คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6893/2558
#599878
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการ ติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสม ตามมาตรา 25 หากผู้ใดหลบหนีจากการตรวจพิสูจน์หรือหลบหนีออกนอกศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ข้อเท็จจริงได้ความตามคำวินิจฉัยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสงขลา ที่ 1358/2555 เอกสารท้ายฟ้องว่า คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสงขลา เห็นว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์เคยถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่จับกุมในความผิดฐานเสพและร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสงขลามีคำวินิจฉัยที่ 546/2552 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2552 ให้ผู้เข้ารับตรวจพิสูจน์เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบจิตสังคมบำบัดที่โรงพยาบาลของรัฐเป็นเวลา 4 เดือน ให้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควรเป็นเวลา 6 เดือน ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ยินยอมให้เก็บปัสสาวะเพื่อตรวจหาสารเสพติด และห้ามคบหาสมาคมกับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งในระหว่างฟื้นฟู ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ขาดรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่ได้พักอาศัยตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด มีคำสั่งที่ 73/2555 ลงวันที่ 5 มกราคม 2535 ให้ขยายระยะเวลาต่อไปอีกเป็นเวลา 4 เดือน แต่ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ขาดความรับผิดชอบ ไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการบำบัด คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสงขลา จึงมีคำสั่งที่ 1232/2555 ลงวันที่ 17 เมษายน 2555 พิจารณาผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เห็นสมควรแจ้งให้พนักงานสอบสวนเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไป แม้คำสั่งที่ 1232/2555 จะเป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสงขลาก็ตาม แต่เมื่อมาตรา 32 บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้วแต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ ดังนี้ เมื่อได้ตัวจำเลยมาหลังจากที่จำเลยไม่มารายงานตัวเพื่อปฏิบัติตามคำวินิจฉัยที่ 546/2552 และคำสั่งที่ 73/2555 ของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคำสั่งของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่ 1232/2555 ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยอยู่ระหว่างดำเนินคดีอื่นที่มีโทษจำคุกตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 การที่โจทก์นำตัวจำเลยมาฟ้องคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 57, 76, 92, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1940/2555 ของศาลชั้นต้น และริบกัญชา เขียงไม้ มีดใช้หั่นกัญชา และบ้องกัญชาของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 57, 76 วรรคหนึ่ง, 92 วรรคหนึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานเสพกัญชา จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ยกคำขอให้นับโทษต่อ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสม ตามมาตรา 25 หากผู้ใดหลบหนีจากการตรวจพิสูจน์หรือหลบหนีออกนอกศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ข้อเท็จจริงได้ความตามคำวินิจฉัยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสงขลา ที่ 1358/2555 เอกสารท้ายฟ้องว่า คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสงขลา เห็นว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์เคยถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่จับกุมในความผิดฐานเสพและร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสงขลามีคำวินิจฉัยที่ 546/2552 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2552 ให้ผู้เข้ารับตรวจพิสูจน์เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบจิตสังคมบำบัดที่โรงพยาบาลของรัฐ เป็นเวลา 4 เดือน ให้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควร เป็นเวลา 6 เดือน ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ยินยอมให้เก็บปัสสาวะเพื่อตรวจหาสารเสพติด และห้ามคบหาสมาคมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งในระหว่างฟื้นฟู ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ขาดรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่ได้พักอาศัยตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด มีคำสั่งที่ 73/2555 ลงวันที่ 5 มกราคม 2535 ให้ขยายระยะเวลาต่อไปอีกเป็นเวลา 4 เดือน แต่ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ขาดความรับผิดชอบ ไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการบำบัด คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสงขลา จึงมีคำสั่งที่ 1232/2555 ลงวันที่ 17 เมษายน 2555 พิจารณาผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เห็นสมควรแจ้งให้พนักงานสอบสวนเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไป แม้คำสั่งที่ 1232/2555 จะเป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสงขลาก็ตาม แต่เมื่อมาตรา 32 บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ ดังนี้ เมื่อได้ตัวจำเลยมาหลังจากที่จำเลยไม่มารายงานตัวเพื่อปฏิบัติตามคำวินิจฉัยที่ 546/2552 และคำสั่งที่ 73/2555 ของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคำสั่งของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่ 1232/2555 ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยอยู่ระหว่างดำเนินคดีอื่นที่มีโทษจำคุกตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 การที่โจทก์นำตัวจำเลยมาฟ้องคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22 ม. 23 ม. 24 ม. 25 ม. 29 ม. 32 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายเจษฎาหรือแซม ดิสระ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอรรถพร เพชรแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายเรวัตร สกุลคล้อย
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6850/2558
#587002
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีรถยนต์เสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดังเดิมได้ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็น และมีเหตุอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญา สัญญาดังกล่าวได้แบ่งความรับผิดของผู้เช่าซื้อเป็นสองกรณีโดยพิจารณาจากความเสียหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อว่าเกิดขึ้นจากความผิดของผู้เช่าซื้อหรือไม่ เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อได้รับความเสียหายจากการประสบภัยธรรมชาติ (สึนามิ) ซึ่งมิใช่เกิดขึ้นจากความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระหรือค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่โจทก์นำรถยนต์เช่าซื้อออกประมูลขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อตามฟ้องโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาต่อท้ายในกรณีที่รถยนต์เช่าซื้อเสียหายที่ไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 คือค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็น และมีเหตุอันสมควร แต่เนื่องจากโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหรือไม่ เพียงใด จึงไม่กำหนดให้ คงมีเพียงค่าเสียหายจากการที่ทรัพย์ที่เช่าซื้อเสียหายไป ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงเงินลงทุนของโจทก์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมผลประโยชน์ที่โจทก์จะได้รับหากรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่เสียหายกับจำนวนเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์และเงินที่โจทก์ได้รับจากการขายรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้ว เห็นว่ามีจำนวนเพียงพอต่อความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการที่ทรัพย์ที่เช่าซื้อเสียหายเพราะเหตุประสบภัยธรรมชาติ (สึนามิ) แล้ว จึงไม่กำหนดให้อีก

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 1 ฎีกาเพียงผู้เดียว ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 470,306.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.75 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ในราคา 1,109,520 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เดือนละ 23,115 บาท รวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 เมษายน 2546 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 25 ของเดือน มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ 21 งวด รวมเป็นเงิน 485,415 บาท รถยนต์ที่เช่าซื้อได้รับความเสียหายจากการประสบภัยธรรมชาติ (สึนามิ) โจทก์รับรถยนต์คืนมาเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2548 ต่อมาโจทก์ให้บริษัทสหการประมูล จำกัด นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกประมูลขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2548 ได้ราคา 116,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีรถยนต์เสียหาย จนไม่สามารถซ่อมแซมได้ดีดังเดิมได้ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็น และมีเหตุอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญา จากข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าว ได้แบ่งความรับผิดของผู้เช่าซื้อเป็นสองกรณี โดยพิจารณาจากความเสียหายของรถยนต์ที่เช่าซื้อว่าเกิดขึ้นจากความผิดของผู้เช่าซื้อหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อได้รับความเสียหายจากการประสบภัยธรรมชาติ (สึนามิ) ซึ่งมิใช่เกิดขึ้นจากความผิดของจำเลยที่ 1 ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาต่อท้าย หรือค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่โจทก์นำรถยนต์เช่าซื้อออกประมูลขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อเป็นเงิน 470,306.80 บาท ตามฟ้องโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาต่อท้าย ในกรณีที่รถยนต์เช่าซื้อเสียหายที่ไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 คือค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็น และมีเหตุอันสมควร แต่เนื่องจากโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหรือไม่ เพียงใด จึงไม่กำหนดให้ คงมีเพียงค่าเสียหายจากการที่ทรัพย์ที่เช่าซื้อเสียหายไป ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงเงินลงทุนของโจทก์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมผลประโยชน์ที่โจทก์จะได้รับหากรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่เสียหายกับจำนวนเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์และเงินที่โจทก์ได้รับจากการขายรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้ว เห็นว่ามีจำนวนเพียงพอต่อความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการที่ทรัพย์ที่เช่าซื้อเสียหายเพราะเหตุประสบภัยธรรมชาติ (สึนามิ) แล้ว จึงไม่กำหนดให้อีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 1 ฎีกาเพียงผู้เดียว ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 วรรคท้าย
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสุคนธ์ ทับเที่ยง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวพรพิมล โศจิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชุติมนต์ โพธิเดช
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6846/2558
#583208
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำผิดวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 โจทก์บรรยายฟ้องว่าก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลนี้ ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี และปรับ 300,000 บาท ข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยกระทำความผิดคดีนี้อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ขึ้นอีก แม้ฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยพ้นโทษเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ก็ตาม แต่ก็เป็นที่ชัดแจ้งว่าเป็นความผิดพลาดในการพิมพ์ ทั้งจำเลยก็ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ แสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้และเข้าใจมาตลอดว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ กรณีจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6, 7, 8, 57, 91, 97 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน (ที่ถูก ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 8 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 4 เดือน ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่เพิ่มโทษจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลนี้ ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี และปรับ 300,000 บาท ข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1855/2550 พิพากษาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จำเลยพ้นโทษเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ภายในระยะเวลาห้าปีนับแต่พ้นโทษในคดีดังกล่าว จำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ขึ้นอีก แม้ฟ้องดังกล่าวระบุว่าจำเลยพ้นโทษเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ก็ตาม แต่ก็เป็นที่ชัดแจ้งว่าที่โจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าวนั้นเป็นความผิดพลาดในการพิมพ์เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 ให้จำคุก 3 ปี และปรับ 300,000 บาท จะฟังว่าจำเลยพ้นโทษเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 หาได้ไม่ ทั้งจำเลยก็ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ แสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้และเข้าใจมาตลอดว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1855/2550 ของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1855/2550 ของศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และจำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ กรณีจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 159 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายสมภพหรืออ้อ พูลสอน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายพรชัย พรพศวัต
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6846/2558
#629384
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลนี้ ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี และปรับ 300,000 บาท ข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1855/2550 พิพากษาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จำเลยพ้นโทษเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ภายในระยะเวลาห้าปีนับแต่พ้นโทษในคดีดังกล่าว จำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ขึ้นอีก แม้ฟ้องโจทก์ดังกล่าวระบุว่าจำเลยพ้นโทษเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ก็ตาม แต่ก็เป็นที่ชัดแจ้งว่าที่โจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าวนั้น เป็นความผิดพลาดในการพิมพ์เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 ให้จำคุก 3 ปี และปรับ 300,000 บาท จะฟังว่าจำเลยพ้นโทษเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 หาได้ไม่ ทั้งจำเลยก็ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ แสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้และเข้าใจมาตลอดว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1855/2550 ของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1855/2550 ของศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และจำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ กรณีจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6, 7, 8, 57, 91, 97 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 4 เดือน ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่เพิ่มโทษจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลนี้ ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี และปรับ 300,000 บาท ข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1855/2550 พิพากษาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จำเลยพ้นโทษเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ภายในระยะเวลาห้าปีนับแต่พ้นโทษในคดีดังกล่าว จำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ขึ้นอีก แม้ฟ้องโจทก์ดังกล่าวระบุว่าจำเลยพ้นโทษเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ก็ตาม แต่ก็เป็นที่ชัดแจ้งว่าที่โจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าวนั้น เป็นความผิดพลาดในการพิมพ์เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 25 กรกฎาคม 2550 ให้จำคุก 3 ปี และปรับ 300,000 บาท จะฟังว่าจำเลยพ้นโทษเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 หาได้ไม่ ทั้งจำเลยก็ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียว กับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ แสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้และเข้าใจมาตลอดว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ภายในห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1855/2550 ของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1855/2550 ของศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และจำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ กรณีจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายสมภพหรืออ้อ พูลสอน
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำสั่งศาลฎีกาที่ 6830/2558
#603443
เปิดฉบับเต็ม

บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ม. มิได้ลงพิมพ์ว่า ผู้คัดค้านมิได้ จ้าง วาน ใช้ให้ลงพิมพ์ข้อความดังกล่าว เพียงแต่ปฏิเสธว่าข้อความที่ลงพิมพ์นั้น มิได้หาเสียงให้ผู้สมัครรายใด จึงเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้ ส. บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ม. กระทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น โดยมีข้อความอันเป็นการหาเสียงเลือกตั้งดังที่ผู้ร้องกล่าวหา และเมื่อพิจารณาข้อความโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งของผู้คัดค้าน เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารอันเป็นการกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภา จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง ทั้งข้อความดังกล่าวยังเป็นการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้คัดค้านอันส่งผลให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเลย ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเพื่อให้ ผู้คัดค้านได้รับเลือกตั้ง คดีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากรณีเป็นไปตามคำร้องของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปในวันที่ 30 มีนาคม 2557 โดยในการเลือกตั้งดังกล่าว ผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเลย หมายเลข 3 ต่อมาเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2557 ผู้ร้องได้ประกาศผลการเลือกตั้งให้นายสมศักดิ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเลย หมายเลข 2 เป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเลย โดยผู้คัดค้านไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งดังกล่าว ผู้คัดค้านได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายสมาน กระทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งผ่านทางสื่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น คือ หนังสือพิมพ์มหาชนไทเลย เมืองเลย ปีที่ 24 ฉบับที่ 506 ประจำวันที่ 1 ถึง 15 มีนาคม 2557 หน้าที่ 11 โดยมีข้อความว่า "หน้าที่สมาชิกสภา อยากผลักดันเรื่องกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง และเสนอให้สร้างอ่างเก็บน้ำชลประทานขนาดใหญ่ 5 โครงการ โครงการที่ผ่านมาได้ผลและลงมือก่อสร้าง 1 โครงการที่ต้นแม่น้ำเลยงบประมาณ 200 กว่าล้านบาท และอีกโครงการอยู่ระหว่างการดำเนินการเวนคืนที่ดินที่อำเภอด่านซ้าย ราคาก่อสร้างประมาณ 4 - 5 ร้อยล้านบาท อยู่ระหว่างการเวนคืนที่ดินแล้วเสร็จถึงจะเปิดประมูลก่อสร้างได้" และย่อหน้าถัดมามีข้อความว่า "หน้าที่สมาชิกสภาจังหวัด การพัฒนาประเทศ (บ้านเมือง) ทำไม่ได้เลย ถ้าไม่พัฒนาประชาธิปไตย สมาชิกสภาจังหวัดถือเป็นองค์กรสำคัญของระบบการปกครอง ในการนำเสนอปัญหาความต้องการของประชาชนไปสู่รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในสมัยโลกาภิวัฒน์นี้ มติมหาชนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการกำหนดนโยบายและการบริหารบ้านเมือง" ซึ่งเป็นการหาเสียงเลือกตั้งในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภาอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 123 ขอให้มีคำสั่งตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 57/2557 เรื่อง ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2557 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 111 และมาตรา 122 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้าน มีกำหนดห้าปี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านไม่ได้ก่อ จ้างวานใช้ รู้เห็นเป็นใจ หรือสนับสนุน นายสมาน ให้ทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยลงข้อความในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ตามคำร้องของผู้ร้อง เมื่อผู้คัดค้านทราบว่ามีการลงข้อความอันเป็นมูลคดีที่มีปัญหาดังกล่าว ผู้คัดค้านได้ดำเนินการทักท้วงนายสมาน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ว่าลงข้อความเกินที่แจ้งไปโดยพลการ และแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเลยให้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่าผู้คัดค้านไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการลงโฆษณาโดยพลการของนายสมานดังกล่าว ขอให้ยกคำร้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกว่า ผู้คัดค้านได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายสมาน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มหาชนไทเลย เมืองเลย กระทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น โดยมีข้อความอันเป็นการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่ โดยผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทราบว่ามีการลงข้อความดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2557 จึงได้ต่อว่านายสมานว่าลงข้อความโดยพลการ และในวันเดียวกัน เวลา 15.30 นาฬิกา ผู้คัดค้านได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเลยไว้เป็นหลักฐานว่าผู้คัดค้านไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการลงโฆษณาดังกล่าว เห็นว่า หนังสือพิมพ์มหาชนไทเลย เมืองเลย ปีที่ 24 ฉบับที่ 506 ประจำวันที่ 1 ถึง 15 มีนาคม 2557 เอกสารหมาย รค.1 แผ่นที่ 14 มีรูปถ่ายผู้คัดค้านอยู่ในหน้าแรกส่วนบน ใต้ชื่อหนังสือพิมพ์ร่วมกับรูปถ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเลยอื่นอีก 2 คน ทั้งในหน้าที่ 11 ก็มีรูปถ่ายผู้คัดค้าน ประวัติผู้คัดค้านและข้อความดังกล่าวอยู่ถึงครึ่งหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ในแนวตั้ง นอกจากนี้ยังได้ความจากนายสมาน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มหาชนไทเลย เมืองเลย ตามบันทึกคำให้การพยานต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน เอกสารหมาย รค.1 แผ่นที่ 50 ว่า หนังสือพิมพ์มหาชนไทเลย เมืองเลย พิมพ์เผยแพร่จำนวน 1,700 ฉบับ มีสมาชิกทั้งที่เป็นภาครัฐและเอกชนประมาณ 300 ราย และวางจำหน่ายตามแผงหนังสือทั่วไปในเขตอำเภอเมืองเลยในราคาฉบับละ 10 บาท และฉบับที่ 506 ประจำวันที่ 1 ถึง 15 มีนาคม 2557 ออกจำหน่ายในวันที่ 18 ถึง 20 มีนาคม 2557 แต่ผู้คัดค้านเพิ่งมีหนังสือแจ้งบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มหาชนไทเลย เมืองเลย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2557 ตามเอกสารหมาย รค.1 แผ่นที่ 64 ว่ามีการพิมพ์ข้อความที่คลาดเคลื่อน และแจ้งความไว้เป็นหลักฐานต่อพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2557 ตามเอกสารหมาย รค.1 แผ่นที่ 67 ว่าตนมิได้รู้เห็นเป็นใจในการโฆษณาดังกล่าว จึงผิดวิสัยที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ทั้งเคยเป็นประธานหอการค้าจังหวัดเลย จะไม่ทราบถึงการโฆษณาตนเองในการลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเลยในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่วางจำหน่ายแพร่หลายในจังหวัดเลยในทันทีที่มีการวางจำหน่าย แต่เพิ่งมาทราบหลังจากจำหน่าย จ่าย แจก แล้วถึง 4 วัน ประกอบกับในคอลัมน์บรรณาธิการแถลง ในหนังสือพิมพ์มหาชนไทเลย เมืองเลยปีที่ 24 ฉบับที่ 507 ประจำวันที่ 16 ถึง 31 มีนาคม 2557 หน้าที่ 5 เอกสารหมาย รค.1 แผ่นที่ 77ลงพิมพ์ว่า "...ข้อความนอกกรอบที่พิมพ์ลงไปนั้นความจริงพิจารณาแล้วก็มิได้หาเสียงให้ใครหรือสนับสนุนผู้สมัครเบอร์ใดแม้แต่นิดเดียว คงยึดมั่นให้ความเป็นกลางสนับสนุนทุกเบอร์ ถ้าท่านได้รับการพิจารณาเลือกจากประชาชนชาวจังหวัดเลย..."จากบทบรรณาธิการดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทเลย เมืองเลย ก็มิได้ลงพิมพ์ว่า ผู้คัดค้านมิได้ จ้าง วาน ใช้ ให้ลงพิมพ์ข้อความดังกล่าว เพียงแต่ปฏิเสธว่าข้อความที่ลงพิมพ์นั้น มิได้หาเสียงให้ผู้สมัครรายใด จึงเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายสมาน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มหาชนไทเลย เมืองเลย กระทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น โดยมีข้อความอันเป็นการหาเสียงเลือกตั้งดังที่ผู้ร้องกล่าวหา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายว่า ข้อความตามคำร้องว่าผู้คัดค้าน ใช้ในการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น นั้น เป็นการหาเสียงเลือกตั้งในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภา อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 123 เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตเพื่อที่จะให้ผู้คัดค้านได้รับการเลือกตั้ง มีผลให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเลย ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา สามารถหาเสียงเลือกตั้งได้ก็แต่เฉพาะที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภา" และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการหาเสียง ข้อควรปฏิบัติ และข้อห้ามมิให้ปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและการดำเนินการใดๆของผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พ.ศ. 2551 ข้อ 5 กำหนดว่า "ในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครหรือบุคคลผู้ช่วยในการหาเสียงเลือกตั้งสามารถหาเสียงเลือกตั้งได้ก็แต่เฉพาะที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภาตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 เช่น อำนาจในด้านนิติบัญญัติ อำนาจในการควบคุมการตรากฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน การให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของแผ่นดิน การพิจารณาเลือกตั้ง แต่งตั้ง ให้คำแนะนำให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรต่างๆ อำนาจในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นต้น..." แต่เมื่อพิจารณาถ้อยคำที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์มหาชนไทเลย เมืองเลย ปีที่ 24 ฉบับที่ 506 ประจำวันที่ 1 ถึง 15 มีนาคม 2557 หน้าที่ 11 ตามคำร้องของผู้ร้องแล้ว เห็นว่า ข้อความดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารอันเป็นการกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของวุฒิสภา จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง ทั้งข้อความดังกล่าวยังเป็นการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้คัดค้านอันส่งผลให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเลย ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเพื่อให้ผู้คัดค้านได้รับเลือกตั้ง คดีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากรณีเป็นไปตามคำร้องของผู้ร้อง คำคัดค้านของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายสุเครื่อง ผู้คัดค้าน มีกำหนดห้าปี นับแต่วันมีคำสั่ง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 111 ม. 122 ม. 123 วรรค1
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ผู้คัดค้าน — นายสุเครื่อง บุรินทร์กุล
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
แผนกคดีเลือกตั้ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6804/2558
#633724
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุภริยามีชู้ สามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากชู้ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ชายชู้หรือชายที่มาล่วงเกินภริยาในทำนองชู้สาวจะต้องทราบว่าหญิงนั้นเป็นหญิงมีสามีแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิสามี จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ทราบแล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของโจทก์แต่ยังเป็นชู้และร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 1 เป็นอาจิณ โจทก์ซึ่งเป็นสามีย่อมมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ได้

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 สิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุในมาตรา 1516 (1) (2) (3) หรือ (6) หรือมาตรา 1523 ย่อมระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันผู้กล่าวอ้างรู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนอาจยกขึ้นกล่าวอ้าง หมายถึง กรณีที่เหตุที่กล่าวอ้างนั้นมิได้เกิดเหตุนั้นอีก สิทธิฟ้องร้องจึงระงับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันผู้กล่าวอ้างรู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนอาจยกขึ้นกล่าวอ้าง แต่จำเลยที่ 2 ยังคงประพฤติเหตุดังกล่าวภายหลังวันที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าโจทก์รู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนอาจยกขึ้นกล่าวอ้างได้ อันเป็นการกระทำเหตุดังกล่าวต่อเนื่อง สิทธิฟ้องร้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีและภริยากัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าทดแทนให้แก่โจทก์จำนวน 100,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และให้โจทก์และจำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสตามกฎหมาย

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าทดแทน จำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันฟ้องวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2521 และจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2534 มีบุตรด้วยกัน 3 คน จำเลยที่ 2 เป็นชาวสวิสเซอร์แลนด์ อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาประมาณ 20 ปี จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกิจการผลิตและส่งออกเครื่องประดับจำพวกอัญมณี และดำรงตำแหน่งรองประธานหอการค้าไทย - สวิส จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 หลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2552 ถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2554

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นภริยาของโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ยังมีโจทก์เป็นสามี จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุภริยามีชู้ สามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากชู้ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ชายชู้หรือชายที่มาล่วงเกินภริยาในทำนองชู้สาวจะต้องทราบว่าหญิงนั้นเป็นหญิงมีสามีแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิสามีด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เองนำสืบรับว่า หลังจากมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 แล้ว ประมาณปี 2553 จำเลยที่ 2 ส่งข้อความเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 โดยกล่าวถึงสามีจำเลยที่ 1 ซึ่งคือโจทก์ด้วย เช่น "Your hubby happy to have cheating wife" , "What about your hubby" แสดงว่าจำเลยที่ 2 ย่อมทราบหรือควรต้องทราบแล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของโจทก์แต่ยังเป็นชู้และร่วมประเวณีกับภริยาผู้อื่นเป็นอาจิณ โจทก์ซึ่งเป็นสามีย่อมมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาประการต่อมาว่า โจทก์ทราบความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองตั้งแต่ก่อนวันที่ 23 มกราคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่นางสาวสุทธาภา ได้แจ้งให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 เป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปี สิทธิฟ้องร้องของโจทก์ย่อมระงับไปแล้วนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 สิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุในมาตรา 1516 (1) (2) (3) หรือ (6) หรือมาตรา 1523 ย่อมระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันผู้กล่าวอ้างรู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนอาจยกขึ้นกล่าวอ้าง หมายถึง กรณีที่เกิดเหตุที่จะกล่าวอ้างแล้วมิได้เกิดเหตุนั้นอีก สิทธิฟ้องร้องจึงระงับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันผู้กล่าวอ้างรู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนอาจยกขึ้นกล่าวอ้าง แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ยังคงประพฤติเหตุดังกล่าวภายหลังวันที่ 23 มกราคม 2554 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าโจทก์รู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนอาจยกขึ้นกล่าวอ้างได้ อันเป็นการกระทำเหตุดังกล่าวต่อเนื่อง สิทธิฟ้องร้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อสุดท้าย ตรงกับปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทดแทนสูงเกินไป ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยคดีทำนองเดียวกันซึ่งโจทก์สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล ประกอบอาชีพรับราชการนับว่ามีเกียรติและฐานะในวงสังคม สมรสกัน 10 ปี มีบุตรด้วยกัน 1 คน ครอบครัวมีความมั่นคงสมบูรณ์ ศาลฎีกากำหนดค่าทดแทนให้เพียง 100,000 บาท ส่วนโจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทดแทนน้อยเกินไปเพราะโจทก์ถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีชายชาติทหารและเกียรติยศนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาโจทก์ไปร่วมประเวณี ย่อมทำให้โจทก์ผู้เป็นสามีได้รับความเสื่อมเสียทั้งด้านจิตใจ เกียรติยศ และชื่อเสียง ซึ่งไม่อาจคิดเป็นราคาเงินได้ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1525 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การกำหนดค่าทดแทนให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์ โดยศาลจะสั่งให้ชำระครั้งเดียวหรือแบ่งชำระเป็นงวด ๆ มีกำหนดเวลาตามที่ศาลจะเห็นสมควรก็ได้ เช่นนี้ ศาลจึงต้องกำหนดโดยคำนึงถึงฐานานุรูปของคู่ความและพฤติการณ์แห่งคดี ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงเหตุที่จำเลยที่ 2 และโจทก์กล่าวอ้างมาในฎีกาประกอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดจำนวนค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์นั้น นับว่าเหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะกำหนดค่าทดแทนให้เปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไป ฎีกาทั้งของโจทก์และจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1523 ม. 1529
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตรี จ.
จำเลย — นาง ร. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6802/2558
#585463
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 67 ตรี แห่ง ป.รัษฎากร บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 โดยไม่มีเหตุอันสมควร เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หรือของภาษีที่ชำระขาด แล้ว แต่กรณี เมื่อปรากฏว่าโจทก์มีเงินภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายในช่วงหกเดือนของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2549 ที่จะนำมาหักได้ ประกอบกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.51) ของจำเลย ในช่องการคำนวณภาษีรายการที่ 4 ก็ยินยอมให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแล้ว จึงนำมาถือเป็นเงินได้ที่ต้องชำระเพิ่มเติมหรือชำระเกินในรายการที่ 5 เช่นนี้ โจทก์ย่อมนำภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในรายการที่ 4 มาหักออกจากภาษีที่คำนวณได้ โดยไม่ต้องรอเมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ถึงจะนำภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายมาเครดิตภาษี โจทก์จึงไม่มีภาษีที่ชำระขาดที่จะต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นำหลักเกณฑ์ตามหนังสือที่ กต.0723/ว.3956 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 เรื่อง ซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการคำนวณเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี ที่ให้คำนวณเงินเพิ่มจากภาษีที่ชำระขาดโดยไม่คำนึงถึงภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย จึงเป็นการแปลความตามมาตรา 67 ตรี ในทางที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีและเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของหลักการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีของผู้เสียภาษี การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ภ.ง.ด.73.1-02010171-25520325-002-00023 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.4/2/15/53 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2553

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ภ.ง.ด.73.1-02010171-25520325-002-00023 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.4/2/15/53 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2553 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท และให้จำเลยใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2549 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.51) แสดงประมาณการกำไรสุทธิที่ต้องคำนวณภาษี 5,618,059 บาท มีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในครึ่งแรกของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2549 จำนวน 18,409,954.71 บาท วันที่ 30 ตุลาคม 2549 บริษัททีเอ็นที ไฟแนนซ์ บี.วี. จำกัด เจ้าหนี้ของโจทก์สละสิทธิเรียกร้องหนี้ 93,261,356.20 บาท แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2550 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ว่ามีกำไรสุทธิ 115,636,767.05 บาท วันที่ 30 มีนาคม 2552 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ภ.ง.ด.73.1-02010171-25520325-002-00023 พร้อมใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลว่า โจทก์แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2549 โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้โจทก์เสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 ของจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) เป็นเงิน 3,300,561.24 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว แต่ให้ลดเงินเพิ่มคงเหลือเรียกเก็บ 2,475,420.93 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้คิดเงินเพิ่มจากจำนวนภาษีที่ชำระขาด โดยไม่นำเงินภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายที่เกิดขึ้นในครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีมาหักออกจากจำนวนภาษีที่ต้องชำระนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีโดยไม่มีเหตุอันสมควรเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหรือของภาษีที่ชำระขาดแล้วแต่กรณี เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีเงินภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายในช่วงหกเดือนของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2549 ที่จะนำมาหักได้ตามกฎหมาย ประกอบกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.51) ของจำเลยในช่องการคำนวณภาษีรายการที่ 4 ก็ยินยอมให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแล้ว จึงนำมาถือเป็นภาษีเงินได้ที่ต้องชำระเพิ่มเติมหรือชำระไว้เกินในรายการที่ 5 เช่นนี้ โจทก์ย่อมนำภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายในรายการที่ 4 จำนวน 18,409,954.71 บาท ที่โจทก์ได้จ่ายไปมาหักออกจากภาษีที่คำนวณได้ 17,345,515.06 บาท โดยไม่ต้องรอเมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ถึงจะนำภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายดังกล่าวมาเครดิตภาษีได้ดังที่จำเลยอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีภาษีที่ชำระขาดที่จะต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นำหลักเกณฑ์ตามหนังสือที่ กค.0723/ว.3956 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 เรื่อง ซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการคำนวณเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี ที่ให้คำนวณเงินเพิ่มจากภาษีที่ชำระขาดโดยไม่คำนึงถึงภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย จึงเป็นการแปลความตามมาตรา 67 ตรี ในทางที่เป็นผลร้ายแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีและเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของหลักการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีของผู้เสียภาษี การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 67 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีว่า ลอจีสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอนันต์ บุญแย้ม
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6799/2558
#584888
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกับจำเลย ในราคา 450,000 บาท จำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงภายในเดือนมกราคม 2554 จำเลยได้รับเงินครบถ้วนและส่งมอบที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์แล้ว เมื่อครบกำหนด โจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย เท่ากับโจทก์ยอมรับว่า เคยมีการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างโจทก์กับจำเลยจริง และที่ดินพิพาททั้งสองเป็นของจำเลย แต่คดีนี้โจทก์กลับอ้างว่า โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยในราคา 400,000 บาท โดยโจทก์ประสงค์เพียงให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ อันเป็นการแสดงเจตนาลวง คำฟ้องคดีนี้จึงขัดกับคำฟ้องก่อน ทั้งเป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีก่อน อันแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 35899 และ 35900 ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ คืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35899 และ 35900 ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างโจทก์กับจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 15,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ปี 2535 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนายภานุพงศ์ วันที่ 31 ตุลาคม 2545 มีการทำสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 35899 และ 35900 ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ โดยระบุว่าโจทก์ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยในราคาแปลงละ 200,000 บาท ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ต่อมาโจทก์กับนายภานุพงศ์จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2547 นายภานุพงศ์ฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์แผนคดีเยาวชนและครอบครัวเพื่อขอแบ่งสินสมรส วันที่ 11 มีนาคม 2554 นายภานุพงศ์กับโจทก์ตกลงแบ่งสินสมรสโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล มีข้อความระบุว่า นายภานุพงศ์ตกลงยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งเป็นสินสมรสให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนให้แก่โจทก์ ตามหนังสือบอกกล่าวและไปรษณีย์ตอบรับ ในปี 2555 โจทก์ฟ้องคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินสองแปลงซึ่งเป็นแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในคดีนี้ให้แก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ ตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1009/2555 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2555

สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยโดยการแสดงเจตนาลวง เป็นเหตุให้สัญญาขายที่ดินเป็นโมฆะหรือไม่ นั้นศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1009/2555 ของศาลชั้นต้น โจทก์กล่าวอ้างว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2553 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกับจำเลยในราคา 450,000 บาท จำเลยตกลงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงภายในเดือนมกราคม 2554 จำเลยได้รับเงินครบถ้วนและส่งมอบที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์แล้ว เมื่อครบกำหนด โจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย เท่ากับโจทก์ยอมรับว่า เคยมีการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างโจทก์กับจำเลยจริง และที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของจำเลย แต่คดีนี้โจทก์กลับอ้างว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยในราคา 400,000 บาท โดยโจทก์ประสงค์เพียงให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ มิให้สามีโจทก์รับรู้ อันเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยจำเลยทราบรายละเอียดดี ต่อมาโจทก์ขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืน แล้วจำเลยเพิกเฉย คำฟ้องคดีนี้จึงขัดกับคำฟ้องเดิมที่โจทก์รับว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของจำเลย ทั้งเป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีเดิม อันแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์ทำสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยโดยการแสดงเจตนาลวงเป็นเหตุให้สัญญาขายที่ดินเป็นโมฆะหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุภาภรณ์ บุตรวิเศษหรือวงสาสนธิ์
จำเลย — นายทองอินทร์ บุตรวิเศษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายสุวัฒชัย สิงห์คำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวนันทวัน เจริญชาศรี
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6798/2558
#587632
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. กำหนดให้การขอทุเลาการบังคับอยู่ในอำนาจของศาลเป็นชั้นๆ ไป การขอทุเลาการบังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยเฉพาะ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะอนุญาตให้ทุเลาการบังคับภายใต้เงื่อนไขใดๆ ก็ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดวิธีการไว้เป็นพิเศษ ไม่อยู่ในบังคับอุทธรณ์ฎีกาอย่างเรื่องอื่นๆ ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย ผู้ร้องจึงเป็นผู้สืบสิทธิและถือว่าเป็นคู่ความฝ่ายเดียวกับจำเลย ผู้ร้องจึงฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งเป็นคำสั่งที่ต่อเนื่องกับคำสั่งทุเลาการบังคับของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 103876 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือให้โจทก์หาบุคคลภายนอกจัดการขนย้ายทรัพย์สินของจำเลย โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินเดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความโดยขอให้บังคับโจทก์มารับเงินค่าไถ่ถอนการขายฝากจากผู้ร้องสอดและจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาท เพื่อผู้ร้องสอดจะได้บังคับจำเลย ตามคำพิพากษาตามยอมต่อไป ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 103876 และรับเงินค่าไถ่ถอนการขายฝากจากผู้ร้องสอด ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยและผู้ร้องสอด โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์และแก้ไขอุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับ แต่ห้ามทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในระหว่างอุทธรณ์

คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนโดยเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2551 ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิกถอนคำสั่งห้ามทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดให้การขอทุเลาการบังคับอยู่ในอำนาจของศาลเป็นชั้น ๆ ไป การขอทุเลาการบังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยเฉพาะ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะอนุญาตให้ทุเลาการบังคับภายใต้บังคับเงื่อนไขใดๆ ก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดวิธีการไว้เป็นพิเศษ ไม่อยู่ในบังคับอุทธรณ์ฎีกาอย่างเรื่องอื่นๆ ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย ผู้ร้องจึงเป็นผู้สืบสิทธิ และถือว่าเป็นคู่ความฝ่ายเดียวกับจำเลย ผู้ร้องจึงฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งเป็นคำสั่งที่ต่อเนื่องกับคำสั่งทุเลาการบังคับของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวะริดา แซ่อึ้ง
ผู้ร้อง — นางรวิวรรณ นางนวล
ผู้ร้องสอด — นางอัมพร สวัสดิ์สลุง
จำเลย — นางสาวอุษา เฉียบแหลม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายอนิรุทธิ์ อุทธังกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพิศล พิรุณ
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6798/2558
#633413
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. กำหนดให้การขอทุเลาการบังคับ อยู่ในอำนาจของศาลเป็นชั้นๆ ไป การขอทุเลาการบังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยเฉพาะ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะอนุญาตให้ทุเลาการบังคับภายใต้บังคับเงื่อนไขใดๆ ก็ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดวิธีการไว้เป็นพิเศษ ไม่อยู่ในบังคับอุทธรณ์ฎีกาอย่างเรื่องอื่นๆ ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย ผู้ร้องจึงเป็นผู้สืบสิทธิ และถือว่าเป็นคู่ความฝ่ายเดียวกับจำเลย ผู้ร้องจึงฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งเป็นคำสั่งที่ต่อเนื่องกับคำสั่งทุเลาการบังคับของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 103876 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือให้โจทก์หาบุคคลภายนอกจัดการขนย้ายทรัพย์สินของจำเลย โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินเดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความอ้างว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของจำเลย ผู้ร้องสอดให้จำเลยไปไถ่ถอนการขายฝากกับโจทก์แล้ว แต่โจทก์และจำเลยบ่ายเบี่ยง ขอให้บังคับโจทก์มารับเงินค่าไถ่ถอนการขายฝากจากผู้ร้องสอดและจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาท เพื่อผู้ร้องสอดจะได้บังคับจำเลยตามคำพิพากษาตามยอมต่อไป ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 103876 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และรับเงินค่าไถ่ถอนการขายฝากจากผู้ร้องสอด ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยและผู้ร้องสอด โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์และแก้ไขอุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับ แต่ห้ามทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในระหว่างอุทธรณ์

คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนโดยเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2551 ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิกถอนคำสั่งห้ามทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดให้การขอทุเลาการบังคับ อยู่ในอำนาจของศาลเป็นชั้นๆ ไป การขอทุเลาการบังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยเฉพาะ ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะอนุญาตให้ทุเลาการบังคับภายใต้บังคับเงื่อนไขใดๆ ก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดวิธีการไว้เป็นพิเศษ ไม่อยู่ในบังคับอุทธรณ์ฎีกาอย่างเรื่องอื่นๆ ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย ผู้ร้องจึงเป็นผู้สืบสิทธิ และถือว่าเป็นคู่ความฝ่ายเดียวกับจำเลย ผู้ร้องจึงฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งเป็นคำสั่งที่ต่อเนื่องกับคำสั่งทุเลาการบังคับของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวะริดา แซ่อึ้ง
ผู้ร้อง — นางรวิวรรณ นางนวล
ผู้ร้องสอด — นางอัมพร สวัสดิ์สลุง
จำเลย — นางสาวอุษา เฉียบแหลม
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6774/2558
#585472
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ร่วมทั้งสองไปที่เกิดเหตุก็เพื่อต้องการขายที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะร่วมเล่นการพนันกับจำเลยและพวกมาตั้งแต่ต้น และการที่โจทก์ร่วมทั้งสองยอมมอบเงินให้แก่จำเลยกับพวกไปก็สืบเนื่องมาจากแผนการหรือกลอุบายที่จำเลยกับพวกร่วมกันสร้างเรื่องขึ้นมาโดยพูดจาหว่านล้อมโจทก์ร่วมทั้งสองให้หลงเชื่อ ทั้งยังให้โจทก์ร่วมทั้งสองดื่มกาแฟซึ่งมีอาจมีส่วนผสมของยาที่ทำให้โจทก์ร่วมทั้งสองเกิดอาการมึนงงอีกด้วย เพื่อจะหลอกลวงเอาเงินจากโจทก์ร่วมทั้งสองด้วยวิธีการอันแนบเนียนตามที่ได้วางแผนกันมาก่อน จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมทั้งสองมีเจตนาเข้าร่วมเล่นการพนันกับจำเลยและพวกโดยไม่ได้รับอนุญาต อันจะเป็นการร่วมกับจำเลยกระทำความผิด โจทก์ร่วมทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตามมาตรา 2 (7) และมาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 ให้จำเลยคืนเงิน 700,000 แก่ผู้เสียหายที่ 1 และคืนเงิน 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางชลีวัลย์ ผู้เสียหายที่ 1 และนายฤทธิ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 700,000 แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองในประการแรกว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเริ่มตั้งแต่นางสาวบุญเชิญเข้ามาตีสนิททำทีเป็นติดต่อขอซื้อที่ดินจากโจทก์ร่วมทั้งสอง จากนั้นจึงชักชวนให้โจทก์ร่วมทั้งสองไปพบกับนายจาตุรันต์กับพวกซึ่งนางสาวบุญเชิญอ้างว่าเป็นผู้ที่จะซื้อที่ดินของโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วนางสาวบุญเชิญกับพวกทั้งหมดรวมทั้งจำเลยร่วมกันออกอุบายทำทีเป็นท้ากันเล่นการพนันกำถั่วตามวิธีการเล่นพนันที่จำเลยแสดงให้ดู จากนั้นพูดหว่านล้อมขอยืมเงินจากโจทก์ร่วมทั้งสองให้ร่วมลงทุนเล่นพนันด้วยรวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท จนโจทก์ร่วมทั้งสองหลงเชื่อยินยอมมอบเงินให้แล้วทั้งหมดทำทีเป็นแล่นการพนันกันเอาเงินของโจทก์ร่วมทั้งสองไปดังกล่าว โดยโจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความในส่วนที่เป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยกับพวกได้สอดคล้องต้องกันปราศจากข้อพิรุธ ทั้งตรงกับคำให้การของโจทก์ร่วมทั้งสองที่เคยให้ไว้แก่พนักงานสอบสวน แม้โจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความว่าโจทก์ร่วมทั้งสองดื่มกาแฟที่พวกจำเลยชงให้ดื่มจึงมีสติสัมปชัญญะไม่ปกติ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ปรากฏในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนก็ตาม แต่คดีนี้มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของคนร้ายหลายคน การที่พนักงานสอบสวนไม่ได้บันทึกข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ก็อาจเป็นไปได้ว่าโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้ให้การหรือให้การแล้วแต่พนักงานสอบสวนไม่ได้บันทึกไว้ก็เป็นได้ซึ่งหาได้ทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมทั้งสองถึงขนาดเป็นพิรุธไม่ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ร่วมทั้งสองไม่เคยรู้จักกับจำเลยมาก่อน ประกอบกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีพิรุธให้ระแวงสงสัยว่าเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ได้รับโทษ จึงเชื่อว่าโจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไปตามความจริง ซึ่งเมื่อพิจารณาตามพฤติการณ์ดังกล่าวแล้วเห็นได้ว่า การที่โจทก์ร่วมทั้งสองไปที่เกิดเหตุก็เพื่อต้องการขายที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาร่วมเล่นการพนันกับจำเลยและพวกมาตั้งแต่ต้นแต่อย่างใด การที่โจทก์ร่วมทั้งสองยอมมอบเงินให้แก่จำเลยกับพวกไปก็สืบเนื่องมากจากแผนการหรือกลอุบายที่จำเลยกับพวกร่วมกันสร้างเรื่องขึ้นมาโดยพูดจาหว่านล้อมโจทก์ร่วมทั้งสองให้หลงเชื่อ ทั้งยังให้โจทก์ร่วมทั้งสองดื่มกาแฟซึ่งมีอาจมีส่วนผสมของยาที่ทำให้โจทก์ร่วมทั้งสองเกิดอาการมึนงงอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อจะหลอกลวงเอาเงินจากโจทก์ร่วมทั้งสองด้วยวิธีการอันแนบเนียนตามที่ได้วางแผนกันมาก่อนแล้ว โดยที่โจทก์ร่วมทั้งสองก็ไม่ได้เป็นฝ่ายสร้างเรื่องให้เกิดการเล่นพนันกันขึ้นแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมทั้งสองมีเจตนาเข้าร่วมเล่นการพนันกับจำเลยและพวกโดยไม่ได้รับอนุญาต อันจะเป็นการร่วมกับจำเลยกระทำความผิด โจทก์ร่วมทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองประการสุดท้ายว่า จำเลยกับพวกกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเฉพาะในเรื่องการเล่นการพนันในวันเกิดเหตุก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์ที่นางสาวบุญเชิญไปทำทีติดต่อขอซื้อที่ดินจากโจทก์ร่วมทั้งสองแล้วชักนำโจทก์ร่วมทั้งสองไปที่บ้านอิงเกสต์เฮาส์เพื่อหลอกลวงเอาเงินโจทก์ร่วมทั้งสองตามที่ได้ร่วมกันวางแผนไว้ล่วงหน้าจากนั้นจำเลยกับพวกทำทีขอยืมเงินจากโจทก์ร่วมทั้งสองมาเล่นการพนัน โดยพูดจาหว่านล้อมโจทก์ร่วมทั้งสองให้หลงเชื่อว่าจะได้เงินจากการเล่นการพนัน ทั้งยังจะคืนเงินที่ยืมจากโจทก์ร่วมทั้งสอง พร้อมกับจะได้เงินจากการขายที่ดิน จนโจทก์ร่วมทั้งสองหลงเชื่อยอมมอบเงินให้จำเลยกับพวกไปแล้วจำเลยกับพวกสบคมกันเล่นการพนันโดยการแกล้งเล่นพนันแพ้ทำให้จำเลยกับพวกได้เงินของโจทก์ร่วมทั้งสองไป 1,000,000 บาท ซึ่งพฤติการณ์ทั้งหมดดังกล่าวหากจำเลยกับพวกไม่ได้ร่วมกันวางแผนเป็นขั้นตอนและแบ่งหน้าที่กันทำมาก่อน โจทก์ร่วมทั้งสองคงจะไม่หลงเชื่อจำเลยกับพวกและสูญเสียเงินไปจำนวนมากเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมทั้งสองก็ไม่สามารถโทรศัพท์ติดต่อจำเลยกับพวกได้อีกเลยซึ่งยิ่งเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับนางสาวบุญเชิญ นางสาวณัฐมน นางสาวอ้อ และนายจตุรันต์หลอกลวงโจทก์ร่วมทั้งสองมาตั้งแต่ต้น ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้ร่วมกับพวกฉ้อโกงโจทก์ร่วมทั้งสอง เพียงแต่ในวันเกิดเหตุนางสาวบุญเชิญโทรศัพท์ไปเรียกให้จำเลยมาจัดทำบัญชีเพื่อเก็บเงินค่าต๋ง เมื่อมาถึงนางสาวบุญเชิญให้จำเลยกำหนดกติกาการเล่นการพนันกำถั่วแล้วสอนกลโกงให้นั้นจึงฟังไม่ขึ้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมารับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยกับพวกร่วมกับฉ้อโกงโจทก์ร่วมทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 2 (7) ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
โจทก์ร่วม — นางชลีวัลย์ สุริยชน กับพวก
จำเลย — นายกอบลาภหรือวัฒน์ วุฒิวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายธนชัย ปัญจมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทน์แดง
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6772/2558
#592046
เปิดฉบับเต็ม

การจะลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้หนักขึ้นตามลักษณะฉกรรจ์ตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสองได้ ก็ต่อเมื่อได้ความว่าขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รู้อยู่แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 62 วรรคท้าย เมื่อทางพิจารณาได้ความเพียงว่า รถกระบะของกลางเป็นทรัพย์ที่ น. ได้มาจากการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ไม่ปรากฏว่าขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รู้อยู่แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการชิงทรัพย์ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสองได้ คงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่ถอนฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 357

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 8 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า เหตุที่มีการจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 สืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายนิรุตหรือจำลอง คนร้ายที่ฆ่านายสมศักดิ์ เพื่อชิงทรัพย์รถกระบะคันเกิดเหตุและนายนิรุตให้การรับสารภาพว่า นำรถกระบะไปขายให้แก่จำเลยที่ 1 ที่จังหวัดสงขลา โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบรับว่าได้ช่วยจำหน่ายรถกระบะของกลาง เพียงแต่อ้างว่าไม่รู้ว่าเป็นรถกระบะที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ อย่างไรก็ตามคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีรายละเอียดสอดคล้องกันได้ความว่า นายนิรุตเคยนำรถกระบะไปให้จำเลยที่ 1 ช่วยจำหน่ายมาแล้วหลายคัน โดยนายนิรุตซึ่งเป็นหลานของจำเลยที่ 3 ภริยาของจำเลยที่ 1 ติดต่อให้ไปรับรถที่ด้านหลังสนามบินหาดใหญ่เหมือนครั้งก่อน ๆ หลังจากส่งมอบรถให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วนายนิรุตเดินทางกลับกรุงเทพมหานครในทันทีโดยไม่รอรับเงินจากการจำนำหรือจำหน่ายรถเสียก่อน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ช่วยติดต่อหาผู้รับจำนำหรือจำหน่ายรถโดยไม่ได้ไถ่ถามถึงเจ้าของรถหรือตรวจสอบรายละเอียดหลักฐานทางทะเบียนตลอดจนเอกสารที่จำเป็นเกี่ยวกับการซื้อขาย จึงเป็นเรื่องผิดปกติ เมื่อตรวจยึด รถกระบะมีสภาพถูกถอดแผ่นป้ายทะเบียนและโครงหลังคาถูกถอดไปขายให้ผู้อื่น ผิดปกติวิสัยของสุจริตชน ราคาที่จำหน่ายรถคันละ 100,000 ถึง 110,000 บาท ก็ต่ำกว่าราคารถที่แท้จริง สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับส่วนแบ่งคันละ 20,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับเงินจากจำเลยที่ 3 คันละ 3,000 ถึง 5,000 บาท พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดฐานรับของโจร แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ช่วยจำหน่ายรถกระบะคันเกิดเหตุโดยไม่ได้กระทำเพื่อค้ากำไรและไม่ปรากฏว่ารู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดร่วมกับนายนิรุต จึงเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ การกำหนดโทษในการกระทำความผิดเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 6 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่านายนิรุตหรือจำลอง ได้รถกระบะของกลางมาจากการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีความเข้าใจโดยสุจริตว่าเจ้าของรถมีความเดือดร้อนเรื่องเงิน คำซัดทอดของนายนิรุตซึ่งเป็นคำให้การในชั้นสอบสวนมิได้มีบุคคลที่นายนิรุตไว้ใจและเชื่อถือหรือทนายความเข้าร่วมในการสอบสวนด้วย จึงเป็นพิรุธไม่สามารถรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่รู้ว่ารถกระบะของกลางเป็นรถที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เพราะจำเลยที่ 1 แจ้งว่าหลานของจำเลยที่ 1 ขอให้ช่วยหาคนรับจำนำเพราะเจ้าของรถมีความจำเป็นเรื่องเงิน เรื่องดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ในชั้นสอบสวนในวันที่ถูกจับจึงมีน้ำหนักควรรับฟังเพราะไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงราคารถ 130,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 แจ้งมาก็ไม่มีเหตุน่าสงสัยเพราะเป็นราคาที่เหมาะสม คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 คำเบิกความของผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนประกอบคำให้การของนายนิรุตเป็นพยานบอกเล่าต้องห้ามมิให้รับฟังตามกฎหมาย เรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยพฤติการณ์ว่า นายนิรุตเคยนำรถไปให้จำเลยที่ 1 ขายหลายครั้งก็ได้มาจากเอกสาร ซึ่งเป็นลายมือเขียนที่อ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เบิกความปฏิเสธว่าไม่ได้เขียน พนักงานสอบสวนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ยืนยันในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งเป็นคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จึงมีพิรุธนำมารับฟังไม่ได้และพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 นำรถไปจอดไว้โดยมิได้ซุกซ่อนแสดงว่ากระทำโดยสุจริตนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 8 ปี ก่อนลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพียงแต่พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 6 ปี ก่อนลดโทษโดยมิได้แก้ไขบทลงโทษนั้น เห็นว่า การจะลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้หนักขึ้นตามลักษณะฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ได้ก็ต่อเมื่อได้ความว่าในขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รู้อยู่แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำผิดฐานชิงทรัพย์ ทั้งนี้ตามมาตรา 62 วรรคท้าย ซึ่งในข้อนี้ตามทางพิจารณาได้ความเพียงว่า รถกระบะของกลางเป็นทรัพย์ที่นายนิรุตได้มาจากกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ช่วยรับรถกระบะของกลางไว้แล้วนำไปให้จำเลยที่ 2 ขายหรือจำนำแก่บุคคลอื่น โดยไม่ปรากฏว่าขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รู้อยู่แล้วว่ารถกระบะของกลางเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการชิงทรัพย์ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ได้ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่ถอนฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 213 ม. 225
ป.อ. ม. 62 ม. 83 ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายไพรัตน์ ชาวะหา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางประไพ เอื้อไพจิตร คงใหม่
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
สัณธาน ขันทมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6736/2558
#581408
เปิดฉบับเต็ม

รถยนต์ของกลางที่จำเลยใช้ขับในขณะเมาสุราและขับรถหลบหนีด้วยความเร็วสูงโดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นถือเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องโดยตรงอันพึงริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4) (8), 157, 160, 160 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 46 และให้จำเลยทำประกันและทัณฑ์บนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 46 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4) (8), 157 (ที่ถูก มาตรา 43 (2) (8) ), 160 (ที่ถูก 160 วรรคสาม), 160 ตรี (ที่ถูก 160 ตรี วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถในขณะเมาสุรา จำคุก 2 เดือน ปรับ 12,000 บาท ฐานขับขี่รถไม่คำนึงถึงความปลอดภัย จำคุก 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท รวมจำคุก 4 เดือน ปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือนปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 2 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนดเวลา 1 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยทำทัณฑ์บนไว้กับศาลว่าจะไม่ก่อเหตุร้ายหรือกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้อีกภายใน 6 เดือน นับแต่วันนี้ หากผิดสัญญายินยอมให้ปรับ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุรา ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 เดือน และปรับ 12,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 1 เดือน และปรับ 6,000 บาท และให้ริบรถยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยขับรถในขณะเมาสุรา ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตหรือทรัพย์สินของผู้ใดประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ก็ปรากฏเพียงว่าจำเลยได้ขับรถพุ่งชนแผงเหล็กซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจกำลังจะนำเข้าสกัด ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยขับรถด้วยความเร็วเท่าใด รถยนต์ของกลางจึงเป็นยานพาหนะที่จำเลยใช้ในการเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้กระทำความผิดโดยตรงนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์ในขณะเมาสุราไปตามถนนเลี่ยงเมือง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้หยุดรถเพื่อขอตรวจค้นหาสิ่งผิดกฎหมาย จำเลยได้เร่งเครื่องยนต์ขับหลบหนีด้วยความเร็วสูง เจ้าพนักงานตำรวจได้ให้สัญญาณไฟและนำแผงเหล็กมากั้นไว้ แต่จำเลยได้ขับรถพุ่งชนแผงเหล็กซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจกำลังจะนำเข้าสกัด อันเป็นการขับรถโดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นที่สัญจรไปมาบนถนนดังกล่าว ดังนี้ รถยนต์ของกลางที่จำเลยใช้ขับในขณะเมาสุราและโดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นถือเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องโดยตรงอันพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุบลราชธานี
จำเลย — นายชุมพร กิ่งทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายจันทรทัต สิทธิกำจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6722/2558
#584778
เปิดฉบับเต็ม

นายจ้างมีหน้าที่ดำเนินการสอบสวนลูกจ้างที่ถูกกล่าวหาโดยตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนในการพิจารณาว่าจะลงโทษทางวินัยต่อลูกจ้างผู้นั้นหรือไม่ ซึ่งการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงนั้นจะต้องมีกระบวนการที่เป็นธรรมให้โอกาสลูกจ้างที่ถูกกล่าวหาชี้แจงแสดงหลักฐานโดยปราศจากการกลั่นแกล้งบังคับข่มขู่ การที่นายจ้างฝ่าฝืนไม่ดำเนินการดังกล่าวและทำให้ลูกจ้างผู้นั้นได้รับความเสียหาย ถือได้ว่านายจ้างผิดสัญญาจ้างและอาจถูกลูกจ้างฟ้องร้องให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 ทั้งยังกระทบต่อระบบการระงับความขัดแย้งหรือข้อพิพาทแรงงานในองค์กรของจำเลยอันเป็นผลให้ลูกจ้างและบุคลากรหรือบุคคลอื่นที่รับทราบขาดความไว้วางใจในการบริหารจัดการองค์กรของจำเลย เมื่อโจทก์มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายภาคพื้นอินโดจีนซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของจำเลยและมีผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนมากได้รับมอบหมายจากจำเลยให้สอบสวนกรณีการแจกรางวัลชุดโฮมเธียเตอร์ซึ่งเกี่ยวข้องกับ พ. ลูกจ้างที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ การสอบสวนของโจทก์จึงเป็นการกระทำในนามของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง โจทก์มีหน้าที่ดำเนินการสอบสวน พ. ลูกจ้างที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรมปราศจากการกลั่นแกล้งบังคับข่มขู่รวมทั้งเปิดโอกาสให้ พ. ชี้แจงแสดงหลักฐาน แต่โจทก์ดำเนินการสอบสวนโดยไม่รับฟังคำชี้แจงของ พ. และไม่นำเสนอหลักฐานของห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ทั้งที่เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. แจกรางวัลชุดโฮมเธียเตอร์ให้แก่ร้าน ศ. ไปโดยลำพัง โดย พ. ไม่ได้เบียดบังเอารางวัลชุดโฮมเธียเตอร์ไป และโจทก์กลั่นแกล้งกล่าวหา พ. ว่าเป็นผู้กระทำผิดแล้วให้เขียนใบลาออก ทำให้ พ. ไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนี้โจทก์ซึ่งเป็นผู้บริหารของจำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าจำเลยอาจถูกฟ้องร้องให้รับผิดจากการกระทำของโจทก์ได้ และเล็งเห็นผลได้อีกว่าจำเลยอาจได้รับผลกระทบต่อระบบการบริหารจัดการข้อพิพาทแรงงานและระบบการบริหารงานบุคคลในองค์กร กรณีมิใช่เป็นความขัดแย้งหรือการกลั่นแกล้งที่เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวระหว่างลูกจ้างด้วยกันที่ไม่มีผลกระทบต่อจำเลยผู้เป็นนายจ้าง กรณีดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 150,481 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,472,000 บาท และเงินสมทบที่จำเลยต้องส่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 152,615.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าจ้าง 49,070 บาท และค่าชดเชย 785,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 709,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 สิงหาคม 2554) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย ต่อมาวันที่ 15 สิงหาคม 2554 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 82,140 บาท และจำเลยจ่ายค่าสึกหรอรถให้แก่โจทก์เป็นประจำทุกเดือนเดือนละ 6,500 บาท ถือว่าค่าสึกหรอรถเป็นค่าจ้าง ส่วนค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับทุกเดือนจึงไม่เป็นค่าจ้าง ค่าผ่อนงวดรถยนต์ไม่เป็นค่าจ้างเพราะเป็นข้อตกลงแยกต่างหากในการเช่าซื้อรถยนต์ โจทก์จึงได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเงินเดือนและค่าสึกหรอรถรวมเดือนละ 88,640 บาท โจทก์ดำเนินการจัดรายการส่งเสริมการขายซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดชุมพรเอกฟ้าเข้าร่วมโดยอนุญาตให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดชุมพรเอกฟ้าเลือกมอบรางวัลให้แก่ลูกค้าได้เอง ไม่ต้องใช้วิธีจับสลาก ห้างหุ้นส่วนจำกัดชุมพรเอกฟ้าเลือกมอบรางวัลชุดโฮมเธียเตอร์ให้แก่ร้านศรีสวัสดิ์ซุปเปอร์เพราะเป็นร้านที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของจำเลยจำนวนมาก แต่มีความผิดพลาดในการแนบสำเนาบัตรประชาชนของบุคคลอื่นที่ไม่ได้รับรางวัลชุดโฮมเธียเตอร์จึงมีการแจ้งมายังจำเลย จำเลยมอบหมายให้โจทก์สอบสวน โจทก์สอบสวนแล้วกล่าวหาว่านางเพ็ญรัตน์ พนักงานขาย สมรู้ร่วมคิดในการแจกรางวัลโดยเบียดบังยักยอกเอารางวัลชุดโฮมเธียเตอร์ไปให้แก่ญาติพี่น้องของตนเอง โจทก์ไม่ยอมรับฟังเหตุผลที่นางเพ็ญรัตน์ชี้แจงและให้นางเพ็ญรัตน์เขียนใบลาออกแต่นางเพ็ญรัตน์ไม่ยอม ต่อมาเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดชุมพรเอกฟ้าทำหนังสือชี้แจงว่านางเพ็ญรัตน์ไม่ได้เกี่ยวข้อง โจทก์ก็ไม่นำเสนอต่อผู้บริหาร นางเพ็ญรัตน์ต้องขอความเป็นธรรม จำเลยสอบสวนแล้วเห็นว่าโจทก์กลั่นแกล้งนางเพ็ญรัตน์ทำให้นางเพ็ญรัตน์ไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้ววินิจฉัยว่า การส่งเสริมการขายที่โจทก์จัดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการขายสินค้าแก่จำเลย ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีเจตนาทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือทุจริตต่อหน้าที่ วิธีการคิดในการส่งเสริมการขายของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันได้ ส่วนการที่โจทก์กลั่นแกล้งนางเพ็ญรัตน์ผู้ใต้บังคับบัญชาก็เป็นการกระทำต่อลูกจ้างด้วยกันจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่การกระทำของโจทก์ทำให้นางเพ็ญรัตน์ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้รับความเป็นธรรมซึ่งเป็นเหตุทำให้จำเลยขาดความไว้วางใจในตัวโจทก์ กรณีมีเหตุผลสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ เมื่อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลุ่มบริษัทไอ.พี.จดทะเบียนแล้ว โจทก์ต้องฟ้องเรียกเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์จากกองทุนดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์จากจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานขายภายในประเทศมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานขายทั่วประเทศจึงเป็นนายจ้างผู้รับมอบตามมาตรา 5 (2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เมื่อโจทก์กลั่นแกล้งกล่าวหาว่านางเพ็ญรัตน์ผู้ใต้บังคับบัญชาเบียดบังเอารางวัลชุดโฮมเธียเตอร์ไปแล้วให้เขียนใบลาออกโดยไม่มีการสอบสวนตามขั้นตอน ซึ่งแม้จะเป็นการกระทำต่อลูกจ้างด้วยกันแต่ก็ส่งผลกระทบต่อระบบความน่าเชื่อในการบริหารงานบุคคลของจำเลยและนางเพ็ญรัตน์อาจฟ้องจำเลยได้ จึงเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า นายจ้างมีหน้าที่ดำเนินการสอบสวนลูกจ้างที่ถูกกล่าวหาโดยตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนในการพิจารณาว่าจะลงโทษทางวินัยต่อลูกจ้างผู้นั้นหรือไม่ ซึ่งการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงนั้นจะต้องมีกระบวนการที่เป็นธรรมให้โอกาสลูกจ้างที่ถูกกล่าวหาชี้แจงแสดงหลักฐานโดยปราศจากการกลั่นแกล้งบังคับข่มขู่ การที่นายจ้างฝ่าฝืนไม่ดำเนินการดังกล่าวและทำให้ลูกจ้างผู้นั้นได้รับความเสียหายถือได้ว่านายจ้างผิดสัญญาจ้างและอาจถูกลูกจ้างฟ้องร้องให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ทั้งยังกระทบต่อระบบการระงับความขัดแย้งหรือข้อพิพาทแรงงานในองค์กรของจำเลยอันเป็นผลให้ลูกจ้างและบุคลากรหรือบุคคลอื่นที่รับทราบขาดความไว้วางใจในการบริหารจัดการองค์กรของจำเลย คดีนี้เมื่อโจทก์มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายภาคพื้นอินโดจีนซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของจำเลยและมีผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนมากได้รับมอบหมายจากจำเลยให้สอบสวนกรณีการแจกรางวัลชุดโฮมเธียเตอร์ซึ่งเกี่ยวข้องกับนางเพ็ญรัตน์ลูกจ้างที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ การสอบสวนของโจทก์จึงเป็นการกระทำในนามของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง โจทก์มีหน้าที่ดำเนินการสอบสวนนางเพ็ญรัตน์ลูกจ้างที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรมปราศจากการกลั่นแกล้งบังคับข่มขู่รวมทั้งเปิดโอกาสให้นางเพ็ญรัตน์ชี้แจงแสดงหลักฐาน แต่โจทก์ดำเนินการสอบสวนโดยไม่รับฟังคำชี้แจงของนางเพ็ญรัตน์และไม่นำเสนอหลักฐานของห้างหุ้นส่วนจำกัดชุมพรเอกฟ้าต่อผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจของจำเลยทั้งที่เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดชุมพรเอกฟ้าแจกรางวัลชุดโฮมเธียเตอร์ให้แก่ร้านศรีสวัสดิ์ซุปเปอร์ไปโดยลำพัง โดยนางเพ็ญรัตน์ไม่ได้เบียดบังเอารางวัลชุดโฮมเธียเตอร์ไป และโจทก์กลั่นแกล้งกล่าวหานางเพ็ญรัตน์ว่าเป็นผู้กระทำผิดแล้วให้เขียนใบลาออก ทำให้นางเพ็ญรัตน์ไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่นนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้บริหารของจำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าจำเลยอาจถูกฟ้องร้องให้รับผิดจากการกระทำของโจทก์ได้ และเล็งเห็นผลได้อีกว่าจำเลยอาจได้รับผลกระทบต่อระบบการบริหารจัดการข้อพิพาทแรงงานและระบบการบริหารงานบุคคลในองค์กร กรณีมิใช่เป็นความขัดแย้งหรือการกลั่นแกล้งที่เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวระหว่างลูกจ้างด้วยกันที่ไม่มีผลกระทบต่อจำเลยผู้เป็นนายจ้าง กรณีดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าการที่โจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยอนุญาตให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดชุมพรเอกฟ้าแจกของรางวัลโดยไม่ใช้วิธีจับสลากเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทศพร อินทร์สิงห์
จำเลย — บริษัทไอ.พี.เทรดดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ ลิ้มฉาย
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6721/2558
#584780
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ลาออกจากงานไปก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เป็นผลให้สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลง แต่เมื่อในวันเดียวกับที่การลาออกมีผล โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจ้างผู้บริหารกันจึงเกิดเป็นสัญญาจ้างแรงงานขึ้นใหม่ทำให้โจทก์มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลย เมื่อจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์จึงมีฐานะเป็นพนักงานตามความหมายใน พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 การพ้นจากตำแหน่งของโจทก์ย่อมเป็นไปตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยและพระราชบัญญัติดังกล่าว ระเบียบการพนักงานของจำเลยข้อ 17.1 กำหนดว่าพนักงานที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว ให้พ้นจากตำแหน่งงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีที่พนักงานผู้นั้นมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์และให้ได้รับผลตอบแทนตามที่จำเลยกำหนด ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (2) มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง ที่บัญญัติให้การพ้นจากตำแหน่งของพนักงานซึ่งมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ให้พ้นเมื่อสิ้นปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณของปีที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ การที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจ้างผู้บริหารโดยมีกำหนดเวลา 2 ปี 8 เดือน ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 อันเป็นวันที่โจทก์มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ตามระเบียบการพนักงานของจำเลยข้อ 17.1 ซึ่งตรงกับ พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (2) มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาแท้จริงของคู่สัญญาว่าประสงค์ให้สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงเพราะโจทก์เกษียณอายุ ดังนั้นการที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 โดยอาศัยอำนาจตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยและพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (3) จึงเป็นกรณีที่โจทก์พ้นตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุตามระเบียบการพนักงานของจำเลยและเป็นไปตามผลของกฎหมายดังกล่าว การพ้นตำแหน่งของโจทก์ไม่ได้เกิดจากการกระทำใดที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไป เพราะแม้จำเลยจะให้โจทก์ทำงานต่อไปก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากโจทก์ขาดคุณสมบัติตามกฎหมายที่จะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยต่อไปได้ จึงไม่เป็นการเลิกจ้างตามข้อ 59 วรรคสอง แห่งประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 1,342,034 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยมีคำสั่งที่ ธ.747/2549 ลงวันที่ 13 กันยายน 2549 ให้โจทก์ออกจากงานเป็นการพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุตามข้อบังคับ ข้อกำหนด ระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้าง หรือเป็นการเลิกจ้าง เห็นว่า เมื่อโจทก์ลาออกจากงานตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมสิ้นสุดลง แต่เมื่อในวันเดียวกันนั้นโจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาจ้างผู้บริหารกันจึงเกิดสัญญาจ้างแรงงานขึ้นใหม่ทำให้โจทก์มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลย เมื่อจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์จึงเป็น "พนักงาน" ตามความหมายในพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 การพ้นจากตำแหน่งของโจทก์ย่อมเป็นไปตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยและพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามระเบียบการพนักงานของจำเลยข้อ 17.1 กำหนดว่า พนักงานที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว ให้พ้นจากตำแหน่งงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ของปีที่พนักงานผู้นั้นมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ และให้ได้รับผลตอบแทนตามที่ธนาคารกำหนด ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (2) มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง ที่บัญญัติให้การพ้นจากตำแหน่งของพนักงานซึ่งมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ให้พ้นเมื่อสิ้นปีงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณของปีที่พนักงานผู้นั้นมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เมื่อพิเคราะห์สัญญาจ้างผู้บริหารที่กำหนดให้มีระยะเวลา 2 ปี 8 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 จะเห็นได้ว่าสัญญาจ้างผู้บริหารสิ้นสุดลงในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 ซึ่งเป็นปีที่โจทก์มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ตามระเบียบการพนักงานของจำเลยข้อ 17.1 และตรงกับวันที่โจทก์ต้องขาดคุณสมบัติที่จะเป็นพนักงานของจำเลยตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 9 (2) มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง จึงแสดงให้เห็นเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาว่าประสงค์ที่จะให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงเพราะโจทก์เกษียณอายุตามระเบียบของจำเลยและพ้นจากตำแหน่งตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 นั่นเอง ดังนั้นการที่จำเลยมีคำสั่งที่ ธ.747/2549 ลงวันที่ 13 กันยายน 2549 ให้โจทก์ออกจากงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 โดยอาศัยอำนาจตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยและพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มาตรา 11 (3) จึงเป็นกรณีที่โจทก์พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุตามระเบียบของจำเลยและเป็นไปตามผลของกฎหมายดังกล่าว การพ้นจากตำแหน่งของโจทก์จึงไม่ใช่เกิดจากการกระทำใดที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไป เพราะแม้จำเลยจะให้โจทก์ทำงานต่อไปก็ไม่สามารถจะกระทำได้เนื่องจากโจทก์ขาดคุณสมบัติตามกฎหมายที่จะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยต่อไปได้ จึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างตามข้อ 59 วรรคสอง แห่งประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 ม. 9 (2) ม. 11 วรรคหนึ่ง (3) ม. 11 วรรคสอง
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ โสพันธ์
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6719/2558
#584776
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราจ้างไม่ต่ำกว่าเดิมเนื่องจากจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม แม้มิได้กำหนดให้นับอายุงานต่อเนื่องไว้แต่ตามผลรูปคดีย่อมแสดงว่าเป็นการสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปในฐานะเดิมก่อนการเลิกจ้าง เมื่ออายุงานเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานบางประการ การไม่นับอายุงานต่อเนื่องเป็นการทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิที่จะพึงมีพึงได้อันเนื่องมาจากอายุงานเป็นการไม่คุ้มครองลูกจ้าง ไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522

การนับอายุงานต่อเนื่องเป็นเพียงการรักษาสิทธิของลูกจ้างที่มีอยู่แล้วไม่ให้เสียไปเพราะการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงต้องนับอายุงานต่อเนื่องจากอายุงานเดิมมิใช่เริ่มนับอายุงานใหม่หลังจากที่จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงาน แต่จะนับระยะเวลาตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานรวมเข้าเป็นอายุงานด้วยไม่ได้เพราะระหว่างนั้นโจทก์ไม่ได้ทำงานให้จำเลยที่ 2 คงนับอายุงานใหม่ต่อกับอายุงานเดิมที่คำนวณถึงวันก่อนวันเลิกจ้างได้เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยต่อไปและจ่ายค่าจ้าง 60,000 บาท ค่าล่วงเวลา 10,000 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 3,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,000 บาท กับให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานไปรษณีย์เขต 4 ที่ 066/2548 เรื่อง ไล่ลูกจ้างออกจากงาน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่นำจ่ายไปรษณีย์ภัณฑ์ พัสดุ ไปรษณีย์ และงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย ในที่ทำการไปรษณีย์ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น มีจำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการสำนักงานการสื่อสารไปรษณีย์เขต 4 จังหวัดขอนแก่น เป็นผู้บังคับบัญชา จำเลยที่ 2 ได้รับการร้องเรียนจากนายทองดีว่า เงินสดจำนวน 2,200 ฟรังก์สวิส คิดเป็นเงินไทย 71,324 บาท หายไปจากจดหมายลงทะเบียนที่บุตรสาวได้ส่งมาจากต้นทางประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จำเลยที่ 2 สอบสวนข้อเท็จจริงพบว่านายธีรวัฒน์ ลูกจ้างรายวันของจำเลยที่ 2 ประจำที่ทำการไปรษณีย์เดียวกับโจทก์ได้นำธนบัตรฟรังก์สวิสไปแลกเปลี่ยนที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด จำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งไล่นายธีรวัฒน์ออกจากงาน ต่อมานายธีรวัฒน์ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้นำธนบัตรฟรังก์สวิสมาให้ตนนำไปแลกเปลี่ยนและนำมาแบ่งกัน จำเลยที่ 2 จึงไล่โจทก์ออกจากงาน ในวันที่ 8 เมษายน 2548 ตามคำสั่งสำนักงานไปรษณีย์เขต 4 ที่ 066/2548 แล้ววินิจฉัยว่า คำให้การของนายธีรวัฒน์กลับไปกลับมาไม่ควรแก่การเชื่อถือ นายธีรวัฒน์มาทำงานในวันที่ 23 สิงหาคม 2547 เวลา 00.10 นาฬิกา ถึง 08.10 นาฬิกา โดยปกตินายธีรวัฒน์จะเข้ามาในห้องไปรษณีย์ขาเข้าลงทะเบียนเพื่อตรวจสอบว่าการคัดแยกถูกต้องหรือไม่ นายธีรวัฒน์จึงมีโอกาสที่จะหยิบฉวยจดหมายลงทะเบียนต่างประเทศฉบับดังกล่าวได้ โจทก์ได้รับจดหมายในวันที่ 23 สิงหาคม 2547 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา แต่มิได้นำไปส่งให้แก่นายทองดีในวันดังกล่าวด้วยเหตุหลงลืม พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักที่จะฟังว่า โจทก์มีส่วนร่วมในการแกะจดหมายลงทะเบียนและลักสิ่งบรรจุภายในซึ่งเป็นเงินฟรังก์สวิสไป โจทก์จึงไม่มีความผิดวินัยร้ายแรงในฐานทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นควรให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิมและเนื่องจากโจทก์ได้รับประโยชน์จากการกลับเข้าทำงานแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีอีก จำเลยที่ 1 กระทำไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ถือว่าเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยคิดจากค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานภาค 4 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 เพื่อให้ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ตามคำให้การโจทก์และพยานจำเลยว่า โจทก์ไม่นำจ่ายจดหมายและทำหลักฐานให้ถูกต้องตามขั้นตอนตามระเบียบ น่าเชื่อว่าโจทก์มีส่วนร่วมในการกระทำผิดด้วย การเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์จึงมีเหตุผลอันสมควรนั้น เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 4 ฟังเป็นยุติว่า พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักที่จะฟังว่า โจทก์มีส่วนร่วมในการลักเงินจากซองจดหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องนับอายุงานต่อเนื่องให้แก่โจทก์หรือไม่ เมื่อศาลแรงงานภาค 4 มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม เนื่องจากจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4 ดังกล่าวแม้มิได้กำหนดให้นับอายุงานต่อเนื่องไว้แต่ตามผลรูปคดีที่ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานย่อมแสดงว่าเป็นการสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปในฐานะเดิมก่อนการเลิกจ้าง แม้บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติห้ามศาลแรงงานนับอายุงานต่อเนื่องไว้ แต่อายุงานเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานบางประการ การไม่นับอายุงานต่อเนื่องเป็นการทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิที่จะพึงมีพึงได้อันเนื่องมาจากอายุงานเป็นการไม่คุ้มครองลูกจ้าง ไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 การนับอายุงานต่อเนื่องเป็นเพียงการรักษาสิทธิของลูกจ้างที่มีอยู่แล้วไม่ให้เสียไปเพราะการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงต้องนับอายุงานต่อเนื่องจากอายุงานเดิมมิใช่เริ่มนับอายุงานใหม่หลังจากที่จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงาน แต่จะนับระยะเวลาตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่จำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานรวมเข้าเป็นอายุงานด้วยไม่ได้เพราะระหว่างนั้นโจทก์ไม่ได้ทำงานให้จำเลยที่ 2 คงนับอายุงานใหม่ต่อกับอายุงานเดิมที่คำนวณถึงวันก่อนวันเลิกจ้างได้เท่านั้น อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับอายุงานใหม่ของโจทก์ติดต่อกับอายุงานที่คำนวณถึงวันที่ 8 เมษายน 2548 ซึ่งเป็นวันก่อนวันเลิกจ้างเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองพูล สับพงษ์
จำเลย — นายวิมล พลับนิล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 4 — นายวิรัตน์ รีชัยพิชิตกุล
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6718/2558
#633718
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1958/2539 ของศาลแพ่งที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 และเป็นคดีที่ลูกหนี้ (จำเลย) อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้เนื่องจากลูกหนี้ขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 207 (เดิม) คดีย่อมถึงที่สุดเมื่อระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้สิ้นสุดลง ทั้งนี้ เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง

พนักงานเดินหมายนำคำบังคับไปส่งให้แก่ลูกหนี้โดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2539 ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น การส่งคำบังคับมีผลใช้ได้เมื่อกำหนดเวลา 15 วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคสอง คำบังคับที่ส่งให้แก่ลูกหนี้จึงมีผลในวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 ลูกหนี้อาจยื่นคำขอ ให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่การส่งคำบังคับมีผล

กำหนดระยะเวลา 6 เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคแรก ตอนท้าย (เดิม) จะนำมาใช้บังคับก็ต่อเมื่อมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้อันเป็นผลให้ลูกหนี้ไม่อาจยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนด 15 วันซึ่งตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ไม่ได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ถือได้ว่าลูกหนี้ทราบคำบังคับหลังจากล่วงพ้นกำหนดไปแล้ว 15 วัน นับแต่วันที่การส่งคำบังคับมีผล ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 คดีจึงถึงที่สุดนับแต่วันถัดจากวันดังกล่าว

หนี้ของเจ้าหนี้เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด มีกำหนดอายุความสิบปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 เจ้าหนี้นำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 และยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2551 พ้นกำหนดอายุความสิบปีแล้ว อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ 1958/2539 เจ้าหนี้เดิมได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของลูกหนี้ ห้องชุดเลขที่ 722/74 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2540 และต่อมาเจ้าหนี้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องและหลักประกันดังกล่าวมาจากเจ้าหนี้เดิม เช่นนี้ สิทธิของเจ้าหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนในจำนวนเงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่มีการดำเนินการบังคับคดีแล้วย่อมได้รับการคุ้มครอง โดยเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ภายในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ส่วนหากว่าขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ ในกรณีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดอายุความตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้อีกสำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2551

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 2,581,701.03 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า หนี้ที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1958/2539 ของศาลแพ่ง ซึ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 8 กันยายน 2551 เป็นเวลาเกินกว่าสิบปี สิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1) แต่ไม่ตัดสิทธิเจ้าหนี้ที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่ยึดไว้ในคดีของศาลแพ่ง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่า หนี้ที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้ขาดอายุความหรือไม่ ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า หนี้ที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยอาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายใน 6 เดือน นับแต่วันยึดทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา (ที่ถูก มาตรา 208 วรรคแรก (เดิม)) เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยวันที่ 1 สิงหาคม 2540 จำเลยอาจยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยไม่ขอให้พิจารณาคดีใหม่ คดีจึงถึงที่สุดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 ตามมาตรา 147 วรรคสอง เจ้าหนี้นำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 ยังอยู่ภายในระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี นั้นเห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1958/2539 ของศาลแพ่งที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 และเป็นคดีที่ลูกหนี้ (จำเลย) อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้เนื่องจากลูกหนี้ขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 (เดิม) คดีย่อมถึงที่สุดเมื่อระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้สิ้นสุดลง ทั้งนี้ เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ข้อเท็จจริงในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ความว่า พนักงานเดินหมายนำคำบังคับไปส่งให้แก่ลูกหนี้โดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2539 ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น การส่งคำบังคับมีผลใช้ได้เมื่อกำหนดเวลา 15 วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง คำบังคับที่ส่งให้แก่ลูกหนี้จึงมีผลในวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 ลูกหนี้อาจยื่นคำขอ ให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่การส่งคำบังคับมีผล ส่วนที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า จำเลยอาจขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายใน 6 เดือน นับแต่วันยึดทรัพย์นั้น กำหนดระยะเวลา 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 208 วรรคแรก ตอนท้าย (เดิม) จะนำมาใช้บังคับก็ต่อเมื่อมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้อันเป็นผลให้ลูกหนี้ไม่อาจยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ได้ภายในกำหนด 15 วัน ซึ่งตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ไม่ได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ถือได้ว่าลูกหนี้ทราบคำบังคับหลังจากล่วงพ้นกำหนดไปแล้ว 15 วันนับแต่วันที่การส่งคำบังคับมีผล ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 คดีจึงถึงที่สุดนับแต่วันถัดจากวันดังกล่าว หนี้ของเจ้าหนี้เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด มีกำหนดอายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 เจ้าหนี้นำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 และยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2551 พ้นกำหนดอายุความสิบปีแล้ว อย่างไรก็ตามคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า ภายหลังจากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ 1958/2539 เจ้าหนี้เดิมได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของลูกหนี้ ห้องชุดเลขที่ 722/74 อาคารชุดรัชดา เทอเรส คอนโดมิเนียม แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2540 และต่อมาเจ้าหนี้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องและหลักประกันดังกล่าวมาจากเจ้าหนี้เดิม เช่นนี้ สิทธิของเจ้าหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนในจำนวนเงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่มีการดำเนินการบังคับคดีแล้วย่อมได้รับการคุ้มครอง โดยเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ภายในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ส่วนหากว่าขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ ในกรณีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดอายุความตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้อีกสำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสิ้นมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันห้องชุดเลขที่ 722/74 อาคารชุดรัชดา เทอเรส คอนโดมิเนียม แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 30776, 46311 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ก่อนเจ้าหนี้อื่นภายในวงเงิน 862,930.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 750,000 บาท นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2538 จนถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2551 แต่รวมแล้วต้องไม่เกินจำนวน 2,581,701.03 บาท ตามที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้มา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/32
ป.วิ.พ. ม. 79 วรรคสอง ม. 147 วรรคสอง ม. 207 (เดิม) ม. 208 วรรคแรก (เดิม)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด
เจ้าหนี้ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด
จำเลย — นายสุกิจ ไชยสาร
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6683/2558
#588602
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วว่าอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดของโจทก์เป็นกรณีฉุกเฉินซึ่งคณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ ประกอบกับโรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ ไม่มีศูนย์หัวใจ จึงไม่มีศักยภาพที่จะรักษาโจทก์ได้โดยทันท่วงที เบื้องต้นแพทย์โรงพยาบาล ร. ฉีดสีจึงทราบว่าเส้นเลือดอุดตันและต้องรักษาโดยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือด โรงพยาบาล ร. กับโรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 ติดต่อประสานกันทราบว่าโรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 ไม่สามารถทำการรักษาโดยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดให้ได้ และได้ติดต่อไปยังโรงพยาบาล ก. ประชาชื่น ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในเครือ แต่ก็ได้รับแจ้งว่ารักษาให้ไม่ได้ ผลการปรึกษากันระหว่างโรงพยาบาล ร. กับโรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 ได้ข้อสรุปว่าให้โจทก์พักรักษาตัวก่อน 1 คืน ถือว่ากรณีมีเหตุสมควรที่โจทก์ไม่สามารถไปเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 ได้ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์จากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ ที่ 565/2551 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2551 โดยให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์จำนวน 215,448 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า คำสั่งของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาเพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 10 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ ที่ 565/2551 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2551 ให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 วรรคสาม

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน มีโรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 เป็นโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาล ร. ด้วยเหตุเกิดอาการเจ็บป่วยแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ทำการรักษาโดยทำบอลลูนขยายหลอดเลือดที่อุดตัน เสียค่ารักษาพยาบาล 215,448 บาท โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ร. เนื่องจากมีศูนย์หัวใจตั้งแต่เวลา 5 นาฬิกา แพทย์ตรวจเบื้องต้นพบอาการเกี่ยวกับหัวใจและได้โทรศัพท์ไปปรึกษากับโรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 เรื่องการรักษาในเวลาประมาณ 12 นาฬิกา แต่โรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 ไม่มีศูนย์หัวใจ ได้ขอโทรศัพท์ไปตรวจสอบกับโรงพยาบาลในเครือคือโรงพยาบาล ก. ว่าสามารถรองรับการรักษาได้หรือไม่ โรงพยาบาล ร. ทำการฉีดสีเข้าเส้นเลือดแล้วพบว่า มีอาการอุดตันในเส้นเลือดจะต้องทำบอลลูนเพื่อขยายหลอดเลือด ญาติของโจทก์ทราบผลจึงโทรศัพท์ไปปรึกษากับโรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 อีกครั้งในเรื่องการทำบอลลูน แต่โรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 แจ้งว่าโรงพยาบาล ก. ไม่สามารถทำได้ จึงต้องรักษาต่อที่โรงพยาบาล ร. ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกเหตุการณ์ประจำวันของโรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 ว่าได้รับแจ้งจากโรงพยาบาล ร. ว่าแพทย์จะทำการสวนหัวใจดูว่ามีตีบหรือไม่ โดยญาติผู้ป่วยจะจ่ายเงินเอง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ร. แจ้งว่าจะนำส่งเครือข่าย แต่เมื่อโทรศัพท์ไปติดต่ออีกครั้งเพื่อจะรับตัวผู้ป่วย กลับแจ้งว่ามีเส้นเลือดตีบ 1 เส้น ต้องทำบอลลูนด่วนเคลื่อนย้ายไม่ได้ จึงให้โรงพยาบาล ร. ส่งโทรสารเกี่ยวกับอาการและการรักษามาเก็บไว้ให้ญาติสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนั้นไปก่อน แล้วจะปรึกษาผู้อำนวยการอีกครั้งว่าจะจ่ายส่วนไหนได้บ้าง ได้ติดต่อแพทย์เพื่อให้รับรักษาต่อ แต่มีการทำบอลลูนแล้วไม่มีแพทย์รับรักษาเพราะเป็นกรณีต้องทำด่วน สรุปจะให้อยู่โรงพยาบาล ร. 1 คืน วางแผนให้กลับวันพรุ่งนี้และมีบันทึกเหตุการณ์ว่า ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาล ร. ว่าญาติจะให้โจทก์อยู่ต่อ จึงได้คุยกับญาติโจทก์ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ซึ่งนางสาว น. น้องสาวโจทก์ตอบตกลง จึงไปขอรับค่าบริการทางการแพทย์ สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 10 มีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์เพราะโจทก์ไม่ประสงค์เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การเจ็บป่วยของโจทก์เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ทำให้มีอาการเจ็บหน้าอก เจ็บจี๊ด ๆ แน่นตื้อ ๆ นั้น เป็นกรณีฉุกเฉิน จำเป็นต้องได้รับบริการทางการแพทย์ แต่อาการดังกล่าวยังอยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถไปรับการบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิได้โดยปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายแก่ชีวิต ประกอบกับระยะทางจากบ้านพักของโจทก์ไปโรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 ใกล้กว่าที่จะไปรักษาที่โรงพยาบาล ร. และหากไปรับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 แล้ว โรงพยาบาลดังกล่าวไม่สามารถให้การรักษาได้ก็จะส่งต่อไปที่โรงพยาบาล ก. ประชาชื่น ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์หัวใจและเป็นโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า การที่โจทก์ไปเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล ร. เป็นความประสงค์ของโจทก์และไม่มีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถไปเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิตามมาตรา 59 ได้ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามที่ขอ แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า อาการเจ็บป่วยของโจทก์จำเป็นต้องได้รับบริการทางการแพทย์ซึ่งโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิไม่สามารถให้บริการได้ จะต้องส่งตัวไปรับบริการที่อื่น เมื่อได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลที่โจทก์รับบริการเบื้องต้นอยู่ โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิได้มีการปรึกษากันให้โจทก์อยู่ต่อ 1 คืน เพราะไม่มีแพทย์รับรักษาต่อ โดยจะดำเนินการเคลียร์ให้ในภายหลัง กรณีถือได้ว่ามีเหตุผลสมควรที่โจทก์ไม่สามารถรับบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิได้ เมื่อโรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาล ร. แล้วจึงมีความรับผิดชอบในการให้บริการทางการแพทย์แก่โจทก์นับแต่เวลาที่ได้รับแจ้งเป็นต้นไป โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่ต้องจ่ายให้แก่สถานพยาบาลอื่น ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 วรรคสาม กรณีมีเหตุสมควรเพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 10 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถไปเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วว่า อาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดของโจทก์เป็นกรณีฉุกเฉินซึ่งคณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ ประกอบกับโรงพยาบาล ก. สุขาภิบาล 3 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิไม่มีศูนย์หัวใจจึงไม่มีศักยภาพที่จะรักษาโจทก์ได้โดยทันท่วงที เบื้องต้นแพทย์โรงพยาบาล ร. ฉีดสีจึงทราบว่าเส้นเลือดอุดตันและต้องรักษาโดยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือด โรงพยาบาล ร. กับโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิติดต่อประสานกันทราบว่าโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิไม่สามารถทำการรักษาโดยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดให้ได้และได้ติดต่อไปยังโรงพยาบาล ก. ประชาชื่น ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในเครือ แต่ก็ได้รับแจ้งว่ารักษาให้ไม่ได้ ผลการปรึกษากันระหว่างโรงพยาบาล ร. กับโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิได้ข้อสรุปว่า ให้โจทก์พักรักษาตัวก่อน 1 คืน ถือว่ากรณีมีเหตุสมควรที่โจทก์ไม่สามารถไปเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิได้ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์จากจำเลย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 59 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิระยุทธ์ แสงโชคานนท์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสากล สมสุข
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6667/2558
#588124
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาของศาลที่ให้จำเลยทั้งห้าแบ่งทรัพย์มรดกของ น. แก่โจทก์ผู้เป็นทายาทด้วยกัน เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทและเจ้าของรวมทุกคนพึงแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวมด้วยกัน หรือขายทรัพย์สินนั้นแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าว ลำพังเพียงโจทก์เจรจากับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งคนหนึ่งโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้รับมอบหมายจากทายาทอื่นให้เป็นตัวแทนเจรจากับโจทก์ จึงรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าของรวมไม่อาจตกลงแบ่งทรัพย์สินกันได้ อันเป็นเหตุยึดทรัพย์มรดกมาขายทอดตลาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง เมื่อถือไม่ได้ว่าการบังคับตามคำพิพากษาของโจทก์เป็นไปตามลำดับขั้นตอนการแบ่งทรัพย์สิน จึงต้องเพิกถอนการยึดทรัพย์มรดกเสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันแบ่งทรัพย์มรดกของนางนิภา ให้แก่โจทก์ 1 ใน 7 ส่วน ของรายการทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นกับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ทรัพย์มรดกส่วนที่เป็นหุ้นบริษัทง่วนหลีจั่น (1984) จำกัด เป็นทรัพย์สินของนางนิภาที่ตกเป็นมรดก 25,000 หุ้น หุ้นบริษัทสยามผลิตภัณฑ์กระดาษ จำกัด เป็นทรัพย์สินของนางนิภาที่ตกเป็นมรดก 300 หุ้น ให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันจ่ายค่าทนายความชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ 6,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ขอให้ออกคำบังคับและหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2553 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2553

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดีที่ยึดที่ดินดังกล่าว หรือมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนและมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2554 ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนให้เป็นไปตามคำพิพากษาเป็นอันดับแรก โดยให้มีการแบ่งทรัพย์มรดกตามกฎหมายก่อน ซึ่งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ดำเนินการแต่อย่างใด หากไม่อาจตกลงแบ่งกันได้จึงจะบังคับคดีได้ตามขั้นตอนโดยการประมูลขายทรัพย์มรดกหรือขายทอดตลาดเป็นลำดับต่อมา ดังนั้น หากการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามคำพิพากษาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการไปตามนี้ก็เป็นการบังคับคดีโดยชอบ หากไม่ดำเนินการตามนี้ก็เป็นการบังคับคดีโดยไม่ชอบ

วันที่ 6 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดีที่โจทก์นำยึดที่ดินดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 7 มิถุนายน 2554 ให้เพิกถอนการยึดตามความเห็นของเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งที่ 3869/2556 วันที่ 7 พฤษภาคม 2556 ให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ในข้อที่ว่า คำพิพากษาของศาลกำหนดให้จำเลยทั้งห้าแบ่งทรัพย์มรดกของนางนิภาตามบัญชีทรัพย์ให้แก่โจทก์ 1 ใน 7 ส่วน และอีกส่วนหนึ่งยังกำหนดให้จำเลยทั้งห้าแบ่งผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของนางนิภาเป็นเงินให้แก่โจทก์ซึ่งไม่ต้องตกอยู่ในบังคับคดีเรื่องกรรมสิทธิ์รวม เมื่อจำเลยทั้งห้าจงใจหรือขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ยึดที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 282 ฎีกาของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เกี่ยวกับยึดที่ดินอันเป็นมรดกของนางนิภาว่าโจทก์นำยึดเพื่อบังคับตามคำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินอันเป็นหนี้ในส่วนที่ให้จำเลยทั้งห้าแบ่งผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของนางนิภาให้แก่โจทก์ มิใช่เป็นการบังคับตามคำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยทั้งห้าแบ่งที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง อันเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ฎีกาของโจทก์ต่อมาที่ว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2553 จำเลยที่ 5 กับผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ตกลงกันว่าฝ่ายจำเลยที่ 5 จะให้เงิน 1,200,000,000 บาท แก่โจทก์ แล้วให้ทรัพย์มรดกพิพาททั้งหมดตกเป็นของจำเลยที่ 5 แต่จำเลยที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงมีสิทธิยึดที่ดินมรดกของนางนิภาและนำออกขายทอดตลาดได้ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทของนางนิภาร่วมกันครอบครองดูแลทรัพย์มรดกของนางนิภาและไม่ยอมแบ่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน คำพิพากษาของศาลที่ให้จำเลยทั้งห้าแบ่งทรัพย์มรดกของนางนิภาให้แก่โจทก์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทและเจ้าของรวมทุกคนพึงแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวมด้วยกันหรือโดยขายทรัพย์สินนั้นแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าว ลำพังเพียงแต่โจทก์เจรจากับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกส่วนแบ่งคนหนึ่งโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้รับมอบหมายจากทายาทอื่นให้เป็นตัวแทนเจรจากับโจทก์ จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าของรวมไม่อาจตกลงแบ่งทรัพย์สินกันอย่างไรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าการบังคับตามคำพิพากษาของโจทก์เป็นตามลำดับขั้นตอนการแบ่งทรัพย์สิน และบัดนี้มรดกของนางนิภาได้มีคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และผู้จัดการมรดกก็ได้เข้ามาดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกแล้ว ทรัพย์มรดกจึงอยู่ในระหว่างจัดการ ย่อมจะทำให้การแบ่งปันมรดกดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นประโยชน์แก่ทายาททุกคน คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้เพิกถอนการยึดที่ดินของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364
ชื่อคู่ความ
นายสุมิตร คัณธามานนท์ โดยนายวิวัฒน์ คัณธามานนท์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
นางสิริมา วัฒนสุข โดยนายภาณุพงษ์ วัฒนสุข
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวีระศักดิ์ ไชยสุขเจริญกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6667/2558
#632399
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาของศาลที่ให้จำเลยทั้งห้าแบ่งทรัพย์มรดกแก่โจทก์ผู้เป็นทายาทด้วยกันเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทและเจ้าของรวมทุกคนพึงแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวมด้วยกัน หรือโดยขายทรัพย์สินนั้นแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าว ลำพังเพียงโจทก์เจรจากับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งคนหนึ่งโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้รับมอบหมายจากทายาทอื่นให้เป็นตัวแทนเจรจากับโจทก์ จึงรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าของรวมไม่อาจตกลงแบ่งทรัพย์สินกันได้อันเป็นเหตุยึดทรัพย์มรดกมาขายทอดตลาด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง เมื่อถือไม่ได้ว่าการบังคับตามคำพิพากษาของโจทก์เป็นไปตาม ลำดับขั้นตอนการแบ่งทรัพย์สินจึงต้องเพิกถอนการยึดทรัพย์มรดกเสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันแบ่งทรัพย์มรดกของนางนิภาให้แก่โจทก์ 1 ใน 7 ส่วน ของรายการทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นกับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ทรัพย์มรดกส่วนที่เป็นหุ้นบริษัทง่วนหลีจั่น (1984) จำกัด เป็นทรัพย์สินของนางนิภาที่ตกเป็นมรดก 25,000 หุ้น หุ้นบริษัทสยามผลิตภัณฑ์กระดาษ จำกัด เป็นทรัพย์สินของนางนิภาที่ตกเป็นมรดก 300 หุ้น ให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันจ่ายค่าทนายความชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ 6,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ขอให้ออกคำบังคับและหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2553 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2553

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดีที่ยึดที่ดินดังกล่าว หรือมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนและมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2554 ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนให้เป็นไปตามคำพิพากษาเป็นอันดับแรก โดยให้มีการแบ่งทรัพย์มรดกตามกฎหมายก่อน ซึ่งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ดำเนินการแต่อย่างใด หากไม่อาจตกลงแบ่งกันได้จึงจะบังคับคดีได้ตามขั้นตอนโดยการประมูลขายทรัพย์มรดกหรือขายทอดตลาดเป็นลำดับต่อมา ดังนั้น หากการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามคำพิพากษาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการไปตามนี้ก็เป็นการบังคับคดีโดยชอบ หากไม่ดำเนินการตามนี้ก็เป็นการบังคับคดีโดยไม่ชอบ

วันที่ 6 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดีที่โจทก์นำยึดที่ดินดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 7 มิถุนายน 2554 ให้เพิกถอนการยึดตามความเห็นของเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งที่ 3869/2556 วันที่ 7 พฤษภาคม 2556 ให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2553 จำเลยที่ 5 กับผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ตกลงกันว่าฝ่ายจำเลยที่ 5 จะให้เงิน 1,200,000,000 บาท แก่โจทก์ แล้วให้ทรัพย์มรดกพิพาททั้งหมดตกเป็นของจำเลยที่ 5 แต่จำเลยที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงมีสิทธิยึดที่ดินมรดกของนางนิภาและนำออกขายทอดตลาดได้ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทของนางนิภาร่วมกันครอบครองดูแลทรัพย์มรดกของนางนิภาและไม่ยอมแบ่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน คำพิพากษาของศาลที่ให้จำเลยทั้งห้าแบ่งทรัพย์มรดกของนางนิภาให้แก่โจทก์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยทั้งห้าในฐานะทายาทและเจ้าของรวมทุกคนพึงแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวมด้วยกันหรือโดยขายทรัพย์สินนั้นแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าว ลำพังเพียงแต่โจทก์เจรจากับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกส่วนแบ่งคนหนึ่งโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้รับมอบหมายจากทายาทอื่นให้เป็นตัวแทนเจรจากับโจทก์ จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าของรวมไม่อาจตกลงแบ่งทรัพย์สินกันอย่างไรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าการบังคับตามคำพิพากษาของโจทก์เป็นตามลำดับขั้นตอนการแบ่งทรัพย์สิน และบัดนี้มรดกของนางนิภาได้มีคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และผู้จัดการมรดกก็ได้เข้ามาดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกแล้ว ทรัพย์มรดกจึงอยู่ในระหว่างจัดการ ย่อมจะทำให้การแบ่งปันมรดกดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นประโยชน์แก่ทายาททุกคน คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้เพิกถอนการยึดที่ดินของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364
ชื่อคู่ความ
นายสุมิตร คัณธามานนท์ โดยนายวิวัฒน์ คัณธามานนท์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
นางสิริมา วัฒนสุข โดยนายภาณุพงษ์ วัฒนสุข
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ