คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7191/2558
#587629
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ ไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) แต่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องให้การต่อสู้คดี ทั้งคำให้การในคดีส่วนแพ่งจำเลยทั้งสองต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งตามคำให้การของจำเลยทั้งสองแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/35 โดยอ้างเหตุว่าจำเลยทั้งสองทำหนังสือรับสภาพหนี้หลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าหลายปีเช่นนี้ เป็นกรณีจำเลยทั้งสองให้การว่ารับสภาพความผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/35 จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (3) ประกอบมาตรา 193/14 (1) และ 193/15 ศาลจึงไม่อาจหยิบยกอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (3) ขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดได้ เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำให้การของจำเลยทั้งสอง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 423,750 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มีนาคม2555) ต้องไม่เกิน 123,750 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า การที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 ซึ่งมีอายุความ 2 ปี เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (3) ประกอบมาตรา 193/14 (1) และ193/15 ซึ่งมีอายุความ 5 ปี นั้น ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเกิน 5 ปี จึงขาดอายุความ ตามที่พิจารณาได้ความได้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ ไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) แต่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องให้การต่อสู้คดีทั้งคำให้การในคดีส่วนแพ่งจำเลยทั้งสองต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสองซึ่งตามคำให้การของจำเลยทั้งสองแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 โดยอ้างเหตุว่า จำเลยทั้งสองทำหนังสือรับสภาพหนี้หลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าหลายปี เช่นนี้ เป็นกรณีจำเลยทั้งสองให้การว่ารับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (3) ประกอบมาตรา 193/14 (1) และ193/15 ศาลจึงไม่อาจหยิบยกอายุความ 5 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (3) ขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำให้การของจำเลยทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/15 ม. 193/33 (3) ม. 193/35
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 142 (5) ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศรีเพ็ญ ทองประเสริฐ
จำเลย — นายวิเชียร เนื่องจำนงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายชาญชัย ศิริพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเพรา โพอุทัย
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
โสภณ โรจน์อนนท์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7191/2558
#633646
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ ไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) แต่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องให้การต่อสู้คดี ทั้งคำให้การในคดีส่วนแพ่งจำเลยทั้งสองต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งตามคำให้การของจำเลยทั้งสองแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/35 โดยอ้างเหตุว่า จำเลยทั้งสองทำหนังสือรับสภาพหนี้หลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าหลายปี เช่นนี้ เป็นกรณีจำเลยทั้งสองให้การว่ารับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/35 จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (3) ประกอบมาตรา 193/14 (1) และ 193/15 ศาลจึงไม่อาจหยิบยกอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (3) ขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำให้การของจำเลยทั้งสอง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 423,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มีนาคม 2555) ต้องไม่เกิน 123,750 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์และค้างชำระค่าเช่า ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2549 จำเลยทั้งสองทำหนังสือยอมรับต่อโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ค้างชำระค่าเช่าที่ดินรวมเป็นเงิน 300,000 บาท จำเลยทั้งสองตกลงจะชำระหนี้ดังกล่าวภายในระยะเวลา 3 ปี หากผิดนัดยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามหนังสือรับสภาพหนี้ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า การที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 ซึ่งมีอายุความ 2 ปี เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (3) ประกอบมาตรา 193/14 (1) และ 193/15 ซึ่งมีอายุความ 5 ปี นั้น ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเกิน 5 ปี จึงขาดอายุความ ตามที่พิจารณาได้ความได้หรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ชัดแจ้งในคำให้การ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 และถึงแม้อายุความที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การจะต่างไปจากคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น แต่ยังคงตรงกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่เกิดขึ้น ศาลชั้นต้นย่อมยกอายุความขึ้นวินิจฉัยให้ตรงตามรูปคดีได้นั้น เห็นว่า ปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ ไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) แต่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องให้การต่อสู้คดี ทั้งคำให้การในคดีส่วนแพ่งจำเลยทั้งสองต้องแสดงโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งตามคำให้การของจำเลยทั้งสองแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 โดยอ้างเหตุว่า จำเลยทั้งสองทำหนังสือรับสภาพหนี้หลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าหลายปี เช่นนี้ เป็นกรณีจำเลยทั้งสองให้การว่ารับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (3) ประกอบมาตรา 193/14 (1) และ 193/15 ศาลจึงไม่อาจหยิบยกอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (3) ขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำให้การของจำเลยทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/15 ม. 193/33 (3) ม. 193/35
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 142 (5) ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศรีเพ็ญ ทองประเสริฐ
จำเลย — นายวิเชียร เนื่องจำนงค์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
โสภณ โรจน์อนนท์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7174/2558
#588130
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดแล้วว่า อ. ผู้ขับรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัย เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัย จำเลยให้การรับว่าเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ทน 8489 กรุงเทพมหานคร ที่ อ. เป็นผู้ขับจึงอาจต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากรถยนต์ที่รับประกันภัยไว้ ข้อที่ว่าจำเลยรับประกันภัยไว้จากผู้ใดเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบดีอยู่แล้ว เพราะ ป.พ.พ. มาตรา 867 บัญญัติว่า "สัญญาประกันภัยนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่" และวรรคสองของมาตราดังกล่าวกำหนดหน้าที่ของผู้รับประกันภัยว่าผู้รับประกันภัยจะต้องส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยอันมีเนื้อความถูกต้องตามสัญญานั้นแก่ผู้เอาประกันภัยฉบับหนึ่ง และกรมธรรม์ประกันภัยจะต้องลงลายมือชื่อของผู้รับประกันภัยและมีรายการต่าง ๆ ได้แก่ วัตถุที่เอาประกันภัย ภัยใดซึ่งผู้รับประกันภัยรับเสี่ยง ราคาแห่งมูลประกันภัยถ้าได้กำหนดกันไว้ จำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัย จำนวนเบี้ยประกันภัย และวิธีส่งเบี้ยประกันภัย ถ้าหากสัญญามีกำหนดเวลา ต้องลงเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดไว้ ชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับประกันภัย ชื่อหรือยี่ห้อของผู้เอาประกันภัย ชื่อของผู้รับประโยชน์ถ้าจะมี วันทำสัญญาประกันภัย และสถานที่และวันที่ได้ทำกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยทั้งสิ้น โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยอีก คำฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 342,309 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 338,898 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยรับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) หมายเลขทะเบียน ทน 8489 กรุงเทพมหานคร ขณะเกิดเหตุยังอยู่ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย นายอาทิตย์ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ทน 8489 กรุงเทพมหานคร ในช่องเดินรถที่ 1 ด้วยความเร็วสูง เมื่อแล่นผ่านรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จอดเสียอยู่ที่ขอบทางด้านซ้าย ก็ไม่ได้ลดความเร็ว แต่กลับขับหลบรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปทางขวาในระยะกระชั้นชิดและเสียหลักเข้าไปชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยที่แล่นอยู่ในช่องเดินรถที่ 3 ทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายอย่างมาก ไม่สามารถแล่นต่อไปได้ โจทก์ซ่อมรถยนต์ให้แก่นายกฤษณะผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายและตามความผูกพันในสัญญากรมธรรม์ที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดแล้วว่านายอาทิตย์ผู้ขับรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัย จำเลยให้การรับว่าเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ทน 8489 กรุงเทพมหานคร ที่นายอาทิตย์เป็นผู้ขับจึงอาจต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากรถยนต์ที่รับประกันภัยไว้ ข้อที่ว่าจำเลยรับประกันภัยไว้จากผู้ใดเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบดีอยู่แล้ว เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 867 บัญญัติว่า "สัญญาประกันภัยนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่" และวรรคสองของมาตราดังกล่าวกำหนดหน้าที่ของผู้รับประกันภัยว่า ผู้รับประกันภัยจะต้องส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยอันมีเนื้อความถูกต้องตามสัญญานั้นแก่ผู้เอาประกันภัยฉบับหนึ่ง และกรมธรรม์ประกันภัยจะต้องลงลายมือชื่อของผู้รับประกันภัยและมีรายการต่าง ได้แก่ วัตถุที่เอาประกันภัย ภัยใดซึ่งผู้รับประกันภัยรับเสี่ยง ราคาแห่งมูลประกันภัยถ้าได้กำหนดกันไว้ จำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัย จำนวนเบี้ยประกันภัยและวิธีส่งเบี้ยประกันภัย ถ้าหากสัญญาประกันภัยมีกำหนดเวลา ต้องลงเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดไว้ ชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับประกันภัย ชื่อหรือยี่ห้อของผู้เอาประกันภัย ชื่อของผู้รับประโยชน์ถ้าจะพึงมี วันทำสัญญาประกันภัย และสถานที่ และวันที่ได้ทำกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยทั้งสิ้น โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยอีก ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 338,898 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 3,411 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทกมลประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวรสวันต์ ทับสุพรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายอดิศักดิ์ ศรธนะรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7173/2558
#633727
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดค่าเสียหายของศาลเป็นได้ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย หากศาลใช้ดุลพินิจกำหนดให้ขัดต่อกฎหมายหรือเกินความรับผิดตามกฎหมายของฝ่ายนั้น ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ข้ออุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า พ. และจำเลยต่างประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน แต่กลับกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์รับผิดต่อจำเลย เป็นการไม่ชอบนั้น เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งอำนาจการกำหนดค่าเสียหายของศาลชั้นต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 442 บัญญัติว่า "ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ต้องเสียหายประกอบด้วยไซร้ ให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" และมาตรา 223 บัญญัติว่า "ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร..." บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดและค่าเสียหายต่อกันโดยให้ศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงใดซึ่งต้องถือเอาการกระทำละเมิดมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา หาได้ถือเอาความเสียหายมากน้อยเป็นเกณฑ์ไม่ หากต่างฝ่ายต่างกระทำละเมิดต่อกันและมีส่วนประมาทพอกันแล้ว ก็ไม่อาจเรียกค่าเสียหายต่อกันได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาว่า พ. และจำเลยต่างประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันแล้ว ค่าเสียหายที่จำเลยจะเรียกร้องจาก พ. ตามฟ้องแย้งย่อมตกเป็นพับ แม้จำเลยจะเสียหายมากกว่าก็ไม่อาจเรียกให้ พ. ชำระค่าเสียหายได้ พ. จึงไม่มีความรับผิดต่อจำเลย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องร่วมรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 17,347.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,245.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 62,137.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2554 ซึ่งเป็นวันกระทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 16,046.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่านายไพบูลย์ ผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้และจำเลยขับรถเข้าสู่ทางร่วมทางแยกพร้อมกันโดยไม่มีการลดความเร็วลง เหตุรถชนกันจึงเกิดจากความประมาทของทั้งสองฝ่าย พฤติการณ์ถือได้ว่าประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์เสียหายเป็นเงิน 16,245 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดกึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยเสียหายรวมเป็นเงิน 48,337.50 บาท นายไพบูลย์จึงต้องรับผิดกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 24,168.75 บาท เมื่อหักกลบกันแล้วนายไพบูลย์ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลยเป็นเงิน 16,046.25 บาท โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าว โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในส่วนของฟ้องจึงยุติไป ทั้งโจทก์และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าฝ่ายตนไม่ได้ประมาทอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่านายไพบูลย์และจำเลยประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาทำนองว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 442 และ 223 ทั้งไม่ขัดต่อกฎหมาย ข้ออุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายเป็นปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า การกำหนดค่าเสียหายของศาลเป็นได้ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย หากศาลใช้ดุลพินิจกำหนดให้ขัดต่อกฎหมายหรือเกินความรับผิดตามกฎหมายของฝ่ายนั้น ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ข้ออุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่านายไพบูลย์และจำเลยต่างประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน แต่กลับกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์รับผิดต่อจำเลย เป็นการไม่ชอบนั้น เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งอำนาจการกำหนดค่าเสียหายของศาลชั้นต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์จึงชอบแล้ว ปัญหาว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตามฟ้องแย้งให้แก่จำเลยในกรณีที่จำเลยและนายไพบูลย์ประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันได้หรือไม่นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 บัญญัติว่า "ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ต้องเสียหายประกอบด้วยไซร้ ให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" และมาตรา 223 บัญญัติว่า "ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร..." เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดและค่าเสียหายต่อกันโดยให้ศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงใดซึ่งต้องถือเอาการกระทำละเมิดมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา หาได้ถือเอาความเสียหายมากน้อยเป็นเกณฑ์ไม่ หากต่างฝ่ายต่างกระทำละเมิดต่อกันและมีส่วนประมาทพอกันแล้ว ก็ไม่อาจเรียกค่าเสียหายต่อกันได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาว่านายไพบูลย์และจำเลยต่างประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันแล้ว ค่าเสียหายที่จำเลยจะเรียกร้องจากนายไพบูลย์ตามฟ้องแย้งย่อมตกเป็นพับ แม้จำเลยจะเสียหายมากกว่าก็ไม่อาจเรียกให้นายไพบูลย์ชำระค่าเสียหายได้ นายไพบูลย์จึงไม่มีความรับผิดต่อจำเลย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องร่วมรับผิด การที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายตามฟ้องแย้งให้โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลย จึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกฟ้องแย้งของจำเลยด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 442
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเชียประกันภัย ๑๙๕๐ จำกัด
จำเลย — นายอัครเดชหรืออัคคเดช ไตรพยุง
ชื่อองค์คณะ
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7165/2558
#585460
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีตามฟ้องแย้งของจำเลยและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ก็ไม่มีผลทำให้คดีนี้ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและคู่ความยังโต้แย้งกันอยู่ว่าเหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของฝ่ายใด ต้องรับฟังข้อเท็จจริงยุติไปตามคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 649,688 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 630,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับโจทก์ชำระเงิน 39,476 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,610 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 มิถุนายน 2547)ไม่ให้เกิน 19,668 บาท ตามที่โจทก์ขอ ยกฟ้องแย้งของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกอุทธรณ์ของจำเลยสำหรับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์สำหรับฟ้องแย้งแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วส 8062 กรุงเทพมหานคร จากนางสาวรติกร จำเลยขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน น - 2532 ตาก เฉี่ยวชนกับรถที่โจทก์รับประกันภัยรถที่โจทก์รับประกันภัยพลิกคว่ำได้รับความเสียหายตามภาพถ่ายหมาย ส่วนรถของจำเลยได้รับความเสียหายตามภาพถ่าย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายขับรถโดยประมาทเลินเล่อ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า คดีในส่วนฟ้องแย้งและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยฟ้องนางสาวรติกรให้ชดใช้ค่าเสียหายจากเหตุรถเฉี่ยวชนกันที่รวมการพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัย ส่วนคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีตามฟ้องของโจทก์แม้จะไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่การวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่าเหตุรถชนกันไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย ต้องอาศัยข้อเท็จจริงอันเดียวกันกับฟ้องแย้งของจำเลยและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้น กรณีต้องถือว่าข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในฟ้องแย้งและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้นซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้นมีผลผูกพันจำเลยในคดีนี้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ข้อเท็จจริงคดีนี้ในเรื่องเดียวกันเป็นอย่างอื่นได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อตามคดีในส่วนฟ้องแย้งและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้นซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีตามฟ้องแย้งของจำเลยและคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 312/2548 ของศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ก็ไม่มีผลทำให้คดีนี้ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและคู่ความยังโต้แย้งกันอยู่ว่าเหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของฝ่ายใด ต้องรับฟังข้อเท็จจริงยุติไปตามคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงมีเพียง 560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 ถึงวันฟ้อง ตามที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 14,542.50 บาท แต่จำเลยเสียมา 16,242.50 บาท เกินมา 1,700 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่จำเลย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 1,700 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสนอง สุวรรณวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายไพรัช โปร่งแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเผด็จ ชมพานิชย์
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7149/2558
#631581
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ผู้กระทำความผิดจะได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยเหตุสองประการ กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญ และข้อมูลนั้นจะต้องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ลำพังเพียงการให้ข้อมูลแต่ไม่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ธรรมดาที่มิได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หรือเป็นประโยชน์แต่มิใช่ข้อมูลที่สำคัญ ผู้ให้ข้อมูลหาได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวไม่ การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่ติดต่อผู้ที่จำหน่ายยาเสพติดให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถจับกุมผู้ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าขายยาเสพติดให้ตนได้ คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 76, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลางที่เหลือทั้งหมด

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 26 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสาม, 76 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท และฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 1 ปี และฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 จำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 6 เดือน และฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 50 ปี 12 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 50 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อกระทงแรกศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จึงไม่อาจรวมโทษจำคุกกระทงที่สองได้ คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับ 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและกัญชาที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ อาวุธปืน สมุดบัญชีและกระดาษจดบันทึกรายการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ กระเป๋าหนังสีดำ โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 และเงินสด 34,500 บาท มิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้หรือวัตถุอื่นใดซึ่งจำเลยทั้งสองใช้กระทำความผิดในคดีที่โจทก์ฟ้องโดยตรง และไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด ซึ่งหมายถึงความผิดตามที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เท่านั้น จึงไม่อาจริบได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 เห็นว่า ผู้กระทำความผิดจะได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยเหตุสองประการ กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญ และข้อมูลนั้นจะต้องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ลำพังเพียงการให้ข้อมูลแต่ไม่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ธรรมดาที่มิได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หรือเป็นประโยชน์แต่มิใช่ข้อมูลที่สำคัญ ผู้ให้ข้อมูลหาได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวไม่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่ติดต่อผู้ที่จำหน่ายยาเสพติดให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถจับกุมผู้ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าขายยาเสพติดให้ตนได้ คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยที่ 1 ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน ทั้งศาลอุทธรณ์ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากแล้ว จึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ให้น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายประสงค์หรือหนุ่ม มั่นพรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ประพาฬ อนมาน
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7126/2558
#598034
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จะถือว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุสมควร ตามบทบัญญัติในมาตรา 65 ทวิ (4) แห่ง ป.รัษฎากร หรือไม่ อย่างน้อยที่สุดโจทก์ต้องคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ในระดับอัตราที่ไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์กู้มาจากผู้ให้กู้ การที่โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการทางด้านการเงินโดยประกอบกิจการธุรกิจบัตรเครดิต โดยยื่นแบบคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร ประเภทกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ และโจทก์กู้ยืมเงินมาจากผู้ให้กู้ในต่างประเทศแล้วนำเงินกู้ยืมมาให้บริษัทในเครือและธนาคารในเครือของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยกู้ยืมโดยใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวผันแปรตามราคาตลาด ตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างธนาคารพาณิชย์ เมื่อพิจารณารายงานเศรษฐกิจและการเงินธนาคารแห่งประเทศไทยปี 2541 และปี 2542 ที่โจทก์อ้างปรากฏว่า อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นเวลาปี 2541 และปี 2542 ระหว่างไตรมาสที่ 1 ถึงไตรมาสที่ 4 ปรากฏอัตราดอกเบี้ย 4 ประเภท ประเภทแรก อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (ธนาคารขนาดใหญ่ 5 แห่ง) ประเภทที่สอง อัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม (ธนาคารขนาดใหญ่ 5 แห่ง) ประเภทที่สาม อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างธนาคาร และประเภทที่สี่ อัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตร (1 วัน) แต่เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ โจทก์จึงไม่อาจอ้างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างธนาคารมาเป็นราคาตลาดสำหรับการให้กู้ยืมแก่บริษัทในเครือของโจทก์ได้ เมื่อโจทก์กู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ในต่างประเทศมาให้บริษัทในเครือกู้ยืมอีกต่อหนึ่ง ไม่ใช่กรณีที่โจทก์นำเงินฝากของตนเองมาให้บุคคลอื่นกู้ยืม อัตราดอกเบี้ยที่จะนำมาถือเป็นราคาตลาดสำหรับการให้กู้ยืมของโจทก์ ควรเป็นอัตราดอกเบี้ยประเภทที่สอง คืออัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารขนาดใหญ่ 5 แห่ง โดยอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมดังกล่าวมีอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้กู้ในต่างประเทศ แม้โจทก์จะอ้างว่าจากสภาวะเศรษฐกิจในระยะเวลาหลังจากที่โจทก์กู้ยืมเงินมาจากต่างประเทศในช่วงปี 2541 ถึงปี 2542 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในประเทศลดลงทำให้โจทก์เกิดผลขาดทุนจากอัตราดอกเบี้ยนั้น ตามพฤติการณ์ของโจทก์ที่กู้ยืมเงินมาจากต่างประเทศแล้วนำมาให้กู้ยืมภายในประเทศโดยมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 5.7125 ถึง 6.1125 แต่ดอกเบี้ยในราคาตลาดในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในอัตราร้อยละ 14.50 ถึง 15.0 และลดลงจนมีอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดอยู่ที่ร้อยละ 8.25 ซึ่งยังคงเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายให้ผู้กู้ในต่างประเทศ ข้อกล่าวอ้างถึงผลขาดทุนจากอัตราดอกเบี้ยจึงไม่อาจรับฟังได้ กรณีของโจทก์จึงเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร

ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าปรับชำระเงินล่าช้า (Late Charge /Delinquency Charge) ในกรณีที่ลูกค้าไม่ชำระเงินหรือชำระเงินไม่ครบตามใบแจ้งยอดบัญชีที่โจทก์จัดส่งไปให้ ต้องเสียค่าปรับการชำระเงินล่าช้าร้อยละ 4 ต่อเดือน ของยอดค้างชำระทั้งหมด เว้นแต่ลูกค้าที่มีวงเงิน Club Payment จะเสีย Late Charge เฉพาะส่วนที่ค้างชำระเกินวงเงิน Club Payment ส่วนค่าปรับคืนเช็ค (Service fee return cheque) ในกรณีที่ลูกค้าชำระเงินด้วยเช็ค หากเช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้ ต้องเสียค่าปรับเช็คคืนฉบับละ 500 บาท และค่าปรับหักบัญชีธนาคารไม่ได้ (Return direct debit fee) ลูกค้าที่ชำระเงินโดยการหักบัญชีธนาคาร หากไม่สามารถหักบัญชีได้จะต้องเสียค่าปรับครั้งละ 100 บาท นั้น ไม่ใช่ค่าบริการจากการให้บริการใช้บัตรเครดิตหรือในลักษณะทำนองเดียวกันโดยตรง ตาม พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดกิจการเฉพาะอย่างที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะให้เป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 246) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (2) เนื่องจากเป็นค่าตอบแทนที่เกิดจากการที่ลูกค้าของโจทก์ไม่ชำระเงินหรือชำระเงินไม่ครบถ้วนตามใบแจ้งยอดบัญชี ซึ่งเป็นค่าตอบแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากการให้บริการการใช้บัตรเครดิตที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์สิ้นสุดลงแล้ว รายรับส่วนนี้ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแต่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนใบแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด.73.1-03012042-25480119-002-00001 ถึง 00002 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ภธ.73.1-03012042-25480119-006-00001 ถึง 00036 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ภธ.73.1-03012042-25490530-006-00001 ถึง 00012 ของเจ้าพนักงานประเมิน และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ.(อธ.1)/9/2551 เลขที่ ภญ.(อธ.1)/8/2551 เลขที่ ภญ.(อธ.1)/7/2551 และเลขที่ ภญ.(อธ.1)/6/2551 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดแก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ใช้แทน 40,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์มีชื่อเดิมว่า บริษัทไดเนอร์ส คลับ (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มประเภทให้บริการบัตรเครดิตและเป็นผู้ประกอบการภาษีธุรกิจเฉพาะประเภทประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามแบบคำขอจดทะเบียน วันที่ 16 ถึง 22 กันยายน 2541 โจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารซิตี้แบงก์ โอเวอร์ซีส์ อินเวสเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศสหรัฐอเมริกา 250,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาให้บริษัทในเครือของโจทก์กู้ยืม โจทก์ระบุรายได้ดอกเบี้ยรับต่ำกว่ารายจ่ายดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้ให้กู้ เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินดอกเบี้ยรับของโจทก์เท่ากับดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้ให้กู้ โจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 จากการที่โจทก์หักหนี้สูญไว้สูงเกินไป และจากดอกเบี้ยรับที่ควรจะได้ และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 จากดอกเบี้ยรับที่ควรจะได้ รวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหลังจากหักภาษีที่โจทก์ชำระไว้แล้วเป็นเงิน 13,897,067 บาท และ 18,253,451 บาท นอกจากนี้โจทก์มิได้นำรายรับค่าปรับชำระเงินล่าช้า ค่าปรับคืนเช็ค ค่าปรับหักบัญชีธนาคารไม่ได้ และรายได้อื่น รวมทั้งดอกเบี้ยรับบางส่วนไปยื่นเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ดอกเบี้ยรับบางส่วน ได้แก่ การที่โจทก์นำเงินที่กู้จากผู้ให้กู้ในประเทศสหรัฐอเมริกามาให้บริษัทซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กู้ยืม แต่ลงบัญชีดอกเบี้ยจ่ายแก่ผู้ให้กู้สูงกว่าดอกเบี้ยรับที่รับจากผู้กู้ เจ้าพนักงานจึงประเมินดอกเบี้ยรับให้เท่ากับดอกเบี้ยที่โจทก์จ่าย และนำรายรับเพิ่มดังกล่าวมารวมคำนวณประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเบี้ยปรับเงินเพิ่มและรายได้ส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่เดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2540 เดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2541 และเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2542 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเบี้ยปรับเงินเพิ่มและรายได้ส่วนท้องถิ่น สำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2544 โจทก์อุทธรณ์การประเมิน จำเลยมีหนังสือขอแก้ไขและเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะถึงโจทก์ โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2552 โดยสรุปว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากซิตี้แบงก์ โอเวอร์ซีส์ อินเวสเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศสหรัฐอเมริกา 250,000,000 บาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยจ่ายในเดือนกันยายน ถึงธันวาคม 2541 อัตราร้อยละ 5.7125 ต่อปี ในเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2542 อัตราร้อยละ 5.7125 ต่อปี และเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม 2542 อัตราร้อยละ 5.4125 ถึง 6.1125 ต่อปี แล้วนำมาให้บริษัทซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซิตี้คอร์ปไฟแนนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และธนาคารซิตี้แบงก์ กู้ยืม โดยโจทก์คิดดอกเบี้ยจากบริษัทซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซิตี้คอร์ปไฟแนนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างธนาคาร และคิดอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารซิตี้แบงก์ ในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารซิตี้แบงก์นั้น เมื่อโจทก์กู้ยืมเงินจากซิตี้แบงก์ โอเวอร์ซีส์ อินเวสเม้นท์ คอร์ปอเรชั่นประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะทำกำไรจากส่วนต่างของดอกเบี้ยจากการนำเงินมาให้บริษัทต่างๆ ดังกล่าวกู้ยืม กรณีจึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำกว่าที่โจทก์กู้ยืมมาจากซิตี้แบงก์ โอเวอร์ซีส์ อินเวสเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อโจทก์มิใช่สถาบันการเงินและไม่ใช่เป็นการให้กู้ยืมระหว่างธนาคาร โจทก์ จึงไม่ควรคิดดอกเบี้ยในอัตรากู้ยืมเงินระหว่างธนาคาร หรืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยตามราคาตลาด และมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดสำหรับการให้กู้ยืมเงิน แม้โจทก์จะอ้างถึงสภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจก็ตาม แต่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างธนาคาร ดอกเบี้ยเงินฝากก็มิใช่อัตราดอกเบี้ยตามราคาตลาดสำหรับการให้กู้ยืมเงินทั่วไป ดังนั้น โจทก์จึงต้องนำรายได้ดอกเบี้ยรับที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินเพิ่มขึ้นจากการให้ บริษัทซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซิตี้คอร์ปไฟแนนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และธนาคารซิตี้แบงก์ กู้ยืม ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวด้วย โจทก์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับบัตรเครดิต เป็นการประกอบธุรกิจเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น ค่าปรับชำระเงินล่าช้าถือว่าเป็นดอกเบี้ยผิดนัดหรือเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์ ค่าตอบแทนอื่นๆ ที่ได้จากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิด และดอกเบี้ยอันเกิดจากการผ่อนปรนการชำระราคาสินค้านั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ก) สำหรับค่าปรับคืนเช็คและค่าปรับหักบัญชีธนาคารไม่ได้ มีลักษณะทำนองเดียวกับการเรียกค่าธรรมเนียมหรือค่าธรรมเนียมเช็คคืนของธนาคารพาณิชย์ ถือว่าเป็นค่าตอบแทนทำนองเดียวกับค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากลูกค้าจึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (1), 91/2 (5) และมาตรา 91/5 (5) ค่าปรับ ค่าปรับคืนเช็ค และค่าปรับหักบัญชีธนาคารไม่ได้ จึงเป็นรายได้ของโจทก์อันเนื่องมาจากการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงต้องนำรายรับดังกล่าวมาคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานของจำเลยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/15 (2) และมาตรา 91/16 ไม่ได้อาศัยอำนาจตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.130/2547 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนั้น สำหรับรายได้จากการที่โจทก์ออกเช็คแต่เช็คไม่ได้ถูกนำไปขึ้นเงินในปี 2542 และภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีกรกฎาคม 2542 โจทก์มิได้ให้เหตุผลโต้แย้งในคำอุทธรณ์ กรณีจึงไม่มีประเด็นในชั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ส่วนการที่โจทก์โต้แย้งเฉพาะรายได้อื่นๆ ในปี 2542 ว่าเงินจำนวน 153,971,202.21 บาท เกิดจากการที่โจทก์ชำระคืนเงินกู้ให้แก่ซิตี้แบงก์ โอเวอร์ซีส์ อินเวสเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ให้กู้ ก่อนถึงกำหนดเวลาและมีการแก้ไขสัญญาเงินกู้ เงินดังกล่าวไม่ใช่ดอกเบี้ยหรือค่าตอบแทนที่เจ้าหนี้ได้รับจากลูกหนี้หรือรายได้ที่ได้รับเนื่องมาจากการประกอบกิจการเยี่งธนาคารพาณิชย์ ไม่ใช่ฐานภาษีในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับดอกเบี้ยรับจากการให้พนักงานและบริษัทอื่นกู้ยืมในปี 2540 ถึงปี 2542 นั้น การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานของจำเลยในปี 2540 โดยระบุฐานรายรับจากดอกเบี้ยจากการให้พนักงานและบริษัทอื่นกู้ยืมเงิน 11,944,665.89 บาท ไม่ใช่เป็นดอกเบี้ยรับจากการให้บริษัท ซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง จำกัด กู้ยืม เป็นการระบุเหตุผลดอกเบี้ยรับไว้ผิดพลาด ต่อมาเจ้าพนักงานของจำเลยจึงได้เพิ่มเติมเหตุผลในการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ ภธ. 73.1-03012042-25480119-00001 ถึง 00036 ลงวันที่ 19 มกราคม 2548 เพื่อให้การระบุเหตุผลมีรูปแบบและวิธีการครบถ้วนถูกต้องซึ่งโจทก์ได้รับแล้วแต่ไม่โต้แย้ง จึงถือว่าดอกเบี้ยดังกล่าวที่เจ้าพนักงานของจำเลยนำมารวมคำนวณเป็นฐานในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นถูกต้องแล้ว ส่วนกรณีดอกเบี้ยรับสำหรับปี 2541 ถึงปี 2542 เจ้าพนักงานของจำเลยใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ(4) โดยประเมินดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้นเท่ากับดอกเบี้ยจ่ายชอบด้วยกฎหมายแล้ว และการที่โจทก์ให้บริษัทซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง จำกัด กู้ยืมเงินไม่ใช่การให้บริษัทในเครือเดียวกันกับโจทก์กู้ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 ดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมดังกล่าวจึงไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการชำระภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและโจทก์ไม่ได้แสดงเหตุผลประกอบการของดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มไว้ในคำอุทธรณ์ จึงยังไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับให้ สำหรับเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 ประกอบมาตรา 91/21 (6) ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้งดหรือลดได้ แต่โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วย

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่จะถือว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุสมควร ตามบทบัญญัติในมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่อย่างน้อยที่สุดโจทก์ต้องคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ในระดับอัตราที่ไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์กู้มาจากผู้ให้กู้ การที่โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการทางด้านการเงิน โดยประกอบกิจการธุรกิจบัตรเครดิต โดยยื่นแบบคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร ประเภทของการประกอบกิจการคือการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ และโจทก์กู้ยืมเงินมาจากผู้ให้กู้ในต่างประเทศแล้วนำเงินกู้ยืมดังกล่าวมาให้บริษัทซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิตี้คอร์ป ไฟแนนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และธนาคารซิตี้แบงก์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยกู้ยืมต่อโดยใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวผันแปรตามราคาตลาด ตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างธนาคารพาณิชย์ เมื่อพิจารณารายงานเศรษฐกิจและการเงินธนาคารแห่งประเทศไทยปี 2541 และปี 2542 ที่โจทก์อ้างปรากฏว่า อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นระยะเวลาปี 2541 และปี 2542 ระหว่างไตรมาสที่ 1 ถึงไตรมาสที่ 4 ปรากฏอัตราดอกเบี้ย 4 ประเภท ประเภทแรก อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (ธนาคารขนาดใหญ่ 5 แห่ง) ประเภทที่สองอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม (ธนาคารขนาดใหญ่ 5 แห่ง) ประเภทที่สาม อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างธนาคาร และประเภทที่ 4 อัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตร (1 วัน) แต่เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ โจทก์จึงไม่อาจอ้างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างธนาคารมาเป็นราคาตลาดสำหรับการให้กู้ยืมแก่บริษัทในกลุ่มของโจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ได้ เมื่อโจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะประเภทประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ โดยกู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ในต่างประเทศมาให้บริษัทในเครือกู้ยืมอีกต่อหนึ่ง ไม่ใช่กรณีที่โจทก์นำเงินฝากของตนเองมาให้บุคคลอื่นกู้ยืม อัตราดอกเบี้ยที่จะนำมาถือเป็นราคาตลาดสำหรับการให้กู้ยืมของโจทก์ดังกล่าว ควรจะเป็นอัตราดอกเบี้ยประเภทที่สอง คืออัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารขนาดใหญ่ 5 แห่ง โดยอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมตามเอกสารที่โจทก์กล่าวอ้างมาข้างต้นสำหรับปี 2541 ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งควรอยู่ในช่วงเวลาที่โจทก์ได้รับเงินกู้ยืมจากผู้ให้กู้ในต่างประเทศระหว่างวันที่ 16 ถึง 28 กันยายน 2541 นั้น มีอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดอยู่ที่ร้อยละ 14.5 ถึง 15.0 ส่วนไตรมาสที่ 4 มีอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดอยู่ที่ร้อยละ11.5 ถึง 12.0 ส่วนปี 2542 ในไตรมาสที่ 1 ถึงไตรมาสที่ 4 มีอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดอยู่ที่ร้อยละ 8.25 ถึง 8.75 อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศดังกล่าวจึงมีอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้กู้ในต่างประเทศ แม้โจทก์อ้างว่าก่อนที่จะกู้ยืมเงินและให้กู้ยืมเงิน โจทก์ได้มีการพิจารณาวางแผน วิเคราะห์ถึงเหตุผลในการดำเนินการ เศรษฐกิจ ความต้องการทางด้านการเงินของตลาดเงินในประเทศไทย รวมถึงผลตอบแทนที่โจทก์จะได้รับในการดำเนินการดังกล่าว แต่จากสภาวะเศรษฐกิจของโลกและของประเทศไทยในระยะเวลาหลังจากที่โจทก์กู้ยืมเงินมาจากต่างประเทศหรือในช่วงปี 2541 ถึงปี 2542 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในประเทศไทยลดลง ทำให้โจทก์เกิดผลขาดทุนจากอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น ตามพฤติการณ์ของโจทก์ที่กู้ยืมเงินจากต่างประเทศแล้วนำมาให้กู้ยืมภายในประเทศโดยมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 5.7125 ถึง 6.1125 แต่อัตราดอกเบี้ยในราคาตลาดในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในอัตราร้อยละ 14.50 ถึง 15.0และลดลงจนมีอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดอยู่ที่ร้อยละ 8.25 ซึ่งยังคงเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้กู้ในต่างประเทศ ข้อกล่าวอ้างถึงผลขาดทุนจากอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้ กรณีของโจทก์จึงเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4)

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อมามีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าปรับการชำระเงินล่าช้า (Late Charge /Delinquency Charge) ในกรณีที่ลูกค้าไม่ชำระเงินหรือชำระเงินไม่ครบตามใบแจ้งยอดบัญชีที่โจทก์จัดส่งไปให้ ต้องเสียค่าปรับการชำระเงินล่าช้าร้อยละ 4 ต่อเดือน ของยอดค้างชำระทั้งหมด เว้นแต่ลูกค้าที่มีวงเงิน Club Payment จะเสีย Late Charge เฉพาะส่วนที่ค้างชำระเกินวงเงิน Club Payment ส่วนค่าปรับคืนเช็ค (Service fee return cheque) ในกรณีที่ลูกค้าชำระเงินด้วยเช็ค หากเช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้ ต้องเสียค่าปรับคืนเช็คฉบับละ 500 บาท และค่าปรับหักบัญชีธนาคารไม่ได้ (Return direct debit fee) ลูกค้าที่ชำระเงินโดยการหักบัญชีธนาคาร หากไม่สามารถหักบัญชีได้จะต้องเสียค่าปรับครั้งละ 100 บาท นั้น ไม่ใช่ค่าบริการจากการให้บริการการใช้บัตรเครดิตหรือในลักษณะทำนองเดียวกันโดยตรง ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดกิจการเฉพาะอย่างที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะให้เป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 246) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (2) เนื่องจากเป็นค่าตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการที่ลูกค้าของโจทก์ไม่ชำระเงินหรือชำระเงินไม่ครบถ้วนตามใบแจ้งยอดบัญชีที่โจทก์จัดส่งไปให้ ซึ่งเป็นค่าตอบแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากการให้บริการการใช้บัตรเครดิตที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์สิ้นสุดลงแล้ว รายรับในส่วนนี้จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ยังคงถือเป็นรายรับของโจทก์เป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) รายรับดังกล่าวจึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 6 ทวิ (4) ม. 91/2 (5)
พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดกิจการเฉพาะอย่างที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะให้เป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 246 ) พ.ศ.2534 ม. 3 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิติ้ คอนซูเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7082 -ที่ 7083/2558
#586556
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้ของลูกหนี้ที่ต้องการได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 กล่าวคือจะต้องขอรับชำระหนี้ตามวิธีการที่กล่าวไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 เมื่อผู้ร้องอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้และยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้านแล้ว พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 บัญญัติให้ผู้คัดค้านมีอำนาจสอบสวนในเรื่องหนี้สินที่ขอรับชำระหนี้ แล้วทำความเห็นส่งสำนวนเรื่องหนี้สินต่อศาล ผู้คัดค้านจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวและในการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้นั้น บทบาทของผู้คัดค้านมิได้อยู่ในสถานะเป็นตัวลูกหนี้ แต่เป็นเพียงคนกลางในการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานหาข้อเท็จจริงในเรื่องหนี้ทั้งจากฝ่ายของเจ้าหนี้และลูกหนี้ แล้วทำความเห็นเสนอศาล เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณาสั่งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ต่อไป ดังนั้น ลำพังการสอบสวนและความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยังไม่มีผลผูกพันเจ้าหนี้ ส่วนการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้น แม้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 12 จะบัญญัติว่า "ความสมบูรณ์แห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการและการตั้งอนุญาโตตุลาการย่อมไม่เสียไปแม้ในภายหลังคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายหรือสิ้นสุดสภาพความเป็นนิติบุคคล ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ" บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่บทยกเว้นหลักการในการขอรับชำระหนี้ตามกฎหมายล้มละลาย แต่เป็นบทบัญญัติถึงความสมบูรณ์แห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการและการตั้งอนุญาโตตุลาการว่าไม่เสียไปแม้ภายหลังคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเท่านั้น ผู้คัดค้านจึงยังคงมีหน้าที่ในการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 ขณะเดียวกันคณะอนุญาโตตุลาการก็ยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้และการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการของผู้คัดค้านเป็นคนละส่วนกับการดำเนินการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 ที่ผู้คัดค้านจะต้องดำเนินการโดยด่วน การสอบสวนของผู้คัดค้านจึงไม่ทำให้ผู้ร้องเสียเปรียบ หรือมีผลกับการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใดไม่ ผู้คัดค้านจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องงดสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องเพื่อรอผลการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลล้มละลายกลางพิจารณาและมีคำสั่งรวมกัน

คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า ผู้ร้องและลูกหนี้ทำสัญญาก่อสร้าง 2 ฉบับ คือ สัญญาก่อสร้างโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทรน้อย - โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ/ใต้ ตามสัญญาเลขที่ PTT/GAS/2/8/48 และสัญญาก่อสร้างโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก ตามสัญญาเลขที่ PTT/GAS/3/21/47 ต่อมาผู้ร้องและลูกหนี้มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญา ซึ่งสัญญาทั้งสองฉบับกำหนดให้ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ ครั้นก่อนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ลูกหนี้ได้เสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการตามข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 38/2553 และภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ผู้คัดค้านในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ยื่นเสนอข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 77/2553 ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งทั้งสองเรื่องต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการและผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญาทั้งสองฉบับจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เป็นเจ้าหนี้รายที่ 56 ผู้คัดค้านนัดสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง แต่เนื่องจากผู้ร้องเห็นว่าคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องและข้อพิพาทที่ลูกหนี้และผู้คัดค้านเสนอต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการอยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นประเด็นเรื่องเดียวกันที่เกี่ยวข้องกับสัญญาระหว่างผู้ร้องและลูกหนี้ และผู้คัดค้านเป็นผู้กระทำการแทนลูกหนี้ถือว่าเป็นคู่พิพาทโดยตรงกับเจ้าหนี้ หากผู้คัดค้านดำเนินการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ย่อมทำให้ผู้ร้องเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ผู้ร้องจึงได้ยื่นคำร้อง 2 ฉบับ ขอให้ผู้คัดค้านงดสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องในวันที่ 12 และ 26 กรกฎาคม 2554 ไว้ก่อน เพื่อรอคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ แต่ผู้คัดค้านยกคำร้องทั้ง 2 ฉบับ ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้านและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านงดการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องไว้ก่อน เพื่อรอฟังคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก่อน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า ผู้คัดค้านมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องสอบสวนคำขอรับชำระหนี้เพื่อทำความเห็นเสนอศาล การสอบสวนของผู้คัดค้านจึงไม่ทำให้ผู้ร้องเสียเปรียบในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ ทั้งคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก็ไม่มีผลผูกพันผู้คัดค้านในการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ คำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่งดการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 12 และ 26 กรกฎาคม 2554 จึงชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านต้องงดสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องเพื่อรอคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเสียก่อนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้ของลูกหนี้ที่ต้องการได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 กล่าวคือ จะต้องขอรับชำระหนี้ตามวิธีการที่กล่าวไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ดังนั้น เมื่อผู้ร้องอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้และยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้านแล้ว พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 บัญญัติให้ผู้คัดค้านมีอำนาจสอบสวนในเรื่องหนี้สินที่ขอรับชำระหนี้ แล้วทำความเห็นส่งสำนวนเรื่องหนี้สินต่อศาล ผู้คัดค้านจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวและในการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้นั้น บทบาทของผู้คัดค้านมิได้อยู่ในสถานะเป็นตัวลูกหนี้ แต่เป็นเพียงคนกลางในการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานหาข้อเท็จจริงในเรื่องหนี้ทั้งจากฝ่ายของเจ้าหนี้และลูกหนี้ แล้วทำความเห็นเสนอศาล เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณาสั่งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ต่อไป ดังนั้น ลำพังการสอบสวนและความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยังไม่มีผลผูกพันเจ้าหนี้ ส่วนการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้น แม้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 12 จะบัญญัติว่า "ความสมบูรณ์แห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการและการตั้งอนุญาโตตุลาการย่อมไม่เสียไปแม้ในภายหลังคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายหรือสิ้นสุดสภาพความเป็นนิติบุคคล ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ" บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่บทยกเว้นหลักการในการขอรับชำระหนี้ตามกฎหมายล้มละลาย แต่เป็นบทบัญญัติถึงความสมบูรณ์แห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการและการตั้งอนุญาโตตุลาการว่าไม่เสียไปแม้ภายหลังคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเท่านั้น ผู้คัดค้านจึงยังคงมีหน้าที่ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 ขณะเดียวกันคณะอนุญาโตตุลาการก็ยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้และการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการของผู้คัดค้านเป็นคนละส่วนกับการดำเนินการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 ที่ผู้คัดค้านจะต้องดำเนินการโดยด่วน การสอบสวนของผู้คัดค้านจึงไม่ทำให้ผู้ร้องเสียเปรียบ หรือมีผลกับการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใดไม่ ผู้คัดค้านจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องงดสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องเพื่อรอผลการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 105
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ. เอส. ที. เซอร์วิสเซส จำกัด กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทนาแคป เอเซีย แปซิฟิก (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายเกรียงไกร ศรีสังข์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7074/2558
#633726
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 180 ให้อำนาจโจทก์หรือจำเลยขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การได้ กรณีไม่มีการชี้สองสถานต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฯลฯ บทบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิโจทก์หรือจำเลยที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องหรือคำให้การ แต่หาได้เป็นบทบัญญัติบังคับศาลที่จะต้องอนุญาตตามคำร้องของโจทก์จำเลยเสมอไปไม่ เมื่อมีเหตุอันสมควรศาลสามารถใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้องของโจทก์จำเลยได้ ซึ่งศาลจะพิจารณาคำร้องเป็นเรื่อง ๆ ไป กรณีตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การจำเลยซึ่งยื่นหลังจากสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเสร็จแล้ว เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมในปัญหาว่า ผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โดยเรื่องที่จำเลยต้องการสืบพยานเพิ่มเติมตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริจาคน้ำเชื้อให้แก่แพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตให้ใช้ในการผสมเทียมของหญิงอื่นที่มิใช่ภริยาของผู้บริจาคไม่ถือว่าผู้บริจาคเป็นบิดาของเด็กที่ถือกำเนิดมาตามกฎหมายมลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลยแต่ข้อเท็จจริงที่ได้จากการนำสืบของโจทก์โดยจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยตกลงอยู่กินด้วยกันโดยแต่งงานกันตามประเพณี แต่ไม่สามารถมีบุตรด้วยกันตามธรรมชาติได้จึงใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์โดยการทำกิ๊ฟท์นำสเปิร์มของจำเลยไปผสมกับไข่ของโจทก์ในหลอดแก้ว เมื่อมีการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนแล้วนำกลับเข้าไปไว้ในร่างกายของโจทก์ ทำให้เกิดบุตรแฝดสามคน คือผู้เยาว์ทั้งสามในคราวเดียวกัน การที่โจทก์และจำเลยซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาประสงค์จะมีบุตรด้วยกันแต่ไม่สามารถมีบุตรตามธรรมชาติได้จึงได้ไปพบแพทย์ด้วยกันเพื่อใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์หลายครั้ง เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยสมัครใจจะมีบุตรร่วมกัน ไม่ใช่มีลักษณะเป็นการบริจาคตามความหมายของกฎหมายมลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ดังที่จำเลยอ้าง ดังนั้นกรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนรับเด็กชาย ช. เด็กชาย ธ. และเด็กชาย ศ. ผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หรือพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ให้จำเลยชำระค่าเล่าเรียนของผู้เยาว์ทั้งสามในระดับต้นถึงมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ และในชั้นอุดมศึกษาจนสำเร็จการศึกษาสูงสุด เป็นเงิน 50,000,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสามเป็นรายเดือน เดือนละ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณเดือนละ 408,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าผู้เยาว์ทั้งสามจะบรรลุนิติภาวะ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ภายหลังที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเสร็จแล้ว ก่อนนัดฟังคำพิพากษาจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนรับเด็กชาย ช. เด็กชาย ธ. และเด็กชาย ศ. ผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยภายใน 15 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยชำระค่าเล่าเรียนให้แก่ผู้เยาว์ทั้งสาม ดังนี้ ชั้นอนุบาล (อายุระหว่าง 4 ปี ถึง 6 ปี) ปีละ 10,000 บาทต่อคน ชั้นประถมศึกษา (อายุระหว่าง 7 ปี ถึง 12 ปี) ปีละ 12,000 บาทต่อคน ชั้นมัธยมศึกษา (อายุระหว่าง 13 ปี ถึง 18 ปี) ปีละ 15,000 บาทต่อคน และชั้นปริญญาตรี (อายุระหว่าง 19 ปี ถึง 22 ปี) ปีละ 20,000 บาทต่อคน ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสาม ดังนี้ อายุตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี เดือนละ 15,000 บาทต่อคน อายุตั้งแต่ 11 ปี ถึง 15 ปี เดือนละ 20,000 บาทต่อคน และอายุตั้งแต่ 16 ปี ถึง 20 ปี เดือนละ 25,000 บาทต่อคน นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 ตุลาคม 2552) เป็นต้นไป จนกว่าผู้เยาว์ทั้งสามจะบรรลุนิติภาวะเว้นแต่ค่าเล่าเรียนให้ชำระจนกว่าผู้เยาว์ทั้งสามจะเรียนจบปริญญาตรี แต่ผู้เยาว์ทั้งสามจะต้องมีอายุไม่เกิน 22 ปี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นมารดาของเด็กชาย ช. เด็กชาย ธ. และเด็กชาย ศ. ผู้เยาว์ทั้งสามซึ่งเป็นฝาแฝด เกิดวันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 จำเลยเป็นชาวอเมริกัน จบการศึกษาในระดับปริญญาเอก เข้ามาทำงานในประเทศไทยเกี่ยวกับงานด้านวิเคราะห์เศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2544 ถึงปี 2552 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2547 โจทก์แต่งงานกับจำเลยตามประเพณีและจัดงานเลี้ยงที่บ้านของโจทก์ จังหวัดอุดรธานี จำเลยยินยอมให้แพทย์นำสเปิร์มของจำเลยไปใช้ในการทำกิ๊ฟท์เพื่อมีบุตร ผลการตรวจลายพิมพ์ ดีเอ็นเอ ของโจทก์จำเลยและผู้เยาว์ทั้งสาม ปรากฏว่าผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรของโจทก์และจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ผู้เยาว์ทั้งสามไม่ได้เกิดจากการร่วมประเวณีตามธรรมชาติระหว่างโจทก์และจำเลย ตามกฎหมายแห่งมลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลย เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยขออนุญาตเพิ่มเติมคำให้การ หลังจากที่มีการสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จแล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ให้อำนาจโจทก์หรือจำเลยขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การได้ กรณีไม่มีการชี้สองสถานต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฯลฯ บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจโจทก์หรือจำเลยที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องหรือคำให้การ แต่หาได้เป็นบทบัญญัติบังคับศาลที่จะต้องอนุญาตตามคำร้องของโจทก์จำเลยเสมอไปไม่ เมื่อมีเหตุอันสมควรศาลสามารถใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้องของโจทก์จำเลยได้ ซึ่งศาลจะพิจารณาคำร้องเป็นเรื่อง ๆ ไป กรณีตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การจำเลยซึ่งยื่นหลังจากสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเสร็จแล้ว เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมอ้างเหตุว่า ผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยหรือไม่ กรณีดังกล่าว เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อที่จำเลยต้องการสืบพยานเพิ่มเติมตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริจาคน้ำเชื้อให้แก่แพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตให้ใช้ในการผสมเทียมของหญิงอื่นที่มิใช่ภริยาของผู้บริจาคไม่ถือว่าผู้บริจาคเป็นบิดาของเด็กที่ถือกำเนิดมา แต่ข้อเท็จจริงที่ได้จากการนำสืบของโจทก์โดยจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยตกลงอยู่กินด้วยกันโดยแต่งงานกันตามประเพณี แต่ไม่สามารถมีบุตรด้วยกันตามธรรมชาติได้ จึงใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์โดยการทำกิ๊ฟท์นำสเปิร์มของจำเลยไปผสมกับไข่ของโจทก์ในหลอดแก้ว เมื่อมีการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนแล้วนำกลับเข้าไปไว้ในร่างกายของโจทก์ ทำให้เกิดบุตรแฝดสามคน คือผู้เยาว์ทั้งสามในคราวเดียวกัน การที่โจทก์และจำเลยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาประสงค์จะมีบุตรด้วยกันแต่ไม่สามารถมีบุตรตามธรรมชาติได้จึงได้ไปพบแพทย์ด้วยกันเพื่อใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์หลายครั้ง เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยสมัครใจจะมีบุตรร่วมกัน ไม่ใช่มีลักษณะเป็นการบริจาคตามความหมายของกฎหมายมลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ดังที่จำเลยอ้าง ดังนั้นกรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับเรื่องการเกิดของผู้เยาว์ทั้งสาม โจทก์มีระเบียนผู้ป่วยของโรงพยาบาลสินแพทย์ มาแสดงว่าโจทก์กับจำเลยไม่สามารถมีบุตรตามธรรมชาติได้จึงไปทำการผสมเทียมโดยวิธีอิ๊กซี่ที่โรงพยาบาลสินแพทย์ ทำให้ได้บุตรแฝด 3 คน คือ ผู้เยาว์ทั้งสาม โจทก์นำพลอากาศตรีนายแพทย์วิชาญ มาเบิกความประกอบว่า โจทก์ จำเลย และผู้เยาว์ทั้งสามได้ไปตรวจดีเอ็นเอที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ผลการตรวจระบุว่า ผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรของโจทก์กับจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู และให้การศึกษาแก่ผู้เยาว์ทั้งสาม

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเล่าเรียนจนกว่าผู้เยาว์ทั้งสามจะเรียนจบปริญญาตรี นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 บัญญัติว่า บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรระหว่างที่เป็นผู้เยาว์เท่านั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ชำระค่าเล่าเรียนจนกว่าผู้เยาว์ทั้งสามจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
นางสาว ว. ผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชาย ช.
โจทก์ — เด็กชาย ธ. เด็กชาย ศ.
จำเลย — นาย ฮ.
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พฤษภา พนมยันตร์
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7068/2558
#583823
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา ทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้ จำเลยทั้งสองให้การว่ามารดาของภริยาจำเลยที่ 1 ซื้อรถคันดังกล่าวให้พี่ชายของจำเลยที่ 2 แต่ขณะนั้นพี่ชายของจำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้เยาว์จึงใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ไว้แทน ครั้นพี่ชายของจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงโอนกรรมสิทธิ์รถคันดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติตามคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้ คดีจึงไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้หรือไม่ โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบ แม้มีการนำสืบก็เป็นการนำสืบนอกประเด็น ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 1741 นครปฐม กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนกลับคืน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 1741 นครปฐม ให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รถคันดังกล่าวกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกเรื่องจำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้มาวินิจฉัยเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง นอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 1741 นครปฐม ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โดยเสน่หา ทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้ จำเลยทั้งสองให้การว่า มารดาของภริยาจำเลยที่ 1 ซื้อรถคันดังกล่าวให้นายนเรศพี่ชายของจำเลยที่ 2 แต่ขณะนั้นนายนเรศยังเป็นผู้เยาว์จึงใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ไว้แทน ครั้นนายนเรศถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงโอนกรรมสิทธิ์รถคันดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 จากคำให้การดังกล่าว จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติตามคำฟ้องโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้ คดีจึงไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้หรือไม่ เมื่อไม่มีประเด็น โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบ และแม้จะมีการนำสืบก็เป็นการนำสืบนอกประเด็น ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 1741 นครปฐม ระหว่างจำเลยทั้งสอง นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อมีคำพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว นิติกรรมดังกล่าวย่อมสิ้นผลไป กรรมสิทธิ์ในรถย่อมกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงบังคับให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รถคันดังกล่าวกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ตามคำขอของโจทก์อีกไม่ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 1741 นครปฐม กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประยงค์ กิตติถาวร
จำเลย — นายธนะสิทธิ์หรือจำลอง บุญชอบ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางสาวธัชภรณ์ ชะอุ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ประมวล สุขสมพร
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ปกิต สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7068/2558
#636282
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โดยเสน่หา ทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้ จำเลยทั้งสองให้การว่า มารดาของภริยาจำเลยที่ 1 ซื้อรถคันดังกล่าวให้ น. พี่ชายของจำเลยที่ 2 แต่ขณะนั้น น. ยังเป็นผู้เยาว์จึงใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ไว้แทน ครั้น น. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงโอนกรรมสิทธิ์รถคันดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 จากคำให้การดังกล่าว จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติตามคำฟ้องโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้ คดีจึงไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้หรือไม่ เมื่อไม่มีประเด็น โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบ และแม้จะมีการนำสืบก็เป็นการนำสืบนอกประเด็น ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุก ระหว่างจำเลยทั้งสอง เมื่อมีคำพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว นิติกรรมดังกล่าวย่อมสิ้นผลไป กรรมสิทธิ์ในรถย่อมกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงบังคับให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รถคันดังกล่าวกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ตามคำขอของโจทก์อีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 1741 นครปฐม กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนกลับคืน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 1741 นครปฐม ให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รถคันดังกล่าวกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกเรื่องจำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้มาวินิจฉัยเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง นอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 1741 นครปฐม ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โดยเสน่หา ทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้ จำเลยทั้งสองให้การว่า มารดาของภริยาจำเลยที่ 1 ซื้อรถคันดังกล่าวให้นายนเรศพี่ชายของจำเลยที่ 2 แต่ขณะนั้นนายนเรศยังเป็นผู้เยาว์จึงใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ไว้แทน ครั้นนายนเรศถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงโอนกรรมสิทธิ์รถคันดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 จากคำให้การดังกล่าว จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติตามคำฟ้องโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้ คดีจึงไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ได้หรือไม่ เมื่อไม่มีประเด็น โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบ และแม้จะมีการนำสืบก็เป็นการนำสืบนอกประเด็น ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 1741 นครปฐม ระหว่างจำเลยทั้งสอง นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อมีคำพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว นิติกรรมดังกล่าวย่อมสิ้นผลไป กรรมสิทธิ์ในรถย่อมกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงบังคับให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รถคันดังกล่าวกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ตามคำขอของโจทก์อีกไม่ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 1741 นครปฐม กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประยงค์ กิตติถาวร
จำเลย — นายธนะสิทธิ์หรือจำลอง บุญชอบ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประมวล สุขสมพร
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ปกิต สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7065/2558
#584771
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความตายของโจทก์ซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของ ศ. จะมีผลให้การเป็นผู้อนุบาลของ ศ. สิ้นสุดลงนับแต่วันที่โจทก์ถึงแก่ความตายในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ตาม แต่บทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 42 มิได้ให้เป็นหน้าที่ของบุคคลใดที่จะต้องแถลงให้ศาลทราบถึงความมรณะของคู่ความในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาล เพียงแต่บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องเลื่อนการนั่งพิจารณาไปถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลได้มรณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดี แสดงว่าความมรณะของคู่ความจะต้องปรากฏแก่ศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หากความไม่ปรากฏแก่ศาลก็ไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องเลื่อนการนั่งพิจารณาหรือมีกรณีที่ศาลหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องดำเนินการตามมาตรา 42 คดีนั้นก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ตามบทกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้กระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการภายหลังจากนั้นเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบ หรือมีผลให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลที่ได้ดำเนินการมาแล้วโดยชอบสิ้นผลไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องไม่เกิน 2,250,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7366 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบ กับค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี ดอกเบี้ยไม่เกิน 2,250,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

วันที่ 7 พฤษภาคม 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเป็นผู้อนุบาลโจทก์ย่อมสิ้นสุดลงแล้วนับตั้งแต่โจทก์ถึงแก่ความตาย นายศิริวัฒน์จึงไม่ใช่คู่ความและไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะขอให้บังคับคดี คำขอบังคับคดีที่นายศิริวัฒน์ผู้อนุบาลโจทก์ยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 จึงไม่มีผลบังคับแล้วนั้น เห็นว่า แม้ความตายของโจทก์ซึ่งเป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของนายศิริวัฒน์จะมีผลให้การเป็นผู้อนุบาลของนายศิริวัฒน์สิ้นสุดลงนับแต่วันที่โจทก์ถึงแก่ความตายในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ตาม แต่บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติเพียงว่า "ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลได้มรณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดี ให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปจนกว่าทายาทของผู้มรณะหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของผู้มรณะหรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกไว้ จะได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะโดยมีคำขอเข้ามาเองหรือโดยที่ศาลหมายเรียกให้เข้ามาเนื่องจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอฝ่ายเดียว คำขอเช่นว่านี้จะต้องยื่นภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นมรณะ" วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าไม่มีคำขอของบุคคลดังกล่าวมาแล้ว หรือไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเรื่องนั้นเสียจากสารบบความ" บทบัญญัติเช่นว่านี้มิได้ให้เป็นหน้าที่ของบุคคลใดที่จะต้องแถลงให้ศาลทราบถึงความมรณะของคู่ความในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาล เพียงแต่บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องเลื่อนการนั่งพิจารณาไปถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลได้มรณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดี แสดงว่าความมรณะของคู่ความจะต้องปรากฏแก่ศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หากความไม่ปรากฏแก่ศาลก็ไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องเลื่อนการนั่งพิจารณาหรือมีกรณีที่ศาลหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องดำเนินการตามมาตรา 42 คดีนั้นก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ตามบทกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้กระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการภายหลังจากนั้นเป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบ หรือมีผลให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลที่ได้ดำเนินการมาแล้วโดยชอบสิ้นผลไป การที่นายศิริวัฒน์มิได้แถลงต่อศาลเกี่ยวกับความตายของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการละเลยหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันจะมีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่นายศิริวัฒน์ในฐานะผู้อนุบาลโจทก์ได้ดำเนินการมาก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายโดยชอบแล้วสิ้นผลไปดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ข้ออ้างในฎีกาของจำเลยนอกจากนี้ไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสว่าง กิตติวานิชย์
จำเลย — นายคงศักดิ์ วงษ์วิเศษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายกฤษณ สุระกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7064/2558
#584770
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ถึงที่สุดตามคำสั่งศาลฎีกาที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกาแล้วก็ตาม แต่ในชั้นบังคับคดีจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลย อันเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดี เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว ย่อมมีผลให้คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 และเป็นคดีกรณีที่จำต้องจัดหาบุคคลผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะเพื่อให้มีคู่ความอยู่โดยครบถ้วนก่อนที่จะส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้แก่โจทก์และดำเนินคดีต่อไป การพิจารณาและมีคำสั่งให้บุคคลใดเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะในคดีซึ่งอยู่ในระหว่างอุทธรณ์เช่นนี้ จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ใช่อำนาจของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ที่ว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจที่จะพิจารณาให้คืนคำร้องแก่ศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไป จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาประกอบกับจำเลยยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะซึ่งมิใช่เป็นคำสั่งไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีและอยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะสั่งได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นแม้จะเป็นการผิดระเบียบแต่ในชั้นนี้มีประเด็นเพียงเรื่องการจัดหาบุคคลผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนคู่ความมรณะเพื่อให้คดีสามารถดำเนินการไปได้โดยมีคู่ความครบถ้วน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ย่อมไม่เป็นที่เสียหายแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ศาลฎีกาไม่จำต้องเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียนนั้นหรือสั่งแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องไม่เกิน 2,250,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7366 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบ กับค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี ดอกเบี้ยไม่เกิน 2,250,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

วันที่ 7 พฤษภาคม 2556 จำเลยยื่นคำร้องเกี่ยวกับทายาทโจทก์ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวน ในวันนัดไต่สวนศาลชั้นต้นสอบถามทายาทของโจทก์แล้วเชื่อว่าโจทก์ถึงแก่ความตายจริง ทายาทโจทก์แถลงให้ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรโจทก์และเป็นผู้จัดการมรดกโจทก์ตามคำสั่งศาลขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์เพื่อดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

วันที่ 8 สิงหาคม 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพื่อมีคำสั่งคำร้องฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2556 ของผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม 2556 ว่า ศาลฎีกาได้มีคำสั่ง คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่จะพิจารณาและสั่งคำร้องของผู้ร้อง ให้คืนคำร้องแก่ศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไป ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 8

ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วมีคำสั่งตามคำร้องของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2556 ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะในชั้นบังคับคดี แม้ล่วงพ้นระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 แต่คำร้องของผู้ร้องเข้าใจได้ว่าผู้ร้องประสงค์เข้ามาเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ เมื่อผู้ร้องเป็นบุตรและเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ จึงมีเหตุสมควรให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ แม้ผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ในชั้นพิจารณาก็ไม่เป็นการเสียสิทธิในมรดก อนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้ถึงที่สุดตามคำสั่งศาลฎีกาที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกาแล้วก็ตาม แต่ในชั้นบังคับคดีจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2556 ขอให้ศาลเพิกถอนประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลย อันเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีซึ่งจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว ย่อมมีผลให้คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 และเป็นคดีกรณีที่จำต้องจัดหาบุคคลผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะเพื่อให้มีคู่ความอยู่โดยครบถ้วนก่อนที่จะส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้แก่โจทก์และดำเนินคดีต่อไป การพิจารณาและมีคำสั่งให้บุคคลใดเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะในคดีซึ่งอยู่ในระหว่างอุทธรณ์เช่นนี้ จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ใช่อำนาจของศาลชั้นต้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะตามหมายเรียกของศาลชั้นต้น จำเลยจึงไม่อาจอ้างได้ว่าผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาเกินหนึ่งปีนับแต่โจทก์ถึงแก่ความตายได้ คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม 2556 ที่ว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่จะพิจารณาและสั่งคำร้องของผู้ร้อง ให้คืนคำร้องแก่ศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไป จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดี อันเป็นการพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาประกอบกับจำเลยยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะซึ่งมิใช่เป็นคำสั่งไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีและอยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะสั่งได้ ซึ่งข้อเท็จจริงก็ได้ความตามที่จำเลยมิได้คัดค้านเป็นอย่างอื่นว่า ผู้ร้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ซึ่งมรณะและเป็นผู้จัดการมรดกโจทก์ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2553 จริง คำสั่งของศาลชั้นต้นแม้จะเป็นการผิดระเบียบแต่ในชั้นนี้มีประเด็นเพียงเรื่องการจัดหาบุคคลผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนคู่ความผู้มรณะเพื่อให้คดีสามารถดำเนินการไปได้โดยมีคู่ความครบถ้วน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ย่อมไม่เป็นที่เสียหายแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ศาลฎีกาไม่จำต้องเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียนนั้นหรือสั่งแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างในฎีกาของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่เป็นสาระแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 วรรคหนึ่ง ม. 42 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสว่าง กิตติวานิชย์
ผู้ร้อง — นายศิริวัฒน์หรือธนวรรษ กิตติวานิชย์
จำเลย — นายคงศักดิ์ วงษ์วิเศษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายกฤษณ สุระกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทนงศักดิ์ เที่ยงสุทธิสกุล
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7062/2558
#587389
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของผู้ร้องที่อ้างว่ามีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นใหม่เกี่ยวกับการเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิมของบริษัท พ. และมีผลให้บริษัทดังกล่าวไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะบังคับคดีแก่จำเลยที่ 3 ได้ กับมีคำขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ และมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 มีผลเท่ากับเป็นการขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ในเรื่องเดียวกันที่ขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และคดีถึงที่สุดแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีที่ไว้วินิจฉัยไว้แล้วนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ปัญหาที่ว่าคำร้องของจำเลยที่ 3 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 290,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าเช่าที่ค้างและค่าขาดประโยชน์ 178,213.08 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 19 เดือน กับค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 99913 ตำบลปากเกร็ด (สีกัน) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อของนายสุรนาท บุตรจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดและงดการขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 วางเงินจำนวน 100,000 บาท เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลโดยครบถ้วน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลที่ยกคำร้องเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า จึงไม่รับอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง

วันที่ 28 มกราคม 2556 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่ และมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องที่อ้างว่า มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นใหม่เกี่ยวกับการเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เดิมของบริษัทพรีเมียร์ แอลเอ็มเอส จำกัด และมีผลให้บริษัทดังกล่าวไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะบังคับคดีแก่จำเลยที่ 3 ได้ กับมีคำขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่และมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 มีผลเท่ากับเป็นการขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ในเรื่องเดียวกันที่ขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และคดีถึงที่สุดแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า จึงห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ปัญหาที่ว่าคำร้องของจำเลยที่ 3 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องตามกันมาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 144 ม. 246 ม. 247 ม. 296 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
บริษัทโกเบิล ลิสซิ่ง จำกัด โดยบริษัทพรีเมียร์
โจทก์ — แอลเอ็มเอส จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทอัครมีเดีย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวเบญจพร รุ่งทรัพย์ไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7055/2558
#601140
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ก. เจ้ามรดกขอจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ต. ขึ้นและมี ก. เจ้ามรดกเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและมีทายาททุกคนร่วมกันทำธุรกิจให้ห้างฯ ดังกล่าวตลอดมา ต่อมา ก. เจ้ามรดกได้นำเงินของห้างฯ ไปซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลง แต่เงินที่นำไปซื้อก็เป็นเงินลงทุนที่ ก. เจ้ามรดกพร้อมภริยาและบุตรต่างร่วมลงทุนและลงแรงงานทำมาด้วยกัน ทั้งยังได้ความอีกว่า ก. เจ้ามรดกกับ อ. ภริยาร่วมกันรวมเงินเพื่อขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ต. เพื่อดำเนินธุรกิจการค้า จัดตั้งโรงงานอัดมันเม็ดแล้วส่งออกต่างประเทศ โดยมีทายาททุกคนต่างช่วยเหลือกิจการในห้างฯ และโรงงานมาโดยตลอด โดยมี ก. เจ้ามรดกเป็นหัวหน้าครอบครัว ซึ่งโจทก์และจำเลยทุกคนซึ่งต่างเป็นบุตรต้องเคารพเชื่อฟังและยอมรับการตัดสินใจและไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน ดังนั้น เงินรายได้จากห้างฯ ที่มาเป็นค่าใช้จ่ายส่วนรวมของครอบครัว จึงเรียกได้ว่าเป็น "กงสี" นั่นเอง การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ต. ของ ก. เจ้ามรดกก็เพื่อความสะดวกในการทำนิติกรรมสัญญากับบุคคลอื่นและเจ้าพนักงานรวมถึงการยื่นภาษีเงินได้เท่านั้น ดังนั้น การที่ ก. เจ้ามรดกนำเงินของห้างไปใช้จ่ายรวมถึงนำไปซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้วให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้รับโอน แม้จะนำที่ดินพิพาทมาใช้ประโยชน์ในกิจการของห้างฯ แต่ก็ได้ทำสัญญาให้ห้างฯ เป็นผู้เช่า ย่อมบ่งบอกได้ว่า ก. เจ้ามรดกต้องการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นทรัพย์สินส่วนตัวแยกต่างหากจากทรัพย์สินของห้างฯ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6064 และ 6065 ไม่ใช่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัด ต.

ตามหนังสือตกลงให้แบ่งที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.11 ที่ ก. เจ้ามรดกให้แบ่งทรัพย์สินให้บุตรทั้ง 6 คน เท่า ๆ กัน ซึ่งมี ก. เจ้ามรดกลงลายมือชื่อไว้พร้อมกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือรับรองข้อความในเอกสาร แม้ข้อความในหนังสือตกลงตามเอกสารหมาย จ.11 ในข้อ (1) มีข้อความว่า ที่ดินเลขที่ 6064 และสิ่งปลูกสร้าง แม่น้ำ 10 ไร่ ? 6 = 1.66 ไร่ มีรอยน้ำยาลบคำผิดข้อความ "แม่น้ำ" ออกไป ข้อ 2 มีข้อความเดิมว่า ที่ดินเลขที่ 6065 และสิ่งปลูกสร้างริมแม่น้ำประมาณ 67 - 10 = 57 ? 3 = 19 ไร่ ? 6 คนละ 3.16 ไร่ มีรอยน้ำยาลบคำผิดข้อความว่า "ริมแม่น้ำ" ออกไป เมื่อจำเลยที่ 1 รับสำเนาหนังสือตกลงตามเอกสารหมาย จ.13 เป็นหลักฐานมายึดถือไว้ก็ไม่ปรากฏข้อความเดิมอีกต่อไป แสดงว่า มีการใช้น้ำยาลบคำผิดบางข้อความก่อนที่ทุกคนจะลงลายมือชื่อ ดังนั้น ทายาทของ ก. เจ้ามรดกย่อมเข้าใจข้อความที่แก้ไขดีแล้ว ข้อความที่ถูกลบออกไปจึงไม่ใช่ข้อความอันสำคัญแต่อย่างใด นอกจากนี้หนังสือตกลงดังกล่าวนี้ ไม่มีกฎหมายบังคับให้ผู้เขียนหรือลบข้อความบางตอนต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ หนังสือตกลงตามเอกสาร จ.11 จึงเป็นเอกสารที่สมบูรณ์ โจทก์สามารถใช้อ้างเป็นพยานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาบังคับจำเลยทั้งห้าดำเนินการจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดเลขที่ 28005 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของนายกิจผู้ตาย และที่ดินโฉนดเลขที่ 6064, 6065 ตำบลราชคราม อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เฉพาะส่วนของนายกิจผู้ตายให้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้า หากจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งห้าเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการรับโอนมรดกคนละเท่ากัน และให้จำเลยทั้งห้าส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ หากไม่ส่งมอบขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทเพื่อให้โจทก์นำไปจดทะเบียนรับโอนมรดกต่อไป

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าไปดำเนินการจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามโฉนดเลขที่ 28005 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ที่เป็นของนายกิจ ผู้ตาย และโฉนดที่ดินเลขที่ 6064 และ 6065 ตำบลราชคราม อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เฉพาะส่วนของนายกิจ ผู้ตายให้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าคนละส่วนเท่ากัน และให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ตกเป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ก่อนอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวธัญญารัตน์ ภริยาของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน จำเลยที่ 2 และที่ 4 ยื่นคำคัดค้านว่า ทรัพย์สินในคดีนี้เป็นทรัพย์มรดกของนายกิจ เจ้ามรดก จำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของนายกิจตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงมีความเหมาะสมที่จะเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ

ครั้นถึงวันนัดไต่สวนของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 4 แถลงขอให้ศาลตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 4 เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ แต่รับข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากผู้ร้องซึ่งได้ความว่า ผู้ร้องเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ มีบุตรด้วยกัน 3 คน ต่อมาโจทก์ถึงแก่ความตาย ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายกิจตามคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าให้แบ่งทรัพย์มรดกส่วนของตนตามหนังสือบันทึกที่นายกิจเจ้ามรดกได้ทำไว้ ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นคู่ความฝ่ายที่เป็นปรปักษ์กับโจทก์ เมื่อโจทก์มีผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน ผู้ร้องจึงเป็นคู่สมรสถือเป็นทายาทโดยธรรมและโจทก์ยังมีบุตรผู้สืบสันดานเป็นทายาทลำดับ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาของโจทก์เป็นทายาทลำดับ 3 มิใช่ทายาทที่จะเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้ จึงอนุญาตให้นางสาวธัญญารัตน์เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ ให้ยกคำคัดค้านของจำเลยที่ 2 และที่ 4

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นบุตรของนายกิจหรือนายกิมอั้ง กับนางอรพินท์ โดยนางอรพินท์ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2549 นายกิจถึงแก่ความตาย ก่อนถึงแก่ความตายนายกิจทำหนังสือตกลงฉบับลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2549 มีข้อความกำหนดให้แบ่งทรัพย์สินของนายกิจให้แก่โจทก์กับจำเลยทั้งห้าคนละส่วนเท่ากัน ตามหนังสือตกลงเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.13 นายกิจผู้ตายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 28005 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร และมีชื่อถือกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6064 และ 6065 ตำบลราชคราม อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 26 กันยายน 2549 โจทก์กับจำเลยทั้งห้าไปยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาททั้งสามแปลง ต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอรับโอนทรัพย์มรดกของนายกิจผู้ตายตามคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ภายหลังจำเลยที่ 1 ปฏิเสธการรับโอนทรัพย์มรดกของนายกิจผู้ตายโดยมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาขอให้ระงับการทำนิติกรรมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6064 และ 6065 ตำบลราชคราม อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ้างว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้งตามหนังสือขอให้ระงับการทำนิติกรรม ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 28005 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นทรัพย์มรดกของนายกิจผู้ตายซึ่งตกแก่ทายาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6064 และ 6065 ตำบลราชคราม อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นทรัพย์มรดกของนายกิจผู้ตาย หรือเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้ง โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า นายกิจนำเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้งไปซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลง แล้วใส่ชื่อโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้ง นายกิจไม่ได้นำเงินส่วนตัวมาซื้อที่ดินพิพาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้งจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง นั้น ข้อนี้ได้ความว่าเมื่อปี 2498 นายกิจผู้ตายขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้งตามคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการค้าขายข้าวและสินค้าเกษตรและส่งออกสินค้าไปต่างประเทศมีนายกิจผู้ตายเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ต่อมาปี 2508 จำเลยที่ 1 เข้ามาถือหุ้นแทนนายซ้งหรือกิมซ้ง หุ้นส่วนของห้างที่ได้ออกไป จากนั้น นายกิจผู้ตายและทายาททุกคนร่วมกันทำธุรกิจในห้างหุ้นส่วนตลอดมา จำเลยที่ 1 เบิกความว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ต่อมาปี 2523 นายกิจผู้ตายกับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เป็นเงิน 7,750,000 บาท แต่ในการขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนายกิจผู้ตายได้ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 หลังจากจำเลยที่ 1 กับทายาทไปยื่นคำขอรับโอนมรดกต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว จำเลยที่ 1 ตรวจพบว่านายกิจผู้ตายนำเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้งมาซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลง แต่โอนกรรมสิทธิ์ให้ทายาทบางคนโดยจำเลยที่ 1 มีหลักฐานสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากของห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้งมาสนับสนุนว่า ช่วงจำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้นายกิจผู้ตายนั้น ห้างฯ มีการเบิกถอนเงิน 7,750,000 บาท จำนวนเงินตรงกับที่ตกลงซื้อขายกันไว้ โจทก์กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ก็ไม่ได้เบิกความถึงเงิน 7,750,000 บาท ที่นำมาซื้อที่ดินพิพาทว่านำเงินมาจากไหนอย่างไรให้ชัดเจนทั้ง ๆ ที่เป็นจำนวนเงินสูง แต่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่าช่วงปี 2523 จำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้ง จำเลยที่ 4 มอบอำนาจให้นายกิจผู้ตายดำเนินการเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากของห้างฯ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ต้องเดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทุกวัน กรณีมีเหตุผลที่นายกิจผู้ตายจะนำเงินของห้างฯ ไปใช้จ่ายได้ตามลำพัง นอกจากนี้นายกิจผู้ตายยังนำที่ดินพิพาททั้งสองแปลง มาใช้สร้างโรงงานอัดมันเม็ดและโรงงานเก็บสินค้าอันเป็นธุรกิจทางการค้าของห้างฯ ด้วย เช่นนี้จึงฟังได้ว่านายกิจผู้ตายนำเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้งมาซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจริง แต่ก็เป็นเงินลงทุนที่นายกิจผู้ตายกับนางอรพินท์ภริยาและบุตรร่วมลงทุนและลงแรงงานทำมาด้วยกันดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความ ได้ความต่อไปว่า นายกิจผู้ตายกับนางอรพินท์ภริยาร่วมกันออกเงินเพื่อขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้งเพื่อดำเนินธุรกิจการค้า จัดตั้งโรงงานอัดมันเม็ดและส่งออกต่างประเทศ นายกิจผู้ตายและทายาททุกคนต่างเข้าช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ ในห้างฯ และโรงงานมาโดยตลอด ตอนแรกห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้งมีนายซ้งหรือกิมซ้ง เป็นหุ้นส่วนอีกคนหนึ่ง ภายหลังนายซ้งหรือกิมซ้งออกจากการเป็นหุ้นส่วนไป ดังนั้นนายกิจผู้ตายจึงเข้ามาบริหารงานในห้างฯ แต่เพียงผู้เดียว นายกิจผู้ตายเป็นคนเชื้อชาติจีน เป็นหัวหน้าครอบครัว จึงมีเหตุผลที่โจทก์กับจำเลยทุกคนต้องเคารพเชื่อฟัง ยอมรับการตัดสินใจของนายกิจผู้ตายซึ่งเลี้ยงดูตนเองมาตั้งแต่เกิด นายกิจผู้ตายจะขอจดทะเบียนแก้ไขให้บุตรคนใดเข้ามาถือหุ้นหรือเป็นผู้จัดการในห้างฯ ตลอดจนกำหนดรายจ่ายแต่ละเดือนของห้างฯ ให้บุตรทุกคนไม่ว่าบุตรคนนั้นเพราะนายกิจผู้ตายนำเงินรายได้จากห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้งมาเป็นค่าใช้จ่ายส่วนรวมของครอบครัว ตามที่จำเลยที่ 3 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า เงินดังกล่าวโดยทั่วไปเรียกว่า "กงสี" นั่นเอง การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้งของนายกิจผู้ตายก็เพื่อสะดวกในการเข้าทำนิติกรรมสัญญากับบุคคลอื่นหรือขอจดทะเบียนกับเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงการยื่นภาษีรายได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเท่านั้น จำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า แม้นายกิจผู้ตายจะไม่มีหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้งแต่ก็สามารถทำนิติกรรมผูกพันห้างฯ ได้ แสดงว่านายกิจผู้ตายยังคงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารงานและการเงินของห้างฯ ได้ตลอด นายกิจผู้ตายจะนำเงินของห้างฯ ไปใช้จ่ายอย่างไร ทายาททุกคนต่างรับรู้ว่าเป็นสิทธิของนายกิจผู้ตายที่จะกระทำได้ การที่นายกิจผู้ตายนำเงินของห้างฯ ไปซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลง แล้วจดทะเบียนให้โจทก์กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับโอนนั้น เชื่อว่านายกิจผู้ตายได้คิดอย่างละเอียดรอบคอบดีก่อนแล้ว แม้นายกิจผู้ตายจะนำที่ดินพิพาทมาใช้ในกิจการของห้างฯ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเพราะนายกิจผู้ตายยังดูแลกิจการในห้างฯ อยู่ หากนายกิจผู้ตายต้องการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ตกเป็นของห้างฯ ก็สามารถจัดการได้โดยง่ายเพราะขณะนั้นจำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนห้างฯ ได้อยู่แล้ว แต่นายกิจผู้ตายหาได้กระทำการเช่นว่านั้นไม่ ทั้งยังปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้งทำการเช่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เพื่อใช้ทำประโยชน์บ่งบอกว่านายกิจผู้ตายต้องการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลแยกต่างหากจากทรัพย์สินของห้างฯ พยานจำเลยที่ 1 ที่นำสืบมาไม่อาจรับฟังหักล้างหนังสือสัญญาขายที่ดินและโฉนดที่ดินเลขที่ 6064 กับ 6065 ซึ่งเป็นเอกสารมหาชนได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 6064 และ 6065 ไม่ใช่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดใต้ล้งแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า หนังสือตกลงตามเอกสารหมาย จ.11 มีรอยน้ำยาลบคำผิดข้อความซึ่งเป็นข้อความที่มีความสำคัญ อีกทั้งไม่มีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ และผู้เขียนบันทึกไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้เช่นกันจึงเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์นั้น ศาลฎีกาได้ตรวจดูเอกสารดังกล่าวแล้ว เห็นว่า ตามหนังสือตกลงดังกล่าวนายกิจผู้ตายตกลงแบ่งทรัพย์สินต่าง ๆ ให้บุตรทั้ง 6 คน เท่า ๆ กัน ในข้อ (1) มีข้อความเดิมว่า ที่ดินเลขที่ 6064 และสิ่งปลูกสร้างแม่น้ำ 10 ไร่ ? 6 = 1.66 ไร่ มีรอยน้ำยาลบคำผิดข้อความว่า "แม่น้ำ" ออกไป ข้อ (2) มีข้อความเดิมว่า ที่ดินเลขที่ 6065 และสิ่งปลูกสร้างริมแม่น้ำประมาณ 67 - 10 = 57 ? 3 = 19 ไร่ ? 6 คนละ 3.16 ไร่ มีรอยน้ำยาลบคำผิดข้อความว่า "ริมแม่น้ำ" ออกไป ซึ่งนายกิจผู้ตายลงลายมือชื่อพร้อมกับโจทก์จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 รับรองข้อความในเอกสาร เมื่อจำเลยที่ 1 รับสำเนาหนังสือตกลงตามเอกสารหมาย จ.13 เป็นหลักฐานสำเนาเอกสารที่จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้ก็ไม่ปรากฏข้อความเดิมอีกต่อไป แสดงว่ามีการใช้น้ำยาลบคำผิดบางข้อความมาก่อนที่ทุกคนจะลงลายมือชื่อ ดังนั้นทายาทของนายกิจย่อมเข้าใจข้อความที่แก้ไขดีแล้ว ข้อความที่ถูกลบออกไปจึงไม่ใช่ข้อความอันสำคัญแต่อย่างใด นอกจากนี้หนังสือตกลงเช่นว่านี้ไม่มีกฎหมายบังคับให้ผู้เขียนหรือลบข้อความบางตอนต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ หนังสือตกลงตามเอกสารหมาย จ.11 จึงเป็นเอกสารที่สมบูรณ์ โจทก์สามารถใช้อ้างเป็นพยานได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 1012
ชื่อคู่ความ
นายทรงธรรม นรนิธิวรรณ
โดยนางสาวธัญญารัตน์ ปภัสพลธนศักดิ์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายกอบชัย นรนิธิวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวีระชัย เมธารัตนารักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7051/2558
#588836
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยให้การว่า ที่โจทก์มอบอำนาจให้ ก. หรือ ส. หรือ พ. เป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับลายมือชื่อตามหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 50 และหนังสือมอบอำนาจช่วง ลงวันที่ 16 มกราคม 51 ปรากฏว่าลายมือชื่อของ ส. ในหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับมีลักษณะช่องไฟและตัวอักษรต่างกัน ไม่น่าเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จะเห็นได้ว่า ตามคำให้การจำเลยมุ่งเน้นให้การต่อสู้ลายมือชื่อของ ส. ส่วนที่จำเลยให้การว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีมิใช่ลายมือชื่อโจทก์ เป็นการปฏิเสธลอย ๆ ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่เป็นประเด็นให้ศาลต้องวินิจฉัยว่าลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อกรรมการโจทก์หรือไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองฟังพยานหลักฐานของโจทก์ว่ายังฟังไม่ได้ว่า ส. และ อ. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนโจทก์ในขณะฟ้องคดี โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ส่วนที่โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีขับรถยนต์กระบะชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ จำเลยให้การรับว่าเป็นคู่กรณีจริง การที่หนังสือมอบอำนาจ ระบุชื่อสกุล จำเลย ผิดพลาดเป็นคำว่ามั่นประเสริฐ ที่ถูกต้องคือ มั่นประสิทธิ์ จึงเป็นการพิมพ์ผิดพลาด มิใช่กรณีฟ้องผิดคน ถือว่าโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยโดยชอบ แม้ว่าภายหลังโจทก์จะยื่นคำร้องขอเปลี่ยนหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ ระบุชื่อ และชื่อสกุลจำเลยโดยถูกต้อง แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้อง ก็ไม่มีผลให้การมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วเสียไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 318,127 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 298,711 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องกับฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์กับนางสารภีชำระเงิน 76,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกนางสารภี เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ร่วมขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นฟ้องใหม่ภายในอายุความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภท 2977 กรุงเทพมหานคร ไว้จากโจทก์ร่วม จำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค. 8402 ลำปาง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2550 เวลา 17.30 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์กระบะชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภท 2977 กรุงเทพมหานคร ขณะจอดติดสัญญาณจราจรไฟที่สามแยกทุ่งเศรษฐี อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ทำให้รถยนต์หมายเลขทะเบียน ภท 2977 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหาย และโจทก์ร่วมผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าวกับนางสาวจินา ที่นั่งโดยสารมาได้รับบาดเจ็บ พนักงานสอบสวน เห็นว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะโดยประมาท จึงเปรียบเทียบปรับจำเลยเป็นเงิน 400 บาท โจทก์นำรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภท 2977 กรุงเทพมหานคร เข้าประเมินความเสียหาย ปรากฏว่า หากจะซ่อมแซมรถยนต์ จะมีค่าซ่อมสูงกว่าร้อยละ 80 ของทุนประกันภัย โจทก์จึงชำระเงินตามทุนประกันภัยให้แก่โจทก์ร่วม 570,000 บาท และนำซากรถยนต์ขายแก่นายทนม เป็นเงิน 290,000 บาท โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายรถยนต์เข้าประเมินค่าซ่อมอีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้โจทก์ได้ชำระค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ร่วมและนางสาวจินาแล้ว รับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจประกันภัยมีกรรมการ 10 คน กรรมการสองคนมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญ ทำการแทนโจทก์และผูกพันโจทก์ได้ โจทก์มอบอำนาจให้นายเกรียงศักดิ์ และหรือนายสมนึก และหรือนายพิชิต เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการคดีแทนโจทก์ได้ รวมทั้งให้มีอำนาจตั้งผู้รับมอบอำนาจช่วงได้ด้วย และโจทก์โดยนายสมนึก ผู้รับมอบอำนาจ ได้มอบอำนาจช่วงให้นายธีรเมธ มีอำนาจดำเนินคดีนี้ ตามภาพถ่ายหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงท้ายคำฟ้อง จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีมิใช่ลายมือชื่อโจทก์ ที่โจทก์มอบอำนาจให้นายเกรียงศักดิ์ หรือนายสมนึก หรือนายพิชิต นั้น เมื่อเปรียบเทียบลายมือชื่อตามหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2550 (คือหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายคำฟ้อง) และหนังสือมอบอำนาจช่วงลงวันที่ 16 มกราคม 2551 (คือหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารท้ายคำฟ้อง) ปรากฎว่าลายมือชื่อนายสมนึก ในหนังสือสองฉบับ มีลักษณะช่องไฟและตัวอักษรต่างกัน ไม่น่าเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์จริง ตามคำให้การดังกล่าว เห็นได้ว่า จำเลยมุ่งให้การต่อสู้กรณีลายมือชื่อของนายสมนึก ตามหนังสือมอบอำนาจ และตามหนังสือมอบอำนาจช่วงว่ามีลักษณะช่องไฟและตัวอักษรต่างกัน ไม่น่าเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของนายสมนึกจริง ส่วนที่จำเลยระบุในคำให้การด้วยว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีมิใช่ลายมือชื่อโจทก์นั้น เป็นการให้ปฏิเสธลอย ๆ ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นลายมือมือชื่อของกรรมการโจทก์หรือไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาฟังไม่ได้ว่า นายสุธีชัย และนายอุดม เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำแทนโจทก์ได้ในขณะทำหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2550 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองในปัญหาดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยถือว่าจำเลยมิได้ให้การโต้แย้งได้ว่าโจทก์โดยกรรมการสองคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญ มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้โดยชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาตามประเด็นพิพาทที่ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัย แต่เนื่องจากคู่ความต่างสืบพยานมาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียว ไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยอีก ปัญหาว่าลายมือชื่อนายสมนึก ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากกรรมการโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2550 กับลายมือชื่อนายสมนึก ตามหนังสือมอบอำนาจช่วง ลงวันที่ 16 มกราคม 2551 เป็นลายมือชื่อบุคคลเดียวกันหรือไม่ เห็นว่ามีลักษณะการเขียนและช่องไฟคล้ายคลึงกัน ประกอบกับจำเลยมิได้ถามค้านหรือนำสืบพยานให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายสมนึกลงลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองฉบับ การมอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีนี้เป็นไปโดยชอบ ข้อต่อสู้ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตรวจคำฟ้องและเอกสารท้ายคำฟ้องแล้ว ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี และแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ระบุชื่อและนามสกุลว่า นายสุรินทร์ มั่นประสิทธิ์ แตกต่างจากที่โจทก์บรรยายฟ้อง จึงให้โจทก์ตรวจสอบแล้วแถลงให้ศาลทราบเพื่อดำเนินการต่อไป หลังจากนั้น โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับชื่อจำเลยจากนายสุรินทร์ มั่นประเสริฐ เป็นนายสุรินทร์ มั่นประสิทธิ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและรับคำฟ้องไว้พิจารณา เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีขับรถยนต์กระบะชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ จำเลยให้การรับว่าเป็นคู่กรณีดังกล่าวจริง การที่หนังสือมอบอำนาจ ระบุนามสกุลของจำเลยเป็นมั่นประเสริฐ จึงเป็นกรณีการพิมพ์ผิดพลาด มิใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องผิดคน ถือว่าโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยโดยชอบ แม้ว่าในภายหลังโจทก์ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ที่ระบุชื่อและนามสกุลจำเลยโดยถูกต้อง แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้องดังกล่าว ก็ไม่มีผลให้การมอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยโดยชอบต้องเสียไป ข้อต่อสู้ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 287,371 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
โจทก์ร่วม — นางสารภี ศิริสัมพันธ์
จำเลย — นายสุรินทร์ มั่นประสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายวิสุทธิ์ จินดาดำรงเวช
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอานัด อุเบกขานุกูล
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7019/2558
#586536
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 รับสลากกินแบ่งรัฐบาลตามสิทธิของโจทก์จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษาจังหวัดเลย จำกัด เพื่อนำไปขายต่อให้บุคคลภายนอก มีลักษณะเป็นสัญญาตัวแทน โจทก์ผูกพันที่จะต้องชำระค่าสลากกินแบ่งแก่สหกรณ์ฯ แต่ในส่วนที่โจทก์มอบสลากกินแบ่งรัฐบาลของตนให้จำเลยที่ 1 นำไปขายต่อให้บุคคลอื่นแล้วนำกำไรหรือส่วนต่างจากการขายมาแบ่งปันระหว่างกันนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 นำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ไปจำหน่ายแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องนำเงินต้นทุนค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลไปชำระให้แก่สหกรณ์ฯ เพื่อที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดถัดไปจากสหกรณ์ฯ นำไปจำหน่ายต่อ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะมีนิติสัมพันธ์บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลคืนแก่โจทก์ทุกงวดนอกเหนือจากการแบ่งกำไรส่วนหนึ่งที่โจทก์จะได้รับจากการจำหน่ายสลาก ทั้งปรากฏว่ามีสมาชิกสหกรณ์อีกหลายคนมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการในลักษณะเดียวกันเป็นกิจจะลักษณะเหมือนเป็นผู้อยู่ในวงการซื้อขายโดยตรง จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้สร้างกิจการขึ้นมาโดยหวังกำไรจำนวนมากจากส่วนต่างของราคาขายในแต่ละงวดหลังจากแบ่งปันกำไรบางส่วนให้โจทก์และผู้มอบหมายคนอื่นแล้ว เมื่อสภาพการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลมีนัยการกำหนดราคาขายไม่ต่ำกว่าต้นทุน การตั้งราคาขายเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดและตกลงกับผู้ซื้อโดยอาศัยอำนาจของตนเอง เมื่อพิจารณาประกอบกับจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมรับสภาพหนี้ค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่สหกรณ์แล้ว ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ตัวแทนขายในนามโจทก์

หนังสือสัญญากู้ที่จำเลยที่ 1 ทำให้ไว้แก่โจทก์ จึงมีที่มาจากมูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้ และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 124,475.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 108,550 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 108,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 รับราชการครู ต่างเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษาจังหวัดเลย จำกัด สมาชิกสหกรณ์ซึ่งรวมทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 มีสิทธิซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากสหกรณ์คนละ 13 เล่ม ต่องวด แต่ละเล่มมีจำนวน 100 ฉบับ เป็นเงินงวดละ 108,550 บาท โจทก์ตกลงมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 รับสลากกินแบ่งรัฐบาลตามสิทธิของโจทก์จากสหกรณ์เพื่อนำไปขายต่อให้บุคคลภายนอก โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์หรือแก่สหกรณ์แทนโจทก์ ส่วนผลกำไรหรือส่วนต่างจากการขายนำมาแบ่งระหว่างกัน จำเลยที่ 1 ดำเนินการขายและชำระเงินค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่สหกรณ์แทนโจทก์มาแล้วหลายครั้ง ต่อมาในงวดสลากกินแบ่งรัฐบาลประจำวันที่ 16 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 รับสลากกินแบ่งรัฐบาลในส่วนของโจทก์จากสหกรณ์ไปจำนวน 13 เล่ม เป็นเงิน 108,550 บาท และดำเนินการขายได้แล้ว แต่ผู้ซื้อไม่สามารถชำระราคาให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์หรือสหกรณ์แทนโจทก์ ต่อมา จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวให้ไว้แก่โจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาค้ำประกัน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้และเมื่อสหกรณ์ทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือขอชำระเงินจำนวนดังกล่าวแทนโจทก์ตามหนังสือยินยอมรับสภาพหนี้

ฎีกาของโจทก์ว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องการซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนที่โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปรับสลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากสหกรณ์แทนโจทก์ มีลักษณะเป็นสัญญาตัวแทนโดยโจทก์มีความผูกพันโดยตรงที่จะต้องชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลแก่สหกรณ์ แต่ในส่วนที่โจทก์มอบสลากกินแบ่งรัฐบาลของตนให้จำเลยที่ 1 นำไปขายต่อให้บุคคลอื่น แล้วนำกำไรหรือส่วนต่างจากการขายมาแบ่งปันระหว่างกัน แสดงอยู่ว่าจำเลยที่ 1 มิใช่ผู้ซื้อ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงมิใช่สัญญาซื้อขาย แต่จะเข้าลักษณะเป็นสัญญาตัวแทนหรือไม่นั้น เห็นว่า ตัวการในสัญญาตัวแทนมีเจตนาผูกนิติสัมพันธ์โดยตรงกับบุคคลภายนอกที่ตัวแทนกระทำไปตามที่ได้รับมอบหมายจากตัวการ แต่ข้อเท็จจริงในคดีฟังได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 นำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ไปจำหน่ายแล้ว จำเลยที่ 1 จะต้องนำเงินต้นทุนค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 108,550 บาท ไปชำระให้แก่สหกรณ์เพื่อที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับสลากกินแบ่งงวดถัดไปจากสหกรณ์นำไปจำหน่ายต่อไป จำเลยที่ 1 เองก็รู้ถึงหน้าที่และสิทธิข้อนี้ของโจทก์ดีเพราะจำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิในลักษณะเดียวกับโจทก์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะมีนิติสัมพันธ์บังคับเอาแก่จำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลคืนแก่โจทก์ทุกงวดนอกเหนือจากการแบ่งปันกำไรส่วนหนึ่งที่โจทก์จะได้รับจากการจำหน่ายของจำเลยที่ 1 โจทก์และบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลไปจากจำเลยที่ 1 มิได้มีความจะประสงค์จะบังคับเอาแก่กันทั้งปรากฏว่าในการดำเนินการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลของจำเลยที่ 1 นอกจากรายของโจทก์แล้ว ยังมีสมาชิกสหกรณ์กลุ่มของโจทก์อีกหลายคนมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการในลักษณะเดียวกับโจทก์ และตามหลักฐานการซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบแก่ผู้ซื้อมีวงเงินร่วม 100,000,000 บาท แสดงว่า จำเลยทั้งสองกระทำการเป็นกิจจะลักษณะเหมือนเป็นผู้อยู่ในวงการซื้อขายโดยตรง จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้สร้างกิจการขึ้นมาโดยหวังกำไรจำนวนมากจากส่วนต่างของราคาขายในแต่ละงวดหลังจากแบ่งปันกำไรบางส่วนให้โจทก์และผู้มอบหมายคนอื่นแล้ว ประกอบกับสภาพการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้นำไปขายต่อ มีนัยการกำหนดราคาขายไม่ต่ำกว่าต้นทุนที่โจทก์และผู้อื่นรับมา และเมื่อจะต้องแบ่งปันกำไรจากการขายให้แก่โจทก์และผู้อื่นรวมทั้งจำเลยที่ 1 ด้วย การตั้งราคาขายจึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดและตกลงกับผู้ซื้อ จึงเป็นการขายโดยอาศัยอำนาจของตนเอง เพียงแต่จะกำหนดราคาขายให้ได้กำไรมากน้อยเพียงใดเท่านั้น และเมื่อขายแล้วจำเลยที่ 1 จะต้องนำเงินต้นทุนค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 108,550 บาท ไปชำระหนี้สหกรณ์แทนโจทก์ทุกครั้งไปเพื่อให้โจทก์ได้รับสิทธิในสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดถัดไปจากสหกรณ์ เมื่อพิจารณาประกอบกับหนังสือยินยอมรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 1 ทำให้ไว้แก่สหกรณ์ สื่อความหมายว่าจำเลยที่ 1 มีความรับผิดจะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 108,550 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงยินดีทำหนังสือชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่สหกรณ์แทนโจทก์ คดีจึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อตามคำเบิกความโจทก์ตอบถามติงว่า การที่จำเลยที่ 1 มาเสนอตัวเพื่อรับสลากกินแบ่งในนามของกลุ่มนั้น เป็นเรื่องความสมัครใจของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีข้อตกลงใดๆ ว่าหากจำเลยที่ 1นำสลากกินแบ่งรัฐบาลไปจำหน่ายแล้วไม่ได้เงิน จะเป็นเหตุไม่ต้องชำระเงินคืนแก่สหกรณ์หรือโจทก์ ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ตัวแทนขายในนามโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังว่านิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เข้าลักษณะสัญญาตัวแทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และศาลฎีกามีอำนาจปรับข้อเท็จจริงให้ตรงกับนิติสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ ไม่เป็นการนอกฟ้อง ดังนี้ หนังสือสัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 ทำให้ไว้แก่โจทก์ จึงมีที่มาจากมูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้เงิน และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นในผล แต่ตามสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อสัญญาให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามนัยมาตรา 691 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนี้ จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์จึงไม่ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 797 ม. 827
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิฎฐ์เศรษฐ์ศักดิ์หรือพิฏฐ์เศรษฐศักดิ์ บัวบาลบุตร์
จำเลย — นายวีระวัฒน์ ชัชวาลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางสาวราตรี ช่วยพนัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7016/2558
#585760
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำต่อโจทก์นั้นไม่มีข้อตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลล่างทั้งสอง ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ 2,175,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,650,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,175,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,650,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 สิงหาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลกึ่งหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นพี่สาวของอดีตภริยาของจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 เคยร่วมกันประกอบธุรกิจรถยนต์มือสองใช้ชื่อการค้าว่า จีเนียสคาร์ ต่อมาเลิกกิจการ จำเลยที่ 1 เป็นผู้มอบสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน ให้โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เขียนจำนวนเงิน 1,650,000 บาท และลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ในช่องผู้กู้ จำเลยที่ 2 เป็นพี่สาวของจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกัน ก่อนฟ้องคดีทนายโจทก์กรอกข้อความในสัญญากู้ว่าทำสัญญาวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชำระต้นเงินภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2554 และกรอกข้อความรายละเอียดในสัญญาค้ำประกัน โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ภายใน 7 วัน จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามวันที่ 13 กรกฎาคม 2554 ตามหนังสือขอให้ชำระหนี้และใบตอบรับ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์กรอกข้อความในสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันโดยจำเลยทั้งสองไม่ยินยอม เห็นว่า โจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้ครบถ้วนภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2554 ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่าการกรอกข้อความไม่ได้พูดกับโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะจำเลยที่ 1 มอบสัญญากู้เงิน ไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยและวันครบกำหนดชำระ ทั้งที่จำเลยที่ 1 ได้ระบุจำนวนเงินไว้ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่าไม่ได้มีการพูดตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยและวันครบกำหนดชำระจึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าคำเบิกความของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินและรับเงินไป 1,650,000 บาท ขณะทำสัญญากู้ไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยและกำหนดเวลาชำระหนี้คืน แต่เมื่อโจทก์ทวงถามและกำหนดเวลาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามวันที่ 13 กรกฎาคม 2554 จำเลยทั้งสองไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ผิดนัดวันที่ 21 กรกฎาคม 2554 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ส่วนค่าเสียหาย 5,000 บาท โจทก์ฟ้องว่าเป็นค่าเสียหายในการทวงถามอันเกิดจากการผิดสัญญา แต่เมื่อสัญญากู้ไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้คืน ขณะทวงถามจำเลยทั้งสองยังมิได้ผิดสัญญา จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดในค่าทวงถามดังกล่าว และสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำต่อโจทก์นั้นไม่มีข้อตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลล่างทั้งสอง ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นนอกจากนี้ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเตือนใจ พุ่มเมือง
จำเลย — นายนพพร ทองมาก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายวิศรุต สิริสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7013/2558
#633725
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 22 และ มาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้ไม่มีอำนาจต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน ไม่ว่าในชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดี การร้องคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์สินเป็นการต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างหนึ่ง อันเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยจึงไม่มีอำนาจร้องคัดค้านการขายทอดตลาด แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้ขอเข้าดำเนินคดีแทนจำเลย จำเลยก็จะดำเนินคดีเองต่อไปไม่ได้ จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเพิ่งได้ปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2556 ในขณะที่จำเลยยังเป็นบุคคลล้มละลาย เป็นการยื่นคำร้องในขณะที่จำเลยไม่มีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนแล้ว ทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่คัดค้านการขายทอดตลาด คำร้องของจำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 170358 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ของจำเลยขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา นายทัศนัย ประมูลซื้อได้ในราคา 2,300,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงว่า จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายแต่ครบกำหนด 3 ปี นับแต่ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จึงปลดจำเลยจากล้มละลายนับแต่วันที่ 16 กันยายน 2556 ปรากฏตามประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ลงวันที่ 26 กันยายน 2556 ในส่วนของการขายทอดตลาดคดีนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาเริ่มต้นในการขายทอดตลาดต่ำเกินสมควร เป็นการไม่ชอบด้วยประกาศคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาเริ่มต้นและราคาที่สมควรขายในการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี ที่บังคับใช้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2555 นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 22 และ มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้ไม่มีอำนาจต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน ไม่ว่าในชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดี การร้องคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์สินเป็นการต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างหนึ่ง อันเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยจึงไม่มีอำนาจร้องคัดค้านการขายทอดตลาด แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้ขอเข้าดำเนินคดีแทนจำเลย จำเลยก็จะดำเนินคดีเองต่อไปไม่ได้ จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเพิ่งได้ปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2556 ในขณะที่จำเลยยังเป็นบุคคลล้มละลาย เป็นการยื่นคำร้องในขณะที่จำเลยไม่มีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนแล้ว ทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่คัดค้านการขายทอดตลาด คำร้องของจำเลยจึงไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย และศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางวิไลลักษณ์หรือลักษณา เมตตามิติกร
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7004/2558
#631755
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่เจ้าหนี้นำมายื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 และฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2549 และหนี้ค่าประกันอัคคีภัยทรัพย์จำนองซึ่งบริษัท ค. เป็นผู้กู้และผู้จำนอง ส่วนลูกหนี้ที่ 2 เป็นเพียงผู้จำนำใบหุ้นเลขที่ 58 - 59 ทะเบียนผู้ถือหุ้นเลขที่ 2850001 ถึง 2950000 จำนวน 100,000 หุ้น เพื่อประกันหนี้ดังกล่าวต่อเจ้าหนี้เท่านั้น มิใช่ลูกหนี้ชั้นต้นที่เมื่อบังคับจำนำได้เงินน้อยกว่าจำนวนค้างชำระแล้วยังจะต้องรับใช้ในส่วนที่ขาดอยู่นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 767 วรรคสอง อีกทั้งตามข้อตกลงในสัญญาจำนำ ไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับบริษัทดังกล่าว หรือหากบังคับจำนำแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ลูกหนี้ที่ 2 ยินยอมรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดแก่เจ้าหนี้แต่อย่างใด ลูกหนี้ที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์จำนำที่เป็นหลักประกันและเจ้าหนี้ไม่อาจขอรับชำระหนี้ภายในเงื่อนไขที่ว่า เมื่อได้ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้ว ขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) ได้ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าววรรคท้าย

แม้เจ้าหนี้จะเป็นเจ้าหนี้มีประกันผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันซึ่งลูกหนี้ที่ 2 ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 ก็ตาม แต่เจ้าหนี้ชอบที่จะเลือกใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ตามมาตรา 95 หรือมาตรา 96 มาตราใดมาตราหนึ่งเท่านั้น เมื่อเจ้าหนี้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 (3) แล้วไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้เนื่องจากลูกหนี้ที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์จำนำที่เป็นหลักประกัน ขณะเดียวกันเจ้าหนี้จะกลับไปขอใช้สิทธิให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 95 อีกไม่ได้ ประกอบกับเมื่อบริษัท ค. ลูกหนี้ชั้นต้นและลูกหนี้ที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ชอบที่จะบังคับจำนำเอาทรัพย์สินที่จำนำออกขายทอดตลาดได้เองอยู่แล้วตาม ป.พ.พ.มาตรา 764 เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันและขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550

เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 1 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน จำนวน 53,117,842.27 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า ลูกหนี้ที่ 2 มิได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินแต่อย่างใด จึงมิใช่ผู้กู้และคู่สัญญาไม่ต้องรับผิดตามสัญญากู้เงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 และเจ้าหนี้มิใช่ผู้มีสิทธิตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) อีกทั้งเจ้าหนี้มิได้นำส่งต้นฉบับใบหุ้นอันเป็นหลักฐานสำคัญที่จะทำให้เจ้าหนี้มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินที่จำนำของลูกหนี้ที่ 2 จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเจ้าหนี้และลูกหนี้ที่ 2 มีมูลหนี้ต่อกัน เห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 และวันที่ 5 เมษายน 2549 บริษัทคริสตัล วิชั่น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ทำสัญญากู้เงินกับเจ้าหนี้จำนวนเงิน 38,000,000 บาท และ 9,000,000 บาท ตามลำดับ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินจำนวน 16 แปลงไว้เป็นประกัน ตามสัญญากู้เงินและสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ นอกจากนี้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 ลูกหนี้ที่ 2 ทำสัญญาจำนำใบหุ้นเลขที่ 58 - 59 ทะเบียนผู้ถือหุ้นเลขที่ 2850001 ถึง 2950000 จำนวน 100,000 หุ้น เพื่อประกันหนี้ทุกประเภทที่ลูกหนี้ที่ 2 และหรือบริษัทคริสตัล วิชั่น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด มีอยู่กับเจ้าหนี้ขณะทำสัญญาจำนำและหรือที่จะเกิดขึ้นต่อไปในภายหน้าโดยไม่จำกัดจำนวนหนี้ ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 17 ตุลาคม 2550 ลูกหนี้ที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้จึงนำหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3)

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันและขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนำชำระหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่เจ้าหนี้นำมายื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 และฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2549 และหนี้ค่าประกันอัคคีภัยทรัพย์จำนองซึ่งบริษัทคริสตัล วิชั่น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เป็นผู้กู้และผู้จำนอง ส่วนลูกหนี้ที่ 2 เป็นเพียงผู้จำนำใบหุ้นเลขที่ 58 - 59 ทะเบียนผู้ถือหุ้นเลขที่ 2850001 ถึง 2950000 จำนวน 100,000 หุ้น เพื่อประกันหนี้ดังกล่าวต่อเจ้าหนี้เท่านั้น มิใช่ลูกหนี้ชั้นต้นที่เมื่อบังคับจำนำได้เงินน้อยกว่าจำนวนค้างชำระแล้วยังจะต้องรับใช้ในส่วนที่ขาดอยู่นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 767 วรรคสอง อีกทั้งตามข้อตกลงในสัญญาจำนำ ไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับบริษัทดังกล่าว หรือหากบังคับจำนำแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ลูกหนี้ที่ 2 ยินยอมรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดแก่เจ้าหนี้แต่อย่างใด ลูกหนี้ที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์จำนำที่เป็นหลักประกันและเจ้าหนี้ไม่อาจขอรับชำระหนี้ภายในเงื่อนไขที่ว่า เมื่อได้ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้ว ขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) ได้ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าววรรคท้าย ส่วนที่เจ้าหนี้อุทธรณ์อ้างว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพื่อให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการขายทอดตลาดทรัพย์จำนำชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้นั้น ในข้อนี้แม้เจ้าหนี้จะเป็นเจ้าหนี้มีประกันผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันซึ่งลูกหนี้ที่ 2 ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 ก็ตาม แต่เจ้าหนี้ชอบที่จะเลือกใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ตามมาตรา 95 หรือมาตรา 96 มาตราใดมาตราหนึ่งเท่านั้น เมื่อเจ้าหนี้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 (3) แล้วไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้เนื่องจากลูกหนี้ที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์จำนำที่เป็นหลักประกัน ขณะเดียวกันเจ้าหนี้จะกลับไปขอใช้สิทธิให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 95 อีกไม่ได้ ประกอบกับเมื่อบริษัทคริสตัล วิชั่น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นและลูกหนี้ที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ชอบที่จะบังคับจำนำเอาทรัพย์สินที่จำนำออกขายทอดตลาดได้เองอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 764 เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันและขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนำได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของเจ้าหนี้อีกเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 764 ม. 767 วรรคสอง ม. 95 ม. 96 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง
เจ้าหนี้ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายศราวุธ เจริญสุขเสน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ