คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7051/2558
#588836
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยให้การว่า ที่โจทก์มอบอำนาจให้ ก. หรือ ส. หรือ พ. เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับลายมือชื่อตามหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 50 และหนังสือมอบอำนาจช่วง ลงวันที่ 16 มกราคม 51 ปรากฏว่าลายมือชื่อของ ส. ในหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับมีลักษณะช่องไฟและตัวอักษรต่างกัน ไม่น่าเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จะเห็นได้ว่า ตามคำให้การจำเลยมุ่งเน้นให้การต่อสู้ลายมือชื่อของ ส. ส่วนที่จำเลยให้การว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีมิใช่ลายมือชื่อโจทก์ เป็นการปฏิเสธลอย ๆ ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่เป็นประเด็นให้ศาลต้องวินิจฉัยว่าลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อกรรมการโจทก์หรือไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองฟังพยานหลักฐานของโจทก์ว่ายังฟังไม่ได้ว่า ส. และ อ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนโจทก์ในขณะฟ้องคดี โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ส่วนที่โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีขับรถยนต์กระบะชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ จำเลยให้การรับว่าเป็นคู่กรณีจริง การที่หนังสือมอบอำนาจ ระบุชื่อสกุล จำเลย ผิดพลาดเป็นคำว่ามั่นประเสริฐ ที่ถูกต้องคือ มั่นประสิทธิ์ จึงเป็นการพิมพ์ผิดพลาด มิใช่กรณีฟ้องผิดคน ถือว่าโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยโดยชอบ แม้ว่าภายหลังโจทก์จะยื่นคำร้องขอเปลี่ยนหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ ระบุชื่อ และชื่อสกุลจำเลยโดยถูกต้อง แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้อง ก็ไม่มีผลให้การมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วเสียไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 318,127 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 298,711 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องกับฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์กับนางสารภีชำระเงิน 76,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกนางสารภี เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ร่วมขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นฟ้องใหม่ภายในอายุความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภท 2977 กรุงเทพมหานคร ไว้จากโจทก์ร่วม จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค. 8402 ลำปาง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2550 เวลา 17.30 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์กระบะชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภท 2977 กรุงเทพมหานคร ขณะจอดติดสัญญาณจราจรไฟที่สามแยกทุ่งเศรษฐี อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ทำให้รถยนต์หมายเลขทะเบียน ภท 2977 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหาย และโจทก์ร่วมผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าวกับนางสาวจินา ที่นั่งโดยสารมาได้รับบาดเจ็บ พนักงานสอบสวน เห็นว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะโดยประมาท จึงเปรียบเทียบปรับจำเลยเป็นเงิน 400 บาท โจทก์นำรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภท 2977 กรุงเทพมหานคร เข้าประเมินความเสียหาย ปรากฏว่า หากจะซ่อมแซมรถยนต์ จะมีค่าซ่อมสูงกว่าร้อยละ 80 ของทุนประกันภัย โจทก์จึงชำระเงินตามทุนประกันภัยให้แก่โจทก์ร่วม 570,000 บาท และนำซากรถยนต์ขายแก่นายทนม เป็นเงิน 290,000 บาท โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายรถยนต์เข้าประเมินค่าซ่อมอีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้โจทก์ได้ชำระค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ร่วมและนางสาวจินาแล้ว รับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจประกันภัยมีกรรมการ 10 คน กรรมการสองคนมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญ ทำการแทนโจทก์และผูกพันโจทก์ได้ โจทก์มอบอำนาจให้นายเกรียงศักดิ์ และหรือนายสมนึก และหรือนายพิชิต เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการคดีแทนโจทก์ได้ รวมทั้งให้มีอำนาจตั้งผู้รับมอบอำนาจช่วงได้ด้วย และโจทก์โดยนายสมนึก ผู้รับมอบอำนาจ ได้มอบอำนาจช่วงให้นายธีรเมธ มีอำนาจดำเนินคดีนี้ ตามภาพถ่ายหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงท้ายคำฟ้อง จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีมิใช่ลายมือชื่อโจทก์ ที่โจทก์มอบอำนาจให้นายเกรียงศักดิ์ หรือนายสมนึก หรือนายพิชิต นั้น เมื่อเปรียบเทียบลายมือชื่อตามหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2550 (คือหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำฟ้อง) และหนังสือมอบอำนาจช่วงลงวันที่ 16 มกราคม 2551 (คือหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารท้ายคำฟ้อง) ปรากฎว่าลายมือชื่อนายสมนึก ในหนังสือสองฉบับ มีลักษณะช่องไฟและตัวอักษรต่างกัน ไม่น่าเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์จริง ตามคำให้การดังกล่าว เห็นได้ว่า จำเลยมุ่งให้การต่อสู้กรณีลายมือชื่อของนายสมนึก ตามหนังสือมอบอำนาจ และตามหนังสือมอบอำนาจช่วงว่ามีลักษณะช่องไฟและตัวอักษรต่างกัน ไม่น่าเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของนายสมนึกจริง ส่วนที่จำเลยระบุในคำให้การด้วยว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีมิใช่ลายมือชื่อโจทก์นั้น เป็นการให้ปฏิเสธลอย ๆ ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นลายมือมือชื่อของกรรมการโจทก์หรือไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาฟังไม่ได้ว่า นายสุธีชัย และนายอุดม เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำแทนโจทก์ได้ในขณะทำหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2550 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองในปัญหาดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยถือว่าจำเลยมิได้ให้การโต้แย้งได้ว่าโจทก์โดยกรรมการสองคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญ มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้โดยชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาตามประเด็นพิพาทที่ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัย แต่เนื่องจากคู่ความต่างสืบพยานมาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียว ไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยอีก ปัญหาว่าลายมือชื่อนายสมนึก ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากกรรมการโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2550 กับลายมือชื่อนายสมนึก ตามหนังสือมอบอำนาจช่วง ลงวันที่ 16 มกราคม 2551 เป็นลายมือชื่อบุคคลเดียวกันหรือไม่ เห็นว่ามีลักษณะการเขียนและช่องไฟคล้ายคลึงกัน ประกอบกับจำเลยมิได้ถามค้านหรือนำสืบพยานให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายสมนึกลงลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองฉบับ การมอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีนี้เป็นไปโดยชอบ ข้อต่อสู้ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตรวจคำฟ้องและเอกสารท้ายคำฟ้องแล้ว ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี และแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ระบุชื่อและนามสกุลว่า นายสุรินทร์ มั่นประสิทธิ์ แตกต่างจากที่โจทก์บรรยายฟ้อง จึงให้โจทก์ตรวจสอบแล้วแถลงให้ศาลทราบเพื่อดำเนินการต่อไป หลังจากนั้น โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับชื่อจำเลยจากนายสุรินทร์ มั่นประเสริฐ เป็นนายสุรินทร์ มั่นประสิทธิ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและรับคำฟ้องไว้พิจารณา เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีขับรถยนต์กระบะชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ จำเลยให้การรับว่าเป็นคู่กรณีดังกล่าวจริง การที่หนังสือมอบอำนาจ ระบุนามสกุลของจำเลยเป็นมั่นประเสริฐ จึงเป็นกรณีการพิมพ์ผิดพลาด มิใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องผิดคน ถือว่าโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยโดยชอบ แม้ว่าในภายหลังโจทก์ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ที่ระบุชื่อและนามสกุลจำเลยโดยถูกต้อง แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้องดังกล่าว ก็ไม่มีผลให้การมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยโดยชอบต้องเสียไป ข้อต่อสู้ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 287,371 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
โจทก์ร่วม — นางสารภี ศิริสัมพันธ์
จำเลย — นายสุรินทร์ มั่นประสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายวิสุทธิ์ จินดาดำรงเวช
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอานัด อุเบกขานุกูล
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7019/2558
#586536
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 รับสลากกินแบ่งรัฐบาลตามสิทธิของโจทก์จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษาจังหวัดเลย จำกัด เพื่อนำไปขายต่อให้บุคคลภายนอก มีลักษณะเป็นสัญญาตัวแทน โจทก์ผูกพันที่จะต้องชำระค่าสลากกินแบ่งแก่สหกรณ์ฯ แต่ในส่วนที่โจทก์มอบสลากกินแบ่งรัฐบาลของตนให้จำเลยที่ 1 นำไปขายต่อให้บุคคลอื่นแล้วนำกำไรหรือส่วนต่างจากการขายมาแบ่งปันระหว่างกันนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 นำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ไปจำหน่ายแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องนำเงินต้นทุนค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลไปชำระให้แก่สหกรณ์ฯ เพื่อที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดถัดไปจากสหกรณ์ฯ นำไปจำหน่ายต่อ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะมีนิติสัมพันธ์บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลคืนแก่โจทก์ทุกงวดนอกเหนือจากการแบ่งกำไรส่วนหนึ่งที่โจทก์จะได้รับจากการจำหน่ายสลาก ทั้งปรากฏว่ามีสมาชิกสหกรณ์อีกหลายคนมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการในลักษณะเดียวกันเป็นกิจจะลักษณะเหมือนเป็นผู้อยู่ในวงการซื้อขายโดยตรง จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้สร้างกิจการขึ้นมาโดยหวังกำไรจำนวนมากจากส่วนต่างของราคาขายในแต่ละงวดหลังจากแบ่งปันกำไรบางส่วนให้โจทก์และผู้มอบหมายคนอื่นแล้ว เมื่อสภาพการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลมีนัยการกำหนดราคาขายไม่ต่ำกว่าต้นทุน การตั้งราคาขายเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดและตกลงกับผู้ซื้อโดยอาศัยอำนาจของตนเอง เมื่อพิจารณาประกอบกับจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมรับสภาพหนี้ค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่สหกรณ์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ตัวแทนขายในนามโจทก์

หนังสือสัญญากู้ที่จำเลยที่ 1 ทำให้ไว้แก่โจทก์ จึงมีที่มาจากมูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้ และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 124,475.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 108,550 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 108,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 รับราชการครู ต่างเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษาจังหวัดเลย จำกัด สมาชิกสหกรณ์ซึ่งรวมทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 มีสิทธิซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากสหกรณ์คนละ 13 เล่ม ต่องวด แต่ละเล่มมีจำนวน 100 ฉบับ เป็นเงินงวดละ 108,550 บาท โจทก์ตกลงมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 รับสลากกินแบ่งรัฐบาลตามสิทธิของโจทก์จากสหกรณ์เพื่อนำไปขายต่อให้บุคคลภายนอก โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์หรือแก่สหกรณ์แทนโจทก์ ส่วนผลกำไรหรือส่วนต่างจากการขายนำมาแบ่งระหว่างกัน จำเลยที่ 1 ดำเนินการขายและชำระเงินค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่สหกรณ์แทนโจทก์มาแล้วหลายครั้ง ต่อมาในงวดสลากกินแบ่งรัฐบาลประจำวันที่ 16 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 รับสลากกินแบ่งรัฐบาลในส่วนของโจทก์จากสหกรณ์ไปจำนวน 13 เล่ม เป็นเงิน 108,550 บาท และดำเนินการขายได้แล้ว แต่ผู้ซื้อไม่สามารถชำระราคาให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์หรือสหกรณ์แทนโจทก์ ต่อมา จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวให้ไว้แก่โจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาค้ำประกัน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้และเมื่อสหกรณ์ทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือขอชำระเงินจำนวนดังกล่าวแทนโจทก์ตามหนังสือยินยอมรับสภาพหนี้

ฎีกาของโจทก์ว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องการซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนที่โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปรับสลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากสหกรณ์แทนโจทก์ มีลักษณะเป็นสัญญาตัวแทนโดยโจทก์มีความผูกพันโดยตรงที่จะต้องชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลแก่สหกรณ์ แต่ในส่วนที่โจทก์มอบสลากกินแบ่งรัฐบาลของตนให้จำเลยที่ 1 นำไปขายต่อให้บุคคลอื่น แล้วนำกำไรหรือส่วนต่างจากการขายมาแบ่งปันระหว่างกัน แสดงอยู่ว่าจำเลยที่ 1 มิใช่ผู้ซื้อ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงมิใช่สัญญาซื้อขาย แต่จะเข้าลักษณะเป็นสัญญาตัวแทนหรือไม่นั้น เห็นว่า ตัวการในสัญญาตัวแทนมีเจตนาผูกนิติสัมพันธ์โดยตรงกับบุคคลภายนอกที่ตัวแทนกระทำไปตามที่ได้รับมอบหมายจากตัวการ แต่ข้อเท็จจริงในคดีฟังได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 นำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ไปจำหน่ายแล้ว จำเลยที่ 1 จะต้องนำเงินต้นทุนค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 108,550 บาท ไปชำระให้แก่สหกรณ์เพื่อที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับสลากกินแบ่งงวดถัดไปจากสหกรณ์นำไปจำหน่ายต่อไป จำเลยที่ 1 เองก็รู้ถึงหน้าที่และสิทธิข้อนี้ของโจทก์ดีเพราะจำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิในลักษณะเดียวกับโจทก์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะมีนิติสัมพันธ์บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลคืนแก่โจทก์ทุกงวดนอกเหนือจากการแบ่งปันกำไรส่วนหนึ่งที่โจทก์จะได้รับจากการจำหน่ายของจำเลยที่ 1 โจทก์และบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลไปจากจำเลยที่ 1 มิได้มีความจะประสงค์จะบังคับเอาแก่กันทั้งปรากฏว่าในการดำเนินการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลของจำเลยที่ 1 นอกจากรายของโจทก์แล้ว ยังมีสมาชิกสหกรณ์กลุ่มของโจทก์อีกหลายคนมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการในลักษณะเดียวกับโจทก์ และตามหลักฐานการซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบแก่ผู้ซื้อมีวงเงินร่วม 100,000,000 บาท แสดงว่า จำเลยทั้งสองกระทำการเป็นกิจจะลักษณะเหมือนเป็นผู้อยู่ในวงการซื้อขายโดยตรง จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้สร้างกิจการขึ้นมาโดยหวังกำไรจำนวนมากจากส่วนต่างของราคาขายในแต่ละงวดหลังจากแบ่งปันกำไรบางส่วนให้โจทก์และผู้มอบหมายคนอื่นแล้ว ประกอบกับสภาพการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้นำไปขายต่อ มีนัยการกำหนดราคาขายไม่ต่ำกว่าต้นทุนที่โจทก์และผู้อื่นรับมา และเมื่อจะต้องแบ่งปันกำไรจากการขายให้แก่โจทก์และผู้อื่นรวมทั้งจำเลยที่ 1 ด้วย การตั้งราคาขายจึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดและตกลงกับผู้ซื้อ จึงเป็นการขายโดยอาศัยอำนาจของตนเอง เพียงแต่จะกำหนดราคาขายให้ได้กำไรมากน้อยเพียงใดเท่านั้น และเมื่อขายแล้วจำเลยที่ 1 จะต้องนำเงินต้นทุนค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 108,550 บาท ไปชำระหนี้สหกรณ์แทนโจทก์ทุกครั้งไปเพื่อให้โจทก์ได้รับสิทธิในสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดถัดไปจากสหกรณ์ เมื่อพิจารณาประกอบกับหนังสือยินยอมรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 1 ทำให้ไว้แก่สหกรณ์ สื่อความหมายว่าจำเลยที่ 1 มีความรับผิดจะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 108,550 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงยินดีทำหนังสือชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่สหกรณ์แทนโจทก์ คดีจึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อตามคำเบิกความโจทก์ตอบถามติงว่า การที่จำเลยที่ 1 มาเสนอตัวเพื่อรับสลากกินแบ่งในนามของกลุ่มนั้น เป็นเรื่องความสมัครใจของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีข้อตกลงใดๆ ว่าหากจำเลยที่ 1นำสลากกินแบ่งรัฐบาลไปจำหน่ายแล้วไม่ได้เงิน จะเป็นเหตุไม่ต้องชำระเงินคืนแก่สหกรณ์หรือโจทก์ ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ตัวแทนขายในนามโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังว่านิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เข้าลักษณะสัญญาตัวแทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และศาลฎีกามีอำนาจปรับข้อเท็จจริงให้ตรงกับนิติสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ ไม่เป็นการนอกฟ้อง ดังนี้ หนังสือสัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 ทำให้ไว้แก่โจทก์ จึงมีที่มาจากมูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้เงิน และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นในผล แต่ตามสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อสัญญาให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามนัยมาตรา 691 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนี้ จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์จึงไม่ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 797 ม. 827
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิฎฐ์เศรษฐ์ศักดิ์หรือพิฏฐ์เศรษฐศักดิ์ บัวบาลบุตร์
จำเลย — นายวีระวัฒน์ ชัชวาลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางสาวราตรี ช่วยพนัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7016/2558
#585760
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำต่อโจทก์นั้นไม่มีข้อตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลล่างทั้งสอง ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ 2,175,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,650,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,175,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,650,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 สิงหาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลกึ่งหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นพี่สาวของอดีตภริยาของจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 เคยร่วมกันประกอบธุรกิจรถยนต์มือสองใช้ชื่อการค้าว่า จีเนียสคาร์ ต่อมาเลิกกิจการ จำเลยที่ 1 เป็นผู้มอบสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน ให้โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เขียนจำนวนเงิน 1,650,000 บาท และลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ในช่องผู้กู้ จำเลยที่ 2 เป็นพี่สาวของจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกัน ก่อนฟ้องคดีทนายโจทก์กรอกข้อความในสัญญากู้ว่าทำสัญญาวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระต้นเงินภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2554 และกรอกข้อความรายละเอียดในสัญญาค้ำประกัน โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ภายใน 7 วัน จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามวันที่ 13 กรกฎาคม 2554 ตามหนังสือขอให้ชำระหนี้และใบตอบรับ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์กรอกข้อความในสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันโดยจำเลยทั้งสองไม่ยินยอม เห็นว่า โจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้ครบถ้วนภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2554 ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่าการกรอกข้อความไม่ได้พูดกับโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะจำเลยที่ 1 มอบสัญญากู้เงิน ไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยและวันครบกำหนดชำระ ทั้งที่จำเลยที่ 1 ได้ระบุจำนวนเงินไว้ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่าไม่ได้มีการพูดตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยและวันครบกำหนดชำระจึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าคำเบิกความของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินและรับเงินไป 1,650,000 บาท ขณะทำสัญญากู้ไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยและกำหนดเวลาชำระหนี้คืน แต่เมื่อโจทก์ทวงถามและกำหนดเวลาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามวันที่ 13 กรกฎาคม 2554 จำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ผิดนัดวันที่ 21 กรกฎาคม 2554 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ส่วนค่าเสียหาย 5,000 บาท โจทก์ฟ้องว่าเป็นค่าเสียหายในการทวงถามอันเกิดจากการผิดสัญญา แต่เมื่อสัญญากู้ไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้คืน ขณะทวงถามจำเลยทั้งสองยังมิได้ผิดสัญญา จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดในค่าทวงถามดังกล่าว และสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำต่อโจทก์นั้นไม่มีข้อตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลล่างทั้งสอง ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นนอกจากนี้ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเตือนใจ พุ่มเมือง
จำเลย — นายนพพร ทองมาก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายวิศรุต สิริสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7013/2558
#633725
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 22 และ มาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้ไม่มีอำนาจต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน ไม่ว่าในชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดี การร้องคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์สินเป็นการต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างหนึ่ง อันเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยจึงไม่มีอำนาจร้องคัดค้านการขายทอดตลาด แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้ขอเข้าดำเนินคดีแทนจำเลย จำเลยก็จะดำเนินคดีเองต่อไปไม่ได้ จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเพิ่งได้ปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2556 ในขณะที่จำเลยยังเป็นบุคคลล้มละลาย เป็นการยื่นคำร้องในขณะที่จำเลยไม่มีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนแล้ว ทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่คัดค้านการขายทอดตลาด คำร้องของจำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 170358 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ของจำเลยขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา นายทัศนัย ประมูลซื้อได้ในราคา 2,300,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงว่า จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายแต่ครบกำหนด 3 ปี นับแต่ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จึงปลดจำเลยจากล้มละลายนับแต่วันที่ 16 กันยายน 2556 ปรากฏตามประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ลงวันที่ 26 กันยายน 2556 ในส่วนของการขายทอดตลาดคดีนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาเริ่มต้นในการขายทอดตลาดต่ำเกินสมควร เป็นการไม่ชอบด้วยประกาศคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาเริ่มต้นและราคาที่สมควรขายในการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ที่บังคับใช้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2555 นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 22 และ มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้ไม่มีอำนาจต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน ไม่ว่าในชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดี การร้องคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์สินเป็นการต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างหนึ่ง อันเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยจึงไม่มีอำนาจร้องคัดค้านการขายทอดตลาด แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้ขอเข้าดำเนินคดีแทนจำเลย จำเลยก็จะดำเนินคดีเองต่อไปไม่ได้ จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเพิ่งได้ปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2556 ในขณะที่จำเลยยังเป็นบุคคลล้มละลาย เป็นการยื่นคำร้องในขณะที่จำเลยไม่มีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนแล้ว ทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่คัดค้านการขายทอดตลาด คำร้องของจำเลยจึงไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย และศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางวิไลลักษณ์หรือลักษณา เมตตามิติกร
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7004/2558
#631755
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่เจ้าหนี้นำมายื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 และฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2549 และหนี้ค่าประกันอัคคีภัยทรัพย์จำนองซึ่งบริษัท ค. เป็นผู้กู้และผู้จำนอง ส่วนลูกหนี้ที่ 2 เป็นเพียงผู้จำนำใบหุ้นเลขที่ 58 - 59 ทะเบียนผู้ถือหุ้นเลขที่ 2850001 ถึง 2950000 จำนวน 100,000 หุ้น เพื่อประกันหนี้ดังกล่าวต่อเจ้าหนี้เท่านั้น มิใช่ลูกหนี้ชั้นต้นที่เมื่อบังคับจำนำได้เงินน้อยกว่าจำนวนค้างชำระแล้วยังจะต้องรับใช้ในส่วนที่ขาดอยู่นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 767 วรรคสอง อีกทั้งตามข้อตกลงในสัญญาจำนำ ไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับบริษัทดังกล่าว หรือหากบังคับจำนำแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ลูกหนี้ที่ 2 ยินยอมรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดแก่เจ้าหนี้แต่อย่างใด ลูกหนี้ที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์จำนำที่เป็นหลักประกันและเจ้าหนี้ไม่อาจขอรับชำระหนี้ภายในเงื่อนไขที่ว่า เมื่อได้ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้ว ขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) ได้ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าววรรคท้าย

แม้เจ้าหนี้จะเป็นเจ้าหนี้มีประกันผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันซึ่งลูกหนี้ที่ 2 ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 ก็ตาม แต่เจ้าหนี้ชอบที่จะเลือกใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ตามมาตรา 95 หรือมาตรา 96 มาตราใดมาตราหนึ่งเท่านั้น เมื่อเจ้าหนี้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 (3) แล้วไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้เนื่องจากลูกหนี้ที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์จำนำที่เป็นหลักประกัน ขณะเดียวกันเจ้าหนี้จะกลับไปขอใช้สิทธิให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 95 อีกไม่ได้ ประกอบกับเมื่อบริษัท ค. ลูกหนี้ชั้นต้นและลูกหนี้ที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ชอบที่จะบังคับจำนำเอาทรัพย์สินที่จำนำออกขายทอดตลาดได้เองอยู่แล้วตาม ป.พ.พ.มาตรา 764 เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันและขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550

เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 1 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน จำนวน 53,117,842.27 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า ลูกหนี้ที่ 2 มิได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินแต่อย่างใด จึงมิใช่ผู้กู้และคู่สัญญาไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้เงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 และเจ้าหนี้มิใช่ผู้มีสิทธิตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) อีกทั้งเจ้าหนี้มิได้นำส่งต้นฉบับใบหุ้นอันเป็นหลักฐานสำคัญที่จะทำให้เจ้าหนี้มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินที่จำนำของลูกหนี้ที่ 2 จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเจ้าหนี้และลูกหนี้ที่ 2 มีมูลหนี้ต่อกัน เห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 และวันที่ 5 เมษายน 2549 บริษัทคริสตัล วิชั่น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ทำสัญญากู้เงินกับเจ้าหนี้จำนวนเงิน 38,000,000 บาท และ 9,000,000 บาท ตามลำดับ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินจำนวน 16 แปลงไว้เป็นประกัน ตามสัญญากู้เงินและสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ นอกจากนี้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 ลูกหนี้ที่ 2 ทำสัญญาจำนำใบหุ้นเลขที่ 58 - 59 ทะเบียนผู้ถือหุ้นเลขที่ 2850001 ถึง 2950000 จำนวน 100,000 หุ้น เพื่อประกันหนี้ทุกประเภทที่ลูกหนี้ที่ 2 และหรือบริษัทคริสตัล วิชั่น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด มีอยู่กับเจ้าหนี้ขณะทำสัญญาจำนำและหรือที่จะเกิดขึ้นต่อไปในภายหน้าโดยไม่จำกัดจำนวนหนี้ ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 17 ตุลาคม 2550 ลูกหนี้ที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้จึงนำหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3)

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันและขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนำชำระหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่เจ้าหนี้นำมายื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 และฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2549 และหนี้ค่าประกันอัคคีภัยทรัพย์จำนองซึ่งบริษัทคริสตัล วิชั่น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เป็นผู้กู้และผู้จำนอง ส่วนลูกหนี้ที่ 2 เป็นเพียงผู้จำนำใบหุ้นเลขที่ 58 - 59 ทะเบียนผู้ถือหุ้นเลขที่ 2850001 ถึง 2950000 จำนวน 100,000 หุ้น เพื่อประกันหนี้ดังกล่าวต่อเจ้าหนี้เท่านั้น มิใช่ลูกหนี้ชั้นต้นที่เมื่อบังคับจำนำได้เงินน้อยกว่าจำนวนค้างชำระแล้วยังจะต้องรับใช้ในส่วนที่ขาดอยู่นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 767 วรรคสอง อีกทั้งตามข้อตกลงในสัญญาจำนำ ไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับบริษัทดังกล่าว หรือหากบังคับจำนำแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ลูกหนี้ที่ 2 ยินยอมรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดแก่เจ้าหนี้แต่อย่างใด ลูกหนี้ที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์จำนำที่เป็นหลักประกันและเจ้าหนี้ไม่อาจขอรับชำระหนี้ภายในเงื่อนไขที่ว่า เมื่อได้ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้ว ขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) ได้ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าววรรคท้าย ส่วนที่เจ้าหนี้อุทธรณ์อ้างว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพื่อให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการขายทอดตลาดทรัพย์จำนำชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้นั้น ในข้อนี้แม้เจ้าหนี้จะเป็นเจ้าหนี้มีประกันผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันซึ่งลูกหนี้ที่ 2 ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 ก็ตาม แต่เจ้าหนี้ชอบที่จะเลือกใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ตามมาตรา 95 หรือมาตรา 96 มาตราใดมาตราหนึ่งเท่านั้น เมื่อเจ้าหนี้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 (3) แล้วไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้เนื่องจากลูกหนี้ที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์จำนำที่เป็นหลักประกัน ขณะเดียวกันเจ้าหนี้จะกลับไปขอใช้สิทธิให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 95 อีกไม่ได้ ประกอบกับเมื่อบริษัทคริสตัล วิชั่น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นและลูกหนี้ที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ชอบที่จะบังคับจำนำเอาทรัพย์สินที่จำนำออกขายทอดตลาดได้เองอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 764 เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันและขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนำได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของเจ้าหนี้อีกเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 764 ม. 767 วรรคสอง ม. 95 ม. 96 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง
เจ้าหนี้ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายศราวุธ เจริญสุขเสน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6984/2558
#585467
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในสถานที่เก็บรักษาสายไฟฟ้า ทั้งยังทำร้ายผู้เสียหายซึ่งครอบครองดูแลสถานที่นั้น อันเป็นส่วนหนึ่งของการปล้นทรัพย์ จึงเป็นการลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ไม่ใช่แค่เพียงตระเตรียมการ แม้จำเลยทั้งสามจะหลบหนีไปก่อน โดยไม่แตะต้องสายไฟฟ้าก็เป็นการลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการร่วมกันพยายามกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 295, 340, 340 ตรี, 364, 365 ริบคีมตัดเหล็กขนาดใหญ่ ถุงมือหนัง เข็มขัดนิรภัยสำหรับปีนเสาสูงและเหล็กรัดรองเท้าสำหรับปีนเสาสูงของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1328/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสามขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (1) (2), 295 ฐานบุกรุก จำคุกคนละ 2 ปีและปรับคนละ 10,000 บาท ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท รวมจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน และปรับ 14,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 2 เดือน และปรับคนละ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสามมีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และให้จำเลยทั้งสามกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสามเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้นับโทษต่อและยกฟ้องข้อหาพยายามปล้นทรัพย์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยและโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 12 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี ริบคีมตัดเหล็กขนาดใหญ่ 2 อัน ถุงมือหนัง 1 คู่ เข็มขัดนิรภัยสำหรับปีนเสาสูง 1 เส้นและเหล็กรัดรองเท้าสำหรับปีนเสาสูง 1 อัน ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันบุกรุก ทำร้ายร่างกาย และพยายามปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุก และร่วมกันทำร้ายร่างกาย ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์ โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นเพียงการตระเตรียมการเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามไม่อุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสามลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว ดังนั้น ความผิดฐานร่วมกันบุกรุก และร่วมกันทำร้าย รวมทั้งจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันปล้นสายไฟฟ้าตามฟ้อง จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามเพียงว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามถึงขั้นลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้วหรือไม่ จากข้อเท็จจริงที่ฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามกับพวกมีเจตนาร่วมกันปล้นสายไฟฟ้าตามที่โจทก์ฟ้อง การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในสถานที่เก็บรักษาสายไฟฟ้าดังกล่าว ทั้งยังทำร้ายผู้เสียหายซึ่งครอบครองดูแลสถานที่นั้น อันเป็นส่วนหนึ่งของการปล้นทรัพย์ในคดีนี้ จึงเป็นการลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้วไม่ใช่แค่เพียงตระเตรียมการ แม้จำเลยทั้งสามจะหลบหนีไปก่อน โดยไม่แตะต้องสายไฟฟ้าก็เป็นการลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการร่วมกันพยายามกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ร่วมกันทำร้ายร่างกายและร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์เป็นความผิดกรรมเดียว แต่มิได้พิพากษาปรับบทลงโทษในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายด้วย จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 อีกบทหนึ่งด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 340 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นายเกริก ภูตรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายประดิษฐ์ อัครทวีทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ชื่อองค์คณะ
ประมวล สุขสมพร
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ปกิต สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6984/2558
#636281
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามกับพวกมีเจตนาร่วมกันปล้นสายไฟฟ้า การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในสถานที่เก็บรักษาสายไฟฟ้า ทั้งยังทำร้ายผู้เสียหายซึ่งครอบครองดูแลสถานที่นั้น อันเป็นส่วนหนึ่งของการปล้นทรัพย์ในคดีนี้ จึงเป็นการลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้วไม่ใช่แค่เพียงตระเตรียมการ แม้จำเลยทั้งสามจะหลบหนีไปก่อน โดยไม่แตะต้องสายไฟฟ้าก็เป็นการลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการร่วมกันพยายามกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 295, 340, 340 ตรี, 364, 365 ริบคีมตัดเหล็กขนาดใหญ่ ถุงมือหนัง เข็มขัดนิรภัยสำหรับปีนเสาสูงและเหล็กรัดรองเท้าสำหรับปีนเสาสูงของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1328/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสามขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (1) (2), 295 ฐานบุกรุก จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท รวมจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน และปรับ 14,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 2 เดือน และปรับคนละ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสามมีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และให้จำเลยทั้งสามกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสามเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้นับโทษต่อและยกฟ้องข้อหาพยายามปล้นทรัพย์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยและโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 12 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี ริบคีมตัดเหล็กขนาดใหญ่ 2 อัน ถุงมือหนัง 1 คู่ เข็มขัดนิรภัยสำหรับปีนเสาสูง 1 เส้น และเหล็กรัดรองเท้าสำหรับปีนเสาสูง 1 อัน ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันบุกรุก ทำร้ายร่างกาย และพยายามปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุก และร่วมกันทำร้ายร่างกาย ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์ โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นเพียงการตระเตรียมการเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามไม่อุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสามลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว ดังนั้น ความผิดฐานร่วมกันบุกรุก และร่วมกันทำร้าย รวมทั้งจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันปล้นสายไฟฟ้าตามฟ้อง จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามเพียงว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามถึงขั้นลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้วหรือไม่ จากข้อเท็จจริงที่ฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามกับพวกมีเจตนาร่วมกันปล้นสายไฟฟ้าตามที่โจทก์ฟ้อง การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในสถานที่เก็บรักษาสายไฟฟ้าดังกล่าว ทั้งยังทำร้ายผู้เสียหายซึ่งครอบครองดูแลสถานที่นั้น อันเป็นส่วนหนึ่งของการปล้นทรัพย์ในคดีนี้ จึงเป็นการลงมือกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้วไม่ใช่แค่เพียงตระเตรียมการ แม้จำเลยทั้งสามจะหลบหนีไปก่อน โดยไม่แตะต้องสายไฟฟ้าก็เป็นการลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการร่วมกันพยายามกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ร่วมกันทำร้ายร่างกายและร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์เป็นความผิดกรรมเดียว แต่มิได้พิพากษาปรับบทลงโทษในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายด้วย จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 อีกบทหนึ่งด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 340
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นายเกริก ภูตรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประมวล สุขสมพร
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ปกิต สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6972 -ที่ 6973/2558
#585473
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน โดยโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะสำนวนคดีแรกที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นจำเลยเท่านั้น มิได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 เป็นจำเลยด้วย แม้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาคดีทั้งสองรวมกันก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการเป็นโจทก์ร่วมในคดีที่จำเลยที่ 4 เป็นจำเลย อันมีผลเท่ากับว่าโจทก์ร่วมมิได้เป็นคู่ความในคดีที่จำเลยที่ 4 เป็นจำเลย โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาคดีในส่วนของจำเลยที่ 4 คดีในส่วนของจำเลยที่ 4 ต้องฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในส่วนของจำเลยที่ 4 ด้วย ก็เป็นการไม่ชอบ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการฎีกาแก่โจทก์ร่วม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนและแก้ฟ้องเป็นใจความว่า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 83 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนทองแดงแผ่น 26,634 กิโลกรัม หรือใช้ราคาเป็นเงิน 6,577,356.03 บาท แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา บริษัทล้านช้าง มิเนโรล จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในสำนวนคดีแรก ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราว

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง จำคุก 3 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และให้จำเลยที่ 2 คืนทองแดงแผ่น 26,634 กิโลกรัม หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 6,577,356.03 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคืนทองแดงแผ่นที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาเป็นเงิน 6,577,356.03 บาท แก่โจทก์ร่วม ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า บริษัทล้านช้าง มิเนโรล จำกัด โจทก์ร่วม ว่าจ้างบริษัทมามนุท (ประเทศไทย) จำกัด ขนส่งทองแดงแผ่นจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในประเทศไทย โดยมีบริษัทวังปู จำกัด เป็นผู้รับขนส่งช่วง เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2549 บริษัทวังปู จำกัด นำรถบรรทุกหัวลากและรถกึ่งพ่วง 11 คัน บรรทุกทองแดงแผ่นของโจทก์ร่วมที่ผลิตในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวผ่านชายแดนที่จังหวัดมุกดาหารไปยังท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี วันรุ่งขึ้น รถบรรทุกหัวลากและรถกึ่งพ่วงแล่นมาถึงท่าเรือแหลมฉบังเพียง 10 คัน รถบรรทุกหัวลาก หมายเลขทะเบียน 70 - 4209 ระยอง และรถกึ่งพ่วง หมายเลขทะเบียน 70 - 4138 ระยอง ซึ่งบรรทุกทองแดงแผ่น 26,634 กิโลกรัม ราคา 6,577,356.03 บาท ของโจทก์ร่วม มีนายทินรัตน์ เป็นผู้ขับ ขาดการติดต่อระหว่างการขนส่งบริเวณสถานีบริการน้ำมันพีที อำเภอเริงนกทา จังหวัดยโสธร โดยในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายลักทองแดงแผ่นนั้นไป วันเดียวกันเวลาประมาณ 19 นาฬิกา นายทินรัตน์นำทองแดงแผ่นของโจทก์ร่วมที่ถูกลักไปไว้ที่ร้านธงชัยค้าของเก่าของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นสามีภริยากัน ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ร้านธงชัยค้าของเก่าขายทองแดงแผ่นดังกล่าวให้แก่บริษัทต. รัตนโกสินทร์ (ต. ศรีเจริญรีไซเคิล) จำกัด ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้จัดการ ในราคากิโลกรัมละ 220 บาท เป็นเงิน 5,850,000 บาท แล้วจำเลยที่ 4 ขายทองแดงแผ่นต่อให้พ่อค้าที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจำนวน 20 ตันเศษ และร้านเทพาอุดมสินจำนวน 5 ตันเศษ หลังจากนั้นร้านเทพาอุดมสินขายต่อให้พ่อค้าที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีนอีกต่อหนึ่ง โดยระหว่างนี้บริษัทวังปู จำกัด และโจทก์ร่วมต่างไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อมาพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานแล้วยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 1 และนายทินรัตน์ ครั้นวันที่ 9 มกราคม 2550 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ได้ วันรุ่งขึ้น พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ในวันนั้น พนักงานสอบสวนสอบปากคำจำเลยที่ 2 และที่ 3 รวมทั้งนายป้อ นายสุวรรรณ นายศึกษา และนายประสาน ลูกจ้างของร้านธงชัยค้าของเก่า แล้วได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 4 ครั้นวันที่ 30 มกราคม 2550 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 4 ได้ สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 4 ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ตามฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะสำนวนคดีแรกที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นจำเลย เท่านั้น มิได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 เป็นจำเลยด้วย แม้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนนี้รวมกันก็หาก่อให้เกิดสิทธิในการเป็นโจทก์ร่วมในคดีที่จำเลยที่ 4 เป็นจำเลยด้วยไม่ อันมีผลเท่ากับว่าโจทก์ร่วมมิได้เป็นคู่ความในคดีที่จำเลยที่ 4 เป็นจำเลย โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 4 คดีในส่วนของจำเลยที่ 4 จึงต้องฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในส่วนของจำเลยที่ 4 ด้วย ก็เป็นการไม่ชอบ หาก่อให้เกิดสิทธิในการฎีกาแก่โจทก์ร่วมไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยในส่วนของจำเลยที่ 4 และยกฎีกาของโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทล้านช้าง มิเนโรล จำกัด
จำเลย — นายวัชระ ลามาอุ่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายภัทรภณ ขวัญเมือง
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชาติ สุนทรีเกษม
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6966 -ที่ 6967/2558
#589765
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองนำใบถอนเงินซึ่งประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมที่เป็นตราประทับปลอมไปหลอกลวงจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ธนาคารหลงเชื่อ เงินที่จำเลยทั้งสองกับพวกได้รับไปจึงเป็นเงินของธนาคาร มิใช่เงินของโจทก์ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจร เมื่อไม่ปรากฏว่าธนาคารซึ่งเป็นเจ้าของเงินได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองกับพวก พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจร แม้ความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดต่อแผ่นดินซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนโดยไม่มีการร้องทุกข์ก็ตาม แต่โจทก์ร่วมไม่ใช่เจ้าของเงินและไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจรเป็นฟ้องที่ขัดกัน เป็นฟ้องเคลือบคลุมและจำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานร่วมกันยักยอก ดังนั้นเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจรและฐานยักยอก เมื่อพนักงานอัยการโจทก์ไม่ฎีกา โจทก์ร่วมซึ่งมิใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจยื่นฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความ ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 188, 264, 265, 268, 335, 341, 357 และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 30,822,206.07 บาท แก่ผู้เสียหาย และลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 264, 265, 268, 341, 357 กับให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้เงิน 8,092,579.77 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัด ใต้เซ้งซัน ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 2 อนุญาตเฉพาะความผิดเกี่ยวกับเอกสารโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าเป็นโจทก์ร่วมในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงหรือรับของโจรด้วย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 มาตรา 335 (11) วรรคแรก มาตรา 188 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยักยอกรวม 45 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างและฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้างซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 12 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ให้การรับข้อเท็จจริงบางประเด็นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นควรลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดฐานร่วมกันยักยอก 90 ปี 135 เดือน แต่เนื่องจากความผิดฐานยักยอกมีอัตราโทษอย่างสูงไม่เกินสามปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จึงลงโทษจำคุกได้ไม่เกิน 10 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ฐานลักทรัพย์นายจ้าง ลดโทษให้จำเลยที่ 1กระทงละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1เฉพาะความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ 24 ปี 36 เดือน แต่ความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างมีอัตราโทษอย่างสูงไม่เกินห้าปีเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จึงลงโทษจำคุกได้ไม่เกิน 20 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น 30 ปีให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 30,822,206.07 บาท แก่โจทก์ร่วม ข้อหาอื่นให้ยกส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และ 335 (11) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทรวม 12 กระทง ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้างซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวมจำคุก 9 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 262,508 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ร่วมมีบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุรวงศ์ เลขที่ 054 - 2 - 22318 - 9และ 054 - 3 - 07689 - 9 ตามคำขอเปิดบัญชีและหนังสือมอบอำนาจ กับคำขอเปิดบัญชี และบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสีลม เลขบัญชี 118 - 4 - 084224 ตามคำขอเปิดบัญชี และหนังสือมอบอำนาจ โดยนายทนงหุ้นส่วนผู้จัดการขณะนั้นมอบอำนาจให้นางสาววาสนาเบิกถอนเงินได้โดยลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วม นางสาววาสนาลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมที่เป็นตรายางซึ่งเป็นคนละอันกับตราสำคัญของโจทก์ร่วมที่เป็นไม้ซึ่งนายทนงใช้อยู่ในใบถอนเงินแล้วเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมเลขบัญชีดังกล่าว แล้วนำเงินบางครั้งทั้งจำนวนและบางครั้งบางส่วนฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เปิดร่วมกับนางสาววาสนา บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 เปิดร่วมกับนางสาววาสนา หรือเบิกเงินให้แก่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 รวม 60 รายการ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิ ฉ้อโกงกับรับของโจรและยักยอก ตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ซึ่งจะได้วินิจฉัยพร้อมกันไปตามลำดับ โดยเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจรหรือไม่ เห็นว่าตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมยืนยันว่าตราประทับซึ่งเป็นตราสำคัญของโจทก์ร่วมที่ใช้ในใบถอนเงินของโจทก์ร่วมในคดีนี้ทั้งหมดเป็นตราประทับปลอมที่นางสาววาสนากับจำเลยทั้งสองใช้ในการถอนเงินจากบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วมไปโดยเป็นการยืนยันตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกงกับรับของโจรด้วย ดังนี้เงินที่จำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปตามฟ้องโจทก์นั้น แม้จะเป็นเงินที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ทำพิธีทางการบัญชีของธนาคารหักจากบัญชีของโจทก์ร่วมก็ตามแต่เป็นเพราะโจทก์ยืนยันตามฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกนำใบถอนเงินซึ่งประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมที่เป็นตราประทับปลอมไปหลอกลวงจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ธนาคารดังกล่าวหลงเชื่อ เงินที่จำเลยทั้งสองกับพวกได้รับไปตามฟ้องจึงเป็นเงินของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มิใช่เงินของโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจร เมื่อไม่ปรากฏว่าธนาคารทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของเงินได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองกับพวก เพราะเหตุที่ได้กระทำความผิดดังกล่าวพนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจร แม้ความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดต่อแผ่นดินซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน โดยไม่มีการร้องทุกข์ก็ตาม แต่โจทก์ร่วมไม่ใช่เจ้าของเงินและไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จึงให้เพิกถอนคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่อนุญาตให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้เซ้งซันเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงกับฐานร่วมกันรับของโจร และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวเสียด้วย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจรเป็นฟ้องที่ขัดกันเป็นฟ้องเคลือบคลุมและจำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานร่วมกันยักยอก ดังนั้นเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงกับฐานรับของโจรและฐานยักยอก เมื่อพนักงานอัยการโจทก์ไม่ฎีกา โจทก์ร่วมซึ่งมิใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจยื่นฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และ 335 (11) วรรคแรก กับยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 262,508 บาท เสียด้วย ให้ยกฎีกาของโจทก์ร่วมในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงกับฐานร่วมกันรับของโจรและยักยอก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 2 (4)
ป.พ.พ. ม. 672
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ใต้เซ้งซัน
จำเลย — นายอุดม สุทธิปริญญานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวสุกัญญา เวศยาสิรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปลื้ม นวลนิ่ม
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6965/2558
#588115
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี... หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง เข้ามาในพระราชอาณาจักรไทย... หรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ ในการนำของเช่นว่านี้เข้ามา... โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ ... ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ" เห็นได้ว่า กฎหมายมีวัตถุประสงค์จะลงโทษผู้ที่นำของที่ยังมิได้เสียภาษี เข้ามาในราชอาณาจักร หรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรโดยมีเจตนาที่จะฉ้อค่าภาษีรัฐบาล และกฎหมายกำหนดให้ผู้ที่ช่วยเหลือผู้กระทำผิดดังกล่าวไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ต้องร่วมรับผิดด้วยเพราะเป็นการกระทำความผิดร้ายแรง

ส่วนมาตรา 27 ทวิ บัญญัติว่า "ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือข้อจำกัดมีความผิดต้องระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ " การกระทำความผิดตามมาตรานี้ จึงเกิดขึ้นหลังจากมีการนำของเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือข้อจำกัดตามมาตรา 27 แล้ว โดยกฎหมายมีวัตถุประสงค์ที่จะลงโทษผู้ที่ช่วยเหลือผู้กระทำความผิดตามมาตรา 27 ดังกล่าวโดยการซ่อนเร้น จำหน่าย พาเอาไป ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด จึงกำหนดโทษจำคุกน้อยกว่า

โจทก์บรรยายฟ้องในคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกัน ซื้อ หรือรับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งน้ำมันเตาที่มีแหล่งกำเนิดอยู่นอกราชอาณาจักรไทย โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ลักลอบมิได้ผ่านศุลกากร และยังมิได้เสียภาษี โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามช่วยเหลือในการนำของดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 27 และโจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 27 ทวิ ซึ่งตรงกับคำบรรยายฟ้องแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 จึงเป็นการพิพากษาจำเลยทั้งสามในความผิดที่โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ, 32 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 191, 196 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4, 6, 162, 168 พระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2498 (ที่ถูก พ.ศ.2489) มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบเรือและน้ำมันเตาของกลาง จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 161 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ปรับจำเลยทั้งสามรวม 1,640,600 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับรวมกันเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี และแบ่งการกักขังจำเลยทั้งสามแทนค่าปรับคนละไม่เกิน 8 เดือน ริบเรือและน้ำมันเตาของกลาง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อีกฐานหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับจำเลยทั้งสามรวมเป็นเงิน 13,984,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในกรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี จ่ายเงินสินบนร้อยละสามสิบ และจ่าย เงินรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของราคาน้ำมันเตาของกลาง ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และ 8 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อีกฐานหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 นั้นถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ และมาตรา 32 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 191, 196, พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4, 6, 162, 168 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเรือและน้ำมันเตาของกลาง ให้จำเลยทั้งสามจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8 และ 9 โจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าว จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า " ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง เข้ามาในพระราชอาณาจักรไทยก็ดี หรือส่งหรือพาของเช่นว่านี้ออกไปนอกพระราชอาณาจักรก็ดี หรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ ในการนำของเช่นว่านี้เข้ามาหรือส่งออกไปก็ดี หรือย้ายถอนไป หรือช่วยเหลือให้ย้ายถอนไปซึ่งของดังกล่าวนั้น จากเรือกำปัน ท่าเทียบเรือ โรงเก็บสินค้า คลังสินค้า ที่มั่นคง หรือโรงเก็บของ โดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดี หรือให้ที่อาศัยเก็บ หรือเก็บ หรือซ่อนของเช่นว่านี้ หรือยอม หรือจัดให้ผู้อื่นทำการเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการขนหรือย้ายถอนหรือกระทำอย่างใดแก่ของเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า ส่งของออก ขนของขึ้น เก็บของในคลังสินค้า และการส่งมอบของโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ ก็ดี หรือหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดี สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ" จึงเห็นได้ว่า กฎหมายมีวัตถุประสงค์จะลงโทษผู้ที่นำของที่ยังมิได้เสียภาษี ของต้องห้ามหรือของที่ต้องจำกัด เข้ามาในราชอาณาจักร หรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรโดยมีเจตนาที่จะฉ้อค่าภาษีรัฐบาล โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายศุลกากร และกฎหมายกำหนดให้ผู้ที่ช่วยเหลือผู้กระทำผิดดังกล่าวไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรต้องร่วมรับผิดด้วยเพราะเป็นการกระทำความผิดร้ายแรง ส่วนพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ บัญญัติว่า " ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือข้อจำกัดมีความผิดต้องระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ " การกระทำความผิดตามมาตรานี้ จึงเกิดขึ้นหลังจากมีการนำของเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือข้อจำกัดตามมาตรา 27 แล้ว โดยกฎหมายมีวัตถุประสงค์ที่จะลงโทษผู้ที่ช่วยเหลือผู้กระทำความผิดตามมาตรา 27 ดังกล่าวโดยการซ่อนเร้น จำหน่าย พาเอาไป ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด จึงกำหนดโทษจำคุกน้อยกว่า โจทก์บรรยายฟ้องในคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกัน ซื้อ หรือรับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งน้ำมันเตาตามฟ้อง ซึ่งมีแหล่งกำเนิดอยู่นอกราชอาณาจักรไทย ด้วยการบรรทุกน้ำมันเตาในระวางของเรือ เค.ซี. 1 โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าน้ำมันเตาดังกล่าวเป็นของที่ลักลอบมิได้ผ่านศุลกากร และยังมิได้เสียภาษี หรือหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม หรือจำกัดเกี่ยวกับของนั้น โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยช่วยเหลือในการนำของดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 27 และโจทก์มีคำขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งตรงกับคำบรรยายฟ้องแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 จึงเป็นการพิพากษาจำเลยทั้งสามในความผิดที่โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอให้ลงโทษ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 เพียงบทเดียว โดยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ด้วย ผู้นำจับและพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับสิบบนและรางวัล ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พุทธศักราช 2489 มาตรา 5 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จ่ายเงินสินบนและจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้นำจับและพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 161 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ม. 27 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายชินดนัย ใจพัก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายดนัยภัทร์ ผลศรีนาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6942/2558
#630781
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ การที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองมิได้ทำละเมิดจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวต่อโจทก์ที่ 2 เท่ากับเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ไม่เกิน 50,000 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีของโจทก์ที่ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำหรับคดีของโจทก์ที่ 2 ย่อมไม่ชอบ หาก่อให้เกิดสิทธิฎีกาแก่จำเลยทั้งสองไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 85,480.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดเพิ่มอีก 100,000 บาท เท่ากับจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 จำนวน 185,480.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอนาคตดังกล่าว ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองมิได้ทำละเมิดจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวต่อโจทก์ที่ 1 เท่ากับเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นการฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีของโจทก์ที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาสำหรับคดีของโจทก์ทั้งสองเกินกว่า 50,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ ก็เป็นเรื่องสิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริงของโจทก์ทั้งสองหามีผลย้อนไปถึงสิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริงของจำเลยทั้งสอง ซึ่งต้องห้ามให้กลับมีขึ้นมาใหม่ไม่ เพราะสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงของคู่ความนั้น จำต้องพิจารณาถึงจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาของคู่ความแต่ละฝ่ายแยกต่างหากจากกัน มิเช่นนั้นจะกลับกลายเป็นว่าสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงของจำเลยทั้งสองขึ้นอยู่กับการอุทธรณ์หรือฎีกาของโจทก์ทั้งสอง กล่าวคือ หากโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์หรือฎีกา จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงด้วย หากโจทก์ทั้งสองไม่อุทธรณ์หรือฎีกา จำเลยทั้งสองก็ไม่มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริง มิได้ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ย่อมเป็นการไม่ถูกต้อง

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาในข้อเท็จจริงของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง คดีคงเหลือปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมอย่างเดียว ซึ่งข้ออ้างในฎีกาของจำเลยทั้งสองในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนี้ล้วนเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการกำหนดค่าทนายความที่จำเลยทั้งสองผู้แพ้คดีต้องใช้แทนโจทก์ทั้งสอง นอกจากนี้ค่าทนายความตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้แทนโจทก์ทั้งสองก็เป็นจำนวนที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรระหว่างอัตราขั้นต่ำและอัตราขั้นสูงดังที่ระบุไว้ในตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ฎีกาของจำเลยทั้งสองในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมจึงเป็นฎีกาต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 168

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 4,869,980.65 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 3,771,238.12 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 85,480.65 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองอีกคนละ 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 15 โจทก์ที่ 2 พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 15/2 ซอยสุขุมวิท 39 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการอาคารชุด 34 ชั้น เลอ รัฟฟิเน่ ชมพูทวีป สุขุมวิท 39 ซอยสุขุมวิท 39 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยเป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อสร้างโครงการดังกล่าวอยู่ห่างจากบ้านโจทก์ที่ 1 ประมาณ 20 เมตร ห่างจากบ้านโจทก์ที่ 2 ประมาณ 32.2 เมตร

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองต่างฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่สำหรับฎีกาของจำเลยทั้งสองนั้น เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ การที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองมิได้ทำละเมิดจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวต่อโจทก์ที่ 2 เท่ากับเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ไม่เกิน 50,000 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีของโจทก์ที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำหรับคดีของโจทก์ที่ 2 ย่อมไม่ชอบ หาก่อให้เกิดสิทธิฎีกาแก่จำเลยทั้งสองไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 สำหรับคดีของโจทก์ที่ 1 แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 85,480.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดเพิ่มอีก 100,000 บาท เท่ากับจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 จำนวน 185,480.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอนาคตดังกล่าว ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองมิได้ทำละเมิดจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวต่อโจทก์ที่ 1 เท่ากับเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นการฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีของโจทก์ที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แม้คดีนี้โจทก์ทั้งสองจะได้อุทธรณ์และฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาสำหรับคดีของโจทก์ทั้งสองเกินกว่า 50,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ ก็เป็นเรื่องสิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริงของโจทก์ทั้งสองหามีผลย้อนไปถึงสิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริงของจำเลยทั้งสอง ซึ่งต้องห้ามให้กลับมีขึ้นมาใหม่ไม่ เพราะสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงของคู่ความนั้น จำต้องพิจารณาถึงจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาของคู่ความแต่ละฝ่ายแยกต่างหากจากกัน มิเช่นนั้นจะกลับกลายเป็นว่าสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงของจำเลยทั้งสองขึ้นอยู่กับการอุทธรณ์หรือฎีกาของโจทก์ทั้งสอง กล่าวคือ หากโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์หรือฎีกา จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงด้วย หากโจทก์ทั้งสองไม่อุทธรณ์หรือฎีกา จำเลยทั้งสองก็ไม่มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริง มิได้ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ย่อมเป็นการไม่ถูกต้อง เมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาในข้อเท็จจริงของจำเลยทั้งสองแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง คดีคงเหลือปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมอย่างเดียว ซึ่งข้ออ้างในฎีกาของจำเลยทั้งสองในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนี้ล้วนเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการกำหนดค่าทนายความที่จำเลยทั้งสองผู้แพ้คดีต้องใช้แทนโจทก์ทั้งสอง นอกจากนี้ค่าทนายความตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้แทนโจทก์ทั้งสองก็เป็นจำนวนที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรระหว่างอัตราขั้นต่ำและอัตราขั้นสูงดังที่ระบุไว้ในตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ฎีกาของจำเลยทั้งสองในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมจึงเป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมา ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับคดีของโจทก์ทั้งสองนั้น โจทก์ที่ 2 มิได้ฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้นั้นเหมาะสมแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ที่ 1 ฎีกาการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าทนทุกข์ทรมานจิตใจว่า โจทก์ที่ 1 ควรได้รับค่าสินไหมทดแทนจากการทนทุกข์ทรมานจิตใจเพิ่มอีก 350,000 บาท เพราะจำเลยที่ 2 มิได้ก่อสร้างอาคารพักอาศัยเสร็จเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ขณะโจทก์ที่ 1 ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2552 การก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 2 ก็ยังไม่เสร็จเรียบร้อย ที่ศาลอุทธรณ์คิดคำนวณค่าเสียหายส่วนนี้ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 จึงไม่ถูกต้อง เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้โต้แย้งว่าการก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 2 แล้วเสร็จเรียบร้อยถูกต้องตรงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย มิได้เป็นไปดังที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาก็ตาม แต่การที่บ้านพักของโจทก์ที่ 1 ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 39 ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นย่านชุมชนและย่านการค้าที่มีความเจริญมาก โจทก์ที่ 1 จึงควรคาดหมายได้ถึงความแออัดและความไม่สะดวกจากการสร้างอาคารที่พักอาศัยที่จะมีตามมา ซึ่งย่อมจะต้องก่อความรำคาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ไม่มากก็น้อย แต่การที่จำเลยที่ 2 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2549 ถึงระยะเวลาตามที่โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างมาในฎีกา นับว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร เมื่อการก่อสร้างของจำเลยที่ 2 ส่งเสียงดัง มีฝุ่นละออง และเศษหินตกลงมาภายในบ้านของโจทก์ที่ 1 ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่สุขภาพอนามัยของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากการทนทุกข์ทรมานที่ต้องตกอยู่ในสภาพดังกล่าว อันเป็นค่าเสียหายที่มิใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 วรรคแรก ได้ และเมื่อคิดคำนวณเปรียบเทียบกับระยะเวลาที่โจทก์ที่ 1 ต้องทนทุกข์ทรมานแล้ว เห็นว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมายังไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด แต่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องมาก็สูงเกินควร ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ 250,000 บาท ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ 1 สำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องเดินทางไปพักผ่อนที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 60,000 บาท นั้น เห็นว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการที่โจทก์ที่ 1 เดินทางไปพักผ่อนหย่อนใจมากกว่าจะฟังได้ว่าเป็นเพราะไม่สามารถทนต่อการก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 2 ได้ จึงมิใช่ค่าเสียหายโดยตรงอันเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยทั้งสอง โจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ได้ สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ 1 เกี่ยวกับค่าเช่าบ้าน 600,000 บาท ที่โจทก์ที่ 1 ต้องเสียไประหว่างที่จำเลยที่ 2 ก่อสร้างอาคาร เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ต้องย้ายไปเช่าบ้านอยู่ที่อื่นเป็นระยะเวลา 1 ปี นั้น ก็ได้ความจากโจทก์ที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า พลโทชยุติ ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านเช่าดังกล่าว เป็นหลานของโจทก์ที่ 2 จึงถือว่าโจทก์ที่ 1 กับพลโทชยุติเป็นพี่น้องกัน และพลโทชยุติให้โจทก์ที่ 1 พักอาศัยไปก่อน แล้วค่อยชำระค่าเช่าภายหลัง แต่จนปัจจุบันนี้โจทก์ที่ 1 ก็ยังมิได้ชำระค่าเช่า ดังนี้ แม้โจทก์ที่ 1 จะมีสัญญาเช่าบ้าน มาแสดงต่อศาลก็ยังเป็นที่สงสัยอยู่ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ที่ 1 นำสืบให้เห็นได้ว่าได้เสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปจริง โจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 285,480.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำหรับคดีของโจทก์ที่ 2 และยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์สำหรับคดีของโจทก์ที่ 2 และค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 168 ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 247 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศันสนีย์ ทวีชัยการ กับพวก
จำเลย — บริษัทเลอ รัฟฟิเน่ ๑๙๘๙ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6921/2558
#590268
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินเป็นนิติกรรมที่คู่สัญญามีอิสระในการแสดงเจตนาต่อกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 457 แต่การแสดงเจตนาดังกล่าวต้องไม่ฝ่าฝืนหรือแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อ ป.พ.พ. มาตรา 457 บัญญัติเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมในการทำสัญญาซื้อขายเท่านั้นที่คู่สัญญาพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย หาได้บัญญัติถึงค่าภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ รายได้ส่วนท้องถิ่นและอากรแสตมป์ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ด้วย ประกอบกับภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นฤชากรที่เรียกเก็บจากจำเลยซึ่งเป็นผู้มีรายได้จากการขาย ส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะ รายได้ส่วนท้องถิ่นและอากรแสตมป์ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เป็นภาระภาษีซึ่งจำเลยในฐานะผู้มีรายได้จากการขายมีหน้าที่ต้องชำระต่อหน่วยงานของรัฐ ข้อตกลง ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ให้ผู้จะซื้อเป็นฝ่ายชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ รายได้ส่วนท้องถิ่นและอากรแสตมป์ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จึงเป็นการที่จำเลยผู้จะขายทำข้อตกลงผลักภาระดังกล่าวไปเป็นของโจทก์ผู้จะซื้อย่อมเป็นการกระทำนอกเหนือบทบัญญัติของกฎหมาย เมื่อบ้านและที่ดินโครงการของจำเลยได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขาย จำเลยในฐานะผู้จัดสรรที่ดินจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 8 (4) ที่บัญญัติว่า คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางมีอำนาจกำหนดแบบมาตรฐานของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรร เพื่อให้ผู้ขอใบอนุญาตทำการจัดสรรที่ดินใช้ในการประกอบกิจการตาม พ.ร.บ.นี้และมาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรรระหว่างผู้จัดสรรที่ดินกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรต้องทำตามแบบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด เมื่อก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขายในคดีนี้ คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางได้ประกาศกำหนดแบบมาตรฐานของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรรว่า กรณีสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรร (มีสิ่งปลูกสร้าง) ให้ใช้ตามแบบ ข ซึ่งมีข้อกำหนดว่า ค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ผู้จะขายเป็นผู้ออกทั้งสิ้น จำเลยจึงต้องใช้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามแบบมาตรฐานดังกล่าว ประกอบกับ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรอันถือเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายมีข้อตกลงให้ผู้จะซื้อเป็นฝ่ายออกชำระเงินค่าภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ รายได้ส่วนท้องถิ่นและอากรแสตมป์ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ย่อมเป็นการแสดงเจตนาฝ่าฝืนหรือแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขายเฉพาะส่วนดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 34 วรรคสอง จำเลยไม่อาจอ้างหลักอิสระในการแสดงเจตนาของคู่สัญญาในการเกี่ยงให้โจทก์ผู้จะซื้อรับภาระเป็นผู้ชำระเงินภาษีอากรแทนได้

แม้ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายมีหน้าที่ต้องรับภาระในการชำระเงินค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และโจทก์เป็นฝ่ายออกชำระเงินดังกล่าวแทนจำเลย แต่ปรากฏว่าโจทก์ชำระเงินดังกล่าวตามข้อตกลงในสัญญาอันทำให้โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระเงินดังกล่าวเนื่องจากมีข้อกำหนดในสัญญาและโจทก์ได้ชำระในวันที่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งหากโจทก์ไม่ชำระก็ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์กันได้ หาถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ จึงไม่อาจนำอายุความในมูลลาภมิควรได้มาใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 231,581 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 193,510 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 193,510 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 96,755 บาท นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2549 และ (ที่ถูก และของต้นเงิน 96,755 บาท นับแต่) วันที่ 21 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552) ต้องไม่เกิน 38,071 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นที่โจทก์ได้รับยกเว้นโดยให้นำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจปลูกสร้างบ้านขายพร้อมที่ดินชื่อโครงการบ้านอาภากร โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมบ้านเดี่ยว 2 ชั้น โครงการอาภากร แปลงเลขที่ 31 และแปลงเลขที่ 32 ซึ่งต่อมาแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 7753 และ 7754 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดปฐม จากจำเลยในราคาแปลงละ 2,670,000 บาท โดยสัญญาจะซื้อจะขายข้อ 4 ระบุว่า ค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ผู้จะซื้อและผู้จะขายชำระฝ่ายละครึ่ง ส่วนค่าอากรแสตมป์และค่าภาษีต่างๆ ที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนโอนและค่าจดทะเบียนกู้ธนาคาร ผู้จะซื้อเป็นผู้ชำระทั้งหมด ก่อนถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยแจ้งให้โจทก์เตรียมเงินค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ชำระฝ่ายละครึ่ง ค่าภาษีต่างๆ ในการขายค่าต่อเติม เป็นต้น เมื่อถึงวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7753 และโฉนดเลขที่ 7754 โจทก์ชำระค่าจดทะเบียนขายครึ่งหนึ่งของที่ดินทั้งสองแปลง และชำระค่าภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ รายได้ส่วนท้องถิ่น และอากรแสตมป์เป็นเงินแปลงละ 96,755 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า ข้อตกลงให้ผู้จะซื้อเป็นฝ่ายชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะรายได้ส่วนท้องถิ่น และอากรแสตมป์ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินเป็นนิติกรรมที่จำเลยอ้างว่าคู่สัญญามีอิสระในการแสดงเจตนาต่อกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457 แต่การแสดงเจตนาดังกล่าวต้องไม่ฝ่าฝืนหรือแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายอื่นเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อบทกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้างคงบัญญัติเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมในการทำสัญญาซื้อขายเท่านั้น ที่คู่สัญญาพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่ายหาได้บัญญัติถึงค่าภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ รายได้ส่วนท้องถิ่น และอากรแสตมป์ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ด้วยไม่ ประกอบกับภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นฤชากรที่เรียกเก็บจากจำเลยซึ่งเป็นผู้มีรายได้จากการขาย ส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะ รายได้ส่วนท้องถิ่นและอากรแสตมป์ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เป็นภาระภาษีซึ่งจำเลยในฐานะผู้มีรายได้จากการขายมีหน้าที่ต้องชำระต่อหน่ายงานของรัฐ การที่จำเลยทำข้อตกลงผลักภาระไปเป็นของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อ ย่อมเป็นการกระทำนอกเหนือบทบัญญัติของกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าบ้านพร้อมที่ดินโครงการบ้านอาภากรของจำเลยได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขาย จำเลยในฐานะผู้จัดสรรที่ดินจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 เมื่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 8 (4) บัญญัติว่า คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางมีอำนาจหน้าที่กำหนดแบบมาตรฐานของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรร เพื่อให้ผู้ขอใบอนุญาตทำการจัดสรรที่ดินใช้ในการประกอบกิจการตามพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติเพิ่มเติมว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรรระหว่างผู้จัดสรรที่ดินกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรต้องทำตามแบบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด และวันที่ 4 เมษายน 2545 ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนการทำสัญญาที่พิพาท คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางได้ประกาศกำหนดแบบมาตรฐานของสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรรว่า กรณีสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรร (มีสิ่งปลูกสร้าง) ให้ใช้ตามแบบ ข. ซึ่งมีข้อกำหนดว่า ค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ผู้จะขายเป็นผู้ออกทั้งสิ้น ดังนั้น จำเลยจึงต้องใช้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามแบบมาตรฐานดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 และเมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรอันถือเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมีข้อความให้ผู้จะซื้อเป็นฝ่ายออกชำระเงินค่าภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ รายได้ส่วนท้องถิ่น และอากรแสตมป์ ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินย่อมเป็นการแสดงเจตนาฝ่าฝืนหรือแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น ข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 4 เฉพาะส่วนดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 34 วรรคสอง จำเลยไม่อาจยกหลักอิสระในการแสดงเจตนาของคู่สัญญา มาเป็นข้ออ้างในการเกี่ยงให้โจทก์รับภาระเป็นผู้ชำระเงินค่าภาษีอากรตามฟ้องแทนจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาว่า ข้อสัญญาเฉพาะส่วนที่กำหนดให้โจทก์เป็นฝ่ายรับผิดชำระเงินค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลภาษีธุรกิจเฉพาะ รายได้ส่วนท้องถิ่น และอากรแสตมป์ ในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตกเป็น เป็นโมฆะนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความในมูลลาภมิควรได้หรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายมีหน้าที่ต้องรับภาระในการชำระเงินค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและโจทก์เป็นฝ่ายออกชำระเงินดังกล่าวแทนจำเลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าการชำระเงินดังกล่าว โจทก์ชำระตามข้อสัญญาที่จำเลยเขียนระบุไว้และตามคำบอกกล่าวแจ้งของจำเลยก่อนถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ อันทำให้โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระเงินดังกล่าว เนื่องจากมีข้อกำหนดในสัญญาและการชำระนั้นได้ชำระในวันที่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งหากโจทก์ไม่ชำระก็ไม่สามารถโอนกรรมสิทธ์กันได้ จึงไม่อาจฟังว่าเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจ กรณีจึงไม่อาจนำอายุความในมูลลาภมิควรได้กำหนด 1 ปี มาใช้บังคับ ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 407 ม. 419 ม. 457
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 8 (4) ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — บริษัท ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นางสุชาดา พรพิพัฒน์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชาญ กาญจนะ
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชาติชาย อัครวิบูลย์
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6918/2558
#586438
เปิดฉบับเต็ม

แม้โรงแรมของจำเลยทั้งสองจะมีการให้บริการในส่วนของการนวดแผนโบราณโดยสถานที่นวดอยู่ภายในอาคารของโรงแรมก็ตาม แต่ลักษณะของการเข้ามาใช้บริการดังกล่าวก็เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่าเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นเพื่อต้องการพักผ่อนเท่านั้น ซึ่งการใช้บริการไม่จำต้องลงทะเบียนขอเปิดห้องพักเหมือนอย่างกรณีการเข้าพักอาศัย ส. จึงไม่ใช่คนเดินทางหรือแขกอาศัยตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 674 เมื่อรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไป จำเลยทั้งสองในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมจึงไม่ต้องรับผิดชอบเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแก่ทรัพย์สินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากส่งมอบคืนไม่ได้ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้จ่ายไปคือวันที่ 17 มิถุนายน 2548 ถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ย 5,625 บาท รวมเป็นเงิน 205,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทน จำเลยทั้งสอง กำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกับรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่นายสมศักดิ์เข้าไปใช้บริการนวดแผนโบราณต้องมีการเปิดห้องพักเพื่อใช้บริการนวด ซึ่งเป็นการพักชั่วคราว นายสมศักดิ์จึงเป็นคนเดินทางและแขกอาศัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 นั้น เห็นว่า แม้โรงแรมของจำเลยทั้งสองจะมีการให้บริการในส่วนของการนวดแผนโบราณโดยสถานที่นวดอยู่ภายในอาคารของโรงแรมก็ตาม แต่ลักษณะของการเข้ามาใช้บริการดังกล่าวก็เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่าเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นเพื่อต้องการพักผ่อนเท่านั้น ซึ่งการใช้บริการไม่จำต้องลงทะเบียนขอเปิดห้องพักเหมือนอย่างกรณีการเข้าพักอาศัย นายสมศักดิ์จึงไม่ใช่คนเดินทางหรือแขกอาศัย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 เมื่อรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไป จำเลยทั้งสองในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมจึงไม่ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแก่ทรัพย์สินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 674
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นางพรรณอร ทวีรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายเปี่ยมศักดิ์ มาฆทาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายนำ กรุยรุ่งโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6918/2558
#633538
เปิดฉบับเต็ม

แม้โรงแรมของจำเลยทั้งสองจะมีการให้บริการในส่วนของการนวดแผนโบราณโดยสถานที่นวดอยู่ภายในอาคารของโรงแรมก็ตาม แต่ลักษณะของการเข้ามาใช้บริการดังกล่าวก็เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่าเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นเพื่อต้องการพักผ่อนเท่านั้น ซึ่งการใช้บริการไม่จำต้องลงทะเบียนขอเปิดห้องพักเหมือนอย่างกรณีการเข้าพักอาศัยแบบค้างคืน การที่ ส. ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเข้าไปจอดบริเวณลานจอดรถในโรงแรมของจำเลยทั้งสอง แล้วเข้าไปใช้บริการนวดแผนโบราณที่ให้บริการภายในโรงแรมของจำเลยทั้งสอง ส. จึงไม่ใช่คนเดินทางหรือแขกอาศัย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 674 เมื่อรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไป จำเลยทั้งสองในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมจึงไม่ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแก่ทรัพย์สินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ หากส่งมอบคืนไม่ได้ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้จ่ายไปคือวันที่ 17 มิถุนายน 2548 ถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ย 5,625 บาท รวมเป็นเงิน 305,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง กำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน บน 7727 จันทบุรี ไว้จากนางสาวนุชนาถ มีอายุการคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2547 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2548 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2548 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายสมศักดิ์ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเข้าไปจอดบริเวณลานจอดรถในโรงแรมของจำเลยทั้งสอง แล้วนายสมศักดิ์เข้าไปใช้บริการนวดแผนโบราณที่ให้บริการภายในโรงแรมของจำเลยทั้งสอง ขณะที่นายสมศักดิ์ยังใช้บริการนวดแผนโบราณอยู่ ปรากฏว่ารถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ถูกลักไป โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยแล้วเป็นเงิน 300,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกับรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่นายสมศักดิ์เข้าไปใช้บริการนวดแผนโบราณต้องมีการเปิดห้องพักเพื่อใช้บริการนวด ซึ่งเป็นการพักชั่วคราว นายสมศักดิ์จึงเป็นคนเดินทางและแขกอาศัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 นั้น เห็นว่า แม้โรงแรมของจำเลยทั้งสองจะมีการให้บริการในส่วนของการนวดแผนโบราณโดยสถานที่นวดอยู่ภายในอาคารของโรงแรมก็ตาม แต่ลักษณะของการเข้ามาใช้บริการดังกล่าวก็เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่าเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นเพื่อต้องการพักผ่อนเท่านั้น ซึ่งการใช้บริการไม่จำต้องลงทะเบียนขอเปิดห้องพักเหมือนอย่างกรณีการเข้าพักอาศัยแบบค้างคืน นายสมศักดิ์จึงไม่ใช่คนเดินทางหรือแขกอาศัย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 เมื่อรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไป จำเลยทั้งสองในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมจึงไม่ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอันเกิดแก่ทรัพย์สินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 674
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นางพรรณอร ทวีรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6917/2558
#588598
เปิดฉบับเต็ม

สาเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ประกอบกิจการใด ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนไว้เนื่องจากเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างฝ่ายโจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับฝ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งต่างเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จนถึงขั้นมีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสี่ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและยักยอกและมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นกล่าวหาว่าโจทก์ที่ 2 ปลอมเอกสารซึ่งความขัดแย้งกันดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ต่อไปได้อันเป็นเหตุที่จะเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ในกรณีบริษัทหยุดทำการถึง 1 ปีเต็ม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1237 (2) จึงเห็นสมควรให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ขอให้มีคำสั่งให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 1 และตั้งโจทก์ทั้งสี่เป็นผู้ชำระบัญชี

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เลิกบริษัทภูเก็ตพี่น้องเจริญพาณิชย์จำกัดและให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัท ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีทุนจดทะเบียน 2,000,000 บาท มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการซื้อขายที่ดิน จัดซื้อที่ดินแปลงใหญ่แล้วแบ่งแยกเป็นแปลงเล็กโดยมีหรือไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ก่อสร้างเพื่อขายให้เช่า ตลอดจนการดูแลรักษา หรือให้บริการที่เกี่ยวกับการดังกล่าว เดิมขณะก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 มีโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการ มีอำนาจลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัททำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ ต่อมาเมื่อปี 2537 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าร่วมเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 โดยมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยฝ่ายโจทก์ที่ 2 และที่ 3 คนใดคนหนึ่งร่วมกับฝ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนใดคนหนึ่งรวมสองคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัททำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ ปี 2532 จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินที่ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต รวม 6 แปลง จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีกระแสรายวันและทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาจักรวรรดิ วงเงิน 22,000,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่ซื้อมาดังกล่าวรวม 5 แปลง เป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมามีการชำระหนี้ตามสัญญาและไถ่ถอนจำนองเสร็จสิ้นแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า มีเหตุเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ซื้อมา 6 แปลง ตั้งแต่ปี 2532 โดยมิได้ดำเนินการใดๆ เพียงแต่นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 337, 697, 698, 699 และ 275 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต รวม 5 แปลง ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เท่านั้น หลังจากชำระหนี้และไถ่ถอนการจำนองเสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 2540 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า 7 ปี จำเลยที่ 1 ได้หยุดประกอบกิจการโดยสิ้นเชิง มิได้ดำเนินการใดๆ จำเลยที่ 1 ทำบัญชีงบดุลครั้งสุดท้ายเมื่อสิ้นรอบระยะบัญชีวันที่ 31 ธันวาคม 2539 หลังจากนั้นก็มิได้มีการทำบัญชีงบดุลอีก เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจซื้อขายที่ดินพร้อมจัดซื้อที่ดินแปลงใหญ่และแบ่งแยกออกเป็นแปลงเล็ก โดยมีหรือไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ก่อสร้างเพื่อขาย ให้เช่า ตลอดจนทำการดูแลรักษาหรือให้บริการที่เกี่ยวกับการดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินมาถือครองแล้ว มีการพัฒนาที่ดินเพื่อขายทำกำไร หรือมีการแบ่งแยกที่ดินแปลงใหญ่ออกเป็นแปลงเล็กเพื่อขาย หรือให้เช่าเพื่อทำรายได้ให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับที่ดินที่ซื้อมาจะเป็นการถือครองที่ดินไว้เพื่อรอให้ราคาสูงขึ้นแล้วขายเพื่อทำกำไร อันเป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 หรือเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 หยุดทำการหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องว่ามีสาเหตุที่ทำให้จำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินที่ซื้อมาหรือไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาว่าหลังจากก่อตั้งบริษัทแล้ว จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินรวม 6 แปลง ไว้ตั้งแต่ปี 2532 แล้วนำที่ดินดังกล่าวรวม 5 แปลง ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีต่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นการซื้อที่ดินและขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 แต่หลังจากชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองตามสัญญาเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อทำกำไรหรือหารายได้เข้ากิจการของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุประสงค์อีก ซึ่งในข้อนี้ทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า ตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ 1 ไม่มีการดำเนินการทางธุรกิจอื่นแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าฝ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับฝ่ายโจทก์ทั้งสี่มีปัญหาขัดแย้งกันรุนแรงในลักษณะที่ขาดความเชื่อถือและไม่ไว้วางใจกันอันเกี่ยวกับที่ดินที่จำเลยที่ 1 ถือครองไว้ทั้ง 6 แปลง โดยเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองปราบปรามให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสี่ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงโดยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสี่หลอกขายที่ดินโดยปกปิดข้อความจริงเกี่ยวกับราคาและจำนวนเนื้อที่ดิน แต่พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องและพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องเช่นเดียวกัน ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาร่วมกันยักยอก พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง แต่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงตามสำเนาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เอกสารท้ายฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้โต้แย้งอีกว่าจำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องโจทก์ที่ 2 เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานปลอมเอกสารซึ่งคดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงจากบัญชีงบดุลของจำเลยที่ 1 ด้วยว่าตั้งแต่ปี 2539 ถึงปี 2543 มีสินทรัพย์หมุนเวียนของบริษัททั้งเงินสด เงินสำรอง ที่ดิน ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งกิจการรอตัดจ่ายแสดงยอดเป็นจำนวนเดียวกันตลอดมาโดยระบุหมายเหตุท้ายงบดุลว่ายังไม่ได้ดำเนินกิจการ และก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 อยู่ระหว่างการพิจารณาของนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดภูเก็ตดำเนินการถอนทะเบียนเป็นบริษัทร้างซึ่งโจทก์ทั้งสี่มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือไปยังนายทะเบียนเพื่อขอให้ระงับการดำเนินการดังกล่าวไว้ พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏดังกล่าวแล้วทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า สาเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ประกอบกิจการใด ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนไว้เนื่องจากเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างฝ่ายโจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับฝ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งต่างเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จนถึงขั้นมีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสี่ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและยักยอกและมีการฟ้องคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นกล่าวหาว่าโจทก์ที่ 2 ปลอมเอกสารซึ่งความขัดแย้งกันทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ต่อไปได้อันเป็นเหตุที่จะเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ในกรณีบริษัทหยุดทำการถึง 1 ปีเต็ม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1237 (2) จึงเห็นสมควรให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เลิกบริษัทภูเก็ตพี่น้องเจริญพาณิชย์ จำกัด และให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1237 (2) ม. 1251 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวีระ ซิงห์ กับพวก
จำเลย — บริษัทภูเก็ตพี่น้องเจริญพาณิชย์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายนพรัตน์ สุวรรณกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางอภิรดี โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6913 -ที่ 6914/2558
#633418
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีเพียงเอกสารใบ ภ.บ.ท. 5 แสดงว่าโจทก์มีสิทธิเหนือที่ดินพิพาท แต่เอกสารฉบับนี้ไม่ใช่เอกสารสิทธิแสดงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองเหนือที่ดินที่พิพาทแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัย น. ครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อประมาณ ปี 2494 ก่อนบังคับใช้ประมวลกฎหมายที่ดินและรัฐยังไม่ได้จัดที่ดินเป็นอุทยานแห่งชาตินั้น ไม่ปรากฏว่า น. มีเอกสารใด ๆ แสดงกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินพิพาทหรือได้แจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทต่อนายอำเภอท้องที่ภายใน 180 วัน ตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 5 แสดงให้เห็นว่าตนมีสิทธิครอบครองเหนือที่ดินพิพาทอย่างไร ทั้งการครอบครองเป็นระยะเวลานานมากขนาดนี้น่าที่ผู้ครอบครองต้องมีเอกสารสิทธิเหนือที่ดินพิพาทบ้าง แต่ก็ไม่ปรากฏ และโจทก์ก็เพิ่งแจ้งเสียภาษีบำรุงท้องที่เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 โดยบุคคลที่ครอบครองก่อนหน้าโจทก์ก็ไม่ปรากฏหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ข้อนำสืบดังกล่าวของโจทก์จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยง่าย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ไม่น่าเชื่อว่า น. ครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดินจริง แม้ฝ่ายจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้งเรื่องโจทก์ครอบครองที่ดินต่อเนื่องกันมาก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองก็นำสืบอยู่ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งโจทก์ต้องมีภาระพิสูจน์สิทธิของตนว่ามีอยู่จริง เมื่อไม่ปรากฏว่า น. มีสิทธิใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายเหนือที่ดินพิพาท น. จึงไม่มีสิทธิโดยชอบเหนือที่ดินพิพาทที่จะโอนต่อ ๆ มาจนถึงโจทก์ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองเหนือที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทไม่มีบุคคลใดถือกรรมสิทธิ์หรือครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย รัฐจึงออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตอุทยานแห่งชาติได้ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 6 โจทก์ยึดถือครอบครองอาคารบ้านพักและอาคารอเนกประสงค์ในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองสั่งให้โจทก์รื้อถอนแล้วโจทก์ไม่รื้อถอน จำเลยทั้งสองจึงมีอำนาจให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจรื้อถอนอาคารบ้านพักและอาคารอเนกประสงค์กับต้นมะพร้าวซึ่งปลูกอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติได้เองตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 21, 22 ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้คงเรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยสำนวนที่สองว่า โจทก์ ให้เรียกจำเลยที่ 1 สำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์สำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 สำนวนแรกว่า จำเลยที่ 2

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 90,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสองพร้อมผู้ใต้บังคับบัญชารวมทั้งบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินและห้ามเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 923,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดการทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง 145,198.40 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 1,120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองและผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่พิพาทและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่พิพาทและห้ามเกี่ยวข้องต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องสำนวนที่สอง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 1,910,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2525 ได้มีประกาศใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินเกาะช้างและเกาะใกล้เคียงท้องที่ตำบลเกาะช้างและตำบลเกาะหมาก อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2525 มีบริเวณตามแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่นางจิราภรณ์ ข้อหาบุกรุกที่พิพาทตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2546 ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดแจ้งจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ขอพิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 โจทก์มีหนังสือขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดพิสูจน์สิทธิ จากนั้น จำเลยที่ 1 แจ้งความดำเนินคดีอาญาโจทก์ข้อหาร่วมกับนางจิราภรณ์บุกรุกที่พิพาท ระหว่างโจทก์รอผลการพิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 26 ถึง 28 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 1 ส่งเจ้าพนักงานทำการรื้อถอนบ้านพักและตัดต้นมะพร้าวในที่พิพาท เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2546 โจทก์แจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอเกาะช้าง ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารแผ่นที่ 2 และมีหนังสือให้จำเลยทั้งสองเก็บรักษาทรัพย์สินของโจทก์ไว้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2546

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีเพียงเอกสารใบ ภ.บ.ท. 5 แผ่นที่ 2 แสดงว่าโจทก์มีสิทธิเหนือที่ดินพิพาท แต่เอกสารฉบับนี้ไม่ใช่เอกสารสิทธิแสดงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองเหนือที่ดินที่พิพาทแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยนายน่าวครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อประมาณ ปี 2494 ก่อนบังคับใช้ประมวลกฎหมายที่ดินและรัฐยังไม่ได้จัดที่ดินเป็นอุทยานแห่งชาตินั้น ไม่ปรากฏว่านายน่าวมีเอกสารใด ๆ แสดงกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินพิพาทหรือได้แจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทต่อนายอำเภอท้องที่ภายใน 180 วัน ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 5 แสดงให้เห็นว่าตนมีสิทธิครอบครองเหนือที่ดินพิพาทอย่างไร ทั้งการครอบครองเป็นระยะเวลานานมากขนาดนี้น่าที่ผู้ครอบครองต้องมีเอกสารสิทธิเหนือที่ดินพิพาทบ้าง แต่ก็ไม่ปรากฏ และโจทก์ก็เพิ่งแจ้งเสียภาษีบำรุงท้องที่เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 โดยบุคคลที่ครอบครองก่อนหน้าโจทก์ก็ไม่ปรากฏหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ข้อนำสืบดังกล่าวของโจทก์จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยง่าย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ไม่น่าเชื่อว่านายน่าวครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดินจริง แม้ฝ่ายจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้งเรื่องโจทก์ครอบครองที่ดินต่อเนื่องกันมาก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองก็นำสืบอยู่ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งโจทก์ต้องมีภาระพิสูจน์สิทธิของตนว่ามีอยู่จริง เมื่อไม่ปรากฏว่านายน่าวมีสิทธิใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายเหนือที่ดินพิพาท นายน่าวจึงไม่มีสิทธิโดยชอบเหนือที่ดินพิพาทที่จะโอนต่อ ๆ มาจนถึงโจทก์ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองเหนือที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทไม่มีบุคคลใดถือกรรมสิทธิ์หรือครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย รัฐจึงออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตอุทยานแห่งชาติได้ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 6 โจทก์ยึดถือครอบครองอาคารบ้านพักและอาคารอเนกประสงค์ในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองสั่งให้โจทก์รื้อถอนแล้วโจทก์ไม่รื้อถอน จำเลยทั้งสองจึงมีอำนาจให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจรื้อถอนอาคารบ้านพักและอาคารอเนกประสงค์กับต้นมะพร้าวซึ่งปลูกอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติได้เองตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 21, 22 ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์เสียหายเพียงใดอีกต่อไป ทั้งจำเลยทั้งสองไม่ได้ฎีกาขอค่าเสียหายจากโจทก์ จึงไม่มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 25,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 5
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ม. 6 ม. 16 ม. 21 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปฐพีหรืออดิศร พูลเกษม
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า
จำเลย — และพันธุ์พืช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6912/2558
#585170
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยและบังคับตามฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ตามฟ้องจำนวน 238,329 บาท และทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งจำนวน 238,329 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียงจำนวนเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์มาชำระค่าขึ้นศาลให้ครบภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด โจทก์ยื่นคำร้องขอชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยจำนวน 1,000 บาท และแถลงว่าไม่ประสงค์ที่จะชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ในส่วนของฟ้องโจทก์ครบถ้วนแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีได้เฉพาะอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งเท่านั้นจะสั่งจำหน่ายคดีทั้งหมดรวมทั้งอุทธรณ์ส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์ด้วยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์แบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 396 ตำบลด่านขุนทด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา จำนวนเนื้อที่ 188.33 ตารางวา หากโจทก์ไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวได้ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยก่อน หากไม่สามารถประมูลราคากันได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินในส่วนของจำเลยชำระแก่จำเลย และให้โจทก์ชำระเงินเดือนละ 800 บาท แก่จำเลย นับจากวันฟ้องเป็นต้นจนกว่าโจทก์จะแบ่งแยกหรือจดทะเบียนโอนที่ดินส่วนที่เป็นของจำเลยให้แก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่งคำพิพากษาพร้อมรายงานกระบวนพิจารณาว่า คดีนี้ โจทก์อุทธรณ์ขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยยกฟ้องแย้งของจำเลยและบังคับตามฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ตามฟ้องจำนวน 238,329 บาท และทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งอีก 238,329 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียงจำนวนเดียว ดังนั้น ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้น ให้ส่งสำนวนและคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่วนที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 1,000 บาท โดยอ้างว่าเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เพียง 1,000 บาท นั้น คดีมโนสาเร่คู่ความต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 190 จัตวา วรรคสอง ดังนั้นย่อมไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ต้องคืนแก่โจทก์ จึงให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นได้หมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาและคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ครบแก่โจทก์โดยชอบแล้ว ครั้นถึงวันนัด โจทก์ยื่นคำร้องขอชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งจำนวน 1,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมภายใน 15 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง โจทก์แถลงไม่ประสงค์ที่จะชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนและคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์ภาค 3

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยยกฟ้องแย้งของจำเลยและบังคับตามฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ตามฟ้องจำนวน 238,329 บาท และทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งอีก 238,329 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียงจำนวนเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์มาชำระค่าขึ้นศาลให้ครบภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งศาลชั้นต้นได้สอบโจทก์ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว โจทก์แถลงว่าไม่ประสงค์ที่จะชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยและบังคับตามฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ตามฟ้องจำนวน 238,329 บาท และทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งจำนวน 238,329 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียงจำนวนเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์มาชำระค่าขึ้นศาลให้ครบภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งศาลชั้นต้นได้สอบโจทก์ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยจำนวน 1,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง โจทก์แถลงว่าไม่ประสงค์ที่จะชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงจำหน่ายคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 แต่ตามอุทธรณ์ของโจทก์ปรากฏว่า โจทก์ได้เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ในส่วนของฟ้องโจทก์ครบถ้วนแล้ว แม้โจทก์จะไม่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีได้เฉพาะอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งเท่านั้น จะสั่งจำหน่ายคดีทั้งหมดรวมทั้งอุทธรณ์ส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์ด้วยไม่ได้ เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องของโจทก์ครบถ้วนแล้ว ต้องรับอุทธรณ์ในส่วนนี้ของโจทก์ไว้พิจารณา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีทั้งหมดจึงไม่ชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีระศักดิ์ ชึขุนทด
จำเลย — นายประเสริฐ ชึขุนทด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายชัยรัตน์ ชีวิเศรษฐธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
เมทินี ชโลธร
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6912/2558
#635921
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยและบังคับตามฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ตามฟ้อง และทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียงจำนวนเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์มาชำระค่าขึ้นศาลให้ครบภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด โจทก์ยื่นคำร้องขอชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยจำนวน 1,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมภายใน 15 วัน โจทก์แถลงว่าไม่ประสงค์ที่จะชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 แต่ โจทก์ได้เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ในส่วนของฟ้องโจทก์ครบถ้วนแล้ว แม้โจทก์จะไม่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีได้เฉพาะอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งเท่านั้น จะสั่งจำหน่ายคดีทั้งหมดรวมทั้งอุทธรณ์ส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์ด้วยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์แบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 396 ตำบลด่านขุนทด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา จำนวนเนื้อที่ 188.33 ตาราวา หากโจทก์ไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวได้ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างโจทก์และจำเลยก่อน หากไม่สามารถประมูลราคากันได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินในส่วนของจำเลยชำระแก่จำเลย และให้โจทก์ชำระเงินเดือนละ 800 บาท แก่จำเลย นับจากวันฟ้องเป็นต้นจนกว่าโจทก์จะแบ่งแยกหรือจดทะเบียนโอนที่ดินส่วนที่เป็นของจำเลยให้แก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่งคำพิพากษาพร้อมรายงานการกระบวนพิจารณาว่า คดีนี้ โจทก์อุทธรณ์ขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยยกฟ้องแย้งของจำเลยและบังคับตามฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ตามฟ้องจำนวน 238,329 บาท และทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งอีก 238,329 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียงจำนวนเดียว ดังนั้น ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้น ให้ส่งสำนวนและคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่วนที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 1,000 บาท โดยอ้างว่าเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เพียง 1,000 บาท นั้น คดีมโนสาเร่คู่ความต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 190 จัตวา วรรคสอง ดังนั้นย่อมไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ต้องคืนแก่โจทก์ จึงให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นได้หมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาและคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ครบแก่โจทก์โดยชอบแล้ว ครั้นถึงวันนัด โจทก์ยื่นคำร้องขอชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งจำนวน 1,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง โจทก์แถลงไม่ประสงค์ที่จะชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนและคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์ภาค 3

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยยกฟ้องแย้งของจำเลยและบังคับตามฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ตามฟ้องจำนวน 238,329 บาท และทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งอีก 238,329 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียงจำนวนเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์มาชำระค่าขึ้นศาลให้ครบภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งศาลชั้นต้นได้สอบโจทก์ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว โจทก์แถลงว่าไม่ประสงค์ที่จะชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยและบังคับตามฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ตามฟ้องจำนวน 238,329 บาท และทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งจำนวน 238,329 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียงจำนวนเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์มาชำระค่าขึ้นศาลให้ครบภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งศาลชั้นต้นได้สอบโจทก์ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยจำนวน 1,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง โจทก์แถลงว่าไม่ประสงค์ที่จะชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงจำหน่ายคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 แต่ตามอุทธรณ์ของโจทก์ปรากฏว่า โจทก์ได้เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ในส่วนของฟ้องโจทก์ครบถ้วนแล้ว แม้โจทก์จะไม่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีได้เฉพาะอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งเท่านั้น จะสั่งจำหน่ายคดีทั้งหมดรวมทั้งอุทธรณ์ส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์ด้วยไม่ได้ เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องของโจทก์ครบถ้วนแล้ว ต้องรับอุทธรณ์ในส่วนนี้ของโจทก์ไว้พิจารณา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีทั้งหมดจึงไม่ชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีระศักดิ์ ชึขุนทด
จำเลย — นายประเสริฐ ชึขุนทด
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
เมทินี ชโลธร
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6904/2558
#587113
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน ผู้มีส่วนได้เสียหรือทายาท ย่อมทำให้ผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรมของ ช. ไม่ทราบถึงการร้องขอของผู้ร้อง และเสียสิทธิในการที่จะคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้อง หากได้ความดังกล่าวย่อมแสดงว่า การส่งสำเนาคำร้องของผู้ร้องให้แก่ทายาทของ ช. กระทำโดยมิชอบ ทำให้ฝ่ายผู้คัดค้านไม่มีโอกาสที่จะคัดค้านคำร้องของผู้ร้องก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย หรือสั่งแก้ไข หรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 17881 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตั้งแต่คำสั่งให้ประกาศหน้าศาลแทนการส่งหมายโดยวิธีธรรมดาเป็นต้นไป และให้ส่งหมายเรียกสำเนาคำร้องให้ผู้คัดค้านทราบ หรืออนุญาตให้ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านภายใน 30 วัน มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินให้ยกเลิกรายการจดทะเบียนที่ดินที่เป็นของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องส่งคืนต้นฉบับใบแทนโฉนดที่ดินแก่เจ้าพนักงานที่ดิน และห้ามผู้ร้องกระทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านมิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย การที่ผู้ร้องขอให้ศาลส่งสำเนาคำร้องในคดีนี้โดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 รวมทั้งศาลได้ส่งสำเนาคำร้องให้เจ้าพนักงานที่ดิน อันถือได้ว่าเป็นการประกาศให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสีย และบุคคลภายนอกทราบแล้ว การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลจึงชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องขอแก่ผู้มีชื่อในโฉนด ผู้มีส่วนได้เสียหรือทายาท ตามคำแถลงฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 และเพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นเป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นส่งคำคู่ความใหม่แล้วไต่สวนและมีคำสั่งต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่ง เมื่อมีคำสั่งใหม่

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องขอแก่ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน ผู้มีส่วนได้เสียหรือทายาท ตามคำแถลงลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 และให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นเป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นส่งคำคู่ความใหม่ แล้วไต่สวนและมีคำสั่งต่อไปนั้น ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องแล้วตรวจพบว่า นายชื่น ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทถึงแก่ความตาย และมีคดีพิพาทเกี่ยวกับการขอจัดการมรดกนายชื่น เจ้ามรดกอยู่ในศาลชั้นต้นเดียวกัน ไม่ว่าคดีจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ก็ตาม ย่อมถือได้ว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรมเป็นผู้มีส่วนได้เสีย การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน ผู้มีส่วนได้เสียหรือทายาทตามคำแถลงลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 ย่อมทำให้ผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรมของนายชื่นไม่ทราบถึงการร้องขอของผู้ร้อง และเสียสิทธิในการที่จะคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้อง หากได้ความดังกล่าวย่อมแสดงว่า การส่งสำเนาคำร้องของผู้ร้องให้แก่ทายาทของนายชื่นกระทำโดยมิชอบ ทำให้ฝ่ายผู้คัดค้านไม่มีโอกาสที่จะคัดค้านคำร้องของผู้ร้องก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย หรือสั่งแก้ไข หรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (2) ม. 27 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พันเอกสุทิน พงษ์พิทักษ์
ผู้คัดค้าน — จ่าสิบเอกเทิน พงษ์พิทักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวนฤภร จันทรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายคมสัน ศรีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2558
#587385
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่มีผลทำให้อำนาจหน้าที่โจทก์ที่มีอยู่ในกิจการและทรัพย์สินของโจทก์สิ้นสุดลงเช่นอย่างคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย เพียงแต่มีผลให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของผู้บริหารของโจทก์สิ้นสุดลงตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/20 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ทนายความที่โจทก์แต่งตั้งไว้แล้วโดยชอบก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์ ย่อมมีสิทธิยื่นฎีกาแทนโจทก์ ฎีกาที่ยื่นจึงมิใช่ฎีกาที่ไม่ชอบอันจะมีผลให้คำพิพากษาศาลฎีกาไม่ผูกพันจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 7,081,807.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,604,244.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ โจทก์ฎีกาเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2552 ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,953,549.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ 50,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่จำเลย

วันที่ 21 มีนาคม 2556 จำเลยยื่นคำร้องว่า ขณะโจทก์ยื่นฎีกาวันที่ 12 มกราคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547 และตั้งนายวรายุทธ์ เป็นผู้บริหารแผนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2549 ตามคดีหมายเลขแดงที่ 4403/2549 ของศาลล้มละลายกลาง ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2549 โจทก์ไม่มีอำนาจติดตามหนี้และฟ้องคดีนี้ซึ่งมูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์ คำฟ้องฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาไม่ผูกพันจำเลย ขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจบังคับคดีตามกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2552 ซึ่งอยู่ในระหว่างที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์จะมีผลให้คำพิพากษาศาลฎีกาไม่ผูกพันจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์หาได้มีผลทำให้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ในกิจการและทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการนั้นสิ้นสุดลงเช่นอย่างคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายไม่ เพียงมีผลให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของผู้บริหารของโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้สิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/20 วรรคหนึ่ง และตามบทบัญญัติดังกล่าวยังให้ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้บริหารชั่วคราว มีอำนาจหน้าที่จัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จนกว่าจะมีการตั้งผู้ทำแผน ส่วนมาตรา 90/39 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เป็นเพียงบทบัญญัติกำหนดวิธีปฏิบัติภายหลังเมื่อมีผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนแล้ว ในกรณีที่ปรากฏว่าลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดชำระหนี้หรือส่งมอบทรัพย์สินแก่ลูกหนี้และบุคคลนั้นไม่ได้รับว่าเป็นหนี้หรือมีทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ในครอบครอง ก็ให้ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนนั้นแจ้งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อดำเนินการเท่านั้น ดังนั้น ทนายความที่โจทก์แต่งตั้งไว้แล้วโดยชอบก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์ ย่อมมีสิทธิยื่นฎีกาแทนโจทก์ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาแทนคู่ความได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคู่ความนั้น ฎีกาที่ยื่นจึงมิใช่เป็นฎีกาที่ไม่ชอบอันจะมีผลให้คำพิพากษาศาลฎีกาไม่ผูกพันจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลย มีผลเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดี จึงต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม เมื่อศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งเสียด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาและในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/20 วรรคหนึ่ง ม. 90/39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ้าพระยาหินอ่อน - แกรนิต จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทถนอมวงศ์บริการ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสุกัลยา ตรีเนตร
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา