คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3052/2558
#628934
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน เมื่อจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ย่อมต้องนำสืบให้ได้ตามคำฟ้อง คดีจึงมีประเด็นตามที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เพียงใด ไม่มีประเด็นว่าสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ และสัญญาเช่าซื้อเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมหรือไม่ ทั้งปัญหาว่าสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ และสัญญาเช่าซื้อเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมหรือไม่ มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จะนำข้อเท็จจริงนั้นไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องได้

จำเลยที่ 1 ถามค้านพยานโจทก์ได้ความว่าเดิมรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ประสงค์จะกู้ยืมเงินโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ตกลงโอนชื่อทางทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นโจทก์จึงจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 เพื่อให้เห็นว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ จึงไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จำเลยที่ 1 จะฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ เช่นนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 220,000 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 28,500 บาท และค่าเสียหายวันละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 200,000 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงิน 28,000 บาท กับให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 24 เดือน กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน เมื่อจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ย่อมต้องนำสืบให้ได้ตามคำฟ้อง คดีจึงมีประเด็นตามที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เพียงใด ไม่มีประเด็นว่าสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ และสัญญาเช่าซื้อเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมหรือไม่ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ทั้งปัญหาว่าสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ และสัญญาเช่าซื้อเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมหรือไม่ มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จะนำข้อเท็จจริงนั้นไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถามค้านพยานโจทก์ได้ความว่าเดิมรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ประสงค์จะกู้ยืมเงินโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ตกลงโอนชื่อทางทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นโจทก์จึงจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 เพื่อให้เห็นว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ จึงไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จำเลยที่ 1 จะฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ เช่นนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประชัย เศรษฐปิยานนท์
จำเลย — นางสาวพรรณิภาหรือจุฬาลักษณ์ จันธิราช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3019/2558
#579852
เปิดฉบับเต็ม

ตามกฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความในมาตรา 58 แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ข้อ 127 (9) ซึ่งแก้ไขโดยกฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2547) ข้อ 3 กำหนดให้เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือเครื่องมือสื่อสารอื่น รวมทั้งอุปกรณ์สำหรับสิ่งของดังกล่าวเป็นของต้องห้ามมิให้นำเข้ามาหรือเก็บรักษาไว้ในเรือนจำ และ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45 วรรคสาม บัญญัติว่า "เงินและสิ่งของต้องห้ามเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามมาตรานี้ให้ริบเป็นของแผ่นดิน" เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซิมการ์ดทรู แบตเตอรี่ยี่ห้อโนเกีย และสายเสียบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เป็นสิ่งของต้องห้ามที่จำเลยที่ 1 นำเข้ามาในเรือนจำโดยฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับของเรือนจำ ดังนี้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซิมการ์ดทรู แบตเตอรี่ยี่ห้อโนเกียและสายเสียบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จึงเป็นสิ่งของต้องห้ามอันพึงริบตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 4, 38, 45, 58 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ซิมการ์ดทรู 1 อัน แบตเตอรี่ยี่ห้อโนเกีย 1 อัน และสายเสียบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เส้น ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2366/2554 และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 511/2549 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 3 เดือน คำรับของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 เดือน ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2366/2554 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ซิมการ์ดทรู 1 อัน แบตเตอรี่ยี่ห้อโนเกีย 1 อัน และสายเสียบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เส้น ให้คืนแก่เจ้าของ (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก) และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 เดือน 20 วัน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 23 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ซิมการ์ดทรู 1 อัน แบตเตอรี่ยี่ห้อโนเกีย1 อัน และสายเสียบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เส้น ของกลาง ซึ่งเป็นสิ่งของต้องห้ามเข้ามาหรือเก็บรักษาไว้ในเรือนจำจังหวัดปทุมธานี ขณะที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำดังกล่าวอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับของเรือนจำ มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ซิมการ์ดทรู 1 อัน แบตเตอรี่ยี่ห้อโนเกีย 1 อัน และสายเสียบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เส้น ของกลาง ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45 วรรคสาม บัญญัติว่า "เงินและสิ่งของต้องห้ามที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามมาตรานี้ให้ริบเป็นของแผ่นดิน" เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซิมการ์ดทรู แบตเตอรี่ยี่ห้อโนเกีย และสายเสียบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เป็นสิ่งของต้องห้ามที่จำเลยที่ 1 นำเข้ามาในเรือนจำโดยฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับของเรือนจำ ดังนี้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซิมการ์ดทรู แบตเตอรี่ยี่ห้อโนเกียและสายเสียบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นสิ่งของต้องห้ามอันพึงริบตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซิมการ์ดทรู แบตเตอรี่ยี่ห้อโนเกียและสายเสียบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ซิมการ์ดทรู 1 อัน แบตเตอรี่ยี่ห้อโนเกีย 1 อัน และสายเสียบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เส้น ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ม. 45 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายยนตระชัย ปังประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายพลพัฒน์ ศรศักดา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2994/2558
#579644
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีต่อศาลตามปกติย่อมไม่เป็นการละเมิด เพราะเป็นการใช้สิทธิทางศาลที่กฎหมายให้กระทำได้ เว้นแต่เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้งฟ้องโดยมิได้หวังผลอันเป็นธรรมดาแห่งการใช้สิทธิทางศาล

การที่จำเลยฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยในคดีก่อนเรียกให้ชำระหนี้ฐานผิดสัญญาซื้อขายและจ้างทำของ โดยข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องคดีนี้ไม่เพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยฟ้องโจทก์โดยไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้งฟ้องโดยมิได้หวังผลอันเป็นธรรมดาแห่งการใช้สิทธิทางศาล จึงถือไม่ได้ว่า โจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้อง หากศาลฎีกาพิพากษาให้ตามขอก็เป็นเพียงการย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 3 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยขอโทษโจทก์ที่ได้กล่าวข้อความอันเป็นเท็จ โดยประกาศในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐหรือหนังสือพิมพ์เสียงใต้ เป็นระยะเวลา 7 วัน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ทั้งสิ้น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2555 จำเลยยื่นฟ้องโจทก์กับพวกรวม 3 คน ต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 853/2555 อ้างว่าโจทก์กับพวกผิดสัญญาซื้อขายและจ้างทำของ ขอให้ร่วมกันชำระเงิน 437,760 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 363,265 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ตามสำเนาคำฟ้องคดีดังกล่าว เอกสารแนบท้ายคำฟ้องคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยไม่ได้สืบพยานโจทก์และจำเลยก่อนชอบหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีดังกล่าวไม่ได้เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย แต่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ และเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ศาลชั้นต้นสั่งรับฟ้องโดยหลงผิด ถือว่าเป็นการไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ เห็นว่า การฟ้องคดีต่อศาลนั้น ตามปกติย่อมไม่เป็นการละเมิด เพราะเป็นการใช้สิทธิทางศาลที่กฎหมายให้กระทำได้ เว้นแต่เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้งฟ้องโดยมิได้หวังผลอันเป็นธรรมดาแห่งการใช้สิทธิทางศาล คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2555 จำเลยใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามเป็นลายลักษณ์อักษร ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง และกล่าวถึงคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 853/2555 ของศาลชั้นต้น ในข้อ 2 ที่มีสาระสำคัญว่า เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 โจทก์กับพวกสั่งซื้อสินค้าและว่าจ้างให้จำเลยดำเนินการติดตั้งงานประเภทระแนงอะลูมิเนียมกล่อง ขนาด 1 นิ้ว x 3 นิ้ว เนื้อที่ 370 ตารางเมตร ราคาตารางเมตรละ 1,800 บาท เป็นเงินค่าสินค้ารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 712,620 บาท ค่าติดตั้งระแนงอะลูมิเนียมกล่อง จำนวน 370 ตารางเมตร ค่าติดตั้งตารางเมตรละ 350 บาท เป็นเงินค่าติดตั้งรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 138,565 บาท และค่าใช้จ่ายต่างจังหวัด 1 งาน เป็นเงินรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 37,450 บาท ติดตั้ง ณ กะรน ฮิลล์ ของโจทก์กับพวก จำเลยดำเนินการติดตั้งและโจทก์กับพวกตรวจรับแล้ว แต่โจทก์กับพวกไม่ชำระเงินตามสัญญา แล้วโจทก์บรรยายฟ้องในคดีนี้ต่อไปว่า การกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง ทำให้โจทก์เสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณ เสียหายแก่ทางทำมาหาได้และทางเจริญของโจทก์ ซึ่งเป็นนักธุรกิจในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียง ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ โจทก์ไม่ได้กล่าวยืนยันมาในคำฟ้องคดีนี้ด้วยว่า โจทก์กับพวกไม่ได้สั่งซื้อหรือไม่ได้ว่าจ้างให้จำเลยดำเนินการติดตั้งงานตามคำฟ้องในคดีดังกล่าว จำเลยไม่ได้ดำเนินงานจนเสร็จสิ้นเรียบร้อยตามข้อตกลงในสัญญา และโจทก์กับพวกไม่ได้ตรวจรับงานที่จำเลยส่งมอบแล้วดังที่จำเลยอ้าง นอกจากนี้โจทก์ยังไม่ได้กล่าวยืนยันมาในคำฟ้องคดีนี้ด้วยว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้โจทก์ถูกดูหมิ่นเกลียดชังอย่างไร และเพราะเหตุใดจำเลยจึงกระทำเช่นนั้น ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 853/2555 ของศาลชั้นต้น โดยไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้งฟ้องโดยมิได้หวังผลอันเป็นธรรมดาแห่งการใช้สิทธิทางศาล อันจะถือได้ว่าโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีนี้โดยไม่สืบพยานโจทก์และจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้แม้โจทก์จะขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่หากศาลฎีกาพิพากษาให้ตามขอก็เป็นเพียงการย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ตาราง 1
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเดชาธร ภู่อัครวุฒิ
จำเลย — บริษัทเฟมไลน์ โปรดักส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — วชิระ ทนินซ้อน
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2955/2558
#584973
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาแบ่งส่วนกำไรจากการให้บริการดาวน์โหลดเสียงเพลงริงโทนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ และมีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชำระส่วนแบ่งกำไรโดยอ้างว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ตามข้อตกลงในหนังสือดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยทั้งหกฟ้องแย้งโดยบรรยายฟ้องแย้งว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ให้สร้างพัฒนาออกแบบ ควบคุมดูแลบริหารจัดการ และทำการตลาดข้อมูลดิจิตอล ข้อมูลทางธุรกิจลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาของโจทก์และบริษัทในเครือผ่านสื่อมัลติมีเดีย ตามสัญญาจ้างพัฒนาธุรกิจ แล้วผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างตามสัญญาพัฒนาธุรกิจดังกล่าว ขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้ค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 เมื่อสัญญาพัฒนาธุรกิจที่จำเลยทั้งหกอ้างมีเนื้อหาเป็นคนละส่วนกับสัญญาแบ่งส่วนกำไรที่โจทก์ฟ้อง แม้ว่าสัญญาแบ่งส่วนกำไรจะมีที่มาจากสัญญาพัฒนาธุรกิจ แต่สาระสำคัญของเนื้อหาแตกต่างเป็นคนละเรื่องกัน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งหกจึงเป็นคนละเรื่องกับคำฟ้องโจทก์ ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ชอบที่จำเลยทั้งหกจะฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งหกชำระเงิน 2,448,009.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้สูงสุดนับแต่วันผิดสัญญาและชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดกำไรและรายได้ในธุรกิจของโจทก์

จำเลยทั้งหกให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงินค่าจ้างในการบริหารจัดการตามสัญญาจ้างพัฒนาธุรกิจรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 15,231,706.80 บาท เมื่อนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่โจทก์ฟ้องแล้ว โจทก์ต้องชำระเงินส่วนที่เหลือ 12,783,697.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 15,231,706.80 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ชำระเงินค่าส่วนแบ่งรายได้ตามฟ้องแย้ง 12,783,697.51 บาท แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 21 กันยายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดและค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งแทนจำเลยทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท คำขออื่นตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,448,009.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,287,859.15 บาท นับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 10 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งหก คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งแก่จำเลยทั้งหก

จำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า ฟ้องแย้งเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาแบ่งส่วนกำไรจากการให้บริการดาวน์โหลดเสียงเพลงริงโทนผ่านโทรศัพท์มือถือในโครงการ EZ Partner และมีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชำระส่วนแบ่งกำไรเป็นเงินรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,448,009.29 บาท โดยอ้างว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ตามข้อตกลงในหนังสือดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยทั้งหกฟ้องแย้งโดยบรรยายฟ้องแย้งว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 สร้างพัฒนาออกแบบ ควบคุมดูแลบริหารจัดการและทำการตลาดข้อมูลดิจิตอล ข้อมูลทางธุรกิจลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาของโจทก์และบริษัทในเครือผ่านสื่อมัลติมีเดียตามสัญญาจ้างพัฒนาธุรกิจ แล้วผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างตามสัญญาพัฒนาธุรกิจดังกล่าว ขอให้บังคับโจทก์ชำระหนี้ค่าจ้าง เป็นเงินรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 15,231,706.80 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 เห็นว่า สัญญาพัฒนาธุรกิจที่จำเลยทั้งหกอ้างว่าทำขึ้นในวันที่ 7 มิถุนายน 2547 มีเนื้อหาเป็นคนละส่วนกับสัญญาแบ่งส่วนกำไรฯ ที่ทำขึ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 ที่โจทก์ฟ้อง แม้ว่าจะมีที่มาจากตามที่จำเลยทั้งหกฎีกาก็ตาม แต่สาระสำคัญของเนื้อหาแตกต่างเป็นคนละเรื่องกัน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งหกจึงเป็นคนละเรื่องกับฟ้องโจทก์ ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ชอบที่จำเลยทั้งหกจะฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และที่จำเลยทั้งหกฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจวินิจฉัยนั้น เห็นว่า แม้โจทก์มิได้ให้การแก้ฟ้องแย้งในส่วนนี้ก็ตาม แต่ปัญหาว่า ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งไว้พิจารณาและพิพากษาเป็นกระบวนพิจารณาที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์มีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อโจทก์อุทธรณ์ประเด็นนี้ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจวินิจฉัยได้ ฎีกาของจำเลยทั้งหกทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยทั้งหกฎีกาขอให้รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งหกไว้พิจารณาแม้จะฎีกาขอให้จำเลยทั้งหกชนะคดีตามฟ้องแย้งมาด้วยในฉบับเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งหกไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับฟ้องแย้งนั้นชอบแล้ว โดยมิได้ก้าวล่วงวินิจฉัยปัญหาตามฟ้องแย้ง ฎีกาของจำเลยทั้งหกจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดให้เสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท และคดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดในหนี้ตามฟ้องโจทก์แล้วหักกลบกับจำนวนหนี้ที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้งซึ่งมีจำนวนมากกว่า โดยพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ส่วนที่เหลือแก่จำเลยที่ 1 และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ในหนี้ตามฟ้องเดิม จำเลยทั้งหกไม่อุทธรณ์ ทั้งมิได้แก้อุทธรณ์ในประเด็นหนี้ตามฟ้องเดิมไว้ หนี้ตามฟ้องเดิมจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น ที่จำเลยทั้งหกเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนฟ้องแย้งอย่างคดีมีทุนทรัพย์ และเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนฟ้องเดิมมาด้วย จึงไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่รับฟ้องแย้งและให้คืนค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นแก่จำเลยทั้งหกโดยมิได้มีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ย่อมเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 265,420 บาท แก่จำเลยทั้งหกและคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 199,800 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบีอีซีไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทโกลบอล ไวร์เลส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายมนูภาน ยศธแสนย์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญชัย กริชชาญชัย
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2931/2558
#581321
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่เป็นของโจทก์ แต่เป็นของผู้อื่น คือ ม. และ ห. กับมิได้อ้างว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินมาจาก ม. และ ห. และยึดถือครอบครองเพื่อตนจนได้สิทธิครอบครองแล้ว ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีของโจทก์ที่ฟ้องและมีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลยจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เมื่อโจทก์พอใจไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนที่ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จากการที่จำเลยอยู่ในที่ดินโดยละเมิดเดือนละ 2,000 บาท จึงต้องถือว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้นับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปคำนวณถึงวันที่ 27 เมษายน 2554 ซึ่งเป็นวันฟ้อง จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้ก็ไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ จำเลยไม่สิทธิที่จะฎีกาปัญหาดังกล่าวอีก เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 49/5 หมู่ที่ 2 ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6506 ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และที่งอกที่ติดกับที่ดิน ให้จำเลยใช้เงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าทดแทนความเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดิน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6506 ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่หลักหมุดที่ ลม.59 ลม.60 ลม.61 ลม.37 ลม.38 3ช - 5083 ลม.52 1ฉ - 5311 ลม.57 ลม.58 ลม.59 และที่ดินพิพาทที่เป็นที่งอกตั้งแต่หลักหมุดที่ ลม.57 ลม.37 ลม.38 3ช - 5083 ลม.52 ลม.1ฉ - 5311 ลม.57 และบ้านเลขที่ 49/5 หมู่ที่ 2 ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 2,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดิน แต่ทั้งนี้จำนวนเงินเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 240,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอ้างว่า จำเลยอาศัยอยู่บนที่ดินซึ่งเป็นที่งอกของที่ดินโฉนดเลขที่ 6506 ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของโจทก์ และโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินอีกต่อไป จำเลยให้การว่า ที่ดินที่จำเลยปลูกบ้าน พักอาศัยเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 11 เป็นชื่อนายมี นางเหลี่ยม จำเลยเข้าครอบครองโดยปลูกบ้าน ต้นไม้และผักสวนครัวต่อเนื่องตลอดมาตั้งแต่ปี 2535 โดยไม่มีใครโต้แย้งสิทธิ และที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่งอกของที่ดินโฉนดเลขที่ 6506 ตามฟ้อง โจทก์ฟ้องขับไล่ผิดแปลง ขอให้ยกฟ้อง เป็นการยกข้อต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่เป็นของโจทก์ แต่เป็นของผู้อื่น คือนายมีและนางเหลี่ยม กับมิได้อ้างว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินมาจากนายมีและนางเหลี่ยมและยึดถือครอบครองเพื่อตนจนได้สิทธิครอบครองแล้ว ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีของโจทก์ที่ฟ้องและมีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลย จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ และเมื่อโจทก์พอใจไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนที่ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จากการที่จำเลยอยู่ในที่ดินโดยละเมิดเดือนละ 2,000 บาท จึงต้องถือว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้นับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปคำนวณถึงวันที่ 27 เมษายน 2554 ซึ่งเป็นวันฟ้อง จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้ก็ไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่งอกของที่ดินโฉนดเลขที่ 6506 เนื่องจากที่ดินที่จำเลยครอบครองมีเอกสารสิทธิเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 11 โดยมีการครอบครองโดยสงบและเปิดเผยมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ทั้งขณะนางสนอง นายสายหยุด และนางเหลี่ยม ขายที่ดินให้แก่นายวรรณชัย เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2532 จำเลยและชาวบ้านไม่ทราบว่ามีการขายที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) รวมไปในสัญญาซื้อขาย หากทราบย่อมต้องคัดค้านเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ จำเลยไม่สิทธิที่จะฎีกาว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 11 อยู่นอกโฉนดเลขที่ 6506 อีก เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง เมื่อคดีโจทก์ส่วนที่ฟ้องและมีคำขอให้ขับไล่จำเลยเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีก 26,810 บาท จึงไม่ชอบ และต้องคืนให้แก่โจทก์ กับไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่เพียง 1 งานเศษ จำเลยชำระค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ 1,390,500 บาท ขอให้ศาลฎีกาสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเป็นเงิน 51,420 บาท ให้แก่จำเลยอีก

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่เสียเกินมา 26,810 บาท ให้แก่โจทก์ กับคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 224 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชษฐ์ กาญจนกิจ
จำเลย — นางราตรี พรรณโนภาศหรือสุขสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายกิตติพันธุ์ เกียรติสุนทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2905/2558
#583699
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์เป็นเงิน 90,543 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยจะชำระเงิน 5,000 บาท ภายในวันที่ 10 ตุลาคม 2541 ส่วนที่เหลือชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 4,000 บาท จนกว่าจะครบภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี หากจำเลยที่ 1 ชำระโดยไม่ผิดนัดจนครบจำนวนเงิน 50,000 บาท โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลืออีกต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวมีการลดค่าเสียหายจาก 90,543 บาท เหลือเพียง 50,000 บาท และกำหนดจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระกับระยะเวลาชำระเสร็จขึ้นใหม่แตกต่างจากข้อตกลงและจำนวนค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อเดิมซึ่งโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาไปแล้ว นอกจากนี้ยังได้ตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้ากรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามข้อตกลงให้ครบ 50,000 บาท ภายใน 1 ปี ด้วย จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 มิใช่หนังสือรับสภาพหนี้ และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้หนี้เดิมตามสัญญาเช่าซื้อระงับไป และก่อให้เกิดหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 สิทธิเรียกร้องของโจทก์อันเนื่องมาจากการผิดสัญญาเช่าซื้อจึงระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 90,543 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 90,543 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 พฤษภาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฐ - 5814 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 305,640 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละ 8,490 บาท รวม 16 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 17 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 10 ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2540 โจทก์บอกเลิกสัญญาและยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2540 โดยเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถยนต์เป็นเงิน 2,500 บาท โจทก์นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดได้ราคา 183,636.36 บาท ยังไม่คุ้มราคาเช่าซื้อ โจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 90,543 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงรับสภาพหนี้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ โดยตกลงจะชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 90,543 บาท ภายในวันที่ 10 ตุลาคม 2541 จะชำระเงิน 5,000 บาท ส่วนที่เหลือจะผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 4,000 บาท จนกว่าจะครบภายในกำหนด 1 ปี หากจำเลยที่ 1 ชำระโดยไม่ผิดนัดจนครบ 50,000 บาท โจทก์ไม่เรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลืออีกต่อไป หากจำเลยที่ 1 ผิดนัด ยินยอมให้โจทก์ฟ้องร้องบังคับคดีในจำนวนเงิน 90,543 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามบันทึกข้อตกลงรับสภาพหนี้ชำระค่าเสียหาย แต่จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้โจทก์ตามข้อตกลงดังกล่าวเพียง 12,000 บาท และผิดนัดไม่ชำระตั้งแต่งวดวันที่ 10 ธันวาคม 2541 เป็นต้นมา

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า บันทึกข้อตกลงรับสภาพหนี้ชำระค่าเสียหายเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่จะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 กล่าวคือ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ซึ่งตามบันทึกข้อตกลงรับสภาพหนี้ชำระค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์เป็นเงิน 90,543 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยจะชำระเงิน 5,000 บาท ภายในวันที่ 10 ตุลาคม 2541 ส่วนที่เหลือชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 4,000 บาท จนกว่าจะครบภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี หากจำเลยที่ 1 ชำระโดยไม่ผิดนัดจนครบจำนวนเงิน 50,000 บาท โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลืออีกต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวมีการลดค่าเสียหายจาก 90,543 บาท เหลือเพียง 50,000 บาท และกำหนดจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระกับระยะเวลาชำระเสร็จขึ้นใหม่แตกต่างจากข้อตกลงและจำนวนค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อเดิมซึ่งโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาไปแล้ว นอกจากนี้ยังได้ตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้ากรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามข้อตกลงให้ครบ 50,000 บาท ภายใน 1 ปี ด้วย จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 มิใช่หนังสือรับสภาพหนี้ และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้หนี้เดิมตามสัญญาเช่าซื้อระงับไป และก่อให้เกิดหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 สิทธิเรียกร้องของโจทก์อันเนื่องมาจากการผิดสัญญาเช่าซื้อจึงระงับไป เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตามมูลหนี้ในสัญญาเช่าซื้อเดิมไม่ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงอันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นด้วย จึงไม่ต้องรับผิดตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว และเมื่อหนี้ตามสัญญาเช่าซื้ออันเป็นหนี้ประธานระงับไปแล้วสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์จึงระงับไปด้วย โจทก์จะฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันหาได้ไม่ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 850 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายสมนึก วิลัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายอร่าม ไทพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2895/2558
#627371
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติใน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 และมาตรา 94 นั้น เป็นขั้นตอนของการยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร ส่วนการตรวจคำขอรับชำระหนี้และทำความเห็นเสนอศาลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 บัญญัติว่า ในการตรวจคำขอรับชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจออกหมายเรียกเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือบุคคลใดมาสอบสวนในเรื่องหนี้สิน แล้วทำความเห็นส่งสำนวนเรื่องหนี้สินที่ขอรับชำระหนี้นั้นต่อศาล พร้อมทั้งรายงานว่ามีผู้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ประการใดหรือไม่ เช่นนี้ เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหมายเรียกให้เจ้าหนี้นำพยานไปให้การสอบสวนเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามจำนวนที่ได้ยื่นคำขอไว้ เจ้าหนี้จึงมีหน้าที่จะต้องนำพยานไปให้การสอบสวนดังกล่าว

ในการขอรับชำระหนี้เจ้าหนี้มีหน้าที่นำพยานมาให้การสอบสวนว่าลูกหนี้ที่ 1 เป็นหนี้เจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามจำนวนที่เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ ทั้งมูลหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94 (1) เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหมายนัดให้ ญ. และ ภ. ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้ กับได้หมายนัดไปยังกรรมการของบริษัทเจ้าหนี้ให้นำพยานมาให้การสอบสวนและนำส่งเอกสารประกอบคำขอรับชำระหนี้ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหมายนัด และในหมายนัดทุกฉบับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ระบุเงื่อนไขไว้ด้วยว่า หากเจ้าหนี้ไม่มาให้การสอบสวนหรือนำส่งเอกสารภายในกำหนดถือว่าเจ้าหนี้ไม่ติดใจอ้างพยานหลักฐานอื่นใดอีก ซึ่งการส่งหมายนัดดังกล่าวให้แก่ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้และกรรมการของเจ้าหนี้เป็นไปโดยชอบแล้ว แต่ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้หรือกรรมการเจ้าหนี้ก็ไม่ได้นำพยานมาให้การสอบสวนแต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจฟังว่าลูกหนี้ที่ 1 ยังเป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่เพียงใด

การอ้างเอกสารในชั้นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 93 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 เมื่อกรณีไม่ปรากฏเหตุที่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับฟังสำเนาเอกสารได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และสำเนาเอกสารนั้นก็มีเพียงผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้เป็นผู้รับรอง สำเนาเอกสารดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้รับฟัง

เจ้าหนี้ยื่นต้นฉบับเอกสารภายหลังที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว จึงเป็นการยื่นเอกสารที่ล่วงเลยระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 1 และที่ 3 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2552

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าเช่าซื้อ ค้ำประกัน เป็นเงิน 301,818 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้สอบสวนคำขอรับชำระหนี้โดยหมายนัดผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้และกรรมการเจ้าหนี้ให้นำพยานมาให้การสอบสวนและนำส่งเอกสารประกอบคำขอรับชำระหนี้ ผู้รับมอบอำนาจและกรรมการเจ้าหนี้ได้รับหมายนัดโดยชอบแล้ว เมื่อถึงเวลานัดเจ้าหนี้ไม่นำพยานมาให้การสอบสวนและนำส่งเอกสารต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงงดสอบสวนพยานฝ่ายเจ้าหนี้โดยถือว่าเจ้าหนี้ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดอีก และเห็นว่าเมื่อเจ้าหนี้ไม่นำพยานมาให้การสอบสวนและนำส่งต้นฉบับเอกสารหรือสำเนาเอกสารแห่งมูลหนี้ฉบับเจ้าพนักงานรับรองสำเนาถูกต้อง คงมีเพียงสำเนาหนังสือรับรอง สำเนาสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ สำเนาสัญญาค้ำประกัน ซึ่งผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้รับรองเอง พยานเอกสารหลักฐานดังกล่าวจึงต้องห้ามไม่ให้รับฟัง พยานหลักฐานที่เจ้าหนี้อ้างส่งจึงไม่เพียงพอ ที่จะฟังได้ว่าลูกหนี้ที่ 1 เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามจำนวนที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ จึงเห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้เสียทั้งสิ้น

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้ชำระหนี้ตามที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่าตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 และมาตรา 94 กำหนดเพียงว่า ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ให้ทำคำขอตามแบบพิมพ์ยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โดยมีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สิน ซึ่งข้อความตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมิได้ระบุให้ต้องยื่นเอกสารประกอบคำขอรับชำระหนี้แต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติใน มาตรา 91 และมาตรา 94 นั้น เป็นขั้นตอนของการยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร ส่วนการตรวจคำขอรับชำระหนี้และทำความเห็นเสนอศาลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 บัญญัติว่า ในการตรวจคำขอรับชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจออกหมายเรียกเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือบุคคลใดมาสอบสวนในเรื่องหนี้สิน แล้วทำความเห็นส่งสำนวนเรื่องหนี้สินที่ขอรับชำระหนี้นั้นต่อศาล พร้อมทั้งรายงานว่ามีผู้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ประการใดหรือไม่ เช่นนี้ เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหมายเรียกให้เจ้าหนี้นำพยานไปให้การสอบสวนเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามจำนวนที่ได้ยื่นคำขอไว้ เจ้าหนี้จึงมีหน้าที่จะต้องนำพยานไปให้การสอบสวนดังกล่าว ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ประการต่อมาว่า พยานหลักฐานที่เจ้าหนี้ส่งไว้นั้นเพียงพอที่จะรับฟังว่าลูกหนี้ที่ 1 เป็นหนี้เจ้าหนี้และมูลหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดแล้วนั้น เห็นว่า ในการขอรับชำระหนี้เจ้าหนี้มีหน้าที่นำพยานมาให้การสอบสวนว่าลูกหนี้ที่ 1 เป็นหนี้เจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามจำนวนที่เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ ทั้งมูลหนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94 (1) เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหมายนัดให้นายใหญ่ และนางภัสสร ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้ กับได้หมายนัดไปยังกรรมการของบริษัทเจ้าหนี้ให้นำพยานมาให้การสอบสวนและนำส่งเอกสารประกอบคำขอรับชำระหนี้ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหมายนัด และในหมายนัดทุกฉบับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ระบุเงื่อนไขไว้ด้วยว่า หากเจ้าหนี้ไม่มาให้การสอบสวนหรือนำส่งเอกสารภายในกำหนดถือว่าเจ้าหนี้ไม่ติดใจอ้างพยานหลักฐานอื่นใดอีก ซึ่งการส่งหมายนัดดังกล่าวให้แก่ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้และกรรมการของเจ้าหนี้เป็นไปโดยชอบแล้ว แต่ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้หรือกรรมการเจ้าหนี้ก็ไม่ได้นำพยานมาให้การสอบสวนแต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจฟังว่าลูกหนี้ที่ 1 ยังเป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่เพียงใด การอ้างเอกสารในชั้นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 เมื่อกรณีไม่ปรากฏเหตุที่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับฟังสำเนาเอกสารได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และสำเนาเอกสารนั้นก็มีเพียงผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้เป็นผู้รับรอง สำเนาเอกสารดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้รับฟัง

เจ้าหนี้ยื่นต้นฉบับเอกสารภายหลังที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว จึงเป็นการยื่นเอกสารที่ล่วงเลยระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อศาลฎีกาได้พิเคราะห์พยานหลักฐานในสำนวนแล้วเห็นว่ายังไม่เพียงพอที่จะฟังว่าลูกหนี้ที่ 1 เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามจำนวนที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91 ม. 94 ม. 105 (เดิม)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
เจ้าหนี้ — บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายประสิทธิ์ สิทธิยศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2857/2558
#627369
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับ อ. เมื่อ อ.ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับ อ. ย่อมสิ้นสุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 มีผลให้ต้องคิดส่วนแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับ อ. ตั้งแต่วันที่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายนั้น ในบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1625 ที่ดินพิพาทจึงต้องแบ่งให้จำเลยที่ 1 และ อ. ได้คนละส่วนเท่ากัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1533 ที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งส่วนของ อ. ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมคือ โจทก์กับบุตรอีก 4 คน ของ อ. ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 และจำเลยที่ 1 คู่สมรสซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599, 1629 (1) และ 1635 (1) ดังนี้ ที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นมรดกของ อ. จึงต้องแบ่งให้แก่ บุตรทุกคนรวมทั้งโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละ 1 ใน 6 จำเลยที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท 7 ใน 12 ส่วน และมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้เฉพาะส่วนของตนเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งมิใช่ทายาทโดยธรรม ของ อ. โดยไม่มีค่าตอบแทน เป็นทางเสียเปรียบแก่โจทก์ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของ อ. คนหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเฉพาะส่วนของตนและเรียกทรัพย์มรดกของ อ. ในส่วนของตนได้ ตาม ป.พ.พ มาตรา 1300 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 กึ่งหนึ่งของที่ดินพิพาท นั้น จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 66541 ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งแยกใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามส่วนสัดของโจทก์ที่จะได้รับหรือใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 66541 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 กึ่งหนึ่งในส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนสัดที่โจทก์มีสิทธิในที่ดินส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางอารีย์ มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือ นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา และนายมารุต ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 66541 ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์ แต่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียว นางอารีย์ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางอารีย์ ต่อมา จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งเสียก่อนตายของนางอารีย์ซึ่งให้โอนที่ดินพิพาทแก่นางสาววรรณเย็น แต่นางสาววรรณเย็นเกรงว่าสำนักงานสรรพากรพื้นที่ศรีสะเกษจะยึดที่ดินพิพาทไปชำระค่าภาษีอากร จึงให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดารับโอนไว้แทน คำสั่งเสียก่อนตายของนางอารีย์ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์ เมื่อนางอารีย์ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์ย่อมสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 การคิดส่วนแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางอารีย์มีผลตั้งแต่วันที่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายนั้น และการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอยู่ในข้อบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 ที่ดินพิพาทจึงต้องแบ่งให้จำเลยที่ 1 และนางอารีย์ได้คนละส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 ที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งส่วนของนางอารีย์ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมคือ นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา และนายมารุต บุตรของนางอารีย์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 และจำเลยที่ 1 คู่สมรสเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเสมือนเป็นทายาทชั้นบุตร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599, 1629 (1) และ 1635 (1) ดังนี้ ที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์จึงต้องแบ่งให้แก่นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา นายมารุต และจำเลยที่ 1 คนละ 1 ใน 6 ส่วน นางมนต์รัก นางสาวอาภา โจทก์ นางปรียา และนายมารุตจึงมีกรรมสิทธิ์คนละ 1 ใน 12 ส่วน ของที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท 7 ใน 12 ส่วน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ได้เฉพาะส่วนของตนเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทรวมทั้งส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งมิใช่ทายาทโดยธรรมของนางอารีย์โดยไม่มีค่าตอบแทน เป็นทางเสียเปรียบแก่โจทก์ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอารีย์คนหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเฉพาะส่วนของตนและเรียกทรัพย์มรดกของนางอารีย์ในส่วนของตนได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งในส่วนที่เป็นมรดกของนางอารีย์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 แบ่งทรัพย์มรดกของนางอารีย์ให้แก่บุตรทุกคนมากกว่าส่วนที่บุตรแต่ละคนจะได้รับเนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้โอนส่วนของตนให้ไปด้วย หากต้องแบ่งทรัพย์มรดกตามส่วนสัดที่บุตรแต่ละคนจะได้รับตามกฎหมายแล้วจะเกิดความเสียหายและมีปัญหาความไม่สงบสุขภายในครอบครัวตามมาภายหลัง เพราะพี่น้องจะฟ้องร้องกันไม่จบสิ้น การแบ่งทรัพย์มรดกตามที่จำเลยที่ 1 กระทำเป็นประโยชน์แก่บุตรทุกคนมากกว่าการแบ่งตามบทบัญญัติของกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางอารีย์มีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามกฎหมาย แม้นางอารีย์จะมีทรัพย์มรดกอื่นนอกจากที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ก็ต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกเหล่านั้นให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เว้นแต่ทายาททุกคนจะตกลงยินยอมกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 แบ่งปันทรัพย์มรดกตามที่ตนเองเห็นสมควรโดยทายาททุกคนไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย และมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังที่วินิจฉัยข้างต้น แม้การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ทายาทดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ก็หาทำให้การจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 เป็นการชอบด้วยกฎหมายไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 66541 ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 จำนวน 1 ใน 12 ส่วนของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอารีย์จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300 ม. 1501 ม. 1533 ม. 1599 ม. 1625 ม. 1629 (1) ม. 1635 (1)
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบูรณ์ ไสยสมบัติ
นายมนตรี ไสยสมบัติ ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนางอารีย์ ไสยสมบัติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2856/2558
#636239
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อเม็ดเงิน (แร่เงิน) จากโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในการชำระหนี้ดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 1 สั่งซื้อและรับสินค้าจากโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 50,791,081 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระราคาสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ถือได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเพียงพอที่จะให้จำเลยที่ 2 เข้าใจและต่อสู้คดีได้ถูกต้องแล้ว ส่วนที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าอะไร แต่ละครั้งเป็นจำนวนเท่าไร ราคาเท่าไร เมื่อใดและครบกำหนดชำระหนี้เมื่อใด อีกทั้งมิได้แนบเอกสารที่แสดงรายละเอียดมาท้ายคำฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาเกินกว่าสองหมื่นบาท กรณีต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง และวรรคสาม ซึ่งบัญญัติให้การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาทหรือกว่านั้นขึ้นไป ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญหรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อซึ่งได้รับมอบสินค้าจากโจทก์ผู้ขายแล้วผิดนัด ขอให้บังคับชำระค่าสินค้า กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายหรือไม่

สัญญาค้ำประกันมิได้มีข้อความว่าเป็นการค้ำประกันการซื้อขายสินค้าเฉพาะที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่สัญญาค้ำประกันมีผลใช้บังคับเท่านั้น ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันจึงต้องรวมถึงหนี้ตามสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวที่เกิดขึ้นก่อนมีการทำสัญญาค้ำประกันด้วย

จำเลยที่ 2 ได้รับเวนคืนหนังสือค้ำประกันอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ที่ค้ำประกัน อันเข้าข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 327 วรรคสาม ว่า หนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปแล้วก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว มิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 จำเลยที่ 2 จะอ้างธรรมเนียมปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไปว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับเวนคืนต้นฉบับหนังสือค้ำประกันจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต และจำเลยที่ 2 คืนหลักประกันไป จำเลยที่ 2 ก็หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันแล้วหาได้ไม่ ทั้งนี้เพราะกรณีไม่ต้องบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความระงับสิ้นไปแห่งการค้ำประกันอันเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด ดังที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วใน ป.พ.พ. มาตรา 698 ถึงมาตรา 701

การผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ที่ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดนั้น จะต้องเป็นการตกลงผ่อนเวลาแน่นอนและมีผลว่าในระหว่างผ่อนเวลานั้นเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องร้องไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน แล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าชำระหนี้แก่โจทก์ แต่เมื่อโจทก์ยังสามารถบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามมูลหนี้ซื้อขายได้ กรณีไม่ใช่เป็นการตกลงกำหนดวันหรือระยะเวลาชำระหนี้ให้เป็นการแน่นอน จึงไม่เป็นการที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้อันจะทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 700 (เดิม) จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 54,792,669.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ของต้นเงิน 50,791,081 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 54,792,669.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ของต้นเงิน 50,791,081 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มีนาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการค้าทอง นาก เงิน เพชร พลอย และอัญมณีอื่น ได้มอบอำนาจให้นายเอนกเป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของโจทก์ตั้งแต่กลางปี 2550 โดยจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าประเภทเม็ดเงิน (แร่เงิน) จากโจทก์ ซึ่งโจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 และเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 เมื่อเดือนมกราคม 2551 จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าสินค้าแก่โจทก์เป็นเงิน 54,000,000 บาทเศษ ต่อมาต้นปี 2551 จำเลยที่ 1 ประสงค์จะสั่งซื้อสินค้าประเภทเม็ดเงิน (แร่เงิน) จากโจทก์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระค่าสินค้าเดิมกับโจทก์ โจทก์จึงเสนอว่าหากจำเลยที่ 1 จะซื้อสินค้าครั้งใหม่ จำเลยที่ 1 จะต้องทำหนังสือสัญญาซื้อขายกับโจทก์ และจำเลยที่ 1 จะต้องให้ธนาคารพาณิชย์ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ค่าสินค้าและมอบหนังสือสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการซื้อขาย เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2551 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อสินค้าประเภทเม็ดเงิน (แร่เงิน) (เอจี:ขั้นต่ำร้อยละ 99.99) จากโจทก์ตกลงกันว่า ปริมาณในการสั่งซื้อสินค้าเม็ดเงินดังกล่าวขึ้นอยู่กับการสั่งซื้อตามมูลค่าตามใบแจ้งหนี้ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงดอกเบี้ยและภาษีมูลค่าเพิ่มโดยรวมแล้วไม่เกินกว่าจำนวนของหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารพาณิชย์ โดยราคาเสนอให้ใช้ราคาสำหรับการส่งมอบทันทีของเงินที่ปรากฏบนจอของรอยเตอร์ การส่งมอบสินค้าตกลงส่งไปยังสถานที่ที่ผู้ซื้อกำหนด จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าสินค้าเป็นเงินสดหรือเช็คระบุวันครบกำหนดชำระตามกำหนดเวลาที่โจทก์ระบุไว้ตามใบแจ้งหนี้ แต่ต้องชำระก่อนหมดอายุของหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารพาณิชย์ที่จำเลยที่ 1 ขอให้ธนาคารพาณิชย์ออกให้ หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดชำระค่าสินค้า จำเลยที่ 1 ตกลงนำหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารพาณิชย์ที่ยอมรับได้มีกำหนดระยะเวลาของหลักประกัน 1 ปี เป็นหลักประกันร้อยละ 100 ของมูลค่าตามใบแจ้งหนี้และดอกเบี้ยที่ค้างชำระแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดตามสัญญาซื้อขาย โจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่าสินค้าไปยังธนาคารพาณิชย์ที่ออกหนังสือสัญญาค้ำประกัน และจำเลยที่ 1 จะให้เอกสารที่จำเป็นทั้งหมดแก่โจทก์เพื่อที่โจทก์จะได้รับเงินจากธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2551 จำเลยที่ 2 ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันเลขที่ ค. 14670034508000 เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว โดยยอมผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในการปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาประธาน (สัญญาซื้อขาย) ต่อโจทก์ผู้รับประโยชน์ เป็นเงิน 55,000,000 บาท มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 24 มกราคม 2552 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2552 นายเอนก และนายเค กรรมการผู้จัดการของโจทก์ในขณะนั้นไปรับหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจากนายสิรภพ พนักงานของจำเลยที่ 2 สาขาลาดกระบัง จากนั้นโจทก์มีหนังสือสอบถามไปยังจำเลยที่ 2 เพื่อขอให้จำเลยที่ 2 ยืนยันการค้ำประกันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2551 จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งยืนยันต่อโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ได้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจริง และจำเลยที่ 1 ชำระค่าสินค้าที่ค้างชำระเดิมก่อนทำสัญญาซื้อขายจำนวน 54,000,000 บาทเศษ ให้แก่โจทก์ หลังจากทำสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หลายครั้ง และครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งโจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าสินค้าค้างชำระเป็นเงิน 50,791,081 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี นับแต่วันที่ใบแจ้งหนี้ถึงกำหนดชำระถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,011,588.63 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 54,792,699.63 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินค้าค้างชำระดังกล่าว ต่อมาต้นเดือนธันวาคม 2551 จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ลงวันที่ 23 มกราคม 2552 จำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรกชำระค่าสินค้าค้างชำระเป็นเงิน 50,791,081 บาท ฉบับที่สองชำระค่าดอกเบี้ยของค่าสินค้าค้างชำระเป็นเงิน 3,531,032.40 บาท ซึ่งก่อนที่เช็คทั้งสองฉบับจะถึงกำหนดชำระ จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เลื่อนการเรียกเก็บเงินตามเช็คทั้งสองฉบับออกไปประมาณ 3 ถึง 4 วัน แต่เมื่อครบกำหนดดังกล่าวโจทก์ไม่สามารถติดต่อจำเลยที่ 1 ได้ จากนั้นวันที่ 29 มกราคม 2552 โจทก์นำเช็คทั้งสองฉบับเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ เพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อต้นเดือนมกราคม 2552 ก่อนครบกำหนดตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน โจทก์มีหนังสือสอบถามจำเลยที่ 2 ขอให้ยืนยันการออกหนังสือสัญญาค้ำประกันอีกครั้ง จากนั้นวันที่ 19 มกราคม 2552 จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ได้รับคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันเลขที่ ค. 14670034508000 ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2551 จากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ยกเลิกภาระการค้ำประกันไปแล้วตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 การที่อ้างว่าโจทก์รับคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันไม่เป็นความจริง เพราะหนังสือสัญญาค้ำประกันอยู่ที่โจทก์และโจทก์ไม่เคยคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่เคยแจ้งเรื่องการรับคืนหรือเวนคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันให้โจทก์ทราบ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 โจทก์มีหนังสือขอรับชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันไปยังจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้รับแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระ โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด จำเลยที่ 2 มีการออกหนังสือสัญญาค้ำประกัน 2 ประเภท คือ ประเภทแรกเป็นแบบมีกำหนดระยะเวลา ประเภทที่สองเป็นแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา ซึ่งลักษณะกระดาษที่จำเลยที่ 2 ใช้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกัน สำหรับหนังสือสัญญาค้ำประกันแบบที่มีกำหนดระยะเวลาซึ่งผู้ขอออกหนังสือสัญญาค้ำประกันสามารถนำหนังสือสัญญาค้ำประกันมาเวนคืนก่อนครบกำหนดอายุหนังสือสัญญาค้ำประกันได้ โดยผู้ขอออกหนังสือสัญญาค้ำประกันจะต้องนำต้นฉบับหนังสือสัญญาค้ำประกันมาคืนให้แก่จำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 จะยกเลิกภาระตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน และจำเลยที่ 2 จะคืนหลักประกันในการทำหนังสือสัญญาค้ำประกันให้แก่ผู้ขอออกหนังสือสัญญาค้ำประกัน ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่ต้องแจ้งเรื่องการเวนคืนและการยกเลิกภาระตามหนังสือสัญญาค้ำประกันให้ผู้รับประโยชน์ทราบ เพราะผู้ขอออกหนังสือสัญญาค้ำประกันและผู้รับประโยชน์มีความผูกพันตามสัญญาประธานอยู่แล้ว การทำหนังสือสัญญาค้ำประกันวงเงินเกินกว่า 15,000,000 บาทนั้น เป็นอำนาจอนุมัติของจำเลยที่ 2 สำนักงานใหญ่ เมื่อจำเลยที่ 2 อนุมัติหนังสือสัญญาค้ำประกันแล้ว ผู้ขอออกหนังสือสัญญาค้ำประกันต้องมารับหนังสือสัญญาค้ำประกันด้วยตนเอง ผู้รับประโยชน์ไม่สามารถรับหนังสือสัญญาค้ำประกันจากจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2551 ซึ่งเป็นวันศุกร์จำเลยที่ 2 ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันแบบมีกำหนดระยะเวลาให้แก่จำเลยที่ 1 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2551 สิ้นสุดวันที่ 24 มกราคม 2552 โดยจำเลยที่ 1 มีเงินสดจำนวน 55,000,000 บาท เป็นหลักประกันให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งพนักงานของจำเลยที่ 2 สาขาลาดกระบัง ได้โทรศัพท์แจ้งพนักงานจำเลยที่ 2 สำนักงานใหญ่ว่า จะให้จำเลยที่ 1 มารับหนังสือสัญญาค้ำประกันจากจำเลยที่ 2 สำนักงานใหญ่ และในวันเดียวกันนายเดชา พนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับหนังสือสัญญาค้ำประกันจากนางสาวอรทัย พนักงานของจำเลยที่ 2 สำนักงานใหญ่ หลังจากนั้นอีก 3 วัน จำเลยที่ 2 มีหนังสือยืนยันการออกหนังสือสัญญาค้ำประกัน เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 1 นำต้นฉบับหนังสือสัญญาค้ำประกัน มาขอเวนคืนแก่จำเลยที่ 2 สาขาลาดกระบัง เพื่อยกเลิกภาระค้ำประกัน เมื่อจำเลยที่ 2 สาขาลาดกระบัง ยกเลิกหนังสือสัญญาค้ำประกันแล้วทำให้จำเลยที่ 2 หมดภาระผูกพันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันและไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2551 จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้เบิกถอนเงินสดจำนวน 55,000,000 บาท ที่เป็นหลักประกันการออกหนังสือสัญญาค้ำประกันจากจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็คให้แก่โจทก์จำนวน 55,000,000 บาท สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 3 มกราคม 2551 ผู้ที่ลงลายมือชื่อในช่องผู้ขายคือ นายคีชอล กรรมการของโจทก์ แต่ปรากฏในหนังสือรับรองของโจทก์ว่าระหว่างวันที่ 8 สิงหาคม 2550 ถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ไม่มีชื่อนายคีชอล เป็นกรรมการของโจทก์ และสถานที่ส่งมอบสินค้าตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวซึ่งเป็นสำนักงานของจำเลยที่ 1 ตั้งอยู่เลขที่ 160/597 ชั้นที่ 25 อาคารชุดไอทีเอฟ - สีลมพาเลซ ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เป็นเพียงห้องชุดขนาดเล็กไม่สามารถเก็บสินค้าจำนวนมากตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวได้ และได้ทิ้งร้างห้องชุดเลขที่ดังกล่าวมานานแล้ว ทำให้จำเลยที่ 2 เชื่อว่าไม่มีการซื้อขายกันจริงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2551 โจทก์ได้รับหนังสือสัญญาค้ำประกันจากจำเลยที่ 2 สาขาลาดกระบังนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะวันที่ 26 มกราคม 2551 เป็นวันเสาร์ จำเลยที่ 2 หยุดทำการ เมื่อเดือนมกราคม 2552 โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยที่ 2 ยืนยันหนังสือสัญญาค้ำประกันอีกครั้ง จำเลยที่ 2 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2552 แจ้งโจทก์ว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันได้ถูกยกเลิกไปแล้วเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 2 ไม่ได้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกัน

พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2551 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อขายสินค้าประเภทเม็ดเงิน (แร่เงิน) จากโจทก์ ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2551 จำเลยที่ 2 ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อเม็ดเงิน (แร่เงิน) จากโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในการชำระหนี้ดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 1 สั่งซื้อและรับสินค้าจากโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 50,791,081 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระราคาสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ถือได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเพียงพอที่จะให้จำเลยที่ 2 เข้าใจและต่อสู้คดีได้ถูกต้องแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าอะไร แต่ละครั้งเป็นจำนวนเท่าไร ราคาเท่าไร เมื่อใดและครบกำหนดชำระหนี้เมื่อใด อีกทั้งมิได้แนบเอกสารที่แสดงรายละเอียดมาท้ายคำฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า สัญญาซื้อขายมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า สัญญาซื้อขายไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 เนื่องจากผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ขายในสัญญาดังกล่าวเป็นบุคคลที่มิใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์นั้น เห็นว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาเกินกว่าสองหมื่นบาท กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง และวรรคสาม ซึ่งบัญญัติให้การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาทหรือกว่านั้นขึ้นไป ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญหรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ คดีนี้เป็นกรณีโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อซึ่งได้รับมอบสินค้าจากโจทก์ผู้ขายแล้วผิดนัด ขอให้บังคับชำระค่าสินค้า กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายหรือไม่

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า นายเอนกผู้รับมอบอำนาจโจทก์ตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า ในช่องผู้นำส่งไม่ใช่ลายมือชื่อนางสาวปารมี และค่าสินค้าเกิดขึ้นก่อนสัญญาค้ำประกันค่าสินค้า จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ไว้จริง ซึ่งตามสัญญาค้ำประกัน ระบุว่าเป็นการค้ำประกันการซื้อขายตามสัญญา ตามสัญญาค้ำประกันมิได้มีข้อความว่าเป็นการค้ำประกันการซื้อขายสินค้าเฉพาะที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่สัญญาค้ำประกันมีผลใช้บังคับเท่านั้น ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันจึงต้องรวมถึงหนี้ตามสัญญาซื้อขายฉบับดังกล่าวที่เกิดขึ้นก่อนมีการทำสัญญาค้ำประกันด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า ที่โจทก์สมคบกับจำเลยที่ 1 ทำการฉ้อฉลจำเลยที่ 2 ให้ออกหนังสือค้ำประกันนั้น จำเลยที่ 2 มีเพียงนายวาที ทนายจำเลยที่เบิกความลอย ๆ เท่านั้นว่า พยานเดินทางไปที่สำนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 160/597 อาคารชุดไอทีเอฟ - สีลม พาเลซ ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร พบว่าเป็นเพียงห้องชุดขนาดเล็กและไม่สามารถเก็บสินค้าในจำนวนมากตามสัญญาได้ แต่จำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบให้เห็นว่าเป็นการจัดตั้งสำนักงานลอย ๆ ขึ้นมา และไม่มีการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 ที่สำนักงานดังกล่าว ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าไม่มีการซื้อขายที่แท้จริงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพื่อสมคบกันทำการฉ้อฉลจำเลยที่ 2 ให้ออกหนังสือค้ำประกัน พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่า โจทก์สมคบกับจำเลยที่ 1 ทำการฉ้อฉลจำเลยที่ 2 และการที่จำเลยที่ 1 นำหนังสือสัญญาค้ำประกันมาแจ้งยกเลิกภาระค้ำประกันและขอเบิกเงินจำนวน 55,000,000 บาท ซึ่งเป็นหลักประกันที่จำเลยที่ 1 ที่วางไว้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 จัดทำเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายให้โจทก์ในวันเดียวกัน ก็มิได้ถือว่าเป็นพิรุธ ซ้ำยังเป็นการแสดงให้เห็นได้ว่าเคยมีการซื้อขายสินค้ากันจริงจึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระค่าสินค้าที่ค้างมาก่อน การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 1 นำต้นฉบับหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมาคืนให้แก่จำเลยที่ 2 และขอยกเลิกสัญญาค้ำประกันก่อนที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาตามฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จะฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับเวนคืนหนังสือค้ำประกันดังกล่าวอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ที่ค้ำประกันจริงตามที่จำเลยที่ 2 นำสืบ อันเข้าข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 327 วรรคสาม ว่า หนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปแล้วก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว มิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 จำเลยที่ 2 จะอ้างธรรมเนียมปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไปว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับเวนคืนต้นฉบับหนังสือค้ำประกันจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต และจำเลยที่ 2 คืนหลักประกันไป จำเลยที่ 2 ก็หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันแล้วหาได้ไม่ ทั้งนี้เพราะกรณีไม่ต้องบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความระงับสิ้นไปแห่งการค้ำประกันอันเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด ดังที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ถึงมาตรา 701

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า โจทก์ตกลงผ่อนเวลาให้จำเลยที่ 1 อันจะทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า มูลหนี้ซื้อขายแร่เงินได้ระบุวันที่ครบกำหนดชำระหนี้ไว้ชัดเจนแน่นอน การที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เลื่อนการชำระหนี้โดยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า มีผลให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดนั้น เห็นว่า การผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ที่ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดนั้น จะต้องเป็นการตกลงผ่อนเวลาแน่นอนและมีผลว่าในระหว่างผ่อนเวลานั้นเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องร้องไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกัน แล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าชำระหนี้แก่โจทก์ แต่เมื่อโจทก์ยังสามารถบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามมูลหนี้ซื้อขายได้ กรณีไม่ใช่เป็นการตกลงกำหนดวันหรือระยะเวลาชำระหนี้ให้เป็นการแน่นอน จึงไม่เป็นการที่เจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้อันจะทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 700 (เดิม) จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ล้วนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 327 วรรคสาม ม. 456 วรรคสอง ม. 698 ม. 700 (เดิม)
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเคแซด-แพรนด้า จำกัด
บริษัทดี ซี เค อินเตอร์เนชั่นแนล
จำเลย — จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภกิจ กิตสัมบันท์
โสฬส สุวรรณเนตร์
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2848 -ที่ 2849/2558
#581386
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท บ. จำกัด ต้องการที่จะใช้รถเครนและรถขุดพิพาท จำเลยที่ 1 ซึ่งต้องการขายรถเครนและรถขุดพิพาทจึงติดต่อกับโจทก์ที่เป็นแหล่งเงินทุนให้ซื้อรถเครนและรถขุดพิพาทเพื่อนำออกให้บริษัท บ. จำกัด เช่าแบบลิสซิ่ง แต่เนื่องจากโจทก์ไม่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านเทคนิคของรถเครนและรถขุดพิพาท โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบด้วยการซื้อกลับคืนเท่ากับค่าเช่าที่ค้างชำระทั้งหมดหากบริษัท บ. จำกัด ผิดสัญญาเช่า ซึ่งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 6 ก็ตกลง โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเข้าทำสัญญาซื้อขายรถเครนและรถขุดพิพาทและทำสัญญาซื้อกลับคืนในวันเดียวกัน แล้วโจทก์นำรถเครนและรถขุดพิพาทออกให้บริษัท บ. จำกัด เช่าตามสำเนาแบบคำขอให้บริการเช่าโดยมีบริษัท ส. จำกัด และ ส. เป็นผู้ค้ำประกันการเช่ารถของบริษัท บ. จำกัด ดังกล่าว ในการนี้โจทก์ได้รับประโยชน์ที่รวมอยู่ในค่าเช่า และจำเลยที่ 1 ได้กำไรจากการขายรถดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามวิธีการประกอบธุรกิจการค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามปกติ และคู่กรณีต่างมีเจตนาเข้าทำสัญญาซื้อกลับคืนอย่างแท้จริงโดยทราบและเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำสัญญาว่า สัญญาซื้อกลับคืนเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์แยกต่างหากจากสัญญาเช่าและสัญญาซื้อขายฉบับเดิม ดังจะเห็นได้จากสัญญาซื้อกลับคืนเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน กล่าวคือ หากเกิดกรณีที่บริษัท บ. จำกัด ผู้เช่าผิดสัญญาเช่า สัญญาซื้อกลับคืนจึงมีผลบังคับ กับมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนแตกต่างจากสัญญาค้ำประกันโดยแจ้งชัด และภายหลังจากที่บริษัท บ. จำกัด ผิดสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ก็เข้าผ่อนชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อกลับคืนและหนังสือรับสภาพหนี้ติดต่อตลอดเรื่อยมาจนถึงปี 2549 เป็นเงินรวม 40 ล้านบาทเศษและขอให้โจทก์ฟ้องบริษัท บ. จำกัด เพื่อจะได้นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อไปตามสัญญาซื้อกลับคืนด้วย ซึ่งโดยสภาพแห่งสัญญาดังกล่าวมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 แสร้งแสดงเจตนาเข้าทำนิติกรรมแต่อย่างใด สัญญาซื้อกลับคืนจึงมิใช่นิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่ออำพรางสัญญาค้ำประกันหรือสัญญารับสภาพหนี้ สัญญาดังกล่าวจึงมีผลผูกพันคู่สัญญาตามกฎหมาย หาตกเป็นโมฆะไม่

โจทก์ จำเลยทั้งหก และบริษัท บ. จำกัด ต่างเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งบริษัท บ. จำกัด ก็เช่ารถเครนและรถขุดพิพาทแบบลิสซิ่งในอัตราค่าเช่าสูงถึงเกือบ 70 ล้านบาท ประกอบกับโดยสภาพของรถก็เป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่นำไปใช้ในการประกอบกิจการก่อสร้างเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า จึงหาได้มีลักษณะเป็นการเช่ามาเพื่อใช้สอยตามปกติไม่ นอกจากนี้หนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งมีมูลหนี้มาจากสัญญาซื้อขายและสัญญาซื้อกลับคืนพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อการค้า จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้บริโภคตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 3 และมาตรา 4 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจและให้สัตยาบันแก่จำเลยที่ 6 โดยให้ถือว่านิติกรรมสัญญาต่าง ๆ และกิจการใด ๆ ที่จำเลยที่ 6 ทำในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะแทนจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยอมให้มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทุกประการ ไม่ว่านิติกรรมสัญญาหรือกิจการใด ๆ ดังกล่าวจะได้กระทำลงก่อนหน้านี้ก็ตาม จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้ให้แก่โจทก์ อันเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์บังคับได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วย และจำเลยที่ 6 ในฐานะผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามหนังสือรับสภาพหนี้ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อย่างลูกหนี้ร่วมเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำนวนแรก โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 66,541,063.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 61,273,729.73 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนหลัง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 49,537,828.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 40,425,134.26 บาท นับถัดจากวันที่ 9 เมษายน 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยคืนเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางนาจำนวน 10 ฉบับ ตามใบรับเช็คลงวันที่ 22 ธันวาคม 2549 แก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยสำนวนหลังว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 สำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์สำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ในสำนวนแรกให้เรียกว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ตามลำดับ เช่นเดิม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 60,110,913.64 บาท พร้อมเบี้ยปรับร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 4929/2544 คดีหมายเลขแดงที่ 831/2546 ของศาลชั้นต้น เพียงใด ให้สิทธิโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งหกลดลงตามส่วนนั้นและหากโจทก์หรือจำเลยที่ 1 ขายรถขุดยี่ห้อโคมัทสุที่พิพาทได้เงินเท่าใด ให้นำมาหักชำระหนี้ได้อีกส่วนหนึ่ง ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท ให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 1ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ (ในสำนวนหลัง) ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

จำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ ตามสำเนาหนังสือรับรอง จำเลยที่ 5 เดิมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด แต่ต่อมาได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และมีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ตามสำเนาหนังสือรับรอง เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายรถเครนยี่ห้อซูมิโตโม่2 คัน รถเครนยี่ห้อลิเพอร์ 1 คัน และรถขุดยี่ห้อโคมัทสุ 1 คัน ที่พิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 2,539,370 ดอลลาร์สหรัฐ และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อกลับคืนรถเครนและรถขุดพิพาทจากโจทก์ในราคาเดียวกัน ตามสัญญาและสัญญาซื้อกลับคืน แล้วบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด ทำสัญญาเช่ารถเครนกับรถขุดพิพาทจากโจทก์ในราคา 2,539,370 ดอลลาร์สหรัฐ เช่นกัน ตามสำเนาแบบคำขอใช้บริการเช่าและสัญญาเช่า ต่อมาบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัดผิดสัญญาเช่า โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าและติดตามยึดรถเครนพิพาท 3 คัน กลับคืนมาจากนั้นเรียกร้องให้บริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด คืนรถขุดพิพาทและชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาเช่า แต่บริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด เพิกเฉย โจทก์จึงยื่นฟ้องบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด กับพวก ต่อศาลชั้นต้น ตามสำเนาคำฟ้องคดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 510/2554 พิพากษาให้บริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด กับพวกร่วมกันชำระเงิน 5,894,896.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 ตุลาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2544 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามสัญญาซื้อกลับคืนกับโจทก์ 8 ฉบับ ตามหนังสือรับสภาพหนี้และบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือรับสภาพหนี้ และโจทก์นำรถเครนพิพาททั้งสามคันที่ยึดคืนมาออกประมูลขาย ตามสำเนาประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งจำเลยที่ 5 เป็นผู้ซื้อรถเครนพิพาททั้งสามคันได้ในราคา 5,800,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขาย โจทก์นำเงินที่ได้จากการขายรถเครนพิพาทไปหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเมื่อรวมกับเงินที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระให้แก่โจทก์แล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 40,425,134.26 บาท ตามตารางแสดงการคำนวณต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระมาแล้ว และจำเลยที่ 1 ยังออกเช็คพิพาทรวม 10 ฉบับ มอบให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์นำเช็คพิพาท 4 ฉบับ ไปทำการเรียกเก็บเงินตามเช็ค แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามสำเนาเช็คและใบคืนเช็ค

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลต้องพิจารณาจากคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องทั้งหมดประกอบกันเป็นสำคัญว่าคำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และคำขอบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้วหรือไม่ หาจำต้องนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดีมาเป็นข้อพิจารณาประกอบด้วยดังที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างมาไม่ เมื่อได้พิจารณาคำบรรยายฟ้องของโจทก์ประกอบเอกสารท้ายฟ้องทั้งหมดแล้ว เห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับรวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 6 จะมีผลผูกพันให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ อย่างไร จำเลยที่ 1 ได้ซื้อรถเครนและรถขุดพิพาทกลับคืนมาแล้วหรือไม่ เพราะเหตุใดจึงยังต้องทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์เต็มจำนวนอีก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้รับประโยชน์จากสัญญาดังกล่าวนี้อย่างไรและโจทก์มีวิธีคิดคำนวณดอกเบี้ยกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกร้องจากจำเลยทั้งหกอย่างไรนั้นล้วนเป็นรายละเอียดที่จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดและถูกต้องแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยและไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยทั้งหกในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกในประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งหกชำระหนี้ก่อนฟ้องแล้ว โจทก์จึงมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้นโจทก์มีนางสาวรัตติกร ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์มาเบิกความเป็นพยานประกอบกับหนังสือรับสภาพหนี้ และหนังสือบอกกล่าวพร้อมใบตอบรับไปรษณีย์ แสดงให้ศาลเห็นได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ ที่จำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาซื้อกลับคืน ให้แก่โจทก์แต่ละฉบับจะมีกำหนดเวลาและจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องผ่อนชำระหนี้แต่ละงวดไว้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งภายหลังจากที่มีการทำหนังสือรับสภาพหนี้ อันเป็นฉบับสุดท้ายแล้ว จำเลยที่ 1ไม่ชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว โจทก์จึงได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยทั้งหกเพื่อให้ชำระหนี้ทั้งหมดภายในระยะเวลาที่กำหนด จำเลยทั้งหกได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วแต่ก็เพิกเฉย ตามหนังสือบอกกล่าวพร้อมใบตอบรับไปรษณีย์เมื่อจำเลยทั้งหกคงนำสืบกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยว่า ไม่เคยได้รับมอบหนังสือบอกกล่าว ของโจทก์ และตามทางพิจารณาได้ความว่า ภายหลังจากที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว บริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด ไม่ยอมชำระหนี้ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทวงถามหรือหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์หรือจำเลยที่ 1 อีก ส่วนที่โจทก์หากได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องนำเงินที่ได้รับจากการชำระหนี้ดังกล่าวไปหักชำระหนี้ของบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด และจำเลยที่ 1ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ข้อ 7 หาทำให้หนี้ตามที่ตกลงไว้ในหนังสือรับสภาพหนี้กลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนและเวลาชำระหนี้ได้ตามที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งหก ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า หนี้ในรายพิพาทนี้เป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอนและมีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน หากจำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง เมื่อจำเลยทั้งหกไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดจึงตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ทั้งปัญหาเกี่ยวกับเรื่องมีการบอกกล่าวทวงถามก่อนฟ้องหรือไม่ ก็เป็นคนละประเด็นกับปัญหาการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งหกในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกในประการต่อไปว่า กรรมการโจทก์มีอำนาจทำสัญญาพิพาทแทนโจทก์ และจำเลยที่ 6 ทำสัญญาพิพาทโดยมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า เมื่องานที่นายยุน ทำเป็นงานที่ไม่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาดตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญาพิพาท แต่จะต้องรับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมแรงงานหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีกรมแรงงานมอบหมายก่อน นายยุน จึงจะทำงานได้ตามมาตรา 7 โดยมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เป็นหน้าที่ของโจทก์ในฐานะผู้ประสงค์จะให้คนต่างด้าวทำงานเป็นผู้ขอรับใบอนุญาตแทนนายยุน ทั้งปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรอง ว่า บริษัทโจทก์แต่งตั้งให้นายยุน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2537 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งหากนายยุน มิได้รับใบอนุญาตทำงานจากอธิบดีกรมแรงงานหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีกรมแรงงานมอบหมายในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้แล้ว นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทย่อมไม่อาจดำเนินการจดทะเบียนให้นายยุน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ อันเป็นการสอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของนางสาวรัตติกร ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า นายยุน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และได้รับใบอนุญาตทำงานในบริษัทโจทก์ตามกฎหมาย สัญญาและหนังสือรับสภาพหนี้ในรายพิพาทนี้จึงไม่ตกเป็นโมฆะ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งหกยกขึ้นอ้างมาในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ส่วนที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ต่างเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันในการประกอบธุรกิจ และไม่มีวัตถุประสงค์ไปในทางเสียหายเพื่อรับสภาพหนี้อันไม่ใช่หนี้ของตน หนังสือมอบอำนาจและให้สัตยาบัน ทำขึ้นภายหลังสัญญาพิพาทเป็นการมอบอำนาจและให้สัตยาบันแก่จำเลยที่ 6 เพื่อไปกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กับโจทก์ ไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 ไปทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำหนังสือรับสภาพหนี้ ดังเช่นจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน หนังสือรับสภาพหนี้ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมีจำเลยที่ 6 แต่เพียงผู้เดียวลงนามและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 6 เองก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์รับว่า จำเลยที่ 6 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ทั้งตามเอกสารที่คัดถ่ายจากเว็บไซต์ของจำเลยที่ 5 ก็ได้ความว่า จำเลยที่ 6 เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เพื่อประกอบธุรกิจจำหน่าย ซ่อมแซมเครื่องจักร เคลื่อนย้ายวัสดุหรืออุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก และขายเครื่องจักรกลหนักใช้งานแล้ว ซึ่งตามหนังสือรับรอง กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ก็อยู่ในกลุ่มบุคคลเครือเดียวกัน เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นกลุ่มบริษัทในเครือเดียวกันและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัททั้งหมดตามที่โจทก์กล่าวอ้างมา นอกจากนี้จำเลยที่ 6 ยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ต่อไปว่าเหตุที่โจทก์ต้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้ามาเกี่ยวข้องทำหนังสือรับสภาพหนี้ด้วย เนื่องจากโจทก์ไม่มั่นใจในการบริหารงานของจำเลยที่ 1 ว่าจะชำระหนี้ได้ครบถ้วน จึงต้องให้บริษัทในเครือทั้งหมดมาค้ำประกัน ซึ่งสอดคล้องต้องกันกับข้อความตามที่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจและให้สัตยาบัน ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 มีอำนาจกระทำกิจการใด ๆ ผูกพันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กับมีอำนาจลงนามโดยมีตราประทับหรือไม่มีตราประทับของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ทั้งในฐานะส่วนตัวหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในบรรดาเอกสารและนิติกรรมสัญญาใด ๆ ซึ่งจะต้องทำกับหรือให้ไว้แก่โจทก์รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบรรดากิจการและเอกสารและนิติกรรมสัญญาเช่นว่านั้นโดยให้มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทุกประการ เสมือนหนึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทำด้วยตนเอง และให้บรรดากิจการและนิติกรรมสัญญาทั้งปวงที่ได้กระทำลงก่อนหน้านี้โดยจำเลยที่ 6 นั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ขอให้สัตยาบันและเข้าผูกพันตนในบรรดากิจการและนิติกรรมสัญญาที่ได้กระทำไปแล้วนั้นทุกประการ อันเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าการทำหนังสือมอบอำนาจและให้สัตยาบัน ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5ก็โดยมีเจตนาเพื่อเข้าเกี่ยวข้องและเข้าผูกพันเกี่ยวกับการชำระหนี้ตามสัญญาพิพาทและหนังสือรับสภาพหนี้ ตามที่จำเลยที่ 6 เบิกความดังกล่าวนั่นเอง และหาได้เป็นการกระทำที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ตามหนังสือรับรอง ไม่ เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต่างมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้สิน ความรับผิด และการปฏิบัติตามสัญญาของบุคคลอื่นด้วย แม้สัญญาพิพาท และหนังสือรับสภาพหนี้ จะมีจำเลยที่ 6 ลงลายมือชื่อแต่เพียงผู้เดียวพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 แต่ในช่วงระหว่างเวลาที่ทำสัญญาพิพาทและหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 6 แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจลงนามพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ ตามสำเนาหนังสือรับรอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 6 ทำสัญญาพิพาทในคดีนี้จึงย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งหกยกขึ้นอ้างมาในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งหกในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกในประการต่อไปว่า สัญญาพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาค้ำประกันการเช่ารถเครนและรถขุดของบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด และเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่าการทำสัญญาซื้อขายและสัญญาซื้อกลับคืนดังเช่นคดีนี้เป็นไปตามวิธีการประกอบธุรกิจการค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามปกติ และคู่กรณีต่างมีเจตนาเข้าทำสัญญาซื้อกลับคืนอย่างแท้จริงโดยทราบและเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำสัญญาว่า สัญญาซื้อกลับคืนเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์แยกต่างหากจากสัญญาเช่าและสัญญาซื้อขายฉบับเดิม ดังจะเห็นได้จากสัญญาซื้อกลับคืน เป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน กล่าวคือ หากเกิดกรณีที่บริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด ผู้เช่าผิดสัญญาเช่า สัญญาซื้อกลับคืนจึงมีผลบังคับ กับมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนแตกต่างจากสัญญาค้ำประกันโดยแจ้งชัด และภายหลังจากที่บริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด ผิดสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ก็เข้าผ่อนชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อกลับคืนและหนังสือรับสภาพหนี้ติดต่อตลอดเรื่อยมาจนถึงปี 2549 เป็นเงินรวม 40 ล้านบาทเศษและขอให้โจทก์ฟ้องบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด เพื่อจะได้นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อไปตามสัญญาซื้อกลับคืน ด้วย ซึ่งโดยสภาพแห่งสัญญาดังกล่าวเห็นได้ชัดว่ามิใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 แสร้งแสดงเจตนาเข้าทำนิติกรรมแต่อย่างใด สัญญาซื้อกลับคืน จึงมิใช่นิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่ออำพรางสัญญาค้ำประกันหรือสัญญารับสภาพหนี้ดังที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างมาแต่อย่างใด สัญญาดังกล่าวจึงมีผลผูกพันคู่สัญญาตามกฎหมาย หาตกเป็นโมฆะไม่ ส่วนที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างว่าสัญญาพิพาทเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้น ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์ จำเลยทั้งหก และบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด ต่างเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด ก็เช่ารถเครนและรถขุดพิพาทแบบลิสซิ่งในอัตราค่าเช่าสูงถึงเกือบ 70 ล้านบาท ประกอบกับโดยสภาพของรถก็เป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่นำไปใช้ในการประกอบกิจการก่อสร้างเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า จึงหาได้มีลักษณะเป็นการเช่ามาเพื่อใช้สอยตามปกติไม่ นอกจากนี้หนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งมีมูลหนี้มาจากสัญญาซื้อขายและสัญญาซื้อกลับคืนพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อการค้า จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 3 และมาตรา 4 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยโดยละเอียดแล้วซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก จำเลยที่ 1จึงไม่อาจหยิบยกข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมขึ้นกล่าวอ้างเพื่อยกเว้นความรับผิดของตนได้และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้อสัญญาตามหนังสือรับสภาพหนี้ว่าเป็นธรรมต่อจำเลยทั้งหกหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลของคดีในประเด็นนี้เปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยทั้งหกในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกในประการต่อไปว่า จำเลยทั้งหกจะต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจและให้สัตยาบัน แก่จำเลยที่ 6 โดยให้ถือว่านิติกรรมสัญญาต่าง ๆ และกิจการใด ๆ ที่จำเลยที่ 6ทำในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะแทนจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยอมให้มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทุกประการ ไม่ว่านิติกรรมสัญญาหรือกิจการใด ๆ ดังกล่าวจะได้กระทำลงก่อนหน้านี้ก็ตาม จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้ให้แก่โจทก์ อันเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์บังคับได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วย และจำเลยที่ 6 ในฐานะผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามหนังสือรับสภาพหนี้ ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อย่างลูกหนี้ร่วมเช่นกัน ส่วนที่จำเลยทั้งหกจะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงใดนั้น จำเลยทั้งหกมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเกี่ยวกับการคิดคำนวณหนี้ของโจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่า คิดถึงวันที่ 25ธันวาคม 2549 จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระหนี้แก่โจทก์ 60,110,913.64 บาทตามตารางการชำระเงินท้ายหนังสือรับสภาพหนี้ แผ่นที่ 3 จริงคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยทั้งหกหรือไม่ จำเลยทั้งหกฎีกาว่า การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งหกในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ตามฟ้อง เป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดจึงตกเป็นโมฆะ การที่ศาลอุทธรณ์ยังคงให้จำเลยทั้งหกรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี โดยถือเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งขัดกับที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อกลับคืนพิพาทและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า สัญญาซื้อกลับคืนพิพาทข้อ 3 - 1 ระบุว่า หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ชำระเงินอย่างใด ๆที่มีหน้าที่ต้องชำระตามสัญญานี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด จำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะชำระค่าปรับให้แก่โจทก์ในอัตรา 19.5 ต่อปี เป็นเงินตราในประเทศ ตามข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าปรับแก่โจทก์ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อรถเครนและรถขุดพิพาทกลับคืนในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี มิใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินในอัตราเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี และที่สัญญาซื้อกลับคืนพิพาท ข้อ 2 - 2 ง II) และข้อ ฉ ระบุเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ย ก็เป็นการท้าวความถึงเรื่องดอกเบี้ยในหนี้ค่าเช่าค้างชำระตามสัญญาเช่า และเป็นข้อตกลงให้เงินที่ได้จากการขายรถเครนและรถขุดพิพาทหรือเงินได้อย่างอื่น ๆ ที่เหลือจากการจัดสรรชำระหนี้ตามข้อ 2 - 2 ซึ่งโจทก์จัดเก็บไว้ในบัญชีไม่มีดอกเบี้ย หาใช่เป็นเรื่องโจทก์เรียกดอกเบี้ยในลักษณะเดียวกันกับกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาซื้อกลับคืนพิพาทดังที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างมาไม่ ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าปรับดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา อันถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับอย่างหนึ่งซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะปรับลดลงตามที่เห็นสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 โจทก์ซึ่งแม้มิใช่เป็นสถาบันการเงินย่อมมีสิทธิกำหนดเบี้ยปรับในกรณีที่จำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ได้หาเป็นการขัดต่อกฎหมายและตกเป็นโมฆะทั้งหมดดังที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างมาไม่ ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์คงกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ก็นับว่าเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งหกในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า โจทก์จะต้องคืนเงินและเช็คพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่วินิจฉัยมาดังกล่าวข้างต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อกลับคืนพิพาทเป็นเงินรวม 60,110,913.64 บาท โจทก์จึงไม่จำต้องคืนเงินและเช็คพิพาททั้งสิบฉบับ ที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้หรือเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งหกในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งหกไม่เป็นสาระที่จะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 155 ม. 183 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 3 ม. 4 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอยุธยา ดีเวลลอปเม้นท์ ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทเดอะเครน เซอร์วิส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ประพาฬ อนมาน
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2832 -ที่ 2833/2558
#590198
เปิดฉบับเต็ม

เหตุตามคำฟ้องของจำเลยในสำนวนที่สองที่ขอให้ศาลชั้นต้นสั่งถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ป. คือ พินัยกรรมที่กำหนดให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกนั้นเป็นพินัยกรรมปลอม ซึ่งเป็นเหตุที่มีอยู่ก่อนที่จำเลยจะสืบสิทธิของ บ. ในการรับมรดกของ ป. ทั้งยังเป็นเหตุเดียวกันกับที่ บ. เคยคัดค้านคำร้องขอจัดการมรดกของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8225/2534 เมื่อ บ. ถึงแก่ความตาย จำเลยยื่นคำร้องขอเข้ารับมรดกความแทน แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำร้องดังกล่าวเป็นการเฉพาะตัวของ บ. จึงไม่อนุญาตให้จำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน เมื่อจำเลยอ้างเหตุเดียวกันขึ้นมาและมิได้เป็นเรื่องโต้แย้งสิทธิของจำเลยมาให้ศาลพิจารณาว่าเป็นเหตุให้ถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ป. ซ้ำอีก อันเป็นการขอให้วินิจฉัยในข้อที่ศาลได้เคยวินิจฉัยไว้แล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

เมื่อพินัยกรรมมีผลบังคับได้ตามกฎหมายทั้งสองฉบับ และปรากฏว่าพินัยกรรมขัดกันเฉพาะบางส่วน ป.พ.พ. มาตรา 1697 ให้ถือว่าพินัยกรรมฉบับก่อนเป็นอันเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังเฉพาะในส่วนที่มีข้อความขัดกันเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำนวนแรก โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 22731/2534 หมายเลขแดงที่ 2186/2535 ให้จำเลยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี เพื่อขอยกเลิกข้อความ จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม ในสารบัญจดทะเบียนของโฉนดที่ดินเลขที่ 1271, 1272, 1274 ตำบลคลองหลวง (บางหวายใต้) อำเภอคลองหนึ่ง (ที่ถูกตำบลคลองหนึ่ง (บางหวายใต้) อำเภอคลองหลวง) จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) และโฉนดที่ดินเลขที่ 4890 ตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะดำเนินการยื่นคำร้องดังกล่าว

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สอง โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2531 เป็นเอกสารปลอมและเป็นโมฆะ คำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม ไม่มีผลบังคับใช้ เพิกถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8225/2534 ให้จำเลยไปยื่นคำขอยกเลิกคำคัดค้านของจำเลยที่คัดค้านการลงชื่อเป็นผู้จัดการมรดกที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1271, 1272, 1274 ตำบลคลองหนึ่ง (บางหวายใต้) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) และโฉนดเลขที่ 4890 ตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี ของโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติเสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยสำนวนที่สองว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์สำนวนที่สองว่า จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนชื่อจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม ตามคำสั่งของศาลแพ่งในคดีหมายเลขดำที่ 22731/2534 หมายเลขแดงที่ 2186/2535 เสีย ให้จำเลยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี เพื่อถอนชื่อจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม ในสารบัญจดทะเบียนของโฉนดที่ดินเลขที่ 1271, 1272, 1274 ตำบลคลองหลวง (บางหวายใต้) อำเภอคลองหนึ่ง (ที่ถูก ตำบลคลองหนึ่ง(บางหวายใต้) อำเภอคลองหลวง) จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) และโฉนดที่ดินเลขที่ 4890 ตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำนวนที่สอง ค่าฤชาธรรมเนียมในสำนวนที่สองให้เป็นพับทั้งสองศาล ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในสำนวนแรกให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ 3,000 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาทั้งสองสำนวน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า สำนวนที่สองจำเลยมีอำนาจฟ้องขอให้ถอดถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อมหรือไม่ เห็นว่า เหตุตามคำฟ้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นสั่งถอดถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม คือ กรณีที่จำเลยอ้างว่าพินัยกรรมที่นางป้อมยกที่ดินให้แก่นายตุ๊และโจทก์และกำหนดให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกนั้นเป็นพินัยกรรมปลอม ทำให้นายบุญส่งและจำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นเหตุที่มีอยู่ก่อนที่จำเลยจะสืบสิทธิของนายบุญส่งที่จะรับมรดกของนางป้อม ทั้งยังเป็นเหตุเดียวกันกับที่นายบุญส่งเคยยื่นคำคัดค้านต่อศาลว่าที่นางป้อมทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่นายตุ๊และโจทก์นั้นเป็นพินัยกรรมปลอม โจทก์ไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อม ซึ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8225/2534 ของศาลชั้นต้น เมื่อนายบุญส่งถึงแก่ความตาย จำเลยได้ยื่นคำร้องขอเข้ารับมรดกความแทนที่นายบุญส่ง แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำร้องดังกล่าวเป็นการเฉพาะตัวของนายบุญส่ง จำเลยไม่สามารถเข้าเป็นคู่ความแทนที่ได้ จึงไม่อนุญาตให้จำเลยเข้าเป็นคู่ความแทนที่นายบุญส่ง ซึ่งคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าววินิจฉัยว่าการขอถอดถอนผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัวของนายบุญส่งไม่ตกทอดไปยังทายาทของนายบุญส่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยอ้างเหตุเดียวกันซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่จำเลยยังไม่ได้สืบสิทธิของนายบุญส่งในการรับมรดกของนางป้อม และเหตุตามคำฟ้องในสำนวนที่สองดังกล่าว ก็มิได้เป็นเรื่องที่โต้แย้งสิทธิของจำเลยมาเพื่อให้ศาลพิจารณาว่าเป็นเหตุให้ถอดถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อมหรือไม่ซ้ำอีก ซึ่งศาลต้องวินิจฉัยก่อนว่า เหตุตามคำฟ้องเป็นสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่างๆ ของนายบุญส่งที่จะตกทอดไปยังจำเลยซึ่งเป็นทายาทของนายบุญส่งให้มีอำนาจยกขึ้นอ้างเพื่อถอดถอนผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ อันเป็นการวินิจฉัยในข้อที่ศาลได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8225/2534 ของศาลชั้นต้นที่นายบุญส่งยื่นคำคัดค้านมิให้ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อมนั้นเอง ดังนั้น ที่จำเลยยื่นคำฟ้องในสำนวนที่สองจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุตามคำฟ้องดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลถอดถอนโจทก์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางป้อมได้ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6162/2548 ระหว่างนางขุ้ยหั้ว กับพวก ผู้ร้อง นางสาวพอจิต ผู้คัดค้านที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกตามหนังสือพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2531 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า นายใบ กับนายตุ๊ สมคบกันเพื่อจัดให้มีการทำพินัยกรรม โดยให้นายสุนทร หาข้อมูลทางทะเบียนราษฎร์และข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินของนางป้อมไว้ก่อนวันที่ 24 ธันวาคม 2531 ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วจึงไปทำพินัยกรรมในวันดังกล่าวเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่นางป้อมเคยเล่าให้จำเลยฟังว่า นายใบซึ่งเคยเป็นมรรคทายกวัดเปรมประชากรจะขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่นางป้อม ทำให้เชื่อได้ว่า โจทก์นายใบและนายตุ๊ร่วมกันหลอกลวงนางป้อมให้พิมพ์ลายนิ้วมือในหนังสือพินัยกรรม โดยอ้างว่าเป็นหนังสือขอรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื่องจากนางป้อมไม่รู้หนังสือ เขียนหนังสือไม่ได้ หนังสือพินัยกรรมดังกล่าวเป็นการทำขึ้นเพราะสำคัญผิดหรือถูกกลฉ้อกลตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายสุนทรและนายใบเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2531 นางป้อมและนายใบได้ไปพบนายสุนทรที่สำนักงานทนายความสุนทร เพื่อขอทำพินัยกรรม นายสุนทรได้สอบถามนางป้อมแล้วได้ความว่านางป้อมอายุ 91 ปี มิได้ต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชน คงมีภาพถ่ายนางป้อมพร้อมหนังสือรับรองของนายหยิน กำนันตำบลสวนพริกไทย และหนังสือพินัยกรรมของนายอุดม สามีของนางป้อม โดยนางป้อมมีความประสงค์จะยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1271, 1272, 1274 ตำบลคลองหนึ่ง (บางหวายใต้) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) และที่ดินโฉนดเลขที่ 4890 ตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี รวม 4 แปลง ให้แก่นายตุ๊และโจทก์คนละเท่าๆ กัน นายสุนทรจึงได้ทำพินัยกรรมตามความประสงค์ของนางป้อมตามสำเนาหนังสือพินัยกรรม โดยนางป้อมได้พิมพ์ลายนิ้วมือแล้วนายใบและนายสุนทรลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของนางป้อม เห็นว่า การแสดงเจตนาที่จะเป็นพินัยกรรมได้ จะต้องมีลักษณะเป็นคำสั่ง ซึ่งคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งครั้งสุดท้าย กำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของบุคคลนั้นและในการต่างๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตาย เมื่อพิจารณาตามสำเนาหนังสือพินัยกรรมแล้ว มีข้อความที่ระบุว่านางป้อมประสงค์จะยกที่ดินให้แก่ผู้รับพินัยกรรมเมื่อนางป้อมตายไปแล้ว มีลักษณะเป็นการกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตน จึงเป็นพินัยกรรม มีการลงวัน เดือน ปี ที่ทำผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานทั้งสองคนนั้นลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น จึงเป็นพินัยกรรมที่ทำถูกต้องตามแบบในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง ย่อมมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ที่จำเลยฎีกาและนำสืบว่า นางป้อมเคยเล่าให้จำเลยฟังว่า ในช่วงเวลาที่นางป้อมทำพินัยกรรมตามสำเนาหนังสือพินัยกรรมนั้น นายใบพานางป้อมไปทำเอกสารเกี่ยวกับการขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นางป้อมไม่รู้หนังสือ เขียนและอ่านไม่ได้ มีอาการหลงลืม นางป้อมไม่สามารถรู้ข้อความในเอกสารด้วยตนเองนั้น เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ และคาดคะเนเอาเอง ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักอันควรแก่การรับฟัง ส่วนพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองไม่ปรากฏว่า นางป้อมได้ทำลายหรือขีดฆ่าต้นฉบับกับคู่ฉบับของพินัยกรรม อันจะมีผลให้เป็นการเพิกถอนพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1695 วรรคหนึ่ง พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองจึงยังมีผลบังคับอยู่เช่นกัน เมื่อพินัยกรรมของนางป้อมยังมีผลบังคับอยู่ทั้ง 2 ฉบับ ทั้งพินัยกรรมซึ่งทำในภายหลังมิได้มีข้อความตอนใดระบุให้เพิกถอนพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง เมื่อไม่ปรากฏว่านางป้อมได้แสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่นและปรากฏว่าพินัยกรรมฉบับก่อนกับฉบับหลังขัดกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1697 ให้ถือว่าพินัยกรรมฉบับก่อนเป็นอันเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังเฉพาะในส่วนที่มีข้อความขัดกันเท่านั้น จึงถือว่าพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองเป็นอันเพิกถอนโดยพินัยกรรมเฉพาะข้อกำหนดพินัยกรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่ดิน 4 แปลง ตามข้อ 1 และข้อ 2 ที่พินัยกรรมระบุให้ตกแก่นายตุ๊และโจทก์เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ป.พ.พ. ม. 1697
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชินวิวัฒน์หรือนายบุญเลิศ ขุนทองไทย
จำเลย — นางสาวศันสนีย์ ผลศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนฤพาน สุรำไพ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2821/2558
#581396
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประกันวินาศภัยเป็นสัญญาที่ผู้รับประกันภัยตกลงใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังที่ระบุในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกันภัย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 869 ได้ให้คำนิยาม วินาศภัย ว่า ให้หมายความรวมเอาความเสียหายอย่างใดๆ บรรดาซึ่งจะพึงประมาณเป็นเงินได้ ดังนี้ การที่โจทก์ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยตามสัญญา จำเลยตกลงรับชำระเบี้ยประกันภัย จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยย่อมเป็นอันสัญญาว่าตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งกรณีวินาศภัยหากเกิดขึ้นแก่รถยนต์ที่โจทก์เอาประกันภัย เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย แม้ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 2 ในเรื่องการชดใช้ความเสียหายหรือสูญหายต่อรถยนต์ในข้อ 2.1 ในกรณีรถยนต์สูญหายจะมิได้กำหนดว่าในเรื่องรถยนต์สูญหายอันเกิดจากความผิดฐานฉ้อโกง ให้จำเลยต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนไว้ก็ตาม ก็เห็นว่าการรับประกันภัยเป็นความรับผิดชอบต่อความสูญหายหรือเสียหายจากวินาศภัยในกรณีต่างๆ อยู่แล้วซึ่งยากที่จะกำหนดให้ครบถ้วนทุกกรณีได้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งเงื่อนไขและความคุ้มครองตามกรมธรรม์ข้อ 5 ระบุว่า การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่ทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น ที่จำเลยฎีกาว่ารถสูญหายเป็นผลมาจากการฉ้อโกง กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว เมื่อไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิด วินาศภัยอื่นที่เกิดขึ้นแม้มิได้กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย อย่างเช่นความสูญหายของรถยนต์อันเกิดจากการฉ้อโกงดังที่จำเลยฎีกา จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยก็หาพ้นจากความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 4 ความรับผิดของบริษัทเมื่อมีการปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน กำหนดว่า เมื่อมีการเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อบริษัทและหากบริษัทปฏิเสธความรับผิดไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามจนเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหายนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล หากศาลพิพากษาให้บริษัทแพ้คดี บริษัทจะต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหายนั้น โดยชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยในฐานะลูกหนี้ผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด เห็นว่า ความรับผิดของผู้รับประกันภัยในกรณีที่ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกและผู้เอาประกันภัยได้ชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วจึงจะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามข้อสัญญานี้ดังที่จำเลยฎีกามา เมื่อข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีผิดสัญญาอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลอาจลดลงได้ตามที่เห็นสมควร โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยของค่าเสียหายได้นับแต่วันผิดนัด มิใช่บังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าความรับผิดของจำเลยดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าค่าเสียหายดังกล่าวเป็นหนี้เงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 490,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 490,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดตามกรมธรรม์หรือไม่ เห็นว่า สัญญาประกันวินาศภัยเป็นสัญญาที่ผู้รับประกันภัยตกลงใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังที่ระบุในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกันภัย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 869 ได้ให้คำนิยาม "วินาศภัย" ว่า ให้หมายความรวมเอาความเสียหายอย่างใดๆ บรรดาซึ่งจะพึงประมาณเป็นเงินได้ ดังนี้ การที่โจทก์ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยตามสัญญา จำเลยตกลงรับชำระเบี้ยประกันภัย จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยย่อมเป็นอันสัญญาว่าตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งกรณีวินาศภัยหากเกิดขึ้นแก่รถยนต์ที่โจทก์เอาประกันภัย เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย แม้ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 2 ในเรื่องการชดใช้ความเสียหายหรือสูญหายต่อรถยนต์ในข้อ 2.1 ในกรณีรถยนต์สูญหายจะมิได้กำหนดว่าในเรื่องรถยนต์สูญหายอันเกิดจากความผิดฐานฉ้อโกง ให้จำเลยต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนไว้ก็ตาม ก็เห็นว่าการรับประกันภัยก็เป็นความรับผิดชอบต่อความสูญหายหรือเสียหายจากวินาศภัยในกรณีต่างๆ อยู่แล้วซึ่งยากที่จะกำหนดให้ครบถ้วนทุกกรณีได้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งเงื่อนไขและความคุ้มครองตามกรมธรรม์ข้อ 5 ระบุว่า การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตาม สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่ทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น ที่จำเลยฎีกาว่ารถสูญหายเป็นผลมาจากการฉ้อโกง กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว เมื่อไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิด วินาศภัยอื่นที่เกิดขึ้นแม้มิได้กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย อย่างเช่นความสูญหายของรถยนต์อันเกิดจากการฉ้อโกงดังที่จำเลยฎีกา จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยก็หาพ้นจากความผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยของค่าเสียหายหรือไม่ เห็นว่า ความรับผิดของผู้รับประกันภัยในกรณีที่ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกและผู้เอาประกันภัยได้ชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วจึงจะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามข้อสัญญานี้ดังที่จำเลยฎีกามา เมื่อข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีผิดสัญญาอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลอาจลดลงได้ตามที่เห็นสมควร โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยของค่าเสียหายได้นับแต่วันผิดนัด มิใช่บังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าความรับผิดของจำเลยดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าค่าเสียหายดังกล่าวเป็นหนี้เงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 869
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.วัฒนาคาร์เร้นท์
จำเลย — บริษัทแอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายธีรวรรธน์ บั้งทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2797/2558
#581426
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการแสดงเจตนาลวงสมรู้กันฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ แต่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงไว้ตรงประเด็นที่พิพาทในคดีว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทสินสมรสส่วนของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 และฟังข้อเท็จจริงว่าขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 มีคู่สมรส จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในประเด็นนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 มีคู่สมรสและการโอนขายที่ดินพิพาทยังไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรส โจทก์จึงมีสิทธิบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 อันเป็นการวินิจฉัยถูกต้องตรงประเด็นข้อพิพาทแล้ว และไม่ว่าจำเลยที่ 1 ซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 2 ในราคาเท่าใดก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ปัญหาว่าศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้องและจำเลยที่ 1 มีสิทธินำสืบถึงราคาซื้อขายที่แท้จริงได้ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

การเพิกถอนนิติกรรมตามบทบัญญัติมาตรา 1480 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะต้องเพิกถอนนิติกรรมนั้นทั้งหมด จะเพิกถอนเฉพาะส่วนหาได้ไม่ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กึ่งหนึ่ง และคู่ความมิได้ฎีกาปัญหานี้จึงยุติไป แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนให้โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินโดยโจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องนั้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27467 ตำบลบ่อตาโล่ (คลองจิก) อำเภอวังน้อย (บางปะอิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 รับเงินจำนวน 60,000 บาท คืนจากโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27467 ตำบลบ่อตาโล่ (คลองจิก) อำเภอวังน้อย (บางปะอิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27467 ตำบลบ่อตาโล่ (คลองจิก) อำเภอวังน้อย (บางปะอิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนให้โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27467 ตำบลบ่อตาโล่ (คลองจิก) อำเภอวังน้อย (บางปะอิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 2 ขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่ยินยอม และจำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 กับโจทก์เป็นสามีภริยากันศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27467ตำบลบ่อตาโล่ (คลองจิก) อำเภอวังน้อย (บางปะอิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กึ่งหนึ่งโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา จำเลยที่ 1 ฎีกาเฉพาะส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอน คดีนี้ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะข้อกฎหมายจึงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 นำสืบถึงราคาซื้อขายที่แท้จริงได้ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ประเด็นดังกล่าวแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการแสดงเจตนาลวงสมรู้กันฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ แต่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงไว้ตรงประเด็นที่พิพาทในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ และฟังข้อเท็จจริงว่าขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 มีคู่สมรส จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นประเด็นนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 มีคู่สมรสและการโอนขายที่ดินพิพาทยังไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรส โจทก์จึงมีสิทธิบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 อันเป็นการวินิจฉัยโดยถูกต้องตรงประเด็นพิพาทแล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 นำสืบถึงราคาซื้อขายที่แท้จริงได้ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 2 มิได้ชำระแก่โจทก์ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวกับจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าว ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยที่ 1 ซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 2 ในราคาเท่าใด ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาว่าศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้องและจำเลยที่ 1 นำสืบถึงราคาซื้อขายที่แท้จริงได้ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง การเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายดังกล่าวตามบทบัญญัติมาตรา 1480 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะต้องเพิกถอนนิติกรรมนั้นทั้งหมด จะเพิกถอนเฉพาะส่วนหาได้ไม่ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดิน ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กึ่งหนึ่ง และคู่ความมิได้ฎีกาประเด็นนี้ จึงยุติไป ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนให้โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินโดยโจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องนั้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องไปจดทะเบียนให้โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกฎีกาของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประดับ แช่มโสภา
จำเลย — นางสาวลำใย อร่ามเรือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายคเชนทร์ ไชยสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเกษม วีรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2797/2558
#591709
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการแสดงเจตนาลวงสมรู้กันฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ แต่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงไว้ตรงประเด็นที่พิพาทในคดีว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทสินสมรสส่วนของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 และฟังข้อเท็จจริงว่าขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 มีคู่สมรส จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในประเด็นนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 มีคู่สมรสและการโอนขายที่ดินพิพาทยังไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรส โจทก์จึงมีสิทธิบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 อันเป็นการวินิจฉัยถูกต้องตรงประเด็นข้อพิพาทแล้ว และไม่ว่าจำเลยที่ 1 ซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 2 ในราคาเท่าใดก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ปัญหาว่าศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้องและจำเลยที่ 1 มีสิทธินำสืบถึงราคาซื้อขายที่แท้จริงได้โดยไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

การเพิกถอนนิติกรรมตามบทบัญญัติมาตรา 1480 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะต้องเพิกถอนนิติกรรมนั้นทั้งหมด จะเพิกถอนเฉพาะส่วนหาได้ไม่ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กึ่งหนึ่ง และคู่ความมิได้ฎีกาปัญหานี้จึงยุติไป แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนให้โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินโดยโจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องนั้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27467 ตำบลบ่อตาโล่ (คลองจิก) อำเภอวังน้อย (บางปะอิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 รับเงินจำนวน 60,000 บาท คืนจากโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27467 ตำบลบ่อตาโล่ (คลองจิก) อำเภอวังน้อย (บางปะอิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27467 ตำบลบ่อตาโล่ (คลองจิก) อำเภอวังน้อย (บางปะอิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนให้โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 27467 ตำบลบ่อตาโล่ (คลองจิก) อำเภอวังน้อย (บางปะอิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 2 ขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่ยินยอม และจำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 กับโจทก์เป็นสามีภริยากัน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27467 ตำบลบ่อตาโล่ (คลองจิก) อำเภอวังน้อย (บางปะอิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กึ่งหนึ่ง โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา จำเลยที่ 1 ฎีกาเฉพาะส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอน คดีนี้ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะข้อกฎหมาย จึงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 นำสืบถึงราคาซื้อขายที่แท้จริงได้ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ประเด็นดังกล่าวแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการแสดงเจตนาลวงสมรู้กันฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ แต่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงไว้ตรงประเด็นที่พิพาทในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ และฟังข้อเท็จจริงว่าขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 มีคู่สมรส จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นประเด็นนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 2 มีคู่สมรสและการโอนขายที่ดินพิพาทยังไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรส โจทก์จึงมีสิทธิบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาท ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 อันเป็นการวินิจฉัยโดยถูกต้องตรงประเด็นพิพาทแล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 นำสืบถึงราคาซื้อขายที่แท้จริงได้ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 2 มิได้ชำระแก่โจทก์ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวกับจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าว ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยที่ 1 ซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 2 ในราคาเท่าใด ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาว่าศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้องและจำเลยที่ 1 นำสืบถึงราคาซื้อขายที่แท้จริงได้ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย จึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง การเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายดังกล่าวตามบทบัญญัติ มาตรา 1480 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะต้องเพิกถอนนิติกรรมนั้นทั้งหมด จะเพิกถอนเฉพาะส่วนหาได้ไม่ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดิน ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กึ่งหนึ่ง และคู่ความมิได้ฎีกาประเด็นนี้ จึงยุติไป ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนให้โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินโดยโจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องนั้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องไปจดทะเบียนให้โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกฎีกาของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประดับ แช่มโสภา
จำเลย — นางสาวลำใย อร่ามเรือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2789/2558
#629408
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันใช้กลอุบายทำทีเป็นขอเช่ารถยนต์จากผู้เสียหายที่ 3 เพื่อลักรถยนต์ โดยโจทก์อ้างว่าได้รับทราบข้อมูลจาก น. ดังนั้นโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความจริงตามข้อกล่าวหา แต่โจทก์กลับมีเพียงคำให้การของ น. ที่ให้การไว้ต่อพันตำรวจโท ช. ในชั้นสอบสวนเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่า ทั้งจำเลยทั้งสองก็นำสืบต่อสู้ว่า น. แต่เพียงผู้เดียวเป็นตัวการ ดำเนินการเกี่ยวกับการเช่ารถยนต์คันดังกล่าวทั้งหมด จำเลยทั้งสองมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นด้วย คำให้การในชั้นสอบสวนของ น. เท่ากับเป็นพยานซัดทอด ซึ่งในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานนี้ ศาลจำต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้โจทก์อ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 กับพวกเคยไปเช่ารถยนต์ที่ร้าน บ. แล้วนำรถยนต์ที่เช่าไป ก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกแต่อย่างใด ทั้งพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับความประพฤติในทางเสื่อมเสียของจำเลยที่ 1 ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง พยานหลักฐานของโจทก์จึงตกเป็นที่สงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 ริบเงิน 1,200 บาท ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกคนละ 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า นางสาวธนภร ผู้เสียหายที่ 2 เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ฌพ 2510 กรุงเทพมหานคร จากบริษัทโตโยต้าลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 2 มอบรถยนต์คันดังกล่าวให้นายณัฐวุฒิ ผู้เสียหายที่ 3 เป็นผู้ครอบครองดูแล และนำออกให้บุคคลภายนอกเช่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายนิรันดร์ทำสัญญาเช่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ฌพ 2510 กรุงเทพมหานคร กับผู้เสียหายที่ 3 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน โดยจำเลยที่ 2 มอบบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 2 ให้ผู้เสียหายที่ 3 ยึดถือไว้ ขณะนายนิรันดร์ขับรถยนต์เคลื่อนออกไปยังไม่พ้นจากร้านของผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ขึ้นรถ พันตำรวจโทพรชัย กับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหัวหินขับรถยนต์มาขวางทางออกไว้ แล้วจับกุมนายนิรันดร์และจำเลยที่ 2 ส่วนร้อยตำรวจโทหัตถพลและดาบตำรวจนิสิต ร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 และนางสุดาทิพย์ที่รออยู่ที่หลังร้านเซเว่นอีเลฟเว่นใกล้ร้านของผู้เสียหายที่ 3 แล้วกล่าวหาจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันใช้กลอุบายทำทีเป็นขอเช่ารถยนต์จากผู้เสียหายที่ 3 เพื่อลักรถยนต์ โดยโจทก์อ้างว่าได้รับทราบข้อมูลจากนายนิรันดร์ ดังนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความจริงตามข้อกล่าวหา แต่โจทก์กลับมีเพียงคำให้การของนายนิรันดร์ที่ให้การไว้ต่อพันตำรวจโทชัยวัฒน์ ในชั้นสอบสวนเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่า ทั้งจำเลยทั้งสองก็นำสืบต่อสู้ว่า นายนิรันดร์แต่เพียงผู้เดียวเป็นตัวการ ดำเนินการเกี่ยวกับการเช่ารถยนต์คันดังกล่าวทั้งหมด จำเลยทั้งสองมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นด้วย คำให้การในชั้นสอบสวนของนายนิรันดร์เท่ากับเป็นพยานซัดทอด ซึ่งในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานนี้ ศาลจำต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้โจทก์อ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2554 จำเลยที่ 1 กับพวกเคยไปเช่ารถยนต์ที่ร้านบัดดี้ แล้วนำรถยนต์ที่เช่าไป ก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกแต่อย่างใด ทั้งพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับความประพฤติในทางเสื่อมเสียของจำเลยที่ 1 ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง พยานหลักฐานของโจทก์จึงตกเป็นที่สงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/2 วรรคหนึ่ง ม. 227 วรรคสอง ม. 227/1 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นางสาวสุภลักษณ์ สระแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2751/2558
#579647
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกาในคดีนี้นอกจากจะบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจนกว่าจะรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำแล้ว ยังมีหนี้ที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 80003 ของโจทก์ พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองด้วย อันเป็นคำพิพากษาที่ให้จำเลยกระทำการแยกต่างหากจากหนี้ในส่วนหลังที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหายรายเดือนแก่โจทก์ทั้งสอง มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยมีสิทธิที่จะชำระค่าเสียหายรายเดือนให้แก่โจทก์ทั้งสองได้จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยให้รื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองชอบแล้ว ไม่มีการพิจารณาใดที่ผิดระเบียบอันเป็นเหตุจะให้เพิกถอนได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนตึกแถวเลขที่ 528/7 ส่วนที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 80003 ตำบลโคกกรวด อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของโจทก์ทั้งสอง พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 29 พฤษภาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองและส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 1,500 บาท และใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสอง 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ให้รื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำ โจทก์ทั้งสองขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คำพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจนกว่าจะรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำ เมื่อใดที่จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองก็ไม่มีสิทธิขอออกหมายบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนตึกแถวจึงเป็นการผิดระเบียบ เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกานอกจากจะบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจนกว่าจะรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำแล้วยังมีหนี้ที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 80003 ของโจทก์ พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองด้วย อันเป็นคำพิพากษาที่ให้จำเลยกระทำการแยกต่างหากจากหนี้ในส่วนหลังที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหายรายเดือนแก่โจทก์ทั้งสอง มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยมีสิทธิที่จะชำระค่าเสียหายรายเดือนให้แก่โจทก์ทั้งสองได้จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยให้รื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองชอบแล้ว ไม่มีการพิจารณาใดที่ผิดระเบียบอันเป็นเหตุจะให้เพิกถอนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งไปเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสอง 2,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปิยะพงษ์ พฤฒิศาสตร์ กับพวก
จำเลย — พันเอกหญิงนันท์นภัส ฤทธิวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสมบูรณ์ ศรีมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2751/2558
#635362
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกานอกจากจะบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจนกว่าจะรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำแล้ว ยังมีหนี้ที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองด้วย อันเป็นคำพิพากษาที่ให้จำเลยกระทำการแยกต่างหากจากหนี้ในส่วนหลังที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหายรายเดือนแก่โจทก์ทั้งสอง มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยมีสิทธิที่จะชำระค่าเสียหายรายเดือนให้แก่โจทก์ทั้งสองได้จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยให้รื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองชอบแล้ว ไม่มีการพิจารณาใดที่ผิดระเบียบอันเป็นเหตุจะให้เพิกถอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนตึกแถวเลขที่ 528/7 ส่วนที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 80003 ตำบลโคกกรวด อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของโจทก์ทั้งสอง พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 29 พฤษภาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองและส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 1,500 บาท และใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสอง 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ให้รื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำ โจทก์ทั้งสองขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คำพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจนกว่าจะรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำ เมื่อใดที่จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองก็ไม่มีสิทธิขอออกหมายบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนตึกแถวจึงเป็นการผิดระเบียบ เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกานอกจากจะบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจนกว่าจะรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำแล้ว ยังมีหนี้ที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 80003 ของโจทก์ พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองด้วย อันเป็นคำพิพากษาที่ให้จำเลยกระทำการแยกต่างหากจากหนี้ในส่วนหลังที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหายรายเดือนแก่โจทก์ทั้งสอง มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยมีสิทธิที่จะชำระค่าเสียหายรายเดือนให้แก่โจทก์ทั้งสองได้จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยให้รื้อถอนตึกแถวส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองชอบแล้ว ไม่มีการพิจารณาใดที่ผิดระเบียบอันเป็นเหตุจะให้เพิกถอนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งไปเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้จำเลยใช้ทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสอง 2,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปิยะพงศ์ พฤฒิศาสตร์ กับพวก
จำเลย — พันเอกหญิงนันท์นภัส ฤทธิวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2740/2558
#582396
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยเป็นการรวบรวมทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 มิใช่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ในคดีนี้เมื่อยังไม่มีการขายทอดตลาดที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ซึ่งติดจำนองอยู่แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงชอบที่จะอาศัยอำนาจแห่งการจำนองที่อาจบังคับได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองได้ก่อนเอาที่ดินนั้นออกขายทอดตลาดในคดีนี้ การจัดทำบัญชีรับ - จ่าย ในการบังคับคดีล้มละลายของโจทก์นั้นไม่เกี่ยวกับคดีนี้ กรณีไม่ใช่เรื่องที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อมิให้ผู้ร้องเข้ามาขอรับชำระหนี้หรือสวมสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยในคดีนี้แทนโจทก์ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,536,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10412 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อจำเลยและนายกำพล ถือกรรมสิทธิ์รวมและติดจำนองแก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 10412 พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยปลอดจำนองแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น หากโจทก์ถอนการบังคับคดีหรือเพิกเฉยหรือสละสิทธิบังคับคดีผู้ร้องขอสวมสิทธิบังคับแทนโจทก์

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในคดีนี้ โดยจำเลยซื้อได้จากการขายทอดตลาดจึงเป็นการบังคับคดีในกรณีอื่น ๆ ซึ่งผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องก่อนส่งคำบอกกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 319 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคสอง นั้น เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยในคดีนี้เป็นการรวบรวมทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 มิใช่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ในคดีนี้ เมื่อคดีนี้ยังไม่มีการขายทอดตลาดที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ซึ่งติดจำนองอยู่แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงชอบที่จะอาศัยอำนาจแห่งการจำนองที่อาจบังคับได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองได้ก่อนเอาที่ดินนั้นออกขายทอดตลาดในคดีนี้ การจัดทำบัญชีรับ - จ่าย ในการบังคับคดีล้มละลายของโจทก์นั้นไม่เกี่ยวกับคดีนี้ กรณีไม่ใช่เรื่องที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อมิให้ผู้ร้องเข้ามาขอรับชำระหนี้หรือสวมสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยในคดีนี้แทนโจทก์ต่อไป คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้ร้องจะต้องไปดำเนินการบังคับคดีตามสิทธิของผู้ร้องในคดีแพ่งของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 289 วรรคสอง ม. 319
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุน ยูเนี่ยนไฟแนนซ์ จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายกำลูน สมทบบูรณะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรวิศ รักษ์มณี
ศาลอุทธรณ์ — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2678/2558
#581435
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งศาลเป็นที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง ต้องเป็นคดีที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจพิจารณา และไม่รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้อันเป็นการฟ้องผิดตัวด้วย เพราะมีผลเป็นการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 262,331.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 250,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าอะไหล่รถยนต์เป็นเงิน 115,000 บาท และค่าแรงซ่อมรถยนต์เป็นเงิน 55,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2548 และวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548 ตามลำดับ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีเดิมที่ศาลแขวงธนบุรีภายในกำหนดอายุความเรื่องละเมิด และต่อมาได้ขอแก้ไขคำฟ้องในส่วนชื่อสกุลกับที่อยู่ของจำเลยทำให้คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงธนบุรี ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีให้โจทก์ไปยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณา โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ศาลแขวงธนบุรีมีคำสั่ง ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนยื่นฟ้องคดีเดิมต่อศาลแขวงธนบุรีโจทก์ทำหนังสือไปทวงถามจำเลยตามสำเนาหนังสือทวงถามและไปรษณียบัตรตอบรับตามลำดับ โดยหนังสือดังกล่าวทำถึงนายสมศักดิ์ ผู้ที่กระทำละเมิดต่อเจ้าของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ และส่งไปที่บ้านเลขที่ 56/3 ซอยท่ากลาง แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร แต่การยื่นฟ้องต่อศาลแขวงธนบุรีโจทก์กลับระบุชื่อจำเลยว่า นายสมศักดิ์ และขอให้ส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้จำเลยที่บ้านเลขที่ 12 ซอยเจริญนคร 74 แขวงดาวคะนอง เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งนายสมศักดิ์ ไม่ได้เป็นผู้ที่กระทำละเมิดต่อเจ้าของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยและเป็นบุคคลคนละคนกับจำเลยคดีนี้ จึงเป็นการที่โจทก์ฟ้องผิดตัวบุคคล และเห็นได้ว่า การที่ศาลแขวงธนบุรีอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง แต่เห็นว่ามูลคดีเกิดนอกเขตอำนาจศาล และตัวจำเลยก็มีภูมิลำเนาอยู่นอกเขตอำนาจศาล จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องและให้จำหน่ายคดี เพื่อให้โจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป ไม่ใช่กรณีที่ศาลไม่รับคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลและอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งศาลเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ซึ่งต้องเป็นคดีที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งลักษณะ 2 หมวด 1 และไม่รวมไปถึงการฟ้องบุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้อันเป็นการฟ้องผิดตัวบุคคลด้วย เพราะมีผลเป็นการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลย อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (2) (3) วรรคหนึ่ง และมาตรา 179 ประกอบกับการที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องในคดีเดิมเพื่อให้เป็นฟ้องถูกตัวบุคคลเห็นได้ว่าเกิดจากความบกพร่องของโจทก์เอง และขณะที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว โจทก์จะอ้างเอาผลจากการที่ศาลแขวงธนบุรีอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องซึ่งเป็นการเปลี่ยนตัวจำเลยในคดีดังกล่าวเพื่อขยายอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง หาได้ไม่ ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป

พิพากษายืน จำเลยไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 62 (2) ม. 62 (3) ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 179
ป.พ.พ. ม. 193/17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ้าพระยาประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสมศักดิ์ หิรัญวานิชกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายสุเพียร จึงเกรียงไกร
ศาลอุทธรณ์ — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2666/2558
#581438
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากบริษัทจำกัดย่อมเลิกกันได้เพราะมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1236 แล้ว ศาลอาจสั่งให้เลิกบริษัทจำกัดเมื่อปรากฏเหตุใดเหตุหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1237 (1) ถึง (4) ซึ่งตาม (2) บัญญัติว่า ถ้าบริษัทไม่เริ่มทำการภายในปีหนึ่งนับแต่วันจดทะเบียนหรือหยุดทำการถึงปีหนึ่งเต็ม แม้การสั่งให้เลิกบริษัทจำกัดกรณีนี้จะเป็นดุลพินิจของศาล แต่ศาลก็ย่อมมีอำนาจพิจารณาถึงสาเหตุที่แท้จริงในการหยุดทำการและพฤติการณ์อื่น ๆ ในการดำเนินกิจการค้าขายของบริษัทที่พิจารณาได้ความมาประกอบ การพิจารณาได้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้ความว่าหลังจากปี 2543 จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีการจัดทำงบดุลและไม่เคยจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายอีกเลย รวมทั้งได้หยุดดำเนินกิจการมาแล้วเกินกว่าหนึ่งปี เนื่องจากมีข้อขัดแย้งในระหว่างกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าทำการโดยไม่สุจริตในการร่วมลงทุนซื้อขายที่ดินอันเป็นวัตถุประสงค์หลักในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 ถึงขั้นมีการแจ้งความดำเนินคดีอาญาลักษณะทำนองเป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างผู้ถือหุ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะใช้ดุลพินิจสั่งให้บริษัทจำเลยที่ 1 เลิกกันได้เพราะบริษัทหยุดทำการถึงปีหนึ่งเต็มตามมาตรา 1237 (2) ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1237 (2) และให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีเพราะเห็นว่าโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทมีเรื่องขัดแย้งกันจนไม่อาจเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีร่วมกันได้นั้นชอบด้วยเหตุผลแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 และตั้งโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ชำระบัญชี

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เลิกบริษัทพี่น้องป่าตองธุรกิจ จำกัด จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทพี่น้องป่าตองธุรกิจ จำกัด จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นฎีกาโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้เถียงกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการซื้อขายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ด้วย มีโจทก์ที่ 1 ที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ส่วนโจทก์ที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1237 (2) และตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีนั้น ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินที่เป็นที่ดินมีราคามากกว่าทุนจดทะเบียนแสดงถึงหากจำเลยที่ 1 ยังคงดำเนินกิจการต่อไปและนำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายย่อมมีกำไรและแม้จำเลยที่ 1 จะหยุดกิจการมาแล้วเกินกว่าหนึ่งปี แต่ยังมีลู่ทางในการประกอบธุรกิจให้ได้ผลกำไร ศาลจึงไม่อาจสั่งให้เลิกบริษัทได้นั้น เห็นว่า นอกจากบริษัทจำกัดย่อมเลิกกันได้เพราะมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 1236 แล้ว ศาลอาจสั่งให้เลิกบริษัทจำกัดเมื่อปรากฏเหตุใดเหตุหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1237 (1) ถึง (4) ซึ่งตาม (2) บัญญัติว่า ถ้าบริษัทไม่เริ่มทำการภายในปีหนึ่งนับแต่วันจดทะเบียน หรือหยุดทำการถึงปีหนึ่งเต็ม แม้การสั่งให้เลิกบริษัทจำกัดกรณีนี้จะเป็นดุลพินิจของศาล แต่ศาลก็ย่อมมีอำนาจพิจารณาถึงสาเหตุที่แท้จริงในการหยุดทำการและพฤติการณ์อื่น ๆ ในการดำเนินกิจการค้าขายของบริษัทที่พิจารณาได้ความมาประกอบการพิจารณาได้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้ความตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามว่า หลังจากปี 2543 ที่จำเลยที่ 1 ได้จัดทำงบดุลของบริษัทส่งให้นายทะเบียนแล้วเป็นต้นมา จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีการจัดทำงบดุลและไม่เคยจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายอีกเลย รวมทั้งได้หยุดดำเนินกิจการมาแล้วเกินกว่าหนึ่งปี เนื่องจากมีข้อขัดแย้งในระหว่างกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันว่า ทำการโดยไม่สุจริตในการร่วมลงทุนซื้อขายที่ดินอันเป็นวัตถุประสงค์หลักในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 ถึงขั้นมีการแจ้งความดำเนินคดีอาญาลักษณะทำนองเป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างผู้ถือหุ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 โต้แย้งคัดค้านและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่สืบพยาน จึงไม่มีข้อเท็จจริงให้เห็นเป็นอย่างอื่น โดยเฉพาะได้ความจากที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 หยุดทำการมาเกินกว่าหนึ่งปีแล้วจริง เนื่องจากเกิดความขัดแย้งกันในการร่วมลงทุนระหว่างฝ่ายโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังนั้น กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะใช้ดุลพินิจสั่งให้บริษัทจำเลยที่ 1 เลิกกันได้เพราะบริษัทหยุดทำการถึงปีหนึ่งเต็มตามมาตรา 1237 (2) ดังกล่าว ไม่ใช่เพราะบริษัทไม่เริ่มทำการค้าภายในหนึ่งปีนับแต่วันจดทะเบียนที่อาจเป็นเพราะไม่มีทุนมาดำเนินการค้า ดังข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างมาในฎีกาแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงไม่ตรงกับคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1237 (2) และให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีเพราะเห็นว่า โจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทมีเรื่องขัดแย้งกันจนไม่อาจเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีร่วมกันได้นั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ล้วนเป็นข้อปลีกย่อย ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยให้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1237 (2) ม. 1251 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรานี ซิงห์ กับพวก
จำเลย — บริษัทพี่น้องป่าตองธุรกิจ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายพจวิน สิทธิ์สงวน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ ขวัญแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา