คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2638/2558
#628620
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทเนื้อที่ 113 ตารางวา เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านที่โจทก์อยู่อาศัยให้แก่จำเลย และจำเลยก็ทราบเงื่อนไขเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเป็นอย่างดี จำเลยจึงทำหนังสือรับรองว่าจะแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เท่ากับจำเลยยอมรับว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วย จำเลยจึงไม่อาจถือเอากรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้ โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ มิใช่เป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและหนังสือรับรองที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์ จึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 หมวด 2 ว่าด้วยอายุความ มาใช้บังคับในกรณีนี้ไม่ได้ ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ

สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์ไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย และมีคำขอบังคับให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ อันเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทที่แท้จริงติดตามและเอาคืนจากจำเลยและผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ หาใช่บังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและหนังสือรับรองที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์เพื่อใช้สิทธิติดตามเอาคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 แล้ว ไม่นอกฟ้องนอกประเด็นแต่ประการใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินเนื้อที่ 113 ตารางวา ของที่ดินโฉนดเลขที่ 38383 เลขที่ดิน 63 เฉพาะส่วนที่ระบายด้วยสีเหลืองในแผนผัง ให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและหนังสือรับรองที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดจากนิติกรรมสัญญา ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทเนื้อที่ 113 ตารางวา เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านที่โจทก์อยู่อาศัยให้แก่จำเลย และจำเลยก็ทราบเงื่อนไขเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเป็นอย่างดี จำเลยจึงทำหนังสือรับรองว่าจะแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เท่ากับจำเลยยอมรับว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทด้วย จำเลยจึงไม่อาจถือเอากรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้ โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ มิใช่เป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและหนังสือรับรองที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์ดังที่จำเลยฎีกา จึงนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 6 หมวด 2 ว่าด้วยอายุความ มาใช้บังคับในกรณีนี้ไม่ได้ ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์ไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย และมีคำขอบังคับให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ อันเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทที่แท้จริงติดตามและเอาคืนจากจำเลยและผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ หาใช่บังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและหนังสือรับรองที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์ดังที่วินิจฉัยแล้วไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์เพื่อใช้สิทธิติดตามเอาคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แล้ว ไม่นอกฟ้องนอกประเด็นแต่ประการใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวลัยทิพย์ เขมจิราศิริกุล
จำเลย — นางกาญจนา เพชรดำรงค์สกุล
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2557/2558
#581417
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาว่าคำในภาษาต่างประเทศเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอันจะทำให้ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) นอกจากจะพิจารณาว่าคำดังกล่าวมีคำแปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการใช้คำดังกล่าวในประเทศที่เป็นเจ้าของภาษานั้น ๆ และในประเทศไทยด้วยว่า คำดังกล่าวถูกนำมาใช้ในความหมายหรือในลักษณะใดด้วย หาใช่พิจารณาเฉพาะคำแปลที่ปรากฏในพจนานุกรมที่แปลเป็นภาษาไทยแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาต่อไปว่าคำดังกล่าวเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงถึงขนาดทำให้เมื่อสาธารณชนเห็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้วก็จะทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นได้ในทันที หรืออาจใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ในทันทีว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสื่อให้เห็นถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้ไม่ยาก จำเลยทั้งสองนำสืบว่าคำว่า SCOTCH เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยอ้างสำเนาพจนานุกรมของ ดร. ว. เพียงฉบับเดียวว่า คำดังกล่าวมีคำแปลว่า ตัด เฉือน กรีด โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนให้เห็นได้ว่า คำดังกล่าวมีความหมายเป็นที่เข้าใจกันในหมู่สาธารณชนทั่วไปว่าหมายถึง ตัด เฉือน กรีดจริง ฟังไม่ได้ว่าคำดังกล่าวเป็นคำที่แปลหรือมีความหมายว่าการตัด การเฉือน การกรีด โดยใช้กรรไกรเท่านั้น จึงไม่ใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้ากรรไกรโดยตรงและเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ากับให้จำเลยทั้งสองดำเนินการกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 752584 ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 670/2555 และให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า SCOTCH ตามคำขอเลขที่ 752584 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายของมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า SCOTCH และ สก๊อตซ์ ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกเทปกาวและเทปที่ติดด้วยแรงกดตั้งแต่ปี 2502 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า SCOTCH เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 8 รายการสินค้า กรรไกร ตามคำขอเลขที่ 752584 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนโดยเห็นว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษ แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ตัดขาด เฉือน กรีด รอยตัด เมื่อใช้กับสินค้ากรรไกรที่ขอจดทะเบียนย่อมเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นประธานมีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยเห็นว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า SCOTCH ตามสำเนาพจนานุกรมของ ดร.วิทย์ แปลความหมายของคำดังกล่าวว่าหมายถึง ตัดขาด เฉือน กรีด รอยตัด เมื่อนำมาใช้กับสินค้าจำพวกที่ 8 รายการสินค้า กรรไกร ทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า SCOTCH เป็นกรรไกรที่ใช้ในการตัดหรือกรีด นับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของสินค้าโดยตรง ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 นอกจากนี้หลักฐานที่โจทก์นำส่งยังไม่เพียงพอที่จะแสดงได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างจากสินค้าอื่น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า SCOTCH อ่านว่า สก๊อตซ์ ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้ากรรไกรเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้ากรรไกรจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) หรือไม่ เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าคำในภาษาต่างประเทศเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าอันจะทำให้ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) นั้น นอกจากจะพิจารณาว่าคำดังกล่าวมีคำแปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการใช้คำดังกล่าวในประเทศที่เป็นเจ้าของภาษานั้น ๆ และในประเทศไทยด้วยว่า คำดังกล่าวถูกนำมาใช้ในความหมายหรือในลักษณะใดด้วย หาใช่พิจารณาเฉพาะคำแปลที่ปรากฏในพจนานุกรมที่แปลเป็นภาษาไทยแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาต่อไปว่า คำดังกล่าวเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงจนถึงขนาดทำให้เมื่อสาธารณชนเห็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้ว ก็จะทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นได้ในทันทีหรืออาจใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ในทันทีว่าเครื่องหมายการค้าสื่อให้เห็นถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้ไม่ยาก ซึ่งในข้อนี้โจทก์มีนางเนตยา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า ในการพิจารณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า SCOTCH ของโจทก์เพื่อใช้กับสินค้ากรรไกรนั้น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลือกแปลความหมายตามสำเนาพจนานุกรมของ ดร. วิทย์ ว่าหมายถึง ตัด เฉือน กรีด ทั้งที่คำดังกล่าวมีคำแปลเป็นภาษาไทยแตกต่างกันหลายความหมาย โดยพจนานุกรมอังกฤษ - ไทย ฉบับภาษาไทยบางฉบับไม่ได้แปลว่า ตัดขาด เฉือน กรีด รอยตัด เช่น ในสำเนาพจนานุกรม New Model English - Thai Dictionary ของ สอ ให้คำแปลคำว่า SCOTCH ว่าหมายถึง ทำเจ็บ กำจัด (ข่าวลือ) และสำเนาพจนานุกรม อ็อกฟอร์ด - ริเวอร์ บุ๊คส์ อังกฤษ - ไทย ก็ให้คำแปลคำดังกล่าวว่าหมายถึง ทำให้ผิดหวัง ขัดขวาง ยุติ ทำให้สิ้นสุด โดยไม่ปรากฏว่ามีคำแปลว่าหมายถึง การตัด เฉือน กรีด ด้วยแต่อย่างใด ดังนั้นแม้สำเนาพจนานุกรมอังกฤษ - ไทย (ฉบับใหม่) ของเธียรชัย และสำเนาพจนานุกรม A New English - Thai Dictionary ของ ดร.วิทย์ ให้ความหมายของคำว่า SCOTCH ในกรณีเป็นคำกริยาหมายถึง ทำให้บาดเจ็บ ทำให้ผิดหวัง หยุด กำจัด ขจัด อุด ขัด ตัด เฉือน กรีด บาด ขัดขวาง ยุติ ทำให้สิ้นสุด ก็ตาม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าจำเลยทั้งสอง ฟังไม่ได้ว่าคำว่า SCOTCH เป็นคำที่แปลหรือมีความหมายว่า การตัด การเฉือน การกรีด โดยใช้กรรไกรเท่านั้น จึงไม่ใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้ากรรไกรโดยตรง จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) แล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 670/2555 และให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 752584 ต่อไปนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะอันเกิดจากการใช้จนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — 3เอ็ม คัมปะนี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2542/2558
#627368
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ไม่ได้บัญญัติในเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 144 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14

คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.52/2553 ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยอ้างว่าลูกหนี้มีสินทรัพย์น้อยกว่าหนี้สิน และอ้างข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 (7) และ (9) แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนช่องทางในการฟื้นฟูกิจการลูกหนี้อ้างว่าจะดำเนินการโดยการปรับโครงสร้างหนี้ และหาผู้ร่วมลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการ "จูเมร่า ไพรเวท ไอส์แลนด์ ภูเก็ต" ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานที่ลูกหนี้นำสืบมาไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวและกรณีมีเหตุอันสมควรและมีช่องทางในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เนื่องจากพยานหลักฐานของลูกหนี้ไม่น่าเชื่อถือว่าลูกหนี้มีสินทรัพย์น้อยกว่าหนี้สิน ในขณะที่ช่องทางหลักในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ศาลล้มละลายกลาง เห็นว่า ปัญหาในการดำเนินธุรกิจเพื่อพัฒนาโครงการ "จูเมร่า ไพรเวท ไอส์แลนด์ ภูเก็ต" ของลูกหนี้ไม่ได้มีแต่ปัญหาการไม่ชำระหนี้หรือปัญหาในการรวบรวมและจัดการบริหารทรัพย์สินของลูกหนี้ แต่ปัญหาสำคัญจริง ๆ เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการองค์กรธุรกิจของลูกหนี้และกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องการโอนหุ้นของบริษัทลูกหนี้และบริษัทในเครือที่มีเรื่องฟ้องร้องกันหลายคดี และข้อพิพาทเหล่านี้เป็นข้อพิพาทที่อยู่นอกเหนือกระบวนการของกฎหมายล้มละลาย จึงมีคำสั่งยกคำร้องขอ ส่วนคดีนี้ผู้ร้องขอทั้งสองนำเสนองบดุลของลูกหนี้ที่อ้างว่าจัดทำโดยผู้สอบบัญชี และอ้างข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 (7) และ (9) แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และเสนอช่องทางในการฟื้นฟูกิจการ ด้วยวิธีการอาจปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นโดยการเพิ่มทุน หาผู้ร่วมลงทุนใหม่ กู้เงิน ปรับรูปแบบโครงการโดยจะเข้าเจรจากับโรงแรมจูเมร่า เกี่ยวกับสัญญาบริหารงานโรงแรม เพื่อปรับเปลี่ยนขั้นตอนการก่อสร้างและขนาดของโรงแรม ยื่นขออนุญาตส่งเสริมการลงทุน หาคนกลางมาเป็นผู้ทำแผนและผู้บริหารชั่วคราวเพื่อดูแลกิจการของลูกหนี้แทนกรรมการลูกหนี้ที่มีข้อขัดแย้งกันอยู่โดยเสนอบริษัท น. เป็นผู้ทำแผน ซึ่งในการพิจารณาคดีนี้ศาลยังคงต้องพิจารณาและวินิจฉัยว่าลูกหนี้มีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สินหรือไม่ ทั้งการพิจารณานอกจากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายแล้วก็ยังต้องพิจารณางบดุลและพิจารณาการประเมินราคาทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อเทียบกับหนี้สินเหมือนในคดีก่อน ส่วนช่องทางในการฟื้นฟูกิจการที่ผู้ร้องขอที่ 2 เสนอมาก็เป็นช่องทางที่สาระสำคัญหรือหลักการไม่ได้แตกต่างไปจากที่ศาลล้มละลายกลางได้วินิจฉัย ไว้แล้วในคดีก่อนแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจของลูกหนี้ ปัญหาเรื่องโครงสร้างและการบริหารจัดการองค์กรธุรกิจของลูกหนี้ ข้อขัดแย้งของกรรมการและผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ ดังนั้น การพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.52/2553 ตาม ป.วิ.พ. 144 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องขอยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทเนชั่นแนล แอ็ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นผู้ทำแผน หากศาลยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนก็ให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้บริหารชั่วคราว

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องขอทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องขอที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า อนุญาตให้ผู้ร้องขอที่ 1 ถอนอุทธรณ์ได้ ให้จำหน่ายคดีในส่วนของผู้ร้องขอที่ 1 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา คดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องขอที่ 2 ว่า การยื่นคำร้องขอในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.52/2553 ของศาลล้มละลายกลางหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ไม่ได้บัญญัติในเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 บัญญัติว่า เมื่อศาลใดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น ที่ผู้ร้องขอที่ 2 อุทธรณ์ว่า ผู้ร้องขอที่ 2 มีพยานหลักฐานที่นำมาแสดงได้ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และมีช่องทางในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่ชัดเจนกว่าคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.52/2553 นั้น เห็นว่า คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.52/2553 ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยอ้างว่าลูกหนี้มีสินทรัพย์น้อยกว่าหนี้สิน และอ้างข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 (7) และ (9) แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนช่องทางในการฟื้นฟูกิจการลูกหนี้อ้างว่าจะดำเนินการโดยการปรับโครงสร้างหนี้ และหาผู้ร่วมลงทุนเพื่อพัฒนา โครงการ "จูเมร่า ไพรเวท ไอส์แลนด์ ภูเก็ต" ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานที่ลูกหนี้นำสืบมาไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวและกรณีมีเหตุอันสมควรและมีช่องทางในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เนื่องจากพยานหลักฐานของลูกหนี้ไม่น่าเชื่อถือว่าลูกหนี้มีสินทรัพย์น้อยกว่าหนี้สิน ในขณะที่ช่องทางหลักในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ศาลล้มละลายกลาง เห็นว่า ปัญหาในการดำเนินธุรกิจเพื่อพัฒนาโครงการ "จูเมร่า ไพรเวท ไอส์แลนด์ ภูเก็ต" ของลูกหนี้ไม่ได้มีแต่ปัญหาการไม่ชำระหนี้หรือปัญหาในการรวบรวมและจัดการบริหารทรัพย์สินของลูกหนี้ แต่ปัญหาสำคัญจริง ๆ เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการองค์กรธุรกิจของลูกหนี้และกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องการโอนหุ้นของบริษัทลูกหนี้และบริษัทในเครือที่มีเรื่องฟ้องร้องกันหลายคดี และข้อพิพาทเหล่านี้เป็นข้อพิพาทที่อยู่นอกเหนือกระบวนการของกฎหมายล้มละลาย จึงมีคำสั่งยกคำร้องขอ ส่วนคดีนี้ผู้ร้องขอทั้งสองนำเสนองบดุลของลูกหนี้ ที่อ้างว่าจัดทำโดยผู้สอบบัญชี และอ้างข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 (7) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และเสนอช่องทางในการฟื้นฟูกิจการ ด้วยวิธีการอาจปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นโดยการเพิ่มทุน หาผู้ร่วมลงทุนใหม่ กู้เงิน ปรับรูปแบบโครงการโดยจะเข้าเจรจากับโรงแรมจูเมร่า (Jumeirah) เกี่ยวกับสัญญาบริหารงานโรงแรม เพื่อปรับเปลี่ยนขั้นตอนการก่อสร้างและขนาดของโรงแรม ยื่นขออนุญาตส่งเสริมการลงทุน หาคนกลางมาเป็นผู้ทำแผนและผู้บริหารชั่วคราวเพื่อดูแลกิจการของลูกหนี้แทนกรรมการลูกหนี้ที่มีข้อขัดแย้งกันอยู่โดยเสนอบริษัทเนชั่นแนล แอ็ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ซึ่งในการพิจารณาคดีนี้ศาลยังคงต้องพิจารณาและวินิจฉัยว่าลูกหนี้มีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สินหรือไม่ ทั้งการพิจารณานอกจากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายแล้วก็ยังต้องพิจารณางบดุลและพิจารณาการประเมินราคาทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อเทียบกับหนี้สินเหมือนในคดีก่อน ส่วนช่องทางในการฟื้นฟูกิจการที่ผู้ร้องขอที่ 2 เสนอมาก็เป็นช่องทางที่สาระสำคัญหรือหลักการไม่ได้แตกต่างไปจากที่ศาลล้มละลายกลางได้วินิจฉัยไว้แล้วในคดีก่อนแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจของลูกหนี้ ปัญหาเรื่องโครงสร้างและการบริหารจัดการองค์กรธุรกิจของลูกหนี้ ข้อขัดแย้งของกรรมการและผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ ดังนั้น การพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.52/2553 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องขอที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (7)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทฟร้อนท์ โรว์ อินเวสเม้นท์ จำกัด กับพวก
ลูกหนี้ — บริษัททีจีอาร์ บีช จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2507/2558
#580849
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยจะเป็นการกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือตัวแทนและกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่ไม่ปรากฏว่าตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยได้กำหนดค่าเสียหายกรณีจำเลยกระทำการเช่นนี้ไว้เป็นจำนวนที่แน่นอน และการกระทำละเมิดของจำเลยต่อโจทก์ โจทก์ก็มิได้ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายในคดีแพ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด แม้โจทก์จะดำเนินการฟ้องเรียกเงินตามสัญญาซื้อขายจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. และหุ้นส่วนผู้จัดการ ลูกค้าของโจทก์ที่ซื้อสินค้าไปเกินวงเงินสินเชื่อตามที่จำเลยได้อนุมัติและศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้บุคคลดังกล่าวชำระเงินแก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่จำเลยก็มิได้ถูกฟ้องในคดีแพ่งดังกล่าวด้วย จะนำจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาเป็นฐานคำนวณให้จำเลยรับผิดหาได้ไม่ เพราะกรณียังไม่แน่นอนว่าโจทก์จะบังคับคดีแก่ลูกค้าของโจทก์ภายใน 10 ปี ได้เงินชำระหนี้เพียงใดหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคต หนี้ตามฟ้องจึงเป็นหนี้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือตัวแทนและมูลละเมิด อันเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าจำพวกเหล็กหรือโลหะทุกชนิด จำเลยเคยเป็นลูกจ้างของโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ขณะที่จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ระหว่างวันที่ 8 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2550 จำเลยได้อนุมัติเพิ่มวงเงินสินเชื่อให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามรุ่งเรืองพาณิชย์ ลูกค้าของโจทก์ในการซื้อสินค้าจากวงเงินที่กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์อนุมัติไว้ 1,000,000 บาท เพิ่มขึ้นตามลำดับรวม 7 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเป็นเงิน 8,700,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2550 โจทก์มีคำสั่งให้จำเลยออกจากงานเนื่องจากกระทำฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายโดยมีเจตนาทุจริต และโจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยต่อพนักงานสอบสวนในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอม แต่ในที่สุดพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ขณะเดียวกันโจทก์ได้ฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามรุ่งเรืองพาณิชย์ ลูกค้าของโจทก์เป็นคดีแพ่งฐานผิดสัญญาซื้อขาย ศาลพิพากษาตามยอมให้ห้างดังกล่าวกับพวกชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 8,061,234.53 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า หนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนและโจทก์มีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้ เห็นว่า การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือตัวแทนและกระทำละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยได้กำหนดค่าเสียหายกรณีจำเลยกระทำการเช่นนี้ไว้เป็นจำนวนที่แน่นอน ส่วนกรณีการกระทำละเมิดของจำเลยต่อโจทก์ดังกล่าว ค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใด ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายในคดีแพ่งแต่อย่างใด แม้โจทก์จะดำเนินการฟ้องเรียกเงินตามสัญญาซื้อขายจากห้างหุ้นส่วนจำกัด สยามรุ่งเรืองพาณิชย์ และหุ้นส่วนผู้จัดการ ลูกค้าของโจทก์ที่ซื้อสินค้าไปเกินวงเงินสินเชื่อตามที่จำเลยได้อนุมัติและศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้บุคคลดังกล่าวชำระเงินแก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่จำเลยก็มิได้ถูกฟ้องในคดีแพ่งดังกล่าวด้วย จะนำจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาเป็นฐานคำนวณให้จำเลยรับผิดหาได้ไม่ เพราะกรณียังไม่แน่นอนว่าโจทก์จะบังคับคดีแก่ลูกค้าของโจทก์ภายใน 10 ปี ได้เงินชำระหนี้เพียงใดหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคต หนี้ตามฟ้องจึงเป็นหนี้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือตัวแทนและมูลละเมิด อันเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยล้มละลายได้ ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททาโมเสะ เทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — นายณัฐพล โพธิ์เลี้ยง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวปาริชาต มั่นสกุล
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2490/2558
#582417
เปิดฉบับเต็ม

แม้เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้บัตรเครดิตปลอมทั้ง 5 ใบ ในคราวเดียวกัน แต่ปรากฏตามรายงานการตรวจพิสูจน์บัตรเครดิตของกลางว่า บัตรเครดิตปลอมแต่ละใบมีข้อมูลในบัตรของผู้ถือบัตรต่างรายกัน ต่างหมายเลขกันและมีข้อมูลของสมาชิกผู้ถือบัตรต่างธนาคารกัน บัตรทุกใบมีข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์ สามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการแทนการชำระด้วยเงินสดได้ ทั้งโดยสภาพของการใช้บัตรดังกล่าว จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีเจตนาให้มีการนำไปใช้แต่ละใบแยกต่างหากจากกัน ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้ถือบัตรหรือธนาคารเจ้าของบัตรตามเนื้อความของบัตรเครดิตปลอมแต่ละใบ จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการ รวม 5 กระทง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 269/1, 269/2, 269/4, 269/7 ริบบัตรอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องมือบันทึกข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของกลาง

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 4 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 หลบหนี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/2, 269/4 วรรคแรก ประกอบมาตรา 269/7, 83 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/1, 269/2, 269/4 วรรคแรก ประกอบมาตรา 269/7, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม (ที่ถูกต้องระบุว่า ที่ได้ออกให้เพื่อใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการด้วย) รวม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันมีเครื่องมือสำหรับปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (ที่ถูก ฐานร่วมกันมีเครื่องมือเพื่อใช้หรือได้ข้อมูลในการปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์) จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 12 ปี จำเลยที่ 4 ปลอมและร่วมกันมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเอง จึงลงโทษฐานร่วมกันมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม ตามมาตรา 269/4 วรรคแรก ประกอบมาตรา 269/7, 83 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 269/4 วรรคสาม รวม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 10 ปี ฐานมีเครื่องมือสำหรับปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 12 ปี จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 6 ปี ริบบัตรอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องบันทึกข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของกลาง ข้อหาร่วมกันปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 5

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมเพียงกรรมเดียว จำคุกคนละ 2 ปีลดโทษให้จำเลยที่ 4 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 1 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันมีเครื่องมือสำหรับปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ รวมโทษจำคุกฐานอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 4 มีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรเครดิตอันเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมที่ได้ออกให้เพื่อใช้ชำระค่าสินค้าและบริการจำนวน 5 ใบ และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันมีเครื่องมือเพื่อใช้หรือให้ได้ข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในการปลอม จำนวน 1 เครื่อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ความผิดฐานมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมที่ได้ออกให้เพื่อใช้ชำระค่าสินค้าและบริการจำนวน 5 ใบ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะตรวจยึดได้บัตรเครดิตปลอมทั้ง 5 ใบ ดังกล่าวในคราวเดียวกัน แต่ปรากฏตามรายงานการตรวจพิสูจน์บัตรเครดิตของกลางว่า บัตรเครดิตปลอมแต่ละใบมีข้อมูลในบัตรของผู้ถือบัตรต่างรายกัน ต่างหมายเลขกัน และมีข้อมูลของสมาชิกผู้ถือบัตรต่างธนาคารกัน บัตรทุกใบมีข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์ สามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการแทนการชำระด้วยเงินสดได้ ทั้งโดยสภาพของการใช้บัตรดังกล่าว จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีเจตนาให้มีการนำไปใช้แต่ละใบแยกต่างหากจากกัน ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้ถือบัตรหรือธนาคารเจ้าของบัตรตามเนื้อความของบัตรเครดิตปลอมแต่ละใบ จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการ รวม 5 กระทง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดเพียงกรรมเดียวนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันมีเครื่องมือเพื่อใช้หรือให้ได้ข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในการปลอมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์แต่เพียงว่า จำเลยที่ 3 มากับจำเลยที่ 2 เข้าไปติดต่อนายพศวัตเกี่ยวกับบัตรเครดิตที่จะมาใช้ที่อู่ซ่อมรถยนต์ของนายพศวัตว่าอยู่กับเพื่อนที่มากับรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้าแอคคอร์ดสีแดงก่อนหน้านี้ หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยที่ 3 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 และ 4 มาที่อู่ซ่อมรถยนต์ของนายพศวัต เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 4 ผลตรวจค้นของเจ้าพนักงานตำรวจพบเครื่องมือบันทึกข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ลิ้นชักรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าแอคคอร์ดสีแดงที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 มาด้วยกัน ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของนายเสน่ห์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ตอบทนายจำเลยที่ 3 และที่ 5 ถามค้านว่า ผู้ที่จะปลอมแปลงบัตรนั้นมีเพียงเครื่องบันทึกข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และบัตรสีขาวก็สามารถดำเนินการได้เพียงคนเดียว ทั้งคดีนี้ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกันปลอมบัตรเครดิตดังกล่าวด้วย จึงไม่อาจรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 มีเครื่องมือเพื่อใช้หรือให้ได้ข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในการปลอม ส่วนที่โจทก์มีคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันมีเครื่องมือเพื่อใช้หรือให้ได้ข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในการปลอมตามบันทึกจับกุม ก็ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่บ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดฐานนี้ด้วย พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานนี้หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานนี้มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 3 สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมที่ได้ออกให้เพื่อใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการ กับบังคับคดีจำเลยที่ 4 สำหรับความผิดฐานปลอมและร่วมกันมีไว้เพื่อใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 269/4 ม. 269/7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายกัมปนาท มาศวิเชียร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายพยนต์ ฉุยฉาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2488/2558
#580851
เปิดฉบับเต็ม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งจำเลยให้เป็นหัวหน้าศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงในโครงการน้ำมันสีเขียว โดยจำเลยมีหน้าที่จัดเจ้าพนักงานตำรวจกองตำรวจน้ำไปตรวจสอบว่า เรือบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงได้เดินทางไปถึงน่านน้ำเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรด้วยความเรียบร้อย โดยมีน้ำมันเชื้อเพลิงครบตามจำนวนที่ได้รับมาจากคลังน้ำมันหรือไม่ เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีแล้วก็จะลงลายมือชื่อในใบกำกับการขนส่งน้ำมันดีเซล หลังจากนั้นเรือดังกล่าวจึงสามารถถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขนส่งได้ การตรวจสอบการขนส่งน้ำมันดีเซลในโครงการน้ำมันสีเขียวเพื่อป้องกันมิให้มีการลักลอบจำหน่ายในราชอาณาจักร หรือนำน้ำมันดังกล่าวกลับเข้ามาจำหน่ายในราชอาณาจักร จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างหนึ่งในงานปราบปรามการกระทำความผิด ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจน้ำเดินทางไปกับเรือบรรทุกน้ำมันไปจนถึงน่านน้ำเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรเพื่อปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิรับเงินค่าใช้จ่ายใดๆ จากผู้ประกอบการจำหน่ายน้ำมันดีเซล การที่จำเลยรับเงินแล้วสั่งการให้เจ้าพนักงานตำรวจกองตำรวจน้ำเดินทางไปกับเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว แม้จะนำเงินมาจ่ายเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงพิเศษให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจกองตำรวจน้ำที่เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในเรือบรรทุกน้ำมันก็ตาม ก็เป็นการรับทรัพย์สินเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 149 เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว กรณีไม่จำเป็นต้องปรับบทความผิดตามมาตรา 157 ที่เป็นบททั่วไปอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 149, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ตำแหน่งผู้บังคับการกองตำรวจน้ำ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 ถึง 30 กันยายน 2546 มีหน้าที่ปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงและความผิดอาญาอื่น ๆ ในทางน้ำ รัฐบาลจัดให้มีโครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลให้แก่ผู้ประกอบการประมงในน่านน้ำเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักร เพื่อให้ผู้ประกอบการประมงได้ใช้น้ำมันที่มีคุณภาพ ราคาถูกและเพื่อป้องกันและปราบปรามการค้าน้ำมันเถื่อน โดยให้นโยบายยกเว้นภาษีสรรพสามิตแก่ผู้ประกอบการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่นำน้ำมันดีเซลไปจำหน่ายในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรและได้มีประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการยกเว้นภาษีสำหรับน้ำมันดีเซลที่นำไปจำหน่ายในเขตต่อเนื่อง กำหนดให้การขนถ่ายน้ำมันดีเซลไปจำหน่ายในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรโดยทางเรือ เมื่อเรือไปถึงเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรแล้วก่อนที่จะจำหน่ายน้ำมันหรือถ่ายน้ำมันให้เจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันเจ้าของเรือหรือนายเรือจะต้องแจ้งให้ศูนย์ป้องกันและปราบปราม การกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรวจสอบและลงลายมือชื่อรับรองว่าได้ขนส่งน้ำมันไปถึงเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรแล้วในใบกำกับการขนส่งน้ำมันดีเซลที่กำกับไปกับเรือ เพื่อผู้ประกอบการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงจะได้ใช้เป็นหลักฐานในการยกเว้นภาษีตามโครงการน้ำมันสีเขียว ซึ่งหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการ คือ กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงพลังงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งจำเลยเป็นหัวหน้าศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงในโครงการน้ำมันสีเขียว โดยจำเลยมีหน้าที่ต้องจัดเจ้าพนักงานตำรวจกองตำรวจน้ำไปตรวจสอบว่า น้ำมันดีเซลที่บรรทุกมากับเรือของผู้ประกอบการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นน้ำมันดีเซลตามโครงการน้ำมันสีเขียวของรัฐบาลและได้ขนส่งมาถึงเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรจริง มีปริมาณครบถ้วนตรงตามที่ระบุไว้ในใบกำกับการขนส่ง และเมื่อเห็นว่าถูกต้องครบถ้วนแล้วจึงให้ลงลายมือชื่อรับรองในใบกำกับการขนส่งที่กำกับมากับเรือ หลังจากนั้นเรือดังกล่าวจึงสามารถขนถ่ายน้ำมันที่ขนส่งได้ กองตำรวจน้ำมีเรือ 2 ลำ ในการตรวจตราเรือบรรทุกน้ำมันในโครงการจึงทำให้การตรวจล่าช้าและเรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถไปส่งน้ำมันให้แก่ชาวประมงทั่วถึง ชาวประมงได้ร้องเรียนมาที่สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยว่า การจำหน่ายน้ำมันสีเขียวให้แก่ชาวประมงไม่ทั่วถึงและมีจำนวนน้อย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยจึงร้องเรียนต่อไปยังรัฐบาล กระทรวงพลังงานได้จัดสัมมนาที่ ภูเก็ต ในการสัมมนา ผู้ประกอบการเรือบรรทุกน้ำมันต้องการให้เจ้าพนักงานตำรวจลงเรือบรรทุกน้ำมันตั้งแต่คลังน้ำมันไปถึงเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักร โดยจะจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงในการเดินทาง ค่าอาหารกินอยู่บนเรือวันละ 500 บาท ต่อคนต่อวัน โดยสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยเป็นผู้ประสานงานกับผู้ประกอบการเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อนำเงินไปให้แก่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.) โดยสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยได้นำเงินไปให้จำเลยจำนวน 48 ครั้ง รวมเป็นเงิน 3,075,000 บาท จำเลยได้ทำหนังสือขอบคุณไปยังสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย หลังจากนั้นจำเลยจึงสั่งการให้เจ้าพนักงานตำรวจกองตำรวจน้ำเดินทางไปกับเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อตรวจความเรียบร้อยตั้งแต่คลังน้ำมันไปจนถึงเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักร

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจกองตำรวจน้ำมีหน้าที่ไปตรวจสอบว่าเรือบรรทุกน้ำมันได้เดินทางไปถึงน่านน้ำเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรด้วยความเรียบร้อย โดยมีน้ำมันครบตามจำนวนที่ได้รับมาจากคลังน้ำมันหรือไม่ เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีแล้วก็จะลงลายมือชื่อในใบกำกับการขนส่งน้ำมันดีเซล หลังจากนั้นเรือดังกล่าวจึงสามารถถ่ายน้ำมันที่ขนส่งได้ การตรวจสอบการขนส่งน้ำมันดีเซลในโครงการน้ำมันสีเขียวเพื่อป้องกันมิให้มีการลักลอบจำหน่ายในราชอาณาจักร หรือนำน้ำมันกลับเข้ามาจำหน่ายในราชอาณาจักร จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างหนึ่งในงานปราบปรามการกระทำความผิด ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจน้ำเดินทางไปกับเรือบรรทุกน้ำมันไปจนถึงน่านน้ำเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรเพื่อปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำเลยจึงไม่มีสิทธิรับเงินค่าใช้จ่ายใด ๆ จากผู้ประกอบการจำหน่ายน้ำมันดีเซล การที่จำเลยรับเงินแล้วสั่งการให้เจ้าพนักงานตำรวจกองตำรวจน้ำเดินทางไปกับเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อปฏิบัติหน้าที่ แม้จะนำเงินมาจ่ายเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงพิเศษให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจกองตำรวจน้ำที่เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในเรือบรรทุกน้ำมันก็ตาม จึงเป็นการรับทรัพย์สินเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 149 เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว กรณีไม่จำเป็นต้องปรับบทความผิดตามมาตรา 157 ที่เป็นบททั่วไปอีก ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้เรียกร้องเงินและได้จ่ายเงินให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจไปปฏิบัติหน้าที่นั้น ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้ เพราะข้อเท็จจริงก็ได้ความว่า หากได้รับเงินจึงจะมีเจ้าพนักงานตำรวจไปปฏิบัติหน้าที่ เช่นนี้ หากจำเลยเห็นว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอก็ควรจะดำเนินการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขต่อไป มิใช่รับเงินอันอาจทำให้ภาคเอกชนได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ดี ได้ความว่า การกระทำของจำเลยมุ่งประสงค์เพื่อกวาดล้างผู้ค้าน้ำมันเถื่อนและจำเลยมิได้เกี่ยวข้องกับการสั่งจ่ายหรือจัดสรรเงินให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจกองตำรวจน้ำ ทั้งมิได้รับเงินมาเป็นประโยชน์ส่วนตนแต่อย่างใด ประกอบกับปัจจุบันจำเลยก็เกษียณอายุและชราภาพแล้ว จึงสมควรให้รอการลงโทษไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี และปรับ 2,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท รวม 48 กระทง จำคุก 96 ปี 288 เดือน และปรับ 48,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 149 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — พลตำรวจตรีชาลี เภกะนันท์หรือเภกะนันทน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายภูวภาคย์ สิริโพธิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2486/2558
#580010
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 157 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด..." อันถือว่าเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจตำแหน่งพนักงานสอบสวน มีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กล่าวคือ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 โจทก์แจ้งความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทำร้ายร่างกายโจทก์จนได้รับอันตรายสาหัส และลักทรัพย์ 450 บาทไป จำเลยที่ 4 หารับคำร้องทุกข์ของโจทก์ไม่ เท่านั้น โจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่าจำเลยที่ 4 กระทำไปโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2009/2549 ของศาลแขวงพระนครเหนือ แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 157, 173, 174, 177, 181, 297, 309, 310

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาแจ้งความเท็จและเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ประกอบมาตรา 174 และมาตรา 177 สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 สำหรับจำเลยที่ 3 ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และสำหรับจำเลยที่ 4 ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เฉพาะส่วนการไม่รับแจ้งความร้องทุกข์ ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 309 และ 310 ไว้อีกข้อหาหนึ่ง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง และมาตรา 177 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษ จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำคุก 1 ปี และปรับ 7,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 12,000 บาท จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ตำแหน่งพนักงานสอบสวนไม่รับ คำร้องทุกข์ของโจทก์ เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงมีความผิดตามฟ้องนั้น เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด..." อันถือว่าเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจตำแหน่งพนักงานสอบสวน มีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กล่าวคือ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 โจทก์แจ้งความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทำร้ายร่างกายโจทก์จนได้รับอันตรายสาหัส และลักทรัพย์ 450 บาทไป จำเลยที่ 4 หารับคำร้องทุกข์ของโจทก์ไม่เท่านั้น แต่ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า จำเลยที่ 4 กระทำไปโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิทัศน์ แซ่จึง
จำเลย — นายราเชนทร์ พรหมบุตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวอินทิรา ฉิวรัมย์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2486/2558
#635361
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 157 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด..." อันถือว่าเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจตำแหน่งพนักงานสอบสวน มีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กล่าวคือ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 โจทก์แจ้งความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทำร้ายร่างกายโจทก์จนได้รับอันตรายสาหัส และลักทรัพย์ 450 บาทไป จำเลยที่ 4 หารับคำร้องทุกข์ของโจทก์ไม่เท่านั้น แต่ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า จำเลยที่ 4 กระทำไปโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2009/2549 ของศาลแขวงพระนครเหนือ แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 157, 173, 174, 177, 181, 297, 309, 310

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาแจ้งความเท็จและเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ประกอบมาตรา 174 และมาตรา 177 สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 สำหรับจำเลยที่ 3 ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และสำหรับจำเลยที่ 4 ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เฉพาะส่วนการไม่รับแจ้งความร้องทุกข์ ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 309 และ 310 ไว้อีกข้อหาหนึ่ง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง และมาตรา 177 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษ จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท และฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำคุก 1 ปี และปรับ 7,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 12,000 บาท จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ตำแหน่งพนักงานสอบสวน ไม่รับคำร้องทุกข์ของโจทก์ เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงมีความผิดตามฟ้องนั้น เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด..." อันถือว่าเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ตำแหน่งพนักงานสอบสวน มีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กล่าวคือ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 โจทก์แจ้งความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทำร้ายร่างกายโจทก์จนได้รับอันตรายสาหัส และลักทรัพย์ 450 บาทไป จำเลยที่ 4 หารับคำร้องทุกข์ของโจทก์ไม่เท่านั้น แต่ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า จำเลยที่ 4 กระทำไปโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิทัศน์ แซ่จึง
จำเลย — นายราเชนทร์ พรหมบุตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2472/2558
#580546
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่รับใบแต่งทนายความที่มีการปลอมลายมือชื่อของจำเลยทั้งสาม มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนจำเลยทั้งสาม จนกระทั่งมีคำพิพากษาตามยอม ย่อมเป็นการหลงผิดไป กระบวนพิจารณาและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นย่อมเป็นการไม่ชอบ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย มิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 ที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพันจำเลยทั้งสาม อันเป็นเรื่องการพิจารณาที่ผิดระเบียบ กรณีเช่นนี้ เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกา และศาลฎีกาเห็นสมควร ย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกว่า จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 วรรคสอง ของประมวลกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ เพราะไม่ทำให้อำนาจของศาลที่จะสั่งตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง เปลี่ยนแปลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาจ้างทำของ จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้รับชำระหนี้แทน จำเลยที่ 3 ถึงที่ 14 รับผิดในฐานะผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสิบสี่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยมีข้อตกลงว่า จำเลยทั้งสิบสี่ตกลงและยินยอมร่วมกันชำระหนี้จำนวน 470,000 บาท ให้แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นงวด งวดละ 30,000 บาท ทุกวันที่ 14 ของเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไป และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 14 กันยายน 2552 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมวันที่ 16 กันยายน 2551

วันที่ 13 มิถุนายน 2555 จำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเกี่ยวกับข้อผิดระเบียบ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2551 ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 จำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น อ้างว่าใบแต่งทนายความที่มีลายมือชื่อจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ในช่องผู้แต่งทนายความแต่งให้ว่าที่ร้อยตรีจักรวรรต เป็นทนายความนั้น เป็นลายมือชื่อปลอม โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมแปลงใบแต่งทนายความขึ้นทั้งฉบับ เพื่อให้หลงเชื่อว่า จำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ได้แต่งให้ว่าที่ร้อยตรีจักรวรรตนำไปยื่นต่อศาลชั้นต้น เพื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 1 ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลแขวงพระนครเหนือในความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพศาลแขวงพระนครเหนือลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง รวม 3 กระทง คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 9,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุด ส่วนจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลแขวงพระนครเหนือ สำเนาใบสำคัญเพื่อแสดงว่าคดีถึงที่สุดและสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 เป็นกรณีที่อ้างว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการผิดระเบียบ เนื่องจากจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ไม่เคยแต่งตั้งว่าที่ร้อยตรีจักรวรรต ให้เป็นทนายความดำเนินคดีนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมลายมือชื่อจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ลงในใบแต่งทนายความนำไปยื่นต่อศาลชั้นต้น เพื่ออาศัยอำนาจตามใบแต่งทนายความมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ ดังนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นดังคำร้องของจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 เท่ากับจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ไม่ทราบและไม่ได้ตกลงประนีประนอมยอมความกับโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่ว่าที่ร้อยตรีจักรวรรตลงนามในสัญญาดังกล่าวโดยไม่ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ว่าที่ร้อยตรีจักรวรรตย่อมไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ว่าที่ร้อยตรีจักรวรรต ยื่นใบแต่งทนายความที่มีการปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ต่อศาลชั้นต้น จนกระทั่งมีคำพิพากษาตามยอม และการบังคับตามคำพิพากษาตามยอมในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ย่อมเป็นการหลงผิดไป กระบวนพิจารณาและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ย่อมเห็นได้โดยชัดแจ้งว่าเป็นการไม่ชอบ หากจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ต้องผูกพันที่จะถูกบังคับตามคำพิพากษาตามยอมคดีนี้ โดยไม่อาจจะร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดหลงผิดระเบียบนั้นเสียได้ ย่อมเห็นได้ว่า จำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ได้รับความเสียหายและไม่ได้รับความยุติธรรม นอกจากนี้ ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาให้จำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 รับผิดในฐานะผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่ารมยากำจัดศัตรูพืช สินค้าอุปโภคต่าง ๆ เพื่อส่งไปจำหน่ายต่างประเทศเป็นต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 470,549.60 บาท จำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบได้ชำระค่าหุ้นเพียง 75 เปอร์เซ็นต์ โจทก์อาศัยสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ที่ยังชำระเงินค่าหุ้นไม่ครบ ซึ่งเมื่อคำนวณตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเอกสารท้ายฟ้องแล้ว จำเลยที่ 4 ค้างชำระค่าหุ้น 100,000 บาท จำเลยที่ 11 ค้างชำระค่าหุ้น 25,000 บาท และจำเลยที่ 13 ค้างชำระค่าหุ้นเพียง 12,500 บาท แต่โจทก์กลับขอให้จำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 470,549.60 บาท และสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมก็ให้จำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงินถึง 470,000 บาท สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงขัดกับคำบรรยายฟ้องที่โจทก์อาศัยสิทธิฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ให้รับผิดในฐานะผู้ถือหุ้นที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบยังขาดอีก 25 เปอร์เซ็นต์ และขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096 ที่บัญญัติว่า อันว่าบริษัทจำกัดนั้น คือ บริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน โดยมีผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ ทั้งเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลแขวงพระนครเหนือ สำเนาใบสำคัญเพื่อแสดงว่าคดีถึงที่สุดสำหรับโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ไม่อุทธรณ์ สำเนาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้รอการลงโทษจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้านคำร้อง และไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์หรือคำแก้ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงไม่เป็นไปตามเอกสารท้ายคำร้องดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริง อันนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวเสียเองโดยไม่ต้องย้อนสำนวน และเห็นว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำร้องของจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่รับใบแต่งทนายความที่มีการปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 จนกระทั่งมีคำพิพากษาตามยอม ย่อมเป็นการหลงผิดไป กระบวนพิจารณาและคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นย่อมเป็นการไม่ชอบ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย มิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 อันเป็นเรื่องการพิจารณาที่ผิดระเบียบ กรณีเช่นนี้ เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกา และศาลฎีกาเห็นสมควร ย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกว่า จำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 ยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 วรรคสอง ของประมวลกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ เพราะไม่ทำให้อำนาจของศาลที่จะสั่งตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง เปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่รับใบแต่งทนายความของจำเลยที่ 4 ที่ 11 และที่ 13 เป็นต้นไป กับให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความเฉพาะระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 14 และคำพิพากษาตามยอมในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 14 และการบังคับคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 14 ทั้งหมด ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ในส่วนที่ถูกเพิกถอน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 14 ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 วรรคหนึ่ง ม. 27 วรรคสอง ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโอ.เค.ดี เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
บริษัทสยามตรวจสอบสินค้าและรมยากำจัดศัตรูพืช
จำเลย — จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวรรณภร ลิ้มเฉลิมฉัตร
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2463/2558
#582955
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยยอมรับว่า สัญญาจำนองที่ดินพิพาทเกิดจากการนำมูลหนี้ต่าง ๆ ที่มีก่อนหน้านั้น (หนี้กู้ยืมเงิน) มารวมเป็นยอดหนี้จำนอง ต้องถือว่าหนี้ประธานคือ หนี้กู้ยืมเงินซึ่งถือเอาสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินนั้น สามารถแบ่งแยกดอกเบี้ยออกจากต้นเงินได้ ดังนั้น หนี้ในส่วนต้นเงินในเอกสารหมาย ล.7 ถึง ล.9 ซึ่งมีจำนวน 7,387,884 บาท จึงมิได้ตกเป็นโมฆะไปด้วย เมื่อรวมกับต้นเงินที่จำเลยขอกู้ยืมเงินเพิ่มอีก 610,000 บาท แล้วรวมเป็นต้นเงินจำนวน 7,997,884 บาท ที่จำเลยยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์และโจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 7,997,884 บาท นับแต่ที่ครบกำหนดไถ่ถอนจำนองเป็นต้นไปเป็นเวลา 5 ปี เป็นดอกเบี้ยจำนวน 5,998,413 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 13,996,297 บาท

เมื่อวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยในการจำนองที่ดินพิพาท ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 13,996,297 บาท แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินพิพาทมีราคาประเมินของทางราชการเป็นเงิน 19,645,000 บาท ราคาทรัพย์จำนองจึงสูงกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยค้างชำระ โจทก์จึงไม่อาจเรียกเอาทรัพย์จำนองหลุดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาบังคับเอาทรัพย์จำนองหลุดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 71848 ถึง 71852 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ ให้จำเลยไปจดทะเบียนจำนองหลุดภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่อาจบังคับเอาทรัพย์จำนองหลุดได้ ให้ยึดที่ดินทั้ง 5 แปลง ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ 24,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 14,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนยกเลิกสัญญาจำนองพร้อมส่งมอบโฉนดที่ดินทั้ง 5 แปลง คืนแก่จำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 71848 ถึง 71852 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 13,996,297 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 7,997,884 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 สิงหาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินทั้ง 5 แปลง ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท 5 แปลง เป็นประกันหนี้เงินกู้กับโจทก์ 5 จำนวน รวมเป็นเงิน 14,000,000 บาท โดยกำหนดให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงิน เมื่อครบกำหนดตามสัญญา จำเลยไม่ได้ไถ่ถอนจำนอง โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยประการแรกว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้คิดดอกเบี้ยทบต้นและมิได้คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ยอดหนี้ส่วนดอกเบี้ยตามฟ้องจึงไม่ตกเป็นโมฆะ ส่วนจำเลยฎีกาว่า เมื่อฟังได้ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นและเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้ว โจทก์นำดอกเบี้ยทบเข้ากับเงินต้นตลอดมาตั้งแต่ปี 2523 ทำให้ไม่ทราบว่ามีต้นเงินค้างชำระที่แท้จริงเท่าใด มูลหนี้จึงไม่อาจแบ่งแยกดอกเบี้ยออกจากต้นเงินได้ มูลหนี้จึงต้องตกเป็นโมฆะทั้งหมด ซึ่งจะได้วินิจฉัยรวมกันไปในคราวเดียว ในข้อนี้ โจทก์นำสืบว่า ในการให้จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ส่วนจำเลยนำสืบว่า นางระเอิบมารดาโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน และนำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงิน โดยอ้างในฎีกาด้วยว่า มีการคิดดอกเบี้ยทบต้นตลอดมาตั้งแต่ปี 2523 จึงไม่ทราบว่ามีหนี้เงินต้นค้างชำระเท่าใด เห็นว่า ไม่ปรากฏว่า โจทก์กับนางระเอิบเบิกความยอมรับตามข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวในตอนใด คงได้ความแต่เพียงว่า มีการกู้ยืมเงินกันโดยใช้ที่ดินแปลงอื่นที่มิใช่ที่ดินพิพาทเป็นประกัน ซึ่งไม่พอรับฟังได้ว่าเป็นที่มาของมูลหนี้จำนองที่ดินพิพาท ส่วนเอกสารการคำนวณยอดเงิน ตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.10 และ ล.14 ถึง ล.16 นั้น ส่วนใหญ่โจทก์และนางระเอิบมิได้ยอมรับความถูกต้อง จึงไม่อาจรับฟังดังที่จำเลยอ้างได้ เว้นแต่เอกสารหมาย ล.7 ถึง ล.9 เท่านั้นที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำนวนหนี้ที่คำนวณใหม่ มีดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมอยู่ด้วย เอกสารหมาย ล.7 มีลายมือเหมือนกับในเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 ซึ่งมีลายมือชื่อของโจทก์กำกับไว้ในเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 ส่วนในเอกสารหมาย ล.10 ไม่ใช่ลายมือชื่อโจทก์ ยอดหนี้ 3,782,490 บาท ในเอกสารหมาย ล.10 เป็นจำนวนที่คิดต้นเงินบวกดอกเบี้ย ซึ่งยอดหนี้ดังกล่าวตรงกับยอดหนี้ในเอกสารหมาย ล.7 ดังนี้ เมื่อโจทก์ยอมรับว่าลายมือในเอกสารหมาย ล.7 นั้นเหมือนกับลายมือในเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 และโจทก์ยังยอมรับว่า เอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 มีลายมือชื่อโจทก์กำกับไว้ ซึ่งแสดงว่าโจทก์ยอมรับด้วยว่า โจทก์เป็นผู้ทำเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่ายอดหนี้ในเอกสารหมาย ล.7 เป็นยอดหนี้ที่มีการคำนวณเพื่อเป็นยอดหนี้ที่จะจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นยอดหนี้ที่รวมดอกเบี้ยที่ค้างชำระอยู่ด้วย และในเอกสารหมาย ล.7 ถึง ล.9 มีการคำนวณดอกเบี้ยแต่ละยอดซึ่งเป็นอัตราที่เกินร้อยละ 15 ต่อปี และเป็นการคิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระโดยมิได้มีการตกลงเป็นหนังสือ ซึ่งเป็นการแตกต่างจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และมาตรา 655 ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ยอดหนี้ในส่วนดอกเบี้ยของยอดหนี้ในสัญญาจำนอง จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า มูลหนี้ที่จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท สามารถแบ่งแยกดอกเบี้ยออกจากเงินต้นได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยยอมรับว่า สัญญาจำนองที่ดินพิพาทเกิดจากการนำมูลหนี้ต่างๆ ที่มีก่อนหน้านั้นมารวมเป็นยอดหนี้จำนอง จึงต้องถือว่าหนี้ประธานคือ หนี้กู้ยืมเงินซึ่งถือเอาสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินนั้น สามารถแบ่งแยกดอกเบี้ยออกจากต้นเงินได้ ดังนั้น หนี้ในส่วนต้นเงินในเอกสารหมาย ล.7 ถึง ล.9 ซึ่งมีจำนวน 7,387,884 บาท จึงมิได้ตกเป็นโมฆะไปด้วย เมื่อรวมกับต้นเงินที่จำเลยขอกู้ยืมเงินเพิ่มอีก 610,000 บาท แล้วรวมเป็นต้นเงินจำนวน 7,997,884 บาท ที่จำเลยยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์และโจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 7,997,884 บาท นับแต่ที่ครบกำหนดไถ่ถอนจำนองเป็นต้นไปเป็นเวลา 5 ปี เป็นดอกเบี้ยจำนวน 5,998,413 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 13,996,297 บาท

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเอาทรัพย์จำนองหลุดหรือไม่ เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยในการจำนองที่ดินพิพาท ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 13,996,297 บาท แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินพิพาทมีราคาประเมินของทางราชการเป็นเงิน 19,645,000 บาท ราคาทรัพย์จำนองจึงสูงกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยค้างชำระ โจทก์จึงไม่อาจเรียกเอาทรัพย์จำนองหลุดได้ ฎีกาอื่นของทั้งโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ แม้จะวินิจฉัยต่อไปก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 654 ม. 655
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนภวรรณ แย้มชุติ
จำเลย — นางชออ แม้นเลขา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายทวี ศรุตานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุรุท บุญประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
รัถยา สัตยาบัน
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2462/2558
#635924
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่จำเลย บริษัท พ. ผู้รับประกันภัยรถของจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่จำเลยเมื่อได้รับคำร้องขอจากจำเลยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 20 โดยโจทก์หามีนิติสัมพันธ์ใดต่อบริษัท พ. ไม่ เว้นแต่โจทก์จะได้รับสิทธิดังกล่าวจากจำเลย เช่น จำเลยตั้งแต่งโจทก์ให้เป็นตัวแทนไปเรียกร้องค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัท พ. ให้แก่จำเลย หรือจำเลยแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้โดยโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่โจทก์

จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์เป็นตัวแทนดำเนินการเบิกและรับค่ารักษาพยาบาลจากบริษัท พ. กับมีเอกสารคำร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น บต.4 โดยโจทก์เป็นผู้ขอรับจากบริษัท พ. ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ที่ทางราชการจัดทำขึ้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เพื่อใช้ประกอบการใช้สิทธิของจำเลยโดยการตั้งแต่งโจทก์ให้เป็นตัวแทนแนบด้วย นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ในการขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัท พ. เป็นการใช้สิทธิในฐานะตัวแทนของจำเลย ตามข้อความที่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจ มิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้อันจะพึงต้องใช้บังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 303, 306 และมาตรา 349 วรรคสาม ซึ่งจะเป็นเหตุให้สิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยระงับสิ้นไป ส่วนข้อความที่ปรากฏในเอกสาร บต.4 ว่า "เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นหนี้ค้างชำระค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้รับมอบอำนาจ..." ก็เป็นเพียงการให้ข้อเท็จจริงเพื่อให้บริษัท พ. รับทราบประกอบการพิจารณาจะจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือไม่ ดังนี้ เมื่อโจทก์มิได้รับเงินจากบริษัท พ. โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยจึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 16,571.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 14,413 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2548 จำเลยได้รับอุบัติเหตุจราจรและเข้ารับการรักษากับสถานพยาบาลของโจทก์ ตั้งแต่วันที่ 13 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2548 คิดเป็นค่ารักษาพยาบาล 14,413 บาท จำเลยเป็นผู้ประสบภัยจากรถมีสิทธิขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจึงได้มอบอำนาจให้โจทก์ไปรับเงินค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยรถคันที่จำเลยขับได้เอาประกันภัยไว้มาชำระให้แก่โจทก์แทนจำเลย แต่บริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวแก่โจทก์เนื่องจากต้องคำสั่งของศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2548 ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์เป็นตัวแทนไปรับเงินค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นซึ่งจำเลยค้างชำระค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์จากบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้แต่เป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างตัวการกับตัวแทนนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่จำเลย บริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยรถของจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่จำเลยเมื่อได้รับคำร้องขอจากจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 20 โดยโจทก์หามีนิติสัมพันธ์ใดต่อบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด ไม่ เว้นแต่โจทก์จะได้รับสิทธิดังกล่าวจากจำเลย เช่น จำเลยตั้งแต่งโจทก์ให้เป็นตัวแทนไปเรียกร้องค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด ให้แก่จำเลย หรือจำเลยแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้โดยโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่โจทก์ เป็นต้น สำหรับข้อเท็จจริงคดีนี้ จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 17 มีนาคม 2548 ให้โจทก์เป็นตัวแทนดำเนินการเบิกและรับค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด กับมีเอกสารคำร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น บต.4 โดยโจทก์เป็นผู้ขอรับจากบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ที่ทางราชการจัดทำขึ้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เพื่อใช้ประกอบการใช้สิทธิของจำเลยโดยการตั้งแต่งโจทก์ให้เป็นตัวแทนแนบด้วย ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ชี้ชัดว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ในการขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด เป็นการใช้สิทธิในฐานะตัวแทนของจำเลย มิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้อันจะพึงต้องใช้บังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303, 306 และมาตรา 349 วรรคสาม ซึ่งจะเป็นเหตุให้สิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยระงับสิ้นไป ส่วนข้อความที่ปรากฏในเอกสาร บต.4 ว่า "เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นหนี้ค้างชำระค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้รับมอบอำนาจ..." ก็เป็นเพียงการให้ข้อเท็จจริงเพื่อให้บริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด รับทราบประกอบการพิจารณาจะจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือไม่ ดังนี้ เมื่อโจทก์มิได้รับเงินจากบริษัทพาณิชย์การประกันภัย จำกัด โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยจึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 14,413 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มีนาคม 2550) ต้องไม่เกิน 2,158.98 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 ม. 306 ม. 349
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางขุนเทียน การแพทย์ จำกัด
จำเลย — นายสุรัช แซ่แต้
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2461/2558
#585461
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้า ขายปลีกสินค้าอุปโภคและบริโภคต่าง ๆ มีประชาชนเข้าไปซื้อสินค้าและใช้บริการเป็นจำนวนมาก แม้จำเลยที่ 1 จะต้องจัดให้มีสถานที่จอดรถตาม พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 มีประชาชนเข้าไปซื้อสินค้าและใช้บริการโดยนำรถยนต์เข้าไปในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นปกติ การจัดสถานที่จอดรถที่สะดวกและปลอดภัยนอกจากทำเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าแล้ว ยังเป็นการดึงดูดให้ลูกค้าเข้าไปซื้อสินค้าและใช้บริการอันส่งผลต่อรายได้ของจำเลยที่ 1 อีกด้วย ลักษณะการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยของรถยนต์ของลูกค้าที่นำเข้าไปจอดในลานจอดรถที่จำเลยที่ 1 จัดไว้เพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ดังกล่าวถูกโจรกรรมได้โดยง่าย

จำเลยที่ 1 ยกเลิกการแจกบัตรจอดรถและไม่จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลบริเวณทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าและเครื่องกั้นจราจรสกัดกั้นมิให้ขับรถยนต์ออกไปจากลานจอดรถได้โดยสะดวก ทำให้คนร้ายฉวยโอกาสนำรถยนต์ออกจากห้างสรรพสินค้าโดยแล่นย้อนศรสวนทางออกไปในช่องทางเข้าผ่านด้านหลังของกล้องวงจรปิดทำให้กล้องวงจรปิดไม่สามารถส่องเห็นใบหน้าคนขับ หากจำเลยที่ 1 จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่ในบริเวณทางเข้าและทางออก จำเลยที่ 1 ก็จะตรวจพบความผิดปกติของคนร้ายที่ขับรถย้อนศรออกไปทางช่องทางเข้าได้ในทันที เหตุรถยนต์สูญหายก็จะไม่เกิดขึ้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 งดเว้นการที่จักต้องดูแลรถยนต์ของลูกค้าเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ของลูกค้าถูกโจรกรรมเป็นการกระทำด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เมื่อเป็นผลโดยตรงทำให้คนร้ายฉวยโอกาสโจรกรรมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไป จึงเป็นการทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ยกเลิกการแจกบัตรจอดรถยนต์ และยกเลิกการจัดพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ดูแลทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าและตามลานจอดรถตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว โดยจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ไปดูแลพื้นที่อื่น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนจึงจัดให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ไปดูแลบริเวณอื่นอันเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนจึงไม่มีหน้าที่ดูแลรถยนต์ของลูกค้าเพื่อป้องกันการถูกโจรกรรมอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ปล 4127 กรุงเทพมหานคร ไว้จากบริษัทซินเหม่ยกวง (กรุงเทพ) จำกัด จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้า ค้าปลีกสินค้าอุปโภคและบริโภคแก่ประชาชน ได้จัดให้มีลานจอดรถเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในห้างตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ยืนประจำทางเข้าของห้างสรรพสินค้าและแจกบัตรจอดรถแก่ลูกค้าผู้นำรถยนต์เข้ามาใช้บริการ เมื่อลูกค้าจะออกจากห้างสรรพสินค้าต้องคืนบัตรแก่พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2552 เป็นต้นมา จำเลยที่ 1 ยกเลิกการจัดให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ยืนประจำทางเข้าออก และงดการแจกบัตรจอดรถ โดยติดตั้งกล้องวงจรปิดและปิดป้ายประกาศเตือนให้ลูกค้าระมัดระวังดูแลทรัพย์สินของตนเอง กับมีคำสั่งให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ไปดูแลพื้นที่อื่น เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 เวลา 15.30 นางอิสรีย์ ลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเข้าไปจอดที่ลานจอดรถในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 แล้วรถยนต์คันดังกล่าวสูญหายไป โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นเงิน 230,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ดูแลรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ถูกโจรกรรมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้า ขายปลีกสินค้าอุปโภคและบริโภคต่าง ๆ มีประชาชนเข้าไปซื้อสินค้าและใช้บริการเป็นจำนวนมาก แม้จำเลยที่ 1 จะต้องจัดให้มีสถานที่จอดรถตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกฎ แต่ในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 มีประชาชนเข้าไปซื้อสินค้าและใช้บริการโดยนำรถยนต์เข้าไปในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นปกติ การจัดสถานที่จอดรถที่สะดวกและปลอดภัยนอกจากทำเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าแล้ว ยังเป็นการดึงดูดให้ลูกค้าเข้าไปซื้อสินค้าและใช้บริการอันส่งผลต่อรายได้ของจำเลยที่ 1 อีกด้วย ลักษณะการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยของรถยนต์ของลูกค้าที่นำเข้าไปจอดในลานจอดรถที่จำเลยที่ 1 จัดไว้เพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ดังกล่าวถูกโจรกรรมได้โดยง่าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยถูกโจรกรรมหรือไม่ ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ แต่เมื่อคู่ความได้สืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยเสียก่อน เห็นว่า โจทก์มีนางอิสรีย์เป็นพยานเบิกความประกอบภาพถ่ายว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดให้พนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่ที่บริเวณทางเข้าออกของห้างสรรพสินค้า พยานขับรถยนต์เข้าไปในห้างสรรพสินค้าโดยผ่านกล้องวงจรปิด จอดรถไว้ที่ลานจอดรถ ล็อกเกียร์ ล็อกประตูรถ แล้วเข้าไปซื้อสินค้าภายในห้างสรรพสินค้า เมื่อกลับมายังจุดที่จอดรถปรากฏว่ารถยนต์สูญหายไป จึงแจ้งเหตุต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 ตรวจไม่พบรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัย จึงดูภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่ามีผู้ขับรถยนต์ออกไปในเวลาประมาณ 16 นาฬิกา โดยขับย้อนศรสวนออกไปในช่องทางรถเข้าเพื่อหลบกล้องวงจรปิด พยานไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรโพธิ์แก้วและแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์มอบหมายให้นายพินิจ ลูกจ้างของโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ติดตามรถหายมาตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดและถ่ายรูปรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ตามภาพถ่าย และสอบปากคำพยานไว้ตามเอกสาร โจทก์มีนายพินิจเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้รับมอบหมายให้ติดตามรถหาย จึงออกไปตรวจที่เกิดเหตุถ่ายรูปทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าไว้ตามภาพถ่าย ตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดกับพนักงานของจำเลยที่ 1 พบว่านางอิสรีย์ขับรถเข้าไปในห้างสรรพสินค้าในเวลา 15.54 นาฬิกา และมีผู้ขับรถยนต์ดังกล่าวออกจากห้างสรรพสินค้าในเวลา 16.25 นาฬิกา โดยขับย้อนศรสวนทางออกไปในช่องทางเข้า ทำให้กล้องวงจรปิดส่องไม่เห็นหน้าคนขับ พยานถ่ายรูปรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจากกล้องวงจรปิดไว้ตามภาพถ่าย จำเลยที่ 1 มีนายชาญชัย ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายป้องกันการสูญหายเป็นพยานเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ก่อนวันที่ 23 มีนาคม 2552 จะมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ยืนคอยแจกบัตรจอดรถและรับบัตรคืน และมีกล้องวงจรปิดตั้งบริเวณทางเข้าออกของห้างสรรพสินค้า การคืนบัตรและรับบัตรคนขับรถจะต้องลดกระจกและรับบัตรจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้จะสามารถมองเห็นใบหน้าของคนขับ หากคนขับทำบัตรจอดรถหายจะต้องมีหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยด้วย เหตุที่จำเลยที่ 1 ยกเลิกการแจกบัตรจอดรถเพราะทำให้มีรถติดหน้าห้างสรรพสินค้า จำเลยที่ 1 ติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ที่บริเวณทางเข้าออกและตามจุดต่าง ๆ ภายในห้างสรรพสินค้า เพื่อตรวจสอบและระวังเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งได้ติดประกาศเตือนให้ลูกค้าระมัดระวังดูแลทรัพย์สินของตนเอง จำเลยที่ 1 จะไม่รับผิดชอบในความเสียหายหรือสูญหายของทรัพย์สินของลูกค้าตามเอกสาร เป็นการใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างดีแล้ว วันเกิดเหตุพยานรับแจ้งเหตุจากนางอิสรีย์ว่ารถยนต์สูญหาย พยานตรวจสอบบริเวณที่นางอิสรีย์จอดรถไม่พบเศษกระจกหรือร่องรอยของการโจรกรรม เห็นว่า ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยถูกโจรกรรมนั้น โจทก์มีภาพถ่าย เป็นพยานหลักฐานสนับสนุน นายพินิจเป็นผู้ถ่ายภาพทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 นางอิสรีย์และนายพินิจทราบเหตุการณ์ที่รถยนต์ถูกโจรกรรมโดยดูภาพจากกล้องวงจรปิด ปรากฏว่ามีคนร้ายขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยออกจากห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 ย้อนศรสวนไปในช่องทางเข้าสมดังที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายพินิจเป็นผู้ถ่ายรูปรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยขณะถูกคนร้ายขับออกจากห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 ไว้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งนายชาญชัยพยานจำเลยที่ 1 เบิกความรับว่า รถยนต์ที่สูญหายขับออกไปทางเข้าของห้างสรรพสินค้า มิใช่เป็นทางออกของห้างสรรพสินค้า เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ติดตั้งกล้องวงจรปิดแทนการแจกบัตรจอดรถและปิดป้ายประกาศเตือนให้ลูกค้าใช้ความระมัดระวังดูแลทรัพย์สินของตนเอง เป็นการใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างดีแล้ว คงมีแต่คำเบิกความลอย ๆ ของนายชาญชัยว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 ยกเลิกการแจกบัตรจอดรถเพราะทำให้มีรถติดหน้าห้างสรรพสินค้าซึ่งเป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผล เพราะวิธีการรักษาความปลอดภัยที่จำเลยที่ 1 เคยให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ยืนคอยแจกบัตรจอดรถและรับบัตรคืน และมีกล้องวงจรปิดตั้งบริเวณทางเข้าออกของห้างสรรพสินค้า การคืนบัตรและรับบัตรคนขับรถจะต้องลดกระจกและรับบัตรจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้จะสามารถมองเห็นใบหน้าของคนขับ เป็นวิธีการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม เพราะหากคนขับรถไม่มีบัตรจอดรถ จะต้องมีหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยก่อนที่จะนำรถยนต์ออกไป แต่จำเลยที่ 1 กลับยกเลิกวิธีการดังกล่าวเสีย และไม่จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลบริการทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าและซึ่งมีเครื่องกั้นจราจรสกัดกั้นมิให้ขับรถยนต์ออกไปจากลานจอดรถได้โดยสะดวก ทำให้คนร้ายฉวยโอกาสนำรถยนต์ออกจากห้างสรรพสินค้าโดยแล่นย้อยศรสวนทางออกไปในช่องทางเข้า ผ่านด้านหลังของกล้องวงจรปิด ทำให้กล้องวงจรปิดไม่สามารถส่องเห็นใบหน้าคนขับ หากจำเลยที่ 1 จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่ในบริเวณทางเข้าและทางออก จำเลยที่ 1 ก็จะตรวจพบความผิดปกติของคนร้ายที่ขับรถย้อนศรออกไปทางช่องทางเข้าได้ในทันที เหตุรถยนต์สูญหายก็จะไม่เกิดขึ้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 งดเว้นการที่จะต้องดูแลรถยนต์ของลูกค้าเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ของลูกค้าถูกโจรกรรมเป็นการกระทำด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่เมื่อเป็นผลโดยตรงทำให้คนร้ายฉวยโอกาสโจรกรรมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไป จึงเป็นการทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 230,000 บาท แก่ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว จึงรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ยกเลิกการแจกบัตรจอดรถยนต์ และยกเลิกการจัดพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ดูแลทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าและตามลานจอดรถตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว โดยจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ไปดูแลพื้นที่อื่น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนจึงจัดให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ไปดูแลบริเวณอื่นอันเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว ซึ่งเป็นตัวแทนจึงไม่มีหน้าที่ดูแลรถยนต์ของลูกค้าเพื่อป้องกันการถูกโจรกรรมอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นายสมพล อรุณรัตนมุขย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปณัฏฐ์สรณ์ จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2460/2558
#583701
เปิดฉบับเต็ม

ค่าประเมินความเสียหายของรถเป็นค่าใช้จ่ายในการตีราคาวินาศภัยซึ่งโจทก์ผู้รับประกันภัยต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยจึงไม่อาจเรียกร้องเงินดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 878

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 263,622 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 255,126 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 194,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 250,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ภศ 9770 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนางชลิศา มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2545 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุ นายสุนทรขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปตามถนนสุขุมวิท จากทางด้านเขาไม้แก้วมุ่งหน้าไปทางแยกกระทิงลายในช่องเดินรถที่ 2 นับจากซ้ายมือ เมื่อมาถึงบริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ท - 3858 ชลบุรี ของจำเลยที่ 2 ตามมาในทิศทางและช่องเดินรถเดียวกันด้วยความประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูง จนไม่สามารถชะลอความเร็วของรถและหยุดรถได้ทัน ทำให้จำเลยที่ 1 ขับรถพุ่งชนท้ายรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย ผู้เอาประกันภัยเห็นว่ารถยนต์ได้รับความเสียหายมากและขอคืนทุนประกัน โจทก์จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยคืนทุนประกันให้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 370,500 บาท โจทก์ซื้อซากรถยนต์จากผู้เอาประกันภัย 19,500 บาท และขายซากรถยนต์ไปเป็นเงิน 144,300 บาท สำหรับค่าซื้อซากรถยนต์คืนจากผู้เอาประกันภัย 19,500 บาท ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดให้และสำหรับค่าเสียหายซึ่งเป็นค่ารถยก ค่าจอดและดูแลรถของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 3,800 บาท จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา ข้อเท็จจริงในส่วนค่าเสียหายดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงประการเดียวว่า ค่าเสียหายในส่วนของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้มีเพียงใด โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า รถยนต์ได้รับความเสียหายไม่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิง แม้โจทก์จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยคืนทุนประกันให้ผู้เอาประกันภัยไปเป็นเงิน 370,500 บาท และหักค่าขายซากรถยนต์ 144,300 บาท ออกแล้ว โจทก์ก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในจำนวนเงินดังกล่าวได้ จำเลยที่ 2 คงต้องรับผิดในส่วนค่ารถยนต์เพียง 190,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดเท่านั้น เห็นว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายอย่างมากทางด้านท้าย ซึ่งจากภาพถ่ายจะเห็นว่ากระโปรงด้านท้ายรถยุบงอไปจนถึงที่นั่งผู้โดยสารด้านหลัง หลังเกิดเหตุ โจทก์ให้ศูนย์ฮอนด้าศรีนครินทร์ประเมินรายการเสียหายและราคาค่าซ่อมรถ ปรากฏว่ามีรายการเปลี่ยนอะไหล่ถึง 156 รายการ และค่าแรงซ่อม 30 รายการ รวมเป็นเงิน 324,880.89 บาท ซึ่งราคาค่าซ่อมเกือบจะเท่าจำนวนทุนประกันและแม้ว่าศูนย์ฮอนด้าชลบุรีจะเคยเสนอราคาค่าซ่อมไว้โดยเสนอรายการเปลี่ยนอะไหล่ 93 รายการ และค่าแรงซ่อม 35 รายการ คิดเป็นเงิน 198,082.69 บาท แต่นายธรรมรัตน์พนักงานผู้ประเมินราคาของศูนย์ฮอนด้าชลบุรี ก็เบิกความยืนยันว่า แม้ว่าจะมีการประเมินราคาดังกล่าวไว้แต่ความเสียหายของรถยนต์ไม่สามารถซ่อมแซมได้เนื่องจากศูนย์ของรถยนต์ผิดรูป หากซ่อมเสร็จแล้วนำไปใช้งานเวลาขับเข้าโค้งรถยนต์อาจจะพลิกควํ่าได้ โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนี้ แสดงว่าการใช้วิธีการซ่อมย่อมไม่คุ้มกับความเสียหายของรถยนต์และแม้จะทำการซ่อมไปรถยนต์ก็ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติโดยปลอดภัย เช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิงและกำหนดค่าเสียหายในส่วนของรถยนต์ให้ 245,700 บาท เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อรวมกับค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าที่จอดและดูแลรถที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้ 3,800 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ 249,500 บาท สำหรับค่าประเมินความเสียหายของรถยนต์เป็นเงิน 1,000 บาท นั้น เป็นค่าใช้จ่ายในการตีราคาวินาศภัย ซึ่งโจทก์ผู้รับประกันภัยต้องเป็นผู้ออก โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยจึงไม่อาจเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 878 และกรณีเป็นเรื่องการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้แม้จำเลยที่ 2 ฎีกาฝ่ายเดียว ศาลฎีกาก็ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 249,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 878
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนชาติประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสุธี ธรรมชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายพูนศักดิ์ เข็มแซมเกษม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิเชียร โบราณวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2459/2558
#579668
เปิดฉบับเต็ม

การที่กฎหมายล้มละลายในส่วนที่ว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กำหนดให้แผนฟื้นฟูกิจการซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแล้วต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกชั้นหนึ่งตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ส่วนที่ 8 ว่าด้วยการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งมาตรา 90/58 บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าแผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42 ข้อเสนอในการชำระหนี้ไม่ขัดต่อมาตรา 90/42 ตรี และในกรณีที่มติยอมรับแผนเป็นมติตามมาตรา 90/46 (2) ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนนั้นจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เว้นแต่เจ้าหนี้นั้นจะให้ความยินยอม และเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย อันเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาใช้ดุลพินิจให้ความเห็นชอบด้วยแผน ทั้งนี้ เพื่อให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจโดยใช้อำนาจตุลาการเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมถึงการให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหนี้เสียงข้างน้อยด้วย และเพื่อให้แผนฟื้นฟูกิจการเกิดประโยชน์สูงสุดแก่บรรดาเจ้าหนี้ทุกรายอย่างเป็นธรรม ศาลจึงมีอำนาจในการตรวจสอบถึงเนื้อหาของแผน ตลอดจนความสุจริตในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการด้วย

เมื่อลูกหนี้ผู้ทำแผนทราบอยู่ก่อนจัดทำแผนแล้วว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งถึงที่สุดให้ยกคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายที่ 6 ถึงที่ 12 ลูกหนี้จึงไม่มีภาระผูกพันใดๆ ในอันที่จะต้องรับผิดชำระหนี้ให้เจ้าหนี้รายที่ 6 ถึงที่ 12 แต่ลูกหนี้กลับจัดทำแผนโดยกำหนดให้เจ้าหนี้ทั้งเจ็ดรายดังกล่าวเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 มีสิทธิได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนในอัตราร้อยละ 100 อันเป็นการขัดแย้งกับคำสั่งซึ่งถึงที่สุดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ส่งผลให้ลูกหนี้มีภาระผูกพันตามแผนที่จะต้องชำระหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเงิน เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 6 ถึงรายที่ 12 ซึ่งเป็นกรรมการของลูกหนี้และบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมการของลูกหนี้ที่มีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับลูกหนี้อย่างใกล้ชิด เป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/32 โดยชัดแจ้ง ทั้งมิใช่การจัดทำแผนที่รับรองสิทธิของเจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง และมาตรา 90/61 (1) พฤติการณ์ในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ส่อไปในทางไม่สุจริต เมื่อลูกหนี้จัดทำและเสนอแผนโดยไม่สุจริต แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2551 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนและแผนที่มีการแก้ไข ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 (2) และมาตรา 90/48 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผนซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ส่งแจ้งความเรื่องวันนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวันตามมาตรา 90/56 แล้ว

เจ้าหนี้รายที่ 1 และที่ 5 ยื่นข้อคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการ ขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ (ที่ถูก ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการแบ่งเจ้าหนี้ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ เจ้าหนี้มีประกันที่มีจำนวนหนี้ที่มีประกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ แผนกำหนดให้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่มนี้ในอัตราร้อยละ 88.96 ชำระโดยวิธีการโอนทรัพย์และชำระด้วยเงินสด กลุ่มที่ 2 คือ เจ้าหนี้ไม่มีประกัน แผนกำหนดให้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่มนี้ด้วยเงินสดในอัตราร้อยละ 13 และกลุ่มที่ 3 คือ เจ้าหนี้เงินกู้กรรมการบริษัทลูกหนี้ ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ทุกรายแล้ว ลูกหนี้จึงไม่จำต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 อีก แผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดอัตรา วิธีการ และระยะเวลาในการชำระหนี้แตกต่างกันตามกลุ่มของเจ้าหนี้ ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 ตรี และมาตรา 90/42 ทวิ (3) แล้ว แต่แผนฟื้นฟูกิจการไม่มีรายละเอียด วิธีการ ชื่อผู้ประเมินราคา และเวลาเกี่ยวกับการประเมินราคาทรัพย์สินของลูกหนี้ และเมื่อเปรียบเทียบอัตราการได้รับชำระหนี้ในกรณีที่มีการฟื้นฟูกิจการกับกรณีลูกหนี้ล้มละลาย ผู้ทำแผนได้นำสินทรัพย์ คือ ที่ดินซึ่งมีมูลค่าตามราคาที่ตีโอนชำระหนี้ตามแผนรวมเป็นเงิน 197,701,270.13 บาท ซึ่งเมื่อนำมาแบ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในกรณีล้มละลาย จะทำให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ได้รับชำระหนี้

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า ขอให้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

ศาลล้มละลายกลางพิพากษาว่า แผนมีรายการครบถ้วนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนไม่ขัดต่อมาตรา 90/42 ตรี และเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนได้ตาม มาตรา 90/58 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (3) จึงมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

เจ้าหนี้รายที่ 1 และที่ 5 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า ลูกหนี้มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับสร้างบ้านจัดสรรและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเริ่มดำเนินกิจการมาตั้งแต่เมื่อปี 2535 ลูกหนี้มีนายชัยยุทธ นายจีรเกียรติ และนายไพบูลย์ เป็นกรรมการ โดยกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของลูกหนี้แล้วมีผลผูกพันลูกหนี้ได้ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2551 ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2551 ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน แผนฟื้นฟูกิจการได้จัดเจ้าหนี้ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ เจ้าหนี้มีประกันที่มีจำนวนหนี้มีประกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ซึ่งได้แก่ ธนาคารสินเอเชีย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 2 มีจำนวนหนี้ต้นเงิน 223,609,291.61 บาท ดอกเบี้ย 498,941,940.38 บาท รวม 722,551,231.99 บาท แผนกำหนดให้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 เป็นเงิน 197,701,270.23 บาท ชำระโดยการโอนทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 90 แปลง ในโครงการบ้านศริญญา ปิ่นเกล้า ตั้งอยู่ที่ถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี ตำบลบางแม่นาง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 28674 ตำบลเสาธงหิน (บางกระบือ) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ในราคา 197,361,270.23 บาท และ 340,000 บาท ตามลำดับ และทรัพย์ที่ปลอดภาระจำนองอีก 3 แปลง รวมทั้งสิ้น 94 แปลง ตีใช้หนี้ตามราคาทรัพย์ที่ระบุในแผน กลุ่มที่ 2 คือ เจ้าหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์และสัญญารับจ้างก่อสร้างบ้าน ซึ่งได้แก่ เจ้าหนี้รายที่ 1 นายนิพนธ์ เจ้าหนี้รายที่ 3 นายจักรรินทร์ เจ้าหนี้รายที่ 4 และนางวรรณดี เจ้าหนี้รายที่ 5 มีจำนวนหนี้ต้นเงิน 8,021,363 บาท ดอกเบี้ย 3,703,022.48 บาท รวม 11,724,385,48 บาท แผนกำหนดให้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่มนี้ด้วยเงินสดรวม 802,136.30 บาท คิดเป็นอัตราร้อยละ 13 ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และกลุ่มที่ 3 คือ เจ้าหนี้เงินกู้กรรมการบริษัทลูกหนี้ ซึ่งได้แก่ กรรมการลูกหนี้ (นายชัยยุทธ นายจีรเกียรติ และนายไพบูลย์) นายวิเชียร ร้อยตำรวจตรีเกรียงชัย นายสมศักดิ์ และนายปรีดา เจ้าหนี้รายที่ 6 ถึงรายที่ 12 มีจำนวนหนี้รวม 197,360,000 บาท แผนกำหนดให้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่มนี้เต็มจำนวนรวม 197,360,000 บาท คิดเป็นอัตราร้อยละ 100 ชำระโดยวิธีการแปลงหนี้เป็นทุนตามวิธีการและขั้นตอนในการปรับโครงสร้างทุนที่ระบุไว้ในแผน เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/44 คงมีเฉพาะเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 จำนวน 1 ราย และเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 รวม 4 ราย มาประชุม รวมทั้งสิ้น 5 ราย เจ้าหนี้รายที่ 1 และที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ลงมติไม่ยอมรับแผน ส่วนเจ้าหนี้อื่นนอกจากนี้อีก 3 รายลงมติยอมรับแผน จึงเป็นกรณีที่ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนและแผนที่มีการแก้ไข ตามมาตรา 90/46 (2) และมาตรา 90/48 ส่วนเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 ไม่มาร่วมประชุม ตามสำเนารายงานการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2552 สารบาญอันดับ 35/5 ในสำนวน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 1 และที่ 5 มีว่าแผนฟื้นฟูกิจการได้จัดทำและเสนอโดยสุจริตหรือไม่ เจ้าหนี้รายที่ 1 และที่ 5 อุทธรณ์ในทำนองเดียวกันว่า ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ทำแผนเองจัดทำแผนโดยไม่สุจริต เนื่องจากลูกหนี้ทราบอยู่ก่อนจัดทำแผนแล้วว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งอันถึงที่สุดให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 6 ถึงที่ 12 แต่ลูกหนี้ยังจัดทำแผนโดยให้เจ้าหนี้ทั้งเจ็ดรายเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 มีสิทธิได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนในอัตราร้อยละ 100 แผนฟื้นฟูกิจการจึงมิชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 1 และที่ 5 ในข้อนี้ เป็นเรื่องเดียวกับที่เจ้าหนี้รายที่ 1 และที่ 5 เคยยื่นข้อคัดค้านไว้ตั้งแต่ในชั้นพิจารณาเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ แต่ศาลล้มละลายกลางมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไว้ ทั้งที่เป็นประเด็นสำคัญแห่งคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยอีก เห็นว่า การที่กฎหมายล้มละลายในส่วนที่ว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้กำหนดให้แผนฟื้นฟูกิจการซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ได้มีมติพิเศษยอมรับแล้ว ต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลอีกชั้นหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ส่วนที่ 8 ว่าด้วยการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งมาตรา 90/58 บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42 ข้อเสนอในการชำระหนี้ไม่ขัดต่อมาตรา 90/42 ตรี และในกรณีที่มติยอมรับแผนเป็นมติตามมาตรา 90/46 (2) ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนนั้นจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เว้นแต่เจ้าหนี้นั้นจะให้ความยินยอม และเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย อันเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาใช้ดุลพินิจให้ความเห็นชอบด้วยแผน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจโดยใช้อำนาจตุลาการเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย นอกจากนี้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ เพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจในการให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหนี้เสียงข้างน้อย และเพื่อให้แผนฟื้นฟูกิจการก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่บรรดาเจ้าหนี้ของลูกหนี้ทุกรายอย่างเป็นธรรม ศาลจึงมีอำนาจในการตรวจสอบถึงเนื้อหาของแผน ตลอดจนความสุจริตในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการด้วย ดังนั้น การที่กฎหมายบัญญัติให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนก็ต่อเมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าแผนมีลักษณะครบถ้วนตามมาตรา 90/58 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (3) จึงเป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจที่จะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเท่านั้น คดีนี้เมื่อลูกหนี้ผู้ทำแผนทราบอยู่ก่อนจัดทำแผนแล้วว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งถึงที่สุดให้ยกคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายที่ 6 ถึงที่ 12 ดังนั้น ลูกหนี้จึงไม่จำต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 6 ถึงที่ 12 อีก และไม่มีภาระผูกพันใดๆ ในอันที่จะต้องรับผิดชำระหนี้ให้เจ้าหนี้รายที่ 6 ถึงที่ 12 แต่ลูกหนี้กลับจัดทำแผนโดยกำหนดให้เจ้าหนี้ทั้งเจ็ดรายดังกล่าวเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 มีสิทธิได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนในอัตราร้อยละ 100 เป็นเงินจำนวนมากถึง 197,360,000 บาท ทั้งๆ ที่เจ้าหนี้รายที่ 6 ถึงที่ 12 ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ 3 นี้ เป็นกรรมการของลูกหนี้ และเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับกรรมการของลูกหนี้ จากพฤติการณ์ของลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ทำแผนเอง แต่จัดทำแผนขัดแย้งกับคำสั่งอันถึงที่สุดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งส่งผลทำให้ลูกหนี้มีภาระผูกพันตามแผนที่จะต้องชำระหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเงิน 197,360,000 บาท ทั้งที่ลูกหนี้ไม่มีความรับผิดที่จะชำระเงินจำนวนดังกล่าวตามกฎหมายแล้ว เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 6 ถึงรายที่ 12 ซึ่งเป็นกรรมการของลูกหนี้และบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมการของลูกหนี้ที่มีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับลูกหนี้อย่างใกล้ชิด อันเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 โดยชัดแจ้ง ทั้งมิใช่การจัดทำแผนที่รับรองสิทธิของเจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง และมาตรา 90/61 (1) พฤติการณ์ในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ส่อไปในทางไม่สุจริต จากเหตุผลดั่งที่วินิจฉัยในข้างต้นแล้ว เมื่อลูกหนี้จัดทำและเสนอแผนโดยไม่สุจริต แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 1 และที่ 5 ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับว่า มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 วรรคสาม ประกอบมาตรา 90/48 วรรคสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/58 วรรคหนึ่ง (1) ม. 90/58 (3) ม. 90/42 ม. 90/42 ตรี ม. 90/32 ม. 90/60 วรรคหนึ่ง ม. 90/61 (1)
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทสินสหกิจพัฒนา จำกัด
เจ้าหนี้ — นายพิเศษ โคมกระจ่าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2408/2558
#583834
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอแบ่งเงินกองกลางของครอบครัวที่โจทก์ร่วมกับพี่น้องหามาได้ร่วมกัน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 รับเงินจำนวน 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นมรดกของบิดาในฐานะผู้จัดการมรดกแล้ว นำไปซื้อฝากที่ดินจนได้กรรมสิทธิ์ ถือว่าจำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแทนพี่น้อง รวมทั้งโจทก์ด้วย โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ขอแบ่งส่วนที่ดินได้ จึงเป็นการวินิจฉัยเกินคำฟ้องและคำขอของโจทก์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินให้แก่โจทก์ 4,000,000 บาท และส่วนแบ่งค่าเช่าอพาร์ตเมนต์แก่โจทก์เดือนละ 32,000 บาท นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์เป็นเวลา 20 ปี และให้จำเลยที่ 2 แบ่งเงินให้โจทก์ 1,000,000 บาท และชำระค่าเพิ่มขึ้นของที่ดินอีกเดือนละ 6,250 บาท นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์เป็นเวลา 20 ปี

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 16133 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 50.99 ตารางวา ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน มีพี่น้องรวม 8 คน จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายลี้ลิ่มตั้งหรือนายลิ้มตั้ง บิดา ได้นำเงินจำนวน 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของบิดาไปซื้อฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 16133 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทปราการ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 16133 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 50.99 ตารางวา ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 นำเงินที่ครอบครัวทำมาหาได้ร่วมกันอันเป็นเงินกองกลางจำนวน 1,000,000 บาท ไปซื้อฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 16133 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จนได้กรรมสิทธิ์ ปัจจุบันที่ดินมีราคาอย่างต่ำ 13,000,000 บาท แต่โจทก์ขอแบ่งส่วนของโจทก์เป็นเงินเพียง 1,000,000 บาท และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินแก่โจทก์อีกเดือนละ 6,250 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปเป็นระยะเวลา 20 ปี จำเลยที่ 2 ให้การและนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของบิดา ได้นำเงินจำนวน 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของบิดาไปซื้อฝากที่ดินโดยได้บอกกล่าวและได้รับความยินยอมจากมารดาและพี่น้องทุกคน ทั้งได้ยกอายุความฟ้องร้องการจัดการมรดกขึ้นต่อสู้ด้วย ดังนี้ กรณีจึงเป็นเรื่องโจทก์ตั้งเรื่องฟ้องคดีขอแบ่งเงินกองกลางของครอบครัวที่โจทก์ร่วมกับพี่น้องหามาได้ร่วมกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ที่ดินที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 แบ่งส่วนของโจทก์เป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมเงินค่าเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินอีกเดือนละ 6,250 บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ดินจำนวน 1,000,000 บาท นั้น เป็นทรัพย์มรดกของบิดาที่นำไปซื้อฝากไว้ จึงมิใช่เงินกองกลางที่เกิดจากการดำเนินกิจการในครอบครัวที่พี่น้องช่วยกันทำมาหาได้ร่วมกันตามที่โจทก์บรรยายและมีคำขอมาในฟ้องแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกขึ้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ได้รับเงินจำนวน 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของบิดาในฐานะผู้จัดการมรดกของบิดาจะต้องนำมาแบ่งแก่ทายาท การที่จำเลยที่ 2 นำเงินไปซื้อฝากที่ดินจนได้กรรมสิทธิ์ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนพี่น้องอีก 7 คน รวมทั้งโจทก์ด้วย การที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาคำมั่นจะให้ทรัพย์สินกับมารดา นายสุทธิชัย นางสาวสุวรรณีและนางสุภา โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงจะไม่รับส่วนของโจทก์ในที่ดินด้วย โจทก์ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดก จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ขอแบ่งส่วนที่ดินให้จำเลยที่ 2 แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 16133 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 50.99 ตารางวา ให้แก่โจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยเกินคำฟ้องและคำขอของโจทก์อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ปัญหานี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภิรมย์ ลีลาเกียรติวงศ์
จำเลย — นางสาวกนกกร ลีลาเกียรติวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายวัลลภ แก้วลอยมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สัณธาน ขันทมณี
ธงชัย เสนามนตรี
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2403/2558
#627367
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องของจำเลยทั้งสองประกอบเอกสารท้ายคำร้องแล้ว เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาลที่หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยชอบแล้ว จึงไม่มีเหตุเพิกถอนการยึดทรัพย์ เป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยตามที่เห็นสมควรว่าจากคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ โดยไม่จำต้องไต่สวนก็ชอบที่จะกระทำได้ ในกรณีเช่นนี้ศาลชอบที่จะมีคำสั่งตามคำร้องไปได้เลยโดยไม่ต้องให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งคัดค้านก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์โดยไม่ทำการไต่สวนจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 เจ้าพนักงานบังคับคดีกับพวกซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีได้ร่วมกันยึดทรัพย์จำเลยทั้งสอง 22 รายการ มูลค่า 58,397,200 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองตามที่ระบุในหมายบังคับคดีคือบ้านเลขที่ 1077 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับไปยึดทรัพย์บางส่วนที่บ้านเลขที่ 58/4 กับ 58/5 เป็นการบุกรุกรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยทั้งสอง และทำรายงานเท็จว่ายึดทรัพย์สินทุกรายการที่บ้านเลขที่ 1077 ดังกล่าว การกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ บัญชียึดทรัพย์ ประกาศการยึดทรัพย์ และงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างการพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์โดยไม่ทำการไต่สวนเป็นการกระทำโดยชอบหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) "ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ว่า คำขออันใดจะทำได้แต่ฝ่ายเดียว ห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ มีโอกาสคัดค้านก่อน..." และตาม (4) "ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ว่าศาลต้องออกคำสั่งอนุญาตตามคำขอที่ได้เสนอต่อศาลนั้น โดยไม่ต้องทำการไต่สวนแล้ว ก็ให้ศาลมีอำนาจทำการไต่สวนได้ตามที่เห็นสมควรก่อนมีคำสั่งตามคำขอนั้น..." การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองและยกคำร้องจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นตรวจคำร้องของจำเลยทั้งสองประกอบเอกสารท้ายคำร้องแล้ว เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาลที่หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยชอบแล้ว จึงไม่มีเหตุเพิกถอนการยึดทรัพย์ เป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยตามที่เห็นสมควรว่าจากคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ โดยไม่จำต้องไต่สวนก็ชอบที่จะกระทำได้ ในกรณีเช่นนี้ศาลชอบที่จะมีคำสั่งตามคำร้องไปได้เลยโดยไม่ต้องให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งคัดค้านก่อน ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจดูคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองประกอบเอกสารท้ายคำร้องแล้ว ก็เห็นว่าเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องไต่สวนพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองก่อนดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเห็นชอบตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูศักดิ์ อัศวานันท์
จำเลย — นายสุนทร อัศวานันท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2401/2558
#636221
เปิดฉบับเต็ม

สายไฟฟ้ามิใช่ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคารโรงงานอันเป็นสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ซึ่งจำเลยจำนองแก่ผู้ร้องและที่ผู้ร้องยึดไว้ในคดีที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ก่อนที่โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดในคดีนี้ ทั้งไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป สายไฟฟ้าพิพาทจึงไม่เป็นส่วนควบของโรงงานของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 ทั้งมิใช่เป็นของใช้ประจำอยู่กับโรงงานดังกล่าวที่เป็นทรัพย์ประธานเป็นอาจิณเพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอย หรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธาน จึงไม่ต้องด้วยลักษณะเป็นอุปกรณ์ของโรงงานนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 147 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดสายไฟฟ้าพิพาทในคดีนี้ จึงไม่เป็นการยึดซ้ำอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290

ถังน้ำพิพาทเป็นชุดเตรียมสารเคมีซึ่งเป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่จำเลยจำนองแก่ผู้ร้อง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดอย่างไม่มีภาระจำนองนั้น จำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งตกติดไปกับตัวทรัพย์ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดโดยไม่มีภาระจำนองตามคำขอของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็ไม่มีผลทำให้สิทธิจำนองที่ผู้ร้องมีอยู่เสื่อมเสียไป สิทธิจำนองของผู้ร้องมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น แม้โจทก์จะมิได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบซึ่งการจำนองที่มีอยู่ในทรัพย์สินนั้นก็ไม่ทำให้การยึดเสียไป และชอบที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จำนองจากทรัพย์สินซึ่งจำนอง จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดโดยอ้างเหตุว่าการยึดไม่ชอบตามคำร้องของผู้ร้องไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยตกลงชำระเงิน 1,839,586.80 บาท แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีของจำนวนหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสายไฟฟ้า น้ำหนักรวม 4,806 กิโลกรัม ราคา 400,000 บาท และถังน้ำสูงประมาณ 9 เมตร จำนวน 8 ใบ ราคา 800,000 บาท รวมราคา 1,200,000 บาท ที่สถานประกอบกิจการของจำเลยเลขที่ 9/1 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าตลาด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2554

วันที่ 5 มิถุนายน 2555 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องประการหลังที่ว่า โจทก์นำยึดสายไฟฟ้าและถังน้ำพิพาทคดีนี้ชอบหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความจากนายพิชิต ทนายความผู้ร้องเบิกความว่า พยานตรวจสอบสำนวนพบว่าสายไฟฟ้าพิพาทที่โจทก์นำยึดเป็นสายไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับตู้ควบคุมไฟฟ้าเพื่อส่งกระแสไฟฟ้าไปที่เครื่องจักรผลิตกระดาษที่ตั้งอยู่ภายในโรงงานของจำเลย ตรงกับคำเบิกความของนางสาวกรทอง กรรมการผู้จัดการจำเลยที่เบิกความในคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึดสายไฟฟ้าพิพาท ดังนั้น สายไฟฟ้าพิพาทจึงมิใช่ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคารโรงงานอันเป็นสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินซึ่งจำเลยจำนองแก่ผู้ร้องและที่ผู้ร้องยึดไว้ในคดีที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1093/2553 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554 ก่อนที่โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดในคดีนี้เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 ทั้งไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป สายไฟฟ้าพิพาทจึงไม่เป็นส่วนควบของโรงงานของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 ทั้งมิใช่เป็นของใช้ประจำอยู่กับโรงงานดังกล่าวที่เป็นทรัพย์ประธานเป็นอาจิณเพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอย หรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธาน จึงไม่ต้องด้วยลักษณะเป็นอุปกรณ์ของโรงงานนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 147 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดสายไฟฟ้าพิพาทในคดีนี้ จึงไม่เป็นการยึดซ้ำอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 สำหรับถังน้ำพิพาทจำนวน 8 ใบนั้น ผู้ร้องนำสืบว่า ถังน้ำพิพาทเป็นชุดเตรียมสารเคมีซึ่งเป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่จำเลยจำนองแก่ผู้ร้อง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดอย่างไม่มีภาระจำนอง จึงเป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า จำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งตกติดไปกับตัวทรัพย์ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดโดยไม่มีภาระจำนองตามคำขอของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็ไม่มีผลทำให้สิทธิจำนองที่ผู้ร้องมีอยู่เสื่อมเสียไป สิทธิจำนองของผู้ร้องมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น แม้โจทก์จะมิได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบซึ่งการจำนองที่มีอยู่ในทรัพย์สินนั้นก็ไม่ทำให้การยึดเสียไป และชอบที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จำนองจากทรัพย์สินซึ่งจำนอง จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดโดยอ้างเหตุว่าการยึดไม่ชอบตามคำร้องของผู้ร้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องประการแรกที่ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องช้ากว่า 15 วัน หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 ม. 147
ป.วิ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
บริษัทแอพพลายด์ ไซแอนทิฟิค
โจทก์ — อินสตรูเม้นท์ส จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2396/2558
#585458
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การไว้ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้นำชี้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ส่วนเรื่องแย่งการครอบครองนั้นเป็นคำให้การของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 72673 ย่อมไม่อาจถือได้ว่า ข้อต่อสู้ดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 ด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในข้อที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยแย่งการครอบครองมาจากโจทก์แล้วจึงเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 76273 เลขที่ดิน 226 และโฉนดที่ดินเลขที่ 76274 เลขที่ดิน 227 ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนในที่ดินโฉนดเลขที่ 76274 เลขที่ดิน 227 ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ให้โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และห้ามมิให้จำเลยที่ 1 เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนในที่ดินโฉนดเลขที่ 76273 เลขที่ดิน 226 ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ให้โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในอัตราปีละ 100,000 บาท นับแต่ปี 2553 ไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะดำเนินการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 76273 เลขที่ดิน 226 ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี กลับคืนสภาพเป็นที่นาตามเดิม

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 76273 เลขที่ดิน 226 และโฉนดที่ดินเลขที่ 76274 เลขที่ดิน 227 ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าว ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ดำเนินการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 76273 เลขที่ดิน 226 ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี กลับคืนสภาพเป็นที่นาตามเดิม ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะดำเนินการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 76273 ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี กลับคืนสภาพเป็นที่นาตามเดิม และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีได้ความว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ 76273 และ 76274 ทับที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 42 ซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครอง และรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ว่า ตามพยานหลักฐานควรรับฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การไว้ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้นำชี้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ส่วนเรื่องแย่งการครอบครองนั้นเป็นคำให้การของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 76273 ย่อมไม่อาจถือได้ว่าข้อต่อสู้ดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ข้อนี้ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยให้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบเอกสำเนาว์ เกษสังข์
นายอนนท์หรือชานนท์หรือปรีชานนท์ จันทร์ไพศรี
จำเลย — หรือจันทรไพศรีหรือจันทร์ไพรศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายสมชาย อติกรจุฑาศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2395/2558
#584768
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ทราบคำบังคับและหมายบังคับคดีได้ออกโดยชอบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย หน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่จะต้องชำระหนี้ที่เหลือตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ย่อมเป็นกองมรดกตกทอดแก่ทายาท แต่มิใช่ทายาทจะต้องรับผิดเป็นส่วนตัว จึงไม่มีเหตุที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องขอออกคำบังคับหรือหมายบังคับแก่ทายาทอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 2,039,277.62 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมโดยจำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระ เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2544 เป็นต้นไป หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้ยึดที่ดินซึ่งจำนองโฉนดเลขที่ 21958, 21959, 21960 ตำบลบุคคโล (บางยี่เรือ) อำเภอธนบุรี (บางกอกใหญ่) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินซึ่งจำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระแก่โจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5205 และ 5206 ตำบลบุคคโล (บางไส้ไก่) อำเภอธนบุรี (บางกอกใหญ่) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่มีเลขที่ ซึ่งปลูกคร่อมบนที่ดินดังกล่าวและที่ดินโฉนดเลขที่ 5207 ตำบลบุคคโล (บางไส้ไก่) อำเภอธนบุรี (บางกอกใหญ่) กรุงเทพมหานคร ตามคำขอของโจทก์ มีชื่อนายบุญส่ง เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และประเมินราคาไว้รวม 6,309,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการยึดที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5205 และ 5206 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพิ่มเติมหลังจากที่ยึดและขายทอดตลาดที่ดินซึ่งจำนองตามคำพิพากษาโฉนดเลขที่ 21958, 21959, 21960 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ มิใช่ร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 21958, 21959, 21960 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามา จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไปโดยผิดหลงอันเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน คดีนี้ผู้ร้องบรรยายคำร้องว่า การยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5205 และ 5206 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบ แต่คำขอท้ายคำร้องกลับขอให้เพิกถอนการยึดที่ดิน 3 แปลง ซึ่งปรากฏตามสำเนารายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ผู้ร้องแนบมาท้ายคำร้องอันเป็นส่วนหนึ่งของคำร้องว่า ที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคราวเดียวกันมีทั้งหมดสามแปลงและเลขที่โฉนดที่ดินเรียงลำดับกัน คือ เลขที่ 5205 และ 5206 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 5207 เห็นได้ชัดว่า เป็นเรื่องที่ผู้ร้องอ้างอิงที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคำร้องไม่ครบถ้วนถูกต้อง พอแปลได้ว่า ผู้ร้องประสงค์ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินทั้งสามแปลงตามสำเนารายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดี ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า คดีมีเหตุให้เพิกถอนการยึดที่ดินทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ก่อนจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ทราบคำบังคับและหมายบังคับคดีได้ออกโดยชอบแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย หน้าที่และความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่จะต้องชำระหนี้ที่เหลือตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ย่อมเป็นกองมรดกตกทอดแก่ทายาท แต่มิใช่ว่าทายาทจะต้องรับผิดเป็นส่วนตัว จึงไม่มีเหตุที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องขอออกคำบังคับหรือหมายบังคับแก่ทายาท คดีไม่มีเหตุให้เพิกถอนการยึดที่ดินทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกคำร้องของผู้ร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องโดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งแก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งให้ถูกต้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 276 ม. 296
ชื่อคู่ความ
ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
ผู้ร้อง — นางสาวปิยนุช สุขสวัสดิ์
จำเลย — นายเดชา โชคศิลปสาท กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางกรรณิการ์ ตั้งปัญญาสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิษฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2394/2558
#584767
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องวางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 วรรคสอง (1) เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 วรรคสาม ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249

การที่ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ร้องมีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือไม่ เมื่อผลของคำสั่งจำหน่ายคดีทำให้คดีร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดของผู้ร้องเสร็จไปจากศาล คดีจึงไม่จำต้องสั่งคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบอีกต่อไป ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกคำร้องดังกล่าวเสียได้โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด คำสั่งให้จำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นเช่นว่านี้ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 2,039,277.66 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมโดยจำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระ เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2544 เป็นต้นไป หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้ยึดที่ดินซึ่งจำนองขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระโจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินซึ่งจำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5205 และเลขที่ 5206 ตำบลบุคคโล (บางไส้ไก่) อำเภอธนบุรี (บางกอกใหญ่) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่มีเลขที่ซึ่งปลูกคร่อมบนที่ดินดังกล่าว และที่ดินโฉนดเลขที่ 5207 ตำบลบุคคโล (บางไส้ไก่) อำเภอธนบุรี (บางกอกใหญ่) กรุงเทพมหานคร ตามคำขอของโจทก์มีชื่อนายบุญส่ง เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และประเมินราคาไว้รวม 6,309,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึด

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้องขอ

ก่อนถึงวันนัดไต่สวนพยานผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์และทิ้งคำร้องโดยไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ทั้งนางสาวปิยนุช บุตรผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องอีกเป็นการประวิงคดีมิให้โจทก์สามารถดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินประกันค่าเสียหาย

วันนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 17 ธันวาคม 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้ผู้ร้องนำเงิน 500,000 บาท มาวางต่อศาลภายใน 15 วัน เพื่อเป็นการประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และให้เลื่อนไปนัดไต่สวนพยานผู้ร้องวันที่ 8 มีนาคม 2556

วันที่ 24 ธันวาคม 2555 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาอ้างว่า ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินเพื่อเป็นประกันดังกล่าวโดยมิได้ให้โอกาสผู้ร้องคัดค้านก่อน ทั้งที่ดินที่ยึดมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สำเนาให้ผู้สวมสิทธิแทนโจทก์ รอไว้สั่งในวันนัด

วันที่ 22 มกราคม 2556 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องไม่นำเงินประกันค่าเสียหาย 500,000 บาท มาวางศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่วางเงินภายในกำหนดที่ศาลสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสอง (1) จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ แล้วมีคำสั่งคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2555 ในวันเดียวกันว่า ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของผู้ร้องในข้อที่ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินประกันตามคำร้องของโจทก์โดยมิได้ให้โอกาสแก่ผู้ร้องคัดค้านก่อนเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องวางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสอง (1) เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสาม ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

การที่ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ร้องมีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือไม่เมื่อผลของคำสั่งจำหน่ายคดีทำให้คดีร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดของผู้ร้องเสร็จไปจากศาล คดีจึงไม่จำต้องสั่งคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบอีกต่อไป ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกคำร้องดังกล่าวเสียได้โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด คำสั่งให้จำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นเช่นว่านี้ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสาม คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 ม. 288 วรรคสอง (1) ม. 288 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
ผู้ร้อง — นายบุญส่ง สุขสวัสดิ์
จำเลย — นายเดชา โชคศิลปสาท กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางกรรณิการ์ ตั้งปัญญาสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิษฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา