คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13184/2558
#634201
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองให้การชัดเจนในประเด็นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีและหนังสือมอบอำนาจให้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น จำเลยทั้งสองมิได้ให้การว่ารถยนต์เช่าซื้อได้สูญหายไปในระหว่างสัญญาเช่าซื้อแต่ประการใด ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เกี่ยวกับรถยนต์เช่าซื้อได้สูญหายเป็นการอุทธรณ์ในเรื่องที่นอกเหนือคำให้การที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และเมื่อจำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาดังกล่าวขึ้นมาอีกจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

สัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อและไม่ส่งมอบรถยนต์เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ ย่อมทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ที่จะใช้รถยนต์เช่าซื้อตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ครอบครองรถยนต์เช่าซื้อ จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้โจทก์ อันเป็นผลตามบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม การที่โจทก์จะประกอบกิจการให้เช่ารถยนต์หรือไม่นั้น ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 664,702.72 บาท และให้ร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์ 370,000 บาท กับค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 4,362.12 บาท รวมเป็นเงิน 1,039,064.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาแทนเป็นเงิน 492,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ 148,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 สิงหาคม 2551) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์หรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันฟังได้ว่า วันที่ 30 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ษว 7666 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ ในราคา 997,054.08 บาท ตกลงชำระ 48 งวด งวดละ 20,771.96 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,454.04 บาทต่อเดือน มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 17 ประจำวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นมา โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระและบอกเลิกสัญญาตามข้อสัญญาแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองที่ว่า รถยนต์เช่าซื้อได้สูญหายไปนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การชัดเจนในประเด็นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีและหนังสือมอบอำนาจให้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น จำเลยทั้งสองมิได้ให้การว่ารถยนต์เช่าซื้อได้สูญหายไปในระหว่างสัญญาเช่าซื้อแต่ประการใด ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เกี่ยวกับรถยนต์เช่าซื้อได้สูญหายเป็นการอุทธรณ์ในเรื่องที่นอกเหนือคำให้การที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อจำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาดังกล่าวขึ้นมาอีกจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองเช่นเดียวกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองข้อต่อมาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ประกอบกิจการให้เช่าซื้อมิใช่ประกอบกิจการให้เช่ารถยนต์ หากรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับสู่ในความครอบครองของโจทก์ โจทก์ก็นำรถยนต์ดังกล่าวออกขายทอดตลาด โจทก์ไม่เคยนำรถยนต์ออกให้บุคคลอื่นเช่า โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์นั้น เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อและไม่ส่งมอบรถยนต์เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ ย่อมทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ที่จะใช้รถยนต์เช่าซื้อตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ครอบครองรถยนต์เช่าซื้อ จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้โจทก์ อันเป็นผลตามบทบัญญัติของมาตรา 391 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่โจทก์จะประกอบกิจการให้เช่ารถยนต์หรือไม่นั้น ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุน สินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายภานุวัฒน์ แก้วพรหม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13173/2558
#635376
เปิดฉบับเต็ม

การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาทหรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าวดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยามสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าวหรือเป็นการทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว เมื่อพิเคราะห์ถึงถ้อยคำที่จำเลยด่าว่าผู้เสียหายว่า "ก็ผู้หญิงชั่ว" และมองไปที่ผู้เสียหายนั้น ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายคำว่า "ชั่ว" ว่า เลว ทราม ร้าย ไม่ดี ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อผู้เสียหาย จึงเป็นการพูดด่าผู้เสียหายเป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่า เป็นผู้หญิงเลว ผู้หญิงทราม ผู้หญิงร้าย ผู้หญิงไม่ดีจึงเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหาย อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 393

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลอาญาสูงภาค 2 ผู้ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 (เดิม) คำรับและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้สามในสิบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษปรับ 700 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุนางสาวรัชนี ผู้เสียหาย ดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์รักษาการตำแหน่งคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มีนายบัญญัติ เป็นอธิการบดี ส่วนจำเลยเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2554 มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี โดยสภามหาวิทยาลัยมีคำสั่งปลดนายบัญญัติ ออกจากตำแหน่งอธิการบดี ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน 2554 เวลา 13 นาฬิกา มหาวิทยาลัยได้จัดประชุมชี้แจงเรื่องการบริหารงานภายในมหาวิทยาลัยและการปลดนายบัญญัติออกจากตำแหน่งอธิการบดีที่ห้องประชุมรำไพพรรณี มีผู้เสียหาย จำเลยรวมทั้งคณาจารย์บุคลากรของมหาวิทยาลัยและนักศึกษา เข้าร่วมฟังการประชุมด้วย วันที่ 30 สิงหาคม 2554 ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทพูลทรัพย์ พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาดูหมิ่นซึ่งหน้า และพนักงานสอบสวนได้บันทึกคำให้การของผู้เสียหายไว้ ตามบันทึกคำให้การผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษหรือพยาน วันที่ 7 ตุลาคม 2554 พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาจำเลยว่าดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา จำเลยให้การปฏิเสธ ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยเช่นเดียวกัน ชั้นจับกุม จำเลยให้การปฏิเสธ ตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นางสาวโพยมพรอาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ นายโชติคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นางสาวภรภัทรนักวิชาการ งานอาคารสถานที่และบริการเป็นประจักษ์พยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ในวันเกิดเหตุขณะที่นายอาชว์นายกสภามหาวิทยาลัย กำลังชี้แจงให้ที่ประชุมทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายบัญญัติได้ลุกขึ้นชี้แจง จากนั้นนายวีรวัฒน์ได้มายืนชี้แจงตรงไมโครโฟนกลางทางเดิน ระหว่างนั้นผู้เสียหายออกมายืนด้านหลังนายวีรวัฒน์ เพื่อจะขอพูดต่อจากนายวีรวัฒน์โดยมีนางสาวโพยมพรนำไมโครโฟนชนิดไร้สายมาให้ผู้เสียหายถือไว้ พอดีมีนายจรัสเดินมาดึงไมโครโฟนจากมือผู้เสียหาย ผู้เสียหายหันไปพูดว่า "เป็นผู้ชายกำลังแย่งไมค์อยู่กับผู้หญิงนะคะ" นายจรัสจึงปล่อยมือทันใดนั้นจำเลยมองไปที่ผู้เสียหายพร้อมกับพูดว่า "ก็ผู้หญิงชั่ว" นางสาวโพยมพรจึงร้องขึ้นว่า "เอ้ย น้องอาจารย์พี่นะ" จำเลยพูดกลับมาว่า "ก็อาจารย์พี่ไม่ใช่อาจารย์ผม" จากนั้นนายจรัสก็เดินออกไปและมีการประชุมต่อจนจบ ต่อมาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี พันตำรวจโทพูลทรัพย์ พนักงานสอบสวนได้สอบสวนผู้เสียหาย นายโชติ นางสาวโพยมพร และนางสาวภรภัทร ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ เป็นพยาน ตามบันทึกคำให้การผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษหรือพยาน โดยพยานทุกปากให้การตรงกันว่า จำเลยได้ด่าผู้เสียหายด้วยถ้อยคำดังกล่าวจริง เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ซึ่งล้วนแต่เป็นประจักษ์พยานอยู่ในที่เกิดเหตุต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันมีเหตุผลและมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าว เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับสาเหตุระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยก่อนเกิดเหตุคดีนี้นายบัญญัติซึ่งเป็นอธิการบดีในขณะนั้น ได้จัดตั้งคณะพยาบาลศาสตร์ โดยมีผู้เสียหายรักษาการในตำแหน่งคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ และกำหนดอัตราเงินเดือนของอาจารย์คณะดังกล่าวสูงกว่าคณะอื่น อีกทั้งนายบัญญัติได้มีคำสั่งให้งดเชิญอาจารย์พิเศษจากส่วนกลางมาทำการสอนนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ โดยให้อาจารย์ประจำและอาจารย์ภายในจังหวัดเป็นผู้สอนนักศึกษา ทั้ง ๆ ที่นักศึกษาคณะนิติศาสตร์จะต้องชำระเงินในแต่ละภาคการศึกษาสูงกว่านักศึกษาในคณะอื่น เป็นเหตุให้นักศึกษาคณะนิติศาสตร์เกิดความไม่พอใจ จึงมีการรวมตัวกันและเรียกร้องสิทธิโดยมีการทำหนังสือถึงนายบัญญัติ อธิการบดี แต่ก็ไม่เป็นผล ต่อมาจำเลยในฐานะนายกสโมสรนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ได้นำนักศึกษาเดินขบวนเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย และที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดจันทบุรี ทำให้บรรดาคณาจารย์และนักศึกษาเกิดการแตกแยกแบ่งเป็น 2 ฝ่าย โดยนายโชติและผู้เสียหายอยู่ฝ่ายเดียว กับนายบัญญัติ ซึ่งผู้เสียหายก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่าเป็นเช่นนั้น อันเป็นเหตุที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีความไม่พอใจผู้เสียหายอยู่ด้วย ต่อมานายพอพันธุ์ ได้ทำหนังสือถึงสภามหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี กล่าวหาว่านายบัญญัติบกพร่องต่อหน้าที่ จนเป็นเหตุให้สภามหาวิทยาลัยมีคำสั่งถอดถอนนายบัญญัติออกจากตำแหน่งอธิการบดี จากนั้นนายอาชว์นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีจึงได้จัดให้มีการประชุมเพื่อชี้แจงกรณีที่มีการถอดถอนนายบัญญัติออกจากการดำรงตำแหน่งอธิการบดี ในวันเกิดเหตุแต่ก่อนถึงกำหนดเวลาประชุมก็ยังมีนักศึกษาและบุคลากรเดินขบวนและจัดทำพวงหรีด จากเหตุผลดังกล่าวจึงเชื่อว่าจำเลยได้พูดถ้อยคำที่พยานโจทก์เบิกความจริง ส่วนที่จำเลยเบิกความว่า ขณะที่จำเลยกำลังเดินเข้าไปหานายจรัสนั้นจำเลยได้ยินเสียงผู้หญิงพูดว่า "มันเป็นนักศึกษาเหี้ยอะไร ไม่เคารพครูบาอาจารย์" จำเลยจึงพูดสวนออกไปว่า "ผู้หญิงชั่ว" ซึ่งเป็นการพูดไปทางเสียงผู้หญิงที่พูดมา แต่นายจรัสพยานจำเลยเบิกความว่า ในขณะที่พยานกับผู้เสียหายกำลังแย่งไมโครโฟนกัน พยานได้ยินผู้เสียหายพูดว่า "นักศึกษาอะไร ไม่เคารพครูบาอาจารย์" แล้วจำเลยซึ่งยืนอยู่ด้านหลังพยาน พูดขึ้นว่า "ก็ผู้หญิงมันชั่ว" เมื่อพิจารณาซึ่งเป็นภาพที่จำเลยจ้องมองผู้เสียหายจึงเชื่อว่าจำเลยพูดถ้อยคำดังกล่าวพร้อมกับจ้องมองไปที่ผู้เสียหายตามที่พยานโจทก์เบิกความ การที่จำเลยเบิกความว่า คำพูดของจำเลยเป็นการตอบโต้เสียงที่ได้ยินมาโดยไม่ได้เจาะจงที่ผู้เสียหายนั้น น่าจะเป็นการบ่ายเบี่ยงไปเสียมากกว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยกล่าวถ้อยคำว่าผู้เสียหายตามฟ้องจริง พยานจำเลย เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

ปัญหาว่าคำด่าของจำเลยเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาทหรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าวดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยามสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าวหรือเป็นการทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว เมื่อพิเคราะห์ถึงถ้อยคำที่จำเลยด่าว่าผู้เสียหายว่า "ก็ผู้หญิงชั่ว" และมองไปที่ผู้เสียหายนั้น ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายคำว่า "ชั่ว" ว่า เลว ทราม ร้าย ไม่ดี ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อผู้เสียหาย จึงเป็นการพูดด่าผู้เสียหายเป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่า เป็นผู้หญิงเลว ผู้หญิงทราม ผู้หญิงร้าย ผู้หญิงไม่ดีจึงเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 393
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายอรรถพล จิระกาญจนากิจ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13165/2558
#589753
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้บัญญัติไว้แล้วอย่างไรต้องบังคับไปตามนั้น จะนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับไม่ได้เพราะ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานโดยอนุโลมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เท่านั้น

ประเด็นแห่งคดีนี้ในการขอพิจารณาคดีใหม่คือจำเลยมีความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์หรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาเสียก่อนว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 โดยชอบหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการส่งหมายให้จำเลยชอบแล้วมีผลทางกฎหมายว่าจำเลยรู้ว่าตนถูกฟ้องคดี เท่ากับศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นที่ว่าจำเลยรู้หรือไม่รู้ว่าถูกฟ้องคดีแล้วนั่นเอง

เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ศาลแรงงานกลางกำหนดวันเวลานัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลานัดพร้อมส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายโดยชอบ ถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา 37 แล้ว เมื่อจำเลยไม่มาตามกำหนดโดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานทราบเหตุที่ไม่มา และศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา 40 วรรคสอง จำเลยจึงต้องยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดตามมาตรา 41 เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เกินระยะเวลาดังกล่าว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ย ศาลแรงงานกลางกำหนดวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์วันที่ 28 มกราคม 2557 เวลา 9 นาฬิกา โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลาดังกล่าว พร้อมสำเนาคำฟ้องโดยวิธีปิดหมาย ณ สำนักงานเลขที่ 160/314 ชั้น 17 อาคารไอทีเอฟ-สีลมพาเลส ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้องว่าเป็นภูมิลำเนาของจำเลย ครั้นถึงวันเวลานัดจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดให้พิจารณาคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วให้เลื่อนคดีไปสืบพยานโจทก์ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 9 นาฬิกา โดยออกหมายนัดส่งให้จำเลยด้วยวิธีปิดหมายตามภูมิลำเนาของจำเลยข้างต้น ถึงวันนัดจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลแรงงานกลางสืบพยานไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

วันที่ 24 มิถุนายน 2557 จำเลยยื่นคำร้องว่าการดำเนินคดีของโจทก์ตั้งแต่ฟ้องจนถึงการบังคับคดี จำเลยเพิ่งทราบเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2557ว่าถูกฟ้องโดยธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเพลินจิตเซ็นเตอร์ แจ้งว่ามีการอายัดเงินฝากของจำเลยจำเลยประกอบกิจการโรงแรมอยู่ที่เลขที่ 75 ซอยสุขุมวิท 2 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ซึ่งระบุในหนังสือรับรองการจดทะเบียนว่าเป็นสำนักงานสาขาเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แม้บ้านเลขที่ 160/314 ชั้น 17 อาคารไอทีเอฟ-สีลมพาเลส ถนนสีลมแขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร จะระบุไว้ในหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นสำนักงานใหญ่ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงสถานที่แห่งนี้ไม่มีพนักงานแม้แต่คนเดียวสถานที่ดังกล่าวเช่าไว้เพื่อระบุเป็นสำนักงานใหญ่เพื่อประโยชน์เดียวคือการแจ้งบัญชีภาษีอากรตามคำแนะนำของสำนักงานบัญชีเท่านั้น โดยเป็นที่รับรู้กันทั่วไปรวมทั้งโจทก์ด้วย แต่โจทก์กลับระบุที่อยู่ของจำเลยซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่มีคนอยู่ จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัด ขอให้ศาลนัดไต่สวนคำร้องและอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลแรงงานกลางไต่สวนคำร้องแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยมีที่อยู่สำนักงานแห่งใหญ่อยู่ที่เลขที่ 160/314 ชั้น 17 อาคารไอทีเอฟ-สีลมพาเลส ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร และมีสำนักงานสาขาตั้งอยู่ที่เลขที่ 75 ซอยสุขุมวิท 2 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ที่อยู่ทั้งสองแห่งถือเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 69 แต่จำเลยมิได้จดแจ้งเจตนาว่าประสงค์จะใช้สำนักงานแห่งใหญ่เป็นภูมิลำเนาเฉพาะเพื่อการเสียภาษีหรือติดต่อกรมสรรพากรเท่านั้นไว้โดยชัดแจ้งในข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งหรือในหนังสือรับรอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะให้ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการเพื่อการเสียภาษีหรือติดต่อกรมสรรพากรเท่านั้น เจ้าพนักงานเดินหมายส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยวิธีปิดหมายที่ภูมิลำเนาสำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลยตามคำสั่งศาลจึงเป็นการกระทำโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 ประกอบมาตรา 79 ต้องถือว่า จำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 แล้ว เมื่อศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว จำเลยขอให้พิจารณาคดีใหม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 41 คือต้องดำเนินการภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557 จึงพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 41 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นแห่งคดีนี้คือจำเลยมีความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ในวันที่ 28 มกราคม 2557 หรือไม่ ซึ่งการพิจารณาประเด็นดังกล่าวต้องพิจารณาเสียก่อนว่า จำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 โดยชอบหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการส่งหมายเรียกให้จำเลยมาศาล ณ ภูมิลำเนาซึ่งเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ชอบแล้ว อันมีผลทางกฎหมายว่าจำเลยรู้ว่าจำเลยถูกฟ้องคดีแล้วซึ่งเท่ากับว่าศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่าจำเลยรู้หรือไม่รู้ว่าถูกฟ้องคดีแล้ว นั่นเอง หาใช่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นนี้ดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า กรณีของจำเลยต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 199 จัตวา ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522 มาตรา 31 มาใช้บังคับ คือจำเลยยื่นคำขอพิจารณาคดีใหม่ได้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลงอันได้แก่วันที่ 16 มิถุนายน 2557 ที่จำเลยทราบว่าถูกฟ้อง เห็นว่า การพิจารณาคดีแรงงานมีวิธีพิจารณาต่างกับคดีแพ่งทั่ว ๆ ไปโดยมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 บัญญัติไว้เป็นพิเศษ กรณีที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้บัญญัติไว้แล้วอย่างไรก็ต้องบังคับไปตามนั้น จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับไม่ได้ เพราะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานโดยอนุโลมได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เท่านั้น คดีนี้เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วศาลแรงงานกลางได้กำหนดวันเวลานัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์โดยออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลในวันเวลานัดพร้อมส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยโดยวิธีปิดหมายโดยชอบแล้ว จึงต้องถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 แล้ว เมื่อจำเลยไม่มาตามกำหนด โดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานกลางทราบเหตุที่ไม่มา และศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตาม มาตรา 40 วรรคสอง จำเลยขอให้พิจารณาคดีใหม่จึงต้องปฏิบัติตาม มาตรา 41 คือต้องยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2557 อันเป็นวันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัด เมื่อจำเลยยื่นคำร้องในวันที่ 24 มิถุนายน 2557 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ประการอื่นของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 37 ม. 40 วรรคสอง ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอับเดลกาเดอร์ เบ็นมูซซา
จำเลย — บริษัทอะมาร์ การ์เด้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนิวัฒน์ โชติพงศ์สันติ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13163/2558
#590853
เปิดฉบับเต็ม

นิติสัมพันธ์ที่จะเป็นสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 คือ นายจ้างว่าจ้างอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกจ้างเพื่อทำการงานให้ นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบข้อบังคับในการทำงาน เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานอะไรเป็นกิจจะลักษณะ ไม่ต้องเข้าทำงานทุกวัน ย่อมแสดงว่าโจทก์มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บริหารของบริษัทจำเลย นอกจาก อ. ซึ่งเป็นบิดาโจทก์เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของจำเลย เพราะไม่ได้ทำงานให้จำเลยและไม่ได้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและการบังคับบัญชาตามสายงานปกติของจำเลย การที่โจทก์เข้ามาทำงานในบริษัทจำเลยก็เพื่อช่วยเหลืองานของบิดาเท่านั้นย่อมเป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และไม่ถือว่า อ. จ้างโจทก์แทนจำเลยโดยชอบ จึงไม่ผูกพันจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระ 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของยอดเงินในแต่ละเดือน และให้จำเลยจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยย้ายโจทก์กลับไปตำแหน่งเดิมและให้มีอัตราค่าจ้างเท่าเดิม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยประกอบธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์และกิจการสวนสัตว์ โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยตั้งแต่เริ่มก่อการตั้งบริษัทจนถึงขณะฟ้องคดีนี้ จำเลยมีนายอุทัย ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์เป็นประธานกรรมการบริหารบริษัทจำเลย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2549 นายอุทัยแต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 นายอุทัยมีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลและแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของประธานกรรมการผู้จัดการ ในการปฏิบัติงานของโจทก์ไม่ได้ทำงานที่บริษัทจำเลยทุกวัน อาทิตย์หนึ่งทำงานประมาณ 3 - 4 วัน ไม่มีการลงเวลาทำงาน โจทก์เข้ามาทำงานที่บริษัทจำเลยตามคำสั่งของนายอุทัยและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายอุทัยเท่านั้น โจทก์ไม่ได้สมัครเข้าเป็นพนักงานของจำเลยเป็นกิจจะลักษณะ ไม่มีการทำสัญญาจ้าง และได้รับเงินเดือนจากนายอุทัย โจทก์ไม่มีโต๊ะทำงานในบริษัทจำเลย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า นิติสัมพันธ์ที่จะเป็นสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้คือ คู่สัญญามีเจตนาตรงกันว่าฝ่ายหนึ่งเป็นนายจ้างว่าจ้างอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกจ้างเพื่อทำการงานให้ โดยนายจ้างจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเป็นค่าจ้าง นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามคำสั่งในการทำงานและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในการทำงาน เมื่อได้ความว่าโจทก์ไม่มีที่ทำงานเป็นกิจจะลักษณะ ไม่มีเนื้องานความรับผิดชอบที่แน่ชัดว่าทำงานใดให้แก่บริษัทจำเลย แม้ในตอนแรกจะมีตำแหน่งเป็นถึงผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล และต่อมาเปลี่ยนตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของนายอุทัยก็เป็นการแต่งตั้งโดยนายอุทัยซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานอะไรเป็นกิจจะลักษณะตามตำแหน่งเดิมและตำแหน่งใหม่ โจทก์ไม่ต้องเข้าทำงานทุกวันจะเข้าบริษัทจำเลยต่อเมื่อได้รับคำสั่งจากนายอุทัย ย่อมแสดงว่าโจทก์มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บริหารอื่นตามสายงานของบริษัทจำเลยนอกจากนายอุทัยซึ่งเป็นบิดาโจทก์เท่านั้น และโจทก์ไม่มีอำนาจหน้าที่บริหารจัดการงานบุคคลตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทจำเลย ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทจำเลย ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของจำเลย เพราะไม่ได้ทำงานให้จำเลยและไม่ได้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและการบังคับบัญชาตามสายงานปกติของจำเลย โจทก์เข้ามาทำงานในบริษัทจำเลยก็เพื่อช่วยเหลืองานของบิดาเท่านั้น ย่อมเป็นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และไม่ถือว่านายอุทัยว่าจ้างโจทก์แทนจำเลยโดยชอบ จึงไม่ผูกพันจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศุภชัย ยังประภากร
จำเลย — บริษัทฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายปรัชญา กำเนิดฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13160/2558
#592031
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นพนักงานบัญชีและการเงินมีหน้าที่จ่ายและรับคืนเงิน การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ต้องอาศัยความละเอียด รอบคอบ ซื่อสัตย์ และได้รับความไว้วางใจจากนายจ้าง แม้จะได้ความว่าการที่โจทก์นำเงินไปเก็บรักษาไว้ที่บ้านจะไม่เป็นการผิดระเบียบของจำเลย แต่การนำเงินของจำเลยไปเก็บรักษาไว้ที่บ้านของโจทก์โดยไม่ได้นำมาคืนจนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ 5 เดือน และโจทก์นำมาคืนให้เมื่อจำเลยตรวจพบและทวงถาม ทั้งยังอ้างเหตุความหลงลืม อันแสดงถึงความไม่รอบคอบและไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ จำเลยผู้เป็นนายจ้างย่อมมีเหตุผลที่จะหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 46,092 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 17,924.67 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 46,092 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 46,092 บาท และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 64,016.67 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 46,092 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 46,092 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 46,092 บาท และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 46,092 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 สิงหาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปมีว่า การเลิกจ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นพนักงานบัญชีและการเงิน มีหน้าที่จ่ายและรับคืนเงิน การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ต้องอาศัยความละเอียด รอบคอบ ซื่อสัตย์ และได้รับความไว้วางใจจากนายจ้าง แม้จะได้ความว่าการที่โจทก์นำเงินไปเก็บรักษาไว้ที่บ้านจะไม่เป็นการผิดระเบียบของจำเลย แต่การนำเงินของจำเลยไปเก็บรักษาไว้ที่บ้านของโจทก์โดยไม่ได้นำมาคืนจนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ 5 เดือน และโจทก์นำมาคืนให้เมื่อจำเลยตรวจพบและทวงถาม ทั้งยังอ้างเหตุความหลงลืม อันแสดงถึงความไม่รอบคอบและไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ จำเลยผู้เป็นนายจ้างย่อมมีเหตุผลที่จะหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานต่อไป ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยประการนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกัลยา กิจรังสรรค์
จำเลย — บริษัทมิตซูบิซิ เทอร์โบชาร์จเจอร์ เอเซีย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายอัศวิน ครุฑปราการ
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13146/2558
#591887
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 บัญญัติเรื่องการขยายระยะเวลาไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 23 มาอนุโลมใช้ตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้ ซึ่งมาตรา 26 บัญญัติว่า ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ศาลแรงงานได้กำหนด ศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หาได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าคู่ความต้องยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานก่อนสิ้นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้และจะต้องมีพฤติการณ์พิเศษหรือจะต้องมีเหตุสุดวิสัยอันไม่อาจก้าวล่วงได้เช่นที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 23 ไม่ ที่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งว่า พฤติการณ์ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มิใช่พฤติการณ์พิเศษ จำเลยไม่ได้ยื่นก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์และไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัย จึงไม่ถูกต้อง แต่เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลย ฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 เสียเองโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งใหม่ เมื่อเหตุในการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยอ้างว่าเสมียนทนายจำเลยบกพร่อง ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานภาค 8 ซึ่งเหตุดังกล่าวทนายจำเลยสามารถตรวจสอบและแก้ไขด้วยการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดได้ แต่หาทำไม่ แสดงให้เห็นว่าทนายจำเลยไม่เอาใจใส่ในคดี ถือเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเอง กรณีจึงไม่มีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 93,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์แต่โจทก์ขาดงานโดยไม่มาทำงานให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 8 พิจารณา แล้วฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเป็นฝ่ายเลิกจ้างโจทก์ หาใช่โจทก์ขาดงานไปเอง และพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 93,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 ตุลาคม 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 อ้างเหตุว่า จำเลยมีความประสงค์ที่จะยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์วันที่ 4 กรกฎาคม 2556 แต่ก่อนสิ้นสุดระยะเวลายื่นอุทธรณ์จำเลยได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายไปยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ที่ศาลแรงงานภาค 8 แล้ว ซึ่งจำเลยได้สอบถามเสมียนทนายแล้วทราบว่าได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแล้ว แต่เมื่อจำเลยได้ติดตามคำสั่งด้วยตนเองเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 จำเลยจึงทราบว่าไม่มีคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในสำนวนคดีและไม่สามารถติดต่อกับเสมียนทนายได้ ด้วยความจำเป็นและพฤติการณ์ความไม่รับผิดชอบของเสมียนทนายอันเป็นเหตุสุดวิสัย ขอให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 1 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 4 สิงหาคม 2556

ศาลแรงงานภาค 8 พิจารณาแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 ว่าเจ้าหน้าที่ศาลได้รับโทรศัพท์จากจำเลยสอบถามเกี่ยวกับการพิมพ์คำพิพากษาหลังวันอ่านคำพิพากษาประมาณ 3 ถึง 4 วัน และในวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 ทนายจำเลยได้สอบถามเรื่องคำพิพากษาขณะศาลไปนั่งพิจารณาคดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกระบี่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลได้แจ้งให้ทนายจำเลยทราบว่าคำพิพากษายังไม่แล้วเสร็จ ให้ยื่นขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เข้ามาก่อนและได้ตรวจสำนวนแล้วไม่ปรากฏว่ามีการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แต่อย่างใด และมีคำสั่งว่า พฤติการณ์ตามคำร้องมิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาให้ได้ เพราะจำเลยสามารถยื่นคำร้องเข้ามาเพื่อให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ได้ แต่หาได้กระทำไม่ ข้ออ้างของจำเลยที่อ้างว่าเสมียนทนายจำเลยไม่ยื่นคำร้องก็เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยและหากเป็นเช่นนั้นก็เป็นความบกพร่องของจำเลยเองที่ปล่อยปละละเลยไม่ติดตามเรื่อง ครบกำหนดอุทธรณ์วันที่ 4 กรกฎาคม 2556 จำเลยยื่นอุทธรณ์ (ที่ถูกเป็นคำร้อง) วันนี้ (19 กรกฎาคม 2556) โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัย ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า มีเหตุสมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่เสมียนทนายจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานภาค 8 ตามที่ได้รับมอบหมาย โดยจำเลยไม่สามารถล่วงรู้พฤติกรรมอันไม่รับผิดชอบของเสมียนทนายจำเลยได้ เป็นความบกพร่องของบุคคลภายนอกมิใช่จากตัวจำเลยจึงเป็นเหตุสุดวิสัย ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในระหว่างจัดเรียงคำพิพากษา ทำให้ไม่อาจคัดถ่ายคำพิพากษาและเอกสารอื่น ๆ เพื่อใช้ประกอบในการเรียงคำฟ้องอุทธรณ์เพื่อยื่นต่อศาลได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 บัญญัติเรื่องการขยายระยะเวลาไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 มาอนุโลมใช้ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้ ซึ่งมาตรา 26 บัญญัติว่า ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ศาลแรงงานได้กำหนด ศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หาได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าคู่ความต้องยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานก่อนสิ้นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้และจะต้องมีพฤติการณ์พิเศษหรือจะต้องมีเหตุสุดวิสัยอันไม่อาจก้าวล่วงได้เช่นที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ไม่ ที่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งว่าพฤติการณ์ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มิใช่พฤติการณ์พิเศษ จำเลยไม่ได้ยื่นก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์และไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัยจึงไม่ถูกต้อง แต่เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลย ฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 เสียเองโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งใหม่ เมื่อพิจารณาเหตุในการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว ที่จำเลยอ้างว่าเสมียนทนายจำเลยบกพร่อง ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานภาค 8 ซึ่งเหตุดังกล่าวทนายจำเลยสามารถตรวจสอบและแก้ไขด้วยการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดได้แต่หาทำไม่ แสดงให้เห็นว่าทนายจำเลยไม่เอาใจใส่ในคดี ถือเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเอง กรณีจึงไม่มีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 ที่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวลัดดา คลองรั้ว
จำเลย — นายจตุพงศ์ กริชกำจร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นายสุนาวิน สุรียพรรณ
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13146/2558
#634198
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 บัญญัติเรื่องการขยายระยะเวลาไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 23 มาอนุโลมใช้ตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้ ซึ่งมาตรา 26 บัญญัติว่า ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ศาลแรงงานได้กำหนด ศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หาได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าคู่ความต้องยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานก่อนสิ้นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้และจะต้องมีพฤติการณ์พิเศษหรือจะต้องมีเหตุสุดวิสัยอันไม่อาจก้าวล่วงได้เช่นที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 23 ไม่

จำเลยอ้างว่าเสมียนทนายจำเลยบกพร่อง ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานภาค 8 ซึ่งเหตุดังกล่าวทนายจำเลยสามารถตรวจสอบและแก้ไขด้วยการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดได้แต่หาทำไม่ แสดงให้เห็นว่าทนายจำเลยไม่เอาใจใส่ในคดี ถือเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเองกรณีจึงไม่มีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 93,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่าจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์แต่โจทก์ขาดงานโดยไม่มาทำงานให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเป็นฝ่ายเลิกจ้างโจทก์ หาใช่โจทก์ขาดงานไปเอง และเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2556 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 93,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 ตุลาคม 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 อ้างเหตุว่าจำเลยมีความประสงค์ที่จะยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์วันที่ 4 กรกฎาคม 2556 แต่ก่อนสิ้นสุดระยะเวลายื่นอุทธรณ์จำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายไปยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ที่ศาลแรงงานภาค 8 แล้ว ซึ่งจำเลยสอบถามเสมียนทนายแล้วทราบว่าได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแล้ว แต่เมื่อจำเลยติดตามคำสั่งด้วยตนเองเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 จำเลยจึงทราบว่าไม่มีคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในสำนวนดคีและไม่สามารถติดต่อกับเสมียนทนายได้ ด้วยความจำเป็นและพฤติการณ์ความไม่รับผิดชอบของเสมียนทนายอันเป็นเหตุสุดวิสัย ขอให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 1 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 4 สิงหาคม 2556

ศาลแรงงานภาค 8 พิจารณาแล้วปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 ว่าเจ้าหน้าที่ศาลได้รับโทรศัพท์จากจำเลยสอบถามเกี่ยวกับการพิมพ์คำพิพากษาหลังวันอ่านคำพิพากษาประมาณ 3 ถึง 4 วัน และในวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 ทนายจำเลยได้สอบถามเรื่องคำพิพากษาขณะศาลไปนั่งพิจารณาคดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกระบี่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลได้แจ้งให้ทนายจำเลยทราบว่าคำพิพากษายังไม่แล้วเสร็จ ให้ยื่นขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เข้ามาก่อน และได้ตรวจสำนวนแล้วไม่ปรากฏว่ามีการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แต่อย่างใด และมีคำสั่งว่า พฤติการณ์ตามคำร้องมิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาให้ได้ เพราะจำเลยสามารถยื่นคำร้องเข้ามาเพื่อให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ได้ แต่หาได้กระทำไม่ ข้ออ้างของจำเลยที่อ้างว่าเสมียนทนายจำเลยไม่ยื่นคำร้องก็เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยและหากเป็นเช่นนั้นก็เป็นความบกพร่องของจำเลยเองที่ปล่อยปละละเลยไม่ติดตามเรื่อง ครบกำหนดอุทธรณ์วันที่ 4 กรกฎาคม 2556 จำเลยยื่นอุทธรณ์ (ที่ถูกเป็นคำร้อง) วันนี้ (19 กรกฎาคม 2556) โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัย ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า มีเหตุสมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่เสมียนทนายจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานภาค 8 ตามที่ได้รับมอบหมาย โดยจำเลยไม่สามารถล่วงรู้พฤติกรรมอันไม่รับผิดชอบของเสมียนทนายจำเลยได้ เป็นความบกพร่องของบุคคลภายนอกมิใช่จากตัวจำเลยจึงเป็นเหตุสุดวิสัย ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในระหว่างจัดเรียงคำพิพากษาทำให้ไม่อาจคัดถ่ายคำพิพากษาและเอกสารอื่น ๆ เพื่อใช้ประกอบในการเรียงคำฟ้องอุทธรณ์เพื่อยื่นต่อศาลได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 บัญญัติเรื่องการขยายระยะเวลาไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 มาอนุโลมใช้ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้ ซึ่งมาตรา 26 บัญญัติว่า ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ศาลแรงงานได้กำหนด ศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หาได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าคู่ความต้องยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานก่อนสิ้นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้และจะต้องมีพฤติการณ์พิเศษหรือจะต้องมีเหตุสุดวิสัยอันไม่อาจก้าวล่วงได้เช่นที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ไม่ ที่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งว่าพฤติการณ์ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มิใช่พฤติการณ์พิเศษ จำเลยไม่ได้ยื่นก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์และไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัยจึงไม่ถูกต้อง แต่เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 เสียเองโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งใหม่ เมื่อพิจารณาเหตุในการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว ที่จำเลยอ้างว่าเสมียนทนายจำเลยบกพร่อง ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานภาค 8 ซึ่งเหตุดังกล่าวทนายจำเลยสามารถตรวจสอบและแก้ไขด้วยการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดได้แต่หาทำไม่ แสดงให้เห็นว่าทนายจำเลยไม่เอาใจใส่ในคดี ถือเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเอง กรณีจึงไม่มีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 ที่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 26 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวลัดดา คลองรั้ว
จำเลย — นายจตุพงศ์ กริชกำจร
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13145/2558
#590020
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยานของฝ่ายโจทก์หรือของฝ่ายจำเลย หรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง โจทก์หรือจำเลยไม่มีสิทธิซักถามเว้นแต่ศาลแรงงานจะอนุญาตเท่านั้น และการถามพยานที่ฝ่ายตนอ้างหรืออีกฝ่ายหนึ่งอ้างให้เป็นซักถามทั้งสิ้น การซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างจึงไม่เป็นการถามค้านไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 117 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่บัญญัติให้ฝ่ายที่อ้างพยานซักถามพยานที่ตนอ้างก่อนแล้วจึงให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งถามค้านพยานนั้น และเป็นสิทธิของคู่ความทั้งสองฝ่ายที่จะซักถามและถามค้านพยานได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน และไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 89 วรรคหนึ่ง (2) ที่บัญญัติให้ถามค้านพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างมาและนำพยานนั้นเข้าสืบก่อนถึงข้อความที่ตนจะนำสืบภายหลังมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการซักถามพยานในศาลแรงงานได้

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรคสอง ลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยแสดงเจตนาแก่นายจ้างและไม่อาจถอนหรือยกเลิกเจตนานั้นได้หมายถึงกรณีที่ลูกจ้างแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างเพียงฝ่ายเดียวแล้วลูกจ้างขอถอนหรือยกเลิกเจตนาเลิกสัญญาจ้างเท่านั้น ไม่รวมถึงการตกลงหรือยินยอมพร้อมใจของนายจ้างและลูกจ้างในการถอนหรือยกเลิกการแสดงเจตนาของลูกจ้างที่ขอเลิกสัญญาจ้างด้วย เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างและจำเลยผู้เป็นนายจ้างตกลงยกเลิกและยินยอมให้โจทก์ถอนการแสดงเจตนาลาออกของโจทก์ จึงทำให้การลาออกของโจทก์ถูกถอนไปแล้ว

การชำระหนี้ตามอำเภอใจตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 หมายถึงการชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่ต้องชำระ การที่จำเลยชำระค่าคอมมิสชันให้โจทก์เกินจำนวนที่โจทก์มีสิทธิได้รับโดยผิดหลง ไม่แม่นยำในหลักการ หรือเกิดจากการคำนวณผิด ไม่ใช่การชำระหนี้ตามอำเภอใจ

โจทก์รับเงินค่าคอมมิสชันในเดือนสุดท้ายเท่ากับที่เคยรับ เชื่อได้ว่าโจทก์รับไว้โดยสุจริตโดยเชื่อว่ามีสิทธิรับไว้ได้ โจทก์จึงไม่ต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้รับ แต่เมื่อโจทก์ทราบว่าจะต้องคืนเงินดังกล่าวเมื่อถูกจำเลยฟ้องแย้งแล้ว ถือว่าโจทก์ตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันฟ้องแย้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน 23 วัน เป็นเงิน 441,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ค่าจ้างค้างจ่าย 404,000 บาท ค่าชดเชย1,500,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งแก้ไขฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 104,417.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 99,666 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 199,999.92 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 กันยายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าชดเชย 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2550 ตำแหน่งสุดท้ายเป็น Senior Account Manager (ผู้จัดการบัญชีอาวุโสหรือผู้จัดการอาวุโสฝ่ายบริหารลูกค้า) ได้รับเงินเดือน เดือนละ 120,000 บาท และค่าคอมมิสชันเดือนละ 130,000 บาท รวมเป็นค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 250,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2554 โจทก์มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังจำเลยเพื่อขอลาออกจากการเป็นลูกจ้าง และวันที่ 31 สิงหาคม 2554 โจทก์พูดคุยกับนายเทียรี่ ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ซึ่งขอให้โจทก์คิดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน เมื่อปรับความเข้าใจกันแล้วโจทก์ไม่ต้องการลาออกอีกต่อไป ทั้งสองฝ่ายตกลงยกเลิกหนังสือลาออกของโจทก์ โดยนายเทียรี่ เสนองานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจให้โจทก์ เพื่อจูงใจให้โจทก์ทำงานกับจำเลยต่อไป หลังจากวันดังกล่าวโจทก์มาทำงานตามปกติ จำเลยก็จ่ายค่าจ้าง ค่าคอมมิสชันให้โจทก์เช่นเดิมและมีการพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบ เงินเดือน และค่าคอมมิสชันในตำแหน่งใหม่ตลอดมา ตามพฤติการณ์เป็นการเพิกถอนหนังสือลาออกของโจทก์โดยปริยาย ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 จำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งยอมรับให้โจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลย ให้โจทก์มาทำงานวันสุดท้ายวันที่ 7 ธันวาคม 2554 แล้ววินิจฉัยว่า เอกสารดังกล่าวเป็นการบอกเลิกจ้างโจทก์ซึ่งมีผลให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงวันที่ 7 ธันวาคม 2554 และเป็นการเลิกจ้างเนื่องจากนายไมเคิล กรรมการบริษัทจำเลยไม่พอใจโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด ทั้งไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้าง เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไม่ใช่เงินตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ไม่มีสิทธิได้รับเงินเพิ่ม ส่วนค่าคอมมิสชันนั้นจำเลยจ่ายเกินแก่โจทก์ไป 99,666 บาท แต่เป็นการจ่ายเงินโดยอำเภอใจจึงไม่มีสิทธิเรียกคืน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่ศาลแรงงานกลางยอมรับฟังเอกสาร โดยโจทก์ไม่นำเอกสารมาถามค้านพยานของจำเลยเพื่อให้อธิบายก่อนนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบภายหลังต้องถามค้านพยานฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบก่อนถึงข้อความที่ตนจะนำสืบภายหลังเพื่อหักล้างคำพยานของฝ่ายที่นำสืบก่อนในข้อความทั้งหลายที่พยานฝ่ายที่นำสืบก่อนเป็นผู้รู้เห็น หรือเพื่อพิสูจน์ข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวด้วยการกระทำซึ่งพยานฝ่ายที่นำสืบก่อนได้กระทำนั้นและพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จะได้กำหนดให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานด้วยก็ตาม แต่ให้นำมาใช้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งในการสืบพยานคดีแรงงาน พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเองให้ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยาน ตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน ตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยานของฝ่ายโจทก์หรือของฝ่ายจำเลย หรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง ฝ่ายโจทก์หรือจำเลยไม่มีสิทธิซักถาม เว้นแต่ศาลแรงงานจะอนุญาตเท่านั้นซึ่งหากศาลแรงงานไม่อนุญาตแล้ว ฝ่ายโจทก์หรือจำเลยจะซักถามพยานที่ตนอ้างมาหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างมาไม่ได้ ทั้งการถามพยานฝ่ายที่ตนอ้างหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างนั้น มาตรา 45 วรรคสอง กำหนดให้เป็นซักถามทั้งสิ้น การซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างจึงไม่เป็นการถามค้านดังจำเลยอ้าง การสืบพยานดังกล่าวแตกต่างจากการสืบพยานในคดีแพ่งทั่วไปที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 117 กำหนดให้ฝ่ายที่อ้างพยานต้องซักถามพยานที่ตนอ้างก่อนแล้วจึงให้คู่ความอีกฝ่ายถามค้านพยานนั้นได้ และเป็นสิทธิของคู่ความทั้งสองฝ่ายที่จะซักถามและถามค้านตามลำดับได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน การสืบพยานในคดีแพ่งทั่วไปในส่วนที่เกี่ยวกับการซักถามพยานจึงขัดหรือแย้งกับการสืบพยานในคดีแรงงาน ไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 และมาตรา 117 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการซักถามพยานมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานได้ คู่ความที่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานให้ซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างมาและนำพยานนั้นเข้าสืบก่อน ก็หาจำต้องซักถามพยานไว้ก่อนถึงข้อความที่ตนจะนำสืบภายหลังดังจำเลยอ้างไม่ ที่ศาลแรงงานกลางรับฟังคำเบิกความของโจทก์ รวมทั้งเอกสาร เป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานในสำนวนคดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามกฎหมายการลาออกผูกพันโจทก์ตลอดไปโดยไม่อาจเพิกถอนหรือยกเลิกการแสดงเจตนาดังกล่าวได้และเมื่อยังตกลงตำแหน่งใหม่ไม่แล้วเสร็จอันเป็นการเปลี่ยนสาระสำคัญแห่งหนี้ การที่โจทก์ยังคงทำงานให้จำเลยต่อมาก็เป็นไปตามสัญญาจ้างเดิม ไม่มีผลเป็นการยกเลิกการลาออกโดยปริยายนั้น เห็นว่า จริงอยู่แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 ลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยแสดงเจตนาแก่นายจ้าง และเมื่อแสดงเจตนาดังกล่าวแล้วไม่อาจถอนหรือยกเลิกเจตนานั้นได้ก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวหมายถึงลูกจ้างแสดงเจตนาเพียงฝ่ายเดียวขอถอนหรือยกเลิกการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างเท่านั้น ไม่รวมถึงการตกลงหรือยินยอมพร้อมใจของฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเพื่อยกเลิกหรือถอนการแสดงเจตนาของลูกจ้างที่ขอเลิกสัญญาจ้างแต่อย่างใด ดังนี้ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ขอลาออกในวันที่ 30 สิงหาคม 2554 โดยให้มีผลใน 30 วันข้างหน้า ต่อมาจำเลยและโจทก์ปรับความเข้าใจกันได้แล้ว และทั้งสองฝ่ายตกลงยกเลิกและยินยอมให้ถอนการแสดงเจตนาลาออกของโจทก์ กรณีจึงทำให้การลาออกของโจทก์ถูกถอนไปแล้ว กรณีเช่นนี้หาขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ ส่วนในเวลาต่อมาโจทก์กับจำเลยจะตกลงตำแหน่งใหม่ของโจทก์หรือทำสัญญาจ้างกันใหม่สำเร็จลุล่วงไปหรือไม่ ก็หาทำให้การลาออกที่ถูกถอนไปแล้วกลับมาเป็นการแสดงเจตนาที่สมบูรณ์ดังเดิมไม่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการสุดท้ายว่า โจทก์ต้องคืนเงินค่าคอมมิสชันตามฟ้องแย้งแก่จำเลยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ในเดือนธันวาคม 2554 โจทก์ทำงานให้จำเลยเพียง 7 วัน จึงมีสิทธิได้รับค่าคอมมิสชันตามส่วนเป็นเงินเพียง 30,334 บาท แต่จำเลยจ่ายให้ 130,000 บาท เป็นการจ่ายเกินไป 99,666 บาท ซึ่งเป็นกรณีจ่ายให้โดยผิดหลงหรือคำนวณผิดพลาด มิใช่การจ่ายโดยอำเภอใจที่จะเรียกคืนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโจทก์จึงต้องคืนเงินที่รับเกินไปแก่จำเลยนั้น เห็นว่า การจ่ายหรือชำระหนี้ตามอำเภอใจตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น หมายถึง การชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระเช่นทราบว่าไม่มีหนี้สินต่อกัน หรือชำระหนี้ที่เกิดจากนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะ ชำระหนี้ที่ขาดอายุความ หรือชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี เป็นต้น แต่กรณีของจำเลยเป็นการชำระเงินให้โจทก์โดยผิดหลง ไม่แม่นยำในหลักการ หรือเกิดจากการคิดคำนวณผิดมิใช่การชำระหนี้โดยอำเภอใจดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย ดังนี้จำเลยจึงสามารถเรียกเงินที่ชำระหรือจ่ายให้โจทก์เกินไปจำนวน 99,666 บาท คืนจากโจทก์ แต่ที่จำเลยเรียกดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินดังกล่าวนับแต่วันที่โจทก์รับเงินไปนั้น เห็นว่า โจทก์เคยรับเงินค่าคอมมิสชันเดือนละ 130,000 บาท ทุกเดือน การที่โจทก์รับเงินในเดือนสุดท้ายเท่ากับที่เคยรับ เชื่อได้ว่าโจทก์รับไว้โดยสุจริตโดยเชื่อว่ามีสิทธิรับไว้ได้ โจทก์จึงไม่ต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์ทราบว่าจะต้องคืนเงินดังกล่าวเมื่อถูกจำเลยฟ้องแย้งแล้วไม่คืนให้ย่อมถือว่าโจทก์ตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 25 ตุลาคม 2555) โจทก์ต้องคืนเงินนั้นพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยนับแต่วันดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 99,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 89 วรรคหนึ่ง (2) ม. 117 วรรคหนึ่ง ม. 117 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคหนึ่ง ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 386 วรรคสอง ม. 407
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 45 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจมส์ เอ็ดเวิรด์ เฟลสเตต
จำเลย — บริษัทวินาร์โค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวฐิตินันท์ มงคลพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
สมพงษ์ เหมวิมล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13140/2558
#635375
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 คำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนหรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้นค่าจ้างจึงเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างตามระยะเวลาการทำงานหรือเงินที่นายจ้างจ่ายโดยคำนวณตามผลงานก็ได้

ค่าคอมมิสชันเป็นเงินที่โจทก์จะจ่ายให้ลูกจ้างตามยอดของรถยนต์ที่ลูกจ้างจำหน่ายได้ ค่าคอมมิสชันจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนรถยนต์ที่ลูกจ้างจะจำหน่ายได้ ค่าคอมมิสชันจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานในการจำหน่ายรถยนต์ของลูกจ้าง โดยคำนวณจ่ายตามผลงานการขายรถยนต์แต่ละคันและมีกำหนดจ่ายทุกเดือน ค่าคอมมิสชันจึงเป็นค่าจ้าง เมื่อโจทก์ไม่จ่ายค่าคอมมิสชันของเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ให้แก่ น. และค่าคอมมิสชันนั้นเป็นค่าจ้างอันเป็นเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานจึงมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าคอมมิสชันให้แก่ น. ลูกจ้างได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง และมาตรา 124 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 14/2551

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับและไม่ได้โต้แย้งกันว่า นางสาวนิรามัยลูกจ้างโจทก์ได้ลาออกจากบริษัทโจทก์ไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 โดยโจทก์ยังมิได้จ่ายค่าคอมมิสชันหรือค่าส่งเสริมการขายจำนวน 9,500 บาท แก่นางสาวนิรามัย ซึ่งโจทก์จะจ่ายให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณจากยอดจำหน่ายรถที่ลูกจ้างจำหน่ายได้ในแต่ละเดือน หากจำหน่ายได้มากก็จะได้ค่าคอมมิสชันมาก แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์จะจ่ายค่าคอมมิสชันให้แก่นางสาวนิรามัยซึ่งเป็นลูกจ้างตามอัตราที่ได้ตกลงกันไว้ โดยคำนวณจากยอดจำหน่ายรถ ค่าคอมมิสชันจึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของบทบัญญัติมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และเมื่อโจทก์ตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานกับโจทก์และลูกจ้างได้ทำงานตามตำแหน่งหน้าที่แล้ว โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างเพื่อเป็นค่าตอบแทนตามสัญญาจ้าง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการจัดทำหนังสือลงลายมือชื่อลูกจ้างในการให้ความยินยอม หรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะว่าลูกจ้างยินยอมให้โจทก์หักค่าจ้างเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 77 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าคอมมิสชันจำนวน 9,500 บาท แก่นางสาวนิรามัยลูกจ้าง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่าเงินค่าคอมมิสชันเป็นค่าจ้างหรือไม่และพนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจออกคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าคอมมิสชันได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าค่าคอมมิสชันที่โจทก์จ่ายให้แก่นางสาวนิรามัยไม่ใช่ค่าจ้าง เนื่องจากนางสาวนิรามัยได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนจากโจทก์แล้ว ค่าคอมมิสชันเป็นเพียงเงินรางวัลพิเศษที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างในการขายรถได้มากขึ้นตามเป้าหมายที่โจทก์กำหนด ค่าคอมมิสชันจึงไม่ใช่ค่าจ้างนั้น เห็นว่า ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ได้กำหนดนิยามคำว่า ค่าจ้าง หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนหรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้นค่าจ้างจึงเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างตามระยะเวลาการทำงานหรือเงินที่นายจ้างจ่ายโดยคำนวณตามผลงานก็ได้ เมื่อคดีนี้คู่ความแถลงรับกันว่าค่าคอมมิสชันหมายถึงเงินที่โจทก์จะจ่ายให้ลูกจ้างตามยอดของสินค้าที่ลูกจ้างจำหน่ายได้ เช่นหากลูกจ้างจำหน่ายรถได้จำนวนเท่าใดก็จะได้ค่าคอมมิสชันเป็นอัตราตามที่ได้ตกลงกันไว้ในแต่ละคัน ค่าคอมมิสชันจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนรถที่ลูกจ้างจะจำหน่ายได้ และโจทก์ยังมิได้จ่ายค่าคอมมิสชันของเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ให้แก่นางสาวนิรามัยนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวค่าคอมมิสชันจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานในการจำหน่ายรถยนต์ของลูกจ้าง โดยคำนวณจ่ายตามผลงานการขายรถยนต์แต่ละคันและมีกำหนดงวดเวลาจ่ายไว้แน่นอนโดยกำหนดจ่ายทุกเดือน ค่าคอมมิสชันจึงเป็นค่าจ้างตามความหมายบทบัญญัติ มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเมื่อโจทก์มิได้จ่ายค่าคอมมิสชันของเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ให้แก่นางสาวนิรามัยและค่าคอมมิสชันนั้นเป็นค่าจ้างอันเป็นเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานจึงมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าคอมมิสชันดังกล่าวให้แก่นางสาวนิรามัยลูกจ้างได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง และมาตรา 124 วรรคสาม คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 123 วรรคหนึ่ง ม. 124 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีซูซุพิษณุโลก ฮกอันตึ้ง จำกัด
จำเลย — นางมนัสเนตร ดิษปาน ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13138/2558
#633610
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง แล้ว และจำเลยได้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาหกเดือนตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ครบกำหนดแล้ว เพียงแต่จำเลยประสงค์จะขอโอกาสในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดอ่างทองจึงให้ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูออกไปอีก 120 วัน โดยให้มารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เดือนละ 1 ครั้ง ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่จำเลยมารายงานตัวไม่ครบและยังเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีก คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด จึงมีความเห็นให้ส่งจำเลยคืนพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดอ่างทองจึงมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยวิธีสูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดตามคำร้องของพนักงานสอบสวน แต่ภายหลังคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดอ่างทอง มีคำวินิจฉัยว่า ระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟู จึงให้ส่งเรื่องคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไปตามสำเนาคำวินิจฉัยเอกสารท้ายฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 100/1

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดอ่างทอง มีคำสั่งที่ 298/2555 ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมคุมประพฤติ 6 เดือน รายงานตัว 5 ครั้ง ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท โดยยินยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่เก็บปัสสาวะเพื่อตรวจหาสารเสพติด ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดอ่างทอง มีคำสั่งที่ 199/2556 ว่า จำเลยมารายงานตัวครบ 5 ครั้ง ตรวจปัสสาวะ 4 ครั้ง พบสารเสพติดทั้ง 4 ครั้ง จำเลยประสงค์จะขอโอกาสในการปรับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจึงอยู่ในวัยที่พอจะแก้ไขปรับปรุงได้ ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดอ่างทอง มีคำสั่งที่ 308/2555 ให้ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูออกไปอีก 120 วัน โดยให้มารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เดือนละ 1 ครั้ง ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จำเลยมารายงานตัว 2 ครั้ง และรับว่ายังคงมีพฤติกรรมเสพยาเสพติดให้โทษทั้ง 2 ครั้ง เนื่องจากต้องการเสพ ปัจจุบันจำเลยช่วยสามีประกอบอาชีพ จากนั้นจำเลยขาดรายงานตัวครั้งที่ 3 พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งเตือนให้มารายงานตัว แต่เมื่อถึงกำหนดนัดจำเลยไม่มารายงานตัว ถือว่าจงใจไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟู ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พึงพอใจ จึงเห็นสมควรให้ส่งเรื่องคืนพนักงานสอบสวนตามมาตรา 33 เพื่อดำเนินคดีต่อไป ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดอ่างทอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น แสดงว่าจำเลยได้เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง แล้ว และจำเลยได้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาหกเดือนตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ครบกำหนดแล้ว เพียงแต่จำเลยประสงค์จะขอโอกาสในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดอ่างทองจึงให้ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูออกไปอีก 120 วัน โดยให้มารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เดือนละ 1 ครั้ง ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่จำเลยมารายงานตัวไม่ครบและยังเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีก คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดอ่างทอง จึงมีความเห็นให้ส่งจำเลยคืนพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยยังเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามนัยมาตรา 25 จึงคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง และตามพฤติการณ์แห่งคดีข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดอ่างทองจึงมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เนื่องจากคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้พิพากษาลงโทษจำเลย เพื่อให้การวินิจฉัยคดีจำเลยเป็นไปตามลำดับศาล ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 22 วรรคหนึ่ง ม. 25 วรรคหนึ่ง ม. 33 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นางสาวสุพิณญา โพธิ์พฤกษาวงษ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13116/2558
#634195
เปิดฉบับเต็ม

ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ประกอบภาพถ่าย ที่คู่ความรับว่าถูกต้อง ซึ่งแสดงแนววิถีของกระสุนปืนที่ยิง ระบุชัดเจนว่าเป็นการยิงตรงไปบริเวณที่กลุ่มของผู้เสียหายซึ่งกำลังวิ่งหลบหนี ส่อแสดงเจตนาชัดเจนว่าจำเลยและ อ. ประสงค์จะทำอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้เสียหายกับพวก แม้กระสุนปืนจะถูกที่ระดับเท้าของผู้เสียหาย และถูกรถยนต์ที่ระดับสูงก็ตาม ย่อมเล็งเห็นได้ว่าเป็นพฤติการณ์มุ่งเล็งยิงไปที่กลุ่มผู้เสียหายโดยประสงค์ต่อชีวิต ส่วนการที่กระสุนปืนถูกบริเวณต่ำในระดับเท้าและถูกรถยนต์ในระดับสูงย่อมเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากผู้ยิงไม่มีความชำนาญในการยิงปืนและเป้าหมายที่ถูกยิงเคลื่อนที่ จึงฟังได้ว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายมิได้ถึงแก่ความตาย จำเลยย่อมมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบรองลูกกระสุนปืนลูกกรด (ทองแดง) ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวม 12 ปี 12 เดือน คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 8 เดือน ริบรองกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นจำคุก 2 ปี 12 เดือน คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 24 เดือน คืนอาวุธปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายกับพวกหรือไม่ โดยจำเลยแก้ฎีกาทำนองว่า นายอรชุนซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับได้ยิงอาวุธปืนโดยไม่มีเจตนาฆ่านั้น เห็นว่า ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ที่คู่ความรับว่าถูกต้อง ซึ่งแสดงแนววิถีของกระสุนปืนที่ยิง ระบุชัดเจนว่าเป็นการยิงตรงไปบริเวณที่กลุ่มของผู้เสียหายซึ่งกำลังวิ่งหลบหนี ส่อแสดงเจตนาชัดเจนว่าจำเลยและนายอรชุนประสงค์จะทำอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้เสียหายกับพวก แม้กระสุนปืนจะถูกที่ระดับเท้าของผู้เสียหาย และถูกรถยนต์ที่ระดับสูงก็ตาม ย่อมเล็งเห็นได้ว่าเป็นพฤติการณ์มุ่งเล็งยิงไปที่กลุ่มผู้เสียหายโดยประสงค์ต่อชีวิต ส่วนการที่กระสุนปืนถูกบริเวณต่ำในระดับเท้าและถูกรถยนต์ในระดับสูงย่อมเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากผู้ยิงไม่มีความชำนาญในการยิงปืนและเป้าหมายที่ถูกยิงเคลื่อนที่ จึงฟังได้ว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายมิได้ถึงแก่ความตาย จำเลยย่อมมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 288 ม. 371
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวีรชัยหรือซีส โต๊ะทอง
ชื่อองค์คณะ
ภาติยะ ดวงมณี
ประยูร ณ ระนอง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13105/2558
#589763
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไว้โดยเฉพาะ และ ป.วิ.พ. มาตรา 144 ได้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้ว่า เมื่อศาลใดมีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้นอีก ซึ่งเป็นหลักการตรวจสอบทำนองเดียวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงนำเรื่องห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 มาใช้บังคับในการดำเนินคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ได้โดยอนุโลม

โจทก์ร่วมเคยฟ้องจำเลยเรื่องบุกรุกที่เกิดเหตุสถานที่เดียวกันกับคดีนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตที่ดินพระราชทาน หากคดีนี้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาคดีไปตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า มีพยานหลักฐานใหม่มาพิสูจน์ได้ว่าที่เกิดเหตุคดีนี้อยู่นอกเขตที่ดินพระราชทาน ศาลก็ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตที่ดินพระราชทานหรือไม่ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตที่ดินพระราชทานโดยอาศัย ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 579/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา ร้อยโทอภินันท์ ผู้จัดการมรดกของพระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง) ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 362 จำคุก 1 ปี นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 579/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชโองการพระราชทานที่ดินตำบลเขาระฆังทอง อำเภอบางนอน แขวงเมืองระนอง วัดกว้างยาวตามที่สูง ๆ ต่ำ ๆ ยาวทิศเหนือ 18 เส้น ทิศใต้ 20 เส้น กว้างทิศตะวันออก 20 เส้น 15 วา ทิศตะวันตก 15 เส้น เป็นที่ลดเลี้ยวไม่เสมอกัน ด้านตะวันออกและด้านตะวันตกมีลำคลองเป็นเขต ด้านเหนือมีหลักซึ่งกรมการปักไว้เป็นเขตและด้านใต้มีตลิ่งลงที่เลนเป็นเขตให้แก่พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง ) ผู้ว่าราชการเมืองระนองสำหรับทำเป็นสุสานของบุคคลในตระกูล ณ ระนอง ต่อมาพระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) ทำหนังสือพินัยกรรมแสดงความประสงค์ให้คงที่ดินพระราชทานไว้เป็นที่กลางสำหรับตระกูลให้อยู่เป็นปกติถาวรสืบไปในภายหน้า โดยระบุในพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดินพระราชทานว่า ที่ดินทางด้านทิศเหนือยาว 18 เส้น จดควนเขาและป่า ทิศใต้ยาว 20 เส้น จดที่ป่า ทิศตะวันออกกว้าง 20 เส้น 15 วา จดที่นายหนูและป่า และทิศตะวันตกกว้าง 15 เส้น จดที่ป่าและนำหนังสือพินัยกรรมขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขอพระราชทานพระบรมราชโองการให้พินัยกรรมมีผลบังคับต่อไปและทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้หนังสือพินัยกรรมเป็นอันใช้ได้เหมือนหนังสือพินัยกรรมที่ได้ทำถูกต้องตามพระราชกำหนดกฎหมายทุกประการ ที่ดินที่กล่าวอ้างว่าจำเลยบุกรุกปรากฏตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและแผนที่พิพาทในสำนวนตามสารบัญลำดับที่ 29/8 และลำดับที่ 29/10 เป็นบริเวณเดียวกันกับที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา ซึ่งคดีอาญาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า จำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์ร่วม ส่วนคดีแพ่งถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ นอกจากนี้อาณาเขตที่ดินพระราชทานด้านทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก คู่ความรับว่าสอดคล้องตรงกันกับที่ระบุไว้ มีปัญหาเฉพาะอาณาเขตด้านทิศเหนือเท่านั้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพระราชทานโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ชอบหรือไม่ เห็นว่า วิธีพิจารณาความอาญาเรื่องใดซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติไว้ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ กล่าวคือ การนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ขัดต่อหลักในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้น เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไว้โดยเฉพาะและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ได้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้ว่า เมื่อศาลใดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้นอีก ซึ่งเป็นหลักการตรวจสอบทำนองเดียวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงสามารถนำเรื่องห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 มาใช้บังคับในการดำเนินคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ได้โดยอนุโลม ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมเคยฟ้องจำเลย เรื่องบุกรุกที่เกิดเหตุสถานที่เดียวกันกับคดีนี้และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตที่ดินพระราชทาน ซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่า ที่เกิดเหตุคดีนี้กับที่เกิดเหตุในคดีก่อนเป็นสถานที่เดียวกัน แต่จำเลยต่อสู้ว่ามีพยานหลักฐานใหม่มาพิสูจน์ได้ว่า ที่เกิดเหตุคดีนี้อยู่นอกเขตที่ดินพระราชทาน ปัญหาดังกล่าวหากศาลดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ไปตามข้อต่อสู้ของจำเลยก็ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่า ที่เกิดเหตุที่จำเลยบุกรุกอยู่ในเขตที่ดินพระราชทานหรือไม่ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว เพราะที่เกิดเหตุคดีนี้อยู่ในเขตที่ดินพระราชทานตามพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เป็นกฎหมายและยังมีผลบังคับอยู่โดยเฉพาะที่ดินพระราชทานอาณาเขตด้านทิศเหนือมีระบุในพินัยกรรมว่า ยาว 18 เส้น จดควนเขาและป่า อันเป็นลักษณะภูมิประเทศที่แน่นอน ทั้งเป็นการแสดงได้ในตัวว่าอาณาเขตที่ติดภูเขาและป่าไม่มีที่เหลือให้จำเลยครอบครองได้อีก ประกอบกับจำเลยก็รับว่าบริเวณที่จำเลยบุกรุกเป็นที่ตั้งสุสานขนาดใหญ่ของตระกูล ณ ระนอง มีลักษณะกระจัดกระจายหลายสุสาน ซึ่งสร้างมากว่า 100 ปี และจำเลยจงใจบุกรุกที่เกิดเหตุมาหลายครั้งแล้วย่อมทราบดีว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพระราชทาน ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพระราชทานโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมปัญหานี้ฟังขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพระราชทาน ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำในข้อเท็จจริงดังกล่าวตามฎีกาของโจทก์ร่วมอีกปัญหาหนึ่งต่อไป ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยนำไม้มาตีเป็นแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและปักเสาคอนกรีต เพื่อปลูกสร้างบ้าน อันมีลักษณะเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินของตระกูล ณ ระนอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานบุกรุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
ร้อยโทอภินันท์ ณ ระนอง ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
พระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี
โจทก์ร่วม — (คอซิมก๊อง ณ ระนอง)
จำเลย — นายภิรมย์ สองสมุทร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นายองอาจ เทียนหิรัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฏิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13089 -ที่ 13090/2558
#589761
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานยักยอก ตาม ป.อ. มาตรา 352 นั้น ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งการกระทำที่ผู้กระทำความผิดครอบครองอยู่จะต้องเป็นวัตถุที่มีรูปร่างหรือจับต้องสัมผัสได้ แต่หุ้นตามฟ้องเป็นเพียงสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงสิทธิและหน้าที่หรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมทั้งสองที่มีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จะเบียดบังยักยอกได้ ทั้งปรากฏว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นเพียงการยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนเท่านั้น ยังหามีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในหุ้นของโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาคดีเข้าด้วยกัน โดยคงเรียกโจทก์และจำเลยทั้งสามทั้งสองสำนวนว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ฟ้องสำนวนหลังขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาหุ้นที่ยังไม่ได้คืน 24,095,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 กับ 1,500,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 และนับโทษจำเลยที่ 3 ทั้งสองสำนวนติดต่อกัน

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณานายสมใจนึกหรือสมนึกและนายจีราวัฒน์หรือทวีวัฒน์ ผู้เสียหายทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกผู้เสียหายทั้งสองว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมสองกระทง ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทงละ 6,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 12,000 บาท จำเลยที่ 2 จำนวน 12,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 จำคุกกระทงแรก 3 ปี กระทงที่สอง 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหุ้นหรือใช้ราคาหุ้นเป็นเงิน 24,095,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และ 1,500,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาหุ้นแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า เมื่อปี 2531 นายอัณณพกับพวกตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 มีนายอัณณพ จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นน้องของนายอัณณพ นายสุรินทร์และนายจีราวัฒน์หรือทวีวัฒน์ โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้น จำเลยที่ 1 โดยนายอัณณพและนายสุรินทร์กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเพิ่มทุนเป็น 50,000,000 บาท มีหุ้น 500,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท และจดทะเบียนเพิ่มให้นายสมใจนึกหรือสมนึก โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นกรรมการอีกคนหนึ่ง โดยให้กรรมการสองในสามคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของจำเลยที่ 1 มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ พร้อมแนบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีโจทก์ร่วมที่ 1 ถือหุ้น 280,950 หุ้น โจทก์ร่วมที่ 2 ถือหุ้น 20,000 หุ้น จำเลยที่ 2 ถือหุ้น 50,000 หุ้น จำเลยที่ 3 ถือหุ้น 10,000 หุ้น นายอัณณพถือหุ้น 40,000 หุ้น นายสุรินทร์ถือหุ้น 20,000 หุ้น และผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ไปด้วย จำเลยที่ 1 โดยนายอัณณพ กรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขให้โจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และแนบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่โจทก์ร่วมที่ 1 ถือหุ้นลดลงเหลือเพียง 40,000 หุ้น โจทก์ร่วมที่ 2 ถือหุ้นลดลงเหลือเพียง 5,000 หุ้น ส่วนจำเลยที่ 2 ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 400,000 หุ้น ครั้นนายอัณณพถึงแก่ความตาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมทั้งสองต่างเป็นเพื่อนของนายอัณณพ โดยเฉพาะโจทก์ร่วมที่ 2 ได้ร่วมกับนายอัณณพและพวกก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นมาตั้งแต่ต้น การที่นายอัณณพและนายสุรินทร์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเพิ่มทุนและแนบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จำนวน 280,950 หุ้น และ 20,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ตามลำดับนั้น เป็นจำนวนเงินใกล้เคียงกับเงินที่โจทก์ร่วมทั้งสองให้นายอัณณพกู้ไป จึงเชื่อว่านายอัณณพได้นำหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 มาตีใช้หนี้เงินกู้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองจริง ทั้งได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ โดยเพิ่มชื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ให้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ด้วย หากนายอัณณพไม่ได้เป็นหนี้เงินกู้โจทก์ร่วมทั้งสอง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการผู้ถือหุ้นและกรรมการตามเอกสารดังกล่าว ทั้งยังสอดคล้องกับบันทึกคำให้การของนายสุรินทร์ที่ให้การว่า นายอัณณพได้มอบใบหุ้นจำนวน 280,950 หุ้น แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นเจ้าของหุ้นจริง ส่วนหุ้นของโจทก์ร่วมทั้งสองที่หายไปจากบัญชีผู้ถือหุ้น คงเหลือ จำนวน 40,000 หุ้น และ 5,000 หุ้น ตามลำดับ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การดำเนินการโอนหุ้นของโจทก์ร่วมทั้งสองที่มีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 เปลี่ยนเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำของนายอัณณพ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 3 มาโดยตลอด แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 มิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ตอบทนายจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ในการทำบัญชีและติดต่อธนาคาร ย่อมต้องรู้ฐานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นอย่างดี ทั้งได้ความว่า ก่อนที่นายอัณณพถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 ก็ร่วมบริหารงานกับนายอัณณพ โดยไปติดต่อธนาคารขอสินเชื่อเพิ่มและดำเนินการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งไม่ตรงต่อความเป็นจริง จนกระทั่งมีการโอนหุ้นของโจทก์ร่วมทั้งสองบางส่วนเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 อันเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกัน จึงให้การปรักปรำจำเลยทั้งสาม ไม่อาจหักล้างเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ได้ ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของนายกัณฐ์และนายสุรินทร์ มีข้อความเหมือนกันทุกตัวอักษรนั้น ก็หาเป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามที่จำเลยทั้งสามอ้างในฎีกาไม่ อย่างไรก็ดี การที่จะเป็นความผิดฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 นั้น ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งการกระทำที่ผู้กระทำความผิดครอบครองอยู่จะต้องเป็นวัตถุที่มีรูปร่างหรือจับต้องสัมผัสได้ แต่หุ้นตามฟ้องเป็นเพียงสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงสิทธิและหน้าที่หรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมทั้งสองที่มีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จะเบียดบังยักยอกได้ ทั้งปรากฏว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นเพียงการยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนเท่านั้น ยังหามีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในหุ้นของโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ ดังนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องคืนหรือใช้ราคาหุ้นแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาหุ้นแก่โจทก์ร่วมทั้งสองเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายสมใจนึกหรือสมนึก พินิจทรัพย์สิน กับพวก
จำเลย — บริษัทแชมป์ เอ็สเตท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นางสาวอัจฉรพรรณ ภาศิริวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรพล จันทวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13089 -ที่ 13090/2558
#636299
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 นั้น ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งการกระทำที่ผู้กระทำความผิดครอบครองอยู่จะต้องเป็นวัตถุที่มีรูปร่างหรือจับต้องสัมผัสได้ แต่หุ้นตามฟ้องเป็นเพียงสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงสิทธิและหน้าที่หรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมทั้งสองที่มีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จะเบียดบังยักยอกได้ ทั้งปรากฏว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นเพียงการยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนเท่านั้น ยังหามีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในหุ้นของโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ ดังนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาคดีเข้าด้วยกัน โดยคงเรียกโจทก์และจำเลยทั้งสามทั้งสองสำนวนว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ฟ้องสำนวนหลังขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาหุ้นที่ยังไม่ได้คืน 24,095,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 กับ 1,500,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 และนับโทษจำเลยที่ 3 ทั้งสองสำนวนติดต่อกัน

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณานายสมใจนึกหรือสมนึก และนายจีราวัฒน์หรือทวีวัฒน์ ผู้เสียหายทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกผู้เสียหายทั้งสองว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมสองกระทง ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทงละ 6,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 12,000 บาท จำเลยที่ 2 จำนวน 12,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 จำคุกกระทงแรก 3 ปี กระทงที่สอง 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหุ้นหรือใช้ราคาหุ้นเป็นเงิน 24,095,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และ 1,500,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาหุ้นแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า เมื่อปี 2531 นายอัณณพ กับพวกตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 มีนายอัณณพ จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นน้องของนายอัณณพ นายสุรินทร์ และนายจีราวัฒน์หรือทวีวัฒน์ โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้น วันที่ 7 กรกฎาคม 2542 จำเลยที่ 1 โดยนายอัณณพและนายสุรินทร์กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเพิ่มทุนเป็น 50,000,000 บาท มีหุ้น 500,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท และจดทะเบียนเพิ่มให้นายสมใจนึกหรือสมนึก โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นกรรมการอีกคนหนึ่ง โดยให้กรรมการสองในสามคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของจำเลยที่ 1 มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ พร้อมแนบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2542 ซึ่งมีโจทก์ร่วมที่ 1 ถือหุ้น 280,950 หุ้น โจทก์ร่วมที่ 2 ถือหุ้น 20,000 หุ้น จำเลยที่ 2 ถือหุ้น 50,000 หุ้น จำเลยที่ 3 ถือหุ้น 10,000 หุ้น นายอัณณพถือหุ้น 40,000 หุ้น นายสุรินทร์ถือหุ้น 20,000 หุ้น และผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ไปด้วย วันที่ 23 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 1 โดยนายอัณณพ กรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขให้โจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และแนบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2546 ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ถือหุ้นลดลงเหลือเพียง 40,000 หุ้น โจทก์ร่วมที่ 2 ถือหุ้นลดลงเหลือเพียง 5,000 หุ้น ส่วนจำเลยที่ 2 ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 400,000 หุ้น ครั้นวันที่ 14 เมษายน 2547 นายอัณณพถึงแก่ความตาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมทั้งสองต่างเป็นเพื่อนของนายอัณณพ โดยเฉพาะโจทก์ร่วมที่ 2 ได้ร่วมกับนายอัณณพและพวกก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัทจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นมาตั้งแต่ต้น การที่นายอัณณพและนายสุรินทร์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเพิ่มทุนและแนบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จำนวน 280,950 หุ้น และ 20,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ตามลำดับนั้น เป็นจำนวนเงินใกล้เคียงกับเงินที่โจทก์ร่วมทั้งสองให้นายอัณณพกู้ไป จึงเชื่อว่านายอัณณพได้นำหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 มาตีใช้หนี้เงินกู้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองจริง ทั้งได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ โดยเพิ่มชื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ให้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ด้วย หากนายอัณณพไม่ได้เป็นหนี้เงินกู้โจทก์ร่วมทั้งสอง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการผู้ถือหุ้นและกรรมการตามเอกสารดังกล่าว ทั้งยังสอดคล้องกับบันทึกคำให้การของนายสุรินทร์ที่ให้การว่า นายอัณณพได้มอบใบหุ้นจำนวน 280,950 หุ้น แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนายกัณฐ์ ฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 1 และที่ 2 พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า ปี 2538 ถึงปี 2539 บริษัทมีภาระหนี้มากขึ้น นายอัณณพต้องหาเงินมาบริหารกิจการบริษัท โดยขอยืมเงินจากบุคคลภายนอกมาใช้ และต่อมาได้แปลงหนี้เงินยืมมาเป็นใบหุ้น ทั้งได้จดทะเบียนเพิ่มชื่อโจทก์ร่วมที่ 1 เข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 พยานเป็นผู้พิมพ์ใบหุ้นของโจทก์ร่วมที่ 1 ส่วนใบหุ้นของโจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วได้ส่งมอบแก่นายอัณณพ แต่นายอัณณพมอบแก่โจทก์ร่วมที่ 2 หรือไม่ พยานไม่ทราบ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นเจ้าของหุ้น ส่วนหุ้นของโจทก์ร่วมทั้งสองที่หายไปจากบัญชีผู้ถือหุ้นตามเอกสารดังกล่าว คงเหลือ จำนวน 40,000 หุ้น และ 5,000 หุ้น ตามลำดับนั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การดำเนินการโอนหุ้นของโจทก์ร่วมทั้งสองที่มีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 เปลี่ยนเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำของนายอัณณพ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 3 มาโดยตลอด แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 มิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ตอบทนายจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ในการทำบัญชีและติดต่อธนาคาร ย่อมต้องรู้ฐานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นอย่างดี ทั้งได้ความว่า ก่อนที่นายอัณณพถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 ก็ร่วมบริหารงานกับนายอัณณพ โดยไปติดต่อธนาคารขอสินเชื่อเพิ่ม และดำเนินการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งไม่ตรงต่อความเป็นจริง จนกระทั่งมีการโอนหุ้นของโจทก์ร่วมทั้งสองบางส่วนเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 อันเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกัน จึงให้การปรักปรำจำเลยทั้งสาม ไม่อาจหักล้างเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของนายกัณฐ์และนายสุรินทร์มีข้อความเหมือนกันทุกตัวอักษรนั้น ก็หาเป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามที่จำเลยทั้งสามอ้างในฎีกาไม่

อย่างไรก็ดี การที่จะเป็นความผิดฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 นั้น ทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งการกระทำที่ผู้กระทำความผิดครอบครองอยู่จะต้องเป็นวัตถุที่มีรูปร่างหรือจับต้องสัมผัสได้ แต่หุ้นตามฟ้องเป็นเพียงสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงสิทธิและหน้าที่หรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมทั้งสองที่มีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จะเบียดบังยักยอกได้ ทั้งปรากฏว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นเพียงการยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนเท่านั้น ยังหามีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในหุ้นของโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ ดังนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสามตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องคืนหรือใช้ราคาหุ้นแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาหุ้นแก่โจทก์ร่วมทั้งสองเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายสมใจนึกหรือสมนึก พินิจทรัพย์สิน
จำเลย — บริษัทแชมป์ เอ็สเตท จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13082/2558
#633604
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบอาชีพครู ต้องให้การศึกษาอบรมลูกศิษย์และได้รับการยกย่องว่าอาชีพดังกล่าวเป็นแม่พิมพ์ของชาติ แต่โจทก์กลับต้องอดทนต่อความประพฤติของจำเลยซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวที่กระทำต่อตนซึ่งเป็นภริยาและยังกระทำต่อบุตรสาวจำเลยเองอีกด้วย แม้จำเลยจะไม่มีความอ่อนหวานหรือไม่รู้จักการให้เกียรติภริยาของตนก็ตาม แต่จำเลยก็ควรรู้จักการทะนุถนอมน้ำใจของอีกฝ่ายเยี่ยงสามีที่ดีทั่วไปอันจะช่วยประคับประคองชีวิตสมรสให้ราบรื่น มิใช่ด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคายอันเป็นการเหยียดหยามโจทก์ การที่โจทก์อดทนอยู่กับจำเลยอีกหลายปีนั้น มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ให้อภัยตามที่จำเลยเข้าใจเอาเอง เพราะการให้อภัยเป็นเรื่องที่ผู้กระทำผิดสำนึกผิดแล้วอีกฝ่ายไม่เอาโทษ แต่กรณีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ให้โอกาสจำเลยปรับปรุงตนเองเป็นเวลาหลายปี แต่จำเลยหาได้สำนึกและกลับตนไม่ จนกระทั่งโจทก์และบุตรสาวไม่สามารถอดทนอยู่กับจำเลยได้ จึงพากันย้ายหนีจำเลยไปอาศัยอยู่กับมารดาโจทก์ ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประพฤติชั่วเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (2) (ค)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้น ฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นางสาว ว. ระหว่างอยู่กินด้วยกัน จำเลยดื่มสุราเป็นอาจิณและกลับบ้านดึก เมื่อเมาสุรากลับมาจะด่าว่าโจทก์และมารดาโจทก์รวมทั้งบุตรด้วยถ้อยคำหยาบคาย อาทิ "อีดอกทอง" "อีเหี้ย" "อีสัตว์" "กะหรี่ยังดีกว่ามึงเสียอีก" "อีดอกทองทั้งแม่ทั้งลูก" เป็นต้น จำเลยเคยถือมีดทำครัวขู่จะทำร้ายโจทก์จนโจทก์ต้องวิ่งหนีขึ้นชั้นบนบ้านและเคยนำสากกะเบือซ่อนไว้ใต้หมอนเพื่อเตรียมทำร้ายโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยประพฤติชั่วเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) (ค) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นเหตุร้ายแรงที่จะถือเป็นเหตุหย่านั้น เห็นว่า โจทก์ประกอบอาชีพเป็นครู ต้องให้การศึกษาอบรมลูกศิษย์และได้รับการยกย่องว่าอาชีพดังกล่าวเป็นแม่พิมพ์ของชาติ แต่โจทก์กลับต้องอดทนต่อความประพฤติของจำเลยซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวที่กระทำต่อตนซึ่งเป็นภริยาและยังกระทำต่อบุตรสาวจำเลยเองอีกด้วย แม้จำเลยจะไม่มีความอ่อนหวานหรือไม่รู้จักการให้เกียรติภริยาของตนก็ตาม แต่จำเลยก็ควรรู้จักการทะนุถนอมน้ำใจของอีกฝ่ายเยี่ยงสามีที่ดีทั่วไปอันจะช่วยประคับประคองชีวิตสมรสให้ราบรื่น มิใช่ด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคายอันเป็นการเหยียดหยามโจทก์ การที่โจทก์อดทนอยู่กับจำเลยอีกหลายปีนั้น มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ให้อภัยตามที่จำเลยเข้าใจเอาเอง เพราะการให้อภัยเป็นเรื่องที่ผู้กระทำผิดสำนึกผิดแล้วอีกฝ่ายไม่เอาโทษ แต่กรณีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ให้โอกาสจำเลยปรับปรุงตนเองเป็นเวลาหลายปี แต่จำเลยหาได้สำนึกและกลับตนไม่ จนกระทั่งโจทก์และบุตรสาวไม่สามารถอดทนอยู่กับจำเลยได้ จึงพากันย้ายหนีจำเลยไปอาศัยอยู่กับมารดาโจทก์ ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประพฤติชั่วเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) (ค) ฎีกาอื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (2) (ค)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ข.
จำเลย — นาย ว.
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13078/2558
#590849
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 โจทก์ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 นำเงินสินสมรสไปซื้อที่ดินและทาวน์เฮ้าส์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ภายในกำหนดเวลาหนึ่งปี นับแต่โจทก์ทราบเหตุการณ์ทำนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 ว่า ฟ้องโจทก์มิใช่การฟ้องเพื่อเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและทาวน์เฮ้าส์ แต่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกสินสมรสคืนจากจำเลยที่ 2 และการที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนถอนเงินในบัญชีซึ่งเป็นสินสมรสและมอบให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่โจทก์ เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น จะพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินหาได้ไม่ โจทก์ต้องไปว่ากล่าวต่างหาก โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 1,512,400 บาท จึงเป็นการใช้สิทธิฟ้องต่อเนื่องจากคำพิพากษาในคดีเดิม แม้คำพิพากษาคดีดังกล่าวจะไม่มีถ้อยคำว่า "โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่" อายุความคดีนี้ก็ตกอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง ที่ฟ้องใหม่ได้ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด หาใช่ต้องฟ้องคดีภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินสินสมรสจำนวน 1,512,400 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 538,792 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 1,512,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และหรือที่ 2 ไม่ชำระให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 283495 ตำบลแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 195/191 หมู่ที่ 2 ตำบลแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 นำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และได้นำเงินสินสมรสตามฟ้องไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 283495 ตำบลแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 195/191 หมู่ที่ 2 ตำบลแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีชื่อจำเลยที่ 2 ปรากฏเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยในเวลานั้นจำเลยที่ 1 ถูกทำของด้วยไสยศาสตร์ ปัจจุบันจำเลยที่ 1 หายเป็นปกติดีแล้ว

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเห็นสมควรให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความชั้นอุทธรณ์เห็นสมควรให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 283495 พร้อมด้วยทาวน์เฮ้าส์พิพาท ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าโจทก์ทราบเหตุดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรส 1,512,500 บาท แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโดยอ้างว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 นำเงินสินสมรสจำนวน 1,512,400 บาท ไปซื้อที่ดินและทาวน์เฮ้าส์พิพาท โอนให้แก่จำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนการโอนดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงนามทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องด้วยตนเองโดยไม่มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง แล้วทำนิติกรรมโอนให้แก่จำเลยที่ 2 กรณีจึงต้องยกฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนถอนเงินในบัญชีซึ่งเป็นสินสมรสแล้วมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องและพิพาทให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) และจะพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินหาได้ไม่ ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 จะต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด โจทก์ต้องไปว่ากล่าวต่างหาก โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีนี้ ให้คืนเงินจำนวน 1,512,400 บาท ซึ่งเป็นสินสมรสของโจทก์พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 1,512,400 บาท เป็นการเพิกถอนการทำนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ต้องยื่นฟ้องภายใน 1 ปี โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เกิน 1 ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกามีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 นำเงินสินสมรสไปซื้อที่ดินและทาวน์เฮ้าส์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 ซึ่งอยู่ภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบเหตุการณ์ทำนิติกรรมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีแรกพิพากษาว่า ฟ้องโจทก์มิใช่การฟ้องเพื่อเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและทาวน์เฮาส์พิพาทแต่เป็นกรณีโจทก์ฟ้องเพื่อเรียกสินสมรสคืนจากจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 1,512,400 บาท จึงเป็นการใช้สิทธิฟ้องต่อเนื่องจากคำพิพากษาในคดีเดิม แม้คดีดังกล่าวจะไม่มีถ้อยคำว่า "โดยตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่" อายุความคดีนี้จึงตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง หาใช่ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง ไม่ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องภายใน 60 วัน นับแต่คำพิพากษาคดีก่อนถึงที่สุด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,512,400 บาท คืนแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินคืนแก่โจทก์เสร็จสิ้น ทั้งนี้คำนวณดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 จนถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 538,792 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 วรรคสอง ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสายนภา ไพบูลย์วัฒนพงศ์หรือแก้วมโน
จำเลย — นายสมบูรณ์ ไพบูลย์วัฒนพงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ — นายชาตรี พงษ์อาภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายภิญโญ แสงภู่
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
พฤษภา พนมยันตร์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13078/2558
#634897
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 โจทก์ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 นำเงินสินสมรสไปซื้อที่ดินและทาวน์เฮ้าส์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 ภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบเหตุการณ์ทำนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 ว่า ฟ้องโจทก์มิใช่การฟ้องเพื่อเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและทาวน์เฮ้าส์ แต่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกสินสมรสคืนจากจำเลยที่ 2 และการที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนถอนเงินในบัญชีซึ่งเป็นสินสมรสและมอบให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่โจทก์ เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น จะพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินหาได้ไม่ โจทก์ต้องไปว่ากล่าวต่างหากแล้วโจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 1,512,400 บาท จึงเป็นการใช้สิทธิฟ้องต่อเนื่องจากคำพิพากษาในคดีเดิม แม้คำพิพากษาคดีดังกล่าวจะไม่มีถ้อยคำว่า "โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่" อายุความคดีนี้จึงตกอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง หาใช่ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีนี้พิพากษาไม่ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องภายใน 60 วัน นับแต่คำพิพากษาคดีก่อนถึงที่สุด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินสินสมรสจำนวน 1,512,400 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 538,792 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 1,512,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และหรือที่ 2 ไม่ชำระให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 283495 ตำบลแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 195/191 หมู่ที่ 2 ตำบลแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 นำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และได้นำเงินสินสมรสตามฟ้องไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 283495 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อจำเลยที่ 2 ปรากฏเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยในเวลานั้นจำเลยที่ 1 ถูกทำของด้วยไสยศาสตร์ ปัจจุบันจำเลยที่ 1 หายเป็นปกติดีแล้ว

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเห็นสมควรให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความชั้นอุทธรณ์เห็นสมควรให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 283495 พร้อมด้วยทาวน์เฮ้าส์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าโจทก์ทราบเหตุดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรส 1,512,500 บาท แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 ต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกามีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 นำเงินสินสมรสไปซื้อที่ดินและทาวน์เฮ้าส์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2549 ซึ่งอยู่ภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบเหตุการณ์ทำนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีแรกพิพากษาว่า ฟ้องโจทก์มิใช่การฟ้องเพื่อเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและทาวน์เฮ้าส์พิพาทแต่เป็นกรณีโจทก์ฟ้องเพื่อเรียกสินสมรสคืนจากจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 เรียกร้องให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 1,512,400 บาท จึงเป็นการใช้สิทธิฟ้องต่อเนื่องจากคำพิพากษาในคดีเดิม แม้คดีดังกล่าวจะไม่มีถ้อยคำว่า "โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่" อายุความคดีนี้จึงตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง หาใช่ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง ไม่ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องภายใน 60 วัน นับแต่คำพิพากษาคดีก่อนถึงที่สุด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

เมื่อคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และคดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า เงินพิพาทจำนวน 1,512,400 บาท เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นำมาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 283495 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 ตามฟ้อง เมื่อโจทก์อุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาคดีนี้ จำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งว่า เงินจำนวน 1,512,400 บาท มิใช่สินสมรสของโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นแต่โต้แย้งว่า การฟ้องคดีนี้เป็นการเพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หา และคดีขาดอายุความแล้วเท่านั้น เมื่อรับฟังว่าฟ้องโจทก์อยู่ในอายุความแล้ว และการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการจงใจทำนิติกรรมไปโดยลำพังและปราศจากความยินยอมของโจทก์ซึ่งเป็นภริยา เพื่อนำเงินที่เป็นสินสมรสไปซื้อบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 รู้ข้อเท็จจริงดีว่าจำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาแล้ว จึงเป็นการร่วมกันกระทำการโดยไม่สุจริต ทั้งเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของเงินฝากดังกล่าวซึ่งเป็นสินสมรสมีสิทธิที่จะติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืนจากบุคคลที่ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ได้ ดังนั้นจำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ร่วมกันคืนเงินจำนวน 1,512,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 จนถึงวันฟ้องจำนวน 538,792 บาท แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะนำเงินสินสมรสมาคืนแก่โจทก์ ส่วนคำขอของโจทก์ที่ระบุว่าหากคืนสินสมรสและดอกเบี้ยแก่โจทก์ไม่ได้ ขอให้มีคำสั่งให้นำที่ดินอันเกิดจากการนำเงินสินสมรสไปซื้อตามโฉนดเลขที่ 283495 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินที่ได้กลับมาเป็นสินสมรสของโจทก์ต่อไปนั้นเป็นวิธีการบังคับคดีหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาซึ่งไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับในขณะนี้ได้ จึงยกคำขอของโจทก์ในส่วนดังกล่าว

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,512,400 บาท คืนแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินคืนแก่โจทก์เสร็จสิ้น ทั้งนี้คำนวณดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 จนถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 538,792 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 วรรคสอง ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ม. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
พฤษภา พนมยันตร์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13076/2558
#594011
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2540) ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ที่จำเลยที่ 3 แนบท้ายอุทธรณ์มารับฟังว่า กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยต่อคนตามข้อ 2 (1) (ค) ที่ระบุว่า แปดหมื่นบาทต่อคนสำหรับความเสียหายต่อชีวิต แล้ววินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 3 ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และกฎกระทรวงดังกล่าวให้ถูกต้อง แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้นำสืบกฎกระทรวงดังกล่าว ศาลก็ชอบที่จะนำมารับฟังได้ เพราะเมื่อมีการประกาศกฎกระทรวงดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กฎกระทรวงย่อมมีผลบังคับเช่นกฎหมายอันเป็นที่รู้แก่บุคคลทั่วไปและศาลย่อมรู้ได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 533,613.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหาย 485,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดไม่เกิน 145,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นมารดาของนางระวีวรรณ ผู้ตาย ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 82 - 3923 สระบุรี พ่วงรถหมายเลขทะเบียน 82 - 5575 สระบุรี บรรทุกเสาเข็มคอนกรีตอันเป็นกิจการขนส่งที่ทำร่วมกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 กระทำการเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ไปตามถนนพระราชวิริยาภรณ์ ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้ง จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้ตายขณะเดินอยู่ ผู้ตายกระเด็นไปชนราวเหล็กริมถนนล้มหมดสติและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกและรถพ่วงคันที่จำเลยที่ 1 ขับ ประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่โจทก์เป็นเงิน 15,000 บาท ในส่วนคดีอาญา ศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7083/2552 ในคดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ 485,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้โต้แย้งความรับผิดคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีเพียงประการเดียวว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังกฎกระทรวงที่จำเลยที่ 3 แนบมาท้ายอุทธรณ์ เป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยไม่ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มิใช่กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ จึงไม่มีสถานะเป็นกฎหมายที่ศาลรู้ได้เอง จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ต้องนำสืบกฎกระทรวงดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่นำสืบ จึงฟังไม่ได้ว่ามีกฎกระทรวงจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 3 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังกฎกระทรวงที่จำเลยที่ 3 แนบมาท้ายอุทธรณ์ เป็นการรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวน คำพิพากษาที่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ย่อมมีความรับผิดตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายฉบับดังกล่าวกำหนด เมื่อตามบทบัญญัติมาตรา 7 วรรคสอง ให้จำนวนเงินที่เอาประกันภัยเป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงต้องพิจารณากฎกระทรวงที่มีผลใช้บังคับในขณะมีการทำประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ การที่จำเลยที่ 3 ให้การและนำสืบว่า จำเลยที่ 3 มีความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดกับบุคคลภายนอกรายละ 80,000 บาท ต่อคน จำเลยที่ 3 รับประกันรถทั้งส่วนหัวและส่วนพ่วง จึงรับผิดไม่เกินวงเงิน 160,000 บาท นั้น เท่ากับจำเลยที่ 3 กล่าวอ้างว่า กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์มีจำนวนเงินเอาประกันภัยจำกัดไม่เกินคันละ 80,000 บาท ต่อคน ซึ่งเป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ที่มีผลใช้บังคับในช่วงเวลานั้น การวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 3 จำต้องถือตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่กำหนดโดยกฎกระทรวงดังกล่าว เพราะหากจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดเกินไปกว่าที่ตนมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะผู้รับประกันภัยภาคบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2540) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ที่จำเลยที่ 3 แนบท้ายอุทธรณ์มารับฟังว่า กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยต่อคนตามข้อ 2 (1) (ค) ที่ระบุว่า แปดหมื่นบาทต่อคนสำหรับความเสียหายต่อชีวิต เป็นการวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 3 ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 โดยถูกต้อง แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้นำสืบกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ศาลก็ชอบที่จะนำมารับฟังได้ เพราะเมื่อมีการประกาศกฎกระทรวงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กฎกระทรวงย่อมมีผลบังคับเช่นกฎหมายโดยเป็นที่รู้แก่บุคคลทั่วไปและศาลย่อมรู้ได้เอง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หาได้รับฟังพยานหลักฐานโดยไม่ชอบดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์ รวมรถ 2 คัน เป็นเงิน 160,000 บาท โดยให้หักค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้รับชดใช้แล้ว 15,000 บาท คงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิด 145,000 บาท จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 มีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ความรับผิดของจำเลยที่ 3 จากจำนวนเงิน 485,000 บาท เป็นจำนวนเงิน 145,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงมีเพียง 340,000 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 8,500 บาท แต่จำเลยที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลเกินมา 3,625 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 3

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 3,625 บาท แก่จำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางถวิล ดำรงค์ไทย
จำเลย — นายชัยวัฒน์ มีสุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวรานนท์ วิเศษศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบดินทร์ ตรีรานุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13073/2558
#592940
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยทั้งสองขอโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่บุคคลอื่น โจทก์ยอมรับคำขอของจำเลยทั้งสอง โดยเรียกค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันจากจำเลยทั้งสอง พร้อมทั้งให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันรายใหม่ลงลายมือชื่อเป็นผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน เมื่อได้ความว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาเปลี่ยนตัวลูกหนี้อันเป็นสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมย่อมระงับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 วรรคแรก และมาตรา 350 โจทก์ไม่อาจนำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 365,860.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถเก๋ง ยี่ห้อ บีเอ็มดับเบิลยู รุ่น 323 ไอเอ จากโจทก์ ในราคา 1,673,046.60 บาท ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ 60 งวด งวดละ 29,836 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 สิงหาคม 2547 งวดต่อไปทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในวันที่ 24 สิงหาคม 2548 จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำขอต่อโจทก์ขอโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่บริษัทโรลเลอร์เบส จำกัด และโอนสิทธิสัญญาค้ำประกันให้แก่นางลลนา โดยโจทก์เรียกค่าบริการงานทะเบียนค่าธรรมเนียมโอนเปลี่ยนผู้เช่าซื้อ รวม 3,060 บาท จากจำเลยทั้งสอง ต่อมาโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 และบริษัทโรลเลอร์เบส จำกัด ขอยกเลิกการโอนสิทธิอ้างว่ามีการค้างชำระค่าเช่าซื้อ นางลลนานำรถที่เช่าซื้อมามอบคืนแก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 15 งวด ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 16 ประจำวันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 หลังจากนั้นโจทก์นำรถที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้เงิน 900,000 บาท

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองขอโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่บุคคลอื่น โจทก์ยอมรับคำขอของจำเลยทั้งสอง โดยเรียกค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันจากจำเลยทั้งสอง พร้อมทั้งให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันรายใหม่ลงลายมือชื่อเป็นผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน ข้อเท็จจริงยังได้ความจากเอกสารขอยกเลิกการโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ว่า ในการมาขอยื่นคำขอโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อนั้น จำเลยที่ 1 ได้มอบเช็คชำระค่าเช่าซื้อล่วงหน้าให้แก่โจทก์ 2 งวดด้วย ดังนั้น แม้โจทก์จะนำสืบอ้างว่า การโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อนั้น ต้องรอการอนุมัติจากโจทก์ก่อนก็ตาม แต่ตามหนังสือขอยกเลิกการโอนสิทธิที่โจทก์มีถึงจำเลยที่ 1 และบริษัทโรลเลอร์เบส จำกัด นั้น เป็นการขอยกเลิกเพราะมีการค้างชำระหนี้ รวมทั้งโจทก์ใช้โทรศัพท์ทวงถามนายกิตติศักดิ์และนางลลนาซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันรายใหม่ หาใช่เป็นเพราะโจทก์ไม่อนุมัติตามคำขอของจำเลยทั้งสองไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์อนุมัติให้จำเลยทั้งสองเปลี่ยนตัวลูกหนี้แล้ว เมื่อได้ความว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาเปลี่ยนตัวลูกหนี้อันเป็นสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมย่อมระงับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคแรก และมาตรา 350 โจทก์ไม่อาจนำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 วรรคแรก ม. 350
ชื่อคู่ความ
บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่งจำกัด (มหาชน) หรือ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวณัฐพงศ์หรือทศพร กอใจประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวีระศักดิ์ ไชยสุขเจริญกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วัชรางค์กุล
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
วิรุฬห์ แสงเทียน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13071/2558
#594009
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เช่าซื้อรถยนต์มาจากบริษัทเงินทุน ก. โจทก์จึงมีเพียงสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์ เมื่อโจทก์ขายรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่ บ. โดยมีข้อตกลงให้ บ. ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อที่เหลืออันเป็นการโอนสิทธิการเช่าซื้อโดยบริษัทเงินทุน ก. ไม่ได้ตกลงด้วย ย่อมเป็นการโอนสิทธิการเช่าซื้อโดยมิชอบ และไม่มีผลผูกพันบริษัทเงินทุน ก. ผู้ให้เช่าซื้อ โจทก์จึงยังคงต้องรับผิดต่อบริษัทเงินทุน ก. ตามสัญญาเช่าซื้อเช่นเดิม และหากมีการชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว รถยนต์ที่เช่าซื้อก็ตกเป็นสิทธิของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 ทำให้โจทก์สามารถโอนรถยนต์ทางทะเบียนให้แก่ บ. ต่อไปได้ การที่ บ. ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาซื้อขายจึงเป็นเพียงการครอบครองแทนโจทก์ โจทก์จึงยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เช่าซื้อในขณะทำสัญญาประกันภัย สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลผูกพันตามกฎหมาย เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งโจทก์เอาประกันภัยไว้กับจำเลยสูญหายไป โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้

ขณะเกิดเหตุ บ. ติดเครื่องรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้โดยไม่ล็อกประตูรถ แล้วเดินไปสูบบุหรี่ห่างจากตัวรถนานประมาณ 20 นาที โดยไม่เห็นจุดจอดรถยนต์ เป็นการจอดรถยนต์ไว้ในลักษณะไม่ใส่ใจ และไม่สนใจว่าจะเกิดเหตุร้ายกับรถยนต์หรือไม่ เมื่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้สูญหายไป พฤติการณ์ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของ บ. ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อแทนโจทก์ จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดในความสูญหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งรับประกันไว้ต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 879 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ครบถ้วน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 14 มีนาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วน หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน กฉ 6343 สงขลา มาจากบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) วันที่ 13 มกราคม 2547 โจทก์ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้นายบาเฉด ในราคา 70,000 บาท โดยมีข้อตกลงให้นายบาเฉดชำระราคาส่วนที่เหลือ 44 งวด งวดละ 17,976 บาท ให้กับบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) วันที่ 28 มีนาคม 2547 โจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวเอาประกันภัยไว้กับจำเลย มีกำหนดเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2548 ในวันที่ 24 ตุลาคม 2547 รถยนต์คันดังกล่าวถูกลักไปขณะอยู่ในความครอบครองของนายบาเฉด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์จะทำสัญญาขายรถยนต์คันดังกล่าวแก่นายบาเฉดไปแล้ว แต่นายบาเฉดไม่มีเงินชำระค่ารถยนต์ทั้งหมดทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อจากโจทก์มาเป็นนายบาเฉดได้ โจทก์ไม่ได้ส่งมอบการครอบครองโดยเด็ดขาดให้นายบาเฉด โจทก์ยังมีความรับผิดตามกฎหมายในฐานะผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งต่อมาโจทก์ก็ถูกบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์คันดังกล่าวในขณะทำสัญญาประกันภัย นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวมาจากบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงมีเพียงสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อ การที่โจทก์ทำสัญญาขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นายบาเฉดโดยมีข้อตกลงให้นายบาเฉดผ่อนชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลืออันเป็นการโอนสิทธิการเช่าซื้อโดยบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ตกลงด้วย จึงเป็นการโอนสิทธิการเช่าซื้อโดยไม่ชอบและไม่มีผลผูกพันบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อ ทำให้โจทก์ยังคงต้องรับผิดต่อบริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาเช่าซื้อเช่นเดิม และหากมีการชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว รถยนต์ที่เช่าซื้อก็ตกเป็นสิทธิของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ทำให้โจทก์สามารถโอนรถยนต์ทางทะเบียนให้แก่นายบาเฉดต่อไปได้ การที่นายบาเฉดครอบครองรถยนต์ตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นเพียงการครอบครองแทนโจทก์ โจทก์จึงยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เช่าซื้อในขณะทำสัญญาประกันภัย สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลผูกพันตามกฎหมาย เมื่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้สูญหายไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาที่ว่าจำเลยต้องรับผิดในความสูญหายของรถยนต์ต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เพื่อไม่ให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาใหม่ ปัญหาดังกล่าวโจทก์และจำเลยนำสืบตรงกันว่า ขณะเกิดเหตุ นายบาเฉดจอดรถยนต์ไว้ที่ริมทะเลโดยติดเครื่องยนต์ไว้ ไม่ได้ล็อกประตูรถ แล้วเดินไปสูบบุหรี่ห่างจากตัวรถประมาณ 30 ถึง 40 เมตร เป็นเหตุให้รถยนต์สูญหายไป และโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายบาเฉดได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานของบริษัทจำเลยไว้ ซึ่งจากบันทึกถ้อยคำของนายบาเฉดได้ความว่า เหตุที่นายบาเฉดต้องติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้เนื่องจากแบตเตอรี่ไม่ดี หากดับเครื่องยนต์แล้วจะติดเครื่องยนต์ยาก นายบาเฉดเดินไปสูบบุหรี่ที่ริมทะเลประมาณ 20 นาที จึงเดินกลับมาที่รถ และได้ความจากสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีอีกว่าบริเวณชายหาดที่นายบาเฉดเดินไปสูบบุหรี่มีป่าละเมาะบังตา ทำให้มองไม่เห็นตรงจุดที่จอดรถยนต์ไว้ เช่นนี้ แสดงว่าขณะเกิดเหตุ นายบาเฉดจอดรถแล้วเดินไปสูบบุหรี่ห่างจากรถประมาณ 40 เมตร และไม่สามารถมองเห็นรถยนต์ได้เพราะมีป่าละเมาะบังสายตาโดยติดเครื่องยนต์และไม่ได้ล็อกประตูรถ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการจอดรถยนต์ทิ้งไว้ในลักษณะที่ไม่ใส่ใจ และไม่สนใจว่าจะเกิดเหตุร้ายกับรถยนต์หรือไม่ นับเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เมื่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้สูญหายไปเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของนายบาเฉดซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถยนต์แทนโจทก์ จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดในความสูญหายของรถยนต์ที่รับประกันภัยไว้ต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 879 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 863 ม. 879
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภิญโญ คงแก้ว
จำเลย — บริษัทสหมงคลประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายชลอ ยศสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายไพจิตร สวัสดิสาร
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา