คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6516/2558
#630202
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของจำเลยอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ขายทอดตลาดไว้ 4,346,000 บาท และขายทอดตลาดได้เงิน 5,450,000 บาท ต่ำกว่าความเป็นจริง เป็นการขายทอดตลาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่สุจริต และไม่เป็นธรรมต่อจำเลย แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ก็ตาม แต่เนื้อหาตามคำร้องของจำเลยเป็นการโต้แย้งว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินไปในราคาต่ำเกินสมควร และการขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควรนั้นเกิดจากความไม่สุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า คำสั่งของศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย คำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2552ให้จำเลยชำระเงิน 87,478.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 69,829 บาท นับแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 219505 ตำบลบางกร่าง อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาด เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2556

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

เจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงคัดค้านว่า การขายทอดตลาดได้กระทำโดยชอบแล้ว

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า เนื้อหาในอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาประเมินทรัพย์สินที่ขายทอดตลาดใหม่ อันเป็นการขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ขายทอดตลาดไว้ 4,346,000 บาท และขายทอดตลาดได้เงิน 5,450,000 บาท ต่ำกว่าความเป็นจริง เป็นการขายทอดตลาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่สุจริต และไม่เป็นธรรมต่อจำเลย แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ก็ตาม แต่เนื้อหาตามคำร้องของจำเลยเป็นการโต้แย้งว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินไปในราคาต่ำเกินสมควร และการขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาต่ำเกิน สมควรนั้นเกิดจากความไม่สุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า คำสั่งของศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย คำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้สั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง ม. 309 ทวิ วรรคสอง ม. 309 ทวิ วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวสลักจิต เอี่ยมสกุล
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6502/2558
#588107
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผท 6565 ชลบุรีไว้กับจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัย ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปตามถนนสายอ่างศิลามุ่งหน้าไปตลาดอ่างศิลาซึ่งเป็นถนนมีช่องเดินรถ 2 ช่อง แล่นสวนทางกันคนละฝั่ง 1 ช่อง เมื่อถึงหน้าร้านนุชคอหมูย่าง จำเลยที่ 1 จะเลี้ยวซ้ายไปจอดที่ร้านดังกล่าวและเกิดเฉี่ยวชนกันกับรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับมาทางด้านซ้าย รถของโจทก์เสียหลักไปกระแทกกับรถยนต์ที่จอดอยู่ได้รับความเสียหายและโจทก์ได้รับบาดเจ็บ ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 300 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 68, 148, 157 จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (3) (4), 68, 148, 157 และ ป.อ. มาตรา 390 แม้โจทก์ในคดีนี้จะเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวก็ตาม คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในคดีดังกล่าวเพียงว่า จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกและกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 300 ตามฟ้องหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมกระทำโดยประมาทด้วยหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าววินิจฉัยด้วยว่าโจทก์ร่วมมีส่วนกระทำโดยประมาทด้วย ก็ไม่ได้เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาดังกล่าว ดังนั้นข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ในคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น และตามฎีกาของจำเลยทั้งสองก็มิได้ยกขึ้นเป็นข้ออ้างว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่รับฟังว่าพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังได้ว่า โจทก์มีส่วนประมาทนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นๆ รวมทั้งค่าเสียหายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองเสร็จสิ้นเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นๆ ให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียวได้ เพื่อมิให้เป็นการล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใดไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,090,953 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,892,120 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่เฉพาะประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนดังกล่าวให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผท 6565 ชลบุรี ไว้กับจำเลยที่ 2 ในวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปตามถนนสายอ่างศิลามุ่งหน้าไปตลาดอ่างศิลา ซึ่งเป็นถนนมีช่องเดินรถ 2 ช่อง แล่นสวนทางกันคนละฝั่ง 1 ช่อง เมื่อถึงหน้าร้าน จำเลยที่ 1 จะเลี้ยวซ้ายไปจอดที่ร้านและเกิดเฉี่ยวชนกันกับรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับมาทางด้านซ้าย รถของโจทก์เสียหลักไปกระแทกกับรถยนต์ที่จอดอยู่ได้รับความเสียหายและโจทก์ได้รับบาดเจ็บ ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 68, 148 และ 157 จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (3) (4), 68, 148 และ 157 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลแขวงชลบุรีมีคำพิพากษานั้น โจทก์ในคดีนี้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาดังกล่าวและในการพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลในคดีนี้จำต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าว ซึ่งศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีโดยตรงแล้วว่า โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวได้ขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถกระบะคันสีส้มด้านซ้าย อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติทางบก พ.ศ.2522 และการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำโดยประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ร่วมไม่ได้ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลแขวงชลบุรีซึ่งมีผลผูกพันโจทก์ในคดีนี้ ศาลในคดีนี้ต้องรับฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวนั้น เห็นว่า คดีดังกล่าวพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นจำเลยว่า กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกและกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 แม้โจทก์ในคดีนี้จะเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวก็ตาม คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในคดีเพียงว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกและกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ตามฟ้องหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมกระทำโดยประมาทด้วยหรือไม่ การที่ศาลแขวงชลบุรีวินิจฉัยด้วยว่า โจทก์ร่วมมีส่วนกระทำโดยประมาทด้วยก็ไม่ได้เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญา ดังนั้นข้อเท็จจริงในคดีอาญาจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ในคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยในคดีแพ่งว่า เหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เนื่องจากคดีอาญาอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลแขวงชลบุรีซึ่งวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้มีความประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นพับ ไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายต่อกันได้ จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนใดๆ ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า คดีอาญามีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เท่านั้น ดังนั้นที่ศาลแขวงชลบุรีวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้กระทำโดยประมาทด้วย จึงมิใช่ประเด็นโดยตรงในคดีอาญาซึ่งไม่อาจนำข้อเท็จจริงในคดีมาผูกพันในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ได้และตามฎีกาของจำเลยทั้งสองก็มิได้ยกขึ้นเป็นข้ออ้างว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่รับฟังว่า พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังได้ว่า โจทก์มีส่วนประมาทนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นๆ รวมทั้งค่าเสียหายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นๆ รวมทั้งค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้วนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองเสร็จสิ้นเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นๆ ให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียวได้ เพื่อมิให้เป็นการล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็น

สมควรวินิจฉัยในปัญหาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใด ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยให้ใช้ค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด

ค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438 ม. 444 ม. 446
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 247 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์เทพ อนุพัฒนกูล
จำเลย — นางสาวสำเนาหรือพิชญาภัค ถีระแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวนวมลล์ ไวยาวัจมัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6498/2558
#633717
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 วรรคหนึ่ง ทั้งตามบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะขอให้บังคับคดียื่นเป็นคำขอฝ่ายเดียว และตามมาตรา 21 (3) ยังบัญญัติให้คำขอเพื่อให้ออกหมายบังคับคดีเป็นคำขอที่อยู่ในข้อยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจของศาลที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ ก่อนออกคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ อันเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัด จึงไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่อันใดเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาที่จำเลยทั้งสองจะใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,884,688.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 42830 ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้ออกคำบังคับ

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 วรรคหนึ่ง ทั้งตามบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะขอให้บังคับคดียื่นเป็นคำขอฝ่ายเดียว และตามมาตรา 21 (3) ยังบัญญัติให้คำขอเพื่อให้ออกหมายบังคับคดีเป็นคำขอที่อยู่ในข้อยกเว้นไม่อยู่ในอำนาจของศาลที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ ก่อนออกคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ อันเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัด จึงไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่อันใดเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาที่จำเลยทั้งสองจะใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (3) ม. 275 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้
จำเลย — นายสุวิช อัศวไชยชาญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6486/2558
#587627
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องคดีก่อนและคดีนี้โจทก์อ้างเหตุว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการฉบับเดียวกัน ซึ่งโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาทำให้สัญญาทั้งสองฉบับเลิกกันแล้ว ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่ค้างและค่าเสียหายกับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่เช่า พร้อมส่งมอบที่เช่าคืนโจทก์ กรณีเป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากการเลิกสัญญา โจทก์สามารถเรียกเอาค่าเสียหายในอนาคตรวมถึงค่าเสียหายต่างๆ อันสืบเนื่องจากจำเลยไม่ส่งมอบที่เช่าคืนโจทก์ภายหลังสัญญาเลิกกันได้ ค่าใช้ทรัพย์ที่ตกเป็นของโจทก์โดยข้อสัญญาและค่าปรับที่จำเลยออกจากที่เช่าล่าช้าตามฟ้องโจทก์คดีนี้ล้วนเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาได้คาดเห็นอยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยอาจส่งมอบที่เช่าคืนโจทก์ล่าช้าและยังคงใช้ประโยชน์ในที่เช่าต่อไป จึงได้มีการระบุไว้เป็นข้อตกลงในสัญญาเช่า ทั้งยังถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลยเป็นรายเดือนจนกว่าจะได้ที่เช่าคืนในคดีก่อนแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกันกับฟ้องคดีก่อน เป็นฟ้องซ้อนไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินค่าเสียหาย 56,790,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าเสียหายวันละ 127,900 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบพื้นที่เช่าจุดที่ 1 ในสภาพดีให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,495,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 (ที่ถูก ร้อยละ 7.5 ต่อปี) ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กรกฎาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าปรับอีกวันละ 7,674 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วน

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาบางส่วน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า เดิมโจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารชอปปิงอาเขต อาคารศูนย์บริหารการขนส่งสาธารณะ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และทำสัญญาให้บริการกัน ตามสำเนาสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการ ต่อมาโจทก์อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาโดยไม่ชำระค่าเช่า ค่าบริการ และผลประโยชน์ต่าง ๆ แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระภายในกำหนด หากจำเลยไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาทั้งสองฉบับ แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนด โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่า ค่าบริการ และผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ค้างชำระพร้อมชดใช้ค่าเสียหายกับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ ตามสำเนาคำฟ้อง จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี ต่อมาจำเลยยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 7209/2551 อ้างว่าจำเลยเข้าทำสัญญากับโจทก์โดยสำคัญผิดและบอกล้างโมฆียกรรมแล้ว ขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลย ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน ระหว่างที่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ดังกล่าว โจทก์ฟ้องจำเลยโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกันกับคดีนี้ โจทก์จึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ทำให้สัญญาทั้งสองฉบับเป็นอันเลิกกัน และขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต่าง ๆ ที่ค้างชำระพร้อมชดใช้ค่าเสียหายกับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการใช้สิทธิต่าง ๆ ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากการเลิกสัญญา ซึ่งโจทก์สามารถเรียกเอาค่าเสียหายต่าง ๆ ในอนาคตได้ด้วยรวมถึงค่าเสียหายต่าง ๆ อันสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ส่งมอบที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ภายหลังสัญญาเลิกกัน ซึ่งค่าใช้ทรัพย์ที่ตกเป็นของโจทก์โดยข้อสัญญาก็ดี ค่าปรับที่จำเลยออกจากที่เช่าล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดก็ดี ล้วนเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาได้คาดเห็นอยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยอาจส่งมอบที่เช่าคืนให้โจทก์ล่าช้าและยังใช้ประโยชน์ในที่เช่าต่อไป ดังเห็นได้จากการที่มีการระบุไว้ในสัญญาเช่าเป็นใจความสำคัญว่า หากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ จำเลยต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าให้แก่โจทก์ในสภาพดีภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดดังกล่าวยอมให้โจทก์กลับเข้าครอบครองที่เช่าทันที และให้ทรัพย์สินที่จำเลยมิได้ขนย้ายออกไปตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ และให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกเอาค่าปรับในกรณีที่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่เช่าล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดอีกด้วย นอกจากนี้ค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่าเป็นค่าใช้ทรัพย์ที่ตกเป็นของโจทก์โดยข้อสัญญา และค่าปรับนับแต่วันที่สัญญาเลิกกัน ยังถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเอาจากจำเลยเป็นรายเดือนนับแต่วันที่สัญญาเลิกกันจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าคืนให้โจทก์ ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยแล้วในคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ดังนั้นฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกันและเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสุวรรณภูมิ รีเทล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
ปกิต สุวรรณพรหมา
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6486/2558
#630201
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 โจทก์ฟ้องจำเลยโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกันกับคดีนี้ โจทก์จึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ทำให้สัญญาทั้งสองฉบับเป็นอันเลิกกัน และขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต่าง ๆ ที่ค้างชำระพร้อมชดใช้ค่าเสียหายกับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการใช้สิทธิต่าง ๆ ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากการเลิกสัญญา ซึ่งโจทก์สามารถเรียกเอาค่าเสียหายต่าง ๆ ในอนาคตได้ด้วยรวมถึงค่าเสียหายต่าง ๆ อันสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ส่งมอบที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ภายหลังสัญญาเลิกกัน ซึ่งค่าใช้ทรัพย์ที่ตกเป็นของโจทก์โดยข้อสัญญาก็ดี ค่าปรับที่จำเลยออกจากที่เช่าล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดก็ดี ล้วนเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาได้คาดเห็นอยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยอาจส่งมอบที่เช่าคืนให้โจทก์ล่าช้าและยังใช้ประโยชน์ในที่เช่าต่อไป ดังเห็นได้จากการที่มีการระบุไว้ในสัญญาเช่าเป็นใจความสำคัญว่า หากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ จำเลยต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าให้แก่โจทก์ในสภาพดีภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดดังกล่าวยอมให้โจทก์กลับเข้าครอบครองที่เช่าทันที และให้ทรัพย์สินที่จำเลยมิได้ขนย้ายออกไปตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ และให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกเอาค่าปรับในกรณีที่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่เช่าล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดอีกด้วย นอกจากนี้ค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่าเป็นค่าใช้ทรัพย์ที่ตกเป็นของโจทก์โดยข้อสัญญา และค่าปรับนับแต่วันที่สัญญาเลิกกัน ยังถือได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเอาจากจำเลยเป็นรายเดือนนับแต่วันที่สัญญาเลิกกันจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าคืนให้โจทก์ ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยแล้วในคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ดังนั้นฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกันและเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหาย 56,790,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าเสียหายวันละ 127,900 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบพื้นที่เช่าจุดที่ 1 ในสภาพดีให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,495,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 (ที่ถูก ร้อยละ 7.5 ต่อปี) ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กรกฎาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าปรับอีกวันละ 7,674 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วน

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาบางส่วน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า เดิมโจทก์กับจำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารชอปปิงอาเขต อาคารศูนย์บริหารการขนส่งสาธารณะ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และทำสัญญาให้บริการกัน ตามสำเนาสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการ ต่อมาโจทก์อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาโดยไม่ชำระค่าเช่า ค่าบริการ และผลประโยชน์ต่าง ๆ แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระภายในกำหนด หากจำเลยไม่ชำระให้ถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาทั้งสองฉบับ แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนด โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่า ค่าบริการ และผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ค้างชำระพร้อมชดใช้ค่าเสียหายกับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี ต่อมาจำเลยยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 7209/2551 อ้างว่าจำเลยเข้าทำสัญญากับโจทก์โดยสำคัญผิดและบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว ขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลย ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน ระหว่างที่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ดังกล่าว โจทก์ฟ้องจำเลยโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาเช่าและสัญญาให้บริการซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกันกับคดีนี้ โจทก์จึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ทำให้สัญญาทั้งสองฉบับเป็นอันเลิกกัน และขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต่าง ๆ ที่ค้างชำระพร้อมชดใช้ค่าเสียหายกับขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการใช้สิทธิต่าง ๆ ในฐานะคู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากการเลิกสัญญา ซึ่งโจทก์สามารถเรียกเอาค่าเสียหายต่าง ๆ ในอนาคตได้ด้วยรวมถึงค่าเสียหายต่าง ๆ อันสืบเนื่องมาจากจำเลยไม่ส่งมอบที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ภายหลังสัญญาเลิกกัน ซึ่งค่าใช้ทรัพย์ที่ตกเป็นของโจทก์โดยข้อสัญญาก็ดี ค่าปรับที่จำเลยออกจากที่เช่าล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดก็ดี ล้วนเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาได้คาดเห็นอยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยอาจส่งมอบที่เช่าคืนให้โจทก์ล่าช้าและยังใช้ประโยชน์ในที่เช่าต่อไป ดังเห็นได้จากการที่มีการระบุไว้ในสัญญาเช่าเป็นใจความสำคัญว่า หากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ จำเลยต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าให้แก่โจทก์ในสภาพดีภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดดังกล่าวยอมให้โจทก์กลับเข้าครอบครองที่เช่าทันที และให้ทรัพย์สินที่จำเลยมิได้ขนย้ายออกไปตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ และให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกเอาค่าปรับในกรณีที่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่เช่าล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดอีกด้วย นอกจากนี้ค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่าเป็นค่าใช้ทรัพย์ที่ตกเป็นของโจทก์โดยข้อสัญญา และค่าปรับนับแต่วันที่สัญญาเลิกกัน ยังถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเอาจากจำเลยเป็นรายเดือนนับแต่วันที่สัญญาเลิกกันจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่เช่าและส่งมอบที่เช่าคืนให้โจทก์ ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยแล้วในคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ดังนั้นฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกันและเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 8936/2550 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสุวรรณภูมิ รีเทล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ปกิต สุวรรณพรหมา
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6484/2558
#630198
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาคดีส่วนอาญามารับฟังในคดีส่วนแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 นั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ คำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุด ข้อเท็จจริงนั้นต้องเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและคำพิพากษาคดีอาญาต้องวินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งตลอดจนผู้ที่จะถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพันต้องเป็นคู่ความในคดีอาญา เมื่อปรากฏว่าการพิพากษาคดีอาญาในคดีก่อน ศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลชั้นที่สุดวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขายสินค้าให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นเรื่องซื้อขายกันตามปกติทางการค้า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ขายไปในราคาต่ำกว่าทุนอันจะเป็นตัวชี้เจตนาได้ว่าจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงด้วย อันเป็นการวินิจฉัยถึงการทำงานของจำเลยที่ 1 รวมถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ว่ามิได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย รวมทั้งโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งหก เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีแพ่งคดีนี้อีกว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีก อันมีข้อเท็จจริงที่ต้องวินิจฉัยถึงการกระทำของจำเลยทั้งหกว่าเป็นการกระทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายอันเป็นกรณีของการกระทำที่เป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงโดยตรงในคดีอาญาและคำพิพากษาคดีอาญาได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งแล้วถึงการกระทำของจำเลยทั้งหก คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์รับฟังเป็นยุติว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ขายสินค้าให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ในราคาต่ำไปทำให้โจทก์ขาดรายได้เท่าที่ควรจะได้เป็นเงิน 6,000,000 บาท นั้น เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงถึงการตรวจสอบห้างจำเลยที่ 5 และบริษัทจำเลยที่ 6 ที่โจทก์พบว่าเมื่อนำใบซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 และที่ 6 มาเปรียบเทียบกันแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1 พิจารณาสั่งขายสินค้าให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ในราคาต่ำสุดเท่าที่จะต่ำได้ในการซื้อขายแต่ละคราว ทำให้โจทก์ขาดรายได้เป็นเงินรวม 6,000,000 บาท เท่านั้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาที่ฟังยุติแล้วว่า ที่จำเลยที่ 1 ขายสินค้าให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นเรื่องซื้อขายกันตามปกติทางการค้า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ขายไปในราคาต่ำกว่าทุนอันจะเป็นตัวชี้เจตนาได้ว่าจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด กรณีจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งหกมิได้กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ไม่เป็นการกระทำที่เป็นละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 29,161,095.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 28,624,388.87 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบธุรกิจนำเข้าสินค้าเคมีภัณฑ์เพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้า เมื่อปี 2526 โจทก์รับจำเลยที่ 1 เข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานขาย จำเลยที่ 3 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 และเป็นพนักงานของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 5 และเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 5 ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2534 ถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2543 จำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ติดต่อรับคำสั่งซื้อ กำหนดราคาและซื้อขายสินค้าเคมีภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าของโจทก์ ขายสินค้าของโจทก์ให้จำเลยที่ 5 รวม 582 ครั้ง เป็นเงิน 21,430,083.84 บาท และขายสินค้าให้แก่จำเลยที่ 6 รวม 444 ครั้ง เป็นเงิน 22,026,823.57 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 43,456,907.41 บาท โดยโจทก์ได้รับเงินค่าสินค้าจากจำเลยที่ 5 และที่ 6 ครบถ้วนแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2548 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีอาญาความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งหกกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เนื้อหาตามคำฟ้องในคดีนี้เป็นเรื่องเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกในคดีอาญาข้อหาร่วมกันฉ้อโกง คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ซึ่งศาลอุทธรณ์ในคดีอาญาดังกล่าวรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า "... แต่ภายหลังโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นชู้กับจำเลยที่ 2 จึงได้ตรวจสอบห้างจำเลยที่ 5 และบริษัทจำเลยที่ 6 แล้ว เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกัน เมื่อนำใบซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 และที่ 6 มาเปรียบเทียบกันแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 พิจารณาสั่งขายสินค้าแก่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ในราคาต่ำสุดเท่าที่จะต่ำได้ในการซื้อขายแต่ละคราว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินรวม 6,000,000 บาท... เพียงแต่โจทก์ตรวจสอบกับการซื้อขายสินค้ากับลูกค้ารายอื่นของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ขายสินค้าให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 นั้นต่ำเกินไป ทำให้ขาดรายได้เท่าที่ควรจะได้เป็นเงินรวม 6,000,000 บาท" พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ทุจริตต่อโจทก์อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่ศาลอุทธรณ์หาได้ยึดถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในข้อหาฉ้อโกง ในการพิพากษาคดีนี้แต่อย่างใดไม่ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 และไม่อาจรับฟังได้นั้น เห็นว่า ในการที่จะนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาคดีส่วนอาญามารับฟังในคดีส่วนแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ คำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุด ข้อเท็จจริงนั้นต้องเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและคำพิพากษาคดีอาญาต้องวินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งตลอดจนผู้ที่จะถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญามาผูกพันต้องเป็นคู่ความในคดีอาญา เมื่อปรากฏว่าการพิพากษาคดีอาญาในคดีก่อน ศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลชั้นที่สุดวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขายสินค้าให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นเรื่องซื้อขายกันตามปกติทางการค้า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ขายไปในราคาต่ำกว่าทุนอันจะเป็นตัวชี้เจตนาได้ว่าจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงด้วย อันเป็นการวินิจฉัยถึงการทำงานของจำเลยที่ 1 รวมถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ว่ามิได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย รวมทั้งโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งหก เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีแพ่งคดีนี้อีกว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีก อันมีข้อเท็จจริงที่ต้องวินิจฉัยถึงการกระทำของจำเลยทั้งหกว่าเป็นการกระทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายอันเป็นกรณีของการกระทำที่เป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงโดยตรงในคดีอาญาและคำพิพากษาคดีอาญาได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งแล้วถึงการกระทำของจำเลยทั้งหก คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามที่โจทก์ฎีกาส่วนข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์รับฟังเป็นยุติว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ขายสินค้าให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ในราคาต่ำไปทำให้โจทก์ขาดรายได้เท่าที่ควรจะได้เป็นเงิน 6,000,000 บาท นั้น เห็นว่าเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงถึงการตรวจสอบห้างจำเลยที่ 5 และบริษัทจำเลยที่ 6 ที่โจทก์พบว่าเมื่อนำใบซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 และที่ 6 มาเปรียบเทียบกันแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1 พิจารณาสั่งขายสินค้าให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ในราคาต่ำสุดเท่าที่จะต่ำได้ในการซื้อขายแต่ละคราว ทำให้โจทก์ขาดรายได้เป็นเงินรวม 6,000,000 บาท เท่านั้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาที่ฟังยุติแล้วว่า ที่จำเลยที่ 1 ขายสินค้าให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นเรื่องซื้อขายกันตามปกติทางการค้า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ขายไปในราคาต่ำกว่าทุนอันจะเป็นตัวชี้เจตนาได้ว่าจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด กรณีจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งหกมิได้กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ไม่เป็นการกระทำที่เป็นละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยผล

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนจำเลยทั้งหก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโมเดอนเคมีเคิล จำกัด
จำเลย — นายสมพร วราภรณ์พันธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6454/2558
#599031
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำการโดยทุจริตขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งฝ่ายจำเลยได้รับประโยชน์ตามข้อสันนิษฐานใน ป.พ.พ. มาตรา 6 ว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบให้เห็นถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 2 ในการรับซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ดังกล่าว

แม้ตามทางพิจารณาจะได้ความว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจที่มิได้เขียนกรอกข้อความและมอบโฉนดที่ดินพิพาทพร้อมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวกับเอกสารอื่นๆ ให้จำเลยที่ 1 ไป เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 นำเอกสารชุดดังกล่าวมอบให้จำเลยที่ 4 และให้จำเลยที่ 4 เขียนกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจผิดจากวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มิได้รับซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไว้โดยสุจริต จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมไม่อาจยกเอาความประมาทเลินเล่อของโจทก์ดังกล่าวขึ้นอ้างเป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ เพราะในการรับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวมาเป็นของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต เมื่อคดีฟังได้ว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเอกสารปลอม จึงถือได้ว่านิติกรรมซื้อขายดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นและไม่มีผลใช้บังคับ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างยังคงเป็นของโจทก์ โจทก์ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 โดยไม่มีกำหนดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 135971 ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และให้สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครขีดฆ่าทำลายรายการจดทะเบียนการขาย ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 135971 ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ฉบับเจ้าของที่ดินให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่แทนให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความด้วย)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 135971 ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 11/121 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2548 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 135971 ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา นายฉลองหรือจ่าสิบเอกภาสพันธ์ บุตรโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ถึงแก่ความตายแล้ว ขอเข้าร่วมเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ เห็นว่า โจทก์ถึงแก่กรรมในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาและนายฉลองหรือจ่าสิบเอกภาสพันธ์เป็นทายาทของโจทก์ จึงอนุญาตให้นายหรือจ่าสิบเอกภาสพันธ์เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเพื่อนนางอภิณห์นันท์ บุตรโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ไปพบโจทก์ที่จังหวัดระนองและใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ซึ่งมีอายุ 82 ปี และป่วยเป็นโรคหัวใจว่า จำเลยที่ 1 ขาดเงินทุนในการทำธุรกิจซักรีด จำเลยที่ 1 มีความประสงค์จะยืมโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ไปวางเป็นประกันเงินกู้ยืม โจทก์หลงเชื่อจึงมอบโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 135971 ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีทาวเฮ้าส์สองชั้นเลขที่ 11/121 ปลูกอยู่บนที่ดินให้จำเลยที่ 1 ยืมไป รวมทั้งโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจและให้ภริยาโจทก์ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์หนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความที่จำเลยที่ 1 เตรียมมาให้จำเลยที่ 1 รวมทั้งมอบสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์และภริยาให้จำเลยที่ 1 ไปด้วย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้มอบเอกสารชุดดังกล่าวให้จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 ได้เขียนกรอกข้อความในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าว จึงฟังได้ว่าเป็นเอกสารปลอม ต่อมาจำเลยที่ 4 ได้นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ให้บริษัทจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจทำการแทนและบริษัทจำเลยที่ 2 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ไปจดทะเบียนรับซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำการโดยทุจริต ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งฝ่ายจำเลยได้รับประโยชน์ตามข้อสันนิษฐานในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ดังนั้น โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบให้เห็นถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 2 ในการรับซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ โจทก์นำสืบฟังได้ว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 และพวกเริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 2 ขึ้นมาและบริษัทนี้ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ต่อมาบริษัทจำเลยที่ 2 ได้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นทันที จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับผู้ถือหุ้นอื่นทุกคนได้มาร่วมประชุมโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นประธานที่ประชุม ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ซื้อที่ดินพิพาทเนื้อที่ 16.2 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคา 650,000 บาท เพื่อเป็นสำนักงานของบริษัทและมอบหมายให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้ดำเนินการซื้อให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 5 เมษายน 2548 โดยขณะนั้นไม่ปรากฏว่ามีการทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์หรือตัวแทนของโจทก์ไว้ก่อนแต่อย่างใด และใครเป็นผู้ตกลงราคากับเจ้าของที่ดินและบริษัทจำเลยที่ 2 จะนำเงินมาชำระค่าที่ดินด้วยวิธีใด ทั้งๆ ที่บริษัทจำเลยที่ 2 มีการเรียกเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นเพียง 250,000 บาท เท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ 3 ควรจะทราบดีในข้อนี้ แต่ก็ไม่มีการกล่าวไว้ในรายงานการประชุม แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้ให้ความสนใจในข้อเท็จจริงเลยทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญ นับว่าเป็นข้อพิรุธของจำเลยที่ 3 อย่างมาก สำหรับราคาซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์นำสืบฟังได้อีกว่า เป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ตามบันทึกการประเมินราคาทรัพย์สิน โดยสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครได้ประเมินราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน 424,200 บาท และประเมินราคาสิ่งปลูกสร้าง (ทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น) เป็นเงิน 424,200 บาท หักค่าเสื่อมเป็นเงิน 161,196 บาท รวมราคาประเมินเป็นเงินทั้งสิ้น 700,404 บาท เกี่ยวกับราคาที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างโจทก์ยังมีนางชัญญา ซึ่งมีบ้านพักอยู่เยื้องกับสิ่งปลูกสร้างทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่า ประมาณต้นปี 2549 พยานเห็นมีป้ายประกาศขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวเฮ้าส์เลขที่ 11/121 โดยประกาศมีหมายเลขโทรศัพท์สำหรับใช้ติดต่อผู้ขายด้วย พยานได้โทรศัพท์ติดต่อไปที่หมายเลขโทรศัพท์ตามแผ่นประกาศและสอบถามราคาได้รับแจ้งว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวเฮ้าส์จะขายในราคา 1,000,000 บาทเศษ และสามารถต่อรองกันได้ พยานทราบว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวเฮ้าส์ในละแวกนั้นมีราคาซื้อขายกันประมาณห้องละ 1,200,000 บาท เหตุที่ทราบเนื่องจากบ้านของพยานประกอบกิจการซักรีด จึงมีผู้มาสอบถามพูดคุยกัน เห็นว่า นางชัญญา พยานโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด ทั้งข้อนำสืบของโจทก์ในข้อนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็มิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น คำเบิกความของนางชัญญาจึงมีน้ำหนักน่ารับฟัง การที่มีบุคคลนำแผ่นประกาศไปติดที่ทาวเฮาส์พิพาทตามภาพถ่าย ก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ดำเนินการ การประกาศขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจะเห็นได้ชัดว่าเป็นการแสวงหากำไรจำนวนหลายแสนบาทและขัดแย้งกับวัตถุประสงค์เดิมของบริษัทจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าจะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเพื่อใช้เป็นที่ทำการบริษัท สำหรับพยานฝ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นพยานที่รู้เห็นและทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดในคดีนี้เป็นอย่างดี แต่จำเลยที่ 3 กลับมิได้มาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 หักล้างพยานหลักฐานของโจทก์เพื่อแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้รับซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนจริง พยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 คงมีแต่นายอำนาจผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นพยานเบิกความอ้างลอยๆ ว่า ก่อนทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทมาเสนอขายให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังนำที่ดินอีกแปลงหนึ่งตามโฉนดที่ดินเลขที่ 84142 ตำบลปากเกร็ด (วัดบ้านบ่อ) อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี มาเสนอขายให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย พยานเคยตรวจสอบเอกสารแล้ว พบว่าโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินทั้งสองแปลงไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 โดยที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ส่วนที่ดินอีกแปลงหนึ่งอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี เป็นของนายไชยโรจน์กับนางบุญส่ง จำเลยที่ 1 แจ้งว่าเจ้าของที่ดินมอบให้มาเสนอขาย แต่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์จะตกลงกันอย่างไร จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ทราบ และจากการสอบถามเรื่องการจดทะเบียนโอน จำเลยที่ 1 แจ้งว่าหากตกลงราคากันได้ จำเลยที่ 1 จะพาเจ้าของที่ดินมาในวันจดทะเบียนโอน ต่อมาภายหลังจึงตกลงกันว่าจำเลยที่ 2 จะซื้อที่ดินทั้งสองแปลงในราคารวมกัน 2,000,000 บาทเศษ ฝ่ายผู้ขายเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียม เมื่อถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน บริษัทจำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้พยานกับจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดิน แต่เนื่องจากเป็นการโอนที่ดิน 2 แปลง ต้องไปสำนักงานที่ดิน 2 แห่ง สำหรับที่ดินแปลงที่อยู่จังหวัดนนทบุรี จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้พยานไปดำเนินการ ส่วนที่ดินแปลงพิพาทเจ้าของที่ดินไม่ได้มาด้วยตนเอง จึงมีการมอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ไปดำเนินการแทน รวมทั้งบริษัทจำเลยที่ 2 ก็ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ไปดำเนินการแทน ในส่วนของหนังสือมอบอำนาจมีที่มาอย่างไร ในการซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมีการตกลงชำระราคาที่ดินโดยแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 2,000,000 บาท จ่ายตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับแคชเชียร์เช็คแล้วได้นำไปเบิกเงินจากธนาคารตามเช็คในวันเดียวกัน ซึ่งพยานได้ไปกับจำเลยที่ 1 ด้วย แต่จำเลยที่ 1 จะนำเงินไปจ่ายให้เจ้าของที่ดินอย่างไร พยานไม่ทราบ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีนายศักดิ์ชัย ผู้จัดการธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยตลาดสำเหร่ มาเบิกความเป็นพยานรับรองว่า แคชเชียร์เช็คเป็นแคชเชียร์เช็คที่ออกโดยธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยตลาดสำเหร่ และจำเลยที่ 1 ได้นำแคชเชียร์เช็คฉบับไปเบิกเงินที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปากเกร็ด แล้ว เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2548 จริง แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็มิได้นำจำเลยที่ 1 มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เห็นว่า แคชเชียร์เช็คจำเลยที่ 2 เป็นผู้ซื้อเพื่อจ่ายเป็นค่าที่ดิน กลับได้ความตามคำเบิกความของนายศักดิ์ชัยพยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ซื้อแคชเชียร์เช็ค ผู้ที่มาติดต่อขอซื้อแคชเชียร์เช็คคือนายทรวง (ไม่ทราบชื่อสกุล) ซึ่งเป็นผู้มาติดต่อกับธนาคารเป็นประจำ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็มิได้นำนายทรวงมาเบิกความรับรองว่า เงินที่ซื้อแคชเชียร์เช็คเป็นเงินของจำเลยที่ 2 หรือเป็นเงินของผู้ใดกันแน่ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อนี้จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 ได้ซื้อแคชเชียร์เช็คมาจ่ายเป็นค่าซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 84142 ตามที่ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความ ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มิได้จดทะเบียนรับซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน แม้ตามทางพิจารณาจะได้ความว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อโดยลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจที่มิได้เขียนกรอกข้อความและมอบโฉนดที่ดินพิพาทพร้อมหนังสือมอบอำนาจกับเอกสารอื่นๆ ตามคำฟ้องให้จำเลยที่ 1 ไป จึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 นำเอกสารชุดดังกล่าวไปมอบให้จำเลยที่ 4 และให้จำเลยที่ 4 เขียนกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจผิดจากวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มิได้รับซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไว้โดยสุจริตเช่นนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมไม่อาจยกเอาความประมาทเลินเล่อของโจทก์ขึ้นอ้างเป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ เพราะในการรับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินมาเป็นของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต เมื่อคดีฟังได้ว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเอกสารปลอม จึงถือได้ว่านิติกรรมซื้อขายมิได้เกิดขึ้นและไม่มีผลใช้บังคับ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างยังคงเป็นของโจทก์ โจทก์ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โดยไม่มีกำหนดอายุความ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ซึ่งได้จดทะเบียนขายไว้เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2549 ได้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 84/1 ม. 183
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 6 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฉลอง รัตนรักษ์ โดยนายหรือจ่าสิบเอกภาสพันธ์
รัตนรักษ์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางรัสสินันทน์ สนทนา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวรสวันต์ ทับสุพรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6450/2558
#581415
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องที่จำเลยให้การรับสารภาพฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงในทางเดินรถของจำเลย จำเลยไม่ได้ขับล้ำเข้าไปในทางเดินรถสวน ส่วน ร. ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาโดยขับตามหลังรถอีแต๋นที่ บ. เป็นผู้ขับ แต่ ร. ขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋นล้ำเข้าไปในทางเดินรถของจำเลย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่ ร. ขับชนกับรถจำเลย หาก ร. ไม่ขับรถล้ำเข้าไปในทางเดินรถของจำเลย เหตุรถทั้งสองคันชนกันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะฟังว่าจำเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้าย แต่ก็ยังขับอยู่ในทางเดินรถของจำเลย และตามรายงานชันสูตรพลิกศพเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องระบุว่า ร. ขับรถตัดหน้ารถจำเลยเป็นเหตุให้ชนกัน แล้วรถจำเลยเสียหลักไปชนรถอีแต๋น แสดงว่า ร. ขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋นในระยะกระชั้นชิดขณะที่รถจำเลยใกล้จะสวนทางกับรถอีแต๋น การที่รถจำเลยเสียหลักพุ่งชนรถอีแต๋น จึงเป็นผลโดยตรงจาก ร. ขับแซงขึ้นหน้าในระยะกระชั้นชิดเข้าไปในทางเดินรถของจำเลย มิใช่ผลโดยตรงที่จำเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้ายหรือไม่ชะลอความเร็ว จะถือว่าจำเลยมีส่วนประมาทด้วยหาได้ไม่ เพราะการที่รถจำเลยเสียการควบคุมไปชนรถอีแต๋นเป็นผลจากความประมาทอย่างร้ายแรงของ ร. ที่ขับแซงขึ้นหน้าในระยะกระชั้นชิด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและรับอันตรายแก่กาย ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่การที่จำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่บรรทุกหินเต็มคันรถด้วยความเร็วสูงในทางแคบ ถือได้ว่าเป็นการขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจร

ทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 1 57

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 (ที่ถูก มาตรา 390) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ตามฟ้องที่จำเลยให้การรับสารภาพฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงในทางเดินรถของจำเลย เท่ากับจำเลยไม่ได้ขับล้ำเข้าไปในทางเดินรถสวน ส่วน

นายรชนนท์ ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาโดยขับตามหลังรถยนต์บรรทุกทางการเกษตร (รถอีแต๋น) ที่นายบุญโฮม เป็นผู้ขับ ดังนี้ เมื่อนายรชนนท์จะขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋น นอกจากจะต้องให้ไฟสัญญาณในทิศทางที่แซงขึ้นหน้าแล้ว นายรชนนท์จะต้องคำนึงด้วยว่าหากมีรถขับสวนทางมาในระยะที่ไม่ปลอดภัยแก่การขับแซงขึ้นหน้าได้พ้นและขับกลับเข้าทางเดินรถเดิมได้โดยปลอดภัย นายรชนนท์จะต้องรอให้รถจำเลยที่ขับสวนทางมาผ่านไปก่อนแล้วจึงค่อยขับแซงขึ้นหน้า แต่นายรชนนท์ขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋นล้ำเข้าไปในทางเดินรถจำเลย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่นายรชนนท์ขับชนกับรถจำเลย แสดงว่าหากนายรชนนท์ไม่ขับรถล้ำเข้าไปในทางเดินรถจำเลย เหตุรถทั้งสองคันชนกันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะฟังว่าจำเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้าย แต่ก็ยังขับอยู่ในทางเดินรถจำเลย และตามรายงานชันสูตรพลิกศพ เอกสารท้ายฟ้องทุกฉบับซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องระบุตรงกันว่า นายรชนนท์ขับรถตัดหน้ารถจำเลยเป็นเหตุให้ชนกัน แล้วรถจำเลยเสียหลักไปชนรถอีแต๋น แสดงว่านายรชนนท์ขับแซงขึ้นหน้ารถอีแต๋นในระยะกระชั้นชิดขณะที่รถจำเลยใกล้จะสวนทางกับรถอีแต๋น ดังนี้ การที่รถจำเลยเสียหลักพุ่งชนรถอีแต๋น

จึงเป็นผลโดยตรงจากนายรชนนท์ขับแซงขึ้นหน้าในระยะกระชั้นชิดเข้าไปในทางเดินรถจำเลย มิใช่ผลโดยตรงที่จำเลยมิได้ขับรถชิดขอบทางด้านซ้ายหรือไม่ชะลอความเร็ว จะถือว่าจำเลยมีส่วนประมาทด้วยหาได้ไม่ เพราะการที่รถจำเลยเสียการควบคุมไปชนรถอีแต๋นเป็นผลจากความประมาทอย่างร้ายแรงของนายรชนนท์ที่ขับแซงขึ้นหน้าในระยะกระชั้นชิด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานกระทำ

โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและรับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และ 390 ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 215 และ 225 ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยมีความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่บรรทุกหินเต็มคันรถด้วยความเร็วสูงในทางแคบถือได้ว่าเป็นการขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 ตามที่ให้การรับสารภาพ ซึ่งมีเพียงเฉพาะโทษปรับ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 คงให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถด้วยความประมาทหรือน่าหวาดเสียว ปรับ 800 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 400 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสี่ ม. 291 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
จำเลย — นายพงษ์ธนา บุญอารีย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายสมเกียรติ วงศ์สุริยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสม กุมศัสตรา
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6444/2558
#585464
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนของโจทก์ไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ปัญหาดังกล่าวจึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 247 ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ซึ่งแม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่จำเลยก็มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นเหตุให้ไม่มีข้อเท็จจริงในสำนวนที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรจะยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้การจดทะเบียนสมรสของจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะและให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 10,000,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า สิทธิในการฟ้องคดีให้การสมรสของจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะขาดอายุความ การฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ทราบว่า จำเลยที่ 1 แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในทำนองชู้สาว และอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาจนจดทะเบียนสมรสซ้อนตั้งแต่กลางปี 2529 โจทก์ชอบที่จะฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ จำเลยที่ 1 ไม่เคยทราบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนสมรสกัน เพราะจำเลยที่ 2 ยืนยันว่ายังไม่มีภริยาและไม่เคยจดทะเบียนสมรสกับใคร เมื่อ 4 ถึง 5 ปี ที่ผ่านมาจำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ จำเลยทั้งสองอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 2 คน หลังจากจำเลยที่ 1 คลอดบุตรคนแรกจึงทราบว่าจำเลยที่ 2 มีภริยาและบุตรแล้ว จำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 1 ไปแสดงตนโดยเปิดเผยกับโจทก์และบุคคลทั่วไปว่าจำเลยที่ 1 เป็นภริยาอีกคน จำเลยที่ 1 ขอขมาและแสดงกริยาอาการนอบน้อมต่อโจทก์ในฐานะภริยาหลวงซึ่งโจทก์ยอมรับและให้อภัย การกระทำของโจทก์เป็นการแสดงโดยชัดแจ้งว่า โจทก์ให้อภัยจำเลยทั้งสอง ยินยอมและรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 2 อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 ฉันภริยา ค่าทดแทนที่โจทก์เรียกมาสูงเกินไป หากมีความเสียหายค่าทดแทนไม่เกิน 100,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การสมรสระหว่างจำเลยทั้งสองที่จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2527 ณ สำนักงานทะเบียนอำเภอเมืองราชบุรี ตกเป็นโมฆะ ให้แจ้งไปยังนายทะเบียนอำเภอเมืองราชบุรี เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 300,000 บาท แก่โจทก์ สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นในชั้นอุทธรณ์นั้น ให้จำเลยที่ 1 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ แต่ค่าขึ้นศาลเฉพาะเท่าที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 แต่งงานจดทะเบียนสมรสกันวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2516 มีบุตรด้วยกัน 4 คน ต่อมาจำเลยที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2526 และจดทะเบียนสมรสกันวันที่ 25 พฤษภาคม 2527 มีบุตรด้วยกัน 2 คน หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้การสมรสระหว่างจำเลยทั้งสองที่ได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2527 ณ สำนักงานทะเบียนอำเภอเมืองราชบุรี ตกเป็นโมฆะ โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงมีประเด็นเฉพาะเรื่องค่าทดแทนสู่ศาลฎีกา คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับเฉพาะจำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ ในชั้นฎีกาจึงไม่มีประเด็นเรื่องค่าทดแทนในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 2 มาด้วยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนของโจทก์ไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ปัญหาดังกล่าวจึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 247 นอกจากนั้นที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาด้วยว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ซึ่งแม้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่จำเลยก็มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นเหตุให้ไม่มีข้อเท็จจริงในสำนวนที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ดังนั้นแม้เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรจะยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) จึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1529
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 225 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหยอง มังกรทอง
จำเลย — นางวรรณา นำเจริญลาภ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี — นายอนิรุจ ใจเที่ยง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6444/2558
#633111
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนของโจทก์ไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ปัญหาดังกล่าวจึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 247 และที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตซึ่งแม้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่จำเลยมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นเหตุให้ไม่มีข้อเท็จจริงในสำนวนที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้การจดทะเบียนสมรสของจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 10,000,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ให้อภัยจำเลยทั้งสอง ยินยอมและรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 2 อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 ฉันภริยา ค่าทดแทนที่โจทก์เรียกมาสูงเกินไป หากมีความเสียหายค่าทดแทนไม่เกิน 100,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การสมรสระหว่างจำเลยทั้งสองที่จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2527 ณ สำนักงานทะเบียนอำเภอเมืองราชบุรี ตกเป็นโมฆะ ให้แจ้งไปยังนายทะเบียนอำเภอเมืองราชบุรีเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทน 300,000 บาท แก่โจทก์ สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นในชั้นอุทธรณ์นั้น ให้จำเลยที่ 1 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์แต่ค่าขึ้นศาลเฉพาะเท่าที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 แต่งงานจดทะเบียนสมรสกันวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2516 ตามใบสำคัญการสมรส มีบุตรด้วยกัน 4 คน ต่อมาจำเลยที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2526 และจดทะเบียนสมรสกันวันที่ 25 พฤษภาคม 2527 ตามใบสำคัญการสมรส มีบุตรด้วยกัน 2 คน หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 ตามใบสำคัญการหย่า ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้การสมรสระหว่างจำเลยทั้งสองที่ได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2527 ณ สำนักงานทะเบียนอำเภอเมืองราชบุรี ตกเป็นโมฆะ โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงมีประเด็นเฉพาะเรื่องค่าทดแทนสู่ศาลฎีกา คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับเฉพาะจำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ ในชั้นฎีกาจึงไม่มีประเด็นเรื่องค่าทดแทนในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 2 มาด้วยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนของโจทก์ไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ปัญหาดังกล่าวจึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 247 นอกจากนั้นที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาด้วยว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตซึ่งแม้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่จำเลยก็มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นเหตุให้ไม่มีข้อเท็จจริงในสำนวนที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ดังนั้นแม้เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรจะยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) จึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ขณะสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ปี 2520 จึงย้ายมาอยู่ที่บ้านอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ปี 2526 จำเลยที่ 2 ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 ตำบลด่านทับตะโก อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี และในปีนั้นเองโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 2 อยู่กินกับจำเลยที่ 1 ฉันสามีภริยาอย่างเปิดเผย ปลูกบ้านอยู่ร่วมกันที่บ้านเลขที่ 22/1 หมู่ที่ 2 ตำบลแก้มอัน อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี โจทก์เคยบอกให้จำเลยที่ 2 เลิกคบหากับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ทำร้ายโจทก์ทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้และจำเลยทั้งสองแอบไปจดทะเบียนสมรสกันวันที่ 25 พฤษภาคม 2527 โจทก์เพิ่งทราบเมื่อเดือนเมษายน 2555 เพราะจำเลยที่ 1 ขายรถบรรทุกให้แก่นายพรเทพ บุตรชายคนที่ 2 ของโจทก์กับจำเลยที่ 2 นายพรเทพคัดใบสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยทั้งสองมาให้โจทก์ดู จำเลยทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 2 คน เคยนำมาให้โจทก์เลี้ยง และโจทก์เคยไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่กับจำเลยทั้งสอง เพราะมารดาจำเลยที่ 2 ต้องการให้โจทก์ไปเป็นเพื่อน โจทก์ไม่เคยให้อภัยจำเลยที่ 1 เพราะทำให้ครอบครัวของโจทก์แตกแยก และทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง นายพรเทพเบิกความว่า หลังจากจำเลยที่ 2 ได้จำเลยที่ 1 มาเป็นภริยา ครอบครัวของโจทก์แตกแยก บุตรคนโตหนีออกจากบ้าน โจทก์ทนทุกข์ทรมานไม่สามารถออกงานต่าง ๆ เพราะอับอายสังคมตราหน้าว่าสามีมีภริยาน้อย แต่โจทก์ไม่คัดค้านเพราะไม่สามารถทำอะไรได้ ปี 2555 จำเลยที่ 2 ขายที่ดินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านไว้ จำเลยที่ 2 ไม่สามารถโอนที่ดินให้แก่ผู้ซื้อจึงถูกผู้ซื้อฟ้อง จำเลยที่ 2 เคยใช้อาวุธปืนข่มขู่โจทก์ให้ไปถอนคำคัดค้านมิฉะนั้นจะฆ่าให้ตาย ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 โดยไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2 มีภริยาจดทะเบียนสมรสอยู่ก่อน จำเลยที่ 1 เพิ่งทราบว่าจำเลยที่ 2 มีโจทก์เป็นภริยาเมื่อปี 2530 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 พาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ออกงานร่วมกันโดยตลอด เมื่อจำเลยที่ 1 คลอดบุตรก็ได้ลาออกจากข้าราชการครู จำเลยที่ 1 เคยนำบุตรไปให้โจทก์ช่วยเลี้ยง จำเลยทั้งสองกับโจทก์เคยไปเที่ยวทางภาคเหนือด้วยกัน จำเลยที่ 1 ไม่เคยทะเลาะกับโจทก์ ปี 2551 จำเลยที่ 1 จึงทราบว่าจำเลยที่ 2 จดทะเบียนสมรสกับโจทก์อยู่ก่อน และจำเลยที่ 2 ยังจดทะเบียนสมรสซ้อนกับนางเผชิญอีกคนหนึ่งตามข้อมูลทะเบียนครอบครัว จำเลยที่ 2 เป็นคนจัดการเรื่องเงินของครอบครัวทั้งหมด จำเลยที่ 2 เบิกความว่า เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 ตำบลด่านทับตะโก อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ระหว่างปี 2526 ถึงปี 2554 หลังจากแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ มีบุตรด้วยกัน 4 คน จำเลยที่ 2 ได้ผู้หญิงเป็นภริยาอีกหลายคน หลอกให้จดทะเบียนสมรสด้วย 2 คน คนหนึ่งคือจำเลยที่ 1 นี้ โจทก์กับจำเลยที่ 1 พูดคุยกันบ้าง แต่ไม่ทราบว่าเรียกขานกันอย่างไร เวลาที่จำเลยที่ 2 จัดงานในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 มาช่วยงาน แต่เวลาออกงานสังคม จำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 1 ไปด้วย ไม่ได้ให้โจทก์ออกงานเพราะโจทก์เรียนจบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สาเหตุที่จำเลยที่ 2 ทำร้ายโจทก์เนือง ๆ เพราะโจทก์มักจะโต้เถียงกับจำเลยที่ 2 นายบุญส่ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลด่านทับตะโก อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เบิกความว่า ไม่เคยได้ยินว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทะเลาะกัน กรณีมีงานเลี้ยงของอำเภอ จำเลยที่ 2 มักพาจำเลยที่ 1 ไปร่วมงาน ในงานวันเกิดของจำเลยที่ 2 พยานเห็นโจทก์ จำเลยที่ 1 และบุตรร่วมงานด้วย นางสาวนิตยา ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 ตำบลด่านทับตะโก อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เบิกความว่า จำเลยที่ 2 มีภริยา 2 คน คือโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่เคยเห็นว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทะเลาะกัน เพราะต่างฝ่ายต่างอยู่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับว่า มีภริยาหลายคน หลอกผู้หญิงให้จดทะเบียนสมรสด้วย 2 คน คนหนึ่งคือจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่า ตั้งแต่ปี 2530 ตนก็ทราบว่าโจทก์เป็นภริยาจำเลยที่ 2 แต่เพิ่งมาทราบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2551 ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองเบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยที่ 2 พาจำเลยที่ 1 ออกงานสังคม จำเลยที่ 2 ไม่ให้โจทก์ออกงานสังคมเพราะโจทก์เรียนจบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แสดงว่า จำเลยที่ 2 ยกย่องอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 เป็นภริยา และจำเลยที่ 1 แสดงตนโดยเปิดเผยเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง คงมีปัญหาเพียงว่า โจทก์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 1 แสดงตนโดยเปิดเผยเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทราบตั้งแต่ปี 2526 ว่า จำเลยที่ 1 อยู่กินฉันภริยาสามีกับจำเลยที่ 2 และทราบในปี 2555 ว่า จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกัน อีกทั้งโจทก์เคยช่วยเลี้ยงบุตรทั้งสองของจำเลยที่ 1 ในช่วงที่จำเลยที่ 1 มีภารกิจ และโจทก์เคยไปเที่ยวกับจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับว่า ทำร้ายโจทก์เนือง ๆ เพราะโจทก์มักโต้เถียงกับจำเลยที่ 2 และนายพรเทพ บุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 เคยขู่จะฆ่าโจทก์เมื่อโจทก์ไปคัดค้านการขายที่ดินสินสมรส ประกอบกับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใหญ่บ้านในเขตชนบท นับว่ามีอิทธิพลในชุมชน ทำให้น่าเชื่อว่าโจทก์ไม่กล้าโต้แย้งคัดค้านการกระทำของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่สมัครใจยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยที่ 1 แสดงตนโดยเปิดเผยเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 จึงไม่ถูกตัดสิทธิไม่ให้รับค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคท้าย สำหรับข้ออ้างในฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดประเด็นวินิจฉัยเน้นการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นหลักไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า เหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) เกิดจากการกระทำของคู่สมรส ส่วนเหตุเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเกิดจากการกระทำร่วมกันของคู่สมรสกับผู้อื่น กล่าวคือ เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสองนั่นเอง ดังนั้นการวินิจฉัยสิทธิได้รับค่าทดแทนของโจทก์ย่อมต้องพิจารณาการกระทำของจำเลยทั้งสอง การกำหนดประเด็นวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ทำให้ข้อวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ข้ออ้างข้อนี้ของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสาระสำคัญต่อการวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 อีกเพียงว่าโจทก์สมควรได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 เพียงใด เห็นว่า โจทก์ต้องอดทนต่อการกระทำของจำเลยทั้งสอง ไม่สามารถเชิดหน้าชูตาในฐานะภริยาของผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้นำชุมชน ต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยความอับอายนาน 29 ปี จึงยื่นฟ้องคดีนี้ ฝ่ายจำเลยที่ 1 ก็จำยอมเพราะถูกจำเลยที่ 2 หลอกให้เป็นภริยาและจดทะเบียนสมรส แต่ก็ยังแสดงตนออกหน้าในสังคมอย่างภริยาจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์ต้องอยู่ในสภาวะจำทนอับอาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าทดแทนให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์จำนวน 300,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเหมาะสม ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1529
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 225 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ห.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6429/2558
#588123
เปิดฉบับเต็ม

ในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของ ต. ฝ่ายโจทก์ทั้งสองตกลงให้ตั้งจำเลยที่ 1 และฝ่ายจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกลงให้ตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก ต. ข้อตกลงดังกล่าวเพื่อให้มีตัวแทนของแต่ละฝ่ายเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ส่วนของตนในกองมรดกของ ต. เมื่อก่อนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเดิมจำเลยที่ 2 บ. สามีโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 2 นำที่ดินและอาคารดังกล่าวออกให้เช่า เมื่อใกล้ครบสัญญาเช่า ผู้เช่าทำหนังสือถึงโจทก์ที่ 2 ขอทำสัญญาเช่าต่อพร้อมขออนุญาตปรับปรุงอาคารที่เช่า โจทก์ที่ 2 จึงมีหนังสือถึงจำเลยที่ 3 ให้เป็นผู้ตกลงกับผู้เช่าเอง ต่อมาจำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้ให้เช่าแทนโจทก์ที่ 2 อีก 2 ครั้ง เป็นเวลา 6 ปี ซึ่งโจทก์ที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้เก็บค่าเช่าเองโดยโจทก์ที่ 2 ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ต. ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินพิพาทแทนฉบับเดิมที่สูญหาย ซึ่งโจทก์ที่ 2 ยอมรับว่าเดิม บ. เป็นผู้เก็บโฉนดดังกล่าวไว้ แต่ขณะออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่ บ. ถึงแก่ความตายแล้ว ดังนั้น หากโจทก์ที่ 2 มิได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ต. โอนที่ดินพิพาทพร้อมมอบโฉนดที่ดินให้ไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่สามารถดำเนินการเองโดยลำพัง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์ทั้งสองในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. ยินยอมแบ่งที่ดินพร้อมอาคารพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของ ต. ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็เข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัดตาม ป.พ.พ. 1750 วรรคหนึ่ง โดยการนำออกให้เช่าและเก็บค่าเช่ามาโดยตลอด โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจเรียกให้นำที่ดินและอาคารพิพาทมาแบ่งแก่โจทก์ทั้งสองได้อีก

คำพิพากษาในส่วนเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงมีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 แม้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องการครอบครองเป็นส่วนสัด แต่เป็นอำนาจและหน้าที่ของศาลในการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมายอันเป็นการปรับบทกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองในโฉนดที่ดินเลขที่ 114563 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างคนละหนึ่งในสี่ส่วน หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยทั้งสี่ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในสี่ส่วน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 13,125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 2 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 114563 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวนหนึ่งส่วนในสี่ส่วน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ 2 ในโฉนดที่ดินได้ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 10,812,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 สิงหาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งสี่ให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ในส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยทั้งสี่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 114563 พร้อมอาคารพิพาทบนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในสี่ส่วนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ถามค้านว่า ในการยื่นคำร้องขอให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางต้องใจนั้น ญาติพี่น้องของนางต้องใจ (ฝ่ายของโจทก์ทั้งสอง) และญาติพี่น้องของนายวราวุธบิดาจำเลยที่ 3 และที่ 4 (ฝ่ายจำเลยที่ 3 และที่ 4) ตกลงกันว่าให้ตั้งพี่สาวคนโตของแต่ละฝ่ายร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางต้องใจ จึงมีการตั้งจำเลยที่ 1 พี่สาวของนายวราวุธและจำเลยที่ 2 บุตรสาวคนโตของโจทก์ที่ 2 และนายบรรเจิดเป็นผู้จัดการมรดกของนางต้องใจ ซึ่งเห็นได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้มีตัวแทนของแต่ละฝ่ายเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ส่วนของตนในกองมรดกของนางต้องใจซึ่งมีจำนวนมาก เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์ก่อนจำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่เดิมจำเลยที่ 2 นายบรรเจิด และโจทก์ที่ 2 นำที่ดินและอาคารพิพาทออกให้เช่าตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย ล.19 ถึง ล.21 เมื่อสัญญาเช่าเอกสารหมาย ล.21 ใกล้ครบกำหนดผู้เช่าได้ทำหนังสือถึงโจทก์ 2 ขอทำสัญญาเช่าต่อพร้อมขออนุญาตปรับปรุงอาคารที่เช่า โจทก์ที่ 2 จึงมีหนังสือถึงจำเลยที่ 3 ให้เป็นตกลงค่าเช่ากับผู้เช่าเอง หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2549 จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้ให้เช่าที่ดินและอาคารพิพาทแทนโจทก์ที่ 2 ต่อมาอีก 2 ครั้ง รวมระยะเวลา 6 ปี ซึ่งโจทก์ที่ 2 ยอมรับว่าหลังจากให้จำเลยที่ 3 ทำสัญญาเป็นผู้ให้เช่าโดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้เก็บค่าเช่าด้วยแล้ว โจทก์ที่ 2 ก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกเลย โดยเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2549 ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะเป็นผู้ให้เช่าที่ดินและอาคารพิพาทเล็กน้อย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้องใจได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ก่อนแล้ว โดยก่อนจะโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้องใจได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาทฉบับใหม่แทนฉบับเดิมที่สูญหาย ซึ่งโจทก์ที่ 2 ก็ยอมรับว่าเดิมนายบรรเจิดสามีโจทก์ที่ 2 เป็นผู้เก็บรักษาโฉนดดังกล่าว ต่อมาโฉนดดังกล่าวสูญหาย จึงมีการขอออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่แทนฉบับที่สูญหาย โดยผู้ขอออกคือจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้องใจ ขณะมีการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทฉบับใหม่ นายบรรเจิดถึงแก่ความตายแล้ว ดังนั้น หากโจทก์ที่ 2 มิได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบว่าโฉนดที่ดินพิพาทสูญหายและขอให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่อาจทราบได้ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวสูญหาย จึงเชื่อได้ว่าโจทก์ที่ 2 เป็นผู้แจ้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบพร้อมให้ยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน เมื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินแล้ว โจทก์ที่ 2 ย่อมต้องเป็นผู้เก็บรักษาใบแทนโฉนดที่ดินไว้เอง ดังนั้น หากโจทก์ทั้งสองมิได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางต้องใจโอนที่ดินพิพาทพร้อมมอบใบแทนโฉนดที่ดินให้ไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่สามารถดำเนินการเองโดยลำพังได้ อีกทั้งปรากฏจากคำเบิกความนางศิรินลักษณ์ บุตรโจทก์ที่ 2 พยานโจทก์ทั้งสองว่าเมื่อประมาณสองปีที่แล้วโจทก์ที่ 2 ได้แบ่งที่ดินแปลงอื่นที่อยู่ข้างเคียงที่ดินพิพาทแก่บุตรทุกคนรวมทั้งจำเลยที่ 2 ด้วย หากจำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยทุจริตและฉ้อฉลจริงแล้ว ย่อมต้องทำให้โจทก์ที่ 2 ขัดเคืองใจก็ไม่น่าเชื่อว่า โจทก์ที่ 2 จะแบ่งที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วย จากพฤติการณ์ดังวินิจฉัยมาจึงแสดงให้เห็นว่า โจทก์ทั้งสองในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบรรเจิดได้ยินยอมแบ่งที่ดินพร้อมอาคารพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของนางต้องใจให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นทายาท ซึ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็เข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง โดยการนำออกให้เช่าและเก็บค่าเช่าตลอดมาแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจเรียกให้นำที่ดินและอาคารพิพาทที่มีการแบ่งปันกันระหว่างทายาทแล้วมาแบ่งแก่โจทก์ทั้งสองได้อีก ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาในส่วนนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มิได้ยกข้อต่อสู้ในเรื่องการครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้นั้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ปรับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เข้ากับข้อกฎหมายอันเป็นการปรับบทกฎหมายซึ่งในคดีแพ่งคู่ความหาจำต้องอ้างตัวบทกฎหมายในคำฟ้องหรือคำให้การมาด้วยไม่ เป็นอำนาจและหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทกฎหมายเอง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1750 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
นางสมลักษณ์ พลางกูร ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายบรรเจิด พลางกูร กับพวก
จำเลย — นางสาวธิติมา เลขะวณิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวนลิน ญาณศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ชำนาญการค้า
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ประทีป ดุลพินิจธรรมมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6424/2558
#631580
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยอยู่ระหว่างการคุมความประพฤติในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกและต้องคำพิพากษาให้จำคุก โดยจำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุก 1 ปี รอการลงโทษ 2 ปี รายงานตัว 3 เดือนต่อครั้ง บำเพ็ญประโยชน์ 20 ชั่วโมง ซึ่งยังไม่ครบกำหนด และจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2860/2554 ของศาลชั้นต้น โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดเงื่อนไขในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2860/2554 ของศาลชั้นต้น และอยู่ในระหว่างที่ศาลชั้นต้นยกคดีดังกล่าวขึ้นพิจารณา โจทก์เพิ่งยกข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2860/2554 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว เมื่อมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ซึ่งจะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่าต้องเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด และข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2860/2554 ของศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดแล้วนั้น ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ จำเลยจึงไม่ใช่ผู้ซึ่งอยู่ในระหว่างต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ดังนี้การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนคดีนี้มาก่อน และย่อมส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2860/2554 ของศาลชั้นต้น และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและเพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91, 97 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 6 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2860/2554 ของศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2860/2554 ของศาลชั้นต้น ยังไม่ถึงที่สุดเพราะคดีดังกล่าวปรากฏว่าจำเลยได้กระทำผิดเงื่อนไขการคุมความประพฤติของศาล ศาลชั้นต้นยังมีอำนาจที่จะหยิบยกคดีดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เปลี่ยนจากที่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้เป็นให้จำคุกโดยไม่รอการลงโทษในกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติหรือกระทำผิดเงื่อนไขในการคุมความประพฤติได้ และจำเลยยังสามารถอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นได้ กรณีต้องถือว่าจำเลยยังอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้จำคุก จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยอยู่ระหว่างการคุมความประพฤติในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกและต้องคำพิพากษาให้จำคุก โดยจำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุก 1 ปี รอการลงโทษ 2 ปี รายงานตัว 3 เดือนต่อครั้ง บำเพ็ญประโยชน์ 20 ชั่วโมง ซึ่งยังไม่ครบกำหนด และจำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2860/2554 ของศาลชั้นต้น โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดเงื่อนไขในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2860/2554 ของศาลชั้นต้น และอยู่ในระหว่างที่ศาลชั้นต้นยกคดีดังกล่าวขึ้นพิจารณา โจทก์เพิ่งยกข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามฟ้องว่าขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2860/2554 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว เมื่อมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ซึ่งจะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่าต้องเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด และข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2860/2554 ของศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดแล้วนั้น ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ จำเลยจึงไม่ใช่ผู้ซึ่งอยู่ในระหว่างต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ดังนี้การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนคดีนี้มาก่อน และย่อมส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 120
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายติรพันธ์ แขกไทย
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6418/2558
#630778
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 36 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือมาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของที่แท้จริงว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของแท้จริง มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ก็ให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สิน ...." เมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1666/2555 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีหลักของคดีนี้ โจทก์ขอให้ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางตาม ป.อ. มาตรา 32 และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ซึ่งเป็นการริบทรัพย์สินตาม ป.อ. มาตรา 32 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้คืนอาวุธปืนของกลางตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือมาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของที่แท้จริงว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของแท้จริง มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ก็ให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สิน ...." เมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1666/2555 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีหลักของคดีนี้ โจทก์ขอให้ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ซึ่งเป็นการริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้คืนอาวุธปืนของกลางตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องอีก

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ร้อง — นายสุพัฒนชัย นาดี
จำเลย — นายบุญจันทร์ นาดี
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6384/2558
#585755
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 4 ผู้ควบคุมเรือเพ็นนินซูล่าซึ่งมีหน้าที่ตรวจนับสินค้าและผูกโยงเชือกเรือไม่สามารถบังคับทิศทางการเคลื่อนที่ของเรือดังกล่าวได้เองต้องแล่นไปตามที่เรือยนต์จินดา 95 ลากจูงไปที่มี น. เป็นผู้ควบคุม จำเลยที่ 4 จึงไม่ใช่ผู้ควบคุมเรืออันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 437 ผู้ควบคุมเรืออันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลขณะเกิดเหตุคือ น. ซึ่งขับเรือยนต์จินดา 95 ลากเรือลำเลียงเพ็นนินซูล่า เข้าไปในระยะกระชั้นชิดใกล้กับสะพานของท่าเทียบเรือ และเลี้ยวกลับเป็นเหตุให้เรือลำเลียงเพ็นนินซูล่ากระแทกเสาและคานของท่าเรือ จึงเป็นการกระทำประมาทเลินเล่อของ น. โดยตรง และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที จำเลยที่ 4 ไม่อาจช่วยเหลือหรือป้องกันไม่ให้เกิดเหตุได้ จำเลยที่ 4 มิได้มีส่วนประมาท จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน1,532,246.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,425,618 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 8,461,754.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 8,294,724 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 940,194.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 921,636 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 610,646.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามในส่วนที่ว่า จำเลยที่ 2 ใช้เรือเพ็นนินซูล่าประกอบกิจการขนส่งโดยไม่มีผู้ควบคุมหรือหากมีผู้ควบคุม ผู้ควบคุมเรือลำเลียงก็จะต้องคอยสอดส่องดูแลและประสานงานกับกัปตันเรือยนต์ลากจูงย่อมสามารถหลีกเลี่ยงหรือป้องกันเหตุในคดีนี้ได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำละเมิดเป็นอุทธรณ์ที่มิได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นจึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ควบคุมเรือเพ็นนินซูล่า และจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่มอบหมายให้จำเลยที่ 4 ไปอยู่ประจำเรือดังกล่าว โดยจำเลยที่ 4 ไม่ใช่ผู้ได้รับอนุญาตหรือมีใบอนุญาต การที่จำเลยที่ 4 ตกลงกับจำเลยที่ 2 ยอมรับเป็นผู้ดูแลบนเรือดังกล่าว ถือว่าจำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำละเมิด และศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นนี้ว่า แม้จำเลยที่ 4 จะอยู่บนเรือลำเลียงเพ็นนินซูล่าในขณะเกิดเหตุแต่ก็ไม่มีหน้าที่ควบคุมบังคับทิศทางการแล่นของเรือลำเลียง จำเลยที่ 4 จึงไม่ได้เป็นผู้ควบคุมเรือยนต์ที่เป็นยานพาหนะอันเดินด้วยเครื่องจักรกล ซึ่งตามข้อเท็จจริงได้ความว่า การควบคุมเรือยนต์เป็นหน้าที่ของกัปตันเรือยนต์ลากจูงจินดา 95 ดังนั้น จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในผลละเมิดที่เกิดแก่โจทก์ที่ 1 ศาลฎีกาพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามแล้ว โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์สรุปได้ความว่าเรือลำเลียงนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีเครื่องยนต์ก็ต้องมีผู้ควบคุม ซึ่งทะเบียนเรือเพ็นนินซูล่าก็ระบุชัดเจนว่ามีนายเรือหรือผู้ควบคุมเรือปรากฏอยู่ การปล่อยให้เรือเพ็นนินซูล่าไปบรรทุกสินค้าโดยไม่มีผู้ควบคุมก็ยิ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เมื่อเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายแล้วก็ย่อมฟังเป็นการละเมิดตามกฎหมายที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้นไม่ถูกต้อง ดังนี้อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าวินิจฉัยประเด็นเรื่องเรือเพ็นนินซูล่ามีผู้ควบคุมหรือไม่ ไม่ถูกต้องจึงเป็นประเด็นที่ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้นและศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นเรื่องจำเลยที่ 4 เป็นผู้ควบคุมเรือเพ็นนินซูล่าหรือไม่ไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 4 อยู่บนเรือลำเลียงเพ็นนินซูล่า โดยโจทก์ทั้งสามอ้างว่าจำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้ควบคุมเรือดังกล่าว แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อสู่ว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมเรือ แต่เป็นเพียงพนักงานประจำเรือที่ติดตามเรือเพื่อคอยตรวจนับสินค้าแล้วนำใบตรวจสินค้ามาให้จำเลยที่ 2 เพื่อเรียกเก็บค่าเช่าเรือ รวมทั้งทำหน้าที่คอยผูกเชือกโยงเข้ากับท่าเทียบเรือ เห็นว่า เรือเพ็นนินซูล่าเป็นเรือลำเลียงสินค้าไม่มีเครื่องยนต์เคลื่อนที่ไปโดยต้องใช้เรือยนต์ลากจูงไป แต่ก็ถือว่าเรือเพ็นนินซูล่าเคลื่อนที่ด้วยกำลังเครื่องจักรกลเช่นเดียวกับเรือยนต์ที่ลากจูงแต่เรือดังกล่าวมีขนาดค่อนข้างใหญ่จึงจำเป็นต้องมีคนควบคุมดูแล มิใช่ปล่อยให้เรือยนต์ลากจูงไปตามลำพัง และปรากฏตามที่นายรุ่งโรจน์ ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างเรือของจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกันขนส่งเนื่องจากเรือของจำเลยที่ 1 มีไม่เพียงพอ พยานเป็นผู้ติดต่อว่าจ้างด้วยตนเอง การว่าจ้างเรือเพ็นนินซูล่า ของจำเลยที่ 2 เป็นการว่าจ้างพร้อมกับผู้ควบคุมเรือ ผู้ควบคุมเรือที่พยานเบิกความถึงเรียกในทางการขนส่งทางน้ำว่าสรั่งเรือ ซึ่งสรั่งเรือมีหน้าที่ควบคุมเรือและดูแลสินค้ากับปรากฏตามหนังสือยินยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายว่าจำเลยที่ 4 มีตำแหน่งเป็นสรั่งเรือโป๊ะคือเรือลำเลียงเพ็นนินซูล่า ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ควบคุมดูแลเรือเพ็นนินซูล่า มีหน้าที่ตรวจนับสินค้าและผูกโยงเชือกเรือ ไม่สามารถบังคับทิศทางการเคลื่อนที่ของเรือดังกล่าวเองได้ ต้องแล่นไปตามที่เรือยนต์จินดา 95 ลากจูงไป ซึ่งผู้ควบคุมเรือยนต์จินดา 95 คือนายนพรัตน์ จำเลยที่ 4 จึงไม่ใช่เป็นผู้ควบคุมเรืออันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 ผู้ควบคุมเรืออันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลขณะเกิดเหตุคือนายนพรัตน์ซึ่งขับเรือยนต์ลากเรือลำเลียงเพ็นนินซูล่าซึ่งถือว่าเดินด้วยเครื่องจักรกลเช่นกัน เข้าไปในระยะกระชั้นชิดใกล้กับสะพานของท่าเทียบเรือ และเลี้ยวเรือกลับเป็นเหตุให้เรือลำเลียงเพ็นนินซูล่ากระแทกเสาและคานของท่าเทียบเรือ จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของนายนพรัตน์โดยตรง และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที จำเลยที่ 4 ไม่อาจช่วยเหลือหรือป้องกันไม่ให้เกิดเหตุได้ เหตุดังกล่าวที่เกิดขึ้นจำเลยที่ 4 มิได้มีส่วนประมาทด้วยแต่อย่างใด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลละเมิดที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ที่ 1 แม้จำเลยที่ 4 จะทำหนังสือยินยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้กระทำละเมิด หนังสือยินยอมชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว ก็ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 4 ให้ต้องรับผิด ดังนั้นจำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 4 ย่อมไม่ต้องรับผิดด้วยรวมทั้งจำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ต้องรับผิดด้วยเช่นเดียวกัน ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดเพียงใดโจทก์ทั้งสามฎีกาว่า ค่าเสียหายมี 2 ส่วน คือค่าเสียหายที่ต้องจัดการป้องกันความเสียหายมิให้เสียหายมากไปกว่าเดิมกับค่าเสียหายที่ต้องจ่ายเป็นค่าซ่อมแซมกลับคืนสู่สภาพเดิมและให้ใช้งานได้ดีดังเดิม ตามข้อเท็จจริง ความเสียหายของเสาทั้งห้าต้นเกิดจากแรงกระแทกของเรือเพ็นนินซูล่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้มีส่วนผิดทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น ความเสียหายมีทั้งส่วนที่อยู่เหนือน้ำ และอยู่ใต้น้ำ ตามรายงานการสำรวจความเสียหาย และรายงานการสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์ฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายมานั้น ชอบแล้ว ความเสียหายที่เพิ่มนั้นเกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ 1 เองไม่ใช่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด คงต้องรับผิดเฉพาะความเสียหายส่วนแรกเป็นเงิน 610,646.86 บาท เห็นว่า การสำรวจความเสียหายครั้งแรก เป็นการสำรวจความเสียหายเบื้องต้น ซึ่งเห็นชัดเจนในส่วนความเสียหายที่อยู่เหนือน้ำ ส่วนความเสียหายที่อยู่ใต้น้ำนั้นเห็นไม่ชัด เมื่อมีการสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม จึงพบความเสียหายที่เกิดจากเรือลำเลียงเพ็นนินซูล่า กระแทกเสาและคานสะพานของท่าเทียบเรือของโจทก์ที่ 1 ตามรายงานการสำรวจซึ่งโจทก์ที่ 1 นำสืบยืนยันเรื่องการสำรวจความเสียหายดังกล่าวว่า ดำเนินการตามหลักวิศวกรรม โดยมีรายงานการสำรวจและการตรวจวิเคราะห์ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) ซึ่งเป็นคนกลางวิเคราะห์สาเหตุของความเสียหายสนับสนุนพยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 มีน้ำหนักให้รับฟัง อย่างไรก็ตาม สะพานท่าเทียบเรือของโจทก์ที่ 1 สร้างใช้งานมานานแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่า ส่วนที่อยู่ใต้น้ำมีเพรียงและหอยเกาะติดอยู่จำนวนมาก โดยสภาพวัตถุย่อมเสื่อมสภาพไปบ้างตามกาลเวลาและมูลค่าย่อมลดลงบ้าง ตามข้อเท็จจริงหลังเกิดเหตุ โจทก์ที่ 1 ยังคงใช้งานท่าเทียบเรือนี้อยู่ การที่มีรถบรรทุกขนาดใหญ่แล่นบนสะพานโดยที่ยังไม่มีการป้องกันที่ดีพอน่าจะมีผลกระทบต่อเสาและคานที่แตกร้าวอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เพียงแต่ไม่อาจระบุให้เห็นได้ชัดเจนว่าเพียงใด จะอ้างว่าไม่มีผลกระทบเลยไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงไม่ต้องซ่อมทำใหม่มากมาย นอกจากนี้ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องมานั้น โจทก์ทั้งสามดำเนินการฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 ไม่มีโอกาสเจรจาต่อรองเรื่องราคาด้วยความเสียหายที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องน่าจะสูงเกินไป แต่ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายนั้นก็ต่ำเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายให้ใหม่ ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดโดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายร้อยละ 70 ของจำนวนที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้อง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 997,932.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดคือวันที่ 29 มีนาคม 2548 เป็นต้นไป และแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 5,806,306.80 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 645,145.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้รับช่วงสิทธิมาจากโจทก์ที่ 1 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 997,932.60 บาท แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 5,806,306.80 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 645,145.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องชำระแก่โจทก์แต่ละคน ดอกเบี้ยของโจทก์ที่ 1 นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2548 ของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 437
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเคอรี่ สยามซีพอร์ต จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทพรปิยะขนส่ง 1995 จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางมาลี ศิรามาศ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6348/2558
#581449
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสมตามมาตรา 25 หากผู้ใดหลบหนีจากการตรวจพิสูจน์หรือหลบหนีออกนอกศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขัง พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้ด้วย จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อน แล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แม้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานครมีคำสั่งว่า จำเลยไม่ไปรับทราบคำวินิจฉัย ทั้ง ๆ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มีหนังสือเตือนให้ไปพบ แต่ไม่ไปพบ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่มีความตั้งใจจริงในการบำบัดและวินิจฉัยว่าผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่น่าพอใจ ให้แจ้งพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีต่อไป จะเป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก็ตาม แต่เมื่อมาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นเมื่อผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการฟื้นฟูครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้วและผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังจากที่จำเลยหลบหนีไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า บทบัญญัติมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอิสระที่จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยกำหนดว่า กรณีใดจะเป็นที่พอใจที่จะขยายหรือไม่ขยายระยะเวลา หากคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยไปแล้ว ศาลไม่ชอบที่จะวินิจฉัยซ้ำอีก ทั้งเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้วไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้ต้องดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนหายจากการติดยาเสพติด แต่มีบทบัญญัติให้อำนาจดุลพินิจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะนำคดีกลับมาสู่กระบวนการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีผู้ต้องหาที่เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดซึ่งกฎหมายระบุว่า มีสภาพเป็นผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือหรือปฏิเสธการฟื้นฟู เช่น หลบหนีหรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องทำการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ติดยาเสพติดอีกต่อไป ดังนั้น การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดวินิจฉัยว่า ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจอันเป็นการทำคำสั่งทางปกครองภายใต้กรอบอำนาจที่กฎหมายได้ให้ไว้ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวย่อมผูกพันและมีผลสมบูรณ์ จึงถือว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้ดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสม ตามมาตรา 25 หากผู้ใดหลบหนีจากการตรวจพิสูจน์หรือหลบหนีออกนอกศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่งและมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แม้การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานครมีคำสั่งที่ 623/2555 เอกสารท้ายฟ้องว่า "...จำเลยไม่ไปรับทราบคำวินิจฉัย ทั้ง ๆ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มีหนังสือเตือนให้ไปพบ แต่ไม่ไปพบ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่มีความตั้งใจจริงในการบำบัด จากผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแสดงให้เห็นว่า การให้โอกาสแก่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อให้กลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคมโดยใช้การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เหมาะสมและใช้ไม่ได้ผล อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 13 (8) ประกอบมาตรา 33 วรรคสอง วินิจฉัยว่า ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่น่าพอใจ ให้แจ้งพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีต่อไป" จะเป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก็ตาม แต่เมื่อมาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังจากที่จำเลยหลบหนีไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวริทธิ์ จำพรต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นางสาวจุรี โอฬารพัฒนะชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6312/2558
#630197
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอถอนฟ้องคดี ภายหลังจำเลยที่ 1 และที่ 5 ยื่นคำให้การแล้ว ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง บัญญัติว่า "...ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ (1) ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมี ก่อน..." ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาสั่งได้ ดังนั้น แม้โจทก์ขอถอนฟ้องอ้างว่าฟ้องไม่สมบูรณ์ และจำเลยที่ 1 และที่ 5 จะคัดค้านการถอนฟ้องเหตุตามคำร้องโจทก์ดังกล่าว ก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตได้ และศาลไม่อาจนำข้อที่โจทก์อ้างตามคำร้องขอถอนฟ้องว่าฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์มาเป็นเงื่อนไขในการสั่งคำร้องขอถอนฟ้องด้วย เพราะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 ก็ไม่ได้ห้ามโจทก์ที่ถอนฟ้องยื่นฟ้องคดีใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ทั้งคดีนี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้มีการนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้อีกฝ่ายเห็นข้อเท็จจริงที่เป็นการสนับสนุนตามคำฟ้องและข้อต่อสู้ตามคำให้การของฝ่ายตนอย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าการถอนฟ้องคดีของโจทก์ไม่สุจริต ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 เสียเปรียบในการต่อสู้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 129110 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ให้ใช้โฉนดที่ดินฉบับเดิมแทน ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนทั้งหมดในที่ดินโฉนดเลขที่ 129110 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2547 จนถึงปัจจุบัน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 129110 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 แถลงคัดค้านการถอนฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 และที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 5 ให้ยกคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 5 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินคดีต่อไปเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จำเลยที่ 1 และที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 5 ให้ยกคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 5 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินคดีต่อไปเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 5 สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิได้อุทธรณ์คำสั่ง คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงยุติไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องดังกล่าว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้แต่เพียงว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 5 ชอบหรือไม่ ตามคำร้องขอถอนฟ้อง โจทก์อ้างเหตุว่า ในสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนขายให้แก่นายไพโรจน์ นายไพโรจน์โอนขายต่อให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่อมาจำเลยที่ 3 โอนขายเฉพาะส่วนของตนให้จำเลยที่ 4 แล้วจำเลยที่ 4 โอนขายต่อให้จำเลยที่ 5 แต่เนื่องจากนายไพโรจน์ได้ถึงแก่ความตาย และไม่สามารถสืบหาทายาทในขณะนั้นได้ โจทก์จึงไม่ได้ยื่นฟ้องนายไพโรจน์หรือทายาทโดยธรรมของนายไพโรจน์ ทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ จำเลยที่ 1 และที่ 5 ยื่นคำร้องคัดค้านทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทราบว่านายไพโรจน์ถึงแก่ความตายไปก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องคดี จำเลยที่ 1 และที่ 5 ให้การต่อสู้ว่าการทำนิติกรรมตามฟ้องของนายไพโรจน์กระทำโดยสุจริต การถอนฟ้องคดีของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 เสียเปรียบ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ขอถอนฟ้องคดีภายหลังจำเลยที่ 1 และที่ 5 ยื่นคำให้การแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง บัญญัติว่า "...ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ (1) ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอดถ้าหากมีก่อน.." ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาสั่งได้ ดังนั้น แม้โจทก์ขอถอนฟ้องอ้างว่าฟ้องไม่สมบูรณ์ และจำเลยที่ 1 และที่ 5 จะคัดค้านการถอนฟ้องเหตุตามคำร้องโจทก์ดังกล่าว ก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตได้ และศาลไม่อาจนำข้อที่โจทก์อ้างตามคำร้องขอถอนฟ้องว่าฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์มาเป็นเงื่อนไขในการสั่งคำร้องขอถอนฟ้องด้วย เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ก็ไม่ได้ห้ามโจทก์ที่ถอนฟ้องยื่นฟ้องคดีใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ทั้งคดีนี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้มีการนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้อีกฝ่ายเห็นข้อเท็จจริงที่เป็นการสนับสนุนตามคำฟ้องและข้อต่อสู้ตามคำให้การของฝ่ายตนอย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าการถอนฟ้องคดีของโจทก์ไม่สุจริต ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 เสียเปรียบในการต่อสู้คดีตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 คัดค้าน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องคดีจำเลยที่ 1 และที่ 5 เพราะเห็นว่าทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 เสียเปรียบในเชิงคดีนั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องคดีนี้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจำเนียร ไพรีขยาด
จำเลย — นายมนูญหรือธนัท พันธุ์พุ่ม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6310/2558
#629186
เปิดฉบับเต็ม

การที่บุคคลใดครอบครองที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นไว้ โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีจนได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 และมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้สิทธิของตนที่มีอยู่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองตามบทบัญญัติของกฎหมาย ย่อมมีสิทธิที่จะเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) แม้ผู้ร้องทราบดีว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท มิใช่ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือไม่ทราบชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์และในการรังวัดขอออกโฉนดที่ดิน ผู้คัดค้านที่ 3 ได้ให้การว่า ไม่ได้ขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของใคร แต่ผู้ร้องก็มิได้กล่าวอ้างในคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ได้กระทำอย่างใด ๆ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องเลย คงบรรยายข้อเท็จจริงเพียงว่าหลังจากเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ 378 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ผู้ร้องยังคงครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ โดยเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านหรือรอนสิทธิมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่ายี่สิบปีตามเงื่อนไขของการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์ประการเดียว และผู้ร้องก็เพียงขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ มิได้ขอให้บังคับเอาแก่ผู้คัดค้านที่ 3 ด้วย ดังนี้ เมื่อผู้ร้องประสงค์ที่จะให้สิทธิของผู้ร้องที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์ได้รับการรับรองหรือคุ้มครอง โดยมิได้กล่าวหาว่าผู้คัดค้านที่ 3 หรือบุคคลคนอื่นใดโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง การที่ผู้ร้องเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 188 (1) มิได้เริ่มคดีโดยฟ้องผู้คัดค้านทั้งสามอย่างคดีมีข้อพิพาท จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 378 ตำบลดินแดง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และขอให้ศาลมีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาอำเภอขุนหาญ ทำนิติกรรมเปลี่ยนแปลงในโฉนดที่ดินเป็นชื่อของผู้ร้องต่อไป

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงแก่ความตาย นายค่าย และนางภัทรวรรณ ทายาทของผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นคู่ความแทน กับขอถอนคำคัดค้านส่วนของผู้คัดค้านที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินพิพาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินจัดทำรูปแผนที่ด้วยหมึกสีเขียว เนื้อที่ 5 ไร่ 30 ตารางวา อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 378 ตำบลดินแดง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนางจิตรา ผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 7,500 บาท

ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของผู้คัดค้านที่ฎีกาในข้อเท็จจริงแล้ว คงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ในข้อกฎหมายว่า ผู้ร้องเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทชอบหรือไม่ ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาว่า ผู้ร้องมิได้เพียงจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาล แต่ถูกผู้คัดค้านที่ 3 โต้แย้งสิทธิด้วย ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขออย่างคดีไม่มีข้อพิพาทไม่ได้นั้น เห็นว่า การที่บุคคลใดครอบครองที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นไว้ โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีจนได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้สิทธิของตนที่มีอยู่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองตามบทบัญญัติของกฎหมาย ย่อมมีสิทธิที่จะเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) แม้ผู้ร้องทราบดีว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท มิใช่ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือไม่ทราบชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์และในการรังวัดขอออกโฉนดที่ดิน ผู้คัดค้านที่ 3 ได้ให้การว่า ไม่ได้ขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของใครดังผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา แต่ผู้ร้องก็มิได้กล่าวอ้างในคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ได้กระทำอย่างใด ๆ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องเลย คงบรรยายข้อเท็จจริงเพียงว่าหลังจากเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ 378 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ผู้ร้องยังคงครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ โดยเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านหรือรอนสิทธิมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่ายี่สิบปีตามเงื่อนไขของการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์ประการเดียว และผู้ร้องก็เพียงขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ มิได้ขอให้บังคับเอาแก่ผู้คัดค้านที่ 3 ด้วย ดังนี้ เมื่อผู้ร้องประสงค์ที่จะให้สิทธิของผู้ร้องที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์ได้รับการรับรองหรือคุ้มครอง โดยมิได้กล่าวหาว่าผู้คัดค้านที่ 3 หรือบุคคลคนอื่นใดโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง การที่ผู้ร้องเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 (1) มิได้เริ่มคดีโดยฟ้องผู้คัดค้านทั้งสามอย่างคดีมีข้อพิพาท จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 188 (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางจิตรา แสนแก้ว
ผู้คัดค้าน — นายค่าย ไตรศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
จตุรงค์ นาสมใจ
อำนาจ พวงชมพู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6308/2558
#587631
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำพิพากษากำหนดให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์สินให้แก่โจทก์ทั้งเก้าและผู้ร้องสอดทั้งสามตามอัตราส่วนแบ่งตามคำพิพากษา แต่เมื่อโจทก์ที่ 5 ในฐานะเจ้าของรวมซึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินมรดกทุกแปลงของผู้ตายอีกคนหนึ่งมิได้ยินยอมด้วย ต้องถือว่าการแบ่งทรัพย์สินนั้นจำเลยทั้งสี่ไม่อาจกระทำได้ด้วยความยินยอมของเจ้าของรวมทุกคน ทั้งกรณีเป็นการแบ่งทรัพย์สิน มิใช่การทำนิติกรรมซึ่งโจทก์ที่ 5 จะให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสี่ในการแบ่งมรดกได้ โจทก์ที่ 5 ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับยึดที่ดินมรดกออกขายทอดตลาดได้

เมื่อโจทก์ที่ 5 ร้องขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว แต่การบังคับคดียังไม่แล้วเสร็จ เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจดำเนินการบังคับคดีต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นได้ แม้จะพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีดังกล่าวแล้วก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการแบ่งมรดกตามบัญชีทรัพย์ ยกเว้นที่ดินโฉนดเลขที่ 28421 แขวงบางกะปิ เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 6048 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เฉพาะส่วนที่อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเส้นสีแดงในแผนที่ ให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 คนละ 1 ใน 15 ส่วน และผู้ร้องสอดคนละ 1 ส่วน ของจำนวน 2 ใน 17 ส่วน หากจำเลยบางคนหรือหลายคนไม่จัดการหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยส่วนที่เหลือเป็นผู้จัดการแบ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ถ้าไม่สามารถจัดสรรแบ่งได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งแปดและผู้ร้องสอดทั้งสามตามอัตราส่วนดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คดีถึงที่สุด จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ที่ 5 ขอให้ออกหมายบังคับคดีวันที่ 4 มิถุนายน 2553 และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีวันที่ 21 มิถุนายน 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินตามบัญชีทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเขตบางกอกใหญ่และอำเภอธัญบุรีหลายแปลง กับมีหนังสือแจ้งอายัดที่ดินที่ตั้งอยู่ในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อีก 5 แปลง

วันที่ 17 กันยายน 2553 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสี่ดำเนินการแบ่งที่ดินตามคำพิพากษาให้โจทก์บางคนและผู้ร้องสอดทั้งสามโดยให้มีชื่อในที่ดินตามอัตราส่วนแบ่งตามคำพิพากษา และอยู่ในระหว่างจัดแบ่งให้โจทก์คนอื่น ๆ เมื่อการแบ่งที่ดินมรดกยังกระทำได้ โจทก์ที่ 5 จึงไม่มีสิทธิขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดและขายทอดตลาด การออกหมายบังคับคดีจึงเป็นการผิดหลงไม่ถูกต้อง ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

โจทก์ที่ 5 ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยทั้งสี่แบ่งที่ดินโดยใส่ชื่อของโจทก์บางคนในโฉนด มิได้จัดแบ่งที่ดินให้ทายาททั้ง 15 คน เข้าครอบครองเป็นสัดส่วน จำเลยทั้งสี่ปล่อยปละละเลยไม่จัดการมรดกมานานกว่า 28 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสี่เป็นผู้จัดการมรดก แสดงว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจจัดแบ่งทรัพย์มรดกไปตามคำพิพากษาของศาลได้ บัดนี้ใกล้จะครบกำหนดเวลา 10 ปี แล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 ยังตกเป็นบุคคลล้มละลายมีผลให้การเป็นผู้จัดการมรดกสิ้นสุดลง หากปล่อยเวลาการแบ่งทรัพย์มรดกให้ล่าช้าอีก จะทำให้โจทก์ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 และทายาทอื่นที่ไม่มีชื่อในทะเบียนเสียหาย โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ขอให้ยกคำร้อง

วันที่ 7 ธันวาคม 2553 โจทก์ที่ 5 ยื่นคำร้องว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 ระยะเวลาการบังคับคดีใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อศาลจะต้องทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ที่ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี จะทำให้การบังคับคดีของโจทก์ที่ 5 หยุดชะงักลง และไม่อาจทราบว่าคดีจะถึงที่สุดเมื่อใด กรณีจึงมีพฤติการณ์พิเศษ ขอให้มีคำสั่งขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไปอีก 10 ปี นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2553

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์ที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง

วันที่ 22 มีนาคม 2554 ศาลชั้นต้นนัดพร้อมคดีที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีที่ออกตามคำขอของโจทก์ที่ 5 ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำสั่งออกหมายบังคับคดีเป็นไปโดยผิดหลง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27

โจทก์ที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 5 ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งเก้าในฐานะทายาทโดยธรรมของนายแผน ผู้ตาย ฟ้องจำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งเก้า และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจัดการแบ่งมรดกตามบัญชีทรัพย์ ยกเว้นที่ดินโฉนดเลขที่ 28421 และเลขที่ 6048 อันดับที่ 533 หมวด ค เฉพาะส่วนที่อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเส้นสีแดงในแผนที่ ให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 คนละ 1 ใน 15 ส่วน และผู้ร้องสอดทั้งสามคนละ 1 ส่วน ของจำนวน 2 ใน 17 ส่วน จึงเป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลกำหนดให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งเก้าและผู้ร้องสอดทั้งสามตามอัตราส่วนแบ่งตามคำพิพากษา ซึ่งการแบ่งทรัพย์สินนั้น จำเลยทั้งสี่อาจกระทำได้โดยให้แบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวม ถ้าเจ้าของรวมไม่สามารถตกลงแบ่งกันเองได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจจัดสรรแบ่งทรัพย์สินได้ จำเลยทั้งสี่ก็ชอบที่จะนำออกขายทอดตลาดอันเป็นการบังคับตามคำพิพากษาในลำดับถัดไปแล้วนำเงินที่ได้จากการขายนั้นมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งเก้าและผู้ร้องสอดทั้งสามตามอัตราส่วนแบ่งต่อไป แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์บางคนและผู้ร้องสอดทั้งสามยินยอมให้ใส่ชื่อของตนถือกรรมสิทธิ์รวมตามอัตราส่วนแบ่งของแต่ละคนในโฉนดที่ดินมรดกก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ที่ 5 ในฐานะเจ้าของรวมซึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินมรดกทุกแปลงของผู้ตายอีกคนหนึ่งมิได้ยินยอม ก็ต้องถือว่าการแบ่งทรัพย์สินนั้นจำเลยทั้งสี่ไม่อาจกระทำได้ด้วยความยินยอมของเจ้าของรวมทุกคน ทั้งกรณีเป็นการแบ่งทรัพย์สิน มิใช่การทำนิติกรรมในอันที่โจทก์ที่ 5 จะให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสี่ในการแบ่งมรดกได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์ที่ 5 ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับยึดที่ดินมรดกตามบัญชีทรัพย์เอกสารท้ายคำฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นออกขายทอดตลาดได้ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ที่ 5 นั้นชอบแล้ว คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีนั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ที่ 5 ฟังขึ้น

ฎีกาของโจทก์ที่ 5 ที่ขอให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีนั้น โจทก์ที่ 5 ยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 5 ได้ร้องขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดตามบัญชีทรัพย์ ซึ่งโจทก์ที่ 5 มีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว แต่การบังคับคดียังไม่แล้วเสร็จ เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจดำเนินการบังคับคดีต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นได้ แม้จะพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีดังกล่าวแล้วก็ตาม จึงถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่โจทก์ที่ 5 ฎีกาของโจทก์ที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยชุมพล สิริเวชชะพันธ์ กับพวก
ผู้ร้องสอด — นายผาเมือง สิริเวชชะพันธ์ กับพวก
จำเลย — พันตรีรังสรรค์ ประดิษฐ์พงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอรอุษา กฤษณะโลม จรัญรัตนศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6308/2558
#634163
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำพิพากษาของศาลกำหนดให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์สินให้แก่โจทก์ทั้งเก้าและผู้ร้องสอดทั้งสามตามอัตราส่วนแบ่งตามคำพิพากษา แต่เมื่อโจทก์ที่ 5 ในฐานะเจ้าของรวมซึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินมรดกทุกแปลงของผู้ตายอีกคนหนึ่งมิได้ยินยอมด้วย ต้องถือว่าการแบ่งทรัพย์สินนั้นจำเลยทั้งสี่ไม่อาจกระทำได้ด้วยความยินยอมของเจ้าของรวมทุกคน ทั้งกรณีเป็นการแบ่งทรัพย์สิน มิใช่การทำนิติกรรมซึ่งโจทก์ที่ 5 จะให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสี่ในการแบ่งมรดกได้ โจทก์ที่ 5 ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับยึดที่ดินมรดกออกขายทอดตลาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการแบ่งมรดกตามบัญชีทรัพย์ ยกเว้นที่ดินโฉนดเลขที่ 28421 แขวงบางกะปิ เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 6048 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 คนละ 1 ใน 15 ส่วน และผู้ร้องสอดคนละ 1 ส่วน ของจำนวน 2 ใน 17 ส่วน หากจำเลยบางคนหรือหลายคนไม่จัดการหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยส่วนที่เหลือเป็นผู้จัดการแบ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยถ้าไม่สามารถจัดสรรแบ่งได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งแปดและผู้ร้องสอดทั้งสามตามอัตราส่วนดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คดีถึงที่สุด จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ที่ 5 ขอให้ออกหมายบังคับคดีวันที่ 4 มิถุนายน 2553 และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีวันที่ 21 มิถุนายน 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินตามบัญชีทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเขตบางกอกใหญ่และอำเภอธัญบุรีหลายแปลง กับมีหนังสือแจ้งอายัดที่ดินที่ตั้งอยู่ในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อีก 5 แปลง

วันที่ 17 กันยายน 2553 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

โจทก์ที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

วันที่ 7 ธันวาคม 2553 โจทก์ที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไปอีก 10 ปี นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2553

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์ที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง

วันที่ 22 มีนาคม 2554 ศาลชั้นต้นนัดพร้อมคดีที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีที่ออกตามคำขอของโจทก์ที่ 5 ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำสั่งออกหมายบังคับคดีเป็นไปโดยผิดหลง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27

โจทก์ที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 5 ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งเก้าในฐานะทายาทโดยธรรมของนายแผน ผู้ตาย ฟ้องจำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งเก้า และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจัดการแบ่งมรดก ยกเว้นที่ดินโฉนดเลขที่ 28421 และเลขที่ 6048 ให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 คนละ 1 ใน 15 ส่วน และผู้ร้องสอดทั้งสามคนละ 1 ส่วน ของจำนวน 2 ใน 17 ส่วน จึงเป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลกำหนดให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งเก้าและผู้ร้องสอดทั้งสามตามอัตราส่วนแบ่งตามคำพิพากษา ซึ่งการแบ่งทรัพย์สินนั้น จำเลยทั้งสี่อาจกระทำได้โดยให้แบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวม ถ้าเจ้าของรวมไม่สามารถตกลงแบ่งกันเองได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจจัดสรรแบ่งทรัพย์สินได้ จำเลยทั้งสี่ก็ชอบที่จะนำออกขายทอดตลาดอันเป็นการบังคับตามคำพิพากษาในลำดับถัดไปแล้วนำเงินที่ได้จากการขายนั้นมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งเก้าและผู้ร้องสอดทั้งสามตามอัตราส่วนแบ่งต่อไป แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์บางคนและผู้ร้องสอดทั้งสามยินยอมให้ใส่ชื่อของตนถือกรรมสิทธิ์รวมตามอัตราส่วนแบ่งของแต่ละคนในโฉนดที่ดินมรดกก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ที่ 5 ในฐานะเจ้าของรวมซึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินมรดกทุกแปลงของผู้ตายอีกคนหนึ่งมิได้ยินยอม ก็ต้องถือว่าการแบ่งทรัพย์สินนั้นจำเลยทั้งสี่ไม่อาจกระทำได้ด้วยความยินยอมของเจ้าของรวมทุกคน ทั้งกรณีเป็นการแบ่งทรัพย์สิน มิใช่การทำนิติกรรมในอันที่โจทก์ที่ 5 จะให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสี่ในการแบ่งมรดกได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์ที่ 5 ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับยึดที่ดินมรดกตามบัญชีทรัพย์เอกสารท้ายคำฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นออกขายทอดตลาดได้ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ที่ 5 นั้นชอบแล้ว คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีนั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ที่ 5 ฟังขึ้น

ฎีกาของโจทก์ที่ 5 ที่ขอให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีนั้น โจทก์ที่ 5 ยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 5 ได้ร้องขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดตามบัญชีทรัพย์เอกสารท้ายคำฟ้อง ซึ่งโจทก์ที่ 5 มีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว แต่การบังคับคดียังไม่แล้วเสร็จ เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจดำเนินการบังคับคดีต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นได้ แม้จะพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีดังกล่าวแล้วก็ตาม จึงถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่โจทก์ที่ 5 ฎีกาของโจทก์ที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยชุมพล สิริเวชชะพันธ์ กับพวก
ผู้ร้องสอด — นายผาเมือง สิริเวชชะพันธ์ กับพวก
จำเลย — พันตรีรังสรรค์ ประดิษฐ์พงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6295/2558
#579677
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคสอง กำหนดว่า การยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหลังจากสืบพยานประเด็นโจทก์ไปแล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2555 ว่า ทนายผู้ร้องแถลงต่อศาลชั้นต้นขอยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ เนื่องจากทนายผู้ร้องยังไม่ทำคำร้องดังกล่าว เท่ากับทนายผู้ร้องมีความประสงค์ขอให้ศาลชั้นต้นใช้อำนาจทั่วไปที่มีอยู่กำหนดเวลาให้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาต เท่ากับศาลชั้นต้นได้กำหนดเวลาให้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว เมื่อโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต การที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่ง จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาเมื่อสืบพยานประเด็นโจทก์เสร็จแล้ว ในวันนัดฟังประเด็นกลับและกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 20 สิงหาคม 2555 นายแสวง บิดาของนายมานะชัย ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และทนายผู้ร้องแถลงต่อศาลว่า ผู้ร้องยังประสงค์ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่เนื่องจากทนายผู้ร้องยังไม่ทำคำร้องดังกล่าวจึงขอยื่นคำร้องภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์และอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใน 7 วัน ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดู รวมเป็นเงิน 726,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 12 ปี 16 เดือน กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 449,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มกราคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ความผิดข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมเพราะไม่ได้ยื่นคำร้องก่อนสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสอง ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสอง กำหนดว่า การยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน และคดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหลังจากสืบพยานประเด็นโจทก์ไปแล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2555 ว่า ทนายผู้ร้องแถลงต่อศาลชั้นต้นขอยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ เนื่องจากทนายผู้ร้องยังไม่ทำคำร้องดังกล่าว เท่ากับทนายผู้ร้องมีความประสงค์ขอให้ศาลชั้นต้นใช้อำนาจทั่วไปที่มีอยู่กำหนดเวลาให้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาต เท่ากับศาลชั้นต้นได้กำหนดเวลาให้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว เมื่อโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต การที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่ง จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีในคดีส่วนแพ่งไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — นายแสวง โชติสนธิ์
จำเลย — นายสุเทพหรืออ๊อด พันแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายวัลลภ แก้วลอยมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายจรูญ โชครุ่งวรานนท์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา