คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12148/2558
#633746
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335, 336 ทวิ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เข้าองค์ประกอบของความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 335 (7) (12) วรรคแรก และวรรคสอง ประกอบมาตรา 83 เท่ากับว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335, 336 ทวิ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2400/2557 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคแรก วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ฐานลักทรัพย์ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากการกสิกรรมโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุก 1 ปี และปรับ 8,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 14,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 7,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2400/2557 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีนี้ศาลรอการลงโทษจำคุกจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เข้าองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 335 (7) (12) วรรคแรก และวรรคสอง ประกอบมาตรา 83 เท่ากับว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 335 ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
จำเลย — นายเดชา โคตไสยา
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12142/2558
#586441
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนกระบวนพิจารณาคำสั่งคดีมีมูล เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีของจำเลยเสร็จสิ้นไป เพราะศาลชั้นต้นยังต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไป จึงห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 180, 264, 265, 267, 334, 335, 341, 352, 353, 357, 358 และขอให้ริบทรัพย์ ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอผลคำพิพากษาถึงที่สุดของคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 630/2554 ของศาลชั้นต้นก่อนแล้วให้คู่ความแถลงเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องต่อไป ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวนันจาหรือเขมจิรา บุตรโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องเสร็จแล้ว มีคำสั่งว่า พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า พยานบุคคลและพยานเอกสารเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงถึงจำเลยทั้งหก คดีมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 180, 264, 265, 334, 335, 341, 352, 353, 357, 358 จึงให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 167, 187 และคำแนะนำของประธานศาลฎีกา ขอให้เพิกถอนคำสั่งคดีมีมูล แล้วมีคำสั่งใหม่ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมายอาญา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว จึงได้มีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 167, 187 โดยได้แสดงเหตุผลตามสมควรประกอบ ตามคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการไต่สวนมูลฟ้องด้วยแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งเดิม ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งคดีมีมูลโดยอ้างว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แล้วมีคำสั่งใหม่ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมายอาญา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนกระบวนพิจารณาคำสั่งคดีมีมูล เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นไป เพราะศาลชั้นต้นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งหกต่อไป กรณีต้องด้วยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้วินิจฉัย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 196 ม. 170
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
นางภาพร อุดมโพธิพร โดยนางสาวนันจาหรือ
โจทก์ — เขมจิรา บัณฑูรนิพิท ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นายบุญช่วย เจริญสถาพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายภิญณชาตก์ คูหากาญจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12142/2558
#633757
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งคดีมีมูลโดยอ้างว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แล้วมีคำสั่งใหม่ ให้เป็นไปตาม ป.วิ.อ. ป.วิ.พ. และ ป.อ. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนกระบวนพิจารณาคำสั่งคดีมีมูล เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นไป เพราะศาลชั้นต้นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งหกต่อไป กรณีต้องด้วยบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา 196 ที่ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้วินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีผลให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 180, 264, 265, 267, 334, 335, 341, 352, 353, 357, 358 และขอให้ริบทรัพย์ ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอผลคำพิพากษาถึงที่สุดของคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 630/2554 ของศาลชั้นต้นก่อนแล้วให้คู่ความแถลงเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องต่อไป ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวนันจาหรือเขมจิรา บุตรโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องเสร็จแล้ว มีคำสั่งว่า พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า พยานบุคคลและพยานเอกสารเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงถึงจำเลยทั้งหก คดีมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 180, 264, 265, 334, 335, 341, 352, 353, 357, 358 จึงให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคดีมีมูลแล้วมีคำสั่งใหม่ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมายอาญา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว จึงได้มีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 167, 187 โดยได้แสดงเหตุผลตามสมควรประกอบ ตามคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการไต่สวนมูลฟ้องด้วยแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งเดิม ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งคดีมีมูลโดยอ้างว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แล้วมีคำสั่งใหม่ ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมายอาญา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนกระบวนพิจารณาคำสั่งคดีมีมูล เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นไป เพราะศาลชั้นต้นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งหกต่อไป กรณีต้องด้วยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ที่ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไว้วินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีผลให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 196
ชื่อคู่ความ
นางภาพร อุดมโพธิพร โดยนางสาวนันจาหรือเขมจิรา
โจทก์ — บัณฑูรนิพิท ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นายบุญช่วย เจริญสถาพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12137/2558
#588121
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานปลอมเอกสารต้องเป็นการกระทำต่อเอกสารอันเป็นผลให้เอกสารนั้นผิดแผกแตกต่างไป ด้วยเจตนาให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริง แม้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจะเป็นเอกสารราชการ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่ามีเพียงการปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงของโจทก์ร่วม โดยไม่มีการเติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้แตกต่างไปจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนนี้แต่อย่างใด สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยังคงเป็นเอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก เท่านั้น เมื่อจำเลยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ร่วมดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม คงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 4215/2554 ของศาลอาญาธนบุรี

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายมานิต ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 4215/2554 ของศาลอาญาธนบุรี ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ให้จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยใช้เอกสารหนังสือนำส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด หนังสือมอบอำนาจและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ร่วมปลอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารไม่ว่าจะเป็นการทำปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมนั้น ต้องเป็นการกระทำต่อเอกสารอันเป็นผลให้เอกสารนั้นผิดแผกแตกต่างไป ด้วยเจตนาให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริง คดีนี้แม้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจะเป็นเอกสารราชการ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่ามีเพียงการปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงของโจทก์ร่วม โดยไม่มีการเติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้แตกต่างไปจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนนี้แต่อย่างใด สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนยังคงเป็นเอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก เท่านั้น เมื่อจำเลยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ร่วม จึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม คงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 วรรคแรก ม. 268 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายมานิต ชาญคณิต
จำเลย — นายกฤษฎาหรือวาตะ แซ่เอี๊ยบหรือวนิชชีวะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายศราวุธ ภาณุธรรมชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายมงคล พันธ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12137/2558
#636294
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานปลอมเอกสารไม่ว่าจะเป็นการทำปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมนั้น ต้องเป็นการกระทำต่อเอกสารอันเป็นผลให้เอกสารนั้นผิดแผกแตกต่างไป ด้วยเจตนาให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริง แม้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจะเป็นเอกสารราชการ แต่ได้ความว่ามีเพียงการปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงของโจทก์ร่วม โดยไม่มีการเติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้แตกต่างไปจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนนี้แต่อย่างใด สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยังคงเป็นเอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรกเท่านั้น เมื่อจำเลยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม คงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 4215/2554 ของศาลอาญาธนบุรี

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายมานิต ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 4215/2554 ของศาลอาญาธนบุรี ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ให้จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยใช้เอกสารหนังสือนำส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด หนังสือมอบอำนาจ และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ร่วมปลอม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารไม่ว่าจะเป็นการทำปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมนั้น ต้องเป็นการกระทำต่อเอกสารอันเป็นผลให้เอกสารนั้นผิดแผกแตกต่างไป ด้วยเจตนาให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริง คดีนี้แม้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจะเป็นเอกสารราชการ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่ามีเพียงการปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงของโจทก์ร่วม โดยไม่มีการเติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้แตกต่างไปจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนนี้แต่อย่างใด สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยังคงเป็นเอกสารที่แท้จริง การปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมลงในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรกเท่านั้น เมื่อจำเลยใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม คงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 วรรคแรก ม. 265 ม. 268 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายมานิต ชาญคณิต
จำเลย — นายกฤษฎาหรือวาตะ แซ่เอี๊ยบหรือวนิชชีวะ
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12132/2558
#633950
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นอันเพิกถอนไปได้ ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 โดยศาลไม่จำต้องมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติก่อน เพราะกรณีมิใช่เรื่องที่จำเลยมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ดังนั้น เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2555 ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม 1,116,658.41 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้า 154,812 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ในวันไต่สวน คู่ความแถลงร่วมกันให้ถือข้อเท็จจริงจากการสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารในคดีหมายเลขแดงที่ 118/2555 ของศาลภาษีอากรกลาง เป็นข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลภาษีอากรกลางอนุญาต

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นอันเพิกถอนไปได้ ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 โดยศาลไม่จำต้องมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติก่อน เพราะกรณีมิใช่เรื่องที่จำเลยมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ดังนั้น เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมา ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 229
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทเจ อาร์ ดี (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12131/2558
#599063
เปิดฉบับเต็ม

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดตามประกาศเรื่อง โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 ที่ให้พนักงานออกจากงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยความสมัครใจร่วมกันคือข้อกำหนดส่วนหนึ่งในหลักเกณฑ์การเกษียณอายุงาน โดยเพิ่มเติมจากข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรฯ ฉบับที่ 4 ที่กำหนดให้เกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เป็นให้เกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือเกษียณอายุงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ การที่โจทก์ใช้สิทธิตามประกาศนี้แม้จะเป็นเวลาที่ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการเกษียณอายุโดยการออกจากงานเมื่อสิ้นกำหนดเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่กำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว

เงินได้ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประจำปีภาษี 2550 ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ โจทก์จึงเป็นผู้ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ซึ่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา 63 เดิม ที่ใช้บังคับในขณะพิพากษาคดีนี้ มีเจตนารมณ์ที่จะใช้บังคับแก่บุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย เป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียเท่านั้น มิได้บัญญัติขยายรวมไปถึงบุคคลผู้ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี แต่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังเช่นโจทก์ในคดีนี้ ซึ่งต่อมาภายหลังจึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 63 ดังกล่าว โดยมาตรา 63 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติให้บุคคลผู้ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในปีภาษีแต่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินคืนแต่ต้องยื่นคำร้องขอคืนภายในกำหนด กรณีของโจทก์จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับ ป.รัษฎากร มาตรา 63 เดิม เมื่อกรณีของโจทก์ไม่มีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น โจทก์จึงมีความชอบธรรมที่จะใช้สิทธิขอคืนภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามมาตรา 27 ตรี ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ใช้กับกรณีทั่วไป จึงต้องคืนภาษีให้กับโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 444,181.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 411,787.22 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรจำนวน 217,546.63 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนดังกล่าวโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2554 จนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินภาษีอากรแต่มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า เงินที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 บัญญัติถึงเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี โดยเงินได้ตาม (17) คือเงินได้ตามที่กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง และตามข้อ 2 (36) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรกำหนดว่า เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) ซึ่งตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ สำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ข้อ 1 (1) กำหนดว่า (1) กรณีเกษียณอายุ ลูกจ้างผู้นั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งออกจากงานเพราะครบกำหนดหรือสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี แสดงให้เห็นถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการยกเว้นภาษีเงินได้ประเภทนี้ประสงค์จะให้มีการเข้าเป็นสมาชิกกองทุนเป็นระยะยาวไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ทั้งไม่ให้ประโยชน์ในการยกเว้นภาษีในกรณีสมาชิกลาออกจากงานหรือออกเพราะเหตุที่กระทำความผิด กรณีของโจทก์มีข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ฉบับที่ 4 ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การเรียกประกัน การเลื่อนเงินเดือน และการถอดถอน สำหรับพนักงาน กำหนดเวลาการจ้างแรงงานไว้ในข้อ 16 (4) ประกอบข้อ 19 ให้พนักงานออกจากงานกรณีเกษียณอายุไว้เพียงกรณีเดียวว่า พนักงานคนใดมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ให้ออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณ ต่อมามีการประกาศเรื่อง โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 โดยมีหลักการสำคัญตามประกาศนี้ ข้อ 1 ให้เป็นความสมัครใจระหว่างพนักงานกับธนาคาร ผู้จัดการมีสิทธิในการพิจารณาผู้เข้าโครงการและสามารถบริหารวงเงินและจำนวนได้ตามความเหมาะสมภายใต้ภาพรวม ธนาคารมีสิทธิจะพิจารณาไม่อนุญาตได้ตามที่เห็นสมควร และข้อ 5 ยังมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษแก่ผู้ออกจากงานตามประกาศนี้ด้วย โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นทางเลือกสำหรับพนักงานที่ปฏิบัติงานมานานและต้องการพักผ่อนหรือมีปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาด้านการปรับตัวในการรองรับภารกิจ รวมทั้งเป็นการปรับเปลี่ยนสภาพกำลังคนให้เหมาะสม ซึ่งเห็นได้ว่าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรใช้ประกาศนี้เพื่อจูงใจพนักงานให้ขอออกจากงาน เนื่องจากต้องการลดกำลังคนขององค์กรให้มีขนาดเหมาะสม และลดค่าใช้จ่ายจากการมีพนักงานมากเกินความจำเป็น ซึ่งแตกต่างจากกรณีการลาออกของพนักงานตามปกติธรรมดา ที่เกิดจากความต้องการของพนักงานฝ่ายเดียว และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรก็ไม่ต้องจ่ายเงินตอบแทนพิเศษหรือให้สิทธิประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากสิทธิของลูกจ้างที่จะได้รับเพราะการลาออกตามปกติโดยสิ้นเชิง จึงถือว่าการออกจากงานตามเงื่อนไขแห่งประกาศเรื่อง โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 ไม่ใช่การลาออกจากงานตามปกติที่ระบุไว้ในข้อบังคับ ข้อ 16 (2) ดังที่จำเลยอุทธรณ์ หากแต่การออกจากงานตามประกาศนี้มีลักษณะที่เกิดจากความประสงค์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้พนักงานเกษียณอายุออกจากงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ได้ เพื่อให้ยืดหยุ่นเหมาะสมกับเหตุผลและความจำเป็นในขณะนั้น โดยยังคงหลักการให้พนักงานทำงานได้จนถึงอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ตามข้อบังคับเดิม ขณะเดียวกันก็ให้พนักงานบางส่วนที่พอจะลดอัตรากำลังลงได้ได้เกษียณอายุก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ แต่พนักงานบางส่วนที่ยังจำเป็นต้องให้อยู่ทำหน้าที่ต่อไปหรือยังไม่มีผู้ทำหน้าที่ทดแทนได้ ก็อยู่ในดุลพินิจของธนาคารที่จะไม่อนุญาตให้ออกจากงานก่อนกำหนดได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์และประสิทธิภาพการทำงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จึงย่อมเห็นได้ว่าหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดตามประกาศเรื่อง โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดประจำปี 2550 ที่ให้พนักงานออกจากงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยความสมัครใจร่วมกันนี้ก็คือข้อกำหนดส่วนหนึ่งในหลักเกณฑ์การเกษียณอายุงาน โดยเพิ่มเติมจากเดิมที่กำหนดให้เกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เป็นให้เกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือเกษียณอายุงานก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ได้ตามประกาศนี้ ดังนั้น การที่โจทก์ใช้สิทธิตามประกาศนี้แม้จะเป็นเวลาที่ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเดิมก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการเกษียณอายุโดยการออกจากงานเมื่อสิ้นกำหนดเวลาการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานที่กำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว นอกจากนี้ขณะออกจากงานโจทก์ก็มีอายุไม่ต่ำ 55 ปีบริบูรณ์ ทั้งโจทก์เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีแล้ว จึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่มีผลให้เงินได้ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) ประกอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 (36) และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ สำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าภาษีอากรคืนหรือไม่ เห็นว่า เงินได้ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประจำปีภาษี 2550 ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ โจทก์จึงเป็นผู้ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 63 เดิม ที่ใช้บังคับในขณะพิพากษาคดีนี้ มีเจตนารมณ์ที่จะใช้บังคับแก่บุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย เป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียเท่านั้น มิได้บัญญัติขยายรวมไปถึงบุคคลผู้ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี แต่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายดังเช่นโจทก์คดีนี้ ซึ่งต่อมาภายหลังจึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 63 ดังกล่าว โดยมาตรา 63 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติให้บุคคลผู้ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในปีภาษีแต่ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินคืนแต่ต้องยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในกำหนด กรณีของโจทก์จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับประมวลรัษฎากรมาตรา 63 เดิม เมื่อกรณีของโจทก์ไม่มีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น โจทก์จึงมีความชอบธรรมที่จะใช้สิทธิขอคืนภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ใช้กับกรณีทั่วไปจึงต้องคืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีอากร 217,546.63 บาท แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 27 ตรี ม. 42 ม. 63 (เดิม)
กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทรงวุฒิ ตันพานิช
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสิริชัย สุวรรณรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
กรองเกียรติ คมสัน
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12127/2558
#599062
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และบริษัท ล. มุ่งประสงค์ถึงการขนถ่ายสินค้าของโจทก์จากเรือนำไปเก็บยังคลังสินค้าที่โจทก์เช่าจากบริษัท ล. ให้สำเร็จเสร็จสิ้นไปเป็นสำคัญ โดยบริษัท ล. ทำงานได้โดยอิสระเพียงเพื่อให้ได้ผลสำเร็จของงานเท่านั้น ค่าเทียบท่าเป็นขั้นตอนแรกที่นำไปสู่ผลสำเร็จของงานและมีการเรียกเก็บตามปริมาณสินค้าที่นำเข้า จำนวนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท ล. จึงเป็นการจ่ายตามสัญญาจ้างทำของ โจทก์มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งต่อจำเลย

นอกจากการรับขนสินค้าแล้ว บริษัท ล. ยังให้บริการอย่างอื่นด้วย เริ่มตั้งแต่การสูบถ่ายสินค้าขึ้นรถ การวัดปริมาณการบรรจุสินค้า การจัดหาอุปกรณ์ในการเตรียมการขนส่ง ซึ่งการให้บริการต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้เป็นการตกลงรับทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่โจทก์ ค่าบริการสำหรับการงานดังกล่าวจึงเป็นสินจ้างเพื่อการทำงานอันเข้าลักษณะสัญญาจ้างทำของ มิใช่เป็นบำเหน็จอันจะต้องจ่ายให้เพื่อการขนส่งของหรือเป็นส่วนหนึ่งของค่าระวางแต่อย่างใด

การที่โจทก์แสดงเจตนาให้บริษัท ล. กู้ยืมเงินจากโจทก์ และบริษัท ล. นำเงินไปให้บริษัท ฟ. กู้ยืมต่อ เป็นนิติกรรมที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงที่จะบังคับให้ผูกพันกัน แต่เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์ บริษัท ล. และบริษัท ฟ. โดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้ดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับจากการให้กู้ยืมไม่ต้องนำมาเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะอ้างว่าเป็นการกู้ยืมระหว่างบริษัทในเครือเท่านั้น กรณีจึงต้องฟังว่าโจทก์ให้บริษัท ฟ. ซึ่งมิใช่บริษัทในเครือของโจทก์กู้ยืมเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล หัก ณ ที่จ่าย ของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลย ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล หัก ณ ที่จ่าย เลขที่ ก.04/02010060/02/000009 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 และหนังสือเลขที่ ภงด. 74.1-02010060-25470526-002-00002 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2547 เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลย ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ก.04/02010060/06/000005 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 และหนังสือเลขที่ ภธ.73.1-02010060-25470526-006-00575 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2547 และตามหนังสือเลขที่ ภธ.73.1-02010060-25470526-006-00576 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 (ที่ถูก 2547) ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย ตามคำวินิจฉัยเลขที่ ภญ.(อธ.5)/1/2551, เลขที่ ภญ.(อธ.5)/2/2551, เลขที่ ภญ.(อธ.5)/3/2551 เฉพาะส่วนคำวินิจฉัยภาษีเงินได้นิติบุคคล หัก ณ ที่จ่าย สำหรับรายจ่ายค่าเทียบท่า (Jetty Fee) และรายจ่ายค่าขนส่งสินค้าจากคลังสินค้าไปยังลูกค้า (Transportation Service Charge) และเลขที่ ภญ.(อธ.5)/4/2551 ลงวันที่ 28 มกราคม 2551 รวม 4 ฉบับ และให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์นำเข้าสินค้าประเภทวัตถุเคมีจากต่างประเทศมาจำหน่าย และทำสัญญาเช่าถังเก็บสินค้าจากบริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด ตามสัญญาเช่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีอากร (ค.10) ต่อจำเลย เพื่อขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 จำนวน 1,428,843.78 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 จำนวน 1,181,693.16 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 จำนวน 846,050.99 บาท เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2542 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษี 5 ฉบับ ได้แก่ ฉบับแรก หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินรับจ้างทำของ ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์จ่ายไปในปี 2540 อ้างว่าโจทก์มิได้หักภาษี ณ ที่จ่าย ให้โจทก์นำเงินภาษี 140,621.19 บาท และเงินเพิ่ม 140,621.19 บาท รวมเป็นเงิน 281,242.38 บาท หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) อ้างว่าโจทก์มีรายรับดอกเบี้ยในเดือนภาษีมิถุนายน 2540 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2540 จำนวน 8,477,374.17 บาท ให้โจทก์ชำระภาษี 254,321.21 บาท เบี้ยปรับ 508,642.42 บาท เงินเพิ่ม 254,321.21 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 101,728.48 บาท รวมเป็นเงิน 1,119,013.32 บาท หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินรับจ้างทำของ ตามมาตรา 40 (8) ที่โจทก์จ่ายในปี 2541 จำนวน 31,645.15 บาท และปี 2542 จำนวน 37,638.86 บาท โดยให้โจทก์ชำระภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 จำนวน 31,645.15 บาท เงินเพิ่ม 31,611.21 บาท รวม 63,256.36 บาท และชำระภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 จำนวน 37,638.86 บาท และเงินเพิ่ม 33,483.10 บาท รวม 71,121.96 บาท หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) อ้างว่าโจทก์มีรายรับดอกเบี้ยเดือนภาษีมกราคม 2541 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2541 อีกจำนวน 15,168,435.30 บาท ให้โจทก์ชำระภาษี 455,053.04 บาท เบี้ยปรับ 834,056.12 บาท เงินเพิ่ม 453,712.85 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 174,282.23 บาท รวมเป็นเงิน 1,917,104.24 บาท แผ่นที่ 7 ฉบับที่ห้า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) อ้างว่าโจทก์มีรายรับดอกเบี้ยเดือนภาษีมกราคม 2542 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2542 จำนวน 15,168,435.30 บาท ให้โจทก์ชำระภาษี 455,053.04 บาท เบี้ยปรับ 910,106.08 บาท เงินเพิ่ม 399,132.23 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 176,429.13 บาท รวมเป็นเงิน 1,940,720.48 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ดังนี้ การที่โจทก์จ่ายค่าเทียบท่า (Jetty Fee) ให้แก่บริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด เกิดจากการบริการสูบถ่ายสินค้าจากเรือบรรทุกเข้าสู่คลังสินค้า โดยตกลงชำระค่าบริการคำนวณตามรายการให้บริการและอัตราค่าบริการตามที่กำหนด ได้แก่ ค่าเทียบท่า ค่าใช้จ่าย ค่าล่วงเวลาพนักงานในวันหยุด ค่าใช้จ่ายการจ้างให้ถ่ายสินค้าจากเรือไปเก็บยังแท็งก์เก็บสินค้า ค่าใช้จ่ายการจ้างในการถ่ายสินค้าจากรถขนส่งไปยังแท็งก์ ค่าใช้จ่ายในการถ่ายสินค้าลงถังหรือบรรจุเคมีจากแท็งก์ลงถัง ค่าใช้จ่ายจ้างบรรจุเคมีจากแท็งก์ลงไปที่รถขนส่ง ค่าใช้กระแสไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายล้างแท็งก์ นอกจากนี้ยังมีค่าขนส่งสินค้าจากคลังสินค้าไปยังลูกค้า โดยบริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด ตามมาตรา 40 (8) เป็นผู้ให้บริการจัดการกับสินค้าของโจทก์ ณ ท่าเรือ และต้องจัดเตรียมการอันจำเป็นเพื่อจัดหาอุปกรณ์สำหรับการจัดการคลังสินค้าให้เป็นไปตามความต้องการของโจทก์ การให้บริการดังกล่าวมุ่งที่จะปฏิบัติเพื่อผลสำเร็จของงานมากกว่าการขนสินค้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรือให้บริการท่าเทียบเรือเพียงอย่างเดียว กรณีจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย สำหรับค่าบริการขนถ่ายสินค้าทั้งจำนวน ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ตามข้อ 8 (2) ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ลงวันที่ 26 กันยายน 2528 กรณีที่โจทก์จ่ายค่าขนส่งสินค้าจากคลังสินค้าไปยังลูกค้า (Transportation Service Charge) ให้แก่บริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด เป็นกรณีที่โจทก์ใช้บริการของบริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด ทำการขนส่งสินค้าของโจทก์ให้แก่ลูกค้าของโจทก์ บริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด ออกใบกำกับภาษีและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์ และโจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม แสดงว่าเป็นการประกอบกิจการให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพซึ่งต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม มิใช่การให้บริการขนส่งเพียงอย่างเดียว ทั้งบริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด ยังให้บริการเช่าคลังสินค้า เป็นผู้จัดการคลังสินค้าโดยให้บริการอย่างอื่น เช่น การสูบถ่ายสินค้าขึ้นรถ การวัดปริมาณการบรรจุสินค้าหรือจัดหาอุปกรณ์ในการเตรียมการขนส่ง รวมทั้งการขนส่งสินค้าด้วย ถือเป็นการให้บริการมุ่งผลสำเร็จของงานมากกว่าที่จะขนส่งสินค้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง จึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับการจ่ายค่าขนส่งสินค้าจากคลังสินค้าไปยังลูกค้า (Transportation Service Charge) มิได้มีการจ่ายค่าขนส่งให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งรายอื่น ทั้งเมื่อบริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มโดยมิได้โต้แย้ง การจ่ายค่าขนส่งสินค้าจากคลังสินค้าไปยังลูกค้า (Transportation Service Charge) จึงมิใช่ค่าขนส่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการรับทำงานให้ โจทก์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามข้อ 8 (2) ของคำสั่งของกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะว่า กรณีโจทก์บันทึกบัญชีว่าให้บริษัทเลนโซ่โฮลดิ้ง จำกัด กู้ยืมในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 เนื่องจากบริษัทเลนโซ่โฮลดิ้ง จำกัด ประสงค์จะกู้ยืมเงินจากโจทก์ เพื่อนำไปให้บริษัทเฟิสท์เอสเต็ด จำกัด กู้ยืมต่อ โดยบริษัทเลนโซ่โฮลดิ้ง จำกัด ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ไว้เป็นหลักฐาน ส่วนบริษัทเฟิสท์เอสเต็ด จำกัด ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทเลนโซ่โฮลดิ้ง จำกัด นั้น จากบันทึกติดต่อภายในของโจทก์แสดงว่าโจทก์และบริษัทเลนโซ่โฮลดิ้ง จำกัด จะกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เพื่อนำมาให้บริษัทเฟิสท์เอสเต็ด จำกัด กู้ยืมไปไถ่ถอนจำนองที่ดิน 11 แปลงจากบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) แล้วนำที่ดินทั้ง 11 แปลงมาจำนองเป็นประกันหนี้โจทก์ต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทั้งบริษัทเลนโซ่โฮลดิ้ง จำกัด มีเครดิตทางการเงินไม่ดี หากโจทก์จะให้บริษัทเลนโซ่โฮลดิ้ง จำกัด กู้ยืมจริง บริษัทเลนโซ่โฮลดิ้ง จำกัด ควรนำเงินกู้มาแก้ปัญหาของตน มิใช่นำไปให้บริษัทเฟิสท์เอสเต็ด จำกัด กู้ยืมต่อ จึงเห็นว่าแท้จริงแล้วโจทก์ประสงค์จะให้บริษัทเฟิสท์เอสเต็ด จำกัด กู้ยืม แต่บริษัทเฟิสท์เอสเต็ด จำกัด มิใช่เป็นบริษัทในเครือของโจทก์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.26/2534 เรื่อง ดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2534 โจทก์จึงทำนิติกรรมอำพรางให้บริษัทเลนโซ่โฮลดิ้ง จำกัด กู้ยืม ทั้งบริษัทเฟิสท์เอสเต็ด จำกัด ชำระหนี้กู้ยืมแก่บริษัทเลนโซ่โฮลดิ้ง จำกัด และยกเลิกการประกันหนี้เงินกู้ยืมต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) แล้ว แต่บริษัทเลนโซ่โฮลดิ้ง จำกัด มิได้ชำระดอกเบี้ยและคืนเงินกู้แก่โจทก์ โดยโจทก์ตั้งสำรองหนี้สูญทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย มิได้มีเจตนาจะบังคับชำระหนี้เงินกู้ยืมกับบริษัทเลนโซ่โฮลดิ้ง จำกัด การออกตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหลักฐานการกู้ยืมระหว่างบริษัทในเครือโจทก์เป็นการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อให้ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.26/2534 เท่านั้น เมื่อโจทก์ให้กู้ยืมเงินจึงถือว่าประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์มิได้บันทึกบัญชีการให้กู้ยืมให้ถูกต้อง และมิได้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม เจ้าพนักงานประเมินชอบที่จะกำหนดดอกเบี้ยให้กู้ยืมโดยใช้อัตราเดียวกับอัตราที่โจทก์กำหนด โจทก์ต้องนำดอกเบี้ยที่พึงได้รับมาเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราร้อยละ 3 ของรายรับตามมาตรา 91/2 (5) มาตรา 91/5 (5) และมาตรา 91/6 (3) แห่งประมวลรัษฎากร โดยดอกเบี้ยพึงได้รับมิต้องนำเรื่องเกณฑ์สิทธิหรือเกณฑ์เงินสดมาพิจารณา โจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีด้วยการทำนิติกรรมอำพราง กรณีไม่มีเหตุที่จะพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับให้โจทก์ ส่วนเงินเพิ่มตามมาตรา 89 (1) ประกอบมาตรา 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติให้งดหรือลดได้ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่ง สำหรับการจ่ายค่าเทียบท่า (Jetty Fee) และค่าขนส่งสินค้าจากคลังสินค้าไปยังลูกค้า (Transportation Service Charge) ให้แก่บริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด เนื่องจากเป็นค่าจ้างทำของ ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน 2528 ข้อ 8 (2) หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า กรณีจะถือว่าเงินได้ใดเป็นค่าจ้างทำของที่จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน 2528 ข้อ 8 (2) จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นกรณี ๆ ไป กรณีนี้โจทก์และบริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด มุ่งประสงค์ถึงการขนถ่ายสินค้าของโจทก์จากเรือนำไปเก็บยังคลังสินค้าที่โจทก์เช่าจากบริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด ให้สำเร็จเสร็จสิ้นไปเป็นสำคัญ โดยบริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด ทำงานได้โดยอิสระเพียงเพื่อให้ได้ผลสำเร็จของงานเท่านั้น โจทก์มิได้เข้าไปเกี่ยวข้องในการงานส่วนนี้ด้วย จึงถือได้ว่าบริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด เป็นผู้รับจ้างในการงานส่วนนี้ ส่วนที่บริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด คิดค่าบริการแต่ละส่วนแยกออกจากกัน แบ่งออกเป็นค่าเทียบท่า ค่าล่วงเวลาพนักงานในวันหยุด ค่าจ้างถ่ายสินค้าจากเรือไปเก็บยังแท็งก์เก็บสินค้า ค่าจ้างถ่ายสินค้าจากรถขนส่งไปยังแท็งก์ ค่าจ้างถ่ายสินค้าลงถังหรือบรรจุเคมีจากแท็งก์ลงถัง ค่าจ้างบรรจุเคมีจากแท็งก์ลงไปที่รถขนส่ง ค่าใช้กระแสไฟฟ้า ค่าล้างแท็งก์ และค่าขนส่งสินค้าจากคลังสินค้าไปยังลูกค้า ก็เห็นได้ว่าเป็นเพียงวิธีการคำนวณราคาค่าจ้างให้เหมาะสมกับปริมาณแห่งการงานที่รับจ้างในคราวเดียวกันนั้น แต่การให้บริการตามขั้นตอนแต่ละส่วนยังคงมุ่งต่อผลสำเร็จสุดท้ายอันเดียวกันคือการนำสินค้าของโจทก์ไปเก็บยังคลังสินค้า โดยเฉพาะค่าเทียบท่านั้นเป็นขั้นตอนแรกที่นำไปสู่ผลสำเร็จของงานและมีการเรียกเก็บตามปริมาณสินค้าที่นำเข้า จำนวนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด จึงเป็นการจ่ายตามสัญญาจ้างทำของ ส่วนที่บางกรณีบริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด ผู้รับจ้างนำเงินที่ได้จากโจทก์ไปจ่ายค่าเทียบเรือให้แก่เจ้าของท่าเรืออื่น แต่เงินที่ผู้รับจ้างจ่ายไปนั้นก็เป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างทำของ การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินให้โจทก์มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งต่อจำเลยสำหรับค่าเทียบท่า (Jetty Fee) ด้วย ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน 2528 ข้อ 8 (2) จึงเป็นการชอบแล้ว สำหรับค่าขนส่งสินค้าจากคลังสินค้าไปยังลูกค้า (Transportation Service Charge) นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ใช้บริการบริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด ทำการขนส่งสินค้าของโจทก์จากคลังสินค้าไปยังลูกค้าของโจทก์จากจุดสถานีขนส่งสินค้าต้นทางไปยังปลายทาง โดยนอกจากการรับขนสินค้าแล้ว บริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด ยังให้บริการอย่างอื่นด้วย เริ่มตั้งแต่การสูบถ่ายสินค้าขึ้นรถ การวัดปริมาณการบรรจุสินค้า การจัดหาอุปกรณ์ในการเตรียมการขนส่ง ซึ่งการให้บริการต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้เป็นการตกลงรับทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่โจทก์ ค่าบริการสำหรับการงานดังกล่าวจึงเป็นสินจ้างเพื่อการทำงาน มิใช่เป็นบำเหน็จอันจะต้องจ่ายให้เพื่อการขนส่งของหรือเป็นส่วนหนึ่งของค่าระวางแต่อย่างใด ซึ่งโจทก์เองก็เคยถือปฏิบัติว่าเป็นสัญญาจ้างทำของ ดังจะเห็นได้จากเมื่อบริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการให้บริการดังกล่าวและนำไปถือเป็นภาษีขาย แทนที่โจทก์จะโต้แย้งว่าเป็นค่าขนส่งในราชอาณาจักรที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ณ) แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์กลับชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและนำใบกำกับภาษีนั้นไปถือเป็นภาษีซื้อ ที่โจทก์อ้างอีกว่า การที่บริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้โจทก์เป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อนนั้น โจทก์ไม่เคยโต้แย้งต่อบริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด มาก่อน และบริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด ก็ยังมิได้ยอมรับว่าการออกใบกำกับภาษีแก่โจทก์เป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องดังที่โจทก์อ้าง เป็นเพียงข้ออ้างของโจทก์เพื่อประโยชน์แก่คดีนี้เท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทเลนโซ่เทอร์มินอล จำกัด เป็นสัญญารับขนโดยมีการให้บริการอื่นรวมอยู่ด้วยอันเข้าเป็นลักษณะของสัญญาจ้างทำของ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่ง สำหรับค่าขนส่งสินค้าจากคลังสินค้าไปยังลูกค้า (Transportation Service Charge) ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 (2) จึงชอบแล้วอีกเช่นกัน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามอุทธรณ์โจทก์ในประเด็นนี้ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรายรับที่เป็นดอกเบี้ยรับของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การที่โจทก์แสดงเจตนาให้บริษัทเลนโซ่โฮลดิ้ง จำกัด กู้ยืมเงินจากโจทก์ และบริษัทเลนโซ่โฮลดิ้ง จำกัด นำเงินไปให้บริษัท เฟิสท์เอสเต็ด จำกัด กู้ยืมต่อ เป็นนิติกรรมที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงที่จะบังคับให้ผูกพันกัน แต่เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์ บริษัทเลนโซ่โฮลดิ้ง จำกัด และบริษัทเฟิสท์เอสเต็ด จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้ดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับจากการให้กู้ยืมไม่ต้องนำมาเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะอ้างว่าเป็นการกู้ยืมระหว่างบริษัทในเครือ ตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.26/2534 เรื่อง ดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2534 กรณีจึงต้องฟังว่า โจทก์ให้บริษัทเฟิสท์เอสเต็ด จำกัด ซึ่งมิใช่บริษัทในเครือของโจทก์กู้ยืมเงิน เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับดอกเบี้ยจากการที่โจทก์ให้บริษัทเฟิสท์เอสเต็ด จำกัด กู้ยืมเงินดังกล่าวได้ ฉะนั้น การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรายรับที่เป็นดอกเบี้ยรับแก่โจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ปัญหาอื่นในประเด็นนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทำนิติกรรมให้กู้ยืมขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงที่จะบังคับตามนิติกรรมนั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ทั้งยังไม่ให้ความร่วมมือต่อเจ้าพนักงานของจำเลยในการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการถือหุ้นในบริษัทโจทก์และบริษัทเฟิสท์เอสเต็ด จำกัด ให้ชัดแจ้ง กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 เตรส ม. 91/2 (5) ม. 91/5 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเลนโซ่ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พาณิชวราห์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12091/2558
#592054
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนจับกุมโจทก์ทั้งสองได้มีการจับกุม ช. กับพวกในข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ช. ให้การว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ใช้จ้างวาน จึงมีการสอบสวน ขยายผลและจับกุมโจทก์ทั้งสองมาลงบันทึกประจำวันไว้ และตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีระบุว่า พันตำรวจเอก ส. ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง สั่งให้จำเลยทั้งสิบสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนปราบปรามนำตัว ช. ไปสอบสวนขยายผล โดยนัดโจทก์ที่ 2 มารับรถยนต์ที่หน้าห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหากต้องไปขอหมายจับจากศาลชั้นต้นแล้วผู้ร่วมกระทำความผิดอาจหลบหนีไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (3) ทั้งรถที่ถูกลักอยู่ที่บ้านของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 2 เป็นผู้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปทำการตรวจค้นเอง จึงไม่จำต้องขอหมายค้นจากศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 (4) และมาตรา 94 การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งการโดยชอบ จึงไม่มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา 157

ฟ้องของโจทก์ทั้งสองมิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสองขณะโจทก์ทั้งสองถูกควบคุมตัว ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงมิได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสิบสามกระทำความผิด เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

การที่จำเลยทั้งสิบสามจับกุมโจทก์ทั้งสองสืบเนื่องจากคำซัดทอดของ ช. กับพวก ต่อมามีการแจ้งข้อหาและทำหลักฐานการจับกุม การระบุวันที่จับกุมและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนคลาดเคลื่อนไปบ้างเป็นเพียงรายละเอียด แต่สาระสำคัญมีความถูกต้องตามพฤติการณ์และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และมีการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งจำเลยทั้งสิบสามอาจเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จึงมิใช่เป็นพยานหลักฐานเท็จ การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีมูลความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 162, 172, 173, 174, 179 และ 180

โจทก์ที่ 2 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นที่บ้านของโจทก์ที่ 2 โดยความยินยอมของโจทก์ที่ 2 เอง การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนตาม ป.อ. มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362

ของกลางทั้งหมดเจ้าพนักงานตำรวจนำไปเป็นของกลางคดีอาญา ทั้งโจทก์ทั้งสองได้อ่านข้อความในบันทึกการจับกุมที่ระบุว่ามีการยึดเงินสด ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 20 ฉบับ รวมเป็นเงิน 20,000 บาท แล้วมิได้โต้แย้งว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงแต่อย่างใด เชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจบันทึกข้อความในบันทึกการจับกุมโดยถูกต้องแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 340

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 157, 162, 172, 173, 174, 179, 180, 340, 362, 365

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า คดีมีมูลว่าจำเลยทั้งสิบสามกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า สำหรับความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น จำเลยทั้งสิบสามจับกุมโจทก์ทั้งสองที่จังหวัดฉะเชิงเทราโดยไม่มีหมายจับ หมายค้น และไม่ได้เป็นความผิดซึ่งหน้า มีการหน่วงเหนี่ยวกักขังและทำร้ายโจทก์ทั้งสอง บุกรุกเคหสถานของโจทก์ทั้งสองในเวลากลางคืน ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่มีกฎหมายใดบัญญัติหรือให้อำนาจจำเลยทั้งสิบสามกระทำเช่นนั้นต่อโจทก์ทั้งสองได้และการที่จำเลยทั้งสิบสามเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติตามกฎหมาย ย่อมต้องทราบว่าเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น จึงไม่สามารถอ้างเพื่อให้ตนเองพ้นความผิดได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากบันทึกจับกุมนายชาตรีหรือบอย กับพวกคือ นายบรรจงหรืออ๊อฟและนายศักดิ์ชัยหรือโต้ง และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งมีรายละเอียดและพฤติการณ์แห่งคดีว่า ก่อนจะจับกุมโจทก์ทั้งสองได้มีการจับกุมนายชาตรีกับพวกในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ (รถยนต์) ในเวลากลางคืน และนายชาตรีให้การว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ใช้จ้างวานให้มาลักรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 พ - 4566 กรุงเทพมหานคร จึงสอบสวนขยายผลและจับกุมโจทก์ทั้งสองมาลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลพระโขนงและตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ระบุข้อความว่า พันตำรวจเอกสิทธิภาพ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง สั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและฝ่ายสืบสวนปราบปราม อันได้แก่ จำเลยทั้งสิบสามนำตัวนายชาตรีไปสอบสวนขยายผลยังจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยนัดโจทก์ที่ 2 มารับรถยนต์ที่หน้าห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหากต้องไปขอหมายจับจากศาลชั้นต้นแล้ว ผู้ร่วมกระทำความผิดอาจหลบหนีไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (3) ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า มีการไปตรวจค้นบ้านโจทก์ทั้งสองในเวลากลางคืนโดยไม่มีหมายค้น อันเป็นการบุกรุกเคหสถานนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 เองว่า รถที่ถูกลักอยู่ที่บ้านของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 2 เป็นผู้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปทำการตรวจค้นเอง กรณีจึงไม่จำต้องขอหมายค้นจากศาล ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 (4) และมาตรา 94 การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งการโดยชอบ จึงไม่มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสองในขณะปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองมิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสองขณะโจทก์ทั้งสองถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองฉะเชิงเทรา ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงมิได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสิบสามกระทำความผิดส่วนนี้ด้วย เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) จึงไม่มีมูลในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

สำหรับความผิดฐานทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จและนำสืบแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162, 172, 173, 174, 179 และ 180 นั้น เห็นว่า ตามทางไต่สวนได้ความว่า การที่จำเลยทั้งสิบสามจับกุมโจทก์ทั้งสองสืบเนื่องจากคำซัดทอดของนายชาตรีกับพวก ต่อมามีการแจ้งข้อหาและทำหลักฐานการจับกุม การที่ระบุวันที่จับกุมและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนคลาดเคลื่อนไปบ้างเป็นเพียงรายละเอียดเท่านั้น แต่สาระสำคัญนั้นมีความถูกต้องตามพฤติการณ์และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและมีการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งจำเลยทั้งสิบสามอาจเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จึงหาใช่เป็นพยานหลักฐานเท็จไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีมูลความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ

ส่วนความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ 2 ยอมรับว่ารถยนต์ที่ลักมาอยู่ที่บ้านของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 2 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นที่บ้านของโจทก์ที่ 2 โดยความยินยอมของโจทก์ที่ 2 เอง การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานนี้

สำหรับความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 นั้น โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ทางไต่สวนโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า สิ่งของที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 เอาไปจากโจทก์ที่ 1 มีทั้งกระเป๋าสตางค์ เงิน 500 บาทเศษ โทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด และโจทก์ที่ 2 เบิกความว่า สิ่งของที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 เอาไปจากโจทก์ที่ 2 มีทั้งเอกสารสัญญาซื้อขาย หัวรถสิบล้อ บัตรเอทีเอ็ม ใบขับขี่รถยนต์ตลอดชีพ และเงินอีก 28,000 บาท แต่กลับระบุในบันทึกการจับกุมว่า มีเงินเพียง 20,000 บาท เท่านั้น ซึ่งเงินอีก 8,000 บาท ไม่ได้ระบุไว้ การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์นั้น เห็นว่า ของกลางทั้งหมดเจ้าพนักงานตำรวจนำไปเป็นของกลางคดีอาญา ทั้งโจทก์ทั้งสองได้อ่านข้อความในบันทึกการจับกุมที่ระบุว่า มีการยึดเงินสด ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 20 ฉบับ รวมเป็นเงิน 20,000 บาท แล้วมิได้โต้แย้งว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงแต่อย่างใด จึงเชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจบันทึกข้อความในบันทึกการจับกุมโดยถูกต้องแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่า คดีโจทก์ทั้งสองไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157 ม. 162 ม. 172 ม. 173 ม. 174 ม. 179 ม. 180 ม. 340 ม. 362 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 78 (3) ม. 92 (4) ม. 94 ม. 158 (5) ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลิมชัย กลับประสิทธิ์ กับพวก
จำเลย — ร้อยตำรวจโทหรือนายธนาวุฒิ สงวนสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายวิชาญ ชำนาญกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
ธีระพงศ์ จิระภาค
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12079/2558
#585768
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์โดยลักกุญแจรถจักรยานยนต์ 1 ดอก ของผู้เสียหายไป ทางพิจารณาได้ความว่าผู้เสียหายเก็บกระเป๋าสะพายไว้ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ จำเลยใช้มีดทำร้ายผู้เสียหาย ให้ผู้เสียหายเปิดเบาะรถ ผู้เสียหายจะดึงกุญแจรถจักรยานยนต์ออกจากตัวรถแต่จำเลยเงื้อมีดข่มขู่ ผู้เสียหายจึงวิ่งหลบหนี จากนั้นจำเลยใช้กุญแจรถดังกล่าวไขเบาะรถแต่ไม่สามารถเปิดได้ จำเลยจึงเอากุญแจรถดังกล่าวไป พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยประสงค์จะเอาทรัพย์ในกระเป๋าสะพายเป็นอันดับแรก เมื่อไม่สามารถเปิดเบาะรถจักรยานยนต์ได้จึงเอากุญแจรถจักรยานยนต์อันเป็นทรัพย์อีกชิ้นหนึ่งไป เมื่อจำเลยประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหาย แม้จะไม่สามารถเปิดเบาะรถจักรยานยนต์เพื่อเอาทรัพย์ในกระเป๋าสะพาย แต่การกระทำของจำเลยเพื่อเอาทรัพย์ยังไม่ขาดตอน การที่จำเลยเอากุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปย่อมเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการกระทำโดยทุจริต และเป็นการลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งโจทก์ได้กล่าวในฟ้องแล้ว มิใช่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 100 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 15 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคากุญแจรถจักรยานยนต์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ให้จำคุก 2 ปี ยกฟ้องความผิดฐานชิงทรัพย์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ภายหลังที่นางสาววนิดา ผู้เสียหายเก็บกระเป๋าสะพายของตนไว้ใต้เบาะรถจักรยานยนต์แล้วขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์เพื่อขับออกจากจุดที่ตนจอดรถอยู่ จำเลยซึ่งมาจากทางด้านหลังใช้มีดแบบปังตอเฉือนที่บริเวณข้อศอกซ้ายของผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ แล้วจำเลยให้ผู้เสียหายเปิดเบาะรถจักรยานยนต์ ผู้เสียหายจะดึงกุญแจรถจักรยานยนต์ออกจากตัวรถ แต่จำเลยเงื้อมีดข่มขู่ ผู้เสียหายจึงวิ่งหลบหนี ระหว่างนั้นจำเลยใช้กุญแจไขเพื่อเปิดเบาะแต่ไม่สามารถเปิดได้ จำเลยจึงเอากุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีราคา 100 บาทไปแล้วขึ้นรถจักรยานยนต์ของจำเลยขับหลบหนี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ในคดีที่จำเลยใช้มีดแบบปังตอเฉือนไปที่บริเวณข้อศอกผู้เสียหายก่อนเงื้อมีดข่มขู่ไม่ให้ผู้เสียหายถอดเอากุญแจรถจักรยานยนต์ไป และผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงวิ่งหลบหนี จากนั้นจำเลยใช้กุญแจพยายามไขเพื่อเปิดเบาะอันส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยประสงค์จะเอาทรัพย์ในกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ใต้เบาะรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นลำดับแรก อย่างไรก็ตามเมื่อไม่สามารถเปิดเบาะได้ จำเลยจึงเอากุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย อันเป็นการเอาทรัพย์ชิ้นหนึ่งของผู้เสียหายไป เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหาย การที่จำเลยจะเอาทรัพย์ชิ้นใดของผู้เสียหายไปได้สำเร็จหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับโอกาสของจำเลย ขนาดของทรัพย์รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น มีผู้ขัดขวางหรือไม่ เป็นต้น แม้จำเลยจะไม่สามารถเปิดเบาะรถจักรยานยนต์เพื่อเอาทรัพย์ของผู้เสียหายที่อยู่ในกระเป๋าสะพายและเก็บรักษาไว้ใต้เบาะนั่งรถจักรยานยนต์ แต่การกระทำของจำเลยเพื่อเอาทรัพย์ของผู้เสียหายยังไม่ขาดตอน ระหว่างนั้นจำเลยเอากุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป ย่อมรับฟังในเบื้องต้นว่าจำเลยกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการกระทำโดยทุจริต และเป็นการลักทรัพย์ของผู้เสียหาย ซึ่งโจทก์ได้กล่าวในฟ้องแล้ว หาใช่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสี่ ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายอนันต์ แซ่เฮ้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายอัยยรัช บุญส่งสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจิระ โชติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปกิต สุวรรณพรหมา
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11328 -ที่ 11424/2558
#597459
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดเป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบก ในกรณีที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างให้โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุดโดยไม่มีข้อตกลงที่จะจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ด จำเลยก็ยังมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนที่ทำให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 6

โจทก์แต่ละคนกล่าวอ้างในคำฟ้องว่าในแต่ละวันทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุดวันละ 4 ชั่วโมง ปรากฏอัตราการจ่ายค่าตอบแทน (อัตราเดิม) ตามระยะทางและระยะเวลาการเดินทาง ตัวอย่างเช่น กรณีที่โจทก์คนใดเดินทางไปส่งมอบสินค้าที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งใช้ระยะเวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง เกินกว่าเวลาทำงานปกติไป 4 ชั่วโมง จำเลยจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นเงินรวม 345 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง คือ ชั่วโมงละ 28.75 บาท หากต้องเดินทางไปส่งสินค้าที่จังหวัดจันทบุรีซึ่งใช้ระยะเวลาเดินทาง 9 ชั่วโมง เกินกว่าเวลาทำงานปกติไป 1 ชั่วโมง จำเลยจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นเงินรวม 335 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง คือชั่วโมงละ 37.22 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานที่โจทก์แต่ละคนได้รับตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 แล้ว ปรากฏว่าจำเลยได้จ่ายค่าตอบแทนสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและการทำงานล่วงเวลา ในวันหยุดเป็นเงินจำนวนเกินกว่าอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงของโจทก์แต่ละคนทั้งเอกสารหมาย ล.1 ก็ปรากฏว่าแม้โจทก์จะทำงานภายในชั่วโมงทำงานปกติคือไม่เกิน 8 ชั่วโมง จำเลยก็จ่ายค่าตอบแทนให้นอกเหนือจากเงินเดือนซึ่งเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ด เมื่อได้ความว่าจำเลยจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดซึ่งไม่น้อยกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอีกสามสิบห้าสำนวน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 132 ตามลำดับ แต่คดีสำหรับโจทก์ที่ 5, ที่ 9, ที่ 11, ที่ 22, ที่ 25, ที่ 27, ที่ 41, ที่ 44, ที่ 45, ที่ 47, ที่ 64 ถึงที่ 66, ที่ 73, ที่ 77, ที่ 79, ที่ 81, ที่ 86, ที่ 90, ที่ 91, ที่ 93, ที่ 99, ที่ 102 ถึงที่ 105, ที่ 108, ที่ 114, ที่ 122, ที่ 125 ถึงที่ 127, ที่ 130 ถึงที่ 132 ยุติไปแล้วตามคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องของศาลแรงงานกลางคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนนี้

โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่า โจทก์แต่ละคนเข้าทำงานกับจำเลยในตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกเพื่อขนส่งรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุไปมอบให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ โดยโจทก์แต่ละคนได้รับค่าจ้างของปี 2546, 2547 และ2548 เป็นไปตามคำฟ้อง ระหว่างเวลาทำงานทั้งสามปีดังกล่าวจำเลยให้โจทก์ทั้งหมดทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี กับให้โจทก์ทั้งหมดทำงานล่วงเวลาในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณีและในวันทำงานปกติตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2546 ถึง 31 ธันวาคม 2546 จึงต้องจ่ายค่าจ้างในวันหยุด 2 วัน ค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนในการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด 2 วัน ในวันทำงานปกติ 2 วัน ในปี 2547 ค้างชำระค่าจ้างในวันหยุด 55 วัน วันละ 8 ชั่วโมง ค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนในการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด 55 วัน วันละ 4 ชั่วโมง และในวันทำงานตามปกติ 305 วัน วันละ 4 ชั่วโมง ในปี 2548 ค้างชำระค่าจ้างในวันหยุด 55 วัน วันละ 8 ชั่วโมง ค่าล่วงเวลาหรือค่าตอบแทนในการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดวันละ 4 ชั่วโมง และในวันทำงานปกติ 301 วัน วันละ 4 ชั่วโมง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ด

จำเลยทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวน

โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าตอบแทนสำหรับเวลาที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานและวันหยุดและค่าจ้างในวันหยุดของโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวน ในกรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคท้าย

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงเพิ่มเติมว่า ตามบัญชีแนบท้ายคำให้การ นั้น เป็นค่าตอบแทนการการทำงานหรือค่าเที่ยว ไม่รวมเงินเดือนของโจทก์แต่ละคนซึ่งปรากฏตามคำฟ้องอีกต่างหากค่าตอบแทนดังกล่าวรวมทั้งกรณีที่โจทก์แต่ละคนทำงานในวันหยุดและขับรถเกินเวลาทำงานปกติและเกินเวลาทำงานในวันหยุด ทั้งนี้หากเป็นการทำงานในวันหยุดนอกจากเงินค่าเที่ยวแล้วจำเลยจะจ่ายเพิ่มให้อีกคนละ 100 บาท ต่อเที่ยวด้วย ส่วนเอกสารท้ายคำให้การ ในช่องที่เขียน 1 เท่า คือเงินเดือนเฉลี่ยของโจทก์ 1 ชั่วโมงการทำงาน ตลอดระยะเวลา 2 ปี ตามคำฟ้องมีการเปลี่ยนแปลงค่าเที่ยว 5 ครั้ง แต่ที่โจทก์ทั้งหมดฟ้องคิดจากอัตราค่าเที่ยวปี 2546 เพียงอัตราเดียว ส่วนเวลาที่ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติและวันหยุดตลอดจนเวลาทำงานในวันหยุดของโจทก์ทั้งหมดตามคำฟ้องเป็นการประมาณการคร่าวๆ เนื่องจากจำเลยไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าตลอดระยะเวลาตามคำฟ้องดังกล่าวโจทก์แต่ละคนทำงานล่วงเวลาทั้งในวันทำงานปกติและทำงานในวันหยุดคนละเท่าใดเพราะจำเลยไม่ได้เก็บหลักฐานใดๆ จึงต้องฟังตามที่โจทก์แต่ละคนบรรยายมาในคำฟ้อง และให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนอุทธรณ์เพียงว่า โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดที่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนเป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบก ในกรณีที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างให้โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุดโดยไม่มีข้อตกลงที่จะจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวน จำเลยก็ยังมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนที่ทำให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 6 จากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเพิ่มเติมมาได้ความว่า อัตราค่าตอบแทนต่อเที่ยวที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนเป็นไป ค่าตอบแทนที่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนได้รับตามบัญชีแนบท้ายคำให้การ เป็นค่าตอบแทนที่จำเลยจ่ายให้เมื่อโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนทำงานในวันหยุด ทำงานล่วงเวลา หรือทำงานล่วงเวลาวันหยุดเพิ่มอีกส่วนหนึ่งต่างหากไม่รวมเงินเดือนของโจทก์แต่ละคน โดยอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานของโจทก์แต่ละคน ในช่องที่ข้อความว่า 1 เท่า ดังนี้ การที่จะพิจารณาว่าจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุดตามที่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนอุทธรณ์หรือไม่จึงต้องพิจารณาด้วยว่าจำเลยได้จ่ายค่าตอบแทนในส่วนที่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุดแก่โจทก์ทั้งหมดดังกล่าวครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมายแล้วหรือไม่ โจทก์แต่ละคนกล่าวอ้างในคำฟ้องว่าในแต่ละวันทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุดวันละ 4 ชั่วโมง ปรากฏอัตราการจ่ายค่าตอบแทน (อัตราเดิม) ตามระยะทางและระยะเวลาการเดินทาง ตัวอย่างเช่น กรณีที่โจทก์คนใดเดินทางไปส่งมอบสินค้าที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งใช้ระยะเวลาเดินทาง 12 ชั่วโมง เกินกว่าเวลาทำงานปกติไป 4 ชั่วโมง จำเลยจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นเงินรวม 345 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง คือ ชั่วโมงละ 28.75 บาท หากต้องเดินทางไปส่งสินค้าที่จังหวัดชลบุรีซึ่งใช้ระยะเวลาเดินทาง 9 ชั่วโมง เกินกว่าเวลาทำงานปกติไป 1 ชั่วโมง จำเลยจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นเงินรวม 335 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง คือชั่วโมงละ 37.22 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานที่โจทก์แต่ละคนได้รับแล้ว ปรากฏว่าจำเลยได้จ่ายค่าตอบแทนสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดเป็นเงินจำนวนเกินกว่าอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงของโจทก์แต่ละคน อีกทั้งก็ปรากฏว่าแม้โจทก์จะทำงานภายในชั่วโมงทำงานปกติคือไม่เกิน 8 ชั่วโมง จำเลยก็จ่ายค่าตอบแทนให้นอกเหนือจากเงินเดือนซึ่งเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวน เมื่อได้ความว่าจำเลยจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานและการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ซึ่งไม่น้อยกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนอีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิตติ ต่ายทอง กับพวก
จำเลย — บริษัทยานสยามขนส่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11269/2558
#603286
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน หาใช่เป็นคดีละเมิดอย่างเดียวไม่ เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างลูกจ้างมีข้อผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงานต่อกัน นอกจากจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว ยังฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย และตามหนังสือรับรองและค้ำประกัน ข้อ 2 ก็ระบุว่า "หากปรากฏว่าระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานได้ทำความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดให้แก่โจทก์ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือประมาท จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดในความเสียหายนั้นๆ และยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามจำนวนที่เสียหายไปนั้นทั้งสิ้น รวมทั้งความเสียหายทั้งปวง ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ด้วย โดยไม่จำกัดวงเงิน และให้ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ร่วม..." ข้อผูกพันของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์จึงหมายถึงจำเลยที่ 2 ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างแรงงานด้วย สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มูลละเมิดระหว่างจำเลยที่ 1 และโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานเกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เดือนละ 1,350 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2548 อันเป็นการผ่อนชำระหนี้ขณะยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 10 ปี จึงมีผลทำให้อายุความในส่วนนี้สะดุดหยุดลงและเริ่มนับใหม่ถัดจากวันผ่อนชำระหนี้โจทก์ครั้งสุดท้ายคือเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2548 ทั้งการที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดวันที่ 6 กันยายน 2550 ยังไม่พ้น 10 ปี นับจากวันที่ 17 ธันวาคม 2544 คดีโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น โจทก์มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้ง และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 2,151,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์จ่ายเงินกรณีให้ออกจากงาน 6 เท่าของเงินเดือน เป็นเงิน 142,200 บาท คืนเงินประกัน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ คืนเงินภาษีกองทุนเลี้ยงชีพที่ยังไม่จ่ายคืน 28,000 บาท แก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ 1 แถลงไม่ติดใจเรียกร้องเงินประกัน

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้จำเลยที่ 1 จำนวน 122,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นางสาววนิดา ทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานขับรถ มีหน้าที่ขับรถยนต์โดยสารประจำทาง มีจำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารของโจทก์ หมายเลขทะเบียน 12-3405 กรุงเทพมหานคร รับผู้โดยสารจากจังหวัดลำพูนแล่นมาตามถนนสายเอเชียมุ่งหน้ากรุงเทพมหานคร ถึงบริเวณหมู่บ้านวิไล ตำบลท่าพุทรา อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร รถได้เฉี่ยวชนราวสะพานทางด้านขวาแล้วเสียหลักแล่นลงข้างถนนด้านซ้าย เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ รถยนต์ของโจทก์และราวสะพานของกรมทางหลวงได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้กรมทางหลวงไปแล้ว แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ลูกจ้างและจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำโดยประมาทในขณะปฏิบัติงานตามหน้าที่ของจำเลยที่ 1 นิติกรของโจทก์ได้รายงานเรื่องตามลำดับชั้นจนสุดท้าย รองผู้จัดการฝ่ายอำนวยการของโจทก์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ กรณีถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานหาใช่เป็นคดีละเมิดอย่างเดียวไม่ เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างลูกจ้างมีข้อผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงานต่อกัน นอกจากจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์แล้วยังฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วยและตามหนังสือรับรองและค้ำประกัน ข้อ 2 ก็ระบุว่า "หากปรากฏว่าระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานได้ทำความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดให้แก่โจทก์ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือประมาท จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดในความเสียหายนั้นๆ และยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามจำนวนที่เสียหายไปนั้นทั้งสิ้น รวมทั้งความเสียหายทั้งปวง ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ด้วย โดยไม่จำกัดวงเงินและให้ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ร่วม..." ข้อผูกพันของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ จึงหมายถึงจำเลยที่ 2 ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างแรงงานด้วย สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หาใช่ 1 ปี ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ มูลละเมิดระหว่างจำเลยที่ 1 และโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานเกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เดือนละ 1,350 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2548 อันเป็นการผ่อนชำระหนี้ขณะยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 10 ปี จึงมีผลทำให้อายุความในส่วนนี้สะดุดหยุดลงและเริ่มต้นนับใหม่ถัดจากวันผ่อนชำระหนี้โจทก์ครั้งสุดท้ายคือ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2548 อีกทั้งการที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดวันที่ 6 กันยายน 2550 ยังไม่พ้น 10 ปี นับจากวันที่ 17 ธันวาคม 2544 อีกด้วย คดีโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างจะต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะนายจ้างหรือไม่ เพียงใด และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น จะต้องมาจากข้อเท็จจริงในส่วนการกระทำของจำเลยที่ 1 ว่า ได้กระทำละเมิดหรือผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งศาลแรงงานกลางยังมิได้รับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยให้เป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การ และผลของคำวินิจฉัยนั้นอาจมีผลให้เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยในส่วนของฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายเงินกรณีออกจากงานซึ่งศาลแรงงานกลางให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยที่ 1 จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในปัญหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดหรือผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์หรือไม่ และต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด แล้ววินิจฉัยในส่วนของฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในประเด็นดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่รับฟังใหม่ข้างต้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น โจทก์มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้งและมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์และที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยที่ 1 ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในปัญหาว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดหรือผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์หรือไม่ และต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด และโจทก์จะต้องจ่ายเงินกรณีออกจากงานแก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด หากศาลแรงงานกลางเห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีใหม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองและวรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/30 ม. 575
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 56 วรรคสอง ม. 56 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทขนส่ง จำกัด
นายมานิตย์ ขันทอง
โดยนางสาววนิดา ขันทอง
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสากล สมสุข
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11269/2558
#636293
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานหาใช่เป็นคดีละเมิดอย่างเดียวไม่ เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างลูกจ้างมีข้อผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงานต่อกัน นอกจากจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์แล้วยังฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย และตามหนังสือรับรองและค้ำประกัน ก็ระบุว่า "หากปรากฏว่าระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานได้ทำความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดให้แก่โจทก์ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือประมาท จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดในความเสียหายนั้น ๆ และยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามจำนวนที่เสียหายไปนั้นทั้งสิ้น รวมทั้งความเสียหายทั้งปวงซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ด้วย โดยไม่จำกัดวงเงิน และให้ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ร่วม..." ข้อผูกพันของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์จึงหมายถึงจำเลยที่ 2 ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างแรงงานด้วย สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มูลละเมิดระหว่างจำเลยที่ 1 และโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานเกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เดือนละ 1,350 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2548 อันเป็นการผ่อนชำระหนี้ขณะยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 10 ปี จึงมีผลทำให้อายุความในส่วนนี้สะดุดหยุดลงและเริ่มต้นนับใหม่ถัดจากวันผ่อนชำระหนี้โจทก์ครั้งสุดท้ายคือเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2548

ฟ้องเคลือบคลุมไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อโจทก์ไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้ง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 2,151,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จ่ายเงินกรณีให้ออกจากงาน 6 เท่าของเงินเดือน เป็นเงิน 142,200 บาท คืนเงินประกัน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ คืนเงินภาษีกองทุนเลี้ยงชีพที่ยังไม่จ่ายคืน 28,000 บาท แก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ 1 แถลงไม่ติดใจเรียกร้องเงินประกัน

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้จำเลยที่ 1 จำนวน 122,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย นางสาววนิดา ทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานขับรถ มีหน้าที่ขับรถยนต์โดยสารประจำทาง มีจำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2544 ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารของโจทก์ หมายเลขทะเบียน 12-3405 กรุงเทพมหานคร รับผู้โดยสารจากจังหวัดลำพูนแล่นมาตามถนนสายเอเชียมุ่งหน้ากรุงเทพมหานคร ถึงบริเวณหมู่บ้านวิไล ตำบลท่าพุทรา อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร รถได้เฉี่ยวชนราวสะพานทางด้านขวาแล้วเสียหลักแล่นลงข้างถนนด้านซ้าย เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ รถยนต์ของโจทก์และราวสะพานของกรมทางหลวงได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้กรมทางหลวงไปแล้ว แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ลูกจ้าง และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำโดยประมาทในขณะปฏิบัติงานตามหน้าที่ของจำเลยที่ 1 นิติกรของโจทก์ได้รายงานเรื่องตามลำดับชั้นจนสุดท้ายวันที่ 2 มกราคม 2545 รองผู้จัดการฝ่ายอำนวยการของโจทก์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ กรณีถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานหาใช่เป็นคดีละเมิดอย่างเดียวไม่ เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างลูกจ้างมีข้อผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงานต่อกัน นอกจากจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์แล้วยังฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย และตามหนังสือรับรองและค้ำประกันก็ระบุว่า "หากปรากฏว่าระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานได้ทำความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดให้แก่โจทก์ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือประมาท จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดในความเสียหายนั้นๆ และยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามจำนวนที่เสียหายไปนั้นทั้งสิ้น รวมทั้งความเสียหายทั้งปวงซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 ด้วย โดยไม่จำกัดวงเงิน และให้ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ร่วม..." ข้อผูกพันของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ จึงหมายถึงจำเลยที่ 2 ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างแรงงานด้วย สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หาใช่ 1 ปี ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ มูลละเมิดระหว่างจำเลยที่ 1 และโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานเกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เดือนละ 1,350 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2548 อันเป็นการผ่อนชำระหนี้ขณะยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 10 ปี จึงมีผลทำให้อายุความในส่วนนี้สะดุดหยุดลงและเริ่มต้นนับใหม่ถัดจากวันผ่อนชำระหนี้โจทก์ครั้งสุดท้ายคือเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2548 อีกทั้งการที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดวันที่ 6 กันยายน 2550 ยังไม่พ้น 10 ปี นับจากวันที่ 17 ธันวาคม 2544 อีกด้วย คดีโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างจะต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะนายจ้างหรือไม่ เพียงใด และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น จะต้องมาจากข้อเท็จจริงในส่วนการกระทำของจำเลยที่ 1 ว่าได้กระทำละเมิดหรือผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งศาลแรงงานกลางยังมิได้รับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยให้เป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การ และผลของคำวินิจฉัยนั้นอาจมีผลให้เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยในส่วนของฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายเงินกรณีออกจากงานซึ่งศาลแรงงานกลางให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยที่ 1 จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในปัญหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดหรือผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์หรือไม่ และต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด แล้ววินิจฉัยในส่วนของฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในประเด็นดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่รับฟังใหม่ข้างต้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น โจทก์มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้ง และมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์และที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยที่ 1 ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในปัญหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดหรือผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์หรือไม่ และต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด และโจทก์จะต้องจ่ายเงินกรณีออกจากงานแก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด หากศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงก็ให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีใหม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง และวรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทขนส่ง จำกัด
นายมานิตย์ ขันทอง โดยนางสาววนิดา ขันทอง
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11267/2558
#635370
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 47 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกันตนเรียกเอาเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นำส่งเงินสมทบหรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้มารับคืนนั้น เป็นกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิขอรับเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างเป็นผู้นำส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนโดยเร็ว ผู้ประกันตนจึงต้องได้ทราบว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบดังกล่าวเกินจำนวนที่ต้องชำระด้วยหรือผู้ประกันตนต้องได้รับแจ้งให้มารับเงินนั้น เมื่อโจทก์ไม่เคยทราบมาก่อนว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนเกินจำนวนที่ต้องชำระและจำเลยไม่เคยแจ้งให้โจทก์มารับเงินดังกล่าว แต่โจทก์เพิ่งทราบว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนเกินจำนวนที่ต้องชำระในวันที่โจทก์มายื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ และโจทก์ได้ขอรับเงินสมทบที่นายจ้างนำส่งเกินดังกล่าวคืนในวันเดียวกันนั้น กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกเอาเงินส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างนำส่งเกินคืนภายในกำหนดหนึ่งปีตามนัยแห่งบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว เงินนั้นยังไม่ตกเป็นของกองทุนประกันสังคม จำเลยต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1274/2549 ลงวันที่ 26 กันยายน 2549 และให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จกรณีชราภาพและคืนเงินสมทบที่ถูกหักไว้เกินจำนวนแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยและให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทน (บำเหน็จชราภาพ) 33,090 บาท และเงินสมทบส่วนที่เกิน 3,325 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2548 โจทก์ออกจากงานที่บริษัทมหาชัยร่วมใจพัฒนา จำกัด และสหกรณ์พัฒนาการประมงมหาชัย จำกัด โดยส่งเงินสมทบของโจทก์ระหว่างเดือนมีนาคม 2547 ถึงเดือนมีนาคม 2548 เกินจำนวน โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 33,090 บาท และเงินสมทบเกินจำนวน 3,325 บาท โจทก์ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพและขอรับคืนเงินสมทบที่หักไว้เกินเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2549 สำหรับเงินสมทบส่วนที่เกินนั้นเป็นกรณีที่บริษัทมหาชัยร่วมใจพัฒนา จำกัด กับสหกรณ์พัฒนาการประมงมหาชัย จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์เป็นผู้หักค่าจ้างของโจทก์นำส่งกองทุนประกันสังคมเป็นเรื่องระหว่างนายจ้างกับจำเลย ทั้งนายจ้างและโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าโจทก์ส่งเงินสมทบเกินจำนวน จำเลยไม่เคยแจ้งให้นายจ้างหรือโจทก์ทราบ โจทก์เพิ่งทราบว่ามีสิทธิได้รับเงินสมทบส่วนที่เกินในวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับเงินประโยชน์ทดแทน จึงยื่นคำขอรับเงินในส่วนนี้ด้วย แล้ววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาด กรณีของโจทก์มีเหตุอันสมควรที่จะต้องยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพล่าช้า จำเลยจึงไม่อาจนำระยะเวลาที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนมาตัดสิทธิของโจทก์ได้ ทั้งมาตรา 47 วรรคสี่ ก็มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิเด็ดขาด เมื่อโจทก์ไม่เคยทราบมาก่อนว่าโจทก์ส่งเงินสมทบเกิน และจำเลยไม่เคยแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์เพิ่งทราบว่ามีสิทธิได้รับคืนเงินสมทบที่ส่งไว้เกินในวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ กรณีมีเหตุอันสมควรที่โจทก์ต้องใช้สิทธิล่าช้า จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ในการขอรับเงินคืน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยและจ่ายเงินสมทบส่วนที่เกินจำนวน 3,325 บาท ให้แก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 47 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกันตนเรียกเอาเงินสมทบที่นายจ้างส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นำส่งเงินสมทบหรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้มารับคืนนั้น เป็นกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิขอรับเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างเป็นผู้นำส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนโดยเร็ว ผู้ประกันตนจึงต้องได้ทราบว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบดังกล่าวเกินจำนวนที่ต้องชำระด้วยหรือผู้ประกันตนต้องได้รับแจ้งให้มารับเงินนั้น เมื่อโจทก์ไม่เคยทราบมาก่อนว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนเกินจำนวนที่ต้องชำระและจำเลยไม่เคยแจ้งให้โจทก์มารับเงินดังกล่าว แต่โจทก์เพิ่งทราบว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนเกินจำนวนที่ต้องชำระในวันที่โจทก์มายื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ และโจทก์ได้ขอรับเงินสมทบที่นายจ้างนำส่งเกินดังกล่าวคืนในวันเดียวกันนั้น กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกเอาเงินส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างนำส่งเกินคืนภายในกำหนดหนึ่งปีตามนัยแห่งบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว เงินนั้นยังไม่ตกเป็นของกองทุนประกันสังคม จำเลยต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 47 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชนะ วัณโณ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11260/2558
#589747
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 84 บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีเครดิตภาษีเหลืออยู่มีสิทธินำเครดิตภาษีดังกล่าวไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัดไป หรือมีสิทธิขอคืนภาษีพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้น และมาตรา 84/1 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมิได้ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 84 ให้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีได้ภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีที่มีการขอคืนนั้น ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2546 ในวันที่ 12 เมษายน 2549 จึงเป็นการยื่นภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีที่มีการขอคืนแล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์

ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 4 ทศ วรรคสอง บัญญัติว่า ดอกเบี้ยที่ให้แก่ผู้รับคืนเงินภาษีอากรมิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยไม่เกินจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้การยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) ถือเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เพิ่มเติมเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย และหรืออนุมัติให้การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เพิ่มเติมเป็นการยืนยันและใช้สิทธิเรียกร้องการขอคืนภาษีอากรตามคำร้องขอคืนภาษีอากร (ค.10) ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ตามคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค. 10) เลขที่ 0208/49 ถึง 0212/49 ลงวันที่ 12 เมษายน 2549 และหรือตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) เพิ่มเติม สำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2546 ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากร 7,741,068.19 บาท แก่โจทก์ พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่มีสิทธิได้รับคืนโดยไม่ทบต้น คำนวณถึงวันฟ้อง วันที่ 9 ตุลาคม 2552 เป็นระยะเวลา 39 เดือน คิดเป็นดอกเบี้ย 3,019,016.52 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,760,084.71 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงิน 7,741,068.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร ที่ กค 0724/023 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 คำวินิจฉัยเลขที่ กค 0722/7199 ลงวันที่ 2 กันยายน 2552 คำวินิจฉัยเลขที่ 073/2552 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2552 หนังสือแจ้งไม่คืนภาษีอากร ที่ กค.0722/100 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากร 7,741,068.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนนับถัดจากวันครบกำหนดเวลา 3 เดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรในวันที่ 12 เมษายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 3,019,016.52 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2546 ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 84 บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีเครดิตภาษีเหลืออยู่มีสิทธินำเครดิตภาษีดังกล่าวไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัดไป หรือมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้น และมาตรา 84/1 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมิได้ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 84 ให้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีได้ภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีที่มีการขอคืนนั้น ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2546 ในวันที่ 12 เมษายน 2549 จึงเป็นการยื่นภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีที่มีการขอคืนแล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 7,741,068.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวนดังกล่าว แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับถัดจากวันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ วรรคสอง บัญญัติว่าดอกเบี้ยที่ให้แก่ผู้รับคืนเงินภาษีอากรมิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยไม่เกินจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 7,741,068.19 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยไม่เกินกว่าจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 4 ทศ ม. 84 ม. 84/1 วรรคหนึ่ง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเซิ่งไท่ บราซแวร์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11238/2558
#590012
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งห้าออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งห้าให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งห้าอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นสัดส่วน เนื้อที่ 70 ตารางวา โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาแล้วเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีโดยมิได้อาศัยสิทธิของผู้ใด ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งห้า ให้โจทก์ไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งห้า หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยทั้งห้าโต้เถียงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแปลงเดียวกัน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งห้าจึงเกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ส่วนคำขอท้ายฟ้องแย้งแม้จะขอมาเป็นข้อเดียว แต่แยกได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 70 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งห้า กับส่วนที่สองขอให้โจทก์ไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งห้า ถึงแม้คำขอท้ายฟ้องแย้งส่วนที่สองจะไม่มีกฎหมายให้ศาลบังคับโจทก์ปฏิบัติเช่นนั้น ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องแย้งในส่วนที่สองเท่านั้น แต่ศาลชั้นต้นจะต้องสั่งรับฟ้องแย้งในส่วนที่ขอให้พิพากษาว่าจำเลยทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 70 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์ไว้พิจารณาและพิพากษาไปตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 307 เลขที่ดิน 3550 ตำบลบางปลา (บางลาว) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ของโจทก์ และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งห้าชำระค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 307 เลขที่ดิน 3550 ตำบลบางปลา (บางลาว) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ด้านทิศเหนือเนื้อที่ 70 ตารางวา ส่วนที่จำเลยทั้งห้าครอบครองตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งห้าและให้โจทก์ไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินแล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งห้า หากไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยทั้งห้า ส่วนฟ้องแย้ง เห็นว่า คำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลยทั้งห้าที่ขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ส่วนที่อ้างว่าครอบครองปรปักษ์เป็นของจำเลยทั้งห้า หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น ไม่มีกฎหมายให้ศาลบังคับได้ จึงให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สำเนาให้อีกฝ่ายพร้อมสำเนาอุทธรณ์ จะคัดค้านประการใดแถลงเข้ามาภายในกำหนดยื่นคำแก้อุทธรณ์ มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน ต่อมาจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งพร้อมสำเนาคำร้องกับได้วางเงินค่านำหมายในวันเดียวกัน แต่ความปรากฏในหมายส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งและรายงานผลการส่งหมายว่า เป็นเพียงการส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งเท่านั้น กรณีจึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ได้มีการส่งสำเนาคำร้องให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่ อย่างไรก็ดี ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2558 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมและโจทก์ได้มาศาลในวันดังกล่าวด้วย ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า "โจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาในวันนี้แล้ว ให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาพิจารณาสั่ง เนื่องจากจำเลยทั้งห้ายื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งห้าไปยังศาลฎีกา จึงให้เลื่อนการพิจารณาเพื่อรอฟังคำสั่งศาลฎีกาแล้ว จึงจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาแล้ว ให้หมายแจ้งนัดพร้อมให้คู่ความทราบ อนึ่ง ทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งห้าแถลงว่านอกจากจะส่งหมายแล้ว ขอให้โทรศัพท์แจ้งวันนัดให้ทนายความทั้งสองฝ่ายทราบด้วย เพื่อจะได้ไม่พลาดวันนัดและกระบวนพิจารณาไม่ล่าช้า" ดังนี้ แสดงว่าโจทก์ทราบแล้วว่าจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและไม่คัดค้าน ทั้งวันนัดพร้อมยังอยู่ในระยะเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์และโจทก์อาจคัดค้านคำร้องได้ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นได้สั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งห้ายื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งห้าออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 307 เลขที่ดิน 3550 ตำบลบางปลา (บางลาว) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ของโจทก์ จำเลยทั้งห้าให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งห้าอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นสัดส่วน เนื้อที่ 70 ตารางวา โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาแล้วเป็นเวลาเกินกว่าสิบปี โดยมิได้อาศัยสิทธิของผู้ใด ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งห้า ให้โจทก์ไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งห้า หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยทั้งห้าโต้เถียงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแปลงเดียวกัน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งห้าจึงเกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ส่วนคำขอท้ายฟ้องแย้งแม้จะมาขอเป็นข้อเดียว แต่แยกได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307 เลขที่ดิน 3550 ตำบลบางปลา (บางลาว) บางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ด้านทิศเหนือ ตลอดแนวเขตที่ดิน เนื้อที่ 70 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งห้า กับส่วนที่สองขอให้โจทก์ไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยทั้งห้า หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ถึงแม้คำขอท้ายฟ้องแย้งส่วนที่สองจะไม่มีกฎหมายให้ศาลบังคับโจทก์ปฏิบัติเช่นนั้น ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องแย้งในส่วนที่สองเท่านั้น แต่ศาลชั้นต้นจะต้องสั่งรับฟ้องแย้งในส่วนที่ขอให้พิพากษาว่าจำเลยทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 70 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์ไว้พิจารณาและพิพากษาไปตามรูปคดี ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งเสียทั้งหมด โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งเป็นพับนั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งห้าในส่วนที่ขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งห้าโดยการครอบครองไว้พิจารณา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้และค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญรอด ดำทองสุก
จำเลย — นางสาวจำเรียง ดำทองสุก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายพิเชฐ ทองช่วย
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ธีระพงศ์ จิระภาค
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11225/2558
#594706
เปิดฉบับเต็ม

ว. ผู้ตายทำสัญญาเช่าอาคารกับโจทก์ เมื่อสัญญาเช่าระงับไปเพราะเหตุสิ้นกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 564 ว. ย่อมมีหน้าที่ที่ต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบอาคารที่เช่าให้แก่โจทก์ ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวโดยสภาพแล้วย่อมมิใช่เป็นการเฉพาะตัวของ ว. ผู้ตายโดยแท้ หากแต่ถือว่าเป็นสิทธิหน้าที่และความรับผิดอันเป็นกองมรดกของ ว. ซึ่งตกทอดแก่ทายาทได้ตามมาตรา 1600 จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของ ว. จึงต้องรับไปซึ่งหน้าที่ในอันที่จะต้องขนย้ายทรัพย์และบริวารออกจากอาคารและส่งมอบอาคารที่เช่าให้แก่โจทก์ กับต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของนายไววิทย์ ออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าในตลาดสัตว์เลี้ยงหมายเลข 29 โดยส่งมอบคูหาอาคารที่เช่าคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในคูหาอาคารที่เช่าอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย

เป็นเงิน 741,299.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเช่าที่ค้างชำระ 668,680 บาท และเงินค่าภาษีโรงเรือนที่โจทก์จ่ายทดรองไปแล้ว 12,438 บาท เป็นเงิน 681,118 บาท และค่าเสียหายอัตราวันละ 610 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของนายไววิทย์ ออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าจนเป็นที่เรียบร้อยให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด

ค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2546 นายไววิทย์ทำสัญญาเช่าคูหาอาคาร หมายเลข 29 ในตลาดสัตว์เลี้ยงกับโจทก์ กำหนดระยะเวลาการเช่า 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ค่าเช่าอัตราวันละ 60 บาท โดยนายไววุฒิ บุตรของนายไววิทย์ลงชื่อในสัญญาเช่าแทน หลังครบกำหนด วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้นายไววิทย์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากสถานที่เช่า ตามหนังสือขอบอกเลิกสัญญา แต่นายไววิทย์เพิกเฉย ต่อมาวันที่ 18 เมษายน 2548 นายไววิทย์ถึงแก่ความตาย แต่ยังคงมี

ผู้ครอบครองคูหาอาคาร หมายเลข 29 ของโจทก์ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรมของนายไววิทย์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นภริยา จำเลยที่ 2 เป็นบุตร

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า นายไววิทย์ทำสัญญาเช่าคูหาอาคาร หมายเลข 29 ในตลาดสัตว์เลี้ยงกับโจทก์ เมื่อสัญญาเช่าระงับไปเพราะเหตุสิ้นกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 564 นายไววิทย์ย่อมมีหน้าที่ที่ต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์ ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวว่าโดยสภาพแล้วย่อมมิใช่เป็นการเฉพาะตัวของนายไววิทย์ผู้ตายโดยแท้ หากแต่ถือว่าเป็นสิทธิหน้าที่และความรับผิดอันเป็นกองมรดกของนายไววิทย์ซึ่งตกทอด

แก่ทายาทได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายไววิทย์จึงต้องรับไปซึ่งหน้าที่ในอันที่จะต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์ ยิ่งกว่านั้น ได้ความจากนายไตรรัตน์ พยานโจทก์

เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า นายไววุฒิเป็นผู้ที่ครอบครองในคูหาอาคารที่เช่ามาโดยตลอดซึ่งสอดคล้องกับการที่นายไววุฒิลงชื่อในสัญญาเช่าแทนนายไววิทย์ นายไววุฒิซึ่งเป็นบุตรของ

นายไววิทย์ ก็เป็นทายาทโดยธรรมที่อยู่ในฐานะและมีหน้าที่ในอันที่ต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์เช่นเดียวกันกับจำเลยทั้งสอง เมื่อไม่ปรากฏว่าหลังจากนายไววิทย์ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองได้กระทำการใด ๆ เพื่อการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์อันจะถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ทำหน้าที่ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายไววิทย์สมบูรณ์แล้ว แต่นายไววุฒิไม่ยินยอมหรือขัดขืนไม่ยอมให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์ ตามพฤติการณ์จึงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองรู้เห็นและร่วมกับนายไววุฒิที่จะไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายไววิทย์จึงไม่พ้นความรับผิดในอันที่จะต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของนายไววิทย์ออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์กับต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่า แต่ที่โจทก์เรียกค่าเสียหายเป็นค่าเช่าอัตรา

วันละ 610 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไปนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ตุลาคม 2546 โจทก์ไม่อาจอาศัยข้อสัญญาเช่าซึ่งสิ้นสุดลงไปแล้วมาปรับอัตราค่าเช่าให้สูงขึ้นได้อีก จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายอัตราวันละ 60 บาท ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าเดิม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2548 ถึงวันฟ้องเป็นเงินค่าเสียหาย 70,080 บาท ดอกเบี้ย 4,466.53 บาท รวมเป็นเงิน 74,546.53 บาทและค่าเสียหายอัตราวันละ 60 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของนายไววิทย์ออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าให้แก่โจทก์

ส่วนที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระค่าภาษีโรงเรือนประจำปี 2547 ถึง 2550 เป็นเงิน 12,438 บาท นั้น เห็นว่า แม้สัญญาเช่ากำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกได้ แต่ค่าภาษีโรงเรือนเกิดขึ้นภายหลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อสัญญาเช่ามาเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดใน

ส่วนนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารในตลาดสัตว์เลี้ยงหมายเลข 29 และส่งมอบคูหาอาคารดังกล่าวให้แก่โจทก์ กับให้ชำระเงิน 74,546.53 บาท แก่โจทก์ และชำระเงินอีกวันละ 60 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 สิงหาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารดังกล่าว แต่ทั้งนี้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายไววิทย์ ที่ตกทอดได้แก่ตน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 564 ม. 1600
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การตลาดเพื่อการเกษตร
จำเลย — นางผุดผ่อง โชติธาดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสถาพร จันทร์ประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11225/2558
#635971
เปิดฉบับเต็ม

ว. ทำสัญญาเช่าคูหาอาคารในตลาดสัตว์เลี้ยงกับโจทก์ เมื่อสัญญาเช่าระงับไปเพราะเหตุสิ้นกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 564 ว. ย่อมมีหน้าที่ที่ต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์ ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวว่าโดยสภาพแล้วย่อมมิใช่เป็นการเฉพาะตัวของ ว. ผู้ตายโดยแท้ หากแต่ถือว่าเป็นสิทธิหน้าที่และความรับผิดอันเป็นกองมรดกของ ว. ซึ่งตกทอดแก่ทายาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600 จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของ ว. จึงต้องรับไปซึ่งหน้าที่ในอันที่จะต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์ ฒ. ซึ่งเป็นบุตรของ ว. ก็เป็นทายาทโดยธรรมที่อยู่ในฐานะและมีหน้าที่ในอันที่ต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์เช่นเดียวกันกับจำเลยทั้งสอง เมื่อไม่ปรากฏว่าหลังจาก ว. ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองได้กระทำการใด ๆ เพื่อการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์อันจะถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ทำหน้าที่ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ว. สมบูรณ์แล้ว แต่ ฒ. ไม่ยินยอมหรือขัดขืนไม่ยอมให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองรู้เห็นและร่วมกับ ฒ. ที่จะไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของ ว. จึงไม่พ้นความรับผิดในอันที่จะต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของ ว. ออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์กับต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของนายไววิทย์ ออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าในตลาดสัตว์เลี้ยงหมายเลข 29 โดยส่งมอบคูหาอาคารที่เช่าคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องในคูหาอาคารที่เช่าอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 741,299.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเช่าที่ค้างชำระ 668,680 บาท และเงินค่าภาษีโรงเรือนที่โจทก์จ่ายทดรองไปแล้ว 12,438 บาท เป็นเงิน 681,118 บาท และค่าเสียหายอัตราวันละ 610 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของนายไววิทย์ ออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าจนเป็นที่เรียบร้อยให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2546 นายไววิทย์ ทำสัญญาเช่าคูหาอาคาร หมายเลข 29 ในตลาดสัตว์เลี้ยงกับโจทก์ กำหนดระยะเวลาการเช่า 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ค่าเช่าอัตราวันละ 60 บาท โดยนายไววุฒิ บุตรของนายไววิทย์ลงชื่อในสัญญาเช่าแทน ตามสัญญาเช่า หลังครบกำหนด วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้นายไววิทย์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากสถานที่เช่า ตามหนังสือขอบอกเลิกสัญญา แต่นายไววิทย์เพิกเฉย ต่อมาวันที่ 18 เมษายน 2548 นายไววิทย์ถึงแก่ความตาย แต่ยังคงมีผู้ครอบครองคูหาอาคาร หมายเลข 29 ของโจทก์ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรมของนายไววิทย์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นภริยา จำเลยที่ 2 เป็นบุตร

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า นายไววิทย์ทำสัญญาเช่าคูหาอาคาร หมายเลข 29 ในตลาดสัตว์เลี้ยงกับโจทก์ เมื่อสัญญาเช่าระงับไปเพราะเหตุสิ้นกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 564 นายไววิทย์ย่อมมีหน้าที่ที่ต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์ ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวว่าโดยสภาพแล้วย่อมมิใช่เป็นการเฉพาะตัวของนายไววิทย์ผู้ตายโดยแท้ หากแต่ถือว่าเป็นสิทธิหน้าที่และความรับผิดอันเป็นกองมรดกของนายไววิทย์ซึ่งตกทอดแก่ทายาทได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายไววิทย์จึงต้องรับไปซึ่งหน้าที่ในอันที่จะต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์ ยิ่งกว่านั้น ได้ความจากนายไตรรัตน์ พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า นายไววุฒิเป็นผู้ที่ครอบครองในคูหาอาคารที่เช่ามาโดยตลอดซึ่งสอดคล้องกับการที่นายไววุฒิลงชื่อในสัญญาเช่าแทนนายไววิทย์ นายไววุฒิซึ่งเป็นบุตรของนายไววิทย์ ก็เป็นทายาทโดยธรรมที่อยู่ในฐานะและมีหน้าที่ในอันที่ต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์เช่นเดียวกันกับจำเลยทั้งสอง เมื่อไม่ปรากฏว่าหลังจากนายไววิทย์ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองได้กระทำการใด ๆ เพื่อการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์อันจะถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ทำหน้าที่ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายไววิทย์สมบูรณ์แล้ว แต่นายไววุฒิไม่ยินยอมหรือขัดขืนไม่ยอมให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์ ตามพฤติการณ์จึงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองรู้เห็นและร่วมกับนายไววุฒิที่จะไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายไววิทย์จึงไม่พ้นความรับผิดในอันที่จะต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของนายไววิทย์ออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าและส่งมอบคูหาอาคารให้แก่โจทก์กับต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารที่เช่า แต่ที่โจทก์เรียกค่าเสียหายเป็นค่าเช่าอัตราวันละ 610 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไปนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ตุลาคม 2546 โจทก์ไม่อาจอาศัยข้อสัญญาเช่าซึ่งสิ้นสุดลงไปแล้วมาปรับอัตราค่าเช่าให้สูงขึ้นได้อีก จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายอัตราวันละ 60 บาท ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าเดิม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2548 ถึงวันฟ้องเป็นเงินค่าเสียหาย 70,080 บาท ดอกเบี้ย 4,466.53 บาท รวมเป็นเงิน 74,546.53 บาท และค่าเสียหายอัตราวันละ 60 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของนายไววิทย์ออกไปจากคูหาอาคารที่เช่าให้แก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระค่าภาษีโรงเรือนประจำปี 2547 ถึง 2550 เป็นเงิน 12,438 บาท นั้น เห็นว่า แม้สัญญาเช่ากำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกได้ แต่ค่าภาษีโรงเรือนเกิดขึ้นภายหลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อสัญญาเช่ามาเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในส่วนนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารในตลาดสัตว์เลี้ยงหมายเลข 29 และส่งมอบคูหาอาคารดังกล่าวให้แก่โจทก์ กับให้ชำระเงิน 74,546.53 บาท แก่โจทก์ และชำระเงินอีกวันละ 60 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 สิงหาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากคูหาอาคารดังกล่าว แต่ทั้งนี้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายไววิทย์ ที่ตกทอดได้แก่ตน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 564 ม. 1600
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การตลาดเพื่อการเกษตร
จำเลย — นางผุดผ่อง โชติธาดา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11223/2558
#594024
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งห้ายื่นอุทธรณ์เป็น 2 ฉบับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งห้ายื่นอุทธรณ์ใหม่เป็นฉบับเดียวกัน ต่อมาจำเลยทั้งห้านำอุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งฉบับใหม่มายื่นต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ หากจำเลยทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วยและประสงค์จะให้มีการรับอุทธรณ์ไว้พิจารณา ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ แต่จำเลยทั้งห้าก็มิได้กระทำ กลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้านั้น ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดเป็นที่ยุติว่าไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะขอขยายระยะเวลาได้และเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งห้า จำเลยทั้งห้าก็มิได้ฎีกาโต้แย้ง จึงมีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์นั้นเป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง และมาตรา 234 ดังนี้ ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งห้าที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งห้ายื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าว่าไม่ชอบอย่างไร ก็ไม่อาจมีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าซึ่งถึงที่สุดไปแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวีป วานิชย์หานนท์ กับพวก
จำเลย — นายอภิรัต สืบสงวน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวีระศักดิ์ ไชยสุขเจริญกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11216/2558
#587387
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกสามราย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 จัตวา วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย" แต่เจ้ามรดกทั้งสามรายมีภูมิลำเนาต่างท้องที่กัน ตามมาตรา 5 บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อก็ดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นได้" เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้ามรดกทั้งสามรายมีทรัพย์สินอันเป็นมรดกร่วมกัน ย่อมถือได้ว่าคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสามรายดังกล่าวมีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันพอที่จะพิจารณารวมกันได้ ผู้ร้องย่อมมีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสามรายต่อศาลชั้นต้นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายแถม นางผวน และนายบุญทัน

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งตั้งนางสาวทองแทน ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายแถม และนายบุญทัน กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย คำขอนอกจากนี้อื่นให้ยก โดยไม่ตัดสิทธิผู้ร้องที่จะไปยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของนางผวน ต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยศาลชั้นต้นอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีว่าการที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอของผู้ร้องในส่วนที่ขอเป็นผู้จัดการมรดกนางผวน ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตายเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องขอว่านายแถม และนายบุญทัน มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดเพชรบุรี อันเป็นศาลชั้นต้นในขณะที่ถึงแก่ความตาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของบุคคลทั้งสองไว้แล้วทำการไต่สวนตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายแถมและนายบุญทันจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนางผวน เจ้ามรดกอีกคนหนึ่งไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะรับไว้พิจารณาเนื่องจากนางผวนมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่จังหวัดสมุทรสาครในขณะถึงแก่ความตายนั้น เห็นว่า แม้ผู้ร้องอาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนางผวนเป็นอีกคดีหนึ่งได้ที่ศาลชั้นต้นแห่งอื่น อันเป็นศาลที่นางผวนมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตายก็ตาม แต่กรณีก็ต้องปรับด้วย มาตรา 5 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อก็ดี ถ้ามูลแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นได้" เมื่อข้อเท็จจริงจากทางไต่สวนได้ความว่าเจ้ามรดกทั้งสามรายมีทรัพย์สินอันเป็นมรดกร่วมกันคือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เล่ม 1 หน้า 59 สารบบ 2 ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ย่อมถือได้ว่าคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสามรายดังกล่าวมีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันพอที่จะพิจารณารวมกันได้ ผู้ร้องย่อมมีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนางผวนต่อศาลชั้นต้นได้โดยอาศัยบทบัญญัติดังกล่าวการที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอของผู้ร้องในส่วนที่ขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางผวน จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยว่าสมควรแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางผวนหรือไม่ไปโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เล่ม 1 หน้า 59 สารบบ 2 ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนางผวนเมื่อการจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องและทายาทอื่นยินยอมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางผวนประกอบกับผู้ร้องมิได้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 จึงเห็นสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางผวน ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางสาวทองแทน ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนางผวน ผู้ตาย ด้วย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 จัตวา วรรคหนึ่ง ม. 5
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวทองแทน เผือกรักษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นางสาวดวงพร ภู่เกิด
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา