คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12620/2558
#589755
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่าในกรณีนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันเพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุให้นายจ้างคืนหลักประกันให้แก่ลูกจ้าง หมายความว่านายจ้างต้องคืนเงินหลักประกันให้แก่ลูกจ้าง นายจ้างจะหักไปชำระหนี้อื่นที่ไม่ใช่ค่าเสียหายจากการทำงานให้แก่นายจ้างไม่ได้

แม้โจทก์ยินยอมให้จำเลยหักเงินหลักประกันการทำงานของโจทก์ไปชำระค่าประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลของโจทก์ ซึ่งเป็นการยินยอมให้จำเลยไม่ต้องคืนเงินหลักประกันให้แก่โจทก์ทั้งที่ไม่ใช่หนี้ค่าเสียหายจากการทำงานให้แก่จำเลยขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงเป็นโมฆะ ไม่มีผลใช้บังคับ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องคืนเงินหลักประกันการทำงานแก่โจทก์เต็มจำนวน

มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติให้นายจ้างคืนเงินหลักประกันการทำงานให้ลูกจ้างภายใน 7 วัน นับแต่วันเลิกจ้าง เมื่อจำเลยไม่คืนภายในกำหนดนั้นจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด ต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 13,066 บาท ค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์จำนวน 799 บาท ค่านายหน้า (คอมมิสชัน) จำนวน 1,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และจ่ายค่าจ้างจำนวน 3,199 บาท ค่าชดเชยจำนวน 8,000 บาท และเงินประกันการทำงานจำนวน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างค้างจ่าย 2,133.33 บาท เงินค้ำประกันการทำงาน 1,400 บาท และค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์ 533.33 บาท รวมจำนวน 4,066.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างค้างจ่ายและเงินค้ำประกันการทำงานจำนวน 3,533.33 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์จำนวน 533.33 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง(วันที่ 3 ธันวาคม 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นตามคำฟ้องและตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นเจ้าหน้าที่ขายลิขสิทธิ์ ฝ่ายขายลิขสิทธิ์คาราโอเกะ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,000 บาท ซึ่งจ่ายให้ทุกวันสิ้นเดือน และค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์เหมาจ่ายเดือนละ 2,000 บาท ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2553 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ระหว่างทำงานวันที่ 1 ถึง 8 ตุลาคม 2553 จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์จำนวน 2,133.33 บาท และค้างจ่ายค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์โจทก์จำนวน 533.33 บาท นอกจากนี้จำเลยหักค่าจ้างโจทก์เป็นเงินค้ำประกันการทำงานจำนวน 3,000 บาท โดยโจทก์ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยหักชำระค่าประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล 1,600 บาท คงเหลือเงินค้ำประกันการทำงานที่จำเลยต้องคืนโจทก์ 1,400 บาท เดือนกันยายน 2553 โจทก์ทำยอดขายไม่ถึง 30,000 บาท ตามเกณฑ์ที่จำเลยกำหนด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากยอดขายของเดือนดังกล่าว ตามแนวทางปฏิบัติของจำเลย ลูกค้าที่ขออนุญาตใช้ลิขสิทธิ์คาราโอเกะจากจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าใช้ลิขสิทธิ์ก่อนแล้ว จำเลยจะส่งสติ๊กเกอร์ไปให้ ลูกค้าจึงจะใช้ลิขสิทธิ์คาราโอเกะของจำเลยได้ โจทก์มีหน้าที่แจ้งให้ลูกค้าทราบว่าจะต้องเรียกเก็บเงินค่าใช้ลิขสิทธิ์ก่อนแต่โจทก์ไม่ได้แจ้ง ระหว่างทำงานโจทก์ประกอบอาชีพเสริมโดยการนำเพลงไปลงในฮาร์ดดิสก์เครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่ร้านต่าง ๆ โดยรับค่าตอบแทน โจทก์อนุญาตให้ร้านมุมสบายคาราโอเกะใช้เพลงคาราโอเกะของจำเลยพร้อมทั้งนำเพลงไปลงให้ในฮาร์ดดิสก์เครื่องคอมพิวเตอร์โดยยังไม่ได้เรียกเก็บเงินค่าใช้ลิขสิทธิ์นำส่งจำเลยเสียก่อน และโจทก์ไม่ได้รายงานเรื่องที่ให้ร้านมุมสบายคาราโอเกะใช้ลิขสิทธิ์เพลงโดยไม่ได้รับเงินค่าใช้ลิขสิทธิ์ให้จำเลยทราบ แล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรง และเป็นการกระทำเพื่อหาค่าตอบแทนจากร้านมุมสบายคาราโอเกะอันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายทำให้จำเลยเสียหาย ถือว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลย จำเลยต้องชำระค่าจ้างกับค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์ค้างจ่ายและคืนเงินค้ำประกันการทำงานส่วนที่เหลือจากหักชำระค่าประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลแก่โจทก์รวม 4,066.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยโดยค่าจ้างค้างจ่ายและเงินค้ำประกันการทำงานให้เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ส่วนค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์ค้างจ่ายให้เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากค่าใช้จ่ายในการแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ร้านมุมสบายคาราโอเกะและค่าขาดประโยชน์ที่จำเลยจะได้รับค่าขออนุญาตใช้สิทธิจากร้านมุมสบายคาราโอเกะนั้น การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย กำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลย 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยมีสิทธินำเงินค้ำประกันการทำงานของโจทก์ไปหักชำระค่าประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า แม้จำเลยกำหนดเงื่อนไขให้หักเงินค้ำประกันการทำงานนำไปชำระค่าประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลกรณีที่โจทก์ทำงานไม่ครบ 1 ปี ได้ จำเลยก็ไม่มีสิทธิหักเงินค้ำประกันการทำงานของโจทก์นำไปชำระค่าประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลให้แก่โจทก์ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออกหรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุแล้วแต่กรณี" ซึ่งหมายความว่า เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ นายจ้างจะต้องคืนเงินประกันให้แก่ลูกจ้าง นายจ้างจะหักไปชำระหนี้อื่นที่มิใช่หนี้ค่าเสียหายจากการทำงานให้แก่นายจ้างไม่ได้ การที่จำเลยรับเงินหลักประกันการทำงานจากโจทก์ไว้ 3,000 บาท และต่อมาโจทก์ยินยอมให้จำเลยหักเงินประกันการทำงานของโจทก์ 1,600 บาท นำไปชำระค่าประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลของโจทก์ ซึ่งเป็นการยินยอมให้จำเลยมีสิทธิไม่ต้องคืนเงินหลักประกันให้แก่โจทก์ทั้งที่ไม่ใช่หนี้ค่าเสียหายจากการทำงานให้แก่จำเลย จึงขัดต่อมาตรา 10 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงข้อนี้ตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินหลักประกันการทำงานดังกล่าวของโจทก์ไว้ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยมีหน้าที่คืนเงินหลักประกันการทำงานให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันเลิกจ้าง แต่จำเลยไม่ดำเนินการจึงผิดนัดชำระหนี้ต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง โดยคิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่าย 2,133.33 บาท และเงินหลักประกันการทำงาน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์ค้างจ่าย 533.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 10 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐศักดิ์ เจริญศิริ
จำเลย — บริษัทโรสมีเดียแอนด์เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12611/2558
#587407
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟู คือ บุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 ซึ่งคดีนี้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัวเป็นเวลา 120 วัน ครบถ้วนแล้ว และเข้าฟื้นฟูตามโปรแกรมปรับตัวกลับสู่สังคมเป็นเวลา 60 วัน แต่จำเลยขาดการรายงานตัว 2 ครั้ง จนคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยต้องขยายระยะเวลาให้แก่จำเลยอีก 60 วัน แต่จำเลยก็ไม่มารายงานตัวและไม่ได้ทำงานบริการสังคม กรณีจึงถือว่าจำเลยยังไม่ได้เข้าสู่โปรแกรมการปรับตัวกลับสู่สังคมให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แต่ประการใด การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยมีคำสั่งที่ 302/2554 ว่า ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจ และให้รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาคดีต่อไปจึงเป็นการไม่ชอบ เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในกรณีหากผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ดังนั้นเมื่อได้ตัวจำเลยกลับมาและโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ยังมิได้นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย ได้วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ติดยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนและให้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แบบไม่ควบคุม และอยู่ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติ โดยกำหนดเงื่อนไขฟื้นฟูในโปรแกรมสำนักงานคุมประพฤติ เป็นเวลา 120 วัน และให้เข้าร่วมกิจกรรมการแก้ไขฟื้นฟูตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควร ฟื้นฟูตามโปรแกรมการปรับตัวกลับสู่สังคมเป็นเวลา 60 วัน ทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 12 ชั่วโมง และยินยอมให้ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัว เป็นเวลา 120 วัน ครบถ้วนแล้วแต่จำเลยขาดรายงานตัว 2 ครั้ง คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย จึงขยายระยะเวลาการฟื้นฟูออกไปอีก 60 วัน แต่จำเลยไม่มารายงานตัวและไม่ได้ทำงานบริการสังคม เนื่องจากไปทำงานที่จังหวัดสตูลและไม่ได้กลับภูมิลำเนา คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย จึงพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของจำเลยว่า ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ และให้รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาคดีต่อไป ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยที่ 302/2554

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟู คือ บุคคลตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดจากนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 ซึ่งคดีนี้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัว เป็นเวลา 120 วัน ครบถ้วนแล้ว และเข้าฟื้นฟูตามโปรแกรมปรับตัวกลับสู่สังคมเป็นเวลา 60 วัน แต่จำเลยขาดการรายงานตัว 2 ครั้ง จนคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยต้องขยายระยะเวลาให้แก่จำเลยอีก 60 วัน แต่จำเลยก็ไม่มารายงานตัวและไม่ได้ทำงานบริการสังคม กรณีจึงถือว่าจำเลยยังไม่ได้เข้าสู่โปรแกรมการปรับตัวกลับสู่สังคมให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แต่ประการใด การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยมีคำสั่งที่ 302/2554 ว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจ และให้รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาคดีต่อไป จึงเป็นการไม่ชอบเนื่องจากตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในกรณีหากผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ดังนั้นเมื่อได้ตัวจำเลยกลับมาและโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ยังมิได้นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22 ม. 25 ม. 30 ม. 31 ม. 32 ม. 33 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายเฉลิมพล พุ่มจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวจันทรลักษณ โชติรัตนดิลก
ศาลอุทธรณ์ — นางวราภรณ์ สหัสโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12604/2558
#588114
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตถึงวันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2558 แม้การใช้สิทธิฎีกาจะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความ และจำเลยใช้สิทธิฎีกาและขอถอนฎีกาแล้วก็ตาม แต่โจทก์อาจฎีกาได้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาไว้ ดังนั้น จะถือว่าคดีถึงที่สุดในวันที่ 31 มีนาคม 2558 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยถอนฎีกาตามคำสั่งของศาลชั้นต้นหาได้ไม่ ต้องถือว่าเป็นที่สุดเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของวันสุดท้ายที่โจทก์อาจฎีกาได้ คือวันที่ 20 เมษายน 2558 หรือกรณีที่โจทก์ยื่นฎีกาต้องถือว่าเป็นที่สุดเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ที่จำเลยขอให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดย้อนหลังไปในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดยื่นฎีกาของจำเลยหรือวันที่ 31 มีนาคม 2558 ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาจึงไม่อาจกระทำได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีหลักโจทก์ยื่นฎีกาและศาลฎีกามีคำพิพากษาพร้อมคดีนี้แล้ว ดังนี้ คดีย่อมถึงที่สุดเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหลักให้คู่ความฟัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ในวันเดียวกันนั้นจำเลยยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลย ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาไปถึงวันที่ 18 เมษายน 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ครั้นวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาและขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา รับตัวไว้หมายจำคุกถึงที่สุด หากโจทก์ฎีกาให้เพิกถอนหมายจำคุกถึงที่สุด

วันที่ 2 เมษายน 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาเป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับศาล ไม่มีกฎหมายใดให้ศาลถามโจทก์ก่อนอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลย และในกรณีที่โจทก์ไม่ยื่นฎีกา ให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยในวันสุดท้ายที่โจทก์มีสิทธิยื่นฎีกาได้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้บังคับ ให้คงใช้กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งบังคับ" ซึ่งตามมาตรา 147 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ...." คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถึงวันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2558 แม้การใช้สิทธิฎีกาจะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความ และจำเลยใช้สิทธิฎีกาและขอถอนฎีกาแล้วก็ตาม แต่โจทก์อาจฎีกาได้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาไว้ ดังนั้น จะถือว่าคดีถึงที่สุดในวันที่ 31 มีนาคม 2558 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยถอนฎีกาตามคำสั่งของศาลชั้นต้นหาได้ไม่ คดีจึงถือว่าเป็นที่สุดเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของวันสุดท้ายที่โจทก์อาจฎีกาได้ คือวันที่ 20 เมษายน 2558 หรือกรณีที่โจทก์ยื่นฎีกาภายในระยะเวลาดังกล่าว ถือว่าเป็นที่สุดเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ที่จำเลยขอให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดย้อนหลังไปในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดยื่นฎีกาของจำเลย หรือวันที่ 31 มีนาคม 2558 ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา จึงไม่อาจกระทำได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีหลักโจทก์ยื่นฎีกาและศาลฎีกามีคำพิพากษาพร้อมคดีนี้แล้ว ดังนี้ คดีย่อมถึงที่สุดเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหลักให้คู่ความฟัง ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน แต่ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดจำเลยใหม่ โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหลักให้คู่ความฟัง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรชาติ น้ำใส
จำเลย — นางสาวปราณี พิมโคตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายจิรวัฒน์ จันทร์แรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมชาย ธารณธรรม
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12603/2558
#588606
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยหรือไม่ แล้วพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ที่ว่า การออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยได้รับพระราชทานอภัยโทษไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากคดียังอยู่ในระหว่างที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใด อย่างไร อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 352, 353

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก), 353 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานยักยอกเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยหรือไม่ แล้วพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ที่ว่า การออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยได้รับพระราชทานอภัยโทษไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากคดียังอยู่ในระหว่างที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใด อย่างไร อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรชาติ น้ำใส
จำเลย — นางสาวปราณี พิมโคตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายปรีชา พันธไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมชาย ธารณธรรม
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12603/2558
#635970
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยหรือไม่ แล้วพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นฎีกาของโจทก์ที่ว่า การออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะคดียังอยู่ในระหว่างที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใด อย่างไร อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 352, 353

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 352 วรรคแรก, 353 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานยักยอกเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยหรือไม่ แล้วพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นฎีกาของโจทก์ที่ว่า การออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยได้รับพระราชทานอภัยโทษไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากคดียังอยู่ในระหว่างที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใด อย่างไร อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรชาติ น้ำใส
จำเลย — นางสาวปราณี พิมโคตร
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12563/2558
#590026
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในชั้นสอบสวนทั้ง ธ. และ อ. จะให้การต่อพันตำรวจตรี ส. พนักงานสอบสวนว่า จำเลยกับ พ. ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาขายให้ ธ. 2 คัน และยังร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาขายให้ อ. อีก 1 คัน แต่ในชั้นพิจารณาทั้ง ธ. และ อ. ไม่ได้มาเบิกความยืนยันการกระทำผิดของจำเลย เพื่อให้จำเลยมีโอกาสถามค้านเพื่ออธิบายข้อเท็จจริง ย่อมทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ทั้งปรากฏจากคำให้การชั้นสอบสวนของ ธ. ว่า ก่อนรับซื้อรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน รตจ กรุงเทพมหานคร 284 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 พ. ได้โทรศัพท์มาติดต่อขายรถจักรยานยนต์ให้โดยอ้างว่าเป็นสิทธิพิเศษของตนที่มีสิทธิซื้อในราคาเริ่มเปิดประมูล แต่ต้องการขายสิทธิดังกล่าว ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2551 พ. ขับรถกระบะของผู้เสียหายบรรทุกรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน รษต กรุงเทพมหานคร 653 มาขายให้อีกโดยขับมาคนเดียว กลับบอกว่าครั้งนี้เป็นสิทธิของตน ส่วนครั้งก่อนเป็นสิทธิของจำเลย พฤติการณ์ของ พ. ตามคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวมีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่า จำเลยร่วมกระทำผิดกับ พ. หรือไม่ และตามคำให้การชั้นสอบสวนของ อ. ที่ว่า รถจักรยานยนต์ฮอนด้า หมายเลขทะเบียน วจม กรุงเทพมหานคร 424 มี พ. ขับมาขายโดยไม่ปรากฏว่ามีจำเลยเข้าไปมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วยนั้นก็สอดคล้องกับที่ น. เบิกความว่า รถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ต้องโทรศัพท์สอบถามจากบุคคลที่เคยมาประมูลซื้อรถ จึงทราบว่า พ. เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ไปขาย ดังนี้ ลำพังคำให้การชั้นสอบสวนของ ธ. และ อ. ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน จึงไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้

การที่จำเลยกับพวกคบคิดกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งจอดไว้ในโกดัง แล้วจำเลยกับพวกช่วยกันยกรถจักรยานยนต์ขึ้นท้ายกระบะเพื่อให้ ส. บรรทุกออกไป ย่อมเล็งเห็นเจตนาได้ว่า จำเลยกับพวกประสงค์จะใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป ส่วนรถกระบะซึ่งเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดจะเป็นของผู้ใดหาใช่ข้อสำคัญไม่ การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะซึ่งต้องรับโทษหนักขึ้นตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 รวม 16 กระทง ลงโทษกระทงละ 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 16 กระทง คงจำคุก 16 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายธนกร เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ผู้เสียหายทำสัญญารับจ้างจัดประมูลขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ให้แก่บริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จำเลยกับนายพิสุทธิ์ และนางสาวเนตรนภางค์ เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย โดยจำเลยกับนายพิสุทธิ์เป็นพนักงานรับรถ มีหน้าที่ไปรับรถจากบริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นำมาเก็บที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหาย นางสาวเนตรนภางค์เป็นพนักงานเช็คสต็อก มีหน้าที่ตรวจรับรถและทำบัญชีรับรถ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องรถจักรยานยนต์ 20 คัน ที่ผู้เสียหายได้รับจากบริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตามใบรับรถจักรยานยนต์ หายไปจากโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย นายธนกรสอบถามแล้วจำเลยรับว่าร่วมกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปขาย และพาไปติดตามยึดคืนมาได้ทั้งหมด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับนายพิสุทธิ์กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายสวงค์ เป็นพยานเบิกความว่า ช่วงก่อนเกิดเหตุพยานเคยไปประมูลซื้อรถจักรยานยนต์ที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหายเป็นประจำ จึงรู้จักจำเลยและนายพิสุทธิ์ลูกจ้างของผู้เสียหาย ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยกับนายพิสุทธิ์ขับรถกระบะบรรทุกรถจักรยานยนต์มาเสนอขายโดยไม่ผ่านการประมูลหลายครั้ง พยานรับซื้อไว้รวม 17 คัน ต่อมานายจ้างของจำเลยมาสอบถามและขอตรวจสอบรถที่รับซื้อไว้โดยนายจ้างของจำเลยรับรองว่าจะไม่ดำเนินคดี จึงคืนรถทั้งหมดให้แก่นายจ้างของจำเลย และไปให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยานตามบันทึกคำให้การ โดยโจทก์มีพันตำรวจตรีสมพร พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า นายธนกรมาแจ้งความว่าลูกจ้างของผู้เสียหายประกอบด้วยจำเลย นายพิสุทธิ์และนางสาวเนตรนภางค์ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ 20 คัน ตามใบรับรถจักรยานยนต์ จากโกดังเก็บรถของผู้เสียหายไปขายให้นายสวงค์ นายอารมย์ และนายธนกิตต์ แต่ผู้เสียหายได้รับรถทั้งหมดคืนแล้ว จึงไปตรวจโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย จัดทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายและบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืน สอบปากคำนายสวงค์ นายอารมย์และนายธนกิตต์ไว้ตามบันทึกคำให้การ โดยนายสวงค์พาไปนำชี้โกดังเก็บรถของผู้เสียหายตามภาพถ่าย ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า นายพิสุทธิ์บอกจำเลยว่าผู้เสียหายให้สิทธิลูกจ้างนำรถจักรยานยนต์ไปขายได้คนละ 2 คันต่อเดือนนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ตามใบรับรถจักรยานยนต์ ไปขายโดยขอใช้สิทธิของจำเลยและให้ค่าตอบแทนครั้งละ 1,000 บาท ถึง 2,000 บาท เห็นว่านายสวงค์พยานโจทก์รู้จักจำเลยเพราะเคยไปประมูลซื้อรถจักรยานยนต์ที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหายและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ จำเลยเองก็เบิกความเจือสมว่า ร่วมกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ไปขายให้นายสวงค์ พฤติการณ์ของจำเลยที่ร่วมกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปเสนอขายให้นายสวงค์หลายครั้งโดยไม่ผ่านวิธีการประมูลขายตามปกติ แม้จำเลยจะอ้างว่านายพิสุทธิ์บอกจำเลยว่าผู้เสียหายให้สิทธิแก่ลูกจ้างนำรถจักรยานยนต์ไปขายได้คนละ 2 คันต่อเดือน แต่จำเลยก็ไม่ได้นำสืบยานหลักฐานให้เห็นว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยหรือลูกจ้างอื่น ๆ ทราบด้วยตนเองโดยทางวาจาหรือลายลักษณ์อักษรอย่างไรหรือไม่ นอกจากนี้ ยังปรากฏตามหลักฐานใบรับรถจักรยานยนต์ ว่าจำเลยกับนายพิสุทธิ์ไปรับรถจักรยานยนต์จากบริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) จำนวน 20 คัน แล้วนำรถทั้งหมดไปเสนอขายโดยไม่ผ่านการประมูลในระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2551 เป็นการขายรถรวม 20 คัน ภายในระยะเวลา 2 เดือนเศษ เกินกว่าสิทธิตามที่จำเลยอ้างว่าสามารถนำรถไปขายได้คนละ 2 คันต่อเดือน ข้ออ้างของจำเลยจึงเลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับนายสวงค์เบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยว่า ในการเสนอขายรถจักรยานยนต์นั้น บางครั้งจำเลยมาคนเดียว บางครั้งจำเลยมากับนายพิสุทธิ์บางครั้งนายพิสุทธิ์มาคนเดียว ซึ่งจำเลยเองก็รับว่านายพิสุทธิ์จ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยครั้งละ1,000 บาท ถึง 2,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยร่วมกระทำผิดกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างไปขายให้บุคคลอื่นโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้างรวม 16 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของรถจักรยานยนต์ที่จำเลยกับพวกขายให้นายสวงค์นั้น แม้นายสวงค์พยานโจทก์จะเบิกความยืนยันว่า จำเลยกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์บรรทุกใส่ท้ายรถกระบะมาเสนอขายที่บ้านโดยอ้างว่าบริษัทขายให้โดยไม่ต้องไปประมูลเหมือนครั้งก่อน แต่นายสวงค์ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552 ตามบันทึกคำให้การ จำเลยกับนายพิสุทธิ์บอกขายรถในราคาเริ่มต้นประมูลโดยบอกให้มารับรถที่โกดังเก็บรถของบริษัทผู้เสียหาย สอดคล้องกับภาพถ่ายประกอบ ซึ่งเป็นภาพนายสวงค์ยืนชี้บริเวณหน้าโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย โดยมีคำบรรยายใต้ภาพว่านายสวงค์ได้ขับรถกระบะมารับซื้อรถจักรยานยนต์ที่บริเวณหน้าโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย และแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ที่มีคำอธิบายแผนที่ว่า บริเวณหมายเลข 2 เป็นจุดที่จำเลยกับนายพิสุทธิ์นั่งประจำอยู่ที่โต๊ะทำงานหน้าโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย และเป็นจุดที่จำเลยกับนายพิสุทธิ์ช่วยกันยกรถจักรยานยนต์ขายให้นายสวงค์ 6 ครั้งนายสวงค์นำรถกระบะมาบรรทุกเอง ซึ่งพันตำรวจตรีสมพรพยานโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายสวงค์ให้การว่าซื้อรถจักรยานยนต์จากจำเลยกับพวก รวม 17 คัน แล้วไปรับรถที่บริษัทผู้เสียหาย นายสวงค์ให้การเป็นพยานในชั้นสอบสวนหลังเกิดเหตุประมาณ 9 เดือน แต่มาเบิกความเป็นพยานในชั้นพิจารณาหลังเกิดเหตุเป็นเวลาเกือบ 6 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนใกล้เคียงกับวันเวลาเกิดเหตุมากกว่า จึงน่าเชื่อว่าคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า หลังจากนายสวงค์ตกลงซื้อรถจักรยานยนต์ที่จำเลยกับนายพิสุทธิ์มาเสนอขายแล้วนายสวงค์ขับรถกระบะมารับรถจักรยานยนต์ที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหายติดต่อกัน 6 ครั้ง รวม 17 คัน ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยกับนายพิสุทธิ์ยังร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปขายให้นายธนกิตต์ 2 คัน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 และวันที่ 2 กันยายน 2551 นอกจากนี้ยังร่วมกับนายพิสุทธิ์ลักรถจักรยานยนต์ไปขายให้นายอารมย์ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2551 อีก 1 คันด้วยนั้น เห็นว่า แม้ในชั้นสอบสวนทั้งนายธนกิตต์และนายอารมย์จะให้การต่อพันตำรวจตรีสมพร พนักงานสอบสวนไว้ ก็ตาม แต่ปรากฏว่าในชั้นพิจารณาทั้งนายธนกิตต์และนายอารมย์ไม่ได้มาเบิกความยืนยันการกระทำผิดของจำเลย เพื่อให้จำเลยมีโอกาสถามค้านเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงย่อมทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ทั้งปรากฏจากคำให้การชั้นสอบสวนของนายธนกิตต์ว่า ก่อนรับซื้อรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน รตจ กรุงเทพมหานคร 284 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 นั้น นายพิสุทธิ์ได้โทรศัพท์มาติดต่อขายรถจักรยานยนต์ให้ อ้างว่าเป็นสิทธิพิเศษของตนที่มีสิทธิซื้อในราคาเริ่มเปิดประมูลแต่ต้องการขายสิทธิดังกล่าว และต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2551 นายพิสุทธิ์ขับรถกระบะของผู้เสียหายบรรทุกรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน รษต กรุงเทพมหานคร 653 มาขายให้อีกโดยขับมาคนเดียว อ้างว่าครั้งนี้เป็นสิทธิของตน ส่วนครั้งก่อนเป็นสิทธิของจำเลย พฤติการณ์ของนายพิสุทธิ์ตามคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวมีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าจำเลยร่วมกระทำผิดกับนายพิสุทธิ์หรือไม่ และตามคำให้การชั้นสอบสวนของนายอารมย์ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า หมายเลขทะเบียน วจม กรุงเทพมหานคร 424 นั้น มีนายพิสุทธิ์ขับมาขายโดยไม่ปรากฏว่ามีจำเลยเข้าไปมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วยสอดคล้องกับที่นายธนกรเบิกความว่า รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวต้องโทรศัพท์สอบถามจากบุคคลที่เคยมาประมูลซื้อรถจึงทราบว่านายพิสุทธิ์เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ไปขาย ดังนี้ลำพังคำให้การชั้นสอบสวนของนายธนกิตต์และนายอารมย์ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนจึงไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปเห็นว่า การที่จำเลยกับพวกคบคิดกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งจอดไว้ในโกดังออกไปครั้งละหลาย ๆ คัน โดยนัดหมายให้นายสวงค์ขับรถกระบะของตนมาจอดรอไว้หน้าโกดังแล้วจำเลยกับพวกช่วยกันยกรถจักรยานยนต์ขึ้นท้ายกระบะเพื่อให้นายสวงค์บรรทุกออกไปดังนี้ ย่อมเล็งเห็นเจตนาได้ว่า จำเลยกับพวกประสงค์จะใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป ส่วนรถกระบะซึ่งเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้นจะเป็นของผู้ใดหาใช่ข้อสำคัญไม่ การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะซึ่งต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 83 รวม 6 กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ป.อ. ม. 335 (7) ม. 335 (11) ม. 335 วรรคสอง ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายปิยะชาติ นาคศรีสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายธนะ สุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพีรพล จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12516/2558
#633566
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่พิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนยกที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่พิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่สหกรณ์การเกษตร ว. จำกัด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองโอนที่พิพาทคืนแก่กองมรดก ท. นั้น เป็นการฟ้องเรียกที่พิพาทให้ได้กลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสอง คดีของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่พิพาท จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ แม้โจทก์ทั้งสองฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์หรือฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อโจทก์ทั้งสองตีราคาที่พิพาทรวมกันมามีราคา 312,000 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องคดีขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่พิพาทแปลงที่ห้าตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่จำเลยที่ 1 รับโอนมาทางมรดกจาก ท. และโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ตามฟ้อง มีลักษณะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องถือเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ทรัพย์มรดกของ ท. เจ้ามรดกยังไม่มีการแบ่งปันกันระหว่างทายาท โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิติดตามเอาคืนที่พิพาทจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาททุกคน เพราะจำเลยที่ 1 โอนยกที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไป โดยทายาทคนอื่น ๆ ไม่ได้ให้ความยินยอมและไม่รับทราบ รวมทั้ง ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกก็ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว โดยขอให้ศาลฎีกาได้โปรดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และมีคำพิพากษาตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อไปนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2532 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2552 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับสหกรณ์การเกษตรวานรนิวาส จำกัด หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนมรดกที่พิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1693 ตำบลเดื่อศรีคันไชย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร แก่จำเลยที่ 1 และเพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หา ที่พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ให้กลับสู่กองมรดกของนางทุมเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทุกคน โดยให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาล 20,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่พิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1693 ตำบลเดื่อศรีคันไชย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนยกที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่พิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่สหกรณ์การเกษตรวานรนิวาส จำกัด และให้จำเลยทั้งสองโอนที่พิพาทคืนแก่กองมรดกนางทุม นั้น เป็นการฟ้องเรียกให้ได้กลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสอง คดีของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่พิพาท จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ แม้โจทก์ทั้งสองฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์หรือฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินทรัพย์มรดกที่โจทก์ทั้งสองตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมามีราคา 312,000 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องคดีขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่พิพาทแปลงที่ห้าตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1693 ที่จำเลยที่ 1 รับโอนมาทางมรดกจากนางทุม และโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ตามฟ้อง มีลักษณะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องถือเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ทรัพย์มรดกของนางทุมเจ้ามรดกยังไม่มีการแบ่งปันกันระหว่างทายาท โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรของนางทุม ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของนายสุกัน ซึ่งเป็นบุตรของนางทุมและเป็นผู้จัดการมรดกของนางทุม แต่นายสุกันถึงแก่ความตายไปก่อนที่จะแบ่งทรัพย์มรดก โจทก์ทั้งสองจึงยังไม่ได้รับการแบ่งปันมรดก โจทก์ทั้งสองได้ใช้สิทธิติดตามเอาคืนที่พิพาทจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาททุกคน เพราะจำเลยที่ 1 โอนยกที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไป โดยทายาทคนอื่น ๆ ไม่ได้ให้ความยินยอมและไม่รับทราบ รวมทั้งนายสุกันในฐานะผู้จัดการมรดกก็ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว โดยขอให้ศาลฎีกาได้โปรดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และโปรดมีคำพิพากษาตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อไปนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน ฎีกาของโจทก์ทั้งสองทุกข้อจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารมย์ เหมะลา กับพวก
จำเลย — นางบาน สิงห์ปั้น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12506/2558
#634185
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีฟ้องเรียกหนี้สินซึ่งห้างหุ้นส่วนหรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้อยู่ในฐานเช่นนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1272 เมื่อปรากฏจากหนังสือรับรอง ของผู้ร้องว่า นายทะเบียนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของลูกหนี้ที่ 1 เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552 และผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2553 จึงไม่เกิน 2 ปีนับแต่วันที่ 7 มกราคม 2552 อันเป็นวันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดได้

ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ที่ 1 ติดต่อและเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้หลายครั้ง ตามหนังสือเรื่องบอกกล่าวให้ชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ ใบตอบรับในประเทศและประกาศหนังสือพิมพ์ แต่ลูกหนี้ที่ 1 เพิกเฉย ไม่ติดต่อไม่ชำระหนี้และไม่เสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ต่อผู้ร้อง พฤติการณ์ของลูกหนี้ที่ 1 ดังกล่าวถือว่าลูกหนี้ที่ 1 ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่งโดยที่ลูกหนี้ที่ 1 อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ เมื่อ ณ วันยื่นคำร้อง (วันที่ 5 เมษายน 2553) ลูกหนี้ที่ 1 มีภาระหนี้ค้างชำระผู้ร้อง 24,530,708 บาท และลูกหนี้ที่ 1 ไม่ยื่นคำคัดค้านและขาดนัดพิจารณา กรณีจึงเห็นควรมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งเจ็ดเด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ และดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไป

ลูกหนี้ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ไม่ยื่นคำคัดค้านและขาดนัดพิจารณา

ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 5 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ระหว่างการพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ศาลอนุญาตให้ถอนคำร้องได้ และจำหน่ายคดีสำหรับลูกหนี้ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ออกจากสารบบความ

เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 3 เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ 1994/2553 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 ไปก่อนแล้ว จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 3 และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 3

ระหว่างการพิจารณาของศาลล้มละลายกลางลูกหนี้ที่ 4 และที่ 6 ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ในคดีหมายเลขแดงที่ 13875/2553 ของศาลล้มละลายกลาง เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2553 จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับลูกหนี้ที่ 4 และที่ 6 ออกจากสารบบความตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 15

สำหรับลูกหนี้ที่ 1 ศาลล้มละลายกลางพิจารณาหนังสือรับรองของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2553 ซึ่งระบุว่า ลูกหนี้ที่ 1 ได้จดทะเบียนเลิกห้างและได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552 ก่อนผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ การที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องสำหรับของลูกหนี้ที่ 1 ไว้พิจารณาจึงเป็นการผิดหลง จึงเห็นควรเพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 1 และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ไม่รับคำร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในคดีฟ้องเรียกหนี้สินซึ่งห้างหุ้นส่วนหรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้อยู่ในฐานเช่นนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 เมื่อปรากฏจากหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำแถลงฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2553 ของผู้ร้องว่า นายทะเบียนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของลูกหนี้ที่ 1 เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552 และผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2553 จึงไม่เกิน 2 ปีนับแต่วันที่ 7 มกราคม 2552 อันเป็นวันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่รับคำร้องในส่วนลูกหนี้ที่ 1 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ลูกหนี้ที่ 1 ควรถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ หรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องและผู้ร้องได้นำพยานเข้าไต่สวนครบถ้วนแล้ว เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว จึงเห็นควรวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลล้มละลายกลางพิจารณาและมีคำสั่งก่อน ได้ความจากคำเบิกความของนายลำพัน ทนายผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ที่ 1 ติดต่อและเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้หลายครั้ง ตามหนังสือเรื่องบอกกล่าวให้ชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ ใบตอบรับในประเทศและประกาศหนังสือพิมพ์ แต่ลูกหนี้ที่ 1 เพิกเฉย ไม่ติดต่อไม่ชำระหนี้และไม่เสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ต่อผู้ร้อง พฤติการณ์ของลูกหนี้ที่ 1 ดังกล่าวถือว่าลูกหนี้ที่ 1 ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่งโดยที่ลูกหนี้ที่ 1 อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ เมื่อ ณ วันยื่นคำร้อง (วันที่ 5 เมษายน 2553) ลูกหนี้ที่ 1 มีภาระหนี้ค้างชำระผู้ร้อง 24,530,708 บาท และลูกหนี้ที่ 1 ไม่ยื่นคำคัดค้านและขาดนัดพิจารณา กรณีจึงเห็นควรมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้ลูกหนี้ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1272
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 58 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชัยภูมิชัยวิรัตนะ
โดยนางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ
ลูกหนี้ — ผู้ชำระบัญชี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12502/2558
#633967
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยได้ดำเนินการจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามวิธีการที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1548 แล้ว ผู้เยาว์จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของทั้งโจทก์และจำเลย ตามมาตรา 1546 และ 1547

ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาว่าผู้เยาว์สมควรจะอยู่กับโจทก์หรือจำเลย เพราะข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์เพิ่งจะปรากฏขึ้นในชั้นฎีกา แต่เมื่อคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัวไม่ต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 และ 248 ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนเพียงพอที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยไปได้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลล่างวินิจฉัยก่อน ศาลฎีกาสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปเลย

โจทก์และจำเลยต่างเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ มีอำนาจปกครองและเลี้ยงดูผู้เยาว์ด้วยกัน แต่เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้อยู่ด้วยกัน กรณีจึงพิจารณาความเหมาะสมว่าผู้เยาว์อยู่กับผู้ใดจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์สูงสุด เมื่อโจทก์เพิ่งจะประกอบอาชีพค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนจำเลยทำงานมีความมั่นคง ทั้งผู้เยาว์อยู่อาศัยกับจำเลยมาโดยตลอด ผู้เยาว์เข้ารับการศึกษาในโรงเรียน มีเพื่อน มีความอบอุ่นอยู่แล้ว ทั้งไม่มีข้อบกพร่องในการดูแลของจำเลย การจะให้ผู้เยาว์ไปอยู่กับโจทก์ เป็นการให้ผู้เยาว์ไปเผชิญสภาพแวดล้อมใหม่ หาโรงเรียนใหม่ เข้าสู่สังคมใหม่ ที่ไม่ปรากฏว่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์หรือผู้เยาว์จะได้รับประโยชน์หรือไม่ กรณีไม่มีความเหมาะสมที่จะให้ผู้เยาว์ไปอยู่กับโจทก์ การที่ผู้เยาว์อยู่อาศัยกับจำเลยจึงมีความเหมาะสมกว่า ทั้งนี้ ให้จำเลยเปิดโอกาสให้โจทก์ได้พบผู้เยาว์ได้ตามสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบผู้เยาว์แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอเพิกถอนอำนาจปกครองของโจทก์ ให้จำเลยมีอำนาจปกครองผู้เยาว์เพียงผู้เดียว และให้โจทก์ไปให้ความยินยอมในการจดทะเบียนรับรองบุตร

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นผู้ไม่มีศีลธรรม ประพฤติผิดในกามไม่สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ และไม่สมควรเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์แต่อย่างใด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเด็กหญิง ก. ผู้เยาว์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อปี 2549 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากัน หลังจากนั้นโจทก์พานางสาว จ. น้องสาวมาพักอยู่ด้วย และจำเลยได้นางสาว จ. เป็นภริยาอีกคน ในปี 2549 โจทก์ตั้งครรภ์ก่อน แล้วนางสาว จ. ตั้งครรภ์ ในวันที่ 6 สิงหาคม 2550 โจทก์คลอดเด็กหญิง ก. ผู้เยาว์ โดยจำเลยเป็นผู้แจ้งการเกิดระบุว่า จำเลยเป็นบิดาตามแบบรับรองรายการคนเกิด ต่อมาจำเลยจดทะเบียนสมรสกับนางสาว จ. ในเดือนสิงหาคม 2554 จำเลย นาง จ. และบุตรจำเลยกับนาง จ. อีก 2 คน และผู้เยาว์ไปจังหวัดอุบลราชธานี แล้วไปอยู่ที่จังหวัดระยอง โจทก์ทำงานที่ห้างสรรพสินค้าในจังหวัดชลบุรี ต่อมาในระหว่างฎีกา โจทก์ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบอาชีพค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ และปลูกผักสวนครัวขาย ส่วนจำเลยประกอบอาชีพหัวหน้าช่างอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่บริษัทหลายแห่ง มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท มีหุ้นมูลค่า 200,000 บาท และได้ความตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีเยาวชนของผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดระยองว่า จำเลยให้การอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เป็นส่วนใหญ่ตลอดมา ในชั้นพิจารณาผู้เยาว์เบิกความตอบศาลว่า ประสงค์จะอยู่กับจำเลย และเบิกความตอบโจทก์ว่า อยากอยู่กับโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า จำเลยมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จะอุปการะแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าเป็นบุตร เป็นผู้แจ้งการเกิดของผู้เยาว์ ให้ใช้ชื่อสกุล ก็เป็นการรับรองบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 มีผลให้ผู้เยาว์เป็นผู้สืบสันดานมีสิทธิรับมรดกของจำเลยเท่านั้น แต่เมื่อจำเลยมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาให้จำเลยส่งผู้เยาว์ให้แก่โจทก์ แต่เมื่อคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้พิพากษาว่า ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีหมายเลขแดงที่ 143/2557 ให้ผู้เยาว์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โดยโจทก์ระบุในคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาดังกล่าวจริงและไม่คัดค้านการจดทะเบียนรับรองบุตรของจำเลย ต่อมาจำเลยได้จดทะเบียนว่าผู้เยาว์เป็นบุตรของจำเลย คดีมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า โจทก์หรือจำเลยควรดูแลผู้เยาว์ ซึ่งเมื่อจำเลยได้ดำเนินการจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1548 แล้ว จำเลยซึ่งเป็นบิดาของผู้เยาว์ที่บิดามารดามิได้สมรสกัน แต่ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์เป็นบุตรจำเลย และจำเลยจดทะเบียนว่าผู้เยาว์เป็นบุตรจำเลยแล้ว ผู้เยาว์จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของทั้งโจทก์และจำเลย

คดีจึงมีประเด็นวินิจฉัยว่า ผู้เยาว์สมควรจะอยู่กับโจทก์หรือจำเลย ปัญหาข้อนี้ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยไว้ เพราะข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์เพิ่งจะปรากฏขึ้นในชั้นฎีกา แต่เมื่อคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัวไม่ต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 และ 248 ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนเพียงพอที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยไปได้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลล่างวินิจฉัยก่อน ศาลฎีกาสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปได้ เห็นว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ มีอำนาจปกครองและเลี้ยงดูผู้เยาว์ด้วยกัน แต่เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้อยู่ด้วยกัน กรณีจึงพิจารณาความเหมาะสมว่าผู้เยาว์อยู่กับผู้ใดจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์สูงสุด เมื่อโจทก์เพิ่งจะประกอบอาชีพค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนจำเลยทำงานมีความมั่นคง ทั้งผู้เยาว์อยู่อาศัยกับจำเลยมาโดยตลอด ผู้เยาว์เข้ารับการศึกษาในโรงเรียน มีเพื่อน มีความอบอุ่นอยู่แล้ว ทั้งไม่มีข้อบกพร่องในการดูแลของจำเลย การจะให้ผู้เยาว์ไปอยู่กับโจทก์ เป็นการให้ผู้เยาว์ไปเผชิญสภาพแวดล้อมใหม่ หาโรงเรียนใหม่ เข้าสู่สังคมใหม่ ที่ไม่ปรากฏว่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์หรือผู้เยาว์จะได้รับประโยชน์หรือไม่ กรณีไม่มีความเหมาะสมที่จะให้ผู้เยาว์ไปอยู่กับโจทก์ การที่ผู้เยาว์อยู่อาศัยกับจำเลยจึงมีความเหมาะสมกว่า ทั้งนี้ ให้จำเลยเปิดโอกาสให้โจทก์ได้พบผู้เยาว์ได้ตามสมควร ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1546 ม. 1547 ม. 1548
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ.
จำเลย — นาย ส.
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พฤษภา พนมยันตร์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12501/2558
#589750
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จะมีผลให้ถือว่าคำพิพากษาเดิมที่พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดกันเป็นอันเพิกถอนไปในตัว แต่คำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนนั้น ก็มีผลผูกพันเฉพาะโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดี หามีผลต่อผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีที่อ้างว่า ถูกกระทบสิทธิเนื่องจากเป็นผู้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์หลังจากศาลมีคำพิพากษาดังกล่าวแล้วไม่ ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยและขอแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่ง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้แบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจกระทำได้หรือจะทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายมากให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์และจำเลยก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ อ้างว่าจำเลยมิได้เจตนาขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้เจตนาไม่มาศาลตามกำหนด จำเลยมีทางชนะคดีได้ในวันนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ศาลชั้นต้นสอบโจทก์แล้วไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนคำร้องและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ระหว่างพิจารณาคดีใหม่โจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557

วันที่ 19 มีนาคม 2557 ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดและขอแก้ไขคำร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 อ้างเหตุผู้ร้องสอดถูกโต้แย้งสิทธิจึงจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอด เนื่องจากผู้ร้องสอดได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์โดยสุจริตเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลย การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำร้องของจำเลย คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลยเป็นอันเพิกถอนไปในตัว มีผลกระทบต่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้จำเลยพิจาณาคดีใหม่เนื่องจากเป็นคำขอพิจารณาคดีใหม่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเพิกถอนกระบวนพิจารณาต่อเนื่องทั้งหมดโดยให้ดำเนินการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีและเรียกทายาทอื่นของโจทก์เข้าแทนที่คู่ความมรณะ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเมื่อศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่และคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 (1) ยกคำร้อง วันที่ 20 มีนาคม 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีสิทธิส่วนบุคคล เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้ร้องสอดทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิยื่นคำร้องสอดหรือไม่ เห็นว่า เดิมเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยและขอแบ่งสินสมรส ศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวเนื่องจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน ศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยได้ แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาต การที่หลังจากศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ จำเลย หย่าขาดจากกันก็มีผลผูกพันเฉพาะโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดี หามีผลต่อผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีไม่และเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องหย่าและขอแบ่งทรัพย์สินถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดีใหม่ การถึงแก่ความตายของคู่สมรสย่อมทำให้การสมรสสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 และต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นสุดตาม มาตรา 1625 ฉะนั้น ผู้ร้องสอดจึงไม่ถูกกระทบสิทธิแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 199 เบญจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกำจัด มนัส
ผู้ร้องสอด — นางณัชปภา มณีวรรณ
จำเลย — นางจุไรรัตน์หรือสนทรรศน์ มนัส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี — นางช่อทิพย์ เครือเพ็ชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
พฤษภา พนมยันตร์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12501/2558
#634803
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จะมีผลให้ถือว่าคำพิพากษาเดิมที่พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดกันเป็นอันเพิกถอนไปในตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม แต่คำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนนั้นก็มีผลผูกพันเฉพาะโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดี หามีผลต่อผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีที่อ้างว่าถูกกระทบสิทธิเนื่องจากเป็นผู้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ หลังจากศาลมีคำพิพากษาดังกล่าวแล้วไม่ ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยและขอแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่ง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้แบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจกระทำได้หรือจะทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายมากให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์และจำเลยก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ อ้างว่าจำเลยมิได้เจตนาขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้เจตนาไม่มาศาลตามกำหนด จำเลยมีทางชนะคดีได้ ในวันนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ศาลชั้นต้นสอบโจทก์แล้วไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนคำร้องดังกล่าวและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง

จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ระหว่างพิจารณาคดีใหม่โจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557

วันที่ 19 มีนาคม 2557 ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดและขอแก้ไขคำร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้จำเลยพิจาณาคดีใหม่เนื่องจากเป็นคำขอพิจารณาคดีใหม่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเพิกถอนกระบวนพิจารณาต่อเนื่องทั้งหมดโดยให้ดำเนินการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีและเรียกทายาทอื่นของโจทก์เข้าแทนที่คู่ความมรณะ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเมื่อศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่และคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ยกคำร้อง วันที่ 20 มีนาคม 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีสิทธิส่วนบุคคล เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้ร้องสอดทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิยื่นคำร้องสอดหรือไม่ เห็นว่า เดิมเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยและขอแบ่งสินสมรส ศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวเนื่องจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน ศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยได้ แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาต การที่หลังจากศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ จำเลย หย่าขาดจากกัน ก็มีผลผูกพันเฉพาะโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดี หามีผลต่อผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีไม่และเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องหย่าและขอแบ่งทรัพย์สินถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดีใหม่ การถึงแก่ความตายของคู่สมรสย่อมทำให้การสมรสสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 และต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นสุดตามมาตรา 1625 ฉะนั้น ผู้ร้องสอดจึงไม่ถูกกระทบสิทธิแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 199 เบญจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกำจัด มนัส
ผู้ร้องสอด — นางณัชปภา มณีวรรณ
จำเลย — นางจุไรรัตน์หรือสนทรรศน์ มนัส
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
พฤษภา พนมยันตร์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12500/2558
#594697
เปิดฉบับเต็ม

การประเมินความเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติควรจะต้องกระทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน กล่าวคือ ขั้นตอนแรกก่อนการประเมินต้องเก็บข้อมูลและประเมินความเสียหายเบื้องต้น และขั้นตอนการประเมิน คือกระบวนการประเมินเพื่อกำหนดจำนวนมูลค่าความเสียหาย ซึ่งต้องใช้เครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสมที่สุด ตามทางนำสืบของโจทก์คงมีแต่คำเบิกความของนาย ก. ลอย ๆ เท่านั้นว่า นาย ก. เป็นผู้เข้าไปตรวจสอบความเสียหายของที่ดินที่เกิดเหตุ โดยไม่ปรากฏสภาพที่ดินใกล้เคียงว่ามีความสมบูรณ์เพียงใดและไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นรายละเอียดของการตรวจสอบว่ามีการเก็บข้อมูลและการประเมินความเสียหายในเบื้องต้นอย่างไร ในเรื่องนี้แม้นาย ก. เบิกความว่า รูปแบบการคำนวณค่าเสียหายของโจทก์ใช้มาตั้งแต่ปี 2544 จนปัจจุบันและใช้เหมือนกันทั่วประเทศก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมหลังจากการทำลายไม้จัดทำขึ้นอย่างถูกต้องตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ทั้งไม่ได้ความว่ามีการทดลองใช้แบบจำลองดังกล่าวเพื่อทดสอบความแม่นยำว่าอยู่ในระดับใดก่อนใช้ ในความเป็นจริงความเปลี่ยนแปลงทางทรัพยากรธรรมชาติส่วนต่างๆ ย่อมมีปัจจัยหลายอย่างอันเป็นตัวแปรที่กระทบต่อผลการประเมินได้ ผลการประเมินที่ออกมาถูกต้องตรงกับความจริงหรือไม่เพียงใดจึงไม่อาจยืนยันได้แน่นอน แม้แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายไม้ดังกล่าวอาจมีความน่าเชื่อถือทางวิชาการบ้าง แต่ก็เห็นได้ว่ารูปแบบการคำนวณค่าเสียหายของโจทก์สำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากการทำลายป่าไม้ที่โจทก์นำมาใช้เป็นเครื่องมือและวิธีการคำนวณแบบหยาบ ๆ จะใช้เป็นสูตรสำเร็จในการคำนวณค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากการทำลายป่าไม้ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 แก่ผู้กระทำผิดทุกรายซึ่งเหตุเกิดต่างพื้นที่กันย่อมไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,065,687.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 832,888 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 230,200 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 832,888 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้เป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2551 พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นกล่าวหาว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ด้วยการถอนหญ้าและกำจัดวัชพืชเพื่อทำไร่ขิงในป่าภูลมโล ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ 2 งาน 4 ตารางวาอันเป็นการทำลายป่าและทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และเป็นการก่นสร้างแผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพแก่ที่ดินหิน กรวดหรือทราย ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยและคดีถึงที่สุดแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่3402/2552 ของศาลชั้นต้น โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยทำให้รัฐได้รับความเสียหายและจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า การประเมินความเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติควรจะต้องกระทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนกล่าวคือ ขั้นตอนแรกก่อนการประเมินคือการเก็บข้อมูลและประเมินความเสียหายในเบื้องต้น และขั้นตอนการประเมิน คือกระบวนการในการประเมินเพื่อกำหนดจำนวนมูลค่าความเสียหาย ซึ่งต้องใช้เครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสมที่สุด ตามทางนำสืบของโจทก์คงมีแต่คำเบิกความของนายกิติพัทธ์ลอยๆ เท่านั้นว่า นายกิติพัทธ์เป็นผู้เข้าไปตรวจสอบความเสียหายของที่ดินที่เกิดเหตุ โดยไม่ปรากฏสภาพที่ดินใกล้เคียงว่ามีความสมบูรณ์เพียงใดและไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นรายละเอียดของการตรวจสอบว่ามีการเก็บข้อมูลและการประเมินความเสียหายในเบื้องต้นอย่างไร ในเรื่องนี้แม้นายกิติพัทธ์เบิกความว่ารูปแบบการคำนวณค่าเสียหายของโจทก์ใช้มาตั้งแต่ปี 2544 จนปัจจุบันและใช้เหมือนกันทั่วประเทศก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายไม้ตามที่ปรากฏในสำเนาบันทึกข้อความ จัดทำขึ้นอย่างถูกต้องตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ทั้งไม่ได้ความว่ามีการทดลองใช้แบบจำลองดังกล่าวเพื่อทดสอบความแม่นยำว่าอยู่ในระดับใดก่อนใช้ในความเป็นจริงความเปลี่ยนแปลงทางทรัพยากรธรรมชาติส่วนต่างๆ ย่อมมีปัจจัยหลายอย่างอันเป็นตัวแปรที่กระทบต่อผลการประเมินได้ ผลการประเมินที่ออกมาถูกต้องตรงกับความจริงหรือไม่เพียงใดจึงไม่อาจยืนยันได้แน่นอน แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายไม้ดังกล่าวอาจมีความน่าเชื่อถือทางวิชาการบ้าง แต่ก็เห็นได้ว่ารูปแบบการคำนวณค่าเสียหายของโจทก์สำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากการทำลายป่าไม้ที่โจทก์นำมาใช้เป็นเครื่องมือและวิธีการคำนวณค่าเสียหายที่โจทก์นำมาใช้เป็นแบบหยาบๆ จะใช้เป็นสูตรสำเร็จในการคำนวณค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากการทำลายป่าไม้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 แก่ผู้กระทำผิดทุกรายซึ่งเหตุเกิดต่างพื้นที่กันย่อมไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน อย่างไรก็ตามการกระทำของจำเลยย่อมต้องก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติของรัฐ เมื่อพิจารณาลักษณะการกระทำของจำเลยที่เพียงแต่ถอนหญ้าและกำจัดวัชพืชในที่ดินที่เกิดเหตุเพื่อทำไร่ขิงโดยไม่ได้ตัดฟันต้นไม้ใหญ่หรือต้นไม้ยืนต้น ประกอบสภาพพื้นที่ป่าข้างเคียงก่อนและหลังการบุกรุกที่ดินที่เกิดเหตุของจำเลย และการประเมินค่าเสียหายของโจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์เป็นเงิน 832,888 บาท นั้น สูงเกินไป ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นแต่เนื่องจากจำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์สูงเกินไป ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเหมาะสมแล้ว

พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2518 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
จำเลย — นายตุลา ฤทธิ์เนติกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางสาวราตรี ช่วยพนัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธวัชชัย นิธิพิเชฐ
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12479/2558
#590023
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ มาตรา 3 นิยามคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายถึง "เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล และให้ความหมายรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง" เช่นนี้ แสดงว่าตามคำนิยามจากบทบัญญัติดังกล่าว คำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" มิใช่เป็นการกำหนดความหมายถึงเครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้ไว้โดยลำพัง แต่ได้ระบุโยงไปถึงกฎกระทรวงด้วย และโดยอาศัยอำนาจตามความในบทนิยามคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายความว่า (1) เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพื่อการใช้งานที่มีต้นกำลังตั้งแต่หนึ่งแรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดยาวตั้งแต่สิบสองนิ้ว ซึ่งกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2555 เมื่อเหตุคดีนี้เกิดวันที่ 3 กรกฎาคม 2556 ซึ่งเป็นภายหลังจากวันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับแล้ว โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องมาให้ครบถ้วน ว่าเลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีไว้ครอบครองนั้น เป็นไปตามคำนิยามในกฎกระทรวงด้วย เนื่องจากกำลังแรงม้าและขนาดความยาวของแผ่นบังคับโซ่เป็นข้อสำคัญที่จะบ่งชี้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดหรือไม่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิด เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า เลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเป็นเครื่องมือที่มีต้นกำลังตั้งแต่หนึ่งแรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดยาวตั้งแต่สิบสองนิ้ว ตามลักษณะที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าวคำฟ้องโจทก์จึงไม่มีรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 13, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมายด้วย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท และฐานร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท รวมจำคุกคนละ 18 เดือน และปรับคนละ 18,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 9 เดือน และปรับคนละ 9,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครองครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 1 ปี 9 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 เดือน 15 วัน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ มาตรา 3 นิยามคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายถึง "เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล และให้ความหมายรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง" เช่นนี้ แสดงว่าตามคำนิยามจากบทบัญญัติดังกล่าว คำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" มิใช่เป็นการกำหนดความหมายถึงเครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้ไว้โดยลำพัง แต่ได้ระบุโยงไปถึงกฎกระทรวงด้วย และโดยอาศัยอำนาจตามความในบทนิยามคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายความว่า (1) เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพื่อการใช้งานที่มีต้นกำลังตั้งแต่หนึ่งแรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดยาวตั้งแต่สิบสองนิ้ว ซึ่งกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2555 เมื่อเหตุคดีนี้เกิดวันที่ 3 กรกฎาคม 2556 ซึ่งเป็นภายหลังจากวันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับแล้ว โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องมาให้ครบถ้วน ว่าเลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีไว้ครอบครองนั้น เป็นไปตามคำนิยามในกฎกระทรวงด้วย เนื่องจากกำลังแรงม้าและขนาดความยาวของแผ่นบังคับโซ่เป็นข้อสำคัญที่จะบ่งชี้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดหรือไม่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิด เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า เลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเป็นเครื่องมือที่มีต้นกำลังตั้งแต่หนึ่งแรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดยาวตั้งแต่สิบสองนิ้ว ตามลักษณะที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าว คำฟ้องโจทก์จึงไม่มีรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้มานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเฉพาะข้อหาร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์ที่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาในข้อหาดังกล่าว โดยโจทก์เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และรอการลงโทษจำเลยทั้งสอง ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย โดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในฐานความผิดทั้งสามแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยทั้งสองในสามฐานความผิดดังกล่าวแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้โทษของจำเลยทั้งสองในฐานความผิดทั้งสามฐานดังกล่าว เป็นไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับ และยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับ จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท และฐานร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท รวมจำคุกคนละ 18 เดือน และปรับคนละ 18,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 เดือน และปรับคนละ 9,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตริบของกลาง ให้จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 ม. 3 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
จำเลย — นายพุทธาหรือนะ แสนสีกันหรือแสนสิกัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายปิติพัชญ์ สมจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12464/2558
#589770
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า "สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว" คำว่า "ราคาของ" หมายความถึง ราคาของที่แท้จริงไม่ใช่ราคาของที่สำแดงไว้ขาด ส่วนคำว่า "ค่าอากร" ก็มิได้จำกัดไว้ว่าให้คิดเฉพาะค่าอากรที่ชำระขาดไป จึงหมายถึงค่าอากรตามอัตราที่ต้องชำระโดยไม่คำนึงว่าได้ชำระค่าอากรไปแล้วหรือไม่เพียงใด เพราะเป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติให้นำราคาของกับค่าอากรมาเป็นหลักในการกำหนดอัตราโทษทางอาญาคือโทษปรับ มิใช่เพื่อให้ผู้กระทำผิดชำระค่าอากร ซึ่งเป็นเรื่องในทางแพ่งแต่อย่างใด จึงจะแปลว่ากฎหมายมุ่งให้คิดเฉพาะค่าของกับค่าอากรที่ยังขาดอยู่มิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 99 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จ่ายเงินรางวัลแก่ผู้จับและผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2496 (ที่ถูก พ.ศ.2469) มาตรา 27, 99 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ความผิดตามมาตรา 27, 99 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 27 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันทุกกระทงรวมเป็นเงิน 358,980,953.50 บาท ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในค่าปรับไม่เกิน 101,739,634.40 บาท จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดในค่าปรับไม่เกิน 324,954,456.80 บาท และจำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดในค่าปรับไม่เกิน 34,026,496.68 บาท ปรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันเป็นเงิน 9,961,260.48 บาทและปรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันเป็นเงิน 56,527,598.80 บาทจ่ายสินบนนำจับร้อยละสามสิบของเงินค่าปรับและจ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับอีกร้อยละยี่สิบห้าของเงินค่าปรับ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในค่าปรับกับจำเลยที่ 1 ด้วยไม่เกิน 26,937,598.40 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ถอนฎีกาได้ จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 และที่ 5 ออกจากสารบบความศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำสินค้าซึ่งเป็นของที่มีแหล่งกำเนิดในต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรและยื่นใบขนสินค้าขาเข้าแสดงราคาสินค้า รายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมใบกำกับสินค้าที่ยื่นประกอบใบขนสินค้าขาเข้าดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรโดยแสดงราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริงอันเป็นความเท็จ เป็นการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรทำให้เสียภาษีศุลกากรน้อยลงโดยเจตนาฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจำเลยที่ 1 ยื่นใบกำกับสินค้าอันเป็นเท็จจำนวน 47 ฉบับตามสำเนาใบกำกับสินค้าแนบท้ายใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยที่ 2 ยื่นใบกำกับสินค้าอันเป็นเท็จจำนวน 1 ฉบับ ตามสำเนาใบกำกับสินค้าแนบท้ายใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยที่ 3 ยื่นใบกำกับสินค้าอันเป็นเท็จจำนวน 7 ฉบับ ตามสำเนาใบกำกับสินค้าแนบท้ายใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ปรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเงิน 4 เท่า ของราคาของทั้งหมดซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคำว่า "ราคาของ" ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายความถึงราคาของที่แท้จริงไม่ใช่ราคาของที่สำแดงไว้ขาด ส่วนคำว่า "ค่าอากร" ก็มิได้จำกัดไว้ว่าให้คิดเฉพาะค่าอากรที่ชำระขาดไปจึงหมายถึงค่าอากรตามอัตราที่ต้องชำระโดยไม่คำนึงว่าได้ชำระค่าอากรไปแล้วหรือไม่เพียงใดเพราะเป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติให้นำราคาของกับค่าอากรมาเป็นหลักในการกำหนดอัตราโทษทางอาญาคือโทษปรับ มิใช่เพื่อให้ผู้กระทำผิดชำระค่าอากร ซึ่งเป็นเรื่องในทางแพ่งแต่อย่างใด จึงจะแปลว่ากฎหมายมุ่งหมายให้คิดเฉพาะค่าของกับค่าอากรที่ยังขาดอยู่มิได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทเอเชีย แปซิฟิค ดีไซน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายนพดล คชรินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12452/2558
#593996
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในการตกลงกันตามบันทึกข้อตกลง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 และ ว. กับ อ. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมด้วยกับข้อตกลงในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวและลงลายมือชื่อไว้ด้วย และบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีข้อความระบุว่า เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้ยอมรับในคำฟ้องแล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทจำเลยที่ 1 กระทำการแทนและมีผลผูกพันบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ และบันทึกข้อตกลงดังกล่าวนั้นมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 โดยไม่มีตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 ประทับไว้ดังเช่นในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้สัตยาบันการทำบันทึกข้อตกลงของจำเลยที่ 2 ในภายหลัง จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่ได้ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 เท่านั้น บันทึกข้อตกลงจึงไม่มีผลผูกพันถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ร่วมตกลงด้วย แต่ผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 2 ให้ต้องปฏิบัติตามในฐานะผู้ถือหุ้นเท่านั้น

แม้ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของจำเลยที่ 1 ได้ร่วมตกลงและลงชื่อในบันทึกข้อตกลงก็ตาม แต่การที่ผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 จะทำข้อตกลงให้มีผลเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้เพียงใด หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าผู้ถือหุ้นนั้นมีสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติให้ไว้หรือไม่ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1173 และ 1176 กำหนดให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิเพียงการเรียกประชุมและเข้าร่วมประชุมใหญ่กับลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่ ซึ่งเป็นอำนาจในการเข้าครอบงำการบริหารจัดการบริษัท แต่หามีสิทธิเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการในบริษัทโดยตรงไม่

บันทึกข้อตกลงข้อ 9 มีข้อตกลงในการเลิกบันทึกข้อตกลงว่า ในกรณีที่โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิจัดการบริษัทจำเลยที่ 1 ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 4 โจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกบันทึกข้อตกลงโดยบอกกล่าวให้คู่สัญญาอีกฝ่ายที่ผิดสัญญารับทราบเป็นหนังสือ และหากภายใน 10 วัน หลังจากที่ได้รับคำบอกกล่าว คู่สัญญาดังกล่าวยังคงเพิกเฉยให้ถือว่า บันทึกข้อตกลงเป็นอันเลิกกันทันทีเมื่อสิ้นระยะเวลา 10 วัน โดยให้ถือว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์เป็นอันเลิกกันทันทีด้วยนั้น ข้อตกลงในลักษณะดังกล่าวจึงมีผลต่อการดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาวในการผลิตผลิตภัณฑ์อันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 และอาจทำให้การดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ต้องสิ้นสุดลงเนื่องจากไม่สามารถใช้สิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวได้ บันทึกข้อตกลงข้อ 4 และข้อ 9 จึงเป็นการตกลงในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 โดยตรงซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 และ ว. กับ อ. ซึ่งเป็นเพียงผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่ตกลงกับโจทก์เช่นนั้นได้ และการออกเสียงลงคะแนนเป็นสิทธิเฉพาะตัวของ ว. และ อ. ผู้ถือหุ้นเท่านั้น บริษัทจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจบังคับให้บุคคลดังกล่าวลงมติให้จำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่งกรรมการจำเลยที่ 1 ได้ ทั้งตามบันทึกข้อตกลงข้อ 4 ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่า จำเลยที่ 2 ตกลงยินยอมลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 แต่กลับมีข้อความอันเป็นลักษณะเป็นการบังคับให้จำเลยที่ 2 ลาออก โดยระบุว่า ผู้ถือหุ้นเดิมและโจทก์ตกลงใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนในบริษัทจำเลยที่ 1 และดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้จำเลยที่ 2 ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 และไม่มีข้อตกลงใด ๆ ในบันทึกดังกล่าวว่าจำเลยที่ 2 จะลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 เมื่อผู้ถือหุ้นไม่มีอำนาจทำบันทึกข้อตกลงให้มีผลโดยตรงเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ การทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ข้อตกลงข้อ 4 ในบันทึกข้อตกลง ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุแห่งการผิดข้อตกลงดังกล่าวมาเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโน - ฮาวแก่จำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2552 อันเป็นวันที่สัญญาเลิกกันจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องวันที่ 14 กันยายน 2552 เป็นเงินจำนวน 189,045.11 บาท รวมเป็นเงินค่าใช้สิทธิและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 5,665,351.96 บาท และโจทก์ให้จำเลยทั้งสองหยุดการผลิต จำหน่ายผลิตภัณฑ์ หยุดใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทันทีและส่งมอบผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองหรือตัวแทนจำหน่ายของจำเลยทั้งสองให้แก่โจทก์ทันทีรวมทั้งส่งมอบเอกสารหรือข้อมูลและวัสดุใด ๆ ที่มีข้อมูลเทคโนโลยีที่โจทก์ได้ให้ไว้หรืออยู่ภายใต้ชื่อ เอ็มโร (EMRO) ให้แก่โจทก์ทันทีและห้ามจำเลยทั้งสองใช้ข้อมูลของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว กับโจทก์ โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตเนื่องจากประสงค์จะยึดบริษัทจำเลยที่ 1 บันทึกข้อตกลงข้อ 4 มีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัยและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเพราะขณะทำบันทึกโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ และการลาออกจากกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นสิทธิของจำเลยที่ 2 ข้อตกลงจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิอ้างข้อตกลงนี้มายกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว และบันทึกข้อตกลงไม่มีผลบังคับแก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากไม่มีตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 ประทับไว้ ทั้งการบอกกล่าวจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ปรากฏว่าผู้บอกกล่าวได้รับมอบอำนาจจากโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้แก่โจทก์จำนวนเพียง 73,665.91 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยได้จำนวน 2,578,306.85 บาท เท่านั้น และได้ชำระค่าใช้สิทธิให้แก่โจทก์ตลอดมาทุกเดือนจนถึงเดือนตุลาคม 2552 ซึ่งโจทก์ยอมรับเงินค่าใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 โดยไม่โต้แย้ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว และจำเลยที่ 2 เป็นเพียงกรรมการผู้จัดการบริษัท จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่น จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 49.75 และเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และมีนายวิชอบกับนางอัจฉราถือหุ้นรวมกันร้อยละ 50.25 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ที่โจทก์พัฒนาเพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิผล โดยโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 ผลิตผลิตภัณฑ์ภายใต้ความช่วยเหลือทางด้านวิทยาการจากโจทก์เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้า ที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 32 รายการสินค้า ตามทะเบียนเลขที่ ค 122172 และได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 31 รายการสินค้า ตามทะเบียนเลขที่ ค 113991 ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยจำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 6 ของราคาผลิตภัณฑ์ที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายได้แต่ละเดือนทุกวันสิ้นเดือน ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ของ "อีเอ็ม" และการให้บริการช่วยเหลือ (EM Know - How License and Assistance Agreement) พร้อมคำแปล สัญญามีกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญา และเมื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายยินยอม สัญญาจะได้รับการต่ออายุออกไปอีก 2 ปี โดยอัตโนมัติ ต่อมาจำเลยที่ 2 กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ทำข้อตกลงว่าด้วยการรับสภาพหนี้ รับว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว แก่นายคัตซึยุกิ ประธานผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทองค์การเพื่อการศึกษาค้นคว้า อีเอ็ม จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 220,866.91 ดอลลาร์สหรัฐ หรือจำนวน 8,000,000 บาทเศษ โดยนายคัตซึยุกิ ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้บางส่วนและพักหนี้ไว้บางส่วน และเพื่อเป็นการค้ำประกันจำเลยที่ 2 ตกลงมอบสิทธิการลงมติในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจลงนามกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำนวนร้อยละ 10 ให้นายคัตซึยุกิ ใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้น แต่ไม่รวมถึงสิทธิในการลงมติเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารและลงมติพิเศษตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยกำหนดไว้ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้ต่อบริษัทวีเอเคคอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งมีนายวิชอบและนางอัจฉราเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำนวน 11,500,000 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล ต่อมาจำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์อีกฉบับหนึ่ง รับว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาวแก่โจทก์นับถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2551 จำนวน 5,476,306.85 บาท และมีข้อตกลงในข้อ 2.2 ถึง 2.4 เรื่องการจองซื้อหุ้นสรุปใจความได้ว่า จำเลยที่ 1 และผู้ถือหุ้นเดิมตกลงจะออกหุ้นและจำหน่ายให้แก่โจทก์และหรือบุคคลที่โจทก์มอบหมายตกลงที่จะจองซื้อและชำระเงินค่าหุ้นที่จองซื้อเพื่อที่จะถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 จำนวนรวมทั้งสิ้นร้อยละ 51.20 ของหุ้นทั้งหมด โดยโจทก์ตกลงชำระค่าหุ้นที่จองซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวนทั้งสิ้น 2,099,000 บาท ณ วันที่ดำเนินการเสร็จ และจำเลยที่ 1 ตกลงจะนำเงินค่าหุ้นที่ได้รับชำระจำนวน 2,099,000 บาท ชำระหนี้ค่าสิทธิการใช้สิทธิในวิทยาหรือโนว์ - ฮาว ที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ทันที และในข้อ 4 มีข้อตกลงว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมกับโจทก์จะใช้สิทธิออกเสียงเพื่อให้จำเลยที่ 2 ลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทจำเลยที่ 1 เพื่อให้โจทก์หรือบุคคลที่โจทก์มอบหมายเข้าปรับปรุงโครงสร้างบริษัทจำเลยที่ 1 โดยกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมและจำเลยที่ 1 ตกลงจะมอบหนังสือรับรองของบริษัทซึ่งแสดงการแต่งตั้งและกำหนดอำนาจกรรมการบริษัทที่รับการเสนอจากโจทก์ให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันทำบันทึก โดยข้อตกลงข้อ 4 นี้ ให้มีผลบังคับทันที ส่วนข้อตกลงข้ออื่นให้มีผลบังคับเมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้บริษัทวีเอเคคอนสตรัคชั่น จำกัด ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 1.2 และในบันทึกข้อตกลงมีการกำหนดเงื่อนไขในการบอกเลิกข้อตกลงไว้ในข้อ 9 (2) ว่าในกรณีที่โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิจัดการบริษัทตามที่กำหนดในข้อ 4 คู่สัญญามีสิทธิที่จะบอกเลิกบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ได้โดยการบอกกล่าวให้คู่สัญญาทราบเป็นหนังสือพร้อมระบุเหตุผลการผิดนัด และหากภายในกำหนด 10 วัน หลังจากที่ได้รับคำบอกกล่าว คู่สัญญายังคงเพิกเฉยให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงเลิกกันทันที โดยให้ถือว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว เป็นอันเลิกกันทันทีด้วย ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อ 4 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามข้อตกลง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยและยังคงชำระค่าใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ที่ค้างชำระและที่ต้องชำระเป็นรายเดือนให้แก่โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า บันทึกข้อตกลงข้อ 4 ที่กำหนดให้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมและโจทก์ตกลงที่จะใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนในบริษัทจำเลยที่ 1 และดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และไม่ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์นำสืบได้ว่าในการตกลงกันตามบันทึกข้อตกลงนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 และนายวิชอบกับนางอัจฉรา ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทจำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมด้วยกับข้อตกลงในบันทึกข้อตกลงและลงลายมือชื่อไว้ด้วย และบันทึกข้อตกลงมีข้อความระบุว่า เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้ยอมรับในคำฟ้องแล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 กระทำการแทนและมีผลผูกพันบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ และข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาว่า บันทึกข้อตกลงนั้น มีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 โดยไม่มีตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 ประทับไว้ดังเช่นในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า บริษัทจำเลยที่ 1 ได้ให้สัตยาบันการทำบันทึกข้อตกลงของจำเลยที่ 2 ในภายหลังแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่ได้ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 เท่านั้น บันทึกข้อตกลงจึงไม่มีผลผูกพันไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ร่วมตกลงด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ 1 ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ด้วยจึงฟังไม่ขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมตกลงกับโจทก์ในบันทึกข้อตกลง ดังนั้น บันทึกข้อตกลงข้อ 4 ที่ว่าจำเลยที่ 2 และผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทจำเลยที่ 1 กับโจทก์ตกลงจะใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนในบริษัทจำเลยที่ 1 และดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้จำเลยที่ 2 ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 จึงมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 2 ให้ต้องปฏิบัติตามในฐานะผู้ถือหุ้นเท่านั้น หามีผลผูกพันไปถึงบริษัทจำเลยที่ 1 ให้ต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงด้วยไม่ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ผิดข้อตกลงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร โจทก์ก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สัญญาเป็นการส่วนตัว แต่หามีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ร่วมตกลงในบันทึกข้อตกลงด้วยไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมตกลงกับโจทก์ตามบันทึกข้อตกลงด้วยจึงฟังไม่ขึ้น

ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่า บันทึกข้อตกลงมีผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทจำเลยที่ 1 ร่วมลงชื่อด้วยจึงมีผลผูกพันให้จำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในบันทึกด้วยนั้น แม้โจทก์นำสืบได้ว่าผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของจำเลยที่ 1 ได้ร่วมตกลงและลงชื่อในบันทึกข้อตกลงจริง แต่การที่ผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 จะทำข้อตกลงให้มีผลเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้เพียงใดหรือไม่นั้น ก็จำต้องพิจารณาว่าผู้ถือหุ้นนั้นมีสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติให้ไว้หรือไม่ด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1173 และมาตรา 1176 กำหนดให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิเพียงการเรียกประชุมและเข้าร่วมประชุมกับลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่ซึ่งเป็นอำนาจในการเข้าครอบงำการบริหารจัดการบริษัทเหล่านั้น แต่หามีสิทธิเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการในบริษัทโดยตรงไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในบันทึกข้อตกลงข้อ 9 มีข้อตกลงในเรื่องการเลิกบันทึกข้อตกลงว่า ในกรณีที่โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิจัดการบริษัทจำเลยที่ 1 ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 4 โจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกบันทึกข้อตกลงโดยบอกกล่าวให้คู่สัญญาอีกฝ่ายที่ผิดสัญญาทราบเป็นหนังสือและหากภายใน 10 วัน หลังจากที่ได้รับคำบอกกล่าว คู่สัญญายังคงเพิกเฉยให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงเป็นอันเลิกกันทันทีเมื่อสิ้นระยะเวลา 10 วัน โดยให้ถือว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์เป็นอันเลิกกันทันทีด้วย ข้อตกลงในลักษณะดังกล่าวจึงมีผลโดยตรงต่อการดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ในการผลิตผลิตภัณฑ์อันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 และอาจทำให้การดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ต้องสิ้นสุดลงเนื่องจากไม่สามารถใช้สิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวได้ เนื่องจากการผิดบันทึกข้อตกลงข้อ 4 นั้น ได้มีการระบุไว้ในข้อ 9 ด้วยว่า ให้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงไปพร้อมบันทึกข้อตกลงด้วย บันทึกข้อตกลงข้อ 4 และข้อ 9 จึงเป็นการตกลงกันในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการของบริษัทจำเลยที่ 1 โดยตรง ซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และนายวิชอบกับนางอัจฉราซึ่งเป็นเพียงผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะตกลงกับโจทก์เช่นนั้นได้ เนื่องจากในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 นั้น ผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการได้ต้องเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับการตั้งโดยที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1144 และมาตรา 1151 บัญญัติไว้ ส่วนผู้ถือหุ้นมีเพียงอำนาจในการควบคุมการดำเนินงานของบริษัท โดยที่ประชุมใหญ่ซึ่งผู้ถือหุ้นเข้าชื่อกันทำหนังสือร้องขอให้เรียกประชุมวิสามัญและออกเสียงลงคะแนนในการประชุมใหญ่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1173 และมาตรา 1176 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นต้น และการออกเสียงลงคะแนนในบริษัทจำเลยที่ 1 ก็เป็นสิทธิเฉพาะตัวของนายวิชอบและนางอัจฉราผู้ถือหุ้นเท่านั้น บริษัทจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจบังคับให้บุคคลดังกล่าวลงมติให้จำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่งกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังนำสืบด้วยว่า นายวิชอบและนางอัจฉราได้ตกลงกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความศาลจังหวัดสระบุรี ในคดีหมายเลขดำที่ 683/2549 ระหว่างบริษัทวีเอเคคอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก โจทก์กับจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ว่า หากนางอัจฉราและนายวิชอบ ได้ร่วมกันใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากในบริษัทจำเลยที่ 1 เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารงานของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่ว่ากรณีใด เว้นแต่การปฏิบัติตามคำขอของกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ในการบริหารงานของบริษัทจำเลยที่ 1 หรือร่วมกันใช้สิทธิถอดถอนหรือเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 บริษัทวีเอเค คอนสตรัคชั่น จำกัด ยอมให้หนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความจำนวน 11,500,000 บาท เป็นอันระงับสิ้นไป ฯ ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่นายวิชอบและนางอัจฉราจะใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ลงมติถอดถอนจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนของจำเลยที่ 1 เนื่องจากการกระทำดังกล่าวทำให้หนี้จำนวน 11,500,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้บริษัทวีเอเคคอนสตรัคชั่น จำกัด ระงับสิ้นไปและทำให้นางอัจฉราและนายวิชอบซึ่งเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทต้องรับผิดชอบต่อบริษัทวีเอเคคอนสตรัคชั่น จำกัด เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่ามีวิธีการอย่างไรที่จะให้ข้อตกลงข้อ 4 ในบันทึกข้อตกลงบังคับได้ทันที โดยไม่ทำให้นายวิชอบและนางอัจฉราได้รับความเสียหายจากการผิดข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวอย่างไร หรือจำเลยที่ 2 จะยินยอมลาออกจากการเป็นกรรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 เอง ซึ่งตามบันทึกข้อตกลงข้อ 4 ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าจำเลยที่ 2 ตกลงยินยอมลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 แต่กลับมีข้อความอันเป็นลักษณะเป็นการบังคับให้จำเลยที่ 2 ลาออก โดยระบุว่าผู้ถือหุ้นเดิมและโจทก์ตกลงจะใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนในบริษัทจำเลยที่ 1 และดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้จำเลยที่ 2 ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 และไม่มีข้อตกลงใด ๆ ในบันทึกข้อตกลงว่าจำเลยที่ 2 จะลาออกจากกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ 2 ผิดข้อตกลงโดยไม่ยอมลาออกเองจึงฟังไม่ขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมตกลงกับโจทก์ตามบันทึกข้อตกลงและจำเลยที่ 2 กับนายวิชอบและนางอัจฉราซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจทำบันทึกข้อตกลงใด ให้มีผลโดยตรงเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 ดังวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว การทำบันทึกข้อตกลงจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายข้อตกลงข้อ 4 ในบันทึกข้อตกลงย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุแห่งการผิดข้อตกลงมาเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว แก่จำเลยที่ 1 ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 73,665.91 ดอลลาร์สหรัฐ หากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทย ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2552 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1173 ม. 1176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีเอ็ม รีเซิร์ช ออกาไนเซชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทอี เอ็ม คิวเซ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพนธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12447/2558
#590014
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งกำหนดว่าระหว่างคดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 142/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 447/2556 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่างมีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดและคำพิพากษาขัดกัน เพราะต่างบังคับให้จำเลยที่ 1 ในคดีนี้และเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงเดียวกันให้ทั้งแก่โจทก์ในคดีนี้และให้แก่ ภ. โจทก์ในคดีดังกล่าว ว่าจะให้ถือตามคำพิพากษาใด ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งว่าให้ถือตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 142/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 447/2556 ของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1915 ตำบลบางปลากด อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คดีถึงที่สุด

โจทก์ยื่นคำร้องว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1915 ตำบลบางปลากด อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 142/2556 หมายเลขแดงที่ 447/2556 ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1915 ตำบลบางปลากด อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่นางสาวภัสสร โจทก์ในคดีดังกล่าวด้วยและคดีถึงที่สุดหลังคดีนี้ จึงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งกำหนดว่าจะให้ถือตามคำพิพากษาใด

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งว่า ให้ถือเอาคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 142/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 447/2556 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษา ส่วนโจทก์ในคดีนี้ หากได้รับความเสียหายอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกับจำเลยต่อไป

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันเป็นที่สุดของศาลชั้นต้นสองศาลในลำดับชั้นเดียวกันหรือศาลอุทธรณ์ ต่างกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกกันไม่ได้และคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นขัดกัน คู่ความในกระบวนพิจารณาแห่งคดีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปให้มีคำสั่งกำหนดว่าจะให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งใดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคสอง แต่บทบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติไว้ในตอนท้ายว่า คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งกำหนดว่า ระหว่างคดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 142/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 447/2556 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่างมีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดและคำพิพากษาขัดกัน เพราะต่างบังคับให้จำเลยที่ 1 ในคดีนี้และเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงเดียวกัน ทั้งให้แก่โจทก์ในคดีนี้และให้แก่นางสาวภัสสรโจทก์ในคดีดังกล่าว ว่าจะให้ถือตามคำพิพากษาใดและศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งว่า ให้ถือตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 142/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 447/2556 ของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตามบทบัญญัติข้างต้น โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฎีกาอ้างว่า คำพิพากษาในคดีของโจทก์ถึงที่สุดก่อน โจทก์จึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 มาเป็นข้อโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 กับอ้างว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่เป็นที่สุดได้ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 146 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทูร ชัยสัมฤทธิ์โชค
จำเลย — นายจิรเดชหรือเอกชัย จันทะเสน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายทศพรรณ คงเพียรธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12437/2558
#590840
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนและคดีนี้โจทก์ฟ้องโดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกัน แต่คดีนี้อ้างเพิ่มเติมว่า การที่จำเลยกับพวกเพิกเฉยไม่ไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้สถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อในการก่อสร้างที่พักให้แก่พนักงานโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ต้องจ่ายเงินค่าที่พักให้แก่พนักงานโจทก์ และขอเรียกค่าเสียหาย ซึ่งค่าเสียหายดังกล่าวสืบเนื่องมาจากจำเลยกับพวกไม่ไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ตามฟ้องในคดีก่อน อันเป็นค่าเสียหายที่โจทก์สามารถฟ้องเรียกได้ในคดีก่อนอยู่แล้ว ที่โจทก์อ้างว่าค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ฟ้องคดีก่อนนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า เดิมโจทก์ฟ้องคดีก่อนเป็นคดีผู้บริโภค ต่อมาประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณาเป็นคดีแพ่งสามัญให้งดชี้สองสถานและกำหนดวันนัดพิจารณาต่อเนื่อง แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เกิดจากสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อซึ่งได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ในคดีก่อน ซึ่งเป็นการขอเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ในฟ้องเดิมที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและมีความเกี่ยวข้องกัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 และ 180 การที่โจทก์กลับมาฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีนี้อันเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 1,790,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 179,000 บาท นับแต่เดือนที่โจทก์ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งเจ็ดจะจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 466 ตำบลบางตลาด อำเภอตลาดขวัญ (ปากเกร็ด) จังหวัดนนทบุรี ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 154526 และ 131457 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ และค่าเสียหายต่อจากนั้นมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี

จำเลยทั้งเจ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.129/2554 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.129/2554 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และนายฉลวย เป็นผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องดูแลและบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ต้องสร้างถนนบนที่ดินพิพาทเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสูงเทียบเท่าถนนสาธารณะ และจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องโดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกัน แต่อ้างเพิ่มเติมว่า การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และนายฉลวยเพิกเฉยไม่ไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้สถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อในการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยเพื่อเป็นสวัสดิการที่พักให้แก่พนักงานของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายต้องจ่ายเงินชดเชยค่าเช่าที่พักให้แก่พนักงานของโจทก์และขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งเจ็ด ซึ่งค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และนายฉลวยไม่ไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ตามฟ้องในคดีก่อน อันเป็นค่าเสียหายที่โจทก์สามารถฟ้องเรียกได้ในคดีก่อนอยู่แล้ว ที่โจทก์อ้างว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ฟ้องคดีก่อนแล้วนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า เดิมโจทก์ฟ้องคดีก่อนเป็นคดีผู้บริโภค คดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1543/2552 ของศาลชั้นต้น ต่อมาประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค และเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณาเป็นคดีแพ่งสามัญ คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.129/2554 ให้งดชี้สองสถานและกำหนดวันนัดพิจารณาต่อเนื่อง แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกิดจากสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อซึ่งได้แจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2553 ตามหนังสือแจ้งอนุมัติสินเชื่อ โจทก์จึงชอบที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ในคดีก่อน ซึ่งเป็นการขอเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ในฟ้องเดิมที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและมีความเกี่ยวข้องกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 และ 180 การที่โจทก์กลับมาฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีนี้อันเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.129/2554 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1) ม. 179 ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิชดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
จำเลย — นายประหยัด ประเสริฐสม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายรณชัย ชูสุวรรณประทีป
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12437/2558
#633565
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.129/2554 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และ ฉ. เป็นผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องดูแลและบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ต้องสร้างถนนบนที่ดินพิพาทเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสูงเทียบเท่าถนนสาธารณะ และจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องโดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกัน แต่อ้างเพิ่มเติมว่า การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และ ฉ. เพิกเฉยไม่ไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้สถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อในการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยเพื่อเป็นสวัสดิการที่พักให้แก่พนักงานของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายต้องจ่ายเงินชดเชยค่าเช่าที่พักให้แก่พนักงานของโจทก์และขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งเจ็ด ซึ่งค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และ ฉ. ไม่ไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ตามฟ้องในคดีก่อน อันเป็นค่าเสียหายที่โจทก์สามารถฟ้องเรียกได้ในคดีก่อนอยู่แล้ว

เดิมโจทก์ฟ้องคดีก่อนเป็นคดีผู้บริโภค คดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1543/2552 ของศาลชั้นต้น ต่อมาประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณาเป็นคดีแพ่งสามัญ คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.129/2554 ให้งดชี้สองสถานและกำหนดวันนัดพิจารณาต่อเนื่อง แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกิดจากสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อซึ่งได้แจ้งให้โจทก์ทราบตามหนังสือแจ้งอนุมัติสินเชื่อ โจทก์จึงชอบที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ในคดีก่อน ซึ่งเป็นการขอเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ในฟ้องเดิมที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและมีความเกี่ยวข้องกัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 และ 180 การที่โจทก์กลับมาฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีนี้อันเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.129/2554 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 1,790,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 179,000 บาท นับแต่เดือนที่โจทก์ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งเจ็ดจะจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 466 ตำบลบางตลาด อำเภอตลาดขวัญ (ปากเกร็ด) จังหวัดนนทบุรี ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 154526 และ 131457 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ และค่าเสียหายต่อจากนั้นมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี

จำเลยทั้งเจ็ดให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งเจ็ดไม่ได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ จำเลยทั้งเจ็ดไม่ได้ประกอบกิจการค้าหรือจัดสรรที่ดิน แต่เป็นการแบ่งที่ดินภายในหมู่ญาติสนิท โดยกันพื้นที่เพื่อใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 466 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ไม่เคยปิดกั้นการใช้สาธารณูปโภค ที่ดินโฉนดเลขที่ 131457 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ไม่ได้รังวัดแบ่งแยกมาจากที่ดินพิพาท โจทก์ซื้อมาโดยทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยทั้งเจ็ดไม่มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากที่ดินจดทะเบียนแบ่งแยกมาตั้งแต่ปี 2527 ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.129/2554 ของศาลชั้นต้นขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.129/2554 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.129/2554 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และนายฉลวยเป็นผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องดูแลและบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ต้องสร้างถนนบนที่ดินพิพาทเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสูงเทียบเท่าถนนสาธารณะ และจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องโดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกัน แต่อ้างเพิ่มเติมว่า การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และนายฉลวยเพิกเฉยไม่ไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้สถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อในการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยเพื่อเป็นสวัสดิการที่พักให้แก่พนักงานของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายต้องจ่ายเงินชดเชยค่าเช่าที่พักให้แก่พนักงานของโจทก์และขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งเจ็ด ซึ่งค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และนายฉลวยไม่ไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ตามฟ้องในคดีก่อน อันเป็นค่าเสียหายที่โจทก์สามารถฟ้องเรียกได้ในคดีก่อนอยู่แล้ว ที่โจทก์อ้างว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ฟ้องคดีก่อนแล้วนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า เดิมโจทก์ฟ้องคดีก่อนเป็นคดีผู้บริโภค คดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1543/2552 ของศาลชั้นต้น ต่อมาประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค และเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณาเป็นคดีแพ่งสามัญ คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.129/2554 ให้งดชี้สองสถานและกำหนดวันนัดพิจารณาต่อเนื่อง แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกิดจากสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อซึ่งได้แจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2553 ตามหนังสือแจ้งอนุมัติสินเชื่อ โจทก์จึงชอบที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ในคดีก่อน ซึ่งเป็นการขอเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ในฟ้องเดิมที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและมีความเกี่ยวข้องกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 และ 180 การที่โจทก์กลับมาฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีนี้อันเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.129/2554 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1) ม. 179 ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิชดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
จำเลย — นายประหยัด ประเสริฐสม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12436/2558
#593223
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไต่สวนและวินิจฉัยคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ว่า คำขอของโจทก์บรรยายเพียงเหตุที่โจทก์ขาดนัดพิจารณา แต่มิได้บรรยายข้อคัดค้านว่า หากศาลพิจารณาคดีใหม่แล้วโจทก์จะเป็นฝ่ายชนะคดี ถือว่าคำขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์มิได้บรรยายให้ครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 207 ประกอบมาตรา 199 จัตวา โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น จึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ดังนั้น ไม่ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะมีคำพิพากษาเป็นประการใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 207 ประกอบมาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฎีกาอีกต่อไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246, 142 (5) ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ย่อมไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลอาคารชุด ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งร่วมกันก่อตั้งบริษัทอันมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการให้เช่าและขายอสังหาริมทรัพย์ และจำเลยที่ 4 ผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 3 ร่วมกัน ชำระเงินค่าโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด 5 ห้อง และค่ารับเงินจากการบริหารงานกองทุน และค่าบริการส่วนกลางที่รับมาจากเจ้าของห้องชุดอาคารของโจทก์จำนวนเงิน 3,821,893.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,581,169.12 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเงินดังกล่าวให้โจทก์เสร็จสิ้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การให้สืบพยานโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฝ่ายเดียวและรอไว้มีคำพิพากษาพร้อมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อมาสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยให้สืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปฝ่ายเดียว แล้วศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 694,676.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า โจทก์มิได้จงใจขาดนัดพิจารณาเนื่องจากทนายโจทก์คนก่อนถอนตัว โจทก์แต่งตั้งทนายความคนใหม่ ก่อนวันนัดพิจารณาวันที่ 28 มีนาคม 2556 ทนายโจทก์มีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูงอยู่ก่อนแล้วเกิดป่วยกะทันหัน มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ต้องไปพบแพทย์ไม่อาจไปว่าความที่ศาลได้ซึ่งถือเป็นเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้

จำเลยที่ 1 และที่ 2 คัดค้านว่า โจทก์จงใจขาดนัดพิจารณา และตามคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่มิได้บรรยายข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยชัดแจ้งว่าตนอาจจะชนะคดีได้อย่างไร ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำขอพิจารณาคดีใหม่

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนและวินิจฉัยคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ว่า คำขอของโจทก์บรรยายเพียงเหตุที่โจทก์ขาดนัดพิจารณา แต่มิได้บรรยายข้อคัดค้านว่าหากศาลพิจารณาคดีใหม่แล้วโจทก์จะเป็นฝ่ายชนะคดี ถือว่าคำขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์มิได้บรรยายให้ครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา ประกอบมาตรา 207 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น จึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ดังนั้น ไม่ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะมีคำพิพากษาเป็นประการใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ประกอบมาตรา 207 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฎีกาอีกต่อไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์มาย่อมไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ โดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 199 จัตวา ม. 199 เบญจ ม. 207 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด รีเจ้นท์ พระตำหนัก คอนโดมิเนียม
จำเลย — บริษัทอินโดจีน แอสเซส แมเนจเม้นท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวศัสยมน ศิระวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางปวีณณา ศรีวงษ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12434/2558
#590248
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งได้จะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ และต้องอุทธรณ์คำสั่งหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณานั้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้ด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบและถือว่าปัญหานี้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 การที่จำเลยฎีกาปัญหานี้ขึ้นมาจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 65234 ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยดำเนินการแบ่งทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันตามฟ้องให้แก่โจทก์ตามสิทธิตามส่วน หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการตามคำขอดังกล่าวได้ ให้นำทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งกันตามส่วนที่เท่ากัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 65234 ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 16 ตารางวา หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยแบ่งรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ผค 382 เชียงใหม่ เงินจำนวน 68,031.13 บาท ทองรูปพรรณหนัก 20 บาท ราคา 250,000 บาท แหวนเพชร 1 วง ราคา 25,000 บาท แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์หรือไม่สามารถแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ถือว่าไม่ติดใจสืบพยานจำเลย ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดไกล่เกลี่ยหรือสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 1 สิงหาคม 2556 โดยกำชับให้คู่ความทั้งสองฝ่ายมาศาลในวันนัด หากไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ให้เตรียมพยานมาพร้อมสืบ มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจสืบพยาน เมื่อถึงวันนัดจำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาล โดยทนายจำเลยมอบฉันทะให้ผู้รับมอบฉันทะยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่า ทนายจำเลยมีอาการปวดหัวและมึนงงอย่างรุนแรงเนื่องจากป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง และจำเลยเพิ่งคลอดบุตรโดยวิธีผ่าท้อง แพทย์ให้พักรักษาตัว 90 วัน จึงไม่สามารถมาศาลได้ โดยจำเลยอ้างใบรับรองแพทย์ที่ออกให้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2556 ส่วนทนายจำเลยอ้างใบนัดหมายของแพทย์ที่ออกให้เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2556 และแพทย์นัดพบวันที่ 4 กันยายน 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ หลังจากสืบพยานโจทก์ทั้งสามปากเสร็จในเวลา 11.30 นาฬิกา ทนายจำเลยมาแถลงต่อศาลยืนยันว่ามีอาการป่วยจริง ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยแล้วไม่มีพยานมาศาล จึงมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยโดยถือว่าไม่ติดใจสืบพยานจำเลย และให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 19 กันยายน 2556 ซึ่งคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้จะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ และต้องอุทธรณ์คำสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณานั้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้ด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบและถือว่าปัญหานี้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 การที่จำเลยฎีกาปัญหานี้ขึ้นมาจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเนื่องจากจำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาพร้อมกับอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่จำเลยโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ทั้งผลการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความ ประกอบกับคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งไม่ถูกต้อง และต้องให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้องก่อน จึงสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น และยกฎีกาของจำเลย ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ ฐิติโชติ
จำเลย — นางสาวศศิประภา ดวงสุรินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายยิ่งยศ ตันอรชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา