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วว่า ส. เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้ขับไล่ ช. ผู้บุกรุกออกไป กระบวนการบังคับคดีก็ต้องดำเนินไปตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดี ไม่มีกฎหมายรับรองให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีดังกล่าวมีอำนาจมาฟ้องคดีนี้ (โดยมิได้มีคำขอในคดีนี้ ให้ศาลแสดงว่าตนมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่า ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2)) เพื่อขอให้ทบทวนคำพิพากษาศาลฎีกา และห้ามการบังคับในคดีที่ตนเป็นเพียงบุคคลภายนอก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ในชั้นฎีกาโจทก์กลับอ้างในทำนองว่า ทรัพย์พิพาทไม่ได้เป็นของโจทก์ และจำเลยหรือคู่ความในคดี แต่ทรัพย์พิพาทเป็นของบุคคลภายนอก คือโจทก์ในคดีนี้ โจทก์จึงใช้สิทธิร้องสอด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ศาลชั้นต้นต้องทำการพิจารณาคดีใหม่ โดยโจทก์มิได้โต้แย้งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไม่ถูกต้องอย่างไร ที่ถูกควรวินิจฉัยเช่นใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า นางสุดาไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทที่จะฟ้องขับไล่นายชาญชัยในคดีก่อนได้ นางสุดาและทายาทไม่มีสิทธิบังคับคดี ห้ามจำเลยหรือทายาทอื่นของนางสุดาบังคับคดีจนกว่าศาลคดีนี้จะรับรองสิทธิของนางสุดา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วว่า นางสุดาเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้ขับไล่นายชาญชัยผู้บุกรุกออกไป กระบวนการบังคับคดีก็ต้องดำเนินไปตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดี ไม่มีกฎหมายรับรองให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีดังกล่าวมีอำนาจมาฟ้องคดีนี้ (โดยมิได้มีคำขอในคดีนี้ ให้ศาลแสดงว่าตนมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2)) เพื่อขอให้ทบทวนคำพิพากษาศาลฎีกา และห้ามการบังคับในคดีที่ตนเป็นเพียงบุคคลภายนอก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ในชั้นฎีกาโจทก์กลับอ้างในทำนองว่า ทรัพย์พิพาทไม่ได้เป็นของโจทก์และจำเลยหรือคู่ความในคดี แต่ทรัพย์พิพาทเป็นของบุคคลภายนอก คือโจทก์ในคดีนี้ โจทก์จึงใช้สิทธิร้องสอด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ศาลชั้นต้นต้องทำการพิจารณาคดีใหม่ โดยโจทก์มิได้โต้แย้งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไม่ถูกต้องอย่างไร ที่ถูกควรวินิจฉัยเช่นใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกา

ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 145 วรรคสอง (2) ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธิตินันท์ ปัญจา
จำเลย — พันตำรวจโทหรือ นายคำนึง กี่จนา
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
เมทินี ชโลธร
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13204/2558
#592014
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นสถาบันการเงินประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ออกหนังสือค้ำประกันให้แก่บริษัท ค. ผู้รับจ้างไปมอบให้แก่โจทก์เพื่อค้ำประกันการปฏิบัติงานและผลงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโครงการ บ. ที่ทำไว้กับโจทก์ ทั้งในหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับมีการประทับข้อความว่า หากหมดอายุการบังคับหรือหมดภาระผูกพันแล้วโปรดคืนธนาคาร (หมายถึงจำเลย) อันเป็นการแสดงว่าหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับเป็นเอกสารของจำเลยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการค้ำประกันการทำงานก่อสร้างของบริษัท ค. ผู้รับจ้างที่ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารไว้กับโจทก์หาใช่เอกสารดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์เพื่อความมั่นคงหรือหลักประกันอันเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ค. ผู้รับจ้างตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาไม่ เมื่อจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ หนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับย่อมสิ้นภาระผูกพันแล้ว จึงต้องมีการคืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้จำเลย

แม้จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดในอีกคดีหนึ่งพิพากษาให้โจทก์คดีนี้คืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่บริษัท ค. ผู้รับจ้าง ก็ตาม แต่ถ้าหากโจทก์คืนให้บริษัท ค. ผู้รับจ้างไปแล้วบริษัท ค. ผู้รับจ้างก็ต้องนำไปคืนให้จำเลยเนื่องจากเป็นเอกสารของจำเลย เมื่อโจทก์ยังไม่ได้คืนให้แก่บริษัท ค. ผู้รับจ้าง ทั้งไม่มีสิทธิที่จะยึดหน่วงหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับของจำเลยเนื่องจากสิ้นภาระผูกพันแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 81,164,068 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 77,299,112.39 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และรับเวนคืนต้นฉบับหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับไปจากโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอพิพากษาให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันเลขที่ 36 - 42 - 0133 - 8 และหนังสือค้ำประกันเลขที่ 38 - 44 - 0008 - 6 แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องเดิมให้เป็นพับ ให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันเลขที่ 36 - 42 - 0133 - 8 และเลขที่ 38 - 44 - 0008 - 6 แก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ว่าจ้างบริษัทคอนกรีต คอนสตรัคชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อสร้างโครงการใบหยก 2 โดยจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ได้ออกหนังสือค้ำประกันเลขที่ 36 - 42 - 0133 - 8 เพื่อค้ำประกันการปฏิบัติงานตามสัญญาของบริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างต่อโจทก์ในวงเงินไม่เกิน 54,000,000 บาท และหนังสือค้ำประกันเลขที่ 38 - 44 - 0008 - 6 เพื่อค้ำประกันผลงานของบริษัทคอนกรีต ฯ ผู้รับจ้างจำนวนเงิน 23,299,112.39 บาท ต่อมาโจทก์และบริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างมีข้อพิพาทกัน โดยบริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้าง ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยและคืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์คดีนี้ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) คืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้าง และให้บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างชำระเงิน 105,547,847.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้เป็นว่า ให้บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างชำระเงิน 78,278,887.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2552 ตามใบสำคัญคดีถึงที่สุด โจทก์มีหนังสือทวงถามให้บริษทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว แต่บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างถูกศาลพิพากษาเป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์จึงไม่คืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับและทวงถามให้จำเลยชำระเงิน แต่จำเลยไม่ชำระ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันเลขที่ 36 - 42 - 0133 - 8 และเลขที่ 38 - 44 - 0008 - 6 ให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างกับโจทก์มีคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับการจ้างเหมาก่อสร้างโครงการใบหยก 2 และหนังสือค้ำประกันเลขที่ 36 - 42 - 0133 - 8 กับเลขที่ 38 - 44 - 0008 - 6 ของจำเลยมาก่อน โดยบริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งตามคดีหมายเลขแดงที่ 2067/2547 และศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) คืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้าง และให้บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างชำระค่าเสียหายจำนวนเงิน 105,547,847.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) ตามสำเนาคำพิพากษาศาลแพ่ง โดยศาลแพ่งวินิจฉัยเกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันเลขที่ 36 - 42 - 0133 - 8 ว่า บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างนำหนังสือค้ำประกันมามอบให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) เมื่อได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าจากจำเลย (โจทก์คดีนี้) แต่ละคราวและประกันว่าหากบริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างทำงานก่อสร้างไม่ได้ปริมาณงานตามเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่ได้รับไป บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างต้องคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าตามส่วนให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) โดยมีหนังสือค้ำประกันของธนาคารที่บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างนำมามอบให้เป็นหลักประกันว่าหากบริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างไม่คืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าตามส่วนแห่งการงานที่ไม่ได้ทำ ธนาคารตามหนังสือค้ำประกันต้องรับผิดใช้เงินคืนให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) แทน เมื่อบริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างทำงานก่อสร้างแล้วเสร็จถึงงวดการเบิกค่างวดงานตามใบรับรองการจ่ายเงินประจำงวดที่ 35 เดือนธันวาคม 2538 ต่อมาจำเลย (โจทก์คดีนี้) กับบริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างทำบันทึกตกลงชำระค่าจ้างล่วงหน้าให้บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างจำนวน 100,000,000 บาท เพื่อให้บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างทำงานก่อสร้างต่อไปโดยบริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างต้องนำหนังสือค้ำประกันการทำงาน 3 ฉบับ วงเงินฉบับละ 25,000,000 บาท มอบให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) ย่อมรับฟังได้ว่า บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างส่งมอบงานจ้างก่อสร้างให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) ตามจำนวนค่าจ้างล่วงหน้าที่ได้รับไปคราวก่อน ๆ แล้ว จึงมีการชำระค่าจ้างล่วงหน้าครั้งใหม่ โดยจำเลย (โจทก์คดีนี้) ไม่ได้โต้แย้งว่ายังมีค่าจ้างล่วงหน้าจำนวนใดที่บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างยังติดค้างทำงานไม่ได้ตามเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่ได้รับไป เมื่อรับฟังว่าจำเลย (โจทก์คดีนี้) รับมอบงานแล้วเสร็จตามหนังสือค้ำประกันการทำงานฉบับก่อนๆแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จำเลย (โจทก์คดีนี้) จะมีสิทธิยึดหน่วงหนังสือค้ำประกันนี้ต่อไป จำเลย (โจทก์คดีนี้) ต้องคืนหนังสือค้ำประกันเลขที่ 36 - 42 - 0133 - 8 ให้แก่บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้าง ส่วนหนังสือค้ำประกันเลขที่ 38 - 44 - 0008 - 6 นั้น ศาลแพ่งวินิจฉัยว่า เป็นหนังสือค้ำประกันที่บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างส่งมอบให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) เพื่อขอเงินประกันผลงานคืนตามเงื่อนไขแห่งสัญญาท้ายสัญญาจ้าง เมื่อได้ความว่าบริษัทวิศวกรที่ปรึกษารับรองการจ่ายเงินงวด ๆ งานสุดท้ายให้แก่บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2539 ถือว่าเป็นการส่งมอบงานงวดสุดท้ายให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างมีความรับผิดต้องประกันผลงานก่อสร้างเป็นเวลา 12 เดือนนับแต่วันนั้น นับถึงวันฟ้องวันที่ 21 กันยายน 2541 พ้นกำหนดเวลาประกันผลงานก่อสร้างแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลย (โจทก์คดีนี้) หักเงินประกันผลงานก่อสร้างเพื่อซ่อมแซมความเสียหายหรือบังคับหนังสือค้ำประกันเพราะเหตุงานก่อสร้างชำรุดบกพร่อง จำเลย (โจทก์คดีนี้) มีหน้าที่คืนเงินหลักประกันผลงานและหนังสือค้ำประกันฉบับดังกล่าวให้บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้าง บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้เป็นว่าให้บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างชำระเงิน 78,278,887.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่จำเลย (โจทก์คดีนี้) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แสดงว่าศาลอุทธรณ์ยังคงพิพากษาให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) คืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับตามคำพิพากษาศาลแพ่งอยู่เช่นเดิม เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ตามใบสำคัญคดีถึงที่สุดคำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในฐานะจำเลยคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องคืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับตามคำพิพากษาคดีดังกล่าว ทั้งคำพิพากษาศาลแพ่งและศาลอุทธรณ์ก็ไม่ได้พิพากษาระบุเงื่อนไขว่าให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) คืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับต่อเมื่อบริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างได้รับชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาให้แก่จำเลย (โจทก์คดีนี้) แล้วแต่อย่างใด คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงหามีลักษณะเป็นหนี้ต่างตอบแทนในทำนองว่าโจทก์ต้องได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวก่อนจึงจะคืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาไม่ โจทก์ย่อมไม่อาจอ้างว่าโจทก์มีสิทธิที่จะยึดหน่วงหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับและฟ้องจำเลยให้รับผิดตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับนั้นในจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และคำแก้ฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีในส่วนนี้เปลี่ยนแปลงไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีอำนาจฟ้องแย้งหรือไม่ และโจทก์ต้องคืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้จำเลยหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน โดยเห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นสถาบันการเงินประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ออกหนังสือค้ำประกันให้แก่บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างไปมอบให้แก่โจทก์เพื่อเป็นค้ำประกันการปฏิบัติงานและผลงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโครงการใบหยก 2 ที่ทำไว้กับโจทก์ ทั้งในหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับมีการประทับข้อความว่า หากหมดอายุการบังคับหรือหมดภาระผูกพันแล้วโปรดคืนธนาคาร (หมายถึงจำเลย) อันเป็นการแสดงว่าหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับเป็นเอกสารของจำเลยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการค้ำประกันการทำงานก่อสร้างของบริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างที่ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารไว้กับโจทก์หาใช่เอกสารดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์เพื่อความมั่นคงหรือหลักประกันอันเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาไม่ เมื่อจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น หนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับย่อมสิ้นภาระผูกพันแล้ว จึงต้องมีการคืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้จำเลย แม้คดีหมายเลขแดงที่ 2067/2547 ของศาลแพ่งซึ่งคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วจะพิพากษาให้โจทก์คดีนี้คืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้าง ก็ตาม แต่ถ้าหากโจทก์คืนให้บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างไปแล้วบริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้างก็ต้องนำไปคืนให้จำเลยเนื่องจากเป็นเอกสารของจำเลย เมื่อโจทก์ยังไม่ได้คืนให้แก่บริษัทคอนกรีตฯ ผู้รับจ้าง ทั้งไม่มีสิทธิที่จะยึดหน่วงหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับของจำเลยเนื่องจากสิ้นภาระผูกพันแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่จำเลย นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ป.พ.พ. ม. 241
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทภูมิภวัน จำกัด
จำเลย — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายพิเชษฐ์ วังศานุตร
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13199/2558
#634205
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะทำสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮ้าส์ให้แก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินจากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 177532 จำนวน 6,000,000 บาท จากจำเลยที่ 2 และได้แปลงหนี้ใหม่มาเป็นสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้สร้างทาวน์เฮาส์ให้แก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ก่อสร้างทาวน์เฮาส์จึงต้องถือว่าหนี้อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนี้ใหม่นั้นมิได้เกิดขึ้น หนี้เดิมคือหนี้เงินที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากการที่ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 177532 จำนวน 6,000,000 บาท จึงไม่ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 351

การที่ศาลอุทธณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในเรื่องการแปลงหนี้ใหม่ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่า เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ก่อสร้างทาวน์เฮาส์แก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนเงินจำนวน 6,000,000 บาท แก่โจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กลับวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาซื้อขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับโจทก์ หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 177532 ย่อมระงับไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 โจทก์ชอบที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 คืนเงินทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยเท่านั้นแต่ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ขัดต่อบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 351 จึงไม่ชอบ และปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็สามารถวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 และเมื่อหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้ใหม่ คือสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์มิได้เกิดขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 351 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 177532 จำนวน 6,000,000 บาท แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 10,431,145.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,500,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 6,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 รับผิดในต้นเงิน 500,000 บาท จำเลยที่ 2 รับผิดในต้นเงิน 6,000,000 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวนที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้สำหรับจำเลยที่ 1 ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงตรงกันว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะทำสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์ให้แก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินจาการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 177532 จำนวน 6,000,000 บาท จากจำเลยที่ 2 และได้แปลงหนี้ใหม่มาเป็นสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์ ตามสัญญาขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้สร้างทาวน์เฮาส์ให้แก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ก็อุทธรณ์ทำนองว่าสัญญาซื้อขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินมีเงื่อนไขบังคับก่อนแต่เงื่อนไขไม่สำเร็จ สัญญาจึงสิ้นผลไป ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติได้ตามที่ศาลล่างทั้งสองฟังตรงกันดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ก่อสร้างทาวน์เฮาส์จึงต้องถือว่าหนี้อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนี้ใหม่นั้นมิได้เกิดขึ้น หนี้เดิมคือหนี้เงินที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับจาการที่ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 177532 จำนวน 6,000,000 บาท จึงไม่ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 351 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในเรื่องการแปลงหนี้ใหม่ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่า เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ก่อสร้างทาวน์เฮาส์แก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนเงินจำนวน 6,000,000 บาท แก่โจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กลับวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาซื้อขายทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับโจทก์ หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 177532 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 โจทก์ชอบที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 คืนเงินทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ขัดต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 351 จึงไม่ชอบ และปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็สามารถวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 และเมื่อหนี้ที่เกิดจากการแปลงหนี้ใหม่ คือสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์มิได้เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 351 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 177532 จำนวน 6,000,000 บาท แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามาในส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เป็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 ม. 351
ป.วิ.พ. ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอินทิราหรือธนทิพกา อินทรเสนา
จำเลย — บริษัทเซ็นทรัลวิลล์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13191/2558
#590626
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่รถตั้งแต่สองคันขึ้นไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถ ให้บริษัทที่รับประกันภัยรถแต่ละคันจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถคันที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัท" เมื่อรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับชนกับรถที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายมิได้เป็นผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่โจทก์ ทายาทของผู้ตายต้องไปเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทที่รับประกันภัยรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับ

เมื่อรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และไม่ปรากฏว่าเจ้าของรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มาตรา 23 (1) ซึ่งกฎหมายบังคับให้สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยเป็นผู้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย เมื่อโจทก์ได้รับเงินค่าเสียหายเบื้องต้นจากสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถ ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 103,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสอง ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 14 กันยายน 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรของนายมณเฑียร ผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ษจ 2568 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 3 กันยายน 2550 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2550 นายวัฒนพงษ์ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไปตามถนนสุขุมวิท จากจังหวัดจันทบุรีมุ่งหน้าไปยังจังหวัดตราด ด้วยความประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูงเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายวัฒนพงษ์ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นายวัฒนพงษ์มีความผิดตามฟ้อง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1334/2550 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 25 สิงหาคม 2550 ติดต่อจำเลยที่ 2 ขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยที่ 2 ปฏิเสธ สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจึงจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้โจทก์ 35,000 บาท ส่วนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับไม่ได้ประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 แต่อย่างใด สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา ข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่รถตั้งแต่สองคันขึ้นไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถ ให้บริษัทที่รับประกันภัยรถแต่ละคันจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถคันที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัท" เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับชนกับรถที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายมิได้เป็นผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่โจทก์ ทายาทของผู้ตายต้องไปเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทที่รับประกันภัยรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับตามบทบัญญัติดังกล่าว สำหรับจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามมาตรา 20 วรรคสอง ซึ่งในขณะเกิดเหตุกฎกระทรวงกำหนดอัตราไว้ 35,000 บาท มิใช่ 100,000 บาท ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ารถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และไม่ปรากฏว่าเจ้าของรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มาตรา 23 (1) ซึ่งกฎหมายบังคับให้สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยเป็นผู้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย เมื่อโจทก์ได้รับเงินค่าเสียหายเบื้องต้นจากสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถเป็นเงิน 35,000 บาท ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 65,000 บาท เป็นค่าเสียหายเบื้องต้นแก่โจทก์โดยไม่ต้องคำนึงว่าเกิดจากความผิดผู้ใดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 23 (1) ม. 24 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเมธี สิงขุดร
จำเลย — บริษัทลุกซ์ รอยัล (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายสุทธินันท์ รักความสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13191/2558
#633613
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่รถตั้งแต่สองคันขึ้นไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถ ให้บริษัทที่รับประกันภัยรถแต่ละคันจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถคันที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัท" เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับชนกับรถที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายมิได้เป็นผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่โจทก์ ทายาทของผู้ตายต้องไปเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทที่รับประกันภัยรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับตามบทบัญญัติดังกล่าว สำหรับจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามมาตรา 20 วรรคสอง

รถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และไม่ปรากฏว่าเจ้าของรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 23 (1) ซึ่งกฎหมายบังคับให้สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยเป็นผู้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย เมื่อโจทก์ได้รับเงินค่าเสียหายเบื้องต้นจากสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถเป็นเงิน 35,000 บาท ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 103,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 14 กันยายน 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรของนายมณเฑียร ผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ษจ 2568 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 3 กันยายน 2550 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2550 นายวัฒนพงษ์ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไปตามถนนสุขุมวิท จากจังหวัดจันทบุรีมุ่งหน้าไปยังจังหวัดตราด ด้วยความประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูงเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายวัฒนพงษ์ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นายวัฒนพงษ์มีความผิดตามฟ้อง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1334/2550 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 25 สิงหาคม 2550 ติดต่อจำเลยที่ 2 ขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยที่ 2 ปฏิเสธ สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจึงจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้โจทก์ 35,000 บาท ส่วนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับไม่ได้ประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 แต่อย่างใด สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา ข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่รถตั้งแต่สองคันขึ้นไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถ ให้บริษัทที่รับประกันภัยรถแต่ละคันจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถคันที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัท" เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า รถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับชนกับรถที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายมิได้เป็นผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่โจทก์ ทายาทของผู้ตายต้องไปเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทที่รับประกันภัยรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับตามบทบัญญัติดังกล่าว สำหรับจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามมาตรา 20 วรรคสอง ซึ่งในขณะเกิดเหตุกฎกระทรวงกำหนดอัตราไว้ 35,000 บาท มิใช่ 100,000 บาท ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ารถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และไม่ปรากฏว่าเจ้าของรถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไปแล้ว จึงเป็นกรณีที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 23 (1) ซึ่งกฎหมายบังคับให้สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยเป็นผู้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย เมื่อโจทก์ได้รับเงินค่าเสียหายเบื้องต้นจากสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถเป็นเงิน 35,000 บาท ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 65,000 บาท เป็นค่าเสียหายเบื้องต้นแก่โจทก์โดยไม่ต้องคำนึงว่าเกิดจากความผิดผู้ใดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหรือไม่นั้น เห็นว่า เหตุในคดีนี้เกิดจากผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ข้ามถนนออกมาจากทางฝั่งซ้ายของถนนสุขุมวิทที่มุ่งหน้าไปยังจังหวัดตราดเพื่อกลับรถไปยังฝั่งตรงข้าม แม้โจทก์จะอ้างว่าผู้ตายขับรถข้ามถนนมาจนถึงบริเวณไหล่ทางและถูกชนขณะชะลอรถเพื่อจะข้ามร่องน้ำไปยังถนนฝั่งตรงข้าม แต่จำเลยทั้งสองก็มีนายวัฒนพงษ์นำสืบต่อสู้ว่าผู้ตายขับรถออกมาจากไหล่ทางด้านซ้ายเพื่อข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด ทำให้นายวัฒนพงษ์ไม่อาจห้ามล้อได้ทัน เมื่อโจทก์ไม่เห็นเหตุการณ์ ทั้งหากเป็นอย่างที่โจทก์เบิกความรถจักรยานยนต์ก็จะต้องได้รับความเสียหายจากด้านท้าย แต่ตามภาพถ่ายของรถคันเกิดเหตุ กลับปรากฏว่ารถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ทางด้านขวาทั้งคัน ลักษณะการชนจึงน่าจะเกิดจากการที่ผู้ตายขับรถตัดหน้ารถยนต์ในระยะกระชั้นชิดตามที่นายวัฒนพงษ์เบิกความ แต่เมื่อชนกันแล้วรถยนต์ยังไม่สามารถหยุดรถได้และลากรถจักรยานยนต์ไปทั้งคันไกลถึง 40 เมตร แสดงว่านายวัฒนพงษ์ก็ขับรถมาด้วยความเร็วสูง เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ตายและนายวัฒนพงษ์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จึงเป็นกรณีที่ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจากจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 20 วรรคสอง ม. 23 (1) ม. 24 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเมธี สิงขุดร
จำเลย — บริษัทลุกซ์ รอยัล (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ